Page 1

ปุจฉา – วิสัชนา ตุลาคม 2561


แค่ ร้ ู แค่ เห็น ไม่ ตดิ ไม่ ยึดสิ่งใดเลย ผู้ถาม : กราบนมัสการหลวงตาที่เคารพ ผมคือผู้ถามคนแรกเมื่อเช้ าวันเสาร์ ที่ 29/9/61 เรื่ องพบผู้ร้ ู แล้ วจะปล่อยวางผู้ร้ ู ได้ อย่างไร ผมกลับมาพิจารณาด้ วยตนเองอยู่ 2 วันแล้ ว ได้ คิดว่า ให้ ทาตามที่ หลวงตาแนะนาคือ เลิกสนใจที่จะปล่อยวาง ผมผิดพลาดตรงที่พยายามจะค้ นหาผู้ร้ ู และหาหนทาง ปล่อยวางผู้ร้ ู เพราะนัน่ เท่ากับเกิดความอยากที่จะทาดังว่า ดังนัน้ จิตจึงไม่ว่างและมีการติดยึดเสีย แล้ ว จะพบผู้ร้ ูอย่างไรได้ และทาให้ จิตว้ าวุ่นและเครี ยด วันนี ้ ได้ ฟังคลิปที่กลั ยาณมิตรกรุณาส่งมา ให้ เรื่ องแนวทางปฏิบตั ิในการดูจิตของหลวงปู่ ดลู ย์ ผมฟั งแล้ วได้ แต่ร้องไห้ แทบจะตลอดเวลา เพราะเกิดความรู้สกึ ว่า ที่ผมเคยทามาโดยตลอดด้ วยตนเองนัน้ ถูกต้ องแล้ ว เพิ่งมาผิดพลาดตรงที่ เกิดความคิดจะปล่อยวางให้ ได้ แท้ จริงต้ องไม่แม้ แต่จะคิดที่จะปล่อยวาง (เช่นที่ผมเคยปฏิบตั ิอยู่ เดิม) แล้ วจิตก็จะวางลงเอง เกิดความสงบและเป็ นกลาง รับรู้ทกุ อย่างเช่นที่มนั เป็ นอยู่ ณ ขณะ ปั จจุบนั ขณะนันเอง ้ เมื่อคิดได้ เช่นนี ้ ผมรู้สึกว่าจิตใจสงบลงอย่างมาก และเกิดความมัน่ ใจในการ ปฏิบตั ิทางจิตของตนเองมากขึ ้น เท่าที่เล่ามานี ้ ผิดถูกเช่นไร ขอหลวงตาโปรดชี ้แนะด้ วยครับ ผมได้ ร้ ูจกั หลวงตาจากคลิปเรื่ องปฏิจจสมุปบาท ผมดูไปก็ร้องไห้ ไปอย่างรุนแรง และ ช่วยให้ ผมกระจ่างขึ ้นมากในเรื่ องการเกิดของเรื่ องต่าง ๆ ขอกราบเรี ยนถามหลวงตาว่าเกิดอะไร ขึ ้นกับผมที่ร้องไห้ อย่างรุนแรงในสองคลิปดังกล่าวนี ้ ผมเป็ นอะไรไปหรื อเปล่า ทุกวัน ผมตื่นราวตีสามหรื อตีสี่ เดินจงกรมราว 40-60 นาที แล้ วนัง่ ภาวนาต่ออีกราว 30 นาที ทาเช่นนี ้มาได้ ราวห้ าเดือน แต่ผมปฏิบตั ิกรรมฐานมานาน 38 ปี แล้ วครับ หลวงตา : สาธุ ปล่อยวาง ปล่อยวาง ปล่อยวาง ได้ แต่แค่ร้ ู แค่เห็น ไม่ติด ไม่ยึดสิง่ ใดเลย พ้ นทุกข์


ปุจฉาวิสชั นาธรรมเมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2561

ข้ ามผู้ร้ ู ผู้ถาม : ข้ ามผู้ร้ ูตวั จริงทาอย่างไรครับ หลวงตา : ด้ วยการไม่ยึดถือ และ ไม่พยายามข้ าม ปุจฉาวิสชั นาธรรมเมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2561


มีตัวตน ตัวเราที่ไหนจะข้ ามสังขาร ผู้ถาม : การไม่ใช้ สติปัญญาอะไรเช่นนัน้ เป็ นการปฏิบตั ิตามทางนี ้อยู่แล้ ว ทาไมจะต้ องพูดถึงการ บรรลุหรื อการไม่บรรลุเช่นนี ้อีกเล่า โดยการคิดถึงอะไรบางอย่าง เธอย่อมสร้ างความมีอยู่ของตัวตน อย่างใดอย่างหนึ่งขึ ้นมา และโดยการคิดถึงความไม่มีอะไร เธอย่อมสร้ างความมีอยู่ของความไม่มี อะไรขึ ้นมาอีกอย่างหนึ่ง ขอให้ การคิดในทานองที่ผดิ ๆ เช่นนี ้จงสูญสิ ้นไปโดยเด็ดขาดเทอญ และ จะไม่มีอะไรเหลืออยู่ให้ เธอเที่ยวแสวงหาอีกต่อไป - ฮวงโป ค่ะ หนูชอบมาก ๆ เลยค่ะหลวงตา กราบสาธุค่ะ เหมือนการข้ ามสังขารทังหมดและไม่ ้ ยึดวิสงั ขาร ไม่เหลืออะไรให้ ข้าม ไม่มีอะไรต้ อง พูดกันอีกค่ะ หลวงตา : มีตวั ตน ตัวเราที่ไหนจะข้ ามสังขาร และ ไม่ยึดวิสงั ขาร เลิกคิดจะข้ าม เลิกคิดจะวาง เลิกคิดเรื่ องยึดติดและหลุดพ้ น มันทาให้ หลงมีตวั ตนของเธอขึ ้นมา ผู้ถาม : ค่ะ หลวงตา ไม่มีใครข้ าม ไม่มีใครต้ องวาง มีแต่ธรรมชาติเกิดดับ เกิดมาทางไหนก็ดบั ไป ทางนัน้ ไม่ต้องทาอะไรค่ะ หลวงตา : สาธุ ปุจฉาวิสชั นาธรรมเมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2561


ในความเงียบ มีความคิดปรุ งแต่ ง ไม่ มีผ้ ูยึดถือ ผู้ถาม : ตามที่หลวงตาเขียนมาว่า "ในความเงียบ มีความคิดปรุงแต่ง ไม่มีผ้ ยู ึดถือ" นัน้ หมายความว่าในความเงียบในขณะที่ผมเล่านัน้ ผมเกิดความคิดปรุงแต่งขึ ้นในจิตใช่ไหมครับ แต่ ที่วา่ ไม่มีผ้ ยู ึดถือ หมายความว่าอย่างไรครับ หลวงตา : ก็คือว่า แค่สกั แต่วา่ เห็นว่าในความเงียบ ความสงบ นัน้ จิตหรื อวิญญาณขันธ์ก็ยงั ทางานร่วมกับเจตสิก เพราะว่าขันธ์ห้าคือชีวติ ยังไม่ดบั ก็คงปล่อยให้ ธรรมชาติเป็ นไปอย่างนัน้ โดย ไม่มีผ้ ยู ึดถือทังความเงี ้ ยบ ความสงบ จิตและเจตสิก ปุจฉาวิสชั นาธรรมเมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2561


พิจารณาเพื่อให้ สนิ ้ หลง ผู้ถาม : กราบหลวงตาเจ้ าค่ะ การพิจารณากฎไตรลักษณ์ มันเป็ นปั ญญาพิจารณาเพื่อละ แต่มนั ไม่ใช่ปัญญาสูงสุดใช่ไหมคะ เพราะปั ญญาสูงสุดคือ เราไม่มี เราเป็ นส่วนหนึ่งของธรรมชาติไปแล้ ว หากยังพิจารณากฎไตรลักษณ์มนั ก็ยงั มีตวั ตนอยู่ ธรรมชาติมนั นึกตรึกตรองไม่ได้ แต่มนั ก็อยู่ใต้ กฎ ของไตรลักษณ์ ศีล สมาธิ ปั ญญา คือปรมาณูทกุ ข์ เพราะเมื่อถึงฝั่ ง ก็ต้องทิ ้งมัน กราบแทบเท้ าหลวง ตาเจ้ าค่ะ หลวงตา : สาธุ สาธุ การพิจารณาก็เพื่อให้ สิ ้นหลงว่า ธรรมชาติของความเป็ นสังขาร และ วิสงั ขาร มีเรา เป็ นตัวตน หรื อมีตวั ตนของเรา เมื่อสิ ้นหลงว่าเราเป็ นตัวเป็ นตนหรื อมีตวั ตนของเราแล้ ว ก็มีแต่ความรู้แท้ ๆ ของธรรมชาติเท่านัน้ ไม่มีความคิดหรื อความรู้สกึ ว่ามีเรา ตัวเรา หรื อ ของเรา อยู่ในความรู้ทกุ ปั จจุบนั ขณะ เป็ นความรู้ของธาตุร้ ูตามธรรมชาติ ไม่มีใครเป็ นเจ้ าของ ปุจฉาวิสชั นาธรรมเมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2561


รู้ ซ่ อื ๆ คือทางเดินแห่ งมรรค ผู้ถาม : กราบหลวงตาเจ้ าค่ะ รู้ ซื่อ ๆ คือทางเดินแห่งมรรค และปั ญญาใดจึงจะทิ ้งมรรคนี ้ได้ ค่ะ หรื อ รู้ซื่อ ๆ ที่สดุ แห่งมรรค คือรู้วา่ ไม่มี หลวงตา : ถามเอง และ ตอบเองแล้ ว ปุจฉาวิสชั นาธรรมเมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2561

พิจารณาให้ เห็นไตรลักษณ์ ของกายและจิต ผู้ถาม : กราบมนัสการหลวงตาที่เคารพอย่างสูงค่ะ โยมได้ ฟังธรรมะหลวงตามาประมาณ 1-2 เดือนค่ะ มีความเข้ าใจสิง่ ที่หลวงตาสอน แต่โยมมีข้อสงสัยในการปฏิบตั ิในชีวติ ประจาวันว่าควร ปฏิบตั ิแบบ (1) รู้สกั แต่วา่ รู้ หรื อ (2) พิจารณาความตายอยู่ภายใน (แอบพิจารณาควบคู่กบั การใช้ ชีวติ ประจาวันค่ะ) หรื อ (3) สามารถปฏิบตั ิทงสองอย่ ั้ างควบคู่กนั แล้ วแต่โอกาส เนื่องจากโยมยังละกายไม่ได้ ค่ะ จึงไม่แน่ใจว่าควรพิจารณาความตายเพื่อให้ ละกาย ให้ ได้ ก่อนหรื อไม่คะ แล้ วจึงละจิต (ซึง่ เป็ นการปฏิบตั ิตามข้ อ 1 ไม่แน่ใจว่าเข้ าใจถูกหรื อไม่ค่ะ) การปฏิบตั ิในรูปแบบในช่วงหลายเดือนหลัง ๆ โยมพิจารณาธาตุ 4 ค่ะ โยมถนัดวิธีสกั แต่วา่ รู้มากกว่าค่ะหลวงตา รู้ สกึ ว่าไม่ต้องใช้ ความพยายาม แต่พิจารณาธาตุ 4 หรื อพิจารณาความ ตายก็พอทาได้ ค่ะ คิดว่าหากฝึ กไปเรื่ อย ๆ น่าจะคล่องแคล่วขึ ้น โยมกราบขอความเมตตาจากหลวงตาช่วยชี ้แนะด้ วยค่ะ


หลวงตา : ปล่อยวางร่างกายสังขาร ที่จะแก่ เจ็บ ตาย เน่าเปื่ อยผุพงั ก็จะเห็นจิตเกิดดับละเอียด จนถึงที่สดุ ปล่อยวางจิตตสังขาร เข้ าถึงใจที่ไม่สงั ขารไม่สามารถยึดติด ยึดถือ ผู้ถาม : กราบขอบพระคุณหลวงตาค่ะ แสดงว่าโยมควรพิจารณาความตาย หรื อธาตุ 4 ให้ ปล่อย วางร่างกายให้ ได้ ก่อน แล้ วจึงพิจารณา “สักแต่วา่ รู้” เพื่อปล่อยวางจิต ใช่ไหมคะหลวงตา วิธี “สักแต่วา่ รู้” ไม่ใช่วธิ ี เพื่อปล่อยวางกายใช่ไหมคะ ขอกราบขอหลวงตาแนะนา เพิ่มเติมหน่อยค่ะ หลวงตา : ต้ องพิจารณาให้ เห็นกายและจิตเป็ นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ไม่ใช่สกั แต่วา่ รู้ คาว่า “สักแต่วา่ รู้” นัน้ หมายถึง รู้แจ้ งจากใจว่าสังขาร คือร่างกายจิตใจ เป็ นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา สิ ้นความหลงยึดมัน่ ถือมัน่ จึงแค่สกั แต่วา่ รู้ ปุจฉาวิสชั นาธรรมเมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2561


ฆราวาสกับการบรรลุนิพพาน ผู้ถาม : กราบนมัสการหลวงตาครับ กระผมขอโอกาสเรี ยนถามข้ อธรรมกับหลวงตาดังนี ้ว่า 1. ฆราวาส สามารถปฏิบตั ิให้ เข้ าสูก่ ระแสแห่งความหลุดพ้ น ได้ หรื อไม่โดยไม่ต้อง บวช ? 2. หากฆราวาส เข้ าสูน่ ิพพาน แล้ วจะสามารถใช้ ชีวติ อยู่อย่างฆราวาสได้ หรื อไม่ครับ ผม ? หลวงตา : ฆราวาส ถือศีลห้ าบริ สทุ ธ์ ข้ อสามถือพรหมจรรย์ ก็บรรลุนิพพานได้ ส่วนคาถามข้ อ 2 ไม่ต้องกังวลไปหรอก ให้ นิพพานเสียก่อน ปุจฉาวิสชั นาธรรมเมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2561

October 61  
October 61  
Advertisement