Issuu on Google+

3

การปลูกผักสวนผสม การปลูกพริก ความสาคัญพริก (chilli) เป็ นพืชผักที่สาคัญ อยูใ่ นตระกูล Solanaceae สา หรับพริ กที่นิยมปลูกในประเทศไทยมี 2 กลุม่ ได้ แก่ • พริ กหวาน พริ กหยวก พริ กชี ้ฟ้ า ที่อยูใ่ นกลุม่ C. annuum

• พริ กเผ็ดได้ แก่ พริ กขี ้หนูสวน พริ กขี ้หนูใหญ่ ที่อยูใ่ นกลุม่ C. furtescens พริ กเป็ นส่วนประกอบอาหารประจา ของคนไทยมาช้ านาน คนหลาย ๆ ชาติใช้ พริ กเป็ น ส่วนประกอบอาหารซึง่ แสดงให้ เห็นว่า พริ กเป็ นส่วนประกอบอาหารของคนเกือบทุกชนิด มี รายงานว่า • คนอินเดียบริ โภคพริ ก 2.5 กรัม/คน/วัน • คนไทยบริ โภคพริ ก 5 กรัม/คน/วัน • คนเม็กซิโกบริ โภคพริ ก 20 กรัม/คน/วัน • คนอเมริ กนั บริ โภคพริ ก 1.5 มิลลิกรัม/คน/วัน ประโยชน์ของพริ ก พริ กมีวิตามิน C สูง เป็ นแหล่งของกรด ascorbic acid ซึง่ สารเหล่านี ้ • ช่วยขยายเส้ นโลหิตในลา ไส้ และกระเพาะอาหารเพื่อให้ ดดู ซึมอาหารดีขึ ้น • ช่วยร่างกายขับถ่าย ของเสียและนา ธาตุอาหารไปยังเนื ้อเยื่อของร่างกาย ( tissue) สา หรับพริ กขี ้หนูสดและพริ กชี ้ฟ้ าของไทย มีปริ มาณวิตามิน ซี 87.0 - 90 มิลลิกรัม / 100 g นอกจากนี ้พริ กยังมีสารเบต้ า - แคโรทีนหรื อวิตามิน A สูง (พริ กขี ้หนูสด 140 .77 RE ) พริ กยังมีสารสาคัญอีก 2 ชนิด ได้ แก่ Capsaicin และ Oleoresin • โดยเฉพาะสาร Capsaicin ที่ นา มาใช้ ในอุตสาหกรรมอาหาร และผลิตภัณฑ์รักษาโรค ในอเมริ กามีผลิตภัณฑ์จา หน่ายในชื่อ Cayenne สา หรับฆ่าเชื ้อแบคทีเรี ยในกระเพาะ • Capsaicin ยังมีคณ ุ สมบัติ ลดความเจ็บปวดของกล้ ามเนื ้อ หัวไหล่ แขน บันเอว ้ และ ส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย และมีผลิตภัณฑ์จา หน่ายทังชนิ ้ ดเป็ นโลชัน่ และครี ม ( Thaxtra - P Capsaicin) แต่การใช้ ในปริ มาณที่มากเกินไป อาจมีผลกระทบต่ออาการหยุดชะงัก การทา งานของกล้ ามเนื ้อได้ เช่นกัน เพื่อความปลอดภัย USFDA ได้ กาหนดให้ ใช้ สาร


4 capsaicin ได้ ที่ความเข้ มข้ น 0.75 % สา หรับเป็ นยารักษาโรค

สีของพริ กมีหลากหลาย เขียว แดง เหลือง ส้ ม ม่วง และสีงาช้ าง โดยเฉพาะเมื่อนา มาปลูกในเขตร้ อนชื ้นที่ได้ รับแสงแดดตลอดวัน จะมีสี ( colorant) ที่สดใส ซึง่ สามารถนา มาใน อุตสาหกรรมอาหาร ทังการปรุ ้ งแต่งรสชาติ และสีสรร ( colouring spice ) ได้ ตามความต้ องการ ของผู้บริ โภคหลากหลายผลิตภัณฑ์ แนวโน้ มในอนาคต การผสมสีในอาหารจะมาจากธรรมชาติเป็ นส่วนใหญ่ และพริ กเป็ น พืชอายุสนั ้ ที่สามารถใช้ ประโยชน์ได้ ทงั ้ บริ โภคสดและแปรรูป หลายหลายชนิด ดังนันพริ ้ กจึงจัด ได้ เป็ นพืชผัก ที่มีศกั ยภาพของไทยชนิดหนึง่ แต่จา เป็ นจะต้ องพัฒนาทังระบบให้ ้ ครบวงจร เพื่อให้ มีมลู ค่าสูงขึ ้นกว่าที่เป็ นในปั จจุบนั พฤติกรรมการบริ โภคและความต้ องการอาหาร ในชีวิตประจา วันของผู้ค้น ในปั จจุบนั ให้ ความสนใจ ในอาหารทีมีคณ ุ ค่าและประโยชน์ตอ่ ร่างกาย สะอาด ปลอดภัยจากสิง่ ตกค้ างทังหลาย ้ โดยเฉพาะสารเคมี กระแสความเรี ยกร้ องสินค้ าและพืชชนิดที่มี คุณภาพมีเพิ่มมากขึ ้น ในตลาดที่สาคัญ ๆ โดยเฉพาะต่างประเทศ ได้ ให้ ความสาคัญมาตรฐาน สินค้ า การรับรองสินค้ า การรับรองสินค้ า การตรวจสอบแหล่งสินค้ าที่มาของสินค้ า ดังนัน้ ในระบบการผลิตสินค้ าเพื่อบริ โภคจะต้ องมุง่ เน้ นผลิตภัณฑ์คณ ุ ภาพเริ่ มตัง้ แต่แหล่งผลิตวัตถุ ดิบจนถึงมือ ผู้บริ โภค ( From Farm to Table) การผลิตพริ กก็เช่นเดียวกัน จา เป็ นจะต้ องปรับ ระบบการผลิต ตังแต่ ้ การคัดเลือกที่เหมาะสมในท้ องถิ่นต่าง ๆ เพื่อให้ ได้ ผลผลิตเพิ่มขึ ้น คุณภาพ และคุณประโยชน์เพิ่มขึ ้น ใช้ วิธีการผลิตที่มีประสิทธิภาพ ลดการใช้ สารเคมีในการควบคุมศัตรู พืชและลดต้ นทุน มีการจัดการก่อนและหลังการเก็บเกี่ยว เพื่อให้ ได้ ผลผลิตที่คณ ุ ภาพ ลดความ เสียหาย และได้ รูปลักษณ์ที่ดี ตรงตามมาตรฐานทังตลาดภายใน ้ และต่างประเทศ ทังเพื ้ ่อการ บริ โภคสดและแปรรูปเป็ นผลิตภัณฑ์พริ กชนิดต่าง ๆ เช่น พริ กแห้ ง พริ กป่ น พริ กดอง ซ๊ อสพริ ก น ้าพริ ก เครื่ องแกง พริ กน ้าจิ ้มต่าง ๆ และผลิตภัณฑ์ยารักษาโรค โดยมุง่ เน้ นการผลิตพริ กคุณ ภาพ เพื่อเป็ นเอกลักษณ์สนิ ค้ าของประเทศไทย

การปลูกหัวหอมแดง การเพาะปลูก การปลูกหัวหอมแดง พันธุ์ของหอมแดง : ที่นิยมปลูกในบ้ านเรา คือ 1. หอมแดงพันธุ์พืน้ เมืองภาคเหนือ ทางภาคเหนือเรี ยก หอมบั่ว เป็ น หอมแดงที่มีเปลือกนอกสีเหลืองปนส้ มขนาดหัวปานกลาง ลักษณะกลมสี ใน 1 หัวแยกได้ 2-3 กลีบ กลิน่ ไม่ฉนุ จัด รสหวาน ระหว่างการเจริ ญเติบโตไม่มีดอกและเมล็ด เมื่อปลูก 1 หัว จะแตกกอให้ หวั ประมาณ 5-8 หัว อายุเมื่อหัวแก่เต็มที่ในฤดู หนาว 90 วัน และฤดูฝน 45 วัน ผลผลิตที่ได้ แตกต่างกันตามฤดูปลูกและการดูแลรักษาได้ ประมาณ 2000-3000 กิโลกรัม/ ไร่ คุณภาพในการเก็บรักษาไม่ค่อยดี เพราะมีเปอร์ เซ็นต์ แห้ งฝ่ อ และเน่าเสียหายมากถึง 60% 2. หอมแดงพันธุ์บางช้ าง หรื อหอมแดงศรี สะเกษ เป็ นหอมแดง ที่มีเปลือกนอกสีม่วงปนแดง เปลือกหนาและเหนียว ขนาดหัวใหญ่ สม่่าเสมอ หัวมี ลักษณะกลมใน 1 หัว มี 1-2 กลีบ กลิ่นฉุนจัด มีรสหวาน ระหว่างการเจริ ญเติบโต จะสร้ างดอกและเมล็ดมาก ซึ่งจะต้ อง


5

หมัน่ ตรวจดูและเด็ดทิ ้งให้ หมด มิฉะนันจะท่ ้ าให้ ได้ ขนาดหัวเล็ด และจานวนหัวน้ อย โดยทัว่ ไปเมื่อปลูก 1 หัวจะแตกกอให้ หัวประมาณ 8-10 หัว การแตกกอและลงหัวช้ ากว่าหอมบัว่ เล็กน้ อย มีอายุเมื่อหัวแก่เต็มที่ให้ ฤดูหนาว 100 วันขึ ้นไป และ ฤดูฝน 45 วัน ให้ ผลผลิตแตกต่างกันไปตามฤดูปลูกและการดูแลรักษาได้ ประมาณ 1000-5000 กิโลกรัม/ไร่ คุณภาพในการ เก็บรักษาดีกว่าหอมบัว่ แหล่งเพาะปลูก : แหล่งเพาะปลูกหอมแดง มากที่สดุ คือ ภาคอีสาน ได้ แก่ ศรี สะเกษ , บุรีรัมย์ , นครราชสีมา รองลงมาคือ ภาคเหนือ ได้ แก่ ล่าพูน , เชียงใหม่ , เชียงรายและอุตรดิตถ์ นอกจากนี ้ยังมีปลูกกันที่ราชบุรี , กาญจนบุรี และนครปฐม ด้ วย ฤดูปลูก : ปลูกได้ ตลอดปี ช่วงที่เหมาะสมที่สดุ คือ เดือนพฤศจิกายน-กุมภาพันธ์

การเตรี ยมดิน : หอมแดงมีระบบรากตื ้น ชอบดินร่วน มีการระบายน ้าดี แปลงปลูกควรไถพรวน หรื อขุดด้ วยจอบพลิก ดินตากแดดไว้ ก่อน 2-3 วัน แล้ วย่อยดินให้ เป็ นก้ อนเล็ก อย่าให้ ละเอียดมาก เพราะจะท่าให้ ดินแน่น หอมลงหัวยากควรใส่ ปุ๋ยคอก , ปุ๋ยหมักหรื อปุ๋ยมูลสัตว์ลงไปคลุกเคล้ าให้ ทวั่ เก็บเศษวัชพืช หรื อรากหญ้ าอื่น ๆ ออกให้ หมดแล้ วรองพื ้นก่อนปลูก ด้ วยปุ๋ยวิทยาศาสตร์ สูตร 15-15-15 ในปริ มาณ 20-50 กิโลกรัม/ไร่

การเตรี ยมพันธุ์หอม : หัวหอมพันธุ์ที่จะใช้ ปลูก ควรเตรี ยมไว้ ลว่ งหน้ าอย่างน้ อย 2 เดือน เพราะหัวหอมที่จะใช้ ปลูก ควรมีระยะพักตัวอยูส่ กั ระยะหนึง่ แต่ไม่ควรเก็บไว้ นานเกิน 6 เดือน เพราะระยะนี ้หอมจะเริ่ มแดงยอดอ่อนสีเขียวพ้ นหัวเก่า มาแล้ ว ให้ นา่ หัวหอมพันธุ์มาตัดแต่งท่าความสะอาด ตัดเล็มรากเก่า และใบแห้ งทิ ้งให้ หมด หากเห็นว่ายอดอ่อนยาว อาจ ตัดทิ ้งเสียสัก 1 ใน 10 เพื่อเร่งให้ งอกไวเมื่อปลูกแล้ ว ในพื ้นที่ปลูก 1 ไร่จะใช้ หวั หอมพันธุ์ประมาณ 200 กิโลกรัม ก่อนปลูก หากเห็นว่าหัวหอมพันธุ์เป็ นโรคราด่า หรื อมีเน่าปะปนมา ต้ องฉีดพ่นหรื อจุ่มน้่ าสารละลายป้องกันก่าจัดเชื ้อราจ่าพวกมา เนบ หรื อซีเนบ ตามอัตราที่กาหนดในฉลาก และผึ่งลมให้ แห้ งก่อนน่าไปปลูก ระยะปลูก : นิ ยมปลูกเป็ นแปลงขนาดกว้ าง 1-1.5 เมตร ความยาวของแปลง เป็ นไปตามความสะดวกในการปฎิบตั ิงานควรปลูกเป็ นแถว ระยะปลูก 15-20 ซม. หรื อ 20-20 ซม. การปลูก : ก่อนปลูกควรรดน้่ าแปลงปลูกให้ ดินชุ่มชื ้นไว้ ลว่ งหน้ า น่าหัวหอมพันธุ์มาปลูกลงในแปลง โดยเอา ส่วนโคนหรื อที่เคยเป็ นที่ออกรากเก่าจิ ้มลงไปในดินประมาณครึ่งหัว ระวังอย่ากดแรงนักจะท่าให้ ลา่ ต้ นหรื อหัวชอกช้่ าจะท่า ให้ ไม่งอก หรื องอกรากช้ า เมื่อปลูกทัว่ ทังแปลงให้ ้ คลุมด้ วยฟางหรื อหญ้ าแห้ งหรื อแกลบหนาพอสมควรเป็ นการ รักษาความ ชุ่มชืน้ และคุมวัชพืช จากนันรดน ้ ้าให้ ชุ่ม ๆ ต้ นหอมจะงอกออกมาภายใน 7-10 วัน หากหัวใดไม่ลอกให้ ท่าการปลูกซ่อม ทันที

การดูแลรักษา : การให้ น ้า หอมแดงต้ องการน ้ามากและสม่าเสมอในระยะเจริญเติบโตและแตกกอ หากปลูกในที่ ๆ มี อากาศแห้ งและลมแรง อาจต้ องคอยให้ น ้าบ่อย ๆ เช่น ภาคอีสาน ช่วงอากาศแห้ งมาก ๆ ระยะแรกอาจให้ น ้าวันละ 2 ครัง้ เช้ าเย็น ในภาคเหนือ เกษตรกรจะให้ น้่าประมาณ 3-7 วันต่อครัง้ การให้ ป๋ ยุ : - เมื่ออายุ 14 วัน หลังจากปลูก ควรใส่ป๋ ยยู ุ เรี ย หรื อแอมโมเนียมซัลเฟต อัตรา 20-25 กิโลกรัม/ไร่ - เมื่ออายุ 35-40 วัน ให้ ใส่ป๋ ยุ 15-15-15 ในอัตรา 20-50 กิโลกรัม/ไร่ การใส่ป๋ ยใช้ ุ วิธีโรยห่าง ๆ ต้ นห่างจากต้ นราว 7 ซม. หรื อใช้ วิธี โรยให้ ทวั่ แปลงก็ได้ หลังจากให้ ป๋ ยให้ ุ เอาน ้ารดหรื อเอาน ้าเข้ าแปลงให้ ช่มุ การกาจัดวัชพืช : ควรกาจัดวัชพืชบ่อย ๆ เมื่อ วัชพืชยังเล็ก หากโตแล้ วจะท่าการกาจัดยากและจะกระทบกระเทือนรากหอมแดงได้ มาก ปั จจุบนั นิยมใช้ สารเคมีกาจัด วัชพืชมากขึ ้นเพราะประหยัดแรงงานกว่า ตัวอย่างสารเคมีที่ใช้ กาจัดวัชพืชในแปลงหอมแดง ได้ แก่ อลาคลอร์ อัตราการใช้ ให้ ใช้ ตามที่ระบุในฉลากยา


6

โรคแมลง : - โรคที่สาคัญของหอมแดง ได้ แก่ โรคเน่าเละ , โรคใบจุดสีม่วง , โรคราน ้าค้ าง และ โรคแอนแทรคโนส – แมลงศัตรู หอมแดงที่สาคัญ ได้ แก่ หนอนกระทู้หอมและเพลี ้ยไฟ ควรฉีดยาฆ่าแมลงและยากันรา ที่ราคาไม่แพงนักทุก 7 วัน เพื่อป้องกันไว้ ลว่ งหน้ า หอมแดงที่ได้ รับการดูแลรักษาอย่างดีจะงอกงามและให้ ผลผลิตเป็ นที่นา่ พอใจ ประโยชน์ของ การปลูกหัวหอมแดง คนไทยนิยมน่าหอมแดง มาเป็ นส่วนประกอบเครื่ องแกงเผ็ด เป็ นส่วนประกอบของไข่ เจียวหมูสบั ซุปหางวัว รับประทานสดโดยฝานเป็ นแว่นบางๆ รับประทานร่วมกับแหนมสด เมี่ยงค่า ปลาเค็มทอดบีบมะนาว หอมแดงซอย กับพริ กขี ้หนูสวนหัน่ ฝอย เป็ นส่วนประกอบของน ้าพริ กกะปิ หอมแดงเผาต่าผสมกับน ้าพริ กปลาร้ า น ้าพริ ก ปลาทู น้่ าพริ กกุ้งสด และเป็ นส่วนประกอบของหลนทุกอย่าง เป็ นส่วนประกอบของขนมหวาน เช่น หอมแดงซอยเจียว ใส่ ในข้ าวเหนียวหน้ าปลาแห้ ง ขนมหม้ อแกงถัว่ และไข่ลกู เขย ( อาหารคาวหวาน ) ฯลฯ สรรพคุณทางยา : หัวหอม มีรสฉุน ช่วยขับลม แก้ ท้องอืด ช่วยย่อยและเจริ ญอาหาร แก้ บวมน ้า แก้ อาการอักเสบต่าง ๆ ขับพยาธิ ช่วยให้ ร่างกายอบอุ่น เมล็ด แก้ อาเจียนเป็ นเลือด แก้ กินเนื ้อสัตว์เป็ นพิษ ร่างกายซุบผอม (ใช้ เมล็ดแห้ ง 5-10 กรัมต้ มน ้าดื่ม) ต่ารายาไทยใช้ หวั หอมแดง ผสมรวมกับเหง้ าเปราะหอมสุมหัวเด็ก แก้ หวัดคัดจมูก และกินเป็ นยาขับลม หอมแดงมีสารเคอร์ ซิติน และสารฟลาโวนอยด์ (quercetin และ flavonoid glycosides) อาจป้องกันโรคมะเร็ งได้ นอกจากนี ้ หอมแดงยังมีคณ ุ สมบัติ เป็ นยารักษาโรค ใช้ ลดไข้ และรักษาแผลได้ โดยเอาหัวหอมแดงมาซอยเป็ นแว่นๆ ผสมกับน ้ามันมะพร้ าวและเกลือ ต้ มให้ เดือด แล้ วน่ามา พอกแผล นอกจากนัน้ หอมแดง ยังช่วยลดระดับนา้ ตาลในเลือด และยับยัง้ เส้ นเลือดอุดตัน ด้ ว ยการบริ โภคสด หรื อ ประกอบอาหาร หรื อบริ โภคชนิดผง การปลูกข้ าวโพด สภาพแวดล้ อมที่เหมาะสม • ดินร่วน ดินร่วนเหนียวปนทราย หรื อดินร่วนปนทราย • ความอุดมสมบูรณ์สงู มีปริ มาณอินทรี ยวัตถุไม่น้อยกว่า 1.5 เปอร์ เซ็นต์ ฟอสฟอรัสที่เป็ นประโยชน์มากกว่า 10 ส่วนใน ล้ านส่วน และโพแทสเซียมที่แลกเปลีย่ นได้ ไม่น้อยกว่า 40 ส่วนในล้ านส่วน • การระบายน ้าและถ่ายเทอากาศดี • ระดับหน้ าดินลึก 25 - 30 เซนติเมตร • ค่าความเป็ นกรดด่างระหว่าง 5.5 - 6.8 • อุณหภูมิที่เหมาะสมต่อการเจริ ญเติบโต 24 - 35 องศาเซลเซียส • ปริ มาณน ้าฝนกระจายสม่าเสมอ 1,000-1,200 มิลลิเมตรต่อปี การเลือกพันธุ์ ผลผลิ ต มี คุ ณ ภาพมาตรฐานตรงตามที่ โ รงงานหรื อ ตลาด ต้ องการเจริ ญเติบโตดีเหมาะกับสภาพดินฟ้ าอากาศ พันธุ์ท่ นี ิยมปลูก


7

พันธุ์ลกู ผสม • เป็ นพันธุ์ที่นิยมปลูกมากกว่าพันธุ์ผสมเปิ ด มีลกั ษณะทางการเกษตรสม่าเสมอ ได้ แก่ ขนาดฝั ก ความสูงฝั ก ความสูงต้ น อายุถึงวันออกไหมและเก็บเกี่ยว ให้ ผลผลิตและคุณภาพสูงกว่าพันธุ์ผสมเปิ ดเป็ นที่ต้องการของโรงงานอุตสาหกรรมแปรรูป และบริ โภคฝั กสด • ไม่สามารถเก็บเมล็ดไว้ ทาพันธุ์ได้ • พันธุ์ที่นิยมปลูกในประเทศไทยมี 2 ชนิด คือ ข้ าวโพดหวานที่มียีนบริ ทเทิลควบคุมความหวาน ได้ แก่ พันธุ์เอที เอส-2 หรื อ ชูการ์ 74 และข้ าวโพดหวานที่มียีนชรังเค่นควบคุมความหวาน เช่น พันธุ์ชกู าร์ 73 ไฮ-บริ กซ์ 10 และอินทรี 2 เป็ นต้ น โดยมี ส่วนแบ่งการตลาดใกล้ เคียงกัน ฤดูปลูก • ปลูกได้ ตลอดทังปี ้ ถ้ ามีแหล่งน ้าเพียงพอสาหรับใช้ เมื่อจาเป็ น • ช่วงปลูกที่ผลผลิตสูงและคุณภาพดี ควรอยูใ่ นฤดูหนาวระหว่างเดือนพฤศจิกายนถึงมกราคม หรื อต้ นฤดูฝนระหว่างเดือน พฤษภาคมถึงกรกฎาคม การเตรียมดิน • ปลูกบนพื ้นราบ ไถด้ วยผาลสาม 1 ครัง้ ลึก 20-30 เซนติเมตร ตากดิน 7-10 วัน พรวนด้ วยผาลเจ็ด 1 ครัง้ แล้ วยกร่ อง ปลูก สูง 25-30 เซนติเมตร ถ้ าปลูกเป็ นแถวเดี่ยว ให้ มีระยะระหว่างร่อง 75 เซนติเมตร ถ้ าปลูกเป็ นแถวคู่ ให้ มีระยะระหว่างร่อง 120 เซนติเมตร • ปลูกบนร่องสวน เป็ นการปลูกบนร่องสวนกว้ าง 4-5 เมตร ตามความยาวของพื ้นที่ โดยใช้ จอบหรื อรถไถเดินตาม เปิ ดหน้ า ดิน ลึก 15-20 เซนติเมตร ตากดิน 7-10 วัน ย่อยดินด้ วยแรงงาน • ปรับระดับดินให้ สม่าเสมอ แล้ วคราดเก็บเศษซาก ราก เหง้ า หัวและไหลของวัชพืชข้ ามปี ออกจากแปลง • วิเคราะห์ดินก่อนปลูก • ถ้ าดินมีคา่ ความเป็ นกรดด่างต่ากว่า 5.5 ให้ หว่านปูนขาวอัตรา 100-200 กิโลกรัมต่อไร่ แล้ วพรวนกลบ • ถ้ าดินมีอินทรี ยวัตถุต่ากว่า 1.5 ก่อนพรวนดิน ให้ ใส่ป๋ ยหมั ุ กหรื อปุ๋ยคอกที่ย่อยสลายดีแล้ ว อัตรา 500-1,000 กิโลกรัมต่อ ไร่ หรื อหว่านพืชบารุ งดิน เช่นถั่วเขียวอัตรา 5 กิโลกรัมต่อไร่ แล้ วไถกลบในระยะติดฝั กหรื อหลังเก็บเกี่ยวผลผลิตของพืช บารุงดิน วิธีการปลูก • ก่อนปลูกทุกครัง้ ต้ องคลุกเมล็ดพันธุ์ ด้ วยสารป้องกันกาจัดโรคราน ้าค้ าง ตามคาแนะนาปลูกบนพื ้นราบ • เมล็ดพันธุ์ที่มีความงอกสูงกว่า 85 เปอร์ เซ็นต์ ให้ หยอด 1 เมล็ดต่อหลุม ใช้ เมล็ดพันธุ์ 1.0-1.5 กิโลกรัมต่อไร่ ถ้ าเมล็ด พันธุ์มี ความงอกต่ากว่า 85 เปอร์ เซ็นต์ควรหยอดเมล็ด 1-2 เมล็ดต่อหลุม ใช้ เมล็ดพันธุ์ 1.5-2.0 กิโลกรัมต่อไร่ • อัตราปลูกที่เหมาะสมสาหรับการบริ โภคฝั กสดประมาณ 8,500 ต้ นต่อไร่ สาหรับอุตสาหกรรมแปรรูป 8,500-11,000 ต้ น ต่อไร่


8

• ถ้ าปลูกเป็ นแถวเดี่ยว ใช้ ระยะระหว่างหลุม 25 เซนติเมตร หรื อ ถ้ าปลูกเป็ นแถวคู่ ให้ ปลูกข้ างสันร่องแบบสลับฟั นปลา ใช้ ระยะระหว่างหลุม 25-30 เซนติเมตร • เมื่อข้ าวโพดหวานมีอายุประมาณ 14 วัน ถอนแยกให้ เหลือหลุมละ 1 ต้ น ปลูกบนร่องสวน • ระยะปลูก 50x50 เซนติเมตร ทาหลุมปลูกลึก 3-5 เซนติเมตร หยอดเมล็ดจานวน 2-3 เมล็ดต่อหลุม แล้ วกลบด้ วยดิน • เมื่อข้ าวโพดหวานมีอายุประมาณ 14 วัน ถอนแยกให้ เหลือ 2 ต้ นต่อหลุม จานวน 6,500-8,500 ต้ นต่อไร่ การดูแลรักษา การให้ ป๋ ยุ • ถ้ าดินมีอินทรี ยวัตถุ ฟอสฟอรัส และโพแทสเซียมต่ากว่า ตามที่ระบุไว้ ในข้ อ 1.2 ให้ ป๋ ยเคมี ุ สตู ร 16-20-0 สาหรับดินร่ วน หรื อดินร่วนเหนียวปนทรายและสูตร 15-15-15 สาหรับดินร่วนปนทราย อัตรา 50 กิโลกรัมต่อไร่ รองก้ นร่องพร้ อมปลูก • เมื่อข้ าวโพดหวานอายุ 20 วัน ให้ ป๋ ยเคมี ุ สตู ร 46-0-0 อัตรา 50 กิโลกรัมต่อไร่ หรื อสูตร 21-0-0 อัตรา 100 กิโลกรัมต่อไร่ โรยข้ างต้ นหรื อข้ างแถว แล้ วพรวนกลบ • ในกรณี ที่มีการระบายนา้ ดี แต่ข้าวโพดหวานมีลกั ษณะต้ น เตีย้ และใบเหลือง ควรให้ ป๋ ุยเคมีสูตร 46 -0-0 อัตรา 25 กิโลกรัมต่อไร่ เมื่อข้ าวโพดหวานอายุ 40-45 วัน การให้ น ้า • ให้ น ้าบนพื ้นราบ • สามารถให้ น ้าทังแบบตามร่ ้ อง หรื อแบบพ่นฝอย แต่การให้ น ้าแบบพ่นฝอย จะประหยัดกว่าการให้ น ้าตามร่อง • การให้ น ้าแบบพ่นฝอย ควรให้ 7-10 วัน ตลอดฤดูปลูก • การให้ น ้าตามร่ อง ควรให้ น ้าสูงถึงระดับเศษ 3 ส่วน 4 ของร่ อง เพื่อให้ เมล็ดงอกสม่าเสมอ หลังจากนันให้ ้ น ้าทุก 3-5 วัน สาหรับดินร่ วนหรื อดินร่ วนปนทรายหรื อ 7-10 วัน สาหรับดินร่ วนเหนียวปนทราย ไม่ควรปล่อยให้ น ้าท่วมขังในแปลงนาน เกิน 24 ชัว่ โมง เพราะข้ าวโพดหวานจะชะงักการเจริ ญเติบโตและผลผลิตลดลง • ให้ น ้าบนร่องสวน • ให้ น ้าโดยการตักน ้าสาด หรื อใช้ เครื่ องสูบน ้าวางในเรื อขนาดเล็ก สูบน ้าในร่อง • ควรให้ น ้าทันทีหลังปลูก และหลังให้ ป๋ ยทุ ุ กครัง้ • ถ้ าใบข้ าวโพดหวานเหี่ยวหรื อม้ วนในช่วงเช้ าหรื อเย็น แสดงว่าขาดน ้า ต้ องให้ น ้าทันที ควรระวังอย่าให้ ขาดน ้าในช่วงผสม เกสร และติดเมล็ด เพราะจะทาผลผลิตลดลงมาก ศัตรูและการป้องกันกาจัดโรคที่สาคัญและการป้องกันกาจัด •โรคราน ้าค้ างหรื อโรคใบลายทาให้ ยอดมีข้อถี่ต้นแคระแกร็ นใบเป็ นทางสีขาวเขียวอ่อนหรื อเหลืองอ่อนไปตามความยาว ของใบ พบผงสปอร์ สีขาว เป็ นจานวนมากใต้ ใบในเวลาเช้ ามืดของคืนที่มีฝนตกและอากาศค่อนข้ างเย็น ถ้ าระบาดรุ นแรง ต้ นจะแห้ งตายแต่ถ้าต้ นอยูร่ อดจะไม่ออกฝั ก หรื อติดฝั กแต่ไม่มีเมล็ด เชื ้อราติดไปกับเมล็ด สปอร์ ปลิวไปตามลม และน ้า


9

• โรคใบไหม้ แผลเล็ก ระยะแรกเกิดจุดเล็กๆ สีเขียวอ่อนฉ่าน ้า ต่อมาแผลขยายไปตามเส้ นใบเกิดเป็ นแผลไหม้ บริ เวณกลาง แผลมีสเี ทา ขอบแผลสีน ้าตาล ขนาดของแผลไม่แน่นอนส่วนใหญ่เกิดกับใบล่าง เชื ้อราติดไปกับเมล็ด สปอร์ ปลิวไปตามลม และน ้า • โรคราสนิม ระยะแรกพบเป็ นแผลจุดนูนสีน ้าตาลแดง ขนาด 0.2-1.3 มิลลิเมตร ต่อมาแผลจะแตกเห็นเป็ นผงสีสนิม ถ้ า ระบาดรุนแรงจะทาให้ ใบแห้ งตาย แมลงศัตรูที่สาคัญและการป้องกันกาจัด หนอนเจาะลาต้ นข้ าวโพด เจาะเข้ าทาลายส่วนยอด ช่อดอกตัวผู้ และลาต้ น ทาให้ ต้นชะงักการเจริ ญเติบ โต หักล้ มง่าย เมื่อ มีการระบาดรุ นแรงจะเข้ าทาลายฝั ก พบการทาลายในแหล่งปลูกทัว่ ประเทศ โดยเฉพาะในจังหวัดราชบุรี กาญจนบุรี อุทยั ธานี และลพบุรี หนอนเจาะสมอฝ้าย หนอนกัดกินเส้ นไหมและเจาะเข้ าไปอาศัยกัดกินปลายฝั ก ทาให้ คณ ุ ภาพฝั กเสียหาย พบการทาลาย ในแหล่งปลูกทัว่ ประเทศระยะข้ าวโพดหวานเริ่ มออกดอกตัวผู้ โดยเฉพาะในจังหวัดราชบุรี กาญจนบุรี อุทยั ธานี และลพบุรี เพลี ้ยอ่อนข้ าวโพด ตัวอ่อนและตัวเต็มวัยดูดกินน ้าเลี ้ยงจากยอด ใบอ่อน ช่อดอกตัวผู้ ปลายไหม และฝั ก ทาให้ การติด เมล็ดไม่สมบูรณ์ ฝั กลีบ ถ่ายมูลหวานทาให้ เกิดราดา คุณภาพฝั กลดลง ถ้ าพบการระบาดรุนแรงในระยะข้ าวโพดหวานมีช่อ ดอกตัวผู้ ควรพ่นสารคาร์ บาริ ล (85% ดับบลิวพี) 50 กรัม/น ้า 20 ลิตรและ ไบเฟนทริ น (10% อีซี) 20 มิลลิลติ ร/น ้า 20 ลิตร มอดดิน กัดกินใบตังแต่ ้ เริ่ มงอกถึงอายุประมาณ 14 วัน ทาให้ ต้นอ่อนตาย หรื อชะงักการเจริ ญเติบโต ต้ นที่รอดตายจะเก็บ เกี่ยวได้ ล่าช้ า ระบาดในพื ้นที่เป็ นดินร่วนปนทราย ควรคลุกเมล็ดก่อนปลูกด้ วย อิมิดาโคลพริ ด (70% ดับบลิวเอส) 5 กรัม / เมล็ด 1 กิโลกรัม หนอนกระทู้หอม หนอนกัดกินทุกส่วนในระยะต้ นอ่อน จะทาความเสียหายรุนแรงเมื่อหนอนมีความยาวตังแต่ ้ 2 เซนติเมตร พบระบาดมากในแหล่งปลูกจังหวัดราชบุรี และนครปฐม ควรพ่นสารนิวเคลียร์ โพลีฮีโดรซิสไวรัส 20-30 มิลลิลิตร/น ้า 20 ลิตร และเบตาไซฟลูทริ น (2.5%อีซี) 40 มิลลิลติ ร/น ้า 20 ลิตร สัตว์ศตั รูที่สาคัญและการป้องกันกาจัด หนู ทาลายมากตังแต่ ้ เริ่ มเป็ นฝั กอ่อนจนถึงเก็บเกี่ยว สกุลหนูพกุ กัดโคนต้ นให้ ล้มแล้ วกัดกินฝั กอ่อน สกุลหนูท้องขาว เช่น หนูบ้านท้ องขาว หนูนาใหญ่ หนูนาเล็ก และสกุลหนูหริ่ งปี นกัดแทะฝั กอ่อนบนต้ น การป้องกันกาจัดวัชพืช • ไถ 1 ครัง้ ตากดิน 7-10 วัน พรวนดิน แล้ วคราดเก็บเศษซาก ราก เหง้ า หัว และไหลของวัชพืชข้ ามปี ออกจากแปลง • กาจัดวัชพืชระหว่างแถวปลูกด้ วยแรงงาน หรื อเครื่ องจักรกล เมื่อข้ าวโพดหวานอายุประมาณ 20 วัน และ 45 วัน • ในกรณีกาจัดวัชพืชด้ วยแรงงานหรื อเครื่ องจักรกลไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ ควรพ่นสารกาจัดวัชพืช การเก็บเกี่ยว • เก็บเกี่ยว18-20 วันหลังออกไหม 50 เปอร์ เซ็นต์ • สังเกตจากสีของไหมจะเปลีย่ นเป็ นสีน ้าตาลเข้ ม • เมื่อฉีกเปลือกข้ าวโพดฝั กบนสุด เมล็ดจะมีสเี หลืองอ่อน ถ้ าใช้ เล็บกดที่เมล็ดปลายฝั กจะมีน ้านมไหลออกมาแสดงว่า อีกสองวันจะต้ องเก็บเกี่ยว


10

• ในกรณีที่ปลูกข้ าวโพดหวานพันธุ์ผสมเปิ ด ซึง่ จะออกไหมไม่พร้ อมกัน ต้ องทะยอยเก็บเกี่ยว 2-3 ครัง้ และควรเก็บเกี่ยวฝั ก ให้ แล้ วเสร็ จภายใน 5–7 วัน • การเก็บข้ าวโพดหวานก่อนหรื อหลังช่วงที่เหมาะสมเพียง 1 – 2 วัน จะทาให้ คณ ุ ภาพของฝั กไม่ได้ มาตรฐานตามที่ตลาด และโรงงานอุตสาหกรรมต้ องการ • ใช้ มือหักฝั กสดให้ ถึงบริ เวณก้ านฝั กที่ติดลาต้ น การปฏิบตั ิหลังการเก็บเกี่ยว • หลังเก็บเกี่ยวให้ รีบนาฝั กข้ าวโพดหวานเข้ าในที่ร่ม ไม่ให้ ถกู แสงแดดโดยตรง • ไม่ควรกองสุมฝั กข้ าวโพดหวานสูงเกินไป ควรมีการถ่ายเทอากาศภายในกอง • สาหรั บการขนส่งในระยะทางไกลที่ใช้ เวลาขนส่งนานกว่า 3 ชั่วโมง ควรมีปล่องท่อเอสลอนขนาดเส้ นผ่าศูนย์ กลาง ประมาณ 15 เซนติเมตร ยาว 3-4 เมตร เจาะรู โดยรอบตลอดท่อขนาดเส้ นผ่าศูนย์กลาง 2 เซนติเมตร หรื อใช้ หวาย สาน หรื อไม้ ไผ่ ผ่าซีกประกอบเป็ นท่อโปร่ งทาเป็ นปล่องเสียบไว้ ตรงกลางกองข้ าวโพดหวานจานวน 2-3 อัน เพื่อช่วย ระบาย ความร้ อนและถ่ายเทอากาศ

เทคโนโลยีการผลิตมันเทศที่เหมาะสม 1) การเลือกพื ้นที่ปลูกมันเทศไม่ควรเป็ นพื ้นที่ เคยปลูกมันเทศติดต่อกันมานานหลายปี เพราะจะมีการสะสมของด้ วงงวงมันเทศ และ แมลงศัตรูอื่นอยูม่ ากในแปลง แมลงเหล่านี ้จะ เข้ าทาลายทาให้ ผลผลิตมันเทศตา่ ลง ทาให้ ต้องใช้ สารเคมีมากขึ ้นในการป้องกันกาจัด ถ้ าจาเป็ นต้ องใช้ แปลงปลูกเดิมควร ปลูกปลูกพืชสลับหมุนเวียนกับพืชตระกูลถัว่ และที่ดงั กล่าวไม่ควรมีน ้าขัง เพราะมันเทศถ้ าได้ น ้ามากเกิน จะเจริ ญทางยอด มากกว่าจะลงหัว 2) ควรไถดินยกร่องสูง 45-50 เซนติเมตร ร่องแปลงกว้ าง 70-100 เซนติเมตร แปลงปลูกควรใส่ป๋ ยอิ ุ นทรี ย์ หว่านลงไปแล้ ว ไถกลบ จะช่วยให้ ดินร่วนซุย มันเทศจะลงหัวดีขึ ้น 3) การเตรียมยอดพันธุ์มนั เทศ ยอดมันเทศทีต่ ดั มาใหม่ ควรนามาเก็บรวมไว้ ที่ร่ม รดน ้าให้ ความชื ้น 1-2 วัน เมื่อเริ่มมีราก งอกตามข้ อ แล้ วจึงย้ ายมันเทศลงปลูก จะได้ ผลดีกว่าตัดยอดพันธุ์มาแล้ วนาลงปลูกในแปลงทันที ในพื ้นที่ 1 ไร่ ใช้ ทอ่ น พันธุ์ 5,400 ยอด 4) ระยะปลูก ใช้ ระหว่างต้ น 30 เซนติเมตร ระหว่างแถว 100 เซนติเมตร มันเทศจะลงหัวได้ ดี ให้ ผลผลิตสูงและหัวมี คุณภาพดีกว่าระยะปลูกอื่นๆ


11

5) ให้ นายอดพันธุ์มนั เทศจานวน แต่ละยอด ปลูกในแนวนอนขวางแปลงให้ สว่ นข้ ออยูใ่ ต้ ดิน 4-6 ข้ อ โดยให้ สว่ นยอดพันธุ์ และโคนเถาโผล่พ้นดิน หรื อเรี ยกว่าแบบโผล่หวั และท้ าย 6) ปลูกไปแล้ ว 10-15 วัน ควรตรวจดูแปลงปลูก ถ้ ามันเทศที่ปลูกไม่แตกยอดหรื อแห้ งตายควรทาการปลูกซ่อมดีกว่าปล่อย ให้ หลุมว่าง เป็ นการเสียพื ้นที่โดยเปล่าประโยชน์ 7) การ ให้ น ้า ถ้ าปลูกมันเทศในฤดูฝนไม่จาเป็ นต้ องรดน ้า แต่ถ้าปลูกในฤดูแล้ ง ในระยะแรกของการปลูกมันเทศ 20-30 วัน แรกควรให้ น ้าสมา่ เสมอจนกว่ามันเทศจะเลื ้อยคลุมแปลง จากนันให้ ้ น ้าอีกเดือนละ 1-2 ครัง้ ทังนี ้ ้ขึ ้นอยูก่ บั พันธุ์ที่ใช้ ปลูก จาเป็ นต้ องให้ น ้ามันเทศอยูเ่ สมอจะแสดงอาการเผือใบไม่คอ่ ยลงหัว 8 ) การใส่ป๋ ยุ นอกจากใส่ป๋ ยอิ ุ นทรี ย์ตอนเตรียมดินในแปลงปลูกแล้ ว การใส่ป๋ ยวิ ุ ทยาศาสตร์ เช่น ปุ๋ยยูเรี ย ไม่ควรใส่ใน แปลงมันเทศ เพราะมันเทศจะเจริ ญทางยอดมากกว่าทางรากมีการลงหัวน้ อย ถ้ าดินมีความอุดมสมบูรณ์ดีจะไม่ใส่ป๋ ยก็ ุ ได้ ถ้ าแปลงที่ดินไม่อดุ มสมบูรณ์ควรใส่ป๋ ยสู ุ ตร 13-13-13 อัตรา 50-80 กิโลกรัมต่อไร่ แบ่งใส่ 2 ครัง้ โดยรองก้ นหลุมและใส่ หลังปลูก45 วัน เป็ นครัง้ ที่ 2 ไม่ควรหว่าน แต่ควรใช้ ไม้ ปลายแหลมเจาะดินหลังแปลงเป็ นหลุม ระหว่างระยะปลูกมันเทศ แต่ละต้ นเป็ นหลุมเล็กๆ แล้ วหยอดปุ๋ย 9) การกาจัดวัชพืช มีการพ่นสารเคมีคลุมวัชพืชก่อนงอก หลังปลูกมันเทศได้ 1 วัน หรื อจะใช้ สารเคมีฆา่ วัชพืชโดยตรง ก่อน พ่นสารเคมีต้องกลบเถามันเทศขึ ้นบนหลังแปลง และพ่นสารเคมีเฉพาะช่องว่างทางเดินระหว่างแถวเท่านัน้ จะสะดวกและ ประหยัดแรงงานกว่าการดายหญ้ า 10) การตลบเถามันเทศ ถ้ าเป็ นการปลูกมันเทศฤดูฝน ควรตลบเถาขึ ้นบนหลังแปลงเพื่อป้องกันไม่ให้ เถามันเทศแตกราก ใหม่ที่ข้อ จะเกิดเป็ นหัวมันเทศเล็กๆ มีผลกระทบต่อหัวมันเทศที่อยูโ่ คนต้ นจะลงหัวได้ น้อยลง ควรตลบเถามันเทศทุกๆ เดือน ถ้ าเป็ นการปลูกในฤดูหนาว หรื อฤดูร้อนมีความชื ้นน้ อย ไม่ควรตลบเถามันเทศขึ ้นหลังแปลง เพราะมันเทศจะชะงัก การเจริ ญเติบโต แปลงมันเทศจะแห้ งเร็ ว และลงหัวน้ อย 11) การเก็บเกี่ยว ขึ ้นอยูก่ บั พันธุ์มนั เทศ โดยทัว่ ไปจะเก็บเกี่ยวได้ เมื่ออายุ 90-150 วัน หลังปลูก ถ้ าไม่ทราบอายุการเก็บ เกี่ยวที่แน่นอนของมันเทศที่นามาปลูก ให้ สงั เกตดูที่ผิวดินบริ เวณโคนต้ น ถ้ ารอยดินแตกแยก และมองเห็นหัวมันเทศ แสดง ว่ามันเทศเริ่ มแก่ เก็บเกี่ยวผลผลิตได้ 12) การเก็บรักษา มันเทศสามารถเก็บหัวไว้ บริ โภคได้ 1-2 เดือน การผลิตมันเทศให้ ปลอดภัยจากสารพิษ 1) ควรมีการสารวจศัตรูพชื ทังด้ ้ านโรคพืช และแมลงศัตรูที่ทาให้ เกิดความเสียหายกับผลผลิตในแปลง โดยทาการสารวจ ทุก 2 สัปดาห์ เมื่อพบอาการโรคหรื อแมลงศัตรู ควรปฏิบตั ิตามเอกสารสรุปคาแนะนาการป้องกันกาจัดโรคและแมลงศัตรู มันเทศ 2) ควรป้องกันกาจัดศัตรูพืชโดยวิธีผสมผสาน 3) ถ้ ามีการใช้ สารเคมีป้องกันกาจัดศัตรูพชื ให้ เลือกใช้ นิดของสาร อัตรา และระยะเวลาตามคาแนะนาอย่างเคร่งครัด 4) ต้ องไม่ใช้ สารเคมีที่เป็ นวัตถุอนั ตรายที่ห้ามใช้ ทางการเกษตรตามพระราชบัญญัตวิ ตั ถุอนั ตราย พ.ศ. 2535 5) ต้ องหยุดใช้ สารเคมีก่อนการเก็บเกี่ยวตามเวลาที่ระบุในคาแนะนาอย่างเคร่งครัด 6) จดบันทึกการใช้ สารป้องกันกาจัดศัตรูพชื ไว้ เป็ นหลักฐานทุกครัง้


12

สรุปคาแนะนาการป้องกันกาจัดโรคและแมลงศัตรูในมันเทศ ชนิดของศัตรูพืช : ด้ วงงวงมันเทศ อาการ : เป็ นแมลงปี กแข็งขนาดเล็ก ปี กน ้าเงินปนดาคอสีน ้าตาลแดง มีงวง ตัวหนอนจะอยูใ่ นเถาและหัวมันเทศๆ จะชะงัก การเจริ ญเติบโตเมื่อมีหนอนอยูใ่ นหัวมันเทศ จะมีกลิน่ เหม็น รสขม ทาให้ หวั มันเทศเน่าได้ วิธีการป้องกันกาจัด : 1.ไม่ควรปลูกมันเทศซ ้าที่เดิม หรือถ้ าไขน ้าเข้ าขังในร่องแปลงก่อนปลูกนาน 20-30 วัน/ครัง้ จะทาลายไข่ ตัวอ่อน และตัวแก่ ของด้ วงงวงมันเทศได้ โดยไม่ต้องใช้ สารเคมี 2.เลือกปลูกมันเทศที่มีอายุการเก็บเกี่ยวสัน้ เช่น มันเทศต่อ เผือก 3.ปลูกฤดูแล้ งไม่ควรปล่อยให้ ดินแตกระแหงเป็ นช่องว่าง ทาให้ ด้วงงวงมันเทศเข้ าทาลายมันเทศได้ ควรรดน ้าแปลงบ้ าง ไม่ให้ ดินแตกระแหง 4.หลังจากขุดเก็บเกี่ยวมันเทศแล้ ว ควรไถแปลงมันเทศทันที ไม่ควรปล่อยให้ มีเศษของเถาหรื อหัวมันเทศอยูใ่ นแปลง เพราะจะเป็ นแหล่งสะสมด้ วงงวงมันเทศ 5.การใช้ สารเคมีโดยการใช้ สารเคมีคาร์ โบซัลแฟน อัตรา 50 มิลลิลติ ร ต่อน ้า 20 ลิตร จุ่มเถามันเทศ 5 นาที ก่อนนาไปปลูก หรื อมันเทศอายุ 15-20วัน/ครัง้ 6.งดการใช้ สารเคมีทกุ ชนิด อย่างน้ อย 3 สัปดาห์ ก่อนการเก็บเกี่ยว ชนิดของศัตรูพืช : หนอนเจาะเถามันเทศ อาการ : เป็ นหนอนผีเสื ้อกลางคืน วางไข่ตามก้ านใบและเถามันเทศ เถาทีถ่ กู หนอนเจาะมีลกั ษณะบวม ปุ่ มปมใบจะเหี่ยว และตายทังเถามี ้ ผลทาให้ เถามันเทศลงหัวน้ อย วิธีการป้องกันกาจัด : 1. ใช้ สารคาร์ โบซัลแฟน อัตรา 50 มิลลิลติ ร ต่อน ้า 20 ลิตร ฉีดพ่นบริ เวณโคนเถาเมื่อมีหนอนระบาด ชนิดของศัตรูพืช : โรคหัวมันเทศเน่า อาการ : เกิดจากเชื ้อราเข้ าทาลายมันเทศทางบาดแผล อาจเกิดจากจอบหรื อหนูหรื อแมลงในดินทาลาย แผลจะมีสนี ้าตาล อ่อนจนถึงดา ผิวเมื่อแก่จะแข็งกระด้ าง วิธีการป้องกันกาจัด : 1.ระมัดระวังอย่าให้ เกิดบาดแผลขณะขุดหรื อการขนส่ง 2.เก็บรักษามันเทศในที่มีอากาศถ่ายเทได้ ดี ไม่ควรกองสุมกัน ถ้ าเป็ นโรคควรคัดหัวเน่าทิ ้ง ชนิดของศัตรูพืช : โรคใบจุด อาการ : ใบมันเทศจะเป็ นจุดสีน ้าตาล แลรูปร่างไม่แน่นอน ใบแก่จะร่วงก่อนกาหนด ลาต้ นอ่อนแอ มันเทศลงหัวน้ อย วิธีการป้องกันกาจัด : 1. ใช้ สารเคมี เช่น แมนโคเซบ ตามอัตราคาแนะนาของฉลาก พ่นเป็ นครัง้ คราว เมื่อพบว่ามีโรคใบจุดระบาด


13

ชนิดของศัตรูพืช : โรครากปม อาการ : ไส้ เดือนฝอยเข้ าทาลาย ทาให้ รากบวมโตเป็ นปม มันเทศจะลงหัวน้ อยมีลกั ษณะหัวผิดปกติ วิธีการป้องกันกาจัด : 1.ใช้ นมี าเคอร์ (เฟนามิฟอส 10 % จี อัตรา 6 กิโลกรัม/ไร่ 2.ปลูกพืชตระกูลถัว่ สลับกับปลูกมันเทศ


การปลูกพริก