Issuu on Google+

2011

สรุ ปรายวิชา รศ.711 ระเบียบ วิธีวจิ ยั ทางรัฐประศาสนศาสตร์

8/19/2011


-1-

สรุ ปรายวิชา รศ.711 ระเบียบวิธีวจิ ัยทางรัฐประศาสนศาสตร์ Research Method in Public Administration ส่ วนของ รศ.ดร. สุ วลั ลีย์ เปี ยมปิ ติ ความหมายและลักษณะทั8วไปของการวิจยั การวิจัย (Research) คือ การนําวิธีการเชิงวิทยาศาสตร์มาประยุกต์ใช้ เพื#อตอบคําถามเกี#ยวกับเรื# องที# ต้องการศึกษาแสวงหาความรู ้ โดยที#วธิ ีการเชิ งวิทยาศาสตร์ (scientific method) เป็ นกระบวนการตามแนวทางที# กําหนดเพื#อรวบรวมข้อมูลข่าวสารในการที#จะตอบคําถามที#ทาํ การตรวจสอบอยู่ เพื#อให้ได้คาํ ตอบที#ถูกต้องเชื# อถือได้ และมีความคลาดเคลื#อนน้อยที#สุด

สาเหตุสําคัญของการทําวิจัยเกีย วกับปัญหาทางสังคม ได้แก่ 1. นักวิจยั หรื อนักวิชาการต้องการเพิ#มพูนความรู ้ในสาขาวิชานั2น ๆ หรื อต้องการทดสอบทฤษฎีที#มีอยู่ ว่า ถูกต้องหรื อไม่ ควรมีการเปลี#ยนแปลงหรื อไม่ เนื# องจากมีหลักฐานใหม่ ๆ เกิดขึ2น หรื อต้องการเปลี#ยนแปลงแนวคิด หรื อทฤษฎีทางสังคมบางประการ 2. การวิจยั ที#องค์กรหรื อหน่วยงานต้องการ ซึ# งเป็ นการวิจยั เชิงประยุกต์หรื อเป็ น action research คือการ วิจยั ที#นาํ ไปสู่ การกําหนดนโยบาย หรื อการวิจยั เกี#ยวกับปั ญหาสังคม เช่น ปั ญหาอาชญากรรม ปั ญหาสาธารณสุ ข ปั ญหาสิ# งแวดล้อม เป็ นต้น

ทฤษฎี (Theory) คือการอธิบายความสัมพันธ์และแสดงหลักฐานที#ปรากฏต่อเหตุการณ์ใด ๆ ที#นกั วิจยั ต้องการศึกษา ซึ# งการอธิ บายความสัมพันธ์น2 นั จะต้องประกอบด้วยข้อความที#แสดงความสัมพันธ์ หรื อเหตุผลของ ความสัมพันธ์ระหว่างปั จจัยต่าง ๆ หรื อตัวแปร (Variables) ความเห็นที#เสนอตามทฤษฎีน2 นั เป็ นข้อความที#สามารถ ตรวจสอบได้ โดยใช้วธิ ี การศึกษาวิจยั นัน# เอง ซึ# งการสร้างทฤษฎี (Theory development) ทําได้ 2 ทาง ได้แก่ 1. การอธิบายเชิ งเหตุและผลเพือ8 การสรุ ป (deduction) เป็ นกระบวนการที#ใช้การอธิ บายในขอบเขตที#กว้าง แล้วนํามาจัดลําดับในส่ วนที#ยอ่ ย ๆ ลงไป ดังนี2

Theory

Hypothesis

Revision of theory

Data collection

Findings

Hypothesis confirmed or rejected

จากทฤษฎีเดิม นําไปตังเป็ นสมมติฐาน แล้ วดําเนินการเก็บรวบรวมข้ อมูล สรุ ปผลข้ อมูล นํามาทบทวนตัด ส่ วนที% ไม่ เกี%ยวข้ องทิ ง ไป จากนันนําไปแก้ ไขปรั บปรุ งทฤษฎีใหม่


-22. การอธิบายเชิ งเหตุและผลเพือ8 การอนุมาน (induction) เป็ นกระบวนการที#กลับกันกับ deduction คือ เป็ นการศึกษาเหตุผลในการกําหนดข้อเสนอทัว# ไป จากการศึกษาส่ วนย่อยที#เฉพาะเจาะจง เพื#อนําไปสู่ การสรุ ปถึง ทฤษฎีหลัก ดังนี2

Theory

Hypothesis

Research Design

Devise measure of concepts

Select research subject/ respondents

Select research site

Administer research instruments/ collect data Write up findings/ conclusions

Process data

Analyse data

Findings/ conclusions

โดยสรุ ปการสร้างทฤษฎีทาํ ได้ 2 ทาง ได้แก่

Deduction =

Theory

Observations/ findings

Induction =

Observations/ findings

Theory

ประโยชน์ ของทฤษฎี มีดงั ต่อไปนี2 1. ช่วยให้นกั วิจยั ได้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างแนวความคิดต่าง ๆ ได้อย่างละเอียดมากยิง# ขึ2น 2. ช่วยให้นกั วิจยั มีทิศทางของการวิจยั ได้อย่างเหมาะสม 3. เป็ นพื2นฐานของความรู ้ที#จะให้นกั วิจยั ได้ทาํ การทดสอบความเที#ยงตรงของทฤษฎียง#ิ ขึ2นไปอีก 4. มีประโยชน์ต่อการอธิ บายผลของการวิจยั เมื#อได้ทาํ การเสร็ จแล้ว เพื#อช่วยให้ผลของการวิจยั มีราย ละเอียดและน่าความเชื# อถือได้จากข้อเท็จจริ งที#ได้จากการวิจยั

สมมติฐาน (Hypothesis) คือข้อความที#แสดงความสัมพันธ์ของตัวแปร ในลักษณะที#แสดงให้เห็นว่า ความสัมพันธ์น2 นั สามารถทดสอบได้ การตั6งสมมติฐาน คือการอธิ บายปรากฏการณ์ที#ตอ้ งการจะยืนยันว่าเป็ นความจริ ง และสมมติฐานนั2น สามารถพิสูจน์ได้ นอกจากนั2นถ้าพบว่าบกพร่ องก็สามารถเปลี#ยนสมมติฐานได้ ซึ# งการตัUงสมมติฐานทางงานวิจัย มี 2 ลักษณะได้แก่ แบบมีทศิ ทาง (Directional Hypothesis) เช่น การศึกษามีความสัมพันธ์กบั ฐานะทางเศรษฐกิจเชิง บวก และแบบไม่ แสดงทิศทาง (Non-directional Hypothesis) เช่น การศึกษามีความสัมพันธ์กบั ฐานะทางเศรษฐกิจ ประโยชน์ ของสมมติฐาน มีดงั ต่อไปนี2 1. ทําให้นกั วิจยั ตระหนักถึงข้อมูลที#สาํ คัญว่าจะเก็บรวบรวมอย่างไร สมมติฐานเปรี ยบเสมือนเครื# องชี2นาํ ทาง ว่าจะต้องเก็บข้อมูลอย่างไร ชี2ให้เห็นว่านักวิจยั จะได้ทราบการค้นคว้าข้อมูล 2. ทําให้นกั วิจยั สามารถวางแผนรวบรวมข้อมูลและวิเคราะห์ขอ้ มูล โดยมีจุดหมายที#แน่นอน 3. ทําให้นกั วิจยั ได้รู้จกั การเชื# อมโยงกับทฤษฎี โดยจะเห็นว่าสมมติฐานบางประเภทได้มาจากการอุปนัยจาก ทฤษฎี เมื#อสมมติฐานพิสูจน์วา่ ถูกต้องจะเป็ นการยืนยัน และเครื# องมือต่าง ๆ จะได้กลายเป็ นทฤษฎีต่อไป 4. ทําให้นกั วิจยั ได้ใช้เป็ นเครื# องมือทางวิชาการ โดยต้องมีการจํากัดขอบเขตไว้ เมื#อสมมติฐานหนึ#ง ๆ ซึ# ง


-3นักวิจยั ได้ยนื ยันความถูกต้องแล้ว จะเป็ นการเพิ#มพูนความรู ้มากขึ2น จนอาจพัฒนาเป็ นทฤษฎีใหม่ได้

ตัวแปร (Variables) เป็ นคุณสมบัติอย่างหนึ#งของสิ# งต่าง ๆ ที#มีความผันแปรได้ กรณี ศึกษาอาจจะเป็ นคน หรื อสิ# งของ เช่น ครัวเรื อน เมือง องค์กร โรงเรี ยน หรื อประเทศ ถ้าคุณสมบัติไม่มีความผันแปรเราเรี ยกว่า ค่ าคงที8 (Constant) เช่น โรงงานแห่งหนึ#งมีอตั ราส่ วนพนักงานที#เป็ นผูจ้ ดั การชายและหญิงเท่านั2น ค่าคงที#เป็ นคุณสมบัติที# ไม่มีความผันแปรและไม่ใช่ตวั แปร ซึ# งในงานวิจยั ทางสังคมศาสตร์ นักวิจยั มักจะไม่สนใจค่าคงที# เนื#องจากการวิจยั เป็ นกระบวนการที#มีระบบในการเก็บรวบรวมข้อมูล และวิเคราะห์ขอ้ มูลอย่างมีเหตุผลเชิง วิทยาศาสตร์ ในการวิจยั จึงต้องมีตวั แปรอิสระและตัวแปรตาม กล่าวคือค่าของตัวแปรอิสระมีส่วนกําหนดค่าของตัว แปรตาม หรื ออีกนัยหนึ#งก็คือ ค่าของตัวแปรตามผันแปรตามค่าของตัวแปรอิสระ โดยปกติตวั แปรทางด้านสังคมศาสตร์ มีอยู่ 6 ประเภท ได้แก่ 1. ตัวแปรอิสระหรือตัวแปรเหตุ (independent variable) เป็ นตัวแปรที#เกิดขึ2นก่อน แล้วทําให้พฤติกรรม ของมนุษย์เปลี#ยนไป หรื อผันแปรไป เช่น ถ้าเรากล่าวว่าถ้าเด็กวัยรุ่ นไม่ได้รับความอบอุ่นจากพ่อแม่เพียงพอ ก็ อาจจะทําให้เด็กวัยรุ่ นไปคบเพื#อนเกเร ในที#น2 ี หมายความว่า การอบรมจากพ่อแม่เป็ นตัวแปรเหตุหรื อตัวแปรอิสระที# ทําให้เด็กวัยรุ่ นต้องไปคบเพื#อนเกเร 2. ตัวแปรไม่ อสิ ระหรือตัวแปรตาม (dependent variable) เป็ นตัวแปรที#เกิดขึ2นภายหลังหรื อเป็ นพฤติกรรม ของมนุษย์ที#ได้รับผลกระทบจากตัวแปรอิสระ จากตัวอย่างข้างต้น ตัวแปรตามก็คือการคบเพื#อนเกเรนัน# เอง อนึ# ง การวิจยั ทางด้านสังคมศาสตร์ ในบางครั2งไม่สามารถที#จะแยกเหตุและผลได้อย่างชัดเจน พฤติกรรมของมนุษย์ที# เกิดขึ2นจะเป็ นลักษณะของความสัมพันธ์ระหว่างกัน ยากที#จะกล่าวได้วา่ อะไรเกิดขึ2นก่อนและหลัง 3. ตัวแปรแทรก (intervening variable) เป็ นตัวแปรที#แทรกอยูร่ ะหว่างตัวแปรอิสระและตัวแปรตาม ถ้าให้ ตัวแปร Z เป็ นตัวแปรแทรกระหว่างความสัมพันธ์ของตัวแปรอิสระ X และตัวแปรตาม Y วิธีการหาตัวแปรแทรกทํา ได้โดยดูความสัมพันธ์ของ X กับ Z, Z กับ Y และ X กับ Y ซึ# งถ้าให้ Z คงที#หรื อแยกกลุ่มพิจารณาแล้ว ถ้า ความสัมพันธ์ระหว่าง X กับ Y ลดลง แสดงว่า Z เป็ นตัวแปรแทรก เช่น ครัวเรื อนที#ยา้ ยถิ#นไปทํางานต่างจังหวัด (X) มีบุตรน้อย (Y) แต่เมื#อนําเอาทัศนคติต่อการคุมกําเนิดมาเป็ นตัวควบคุม (Z) แล้วปรากฏว่า Z ได้กลายเป็ นตัวแปร แทรก เนื# องจากมีทศั นคติต่อการคุมกําเนิดอย่างดี ทําให้ครัวเรื อนที#ยา้ ยถิ#นไปทํางานต่างจังหวัดมีบุตรน้อย 4. ตัวแปรภายนอก (extraneous variable) เป็ นตัวแปรอื#นที#เกิดขึ2น ทําให้ตวั แปรอิสระและตัว���ปรตามมี ความสัมพันธ์ทางสถิติ แต่ความจริ งแล้วความสัมพันธ์ข2 ึนอยูก่ บั ตัวแปรตัวนั2น วิธีการวิเคราะห์ตอ้ งควบคุมตัวแปร Z ไว้ แล้วดูความเปลี#ยนแปลงที#เกิดขึ2นระหว่าง X กับ Y ซึ# งตามความเป็ นจริ งนั2นเกิดจาก Z ที#ทาํ ให้ X และ Y มี ความสัมพันธ์กนั เช่น นักเรี ยนที#เรี ยนจริ ยธรรมจะมีความกตัญ[ูต่อบิดามารดามากกว่านักเรี ยนที#ไม่ได้เรี ยน จริ ยธรรม แต่ความเป็ นจริ งแล้วการอบรมเลี2ยงดูอย่างดีจากบิดามารดา มีผลต่อความสนใจของนักเรี ยนในการเรี ยน จริ ยธรรม และการอบรมเลี2ยงดูอย่างดีจากบิดามารดา ก็มีผลต่อการแสดงความกตัญ[ูต่อบิดามารดาด้วย 5. ตัวแปรกด (suppressing variable) เป็ นตัวแปรที#เกือบจะไม่ได้รับความสนใจเอาเป็ นตัวควบคุม เพราะ โดยทัว# ไปนักวิจยั มักจะสรุ ปจากความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรว่าไม่พบความสัมพันธ์ แต่ความเป็ นจริ งตัวแปรที# นํามาควบคุมเป็ นตัวแปรกด และถือว่าเป็ นตัวแปรที#สามารถอธิ บายตัวแปรอิสระและตัวแปรตามได้ชดั เจนยิง# ขึ2น วิธี


-4การวิเคราะห์ตอ้ งเอาตัวแปรที#คิดว่าเป็ นตัวแปรกดนํามาเป็ นตัวควบคุม และดูความสัมพันธ์ที#เกิดขึ2นระหว่างตัวแปร อิสระและตัวแปรตาม เช่น ความพอใจในเพศของบุตร เมื#อนํามาวิจยั กับกลุ่มอายุ อาชีพ จะไม่พบว่ามีความสัมพันธ์ แต่ถา้ นําเอาค่านิยมของความต้องการบุตรเพศใดในแต่ละภาค จะพบว่ามีความสัมพันธ์คือ ชนบทภาคอีสานนิยม บุตรชายมากกว่าบุตรหญิง ส่ วนชนบทภาคเหนื อนิยมมีบุตรหญิงมากกว่าบุตรชาย เป็ นต้น 6. ตัวแปรบิดเบือน (distorting variable) เกิดขึ2นเมื#อนักวิจยั พบว่าความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรไม่เป็ นไป ตามทิศทางที#คาดไว้ตามสมมติฐาน การด่วนสรุ ปข้อมูลจึงยังไม่ถูกต้อง ต้องนําตัวแปรอื#นมาควบคุม และพบว่า หลังจากควบคุมแล้วมีความสัมพันธ์ตามคาดไว้ ตัวแปรที#นาํ มานั2นเป็ นตัวแปรบิดเบือน เช่น พบว่ามีลกั ษณะที#ตรง ข้าม คือผูใ้ ช้สมองมักจะใช้เหตุผลในการเลี2ยงดูบุตรน้อยกว่าใช้อาํ นาจ ซึ# งตามสมมติฐานนั2นควรจะใช้เหตุผล มากกว่าการใช้อาํ นาจ แต่เมื#อนําตัวแปรที# 3 คือ การศึกษาของบิดามารดามาควบคุม ปรากฏว่าเป็ นไปตามสมมติฐาน ที#ต2 งั ไว้ ประโยชน์ ของตัวแปร มีดงั ต่อไปนี2 1. ตัวแปรเป็ นส่ วนประกอบหนึ#งของทฤษฎี ซึ# งทฤษฎีและตัวแปรจะทําให้นกั วิจยั ได้เข้าใจสถานการณ์และ ปรากฏการณ์ต่าง ๆ ดีข2 ึน 2. ตัวแปรมีประโยชน์ในการนําไปตั2งเป็ นสมมติฐานต่อไป 3. ตัวแปรช่วยทําให้นกั วิจยั ทราบลักษณะและประเภทของตัวแปรเพื#อที#จะนําไปศึกษาวิจยั และเก็บรวบรวม ข้อมูล และเพื#อนําไปวิเคราะห์อย่างเหมาะสม 4. ตัวแปรมีประโยชน์ที#สามารถจะนําไปวัด และสามารถหาข้อมูลมาสนับสนุนได้

แนวปฏิบัตเิ พือ8 ดําเนินการวิจยั

ประกอบด้ วย

1. การนิยามแนวความคิด เป็ นการจํากัดความหมายของแนวความคิดในลักษณะที#สามารถศึกษาหรื อหา ข้อเท็จจริ งได้หรื อสามารถวัดได้ นักวิจยั ต้องเลือกเอาแนวความคิดที#ตนเห็นว่ามีความสําคัญ และมีความหมาย สอดคล้องกับเรื# องที#ตนเองจะวิจยั มากที#สุด มิฉะนั2นจะประสบปั ญหาที#ไม่ทราบแนวทางในการศึกษา การรวบรวม ข้อมูล และการวิเคราะห์ขอ้ มูล 2. การนิยามตัวแปร หลังจากมีการตั2งสมมติฐานแล้ว ตัวแปรต่าง ๆ ของแต่ละสมมติฐานก็ตอ้ งมีการให้ คํานิยามตัวแปร เพื#อที#จะสามารถนําไปวัดได้จริ งจากแหล่งที#จะวิจยั การให้คาํ นิยามนี2ก็เพื#อที#จะสามารถนําตัวแปร นั2นไปทดสอบ หรื อวัดจากสถานที#หรื อสถานการณ์ที#จะวิจยั ได้ นักวิจยั จะต้องมีตวั แปรต่าง ๆ และเข้าใจคุณสมบัติ ของตัวแปรเหล่านั2น ซึ# งตัวแปรต่าง ๆ สามารถวัดได้หลายแบบ แล้วแต่วา่ นักวิจยั จะใช้วดั อย่างไรบ้าง เช่น ระดับ การศึกษา อาจจะนิยามว่าหมายถึง ระดับการศึกษาสู ง ปานกลาง และตํ#า หรื ออาจจะกล่าวถึงระดับการศึกษาใน ลักษณะ ป.1-ป.4, ป.5-ป.6 และอื#น ๆ จึงขึ2นอยูก่ บั มาตราส่ วนในการวัด 3. ข้ อตกลงเบือU งต้ น การมีขอ้ ตกลงเบื2องต้นก็เพื#อเป็ นการสมมติสถานการณ์ต่าง ๆ เพื#อให้เป็ นไปตาม แนวคิดและทฤษฎีในเรื# องที#สนใจจะวิจยั โดยเฉพาะการวิจยั ที#ไม่ใช่การทดลอง หรื อไม่ใช่การวิจยั ทางวิทยาศาสตร์ ที#สามารถควบคุมอุณหภูมิและคุณสมบัติอื#น ๆ ได้ ดังนั2นการมีขอ้ ตกลงเบื2องต้นจะช่วยให้นกั วิจยั มีความมัน# ใจว่า ถ้า มีการวิจยั เสร็ จไปเรี ยบร้อยแล้วก็ตอ้ งทําต่อเพราะอยูใ่ นขอบข่ายของข้อตกลงเบื2องต้นนั2น


-54.

ขอบเขตของการวิจัย

นักวิจยั ต้องจํากัดขอบเขตในเรื# องของการวิจยั ว่ามีขอบเขตกว้างหรื อแคบ เพียงใด สามารถที#จะกล่าวทัว# ๆ ไปได้หรื อไม่หลังจากที#วจิ ยั เสร็ จแล้ว เป็ นเสมือนข้อจํากัดของการวิจยั เพื#อให้ผอู ้ ่าน และนักวิจยั ตระหนักความรู ้ที#จะวิจยั ว่ามีลกั ษณะขอบเขตอย่างไรบ้าง เช่น ถ้านักวิจยั ศึกษาการเปลี#ยนแปลงทาง สังคมและวัฒนธรรมของหมู่บา้ น นักวิจยั จะจํากัดขอบเขตของการวิจยั ในหมู่บา้ นใดหมู่บา้ นหนึ#ง โดยอาจจะมี เหตุผลที#ตอ้ งการศึกษาหมู่บา้ นนั2น เป็ นต้น

วัตถุประสงค์ ของงานวิจยั มีดงั นี2 ประการแรก เพื#อที#นกั วิจยั สามารถจะทราบและเข้าใจลักษณะการวิจยั ประเภทต่าง ๆ พอที#จะคํานึงถึง สถานภาพของเรื# องที#จะวิจยั ซึ# งข้อมูลในลักษณะเช่นนี2ทาํ ให้นกั วิจยั ได้ทราบแนวในการดําเนินงานเพื#อเตรี ยมการ ต่อไป ตลอดจนพัฒนาแนวความคิดและทฤษฎีต่าง ๆ ด้วยเพื#อใช้ในงานวิจยั ประการทีส อง เพื#อที#จะให้นกั วิจยั มีแนวทางในการออกแบบการวิจยั ได้อย่างเหมาะสม ซึ# งจะทําให้การวิจยั ดําเนินการไปได้ดว้ ยดี

ประเภทของงานวิจยั ประเภทของงานวิจยั มีหลักเกณฑ์ในการแบ่งประเภทของงานวิจยั อยูห่ ลายประเภทดังนี2

1. งานวิจัยจําแนกตามเหตุผลของการหาความรู้ เพื#อนํามาเป็ นแนวความคิด ทฤษฎี หรื อนําไปใช้ ประโยชน์ต่อไป แบ่งออกได้เป็ น 2 ชนิด ได้แก่ 1.1 การวิจัยพืนU ฐาน (basic research) เป็ นการวิจยั ที#มุ่งหาข้อเท็จจริ งเกี#ยวกับปรากฏการณ์ที#จะวิจยั เพื#อนําไปใช้ในการสร้างแนวความคิดและทฤษฎีใหม่ ๆ บางครั2งเรี ยกว่า การวิจัยเชิ งทฤษฎี (theoritical research) ซึ# งเป็ นประโยชน์ต่อการเพิ#มพูนความรู ้ทางวิชาการ แต่ตอ้ งนําไปประยุกต์ใช้อีกครั2งหนึ#ง 1.2 การวิจัยประยุกต์ (applied research) เป็ นการวิจยั ที#มุ่งหาข้อเท็จจริ งหรื อความสัมพันธ์ระหว่าง ข้อเท็จจริ งเกี#ยกับปรากฏการณ์ที#จะวิจยั เพื#อนําเอาผลของการวิจยั หรื อการค้นพบนั2นไปใช้ประโยชน์ในชีวิตจริ ง เป็ นการแก้ไขปั ญหา การตัดสิ นใจ เพื#อพัฒนาโครงการต่าง ๆ หรื อเพื#อประเมินผลโครงการและวิธีการต่าง ๆ ซึ# ง เหตุผลของการวิจยั อาจมีดงั นี2 (1) การวิจยั เพื#อนําไปแก้ไขปั ญหาต่าง ๆ หรื อต้องการแก้ไขปั ญหาที#มีประสิ ทธิ ภาพมากขึ2น กว่าเดิม เช่น การวิจยั ที#จะสร้างขวัญและกําลังใจให้แก่ขา้ ราชการ เพื#อมิให้เกิดความแตกแยก เมื#อได้ผลการวิจยั มาแล้วสามารถนําแนวทางแก้ปัญหานั2นไปใช้ปฏิบตั ิจริ งได้เลย (2) การวิจยั เพื#อนําไปตัดสิ นใจ โดยมุ่งที#จะหาแนวทางเลือกหลายแนวทาง เพื#อนําไปใช้ในการ ตัดสิ นใจในการพัฒนาโครงการต่าง ๆ เช่น การส่ งเสริ มให้ประชาชนวางแผนครอบครัว อาจจะวิจยั เพื#อต้องการหา วิธีหรื อแนวทางจูงใจให้ประชาชนรู ้จกั การวางแผนครอบครัวได้อย่างเหมาะสมและปลอดภัย ซึ# งการวิจยั อาจจะไป ศึกษาหาข้อมูลต่าง ๆ จากประชาชนให้มีแนวทางต่าง ๆ นําไปสู่ การตัดสิ นใจ เป็ นต้น


-6(3) การวิจยั เชิงปฏิบตั ิการ โดยมุ่งที#จะนําเอาแบบอย่างหรื อรู ปจําลองของการทํางานหรื อ แนวทางทดลองมาใช้ปฏิบตั ิการจริ งตามแบบของการทดลองเพื#อนําผลนั2นไปใช้จริ ง หรื อปรับปรุ งไปใช้จริ งในที#สุด เช่นการวิจยั รู ปแบบการทํางานของชาวบ้านในการแก้ไขปั ญหาของท้องถิ#นในหมู่บา้ นแห่งหนึ#ง เมื#อวิจยั เสร็ จแล้วนํา ผลไปใช้กบั หมู่บา้ นอื#น ๆ ต่อไป หรื อพยายามแก้ไขเพื#อสามารถนําไปใช้ประโยชน์ได้ (4) การวิจยั แบบประเมินผล เป็ นการประเมินผลโครงการต่าง ๆ ที#ได้ทาํ แล้วว่าได้ผลอย่างใดบ้าง มีทิศทางหรื อเป้ าหมายตามความเหมาะสมหรื อไม่ เช่น โครงการสร้างงานในชนบท เมื#อประเมินผลแล้วนํามา พิจารณาว่าเหมาะสมที#จะมีโครงการต่อไปอีกหรื อไม่

2. งานวิจัยจําแนกตามวัตถุประสงค์ ของการเสนอข้ อมูล หมายถึง การวิเคราะห์ขอ้ มูลว่ามีลกั ษณะ อย่างไร แบ่งออกได้เป็ น 2 ชนิด ได้แก่ 2.1 การวิจัยแบบพรรณา (descriptive research) เป็ นการวิจยั ที#เสนอข้อมูลในลักษณะที#เกี#ยวกับ ปรากฏการณ์ทว#ั ไป เช่น การกระจายหรื อความหนาแน่นของประชากร การเสนอไม่ได้มุ่งที#จะวิเคราะห์หา ความสัมพันธ์ระหว่างข้อเท็จจริ งกับปรากฏการณ์ที#วจิ ยั และมิได้มุ่งศึกษาปั จจัยและสาเหตุหรื อผลงานของ ปรากฏการณ์น2 นั ๆ เพียงแต่พรรณาหรื อบรรยายปรากฏการณ์หรื อความสําคัญของปรากฏการณ์ที#เกิดขึ2น เช่น การศึกษาสถานภาพทางเศรษฐกิจของครอบครัวยากจนในเขตสลัม 2.2 การวิจัยแบบอธิบาย (explainatory research) เป็ นการวิจยั ที#วิเคราะห์ปรากฏการณ์ต่าง ๆ ที# เกิดขึ2น สาเหตุหรื อปั จจัยที#ก่อให้เกิดการเปลี#ยนแปลง การเสนอข้อมูลจึงมีลกั ษณะของการอธิ บายความสัมพันธ์ ระหว่างข้อเท็จจริ งและปรากฏการณ์ที#เกิดขึ2น เช่น การศึกษาสาเหตุและผลกระทบที#มีผลต่อความเป็ นอยูข่ อง ครอบครัวยากจนในเขตสลัม

3. งานวิจยั จําแนกตามวิธีการเก็บรวบรวมข้ อมูล แบ่งออกได้เป็ น 2 ชนิด ได้แก่ 3.1 การวิจัยแบบทดลอง (experimental research) เป็ นการวิจยั ที#มุ่งเน้นจากการทดลอง ซึ# งการ ทดลอง หมายถึง กระบวนการที#ก่อให้เกิดการเปลี#ยนแปลงต่าง ๆ โดยมีส#ิ งกระตุน้ หรื อสิ# งเร้าภายใต้เงื#อนไขตามที#ได้ กําหนดไว้ การวิจยั แบบนี2จึงต้องมีการวางแผนอย่างรอบคอบ โดยมีท2 งั ที#ทดลองโดยตรงและลักษณะกึง8 ทดลอง เช่น การศึกษาการทดลองการมีเครื# องช่วยในการเรี ยนภาษาอังกฤษของเด็ก ม.4 โดยจะมีหอ้ งทดลองที#ครู นาํ วิธีและ เครื# องช่วยต่าง ๆ เพื#อให้นกั เรี ยนเข้าใจภาษาอังกฤษดีข2 ึนมาทดลอง ส่ วนอีกห้องเป็ นห้องควบคุม ครู จะสอน ภาษาอังกฤษตามหนังสื อเรี ยน หลักจากเสร็ จการทดลองแล้วนําผลการเรี ยนภาษาอังกฤษทั2งสองห้องมาทดสอบหา ความแตกต่าง ส่ วนการทดลองที#มีลกั ษณะกึง8 ทดลอง (quasi-experimental research) เป็ นการวิจยั บางเรื# องที#ไม่ สามารถที#จะนํามาทดลองได้ เพราะเป็ นเรื# องของจรรยาบรรณและอันตรายที#จะเกิดขึ2น วิธีน2 ีนกั วิจยั อาจจะสมมติวา่ สิ# งต่าง ๆ หรื อผลที#เกิดขึ2นนั2นเสมือนได้รับมาจากการทดลองก็นาํ มาศึกษาได้ เช่น เด็กที#มีพฤติกรรมที#กา้ วร้าวที#ถูก จับขังในทัณฑสถานเด็ก นักวิจยั อาจจะสนใจการอบรมเลี2ยงดูหรื อการอบรมขัดเกลาเด็กในครอบครัว มีผลต่อ พฤติกรรมของเด็กเกเร ก็นาํ เอาเด็กที#อยูใ่ นทัณฑสถานมาศึกษาวิธีการอบรมเลี2ยงดูเปรี ยบเทียบกับเด็กนักเรี ยนตาม โรงเรี ยนต่าง ๆ ว่ามีผลแตกต่างกันอย่างไร


-73.2 การวิจัยแบบไม่ ทดลอง (non-experimental research) เป็ นวิธีที#ไม่ตอ้ งมีการทดลอง เป็ นการ รวบรวมข้อมูลจริ งโดยไม่มีการกระตุน้ หรื อมีส#ิ งเร้าให้เกิดการเปลี#ยนแปลง เป็ นการศึกษาวิจยั เรื# องต่าง ๆ เช่น การ วิจยั เรื# องการย้ายถิ#นกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชากรชนบท เป็ นต้น

4. งานวิจยั จําแนกตามสถานทีท8 าํ การวิจัย แบ่งออกได้เป็ น 2 ชนิด ได้แก่ 4.1 การวิจัยในสถานที8มีการควบคุมได้ อย่ างเต็มที8 (highly controlled setting) เป็ นการวิจยั ที#มีการ กล่าวถึงสถานที#ทาํ การวิจยั มีการควบคุมได้อย่างเต็มที# ไม่วา่ จะในห้องทดลองหรื อสถานที#ทาํ การทดลอง มักใช้ ในทางวิทยาศาสตร์ ส่ วนทางด้านสังคมศาสตร์ มีบา้ งแต่ควบคุมไม่ได้เต็มที#นกั เช่น การวิจยั ของนักจิตวิทยา อาจจะ ศึกษาวิจยั ทหารที#อยูใ่ นสถานที#ฝึกอบรมในช่วงระยะเวลาหนึ#งเกี#ยวกับการเชื# อฟังผูบ้ งั คับบัญชา นักจิตวิทยาอาจจะมี เครื# องมือทดลองที#จะทําให้ทหารในหน่วยฝึ กนั2นมีขวัญกําลังใจและมีวนิ ยั อย่างมาก แต่ในสภาพความเป็ นจริ งทหาร ไม่สามารถฝึ กอบรมได้ตลอดเวลา นักวิจยั จึงไม่สามารถที#จะควบคุมได้ทุกอย่าง 4.2 การวิจัยในสถานที8ไม่ มีการควบคุม (uncontrolled setting) เป็ นการวิจยั ศึกษาตามสภาวะความ เป็ นจริ งในปั จจุบนั หรื อตามธรรมชาติ ได้แก่ การสํ ารวจในสนาม (field survey) และการศึกษาเฉพาะกรณี ( case study) เช่น การศึกษาการเปลี#ยนแปลงทางสังคมและวัฒนธรรมในชุมชนชาติพนั ธ์สองแห่งของจังหวัดกาฬสิ นธุ์ : การศึกษาเปรี ยบเทียบเฉพาะกรณี

5. งานวิจัยจําแนกตามระดับของการวิเคราะห์ หมายถึงวิธีที#ใช้ในการวิเคราะห์วา่ ในระดับใดบ้าง แบ่งออกได้เป็ น 2 ชนิด ได้แก่ 5.1 การวิจัยระดับจุลภาค (micro-analysis) การวิจยั นี2เน้นถึงผูท้ ี#นกั วิจยั เก็บข้อมูลมาวิเคราะห์อยูใ่ น ระดับจุลภาค ซึ# งในทางสังคมศาสตร์ น2 นั หน่วยของการวิเคราะห์มีอยูห่ ลายระดับ ตั2งแต่ปัจเจกบุคคล กลุ่มสังคม องค์กร ชุมชน และสังคม ถ้าหน่วยของการวิเคราะห์อยูใ่ นระดับเล็ก เช่น ปั จเจกบุคคล หรื อกลุ่มสังคม หรื อ การศึกษาหาความสัมพันธ์ระหว่างลักษณะต่าง ๆ ของปั จเจกบุคคล ก็จะเป็ นการวิจยั ระดับจุลภาค 5.2 การวิจัยระดับมหภาค (macro-analysis) การวิจยั นี2เน้นถึงหน่วยของการวิเคราะห์ขอ้ มูลในระดับ กว้าง ชุมชน จังหวัด หรื อระดับประเทศ อย่างไรก็ตามบางครั2งการเก็บข้อมูลอาจจะเป็ นปั จเจกบุคคล แต่วธิ ี การ วิเคราะห์อยูใ่ นระดับกว้างเป็ นมหภาค เช่น การศึกษาผูท้ ี#อ่านไม่ออกเขียนหนังสื อไม่ได้ในประเทศไทย เป็ นต้น

6. งานวิจยั จําแนกตามผู้ทาํ การวิจัย เป็ นการวิจยั ที#เกี#ยวข้องกับความยุง่ ยากในการเตรี ยมการวิจยั การ เก็บรวบรวมข้อมูล และการเขียนรายงาน แบ่งออกได้เป็ น 2 ชนิด ได้แก่ 6.1 การวิจัยโดยบุคคลคนเดียว (individual research) เป็ นการทําวิจยั เพียงคนเดียว โดยมากเป็ น งานวิจยั ระดับเล็ก ความรู ้ความสามารถในการทําวิจยั ย่อมแตกต่างกัน เช่น นักวิจยั หน้าใหม่ อาจารย์มหาวิทยาลัยผู ้ ซึ# งมีความรู ้ความสามารถ นักศึกษาที#ทาํ วิทยานิพนธ์ปริ ญญาโทและปริ ญญาเอก 6.2 การวิจัยโดยกลุ่มบุคคล (group research) เป็ นการทําวิจยั ตั2งแต่ 2 คนขึ2นไป จนถึงหน่วยงาน สถาบันที#เกี#ยวข้องกับการวิจยั เช่น สถาบันวิจยั สังคมจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สถาบันไทยคดีศึกษามหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์ สถาบันวิจยั และพัฒนามหาวิทยาลัยขอนแก่น


-87. งานวิจยั จําแนกตามประเภทของการหาความรู้ หมายถึงผลของงานวิจยั ที#ได้มาซึ#งความรู้น2 นั มี ลักษณะความลึกซึ2งของเนื2อหาสาระ ระยะเวลาที#ศึกษา วิธีการศึกษา และการวิเคราะห์ขอ้ มูลแตกต่างกัน แบ่งออก ได้เป็ น 2 ชนิด ได้แก่ 7.1 การวิจัยเชิ งปริมาณ (quantitative research) หมายถึง การวิจยั ที#มีลกั ษณะมีเนื2อหาสาระที#เป็ น ปริ มาณ ตัวเลข และการวิเคราะห์สถิติข2 นั สู ง การวิจยั มักมีตวั แปรต่าง ๆ กําหนดเป็ นตัวแปรอิสระและตัวแปรตาม หลายตัว มีการพิสูจน์สมมติฐาน และใช้วธิ ี การสํารวจ เช่น การวิจยั เรื# อง การย้ายถิ#นระยะสั2นกับการพัฒนาคุณภาพ ชีวติ ของประชากรชนบทในเขตพื2นที#ยากจนภาคตะวันออกเฉี ยงเหนื อ 7.2 การวิจัยเชิ งคุณภาพ (qualitative research) หมายถึง การวิจยั ที#เน้นถึงการเก็บรวบรวมข้อมูลใน สนามเป็ นระยะเวลานานในชุ มชนขนาดเล็ก หรื อการวิเคราะห์สถิติธรรมดา การเขียนรายงานมักจะเขียนในลักษณะ เนื2อหาสาระเป็ นเชิงพรรณนา เพื#อที#จะขยายความปรากฏการณ์ที#เกิดขึ2นให้ละเอียดลึกซึ2 งยิง# ขึ2น เช่น การวิจยั เรื# อง การ เปลี#ยนแปลงทางเศรษฐกิจ การเมือง สังคม และวัฒนธรรมในหมู่บา้ นอีสาน ซึ# งเป็ นโครงการศึกษาในหมู่บา้ นเป็ น เวลานาน 1 ปี เต็ม

การออกแบบวิจยั การออกแบบวิจยั (research design)

หมายถึง การกําหนดแผนการ (plan) และกลวิธี (strategies) เพื#อที#จะให้การวิจยั ได้ตอบวัตถุประสงค์อย่างเที#ยงตรงสมบูรณ์ (validity) อย่างเชื#อถือได้ (reliably) อย่างแม่นยํา (accurately) และอย่างประหยัด (economically) การออกแบบวิจยั เป็ นขั2นตอนที#สาํ คัญในการพัฒนาแนวปฏิบตั ิเพื#อ จะได้ดาํ เนิ นการวิจยั ต่อไป ซึ# งมีวตั ถุประสงค์ของการออกแบบวิจยั ดังนี2 1. เพื#อตอบวัตถุประสงค์ของการวิจยั การออกแบบวิจยั จึงมีเป้ าหมายที#จะต้องหาความรู ้ต่าง ๆ เพื#อได้มาซึ# ง คําตอบของการวิจยั สิ# งที#สาํ คัญที#สุดก็คือ ต้องพยายามตอบคําถามตามวัตถุประสงค์ของการวิจยั ให้ได้ ฉะนั2นการ ออกแบบวิจยั ที#ดีต2 งั แต่แรกจะช่วยให้งานวิจยั เกือบเสร็ จสมบูรณ์ เพียงแต่ดาํ เนิ นการวิจยั เก็บข้อมูล วิเคราะห์ขอ้ มูล และการเขียนรายงานต่อไปเท่านั2น 2. เพื#อควบคุมการสรุ ป หมายถึงการควบคุมการผันแปรต่าง ๆ ที#อาจจะเกิดขึ2นได้จากการวิจยั เพื#อที#จะให้มี ผลเสี ยต่อข้อสรุ ปที#ได้จากการวิจยั น้อยที#สุด กลวิธีที#จะช่วยให้มีการควบคุมการผันแปรของการวิจยั มีดงั ต่อไปนี2 ก. การทําตัวแปรทั2งหลายผันแปรให้มากที#สุด หมายความว่า ตัวแปรต่าง ๆ ที#ได้ระบุไว้ในแนวความคิด และสมมติฐาน ซึ# งประกอบด้วยตัวแปรต่าง ๆ นั2น จะต้องให้มีการผันแปรมากที#สุด ทั2งนี2 เพื#อให้สามารถตอบ สมมติฐานหรื อเรื# องที#วจิ ยั ได้ เช่น การวิจยั หาความสัมพันธ์ระหว่างการศึกษากับการมีบุตร จึงต้องมีการศึกษาคนที# มีการศึกษาต่างกัน เพื#อดูวา่ การมีบุตรต่างกันอย่างไร ถ้านําประชากรหรื อตัวอย่างผูท้ ี#มีการศึกษาเท่ากันมาศึกษาก็ไม่ สามารถที#จะอธิ บายความแตกต่างกันได้ ข. การควบคุมตัวแปรอื#นมิให้มีผลต่อการสรุ ป หมายความว่า นักวิจยั ต้องแน่ใจหรื อควบคุมตัวแปรอื#น ๆ เช่น อาชีพ ต้องควบคุมไว้มิให้มาอธิ บายว่ามีความสัมพันธ์กบั การมีบุตร มิฉะนั2นผูอ้ ื#นอาจจะเข้าใจว่าไม่ใช่การศึกษา มีความสัมพันธ์กบั การมีบุตรแต่เป็ นอาชีพก็ได้ ดังนั2นจะต้องมีการควบคุมตัวแปรอื#น ๆ ไว้


-9วิธีการที#จะเป็ นกลวิธีทาํ ให้มีการควบคุมตัวแปรอื#น ๆ ได้ดีน2 นั มีอยูห่ ลายวิธี ได้แก่ (1) ศึกษาเฉพาะประชากรที#มีลกั ษณะคล้ายคลึงกันให้มากที#สุด ซึ# งการสรุ ปอาจจะเสี ยเปรี ยบในด้านที#สรุ ป ได้เฉพาะประชากรกลุ่มที#คล้ายคลึงกันเท่านั2น (2) ศึกษาการสุ่ มตัวอย่างให้แต่ละกลุ่มคล้ายกัน ตามหลักวิธีการสุ่ มตัวอย่าง (randomization) เพื#อเป็ นการ กระจายลักษณะของประชากรให้มีคุณสมบัติเท่า ๆ กัน (3) การนําเอาตัวแปรมาศึกษาเป็ นปั จจัยอิสระ อาจจะทําให้ทราบการผันแปรตาม ซึ# งจะทําให้เกิดความ เชื#อมัน# มากยิง# ขึ2น (4) วิธีการจับคู่ที#เหมือน ๆ กัน นํามาเปรี ยบเทียบตัวแปรอิสระและตัวแปรตามว่าแตกต่างกันอย่างไรบ้าง (5) การควบคุมโดยวิธีการทางสถิติ เป็ นการวิเคราะห์ขอ้ มูล ก็สามารถควบคุมตัวแปรอื#นได้เช่นกัน (6) การควบคุมโดยวิธีการทดลองและการควบคุมการวิจยั ก็เป็ นกลวิธีที#สามารถจะควบคุมตัวแปรอื#น ๆ ได้ ค. ต้องลดความบกพร่ องโดยการวัด หมายความว่า การวัดอาจจะมีความบกพร่ องที#ไม่สามารถวัดความ ถูกต้องสมบูรณ์ได้ (validity) ทําให้ขาดความน่าเชื#อถือ วิธีการวัดจึงสําคัญมากในการวิจยั

กลวิธีในการออกแบบวิจยั

พอลีน ยัง (Pauline V. Young)ได้มีขอ้ เสนอแนะในการออกแบบวิจยั ดังนี2 1. การศึกษาเกี#ยวกับเรื# องอะไร ข้อมูลที#ตอ้ งการเป็ นประเภทอะไร 2. ทําไมจึงต้องศึกษา 3. จะเลือกสถานที#หรื อบริ เวณใดเป็ นที#ศึกษา 4. จะศึกษาเมื#อไร ใช้ระยะเวลานานแค่ไหน 5. ต้องการเนื2 อหาหรื อตัวอย่างจํานวนกี#ราย 6. การเลือกข้อมูลมีรากฐานอะไร 7. การเลือกข้อมูลใช้เทคนิคอะไร การพิจารณาในแต่ละข้อจะช่วยให้นกั วิจยั มีทิศทางที#จะกําหนดการออกแบบวิจยั ได้สะดวกขึ2น

ประเภทของการออกแบบวิจยั แบ่งออกเป็ น 3 ประเภท ดังต่อไปนี2 1. การศึกษาเฉพาะกรณี (Case Study) เป็ นการศึกษาจํานวนประชากรหรื อกลุ่มตัวอย่างในเวลาใด เวลาหนึ#ง ซึ# งมีวตั ถุประสงค์เพื#ออธิ บายหน่วยที#ศึกษา (unit) มากกว่าที#จะทดสอบสมมติฐาน มีลกั ษณะเป็ นไปตาม ธรรมชาติ ไม่มีการควบคุมตัวแปร การรวบรวมข้อมูลมักใช้การสัมภาษณ์ ตลอดจนการมีส่วนร่ วมสังเกตการณ์ อย่างใกล้ชิด ซึ# งระยะเวลาที#ศึกษามักจะเป็ นเวลานาน ทําให้การวิเคราะห์ขอ้ มูลมักเป็ นแบบคุณภาพ และการเขียน รายงานนักวิจยั ไม่สามารถที#จะกล่าวโดยทัว# ๆ ไปได้ นักวิจยั อาจจะออกแบบวิจยั โดยใช้แบบสอบถามและใน ระยะเวลาอันสั2นก็ได้ ขึ2นอยูก่ บั วัตถุประสงค์ของการวิจยั ที#ได้กาํ หนดไว้ 2. แบบการสํ ารวจ (Survey Design) แบบการสํารวจที#ใช้ศึกษาปรากฏการณ์ทางสังคมมี 4 ประเภท (1) การศึกษาความสั มพันธ์ (correlational study) เป็ นการศึกษาเปรี ยบเทียบหน่วย 2 หน่วยหรื อมาก กว่าในเวลาใดเวลาหนึ#ง เช่น การเปรี ยบเทียบความแตกต่างของความเจริ ญทางด้านเทคโนโลยี แต่เนื#องจากไม่มีการ


-10ควบคุมจึงต้องระมัดระวังในการแปลความ (2) การวิจัยแบบตัดขวาง (cross-sectional design) เป็ นการศึกษาเก็บข้อมูลเพียงครั2งเดียว แล้วนําข้อมูล ต่าง ๆ มาเปรี ยบเทียบความแตกต่างของประชากรในเรื# องใดเรื# องหนึ#งว่าเกี#ยวข้องกับความแตกต่างกันหรื อไม่ (3) การวิจัยแบบย้ อนหลัง (retrospective design) เป็ นการวิจยั ซักประวัติยอ้ นหลัง แล้วนํามา เปรี ยบเทียบต่างรุ่ นในช่วงเวลานั2นเท่านั2น ฉะนั2นนักวิจยั ที#ทาํ การสรุ ปต้องระมัดระวังว่าข้อสรุ ปนั2นได้มาจากการ เปรี ยบเทียบคนต่างรุ่ น (4) การวิจัยแบบระยะยาว (longitudinal design) หมายถึง การออกแบบการวิจยั ที#ทาํ การเก็บข้อมูล มากกว่าหนึ#งครั2ง ซึ# งสามารถแยกย่อยได้ 3 ประเภท ได้แก่ ก. การวิจัยแบบต่ อเนื8อง (successive research) เป็ นการศึกษาเปรี ยบเทียบการเปลี#ยนแปลงในแต่ ละช่วงเวลา โดยการสุ่ มตัวอย่างใหม่จากประชากรชุดเดียวกัน ครั6 งที 1 ครั6 งที 2 (10 ปี ผ่ านไป) ครั6 งที 3 (20 ปี ผ่ านไป) การสุ่ มตัวอย่ าง ก. การสุ่ มตัวอย่ าง ข. การสุ่ มตัวอย่ าง ค. ข. การวิจัยชุ ดเดียวตลอด (panel research) เป็ นการศึกษาเปรี ยบเทียบการเปลี#ยนแปลงใน ช่วงเวลาต่าง ๆ ตามที#นกั วิจยั สนใจศึกษา โดยศึกษากลุ่มตัวอย่างเดียวตลอด ครั6 งที 1 ครั6 งที 2 (10 ปี ผ่ านไป) ครั6 งที 3 (20 ปี ผ่ านไป) การสุ่ มตัวอย่ าง ก. การสุ่ มตัวอย่ าง ก. การสุ่ มตัวอย่ าง ก. ค. การวิจัยแบบช่ วงอายุ (cohort research) เป็ นการวิจยั ทดสอบการเปลี#ยนแปลง เช่น การศึกษา การเปลี#ยนแปลงเกี#ยวกับทัศนคติของวัยรุ่ น วัยกลางคน และวัยผูใ้ หญ่ ต่อความเคารพผูท้ ี#มีอาวุโส อายุ 15-25 ปี อายุ 25-40 ปี อายุ 40-50 ปี การสุ่ มตัวอย่ าง ก. การสุ่ มตัวอย่ าง ข. การสุ่ มตัวอย่ าง ค. 3. แบบการทดลอง (Experimental Design) การออกแบบทดลองเป็ นแบบที#นกั วิจยั ได้เข้าไปควบ คุมตัวแปรอย่างมาก ถือว่าเป็ นอุดมคติทางวิทยาศาสตร์ ที#น่าเชื#อถือได้ มีการสังเกตการณ์โดยตรง โดยการแบ่งเป็ น กลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม ซึ# งมีการทดสอบกลุ่มทั2งสองก่อนที#จะนําองค์ประกอบมาทดสอบ และกลุ่มทั2งสองจะ เป็ นตัวแทนของประชากร (randomization) การวิเคราะห์ขอ้ มูลจะเป็ นเชิงปริ มาณ และการเขียนรายงานมักกล่าว โดยสรุ ปทัว# ๆ ไปได้ แบบการทดลองนี2ในทางสังคมศาสตร์ มีอยู่ 3 ประเภท ได้แก่ (1) กลุ่มเดียว (The one-group method) เป็ นการทดสอบกลุ่มเดียว ไม่ตอ้ งมีกลุ่มควบคุม (2) กลุ่มคู่ (The parelled method) เป็ นการทดสอบสองกลุ่มพร้อม ๆ กัน โดยมีกลุ่มหนึ#งเป็ นกลุ่ม ทดลอง อีกกลุ่มหนึ#งเป็ นกลุ่มควบคุม (3) กลุ่มหมุนเวียน (The rotation-group method) เป็ นการทดสอบหลาย ๆ กลุ่ม โดยกลุ่มตัวอย่างมี ความกระจายเท่าเทียมกัน กลุ่มต่าง ๆ จะทําหน้าที#บางครั2งเป็ นกลุ่มทดลอง บางครั2งเป็ นกลุ่มควบคุมหมุนเวียนกันไป


-11โดยสรุป การออกแบบวิจัย จะต้ องตอบคําถามต่ อไปนี  1. What ? หมายถึง จะศึกษาเรื% องอะไร 2. Why ? หมายถึง เหตุใดจึ งศึกษาเรื% องนี  3. How ? หมายถึง จะศึกษาอย่ างไร (วิธีการ) 3.1 What ? หมายถึง กลยุทธ์ ในการวิจัยจะใช้ แบบไหน 3.2 Where ? หมายถึง ใช้ ข้อมูลที% ไหน 3.3 HOW ? หมายถึง ข้ อมูลจะเก็บอย่ างไร เช่ น แบบสอบถาม 3.4 When ? หมายถึง แต่ ละขัน ตอนจะดําเนินการเมื%อใด ดังโครงร่ างต่ อไปนี  ชื#อเรื# อง Topic problem

วัตถุประสงค์

วิธีการดําเนิ นการวิจยั แนวคิด ทฤษฎี สมมติฐาน รู ปแบบ (model)

What ?

Why ? How ? - การเก็บข้อมูล - การสุ่ มตัวอย่าง - ขอบเขตการวิจยั

- ทบทวนวรรณกรรมที#เกี#ยวข้องงานวิจยั

การเก็บรวบรวมข้อมูล แบบสอบถาม บอกวิธีการ การวิเคราะห์ขอ้ มูล รายงานผล

ประโยชน์ที'ได้รับ

กรอบแนวคิด นิยามคําศัพท์


-12-

ส่ วนของ รศ.ดร.พีรสิทธิP คํานวณศิลป์ บทบาทและความสํ าคัญของสถิติ บทบาทและความสําคัญของสถิติ มีดงั นี2 1. 2. 3. 4. 5. 6.

เป็ นเครื# องมือที#สาํ คัญของผูบ้ ริ หารในการบริ หารจัดการเชิ งกลยุทธ์ เพิ#มคุณภาพในการตัดสิ นใจ กําหนดวิสัยทัศน์ กําหนดเป้ าประสงค์ กําหนดกลยุทธ์ ติดตามความก้าวหน้าในการดําเนินการตามแผนกลยุทธ์

ระดับการวัดข้ อมูล มี 4 ระดับได้แก่ 1. ระดับนามบัญญัติ (Nominal scale) เป็ นการวัดระดับตํ#าสุ ดและง่ายที#สุด คือเป็ นการแบ่งแยกประชากรที# จะศึกษาออกเป็ นกลุ่ม เป็ นพวก โดยอาศัยคุณลักษณะที#แตกต่างกันของแต่ละกลุ่มและมีความเท่าเทียมกัน กล่าวคือ ไม่สามารถจําแนกหรื อระบุได้วา่ ประชากรกลุ่มใดดีกว่ากัน สามารถระบุได้เพียงแต่วา่ เป็ นคนกลุ่มกันเท่านั2น เช่น การแบ่งประชากรออกเป็ น 2 เพศคือชายและหญิง แบ่งตามภาค ได้แก่ ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉี ยงเหนือ ภาค กลาง ภาคตะวันตก และภาคใต้ เป็ นต้น 2. ระดับเรียงลําดับ (Ordinal scale) เป็ นการกําหนดรายละเอียดการวัดเพิ#มขึ2นจากระดับนามบัญญัติ คือ นอกจากจําแนกข้อมูลออกเป็ นกลุ่มเป็ นพวกโดยอาศัยคุณลักษณะที#แตกต่างกันของแต่ละกลุ่มแล้ว ผูว้ จิ ยั ยังสามารถ ระบุความแตกต่างระหว่างกลุ่มได้ดว้ ย โดยใช้หลักการของความมากกว่า น้อยกว่า เช่น การประเมินความพึงพอใจ ในการให้บริ การของ อบต. จําแนกได้เป็ น 5 ระดับ ได้แก่ ดีมาก ดี พอใช้ ควรปรับปรุ ง และไม่อาจประเมินได้ หรื อผูว้ จิ ยั อาจใช้ตวั เลขแทนทั2ง 5 ระดับ เช่น 5 4 3 2 1 แต่ตวั เลขเหล่านี2บอกได้เพียงความมากกว่าน้อยกว่า แต่ไม่ สามารถนําไปคํานวณหาค่าความพึงพอใจของแต่ละกลุ่มว่ากลุ่มใดมากกว่ากันเท่าใด 3. ระดับอันตรภาค หรือระดับช่ วง (Interval scale) เป็ นระดับการวัดที#มีคุณสมบัติเพิ#มเติมจากการวัด ระดับเรี ยงลําดับ คือสามารถระบุได้วา่ กลุ่มใดมีความพึงพอใจมากน้อยกว่ากันเท่าใด เช่น ในการประเมินความพึง พอใจในการให้บริ การของ อบต. ซึ# งจําแนกเป็ น 5 ระดับ ได้แก่ ดีมาก ดี พอใช้ ควรปรับปรุ ง และไม่อาจประเมิน ได้ และผูว้ จิ ยั กําหนดต่อไปว่า หากผูต้ อบมีความพึงพอใจในการให้บริ การของ อบต. ในระดับดีมากจะได้ 5 คะแนน ระดับดีจะได้ 4 คะแนน ระดับพอใช้จะได้ 3 คะแนน ระดับควรปรับปรุ งจะได้ 2 คะแนน และระดับไม่อาจ ประเมินได้จะได้ 1 คะแนน เช่นนี2จะสามารถนําค่าคะแนนมาคํานวณหาความพึงพอใจมากน้อยกว่ากันได้ 4. ระดับอัตราส่ วน (Ratio scale) เป็ นระดับการวัดที#สูงสุ ดและมีความสมบูรณ์ที#สุด กล่าวคือนอกจากเป็ น การวัดรวมคุณสมบัติของทั2ง 3 ระดับแล้ว การวัดระดับนี2ยงั มีจุดเริ# มต้นที#เป็ นธรรมชาติ คือการไม่มีค่า หรื อมีศูนย์แท้ เช่น การวัดนํ2าหนัก ส่ วนสู ง อายุ เป็ นต้น


-13นอกจากนี2ขอ้ มูลยังสามารถจัดแบ่งออกเป็ น 2 ลักษณะใหญ่ ๆ ได้แก่ ข้ อมูลเชิ งคุณภาพ (qualitative data) และ ข้ อมูลเชิ งปริมาณ (quantitative data) โดยที#ขอ้ มูลเชิงคุณภาพจะหมายถึงข้อมูลที#มีระดับการวัดในระดับนาม บัญญัติและเรี ยงลําดับ ส่ วนข้อมูลเชิงปริ มาณจะหมายถึงข้อมูลที#มีระดับการวัดในระดับอันตรภาคและอัตราส่ วน

สถิติ (statistics)

เป็ นคํามาจากภาษาเยอรมัน โดยมีรากศัพท์มาจาก “State” อันมีความหมายว่า ข้อมูล หรื อข่าวสารที#จะเป็ นประโยน์ต่อการบริ หารจัดการของรัฐชาติ ปั จจุบนั คําว่า “สถิติ” หมายถึง “สถิติศาสตร์ ” คือ ศาสตร์ ที#วา่ ด้วยการเก็บรวบรวมข้อมูล ซึ# งเป็ นระเบียบวิธีการทางสถิติ (Statistical Method)ได้แก่ การเก็บรวบรวม ข้อมูล (Collection of data) การวิเคราะห์ขอ้ มูล (Analysis of data) การนําเสนอข้อมูล (Presentation of data) ตลอดจนการสรุ ปและแปลความหมายข้อมูล (Conclusion and Interpretation of data) เพื#อนําไปสู่ การตัดสิ นใจของ ผูบ้ ริ หาร

ประเภทของสถิติ ประกอบด้วย 1. สถิติเชิ งพรรณนา (Descriptive Statistics) เป็ นสถิติที#ศึกษาเฉพาะข้อมูลกลุ่มใดกลุ่มหนึ#ง เมื#อศึกษา ลักษณะข้อมูลได้อย่างไร ก็บรรยายลักษณะข้อมูลของกลุ่มที#ศึกษาเท่านั2น 2. สถิติเชิ งอนุมาน (Inferential Statistics) เป็ นสถิติที#ศึกษาเฉพาะข้อมูลเพียงบางส่ วน ซึ# งเป็ นตัวแทน ของกลุ่มใหญ่ โดยนําผลการวิเคราะห์ที#ได้จากกลุ่มย่อยสรุ ปอ้างอิงถึงกลุ่มใหญ่ท2 งั หมด นัน# คือนําผลจากข้อมูลกลุ่ม ตัวอย่างอ้างอิงประชากรทั2งหมด

การสุ่ มตัวอย่ าง เป็ นเทคนิควิธีที#ใช้ในการศึกษาสิ# งที#ผวู้ จิ ยั สนใจบางส่ วน แทนที#จะศึกษาจากทุกหน่วย เพื#อที#จะนําข้อเท็จจริ งที#ได้จากบางส่ วนนั2นไปสรุ ปและประมวลถึงข้อเท็จจริ งส่ วนใหญ่หรื อทั2งหมด ซึ# งสาเหตุที#ใช้ การสุ่ มตัวอย่าง เนื# องจาก รวดเร็ วกว่า (more speed) ถูกต้องและแม่นยํากว่า (more accuracy) ประหยัดกว่า (more economic) และมีความเป็ นไปได้ในทางปฏิบตั ิสูงกว่า (more practical) ซึ# งการสุ่ มตัวอย่าง มี 2 แบบ ดังนี2 1. ตัวอย่ างทีอ8 ิงความน่ าจะเป็ น (Probability Sample) เป็ นตัวอย่างที#มีโอกาสเป็ นตัวแทนที#แท้จริ งของ ประชากร ดังนั2นจึงเป็ นที#นิยมใช้การสุ่ มตัวอย่างแบบอิงความน่าจะเป็ น ซึ# งหัวใจหลักอยูท่ ี#การทราบจํานวนรวมของ ประชากร หรื อขนาดของประชากรทั2งหมดว่ามีจาํ นวนเท่าใด และทราบขนาดของตัวอย่าง ทําให้สามารถคํานวณหา ความน่าจะเป็ นหรื อโอกาสที#แต่ละหน่วยของประชากรจะถูกเลือกมาเป็ นตัวอย่าง ได้แก่ การสุ่ มอย่างง่าย (Simple Random Sampling) เช่ น การจับสลาก การสุ่ มอย่างเป็ นระบบ (Systematic Random Sampling) เช่ น การแบ่ งกลุ่ม การสุ่ มแบบชั2นภูมิ (Stratified Random Sampling) เช่ น การแบ่ งกลุ่มย่ อย การสุ่ มแบบทั2งกลุ่ม (Cluster Sampling) เช่ น การแบ่ งพื น ที% หรื อขอบเขตทางภูมิศาสตร์ การสุ่ มแบบหลายขั2นตอน (Multi-State Sampling) เช่ น แบ่ งประเทศ ไทยออกเป็ นจังหวัด และแต่ ละจังหวัดยังแบ่ งออกเป็ น อําเภอ ตําบล หมู่บ้าน เป็ นต้ น 2. ตัวอย่ างทีไ8 ม่ องิ ความน่ าจะเป็ น (Non-Probability Sample) เป็ นตัวอย่างที#ไม่ทราบโอกาสหรื อความ น่���จะเป็ นที#หน่วยสมาชิกแต่ละหน่วยของประชากรจะถูกเลือกเป็ นตัวอย่าง ซึ# งอาจเป็ นเพราะว่าไม่มีรายชื# อของ ประชากรทั2งหมดที#จะทําการสุ่ ม หรื ออาจมีแต่ค่าใช้จ่ายในการเก็บข้อมูลจากตัวอย่างอาจสู งมากเกินไป จึงต้องใช้วิธี สุ่ มจากตัวอย่างที#ไม่อิงความน่าจะเป็ น ได้แก่ การเลือกตัวอย่างแบบก้อนหิ มะ (Snowball Sampling) เช่ น การเลือก ตัวอย่ างมากลุ่มหนึ%งแล้ วให้ ตัวอย่ างแนะนํากลุ่มที% มีลักษณะเดียวกับตนต่ อ ๆ กันไป การเลือกตัวอย่างตามสะดวก


-14(Convenience Sampling) เช่ น การเลื อกตัวอย่ างจากผู้ใกล้ ชิดหรื อผู้ที%สามารถติ ดต่ อได้ โดยสะดวก การเลือกตัวอย่าง แบบกําหนดจํานวนไว้ล่วงหน้า (Quota Sampling) กําหนดสั ดส่ วนกลุ่มย่ อยแต่ ละส่ วนไว้ ตังแต่ ต้น เช่ น จําแนกตาม เพศ อายุ อาชี พ การเลือกตัวอย่างแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เช่ น เจาะจงไว้ ล่วงหน้ าแล้ วว่ าจะเลื อกใคร การเลือกตัวอย่างแบบบังเอิญ (Accidental Sampling)

การนําเสนอข้ อมูล (Presentation of data) คือการนําข้อมูลสถิติที#ได้รวบรวมไว้แล้วมาเผยแพร่ ต่อ สาธารณชนในรู ปแบบที#เข้าใจง่าย ไดแก่ การนําเสนอในรู ้ของบทความ ตาราม แผนภูมิ หรื อกราฟต่าง ๆ

การวัดแนวโน้ มเข้ าสู่ ส่วนกลาง การวัดแนวโน้ มเข้ าสู่ ส่วนกลาง เป็ นวิธีการทางสถิติวธิ ีหนึ#งที#จะหาค่าเพื#อใช้เป็ นตัวแทนของข้อมูลชุด หนึ#ง ๆ และนําตัวแทนที#ได้น2 ีไปใช้บรรยายลักษณะของข้อมูลแทนข้อมูลทั2งหมด วิธีที#นิยมมี 3 ชนิด ได้แก่ 1. ค่ าเฉลีย8 (Average or Mean : Me) เป็ นค่าที#คาํ นวณได้จากการหาผลรวมของค่าข้อมูลทุกจํานวน หาร ด้วยจํานวนข้อมูลทั2งหมด ใช้สัญลักษณ์ µ หรื อ x แทนค่าเฉลี#ย ตัวอย่ าง จากการสุ่ มตัวอย่างประชากรในหมู่บา้ นแห่งหนึ# ง จํานวน 9 คน พบว่าแต่ละคนมีจาํ นวนบุตรดังต่อไปนี2 54 4 3 3 3 2 2 1 = = ∴x = จํานวนบุตร 5 4 3 2 1 รวม

= ∴

5+4+4+3+3+3+2+2+1 9 27/9 3

ตารางแจกแจงความถี%เพื% อหาค่ าเฉลี%ย ความถี# (ƒ) ƒx = จํานวน x ความถี# 1 5 2 8 3 9 2 4 1 1 9 27

5(1) + 8(2) + 9(3) + 4(2) + 1(1) 9 จํานวนบุตรโดยเฉลี#ยเท่ากับ 3 คน

= 3


-152. ค่ าฐานนิยม (Mode : Mo) หมายถึง ค่าของข้อมูลตัวที#มีความถี#มากที#สุดในข้อมูลชุดนั2น ถ้าข้อมูลชุดนั2น มีค่าของข้อมูลที#มีความถี#มากที#สุดเท่ากันหลายค่า ข้อมูลชุดนั2นก็จะมีฐานนิยมหลายค่าด้วยเช่นกัน ซึ# งในกรณี ที# ข้อมูลชุดใดมีฐานนิยมเป็ นจํานวนมากอาจจะถือว่าข้อมูลชุดนั2นไม่มีฐานนิยมเลยก็ได้ จากตัวอย่ างในข้ อ 1 ชุดของข้ อมูลจํานวนบุตร มีดังนี  5 4 4 3 3 3 2 2 1 ∴ ฐานนิยม คือ 3 (เนื%องจากมีการซํากันมากที% สุด) 3. ค่ ามัธยฐาน (Median : Md) หมายถึง ค่าของข้อมูลที#มีตาํ แหน่งอยูต่ รงกลางของข้อมูลชุดนั2น ดังนั2นการ หาค่ามัธยฐานจึงต้องจัดเรี ยงข้อมูลก่อนจากมากไปหาน้อย หรื อจากน้อยไปหามากก็ได้ แต่ถา้ จํานวนข้อมูลมีจาํ นวน คู่ค่ากลางจะมี 2 ค่า จึงต้องนํามาบวกกันแล้วหารด้วยสองเพื#อหาค่ากลางที#แท้จริ ง จากตัวอย่ างในข้ อ 1 ชุดของข้ อมูลจํานวนบุตร มีดังนี  5 4 4 3 3 3 2 2 1 ∴ มัธยฐาน คือ 3 (เนื%องจากข้ อมูลมี 9 ค่ าเป็ นจํานวนคี% และค่ าที% อยู่ตรงกลางคื อ 3) แต่ถา้ สมมติวา่ ข้อมูลมี 10 ค่า ดังนี2 5 5 4 4 4 3 3 2 2 1 ∴ มัธยฐาน คือ (4 + 3) / 2 = 3.5 (เนื%องจากข้ อมูลเป็ นจํานวนคู่มีค่ากลาง 2 ค่ า ต้ องนําค่ ากลาง มาบวกกันแล้ วหารด้ วยสอง ดังนันค่ ากลางที% แท้ จริ งคื อ 3.5)


-16-

การวัดการกระจายของข้ อมูล (Measures of dispersion) เนื#องจากการวัดแนวโน้มเข้าสู่ ส่วนกลางเพื#อจะได้ตวั แทนของข้อมูลชุดหนึ#ง ๆ นั2นไม่เพียงพอที#จะบรรยาย ลักษณะของข้อมูลได้ดี เพราะได้แต่เพียงตัวแทนของข้อมูลชุดนั2น ๆ แต่ไม่ทราบว่าข้อมูลแต่ละตัวมีลกั ษณะแตกต่าง กันอย่างไร เช่น สมมติวา่ เราได้ค่าเฉลี#ยของรายได้ประชากรไทยต่อวันต่อคนเป็ น 500 บาท แต่เราก็ยงั ไม่ทราบว่า ประชากรแต่ละคนมีรายได้แตกต่างกันหรื อใกล้เคียงกันอย่างไร ดังนั2นการวัดการกระจายของข้อมูลจึงเป็ นวิธีการ ทางสถิติหนึ#งที#จะหาค่าที#สามารถบรรยายลักษณะของข้อมูลได้ชดั เจนขึ2น มี 4 วิธีดงั นี2 1. พิสัย(Range) เป็ นวิธีวดั การกระจายที#ง่ายที#สุด โดยเกิดจากผลต่างของค่าที#มากที#สุดลบด้วยค่าที#นอ้ ยที#สุด วิธีน2 ีจึงไม่คาํ นึงถึงความละเอียด เพียงต้องการวัดการกระจายพอคร่ าว ๆ เท่านั2น เช่น คะแนนสอบชุดหนึ#งปรากฏค่า ดังนี2 10 20 30 40 50 ดังนั2นค่าพิสัยจะเท่ากับ 50 – 10 = 40 คะแนน 2. ส่ วนเบี8ยงเบนควอไทล์ (Quartile deviation : QD) เป็ นค่าที#ได้จากผลต่างระหว่างควอไทล์ที# 3 (Q3) กับควอไทล์ที# 1 (Q1) แล้วหารด้วย 2 ดังนี2 Q3 - Q1 2 โดยที# Q1 คือ ค่าของข้อมูลที#ตรงกับควอไทล์ที# 1 Q3 คือ ค่าของข้อมูลที#ตรงกับควอไทล์ที# 3 ส่ วนเบี#ยงเบนควอไทล์ดีกว่าพิสัยตรงที#มีการเรี ยงลําดับข้อมูลก่อน แล้วจึงหาควอไทล์ที# 1 (Q1) และควอไทล์ ที# 3 (Q3) แต่ก็ยงั ไม่ถือว่าเป็ นตัวบอกการกระจายที#ดีได้ เพราะเป็ นการวัดการกระจายที#เบี#ยงเบนไปจากมัธยฐาน ไม่ เบี#ยงเบนไปจากค่าเฉลี#ย จึงมีผนู ้ ิยมใช้กนั น้อย 3. ส่ วนเบี8ยงเบนเฉลีย8 (Average deviation or Mean deviation : MD) เป็ นการวัดการกระจายของข้อมูล ที#มีอยูท่ ุกจํานวน โดยรวมผลต่างระหว่างค่าของข้อมูลกับค่ากลางเลขคณิ ตหรื อค่าเฉลี#ย (µ) ของข้อมูลชุดนั2น ๆ แล้วหารด้วยจํานวนทั2งหมด โดยไม่คิดเครื# องหมายของผลต่าง ซึ# งการวัดการกระจายแบบนี2แม้วา่ จะใช้ขอ้ มูลทุกตัว แต่ก็ใช้เฉพาะขนาดของความแตกต่างระหว่างข้อมูลและค่าเฉลี#ยโดยไม่คิดเครื# องหมาย ทําให้ขาดความสมบูรณ์ไป ถือว่าไม่ถูกต้องตามหลักคณิ ตศาสตร์ จึงไม่เป็ นที#นิยมใช้ QD =


-174. ส่ วนเบี8ยงเบนมาตรฐาน (Standard deviation : σ) เป็ นการวัดการกระจายของข้อมูลทุกจํานวน โดยไม่ ต้องคํานึงถึงเครื# องหมาย เพราะใช้วธิ ี ยกกําลังสองของค่าผลต่างระหว่างค่าของข้อมูลกับค่ากลางเลขคณิ ต หรื อ ค่าเฉลี#ย (µ) ของข้อมูลชุดนั2น แล้วนํามาหาผลรวมและถอดรากที#สอง ซึ# งเป็ นการวัดการกระจายที#ดีที#สุดและนิยม ใช้มากที#สุดในทางสถิติ เนื#องจากมีการนําข้อมูลทุกค่าที#ผวู ้ จิ ยั เก็บรวบรวม มาดําเนิ นการคํานวณเพื#อหาการวัดการ กระจาย และยังสามารถหาค่า ความแปรปรวน (Variance : σ2) โดยการนําค่าส่ วนเบี#ยงเบนมาตรฐาน (σ) มายก กําลังสอง ซึ# งเป็ นค่าสถิติอีกค่าหนึ#งที#นิยมใช้วดั การกระจายของข้อมูล สําหรับสัญลักษณ์ส่วนเบี#ยงเบนมาตรฐาน σ (อ่านว่า ซิ กม่า) ถ้าเป็ นการเก็บรวบรวมมาจากตัวอย่าง จะใช้ สัญลักษณ์ S แทน σ ก. กรณีทขี8 ้ อมูลไม่ ได้ แจกแจงความถี8 กรณี น2 ีเป็ นการคํานวณจากคะแนนดิบโดยตรง มีสูตรดังนี2

ข้ อสังเกต - สู ตร σ ตัวหารใช้ N ส่ วนสู ตร S ตัวหารใช้ n-1

ตัวอย่ าง นักศึกษาจํานวน 10 คน ได้คะแนนสอบวิชาสังคมวิทยาเบื2องต้นดังนี2 70, 75, 80, 65, 60, 82, 64, 72, 80, 81 จงหาส่ วนเบี#ยงเบนมาตรฐาน วิธีทาํ เนื%องจากเป็ นการเก็บรวบรวมมาจากตัวอย่ าง จึ งใช้ สูตร S 70 + 75 + 80 + 65 + 60 + 82 + 64 + 72 + 80 + 81 x = = 72.9 10 S = = = =

(70-72.9)2 + (75-72.9)2 + (80-72.9)2 + (65-72.9)2 + (60-72.9)2 + (82-72.9)2 + (64-72.9)2 + (72-72.9)2 + (80-72.9)2 + (81-72.9)2 10 - 1

8.41 + 4.41 + 50.41 + 62.41 + 66.41 + 82.81 + 79.21 + 0.81 + 50.41 9 570.9 9

= 7.96 (เป็ นค่ าส่ วนเบี%ยงเบนมาตรฐาน)

ข. กรณีทขี8 ้ อมูลมีการแจกแจงความถี8 กรณี น2 ีคาํ นวณจากคะแนนที#แจกแจงความถี#แล้ว มีสูตรดังนี2

ข้ อสังเกต - กรณี แจกแจงความถี% แล้ ว จะมี ƒ เข้ ามาเกี% ยวข้ อง


-18ตัวอย่ าง นักศึกษา 30 คน สอบวิชาระเบียบวิธีวจิ ยั ทางสังคมศาสตร์ ได้คะแนนดังตารางจงหาส่ วนเบี#ยงเบนมาตรฐาน คะแนน จํานวนนักศึกษา (f) 60 – 64 2 65 – 69 8 70 – 74 10 75 – 79 7 80 – 84 3 N = 30

วิธีทาํ

จุดกึ#งกลาง (x) 62 67 72 77 82 -

x

=

=

S

=

=

fx 124 536 720 539 246 2,165

x-x -10.17 -5.17 -0.17 4.83 9.83 -

2165 30 874.1670 29

(x – x) 2 103.4289 26.7289 0.0289 23.3289 96.6289 -

f(x – x) 2 206.8578 213.8312 0.2890 163.323 289.8867 874.1670

= 72.17 = 30.14369

= 5.49

สัมประสิทธิPของการกระจาย (Coefficient of dispersion) เป็ นค่าที#ใช้ในการเปรี ยบเทียบการ กระจายของข้อมูลตั2งแต่ 2 กลุ่มขึ2นไป เมื#อข้อมูลเหล่านั2นมีหน่วยแตกต่างกันหรื อมีจาํ นวนเต็มที#แตกต่างกัน ถ้าวัดการกระจายด้วยส่ วนเบี#ยงเบนมาตรฐาน สัมประสิ ทธิ€ของการการกระจาย = σ หรื อ S µ x


-19-

ความน่ าจะเป็ นและการแจกแจงการสุ่ ม การทดลองเชิงสุ่ ม (Random Experiment) หมายถึง เหตุการณ์หรื อการทดลองใด ๆ ที#ไม่สามารถ ทํานายหรื อบอกผลของเหตุการณ์ได้ล่วงหน้า

แซมเปิ ลสเปซ (Sample space) คือ เซต (Set) หรื อกลุ่มของผลลัพท์ (Outcome) ที#เป็ นไปได้ท2งั หมด ของการทดลองเชิงสุ่ ม (Random Experiment) เขียนแทนด้วยสัญลักษณ์ S จํานวนสมาชิกทั2งหมดใน Sample space เขียนแทนด้วยสัญลักษณ์ n(S)

เหตุการณ์ (Event) คือ การเกิดขึ2นของปั ญหาที#นกั วิจยั สนใจ ตัวอย่างเช่น ก. การโยนเหรี ยญ 1 เหรี ยญ 1 ครั2ง เป็ นการทดลองเชิงสุ่ ม ผลลัพท์ของเหตุการณ์มี 2 แบบ คือ หัว(H) และก้อย (T) ข. การโยนลูกเต๋ า 1 ลูก 1 ครั2ง จะได้ Sample space คือ S = {1,2,3,4,5,6} , n(S) = 6

ความน่ าจะเป็ น (Probability) มีคาํ จํากัดความดังนี2 P(A) =

n(A) n(S)

=

จํานวนสมาชิกในเหตุการณ์ A จํานวนสมาชิกใน Sample space

= จํานวน Sample point ของ A จํานวน Sample point ของ S

เมื%อเหตุการณ์ ทุกเหตุการณ์ ใน Sample space เป็ นตัวเลข แต่ ละเหตุการณ์ ใน Sample space อาจเกิดขึน ด้ วย ความน่ าจะเป็ นต่ าง ๆ กัน ดังนันค่ าทุกค่ าของตัวแปร (Variables) จึ งมีค่าความน่ าจะเป็ นของตนเอง

การแจกแจงปกติ กราฟของการแจกแจงปกติเป็ นเส้นโค้ง มีลกั ษณะเป็ นรู ประฆังควํ#าที#สมมาตรา เรี ยกว่า เส้นโค้งปกติ (Normal Curve) ซึ# งมีลกั ษณะดังนี2 1. โค้งปกติเป็ นรู ประฆังควํ#า 2. มีลกั ษณะสมมาตร 3. ลักษณะของโค้งขึ2นอยูก่ บั ปริ มาณความแปรปรวน (σ2) และค่าเฉลี#ย (µ) 4. ค่าเฉลี#ย มัธยฐาน และฐานนิ ยม มีค่าเท่ากัน คือ µ 5. ตามทฤษฎีปลายทาง เส้นโค้งปกติจะไปจรดแกน x ที#ตาํ แหน่ง - ∞ และ + ∞ 6. พื2นที#ใต้โค้งปกติที#อยูเ่ หนือแกน x มีค่าเท่ากับ 1


-20การแจกแจงปกติมาตรฐาน การแจกแจงแบบปกติมาตรฐานจะใช้ตวั แปรสุ่ ม Z นิยาม : ให้ x เป็ นตัวแปรที#มีการแจกแจงแบบปกติ มีค่าพารามิเตอร์ 2 ค่า คือ ค่าเฉลี#ยเท่ากับ µ และค่าความ แปรปรวนเท่ากับ σ2 เขียนแทนได้ดว้ ยสัญลักษณ์วา่ X ~ N (µ,σ2) Z จะเป็ นตัวแปรสุ่ มที#มีการแจกแจงแบบปกติมาตรฐานที#มีค่าเฉลี#ยเท่ากับ 0 และความแปรปรวน เท่ากับ 1 ถ้า X-µ n(X - µ)2 Z = = σx σ2 ดังนั2นเขียนสัญลักษณ์แทนได้วา่ Z ~ N (0, 1) การหาความน่าจะเป็ นของตัวแปร Z หาได้จากตารางปกติมาตรฐาน (Standard Normal Table) ซึ# งเป็ นการ หาพื2นที#โดยโค้งปกติมาตรฐาน เช่น ความน่าจะเป็ นของ Z ที#มีค่าตั2งแต่ Z1 ถึง Z2 คือพื2นที#ใต้โค้งปกติมาตรฐาน ตั2งแต่ Z1 ถึง Z2 หรื อพื2นที#ส่วนที#แรเงา (ดังภาพ)

สถิตเิ ชิงอนุมาน (Inferencial Statistics) สถิติเชิงอนุมาน เป็ นวิธีการทางสถิติที#มุ่งนําข้อเท็จจริ งที#ได้จากการศึกษากลุ่มใดกลุ่มหนึ#งไปสรุ ปรวมถึง ประชากรทั2งหมด ประกอบด้วย 2 วิธีการ ได้แก่ การประมาณค่า และการทดสอบสมมติฐาน ตัวอย่าง สถิติเชิงพรรณา

ค่าสถิติ

ประชากร

การสุ่ มตัวอย่าง

สถิติเชิงพรรณา สถิติเชิงอนุมาน - การประมาณค่า - การทดสอบสมมติฐาน

ค่าพารามิเตอร์

มโนทัศน์ ของการวิเคราะห์ ข้อมูลทางสถิติ


-211. การประมาณค่ า (Estimation) เป็ นวิธีการหนึ#งของสถิติเชิงอนุมานที#นาํ ค่าสถิติที#ได้จากตัวอย่างไป ประมาณค่าพารามิเตอร์ อนั เป็ นคุณลักษณะของประชากร ซึ# งโดยปกติเรามักจะไม่ทราบค่าพารามิเตอร์ ดังนั2นจึงต้อง มีวธิ ี การทางสถิติในการประมาณค่าพารามิเตอร์ โดยที#สามารถกําหนดระดับความถูกต้อง หรื อความเชื# อมัน# ในการ ประมาณได้ ตัวประมาณ หมายถึง ค่าสถิติ เช่น x เป็ นตัวประมาณ ซึ# งใช้ประมาณค่าเฉลี#ยของประชากร (µ) p^ เป็ นตัวประมาณ ซึ# งใช้ประมาณค่าสัดส่ วนของประชากร (p) ค่ าประมาณ หมายถึง ค่าที#คาํ นวณได้จากข้อมูลตัวอย่าง เพื#อนําไปประมาณค่าพารามิเตอร์ เช่น สุ่ มถาม คะแนนนักศึกษา 3 คน ได้คะแนนสอบดังนี2 คือ 40, 50, 60 ใช้ค่าเฉลี#ย x เป็ นตัวประมาณ จะได้ ค่าประมาณ คือ x = 50 คะแนน ดังนั2น 50 จึงเป็ นค่าประมาณของค่าเฉลี#ยของประชากร (µ) การประมาณค่ าพารามิเตอร์ ทําได้ 2 แบบ คือ การประมาณค่าแบบค่าเดียว (Point Estimation) และการ ประมาณค่าแบบช่วง (Interval Estimation) ก. การประมาณค่ าแบบค่ าเดียว (Point Estimation) เป็ นการประมาณค่าด้วยค่าสถิติเพียงค่าเดียว เช่น การ ประมาณนํ2าหนักเฉลี#ยของสุ กรในฟาร์ มแห่งหนึ#งได้เท่ากับ 80 ก.ก. การประมาณสัดส่ วนของผูช้ ายในกรุ งเทพฯได้ เท่ากับ 0.45 ก.ก. เป็ นต้น ซึ# งการประมาณค่าแบบค่าเดียวมีโอกาสผิดพลาดสู ง และไม่มีหลักประกันความมัน# ใจได้ ว่า ค่าที#ใช้ประมาณนี2มีโอกาสถูกต้องมากน้อยเพียงใด ข. การประมาณค่ าแบบช่ วง (Interval Estimation) ได้แก่ การใช้ช่วงตัวเลขประมาณค่าพารามิเตอร์ ของ ประชากร ช่วงตัวเลขจะบอกค่าตํ#าสุ ดและค่าสู งสุ ดที#คาดว่าน่าจะคลุมค่าพารามิเตอร์ น2 นั ๆ อยู่ และมักจะบอกถึง ระดับความเชื# อมัน# ในการประมาณไว้ดว้ ย เช่น P (L < µ < U) = 0.90 หมายความว่า ความน่าจะเป็ นที# µ จะอยูร่ ะหว่าง L และ U จะเท่ากับ 0.90 หรื อกล่าวได้วา่ พารา มิเตอร์ µ ถูกประมาณด้วยช่วงค่าระหว่าง L ถึง U ด้วยระดับ ความเชื#อมัน# 90%

ระดับความเชือมัน (level of confidence) หมายถึง โอกาสที#พารามิเตอร์ ของประชากรจะอยูใ่ นช่วงของค่าที#ประมาณ ได้ เช่น P (L < µ < U) = 0.95 หรื อ P(µ≤L) + P(µ≥U) = 0.95 หมายถึง โอกาสที#ค่า µ จะมีอยูร่ ะหว่าง L และ U เป็ น 0.95 หรื อ 95% หรื ออาจกล่าวได้วา่ ในการสุ่ มตัวอย่างขนาด n จาก ประชากร 100 ครั2ง (ครั2งละ n หน่วย) ค่าเฉลี#ยประชากร µ จะมีค่าตกอยูใ่ นช่วง L และ U 95 ครั2ง จะมีเพียง 5 ครั2ง เท่านั2นที# µ จะไม่อยูใ่ นช่วง L และ U จึงกล่าวได้วา่ µ มีค่าในช่วง L และ U ด้วยระดับความเชื# อมัน# 95%


-22ในกรณี ทว#ั ไป เราจะให้ระดับความเชื#อมัน# เป็ น (1 - α) 100% หมายความว่า โอกาสที#การประมาณค่าจะ ผิดพลาดเป็ น α(100%) โดยที#ถา้ ให้ระดับความเชื#อมัน# (1 - α) มีค่ามาก จะทําให้โอกาสของความผิดพลาดในการ ประมาณค่ามีค่าน้อย ซึ# งโอกาสของความผิดพลาดเรี ยกอีกอย่างหนึ#งว่า ระดับนัยสํ าคัญ (Level of sigificance : α) ดังนั2น P (L < µ < U) = 1 - α

2. การทดสอบสมมติฐาน (Test of Hypotheses) เป็ นวิธีการตัดสิ นใจเกี#ยวกับสมมติฐาน โดยอาศัย เกณฑ์บางอย่างเข้าช่วย การทดสอบสมมติฐานเป็ นการทดสอบว่าจะยอมรับ(Accept) หรื อปฏิเสธ(Reject) สมมติฐาน

สมมติฐาน (Hypotheses) หมายถึง ข้อสมมติหรื อข้อความที#ถูกต้องขึ2น อาจจะเป็ นจริ งหรื อไม่จริ งก็ได้ที# เกี#ยวข้องกับลักษณะของประชากร หรื อเป็ นข้อความเกี#ยวกับตัวพารามิเตอร์ ในประชากรเอง สมมติฐานถูกกําหนด ขึ2นเพื#อใช้ในการทดสอบทางสถิติ ซึ# งเมื#อตั2งสมมติฐานแล้วจะมีการนําเอาค่าที#ได้จากตัวอย่างคือค่าสถิติ มาทําการ ทดสอบข้อสมมติที#ผวู ้ จิ ยั ได้คาดคะเนไว้วา่ เป็ นจริ งหรื อเท็จ การตั2งสมมติฐานทางสถิติมี 2 ประเภท ได้แก่ ก. สมมติฐานหลัก (Null Hypothesis) ใช้สัญลักษณ์ H0 หมายถึง ข้อสมมติหรื อข้อความที#เกี#ยวกับ ค่าพารามิเตอร์ ที#ตอ้ งการทดสอบ ข. สมมติฐานทางเลือก (Alternative Hypothesis) ใช้สัญลักษณ์ H1 หมายถึง ข้อสมมติหรื อข้อความอย่าง อื#นที#เป็ นไปได้ท2 งั หมด ซึ# งไม่อยูใ่ นสมมติฐานหลัก สมมติฐานหลักเป็ นสมมติฐานที#ต2 งั ไว้เพื#อทําการทดสอบ โดยจะต้องกําหนดไว้ในลักษณะที#แสดงว่า ค่าพารามิเตอร์ ไม่มีความแตกต่างกับค่าที#กาํ หนด เช่น µ = 10,000 P = 0.70 หรื อ P = 0 เมื#อผูว้ ิจยั ปฏิเสธ สมมติฐานหลัก (H0) สมมติฐานทางเลือก (H1) จึงต้องเป็ นสมมติฐานที#ตรงกันข้ามหรื อขัดแย้งกับสมมติฐานหลัก โดยทัว# ไปจะกําหนดสมมติฐานทั2งสองประเภทไว้คู่กนั เสมอ เช่น (1)

H0 = รายได้เฉลี#ยต่อเดือนของคนไทยเป็ น 8,000 บาท H1 = รายได้เฉลี#ยต่อเด���อนของคนไทยไม่เท่ากับ 8,000 บาท

หรื อ

H0 : µ = 8,000 H1 : µ ≠ 8,000

(2)

H0 = รายได้เฉลี#ยต่อเดือนของคนไทยไม่เกิน 8,000 บาท H1 = รายได้เฉลี#ยต่อเดือนของคนไทยมากกว่า 8,000 บาท

หรื อ

H0 : µ ≤ 8,000 H1 : µ > 8,000

(3)

H0 = รายได้เฉลี#ยต่อเดือนของคนไทยอย่างน้อย 8,000 บาท H1 = รายได้เฉลี#ยต่อเดือนของคนไทยน้อยกว่า 8,000 บาท

หรื อ

H0 : µ ≥ 8,000 H1 : µ < 8,000

การทดสอบสมมติฐาน มี 2 แบบ 1. การทดสอบแบบหางเดียว (One tailed Test) เป็ นการทดสอบว่าค่าพารามิเตอร์ มีค่ามากกว่าหรื อน้อย กว่าค่าที#กาํ หนด โดยสังเกตได้จากใน H1 จะมีเครื# องหมายมากกว่า > (หมายถึงทดสอบแบบหางเดียวด้านขวา) หรื อ น้อยกว่า < (หมายถึงทดสอบแบบหางเดียวด้านซ้าย) เช่น ตัวอย่างข้างบน ข้อ (2) และ (3) 2. การทดสอบแบบสองหาง (Two tailed Test) เป็ นการทดสอบว่าค่าพารามิเตอร์ มีค่าเท่ากับค่าที#กาํ หนด หรื อไม่ โดยสังเกตได้จากใน H1 จะมีเครื# องหมายไม่เท่ากับ ≠ เช่น ตัวอย่างข้างบน ข้อ (1)


-23การกําหนดขอบเขตทีจ ะปฏิเสธสมมติฐาน หมายถึง การตัดสิ นใจที#จะปฏิเสธหรื อยอมรับ H0 ซึ# งขึ2นอยูก่ บั ค่าสถิติที#เราคํานวณได้จากตัวอย่าง (เช่น ค่าของ Z, t) โดยนําค่าสถิติที#คาํ นวณได้ไปเทียบกับ ค่ าวิกฤติ (Critical Value) เพื#อดูวา่ ค่าสถิติน2 นั ตกอยูใ่ น เขตวิกฤติ (Critical Region) หรื อไม่ (ค่ าวิกฤติ มักใช้ วิธีการเปิ ดตารางสถิติ)

ค่ าวิกฤติ (Critical Value) เป็ นค่าที#แบ่งพื2นที#ใต้โค้งความน่าจะเป็ นออกเป็ น 2 ส่วน ส่ วนแรกเรี ยกว่า เขตวิกฤติ (Critical Region) ซึ# งเป็ นบริ เวณที#ทาํ ให้เราปฏิเสธ H0 ส่ วนที#สองเรี ยกว่า เขตการยอมรับ (Acceptance Region) ซึ# งเป็ นบริ เวณที#ทาํ ให้เรายอมรับ H0 ดังนันถ้ าค่ าสถิติที%เราคํานวณได้ จากข้ อมูลตัวอย่ างมีค่าตกอยู่ในเขตวิกฤติ(Critical Region) เราจะปฏิ เสธ H0 แต่ ถ้ามีค่าตกอยู่ในเขตการยอมรั บ (Acceptance Region) เราจะยอมรั บ H0

ผลการทดสอบ

ความเป็ นจริ ง H0 เป็ นจริ ง

H1 เป็ นจริ ง

ยอมรับ H0

สรุ ปถูกต้อง

Type II Error

ปฏิเสธ H0

Type I Error

สรุ ปถูกต้อง

ความคลาดเคลือนในการทดสอบสมมติฐาน แบ่งเป็ น 2 ชนิด 1. ความคลาดเคลือ8 นแบบที8 1 (Type I Error) เป็ นความผิดพลาด เนื#องจากการปฏิเสธ H0 เมื#อ H0 เป็ นจริ ง โดยความน่าจะเป็ นที# จะเกิด Type I Error คือ α (ระดับนัยสําคัญ) จะมีค่าตั2งแต่ 0-1 2. ความคลาดเคลือ8 นแบบที8 2 (Type II Error) เป็ นความผิดพลาด เนื#องจากการยอมรับ H0 เมื#อ H0 ไม่เป็ นจริ ง โดยความน่าจะเป็ น ที#จะเกิด Type II Error คือ β

ในการทดสอบสมมติฐานนั6น ผู้วิจัยมักต้ องการทีจ ะได้ ผลทีจ ะปฏิเสธ H0 เพราะการปฏิ เสธ H0 หมายความ ถึงสมมติฐานการวิจัยซึ% งเป็ นคําตอบที% ผ้ วู ิจัยคาดคะเนไว้ ล่วงหน้ าได้ รับการยืนยันจากข้ อมูลที% เก็บรวบรวมมา


-24การกําหนดสมมติ ฐานหลัก H0 ทุกครั งจะต้ องมีการกําหนดระดับนัยสําคัญ α ส่ วนจะสู งหรื อตํา% นัน จะมีผล ต่ อการทดสอบสมมติ ฐาน กล่ าวคื อถ้ า α กําหนดไว้ สูง (พืน ที% แรเงาทังสองด้ านจะมาก) โอกาสที% จะปฏิ เสธ H0 ก็จะ มากไปด้ วย นั%นคื อโอกาสที% จะยอมรั บ H0 จะน้ อย แต่ ถ้ากําหนดไว้ ตาํ% (พืน ที% แรเงาทังสองด้ านจะน้ อย) โอกาสที% จะ ปฏิ เสธ H0 ก็จะน้ อยไปด้ วย นั%นหมายถึงโอกาสที% จะยอมรั บ H0 จะมีมาก ซึ% งการที% จะกําหนด α เท่ าใดนันขึน อยู่กับ สมมติฐานและปั ญหาที% จะทําการวิจัย ตลอดจนวัตถุประสงค์ ของงานวิจัย กล่ าวคื อถ้ าเป็ นการวิจัยเพื% อยืนยันทฤษฎีที% มีผ้ อู ื% นคิ ดค้ นไว้ แล้ ว อาจจะใช้ กาํ หนด α ขนาดใหญ่ แต่ ถ้าต้ องการสร้ างทฤษฎีใหม่ ผู้วิจัยควรจะกําหนดค่ า α ให้ มี ขนาดเล็ก ส่ วนในการทดสอบแบบสองหางนัน เป็ นการทดสอบที% ไม่ มีทิศทาง ไม่ ต้องการผลสรุ ปด้ านใดด้ านหนึ%ง แต่ เป็ นการทดสอบความไม่ แตกต่ างของค่ าพารามิเตอร์ กับค่ าที% กาํ หนด ขอบเขตการปฏิ เสธหรื อเขตวิกฤติจะมี 2 ด้ าน ทังซ้ ายและขวา โดยแต่ ละด้ านจะมีพืน ที% เท่ า ๆ กัน คื อด้ านละ α/2 เช่ น กําหนด α = 0.10 พืน ที% ที%จะปฏิ เสธคื อ 0.10 โดยแบ่ งเป็ น 2 ส่ วนเท่ า ๆ กัน (α/2) โดยแต่ ละส่ วนมีพืน ที% ข้างละ 0.05 เป็ นต้ น

การสร้ างเกณฑ์ การทดสอบสถิติ เกณฑ์หรื อขั2นตอนในการทดสอบสมมติฐาน สามารถสรุ ปได้ดงั นี2 1. 2. 3. 4. 5. 6.

ตั2งสมมติฐานโดยกําหนด H0 และ H1 เพื#อเป็ นสถิติในการทดสอบ กําหนดระดับนัยสําคัญ α ในการทดสอบ เลือกค่าสถิติที#เหมาะสม เพื#อใช้ในการทดสอบสมมติฐาน และคํานวณค่าสถิติจากตัวอย่าง สร้างเขตวิกฤติ (Critical Region) เพื#อใช้ในการตัดสิ นใจ คํานวณค่าสถิติสาํ หรับการทดสอบ โดยนําค่าสถิติที#คาํ นวณได้เปรี ยบเทียบกับเขตวิกฤติที#สร้างไว้ สรุ ปผลการตัดสิ นใจ

การเปรียบเทียบค่ าเฉลีย8

มีดงั นี2

1. การเปรียบเทียบค่ าเฉลีย กรณีตัวอย่ าง 1 กลุ่ม สถิติที#ใช้ในการเปรี ยบเทียบจะขึ2นอยูก่ บั การที#ผวู้ ิจยั ทราบหรื อไม่ทราบความแปรปรวนของประชากรกับขนาดตัวอย่าง นัน# คือ ถ้าผูว้ จิ ยั ทราบความแปรปรวนของประชา กร สถิติที#ใช้ในการทดสอบ ได้แก่ การทดสอบค่ า Z แต่ถา้ ไม่ทราบความแปรปรวนของประชากร ผูว้ ิจยั จะต้อง ประมาณค่าความแปรปรวนของประชากรด้วยความแปรปรวนของตัวอย่าง สถิติทดสอบจะใช้ การทดสอบค่ า t ตัวอย่ าง ผูบ้ ริ หารศูนย์พฒั นาเด็กเล็กอยากทราบว่า เด็กเล็กที#อยูใ่ นศูนย์มีระดับสติปัญญาแตกต่างจากเด็กทัว# ไปที#ไม่ ได้อยูใ่ นศูนย์หรื อไม่ โดยจากการทบทวนงานวิจยั ในอดีตพบว่าเด็กทัว# ไปมี IQ เฉลี#ย 100 และส่ วนเบี#ยง เบนมาตรฐานเท่ากับ 15 ผูบ้ ริ หารจึงสุ่ มตัวอย่างเด็กที#อยูใ่ นศูนย์มา 25 คน และสอบวัด IQ พบว่ามีดงั นี2 86 88 89 90 90 92 94 95 95 96 96 96 97 97 98 98 99 99 100 100 101 101 101 102 102 วิธีการเปรี ยบเทียบ (1) ตัUงสมมติฐาน จากโจทย์ตอ้ งการทราบว่าเด็กที#อยูใ่ นศูนย์พฒั นาเด็กเล็กมี IQ เฉลี#ยแตกต่างจากเด็กทัว# ไป หรื อไม่ ซึ# งทราบว่าเด็กทัว# ไปมี IQ เฉลี#ย 100 ดังนั2นสมมติฐานหลัก H0 จึงต้องตั2งว่าเด็กที#อยูใ่ นศูนย์มี IQ เท่ากับเด็ก ทัว# ไป นัน# คือ H0 : µ = 100 และตั2งสมมติฐานทางเลือกว่าเด็กที#อยูใ่ นศูนย์มี IQ แตกต่างหรื อไม่เท่ากับเด็กทัว# ไป


-25ซึ# งอาจจะมากกว่าหรื อน้อยกว่าก็ได้ นัน# คือ H1 : µ ≠ 100 จากสมมติฐานดังกล่าวนี2 แสดงว่าเป็ นสมมติฐานแบบ ไม่มีทิศทาง การทดสอบจึงเป็ นแบบสองหาง (2) กําหนดระดับนัยสํ าคัญ α = 0.05 (3) คํานวณค่ าสถิติ จากโจทย์เราทราบ IQ เฉลี#ยของเด็กทัว# ไป(µ) = 100 ส่ วนเบี#ยงเบนมาตรฐาน (σ2) = 15 จํานวนตัวอย่างเด็กที#สุ่มมา (n) = 25 คน ต้องหา IQ เฉลี#ยของตัวอย่างก่อน จากนั2นหาค่า Z X =

ΣX n

=

86 + 88 + 89 + … + 102 25

=

2,400 25

= 96

n(X - µ)2 25(96 – 100)2 Z = = = -1.3333 σ2 (15)2 (4) หาค่ าวิกฤติ เนื#องจาก α = 0.05 และทดสอบสองหาง บริ เวณปฏิเสธจึงเท่ากับ α/2 = 0.025 ฉะนั2น บริ เวณยอมรับจึงเท่ากับ 0.5000 - 0.0250 = 0.4750 นําค่าที#ได้น2 ีไปเปิ ดหาค่า Z ในตาราง จะได้ค่า Z = 1.96 ดังนั2นค่าวิกฤติจึงเท่ากับ 1.96 (หมายเหตุ : ตาราง Z ดูที%ด้าน Row คื อแถวที% 1.9 และดูที%ด้าน Column คื อคอลัมน์ ที% 0.06) (5) ตัดสิ นใจ เนื#องจาก ถ้าค่า Z ที#คาํ นวณได้มากกว่าหรื อเท่ากับค่าวิกฤติที#เปิ ดจากตารางจะปฏิเสธ H0 (โดย ไม่คิดเครื# องหมาย เพราะพิจารณาทั2งด้านที#มากกว่าและน้อยกว่า) แต่ถา้ น้อยกว่าจะยอมรับ H0 ซึ# งจากการคํานวณ ปรากฏว่าค่า Z ที#คาํ นวณได้ = -1.3333 ซึ# งน้อยกว่า 1.96 จึงยอมรับ H0 หรื อไม่ปฏิเสธสมมติฐานหลัก (6) สรุ ป จากผลการตัดสิ นใจทางสถิติพบว่ายอมรับ H0 นัน# คือปฏิเสธ H1 ฉะนั2นจึงสรุ ปผลการทดสอบได้ ว่า เด็กในศูนย์พฒั นาเด็กเล็กมี IQ ไม่แตกต่างกับเด็กทัว# ไปที#ไม่อยูใ่ นศูนย์พฒั นาเด็กเล็ก (ข้ อสั งเกตการสรุ ป เนื%องจาก เราตังไว้ ว่า H0 : µ = 100 คื อเด็กที% อยู่ในศูนย์ มี IQ เท่ ากับเด็กทั%วไป เมื%อเรายอมรั บ H0 ก็คือยอมรั บว่ าไม่ แตกต่ างกัน)

2. การเปรียบเทียบค่ าเฉลีย สองกลุ่มอิสระกัน มีวธิ ีเปรี ยบเทียบ 2 วิธีดงั นี2 ก. การเปรี ยบเทียบด้ วย Z-test เมื#อเราทราบความแปรปรวนของประชากรทั2ง 2 กลุ่ม จะใช้สูตรดังนี2 (X1 - X2 ) เมื#อ X1 = ค่าเฉลี#ยของกลุ่มตัวอย่างที# 1 Z = σ12 σ22 X2 = ค่าเฉลี#ยของกลุ่มตัวอย่างที# 2 n1 + n2 µ1 = ค่าเฉลี#ยของประชากรกลุ่มที# 1 µ2 = ค่าเฉลี#ยของประชากรกลุ่มที# 2 σ12 = ความแปรปรวนของประชากรกลุ่มที# 1 σ22 = ความแปรปรวนของประชากรกลุ่มที# 2 n1 = ขนาดตัวอย่างในกลุ่มที# 1 n2 = ขนาดตัวอย่างในกลุ่มที# 2 และในการตั2งสมมติฐานหลัก H0 จะตั2งว่า µ1 - µ2 = 0 เสมอ


-26ตัวอย่ าง ผูบ้ ริ หารอยากทราบว่าพนักงานส่ วนท้องถิ#นจะมีความรู ้ใรเรื# องการปกครองส่ วนท้องถิ#นแตกต่างจาก ประชาชนทัว# ไปหรื อไม่ จึงได้สุ่มเลือกพนักงานท้องถิ#นมา 12 คน และสุ่ มประชาชนมา 15 คน พบว่า พนักงานส่ วนท้องถิ#นมีความรู ้เฉลี#ย 4.5 คะแนน ส่ วนคนทัว# ไปมีความรู ้เฉลี#ย 3.4 คะแนน โดยทราบว่า กลุ่มพนักงานส่ วนท้องถิ#นจะมีความแปรปรวนของระดับความรู ้เท่ากับ 1.0 และประชาชนทัว# ไปมี ความแปรปรวนของระดับความรู ้เท่ากับ 1.5 วิธีการเปรี ยบเทียบ (1) ตัUงสมมติฐาน จากโจทย์ต2 งั สมมติฐานแบบสองหาง ได้ดงั นี2 , H1 : µ1 - µ2 ≠ 0 H0 : µ1 - µ2 = 0 (2) กําหนดระดับนัยสํ าคัญ α = 0.05 (3) คํานวณค่ าสถิติ จากโจทย์เราทราบค่าสถิติแล้วดังนี2 X1 = 4.5 , σ12 = 1.0 , n1 = 12 X2 = 3.4 , σ22 = 1.5 , n2 = 15 แทนค่าในสู ตรดังนี2 (X1 - X2 ) 4.5 - 3.4 = = 2.5689 Z = 1.0 1.5 σ12 σ22 + n1 + n2 12 15 (4) หาค่ าวิกฤติ เนื#องจาก α = 0.05 และทดสอบสองหาง บริ เวณปฏิเสธจึงเท่ากับ α/2 = 0.025 ฉะนั2น บริ เวณยอมรับจึงเท่ากับ 0.5000 - 0.0250 = 0.4750 นําค่าที#ได้น2 ีไปเปิ ดหาค่า Z ในตาราง จะได้ค่า Z = 1.96 ดังนั2นค่าวิกฤติจึงเท่ากับ 1.96 (หมายเหตุ : ตาราง Z ดูที%ด้าน Row คื อแถวที% 1.9 และดูที%ด้าน Column คื อคอลัมน์ ที% 0.06) (5) ตัดสิ นใจ เนื#องจาก ถ้าค่า Z ที#คาํ นวณได้มากกว่าหรื อเท่ากับค่าวิกฤติที#เปิ ดจากตารางจะปฏิเสธ H0 (โดย ไม่คิดเครื# องหมาย เพราะพิจารณาทั2งด้านที#มากกว่าและน้อยกว่า) แต่ถา้ น้อยกว่าจะยอมรับ H0 ซึ# งจากการคํานวณ ปรากฏว่าค่า Z = 2.5689 ซึ# งมากกว่า 1.96 จึงปฏิเสธ H0 (6) สรุ ป พนักงานส่ วนท้องถิ#นมีความรู ้ในการปกครองส่ วนท้องถิ#นแตกต่างกับคนทัว# ไป โดยพนักงาน ส่ วนท้องถิ#นมีความรู ้ในการปกครองส่ วนท้องถิ#นสู งกว่าประชาชนทัว# ไป ดังตาราง (ข้ อสั งเกตการสรุ ป ดูจาก H1 เนื%องจากเราตังไว้ ว่า H1 : µ1 - µ2 ≠ 0 คื อพนักงานส่ วนท้ องถิ%นกับประชาชนทั%วไปมีความรู้ ไม่ เท่ ากัน เมื%อเราปฏิ เสธ H0 ก็ เท่ ากับว่ าเรายอมรั บ H1 ว่ าความรู้ ไม่ เท่ ากัน)

ตารางผลการเปรี ยบเทียบความรู ้พนักงานส่ วนท้องถิ#นกับประชาชนทัว# ไป พนักงานส่ วนท้องถิ#น ประชาชนทัว# ไป

จํานวน 12 15

เฉลี#ย 4.5 3.4

σ2 1.0 1.5

Z 2.5689

p < 0.05


-27ข. การเปรี ยบเทียบด้ วย t-test เมื#อเราไม่ทราบความแปรปรวนของประชากรทั2ง 2 กลุ่ม ผูว้ จิ ยั จะ เปรี ยบเทียบด้วย t-test ซึ# งในการทดสอบความเท่ากันของความแปรปรวน จะตั2งสมมติฐานหลัก H0 ว่าความ แปรปรวนของประชากร 2 กลุ่มเท่ากัน (σ12 = σ22) และสมมติฐานทางเลือก H1 คือความแปรปรวนของประชากร 2 กลุ่มไม่เท่ากัน (σ12 ≠ σ22) (1) เมื#อความแปรปรวนของประชากรทั2งสองกลุ่มเท่ากัน ใช้สูตรดังนี2 (X1 - X2 ) เมื#อ X1 = ค่าเฉลี#ยตัวอย่างในกลุ่ม 1 t = S2 S2 X2 = ค่าเฉลี#ยตัวอย่างในกลุ่ม 2 p p Sp2 = ความแปรปรวนรวมของตัวอย่างสองกลุ่ม n1 + n2 S12 = ความแปรปรวนของตัวอย่างในกลุ่ม 1 S22 = ความแปรปรวนของตัวอย่างในกลุ่ม 2 n1 = ขนาดตัวอย่างในกลุ่มที# 1 n2 = ขนาดตัวอย่างในกลุ่มที# 2 df = n1 - n2 - 2 (2) เมื#อความแปรปรวนของประชากรทั2งสองกลุ่มไม่เท่ากัน ใช้สูตรดังนี2 (X1 - X2 ) t = S2 S2 1 2 + n1 n2 ตัวอย่ าง ในการสํารวจความคิดเห็นของประชาชนทัว# ไปจําแนกตามอาชีพ เกี#ยวกับการกระจายอํานาจสู่ อปท. ได้ สุ่ มตัวอย่างประชาชนอาชีพเกษตรกร 12 คน กับอาชีพรับราชการ 20 คน พบว่าทั2ง 2 กลุ่ม มีความคิดเห็น จากคะแนนเต็ม 80 คะแนน โดยได้คะแนนเฉลี#ยและส่ วนเบี#ยงเบนมาตรฐานดังนี2 อาชีพ คะแนนเฉลี#ย x ส่ วนเบี#ยงเบนมาตรฐาน S กลุ่มเกษตรกร 62.6 33.8 กลุ่มข้าราชการ 47.2 10.1 วิธีการเปรี ยบเทียบ (1) ตัUงสมมติฐาน H0 : µ1 - µ2 = 0 , H1 : µ1 - µ2 ≠ 0 (2) กําหนดระดับนัยสํ าคัญ α = 0.05 (3) คํานวณค่ าสถิติ จากโจทย์แทนค่าในสู ตรดังนี2 (X1 - X2 ) 62.6 - 47.2 = 1.5377 = t = 2 2 2 2 S1 S2 (33.8) (10.1) + n1 + n2 12 20


-28และแทนค่าในสู ตรหาค่า df ได้ดงั นี2 S12 S22 + n1 n2 df = S22 2 S12 2 + n1 n2 n1 - 1

=

n2 - 1

(33.8)2 (10.1)2 + 12 20 2 2

(33.8) 12

= 12

2 2

+

12 - 1

(10.1) 20 20 - 1

(4) หาค่ าวิกฤติ ค่า t ที# α = 0.05 , df = 12 และทดสอบสองหางมีค่า 2.1788 ฉะนั2นค่าวิกฤติ = 2.1788 (5) ตัดสิ นใจ ถ้าค่า t ที#คาํ นวณได้มากกว่าหรื อเท่ากับค่าวิกฤติที#เปิ ดจากตาราง t จะปฏิเสธ H0 แต่ถา้ น้อยกว่า จะยอมรับ H0 ซึ# งจากการคํานวณปรากฏว่าค่า t = 1.5377 ซึ# งน้อยกว่าค่าวิกฤติ 2.1788 จึงยอมรับ H0 (6) สรุ ป ประชาชนทั2ง 2 กลุ่มอาชีพ มีความคิดเห็นไม่แตกต่าง ดังตาราง ตารางผลการเปรี ยบเที ยบความคิ ดเห็นของประชาชนสองกลุ่มอาชี พเกี%ยวกับการกระจายอํานาจ อาชีพ กลุ่มเกษตรกร กลุ่มข้าราชการ

จํานวน 12 20

เฉลี#ย 62.6 47.2

S 33.8 10.1

t 1.538

P >0.05

การทดสอบ t สําหรั บตัวอย่ าง 1 กลุ่ม (The single sample t- test)

ใช้ในการเปรี ยบเทียบ ค่าเฉลี#ยกับค่าใดค่าหนึ#ง เมื#อทราบค่าเฉลี#ยของประชากรแต่ไม่ทราบความแปรปรวนของประชากร ซึ# งสู ตรที#ใช้ใน การคํานวณหาค่าสถิติ t มีความคล้ายคลึงกับค่า Z ยกเว้นค่าสถิติ t ในการคาดคะเนความคลาดเคลื#อนมาตรฐาน หรื อ ความคลาดเคลื#อน จากการสุ่ ม

ทําไมต้ องหารด้ วย ( n - 1)? เพราะเมื#อหาร ด้วย n - 1 แล้ว จะทําให้ได้ค่าประมาณความแปรปรวน ของประชากรที#ไม่เอนเอียง (unbiased estimator)

องศาความเป็ นอิสระ (Degree of Freedom : df) หมายถึงจํานวนของค่าคะแนนในตัวอย่างที#มีอิสระที#จะ มีค่าที#แตกต่างกันไป “free to vary’ ซึ# งในการทดสอบ t ค่าเฉลี#ยตัวอย่างตัวหนึ#งจะถูกใช้ เพื#อการประมาณค่า ค่าเฉลี#ยของประชากรเพื#อนําไปใช้ในการประมาณส่ วน เบี#ยงเบนมาตรฐาน (σ) ทําให้ความอิสระสู ญเสี ยไป 1 นัน# คือในทุก ๆ ค่าพารามิเตอร์ ที#เราประมาณค่า เราจะสู ญเสี ยความเป็ นอิสระไปหนึ#ง ในการแจกแจงของ t จะแตกต่างไปจากการแจกแจงปกติ Z มากน้อยเพียงใดขึ2นอยูก่ บั ขนาดของการแจก แจงแบบ t และจะมีความแตกต่างจากการแจกแจงปกติ Z มากที#สุดเมื#อ Degree of Freedom (df) มีค่าตํ#า


-29ตัวอย่ าง กําหนดคําถามการวิจยั “การเรี ยนหลักสู ตร รปม.ทําให้ผบู ้ ริ หารท้องถิ#นมีความรู ้มากกว่า 3 คะแนนหรื อไม่” (คะแนนเต็ม 2 คะแนน) ขั6นที 1 กําหนดสมมติฐานเชิ งสถิติ , H1 : µ > 3 H0 : µ = 3 ขั6นที 2 กําหนดกําหนดระดับนัยสํ าคัญและเกณฑ์ การตัดสิ นใจ α = 0.05 , df = 25 - 1 = 24 , tcrit = + 1.711 (จากตาราง) ขั6นที 3 คํานวณค่ าสถิติทดสอบ 3.49 - 3 X - µhyp t = = = 2.72 Sx .18 Sx = S = 0.90 = .18 n 25 ขั6นที 4 การตัดสิ นใจ Reject H0 , 2.72 > 1.711 (ปฏิ เสธ H0 เพราะว่ าค่ า t ที% คาํ นวณได้ มากกว่ าค่ า t ตาราง) ขั6นที 5 สรุปผลเพือ ตอบคําถามการวิจัย มีหลักฐานเพียงพอที#จะทําให้เชื#อได้วา่ หลักสู ตร รปม. สามารถทําให้ผบู ้ ริ หารท้องถิ#นมีความรู ้ มากกว่า 3 คะแนน ตัวอย่ าง ในการสุ่ มตัวอย่างนักศึกษาขึ2นมา 12 คน เพื#อที#ประเมินวิธีการเรี ยนการสอนของอาจารย์ โดยดูจากคะแนน การสอบของนักศึกษาแต่ละคน ดังนี2 9.8 10.1 10.3 10.2 9.9 10.4 10.0 9.9 10.3 10.0 10.1 10.2 จากข้อมูลดังกล่าว สามารถสรุ ปได้หรื อไม่วา่ คะแนนนักศึกษามีความแตกต่างไปจาก 10 คะแนนด้วยความ เชื#อมัน# 99% ขั6นที 1 กําหนดสมมติฐาน  กําหนดคําถามเชิ งวิจัย วิธีการสอนของอาจารย์ทาํ ให้นกั ศึกษาได้คะแนนเฉลี#ยแตกต่างไปจาก 10 คะแนนหรื อไม่  กําหนดสมมติฐานเชิ งสถิติ H0 : µ = 10 , H1 : µ ≠ 10 ขั6นที 2 กําหนดกําหนดระดับนัยสํ าคัญและเกณฑ์ การตัดสิ นใจ α = 0.01 , df = n - 1 = 12 - 1 = 11 , tcrit = ± 3.106 (จากตาราง)


-30ขั6นที 3 คํานวณค่ าสถิติทดสอบ

ขั6นที 4 การตัดสิ นใจ Accept H0 , 1.25 < 3.106 (ยอมรั บ H0 เพราะว่ าค่ า t ที% คาํ นวณได้ น้อยกว่ าค่ า t ตาราง) ขั6นที 5 สรุปผลเพือ ตอบคําถามการวิจัย ไม่มีหลักฐ���นเพียงพอที#จะยืนยันว่า วิธีการสอนวิธีน2 ีทาํ ให้นกั ศึกษาได้คะแนนเฉลี#ยแตกต่างไปจาก 10 คะแนน ด้วยความเชื#อมัน# 99%

การทดสอบ t สําหรั บตัวอย่ างทีมีความสัมพันธ์ กนั (The t Test for Dependent Samples) กลุ่มตัวอย่ างสั มพันธ์ กนั (related samples) หรื อตัวอย่ างไม่ เป็ นอิสระกัน (dependent samples) หมายถึง กลุ่มตัวอย่างจะสัมพันธ์กนั เมื#อเป็ นคน ๆ เดียวกัน หรื อเป็ นกลุ่มตัวอย่างที#เกิดจากการจับคู่ให้มีลกั ษณะเหมือนหรื อ คล้ายคลึงกัน ซึ# งวิธีการคํานวณจะคล้ายกับการทดสอบ t ในกรณี ตวั อย่าง 1 กลุ่ม แต่แตกต่างกันที#ใช้ค่าความ แตกต่างของคะแนน และความแตกต่างของคะแนนมีค่าเฉลี#ยเท่ากับ 0 (ศูนย์)


-31ตัวอย่ าง ในการสุ่ มตัวอย่างนักศึกษา 8 คน เพื#อดูวา่ การบรรยายทําให้นกั ศึกษาเปลี#ยนทัศนคติที#มีต่อวิชาสถิติได้หรื อ ไม่ ภายหลังจากที#ได้ฟังการบรรยายไปแล้ว ได้ผลดังต่อไปนี2 Individual 1 2 3 4 5 6 7 8

Before speech 3 4 3 5 2 5 3 4

After speech 6 6 3 7 4 6 7 6

ขั6นที 1 กําหนดสมมติฐาน  สมมติฐานทางการวิจัย การฟังบรรยายทําให้นกั ศึกษาเปลี#ยนทัศนคติได้หรื อไม่  สมมติฐานทางสถิติ H0 : µ D = 0 , H1 : µ D ≠ 0 ขั6นที 2 กําหนดกําหนดระดับนัยสํ าคัญและเกณฑ์ การตัดสิ นใจ α = 0.05 , df = n - 1 = 8 - 1 = 7 , tcrit = ± 2.365 (จากตาราง) ขั6นที 3 คํานวณค่ าสถิติทดสอบ

ขั6นที 4 การตัดสิ นใจ

Reject H0 , -4.76 < -2.365 (ปฏิ เสธ H0 เพราะว่ าค่ า t ที% คาํ นวณได้ มากกว่ าค่ า t ตาราง

ถ้ าไม่ คิดเครื% องหมายลบ เนื%องจากเครื% องหมายบอกเพียงว่ าซ้ ายหรื อขวาเท่ านัน)


-32ขั6นที 5 สรุปผลเพือ ตอบคําถามการวิจัย ภายหลังจากที#นกั ศึกษาได้ฟังการบรรยายแล้ว เปลี#ยนแปลงไปในทิศทางที#ดีข2 ึน

ทัศนคติของนักศึกษาที#มีต่อวิชาสถิติมีการ

การทดสอบ t สําหรั บตัวอย่ างสองกลุ่มมีอิสระกัน (The t Test for Independent Samples) ในกรณี น2 ีจะมีกลุ่มตัวอย่างสองกลุ่มที#สุ่มมาอย่างเป็ นอิสระต่อกัน กล่าวคือสมาชิกในทั2งสองกลุ่มจะเป็ นคนละคน กัน แต่การสุ่ มอาจจะมาจากประชากรเดียวกันหรื อต่างกันก็ได้ จากนั2นหาสัดส่ วนที#เกิดขึ2นทั2งสองกลุ่มแล้วนํามา เปรี ยบเทียบกัน โดยขึ2นอยูก่ บั โจทย์ปัญหาการวิจยั ว่าต้องการทราบสิ# งใด เช่น อยากทราบว่าสัดส่ วนประชากรทั2งสอง กลุ่มแตกต่างกันหรื อไม่ แตกต่างกันเท่าใด เท่ากับค่าที#กาํ หนดหรื อไม่ นัน# คือเราต้องการเปรี ยบเทียบค่าเฉลี#ยทั2งสอง กลุ่ม ไม่ใช่ตอ้ งการเปรี ยบเทียบค่าเฉลี#ยของความแตกต่าง (between sample means, not a mean of differences) ซึ# งค่าเฉลี#ยของความแตกต่างระหว่างตัวแปรเราให้เท่ากับผลต่างของค่าเฉลี#ย คือ µ1 - µ2

และภายใต้คติฐานของ homogeneity of variance กําหนดให้ S1 และ S2 เป็ นค่าประมาณความแปรปรวน ของประชากร ดังนั2น

องศาความเป็ นอิสระ (df ) สําหรับ pooled estimate of variance มีค่าเท่ากับ (n1 – 1) + (n2 – 1) การประมาณความคลาดเคลื#อนมาตรฐานของความแตกต่างระหว่างค่าเฉลี#ย มีสูตรดังนี2


-33ตัวอย่ าง ของ The t Test for Independent Samples

ขั6นที 1 กําหนดสมมติฐาน  กําหนดคําถามการวิจัย (Research Question) ทั2งสองกลุ่มมีคะแนนแตกต่างกันหรื อไม่  สมมติฐานทางสถิติ , H1 : µ1 - µ2 ≠ 0 H0 : µ1 - µ2 = 0 or H0 : µ1 = µ2 , H1 : µ1 ≠ µ2 ขั6นที 2 กําหนดกําหนดระดับนัยสํ าคัญและเกณฑ์ การตัดสิ นใจ α = 0.05 , df = (n1 + n2) - 2 = 35 + 29 - 2 = 62 , tcrit = ± 2.00 (จากตาราง) ขั6นที 3 คํานวณค่ าสถิติทดสอบ


-34-

ขั6นที 4 การตัดสิ นใจ Reject H0 , 2.48 > 2.00 (ปฏิ เสธ H0 เพราะว่ าค่ า t ที% คาํ นวณได้ มากกว่ าค่ า t ตาราง) ขั6นที 5 สรุปผลเพือ ตอบคําถามการวิจัย ทั2งสองกลุ่มมีคะแนนแตกต่างกัน โดยกลุ่มที# 1 มีค่าคะแนนสู งกว่ากลุ่มที# 2 ตัวอย่ าง ของ The t Test for Independent Samples


-35ขั6นที 1 กําหนดสมมติฐาน  กําหนดคําถามการวิจัย (Research Question) นักศึกษารุ่ นที# 1 ได้คะแนนสอบสู งกว่านักศึกษารุ่ นที# 2  สมมติฐานทางสถิติ , H1 : µ1 - µ2 < 0 H0 : µ1 - µ2 ≥ 0 or H0 : µ1 ≥ µ2 , H1 : µ1 < µ2 ขั6นที 2 กําหนดกําหนดระดับนัยสํ าคัญและเกณฑ์ การตัดสิ นใจ α = 0.05 , df = (n1 - 1) + (n2 - 1) = (11 – 1) + (12 – 1) = 21 , tcrit = - 1.721 (จากตาราง) ขั6นที 3 คํานวณค่ าสถิติทดสอบ


-36-

ขั6นที 4 การตัดสิ นใจ Reject H0 , - 2.37 < - 1.721 (ปฏิ เสธ H0 เพราะว่ าค่ า t ที% คาํ นวณได้ น้อยกว่ าค่ า t ตาราง) ขั6นที 5 สรุปผลเพือ ตอบคําถามการวิจัย ทั2งสองกลุ่มมีความแตกต่างกันอย่างมีนยั สําคัญทางสถิติ

การวิเคราะห์ ความแปรปรวน (Analysis of Variance : ANOOVA)

ความแปรปรวนเป็ น จุดกําเนิ ดของความสนใจในการหาคําตอบของคําถามในการวิจยั ซึ# งเกิดจากความแปรปรวนระหว่างกลุ่ม และความ แปรปรวนภายในกลุ่ม โดยที#ตรรกะของการวิเคราะห์ความแปรปรวนจะอธิ บายและจําแนกความแปรปรวนของตัว แปรที#นกั วิจยั สนใจออกไปตามแหล่งต่าง ๆ ที#ทาํ ให้เกิดความแปรปรวนในตัวแปรนั2น


-37ในการหาค่าการวิเคราะห์ความแปรปรวนใช้ The F Ratio โดยที# Among Group Variability MSbetween F = = Within Group Variability MSwithin MSwithin =

SSwithin dfwithin

MSbetween =

SSbetween Dfbetween

S2

=

SStotal dftotal

= =

∑(X – X)2 n-1 SSbetween + SSwithin dfbetween + dfwithin

Sum of Squares Degree of Freedom

SSbetween =

n∑(Xgroup - Xgrand)2

SSwithin =

∑X2 - ∑ T2 Squared group total n ขนาดตัวอย่ างในแต่ ละกลุ่ม ∑(X - Xgrand)2 = (Xgroup - Xgrand) + (X – Xgroup)

SStotal

=

SStotal

=

∑X2 - G2 N

Grand Total (ผลรวมของค่ าสั งเกตทุกค่ ายกกําลังสอง) ขนาดตัวอย่ างทังหมด ผลรวมของกําลังสองของค่ าสั งเกตแต่ ละค่ า

ตัวอย่ าง ในการเปรี ยบเทียบความแตกต่างระหว่างค่าคะแนนของกลุ่มทั2ง 3 กลุ่มที#ได้จากวิธีการสอนที#แตกต่างกัน ผลที#ได้ปรากฏดังข้อมูลข้างล่างนี2 Imagined 7 6 5 6

Restrospective 12 8 9 11

ขั6นที 1 กําหนดสมมติฐาน  กําหนดคําถามการวิจัย (Research Question) วิธีการสอนทั2ง 3 วิธีน่าจะมีความแตกต่างกัน

Current 8 10 12 10


-38 สมมติฐานทางสถิติ H0 : µ1 = µ2 = µ3 , H1 : H0 is false ขั6นที 2 กําหนดกําหนดระดับนัยสํ าคัญและเกณฑ์ การตัดสิ นใจ α = 0.05 , dfbetween = number of group - 1 = 3 – 1 = 2 , Fcrit = 4.26 (จากตาราง) dfwithin = (n1 - 1) + (n2 - 1) + (n3 - 1) = (4 - 1) + (4 - 1) + (4 - 1) = 9 ขั6นที 3 คํานวณค่ าสถิติทดสอบ SSbetween 42.67 = = 21.33 MSbetween = 2 Dfbetween SSwithin 20 = = 2.22 MSwithin = dfwithin 9 F

=

MSbetween MSwithin

=

21.33 2.22

= 9.6

ขั6นที 4 การตัดสิ นใจ Reject H0 , 9.6 > 4.26 (ปฏิ เสธ H0 เพราะว่ าค่ า t ที% คาํ นวณได้ มากกว่ าค่ า t ตาราง) ขั6นที 5 สรุปผลเพือ ตอบคําถามการวิจัย ทั2งสามกลุ่มมีความแตกต่างกันอย่างมีนยั สําคัญทางสถิติ

การทดสอบไคสแควร์ (Chi-Square Test)

เป็ นการทดสอบสถิติเชิงอนุมานที#ไม่อิงอยูก่ บั การ แจกแจงประชากร โดยมีการทดสอบ 3 ลักษณะ คือ การทดสอบ Goodness of Fit การทดสอบความเป็ นอิสระ ระหว่างตัวแปรสองตัว และการทดสอบความเป็ นเอกพันธ์ (homogeneity) การทดสอบ Goodness of Fit เป็ นการทดสอบ 1 ตัวแปร ซึ# งใช้เพื#อทดสอบว่าการแจกแจงของตัวอย่างมี ลักษณะเป็ นการแจกแจงที#เราต้องการทดสอบหรื อไม่ เช่น ประชากรที#สนใจมีการแจกแจงแบบปกติหรื อไม่ ตัวอย่ าง การทดสอบ Chi-Square แบบ Goodness of Fit ขั6นที 1 กําหนดสมมติฐาน  กําหนดคําถามการวิจัย (Research Question) ความนิยมของประชาชนที#มีต่อนายกรัฐมนตรี มีการเปลี#ยนแปลงหรื อไม่  สมมติฐานทางสถิติ H0 : Pyes-to-no = 0.50 , Pno-to-yes = 0.50 , H1 : H0 is false  ค่ าสั งเกต (Observed Frequency) Observed

no to yes 27

yes to no 195

total 222


-39 ค่ าคาดหมาย (Expected Frequency) - ค่าคาดหมายภายใต้สมมติฐานหลักเป็ นจริ ง - สัดส่ วนที#คาดหวัง x จํานวนตัวอย่าง Expected

no to yes 0.5 x 222 = 111

yes to no 0.5 x 222 = 111

ขั6นที 2 กําหนดกําหนดระดับนัยสํ าคัญและเกณฑ์ การตัดสิ นใจ α = 0.05 , df = 1 , X2crit = 3.84 (จากตาราง) ขั6นที 3 คํานวณค่ าสถิติทดสอบ

ขั6นที 4 การตัดสิ นใจ Reject H0 , 127.14 > 3.84 (ปฏิ เสธ H0 เพราะว่ าค่ า t ที% คาํ นวณได้ มากกว่ าค่ า t ตาราง) ขั6นที 5 สรุปผลเพือ ตอบคําถามการวิจัย สัดส่ วนของประชาชนที#ลดความนิยมในตัวนายกรัฐมนตรี มีมากขึ2นด้วยความเชื# อมัน# 95% ตัวอย่ าง การทดสอบ Chi-Square แบบ Two-Way Chi-Square คือต้องการทดสอบความเป็ นอิสระที#ตวั แปรทั2งสอง ตัวมีความเป็ นอิสระต่อกัน ขั6นที 1 กําหนดสมมติฐาน  กําหนดคําถามการวิจัย (Research Question) ผูห้ ญิงและผูช้ ายมีความนิยมในตัวนายกรัฐมนตรี แตกต่างกันหรื อไม่  สมมติฐานทางสถิติ H0 : ตัวแปรทั2ง 2 ตัวเป็ นอิสระต่อกัน , H1 : ตัวแปรทั2ง 2 ตัวมีความสัมพันธ์กนั


-40ขั6นที 2 กําหนดกําหนดร���ดับนัยสํ าคัญและเกณฑ์ การตัดสิ นใจ α = 0.05 , df = (c – 1) (r - 1) = (2 - 1) (2 - 1) = 1 , X2crit = 3.84 (จากตาราง) ขั6นที 3 คํานวณค่ าสถิติทดสอบ  ค่ าสั งเกต (Observed Frequency) Males Females Total

Yes 451 509 960

No 165 118 283

Total 616 627 1243

 ค่ าคาดหมาย (Expected Frequency) (column total) (row total) fe = overall total

=

(960)(616) 1243 = 475.75

fe =

(column total) (row total) overall total

=

(960)(627) 1243 = 484.25

fe =

(column total) (row total) overall total

(283)(616) = 1243 = 140.25

fe =

(column total) (row total) overall total

(283)(627) = 1243 = 142.75

Males Females Total  คํานวณค่ าสถิติทดสอบ

Yes 451 (475.75) 509 (484.25) 960

No 165 (140.25) 118 (142.75) 283

Total 616 627 1243


-41ขั6นที 4 การตัดสิ นใจ Reject H0 , 11.21 > 3.84 (ปฏิ เสธ H0 เพราะว่ าค่ า t ที% คาํ นวณได้ มากกว่ าค่ า t ตาราง) ขั6นที 5 สรุปผลเพือ ตอบคําถามการวิจัย ผูห้ ญิงและผูช้ ายมีความนิยมในตัวนายกรัฐมนตรี แตกต่างกัน Males Females Total

Yes 451 (475.75) 509 (484.25) 960

No 165 (140.25) 118 (142.75) 283

Total 616 627 1243


-42-

สรุ ปในส่ วนของการคํานวณ ดังนี2  การเปรียบเทียบค่ าเฉลีย8 (ตัวอย่ าง 1 กลุ่ม ทราบความแปรปรวน) - ใช้ Z – test (ตัวอย่ าง P.24) 1. กําหนดสมมติฐาน เช่น

H0 : µ = 100 ข้ อสังเกต ใช้ µ เพราะเปรี ยบเที ยบค่ าเฉลีย และµ ≠ 100 H1 : µ ≠ 100 หมายถึงทดสอบสองหาง ∴ ใช้ 2. กําหนดระดับนัยสํ าคัญและเกณฑ์ การตัดสิ นใจ เช่น α = 0.05 , α/2 = 0.025 , ∴0.0500 - 0.0250 = 0.4750 , Zตาราง = 1.96 3. คํานวณค่ าสถิติทดสอบ จากสู ตร X = Z =

ΣX = 96 n n(X - µ)2 = -1.3333 2 σ

4. การตัดสิ นใจ เช่น Accept H0 , -1.3333 < 1.96 (ยอมรั บ H0 เพราะว่ า Zคํานวณได้ น้อยกว่า Zตาราง ) 5. สรุ ปผล เนื#องจาก µ = 100 แสดงว่า µ ไม่แตกต่างกัน นัน# คือ IQ ไม่แตกต่างกัน

 การเปรียบเทียบค่ าเฉลีย8 (ตัวอย่ าง 1 กลุ่ม ไม่ ทราบความแปรปรวน) - ใช้ t – test (ตัวอย่ าง P.29) 1. กําหนดสมมติฐาน เช่น 2. 3.

4. 5.

H0 : µ = 3 ข้ อสังเกต µ > 3 หมายถึงทดสอบหาง H1 : µ > 3 เดียว กําหนดระดับนัยสํ าคัญและเกณฑ์ การตัดสิ นใจ เช่น α = 0.05 , df = n – 1 = 24 , ∴ tตาราง = 1.711 คํานวณค่ าสถิติทดสอบ จากสู ตร X - µhyp = 2.72 t = Sx = .18 Sx = S n การตัดสิ นใจ เช่น Reject H0 , 2.72 > 1.711 (ปฏิ เสธ H0 เพราะว่ า tคํานวณได้ มากกว่า tตาราง ) สรุ ปผล เนื#องจาก µ > 3 แสดงว่า เชื#อได้วา่ มีความรู ้มากกว่า 3 คะแนน


-43 การเปรียบเทียบค่ าเฉลีย8 (ตัวอย่ าง 2 กลุ่ม ทราบความแปรปรวน) - ใช้ Z – test (ตัวอย่ าง P.25) 1. กําหนดสมมติฐาน เช่น

H0 : µ1 - µ2 = 0 ข้ อสังเกต ตัวอย่ าง 2 กลุ่ม มี µ H1 : µ1 - µ2 ≠ 0 ตัว 2. กําหนดระดับนัยสํ าคัญและเกณฑ์ การตัดสิ นใจ เช่น α = 0.05 , α/2 = 0.025 , ∴0.0500 - 0.0250 = 0.4750 , Zตาราง = 1.96 3. คํานวณค่ าสถิติทดสอบ จากสู ตร (X1 - X2 ) = 2.5689 Z = σ12 σ22 n1 + n2

2

4. การตัดสิ นใจ เช่น Reject H0 , 2.5689 > 1.961 (ปฏิ เสธ H0 เพราะว่ า Zคํานวณได้ มากกว่า Zตาราง ) 5. สรุ ปผล เนื#องจาก µ1 - µ2 ≠ 0 แสดงว่า ความรู ้แตกต่างกันอย่างมีนยั สําคัญ

 การเปรียบเทียบค่ าเฉลีย8 (ตัวอย่ าง 2 กลุ่ม ไม่ ทราบความแปรปรวน) - ใช้ t – test (ตัวอย่ าง P.27) 1. กําหนดสมมติฐาน เช่น

H0 : µ1 - µ2 = 0 H1 : µ1 - µ2 ≠ 0 2. กําหนดระดับนัยสํ าคัญและเกณฑ์ การตัดสิ นใจ เช่น α = 0.05 , ∴ tตาราง = 2.1788 S12 S22 + n1 n2 = 12 df = 2 2 2 2 S1 S2 + n1 n2

n1 - 1 n2 - 1 3. คํานวณค่ าสถิติทดสอบ จากสู ตร (X1 - X2 ) = 1.5377 t = S12 S22 n1 + n2 4. การตัดสิ นใจ เช่น Accept H0 , 1.5377 < 2.1788 (ยอมรั บ H0 เพราะว่ า tคํานวณได้ น้อยกว่า tตาราง ) 5. สรุ ปผล เนื#องจาก µ1 - µ2 = 0 แสดงว่า 2 กลุ่มอาชีพมีความเห็นไม่แตกต่างกัน


-44 การทดสอบ t – test เมือ8 ตัวอย่ าง 2 กลุ่มสั มพันธ์ กนั (ไม่อิสระต่อกัน) - ใช้ t – test (ตัวอย่ าง P.31) 1. กําหนดสมมติฐาน เช่น

H0 : µ D = 0 ข้ อสังเกต D = dependent, D = independent H1 : µ D ≠ 0 2. กําหนดระดับนัยสํ าคัญและเกณฑ์ การตัดสิ นใจ เช่น α = 0.05 , df = n – 1 = 7 , ∴ tตาราง = ±2.365 3. คํานวณค่ าสถิติทดสอบ จากสู ตร D - µ hyp t = = - 4.76 SD 4. การตัดสิ นใจ เช่น Reject H0 , -4.76 < -2.365 (ปฏิ เสธ H0 เพราะว่ า tคํานวณได้ มากกว่ า tตาราง ถ้ าไม่ คิดเครื% องหมายลบ เนื%องจากเครื% องหมายบอกเพียงว่ าซ้ ายหรื อขวาเท่ านัน)

5. สรุ ปผล เนื#องจาก µ D ≠ 0 แสดงว่า นักศึกษาเปลี#ยนแปลงในทางที#ดีข2 ึน

 การทดสอบ t – test เมือ8 ตัวอย่ าง 2 กลุ่มมีอสิ ระต่ อกัน (dependent) - ใช้ t – test (ตัวอย่ าง P.33) 1. กําหนดสมมติฐาน เช่น

H0 : µ1 - µ2 = 0 หรื อ H0 : µ1 = µ2 H1 : µ1 - µ2 ≠ 0 ” H1 : µ1 ≠ µ2 2. กําหนดระดับนัยสํ าคัญและเกณฑ์ การตัดสิ นใจ เช่น α = 0.05 , df = (n1 + n2 ) - 2 = 62 , ∴ tตาราง = ± 2.00 3. คํานวณค่ าสถิติทดสอบ จากสู ตร (n1 – 1) S12 + (n2 – 1) S22 2 SP = = 144.48 (n1 – 1) + (n2 – 1) S X1 - X2 = t

=

SP2 SP2 + n1 n2 (X1 - X2 ) - (µ1 - µ2)hyp S X1 - X2

กําหนดแบบข้ อ 

= 3.02 = 2.48

4. การตัดสิ นใจ เช่น Reject H0 , 2.48 > 2.00 (ปฏิ เสธ H0 เพราะว่ า tคํานวณได้ มากกว่ า tตาราง ) 5. สรุ ปผล เนื#องจาก µ1 ≠ µ2 แสดงว่า ทั2งสองกลุ่มมีคะแนนแตกต่างกันอย่างมีนยั สําคัญ


-45 การวิเคราะห์ ความแปรปรวน (ANOOVA) - ใช้ F – test (ตัวอย่ าง P.37) 1. กําหนดสมมติฐาน เช่น 2.

3.

4. 5.

H0 : µ1 = µ2 = µ3 H1 : H0 is false กําหนดระดับนัยสํ าคัญและเกณฑ์ การตัดสิ นใจ =2 เช่น α = 0.05 , dfbetween = number of group - 1 dfwithin = (n1 – 1) + (n2 – 1) + (n3 – 1) =2 ∴ Fตาราง = 4.26 คํานวณค่ าสถิติทดสอบ จากสู ตร SSbetween = 21.33 MSbetween = dfbetween SSwithin = 2.22 MSwithin = Dfwithin MSbetween F = = 9.6 MSwithin การตัดสิ นใจ เช่น Reject H0 , 9.6 > 4.26 (ปฏิ เสธ H0 เพราะว่ า Fคํานวณได้ มากกว่ า Fตาราง ) สรุ ปผล เนื#องจาก H0 is false แสดงว่า ทั2งสามกลุ่มมีความแตกต่างกันอย่างมีนยั สําคัญ

การทดสอบไคสแควร์ แบบ 1 ตัวแปร - ใช้ χ2 – test (ตัวอย่ าง P.38) 1. กําหนดสมมติฐาน เช่น 2. 3.

4. 5.

H0 : Pyes to yes = 0.50 , Pno to yes = 0.50 H1 : H0 is false กําหนดระดับนัยสํ าคัญและเกณฑ์ การตัดสิ นใจ เช่น α = 0.05 , df = 1 , χ2ตาราง = 3.84 คํานวณค่ าสถิติทดสอบ จากสู ตร (f0 - fe )2 2 = 127.14 χ = ∑ fe การตัดสิ นใจ เช่น Reject H0 , 127.14 > 3.84 (ปฏิ เสธ H0 เพราะว่ า χ2 คํานวณได้ มากกว่ า χ2 ตาราง ) สรุ ปผล เนื#องจาก H0 is false แสดงว่า ประชาชนลดความนิยมอย่างมีนยั สําคัญ หรื อลดความนิยมด้วยความเชื#อมัน# 95 %


-46 การทดสอบไคสแควร์ แบบ 2 ตัวแปร - ใช้ χ2 – test (ตัวอย่ าง P.39) H0 : ตัวแปรทั2งสองเป็ นอิสระต่อกัน (ไม่ แตกต่ างกัน) H1 : ตัวแปรทั2งสองมีความสัมพันธ์กนั (ไม่ แตกต่ างกัน) 2. กําหนดระดับนัยสํ าคัญและเกณฑ์ การตัดสิ นใจ เช่น α = 0.05 , df = (c - 1) (r – 1) = 1 , χ2ตาราง = 3.84 3. คํานวณค่ าสถิติทดสอบ จากสู ตร (รวม col) (รวม row) (960)(616) = = 475.75 fe = รวมทั2งหมด 1243 1. กําหนดสมมติฐาน เช่น

หาของตัวที% (1,1), (1,2), (2,1) และ (2,2) หาทังสี% ตัวคูณกับตัวในตาราง 2

χ

=

(f0 - fe )2 fe

= 11.21

4. การตัดสิ นใจ เช่น Reject H0 , 11.21 > 3.84 (ปฏิ เสธ H0 เพราะว่ า χ2 คํานวณได้ มากกว่ า χ2 ตาราง ) 5. สรุ ปผล เนื#องจาก ตัวแปรทั2งสองมีความสัมพันธ์กนั แสดงว่าหญิงและชายมีความนิยมแตกต่างกัน

ส่ วนของ รศ.ดร.สมศักดิP ศรี สันติสุข การออกแบบวิจยั เชิงสํ ารวจ การเก็บรวบรวมข้ อมูล ทัUงสองหัวข้ อ อาจารย์สอนเน้นในเชิงปฏิบตั ิ โดยให้แบ่งกลุ่มทดลองปฏิบตั ิในห้องเรี ยน เพื#อให้นาํ ไปประยุกต์ใช้ในการสอบ และในการปฏิบตั ิจริ งตอนทําสาระนิพนธ์ ซึ#งจะได้ยกตัวอย่าง เป็ นแนวปฏิบตั ิและเป็ นแนวข้อสอบต่อไป


-47-

แนวข้ อสอบ :  จงกล่าวถึงขัUนตอนต่ าง ๆ ของการศึกษาวิจัยทีท8 ่ านได้ ศึกษามา โดยอธิบายและยกตัวอย่ าง ประกอบแต่ ละขัUนตอนด้ วย (ตัวอย่างเช่น ขั2นตอนที# 1 ระบุชื#อเรื# องที#จะศึกษาวิจยั ต้องอธิบายเหตุผล และความสําคัญของเรื# อง และอธิบายขั2นตอนที# 2,3,4…ต่อไป โดยอธิบายวิธีการของแต่ละขั2นตอน อย่างละเอียด) (โจทย์ ข้อสอบเก่ าของ รศ.ดร.สุวลั ลีย์ เปี% ยมปิ ติ)

โครงร่ างผลงานวิจยั การศึกษาความพึงพอใจของประชาชนในการกู้เงินกองทุนหมู่บ้านฯ : กรณีศึกษา ตําบลบ้ านนา อําเภอเมือง จังหวัดชุมพร บทที8 1 บทนํา 1. ความเป็ นมา นโยบายกองทุนหมู่บา้ นและชุมชนเมือง ถือกําเนิดขึ2นมาเมื#อปี พ.ศ. 2544 เป็ นนโยบายเร่ งด่วนของรัฐบาล ในยุคนั2น มีวตั ถุประสงค์เพื#อแก้ไขปั ญหาความยากจนของประชาชน โดยมีแนวคิดว่า “เพิ#มรายได้ ลดรายจ่าย ขยายโอกาส” ซึ# งรัฐบาลคาดว่าถ้าประชาชนปฏิบตั ิได้ท2 งั สามหลักการดังกล่าวจะสามารถพ้นความยากจนไปได้ ใน ส่ วนของการเพิ#มรายได้ มีการออกนโยบายมาสนับสนุน เช่น สร้างอาชีพเสริ ม พักหนี2เกษตรกรสามปี สิ นค้าหนึ# ง ตําบลหนึ#งผลิตภัณฑ์ เป็ นต้น สําหรับการลดรายจ่ายได้พยายามรณรงค์ให้ประชาชนจัดทําบัญชีครัวเรื อน เพื#อจะได้ เห็นรายจ่ายของตนจะได้ลดการใช้จ่ายลง และในส่ วนของการขยายโอกาส รัฐบาลเล็งเห็นว่าถ้าประชาชนมีแหล่ง ���ุนเป็ นของตนเองก็จะสามารถกูเ้ งินดอกเบี2ยตํ#าไปลงทุนพัฒนาอาชีพของตนเองเพื#อเพิ#มรายได้ ดังนั2นจึงโอนเงิน หนึ#งล้านบาทเข้าบัญชีกองทุนหมู่บา้ นและชุมชนเมืองจํานวนกว่า 88,000 หมู่บา้ น/ชุมชนเมืองทัว# ประเทศ เป็ นเงิน กว่า 88,000 ล้านบาท ตลอด 5 ปี ที#ผา่ นมาแต่ละหมู่บา้ นมีการพัฒนากองทุนหมู่บา้ นและชุมชนเมืองไปตามความรู ้ความสามารถ ของคณะกรรมการและมวลสมาชิกของตน โดยมีภาครัฐพยายามเข้าไปกําหนดทิศทางในการขับเคลื#อน จนกระทัง# ออกเป็ นพระราชบัญญัติกองทุนหมู่บา้ นและชุมชนเมืองแห่งชาติ พ.ศ.2547 แต่ปัจจุบนั ปั ญหาความยากจนซึ# งเป็ น เป้ าหมายที#วางไว้ก็ยงั มิได้ลดน้อยลง หนี2สินภาคประชาชนเพิ#มพูนขึ2น ดังนั2นจึงควรมีการศึกษาอย่างเป็ นระบบเพื#อ ศึกษาความพึงพอใจที#แท้จริ งของประชาชนที#กเู้ งินกองทุนหมู่บา้ นและแสวงหาแนวทางแก้ไขปั ญหาหนี2สินภาค ประชาชนให้หมดสิ2 นไปในที#สุด

2. วัตถุประสงค์ 2.1 เพื#อศึกษาถึงลักษณะความพึงพอใจในการกูเ้ งินกองทุนหมู่บา้ นฯ ของประชาชนในเขตตําบลบ้านนา อําเภอเมือง จังหวัดชุมพร 2.2 เพื#อศึกษาหาสาเหตุหรื อปั จจัย ที#ทาํ ให้ประชาชนมีความพึงพอใจและไม่พึงพอใจในการกูเ้ งินกองทุน หมู่บา้ น ของประชาชนในเขตตําบลบ้านนา อําเภอเมือง จังหวัดชุมพร


-483. ขอบเขตของการศึกษาวิจัย 3.1 การศึกษาครั2งนี2 ผูศ้ ึกษาได้กาํ หนดพื2นที#ศึกษาเฉพาะเขตตําบลบ้านนา อําเภอเมือง จังหวัดชุมพร ตั2งแต่ เดือนมกราคม 2550 ถึงเดือนมกราคม 2551 เป็ นระยะเวลา 1 ปี 3.2 ผูศ้ ึกษาได้เลือกกลุ่มตัวอย่างการวิจยั จากประชาชนที#กเู้ งินกองทุนหมู่บา้ น ทั2งที#เป็ นคณะกรรมการ กองทุนและสมาชิกกองทุน โดยจําแนกเป็ น 3 กลุ่มอายุ ได้แก่ อายุ 20-40 ปี , อายุ 40-60 ปี และอายุ 61 ปี ขึ2นไป ใน อัตราส่ วนกลุ่มละเท่า ๆ กัน 3.3 ผูศ้ ึกษามุ่งเน้นการศึกษาไปที#ความพึงพอใจในการกูเ้ งิน การบริ หารจัดการกองทุน และผลดีผลเสี ยที# เกิดกับชุมชนหลังจากมีกองทุนหมู่บา้ นเกิดขึ2นมา

4. ประโยชน์ ของการศึกษาวิจัยทีค8 าดว่ าจะได้ รับ 4.1 เพื#อทราบลักษณะความพึงพอใจในการกูเ้ งินกองทุนหมู่บา้ นฯ ของประชาชนในเขต ตําบลบ้านนา อําเภอเมือง จังหวัดชุมพร 4.2 เพื#อทราบถึงหาสาเหตุหรื อปั จจัย ที#ทาํ ให้ประชาชนมีความพึงพอใจและไม่พึงพอใจในการกูเ้ งินกองทุน หมู่บา้ น ของประชาชนในเขตตําบลบ้านนา อําเภอเมือง จังหวัดชุมพร

บทที8 2 การทบทวนวรรณกรรม 5. กรอบแนวคิด ทฤษฎี และตัวแบบทีเ8 กีย8 วข้ อง ในการศึกษาความพึงพอใจของประชาชนในการกูเ้ งินกองทุนหมู่บา้ นฯ : กรณี ศึกษา ตําบลบ้านนา อําเภอ เมือง จังหวัดชุมพร ผูศ้ ึกษาได้ศึกษาแนวคิด ทฤษฎี เอกสารทางวิชาการและตัวแบบที#เกี#ยวข้อง เพื#อเป็ นกรอบและ แนวทางในการศึกษา ดังต่อไปนี2 5.1 นโยบายกองทุนหมู่บา้ นและชุมชนเมืองแห่งชาติ มีวตั ถุประสงค์ในการดําเนินการดังนี2 5.1.1 เป็ นแหล่งเงินทุนหมุนเวียนในหมู่บา้ นและชุมชนเมือง สําหรับการลงทุนเพื#อพัฒนาอาชีพ สร้างงานสร้างรายได้ การลดรายจ่าย การบรรเทาเหตุฉุกเฉิ นและจําเป็ นเร่ งด่วน 5.1.2 ส่ งเสริ มและพัฒนาหมู่บา้ นและชุมชนเมืองให้มีขีดความสามารถ ในการจัดระบบและบริ หาร จัดการเงินทุนของตนเอง 5.1.3 เสริ มสร้างกระบวนการพึ#งพาตนเองในด้านการเรี ยนรู ้ การสร้างและพัฒนาความคิดริ เริ# ม เพื#อการแก้ไขปั ญหาและเสริ มสร้างศักยภาพและส่ งเสริ มเศรษฐกิจพอเพียงในหมู่บา้ นและชุมชนเมือง 5.1.4 กระตุน้ เศรษฐกิจในระดับฐานรากของประเทศ รวมทั2งเสริ มสร้างภูมิคุม้ กันทางเศรษฐกิจ และสังคมของประเทศในอนาคต 5.1.5 เสริ มสร้างศักยภาพและความเข้มแข็ง ทั2งทางด้านเศรษฐกิจและสังคมของประชาชนใน หมู่บา้ นและชุมชนเมือง 5.2 แนวคิดเรื# องเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวง กรอบแนวคิด กลยุทธ์พ2ืนฐานการพัฒนาแบบพึ#งพาตนเอง เป็ นจุดกําเนิดของโครงการเศรษฐกิจชุมชนและ โครงการกองทุนหมู่บา้ นและชุมชนเมือง


-49"เศรษฐกิจพอเพียง” หรื อ “ระบบเศรษฐกิจที#พ# ึงตนเองได้” (อ้างใน สรรเสริ ญ วงศ์ชะอุ่ม, 2543) หมายถึง ความสามารถของชุมชน เมือง รัฐ ประเทศ ภูมิภาคหนึ#ง ๆ ในการผลิตสิ นค้าและบริ การเพื#อเลี2ยงสังคมนั2น ๆ ได้ โดยพยายามหลีกเลี#ยงที#จะต้องพึ#งพาปั จจัยต่าง ๆ ที#เราไม่ได้เป็ นเจ้าของ กลยุทธ์การพัฒนาแบบพึ#งพาตนเอง หมายถึง ประโยชน์ร่วมกันทางการค้าและการร่ วมมือกัน ตลอดจนการ กระจายกลับของทรัพยากรที#มีความเป็ นธรรมมากขึ2น เพื#อตอบสนองต่อความจําเป็ นพื2นฐานด้วยความมัน# ใจใน ตนเอง โดยการพึ#งพาทรัพยากรธรรมชาติและทรัพยากรมนุษย์ของตนเอง ตลอดจนสมรรถนะของการกําหนด จุดมุ่งหมายและการตัดสิ นใจอย่างมีอธิ ปไตย ประการที#สาํ คัญคือ จะต้องลดการพึ#งพาอิทธิ พลและอํานาจจาก ภายนอกเพื#อลดภาระกดดันทางการเมือง

6. นิยามศัพท์ ปัจจัยด้ านบุคคล หมายถึง ประชาชนที#มีคุณสมบัติ ได้แก่ เพศ อายุ ระดับการศึกษา อาชีพ รายได้ ตําแหน่ง ในกองทุนหมู่บา้ น ความพึงพอใจของประชาชน หมายถึง ประชาชนได้รับเงินกูก้ องทุนหมู่บา้ น จํานวนเพียงพอต่อการลงทุน ใช้จ่ายตรงตามวัตถุประสงค์ในการลงทุน มีความโปร่ งใสเป็ นธรรม ภายหลังจากได้กเู้ งินแล้วทําให้คุณภาพชีวิตใน ครัวเรื อนดีข2 ึน ภาระหนี2สินในและนอกระบบของครัวเรื อนลดลง

7. กรอบความคิดในการวิจัย ตัวแปรอิสระ

ตัวแปรตาม ความพึงพอใจของประชาชนในการ ได้กเู้ งินกองทุนหมู่บา้ น - มาก - ปานกลาง - น้อย

ปัจจัยส่ วนบุคคล - เพศ - อายุ - ระดับการศึกษา - อาชีพ - รายได้ - ตําแหน่งในกองทุน

ตัวแปรอิสระ X1 X2 X3 X4

= = = =

เพศ อายุ ระดับการศึกษา อาชีพ

X5 = รายได้ต่อเดือน X6 = ตําแหน่งในกองทุน

ชาย 20 – 40 ปี มัธยมต้นหรื อตํ#ากว่า เกษตรกร รับราชการ ตํ#ากว่า 5,000 บาท กรรมการกองทุน

หญิง 41 – 60 ปี 61 ปี ขึ2นไป มัธยมปลาย – อนุปริ ญญา ปริ ญญาตรี ข2 ึนไป รับจ้าง ค้าขาย อื#น ๆ 5,000 –10,000 บาท สู งกว่า 10,000 บาท สมาชิกกองทุน


-50ตัวแปรตาม Y = ความพึงพอใจของประชาชนในการได้กเู้ งินกองทุนหมู่บา้ น - ได้เงินกูจ้ าํ นวนเพียงพอต่อการลงทุน มาก ปานกลาง - ใช้เงินกูต้ รงตามวัตถุประสงค์ในการลงทุน มาก ปานกลาง - ได้รับบริ การให้กเู้ งินอย่างโปร่ งใสเป็ นธรรม มาก ปานกลาง - หลังจากได้กทู้ าํ ให้คุณภาพชีวติ ในครัวเรื อนดีข2 ึน มาก ปานกลาง - หลังจากได้กทู้ าํ ให้ภาระหนี2สินในและนอกระบบของครัวเรื อนลดลง มาก ปานกลาง

น้อย น้อย น้อย น้อย น้อย

8. สมมติฐาน 8.1 8.2 8.3 8.4 8.5 8.6

เพศหญิงมีความพึงพอใจในการได้กเู้ งินกองทุนหมู่บา้ นฯมากกว่าเพศชาย ความแตกต่างของอายุมีผลต่อความพึงพอใจในการกูเ้ งินของกองทุนหมู่บา้ นฯ ความแตกต่างด้านการศึกษามีผลต่อความพึงพอใจในการกูเ้ งินของกองทุนหมู่บา้ นฯ ความแตกต่างด้านอาชีพมีผลต่อความพึงพอใจในการกูเ้ งินของกองทุนหมู่บา้ นฯ ความแตกต่างด้านรายได้มีผลต่อความพึงพอใจในการกูเ้ งินของกองทุนหมู่บา้ นฯ ตําแหน่งในกองทุนมีผลต่อความพึงพอใจในการกูเ้ งินของกองทุนหมู่บา้ นฯ

บทที8 3 ระเบียบวิธีวจิ ัย การศึกษาวิจยั เรื# อง ความพึงพอใจของประชาชนในการกูเ้ งินกองทุนหมู่บา้ นฯ : กรณี ศึกษา ตําบลบ้านนา อําเภอเมือง จังหวัดชุมพร เพื#อให้การศึกษาวิจยั บรรลุผลตามวัตถุประสงค์ของการวิจยั ผูศ้ ึกษาจึงได้กาํ หนด วิธีดาํ เนินการวิจยั ดังนี2

9. หน่ วยในการวิเคราะห์ หน่วยในการวิเคราะห์ศึกษาครั2งนี2 คือปั จเจกบุคคล ซึ# งได้แก่คณ���กรรมการและสมาชิกกองทุนหมู่บา้ นที#ได้ กูเ้ งินกองทุนหมู่บา้ นในเขตตําบลบ้านนา อําเภอเมือง จังหวัดชุมพร

10. เครื8องมือในการเก็บรวบรวม 10.1 ลักษณะของการสร้ างเครื8องมือ เครื# องมือที#ใช้ในการวิจยั ครั2งนี2 คือ แบบสอบถามที#ผศู ้ ึกษาได้กาํ หนด ขึ2น 1 ชุด แบ่งออกเป็ น 2 ตอน ได้แก่ ตอนที8 1 เป็ นแบบสอบถามเกี#ยวกับข้อมูลสถานภาพส่ วนบุคคล คือ เพศ อายุ การศึกษา อาชีพ และ รายได้ต่อเดือน ซึ# งข้อมูลเหล่านี2เป็ นตัวแปรอิสระ ตอนที8 2 เป็ นแบบทดสอบที#ใช้วดั ความพึงพอใจของผูต้ อบแบบสอบถามในการกูเ้ งินกองทุนหมู่บา้ น ซึ# ง เป็ นตัวแปรตาม จํานวน 5 ข้อ โดยเป็ นแบบสอบถามความพึงพอใจในด้านต่าง ๆ ได้แก่ ได้เงินกูจ้ าํ นวนเพียงพอต่อ การลงทุน ได้ใช้เงินตรงตามวัตถุประสงค์ ได้รับการบริ การให้กอู้ ย่างเป็ นธรรมโปร่ งใส หลังจากได้กแู้ ล้วทําให้ คุณภาพชีวติ ในครัวเรื อนดีข2 ึน และหลังจากได้กแู้ ล้วสามารถปลดหนี2นอกระบบทําให้ภาระหนี2สินในภาพรวมของ ครัวเรื อนลดลง


-5110.2 การสร้ างเครื8องมือ เครื# องมือที#ใช้ในการวิจยั ครั2งนี2 คือ แบบสอบถาม ซึ# งผูศ้ ึกษาได้สร้างขึ2นตามลําดับ ขั2นตอน ดังนี2 2.1 ศึกษาเอกสารงานวิจยั ที#มีโครงสร้างใกล้เคียงกับการศึกษาวิจยั ในครั2งนี2 เพื#อทราบรู ปแบบและ รายละเอียดของเครื# องมือ 2.2 อาศัยกรอบแนวความคิดจากการทบทวนเอกสารต่าง ๆ ที#เกี#ยวข้องมาสร้างแบบสอบถาม และ แบบทดสอบความพึงพอใจในการกูเ้ งินกองทุนหมู่บา้ นฯ ของประชาชนในเขตตําบลบ้านนา อําเภอเมือง จังหวัด ชุมพร 10.3 การหาความเที8ยงตรงของแบบสอบถาม ผูศ้ ึกษานําแบบสอบถามที#สร้างเสร็ จแล้วทั2งฉบับ เสนอต่อ อาจารย์ที#ปรึ กษา เพื#อตรวจสอบและเสนอแนะในการปรับปรุ งให้สมบูรณ์ก่อนนําไปใช้เก็บข้อมูล

11. การวัดตัวแปร ในส่ วนของแบบสอบถามตอนที# 2 ซึ# งเป็ นแบบสอบถามทดสอบความพึงพอใจในการกูเ้ งินกองทุน หมู่บา้ น ซึ# งแบ่งออกเป็ น 5 ข้อ ผูศ้ ึกษาได้กาํ หนดเกณฑ์การให้คะแนน ดังนี2 11.1 เกณฑ์การให้คะแนนในแต่ละข้อ - พึงพอใจมาก ให้ 3 คะแนน - พึงพอใจปานกลาง ให้ 2 คะแนน - พึงพอใจน้อย ให้ 1 คะแนน 11.2 เกณฑ์วดั ความพึงพอใจของประชาชนในการได้กเู้ งินกองทุนหมู่บา้ น 11.2.1 ได้เงินกูจ้ าํ นวนเพียงพอต่อการลงทุน มาก (3) ปานกลาง (2) น้อย (1) 11.2.2 ใช้เงินกูต้ รงตามวัตถุประสงค์ในการลงทุน มาก (3) ปานกลาง (2) น้อย (1) 11.2.3 ได้รับบริ การให้กเู้ งินอย่างโปร่ งใสเป็ นธรรม มาก (3) ปานกลาง (2) น้อย (1) 11.2.4 หลังจากได้กทู้ าํ ให้คุณภาพชีวติ ในครัวเรื อนดีข2 ึน มาก (3) ปานกลาง (2) น้อย (1) 11.2.5 หลังจากได้กทู้ าํ ให้ภาระหนี2สินในและนอกระบบของครัวเรื อนลดลง มาก (3) ปานกลาง (2) น้อย (1)

ผู้ทไี8 ด้ คะแนน 11 - 15 ผู้ทไี8 ด้ คะแนน 6 - 10 ผู้ทไี8 ด้ คะแนน 1 - 5

พึงพอใจมาก พึงพอใจปานกลาง พึงพอใจน้ อย

12. การเก็บรวบรวมข้ อมูล ในการเก็บรวบรวมข้อมูลนั2น ผูศ้ ึกษาได้นาํ แบบสอบถามลงสํารวจด้วยตนเองในวันประชุมหมู่บา้ นของแต่ ละหมู่บา้ น และลงพื2นที#สาํ รวจซ่อมเสริ มในวันอื#น ๆ เพื#อจะได้อธิ บายถึงขั2นตอนและวัตถุประสงค์ในการทําการวิจยั ให้ผตู ้ อบแบบสอบถามได้เข้าใจ โดยวางเป้ าหมายสุ่ มตัวอย่างหมู่บา้ นละ 30 คน ให้กระจายตามกลุ่มอายุกลุ่มละ 10 คน โดยประมาณ เมื#ออธิ บายเสร็ จแล้วจึงให้ตอบแบบสอบถามแล้วรอรับกลับคืน


-5213. การประมวลผลและการวิเคราะห์ ข้อมูล 13.1 สถิติทใี8 ช้ ในการวิเคราะห์ ข้อมูล 13.1.1 คํานวณหาค่าร้อยละ เพื#อใช้บรรยายลักษณะทัว# ไปและความพึงพอใจของประชาชนในการกู้ เงินกองทุนหมู่บา้ น จํานวนผูต้ อบแบบสอบถามในข้อนั2น x 100 ร้อยละ = จํานวนผูต้ อบแบบสอบถามในข้อนั2นทั2งหมด

13.1.2 เงินกองทุนหมู่บา้ น

คํานวณหาค่าเฉลี#ย เพื#อหาค่าเฉลี#ยของระดับคะแนนความพึงพอใจของประชาชนในการกู้

เมื#อ

X = X ∑ fx N

∑ fx N แทนค่าเฉลี#ย แทนผลรวมของคะแนนทุกจํานวน แทนจํานวนผูต้ อบแบบสอบถามทั2งหมด

13.2 สถิติทใี8 ช้ ในการทดสอบสมมติฐาน ใช้ค่า t – test ในการหาความแตกต่างระหว่างค่าเฉลี#ยของตัวแปร มากกว่า 2 กลุ่ม วัดความ แปรปรวนทางเดียว (One-way ANOOVA) ซึ# งใช้ทดสอบค่า F (F – test) 13.3 การวิเคราะห์ ข้อมูล ผูศ้ ึกษานําข้อมูลไปวิเคราะห์ดว้ ยเครื# องคอมพิวเตอร์ โดยใช้โปรแกรม SPSS PC+ เพื#อคํานวณหาค่าต่าง ๆ ดังนี2 13.3.1 หาค่าความถี#และร้อยละของข้อมูลทัว# ไปของประชาชนที#กเู้ งินกองทุนหมู่บา้ นฯ ในเขต ตําบลบ้านนา อําเภอเมือง จังหวัดชุมพร คือ เพศ อายุ การศึกษา อาชีพ รายได้ต่อเดือน 13.3.2 หาค่าความถี#และร้อยละของความพึงพอใจของประชาชน ในการกูเ้ งินกองทุนหมู่บา้ นฯ ใน เขตตําบลบ้านนา อําเภอเมือง จังหวัดชุมพร 13.3.3 หาค่า t – test เพื#อเปรี ยบเทียบความแตกต่างของความพึงพอใจของประชาชนในแต่ละ ช่วงอายุคือ อายุ 20-40 ปี , อายุ 40-60 ปี และอายุ 61 ปี ขึ2นไป เพื#อใช้เป็ นข้อมูลในการพัฒนากองทุนต่อไป


-53-

แบบสอบถามความคิดเห็นเกีย8 วกับความพึงพอใจของประชาชนในการกู้เงิน กองทุนหมู่บ้านฯ : กรณีศึกษาตําบลบ้ านนา อําเภอเมือง จังหวัดชุ มพร คําชีUแจงแบบสอบถาม : กรุ ณาตอบแบบสอบถามข้างล่างนี2ดว้ ยความรอบคอบที#สุด โดยให้เลือกกาเพียงหนึ#งข้อ ในแต่ละคําถาม เลขที#แบบสอบถาม…………………. (สําหรับผูว้ ิจยั )

columns 1, 2, 3

ก.ข้ อมูลส่ วนบุคคล 1. เพศ

ชาย (1) 2. อายุ

20 - 40 ปี (1) 3. ระดับการศึกษา

มัธยมต้นหรื อตํ#ากว่า (1) 4. อาชีพ

เกษตรกร (1)

รับราชการ (4) 5. รายได้ต่อเดือน

ตํ#ากว่า 5,000 บาท (1) 6. ตําแหน่งในกองทุนหมู่บา้ นฯ

กรรมการกองทุน (1)

4

หญิง (2) 5

41 - 60 ปี (2)

61 ปี ขึ2นไป (3) 6

มัธยมปลาย-อนุปริ ญญา (2) ปริ ญญาตรี ข2 ึนไป (3) 7

รับจ้าง (2)

อื#น ๆ (5)

ค้าขาย (3) 8

5,000 - 10,000 บาท (2)

สู งกว่า 10,000 บาท (3) 9

สมาชิกกองทุน (2)

ข.ข้ อมูลเกีย8 วกับความพึงพอใจในการกู้เงินกองทุนหมู่บ้านฯ 7. ได้เงินกูจ้ าํ นวนเพียงพอต่อการลงทุน 10

มาก (3)

ปานกลาง (2)

น้อย (1) 8. ใช้เงินกูต้ รงตามวัตถุประสงค์ในการลงทุน 11

มาก (3)

ปานกลาง (2)

น้อย (1) 9. ได้รับบริ การให้กเู้ งินอย่างโปร่ งใสเป็ นธรรม 12

มาก (3)

ปานกลาง (2)

น้อย (1) 10. หลังจากได้กเู้ งินแล้วทําให้คุณภาพชีวติ ในครัวเรื อนดีข2 ึน 13

มาก (3)

ปานกลาง (2)

น้อย (1) 11. หลังจากได้กเู้ งินแล้วทําให้ภาระหนี2สินในและนอกระบบของครัวเรื อนลดลง 14

มาก (3)

ปานกลาง (2)

น้อย (1) 12. ข้อเสนอแนะอื#น ๆ ……………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………….


-54-

โครงร่ างผลงานวิจัย (แก้ ไขเพิม8 เติม) การศึกษาความพึงพอใจของประชาชนในการกู้เงินกองทุนหมู่บ้านฯ : กรณีศึกษา ตําบลบ้ านนา อําเภอเมือง จังหวัดชุมพร 6. นิยามศัพท์ ปัจจัยด้ านบุคคล หมายถึง ประชาชนที#มีคุณสมบัติ ได้แก่ เพศ อายุ ระดับการศึกษา อาชีพ รายได้ ตําแหน่ง ในกองทุนหมู่บา้ น ความพึงพอใจของประชาชน หมายถึง ประชาชนได้รับการบริ การใน 3 ด้าน ได้แก่ ด้านที#หนึ#งการได้รับ เงินกูก้ องทุนหมู่บา้ น จํานวนเพียงพอต่อการลงทุน สามารถต่อยอดตามวัตถุประสงค์ที#ตอ้ งการ ภายหลังจากได้กเู้ งิน แล้วทําให้คุณภาพชีวติ ในครัวเรื อนดีข2 ึน สามารถปลดหนี2นอกระบบทําให้ภาระหนี2สินในครัวเรื อนลดลง ด้านที#สอง การบริ หารจัดการกองทุนหมู่บา้ น ได้แก่ คณะกรรมการมีความรู ้ความสามารถ บริ หารจัดการอย่างโปร่ งใส ตรวจสอบได้ ติดต่อง่ายและเป็ นธรรม มีสวัสดิการให้กบั สมาชิกอย่างทัว# ถึง มีระเบียบปฏิบตั ิและมีแผนการ ดําเนินงานชัดเจน และด้านที#สาม ได้แก่ ภาพรวมของกองทุนหมู่บา้ น สามารถช่วยเหลือทางการเงินในกรณี เร่ งด่วน ได้ ช่วยเหลือการพัฒนาหมู่บา้ น ไม่ทาํ ให้เกิดความแตกแยกในหมู่บา้ น และมีความรู ้สึกว่าควรให้กองทุนมีอยูต่ ่อไป

7. กรอบความคิดในการวิจัย ตัวแปรอิสระ

ตัวแปรตาม ความพึงพอใจของประชาชนในการ ได้กเู้ งิน การบริ หารจัดการกองทุน และภาพรวมของกองทุนหมู่บา้ น - มาก - ปานกลาง - น้อย

ปัจจัยส่ วนบุคคล - เพศ - อายุ - ระดับการศึกษา - อาชีพ - รายได้ - ตําแหน่งในกองทุน

ตัวแปรอิสระ X1 X2 X3 X4

= = = =

เพศ อายุ ระดับการศึกษา อาชีพ

X5 = รายได้ต่อเดือน

ชาย 20 – 40 ปี มัธยมต้นหรื อตํ#ากว่า เกษตรกร รับราชการ ตํ#ากว่า 5,000 บาท

หญิง 41 – 60 ปี 61 ปี ขึ2นไป มัธยมปลาย – อนุปริ ญญา ปริ ญญาตรี ข2 ึนไป รับจ้าง ค้าขาย อื#น ๆ 5,000 –10,000 บาท สู งกว่า 10,000 บาท


-55X6 = ตําแหน่งในกองทุน

กรรมการกองทุน

สมาชิกกองทุน

ตัวแปรตาม Y = 1. ความพึงพอใจของประชาชนในการได้กเู้ งินกองทุนหมู่บา้ น - ได้เงินกูจ้ าํ นวนเพียงพอต่อการลงทุน มาก - สามารถต่อยอดการลงทุนตามวัตถุประสงค์ มาก - หลังจากได้กทู้ าํ ให้คุณภาพชีวติ ในครัวเรื อนดีข2 ึน มาก - หลังจากได้กสู้ ามารถปลดหนี2นอกระบบ ภาระหนี2สิน มาก ในครัวเรื อนลดลง - หลังจากครบกําหนดสัญญากูส้ ามารถคืนเงินกู้ ดอกเบี2ย มาก และเหลือเงินส่ วนหนึ#งเป็ นทุน 2. ความพึงพอใจของประชาชนในการได้กเู้ งินกองทุนหมู่บา้ น - คณะกรรมการโดยรวมมีความรู ้ความสามารถ มาก - บริ หารอย่างโปร่ งใส ตรวจสอบได้ มาก - สะดวก ติดต่อง่าย เป็ นธรรมกับสมาชิกทุกคน มาก - จัดสวัสดิการได้อย่างทัว# ถึงเป็ นธรรม มาก - มีระเบียบปฏิบตั ิและแผนการดําเนิ นงานชัดเจน มาก 3. ความพึงพอใจของประชาชนในภาพรวมของกองทุนหมู่บา้ น - สามารถช่วยเหลือทางการเงินในกรณี เร่ งด่วน มาก - สามารถช่วยเหลือการพัฒนาหมู่บา้ นได้มากขึ2น มาก - ทําให้มีแหล่งเงินทุนที#เป็ นประโยชน์ต่อหมู่บา้ น มาก - ทําให้เกิดความแตกแยกในหมู่บา้ นมากขึ2น มาก - ควรมีกองทุนหมู่บา้ นไว้ในหมู่บา้ นต่อไป มาก

ปานกลาง ปานกลาง ปานกลาง ปานกลาง

น้อย น้อย น้อย น้อย

ปานกลาง

น้อย

ปานกลาง ปานกลาง ปานกลาง ปานกลาง ปานกลาง

น้อย น้อย น้อย น้อย น้อย

ปานกลาง ปานกลาง ปานกลาง ปานกลาง ปานกลาง

น้อย น้อย น้อย น้อย น้อย

12. การวัดตัวแปร ตัวแปรอิสระ X1 X2 X3 X4

= = = =

เพศ อายุ ระดับการศึกษา อาชีพ

X5 = รายได้ต่อเดือน X6 = ตําแหน่งในกองทุน

ชาย 20 – 40 ปี มัธยมต้นหรื อตํ#ากว่า เกษตรกร รับราชการ ตํ#ากว่า 5,000 บาท กรรมการกองทุน

หญิง 41 – 60 ปี 61 ปี ขึ2นไป มัธยมปลาย – อนุปริ ญญา ปริ ญญาตรี ข2 ึนไป รับจ้าง ค้าขาย อื#น ๆ 5,000 –10,000 บาท สู งกว่า 10,000 บาท สมาชิกกองทุน


-56ตัวแปรตาม Y = 1. ความพึงพอใจของประชาชนในการได้กเู้ งินกองทุนหมู่บา้ น - ได้เงินกูจ้ าํ นวนเพียงพอต่อการลงทุน มาก (3) - สามารถต่อยอดการลงทุนตามวัตถุประสงค์ มาก (3) - หลังจากได้กทู้ าํ ให้คุณภาพชีวติ ในครัวเรื อนดีข2 ึน มาก (3) - หลังจากได้กสู้ ามารถปลดหนี2นอกระบบ ภาระหนี2สิน มาก (3) ในครัวเรื อนลดลง - หลังจากครบกําหนดสัญญากูส้ ามารถคืนเงินกู้ ดอกเบี2ย มาก (3) และเหลือเงินส่ วนหนึ#งเป็ นทุน 2. ความพึงพอใจของประชาชนในการได้กเู้ งินกองทุนหมู่บา้ น - คณะกรรมการโดยรวมมีความรู ้ความสามารถ มาก (3) - บริ หารอย่างโปร่ งใส ตรวจสอบได้ มาก (3) - สะดวก ติดต่อง่าย เป็ นธรรมกับสมาชิกทุกคน มาก (3) - จัดสวัสดิการได้อย่างทัว# ถึงเป็ นธรรม มาก (3) - มีระเบียบปฏิบตั ิและแผนการดําเนิ นงานชัดเจน มาก (3) 3. ความพึงพอใจของประชาชนในภาพรวมของกองทุนหมู่บา้ น - สามารถช่วยเหลือทางการเงินในกรณี เร่ งด่วน มาก (3) - สามารถช่วยเหลือการพัฒนาหมู่บา้ นได้มากขึ2น มาก (3) - ทําให้มีแหล่งเงินทุนที#เป็ นประโยชน์ต่อหมู่บา้ น มาก (3) - ทําให้เกิดความแตกแยกในหมู่บา้ นมากขึ2น มาก (1) - ควรมีกองทุนหมู่บา้ นไว้ในหมู่บา้ นต่อไป มาก (3)

ผู้ทไี8 ด้ คะแนน 31 - 43 ผู้ทไี8 ด้ คะแนน 18 - 30 ผู้ทไี8 ด้ คะแนน 1 - 17

พึงพอใจมาก พึงพอใจปานกลาง พึงพอใจน้ อย

ปานกลาง (2) ปานกลาง (2) ปานกลาง (2) ปานกลาง (2)

น้อย (1) น้อย (1) น้อย (1) น้อย (1)

ปานกลาง (2) น้อย (1)

ปานกลาง (2) ปานกลาง (2) ปานกลาง (2) ปานกลาง (2) ปานกลาง (2)

น้อย (1) น้อย (1) น้อย (1) น้อย (1) น้อย (1)

ปานกลาง (2) ปานกลาง (2) ปานกลาง (2) ปานกลาง (2) ปานกลาง (2)

น้อย (1) น้อย (1) น้อย (1) น้อย (3) น้อย (1)


-57-

แบบสอบถามความคิดเห็นเกีย8 วกับความพึงพอใจของประชาชนในการกู้เงิน กองทุนหมู่บ้านฯ : กรณีศึกษาตําบลบ้ านนา อําเภอเมือง จังหวัดชุ มพร คําชีUแจงแบบสอบถาม : โปรดกาเครื# องหมาย ในช่อง ข้างล่างนี2ดว้ ยความรอบคอบที#สุด โดยให้เลือก กาเพียงหนึ#งข้อในแต่ละคําถาม เลขที#แบบสอบถาม…………………. (สําหรับผูว้ ิจยั )

ก. ข้ อมูลส่ วนบุคคล 1. เพศ

ชาย 2. อายุ

20 - 40 ปี 3. ระดับการศึกษา

มัธยมต้นหรื อตํ#ากว่า 4. อาชีพ

เกษตรกร

รับราชการ 5. รายได้ต่อเดือน

ตํ#ากว่า 5,000 บาท 6. ตําแหน่งในกองทุนหมู่บา้ นฯ

กรรมการกองทุน

หญิง

41 - 60 ปี

61 ปี ขึ2นไป

มัธยมปลาย-อนุปริ ญญา

ปริ ญญาตรี ข2 ึนไป

รับจ้าง

อื#น ๆ

ค้าขาย

5,000 - 10,000 บาท

สู งกว่า 10,000 บาท

สมาชิกกองทุน

ข. ข้ อมูลเกีย8 วกับความพึงพอใจในการกู้เงินกองทุนหมู่บ้านฯ 7. ความพึงพอใจในการกูเ้ งินกองทุนหมู่บา้ นฯ ความพึงพอใจในด้ านต่ าง ๆ 7.1 ได้รับเงินกูจ้ าํ นวนเพียงพอต่อการลงทุน 7.2 หลังจากได้เงินกูแ้ ล้ว สามารถนําไปต่อยอดการลงทุนตาม วัตถุประสงค์ที#ตอ้ งการได้ 7.3 หลังจากได้เงินกูแ้ ล้ว สามารถทําให้คุณภาพชีวติ ในครัวเรื อนดีข2 ึน 7.4 หลังจากได้เงินกูแ้ ล้ว สามารถปลดหนี2สินนอกระบบ ทําให้ภาระ หนี2สินในครัวเรื อนลดลง 7.5 หลังครบกําหนดตามสัญญากูแ้ ล้ว สามารถคืนเงินต้น พร้อม ดอกเบี2ย และคงเหลือเงินผลกําไรส่ วนหนึ#งเพื#อเป็ นทุนต่อไป

ระดับของความพึงพอใจ มาก ปานกลาง น้อย


-588. ความพึงพอใจต่อการบริ หารจัดการกองทุนหมู่บา้ นฯ ความพึงพอใจในด้ านต่ าง ๆ 8.1 คณะกรรมการโดยรวม มีความรู ้ความสามารถน่าศรัทธาเชื# อถือได้ 8.2 คณะกรรมการบริ หารจัดการกองทุนหมู่บา้ นฯ อย่างโปร่ งใส และ ตรวจสอบได้ 8.3 ได้รับความสะดวกในการอนุ มตั ิเงินกู้ ติดต่อง่าย และเป็ นธรรมกับ สมาชิกทุกคน 8.4 มีการจัดสวัสดิการให้กบั สมาชิกอย่างทัว# ถึง และเป็ นธรรม 8.5 มีระเบียบปฏิบตั ิและมีแผนการดําเนินงานอย่างชัดเจน

ระดับของความพึงพอใจ มาก ปานกลาง น้อย

9. ความพึงพอใจโดยภาพรวมกองทุนหมู่บา้ นฯ ความพึงพอใจในด้ านต่ าง ๆ 9.1 กองทุนหมู่บา้ นฯ สามารถช่วยเหลือในกรณี เร่ งด่วนทางการเงินได้ เป็ นอย่างดี 9.2 กองทุนหมู่บา้ นฯ สามารถช่วยเหลือในเรื# องการพัฒนาหมู่บา้ น/ ชุมชนได้มากขึ2น 9.3 ตั2งแต่มีกองทุนหมู่บา้ นฯ ทําให้มีแหล่งเงินทุนที#มีประโยชน์ต่อ หมู่บา้ น/ชุมชน 9.4 ตั2งแต่มีกองทุนหมู่บา้ นฯ ทําให้เกิดความแตกแยกในหมู่บา้ น/ ชุมชนมากขึ2น 9.5 เห็นควรให้มีกองทุนหมู่บา้ นฯ อยูใ่ นหมู่บา้ น/ชุมชนต่อไป

ระดับของความพึงพอใจ มาก ปานกลาง น้อย

10. ปั ญหาและข้อเสนอแนะอื#น ๆ ……………………………………………………………………………………………………………………….. ……………………………………………………………………………………………………………………….. ……………………………………………………………………………………………………………………….. ……………………………………………………………………………………………………………………….. ……………………………………………………………………………………………………………………….. ……………………………………………………………………………………………………………………….. ………………………………………………………………………………………………………………………..


-59 จงเขียนโครงร่ างการวิจัยทีท8 ่ านจะใช้ เป็ นการศึกษาอิสระ ตามหลักสู ตรรัฐประศาสนศาต���์ มหาบัณฑิต สาขาวิชาการปกครองท้ องถิ8น ให้ เขียนโดยย่ อ (โจทย์ ข้อสอบเก่ าของ รศ.ดร.สมศักดิp ศรี สันติสุข)

โครงร่ างผลงานวิจัย 1. เรื8อง การศึกษาความพึงพอใจของประชาชนในการกู้เงินกองทุนหมู่บ้านฯ : กรณีศึกษา ตําบลบ้ านนา อําเภอเมือง จังหวัดชุมพร 2. ความเป็ นมา นโยบายกองทุนหมู่บา้ นและชุมชนเมือง ถือกําเนิดขึ2นมาเมื#อปี พ.ศ. 2544 เป็ นนโยบายเร่ งด่วนของรัฐบาล ในยุคนั2น มีวตั ถุประสงค์เพื#อแก้ไขปั ญหาความยากจนของประชาชน โดยมีแนวคิดว่า “เพิ#มรายได้ ลดรายจ่าย ขยายโอกาส” ซึ# งรัฐบาลคาดว่าถ้าประชาชนปฏิบตั ิได้ท2 งั สามหลักการดังกล่าวจะสามารถพ้นความยากจนไปได้ ใน ส่ วนของการเพิ#มรายได้ มีการออกนโยบายมาสนับสนุน เช่น สร้างอาชีพเสริ ม พักหนี2เกษตรกรสามปี สิ นค้าหนึ# ง ตําบลหนึ#งผลิตภัณฑ์ เป็ นต้น สําหรับการลดรายจ่ายได้พยายามรณรงค์ให้ประชาชนจัดทําบัญชีครัวเรื อน เพื#อจะได้ เห็นรายจ่ายของตนจะได้ลดการใช้จ่ายลง และในส่ วนของการขยายโอกาส รัฐบาลเล็งเห็นว่าถ้าประชาชนมีแหล่ง ทุนเป็ นของตนเองก็จะสามารถกูเ้ งินดอกเบี2ยตํ#าไปลงทุนพัฒนาอาชีพของตนเองเพื#อเพิ#มรายได้ ดังนั2นจึงโอนเงิน หนึ#งล้านบาทเข้าบัญชีกองทุนหมู่บา้ นและชุมชนเมืองจํานวนกว่า 88,000 หมู่บา้ น/ชุมชนเมืองทัว# ประเทศ เป็ นเงิน กว่า 88,000 ล้านบาท ตลอด 5 ปี ที#ผา่ นมาแต่ละหมู่บา้ นมีการพัฒนากองทุนหมู่บา้ นและชุมชนเมืองไปตามความรู ้ความสามารถ ของคณะกรรมการและมวลสมาชิกของตน โดยมีภาครัฐพยายามเข้าไปกําหนดทิศทางในการขับเคลื#อน จนกระทัง# ออกเป็ นพระราชบัญญัติกองทุนหมู่บา้ นและชุมชนเมืองแห่งชาติ พ.ศ.2547 แต่ปัจจุบนั ปั ญหาความยากจนซึ# งเป็ น เป้ าหมายที#วางไว้ก็ยงั มิได้ลดน้อยลง หนี2สินภาคประชาชนเพิ#มพูนขึ2น ดังนั2นจึงควรมีการศึกษาอย่างเป็ นระบบเพื#อ ศึกษาความพึงพอใจที#แท้จริ งของประชาชนที#กเู้ งินกองทุนหมู่บา้ นและแสวงหาแนวทางแก้ไขปั ญหาหนี2สินภาค ประชาชนให้หมดสิ2 นไปในที#สุด

3. ความสํ าคัญของปัญหา 1. ผลการศึกษาทําให้ทราบถึงลักษณะความพึงพอใจในการกูเ้ งินกองทุนหมู่บา้ นฯของประชาชนในเขต ตําบลบ้านนา อําเภอเมือง จังหวัดชุมพร 2. ผลการศึกษาทําให้ทราบปั ญหาและแนวทางแก้ไขหนี2สินภาคประชาชน อันนําไปสู่ การพัฒนากองทุน หมู่บา้ นฯอย่างมีประสิ ทธิ ภาพ

4. คําถามการวิจัย 1. ทราบถึงลักษณะความพึงพอใจในการกูเ้ งินกองทุนหมู่บา้ นฯของประชาชนเป็ นอย่างไร 2. ทําไมประชาชนบางส่ วนจึงมีความพึงพอใจ บางส่ วนไม่พึงพอใจในการกูเ้ งินกองทุนหมู่บา้ น


-605. วัตถุประสงค์ 1. เพื#อศึกษาถึงลักษณะความพึงพอใจในการกูเ้ งินกองทุนหมู่บา้ นฯ ของประชาชนในเขตตําบลบ้านนา อําเภอเมือง จังหวัดชุมพร 2. เพื#อศึกษาหาสาเหตุหรื อปั จจัย ที#ทาํ ให้ประชาชนมีความพึงพอใจและไม่พึงพอใจในการกูเ้ งินกองทุน หมู่บา้ น ของประชาชนในเขตตําบลบ้านนา อําเภอเมือง จังหวัดชุมพร

6. ประโยชน์ ทคี8 าดว่าจะได้ รับ 1. เพื#อทราบลักษณะความพึงพอใจในการกูเ้ งินกองทุนหมู่บา้ นฯ ของประชาชนในเขตตําบลบ้านนา อําเภอเมือง จังหวัดชุมพร 2. เพื#อทราบถึงหาสาเหตุหรื อปั จจัย ที#ทาํ ให้ประชาชนมีความพึงพอใจและไม่พึงพอใจในการกูเ้ งินกองทุน หมู่บา้ น ของประชาชนในเขตตําบลบ้านนา อําเภอเมือง จังหวัดชุมพร

7. นิยามศัพท์ ปัจจัยด้ านบุคคล หมายถึง ประชาชนที#มีคุณสมบัติ ได้แก่ เพศ อายุ ระดับการศึกษา อาชีพ รายได้ ตําแหน่ง ในกองทุนหมู่บา้ น ความพึงพอใจของประชาชน หมายถึง ประชาชนได้รับเงินกูก้ องทุนหมู่บา้ น จํานวนเพียงพอต่อการลงทุน ใช้จ่ายตรงตามวัตถุประสงค์ในการลงทุน มีความโปร่ งใสเป็ นธรรม ภายหลังจากได้กเู้ งินแล้วทําให้คุณภาพชีวิตใน ครัวเรื อนดีข2 ึน ภาระหนี2สินในและนอกระบบของครัวเรื อนลดลง

8. กรอบความคิดในการวิจัย ตัวแปรอิสระ

ตัวแปรตาม ความพึงพอใจของประชาชนในการได้กู้ เงินกองทุนหมู่บา้ น - มาก - ปานกลาง - น้อย

ปัจจัยส่ วนบุคคล - เพศ - อายุ - ระดับการศึกษา - อาชีพ - รายได้ - ตําแหน่งในกองทุน

ตัวแปรอิสระ X1 X2 X3 X4

= = = =

เพศ อายุ ระดับการศึกษา อาชีพ

X5 = รายได้ต่อเดือน

ชาย 20 – 40 ปี มัธยมต้นหรื อตํ#ากว่า เกษตรกร รับราชการ ตํ#ากว่า 5,000 บาท

หญิง 41 – 60 ปี 61 ปี ขึ2นไป มัธยมปลาย – อนุปริ ญญา ปริ ญญาตรี ข2 ึนไป รับจ้าง ค้าขาย อื#น ๆ 5,000 –10,000 บาท สู งกว่า 10,000 บาท


-61X6 = ตําแหน่งในกองทุน

กรรมการกองทุน

สมาชิกกองทุน

ตัวแปรตาม Y = ความพึงพอใจของประชาชนในการได้กเู้ งินกองทุนหมู่บา้ น - ได้เงินกูจ้ าํ นวนเพียงพอต่อการลงทุน มาก ปานกลาง - ใช้เงินกูต้ รงตามวัตถุประสงค์ในการลงทุน มาก ปานกลาง - ได้รับบริ การให้กเู้ งินอย่างโปร่ งใสเป็ นธรรม มาก ปานกลาง - หลังจากได้กทู้ าํ ให้คุณภาพชีวติ ในครัวเรื อนดีข2 ึน มาก ปานกลาง - หลังจากได้กทู้ าํ ให้ภาระหนี2สินในและนอกระบบของครัวเรื อนลดลง มาก ปานกลาง

น้อย น้อย น้อย น้อย น้อย

9. สมมติฐาน 1. เพศหญิงมีความพึงพอใจในการได้กเู้ งินกองทุนหมู่บา้ นฯมากกว่าเพศชาย 2. ความแตกต่างของอายุมีผลต่อความพึงพอใจในการกูเ้ งินของกองทุนหมู่บา้ นฯ 3. ความแตกต่างด้านการศึกษามีผลต่อความพึงพอใจในการกูเ้ งินของกองทุนหมู่บา้ นฯ 4. ความแตกต่างด้านอาชีพมีผลต่อความพึงพอใจในการกูเ้ งินของกองทุนหมู่บา้ นฯ 5. ความแตกต่างด้านรายได้มีผลต่อความพึงพอใจในการกูเ้ งินของกองทุนหมู่บา้ นฯ 6. ตําแหน่งในกองทุนมีผลต่อความพึงพอใจในการกูเ้ งินของกองทุนหมู่บา้ นฯ

10. การทําตารางหุ่นสํ าหรับสมมติฐาน 1. เพศ ความพึงพอใจ มาก ปานกลาง น้อย รวม

ชาย 25 35 40 100 จํานวนประชากร: (150)

หญิง 60 30 10 100 (110)

2. อายุ ความพึงพอใจ มาก ปานกลาง น้อย รวม

20 – 40 ปี 20 35 45 100 (80)

41 – 60 ปี 30 30 40 100 (120)

61 ปี ขึนU ไป 40 30 30 100 (60)


-623. ระดับการศึกษา ความพึงพอใจ มาก ปานกลาง น้อย

มัธยมต้ นหรือตํ8ากว่ า 40 35 25 100 (110)

รวม

มัธยมปลาย-อนุปริ ญญา 35 35 30 100 (100)

ปริญญาตรี ขึนU ไป 25 30 45 100 (50)

4. อาชีพ ความพึงพอใจ มาก ปานกลาง น้อย รวม

เกษตรกร 60 25 15 100 (120)

รับจ้ าง 50 30 20 100 (60)

ค้ าขาย 40 35 25 100 (40)

รับราชการ 30 40 30 100 (30)

อืน8 ๆ 25 40 35 100 (10)

5. รายได้ /เดือน ความพึงพอใจ มาก ปานกลาง น้อย รวม

ตํ8ากว่ า 5,000 บาท 25 35 40 100 (80)

5,000 – 10,000 บาท 35 35 30 100 (120)

สู งกว่ า 10,000 บาท 45 30 25 100 (60)

6. ตําแหน่ งในกองทุน ความพึงพอใจ มาก ปานกลาง น้อย รวม

กรรมการกองทุน 60 30 10 100 (90)

สมาชิ กกองทุน 25 35 40 100 (170)


-6311. หน่ วยในการวิเคราะห์ ปัจเจกบุคคล

12. เครื8องมือในการเก็บรวบรวม แบบสอบถาม

13. เครื8องมือในการเก็บรวบรวม X1 X2 X3 X4

= = = =

เพศ อายุ ระดับการศึกษา อาชีพ

X5 = รายได้ต่อเดือน X6 = ตําแหน่งในกองทุน

ชาย 20 – 40 ปี มัธยมต้นหรื อตํ#ากว่า เกษตรกร รับราชการ ตํ#ากว่า 5,000 บาท กรรมการกองทุน

หญิง 41 – 60 ปี 61 ปี ขึ2นไป มัธยมปลาย – อนุปริ ญญา ปริ ญญาตรี ข2 ึนไป รับจ้าง ค้าขาย อื#น ๆ 5,000 –10,000 บาท สู งกว่า 10,000 บาท สมาชิกกองทุน

ตัวแปรตาม Y = ความพึงพอใจของประชาชนในการได้กเู้ งินกองทุนหมู่บา้ น - ได้เงินกูจ้ าํ นวนเพียงพอต่อการลงทุน มาก (3) ปานกลาง (2) - ใช้เงินกูต้ รงตามวัตถุประสงค์ในการลงทุน มาก (3) ปานกลาง (2) - ได้รับบริ การให้กเู้ งินอย่างโปร่ งใสเป็ นธรรม มาก (3) ปานกลาง (2) - หลังจากได้กทู้ าํ ให้คุณภาพชีวติ ในครัวเรื อนดีข2 ึน มาก (3) ปานกลาง (2) - หลังจากได้กทู้ าํ ให้ภาระหนี2สินในและนอกระบบของครัวเรื อนลดลง มาก (3) ปานกลาง (2)

ผู้ทไี8 ด้ คะแนน 11 - 15 ผู้ทไี8 ด้ คะแนน 6 - 10 ผู้ทไี8 ด้ คะแนน 1 - 5

พึงพอใจมาก พึงพอใจปานกลาง พึงพอใจน้ อย

14. การประม���ลผลและการวิเคราะห์ ข้อมูล การประมวลผลข้อมูล ใช้โปรแกรมสําเร็ จรู ป SPSS การวิเคราะห์ขอ้ มูล ใช้สถิติ ร้อยละ ค่าเฉลี#ย และไคว์สแควร์

น้อย (1) น้อย (1) น้อย (1) น้อย (1) น้อย (1)


-64 (ตัวอย่ างโจทย์ ข้อสอบเก่ า ของ รศ.ดร.พีระสิ ทธิp คํานวณศิลป์ ) ผลจากการสํ ารวจวิจัยเรื8องบทบาท และการมีส่วนร่ วมของประชาชนในกิจกรรมขององค์ การบริหารส่ วนตําบล เมือ8 วิเคราะห์ ทางสถิติด้วย ค่ าร้ อยละ และทดสอบด้ วยไคสแควร์ พบผลดังตารางที8 1 ขอให้ นักศึกษาแปรผลตัวเลขใน ตารางที8 1 และบรรยายสรุปอย่ างกระชับ (ไม่ เกิน 1 หน้ า) ตารางที8 1 : การมีส่วนร่ วมของประชาชนในกิจกรรมขององค์การบริ หารส่ วนตําบล จําแนกตามขนาดของ องค์การบริ หารส่ วนตําบล ขนาดของ อบต. รวม การมีส่วนร่ วมของประชาชน (%) เล็ก (%) กลาง (%) ใหญ่ (%) มีส่วนร่ วมในการบริ หารจัดการ 20 20 15 25 มีส่วนร่ วมในกิจกรรมสังคมและวัฒนธรรม

50

40

35

42

ไม่มีส่วนร่ วม

30

40

50

33

100

100

100

100

รวม Chi-square = 29.41 ;

df = 6 ;

P < 0.05

วิธีทาํ 1. กําหนดสมมติฐาน เช่น

H0 : ตัวแปรทั2งสามเป็ นอิสระต่อกัน H1 : ตัวแปรทั2งสามมีความสัมพันธ์กนั 2. กําหนดระดับนัยสํ าคัญและเกณฑ์ การตัดสิ นใจ α = 0.05 , df = 6 , χ2ตาราง = 29.41 (โจทย์ กาํ หนดให้ ) 3. คํานวณค่ าสถิติทดสอบ ค่ าคาดหมาย (Expected Frequency) คํานวณได้ จากสู ตรดังนี  (รวม col) (รวม row) fe = รวมทั2งหมด (100) (55) = 18.33 ดังนัUน f(1,1) = f(1,2) = f(1,3) = 300 (100) (125) = 41.67 f(2,1) = f(2,2) = f(2,3) = 300 (100) (120) = 40 f(3,1) = f(3,2) = f(3,3) = 300


-65-

มีส่วนร่ วมในการบริ หารจัดการ

ขนาดของ อบต. เล็ก กลาง ใหญ่ 20 (18.33) 20 (18.33) 15 (18.33)

มีส่วนร่ วมในกิจกรรมสังคมและวัฒนธรรม

50 (41.67)

40 (41.67)

35 (41.67)

125

30 (40)

40 (40)

50 (40)

120

100

100

100

300

การมีส่วนร่ วมของประชาชน

ไม่มีส่วนร่ วม รวม

รวม 55

คํานวณค่ าสถิติทดสอบ 2 χ2 = (f0 - fe )

fe = (20 – 18.33)2 + (20 – 18.33)2 + (15 – 18.33)2 + (50 – 41.67)2 + (40 – 41.67)2 + (35 – 41.67)2 18.33 18.33 18.33 41.67 41.67 41.67 + (30 – 40)2 + (40 – 40)2 + (50 – 40)2 40 40 40 = 0.15 + 0.15 + 0.61 + 1.67 + 0.07 + 1.07 + 2.5 + 0 + 2.5 = 8.72 4. การตัดสิ นใจ Accept H0 , 8.72 < 26.41 (ยอมรั บ H0 เพราะว่ า χ2 คํานวณได้ น้ อยกว่ า χ2 ตาราง ) 5. สรุ ปผล ตัวแปรทั2งสามมีอิสระต่อกัน นัน# คือการมีส่วนร่ วมของประชาชนในกิจกรรมของ อบต.มีอิสระต่อ กันด้วยความเชื# อมัน 95 % เนื#องจากตัวแปรทั2งสามมีอิสระต่อกัน แสดงให้เห็นว่าการมีส่วนร่ วมของประชาชนในกิจกรรมของ อบต.มีอิสระต่อกัน แต่ จากผลการวิจยั จะเห็นทิศทางที#สอดคล้องกัน กล่าวคือเมื#อ อบต.มีขนาดใหญ่ข2 ึนการมีส่วนร่ วมของประชาชนจะลดลง จากตารางจะ เห็นได้วา่ อบต.ขนาดใหญ่ ประชาชนไม่มีส่วนร่ วมมากถึง 50 % ในขณะที#อตั ราการไม่มีส่วนร่ วมใน อบต.ขนาดกลาง และเล็ก อยูท่ ี# 40 % และ 30 % ตามลําดับ ซึ#งสอดคล้องกับการมีส่วนร่ วมในกิจกรรมสังคมและวัฒนธรรมที# อบต.ขนาดเล็ก ประชาชนมีส่วนร่ วม สูงกว่า อบต.ขนาดกลาง และขนาดใหญ่ ในอัตรา 50 % : 40 % : 35 % ในขณะที#การมีส่วนร่ วมในการบริ หารจัดการก็มีแนวโน้ม ลดลงเมื#อ อบต.มีขนาดใหญ่ข2 ึน นัน# คือการมีส่วนร่ วมของ อบต.ขนาดเล็ก 20 % อบต.ขนาดกลาง 20 % และ อบต.ขนาดใหญ่ 15 % ซึ#งจากตารางการวิจยั จะเห็นว่าการมีส่วนร่ วมของประชาชนนั2น ส่วนใหญ่จะมีส่วนร่ วมในกิจกรรมด้านสังคมและ วัฒนธรรม โดยให้ความสนใจต่อการมีส่วนร่ วมในการบริ หารจัดการน้อย และยิง# อบต.มีขนาดใหญ่ข2 ึนอัตราการไม่มีส่วนร่ วมก็จะ สูงตามไปด้วย ดังนั2นหาก อบต.ไม่วา่ เล็ก กลาง หรื อใหญ่ ต้องการดึงการมีส่วนร่ วมจากประชาชนให้มากขึ2นจึงควรเน้นไปที#การมี ส่วนร่ วมทางด้านสังคมและวัฒนธรรม และควรพัฒนาการมีส่วนร่ วมของประชาชนในด้านการบริ หารจัดการให้มากขึ2น เพื#อการ พัฒนา อบต.ให้กา้ วหน้ายิง# ขึ2นและลดอัตราการไม่มีส่วนร่ วมของประชาชนให้นอ้ ยลง


Research Method in Public Administration