Issuu on Google+


สารบัญ เรื่อง

หนา

สารจากคณบดีสํานักวิชาเภสัชศาสตร สารจากประธานคณะกรรมการอํานวยการฯ สัมมนาวิชาการ “สมุนไพรเพื่อชีวิต” ครั้งที่ 3 ประจําป 2555 กําหนดการสัมมนาวิชาการ “สมุนไพรเพื่อชีวิต” ครั้งที่ 3 ประจําป 2555 ประวัติวิทยากรพรอมเนื้อหาการบรรยายโดยยอ

3 5 7 9 13

การบรรยาย เรื่อง “การสรางความเชื่อมั่นในการใชยาจากสมุนไพรทางคลินิกดวยหลักฐานเชิงประจักษ ทางวิทยาศาสตร” โดย: รองศาสตราจารย พรอมจิต ศรลัมพ (คณะเภสัชศาสตร มหาวิทยาลัยมหิดล)

15

การบรรยาย เรื่อง “งานวิจัยเพื่อพิสูจนสรรพคุณตํารับสมุนไพรและสมุนไพรเดี่ยวในบัญชียาหลักแหงชาติ” 23 โดย: รองศาสตราจารย ดร.สุวรรณ ธีระวรพันธ และ รองศาสตราจารย พรอมจิต ศรลัมพ (คณะเภสัชศาสตร มหาวิทยาลัยมหิดล) การบรรยาย เรื่อง “อันตรกิริยาระหวางยาและสมุนไพร” โดย: เภสัชกรหญิง ดร.พิมพพิมล ตันสกุล (คณะเภสัชศาสตร มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร)

33

การเสวนา เรื่อง “ประสบการณ แนวคิด และทัศนคติตอการใชสมุนไพรในระบบสุขภาพภาคใต” โดย: เภสัชกรหญิง เกตุแกว เจะโส (สํานักงานสาธารณสุขจังหวัดกระบี่) คุณสุณิสา ทองมีเพชร (พยาบาลวิชาชีพชํานาญการ โรงพยาบาลทาฉาง จังหวัดสุราษฎรธานี) ตัวแทนหางหุนสวนจํากัด แกวมณีสมุนไพร (ผูประกอบการผลิตยาสมุนไพร จังหวัดนครศรีธรรมราช) คุณธีระวัฒน แดงกะเปา (โรงพยาบาลสงเสริมสุขภาพตําบลบานสี่แยกสวนปา ตําบลวังหิน อําเภอบางขัน จังหวัดนครศรีธรรมราช)

39

บทความวิชาการดานสมุนไพร สมุนไพร โดย เภสัชกร รองศาสตราจารย ดร.เภสัชกรสุนิพนธ ภุมมางกูร หญาดอกขาว โดย เภสัชกรหญิง รองศาสตราจารยถนอมจิต สุภาวิตา ฝรั่ง และ ฤทธิ์ในการรักษาอาการอุจจาระรวง โดย เภสัชกรหญิง ผูชวยศาสตราจารยพีรรัชต ไทยนะ ระบบนําสงยาสมุนไพร (Herbal drug delivery systems) โดย เภสัชกรหญิง ดร.จิราพร ชินกุลพิทักษ แนวทางการควบคุมคุณภาพยาสมุนไพร โดย เภสัชกรหญิง ดร.ชุติมา จันทรัตน

43 49 53 59 65


2

สารบัญ (ตอ) เรื่อง

หนา

บทความวิชาการดานสมุนไพร (ตอ) สมุนไพรกับอาการคลื่นไสและอาเจียนจากยาเคมีบําบัด โดย เภสัชกรสุริยน อุยตระกูล ประสิทธิภาพของชาเขียวในการลดระดับไขมันในกระแสเลือด โดย เภสัชกรหญิงปนวดี ฆังฆะ อันตรกริยาระหวาง warfarin กับผลไมไทย โดย เภสัชกรธนวัฒน คงยศ คณะกรรมการและอนุกรรมการดําเนินโครงการสัมมนาทางวิชาการ “สมุนไพรเพื่อชีวิต” ครั้งที่ 3 ประจําป 2555

71 75 81 88


3

สารจากคณบดีสํานักวิชาเภสัชศาสตร มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ การประชุมวิชาการในหัวขอ “สมุนไพรเพื่อชีวิต” (Herb for Life) เปนหัวขอการประชุมที่สํานักวิชาเภสัช ศาสตร มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ มีนโยบายที่จะจัดเปนประจําทุกป ครั้งที่ 1 จัดในเรื่อง สมุนไพรกับชุมชน สวนครั้งที่ 2 จัดในเรื่อง การใชสมุนไพรในระบบบริการสาธารณสุขของไทย สําหรับครั้งนี้ เปนครั้งที่ 3 จัดในเรื่อง ประสิทธิภาพ และความปลอดภัยในการใชยาสมุนไพร การจัดประชุมวิชาการสมุนไพรเพื่อชีวิตจะมุงเนนบริบทที่เกี่ยวของทางดานเภสัชศาสตร ในการใชสมุนไพร ซึ่ง เปนการผสมผสานระหวางภูมิปญญาชาวบาน กับหลักฐานเชิงประจักษทางวิทยาศาสตร เพื่อใหเกิดความปลอดภัยใน การใชสมุนไพร เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผล ทั้งในดานการรักษา ปองกัน สงเสริม ทั้งในสวนของการใชเปนยา อาหารและเครื่องสําอาง ที่นํามาใชกับมนุษยและสัตว โดยครอบคลุมตั้งแตการเสาะแสวงหาสมุนไพร การควบคุม คุณภาพ กระบวนการทดสอบฤทธิ์ กระบวนการใชเทคโนโลยีชวยในการผลิต กระบวนการทําเปนรูปแบบที่เหมาะสม ในการใช และการนํามาใช เป นตน ดังนั้นในการจั ดประชุม สมุนไพรเพื่อ ชีวิต แตล ะป จึง มีชื่อ เรื่ องที่จั ดประชุม แตกตางกันไป ทั้งนี้เพื่อจะไดรวบรวมและสังเคราะหองคความรูของสมุนไพรจากการประชุมทุกครั้ง เพื่อเปนขอมูลที่ จะนํามาใชเปนประโยชน ในการใชยา อาหาร เครื่องสําอาง อยางเหมาะสม ถูกตอง พอเพียง และยั่งยืน เพื่อความมี สุขภาพดีทั่วหนา ตอไป

(รองศาสตราจารย ดร.สุนิพนธ ภุมมางกูร) คณบดีสํานักวิชาเภสัชศาสตร


4


5

สารจากประธานคณะกรรมการอํานวยการฯ สมุนไพรไทยนั้น นับเปนผลผลิตจากธรรมชาติที่มีความสําคัญในการนํามาใชประโยชนเพื่อรักษาโรคตางๆ ตั้งแตอดีตถึงปจจุบัน อยางไรก็ตาม การใชสมุนไพรยังขาดขอมูลในการศึกษา คนควา วิจัยในเชิงวิทยาศาสตรที่จะทํา ใหมีขอมูลหลักฐานเชิงประจักษทางวิทยาศาสตร มาสนับสนุนใหผูใชสมุนไพรมีความมั่นใจมากขึ้น สํานักวิชาเภสัชศาสตร มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ เล็งเห็นคุณคาของสมุนไพรไทย และตองการใหมีความตื่นตัว ที่จะพัฒนา แลกเปลี่ยนความรูดานสมุนไพรในสหสาขาวิชาชีพตางๆ จึงไดจัดการประชุมวิชาการในหัวขอ “สมุนไพร เพื่อชีวิต” (Herb for Life) เปนประจําทุกป โดยในปนี้เปนการจัดงานครั้งที่ 3 ในหัวขอเรื่อง “ประสิทธิภาพและความ ปลอดภัยในการใชสมุนไพร” ซึ่งจะเนนในสวนของการศึกษาถึงประสิทธิภาพ ประสิ ทธิผลและความปลอดภัยของ สมุนไพรแตละชนิดในทางคลินิก โดยการสนับสนุนดวยขอมูลหลักฐานเชิงประจักษทางวิทยาศาสตรที่สําคัญตอความ นาเชื่อถือ ทั้งนี้องคความรูของสมุนไพรทีไ่ ดจากการประชุม จะมีการเก็บรวบรวมเพื่อเปนขอมูลที่จะนํามาใชประโยชน ในอนาคตตอไป

(เภสัชกรหญิงสุวิมล บวรศุภศรี) อาจารยสํานักวิชาเภสัชศาสตร


6


7

สัมมนาวิชาการ “สมุนไพรเพื่อชีวิต” ครั้งที่ 3 ประจําป 2555 เรื่อง “ประสิทธิภาพและความปลอดภัยในการใชสมุนไพร” สํานักวิชาเภสัชศาสตร มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ หลักการและเหตุผล สมุนไพรไทย เปนผลผลิตจากธรรมชาติ ที่มีการนํามาใชประโยชน เพื่อรักษาโรคมาตั้งแตอดีต ปจจุบันความ ตื่นตัวในการพัฒนาความรูดานสมุนไพรเพิ่มขึ้นอยางตอเนื่อง มีการศึกษาคุณสมบัติของตัวยาสําคัญในสมุนไพรแตละ ชนิดเพื่อนํามาใชประโยชนทางการแพทย รวมทั้งมีการศึกษาถึงประสิทธิภาพ ประสิทธิผลและความปลอดภัยของ สมุนไพรแตละชนิดในทางคลินิก เพื่อใหการใชสมุนไพรในการบําบัดโรคมีประสิทธิภาพและความปลอดภัยตอผูใช โดย มีหลักฐานเชิงประจักษทางวิทยาศาสตรประกอบ สงผลใหลดคาใชจายในการดูแลสุขภาพของประชาชน และเปนการ สรางความเชื่อมั่นในการใชสมุนไพรใหกับผูประกอบวิชาชีพทางดานสาธารณสุข ผูปวย และประชาชนโดยทั่วไป วิชาชีพเภสัชศาสตร เปนสวนหนึ่ง ในการพัฒนาองคความรูดานสมุนไพร ควบคูกับการบริการวิชาการแก สังคมและชุมชน เพื่อดูแลสุขภาพประชาชน ในเขตพื้นที่ภาคใต ทางสํานักวิชาเภสัชศาสตร มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ เล็งเห็นคุณคาของสมุนไพรไทย จึงเห็นควรจัดใหมีการสัมมนาวิชาการ “สมุนไพรเพื่อชีวิต” ครั้งที่ 3 ประจําป 2555 เรื่อง “ประสิทธิภาพและความปลอดภัยในการใชสมุนไพร” เพื่อเปนการสงเสริมใหเกิดการพัฒนาทางดานวิชาการ ใหกับคณาจารย นักศึกษา และบุคลากรทั้งภายในและภายนอกสํานักวิชาเภสัชศาสตร มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ โดย เน น ในส ว นของหลั ก ฐานเชิ ง ประจั ก ษ ท างวิ ท ยาศาสตร เ พื่ อ ใช เ ป น ข อ มู ล ประกอบการศึ ก ษาถึ ง ป���ะสิ ท ธิ ภ าพ ประสิทธิผลและความปลอดภัยของสมุนไพรแตละชนิดในทางคลินิก รวมทั้งเพื่อใหเกิดองคความรูและพัฒนาสมุนไพร เพื่อใชในระบบสาธารณสุขของประเทศตอไป วัตถุประสงค 1. สงเสริ มใหเ กิดการพัฒนาแลกเปลี่ยนองคความรูดานวิชาการที่เ กี่ยวขอ งกับสมุนไพรไทยใหกับคณาจารย นักศึกษา และบุคลากรดานสุขภาพและผูสนใจ 2. สามารถนํามาประยุกตใชในการเรียนการสอนและงานวิจัยของหลักสูตรเภสัชศาสตร มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ วัน/เวลา และสถานที่ วันที่ 27 กรกฎาคม 2555 ณ อาคารวิทยาศาสตรการกีฬา มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ


8

กลุมเปาหมาย 1. เภสัชกร 2. บุคลากรทางการแพทย และทางดานสุขภาพอื่นๆ 3. บุคลากรของมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ 4. นักศึกษาเภสัชศาสตร มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ 5. ประชาชนผูส นใจ หนวยงานภาคีที่รวมจัดโครงการ / กิจกรรม คณะเภสัชศาสตร มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร ผลที่คาดวาจะไดรับ 1. มีการเผยแพรความรูเ รือ่ งการพัฒนางานดานสมุนไพรไทยกับงานดานเภสัชศาสตร ใหกบั เภสัชกร บุคลากร ดานสุขภาพ ผูด แู ลงานในการพัฒนาผลิตภัณฑจากสมุนไพร นักศึกษาเภสัชศาสตร และผูสนใจในเขตพื้นที่ ภาคใต 2. เกิดเครือขายระหวางเภสัชกร และผูดูแลงานดานการพัฒนาผลิตภัณฑจากสมุนไพร ในเขตพื้นที่ภาคใต 3. ประชาชนรูจ ักและทราบถึงบทบาทในการพัฒนางานดานเภสัชศาสตร ของสํานักวิชาเภสัชศาสตร มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ


9

กําหนดการ สัมมนาวิชาการ “สมุนไพรเพื่อชีวิต” ครั้งที่ 3 ประจําป 2555 เรื่อง “ประสิทธิภาพและความปลอดภัยในการใชสมุนไพร” ณ หองประชุม 203 ชั้น 2 อาคารวิทยาศาสตรการกีฬา มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ จังหวัดนครศรีธรรมราช วันศุกรที่ 27 กรกฎาคม 2555 เวลา 8.00 – 16.30 น. *********************************************************************************************************

8.00 – 9.00 น.

ลงทะเบียน

9.00 – 9.15 น.

พิธีเปด กลาวเปดการประชุม

โดย: อธิการบดีมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ (ดร.กีรร ัตน สงวนไทร)

กลาวรายงานการประชุม 9.15 –10.15 น.

โดย: คณบดีสํานักวิชาเภสัชศาสตร มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ (รองศาสตราจารย ดร.สุนิพนธ ภุมมางกูร)

การบรรยาย เรื่อง “การสรา งความเชื่ อมั่ นในการใช ย าจากสมุ นไพรทางคลิ นิกดวย หลักฐานเชิงประจักษทางวิทยาศาสตร” โดย: รองศาสตราจารย พรอมจิต ศรลัมพ (คณะเภสัชศาสตร มหาวิทยาลัยมหิดล)

10.15 – 10.30 น.

พักรับประทานอาหารวาง

10.30–12.15 น.

การบรรยาย เรื่อง “งานวิจัยเพื่อพิสูจนส รรพคุณตํ ารับสมุ นไพรและสมุนไพรเดี่ย วใน บัญชี ยาหลักแหงชาติ” โดย: รองศาสตราจารย ดร.สุวรรณ ธีระวรพันธ และ รองศาสตราจารย พรอมจิต ศรลัมพ (คณะเภสัชศาสตร มหาวิทยาลัยมหิดล)

12.15 – 13.30 น.

พักรับประทานอาหารกลางวัน

13.30 – 14.30 น.

การบรรยาย เรื่อง “อันตรกิริยาระหวางยาและสมุนไพร” โดย: เภสัชกรหญิง ดร.พิมพพิมล ตันสกุล (คณะเภสัชศาสตร มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร)


10

กําหนดการ สัมมนาวิชาการ “สมุนไพรเพื่อชีวิต” ครั้งที่ 3 ประจําป 2555 เรื่อง “ประสิทธิภาพและความปลอดภัยในการใชสมุนไพร” ณ หองประชุม 203 ชั้น 2 อาคารวิทยาศาสตรการกีฬา มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ จังหวัดนครศรีธรรมราช วันศุกรที่ 27 กรกฎาคม 2555 เวลา 8.00 – 16.30 น. *********************************************************************************************************

14.30 – 14.45 น. 14.45 – 16.30 น.

พักรับประทานอาหารวาง เสวนา เรื่อง “ประสบการณ แนวคิด และทัศนคติตอการใชสมุนไพรในระบบสุขภาพ ภาคใต” โดย: เภสัชกรหญิง เกตุแกว เจะโส (หัวหนากลุม งานคุม ครองผูบ ริโภค สํานักงานสาธารณสุขจังหวัดกระบี)่ คุณสุณิสา ทองมีเพชร (พยาบาลวิชาชีพชํานาญการ โรงพยาบาลทาฉาง จังหวัดสุราษฎรธานี) ตัวแทนหางหุนสวนจํากัด แกวมณีสมุนไพร (ผูประกอบการผลิตยาสมุนไพร จังหวัดนครศรีธรรมราช) คุณธีระวัฒน แดงกะเปา (โรงพยาบาลสงเสริมสุขภาพตําบลบานสีแ่ ยกสวนปา ตําบลวังหิน อําเภอบางขัน จังหวัดนครศรีธรรมราช)

16.30 น.

ปดการประชุม


11


12


13

ประวัติวิทยากรพรอมเนื้อหาการบรรยายโดยยอ การบรรยาย เรื่อง “การสรางความเชื่อมั่นในการใชยาจากสมุนไพรทางคลินิกดวยหลักฐานเชิง ประจักษทางวิทยาศาสตร” โดย: รองศาสตราจารย พรอมจิต ศรลัมพ (คณะเภสัชศาสตร มหาวิทยาลัยมหิดล) การบรรยาย เรื่อง “งานวิจัยเพื่อพิสูจนสรรพคุณตํารับสมุนไพรและสมุนไพรเดี่ยวในบัญชียาหลัก แหงชาติ” โดย: รองศาสตราจารย ดร.สุวรรณ ธีระวรพันธ และ รองศาสตราจารย พรอมจิต ศรลัมพ (คณะเภสัชศาสตร มหาวิทยาลัยมหิดล) การบรรยาย เรื่อง “อันตรกิริยาระหวางยาและสมุนไพร” โดย: เภสัชกรหญิง ดร.พิมพพิมล ตันสกุล (คณะเภสัชศาสตร มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร) การเสวนา เรื่อง “ประสบการณ แนวคิด และทัศนคติตอการใชสมุนไพรในระบบสุขภาพภาคใต” โดย: เภสัชกรหญิง เกตุแกว เจะโส (สํานักงานสาธารณสุขจังหวัดกระบี่) คุณสุณิสา ทองมีเพชร (พยาบาลวิชาชีพชํานาญการ โรงพยาบาลทาฉาง จังหวัดสุราษฎรธานี) ตัวแทนหางหุนสวนจํากัด แกวมณีสมุนไพร (ผูประกอบการผลิตยาสมุนไพร จังหวัดนครศรีธรรมราช) คุณธีระวัฒน แดงกะเปา (โรงพยาบาลสงเสริมสุขภาพตําบลบานสี่แยกสวนปา ตําบลวังหิน อําเภอบางขัน จังหวัดนครศรีธรรมราช)


14


15

การบรรยาย เรื่อง “การสรางความเชื่อมั่นในการใชยาจากสมุนไพรทางคลินิกดวยหลักฐาน เชิงประจักษ ทางวิทยาศาสตร” เวลาบรรยาย 9.15 –10.15 น. โดย: รองศาสตราจารย พรอมจิต ศรลัมพ (คณะเภสัชศาสตร มหาวิทยาลัยมหิดล) ชื่อ-สกุล (ภาษาไทย) (ภาษาอังกฤษ) ตําแหนงปจจุบัน

พรอมจิต ศรลัมพ Promchit Saralamp รองศาสตราจารย ภาควิชาเภสัชพฤกษศาสตร คณะเภสัชศาสตร มหาวิทยาลัยมหิดล

ประวัติการศึกษา ปริญญาตรี เภสัชศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยมหิดล ปริญญาโท วิทยาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาเภสัชศาสตร มหาวิทยาลัยมหิดล ประวัติการทํางาน ตําแหนงบริหาร 2529-2537 หัวหนาภาควิชาเภสัชพฤกษศาสตร คณะเภสัชศาสตร มหาวิทยาลัยมหิดล 2531

อนุกรรมการดานจัดทํามาตรฐานสมุนไพร คณะกรรมการนโยบายสมุนไพรแหงชาติ สํานักนายกรัฐมนตรี

2533

อนุกรรมการดานการเกษตร คณะกรรมการนโยบายสมุนไพรแหงชาติ สํานักนายกรัฐมนตรี

2533-2537 หัวหนาโครงการจัดทํามาตรฐานสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร มหาวิทยาลัยมหิดล 2529-2538 กรรมการดําเนินการโครงการปลูกสวนสมุนไพรสิรีรุกขชาติ คณะเภสัชศาสตร มหาวิทยาลัยมหิดล 2539 -2544 ผูอํานวยการโครงการปลูกสวนสมุนไพรสิรีรุกขชาติ คณะเภสัชศาสตร มหาวิทยาลัยมหิดล


16

2544-2546 รองคณบดีฝายบริหาร คณะเภสัชศาสตร มหาวิทยาลัยมหิดล 2541-2544 ผูอํานวยการวิจัย สํานักงานคณะกรรมการวิจัยแหงชาติ - แผนงานวิจัยการวิจัยสมุนไพรสูอุตสาหกรรมอาหารและยา - แผนงานวิจัยการวิจัยและพัฒนายาจากสมุนไพรไทยและถายทอด เทคโนโลยีสูอุตสาหกรรมยา - แผนงานวิจัย การพัฒนาการเกษตรและคุณภาพวัตถุดิบเพื่อสนับสนุน อุตสาหกรรมยาและการสงออก 2544–2548 ผูประสานงานโครงการวิจัยบูรณาการเรื่องการพัฒนาดานการผลิต การแปรรูปและการตลาดผลิตภัณฑสมุนไพรเพื่อเพิม่ ศักยภาพในการแขงขัน ทั้งเขตกรรมและพันธุกรรมสมุนไพร 2552- 2554 หัวหนาภาควิชาเภสัชพฤกษศาสตร คณะเภสัชศาสตร มหาวิทยาลัยมหิดล สาขาวิชาการที่มีเชี่ยวชาญ 1. สมุนไพรไทย 2. การจัดทํามาตรฐานสมุนไพร 3. Ethnopharmacology 4. พฤกษเคมี ผลงานวิจัย 1. Saralamp, P. and Bunyapraphatsara, N. 1995. Pharmacological activities of Lansium domesticum Corr. Seeds. Thai Journal of Phytopharmacy. 2: 1-8. 2. Saralamp, P. Temsiririrkkul, R., and Jiratchariyakul, W. 1994. Specitication of Thai medicinal plants: Cucurbita moschata Decne. Thai Journal of Phytopharmacy. 1: 17-24. 3. พรอมจิต ศรลัมพ และวงศสถิตย ฉั่วกุล. 2538 .สมุนไพรพื้นบาน อําเภอคอนสาร จังหวัดมหาสารคาม วารสาร เภสัชศาสตร มหาวิทยาลัยมหิดล. 22: 13-27.


17

4. Temsiririrkkul, R. and Saralamp, P. 1994. A pharmacognostic study of Schefflera leucantha Vig. Leaves. Mahidol Univ. J. Pharm. Sci. 21: 77-83. 5. Prathanturarug S., Salalamp, P., and Supatarawanich, P. 1994. Pharmacognostic studies on Impatiens balsamina Linn. Mahidol J. Pharm. Sci. 21:16-21. 6. Chuakul W, Saralamp P, Temsiririrkkul R, et al. Survey on Medicinal Plants in Thailand. Abstract Contributed Paper Sessions and Poster Presentation. Conference on Plants for Food and Medicine. Imperial College, London, United Kingdom. 2-3 July 1996. 7. Chuakul W, Saralamp P, Supatarawanich P. 1996. Pharmacognostic Studies of Croton sublyratus Kurz Leaf. Thai J Phytopharm; 3(1): 25-30. 8. Chuakul W, Saralamp P, Supatarawanich P. 1997. Pharmacognostic Studies of Blumea balsamifera (Linn.) DC. Leaf. Mahidol Univ J Pharm Sci; 24(1-4): 1-6. 9. Chuakul W, Saralamp P, Jiratchariyakul W, Supatarawanich P. 1994. Specifications of Thai medicinal plants: Abrus fruticulosus Wall. ex Wight & Arn. Thai J Phytopharm. 1(1): 17-25. 10. ปรีชา อุปโยธิน, เสาวภา พรสิริพงษ, พร อมจิต ศรลั มพ, พรทิพย อุศุภรัตน และวิชิต เปานิล. 2540. การ ประเมิ นผลการพัฒ นาสมุ นไพรและผลิ ตภัณฑ ธรรมชาติเ พื่อเป นยา, รายงานการวิจัยมหาวิท ยาลัยมหิดล. เสนอตอสํานักงบประมาณ สํานักนายกรัฐมนตรี. 11. วงศสถิตย ฉั่วกุล, สมภพ ประธานธุรารักษ, พรอมจิต ศรลัมพ, และ พรทิพย สุภัทรวณิชย. 2538. สมุนไพร พื้นบานจังหวัดมหาสารคาม. วารสารสมุนไพร .2538.1: 39-56. 12. วงศสถิตย ฉั่วกุล, พรอมจิ ต ศรลัมพ, และ รุงระวี เต็ม ศิริฤกษกุล. 2537. สมุนไพรพื้นบานอํ าเภอกาบเชิง จังหวัดสุรินทร. วารสารเภสัชศาสตร มหาวิทยาลัยมหิดล. 21: 102-112. 13. วงศสถิตย ฉั่วกุลและพรอมจิต ศรลัมพ. 2538. สมุนไพรพื้นบาน อําเภอคอนสาร จังหวัดชัยภูมิ (2). วารสาร เภสัชศาสตร มหาวิทยาลัยมหิดล. 22(2): 55-67. 14. รุงระวี เต็มศิริฤกษกุล, พรอมจิต ศรลัมพ, ธิราภา แสนเสนา และคณะ. 2537. ฤทธิ์ตานเชื้อและตานการกอ กลายพันธุของพืชตระกูลสม. วารสารเภสัชศาสตร มหาวิทยาลัยมหิดล. 21:7-15. 15. Supatarawanich P, Saralamp P, Chuakul W. 1995. Chemical, Physical and Morphological Studies of Coriandrum sativum Linn. Fruit. Mahidol Univ J Pharm Sci; 22(3): 113-118.


18

16. Supatarawanich P, Saralamp P, Chuakul W. 1995. Chemical, Physical and Morphological Studies of Bridelia ovata Decne. Leaf. Mahidol Univ J Pharm Sci; 22(4): 160-166. 17. วงศสถิตย ฉั่วกุล, พรอมจิต ศรลัมพ. ชื่อทองถิ่นใหมของพรรณไมไทย. ศรีนครินทรวิโรฒเภสัชสาร 2541; 3 (1): 1-33. 18. Chuakul W, Saralamp P. Medicinal Plants Used by Tai Lue at Phu Kham Village, Pua District, Nan Province (Thailand). Acta Phytotax Geobot 1999; 50(1): 81-89. 19. วงศสถิตย ฉั่วกุล, พรอมจิต ศรลัมพ. สมุนไพรพื้นบานจังหวัดอุบลราชธานี (2). วารสารสมุนไพร คณะเภสัช ศาสตร มหาวิทยาลัยมหิดล 2541; 5(1): 21-52. 20. วงศสถิตย ฉั่วกุล, พรอมจิต ศรลัมพ. ชื่อทองถิ่นใหมของพรรณไมไทย (2). ศรีนครินทรวิโรฒเภสัชสาร 2542; 4(1): 1-34. 21. Prathanturarug S, Soonthornchareonnon N, Chuakul W, Saralamp P. Isolation of high quality clones of Andrographis paniculata. Phytomedicine 2000; supp. II: 77 (Poster Presentation; 11-13 October 2543) การประชุมวิชาการ 3rd International Congress on Phytomedicine (Munich, Germany). จั ด โดย The Society of Phytotherapy, The Society for medicinal plant research, and The European Scientific Cooperative on Phytotherapy 22. Chuakul W, Saralamp P. Medicinal Plants Used In Phu Hieo Wildlife Sanctuary Area, Chaiyaphum Province (Thailand). Acta Phytotaxonomica et Geobotanica 2000; 51(1): 67-98. 23. สมภพ ประธานธุรารั กษ, วงศส ถิตย ฉั่วกุ ล, พรอมจิ ต ศรลัมพ , นพมาศ สุนทรเจริ ญนนท . การศึกษาทาง พฤกษศาสตรและเคมีของกวาวเครือขาว. รายงานการสัมมนาเรื่องแนวทางการพัฒนาสมุนไพรของประเทศ ไทย 2543: 113-117. 24. สมภพ ประธานธุรารักษ, วงศสถิตย ฉั่วกุล, พรอมจิต ศรลัมพ, นพมาศ สุนทรเจริญนนท. คุณภาพวัตถุดิบ ขมิ้นชันจากแหลงตาง ๆ ในประเทศไทย. รายงานการสัมมนาเรื่องแนวทางการพัฒนาสมุนไพรของประเทศ ไทย 2543: 122-126. 25. Chuakul W, Saralamp P. Aristolochia phetchaburiensis W. Chuakul & P. Saralamp (Aristolochiaceae), a new species from Thailand. Kew Bull 2001; 56: 741-4. 26. Chuakul W, Saralamp P. Survey on Medicinal Plants in Khok Phayuung Village, Kaapchoeng District, Surin Province, Thailand (1). J Natl Res Council Thailand 2002; 34: 19-46.


19

27. Chuakul W, Saralamp P Survey on Medicinal Plants in Khok Phayuung Village, Kaapchoeng District, Surin Province, Thailand (2). J Natl Res Council Thailand 2002; 34: 47-73. 28. Chuakul W, Saralamp P, Boonpleng A. Medicinal plants used in the Kutchum District, Yasothon Province, Thailand. Thai J Phytopharm 2002; 9: 22-49. 29. Boonsnongcheep P, Korsangruang S, Soonthornchareonnon N, Chintapakorn Y, Saralamp P, Prathanturarug S. Growth and isoflavonoid accumulation of Pueraria candollei var. candollei and P. candollei var. mirifica cell suspension cultures. Plant Cell, Tissue and Organ Culture 2010:1-8. 30. Prathanturarug S, Jenjittikul T, Angsumalee D, Huadsuwan P, Kiatseesakul I, Duangnet J, Chuakul W, Saralamp P. Micropropagation of Gagnepainia godefroyi K Schum and Gagnepainia thoreliana (Baill) K Schum – Rare Medicinal plants of Thailand Journal of Plant Biochemistry and Biotechnology 2007; 16(2): 135-137. 31. Prathanturarug S, Soonthornchareonnon N, Chuakul W, Saralamp P. Variation in growth and diterpene lactones among field-cultivated Andrographis paniculata. Journal of natural Medicines. 2007; 61(2) Apr: 159-163. 32. Prathanturarug S, Soonthornchareonnon N, Chuakul W, Phaidee Y, Saralamp P. An Improved Protocol for Micropropagation of Mallotus repandus (Willd.) Müll.Arg. In Vitro Cell Dev Biol-Plant 2007; 43(3) Jun: 275-279. 33. Prathanturarug S, Soonthornchareonnon N, Chuakul W, Phaidee Y, Saralamp P. Rapid micropropagation of Curcuma longa L. using bud explants pre-cultured in thidiazuronsupplemented liquid medium. Plant Cell Tissue Organ Cult 2005; 80:347-51. 34. Prathanturarug S, Soonthornchareonnon N, Chuakul W, Phaidee Y, Saralamp P. Highfrequency shoot multiplication in Curcuma longa L using thidiazuron. Plant Cell Rep 2003;21: 1054-9. 35. Growth and isoflavonoid accumulation of Pueraria candollei var. candollei and P. candollei var. mirifica cell suspension cultures. Boonsnongcheep P, Korsangruang S, Soonthornchareonnon N, Chintapakorn Y, Saralamp P, Prathanturarug S. Plant Cell Tiss Org 2010:1-8.


20

36. Variation in growth and diterpene lactones among field-cultivated Andrographis paniculata. Prathanturarug S, Soonthornchareonnon N, Chuakul W, Saralamp P. Journal of natural Medicines. 2007; 61(2) Apr: 159-163. 37. An Improved Protocol for Micropropagation of Mallotus repandus (Willd.) Müll.Arg. Prathanturarug S, Soonthornchareonnon N, Chuakul W, Phaidee Y, Saralamp P In Vitro Cell Dev Biol-Plant 2007; 43(3) Jun: 275-279. 38. Micropropagation of Gagnepainia godefroyi K Schum and Gagnepainia thoreliana (Baill) K Schum – Rare Medicinal plants of Thailand Prathanturarug S, Jenjittikul T, Angsumalee D, Huadsuwan P, Kiatseesakul I, Duangnet J, Chuakul W, Saralamp P. Journal of Plant Biochemistry and Biotechnology 2007; 16(2): 135-137. 39. Mass propagation of Kaempferia parviflora Wall. Ex Baker by in vitro regeneration. Prathanturarug S, Apichartbutra T, Chaukul W, Saralump P. Journal of Horticultural Science & Biotechnology. 2007; 82(2): 179-183. ผลงานทางวิชาการ หนังสือสมุนไพร 1. พรอมจิต ศรลัมพ, รุงระวี เต็มศิริฤกษกุล, วงศสถิตย ฉั่วกุล, และคณะ. , บรรณาธิการ. สารานุกรม สมุนไพร เลม 1: สมุนไพรสวนสิรีรกุ ขชาติ. กรุงเทพมหานคร: อมรินทรพริ้นติ้ง กรุพ , 2535. 2. วงศสถิตย ฉั่วกุล พรอมจิต ศรลัมพ, รุงระวี เต็มศิริฤกษกุล และคณะ. สารานุกรมสมุนไพร เลม 2: สยาม ไภษัชยพฤกษ: ภูมิปญญาของชาติ. กรุงเทพมหานคร: อมรินทร พริ้นติง้ กรุพ, 2538. 3. วงศสถิตย ฉั่วกุล, พรอมจิต ศรลัมพ, วิชิต เปานิล และรุงระวี เต็มศิริฤกษกุล. , บรรณาธิการ. สมุนไพร พื้นบานลานนา. กรุงเทพมหานคร: อมรินทรพริ้นติ้ง กรุพ, 2539. 4. วงศสถิตย ฉั่วกุล พรอมจิต ศรลัมพ และ สมภพ ประธานธุรารักษ. บรรณาธิการ. สารานุกรมสมุนไพร เลม 4: กกยาอีสาน. กรุงเทพมหานคร: อมรินทร พริ้นติ้ง แอนด พับลิชชิ่ง. 2543. 5. พรอมจิต ศรลัมพ, รุงระวี เต็มศิริฤกษกุล, วงศสถิตย ฉั่วกุล, อาทร ริ้วไพบูลย, บรรณาธิการ สมุนไพรและยาที่ ควรรู. กรุงเทพมหานคร: สํานักพิมพ อาร ดี พี, 2532.


21

การบรรยาย เรื่อง “การสรางความเชื่อมั่นในการใชยาจากสมุนไพรทางคลินิกดวยหลักฐานเชิงประจักษทาง วิทยาศาสตร” เวลาบรรยาย 9.15 –10.15 น. โดย: รองศาสตราจารย พรอมจิต ศรลัมพ (คณะเภสัชศาสตร มหาวิทยาลัยมหิดล) ขอบขายเนื้อหาการบรรยาย - ทัศนคติของบุคลากรสาธารณสุขตอความนาเชื่อถือของสมุนไพรในการรักษาโรค - แนวทางการแกไขในยุค 2012 - ขอมูลหลักฐานเชิงประจักษทางวิทยาศาสตรที่สําคัญตอความนาเชื่อถือ - การเชื่อมโยงขอมูลภูมปิ ญญาสูการวิจัยทางวิทยาศาสตร


22


23

การบรรยาย เรื่อง “งานวิจัยเพื่อพิสูจนสรรพคุณตํารับสมุนไพรและสมุนไพรเดี่ยว ในบัญชียาหลักแหงชาติ” เวลาบรรยาย 10.30–12.15 น. โดย: รองศาสตราจารย ดร.สุวรรณ ธีระวรพันธ (คณะเภสัชศาสตร มหาวิทยาลัยมหิดล) รองศาสตราจารย พรอมจิต ศรลัมพ (คณะเภสัชศาสตร มหาวิทยาลัยมหิดล) ชื่อ-สกุล (ภาษาไทย)

สุวรรณ ธีระวรพันธ

ตําแหนงปจจุบัน

รองศาสตราจารย ภาควิชาเภสัชพฤกษศาสตร คณะเภสัชศาสตร มหาวิทยาลัยมหิดล

ประวัติการศึกษา เภสัชศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยมหิดล

2518

M.S. (Physiology) University of Missouri at Columbia สหรัฐอเมริกา 2522 Ph.D. (Physiology) University of Missouri at Columbia สหรัฐอเมริกา 2524 วุฒิบัตรโครงการพัฒนาและเตรียมผูบ ริหารรัฐกิจ รุนที่ 10 มหาวิทยาลัยมหิดล

2540

ประวัติการทํางาน ตําแหนงบริหาร อาจารย

พุทธศักราช 2518

ผูชวยศาสตราจารย

พุทธศักราช 2525

หัวหนาภาควิชาสรีรวิทยา

พุทธศักราช 2530-2534

รองศาสตราจารย

พุทธศักราช 2533

รองคณบดีฝายวิชาการ

พุทธศักราช 2534-2536

รองหัวหนาภาควิชาสรีรวิทยา

พุทธศักราช 2538-2540

หัวหนาสํานักงานขอมูลสมุนไพร

พุทธศักราช 2540

รองคณบดีฝายวิชาการและบัณฑิตศึกษา พุทธศักราช 2540-2542


24

หัวหนาภาควิชาสรีรวิทยา

พุทธศักราช 2543-2551

รองคณบดีฝายการคลัง

พุทธศักราช 2551-ปจจุบัน

สาขาวิชาการที่มีเชี่ยวชาญ Cardiovascular Physiology และ Pathophysiology งานสอน รายวิชาสรีรวิทยาและพยาธิสรีรวิทยาเนนระบบไหลเวียนโลหิต อาจารยประจํา หลักสูตร เภสัชศาสตรบัณฑิต หลักสูตร วิทยาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาเภสัชศาสตรชีวภาพ หลักสูตร ปรัชญาดุษฏีบัณฑิต สาขาเภสัชศาสตรชีวภาพ งานวิจัย 1. ดาน Cardiovascular Physiology และ Pathophysiology 2. ศึกษาฤทธิ์ของสมุนไพรไทยและสรรพคุณของตํารับยาไทย ผลงานวิจัย 1. Matangkasombut O, Siripaisarnpipat S, Charukirati P, Chongrujipinyo S. Effect of Cyproheptadine on the body weight in rats. Mahidol Univ J Pharm Sci 1976; 3(1): 27-35. 2. Kurz KD, Johnson JA, Fowler WL, Jr., Siripaisarnpipat S, and Payne CG. Absence of an antihypertensive effect of 12-hour infusion of an angiotensin antagonist in chronic renal hypertensive rabbits. Clin Exp Hyperten 1981; 3(6): 1995-2105. 3. Siripaisarnpipat S, Johnson JA, Kurz KD, Fowler WL, Jr., and Payne CG. Cardiovascular changes within 24-hour following renal artery stenosis in rabbits. Am J Physiol (Heart Cir Physiol 9) 1981; 240: H2-8. 4. Johnson JA, Kurz KD, Siripaisarnpipat S, Zeigler DW, and Payne CG. Fluid volumes and pressor responsiveness in 2-kidney renal artery stenosis rabbits. Am J Physiol (Heart Circ. Physiol 12) 1982; 243: H779-87.


25

5. Koivunen DG, Johnson JA, Nichols WK, Zeigler DW, Siripaisarnpipat S, Payne CG. Pressor responses to norepinephrine during captopril in renal hypertensive rabbits. Hypertension 1983; 5: 159-65. 6. Johnson JA, Kurz KD, Siripaisarnpipat S, Koivunen DG, Zeigler DW, Sakamaki T, Payne CG. Humoral factor in pressor hyperresponsiveness in renal prehypertensive rabbits. Hypertension 1983; 5: 435-9. 7. Sakamaki T, Johnson JA, Zeigler DW, Koivunen DG, Siripaisarnpipat S, Fowler WL, Jr., Payne CG. Pressor hyperreponsiveness in saline infused rabbits. Hypertension 1984; 6: 503-10. 8. Johnson JA, McMurray P, Siripaisarnpipat S, Zeigler DW Koivunen DG, Fowler WL, Jr., Payne CG. A fast-acting humoral factor mediates pressor hyperresponsiveness in deoxy corticosterone salt rabbits. Proc Soc Exp Biol Med 1985; 178: 279-87. 9. Siripaisarnpipat S, Johnson JA, Fowler WL Jr., Zeigler DW and Payne CG. Pressor responsiveness to norepinephrine in rabbits with adrenal perturbations. J Hypertension 1985; 3: 89-98. 10. Zeigler DW, Johnson JA, Koivunen DG, Siripaisarnpipat S, Fowler WL, Jr., Dostal DE, Payne CG. Angiotensin receptors and pressor hyperreponsiveness in renal prehypertensive rabbits. Am J Physiol (Heart Circ Physiol 20) 1986; 251: HI96-204. 11. Chuansumrit A, Isrankura P, Hathirat P, Thirawarapan S. A syndrome of postransfusion hypertension, convulsion and cerebral hemorrhage in beta-thalassemia HbE disease: a case report with high plasma renin activity. J Med Ass Thailand 1986; 69 (suppl 2): 1-5. 12. Snongchart N, Thirawarapan S, Fucharoen S and Tanphaichitr VS. Plasma renin activity in patients with B-thalassemia/hemoglobin E. Birth Defects 1988; 23(5B): 257-62. 13. Thirawarapan SS, Thongpraditchote S, Fucharoen S, Tanphaichitrm VS, Peungvicha P. The role of humoral factor causing post-transfusion hypertension in thalassemic patients. Mahidol Univ J Pharm Sci 1989; 16(1): 1-7. 14. Thirawarapan SS, Snongchart N, Fucharoen S, Tanphaichitr VS, Dhorranintra B. Study mechanism of posttransfusion hypertension in thalassemic patients. Southeast Asian J Trop Med Pub Hlth 1989; 20(3): 471-8.


26

15. Lertnattee V, Thirawarapan S, Bunyapraphatsara N, Peungvicha P. Hypotensive and antihypertensive effect of Cymbopogon citratus (DC.) Stapf. decoction in deoxycorticosterone acetate-salt hypertensive rats. Thai J Phytopharmacy 1994;1:1-11. 16. Bunyapraphatsara N, Jirakuchaiwong S, Thirawarapan S, Manonukul J. The efďŹ cacy of Aloe vera cream in mice. Phytomedicine 1996; 2(3): 247-51. 17. Peungvicha P., Thirawarapan SS, Watanabe H. Hypoglycemic effect of the water extract of the root of Pandanus odorus Ridl. Biol.Bull 1996; 19: 364-6. 18. Peungvicha P., Thirawarapan SS, Watanabe H. Hypoglycemic and hypolipidemic effect of the water extract of the of Pandanus odorus Ridl. root in streptozotocin-diabetic rats. Asian PaciďŹ c J Pharmacol 1997; 12: 3-8. 19. Suvitayavat W, Bunyapraphatsara N, Thirawarapan SS . Watanabe K. Gastric acid secretion inhibitory and gastric lesion protective effects of aloe preparation. Thai J Phytopharm 1997; 4(1): 1-11. 20. Peungvicha P., Thirawarapan SS, Temsiririrkul R, Watanabe H, Prasain JK and Kaadota S. Hypoglycemic effect of the water extract of the Piper sarmentosum Romb. in rats. J Ethnopharmacology 1998; 60: 27-32. 21. Peungvicha P, Temsiririrkul R, Prasain JK, Tezuka Y, Kadota S. Thirawarapan SS, Watanabe H. 4-Hydroxybenzoic acid : a hypoglycemic constituent of aqueous extract of Pandanus odonus root. J Ethnopharmacology 1998; 62: 79-84. 22. Peungvicha P, Thirawarapan SS, Watanabe H. 4-Hydroxybenzoic acid : a hypoglycemic constituent of aqueous extract of Pandanus odonus root II. J Ethnopharmacology 1998;78:3958. 23. Suvitayavat W, Sumrongkit C, Thirawarapan SS and Bunyapraphatsara N. Effects of aloe preparation on the histamine-induced gastric secretion in rats. J Ethanopharmacology 2004; 90(2-3):239-47. 24. Suvitayavat W, Kodchawongs J, Thirawarapan SS and Bunyapraphatsara N. Effects of Yahom on the gastric secretion in rats. J Ethanopharmacology 2004;94(2-3):331-8.


27

25. Suvitayavat W, Tunlert S, Thirawarapan SS, Kitpati J and Bunyapraphatsara N. Effects of Yahom on blood pressure in rats J Ethanopharmacology 2005;97:503-8. 26. Suvitayavat W, Tunlert S, Thirawarapan SS, Kitpati J and Bunyapraphatsara N. Actions of Ya-hom on isolated rat aortic ring and atrial contractions Phytomedicine 2005; 12: 561-9. 27. Wachirawadee Malakul, Suwan Thirawarapan, Wisuda Suvitayawat, Owen L Woodman. Type I diabetes and cholesterolaemia reveal the contribution of EDHF to endotheliumdependent relaxation of the rat aorta. Clin Exp Pharmacol Physiol 2008:35;192-200. งานแตงตําราและหนังสือ 1. ตําราสรีรวิทยาระบบไหลเวียนโลหิต สุวรรณ ธีระวรพันธ และคณะ พิมพครัง้ ที่ 1 พุทธศักราช 2531 (ไดรับ การสนับสนุนการแตงตําราจาก มหาวิทยาลัยมหิดล ประจําป พุทธศักราช 2531), ครั้งที่ 2 พุทธศักราช 2534, ครั้งที่ ๓ พุทธศักราช 2536, ครั้งที่ 4 พุทธศักราช 2539, ครั้งที่ 5 พุทธศักราช 2547, ครั้งที่ 6 พุทธศักราช 2549 กทม: ไทยมิตรการพิมพ 2. ตําราสรีรวิทยา ตอนระบบทางเดินปสสาวะ ปราณีใจอาจ และ สุวรรณ ธีระวรพันธ กทม:ป.สัมพันธพาณิชย

พุทธศักราช 2531

3. Renin angiotensin system ใน การใชยา ACE inhibitors ในเวชปฏิบัติทั่วไป ประวิชญ ตันประเสริฐ และ คณะ พุทธศักราช 2538 กทม: Text and Journal 4. กาวไปกับสมุนไพร นันทวัน บุณยะประภัศร บรรณาธิการ เลม 1 พุทธศักราช 2529, เลม 2 และ เลม 3 พุทธศักราช 2530 กทม:ประชาชน (ไดรับทุนสนับสนุนจาก GTZ ประเทศเยอรมันนี) 5. Medicinal plants: Recommened for primary health care system. Farnsworth NR and Bunyapraphatsara Editors, 1992, Bangkok:Prachaahoen. 6. สมุนไพร....ไมพื้นบาน นันทวัน บุณยะประภัศร บรรณาธิการ เลม 1 พุทธศักราช 2539, เลม 2 พุทธศักราช 2541, เลม 3 พุทธศักราช 2542, เลม 4 และ เลม 5 พุทธศักราช 2543 กทม: ประชาชน (ไดรับการสนับสนุน จากศูนยพันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพ สํานักงานพัฒนาวิทยาศาสตรและเทคโนโลยีแหงชาติ) 7. สมุนไพรที่มีใชในผูติดเชื้อและผูปวยเอดส : ขอมูลทางวิทยาศาสตร นันทวัน บุณยะประภัศร และคณะ พุทธศักราช 2547 กทม: ประชาชน (ไดรับทุนสนับสนุนจากกระทรวงสาธารณสุข)


28


29

ขอบขายเนื้อหาการบรรยาย เรื่อง “งานวิจัยเพื่อพิสูจนสรรพคุณตํารับสมุนไพรและสมุนไพรเดี่ยว ในบัญชียาหลักแหงชาติ” เวลาบรรยาย 10.30–12.15 น. โดย: รองศาสตราจารย ดร.สุวรรณ ธีระวรพันธ (คณะเภสัชศาสตร มหาวิทยาลัยมหิดล) รองศาสตราจารย พรอมจิต ศรลัมพ (คณะเภสัชศาสตร มหาวิทยาลัยมหิดล) - การวิจัยตํารับยาหอม ยาแกไขจันทลีลา ยาเหลืองปดสมุทร และมหาพิกัดตรีผลา - การควบคุมคุณภาพเครื่องยาสมุนไพรและตํารับยา - การพิสูจนฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาและพิษวิทยา สมุนไพรเปนสินคาที่ประเทศสมาชิกอาฟตา (AFTA) หลายประเทศมีวัตถุดิบ มีความสามารถและเทคโนโลยี ในการผลิตยาสมุนไพรที่ไดมาตรฐานสากล เปนที่เชื่อมั่นของผูบริโภคในระดับสากล อยางไรก็ตาม ถึงแมวาประเทศ ไทยมีความไดเปรียบจากความหลากหลายทางชีวภาพ โดยเฉพาะอยางยิ่งมีสมุนไพรที่เปนวัตถุดิบอยูมาก แตกลับมีจุด ดอยในแงของมาตรฐานวัตถุดิบ มาตรฐานการผลิต การพิสูจนสรรพคุณรวมถึงการตลาด สงผลทําใหเกิดปญหาหลักคือ ความเชื่อมั่นของผูบริโภค และบุคลากรทางการแพทย ดังนั้น ในป พุทธศักราช 2553 ที่ผานมา คณะเภสัชศาสตร มหาวิท ยาลัยมหิดล โดย รศ.พรอมจิต ศรลัมพ เปนหัวหนาโครงการไดรับทุ นสนับ สนุนจากกระทรวงพาณิชยเพื่ อ พั ฒ นาอุ ต สาหกรรมสมุ น ไพรไทยสู วิก ฤต AFTA โดยจั ด ทํ า “โครงการยุ ท ธศาสตรก ารพั ฒ นาห ว งโซ อุป ทาน อุตสาหกรรมสมุนไพรไทย เพื่อลดผลกระทบจากการเปดเสรีทางการคา (AFTA) ดวยสมุนไพรในบัญชียาหลั ก แหงชาติ” เพื่อจัดทํายุทธศาสตรการพัฒนาหวงโซอุปทานอุตสาหกรรมสมุนไพรไทยเพื่อลดผลกระทบจากการเปดเสรี ทางการคา AFTA ดวยสมุนไพรในบัญชียาหลักแหงชาติ 10 ตัว ไดแก ขมิ้นชัน ขิง ชุมเห็ดเทศ ฟาทะลายโจร บัวบก พญายอ พริก ไพล มะแวง และกะเพราแดง เนื่องจากเปนสมุนไพรทีส่ ํานักงานคณะกรรมการอาหารและยาจัดใหอยูใน บัญชียาจากสมุนไพร พุทธศักราช 2549 และมีผูบริโภคใชกันอยางแพรหลาย จึงเหมาะแกการศึกษาเชิงลึกเพื่อเปน ตนแบบการพัฒนาในหวงโซอุปทาน พรอมไปกับการถายทอดกระบวนการผลิตยาสมุนไพรตามบัญชียาหลักแหงชาติ 19 ตํารับ เพื่อพัฒนาขีดความสามารถของผูป ระกอบการในอุตสาหกรรมผลิตยาสมุนไพร รวมถึงการศึกษาพัฒนา ตํารั บยากลางที่ไดมาตรฐาน และเป นชอ งทางถายทอดองคความรูเ ชิงพาณิชยสูเ อกชน เพื่อ เพิ่ม ขีดความสามารถ ทางการแขงขันผลิตยาสมุนไพรไทย และจากขอมูลจากศูนยวิจัยกสิกรไทยป 2548 ศึกษาพบวา อุตสาหกรรมยาสมุนไพรในไทยมีมูลคาประมาณ 4.8 หมื่นลานบาท และอัตราการเติบโต 15 - 20% ตอป โรงงานผลิตยาสมุนไพรในไทยมีทั้งหมด 947 โรงงาน แต โรงงานที่ไดรับการรับรอง���ารผลิตตามมาตรฐานการผลิตยาที่ดี (GMP) มีเพียง 9 แหง หรือ คิดเปนรอยละ 0.9 เทานั้น


30

ดังนั้น การสนับสนุนใหโรงงานสมุนไพรไดรับการรับรองการผลิตตามมาตรฐานการผลิตยาที่ดี (GMP) จึงเปนภารกิจที่ สําคัญอยางหนึ่งของหนวยงานภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวของเพื่อชวยใหอุตสาหกรรมยาสมุนไพรในประเทศสามารถ แขงขันกับประเทศในกลุม AFTA ได จากการศึกษาผลกระทบจากการเปดเสรีทางการคา (AFTA) ของสมุนไพรในบัญชียาหลักแหงชาติของคณะ เภสัชศาสตร มหาวิทยาลั ยมหิดล พบวา ประเทศไทยเสี ยดุลการคาในการนําเขายาแผนปจจุ บันจากตางประเทศ มูลคาสูงถึง 3 หมื่นลานบาท ธุรกิจยาของไทยกําลังถูกคุก คามจากการเปดเสรีทางการคา โดยเฉพาะจากประเทศ ฟลิปปนส อิ นโดนีเซีย มาเลเซียและสิงคโปร ในการเขามาตีตลาดยา หากไมมี การปรับปรุ งการบริหารจัดการและ พัฒนาศักยภาพอุตสาหกรรมยาสมุนไพรในประเทศ อาจตองสูญเสียรายไดไมต่ํากวา 4 – 5 พันลานตอป และขาด โอกาสในการขยายตลาดในตางประเทศ จากการบรรจุยาไทย 11 ตํารับ ยาสมุนไพรเดี่ยว 9 ชนิด ไวในรายการบัญชี ยาหลักแหงชาติ บัญชียาสามัญประจําบานในระบบประกันสุขภาพถวนหนา โดยรัฐบาลตั้งเปาใชยาสมุนไพรไทยรอย ละ 25 แตปรากฏวามีการใชยาดังกลาวเพียงรอยละ 1 เทานั้น ดังนั้น รัฐบาลตองสรางความเชื่อมั่นใหกับแพทยและ ประชาชนในการพัฒนาคุณภาพยาสมุนไพรใหเทียบเทายาแผนปจจุบัน เพราะขณะนี้บุคลากรทางการแพทยไทยยัง ขาดความเชื่อมั่นในการใชสมุนไพรรักษาโรคเพราะยังไมมีการรวบรวมองคความรูอยางเปนระบบ อีกทั้งรูปแบบยาที่ ไมทันสมัย อาทิ ยาแคปซูลขมิ้นชัน มีสรรพคุณรักษาแผลในกระเพาะอาหารเทียบเทากับยาลดกรดชนิดน้ําที่นําเขา จากตางประเทศ หรือครีมไพล ที่บรรเทาอาการปวดเมื่อยตามรางกายไดดีและมีราคาไมแพง แตยาสมุนไพรเหลานี้ กลับถูกมองขามโดยแพทยแผนปจจุบันไมเชื่อมั่นในสรรพคุณในการรักษาโรค จึงเปนเรื่องนาเสียดายเปนอยางมาก ดวยเหตุนี้ คณะผูรวมดําเนินโครงการไดจัดการประชุมสัมมนาบุคลากรทางการแพทยทั้ง 4 ภาค ผูเขารวมสัมมนาไม นอยกวา 400 คน โดยมีวัตถุประสงค เพื่อสนับสนุน และสงเสริมใหบุคลากรทางการแพทยมีความรูเกี่ยวกับทฤษฎี การแพทยแผนไทย และการใชยาไทยโดยเฉพาะรายการยาสมุนไพรในบัญชียาหลักแหงชาติ สรางความมั่นใจในการ สั่งจายยาสมุนไพร สงเสริมการใชยาไทย เปนการดํารงไวซึ่งภูมิปญญา และวัฒนธรรมการใชยาไทย เปนการพึ่งตนเอง ดานยา โดยมีบุคลากรทางการแพทยและสาธารณสุข ประกอบดวย แพทย เภสัชกร พยาบาล นักการแพทยแผนไทย นักวิชาการสาธารณสุข เจาพนักงานสาธารณสุข เจาพนักงานเภสัชกรรม นักจัดการทั่วไป และนักศึกษาแพทยแผน ไทย รวมทั้งไดทําการเชื่อมโยงขอมูลภูมิปญญาสูก ารวิจยั ทางวิทยาศาสตร เพื่อชวยเปนแนวทางที่จะชวยใหแพทยแผน ปจจุบันเชื่อมั่นในสรรพคุณในการรักษาโรคของสมุนไพรไทยได นอกจากนี้ จากการที่คณะเภสัชศาสตร มหาวิทยาลัยมหิดล ไดเปนที่ปรึกษาโครงการ “การพัฒนาศักยภาพ ผูประกอบการอุตสาหกรรมยาสมุนไพรไทยเพื่อลดผลกระทบจากการเปดเสรีทางการคา AFTA ดวยสมุนไพรในบัญชี ยาหลักแหงชาติ 2554” ในป 2554-2555 เพื่อการเตรียมตัวรองรับผลกระทบจากการเปดเสรีทางการคาและสราง ความเขมแข็งใหกับอุตสาหกรรมยาสมุนไพรไทย และการสงเสริมการใชยาสมุนไพรไทยในบัญชียาหลักแหงชาติ ในทุก ภาคสวนเพื่อการพึ่งตนเองทางดานยารักษาโรค และปกปองตลาดยาภายในประเทศ กิจกรรมยอยที่สําคัญ


31

ประการหนึ่ง คือ การสงเสริมใหบุคลากรทางการแพทยรูจักใชตํารับยาสมุนไพรไทยในบัญชียาหลักแหงชาติ โดย ใชขอมูลงานวิจัยเพื่อพิสูจนสรรพคุณตํารับสมุนไพรและสมุนไพรเดี่ยวในบัญชียาหลักแหงชาติ เชน การวิจัยตํารับ ยาหอม ยาแกไขจันทลีลา ยาเหลืองปดสมุทร และมหาพิกัดตรีผลา มาใชเปนขอมูลเชิงประจักษทางวิทยาศาสตร เพื่อแสดงใหเห็นวาตํารับสมุนไพรและสมุนไพรเดี่ยวในบัญชียาหลักแหงชาติมีสรรพคุณในการรักษาโรคไดจริง


32


33

การบรรยาย เรื่อง “อันตรกิริยาระหวางยาและสมุนไพร” เวลาบรรยาย 13.30–14.30 น. โดย: เภสัชกรหญิง ดร.พิมพพิมล ตันสกุล (คณะเภสัชศาสตร มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร) ชื่อ-สกุล (ภาษาไทย)

พิมพพิมล ตันสกุล

ตําแหนงปจจุบัน อาจารย ภาควิชาเภสัชเวทและเภสัชพฤกษศาสตร คณะเภสัชศาสตร มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร อําเภอหาดใหญ จังหวัดสงขลา 90112 ประวัติการศึกษา พ.ศ

วุฒิปริญญา สาขาวิชา

สถาบัน

2547

Ph.D.

Pharmaceutical Sciences

The University of Tokyo Japan

2539

ภ.ม.

เภสัชเวท

จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย

2534

ภ.บ.

เภสัชศาสตร

มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร

สาขาวิชาการที่มีเชี่ยวชาญ Pharmacognosy Plant molecular biology Plant tissue culture Triterpene biosynthesis งานสอน กลัยโคไซด,สมุนไพรที่มผี ลตอระบบหัวใจและหลอดเลือด สมุนไพรที่มีฤทธิ์ขับปสสาวะ สมุนไพรที่มผี ล ตอระบบตอมไรทอ โปรตีน Infrared spectrometry Agrobacterium mediated transformation สมุนไพรกลุม กลัยโคไซด และ ไตรเทอรปน Medicinal plants for (Cardiovascular system, Urinary tract system, Endocrine system) Biotransformation by agrobacterium Acetate-mevalonate pathway


34

งานวิจัย 1. Santimaleeworagun, W., Wongpoowarak, P., Chayakul, P., Pattharachayakul, S., Tansakul, P. and Garey, K.W. (2011) Clinical Outcomes of Patients Infected with Carbapenem-Resistant Acinetobacter Baumannii Treated with Single or Combination Antibiotic Therapy. J Med Assoc Thai, 94, 863-870. 2. Santimaleeworagun, W., Wongpoowarak, P., Chayakul, P., Pattharachayakul, S., Tansakul, P. and Garey, K.W. (2011) In vitro activity of colistin or salbactam in combination with fosfomycin or imipenem against clinical isolates of carbapenem-resistant Acinetobacter baumanii producing OXA-23 carbapenemases. Southeast Asian J Trop Med Public Health, 42, 1-6. 3. Tewtrakul S, Subhadhirasakul S, Tansakul P, Cheenpracha S, Karalai C. 2011. Anti- inflammatory constituents from Eclipta prostrata using RAW264.7 macrophage cells. Phytotherapy Research. 25: 1313-1316. 4. Tewtrakul, S., Tansakul, P., Daengrot, C., Ponglimanont, C., Karalai, C. (2010) Antiinflammatory principles from Heritiera littoralis bark. Phytomedicine, 17, 851-855. 5. Tewtrakul, S., Tansakul, P. and Panichayupakaranant, P. (2009) Anti-allergic principles of Rhinacanthus nasutus leaves. Phytomedicine, 16, 929-934. 6. Sae-wong, C., Tansakul, P. and Tewtrakul, S. (2009) Anti-inflammatory mechanism of Kaempferia parviflora in murine macrophage cells (RAW264.7) and in experimental animals. Journal of Ethnopharmacology. 124, 576–580. 7. Tewtrakul, S., Tansakul, P. and Panichayupakaranant, P. (2009) Effects of rhinacanthinsfrom Rhinacanthus nasutus on nitric oxide, prostaglandin E2 and tumornecrosisfactoralphareleasesusing RAW264.7 macrophagecells. Phytomedicine, 16, 581–585. 8. Shibuya, M., Katsube, Y., Otsuka, M., Zhang, H., Tansakul, P., Xiang, T., and Ebizuka, Y. (2009) Identification of a product specific b-amyrin synthase from Arabidopsis thaliana. Plant Physiology and Biochemistry, 47, 26-30. 9. Lertnattee, V., Chomya, S., Prachuabaree, L., Sornlertlamvanish, K., Tansakul, P., Robkob, K., and Sornlertlamvanish, V. (2008) Collective Intelligence for Thai Herbal Information. NECTEC Technical Journal, 8(20), 341-348.


35

10. Canyuk, B., E-Wan, A., Keawwijit, W., Nualnoi, T., Sirisatean, L., Tansakul, P. and Tanthana, C. (2008) The role for glutamic acid at position 196 in human hypoxanthine phosphoribosyltransferase (HPRT) as investigated using site-directed mutagenesis. Nucleosides Nucleotides & Nucleic Acids, 27, 894-899. 11. Wungsintaweekul, J., Sirisuntipong, T., Kongduang, D., Losuphanporn, T., Ounaroon, A., Tansakul, P. and De-Eknamkul, W. (2008) Transcription proďŹ les analysis of genes encoding 1deoxy-D-xylulose 5-phosphate synthase and 2C-methyl-D-erythritol 4-phosphate synthase in plaunotol biosynthesis from Croton stellatopilosus. Biological and Pharmaceutical Bulletin, 31, 852-856. 12. Saimaru, H., Orihara, Y., Tansakul, P., Shibuya, M. and Ebizuka, Y. 2007. Production of triterpene acids by cell suspension cultures of Olea europaea. Chem. Pharm. Bull. 55, 784-788. 13. Tansakul, P., Shibuya, M., Kushiro, T. and Ebizuka, Y. 2006. Dammarenediol-II synthase, the ďŹ rst dedicated enzyme for ginsenoside biosynthesis in Panax ginseng. FEBS Letters., 580, 5143-5149. 14. Tansakul, P. and De-Eknamkul, W. 1998. Geranylgeraniol-18-hydroxylase: the last enzyme on the plaunotol biosynthetic pathway in Croton sublyratus. Phytochemistry, 47, 12411246.


36


37

ขอบขายเนื้อหาการบรรยาย เรื่อง “อันตรกิริยาระหวางยาและสมุนไพร” เวลาบรรยาย 13.30–14.30 น. โดย: เภสัชกรหญิง ดร.พิมพพิมล ตันสกุล (คณะเภสัชศาสตร มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร) ความนิยมในการใชสมุนไพรเพิ่มขึ้นมากในปจจุบัน ทั้งในรูปอาหารเสริมสุขภาพ ตลอดจนใชรวมกับยาแผน ปจจุบัน ดวยความเชื่อที่วาจะชวยใหการรักษาไดผลดีกวาเดิม สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาจากการใชสมุนไพร รวมกับยาแผน ปจจุบันมีทั้งไดผล และไมไดผลขึ้นกับฤทธิ์ของยา และสมุนไพรนั้นๆ อยางไรก็ตามปญหาที่ตามมาคือพบอัน���รกิริยา ระหวางสมุนไพร และยามากขึ้นเรื่อ ยๆ ตัวอยางเชนผู ที่ไดรับยาวารฟาริ นเมื่ อไดรับยาตานการแข็ง ตัวร วมกั บการ รับประทานสมุนไพรบางชนิดเชน กระเทียม หรือ สารสกัดจากใบแปะกวย ทําใหมีผลตานการแข็งตัวของเลือดได และ ในสมุนไพรแตละชนิดสามารถเกิดอันตรกิริยากับยาแผนปจจุบันไดมากกวา 1 ชนิด ทําใหตองระมัดระวังในการใช สมุนไพร และยาแผนปจจุบันรวมกัน ในการบรรยายนี้จะกลาวถึงสมุนไพรที่มหี ลักฐานรายงานวามีผลตอยาแผนปจจุบัน เพื่อเปนขอควรระมัดระวัง สําหรับ เภสัชกร ตัวอยางสมุ นไพรที่พ บวาเกิดอันตรกิ ริยากั บยาแผนปจ จุบั น ไดแก กระเทียม (Allium sativum) แปะกวย (Ginkgo biloba) โสมเกาหลี (Panax ginseng) ชะเอมเทศ (Glycyrrhiza glabra) เปนตน นอกจากนี้ สมุนไพรตางประเทศ ไดแก คาวา (Kava; Piper methysticum) เซนตจอห นเวิรท (St’ John wort; Hypericum perforatum) มิลคทริสเทิล (milk thistle; Silybum marianum) ซึ่งมีจําหนายในรูปยา และอาหารเสริมสุขภาพ ก็ พบวามีรายงานการเกิดอันตรกิริยากับยาแผนปจจุบันเชนกัน โดยกลไกการเกิดอันตรกิริยาของสมุนไพรกับยาแผน ปจจุบันเหลานี้มีการศึกษาทั้งดาน pharmacodynamics และ pharmacokinetics


38


39

เสวนา เรื่อง “ประสบการณ แนวคิด และทัศนคติตอการใชสมุนไพรในระบบสุขภาพภาคใต” เวลาเสวนา 14.45–16.30 น. โดย: เภสัชกรหญิง เกตุแกว เจะโส (หัวหนากลุม งานคุม ครองผูบ ริโภค สํานักงานสาธารณสุขจังหวัดกระบี)่ สุณิสา ทองมีเพชร (พยาบาลวิชาชีพชํานาญการ โรงพยาบาลทาฉาง จังหวัดสุราษฎรธานี) ตัวแทนหางหุนสวนจํากัด แกวมณีสมุนไพร (ผูประกอบการผลิตยาสมุนไพร จังหวัดนครศรีธรรมราช) คุณธีระวัฒน แดงกะเปา (โรงพยาบาลสงเสริมสุขภาพตําบลบานสีแ่ ยกสวนปา ตําบลวังหิน อําเภอบางขัน จังหวัดนครศรีธรรมราช)

เภสัชกรหญิง เกตุแกว เจะโส ประวัติการศึกษา เภสัชศาสตรบัณฑิต ปริญญาตรี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร

1987-1992

บริหารธุรกิจมหาบัณฑิต ปริญญาโท มหาวิทยาลัยรามคําแหง

2003-2005

Certificate of hospitality management at

2006

Bournemouth Business School International ตําแหนงการรับราชการปจจุบัน เภสัชกร ระดับชํานาญการพิเศษ หัวหนากลุมงานคุมครองผูบริโภค และเภสัชสาธารณสุข สสจ.กระบี่ ระยะเวลาการดํารงตําแหนง 1 ต.ค. 2551 – ปจจุบัน คุณสุณิสา ทองมีเพชร ตําแหนง พยาบาลวิชาชีพชํานาญการ โรงพยาบาลทาฉาง จังหวัดสุราษฎรธานี คุณพรทิพย แกวมณี ผูประกอบการหางหุนสวนจํากัด แกวมณีสมุนไพร อําเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช คุณธีระวัฒน แดงกะเปา ตําแหนง ผูอํานวยการโรงพยาบาลสงเสริมสุขภาพตําบลบานสี่แยกสวนปา ตําบลวังหิน อําเภอบางขัน จังหวัดนครศรีธรรมราช


40


41

บทความวิชาการดานสมุนไพร สมุนไพร โดย เภสัชกร รองศาสตราจารย ดร.สุนิพนธ ภุมมางกูร หญาดอกขาว โดย เภสัชกรหญิง รองศาสตราจารยถนอมจิต สุภาวิตา ฝรั่ง และ ฤทธิ์ในการรักษาอาการอุจจาระรวง โดย เภสัชกรหญิง ผูชวยศาสตราจารยพีรรัชต ไทยนะ ระบบนําสงยาสมุนไพร (Herbal drug delivery systems) โดย เภสัชกรหญิง ดร.จิราพร ชินกุลพิทักษ แนวทางการควบคุมคุณภาพยาสมุนไพร โดย เภสัชกรหญิง ดร.ชุติมา จันทรัตน สมุนไพรกับอาการคลื่นไสและอาเจียนจากยาเคมีบาํ บัด โดย เภสัชกรสุริยน อุยตระกูล ประสิทธิภาพของชาเขียวในการลดระดับไขมันในกระแสเลือด โดย เภสัชกรหญิงปนวดี ฆังฆะ อันตรกริยาระหวาง warfarin กับผลไมไทย โดย เภสัชกรธนวัฒน คงยศ


42


43

สมุนไพร เภสัชกร รองศาสตราจารย ดร.สุนิพนธ ภุมมางกูร สํานักวิชาเภสัชศาสตร มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ คําวา "สมุนไพร" ในความหมายทั่วไปหมายถึง พืชที่ นํามาใชในทางยา แตในความหมายทางเภสัชศาสตร สมุนไพร หมายถึง พืช สัตว จุลินทรีย และ แรธาตุ ที่มีฤทธิ์ทางชีวภาพ ในหนังสือศัพททางเภสัชศาสตร แปลคําวา สมุนไพร เปนภาษาอังกฤษวา herb ความหมายของคําวา herb หมายถึงพืชลมลุกที่นํามาใชในทางยา อาหารและ เครื่องสําอาง บางตํารา บงชัดเจนวา สมุนไพร คือ พืชสมุนไพร (medicinal plant) ซึ่งครอบคลุมพืชยืนตนและพืช ลมลุก บางทานอาจจะใหความหมาย สมุนไพร วา medicinal herb ซึ่งอาจจะแปลวาพืชลมลุกที่ใชทางยา อยางไร ก็ตามในปจจุบันนี้ ความเขาใจทั่วไปของคําวา สมุนไพร คือทั้งพืชยืนตนและพืชลมลุก ที่มีฤทธิ์ทางชีวภาพ สามารถ นํามาใชในทางยา อาหาร และเครื่องสําอาง ซึ่งอาจจะใชคําวา herbs หรือ medicinal plants ก็ได ประเทศไทยเปนประเทศที่อยูในเขตรอน มีภูมิประเทศที่มีความหลากหลาย ตั้งแตภาคเหนือที่เปนภูเขา ตน น้ํา อากาศเย็น ลงมาเปนพื้นที่ราบเปนปาเมืองรอน ลงมาเปนชายฝงทะเล มีฝนตกชุก ทําใหประเทศไทย มีความ หลากหลายของพืชของสิ่งมีชีวิตในธรรมชาติมากมาย จึงเปรียบเทียบไดวามีสมุนไพรที่จะใชเปนวัตถุดิบหลากหลาย และสามารถนํามาใชในทางยา อาหารและเครื่องสําอางไดมากมาย พื้นที่ปาที่อุดมสมบูรณและเขียวตลอดป ในประเทศไทย อาจจะแบงเปน 4 ลักษณะ ดังนี้ 1. ปาที่เกิดตามเนินเขาหรือบนภูเขาที่ไมสงู มาก (Lower mountain evergreen forest) ปาชนิดนี้จะสูงกวา ระดับน้ําทะเล มากกวา 1000 เมตร กระจายไปทั่วประเทศ เปนปาทึบสีเขียวโดยเฉพาะภาคใตที่มีฝนตกชุก สวน ทางภาคเหนือเปนปาโปรง ปาลักษณะดังกลาวนี้มีสมุนไพรหลากหลายชนิดที่สามารถนํามาใชทางยา อาหาร และ เครื่องสําอางได 2. ปาที่อยูในพื้นที่ลุม (Lowland evergreen forest) เปนปาที่กระจายทั่วประเทศ มีลักษณะเปนหยอมๆ ในอดีตปาชนิดนี้มีพื้นที่กวางใหญ แตดวยความเจริญทางเศรษฐกิจ ทําใหพื้นที่ปาบางสวนถูกทําลาย อยางไรก็ตาม พืช สมุนไพรหลายชนิดยังกระจายอยูในพื้นที่ดังกลาวเปนจํานวนมาก 3. ปาชายเลน (Brackish-water swamp or mangrove) ปาชนิดนี้จะพบบริเวณปากแมน้ําที่มีน้ํากรอย มี รายงานวามีสมุนไพรหลายชนิดในปาชนิดนี้ เชน เหงือกปลาหมอ ผักบุงทะเล เปนตน พืชเหลานี้ไดมีการนํามาใชทาง ยา และนํามาวิจัยและตรวจสอบสารสําคัญ ดังมีรายการวิจัยที่ตีพิมพในวารสารตางๆ


44

4. ปาในลุมน้ําจืด (Fresh-water swamp) ปาชนิดนี้มีกระจายทั่วไปในแทบทุกภาคของประเทศ มีพืชหลาย ชนิดที่สามารถนํามาใชเปนอาหาร ยา และเครื่องสําอาง เชนบัวหลายพันธุที่ใชในตํารายาไทย สาหรายน้ําจืดหลาย ชนิดที่นํามาเปนอาหารสําหรับมนุษยและสัตว จะเห็นไดวาประเทศไทยมีสมุนไพรมากมายหลากหลายกระจายตามป าดัง กล าว พื ชสมุ นไพรที่ พ บในป า เหล า นี้ ได มี ก ารนํา มาใช ตั้ ง แต ใ นอดี ต จนถึ ง ป จ จุ บั น ในรู ป แบบต า งๆมากมาย บางชนิ ด ได มี ก ารพั ฒ นาในขั้น อุตสาหกรรม บางชนิดยังอยูใ นระดับชาวบาน ระดับภูมปิ ญ  ญาทองถิน่ ทีก่ ําลังรอการพัฒนาตอไปโดยเฉพาะตํารายาแผน ไทย การใชยาพื้นบาน ภูมิปญญาชาวบาน ซึ่งแตละทองถิ่นจะมีการใชสมุนไพรตางๆกัน ขึ้นอยูกับภูมิภาคนั้น วามีสมุนไพรชนิดใด สิ่งเหลานี้เปนสิ่งที่ทาทายนักวิจัยในการคนควาพั ฒ นา และสร างนวัตกรรมเพื่อใหเกิดการใช สมุนไพรอยางมีประสิทธิภาพและเกิดประสิทธิผล ดังจะเห็นรูปแบบการใชยาสมุนไพร จากยาตม ยาหมอ ยาดอง ยาพอก และรู ป แบบอื่ น ๆในสมั ย โบราณ ต อ มาได ถู ก พั ฒ นาและสร า งนวั ต กรรมมาเป น รู ป แบบ ที่ ใ ช ง า ย สะดวก มีความเหมาะสม ปลอดภัย และมี ป ระสิ ท ธิภาพสู ง ขึ้น เชน พั ฒ นามาเป นรู ป แบบ ที่ เ ป นยาเม็ ด ยาเม็ ด เคลือบ ยาแคปซูล ครีม เจล และรูปแบบอื่นๆ อีกมากมาย สมุ นไพรที่ บ รรจุ ไ วใ นเภสั ช ตํา รั บ สมุ น ไพรไทย (Thai Herbal Pharmacopoeia) ที่ จั ด ทํ าโดยกระทรวง สาธารณสุข จะมีหลายฉบั บที่ทยอยผลิตออกมาเรื่อยๆ ปจจุ บันมี 3 ฉบับ (3 volume) และฉบับเพิ่ มเติม 1 ฉบั บ (supplement) ในแต ล ะตั ว ของสมุ น ไพร จะมี คํ า อธิ บ ายข อ มู ล ของสมุ น ไพรตั ว นั้ น (monograph) ซึ่ ง ประกอบดวย ชื่อสมุนไพรภาษาไทยทั้งชื่อทัว่ ไป ชื่อพองที่เรียกกันตามทองถิ่น ชื่อทางพฤกษศาสตร มีประเภทที่ใชทาง ยา (category) มีการแสดงลักษณะของพืชทั้งรูปภาพใบ ตน ดอก รวมถึงการพิสูจนเอกลักษณทางพฤกษศาสตรดวย ตาเปลา และภายใตกลองจุลทรรศน มีการบงบอกถึงสวนของพืชสมุนไพรที่นํามาใช การตรวจสอบทางกายภาพ และ ทางเคมี การควบคุมคุณภาพ การอธิบายและการพิสูจนทั้งหมดนี้ ก็เพื่อใหเกิดการใชสมุนไพรอยางถูกตอง ทั้งชนิด ของพืชและสวนของพืชที่นํามาใช เพื่อใหการใชพืชสมุนไพรเปนไปอยางมีคุณภาพ ไมเกิดอันตราย มีความปลอดภัย และไดผลทุกครั้งที่ใช ซึ่งจะทําใหการใชสมุนไพรมีโอกาสพัฒนาเพื่อทดแทนการนําเขา ยา อาหาร และเครื่องสําอาง ไดผลดียิ่งขึ้น รายชื่อสมุนไพรที่ประกาศใชในเภสัชตํารับสมุนไพรไทย Thai Herbal Pharmacopoeia Volume I (11 ตัว) บอระเพ็ด (BBORALPHET) ชุมเห็ดเทศ (CHUMHETTHET) ฟาทะลาย(FA-THA-LAI) กะเพราแดง (KA-PHRAO DAENG) ขมิน้ ชัน (KHAMIN CHAN) มะแวงเครือ (MAWAENG KRUEO) ไพล (PHLAI) พริกไทยดํา (PHRIK THAI DAM) สวาด (SAWAAT) พริกไทยลอน (PHRIK THAI LON) ตาลหมอน (TAAN MON)


45

Thai Herbal Pharmacopoeia Volume II (10 ตัว) ดีปลี (DEE-PLEE) ดีปลีเชือก มะกรูดใบ (MA-GROOK,BAI)

กระเทียม (GRATHIAM) หมากสง (MAAG SOENG) ผิวมะกรูด (MA-GROOK PEW) พลู (PLUU)

มะขามปอม (MA-KHOM POM) สมอพิเภก (SA-MAW PHI-PHEK) วานน้าํ (WAAN-NAM) สมอไทย (SA-MAW THAI) สมออัพยา Thai Herbal Pharmacopoeia Volume III (11 ตัว) ขมิ้นเครือ (KHAMIN KHRUEA)

กระชายดํา (KRACHAI DAM)

เทียนแดง (THIAN DAENG)

เทียนดํา (THIAN DAM)

เทียนขาวเปลือก (THIAN KHAO PLUEAK) เทียนตาตั๊กแตน (THIAN TA TAKKATAN)

เทียนเกล็ดหอย (THIAN KLET HOI) เทียนเยาวพาณี (THIAN YAOWAPHANI)

เทียนขาว (THIAN KHAO) ยีห่ รา

หญาหนวดแมว (YA NUAT MAEO) พยับเมฆ

ชุมเห็ดไทย (CHUMHET THAI) ชุมเห็ดนา ชุมเห็ดเล็ก ชุมเห็ดเขาควาย Supplement to Thai Herbal Pharmacopoeia 2007 (2 ตัว 3 ตํารับ) บัวบก (BUA BOK) ผักหนอก

ขมิ้นออย (KHAMIN OI) ขมิ้นหัวขึ้น ขมิ้นขึ้น

ยาชงเห็ดเทศ (YAA CHONG CHUMHETTHET) ยาแคปซูลฟาทะลาย (FA-THA-LAI CAPSULES) ยาแคปซูลขมิ้นชัน (KHAMIN CHAN CAPSULES) สวนสมุนไพรที่ใชในยาแผนไทยที่อยูในบัญชียาหลักแหงชาติ เปนสมุนไพรที่บางตัวอาจจะไมปรากฏในเภสัช ตํารับสมุนไพรไทย แตก็มีหลักฐานสนับสนุนเพียงพอ มีประสิทธิผลและความปลอดภัยในการใชในมนุษยมาอยาง ตอเนื่องเปนเวลานาน สวนมากจะประกอบดวยสมุนไพรหลายชนิดผสมรวมกัน หรืออาจะใชสมุนไพรเดี่ยว ทําเปน ตํารับ ในรู ปแบบ ยาแคปซูล ยาลูก กลอน ยาผง ยาเม็ด ยาชง ยาขี้ผึ้ ง ยาน้ํามัน และอื่นๆ บั ญชียาจากสมุ นไพร พุทธศักราช 2554 ที่นํามาแสดงในที่นี้ เปนบั ญชีที่แสดงตํารับ ยาสองกลุม กลุ มแรกเปนยาแผนไทย หรือยาแผน โบราณซึ่งสวนมากจะมีสวนตางๆ สมุนไพรหลายชนิดผสมรวมกันอยูในตํารับเดียวกัน อาจจะมีแรธาตุ หรือน้ํามันบาง ชนิดผสมรวมก็ได เชน เกลือแกง ผงถาน เปนตน สวนกลุมที่สอง สวนมากจะเปนสมุนไพรเดี่ยว


46

บัญชียาจากสมุนไพรในบัญชียาหลักแหงชาติ (ฉบับที่ 4) พุทธศักราช 2554 กลุมที่ 1 ยาแผนไทยหรือยาแผนโบราณ 50 รายการ (ยาตํารับ) 1.1 ยารักษากลุมอาการทางระบบโหลเวียนโลหิต (แกลม) ยาหอมทิพโอสถ ยาหอมเทพจิตร ยาหอมนวโกฐ ยาหอมแกลมวิงเวียน ยาหอมอินทจักร 1.2 ยารักษากลุมอาการทางระบบทางเดินอาหาร 1.2.1 กลุมยาขับลม บรรเทาอาการทองอืด ทองเฟอ ยาธาตุบรรจบ ยาธาตุอบเชย ยาเบญจกูล ยาประสะกะเพรา

ยาอภัสาลี

ยาประสะกานพลู

ยาประสะเจตพังคี

ยามันทธาตุ

ยามหาจักรใหญ

ยาวิสมั พยาใหญ 1.2.2 กลุมยาบรรเทาอาการทองผูก ยาถายดีเกลือฝรัง่ ยาธรณีสันฑะมาต 1.2.3 กลุมยาบรรเทาอาการทองเสีย ยาธาตุบรรจบ ยาเหลืองปดสมุทร 1.2.4 กลุมยาบรรเทาริดสีดวงทวารหนัก ยาผสมเพชรสังฆาต ยาริดสีดวงมหากาฬ 1.3 ยารักษากลุมอาการทางสูติศาสตร – นารีเวชวิทยา ยาประสะไพล ยาปลูกไฟธาตุ ยาไฟประลัยกัลป ยาไฟหากอง 1.4 ยาแกไข ยาเขียวหอม ยาประสะเปราะใหญ

ยาเลือดงาม

ยาสตรีหลังคลอด

ยาจันทนลลี า

ยาประสะจันทนแดง

ยามหานิลแทงทอง

ยาหาราก

1.5 ยารักษากลุมอาการทางระบบเดินหายใจ ยาแกไอผสมกานพลู ยาแกไอผสมมะขามปอม ยาแกไอผสมมะนามดอง ยาแกไอพื้นบานอีสาน ยาตรีผลา ยาอํามฤควาที 1.6 ยาบํารุงโลหิต: ยาบํารุงโลหิต

ยาประสะมะแวง

ยาปราบชมพูทวีป


47

1.7 ยารักษากลุมอาหารทางกลามเนื้อและกระดูก 1.7.1 ยาสําหรับรับประทาน ยากษัยเสน ยาแกลมอัมพฤกษ ยาผสมโคคลาน 1.7.2 ยาสําหรับใชภายนอก ยาขี้ผึ้งไพล 1.8 ยาบํารุงธาตุ ปรับธาตุ ยาตรีเกสรมาศ

ยาผสมเถาวัลยเปรียง

ยาธรณีสันฑะฆาต ยาสหัศธารา

ยาประคบ ยาตรีพิกัด

ยาเบญจกูล

ยาปลูกไฟธาตุ

กลุมที่ 2 ยาพัฒนาจากสมุนไพร 21 รายการ (ยาเดี่ยว) 2.1 ยารักษากลุมอาการของระบบทางเดินอาหาร ยากลวย ยาขมิ้นชัน ยาขิง ยาชุมเห็ดเทศ ยาฟาทะลายโจร ยามะขามแขก 2.2 ยารักษากลุมอาการของระบบทางเดินหายใจ ยาฟาทะลายโจร 2.3 ยารักษากลุมอาการทางระบบผิวหนัง ยาทิงเจอรทองพันชั่ง ยาทิงเจอรพลู ยาบัวบก ยาเปลือกมังคุด ยาพญายอ 2.4 ยารักษากลุมอาการทางกลามเนื้อและกระดูก 2.4.1 ยาสําหรับรับประทาน ยาเถาวัลยเปรียง 2.4.2 ยาสําหรับใชภายนอก ยาพริก ยาไพล ยาน้ํามันไพล 2.5 ยารักษากลุมอาการทางระบบทางเดินปสสาวะ: ยากระเจี๊ยบแดง ยาหญาหนวดแมว 2.6 ยาแกไข แกรอนใน: ยาบัวบก ยามะระขี้นก ยารางจืด ยาหญาปกกิ่ง 2.7 ยาถอนพิษเบื่อเมา: ยารางจืด 2.8 ยาลดความอยากบุหรี:่ ยาหญาดอกขาว จากขอมูลทั้งหมดที่นํามาแสดงนี้ จะเห็นไดวาแนวโนมการพัฒนาสมุนไพรมีโอกาสที่จะขยายตัวและพัฒนา ตอ ไปไดอี กมาก สมุ นไพรที่ แสดงไวในขางตนมี 2 ลั กษณะ คือ พั ฒนาเพื่ อสร างเภสั ชตํารั บ สมุ นไพรไทย ซึ่ งจะมี รายละเอียดคุณภาพของสมุนไพรแตละตัว (monograph) ที่ชัดเจน กับการพั ฒนาเปนตํารับยาจากสมุนไพรตาม บัญชียาหลักแหงชาติ ซึ่งนําสมุนไพรแตละตัวมาประกอบเปนยาแผนไทย หรือยาแผนโบราณ หาก 2 ลักษณะนี้มีการ ผสมผสานการทํางาน หรือทํางานไปดวยกัน คือฝายสราง monograph ของสมุนไพร และฝายที่นําสมุนไพรใน monograph มาผลิตเปนยาแผนไทยหรือแผนโบราณ ก็จะทําใหตําราแผนไทยหรือแผนโบราณจะมีการพัฒนาไปอยางมาก มีความปลอดภัย มี หลัก ฐานเชิง ประจั กษ มีป ระสิท ธิภาพ มีความสม่ําเสมอและสร างความเชื่อมั่นในการใชยากั บ ผูบริโภค เชนเดียวกันกับอาหารและเครื่องสําอางที่จะพัฒนาตอไป เพื่อเปนสมุนไพรเพื่อชีวิต


48


49

หญาดอกขาว เภสัชกรหญิง รองศาสตราจารยถนอมจิต สุภาวิตา สํานักวิชาเภสัชศาสตร มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ ชื่อวิทยาศาสตร : Vernonia cinerea (L.) Less. วงศ

: Asteraceae (Compositae)

ชื่ออื่นๆ : กานธูป (จันทบุรี) เซียวซัวเฮา (จีน) ถั่วแฮะดิน (เลย) ฝรั่งโคก (กลาง, เลย) เสือสามขา (ตราด) หญาดอกขาว (กทม., อางทอง) หญาละออง (กทม.) หญาสามวัน (เชียงใหม) หมอนอย (กทม., อุตรดิตถ) Little iron weed (Common Name)1 ลักษณะทางพฤกษศาสตร : ลําตน ไมลมลุก ลําตนตั้งตรง สูง 15-80 ซม. ใบ เปนใบเดี่ยว เรียงสลับ ใบรีแคบ รูปไข รูปหอก หรือรูปแถบ ใบที่โคนตนขนาดใหญกวาที่ปลายยอด ใบที่โคนตน กวาง 1.5-3.5 ซม. ยาว 3-8.5 ซม. ใบที่ ปลายยอดกวาง 3-15 มม. ยาว 1-7 ซม. ดอกเปนดอกชอกระจุกแนน ออกเปนชอแยกแ���นง มีใบประดับรูปคลาย ระฆัง 4 ชั้น ดอกสีมวงเขมแลวคอยๆจางลง ผล เปนผลแหง มีเมล็ดเดียว รูปทรงกระบอกแคบ สีน้ําตาลเขม มีขน ขาวทางดานหนึ่ง2 สารประกอบทางเคมี : Sodium nitrate2(poasssium nitrtate7), vernolide-A3,5, vernocinolide A4,5,8α-[4-hydroxytigloyloxy] -hirsutinolide-13 -O-acetate, 8 α-[4 -hydroxytigloyloxy]-1 0 α-hydroxy-hirsutinolide-13 -O-acetate, 8 αtigloyloxy-tigloyloxy, 8 α-tigloyloxy-tigloyloxy-13-O-acetate, vervolide B, 8 α-[2-methylacryloyloxy]hirsutinolide, 8α-[2-methylacryloyloxy]-hirsutinolide-13-O-acetate, 8 α-[2-methylacryloyloxy]-1β, 4βepoxy-1α-methoxy]10βH-germacra-5E, 7(11)-dien-12,6-olide, 8α-[2-methylacryloyloxy]-1β,14β-epoxy -1α-methoxy-13-O-acetate -10βH-germacr-5E-7(11)-dien-12,6-olide5, มี ส ารประเภท total phenolics และสารกลุม catechin, flavonoid, isoflavone6, potassium8 การออกฤทธิ์ในการลดการสูบบุหรี่ : ประเทศไทยมีผูสูบบุหรี่ประมาณ 9.4 ลานคน สวนใหญเปนชายรอยละ 95.6 และหญิงรอยละ 4.4 ในกลุมผูสูบ เหลานี้เคยคิดจะเลิกสูบบุหรี่รอยละ 27.7 และเคยพยายามเลิกอยางนอย 1 ครั้งรอยละ 6.310 การนําสมุนไพรหญา ดอกขาวเพื่อเลิก บุหรี่ เปนองคความรูที่ไดถูกถายทอดมาตั้งแตบรรพบุรุษ แตมีคนนํามาใชนอยมาก เนื่องจากขาด หลักฐานทางวิทยาศาสตรหรืองานวิจัยในมนุษย จนเริ่มมีขอมูลงานวิจัยในสมุนไพรหญาดอกขาวในหองปฏิบัติการ วา สามารถชวยตานการอักเสบ ลดปวด และลดไข นอกจากนี้ยังพบวาสารสกัดหญาดอกขาวมีฤทธิ์ในการตานอนุมูล


50

อิสระ (antioxidant) ยับยั้งการอักเสบ (anti-inflammation) ลดปริมาณไขมันที่ถูกออกซิไดส (anti-lipid peroxidation) ในหนูทดลอง6 งานศึกษาวิจัยของศุภกิจ วงศวิวัฒนนุกิจและเพื่อน (2009)9 ไดเปรียบเทียบประสิทธิผลและความปลอดภัย ของการใชชาชงหญาดอกขาว (Vernonia cinerea) และเปรียบเทียบการใชชาชงหญาดอกขาว กับชาชงหลอกในการ เลิกบุหรี่ ในโรงพยาบาลธัญญารักษ จังหวัดปทุมธานีโดยใชใบแหง 3 กรัม ทําชาชง ดื่มวันละ 3 ครั้งเปนเวลา 14 วัน และบันทึกผล 12 สัปดาห และ 24 สัปดาห พบวา การใชชาชงหญาดอกขาว ผลพบวา การสูบบุหรี่เปนแบบอัตราการ เลิกบุหรี่อยางตอเนื่อง (สูบบุหรี่ 43.8% และ 34.4% ตามลําดับ) สวนการใชยาหลอก เมื่อ สัปดาหที่ 12 และ 24 เปน 21.9% และ 15.6% ตามลําดับ ดร.ดลรวี ลีลารุงระยับ10 อาจารยคณะเทคนิคการแพทย มหาวิทยาลัยเชียงใหม รวมกับ ศูนยวิจัยและจัดการ ความรูเพื่อการควบคุมการบริโภคยาสูบ (ศจย.) และ สํานักงานกองทุนสนับสนุนการสรางเสริมสุขภาพ (สสส.) (2553) รวมกันหาวิธีชวยผูเลิกบุหรี่ พบผลวิจัยสมุนไพรหญาดอกขาวหรือหญาหมอนอย รวมกับการออกกําลังกาย ชวยลดการ สูบบุหรี่ไดผลเกินคาด เกือบรอยละ 80 ไมมีอาการขางเคียง และลดความเครียดดวย โดยสมุนไพรหญาดอกขาว หรือ สมุนไพรหญาหมอนอย สามารถชวยทําใหลดอัตราการสูบบุหรี่ไดดี โดยไมมีอาการขางเคียงแตอยางใด ชวยใหระดับ ของกาซคารบอนมอนนอกไซด ในลมหายใจลดลงได จากการทดลองในกลุม ที่ใชส มุนไพรหญาหมอนอย จํ านวน 50 ราย รวมกั บการออกกํ าลังกาย เปนเวลา 2 เดือน พบวาสามารถชวยลดจํานวนการสูบบุหรี่ลงไดมากถึงรอยละ 62.7 และหากใชยาเปนเวลา 6 เดือน จะชวยลด การสูบบุหรี่ไดถึงรอยละ 73.3 ซึ่งมีผลทําใหระดับความเครียดลดลงไดมากที่สดุ เมื่อเปรียบเทียบกับกลุมออกกําลังกาย เพียงอยางเดียว และกลุมไดรับหญาหมอนอยเพียงอยางเดียว10 ปจจุบันมีสถาบันการศึกษาหลายแหง ทําการวิจัยสมุนไพรหญาดอกขาวเพื่อการอดบุหรี่ ซึ่งสมุนไพร “หญาดอก ขาว” เปนหญาที่พบทัว่ ไปของประเทศไทย มีสรรพคุณในการชวยลดการสูบบุหรี่ได เนื่องจากสมุนไพรหญาดอกขาว มี สารไนเตรตซึ่งมีฤทธิ์ทําใหประสาทรับรสบริเวณลิ้นรูสึกชา ทําใหผูที่บริโภคเขาไปไมรับรูรสชาติใดๆ จึงไมรูสึกอยาก บุ ห รี่ เนื่อ งจากหญ าดอกขาวเป นกลุ ม ที่ มี โ ปแตสเซี ยมสู ง การใชควรระวัง ในรายที่ มี ป ระวัติโ รคหั วใจ สํ าหรั บ ผลขางเคียงที่อาจเกิดขึ้น อาจมีอาการคอแหง ปากแหง เปนตน8 เภสัชกรหญิงผกากรอง ขวัญขาว เภสัชกรชํานาญการ แหงโรงพยาบาลเจาพระยาอภัยภูเบศร ใหขอมูลวา มี งานวิจัยจํานวนมากจากหลากหลายหนวยงานและหลายสถาบัน ที่วิจัยพบวา หญาดอกขาวมีสรรพคุณชวยในการเลิก บุหรี่ โดยพบวาในหญาดอกขาวมี “โพแทสเซียมไนเตรต” ที่ออกฤทธิ์ทําใหเกิดอาการ “ลิ้นชา” แลวเมื่อสูบบุหรี่เขาไป จะทําใหรูสึก “ไมอรอย”11 สําหรับผูที่กําลังคิดอยากเลิกบุหรี่สามารถปรึกษาไดที่ สายดวนเลิกบุหรี่ โทร 1600 และรานขายยาที่เขารวม โครงการเภสัชอาสา พาเลิกบุหรี่ ทั่วประเทศ


51

เอกสารอางอิง 1. เต็ม สมิตินันทน 2549. ชื่อพรรณไมแหงประเทศไทย สํานักหอพรรณไม กรมปาไม บางเขน กรุงเทพฯ 2. http://pirun.kps.ku.ac.th/~b4816187/page16.html (cited July 4, 2012) 3. Pratheeshkumar P and Kuttan G. “Vernolide-A, a sesquiterpene lactone from Vernonia cinerea, induces apoptosis in B1 6 F-1 0 melanoma cells by modulating p5 3 and caspase-3 gene expressions and regulating NF-κB-mediated bcl-2 activation.” Drug Chem Toxicol. 2011 Jul;34 (3):261-70. 4. Chen X, Zhan ZJ and Yue JM. “Sesquiterpenoids from Vernonia cinerea” Nat Prod Res. 2006; 20 (1):31-3 5. Chen X, Zhan ZJ and Yue JM. “Sesquiterpenoids from Vernonia cinerea” Nat Prod Res. 2006; 20 (2):125-129. 6. http://www.thaihealth.or.th/healthcontent/article/18857 (cited July 4, 2012) 7. http://www.manager.co.th/QOL/ViewNews.aspx?NewsID=9540000066557 (cited July 4, 2012) 8. http://thaiherb-tip108.blogspot.com/2011/03/blog-post_8541.html (cited July 4, 2012) 9. ศุภกิจ วงศวิวัฒนนุกิจ, ปรีดา เบญจนากาศกุล, ธนภัทร ทรงศักดิ์, สมพร สุวรรณเมโจ และวิโรจน วีรชัย “Efficacy of Vernonia cinerea for smoking cessation.” J Health Res 2009, 23(1): 31-36. 10.http://www.manager.co.th/Campus/ViewNews.aspx?NewsID=9530000113018 (cite July 4, 2012)


52


53

ฝรั่ง และ ฤทธิ์ในการรักษาอาการอุจจาระรวง เภสัชกรหญิง ผูช วยศาสตราจารยพีรรัชต ไทยนะ สํานักวิชาเภสัชศาสตร มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ ฝรั่ ง (guava) มีชื่อ วิทยาศาสตร วา Psidium guajava Linn. เป นพื ชในวงศ Myrtaceae ขึ้นอยูทั่วไปในภูมิ ประเทศที่มีอากาศอบอุนกึ่งรอน เปนพืชเมืองของประเทศอัฟริกา อินเดีย ประเทศตางๆในแถบเอเชีย อเมริกากลาง อเมริกาใต และเอเชียตะวันออกเฉียงใต รวมทั้งประเทศไทย ตามตําราแผนยาโบราณ รวมทั้งตําราพืชสมุนไพรของไทย และตางประเทศไดก ลาววา ฝรั่ง เป นพื ชสมุ นไพรที่มี สรรพคุณมากมาย โดยสวนของพื ชที่ ใชเป นยาคือ เปลื อกตน เปลือกราก ใบ และผล มีสรรพคุณในการบําบัดอาการทองรวง แกบิดมูกเลือด รักษาโรคกระเพาะอาหาร โรคลําไส อักเสบ ดูดหนอง สมานแผล แกเหงือกบวม แกแผลเรื้อรัง ถอนพิษจากบาดแผล (เสงี่ยม พงษบุญรอด, 2519; พรอม จิต ศรลัมพ, 2532; นันทวัน บุณยะประภัศร, 2532; สมพร ภูติยานันต, 2535 และสุนทร สิงหบุตรา, 2536) ไดมีการศึกษาถึงองคประกอบทางเคมีของสารที่พบในใบฝรั่ง พบสารตางๆ ดังนี้ คือ tannin, β-sitosterol, maslinic acid น้ํ ามั น หอมระเหยชนิ ดต า งๆ (ที่ พ บส ว นใหญ ไ ดแ ก caryophyllene, caryophyllene oxide, βbisabolene, aromadendrene, β-selinine, nerolidiol, sel-11-en-4α-ol) สารพวก triterpenoids ซึ่ ง ได แ ก oleanolic acid, ursolic acid, crategolic acid และ guajavolic acids (Osman และคณะฯ, 1974) นอกจากนี้ยัง มีส ารประกอบพวก flavonoids ตางๆ ที่ สําคัญ คือ quercetin ซึ่งอยูในรูป ของ aglycone และ glycosides ชนิด ตางๆ ซึ่งไดแก quercetin 3-O-α-L-arabinoside (guaijaverin), quercetin 3-O-β-D-glucoside (isoquercetin), quercetin 3-O-β-D- galactoside (hyperin), quercetin 3-O-β-D-rhamnoside (quercetin) และ quercetin 3O gentoboside, ellagic acid glycoside (amritoside), leucocyanidin แล ะอนุ พั น ธ ข อง gallic acid (Elkhadom และ Mohammed, 1958; Seshadri และ Vasishta, 1965; Lutterodt, 1989 และ Lozoya และคณะ, 1994) Rattanachaikunsopon และ Phumkhachorn (2010) ไดศึกษาถึงปริมาณของ flavonoids ในใบฝรั่ง พบวา ประกอบดวย morin-3-o-lyoxside, morin-3-o-arabinose, quercetin-3-o-arabinose และ quercetin เท ากั บ 65.4, 57.2, 138.6 และ 179.3 µg/g สําหรับใบแหง และ 28.8, 20.5, 52.2 และ 63.9 µg/g ตามลําดับสําหรับใบสด และ flavonoids ทั้ง 4 ชนิดนี้ มีฤทธิ์หยุดยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรียที่ทําใหเกิดอุจจาระรวงและอาหารบูดเนา ได แ ก เชื้ อ Bacillus steanothermophilus, Brochothrix thermosphacta, Escherichia coli O157:H7, Lis-


54

tena monocytogenes, Pseudomonas fluorescens, Salmonella enteric, Staphylococcus aureus และ Vibrio cholera มีรายงานเกี่ยวกับการศึกษาฤทธิ์ของสารสกัดจากใบฝรั่งวา สารสกัดน้ําตม (boiled-water extract) ของใบ ฝรั่งมีฤทธิ���ลดสารคัดหลั่งจากลําไสเล็กสวนเจจูนั่ม (jejunum) ของหนูขาวใหญทั้งในกลุมที่ถูกระตุน และไมถูกกระตุน ดวย acetylcholine และ prostaglandin E2 (Pongsakorn และคณะฯ, 1987) และมีรายงานวา quercetin ใน สารสกัดจากใบฝรั่งสามารถยับยั้งการบีบตัว (ทั้งในกรณีที่เกิดจากการกระตุน และไมถูกกระตุนดวยไฟฟา) ของลําไส เล็กสวนปลาย (ileum) ของหนูตะเภา โดยมีฤทธิ์ในการลดการหลั่ง acetylcholine จากผนังของลําไสเล็ก คลายกับ ฤทธิ์ของ morphine แตผลที่เกิดขึ้นนี้ไมสามารถยับยั้งไดโดย naloxone ซึ่งเปน µ-opioid receptor antagonist (Lutterodt, 1989) นอกจากนี้ยั ง มี ร ายงานว า quercetin ลดการบี บ ตัว ของลํ าไส ของหนูข าวและหนูตะเภาที่ เนื่องมาจากสารกระตุนการบีบตัว เชน acetylcholine และ histamine เปนตน (อัมพวัน อภิสริยะกุล และคณะ, 2535-2536) นอกจากนี้ Thaina และคณะ (1999) ไดรายงานการศึกษาถึงผลของสารสกัดน้ําของใบฝรั่งวาสามารถลดการ เกิดอุจจาระรวงที่ถูกชักนําดวยน้ํามันละหุงในหนูขาวใหญ โดยสารสกัดขนาด 2 mg/kg สามารถลดการเกิดอุจจาระ รวงโดยมี mean diarrhea score (MDS) เทากับ 1.07 ในขณะที่กลุมควบคุมมี MDS เทากับ 2 และหนูกลุมที่ไดรับ ยารักษาอุจจารรวงมาตรฐาน loperamide ขนาด 0.5, 1 และ 2 mg/kg สามารถลดการเกิดอุจจาระรวงโดยคา MDS เทากับ 0.6, 0.75 และ 0 ตามลําดับ นอกจากนี้สารสกัดน้ําจากใบฝรั่งยังสามารถลดการอัตราการเคลื่อนที่ของ charcoal meal ผ า นลํ า ไส (เพิ่ ม intestinal transit time) และลดการคั ด หลั่ ง สารน้ํ า และอี เ ล็ ค โตรไลท ข องลํ า ไส คณะผูวิจัยยังไดรายงานการศึกษาฤทธิ์ของสารสกัดใบฝรั่งตอการหดตัวของลําไสเล็กของหนูขาวใหญที่แยกออกจาก รางกายโดยการกระตุนดวย acetylcholine (0.01 µM) พบวาสารสกัดใบฝรั่ง loperamide และ quercetin ยับยั้ง การหดตัวโดยมีคา IC50 เทากับ 0.21 mg/ml, 0.87 µg/ml และ 1.05 µg/ml ตามลําดับ นอกจากนี้สารสกัดใบฝรั่ง (3 mg/ml), loperamide (3 µg/ml) quercetin (10.5 µg/ml) และ verapamil (0.01 µM) สามารถยับยั้งการหด ตัวของลําไสที่ถูกชักนําดวย potassium chloride (KCl) (30 mM) Li และคณะ (2000) ไดรายงานวา quercetin ทํา ให intracellular calcium ของ กลามเนื้อเรียบของหลอดเลือดแดงเอออรตาของกระตายโดยอาจออกฤทธิ์ยับยั้ง voltage-dependent calcium channel และ receptor-operated calcium channels ดั ง นั้ น จึ ง เป น ได ว า quercetin สารสกัดใบฝรั่ง (ซึ่งมี quercetin เปนสวนประกอบ) loperamide ทําใหการหดตัวของลําไสเล็กของหนู ขาวที่ถูกชักนําดวย acetylcholine และ KCl โดยลด intracellular calcium ของเซลลกลามเนื้อเรียบของลําไสโดย ป ด กั้ น voltage-dependent calcium channel เช น เดี ย วกั บ verapramil ซึ่ ง เป น ยายาป ด กั้ น voltagedependent calcium channel มาตรฐาน นอกจากนี้ tannin ซึ่งเปนสวนประกอบที่สําคัญในใบฝรั่ง (ประมาณ 14%) มีฤทธิ์ในการลดอาการอุจจาระรวง ดวย โดยอาศัยฤทธิ์จากการเปน astringent ในการตกตะกอนโปรตีนบนเยื่อบุผนังลําไสและปองกันไมใหลําไสถูก


55

กระตุนดวยตัวกระตุนที่ ทําให เกิดการบี บตัวของลําไส ลดการคัดหลั่ งของลําไส และยังมี ฤทธิ์ตานแบคทีเรี ย (Kee, 1998) มีรายงานการศึกษาถึงประสิทธิภาพทางคลินิกของใบฝรั่ง ในผูปวยโรคอุจจาระรวงจํานวน 122 คน (ชาย 64 คน, หญิง 58 คน) อายุระหวาง 16-55 ป โดยการศึกษาเปรียบเทียบโดยวิธีสุมตัวอยาง และ double-blind ระหวาง ใบฝรั่งอบแหงแลวบดเปนผง บรรจุในแคบซูลขนาด 250 มิลลิกรัม กับเตตราไซคลีน โดยมีการบริหารยาเชนเดียวกัน คือ ใหผูปวยรับประทานใบฝรั่ง หรือ เตตราไซคลีนในขนาด 500 มิลลิกรัม ทุก 6 ชั่วโมง เปนเวลา 3 วัน พบวาใบฝรั่ง สามารถลดจํานวนอุจจาระ ลดระยะเวลาที่ถายอุจจาระเหลวและจํานวนน้ําเกลือ เชนเดียวกับผูปวยที่ไดรับยาเตตราไซ คลีน โดยไมพบความแตกตางอยางมีนัยสําคัญ ทางสถิติในระหวางผูปวยทั้งสองกลุม (ปญจางค ธนังกูล และ ชัยโย ชัย ชาญทิพยุทธ, 2528) ไดมีการศึกษาเปรียบเทียบฤทธิ์การตานแบคทีเรียของใบฝรั่ง และเปลือกมังคุด ตอเชื้อแบคทีเรียที่ทําใหเกิด อุจจาระรวง 12 สายพันธุ คือ Vibrio 2 สายพันธุ Shigella 4 สายพันธุ Salmonella 5 สายพันธุ และ enteropathogenic Escherichia coli พบวาเชื้อโรคอุจจาระรวง ทั้ง 12 สายพันธุ จะไมเจริญถาใชความเขมขนของสารสกัดน้ํา ตมใบฝรั่ง 20 มิลลิกรัม/มิลลิลติ ร และจากเปลือกมังคุด 100 มิลลิกรัม/มิลลิลิตร ซึ่งแสดงวาสารสกัดจากใบฝรั่ง มีฤทธิ์ ในการตานแบคทีเรียดีกวาสารสกัดน้ําตมของเปลือกมังคุด สําหรับขนาดของยาหมอที่ใชดื่มตามตําราไทยของใบฝรั่ง และเปลือกมังคุด จะมีน้ําหนักของสารสกัดหยาบที่ใชดื่มแตละครั้งประมาณ 621+7 มิลลิกรัม และ 116+7 มิลลิกรัม ตามลําดับดังนั้นเมื่อเปรียบเทียบฤทธิ์การตานแบคทีเรียและปริมาณยาหมอที่ดื่มแตละครั้งพบวา ใบฝรั่งเปนสมุนไพร ในการรักษา โรคอุจจาระรวงไดดีกวาเปลือกมังคุด (จริยา สันเติมสุข และคณะ, 2532) มีรายงานการศึกษาความเปนพิษของสารสกัดดวยน้ําของใบฝรั่งในหนูขาวใหญ ทั้งความเปนพิษแบบเฉียบพลัน โดยใหหนูไดรับสารสกัดในขนาดสูงถึง 20 กรัมตอกิโลกรัม ไมพบความเปนพิษใดๆ เกิดกับสัตวทดลอง และความเปน พิษแบบกึ่งเฉียบพลันโดยใหหนูไดรับสารสกัดขนาด 1-4 กรัม ตอกิโลกรัม เปนเวลา 30 วัน ซึ่งไมพบความผิดปกติที่ เกิดกับสัตวทดลองทั้งในดานพฤติกรรม และการเจริญเติบโต คาทางโลหิตวิทยา การทํางานของตับและไต (พีรรัชต ไทยนะ และคณะ 2540) จากหลักฐานขางตน ชี้ใหเห็นวาสารสกัดจากใบฝรั่งมีศักยภาพในการรักษาอาการอุจจาระรวง ตามที่ระบุใน ตํารายาแผนโบราณ โดยฤทธิ์ที่สําคัญเกิดจากสวนประกอบที่เปน flavonoids โดยเฉพาะอยางยิ่ง quercetin และ สวนประกอบที่เปน tannin ในการลดการบีบตัวของลําไส และ ลดการคัดหลั่งของลําไส และตานเชื้อแบคทีเรียที่ทํา ใหเกิดอุจจาระรวง จึงมีประโยชนสําหรับใชรักษาอาการอุจจาระรวงทั้งที่มิไดเกิดจากการติดเชื้อ และที่เกิดจากการติด เชื้อ


56

เอกสารอางอิง 1. จริยา สันเติมสุข, สมเกียรติ ดีกิจเสริมพงศ และวีณา จารุปรีชาชาญ. (2532). เปรียบเทียบประสิทธิภาพในการ

รักษาโรคอุจจาระรวง ระหวางใบฝรั่งและเปลือกมังคุด “วารสารเภสัชศาสตร มหาวิทยาลัยมหิดล” 16(2), 32-35. 2. นันทวัน บุญยะประภัศร (2531). “กาวไปกับสมุนไพรเลมที่ 2” ธรรกมลการพิมพ, 106-116. 3. ปญจางค ธนังกูล และ ชัยโย ชัยชาญทิพยุทธ (2530). การศึกษาผลทางคลินิกของใบฝรั่งในโรคอุจจาระรวง “สารศิ

ริราช” 39, 263-267. 4. พรอมจิต ศรลัมพ (2532). “สมุนไพร และยาที่ควรรู” อาร ดี ที, 128-131. 5. พีรรัชต ไทยนะ, มาลินี วงศนาวา, วีรวัฒน มหัทธนตระกูล, นิสิตา บํารุงวงศ, วันดี อุดมอักษร อําพลรังสิมาพงศ,

อนุพ งศ นิติเ รื อ งจรั ส , ปนั ดดา มุ สิ ก วัณณ (2540). การศึก ษาความเป น พิ ษของน้ําสั ด ใบฝรั่ ง ในหนูข าวใหญ “รายงานการวิจัยฉบับสมบูรณตอสถาบันการแพทยแผนไทย” 6. สมพร ภูติยานันท (2523). “คูมือสมุนไพรใกลตัว ตอนที่ 2” เกษมบรรณกิจ, 66-67. 7. เสงี่ยม พงษบุญรอด (2519). “ไมเทศเมืองไทย สรรพคุณยาเทศและยาไทย” เกษมบรรณกิจ, 359. 8. สุนทร สิงหบุตรา (2536). “สรรพคุณสมุนไพร 200 ชนิด” โอ. เอส. พริ้นติ้งเฮาส, 82-84. 9. อัมพวัน อภิสริยะกุล, นุชนาฎ ชัยชนะ และ วิลาสินี อยูสุข (2535-2536). การศึกษาฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาของเคอรซิ

ทิน(Quercetin) ซึ่งพบในใบฝรั่ง (Psidium guajava, myrtaceae) ตอการหดตัวของลําไสเล็กของหนูขาวใหญ และหนูตะเภา. “วารสารเภสัชวิทยา” (14-15), 35-40. 10. El-Khadem H, Mahammad YS. Constituent of the leaves of Psidium guava. J. Chem. Soc. 1958;

3320-3324. nd

11. Kee CH. Chapter 20. Antidiarrheal Herbs. In the Pharmacology of Chinese Herbs, 2 Ed. 1989.

CRC Press, United States. 12. Li J, Zhang M, Wang J, Fu Z, Liao X. Effects of Quercetin on Intracellular Free Calcium Concen-

tration in Cultured Rabbit Aortic Smooth Muscle Cells. Chinese J Hypertens. 2000; 01.


57

13. Lozoya X, Meckes M, Abou-Zaid M, Tortoriello J, Nozzolillo C, Arnason JT. Quercetin glycosides

in Psidium guajava L. leaves and determination of spasmolytic principle. Archives of Medical Research. 1994; 11-15. 14. Lutterodt GD. Inhibition of gastrointestinal release of acetylcholine by quercetine as a possible

mode of action of Psidium guajava L. leaf extract in the treatment of acute diarrheal disease. J. Ethnopharmacol. 1989; 25: 235-247. 15. Pongsakorn S, Pongsakorn S, Trivifikasem P, Charoensomsak W, Setthecthums W. Studies on the

antisecretory activity of guava leaves in the rat jejunum in vitro. Princess Congress I. 10-13 December 1987. Bangkok. 16. Osman AM, Younes ME, Sheta AE. Triterpenoids of the leaves of Psidium guajava. Phytochemis-

try. 1974; 13: 2015-2016. 17. Rattanachaikunsopon P, Phumkhachorn P. Contents and antibacterial activity of flavonoids ex-

tracted from leaves of Psidium guajava. J. Med. Res. 2010; 4(5): 393-396. 18. Seshadri TR, Vasishta K. Polyphenols of the leaves of Psidium guajava – Quercetin, guaijaverin,

leucocyanidin and amritoside. Phytochemistry. 1965; 4: 989-992. 19. Thaina P, Rungsimaphong A, Bumrungwong N, Wongnawa M, Mahatthanatrakul W. Comparison

of the antidiarrheal activity of Psidium guajava L. leaf water extract with loperamide in rats. Proceeding of 8th Southeast Asian-Western Pacific Regional Meeting of Pharmacologist. 1-5 November 1999. Taipei.


58


59

ระบบนําสงยาสมุนไพร (Herbal drug delivery systems) เภสัชกรหญิง ดร.จิราพร ชินกุลพิทักษ สํานักวิชาเภสัชศาสตร มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ ยาสมุ น ไพรในประเทศไทยมี ก ารนํ า มาใช ทั้ ง ในรู ป แบบยาเดี่ ย ว และรู ป แบบของตํ า รั บ ยาสมุ น ไพรซึ่ ง ประกอบดวยสมุนไพรหลายชนิดและยาที่พัฒนาจากสมุนไพร โดยมีการบริหารยาสมุนไพรทั้งโดยวิธีการรับประทาน โดยการใชเปนยาภายนอกหรือใชเฉพาะที่ในรูปแบบของลูกประคบสมุนไพร ใชสําหรับนวด ประคบ หรือยาสําหรับใช ทาหรือพอกบริเวณที่มีบาดแผล ในบัญชียาหลักแหงชาติไดกําหนดรายการยาสมุนไพร ยาแผนไทย หรือยาแผนโบราณ ในรูปแบบยา (dosage form) ประเภทตางๆ เชน ยาตม ยาผง ยาเม็ด ยาน้ํา ยาครีม ยาเจล และยาโลชั่น1 ทั้งนี้การ เตรียมยาสมุนไพรหรือตํารับยาสมุนไพรใหมีลกั ษณะรูปแบบของยาที่แตกตางกันไปเพื่อวัตถุประสงคของการบริหารยา คุณสมบัติของตัวยา ความคงสภาพของยาและการใหความรวมมือตอการใชยาของผูปวย โดยสามารถจําแนกประเภท ของยาตามลักษณะของยาเตรียมสมุนไพร ไดดังนี้ 1) ยาเตรียมประเภทของเหลว (Liquid Dosage Forms) 2) ยา เตรียมประเภทของแข็ง (Solid Dosage Forms) 3) ยาเตรียมประเภทกึ่งของแข็ง (Semisolid Dosage Forms) และ 4) ยาเตรียมประเภทอื่น ๆ (Miscellaneous Dosage Forms) ยาเตรียมประเภทของเหลว (Liquid Dosage Forms) สามารถแบงออกเปน 2 ลักษณะคือ ยาน้ําสารละลาย (Solution) และยาน้ํากระจายตัว (Dispersion) ยาน้ําสารละลายเปนยาเตรียมที่มีลักษณะเปนของเหลวหรือน้ําที่มี ลักษณะเปนเนื้อเดียวกันในอดีตมาการเตรียมในรูปแบบของยาตมซึ่งเตรียมโดยการนําตํารับยามาแชในน้ําใหน้ําทวม ตัวยาเล็กนอย วางตั้งทิ้งไวกอนนํามาตม ซึ่งมีการนํามาใชกับยาสมุนไพรที่ใหโดยการรับประทาน เชน ยาแกรอนใน ยาสตรีหลังคลอดสําหรับขับน้ําคาวปลา ยาบํารุงเลือดในสตรี และมีการนํามาใชสําหรับภายนอกรางกาย โดยการนํา สมุนไพรมาตมกับน้ําแลวนําน้ํามาอาบ มาแช หรือชะลางบาดแผล เชน มะคําดีควาย2,3 ปจจุบันมีการเตรียมในลักษณะ ยาน้ําสารละลาย (Solution) คือยาน้ําใสไมมีตะกอน เปนยาน้ําที่มีตัวยาและตัวทําละลายผสมเปนเนื้อเดียวกัน โดยที่ ตัวทําละลายอาจจะเปนน้ําหรือไมใชน้ํา เชน แอลกอฮอล เปนตน สําหรับยาเตรียมน้ําใสที่ประกอบดวยสารที่สกัดจาก พืชหรือสารเคมีในแอลกอฮอลจะเรียกวา ยาทิงเจอร (Tinctures) เชน ทิงเจอรทองพันชั่ง ซึ่งสารสกัดจะละลายในเอ ทานอล ยาเตรียมประเภทของเหลวอีกลักษณะหนึ่งหมายถึงยาน้ํากระจายตัว (Dispersion) เปนยาเตรียมที่มีระบบยา กระจายตัวแบบสองวัฏภาคที่ประกอบดวยตัวยาที่ไมละลายตั้งแตหนึ่งชนิดขึ้นไปเปนวัฎภาคภายใน (Internal phase) หรือวัฎภาคกระจายตัว ตัวยานี้อาจเปนของแข็งหรือของเหลวกระจายตัวหรือพองตัวอยูในวัฎภาคภายนอก (External phase) หรือวัฎภาคตอเนื่อง (Continuous phase) หรือตัวกลางทํากระจายที่เปนของเหลวเทานั้น ยาน้ํากระจายตัว ยังสามารถแบงออกเปน ยาน้ําแขวนตะกอน (Suspensions) คือระบบที่อนุภาคของผงยากระจายตัวอยูในตัวกลาง


60

การกระจายที่เปนของเหลวหรือของแข็ง หรือรูปแบบยาอิมัลชัน (Emulsions) เปนรูปแบบที่อนุภาคของของเหลวทั้ง สองวัฏภาคที่ไมเขากันเชน น้ํากับน้ํามัน กระจายตัวอยูดวยกัน ยาเตรียมประเภทของแข็ง (Solid Dosage Forms) เปนยาเตรียมที่มีลักษณะเปนของแข็งซึ่งมีลักษณะเปน เม็ดหรือเปนผง ไดแก ยาผง ยาชง ยาลูกกลอน ยาเม็ดและยาแคปซูล เปนตน การเตรียมยาในรูปแบบยาผง ทําโดย การนําสมุนไพรมาปรุงแลวบดเปนผงละเอียด ซึ่งอาจเปนสมุนไพรเดี่ยวหรือสมุนไพรหลายชนิดก็ได มีทั้งตํารับยาที่ใช ภายในและสําหรับใชภายนอก ตํารับยาที่ใชภายในเวลาใชก็อาจนํามารับประทานเลยหรือนํามาละลายกับน้ํากระสาย ยาตางๆ เชน น้ําตมสุก หรือน้ําผลไม ตํารับยารูปแบบผง เชน ตํารับยาหอม ตํารับยาเขียวหอม เปนตน สวนตํารับยาที่ ใชภายนอกมักใชสําหรับโรยบนแผล สําหรับรูปแบบยาชง คือการใชน้ําเดือดใสลงในสมุนไพรซึ่งมักทําในรูปตากแหง แลว ทิ้งไวสักพักจากนั้นเทน้ําแรกทิ้ง แลวจึงเทน้ําลงใหม สวนของสมุนไพรที่เปนยา อาจเปนใบ กิ่ง ผล เมล็ด โดยให นําสวนตางๆมาทําความสะอาดแลวหั่นเปนชิ้นเล็กๆ บางๆ หรือบดเปนผง กอนการทําใหแหง สมุนไพรที่ใชเปนยาชง ไดแก ยาชงหญาหนวดแมวสําหรับใชเปนยาขับปสสาวะ ยาชงหญาดอกขาวสําหรับลดการอยากบุหรี่ ยาลูกกลอน (Pill) เปนรูปแบบยาที่มีการเตรียมในอดีตซึ่งเปนรูปแบบที่มีลักษณะเปนเม็ดกลม ๆ ขนาดแตกตางกัน เตรียมโดยนํา ตัวยาไปบดเปนผงละเอียด แลวผสมกับน้ํากระสายยา เชน น้ํา น้ําผึ้ง แปงเปยก เหลา แลวนํามาปนเปนยาลูกกลอน ดวยมือหรือเครื่องจักร2,3 เชน ยาอภัยสาลี ยาธรณีสันฑะฆาต ยาธาตุบรรจบ เปนตน ปจจุบันไดมีการนําเทคโนโลยีการ ผลิตมาประยุกตใชในการเตรียมยาสมุนไพรใหอยูในรูปแบบของยาเม็ด (Tablets) ซึ่งเตรียมไดจากการผสมตัวยาออก ฤทธิ์และสวนประกอบอื่นที่จาํ เปนแลวใสเครื่องตอกอัดออกมาเปนเม็ดยาเม็ด โดยใชเครื่องตอกยาเม็ด ซึ่งยาเม็ดมีขอดี คือ สามารถรับประทานไดงาย ควบคุมใหปริมาณสารสําคัญสม่ําเสมอได ตนทุนการผลิตต่ําและการขนสงสะดวก อีก ทั้งยังสามารถบดบังรสชาติของยาหากตัวยามีกลิ่นและมีรสขมไดโดยการเคลือบยาเม็ดดวยน้ําตาลหรือหากตองการให ยาเม็ดออกฤทธิ์ที่กระเพาะอาหารหรือลําไสสามารถใชสารเคลือบที่เหมาะสมเพื่อปองกันการถูกทําลายโดยน้ํายอยใน กระเพาะอาหารได สําหรับรูปแบบยาแคปซูล (Capsules) เปนยาที่มีตัวยาและสวนประกอบตางๆ บรรจุอยูในปลอก หุมซึ่งสวนมากจะทําดวย gelatin โดยทั่วไปปลอกหุมจะเปน 2 สวน คือใหสามารถถอดแยกออกจากกันได ตัวยาที่ถูก บรรจุอยูภายในแคปซูลอาจเปนลักษณะผง แกรนูล หรือเปนของเหลว สมุนไพรที่มีการผลิตในรูปแบบเม็ดหรือแคปซูล เชน ขมิ้นชันแคปซูล แคปซูลฟาทะลายโจร แคปซูลเพชรสังฆาต1 สําหรับรูปแบบยาสมุนไพรในปจจุบันมักจะผลิตใน รูปแบบยาเม็ดและยาแคปซูลเปนหลัก ยาเตรี ยมประเภทกึ่งของแข็ง (Semisolid Dosage Forms) คือ ยาเตรี ยมที่มี ลัก ษณะกึ่ง แข็ง เชน ยาขี้ผึ้ ง (Ointments) คือยาที่มีตัวยาและสวนประกอบตางๆ ละลายอยูในน้ําหรือน้ํามัน มีลักษณะกึ่งแข็ง เทออกจากภาชนะ บรรจุไดยาก เชน ขี้ผึ้งไพล รูปแบบยาครีม (Creams) คือตํารับที่มีสวนประกอบโดยทัว่ ไปจะเหมือนกับ emulsion แต มีความแนนของเนื้อยามากกวา เชน ครีมพริก ครีมไพล รูปแบบเพสท (Pastes) ซึ่งหมายถึงยาที่มีผงยาที่ไมละลาย ผสมอยูดวยเปนจํานวนมาก ทําใหยาเตรียมมีลักษณะเปนเนื้อหยาบกวายาขี้ผึ้ง


61

ยาเตรี ยมประเภทอื่ น ๆ (Miscellaneous Dosage Forms) เป นยาเตรียมที่เ ตร��� ยมขึ้นสําหรับ การให ยา โดยเฉพาะของแตละรูปแบบ เชน ยาสําหรับการสูดพน สําหรับการสเปรย เปนตน โดยตัวยาอาจอยูในลักษณะเปนผง หรือเปนสารละลาย อาจตองมีอุปกรณอื่นรวมในการบริหารยาเขาสูรางกาย ปจจุบันความสนใจในการพัฒนารูปแบบระบบนําสงยาตางๆสําหรับยาสมุนไพรมีเพิ่มมากขึ้น ทั้งในรูปของการ นําสงสารสกัดและสารสําคัญในตํารับ ทั้งนี้เพื่อเปนการเพิ่มขีดความสามารถในการละลายของยา เพิ่มสามารถใน การถูกดูดซึมตลอดจนการสามารถนําสงยาไปยังอวัยวะเปาหมายได เปนการลดความเปนพิษ เพิ่มประสิทธิภาพใน การใชยา และความคงตัวของผลิตภัณฑ ตลอดจนความสามารถในการผลิตในระดับอุตสาหกรรมได จึงไดมีการ พัฒนารูปแบบการนําสงยาสมุนไพรโดยใชเทคโนโลยีในการเตรียมยามาประยุกตใชในรูปแบบตางๆ เชน ลิโปโซม (Liposome) นี โ อโซม (Niosome) ทรานเฟอร โ ซม (Transferosome) เอโทโซม (Ethosomes) ไฟโตโซม (Phytosome) การใชนาโนเทคโนโลยีในการเตรียมอนุภาค (Nanoparticles) นาโนอิมัลชัน (Nanoemulsions) ไม โครสเฟยร (Microspheres) และเทคโนโลยีการเก็บกักสารสําคัญในอนุภาคนาโนโดยใชไขมันชนิดแข็ง (Solid lipid nanoparticles) สําหรับนําสงยาสมุนไพรทั้งสําหรับใชภายในและภายนอกรางกาย ซึ่งลักษณะรูปแบบตางๆ สรุปพอ สังเขปไดดังนี้ ไลโปโซม (Liposomes) คือ ระบบนําสงยาที่มีลักษณะอนุภาคขนาดเล็กมาก ซึ่งประกอบดวยชั้นน้ําและ ชั้นไขมันที่มีลักษณะเปนถุงกลมๆ ของสารไขมันซึ่งสวนใหญจะเปนไขมันประเภทฟอสโฟลิพิด (Phospholipids) ใน สารละลายน้ําฟอสโฟลิพิดจะเรียงตัวกันเปนแถวของโมเลกุลไขมันซอนกันเปนสองชั้น (Lipid bilayer) โดยที่สามารถ เก็บกักตัวยาหรือ สารสําคัญตัว อื่นๆไดในระหวางชั้น หรือถุง vesicles ขนาดเล็กซึ่งสรางขึ้นจาก bilayer และจะ หอหุมสารละลายของตัวยาไวภายในและจะคอยๆปลดปลอยตัวยาผาน membrane ออกมาภายนอก การเรียกชื่อ ไลโปโซมจะมีความแตกตางกันไปขึ้นกับองคประกอบของ vesicles ที่ใชสราง membrane เชน ไลโปโซม หมายถึง vesicles ซึ่งสรางขึ้นจากฟอสโฟลิพดิ ในขณะที่ นีโอโซม (Niosomes) ซึ่งเปนระบบนําสงยาที่มีลกั ษณะเปนอนุภาค เชนเดียวกับไลโปโซม โดยเตรียมจากสารลดแรงตึงผิวชนิดไมมีประจุ (Non-ionic surfactant) แทนการใชฟอสโฟลิพดิ รวมกับสารไขมัน เช น cholesterol4 ทรานสเฟอร โ ซม (Transfersomes®) เป น ไลโปโซมที่ มี ก ารปรั บ ปรุ ง สวนประกอบเพื่อใหผนังไขมันมีความยืดหยุนสูง โดยใชฟอสโฟลิพิดและสารที่ทําใหผนังมีความยืดหยุนสูง เชน สาร ลดแรงตึงผิวและ bile salt ทําใหสามารถหดตัวและบีบตัวผานชองวางระหวางเซลลที่มีขนาดเล็กกวาตัวมันเองได สามารถนําสงสารที่มีอนุภาคขั้นเล็กสุดที่มีขนาดใหญกวาขนาดของของถุงนาโนโซมเองไดและลอดเขาสูผิวชั้นในได เชนสารกลุ ม Poly-peptide สาร Botox เปนตน เอโทโซม (Ethosomes) เปนไลโปโซมที่ มีส วนประกอบของ เอธานอลในปริมาณสูง (20-45% โดยน้ําหนัก) เปนอนุภาคที่มีลักษณะออนและยืดหยุน เปนระบบนําสงสารหรือยา ผานผิ วหนัง ที่ส ามารถแทรกผ านผิวหนังลงไปในชั้นที่ ลึก ไดและอาจนําส งถึงระบบไหลเวียนโลหิตเพื่ อใหฤทธิ์ทั่ ว รางกายได มีความสามารถในการซึมผานชั้นผิวหนังไดดี5 ตัวอยางผลิตภัณฑที่มีการพัฒนาในรูปแบบของไลโปโซม ชนิดตางๆ ไดแก silymarin liosome จากสารสกัดจากเมล็ ด Milk Thistle หรื อ St Mary's Thistle (Silybum marianum (L.) Gaertn.) ใชสําหรับรักษาอาการตับอักเสบ การทําในรูปแผนแปะของ Catechin liposome จาก


62

สารสกัดชาเขียว หรือ Capsaicin transferosome จากพริก หรือ Ammonium glycyrrhizinate ethosome เปน ตน6,7 ไฟโตโซม (Phytosome) เปนเทคโนโลยีในการนําสารสกัดจากสมุนไพรมาเชื่อมตอกับ ฟอสโฟไลปด ในระดับ โมเลกุล Phytosome เปน Liposomes เชนกัน แตแตกตางกันที่มีสารสกัดจากพืชถูก bind อยูกับฟอสโฟไลปดใน ระดับโมเลกุลดวย จึงใชเปนระบบการนําสงสารสกัดจากพืชเขาสูเซลลได ตัวอยางการนําเทคโนโลยีนี้มาใชกับสารสกัด จากใบแปะกวย เรียกวา Ginkgo phytosome พบวาแปะก วยในรูปไฟโตโซมนี้จะถูกดูดซึมไดดีที่ลําไสมากกวาใน รูป แบบปกติ หรื อ การเตรี ยมสารสกั ดจากชาเขียวในรู ป Green tea phytosome สารสกั ดจากโสมในรู ป ของ Ginseng phytosome หรือสารสกัดจากขมิ้น ในรูป Curcumin phytosome6-8 การประยุก ตใชนาโนเทคโนโลยีในการเตรี ยมยาสมุ นไพรมี การพัฒ นาอยางตอ เนื่อ งจนถึง ป จจุ บัน ทั้ง ใน รูปแบบ Nanoparticle ซึ่งเปนรูปแบบการเตรียมอนุภาคขนาดเล็กระดับนาโนเมตร ซึ่งหมายรวมถึง Nanosphere และ Nanoparticle เปนอนุภาคระดับนาโนเมตรทีภ่ ายในสามารถกักเก็บสารสําคัญที่ผสมอยูในโครงรางตาขายของโพ ลิเมอรที่ใช (matrix) หรือถูกดูดซับไวที่พื้นผิวของอนุภาค Nanocapsule เปนลักษณะถุงหุมอนุภาคที่สารสามารถถูก กักเก็บไวภายในอนุภาคโดยมีพอลิเมอรเคลือบที่พื้นผิวของอนุภาคไว9 การทําใหอนุภาคของสารสกัดตางๆ มีขนาดเล็ก ลงในระดับนาโนเมตรมีผลทําใหสารสกัดในอนุภาคระดับนาโนเมตรสามารถแทรกซึมเขาสูโครงสรางผิวชั้นในสุดและให ประสิทธิภาพสูงกวาผลิตภัณฑปกติ ตัวอยางผลิตภัณฑเชน การเตรียม Curcuminoid nanoparticles จากสารสกัด ขมิ้ นชัน Ginkgo biloba nanoparticles จากสารสกั ดใบแปะกวย6,7 นาโนอิมั ล ชั น (nanoemulsions) เป น อิมัลชันที่มีขนาดอนุภาคเล็ก มีลักษณะใส โปรงแสง มีสวนประกอบของโครงสรางที่สําคัญ คือ lipids เชน fatty acid esters, surfactants และ alcohol มวลโมเลกุลต่ํา ซึ่งเปน co-surfactant ชวยใหอนุภาคมีขนาดเล็กมากจึงทําใหมี ลักษณะใส เนื่องดวยขนาดของวัฏภาคภายในที่เล็กกวาและคงตัวกวาของ nanoemulsion ตัวอยางผลิตภัณฑ เชน Docetaxel submicron emulsion Silybin nanoemulsion และ Quercetin microemulsion เปนตน7 ไมโครสเฟย ร (microspheres) เป นอนุภาคของแข็ ง มี ลั ก ษณะกลมที่ ส ามารถเก็ บ กั ก สารหรื อ อนุภาค ของแข็งแลวอนุภาคโดยรอบจะถูกเคลือบดวยโพลิเมอร ตัวอยางการเก็บกักสารไดแก Rutin Camtothecin Zedoary oil และ Qercetin microspheres เปนตน7 เทคโนโลยีการเก็ บกัก สารสําคัญในอนุภาคนาโนโดยใชไขมันชนิดแข็ง (Solid lipid nanoparticles;SLN) หรือเรียกวา liposphere หรือ nanospheres มีขนาดอนุภาค 1- 1000 นาโนเมตร เตรียมโดยการเปลี่ยน liquid lipid (oil) ของระบบ emulsion มาเปน solid lipid โดย lipid ถูกกระจายในสารลดแรงตึงผิวที่ทําหนาที่ในการทําให ตํารับมีความคงตัว (stabilizer)10,11 ปจจุบันไดมีการพัฒนาแนวทางในการเตรียมยารูปแบบตางๆ ของระบบนําสงยาทั้งจากสารสําคัญจากพืช สมุนไพรและจากสารสกัดจากพืชสมุนไพรเพิ่มมากขึ้นโดยการพัฒนาระบบนําสงยาเพื่อมุงหวังใหเกิดการดูดซึมของตัว


63

ยา และสามารถนําสงยาไปยังอวัยวะเปาหมายของการออกฤทธิ์ไดอยางมีประสิทธิภาพและเกิดชีวประสิทธิผลตอการ ใชยาสมุนไพร อยางไรก็ตามการพัฒนาระบบนําสงยาสมุนไพรยังมีขอจํากัดในหลายๆดานทั้งดานความคงตัวหรือผล ของสารที่ใชในการเตรียมตอรางกายและการผลิตในระดับอุตสาหกรรม ถึงแมวาในปจจุบันจะมีผลิตภัณฑที่จําหนายใน ทองตลาดแลวจํานวนหนึ่ง แตยังมีอีกหลายผลิตภัณฑที่อยูระหวางการศึกษาวิจัยทางคลินิกซึ่งจําเปนตองใชองคความรู และเงินทุนสนับสนุนจํานวนมากในการพัฒนาซึ่งเปนปจจัยทาทายสําหรับนักวิจัยในประเทศไทยตอการศึกษาระบบ การนําสงยาสมุนไพร


64

เอกสารอางอิง 1. บัญชียาหลักแหงชาติ พุทธศักราช 2555 2. กันทิมา สิทธิธัญกิจ, พรทิพย เติมวิเศษ (คณะบรรณาธิการ). คูมือประชาชนในการดูแลสุขภาพดวยการแพทยแผน ไทย. พิมพครั้งที่ 2 กรุง เทพมหานคร : สํานักงานกิจการโรงพิมพองคก ารทหารผานศึกในพระบรมรา���ูปถัมภ, 2547. 3. วิชัย โชควิวัฒ น, ชวลิต สันติกิ จรุง เรื อง, เย็นจิตร เตชะดํารงสิ น (คณะบรรณาธิการ). ตํารั บยาจีนที่ใชบอ ยใน ประเทศไทย เลม 1.พิมพครั้งที่ 1. กรุงเทพมหานคร : สํานักงานกิจการโรงพิมพองคการทหารผานศึกในพระบรม ราชูปถัมภ, 2549. 4. Ihler G.M. Methods of Drug Delivery. Oxford: Pergamon Press, 1986: 3-21. www. rci.rutgers. Edu/~zatz/Delivery%20systems/Niosomes/Niosomes.htm) 5. อรัญญา มโนสรอย และ จีรเดช มโนสรอย. ไลโปโซมสําหรับยาผานทางผิวหนังและเครื่องสําอาง. กรุงเทพฯ: โอ เดียนสโตร, 2550. 6. Chaturvedi M, Kumar M, Sinhal A, Saifi A. Recent development in novel drug delivery systems of herbal drugs. Int J Green Pharm 2011;5:87-94. 7. Ajazuddin, Saraf S. Applications of novel drug delivery system for herbal formulations. Fitoterapia. 2010 Oct;81(7):680-9. 8. Srikanth V. Phytosome: A novel drug delivery system for improving bioavailability of herbal medicine. IJPRD 2011, 3(6) August 2011;175-84. 9. Vyas SP, Khar RK. Targeted and controlled drug delivery novel carrier systems. Ed n -II nd , CBS publishers and distributors, N. Delhi: 2002. p. 15-6, 346-8. 10.Pople PV, Singh KK. Development and evaluation of topical formulation containing solid lipid nanoparticles of vitamin A. AAPS Pharm Sci Tech 2006;7:91. 11.Gande S, Kopparam M, Vobalaboina V. Preparation characteri-zation and in vitro and in vivo evalution of lovastatin solid lipid nanoparticle AAPS Pharm Sci Tech 2007;8:1-8.


65

แนวทางการควบคุมคุณภาพยาสมุนไพร เภสัชกรหญิง ดร.ชุติมา จันทรัตน สํานักวิชาเภสัชศาสตร มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ ปจ จุบั นทั่ วโลกมี การตื่นตัวในการนํายาสมุนไพรมาใชเพิ่ มมากขึ้น ไม เพี ยงแตในประเทศที่กํ าลั งพั ฒนาที่ พิจารณาเลือกใชยาสมุนไพรเปนลําดับตนกอนการใชยาแผนปจจุบันซึ่งมักมีราคาสูงกวา ในประเทศที่พัฒนาแลว เชน เยอรมั น หรื อ สหรั ฐ อเมริ ก า ก็ มี แ นวโนม การใช ย าสมุ น ไพรที่ เ พิ่ ม มากขึ้ น โดยตลาดยาสมุ น ไพรในประเทศ สหรัฐอเมริกาในป ค.ศ. 2008 มีมูลคากวา 83 พันลานดอลลาร และมีแนวโนมเพิ่มขึ้นอยางตอเนื่องประมาณ 3-12% ตอป1 ยาสมุนไพร (Herbal medicine) ตามคํานิยามขององคการอนามัยโลก (WHO) คือ สวนประกอบที่มาจากพืช หรือทําเปนตํารับเพื่อประโยชนในการรักษาหรือเพื่อประโยชนตอสุขภาพของมนุษย อาจมีสวนประกอบของพืชเพียง ชนิดเดียวหรือเตรียมเปนตํารับที่ประกอบดวยพืชเดี่ยวหรือประกอบดวยพืชหลายชนิดผสมกัน2 สามารถแบงกลุมยา สมุนไพรออกไดเปน 3 กลุม ไดแก (1) Herbal materials เปนสวนประกอบของพืชสมุนไพร อาจเตรียมเปนชิ้นหรือ ผง (2) Traditional herbal products เปนยาเตรียมสมุนไพรรูปแบบตางๆ เชน ยาเม็ด ยาลูกกลอน ยาแคปซูล ที่ ประกอบดวยสวนประกอบของพืชสมุนไพรหรือสารสกัดหยาบจากพืชสมุนไพร (3) Standardized herbal products เปนยาเตรียมสมุนไพรที่ประกอบดวยสารสกัดที่ผานการปรับเขามาตรฐานแลวหรือเปนสารสําคัญบริสุทธิ์1 ถึงแมวา การใชยาสมุ นไพรจะมี ม าอยางยาวนานและอั ตราการใชจ ะเพิ่ ม ขึ้นเมื่ อ เปรี ยบเที ยบกั บ ในอดีต ความเชื่อ มั่ นใน ประสิทธิภาพการรักษาของยาสมุนไพรก็ยังไมเปนที่ยอมรับในหลายประเทศ ขอมูลความปลอดภัยและประสิทธิภาพ ของยาสมุนไพรที่นาเชื่อถือยังมีไมเพียงพอที่จะสนับสนุนการใชใหแพรหลาย เหตุผลที่สําคัญคือ ยังไมมีกระบวนการ และวิธีวิจัยที่ดีพอและเปนที่ยอมรับในการใชประเมินคุณภาพมาตรฐานยาสมุนไพร การควบคุมคุณภาพและการประกันคุณภาพทั่วไปสําหรับยาสมุนไพร การควบคุมคุณภาพยาสมุ นไพรมี ผลโดยตรงเกี่ยวของกั บความปลอดภัยและประสิท ธิภาพของการรั กษา สภาพแวดลอมและการทํ าการเกษตรมีความสําคัญตอคุณภาพมาตรฐานของพืชสมุ นไพรที่เ ก็บเกี่ยวได ในป ค.ศ. 1998 WHO จึงมีการกําหนดแนวทางเกี่ยวกับการประกันคุณภาพความปลอดภัยและคุณภาพของยาสมุนไพรขึ้น โดย ไดเสนอแนวทางของวิธีการควบคุมคุณภาพพืชสมุนไพร (Quality control methods for medicinal plant materials) ซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวกับการพิสูจนเอกลักษณ การตรวจสอบความบริสุทธิ์ และการหาปริมาณสารสําคัญ3 ในป ค.ศ. 2003 WHO ไดเสนอแนวทางวิธีการทําการเกษตรและการเก็บเกี่ยวที่ดี (Guidelines on good agricultural and collection practices; GACP) และในป ค.ศ. 2007 WHO ก็ไดมีการกําหนดแนวทางฉบับใหมเพื่อใชในการควบคุม


66

คุณภาพยาสมุ นไพรโดยคํานึง ถึง สารปนเป อ นและสารตกคางดวย (WHO guidelines for assessing quality of herbal medicines with reference to contaminants and residues)4 ในกลุ มประเทศยุโรป ประเทศจีนและ ญี่ปุน ก็ ไดพัฒ นาแนวทางระดับชาติสําหรั บการทํ าการเกษตรและการเก็ บเกี่ยวพื ชสมุนไพร โดยกําหนดใหมี การ ควบคุมคุณภาพมาตรฐานของดินและน้ําที่ใชในการเพาะปลูกดวย ตองไมมีการปนเปอนของโลหะหนักที่เปนอันตราย ยาฆาแมลง และสารพิษชนิดตางๆ5 แนวทางดังกลาวเปนเพียงการควบคุมคุณภาพพืชสมุนไพรที่จะนํามาใชเตรียมเปน ยาสมุนไพรเทานั้น เมื่อพืชสมุนไพรถูกนํามาเตรียมเปนยาสมุนไพร โดยเฉพาะยาเตรียมที่ไดจากสารสกัดสมุนไพร การ ควบคุมคุณภาพและการประกันคุณภาพยาเตรียมสมุนไพรก็ควรตองมีการดําเนินการที่มีประสิทธิภาพดวย การประกันคุณภาพยาสมุนไพรและตํารั บยาสมุ นไพรมี ความสํ าคัญ ซึ่ง จะทําใหเ กิดความเชื่อมั่ นในคุณภาพ มาตรฐานของยาสมุ นไพรก อนการนําไปใช และมี ก ารกําหนดให ตอ งมีก ารดําเนินการก อ นการนํายาสมุ นไพรไป ทําการศึกษาทางคลินิก โดยตองมีการรับรองคุณภาพในดานตางๆ เชน การพิสูจนเอกลักษณ การหาปริมาณน้ํา การ วิเคราะหปริมาณสารสําคัญ ปริมาณสารปนเปอนอนินทรีย ปริมาณเชื้อจุลชีพ ยาฆาแมลง เปนตน สําหรับตํารับยา สมุนไพรควรตรวจสอบการแตกกระจายตัว การละลาย ความแข็ง ความกรอน และความสม่ําเสมอของตํารับดวย6 เอกสารทางดานเคมี การผลิตและการควบคุมคุณภาพยาสมุนไพรมักมีความแตกตางจากเอกสารการควบคุมคุณภาพ ยาสังเคราะหหรือยาเดี่ยวที่ซึ่งปริมาณสารสําคัญสามารถตรวจสอบและวิเคราะหไดงาย เนื่องจากองคประกอบทางเคมีของยาสมุนไพรมีความซับซอน การควบคุมคุณภาพจึงมีความซับซอนมากกวา การควบคุมคุณภาพของยาสังเคราะห ในการประเมินคุณภาพยาสมุนไพรโดยทัว่ ไปจะใช Markers หรือการหาปริมาณ สารสํ าคัญ ในสมุ นไพรเพี ยง 1 หรื อ 2 ชนิด อยางไรก็ ตามเนื่อ งจากยาสมุ นไพรประกอบดวยสารประกอบเคมี ที่ หลากหลายทําหนาที่ประสานกันในการออกฤทธิ์ ขอมูลที่ไดอาจยังไมสมบูรณเพียงพอตอการประเมินคุณภาพของยา สมุนไพร และสวนประกอบทางเคมีของพืชสมุนไพรอาจมีการเปลี่ยนแปลงขึ้นอยูกับสภาวะแวดลอมและกระบวนการ แปรรู ป ตางๆก อ นถึง ขั้นการเตรี ยมเป นผลิ ตภัณฑ ดัง นั้ นขอ มู ล ของส วนประกอบเคมี ทั้ ง หมดในยาสมุ นไพรจึ ง มี ความสําคัญตอการประเมินคุณภาพ เพื่อใหเกิดความเชื่อมั่นและความถูกตองของขอมูลกอนการนําไปศึกษาผลทาง คลินิกตอไป ซึ่งจะทําใหสามารถประเมินฤทธิ์ และความเปนพิษของยาสมุนไพรไดอยางถูกตอง วิธีการวิเคราะหทาง เคมีตางๆมากมายถูกพัฒนาขึ้นเพื่อใชหาสารเคมีที่เปนสวนประกอบในยาสมุนไพร และใชหาความสัมพันธระหวาง สารประกอบตางๆกับผลการรักษา เชนเทคนิคทางโครมาโตกราฟ และเทคนิคสเปกโตรเมตรี ในประเทศเยอรมันได พัฒนาการศึกษาพฤกษสมมูล (Phytoequivalence) ขึ้น เพื่ อประเมินผลิตภัณฑยาสมุนไพร โดยการเปรี ยบเทียบ ขอ มู ล ทางเคมี (Chemical profiles) เช น Chromatographic fingerprint ของผลิ ตภั ณ ฑ ย าสมุ น ไพรกั บ ขอ มู ล ผลิตภัณฑมาตรฐานที่ไดรับการรับรองทางคลินิก


67

Chemical fingerprint กับการควบคุมคุณภาพยาสมุนไพร เทคนิคทางโครมาโตกราฟ เชน High-performance liquid chromatography (HPLC), Gas chromatography (GC), Capillary electrophoresis (CE) และ Thin layer chromatography (TLC) ถูกนํามาประยุกตใชใน การสราง chemical fingerprint ของยาสมุนไพรและทําการประเมินเชิงเปรียบเทียบกับสารมาตรฐาน7 นอกจากนี้ ปจจุบันมีการพัฒนาเทคนิคใหมๆทางโครมาโตกราฟและสเปกโตรเมตรีขึ้นมาประยุกตใชดวย เชน HPLC-diode array detection (HPLC-DAD), GC-mass spectroscopy (GC-MS), CE-DAD, HPLC-MS และ HPLC-nuclear magnetic resonance (HPLC-NMR) เป นตน ทํ าใหได fingerprint ที่สามารถประเมิ นไดงายขึ้น สารมาตรฐานที่ใชในการ เปรี ยบเที ยบอาจเปนสารสกั ดมาตรฐานจากพืชสมุ นไพรหรือ สารผสมของพื ชสมุ นไพร รู ปที่ 1 แสดงตัวอยางการ ประเมินคุณภาพของสารสกัด Ginkgo biloba ที่ไดมาจากสถานที่ตางๆกัน โดยเปรียบเทียบ fingerprint กับสารสกัด มาตรฐานโดยใชเทคนิค HPLC ทําใหเห็นรายละเอียดและความแตกตางของสารประกอบเคมีไดชัดเจน Fingerprint ของสารสกัดจากยาสมุนไพรจะมีลักษณะเฉพาะ ถามีการเติมสารเคมีที่เปนสารประกอบบางอยางเพิ่มเขาไป รูปแบบ ของ fingerprint ก็จะมีลักษณะที่เปลีย่ นแปลงไป ตางจาก fingerprint ที่ไดจากสารสกัดยาสมุนไพร อยางไรก็ตามการ เปรี ยบเที ยบ fingerprint ดัง กล าวขางตนก็ อ าจมี ข อ จํ ากั ด โดยเฉพาะการที่ ส ารประกอบทางเคมี บ างอยางเป น สารประกอบทุติยภูมิ (Secondary metabolites) ซึ่งจะมีการเปลี่ยนแปลงเชิงปริมาณสูง การที่จะทําใหได fingerprint ของสารสกัดมาตรฐานที่คงที่อาจตองอาศัยขอมูลคาเฉลี่ยหรือคากลางของปริมาณสารประกอบทางเคมีจากพืช สมุนไพรนั้น และจัดรวบรวมเปนฐานขอมูลเพื่อใชในการเปรียบเทียบ อยางไรก็ตามในการเปรียบเทียบอาจมีความไม เหมือนเกิดขึ้นที่บางตําแหนงของ fingerprint ซึ่งอาจตองมีการกําหนดขีดจํากัดการยอมรับไดสําหรับการประเมินไว ดวย


68

รู ป ที่ 1 Chromatographic fingerprints ของสารสกั ด Ginkgo biloba ที่ ไ ด จ ากสถานที่ ต า งๆกั น (No.1-16) เปรียบเทียบกับ fingerprint ของสารสกัดมาตรฐาน (No. 17)7 เทคนิค NMR metabolomics กับการควบคุมคุณภาพยาสมุนไพร ปจจุบัน เทคนิคการวิเคราะหเชิงปริมาณมีความกาวหนาเปนอยางมาก สามารถวิเคราะหสารปริมาณนอยได อยางมีประสิทธิภาพ เชน เทคนิค MS และ high-field NMR ซึ่งสามารถประยุกตใชในการหาปริมาณสารเมทาบอไลท ตางๆที่ ไดจากสิ่งมี ชีวิตไดอยางมีประสิทธิภาพ เนื่องจากมี ความไวในการวิเคราะหสูง ดวยเทคนิค 1H NMR ทําให สามารถสราง fingerprint ไดถึงระดับสารเมทาบอไลท หรือที่เรียกวา “metabolic fingerprint” ได8 จึงอาจเปนวิธีที่ สามารถใหขอมู ลสวนประกอบทางเคมีของยาสมุนไพรไดอยางสมบู รณครบถวน อาจเรียกเทคนิคการศึก ษาความ หลากหลายของสารเคมีในเซลลโดยใช NMR วา NMR metabolomics อาจประยุกตใชเทคนิค PCA รวมกับ NMR จะทําใหสามารถเปรียบเทียบความแตกตางและความเหมือนระหวางสารที่ทําการเปรียบเทียบไดอยางมีประสิทธิภาพ โดยแสดงออกมาเปนรูปสองมิติของการพลอตแบบสามมิติ เปนวิธีการที่ทําไดงายและรวดเร็ว จึงอาจเปนประโยชนใน การควบคุมคุณภาพยาสมุนไพรในระดับอุตสาหกรรมที่มีประสิทธิภาพสูงได รูปที่ 2 แสดงตัวอยางการประเมินคุณภาพ ของดอก chamomile (Matricaria recutita L.) ที่เก็บมาจากภูมิประเทศที่แตกตางกัน 3 แหลง ดวยเทคนิค PCA รวมกับ 1H NMR จะเห็นไดอยางชัดเจนวาดอก chamomile ที่เ ก็บมาจาก 3 แหลงมีความแตกตางกัน นอกจากนี้ วิธีการดังกลาวยังสามารถใชประเมินความบริสุทธิ์ และวิธีการสกัดไดอีกดวย9


69

รูปที่ 2 PCA scoring plot (t[1] vs. t[2]) ของ 1H NMR spectra จากสารสกัด chamomile จากแหลงตางกัน (p: Slovakia; : Egypt; ¾: Hungary; à: 100% stalk; : 70% stalk; £: 30% stalk9 สรุป จากความตื่นตัวในการหันมาใชผ ลิตภัณฑ ที่ไดจ ากธรรมชาติของคนทั่ วโลก ทําให การใชยาสมุนไพร เพิ่มขึ้นดวย เนื่องจากผลการรักษาทางคลินิกของยาสมุนไพรเกิดจากองคประกอบทางเคมีที่มีความซับซอนกวาการ รักษาดวยยาเดี่ยวแผนปจจุบัน การควบคุมคุณภาพและการประกันคุณภาพจึงมีความซับซอนมากกวา การประยุกตใช เทคนิคการวิเคราะหทางเคมี เชน โครมาโตกราฟและสเปกโตรเมตรีมีประโยชนในการประเมินคุณภาพของยาสมุนไพร โดยการเปรียบเทียบ fingerprint ของสารสกัดจากยาสมุนไพรกับสารมาตรฐาน ทําใหการควบคุมคุณภาพและการ ประกันคุณภาพยาสมุนไพรมีประสิทธิภาพและมีความถูกตองมากขึ้น นอกจากนี้ปจจุบันยังมีการพัฒนาเทคนิคการ วิเ คราะห อื่นที่ทั นสมั ย เชน NMR เพื่ อใชเ ป นเครื่ องมื อในการควบคุม คุณภาพดวย ซึ่ งอาจเป นประโยชนในระดับ อุตสาหกรรม ในอนาคตหากสามารถควบคุมคุณภาพและประกันคุณภาพยาสมุนไพรไดอยางมีประสิทธิภาพ จะทําให การใชยาสมุนไพรเกิดประโยชนสูงสุดได


70

เอกสารอางอิง 1. Zhang J, Wider B, Shang H, Li X, Ernst E. Quality of herbal medicines: challenges and solutions. Complement Ther Med. 2012;20:100-6. 2. Kosalec I, Cvek J, Tomic S. Contaminants of medicinal herbs and herbal products. Arh Hig Rada Toksikol. 2009;60:487-501. 3. World Health Organization. Quality control methods for medicinal plant material; 1998. http:// whqlibdoc.who.int/publication/1998/9241545100.pdf; Accessed June 30, 2012. 4. World Health Organization. Guidelines on good agricultural and collection practices (GACP) for medicinal plants; 2003. http://whqlibdoc.who.int/publications/2003/ 9241546271.pdf; Accessed June 30, 2012. 5. World Health Organization. WHO guidelines for assessing quality of herbal medicines with reference to contaminants and residues; 2007. http://apps.who.int/medicinedocs/index/ assoc/s14878e/s14878e.pdf; Accessed June 30, 2012. 6. Sahoo N, Manchikanti P, Dey S. Herbal drugs: standards and regulation. Fitoterapia 2010;81:46271. 7. Liang YZ, Xie P, Chan K. Quality control of herbal medicines – review. J Chromatogr B 2004;812:53-70. 8. Heyman HM, Meyer JJM. NMR-based metabolomics as a quality control tool for herbal products. South African Journal of Botany 2012. In press. 9. Wang Y, Tang H, Nicholson JK, Hylands PJ, Sampson J, Whitcombe I, Stewart CG, Caiger S, Oru I, Holmes E. Metabolomic strategy for the classification and quality control of phytomedicine: a case study of chamomile flower (Matricaria recutita L.). Planta Med. 2004;70:250-5.


71

สมุนไพรกับอาการคลื่นไสและอาเจียนจากยาเคมีบําบัด เภสัชกรสุริยน อุยตระกูล สํานักวิชาเภสัชศาสตร มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ อาการคลื่นไสและอาเจียนเปนอาการไมพงึ ประสงคที่พบไดบอยที่สุดชนิดหนึ่งจากการใชยาเคมีบําบัดเพื่อรักษา โรคมะเร็ ง อาการคลื่ นไส และอาเจี ยนนี้สามารถลดความรวมมือ ในการใชยาและลดคุณภาพชีวิตของผูป วยได มี การศึกษาประสิทธิภาพของสมุนไพรหลายชนิดตอการชวยลดอาการคลื่นไสและอาเจียน ซึ่งปจจุบัน ความตื่นตัวของ ประชาชนตอการใชสมุนไพรมีคอนขางมาก เราจึงควรทําความรูจักกับสมุนไพรเหลานี้เพื่อเปนประโยชนในการดูแล สุขภาพของตนเอง ขิง (Zingiber Officinale) ขิงเปนทั้ งอาหาร เครื่อ งเทศ และสมุนไพรที่ถูก ใชมานาน ในประเทศจี นมี บันทึ กการใชขิงเป นยามากวา 2,000 ป สําหรับฤทธิ์ของขิง ในการรักษาอาการคลื่นไสและอาเจียนนั้น มีการศึกษาจํานวนมากทั้งในมนุษยและ สัตวทดลอง จากการทบทวนวรรณกรรมของ Ernst และคณะ1 พบวาขิงปริมาณ 1 กรัม มีประสิทธิภาพในการลด อาการคลื่นไสและอาเจียนมากกวายาหลอก ทั้งอาการคลื่นไสและอาเจียนจากยาเคมีบําบัด จากการผาตัด เมารถ หรือเมาเรือ และการตั้งครรภ นอกจากนั้น เมื่อทบทวนวรรณกรรมของ Chrubasik และคณะ2 ยังพบวาขิงอาจมี ประสิทธิภาพเทียบเทาหรือเหนือกวายาตานอาเจียนแผนปจจุบันบางชนิด เชน metoclopramide และ dimenhydrinate เปนตน ปจจุบันยังไมทราบแนชัดวากลไกการลดอาการคลื่นไสและอาเจียนของขิงเปนอยางไร นักวิทยาศาสตรทราบ เพียงวาขิงออกฤทธิ์ที่ทางเดินอาหาร ไมไดออกฤทธิ์ตอระบบประสาทสวนกลางดังเชนยาตานอาเจียนแผนปจจุบัน3 จึงทําใหขิงไมมีอาการขางเคียง เชน งวงนอน มึนงง ขาดสมาธิ เหมือนยาตานยาเจียนบางชนิด จากการศึกษาพบวา ขนาดที่ไดผลในการปองกันหรือรักษาอาการคลื่นไสและอาเจียนนั้น ตองรับประทานขิงแกขนาด 1 กรัมขึ้นไป และ ยังควรไดรับรวมกับยาตานอาเจียนแผนปจจุบันหากผูปวยไดรับยาเคมีบําบัดสูตรที่ทําใหคลื่นไสและอาเจียนไดสูง ยอ (Morinda citrifolia L.) ผลยอ หรือที่คนภาคเหนือเรียกวา มะตาเสือ และชาวฮาวายเรียกวา noni นั้น เปนพรรณไมเกาแกชนิดหนึ่ง ของไทย โดยปรากฏในตํารับยาแผนโบราณหลายตํารับในฐานะเปนยาบรรเทาอาการวิงเวียนศีรษะ หนามืด ตาลาย


72

และชวยขับเลือ ดลม สรรพคุณของยอในการบรรเทาอาการคลื่นไส และอาเจียนนั้นเกิดเนื่องจากนักวิทยาศาสตร คนพบสารสําคัญชนิดหนึ่งในผลยอ สารนั้นคือ asperuloside มีรายงานการศึกษา พบวาน้ําคั้นจากผลยอใหผลลดอาการอาเจียนไดดีกวาน้ําชา แตประสิทธิภาพดอยกวาการ ใชยาตานอาเจียน metoclopramide4 อยางไรก็ตาม จากการศึกษาของสุนิสาและคณะ5 พบวาสารสกัดจากผลยอ 600 มิลลิกรัม (เทียบเทากับผลยอแหง 20 กรัม) ใหผลลดอาการคลื่นไสและอาเจียนหลังการผาตัดไดดีกวายาหลอก อยางมีนัยสําคัญ ทั้งยังไมพบอาการขางเคียงใดๆ จากการใชสารสกัดนี้ การกินน้ําลูกยอเพื่อแกอาการคลื่นไสและอาเจียนนั้น ตามตํารายาไทยใหใชผลสดดิบหรือหาม นําไปยางหรือ คั่วไฟออนๆ ชงกับน้ําดื่ม อยางไรก็ตาม ประสิทธิภาพของน้ําลูกยอในการปองกันอาการคลื่นไสและอาเจียนที่เกิด จากการไดรับยาเคมีบําบัดนั้นยังคงตองศึกษาเพิ่มเติมอีกมาก สะระแหน (Mentha cordifolia) สะระแหนหรือที่เรียกกันทั่วไปวาเปปเปอรมินต เปนพืชยืนตนในตระกูลมินต ซึ่งใหน้ํามันหอมระเหยที่มีฤทธิ์ ยับยั้ง การทํ างานของสารสื่ อประสาทในร างกาย (calcium channel – blocking agent) ส งผลใหกล ามเนื้อของ ลําไสเล็กคลายตัว มีการศึกษาหนึ่งที่ระบุวาน้ํามันสะระแหนนี้อาจชวยบรรเทาอาการคลื่นไสหลังการผาตัดได แตไมมี การศึกษาใดๆ ที่ระบุถึงฤทธิ์ในการลดอาการคลื่นไสและอาเจียนที่เกิดจากยาเคมีบําบัด3 สมุนไพรอื่นๆ มี ก ารศึก ษาในสั ตวท ดลองของ Kim และคณะ 6 ที่ ศึก ษาประสิ ท ธิภาพของสารสกั ดโสมเกาหลี ชนิดสี แดง (Panax ginseng) ตอการลดอาการคลื่นไสและอาเจียนจากยาเคมีบําบัด cisplatin ผลการศึกษาพบวาการกินสาร สกัดโสมเกาหลีกอนไดรับยาเคมีบําบัด 1 – 2 ชั่วโมงนั้น สามารถปองกันการเกิดอาการคลื่นไสและอาเจียนได แต หากกินกอนไดรับยาเคมีบําบัด 4 ชั่วโมง จะไมมีผลในการปองกัน ซึ่งประสิทธิภาพของโสมเกาหลีนี้จําเปนตองไดรับ การศึกษาในมนุษยตอไป การศึกษาอภิวิเคราะหของ Zhang และคณะ7 ตอประสิทธิภาพของสมุนไพรจีนในการรักษาอาการคลื่นไสและ อาเจี ยนจากยาเคมี บํ าบั ด โดยเปรียบเที ยบกลุ ม ผู ป วยที่ ไดรั บ สมุ นไพรเหล านี้ คือ Shenqi fuzheng, Aidi และ Aifukang เทียบกับผูปวยที่ไมไดรับยาใดๆ เปรียบเทียบเปนคูๆ พบวาผูปวยกลุมที่ไดรับสมุนไพรจีนทั้งสามกลุมลวนมี อาการคลื่นไสและอาเจียนนอยกวากลุมที่ไมไดรับสมุนไพรจีน นอกจากนั้น ตํารั บ ยาอายุร เวชของอิ นเดียก็ ไดรั บ การศึก ษาเชนกั น จากการศึก ษาแบบสุ ม และควบคุม (randomized controlled trial) ของ Abha และคณะ8 พบวายาอายุรเวชตํารับที่ชื่อ Maharishi Amrit Kalash ซึ่ง ประกอบไปดวยตัวยากวา 13 ชนิด ตัวอยางเชน ขมิ้ นชัน พริ กไทย ชะเอม เปนตน นั้น สามารถปอ งกันอาการ อาเจียนที่เกิดจากยาเคมีบําบัดไดมากกวากลุมที่ไมไดรับยา 40.3%


73

จากการศึกษาทั้งหลาย จะเห็นไดวาความสนใจในการใชสมุนไพรเพื่อลดอาการคลื่นไสและอาเจียนกําลังเพิ่ม มากขึ้นเรื่อยๆ ในฐานะที่ประเทศไทยเปนประเทศที่มีสมุนไพรมากที่สุดแหงหนึ่ง จึงควรที่เราจะใหความสนใจและ ศึกษาถึงฤทธิ์ของสมุนไพรในดานตางๆ เพื่อลดการนําเขายาจากตางประเทศและสงเสริมใหประชาชนสามารถดูแล ตนเองในเบื้องตนไดอยางมีคุณภาพชีวิตที่ดี

เอกสารอางอิง 1. Ernst E, Pittler MH. Efficacy of ginger for nausea and vomiting: a systematic review of randomized clinical trials. Br J Anaesth. 2000 Mar;84(3):367-71. 2. Chrubasik S, Pittler MH, Roufogalis BD. Zingiberis rhizoma: A comprehensive review on the ginger effect and efficacy profiles. Phytomedicine. 2005;12(9):684-701. 3. Jordan K, Schmoll HJ, Aapro MS. Comparative activity of antiemetic drugs. Critical Reviews in Oncology/Hematology. 2007;61(2):162-75. 4. อุท ยานธรรมชาติวิท ยาสิ รีรุ กขชาติ. ยอ. กรุ ง เทพมหานคร: มหาวิท ยาลั ยมหิ ดล; 2554 [cited 1 กรกฎาคม 2555]; Available from: http://www.pharmacy.mahidol.ac.th/siri/index.php?page=search_ detail&medicinal_id=104. 5. Prapaitrakool S, Itharat A. Morinda citrifolia Linn. for prevention of postoperative nausea and vomiting. J Med Assoc Thai. 2010 Dec;93 Suppl 7:S204-9. 6. Kim JH, Yoon IS, Lee BH, Choi SH, Lee JH, Jeong SM, et al. Effects of Korean red ginseng extract on cisplatin-induced nausea and vomiting. Arch Pharm Res. 2005 Jun;28(6):680-4. 7. Zhang M, Liu X, Li J, He L, Tripathy D. Chinese medicinal herbs to treat the side-effects of chemotherapy in breast cancer patients. Cochrane Database Syst Rev. 2007(2):CD004921. 8. Saxena A, Dixit S, Aggarwal S, Seenu V, Prashad R, Bhushan SM, et al. An ayurvedic herbal compound to reduce toxicity to cancer chemotherapy: A randomized controlled trial. Indian J Med Paediatr Oncol. 2008;29(2):11-8.


74


75

ประสิทธิภาพของชาเขียวในการลดระดับไขมันในกระแสเลือด: ขอมูลจากการศึกษาแบบ อภิวิเคราะหฉบับปจจุบัน เภสัชกรหญิงปนวดี ฆังฆะ สํานักวิชาเภสัชศาสตร มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ ในปจจุบันผูคนสวนมากใหความสนใจในการสรางเสริมสุขภาพที่แข็งแรง โดยนิยมเลือกใชผลิตภัณฑที่ไดจาก สมุนไพรเนื่องจากเชื่อวามีความปลอดภัยสูง หนึ่งในผลิตภัณฑสมุนไพรดังกลาว คือ ชาเขียว ที่มีผูคนนิยมบริโภคมา เป นเวลานาน โดยเฉพาะประเทศในแถบทวีปเอเชีย ดังจะเห็นไดจ ากผลิ ตภัณฑ ที่เ กี่ยวกั บ ชาเขียวในทอ งตลาดมี มากมายหลายรูปแบบ เชน น้ําชาเขียวสําเร็จรูป นมผสมชาเขียว ผงชาเขียวอัดเม็ด และชาเขียวแคปซูล เปนตน ชาเขียวเปนผลิตภัณฑที่ไดจากใบสดของตนชา (Camellia sinensis) ที่ไมผานกรรมวิธีในการผลิตหรือการหมัก ทําใหลักษณะชาที่ไดจากการชงมีสีเขียวสด และมีสารสําคัญตางๆ มากมายที่เชื่อวาชวยในการบํารุงสุขภาพ ในอดีต เคยมี ก ารศึ ก ษาฤทธิ์ ข องสารสกั ด ที่ ไ ดจ ากชาเขี ย วในหลอดทดลอง พบว า มี ส ารทํ า หน า ที่ ต อ ต านอนุ มู ล อิ ส ระ (antioxidant) หลายชนิด โดยเฉพาะสารที่มีโครงสรางเปน polyphenol แตสารที่พบไดมากที่สุดในสารสกัดจากชา เขียว คือ สารกลุม catechins ซึ่งประกอบดวย epigallocatechin, epicatechin, epicatechin gallate หรือ epigallocatechin gallate เปนตน1 หลังจากนั้นไดมีการศึกษาวิจัยมากมายเกี่ยวกับฤทธิ์ตางๆ ของสารเหลานี้ และจาก การศึกษาทางระบาดวิทยาพบความเกี่ยวของระหวางการดื่มชาเขียวกับการลดลงของระดับไขมั นในกระแสเลือ ด รวมถึงการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด2 ทําใหมีการศึกษามากมายเกี่ยวกับฤทธิ์ในการลดระดับไขมันในกระแสเลือด ตามมา แมวาจะไมทราบกลไกที่ชัดเจนแตจากการศึกษาในสัตวทดลองเชื่อวามาจากการที่สารกลุม catechins จะลด การดูดซึมของไขมันจากลําไสเล็ก และยับยั้งเอนไซมในตับที่ใชในการสังเคราะห cholesterol1 จากการศึกษาในมนุษยเกี่ยวกับผลของสารสกัดชาเขียวตอระดับไขมันในกระแสเลือด ไดแก total cholesterol (TC), low-density lipoprotein (LDL), high-density lipoprotein (HDL) และ triglyceride (TG) ซึ่ ง มีห ลาย ฉบับกลับใหผลลัพธที่ขัดแยงกัน จึงเปนที่มาของการทําอภิวิเคราะหอยางเปนระบบ (systematic review and metaanalysis) เพื่อชวยสรุปขอมูลดังกลาว ซึ่งในป ค.ศ. 2011 มีการตีพิมพอภิวิเคราะหเกี่ยวกับประสิทธิภาพของชาเขียว ตอระดับไขมันในกระแสเลือดของมนุษยจํานวน 2 ฉบับ คือ การศึกษาแบบอภิวิเคราะหโดย Kim A. และคณะ3 และ การศึกษาแบบอภิวิเคราะหของ Zheng และคณะ4 โดยมีรายละเอียด คือ การศึกษาแบบอภิวิเคราะหโดย Kim A. และคณะ3 รวบรวมงานวิจัยที่มีการตีพิมพทั้งในฐานขอมูลอิเล็กทรอนิก ตางๆ และที่ตีพิมพในวารสารรูปเลมนอกเหนือจากฐานขอมูล จนถึงเดือนมีนาคม ป ค.ศ. 2010 โดยมีหลักเกณฑของ การคัดงานวิจั ยเขาสูก ารศึก ษา คือ ตอ งเป นการศึก ษาแบบ randomized controlled trial (RCT) ในมนุษย ที่ มี


76

การศึกษาผลของชาเขียวไมวาจะอยูในรูปแบบใดก็ตาม (อัดเม็ด แคปซูล ผงแหง หรือเปนเครื่องดื่ม) ตอระดับไขมันใน กระแสเลือด คือ TC, LDL, HDL หรือ TG ที่มีการรายงานผลอยางนอย 1 คา ซึ่งสามารถรวบรวมงานวิจัยที่ตรงตาม เกณฑการคัดเขาศึกษาได 20 ฉบับ มีตัวอยางประชากรทั้งหมด 1,415 คน ผลโดยรวมของการศึกษานี้ (pooled results) พบวาสารจากชาเขียวมีประสิทธิภาพในการลดระดับ TC ไดอยางมีนัยสําคัญทางสถิติ (p-value <0.05) คือ ลดลง 5.46 mg/dL (95% confidence interval; CI มีคาระหวาง -9.59 ถึง -1.32 mg/dL) และลดระดับ LDL ได อยางมีนัยสําคัญทางสถิติเชนเดียวกัน คือ ลดลง 5.30 mg/dL (95% CI ระหวาง -9.99 ถึง -0.62 mg/dL) แตผลตอ ระดับ HDL และ TG ไมไดแตกตางจากกลุมควบคุม (ไมมีนัยสําคัญทางสถิติ) ดังรูป

นอกจากนี้ยังมีการแยกวิเคราะหแบบ subgroup analysis พบวาชนิดของผลิตภัณฑที่มีผลในการลดระดับ TC และ LDL อยางมีนัยสําคัญทางสถิติ คือ ชาเขียวรูปแบบเครื่องดื่ม (beverage) แตรูปแบบแคปซูลไมพบความแตกตาง ของระดับไขมันในกระแสเลือดทั้ ง 4 ชนิด และการแยกวิเคราะหเฉพาะผูปวยที่มี โรคไขมันในกระแสเลือดผิดปกติ (dyslipidemia) พบวาชาเขียวสามารถชวยลดระดับ TC ไดแบบมีนัยสําคัญทางสถิติ แตไขมันชนิดอื่นไมแตกตางจาก กลุมควบคุม สวนในผูไมมีประวัติโรคไขมันในกระแสเลือดผิดปกติกลับไมมผี ลแบบมีนัยสําคัญตอระดับไขมันชนิดใดเลย ขอจํากัดของการทําอภิวิเคราะหฉบับนี้ คือ เกณฑการคัดเลือกงานวิจัยเขาสูการศึกษาคอนขางกวางเกินไป เชน ไมระบุอายุของผูที่อยูในงานวิจัย ไมไดกําหนดขนาดของชาเขียวที่ใชหรือชวงระยะเวลาที่ใช การควบคุมปจจัยอื่นๆที่ อาจมีผลกระทบ เชน อาหาร หรือการปฏิบัติตัวของผูที่อยูในงานวิจัย เปนตน แมวาจะทําใหสามารถคัดงานวิจัยมาใช รวบรวมผลลัพธไดหลายฉบับ แตอาจทําใหมคี วามแตกตางระหวางงานวิจัย (heterogeneity) คอนขางสูง ผลลัพธรวม ที่ไดจึงไมมีน้ําหนักมากพอ


77

มีการศึกษาแบบอภิวิเคราะหอีกฉบับของ Zheng และคณะ4 ซึ่งรวบรวมงานวิจัยตีพิมพจนถึงเดือนสิงหาคม ป ค.ศ. 2010 จากฐานขอมูลอิเล็กทรอนิก โดยมีเกณฑการคัดเลือกงานวิจัยที่มีรายละเอียดมากกวาฉบับเดิม คือ เปน งานวิ จั ย แบบ randomized controlled trial (RCT) ที่ ทํ า ในผู ใ หญ (อายุ ตั้ ง แต 18 ป ขึ้ น ไป) และตี พิ ม พ เ ป น ภาษาอังกฤษ ตองมีการวัดระดับไขมันในกระแสเลือดกอนและหลังทําการศึกษา โดยใชคา TC, LDL และ HDL ที่เจาะ วัดหลังอดอาหาร 8 ชั่วโมงเทานั้น งานวิจัยนั้นตองมีการควบคุมพฤติกรรมการรับประทานอาหารทั้งกลุมที่ไดรับชา เขียวและกลุมควบคุม รวมถึงชนิดของชาเขียวที่ใชตองเปนแบบชาเขียวเดี่ยว (ไมผสมรวมกับผลิตภัณฑเสริมอาหาร หรือวิตามินอื่นๆ) ผลจากการใชเกณฑการคัดเลือกงานวิจัยเขาศึกษาดังกลาว มีงานวิจัยที่สามารถรวบรวมมาไดตามเกณฑทั้งหมด 14 งานวิจัย รวมตัวอยางประชากร 1,136 คน ผลลัพธรวม (pooled results) พบวา การรับประทานชาเขียวสามารถ ลดระดับไขมันในกระแสเลือดชนิด TC ไดอยางมีนัยสําคัญทางสถิติ คือ ลดลง 7.20 mg/dL (95% CI อยูในชวง -8.19 ถึง -6.21 mg/dL; p-value< 0.001) และระดับ LDL ลดลงอยางมีนัยสําคัญทางสถิติ คือ ลดลง 2.19 mg/dL (95% CI อยูในชวง -3.16 ถึง -1.21 mg/dL; p-value< 0.001) ดังรูป สวนระดับ HDL ไมแตกตางกันระหวางกลุมที่ไดรับชา เขียวกับกลุมควบคุม

Forest plot: อภิวิเคราะหระหวาง กลุมที่ไดรับ green tea กับกลุม control ในการลด total cholesterol


78

Forest plot: อภิวิเคราะหระหวาง กลุมที่ไดรับ green tea กับกลุม control ในการลด LDL-c ในการศึก ษาแบบอภิวิเคราะห ฉบั บนี้ไดทํา subgroup analysis หลายกลุม เชน การใชชาเขียวรูป แบบใด (beverage หรือ supplement) กลุมตัวอยางที่เปนคนสุขภาพดีกับกลุม ทีม่ ีโรคหัวใจและหลอดเลือดเดิม กลุมที่มีการ ใชชาเขียวตั้งแต 12 สัปดาหขึ้นไปหรือกลุมที่นอยกวา 12 สัปดาห เปนตน ผลลัพธที่ไดก็ไมแตกตางไปจากผลลัพธรวม คือ มีระดับ TC และ LDL ลดลงแบบมีนัยสําคัญทางสถิติ สวน HDL ไมพบความแตกตาง แตขอจํากัดที่สําคัญของ การศึกษาแบบอภิวิเคราะหฉบับนี้ คือ ไมไดระบุขนาดชาเขียวที่ใชในเกณฑการคัดงานวิจัยเขาสูการศึกษา ทําใหมี ความแตกตางของขนาดที่มีการใชตั้งแต 150 g/day ไปจนถึง 2,500 mg/day ซึ่งเปนชวง คอนขางกวาง และไมได ศึกษาระดับ TG ในกระแสเลือด ผลสรุปประสิทธิภาพของชาเขียวตอระดับไขมันในกระแสเลือดจากการศึกษาแบบอภิวิเคราะหของงานวิจัย แบบ RCT ที่ทําในมนุษย ทั้ง 2 ฉบับใหผลลัพธในทิศทางเดียวกัน คือ มีประสิทธิภาพในการลดระดับ TC และ LDL อยางมีนัยสําคัญทางสถิติ แตผลลัพธตอระดับ HDL และ TG ไมมีความแตกตางจากกลุมควบคุม แตอยางไรก็ตาม ระดับไขมันที่ลดลงอยางมีนัยสําคัญทางสถิตินั้นอาจมีผลในเชิงคลินิกไมมากนัก กลาวคือ คา TC ลดลงประมาณ 5 mg/dL ในการศึกษาแรก และแมวาจะเพิ่มรายละเอียดของเกณฑการคัดเลือกงานวิจัยมากขึ้นในการศึกษาที่สอง แต ระดับ TC มีคาลดลงประมาณ 7 mg/dL สวน LDL ซึ่งเปนระดับไขมันที่มีผลตอระบบหัวใจและหลอดเลือดคอนขาง สูง พบวาในการศึก ษาฉบับ แรกลดลงประมาณ 5 mg/dL และการศึก ษาที่ส องประมาณ 2 mg/dL เทานั้น และ ผลลัพธรวมนี้สวนหนึ่งไดมาจากการรวมผลตอผูที่มีสุขภาพแข็งแรงดวย ดังนั้น จึงอาจกลาวไดวาการรับประทานชา


79

เขียวอาจมีผลชวยสงเสริมการลดไขมันในกระแสเลือดได แตไมมีประสิทธิภาพมากพอที่จะใชเปนการรักษาหลักของ โรคไขมันในกระแสเลือดผิดปกติ (dyslipidemia) และเนื่องจากการศึกษาแบบอภิวิเคราะหทั้ง 2 ฉบับนี้ยังมีขอจํากัด อยูหลายดาน จึงทําใหยังมีความตองการการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับประสิทธิภาพชาเขียวตอระดับไขมันในกระแสเลือด ตอ ไป เชน การศึกษาผลลั พ ธจ ากการใชชาเขียวในระยะยาวมากกวา 3 เดือ น การศึก ษาถึงขนาดของชาเขียวที่ เหมาะสม การศึกษาในผูปวยโรคหัวใจและหลอดเลือดที่มีจํานวนตัวอยางมากพอ เปนตน รวมถึงผลลัพธในดานความ ปลอดภัยจากการใชชาเขียวที่ยังไมมีรายงานจากอภิวิเคราะหที่กลาวถึงในครั้งนี้ เชน ผลตอการทํางานของตับที่เคย พบวาทําใหระดับเอนไซม alanine transaminase เพิ่มขึ้นในหนูทดลอง5 เปนตน

เอกสารอางอิง 1. Suzuki Y, Miyoshi N, Isemura M. Health-promoting effects of green tea. Proc Jpn Acad Ser B Phys Biol Sci. 2012;88(3):88-101. 2. Kuriyama S, Shimazu T, Ohmori K, Kikuchi N, Nakaya N, Nishino Y, et al. Green tea consumption and mortality due to cardiovascular disease, cancer, and all causes in Japan: the Ohsaki study. JAMA. 2006 Sep 13;296(10):1255-65. 3. Kim A, Chiu A, Barone MK, Avino D, Wang F, Coleman CI, et al. Green tea catechins decrease total and low-density lipoprotein cholesterol: a systematic review and meta-analysis. J Am Diet Assoc. 2011 Nov;111(11):1720-9. 4. Zheng XX, Xu YL, Li SH, Liu XX, Hui R, Huang XH. Green tea intake lowers fasting serum total and LDL cholesterol in adults: a meta-analysis of 14 randomized controlled trials. Am J Clin Nutr. 2011 Aug;94(2):601-10. 5. Galati G, Lin A, Sultan AM, O’Brien PJ. Cellular and in vivo hepatotoxicity caused by green tea phenolic acids and catechins. Free Radic Biol Med. 2006;40:570-80.


80


81

อันตรกริยาระหวาง warfarin กับผลไมไทย เภสัชกรธนวัฒน คงยศ สํานักวิชาเภสัชศาสตร มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ Warfarin เปนยา anticoagulant แบบ racemic mixture compound ที่ประกอบดวย S-form และ Rform ซึ่ง S-form มีฤทธิ์ anticoagulation ดีกวา R-form ในการยับยั้ง K-dependent clotting factor เพือ่ ปองกัน และรักษา deep vein thrombosis, atrial fibrillation รวมทั้ง myocardial infraction1-3 เปนตน warfarin เปน ยาที่ละลายน้ําไดดี และดูดซึมเขาสูทางเดินอาหารเร็วโดยมีระดับยาสูงสุดใน 90 นาที หลังจากดูดซึมยาจะจับกับ albumin เปนสวนใหญ แลวไปสะสมที่ตับเพื่อ metabolism โดย enzyme ตัวหลักที่ใชในการ metabolism คือ CYP2C9 (S-form) และ CYP2C19, CYP1A2, CYP3A4 (R-form) คาครึ่งชีวิตของยา warfarin ยาวนาน 36-42 ชั่วโมง3 อยางไรก็ตามการใชยา warfarin ควรมีการคํานึงถึงภาวะแทรกซอนตามมาโดยเฉพาะเลือดออก เมื่อไดรับ รวมกับยาหรือผลิตภัณฑสมุนไพร รวมทัง้ ผลไมซึ่งอาจถูกมองขาม1, 2 ในตางประเทศมีการศึกษาและรายงานเกีย่ วกับการเกิดอันตรกริยาโดยเฉพาะแครนเบอรี่ วามีอัตรกริยากับ warfarin เนื่องจากน้ําแครนเบอรี่ ประกอบดวย flavonoid ซึ่งยับยั้ง CYP450 โดยเฉพาะ CYP2C94-9 แตขอมูลสวน���หญที่ ออกมาเปนเพียงรายงานกรณีศึกษา อยางไรก็ตามยังมีบางการศึกษาทดสอบการเกิดอันตรกริยาระหวางน้ําแครนเบอรี่ กับ warfarin แลวไดผลที่ตรงกันขาม การศึกษาแรก มีตัวอยางเปนผูชายสุขภาพดี ดื่มน้ําแครนเบอรี่ 240 มิลลิลิตร วันละ 2 ครั้ง เปนเวลา 7 วัน แลววัด prothombin time ทั้งกอนและหลังการศึกษา พบวา ไมพบวาแตกตางอยางมี นัยสําคัญทางสถิต10ิ ผูท ําการศึกษาไดตั้งขอสังเกตเกี่ยวกับผลการศึกษาดังกลาวหลายประเด็นเกี่ยวกับ ความเพียงพอ ของปริมาณแครนเบอรีท่ ี่ไดรับ ปจจัยที่เกี่ยวของกับ genetic polymorphism (VKORC1) ของแตละราย ซึ่งอาจเปน ความแปรปรวนที่มีโอกาสเกิดได10 แตกระนั้นยังมีการศึกษาอื่นรูปแบบใกลเคียงกันเปรียบเทียบระหวางการใหน้ํา แครนเบอรี่หรือไมใหในผูชายที่ไดรบั ยา warfarin ก็ใหผลที่ไมแตกตาง11 ปจจุบันมีคําแนะนําใหจัดอันตรกริยาเปน ระดับ major12 (อาจสงผลตอชีวิต และ/หรือ ตองมีการ intervention เพื่อลดหรือปองกันอาการขางเคียงที่ตามมา) การไดรับ warfarin จะเพิ่มความเสี่ยงตอการ bleeding แตเนื่องจากผลการศึกษามีความขัดแยงในการเพิ่มหรือลด ระดับ international normalized ratio (INR) จึงควรหลีกเลี่ยงการดื่มน้ําแครนเบอรี่ มากเกินขนาด5, 13 ซึง่ ใกลเคียง กับคําแนะนําของ drug information handbook14 ทีแ่ นะนําใหผปู วยรับประทานอาหารคงที่และรับประทานยา warfarin ใหตรงเวลา นอกเหนือจากแครนเบอรี่แลวยังมีผลไมในประเทศไทยอีกหลายชนิดถูกมองขามในการพิจารณา อันตรกริยากับ warfarin คือ ทับทิม ยอ มะมวง มะละกอ มังคุด สับปะรด เปนตน


82

การดื่มน้ําทับทิม ระหวางการไดรับยา warfarin อาจเพิ่มความเสี่ยงตอการเกิด bleeding ได โดยปจจุบันพบ กรณีศึกษา จํานวน 2 รายที่คาดวานาจะเกิดจากการดื่มน้ําทับทิม ซึ่งกลไกที่เกี่ยวของอาจเนื่องมาจาก น้ําทับทิมมี คุณสมบัติยับยั้ง CYP3A4 และ/หรือ CYP2C9 ทําใหการทําลายยา warfarin ลดลง ระดับยา warfarin จึงเพิ่มขึ้น15,16 ผูปวยรายแรก เปนผูปวยเพศหญิงอายุ 37 ป ไดรับยา warfarin มาเปนระยะเวลายาวนานระดับ INR ยอนหลังคงที่ไม ต่ํากวา 14 เดือน แตครั้ง นี้ผู ปวยมาดวย อาการบวมที่ นองขา หลั งการทํ า magnetic resonance imaging (MRI) พบวาผูปวยมี hematoma แลววัดระดับ INR ไดเทากับ 14 ในประวัติผูปวยไมเคยเปลี่ยนยาในเวลาอันใกล ปฏิเสธ การใช สมุนไพร แตกลับรับประทานน้ําทับทิมประมาณ 3 ลิตร มาไมต่ํากวา 1 สัปดาห ซึ่งเปนไดวาอาจเปนสาเหตุของ ผูปวยรายดังกลาว15 สวนผูปวยอีกรายมีประวัติการรับประทานยา warfarin สม่ําเสมอเชนกัน โดยระดับ INR ของ ผูปวยรายที่สอง มีคาแกวงอาจเนื่องมาจากการดื่มน้ําทับทิม และเมื่อหลังจากหยุดดื่มน้ําทับทิมระดับ INR ก็ลดลง16 ทั้งนี้ ผูปวยทั้ง 2 รายไมมีการ rechallenge ใหม จากคําแนะนําของ micromedex จัดระดับการเกิดอันตรกริยาเปน major (อาจสงผลตอชีวิต และ/หรือ ตองมีการ intervention เพื่อลดหรือปองกันอาการขางเคียงที่ตามมา) ถาไดรับ น้ําทับทิมรวมกับ warfarin จะเพิ่มระดับยาได และเพิ่มความเสี่ยงตอการเลือดออก จึงมีคําแนะนําใหหลีกเลี่ยงการดื่ม น้ําทับทิม โดยเฉพาะตอนเริ่มแรกของการใหยา15, 16 นอกจากน้ําทับทิมแลวยังมีน้ําลูกยอ ที่มีรายงานการเกิดอันตร กริยากับ warfarin ดวย มีผูปวยรายหนึ่งอายุ 41 ป ดื่ม น้ําลูกยอรวมกับการรับประทานยา warfarin โดยขนาดยา warfarin ที่ไดรับคือ 7 มิลลิกรัม/วัน 2 วัน และวันที่เหลือ 5 วัน 6 มิลลิกรัม/วัน แตระดับ INR ของผูปวยก็ยังอยูใน ระดับต่ําตลอดแมวาจะเพิ่มขนาดก็ตาม จนผูปวยไดรับประทานยา warfarin 10 mg ตอวัน เพื่อให INR เขาสูระดับที่ ตองการ สําหรับในผูปวยรายนี้น้ําลูกยอที่ผูปวยดื่มมีสวนผสมของสารอื่นๆ ไมต่ํากวารอยชนิด และคาดวามีสวนผสม ของสมุนไพร หรือผลไมที่มีวิตามินเคสูงดวย ดังนั้นตองมีการพิจารณาสวนผสมที่อยูในน้ําผลไมดวย17 จากคําแนะนํา ของ micromedex จัดระดับการเกิดอันตรกริยาเปน moderate (อาจสงผลตอภาวะโรคของผูปวย และ/หรือ อาจมี ความจําเปนตองมีการเปลี่ยนแปลงการรักษา) การไดรับน้ําลูกยอ จะเพิ่มภาวะดื้อ warfarin (warfarin resistant) โดยแนะนําวาอาจตองหลีกเลี่ยง แตตองมีหลักฐานเพิ่มในสวนผสมที่อยูในน้ําลูกยอวามีวิตามินเคผสมอยูดวยหรือไม17 จากขอมูลผลไมทั้งสองชนิดเปนรายงานกรณีศึกษาอันตรกริยาเนื่องจากการดื่มน้ําผลไม แตสําหรับขอมูลของมะมวง ตอการเกิดอันตรกริยานั้นไดมีผูทําการศึกษา 1 รายงาน มะมวงจัดเปนพืชที่ปลูกมากทางตอนใตของเอเชีย และนิยมในการรับประทาน ไดมีการศึกษาผลของ INR ตอ การรับ ประทานมะมวงในผู ปวยที่ ไดรับ ยา warfarin ซึ่ง ผูป วยกลุ มนี้มีขอบ งใชตอการรับ ยาคือ atrial fibrillation (31%), recurrent deep-venous thrombosis (15%), heart valve replacement (31%) และ อื่นๆ (23%) รวม ทั้งสิ้น 13 ราย รูปแบบการศึกษาผูวิจัยวัดระดับ INR กอนรับประทานมะมวง หลังจากนั้นใหผูปวยรับประทานมะมวง แลวก็วัดระดับ INR ใหมอีกรอบเพื่อดูการเปลี่ยนแปลงของ INR หลังการศึกษาไดพบขอมูลสําคัญวามะมวงทําใหเพิ่ม ระดับ INR ได นอกจากนี้แล วผูวิจัยไดทํ าการ rechallenge ในผู ปวย 2 รายพบวาผลยังออกมาในลั กษณะเดิมคือ ระดับ INR ของผูปวยเพิ่มสูงขึ้น ผูวิจัยไดพยายามหาเหตุผลวาทําไมมะมวงจึงเพิ่มระดับ INR ได เมื่อวิเคราะหขนาด


83

ของมะมวง 130 กรั ม แบบไมมีเ มล็ ดมีป ริม าณ vitamin A 8061 IU, vitamin C 57 mg, vitamin B6 0.28 mg, vitamin B1 0.12 mg และ folate 29 μg โดยเฉพาะ vitamin A อาจเปนตัวหนึ่งซึ่งจะสงผลตอการเพิ่มระดับ INR ของผูปวยไดเนื่องจากการยับยั้ง CYP2C19 ซึ่งเปน enzyme ที่ทําลาย warfarin R-form18-20 มีการศึกษาป 2005 ได รวบรวมขอ มูลแบบ systematic review ของอันตรกริยาระหวาง warfarin กับยาตัวอื่นและอาหาร แล วแบงระดับ ขอ มู ล เป น I (highly probable) II (probable) III (possible) IV (highly improbable)21 ทั้ ง นี้ม ะม วงจั ดเป น I (highly probable) ต อ การเพิ่ ม ระดั บ ยา warfarin เนื่ อ งจากเป น ข อ มู ล ที่ มี ก าร rechallenge21 ดั ง นั้ น การ รับประทานมะมวงในผูปวยที่กําลังใชยา warfarin เปนเปนอีกประเด็นหนึ่งที่ตองมีการเฝาระวัง

ตาราง แสดงการเปรียบเทียบคา INR กอนรับมะมวง (A) หลังรับมะมวง (B) และหลังหยุดรับประทานมะมวง (C)18 Papain เปน enzyme ที่พบอยูในมะละกอ ไดมีกรณีศึกษา ของการเกิดอันตรกริยาระหวาง warfarin กับสาร papain ที่ไดมาจากมะละกอสกั ด หลัง การใชม ะละกอสกัดรวมกับ warfarin ทําให ระดับ INR ในผูป วยสู งขึ้น แต ขอมูลยังไมเพียงพอที่จะแนะนําใหผูปวยหยุดรับประทานผลมะละกอ เนื่องจากในกรณีศึกษาที่รายงานเปนสารสกัด จากมะละกอไมใชการรับประทานผลมะละกอ22-26 ผลไมบางชนิดยังไมมีการศึกษาเกิดอันตรกริยาโดยตรงกับ warfarin แตเปนการศึกษาสารสําคัญตอการเกิด อันตรกริยา มังคุดถือเปนผลไมพื้นถิ่นของเอเชียตะวันออกเฉียงใตอีกชนิด27 ซึ่งสารสําคัญในมังคุดนั้นมีมากมาย เชน xanthones, terpenes, anthocyanins, tannins, phenols28 มี ส ารในกลุ ม xanthones สามารถยับ ยั้ง เอนไซม ทําลายยาได29 โดยบางการศึกษาไดคนหาผลของสารกลุม xanthones (α-mangostin, α-mangostin, gartanin, 3isomangostin, 8-desoxygartanin, 9-hydroxycalabaxanthone) ต อ การ metabolism ในรู ป แบบ in vitro พบวาที่ ความเขมขนของมั ง คุดสกั ด 1 g/ml จะยับ ยั้ง CYP2C9 และ CYP2C8 สู ง มาก โดยเหลื อ activity เพี ยง ประมาณ 20% เทานั้น


84

กราฟ แสดงการยับยัง้ CYP2C8, CYP2C9 และ CYP2C19 โดยมังคุดสกัด30 ยังมีอีกการศึกษารูปแบบ in-vitro31 ของน้ําผลไมเขตรอน 9 ชนิด ตอการยับยั้ง CYP2C9 พบวาน้ําสับปะรด ยับยั้ง CYP2C9 สูงสุด แตอาจตองมีการคํานึงวาถาใหโดยการรับประทานแบบผลสดแลวจะมีระดับความเขมขนมาก พอตอ การยับยั้ง CYP2C9 หรือ ไม32 ขอมูล ดังกลาวอาจนํามาใชเ ปนองคป ระกอบหนึ่งในการระวังอั นตรกริยาของ warfarin30 ได จากขอมูลทั้งหมด มะมวง มะละกอ มังคุด สับปะรด แครนเบอรี่ มีโอกาสเกิดอันตรกริยากับ warfarin ผาน กลไกการยับยั้ง CYP2C9 และ/หรือ CYP2C19 ทําใหระดับยาเพิ่มขึ้นทั้งสิ้น ผลไมชนิดแรกคือ น้ําแครนเบอรี่มีขอมูล การเกิดอันตรกริยากับ warfarin มากแตขอมูลยังไมคงที่ สวนน้ําทับทิมและน้ําผลยออาจสงผลตอการเพิ่มของ warfarin โดยผลไมทั้ง 3 ชนิด (ทับ ทิม ยอ แครนเบอรี่) มีคําเตือ นอันตรกริยาตอ warfarin ในฐานขอมูล และในหนังสื อ อางอิง12, 14 สวนมะมวงมีขอมูลเปนการศึกษาที่ชัดเจนตอการเพิ่มระดับ warfarin แตยังไมมีการศึกษาอื่นมายืนยัน และสุดทาย มะละกอ มังคุด สับปะรด มีขอมูลนอย ดังนั้นการพิจารณาการศึกษาการเกิดอันตรกริยาระหวาง warfarin กับ ผลไม เพื่ อประยุกตใชในทางคลิ นิก ควรมองหลายส วน ทั้ง ดานส วนผสมที่อ ยูในน้ําผลไม ความแตกตางของ รูปแบบผลิตภัณฑผลไมที่นํามาศึกษา เชน สารสําคัญของผลไม สารสกัด น้ําผลไมเขมขน หรือผลสด วิธีการทดลอง หรือการรายงาน แลวจึงนํามาใชเพื่อติดตามผลการรักษาไดอยางถูกตองและเฉพาะราย แตอยางนอยเภสัชกรควร แนะนําการรับประทานอาหารโดยเฉพาะผลไมในปริมาณเหมาะสม ไมมากหรือนอยเกินไปเพื่อปองกันภาวะแทรกซอน รวมทั้งผลขางเคียงที่ตามมาจากการใชยา warfarin


85

เอกสารอางอิง 1. Wells PS, Holbrook AM, Crowther NR, Hirsh J. Interactions of warfarin with drugs and food. Annals of internal medicine. 1994;121(9):676-83. 2. Holbrook AM, Pereira JA, Labiris R, McDonald H, Douketis JD, Crowther M, et al. Systematic overview of warfarin and its drug and food interactions. Archives of Internal Medicine. 2005;165 (10):1095. 3. Ansell J, Hirsh J, Hylek E, Jacobson A, Crowther M, Palareti G. Pharmacology and Management of the Vitamin K Antagonists*. Chest. 2008;133(6 suppl):160S-98S. 4. Griffiths A, Beddall A, Pegler S. Fatal haemopericardium and gastrointestinal haemorrhage due to possible interaction of cranberry juice with warfarin. The Journal of the Royal Society for the Promotion of Health. 2008;128(6):324-6. 5. Aston JL, Lodolce AE, Shapiro NL. Interaction between warfarin and cranberry juice. Pharmacotherapy: The Journal of Human Pharmacology and Drug Therapy. 2006;26(9):1314-9. 6. Sylvan L, Justice NP. Possible interaction between warfarin and cranberry juice. Am Fam Physician. 2005;72(6):1000. 7. Suvarna R, Pirmohamed M, Henderson L. Ward round: Drug point: Possible interaction between warfarin and cranberry juice. BMJ. 2003;327:1454. 8. Mergenhagen KA, Sherman O. Elevated International Normalized Ratio after concurrent ingestion of cranberry sauce and warfarin. American Journal of Health-System Pharmacy. 2008;65(22):2113 -6. 9. Paeng CH, Sprague M, Jackevicius CA. Interaction between warfarin and cranberry juice. Clinical therapeutics. 2007;29(8):1730-5. 10.Mellen CK, Ford M, Rindone JP. Effect of high dose cranberry juice on the pharmacodynamics of warfarin in patients. British journal of clinical pharmacology. 2010;70(1):139-42. 11.Li Z, Seeram NP, Carpenter CL, Thames G, Minutti C, Bowerman S. Cranberry does not affect prothrombin time in male subjects on warfarin. Journal of the American Dietetic Association. 2006;106(12):2057-61.


86

12.Micromedex. Warfarin. Thomson health care; 2012 [cited 2012 4/6/2012]. 13.Lilja J, Backman J, Neuvonen P. Effects of daily ingestion of cranberry juice on the pharmacokinetics of warfarin, tizanidine, and midazolam—probes of CYP2C9, CYP1A2, and CYP3A4. Clinical Pharmacology & Therapeutics. 2007;81(6):833-9. 14.Lacy CF, Armstrong LL, Goldman MP, Lance LL. Lexi-Comp's drug information handbook. 20122013. 15.Jarvis S, Li C, Bogle R. Possible interaction between pomegranate juice and warfarin. Emergency Medicine Journal. 2010;27(1):74-5. 16.Komperda KE. Potential interaction between pomegranate juice and warfarin. Pharmacotherapy: The Journal of Human Pharmacology and Drug Therapy. 2009;29(8):1002-6. 17.Carr ME, Klotz J, Bergeron M. Coumadin resistance and the vitamin supplement “Noni”. American journal of hematology. 2004;77(1):103. 18.Monterrey-Rodriguez J. Interaction between warfarin and mango fruit. The Annals of pharmacotherapy. 2002;36(5):940-1. 19.Yamazaki H. Effects of arachidonic acid, prostaglandins, retinol, retinoic acid and cholecalciferol on xenobiotic oxidations catalysed by human cytochrome P450 enzymes. Xenobiotica. 1999;29 (3):231-41. 20.Naranjo CA, Busto U, Sellers EM, Sandor P, Ruiz I, Roberts E, et al. A method for estimating the probability of adverse drug reactions. Clinical Pharmacology & Therapeutics. 1981;30(2):239-45. 21.Fleiss JL. The measurement of interrater agreement. Statistical methods for rates and proportions. 1981;2:212-36. 22.Heck AM, Dewitt BA, Lukes AL. Potential interactions between alternative therapies and warfarin. American Journal of Health-System Pharmacy. 2000;57(13):1221-7. 23.Izzo AA, Di Carlo G, Borrelli F, Ernst E. Cardiovascular pharmacotherapy and herbal medicines: the risk of drug interaction. International journal of cardiology. 2005;98(1):1-14. 24.Yen GC, Lin HT, Cheng YH, Lin YJ, Chang SC, Yeh SD, et al. Food Safety Evaluation of Papaya Fruits Resistant to Papaya Ring Spot Virus. Journal of Food and Drug Analysis. 2011;19(3):269-80.


87

25.Shaw D, Leon C, Kolev S, Murray V. Traditional remedies and food supplements. A 5-year toxicological study (1991-1995). Drug safety: an international journal of medical toxicology and drug experience. 1997;17(5):342. 26.Nutescu EA, Shapiro NL, Ibrahim S, West P. Warfarin and its interactions with foods, herbs and other dietary supplements. 2006. 27.Ji X, Avula B, Khan IA. Quantitative and qualitative determination of six xanthones in< i> Garcinia mangostana L. by LCâ&#x20AC;&#x201C;PDA and LCâ&#x20AC;&#x201C;ESI-MS. Journal of pharmaceutical and biomedical analysis. 2007;43(4):1270-6. 28.Kosem N, Han YH, Moongkarndi P. Antioxidant and cytoprotective activities of methanolic extract from Garcinia mangostana hulls. Science Asia. 2007;33:283-92. 29.Balunas MJ, Su B, Brueggemeier RW, Kinghorn AD. Xanthones from the botanical dietary supplement mangosteen (Garcinia mangostana) with aromatase inhibitory activity. Journal of natural products. 2008;71(7):1161-6. 30.Foti RS, Pearson JT, Rock DA, Wahlstrom JL, Wienkers LC. In vitro inhibition of multiple cytochrome P450 isoforms by xanthone derivatives from mangosteen extract. Drug Metabolism and Disposition. 2009;37(9):1848-55. 31.Hidaka M, Nagata M, Kawano Y, Sekiya H, Kai H, Yamasaki K, et al. Inhibitory effects of fruit juices on Cytochrome P450 2C9 activity in vitro. Bioscience, biotechnology, and biochemistry. 2008. 32.Castell J, Friedrich G, Kuhn C, Poppe GE. Intestinal absorption of undegraded proteins in men: presence of bromelain in plasma after oral intake. American Journal of PhysiologyGastrointestinal and Liver Physiology. 1997;273(1):G139-G46.


88


89


90


91


92

บันทึก ........................................................................................................................................... ........................................................................................................................................... ........................................................................................................................................... ........................................................................................................................................... ........................................................................................................................................... ........................................................................................................................................... ........................................................................................................................................... ........................................................................................................................................... ........................................................................................................................................... ........................................................................................................................................... ........................................................................................................................................... ........................................................................................................................................... ........................................................................................................................................... ........................................................................................................................................... ........................................................................................................................................... ........................................................................................................................................... ........................................................................................................................................... ........................................................................................................................................... ........................................................................................................................................... ........................................................................................................................................... ........................................................................................................................................... ........................................................................................................................................... ........................................................................................................................................... ...........................................................................................................................................


93

บันทึก ............................................................................................................................................. ............................................................................................................................................. ............................................................................................................................................. ............................................................................................................................................. ............................................................................................................................................. ............................................................................................................................................. ............................................................................................................................................. ............................................................................................................................................. ............................................................................................................................................. ............................................................................................................................................. ............................................................................................................................................. ............................................................................................................................................. ............................................................................................................................................. ............................................................................................................................................. ............................................................................................................................................. ............................................................................................................................................. ............................................................................................................................................. ............................................................................................................................................. ............................................................................................................................................. ............................................................................................................................................. ............................................................................................................................................. ............................................................................................................................................. ............................................................................................................................................. ....................................................................................................................................


94

บันทึก ........................................................................................................................................... ........................................................................................................................................... ........................................................................................................................................... ........................................................................................................................................... ........................................................................................................................................... ........................................................................................................................................... ........................................................................................................................................... ........................................................................................................................................... ........................................................................................................................................... ........................................................................................................................................... ........................................................................................................................................... ........................................................................................................................................... ........................................................................................................................................... ........................................................................................................................................... ........................................................................................................................................... ........................................................................................................................................... ........................................................................................................................................... ........................................................................................................................................... ........................................................................................................................................... ........................................................................................................................................... ........................................................................................................................................... ........................................................................................................................................... ........................................................................................................................................... ...........................................................................................................................................


Herb for life 3