Page 1

นิตยสารธรรมะ : มุม : Vol.2 No.6 : ISSN 1906-2613 เดือนมิถุนายน 2554 : Trust me Issue : อ.ชำ�นาญ จันทร์เรือง Vs. พระรักเกียรติ รกฺขิตธมฺโม การเมืองไทย กับธรรมะ อยู่ร่วมกันไม่ได้จริงหรือ : สุรสีห์ โกศลนาวิน ต้องเข้าใจสิทธิถึงจะมีสุข : Made in Chiang Mai : แจกฟรี !!


บ้างสูงส่งโด่งดังอลังการ มีความคิดวิตถารสันดานต่ำ� อีกฉ้อฉลคนพาลมารชั่วล้ำ� สุดริยำ�ต่ำ�ช้าแสนสามานย์ วิมล เจือสันติกุลชัย


เจ้าของ มูลนิธิหยดธรรม ประธานมูลนิธิ พระถนอมสิงห์ สุโกสโล รองประธานมูลนิธิ พระมหาไกรวรรณ ชินทตฺติโย ที่ปรึกษามูลนิธิ ประวิทย์ เยี่ยมแสนสุข กรรมการ พระมหาสุวิทย์ ปวิชฺชญฺญู กรรมการ พระมหาประสิทธิ์ ญาณปฺปทีโป กรรมการ วิชัย ชาติแดง กรรมการ ศิริพรรณ เรียบร้อยเจริญ กรรมการ ศิริพร ดุรงค์พิสิษฐุ์กุล พระถนอมสิงห์ สุโกสโล บรรณธิการผู้พิมพ์โฆษณา บรรณธิการที่ปรึกษา อลิชา ตรีโรจนานนท์ บรรณาธิการ พระถนอมสิงห์ สุโกสโล กองบรรณาธิการ วรวรรณ กิติศักดิ์ ปิยตา เผ่าต๊ะใจ ที่อยู่มูลนิธิ ตู้ป.ณ. 54 ปณ.แม่ริม เชียงใหม่ 50180 โทร : 053-044-220 www.dhammadrops.org บรรณาธิการศิลปะ Rabbithood Studio (www.rabbithood.net) ฝ่ายศิลป์ พัชราภา อินทร์ช่าง ช่างภาพ ศิริโชค เลิศยะโส ภานุวัฒน์ จิตติวุฒิการ พรชัย บริบูรณ์ตระกูล ชยพัทธ แก้วกมล พิสูจน์อักษร พระมหาวิเชียร วชิรเมธี ร่วมบุญจัดส่ง บริษัท เคล็ดไทย จำ�กัด117-119 ถ.เฟื่องนคร แขวงวัดราชบพิธ เขตพนะนคร กรุงเทพฯ 10200 http://www.kledthaishopping.com ร่วมบุญจัดส่ง บริษัท ดอคคิวเมนนท์ พาเซล เอ็กซ์เพรส จำ�กัด (DPEX) ต่างประเทศ 60 ซอยอารีย์ 5 เหนือ ถ.พหลโยธิน แขวงสามเสนใน เขตพญาไท กรุงเทพฯ 10400 http://www.dpex.com Special thanks พระพรหมคุณากรณ์ ป.อ.ปยุตโต/ พระปิยะลักษณ์ ปญฺญาวโร/ พระมาโนช ธมฺมครุโก/ สุลักษณ์ ศิวรักษ์/ สุรสีห์ โกศลนาวิน/ ถนอมวรรณ โกศลนาวิน/ อุดม แต้พานิช/ ชาลี ประจงกิจกุล ออกแบบปก รบฮ. ถ่ายภาพปก ภาณุวัฒน์ จิตติวุฒิการ ห้างหุ้นส่วนจำ�กัด กู๊ด-พริ้นท์ พริ้นติ้ง พิมพ์ท่ี 4/6 ซอย 5 ถ. ช้างเผือก ต.ศรีภูมิ อ.เมือง เชียงใหม่ 50200 โทร : 053-412556 แฟกซ์ : 053-217264

Trust me Issue หลัง จากเดินเท้า มาสองเดือน ในที่สุด การเดินจาริก แสวงบุญก็จบลงด้วยดี ทำ�ให้ได้กลับมาพบกันอีกครั้ง คำ�ถาม แรกๆ ที่ถูกถามในระหว่างเดินและหลังจากเดินเสร็จคือ “เดินแล้ว ได้อะไร” บางคนคาดหวังว่าจะได้รับคำ�ตอบที่ดูเป็นปรัชญา และ สะกิดใจให้บรรลุธรรมบ้าง แต่ในขณะเดียวกัน ทุกสิ่งก็อาจจะเป็น ในทางตรงกันข้าม คือนอกจากจะไม่ใช่ปรัชญาอะไรลึกซึ้งแล้ว อาจจะไม่ได้สะกิดใจใครเลยก็ได้ เพราะที่เดินแต่ละครั้ง มันไม่ใช่ การเดินเพื่อตอบคำ�ถามของคนอื่น แต่มันเป็นไปเพื่อตอบคำ�ถาม ของตัวเอง และตัวเองก็มักจะมีสิ่งที่เป็นความรู้ลับเฉพาะสำ�หรับ ตัวเอง ซึ่งมันอาจจะไม่ใช่ภาษามนุษย์เลยก็ได้ ดังนั้นคำ�ถามหนึ่ง ที่จะถามกลับทุกครั้งคือ “ทำ�ไมต้องเดิน เพื่อให้ได้อะไร” เพราะ ถ้าหากเราคิดว่าจะต้องได้อะไรบางอย่าง จากการกระทำ�ทุกสิ่ง ทุกอย่าง มันอาจทำ�ให้เรา “งก” โดยไม่รู้ตัวก็ได้ ทำ�ไมไม่ถามบ้าง ว่า “ในทุกการกระทำ�เราได้ทิ้งอะไรไปแล้วบ้าง” มันอาจจะเปลี่ยน ความคิดของเราไปอีกมุมหนึ่งเลยก็ได้ แต่ก็นั่นแหละ มันอาจจะ เป็นผีตัวเดียวกันที่มาในชื่อที่ไม่เหมือนกันก็ได้ พระถนอมสิงห์ สุโกสโล บรรณาธิการ


9

4 6 9 6

16 22

16

32 34 36 38 40

Buddhist’s Mystery : นกหัสดีลิงค์ พาหนะสู่สวรรค Art Code : นิทรรศการ กาย + ภาพ / Picsique มุมส่วนตัว : สุรสีห์ โกศลนาวิน ต้องเข้าใจ สิทธิถึงจะมีสุข มุมพิเศษ : วันนีค้ ณ ุ ได้สาบาน กับใครไว้หรือยัง? VS. : อ.ชำ�นาญ จันทร์เรือง Vs. พระรักเกียรติ รกฺขิตธมฺโม การเมืองไทย กับธรรมะ อยู่ร่วมกันไม่ได้จริงหรือ ธรรมไมล์ : มลภาวะทางสายตาที่มากับ การเลือกตั้ง Hidden tips : เลือกใคร? ดี ผ้าเหลืองเปื้อนยิ้ม : ประธาน Time for ทำ� ธรรมะ(อีก)บท : งานที่ทำ�กับคำ�ที่ได้ยิน 22

M Mental O Optimum O Orientation M Magazine

สารบัญ


เรื่อง : กองบรรณาธิการ

หนังสารคดีท่านคล้อด อันชิน ธอมัส กำ�ลังจะถูกสร้าง ท่าน คล้อด อันชิน ธอมัส พระอเมริกันสังกัดนิกายญี่ปุ่น อดีตทหารผ่านศึกในสงครามเวียดนาม ที่ผันตัวเองจาก ทหารไปเป็นขี้ยา และในที่สุดได้ไปปฏิบัติธรรมกับท่าน ติช นัท ฮัน ที่ฝรั่งเศส จนต่อมาได้บวชป็นพระ พอบวชแล้ว ยังเดินทางแผ่เมตตาจากโปแลนด์ถึงเวียดนามอีกด้วย เรื่องราวของท่านนั้นได้ถูกเล่าไว้ในหนังสือชื่อ สุดทางทุกข์ และจากนี้ต่อไปมันกำ�ลังจะกลายเป็นหนังสารคดีชื่อ AFTER THE WAR และผู้กำ�กับคือ แมรี่ โบซาคาวสกี ที่มากประสบการณ์ สนใจหนังเรื่องนี้ ตามไปดูได้ที่ www. kickstarter.com

ส.ศิวรักษ์ช่วยเณรศรีลังกาบวช ตามประเพณีของนิกายสยามวงศ์ ประเทศศรีลังกา จะไม่อุปสมบท ให้กับคนที่มาจากวรรณะต่ำ� สามเณรธรรมกุสลก็มีมารดาเป็น คนวรรณะต่ำ� ฉะนั้นหากว่าท่าน ต้องการบวชในศรีลังกาต้องไป บวชนิกายอื่น อาจารย์สุลักษณ์ จึงได้อาสาจะนำ�สามเณรรูปนี้มาบวชที่เมืองไทย ที่วัด ทองนพคุณ ทางศรีลังกาก็ได้มีการจัดงานฉลองครั้งใหญ่ เพราะไม่เคยมีการทำ�แบบนี้มาก่อน และได้นิมนต์พระเทพ ปริยัติมุนีไปลังกาในวันที่ 30 มิถุนายน ถึง 3 กรกฎาคม เพื่อตอบแทนพระคุณสมัยเมื่อท่านได้มาพำ�นักที่สำ�นักของ พระอุปัชฌาย์อาจารย์ในเมืองไทย

มุมใหม่

5

มิเชล โหย่ว ถูกแบนจากพม่าแล้ว นักแสดงชื่อดังชาวมาเลเซีย มิเชล โหย่ว ถูกรัฐบาลพม่า ส่งกลับประเทศ โดยขึ้นเครื่องบินขาออกเที่ยวแรกที่ สนามบินนานาชาติยา่ งกุง้ หลังจากทีเ่ ธอได้เดินทางเข้าพม่า เพือ่ ไปถ่ายทำ�หนังเรือ่ ง The Lady ผลงานของผูก้ �ำ กับชือ่ ดัง ชาวฝรั่งเศส ลุค แบส์ซอง การถ่ายทำ�ถูกปิดเป็นความลับ แต่คาดว่าจะเปิดฉายภายในปีนี้ โดยเรื่องราวได้นำ�เสนอ เกี่ยวกับอัตชีวประวัติของนางอองซานซูจี เจ้าของรางวัล โนเบลสาขาสันติภาพ ปี 2534 ที่ต้องถูกกักในบ้านตัวเอง ถึง 15 ปี และพึง่ ถูกปล่อยตัวเป็นอิสระเมือ่ เดือนพฤศจิกายน ปี 2553 พร้อมกันนัน้ มิเชล โหย่ว ยังถูกทางการพม่าขึ้นบัญชีดำ� ห้ามเข้าประเทศเสียแล้ว โดย เจ้าหน้าที่ไม่ได้ให้เหตุ ผ ลใดๆ ในขณะเดียวกันนักข่าวและ ผู้ใดทีเ่ คยวิจารณ์การปกครองของ รัฐบาลพม่าก็ไม่ได้รบั วีซา่ เข้าพม่า อีกเช่นกัน www.whatsonxiamen. com

โบสถ์คริสต์กลายเป็นวัดพุทธ ในโอเรกอน โบสถ์คริตส์อายุร้อยกว่าปีในเมืองพอร์ตแลนด์ รัฐโอเรกอน สหรัฐอเมริกา กลับกลายเป็นวัดพุทธของนิกายเซนไป เสียแล้ว เนื่องจากทางโบสถ์ติดปัญหาหนี้สินจำ�นวนมาก จึงต้องนำ�โบสถ์ม าขายทอดตลาด ประจวบกับกลุ่ม สังฆะในโอเรกอนที่กำ�ลังเติบโตขึ้น โดยราคานั้นตกลงกันที่ $205,000 เท่านั้น ตามไปดูได้ที่ www.buddhistchannel.tv


6

Buddhist’s Mystery

เรื่อง : กองบรรณาธิการ I ภาพประกอบ : รบฮ.

“นกหัสดีลิงค์ พาหนะสู่สวรรค์”

เราคงเคยเห็นภาพนางเงือกแสนสวยนั่งร้องเพลงอยู่ บนโขดหิน มังกรมีปีกบินได้พ่นไฟได้ หรือสัตว์ประหลาดต่างๆ ในเทพนิยาย ภาพยนตร์ หรือ การ์ตนู ซึง่ ส่วนใหญ่จะเป็นของนอก จะว่าไปแล้วในพงศาวดารบ้านเราก็มีสัตว์ประเภทนี้อยู่มากมาย เช่นเดียวกับนกตัวใหญ่ชนิดหนึ่งที่อาศัยอยู่ในป่าหิมพานต์ มี ลำ�ตัวเป็นนก แต่จะงอยปากเป็นงวงช้าง เจ้านกตัวนี้มีชื่อเป็น ภาษาบาลีว่า “หตฺถิลิงฺคสกุโณ” ซึ่งเมื่อแปลออกมามีความหมาย ว่า “นกที่มีลักษณะเหมือนช้าง” ที่สำ�คัญคือมันมีพละกำ�ลังเทียบ เท่ากับช้างถึง 5 เชือกเลยทีเดียว นกหัสดีลิงค์มีปรากฏอยู่ในพงศาวดารต่างๆ มากมาย ถือเป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์และเป็นสาวกของพระพุทธเจ้า โดยการ เข้ามามีส่วนรับใช้พุทธศาสนา ตำ�นานนกหัสดีลิงค์นั้นมีมาแต่ สมัยโบราณหลายพันปีมาแล้ว ในนครตักกะศิลาเชียงรุ้งแสนหวีฟ้ามหานคร เมื่อพระมหากษัตริย์ถึงแก่สวรรคต ตามธรรมเนียม ต้องอัญเชิญพระศพออกไปฌาปนกิจที่ทุ่งหลวง ในครั้งนั้นพระ มหาเทวีให้จัดการพระศพตามโบราณประเพณี ได้แห่พระศพออก จากพระราชวังไปยังทุ่งหลวงเพื่อถวายพระเพลิง ขณะนั้นมีนก หัสดีลิงค์ซึ่งกินเนื้อสัตว์เป็นอาหารบินมาจากป่าหิมพานต์ ได้เห็น พระศพคิดว่าเป็นอาหารอันโอชะ จึงบินโฉบลงมาเอาพระศพ

จะไปกิน เมื่อพระมหาเทวีเห็นเช่นนั้นก็ประกาศให้ช่วยกันต่อสู้กับ นกหัสดีลิงค์เพื่อเอาพระศพคืนมา คนทั้งหลายก็อาสาต่อสู้ แต่ก็ เอาชนะนกหัสดีลิงค์ไม่ได้ ถูกนกหัสดีลิงค์จับกินหมด ธิดาแห่ง พญาตักกะศิลาพระนามว่า “สีดา” จึงเข้ารับอาสาสูน้ กหัสดีลงิ ค์ นางได้ใช้ศรอาบยาพิษยิงใส่นกหัสดีลิงค์จนถึงแก่ความตาย ตกลงมาพร้อมพระศพ พระมหาเทวีจึงโปรดสั่งให้ช่างทำ�เมรุ หอแก้วบนหลังนกหัสดีลิงค์ เชิญพระศพขึ้นประดิษฐานบนหลัง นกหัสดีลิงค์ แล้วถวายพระเพลิงไปพร้อมกัน นอกจากนั้นตามความเชื่อของชาวเหนือและชาวอีสาน มาแต่อดีตกาล ในพิธีศพก็นิยมสร้างปราสาทเป็นนกหัสดีลิงค์ ที่ตกแต่งอย่างวิจิตรงดงามเพื่อบรรจุศพของกษัตริย์เจ้านาย ฝ่ายเหนือ รวมถึงพระมหาเถระชั้นผู้ใหญ่ที่มรณภาพลง เพื่อให้ พิธีศพมีความสง่างามสมฐานะบารมี โดยเชื่อว่าผู้ที่อยู่บนหลังนก ตัวนี้ต้องเป็นผู้มีบารมีเท่านั้น และนกหัสดีลิงค์ซึ่งมีความแข็งแรง นี้จะเป็น “พาหนะ” นำ�ส่งดวงวิญญาณผู้ตายสู่สวรรค์ชั้นเทวโลก จนถึงพรหมโลก แต่ในปัจจุบันนี้หากต้องการเห็นปราสาท นกหัสดีลิงค์แล้วล่ะก็ ต้องรอชมในพิธีศพของพระเถระ ชั้นผู้ใหญ่ในภาคเหนือและอีสานเท่านั้น


เรื่อง : กองบรรณาธิการ

Book Corner

นักวิชาการเทศ-ไทย: หาความรู้ให้แน่ ใช่แค่คิดเอา ผู้แต่ง: พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตโต) จัดพิมพ์: วัดญาณเวศกวัน หนังสือเล่มนี้ท่านเจ้าคุณพระพรหมคุณาภรณ์เจาะจงเขียนขึ้น เพื่อที่จะกระตุ้นเตือนนักวิชาการ ทั้งคนไทยและต่างชาติ ที่เคยพูดหรือเขียนถึงท่านไว้ในที่ตา่ งๆ ให้พิจารณาสิ่งที่ตนได้เขียนหรือ พูดนั้นให้ดีๆ เพราะบางทีข้อมูลอาจจะผิดพลาดไปเสียก็ได้ โดยได้ยกเหตุการณ์และรายละเอียด ที่ท่านได้ถูกพาดพิงในการกล่าวอ้างของนักวิชาการทั้งหลายนั้นด้วย หากใครสนใจติดต่อขอรับ ได้ที่วัดญาณเวศกวันได้เลย

ถ้ารู้ธรรมะพระพุทธเจ้า อาตมาคงไม่ติดคุก ผู้แต่ง:พระรักเกียรติ รักขิตะธัมโม สำ�นักพิมพ์:อมรินทร์์ หนังสือเล่าเรื่องราวชีวิตของอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ที่ต้องคำ�พิพากษาของ ศาลฎีก าแผนกคดีอาญาผู้ดำ�รงตำ�แหน่งทางการเมืองฐานคอรัปชั่น ให้ต้องโทษจำ�คุกเป็นเวลา กว่า 5 ปี ชีวิตที่ผ่านการสรรเสริญ แล้วเมื่อต้องมาประสบกับการถูกเหยียดหยามทำ�ให้เขาต้อง หันมาศึกษาธรรมะ จนหลังจากพ้นโทษเมื่อ 2 ปีที่แล้ว เขาก็เลือกเดินบนเส้นทางแห่งพุทธศาสนา สร้างสำ�นักปฏิบัติธรรม เทศน์ชักนำ�นักการเมืองออกจากความชั่ว โดยถ่ายทอดผ่านประสบการณ์ ของตัวเอง อยากรู้ว่าเป็นตัวอย่างแบบไหน ต้องตามไปหาอ่านกัน

The Buddha’s Way to Human Liberation - A Socio- Historical Approach ผู้แต่ง: Nalin Swaris สำ�นักพิมพ์: Sarasavi Publisher งานวิจัยจาก ดร. นาลิน สวารีส อาจารย์ภาควิชาปรัชญาสังคม ที่มหาวิทยาลัย Dreibergen ประเทศเนเธอร์แลนด์ ซึ่งเพิ่งจากโลกนี้ไปเมื่อเดือน พ.ค. ที่ผ่านมา งานเขียนชิ้นนี้เป็นส่วนหนึ่งของ บทวิจัยปริญญาเอกของเขา โดยมีวัตถุประสงค์ให้เห็นถึงความพยายามของพระพุทธเจ้าที่จะหาวิธี หลุดพ้นจากความทุกข์ให้ได้ และนำ�มาสู่หนทางที่จะช่วยมนุษย์ให้หลุดพ้นจากความทุกข์ทั้งหลาย ทั้งปวงได้เช่นเดียวกับพระองค์

7


8

Art Code

เรื่อง I ภาพ : ศิริโชค เลิศยะโส, ธาดา เฮงทรัพย์กูล, ศุภโชค พิเชษฐ์กุล

นิทรรศการ กาย + ภาพ / Picsique

ณ นำ�ทองแกลเลอรี่ ชั้น 4 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร 30 มิถุนายน – 28 สิงหาคม 2011

“ร่างกายมนุษย์” เป็นสิ่งแรกๆ ที่ถูกจดจ้องและจองจำ� ด้วยกล้องถ่ายภาพ หรือกล่าวได้ว่า กล้องถ่ายภาพเป็นอุปกรณ์ ที่มนุษย์ มีไว้ใช้สังเกตการณ์มนุษย์ด้วยกันเอง นี่อาจจะเป็นหน้าที่ สำ�คัญประการหนึ่ง และเป็นเหตุผลที่ทำ�ให้เราพอจะนึกได้ว่ากล้อง ถ่ายภาพมีไว้ทำ�อะไร? “กาย + ภาพ” คือนิทรรศการที่พูดถึง องค์ประกอบระหว่างร่างกาย และความเป็นภาพถ่าย ด้วยทัศนคติ ของช่างภาพรุ่นใหม่ทั้งสามคน ในมุมมองและความเข้าใจเกี่ยวกับ ภาพถ่ายที่ไม่เหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็น ศิริโชค เลิศยะโส ช่างภาพ สารคดี ผู้มองร่างกายในลักษณะของร่างทรงทางวัฒนธรรมที่ “สวมใส่” อัตลักษณ์เพื่อบ่งบอกถึงความเป็นอารยชน ในขณะที่ กล้องถ่ายภาพของเขา คือดวงตาที่ท่องไปในโลกแห่งการสำ�รวจ และใช้เก็บหลักฐานต่างๆ บนเรือนร่างของมนุษย์ การจัดการร่างกายเพื่อตอบโจทย์ในเชิงพานิชย์ทำ�ให้ ศุภโชค พิเชษฐ์กุล ได้ทดลองนำ�รูปแบบของภาพถ่ายแฟชั่น ที่เราพบเห็นได้จากหน้านิตยสาร เข้ามาท้าทายกรอบความคิด เกี่ยวกับการการมองหาความสมบูรณ์แบบทางกายของมนุษย์ เพราะแท้จริงแล้วบริบทของการถ่ายภาพแฟชั่นนั้นมี “พลัง” ในการสร้างความสมจริงของการเห็นที่ไม่จริงอยู่เสมอ รวมไปถึง ความสัมพันธ์ของมนุษย์และการลุกล้ำ�พื้นที่ส่วนตัวที่ ธาดา เฮงทรัพย์กูล มักจะนำ�เสนอผ่านภาพถ่ายให้เห็นแง่มุมของความรัก ความใกล้ชิดสนิทสนม (Intimacy) ที่มนุษย์แสดงออก เป็นภาพถ่าย

ที่ซึมซับสภาวะความอ่อนไหว หรือการเป็นผู้ถูกกระทำ�ทางความ สัมพันธ์ จนบางครั้งเราก็ไม่สามารถปฏิเสธได้อย่างเต็มปากว่า ภาพถ่ายแอบซ่อนอารมณ์ของมนุษย์ไว้ได้อย่างแนบสนิท ทั้งหมดนี้เราจะได้เห็น การ “ถ่าย” ทอดชีวิต ความ สัมพันธ์ระหว่างภาพถ่ายและมนุษย์ ซึ่งในบางครั้งก็ได้ให้คำ�ถาม ที่น่าสนใจว่า เราต้องการอะไรจากภาพถ่าย? ยิ่งเมื่อเราได้ลอบมอง มนุษย์ผ่าน “ภาพ” เราอาจจะพบว่าภาพถ่ายนั้นกลับบันทึกสังขาร และความเป็นมนุษย์ได้อย่างน่าอัศจรรย์ บทบาทต่างๆ ที่มนุษย์ ได้สวมทับเข้ามาปรากฏเป็นเงาอยู่ในภาพถ่าย ไม่ว่ามนุษย์จะสุข เศร้า เหงา รัก หรือแง่มุมเล็กๆ อีกนับพันที่ยากเกินกว่าสายตาของ เราจะมองเห็น จนบางครั้ง ภาพถ่ายก็ดูราวกับจะมีความสามารถ พิเศษในการสื่อสารแง่มุมของความเป็นมนุษย์ ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ ทางการเห็นที่มากไปกว่ามนุษย์ด้วยกันจะทันสังเกต หรือเข้าใจ ในแง่หนึ่ง ภาพถ่ายร่างกายมนุษย์จึงกลายเป็นประตูสู่ภาวะทาง โลกโดยอัตโนมัติ เพราะเมื่อผู้ชมเพ่งมองผลงานภาพถ่ายเหล่านี้ ย่อมพบว่าภาพถ่ายได้แสดงตัวตนต่อผู้ชมอย่างเท่าเทียม และ กระทำ�ต่อผู้จ้องมองในระดับปัจเจก ซึ่งอยู่ที่ว่า ผู้ชมยินดีที่จะเดิน เข้าสู่โลกของมายาภาพ เพื่อที่จะพบพานกับความเป็นจริง ทางกายภาพของเราเองหรือไม่ เพราะสุดท้ายผู้ชมนั่นเองที่จะเป็นผู้มองเห็นว่า บุคคลที่อยู่ในภาพเป็นใคร?


www.WANGDEX.co.th


10

มุมส่วนตัว

เรียบเรียง : กองบรรณาธิการ I ภาพ : พรชัย บริบูรณ์ตระกูล­­

สุรสีห์ โกศลนาวิน ต้องเข้าใจสิทธิถึงจะมีสุข

ในรอบสิบกว่าปีที่ผ่า นมาหากคุณเคยได้ยินได้ฟังเรื่องราวของคดีดังๆ ในเมืองไทย เช่น คดี โ กงการสอบ เข้า ร.ร.สาธิต เกษตร คดีทุจริต ยาของกระทรวงสาธารณสุข คดีตากใบ คดีจับผู้กระทำ�ผิด 7 ตุลา จนไปถึงคดีของยายไฮ ขันจันทา เป็นต้น ล้วนมีจุดเริ่มมาจากเขาคนนี้ สุรสีห์ โกศลนาวิน บุคคลที่ทำ�งาน เอาข้อมูลทั้งหลายของทางราชการออกมาเปิดเผยให้ ป ระชาชนรับรู้ จนทำ�ให้มีเหตุต้องเปลี่ยนหน้าที่ รับผิดชอบอยู่หลายครั้ง เริ่มจากเจ้าพนักงานคุมประพฤติของสถานพินิจ(2516-18) เป็นอัยการ (2524-43) เป็นผู้อำ�นวยการสำ�นักงานคณะกรรมการข้อมูลข่าวสาร (2541-42) และเป็นหนึ่งในคณะกรรมการสิทธิ มนุษยชนแห่งชาติ ชุดแรก (2544-52) จนถึงวันนี้...วันที่เขาเกษีย ณแล้ว อะไรทำ�ให้เขาทำ�ในสิ่งที่คนอื่น ไม่กล้าทำ�ในตอนนั้น และอะไรที่เขาจะทำ�ต่อในวันนี้ ลองศึกษาดูครับ


12 มุม : บางคนรู้จักคุณในฐานะที่เป็นอดีตอัยการ เป็นผู้อำ�นวยการสำ�นักงานคณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการ เป็นกรรมการสิทธิ มนุษยชนแห่งชาติ ที่มีผลงานเรื่องการตรวจสอบการใช้อำ�นาจรัฐต่างๆ ในการดำ�เนินชีวิตคุณคิดอะไรถึงทำ�ให้คุณมาเป็นอย่างนี้ ผมคิดในเรื่องมนุษยชาติ หมายความว่าเกิดจากการเข้าใจในความคิดว่า มนุษย์เราเกิดมาทำ�อะไร เกิดมาได้ยังไง มันเป็นเรื่องของความ รู้สึกส่วนตัวตั้งแต่เด็ก แล้วเราก็มีจินตนาการต่อไปว่าเราจะเห็นความแตกต่างระหว่างของคน ความคิดมันเกิดตลอดเวลาว่าทำ�ไมคนมันถึง แตกต่างกันความเป็นอยู่ ฐานะ สังคม หรือพื้นฐานของคนมันไม่เท่าเทียมกัน มันมีความคิดเปรียบเทียบจากเรื่องบทละคร หรือภาพยนตร์ แล้วเราก็เลยมาคิดตรงนี้ มุม :ตั้งแต่เด็กเลยหรือ ใช่ มีความรู้สึกตั้งแต่เด็กๆ เลย คือเราดูแล้วเราเกิดแว๊บขึ้นมา แล้วทำ�ไมคนต้องเกิดมาด้วยคือมันคิดมาแป๊บเดียว มุม : ตอนนั้นอายุประมาณเท่าไหร่ ตอนนั้นก็อยู่ช่วงประมาณชั้นประถม มันมีจินตนาการว่าถ้าสมมุติเราเป็นเจ้าชายในนิยายจะเป็นยังไงบ้าง ความคิดเรารู้สึกเหมือนในนิยาย ตอนเด็กๆ จะชอบพวกอัตชีวประวัติคนดัง อ่านนิยายของของ สด กูรมะโรหิต เช่น เลือดสีน้ำ�เงิน เลือดสีแดง ระย้า และก็อ่านการ์ตูนบางที เราก็จะเห็นว่ามีการเบียดเบียนรังแกกัน เช่น ดาบเจ็ดสีมณีเจ็ดแสง อภินิหารแฟลชกอร์ดอน อะไรพวกนี้ คือเราอ่านแล้วเราก็มีจินตนาการ แล้วเราก็อ่านหนังสือเรื่องวิวัฒนาการของโลก จินตนาการต่างๆ มันก็เกิดขึ้น ตอนนี้เราก็กลับมาดูชีวิตจริงๆ ว่า ถ้าเราจะใช้ชีวิตที่อยู่ใน สังคมเมืองไทย ตอนนั้นอำ�นาจรัฐมันก็ค่อนข้างแข็งแรงระบบราชการมันเข้มแข็ง คนส่วนใหญ่ก็จะมีค่านิยมที่จะต้องเข้าไปสู่อาชีพการงาน ในทางราชการ มุม : เห็นอะไรจากภายในครอบครัวด้วยหรือเปล่าเลยทำ�ให้คิดแบบนี้ ครอบครัวก็เป็นครอบครัวชนชั้นกลาง พี่น้องก็ 4-5 คน คือความรู้สึกทุกคนมันต้องการความมั่นคงในชีวิต ก็คือต้องรับราชการ ที่บ้านก็เลย รับราชการหมด ปัญหาคือตอนนี้เราต้องกลับมาคิดว่า ทำ�ไมเราต้องไปอยู่ในเงื่อนไขการที่ถูกกำ�หนดโดยราชการว่าเราต้องอยู่ในตำ�แหน่ง นี้ เพราะรู้สึกว่ามันมีความมั่นคง อีกอย่างได้รับใช้สังคมรับใช้ในระบบราชการ ใน concept ในสมัยโบราณเขาคิดกันแบบนี้แต่ตอนหลังเรา คิดว่าถ้ามนุษย์ธรรมดามีอาชีพอะไรก็ตามมันก็ช่วยเหลือสังคมได้ แล้วเราไปหลงทางอยู่ในระบบนั้นตั้งนาน แต่ว่าในระบบที่เราไม่ถึงกับว่า หลงทางแต่ว่ารู้สึกว่าทำ�ให้เห็น เรามีโอกาสได้ช่วยเหลือคนที่เขาอยู่ในเงื่อนไขที่เปิดโอกาสเราช่วยได้ แต่จริงๆ มันช่วยเฉพาะรายมากกว่า ไม่ได้ช่วยทั้งระบบ เพราะเราไม่ได้เป็นคนสร้างระบบเอง แต่เรื่องเหล่านี้ทำ�ให้เราคิดถึงช่วงที่เราทำ�งานหลังจากเรียนจบกฎหมายมาทำ�งาน ที่สถานพินิจเด็กมันทำ�ให้ได้คิดเรื่องนี้เยอะ เนื่องจากว่าเวลาเราทำ�งานเป็นพนักงานคุมประพฤติเราก็จะต้องทำ�รายงานสิ่งแวดล้อมเกี่ยวกับ เด็ก เวลาเราเขียนเรื่องสิ่งแวดล้อมเด็ก เราก็ค้นคว้าว่าทำ�ไมเด็กตั้งแต่ 7 ขวบทำ�ผิดได้ มันมีที่มาที่ไปอย่างไร คือเราเริ่มคิดตรงนี้ละว่าการ ประกอบอาชญากรรมของเด็กนี่มันเกิดได้ยังไง มันมาจากอะไร ทีนี้พอคิดไปเรื่อยๆ มันก็จะเจอโครงสร้างใหญ่ คือตัวโครงสร้างของการ ประกอบอาชญากรรมก็คือโครงสร้างทางสังคม เมื่อมองไปถึงตอนนั้นที่ต้องอ่านหนังสือต่างๆ หนังสือสังคมศาสตร์ปริทัศน์ งานวิจัยต่างๆ เพื่อจะหาคำ�ตอบมาเขียนรายงาน เพราะในการเขียนรายงานจะต้องรายงานสาเหตุที่เด็กกระทำ�ผิดคืออะไร แล้วเราจะมีทางออกยังไง มุม :เหตุนี้หรือเปล่า จึงผลักดันให้มาเป็นอัยการต่อ เหตุที่เป็นอัยการ เพราะหนึ่งในแง่ด้านวิชาชีพกฎหมายด้วย เพราะว่าเรามองแล้ว มันไม่สามารถจะแก้ปัญหาเด็กได้ในขณะนั้น มุม :ตอนที่เป็นผู้คุมประพฤติ เป็นผู้คุมพระพฤติและรักษาการณ์ผู้อำ�นวยสถานพินิจด้วย เราเห็นว่าจากระบบที่เป็นอยู่เนื่องจากเจ้าหน้าที่เองก็ตาม พื้นฐานการศึกษา และความเข้าใจมันไม่ตรงกันกับหลักทางวิชาการ ทุกคนที่ทำ�งานก็เพื่อที่จะดำ�รงชีวิต ส่วนหนึ่งก็เพื่อที่จะเป็นไปตามกลไกของระบบ ระเบียบราชการ แต่ในหัวใจในจิตสำ�นึกจริงๆ มันไม่ได้เข้าไปถึงการแก้ไขปัญหาที่ตัวเด็ก เพราะตัวเด็กคนหนึ่งกว่าจะประกอบอาชญากรรม


เขาก็มีปัจจัยที่มีผลกระทบมาจากสิ่งแวดล้อม เด็กทำ�ผิดมีทั้งมาจากครอบครัวฐานะร่ำ�รวย ยากจน ปานกลาง แต่ส่วนใหญ่มาจากความ ยากจนพ่อแม่เลิกร้างกันอะไรเหล่านี้ เราก็เห็นปัญหาซ้ำ�ๆ กันอยู่ตลอดและมันก็แก้ไม่ได้ พอพ้นจากศาลเด็กมาขึ้นศาลผู้ใหญ่ มุม : เป็นอัยการแล้วมันทำ�อะไรให้ดีขึ้น อัยการก็คือเจ้าหน้าที่ในกระบวนการยุติธรรมเป็นขั้นตอนในการบังคับใช้กฎหมาย เราก็มีหน้าที่เป็นทนายแผ่นดิน รักษาผลประโยชน์ ของรัฐและประชาชน คือการรักษาความยุติธรรมแก่เหยื่อของอาชญากรรม เราก็ดูแลเหยื่อหรือให้ความเป็นธรรมกับคนที่ถูกกล่าวหา ว่ากระทำ�ผิด ซึ่งเขาอาจไม่ได้ทำ�ผิด เป็นการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน คือสรุปแล้วเราก็ต้องหาความจริงเป็นอาชีพของการ หาความจริงตั้งแต่เริ่มทำ� ปัญหาของทุกวันนี้คือคนหาความจริงไม่เจอ ไม่รู้ความจริงไปอยู่ที่ไหน ความจริงมันเริ่มตั้งแต่สมัยโบราณแล้ว ที่คนจะถูกหลอกโดยลัทธิความเชื่อต่างๆ มันอยู่ในเรื่องของความจริงความลวงต่างๆ ว่าอะไรคือความจริงหรือความไม่จริง แล้วพวกนี้ ก็จะมีตำ�รามีเอกสารเกี่ยวกับหนังสือปรัชญาเยอะแยะ ตอนนั้นก็ออกไปค้นหนังสืออ่านเองเยอะซีร็อกส์วิทยานิพนธ์ต่างๆ เกี่ยวกับเรื่อง ความเชื่อของคน ถอยหลังไปดูว่านักปราชญ์คนนี้คิดเรื่องอะไรเราก็เอาความคิดมาต่อๆ กัน แต่ละขวบปีก็จะเห็นวิวัฒนาการความคิดของ มนุษย์มันพัฒนาไปยังไง คิดยังไง คือตอนนี้มันก็มีส่วนที่ถูกกำ�หนดวิธีคิดของเราทำ�ให้เราเริ่มคิดออกนอกคือคิดเรื่องระบบมากขึ้น แล้ว ก็คิดว่ามนุษย์ทุกคนก็เป็นผู้ที่อยู่ที่เกิดขึ้นมาโดยบริสุทธิ์ แต่ว่ามันถูกกระทำ�โดยเงื่อนไขต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเงื่อนไขของสังคม สิ่งแวดล้อม หรือโครงสร้างทางกฎหมาย โครงสร้างอันอยุติธรรมของสังคมอย่างที่เราพูดกัน และเดี๋ยวนี้มันมีคำ�ว่าโลกาภิวัฒน์เป็นกลไกที่ครอบมาจาก โลกข้างนอก พอเราเข้าใจตรงนี้แล้วเราก็ไปอ่านหนังสือประวัติศาสตร์ แล้วก็สังคมศาสตร์ต่างๆ เราก็จะเข้าใจว่าทำ�ไมประเทศนู้นถึงมา รังแก หรือเรื่องศาสนา ความขัดแย้งต่างๆ ตอนนี้ก็เลยสนใจเรื่องของความขัดแย้งของคน มุม : ทำ�ไมถึงเลือกออกจากอัยการไปอยู่สำ�นักงานข่าวสารข้อมูล ช่วงนัน้ คือระหว่างรอการเป็นอัยการจังหวัด มันมีชว่ งเวลาหนึง่ ทีม่ กี ฎหมายฉบับใหม่ เราคิดว่ามันตอบคำ�ถามเรือ่ งความจริงไง เพราะ ประชาชนจะไม่คอ่ ยรูค้ วามจริง ข้อมูลของราชการเป็นเรือ่ งความลับ เพราะราชการคิดว่าตัวเองก็คอื เจ้าของอำ�นาจ(ในการเข้าถึงข้อมูล) ซึง่ จริงๆ เจ้าของอำ�นาจในทีน่ ถ้ี า้ เราพูดถึงเรือ่ งอำ�นาจประชาธิปไตยคือประชาชน แต่จริงๆ ประชาธิปไตยมันมีจริงอยูห่ รือไม่ ในเรือ่ ง อุดมการณ์ในเรือ่ งของความคิด ความจริงก็คอื ประชาชนไม่คอ่ ยรูอ้ ะไร ประชาชนรูใ้ นสิง่ ทีอ่ ยากจะให้รเู้ ท่านัน้ แล้วความรูน้ ม้ี นั อาจจะได้ 100 เปอร์เซ็นต์ 50 เปอร์เซ็นต์ หรือแค่ 25 เปอร์เซ็นต์ ก็ไม่ทราบ แต่ละคนก็ไม่รู้ ง่ายๆ เลยบางทีประชาชนไปขอข้อมูลตัวเองทีอ่ �ำ เภอยังไม่คอ่ ยจะ ได้เลย บางทีเขาก็ยงั ไม่ให้เลย แต่กอ่ นขอทะเบียนบ้านมีขน้ั ตอนเยอะแยะมาก ซึง่ ช่วงหลังนีก้ ต็ อ้ งมีการปรับปรุงแก้ไขให้ดขี น้ึ แล้วมันมี พรบ. ข้อมูลข่าวสารขึน้ มา เราสนใจตรงนีเ้ พราะข้อมูลข่าวสารเป็นเรือ่ งใหญ่ เพราะว่าสมัยก่อนบางคนมันก็ได้ผลประโยชน์จากการรูข้ อ้ มูล นักการเมือง หรือผูม้ อี ทิ ธิพลต่างๆ มีขอ้ มูลเยอะกว่า โลกของข้อมูลข่าวสารก็เป็นเรือ่ งใหญ่ มันเป็นก้าวกระโดดของสังคม เป็นยุคข้อมูล ข่าวสาร ตอนหลังมีเรือ่ งไอทีเข้ามามันก็เรือ่ งข้อมูลทัง้ นัน้ ปัญหาก็คอื ว่าการจัดการกับข้อมูล ประชาชนจะแยกแยะได้ยงั ไง เพราะข้อมูลมัน ท่วมล้นทะลัก เราจะเลือกยังไงข้อมูลทีไ่ ด้มาเป็นข้อมูลจริงหรือข้อมูลลวง แต่พอเราเข้าใจว่ามนุษย์ทกุ คนมีความสุข มีโลกส่วนตัวของเขา เราก็จะเห็นว่ามนุษย์ทกุ คนมีความเชือ่ เราก็เคารพความเชือ่ ของเขา เราจะไม่ไปดูถกู ดูหมิน่ ว่าคนโน้นเชือ่ อย่างนีเ้ พราะอะไร ความคิดความ เชือ่ ของเขาเป็นสิง่ ทีเ่ ขาหลอมขึน้ มาในชีวติ ของเขา เราก็ถกู หลอมขึน้ มาในชีวติ ของเราเหมือนกัน เราอยากจะรูข้ อ้ มูลอะไรในแต่ละวัน มัน กระทบอายตนะหรือประสาทสัมผัสทัง้ 5 เราก็จะเข้าใจว่า เรารูอ้ ะไรไม่รอู้ ะไรมากน้อยแค่ไหน ทีนถ้ี า้ เราไม่เข้าใจ สิง่ ทีม่ ากระทบกับเรามัน เป็นเรือ่ งของอารมณ์ความรูส้ กึ เราก็จะบิดผันไปตามข้อมูลทีเ่ ราได้รบั พอเราได้รบั ข้อมูลบ่อยๆ เราก็จะรูส้ กึ มันมีอารมณ์มตี วั ตนขึน้ มา มันก็ เกิดจากสิง่ ทีเ่ ร้า ทีเ่ ข้ามาหาเรา ถ้าเราอยูเ่ ฉยๆ ไม่มขี อ้ มูลมาเลย เราก็อาจจะเป็นคนซึง่ อาจจะว่างเปล่าเลยก็ได้ มุม :ช่วงนั้นที่เปิดเผยข้อมูลมากๆ เป็นยังไงบ้าง เพราะตอนนั้นเราถือว่าเปิดเผยเป็นหลัก ปกปิดเป็นข้อยกเว้น ทีนี้การเปิดเผยมันก็ได้เห็นอะไรหลายๆ อย่าง ซึ่งประชาชนเขาก็อาจจะรู้อยู่ แล้วแต่ก็ไม่มีหลักฐานมาสนับสนุนไง คือประชาชนก็รู้อยู่แล้ว สมมุติว่าการทุจริตคอรัปชั่นอะไร มันก็รู้ว่ามันมี แต่ไม่รู้ว่ามันคืออะไร ไม่รู้ ว่าใครนาย ก นาย ข ทำ� พอมันมีกรณีเปิดเผยข้อมูลเรื่องสัญญาช่อง 7 สี เรื่องโรงเรียนสาธิตเกษตร เรื่องหลายๆ เรื่องที่มันมีคนร้องเรียน เข้ามาเรื่อยๆ เวลาทำ�งานเราก็ต้องประสานงาน เราก็ไม่ได้อยากบังคับหรือให้เขามาวินิจฉัยมากๆ เราก็ใช้วิธีประสานกับทางหัวหน้าหน่วย

13


14 ราชการว่าถ้าเป็นไปได้ เปิด เพราะโดยหลักมันเปิด 90 เปอร์เซ็นต์อยู่แล้ว ทีนี้ปิด ก็เป็นเรื่องความมั่นคง เรื่องความปลอดภัยของประเทศ เรื่องสิทธิความเป็นอยู่ส่วนตัวของคน อะไรเหล่านี้ หรือเรื่องความลับทางการค้า ซึ่งตัวนี้ก็จะเป็นเรื่องของดุลยพินิจ แล้วช่วงนั้นเนื่องจากเป็น ช่วงหลังจากวิกฤตเศรษฐกิจ มันก็จะมีเรื่องข้อมูลที่ปกปิดเยอะแยะ มุม :เลยทำ�ให้อยู่ในตำ�แหน่งนี้ไม่นานเท่าไหร่ ปีกว่าๆ ก็พอสมควร มุม :เขาก็เลยคืนให้กรมอัยการ ก็คืนมา เพราะเห็นว่าเป็นผู้ที่มีประสบการณ์และก็เป็นตัวอย่างของอัยการที่น่าจะเป็นแบบ เพราะในหนังสือเขาเขียนว่า ขอให้ไปเป็น ตัวอย่างที่ดีแก่อัยการรุ่นน้องๆ ต่อไป มุม :ตอนนั้นรู้สึกอย่างไรบ้าง รู้สึกเป็นเกียรติยศอย่างยิ่งที่ได้ไปรับราชการ แล้วก็มีผลงานจนกระทั่งให้ไปเป็นตัวอย่างแก่อัยการรุ่นน้องๆ ต่อไป ก็ถือว่าเป็นเกียรติประวัติ มุม :อยู่กรมอัยการมีอะไรไม่พอใจหรือเปล่า พอใจสิ ทำ�ไมจะไม่พอใจ เพราะว่าสิ่งที่เราพอใจคือเราพอใจทุกวัน ทุกขณะ เหมือนกับที่ท่านติช นัท ฮัน พูด ปัจจุบันเป็นเวลาอันประเสริฐ สุด คือบางครั้ง ถ้อยคำ�สั้นๆ ของพระผู้ใหญ่ อย่างเช่นท่านดาไลลามะ ที่พูดถึงเรื่องความกรุณาอะไรเหล่านี้ บางทีมันเข้ามาในสมองของเรา แล้วเราชอบตรงนีก้ เ็ อามาใช้เลย โดยไม่ตอ้ งไปมีค�ำ อธิบาย เพราะว่ามันเป็นคำ�ทีเ่ ราเอาไปใช้ในการปฏิบตั ไิ ด้ แล้วเรารูส้ กึ สบายใจไม่ตอ้ งไป คิดอะไรมาก อย่างทำ�งานอัยการเราก็ท�ำ งานอย่างทีเ่ ราอยากจะทำ�แล้วคนก็พอใจ แล้วเราก็อยากจะหาความจริง แต่เราก็ไม่ได้คดิ ว่าคนอืน่ ที่ ทำ�งานไม่เหมือนกันกับเรา เขาผิดหรือถูก ทุกคนก็มเี สรีภาพทีจ่ ะทำ�งานตามอุดมการณ์ของแต่ละคน แล้วเราก็ถอื ว่าเราก็พอใจในสิง่ ทีเ่ ราทำ� มุม :ถ้าอย่างนั้นเมื่อเป็นอัยการจังหวัดแล้ว ทำ�ไมยังสนใจไปสมัครกรรมการสิทธิมนุษยชน รัฐธรรมนูญใหม่ปี 40 มันออกมาพอดี แล้วก็มีองค์กรอิสระอันนี้เกิดขึ้น เนื่องจากว่าสิทธิที่จะรู้ มันต่อเนื่องกับการทำ�งาน เรื่องสิทธิที่จะรู้ก็คือ right to know มันกำ�ลังเดินหน้าไป เราคิดว่าสิทธิที่จะรู้ มันเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของมนุษย์เหมือนกัน เพราะว่าสิทธิมนุษยชนเป็นเรื่องสิทธิ ขั้นพื้นฐาน ไม่ใช่สิทธิที่เหนือจากระดับพื้นฐาน เพราะเวลาเราคุยถึงเรื่องกฎหมายแพ่งหรือกฎหมายพิเศษ มันเป็นเรื่องที่เหนือจากพื้นฐาน ของมนุษย์ เลยคิดว่าเราไปช่วยดูเรื่องสิทธิขั้นพื้นฐานที่มันน่าสนใจ แล้วเราจะทำ�ยังไง ส่งเสริมให้คนเข้าใจเรื่องตัวเอง เรื่องสิทธิขั้นพื้นฐาน แต่การเข้าใจสิทธิขั้นพื้นฐานไม่ใช่การเรียกร้องสิทธิอย่างเดียว คือเข้าใจคนอื่นด้วย ทีนี้ถ้าเราเข้าใจสิทธิขั้นพื้นฐานคนอื่น เราก็จะอยู่ด้วยกัน อย่างมีความสุข ประเด็นหลักก็ทำ�ยังไงให้มนุษย์อยู่ด้วยกันแล้วเข้าใจกันแบบไม่ต้องมาแย่งชิงทรัพยากรหรือว่าต่อสู้กัน มุม :ปัจจุบันก็ยังมีปัญหาเรื่องสิทธิอยู่นี่ ปัญหานี้อีกร้อยปีก็ยังจะมีอยู่ เพียงแต่ว่าถ้าประชาชนตื่นตัวเรื่องนี้ มันก็จะคุมซึ่งกันและกัน ทุกคนจะเข้าใจ ซึ่งกันและกันมากขึ้น ดังนั้น อนาคตก็เป็นเรื่องข้อมูลข่าวสาร เป็นเรื่องของการรู้เรื่องของคนอื่น เรื่องสิทธิก็เรื่องคนอื่น เพราะเราเคารพสิทธิของคนอื่นเขา ไม่ใช่ว่าเราคิด แต่สิทธิ์ของเรา เพราะบางทีเรื่องสิทธิมนุษยชนเป็นความเชื่อของทางตะวันตก อะไรจริงๆ ในทางศาสนาพุทธ มันมีมานานแล้ว เรื่องความ เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ความเข้าใจคนอื่น ความมีจิตใจที่ดีต่อกัน ผมคิดว่าศาสนาพุทธได้ให้มากมาย เพียงแต่ว่าเราไปเลือกเอาว่า ความมีตัวตน บางทีมันติดความมีตัวตนของเราด้วยซ้ำ�ไป ถ้าเรารู้สึกว่าเรามีความยิ่งใหญ่ เราคิดว่าตัวเราใหญ่โตมาก มันก็ทำ�ให้เราไปรังแกคนอื่นหรือ เห็นคนอื่นมันเล็กกว่าเรา ถ้าเราคิดว่าทุกคนเสมอกัน เราเข้าใจเขาว่าที่เราอาจจะมีมากกว่าเขาหรือน้อยกว่าเขา มันเป็นความแตกต่างของ แต่ละคนที่ไม่เหมือนกัน


15

การเรียกร้องสิทธิ แต่ละคนมัน ขึ้นอยู่กับขั้นพื้นฐานในความคิด ของแต่ละคน เพราะเขาต้องขาด เขาถึงมาเรียกร้อง เราก็ต้องเข้าใจเขา ว่าเขาขาดเรื่องอะไร มุม : ปัจจุบันที่มีกลุ่มต่างๆ ออกมาเรียกร้องสิทธิ เขาเรียกร้องสิทธิที่ควรจะเป็นหรือเปล่า คือการเรียกร้องสิทธิ แต่ละคนมันขึ้นอยู่กับขั้นพื้นฐานในความคิดของแต่ละคน เพราะเขาต้องขาดในสิ่งที่เขาเรียกร้อง เขาถึงมาเรียกร้อง เราก็ต้องเข้าใจเขาว่าเขาขาดเรื่องอะไร แล้วพื้นฐานที่เขามาเรียกร้องเพราะอะไร เพราะในฐานะที่เขาเป็นมนุษย์คนหนึ่งที่เกิดมาท่ามกลาง ความขัดแย้ง ท่ามกลางสิ่งกระทำ�กระทบต่อเขา เราก็ต้องควานไปหาสาเหตุ แล้วเราก็จะเห็นว่าเขาต้องการอะไรที่มากกว่านั้น เพราะหรือ เพื่ออะไร เขาอาจจะต้องการสิ่งที่มากกว่า เพื่อที่จะมาเผื่อแผ่ยังกลุ่มคนที่น้อยกว่า เขาคิดว่าเขาแข็งแรงกว่า ถึงมาทำ�เพื่อคนอื่น คือถ้าเรา เข้าใจว่าเขาทำ� เราต้องมองมุมบวกให้เป็น มองทุกอย่างเป็นบวก แล้วก็อันไหนที่มันกระทบต่อคนอื่น แล้วเห็นชัดเจนว่ามันทำ�ให้คนอื่นได้ รับผลร้าย เราก็ต้องไปสกัดที่จุดนั้น ซึ่งอันนี้เป็นหน้าที่ของรัฐที่จะต้องไปดูแล มุม :ตลอดในชีวิตการเป็นกรรมการสิทธิฯ มีงานไหนที่รู้สึกว่าภูมิใจที่สุด ไม่มี มันเป็นเรื่องของความทุกข์ของคน มันไม่ภูมิใจ เพราะเป็นเรื่องที่คนอื่นเขาทุกข์ เราไปภูมิใจกับความทุกข์ของคนอื่นไม่ได้ เราก็ทำ�งาน เต็มที่ แต่คิดว่างานที่ภาคใต้ น่าจะเป็นงานที่ตั้งใจทำ�งานมาก เข้าไปดูเรื่องภาคใต้แล้วก็เข้าใจพอสมควร เราก็ได้เห็นตั้งแต่การเข้าไป ประสานงานเรื่องการถอนฟ้องคดีตากใบ แล้วก็การที่ให้ฝ่ายกลาโหมไปเยียวยาค่าเสียหายทางแพ่งกับญาติผู้ตายในกรณีตากใบ แล้วก็ ประสานงานหลายๆ เรื่อง เช่น เรื่องการที่ฝึกอบรมกลุ่มเยาวชนประมาณสักสี่ห้าร้อยคน ซึ่งมีความขัดแย้งกันเรื่องว่า ละเมิดสิทธิมนุษยชน ไม่ละเมิด มันเป็นเรื่องที่น่าศึกษา แล้วเราเห็นชีวิตมนุษย์มากขึ้น เราเคารพความเป็นมนุษย์ของคนมากขึ้น คือเราไม่ไปติดกับเรื่องหลักการ ซึ่งมันเป็นอุดมการณ์แบบไปลอกตำ�ราฝรั่ง มันไม่ใช่ เราอยู่ในโลกของความเป็นจริง มุม : อย่างคดี 7 ตุลา ปิดค่อนข้างรวดเร็ว ก็คดี 7 ตุลา มันเป็นเรื่องที่มันตรงไปตรงมา ไม่ซับซ้อนมาก เพราะว่าพยานหลักฐานมันชัดเจน แล้วก็มันสามารถจะพิสูจน์ได้ ตามที่กลไก กฎหมายให้อำ�นาจ


16 มุม :จนมันเป็นข้อเปรียบเทียบว่า ตอนคดีเมษาก็ยงั ทำ�ได้ไม่เท่า คือเมษา พอดีเปลีย่ นผูร้ บั ผิดชอบ เพราะว่าเนือ่ งจากกรรมการสิทธิฯ ชุดนัน้ ก็มหี ลายคน ใช่ไหมครับ ก็มผี รู้ บั ผิดชอบต่างๆ กันไป แบ่งหน้าที่ กันทำ� จนกระทัง่ ถึงชุดปัจจุบนั เราก็คดิ ว่าทุกชุดเขาก็มคี วามสามารถไม่แตกต่างกัน เพียงแต่วา่ ในเงือ่ นไขทีเ่ ราทำ�ตอนนัน้ เรารีบทำ�เพราะว่าผู้ บาดเจ็บ แล้วก็ผทู้ เ่ี กีย่ วข้องยังอยูส่ ดๆ แล้วก็ทกุ คนให้ความร่วมมือ ก็ตอ้ งดูผลของการกระทำ� แล้วเวลาผลเกิดขึน้ มีการแก้ไขอย่างไร เหล่านี้ มันเป็นรายละเอียดซึง่ มันมีอยูต่ ามผลการสอบสวน ความจริงคณะกรรมการสิทธิฯ ไม่ได้ไปชีผ้ ดิ ชีถ้ กู เพียงแต่ดวู า่ มันมีผบู้ าดเจ็บ มันเป็นการ ละเมิดสิทธิหรือเปล่า หมายความว่าสิทธิมนุษยชนมันก็ตอ้ งมีก�ำ หนดกลไกของมันว่า จะต้องแจ้งสิทธิต์ า่ งๆ ให้ทราบ คนไหนทำ�ผิดก็ตอ้ งว่า กันไป ใครผิดก็ตอ้ งแยกส่วนว่าอันนีค้ อื การกระทำ�ผิด อันนีค้ อื การละเมิดสิทธิ์ แล้วส่วนหน่วยงานของรัฐทีก่ ระทำ�ต่อความเป็นมนุษย์ของคน ก็ จะมีหน่วยราชการอืน่ ๆ ทีเ่ ขาไปดำ�เนินการ เช่น ปปช. เขาก็วา่ กันไป หรือศาล ซึง่ ไม่ใช่หน้าทีข่ องกรรมการสิทธิฯ กรรมการสิทธิฯ มีหน้าทีเ่ อา ข้อเท็จจริงมาเรียบเรียงแล้วชีใ้ ห้เห็นว่า มันมีสถานการณ์ยงิ กันอย่างนีเ้ กิดขึน้ เรามีหน้าทีแ่ ค่นเ้ี องว่า สถานการณ์มนั เกิดอย่างนีน้ ะ มีคนสัง่ มี คนทำ� เราก็น�ำ มาเรียงให้เห็นภาพให้ปรากฏว่าความเป็นจริงมันคืออะไร หรือให้ได้ใกล้ความจริงมากทีส่ ดุ และความเป็นจริงมันก็คอื ภาพ ทีป่ รากฏจากสือ่ มวลชน เรามีพยานมายืนยันว่าภาพนีม้ คี นมาเห็น เขามาเป็นพยานยืนยันว่า สือ่ ว่าอย่างโน้นอย่างนี้ แล้วผูท้ เ่ี กีย่ วข้องก็มา ยืนยันตามข้อเท็จจริงทีเ่ ขาได้ประสบ หรือผูบ้ าดเจ็บเขาเล่าให้ฟงั ว่าเขาโดนมาจากทางไหน มันก็จะต่อเป็นเรือ่ งเป็นราวกันขึน้ มา มันก็สามารถ จะเรียบเรียงได้วา่ เรือ่ งทีม่ นั เกิดขึน้ มา มีทม่ี าทีไ่ ปยังไง แล้วใครต้องรับผิดชอบ เพราะว่ามันมีระเบียบบริหารราชการแผ่นดินอยูว่ า่ ใครมีหน้าที่ อะไร ต้องรับผิดชอบมากน้อยแค่ไหน การทำ�งานของกรรมการสิทธิฯเป็นรูปคณะกรรมการ ทีร่ บั ผิดชอบร่วมกันแต่แบ่งหน้าทีก่ นั ทำ� มุม :เคยมีคนพยายามจะติดสินบนบ้างไหม คือเรื่องการติดสินบนมันไม่ใช่ขึ้นอยู่กับว่าคุณพยายาม มันอยู่ที่เรา ถ้าเราเข้าใจ แต่เราก็ไม่รู้สึกว่าใครมาติดสินบนหรอก เรารู้สึกว่าคนที่เขา เดือดร้อน เขาก็อาจจะต้องหาทางที่จะทำ�ให้เรื่องมันยุติ เขาไม่ได้พูดตรงๆ นะ อาจจะโชคดีที่มันไม่มีใคร เราอย่าไปทำ�เงื่อนไขให้คนอื่นรู้สึก ว่าเราสามารถจะมาติดต่อได้ เพราะว่าก่อนที่คนเขาจะมาติดต่อ เขาต้องรู้กิตติศัพท์ หรือเขารู้ว่าคนไหนควรจะมาติดต่อเรื่องอะไร เพราะฉะนั้นโดยตรงๆ ไม่มีใครมาติดต่อเรื่องจะให้สินบน ตรงนี้ก็ถือว่าเป็นความโชคดีในการรับราชการที่ไม่มี อาจจะไม่มีตำ�แหน่งหน้าที่ จะต้องไปเกี่ยวข้องกับเรื่องสินบนหรือมีผลประโยชน์อะไรมาก ซึ่งเรื่องเหล่านี้บางคนเขาบอกว่า ตราบใดที่คุณยังไม่เกี่ยวข้อง คุณก็พูดได้ เวลาคุณไปอยู่ในหน้าที่ที่คุณต้องรับผิดชอบในเรื่องผลประโยชน์ คุณก็อาจจะต้องเสียศูนย์หรืออาจจะทำ�ผิดไปเลยก็ได้ อันนี้เราไม่ทราบ เพราะว่ายังไม่เคยอยู่ในตำ�แหน่งเหล่านั้น มุม : ตอนนี้ก็เกษียณแล้วจะทำ�อะไรต่อ จะดูแลครอบครัวและดูแลภรรยาให้ดีที่สุด มุม : แล้วตอนนี้ยังทำ�อะไรอยู่บ้าง สอนกฎหมายสิทธิมนุษยชนบ้าง เป็นกรรมการภาคประชาสังคมอยู่บ้าง ก็จะมีประชุมนานๆ ครั้ง ส่วนใหญ่ก็ดูท้องฟ้า ดูเมฆ คุยปรึกษา หารือกับภรรยาด้วย เพราะภรรยาเป็นคู่คิดมาตั้งแต่ต้น เป็นผู้สนับสนุนที่สำ�คัญที่สุดในการทำ�งานทุกๆ เรื่อง แต่เท่าที่ดูทั้งหมดเราไม่ได้คิด ว่าเราประสบความสำ�เร็จอะไร เราไม่ได้ยึดเอาความสำ�เร็จมาเป็นตัวตั้งไง เราถือว่าภารกิจแต่ละครั้งเราทำ�ให้มันลุล่วงไปให้ได้มากที่สุด หน้าที่หลักที่สำ�คัญอีกอย่างคือดูแลมูลนิธิเสฐียรโกเศศ เพราะมีโครงการอยู่เยอะ เราต้องประสานงานให้คนหนุ่มคนสาวได้ทำ�งาน มุม :ถ้ามีคนมาทาบให้ไปเป็นนักการเมืองหรือให้อยู่ในองค์กรอิสระอีกจะรับไหม คือเป็นอะไรก็ได้ถ้าเป็นประโยชน์ต่อประชาชน ทำ�อะไรก็ได้ที่เราพอใจจะทำ� ก็ดูว่าถ้ามันจะเป็นประโยชน์และทำ�ได้ อะไรที่ส่งเสริม ช่วยคนได้ก็ทำ� เราไม่ได้คิดว่าจะไปทำ�เพื่ออำ�นาจหรือผลประโยชน์ยิ่งใหญ่ เพราะนี่ไม่ใช่เรื่องความสำ�เร็จแต่เป็นเรื่องปกติ เพราะเรื่อง ตำ�แหน่งเหล่านี้มีก็มีมาเป็นร้อยๆ ปีแล้ว มันไม่จีรังยั่งยืนเป็นชั่วครั้งชั่วคราว เวลาสั้นยาวตามเงื่อนไขต่างๆ พอหมดเวลามันก็หมดไป เราก็อยู่กับตัวเองเดี๋ยวก็หมดเวลาของเราแล้ว เราต้องเข้าใจเรื่องความตายด้วย


18

มุมพิเศษ

เรื่อง : กองบรรณาธิการ I ภาพประกอบ : B.E.G.G. (รบฮ.)

วันนี้คุณได้สาบาน กับใครไว้ หรือยัง? การสาบานเป็นการกระทำ�ที่เราจะพบเจอ ได้บ่อยๆ ในโลกใบนี้ ไม่ว่าจะเป็นคนไทย หรือที่ไหนๆ ก็มีการสาบานกันทั้งนั้น มีทุก เชื้อชาติและทุกศาสนาอีกด้วย เรามักจะเห็น คนสาบานในสถานการณ์ต่างๆ เช่น เวลา แก้ตัว เวลาอยู่ในศาล เวลาพูดจาหว่านล้อม จนไปถึงเวลารับตำ�แหน่งต่างๆ ทางราชการ เป็นต้น แต่มีใครเคยสงสัยไหมว่า หาก สาบานแล้วสิ่งที่สาบานจะเกิดขึ้นได้จริงหรือ แล้วพระพุทธศาสนามีพูดถึงเรื่องนี้ว่าอย่างไร


20 การสาบานคืออะไร ในพุทธศาสนาการสาบานก็คือการสัญญาที่มักจะเอ่ยถึงผลรับในทางไสยศาสตร์ อาจอ้างเอาเทวดาหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย มาเป็นพยานด้วย เช่น ทั้งๆ ที่ท้องฟ้าแจ่มใสแต่ก็ขอให้เทวดามาเป็นพยานว่าหากโกหกขอให้ฟ้าผ่าตาย เป็นต้น คำ�สาบานนั้นย่อมมีผลทันทีที่สาบาน เพราะการสาบานก็คือสัญญาใจความตั้งใจมั่นที่จะพยายามลงมือกระทำ�ให้สำ�เร็จ เช่น สาบานว่าจะรักเธอตลอดชีวิต ก็เป็นภารกิจที่ต้องไปทำ�กันต่อไป หรือถ้าหากเป็นคำ�สาบานหลอกๆ แบบไม่จริงใจ พูดไปงั้นๆ ก็มีผล เหมือนกัน เพราะการโกหกนั้นย่อมเป็นบาปที่ส่งผลให้สังคมของคนนั้นต้องเสื่อมไป แต่หากไม่ได้ตั้งใจแม้นผิดก็ให้ผลน้อยหน่อย แต่ไม่ว่า จะอย่างไร หากได้สาบานไปแล้ว ความรู้สึกผูกพันต่อคำ�สาบานนั้นย่อมมีผลกับใจไม่มากก็น้อย ทำ�ให้คำ�สาบานในสมัยที่วิทยาศาสตร์ยัง ไม่เฟื่องฟูนั้นสำ�คัญมาก เมื่อมาถึงสมัยนี้การสาบานเหมือนจะเป็นเพียงลมปาก ที่คนพูดก็ไม่ได้ให้ความสำ�คัญอะไรมาก ในบางรายก็สักแต่ว่าพูดให้คนฟัง สบายใจเท่านั้น ทำ�ให้นึกถึง ภิสชาดก ซึ่งเป็นเรื่องราวของพระพุทธเจ้าในชาติที่เป็นฤๅษี และพยายามจะบำ�เพ็ญเพียรเพื่อให้พ้นจากทุกข์ โดยชาตินั้นพระโพธิสัตว์เกิดเป็นลูกของพราหมณ์มหาศาล มีสมบัติ 80 โกฏิ. ชื่อว่า มหากาญจนกุมาร มีน้องทั้งหมดเจ็ดคนเป็นชาย 6 หญิง 1 เมื่อเติบโตขึ้นก็ได้ชวนน้องๆ เพื่อนและทาสหญิงชายบวชเป็นฤๅษี อยู่ที่ป่าหิมพานต์ ก่อนไปอยู่ป่าก็สละทรัพย์สมบัติทั้งหมดที่มีให้ แก่ผู้ยากไร้ ตัวเองและน้องๆ ก็อาศัยผลหมากรากไม้ในป่าประทังชีวิตไปวันๆ โดยในแต่ละวันเหล่าฤๅษีก็ช่วยกันจัดเวรทำ�หน้าที่หาอาหาร มาแล้วแบ่งเป็น 11 ส่วน คือของฤๅษี + พี่น้อง 8 อดีตทาสชายหญิง 2 เพื่อน 1 เป็นอย่างนี้ทุกวัน อยู่มาวันหนึ่งพระอินทร์อยากจะลองใจของฤๅษีเหล่านี้ ว่าที่อุตส่าห์ออกมาบวชแบบนี้แล้วตั้งใจจริงหรือเปล่า เลยแอบขโมยเอา เหง้าบัวของพระโพธิสัตว์ไป แต่ส่วนของคนอื่นๆ ก็ยังมีฉันอยู่เหมือนเดิม ในวันแรกพระโพธิสัตว์ไม่เห็นเหง้าบัวของตัวเอง ก็นึกสงสัยไปว่า ผู้ที่ออกไปเก็บหาอาหารคงจะลืมส่วนแบ่งของเราแน่ๆ แต่ท่านก็ไม่พูดอะไร จนวันที่สองก็ไม่ได้รับเหง้าบัวอีก จึงทำ�ให้คิดสงสัยว่าตัวเอง ได้ทำ�อะไรผิดไปแน่ๆ พวกที่ไปหาอาหารถึงได้ประณามท่านอย่างนี้ แต่ก็ยังไม่ได้ทำ�อะไรโดยคิดว่าพรุ่งนี้ทุกอย่างน่าจะดีขึ้น จนวันที่สาม ก็ยังไม่ได้เหง้าบัวนั้นอีก จึงคิดว่าอย่างนี้ไม่ใช่เรื่องล้อเล่นแล้วสงสัยจริงๆ ว่าเกิดอะไรขึ้นจึงได้นัดประชุมกันในคืนนั้น เมื่อทุกฝ่ายมาถึงพระโพธิสัตว์ก็ทำ�การไต่สวนทันที ถามว่าวันนี้ใครเป็นคนหาอาหารมา ก็มีคนหนึ่งยืนขึ้นพร้อมกับรับว่าเป็นคน ไปหามา ท่านก็ถามต่อว่าได้แบ่งส่วนเอาไว้ให้ท่านด้วยหรือเปล่าไม่ ก็ได้ความว่าแบ่ง ท่านเลยถามต่อไปถึงเมื่อวานกับวันก่อน คนที่ รับหน้าที่ก็บอกว่าแบ่งไว้แล้วทั้งสิ้น แต่ก็ยังไม่มีใครรู้ว่าท่านนัดประชุมทำ�ไม จนพระโพธิสัตว์บอกออกมาว่าท่านไม่ได้ฉันอะไรมาสาม วันแล้ว โดยวันแรกท่านนึกว่าถูกลืม ต่อมาท่านก็คิดว่าคนหาอาหารคงจะไม่พอใจท่าน วันนี้ท่านเลยจะมาขอขมาต่อทุกคน เมื่อได้ทราบ กระจ่างว่าไม่มีใครลืมแบ่งส่วนไว้ให้ ท่านก็เลยสรุปเอาว่าสงสัยในหมู่พวกเราจะมีขโมยแน่ๆ ขณะนั้น ตรงจุดที่พระโพธิสัตว์ประชุมกันอยู่ นอกเหนือจากสมาชิกฤๅษีที่อยู่ด้วยกันแล้วก็มีเทวดาอยู่ด้วยตนหนึ่ง ช้างหนีควาน เชือกหนึ่ง และลิงที่เคยถูกจับไปสู้กับงูแล้วหนีมาได้อีกตัวหนึ่ง ส่วนพระอินทร์นั้นทำ�ตัวล่องหนแอบอยู่เพื่อคอยจับผิดพวกฤๅษี ขณะนั้นน้องชายคนโตของพระโพธิสัตว์ก็ลุกขึ้นจากที่นั่ง ยืนอยู่ท่ามกลางหมู่ฤๅษีแล้วสบถว่าถ้าหากผมเอาเหง้าบัวของท่านไป ขอให้ผมจงได้ ม้า วัว เงิน ทอง และภรรยาที่น่าชอบใจ ขอให้มีลูกและเมียเต็มไปหมดด้วยเถิด.. แทนที่คณะฤๅษีจะรู้สึกแปลกๆ กลับเป็นว่าคณะฤๅษีรู้สึกว่าคำ�สาบานของฤๅษีตนนี้ช่างรุนแรงเสียนี่กระไร จึงพากันปิดหูเสีย พระโพธิสัตว์ก็เลยบอกว่า ท่านกล้าสาบานหนักแบบนี้คงไม่ได้เอาไปแน่ เชิญกลับไปนั่งก่อนเถิด จากนั้นฤๅษีคนต่อๆ มาก็ออกมาสาบานบ้างไล่เรียงกันไปดังนี้ ฤๅษี No.2 : ถ้าผมเอาไปขอให้ได้ทัดทรงระเบียบ ดอกไม้ และเครื่องลูบไล้กระแจะจันทร์แคว้นกาสี(คงประมาณว่าขอชุดสูทสุดหรู พร้อมทั้งน้ำ�หอมแบรนด์ดังสั่งจากฝรั่งเศสหรืออิตาลี) มีลูกเยอะๆ และพอใจในกามมากๆ เถิด.. ฤๅษี No.3 : หากผมเอาไปขอให้ได้เป็นคฤหัสถ์ ทำ�การเพาะปลูกอะไรก็ขึ้น มีลาภ ยศ กามคุณ บุตร และอยู่ครองเรือนอย่าง ไม่เห็นความเสื่อมเลย.. ฤๅษี No.4 : หากผมเอาไปก็ขอให้ได้ปราบดาภิเษกเป็นกษัตริย์ มีกำ�ลัง มียศ และครอบครองแผ่นดินจรดมหาสมุทรทั้ง 4 ด้วยเถิด..


22 ฤๅษี No.5 : ถ้าผมเอาไปก็ขอให้ผมได้เป็นพราหมณ์ที่เก่งในการทำ�นาย มีชื่อเสียงดังไม่เสื่อมจนพระเจ้าแผ่นดิน หรือคนมีฐานะ เข้าหาเยอะๆ เถิด.. ฤๅษี No.6 : ถ้าผมเอาไปก็ขอให้ผมเป็นผูท้ ม่ี ชี อ่ื เสียงดังก้องโลก ในฐานะผูเ้ ชีย่ วชาญเวทมนต์ อิทธิฤทธิ์ จนผูค้ นมาบูชาเยอะๆ เถิด.. ฤๅษี No.7 (เพื่อนพระโพธิสัตว์) : ถ้าผมเอาไปขอให้ผมได้รับพระราชทานบ้านส่วยที่มั่งคั่ง หรูหรา สมบูรณ์ประดุจเทวดา ประทานให้ และอย่าให้คลายจากความยินดีจนตายเลย.. ฤๅษี No.8 (ทาสชาย): ถ้าผมเอาไปขอให้ผมได้เป็นนายบ้าน สนุกสนานร้องรำ�ฮัมเพลงอยู่กับเพื่อนๆ ไม่มีเหตุใดให้ต้องถูกจับเลย ฤๅษี No.9 (น้องสาวคนเล็ก) : หากฉันเอาไปก็ขอให้พระมหากษัตริย์ที่เป็นเอกราชปราบปรามศัตรูได้ทั่วแผ่นดิน มาสถาปนา ให้เป็นยอดมเหสีที่ประเสริฐกว่าสนมทั้งปวงเถิด.. ฤๅษี No.10 (ทาสหญิง) : หากฉันเอาไปก็ขอให้ฉันได้กลับไปเป็นทาส ที่ไม่ถูกทำ�ร้าย อยู่กินแต่ของดีๆ มีแต่ลาภเอาไว้อวดคน ทั่วไปด้วยเถิด.. ส่วนเทวดาที่อยู่ดูเหตุการณ์ก็เอามั่ง ถ้าเราเอาไปก็ขอให้ได้เป็นเจ้าอาวาสในวัดใหญ่ๆ เป็นผู้ที่เก่งทางด้านก่อสร้าง และได้ทำ� หน้าต่างทั้งวันด้วยเถิด (อรรถกถาบอกว่า เทวดาองค์นี้ชาติที่แล้วเคยเป็นเจ้าอาวาสมาก่อน ได้ก่อสร้างแล้วมีปัญหาในการก่อสร้างมาก ทำ�ให้เป็นทุกข์) ช้างก็พูดมั่งว่า(เอาเป็นว่าสมัยนั้นฟังสัตว์พูดเข้าใจก็แล้วกัน) ถ้าช้างเอาไปก็ขอให้ต้องถูกคล้องด้วยเชือกร้อยเส้น ออกจากป่า ไปอยู่ในเมือง และถูกทิ่มแทงด้วยปฏักและสับด้วยขอเถิด.. ลิงเห็นช้างพูดก็เลยพูดบ้างว่า(ด้วยเหตุผลเดียวกันจึงฟังออก) ถ้าลิงเอาไปก็ขอให้ถูกจับสวมดอกไม้ ถูกจับไปเจาะหู ถูกเฆี่ยนตี ด้วยไม้เรียว ถูกเอาไปฝึกแสดงกัดกับงูให้คนดูเถิด.. พอทุกคนได้สาบานกันแบบนี้แล้ว เพื่อไม่ให้คนอื่นๆ คิดว่าท่านแกล้งบอกว่าของหาย พระโพธิสัตว์ก็เลยสาบานมั่งว่า ทุกๆ ท่าน หากเราแกล้งบอกว่าของที่ไม่หายไปว่า หาย ก็ขอให้เราได้กลับไปบริโภคกามเหมือนเดิมเถิด ขอให้ตายอยู่ในเพศชาวบ้านนั้นเถิด.. พอทุกชีวิตที่อยู่ในบริเวณนั้นสาบานกันเสร็จ พระอินทร์ก็สะดุ้งและสงสัยว่า ทำ�ไมฤๅษีพวกนี้ถึงสาบานแบบนี้ ทำ�ไมถึงได้รังเกียจ กามคุณถึงเพียงนี้ (สังเกตว่าทั้งเทวดาและสัตว์ยังสาบานในลักษณะกลัวทุกข์จากเภทภัยอยู่ แต่ฤๅษีสาบานแช่งตัวเองให้พบกับความเจริญ ในกามคุณ) จึงแสดงตัวแล้วเข้าไปถามพระโพธิสัตว์ ซึ่งก็ได้รับคำ�ตอบว่า สัตว์ทั้งหลาย(รวมสิ่งมีชีวิตทุกอย่าง)ชอบแสวงหากาม ใช้ชีวิตตาม พอใจเสพสุขไปเรื่อยๆ แต่ที่ฤๅษีไม่สรรเสริญกามนั้นก็เพราะกามนั่นเองที่ทำ�ให้สัตว์ทั้งหลายต้องถูกทำ�ร้าย ถูกจองจำ� ทำ�ให้ทุกข์และภัย เกิดขึ้น ทำ�ให้เกิดความประมาท ทำ�ในสิ่งที่เป็นบาป ต้องประสบกับวิบากกรรม ตายแล้วก็ไปนรก เพราะเป็นโทษแบบนี้ ฤๅษีเลยไม่ สรรเสริญกาม พระอินทร์ได้ยินดังนั้นเลยรู้สึกเสียใจบอกว่า เราต้องการเพียงแค่ลองใจพวกท่านว่าจะน้อมใจไปกามหรือเปล่า เลยเอาเหง้าบัว ของท่านไปซ่อน พวกท่านเป็นผู้บริสุทธิ์จริงๆ แล้วก็ส่งเหง้าบัวให้ฤๅษี พระโพธิสัตว์ได้ฟังดังนั้นเลยกล่าวว่า นี่ท่านราชาแห่งเทพพวกเราไม่ใช่ของเล่นของท่านนะ ไม่ใช่คนที่ท่านจะมาทำ�ล้อเล่นด้วยได้ ไม่ใช่พวกพ้องไม่ใช่สหายท่าน มาล้อเล่นกับเราแบบนี้หมายความว่าอย่างไร พระอินทร์จึงขอขมาว่า เราผิดไปแล้ว ขอท่านจงอภัยให้เราเถิด บัณฑิตทั้งหลายต้องไม่โกรธไม่ใช่หรือ พระโพธิสัตว์จึงกล่าวกับทุกคนว่า เราได้เหง้าบัวคืนมาแล้ว ยกโทษให้กับพระอินทร์ท่านเถิด.. เรื่องราวก็จบแต่เพียงเท่านี้ แต่หากเราจะพิจารณาดีๆแล้ว จะเห็นว่าในพระสูตรนี้มีหลายประเด็นที่น่าสนใจ ทั้งประเด็นเรื่อง คำ�สาบานของฤๅษีที่แช่งตัวเอง ซึ่งหากเป็นคนทั่วๆ ไปคงจะรู้สึกว่าช่วยแช่งฉันแบบนั้นทุกครั้งที่เจอได้ไหม หรือ ประเด็นการศรัทธาใน ความศักดิ์สิทธิ์ของคำ�สาบานที่ตนได้กล่าวออกไป ไม่ว่าใครจะมีท่าทีต่อคำ�สาบานอย่างไร คำ�สาบานเป็นส่วนหนึ่งของความเชื่อใจในสังคม และก็ยังยึดครองพื้นที่แห่ง คำ�ว่า “บาป” ไว้ในทุกศาสนาอยู่ดี ฉะนั้นในยุคนี้แม้จะมีความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์มากแค่ไหน ในเมื่อเรายังเชื่อว่า การอธิษฐานขอพรสิ่งต่างๆ จะได้ผล ก็ไม่อาจปฏิเสธความเชื่อความศรัทธาในเรื่องนี้ได้ทั้ง 100% อยู่ดี เลยทำ�ให้อยากรู้จังเลย ว่านักการเมืองบ้านเราที่สาบานกันแบบนี้บ่อยๆ เขาจะกลัวบาปกันบ้างไหมหนอ.....


VS.

พื้นที่แลกเปลี่ยนมุมมองระหว่างพระกับโยมในศตวรรษที่ 21


เรียบเรียง : กองบรรณาธิการ I ภาพ : ชยพัทธ แก้วกมล

VS.

พระรักเกียรติ รกฺขิตธมฺโม (สุขธนะ) VS. อ.ชำ�นาญ จันทร์เรือง์

การเมืองกับธรรมะ ร่วมทางกันไม่ได้ จริงหรือ

25


26

เรื่องราวความขัดแย้งในสังคมไทยที่เกิดขึ้นทุกระดับขณะนี้ ขมวดปมเข้ามาสู่ระบบการเมืองไทยที่ ล้มลุกคลุกคลาน และถูกคาดหวังว่าควรจะพัฒนาเข้มแข็งขึ้น VS ฉบับนี้จึงได้นิมนต์ พระรักเกียรติ รกฺขิตธมฺโม (สุขธนะ) อดีต รมว.กระทรวงสาธารณสุข ที่เคยถูกจับในข้อหาทุจริตคอรัปชั่น ซึ่งหลังจากที่ ถูกปล่อยตัวแล้ว ท่านก็มาแสวงหาทางธรรม พร้อมทั้งแสดงธรรมเตือนนักการเมืองให้ไม่คอรัปชั่น มาแลก เปลี่ยนกับ อ.ชำ�นาญ จันทร์เรือง นักวิชาการ แห่งมหาลัยเที่ยงคืน ซึ่งอดีตเป็นรักษาการ ผุ้เชี่ยวชาญด้านคดี ปกครองของศาลปกครอง ในเรื่องวิธีการในการแก้ปัญหาการเมืองไทยในปัจจุบัน พระรักเกียรติ : การจะแก้ไขปัญหาความแตกแยกในสังคมไทยปัจจุบันนี้ จะเห็นว่าความจริงมันแตกแยกกันล้ำ�ลึก มันร้าวลึก มันแตกแยก กันรุนแรง รวมถึงสังคมชั้นสูง ชั้นกลาง ระดับรากหญ้า แตกแยกกันหมด แม้แต่วงการสงฆ์ก็แตกแยก วิธีแก้ไขมันก็ต้องดูเหตุก่อน พระพุทธเจ้าสอนว่าสิ่งทั้งหลายเกิดจากเหตุ ถ้าเหตุดับสิ่งนั้นก็ดับ เพราะฉะนั้นเหตุของการแตกแยก อาตมามองว่าเป็นปัญหาทางการเมือง เพราะปัญหาทางการเมืองของไทยเป็นแบบที่เขาเรียกว่าระบบวงจรอุบาทว์ การเข้าสู่อำ�นาจทางการเมืองด้วยการทุจริต ด้วยการซื้อเสียง ด้วยการทำ�ทุกอย่างเพื่อให้ได้อำ�นาจ เมื่อเข้าสู่อำ�นาจแล้วก็ต้องมีการถอนทุนคืน มีการตอบแทนกลุ่มทุน มีการทุจริตเพื่อเตรียมการเลือก ตั้งใหม่ วงจรนี้เขาเรียกว่าเป็นวงจรอุบาทว์ ทำ�การทุจริตเพื่อรักษาอำ�นาจตัวเองไว้ เสร็จแล้วก็หมุนเวียนไปสู่การเลือกตั้ง วงจรอุบาทว์อีก อย่างหนึ่งคือการปฏิวัติ ถ้ามีการปฏิวัติก็ทำ�ให้บ้านเมืองสะดุดหยุดลง เพราะฉะนั้นการปฏิวัติก็เป็นส่วนหนึ่งของวงจรอุบาทว์ วงจรอุบาทว์ กับการเมืองไทยมันคู่กัน ยกตัวอย่างก็ได้ อย่างเช่นรัฐบาลทักษิณ 2544 เข้าสู่การเมือง เข้าสู่อำ�นาจโดยการซื้อเสียง จัดตั้งพรรคการเมือง โดยการซื้อ ส.ส. โดยการเอาพวกขวาสุดซ้ายสุด ซื้อเหมายกพรรคยกครัว ซื้อท่านเสนาะเข้ามา ซื้อท่านสุวัฒน์เข้ามา ซื้อท่านประจวบ ชัยสาร เข้ามา ซื้อหมด เมื่อเป็นรัฐบาลแล้วเขาก็แก้ไข เรียกว่าเป็นรัฐบาลที่มีเสียงข้างมาก เป็นรัฐบาลที่มี power ในการแก้ไขปัญหาบ้านเมือง เป็น รัฐบาลที่ประสบความสำ�เร็จในการแก้ไขปัญหาของชาติบ้านเมืองมากที่สุด เขาซื้ออำ�นาจมา แต่ต้องยอมรับว่าการคอรัปชั่นปีนั้นน้อยกว่า ปีนี้ (2554) อ.ชำ�นาญ : เหมือนพันธมิตรพูดเลย (หัวเราะ) พระรักเกียรติ : ไม่เหมือน อาจจะความเห็นตรงกันเป็นบางข้อ แต่พันธมิตรเขาส่งเสริมการใช้อำ�นาจนอกระบบ ซึ่งอาตมารังเกียจมาก อ.ชำ�นาญ : ในกรณีที่พระอาจารย์พูด เหมือนตรงที่ว่าช่วงนี้มีการทุจริตคอรัปชั่นมากกว่าช่วงนั้น คือทั้งสองฝ่าย ทั้งสอง period แหละ แต่ว่า period นี้มันดื้อๆ เลย พระรักเกียรติ : อาตมามองว่าการเมืองต้องปล่อยให้มันมีวิวัฒนาการของมัน ถ้ามีการทุจริตก็ต้องให้มีองค์กรตรวจสอบ ปปช. กกต. เขาดำ�เนินการ ให้เป็นไปตามกฎตามเกณฑ์ ไม่ใช่ว่าพอเกิดการทุจริตปั๊บก็เรียกร้องหาคณะปฏิวัติ บ้านเมืองกำ�ลังเดินไปด้วยดี แต่ว่าก็มี คณะปฏิวัติมาคั่นตอนทุกครั้ง แทนที่กำ�ลังทหารหรือคณะปฏิวัติจะแก้ไขปัญหาคอรัปชั่นที่ตัวเองอ้างเป็นเหตุในการปฏิวัติ ก็ใช้อำ�นาจ ในการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลนั้นมาทำ�การคอรัปชั่นเสียเอง อ.ชำ�นาญ : ตัวผู้ที่ไปกล่าวหาเขา ตัวเองก็ไม่ได้บริสุทธิ์ พระรักเกียรติ : คืออ้างว่าปฏิวัติเพราะเขาทุจริต แต่ว่าหลังจากตัวเองมาใช้อำ�นาจ มาเป็นรัฐบาล ตัวเองกลับทำ�ทุจริตเสียเอง หนักกว่าเก่า ใช่ไหม แล้วทำ�ให้บ้านเมืองเปลี่ยนแปลงได้ไหม บ้านเมืองหยุดชะงัก การเติบโตทางเศรษฐกิจก็หยุดชะงัก ความแตกแยกในสังคมก็เกิดขึ้น การปฏิวัติ 2534 ก็เกิดความแตกแยก พฤษภาทมิฬ เกิดความแตกแยกรุนแรงในสังคมคนไทย จนฆ่ากันในเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ปฏิวัติ 2549 ก็เกิดความแตกแยก เกิดเหตุการณ์เมษาเลือด 2552 เกิดเหตุการณ์กระชับพื้นที่ 2553 คนตายเป็นร้อย เพราะอะไร เพราะเกิดความ แตกแยก เขาเรียกว่าความแตกแยกมันมาจากเหตุการณ์ปฏิวัติ


27

อ.ชำ�นาญ : ใช่ จากการรัฐประหาร ผมว่ามันเป็นการแก้ปัญหาแบบมักง่าย พระรักเกียรติ : แล้วทุกครั้งของการปฏิวัติโยนความผิดว่ารัฐบาลคอรัปชั่น แต่ก็ไม่เห็นว่าคณะปฏิวัติหรือคณะที่มาจากการปฏิวัติจะมา ปราบปรามคอรัปชั่น มาจับนักการเมืองที่คอรัปชั่นที่ตัวเองอ้างได้เลย อ.ชำ�นาญ : อันนี้ที่ผมเห็นด้วย ตัวที่ไปว่าเขา ตู่เขา ว่าเป็นทุจริตคอรัปชั่น ตัวเองก็ไม่ได้ดีกว่าเขา คือทำ�งานมาก็มีเงินเก้าสิบสี่ เก้าสิบห้าล้าน อันนี้ผมเห็นด้วย แต่ว่าผมอาจจะเห็นแย้งกับพระอาจารย์นิดเดียวที่บอกว่า ปล่อยให้องค์กรที่มีหน้าที่อย่าง ปปช. อย่างศาลตรวจสอบ จริงๆ แล้วเครื่องมือนี้ก็เป็นเครื่องมือในการที่จะทำ�ให้ปัญหาทุจริตคอรัปชั่นบรรเทาเบาลง แต่ผมคิดว่ามันยังไม่พอเท่านั้นเอง มันน่าจะเป็น เรื่องจิตสำ�นึก เรื่องค่านิยมของเยาวชน อย่างจะได้เห็นเมื่อปีที่แล้วต้นปี มีการสำ�รวจบอกว่า โกงบ้างไม่เป็นไร ขอให้เก่ง ขอให้บริหารบ้าน เมืองได้ ซึ่งผมว่าอันนี้มันอาจจะไม่ถูกต้องนัก ถ้าเรามีความเชื่ออย่างนี้มันเป็นเหมือนกับติดลบแต่แรกแล้ว พระรักเกียรติ : ความหมายของอาตมาก็คือว่าต้องเข้มแข็ง ความเข้มแข็งเกิดจากการปฏิรูปทางการเมืองปี 2540 ก็เกิดความเข้มแข็งใน องค์กรตรวจสอบ เกิดศาลอาญานักการเมืองขึ้นมา เกิดศาลรัฐธรรมนูญขึ้นมา องค์กรตรวจสอบไม่ว่า ปปช. ก็ดี กกต. ก็ดี เหมือนกับว่ามี กระแส มีอำ�นาจ เพิ่มอำ�นาจทางกฎหมายพิเศษ ให้สามารถดำ�เนินการกับนักการเมืองได้ ประการที่สองที่สำ�คัญก็คือว่า ต้องสร้างจิตสำ�นึก ประชาธิปไตยในหมู่ประชาชน อาจจะสร้างโดยองค์กรอิสระภาคเอกชนก็ได้ ซึ่งอาตมาเปรียบเทียบเหมือนที่พูดเมื่อกี้ว่า ปีหนึ่งเราต้องสูญ เสียเงินกับการทุจริตคอรัปชั่นปีหนึ่งสามแสน ห้าแสนล้านบาท แต่ว่าเงินจำ�นวนนี้แทนที่เราจะเสียไปกับนักการเมืองที่คอรัปชั่น ก็ใช้เงินตรง นี้มาให้องค์กรอิสระ มาปรับปรุงความเข้มแข็ง อ.ชำ�นาญ : อันนี้ก็คงเป็นวิธีการหนึ่ง แต่ว่าวิธีการแบบนี้อย่างเดียวคงทำ�ได้ไม่สำ�เร็จ แต่ประเด็นหนึ่ง คือ โดยตัวของ ปปช. เองก็มี บางส่วนที่น่ากังขาอยู่ พูดในฐานะนักวิชาการนะครับ เพราะได้รับการแต่งตั้งจากคณะรัฐประหารเช่นเดียวกับของ คมช. ตั้งขึ้น อันนี้มาจาก รัฐประหาร แต่ผมไม่ได้หมายความว่าทั้งชุดจะไม่ดีนะ เพราะว่าการแต่งตั้ง การเข้าสู่ตำ�แหน่ง โดยหลักมันจะต้องผ่านวุฒิสภา ผ่านการ โปรดเกล้า ต่างๆ นานา ซึ่งอันนี้ในองค์ประกอบของคณะ ปปช. เอง บางท่าน ก็น่าจะเข้าสู่ระบบที่มันได้รับการตรวจสอบมากกว่านี้ คือต้องเป็นที่ประจักษ์เลย เราจะไปตรวจสอบคนอื่นต้องไม่ให้กังขาครับ พระรักเกียรติ : ประเด็นนี้อาตมามีความเห็นแย้ง ในฐานะที่เป็นคนที่ถูกดำ�เนินการโดย ปปช. นะ อาตมาเห็นว่าองค์กรตรวจสอบระดับ ปปช. มันมีประโยชน์มาก เป็นยักษ์ที่มีตะบอง ทำ�ให้คนเกรงกลัวต่อบาป เกรงกลัวต่อการกระทำ�ผิดฐานคอรัปชั่น ต้องสร้างให้เขาเป็น ลักษณะนั้น แต่ที่อาจารย์ว่า ที่แต่งตั้งโดยคณะทหารหรืออะไรต่างๆ มันเป็นเพราะว่าในยุคหนึ่ง ในยุครัฐบาลทักษิณ เป็นรัฐบาลเสียง ข้างมาก เสียงท่วมท้น เขาใช้อำ�นาจที่มีเสียงท่วมท้นในการบริหารประเทศ รัฐบาลต้องเข้มแข็ง รัฐบาลต้องมีเสถียรภาพ รัฐบาลที่มีความ มั่นคงเป็นที่เชื่อมั่น ต้องเป็นรัฐบาลที่มีเสียงท่วมท้น เขาคิดอย่างนั้น เสร็จแล้วเขาก็จัดตั้งรัฐบาลที่มีเสียงท่วมท้นขึ้นมา หมายความว่าไป ดึงพรรคต่างๆ ไปดึงมาไม่มีหยุดมีหย่อน โดดเดี่ยวองค์กรตรวจสอบ คือเขาต้องให้รัฐบาลที่จะสามารถบริหารประเทศได้ ต้องเป็นรัฐบาล ที่มีความเข้มแข็งโดยมีเสียงท่วมท้น เสร็จแล้วเขาก็โดดเดี่ยวพรรคประชาธิปัตย์ ไม่แม้แต่ลงชื่ออภิปรายไม่ไว้วางใจ ก็ไม่สามารถลงชื่อได้ ทำ�ลายองค์กรตรวจสอบ แทรกแซง กกต. ก็ส่งเพื่อนตำ�รวจไปอยู่ ก็เหมือนกับเป็น กกต. ชุดของทักษิณ เขาก็จะมีแนวคิดที่ว่าการที่จะเป็น รัฐบาลเข้มแข็งและประสบความสำ�เร็จได้ เขาต้องทำ�ลายระบบตรวจสอบ การทำ�ลายระบบตรวจสอบอย่างที่เห็นมา 2544 ถึง 2548 จะเห็นว่า พรรคประชาธิปัตย์ พรรคฝ่ายค้านต้องถูกโดดเดี่ยว มีจำ�นวน สส. ไม่ถึงร้อย จากจำ�นวนห้าร้อย แล้วไม่สามารถลงชื่อ แม้แต่ ควบคุมการทำ�งานของรัฐบาล คือไม่สามารถใช้แม้แต่การวอล์คเอ้าท์ได้เลย ไม่สามารถลงชื่อเข้าอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีได้้ แล้วก็ทำ�ให้องค์กรตรวจสอบต่างๆ อ่อนแอ ในสำ�นักงาน ปปช. ก็เหมือนกัน ท่านกล้านรงค์ 2544 เขาถูกท่านทักษิณเบียดจนต้องหลุดออก จากตำ�แหน่ง ปปช. แล้วเพิ่งได้รับการแต่งตั้งกลับมา อันที่จริงคนที่มีความเที่ยงธรรม คนที่มีความยุติธรรม คือท่านกล้าณรงค์นี่แหละ ไม่ใช่ ท่านประธานอะไรหรอก อ.ชำ�นาญ : คือผมก็เห็นด้วยในหลักการใหญ่ แต่หมายความว่า ผมเห็นด้วยอย่างที่มีองค์กรตรวจสอบอย่าง ปปช. แต่ว่าตัวบุคคลที่เข้ามา เท่านั้นเอง แต่เฉพาะ ปปช. อย่างเดียวก็ไม่พอ มันน่าจะอย่างอื่น น่าจะปลูกฝังภาคเอกชน เยาวชน เพราะว่ารุ่นใหญ่ๆ รุ่นอายุมากๆ จะเปลี่ยนใจได้อย่างท่านคงหายาก คือว่ารุ่นอายุเยอะๆ แล้วเปลี่ยนทัศนคติยาก แล้วบางอย่างบางคนก็คิดว่าตัวเองตงฉิน ไม่ทุจริต


28 แต่ที่สำ�คัญมันคือเรื่องโอกาสซะมากกว่า บางคนว่าแน่ๆ จริงๆ เงินไม่ได้ผ่านมือเยอะขนาดนั้น บางทีได้ชื่อว่าเป็นตงฉินมานานไม่รู้กี่สิบปี พอมีอำ�นาจ มีเงิน มีอะไรผ่านเข้ามา ก็เปลี่ยนแปลงเยอะ ผมเคยไปที่ศาลาว่าการของรัฐอิลลินอยส์ เมืองสปริงฟิลด์ เขาให้ผมดูรูป ผู้ว่าการรัฐแปดคนสุดท้าย สี่คนสุดท้ายถูกขึ้นศาล สามคนอยู่ในคุก นี่ไม่รวมผู้ว่าการรัฐคนสุดท้ายที่เอาตำ�แหน่งโอบามาไปขาย ยังไม่รวม ตอนนั้นผมไปเขายังไม่ทำ� ก็แสดงว่าระบบตรวจสอบเขาดี ผมว่าคนฝรั่งคนไทยไม่ต่างกันเท่าไหร่ ผมคิดว่ากิเลสตัณหามันพอกัน แต่ระบบ ตรวจสอบเขาดี มีการงัดการคาน คือไม่ปล่อยให้มีใครมีอำ�นาจเด็ดขาดอยู่ในมือเพียงฝ่ายเดียว อย่างบ้านเราใครพอมีอำ�นาจเสร็จก็อย่างว่า อย่างท่านเป็นรัฐมนตรีมาท่านทราบนี่ครับ ได้ครับพี่ ดีครับผม เหมาะสมครับนาย สบายครับท่าน ใครจะกล้าขัดกล้าขวาง ไม่มีใครกล้าบอก หรอก อย่างถ้าอภิสิทธิ์พูดนอกเรื่อง ก็ไม่มีใครกล้าบอก คล้ายว่าอย่างนี้ทำ�ไม่ค่อยถูก อย่างนี้ไม่มีใครกล้าบอก แต่ระบบของฝรั่ง ไม่ใช่ว่า ฝรั่งดีนะ แต่ของเขาระบบเขามีการตรวจสอบมีการตรวจเช็ค สื่อก็สำ�คัญ สื่อต้องตรวจ สื่อมืออาชีพหายากเดี๋ยวนี้ สื่อก็ไปเลือกข้างแล้ว จะขุดจะคุ้ย จะอะไร พอจะทำ�เสร็จ อ้าวเดี๋ยว มันเป็นนายทุนพรรคอยู่ เป็นนายทุนหนังสือพิมพ์อยู่ อย่าไปแรงนักนะ พระรักเกียรติ : อาตมาแยกแยะนิดหนึ่งว่า การเมืองมันแก้ได้ด้วยการเมือง แต่ว่าถ้าแก้ด้วยธรรมะก็หมายความว่า ธรรมะของพระพุทธเจ้า คือจริงๆ แล้วพระพุทธศาสนาสอนให้คนไม่นิยมความรุนแรง การใช้กำ�ลังทหารปราบปราม หรือว่าการแตกแยก การต่อสู้ การช่วงชิง การทำ�ร้ายกัน การฆ่ากันตามท้องถนน มันเป็นเรื่องความรุนแรง ซึ่งมันไม่ตรงกับคำ�สอนของพระพุทธเจ้า คำ�สอนของศาสนาพุทธนี่เป็น คำ�สอนที่เขาเรียกว่าเป็นแบบสันติวิธี ถ้าจะใช้ธรรมะของพระพุทธเจ้า การแก้ไข การปรองดอง แก้ไขโดยการปรองดองด้วยธรรมของ พระพุทธเจ้า ทุกคนต้องเสียสละ ต้องไม่ยึดถืออัตตายึดถือตัวตน ตัวกูของกู อำ�นาจของกู วาสนาของกู ตำ�แหน่งของกู ต้องยึดถือ ต้องถอย หลังออกมาจากอำ�นาจวาสนา ตำ�แหน่งยศถาบรรดาศักดิ์พวกนี้ ต้องถอยหลัง ถ้าด้วยธรรมพระพุทธเจ้านี่ต้องแก้ไขปัญหาความแตกแยก ของสังคมไทย ต้องถอยกันคนละก้าว ต้องลดทิฏฐิลงทั้งสองฝ่าย แล้วก็ต้องไม่ตึงไป ไม่หย่อนไป ต้องใช้ทางสายกลาง ปัญหาที่ผ่านมา ของประเทศไทยยังไม่ได้รับการแก้ไข ปัญหาวงจรอุบาทว์ก็ดี ปัญหาเรื่องการซื้อสิทธิ์ขายเสียง การเข้าสู่อำ�นาจโดยการปฏิวัติ การเข้าสู่ อำ�นาจโดยการซื้อเสียง ด้วยการโกงการเลือกตั้ง มันเป็นปัญหาที่บั่นทอนความเจริญของประเทศไทยมาโดยตลอด เราต้องรู้ข้อนี้ก่อน แล้วเมื่อเกิดการบั่นทอนความเจริญในการพัฒนาประเทศแล้วยังไม่พอ ยังเกิดปัญหาความแตกแยกในสังคมไทยอย่างรุนแรง อย่างที่ อาตมายกตัวอย่าง ปัญหาเหล่านี้มันเป็นความสูญเสียของประเทศ เป็นความแตกแยกที่ร้าวลึก แล้วไม่สามารถ แก้ไขได้ ถ้าทุกคนยัง เห็นแก่ตัว นักการเมืองทุกฝ่ายยังเห็นแก่ตัว อาตมาอยากให้ปรองดองจริงๆ คือปรองดองด้วยธรรม ปรองดองด้วยธรรมคือต้องปรองดอง จริงๆ ปรองดองทุกฝ่าย ไม่ใช่ฝ่ายเดียว อย่างเช่น เดี๋ยวนี้อาตมาคิดว่าไปไหนก็จะพยายามรณรงค์ ให้คนเลือกพรรคการเมืองพรรคใหญ่ สองพรรค เลือกเอาเลย จะไปประชาธิปัตย์ จะไปเพื่อไทย ชอบเพื่อไทยก็เลือกเพื่อไทย ชอบประชาธิปัตย์ก็เลือกประชาธิปัตย์ พรรคเล็กๆ ที่คอยใช้อำ�นาจต่อรอง ต้องขับออกไป ต้องรณรงค์ไม่ให้เลือก เสร็จแล้วถ้าเขาได้เสียงข้างมากจัดตั้งรัฐบาล พรรคเดียวได้ ก็คือให้ตั้งรัฐบาล พรรคเดียว เพราะรัฐบาลพรรคเดียวจะสามารถแก้ไขปัญหาความเดือนร้อน รัฐบาลที่มีเสียงท่วมท้นจะมีพลังในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นใน ปัจจุบันนี้ได้ แต่ถ้าไม่สามารถตั้งรัฐบาลได้พรรคเดียว ต้องอย่าตั้งรัฐบาลเสียงปริ่มน้ำ� รัฐบาลเสียง ปริ่มน้ำ�เป็นรัฐบาลที่เกิดจากการต่อรอง ของนักการเมืองที่ตั้งพรรคการเมืองขึ้นมา ที่อาศัยโอกาสในการต่อรอง หาประโยชน์จากการต่อรอง ไม่สามารถแก้ไขปัญหาประเทศโดยเร็ว ต้องตั้งรัฐบาลด้วยเสียงข้างมาก ถ้าตั้งรัฐบาลพรรคเดียวไม่ได้ ต้องตั้งรัฐบาลสองพรรคใหญ่ อาตมาเสนอว่าให้บวกระหว่างพรรคอันดับหนึ่ง กับพรรคอันดับสอง พรรคอันดับหนึ่งเป็นนายกรัฐมนตรี พรรคอันดับสองเป็นรองนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ชนะ ยิ่งลักษณ์เป็นนายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์แพ้ ให้อภิสิทธิ์เป็นรองนายกรัฐมนตรี หรืออภิสิทธิ์ชนะ ให้อภิสิทธิ์เป็นนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์เป็นรองนายกรัฐมนตรี แล้วสลับกัน เลือกทุกกระทรวง ไม่ต้องมีการต่อรอง ถ้ามีการต่อรอง พวกที่ต่อรองได้เขาต้องไปถอนทุนคืน เขาต้องไปตอบแทนกลุ่มทุน เขาต้องไปทำ� ทุจริตเพื่อสืบทอดอำ�นาจตัวเอง ไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ อ.ชำ�นาญ : ขออนุญาตถามพระอาจารย์นิดหนึ่ง เชียงใหม่มันเป็นเมืองหลวงคนเสื้อแดง แต่ผมใกล้ชิดทั้งเหลืองทั้งแดง ผมเป็นประธาน เครือข่ายบ้านชุ่มเมืองเย็น ซึ่งรวมทั้งแดงทั้งเหลือง ทั้งสลิ่มทั้งอะไรหมดเลย คือเสื้อแดงเขาจะถามอย่างนี้ตลอดเวลาว่า เรียกร้องให้ ปรองดองคือการให้อภัย นี่คือเรื่องหลักของศาสนา แล้วทีเรื่องหลักกฎหมายล่ะ คนผิดทำ�ไมถึงไม่ได้รับการลงโทษ คนผิดต้องได้รับการ ลงโทษ ข้อเรียกร้องสองอันมันไปกันไม่ได้ เขาว่ากันอย่างนั้น พระอาจารย์จะตอบยังไงดี พระรักเกียรติ : อุดรก็เป็นเมืองหลวงของคนเสื้อแดงเหมือนกัน อาตมาก็ไม่ใช่ชอบเสื้อแดง ก็ไม่ใช่ชอบเสื้อเหลือง ไม่ชอบสักเสื้อ เพราะ


มีการสำ�รวจบอกว่า โกงบ้าง ไม่เป็นไร ขอให้เก่ง ขอให้บริหาร บ้านเมืองได้ ซึ่งผมว่าอันนี้ มันอาจจะไม่ถูกต้องนัก ถ้าเรา มีความเชื่ออย่างนี้มันเป็นเหมือน กับติดลบแต่แรกแล้ว


30 อาตมาเห็นว่า ปัญหาความแตกแยกกันมันทำ�ลายประเทศ เพราะว่าทำ�ลายกัน หลับหูหลับตากัน เอาแต่ใจเอาแต่ความคิดของตัวเอง ทั้งสองฝ่าย ต้องเอาสองฝ่ายมารวมเลยเพื่อจะได้ไม่มีความคิดที่จะมีการทำ�ลายล้มล้างอะไรกัน จะได้มาเป็นพลังในการแก้ไขปัญหาของ ประเทศ ปรองดองฝ่ายเดียวมันไม่มีทางสำ�เร็จ เหมือนกับตบมือฝ่ายเดียว จะสำ�เร็จได้ยังไง ปรองดองต้องปรองดองทุกฝ่าย แม้แต่เขมรเขา ก็ปรองดอง ปรองดองแห่งชาติ เขาก็เอาเขมรสี่ฝ่ายมารวมกันนะ ถึงจะแก้ไขปัญหาความแตกแยกในเขมรสำ�เร็จ เขามีเขมรสี่ฝ่าย คำ�ว่า ปรองดองมันเกิดจากเขมรมาก่อนนะ เขมรแดงฆ่าคนตายสองล้านคน เขายังอภัยให้กัน เอามาร่วมรัฐบาลกันเลย แมนเดล่านี่ ดำ�กับขาวยัง มาร่วมกันได้เลย ติดคุกตั้งหลายปียังมาร่วมกันได้เลย แล้วอย่างฮิลลารี่ คลินตัน แพ้เลือกตั้ง โอบาม่ายังเอามาเป็นรัฐมนตรีต่างประเทศเลย ทำ�ไมจะทำ�ไม่ได้ ถ้าทุกฝ่ายเห็นแก่ชาติ เดี๋ยวนี้ถ้าแก้ไขแบบเดิม เอาแต่ละฝ่ายไปรวมกับพวกพรรคเหลือเลือก ต้องไปง้อพวกพรรคต่อรอง นี่นะ ก็ต้องโดนเขาขี่ อย่างอภิสิทธิ์โดนเขาขี่มาตั้งสองปี เขาอยากได้อะไรแล้วถ้าเขาไม่ได้ เขาก็ walk out ทั้งพรรค สภาถึงล่มไง เข้าใจหรือ เปล่า ถ้าเป็นนายกแล้วไม่มีเสียงเด็ดขาด ตั้งรัฐบาลปริ่มน้ำ� ก็โดนพวกนักต่อรองขี่ แล้วมันจะประสบความสำ�เร็จไหม ถ้าเป็นนายกโดยต้อง อาศัยพวกนั้นหายใจนี่นะ จะแก้ปัญหาได้ไหม แก้ไม่ได้ แล้วอีกอย่างหนึ่ง ถ้าคุณเดินกฎหมายนิรโทษกรรม ยิ่งไม่มีทางประสบความสำ�เร็จ ไม่เป็นที่ยอมรับ มันก็เกิดการแบ่งฝ่าย ถ้าคุณนิรโทษกรรม พวกเสื้อแดงพวกเสื้อเหลืองเขาก็ไม่ยอม คนทั่วไปเขาไม่ยอม ทำ�ผิดแล้วนิรโทษ ตัวเอง ก็เหมือนกับพวกปฏิวัติ ปฏิวัติแล้วนิรโทษไม่ให้ตัวเองมีความผิด มันไม่ได้ต่างอะไรกัน ฉะนั้นต้องใช้นิติรัฐ ต้องเอามาขึ้นศาล แล้วใครเป็นรัฐบาลช่วงนั้น ต้องขอพระราชทานอภัยโทษให้หมดเลย อ.ชำ�นาญ : โหวตโนก็เป็นสิทธิ์นะ แต่ผมคิดว่าเสียของ มันไม่มี effect อะไรมาก หนึ่ง ไม่มีผลตามกฎหมาย สอง การโหวตโนผมคิดว่ามัน เป็นการปิ้งปลาประชดแมวซะมากกว่า ถ้าโหวตโนธรรมดาไม่เป็นไรนะ แต่โหวตโนเพื่อจะไปเรียกอำ�นาจนอกระบบ อำ�นาจอะไรที่มัน นอกเหนือจากระบบประชาธิปไตยเข้ามา หรือระบบใหม่อะไรก็แล้วแต่ ถวายคืนพระราชอำ�นาจอะไรก็แล้วแต่ ซึ่งผมว่ามันไม่ใช่เรื่องแล้วล่ะ โลกมันไปแล้ว สถาบันพระมหากษัตริย์นี่ผมว่าดีกว่าประธานาธิบดี ยังไงก็ดีและสมควรจะมีไว้ แต่ต้องเป็นสถาบันที่ใครอย่าดึงลงมา แล้วโหวตโนก็ไม่ได้หมายความว่า คนที่โหวตโนจะต้องเห็นด้วยกับพันธมิตรเสียหมด ตอนแรกผมก็คิดจะโหวตโนนะ แต่คิดไปคิดมา ก็ต้อง กลายเป็นเลือกข้างว่า จะเลือกพรรคการเมืองหรือไม่เลือกพรรคการเมือง ซึ่งพรรคการเมืองจะชั่วดีถี่ห่างอย่างไรก็แล้วแต่ มันเป็นกลไก ระบบของประชาธิปไตย พอใจเราก็เลือก ไม่พอใจเราก็ปลด แต่การที่ปิ้งปลาประชดแมวหรืออะไรก็แล้วแต่ ผมคิดว่าไม่น่าจะเห็นด้วย ในการที่ปฏิเสธสิ่งที่เลวน้อยที่สุด แต่เรื่องตัวบุคคลไม่ว่ากันนะ คนบางคนก็เลวจริงๆ พรรคบางพรรคมันก็ซื้อเสียงด้วย พระรักเกียรติ : ความจริงในช่วงรัฐบาลทักษิณ 2544 - 2548 ช่วงนั้นการทุจริตน้อยลงนะ รายกระทรวงน้อยลง แต่ที่เขาโจมตีนี่คือทุจริตเชิง นโยบาย ให้พี่ให้น้อง ให้บริษัทของตัวเอง แต่ว่ารายกระทรวง ทั้งข้าราชการประจำ� ทั้งนักการเมืองนี่น้อยลงอย่างเห็นได้ชัดเลย ซึ่งมันไม่ใช่ เต็มไปทุกหย่อมหญ้าเหมือนกับปัจจุบัน เหมือนสองปีที่ผ่านมา เกิดจากรัฐบาลที่ตั้งขึ้นด้วยการต่อรอง การเข้าสู่อำ�นาจด้วยการยืมจมูกคน อื่นหายใจ เขาไม่ได้ดั่งใจเขาก็บีบ จะบีบก็ตายจะคลายก็รอด อ.ชำ�นาญ : อันนี้เขาเรียก เสียงข้างน้อยชนะเสียงข้างมาก (หัวเราะ) พระรักเกียรติ : เพราะพรรคร่วมรัฐบาลพรรคเล็ก พรรคเล็กบีบพรรคใหญ่ ถ้ายิ่งลักษณ์ชนะเลือกตั้ง แต่เป็นรัฐบาลพรรคเดียวไม่ได้ต้อง ไปร่วมกับท่านบรรหาร ต้องไปร่วมกับคุณเนวิน แล้วต้องถูกคุณเนวินต่อรองให้ได้ดั่งใจ ถ้าให้ผลประโยชน์ไม่ได้ดั่งที่ตั้งใจ เขาก็ไปรวมกับ ประชาธิปัตย์ เขาก็ pack กำ�ลังกัน ใช่ไหม คุณชนะเลือกตั้ง แต่คุณไม่มีเสียงเกินครึ่ง คุณก็ตั้งรัฐบาลไม่ได้ เขาบอกแล้วว่าพรรคเล็กจะเป็น ตัวชี้ว่าใครจะได้เป็นนายก เพราะพวกนี้เตรียมมาต่อรองโดยเฉพาะ อ.ชำ�นาญ : ผมเห็นด้วยกับพระอาจารย์อยู่สองอัน หนึ่ง คือเลือกให้ขาดไปเลย พระรักเกียรติ : สอง ถ้าไม่ขาด ให้เอามาบวกกัน ถ้าไม่บวกก็ไม่ได้ อ.ชำ�นาญ : อันที่สองผมไม่เห็นด้วย ไม่ได้หมายถึงว่าไม่บวก ไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องโน้น แต่หมายถึงว่ามันจะขาดคนตรวจสอบเท่านั้นเอง คือ ประวัติศาสตร์การเมืองนี่ ผมขอเอามะพร้าวห้าวมาขายสวนอาจารย์นะ ประชาธิปัตย์เป็นฝ่ายค้านที่ทรงประสิทธิภาพที่สุดแล้วล่ะ


ถ้าแก้ไขโดยการปรองดองด้วยธรรม ของพระพุทธเจ้า ทุกคนต้องเสียสละ ต้องไม่ยึดถืออัตตายึดถือตัวตน ตัวกูของกู อำ�นาจของกู วาสนาของกู ตำ�แหน่ง ของกู วาสนาของกู ต้องยึดถือ ต้องถอยหลังออกมาจากอำ�นาจวาสนา ตำ�แหน่งยศถาบรรดาศักดิ์พวกนี้


32 พระรักเกียรติ : ใช่ ก็หลักการมันเป็นอย่างนั้น มันควรเป็นฝ่ายค้าน แต่ว่าเดี๋ยวนี้สถานการณ์บ้านเมืองเราไม่ปกติ นอกจากไม่ปกติแล้ว มันมีปัญหาที่ต้องแก้ไข การที่จะแก้ได้ต้องการพลังสองพรรคนี้มารวมกัน ถึงจะแก้ไขปัญหาบ้านเมืองในวิกฤตการณ์อย่างนี้ได้ แต่ว่าถ้าสองพรรคนี้ไม่รวมกัน ตั้งแง่ตั้งงอนกันมันก็เป็นสวรรค์ของนักต่อรอง คือเราพิสูจน์แล้วว่าสองปีที่ผ่านมา พรรครัฐบาลเสียงปริ่มน้ำ� ไม่สามารถแก้ไขปัญหาประเทศชาติได้เลย อ.ชำ�นาญ : ผมไม่หมดความหวังนะ ตราบใดที่เรายังมีอย่างนี้ หน่วยงาน ปปช. เขาก็เป็นหน่วยงานราชการ ก็ทำ�ตามกรอบราชการนั่น แหละ ถึงแม้มันจะไม่ขึ้นกับรัฐบาลก็ตาม มันยังเทอะทะ ติดกฎระเบียบ ทำ�ได้บางอย่าง บางอย่างก็ทำ�ไม่ได้ บางอย่างก็ตีความโดยจำ�กัด ผมเป็นนักกฎหมาย ผมอ่านดูกฎหมาย ปปช. บางอย่างมันก็ละเมิดสิทธิส่วนบุคคลมากไป แต่บางคนก็ว่าจำ�เป็นเพื่อเอาคนทุจริตลงมา บางทีมันก็ไม่แฟร์กับเขา อย่างเรื่องทักษิณ คุณเปรียบว่าคดโกงทุจริตอะไรก็แล้วแต่ ใช่ ควรได้รับการลงโทษ แต่มันก็มีขบวนการ ไม่ใช่ ไปเตะออกโดยวิธีการรัฐประหาร สังคมไทยเรา เขาเรียกว่ามันเป็นสังคมทวิลักษณ์นะ ถ้าเศษขยะตกอยู่ตรงนี้ เราเดินกันสามสี่คน ถ้าให้เก็บ คนใดคนหนึ่งไม่ไปหรอก ถ้าเราเดินคนเดียว เราอาจจะเก็บ มันเป็นอย่างนั้นจริงๆ หรือบางทีอย่างสังคมพุทธใช่ไหม สังคมพุทธเมตตาอารีย์ ก็ต่อยกันสู้กันอยู่ตลอดแหละครับ สังคมเห็นใจผู้หญิง เห็นใจคนชรา ลองไปดูกรุงเทพสิครับ ผมเพิ่งไปมาเมื่อวาน รถไฟฟ้า รถเมล์ ไม่มีใคร ลุกให้กันแล้ว ยกเว้นคนท้อง เขาเอาท้องดันหน้าแล้วถึงจะลุกให้ แล้วตรงข้ามกัน ผู้หญิงเห็นผู้ชายลุกขึ้นให้ แทนที่จะขอบคุณ กลับบอกว่า ไอ้นี่ชีกอ ไอ้นี่อะไรต่างๆ นานา คือสังคมมันเลยกลายเป็นแล้งน้ำ�ใจ สังคมมันสู้กันอยู่ตลอด ศาสนาพุทธกับทุนนิยม มันสู้กันอยู่ตลอด ในเรื่องของการเมืองผมคิดว่ายังไงประชาธิปไตยก็น่าจะเป็นระบบการปกครองที่เลวน้อยที่สุด ไม่ใช่ว่าดีที่สุดนะ ณ ปัจจุบัน จากประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา การแก้ปัญหาก็ต้องใช้กลไกของมัน ใช้ระบบการบังคับใช้กฎหมาย อยู่ที่คนใช้ ตามหลักนิติธรรม บุคคล เสมอกันด้วยกฎหมายไหม เลือกปฏิบัติไหม เลือกผลบังคับไหม กฎหมายมีหลายฉบับ เลือกใช้บางฉบับก็มี เมื่อปัญหามันเกิดขึ้น ต้องบังคับใช้ แต่บังคับช้า ความยุติธรรมที่มาล่าช้าคือความไม่ยุติธรรม ตัดสินคดีสิบกว่าปีแล้ว คดีแรงงานได้ค่าชดเชยคนละแสนกว่าบาท ซึ่งถ้าคิดเป็นเงินมันก็เสียหายไปเยอะอยู่ ก็ถามว่าตัดสินแล้วนี่ ชนะแล้ว แต่เป็นความยุติธรรมที่มาล่าช้า อันนี้ระบบก็ต้องได้รับการปฏิรูป กระทรวงยุติธรรมก็ต้องวิจารณ์ได้ด้วย ไม่ใช่พอวิจารณ์ไปก็กลายเป็นหมิ่นศาล ไปละเมิดอำ�นาจศาล ซึ่งคนเขากลัว ถึงไม่กล้าพูดไม่กล้าทำ� อะไรกันมันไม่ถูก การหมิ่นศาลมันต้องใช้ในกรณีที่จำ�เป็นมากๆ หรือกรณีที่ไปว่าเขาทุจริต รับสินบาทค่าสินบน อะไรขนาด วิจารณ์ การพิพากษาที่ไหนเขาก็ทำ�ได้ แต่บ้านเราไม่กล้า ศาลตัดสินแล้วก็จบ บ่นมากๆ เดี๋ยวโดน ความจริงไม่ใช่โดนง่ายๆ หรอก ผมก็ทำ�งานใน วงการ ผมก็ทราบ พวกนี้ก็คือคน ศาลก็คือคน พระคุณเจ้าก็คือคน ถ้าตราบใดที่ยังไม่บรรลุธรรม ก็คือคน แต่ว่ามันต้องมีการ check balance แล้วก็ตรวจสอบให้ได้ ต้องไม่ให้อำ�นาจอยู่ที่ใครคนใดคนหนึ่ง หรือองค์กรใดองค์กรหนึ่งมากเกินไป อย่าง กกต. ชี้เป็นชี้ตาย ใบแดง ใบเหลือง สมัยก่อนประกาศผล 30 วันหลังการเลือกตั้ง แดงก็แดงเลย เหลืองก็เหลืองเลย ทำ�ฟ้องศาลก็ยังไมได้ ผมคิดว่ามันขัดหลัก มันเกินไป แล้ว กกต. มันก็คนเหมือนกันนี่ มีพรรคมีพวก มีความนิยมอยู่ในใจ ผมไม่ได้หมายความว่าเขาไม่ยุติธรรมนะ เพราะมันมีสิทธิ์ผิด พลาดได้ ผมก็เชื่อว่าการกำ�จัดคอรัปชั่น ปปช. อย่างเดียวไม่พอหรอก มันต้องอีกหลายอย่าง และตัว ปปช. เอง และองค์ประกอบ หรือ ปปช. จังหวัดจะถือว่าดีไหม ดี แต่ก็จะเป็นดาบสองคม หนึ่งอาจจะเป็นดาบที่ใช้ฟาดฟัน สองก็อาจจะเป็นมาเฟียตัวใหม่ แล้วมันก็ เป็นไปไม่ได้ที่จะได้คนบริสุทธิ์มาทั้งแผง ปปช. เก้าคน ไม่ใช่ดีหมดทั้งเก้าคน ผมก็เชื่อว่าอย่างนั้น หลายคนผมก็รู้จัก แต่ก็โอเคล่ะ คงดีกว่า คนอื่นบ้าง จุดอ่อนก็คงมี เบื้องหลังหลายคนก็อยู่ในกระทรวงที่มีอำ�นาจวาสนา ที่มีผลประโยชน์ ผ่านมือมา เป็นไปได้ไหมว่าไม่เคยรับเบี้ย ผลประโยชน์เลย ผมไม่เชื่อนะ คนเราดีจริงไม่ดีจริงก็ดูว่ามีโอกาสไหม แล้วทำ�ไม่ทำ� ถ้ามีโอกาสแล้วไม่ทำ� ถึงจะดี แต่บางคนเป็นอาจารย์ ร้อยวันพันปีเงินไม่เคยผ่านมือ มันก็พูดได้ ทีนี้ผมให้อาจารย์สามร้อยล้าน มาพลิกให้หน่อยสิ อาจจะพูดว่า เออ ขอคิดดูก่อน ใช่ไหมครับ แต่บางคนที่มันอยู่กับเงิน สมุหบัญชีถึงถูกคดียักยอกเงินตลอดเวลา เพราะเงินมันอยู่ในมือ กลุ่มที่มีอำ�นาจทางการเมือง อยู่ในอำ�นาจตลอด อำ�นาจชี้เป็นชี้ตายคน เหมือนองค์กรอิสระทำ�การตรวจสอบ อย่าให้อำ�นาจกระจุกตัวอยู่ที่ใครคนใดคนหนึ่ง อย่าให้อำ�นาจอยู่ที่องค์กรใด องค์กรหนึ่งมากเกินไป อย่าง กกต. นี่ผมก็ไม่เห็นด้วย ปปช. นี่มีอำ�นาจเด็ดขาดจริง แต่ต้องมีใครค้านได้ด้วยนะ ไม่ใช่ว่าใครค้านไม่ได้ ก็ต้องถูกสอบได้ด้วยเหมือนกัน ถูกวิจารณ์คำ�ตัดสินได้ด้วยเหมือนกัน มีองค์กรตรวจสอบ ไม่จำ�เป็นต้องศาล อาจเป็นภาคประชาชนก็ได้ ศาลก็เช่นเดียวกัน ตัดสินคนอื่นได้ คนอื่นก็ต้องตัดสินศาลได้ด้วย คำ�พิพากษาออกมาเผยแพร่ คนก็ต้องวิจารณ์ได้


34

ธรรมไมล์

เรื่อง I ภาพ : ภาณุวัฒน์ จิตตวุฒิการ

“มลภาวะทางสายตาที่มากับการเลือกตั้ง”


36

hidden tips

เรื่อง : กองบรรณาธิการ I ภาพประกอบ : เพลง

เลือกใคร? ดี

คนดีคือใคร มีเงินเยอะ ฐานะทางสังคมสูง ทำ�งานงาน ที่ดูมีอนาคต พูดเก่ง จบการศึกษาสูง แบบนี้เป็นคนดีแล้วหรือยัง หรือว่าต้องเป็นคนที่ทำ�ตัวเป็นประโยชน์ต่อสังคม ช่วยเหลือการงาน ของครอบครัว รักเดียวใจเดียวแบบนี้ดีพอไหม อะไรกันแน่ที่เป็น ตัวตัดสินว่าใครดี มุม ฉบับนี้เลยมีเกณฑ์ตัดสินแนวพุทธมาบอก ทางพุทธศาสนามีหลักในการคัดเลือกคนง่ายๆ อยู่ว่า คนดีต้องเป็นคนที่มีความรู้ 7 อย่างคือ 1. รู้เหตุ หรือ หลักการ หน้าที่ กฎเกณฑ์ อาจจะมองง่ายๆ ว่าเป็นความรับผิดชอบต่อหน้าที่ 2. รู้ผล คือ รู้จุดมุ่งหมาย ประเมินสถานการณ์ได้ ว่าสิ่งที่ ตนทำ�อยู่จะก้าวไปทางไหน ทำ�อย่างไรจะเกิดผลดีผลเสียอย่างไร 3. รู้จักตน คือ รู้จักตัวเองทั้งข้อดีและข้อเสีย มีความ พร้อมความถนัดด้านไหน มีปัญญาสามารถแค่ไหน สำ�รวจและ เตือนตัวเองอย่างสม่ำ�เสมอ เพื่อแก้ไขปรับปรุง

4. รู้ประมาณ คือ การรู้จักความพอดี เช่น การดื่มกิน การรับและใช้จ่ายทรัพย์ การพูด การใช้ชีวิต 5. รู้เวลา คือ รู้จังหวะเวลา ว่าเวลาไหนควรจะทำ�อะไร อะไรสำ�คัญ เร่งด่วนและมีประโยชน์มากน้อยแค่ไหน 6. รู้จักบริษัท คือ รู้จักมารยาทชุมชน รู้จักสังคม รู้จักโลก รู้ว่าอะไรควรเมื่อไหร่ เวลาใด ในสังคมนั้นๆ 7. รู้จักบุคคล คือ รู้ว่าคนที่เข้ามาเกี่ยวข้องด้วยนั้นเป็น อย่างไร เพื่อที่จะได้ปฏิบัติต่อเขาให้เหมาะสม เขามีส่วนดีหรือไม่ดี มีความสามารถด้านใดบ้างก็ควรรู้ ทั้ง 7 ข้อนี้ก็เป็นเครื่องวัดความดีของชาวพุทธ และ เป็นหลักในการเลือกผู้นำ�อีกด้วย เพราะฉะนั้นเวลาจะเลือก ใครไปเป็นตัวแทนในการทำ�อะไรสักอย่าง โดยเฉพาะหากมี การเลือกตั้ง อย่าลืมพิจารณา 7 ข้อนี้ล่ะ


38

ผ้าเหลืองเปื้อนยิ้ม ภาคพิเศษ ตอนเณรน้อยนักสืบ

คดีที่ ๑๓ : “ประธาน”

เรื่อง : กิตติเมธี I ภาพประกอบ : บุคลิกลุงป้า bookalicloongpa@gmail.com


39

พอได้ยินคำ�ว่า “ประธาน” จะทำ�ให้หลายคนนึกไปถึงบุคคลผู้เป็นผู้นำ� แต่คำ�ว่า “ประธาน” ในวัดจะนึกถึงฆราวาสผู้นำ�บุญมา ให้ อย่างประธานผ้าป่า, ประธานกฐิน หรือนึกไปถึงประธานสงฆ์ในวัดก็คือเจ้าอาวาส น้อยคนจะรู้ว่า ยังมีหัวหน้าสามเณรซึ่งถูกแต่งตั้ง กันให้เป็นประธานสามเณร และการเลือกตั้งประธานสามเณรก็ใช้หลักเดียวกับประชาธิปไตยคือ สามเณราธิปไตย ถือเอาเสียงสามเณร ส่วนใหญ่เป็นที่ตั้ง ครั้งนี้ก็เช่นเดียวกัน... ป้ายประกาศเริ่มปิดไปทั่ว บอกให้รู้ว่าอาทิตย์ที่กำ�ลังจะมาถึงนี้มีการเลือกประธานสามเณร โดยให้สามเณรร่วมเสนอชื่อผู้ที่ เหมาะสมซึ่งต้องมีทั้งความรู้,ความสามารถ และร่วมเลือกประธานกันโดยพร้อมหน้ากัน สามเณรน้อยพอเห็นใบประกาศก็รีบหาหัวคะแนนทันที “เณรปุ้ยช่วยผมหน่อย ปีนี้เณรเสนอชื่อผมหน่อยนะ ผมพร้อมรับใช้ พระพุทธศาสนาแล้ว” “จะมีใครเลือกเณรเหรอ” สามเณรปุ้ยลังเล แต่พอถูกคะยันคะยอมากๆ ก็พยักหน้ารับปาก แต่นั้นมาสามเณรน้อย ก็เริ่มเปลี่ยนสบง จีวรใหม่ และลงทุนซื้อรองเท้าคู่ใหม่ เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือให้เหล่าเพื่อนสามเณรที่พบเห็น เวลาสนทนากับใครก็เริ่มมีคำ�แปลกๆ “เราจะต้องเซ้งๆ” “อะไรเณร จะไปเซ้งกิจการใคร” พระอาจารย์ถามขึ้น “ไม่ใช่ พระอาจารย์ ไม่ทันสมัยเลย เซ้ง ที่แปลว่า เปลี่ยนแปลงไงครับ” สามเณรน้อยรีบตอบ พระอาจารย์ยิ้มพร้อมกับพูดขึ้น “เขาอ่านว่า เช้นจ์ (Change) ไม่ใช่ เซ้ง” สามเณรจึงเริ่มเข้าใจว่าทำ�ไมพูดคำ�นี้แล้วมีแต่คนยิ้ม พอถึงวันอาทิตย์ซึ่งเป็นวันเลือกตั้งประธาน สามเณรปุ้ยก็เสนอเสนอชื่อ “สามเณรน้อย” ซึ่งความรู้ก็พอมี ความสามารถนั้นยัง ต้องรอพิสูจน์ กับอีกคนหนึ่งซึ่งสามเณรพากันเสนอชื่อคือ “สามเณรพายุ” ซึ่งมีทั้งความรู้และความขยันเป็นทุนเดิม โดยก่อนจะทำ� การเลือกก็ต้องมีการประกาศนโยบายของตนเอง ซึ่งสามเณรพายุก็เป็นคนเริ่มก่อนด้วยท่าทีจริงจังผิดกว่าที่เคยเห็นมา “ในฐานะที่เป็นสามเณรผมจะให้เรารักษาศีล เพื่อให้เป็นที่น่าเคารพนับถือของพระอาจารย์และญาติโยม หากมีใครผิดศีลเราจะ มีมติลงโทษอย่างเป็นขั้นเป็นตอน ยิ่งถ้าใครไม่รักษากฎ ไม่เรียนหนังสือ โดยไม่มีเหตุผลเพียงพอ เราจะลงโทษเช่นกัน ทั้งนี้เพื่อความเป็นระเบียบและสร้างศรัทธาให้ญาติโยม...” พูดจบก็ถึงคิวสามเณรน้อยด้วยประโยคสั้นๆ ง่ายๆว่า “ผมจะเช้นจ์ครับ ผมจะไม่เน้นวินัยหรือศีลมากไปนัก แต่ผมจะปกครอง โดยธรรม ให้ทุกคนมีแต่ความสุข ความสบายแน่นอน” แล้วเดินยิ้มไปทั่ว พอถึงเวลาลงคะแนน เสียงสามเณรส่วนใหญ่ก็เลือกให้สามเณร น้อยเป็นประธาน ซึ่งก็ไม่น่าแปลกใจ เพราะทุกคนต้องการความสุขมากกว่าถูกลงโทษอยู่แล้ว สามเณรน้อยพอได้เป็นประธานสามเณรก็เริ่มปลื้มปีติกับยศประธานที่ได้มา เจอใครก็บอกไปทั่ว “ต้องทำ�งานให้สมกับที่พูดนะ” พระอาจารย์แก้วเตือนสติ “สบายอยู่แล้วครับ” สามเณรน้อยก็ตอบอย่างมั่นใจอย่างเคย แต่ยิ่งเวลาผ่านไปหลายเดือนเข้า สามเณรก็ได้รับคำ�ติจากพระอาจารย์หลายๆ รูปว่า “ทำ�ไมสามเณรปีนี้ดูไม่กระฉับกระเฉงเลย เวรทำ�ความสะอาดก็ไม่มีเณรทำ�กันเลย ประธานสามเณรก็ไม่บังคับ ไม่จัดระเบียบ อะไรเลย” จนพระอาจารย์ทนไม่ไหวต้องเรียกประธานสามเณรน้อยเข้าไปคุย “ทำ�ไมเณรไม่มีระเบียบเลย ไม่ทำ�เวร และดูแลสามเณรให้ดี ไหนว่าจะปกครองโดยธรรมไง ทำ�ไมตอนนีส้ ามเณรขีเ้ กียจกันหมดละนี่” สามเณรน้อยยิ้มขึ้นพร้อมกับพูดขึ้น “ก็ผมใช้หลัก อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ ตนแลเป็นที่พึ่งแห่งตน ปกครองแบบตัวใครตัวท่านยังไงครับ” “การเป็นผู้นำ�คนไม่ใช่เป็นเพื่อความโก้หรู ให้คนยกย่องอย่างเดียว แต่การเป็นผู้นำ�ต้องพร้อมจะรับผิดชอบทุกเรื่อง พูดหรือทำ� อะไรต้องมีความรอบคอบและมีความรับผิดชอบเสมอ และที่สำ�คัญการปกครองต้องอาศัยทั้งธรรมะและวินัยหรือกฎเกณฑ์เป็นที่ตั้ง ไม่ลำ�เอียงเข้าข้างตัวเอง เห็นผิดเป็นผิด เห็นถูกเป็นถูก นี่เณรตีความธรรมะเข้าข้างตัวเอง เพราะตนแลเป็นที่พึ่งแห่งตนนั้นเขาหมายถึงการกระทำ� เราทำ�อะไรไว้ก็มีสิ่งนั้นเป็นที่พึ่ง ไม่ใช่หมายถึงใช้ในการปกครองคนอื่นให้เขาพึ่งกันเอง แต่ผู้นำ�ต้องเป็นกัลยาณมิตรคอยแนะนำ�และรักษากติกาในการอยู่ร่วมกันด้วย ความรัก ความสงบ สามัคคีกัน จำ�ไว้” พระอาจารย์เลยถือโอกาสเทศน์เสียยกใหญ่ แต่แทนที่สามเณรจะสำ�นึกผิดกลับพึมพำ�ถึงหลักธรรม อีกบท “นตฺถิ โลเก อนินฺทิโต ผู้ไม่เคยโดนตำ�หนิเลยไม่มีในโลก เฮ้อ...ทำ�ก็ว่า ไม่ทำ�อะไรเลยก็ยังโดนบ่นอีก” จนในทีส่ ดุ ก็ตอ้ งมีการเปลีย่ นประธาน เนือ่ งจากสามเณรน้อยไม่สามารถทำ�หน้าทีไ่ ด้ ด้วยคณะปฏิวตั ทิ ต่ี อ้ งการให้สามเณรขยันขึน้ และมีระเบียบมากขึ้น ก่อนจะตั้งสามเณรพายุเป็นประธานในที่สุด แล้วทุกอย่างก็จบลงด้วยดี


40

-

Time for ทำ�

เรื่อง : กองบรรณาธิการ

เชิญชวนงดเหล้า เข้าพรรษา กระทรวงมหาดไทย ร่วมกับ กระทรวงสาธารณสุข, สำ�นักงานพระพุท ธศาสนาแห่งชาติ, สำ�นักงาน กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุข ภาพ (สสส.), สำ�นักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า (สคล.) และ ภาคประชาคมงดเหล้า ร่วมประกาศความร่วมมือ งดเหล้าเข้าพรรษา ปี 2554 ภายใต้แคมเปญ “เหล้าทำ�ลายมิตรภาพ...เข้าพรรษานี้เลิกเลย” เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลเนื่องในวโรกาสที่พ ระบาท สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระชนพรรษาครบ 84 พรรษา ในวันที่ 5 ธ.ค. 2554 และการครบรอบ 2,600 ปี การตรัสรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในปี 2555 อีกด้วย

8 - 10 ก.ค. 2554 กิจกรรมภาวนาปลูกต้นไม้ มูลนิธิหมู่บ้านพลัม ขอเชิญชวนอาสาสมัคร ไม่จำ�กัด อายุ เพศ วัย ถ้าใจรัก ร่วมกิจกรรม ภาวนาปลูกต้นไม้ เนื่องในวันสิ่งแวดล้อ มโลก ณ บ้านสระน้ำ�ใส ต.โป่งตาลอง อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา (เตรียมก่อสร้างสถานปฏิบัติธรรมหมู่บ้านพลัม แห่งประเทศไทย) ขอทราบ รายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 02-8855980 หรือ www.thaiplumvillage.org

14

8

14 – 15 ก.ค. 2554 โครงการกระปุกความดี สู่วิถีชุมชน 5 ตอน เด็กเชียงคาน ฉลาดแกมดี กลุ่มอาสาอิสระโรงบ่มอารมณ์สุข ขอเชิญร่วมกิจกรรมกับน้องๆ โรงเรียนบ้านคกมาด อ.เชียงคาน จ.เลย เพื่อส่งเสริมการออมและคุณธรรมการทำ�ความดี ปลูกฝังให้เด็กๆ รักการเรียน อีกทั้งตัวอาสาก็ได้เรียนรู้วิถีชีวิตชุมชนชนบท และขอรับบริจาค อุปกรณ์ กีฬา, เครื่องเขียน, ของเล่นของขวัญ, ชุดนักเรียนสำ�หรับ น้องๆ ป.4 - ป.6, หนังสือ โดยสามารถร่วมบริจาคหรือสมทบทุนสนับสนุนได้ที่ สำ�นัก งานปรมาณูเพื่อสันติ ถ.วิภาวดี - รังสิต (ก่อนถึงมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน) ในวันและเวลา ราชการ โทร. 081-5158564

ตุ๊กตาเก่ามีค่า ... อย่าทิ้ง ใครที่มีตุ๊กตาเก่าเก็บอยู่ที่บ้าน หรือเห็นว่าไม่มีความจำ�เป็นต้องใช้แล้ว หรือคิดจะทิ้งตุ๊กตาเหล่านั้น ก็ขอให้นำ�ตุ๊กตามาบริจาคที่โรงพยาบาลเด็กกันดีกว่า โดยสามารถติดต่อได้ที่ ศูนย์ประสานงาน Children Friendly Hospital สถาบันสุขเด็กแห่งชาติมหาราชินี (โรงพยาบาลเด็ก) ชั้น 1 อาคาร สยามบรมราชกุมารี หรือห้องไอซียู ศัลยกรรม ชั้น 7 ตึกสถาบันสุขภาพเด็ก หมายเลขโทรศัพท์ 02 – 6446074, 02 - 3548333 - 43

-


BACK ISSUE 123456

สามารถติดต่อรับหนังสือมุมฉบับย้อนหลังได้ที่ มูลนิธิหยดธรรม 083-5169-888 หรือ prataa@dhammadrops.org

X X X X X X X 7 8 9 10 11 12

สามารถรับหนังสือมุมได้ที่ เชียงใหม่ rabbithood studio happy hut 1 happy hut 2 ร้านกู Sweets Salad Concept แก้วก๊อ Café de Nimman คุณเชิญ มาลาเต Seescepe iberry Minimal Gallery Hatena ราชดำ�เนิน คุณนายตื่นสาย

เชียงราย สวนนม(นิมมาน) Toast House บะเก่า หมา อิน ซอย กาแฟสถาน hub 53 ร้านวันวาน กาแฟโสด กินเส้น สวนนม (หน้า มช.) Nova ร้านหนังสือดวงกมล ร้านหนังสือสุริวงศ์ พันธุ์ทิพย์ Bangkok Airway (ศรีดอนชัย)

ร้านอาหารครัวป้าศรี ร้านอาหารโป่งแยงแอ่งดอย หอพักนครพิงค์ลอด์จ ธนาคารกรุงไทย จำ�กัด (มหาชน) ถ.ช้างเผือก ธนาคารกรุงไทย จำ�กัด (มหาชน) แม่ริม ฝ้ายเบเกอรี่ (ไลเซียม) Kru Club Lyceum สถาบันบัณฑิตวิทยา ร้านอาหาร 32 กม. ร้านกาแฟ วาวี (แม่สา) ร้านกาแฟ วาวี (four seasons) ร้านกาแฟ วาวี (แม่โจ้)

ร้านกาแฟ ดอยช้าง (แม่ริม) ริมปิง super market (กาดรวมโชค) ห้องสมุดทุกคณะใน มช. รติกา คลินิก ร้านแชร์บุ๊ค แม่ริม Annie Beauty (ศิลิมังคลาจารย์) Bon Café ช้างคลาน สนามบินเชียงใหม่ วัดพระธาตุดอยสะเก็ด ร้านเล่า Little cook cafe สถานีวิทยุแม่ริมเรดิโอ

ร้านเกาเหลาเลือดหมู เจ๊สหรส ร้านเครื่องปั้นดินเผา ดอยดินแดง ห้องสมุดมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง Café Hub วิทยาลัยเทคนิค เชียงราย

กรุงเทพฯ

ร้านกาแฟ คาเฟ่ ดิโอโร่ (กรุงเทพ) ห้องสมุดมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ หอสมุดป๋วย อึ้งภากรณ์ ห้องสมุด มหาวิทยาลัยศิลปากร วัดญาณเวศกวัน

Sweden The Royal Thai Embassy,StockKhoim Thai Studies Associatio


42

ธรรมะ(อีก)บท

เรื่อง : ธรรมรตา I ภาพประกอบ : Pare ID

งานที่ทำ�กับคำ�ที่ได้ยิน

กัญญา...มาทำ�งานที่นี่ได้ไม่นาน ด้วยความโดดเด่น ทัง้ รูปร่างหน้าตาและความสามารถเป็นทีน่ า่ อิจฉาของใครหลายคน ชายหนุ่มก็มารุมหยอดคารมทั้งน้อยใหญ่ ทั้งโสดและไม่โสด แต่เธอก็ไม่มั่นใจได้เลยสักคน แม้จะทำ�งานเก่งแต่บรรยากาศ การทำ�งานไม่เอื้อทำ�ให้เธอเบื่อหน่ายเหลือเกิน จากที่เคยอัธยาศัยดีมีมนุษย์สัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงาน ด้วยความเบิกบานแจ่มใสตามวัยและอุปนิสัยส่วนตัว ผ่านมาได้ สักระยะแววตาที่เคยสดใสเปลี่ยนเป็นขุ่นมัวเพราะความคิด ขัดเคือง ประสิทธิภาพของการทำ�งานส่วนตัวก็ค่อยๆ ลดลง เธอรู้สึกเหมือนที่ทำ�งานกลายเป็นเวทีละครที่ถูกจัดฉาก ทุกคน แสดงบทบาทบางอย่างซึง่ ไม่ใช่ความคิดความรูส้ กึ ทีแ่ ท้จริงออกมา แต่มันเพียงการตีสีหน้าและแต่งคำ�พูดใส่กัน เพื่อให้ผู้ชมรู้สึกสนุก เธอนึกถึงละครไทยที่มักจะมีคู่ขัดแย้งอยู่เสมอ ทั้งๆ ที่บ่อยครั้ง ดูจะไร้เหตุผลจนคิดว่ามันไร้สาระมาก แต่ก็อย่างว่าแหละคนดู ละครส่วนใหญ่ก็มุ่งไปที่บันเทิงเริงใจ ไม่ได้สนว่ามันให้คุณค่า อะไรมากไปกว่านั้น เธอรู้ว่าละครเป็นเรื่องแต่ง แต่ชีวิตจริงที่ถูก ตกแต่งจะเรียกว่าอะไร

ระหว่างทางกลับบ้านวันนี้เธอคิดว่า จะลาออกแม้ว่า จะชอบงานที่ทำ�อยู่มากก็ตาม เพราะถ้าขืนยังเป็นแบบนี้อยู่เธอ คงจะไม่มีความสุข จึงโทรปรึกษาแม่ “แม่ค่ะ หนูรู้สึกลำ�บากใจจังเลย” “ลูกแม่ ที่ไหนๆ ก็ไม่ได้ต่างกันมากหรอกลูก เพราะเรื่อง พวกนี้มันเป็นธรรมดาของคน ถ้าลูกรู้สึกไม่ดี จะเปลี่ยนงาน แม่ก็ไม่ว่า แต่ถ้าจะให้ดี ลูกก็ควรมีที่ยึดเหนี่ยวใจในยามที่เจอ ปัญหาในลักษณะเดียวกัน เพราะเปลี่ยนงานบ่อยไปก็ไม่ดี ลูกต้องเรียนรูท้ จ่ี ะอยูต่ อ่ ไปให้มคี วามสุขในทุกสถานการณ์นะลูกรัก แม่จะส่งสุภาษิตบทหนึ่งไปให้ปริ๊นออกมาแล้วติดไว้ที่หน้าประตู ไว้อ่านก่อนไปทำ�งานนะ ลูกรัก” เธอทำ�อย่างที่แม่บอกเช้าวันนี้เธอออกเสียงอ่านสุภาษิต ที่ติดไว้หน้าประตูว่า “เสโล ยถา  เอกฆโน        วาเตน  น  สมีรติ           เอว  นินฺทาปสสาสุ        น  สมิญฺชนฺติ   ปณฺฑิตา.         “ภูเขาหินแท่งทึบ  ไม่สั่นสะเทือนเพราะลมฉันใด,  บัณฑิตย่อมไม่หวั่นไหวในนินทาและสรรเสริญฉันนั้น.”


มูลนิธิหยดธรรม ดำ�เนินการร่วมกันระหว่างพระและฆราวาสในการสร้างสรรค์ให้สังคมเกิดความดีงามโดยการใช้ธรรมะ ในการกล่อมเกลาจิตผ่านกิจกรรม การสร้างเสริมจิตอาสา สร้างเครือข่ายอาสาสมัครชุมชนให้ตระหนักถึงการอยู่ร่วมกัน อย่างเกื้อกูลเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ มีจิตใจเมตตาต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน อีกทั้งการจัดค่ายคุณธรรมตามสถานศึกษาต่างๆ ทัณฑสถาน และชุมชนที่สนใจ เพื่อให้เยาวชนและชุมชนได้ถ่ายทอดต่อไปยังคนรอบข้าง ไม่เพียงเท่านั้น ทางมูลนิธิหยดธรรมยังดำ�เนินงานในเรื่องของการจัดอบรมกรรมฐานและปฏิบัติธรรม สำ�หรับผู้สนใจ เพื่อ สุขภาวะของบุคคลและองค์รวม อีกทั้งการสร้างสรรค์สื่อธรรมะในรูปแบบต่างๆ รวมทั้งนิตยสารที่ท่านถืออยู่นี้ เพื่อที่จะได้ ถ่ายทอดและเผยแผ่ธรรมะออกไปในวงกว้าง ทั้งนี้ ในทุกกิจกรรมที่ทางมูลนิธิได้ดำ�เนินการ รวมทั้งสื่อต่างๆที่ทางมูลนิธิได้จัดทำ�และเผยแพร่เป็นไปเพื่อการสาธารณะกุศล โดยไม่คิดค่าใช้จ่ายใดๆทั้งสิ้นจากผู้เข้าร่วมกิจกรรม ทางมูนิธิดำ�เนินกิจกรรมผ่านน้ำ�ใจของท่านผู้มีจิตศรัทธา ที่หวังจะให้ สังคมของเราเกิดความดีงาม ท่านผู้มีจิตศรัทธาท่านใดต้องการสนับสนุนการทำ�งานของมูลนิธิ และร่วมเครือข่ายหยดธรรม สามารถติดต่อได้ที่ prataa@dhammadrops.org กรณีประสงค์สนับสนุนทุนในการดำ�เนินกิจการของมูลนิธิ สามารถสนับสนุนได้โดยการโอนเงินมาที่ ... มูลนิธิหยดธรรม

ชื่อบัญชี มูลนิธิหยดธรรม ธนาคารไทยพาณิชย์ สาขามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ หมายเลขบัญชี 667-2-69064-3 ธนาคารกสิกรไทย สาขาย่อยมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ หมายเลขบัญชี 557-2-03369-6

โปรดแจ้งการสนับสนุนโดยการส่งหลักฐานการโอนเงินมาที่โทร 085-995-9951 หรือ prataa@dhammadrops.org เพื่อที่ทางมูลนิธิสามารถออกโมทนาบัตรได้ถูกต้อง


MOOM Magazine Vol. 2 No.6  

นิตยสารธรรมะ "มุม" มิถุนายน 2554 ฉบับที่ 13