Issuu on Google+

1


สมุดบันทึกของคนโซ

2


ฉันอยากเขียนบทกวี ฉันอยากเขียนบทกวี บทกวีแห่งชีวิต แต่ไม่มี ไม่มีเลย ไม่มีสักคาที่สวยหรูในหัวฉัน ฉันอยากจะเขียนบทกวี บทกวีที่งดงาม ฉันอยากให้คนอ่านบทกวีแห่งความรัก และสงคราม ฉันอยากเรียบเรียงผูกมิติแห่งภาษา ดังเช่น เชคเสปียร์ แต่ไม่มี ไม่มีเลย ไม่มีสักปรัชญาในหัวฉัน ฉันเป็นเพียงแค่คนเฉยเมยและสันโดษ คนที่มองโลกด้วยตาเล็กแคบ ฉันพยายามทาทุกอย่างเพื่อเขียนบทกวี บทกวีแห่งความฝ๎น แต่ไม่มี ไม่มีเลย ไม่มีสักความฝ๎นในหัวฉัน ฉันก็แค่คนที่ไม่เข้าใจโลก เพียงคนเคร่าที่โง่งม คนอมทุกข์ โกรธแค้น และหวาดระแวง ฉันพยายามเขียนบทกวี บทกวีถึงจักรวาลและสรรพสิ่ง แต่ฉันเขียนถึงสิ่งที่ฉันไม่รู้ ไม่มีความหมายในหัวได้ไม่ ฉันหยิบกระดาษ ดินสอ ฟ๎งเพลงเพื่อพยายามเขียนบทกวี แต่ไม่มี ไม่มีเลย ไม่มีสักถ้อยคาออกจากหัวฉัน ฉันพยายามเขียนถึงสิ่งที่ยิ่งใหญ่ แต่ฉันเป็นเพียงคนโง่งมคนหนึ่ง ทาไม ฉันต้องเขียนบทกวีแห่งชีวิต ทาไม ฉันต้องเขียนบทกวีที่งดงาม ทาไม ฉันต้องเขียนบทกวีถึงความรัก และสงคราม ทาไม ฉันต้องเขียนบทกวีถึงความฝ๎น

3


ฉันไม่ต้องเขียนบทกวีถึงจักรวาลและสรรพสิ่ง บทกวีเหล่านี้ไม่มีถ้อยคาในหัวฉัน ฉันเพียงคนโง่งม เฉยเมย สันโดษ อมทุกข์ โกรธแค้น และหวาดระแวง ฉันเพียงแค่คนมองโลก ด้วยดวงตาแคบ และไร้ซึ่งถ้อยคาสวยงาม ฉันจึงเขียนได้แค่บทกวีของฉัน บทกวีของตัวตนฉัน บทกวีแห่งความโง่งม เฉยเมย สันโดษ อมทุกข์ โกรธแค้น และหวาดระแวง บทกวีแห่งการมองโลกแคบ และไร้ซึ่งถ้อยคาที่สวยงาม นั้นคือ บทกวีของฉัน ฉันเขียนบทกวี

4


วังวนแห่งความโกรธ เกลียด / โทสะ / ไม่พอใจ ถูกอัดแน่นอยู่ภายใต้ผิวหนังข้า มันเปรียบเสมือนอิฐที่ค่อยๆเพิ่มทีละก้อน จนก่อตัวขึ้นเป็นกาแพงหนา ที่ปิดกั้นข้าจากสิ่งสวยงามแห่งชีวิต แม้ข้าพยายามทุบกะเทาะมันออกเท่าไร ก็รู้สึกราวกับว่ามันจะยิ่งหนาขึ้นมากทุกที มันห้อมล้อมข้าจากด้านเดียวเป็นสีด้าน กาแพงแปรสภาพเป็นคุกมืดที่ขังจิตใจข้า ข้าโดดเดียวอ้างว้างตกอยู่ภายใต้ความเกลียดชัง ที่กดทับร่างกายข้าจนบี้แบนติดกับพื้นดินอันแห้งแล้ง ข้าเจ็บปวดรวดร้าวแสนสาหัส แต่มิอาจร้องออกมา เพราะข้ารู้ว่าศัตรูมากมายนั้นยังวนเวียนอยู่รอบกายข้า ข้ามิอาจแสดงความล้มเหลวมากมายที่อัดแน่นในชีวิต เนื่องด้วยข้านั้นยืนอยู่ในจุดที่มิสามารถทาได้ ความเกลียดชังฉุดข้าสู่มิติแห่งความเดียวดาย ความเกลียดชังเริ่มต้นจากความโกรธ ความโกรธที่มีต่อสิ่งรอบกายข้าที่สังคมปรุงแต่ง ข้าคิดว่า " ความถูกต้อง " คือการยึดติดในสิ่งที่ตนเชื่อ แต่เปล่ามันคือ " ความผิดพลาด " ยิ่งข้ายึดถือในสิ่งที่ข้าเชื่อเพียงใด ข้าก็ยิ่งรู้สึกว่า ข้ายิ่งสูญเสีย ผู้คนที่ข้ารักไปมากเท่านั้น

5


ชีวิตข้ามาถึงจุดแยกสองทาง ทางที่หนึ่งคือ ละทิ้งตัวตนเพื่อเป็นในสิ่งที่ทุกคนรัก หรือเลือกที่จะเป็นตัวเอง และละทิ้งคนที่รอบข้าง เราเกิดมาคนเดียวก็ตายคนเดียว แต่เราก็ยังต้องอยู่กับผู้คน แล้วข้าจะเดินไปทางไหน ข้ารู้สึกเดียวดายกับการใช้ชีวิตที่เต็มไปด้วยการปิดกั้น แต่ก็รู้สึกกลัวที่จะต้องเสียใจกับผู้คนที่ไม่จริงใจ วังวนแห่งความโกรธจึงจบสิ้นลงที่ความสับสนในตัวเอง ข้าไร้หนทางออกและไม่มีที่ไป ข้าขัดแย้งกับคนรอบกาย คนที่รัก และกับตัวเอง

6


นักวิ่ง ตลอดชีวิตที่ผ่านมาของข้า ข้าใช้มันไล่ตามหาตัวตนของตัวเอง ข้าไล่ตามันโดยที่ไม่เคยรู้จักรูปร่างหน้าตาของมันเลย ข้าเที่ยวไปถามผู้คนมากมายถึงรูปร่างของมัน บางคนบอกว่ามันเป็นอย่างนั้น บางคนบอกว่าอย่างนี้ ข้าล่าตามหาตัวตนของข้า ตามเบาะแสที่คนอื่นบอกข้า โดยที่ข้าไม่รู้เลยว่าขณะที่ข้าวิ่งไล่ตัวตน ในรูปร่างที่คนอื่นบอกข้าอยู่นั้น ข้ากลับวิ่งหนีตัวตนที่แท้จริงของข้าออกไปเรื่อยๆ นักวิ่งยังคงวิ่งต่อไป ต่อไป ต่อไป ต่อไป ต่อไป

7


รอบ รอบ เป็นวงกลม

OOOOOOOOOO ทาตัวเองเป็นเหมือนดวงอาทิตย์ โลกหมุนรอบตัวนาย ทาตัวเองเป็นเหมือนวงเวียนหลัก รถทุกคนในเมืองต้องวนนาย ทาตัวเองเป็นเหมือนจักรวาลแสนใหญ่ ดวงดาวนับล้านอยู่ในนาย ทาตัวเองเป็นเหมือนหลอดไฟสีส้ม แมงเม่าบินวนชนนาย ทาตัวเองเป็นเหมือนกงกรรมกงเกวียน เวรกรรมหมุนวนนาย ฉั

ที่

ป็

ลั

ผ่

กิ

ล ย ไ ป

8


คำถำม ฉันตื่นมาพบกับเช้าที่หม่องหม่น พบกับคาถามมากมายที่ถาโถม ???? มีหลายคนถาม / คาดหวัง / และกาหนด ฉันเฝ้ามองสีหน้าที่เจือปนหลากอารมณ์ของพวกนาย พวกนายผิดหวัง ต้องการ บังคับและห่วงใย อะไรก็ตามที่เกิดขึ้นในชีวิตของฉัน แม้ไม่มีความหมายหรืออาจจะมีความหมาย ฉันเชื่อว่าฉันยิ้มรับมันได้อย่างสุขใจ ในความหมายของชีวิตฉัน ฉันเฝ้านั่งฟ๎งคาถามของพวกนาย ถึงฉันผิดพลาดในการกระทาในสายตาของพวกนาย ฉันอาจเป็นเหมือนเชื้อโรคร้าย หรือไอ้โง่เง่า แต่นี้คือจิตวิญญาณของฉัน จิตวิญญาณแห่งวัยหนุ่ม ไม่ต้องมาถามถึงเหตุผลของสิ่งที่ฉันทา ฉันไม่มีคาตอบให้นาย ฉันทาในสิ่งที่รู้สึก อาจไม่มีความหมายในสายตานาย แต่ช่างแม่นายสิ

9


ช่างความคาดหวังของนายสิ ห่วยแตกในการบังคับของนายทั้งหลาย ชีวิตฉันไม่ใช่ตัวหมากในกระดานที่นายเล่น หัวใจฉันยังคงเต้น สมองฉันยังทางาน เท้าฉันยังเดินได้ ฉันอาจจะหกล้ม ฉันอาจจะเลือดออก แต่นั้นก็เข่าฉัน แต่นั้นก็เลือดฉัน ไม่ใช่ของนาย และนาย และนาย นายอ้างสิ่งใดฉันไม่ฟ๎ง ไม่ว่านายจะยกคาพูดอันแสนหอมหวานยังไง ก็ไม่แตกต่างจากคาสั่งอันเรียบง่าย นายผู้เผด็จการ แล้วทาไม หาได้ยากวะ เหตุผล ฉันอาจจะโง่ ฉันอาจจะเครา แล้วยังไง???? ชีวิตที่ไม่มีแสงไฟ ยังไงก็ชีวิต ฉันอยู่ตรงนี้แล้ว ยอมรับฉันหน่อยสิ

10


สีแดงที่หายไป สีแดงคือตัวแทนแห่งความรัก เป็นสิ่งที่ฉันขาดหายไปในช่วงชีวิต ฉันเดินผ่านผู้คนมากมาย หลายหน้าตา แต่ฉันกลับรู้สึกห่างเหิน เหมือนตัวโดดเดี่ยว เหมือนกับว่าเดินในหมอกหนา และผู้คนก็เป็นเพียงเงาลางๆในหมอกนั้น ทาไมฉันรู้สึกเช่นนั้น ฉันถามตัวเอง หาคาตอบในก้นลึกของใจตน และค้นเจอในที่สุด คาตอบที่แสนเรียบง่าย เพราะฉันนั้นขาดความกล้าในการเปิดใจ ฉันกลัวจะมอบหัวใจให้ผู้คน กลัวผิดหวัง กลัวเสียใจ กลัวสารพัด ความกลัวเหล่านั้นเป็นข้ออ้างให้ฉันปิดกันตนตลอดมา

11


เธอบอกแล้วฉันล่ะ เธอบอกให้ไหว้ + ฉันไม่ไหว้ = เธอว่าฉันบ้า เธอบอกให้กราบ + ฉันไม่กราบ = เธอว่าฉันบาป เธอบอกให้ฉันเชื่อ + ฉันไม่เชื่อ = เธอว่าฉันดื้อ เธอบอกให้ฉันทา + ฉันไม่ทา = เธอว่าฉันไม่รู้ภาษา เธอบอกให้ฉันไม่คิด + ฉันคิด = เธอว่าฉันฟุ้งซาน เธอบอกให้ฉันยึดถือ + ฉันปล่อยว่าง = เธอว่าฉันไรแนวทาง เธอบอกให้ฉันฟ๎ง + ฉันพูด = เธอว่าฉันอวดดี เธอบอกให้ฉันโกหก + ฉันพูดความจริง = เธอว่าฉันโง่ เธอบอกให้ฉันรักเงิน + ฉันรักบทกวี = เธอว่าฉันไร้สาระ เธอบอกให้ฉันรักคณิตวิทย์ + ฉันรักสังคม = เธอว่าฉันไร้อนาคต เธอบอกให้ฉันหยุดนิ่ง + ฉันก้าวเดิน = เธอว่าฉันประมาท เธอบอกให้ฉันยึดเหตุผล + ฉันยึดจิตใจ = เธอว่าฉันบ้า เธอบอกให้ฉันมีครอบครัว + ฉันไม่มี = เธอว่าฉันแปลก เธอบอกให้รักปลอดภัย + ฉันรักอันตราย = เธอว่าฉันบ้าบิ่น เธอบอกฉันต่างๆๆนาๆแล้ว+ ฉันก็ไม���ทา = เธอตัดสินฉันจากความคิดเธอ แล้วฉันล่ะ ไหนเหรอชีวิตฉัน ไหนเหรอชีวิตเธอ ไหนล่ะชีวิตเรา เราก้าวต่อไป ในเกม ที่เราไม่รู้หน้าที่ของกันและกัน

12


ขณะฉันเมาฉันพบมัน เพื่อนเอ๋ย นายกาลังพร่าเพ้อถึงสิ่งใด ความคิดนายต่อโลกช่างกล้าแกล่ง เพื่อนเอ๋ย นายและเรากาลังถกกันเรื่องอะไร ในขณะที่เรากาลังบรรลุผ่านสุรา ปรัชญาและคาคมนั้นพรั่งพรูออกมา เพื่อนเอ๋ย นายและเรากาลังตั้งคาถามต่อสิ่งทั้งโลก การศึกษาคืออะไร เรากาลังหาความหมายผ่านการแข่งขันเพื่อคะแนน การเคารพคืออะไร พระพุทธรูปคือสิ่งใด หาใช่เพียง อิฐ หิน ปูน ทรายที่ถูกสลักขึ้นแค่นั้นเหรอ เฉกเช่นการตั้งคาถามในความหมายของสถาบัน การช่วยเหลือไม่ต้องพึ่งปริญญา แล้วตอนนี้เรากาลังทาอะไรอยู่ หาใช่เพียงการเสียเงินกับสิ่งที่แสนจะว่างเปล่าเหรอ เราไม่ได้อ่านหนังสือ แต่นายให้ฉันมากกว่านั้น แล้วหลังจากผ่านห้วงอารมณ์ที่แสนจะเวียนหัวและชวนอ้วก เราก็สานึกได้ว่า เราได้อะไรมากกว่าความเมา

13


หนังสือ Open A Book…………………. หนังสือฉันอ่านวันละหลายหน้า หนังสือฉันอ่านสัปดาห์ละหลายบท หนังสือฉันอ่านเดือนละเล่ม หนังสือฉันอ่านปีละหลายจบ หนังสือแฝงด้วยตัวอักษร ตัวอักษรแห่งความรู้ที่ถูกเขียนด้วยน้าหมึก กระดาษที่ทาด้วยต้นไม้หลายร้อยต้น หนังสือ ความรู้ ฉันอ่านมัน ความรู้เดินทางเข้าสู่ตัวตนที่แสนสะอาดราวกับหน้ากระดาษที่แสนจะว่างเปล่า ฉันถูกเติมเต็มด้วยความรู้ การเมือง ปรัชญา ศิลปะ กฎหมายอยู่ในตัวฉัน ฉันรับมัน มันคือตัวฉัน ฉันอ่าน ฉันรู้ ฉันเป็น และฉันเห็น จิตวิญญาณของฉันรุมร้อนด้วยความรู้ ความคิดของฉันแหลมคมด้วยการเหลาของหนังสือ ความดามืด ความสว่าง ฉันแยกแยะ วิเคราะห์แจ้งเห็นด้วยตาสว่าง

14


ฉันสถาปนาตัวเองเป็น ป๎ญญาคน สมองฉันแข็ง ใจฉันแกร่ง มือฉันอ่อน ฉันก้าวย่างตามหนทางแห่งความรู้ นี้คือฉัน นั้นคือฉัน นี้คือเรา เร่งตามฝ๎นและไฟแห่งความรู้ในหนังสือ

15


ความผิด เธอกับฉัน เราตกลงกัน เราฉุดกันสู่กันและกัน เราสองเดินอยู่ในโลกคู่ขนาน เธอพาฉันเดินเล่นไปในบ้านของเล่นของเธอ ฉันพาเธอเข้าไปในอ่านหนังสือในห้องสมุดของฉัน วันแรกๆบ้านของเล่นของเธอไม่ได้ใหญ่ขนาดนี้ วันนั้นห้องสมุดของฉันไม่ได้มืดขนานนี้ ความชัดเจนในมิตรภาพและความสัมพันธ์ของเราดูเห็นชัด ฉันบอกเธอในสิ่งที่ฉันคิด ฉันคิดว่าเธอรับฟ๎งมันและเชื่อฉัน แต่เธอเปล่า นานวันดวงตาของเธอจับจ้องฉัน สิ่งที่เธอเห็นไม่ใช่สิ่งที่ฉันเป็น เธอสร้างฉันจากท่าทีที่ฉันทา มันก่อร่างสร้างตัว คาพูดของฉันเริ่มกลายสภาพเป็นสายลมบางๆ มันพัดผ่านโดยไร้ซึ่งไอเย็น ตัวฉันนั้นกลับเต็มไปด้วยคาโกหกและคาถามซึ่งไร้คาตอบ ความไม่แน่นอนขยายโลกคู่ขนานให้ห่างไกล ฉันปวดร้าวที่เห็นความเหินห่าง ฉันจมลงสู่คาพูดและความคิดและตัวเอง

16


จากกระดาษ หดเหลือประโยค จากประโยคหดเหลือเพียงคา เราพูดกันน้อยลงและดึงตัวเองกลับมากขึ้น คิดเองมากขึ้น ช่องวางกลายเป็นกาแพง ที่ขังฉันและเธอจากกัน หากวันหนึ่งฉันและเธอใบ้ล่ะ หากวันหนึ่งเธอและฉันไร้ซึ่งการฟ๎ง เราคงได้แค่มองกันและเห็นภาพที่เราสองจงใจสร้างขึ้นเอง เราจากคนแปลกหน้า มาสู่คนรู้จัก ก้าวไปสู่คนเคยรู้จัก และกาลังจะก้าวกลับไปสู่คนแปลกหน้าอีกครั้ง ดาวในท้องฟ้าไม่เคยสว่างเหมือนเก่า ลมหนาวไม่เคยเย็นเหมือนเดิม เธออยู่นอกชีวิตฉัน จนวันหนึ่งเขาคนนั้นก้าวเข้ามาในชีวิตเธอ และเธออีกคนก้าวเข้ามาในชีวิตฉัน เราถึงไม่รู้ว่าเรารักกันหรือแค่หวั่นไหว สายหมอกแห่งคาลวงกระจ่างชัดปิดกั้นภาพตัวเธอและฉัน เธอโกรธฉัน ฉันโกรธเธอ เราโกรธกัน ทั้งที่เคยรักกัน เราทาร้ายกันได้ด้วยคาพูด ทั้งที่เคยกอดกันด้วยความห่วงใย แล้วใครผิดหรือเราผิดทั้งคู่ แต่ฉันรู้ว่าเธอคิดว่าฉันผิด และฉันก็คิดว่าเธอผิดเช่นกัน คาสามคายังมีจานวนคาเท่าเดิม แต่คานั้นเปลี่ยนไป

17


น้าตาไหลรินปล่อยไปจมสู่ก้นบึ่งแห่งหัวใจ …. / เกลียด / …. X X X X X

18


เธอ ในวันที่ฟ้าสดใสในหมู่เมฆที่ลายตา ฉันอยู่ใต้พื้นฟ้า นั่งสบตากับแสงแดด ใจฉันดาดิ่งในภวังค์ที่อดสู เนื้อตัวฉันหมดแรงในดวงตาแหง่สวรรค์ ฉันต่อสู้ดิ้นรนในหนทาง ฉุดกระชากกามือเธอผู้อยากปล่อย ฉันรู้ ฉันมองฟ้า ฉันเห็นดาวของเธอและฉัน เธออยู่ในจักรวาลนั้น เราไร้ซึ่งทิศทางคู่กัน ฉันเองกลับไม่ยอมรับมัน ฉันรู้เธอรู้ ในคืนที่ฉันหลับตาฝ๎น ฉันเห็นเธอในชุดสีขาว เธอวิ่งอยู่ในทุ่งหญ้าเขียวขจี ใบหน้ายิ้มแย้ม โดยปราศจากฉัน ฉันผู้กามือเธอ ฉันวิ่งกระชากมือเธอ เธออยากเดินเธอสลัดมือฉัน ฝนแห่งน้าตาโปรยลงไหลลง ไหลริน จากบ่อแห่งอารมณ์ ฉันเฝ้ามองเธอที่จากไป ในสายตาพล่ามัว ฉันยังคงรักเธออยู่ ฉันยังคงคิดถึงเธออยู่ ฉันยังคงยอมเธออยู่ ฉันคนนี้ที่รักเธอ เธอไม่เคยเหรอ เธอไม่เคยที่จะคิดเลยใช่หรือเปล่า ฉันเฝ้าถาม

19


ฉันจ้องมองกระจก ในวันทีล่วงเลยไปผ่านลมและหมอกแห่งกาลเวลา ฉันจมลงสู่ตัวเอง การหายใจกลายเป็นเรื่องทรมาน โลกเปลี่ยนไป ตะวันไม่เคยเหมือนเก่า ทิศไม่เคยเหมือนเดิม ท้องฟ้าเปลี่ยนไป ไม่ย้อนคืน ฉันเองได้รู้สึกปวดราวเมื่อคิดถึงเธอ เธอผู้จากฉันไป ฉันไม่โกรธ ฉันยังเฝ้ารอเธอ เผื่อสักวัน ณ จุดตัดของเส้นขนานที่ไม่บรรจบ เธอคนนั้นจะกลับมาพร้อมด้วยคาสามคา

…. / รัก / ….

20


อ่อนแอ ฉันคิดว่าสักวันมันจะเป็น แต่วันที่ฉันเห็นมันไม่เป็นอย่างฉันหวัง ฉันเก็บตนแล้วอดทนเพื่อรอวัน เพื่อสักวันฉันจะเห็นว่ามันเป็นดังฉันฝ๎น แต่แล้วฉันเพิ่งรู้ ว่าวันคืนที่ฉันฝ๎นคงสลาย ฉันโดดเดียวและอ่อนล้า ไร้พลัง พลังฝ๎นถูกดูดกลืนในบัดดล ที่ฉันคิด ฉันก็ลืม ฉันไม่คิด ฉันเดิน วิ่ง กระโดด ตามเขาสั่ง ฉันทาไป พูดไป คิดไป ไร้ตัวตน ฉันยังอยู่คงเพราะบางอย่างไม่ใช่ตัว แล้วก็รู้ว่าฉันคงต้านไม่ไหว ฉันคิด ว่า ฉันอ่อนแอคงกระมัง ที่ลากฝ๎นของฉันที่คิดไว้ ไปลงเหว ด้วยมือที่อ่อนนุ่มของฉันเอง

21


ภาพที่ฉันยังถืออยู่และวางลงในขณะเดียวกัน กลางวันเมื่อฉันตื่น ฉันยังฝ๎น ความรุนแรง ที่แสนร้ายสาดส่องมาที่ใบหน้า เมื่อคืนนั้น ฉันยัง ยืน รับรู้ ในภาพที่ฉันอยากเห็น ชีวิต ฉันมี หลายภาพ ฉันมองมันด้วยอารมณ์ที่แตกต่าง ฉันมี ออกเดินในกลางวัน กลางทะเลทราย แห้งแล้ง แน่นิ่ง ปราศจากชีวิต เท้าฉันร้อน ฉันหมดแรง ฉันอ่อนล้า ฉันหิวน้า มองไปข้างหน้า ฉันฝ๎นที่จะเห็นบ่อน้า ฉันวาดภาพ บ่อน้าขึ้น ฉันนิยามบ่อน้ากลางทะเลทราย ฉันฝ๎นถึงมัน ปล่อยห้วงความคิด ทะลุผ่านมิติที่หนึ่ง ภาพที่ฉันอยากเห็นและคิดเกิดขึ้นในสายลมกับความหลอกลวง ฉันหลงรักในภาพเหล่านั้น ฉันมองภาพเหล่านั้นด้วยอารมณ์หลงใหล ฉันหลับตาลง และเดิน เดิน เดินและเดินต่อไป ฉันเปิดตา ฉันมองเห็น ฉันเห็นป่า ฉันเห็นเด็ก ฉันเห็น ดอกไม้ แล้วฉันก็ยังอยู่ ห้วงมิติที่ยังคงที่ไม่ไปไหน ชนเผ่าหนึ่ง ในบางเวลา แห่งความมึนเมา ยืนมองฉันในเงา ของป่า

22


ใบหน้าฉันเย็นชา ไร้ความรู้สึก ในใจฉงน แลสงสัย รูปร่างของเผ่าที่แตกต่าง ฉันคิด คิด คิด นั้น คือมิตร หรือไม่มิตร และทาไม เพื่อไร จึงมา ฉัน งง ฉัน สงสัย ฉันตั้งคาถาม ฉัน ระแวงในความแตกต่าง ฉันรับรู้ถึงเขา ถึง เรา แล���มัน ฉันแน่นิ่ง ฉันไม่ถาม ฉันเก็บ และฉันคิด แล้วฉันก็ลืม ฉันสบาย ฉันเย็น ฉันสดชื่น ฉันอยู่ในป่า ฉันอยู่กับเด็ก ฉันอยู่กับดอกไม้ เดินต่อไป ร่างที่หนาใหญ่ ของฉันทิ้ง ลงนอนกับพื้นหญ้าที่อบอุ่น และหลับลงอย่างพอใจ ฉันหายเย็น ฉันหายสดชื่น ฉันหายสบาย ฉันร้อน ฉันหลับไม่ไหว ฉันตื่น พบตัวเองนอนหลับใหล อยู่บนพื้นทรายที่แห้งแล้ง และแสบกระด่าง ลืมตา ฉันจ้องตากับแสงอาทิตย์ ดวงอาทิตย์เผชิญหน้ากับฉัน มันมองฉันด้วยสายตาราวกับฉันคือทาส และมันคือนาย เสียงสายลมที่หอบหิ้วความแห้งแล้งแห่งมิติที่หนึ่งพัดผ่านมาหาฉัน ฉันรับรู้ ฉันเห็นภาพที่ฉันอยู่ ฉันมองมันด้วยอารมณ์ที่ไม่หลงใหล

23


พลังที่ยังมีเหลือ ฉันยังคงอยู่ ยังมีชีวิต เท้าที่ร้อนพองยังคงก้าวต่อไป และเมื่อฝ๎นนั้นจบลง ฉันก็ตื่นเต็มที่ ลุกขึ้น ฉันออกเดินต่อไป เดินผ่านทางเดิน ไปสู่โต๊ะที่วางรูป ฉันหยิบรูปหนึ่งขึ้นมา ฉันจ้องมองในภาพนั้น มองดุภาพของคนหนึ่ง ฉันจ้องมองภาพหนึ่งภาพที่มีหลายภาพ ภาพอารมณ์เดียวที่มีหลายอารมณ์ ภาพที่จากไปแล้วในอีกทางหนึ่ง แต่ยังอยู่ในอีกทางหนึ่ง ภาพที่ทาในฉันหลงใหล และไม่หลงใหล ฉันวางมันลง แต่ยังถือ และวางลง แล้วก็ยังถืออยู่ วนเวียนไปโดยไร้จุดจบ เวียนวนและทุกข์ทนต่อไป

24


ศรัทธา คงจะเป็นศรัทธาที่เลือนรางในแสงไฟที่สว่างไสวยามค่าคืน คงจะเป็นความศรัทธาที่มีตัวตนในโลกสมมุติของความเมามาย คงจะเป็นความศรัทธาที่มั่นคงต่อสิ่งที่เปลี่ยนแปลงตามสภาวะอารมณ์ ฉันคงเป็นชายโง่ที่มีศรัทธาในคนหนึ่งคน อย่างไร้ข้อกังขา ฉันคงจะเป็นเพียงความโง่งมตัวแทนแห่งยุคสมัยอันเสรี ฉันยังคงเป็นตัวแทนแห่งความล้าหลังที่ยึดมั่นมากกว่าความเสรีรักสนุก กี่ครั้งที่รอยยิ้มอ่อนโยนผ่านมา กี่ครั้งที่การสนทนาที่ต่อเนื่องผ่านมา กี่ครั้งที่ฉันต้องเชื่อมั่นและศรัทธาในสิ่งเหล่านี้ กี่ครั้งที่ศรัทธาฉันถูกทาลายและถูกย่ายี ความเจ็บปวดแทบจะสิ้นเรี่ยวแรง ไร้ตัวตนจะเป็นผู้เป็นคน.ในความหวัง แต่เมื่อไร้ที่การจมน้าในทะเลแห่งความสิ้นหวัง ทาให้ฉันไม่พยายามมีชีวิตอยู่ ทุกครั้งที่ฉันกาลังจะปล่อยตัวลงสู่ก้นเหวแห่งความว่างเปล่าและไร้อารมณ์ ทุกครั้งที่ฉันกาลังจะตายจากภายใน ทุกครั้งที่กาลังจะปล่อยทุกอย่างไว้เบื้องบน แล้วจมหายไป ร่างของฉันจะถูกซัดกลับมาสู่ชายหาดด้วยคลื่นบางอย่าง ให้ฉันกลับมายืนอยู่บนแผ่นดินอีกครั้ง

25


ไม่รู้ทาไม ไม่รู้ทาไม ฉันต้องกลับมาที่เดิมเสมอ และเริ่มศรัทธาในสิ่งที่ทาลายฉันอีกครั้งเสมอ เหมือนวัฏจักรที่หนีไม่พ้น ในวังวนของศรัทธา

26


ในห้องเรียน ฉันแบกหนังสือเข้าสู่ห้องเรียน ฉันนั่งลงบนเก้าอี้และพบตัวเองเป็นเด็กเรียน ฉันนั่งจองมองผ่านฝุ่นละอองไปยังใบหน้าของคุณครู ฉันเปิดหูรับความรู้ที่ออกจากปากครู ฉันรู้ว่าครูคนไหนตั้งใจสอน ฉันรู้ว่าครูคนไหนไม่ นี้คือสิ่งที่ฉันอยากได้ หลังจากจ่ายค่าเทอมอันแสนแพง ฉันอยากได้ความรู้ จงนาความรู้มาให้ฉัน ฉันขอขอบคุณพระคุณครู ฉันจองมองดูเหนือหัวครู ฉันเห็นความมหัศจรรย์ของมนุษย์ ฉันเห็นกาลเวลาดูบีบอัดเป็นทรงกลม และเข็มหลายขนาด ฉันอยากจะเดินไปเอาพลังงานจากกาลเวลาที่ถูกบีบอัด เพื่อให้มันหยุดเดิน เพื่อให้มันนิ่ง เพื่อให้ฉันไม่รู้ถึงเวลา เวลาที่ชักจูงจิตใจฉันไปสู่สิ่งอื่นที่มิใช่อะไรที่อยู่ตรงหน้า ฉันคิดอยู่ แต่ตาฉันก็ยังจองสิ่งนั้นอยู่ ฉันรวมนับถอยหลังกับนาฬิกา บางครั้งมันช้า บางครั้งมันเร็ว บางครั้งมันธรรมดา มิใช่เวลาที่เดินผิด มันเดินเท่าเดิมเสมอ มีแต่ตัวฉันเท่านั้นที่เปลี่ยนไปบางครั้งฉันหลับในห้องเรียน

27


บางครั้งฉันคุยกันในห้องเรียน บางครั้งฉันตั้งใจเรียน ไม่ใช่เพราะกาลเวลาหรือข้าวที่กินไปในตอนเที่ยงหรือความรู้ที่ออกนอกเรื่อง แต่อาจเป็นเพราะฉัน เพราะฉัน เพราะฉัน สิ้นเวลาเรียนลงในสามชั่วโมง ฉันพบตัวเองมีความรู้จากปากครู ฉันรีบขึ้นรถกลับมา หมายจะกลับมาทบทวนมัน แต่อาจเป็นเพราะลมหรือไม่ทีพัดความขยันของฉันหายไป สิ่งเหล่านั้นหายไปเพราะแสงแดด ต้นไม้ หรือตึกรามอาคาร หรืออาจเพราะฉัน เพราะเธอหรือเพราะเขา ฉันกลับมาถึงเตียงและพบตัวเองจมลงสู่ความนิ่มนวล ฉันเข้าสู่ความมืดมิดและไร้สานึก ช่วงเวลาที่กาลเวลาไม่มีตัวตน หลงเหลือเพียงความวางเปล่า มีแค่สิ่งที่สูญหายไปในยุคเริ่มกาลเวลาเท่านั้นที่เหลืออยู่ นั้นคือ มโนภาพในฝ๎น DDDDDD

28


เราและเรา เราต่อต้านสงครามและการกดขี่ แต่เราก็ร่าสุราและยาสูบ เราต่อต้านสุราและยาสูบ แต่เราก็เรียนหนักและไร้ชีวิต เราต่อต้านพวกไร้ชีวิต แต่เราก็รักความรุนแรงและความโกลาหล เราต่อต้านความรุนแรงและความวุ่นวาย แต่เราก็รักการพูดและหลักการ เราต่อต้านบทกวี ภาพวาด และความไม่แน่นอน แต่เราก็บูชาความจริงและความแห้งแล้ง เราต่อต้านตัวเอง แต่เราก็บูชาความยิ่งใหญ่ของผู้อื่น เราต่อต้านทุกอย่าง แต่เราก็ไม่ได้ดีกว่าทุกอย่าง เราคิด ว่าเราเป็น เราจึงเป็น แต่เราก็คิดมาก เราก็เป็นมาก เราสับสน เราอับจน เราไม่รู้ แต่เรายังผูกตา และยังเดินต่อไป

29


เราเข้าอุโมงค์ แล้วเราก็หวังว่าอุโมงค์นั้นจะไร้ทางตัน แต่เราลืมไปว่าเราไม่ใช่หนูน้อยหมวกแดง เราฝ๎น ขณะที่เรายังคงตื่น แต่เราก็ไม่ตื่น ในขณะที่เราเดินทาง แต่เราก็ยังอยู่ ไม่ว่ายังไง เราก็ยังเดินทางอยู่ การเดินทางที่มุ่งสู่ปลายทางที่มีความหมาย การออกเดินที่ วิ่งหนี หลบซ่อน ไล่ล่า แต่เราก็เดินวนกลับมาที่เดิม

30


ท่ามกลาง กลางสายฝน ฉันคือ ชายที่เปียกปอน กลางทะเลทราย ฉันคือ ชายที่กระหายน้า กลางมหาสมุทร ฉันคือ ชายที่หาปลา กลางถนน ฉันคือ ชายที่ขับรถ กลางภูเขา ฉันคือ ชายที่ปีนเขา กลางวงเหล้า ฉันคือ ชายที่เมามาย กลางเสียงดนตรี ฉันคือ ชายที่เต้นรา กลางผู้คนมากมาย ฉันคือ ชายหนึ่งคน กลางตึกสูงเสียดฟ้า ฉันคือ ชายที่เป็นพนักงาน กลางห้องสอบ ฉันคือ ชายที่กาลังทาข้อสอบ กลางฝูงชนเสื้อแดง ฉันคือ ชายที่ใส่เสื้อแดง กลางฝูงชนเสื้อเหลือง ฉันคือ ชายที่ใส่เสื้อเหลือง ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลง ฉันคือ ความเปลี่ยนแปลง ท่ามกลางความไม่แน่นอน ฉันคือ ความไม่แน่นอน ท่ามกลางความหลากหลาย ฉันคือ ความหลากหลาย ท่ามกลางสิ่งหนึ่ง ฉันคือ สิ่งหนึ่งของสิ่งนั้น

แต่ท่ามกลางคนที่ยิ้ม ฉันคือ ชายที่ร้องไห้

31


กาลังฝันกลางวัน ZZZZZ

Z

ฉันฝ๎นถึงโลกในอุดมคติ โลกซึ่งสดใสซึ่งบริสุทธิ์ สะอาด และมีสุข การเมืองจะเป็นแค่เสียงกระซิบที่แผ่วเบาซึ่งอยากจะจดจา เศรษฐกิจกลายเป็นมุขตลกบนโต๊ะเล่นไผ่ กฎหมายกลายเป็นเรื่องเล่าก่อนนอของเด็กน้อย เงินทองและกระดาษจะเป็นเพียงเศษไม้ที่หล่นอยู่ตามพื้น ฉันฝ๎นถึงในวันที่กาแพงกลายเป็นเรื่องน่าขัน พรมแดนประเทศเป็นแค่ตานานปรัมปราที่ยากจะเชื่อ โลกที่ เส้นผม ดวงตา สีผิวและภาษาไม่ได้แยกเราจากกัน เพื่อนกลายเป็นทุกคน ทุกคนกลายเป็นเพื่อน รอยยิ้มคือภาษา การแบ่งป๎นคือ ความคิด ฉันเห็นโลกที่สงครามเป็นเพียงความเชื่อที่เลือนราง เฉกเช่นสวรรค์และนรก ฉันเดินออกจากบ้านที่ไม่มีประตูหรือกลอนล็อค บ้านที่หน้าต่างไม่มีกรงเหล็กไว้ป้องกัน บ้านที่���นแปลกหน้าเดินเข้ามาหยิบส้มกินในตู้เย็นได้อย่างที่ฉันไม่รู้สึกอะไร ฉันเห็นต้นไม้ที่ออกผลเป็นสิ่งของ

32


ฉันต้องการ ฉันก็ปีน ฉันก็ไปเอา แล้วฉันก็ใช้ ฉันฝ๎นถึงวันที่คาว่า ป๎จเจกบุคคลไม่ใช่ข้ออ้างในการแสวงหาความสุข ความเห็นแก่ตัวเป็นความรู้สึกที่ถูกลืม โลกที่เราอดทนและยอมรับกันมากกว่าทะเลาะกัน แล้วฉันก็ตื่น ฉันพบตัวเองนอนน้าลายไหล ฝ๎นอันแปลกประหลาดและพิศดาลเหลือล้า ฉันลุกขึ้นออกจากห้องส่วนตัวของตัวเอง ห้องที่มีประตู กลอนล็อค และหน้าต่างที่มีกรงเหล็ก ฉันลงมาพบกับแมวที่กัดกับหมาเพื่อแย่งอาหาร ให้ตายเถอะ โลกแห่งความจริงช่างสวยงาม เงินคือเรื่องสาคัญ สงครามคือ อากาศหายใจ การแก่งแย่งแข่งขัน คือ กิจวัตรประจาวัน กฎหมายเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์เหนือภูตผีและปีศาจ เศรษฐกิจเป็นรูปแบบระบบที่ไม่มีวันหลับใหล ชีวิตของคนหมุนไปตามจังหวะของกงล้อแหง่การเมือง พรมแดนประเทศถูกป้องกันด้วยกาแพง โลกที่ เส้นผม ดวงตา สีผิวและภาษาแบ่งแยกเราจากกัน โลกขับหมุนด้วยความจริง และฉันอยู่กับสิ่งเหล่านี้

33


แต่ก็มีบางวันที่ฉันจะแอบหลับในตอนกลางวัน เพื่อกลับสู่โลกที่ฉันสร้างขึ้นอีกครั้ง

34


ฉันไม่รู้ ฉันเดินมาที่หน้าประตู ด้วยหัวใจที่ใฝ่ฝ๎น ฉันยืนมองประตูทองคาที่เธอสร้างขึ้น ฉันมีหัวใจที่เพ้อฝ๎นนามธรรมไร้อุดมคติของฉัน ฉันหวังให้เธอเปิดประตูแล้วใช้มืออันแข็งแกร่งของเธอดึงฉันไป ฉันหวังจุดหมายที่นามธรรม เธอจะพาไป ฉันเห็นแสงสว่างรอดผ่านมา เห็นเงาดาของเธอปรากฏขึ้น ฉันคิดว่าใช่แล้วนั้นคือเธอที่ฉันรอคอย ฉันยื่นมืออกไป เธอจับมือฉันไว้ ฉันคิดว่านั้นคือ เธอจะพาฉันไป ตามที่ฉันหวัง ฉันถูกลากไป ฉุดไป พร้อมคาชักจูงและชวนนาของเธอ ฉันเฝ้ามองเส้นทางที่ผ่านไปและราลึกว่าสวยงาม ฉันเปล่า ฉันโกหกตัวเอง เธอพาฉันไปที่เธอพาไปได้ เท่าที่เธอทาดีแล้ว ฉันไม่ชอบ ฉันคิดว่าไม่ใช่ มันไม่ถูกต้อง ฉันผิดหวัง นี้เหรอที่เธอพาฉันไป ฉันสะบัดมือเธอและตั้งคาถาม คาตอบเธอเหมือนมีดที่เสียบอกฉัน การกระทาเหมือนค้อนที่ตอกมีดนั้นซ้าลง ฉันเหนื่อยจะเดินตามทางของเธอแล้ว ฉันไม่สนใจอีกต่อ แต่ฉันทิ้งแนวทางขอเธอไม่ได้ ฉันยังคงก้าวต่อไป โดยไร้มือเธอที่จับฉัน ฉันต้องสาเร็จในแนวทางของเธอ เพื่อการยอมรับ

ฉันหล่อเลี้ยงนามธรรมของฉันด้วยปรัชญาและหนังสือแปลก ไม่ใช่ด้วยบทเรียนและตัวอักษรตายซาก 35


ฉันไม่รู้ว่าจะยังไง ได้แต่ภาวนาให้มันผ่านไป ด้วย ความทุกข์ที่น้อยสุด

36


ผมน่าจะเดินทางกลับบ้าน ผมน่าจะเดินทางกลับบ้าน เดินทางแสนไกลด้วยเท้า เดินทางด้วยจิตวิญญาณที่บอบช้า เดินทางออกจากสถาบันแห่งความรู้ที่จางหาย แปลงกายเป็นเพียงศูนย์การค้าแห่งหนึ่ง เงินซื้อได้ ไปและแลกวิชามา ไม่มีที่ว่างให้กับจิตวิญญาณหนุ่มขบถในที่นี้ มีเพียงวิญญาณแห่งการแข่งขันที่พลุ่งพล่าน เต็มไปด้วยเสียงเพลงแห่งสถาบัน ถูกระดมด่า ว่าโง่เครา ผมน่าจะเดินทางกลับบ้าน บ้านที่สถิตแห่งวิญญาณเสรี และเสียงเพลงแห่งสุนทรียะ กลับไปอย่างผู้พ่ายแพ้ ต่อสถาบัน แต่ชนะต่อตนเอง

37


หน้ากาก หน้ากาก คือ ศีลธรรมจอมปลอม โลกนี้เต็มไปด้วยผู้คน ผู้คนที่ใบหน้าล้วนอัปลักษณ์ คนมิอาจยอมรับใบหน้าอัปลักษณ์ของตนได้ เมื่อยามพวกเขาส่องกระจก พวกเขาพยายามทุบกระจกทุกบานที่พวกเขาพบเจอ เนื่องจากไม่อยากเห็นใบหน้าที่แท้จริงของตน เมื่อเหมื่อยล้า เหลือทนจากการทาลายกระจก คนจึงสรรหาซึ่งวิธีใหม่ หมายมั่นจะซ่อนใบหน้าอัปลักษณ์ตลอดกาล คนสร้างหน้ากากอันตกแต่งด้วยสีสัน เข้าครอบทับซึ่งใบหน้าอันน่าเกลียดของตน เมื่อสวมใส่ซึ่งหน้ากากแสนสวยแล้ว คนก็แปรสภาพเป็นมนุษย์ ใบหน้าแท้จริงถูกอาพรางด้วยสีสัน ถึงแม้ว่าหน้ากากจะแสนสวยเพียงใด ถึงแม้ว่ามันจะช่วยยกระดับใบหน้าให้ดูดีเท่าใด หน้ากากก็ต้องเหม็นอับและรูหายใจก็น้อยเกินไป สักวันเมื่อถึงยามคาคืนมืดมิด ไร้ผู้คนอื่นพบเห็น มนุษย์จะแปรสถาพกลับสู่คน ถอดหนากากสีสันสวยงามออก ใบหน้าที่แท้จริงปรากฏ หน้าตาที่แสนสุดจะอัปลักษณ์ของคนก็เผยโฉมออกมา

38


แล้วเมื่อถึงคราพบปะกับผู้อื่นหรือเข้าสังคมไซร้ หน้ากากก็ถูกสวมกลับเข้าดังเดิมทันที ใบหน้าก็หายไป เหลือเพียงความดีและสีสัน อันการนี้ คือ ความจริงอันแน่แท้ในยุคทมิฬ

39


อิสระในใจ การเดินทางของฉันในครานั้น เป็นหนทางที่ยาวไกลไปทั่วถิ่น ฉันเดินทางสู่ทิศที่แปลกใหม่ เพื่อมุ่งสู่หนทางแห่งเสรี ด้วยสองมือสองเท้าและหัวใจอิสระ ไร้ซึ่งสิ่งเหนี่ยวรั้งมากมายของยุคใหม่ ตากสายลม สายฝน และแสงแดด ทั้งเหงื่อไหลพาดในยามเช้า ทั้งตัวสั่นหนาวเหน็บในค่าคืน นอนตื่นในสถานที่อันแปลกตา ยามแสงแดดของวันใหม่สาดส่อง ก็มุ่งตรงบ่ายหน้าสู่ถิ่นใหม่ เผชิญผู้แปลกหน้าลากตา พูดคุยในภาษาตามท้องถิ่น แม้ลาบากเพียงใดก็ไม่รู้สึก เพราะหัวใจอิสระไร้สิ่งเหนี่ยวรั้ง แม้เดินทางพันกิโลเมตรก็ไม่รู้สึกเปลี่ยวเหงาใจ

40


คำสนทนำ คาสนทนาที่มีความหมาย ทาให้ยาจก กลายเป็น ปราชญ์ คาสนทนาที่ไม่มีความหมาย ทาให้ กษัตริย์ กลายเป็น จาอวด

คาสนทนาที่ไร้ร่องรอยการตอบสนองทา คน กลาย เป็น ต้มไม้ตายซาก

ไม่มีอะไรในหุบเหวแห่งกาลเวลา ไม่มีอะไรในหลุมดาขนาดเล็กที่รองรับดาวเคราะห์น้อยใหญ่

ไม่มีอะไรในข้อความวันอาทิตย์ในตู้รับจดหมายขึ้นสนิม

กาลเวลาถูกละเลยในช่วงเวลาที่มีการตีกลับของปฏิกิริยาฟิวชั่นส์ กาลเวลาถูกตราตรึงในช่วงเลาที่ไร้ซึ่งการเคลื่อนไหว

ปีกแห่งอธรรมสยายออก เปิดเผยดวงตาที่ซ้อนเร้น ณ จุดนั้นที่ซึ่งความจริงถูกพลางกายเป็นเพียง ดอกหญ้าสีเทา

ณ สุดขอบจักรวาลที่เพ้อฝ๎นของมนุษย์ น้าตกแห่งความบ้าคลั่งได้จมลงสู่ความมืดมิด ไร้ซึ่งจิตวิญญาณ

ดอน กิโฆเต้ ควบฬาแห่งความวิกลจริต ผ่านทุ่งหญ้าสีเทา ประจัญบานกับฝูงเกะอย่าง โง่เครา

41


ความจริงถูกแปลงกาย ด้วยอานาจแห่งคาสนทนา ดวงตาที่โง่งม ไร้ร่องรอง แห่งเวทมนต์ ไม่อาจจะมองเห็น

เพียงสายลมที่อ่อนแรงก็กระพือ ความอ่อนไหวในดวงจิต เขาไม่ได้พิชิตหรือเข้าใกล้สิ่งใดเลย นอกจากการถอยห่างและความเลือนลาง เวทมนต์ยังคงตราตรึงกาลเวลา ตานานกลายเป็นความจริง ความจริงกลายเป็นเพียงดอกหญ้าสีเทา แรงดีดกลับมหาศาลฉุดกระชากดอนกิโฆเต้ ออกจากบางอย่างที่ปิดตาย

ความกลัวอาจจะคือคาตอบ หรือความหลอกอาจจะคือคาตอบ หรือความลังเลอาจจะคือคาตอบ อาจไม่มีคาตอบในคาสนทนา และอาจไม่มีคาถามในคาสนทนา ทุกอย่างอาจละลายลงด้วยสายน้า และถูกแช่แข็งด้วยความมึนงงและสับสน

เขาวงกตช่าง วกวน สุดหนทางจะก้าวต่อ คาสนทนาที่น่ากลัว อาจทาให้ดวงตา นั้นเปียกชื่น คาสนทนาที่ เลือนลาง อาจทาให้ความทุกข์ กลายเป็นความสุข

ความหมายคือความไม่มีความหมาย อาจไม่มีคาตอบในความหมาย เพียงแค่ เรื่องสมมุติที่เราเล่นกัน

บางอย่างทาให้ นกน่ากลัว บางอย่างทาให้นกน่ารัก

42


บางอย่างอาจเป็นอย่างเดียวกัน ในความรู้สึกของคาสนทนา

43


ถนน อรุณสวัสดิ์บรรดาความเป็นจริง ความลวง เพื่อนรักทั้งหลาย สวัสดี ความโหดร้าย บิดามารดาของข้า กราบแทบเท้ากับความศักดิ์สิทธิ์ พระเจ้าในดวงจิตข้า คาราวะต่อหัวใจที่มืดม���ด พี่น้องข้า ขอบพระคุณ ความโง่งม มืดบอด ยอดรักข้า ข้าพเจ้ามีความสงสัยที่ติดค้างในยามค่าคืนที่นอนไม่หลับ หลงทางในความฝ๎นที่ วกวน สับสนในความจริง ข้าพเจ้ายืนอยู่บนด้านฟ้าของตึกในเมืองกรุง มองเห็นถนนแห่งหนึ่ง สร้างสายเหยียดยาวไปสุดหูสุดตา เหมือนกับประวัติศาสตร์ในตัวมันเอง ข้าพเจ้าอยากถามท่าน บรรดาผู้รอบกายข้าพเจ้า ความจริง ความลวง ความโหดร้าย ความศักดิ์สิทธิ์ หัวใจมืดมิด ความโง่งม มืด บอด นี้ใช่ถนน เส้นนั้นหรือเปล่า ถนนเส้นที่ชักนาประชาชนมือเปล่ามาเรือนแสน ถนนเส้นที่ชักนาทหารถือปืนนับพัน และรถถังนับร้อย ข้าพเจ้า เห็นดวงตาที่โกรธแค้น อาฆาต และความมันเงาของปลายกระบอกปืน กระสุนถูกยิงออกด้วยคาสั่งจากโต๊ะในออฟฟิศ ทันใดนั้น ด้วยความเร็วสูง นาพาลูกกระสุนราคาไม่เกินสิบบาท พุ่งเข้าตัดขั่ว หัวใจของประชาชนคนหนึ่ง เลือดไหลนอง โอ้ สวรรค์ ความโหดร้ายที่วนเวียนมาหลายรอบ ได้เริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง เพียงเหนี่ยวไก ชีวิตหนึ่งที่ใช่เวลาเติบโตมานานหลายสิบปีก็ดับโดยใช้เวลา เพียงไม่กี่วินาที โอ้ มันช่างง่ายดายเหลือเกิน สิทธิอันใดเหล้า ที่ใช่อ้างในการสร้างฝูงน้าตาและเสียงกรีดร้องนี้ ทีละ ศพ ทีละศพค่อยล้มลง ราวกับโดมิโนที่ถูกจัดเรียง

44


โอเค ชีวิตทุกชีวิตถูกซื้อเพื่อความสงบ เข้าใจหรือเปล่า คนกรุงคงจะมีความสุขที่ได้ขับรถสะดวกขึ้น ได้ไปทางานเร็วขึ้น เพราะพ่อของลูกชาย ในบ้านนอกได้ตายลง โอเค ไม่เป็นไร ผมเข้าใจคุณ เข้าใจว่า เงิน งาน ความศักดิ์สิทธิ์ในตัวบุคคล สาคัญกว่าชีวิตนับร้อยที่เสียไป ไม่เป็นไรนะ ขอขอบคุณ จากดวงจิตต่อสิ่งทั้งหลายที่อยู่รอบตัวข้าพเจ้า อ้อนวอนถึงดวงวิญญาณที่ดับดิ้นลงบนถนนแห่งนี้ พวกคุณได้ทาให้ตลาดหุ้น มีการซื้อขาย มากขึ้น พวกคุณได้ให้ถนน ว่าง และทาให้คนกรุงได้ไปทางานสะดวกขึ้น พวกคุณได้ทาให้ประเทศได้รับการลงทุนจากต่างชาติกลับมา พวกคุณได้ทาให้รัฐบาลมีเสถียรภาพอีกครั้ง ขอขอบพระคุณ ลูกที่เสียพ่อ แม่ที่สูญเสียลูก คุณได้ทาให้ประเทศนี้ดีขึ้นจริงๆนะ - ด้วยเลือดและชีวิต ความสงบ ที่ซื้อขายด้วยชีวิต ข้าพเจ้าเข้าใจนะ ข้าพเจ้าไม่มีอะไรจะพูดมากนอกจาก คาง่ายๆ ลาก่อน เหล่า ผู้ลืมคาสอนของศาสดา เหล่า ผู้ลืม คาเขียนในคัมภีร์

45


กำรรำพันที่มอบให้กำรโบกรถไปหนองคำย ณ สายทางที่ทอดยาวผ่านม่านแดด คน กับ รถ สัมพันธ์ ในความหมายของการเดินทาง ณ ความหมายที่ซาบซึ้งอยู่ในกฎเกณฑ์ของอารมณ์ การเดินทางที่ได้เริ่มขึ้นผ่านการออกก้าว ชีวิตและประสบการณ์ถูกเติมเต็มด้วยความหมาย ณ จุดหมาย และ การเริ่มต้น ไร้ความหมาย ที่ที่เพื่อนและเพื่อนและคนแปลกหน้ามาบรรจบกัน ความหมายจึงเริ่มต้นขึ้นเมื่อเพื่อนออกก้าวไปด้วยกัน แสงแดด สายลม และความวุ่นวายคือตัวประกอบ สมการลึกลับ ณ ขอบจักรวาลได้แปรผล เราผูกพันธ์กันด้วยจิตวิญญาณในคาว่า เพื่อน เราอาจจะกลายเป็นคนแปลกหน้าต่อกัน ณ เวลาข้างหน้า แต่ ณ จุดนี้ หาใช่ความสาคัญในความหมาย เพื่อนเอ๋ย นายและเราคือ คนหนุ่มที่แสนร้าวราน ณ ห้วงวินาทีที่ ความหมายเริ่มขึ้น ให้จาไว้ ว่า เราเคยเชื่อในสิ่งเดียวกันของพลังขบถ ในช่วงชีวิตแห่งการเดินทางที่มีความหมาย ณ ขณะที่รถนาพาร่างและวิญญาณเราล่องลอยไป เรามองดูที่สองข้างทางในโลกอันปรุงแต่ง เราเห็น ตึกผ่านไป เมืองผ่านไป คนผ่านไป ต้นไม้ผ่านไป และในขณะที่แสงแดดเผาผิวอันอ่อนโยนของเรา เราก็มีสิ่งที่เชื่อว่า หากเรามีอิสระแท้จริง เราจะไม่เป็นคนของที่ไหน หรือคนของใคร เราคือคนของเรา คือเจ้าแห่งวิญญาณเราไป และที่นั้น เวลานั้น ลมหายใจนั้น ความเป็นขบถของเราถูกล่อเลี้ยงด้วยวิญญาณของกันและกัน นั้น มันคือ ความหมายของการเดินทาง

46


โลกในอุดมคติที่เราต้องการ คือ จุดหมาย โลกใบเดิมที่โสมม คือ การเริ่มต้น ความฝ๎นของเราเป็นจริงได้ ผ่านความอดทน ยึดมั่น มุ่งมั่น และคิดบวก เราและนาย ก้าวออกไปเถอะเพื่อน ความคิดที่ผ่าสังคมมีความหมายต่อโลก เราอาจโดนด่า โดนว่า โดนรุมทาร้ายจากโลก แต่นายต้องเชื่อว่ามีฉันอยู่ ในวินาทีนั้น เวลานั้น เราเชื่อในสิ่งเดียวกัน ทาลายความงมงาย ด้วย เหตุผล ทาลายความโลภ ด้วย การแบ่งป๎น ทาลายความกลัว ด้วย การเปิดใจ ทาลายความรุนแรง ด้วย ความรัก โปรดเถอะ ใช้วิญญาณขบถที่มีในตัวเรา เปลี่ยนตัวเอง ผู้คน พ่อแม่ เพื่อน และโลก อย่าปล่อยให้เสียงของคนอื่น กดทับเสียงของจิตวิญญาณเรา จงฟ๎งเสียงของตัวเองและก้าวเดินต่อไป ฉันเชื่อว่าถึงเขาจะฆ่าเราตาย แต่เราก็ตายเพียงร่างกายแต่จิตวิญญาณเราจะไม่ตาย โลกต้องการการคิดต่างมากกว่าที่เขาคิด ถึงแม้เขาไม่รู้ เขาอาจครอบงาเรา ตาหนิเรา ชี้นาเรา ทาลายเรา แต่นายต้องจาเอาไว้ เราคือเรา ไม่ใช่เขา เรามีเส้นทางในความหมายของการเดินทางของตนเอง ปฏิเสธความเกลียดชังที่เราไม่ชอบ นั้นคือ สิ่งที่ทาให้เราเป็นเรา จงเชื่อว่า มนุษย์เท่าเทียมกัน เสียงทุกคนมีความหมาย จงเชื่อว่า มนุษย์ทุกคน คือ เพื่อนกัน ไม่มีอะไรแบ่งแยกเรา จงเชื่อว่า เสรีภาพที่แท้มีจริง จงเชื่อว่า ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงได้

47


และก้าวต่อไป ในความหมายระหว่างทาง เพราะมันมีความหมายกว่า การเริ่มต้น และ จุดหมาย ศรัทธาในตัวนาย และตัวฉัน เพราะเราคือเพื่อนกันทางจิตวิญญาณ และที่นั้น เวลานั้น ลมหายใจนั้น ความหมายที่ลึกล้า ได้บังเกิดขึ้น พร้อมกับเส้นทางที่ให้ดวงวิญญาณขบถ เดินต่อไป โลกใบใหม่ยังไม่ถูกสร้างขึ้น ถนนที่ดีที่สุดก็ยังไม่ถูกสร้างขึ้น เช่นกัน เพื่อน เอ๋ย

48


ราคา ความเมา ฉันซื้อนายใน ราคา หนึ่งร้อยบาท ความสนุก ฉันซื้อนายใน ราคา ชั่วโมงละ สิบบาท ความอิ่ม ฉันซื้อนายใน ราคา สามสิบบาท ความสุนทรียะในบทเพลง ฉันซื้อนายในราคา แผ่นละสามร้อยบาท ความปลอดภัยในยามค่าคืน ฉันซื้อนายในราคาคืนละร้อยหกสิบบาท ฉันหาซื้อทุกอย่างได้ใน ตลาด ฉันจ่ายมันด้วยราคาที่ถูกกาหนดขึ้นจากมือที่มองไม่เห็น เมื่อทุกอย่างที่นายตั้งราคาให้คือ ความจริงของโลก คือ อุปสงค์ อุปาทาน ในเศรษฐศาสตร์ ฉันเป็นคนไม่มีใครต้องการ ไม่มีคนรู้จัก ชีวิตฉันราคาเท่าไร ทักษิณ ชินวัตร ชีวิตเขาราคาเท่าไร นายจ่ายค่า ยาดเหงื่อ ฉัน ในราคาวันละ เท่าไร บอกมาฉันขายให้ เอาจิตวิญญาณ ฉันด้วยหรือเปล่า ร่างกาย เส้นผมล่ะ ตั้งราคามา ฉันจะขายให้ กระดาษที่พิมพ์มาด้วยน้าหมึกหลากสี ว่ามา กองกันกี่ใบล่ะ ถึงจะทาให้ฉันมี คุณค่า นายตอบฉันมาเลย ภูเขานายยังซื้อได้ ทะเลนายยังซื้อได้ ประเทศนายยังซื้อได้ นายบอกว่าเงินซื้อได้ทุกอย่าง อย่างงัน วันหนึ่ง ฉันจะเดินเข้าไปในเซเว่นอีเลเว่น แล้วถามกับพนักขายด้วยดวงตามีโทสะว่า – ความฝ๎นราคาเท่าไร ความเป็นมนุษย์ราคาเท่าไร แม่ฉันราคาเท่าไร ฉันจะขายสิ่งเหล่านี้ ถ้า พวกนายได้สอนฉันว่า มันคือสิ่งสาคัญมันคือ ความสุข ตั้งราคาให้ฉัน แล้วฉันจะขายให้นาย หมดทุกสิ่งที่ฉันมี

49


ร่างกาย ชีวิต จิตวิญญาณ ความคิด ความฝ๎นและความเป็นมนุษย์

50


เรื่องของตัวเอง หากวันหนึ่งวันที่ฉันนอนป่วยในโรงหมอ ฉันจะจ้องมองหลอดไฟนีออนที่สว่างสดใส ฉันจะกินยาวันละหลายเม็ดที่มาพร้อมกับนางพยาบาลแสนงดงาม คงเปิดกล่องสีเหลี่ย���ที่ย่อความเคลื่อนไหวของสรรพสิ่งอย่างหลงใหล ฉันคงจ่ายเงินให้กับโรงหมอมากขนาด - เมื่อออกจากที่แห่งนั้น ฉันจะไม่มีข้าว กิน แต่ถ้าหากวันหนึ่ง นายเพื่อนอันมีน้อยนิดของฉันเดินเข้ามา เปิดประตูแสนอนามัยอาบยาเข้าสู่ห้องพักฝืนร่างกาย ฉันคงจะดีใจไม่น้อยที่ได้ยินคาพูดอันระคายหู และใบหน้าที่ไร้ความห่วงใยนั้น หรือถ้านายจะพาเพื่อนหลายคนที่มีน้อยนิดของฉันมาอีก - มันก็ดี เราคงได้พูดคุยกัน นายและเพื่อนฉันคงจะนั่งคุยและมองดูฉัน ฉันคงจะได้นอนพูดคุยกับนายและจ้องมองนายด้วยอารมณ์ที่ไม่ถูกแสดงออก เราคงจะได้พูดกันหลายเรื่องที่เกิดขึ้นในอดีต - ป๎จจุบัน - อนาคต ความบ้าระห่าในวัยเด็ก - วัยรุ่น - วัยหนุ่ม ฉันพูดได้ว่า มีความรู้ในเรื่องของตัวเอง มากกว่าจานวนประตูในโรงเรียนมัธยม ได้โปรดเพื่อน ฉันคงจะดีใจ ถ้านายไม่พูดเรื่องอุดมการณ์ สังคม กับฉัน เพราะฉันมีความรู้เรื่องพวกนี้น้อยเหลือเกินซึ่งหาได้จากหนังสือเท่านั้น แต่ ถ้าเป็นเรื่องของตัวเอง นายจงเล่ามาและฉันจะรับฟ๎ง ฉันและนาย ล้วนคือ คุณครู - คือปรมาจารย์ - คือศาสดา - คือนักปฏิวัติ - คือ เจ้าผู้ปกครอง - คือพลเมือง ในเรื่องของตัวเอง จงเล่ามา จะเล่าด้วยน้าตา จะเล่าด้วยรอยยิ้มก็จงเล่ามา ฉันจะรับฟ๎งด้วยความเชื่อมั่นในตัวนาย แต่ถ้านายหรือฉันพูดถึง อุดมการณ์ เราคงจะมองกันด้วยความน่าสมเพชกับ แนวทางที่สวนกับตัวตน

51


ฉันใช่เวลาทั้งชีวิตสารวจสิ่งที่เรียกว่าตัวเอง เหมือนกับนาย ฉันรู้ว่าครั้งหนึ่งฉันเคยเป็นเด็กเอาแต่ใจ รุนแรงและไร้เหตุผล รวมถึงแปลก แยกไร้ซึ่งความสุข วันนี้ฉันก็ยังมี แต่อาจจะไม่มาก ฉันหยุดคิดเรื่องของคนอื่นแล้ว อาจจะมีบ้างในบางเรื่องที่วางไม่ได้จริงๆ การควบคุมเปลี่ยนแปลงคนอื่นเป็นสิ่งที่ฉันเหนื่อยหน่ายและไม่เคยประสบ ความสาเร็จ สิ่งที่ฉันทาสาเร็จเสมอคือ เรื่องภายในตัวเอง ขอเถอะ ถ้านายจะพูดเรื่องอื่น ฉันหวังว่านายจะพูดสั้นๆลงเพราะฉันจะไม่ฟ๎ง แต่ถ้านายเปิดใจกับฉัน พูดถึงเรื่องของตัวเอง นายคงได้มิตรภาพจากใจฉันไป และฉันคงจะหายดีเร็วขึ้น และคงได้ออกจากโรงหมอนี้ ก่อนตังค์ของฉันจะหมดลง

52


ฉันอยากระบายความคิดถึงคุณ ในวันสีฟ้าหมองหม่น ฉันนั่งลงและจมลงในภวังค์ ผู้คนรายล้อมมากมายแต่ไม่สัมพันธ์ มีแต่เธอเท่านั้นที่อยู่ห่างไกล ในขณะที่เมฆก่อตัวเป็นสีดา ฉันจมลงสู่ทะเลแห่งน้าตา เมื่อเสียงของเธอที่บอกลา กระซิบผ่านมากับสายลม รอยยิ้มที่เจือจางไม่มีอีกแล้ว ฉันหลุดเข้าไปสู่ตัวเอง ผู้คนมากมายกลายเป็นเพียงเงาลางในสายหมอก ฉันร้องไห้ออกไป ปล่อยออกไปจากก้นลึกของหัวใจ น้าตาอาบใบหน้าเพื่อหวังล้างภาพเธอจากดวงตา

53


ภาพรอยยิ้มสดใสและดวงตาที่ใส่ซื่อ ไม่มีอีกแล้วที่ประโลมจิตใจฉัน เธอเดินจากไปพร้อมหัวใจที่พังทลาย ในขณะที่วันเวลาอาจรักษาแผลทางกาย แต่แผลในใจกลับยิ่งบาดลึก ฉันไม่มีเหตุผลที่จะคิดถึงเธอ ฉันไม่มีเหตุผลที่มองเธอไปกับคนอื่น เนิ่นนานเท่าไรแล้วที่ฉันรอเธอซึ่งไม่มีวันกลับมา และยังอยู่กับน้าตาที่ไหลลินอยู่ข้างใน หลับตานอน ภาพก็วนเวียน การหายใจคือเรื่องลาบาก โธ่ ที่รัก ได้โปรดปล่อยฉันไป หยุดทาร้ายฉันด้วยความทรงจาที่ตอกย้าในอารมณ์ ฉันอยากหนีไป ไปจากเธอ ภาพเลือนลางที่กัดกินชีวิตฉัน

54


ฉันไม่มีความหมาย มันคงเป็นความฝ๎นที่ลุกโชนในวิญญาณฉัน มันคงเป็นมโนภาพที่ฉันเชื่อในความคิด มันคงเป็นตัวตนที่ฉันมีต่อแสงสว่าง สายลม และปีกแห่งรัตติกาล ฉันเดินออกมาจากบ้านของฉัน บ้านสวยงามหนึ่งชั้น มีหน้าต่าง และแจกันดอกไม้ ฉันเดินออกมาจากประตูไม้ของแม่ บานนั้น ลมโชยเบาๆในฤดูหนาว นาพากลิ่นดอกไม้เก่าที่คุ้นชิน ฉันมีกระเป๋าหนึ่งใบแบกไว้ที่หลังเมื่อออกมา เดินแล้วออกไป ผ่านหมู่แมกไม้ ลายนามดอก แสงกวางทองวิ่งผ่านไปในเงาทมิฬ ในห่วงเวลาที่ฉันกาลังถูกกล่อมด้วยแสงแดด นัยน์ตาฉันพลันพล่ามัว ณ ห่วงอารมณ์แห่งความเหงา ในปลายเท้าที่อยู่ภายใต้ผ้าใบสีขาว เยียบลงบนยอดหญ้า ในป่าสักแห่งที่สังเคราะห์ขึ้นในนิมิต วิจิตรในงดงาม งดงามในวิจิต เพลงล่องลอยเข้ามาผ่านใบหูอันเล็กกลม เพลงที่ล่องลอยด้วยตัวโน้ตที่ผิดเบี้ยว เส้นผมพลิ้วลอยลมผูกมิตรกับแสงแดดด้วยผ้าไหมสีม่วง ฉันกาลังเหม่อลอยด้วยฤทธิ์ของยาสูบ ฉันก็นึก นึกถึงอะไรบ้างอย่างที่คนอื่นไม่นึก น้าท่วม โต๊ะเก้าอี้ นาฬิกา สายลม ไม่ได้เกี่ยวข้องกัน

55


จริงเหรอที่ พระเจ้ามีขา จริงเหรอที่เส้นหมี่ไม่เหมือนกับเส้นเล็ก แล้วอะไรเป็นเพียงวงกลม แต่ไม่ใช่นาฬิกา ทาไมความหมายจึงมากล้นในสิ่งที่ฉันมอง ทาไมความหมายจึงมากล้นในที่ฉันเขียน ทาไมความหมายถึงมากล้นในสิ่งที่ฉันอ่าน ทาไมความหมายถึงมากล้นในสิ่งที่ฉันคิด อากาศร้อนฉันเลยไม่ใส่ชุดดา นายอย่ามาให้ความหมายกับฉัน ว่าคือการอกตัญํู สิ่งที่นายรับรู้ไม่ใช่ความหมายสาหรับฉัน แล้วฉันก็แบกกระเป๋าใส่หลังเดินต่อไปหลังจาก ควันหมอกและเถ้าจางหาย ฉันไม่เป็นคนของนาย ฉันไม่เป็นใคร ฉันเป็นคนของตัวเอง นายไม่ต้องมาตีความ ความหมายในตัวฉัน ฉันไม่เหมาะกับที่นั้น ที่นี้ หรือที่โน้น ฉันเหมาะกับตัวฉัน ฉันกินเพราะหิว ฉันทาเพราะอยากทา ฉันฝ๎นเพราะ ฉันอยากฝ๎น หนังสือที่ฉันกองและอ่านมันแล้ว ก็อ่านเพราะตัวฉัน ไม่ได้อ่านเพื่อนาย คุณ ท่าน หรือใครที่ไหน สักวันเมื่อฉันจากไป ฉันจะไม่เหลือสิ่งใดให้คนจดจา และไม่ได้ทิ้งอะไรให้ผู้ใด ฉันไม่มีความหมาย ฉันอาจเป็นคนสาบสูญ งานของฉันอาจไร้คนเผาศพ คนร้องไห้หรือเคารพ

56


แต่นั้นไม่มีความหมายสาหรับฉัน แต่อาจมีความหมายสาหรับนาย มันคงเป็นความฝ๎นที่ลุกโชนในวิญญาณฉัน มันคงเป็นมโนภาพที่ฉันเชื่อในความคิด มันคงเป็นตัวตนที่ฉันมีต่อแสงสว่าง สายลม และปีกแห่งรัตติกาล

57


58


สมุดบันทึกของคนโซ