Page 1

นิตยสารธรรมะ : มุม : Vol.2 No.3 : ISSN 1906-2613 เดือนมีน าคม 2554 : End of days Issue : พรศักดิ์ สุคงคารัตนกุล ชายผู้อุทิศชีวิตให้แก่ค วามฝั น ไพศาล ลิขิตปรีชากุล Vs. พระถนอมสิงห์ สุโกสโล กระเทยอยาก บวชจะได้ไหม?? : Made in Chiang Mai : แจกฟรี !!


มีที่ดินไม่น้อยหลายร้อยไร่ บ้านหลังใหญ่มหึมาหรูหราสุด บ้านสามฤดูพร้อมพรั่งดั่งสมมุติ คราลมหยุดแค่ศอกวาหนาคืบเอง วิมล เจือสันติกุลชัย


มูลนิธิหยดธรรม เจ้าของ พระถนอมสิงห์ สุโกสโล ประธานมูลนิธิ พระมหาไกรวรรณ ขินทตฺติโย รองประธานมูลนิธิ ประวิทย์ เยี่ยมแสนสุข ที่ปรึกษามูลนิธิ พระมหาสุวิทย์ ปวิชฺชญิญู กรรมการ พระมหาประสิทธิ์ ญาณปฺปทีโป กรรมการ วิชัย ชาติแดง กรรมการ ศิริพรรณ เรียบร้อยเจริญ กรรมการ ศิริพร ดุรงค์พิสิษฐุ์กุล กรรมการ พระถนอมสิงห์ สุโกสโล บรรณธิการผู้พิมพ์โฆษณา อลิชา ตรีโรจนานนท์ บรรณธิการที่ปรึกษา พระถนอมสิงห์ สุโกสโล บรรณาธิการ วรวรรณ กิติศักดิ์ กองบรรณาธิการ ตู้ป.ณ. 54 ปณ.แม่ริม เชียงใหม่ 50180 ที่อยู่มูลนิธิ โทร : 053-044220 www.dhammadrops.org Rabbithood Studio (www.rabbithood.net) บรรณาธิการศิลปะ พัชราภา อินทร์ช่าง ฝ่ายศิลป์ ศิริโชค เลิศยะโส ภานุวัฒน์ จิตติวุฒิการ ช่างภาพ พระมหาวิเชียร วชิรเมธี พิสูจน์อักษร บริษัท เคล็ดไทย จำกัด117-119 ร่วมบุญจัดส่ง ถ.เฟื่องนคร แขวงวัดราชบพิธ เขตพนะนคร กรุงเทพฯ 10200 http://www.kledthaishopping.com บริษัท ดอคคิวเมนนท์ พาเซล เอ็กซ์เพรส จำกัด (DPEX) ร่วมบุญจัดส่ง 60 ซอยอารีย์ 5 เหนือ ต่างประเทศ ถ.พหลโยธิน แขวงสามเสนใน เขตพญาไท กรุงเทพฯ 10400 http://www.dpex.com พระพรหมคุณากรณ์ ป.อ.ปยุตโต/ Special thanks พระปิยะลักษณ์ ปญฺญาวโร/ พระมาโนช ธมฺมครุโก/ สุลักษณ์ ศิวรักษ์/ สุรสีห์ โกศลนาวิน/ ถนอมวรรณ โกศลนาวิน/ อุดม แต้พานิช/ ชาลี ประจงกิจกุล รบฮ. ออกแบบปก ห้างหุ้นส่วนจำกัด กู๊ด-พริ้นท์ พริ้นติ้ง พิมพ์ท่ี 4/6 ซอย 5 ถ. ช้างเผือก ต.ศรีภูมิ อ.เมือง เชียงใหม่ 50200 โทร : 053-412556 แฟกซ์ : 053-217264

End of days Issue การได้เดินทางถือเป็นความสุขในชีวิตของใคร หลายๆ คน แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นความทุกข์ของใคร อีกหลายคนด้วย บางทีอาจจะเป็นเพราะไม่สนุกกับการ ปรับตัวใหม่ หรือบางทีอาจเป็นเพราะความพอใจใน บรรยากาศเก่าๆ ก็ได้ ฉะนั้นพระพุทธเจ้าจึงตรัสถึงเรื่อง อานิสงส์ของการไม่อยู่ประจำที่ไว้ด้วย แต่มีอะไรบ้างนั้น ต้องรบกวนให้ไปหาข้อมูลกันเอาเอง และเมื่อเกริ่นมาถึงตรงนี้แล้วก็จะได้แจ้งบอก ลากิจกับผู้อ่านไปด้วย 2-3 ฉบับ เนื่องจากต้องไปนำ คณะจารีกแสวงบุญเดินทางจากเชียงใหม่-นครปฐม คงต้องใช้เวลาถึงเดือนกว่าๆ ทำให้ไม่อาจมาทำหนังสือ ต่อได้ อย่างไรก็ดี “มุม” ก็ไม่ได้หยุดนิ่งไปด้วยเพียงแต่ เปลี่ยน บ.ก. มาดูแ ลแทนเท่านั้น และเมื่อการเดินทาง สิ้นสุดลง ก็จะกลับมาขีดเขียนอีก แต่หากความไม่แน่นอน ในสังสารวัฏฏ์ ทำให้ไม่ได้กลับ ก็ต้องขออนุโมทนา ทุกท่านที่ให้การสนับสนุนจนถึงวันนี้ด้วย

พระถนอมสิงห์ สุโกสโล บรรณาธิการ


9

4 6

6

8 9 16 24

16

32 34 36 38 40

Buddhist’s Mystery : พระพุทธเจ้าปาง “โอเค” มีความหมายว่าอย่างไร Art Code : 31st Century Museum of Contemporary Spirit พิพิธภัณฑ์แห่งคุณค่าของชีวิต คน-ทำ-มะ-ดา : ก้าวย่างเส้นทางธรรม มุมส่วนตัว : พรศักดิ์ สุคงคารัตนกุล ชายผู้อุทิศชีวิต ให้แก่ความฝัน มุมพิเศษ : End of Days VS. : ไพศาล ลิขิตปรีชากุล Vs. พระถนอมสิงห์ สุโกสโล กระเทยอยากบวช จะได้ไหม ?? ธรรมไมล์ : ลุ้น Hidden tips : พกอาวุธอะไร.. สบายใจได้ทุกที่ ผ้าเหลืองเปื้อนยิ้ม : ความสำเร็จ Time for ทำ ธรรมะ(อีก)บท : โตไปทีละนิด 24

M Mental O Optimum O Orientation M Magazine

สารบัญ


เรื่อง : กองบรรณาธิการ

อินเดีย-ศรีลังกา ฉลองครบรอบ 2,600 ปี การตรัสรู้ของ พระพุทธเจ้า นางไมร่า คูมาร์ โฆษกสภาล่างของอินเดีย ได้เข้าเยีย่ ม คารวะ และปรึกษาหารือกับ นายมหินธา ราชปักษา ประธานาธิบดี ศรีลังกา เพื่อเตรียมจัดงานประชุมพุทธศาสนานานาชาติ และนิทรรศการพุทธศิลป์ ที่เมืองแคนดี้ ประเทศศรีลังกา ในเดือนมีนาคม 2554 เพื่อฉลองครบรอบ 2,600 ปีแห่งการ ตรัสรู้ขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า โดยรัฐบาลอินเดียจะนำ พระพุทธรูปปางปฐมเทศนา สูง 16 ฟุต สร้างขึ้นตามศิลปะ สมัยคุปตะ อันมีชื่อเสียงในศตวรรษที่ 5 มาประดิษฐานตรง ทางเข้าพิพธิ ภัณฑ์พทุ ธศาสนานานาชาติ ภายในวัดพระเขีย้ วแก้ว ที่เมืองแคนดี้ โดยพิพิธภัณฑ์ สถานแห่งชาติของอินเดีย ได้มอบ หมายให้ผู้เชี่ยวชาญรวบรวมวัตถุ โบราณของอินเดีย ทีเ่ กีย่ วกับพุทธศิลป์ วัฒนธรรม และมรดกประเพณีของ ชาติมาจัดแสดงอีกด้วย

จีนนำพระพุทธรูปเก่าแก่จากแหล่ง มรดกโลก จัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ อังกฤษเป็นครั้งแรก พระพุทธรูปแกะสลักหินต้าซื่อ ซึ่งมีอายุจากศตวรรษที่ 9-13 จากแหล่งมรดกโลกที่ตั้งอยู่ในเขตนครฉงชิ่ง ทางตะวันตก เฉียงใต้ของประเทศจีนบางส่วน ได้ถูกนำมาจัดแสดงที่ พิพิธภัณฑ์แห่งชาติของแคว้นเวลส์ ในเมืองคาร์ดิฟ ประเทศ อังกฤษ ระหว่างวันที่ 26 ม.ค. ถึง 3 เม.ย. 2554 โดยนับเป็น ครั้งแรกที่มีการนำออกมาแสดงนอกประเทศจีน ซึ่งปัจจุบัน มีเหลืออยู่จำนวนราว 50,000 องค์ และได้รับการขึ้นทะเบียน เป็นมรดกโลกในปี 2542

มุมใหม่

UNESCO อนุมัติไทยบูรณะสวนลุมพินี ถวายเป็น พระราชกุศล วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร จัดแถลงข่าวโครงการบูรณ ปฏิสงั ขรณ์สถานทีป่ ระสูตขิ องพระพุทธเจ้า ณ สวนลุมพินสี ถาน ประเทศเนปาล และพัฒนาวัดไทยลุมพินี โดยมีสมเด็จ พระพุฒาจารย์ เป็นประธานที่ปรึกษาฝ่ายสงฆ์ ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา เป็นประธานที่ปรึกษา ฝ่ายฆราวาส เพื่อเปิดโอกาสให้ชาวไทยร่วมทำนุบำรุงพระ พุทธศาสนา ถวายเป็น พระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระ เจ้าอยู่หัว ซึ่งความคืบหน้าล่าสุด ยูเนสโกได้มีการอนุมัติ แบบแปลนการการก่อสร้างเรียบร้อยแล้ว คาดใช้งบประมาณ 60 ล้านบาท สำหรับผู้มีจิตศรัทธา สามารถร่วมบริจาคเข้าโครงการ ดังกล่าว ได้ท่ี “กองทุนลุมพินสี ถาน โดย มูลนิธิไทยพึ่งไทย” และที่ เคาน์เตอร์เซอร์วิส เซเว่นอีเลฟเว่น ทุกสาขาทั่วประเทศ หรือ สอบถาม เพิ่มเติม โทร 0-2971-7575

มูลนิธิสันติภาพนิวาโน (Niwano Peace Foundation) จะได้มอบ รางวัลสันติภาพนิวาโนครั้งที่ 28 ให้ ส.ศิวรักษ์ (อ.สุลกั ษณ์ ศิวรักษ์) ซึ่งเป็นทั้งอาจารย์ นักวิชาการ นักเคลื่อนไหว และผู้ก่อตั้งองค์กร หลายแห่ง รวมถึงเครือข่ายนานาชาติพุทธศาสนิกสัมพันธ์เพื่อสังคม (International Network of Engaged Buddhist INEB) เพื่อเป็นเกียรติ แก่ความมุ่งมั่นทุ่มเทในการสร้าง ความเข้าใจใหม่เกีย่ วกับ สันติภาพ ประชาธิปไตย และการพัฒนา รวมถึงการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ผ่านการใช้หลักธรรมทางพระพุท ธ- ศาสนา โดยพิธีมอบรางวัล จะจัดขึ้นที่กรุงโตเกียว ในวันที่ 19 พฤษภาคมนี้ โดย อ.สุลักษณ์ จะได้รับใบประกาศเกียรติคุณ เหรียญ รางวัล และเงินรางวัล 20 ล้านเยน

5


6

Buddhist’s Mystry

เรื่อง : กองบรรณาธิการ I ภาพประกอบ : รบฮ.

พระพุทธเจ้าปาง “โอเค” มีความหมายว่าอย่างไร

หากใครได้มโี อกาสแวะเวียนไปตามวัดหลายวัด อาจเคย สังเกตเห็นว่าพระพุทธรูปทั้งหลาย ก็มีปางหรือท่าทางที่แตกต่าง กันออกไป ซึ่งก็ให้ความหมายที่หลากหลาย และหลายครั้งก็ชวน ให้สงสัยเป็นอย่างยิ่งว่าคนปั้นคิดได้อย่างไรหนอ เพราะนอกจาก จะสวยแล้วยังสื่อความหมายได้กินใจอีกด้วย โดยเฉพาะ พระพุทธรูปปางหนึ่งที่มือขวาเอานิ้วชี้กับนิ้วโป้งมาแตะกันเป็นวงกลม ดูไปดูมาเหมือนกับสัญลักษณ์ที่เราใช้กันบ่อยๆว่า “โอเค” พระพุทธรูปปาง “โอเค” นัน้ มีชอ่ื เรียกจริงๆ ว่าปาง แสดง ปฐมเทศนาหรือปางแสดงธรรมจักรกัปปวัฒนสูตร ซึ่งเป็น การ แสดงธรรมครั้งแรกของพระพุทธองค์ ณ ที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน พระพุทธรูปปางนี้ถือได้ว่าเป็นปางหนึ่งที่เก่าแก่ที่สุดในโลก โดยองค์แรกๆ ถูกสร้างขึ้นมาตั้งแต่สมัยคุปตะ (พ.ศ.800-1200) จากนั้นแม้จะวิวัฒนาการไปที่ไหน แม้ลักษณะของพระพุทธเจ้า จะต่างไป แต่ความหมายและท่าทางของมือก็ยังไม่เปลี่ยนแปลง

โดยมือที่แสดงลักษณะ “โอเค” นั้น ทางพุทธให้ความหมายว่า เป็นสัญลักษณ์แห่ง “ธรรมจักร” คือการสอนและปัญญา ซึ่งไม่ได้ มีเฉพาะในพระพุทธรูปทางฝ่ายเถรวาทเท่านั้น ในฝ่ายวัชรยาน ก็มีพระพุทธรูปปางนี้ด้วยเหมือนกัน แต่เป็นปางที่แสดงถึง พระพุทธเจ้าที่ชื่อว่า โกนาคมนะ ที่ได้มาประกาศพระศาสนาก่อน พระพุทธเจ้าสมณโคดม (องค์ที่เรานับถือกันเป็นหลักอยู่ทุกวันนี้) อย่างไรก็ดีมีผู้ที่เอ่ยถึงพระพุทธรูปปางนี้โดยให้แง่คิดว่า พระพุทธเจ้าบอกกับเราว่า “ทุกสิ่งจะโอเค” ซึ่งก็น่าสนใจมิใช่น้อย แล้วจะทำอย่างไรเล่าจึงจะไปให้ถึงจุดนั้นได้ หากจะมองให้ลึก ลงไปกว่านี้อีกนิดจะเห็นว่า ลักษณะของมือที่เราเห็นว่า “โอเค” นั้นเป็นลักษณะแห่งปัญญา เลยทำให้สามารถคิดได้เช่นกันว่า...หากท่านจะ บอกว่าทุกอย่างจะโอเคได้คงต้องอาศัยธรรมะและปัญญา นั่นเอง


เรื่อง : กองบรรณาธิการ

Book Corner

กระแสใหม่ของวิถีชีวิตเสรีภาพ และวัฒนธรรมใน ๕ ทศวรรษที่พ้นผ่าน ผู้แต่ง: ส. ศิวรักษ์ สำนักพิมพ์: สำนักพิมพ์ศึกษิตสยาม ท่ามกลางกระแสความเปลี่ยนแปลงของโลกกว่า 50 ปี ที่ผ่านพ้น ได้ส่งผลกระทบมากมาย ต่อวิถีชีวิตของผู้คน หนังสือเล่มนี้ได้รวบรวมวิวฒ ั นาการทางความคิดของ ส. ศิวรักษ์ ที่มีต่อ ยุคสมัยต่างๆ ทั้งไทยและเทศ จากวิถีชีวิตแบบเก่าปรับเปลี่ยนเป็นวิถีชีวิตที่ทันสมัย ไม่มีใคร สามารถให้คำนิยามได้วา่ ยุคไหนดีกว่ากัน เราไม่อาจย้อนเวลาไปอยูใ่ นยุคสมัยทีร่ งุ่ เรืองเฟือ่ งฟู ทางวัฒนธรรมอย่างสุดขีด ในขณะเดียวกันเราก็ไม่อาจหยิบยกเอาจุดเด่นในแต่ละยุคสมัยมา ขมวดรวมกันไว้ได้ บางทีหนังสือเล่มนี้อาจจะช่วยให้เราๆ ในยุคปัจจุบัน สามารถต่อ jigsaw ออกมาเป็นภาพวิถีชีวิตในแบบที่ควรจะเป็น เหมาะสมและชัดเจนที่สุดก็เป็นได้ Buddha ผู้แต่ง: คาเรน อาร์มสตรอง สำนักพิมพ์: PHOENIX เราอาจเคยอ่านหนังสือประวัติของพระพุทธเจ้ากันมาตั้งแต่เด็กๆ แต่เคยอ่านมุมมองที่เขียน โดยชาวต่างชาติบ้างหรือไม่ ถ้ายัง มุมขอแนะนำ Buddha หนังสือพุทธประวัติที่ติดอันดับ ขายดีของ New York Times ซึ่งแต่งโดยอดีตแม่ชีคาทอลิกชาวอังกฤษ คาเรน อาร์มสตรอง ผู้แต่งหนังสือ The History of God ที่ขายดีจนถูกนำมาแปลกว่า 30 ภาษาทั่วโลก และเป็น ผู้แต่งหนังสือดังๆ ทางศาสนาอีกหลายเล่ม คาเรนใช้เวลาเดินทางไปหลากหลายประเทศ เพื่อเก็บข้อมูลทางพุทธศาสนา นำมาเรียบเรียงถ่ายทอดเรื่องราวของพระพุทธเจ้า รวมถึง เรื่องราวต่างๆ ของศาสนาพุทธออกมาได้อย่างน่าสนใจ โดยใช้ภาษาที่ไม่ยากจนเกินไปนัก เพื่อให้ชาวต่างชาติที่อาจจะนับถือพุทธศาสนาหรือไม่ก็ตาม ได้เห็นภาพของพระพุทธเจ้า อันเป็นศาสดาของชาวพุทธอย่างเราๆ ได้อย่างถูกต้องและชัดเจนมากขึ้น SEED OF PEACE วารสารราย 4 เดือน จัดพิมพ์โดย เสมสิกขาลัย วารสารภาษาอังกฤษราย 4 เดือน จากเสมสิกขาลัย ที่รวบรวมเรื่องราวความเป็นไปใน พุทธศาสนา อันจะเป็นกระบอกเสียงให้กับองค์กรและหน่วยงานต่างๆ โดยผ่าน คอลัมน์ ที่น่าสนใจมากมาย ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมของ INEB (International Network of Engaged Buddhists), อัพเดทความเคลื่อนไหวการประชุมพุท ธศาสนานานาชาติ, รวมบทความ น่าอ่าน, ประกาศการมรณกรรมของบุคคลสำคัญทางพุทธศาสนา, กิจกรรมที่กำลังจะ เกิดขึ้น และคอลัมน์แนะนำหนังสือน่าอ่าน สนใจติดต่อสอบถามได้ที่ โทรศัพท์ 02-8602194

7


8

Art Code

เรื่อง : ปิยตา เผ่าต๊ะใจ I ภาพ : สมคิด ใจศรี

31st Century Museum of Contemporary Spirit พิพิธภัณฑ์แห่งคุณค่าของชีวิต

31st Century Museum of Contemporary Spirit คือพิพิธภัณฑ์ แห่งคุณค่าแห่งศวรรษที่ 31 ที่คามิน เลิศชัยประเสริฐ เป็นผู้ก่อตั้ง หากแค่มองผ่านมันคงเป็นเพียงตู้คอนเทรนเนอร์ ที่วางเรียงรายกันท่ามกลางแมกไม้ในลานกว้างเท่านั้น แต่เมื่อเข้าไป เยือนก็ได้สัมผัสถึงเนื้อแท้ที่อยู่ภายใน ซึ่งประกอบไปด้วยผลงานที่ รวบรวมมาจากหลายแหล่งโดยบางชิ้นอาจดูไร้คุณค่าในสายตาคนอื่น แต่กลับเต็มเปี่ยมไปด้วยเรื่องราว และมีคุณค่าทางจิตใจอย่างสูงสุด คามินได้พบกับอาจารย์ใหญ่ในโรงเรียนประถมแห่งหนึ่ง เมื่อครั้งไปเยือนแดนอาทิตย์อุทัย สิ่งที่เขาได้เห็นและสร้างความ ประทับใจยิ่งก็คือ การมอบใบประกาศนียบัตรที่แสดงความดีหนึ่งข้อ ในตัวนักเรียน ในพิธีจบการศึกษา ทำให้ภาพในวัยเด็กของเขาปรากฏ ชัดขึ้นมาอีกครั้ง และรู้ว่าคนที่อยู่ตรงหน้านั้นเอง คือผู้ให้จะตอบ คำถามซึ่งค้างคาใจมานานหลายปี เขาไม่รีรอที่จะถามอาจารย์ผู้นั้น ว่า “หากคนผู้นั้นไม่มีความดีอะไรเลยเขาสมควรจะได้ใบประกาศ แผ่นนี้อยู่หรือไม่” และคำตอบที่ได้กลับมาก็คือ “คุณทุกคนมี ความดีอยู่ในตัว ไม่ว่าเขาจะเลวร้ายแค่ไหนก็ตาม” และคำพูดประโยคนี้เอง ที่เป็นแรงบันดาลใจที่ให้เขากลับตั้ง

พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ที่บ้านเกิด เพื่อแทนเสียงที่บอกว่า คนทุกคนมีคุณค่า ไม่ว่าจะเป็นใครมาจากไหนก็ตาม ผลงานศิลปะหลากหลายชิ้นงาน ที่ถูกจัดวางอย่าง พอเหมาะบนผนังอันเปล่าเปลือยของตู้คอนเทรนเนอร์ ที่เรียงตัว เป็นเลข 31แห่งนี้ มีทั้งงานเส้นผมที่ถักทอเป็นรูปปลอกหมอนและ ดอกไม้ เพื่อเป็นตัวแทนจากสายสัมพันธ์ของพ่อลูกที่ส่งผ่านทางDNA จากเส้นผม หรือแค่ถ้วยกาแฟเก่าบิ่นเพียงใบเดียวก็มีคุณค่าที่จะ มาวางอยู่ในที่แห่งนี้ได้ มันเป็นความทรงจำให้หวนนึกถึงแม่ที่ ครั้งหนึ่งเคยจรดริมฝีปากลงบนนั้น ผลงานหลายชิ้นอาจชวนให้สงสัย ถึงความงามในเชิงศิลปะ แต่เมื่อได้รู้ความหมายที่จารจดอยู่ภายใน ก็ทำให้เกิดความตื้นตันแผ่ซ่านไปถึงหัวใจ และเมื่อก้าวออกจากที่แห่งนี้ สิ่งที่ได้รับกลับมาไม่ใช่ความ รู้สึกชื่นชมในความงามของงานศิลปะเช่นเดียวกับหอศิลป์แสดงงาน แต่เป็นความอิ่มเอิบใจที่ได้รับเรื่องราวที่มีคุณค่าทางจิตใจของผู้สร้าง ซึ่งทำให้หวนกลับมามองว่าอย่างน้อยเราก็ยังมีคุณค่า ในตัวตนอยู่เช่นกัน


www.WANGDEX.co.th


10

คน-ทำ-มะ-ดา

เรื่อง I ภาพ : วรวรรณ กิติศักดิ์

ก้าวย่างเส้นทางธรรม

โครงการก้าวย่างเส้นทางธรรมปี 2 เป็นการเดินเท้าจาก ข่วงประตูท่าแพจังหวัดเชียงใหม่ เพื่อไปนมัสการพระปฐมเจดีย์ จังหวัดนครปฐม ซึ่งจะใช้เวลาเดินทางประมาณ 2 เดือน และเริ่ม เดินทางตั้งแต่วันที่ 6 เมษายน เป็นต้นไป อาจมีหลายๆ คนสงสัย เพราะในปีนี้มีผู้ร่วมเดินทางเป็นผู้หญิงถึง 4 ท่าน หนึ่งในนั้นคือ พี่เนญ์ อรพรรณ (ปาลิกา) พระนามศรี ชาวไทยวัย 53 ปี ที่ไป ทำงานและมีครอบครัวอยู่ในประเทศสวีเดน อะไรทำให้ผู้หญิงคน นี้เดินทางมาไกลจากสวีเดนเพื่อมาเดินเท้าจาริกแสวงบุญกับ โครงการดังกล่าว พี่เนญ์เคยประสบเหตุการณ์เลวร้ายจนแทบเอาชีวิต ไม่รอดมาแล้วหลายครัง้ ตอนทีไ่ ปทำงานต่างประเทศ แต่กผ็ า่ นพ้น มาได้ทุกครั้ง และเชื่อมั่น 100% ว่า หากไม่ใช่เพราะธรรมะแล้ว เธอคงไม่สามารถอยู่รอดมาจนถึงทุกวันนี้ได้ นั่นก็เพราะธรรมะ ช่วยขัดเกลาจิตใจให้เธอรู้จักปล่อยวาง และทำให้มีสติอยู่เสมอ ในการรับมือกับสิ่งที่เกิดขึ้น ทั้งนี้เพราะตั้งแต่เล็กจนโตมีคุณพ่อ เป็นผู้ปลูกฝังให้ปฏิบัติตนเป็นพุทธศาสนิกชนที่ดีมาโดยตลอด

พี่เนญ์ตื่นแต่เช้าหุงข้าวเพื่อทำบุญตักบาตรเป็นตั้งแต่ อายุ 7 ขวบ นั่งสมาธิ ปฏิบัติธรรม มาโดยตลอด สิ่งเหล่านี้ได้หล่อหลอมตัวตน ของเธอ จากที่เคยใจร้อน กล้าได้กล้าเสีย ก็เปลี่ยนเป็นนิ่งสงบ มากขึ้น และรู้เท่าทันความเป็นไปของสิ่งรอบตัวได้มากกว่าเดิม และสิ่งเหล่านี้ได้ถูกถ่ายทอดไปให้กับลูกสาววัย 12 ปี ของเธอ ให้เป็นพุทธศาสนิกชนที่ดีตามรอยผู้เป็นแม่เช่นเดียวกัน โดยมี สามีชาวสวีเดนคอยให้กำลังใจอยู่ใกล้ๆ เสมอ สำหรับการเดินเท้าเพื่อเจริญสติตนเองนั้น เธอมีความ คิดที่จะร่วมโครงการมาหลายต่อหลายครั้ง จนมาได้โอกาสในปีนี้ จึงตัดสินใจชักชวนเพื่อนๆ ที่สวีเดนมาร่วมเดินด้วยกัน โดยที่ ปราศจากคนรอบตัวที่คัดค้านหรือห้ามปรามโดยสิ้นเชิง เพราะ ทุกคนเข้าใจและพร้อมจะส่งเสริมให้เธอกระทำในสิ่งที่ดี หากถาม ว่าคาดหวังอะไรกับการเข้าร่วมโครงการนี้ พี่เนญ์ตอบว่าขอเพียง แค่ตนเองเดินทางไปถึงนครปฐมได้สำเร็จ ถึงแม้จะต้องล้มหาย ตายจากระหว่างทางเธอก็ไม่เสียดายชีวิต เพราะเธอมัน่ ใจว่าเธอได้เลือกทางเดินของเธอแล้ว


เรียบเรียง : กองบรรณาธิการ I ภาพ : สร้างสรรค์ วรรคาวิสันต์

มุมส่วนตัว

พรศักดิ์ สุคงคารัตนกุล ชายผู้อุทิศชีวิตให้แก่ความฝัน

11


12 คุณเคยฝันอยากจะเป็นผู้กำกับหนังสักเรื่องไหม แล้วคุณได้มีโอกาสลองทำมันหรือยัง พรศักดิ์ สุคงคารัตนกุล หรือ เล็ก หนุ่มใหญ่ที่มาอาศัยอยู่เชียงราย ผู้มีความใฝ่ฝันมาตั้งแต่เด็กว่า “อยากทำหนัง” แต่การไม่ได้เกิดในครอบครัวที่มีฐานะดี ก็เป็นเหตุที่ ทำให้เขาไล่ตามความฝันได้ยากเหลือเกิน แต่แล้ววันนี้เขาไม่เพียงได้ทำหนังสมใจเท่านั้น เขายังได้เติมฝันให้เด็กๆ ได้หัดทำหนังด้วย โดยจัดตั้งกลุ่ม “รุ้งอ้วน” เพื่อสนับสนุนเด็กๆ ให้เรียนรู้หัดทำหนังสั้นส่งประกวดไปทั่วประเทศ โดยไม่เพียง แต่สอนให้ทำหนังเท่านั้น แต่กลับสอนให้เด็กๆ เคารพชุมชนและสนใจธรรมะด้วย อะไรผลักดันให้เขามาทำแบบนี้ เราลองมา รู้จักตัวตนของเขากันเถิดครับ มุม: คุณเป็นคนที่ไหน ก่อนหน้านี้เคยไปกำกับอะไร ยังไง ที่ไหน เป็นคนกรุงเทพฯ ผมสนใจเรื่องการทำหนัง แล้วผมจะทำหนังให้กับองค์กร หน่วยงาน มาหลายเรื่อง แล้ว เคยคิดว่าจะทำหนังใหญ่เหมือนกัน แต่ว่าคล้ายๆ ว่าชีวิตเราขีดไว้ว่าเราไม่อยากเข้าไปในวงการ แล้วตัวผมเองไม่ค่อยชอบวงการบันเทิงสักเท่าไหร่ ในลักษณะที่มันมีเงื่อนไขใน การผลิตค่อนข้างเยอะ แล้วเราต้องตามนายทุนอะไรอย่างนี้ คือถ้าจริตเรามันไม่ได้ เราจะอยู่ได้ไม่นาน ผมเองก็รู้ว่าเข้าไปอยู่ก็อยู่ไม่ได้ หรอก แต่เพื่อนผมหลายคนก็เคยเติบโตเป็นผู้กำกับหนังหลายคนนะฮะ เป็นนักวิจารณ์หนังก็มี แต่ผมเดินออกมาแล้วก็ขึ้นมาภาคเหนือเลย ขึ้นมาอยู่เชียงราย ก็มาทำงานกับเด็ก มุม: แล้วเริ่มการสอนเด็กมากี่ปีแล้ว หนังสั้นนี่น่าจะ 2 – 3 ปีนี่เอง มุม: แต่มาอยู่เชียงรายนานแล้ว อยู่เชียงรายนี่อยู่นานแล้วฮะ คือแต่ก่อนผมจะสอนเด็กเรื่องการทำสื่อวิทยุด้วย แต่ว่าตอนหลังเรามาจับแนวเราว่า เรามาอยู่กับหนัง เยอะมาก แล้วมันเป็นกระบวนการที่ถ่ายทอดยากมากเลย การที่จะทำให้เด็กสามารถทำหนังเป็นระบบได้มันก็ยาก แล้วก็เวลา เงื่อนไข มันค่อนข้างสั้นนะ ก็มาดีไซน์ มาออกแบบหลักสูตรกัน ก็ค่อนข้างประสบความสำเร็จ คือเด็กทำด้วยตัวเอง 100% เลย มุม: เด็กส่วนใหญ่อายุเท่าไหร่ อายุประมาณ 18 – 23 หรือ 24 ก็อยู่ในวัยที่เขาอยากจะทำหนังสั้น เด็กที่อบรมก็จะได้ความรู้ในการทำหนังสั้นไป แล้วก็พวกเขาก็ทำกัน อยู่เรื่อยๆ ครับ พอกลับไปก็ไปทำให้กับโรงเรียน คือเด็กพวกนี้เป็นเด็กที่เข้าอยู่ในระบบการศึกษาแล้วไง เพราะฉะนั้นครูก็จะเป็นเหมือน คนที่วางทิศทางไว้ให้กับเด็ก เขาอยากจะพิสูจน์ความสามารถของเขาอยู่แล้ว คือเด็กวัยรุ่นมีเวลาว่างก็ไปมั่วสุมกันอะไรอย่างนี้ มันเป็น ลักษณะที่โดนตีตราโดยสังคม และถ้ามีโอกาสเขาก็อยากจะพิสูจน์ว่าเขาทำอะไรที่สร้างสรรค์ได้ ทีนี้พวกหนังสั้นมันเป็นเครื่องมือตัวหนึ่ง เท่านั้นเอง ที่เหมือนกับว่าเอาไว้เป็นอุบายเพื่อดึงเด็กให้มาร่วมกิจกรรมกับเรา เด็กก็สามารถที่จะทำผลงานดีๆ ออกมาได้ แล้วก็ผู้ใหญ่ ยอมรับ เขาก็มีความสุข แต่ทีนี้ปัญหาก็คือว่าพอเด็กทำได้แล้ว เด็กจะมีความรู้สึกว่าตัวเองเหมือนกับมีตัวตน มีความมั่นใจที่จะไปทำอะไร ได้มากขึ้น ผมถึงอยากจะชี้ประเด็นตรงนี้ว่า คือมันก็อยู่ที่ว่าผู้ใหญ่จะเข้าใจเด็กหรือเปล่า ถ้าเผื่อเขากลับไปอยู่กับผู้ใหญ่ที่ไม่เข้าใจเด็ก ผู้ใหญ่ก็อาจจะดันเด็กเข้าไปสู่ระบบการแข่งขัน เธอต้องทำให้โรงเรียนนะ เธอต้องทำให้ประสบความสำเร็จนะ จริงๆ ผมเห็นใจเด็ก พวกนั้นนะ คือรู้สึกว่าผู้ใหญ่น่าจะเข้าใจเขามากกว่านั้น ผมแค่ใช้หนังสั้นเป็นเป็นเครื่องมือในการพัฒนาเด็ก เพราะฉะนั้นเวลาเรามองเด็ก เราจะมองเด็กบนพื้นฐานความเข้าใจที่มองต่างจากหลายๆ คน เหมือนกับต้องไปต่อสู้กับทัศนคติกับคนที่คิดต่างกับเรา มุม: เพราะอะไร คือผมเห็นว่าจริงๆ แล้วเขาไม่ได้มองเรื่องเด็กเป็นตัวตั้ง แต่เขามองเรื่องการสร้างผลงาน เขาไม่ได้คาดหวังว่าเด็กกลุ่มนี้จะได้รับการพัฒนา เป็นคนที่มีความสามารถความคิดสร้างสรรค์อะไร แต่เขามองว่าเขามาจัดค่ายเขาได้หนังสิบเรื่อง เขาไม่ได้มองที่คุณค่าของการสร้างคน เราดูจากที่เขาจะเร่งกับเด็กมากๆ ว่าเด็กให้ทำให้ได้อะไรอย่างนี้ เขาบอกว่ายังไงก็แล้วแต่ ต้องเอาหนังมาให้พี่สิบเรื่อง คือเขาไม่สนใจเลย


13 เด็กต้องไปอดหลับอดนอน เด็กมันก็เครียดอยู่แล้ว โชคยังดีที่พวกผมเป็นพวกทำกิจกรรมเด็กไง เพราะฉะนั้นบรรยากาศในลักษณะของการ เรียนรู้ เราจะเป็นพี่เป็นน้องกัน เด็กก็จะมีความสุขกับการที่ได้อยู่กับผู้ใหญ่ที่เข้าใจ คือเด็กที่ผ่านค่ายผมทุกจังหวัด เด็กติดวิทยากรทุกคน คือทุกวันนี้ใน facebook ก็ทักกัน อยากจะให้เรากลับไปหา คือทีนี้เด็กผมมันไม่ได้เรียนรู้แค่ในค่ายผมอย่างเดียว บางครั้งครูเขาคาดหวัง กับเด็กกลุ่มนี้มากๆ เขาเห็นว่าเรียนกับเรามา อีกค่ายหนึ่งเชิญไปอบรมเขาก็ส่งเด็กไปอีก ทีนี้พอไปส่งเด็กวิทยากรอาจไม่เหมือนเราก็ได้ เขาอาจจะมาอีกลักษณะหนึ่งก็ได้ อีกสไตล์หนึ่งก็ได้ บางทีเขาไปอยู่ในอีกค่ายหนึ่งปรากฏว่าเด็กร้องไห้ โทรมาวันแรกบอกว่าไม่เห็นเหมือน ค่ายพี่เลย ค่ายนี้อะไรก็ไม่รู้ วิชาการมากๆ แล้วพี่ก็น่ากลัวมาก ๆ เลย ผมก็พอจะนึกเดาบรรยากาศได้อยู่ว่าเด็กเจออะไร เราก็บอกว่า ไม่เป็นไรหรอก มันก็เป็นเรื่องของการได้ไปเรียนรู้ความแตกต่าง ชีวิตมันก็อย่างนี้แหละ ลองดู ลองทนให้ได้ ปรากฏว่าพอผ่านวันที่สองวัน ที่สาม เขาก็ชินไปกับบรรยากาศแบบนั้น แต่ว่าที่ค่ายนั้นเขาจะสอนคนละแบบกับผมเลยนะฮะ เขาจะเอากล้องสตูดิโอตัวใหญ่ๆ ไปให้ เด็กใช้ กล้องตัวละประมาณห้าหกแสน ของผมตัวละแปดพัน (หัวเราะ) ของผมกล้องมินิดีวีดี ตัวละแปดพัน อย่างผมจะสอนเป็นลักษณะ ของทฤษฎีและปฏิบัติ แล้ว re-check เด็กเรื่องความเข้าใจไปทีละ process เลย ว่าเด็กเข้าใจตรงนี้ยังไงๆ แต่ว่าของเขานี่ก็คือว่า เขาก็จะ เอาเด็กไปกลุ่มหนึ่ง แล้วก็กลุ่มไหนเป็นช่างภาพ เลือกมาคนหนึ่ง แล้วเขาก็จะมาเหมือนกับว่าให้เด็กจับปุ่ม record แล้วพี่เขาก็จะบอกว่า เธออย่างนั้นสิ เธออย่างนี้สิ คือเด็กจะโดน control โดยผู้ใหญ่ตลอดเวลาว่าให้ถ่ายแบบนี้ คราวนี้เราก็เห็นวิธีการมันต่างกัน แต่เด็กได้เรียนรู้ วิธีการต่างกัน มันก็เป็นแบบหนึ่ง เด็กก็อาจจะได้อยู่แล้วใช่ไหมฮะ แต่ปัญหาก็คือว่าพอเสร็จค่ายตรงนั้น สำนักงานเขาจัดประกวดหนัง แล้ว เรารู้สึกว่าทำไมจะต้องให้เด็กมาอยู่ในวังวนของการแข่งขันแบบนี้ มุม: กิจกรรมทำหนังโดยทั่วไปนี่ประมาณกี่วัน ประมาณ 10 วัน ได้หนังเลย มุม: แล้วเด็กมีพัฒนาการยังไงบ้าง ที่เห็นก็ดีเลยครับ คือว่ากระบวนการนี่ เนื่องจากเราให้ความสำคัญกับเรื่องของตัวเด็กมาก ในวันที่เด็กทำหนังเสร็จแล้ว เราจะมีการจัด ฉายหนัง เราก็จะเชิญผู้ใหญ่ที่เกี่ยวข้องมาดู ก็เป็นพันคน ตั้งจอเหมือนหนังกลางแปลง รถปลาหมึกปิ้งอะไรก็มาเต็มเลย บรรยากาศแบบ หนังกลางแปลงเลย คนก็มานั่งดูกัน ฉายคืนละเรื่อง ฉายเสร็จก็เอาเด็กเจ้าของผลงานขึ้นมาสัมภาษณ์ ทีวีก็ถ่ายทอด เด็กก็รู้สึกภูมิใจไง รู้สึกว่าเราทำงานยากๆ ได้ อันนี้คือสิ่งที่ เราก็ทำได้แค่นี้นะ พอจากตรงนี้เด็กก็หลุดมือเราไป พอหลุดมือเรา ทีนี้มันก็อยู่ที่ผู้ใหญ่ที่อยู่ใกล้เขา แล้วล่ะ ว่าเขาจะเข้าใจเด็กเขาจะพยายามให้เด็กไปถูกลู่ถูกทางหรือเปล่า มุม: แล้วอะไรที่ทำให้อยากมาเปลี่ยนชีวิตเด็กมาให้โอกาสกับเด็ก อาจจะเป็นเพราะผมได้โอกาสมาก่อนไงครับ คือชีวิตผมค่อนข้างมีปัญหาเยอะ ปัญหาในที่นี้หมายถึงปัญหาด้านเศรษฐกิจ คือผมเป็น ลูกชนชั้นกลาง แล้วพ่อทำงานก่อสร้าง ส่วนแม่ก็เป็นแม่บ้านทำเกี่ยวกับขายของเล็กๆ อะไรอย่างนี้ ตอนหลังพ่อก็เสียชีวิตเพราะว่า โดนหักหลังเรื่องธุรกิจเพื่อนๆ โกง เขาก็หมดเนื้อหมดตัว เขาก็กลุ้มใจหาทางออกด้วยการกินเหล้า ตอนหลังก็เป็นโรคไต ตับแข็งแล้วก็ เสียชีวิต ทีนี้พอแกเสียไปก่อนเวลาอันควร แม่ก็ต้องดูแลกิจการด้วยตัวเอง ช่วงนั้นที่บ้านก็ไม่เหลือมรดกอะไรละ ไม่เหลือเงินเลย คือเรียกว่าเข้าขั้นยากจนเลย คือผมต้องลาออกจากโรงเรียนเพื่อที่จะมาทำงาน ตอนนั้นก็วัยรุ่นละ ผมก็ทำมาทุกอย่าง ทำงานโรงงาน ตัดเย็บรองเท้า โรงงานทำสติ๊กเกอร์ ตรายาง อะไรพวกนี้ คือเรียกว่างานตั้งแต่งานโรงงานเลย ผมโชคดีอย่างหนึ่งว่าคือผมจะลงต่ำ ยังไงก็แล้วแต่ ไม่มีใครช่วยอะไรได้ก็แล้วแต่ แต่ไอ้ความฝันมันจุดประกายอยู่ในตัวเราตลอด ตอนเล็กๆ ผมไปดูหนังของสปีลเบิร์ก (Steven Spielberg) เรื่อง Jaws ที่เป็นหนังฉลามครับ พอไปดูที่โรงหนัง หนังสนุกจัง มันก็จุดประกายให้เราอยากทำหนังขึ้นมา พอโตขึ้นมาตอนผมโตเรียนถึงชั้น มศ.3 แต่ที่บ้านยากจน ก็เลยต้องออกมาทำงาน ไอ้ความฝันมันไม่ได้หายไปไหน แล้วทีนี้ตอนที่ผม ทำงานโรงงานจนแทบจะไปไหนไม่ได้ พี่ชายเขามาเข้าในวงการของ อ.สุลักษณ์ ศิวรักษ์ มาทางเรื่องการเรียนรู้ของศาสนากับสังคม แล้ว เขาก็บอกผมว่าสนใจอยากจะไปทำงานเกี่ยวกับเรื่องงานทางสังคมไหม งาน NGO ตอนนั้นผมยังไม่รู้งาน NGO คืออะไร แต่มันก็น่าจะ


14 ดีกว่างานโรงงานที่ผมทำ ผมก็ลองไปหามูลนิธิชื่อมูลนิธิเพื่อการพัฒนาเด็ก ทำงานด้านเด็ก เขาก็บอกว่าผมทำงานพวกสื่อ สนใจเรื่องสื่อ ใช่ไหม เขาก็ถามว่ามาทำเกี่ยวกับพวกการรู้เท่าทันสื่อไหม ไอ้เราจริงๆ อยากจะทำสื่อนะ ก็เลยมาทำงานอยู่กับพวกงานด้านเด็ก เกี่ยวกับ เรื่องการประสานนักวิชาการให้มาคุยกันเรื่องอิทธิพลของสื่ออะไรอย่างนี้ครับ ก็เริ่มเข้ามาในวงการ NGO ก็ตั้งแต่ตอนนั้น ก็เป็นสิบปีแล้ว นะฮะ ผมก็ทำอยู่แล้วมันก็ค่อยๆ เติบโตทางความคิดด้วยนะครับ มุม: ยังไง คือผมเป็นคนชอบอ่านหนังสือ ตอนนั้นก็เริ่มอ่านหนังสือของ อ.สุลักษณ์ เริ่มอ่านงานของหมอประเวศ อ่านงานของนักคิดหลายๆ คนอ่าน งานของพระธรรมปิฎก เจ้าคุณประยุทธ (ป.อ.ปยุตฺโต) แล้วตอนนั้นก็รู้จักกับ อ.ประวิทย์ เขมานันทะ ตอนนั้นท่านออกมาจากสวนโมกข์ แล้วอะไรอย่างนี้ แล้วผมก็เป็นลูกศิษย์ก้นกุฏิของ อ.เขมานันทะ ด้วยคนหนึ่ง ก็คืออยู่กับท่าน รับใช้ท่านที่มูลนิธิอยู่พักหนึ่ง แล้วก็ได้เรียนรู้ เรื่องของระบบความคิด ระบบสังคม เรื่องศาสนา แล้วเราก็สนใจ ทีนี้พอเราศึกษาตรงนี้มา เรื่องที่เราสนใจสังคมมันก็เกี่ยวกับเรื่องของ ผู้หญิง เรื่องที่เกี่ยวกับเด็กอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นความคิดมันก็ค่อยๆ หล่อหลอมเราให้เราสนใจเรื่องตรงนี้จริงจังขึ้น แต่ผมไม่เคยทิ้งความฝัน ว่าผมจะทำหนัง เพราะฉะนั้นเวลาเราโตขึ้นมา เรามีโอกาสที่จะเป็นคนทำหนังแล้ว หนังของผมก็จะแฝงไว้ด้วยเรื่องเกี่ยวกับเรื่องประเด็น ทางสังคมที่มีอะไรให้กับคนดู มุม: ในประเด็นนี้นี่คือเอาธรรมะเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยใช่ไหม คือธรรมะเป็นธรรมชาติ เป็นทุกสิ่งทุกอย่างอยู่แล้ว จริงๆ แล้วเราทำอะไรก็คงต้องเกี่ยวกับธรรมะอยู่แล้ว คือเรื่องที่ผมทำผมก็จะไม่ได้สอน ตรงๆ นะ ก็คือจะแฝงตรงนั้นไว้ให้คนดูคิดเอาเอง ประมาณนั้น มุม: รู้สึกอย่างไรบ้าง ในขณะทำงานตรงนี้ ผมทำงานตรงนี้ผมมีความสุขนะ ผมโชคดีได้ทำงานที่มีความสุขมาก คืองานทุกอย่างที่ทำนี่เป็นงานที่เราอยู่กับมันได้อย่างมีความสุข แล้วไม่รู้สึกว่าโดนบังคับให้ทำ แต่อาจจะเป็นเพราะว่า หนึ่ง ผมได้โอกาสจากคนอื่น ให้ได้ทำในสิ่งที่ต้องการด้วย แล้วก็ผมมีความฝัน มีเป้าหมายที่ไม่เคยเฉไฉออกไป คือเราคิดว่าเราอยากจะทำอะไรเราต้องทำให้ได้ มุม: การทำหนังแต่ละเรื่องนี่มันสะท้อนอะไรที่เปลี่ยนแปลงตัวเอง ผมอยากจะพูดอย่างนี้นะฮะ ว่าจริงๆ หนังจะให้อะไรกับคนดูหรือไม่ อยู่ที่ว่าคนดูจะคิดตามสิ่งที่หนังพยายามจะบอกหรือเปล่า แล้วก็มี ความจริงจังที่จะใช้มันในการเอามาใช้เป็นประโยชน์กับชีวิตตัวเองมากน้อยแค่ไหน มุม: เคยท้อไหม ไม่เคยท้อเลยครับ ผมก็สนุกกับการทำงานกับคนเสมอ แล้วก็เรามีวิธีการในการแก้ปัญหาในการทำงานร่วมกัน มุม: ได้สอนให้เด็กกล้าพูดด้วยไหม ผมสอน แต่ว่าผมสอนด้วยการทำเป็นตัวอย่างนะ ผมก็แค่ทำให้เป็นตัวอย่างว่าถ้าเราจะทำให้คนอื่นยอมรับเรา เราต้องยอมรับคนอื่นก่อน คือเราต้องอยู่ร่วมกันบนความเคารพนับถือกัน เด็กบางทีอยู่กับผมเขาก็ดื้อ ดื้อในประมาณวันที่สี่วันที่ห้านะ เพราะเขาจะรู้ว่าพี่ๆ ใจดี เขาจะ เริ่มคุยกันหรือไม่ตั้งใจเรียน แต่ผมก็มีอาวุธอยู่กับตัวแล้วล่ะ พอวันที่สามที่สี่ผมแกล้งนิ่งที่จะไม่สอน พวกนี้ก็ถือว่าทำให้พี่ผิดหวัง มันก็จะตั้งใจเรียนในทันที (หัวเราะ) มุม: คือทำให้เขารู้สึกผิดบ้าง ใช่ แต่เราก็ต้องทำให้เขารักเราก่อนไง กลไกก็คือว่าถ้าสมมติคุณจะใช้วิธีการแบบนี้ ต้องทำให้เขารู้สึกยอมรับในตัวคุณก่อน


16

ถ้าผมเกิดตาย ผมคงไม่เสียใจ เพราะตลอดช่วงหลายปีมานี้ ผมทำในสิ่งที่มีคุณค่านะ เราไม่ต้องไปใช้อย่างอื่นเลย ถ้าสมมติคุณด่าเขาตั้งแต่วันแรก เขาไม่ได้นับถือคุณ เขาไม่มีวันฟังคุณหรอก เขาถือว่าคุณเป็นศัตรู มุม: เคยมีปัญหาไหม ทำงานกับเด็ก พรศักดิ์: ปัญหาเล็กๆ น้อยๆ อย่างที่บอก เด็กสร้างงานประสบความสำเร็จทุกครั้ง มีงานออกมาทุกครั้ง คือไม่เคยมีสักครั้งเลยที่ เด็กทำงานล้มเหลว เด็กทำงานได้ดีตลอด เด็กมีความตั้งใจกว่าผู้ใหญ่ เพราะว่าเยาวชนบ้านเรามันโดนทำลายโดยระบบสังคม สมมติเด็กคนนี้มันเก่งมากเลย แต่พอมันจบมาแล้ว มันต้องไปเข้าระบบของบริษัทนั้นบริษัทนี้ แล้วมันก็ไปพังทลายที่โน่น มุม: แล้วที่บอกว่าส่วนตัวมีความฝันที่ชัดเจน ตอนนี้ความฝันนั้นได้เติมเต็มหรือยัง ผมก็มุ่งมั่นเหมือนเดิม คือผมชอบเล่าเรื่องนะ แต่ผมช้ามาก คืออย่างผมเข้าไปในวงการยังไม่มีใครเอา คือเขาต้องการคนหนุ่ม คนมีไฟ คนวัยใส อะไรอย่างนี้ คือเขาต้องการอายุยี่สิบห้าสามสิบ อย่างผมเข้าไปก็เป็นภาระในวงการ เขาคิดอย่างนั้น คราวนี้ผมก็ต้องรู้ว่า ผมก็ต้องหาเอง อย่างเช่นถ้าสมมติว่าผมอยากจะทำหนัง ก็ไม่ต้องไปวอรี่ว่าจะทำหนังใหญ่หรือเปล่า ผมไม่สนใจหรอก ผมแค่อยากจะ เล่าเรื่อง ก็ไม่มีใครอยากจะเล่าเรื่อง 93 ใช่ไหม ผมก็จะเล่า ผมก็จะทำ ทีนี้เพื่อนๆ ผมก็มีคนคอยให้กำลังใจ คนที่จะเป็นเครือข่ายจะช่วย เราทำก็มี คือเราต้องมีที่ทางของเราเอง อย่างผมเข้าไปในวงการก็ไม่มีใครเอาหรอก เราจะไปโตในวงการได้ยังไง นั่นเป็นเรื่องของพื้นที่ของ คนรุ่นใหม่ ผมช้าไงครับ ผมช่วงระยะระหว่าง 25 – 40 ผมอยู่กับการดิ้นรนชีวิต จนไม่มีอะไรที่จะมีโอกาสทำแบบนี้ มันเป็นช่วงหลังๆ นี่เอง ที่เราได้เหมือนกับมีโอกาส มีความพร้อมมากขึ้น มุม: ไม่ได้แช่งนะ สมมติว่าเหตุการณ์แปรผัน ในระยะเวลาเร็วๆ นี้ ต้องมีอันเป็นไป พอใจในทุกสิ่งหรือยัง ถ้าผมเกิดตาย ผมก็คิดว่าผมคงไม่เสียใจเพราะผมคิดว่าตลอดช่วงหลายปีมานี้ ผมคิดว่าผมทำในสิ่งที่มีคุณค่านะ แล้วถ้าตายก็เป็นชีวิตที่ ไม่เสียใจเลย แล้วมั่นใจด้วยว่าถ้าเราตาย จะมีคนที่เสียใจกับการตายของเรา แสดงว่าเราก็มีคุณค่าอยู่บ้าง ที่แบบพอตายไปแล้วไม่มีคนมา ด่าเราไล่หลัง หรือว่าอนุโมทนาตายเหอะอะไรอย่างนี้ (หัวเราะ) คือให้รู้สึกว่ามีคนร้องไห้ให้เราหลายคน อย่างน้อยๆ ก็พวกเด็กๆ ถ้ารู้ข่าวผม พี่เล็กตายแล้วนะ เด็กๆ ก็คงจะร้องไห้ เพื่อนๆ หลายคนก็คงจะเสียใจที่เราจากไป คือรู้สึกว่าชีวิตเรามีคุณค่าระดับหนึ่ง แต่ว่าถ้าจะมีอะไรที่ ผิดหวังเล็กๆ ก็คือว่า เรายังไม่ได้ทำงานอะไรที่เป็นชิ้นที่ว่าเราอยากจะเห็นมัน


18

มุมพิเศษ

เรื่อง : กองบรรณาธิการ I ภาพประกอบ : B.E.G.G. (รบฮ.)

End of days


19

ภัยพิบตั ไิ ฟไหม้ ภาวะโลกร้อน น้ำแข็งทีข่ ว้ั โลกละลาย แผ่นดินไหว ภูเขาไฟระเบิด คลืน่ สึนามิถล่มเมือง ฤดูกาล เปลีย่ นแปลง หน้าร้อนกลับหนาว หน้าแล้งกลับมีฝนตก น้ำท่วมหนัก จุดดับบนดวงอาทิตย์ใหญ่ขึ้น แกนโลกขยับ ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในรอบทศวรรษนี้ ฯลฯ....หรือ จะเป็นลางบอกเหตุว่าใกล้ถึงเวลาที่โลกจะแตกเสียแล้ว

ที่มาของความคิดเรื่องโลกแตก ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่กล่าวข้างต้นเป็นตัวสนับสนุนให้คนบางส่วนเชื่อว่า โลกจะแตกในอีกไม่กี่ปีข้างหน้านี้ และมีเจ้าลัทธิ หรือคนในศาสนาต่างๆ ออกมาพูดถึงเรื่องนี้กันอย่างมากมาย บางลัทธิเชื่อว่า การที่โลกจะแตกนั้น เป็นเพราะธรรมชาติเอาคืน ตลอดเวลาที่ผ่านมานั้น มนุษย์เราได้ทำร้าย และทำลายธรรมชาติ มามากแล้ว และในไม่ช้านี้ถึงเวลาที่ธรรมชาติจะทวงความเป็นธรรมจากมนุษย์คืนบ้าง บางศาสนาเชื่อว่า ถึงเวลาที่จะต้องล้างโลก เพราะโลกเต็มไปด้วยคนชั่ว เพื่อให้โลกนี้กลับมาสะอาด ให้น่าอยู่อีกครั้ง และบอกให้คนในศาสนาของตนเองหนี (แต่หนีไปที่ไหน หนีอย่างไร อยู่ที่คติความเชื่อของลัทธิ หรือศาสนานั้นๆ) ชนเผ่ามายัน เป็นชนเผ่าเก่าแก่ที่อาศัยอยู่ในดินแดนยูคาทาน ในเม็กซิโกและกัวเตมาลา ซึ่งผู้คนกล่าวกันว่าเป็นชนเผ่าที่มีความเป็น เลิศทางด้านการคำนวณและดาราศาสตร์ เป็นชนเผ่าแรกที่สามารถทำปฏิทินขึ้นเอง โดยไม่ต้องใช้เทคโนโลยี่สมัยใหม่เข้าช่วย แต่เป็นการ คำนวณตามทิศทางโคจรของดวงดาว ปฏิทินมายามีหลายแบบ แบบหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับเรื่องราวของโลกแตก คือแบบที่เรียกกันว่าปฏิทินรอบยาว (long count) ซึ่งเป็นที่มาแรกๆ ของความคิดที่ว่าโลกจะแตก ได้ทำนายไว้ว่า โลกจะเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งมโหฬารไล่เรียงตั้งแต่ ภัยธรรมชาติที่จะทำลายทุกสิ่งไปจนถึง สงครามอภิมหาโลกาวินาศ จนไม่มีมนุษย์คนใดมีชีวิตรอด ซึ่งอย่างหลังนี้อาจเชื่อมโยงได้กับทฤษฎี สงครามโลกครั้งที่ 3 ของนอสตราดามุส โหราจารย์ชื่อก้องโลก (ที่ตายไปก่อนจะเห็นว่า สิ่งที่ตัวเองทำนายนั้นเป็นจริงหรือเปล่า) หรือนักวิทยาศาสตร์บางกลุ่มเชื่อว่า แกนโลกจะพลิกกลับ ขั้วโลกเหนือจะไปอยู่ที่ขั้วโลกใต้ โดยกล่าวถึงสาเหตุว่ามาจาก ดวงอาทิตย์จะกลับขั้ว ส่งผลมายังโลกที่มีพลังสนามแม่เหล็กเหลือน้อยเต็มที ไม่พอที่จะต้านรังสีจากดวงอาทิตย์ได้ โลกจะใช้เวลาทั้งหมด 49 วัน ในการพลิกตัว และในวันเวลาจำนวนนี้แหละเป็นวันที่มนุษย์จะต้องยืนอยู่ระหว่างความเป็น และความตาย (หรือยังจะมีคนรอด) ในขณะที่นักดาราศาสตร์บอกว่า ดาวนิบิรุ ที่เคยมาเยือนโลกแล้วเมื่อนานมาแล้ว คราวนี้จะมาอีกแต่ไม่ได้มาเยือนเหมือนมิตรเยี่ยม มิตร แต่ดาวนิบิรุจะกลายเป็นลูกไฟขนาดเท่าภูเขาพุ่งชนเข้าใส่โลก ความร้ายแรงของมันไม่ต้องพูดถึง พระสงฆ์ที่เป็นเกจิอาจารย์ในพระพุทธศาสนาได้กล่าวไว้ตามตำราที่ตนได้ศึกษามาว่า ในอนาคตผู้คนจะรบราฆ่าฟันกัน จะเกิดภายพิบัติอย่างใหญ่หลวง แต่ประเทศที่นับถือพุทธศาสนา ที่ยังมีคนถือศีลปฏิบัติธรรมอยู่ ก็จะไม่ร้ายแรงนัก เหตุการณ์ทั้งหมดที่กล่าวข้างต้น บางเหตุการณ์เกิดขึ้นแล้วจริงๆ บางเหตุการณ์ก็ยังเป็นเพียงแค่ข่าว จะเกิดขึ้นจริงไหมยังไม่มีใครก ล้ายืนยันอย่างหนักแน่น แต่นับวันข่าวทำนองนี้เริ่มมีออกมาจนหนาหูเรื่อยๆ แม้มีคนบางกลุ่มออกมาพูดว่า เหตุการณ์เหล่านั้น หรือคำทำนาย ความเชื่อทั้งหลายเป็นสิ่งที่เลื่อนลอย และเป็นความเชื่อที่ผิดก็ตาม คนส่วนหนึ่งก็ยังคงเชื่อว่ามันจะเกิดขึ้นจริง “โลกแตก” จึงเป็นสิ่งที่ขายได้ เพราะหลายคนหวาดกลัว (กลัวตาย จนต้องไปซื้อบ้านอยู่ในวัด บนผืนดิน 800 ไร่ ) ชาวพุทธบางกลุ่ม ก็พากันพูดถึง “พุทธทำนาย” ที่ถูกจารึกไว้ในพระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เอกนิบาตชาดก ว่ามีความเกี่ยวข้องกับ ความเชื่อที่ว่าโลกจะแตกนี้เช่นกัน แต่จะเป็นจริงอย่างนั้นไหม เรามาดูกัน      ...มีบันทึกไว้ว่า พระราชาองค์หนึ่ง ชื่อว่าพระเจ้าปเสนทิโกศล ผู้ครองเมืองสาวัตถี แห่งแคว้นโกศล กำลังบรรทมอยู่อย่างสุขสบาย ได้สุบิน(ฝัน)ถึงเหตุ 16 ประการ ทรงตกพระทัยตื่นจากบรรทม เกิดกลัวตายขึ้น ทำให้บรรทมต่อไม่ได้ ประทับนั่งอยู่บนที่บรรทมจนรุ่งเช้า จึงเรียกพวกโหรปุโรหิตมาเข้าเฝ้า ถามถึงความหมายของความฝันนั้น พวกโหรปุโรหิตก็ทำนายกันยกใหญ่ว่า อันตราย 3 ประการจะมีแก่ พระองค์ คือ อันตรายต่อพระชนม์ อันตรายต่อราชบรรลังก์ และโรคภัยไข้เจ็บ ต้องฆ่าสัตว์ทุกชนิดๆ ละ 4 ตัว และเครื่องบูชายัญอีกหลายอย่าง เพื่อทำการบูชายัญ พระนางมัลลิกาเทวีพระอัครมเหสีของพระเจ้าปเสนทิโกศลได้ทรงทราบข่าว จึงแนะนำให้ไปปรึกษากับพระพุทธเจ้าก่อน พอพระราชาเข้าไปปรึกษากับพระพุทธเจ้าๆ ตรัสบอกให้เลิกทำการบูชายัญเสีย เพราะการบูชายัญไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้นเลย แล้วจึงทรงทำนาย ความฝันของพระราชาดังนี้



21

1. ทรงสุบินว่า: โคล่ำสัน 4 ตัว วิ่งมาจากทิศทั้ง 4 มีลักษณะอาการเกรี้ยวกราด เหมือนจะชนกัน ด้วยความโกรธแค้นกันมานาน พอโคทั้ง 4 วิ่งเข้ามาใกล้กันแล้ว กลับถอยห่างออกจากกันไป ไม่ชนกันเลย พระพุทธเจ้าทรงทำนายว่า: ในอนาคต จะมีก้อนเมฆขนาดใหญ่ลอยมาจากทิศทั้ง 4 เหมือนกับฟ้าฝนจะตกลงมาอย่างหนัก เมื่อก้อนเมฆทั้ง 4 ลอยเข้ามาใกล้กันแล้ว กลับลอยถอยห่างออกจากกันไป ไม่มีฝนตกลงมาเลย ทำให้แห้งแล้งไปทั่ว 2. ทรงสุบินว่า : ต้นไม้นานาชนิด แทรกแผ่นดินขึ้นมาได้ประมาณคืบหนึ่งบ้าง ศอกหนึ่งบ้าง ก็ผลิดอกออกผลไปตามๆ กัน พระพุทธเจ้าทรงทำนายว่า : ในอนาคตมนุษย์ทั้งหลายจะมีราคะมาก ผู้หญิงจะมีเพศสัมพันธ์ตั้งแต่ยังเด็ก พอท้องก็ไม่รับผิดชอบไป ทำแท้งบ้าง เกิดลูกไม่ยอมเลี้ยงเอาไปทิ้งบ้าง หรือให้พ่อแม่เลี้ยงลูกตัวเองแทนบ้าง 3. ทรงสุบินว่า : ฝูงแม่โคทั้งหลายพากันดูดกินนมของลูกโคที่เพิ่งเกิด พระพุทธเจ้าทรงทำนายว่า : ผู้คนในภายภาคหน้าจะเป็นคนไม่เคารพผู้หลักผู้ใหญ่ ไม่มีเกรงอกเกรงใจมารดาบิดา หรือพ่อตาแม่ยาย เมื่อหาเงินทองมาได้ อยากจะให้พ่อแม่ก็ให้ ไม่อยากให้ก็ไม่ให้ คนแก่ๆ พากันหมดที่พึ่ง ต้องคอยเอาอกเอาใจลูกหลาน 4. ทรงสุบินว่า : ผู้คนไม่ใช้โคแข็งแรง ที่เคยใช้มาก่อนเทียมแอกลากเกวียน กลับจับลูกโคตัวเล็กๆ ที่มีกำลังน้อยมาลากแทน เมื่อไม่สามารถลากเกวียไปได้ ก็ลูกโคก็พากันทิ้งแอก พระพุทธเจ้าทรงทำนายว่า : ในภายหน้า เมื่อผู้มีอำนาจไม่ตั้งอยู่ในศีลธรรม แทนที่จะมอบตำแหน่งและยศศักดิ๋ให้แก่ผู้มีความรู้ เฉลียวฉลาด สามารถทำการงานให้สำเร็จได้ แต่กลับมอบให้แก่คนหนุ่มๆ ที่ไม่มีประสบการณ์ ไม่มีความสามารถทำการงานให้สำเร็จ 5. ทรงสุบินว่า : ม้าตัวหนึ่ง มีปากสองข้าง ผู้คนให้หญ้าที่ปากทั้งสองข้าง ม้าก็กินหญ้าด้วยปากทั้งสองข้าง พระพุทธเจ้าทรงทำนายว่า : ต่อไปในภายภาคหน้า ผู้มีอำนานไม่ตั้งอยู่ในศีลธรรม ตั้งคนโลเลหลอกลวง ไม่นึกถึงบาปบุญคุณโทษ ตัดสินคดีความตามใจชอบ โดยเอาสินบนที่ได้รับเป็นเครื่องตัดสิน ใครให้มากก็มีสิทธิ์ชนะคดีไป 6. ทรงสุบินว่า : ผู้คนถือถาดทองคำที่มีราคาแพง ไปวางไว้ให้สุนัขจิ้งจอกแก่ถ่ายอุจจาระถ่ายปัสสาวะลงในถาดทองนั้น พระพุทธเจ้าทรงทำนายว่า : ในภายภาคหน้า ผู้ที่มีศีลธรรมจะไม่ได้รับยศฐาบรรดาศักดิ์พากันตกยากลำบาก ผู้ไม่มีศีล ไม่ตั้งอยู่ ในธรรมกลับจะได้รับยศฐาบรรดาศักดิ์ เมื่อเป็นเช่นนั้นผู้มีศีลทั้งหลาย จึงพากันยกธิดาให้แก่คนผู้มียศ ตำแหน่งเหล่านั้น เพื่อจะได้อยู่ดีกินดีตาม 7. ทรงสุบินว่า : ชายคนหนึ่งนั่งฟั่นเชือกอยู่บนตั่ง แล้วมีสุนัขจิ้งจอกที่นอนอยู่ใต้ตั่งนั้น คอยกัดกินเชือกนั้น โดยที่เขาไม่รู้เลย พระพุทธเจ้าทรงทำนายว่า : ในอนาคต ผู้หญิงจะพากันเหลาะแหละ โลเล ดื่มเหล้าเมายา เอาแต่แต่งตัว ชอบเที่ยวเตร่ เห็นแก่ สิ่งของเงินทอง จะเอาทรัพย์สินที่สามีหาได้มาด้วยความยากลำบากเอาไปดื่มสุรากับชายชู้ในที่ลับหู ลับตาสามี 8. ทรงสุบินว่า : มีโอ่งน้ำใหญ่ตั้งอยู่ที่ประตูวัง โดยมีโอ่งน้ำเล็กตั้งอยู่รายล้อม ผู้คนก็พากันตักน้ำเทใส่โอ่งน้ำใหญ่ จนล้นแล้วล้นอีก แต่ไม่มีใครที่สนใจจะตักใส่โอ่งน้ำเล็กๆ ที่ว่างเปล่า พระพุทธเจ้าทรงทำนายว่า : ในอนาคต คนเป็นใหญ่หรือมีอำนาจ จะเบียดเบียนหรือเอาเปรียบผู้ด้อยกว่า คนที่รวยอยู่แล้ว ก็จะมี คนจนหารายได้ ไปส่งเสริมให้รวยยิ่งขึ้น ดังฝูงชนที่ต้องตักน้ำใส่ตุ่มใหญ่ที่เต็มอยู่แล้วจนล้น 9. ทรงสุบินว่า : สระน้ำขนาดใหญ่ รอบๆ มีสัตว์น้อยใหญ่พากันมาดื่มกินน้ำในสระนั้น แทนที่น้ำที่สัตว์ทั้งหลายพากันเยียบย่ำจะขุ่น กลับใสสะอาดไม่ขุ่นมัว แต่น้ำที่อยู่ลึกกลางสระนั้นแทนที่จะใส กลับขุ่นมัว พระพุทธเจ้าทรงทำนายว่า : ในภายหน้า ผู้มีอำนาจไม่ตั้งอยู่ในศีลธรรม คอยแต่เบียดเบียนผู้คน ขูดรีดเอาภาษีอากรจากพวกเขา ผู้คนไม่สามารถจะให้ได้ จึงพากันหนีออกไปอยู่ชนบท ทิ้งให้เมืองหลวงว่างเปล่า แต่ชนบทกลับหนาแน่น 10. ทรงสุบินว่า : ข้าวที่ผู้คนหุงในหม้อเดียวกัน แต่ข้าวสุกไม่เท่ากัน คือแฉะบ้าง ดิบบ้าง สุกดีบ้าง พระพุทธเจ้าทรงทำนายว่า : ในภายภาคหน้า เมื่อผู้คนไม่ตั้งอยู่ในศีลธรรมกันมากขึ้น ทำให้ฝนไม่ตกต้องตามฤดูกาล ฝนตกไม่ทั่วฟ้า บางที่ก็ตก บางที่ก็ไม่ตก ทำให้การเพาะปลูกบางแห่งได้ผลดี บางแห่งไม่ได้ผล 11. ทรงสุบินว่า : คนพวกหนึ่ง เอาแก่นจันทร์แดงที่มีค่าราคาแพง ไปแลกกับเถาวัลย์เน่า ซึ่งไม่สมราคากันเลย พระพุทธเจ้าทรงทำนายว่า : ในภายภาคหน้า ภิกษุที่ไม่มีความละอายเห็นแก่ปัจจัยจะมีมาก จะพากันแสดงธรรมเพราะเห็นแก่ ลาภยศ แทนที่จะแสดงธรรมนำสัตว์ทั้งหลายให้พ้นทุกข์ ผู้คนก็จะฟังแต่สำเนียง เสียงไพเราะเท่านั้น เป็นการเอาธรรมเทศนาที่พระพุทธเจ้าแสดง ที่มีมูลค่าควรแก่พระนิพพาน ไปแสดงแลกปัจจัย 4


๑o


23

๑๒

๑๑

๑๓

12. ทรงสุบินว่า : น้ำเต้าแห้งเปล่ากลวงใน ตามธรรมดาแล้วจะลอยอยู่บนน้ำ แต่น้ำเต้าเปล่านั้นดิ่งจมลงในน้ำ พระพุทธเจ้าทรงทำนายว่า : อนาคตต่อไปในภายหน้า คนไม่ดีไม่มีชาติตระกูลจะได้รับการยกย่องเชิดชู ถ้อยคำที่ไม่น่าเชื่อถือ กลายเป็นที่น่ายอมรับเชื่อถือของผู้คนทั้งหลาย 13. ทรงสุบินว่า : ก้อนศิลาแท่งทึบขนาดใหญ่เท่าเรือน ลอยอยู่บนผิวน้ำเหมือนกับเรือ พระพุทธเจ้าทรงทำนายว่า : อนาคตต่อไปในภายหน้า ถ้อยคำของผูต้ ง้ั อยูใ่ นศีลธรรม ทีม่ นี ำ้ หนักน่าเชือ่ ถือ กลับไม่มใี ครยอมรับเชือ่ ถือ 14. ทรงสุบินว่า : ฝูงเขียดน้อยไล่กินงูเห่าตัวมหึมา กัดเนื้อขาดเหมือนกัดก้านบัวขาดแล้วกลืนกิน พระพุทธเจ้าทรงทำนายว่า : ในภายภาคหน้า มนุษย์จะมีราคะแรงกล้า ปล่อยตัวปล่อยใจตามอำนาจกิเลสตัณหา จะตกอยู่ใต้อำนาจ ของภรรยาที่ยังเด็กๆ ของตน ทรัพย์สมบัติบรรดามีจะอยู่ในครอบครองของภรรยาทั้งสิ้น ถูกด่าว่าต่างๆ นานาเหมือนทาสรับใช้ 15. ทรงสุบินว่า : ฝูงหงส์สีทองตามห้อมล้อมอีกาที่เที่ยวหากินตามบ้านเรือน พระพุทธเจ้าทรงทำนายว่า : ในภายภาคหน้า มนุษย์ผู้มีศีลธรรมจะต้องคอยอาศัยคนที่ไม่มีศีลธรรม เพราะคนที่ไม่มีศีลธรรมจะได้รับ การยกย่องเชิดชู และมียศศักดิ์ใหญ่ 16. ทรงสุบินว่า : ฝูงแกะทั้งหลายพากันไล่จับเสือเหลือง มาเป็นอาหาร เคี้ยวกินอย่างมุ่มม่ำ เสืออื่นมีเสือดาว และเสือโคร่งเป็นต้น ต่างพากันหลบซ่อนเพราะกลัวฝูงแกะ พระพุทธเจ้าทรงทำนายว่า : ในภายภาคหน้า ผู้คนที่ไม่มีศีลธรรมจะเป็นที่รักของผู้มีอำนาจ คนเหล่านี้จะได้เป็นใหญ่เป็นโต ใช้อำนาจ ในทางที่ไม่ชอบ เบียดเบียนคนดีมีธรรม จนต้องหลบซ่อนตามที่ต่างๆ แต่ความจริงแล้วไม่ใช่คำทำนายว่าโลกจะแตก เป็นคำทำนายปรากฏการณ์ที่พระพุทธศาสนาจะเสื่อม จะหมดไปจากโลก เพราะคน เริ่มไร้ศีลธรรมขึ้นเรื่อยๆ พระองค์จึงทำนายความเสื่อมทางด้านจิตใจของคนเรา เป็นทางแห่งการไปสู่ความล่มสลายของวัฒนธรรมมนุษย์ เพื่อเป็นเครื่องเตือนสติ ให้มนุษย์เราได้ระมัดระวังภัยพิบัตินานัปการอันจะเกิดขึ้น จากความประมาทของมนุษย์เอง พระพุทธองค์อาจทรง มองเห็นด้วยพระญาณว่า นับวันคนจะยิ่งห่างไกลจากหลักธรรมคำสอนของพระพุทธองค์เรื่อยๆ จนมุ่งทำลายตนเองและผู้อื่น ตลอดถึงทำลาย ธรรมชาติรอบๆ กอบโกยผลประโยชน์สนองตัณหาของตน จนทำให้คนเราเป็นคนเห็นแก่ตัว ขาดความรักความเมตตาต่อกัน ทำให้ทุกวันนี้ สภาพธรรมชาติแปรปรวนไปทั่วโลก พระพุทธองค์ทรงให้ความสำคัญกับวันที่คนเสื่อมศีลธรรม เสื่อมศรัทธาในความดี หรือศาสนาที่ตนนับถือ


24 ๑๕

๑๔

๑๖

มากกว่าวันที่โลกแตก เพราะโลกแตกย่อมเป็นธรรมดาของโลก ดังที่พระพุทธเจ้าเคยตรัสไว้ว่า “สิ่งใดเกิดขึ้นได้ สิ่งนั้นย่อมจะดับไปได้ เหมือนกัน” แต่คนที่มีศีลธรรม ถึงโลกแตก จะได้ไปสู่โลกที่ดีกว่าอยู่แล้ว ดีกว่าโลกที่อยู่ ณ ปัจจุบัน นั่นก็คือ “สวรรค์” หรืออาจไม่ตายก็ได้ ใครจะรู้ เพราะฉะนั้น พระพุทธเจ้าจึงทรงตรัสข้อปฏิบัติที่ชาวพุทธควรพิจารณาอยู่บ่อยๆ พิจารณาทุกๆ วันไว้ 5 วิธี เพื่อไม่ให้เรามัวเมาใน สิ่งของที่เรามีอยู่ ไม่ว่าจะเป็นร่างกาย ชีวิต หรือเงินทอง คือ 1. ให้พิจารณาว่า เรามีความแก่เป็นธรรมดา ไม่ล่วงพ้นความแก่ไปได้ เพราะคนเราเกิดมาแล้ว เหมือนดอกเห็ดผุดมาจากพื้ดิน นำพาดินโคลนติดหัวมาด้วย เมื่อคนเราเกิดมาก็เจริญเติบโต และแก่ชราไปทุกวัน จากวัยเด็ก สู่วัยรุ่น จากวัยรุ่น สู่วัยกลางคน จากวัยกลางคน สู่วัยชรา เป็นธรรมดาของมนุษย์ทุกผู้คน 2.  ให้พิจารณาว่า เรามีความเจ็บเป็นธรรมดา ไม่ล่วงพ้นความเจ็บไปได้ เพราะธรรมดาร่างกายของคนเราเมื่อถูกใช้งานแล้ว อาจต้อง มีการชำรุดเสียหายบ้าง วันนี้ยังดีอยู่ ไปไหนมาไหนได้ตามสะดวก แต่อีกวันมาอาจลุกขึ้นเดินไม่ได้ ตอนเช้าไม่ปวดหัวแต่ตอนเย็นไม่แน่ว่า จะไม่ปวด 3.  ให้พิจารณาว่า เรามีความตายเป็นธรรมดา ไม่ล่วงพ้นความตายไปได้ เพราะไม่มีใครที่จะอยู่ยั่งยืนไม่ตาย ทุกคนเกิดมาก็เดินทาง ไปสู่ความตาย เหมือนกับพระอาทิตย์ ย่อมจะขึ้นมาเพื่อมุ่งตรงสู่การตกไปในเวลาเย็น ไม่มีหรอกที่พระอาทิตย์จะหยุดอยู่ที่เดิมไม่ไปไหน 4.  ให้พิจารณาว่า เราจะต้องพลัดพรากจากของรักของชอบใจทั้งสิ้น เพราะคนเราแสดงให้เห็นตั้งแต่เกิดแล้วว่า เกิดมาเพื่อ เอาทุกอย่าง ด้วยการกำมือสองข้างอย่างแน่นหนา แต่พอตายไปก็แสดงให้เห็นว่า ไม่สามารถเอาอะไรไปได้เลย ด้วยการแบมือออกทั้งสองข้าง แล้วเราจะมัวยึดติด หวงแหนกับสิ่งๆที่เรามี ต่างให้เป็นทุกข์อยู่ทำไม 5.  ให้พิจารณาว่า เรามีกรรมเป็นของตัว เราทำดีจักได้ดี ทำชั่วจักได้ชั่ว เพราะคนเราจะได้รับผลของการกระทำของตัวเองทุกคน ขยันเรียนหนังสือ ก็สามารถที่จะสอบได้เกรดสูงๆ ขึ้น ขยันทำงานเงินเดือนก็เพิ่มขึ้น ขยันทำดี อาจได้ไปสวรรค์ ขยันทำชั่ว อาจจะได้ตกนรก เราเกิดมาก็เพราะกรรม ตายไปก็เพราะกรรม พระอรหันต์ทั้งหลายจึงพยายามที่จะตัดกรรม เพื่อตัดภพชาติ ด้วยการไม่สร้างมันขึ้นมาอีก แต่ต้องไม่ใช่ให้หมอดู หรือใครที่ไหนตัดให้ ฉะนั้น หากใครคิดได้ดังนี้แล้ว โลกจะแตกหรือไม่แตกไม่ใช่เรื่องสำคัญ แต่เขาจะได้รับความสุขทั้งในปัจจุบัน และอนาคตแน่นอน หรืออาจรวมทั้งในชาติต่อๆ ไปด้วย


VS.

พื้นที่แลกเปลี่ยนมุมมองระหว่างพระกับโยมในศตวรรษที่ 21

กระเทยอ จะได้ไหม?

V S

ไพศาล ลิขิตปร พระถนอม


อยากบวช ??

S.

รีชากุล มสิงห์ สุโกสโล

เรียบเรียง : กองบรรณาธิการ I ภาพ : สร้างสรรค์ วรรคาวิสันต์

27


28 การบวชกระเทยเป็นสิ่งที่ชาวไทยได้รับรู้รับทราบมาว่า “ทำไม่ได้” แต่คำถามที่ตามมาคือกระเทยเป็นคนดีไม่ได้หรือ แล้วพระพุทธเจ้าห้าม “กระเทย” ไม่ให้บวชจริงหรือ ทำไมกระเทยถึงได้ถูกทอดทิ้งแม้แต่ในพระพุทธศาสนา ทั้งๆ ที่พระพุทธศาสนา น่าจะเป็นที่ๆ เปิดกว้างแก่คนทุกๆ คนบนโลก แล้วถ้ากระเทยบวชได้ล่ะอะไรจะเกิดขึ้น “มุม” ฉบับนี้เราได้เชิญ คุณไพศาล ลิขิตปรีชากุล คอลัมนิสประจำหนังสือพิมพ์ The Nation ผู้ออกแบบโครงการของมูลนิธิเพื่อสิทธิความหลากหลายทางเพศ มาสนทนา กับ พระถนอมสิงห์ สุโกสโล ประธานมูลนิธิหยดธรรม ในประเด็นของสิทธิกระเทยกับพระพุทธศาสนาในประเทศไทยอะไรจะเกิดขึ้น คงต้องตามอ่านกันเองล่ะครับ ไพศาล: ที่ว่าการบวชคนที่เป็นเกย์ หรือกระเทยเข้าไปเป็นพระแล้วมีปัญหา ผมคิดว่าคนที่เป็นชายรักหญิงทั่วไปพอบวชไปก็มีพฤติกรรมที่ไม่ดี ไม่งามเอามากๆ เหมือนกัน ทำให้พุทธศาสนิกชนไม่สบายใจ การจะตั้งกฎเกณฑ์เฉพาะว่าออกสาวกระตุ้งกระติ้ง แต่ความประพฤติที่ว่าชอบหนี เที่ยวกลางคืน หรือว่าความประพฤติอะไรก็ตาม ที่คิดว่าถ้ามาอยู่ในธรรมวินัยแล้วจะทำให้ความเป็นสงฆ์ไม่งาม น่าจะมีกฎเกณฑ์คล้ายๆ กัน ในเรื่องนี้ไม่ใช่เฉพาะว่าเป็นแค่เกย์หรือกระเทย พระถนอมสิงห์: แต่ทีนี้คือพุทธบัญญัติได้ห้ามบวชบัณเฑาะก์ทั้งหมด ซึ่งอาตมามองว่ามันเป็นสิ่งที่ เหมือนกับที่เราจะบอกว่าสังคมพุทธไทยมัน ไม่เต็มร้อยก็ตาม แต่สังคมพุทธไทยมันก็ยังเป็นสังคมพุทธแบบเถรวาทที่อ้างอิงตามคัมภีร์ ไพศาล: ผมก็ยังคิดว่าคำว่าบัณเฑาะก์นี่คือคำที่เป็นปัญหา เพราะเป็นคำที่อยู่ในพระไตรปิฎกมา 2.500 ปี แล้ว ซึ่งพวกเราทุกคนก็ไม่มีใครจำได้ หรือว่าเกิดในยุคนั้น ก็ฟังถ่ายทอดกันมา ผมว่ามันก็เป็นคำที่เรายังหาข้อสรุปไม่ได้ เพราะคำๆ หนึ่งมันต้องมีบริบทในสมัยนั้นอยู่ด้วย เหมือนกับสมัยหนึ่ง ที่ประเทศไทยเรามีแต่คำว่ากระเทยไม่มีคำว่าเกย์ แต่พอเราเริ่มได้เรียนรู้สังคมตะวันตกมันก็เลยเกิดคำว่าเกย์ขึ้นมา เพราะฉะนั้นผมก็เลยไม่ทราบว่า คำว่าบัณเฑาะก์ในสมัยนั้นหมายถึงใครบ้าง แม้แต่ในปัจจุบันนี้นักการศาสนาก็ยังเถียงกันว่าที่พระพุทธเจ้า ฉันสุกรมัททวะ แล้วปรินิพพาน สุกรมัททวะมันเป็นยังไง มันก็เป็นคำที่เป็นปัญหาเหมือนกับคำที่ว่าบัณเฑาะก์เป็นใคร ตามที่นักวิชาการ พุทธศาสนาศึกษามา ก็จะระบุว่าบัณเฑาะก์มี 4-5 ประเภท มีอวัยวะเพศ 2 อย่างอยู่ในร่างเดียวกัน อุภโตพยัญชนก หรือเปล่า แล้วก็มีประเภท ที่ว่าชอบเห็นคนอื่นมีเพศสัมพันธ์กันก็เรียกว่า บัณเฑาะก์ แล้วคนที่ดูหนังโป๊ล่ะ นี่ถือว่าเป็นบัณเฑาะก์ไหม หรือที่ประหลาดๆอย่างเช่นว่า 15 ค่ำเดือนขึ้นเป็นผู้ชาย 15 ค่ำเดือนหงายเป็นผู้หญิง จะถือว่าใช่หรือเปล่า ในสมัยนั้น ซึ่งผมคิดว่าต้องมาตีความกันอีกที แต่จะมาตีขลุมว่า เป็นกระเทยซึ่ง 2,500 ปีที่แล้วก็ยังไม่มีคำว่ากระเทย แล้วผมคิดว่าพระพุทธเจ้าท่านไม่ได้มองว่าจะมาเจาะจงกับคนกลุ่มนี้ ซึ่งผมก็แปลกใจใน พระวินัยกลุ่มนี้เหมือนกัน เพราะพระวินัยอื่นจะเป็นการห้ามพฤติกรรมมากกว่าจะห้ามเหมารวมคนทั้งกลุ่ม พระถนอมสิงห์: แต่ที่มาของมันที่ค่อนข้างชัดเจนก็คือ สมัยนั้นมีการอนุญาตให้บวชบัณเฑาะก์ปรากฏว่าเขาก็ไปขอมีความสัมพันธ์กับพระ พอพระไม่ให้ก็ด่า ก็เลยไปขอมีความสัมพันธ์กับเณรโค่ง เณรโค่งไม่ให้ก็ด่า ขอมีเพศสัมพันธ์กับคนเลี้ยงช้างเลี้ยงม้าต่างๆ บางทีก็ถูกด่าบ้าง แล้วก็ต่อว่าถึงพระถึงเณรด้วย ฆราวาสเหล่านั้นก็เลยว่าพระเณรในพระพุทธศาสนามาอยู่ร่วมกับบัณเฑาะก์ แล้วก็ว่าพระภิกษุก็เป็นบัณเฑาะก์ ก็เป็นสาเหตุให้พระพุทธเจ้าบัญญัติไว้ แต่ในพระบาลีเองตัวบัณเฑาะก์ที่ท่านพูดถึงมีแค่ 3 ชนิด แต่ตัวอรรถกถาเพิ่มมาเป็น 5 ชนิดที่ว่าเป็น ปัญหาอย่างจุดหนึ่งที่อธิบายว่า ราคะระงับได้ด้วยการดื่มน้ำอสุจิ แล้วอันที่เป็นชายราคะมาก ชอบเห็นผู้ชายหรือผู้หญิงก็ตามมีเพศสัมพันธ์กัน แต่พอมาถึงสมัยนี้ มันมีการตีความมาในระดับหนึ่งว่า กระเทยเท่ากับบัณเฑาะก์ ซึ่งเกณฑ์ ตรงนี้ก็เกิดจากการยอมรับกันมาพอสมควร เหมือนกันนะ ไพศาล: ถ้าจะตีความว่ากระเทยคือบัณเฑาะก์เลย ผมก็ยังติดใจอยู่ที่ว่าการที่พระพุทธเจ้าห้าม น่าจะเป็นการห้ามบัณเฑาะก์แบบที่พูดถึงคน ที่ทำพฤติกรรมเช่นนั้น ว่าไม่ควรอยู่ในสภาพความเป็นสงฆ์ เพราะเรายังระบุไม่ได้ว่าบัณเฑาะก์มันมีอัตลักษณ์ประเภทไหน แต่ถ้าเราดูใน พระไตรปิฎก ก็จะดูว่าเขามีพฤติกรรมอย่างไร


พระถนอมสิงห์: ซึ่งสมัยก่อนอาจจะไม่มีปัญหา แต่สมัยนี้กลายมาเป็นมีปัญหา เพราะสมัยนี้ตีความไปเลยว่าคนที่เป็นเกย์คือคนที่เป็น บัณเฑาะก์อย่างนี้หรือเปล่า

29

ไพศาล: ผมคิดว่ามันจะเป็นการตีความที่ค่อยข้างจะหยาบไปสักหน่อย แล้วที่ผ่านมาคิดว่าแนวทางปฏิบัติที่มีวิวัฒนาการมาในประเทศไทยก็ คิดว่าเป็นแนวทางที่ ค่อนข้างจะอนุโลม และเป็นแนวทางที่ยึดในการปฏิบัติมากกว่า คือถ้ามองแล้วยึดแนวทางดูได้ว่า คุณเป็นผู้ชายแล้ว สามารถให้บวชได้ ผมคิดว่าแบบนั้นก็เป็นแนวทางที่ มันยังใช้ได้อยู่ในปัจจุบัน พระถนอมสิงห์: แสดงว่าโยมคิดว่าประเทศไทยก็ไม่ได้แอนตี้การบวชกระเทยเท่าไหร่ ไพศาล: ใช่ แม้แต่คนที่เป็นกระเทยเอง ถ้าถึงเวลาที่บวชแล้วสามารถรักษาความประพฤติให้เหมือนพระทั่วไปได้ท่านก็อนุโลม พระถนอมสิงห์: แต่ว่าบัณเฑาะก์นี่ชัดเจนอยู่จุดหนึ่งว่า ถ้ารู้ก่อนบวชก็ไม่ให้บวช ถ้ารู้หลังบวชไปแล้วก็ให้สึกเสีย ไพศาล: คือผมมองว่า ความประพฤติที่ตุ้งติ้งแล้วดูไม่เหมาะสมที่จะเป็นสงฆ์สาเหตุหนึ่งผมมองว่า เพราะในเมืองไทยเราไม่มีภิกษุณีสงฆ์ ความรู้สึกมันก็เลยเหมือนกับว่าสงฆ์ต้องมีความประพฤติเป็นชายเท่านั้น แต่ถ้าเรามีภิกษุณีสงฆ์ เราจะมีภาพของภิกษุที่มีภาพของความ เป็นหญิงไปด้วย ดังนั้นพระภิกษุที่ออกกระตุ้งกระติ้งก็จะไม่มองว่าแปลกแยกถึงขั้นรับไม่ได้ เพราะเราก็คิดว่าภิกษุณีสงฆ์ก็มีนะ แล้วความเป็น เพศมันก็อาจจะไมได้แบ่งเป็น 2 ขั้วตายตัว แต่ก็มีคนที่อาจจะไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์ในทางใดทางหนึ่ง ถ้ามีภิกษุณีสงฆ์ก็อาจจะทำให้คนไทยมองภา พภิกษุต่างออกไป และรับได้กับความที่เป็นผู้หญิงหรือผู้ชายที่มีความหลากหลายได้มากขึ้น แล้วก็มีภาพของความเชื่อมโยงกันระหว่างทั้ง 2 เพศ แต่พอมีแต่ภิกษุอย่างเดียว ก็เลยมองว่าภิกษุจะห่มผ้าเหลืองได้ต้องผู้ชายเท่านั้น ออกกระตุ้งกระติ้งเรานับถือไม่ได้แล้ว พระถนอมสิงห์: มันไม่ได้เกี่ยวว่านับถือได้ไม่ได้ แต่มันมาในบทบัญญัติไง อย่างเถรวาทเราจะเชื่อตามพระไตรปิฎกซึ่งก็ต้องเหมือนกันทั่ว ประเทศ เลยกลายเป็นว่าพอมันมีบทบัญญัติลงไปแล้ว ซึ่งเราเป็นฝ่ายของเถรวาทก็ยอมรับร่วมกันว่าเราจะไม่ดัดแปลงอะไรเลย แบบนี้ถือว่า มันเป็นข้อจำกัดของเถรวาทหรือเปล่า ไพศาล:ผมก็อยากวิพากษ์ของความเป็นเถรวาทหรือไม่เถรวาทเหมือนกัน ผมมองว่าในความเป็นเถรวาท สิ่งที่เรายึดสิ่งที่ถ่ายทอดมาตาม พระไตรปิฏก ซึ่งก็ไม่แน่ใจว่าถูกต้องครบถ้วนอย่างที่ออกมาจากพระพุทธองค์ร้อยเปอร์เซ็นต์หรือเปล่า เรายึดติดในข้อวินัยตรงนี้มากเกินไป จนลืมเจตนารมณ์ของพระพุทธเจ้าหรือเปล่า กรณีที่ว่าเป็นบัณเฑาะก์หรือเปล่า อย่างในกรณีโสเรยยะเศรษฐี ตามอรรถกถาท่านก็สลับเพศ 2 ครั้งมีลูกด้วย ในร่างที่เป็นผู้หญิงแล้วกลับมาเป็นผู้ชาย แล้วสุดท้ายก็บรรลุอรหันต์ได้ ผมว่ามันแสดงได้เห็นถึงเจตนาของพระพุทธเจ้า ที่ยอมรับ ว่าทุกคนเมื่อเกิดเป็นมนุษย์ แล้วสามารถจะถึงพระธรรมได้ แต่เรายึดติดกับข้อปฏิบัติซึ่งเกิดขึ้นภายใต้บริบทของสังคมยุคใดยุคหนึ่งแล้วพอ สังคมมันเปลี่ยนไป ข้อปฏิบัติเหล่านี้มันเปลี่ยนตาม ซึ่งหลายๆ เรื่องก็เป็นเรื่องที่ดี แต่บางเรื่องมันอาจจะเป็นเรื่องที่เราสามารถทบทวนได้ว่าเรา จะยึดอะไร จะเอากฎเกณฑ์หรือว่าจะเอาเจตนารมณ์ พระถนอมสิงห์:แต่อย่างน้อยตอนนี้การยอมรับในทางสังคมก็มากขึ้น และก็ยอมรับคนที่ประกาศตัวว่าเป็นเกย์กันได้แล้ว ไพศาล: ผมมองว่าในแง่ของพระพุทธศาสนา ไกลกว่าสิทธิมนุษย์ชนมาก ไม่ใช่เพียงแต่ว่ายอมรับทุกๆ คนอย่างเท่าเทียมกันด้วยซ้ำ แต่ท่านสอน เรื่องสมานัตตตา คือเราจะต้องไปมองในมุมของเขาเลยด้วยซ้ำ เหมือนเราไปอยู่ในใจของเขา แล้วรู้ว่าชีวิตเขาเป็นยังไง รู้ว่าจิตใจของเขาเป็นยังไง ไม่ได้มองแค่ว่าเราต้องเท่าเทียมกันเฉยๆ แต่ต้องมองเราเป็นเขาเลย อันนั้นถึงจะเรียกว่าพุทธอย่างแท้จริงอันนั้นถึงจะมองว่าเป็นความเมตตา กรุณาอย่างแท้จริง แต่พุทธในปัจจุบันกลายเป็นว่าเราใช้ความเชื่อเรื่องใดเรื่องหนึ่งมาส่งเสริมกับอคติที่มีอยู่ในใจเรา ในการที่จะไปดูถูกหรือ ปิดกั้นบางคนจากเฉพาะกลุ่ม


30

พระถนอมสิงห์: เพราะฉะนั้นถ้าจะทำได้อาตมาว่า ต้องให้การศึกษา แต่บางทีญาติโยมมักจะไม่เข้าหาพระที่ให้ความรู้นะ แต่จะเข้าหาพระ ที่ปลุกเสกใบ้หวยมากกว่า อาตมาคิดว่ามันไม่ใช่ปัญหาแค่การศึกษา แต่มันเป็นเรื่องระบบการปกครอง ระบบความคิดทั้งหมด ที่มันฝังรากลึก มานานเกินจะถอน ไพศาล:เรื่องนี้ผมมองว่าศาสนาพุทธในเมืองไทย หรือคณะสงฆ์ในเมืองไทยถูกเชื่อมในเรื่องกรรมอยู่เยอะ แล้วมันเป็นความเชื่อที่เรียกว่าเอา มาใช้สะดวกในการปกครองคน เช่นเกิดมามียศศักดิ์น้อยกว่าคนอื่นเพราะทำกรรมดีมาน้อยกว่า แต่พวกเจ้าใหญ่นายโตเขาทำกรรมดีมาก่อน ดังนั้นเราทุกคนต้องให้ความเคารพเขา เขาทำอะไรก็ถูกหมดเราอย่าไปเถียงเขา เพราะเขามีบุญญาบารมี ภายใต้เรื่องของการปกครองแบบ ผู้ใหญ่ผู้น้อย มันเป็นสิ่งที่เอามาเชื่อมโยงกันอย่างหนาแน่น เป็นการส่งเสริมส่งเสริมซึ่งกันและกันอย่างสลัดไม่หลุด แม้แต่เรามีการวิวัฒนาการ ในเรื่องของความเชื่อในความเท่าเทียมของคนมากกว่า ก็ยังสลัดไม่หลุด บางคนร่ำรวยมหาศาล เราก็คิดว่าเขาทำกรรมดีมามาก แต่เราไม่ได้ มองว่าชาตินี้เขาทำอะไรบ้าง พระถนอมสิงห์: ถ้าเราจะมองมุมนี้มันไม่ใช่เฉพาะพุทธแล้ว แต่มันเป็นทั่วโลกนะ สังคมของสิ่งมีชีวิตมันก็ยังมีระดับชั้นของมันเอง อาตมาคิดว่า ในเรื่องของอคตินั้น ถ้าไม่ใช่พระอรหันต์มันจะเป็นเรื่องที่ยาก คือคนมีมานะ มีการมองเปรียบเทียบกลับไปกลับมาระหว่างตัวเอง กับตัวเขา เขาดีกว่าหรือด้อยกว่า มันทำให้เกิดการเปรียบเทียบกันอยู่ดี อย่างเรื่องมัจฉริยะ คือการตระหนี่ใน 5 อย่าง มันเป็นสัญชาติญาณของสัตว์ทุกชนิด ที่จะหวงแหนในถิ่นที่อยู่ ในชาติตระกูลของตัวเอง แม้แต่ลิงแม้แต่กล้วยมันก็ยังแย่งกัน คือแก้ได้เฉพาะบางส่วนของการปกครอง ของภาคของ กลุ่มชุมชน แม้แต่ตอนที่พระพุทธเจ้ามีพระชนมายุเอง บางคนที่ตามท่านมาตลอด อย่างพระฉันนะ ท่านก็ยังไม่รู้อะไรเลยจนพระพุทธเจ้า ปรินิพพาน ก็ยังถูกลงพรหมทัณฑ์จากพระพุทธเจ้าเลย มันก็กลายเป็นว่าในสมัยนั้นเอง พระพุทธเจ้าก็ยังเลือกกลุ่มเลือกคนที่จะสรรสร้างสังคม ที่คิดว่ามันจะสมบูรณ์แบบที่สุดในเวลานั้นขึ้นมาใช่มั๊ย แต่ไม่ได้คิดว่าจะทำให้คนทั้งโลก มันก็จะเหมือนกับสังคมสงฆ์ในปัจจุบัน ก็ยังเลือก เฉพาะบางคนที่เข้ากับเราได้ ไพศาล: แต่ผมมองว่าถ้าคิดอย่างนี้ ผมมองว่าเป็นการจำกัดศักยภาพของพระพุทธศาสนา เพราะจริงๆ แล้วพระพุทธศาสนาน่าจะเป็นสิ่งที่เป็น สากลทุกคนน่าจะใช้ได้ และน่าจะนำไปสู่ทั้งโลกที่มีสันติสุขมากขึ้น ถ้าเรามองแต่เฉพาะว่าเอาพุทธศาสนาเอามาใช้เพื่อสร้างสังคมเฉพาะกลุ่ม ให้อยู่ร่วมกัน เอาแค่นี้ก็ได้ แล้วก็เอาเฉพาะนิกายของเราก็พอ ผมก็มองว่ามันเป็นสิ่งที่มองแคบเกินไป เพราะที่ท่านสอนมันก้าวข้ามผ่านเรื่อง พวกนี้ เฉพาะพวก เฉพาะกลุ่ม เฉพาะวรรณะ เฉพาะเพศของตัวเอง พระถนอมสิงห์: ใช่ แต่พระพุทธเจ้าก็ยงั ทรงเลือกคนทีจ่ ะโปรด แต่นน่ั อาจจะเป็นเพราะเวลาท่านอาจจะน้อย ท่านเลยเลือกเอาเฉพาะที่ได้ผลก่อน ไพศาล: แต่ผมมองว่าถ้าพระธรรมยังอยู่ หมายถึงพระพุทธเจ้ายังอยู่ ดังนั้นไม่มีเวลาน้อยไปหรอกสำหรับคนทั้งโลก พระถนอมสิงห์: อย่างสมัยแรกๆที่เราเห็นว่ายังมีพระอรหันต์เยอะๆ เราก็ยังเห็นว่ามันมีการแตกเป็นหลายๆ นิกายตั้ง 16 นิกาย ซึ่งแตกเพราะว่า มีวัตรปฏิบัติที่ไม่เหมือนกัน อาตมาว่าในแง่ของสังคมมันก็เลือกของมันเอง อย่างคนที่จะมาสนใจพุทธก็เป็นคนกลุ่มหนึ่ง ที่พยายามหาคำตอบ อะไรบางอย่าง ไม่นับพวกที่เกิดมาแล้วพ่อเป็นพุทธแม่เป็นพุทธ แต่หมายถึงคนที่ค้นหาอะไรบางอย่างซึ่ง อาตมามองว่าตรงนั้นเป็นจุดร่วมที่ ทำให้เห็นว่าพุทธศาสนาก็ยังเลือกคนอยู่นะ อย่างคนที่ศรัทธาในพระเจ้าก็มีศาสนาอื่นให้เลือกซึ่งเขาไม่ได้มาทางพุทธ ไพศาล: แต่ผมกลับมองกลับกัน ผมว่าพุทธศาสนาไม่ได้เลือกคน แต่คนเลือกพระพุทธศาสนา คือพุทธศาสนาเปิดกว้างอยู่แล้ว คนที่เลือก ก็คงอย่างที่หลวงพี่ว่า ถูกตามจริตของตัวเอง แต่คำถามก็เป็นว่าเราควรจะทำยังไงให้มีคนมากขึ้นที่จะหันมาเลือกพุทธศาสนา แล้วเราจะทำ ยังไง ไม่ให้พระพุทธศาสนาสลัดคนกลุ่มใด กลุ่มหนึ่งทิ้งไปโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร ผมคิดว่าการเป็นกระเทยในเมืองไทยเหมือนกับเป็นวรรณะ จัณฑาลเลยนะครับ คืออยู่ในสังคม แต่ก็ไม่ได้ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของสังคม คือ คนจัณฑาลในอินเดียเขาก็จะให้ทำงานที่มันสกปรกเช่นเป็น สัปเหร่อล้างห้องน้ำ


ญาติโยมมักจะไม่เข้าหา พระที่ให้ความรู้นะ แต่จะเข้าหาพระที่ปลุกเสก ใบ้หวยมากกว่า

เราคงไม่ได้เรียกร้องให้บวชบัณเฑาะก์ แต่อยากให้มีการพิจารณาในการบวช ให้เป็นมาตรฐาน เดียวกันระหว่างเกย์ กระเทย กับชายทั่วไป


32

สมัยนี้เป็นกันเยอะที่อ้างว่าฉันเข้าวัดตลอด แต่พอเข้าวัดปุ๊บมาถวายสังฆทานปั๊บรับศีลปุ๊บ เดินออกไปก็ผิดศีลเลย พระถนอมสิงห์ สุโกสโล

เรายึดติดในข้อวินัยตรงนี้มากเกินไป จนลืมเจตนารมณ์ของพระพุทธเจ้าหรือเปล่า ไพศาล ลิขิตปรีชากุล

พระถนอมสิงห์: แต่กระเทยเมืองไทยมีสถานะทางสังคมดีกว่าเยอะเลยนะ ไฮโซเยอะเลย ไพศาล: ตอนนี้มันดีขึ้นเยอะไงครับ แต่ถ้าเป็นสมัยก่อนคุณก็จะไม่มีหน้ามีตาในสังคม หน้าที่ของคุณจะมีเฉพาะ เช่น ทำตลกโปกฮาได้ ทำอาหารได้ แต่คุณก็คงไม่ได้ออกหน้าออกตาเป็นมัคนายกหรืออะไรอย่างนี้ มันก็เป็นอีกวรรณะหนึ่ง แล้วสิ่งที่ทำให้กระเทยเป็นเหมือนเป็น จัณฑาลในสังคมไทยคือการที่เราแหกจารีตในเรื่องของเพศ ที่กำหนดไว้ว่าผู้ชายต้องเป็นยังไง ผู้หญิงจะต้องเป็นยังไง จัณฑาลในอินเดียเกิดมา จากการแหกขนบในเรื่องเพศเหมือนกัน คือมีแม่เป็นพราหมณ์ มีพ่ออยู่วรรณะต่ำกว่าลูกออกมาก็เป็นจัณฑาล มันจะคล้ายกับว่าเป็นวรรณะที่ สังคมรังเกียจเพราะคุณไปแหกจารีตประเพณีของสังคม ผมก็ว่ามันมีสิ่งที่คล้ายกันอยู่ แน่นอนว่ากระเทยในเมืองไทยไม่ได้อยู่ในฐานะต่ำต้อย ขนาดจัณฑาลก็เถอะ แล้วในอนาคตผมมองว่า สังคมในเมืองไทยจุดหมายปลายทางที่เราจะเป็นคนพุทธนั้น มันถูกโยงไปกับกรบวชภิกษุเท่านั้น แต่ไม่ค่อยได้เปิดโอกาสให้กับการเป็นอุบาสกอุบาสิกาที่ดี คำนี้มันถูกลืมกันเยอะแล้ว คำว่าอุบาสกอุบาสิกา มันน่าจะกว้างกว่าคนที่มาทำบุญ เพราะการทำบุญมันก็เท่ากับว่าเป็นโอกาสเดียวที่เราจะก้าวหน้าทางพุทธศาสนาได้ คือมาทำบุญกับพระ เอาพระเป็นเนื้อนาบุญ แต่การที่อยู่ ร่วมสังคมกับพระ การสามารถจะเป็นชาวพุทธได้ทั้งที่ยังมีชีวิตอยู่บนโลก โดยไม่เป็นบรรพชิต โดยถือว่ามีโอกาสสร้างกรรมที่ดีให้เกิดขึ้นในสังคม ที่ดีขึ้น เรายังไม่ได้พูดเรื่องนี้ให้เพียงพอ อย่างในพุทธศาสนาสมัยก่อนอุบาสกอุบาสิกาก็ยังมีบทบาทมาก แต่ในสมัยนี้เราแทบจะไม่ได้พูดคำนี้ กันเลย พระถนอมสิงห์: ไม่รู้ว่าสมัยไหนที่มีการผูกเขตบุญไว้ในวัด มันทำให้โยมมาแล้วคิดว่า การทำบุญคือการถวายสังฆทานเท่านั้น ทั้งๆที่มันเป็นบุญที่ อานิสงส์ น้อยที่สุดด้วยซ้ำไป หมายถึงการให้ทานนะ โยมลืมเรื่องอื่นๆไป สมัยนี้เป็นกับเยอะที่อ้างว่าฉันเข้าวัดตลอด แต่พอเข้าวัดปุ๊บมาถวาย สังฆทานปั๊บ รับศีลปุ๊บเดินออกไปก็ผิดศีลเลย อาตมามองว่ามันก็เป็นเรื่องของศาสนานั่นแหละแต่เราปฏิเสธไม่ได้ว่ามันเป็นเรื่องที่สังคมต้อง ช่วยกันดูแลด้วย ไพศาล: คำว่ากุศลนั้นถูกเอามาแปลให้เหลือแค่คำว่าบุญเท่านั้นเอง ก็เป็นเรื่องที่น่าเสียดาย ที่สังคมไทยอ้างว่าตัวเองเป็นสังคมพุทธ แต่กลับ ไม่ใช่พุทธที่แท้จริง อย่างกรณีทำแท้ง เกิดกรณีอย่างนี้ขึ้นมาก็ โอ๊ย...ผิดบาป แต่กลับเรียกร้องให้มีโทษประหาร ซึ่งเราคงต้องมาขบคิดอยู่ว่าเรา ต้องการให้มันเป็นแบบไหน


34

ธรรมไมล์

เรื่อง I ภาพ : ภาณุวัฒน์ จิตตวุฒิการ


ลุ้น แอบเห็นลูกแมวอยากกินปลาแต่ไม่กล้าขโมย มันจึงนั่งกดดันคนขายปลา จนในที่สุดความพยายามของมันก็ประสบผลสำเร็จจนได้


36

hidden tips

เรื่อง : กองบรรณาธิการ I ภาพประกอบ : เพลง

พกอาวุธอะไร..สบายใจได้ทุกที่

อาวุธคือเครื่องมือที่เราใช้ในการต่อสู้และก็ใช้ป้องกัน ตนเองจากสิ่งที่จะมีอันตราย แม้ในหลายๆ ปัจจุบันอาวุธจะถูก ใช้เป็นเครื่องมือในการห้ำหั่นกัน เอาเปรียบกัน และข่มขู่กันก็ตาม แต่ไม่ว่าในที่ไหนๆ การมีอยู่ของอาวุธก็มีสิ่งที่ทำให้ผู้ถือครองอุ่น ใจกล้าเผชิญหน้ากับอันตรายมากขึ้นกว่าเดิม พระพุทธศาสนา มองว่าอาวุธคือเครื่องมือที่เป็นที่พึ่งทำให้ไม่กลัว โดยเฉพาะ อาวุธภายในจะทำให้คนที่มีอยู่ไม่ต้องกลัวอะไรอีกเลยซึ่งอาวุธ ที่ว่านี้มี 3 อย่างด้วยกัน สุตาวุธ แปลว่า อาวุธคือการรู้จักฟัง ซึ่งพระพุทธเจ้า ตรัสไว้ว่า “ฟังด้วยดีย่อมได้ปัญญา” การรู้จักฟังจะเป็นอาวุธได้ ต้องเริ่มจากการฟังให้เป็น คือฟังโดยไม่ตัดสิน ฟังเพื่อที่จะเรียนรู้ ไม่ว่าเรื่องอะไรก็ตาม เพราะคนส่วนใหญ่มักจะฟังแบบไม่ได้คิด พอได้ฟังอะไรที่ไม่ถูกใจเข้านิดหน่อยก็ “ปรี๊ดแตก” ไม่ได้ฟังต่อ ไม่ได้เรียนรู้ ทำให้ไม่เข้าใจเจตนาของเนื้อหานั้น แต่ที่สำคัญคือ ทำให้ตัวเองทุกข์ไปเรียบร้อยแล้วนั่นเอง ฉะนั้นการรับฟังให้เป็น จึงเป็นอาวุธได้เพราะ เป็นการป้องกันความทุกข์ที่จะมากระทบใจ แบบไม่ไตร่ตรองนี่เอง และเมื่อไตร่ตรองเป็นแล้วก็จะไม่กลัว อะไรอีก

ปวิเวกาวุธ แปลว่า อาวุธคือความเงียบสงัด พระพุทธศาสนา เห็นว่าความวุ่นวายทั้งหมดในชีวิตเกิดจากความ ไม่สงบ ทั้งไม่สงบกายและไม่สงบใจ ทำให้ต้องหวาดกลัวอยู่ร่ำไป จึงต้องหาความสงบใส่ตัว เช่น ต้องแยกตัวออกไปอยู่คนเดียวบ้าง ปฏิบัตธิ รรมบ้าง สังเกตความคิดของตัวเองบ้าง จนเห็นได้วา่ ความ กลัวนั้นเกิดจากจิต จนละวางความกลัวเป็น ก็จะทำให้เป็นคนที่ ไม่กลัวในที่ไหนๆ เลย ปัญญาวุธ แปลว่า อาวุธคือปัญญา ซึ่งรวมทั้งปัญญาที่ ภาษาพระเรียกว่าโลกียปัญญา คือ ปัญญาที่เป็นวิชาความรู้เรื่อง โลก การทำมาหาเลี้ยงชีพ จนไปถึงโลกุตตรปัญญา คือปัญญา ที่เป็นความรู้ความเข้าใจ ส่งไปให้หลุดพ้นจากความทุกข์ทั้งหมด ทั้งปวง และที่สำคัญก็คือผู้ที่มีความรู้ไม่ว่าอยู่ที่ไหนก็อยู่อย่างรู้ และเข้าใจ ไม่หวาดกลัวอะไรอีก และก็ไม่มีใครหวาดกลัวคนมี ปัญญาที่ไม่เอาเปรียบใครด้วยเช่นกัน และทั้งหมดนี้คืออาวุธที่พระพุทธศาสนาสนับสนุน ให้มี เพราะมีแล้วปลอดภัยทั้งแก่ตนเองและผู้อื่น เพราะ ฉะนั้นหากใครรู้สึกว่าชีวิตไม่มีความปลอดภัย พกอาวุธนี้ไว้ บ้างก็จะดีมิใช่น้อยเลย


38

ผ้าเหลืองเปื้อนยิ้ม ภาคพิเศษ ตอนเณรน้อยนักสืบ

คดีที่ ๙ : “ความสำเร็จ”

เรื่อง : กิตติเมธี I ภาพประกอบ : บุคลิกลุงป้า bookalicloongpa@gmail.com


39

ช่วงนี้เป็นช่วงติวเข้มเตรียมตัวสอบไล่ประจำปีของพระเณร และถือเป็นช่วงสำคัญของความเพียรพยายามเรียนกันมาอย่าง ยาวนาน ซึ่งช่วงนี้พระภิกษุสามเณรจะได้ดูหนังสือกันอย่างเต็มที่ก่อนสอบประมาณสัก ๑๕ วันถึง ๑ เดือน “ไม่มีสูตรสำเร็จใดในการสอบยิ่งไปกว่าหลักอิทธิบาทของพระพุทธองค์ ซึ่งทำให้ผู้ปฏิบัติตามประสบความสำเร็จได้ เริ่มจากการมีฉันทะ คือใจรักในสิ่งที่ทำ เพราะเมื่อรักแล้วย่อมจะทำออกมาได้ดี ต่อมาก็มีวิริยะ พากเพียรทำ เมื่อรักแล้วก็ต้อง ขวนขวายทำในสิ่งที่รักนั้นด้วย ต่อมาคือจิตตะ เอาจิตฝักใฝ่ คือต้องสนใจอยู่ตลอด สุดท้ายคือวิมังสา ใช้ปัญญาสอบสวน หมั่นตรวจสอบว่าเรายังขาดความรู้หรือไม่เข้าใจตรงไหนต้องรีบแก้ไข นี่จึงจะทำให้สามเณรสอบได้และสำเร็จดังที่ปรารถนา...” พระอาจารย์แก้วให้ข้อแนะนำเหล่าสามเณรที่กำลังเข้าสู่ช่วงติวเข้มตลอดระยะเวลา ๑๕ วันก่อนสอบ พอเห็นของความจริงจังของพระอาจารย์ สามเณรทุกรูปจึงต่างมีใบหน้าจริงจังไปด้วย โดยทุกรูปต้องตื่นตั้งแต่เช้ามืดมา ท่องหนังสือ เรียนตั้งแต่เช้า บ่าย และค่ำ ก่อนจะพักแล้วตื่นมาอีก เป็นอย่างนี้ทุกวันจนครบกำหนด ๑๕ วัน และในวันสุดท้ายก็เป็นช่วงเปิดใจสำหรับคนที่เก็บคะแนนในช่วงติวว่าแต่ละคนมีเคล็ดลับในการทำข้อสอบต่างกันอย่างไร จนมาถึงสามเณรน้อยซึ่งทำข้อสอบไม่ได้เลย และได้คะแนนมาเป็นอันดับสุดท้าย “เณรน้อยทำไมถึงทำข้อสอบไม่ได้เลย” พระอาจารย์แก้วถามขึ้น “ก็ผมกำลังพิสูจน์ว่าอิทธิบาทตามที่พระอาจารย์บอกว่าจะช่วยให้สอบได้จริงหรือเปล่านี่ครับ” สามเณรน้อยเริ่มอธิบาย ทุกคนรวมถึงพระอาจารย์แก้วก็งงกับเหตุผลของสามเณรน้อย “อิทธิบาทนะใครทำได้ ไม่ว่าจะทำอะไรก็สำเร็จ แล้วทำไมเณรทำแล้วถึงทำข้อสอบก็ไม่ได้ เณรไปเข้าใจอะไรมา ถึงบอกว่าพิสูจน์หลักอิทธิบาทแล้วทำข้อสอบไม่ได้เลยอย่างนี้” พระอาจารย์แก้วท้วงกับความเข้าใจผิดของสามเณรน้อย สามเณรน้อยจึงยืดตัวขึ้นพร้อมกับข้อพิสูจน์ว่า “ก็ผมพิสูจน์แล้วนะสิครับว่า ผมไม่ได้ทำตามอิทธิบาทเลย คือไม่พอใจดูหนังสือ ไม่ตั้งใจทำข้อสอบ ไม่สนใจการเรียน และไม่ไตร่ตรองปัญหาที่เขียนเลย นี่ไงครับเคล็ดลับที่ทำให้ผมรู้ว่า อิทธิบาทได้ผลแน่ๆ แต่เพราะผมไม่ยอมทำตาม จึงสอบได้คะแนนที่สุดท้าย นี่ถ้าผมทำตามหลักอิทธิบาทละก็ ต้องสอบได้แน่ๆ” แล้วพยักหน้าด้วยความเข้าใจในหลักธรรมมากขึ้น จนพระอาจารย์แก้วได้แต่ส่ายหน้ากับข้อพิสูจน์ความจริงด้วยความขี้เกียจของสามเณรน้อย จึงแนะนำต่อว่า “นี่ถ้าเณรพิสจู น์ตอ่ ไปอีกหน่อย คงได้รอู้ กี ว่านอกจากอิทธิบาทจะช่วยให้ประสบความสำเร็จแล้วยังช่วยให้คนมีความสุขอีกด้วย” “ความสุขเรื่องอะไรอีกละครับ” สามเณรน้อยสงสัย “ความสุขจากความสำเร็จในความเพียรพยายาม คือสอบได้ ไม่ต้องสอบตกซ้ำชั้นอีกนะซิ” พระอาจารย์แก้วพูดขึ้น สามเณรน้อยได้แต่ก้มหน้าอย่างสลดก่อนจะพูดขึ้นด้วยความน้อยใจ “ที่จริงทุกคนน่าจะยกย่องผมในความเสียสละประโยชน์ส่วนตัวนะครับ อุตส่าห์ยอมสอบตกอีกปีเพื่อประโยชน์ ส่วนร่วมคือให้ทุกคนได้รู้ว่าอิทธิบาทนั้นทำให้สอบได้จริงๆ”


11

40

Time for ทำ

เรื่อง : กองบรรณาธิการ

ขอเชิญร่วมช่วยเหลือผู้ประสบภัยสึนามิ ประเทศญี่ปุ่น จากเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในมหาสมุทรแปซิฟิก อันก่อให้เกิดคลื่นยักษ์สึนามิ พัดถล่มบ้านเรือนประชาชนหลายเมืองบนเกาะฮอนชู ประเทศญี่ปุ่น เมื่อวันที่ 11 มี.ค. ที่ผ่านมา ส่งผลให้เกิดความสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สินจำนวนมหาศาล ประชาชน ส่วนหนึ่งกำลังรอคอยการแบ่งปันจากเพื่อนมนุษย์อย่างเราๆ มีหน่วยงานมากมาย ออกมาเป็นศูนย์กลางในการรับความช่วยเหลือ ติดต่อสอบถามบริจาคตามกำลังศรัทธา ได้ที่เครือข่ายจิตอาสา www.volunteerspirit.org

ทุกวันอาทิตย์ต้นเดือน วัดญาณเวศกวัน อ.สามพราน จ.นครปฐม เชิญผู้ที่มีปัญหาสุขภาพสามารถเข้ารับการ ตรวจรักษาพยาบาลพื้นฐานได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย โดยคณะแพทย์อาสา ทุกวัน อาทิตย์ต้นเดือน ตั้งแต่เวลา 10.00 – 12.00 น. บริเวณใต้พระอุโบสถ กรุณาตรวจสอบ วันที่ให้บริการจากป้ายประกาศในวัด ติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 02-4821552, 02-4827365

-

-

โครงการครูอาสาสมัครที่สมุทรปราการ รับสมัครครูอาสาไม่จำกัดจำนวน เพื่อสอนหนังสือให้เเก่น้องๆ ตั้งเเต่ระดับ อนุบาล จนถึง ป.6 ตั้งเเต่เวลา 13.00 น. - 16.00 น. ทุกวันเสาร์เเละอาทิตย์ วิชาที่สอนได้แก่ ภาษาอังกฤษและคณิตศาสตร์ ที่ชุมชนซอยสามเอส ถ.ท้ายบ้าน ต.ท้ายบ้าน อ.เมือง จ.สมุทรปราการ (เลยซอยฟาร์มจระเข้ไป 500 เมตร) ติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ กิรณา เปล่งศรีเกิด (ครูแอน) โทร. 083 - 540 9896 ได้ทุกวัน

12-18 มิถุนายน 2554 การประชุมนานาชาติพุทธศาสนิกสัมพันธ์เพื่อสังคม (INEB Conference) I ณ เสถียรธรรมสถาน นำโดยเครือข่ายการทำงานระหว่างประเทศนับถือศาสนาพุทธ ประกอบไปด้วยผูน้ ำทางจิตวิญญาณนักวิชาการและคนหนุม่ สาวจากกว่า 20 ประเทศ ในเอเชีย, ยุโรป, อเมริกา และออสเตรเลีย จัดประชุมว่าด้วยการปฏิบตั ขิ องพุทธศาสนา กับสังคม กับทัศนะที่ว่าพระพุทธศาสนากับสังคมต้องผูกพันเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ไม่มีการแยกเรื่องศาสนากับสังคมออกจากกัน และพยายามนำพระพุทธศาสนา เข้าไปมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาสังคม เช่น ปัญหาความอยุติธรรมทางสังคม ปัญหาสิ่งแวดล้อม ปัญหาความรุนแรง ปัญหาทางเศรษฐกิจ ปัญหาทางการเมือง เป็นต้น ติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ INEB Thailand โทร. 02-4389331-2

26


BACK ISSUE สามารถติดต่อรับหนังสือมุมฉบับย้อนหลังได้ที่ มูลนิธิหยดธรรม 083-5169-888 หรือ prataa@dhammadrops.org

X X 12345 6789

สามารถรับหนังสือมุมได้ที่ เชียงใหม่ happy hut 1 happy hut 2 ร้านกู Sweets Salad Concept แก้วก๊อ Café de Nimman คุณเชิญ มาลาเต Seescepe iberry Minimal Gallery Hatena ราชดำเนิน คุณนายตื่นสาย สวนนม(นิมมาน)

เชียงราย Toast House บะเก่า หมา อิน ซอย กาแฟสถาน hub 53 ร้านวันวาน กาแฟโสด กินเส้น สวนนม (หน้า มช.) Nova ร้านหนังสือดวงกมล ร้านหนังสือสุริวงศ์ พันธุ์ทิพย์ Bangkok Airway (ศรีดอนชัย) ร้านอาหารครัวป้าศรี

ร้านอาหารโป่งแยงแอ่งดอย หอพักนครพิงค์ลอด์จ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ถ.ช้างเผือก ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) แม่ริม ฝ้ายเบเกอรี่ (ไลเซียม) Kru Club Lyceum สถาบันบัณฑิตวิทยา ร้านอาหาร 32 กม. ร้านกาแฟ วาวี (แม่สา) ร้านกาแฟ วาวี (four seasons) ร้านกาแฟ วาวี (แม่โจ้) ร้านกาแฟ ดอยช้าง (แม่ริม)

ริมปิง super market(กาดรวมโชค) ห้องสมุดทุกคณะใน มช. รติกา คลินิก ร้านแชร์บุ๊ค แม่ริม Annie Beauty (ศิลิมังคลาจารย์) Bon Café ช้างคลาน สนามบินเชียงใหม่ วัดพระธาตุดอยสะเก็ด ร้านเล่า Little cook cafe สถานีวิทยุแม่ริมเรดิโอ

ร้านเกาเหลาเลือดหมู เจ๊สหรส ร้านเครื่องปั้นดินเผา ดอยดินแดง ห้องสมุดมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง Café Hub วิทยาลัยเทคนิค เชียงราย

กรุงเทพฯ

ร้านกาแฟ คาเฟ่ ดิโอโร่ (กรุงเทพ) ห้องสมุดมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ หอสมุดป๋วย อึ้งภากรณ์ ห้องสมุด มหาวิทยาลัยศิลปากร วัดญาณเวศกวัน

Sweden The Royal Thai Embassy,StockKhoim Thai Studies Associatio


42

ธรรมรตา

เรื่อง : กองบรรณาธิการ I ภาพประกอบ : Pare ID

โตไปทีละนิด

สมชัยเดินเข้าบ้านเหมือนทุกๆ ครั้ง แต่วันนี้มีบางอย่าง แปลกไปเขานิง่ เงียบเหยียบพืน้ แทบไม่ได้ยนิ เสียง ราวกับว่านับ ทุกก้าวที่ย่างเท้าเข้าห้อง ทุกคนในบ้านหันมองเขาเป็นตาเดียวกัน ภาพนั้นเหมือนเป็นฉากสโลว์โมชั่นในหนัง ชาย ผอมสูงใส่ชุดขาว ก้าวอย่างช้าๆ ขึ้นบันไดและเข้าห้องไป เสียงประตูปิดดัง “ปึง” เบาๆ ตามด้วยเสียงเทศน์เบาๆ ดังแว่ว ออกมาจากห้อง “แม่คิดว่าไง?” เสียงสมชายพี่คนโต “เกินว่าที่คาดไว้เยอะเลย” แม่ตอบ “???” ย้อนกลับไปเมื่อหลายเดือนก่อน แม่เห็นว่าสมชัย เอาแต่เที่ยวไม่ค่อยเรียนงานก็ไม่อยากจะทำ จึงคิดหาวิธีการ ที่จะให้เขาปรับปรุงพฤติกรรมให้ดีขึ้นมาบ้าง ด้วยความที่ตัวเอง เป็นคนเข้าวัดฟังธรรมเป็นประจำจึงทำให้นึกถึงเรื่องของเศรษฐี อนาถบิณฑิกะ ทีจ่ า้ งลูกชายไปฟังธรรมะกับพระพุทธเจ้า หลายวัน กว่าจะสำเร็จผล ซึ่งก็น่าจะเป็นกลวิธีหรือกุสโลบายที่น่าจะใช้ ได้ผลกับลูกชายตนเองบ้าง แต่ทั้งเกลี้ยกล่อมและหลอกล่อ อย่างไรก็ไม่เป็นผล จนเกือบจะท้อใจไปเสียแล้วจนกระทั่ง เมื่อ ต้นเดือนที่ผ่านมาแม่อ่านเรื่องพระนันทะที่ปฏิบัติ ธรรมเพราะ อยากได้นางฟ้า ทำให้แม่นึกในใจว่า “จะลองเปลี่ยน แรงจูงใจ” จึงคุยกับสมชัยใหม่อีกครั้งโดยถามถึงเรื่องความรักและคนที่ คบหากันอยู่ แต่ปรากฏว่าสมชัยไม่ได้คบกับใครจริงจังสักคน

แค่จีบไปสนุกๆ เท่านั้น แม่จึงพลิกแผนอีกครั้ง โดยจ้างสาวๆ ที่สมชัยมักจะ ไปเที่ยวด้วยให้ไปส่งทำบุญบ้าง ไปเที่ยววัดบ้าง ซื้อหนังสือ ธรรมะฝากญาติผู้ใหญ่บ้าง ฯลฯ สาวๆ หลายคนเบื่อจนไม่ใกล้ สมชัยไปเลย แต่ก็มีหลายคนเห็นว่าดี และชอบที่สมชัยเปลี่ยน ไปในทางที่ดีบ้างเหมือนกัน เหมือนแม่ได้กล่อมเกลาลูกชายและกลั่นกรองคนที่คบ กับลูกชายไปด้วย แม้จะเสียทรัพย์ไปบ้างแต่ก็รู้สึกดีที่สามารถ แปรทรัพย์ภายนอกเป็นทรัพย์ภายในให้กับบุตรชาย ที่สุดยังไม่อาจสรุป ความพยายามเพิ่งจะเริ่มต้น แต่แม่ก็ยังชืน่ ใจเมือ่ ได้มาอ่านสุภาษิตทีส่ มชัยเอามาติดไว้ ใกล้ๆ บันไดขึน้ บ้าน กรอบไม้ทำให้ดเู ด่นลายมือสวยสะดุดตา ในนัน้ เขียนไว้วา่ “มาวมญฺเญถ ปุญฺญสฺส น มตฺตํ อาคมิสฺสติ อุทพินฺทุนิปาเตน อุทกุมฺโภปิ ปูรติ ปูรติ ธีโร ปุญฺญสฺส โถกํ โถกํปิ อาจินํ.

อย่าดูหมิ่นว่า ความดีเล็กน้อยจักไม่ให้ผล แม้น้ำที่หยดลงมาทีละหยด ๆ ก็ยังเต็มตุ่มได้เช่นไร นักปราชญ์สั่งสมความดีทีละเล็กละน้อย ก็ย่อมเต็มด้วยความดีได้เช่นกัน.”


มูลนิธิหยดธรรม ดำเนินการร่วมกันระหว่างพระและฆราวาสในการสร้างสรรค์ให้สังคมเกิดความดีงามโดยการใช้ธรรมะ ในการกล่อมเกลาจิตผ่านกิจกรรม การสร้างเสริมจิตอาสา สร้างเครือข่ายอาสาสมัครชุมชนให้ตระหนักถึงการอยู่ร่วมกัน อย่างเกื้อกูลเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ มีจิตใจเมตตาต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน อีกทั้งการจัดค่ายคุณธรรมตามสถานศึกษาต่างๆ ทัณฑสถาน และชุมชนที่สนใจ เพื่อให้เยาวชนและชุมชนได้ถ่ายทอดต่อไปยังคนรอบข้าง ไม่เพียงเท่านั้น ทางมูลนิธิหยดธรรมยังดำเนินงานในเรื่องของการจัดอบรมกรรมฐานและปฏิบัติธรรม สำหรับผู้สนใจ เพื่อสุขภาวะของบุคคลและองค์รวม อีกทั้งการสร้างสรรค์สื่อธรรมะในรูปแบบต่างๆ รวมทั้งนิตยสารที่ท่านถืออยู่นี้ เพื่อที่จะได้ ถ่ายทอดและเผยแผ่ธรรมะออกไปในวงกว้าง ทั้งนี้ ในทุกกิจกรรมที่ทางมูลนิธิได้ดำเนินการ รวมทั้งสื่อต่างๆที่ทางมูลนิธิได้จัดทำและเผยแพร่เป็นไปเพื่อการสาธารณะกุศล โดยไม่คิดค่าใช้จ่ายใดๆทั้งสิ้นจากผู้เข้าร่วมกิจกรรม ทางมูนิธิดำเนินกิจกรรมผ่านน้ำใจของท่านผู้มีจิตศรัทธา ที่หวังจะให้ สังคมของเราเกิดความดีงาม ท่านผู้มีจิตศรัทธาท่านใดต้องการสนับสนุนการทำงานของมูลนิธิ และร่วมเครือข่ายหยดธรรม สามารถติดต่อได้ที่ prataa@dhammadrops.org กรณีประสงค์สนับสนุนทุนในการดำเนินกิจการของมูลนิธิ สามารถสนับสนุนได้โดยการโอนเงินมาที่ ... มูลนิธิหยดธรรม

ชื่อบัญชี มูลนิธิหยดธรรม ธนาคารไทยพาณิชย์ สาขามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ หมายเลขบัญชี 667-2-69064-3 ธนาคารกสิกรไทย สาขาย่อยมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ หมายเลขบัญชี 557-2-03369-6

โปรดแจ้งการสนับสนุนโดยการส่งหลักฐานการโอนเงินมาที่โทร 083-5169-88 หรือ prataa@dhammadrops.org เพื่อที่ทางมูลนิธิสามารถออกโมทนาบัตรได้ถูกต้อง


MOOM Magazine Vol. 2 No.3  

นิตยสารธรรมะ "มุม" มีนาคม 2554 ฉบับที่ 10