Page 1

พื้นฐานการสื่อสารขอมูลและเครือขาย ปจจุบันเทคโนโลยีทางคอมพิวเตอรมีความกาวหนาอยางยิ่งมีสมรรถนะดานความเร็วใน การประมวลผลสูงมากสามารถตอพวงกับอุปกรณรอบขางที่มีประสิทธิภาพและทันสมัย มีความ สะดวกในการใชงานในขณะเดียวกันกลับมีขนาดเล็กลงจนสามารถพกพาไปไหนมาไหนไดอีกทั้ง ปจจัยดานราคาก็ลดลงอยางเห็นไดชัดหากเทียบสัดสวนกับราคาในทศวรรษที่ผานมาดวยเหตุนี้ทํา ใหคอมพิวเตอรเขามามีบทบาทในชีวิตประจําวันของมนุษย ทุกเพศ ทุกวัย เพิ่มขึ้น เรื่อยๆมีการ ใชงานอยางแพรหลายตามบานเรือน สถาบันการศึกษา ตลอดจนหนวยงานภาครัฐหรือ ภาคเอกชนทั่วไปทิศทางความกาวหนาของระบบคอมพิวเตอรเริ่มจากการใชงานสวนตัวภายใน เครื่องเพียงเครื่องเดียว(stand alone) จากนั้นจึงปรับเปลี่ยนมุงเนนไปสูแนวทางการเชื่อมตอไป ยังเครื่องอื่นเหตุผลเพราะตองการใชทรัพยากรรวมกันใชเปนอุปกรณสื่อสารระหวางกันและใช เพื่อการแลกเปลี่ยนถายโอนขอมูลระหวางกันกอใหเกิดเปนเครือขายของการเชื่อมตอสื่อสาร จํานวนมากที่เรียกวาเครือขายคอมพิวเตอร (computer network)


ความกาวหนาทางเครือขายคอมพิวเตอรและการสื่อสารขอมูลที่เห็นไดชัดคือการเติบโตของ เครือขายอินเทอรเน็ตซึ่งถือไดวาเปนเครือขายคอมพิวเตอรที่มีขนาดใหญที่สุดในปจจุบันสวนของ การสื่อสารขอมูลจากที่เคยถูกจํากัดดวยระยะทางปริมาณของการเชื่อมตอความแตกตางทาง เทคโนโลยีหรือแมกระทั่งขอจํากัดทางวัฒนธรรมไดรับการปรับปรุงและพัฒนาจนสามารถ ติดตอสื่อสารขอมูลกันไดทั่วโลก โครงสรางของการสื่อสารขอมูลอิเล็กทรอนิกส โครงสรางของการสื่อสารขอมูลอิเล็กทรอนิกสเปนการถายโอนหรือแลกเปลี่ยนขอมูลกันระหวางตน ทาง(source)และปลายทาง(destination) ผานทางอุปกรณอิเล็กทรอนิกสหรือคอมพิวเตอร เพราะ ระบบการสื่อสารขอมูลอิเล็กทรอนิกสจําเปนตองอาศัยอุปกรณหรือเครื่องมืออิเล็กทรอนิกสในการ ควบคุมการโอนถายขอมูล (transmitter) และมีอุปกรณที่ใชควบคุมการรับขอมูล(receiver) ในฝงรับ กรณีที่ปลายทางไมสามารถควบคุมการรับสงไดเองรวมทั้งตองอาศัยสื่อกลางการสง (transmission medium) ในการรับสงขอมูลการสื่อสารขอมูลดวยคอมพิวเตอรสวนใหญมักจะมีซอฟตแวรควบคุม ทํางานควบคูไปกับการทํางานของฮารดแวรเพื่อใหการสื่อสารขอมูลเปนไปอยางถูกตองครบถวนและมี ประสิทธิภาพตามความตองการหากเปนการสื่อสารขอมูลขนาดใหญมีอุปกรณเชื่อมตออยูเปนจํานวน มากมีระยะทางที่หางไกลกันก็จําเปนตองมีระบบการสงผานขอมูล (transmission system) มาชวยใน การโอนถายขอมูลจากตนทางไปยังปลายทาง องคประกอบพื้นฐานของการสื่อสารขอมูล 1. ผูสงขอมูล/แหลงกําเนิดขอมูลขาวสาร ( Sender / Source) ผูสงหรือแหลงกําเนิด ขาวสาร คือ อุปกรณที่ใชสําหรับสงขอมูลขาวสาร ซึ่งอาจเปนเครื่องคอมพิวเตอร เวิรกสเตชัน โทรศัพท กลองวิดีโอ เปนตน 2. ผูรับ/จุดหมายปลายทาง ( Receiver / Destination )ผูรับหรือจุดหมายปลายทาง คือ อุปกรณที่ใชสําหรับสงขอมูลขาวสาร ซึ่งอาจเปนเครื่องคอมพิวเตอร เวิรกสเตชัน โทรศัพท โทรทัศน เปนตน


3. ขอมูล/ขาวสาร (Message) ขาวสารในที่นี้คือ ขอมูลหรือสารสนเทศตาง ๆ ที่อาจ ประกอบดวยขอความ ตัวเลข รูปภาพ เสียง หรือวิดีโอหรืออาจเปนสิ่งที่กลาวมานั้นมารวมกัน เชน ภาพพรอมเสียง ซึ่งเรียกวาสื่อประสม (Multimedia) ขอมูลขาวสารที่สงไปจะถูกทําการ เขารหัส (Encoding ) เพื่อสงผานตัวกลางสงขอมูล และเมื่อปลายทางไดรับขอมูลที่สงมาก็จะทํา การถอดรหัส (Decoding) เพื่อใหกลับมาเปนขอมูลดั้งเดิม อยางไรก็ตามระหวางขอมูลขาวสาร กําลังเดินทางมาถึงปลายทางก็อาจมีสัญญาณรบกวนได 4. ตัวกลางในการสงขอมูล ( Transmission Medium ) ตัวกลางในการสงขอมูลในที่นี้ก็ คือ เสนทางเชิงกายภาพที่ใชสําหรับการลําเลียงขอมูลขาวสารจากผูสงไปยังจุดหมายปลายทางโดย ตัวกลางในการสงขอมูลก็จะมีทั้งแบบมีสาย เชน สายเคเบิล สายคูบิดเกลียวสายไฟเบอรออปติค และตัวกลางในการสงขอมูลแบบไรสาย เชน คลื่นวิทยุ ไมโครเวฟ ดาวเทียม เปนตน 5. โปรโตคอล ( Protocol ) โปรโตคอล คือ กฎเกณฑ ระเบียบ หรือขอปฏิบัติตาง ๆ ที่กําหนด ขึ้นมาใชเปนขอตกลงระหวางผูรับและผูสงเพื่อใชสําหรับเปนมาตรฐานในการกําหนดบทบาท หนาที่ในการสื่อสารขอมูลใหถูกตองตรงกันถึงแมอุปกรณทั้งสองฝงจะเชื่อมตอกันไดหากไมมี โปรโตคอลก็จะไมสามารถสื่อสารกันได และอาจสงผลใหการสื่อสารลมเหลวในที่สุด

อางอิง - ภาพ http://www.boardofstudies.nsw.edu.au/


ความหมายของการสื่อสารขอมูล การสื่อสารขอมูลหมายถึง กระบวนการถายโอนหรือแลกเปลี่ยนขอมูลระหวางผูรับและผูสงโดย ผานชองทางสื่อสารเชนอุปกรณอิเล็กทรอนิกสหรือคอมพิวเตอรเปนตัวกลางในการสงขอมูล เพื่อใหผูสงและผูรับเกิดความเขาใจซึ่งกันและกัน เครือขายคอมพิวเตอรหมายถึง การนําคอมพิวเตอรและอุปกรณขางเคียงตางๆมาเชื่อมตอถึง กันโดยใชสายเคเบิ้ลเปนสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนชุดขอมูล ชุดคําสั่ง และขาวสารตางๆระหวาง คอมพิวเตอรกับคอมพิวเตอรและระหวางคอมพิวเตอรกับอุปกรณขางเคียง การที่ระบบเครือขาย มีบทบาทและความสําคัญเพิ่มขึ้นเพราะไมโครคอมพิวเตอรไดรับการใชงานอยางแพรหลายจึงเกิด ความตองการที่จะเชื่อมตอคอมพิวเตอรเหลานั้นถึงกับเพื่อเพิ่มขีดความสามารถของระบบให สูงขึ้นเพิ่มการใชงานดานตางๆและลดตนทุนระบบโดยรวมลงมีการแบงใชงานอุปกรณและขอมูล ตางๆตลอดจนสามารถทํางานรวมกันไดสิ่งสําคัญที่ทําใหระบบขอมูลมีขีดความสามารถเพิ่มขึ้นคือ การโอนยายขอมูลระหวางกัน และการเชื่อมตอหรือการสื่อสารการโอนยายขอมูลหมายถึงการนํา ขอมูลมาแบงกันใชงาน หรือการนําขอมูลไปใชประมวลผลในลักษณะแบงกันใชทรัพยากรเชนแบง กันใชซีพียู แบงกันใชฮารดดิสกแบงกันใชโปรแกรมและแบงกันใชอุปกรณอื่นๆที่มีราคาแพง หรือไมสามารถจัดหาใหทุกคนไดการเชื่อมตอคอมพิวเตอรเปนเครือขายจึงเปนการเพิ่ม ประสิทธิภาพการใชงานใหกวางขวางและมากขึ้นจากเดิม


รูปแบบของการสงสัญญาณขอมูล การสงสัญญาณขอมูล สามารถแบงไดเปน 3 รูปแบบดังนี้ 1. การสงสัญญาณทางเดียว(One-Way Transmission หรือ Simplex) การสงสัญญาณแบบนี้ในเวลาเดียวกันจะสงไดเพียงทางเดียวเทานั้นถึงแมวาตัวสงจะมี สัญญาณชองทางก็ตามซึ่งมักจะเรียกการสงสัญญาณทางเดียวนี้วาซิมเพล็กซผูสงสัญญาณจะ สงไดทางเดียวโดยที่ผูรับจะไมสามารถโตตอบไดเชนการสงวิทยุกระจายเสียงการแพรภาพ โทรทัศน


2. การสงสัญญาณกึ่งทางคู (Half-Duplex หรือ Either-Way) การสงสัญญาณแบบนี้เมื่อผูสงไดทําการสงสัญญาณไปแลวผูรับก็จะรับสัญญาณนั้นหลัง จากนั้นผูรับก็สามารถปรับมาเปนผูสงสัญญาณแทนสวนผูสงเดิมก็ปรับมาเปนผูรับแทนสลับกันได แตไมสามารถสงสัญญาณพรอมกันในเวลาเดียวกันไดจึงเรียกการสงสัญญาณแบบนี้วาฮารฟดู เพล็กซ (Half Duplex หรือ HD) ไดแก วิทยุสนามที่ตํารวจใช เปนตน


3. การสงสัญญาณทางคู (Full-Duplex หรือ Both way Transmission) การสงสัญญาณแบบนี้สามารถสงขอมูลไดพรอมกันทั้งสองทางในเวลาเดียวกันเชน การใช โทรศัพท ผูใชสามารถพูดสายโทรศัพทไดพรอม ๆ กัน


มาตรฐานสากล(International Standards) เพื่อความเปนระเบียบและความสะดวกของผูผลิตในการผลิตอุปกรณสื่อสารแบบตางๆ ขึ้นมา จึงไดมีการกําหนดมาตรฐานสากลสําหรับระบบติดตอสื่อสารขอมูลขึ้นซึ่งประกอบดวยโปรโตคอล และสถาปตยกรรมโดยมีการจัดตั้งองคการสําหรับพัฒนาและควบคุมมาตรฐานหมายองคกร ดังตอไปนี้ 1. ISO (The International Standards Organization) เปนองคการสากลที่พัฒนามาตรฐานสากลเกี่ยวกับสถาปตยกรรมเครือขาย โดยมีการแบง โครงสรางในการติดตอสื่อสารออกเปน 7 ชั้น (Layers) 2. CCITT (The Conseclitive Committee in International) เปนองคกรสากลที่พัฒนามาตรฐาน v และ x โดยที่มาตรฐาน v ใชสําหรับวงจรโทรศัพทและ โมเด็ม เชน v29,v34 สวนมาจรฐาน x ใชกับเครือขายขอมูลสาธารณะเชน เครือขายx.25 แพ็กเกจสวิตช (Package switch) เปนตน 3. ANSI (The American National Standards Institute) เปนองคกรมาตรฐานของสหรัฐเมริกา ANSI ไดพัฒนามาตรฐานเกี่ยวกับการสื่อสารขอมูลและ


ระบบเครือขายมาตรฐานสวนใหญจะเกี่ยวของกับการประดิษฐตัวเลขที่ใชในการติดตอสื่อสาร ขอมูลและมาตรฐานเทอรมินัส 4. IEEE (The Institute of Electrical and Electronic Engineers) เปนมาตรฐานที่เกิดจากการรวมตัวของกลุมนักวิชาการและผูปกครองอาชีพทางสาขาไฟฟา และอิเล็กทรอนิกสในอเมริกามาตรฐานจะเนนไปทางดานอุตสาหกรรมไฟฟา อิเล็กทรอนิกส ไมโครโปรเซสเซอร และอุปกรณอิเล็กทรอนิกสในไมโครคอมพิวเตอร เชน IEEE 802.3 ซึ่งใช ระบบ LAN (Local Area Network) 5. EIA (The Electronics Industries Association) เปนองคกรมาตรฐานของอเมริกาไดกําหนดมาตรฐานทางดานไฟฟา และอิเล็กทรอนิกส มาตรฐาน EIA จะขึ้นตนดวย RS (Recommended Standard) เชน Rs-232-c เปนตน

ความหมายของระบบเครือขายคอมพิวเตอร ระบบเครือขายคอมพิวเตอร ( Computer Network ) หมายถึง การเชื่อมตอคอมพิวเตอร ตั้งแต 2 เครื่องขึ้นไปเขาดวยกันดวยสายเคเบิลหรือสื่ออื่นๆทําใหคอมพิวเตอรสามารถรับสงขอมูล แกกันและกันไดในกรณีที่เปนการเชื่อมตอระหวางเครื่องคอมพิวเตอรหลายๆเครื่องเขากับเครื่อง คอมพิวเตอรขนาดใหญที่เปนศูนยกลางเราเรียกคอมพิวเตอรที่เปนศูนยกลางนี้วา โฮสต (Host)


และเรียกคอมพิวเตอรขนาดเล็กที่เขามาเชื่อมตอวาไคลเอนต (Client)ระบบเครือขาย (Network) จะเชื่อมโยงคอมพิวเตอรเขาดวยกันเพื่อการติดตอสื่อสารเราสามารถสงขอมูลภายในอาคารหรือ ขามระหวางเมืองไปจนถึงอีกซีกหนึ่งของโลกซึ่งขอมูลตางๆอาจเปนทั้งขอความ รูปภาพ เสียง กอใหเกิดความสะดวกรวดเร็วแกผูใชซึ่งความสามารถเหลานี้ทําใหเครือขายคอมพิวเตอรมี ความสําคัญและจําเปนตอการใชงานในแวดวงตางๆแลวทําไมเราถึงตองใชเครือขาย หรือระบบ คอมพิวเตอรเครือขายการที่เรานําเอาเครื่องคอมพิวเตอรมาเชื่อมตอกันเราจะสามารถใช ประโยชนจากระบบหรือระบบสามารถทําอะไรไดบางทําใหใชทรัพยากร ของเครื่องคอมพิวเตอร รวมกันได (Resources Sharing) ซึ่งเปนการชวยประหยัดคาใชจายและเพิ่มความสะดวกในการ ใชงานเชนการใชพื้นที่บนฮารดดิสกและเครื่องพิมพรวมกันสามารถบริหารจัดการการทํางานของ คอมพิวเตอรทุกเครื่องไดจากศูนยกลาง (Centralized Management) เชน สรางเวิรกกรุป กําหนดสิทธิ์ในการเขาถึงขอมูล และสามารถทําการสํารองขอมูลของแตละเครื่องไดสามารถทํา การสื่อสารภายในเครือขาย (Communication) ไดหลายรูปแบบ เชน อีเมล, แชท (Chat), การ ประชุมทางไกล (Teleconference), และการประชุมทางไกลแบบเห็นภาพ (Video Conference)มีระบบรักษาความปลอดภัยของขอมูลบนเครือขาย (Network Security) เชน สามารถ ระบุผูที่มีสิทธิ์เขาถึงขอมูลในระดับตางๆปองกันผูที่ไมไดรับอนุญาติเขาถึงขอมูลและให การคุมครองขอมูลที่สําคัญใหความบันเทิงไมรูจบ(Entertainment) เชนสามารถสนุกกับ การเลน เกมสแบบผูเลนหลายคน หรือที่เรียกวา มัลติ เพลเยอร(Multi Player) ที่กําลัง เปนที่นิยมกันอยู ในเวลานี้ไดใชงานอินเทอรเน็ตรวมกัน (Internet Sharing) เพียงตอเขาอินเทอรเน็ตจากเครื่อง หนึ่งในเครือขายโดยมีแอคเคาทเพียงหนึ่งแอคเคาทก็ทําใหผูใชอีกหลายคน ในเครือขาย เดียวกันสามารถใชงานอินเทอรเน็ตไดเสมือนกับมีหลายแอคเคาท วัตถุประสงคของการใชระบบเครือขาย 1. สามารถใชโปรแกรมและขอมูลรวมกันได คือเครื่องลูก(Client) สามารถเขามาใช โปรแกรม ขอมูล รวมกันไดจากเครื่องแม (Server) หรือ ระหวางเครื่องลูกกับเครื่องลูกก็ได เปนการประหยัดเนื้อที่ในการจัดเก็บโปรแกรม ไมจําเปนวาทุก เครื่องตองมีโปรแกรมเดียวกันนี้ในเครื่องของตนเอง


2. เพื่อความประหยัด เพราะวาเปนการลงทุนที่คุมคาอยางเชนในสํานักงานหนึ่งมีเครื่องอยู30 เครื่องหรือมากกวานี้ ถา ไมมีการนําระบบเครือขายคอมพิวเตอรมาใชจะเห็นวาตองใชเครื่องพิมพอยางนอย 5 - 10 เครื่อง มาใชงานแตถามีระบบเครือขายคอมพิวเตอรมาใชแลวละกอ ก็สามารถใชอุปกรณหรือเครื่องพิมพ ประมาณ 2-3 เครื่องก็พอตอการใชงานแลวเพราะวาทุกเครื่องสามารถเขาใชเครื่องพิมพเครื่อง ไหนก็ได ผานเครื่องอื่น ๆ ที่ในระบบเครือขายเดียวกัน 3. เพื่อความเชื่อถือไดของระบบงาน นับเปนสิ่งที่สําคัญสําหรับการดําเนินธุรกิจถาทํางานไดเร็วแตขาดความนาเชื่อถือก็ถือวาใชไมได ไมมีประสิทธิภาพดังนั้นเมื่อนําระบบ Computer Network มาใชงานทําระบบงานมี ประสิทธิภาพมีความนาเชื่อถือของขอมูลเพราะจะมีการทําสํารองขอมูลไวเมื่อเครื่องที่ใชงานเกิดมี ปญหาก็สามารถนําขอมูลที่มีการสํารองมาใชได อยางทันที 4. ประหยัดเวลา คาเดินทาง เมื่อตองการแลกเปลี่ยนขอมูลกันในที่ที่อยูหางไกลกัน เชน บริษัทแมอยูที่ กรุงเทพ สวนบริษัทลูก อาจจะอยูตามตางจังหวัดแตละที่ก็มีการเก็บขอมูล การเงิน ประวัติลูกคา และอื่นๆแตถาตองการ ใชขอมูลของอีกที่หนึ่งจะเกิดความลําบาก ลาชา และไมสะดวก จึงมีการนําหลักการของ Computer Network มาใชงานเชนมีการใชทรัพยากรรวมกัน หรือโปรแกรมขอมูลรวมกัน

Chapter 1-basic network  

basic network