Page 1

1

ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่ อสารสาหรับองค์ กร ระบบ ความหมายของระบบ (System) ระบบ หมายถึง การนาปัจจัยต่างๆ อันได้แก่ คน (People) ทรัพยากร (Resource) แนวคิด (Concept) และกระบวนการ (Process) มาผสมผสานการทางานร่ วมกันเพื่อให้บรรลุเป้ าหมายอย่างใดอย่างหนึ่งตามที่ได้ วางแผนไว้ โดยภายในระบบอาจประกอบไปด้วยระบบย่อย (Subsystem) ต่างๆ ที่ตอ้ งทางานร่ วมกันเพื่อให้ บรรลุวตั ถุประสงค์เดียวกัน

ตัวอย่ างองค์ ประกอบของระบบต่ างๆ


2

ประเภทของระบบ พิจารณาจากจานวนหน่วยงานย่อย และความสัมพันธ์ระหว่างหน่วยงาน · ระบบอย่างง่ าย (Simple System) หมายถึง ระบบที่มีสมาชิก หรื อหน่วยงานย่อย จานวน ไม่มาก มีความสัมพันธ์ระหว่างหน่วยงาน แบบไม่ยงุ่ ยาก สลับซับซ้อน · ระบบซับซ้ อน (Complex System) หมายถึง ระบบที่มีสมาชิก หรื อจานวนหน่วยงาน จานวนมาก มิหนาซ้ ามีความสัมพันธ์ เกี่ยวข้องกันแบบ สลับซับซ้อนในทางขวาง และทางตั้ง

พิจารณาจากปฏิกิริยาที่มีต่อสิ่ งแวดล้อมภายนอก · ระบบเปิ ด (Open System) หมายถึง ระบบที่มีปฏิสมั พันธ์กบั สิ่งแวดล้อมภายนอก · ระบบปิ ด (Closed System) หมายถึง ระบบที่ไม่มีปฏิสมั พันธ์กบั สิ่งแวดล้อมภายนอก

พิจารณาการเปลี่ยนแปลงของระบบ · ระบบคงที่ (Stable System) หมายถึง ระบบที่ไม่มีการ เปลี่ยนแปลงไปตามสภาพแวดล้อม หรื อเมื่อสภาพแวดล้อม มีการเปลี่ยนแปลง ระบบอาจมีการเปลี่ยนแปลงตามเพียง เล็กน้อยเท่านั้น · ระบบไม่คงที่ หรือ พลวัตร (Dynamic System) หมายถึง ระบบที่มีการเปลี่ยนแปลงตามสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลง ไปเสมอ เช่น ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ "เทคโนโลยี"


3

พิจารณาจากความสามารถในการปรับตัว · แบบปรับตัว (Adaptive) หมายถึง ระบบที่มี ความสามารถในการปรับการเปลี่ยนแปลง ตนเอง หรื อปรับตนเอง เพื่อตอบสนองต่อ การเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อม · แบบไม่ปรับตัว (Non-adaptive) หมายถึง ระบบที่ไม่มีความสามารถในการปรับการ เปลี่ยนแปลงตนเอง หรื อปรับตนเอง เพื่อ ตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของ สภาพแวดล้อม

พิจารณาจากอายุของระบบ · แบบถาวร (Permanent) หมายถึง ระบบ ที่มีการดารงอยู่ หรื อดาเนินงานอยูไ่ ด้ เป็ นระยะเวลายาวนาน · แบบชั่วคราว (Temporary) หมายถึง ระบบที่มีการดารงอยูไ่ ด้เป็ นระยะเวลา สั้นๆ หรื อหมายถึง ระบบที่มีอายุตาม ระยะเวลา ที่ปฏิบตั ิภารกิจ เมื่อภารกิจ เสร็ จสิ้นระบบนั้นก็ยตุ ิบทบาท หรื อ เลิกไป


4

เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่ อสาร(Information Technology) ข้อมูล (Data) มีความหมายแตกต่างจากสารสนเทศ (Information) หรื อสารนิเทศพจนานุกรมฉบับ ราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2525 ได้ให้คาจากัดความคาว่า

ข้ อมูล หมายถึง ข้อเท็จจริ งหรื อสิ่งที่ถือ หรื อยอมรับว่าเป็ นข้อเท็จจริ ง สาหรับใช้เป็ นหลักอนุมานหา ความจริ ง หรื อการคานวณ ข้อมูลจึงมักมีความหมายในลักษณะที่เป็ นข้อมูลดิบ (Raw Data) เรี ยกได้ว่าเป็ นสิ่งที่ ได้จากการสังเกต ปรากฏการณ์การกระทาหรื อลักษณะต่างๆของวัตถุ สิ่งของ คน สัตว์หรื อพืชแล้วบันทึกไว้เป็ น ตัวเลข สัญลักษณ์ ภาพหรื อเสียง

สารสนเทศ (Information) หมายถึง ข่าวสารที่ได้จากการนาข้อมูลดิบ (Raw Data) มาคานวณทาง สถิติหรื อประมวลผลอย่างใดอย่างหนึ่ ง ซึงข่าวสารที่ได้ออกมานั้นจะอยู่ในรู ปที่สามารถนาไปใช้งานได้ทนั ที (วาสนา สุขกระสานติ 2541: 6-1)

เทคโนโลยี หมายถึง วิทยาการที่เกี่ยวกับศิลปะในการนาเอาวิทยาศาสตร์ ประยุกต์มาใช้ให้เกิดประโยชน์ ทางปฏิบตั ิและอุตสาหกรรม (พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน 2539: 406)

เทคโนโลยีสารสนเทศ มาจากภาษาอังกฤษว่า Information Technology และมีผนู้ ิ ยมเรี ยกทับศัพท์ย่อว่า IT ซึ่งสุ ชาดา กีรนันท์ (2541: 23) ให้ความหมายว่า หมายถึง เทคโนโลยีทุกด้านที่เข้ามาร่ วมในกระบวนการ จัด เก็บ สร้ าง และสื่ อสารสนเทศ (วาสนา สุ ข กระสานติ 2541: 6-1) กล่าวถึงความหมายของเทคโนโลยี สารสนเทศว่า หมายถึงกระบวนการต่างๆ และระบบงานที่ช่วยให้ได้สารสนเทศตามที่ตอ้ งการ ลูคสั (Lucas, Jr. 1997: 7) กล่าวว่า เทคโนโลยีสารสนเทศจะอ้างถึงเทคโนโลยีทุกชนิดที่ประยุกต์เพื่อใช้ในการประมวลผลจัดเก็บ และส่งผ่านสารนิเทศต่างๆ ให้อยูใ่ นรู ปของสื่ออิเล็กทรอนิกส์ เทคโนโลยีสารสนเทศเป็ นเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง กับเทคโนโลยีหลัก สองสาขา คือ เทคโนโลยีคอมพิว เตอร์ และเทคโนโลยีสื่อสารโทรคมนาคม โดยทัว่ ไป หมายถึง เทคโนโลยีที่ใช้สาหรับการสร้าง การจัดการ การประมวลผลข้อมูลให้เป็ นข้อสนเทศ การเก็บบันทึก ข้อมูลเป็ นฐานข้อมูล และส่งผ่านสารสนเทศจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง ตลอดจนเทคโนโลยีท้งั หลายที่เกี่ยวเนื่ อง กบการแสดงสารสนเทศโดยใช้ระบบดิจิตอล (ชุนเทียม ทินกฤต, 2540)

การสื่ อสาร หมายถึง การติดต่อระหว่างมนุษย์ดว้ ยวิธีต่างๆ ซึ่งทาให้ฝ่ายหนึ่ งรับรู้ความหมายจากอีก ฝ่ ายหนึ่ งและเกิด การตอบสนอง ปั จจุบนั การสื่ อสารมีมากมายหลายวิธี อาจเป็ นวิทยุ โทรทัศน์ หนังสื อพิมพ์


5

โทรศัพท์มือถือ ดาวเทียม ระบบโทรคมนาคม หรื อการสื่อสารระบบเครื อข่ายที่อาศัยดาวเทียมและสายเคเบิลใย แก้ว เรี ยกอีกอย่างหนึ่งว่า อินเตอร์เน็ต ก็ได้

ความสั มพันธ์ ระหว่ างเทคโนโลยีสารสนเทศกับเทคโนโลยีการสื่ อสาร เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (Information and Communication Technologies –ICT) เกิดจาก การทางานส่วนหนึ่งของเทคโนโลยีสารสนเทศที่มีการใช้เทคโนโลยีการสื่ อสารเพื่อให้ได้ขอ้ มูลสารสนเทศที่ สมบูรณ์ ถูกต้อง รวดเร็ ว ตามความต้องการของผูใ้ ช้งาน แผนแม่บทเทคโนโลยีส ารสนเทศและการสื่ อสารของประเทศไทย พ.ศ. 2545-2549 ได้ก าหนด ความหมายของ ICT ดังนี้ “เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่ อสาร หมายถึง เทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับข่าวสาร ข้อมูล และการ สื่อสาร นับตั้งแต่การสร้าง การนามาวิเคราะห์หรื อประมวลผลการรับและส่งข้อมูล การจัดเก็บ และการนาไปใช้ งานใหม่ เทคโนโลยีเหล่านี้ มักจะหมายถึงคอมพิวเตอร์ ซึ่งประกอบด้วยส่ วนอุปกรณ์ (hardware) ส่ วนคาสั่ง (software) และส่ วนข้อมูล (data) และระบบการสื่ อสารต่ างๆ ไม่ว่าจะเป็ นโทรศัพท์ ระบบสื่ อสารข้อมูล ดาวเทียม หรื อเครื่ องมือสื่อสารใดๆ ทั้งมีสายและไร้สาย” จากความหมายข้างต้น สรุ ปได้ว่า เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร หมายถึง ข้อมูลที่ได้ถกู ผ่าน กระบวนการต่างๆกลัน่ กรองมาเป็ นข้อมูลสารสนเทศ ซึ่งเป็ นทั้งเทคโนโลยีและการสื่อสาร อาจเรี ยกได้ว่า เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารนับตั้งแต่การสร้าง การนามาวิเคราะห์หรื อประมวลผล การรับและส่ง ข้อมูล การจัดเก็บและการนาไปใช้งานใหม่

ระบบสารสนเทศ ความหมายของระบบสารสนเทศ Information System หรื อ IS คือ กระบวนการจัดการข้อมูลให้มีสถานภาพเป็ นสารสนเทศ เริ่ มตั้งแต่ การจัดหา การรวบรวม การประมวลผล การสืบคืน การแสดงผล ตลอดจนการเผยแพร่ หรื อถ่ายทอดสารสนเทศ แก่ผทู้ ี่ตอ้ งการ เพื่อให้สารสนเทศนั้นถูกนาไปใช้ประโยชน์ ตามวัตถุประสงค์ และเป้ าหมายขององค์การ โดยกระบวนการจัดทาข้อมูลให้เป็ นสารสนเทศที่จะเป็ นประโยชน์ต่อการใช้งานนั้น มีข้นั ตอนสรุ ปได้ ดังนี้ 1. การรวบรวมและตรวจสอบข้อมูล ควรประกอบด้วย 1.1 การเก็บรวบรวมข้อมูล เป็ นเรื่ องของการเก็บรวบรวมข้อมูลซึ่งมีจานวนมาก และต้องเก็บให้ได้


6

อย่างทันเวลา เช่น ข้อมูลการลงทะเบียนเรี ยนของนักเรี ยน ข้อมูลประวัติบุคลากร ปัจจุบนั มีเทคโนโลยีช่วยใน การจัดเก็บอยูเ่ ป็ นจานวนมาก เช่น การป้ อนข้อมูลเข้าเครื่ องคอมพิวเตอร์ การอ่านข้อมูลจากรหัสแท่ง การตรวจ ใบลงทะเบียนที่มีการฝนดินสอดาในตาแหน่งต่าง ๆ เป็ นวิธีการเก็บรวบรวมข้อมูลเช่นกัน 1.2 การตรวจสอบข้อมูล เมื่อมีการเก็บรวบรวมข้อมูลแล้วจาเป็ นต้องมีการตรวจสอบข้อมูล เพื่อ ตรวจสอบความถูกต้อง ข้อมูลที่เก็บเข้าในระบบจะต้องมีความเชื่อถือได้ หากพบที่ผดิ พลาดต้องแก้ไข การ ตรวจสอบข้อมูลมีหลายวิธี เช่น การใช้ผปู้ ้ อนข้อมูลสองคนป้ อนข้อมูลชุดเดียวกันเข้าเครื่ องคอมพิวเตอร์แล้ว เปรี ยบเทียบกัน 2. การดาเนินการประมวลผลข้อมูลให้กลายเป็ นสารสนเทศ อาจประกอบด้วยกิจกรรมดังต่อไปนี้ 1.1 การจัดแบ่งข้อมูล ข้อมูลที่จดั เก็บจะต้องมีการแบ่งแยกกลุ่ม เพื่อเตรี ยมไว้สาหรับการใช้งาน การ แบ่งแยกกลุ่มมีวิธีการที่ชดั เจน เช่น ข้อมูลในโรงเรี ยนมีการแบ่งเป็ นแฟ้ มประวัตินกั เรี ยน และแฟ้ มลงทะเบียน สมุด โทรศัพท์หน้าเหลืองมีกรแบ่งหมวดหมู่สินค้า และบริ การ เพื่อความสะดวกในการค้นหา 1.2 การจัดเรี ยงข้อมูล เมื่อจัดแบ่งกลุ่มเป็ นแฟ้ มแล้ว ควรมีการจัดเรี ยงข้อมูลตามลาดับ ตัวเลข หรื อ ตัวอักษร หรื อเพื่อให้เรี ยกใช้งานได้ง่ายประหยัดเวลา ตัวอย่างการจัดเรี ยงข้อมูล เช่น การจัดเรี ยงบัตรข้อมูลผู้ แต่งหนังสือในตูบ้ ตั รรายการของห้องสมุดตามลาดับตัวอักษร การจัดเรี ยงชื่อคนในสมุดรายนามผูใ้ ช้ โทรศัพท์ ทาให้คน้ หาได้ง่าย 1.3 การสรุ ปผล บางครั้งข้อมูลที่จดั เก็บมีเป็ นจานวนมาก จาเป็ นต้องมีการสรุ ปผลหรื อสร้าง รายงานย่อ เพื่อนาไปใช้ประโยชน์ ข้อมูลที่สรุ ปได้น้ ีอาจสื่อความหมายได้ดีกว่า เช่นสถิติจานวนนักเรี ยนแยก ตามชั้นเรี ยนแต่ละชั้น 1.4 การคานวณ ข้อมูลที่เก็บมีเป็ นจานวนมาก ข้อมูลบางส่วนเป็ นข้อมูลตัวเลขที่สามารถนาไป คานวณเพื่อหาผลลัพธ์บางอย่างได้ ดังนั้นการสร้างสารสนเทศจากข้อมูลจึงอาศัยการคานวณข้อมูลที่เก็บไว้ดว้ ย 3. การดูแลรักษาสารสนเทศเพื่อการใช้งาน ประกอบด้วย 3.1 การเก็บรักษาข้อมูล การเก็บรักษาข้อมูลหมายถึงการนาข้อมูลมาบันทึกเก็บไว้ในสื่อบันทึก ต่างๆ เช่น แผ่นบันทึกข้อมูล นอกจากนี้ยงั รวมถึงการดูแล และทาสาเนาข้อมูล เพื่อให้ใช้งานต่อไปในอนาคตได้ 3.2 การค้นหาข้อมูล ข้อมูลที่จดั เก็บไว้มีจุดประสงค์ที่จะเรี ยกใช้งานได้ต่อไปการค้นหาข้อมูล จะต้องค้นได้ถกู ต้องแม่นยา รวดเร็ว จึงมีการนาคอมพิวเตอร์เข้ามามีส่วนช่วยในการทางาน ทาให้การเรี ยกค้น กระทาได้ทนั เวลา 3.3 การทาสาเนาข้อมูล การทาสาเนาเพื่อที่จะนาข้อมูลเก็บรักษาไว้ หรื อนาไปแจกจ่ายใน ภายหลัง จึงควรจัดเก็บข้อมูลให้ง่ายต่อการทาสาเนา หรื อนาไปใช้อีกครั้งไดโดยง่าย 3.4 การสื่อสาร ข้อมูลต้องกระจายหรื อส่งต่อไปยังผูใ้ ช้งานที่ห่างไกลได้ง่าย การสื่อสารข้อมูลจึง เป็ นเรื่ องสาคัญและมีบทบาทที่สาคัญยิง่ ที่จะทาให้การส่งข่าวสารไปยังผูใ้ ช้ทาได้รวดเร็วและทันเวลา


7

ความสาคัญของระบบสารสนเทศต่ อองค์ กร 1. ทาให้องค์การมีการจัดเก็บอย่างเป็ นระบบ และมีมาตรฐานเดียวกัน ช่วยขจัดความซ้ าซ้อนและลดภาระ ของหน่วยงาน 2. เพิ่มความสะดวก รวดเร็ ว ในสามารถเรี ยกใช้สารสนเทศได้ตลอดเวลา 3. ทาให้ผบู้ ริ หารมีสารสนเทศที่สามารถนาไปใช้ในการตัดสินใจ สัง่ การ และวางแผนด้านการปฏิบตั ิงาน ได้อย่างมีประสิทธิภาพ 4. สามารถนาเอาสารสนเทศไปใช้ในกิจกรรมอื่นๆ ขององค์การได้ เช่น การจัดทารายงานประจาปี การ จัดทาเอกสารประชาสัมพันธ์องค์การ เป็ น

ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ ยัง มีก ารสับ สนอยู่ม ากระหว่า งค าว่ า ระบบสารสนเทศ ( Information System) กับ เทคโนโลยี สารสนเทศ

( Information Technology) ความจริ งทั้งสองคาคือสิ่ งเดียวกันแต่แตกต่างกันที่เทคโนโลยี ใน

ส่วนแรก หมายถึงระบบที่มีการนาข้อมูลดิบไปประมวลผลให้อยูใ่ นรู ปสารสนเทศที่พร้อมใช้งาน เช่น การอ่าน ข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์แล้วไปเล่าต่อให้อีกคนหนึ่งฟัง ก็ถือได้ว่าเป็ นระบบสารสนเทศอย่างหนึ่งแล้ว เพราะมี การอ่านข้อมูลดิบจากแหล่งข่าวสารแล้วมีการประมวลผลในสมอง บันทึกจดจา และมีการแจกจ่ายไปยังบุคคล อื่น แต่ในกรณี เดียวกันนี้ถา้ มีเทคโนโลยีเข้าช่วย เช่น ทาการป้ อนข้อความในข่าวนั้นด้วยเครื่ องสแกนเนอร์ แล้ว บันทึกเป็ นไฟล์ภาพ ทาการส่ งผ่าน Email ไปยังบุคคลที่ตอ้ งการ ทั้งสองวิธีการนี้ มีวตั ถุประสงค์เดียวกันคือ ต้องการเผยแพร่ ข่าวสารไปยังบุคคลอื่นแต่ใช้วิธีการที่ต่างกัน วิธีหลังนี้เองที่เรี ยกกันว่า “เทคโนโลยีสารสนเทศ ” กล่าวคือมีการใช้เครื่ องมือ อุปกรณ์ ที่ช่ว ยเหลือในการนาเข้าข้อมูล จัดเก็บ บันทึ ก ประมวลผล แจกจ่าย ส่งผ่านข้อมูล ด้วยความรวดเร็ ว ถูกต้อง แม่นยาและได้ขอ้ มูลครบถ้วนกว่าวิธีการแรก ดังนั้นเพื่อความเข้าใจของ คาสองคานี้เพิ่มขึ้น จะอธิบายด้วยแผนภาพดังนี้


8

ระบบสารสนเทศที่ใช้ เทคโนโลยี (Use Information Technology )

ดังรู ป  แหล่งกาเนิดของข้อมูล(Source of Data)  การนาข้อมูลเข้าระบบ ( Data Entry)  การบันทึกข้อมูลลงหน่วยความจา (Data Storage)  การนาสารสนเทศไปใช้(Application) เทคโนโลยีสารสนเทศจึงเป็ นเครื่ องมือที่ทาให้สามารถพัฒนาข้อมูลต่างๆ ในระบบสารสนเทศให้อยู่ใน รู ปของ “สารสนเทศ” ที่สามารถนาไปใช้งานได้ทนั ที “ Information Technology is an Enabling tool for developing information system ”

ความสาคัญของระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ บทบาทความสาคัญของเทคโนโลยีสารสนเทศ ความก้าวหน้าทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ทา ให้มีการพัฒนาคิดค้นสิ่งอานวยความสะดวกสบายต่อการดารงชีวิตเป็ นอันมาก เทคโนโลยีได้เข้ามาเสริ ม ปัจจัยพื้นฐานการดารงชีวิตได้เป็ นอย่างดี เทคโนโลยีทาให้การสร้างที่พกั อาศัยมีคุณภาพมาตรฐาน สามารถผลิต สินค้าและให้บริ การต่าง ๆ เพื่อตอบสนองความต้องการของมนุษย์มากขึ้น เทคโนโลยีทาให้ระบบการผลิต สามารถผลิตสินค้าได้เป็ นจานวนมากมีราคาถูกลง สินค้าได้คุณภาพ เทคโนโลยีทาให้มีการติดต่อสื่อสารกันได้ สะดวก การเดินทางเชื่อมโยงถึงกันทาให้ประชากรในโลกติดต่อรับฟังข่าวสารกันได้ตลอดเวลา พัฒนาการของ


9

เทคโนโลยีทาให้ชีวิตความเป็ นอยูเ่ ปลี่ยนไปมาก เทคโนโลยีเริ่ มเข้ามาช่วยในการพิมพ์ ทาให้การสื่อสารด้วย ข้อความและภาษาเพิ่มขึ้นมาก เทคโนโลยีพฒั นามาจนถึงการสื่อสารกัน โดยส่งข้อความเป็ นเสียงทาง สายโทรศัพท์ได้ประมาณร้อยกว่าปี ที่แล้ว และเมื่อประมาณห้าสิบปี ที่แล้ว ก็มีการส่งภาพโทรทัศน์และ คอมพิวเตอร์ทาให้มีการใช้สารสนเทศในรู ปแบบข่าวสารมากขึ้น ในปัจจุบนั มีสถานที่วิทยุ โทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ แ ละสื่อต่าง ๆ ที่ใช้ในการกระจ่ายข่าวสาร มีการแพร่ ภาพทางโทรทัศน์ผา่ นดาวเทียมเพื่อรายงาน เหตุการณ์สด เห็นได้ชดั ว่าเทคโนโลยีได้เข้ามามีบทบาทอย่างมาก บทบาทของการพัฒนาเทคโนโลยีรวดเร็วขึ้น เมื่อมีการพัฒนาอุปกรณ์ทางด้านคอมพิวเตอร์และส่วนประกอบ จะเห็นได้ว่าในช่วงสี่หา้ ปี ที่ผา่ นมาจะมี ผลิตภัณฑ์ใหม่ ซึ่งมีคอมพิวเตอร์เข้าไปเกี่ยวข้องให้เห็นอยูต่ ลอดเวลา ดังนั้นเทคโนโลยีสารสนเทศจึงมี ความสาคัญอย่างยิง่ คือ - เทคโนโลยีสารสนเทศช่วยเพิม่ ผลผลิต ลดต้นทุน และเพิม่ ประสิทธิภาพในการทางาน - เทคโนโลยีสารสนเทศเปลี่ยนรู ปแบบการบริ การเป็ นแบบกระจาย - เทคโนโลยีสารสนเทศเป็ นสิ่งที่จาเป็ น สาหรับการดาเนินการในหน่วยงานต่าง ๆ - เทคโนโลยีสารสนเทศเกี่ยวข้องกับคนทุกระดับ สามารถอธิบายความสาคัญของเทคโนโลยีสารสนเทศด้านที่มีผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมด้านต่าง ๆ ของมนุษย์ไว้หลายประการดังต่อไปนี้ 1. เทคโนโลยีสารสนเทศ ทาให้สงั คมเปลี่ยนจากสังคมอุตสาหกรรมมาเป็ นสังคมสารสนเทศ 2. เทคโนโลยีสารสนเทศทาให้ระบบเศรษฐกิจเปลี่ยนจากระบบแห่งชาติไปเป็ นเศรษฐกิจโลกที่ทาให้ระบบ เศรษฐกิจของโลกผูกพันกับทุกประเทศ ความเชื่อมโยงของเครื อข่ายสารสนเทศทาให้เกิดสังคมโลกาภิวฒั น์ 3. เทคโนโลยีสารสนเทศทาให้องค์กรมีลกั ษณะผูกพัน มีการบังคับบัญชาแบบแนวราบมากขึ้น หน่วยธุรกิจมี ขนาดเล็กลง และเชื่อมโยงกับหน่วยธุรกิจอื่นเป็ นเครื อข่าย การดาเนินธุรกิจมีการแข่งขันกันในด้านความเร็ ว โดยอาศัยการใช้ระบบเครื อข่ายคอมพิวเตอร์ และการสื่อสารโทรคมนาคมเป็ นตัวสนับสนุน เพื่อให้เกิดการ แลกเปลี่ยนข้อมูลได้ง่ายและรวดเร็ ว 4.ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศเป็ นเทคโนโลยีแบบสุนทรี ยสัมผัส และสามารถตอบสนองตามความต้องการการ ใช้เทคโนโลยีในรู ปแบบใหม่ที่เลือกได้เอง 5. เทคโนโลยีสารสนเทศทาให้เกิดสภาพทางการทางานแบบทุกสถานที่และทุกเวลา


10

6. เทคโนโลยีสารสนเทศก่อให้เกิดการวางแผนการดาเนินการระยะยาวขึ้น อีกทั้งยังทาให้วิธีการตัดสินใจ หรื อ เลือกทางเลือกได้ละเอียดขึ้น

 IT ส่ งผลกระทบต่อมนุษย์ในด้านบวกอย่างเดียวหรื อไม่? เมื่อสังคมรับ IT เข้ามาเราจะถูกคุกคามจากเทคโนโลยี ซึ่งผลกระทบของ IT ที่มีต่อบุคคล องค์กรและ สังคม ไม่ใช่เรื่ องใหม่แต่เกิดขึ้นมานานแล้วนับตั้งแต่ปี ค.ศ. 1830 และถึงแม้มนุษย์จะรู้ว่าเราอาจจะถูกคุกคาม จากวิวฒั นาการของเทคโนโลยี แต่ก็มิอาจที่จะปฏิเสธมันได้ เมื่อเราเปิ ดใจที่รับเทคโนโลยี สังคมก็จะต้องมีการ ควบคุมการนาเทคโนโลยีมาใช้อย่างเหมาะสม ก่อนลงทุนนาเทคโนโลยีมาใช้งาน จะต้องมีการสืบเสาะค้นหา ข้อมูลด้านต้นทุน ความเสี่ยงของเทคโนโลยี ก่อนจ่ายเงินเพื่อลงทุนกับ IT นั้นๆ บน web site จะมีการวิจารณ์ เกี่ยวกับเทคโนโลยีเพื่อให้เกิดความรู้ความเข้าใจ อย่างไรก็ตาม IT มีผลในแง่ลบอย่างมากมาย ทั้งในแง่การ ละเมิดลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ การควบคุมการนาไฟล์ทาง E-mail ไปใช้อย่างผิด ๆ ด้านสุขภาพและความ ปลอดภัย นอกจากนี้การนา IT ไปใช้ยงั มีผลกระทบต่อคุณภาพชีวิต เช่น บางคนเล่นเกม online จนติด งอมแงม ขาดการบริ หารจัดการตนเองที่เหมาะสม

องค์ ประกอบของระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ 1. เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ คอมพิวเตอร์เป็ นเครื่ องอิเล็กทรอนิกส์ที่สามารถจดจาข้อมูลต่างๆ และปฏิบตั ิตามคาสัง่ ที่บอก เพื่อให้ คอมพิวเตอร์ทางานอย่างใดอย่างหนึ่งได้ คอมพิวเตอร์น้นั ประกอบด้วยอุปกรณ์ต่างๆ ต่อเชื่อมกันเรี ยกว่า ฮาร์ดแวร์(Hardware) และอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์น้ ีจะต้องทางานร่ วมกับโปรแกรมคอมพิวเตอร์หรื อที่เรี ยกกันว่า ซอฟต์แวร์ (Software) (มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช. สาขาวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี 2546: 4)


11

2. เทคโนโลยีสื่อสารโทรคมนาคม ใช้ในการติ ด ต่ อสื่ อสารรั บ/ส่ งข้อมูลจากที่ ไกล ๆ เป็ นการส่ งของข้อมูลระหว่างคอมพิว เตอร์ หรื อ เครื่ องมือที่อยูห่ ่างไกลกัน ซึ่งจะช่วยให้การเผยแพร่ ขอ้ มูลหรื อสารสนเทศไปยังผูใ้ ช้ในแหล่งต่าง ๆ เป็ นไปอย่าง สะดวก รวดเร็ ว ถูกต้อง ครบถ้วน และทันการณ์ ซึ่ งรู ปแบบของข้อมูลที่รับ/ส่ งอาจเป็ นตัวเลข (Numeric Data) ตัวอักษร (Text) ภาพ (Image) และเสี ยง (Voice) เทคโนโลยีที่ใช้ในการสื่ อสารหรื อเผยแพร่ สารสนเทศ ได้แก่ เทคโนโลยีที่ใช้ในระบบโทรคมนาคมทั้งชนิ ดมีสายและไร้สาย เช่น ระบบโทรศัพท์, โมเด็ม, แฟกซ์, โทรเลข,

วิทยุกระจายเสียง, วิทยุโทรทัศน์ เคเบิ้ลใยแก้วนาแสง คลื่นไมโครเวฟ และดาวเทียม เป็ นต้น สาหรับกลไกหลัก ของการสื่ อสารโทรคมนาคมมีองค์ประกอบพื้นฐาน 3 ส่ วน ได้แก่ ต้นแหล่งของข้อความ (Source/Sender), สื่อกลางสาหรับการรับ/ส่ งข้อความ (Medium), และส่ วนรับข้อความ (Sink/Decoder) ดังแผนภาพต่อไปนี้ คือ นอกจากนี้ เทคโนโลยีสารสนเทศสามารถจาแนกตามลักษณะการใช้งานได้เป็ น 6 รู ปแบบ ดังนี้ ต่อไปนี้ คือ 1. เทคโนโลยีที่ใช้ในการเก็บข้อมูล เช่ น ดาวเที ยมถ่ายภาพทางอากาศ กล้อ งดิ จิ ทัล กล้องถ่ายวีดี ทัศ น์ เครื่ องเอกซเรย์ฯลฯ 2. เทคโนโลยีที่ใช้ในการบันทึกข้อมูล จะเป็ นสื่ อบันทึกข้อมูลต่าง ๆ เช่น เทปแม่เหล็ก จานแม่เหล็ก จานแสง หรื อจานเลเซอร์ บัตรเอทีเอ็ม ฯลฯ 3. เทคโนโลยีที่ใช้ในการประมวลผลข้อมูล ได้แก่ เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ท้งั ฮาร์ดแวร์ และซอฟต์แวร์ 4. เทคโนโลยีที่ใช้ในการแสดงผลข้อมูล เช่น เครื่ องพิมพ์ จอภาพ พลอตเตอร์ ฯลฯ 5. เทคโนโลยีที่ใช้ในการจัดทาสาเนาเอกสาร เช่น เครื่ องถ่ายเอกสาร เครื่ องถ่ายไมโครฟิ ล์ม


12

ข้อมูลหรื อสารสนเทศที่ใช้ก ันอยู่ทั่วไปในระบบสื่ อสาร เช่น ระบบโทรศัพท์ จะมีลกั ษณะของ สัญญาณเป็ นคลื่นแบบต่อเนื่องที่เราเรี ยกว่า "สัญญาณอนาลอก" แต่ในระบบคอมพิวเตอร์ จะแตกต่างไป เพราะ ระบบคอมพิวเตอร์ใช้ระบบสัญญาณไฟฟ้ าสูงต่าสลับกัน เป็ นสัญญาณที่ไม่ต่อเนื่ อง เรี ยกว่า "สัญญาณดิจิตอล" ซึ่งข้อมูลเหล่านั้นจะส่งผ่านสายโทรศัพท์ เมื่อเราต้องการส่งข้อมูลจากคอมพิวเตอร์เครื่ องหนึ่ งไปยังเครื่ องอื่น ๆ ผ่านระบบโทรศัพท์ ก็ตอ้ งอาศัยอุปกรณ์ช่วยแปลงสัญญาณเสมอ ซึ่งมีชื่อเรี ยกว่า "โมเด็ม" (Modem)

ปัจจัยที่ทาให้ เกิดความล้ มเหลวในการนาเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ จากงานวิจยั ของ Whittaker (1999: 23) พบว่า ปัจจัยของความล้มเหลวหรื อความผิดพลาดที่เกิดจากการนา เทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ในองค์การ มีสาเหตุหลัก 3 ประการ ได้แก่ 1.การขาดการวางแผนที่ดีพอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการวางแผนจัดการความเสี่ ยงไม่ดีพอ ยิ่งองค์การมีขนาด ใหญ่มากขึ้นเท่าใด การจัดการความเสี่ยงย่อมจะมีความสาคัญมากขึ้นเป็ นเงาตามตัว ทาให้ค่าใช้จ่ายด้านนี้ เพิ่ม สูงขึ้น 2. การนาเทคโนโลยีที่ไม่เหมาะสมมาใช้งาน การนาเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาใช้ในองค์การจาเป็ นต้อง พิจารณาให้สอดคล้องกับลักษณะของธุรกิจหรื องานที่องค์การดาเนิ นอยู่ หากเลือกใช้เทคโนโลยีที่ไม่สอด รับกับความต้องการขององค์การแล้วจะทาให้เกิดปั ญหาต่าง ๆ ตามมา และเป็ นการสิ้ นเปลืองงบประมาณ โดยใช่เหตุ 3. การขาดการจัดการหรื อสนับสนุนจากผูบ้ ริ หารระดับสูง การที่จะนาเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาใช้งาน ในองค์กร หากขาดซึ่งความสนับสนุนจากผูบ้ ริ หารระดับสูงแล้วก็ถือว่าล้มเหลวตั้งแต่ยงั ไม่ได้เริ่ มต้น การ ได้รั บความมัน่ ใจจากผูบ้ ริ หารระดับสู งเป็ นก้าวย่างที่ ส าคัญ และจ าเป็ นที่ จ ะท าให้ก ารน าเทคโนโลยี สารสนเทศมาใช้ในองค์การประสบความสาเร็ จ สาหรับสาเหตุของความล้มเหลวอื่น ๆ ที่พบจากการนาเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ เช่น ใช้เวลาในการ ดาเนิ นการมากเกินไป (Schedule overruns), นาเทคโนโลยีที่ล้ าสมัยหรื อยังไม่ผ่านการพิสูจน์มาใช้งาน (New or unproven technology), ประเมิน แผนความต้องการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศไม่ถูกต้อง, ผูจ้ ัด จาหน่ายเทคโนโลยีสารสนเทศ (Vendor) ที่องค์การซื้อมาใช้งานไม่มีประสิทธิภาพและขาดความรับผิดชอบ และระยะเวลาของการพัฒนาหรื อนาเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้จนเสร็ จสมบูรณ์ใช้เวลาน้อยกว่าหนึ่งปี


13

นอกจากนี้ ปั จ จัยอื่น ๆ ที่ ทาให้ก ารน าเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ไม่ประสบความสาเร็ จในด้าน ผูใ้ ช้งานนั้น อาจสรุ ปได้ดงั นี้ คือ 1. ความกลัวการเปลี่ยนแปลง กล่าวคือ ผูค้ นกลัวที่จะเรี ยนรู้การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ รวมทั้งกลัวว่า เทคโนโลยีสารสนเทศจะเข้ามาลดบทบาทและความสาคัญในหน้าที่ การงานที่รับผิด ชอบของตนให้ลด น้อยลง จนทาให้ต่อต้านการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ 2. การไม่ติดตามข่าวสารความรู้ดา้ นเทคโนโลยีสารสนเทศอย่างสม่าเสมอ เนื่ องจากเทคโนโลยีสารสนเทศ เปลี่ยนแปลงรวดเร็ วมาก หากไม่หมัน่ ติดตามอย่างสม่าเสมอแล้วจะทาให้กลายเป็ นคนล้าหลังและตกขอบ จนเกิดสภาวะชะงักงันในการเรี ยนรู้และใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ 3. โครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศของประเทศกระจายไม่ทวั่ ถึง ทาให้ขาดความเสมอภาคใน การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ หรื อเกิดการใช้กระจุกตัวเพียงบางพื้นที่ ทาให้เป็ นอุปสรรคในการใช้งานด้าน ต่าง ๆ ตามมา เช่น ระบบโทรศัพท์ อินเทอร์เน็ตความเร็ วสูง ฯลฯ

เทคโนโลยีสารสนเทศกับการบริหารจัดการภายในองค์ กร ปัจจุบนั เทคโนโลยีสารสนเทศ ( International Technology ) หรื อที่นิยมเรี ยกว่า IT เข้ามามีบทบาท สาคัญต่อการดาเนินชีวติ ของมนุษย์ โดยเฉพาะอย่างยิง่ ในปัจจุบนั องค์กรธุรกิจต่างๆมีการแข่งขันกันสูง ผูท้ ี่ ได้รับข้อมูลข่าวสารเร็วหรื อเข้าถึงข้อมูลได้เร็ วกว่าคนอื่นเท่านั้นถึงจะเป็ นผูช้ นะ นอกจากนี้เทคโนโลยี สารสนเทศ ยังมีบทบาทต่อการตัดสินใจของผูบ้ ริ หารได้รวดเร็ วและถูกต้อง พัฒนาการของเทคโนโลยีสารสนเทศ ได้สร้างความท้าทายแก่ผบู้ ริ หารเป็ นอย่างมาก เนื่องจาก เทคโนโลยีสารสนเทศสร้างผลกระทบในเชิงลึกต่อวัฒนธรรมความคิด และรู ปแบบในการแก้ปัญหาของบุคคล ซึ่งผูบ้ ริ หารในอนาคตต้องมีทกั ษะโดยเฉพาะความรู้ความใจในศักยภาพ และสามารถประยุกต์ใช้เทคโนโลยี สารสนเทศได้อย่างถูกต้องและเกิด ประโยชน์แก่องค์กร ผูบ้ ริ หารต้องตัดสินใจเกี่ยวกับการใช้งานเทคโนโลยี สารสนเทศให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่องค์กร ผูบ้ ริ หารต้องรับผิดชอบในการกาหนดกลยุทธ์การใช้เทคโนโลยี สารสนเทศเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการดาเนินงานและสร้างความได้เปรี ยบในการแข่งขัน แต่ยงั มีผบู้ ริ หาร บางส่วนยังขาดวิสยั ทัศน์ในเรื่ องเทคโนโลยีสารสนเทศ ผูบ้ ริ หารหลายคนยังติดอยูก่ บั ระบบงานที่เชื่องช้า ไม่ ยืดหยุน่ ตลอดจนมีความคิดหรื อกระบวนทัศน์( Paradigm) ที่ไม่เปลี่ยนแปลงไม่ยอมรับและกล้าต่อการ เปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี แต่กค็ งไม่มีใครปฏิเสธที่ว่า เทคโนโลยีสารสนเทศมีอิทธิพลต่อการเปลี่ยนแปลง และพัฒนาการของธุรกิจในอนาคต


14

เทคโนโลยีสารสนเทศ หมายถึง เทคโนโลยีที่ประกอบขึ้นด้วย ระบบจัดเก็บและประมวลผลข้อมูล ระบบสื่อสารโทรคมนาคม และอุปกรณ์สนับสนุนการปฏิบตั ิงานด้านสารสนเทศที่มกี ารวางแผนจัดการและใช้ งานอย่างมีประสิทธิภาพ

ความหมายขององค์ กร องค์กร หมายถึง บุคคลกลุ่มหนึ่งที่มารวมตัวกัน โดยมีวตั ถุประสงค์หรื อเป้ าหมายอย่างหนึ่งหรื อหลายอย่าง ร่ วมกัน และดาเนินกิจกรรมบางอย่างร่ วมกันอย่างมีข้นั ตอนเพื่อให้บรรลุวตั ถุประสงค์น้ นั โดยมีท้งั องค์กรที่ แสวงหาผลกาไร คือองค์กรที่ดาเนินกิจกรรมเพื่อการแข่งขันทางเศรษฐกิจ เช่น บริ ษทั ห้างหุน้ ส่วน ห้างสรรพสินค้า ร้านค้าต่างๆ และ องค์กรที่ไม่แสวงหาผลกาไร คือองค์กรที่ดาเนินกิจกรรมเพื่อ สาธารณประโยชน์เป็ นหลัก เช่น สมาคม สถาบัน มูลนิธิ เป็ นต้น

ความจาเป็ นและประโยชน์ ต่อการจัดองค์ กร ประโยชน์ต่อองค์กร 1. องค์กรเจริ ญก้าวหน้า 2. ทาให้งานไม่ซ้ าซ้อน 3. ปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไปได้

ประโยชน์ต่อผูบ้ ริ การ 1. การบริ หารงานง่าย 2. แก้ปัญหางานไม่ซ้ าซ้อน 3. งานไม่คงั่ ค้าง

บทบาทขององค์ กรที่มีต่อระบบสารสนเทศ องค์กรมีผลต่อระบบสารสนเทศในหลายด้านพอสรุ ปได้ดงั นี้คือ 1.การตัดสินใจเรื่ องบทบาทของระบบสารสนเทศและการนาระบบสารสนเทศมาใช้ กล่าวคือ องค์กรจะต้องทา การพิจารณาว่าจะนาระบบสารสนเทศมาใช้ให้เกิดความได้เปรี ยบทางการแข่งขัน หรื อจะนาเทคโนโลยี สารสนเทศมาใช้แทนพนักงานเท่านั้น หรื อที่เรี ยกว่า Automation หากองค์กรให้ความสาคัญต่อระบบ สารสนเทศในการเป็ นทรัพยากรที่ใช้ในการแข่งขัน องค์กรอาจจะต้องมีการจัดเตรี ยมงบประมาณในการลงทุน ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศให้มากขึ้น เพื่อปรับปรุ งประสิทธิภาพในการทางานของระบบให้ดีข้ นึ เรื่ อยๆ 2.การตัดสินใจว่าจะพัฒนาระบบสารสนเทศอย่างไร ได้แก่ การตัดสินใจที่จะพัฒนาระบบสารสนเทศด้วย หน่วยงานภายใน หรื อจะจ้างหน่วยงานภายนอกมาทาการพัฒนาที่เรี ยกว่า Outsourcing หากองค์กรจะทาการ พัฒนาด้วยตัวเอง องค์กรจะต้องมีหน่วยงานทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศภายในที่มีความรู้ ความสามารถ


15

เพียงพอในการจะดาเนินการดังกล่าวได้ 3. การตัดสินใจเกี่ยวกับการจัดตั้งหน่วยงานสารสนเทศ ได้แก่ การตัดสินใจที่จะมีหน่วยงานสารสนเทศภายใน แบบใด เช่น เป็ นเพียงหน่วยงานสนับสนุนการบารุ งรักษาระบบสารสนเทศเท่านั้น หรื อจะเป็ นหน่วยงาน สารสนเทศหลักในการพัฒนาระบบด้วยตัวเอง 4. การตัดสินใจว่ามีปัจจัยอะไรบ้างที่ตอ้ งคานึงถึงในการพัฒนาระบบสารสนเทศ เช่น จะต้องมีการปรับเปลี่ยน วิธีการทางานหรื อไม่เพื่อรองรับการนาระบบสารสนเทศหรื อเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ใน องค์กร และปรับปรุ งอย่างไร เป็ นต้น

ความสาคัญของระบบเทคโนโลยีสารสนเทศต่ อองค์ กร ปัจจุบนั มีการกล่าวถึงระบบสารสนเทศกันมาก ไม่ว่าจะเป็ นหน่วยงานของภาคเอกชน หรื อ ภาครัฐ ก็ตาม การดาเนินงานเกือบทุกขั้นตอนจะต้องมีสารสนเทศเข้าไปเกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็ นเรื่ องการบริ หาร หรื อการ ปฏิบตั ิงานก็ตาม เช่น ร้านค้าขายสินค้าก็จะมีการเก็บข้อมูลเกี่ยวกับสินค้าในแต่ละประเภท ,ข้อมูลลูกค้า ,ข้อมูล การขาย ,ฝ่ ายบุคคลก็จะมีขอ้ มูลเกี่ยวกับพนักงานแต่ละคน เป็ นต้น ตัวอย่างที่กล่าวมาเป็ นข้อมูลที่จะนามาใช้ สร้างสารสนเทศ และสารสนเทศต่างๆเหล่านี้จะทาให้ผบู้ ริ หารขององค์กร หรื อ ผูจ้ ดั การรู้ว่าการขายสินค้าเป็ น อย่างไรบ้างในระยะเวลาที่ผา่ นมา สินค้าประเภทไหนขายดี มีจานวนสินค้าในร้านเท่าไหร่ จะต้องสัง่ สินค้าเพิ่ม เมื่อไหร่ หรื อข้อมูลเกี่ยวกับพนักงาน ก็สามรถตรวจสอบได้ว่ามีพนักงานทั้งหมดเท่าไหร่ มีจานวนขาดหรื อเกิน ภาระงานที่มีอยูใ่ นปัจจุบนั หรื อจะต้องรับเพิ่มอีกเท่าไหร่ เป็ นต้น ที่กล่าวมาจึงเห็นได้ว่าสารสนเทศเป็ นหัวใจ สาคัญของการดาเนินงานขององค์กรในยุคปัจจุบนั สารสนเทศเกี่ยวข้องกับการดาเนินงานของทุกระดับในองค์กร ในระดับผูป้ ฏิบตั ิงานจะใช้สารสนเทศ เช่น พนักงานขายต้องอาศัยสารสนเทศ เพื่อบอกรายละเอียดต่างๆเกี่ยวกับสินค้าจานวนสินค้าที่มีอยูใ่ นสต๊อก สินค้า และราคาสินค้าให้กบั ลูกค้า พนักงานขายจะถือว่าใบสัง่ สินค้าจากลูกค้าเป็ นสารสนเทศของเขา ผูจ้ ดั การ ฝ่ ายขายจะใช้รายงานเกี่ยวกับการสัง่ ซื้อสินค้า หรื อ สถิติ ของยอดขายสินค้าเป็ นสารสนเทศ แต่ผบู้ ริ หารระดับสูง จะใช้สารสนเทศเพื่อสนับสนุนการตัดสินใจ วางแผนการเนินงาน หรื อใช้ในการแก้ปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้น ใน หน่วยงานหนึ่งอาจมีขอ้ มูลที่จะต้องบันทึกมากมาย เช่น บัญชีรายรับ , รายจ่าย, รายการส่งสินค้า ,รายการรับซื้อ สินค้า ,จานวนพนักงาน ,สถิติการย้ายเข้า/ย้ายออก ,อัตราเงินเดือน,โบนัส , วันลาต่างๆ เป็ นต้น จึงต้องมีการจัด เก็บข้อมูลเพื่อให้สามารถนาข้อมูลมาใช้ได้สะดวกรวดเร็วขึ้น ทาให้ได้สารสนเทศที่เป็ นระบบมากขึ้น สารสนเทศในองค์กร มีบทบาทที่สาคัญต้ององค์กรมากเพราะองค์กรมีความจาเป็ นต้องแข่งขัน เพื่อให้ทนั กับ เวลา ตลอดจนเพิม่ ประสิทธิภาพการทางานต่างๆให้องค์กรอยูร่ อดได้ในสังคมปัจจุบนั ที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ ตลอดเวลา


16

ระบบสารสนเทศเป็ นระบบที่ประกอบด้วยคน เครื่ องคอมพิวเตอร์ และ อุปกรณ์ต่างๆ ที่ทางาน ประสานกันเพื่อจัดทาสารสนเทศ สาหรับสนับสนุนการปฏิบตั ิงาน การจัดการและกระบวนการตัดสินใจของ ผูบ้ ริ หารขององค์กร ระบบสารสนเทศเป็ นการนาเอาคอมพิวเตอร์มาใช้ในการประมวลข้อมูลอย่างมี ประสิทธิภาพ เพื่อให้ได้สารสนเทศที่ตอ้ งการ ในการนาไปใช้ปรับปรุ งงานให้มีประสิทธิภาพมากยิง่ ขึ้น หรื อ ช่วยในการตัดสินใจ ถ้าเป็ นระบบสารสนเทศที่ดีและทันสมัยจะสามารถจะสามารถจัดเตรี ยมรายงานได้ตาม ความต้องการและสามารถหาคาตอบให้แก่ผตู้ ดั สินใจได้เหมือนๆกับรายงานเฉพาะเรื่ อง ระบบสารสนเทศที่ดี นั้นจะต้องมีความเหมาะสมกับองค์กรซึ่งแต่ละองค์กรมีความต้องการสารสนเทศไม่เหมือนกัน ขึ้นอยูก่ บั เป้ าหมายขององค์กรและขึ้นอยูก่ บั ลักษณะการตัดสินใจของผูบ้ ริ หาร ผูบ้ ริ หารมักจะได้รับสารสนเทศที่ไม่ตรง กับความต้องการ เช่น ได้รับสารสนเทศมากเกินไป สารสนเทศที่ไม่อยูใ่ นรู ปแบบที่ตอ้ งการ สารสนเทศที่ไม่ได้ รับในเวลาที่ตอ้ งการ สารสนเทศที่เหมาะสมในการนาไปใช้สนับสนุนการตัดสินใจ การจัดเตรี ยมสารสนเทศ ให้กบั ผูใ้ ช้จะเป็ นรู ปแบบใดนั้นอยูก่ บั ความต้องการของผูใ้ ช้เป็ นหลักจึงจะทาให้เกิดประโยชน์สูงสุด

การนาระบบสารสนเทศมาใช้ ในองค์ กร การนาระบบสนเทศมาใช้ในองค์กร ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงภายในองค์กรมากมาย ซึ่งสามารถสรุ ป ได้ดงั นี้ 1. ทาให้ผบู้ ริ หารมีสารสนเทศ (Information)มาช่วยในการตัดสินใจ การวิเคราะห์ การจัดการ และการควบคุมที่ ดีข้ ึน 2.ทาให้ผบู้ ริ หารสามารถจัดการการงานที่มีประสิทธิภาพขึ้น ด้วยการเสริ มทางด้านการติดต่อสื่อสารที่สะดวก รวดเร็ ว 3.ทรัพยากรสารสนเทศมีความสาคัญมากขึ้น และถือเป็ นส่วนหนึ่งขององค์กรเช่นเดียวกับทรัพยากรด้านอื่นๆ ดังนั้นการจัดสรรงบประมาณการจัดซื้อหรื อหรื อหามาซึ่งทรัพยากรสารสนเทศถือเป็ นส่วนหนึ่งของแผนกล ยุทธ์ขององค์กร 4.ผูบ้ ริ หารทุกคนถือว่ามีส่วนสาคัญในการจัดการ และการใช้ประโยชน์ของทรัพยากรสารสนเทศ 5. ทาให้เกิดการเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง วัฒนธรรม และอิทธิพลทางการเมืองในองค์กรหน่วยงานสารสนเทศ หรื อหน่วยงานทีมีส่วนในการเก็บรวบรวม และวิเคราะห์ขอ้ มูลจะมีความสาคัญมากขึ้นในองค์กร

ระบบสารสนเทศที่นาไปใช้ ในองค์ กร


17

ระบบสารสนเทศที่นาไปใช้ในองค์กร ในปัจจุบนั นั้นที่สาคัญมี 3 อย่าง คือ 1.นาไปใช้ในการประมวลผลรายการ และการจัดทารายงาน 2.นาไปใช้ในการช่วยการตัดสินใจ 3.นาไปใช้ในการช่วยการติดต่อสื่อสาร

ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศในองค์ กร ด้ านต่ างๆ (ICT In Organization) ปัจจุบนั เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารมีบทบาทต่อชีวิตประจาวันเป็ นอย่างมาก เช่น มีการ ใช้คอมพิวเตอร์ในการทางาน ใช้อินเตอร์เน็ตเพื่อสืบค้นข้อมูล หรื อรับ-ส่งข้อมูลระหว่างกัน ตลอดจนใช้ โทรศัพท์เคลื่อนที่ (mobile phone) หรื อโทรศัพท์มือถือในการติดต่อสื่อสารองค์การทั้งภาครัฐและเอกชน ได้นา เทคโนโลยีสารสนเทศ และการสื่อสารนักเรี ยนเข้ามาใช้งานในทุกระดับชั้นขององค์กร เช่น งานด้านการบริ หาร การจัดการ และการปฏิบตั ิการ รัฐบาลได้เห็นความสาคัญของระบบเทคโนโลยีทางด้านคอมพิวเตอร์และ ระบบสื่อสาร จึงประกาศให้ปี พ.ศ.2538 เป็ นปี แห่งเทคโนโลยีสารสนเทศไทย มีการลงทุนเกี่ยวกับโครงการ พื้นฐานทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ และการสื่อสารเป็ นจานวนมาก เช่น มีการขยายระบบโทรศัพท์ และ ขยายเครื อข่ายการสื่อสาร มีการสร้างระบบฐานข้อมูลทะเบียนราษฎร์ และการสร้างระบบจัดเก็บภาษีอากรด้วย เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ ชีวิตความเป็ นอยูใ่ นปัจจุบนั มีความเกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ต่างๆ มากมาย ดังนั้นการเรี ยนรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารจึงเป็ นสิ่งที่จาเป็ นอย่างยิง่ ใน ปัจจุบนั

1.ด้ านการศึกษา เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารถูกนามาใช้เพื่ออานวยความสะดวกในการบริ หารด้าน การศึกษา เช่น ระบบการลงทะเบียน และระบบการจัดตารางสอน นอกจากนี้ยงั ใช้เป็ นเครื่ องมือในการเพิ่ม


18

โอกาสทางด้านการศึกษาและเพิ่มประสิทธิภาพการเรี ยนการสอนตัวอย่างเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ในด้านการศึกษา

เทคโนโลยีสารสนเทศภายในห้องเรี ยน  การศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม ทาให้ผทู้ ี่อยูห่ ่างไกลหรื อไม่สะดวกในการเดินทางสามารถได้รับ การศึกษาเช่นเดียวกับผูท้ ี่อยูใ่ นเมือง  บทเรี ยนอิเล็กทรอนิกส์ยงั ช่วยเสริ มประสิทธิภาพการเรี ยนการสอนในวิชาต่างๆ เช่น ฟิ สิกส์ เคมี ชีวะ ภาษาต่างประเทศ ทาให้บทเรี ยนมีความน่าสนใจมากขึ้น และเกิดความเข้าใจได้ง่ายขึ้น เช่น การแสดงส ถาณการณ์จาลอง แบบจาลอง ภาพเคลื่อนไหว แสงสีและเสียงประกอบ นักเรี ยนสามารถเตรี ยมตัวก่อน เรี ยน หรื อทบทวนบทเรี ยนด้วยตนเองเมื่อใดก็ได้ที่มีเวลาว่าง  บทเรี ยนอิเล็กทรอนิกส์ เพิ่มโอกาสในการเรี ยนรู้ให้กบั ผูพ้ กิ ารทางสายตาหรื อหู


19

เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารมีบทบาทต่อการถ่ายทอดข้อมูลข่าวสารทางด้านการศึกษาได้เป็ น อย่างดี ทั้งในและนอกสถานศึกษา หน่วยงานต่างๆ ใช้บทเรี ยนออนไลน์ในการฝึ กอบรมพนักงานเพื่อให้ความรู้ เพิม่ เติม นอกจากนี้อินเทอร์เน็ตยังเป็ นแหล่งข้อมูลที่สาคัญที่ท้งั ครู และนักเรี ยนหรื อบุคคลทัว่ ไป ใช้สาหรับ ค้นหาข้อมูลเรื่ องต่างๆ ในการทารายงาน หรื อเพื่อศึกษาหาความรู้ เว็บไซต์สาหรับค้นหาข้อมูลที่ใช้กนั มากใน ปัจจุบนั เช่น google.com, ask.com, dogpile.com และ wikipedia.org ตัวอย่างการค้นหาข้อมูลจากหลักฐาน ข้อมูลบนอินเทอร์เน็ต 2. ด้ านการแพทย์และสาธารณสุ ข เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารถูกนามาใช้เริ่ มต้งแต่การทาทะเบียน คนไข้ การรักษาพยาบาลทัว่ ไป ตลอดจนการวินิจฉัยและรักษาโรคต่างๆ ได้อย่ารวดเร็วและแม่นยา นอกจากนี้ ยังใช้ในห้องทดลอง การศึกษาและการวิจยั ทางการแพทย์ รักษาคนไข้ดว้ ยระบบการรักษาทางไกลตลอดเวลา ผ่านเครื อข่ายการสื่อสาร เครื่ องเอ็กซเรย์คอมพิวเตอร์ที่เรี ยกว่า อีเอ็มไอสแกนเนอร์ ( EMI scanner )ถูกนามาใช้ ถ่ายภาพสมองมนุษย์เพื่อตรวจหาความผิดปกติในสมอง เช่น ดูเนื้องอกพยาธิเลือดออกในสมอง และต่อมาได้ พัฒนาให้ถ่ายภาพหน้าตัดได้ทวั่ ร่ างกาย เรี ยกชื่อว่า ซีเอที ( CAT-Computerized Axial Tomography scanner: CAT scanner ) ใช้วิธีฉายแสงเป็ นจังหวะไปรอบๆ ร่ างกายของมนุษย์ ถ่ายเอ็กซเรย์และเครื่ องรับแสงเอกซเรย์ที่ อยูต่ รงข้ามจะเปลี่ยนแสงเอ็กซเรย์ให้เป็ นสัญญาณไฟฟ้ าเก็บไว้ในจานแม่เหล็ก จากนั้นจะนาสัญญาณไฟฟ้ า เหล่านี้เข้าไปวิเคราะห์ในเครื่ องคอมพิวเตอร์ และแสดงผลลัพธ์เป็ นภาพทางจอโทรทัศน์หรื อพิมพ์ภาพออกมา ทางเครื่ องพิมพ์ ตัวอย่างเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารมนด้านการแพทย์และสาธารณสุข 3. ด้ านการเกษตรและอุตสาหกรรม เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารถูกนามาใช้ประโยชน์ในด้าน เกษตรกรรม เช่น การจัดทาระบบข้อมูลเพื่อการเกษตรและพยากรณ์ผลผลิตด้านการเกษตร นอกจากนี้ยงั ช่วย พัฒนาความก้าวหน้าทางด้านอุตสาหกรรม การประดิษฐ์หุ่นยนต์เพื่อใช้ทางานบ้าน และหุ่นยนต์เพื่องาน อุตสาหกรรมที่ตอ้ งเสี่ยงภัยและเป็ นอันตรายต่อสุขภาพ เช่น โรงงาน สารเคมี โรงผลิตและควบคุมการจ่ายไฟฟ้ า รวมถึงงานที่ตอ้ งทาซ้ าๆ เช่น โรงงานประกอบรถยนต์ และโรงงานแบตเตอรี่ ปัจจุบนั เทคโนโลยีสารสนเทศ และการสื่อสารเข้ามามีบทบาทอย่างมากในการผลิตและควบคุมคุณภาพสินค้า การส่งสินค้าตามใบสางสินค้า การควบคุมวัสดุคงคลัง และการคิดราคาต้นทุนสินค้า ตัวอย่างเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในด้าน อุตสาหกรรม


20

เทคโนโลยีสารสนเทศกับการเกษตร

4.ด้ านการเงินการธนาคาร เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารถูกนามาใช้ในด้านการเงินและธนาคาร โดยใช้ ช่วยงานด้นบัญชี การฝากถอนเงิน โอนเงิน บริ การสินเชื่อ แลกเปลี่ยนเงินตรา บริ การข่าวสารการธนาคาร การ ใช้คอมพิวเตอร์ดา้ นการเงินการธนาคารที่รู้จกั และนิยมใช้กนั ทัว่ ไป เช่น บริ การฝากถอนเงิน การโอนเงินแบบ อิเล็กทรอนิกส์


21

5 .ด้ านความมัน่ คง มีการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารกันอย่างแพร่ หลาย เช่น ใช้ในการควบคุม ประสานงานวงจรสื่อสารทหาร การแปลรหัสลับในงานจารกรรมระหว่างประเทศ การส่งดาวทียมและการ คานวณวิถีการโคจรของจรวดไปสู่อวกาศ สานักงานตารวจแห่งชาติของประเทศไทยมีศนู ย์ประมวลข่าวสาร มี ระบบมีระบบจัดทาระเบียนปื น ทะเบียนประวัติอาชญากร ทาให้เกิดความสะดวกและรวดเร็ วในการสืบค้น ข้อมูลเพื่อการสืบสวนคดีต่างๆ

เทคโนโลยีสารสนเทศกับความมัน่ คงของประเทศ 6.ด้ านการคมนาคม มีการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในส่วนที่เกี่ยวกับการเดินทาง เช่น การ เดินทางโดยรถไฟ มีการเชื่อมโยงข้อมูลการจองที่นงั่ ไปยังทุกสถานี ทาให้สะดวกต่อผูโ้ ดยสาร การเช็คอินของ สายการบิน ได้จดั ทาเครื่ องมือที่สะดวกต่อลูกค้า ในรู ปแบบของการเช็คอินด้วยตนเอง


22

เทคโนโลยีสารสนเทศกับการเดินทาง – การเช็คอินของสายการบิน

7 .ด้ านวิศวกรรมและสถาปัตยกรรม มีการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในการออกแบบ หรื อจาลอง สภาวการณ์ต่างๆ เช่น การรับแรงสัน่ สะเทือนของอาคารเมือ่ เกิดแผ่นดินไหว โดยการคานวณและแสดงภาพ สถานการณ์ใกล้เคียงความจริ ง ตัวอย่างซอฟแวร์การเกิดแผ่นดินไหว

เทคโนโลยีสารสนเทศกับการออกแบบ – จาลองสภาวการณ์ต่างๆ 8 .ด้ านการพาณิชย์ องค์กรในภาคธุรกิจใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในการบริ หาร จัดการ เพื่อช่วยเพิ่มความยืดหยุน่ ให้กบั องค์กรในการทางาน ทาให้การประสานงานหรื อการทากิจกรรมต่างๆ ของแต่ละหน่วยงานในองค์กร หรื อระหว่างองค์กรเป็ นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น นอกจากนี้ยงั สามารถ นามาใช้ปรับปรุ งการให้บริ การกับลูกค้าซึ่งเป็ นการสร้างภาพพจน์ที่ดีขององค์กรต่อลูกค้าทัว่ ไป สิ่งเหล่านี้ นับเป็ นการสร้างโอกาสความได้เปรี ยบแช่งขันให้กบั องค์กร ตัวอย่างของการนาเทคโนโลยีสารสนเทศและการ


23

สื่อสารมาใช้ในด้านการพาณิ ชย์ เช่น การให้บริ การชาระค่าสินค้าบริ การ การสัง่ ซื้อสินค้าทางอินเทอร์เน็ต และ การตรวจสอบราคาสินค้าผ่านเครื่ องอ่านราคาสินค้า

ตัวอย่าง ของการนาสารสนเทศมาใช้ในองค์กร อื่นๆ UPS แข่งขันไปทัว่ โลกด้วยเทคโนโลยีสารสนเทศ บริ ษทั United Parcel Service หรื อ UPS ซึ่งเป็ นบริ ษทั ใหญ่อนั ดับหนึ่งของโลกในด้านการจัดส่งพัสดุทางบก ทา การก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 2450 และยังคงเป็ นบริ ษทั อันดับหนึ่งในปัจจุบนั จากการที่ไม่เคยหยุดอยูก่ บั การพัฒนา บริ การให้ดีข้ นึ UPS ใช้คอมพิวเตอร์ขนาดเล็กที่เรี ยกว่า Hand-held Computer การบันทึกข้อมูลลายเซ็นลูกค้าเวลาที่รับ หีบห่อและเวลาที่ส่ง หีบห่อ จากนั้นส่งผ่านข้อมูลโดยผ่าน ระบบเครื อข่ายของโทรศัพท์ไร้สาย หรื อ Cellular Telephone Network ภายในรถไปยังคอมพิวเตอร์หลักของบริ ษทั ที่ต้งั อยูท่ วั่ โลกทาให้สามารถทราบได้ว่าพัสดุ อยูท่ ี่ไหน ซึ่งระบบนี้จะใช้ บาร์โค้ด ( Bar Code ) เป็ นตัวบันทึกข้อมูลหีบห่อที่รับและส่งเพื่อส่งผ่านข้อมูลไปยัง คอมพิวเตอร์ส่วนกลาง ทาให้ฝ่ายขายสามารถตอบคาถามลูกค้าเกี่ยวกับพัสดุได้รวมทั้งลูกค้าของ UPS สามารถ เข้าไปตรวจสอบข้อมูลเหล่านี้ได้เองทางเครื อข่ายอินเตอร์เน็ต หรื อ WWW หรื อการใช้ซอฟต์แวร์พิเศษของ UPS รวมทั้งลูกค้าสามารถเข้าไปใน WWW ตรวจสอบเส้นทางการขนส่ง คานวณอัตราค่าส่งหีบห่อ และจัด ตารางการรับ/ส่งหีบห่อได้และในอนาคตก็จะสามารถจ่ายค่าส่งทางอินเตอร์เน็ตได้ นอกจากนี้ต้งั แต่ปี 2534 UPS ยังเสนอบริ การใหม่ดว้ ยการส่งสินค้าภายใน 24 ชัว่ โมง และบริ ษทั ยัง สามารถปรับเปลี่ยนเส้นทางหรื อหยุดการส่งในระหว่างทางได้หากลูกค้าต้องการ

การนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศไปประยุกต์ ใช้ ในองค์ กร


24

การบริ หาร ICT ในหน่ วยงานหรื อองค์กรต่างๆ ปัจจุบนั หน่วยงานราชการหรื อเอกชน ทราบกันดีว่าปัจจุบนั นี้มกี ารเปลี่ยนแปลงในด้านต่าง ๆ เกิดขึ้น อย่างรวดเร็ ว ตลอดเวลา องค์กรทุกองค์กรต้องปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงของกระแสโลก หรื อกระแส สังคม ดังนั้นหน่วยงานต่าง ๆ จึงเริ่ มเห็นความสาคัญของการนาเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ICT เข้า มามีบทบาทในการบริ หารงาน สนับสนุนการตัดสินใจการบริ หารงานของผูบ้ ริ หารระดับสูง ต้องพัฒนาระบบ สารสนเทศและนาซอฟต์แวร์ที่พฒั นามาใช้ในการบริ หารงาน ผูบ้ ริ หารหน่วยงาน (ผูอ้ านวยการสานักงานเขต พื้นที่การศึกษา) จะต้องเป็ นผูก้ าหนดทิศทางเชิงกลยุทธ์ วัตถุประสงค์ และภารกิจที่ตอ้ งปฏิบตั ิตามแผนปฏิบตั ิ การ ต้องมีนกั วิเคราะห์และออกแบบระบบสารสนเทศในการพิจารณาทางเลือกกาหนดการจัดทาระบบ สารสนเทศที่จะใช้เป็ นตัวบ่งชี้ การปฏิบตั ิงาน เพื่อติดตาม ตรวจสอบ และประเมินหน่วยงาน โดยมุ่งเน้นที่ คุณภาพ เพื่อให้เกิดการยอมรับในความน่าเชื่อถือทางการศึกษา จัดโครงการพัฒนาระบบสานักงาน อิเล็กทรอนิกส์ และโครงการพัฒนาระบบอินเทอร์เน็ตและเว็บไซด์ เพื่อนาระบบดังกล่าวมาใช้เป็ นช่องทางใน การนาเสนอความรู้ ข้อมูลข่าวสาร และการติดต่อสื่อสารให้เกิดความรวดเร็ว ประหยัดวัสดุอุปกรณ์ งบประมาณ และกาลังคน ลดขั้นตอนการปฏิบตั ิงานและสนองตอบนโยบายของรัฐบาลที่ตอ้ งการบริ หารงานด้วยระบบ อิเล็กทรอนิกส์ (e-Government) ไอซีที ICT ใช้ระบบเชื่อมโยงข้อมูลข่าวสารที่นอกจากจะรวมอุปกรณ์ 2 สิ่งมาใช้ คือ คอมพิวเตอร์ (Technology) ที่ช่วยทาให้การประมวลผลข้อมูล หรื อ data มีความรวดเร็ ว ถูกต้อง แม่นยา เป็ นสารสนเทศ (Information) ที่มีความหมายในการบริ หารจัดการแล้ว ยังใช้อุปกรณ์ทางการ สื่อสาร (Communication) ช่วยทาให้โยงใยไปยังเครื่ องคอมพิวเตอร์ที่อยูไ่ กลออกไปได้ดว้ ยการใช้สายโทรศัพท์ หรื อดาวเทียม ทาให้การรับส่งและแลกเปลี่ยนเอกสารทาง อิเล็กทรอนิกส์ ข้อมูล ข่าวสาร สามารถติดต่อกันได้ อย่างง่ายดาย โดยไม่จาเป็ นต้องเดินทางไปเอง เช่น ถ้าอยากทาธุรกรรมติดต่อกับธนาคารไม่จาเป็ นต้องเดินทาง ไปที่ธนาคารเอง เพียงนัง่ หน้าเครื่ องคอมพิวเตอร์ที่โต๊ะทางาน หรื อที่บา้ น หรื อเช่าจากร้านเนตคาเฟ่ ที่มุมใดมุม หนึ่งในโลก แล้วติดต่อผ่านอินเตอร์เน็ต ติดต่อธนาคารเสมือน (Virtual Bank) เพราะไปที่ธนาคารจริ งเราก็ตอ้ ง


25

ดาเนินการกับเครื่ องคอมพิวเตอร์ที่นนั่ ด้วยวิธีเดียวกัน เป็ นต้น เมื่อเป็ นดังนี้โลกก็จะมีสิ่งประดิษฐ์มีสถานที่ท้งั ที่เป็ นของจริ งและของที่เสมือนจริ ง เช่น มีโรงงาน เสมือน (Virtual Factory) บริ ษทั เสมือน (Virtual Corporation) ซึ่งทั้งบริ ษทั ทั้งโรงงานจะไม่มตี ึกหรื อสานักงาน สาหรับพนักงาน แต่พนักงานจะกระจัดกระจายตามจุดต่างๆ ในโลก ติดต่อสื่อสารกันโดยใช้เทคโนโลยีการ สื่อสารต่างๆ

ประโยชน์ จากการนาระบบ ICT มาใช้ ในองค์ กรพอสรุปเป็ นข้ อได้ ดังนี้ 1.มีความสะดวกรวดเร็ วในระหว่างการดาเนินงาน 2.ลดปริ มาณผูด้ าเนินงาน และประหยัดพลังงานเชื้อเพลิงได้อีกทางหนึ่ง 3.ระบบการปฏิบตั ิงานเป็ นไปอย่างมีระเบียบมากขึ้น 4.ลดข้อผิดพลาดของเอกสารในระหว่างการดาเนินการได้ 5.สร้างความโปร่ งใสให้กบั หน่วยงานหรื อองค์กรได้ 6.ลดปริ มาณเอกสาร (กระดาษในระหว่างการดาเนินงานได้มา 7.ลดขั้นตอนในระหว่างการดาเนินการได้มาก 8.ประหยัดเนื้อที่จดั เก็บเอกสาร (กระดาษ และหากใช้ อย่างมีประสิทธิภาพสู งสุดจะเกิดข้อดีคอื 1.เป็ นเครื่ องมือจัดการเอกสารและข้อมูลต่างๆ ที่องค์กรต้องใช้ เช่น ระบบการจัดการฐานข้อ มูล (RDBMS) ซึ่ง เป็ นโปรแกรมที่ช่วยควบคุมและจัดการข้อมูลบนหน่วยความจาสารอง สามารถสร้าง บารุ งรักษาและเข้าถึง ฐานข้อมูลสัมพันธ์ได้ 2.เป็ นเครื่ องมือเพื่อการประยุกต์ใช้ เช่น ใช้จดั ทาฐานข้อมูล (Database) และคลังข้อมูลขนาดใหญ่ (Data Warehouse) เป็ นเครื่ องมือประมวลผลข้อมูลในรู ปแบบต่างๆ เช่น ระบบ DSS, ระบบ MIS เป็ นเครื่ องมือ ปฏิบตั ิงานกับเอกสารเพื่อลดการใช้และการจัดเก็บกระดาษด้วยระบบ Document Management System, ระบบ ประชุมทางไกล 3.เป็ นเครื่ องมือสื่อสารประชาสัมพันธ์ดว้ ยระบบอินเตอร์เน็ต อินทราเนต (Intranet) เอ็กซ์ทราเนต (Extranet) และเวิลด์ไวด์เว็บ (World Wide Web) เป็ นต้น

การประยุกต์ ใช้ เทคโนโลยีสารสนเทศเข้ ากับงานในองค์ กร


26

การประยุกต์เทคโนโลยีสารสนเทศกับระบบงานในองค์กรและงานด้านบริ หารในโลกยุคใหม่มีการ แข่งขันกันอย่างรุ นแรง จึงทาให้การค้าและการดาเนินธุรกิจมีการเปลี่ยนแปลงองค์กรต่างๆเริ่ มพยายาม เปลี่ยนแปลงให้มีความก้าวทันเข้าสู่ยคุ ของการค้ารู ปแบบใหม่ โดยผ่านเครื อข่ายทางอินเตอร์เน็ต เพื่อเพิ่มช่อง ทางการบริ การให้ไปสู่กลุ่มลูกค้าทั้งเก่าและใหม่ และเป็ นการสร้างความพึงพอใจให้แก่ลกู ค้า ประยุกต์ใช้ ในงานด้ านการสื่อสารและโทรคมนาคม เทคโนโลยีของการสื่อสารและโทรคมนาคมในปัจจุบนั ก้าวไกลไปมาก มีบริ การมากมายที่ทนั สมัยและ ตอบรับการนามาประยุกต์ใช้ในการดาเนินธุรกิจ ตัวอย่างการใช้โทรศัพท์ในปัจจุบนั ก็มิได้มีไว้เพียงสาหรับคุย สนทนาเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่มนั สามารถช่วยงานได้มากขึ้น โดยอ้างอิงจากข้อมูลและการเปิ ดให้บริ การ ของบริ ษทั มีการติดต่อสื่อสารผ่านดาวเทียมทั้งภาพและเสียง มีโทรศัพท์มือถือรุ่ นต่างๆออกมามากมาย พัฒนา ทั้งหน่วยงานรัฐและเอกชน เช่น เทเลคอมเอเชีย คอร์ปอร์เรชัน่ จากัด(มหาชน) ซึ่งเป็ นผูว้ างแผนการก่อสร้าง และติดตั้งขยายบริ การโทรศัพท์พ้นื ฐาน2.6 ล้านเลขหมาย ครอบคลุมพื้นที่ในเขตกรุ งเทพและปริ มณฑล รวมถึง การซ่อมบารุ งรักษาเป็ นระยะเวลา 25 ปี และเป็ นหนึ่งในผูใ้ ห้บริ การในปัจจุบนั ประยุกต์ใช้ ในสานักงานภาครัฐและเอกชน ปัจจุบนั ไดมีการนาเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาใช้ในหน่วยงานภาครัฐและเอกชนต่างๆมากมาย เช่น การ ทาบัตรประจาตัวประชาชน การเกิด การตาย การเสียภาษีอากร การทาใบอนุญาตขับรถยนต์ การจ่ายค่า สาธารณูปโภคต่างๆ กระประมวลผลคะแนนเลือกตั้ง ฯลฯ เป็ นต้น งานเหล่านี้ได้มกี ารนาระบบสานักงาน อัตโนมัติเข้ามาใช้ เพื่อนทาให้ได้ขอ้ มูลข่าวสารที่รวดเร็ว และยังตอบสนองกับการบริ หารยุคใหม่ที่ตอ้ งใช้ขอ้ มูล เป็ นหลักในการบริ หารจัดการ


27

ตัวอย่ างการนา ICT มาใช้ ในองค์ กร

“นกแอร์” เป็ นสายการบินที่ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการจองตัว๋ เครื่ องบิน อีกทั้งยังมีการจัดตาราง ปฏิบตั ิงานของพนักงาน มีการบันทึกข้อมูลผูโ้ ดยสารที่เคยใช้บริ การของสารการบิน การควบคุมการขึ้นลงของ เครื่ องบิน และข้อมูลการดูแลรักษาเครื่ องบิน ผ่านทางระบบออนไลน์ท้งั หมด เป็ นต้น

“Agoda” บริ การจองโรงแรมออนไลน์ราคาพิเศษมากกว่า 150,000 โรงแรมทัว่ โลก ทั้งเอเชีย ยุโรป อเมริ กา กรุ งเทพฯ สิ งคโปร์ ฮ่องกง ภูเก็ต ไทย มาเลเซี ย บาหลี ลอนดอน ปารี ส กับบริ การที่ท่านมัน่ ใจด้วยระบบ Real time บริ การตลอด 24 ชัว่ โมง รวดเร็ ว ปลอดภัย รับประกันราคาถูกสุ ด โดย Agoda!


28

ระบบการจองที่พกั ออนไลน์ที่ครอบคลุมทัว่ โลกทาให้สามารถเข้าถึงลูกค้าได้จานวนมาก

แสดงผลการค้นหาโรงแรม พร้อมรายละเอียดอย่างครบถ้วน เพื่อการตัดสินของลูกค้า พร้อมด้วย โปรโมชัน่ พิเศษ 


29

แสดงรายละเอียดค่าที่พกั และวิธีการชาระเงินด้วยบัตรเครดิตที่สะดวกและรวดเร็ว


30

ผลดีที่เกิดขึน้ 1. เพิ่มประสิทธิภาพการทางาน 2. เพิ่มคุณภาพบริ การลูกค้า 3. ค้นหาสารสนเทศที่ตอ้ งการได้ในเวลาสั้น 4. สร้างทางเลือกเพื่อการแข่งขัน 5. สร้างโอกาสทางธุรกิจ ดึงดูดลูกค้าและป้ องกันคู่แข่ง ข้ อเสียที่อาจเกิดขึน้ 1. วงจรชีวติ ค่อนข้างจากัด ต้องมีการปรับเปลี่ยนตลอดเวลา 2. ลงทุนสูง 3. ซับซ้อนและยากต่อการจัดการข้อมูล 4. ยากต่อการรักษาความทันสมัยของข้อมูลและของระบบ 5.ความเสี่ยงสูง

เครือข่ ายคอมพิวเตอร์ ในองค์ กร Networked Computing คือการเอาระบบสารสนเทศไปติดตั้งหรื อโฮสต์บนอินเทอร์เน็ต โดยมีองค์กรที่ สาม เป็ นผูจ้ ดั เตรี ยมทรัพยากรคอมพิวเตอร์และดูแลระบบสารสนเทศของลูกค้าที่ได้นา มาติดตั้งซึ่งจะเชื่อมแต่ ละเครื่ องเข้าด้วยกันเหมือนสร้างคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่เสมือน ทาให้ทางานเร็ วขึ้น มีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่ง จะมีการแบ่งงานกันทางาน จะมี network เป็ นตัวกลางของแต่ละเครื่ องช่วยในการประมวลผล วิธีการ ประมวลผลที่อิงกับความต้องการของผูใ้ ช้ โดยผูใ้ ช้สามารถระบุความต้องการไปยังซอฟต์แวร์ของระบบ ซึ่งจะ ประกอบไปด้วย 1.ความต้องการ (Requirement) คือ ความต้องการของผูใ้ ช้ระบบ 2.ทรัพยากร (Resource) คือ อุปกรณ์ที่ใช้ประมวลผลข้อมูล เช่น RAM , Harddisk , CPU เป็ นต้น 3.บริ การ (Service) อีคอมเมิร์ซ (E-Commerce) คืออะไร คือ...การดาเนินธุรกิจซื้อขายโดยใช้สื่ออิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์ จะซึ่งเป็ นส่วนหนึ่งของ EBusiness หมายถึง การทากิจกรรมทุกๆอย่างทุกขั้นตอนผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ และมีขอบเขตที่กว้างกว่าอี คอมเมิร์ซที่เป็ นการดาเนินธุรกิจโดยอาศัยเทคโนโลยีสารสนเทศและโทรคมนาคมเป็ นโครงสร้างพื้นฐานเพื่อให้ สามารถติดต่อสื่อสารกับลูกค้า และค้นหาข้อมูลหรื อทางานร่ วมกันได้


31

อีคอมเมิร์ซ เป็ นเรื่ องที่ละเอียดอ่อน การที่จะตัดสินใจลงทุนในธุรกิจประเภทนี้ จะต้องวางแผนให้ รัดกุม เพราะในปัจจุบนั มีค่แู ข่งขันเข้ามาในธุรกิจมาก เพราะนักลงทุนสามารถเปิ ดธุรกิจได้ง่ายและกาลังอยูใ่ น ความสนใจของคนรุ่ นใหม่ ที่กาลังจะก้าวเข้าสู่ประชาคมอาเซียน ปัจจุบนั ระบบอินเตอร์เน็ตเป็ นที่นิยมแพร่ หลาย แนวคิดในการแลกเปลี่ยนข้อมูล เพื่อการค้าระหว่าง คอมพิวเตอร์ของแต่ธุรกิจที่เกี่ยวข้องโดยตรงนั้นก็เกิดขึ้น โดยแทนที่ระบบ EDI ซึ่งเป็ นระบบของธุรกิจขนาด ใหญ่ แต่กลายเป็ นระบบการซื้อขายในระดับของผูบ้ ริ โภคทัว่ ๆไปโดยตรง และใครมีคอมพิวเตอร์ก็สามารถ ติดต่อทางระบบอินเตอร์ได้ก็สามารถเข้าร่ วมกันกระบวนการค้าอิเล็กทรอนิกส์ได้ทนั ที การค้าทางระบบอิเล็กทรอนิกส์บนอินเตอร์เน็ตสามารถทาได้ง่ายกว่า เพราะการเปลี่ยนแปลงทางด้าน ซอฟต์แวร์ที่ใช้งาน จะมีโปรแกรมสาหรับเรี ยกดูขอ้ มูล เช่น โปรแกรม Internet Explorer สามารถทางานได้ ค่อนข้างหลากหลาย และพัฒนาให้มีประสิทธิภาพอย่างต่อเนื่อง และปัจจุบนั มี Web Browser ใหม่ออกมาให้ สามารถเลือกใช้งานได้มากมาย ประโยชน์ ของอีคอมเมิร์ซ (E-Commerce) ประโยชน์ ของอีคอมเมิร์ซต่อบุคคล มีดังนี้ 1.มีสินค้าและบริ การราคาถูกจาหน่าย 2.ทาให้ลกู ค้ามีทางเลือกมากขึ้น 3.สามารถทาธุรกรรมได้ตลอด 24 ชัว่ โมง 4.ทราบข้อมูลเกี่ยวกับสินค้าและบริ การได้ในเวลาที่รวดเร็ ว 5.ทาให้ลกู ค้าสามารถเลือกสินค้าตรงตามความต้องการมากที่สุด 6.สนับสุนนการประมูลเสมือนจริ ง ประโยชน์ ของอีคอมเมิร์ซต่อองค์กรธุรกิจ มีดังนี้ 1.ขยายตลาดในระดับประเทศและระดับโลก 2.ทาให้บริ การลูกค้าได้จานวนมากทัว่ โลกด้วยต้นทุนที่ต่า 3.ลดปริ มาณเอกสารเกี่ยวกับการสร้าง การประมวลได้ถึง 90 เปอร์เซ็นต์ 4.ลดต้นทุนการสื่อโทรคมนาคม เพราะอินเตอร์เน็ตราคาถูกกว่าโทรศัพท์ 5.ช่วยให้บริ ษทั ขนาดเล็กสามารถแข่งขันกับบริ ษทั ขนาดใหญ่ได้ ประโยชน์ ของอีคอมเมิร์ซต่อสังคม มีดังนี้ 1.สามารถทางานที่บา้ นได้ ทาให้มีการเดินทางน้อยลง การจราจรไม่ติดขัด 2.การซื้อสินค้าราคาถูกลง คนที่มีฐานะไม่รวยก็สามารถยกระดับมาตรฐาน การขายสินค้าและบริ การได้


32

ประโยชน์ ต่อระบบเศรษฐกิจ มีดังนี้ 1.กิจการ SME ในประเทศกาลังพัฒนาอาจได้ประโยชน์จากการเข้าถึงตลาดที่กว้าง ขวางในระดับโลก 2.ทาให้กิจการประเทศที่กาลังพัฒนาสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีใหม่ๆได้ 3.บทบาทของพ่อค้าคนกลางลดลง โครงสร้ างพืน้ ฐานของอีคอมเมิร์ซ การนาอีคอมเมิร์ซ มาประยุกต์ใช้ในการดาเนินธุรกิจ จาเป็ นต้องอาศัยโครงสร้างพื้นฐานของ เทคโนโลยี เพื่อใช้เป็ นแรงขับเคลื่อนธุรกิจให้สามารถบรรลุถึงเป้ าหมายที่วางไว้โดยแบ่งองค์ประกอบหลัก ได้ 5 ส่วน ดังนี้ 1.การบริ การทัว่ ไป เป็ นบริ การที่ช่วยอานวยความสะดวกและรวดเร็ วให้กบั ลูกค้า และสมาชิกที่สงั่ ซื้อสินค้าและบริ การ 2.ช่องทางการติดต่อสื่อสาร เป็ นช่องทางการติดต่อสื่อสาร เพื่อใช้แลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่าง ผูใ้ ช้ บริ การกับผูใ้ ช้บริ การผ่านทางโครงข่ายโทรคมนาคมได้แก่ EDI,E-mail 3.รู ปแบบของเนื้อหา เป็ นการจัดรู ปแบบของเนื้อหาเพื่อการนาเสนอสินค้าหรื อบริ การ ในรู ปแบบสื่อประสม ซึ่งผสมผสานระหว่างข้อความ ภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหว และเสียงเข้าด้วยกันแล้วส่งผ่านเว็บ 4.ระบบเครื อข่าย เป็ นการเชื่อมต่อระหว่างคอมพิวเตอร์ต้งั แต่ 2 เครื่ องขึ้นไปเข้าด้วยกัน โดยมี วัตถุประสงค์เพื่อทาให้คอมพิวเตอร์สามารถสื่อสารกันได้ 5.ส่วนประสานผูใ้ ช้ เป็ นส่วนที่ใช้ในการติดต่อระหว่างผูใ้ ช้บริ การผ่าน โปรแกรม Web Browser ตัวอย่างองค์กรที่ได้ นาเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) เข้ ามาช่ วยในการบริหารจัดการองค์กร ได้แก่ บริ ษทั ปตท.บริ หารธุรกิจค้าปลีก จากัด บริ ษทั ปตท.บริ หารธุรกิจค้าปลีก จากัด (PTTRM ) ซึ่งเป็ นผูบ้ ริ หารร้านค้าสะดวกซื้อภายใต้ แบนด์ Jiffy ซึ่งตั้งอยูใ่ นสถานีบริ การน้ ามัน ปตท PTT ทัว่ ประเทศ ได้คดั เลือกให้บริ ษทั ไอซีทีสมาร์ท ทาการ ติดตั้งระบบ Time Attendance บันทึกเวลาเข้าออกงานด้วยลายนิ้วมือ Fingerprint โดยเลือกใช้สินค้า ยีห่ อ้ ICT รุ่ น BS-100 จานวน 160 สาขา ทัว่ ประเทศ


33

ICT SMART สามารถนาเสนอเทคโนโลยีใหม่ซ่ึงสอดคล้องกับความต้องการขององค์กรซึ่งมีสาขา กระจายอยูต่ ามที่ต่างๆ โดยได้พฒั นาระบบเครื่ องสแกนลายนิ้วมือ เพื่อบันทึกเวลาเข้าออกงานให้กบั ร้านค้า สะดวกซื้อ Jiffy เหตุผลที่ทางบริ ษทั ไอซีทีสมาร์ท จากัด ได้รับการคัดเลือกให้เป็ นผูด้ าเนินการติดตั้งเครื่ อง สแกนลายนิ้วมือให้กบั Jiffy ก็เนื่องมาจากความน่าเชื่อถือขององค์กร โดยดูจากผลงานที่ผา่ นมา และการรับรอง จากลูกค้าซึ่งใช้บริ การของบริ ษทั ไอซีทีสมาร์ท จากัด นอกจากนี้ บริ ษทั ฯ ยังเป็ นรายเดียวที่สามารถเสนอ Solution ที่ดีทีสุดในการบริ หารจัดการเครื่ องสแกน ซึ่งมีจานวนมากๆ ระดับ 100 เครื่ องขึ้นไป โดยข้อมูลการบันทึกเวลาและข้อมูลลายนิ้วมือจะถูกส่งเข้าสานักงาน ใหญ่ที่กรุ งเทพแบบ Realtime โดยใช้เทคโนโลยีที่เรี ยกว่า Push Technology ซึ้ ่ งสามารถแก้ปัญหาการดึงข้อมูล จากระบบเดิมซึ่งต้องใช้เวลานานถึง 8 ชัง่ โมงในการรวบรวมข้อมูลในแต่ละวัน ให้เหลือเพียงไม่เกิน 10 นาที จาก 160 สาขาทัว่ ประเทศ

ปัจจัยและผลของการพัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศในองค์ กร เทคโนโลยีสารสนเทศ หรื อ IT มีบทบาทหลักในการช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการดาเนินกิจกรรม กระบวนการต่างๆขององค์กร รวมถึงการเปลี่ยนแปลงเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพขององค์กรให้มีความสะดวกยิง่ ขึ้น หรื อกล่าวได้ว่า การเรี ยนรู้ดา้ นเทคโนโลยีสารสนเทศเป็ นปัจจัยที่ช่วยสนับสนุนให้องค์กรก้าวสู่ความเป็ นผูน้ า ดังนั้นผูบ้ ริ หารและสมาชิกขององค์กรจึงควรมีรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีสารสนเทศที่เกี่ยวข้องกับงาน และที่ เกี่ยวข้องกับองค์กร ซึ่งในอดีตผูบ้ ริ หารองค์กรมักจะเป็ นผูท้ ี่อยูใ่ นสายงานด้านการเงินหรื อการตลาด แต่ใน อนาคตผูบ้ ริ หารองค์กรควรจะต้องมีความรู้ดา้ นเทคโนโลยีสารสนเทศและมีประสบการณ์การทางานจากสาย งานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ


34

ประสิ ทธิภาพของการใช้ ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศในองค์ กร เทคโนโลยีสารสนเทศสามารถสนับสนุ นการทางานด้านต่าง ๆ ขององค์กรในการดาเนินธุรกิจ ซึ่ง ในแต่ละระดับขององค์กรจะมีระบบเทคโนโลยีสารสนเทศที่เอื้อประโยชน์ที่แตกต่างกัน เช่น ฝ่ ายตลาดจะมี ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศมาช่วยในการกาหนดกลุ่มลูกค้า ช่วยพัฒนาสินค้าและบริ การเพื่อตอบสนองความ ต้องการของลูกค้า สนับสนุ นการขายสินค้าและบริ การ และการให้บริ การแก่ลกู ค้า ฝ่ ายบัญชีและการเงิน มีระบบ เทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่อติดตามการเก็บรักษาและใช้งานทรัพย์สินขององค์กร และกระบวนการไหลเวียนของ ระบบเงินทุน ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศช่วยสนับสนุนประสิทธิภาพ เช่น

-สามารถสื่อสารและทางานร่ วมกันจากทุก ๆ ที่ทุกเวลา -เพิ่มประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการทางานเป็ นทีม โดยไม่จาเป็ นต้องอยูใ่ นสถานที่เดียวกัน -สามารถทางานแบบไร้สาย (Wireless) เพื่อสนับสนุนการประยุกต์ใช้งานในรู ปแบบเฉพาะ


35

การพัฒนาและเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมขององค์ กร เทคโนโลยีสามารถช่วยให้เกิดการพัฒนาและเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมขององค์กรได้โดยรวดเร็ว ตัวอย่างเช่น หากมีการประชุมระหว่างผูบ้ ริ หารกับพนักงานเป็ นประจาทุกสัปดาห์ ซึ่งวิธีการนัดประชุมอาจจะ ทาเป็ นจดหมายหรื อโทรศัพท์แจ้ง และในขณะประชุมก็มีเจ้าหน้าที่คอยบันทึกการประชุม หลังประชุมเสร็ จอีก ประมาณ 1-2 วันเจ้าหน้าที่จึงจะพิมพ์บนั ทึกการประชุมไปให้ผเู้ ข้าร่ วมประชุมทั้งหมด ทาให้เกิดปัญหาทั้งการ เข้าร่ วมประชุมไม่ครบ การวางแผนงานเกิดความผิดพลาดเพราะแผนที่สรุ ปในห้องประชุมไม่ตรงกับแผนการ ทางานส่วนบุคคล ในทางเดียวกันถ้าองค์กรลงทุนจัดซื้อเครื่ องบันทึกข้อมูลแบบพกพามาให้กบั พนักงานทุกท่าน ใช้งาน เพื่อใช้ในการนัดหมายประชุม จัดตารางนัดหมาย และบันทึกผลการประชุม ซึ่งทาให้ผเู้ ข้าร่ วมประชุม ทุกคนสามารถบันทึกนัดหมายได้ตรงกันและรับบันทึกการประชุมได้รวดเร็ วขึ้น โดยใช้การส่งข้อมูลแบบไร้ สาย ทาให้เกิดวัฒนธรรมใหม่ของผูเ้ ข้าร่ วมประชุมคือการถือเครื่ องบันทึกข้อมูลแบบพกพาไปประชุมแทนที่จะ ถือเอกสารทีละหลาย ๆ เล่ม

ทันต่ อการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีสารสนเทศ ปัจจุบนั ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีสารสนเทศมีสาคัญต่อวิถีชีวิต เทคโนโลยีสารสนเทศได้สร้างการ เปลี่ยนแปลงและโอกาสให้แก่องค์กร เช่น ปรับโครงสร้างการทางานขององค์กรเพิ่มประสิทธิภาพในการ ทางานและบริ การ เป็ นต้น เนื่องจากเทคโนโลยีสารสนเทศก่อให้เกิดรู ปแบบใหม่ในการติดต่อสื่อสารระหว่าง บุคคลทาให้มีการพัฒนา ซึ่งต้องอาศัยบุคคลที่มีความรู้และความเข้าใจในการใช้งานเทคโนโลยี โดยที่ผบู้ ริ หาร จะต้องเตรี ยมความพร้อมสาหรับองค์กร ซึ่งองค์กรที่เจริ ญเติบโตในอนาคตต้องสามารถประยุกต์เทคโนโลยีเข้า ไปในโครงสร้างการบริ หารงาน และการติดต่อสื่อสารโดยเทคโนโลยีสารสนเทศ การจัดการเทคโนโลยี สารสนเทศจะเกี่ยวข้องกับความรับผิดชอบต่อส่วนรวม เช่น การก่อการร้ายหรื อการโจรกรรมซึ่งผูบ้ ริ หารจะต้อง ติดตามทาความเข้าใจในศักยภาพและผลกระทบของเทคโนโลยีที่มีต่อองค์กรเพื่อให้เลือกใช้เทคโนโลยีให้เกิด ประโยชน์สูงสุดและก่อให้เกิดผลเสียน้อยที่สุดต่อองค์กร ดังนั้น ระบบสารสนเทศถือเป็ นปัจจัยสาคัญต่อการวางแผนปฏิบตั ิงานและการควบคุมเพื่อให้เกิด ความสาเร็ จตามวัตถุประสงค์ขององค์กร


36

รู ปแสดง ระดับภายในองค์ กร

กลยุทธ์ ระดับองค์ กร (Firm-Level Strategy) ได้แก่ การตัดสินใจทาให้หน่วยงานภายในองค์กรมีการทางานที่มีประสิทธิภาพ โดยการนาระบบ สารสนเทศและเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ให้เกิดประโยชน์ดงั กล่าว ซึ่งสามารถพิจารณาได้ 2 เรื่ องคือ 1. การนาระบบสารสนเทศไปใช้ ส่งเสริมธุรกิจที่เป็ นธุรกิจหลัก ธุรกิจหลัก (Core Competencies) คือ ธุรกิจที่องค์กรมีความชานาญมากที่สุด เช่น บริ ษทั เจริ ญโภคภัณฑ์มีการทา ธุรกิจมากมาย แต่ธุรกิจที่ถือว่าเป็ นธุรกิจหลักของกิจการก็คือ การผลิตด้านสัตว์และอาหารสัตว์ หรื อ กรณี บริ ษทั Federal Express ที่มีความชานาญในการทาธุรกิจการจัดส่งพัสดุมากที่สุด เป็ นต้น การนาระบบสารสนเทศมาใช้ส่งเสริ มธุรกิจหลัก ได้แก่ การรวมศูนย์ขอ้ มูลเพื่อการใช้ขอ้ มูลร่ วมกันระหว่าง หน่วยงานที่ทาเกี่ยวกับธุรกิจหลัก หรื อการลงทุนในเทคโนโลยีหรื อระบบที่จะทาให้การทาธุรกิจหลักมี ประสิทธิภาพมากขึ้น 2.การนาเทคโนโลยีหรือระบบสารสนเทศหรือระบบสารสนเทศไปใช้ ในการเชื่อมโยงหน่ วยงานต่างๆภายใน องค์กร ได้แก่ การนาเทคโนโลยีสารสนเทศไปใช้ในการติดต่อสื่อสารหรื ประสานงานระหว่างหน่วยงาน เช่น


37

ไปรษณี ยอ์ ิเล็กทรอนิกส์ อินเทอร์เน็ต อินทราเน็ต หรื อ กรุ๊ปแวร์ (Groupware) เป็ นต้น เพื่อให้การติดต่องานที่ สะดวกและรวดเร็ วขึ้น และเป็ นการเชื่อมโยงหน่วยงานที่อยูห่ ่างไกลกันให้มีการประสานงานที่ดีข้ นึ

ประโยชน์ ของระบบสารสนเทศต่ อองค์ กร ปัจจุบนั เทคโนโลยีสารสนเทศได้รับความสนใจนามาใช้งานในหลายลักษณะและเกือบทุกธุรกิจ โดยที่ พัฒนาการของเทคโนโลยีสารสนเทศได้ส่งผลกระทบในวงกว้างไปทุกวงการทั้งภาคเอกชนและราชการ ระบบ สารสนเทศช่วยสร้างประโยชน์ต่อการดาเนินงานขององค์กรได้ดงั นี้ 1. ช่วยให้ผใู้ ช้สามารถเข้าถึงสารสนเทศที่ตอ้ งการได้อย่างรวดเร็ วและทันต่อ เหตุการณ์เนื่องจากข้อมูลถูกจัดเก็บและบริ หารอย่างเป็ นระบบ ทาให้ผบู้ ริ หารสามารถเข้าถึงข้อมูลได้อย่าง รวดเร็ วในรู ปแบบที่เหมาะสมและสามารถนาข้อมูลมาใช้ประโยชน์ทนั ต่อความต้องการ 2. ช่วยในการกาหนดเป้ าหมายกลยุทธ์และการวางแผนปฏิบตั ิการ โดยผูบ้ ริ หาร สามารถนาข้อมูลที่ได้จากระบบสารสนเทศมาช่วยในการวางแผนและกาหนดเป้ าหมายในการดาเนินงาน เนื่องจากสารสนเทศถูกรวบรวมและจัดการอย่างเป็ นระบบ ทาให้มีประวัติของข้อมูลอย่างต่อเนื่อง สามารถที่จะ บ่งชี้แนวโน้มของการดาเนินงานว่าน่าจะเป็ นไปในลักษณะใด 3. ช่วยในการตรวจสอบการดาเนินงาน เมื่อแผนงานถูกนาไปปฏิบตั ิในช่วงระยะเวลาหนึ่ง ผูค้ วบคุมจะต้อง ตรวจสอบผลการดาเนินงานโดยนาข้อมูลบางส่วนมาประมวลผลเพื่อประกอบการประเมิน สารสนเทศที่ได้จะ แสดงให้เห็นผลการดาเนินงานว่าสอดคล้องกับเป้ าหมายที่ตอ้ งการเพียงไร 4. ช่วยในการศึกษาและวิเคราะห์สาเหตูของปัญหา ผูบ้ ริ หารสามรถใช้ระบบสารสนเทศประกอบการศึกษา และการค้นหาสาเหตุ หรื อข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้นในการดาเนินงาน ถ้าการดาเนินงานไม่เป็ นไปตามแผนที่วางไว้ โดยอาจจะเรี ยกข้อมูลเพิม่ เติมออกมาจากระบบ เพื่อให้ทราบว่าความผิดพลาดในการปฏิบตั ิงานเกิดขึ้นจาก สาเหตุใด หรื อจัดรู ปแบบสารสนเทศในการวิเคราะห์ปัญหาใหม่ 5. ช่วยให้ผใู้ ช้สามารถวิเคราะห์ปัญหาหรื ออุปสรรคที่เกิดขึ้น เพื่อหาวิธีควบคุม ปรับปรุ งและแก้ไขปัญหา สารสนเทศที่ได้จากการประมวลผลจะช่วยให้ผบู้ ริ หารวิเคราะห์ว่าการดาเนินงานในแต่ละทางเลือกจะช่วยแก้ไข หรื อควบคุมปัญหาที่เกิดขึ้นได้อย่างไร ธุรกิจต้องทาอย่างไรเพื่อปรับเปลี่ยนหรื อพัฒนาให้การดาเนินงานเป็ นไป ตามแผนงานหรื อเป้ าหมาย


38

6. ช่วยลดค่าใช้จ่าย ระบบสารสนเทศที่มีประสิทธิภาพช่วยให้ธุรกิจลดเวลา แรงงาน และค่าใช้จ่ายในการ ทางานลง เนื่องจากระบบสารสนเทศสามารถรับภาระงานที่ตอ้ งใช้แรงงานจานวนมาก ตลอดจนช่วยลดขั้นตอน ในการทางาน ส่งผลให้ธุรกิจสามารถลดจานวนคนและระยะเวลาในการประสานงานให้นอ้ ยลง โดยผลงานที่ ออกมาอาจเท่าหรื อดีกว่าเดิม ซึ่งจะเป็ นการเพิ่มประสิทธิภาพและศักยภาพในการแข่งขันของธุรกิจ จากที่กล่าวมาจะเห็นได้ว่าระบบสารสนเทศมีความสาคัญในการบริ หารจัดการภายในองค์กร เพราะทา ให้การทางานมีประสิทธิภาพมากยิง่ ขึ้นโดยเฉพาะอย่างยิง่ ในปัจจุบนั สิ่งแวดล้อมโลกมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ ตลอดเวลาและมีการแข่งขันทางธุรกิจสูงองค์กรที่มีระบบการบริ หารงานที่มีประสิทธิภาพและเข้าถึงข้อมูลได้ เร็ วเท่านั้นถึงจะอยูร่ อดได้ในปัจจุบนั ดังนั้นผูบ้ ริ หารขององค์กรนับว่าเป็ นผูท้ ี่มีบทบาทในการที่จะพัฒนาระบบ สารสนเทศของตนเองให้มีความทันสมัยและนามาใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพเพราะปัจจุบนั การนาเอาเทคโนโลยี สารสนเทศมาใช้ในวงการธุรกิจก็เพื่อลดต้นทุนการผลิต สนับสนุนการตัดสินใจในการบริ หารงานและใช้ในการ แข่งขันทางธุรกิจเพื่อก่อให้เกิดประโยชน์ในด้านต่างๆสาหรับองค์กร นอกจากนี้ยงั สร้างความแข็งแกร่ งทางด้าน ธุรกิจ เพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตสินค้าและบริ การ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันนาไปสู่เศรษฐกิจยุค ใหม่ต่อไปในอนาคต

งานคอม อาจารย์สุจิตตรา tee  

qwerty

Read more
Read more
Similar to
Popular now
Just for you