Page 1

1

เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่ อสาร กำาเนิดเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่ อสาร มนุษย์เป็ นสัตว์สังคมที่มีการตั้งถิ่นฐานอยูก่ นั เป็ นหมู่เหล่าตั้งแต่โบราณกาลมาแล้ว หน่วยเล็กที่สุดของสังคมคือครอบครัวขนาดใหญ่ข้ึ นมาเป็ นหมู่บา้ น ตำาบล อำาเภอ จนใน ที่ สุดเป็ นเมื อง และเป็ นประเทศตามลำา ดับ มนุ ษย์แต่ละหมู่เหล่ ามี การติ ดต่ อสื่ อสาร พบปะกัน เพื่ อ แลกเปลี่ ย นอาหาร สิ่ ง ของเครื่ อ งใช้ ยารั ก ษาโรคที่ ชุ ม ชนของตนไม่ สามารถผลิ ตได้หรื อผลิ ตได้ไม่ เพี ยงพอ ฯลฯ จนเกิ ดเป็ นการค้าขายระหว่างหมู่บ้าน ตำาบล เมือง และประเทศขึ้น การติดต่อในยุคแรก ๆ เป็ นการบอกกันปากต่อปาก ต่อมามี การสื่ อสารกันด้วยตัวอักษรที่จารึ กบนวัสดุต่าง ๆ ซึ่ งกลายมาเป็ นการส่ งจดหมายถึงกัน จากนั้นมีการสื่ อสารกันด้วยวิธีการที่หลากหลายและมีความรวดเร็ วมากขึ้ น ทำา ให้เกิ ด การพัฒนาอย่างต่อเนื่ องของเทคโนโลยีโทรคมนาคม ซึ่ งอาศัยหลักวิชาด้านวิศวกรรม ไฟฟ้ าและอิเล็กทรอนิ กส์ เปลี่ยนคำาพูด ข้อความหรื อภาพ เป็ นสัญญาณไฟฟ้ าส่ งไป ตามสาย หรื อเปลี่ยนเป็ นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้ า เรี ยกว่า คลื่นวิทยุกระจายไปในอากาศ เมื่อ ถึงปลายทาง สัญญาณหรื อคลื่นที่ส่งไปนั้นจะถูกคืนสภาพให้กลับเป็ นเป็ นคำาพูดข้อความ หรื อภาพเหมือนกับสิ่ งที่ส่งออกไปจากต้นทาง พัฒนาการของเทคโนโลยีโทรคมนาคมนี้ ทำาให้คนที่อยูค่ นละซี กโลกกันสามารถรับรู้ข่าวสารของกันและกันได้ภายในชั ว่ พริ บตา เพราะอัตราความเร็ วของการเดินทางของสัญญาณไฟฟ้ าตามสาย หรื อของคลื่นวิทยุน้ ัน อยูใ่ นระดับเดียวกับความเร็ วของแสง เช่น เหตุร้ายจากการก่อวินาศกรรมโดยใช้เครื่ อง บิ น โดยสารที่ ถู ก จี้ บัง คับ มาชนตึ ก เวิ ล ด์ เ ทรดเซ็ น เตอร์ ที่ น ครนิ ว ยอร์ ค เมื่ อ วัน ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2544 นั้น คนทั้งโลกได้เห็นเหตุการณ์สดๆ ผ่านเครื อข่ายข่าวโทรทัศน์ ของซีเอ็นเอ็น


2

เทคโนโลยีสารสนเทศเป็ นเทคโนโลยีใหม่ที่พ่ ึงมีข้ึ นในช่วงเวลาประมาณ 20 ปี ที่ ผ่านมานี่ เอง เป็ นเทคโนโลยีที่เกิ ดจากการรวมเทคโนโลยี 2 ประเภทเข้าด้วยกัน คือ เทคโนโลยีโทรคมนาคม กับเทคโนโลยีค อมพิวเตอร์ คำา ว่า สารสนเทศ หมายถึ ง ตัว เนื้ อ หาสาระของข้อมู ลข่ าวสาร โดยใช้ค อมพิ ว เตอร์ ทาำ หน้า ที่ ร วบรวม จัดเก็บ ปรั บ เปลี่ยนรู ปแบบของสารสนเทศ และใช้เทคโนโลยีโทรคมนาคมซึ่งพัฒนามาจากเครื อข่าย โทรทัศน์และเครื อข่ายวิทยุมาสร้างระบบเครื อข่ายคอมพิวเตอร์ ขึ้ น เป็ นการนำาเอาความ สามารถของคอมพิวเตอร์ (คำานวณ ประมวลผล เปรี ยบเทียบ และตรวจสอบ ได้รวดเร็ ว ถูกต้องแม่นยำา ) มารวมกับความสามารถของระบบโทรคมนาคม (ติดต่อได้รวดเร็ วและ กว้างไกล) ดังนั้น เทคโนโลยีสารสนเทศจึ งหมายถึ ง เทคโนโลยีที่ใช้ระบบเครื อข่ าย คอมพิวเตอร์มาจัดการเกี่ยวกับสารสนเทศนัน่ เอง


3

ประวัตโิ ดยย่ อของเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่ อสาร ปั จจุบนั มีการใช้คาำ ว่าเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่ อสาร ซึ่ งตรงกับคำาภาษาอังกฤษ ว่า Information and Communication Technology : ICT กัน อย่า งแพร่ ห ลาย เนื่ อ งจากเทคโนโลยี สารสนเทศพัฒนาบนพื้นฐานของระบบคอมพิวเตอร์ ซ่ ึ งกำาลังเจริ ญขึ้ นอย่างรวดเร็ ว อีกด้านหนึ่ ง คือ เทคโนโลยีการสื่ อสารโดยเฉพาะอย่างยิ ่ง การสื่ อสารไร้สายก็กาำ ลังพัฒนาขึ้ นอย่างรวดเร็ วเช่นกัน ทำาให้เกิดการใช้งาน ในรู ปแบบใหม่ ๆ มากขึ้น โดยไม่ตอ้ งอาศัยระบบคอมพิวเตอร์ ตัวอย่าง เช่น การทำา ธุ ร กรรมต่ า งๆ ผ่า นโทรศัพ ท์มื อ ถื อ ได้แ ก่ m-Shopping (การซื้ อ สิ น ค้า ผ่า นโทรศัพ ท์มื อ ถือ) m-Banking (การสั่งจ่ายเงินหรื อโอนเงินจากธนาคารผ่านโทรศัพท์มือถือ ) m-commerce (ธุรกิจ ผ่านมื อ ถื อ ) เป็ นต้น นอกจากนี้ บริ การสอบถามและแจ้งข้อ มู ลทางโทรศัพท์ซ่ ึ งใช้ไ ด้ต ลอด 24 ชัว่ โมงทุกวัน ที่เรี ยกว่าศูนย์ให้บริ การ (Call Center)เป็ นอีกตัวอย่างหนึ่งของพัฒนาการใหม่ดา้ นการ สื่ อสาร ในกรณี ของ Call Center แม้ว่าจะต้องมีระบบคอมพิวเตอร์ ติดตั้งอยูท่ างด้านผูใ้ ห้บริ การแต่ ทางด้านผูร้ ั บบริ การใช้เพียงโทรศัพท์ ก็สามารถรั บบริ การได้ ซึ่ งแตกต่างจากระบบเทคโนโลยี สารสนเทศอย่างอินเตอร์ เน็ตที่ผใู้ ช้บริ การต้องมีระบบคอมพิวเตอร์ ที่เชื่อมต่อกับเครื อข่าย อย่างไร ก็ตาม ในอนาคตไม่ไกลนัก เทคโนโลยีสารสนเทศและเทคโนโลยีการสื่ อสารมีแนวโน้มจะรวมเข้า ด้วยกัน ดังจะเห็นได้จากโทรศัพท์มือถือรุ่ นใหม่ๆ ที่สามารถรับส่ งอีเมล์ได้ คอมพิวเตอร์ พกพาบาง รุ่ นก็สามารถใช้เป็ นโทรศัพท์มือถือได้ดว้ ย วิธีการผสมผสานเทคโนโลยีท้ งั สองด้านนี้ http://jackmanoch01.blogspot.com/2011/10/blog-post.html

ความหมายของเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่ อสาร


4

Information and CommunicationTechnology แปลว่า เทคโนโลยีสารสนเทศและการ สื่ อสาร หมายถึงเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับข่าวสารข้อมูลและการสื่ อสาร นับตั้งแต่การสร้าง การนำา มาวิเคราะห์หรื อประมวลผล การรับและส่ งข้อมูล การจัดเก็บและการนำาไปใช้งานใหม่ เทคโนโลยี เหล่านี้มกั จะหมายถึง คอมพิวเตอร์ ซึ่งประกอบด้วยส่ วนอุปกรณ์ (hardware) ส่ วนคำา สัง่ (software) และส่วนข้อมูล (data) และระบบการสื่ อสารต่าง ๆ ไม่วา่ จะเป็ นโทรศัพท์ ระบบ สื่ อสารข้อมูล ดาวเทียมหรื อเครื่ องมือสื่ อสารใด ๆ ทั้งมีสายและไร้สาย (ความหมายตามที่ให้ไว้ใน แผนแม่บทเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่ อสารของประเทศไทย พ.ศ. 2545-2549) เทคโนโลยี สารสนเทศและการสื่ อสารมีความจำาเป็ นต่อชีวิตประจำาวันทุกวันนี้ อย่างยิง่ จึงตั้งหน่วยงานขึ้น รองรับและบริ การ เกิดเป็ นกระทรวงใหม่ชื่อ "กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการ สื่ อสาร Ministryof Information and Communication Technology" หรื อกระทรวงไอซีที ICT เทคโนโลยีสารสนเทศ (information technology) , ไอที (IT) หรื อ เทคโนโลยีสารสนเทศและการ สื่ อสาร (information and communications technology) , ไอซีที (ICT) หมายถึงเทคโนโลยีสาำ หรับ การประมวลผลสารสนเทศ ซึ่งครอบคลุมถึงการรับ-ส่ ง, แปลง, จัดเก็บ, ประมวลผล, และค้นคืน สารสนเทศ เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่ อสาร หมายถึงเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับข่าวสารข้อมูลและ การสื่ อสาร นับตั้งแต่การสร้าง การนำามาวิเคราะห์หรื อประมวลผล การรับและส่ งข้อมูล การจัดเก็บ และการนำา ไปใช้งานใหม่ เทคโนโลยีเ หล่า นี้ ม กั จะหมายถึ งคอมพิว เตอร์ ซ่ ึ งประกอบด้ว ยส่ ว น อุปกรณ์ (hardware) ส่ วนคำาสั่ง (software) และส่ วนข้อมูล (data) และระบบการสื่ อสารต่าง ๆ ไม่ว่า จะเป็ นโทรศัพท์ ระบบสื่ อสารข้อมูล ดาวเทียมหรื อเครื่ องมือสื่ อสารใด ๆ ทั้งมีสายและไร้สาย (ครู นายูลา : 2008) จากความหมายข้างต้น สรุ ปได้วา่ เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่ อสาร หมายถึง ข้อมูลที่ได้ถูก ผ่านกระบวนการต่างๆกลัน่ กรองมาเป็ นข้อมูลสารสนเทศ ซึ่งเป็ นทั้งเทคโนโลยีและการสื่ อสาร อาจ เรี ยกได้วา่ เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่ อสารนับตั้งแต่การสร้าง การนำามาวิเคราะห์หรื อประมวล ผล การรับและส่งข้อมูล การจัดเก็บและการนำาไปใช้งานใหม่ ที่ มา : เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่ อสาร/ 2008 /http://guru.google.co.th/guru/thread? tid=75299dca37d54f8c

เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่ อสาร


5

ปั จจุบนั เห็นได้ชดั เจนว่าเทคโนโลยีสารสนเทศได้มีความสำาคัญต่อมนุ ษย์ในหลาย ๆ ด้าน ซึ่ง (สถาบันส่งเสริ มการสอนวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี , 2552) กล่าวไว้วา่ ความก้าวหน้าทางด้าน วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี ทำาให้มีการพัฒนาคิดค้นสิ่ งอำา นวยความสะดวกสบายต่อการดำา ชี วิต เป็ นอันมาก เทคโนโลยีได้เข้ามาเสริ มปั จจัยพื้นฐานการดำา รงชี วิตได้เป็ นอย่างดี เทคโนโลยีทาำ ให้ การสร้ างที่พกั อาศัยมีคุณภาพมาตรฐาน สามารถผลิตสิ นค้าและให้บริ การต่าง ๆ เพื่อตอบสนอง ความต้องการของมนุษย์มากขึ้ น เทคโนโลยีทาำ ให้ระบบการผลิตสามารถผลิตสิ นค้าได้เป็ นจำานวน มากมีราคาถูกลง สิ นค้าได้คุณภาพ เทคโนโลยีทาำ ให้มีการติดต่อสื่ อสารกันได้สะดวก การเดินทาง เชื่ อ มโยงถึ งกัน ทำา ให้ป ระชากรในโลกติ ด ต่ อ รั บ ฟั ง ข่ า วสารกัน ได้ต ลอดเวลา พัฒนาการของ เทคโนโลยี ทาำ ให้ ชี วิ ต ความเป็ นอยู่ เ ปลี่ ย นไปมาก ลองย้อ นไปในอดี ต โลกมี กาำ เนิ น มา ประมาณ 4600 ล้านปี เชื่ อกันว่า พัฒนาการตามธรรมชาติ ทาำ ให้เ กิ ด สิ ่ งมี ชี วิ ต ถื อ กำา เนิ น บนโลก ประมาณ 500 ล้านปี ที่แล้ว ยุคไดโนเสาร์ มีอายุอยู่ในช่วง 200 ล้านปี สิ่ งมีชีวิตที่เป็ นเผ่าพันธุ์มนุ ษย์ ค่อย ๆ พัฒนามา คาดคะเนว่าเมื่อห้าแสนปี ที่แล้วมนุ ษย์สามารถส่ งสัญญาณท่าทางสื่ อสารระหว่าง กัน และพัฒ นามาเป็ นภาษา มนุ ษ ย์ส ามารถสร้ า งตัว หนั ง สื อ และจารึ กไว้ต ามผนึ ก ถ้าำ เมื่ อ ประมาณ 5000 ปี ที่แล้ว กล่าวได้ว่ามนุษย์ตอ้ งใช้เวลานานพอสมควรในการพัฒนาตัวหนังสื อที่ใช้ แทนภาษาพูด และจากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ พบว่า มนุ ษย์สามารถจัดพิมพ์หนังสื อได้เมื่อ ประมาณ 5000 ปี ที่แล้ว กล่าวได้วา่ ฐานทางประวัติศาสตร์ พบว่า มนุ ษย์สามารถจัดพิมพ์หนังสื อได้ เมื่ อ ประมาณ 500 ถึง 800 ปี ที่ แล้ว เทคโนโลยีเ ริ่ ม เข้า มาช่ ว ยในการพิม พ์ ทำา ให้การสื่ อ สารด้วย ข้อความและภาษาเพิ่มขึ้นมาก เทคโนโลยีพฒั นามาจนถึงการสื่ อสารกัน โดยส่ งข้อความเป็ นเสี ยง ทางสายโทรศัพท์ได้ประมาณร้ อยกว่า ปี ที่ แล้ว และเมื่ อประมาณห้า สิ บ ปี ที่ แล้ว ก็มีการส่ งภาพ โทรทัศน์และคอมพิวเตอร์ทาำ ให้มีการใช้สารสนเทศในรู ปแบบข่าวสารมากขึ้ น ในปั จจุบนั มีสถานที่ วิ ท ยุ โทรทัศ น์ หนัง สื อ พิ ม พ์ แ ละสื่ อ ต่ า ง ๆ ที่ ใ ช้ใ นการกระจ่ า ยข่ า วสาร มี ก ารแพร่ ภ าพทาง โทรทัศน์ผ่านดาวเทียมเพื่อรายงานเหตุการณ์สด เห็นได้ชดั ว่าเทคโนโลยีได้เข้ามามีบทบาทอย่าง มาก บทบาทของการพัฒนาเทคโนโลยีรวดเร็ วขึ้นเมื่อมีการพัฒนาอุปกรณ์ทางด้านคอมพิวเตอร์ และ ส่ วนประกอบ จะเห็ น ได้ว่า ในช่ ว งสี่ ห้า ปี ที่ ผ่า นมาจะมี ผ ลิ ต ภัณฑ์ใ หม่ ซึ่ งมี คอมพิ วเตอร์ เ ข้า ไป เกี่ยวข้องให้เห็นอยูต่ ลอดเวลาเทคโนโลยีสารสนเทศได้เข้ามามีบทบาทสำาคัญในชีวิตประจำาวันของ แต่ละคน ซึ่ ง (พูนศักดิ์ สักกทัตติยกุล , 2544, หน้า 21) กล่าวว่า เทคโนโลยีสารสนเทศเป็ นเรื่ อง เกี่ ย วข้อ งกับ วิ ถี ค วามเป็ นอยู่ ข องบุ ค คลในสั ง คมสมัย ใหม่ จึ ง มี ล ัก ษณะเด่ น ที่ สาำ คัญ ดัง นี้ 1) เทคโนโลยีสารสนเทศช่วยเพิ่มผลผลิต ลดต้นทุน และเพิ่มประสิ ทธิ ภาพในการทำา งาน ในการ ประกอบการ ทางด้านเศรษฐกิจการค้า และการอุตสาหกรรมจำาเป็ นต้องหาวิธีในการเพิม่ ผลผลิต ลด ต้นทุน และเพิ่มประสิ ทธิ ภาพในการทำา งานคอมพิวเตอร์ และระบบสื่ อสารเข้ามาช่ วยทำา ให้เกิ ด ระบบอัตโนมัติ เราสามารถฝาก-ถอนเงินสดผ่านเครื่ องเอทีเอ็ม ได้ตลอดเวลา ธนาคารสามารถให้ บริ การโดยรวมมีประสิ ทธิภาพ ในระบบการจัดการทุกแห่ งต้องใช้ขอ้ มูลเพื่อการดำาเนินการ และการ


6

ตัดสิ นใจ ระบบธุรกิจจึงใช้เครื่ องมือเหล่านี้ ช่วยในการทำางาน เช่น ใช้ในระบบจัดเก็บเงินสด จองตัว๋ เ ค รื่ อ ง บิ น เ ป็ น ต้ น 2) เทคโนโลยีสารสนเทศเปลี่ยนรู ปแบบการบริ การเป็ นแบบกระจาย เมื่อมีการพัฒนาระบบข้อมูล และการใช้ขอ้ มูลได้ดี การบริ การต่าง ๆ จึงเน้นรู ปแบบการบริ การแบบกระจาย ผูใ้ ช้สามารถสั่งซื้ อ สิ นค้าจากที่บา้ น สามารถสอบถามข้อมูลผ่านทางโทรศัพท์ นิสิตนักศึกษาบางมหาวิทยาลัย สามารถ ใช้คอมพิวเตอร์สอบถามผลสอบจากที่บา้ นได้ 3) เทคโนโลยีสารสนเทศเป็ นสิ่ งที่จาำ เป็ นสิ่ งที่จาำ เป็ น สำาหรับการดำาเนิ นการในหน่ วยงานต่าง ๆ ปั จจุบนั ทุกหน่ วยงาน ต่างพัฒนาระบบรวบรวมจัดเก็บ ข้อมูล เพื่อใช้ในองค์กร ประเทศไทยมีระบบทะเบียนราษฎร์ ที่จดั ทำาด้วยระบบคอมพิวเตอร์ ระบบ เวชระเบียนในโรงพยาบาล ระบบการจัดเก็บข้อมูลภาษี ในองค์กร ทุกระดับเห็นความสำาคัญที่จะนำา เ ท ค โ น โ ล ยี ส า ร ส น เ ท ศ ม า ใ ช้ 4) เทคโนโลยีสารสนเทศเกี่ยวข้องกับคนทุกรระดับพัฒนาการด้านเทคโนโลยีสารสนเทศทำาให้ชีวิต ความเป็ นอยู่ของคนเกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี ดังจะเห็ นได้จาก การพิมพ์ดว้ ยคอมพิวเตอร์ การใช้ ตารางคำานวณ และใช้อุปกรณ์สื่อสารโทรคมนาคมแบบต่าง ๆ เป็ นต้น http://admission2.bu.ac.th/image/self%20development.htm

ความหมายของเทคโนโลยีสารสนเทศ (Information Technology) ข้อมูล (Data) มีความหมายแตกต่างจากสารสนเทศ (Information) หรื อสารนิเทศ พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2525 ได้ให้คาำ จำากัดความคำาว่า ข้อมูล หมายถึง ข้อเท็จจริ งหรื อสิ่ งที่ถือ หรื อยอมรับว่าเป็ นข้อเท็จจริ ง สำาหรับใช้เป็ นหลัก อนุมานหาความจริ ง หรื อการคำานวณ ข้อมูลจึงมักมีความหมายในลักษณะที่เป็ นข้อมูลดิบ (Raw Data) เรี ยกได้วา่ เป็ นสิ่ งที่ได้จากการสังเกต ปรากฏการณ์การกระทำาหรื อลักษณะต่างๆ ของวัตถุ สิ่ งของ คน สัตว์หรื อพืชแล้วบันทึกไว้เป็ นตัวเลข สัญลักษณ์ ภาพ หรื อเสี ยง สารสนเทศ (Information) หมายถึงข่าวสารที่ได้จากการนำาข้อมูลดิบ (Raw Data) มา คำานวณทางสถิติหรื อประมวลผลอย่างใดอย่างหนึ่ง ซึงข่าวสารที่ได้ออกมานั้นจะอยูใ่ นรู ปที่สามารถ นำาไปใช้งานได้ทนั ที (วาสนา สุขกระสานติ 2541: 6-1) เทคโนโลยี หมายถึง วิทยาการที่เกี่ยวกับศิลปะในการนำาเอาวิทยาศาสตร์ ประยุกต์มาใช้ให้ เกิดประโยชน์ทางปฏิบตั ิและอุตสาหกรรม (พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน 2539: 406) เทคโนโลยีสารสนเทศ มาจากภาษาอังกฤษว่า Information Technology และมีผนู ้ ิยมเรี ยก ทับศัพท์ยอ่ ว่า IT ซึ่งสุชาดา กีรนันท์ (2541: 23) ให้ความหมายว่า หมายถึง เทคโนโลยีทุกด้านที่เข้า มาร่ วมในกระบวนการจัดเก็บ สร้าง และสื่ อสารสนเทศ (วาสนา สุ ขกระสานติ 2541: 6-1) กล่าวถึง ความหมายของเทคโนโลยีสารสนเทศว่า หมายถึงกระบวนการต่างๆ และระบบงานที่ช่วยให้ได้


7

สารสนเทศตามที่ตอ้ งการ ลูคสั (Lucas, Jr. 1997: 7) กล่าวว่า เทคโนโลยีสารสนเทศจะอ้างถึง เทคโนโลยีทุกชนิดที่ประยุกต์เพื่อใช้ในการประมวลผลจัดเก็บ และส่ งผ่านสารนิเทศต่างๆ ให้อยูใ่ น รู ปของสื่ ออิเล็กทรอนิกส์ เทคโนโลยีสารสนเทศเป็ นเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีหลักสอง สาขา คือ เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ และเทคโนโลยีสื่อสารโทรคมนาคม โดยทัว่ ไปหมายถึง เทคโนโลยีที่ใช้สาำ หรับการสร้าง การจัดการ การประมวลผลข้อมูลให้เป็ นข้อสนเทศ การเก็บบันทึก ข้อมูลเป็ นฐานข้อมูล และส่งผ่านสารสนเทศจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง ตลอดจนเทคโนโลยีท้ งั หลายที่เกี่ยวเนื่องกบการแสดงสารสนเทศโดยใช้ระบบดิจิตอล (ชุนเทียม ทินกฤต, 2540) การสื่อสาร คือกระบวนการสำาหรับแลกเปลี่ยนสาร รู ปแบบอย่างง่ายของสาร คือ จะต้องส่ ง จากผูส้ ่ งสารหรื ออุปกรณ์เข้ารหัส ไปยังผูร้ ับสารหรื ออุปกรณ์ถอดรหัส การสื่อสาร หมายถึง การติดต่อระหว่างมนุษย์ดว้ ยวิธีต่าง ๆ ซึ่งทำาให้ฝ่ายหนึ่งรับรู ้ความ หมายจากอีกฝ่ ายหนึ่ง และ เกิดการตอบสนอง ปั จจุบนั การสื่ อสารมีมากมายหลายวิธี อาจเป็ น วิทยุ โทรทัศน์ หนังสื อพิมพ์ โทรศัพท์มือถือ ดาวเทียม ระบบโทรคมนาคม หรื อ การสื่ อสารระบบ เครื อข่ายที่อาศัยดาวเทียมและสายเคเบิลใยแก้ว เรี ยกอีกอย่างหนึ่งว่า อินเตอร์ เน็ท ก็ได้

กระแสโลกาภิวฒ ั น์ ของเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่ อสาร กระแสโลกาภิวฒั น์ของเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่ อสาร ในปั จจุบนั ช่วยให้ความเป็ นอยู่ ในชีวิตประจำาวันของเราสะดวกสบายมากขึ้นเมื่อเปรี ยบเทียบกับยุคก่อนการเดินทางและติดต่อ สื่ อสารระหว่างกันสามารถทำาได้ง่ายขึ้นมีการนำาเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ เข้ามาใช้งาน ในทุกสาขา อาชีพเช่น การสื่ อสาร การธนาคาร การบิน วิศวกรรม สถาปั ตยกรรม การแพทย์ การศึกษา หรื อ การเรี ยนการสอน ซึ่งส่งผลให้วิทยาการต่างๆเจริ ญก้าวหน้าและทันสมัยอย่างรวดเร็ วการติดตาม ข่าวสารที่เกิดขึ้นในส่วนต่างๆของโลกได้ทนั เหตุการณ์ สามารถรับรู ้ข่าวสารข้อมูลในเวลาเดียวกัน ได้ท้ งั ที่อยูห่ ่างไกลกันคนละสถานที่ เช่นการถ่ายทอดสด การเสนอข่าวเหตุการณ์สาำ คัญ รายการ แข่งขันกีฬา การถ่ายทอดสัญญาณผ่านระบบดาวเทียมจากประเทศต่างๆ การใช้เครื่ องคอมพิวเตอร์ พิมพ์รายงานสร้างภาพกราฟิ ก เก็บข้อมูล สื บค้นข้อมูล ฟังเพลง รวมถึงการประยุกต์ใช้ ในการ เรี ยนการสอนจึงนับได้วา่ คอมพิวเตอร์เป็ นองค์ประกอบหนึ่งที่สาำ คัญต่อการดำารงชีวิตการศึกษาและ การเรี ยนรู้เรื่ องเทคโนโลยีสารสนเทศจะช่วยให้สามารถใช้งานคอมพิวเตอร์ ให้เป็ นประโยชน์ต่อ การพัฒนาในทุกๆด้านช่วยส่งเสริ มทักษะและสร้างความสนุกสนานเพลิดเพลินไปพร้อมๆ กันการ ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่ อสารจะอาศัยองค์ประกอบต่างๆมากมายเช่น การใช้โทรศัพท์ ต้องอาศัยอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เปลี่ยนคลื่นเสี ยงให้เป็ นคลื่นสัญญาณไฟฟ้ า และจะถูกเปลี่ยนให้ เป็ นสัญญาณเสี ยงที่เครื่ องโทรศัพท์ปลายทาง ส่ วนการใช้โทรศัพท์มือถือ ในการสื่ อสารคลื่นเสี ยง จะถูกเปลี่ยนเป็ นคลื่นสัญญาณไฟฟ้ าวิง่ ผ่านอากาศ ไปยังสถานีแม่ข่าย หรื อดาวเทียมเพื่อส่ งต่อคลื่น สัญณาณไฟฟ้ าไปยังเครื่ องรับโทรศัพท์ปลายทาง ดังนั้น เครื่ องโทรศัพท์มือถือทัว่ ไป จะต้องมีเครื่ อง


8

รับและส่ งสัญญาณคลื่นเสี ยงที่เราพูดคุยกันและในปั จจุบนั เราสามารถสื่ อสารระหว่างกันโดยการใช้ โทรศัพท์มือถือ รุ่ นที่สามหรื อ 3G ส่งสัญญาณเสี ยง และภาพพร้อมกันโดยใช้เทคโนโลยีการ สื่ อสารและคอมพิวเตอร์ทาำ ให้เราสามารถเห็นภาพของคู่สนทนาไปพร้อมๆ กัน http://krufine5.blogspot.com/

บทบาทของเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่ อสารทีม่ ตี ่ อสั งคม เทคโนโลยีสารสนเทศ ทำาให้สงั คมเปลี่ยนมาเป็ นสังคมสารสนเทศ ซึ่งในอดีตสังคมโลกได้ เปลี่ยนแปลงมาแล้วสองครั้ง ครั้งแรกจากสังคมความเป็ นอยูแ่ บบเร่ ร่อนมาเป็ นสังคมเกษตรที่รู้จกั กับการเพาะปลูกและสร้างผลิตผลทางการเกษตร ทำาให้มีการสร้างบ้านเรื อนเป็ นหลักแหล่ง ต่อมามี ความจำาเป็ นต้องผลิตสิ นค้าให้ได้ปริ มาณมากและต้นทุนถูก จึงต้องหันมาผลิตแบบอุตสาหกรรม ทำาให้สภาพความเป็ นอยูข่ องมนุษย์เปลี่ยนแปลงมาเป็ นสังคมเมือง มีการรวมกลุ่มอยูอ่ าศัยเป็ นเมือง มีอุตสาหกรรมเป็ นฐานการผลิต จนมาถึงปั จจุบนั ซึ่งกำาลังเปลี่ยนแปลงเข้าสู่สังคมสารสนเทศ โดย คอมพิวเตอร์และระบบสื่ อสารมีบทบาทมากขึ้น มีการใช้เครื อข่าย เช่น อินเทอร์ เน็ตเชื่อมโยงการ ทำางานต่าง ๆ เกิดคำาใหม่วา่ “ไซเบอร์สเปซ (Cyberspace)” มีการดำาเนินกิจกรรมต่าง ๆ ใน ไซเบอร์ สเปซ เช่น การพูดคุย การซื้อสิ นค้าและบริ การ การทำางานผ่านเครื อข่ายคอมพิวเตอร์ ทำาให้เกิด สภาพเสมือนจริ งมากมาย อาทิ ห้องสมุดเสมือนจริ ง ห้องเรี ยนเสมือนจริ ง ที่ทาำ งานเสมือนจริ ง เทคโนโลยีสารสนเทศ เป็ นเทคโนโลยีแบบสุ นทรี ยสัมผัสและตอบสนองตามความต้องการ ซึ่ง แต่เดิมการใช้เทคโนโลยีเป็ นแบบบังคับ เช่น การดูโทรทัศน์ วิทยุ เมื่อเปิ ดเครื่ องรับโทรทัศน์ จะไม่ สามารถเลือกตามความต้องการได้ ถ้าสถานีส่งสัญญาณใดมาก็จะต้องชม หากไม่พอใจก็ทาำ ได้เพียง เลือกสถานีใหม่ แนวโน้มจากนี้ไปจะมีการเปลี่ยนแปลงในลักษณะที่เรี ยกว่า on demand เช่น เมื่อ ต้องการชมภาพยนตร์เรื่ องใดก็สามารถเลือกชมและดูได้ต้ งั แต่ตน้ รายการ หากจะศึกษาหรื อเรี ยนรู ้ก็ มี education on demand คือสามารถเลือกเรี ยนตามต้องการได้ การตอบสนองตามความต้องการเป็ น หนทางที่เป็ นไปได้เพราะเทคโนโลยีมีพฒั นาการที่กา้ วหน้าจนสามารถนำาระบบสื่ อสารมาตอบ สนองตามความต้องการของมนุษย์ได้ เทคโนโลยีสารสนเทศทำาให้เกิดสภาพทางการทำางานแบบทุกสถานที่และทุกเวลา โดยการ โต้ตอบผ่านระบบเครื อข่าย อาทิ วีดีโอคอนเฟอเรนซ์ ระบบประชุมบนเครื อข่าย ระบบ Teleeducation ระบบการค้าบนเครื อข่าย (E-commerce) ลักษณะของการดำาเนินกิจกรรมเหล่านี้ ทาำ ให้ ขยายขอบเขตการทำางานไปทุกหนทุกแห่ งและดำาเนินการได้ตลอด 24 ชัว่ โมง เห็นได้จากตัวอย่างที่ มีมานานแล้ว เช่น ระบบเอทีเอ็ม ทำาให้การเบิกจ่ายได้เกือบตลอดเวลา และกระจายไปใกล้ตวั ผูร้ ับ บริ การมากขึ้น แต่ดว้ ยเทคโนโลยีที่กา้ วหน้ายิง่ ขึ้น การบริ การจะกระจายมากยิง่ ขึ้นจนถึงที่บา้ น ใน อนาคตสังคมการทำางานจะกระจายจนงานบางงานอาจนัง่ ทำาที่บา้ นหรื อที่ใดก็ได้ และเวลาใด ก็ได้


9

เทคโนโลยีสารสนเทศทำาให้ระบบเศรษฐกิจเปลี่ยนจากระบบแห่ งชาติไปเป็ นเศรษฐกิจโลก ความเกี่ยวโยงของเครื อข่ายสารสนเทศทำาให้เกิดสังคมโลกาภิวตั น์ ระบบเศรษฐกิจซึ่งแต่เดิมมี ขอบเขตจำากัดภายในประเทศ ก็กระจายเป็ นเศรษฐกิจโลก ทัว่ โลกจะมีกระแสการหมุนเวียนแลก เปลี่ยนสิ นค้าบริ การอย่างกว้างขวางและรวดเร็ ว เทคโนโลยีสารสนเทศมีส่วนเอื้ออำานวยให้การ ดำาเนินการมีขอบเขตกว้างขวางมากยิง่ ขึ้น ระบบเศรษฐกิจของโลกจึงผูกพันกับทุกประเทศ และ เชื่อมโยงกันแนบแน่นขึ้น เทคโนโลยีสารสนเทศทำาให้องค์กรมีลกั ษณะผูกพัน หน่วยงานภายในเป็ นแบบเครื อข่ายมาก ขึ้น แต่เดิมการจัดองค์กรมีการวางเป็ นลำาดับขั้น มีสายการบังคับบัญชาจากบนลงล่าง แต่เมื่อการ สื่ อสารแบบสองทางและการกระจายข่าวสารดีข้ ึน มีการใช้เครื อข่ายคอมพิวเตอร์ ในองค์กรผูกพัน กันเป็ นกลุ่มงาน มีการเพิ่มคุณค่าขององค์กรด้วยเทคโนโลยีสารสนเทศ การจัดโครงสร้างของ องค์กรจึงปรับเปลี่ยนจากเดิม และมีแนวโน้มที่จะสร้างองค์กรเป็ นเครื อข่ายที่มีลกั ษณะการบังคับ บัญชาแบบแนวราบมากขึ้น หน่วยธุรกิจจะมีขนาดเล็กลงและเชื่อมโยงกันกับหน่วยธุรกิจอื่นเป็ น เครื อข่ายสถานะภาพขององค์กรจึงต้องแปรเปลี่ยนไปตามกระแสของเทคโนโลยีเพราะการดำาเนิน ธุรกิจต้องใช้ระบบสื่ อสารที่มีความรวดเร็ ว ก่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนข้อมูลได้ง่ายและรวดเร็ ว เทคโนโลยีสารสนเทศก่อให้เกิดการวางแผนการดำาเนินการระยะยาวขึ้น อีกทั้งยังทำาให้การ ตัดสิ นใจหรื อเลือกทางเลือกได้ละเอียดขึ้น แต่เดิมการตัดสิ นปั ญหาอาจมีหนทางให้เลือกได้นอ้ ย เช่น มีคาำ ตอบเดียว ใช่และไม่ใช่ แต่ดว้ ยข้อมูลข่าวสารที่สนับสนุนการตัดสิ นใจ ทำาให้วิถีความคิด ในการตัดสิ นปัญหาเปลี่ยนไป ผูต้ ดั สิ นใจมีทางเลือกได้มากขึ้น มีความละเอียดอ่อนในการตัดสิ น ปั ญหาได้ดีข้ ึน เทคโนโลยีสารสนเทศ ในปัจจุบนั ทำาให้การเข้าถึงข้อมูลข่าวสารทัว่ โลกทำาได้สะดวกมากขึ้น ดังจะเห็นได้จากการรับชมข่าวสาร รายการโทรทัศน์ที่ส่งกระจายผ่านดาวเทียมของประเทศต่าง ๆ ได้ทวั่ โลก สามารถรับรู้ข่าวสารได้ทนั ทีที่ใช้เครื อข่ายอินเทอร์ เน็ตในการสื่ อสารระหว่างกันและ ติดต่อกับคนได้ทวั่ โลก จึงเป็ นที่แน่ชดั ว่าแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรม เศรษฐกิจ สังคม และการเมืองจึงมีลกั ษณะเป็ นสังคมโลกมากขึ้น http://www.baanjomyut.com/library/global_community/07_1_3.htm

ความสั มพันธ์ ระหว่ างเทคโนโลยีสารสนเทศกับเทคโนโลยีการสื่ อสาร


10

เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่ อสาร (Information and Communication Technologies – ICT) เกิดจาก การทำางานส่วนหนึ่งของเทคโนโลยีสารสนเทศที่มีการใช้เทคโนโลยีการสื่ อสารเพื่อ ให้ได้ขอ้ มูลสารสนเทศที่สมบูรณ์ ถูกต้อง รวดเร็ ว ตามความต้องการของผูใ้ ช้งาน แผนแม่บทเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่ อสารของประเทศไทย พ.ศ. 2545-2549 ได้กาำ หนด ความหมายของ ICT ดังนี้ “เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่ อสาร หมายถึง เทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับข่าวสาร ข้อมูล และการสื่ อสาร นับตั้งแต่การสร้าง การนำามาวิเคราะห์หรื อประมวลผลการรับและส่ งข้อมูล การจัด เก็บ และการนำาไปใช้งานใหม่ เทคโนโลยีเหล่านี้ มักจะหมายถึงคอมพิวเตอร์ ซึ่งประกอบด้วยส่ วน อุปกรณ์ (hardware) ส่วนคำาสัง่ (software) และส่ วนข้อมูล (data) และระบบการสื่ อสารต่างๆ ไม่วา่ จะเป็ นโทรศัพท์ ระบบสื่ อสารข้อมูล ดาวเทียม หรื อเครื่ องมือสื่ อสารใดๆ ทั้งมีสายและไร้สาย”

ความสำ าคัญของเทคโนโลยีสารสนเทศ - เทคโนโลยีสารสนเทศช่วยเพิ่มผลผลิต ลดต้นทุน และเพิ่มประสิ ทธิ ภาพในการทำางาน - เทคโนโลยีสารสนเทศเปลี่ยนรู ปแบบการบริ การเป็ นแบบกระจาย - เทคโนโลยีสารสนเทศเป็ นสิ่ งที่จาำ เป็ น สำาหรับการดำาเนินการในหน่วยงานต่าง ๆ - เทคโนโลยีสารสนเทศเกี่ยวข้องกับคนทุกระดับ

ประโยชน์ ของเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่ อสาร 1. ความเร็ ว การนำาระบบคอมพิวเตอร์ มาใช้จะช่วยให้การทำางานมีความรวดเร็ วยิง่ ขึ้น ไม่วา่ จะเป็ นการประมวลผล การค้นหาข้อมูลจะทำาได้สะดวกรวดเร็ ว ประหยัดเวลาในการค้นหา ข้อมูล เช่น การใช้ระบบห้องสมุดอัตโนมัติ 2. ความถูกต้อง คอมพิวเตอร์เป็ นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ที่มีการประมวลผลข้อมูลที่ถูกต้อง แม่นยำา ทำาให้ขอ้ มูลที่ได้จากการประมวลนั้นมีความผิดพลาดน้อยกว่าการประมวลผลด้วย มนุษย์ 3. การเก็บบันทึกข้อมูล ข้อมูลที่เก็บบันทึกในระบบคอมพิวเตอร์ จะเป็ นข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งมีสื่อที่ใช้ในการจัดเก็บข้อมูลทำาให้มีความสามารถในการจัดเก็บข้อมูลได้จาำ นวนมาก และมีความคงทนถาวรมากกว่าการจัดเก็บข้อมูลในรู ปของกระดาษ 4. การเผยแพร่ ขอ้ มูล การรับส่งข้อมูลในปั จจุบนั โดยใช้เทคโนโลยีสารสนเทศจะทำาให้การ เผยแพร่ ขอ้ มูลทำาได้อย่างกว้างขวางสามารถแพร่ กระจายไปได้ทวั่ โลกอย่างไร้พรมแดน


11

ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ ยังมีการสับสนอยูม่ ากระหว่างคำาว่า ระบบสารสนเทศ ( Information System) กับ เทคโนโลยีสารสนเทศ ( Information Technology) ความจริ งทั้งสองคำาคือสิ่ งเดียวกันแต่แตกต่างกัน ที่เทคโนโลยี ในส่วนแรก หมายถึงระบบที่มีการนำาข้อมูลดิบไปประมวลผลให้อยูใ่ นรู ปสารสนเทศ ที่พร้อมใช้งาน เช่น การอ่านข่าวในหน้าหนังสื อพิมพ์แล้วไปเล่าต่อให้อีกคนหนึ่งฟัง ก็ถือได้วา่ เป็ นระบบสารสนเทศอย่างหนึ่งแล้ว เพราะมีการอ่านข้อมูลดิบจากแหล่งข่าวสารแล้วมีการ ประมวลผลในสมอง บันทึกจดจำา และมีการแจกจ่ายไปยังบุคคลอื่น แต่ในกรณี เดียวกันนี้ ถา้ มี เทคโนโลยีเข้าช่วย เช่น ทำาการป้ อนข้อความในข่าวนั้นด้วยเครื่ องแสกนเนอร์ แล้วบันทึกเป็ น ไฟล์ภาพ ทำาการส่งผ่าน Email ไปยังบุคคลที่ตอ้ งการ ทั้งสองวิธีการนี้ มีวตั ถุประสงค์เดียวกันคือ ต้องการเผยแพร่ ข่าวสารไปยังบุคคลอื่นแต่ใช้วิธีการที่ต่างกัน วิธีหลังนี้ เองที่เรี ยกกันว่า “ เทคโนโลยีสารสนเทศ ” กล่าวคือมีการใช้เครื่ องมือ อุปกรณ์ ที่ช่วยเหลือในการนำาเข้าข้อมูล จัดเก็บ บันทึก ประมวลผล แจกจ่าย ส่ งผ่านข้อมูล ด้วยความรวดเร็ ว ถูกต้อง แม่นยำาและได้ ข้อมูลครบถ้วนกว่าวิธีการแรก ดังนั้นเพื่อความเข้าใจของคำาสองคำานี้ เพิ่มขึ้น จะอธิ บายด้วย แผนภาพดังนี้ ระบบสารสนเทศทีไ่ ม่ ใช้ เทคโนโลยี ( Non Information Technology )

แหล่งกำาเนิดของข้อมูล(Source of Data) การนำาข้อมูลเข้าระบบ ( Data Entry) การบันทึกข้อมูลลงหน่วยความจำา (Data Storage) การนำาสารสนเทศไปใช้(Application) เทคโนโลยีสารสนเทศจึงเป็ นเครื่ องมือที่ทาำ ให้สามารถพัฒนาข้อมูลต่างๆ ในระบบ สารสนเทศให้อยูใ่ นรู ปของ “ สารสนเทศ ” ที่สามารถนำาไปใช้งานได้ทนั ที “ Information Technology is an Enabling tool for developing information system ”


12

องค์ ประกอบของระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ 1. เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ คอมพิวเตอร์เป็ นเครื่ องอิเล็กทรอนิกส์ที่สามารถจดจำาข้อมูลต่าง ๆ และปฏิบตั ิตามคำาสัง่ ที่ บอก เพื่อให้คอมพิวเตอร์ทาำ งานอย่างใดอย่างหนึ่งได้ คอมพิวเตอร์น้ นั ประกอบด้วยอุปกรณ์ต่าง ๆ ต่อเชื่อมกันเรี ยกว่า ฮาร์ดแวร์ (Hardware) และอุปกรณ์ฮาร์ ดแวร์ น้ ี จะต้องทำางานร่ วมกับโปรแกรม คอมพิวเตอร์หรื อที่เรี ยกกันว่า ซอฟต์แวร์ (Software) (มหาวิทยาลัยสุ โขทัยธรรมาธิ ราช. สาขาวิชา วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี 2546: 4)

2. เทคโนโลยีสื่อสารโทรคมนาคม ใช้ในการติดต่อสื่ อสารรับ/ส่งข้อมูลจากที่ไกล ๆ เป็ นการส่ งของข้อมูลระหว่าง คอมพิวเตอร์หรื อเครื่ องมือที่อยูห่ ่างไกลกัน ซึ่งจะช่วยให้การเผยแพร่ ขอ้ มูลหรื อสารสนเทศไปยังผู ้ ใช้ในแหล่งต่าง ๆ เป็ นไปอย่างสะดวก รวดเร็ ว ถูกต้อง ครบถ้วน และทันการณ์ ซึ่งรู ปแบบของ ข้อมูลที่รับ/ส่งอาจเป็ นตัวเลข (Numeric Data) ตัวอักษร (Text) ภาพ (Image) และเสี ยง (Voice) เทคโนโลยีที่ใช้ในการสื่ อสารหรื อเผยแพร่ สารสนเทศ ได้แก่ เทคโนโลยีที่ใช้ในระบบโทรคมนาคม ทั้งชนิดมีสายและไร้สาย เช่น ระบบโทรศัพท์, โมเด็ม, แฟกซ์, โทรเลข, วิทยุกระจายเสี ยง, วิทยุ โทรทัศน์ เคเบิ้ลใยแก้วนำาแสง คลื่นไมโครเวฟ และดาวเทียม เป็ นต้น สำาหรับกลไกหลักของการ สื่ อสารโทรคมนาคมมีองค์ประกอบพื้นฐาน 3 ส่ วน ได้แก่ ต้นแหล่งของข้อความ (Source/Sender), สื่ อกลางสำาหรับการรับ/ส่งข้อความ (Medium), และส่ วนรับข้อความ (Sink/Decoder) ดังแผนภาพ ต่อไปนี้ คือ


13

นอกจากนี้ เทคโนโลยีสารสนเทศสามารถจำาแนกตามลักษณะการใช้งานได้เป็ น 6 รู ปแบบ ดังนี้ต่อไปนี้ คือ 1. เทคโนโลยีที่ใช้ในการเก็บข้อมูล เช่น ดาวเทียมถ่ายภาพทางอากาศ, กล้องดิจิทลั , กล้องถ่าย วีดีทศั น์, เครื่ องเอกซเรย์ ฯลฯ 2. เทคโนโลยีที่ใช้ในการบันทึกข้อมูล จะเป็ นสื่ อบันทึกข้อมูลต่าง ๆ เช่น เทปแม่เหล็ก, จานแม่ เหล็ก, จานแสงหรื อจานเลเซอร์ , บัตรเอทีเอ็ม ฯลฯ 3. เทคโนโลยีที่ใช้ในการประมวลผลข้อมูล ได้แก่ เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ ท้ งั ฮาร์ ดแวร์ และ ซอฟต์แวร์ 4. เทคโนโลยีที่ใช้ในการแสดงผลข้อมูล เช่น เครื่ องพิมพ์, จอภาพ, พลอตเตอร์ ฯลฯ 5. เทคโนโลยีที่ใช้ในการจัดทำาสำาเนาเอกสาร เช่น เครื่ องถ่ายเอกสาร, เครื่ องถ่ายไมโครฟิ ล์ม 6. เทคโนโลยีสาำ หรับถ่ายทอดหรื อสื่ อสารข้อมูล ได้แก่ ระบบโทรคมนาคมต่าง ๆ เช่น โทรทัศน์, วิทยุกระจายเสี ยง, โทรเลข, เทเล็กซ์ และระบบเครื อข่ายคอมพิวเตอร์ ท้ งั ระยะใกล้และไกล ลักษณะของข้อมูลหรื อสารสนเทศที่ส่งผ่านระบบคอมพิวเตอร์ และการสื่ อสาร ดังนี้ ข้อมูลหรื อสารสนเทศที่ใช้กนั อยูท่ วั่ ไปในระบบสื่ อสาร เช่น ระบบโทรศัพท์ จะมีลกั ษณะของ สัญญาณเป็ นคลื่นแบบต่อเนื่องที่เราเรี ยกว่า "สัญญาณอนาลอก" แต่ในระบบคอมพิวเตอร์ จะแตก ำ บกัน เป็ นสัญญาณที่ไม่ต่อเนื่อง ต่างไป เพราะระบบคอมพิวเตอร์ใช้ระบบสัญญาณไฟฟ้ าสูงต่าสลั เรี ยกว่า "สัญญาณดิจิตอล" ซึ่งข้อมูลเหล่านั้นจะส่ งผ่านสายโทรศัพท์ เมื่อเราต้องการส่ งข้อมูลจาก คอมพิวเตอร์เครื่ องหนึ่งไปยังเครื่ องอื่น ๆ ผ่านระบบโทรศัพท์ ก็ตอ้ งอาศัยอุปกรณ์ช่วยแปลง สัญญาณเสมอ ซึ่งมีชื่อเรี ยกว่า "โมเด็ม" (Modem)

ระบบคอมพิวเตอร์ ความหมายของคอมพิวเตอร์ คอมพิวเตอร์ (Computer) คือ อุปกรณ์ทางอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic device) ที่มนุษย์ใช้ เป็ นเครื่ องมือในการจัดการกับข้อมูล (Data) ทั้งตัวเลข ตัวอักษร หรื อสัญลักษณ์อื่นที่ใช้แทนความ หมายในสิ่ งต่าง ๆ โดยปฏิบตั ิงานภายใต้การควบคุมของชุดคำาสัง่ ที่อยูใ่ นหน่วยความจำาของ คอมพิวเตอร์เอง เพื่อทำาการคำานวณและแสดงผลลัพธ์ออกทางอุปกรณ์แสดงผล โดยที่ผลลัพธ์เหล่า


14

นี้จดั ว่าเป็ นข้อมูลที่ผา่ นการประมวลผลและเรี ยบเรี ยงแล้ว จะเรี ยกผลลัพธ์น้ ี วา่ "สารสนเทศ (Information)" ประเภทของคอมพิวเตอร์ เราสามารถแบ่งประเภทของคอมพิวเตอร์ ออกได้ 2 แบบ คือ แบ่งตามลักษณะของข้อมูล และแบ่งตามสมรรถนะ ขนาด และราคา แบ่งตามลักษณะของข้อมูลได้ ๓ ประเภทคือ 1. อนาลอกคอมพิวเตอร์ (Analog Computer) เป็ นเครื่ องคอมพิวเตอร์ ที่สร้างขึ้นเป็ นพิเศษ เพื่อใช้กบั งานเฉพาะด้าน มีการทำางานโดยใช้หลักในการวัด มีลกั ษณะเป็ นวงจรอิเล็กทรอนิกส์ที่ แยกส่ วนทำาหน้าที่เป็ นตัวกระทำาและฟังก์ชนั ทางคณิ ตศาสตร์ โดยใช้ค่าระดับแรงดันไฟฟ้ าเป็ นหลัก ในการคำานวณ และการรับข้อมูลจะรับในลักษณะของปริ มาณที่มีค่าต่อเนื่อง ส่ วนการรับข้อมูล สามารถรับข้อมูลได้โดยตรงจากแหล่งเกิดข้อมูล แล้วแสดงผลออกมาทางจอภาพ หรื ออ่านค่าได้ จากเครื่ องวัดและแทนค่าเป็ นอุณหภูมิ ความเร็ ว หรื อความดัน มีความละเอียดและสามารถคำานวณ ได้นอ้ ยกว่าดิจิทลั คอมพิวเตอร์ ไม่สามารถเก็บข้อมูลได้เป็ นจำานวนมากเหมือนกับดิจิทลั คอมพิวเตอร์ ได้แก่ เครื่ องที่ใช้วดั ปริ มาณทางฟิ สิ กส์ ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้จะออกมาในรู ปของกราฟ เครื่ องคอมพิวเตอร์ที่ตรวจสภาพอากาศ และที่ใช้ในวงการแพทย์ เช่น เครื่ องตรวจวัดสายตา ตรวจ วัดคลื่นสมองและการเต้นของหัวใจ เป็ นต้น 2. ดิจิทัลคอมพิวเตอร์ (Digital Computer) เป็ นเครื่ องคอมพิวเตอร์ ที่ทาำ งานโดยใช้หลักใน การคำานวณแบบลูกคิด หรื อหลักการนับ และทำางานกับข้อมูลแบบไม่ต่อเนื่อง ลักษณะการคำานวณ จะแปลงเลขเลขฐานสิ บก่อน แล้วจึงประมวลผลด้วยระบบเลขฐานสอง แล้วให้ผลลัพธ์ออกมาอยูใ่ น รู ปของตัวเลข ซึ่งคอมพิวเตอร์จะแปลงเป็ นเลขฐานสิ บเพื่อแสดงให้ผใู ้ ช้เข้าใจง่าย มีความสามารถ ในการคำานวณและมีความแม่นยำามากกว่าอนาลอกคอมพิวเตอร์ สามารถเก็บข้อมูลได้เป็ นจำานวน มากจึงต้องใช้สื่อในการบันทึกข้อมูล เช่น จานแม่เหล็ก และเทปแม่เหล็ก เป็ นต้น เนื่องจากดิจิทลั คอมพิวเตอร์มีอุปกรณ์ชิ้นส่วนต่าง ๆ เป็ นมาตรฐานเดียวกันและใช้กบั งานได้อย่างแพร่ หลายใน ปั จจุบนั ทำาให้ดิจิทลั คอมพิวเตอร์มีการพัฒนาให้สามารถทำางานได้เหมาะสมกับสภาพงานทัว่ ไป เช่น งานพิมพ์เอกสาร งานคำานวณ งานวิจยั เปรี ยบเทียบค่าทางสถิติ งานบันทึกนัดหมาย งานส่ ง ข้อความในรู ปเอกสาร ภาพและเสี ยง ตลอดจนงานกราฟิ กเพื่อนำาเสนอในรู ปแบบต่าง ๆ เป็ นต้น 3. ไฮบริดคอมพิวเตอร์ (Hybrid Computer) เป็ นเครื่ องคอมพิวเตอร์ ที่ใช้กบั งานเฉพาะด้าน มีประสิ ทธิภาพสูงและสามารถทำางานที่ซบั ซ้อนได้ เนื่องจากมีการนำาเทคนิคการทำางานของอนา ลอกคอมพิวเตอร์และดิจิทลั คอมพิวเตอร์ มาใช้งานร่ วมกัน เช่น การส่ งยานอวกาศขององค์การนาซา จะใช้เทคนิคของอนาลอกคอมพิวเตอร์ในการควบคุมการหมุนของตัวยานอวกาศ ซึ่งเกี่ยวข้องกับ ความกดดันอากาศ อุณหภูมิ ความเร็ว และใช้เทคนิคของดิจิทลั คอมพิวเตอร์ ในการคำานวณระยะทาง จากพื้นผิวโลก เป็ นต้น


15

แบ่งตามสมรรถนะ ขนาดและราคา ได้ ๕ ประเภทคือ 1.ซู เปอร์ คอมพิวเตอร์ (Supercomputer)เป็ นคอมพิวเตอร์ ที่มีขนาดใหญ่ที่สุด รุ่ นแรก สร้าง ในปี ค.ศ. 1960 ที่องค์การทหารของสหรัฐอเมริ กา สร้างสามารถประมวลผลได้กว่า 100 ล้านคำาสัง่ ต่อวินาที จึงทำาให้ทาำ งานได้รวดเร็วและมีประสิ ทธิ ภาพสู ง มีราคาแพงที่สุด เป็ นเครื่ องคอมพิวเตอร์ ที่เหมาะกับงานคำานวณที่ตอ้ งคำานวณตัวเลขจำานวนมหาศาลให้เสร็ จภายในระยะเวลาอันสั้ น โดย ต้องอยูใ่ นห้องที่มีการควบคุมอุณหภูมิและปราศจากฝุ่ นละออง มักใช้กบั องค์กรที่มีขนาดใหญ่ เท่านั้น เนื่องจากสามารถรองรับการใช้งานของผูใ้ ช้จาำ นวนมากพร้อม ๆ กันได้ เรี ยกว่า มัลติโปร เซสซิ่ง (Multiprocessing) อันเป็ นการใช้หน่วยประมวลผลหลายตัว เพื่อให้คอมพิวเตอร์ สามารถ ทำางานหลายงานพร้อม ๆ กันได้ จึงนิยมใช้กบั งานที่การคำานวณที่ซบั ซ้อน เช่น การพยากรณ์อากาศ ำ น ตลอดจนการวิจยั การทดสอบทางอวกาศ การคำานวณทางวิทยาศาสตร์ การบิน อุตสาหกรรมน้ามั ในห้องปฏิบตั ิการ ทั้งของภาครัฐบาลและเอกชน เป็ นต้น ซูเปอร์ คอมพิวเตอร์ ที่รู้จกั กันดีในปัจจุบนั ได้แก่ Cray Supercomputer 2. เมนเฟรมคอมพิวเตอร์ (Mainframe Computer) เป็ นเครื่ องคอมพิวเตอร์ ขนาดใหญ่มี ความเร็ วในการประมวลผลสูงรองลงมาจากซูเปอร์ คอมพิวเตอร์ ต้องอยูใ่ นห้องที่ควบคุมอุณหภูมิ และปราศจากฝุ่ นละออง และได้รับการพัฒนาให้มีหน่วยประมวลผลหลายหน่วยทำางานพร้อม ๆ กันเช่นเดียวกับซูเปอร์คอมพิวเตอร์ แต่มีจาำ นวนหน่วยประมวลผลที่นอ้ ยกว่า จึงทำาให้สามารถ ประมวลผลคำาสัง่ ได้หลายสิ บล้านคำาสัง่ ต่อวินาที ระบบคอมพิวเตอร์ ของเครื่ องเมนเฟรมส่ วนมากจะ มีระบบคอมพิวเตอร์ยอ่ ย ๆ ประกอบอยูด่ ว้ ย เพื่อช่วยในการทำางานบางประเภทให้กบั เครื่ องหลัก มี ราคาแพงมาก (แต่นอ้ ยกว่าซูเปอร์คอมพิวเตอร์ ) เหมาะกับงานที่มีขอ้ มูลที่มีปริ มาณมากต้อง ประมวลผลพร้อมกันโดยผูใ้ ช้นบั พันคน (Multi-user) ใช้กบั องค์กรใหญ่ ๆ ทัว่ ไป เช่น งานด้าน วิศวกรรมคอมพิวเตอร์ วิทยาศาสตร์ การควบคุมระบบเครื อข่าย งานพัฒนาระบบ งานด้านธุรกิจ ธนาคาร งานสำามะโนประชากร งานสายการบิน งานประกันชีวิต และมหาวิทยาลัย เป็ นต้น 3. มินิคอมพิวเตอร์ (Minicomputer) เป็ นเครื่ องคอมพิวเตอร์ ที่มีขนาดกลางที่มี ประสิ ทธิภาพในการทำางานน้อยกว่าเมนเฟรมแต่สูงกว่าไมโครคอมพิวเตอร์ สามารถรองรับการ ทำางานจากผูใ้ ช้หลายร้อยคน (Multi-user) ในการทำางานที่แตกต่างกัน (Multi Programming) เช่น เดียวกับเครื่ องเมนเฟรม แต่สิ่งที่แตกต่างกันระหว่างเครื่ องเมนเฟรมและเครื่ องมินิคอมพิวเตอร์ คือ ความเร็ วในการทำางาน เนื่องจากมินิคอมพิวเตอร์ ทาำ งานได้ชา้ กว่า และควบคุมผูใ้ ช้งานต่าง ๆ ใน จำานวนที่นอ้ ยกว่า รวมทั้งสื่ อที่เก็บข้อมูลมีความจุนอ้ ยกว่าเมนเฟรม จึงเหมาะกับองค์กรขนาดกลาง เพราะมีราคาถูกกว่าเครื่ องเมนเฟรมมาก ทำางานเฉพาะด้าน เช่น การคำานวณทางด้านวิศวกรรม การ จองห้องพักของโรงแรม การทำางานด้านบัญชีขององค์การธุรกิจ เป็ นต้น ในสถานศึกษาต่าง ๆ และ บางหน่วยงานของรัฐนิยมใช้คอมพิวเตอร์ ประเภทนี้


16

4.เวิร์คสเตชันคอมพิวเตอร์ (Workstation Computer) เป็ นเครื่ องคอมพิวเตอร์ แบบตั้งโต๊ะ ที่ สนับสนุนการทำางานของคอมพิวเตอร์เครื อข่าย ซึ่งใช้ในการจัดสรรและใช้ทรัพยากรร่ วมกัน เช่น แฟ้ มข้อมูลโปรแกรมประยุกต์ อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ เช่น เครื่ องพิมพ์และอุปกรณ์อื่น ๆ โดยการ เชื่อมโยงกับเทอร์มินลั (Terminal) หลาย ๆ เครื่ อง อีกทั้งได้ถูกออกแบบมาให้มีความสามารถในการ คำานวณด้านวิศวกรรม สถาปัตยกรรม หรื องานอื่น ๆ ที่เน้นการแสดงผลด้านกราฟิ ก เช่น การนำามา ช่วยออกแบบภาพกราฟิ กที่มีความละเอียดสูง ทำาให้เวิร์คสเตชันใช้หน่วยประมวลผลที่มี ประสิ ทธิภาพสูงและมีหน่วยเก็บข้อมูลสำารองจำานวนมากด้วย ผูใ้ ช้บางกลุ่มจะเรี ยกเครื่ องระดับเวิร์ค สเตชันนี้วา่ ซูเปอร์ไมโคร (Supermicro) เพราะถูกออกแบบให้ใช้งานแบบตั้งโต๊ะ แต่ชิปที่ใช้ทาำ งาน นั้นแตกต่างกันมาก เนื่องจากเวิร์คสเตชันส่ วนมากใช้ชิปที่ลดจำานวนคำาสัง่ ที่สามารถใช้สัง่ งานให้ เหลือเฉพาะที่จาำ เป็ น เพื่อให้สามารถทำางานได้ดว้ ยความเร็ วสูง 5.ไมโครคอมพิวเตอร์ (Microcomputer) เป็ นเครื่ องคอมพิวเตอร์ ขนาดเล็ก ราคาถูกสามารถ เรี ยกได้อีกอย่างหนึ่งว่า เครื่ องคอมพิวเตอร์ ส่วนบุคคล (Personal Computer หรื อ PC) มีการพัฒนา ขึ้นในปี ค.ศ. 1975 ซึ่งได้รับความนิยมเป็ นอันมาก เมื่อ IBM ได้สร้างเครื่ อง IBM PC ออกมา ซึ่ง ความแตกต่างระหว่างเวิร์คสเตชันคอมพิวเตอร์ และไมโครคอมพิวเตอร์ ได้ลดน้อยลงเรื่ อย ๆ เนื่องจากเครื่ องไมโครคอมพิวเตอร์ระดับสูงในปั จจุบนั มีประสิ ทธิ ภาพ และมีความเร็ วในการแสดง ผลที่ดีกว่าเวิร์คสเตชันคอมพิวเตอร์มาก สามารถใช้งานโดยใช้คนเดียว (Stand-alone) หรื อเชื่อมต่อ เป็ นเครื อข่ายเพื่อติดต่อสื่ อสารกับคอมพิวเตอร์ เครื่ องอื่นได้ จากการที่เทคโนโลยีที่กา้ วนำาสมัยทำาให้ PC สามารถเชื่อมโยงเข้ากับระบบเครื อข่ายอินเทอร์ เน็ตติดต่อสื่ อสารกับคนอื่นได้ทวั ่ โลก เหมาะกับ งานทัว่ ไป เช่น การประมวลผลคำา (Word Processing) การคำานวณ (Spreadsheet) การบัญชี (Accounting) จัดทำาสิ่ งพิมพ์ (Desktop Publishing) และงานที่เกี่ยวข้องกับฐานข้อมูล เป็ นต้น เรา สามารถแบ่งคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล ได้ดงั นี้ คอมพิวเตอร์แบบตั้งโต๊ะ (Desktop Computer) โน๊ตบุค๊ คอมพิวเตอร์ (Notebook Computer) คอมพิวเตอร์แทปเลท (Tablet Computer) คอมพิวเตอร์พกพา (Handheld Computer) PDA ในปัจจุบนั ที่นิยมได้แบ่งออกเป็ นสองแบบ คือ พีดีเอในกลุ่มของปาล์ม (Palm) ซึ่งใช้ Palm OS จากบริ ษทั ปาล์มต่าง ๆ และ PDA ในกลุ่มของพ๊อกเก็ตพีซี ( Pocker PC) องค์ ประกอบของระบบคอมพิวเตอร์ คอมพิวเตอร์ประกอบด้วยส่วนสำาคัญ 5 ส่ วนด้วยกัน คือ 1. ฮาร์ ดแวร์ (Hardware) หมายถึง สิ่ งที่มองเห็นและจับต้องสัมผัสได้ท้ งั หมดที่เกี่ยวข้องกับ คอมพิวเตอร์ ไม่วา่ จะเป็ นตัวเครื่ องคอมพิวเตอร์ (Case) เมนบอร์ ด (Mainboard) และอุปกรณ์ต่อพ่วง


17

รอบข้าง (Peripheral) ที่เกี่ยวข้อง เช่น ฮาร์ ดดิสก์ แป้ นพิมพ์ เม้าส์ หน่วยประมวลผลกลาง จอภาพ เครื่ องพิมพ์ และอุปกรณ์อื่น ๆ ฮาร์ดแวร์ จะไม่สามารถทำางานด้วยตัวเองเดี่ยว ๆ ได้ จะต้องนำามาต่อ เชื่อมเพื่อทำางานร่ วมกันเป็ นระบบที่เรี ยกว่า "ระบบคอมพิวเตอร์ (Computer System)" ที่มี โครงสร้างของระบบจะทำางานตามโปรแกรมหรื อซอฟต์แวร์ ที่เขียนขึ้ น ส่ว นประกอบของคอมพิว เตอร์ จำาแนกหน้าที่ของฮาร์ดแวร์ต่างๆ สามารถแบ่งเป็ นส่ วนสำาคัญ 5 ส่ วน คือ 1) หน่ วยรับข้อมูล (Input Unit) ทำาหน้าที่รับโปรแกรมคำาสัง่ และข้อมูลเข้าสู่เครื่ อง คอมพิวเตอร์ 2) หน่ วยประมวลผลกลาง (Central Processing Unit - CPU) ทำาหน้าที่เกี่ยวกับการ คำานวณทั้งทางตรรกะและคณิตศาสตร์ รวมทั้งการประมวลข้อมูลตามคำาสัง่ ที่ได้รับ 3) หน่ วยความจำา (Memory Unit) ทำาหน้าที่เก็บข้อมูลหรื อคำาสัง่ ที่ส่งมาจากหน่วยรับ ข้อมูล เพื่อเตรี ยมส่งไปประมวลผลยังหน่วยประมวลผลกลาง และเก็บผลลัพธ์ที่ได้มาจากการ ประมวลผลแล้วเพื่อเตรี ยมส่งไปยังหน่วยแสดงผล 4) หน่ วยแสดงผล (Output Unit) ทำาหน้าที่แสดงผลข้อมูลที่คอมพิวเตอร์ ทาำ การประมวล ผลหรื อผ่านการคำานวณแล้ว 5) อุปกรณ์ ต่อพ่วงอืน่ ๆ (Peripheral Equipment) เป็ นอุปกรณ์ที่นาำ มาต่อพ่วงเข้ากับ คอมพิวเตอร์ เพื่อช่วยเพิ่มประสิ ทธิภาพในการทำางานให้มากยิง่ ขึ้น เช่น โมเด็ม แผงวงจรเชื่อมต่อ เครื อข่าย เป็ นต้น

หน่ วยรับข้อมูล (Input Unit) หน่วยรับข้อมูล (Input Unit) ฮาร์ดแวร์ที่ทาำ หน้าที่เป็ นหน่วยรับข้อมูลมีหลากหลายอุปกรณ์ ได้แก่ 1) คีย์บอร์ ด (Keyboard) อุปกรณ์รับข้อมูลจากการกดแป้ นแล้วทำาการเปลี่ยนเป็ นรหัส เพื่อ บอกให้คอมพิวเตอร์รู้วา่ มีการกดตัวอักษรอะไร แผงแป้ นอักขระส่ วนใหญ่เป็ นไปตามมาตรฐาน


18

ของเครื่ องพิมพ์ดีด ซึ่งระบบรับรหัสตัวอักขระที่ใช้ในทางคอมพิวเตอร์ เป็ นรหัส 7 หรื อ 8 บิต (Operator) 2) เมาส์ (Mouse) อุปกรณ์นาำ เข้าข้อมูลโดยการเลื่อนเมาส์เพื่อบังคับตัวชี้ ไปยังตำาแหน่ง ต่างๆ บนหน้าจอ เมาส์ที่นิยมใช้มีดว้ ยกัน 3 ประเภท ได้แก่ -แบบทางกล (Mechanical) ใช้ลูกกลิ้งกลม -แบบใช้แสง (Optical mouse) -แบบไร้สาย (Wireless Mouse) 3) OCR (Optical Character Reader) อุปกรณ์นาำ เข้าข้อมูล โดยใช้วิธีการอ่านข้อมูลด้วย ลำาแสงในลักษณะพาดขวางบนเอกสารที่มีขอ้ มูลอยู่ แล้วแปลงรหัสเป็ นสัญญาณไฟฟ้ าเข้าไปเก็บใน เครื่ องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์โอซีอาร์ที่เราสามารถพบเห็นได้ในชีวิตประจำาวัน ได้แก่ เครื่ องอ่าน รหัสแท่ง (Barcode reader) 4) OMR (Optical Mark Reader) อุปกรณ์นาำ เข้าที่ทาำ งานโดยการอ่านข้อมูลจากการทำา เครื่ องหมายด้วยดินสอและปากกาลงบนกระดาษคำาตอบ (Answer sheet) ซึ่งถูกออกแบบมาโดย เฉพาะ 5) เครื่องอ่านพิกดั (Digitizer) เป็ นอุปกรณ์รับข้อมูล มีลกั ษณะเป็ นแผ่นกระดานสี่ เหลี่ยม มี สายไฟฟ้ าและอุปกรณ์คล้ายแว่นขยายที่มีเครื่ องหมายกากบาทตรงกลาง พร้อมกับปุ่ มสำาหรับกด โดยปกติมกั ใช้ในการอ่านจุดพิกดั ของแผนที่ หรื อตำาแหน่งของภาพกราฟิ กต่างๆ 6) สแกนเนอร์ (Scanner) เป็ นอุปกรณ์นาำ เข้าข้อมูลที่เป็ นเอกสาร รู ปภาพ หรื อ รู ปถ่าย สแกนเนอร์สามารถแบ่งออกได้ 3 ประเภท คือ แบบเลื่อนกระดาษ (Sheet-Fed Scanner) สแกนเนอร์ แบบนี้ จะรับกระดาษแล้วค่อย ๆ เลื่อนหน้า กระดาษให้ผา่ นหัวสแกนซึ่งอยูก่ บั ที่ แบบแท่นนอน (Flatbed scanner) สแกนเนอร์ แบบนี้ จะมีกลไกคล้ายกับเครื่ องถ่ายเอกสาร เหมาะสำาหรับใช้กบั เอกสารทั้งที่เป็ นแผ่นเดียวและเอกสารที่เป็ นเล่ม แบบมือถือ (Hand-held Scanner) สแกนเนอร์ แบบมือถือได้รวมเอาข้อดีของสแกนเนอร์ ทั้ง สองแบบเข้าไว้ดว้ ยกัน 7) ปากกาแสง (Light Pen) เป็ นอุปกรณ์ทาำ งานคล้ายกับเมาส์ในการติดต่อกับคอมพิวเตอร์ เป็ นอุปกรณ์ที่เหมาะสำาหรับงานวาดภาพ 8) จอยสติก (Joy Sticks) เป็ นอุปกรณ์ที่ใช้ในการควบคุมทิศทางของวัตถุบนหน้าจอ คอมพิวเตอร์ ส่วนใหญ่จะใช้ในการเล่นเกมคอมพิวเตอร์ มีท้ งั ที่เป็ นแบบแบน แบบคันโยก หรื อ แบบพวงมาลัย 9) จอสัมผัส (Touch Screen) เป็ นจอภาพชนิดพิเศษที่ใช้ระบบสัมผัสแทนการใช้คียบ์ อร์ ด และเมาส์ นิยมนำามาใช้กบั งาน


19

10) เครื่องเทอร์ มินัล (Point of Sale Terminal) เป็ นอุปกรณ์รับข้อมูลอีกอย่างหนึ่งที่นิยม ใช้ในร้านค้า เครื่ องเทอร์มินลั นี้ จะมีแป้ นพิมพ์สาำ หรับกรอกข้อมูล มีจอภาพเล็กๆ เพื่อใช้แสดงผล ต่างๆ และมีเครื่ องพิมพ์สาำ หรับพิมพ์รายการ ทั้งนี้สามารถนำาเครื่ องอ่านรหัสบาร์ โค๊ดเข้ามาช่วยใน การรับข้อมูลได้ ซึ่งช่วยลดความผิดพลาดอันอาจเกิดจากการกรอกข้อมูลที่มีจาำ นวนมาก 11) แผ่นสัมผัส (Touch Pads) เป็ นอุปกรณ์รับข้อมูลโดยการใช้นิ้วสัมผัสลงบนแผ่นสัมผัส ำ กที่กดสงไปจะถูกเปลี่ยนเป็ นสัญญาณไฟฟ้ า มักเห็นอยูใ่ นเครื่ องคอมพิวเตอร์ โน้ตบุ๊ก น้าหนั 12) กล้องดิจทิ ัล (Digital Camera) เป็ นอุปกรณ์รับข้อมูลเข้าสู่เครื่ องคอมพิวเตอร์ ที่ สามารถแปลงข้อมูลภาพเป็ นสัญญาณดิจิทลั มีลกั ษณะการใช้งานเหมือนกล้องถ่ายภาพทัว่ ไป แต่ ต่างกันตรงที่ไม่ตอ้ งใช้ฟิล์มในการบันทึกข้อมูล ข้อมูลภาพที่ได้สามารถถ่ายลงสู่เครื่ องคอมพิวเตอร์ และสามารถเรี ยกดูได้ทนั ที หรื อจะใช้โปรแกรมช่วยตกแต่งภาพให้ดูสวยงามขึ้นก็ได้ 13) อุปกรณ์ รับข้อมูลเสียง (Voice Input Devices) หรื อเรี ยกอีกอย่างหนึ่งว่า ไมโครโฟน เป็ นอุปกรณ์รับข้อมูลในรู ปแบบเสี ยง โดยจะทำาการแปลงสัญญาณเสี ยงเป็ นสัญญาณดิจิทลั แล้วจึง ส่ งไปยังคอมพิวเตอร์ หน่ วยความจำา (Memory Unit) เป็ นหน่วยจัดเก็บข้อมูลที่ทาำ งานได้รวดเร็ วที่สุด ซึ่งสามารถจำาแนกตามลักษณะการใช้งานได้ 2 ประเภท คือ 1) หน่ วยความจำาหลัก (Main Memory) หรื อเรี ยกว่า หน่วยความจำาภายใน (Internal Memory) สามารถแบ่งออกเป็ น 2 ประเภท ได้แก่ รอม (Read Only Memory - ROM) เป็ นหน่วยความจำาที่มีโปรแกรมหรื อข้อมูลอยูแ่ ล้ว สามารถเรี ยก ออกมาใช้งานได้แต่จะไม่สามารถเขียนเพิ่มเติมได้ และแม้วา่ จะไม่มีกระแสไฟฟ้ าไปเลี้ยงให้แก่ ระบบข้อมูลก็ไม่สูญหายไป แรม (Random Access Memory) เป็ นหน่วยความจำาที่สามารถเก็บข้อมูลได้เมื่อมีกระแสไฟฟ้ าหล่อ เลี้ยงเท่านั้น เมื่อใดไม่มีกระแสไฟฟ้ ามาเลี้ยงข้อมูลที่อยูใ่ นหน่วยความจำาชนิดนี้ จะหายไปทันที 2) หน่ วยความจำารอง (Second Memory) หรื อหน่วยความจำาภายนอก (External Memory) เป็ น หน่วยความจำาที่ตอ้ งอาศัยสื่ อบันทึกข้อมูลและอุปกรณ์รับ-ส่ งข้อมูลชนิดต่างๆ ได้แก่ - ฮาร์ดดิสก์ (Hard Disk) เป็ นฮาร์ ดแวร์ ที่ทาำ หน้าที่เก็บข้อมูลในเครื่ องคอมพิวเตอร์ ทั้ง โปรแกรมใช้งานต่างๆ ไฟล์เอกสาร รวมทั้งเป็ นที่เก็บระบบปฏิบตั ิการที่เป็ นโปรแกรมควบคุมการ ทำางานของเครื่ องคอมพิวเตอร์ดว้ ย


20

- ฟล็อบปี้ ดิสก์ (Floppy Disk) เป็ นอุปกรณ์บนั ทึกข้อมูลที่มีขนาด 3.5 นิ้ว มีลกั ษณะเป็ น แผ่นกลมบางทำาจากไมลาร์ (Mylar) สามารถบรรจุขอ้ มูลได้เพียง 1.44 เมกะไบต์ เท่านั้น ี - ซีดี (Compact Disk - CD) เป็ นอุปกรณ์บนั ทึกข้อมูลแบบดิจิทลั เป็ นสื่ อที่มีขนาดความจุ สูง เหมาะสำาหรับบันทึกข้อมูลแบบมัลติมีเดีย ซีดีรอมทำามาจากแผ่นพลาสติกกลมบางที่เคลือบด้วย สารโพลีคาร์บอเนต (Poly Carbonate) ทำาให้ผิวหน้าเป็ นมันสะท้อนแสง โดยมีการบันทึกข้อมูลเป็ น สายเดียว (Single Track) มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 120 มิลลิเมตร ปั จจุบนั มีซีดีอยูห่ ลาย ประเภท ได้แก่ ซีดีเพลง (Audio CD) วีซีดี (Video CD - VCD) ซีดี-อาร์ (CD Recordable - CD-R) ซีดี-อาร์ ดบั บลิว (CD-Rewritable - CD-RW) และ ดีวีดี (Digital Video Disk - DVD) ี 3) รีมูฟเอเบิลไดร์ ฟ (Removable Drive) เป็ นอุปกรณ์เก็บข้อมูลที่ไม่ตอ้ งมีตวั ขับเคลื่อน (Drive) สามารถพกพาไปไหนได้โดยต่อเข้ากับเครื่ องคอมพิวเตอร์ ดว้ ย Port USB ปั จจุบนั ความจุ ของรี มูฟเอเบิลไดร์ฟมีต้ งั แต่ 8 , 16 , 32 , 64 , 128 จนถึง 1024 เมกะไบต์ ทั้งนี้ยงั มีไดร์ ฟลักษณะ เดียวกัน เรี ยกในชื่ออื่นๆ ได้แก่ Pen Drive , Thump Drive , Flash Drive 4) ซิบไดร์ ฟ (Zip Drive) เป็ นสื่ อบันทึกข้อมูลที่จะมาแทนแผ่นฟล็อปปี้ ดิสก์ มีขนาดความจุ 100 เมกะไบต์ ซึ่งการใช้งานซิปไดร์ฟจะต้องใช้งานกับซิปดิสก์ (Zip Disk) ความสามารถในการ เก็บข้อมูลของซิปดิสก์จะเก็บข้อมูลได้มากกว่าฟล็อปปี้ ดิสก์ 5) Magnetic optical Disk Drive เป็ นสื่ อเก็บข้อมูลขนาด 3.5 นิ้ว ซึ่งมีขนาดพอๆ กับฟล็ อบปี้ ดิสก์ แต่ขนาดความจุมากกว่า เพราะว่า MO Disk drive 1 แผ่นสามารถบันทึกขัอมูลได้ต้ งั แต่ 128 เมกะไบต์ จนถึงระดับ 5.2 กิกะไบต์ 6) เทปแบ็คอัพ (Tape Backup) เป็ นอุปกรณ์สาำ หรับการสำารองข้อมูล ซึ่งเหมาะกับการ สำารองข้อมูลขนาดใหญ่มากๆ ขนาดระดับ 10-100 กิกะไบต์ 7) การ์ ดเมมโมรี (Memory Card) เป็ นอุปกรณ์บนั ทึกข้อมูลที่มีขนาดเล็ก พัฒนาขึ้น เพื่อนำา ไปใช้กบั อุปกรณ์เทคโนโลยีแบบต่างๆ เช่น กล้องดิจิทลั คอมพิวเตอร์ มือถือ (Personal Data Assistant - PDA) โทรศัพท์มือถือ เป็ นต้น

หน่ วยประมวลผลกลาง (Central Processing Unit - CPU) หน่วยประมวลผลกลางหรื อซีพียู เรี ยกอีกชื่อหนึ่งว่า โปรเซสเซอร์ (Processor) หรื อ ชิป (chip) นับเป็ นอุปกรณ์ที่มีความสำาคัญมากที่สุดของฮาร์ ดแวร์ เพราะมีหน้าที่ในการประมวลผล ข้อมูลที่ผใู้ ช้ป้อน เข้ามาทางอุปกรณ์นาำ เข้าข้อมูลตามชุดคำาสัง่ หรื อโปรแกรมที่ผใู ้ ช้ตอ้ งการใช้งาน หน่วยประมวลผลกลาง ประกอบด้วยส่วนสำาคัญ 3 ส่ วน คือ


21

1) หน่ วยคำานวณและตรรกะ (Arithmetic & Logical Unit : ALU) หน่วยคำานวณตรรกะ ทำาหน้าที่เหมือนกับเครื่ องคำานวณอยูใ่ นเครื่ องคอมพิวเตอร์ โดยทำางานเกี่ยวกับการคำานวณทาง คณิ ตศาสตร์ เช่น บวก ลบ คูณ หาร อีกทั้งยังมีความสามารถอีกอย่างหนึ่งที่เครื่ องคำานวณธรรมดา ไม่มี คือ ความสามารถในเชิงตรรกะศาสตร์ หมายถึง ความสามารถในการเปรี ยบเทียบตามเงื่อนไข และกฎเกณฑ์ทางคณิตศาสตร์ เพื่อให้ได้คาำ ตอบออกมาว่าเงื่อนไข นั้นเป็ น จริ ง หรื อ เท็จ ได้ 2) หน่ วยควบคุม (Control Unit) หน่วยควบคุม ทำาหน้าที่ควบคุมลำาดับขั้นตอนการ ประมวลผล รวมไปถึงการประสานงานกับอุปกรณ์นาำ เข้าข้อมูล อุปกรณ์แสดงผล และหน่วยความ จำาสำารองด้วย ซีพียทู ี่มีจาำ หน่ายในท้องตลาด ได้แก่ Pentium III , Pentium 4 , Pentium M (Centrino) , Celeron , Dulon , Athlon หน่ วยแสดงผล (Output Unit) เป็ นอุปกรณ์ส่งออก (Output device) ทำาหน้าที่แสดงผลลัพธ์เมื่อซี พียทู าำ การประมวลผล 1) จอภาพ (Monitor) เป็ นอุปกรณ์แสดงผลลัพธ์ที่เป็ นภาพ ปั จจุบนั แบ่งออกเป็ น 2 ชนิด คือ จอภาพ แบบ CRT (Cathode Ray Tube) และ จอภาพแบบ LCD (Liquid Crystal Display) 2) เครื่องพิมพ์ (Printer) เป็ นอุปกรณ์ที่ทาำ หน้าที่แสดงผลลัพธ์ในรู ปของอักขระหรื อรู ปภาพที่จะไป ปรากฏอยูบ่ นกระดาษ แบ่งออกเป็ น 4 ประเภท ได้แก่ เครื่ องพิมพ์ดอตเมตทริ กซ์ (Dot Matrix Printer) เครื่ องพิมพ์แบบพ่นหมึก (Ink-Jet Printer) เครื่ องพิมพ์แบบเลเซอร์ (Laser Printer) และ พล็อตเตอร์ (Plotter) 3) ลำาโพง (Speaker) เป็ นอุปกรณ์แสดงผลลัพธ์ที่อยูใ่ นรู ปของเสี ยง สามารถเชื่อมต่อกับ คอมพิวเตอร์ผา่ นแผงวงจรเกี่ยวกับเสี ยง (Sound card) ซึ่งมีหน้าที่แปลงข้อมูลดิจิทลั ไปเป็ นเสี ยง อุป กรณ์ต ่อ พ่ว งอื่น ๆ 1) โมเด็ม (Modem) มาจากคำาว่า (modulate/demodulate) เป็ นอุปกรณ์ที่ช่วยให้ติดต่อกับ โลกภายนอกได้อย่างง่ายดาย ปัจจุบนั โมเด็มมีท้ งั แบบติดตั้งภายในเครื่ องคอมพิวเตอร์ เรี ยกว่า Internal Modem และ แบบภายนอกเครื่ องคอมพิวเตอร์ ซึ่งเรี ยกว่า External Modem 2) แผงวงจรเชื่อมต่ อเครือข่าย (LAN card) เป็ นอุปกรณ์ที่ทาำ หน้าที่ในการรับ-ส่ งข้อมูล ระหว่างเครื่ องคอมพิวเตอร์หรื อเวิร์คสเตชั้น (Workstation) และเครื่ องให้บริ การข้อมูล (Server) ดัง นั้นเครื่ องคอมพิวเตอร์ที่ตอ้ งการเชื่อมต่อกับเครื่ องคอมพิวเตอร์ อื่นๆ จำาเป็ นต้องติดตั้งแลนการ์ ด 2. ซอฟต์ แวร์ (Software) ซอฟต์แวร์ (Software) หมายถึง โปรแกรม (program) หรื อชุดคำาสัง่ ที่ ควบคุมให้เครื่ องคอมพิวเตอร์ทาำ งานให้ได้ผลลัพธ์ตามที่ตอ้ งการ ซึ่งคอมพิวเตอร์ ฮาร์ ดแวร์ ที่ ประกอบออกมาจากโรงงานจะยังไม่สามารถทำางานได้ในทันที ต้องมีซอฟต์แวร์ ซ่ ึงเป็ นโปรแกรม หรื อชุดคำาสัง่ ที่สงั่ ให้ฮาร์ดแวร์ทาำ งานตามต้องการได้ โดยโปรแกรมหรื อชุดคำาสัง่ นั้นจะเขียนจาก ภาษาต่าง ๆ ที่มนุษย์สร้างขึ้น เรี ยกว่า ภาษาคอมพิวเตอร์ (Programming Language) ภาษาใดภาษา


22

หนึ่ง และมีโปรแกรมเมอร์ (Programmer) หรื อนักเขียนโปรแกรมเป็ นผูใ้ ช้ภาษาคอมพิวเตอร์ เหล่า นั้นเขียนซอฟต์แวร์แบบต่าง ๆ ขึ้นมา ซอฟต์แวร์ สามารถแบ่งออกเป็ น 2 ประเภทใหญ่ ๆ คือ 1)ซอฟต์ แวร์ ระบบ (System Software) คอมพิวเตอร์ประกอบด้วย หน่วยรับเข้า หน่วยส่ งออก หน่วยความจำา และหน่วยประมวล ผล ในการทำางานของคอมพิวเตอร์จาำ เป็ นต้องมีการดำาเนินงานกับอุปกรณ์พื้นฐานที่จาำ เป็ น ดังนั้นจึง ต้องมีซอฟต์แวร์ระบบเพื่อใช้ในการจัดการระบบ หน้าที่หลักของซอฟต์แวร์ ระบบประกอบด้วย - ใช้ในการจัดการหน่วยรับเข้าและหน่วยส่ งออก เช่น รับการกดแป้ นต่าง ๆ บนแผงแป้ น อักขระ ส่งรหัสตัวอักษรออกทางจอภาพหรื อเครื่ องพิมพ์ ติดต่อกับอุปกรณ์รับเข้า และส่ งออกอื่น ๆ เช่น เมาส์ อุปกรณ์สงั เคราะห์เสี ยง - ใช้ในการจัดการหน่วยความจำา เพื่อนำาข้อมูลจากแผ่นบันทึกมาบรรจุยงั หน่วยความจำาหลัก หรื อในทำานองกลับกัน คือนำาข้อมูลจากหน่วยความจำาหลักมาเก็บไว้ในแผ่นบันทึก - ใช้เป็ นตัวเชื่อมต่อระหว่างผูใ้ ช้งานกับคอมพิวเตอร์ สามารถใช้งานได้ง่ายขึ้น เช่น การขอดู รายการสารบบในแผ่นบันทึก การทำาสำาเนาแฟ้ มข้อมูล ซอฟต์แวร์ระบบพื้นฐานที่เห็นกันทัว่ ไป แบ่งออกเป็ น ระบบปฏิบตั ิการ และ ตัวแปลภาษา ซอฟต์แวร์ทงั่ สองประเภทนี้ ทาำ ให้เกิดพัฒนาการประยุกต์ใช้งานได้ง่ายขึ้น ระบบปฏิบัติการ ระบบปฏิบตั ิการ หรื อที่เรี ยกย่อ ๆ ว่า โอเอส (Operating System : OS) เป็ นซอฟต์แวร์ ใช้ใน การดูแลระบบคอมพิวเตอร์ เครื่ องคอมพิวเตอร์ ทุกเครื่ องจะต้องมีซอฟต์แวร์ ระบบปฏิบตั ิการนี้ ระบบปฏิบตั ิการที่นิยมใช้กนั มากและเป็ นที่รู้จกั กันดีเช่นดอส (Disk Operating System : DOS) วินโดวส์ (Windows) โอเอสทู (OS/2) ยูนิกซ์ (UNIX) 1) ดอส เป็ นซอฟต์แวร์จดั ระบบงานที่พฒั นามานานแล้ว การใช้งานจึงใช้คาำ สัง่ เป็ นตัวอักษร ดอสเป็ นซอฟต์แวร์ที่รู้จกั กันดีในหมู่ผใู้ ช้ไมโครคอมพิวเตอร์ 2) วินโดวส์ เป็ นระบบปฏิบตั ิการที่พฒั นาต่อจากดอส เพื่อเน้นการใช้งานที่ง่ายขึ้น สามารถ ทำางานหลายงานพร้อมกันได้ โดยงานแต่ละงานจะอยูใ่ นกรอบช่องหน้าต่างที่แสดงผลบนจอภาพ การใช้งานเน้นรู ปแบบกราฟิ ก ผูใ้ ช้งานสามารถใช้เมาส์เลื่อนตัวชี้ ตาำ แหน่งเพื่อเลือกตำาแหน่งที่ ปรากฏบนจอภาพ ทำาให้ใช้งานคอมพิวเตอร์ ได้ง่าย วินโดวส์จึงได้รับความนิยมในปัจจุบนั 3) โอเอสทู เป็ นระบบปฏิบตั ิการแบบเดียวกับวินโดว์ส แต่บริ ษทั ผูพ้ ฒั นาคือ บริ ษทั ไอบีเอ็ม เป็ นระบบปฏิบตั ิการที่ให้ผใู้ ช้สามารถใช้ทาำ งานได้หลายงานพร้อมกัน และการใช้งานก็เป็ นแบบ กราฟิ กเช่นเดียวกับวินโดวส์ 4) ยูนิกซ์ เป็ นระบบปฏิบตั ิการที่พฒั นามาตั้งแต่ครั้งใช้กบั เครื่ องมินิคอมพิวเตอร์ ระบบปฎิบตั ิ การยูนิกซ์เป็ นระบบปฏิบตั ิการที่สามารถใช้งานได้หลายงานพร้อมกัน และทำางานได้หลาย ๆ งาน


23

ในเวลาเดียวกัน ยูนิกซ์จึงใช้ได้กบั เครื่ องที่เชื่อมโยงและต่อกับเครื่ องปลายทางได้หลายเครื่ องพร้อม กัน ระบบปฏิบตั ิการยังมีอีกมาก โดยเฉพาะระบบปฏิบตั ิการที่ใช้ในเครื อข่ายคอมพิวเตอร์ เพื่อให้ คอมพิวเตอร์ทาำ งานร่ วมกันเป็ นระบบ เช่น ระบบปฏิบตั ิการเน็ตแวร์ วินโดว์สเอ็นที 2)ซอฟต์ แวร์ ประยุกต์ (Application Software) หมายถึง ซอฟต์แวร์ ที่สร้างหรื อพัฒนาขึ้น เพื่อใช้งานด้านใดด้านหนึ่งโดยเฉพาะตามที่ผใู ้ ช้ตอ้ งการ เช่น งานด้านการจัดทำาเอกสาร การทำา บัญชี การจัดเก็บข้อมูลข่าวสาร ตลอดจนงานด้านอื่น ๆ ตามแต่ผใู ้ ช้ตอ้ งการ ลักษณะสำำคัญของซอฟต์ แวร์ ประยุกต์ การที่ เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ ได้พฒั นาก้าวหน้า อย่างรวดเร็ ว โดยเฉพาะ การที่มี คอมพิวเตอร์ ขนาดเล็ก ทำาให้มี การใช้งานคล่อง ตัวขึ้น จนในปั จจุบนั สามารถนำา คอมพิวเตอร์ ขนาดเล็กติดตัว ไปใช้งานใน ที่ต่างๆ ได้สะดวก การใช้งาน คอมพิวเตอร์ ต้องมี ซอฟต์แวร์ ประยุกต์ ซึ่งอาจเป็ น ซอฟต์แวร์ สาำ เร็ จ ที่มีผู ้ พัฒนา เพื่อใช้งานทัว่ ไป ทำาให้ทาำ งาน ได้สะดวกขึ้น หรื ออาจเป็ น ซอฟต์แวร์ ใช้งานเฉพาะ ซึ่งผูใ้ ช้ เป็ น ผูพ้ ฒั นาขึ้นเอง เพื่อให้เหมาะสม กับสภาพการ ทำางานของตน ในบรรดา ซอฟต์แวร์ประยุกต์ ที่มีใช้กนั ทัว่ ไป ซอฟต์แวร์ สาำ เร็ จ (package) เป็ นซอฟต์แวร์ ที่มีความนิยม ใช้กนั สูงมาก ซอฟต์แวร์ สำาเร็ จเป็ น ซอฟต์แวร์ ที่บริ ษทั พัฒนา ขึ้นแล้วนำา ออกมา จำาหน่าย เพื่อให้ผใู้ ช้ง านซื้อไปใช้ได้ โดยตรง ไม่ตอ้ งเสี ยเวลา ในการพัฒนา ซอฟต์แวร์ อีก ซอฟต์แวร์สาำ เร็ จ ที่มีจาำ หน่าย ในท้องตลาดทัว่ ไป และเป็ นที่ นิยมของ ผูใ้ ช้มี 5 กลุ่มใหญ่ ประเภทของซอฟต์ แวร์ ประยุกต์ : (1) ซอฟต์ แวร์ สำาเร็จ (package) : 1) ซอฟต์ แวร์ ประมวลคำา (word processing software) เป็ น ซอฟต์แวร์ ประยุกต์ ใช้สาำ หรับ การพิมพ์เอกสาร สามารถแก้ไข เพิม่ แทรก ลบ และจัดรู ปแบบเอกสาร ได้อย่างดี เอกสารที่ พิมพ์ไว้ จัดเป็ น แฟ้ มข้อมูล เรี ยกมา พิมพ์หรื อ แก้ไข ใหม่ได้ การพิมพ์ ออกทาง เครื่ องพิมพ์ ก็มีรูปแบบ ตัว อักษร ให้เลือกหลาย รู ปแบบ เอกสารจึงด ูเรี ยบร้อย สวยงาม ปั จจุบนั ม ีการเพิ่มขีด ความสามารถ ของ ซอฟต์แวร์ ประมวลคำา อีกมากมาย ซอฟต์แวร์ ประมวลคำา ที่นิยม อยูใ่ นปั จจุบนั เช่น วินส์เวิร์ด จุฬาจารึ ก โลตัสเอมิโปร 2) ซอฟต์ แวร์ ตารางทำางาน (spread sheet software) เป็ นซอฟต์แวร์ ที่ช่วยในการ คิด คำานวณ การทำางาน ของซอฟต์แวร์ ตารางทำางาน ใช้หลักการ เสมือนมีโต๊ะ ทำางานที่มีกระดาษ ขนาดใหญ่ วางไว้ มีเครื่ องมือ คล้ายปากกา ยางลบ และเครื่ องคำานวณ เตรี ยมไว้ ให้เสร็ จ บน กระดาษมีช่อง ให้ใส่ตวั เลข ข้อความ หรื อสูตร สามารถ สัง่ ให้ คำานวณ ตามสูตร หรื อเงื่อนไข ที่ กำาหนด ผูใ้ ช้ซอฟต์แวร์ ตารางทำางาน สามารถประยุกต์ ใช้งานประมวลผล ตัวเลขอื่นๆ ได้กว้าง ขวาง ซอฟต์แวร์ ตารางทำางาน ที่นิยมใช้ เช่น เอกเซล โลตัส


24

3) ซอฟต์ แวร์ จัดการฐานข้อมูล (data base management software) การใช้งาน คอมพิวเตอร์ อย่างหนึ่ง คือการใช้ เก็บข้อมูล และจัดการ กับข้อมูลที่ จัดเก็บใน คอมพิวเตอร์ จึง จำาเป็ น ต้องมี ซอฟต์แวร์ จัดการข้อมูล การรวบรวม ข้อมูลหลายๆ เรื่ องที่ เกี่ยวข้องกัน ไว้ใน คอมพิวเตอร์ เราก็เรี ยกว่า ฐานข้อมูล ซอฟต์แวร์ จัดการฐานข้อมูล จึงหมายถึง ซอฟต์แวร์ ที่ช่วยใน การเก็บ การเรี ยกค้น มาใช้งาน การทำารายงาน การสรุ ปผล จากข้อมูล ซอฟต์แวร์ จัดการฐานข้อมูล ที่นิยมใช้ เช่น เอกเซล ดีเบส พาราด็อก ฟ๊ อกเบส 4) ซอฟต์ แวร์ นำาเสนอ (presentation software) เป็ น ซอฟต์แวร์ ที่ใช้สาำ หรับ นำาเสนอ ข้อมูล การแสดงผล ต้องสามารถ ดึงดูด ความสนใจ ซอฟต์แวร์ เหล่านี้จึง เป็ นซอฟต์แวร์ ที่นอกจาก สามารถแสดง ข้อความ ในลักษณะ ที่จะสื่ อ ความหมาย ได้ง่ายแล้ว จะต้องสร้าง แผนภูมิ กราฟ และรู ปภาพ ได้ ตัวอย่างของ ซอฟต์แวร์นาำ เสนอ เช่น เพาเวอร์ พอยด์ โลตัสฟรี แลนซ์ ฮาร์วาร์ ดกรา ฟิ ก 5) ซอฟต์ แวร์ สื่อสารข้อมูล (data communication software) ซอฟต์แวร์ สื่ อสารข้อมูล นี้ หมายถึง ซอฟต์แวร์ ที่จะช่วยให้ ไมโครคอมพิวเตอร์ ติดต่อสื่ อสาร กับเครื่ อง คอมพิวเตอร์ อื่นในที่ ห่ างไกล โดยผ่านทาง สายโทรศัพท์ ซอฟต์แวร์ สื่ อสารใช้เชื่อมโยง ต่อเข้ากับ ระบบเครื อ ข่าย คอมพิวเตอร์ เช่น อินเทอร์เน็ต ทำาให้สามารถ ใช้บริ การอื่นๆ เพิ่มเติมได้ สามารถ ใช้รับส่ งไปรษณี ย ์ อิเล็กทรอนิกส์ ใช้โอนย้าย แฟ้ มข้อมูล ใช้แลกเปลี่ยนข้อมูล อ่านข่าวสาร นอกจากนี้ยงั ใช้ในการ เชื่อมเข้าหา มินิคอมพิวเตอร์ หรื อเมนเฟรม เพื่อเรี ยก ใช้งานจาก เครื่ องเหล่านั้นได้ ซอฟต์แวร์ สื่ อสารข้อมูล ที่นิยม มีมากมาย หลายซอฟต์แวร์ เช่น โปรคอม ครอสทอล์คเทลิก (2) ซอฟต์ แวร์ ใช้ งานเฉพาะ การประยุกต์ ใช้งานด้วย ซอฟต์แวร์ สาำ เร็ จ มักจะเน้น การใช้งานทัว่ ไป แต่อาจจะนำามาประยุกต์ โดยตรงกับงาน ทางธุรกิจบาง อย่างไม่ได้ เช่น ในกิจการธนาคาร มีการ ฝากถอนเงิน งานทางด้านบัญชี หรื อใน ห้างสรรพสิ นค้า ก็มีงาน การขายสิ นค้า การออกใบเสร็ จรับ เงิน การควบคุม สิ นค้าคงคลัง ดังนั้น จึงต้องมีการ พัฒนาซอฟต์แวร์ ใช้งานเฉพาะ สำาหรับงาน แต่ละประเภท ให้ตรงกับ ความต้องการ ของผูใ้ ช้แต่ละราย ซอฟต์แวร์ ใช้งานเฉพาะ มักเป็ นซอฟต์แวร์ ที่ผพู ้ ฒั นา ต้องเข้าไป ศึกษารู ปแบบ การทำางาน หรื อความต้องการ ของธุรกิจนั้นๆ แล้วจัดทำาขึ้น โดยทัว่ ไปจะเป็ น ซอฟต์แวร์ ที่มีหลาย ส่ วนรวม กัน เพื่อร่ วมกันทำางาน ซอฟต์แวร์ ใช้งานเฉพาะที่ใช้กนั ในทางธุรกิจ เช่น ระบบงานทางด้านบัญชี ระบบงานจัดจำาหน่าย ระบบงานใน โรงงานอุตสาหกรรม บริ หารการเงิน และการเช่าซื้อ ความต้องการ ของการใช้ คอมพิวเตอร์ ในงานทางธุรกิจ ยังมีอีกมาก ดังนั้นจึง ยังมีความ ต้องการ ผูพ้ ฒั นาซอฟต์แวร์ เพื่อพัฒนาซอฟต์แวร์ ใช้งานเฉพาะต่างๆ อีกมากมาย 3. ข้ อมูล/สารสนเทศ (Data/Information)


25

คือ ข้อมูลต่างๆ ที่เรานำามาให้คอมพิวเตอร์ ทาำ การประมวลผลคำานวณ หรื อกระทำาการอย่าง ใดอย่างหนึ่งให้ได้มาเป็ นผลลัพธ์ที่เราต้องการ ยกตัวอย่างเช่น ข้อมูลบุคลากรเกี่ยวกับรายละเอียด ประวัติส่วนตัว ประวัติการศึกษาหรื อ ประวัติการทำางาน ซึ่งอาจนำามาจำาแนกเป็ นรายงานต่างๆ เกี่ยว กับบุคลากรในหน่วยงานได้ หรื อข้อมูลเกี่ยวกับตัวเลขมาตรๆ ไฟฟ้ าของบ้านแต่ละหลัง ก็ใช้ สำาหรับคำานวณเป็ นปริ มาณไฟฟ้ า ที่ใช้ในแต่ละเดือน แล้วคิดเป็ นเงิน ที่จะต้องชำาระให้กบั การไฟฟ้ า 4. บุคคลากร (Peopleware) คือ เจ้าหน้าที่ปฏิบตั ิงานต่างๆ และผูใ้ ช้เครื่ องคอมพิวเตอร์ ในหน่วยงานนั้นๆ บุคลากรด้าน คอมพิวเตอร์น้ นั มีความสำาคัญมาก เพราะการใช้เครื่ องคอมพิวเตอร์ ทาำ งานต่างๆ นั้นจะต้องมีการจัด เตรี ยมเปลี่ยนระบบ จัดเตรี ยมโปรแกรมดำาเนินการต่างๆ หลายอย่าง ซึ่งไม่สามารถทำาด้วยตัวเองได้ ถ้าหากไม่ใช่ผทู้ ี่รู้เรื่ องคอมพิวเตอร์มากนัก ดังนั้นเราจึงถือว่าบุคลากร เป็ นส่ วนประกอบที่สาำ คัญ ของ ระบบคอมพิวเตอร์ดว้ ย ซึ่งสามารถสรุ ปเป็ นประเภทใหญ่ ๆ ได้ดงั นี้ -เจ้าหน้าที่ปฏิบตั ิการ (Operator) -บุคลากรที่เกี่ยวข้องกับระบบ (System) -ผูจ้ ดั การศูนย์ประมวลผลคอมพิวเตอร์ (Electronic Data Processing Manager) -ผูใ้ ช้คอมพิวเตอร์ (Computer user) 5. กระบวนการทำางาน (Documentation/Procedure) เป็ นขั้นตอนการทำางานเพื่อให้ได้ ผลลัพธ์หรื อข้อสนเทศจากคอมพิวเตอร์ ในการทำางานกับ คอมพิวเตอร์จาำ เป็ นที่จะต้องให้ผใู้ ช้เข้าใจขั้นตอนการทำางาน ต้องมีระเบียบปฏิบตั ิให้เป็ นแบบ เดียวกัน มีการจัดทำาคู่มือการใช้คอมพิวเตอร์ ให้ทุกคนเรี ยนรู ้และใช้อา้ งอิงได้นอกจากนั้นเมื่อการใช้ มาตรฐาน ช่วยให้การประสานงาน ระหว่างหน่วยงานย่อยๆ ราบรื่ น การจัดซื้อจัดหา ตลอดจนการ บำารุ งรักษาเครื่ องคอมพิวเตอร์และซอฟต์แวร์ กจ็ ะง่ายขึ้นเพราะทุกหน่วยงานใช้มาตรฐานเดียวกัน วงจรการทำางานของคอมพิวเตอร์ เป็ นขั้นตอนการทำางานเพื่อให้ได้ ผลลัพธ์หรื อข้อสนเทศจากคอมพิวเตอร์ ในการทำางานกับ คอมพิวเตอร์จาำ เป็ นที่จะต้องให้ผใู้ ช้เข้าใจขั้นตอนการทำางาน ต้องมีระเบียบปฏิบตั ิให้เป็ นแบบ เดียวกัน มีการจัดทำาคู่มือการใช้คอมพิวเตอร์ ให้ทุกคนเรี ยนรู ้และใช้อา้ งอิงได้นอกจากนั้นเมื่อการใช้ มาตรฐาน ช่วยให้การประสานงาน ระหว่างหน่วยงานย่อยๆ ราบรื่ น การจัดซื้อจัดหา ตลอดจนการ บำารุ งรักษาเครื่ องคอมพิวเตอร์และซอฟต์แวร์ กจ็ ะง่ายขึ้นเพราะทุกหน่วยงานใช้มาตรฐานเดียวกัน


26

รู ปแสดงวงจรการทำางานของระบบคอมพิวเตอร์ (ที่ มา : NECTEC) ส่วนที่ทาำ หน้าที่รับข้อมูล และคำาสัง่ เรี ยกว่า หน่วยรับข้อมูล (Input Unit) ได้แก่ แป้ นพิมพ์ (Keyboard) , เมาส์ (Mouse), จอยสติก (Joy stick), ปากกาแสง (Light pen), เครื่ องอ่านพิกดั (Digitizing tablet), สแกนเนอร์ (Scanner), เครื่ องอ่านรหัสแท่ง (Bar Code Reader), เอ็มไอซีอาร์ (Magnetic Ink Character Recognition - MICR), เครื่ องรู ้จาำ อักขระด้วยแสง (Optical Character Recognition - OCR), เครื่ องอ่านเครื่ องหมายด้วยแสง (Optical Mark Reader - OMR ), กล้องถ่าย ภาพดิจิทลั (Digital Camera), กล้องถ่ายทอดวิดีโอดิจิทลั (Digital Video) เป็ นต้น ส่วนที่นาำ เอาข้อมูลและคำาสัง่ ไปประมวลผล เรี ยกว่า หน่วยประมวลผลกลาง (Central Processing Unit : CPU) ประกอบด้วย 2 หน่วย คือ หน่ วยควบคุม (Control Unit) ทำาหน้าที่อา่ นคำาสัง่ เข้ามาทีละคำาสัง่ (Interuction) และ ตีความ (Decode) ว่าเป็ นคำาสัง่ ใด ใช้ขอ้ มูลจากที่ไหน (เป็ นข้อมูลที่ถูกนำาเข้าหรื อส่ งออกจาก ALU หน่วยความจำาหลัก หน่วยจัดเก็บข้อมูล หรื อหน่วยนำาเข้า/แสดงผลข้อมูล) ซึ่งถือว่า เป็ นการควบคุม การทำางานของฮาร์ดแวร์ท้ งั หมด และประสานงานระหว่างหน่วยต่าง ๆ ในระบบคอมพิวเตอร์ หน่ วยคำานวณ/ตรรกะ (Arithmetic/Logical Unit) ทำาหน้าที่ประมวลผลคำาสัง่ ด้วยวีการ ทางคณิ ตศาสตร์ เช่น บวก (+) ลบ (-) คูณ (x) หาร (/) เป็ นต้น และเปรี ยบเทียบค่าของข้อมูล เช่น มากกว่า (>) น้อยกว่า (>) มากกว่าหรื อเท่ากับ ( > ) เป็ นต้น


27

ขั้นตอนที่ 1 : Fetch Instruction หน่วยควบคุมเข้าถึง (Access) คำาสัง่ ที่ถูก Execute จาก หน่วยความจำา ขั้นตอนที่ 2 : Decode Instruction คำาสัง่ ถูกตีความ ( Decode) เพื่อให้รู้วา่ ต้องทำางานอะไร แล้วข้อมูลที่ตอ้ งใช้ในการ ประมวลผลจะถูกเคลื่อนย้ายจากหน่วยความจำามาเก็บไว้ที่รีจิสเตอร์ (Register) จากนั้นจะกำาหนดตำาแหน่งของคำาสัง่ ถัดไป ทั้งขั้นตอนที่ 1 และ 2 เรี ยกรวมกันว่า "Instruction Phase" และเวลาที่ใช้ในการกระทำาเฟส นี้เรี ยกว่า "Instruction Time (I-time)" ขั้นตอนที่ 3 : Execute Instruction ALU ปฏิบตั ิงานตามคำาสัง่ ที่ตีความได้ ไม่วา่ จะเป็ นการ คำานวณทางคณิตศาสตร์หรื อการ เปรี ยบเทียบ ขั้นตอนที่ 4 : Store Results เก็บผลลัพธ์ที่ประมวลผลได้ลงในหน่วยความจำา ทั้งขั้นตอนที่ 3 และ 4 เรี ยกรวมกันว่า "Execution Phase" และเวลาที่ใช้ในการกระทำาเฟสนี้ เรี ยกว่า "Execution Time (E-time)" ภายในเครื่ องคอมพิวเตอร์จะมีระบบนาฬิกา (System clock) ติดตั้งอยูภ่ ายในเพื่อควบคุม การทำางานของส่วนต่าง ๆ ให้เข้ากันเป็ นจังหวะ ประสานงานกันได้เป็ นอย่างดี โดยความเร็ วของ CPU มีหน่วยวัดเป็ นเมกะเฮิร์ต (Mz : Magahertz) ซึ่งเป็ นความเร็ วของนาฬิกา 1 MHz เท่ากับ 1 ล้าน รอบต่อวินาที ในปัจจุบนั เครื่ อง PC จะมีความเร็ วของสัญญาณนาฬิกาเพิม่ ขึ้นมาก ปั จจุบนั มี ความเร็ วเป็ น กิกะเฮิร์ซ (GHz) ดังนั้น ความเร็ วของสัญญาณนาฬิกายิง่ สูงขึ้นเท่าใด หมายถึง ความเร็ วในแต่ละรอบการทำางานก็ยิง่ สูงขึ้นเท่านั้น ใน 1 รอบคำาสัง่ (Instruction Cycle) จะประกอบ ด้วย 4 ขั้นตอนข้างต้น รู ปแบบการประมวลผลของคอมพิวเตอร์ (Data Processing) พิจารณาตามลักษณะการประมวลผลข้อมูล แบ่งได้ 3 ประเภท คือ 1. การประมวลผลส่ วนบุคคล (Personal Computing) ไมโครคอมพิวเตอร์ หรื อคอมพิวเตอร์ ส่วนบุคคล (Personal Computer: PC) จะมีการ ประมวลผลโดยใช้เครื่ องคอมพิวเตอร์เครื่ องเดียวที่เป็ นอิสระจากกัน เครื่ องคอมพิวเตอร์ แต่ละ เครื่ องจะไม่สามารถติดต่อสื่ อสาร เชื่อมโยงข้อมูลร่ วมกันได้ ซึ่งหากต้องการใช้ขอ้ มูลร่ วมกันจะ ต้องคัดลอกไปยังหน่วยความจำาสำารอง เช่น แผ่นดิสก์ จากเครื่ องเพื่อถ่ายโอนสู่อีกเครื่ องหนึ่ง 2. การประมวลผลแบบรวมศูนย์ (Centralized Computing) เป็ นระบบที่นาำ อุปกรณ์ประมวลผล ทั้งฮาร์ ดแวร์ และซอฟต์แวร์ มารวมไว้ในคอมพิวเตอร์ เครื่ องเดียว ใช้กบั องค์กรขนาดใหญ่ซ่ ึงใช้คอมพิวเตอร์ ชนิดเมนเฟรมคอมพิวเตอร์ (Mainframe


28

Computer)โดยมีผทู้ าำ หน้าที่ควบคุมการประมวลผลเพียงผูเ้ ดียว ซึ่งเป็ นที่ยงุ่ ยากมาก ต่อมาจึงมีการ พัฒนาการประมวลผล โดยแบ่งออกได้เป็ น 2 วิธีคือ การประมวลผลแบบแบทช์ (Batch Processing) เป็ นระบบที่ทาำ งานในลักษณะ เตรี ยมการ ประมวลผลในขั้นต่อไป โดยใช้อุปกรณ์ประเภท Input/Output Unit ซึ่งอุปกรณ์เหล่านี้ ไม่อยูภ่ ายใต้ การควบคุมของ CPU เช่น เครื่ องบันทึกเทป (Key to tape) เครื่ องบันทึกจานแม่เหล็ก (Key to disk)บัตรเจาะรู (Punched Card) เป็ นอุปกรณ์นาำ เข้าและอุปกรณ์จดั เก็บข้อมูล มีลกั ษณะการ ประมวลผลโดยมีการรวบรวมข้อมูลไว้ช่วงเวลาหนึ่งก่อนที่จะนำาข้อมูลมาประมวลผลพร้อมกัน การประมวลผลจะทำาเป็ นช่วงเวลา เช่น การทำาบัญชีเงินเดือนพนักงานทุกสิ้ นเดือน ระบบคิด ดอกเบี้ยสะสม 3 เดือน 6 เดือน หรื อ 1 ปี ของธนาคาร การบันทึกเกรดของนักศึกษาในแต่ละภาค เรี ยน จนถึงภาคเรี ยนสุดท้ายจึงพิมพ์ใบรับรองเกรดเฉลี่ย ข้อมูลการใช้โทรศัพท์มือถือภายในช่วง รอบบัญชี (1 เดือน) จะถูกเก็บสะสมจนสิ้ นสุ ดรอบบัญชี การประมวลผลแบบนี้ จะไม่มีการโต้ตอบ ระหว่างผูใ้ ช้กบั เครื่ องคอมพิวเตอร์ จึงเรี ยกอีกอย่างหนึ่งว่าระบบออฟไลน์ (Off-ling System) มีขอ้ ดี คือ ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในการใช้อุปกรณ์ ข้อเสี ย คือ ข้อมูลจะไม่ทนั สมัย การประมวลผลแบบออนไลน์ (On-line Processing) เป็ นวิธีที่ผใู ้ ช้สามารถใช้งาน พร้อม กันได้หลายคน (Multi-user) จะประมวลผลทันทีเมื่อรับข้อมูลเข้ามา โดยไม่ตอ้ งรอรวมข้อมูลหรื อ สะสมข้อมูลไว้ก่อน โดยมีการเชื่อมต่อกับเครื่ องคอมพิวเตอร์ ขนาดใหญ่ที่อยูใ่ นสถานที่อื่น มีความ สามารถในการทำางานบางอย่างได้ เช่น เครื่ องเอทีเอ็ม เครื่ องตัดยอดของสิ นค้าทุกครั้งเมื่อมีการสัง่ ซื้อ เป็ นต้น ข้อดี คือ ทำาให้ได้ขอ้ มูลที่ทนั สมัยเป็ นปั จจุบนั ตลอดเวลา ข้อเสี ย คือ หากมีขอ้ มูลมาก การประมวลผลจะช้าลง เนื่องจากมีเพียงเครื่ องแม่ข่ายเท่านั้นที่ทาำ การประมวลผล 3. การประมวลผลแบบกระจาย (Distributed Computing) เมื่อมีการใช้งานคอมพิวเตอร์ในองค์กรที่มีขนาดใหญ่ข้ึ น อาจมีการขยายสาขาออกไป ทำาให้มีระบบการทำางานที่มีขนาดใหญ่ จึงมีการนำาการประมวลผลแบบกระจายจากศูนย์กลางมาใช้ เพื่อชดเชยข้อจำากัดของการประมวลแบบรวมศูนย์ที่ค่อนข้างล่าช้า ส่ งผลให้สามารถจัดสรร ทรัพยากร เพื่อกระจายและแจกจ่ายการใช้งานข้อมูลต่าง ๆ ร่ วมกันได้ทวั่ ทั้งองค์กรและรวดเร็ วมาก ขึ้น และระหว่างหน่วยงานย่อยขององค์กรด้วย เช่น ฐานข้อมูล ข่าวสาร เครื่ องคอมพิวเตอร์ เครื่ องพิมพ์ เครื่ องโทรสาร และเครื่ องสแกนเนอร์ เป็ นต้น คุณสมบัติของคอมพิวเตอร์ โดยรวมเรี ยกลักษณะเด่น ทั้ง 4 รวม ๆ กันว่า 4S Special ของเครื่ องคอมพิวเตอร์ 1)ลักษณะเด่นของคอมพิวเตอร์ดา้ นความจำา (Storage) 2) ลักษณะเด่นของคอมพิวเตอร์ดา้ นความเร็ ว (Speed)


29

หน่วยในพันของวินาที

= 1/1000

เรี ยกว่า Millisecond

หน่วยในล้านของวินาที

= 1/1000000

เรี ยกว่า Microsecond

หน่วยในพันล้านของวินาที

= 1/1000000000

เรี ยกว่า Nanosecond

หน่วยในล้านล้านของวินาที

= 1/1000000000000

เรี ยกว่า Picosecond

3) ลักษณะเด่นของคอมพิวเตอร์ ดา้ นการปฏิบตั ิงานอัตโนมัติ (Self ) 4) ลักษณะเด่นของคอมพิวเตอร์ ดา้ นความน่าเชื่อถือ (Sure) ข้อจำากัดของคอมพิวเตอร์ 1. การวางระบบคอมพิวเตอร์ตอ้ งใช้เวลานานมาก การที่หน่วยงานใดตัดสิ นใจนำา คอมพิวเตอร์มาใช้งาน ต้องวางระบบงานเสี ยก่อน ว่าจะนำาคอมพิวเตอร์ มาช่วยในการทำางานด้านใด แล้วยังจะต้องมีการเรี ยนโปรแกรมคำาสัง่ เพื่อสัง่ ให้คอมพิวเตอร์ ทาำ งานตามที่ได้ออกแบบไว้ 2. การรวบกวนระบบงานปกติ เมื่อมีคอมพิวเตอร์ เข้ามาใช้ในหน่วยงานที่ไม่เคยใช้เครื่ อง คอมพิวเตอร์มาก่อน แน่นอนว่าต้องมีการเปลี่ยนแปลงระบบงานเดิม การเปลี่ยนแปลงส่ งผลกระทบ ต่อจิตใจของพนักงาน และอาจสร้างความไม่พอใจ และก่อให้เกิดความวุน่ วายหลากประการขึ้นได้ 3. การทำางานขึ้นอยูก่ บั มนุษย์ คอมพิวเตอร์เป็ นได้แค่เครื่ องมือช่วยมนุษย์ในการงาน ทั้งนี้ เพราะเครื่ องคอมพิวเตอร์ไม่มีความคิดเป็ นของตัวเอง และทำางานได้รับคำาสัง่ จากมนุษย์เท่านั้น ไม่ ว่างานที่สงั่ ให้ทาำ จะถูกหรื อผิด เครื่ องคอมพิวเตอร์ ไม่รู้จกั คิดหรื อปรับปรุ งวิธีการทำางานให้ดีข้ึน นับ เป็ นข้อจำากัดอย่างหนึ่งของเครื่ องคอมพิวเตอร์ ความสำ าคัญของเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่ อสารต่ อการพัฒนาประเทศ จากแผนนโยบายเทคโนโลยีสารสนเทศ พ.ศ. 2544-2553 ได้กล่าวถึงความสำาคัญในด้านต่างๆ ดังนี้ • การบริหารงานของรัฐบาล (e-Government) - เป้ าหมายในการนำาเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่ อสารมาพัฒนาและปรับปรุ งระบบงาน บริ หารที่สาำ คัญทุกประเภทของส่วนงานของรัฐให้มีประสิ ทธิ ภาพสูงสุ ดภายในพ.ศ. 2547 - พัฒนาบริ การที่ให้แก่สาธารณชนให้ได้ครบทุกขั้นตอนในพ.ศ. 2553 - ยุทธศาสตร์ที่ใช้ในการพัฒนามุ่งให้เกิดความกระทัดรัด ความประหยัด ประสิ ทธิ ภาพและ ประสิ ทธิผล โดยใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่ อสารควบคู่กบั การปรับขั้นตอนและ กระบวนการทำางาน ⇒ การปฏิรูปงานวางแผนและงบประมาณ ⇒ การจัดองค์กร ⇒ การพัฒนาบุคลากรของรัฐ


30

⇒ การพัฒนาการบริ หารและการให้บริ การโดยรวม ตัวอย่ าง ⇒ การจัดเก็บภาษีรายได้ของรัฐ ⇒ การจัดทำาบัตรประชาชน ⇒ การรับคำาร้องเรี ยนผ่านเครื อข่ายอินเตอร์ เน็ต ⇒ การให้ขอ้ มูลการท่องเที่ยวผ่านเครื อข่ายอินเตอร์ เน็ต ⇒ ฯลฯ พาณิชยกรรม (e-Commerce) - มีเป้ าหมายในการมุ่งสร้างประโยชน์โดยรวมในกิจการพาณิ ชย์ของประเทศ ความสามารถในการแข่งขันของคนไทย - การพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์สาำ หรับธุรกิจส่ งออก - การค้าและบริ การ - การบริ โภคของประชาชน - ยุทธศาสตร์ ์ที่การปฏิรูปการพาณิ ชย์์ของประเทศให้มีโอกาสในตลาดต่่างประเทศดีข้ ึน ⇒ การปรับปรุ งกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการดำาเนินธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ ์และงานเกี่ยว เนื่อง ⇒ การจัดให้มีการชำาระเงินผ่่านระบบอิเล็กทรอนิกส์์ที่มีความปลอดภัยสูง ⇒ การสร้างระบบฐานข้อมูลและการจัดการข้อมูลที่ทนั สมัย เพื่อส่ ่งเสริ มผู ้ประกอบการขนาด กลางและย่อมให้เป็ นกำาลังสำาคัญของระบบเศรษฐกิจใหม่ ⇒ การพัฒนาบุคลากรทุกประเภทและระดับ ⇒ การพัฒนาโครงสรางพื้นฐานที่เจริ ญเติบโตเป็ นธุรกิจเสรี รองรับการพัฒนาการ พาณิชย์์ให้เจริ ญมัน่ คงต่อไป ตัวอย่ าง ⇒ การให้ขอ้ มูลข่าวสาร การสร้างเครื อข่าย และการสัง่ ซื้อผลิตภัณฑ์ OTOP (หนึ่งตำาบลหนึ่ง ผลิตภัณฑ์) ⇒ การจองห้องพักผ่านระบบเครื อข่าย ⇒ การจองตัว๋ เครื่ องบินผ่านระบบเครื อข่าย อุตสาหกรรม (e-Industry)


31

- มีเป้ าหมายในการส่งเสริ มและพัฒนาการใช้และการผลิตอุปกรณ์เทคโนโลยีสารสนเทศ ของภาคเอกชน เพื่อให้เกิดอุตสาหกรรมการผลิตที่ใช้ความรู ้เป็ นทรัพยากรสำาคัญ ใน พ.ศ. 2553 - ยุทธศาสตร์ที่ใช้ ⇒ นำาเทคโนโลยีสารสนเทศโดยเฉพาะระบบอินเทอร์ เน็ตมาใช้ประโยชน์ในการพัฒนาข้อมูล ของศูนย์การตลาด และตลาดกลางสิ นค้าอุตสาหกรรม ⇒ สนับสนุนการพัฒนาอุตสาหกรรมทัว่ ไป รวมถึงการพัฒนาอุตสาหกรรมด้านเทคโนโลยี สารสนเทศและการสื่ อสาร โดยเฉพาะซอฟต์แวร์ และอิเล็กทรอนิกส์ การศึกษา (e-Education) - มีเป้ าหมายในการสร้างความพร้อมของทรัพยากรมนุษย์ท้ งั หมดของประเทศ เพื่อช่วยกัน พัฒนาให้เกิดสังคมแห่ง ภูมิปัญญาและการเรี ยนรู ้ที่มีคุณภาพ -ยุทธศาสตร์ที่ใช้ ⇒ เน้นหนักในการจัดหา จัดสร้าง ส่ งเสริ ม สนับสนุน โครงสร้างพื้นฐานสารสนเทศและ อุปกรณ์เกี่ยวเนื่องกับการศึกษาและการเรี ยนรู ้รวมถึงวิชาการ ความรู ้สารสนเทศต่างๆ และ ผูส้ อน ⇒ การจัดการ และการบริ หารการศึกษาและการฝากอบรมทั้งวิชาการและทักษะ เพื่อพัฒนา และยกระดับคุณภาพความรู้ของทรัพยากรมนุษย์ของไทย ตัวอย่ าง ⇒ การเปิ ดเครื อข่าย school-net ให้แก่โรงเรี ยนต่างๆ ทัว่ ประเทศให้มีโอกาสหาความรู ้จาก ระบบอินเทอร์เน็ตได้เท่าเทียมกัน

สั งคม (e-Society) ำ ำ - เป้ าหมายที่จะลดความเหลื่อมล้าของสั งคมอันเป็ นผลเนื่องมาจากความเหลื่อมล้าในการ เข้าถึงสารสนเทศและความรู้


32

- ยุทธศาสตร์ ⇒ การพัฒนาองค์ประกอบที่สาำ คัญ และจำาเป็ นที่จะสร้างให้สงั คมไทยในศตวรรษที่ 21 เป็ น สังคมที่ดีงาม มีความสมบูรณ์และเพียงพอ มีคุณธรรมอันดีงามของศาสนาแทรกซึมอยูใ่ น ใจของประชากรทุกหมู่คณะ ⇒ มุ่งเน้นการพัฒนาคุณภาพชีวิตตามหลักการและแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง บทสรุ ป • การใช้ขอ้ มูลข่าวสารเพื่อการศึกษาและการดำาเนินการต่างๆ ในองค์กรมีความ สำาคัญมากต่อการดำารงชีวิตของมนุษย์ • เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่ อสารมีส่วนช่วยให้การดำาเนินชีวิตของมนุษย์ใน แต่ละวันมีความสะดวกสบายมากยิง่ ขึ้น • การได้รับข้อมูลข่าวสารยังเป็ นการเปิ ดโอกาสให้มนุษย์ได้พฒั นาความรู ้ความ สามารถของตนเอง เป็ นการสร้างช่องทางเลือกในการดำาเนินชีวิตของตนเองมาก ยิง่ ขึ้น • การแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารซึ่งกันและกัน หรื อการกระจายข้อมูลข่าวสารต่างๆ จะประสบผลสำาเร็ จได้น้ นั ขึ้นอยูก่ บั  ประเภทของเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่ อสารที่มีอยู่  วิธีการเลือกใช้เทคโนโลยีเหล่านั้นให้เกิดประโยชน์สูงสุ ด วิธีการเลือกใช้ เทคโนโลยีเหล่ านั้นให้ เกิดประโยชน์ สูงสุด  วัตถุประสงค์  ความจำาเป็ นในการใช้งาน  ความพร้อมของบุคลากร  งบประมาณในการดำาเนินการและการดูแลรักษา

ปัจจัยทีท่ าำ ให้ เกิดความล้ มเหลวในการนำาเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ จากงานวิจยั ของ Whittaker (1999: 23) พบว่า ปั จจัยของความล้มเหลวหรื อความผิดพลาดที่เกิด จากการนำาเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ในองค์การ มีสาเหตุหลัก 3 ประการ ได้แก่


33

1.การขาดการวางแผนที่ดีพอ โดยเฉพาะอย่างยิง่ การวางแผนจัดการความเสี่ ยงไม่ดีพอ ยิง่ องค์การมีขนาดใหญ่มากขึ้นเท่าใด การจัดการความเสี่ ยงย่อมจะมีความสำาคัญมากขึ้นเป็ นเงา ตามตัว ทำาให้ค่าใช้จ่ายด้านนี้ เพิ่มสูงขึ้น 2. การนำาเทคโนโลยีที่ไม่เหมาะสมมาใช้งาน การนำาเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาใช้ในองค์การ จำาเป็ นต้องพิจารณาให้สอดคล้องกับลักษณะของธุรกิจหรื องานที่องค์การดำาเนินอยู่ หากเลือก ใช้เทคโนโลยีที่ไม่สอดรับกับความต้องการขององค์การแล้วจะทำาให้เกิดปั ญหาต่าง ๆ ตามมา และเป็ นการสิ้ นเปลืองงบประมาณโดยใช่เหตุ 3. การขาดการจัดการหรื อสนับสนุนจากผูบ้ ริ หารระดับสูง การที่จะนำาเทคโนโลยีสารสนเทศ เข้ามาใช้งานในองค์กร หากขาดซึ่งความสนับสนุนจากผูบ้ ริ หารระดับสูงแล้วก็ถือว่าล้มเหลว ตั้งแต่ยงั ไม่ได้เริ่ มต้น การได้รับความมัน่ ใจจากผูบ้ ริ หารระดับสูงเป็ นก้าวย่างที่สาำ คัญและจำาเป็ น ที่จะทำาให้การนำาเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ในองค์การประสบความสำาเร็ จ สำาหรับสาเหตุของความล้มเหลวอื่น ๆ ที่พบจากการนำาเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ เช่น ใช้ เวลาในการดำาเนินการมากเกินไป (Schedule overruns), นำาเทคโนโลยีที่ลาสมั ้ ำ ยหรื อยังไม่ผา่ น การพิสูจน์มาใช้งาน (New or unproven technology), ประเมินแผนความต้องการใช้เทคโนโลยี สารสนเทศไม่ถูกต้อง, ผูจ้ ดั จำาหน่ายเทคโนโลยีสารสนเทศ (Vendor) ที่องค์การซื้อมาใช้งาน ไม่มีประสิ ทธิภาพและขาดความรับผิดชอบ และระยะเวลาของการพัฒนาหรื อนำาเทคโนโลยี สารสนเทศมาใช้จนเสร็ จสมบูรณ์ใช้เวลาน้อยกว่าหนึ่งปี นอกจากนี้ ปัจจัยอื่น ๆ ที่ทาำ ให้การนำาเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ไม่ประสบความสำาเร็ จใน ด้านผูใ้ ช้งานนั้น อาจสรุ ปได้ดงั นี้ คือ 1. ความกลัวการเปลี่ยนแปลง กล่าวคือ ผูค้ นกลัวที่จะเรี ยนรู ้การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ รวม ทั้งกลัวว่าเทคโนโลยีสารสนเทศจะเข้ามาลดบทบาทและความสำาคัญในหน้าที่การงานที่รับผิด ชอบของตนให้ลดน้อยลง จนทำาให้ต่อต้านการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ ำ 2. การไม่ติดตามข่าวสารความรู้ดา้ นเทคโนโลยีสารสนเทศอย่างสม่าเสมอ เนื่องจากเทคโนโลยี ำ สารสนเทศเปลี่ยนแปลงรวดเร็ วมาก หากไม่หมัน่ ติดตามอย่างสม่าเสมอแล้ วจะทำาให้กลายเป็ น คนล้าหลังและตกขอบ จนเกิดสภาวะชะงักงันในการเรี ยนรู ้และใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ 3. โครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศของประเทศกระจายไม่ทวั่ ถึง ทำาให้ขาดความ เสมอภาคในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ หรื อเกิดการใช้กระจุกตัวเพียงบางพื้นที่ ทำาให้เป็ น อุปสรรคในการใช้งานด้านต่าง ๆ ตามมา เช่น ระบบโทรศัพท์ อินเทอร์ เน็ตความเร็ วสูง ฯลฯ

สรุป เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่ อสาร หมายถึง เทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลข่าวสาร และได้ผนวกเอาเทคโนโลยีหลักสองสาขาไว้ดว้ ยกัน คือ เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ และเทคโนโลยี


34

สื่ อสารคมนาคม และอาจรวมถึงระบบอัตโนมัติระบบงานพิมพ์ และระบบโทรทัศน์ที่มีแนวโน้มจะ ผนวกเข้ากันด้วย วิวฒั นาการของเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่ อสารมีความเป็ นมาที่ยาวนานมากกว่า ที่จะมาเป็ นเทคโนโลยีที่ใช้งานกันอยูใ่ นปั จจุบนั นี้ หากสังเกตจะเห็นว่าในปั จจุบนั การค้นคิด เทคโนโลยีเหล่านี้ เปลี่ยนไปอย่างเร็ วมากจนผูใ้ ช้แทบจะตามไม่ทนั ซึ่งความรู ้ความเข้าใจเกี่ยวกับ วิวฒั นาการของเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่ อสารจะมีส่วนช่วยทำาให้มองภาพในอนาคตของ เทคโนโลยีเหล่านี้ ได้ คือ วิวฒั นาการของคอมพิวเตอร์ และวิวฒั นาการสรุ ป ผูค้ นที่มีชีวิตอยูใ่ นปัจจุบนั และต่อไปในอนาคตจำาเป็ นที่จะต้องมีความรู ้ความเข้าใจเกี่ยวกับ เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่ อสารที่มีเนื้ อหาสาระครอบคลุมเทคโนโลยีสองด้านคือเทคโนโลยี คอมพิวเตอร์และการสื่ อสารได้เข้ามาเกี่ยวข้องกับชีวิตผูค้ นทุกๆ ด้านไม่วา่ จะเรื่ องการเมือง เศรษฐกิจการศึกษา การทำางาน การรักษาโรค และการบันเทิง เป็ นต้น ซึ่งความสามารถด้าน เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่ อสารของผูค้ นในประเทศใดๆ ก็ตามสามารถใช้เป็ นตัวชื้วดั ความ เจริ ญก้าวหน้าของประเทศ ส่วนการนำาเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่ อสารมาประยุกต์ใช้ใน องค์กรต้องกระทำาอย่างรอบคอบ เพราะต้องลงทุนสูงและไม่ใช่ทุกองค์กรที่จะประสบความสำาเร็ จ ในการนำาเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่ อสารมาใช้ สำาหรับในระดับประเทศภาครัฐต้องทำาหน้าที่ เป็ นผูอ้ าำ นวยความสะดวกในการส่งเสริ มการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่ อสารอย่าง ปลอดภัย เพื่อให้สามารถแข่งขันกับประเทศต่างๆของเทคโนโลยีการสื่ อสารโทรคมนาคม

บรรณานุกรม


35

วิวรรธน์ จันทร์เทพย์, มงคล ภวังคนันท์และคณะผูจ้ ดั ทำา. (2554)เทคโนโลยีสารสนเทศและ การสื่อสาร. จังหวัดราชบุรี:มหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บา้ นจอมบึง. คณาจารย์สาขาวิชาบรรณารักษศาสตร์และสารสนเทศศาสตร์ คณะวิทยาการสารสนเทศ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม.(2549). เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่ อสารเพือ่ การเรียนรู้ ตลอดชีวติ . มหาสารคาม: อภิชาตการพิมพ์. พิมพ์ครั้งที่ 3. 147 หน้า. ชุน เทียมทินกฤต. (2538). เทคโนโลยีสารสนเทศเพือ่ การศึกษาค้ นคว้ า. มหาสารคาม: มหาวิทยาลัย มหาสารคาม. หน้า 6-18. พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน 2525. (2538). พิมพ์ครั้งที่ 6. กรุ งเทพมหานคร: ราชบัณฑิตยสถาน. วาสนา สุขกระสานติ. (2541). โลกของคอมพิวเตอร์ และสารสนเทศ. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุ งเทพมหานคร: โรงพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วิเศษศักดิ์ โคตรอาษา. (2542). เทคโนโลยีสารสนเทศเพือ่ การเรียนรู้ . กรุ งเทพฯ: เธิ ร์ดเวฟ เอ็ด ดูเคชัน่ . 256 หน้า. สุ ชาดา กีระนันท์. (2541). เทคโนโลยีสารสนเทศสถิติ : ข้ อมูลในระบบสารสนเทศ. กรุ งเทพมหานคร: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์ แห่ งชาติ สำานักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์ และ เทคโนโลยี.(2546). แผนแม่ บทเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่ อสารของประเทศไทย พ.ศ. 2545-2549. พิมพ์ครั้งที่ 3. 116 หน้า. 24 มกราคม 2556. http://www.learners.in.th/blogs/posts/179976 (online) 24 มกราคม 2556. http://jnmfatix.com/home/node/18 - 24k. (online) 24 มกราคม 2556.http://est.buu.ac.th/moodle/mod/resource/view.php?id=1111. (online) 24 มกราคม 2556. http://www.skn.ac.th/a_cd/printout/printpage.html . (online) 24 มกราคม 2556. http://www.thaigoodview.com/library/teachershow.htm#. (online) 24 มกราคม 2556. http://dusithost.dusit.ac.th/~librarian/it107/index107.html. (online)

รายงานเทคโนโลยีและการสื่อสาร  

รายงานเทคโนโลยีและการสื่อสาร

Read more
Read more
Similar to
Popular now
Just for you