Page 1

1 บทที่ 1 บทนา ความเป็ นมาของปั ญหา ปั ญ หาทางด้ านทันตสุขภาพ เป็ นปั ญหาสาธารณสุขที่ สาคัญสร้ างความสูญเสี ยทาง เศรษฐกิจและบัน่ ทอนสุขภาพของประชาชนชาวไทยมานาน จากการสารวจสภาวะทันตสุขภาพ ของประเทศไทยครัง้ แรก เมื่อปี พ.ศ. 2503 ครัง้ ที่ 2 พ.ศ. 2520 โดยองค์การอนามัยโลกร่ วมกับ กระทรวงสาธารณสุขและหน่วยงานทันตกรรมอื่น ๆ (ยุพิน ส่งไพศาล 2523 : 214) พบว่า โรคที่ ตรวจพบมากและเป็ นปั ญหาสาธารณสุขที่สาคัญ ได้ แก่ โรคฟั นผุและโรคเหงือกอักเสบ (ทันตแพทย์ สมาคม 2523 : 4,อ้ างถึงใน อุบลรัตน์ บุญทา 2546 : 1) โรคในช่องปากแม้ จะไม่เป็ นโรคติดต่อ ร้ ายแรงหรื อเป็ นโรคที่ก่อให้ เกิดอันตรายถึงชีวิตก็ตาม แต่ก็อาจเป็ นสาเหตุทาให้ เกิดโรคทัว่ ไปของ ร่างกายหรื ออาจลุกลามเป็ นสาเหตุซ ้าเติมให้ โรคเกิดลุกลามมากขึ ้น นอกจากนี ้ยังอาจมีผลกระทบ ต่อสุขภาพจิต การออกเสียงบุคลิกภาพ ความสามารถในการทางาน และที่สาคัญคือเป็ นแหล่งของ การติดเชื ้อ อาจแพร่กระจายสู่อวัยวะอื่นๆทาให้ เกิดอันตรายถึงชีวิตได้ ซึ่งโรคในช่องปากนอกจาก จะบัน่ ทอนทัง้ สุขภาพกายและสุขภาพจิตแล้ ว ยังยากที่ จะบาบัดรักษาฟื ้นฟูสภาพให้ ดีดงั เดิม นอกจากนี ้ปั ญหาทางทันตสุขภาพยังทาให้ เกิดการสูญเสียทางเศรษฐกิจทังในระดั ้ บส่วนตัวและ ระดับส่วนรวม กล่าวคือจะต้ องสูญเสียทัง้ เงิ นและเวลาในการรั กษา รั ฐ บาลจาเป็ นต้ องใช้ งบประมาณจานวนมากเพื่อบรรเทาและแก้ ปัญหาทางทันตสาธารณสุข (สมสุข สุทธิศรี 2535 : 284, อ้ างถึงใน อุบลรัตน์ บุญทา 2546 : 1)ทังที ้ ่โรคในช่องปากเป็ นโรคที่สามารถป้องกันได้ ด้วยการ แปรงฟั นแต่ในปั จจุบนั พบว่าแนวโน้ มของการเกิดโรคยังมีอตั ราสูงอยู่เสมอๆควบคูไ่ ปกับกระแสแห่ง การเปลี่ยนแปลงบริ บทของทางสังคมและวัฒนธรรมของชุมชน ถึงแม้ ว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงของ การบริการทันตสาธารณสุขโดยขยายระบบบริการทังในภาครั ้ ฐและเอกชนเพื่อให้ มีความครอบคลุม การบริ การและการพัฒนาคุณภาพในด้ านการบริ การรวมทังการเปลี ้ ่ยนแปลงทางด้ านเทคโนโลยี ทางทันตสาธารณสุข มีการนาเทคโนโลยี ต่างประเทศเข้ ามารวมทัง้ กลวิธีทางวิชาการในการ บาบัดรักษาและฟื น้ ฟูสภาพในช่องปากได้ พฒ ั นาไปมาก เช่น การนาเข้ าเลเซอร์ มาช่วยในการรักษา โรคฟั นผุ จะเห็นได้ ว่าระบบการดูแลทันตสุขภาพเท่าที่ผ่านมาเน้ นเฉพาะศาสตร์ ทางชีวภาพเป็ น ส่วนใหญ่โดยละเลยปั จจัยทางสังคมและพฤติกรรมศาสตร์ จากข้ อมูลสถิตปิ ระชากรไทยในปี พ.ศ.2546 รายงานว่าเด็กวัย 0-5 ปี ของไทยมีจานวน 4,790,194 คน คิดเป็ นร้ อยละ 7.6 ของประชากรทังประเทศ ้ ในช่วง 10 ปี ที่ผา่ นมาอัตราเกิดของ


2 เด็กลดลงตามลาดับ ทาให้ ครอบครัวไทยมีบตุ รจานวนน้ อยลง (สานักนโยบายและแผนสาธารณสุข 2543 : 18) ปั ญหาโรคในช่องปากที่พบมากที่สดุ ในเด็กก่อนวัยเรี ยนคือโรคฟั นผุ ปั ญหาโรคฟั นผุ ในเด็กเล็กได้ รับความสนใจจากวงการทันตสาธารณสุขทัว่ โลกมากว่า 40 ปี ในช่วง 20 ปี ที่ผา่ นมา อัตราการเกิดโรคฟั นผุของเด็กในประเทศอุตสาหกรรมลดลงเนื่องจากการใช้ ฟลูออไรด์และการ แปรงฟั นสม่าเสมอ การเกิดโรคฟั นผุจดั เป็ นปั ญหาที่มีความสาคัญต่อสุขภาพร่างกายโดยรวมของ ผู้ป่วย โดยเฉพาะปั ญหาการเกิดโรคฟั นน ้านมผุในเด็กปฐมวัยและเด็กก่อนวัยเรี ยนจะส่งผลให้ เกิด ปั ญหาสุขภาพทางด้ านร่างกายอื่นๆ ตามมา เช่น การเกิดภาวะทุพโภชนาการจากการที่เด็กไม่ สามารถรับประทานอาหารได้ เต็มที่ การมีน ้าหนักตัวต่ากว่าเกณฑ์มาตรฐานของตัวชี ้วัดทางด้ าน อนามัย เป็ นต้ น ฟั นผุในฟั นน ้านมจะมีการลุกลามจนถึงโพรงประสาทฟั นได้ รวดเร็วกว่าฟั นแท้ เนื่องจากความหนาของชันเคลื ้ อบฟั นและ ชันเนื ้ ้อฟั นน้ อยกว่าฟั นแท้ (Johnson 1982 : 224) และ ฟั นผุในระยะเริ่ มแรกสามารถลุกลามเป็ นรูฟันผุได้ ในเวลา 6 -12 เดือน (Weinstein, Domoto, Koday and Leroux 1994 : 338-341) เด็กที่เริ่ มมีฟันผุในอายุน้อย มีการลุกลามได้ เร็ ว และมี จานวนฟั นผุเพิ่มขึน้ มากกว่าเมื่อเทียบกับเด็กที่มีฟันผุในอายุที่มากกว่า (Grindefjord and others 1996 : 256-266) สาเหตุหลักที่ทาให้ เด็กมีฟันผุ คือการรับประทานอาหารประเภทแป้งและน ้าตาล บ่อยๆ การไม่ทาความสะอาดช่องปาก และการไม่ได้ รับบริ การด้ านการป้องกัน ในปั จจุบนั พบว่า ช่วงอายุ 1 – 3 ปี มีการเกิดฟั นผุอย่างรวดเร็ ว โดยพบเริ่ มผุบริ เวณผิวเรี ยบของฟั นหน้ าบนได้ ตงแต่ ั้ อายุไม่ถึง 1 ปี และเมื่ออายุ 2 – 3 ปี จะพบฟั นผุที่ฟันกรามน ้านมซึ่งเพิ่งขึ ้นมาไม่นาน ลักษณะ ดังกล่าวพบมากในเด็กเล็กของประเทศไทย รายงานการส ารวจสภาวะทันตสุขภาพของประเทศไทยในปี พ.ศ.2544 (กองทันต สาธารณสุข 2545 : 102-103) พบว่าเด็กอายุ 3 ปี มีโรคฟั นผุร้อยละ 65.7 และผลการสารวจข้ อมูล ฟั นผุในเด็กอายุ 3 ปี ในปี พ.ศ. 2545, 2546 และ 2547 โดยใช้ จานวนตัวอย่าง 75,101 คน พบว่ามี เด็กปราศจากฟั นผุ เป็ นร้ อยละ 28.0, 30.8 และ 33.8 ตามลาดับ ความชุกของโรคฟั นผุในภาพรวม ค่อนข้ างคงที่ แต่ในเขตชนบทเพิ่มขึ ้นเล็กน้ อยจากร้ อยละ 66.8 เป็ น 70.3 ในปี พ.ศ.2537 และ2544 ตามลาดับ ภาคที่มีอตั ราเพิ่มสูงสุดคือภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เมื่อเด็กอายุได้ 5 ปี ความ ชุกของโรคฟั นผุเพิ่มขึ ้นเป็ นร้ อยละ 84.7 เด็กไทยเป็ นโรคฟั นผุตงแต่ ั ้ ฟั นเริ่ มขึ ้นในช่วงขวบปี แรก อัตราการผุจะเพิ่มขึ ้นอย่างรวดเร็ว ในช่วงอายุ 1 - 3 ปี และมีการผุเฉลี่ยคนละหลายซี่ มีการศึกษา ที่แสดงให้ เห็นการเพิ่มขึ ้นของฟั นผุในแต่ละช่วงวัย การศึกษาในจังหวัดศรี สะเกษ (วิไลลักษณ์ บังเกิดสิงห์และคนอื่นๆ 2547 : 148 - 160) พบว่าเด็กอายุ 1- 5 ปี มีอตั ราเพิ่มของฟั นผุแต่ละปี เป็ น


3 ร้ อยละ 27.0, 56.5, 89.4 และ 86.0 ตามลาดับ รายงานการสารวจสภาวะทันตสุขภาพในปี พ.ศ. 2546 ของ จังหวัดสกลนคร พบว่าเด็กอายุ 1-3 ปี มีฟันผุแต่ละช่วงปี เป็ นร้ อยละ 2.8, 18.4 และ 55.0 ตามลาดับรายงานการศึกษาในจังหวัดสุพรรณบุรี ในกลุ่มเด็กอายุ 6 - 19 เดือน พบว่าเด็ก 9 10 เดือน มีฟันผุร้อยละ 16.6 และอายุ 25 - 30 เดือน มีฟันผุร้อยละ 45.4 (Vachirarojpisan 2004 : 1 - 10) การสารวจสภาวะโรคฟั นผุในเด็กอายุ 3 ปี ของอาเภอศรี เทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ ในปี 2546 2548 (สานักงานสาธารณสุขอาเภอศรี เทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ 2554 ) พบว่า ค่าร้ อยละฟั นน ้านมไม่ ผุ (Caries Free) ในกลุ่มเด็กอายุ 3 ปี ยังอยู่ในระดับต่ากว่าดัชนีชี ้วัดทางทันตสุขภาพ (Key Point Index : KPI) คือมีคา่ ร้ อยละ 28.6, 27.49 และ 29.72 ตามลาดับ เมื่อเปรี ยบเทียบกับเป้าหมาย ทันตสุขภาพเด็กเล็กปี 2547 ที่ระบุว่าเด็กอายุ 3 ปี ฟั นน ้านมไม่ผอุ ย่างน้ อย ร้ อยละ 30 และ เป้าหมายทันตสุขภาพเด็กเล็กปี 2548 ระบุว่าเด็กอายุ 3 ปี ฟั นน ้านมไม่ผุ อย่างน้ อย ร้ อยละ 40 โดยการสารวจทัง้ 3 ปี ดังกล่าว พบว่าเด็กที่อยู่ในเขตเมืองมีคา่ ฟั นน ้านมไม่ผสุ งู กว่าเด็กที่อยู่ในเขต ชนบท อัตราการเกิดโรคฟั นนา้ นมผุของเด็กไทย จัดอยู่ในระดับค่อนข้ างสูงเมื่อเปรี ยบเทียบกับนานา ประเทศ (จันทนา อึ ้งชูศกั ดิ์และคนอื่นๆ 2547 : 47) และเด็กที่มีฟันผุส่วนใหญ่ไม่ได้ รับการรักษา โรคฟั นผุในฟั นน ้านมจึงเป็ นปั ญหาสุขภาพที่สาคัญของเด็กไทย โดยเฉพาะในเขตชนบทซึ่งเป็ นเด็ก กลุ่มใหญ่ของประเทศ ฟั นผุในฟั นน ้านมและการติดเชื ้อใน ช่องปากมิได้ มีผลต่อสุขภาพช่องปาก เท่านัน้ แต่ยังส่งผลกระทบต่อสุขภาพร่ างกายของเด็กหลายประการ มีรายงานการทบทวน วรรณกรรมแสดงให้ เห็นว่าเด็กที่มีฟันผุลุกลาม (Rampant Caries) มีผลเสียต่อคุณภาพชีวิตของ เด็กเด็กจะแสดงอาการของการเจ็บป่ วยเรื อ้ รัง ไม่อยากรับประทานอาหาร หงุดหงิด นอนไม่หลับ และจะมีน ้าหนักตัวและส่วนสูงน้ อยกว่าเด็กที่ไม่มีฟันผุลกุ ลาม (ทรงชัย ฐิ ตโสมกุล 2548 : 52) ผู้ที่มี ฟั นผุยงั มีปัญหาในการเลือกรับประทานอาหารบางชนิด (Food Limitation) โดยเฉพาะพวกแป้ง น ้าตาล และไขมัน และรับประทานอาหารที่มีเส้ นใย วิตามิน และเกลือแร่น้อยลง การศึกษาทดลอง ในหนู แสดงให้ เห็นว่าความแข็งอ่อนของอาหารที่ใช้ เลี ้ยงมีผลต่อการบดเคี ้ยว และส่งผลต่อการ เจริ ญเติบโตของขากรรไกร ซึ่งอาจใช้ อธิบายเชื่อมโยงกับเด็กที่ไม่สามารถเคี ้ยวอาหารแข็งได้ ฟัน น ้านมจึงเป็ นอวัยวะสาคัญของช่วงชีวิตวัยเด็ก ซึ่งมิอาจทดแทนได้ ด้วยฟั นแท้ การส่งเสริ มสุขภาพ เพื่อให้ เด็กมีฟันน ้านมใช้ อย่างเหมาะสมตามวัย จึงมีความสาคัญ มีรายงานพบว่าเด็กอายุ 3 - 5 ปี ส่วนใหญ่ถึงร้ อยละ 64.0 บริโภคน ้าตาลมากกว่า 6 ช้ อนชาต่อวัน (สานักส่งเสริมสุขภาพ 2543 : 1) น ้าตาลส่วนใหญ่ที่เด็กกลุม่ นี ้ได้ รับมาจากน ้าอัดลม รองลงมาได้ แก่ นมเปรี ย้ ว นมถัว่ เหลือง


4 เครื่ องดื่มที่เป็ นอาหารเสริ มต่างๆ นมรสหวานและน ้าหวาน (จันทนา อึ ้งชูศกั ดิ์และคนอื่นๆ 2547 : 49) เป็ นที่นา่ สังเกตว่าผู้ปกครองถึง ร้ อยละ 81.8 เป็ นผู้ซื ้อนมรสหวานให้ เด็กกินเป็ นประจา (บุปผา ไตร โรจน์และคนอื่นๆ 2546 : 31 - 37) ผู้ปกครองส่วนใหญ่เห็นว่าการปรับเปลี่ยนชักจูงให้ เด็กดื่มนมจืด เป็ นเรื่ องดีแต่ควรเป็ นหน้ าที่ของผู้ดแู ลเด็กหรื อครู โดยส่วนตัวแล้ วผู้ปกครองทุกคนมีทศั นคติวา่ ขนม เป็ นสิ่งที่คกู่ บั เด็ก สภาพแวดล้ อมที่มีผ้ ใู หญ่หลายคนในครอบครัวทาให้ การควบคุมการบริโภคขนม ของเด็กทาได้ ยาก (ฉลองชัย สกลวสันต์ 2547 : 5) แม้ ผ้ ปู กครองเชื่อว่า ฟั นผุมีสาเหตุมาจากการที่ เด็กทานขนมมาก แต่ขาดความสามารถในการจัดการเพราะมีร้านค้ าใกล้ ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก จานวนมาก เด็กเลียนแบบกัน และเด็กอยู่กบั ตายายซึ่งมีแนวโน้ มตามใจเด็ก การบริ โภคของเด็กยัง มีผลมาจากสื่อโฆษณาทางโทรทัศน์ ภาพยนตร์ โฆษณาในรายการโทรทัศน์ของเด็กมากที่สดุ คือ สินค้ าประเภทอาหารว่างซึ่งโน้ มน้ าวเด็กให้ อยากรับประทาน (ปิ ยะนารถ จาติเกตุ 2548 : 51) นิสยั กินขนมหวานเป็ นที่ยอมรับในสังคม พบมากในเด็กเล็ก (Rossow, Kjaernes and Holst 1990 : 12 - 16) และเด็กบางคนชอบกินขนมหวานมาตังแต่ ้ เป็ นทารก (Beauchamp and Moran 1982 : 139 – 152) ทาให้ ต้องเข้ มงวดกับอาหารที่มีน ้าตาล หรื อทดแทนขนมหวานด้ วยอาหารที่ไม่มีน ้าตาล การ ดูดนมขวดและของเหลวที่มีน ้าตาลจะส่งผลให้ เกิดอันตรายต่อฟั นมาก โดยเฉพาะในระยะ 6 เดือน แรก เมื่อฟั นน ้านมเริ่ มขึ ้นในช่องปาก พบงานวิจยั ศึกษาที่ยืนยันถึงผลของการเกิดโรคฟั นผุจากนม ขวด(Goepferd 1986 : 257 – 260) การให้ คาปรึ กษาแนะนาแก่ผ้ ปู กครอง ผู้เลี ้ยงดูเด็กก่อ ประโยชน์มากในการควบคุมโรคฟั นผุในเด็กเล็ก เพราะเป็ นกลุ่มเสี่ยงต่อโรคฟั นผุ (Persson and others 1985 : 201 –206)สาเหตุการเกิดโรคฟั นผุส่วนใหญ่ในเด็กก่อนวัยเรี ยนเกิดจากพฤติกรรม การเลี ้ยงดูของผู้ปกครอง เนื่องจากการรักษาโรคฟั นผุในเด็กก่อนวัยเรี ยนทาได้ ยาก เพราะเด็กให้ ความร่วมมือน้ อย แนวทางที่เหมาะสมสาหรับเด็กกลุ่มนีค้ วรเน้ นไปที่การป้องกันการเกิดฟั นผุตงแต่ ั้ ฟั นเริ่ มขึ ้นซึ่งสามารถป้องกันได้ อย่างมีประสิทธิภาพหากได้ รับการดูแลอย่างถูกวิธี ช่วยให้ สามารถ เก็บรักษาฟั นให้ มีสขุ ภาพดีและใช้ งานได้ เด็กก่อนวัยเรี ยนยังไม่สามารถดูแลตนเองได้ มากนัก ใน การพัฒนาด้ านใดๆก็ตาม เด็กวัยนีต้ ้ องการความช่วยเหลือสนับสนุนเป็ นอย่างมากจากพ่อแม่ ผู้ปกครอง ซึง่ บุคคลเหล่านี ้เป็ นผู้ที่มีบทบาทในการดูแลเอาใจใส่และสร้ างพฤติกรรมที่ถกู ต้ องให้ แก่ เด็ก จึงเหมาะแก่การปลูกฝั งและส่งเสริ มด้ านการดูแลทันตสุขภาพ (สุดใจ แจ่มเจือ, พรรณี บัญชร หัตกิจ และ วีระศักดิ์ ชายผา 2545 : 56-63) การสารวจของสานักส่งเสริ มสุขภาพ พบว่าผู้เลี ้ยงเด็ก อายุ 1-2 ปี ในตอนกลางวันเป็ นบิดา/มารดา ร้ อยละ 54.7 ญาติ 36.1 และจ้ างผู้อื่นเลี ้ยงร้ อยละ 9.1 แนวโน้ มการรับเด็กเข้ าอยู่ในศูนย์เด็กเล็กจะมีอายุน้อยลงคือตังแต่ ้ อายุประมาณ 2 ปี นอกจากนี ้


5 ปั จจุบนั ยังมีนโยบายจัดตังศู ้ นย์ส่งเสริ มและพัฒนาเด็กวัยเตาะแตะ รับเด็กตังแต่ ้ อายุประมาณ 11.5 ปี โดยให้ มีอาสาสมัครดูแลเด็กและให้ ผ้ สู งู อายุมามีส่วนช่วยดูแลเด็กอีกทางหนึ่ง ข้ อมูลจาก กรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้ องถิ่น กระทรวงมหาดไทย ในปี พ.ศ. 2547 รายงานว่า เด็กอายุ 2 - 5 ปี อยู่ในศูนย์พฒ ั นาเด็กเล็กหรื อโรงเรี ยนประมาณร้ อยละ 75 ข้ อมูลการเลี ้ยงดูเด็กทาให้ เห็นว่า กิจกรรมการส่งเสริ มทันตสุขภาพสาหรับเด็ก 1-2 ปี ต้ องเป็ นการทางานกับพ่อแม่หรื อผู้ดแู ลเด็ก โดยตรงเนื่องจากเด็กส่วนใหญ่เลี ้ยงดูที่บ้าน สาหรับเด็กที่โตขึ ้นกว่านัน้ ควรดาเนินการใน Setting ศูนย์เด็กเล็กหรื อโรงเรี ยน ความพยายามในการให้ ความรู้ หรื อการเปลี่ยนทัศนคติของพ่อแม่หรื อผู้ เลี ้ยงดูเด็ก พบว่าไม่มีวิธีการใดสามารถเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการเลี ้ยงดูหรื อการปฏิบตั ิได้ ในระยะ ยาว แต่หากมีการกระตุ้นซ ้าอยู่เสมอในช่วงที่เด็กอายุแรกเกิดถึง 3 ปี รวมทังการเพิ ้ ่มแรงจูงใจต่างๆ ร่วมด้ วยพบว่าได้ ผลดี เช่น การให้ ทนั ตสุขศึกษาร่วมกับการแจกแปรงสีฟันและยาสีฟันทาให้ มีการ แปรงฟั นมากกว่ากลุม่ ที่ไม่ได้ รับ (เรวดี ต่อประดิษฐ์ และคนอื่นๆ 2541 : 7-15, อ้ างถึงใน จันทนา อึ ้ง ชูศกั ดิแ์ ละคนอื่นๆ 2547 : 54) การให้ ความรู้ร่วมกับการเยี่ยมบ้ านเด็กอย่างสม่าเสมอตังแต่ ้ แรกเกิด จนอายุ 2-3 ปี ยังช่วยเพิ่มจานวนเด็กปราศจากฟั นผุมากขึ ้น (สุชาติ รัตถา 2547 : 47 – 48, อ้ างถึง ในจันทนา อึ ้งชูศกั ดิ์และคนอื่นๆ 2547 : 54) การศึกษาเหล่านี ้แสดงให้ เห็นว่า การให้ ความรู้และ กระตุ้นเตือนอย่างต่อเนื่องเท่านันจึ ้ งจะช่วยให้ เกิดพฤติกรรมสุขภาพและลดการเกิดฟั นผุได้ ในระยะ ยาว จากความสาคัญของการเกิดปั ญหาโรคฟั นผุในเด็กก่อนวัยเรี ยนดังกล่าวข้ างต้ น พบว่ากลุ่ม ผู้ดแู ลเด็ก ในศูนย์พฒ ั นาเด็กเล็กมีส่วนสาคัญยิ่งที่จะช่วยดูแลอนามัยช่องปากและปรับเปลี่ยน พฤติกรรมทางด้ านทันตสุขภาพให้ แก่เด็กก่อนวัยเรี ยน โดยเฉพาะเด็กที่อยู่ในเขตชนบท ซึ่งจะส่งผล ให้ อตั ราการเกิดโรคฟั นผุในเด็กก่อนวัยเรี ยนลดลงได้ ผู้วิจยั จึงมีความสนใจที่จะศึกษาพฤติ กรรม การดูแลทันตสุขภาพ ของกลุ่มผู้ดแู ลเด็กก่อนวัยเรี ยน ในศูนย์พฒ ั นาเด็กเล็กในด้ านความสัมพันธ์ ระหว่างปั จจัยทางชีวสังคม ความเชื่อด้ านทันตสุขภาพ และแรงสนับสนุนทางสังคมกับพฤติกรรม การดูแลทันตสุขภาพ ปั จจัยที่มีผลต่อพฤติกรรมการดูแลทันตสุขภาพ ของกลุ่มผู้ดแู ลเด็กก่อนวัย เรี ยน ในศูนย์พฒ ั นาเด็กเล็ก อาเภอศรี เทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ โดยคาดหวังว่าผลการวิจยั ครัง้ นี ้จะ สามารถนามาเป็ นแนวทางให้ ทนั ตบุคลากรทราบข้ อมูลเบื ้องต้ นซึ่งสามารถใช้ ในการวางแผนเพื่อ สนับสนุนบทบาทของกลุม่ ผู้ดแู ลเด็กในการสร้ างเสริมพฤติกรรมการดูแลทันตสุขภาพให้ แก่เด็กก่อน วัยเรี ยน ในศูนย์พฒ ั นาเด็กเล็ก รวมทังเป็ ้ นแนวทางในการจัดสรรงบประมาณ และการสนับสนุน ด้ านข้ อมูลข่าวสารสาหรับการดาเนินกิจกรรมต่างๆเพื่อการสร้ างเสริ มและป้องกันโรคทางด้ านทันต


6 สุขภาพแก่เด็กก่อนวัยเรี ยน ในศูนย์พฒ ั นาเด็กเล็ก ได้ อย่างเหมาะสมสอดคล้ องกับความต้ องการ ของกลุม่ ผู้ดแู ลเด็ก จุดมุ่งหมายของการศึกษา 1 เพื่อศึกษาปั จจัยทางชีวสังคม ปั จจัยหลัก ปั จจัยร่ วม และพฤติกรรมการดูแลทันต สุขภาพของผู้ดแู ลเด็กก่อนวัยเรี ยน ในศูนย์พฒ ั นา เด็กเล็ก อาเภอศรี เทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ 2 เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปั จจัยทางชีวสังคม ปั จจัยหลัก ปั จจัยร่วมกับพฤติกรรม การดูแลทันตสุขภาพ ของผู้ดแู ลเด็กก่อนวัยเรี ยนในศูนย์พฒ ั นาเด็กเล็ก อาเภอศรี เทพ จังหวัด เพชรบูรณ์ 3 เพื่อค้ นหาตัวแปรพยากรณ์ที่ดีของพฤติกรรมการดูแลทันตสุขภาพ ของผู้ดแู ลเด็ก ก่อนวัยเรี ยนในศูนย์พฒ ั นาเด็กเล็ก อาเภอศรี เทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ ขอบเขตของงานวิจัย 1. ประชากร ประชากรที่ใช้ ในการวิจยั ครัง้ นี ้ได้ แก่ ครูพี่เลี ้ยงเด็กหรื อผู้ดแู ลเด็กก่อนวัยเรี ยนใน ศูนย์พฒ ั นาเด็กเล็ก อาเภอศรี เทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ จานวน 354 คน 2. กลุ่มตัวอย่ าง กลุม่ ตัวอย่างที่ใช้ ในการวิจยั ครัง้ นี ้ ได้ แก่ ครูพี่เลี ้ยงเด็ก หรื อผู้ดแู ลเด็กก่อนวัยเรี ยน ในศูนย์พฒ ั นาเด็กเล็กอาเภอศรี เทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ จานวน 250 คน ซึ่งได้ มาจากการสุ่มแบบ แบ่งชัน้ (Stratified Random Sampling) และการสุ่มอย่างง่าย (Simple Random Sampling) ด้ วย วิธีการจับฉลาก การคานวณขนาดของกลุ่มตัวอย่างใช้ สตู ร Yamane (1973 : 877, อ้ างถึงใน ธีร วุฒิ เอกะกุล 2546 : 135)และผู้วิจยั กาหนดระดับความคลาดเคลื่อนเท่ากับ 0.05 3. ตัวแปรที่ศึกษา 3.1 ตัวแปรอิสระ ศึกษาจากปั จจัยด้ านครูพี่เลี ้ยงเด็ก หรื อผู้ดแู ลเด็กก่อนวัยเรี ยนของ ศูนย์พฒ ั นาเด็กเล็กในอาเภอศรี เทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ ได้ แก่ 3.1.1 ปั จจัยทางชีวสังคม ได้ แก่ อายุ สถานภาพสมรส ระดับการศึกษา รายได้ 3.1.2 ปั จจัยหลัก ได้ แก่ ความรู้ทางด้ านทันตสุขภาพ การรับรู้โอกาสเสี่ยงของการ เกิดโรค และโรคแทรกซ้ อน การรับรู้ความรุนแรงของโรค การรับรู้ประโยชน์ของการป้องกันโรคใน ช่องปาก การรับรู้อปุ สรรคในการปฏิบตั ิ 3.1.3 ปั จจัยร่วม ได้ แก่ แรงสนับสนุนทางสังคมจากผู้ปกครอง แรงสนับสนุนทาง


7 สังคมจากหัวหน้ าศูนย์และผู้ร่วมงาน และแรงสนับสนุนทางสังคมจากเจ้ าหน้ าที่สาธารณสุข 3.2 ตัวแปรตาม ได้ แก่ พฤติกรรมการดูแลทันตสุขภาพของครูพี่เลี ้ยงเด็กหรื อผู้ดแู ล เด็กก่อนวัยเรี ยนในศูนย์พฒ ั นาเด็กเล็ก อาเภอศรี เทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ 4 ด้ าน ได้ แก่ 3.2.1 การจัดกิจกรรมแปรงฟั นหลังอาหารกลางวันทุกวัน 3.2.2 การจัดอาหารกลางวันที่เหมาะสมและเป็ นประโยชน์ตอ่ ฟั น 3.2.3 การตรวจฟั นเด็ก 3.2.4 การแนะนาผู้ปกครองในการดูแลทันตสุขภาพของเด็ก


8 กรอบแนวคิดในการวิจัย ตัวแปรต้ น ปั จจัยด้ านชีวสังคม 1.อายุ 2.สถานะภาพสมรส 3.ระดับการศึกษา 4.รายได้

ปั จจัยหลัก 1.ความรู้ทางด้ านทันตสุขภาพ 2.การรับรู้โอกาสเสี่ยงของการ เกิดโรค และโรคแทรกซ้ อน 3.การรับรู้ความรุนแรงของโรค 4.การับรู้ประโยชน์ของการป้อง กันโรคในช่องปาก 5.การรับรู้อปุ สรรคในการปฏบัติ

ปั จจัยร่ วม 1.แรงสนับสนุนจากผู้ปกครอง 2.แรงสนับสนุนจากหัวหน้ าศูนย์ และผู้ร่วมงาน 3.แรงสนับสนุนจากเจ้ าหน้ าที่ สาธารณสุข แผนภูมิท่ ี 1.1 กรอบแนวคิดในการวิจยั

ตัวแปรตาม พฤติกรรมการดูแลทันตสุขภาพ ของผู้ดูแลเด็กก่ อนวัยเรี ยน ใน ศูนย์ พัฒนาเด็กเล็ก ซึ่งได้ แก่ 1. พฤติกรรมการจัดกิจกรรมแปรงฟั น หลังอาหารกลางวันทุกวันให้ เด็ก 2. พฤติกรรมการจัดอาหารกลาง วันที่เหมาะสมและเป็ นประโยชน์ ต่อฟั นให้ เด็ก 3. พฤติกรรมการตรวจฟั นเด็ก 4. พฤติกรรมการแนะนาผู้ปกครอง ในการดูแลทันตสุขภาพของเด็ก


9 นิยามศัพท์ เฉพาะ ผู้ดูแลเด็ก หมายถึง ผู้ที่ทาหน้ าที่ในการดูแลเด็กก่อนวัยเรี ยน ในศูนย์พฒ ั นาเด็กเล็ก ได้ แก่ ครูพี่เลี ้ยงเด็กหรื อผู้ดแู ลเด็ก เด็กก่ อนวัยเรียน หมายถึง เด็กเล็กที่มีอายุระหว่าง 3 – 5 ปี เป็ นช่วงวัยก่อนที่จะเข้ าเรี ยน ในชันอนุ ้ บาลซึง่ มักจะได้ รับการเตรี ยมความพร้ อมก่อนเข้ าเรี ยน โดยการเรี ยนอยูใ่ นชันเตรี ้ ยม อนุบาลในโรงเรี ยน หรื อศูนย์พฒ ั นาเด็กเล็ก ศูนย์ พัฒนาเด็กเล็ก หมายถึง สถานที่รับเลี ้ยงและดูแลเด็กเล็กช่วงอายุ 3 – 5 ปี เพื่อ เตรี ยม ความพร้ อมของเด็กก่อนการเข้ าเรี ยนในชันอนุ ้ บาล ปั จจัยด้ านชีวสังคม หมายถึง ปั จจัยภายในตัวบุคคลที่เป็ นพื ้นฐานที่ก่อให้ เกิดแรงจูงใจ ในการแสดงพฤติกรรมของบุคคล ได้ แก่ ลักษณะประชากร คือ อายุ สถานภาพการสมรส ระดับ การศึกษา รายได้ ของผู้ดแู ลเด็ก อายุ หมายถึง อายุของผู้ดแู ลเด็ก โดยนับอายุเป็ นปี เต็ม ถ้ ามีเศษเดือนให้ ปัดทิ ้ง สถานภาพสมรส หมายถึง สถานภาพการแต่งงานของผู้ดแู ลเด็ก ได้ แก่ คู่ โสด หม้ าย หย่า แยก ระดับการศึกษา หมายถึง วุฒิการศึกษาสูงสุดของผู้ดแู ลเด็ก ได้ แก่ ต่ากว่าปริญญาตรี ปริญญาตรี และสูงกว่าปริญญาตรี รายได้ หมายถึง รายได้ เฉลี่ยต่อเดือนของผู้ดแู ลเด็ก ปั จจัยหลัก หมายถึง ปั จจัยที่มีผลโดยตรงต่อการปฏิบตั ขิ องผู้ดแู ลเด็ก ซึง่ ได้ แก่ ความรู้ ทางด้ านทันตสุขภาพ การรับรู้โอกาสเสี่ยงของการเกิดโรค และโรคแทรกซ้ อน การรับรู้ความ รุนแรงของโรค การรับรู้ประโยชน์ของการป้องกันโรคในช่องปาก การรับรู้อปุ สรรคในการปฏิบตั ิ ปั จจัยร่ วม หมายถึง การที่ผ้ ดู แู ลเด็กได้ รับแรงสนับสนุนทางสังคมจากบุคคลอื่น ได้ แก่ แรงสนับสนุนทางสังคมจากผู้ปกครอง แรงสนับสนุนทางสังคมจากหัวหน้ าศูนย์และผู้ร่วมงาน และแรงสนับสนุนทางสังคมจากเจ้ าหน้ าที่สาธารณสุข แรงสนับสนุนทางสังคม หมายถึง การที่ผ้ ดู แู ลเด็กได้ รับการสนับสนุน การช่วยเหลือ เกื ้อกูลจากบุคคลอื่นในด้ านอารมณ์ ด้ านข้ อมูลข่าวสาร ด้ านวัสดุอปุ กรณ์ เกี่ยวกับการป้องกันการ เกิดโรคในช่องปาก ในที่นี ้แบ่งเป็ น 3 ด้ าน ดังนี ้ 1. การได้ รับการสนับสนุนจากผู้ปกครอง ได้ แก่ การที่ผ้ ดู แู ลเด็กได้ รับการสนับสนุน การช่วยเหลือเกื ้อกูลจากผู้ปกครองในด้ านอารมณ์ ด้ านข้ อมูลข่าวสาร ด้ านวัสดุอปุ กรณ์ เกี่ยวกับ การป้องกันการเกิดโรคในช่องปาก


10 2. การได้ รับการสนับสนุนจากหัวหน้ าศูนย์ และผู้ร่วมงาน ได้ แก่ การได้ รับข้ อมูล ความรู้ และวิธีการที่ถกู ต้ องเกี่ยวกับการป้องกันการเกิดในช่องปาก รวมถึง การได้ รับคาแนะนาและ ได้ ข้อมูลย้ อนกลับจากหัวหน้ าศูนย์ และผู้ร่วมงาน 3. การได้ รับการสนับสนุนจากเจ้ าหน้ าที่สาธารณสุข ได้ แก่ การที่ผ้ ดู แู ลเด็กได้ รับการ สนับสนุน การช่วยเหลือเกื ้อกูลจากเจ้ าหน้ าที่สาธารณสุขในด้ านอารมณ์ ด้ านข้ อมูลข่าวสาร ด้ าน วัสดุอปุ กรณ์ เกี่ยวกับการป้องกันการเกิดโรคในช่องปาก พฤติกรรมทางทันตสุขภาพ (Oral Health Behavior) หมายถึง การกระทาที่เกี่ยวกับการ ดูแลทันตสุขภาพ ซึ่งเกิดจากความรู้ (Knowledge) ทัศนคติ (Attitude) ที่บคุ คลนันมี ้ อยู่ และมีผล ต่อการปฏิบตั ิ (Practice) หรื อทักษะ (Skill) โดยทัว่ ไปแล้ วพฤติกรรมอนามัยช่องปากจะเกิดขึ ้น ทัง้ ภายในที่สงั เกตไม่ได้ (Covert Behavior) และภายนอกที่สงั เกตได้ (Overt Behavior) พฤติกรรมการจัดกิจกรรมแปรงฟั นหลังอาหารกลางวัน หมายถึง การที่ผ้ ดู แู ลเด็กมี การจัดกิจกรรมแปรงฟั นหลังอาหารกลางวันทุกวันให้ แก่เด็กก่อนวัยเรี ยน ในศูนย์พฒ ั นาเด็กเล็ก พฤติกรรมการจัดอาหารกลางวันที่เหมาะสมและเป็ นประโยชน์ ต่อฟั น หมายถึง ผู้ดแู ลเด็กมีการจัดอาหารที่เหมาะสมให้ เด็กในศูนย์พฒ ั นาเด็กเล็ก โดยใช้ หลัก ดังนี ้ 1. อาหารแป้งและน ้าตาล ควรรับประทานในมื ้ออาหาร 2. รับประทานอาหารประเภท โปรตีน ผลไม้ เป็ นอาหารว่าง และภายหลังรับประทาน ควรบ้ วนปากทันที 3. ไม่ให้ เด็กรับประทานจุบจิบ พฤติกรรมการตรวจฟั นเด็ก หมายถึง การที่ผ้ ดู แู ลเด็กมีการตรวจฟั นให้ แก่เด็กในศูนย์ พัฒนาเด็กเล็กเป็ นประจา ได้ แก่ การตรวจดูความสะอาดฟั นเด็ก และการการตรวจดูฟันผุที่เป็ นรู ชัดเจน เพื่อเป็ นการเฝ้าระวังการเกิดโรคฟั นผุ และกระตุ้นเตือนผู้ปกครองให้ พาเด็กไปรับการรักษา กรณีเกิดโรคฟั นผุแล้ ว พฤติกรรมการแนะนาผู้ ปกครองในการดูแลทันตสุขภาพของเด็ก หมายถึง การที่ ผู้ดแู ลเด็กแนะนาให้ ผ้ ปู กครองทราบถึงวิธีการที่ควรจะปฏิบตั ิในการดูแลทันตสุขภาพของเด็ก ใน เรื่ องต่างๆ ดังนี ้ 1. การแปรงฟั นให้ เด็กในเวลาตื่นนอนตอนเช้ า หลังอาหารเช้ า หลังอาหารเย็น และ ก่อนนอน และถ้ าเป็ นวันหยุดเรี ยนให้ เพิ่มเวลาหลังอาหารกลางวันด้ วย 2. การเลือกอาหารให้ เด็กรับประทาน นอกจากเลือกอาหารหลักให้ ครบหมูแ่ ล้ ว ผู้ปกครองควรสนับสนุนให้ เด็กเลือกรับประทานผลไม้ แทนของหวาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งพวกลูก


11 อมลูกกวาด 3. การพาเด็กไปรับการรักษาทางทันตกรรม เมื่อผู้ดแู ลเด็กและครูหรื อทันตบุคลากร แนะนาว่าเด็กมีโรคฟั นผุ เพื่อมิให้ โรคลุกลามมากขึ ้นจนเด็กเกิดความเจ็บปวดและสูญเสียฟั นน ้านม ไปก่อนเวลาที่สมควร 4. การทาตัวเป็ นตัวอย่างที่ดีแก่เด็ก ในการดูแลทันตสุขภาพ เด็กวัยนี ้จะเลียนแบบ ความคิดอ่านและการปฏิบตั ิตนของผู้ใหญ่ ดังนันผู ้ ้ ปกครองควรมีการปฏิบตั ิตนในการดูแลทันต สุขภาพ ที่ถูกต้ องด้ วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแปรงฟั นหลังอาหารและก่อนนอน ตลอดจน พฤติกรรมการเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ตอ่ ฟั น 5. การจัดหาอุปกรณ์การแปรงฟั นให้ เด็ก ให้ ผ้ ปู กครองได้ รับทราบว่า วิธีหลักในการ ดูแลทันตสุขภาพของเด็ก คือ การแปรงฟั น ซึ่งต้ องกระทาต่อเนื่องทังที ้ ่บ้านและศูนย์พฒ ั นาเด็กเล็ก หรื อโรงเรี ยน จึงมีความจาเป็ นที่เด็กจะต้ องมีอุปกรณ์ที่ใช้ ในการแปรงฟั นทัง้ 2 แห่ง และเมื่อ เสื่อมสภาพ(ขนแปรงบานหรื อขึ ้นรา) ควรจัดหาเพิ่มเพื่อทดแทนของเดิม สมมุตฐิ านการวิจัย 1. ปั จจัยทางด้ านชีวสังคม ได้ แก่ อายุ สถานภาพสมรส ระดับการศึกษา รายได้ มี ความสัมพันธ์กบั พฤติกรรมการดูแลทันตสุขภาพของผู้ดแู ลเด็กก่อนวัยเรี ยน ในศูนย์พฒ ั นาเด็กเล็ก อาเภอศรี เทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ 2. ปั จจัยหลัก ได้ แก่ ความรู้ทางด้ านทันตสุขภาพ การรับรู้โอกาสเสี่ยงของการเกิดโรค ใน ช่องปาก และโรคแทรกซ้ อน การรับรู้ความรุนแรงของโรคในช่องปาก การรับรู้ประโยชน์ของการ ป้องกันโรคในช่องปาก การรับรู้อปุ สรรคในการปฏิบตั ิ มีความสัมพันธ์กบั พฤติกรรมการดูแล ทันต สุขภาพของผู้ดแู ลเด็กก่อนวัยเรี ยน ในศูนย์พฒ ั นาเด็กเล็ก อาเภอศรี เทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ 3. ปั จจัยร่วม ได้ แก่ แรงสนับสนุนทางสังคมจากผู้ปกครอง แรงสนับสนุนทางสังคมจาก หัวหน้ าศูนย์และผู้ร่วมงาน แรงสนับสนุนทางสังคมจากเจ้ าหน้ าที่สาธารณสุข มีความสัมพันธ์กับ พฤติกรรมการดูแลทันตสุขภาพของผู้ดแู ลเด็กก่อนวัยเรี ยน ในศูนย์พฒ ั นาเด็กเล็ก อาเภอศรี เทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ 4. ปั จจัยทางด้ านชีวสังคม ปั จจัยหลัก และปั จจัยร่วม สามารถร่วมพยากรณ์พฤติกรรม การดูแลทันตสุขภาพของผู้ดแู ลเด็กก่อนวัยเรี ยน ในศูนย์พฒ ั นาเด็กเล็ก อาเภอศรี เทพ จังหวัด เพชรบูรณ์


12 บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้ อง

การศึกษาพฤติกรรมการดูแลทันตสุขภาพของผู้ดแู ลเด็กก่อนวัยเรี ยน ในศูนย์พฒ ั นาเด็ก เล็ก อาเภอศรี เทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ ผู้วิจยั ได้ ศกึ ษาแนวคิดทฤษฎีและงานวิจยั ที่เกี่ยวข้ องและได้ นาเสนอตาม หัวข้ อต่อไปนี ้ 1. ความรู้ เรื่ องทันตสุขภาพ 1.1 ความหมายของทันตสุขภาพ 1.2 ความสาคัญของทันตสุขภาพ 1.3 ความรู้ทวั่ ไปเกี่ยวกับฟั น 1.4 ความรู้ทวั่ ไปเกี่ยวกับโรคฟั นผุ 1.5 โรคฟั นผุในเด็กปฐมวัย 1.6 การป้องกันการเกิดโรคฟั นผุในเด็กเล็ก 1.7 การดูแลทันตสุขภาพในเด็กก่อนวัยเรี ยน 2. แนวคิดและทฤษฎีท่ เี กี่ยวข้ อง 2.1 แนวคิดแบบจาลองความเชื่อด้ านสุขภาพ 2.2 แนวคิดทฤษฎีแรงจูงใจเพื่อป้องกันโรค 2.3 แนวคิดทฤษฎีแรงสนับสนุนทางสังคม 3. ปั จจัยที่เกี่ยวข้ องในงานวิจัย 3.1 ปั จจัยด้ านชีวสังคม 3.2 ปั จจัยหลัก 3.3 ปั จจัยร่วม 4. งานวิจัยที่เกี่ยวข้ อง 4.1 งานวิจยั ในประเทศ 4.2 งานวิจยั ต่างประเทศ


13 ความรู้ เรื่ องทันตสุขภาพ 1. ความหมายของทันตสุขภาพ กองทันตสาธารณสุข (2540 : 12) ได้ ให้ ความหมายของทันตสุขภาพ (Dental Health) ว่า ทันตสุขภาพ หมายถึง สภาวะที่สมบูรณ์แข็งแรง ความสามารถของฟั นและส่วนต่าง ๆ ของฟั น ตลอดจนอวัยวะอื่น ๆ ในช่องปากที่ปราศจากการเป็ นโรค หรื อแหล่งเพาะพันธุ์เชื ้อโรคซึ่งก่อให้ เกิด ความสมบูรณ์ แก่ร่างกายและจิตใจ แพร จิตตินนั ท์ (2547 : บทคัดย่อ) ได้ ให้ คานิยามของทันตสุขภาพว่า สุขภาพช่องปาก ที่ กาหนดในเป้าหมาย (Oral Health) ตามกรอบความหมายของสุขภาพ จะต้ องครอบคลุมถึง ภาวะ ของการปราศจากโรคในช่องปาก หรื อสภาวะที่มีผลบัน่ ทอน หรื อจากัด การทาหน้ าที่ตามปกติของ อวัยวะในช่องปากของปั จเจกบุคคล การทาหน้ าที่ทางสังคม ด้ านจิตใจ และด้ านเศรษฐกิจ และการ สร้ างสมดุล ให้ เกิดขึ ้นระหว่างการใช้ ภมู ิปัญญาไทย ประสานเข้ ากับภูมิปัญญาสากล จากการที่มีผ้ ใู ห้ นิยามความหมายของคาว่าทันตสุขภาพดังกล่าว พอจะสรุ ปได้ ว่า ทันต สุขภาพ หมายถึง สภาวะที่สมบูรณ์แข็งแรงของฟั นและอวัยวะต่างๆในช่องปาก โดยที่อวัยวะ เหล่านี ้สามารถทาหน้ าที่ตามปกติ และก่อให้ เกิดความสมบูรณ์ทางด้ านร่ างกาย จิตใจ อารมณ์ สังคม รวมทังจิ ้ ตวิญญาณของบุคคล ดังนันการดู ้ แลทันตสุขภาพจึงมิได้ ม่งุ ที่การจัดการกับเชื ้อโรค แต่เพียง ด้ านเดียว เนื่องจากสุขภาพเกิดจากปั จจัยทังภายในและภายนอกตั ้ วบุคคล การดูแลทันต สุขภาพ จึงควร เป็ นการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม (Holistic Approach) ด้ วย ยกตัวอย่างเช่น การ ส่งเสริ มทันตสุขภาพ ไม่ใช่เป็ นเพียงการให้ ทนั ตสุขศึกษา หรื อการให้ ความรู้ และฝึ กอบรมเท่านัน้ หากต้ องคานึงถึงปั จจัย แวดล้ อมอื่นๆ เช่น วิถีชีวิตของคนในชุมชน ค่านิยม สภาพสิ่งแวดล้ อม สังคม ตลอดจนกลไกต่างๆ ที่มีผลต่อการเลือกที่จะให้ ประชาชนมีพฤติกรรมด้ านสุขภาพได้ ต่างกัน ไป ทังนี ้ ้การผสมผสานการ ดูแลสุขภาพควรคานึงถึง ด้ านร่ างกาย จิตใจ จิตวิญญาณในระดับ ปั จเจกบุคคลร่วมกับการให้ ความสาคัญต่อสังคมและสภาพแวดล้ อมภายนอกอย่างเป็ นรูปธรรม อันจะนาไปสูก่ ารดูแลสุขภาพ แบบองค์รวมอย่างแท้ จริง 2. ความสาคัญของทันตสุขภาพ องค์การอนามัยโลกได้ กาหนดนโยบายสุขภาพดีถ้วนหน้ าในปี 2543 ขึ ้น โดยกาหนดให้ ทุกคนใน โลกมีสขุ ภาพดี สาหรับโรคในช่องปากได้ กาหนดดัชนีชี ้วัดไว้ ว่า ในปี พ.ศ.2543 ประชาชน ในกลุ่ม อายุตา่ ง ๆ ควรมีสขุ ภาพในช่องปากตามที่กาหนด ซึ่งประเทศไทยเป็ นประเทศสมาชิกขององค์การ ดังกล่าว จึงรับนโยบายดังกล่าวมากาหนดเป็ นนโยบายระดับชาติ แต่ปรับความหมายของการมี สุขภาพในช่องปากที่ดีให้ อยู่ในสภาพซึ่งสามารถปฏิบตั ิได้ สาหรับประเทศไทยได้ ทาการสารวจ


14 ทันตสุขภาพของประชาชนทังประเทศ ้ โดยแบ่งกลุ่มประชากร เป็ นภาคกลาง เหนือ ใต้ และ ตะวันออกเฉียงเหนือ และแบ่งเป็ นกลุ่มอายุตา่ ง ๆ คือ อายุ 5-6 ปี (วัยก่อนเรี ยน) 12 ปี (วัย ประถมศึกษา) 18 ปี (วัยรุ่น) 35-44 ปี (วัยกลางคน) และ 60 ปี ขึ ้นไป (วัยสูงอายุ) ซึ่งแต่ละกลุ่มอายุ จะมีการเกิดโรคในช่องปาก ซึ่งแตกต่าง และวิธีการป้องกันบาบัดรักษาแตกต่างด้ วยเช่นกัน การ สารวจทันตสุขภาพครัง้ แรกเริ่ มขึ ้นในปี พ.ศ. 2520 ครัง้ ที่ 2 ปี พ.ศ.2527 และทาทุก ๆ 5 ปี ถัดมา คือ ครัง้ ที่ 3 ในปี พ.ศ. 2532 และครัง้ ที่ 4 ปี พ.ศ.2537 นอกจากนี ้ยังมีการสารวจในระดับจังหวัด ระหว่าง ปี พ.ศ. 2532-2544 ในปั จจุบนั ประชากรประมาณร้ อยละ 90 ของประเทศยังคงมีปัญหา เกี่ยวกับ โรคในช่องปากและมีความจาเป็ นที่จะต้ องได้ รับบริ การ แต่บริ การที่มีอยู่และที่ผ่านมานันมี ้ จากัด เกินกว่าที่จะสามารถให้ แก่ประชาชนอย่างทัว่ ถึง โดยเฉพาะอย่างยิ่งประชาชนที่ยากจนและ ผู้ด้อยโอกาส เกือบจะกล่าวได้ ว่าไม่สามารถขอรับบริ การทางทันตกรรมได้ วิธีการแก้ ไขปั ญหา เกี่ยวกับโรคทางทันตกรรมที่ผ่านมานัน้ ส่วนใหญ่จะเป็ นงานอุดฟั น ถอนฟั น และใส่ฟัน การ ส่งเสริ มทันตสุขภาพและการป้องกันโรคมีน้อยมาก การแก้ ไขปั ญหาโรคทางทันตกรรมด้ วยวิธีการ ดังกล่าวเป็ นการแก้ ปัญหาที่ปลายเหตุจึงไม่สามารถบรรลุวตั ถุประสงค์ ในการลดอัตราการเกิดโรค ในช่องปาก และทาให้ ประชาชนมีทนั ตสุขภาพที่ดีได้ หากยึดหลักการแห่งความเสมอภาคเกี่ยวกับ สิทธิที่มนุษย์ทกุ คนพึงได้ รับแล้ ว การที่ผ้ ปู ระกอบวิชาชีพทันตแพทย์จะมุ่งความสนใจและเน้ นหนัก ในการให้ บริ การดูแลทันตสุขภาพเพียงอภิสิทธิ์ชนกลุ่มน้ อยโดยไม่ตอบสนองความต้ องการของคน กลุ่มใหญ่ของประเทศถือเป็ นสิ่งที่ไม่เหมาะสม เพราะในทางสาธารณะแล้ ว การได้ รับดูแลสุขภาพ เป็ นสิ ทธิ ที่ประชาชนพึงมี การที่รัฐ หรื อบุคลากรทางสาธารณสุขพยายามตอบสนองต่อความ คาดหวังของสังคมที่ต้องการการบริการด้ านสุขภาพที่มีคณ ุ ภาพสูงอย่างทัว่ ถึงนัน้ ดูจะไม่ใช่หนทาง ที่ถูกต้ องในการแก้ ไขปั ญหาสุขภาพ อีกทังยั ้ งแทบจะเป็ นไปไม่ได้ ในทางปฏิบตั ิท่ามกลางสภาวะ เศรษฐกิจของประเทศ ปั ญหาทันตสุขภาพและปั ญหาทางทันตสาธารณสุขจึงถื อเป็ นปั ญหาที่ สาคัญ ปั ญหาหนึ่งของประเทศไทย เนื่องจากมีประชาชนจานวนมากทุกเพศและทุกวัยประสบกับ ปั ญหา ดังกล่าว ซึ่งส่งผลให้ คณ ุ ภาพชีวิตต่ากว่ามาตรฐานและมีผลกระทบอันเป็ นอุปสรรคต่อการ พัฒนา ทังด้ ้ านการศึกษา สังคมและเศรษฐกิจของประเทศไทยโดยรวมสาเหตุหลักของปั ญหาเกิด จากใน ปั จจุบนั มีผ้ ทู ี่มีอาการป่ วยด้ วยโรคในช่องปาก เช่น โรคฟั นผุ โรคปริ ทนั ต์ โรคความผิดปกติ ของ เนื ้อเยื่อในช่องปากและฟั นซ้ อนเก เป็ นจานวนมาก แต่ผ้ ปู ่ วยส่วนใหญ่ขาดความรู้ และไม่ ตระหนักในการช่วยเหลือตนเอง และรี บเร่ งในการเข้ ารับการรักษา เนื่องจากโรคดังกล่าวเป็ นโรค เรื อ้ รัง และ มีอาการเริ่ มต้ นที่ไม่รุนแรง การลุกลามของโรคจะเพิ่มขึ ้นเมื่อผู้ป่วยมีอายุมากขึ ้น ซึ่ง ผู้ป่วยจะทราบ ก็ต่อเมื่อมีอาการมากแล้ ว ทาให้ การรักษายุ่งยากและซับซ้ อนขึ ้น นอกจากนี ้


15 ประชาชนซึ่งอยู่ใน พื ้นที่ชนบทอันเป็ นประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ ซึ่งมีการเป็ นโรคในช่องปาก ค่อนข้ างสูง แต่ สถานบริ การที่จะรองรับผู้ป่วยยังไม่เพียงพอหรื อพอมีแต่การเดินทางเข้ ารับการ บริการรักษาลาบาก เพราะอยูไ่ กล และการคมนาคมไม่สะดวก ทาให้ ปัญหารุนแรงมากขึ ้น ในแต่ละ ปี รัฐต้ องสูญเสีย งบประมาณค่อนข้ างมากในการลงทุนเพื่อแก้ ปัญหา แต่การลงทุนดังกล่าวยัง เป็ นไปเพื่อการรักษา โดยความเป็ นจริงแล้ ว โรคในช่องปากเป็ นโรคที่เกี่ยวข้ องกับพฤติกรรมโดยตรง และเป็ นโรคซึ่ง สามารถป้องกันได้ โดยการปรับปรุ งพฤติกรรมการบริ โภคอาหาร พฤติกรรมการ รักษาความสะอาด ในช่องปากและการรี บเข้ ารั บการตรวจรักษาทันที ที่ร้ ู ว่าเป็ นโรค ดัง นัน้ ผู้รับผิดชอบจึงควรจะ ตระหนักถึงความจริ งดังกล่าวและดาเนินการงานทันตสาธารณสุข โดย มุง่ เน้ นการส่งเสริ มและ ป้องกันทันตสุขภาพ พร้ อม ๆ กับดาเนินงานทางด้ านรักษาและฟื น้ ฟูสภาพ มิฉะนันสภาพของปั ้ ญหา จะมากขึ ้นและมีผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของประชาชนและการพัฒนา ทังด้ ้ านการศึกษา สังคม เศรษฐกิจของชาติ จากความสาคัญของทันตสุขภาพดังกล่าว พอจะสรุปได้ ว่าการเกิดปั ญหาทาง ทันตสุขภาพถือเป็ น ปั ญหาที่มีความสาคัญของประเทศไทยเช่นเดียวกับปั ญหาทางสุขภาพด้ านอื่น เนื่องจากโรคฟั นผุ และโรคในช่องปากนันสามารถเกิ ้ ดขึ ้นได้ โดยทัว่ ไปกับประชาชนทุกเพศ ทุกวัย ส่งผลต่อคุณภาพ ชีวิตของประชาชน และสร้ างความสูญเสียทางด้ านเศรษฐกิจตังแต่ ้ ระดับครอบครัว จนกระทัง่ ถึง ระดับประเทศ การลงทุนส่วนใหญ่เป็ นไปเพื่อการรักษาโรคมากกว่าการป้องกัน และ มักมีราคาแพง เนื่องจากมีการนาเข้ าวัสดุและเครื่ องมือทางด้ านทันตกรรมที่มีราคาสูงจากต่างประเทศ ซึ่งเป็ นการ ลงทุนเพื่อแก้ ปัญหาที่ไม่ตรงจุด โดยแท้ จริ งแล้ วปั ญหาทางด้ านทันตสุขภาพเป็ นปั ญหาที่ สามารถ ป้องกันได้ โดยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพให้ ถกู ต้ อง มีการให้ ความรู้ทางด้ านการ ส่งเสริ ม ป้องกันแก่ประชาชนให้ มากขึ ้น รวมทังการกระตุ ้ ้ นให้ ประชาชนมีความสามารถและสนใจ ในการ ดูแลทันตสุขภาพของตนเองเป็ นผลให้ ฟันที่ยงั ไม่เป็ นโรคมีโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดโรคฟั นผุ น้ อยลง ประชาชนจึงจะสามารถมีสขุ ภาพช่องปากที่ดีแบบยัง่ ยืนได้ 3. ความรู้ ท่ วั ไปเกี่ยวกับฟั น (กองทันตสาธารณสุข 2540 : 18) ฟั นเป็ นอวัยวะที่สาคัญของร่างกายที่ใช้ ในการบดเคี ้ยวอาหารและจัดเป็ นอวัยวะที่ แข็งแรงที่สดุ ใน ร่างกาย โดยมีความแข็งแรงมากกว่ากระดูก เป็ นอวัยวะเดียวที่ไม่มีการเติบโต เพิ่มขนาดหรื อ เปลี่ยนแปลงรูปร่าง หลังจากขึ ้นมาในช่องปากแล้ ว แต่ฟันยังเป็ นอวัยวะที่มีชีวิต รับ ความรู้สึกและ เจ็บปวดได้ ถ้ามีการสึกกร่อนของเนื ้อฟั นลง โดยธรรมชาติฟันมี 2 ชุด 1.3.1 ประเภทของฟั น


16 1) ฟั นน ้านม (Deciduous Teeth) เป็ นฟั นชุดแรก มีทงหมด ั้ 20 ซี่ มีสีขาว คล้ ายน ้านม แบ่งเป็ นฟั นบน 10 ซี่ ฟั นล่าง 10 ซี่ จะเริ่ มขึ ้นเมื่ออายุ 6-8 เดือน และขึ ้นครบเมื่ออายุ ประมาณ 2 ปี ครึ่งถึง 3 ปี แม้ ว่าฟั นน ้านมจะหลุดไปในไม่ช้าแต่ก็ต้องให้ ความสาคัญในการดูแล รักษา เพราะฟั น น ้านมนอกจากจะใช้ บดเคี ้ยว ให้ ความสวยงาม ช่วยในการพัฒนาการออกเสียง ในเด็ก แล้ ว ฟั น น ้านมยังช่วยกระตุ้นให้ การเจริ ญของขากรรไกรและโครงหน้ าเป็ นไปอย่างปกติ ช่วยกันที่ ไว้ ให้ ฟัน ถาวรที่จะขึ ้นตาแหน่งนันขึ ้ ้นได้ อย่างปกติและถูกต้ อง

ภาพที่ 2.1 แสดงฟั นน ้านมและชื่อเรี ยก ที่มา : ภาควิชาทันตกรรมสาหรับเด็ก คณะทันตแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 2534 : 39


17

ภาพที่ 2.2แสดงฟั นน ้านมและหน่อฟั นแท้ (Bud of Permanent Teeth)ในเด็กอายุ 3 – 5 ปี ที่มา : ภาควิชาทันตกรรมสาหรับเด็ก คณะทันตแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 2534 : 39 2)ฟั นถาวรหรื อฟั นแท้ (Permanent Teeth) เป็ นฟั นชุดที่สอง มีทงหมด ั้ 32 ซี่ แบ่งเป็ นฟั น บน16 ซี่ ฟั นล่าง 16 ซี่ มีสีเหลืองกว่าฟั นน ้านม เริ่ มขึ ้นเมื่ออายุประมาณ 6 ปี และทยอย ขึ ้นจนครบ 28 ซี่ เมื่ออายุได้ 12-13 ปี สาหรับฟั นกรามซี่สดุ ท้ ายอีก 4 ซี่ จะขึ ้นราวอายุ 17-35 ปี ซึ่ง ปั จจุบนั มัก พบว่าฟั นขึ ้นไม่ได้ กลายเป็ นฟั นคุด เนื่องจากขากรรไกรมีขนาดเล็กและแคบลง ซึ่งอาจ เป็ นผลมา จากการเคี ้ยวอาหารที่ไม่ค่อยมีเส้ นใย ใช้ แรงน้ อย หรื อเป็ นผลจากฟั นน ้านมถูกถอนเร็ ว เกินไป สาหรับฟั นถาวรเป็ นฟั นชุดสุดท้ ายที่จะอยู่คกู่ บั เราไปตลอดชีวิตไม่มีการหลุดร่วงไปตามอายุ


18

ภาพที่ 2.3 แสดงฟั นถาวรและลาดับช่วงอายุที่ฟันถาวรขึ ้นมาในช่องปาก ที่มา : ภาควิชาทันตกรรมสาหรับเด็ก คณะทันตแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 2534 : 41 1.3.2 รูปร่างและหน้ าที่ของฟั น ถ้ าแบ่งครึ่งหน้ าตามยาว จะพบว่าฟั นซีกซ้ ายและขวาจะมีคทู่ ี่เหมือนกัน คืนเป็ นฟั นกลุม่ เดียวกัน บางซี่มีรูปร่างคล้ ายกัน แต่ฟันบางซี่ก็มีรูปร่างต่างกัน ตาแหน่งและรูปร่าง ของฟั นจะบ่งบอกหน้ าที่ที่แตกต่างกันไป ซึง่ ได้ แก่ 1) ฟั นหน้ า (Incisors) เป็ นฟั นที่อยู่ทางด้ านหน้ าตรงกลาง เป็ นฟั นบน 4 ซี่ ฟั น ล่าง 4 ซี่ รูปร่างแบน บาง ปลายตัดตรงมี 1 รากใช้ ตดั หรื อกัด อาหาร ให้ ความสวยงามและช่วยในการ พูดออกเสียง


19

ภาพที่ 2.4 แสดงมุมมองด้ านหน้ าของฟั นหน้ า ที่มา : ภาควิชาทันตกรรมสาหรับเด็ก คณะทันตแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 2534 : 42 2) ฟั นเขี ้ยว (Canine) เป็ นฟั นที่อยู่ถดั ไปตรงมุมปากซ้ าย ขวา บน ล่าง ตาแหน่งละ 1 ซี่ รวม 4 ซี่ มีลกั ษณะปลายฟั นค่อนข้ างแหลม มีรากยาว 1 ราก เป็ นฟั นที่แข็งแรงมาก ใช้ ฉีก อาหาร และช่วยรักษามุมปากไม่ให้ บมุ๋

ภาพที่ 2.5 มุมมองด้ านข้ างของฟั นเขี ้ยว ที่มา : ภาควิชาทันตกรรมสาหรับเด็ก คณะทันตแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 2534 : 44 3) ฟั นหลัง (Molars) เป็ นฟั นที่อยู่ถดั จากฟั นเขี ้ยวไปทางด้ านหลังทังหมด ้ แบ่งเป็ น ฟั น กรามน้ อย (ไม่มีในฟั นน ้านม) ซ้ าย ขวา บน ล่าง ตาแหน่งละ 3 ซี่ มี 2 หรื อ 3 ราก ทาหน้ าที่ขบเคี ้ยว อาหาร ที่เหลืออีก 12 ซี่ เป็ นฟั นกราม (ในฟั นน ้านมมี 8 ซี่) ซ้ าย ขวา บน ล่าง ตาแหน่งละ 3 ซี่ มี 2 หรื อ 3 ราก มีขนาดใหญ่ที่สดุ มีลกั ษณะหน้ าตัดกว้ างใช้ บดเคี ้ยวอาหารให้ ละเอียดก่อนกลืน ช่วยให้ กระเพาะอาหารไม่ทางานหนักเกินไป


20

ภาพที่ 2.6 แสดงมุมมองด้ านข้ างของฟั นกรามน้ อย ที่มา : ภาควิชาทันตกรรมสาหรับเด็ก คณะทันตแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 2534 : 45

ภาพที่ 2.7 แสดงมุมมองด้ านหน้ าของฟั นกราม ที่มา : ภาควิชาทันตกรรมสาหรับเด็ก คณะทันตแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 2534 : 46 1.3.2 โครงสร้ างของฟั น โครงสร้ างของฟั น แบ่งได้ 2 ลักษณะ คือ 1)ลักษณะภายนอก : แบ่งเป็ น 2 สวนคือ (1)ตัวฟั น (Crown) เป็ นส่วนที่ขึ ้นในช่องปาก (2) รากฟั น (Root) เป็ นส่วนที่ฝังอยูภ่ ายใต้ เหงือก และกระดูกขากรรไกร 2) ลักษณะภายใน : ถ้ าผ่าฟั นทังซี ้ ่ออกตามแนวยาวจะพบว่าฟั นไม่ได้ เป็ นแท่ง ตัน หมด แต่จะแบ่งเป็ นชันๆประกอบด้ ้ วย (1) ชันเคลื ้ อบฟั นและเคลือบรากฟั น (Enamel) เป็ นชันที ้ ่อยู่นอกสุด หุ้ม ฟั น ไว้ ทงซี ั ้ ่โดยเคลือบฟั นจะหุ้มตัวฟั น และเคลือบรากฟั น จะหุ้มส่วนรากไว้ มีสีขาวใส เคลือบฟั นจะ เป็ นส่วนที่แข็งที่สดุ เพราะต้ องทนทานต่อการสัมผัสกับอาหารและการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้ อม ภายในช่องปากตลอดเวลา (2) เนื ้อฟั น (Dentine or Dentin) จะอยูถ่ ดั เข้ ามา มีสีครี ม ค่อนข้ างเหลือง มี ช่องทางติดต่อรับความรู้สึกจากปลายประสาทชันในสุ ้ ดได้


21 (3) โพรงประสาทฟั น (Pulp) เป็ นโพรงตรงกลาง เป็ นแกนกลางคล้ ายไส้ ดินสอ เป็ นที่อยูข่ องเนื ้อเยื่อ เส้ นประสาท น ้าเหลือง และเซลล์ที่จะสร้ างเนื ้อฟั น เป็ นจุดสาคัญที่สดุ ในการ รับความรู้สกึ และคงความมีชีวิตของฟั น 1.3.4 เนื ้อเยื่อที่เกี่ยวกับฟั น 1) เหงือก (Gum) เป็ นเนื ้อเยื่อที่ปกคลุมบางส่วนของตัวฟั นและบางส่วน ของ กระดูกขากรรไกร 2) เนื ้อเยื่อปริทนั ต์ (Periodontal Ligament) เป็ นเนื ้อเยื่อที่อยูร่ อบรากฟั น ยืดหยุ่นได้ เล็กน้ อย ทาหน้ าที่ยดึ ฟั นกับกระดูกขากรรไกรไว้ 3) กระดูกขากรรไกร (Jawbone) เป็ นกระดูกที่รากฟั นฝั งตัวอยู่

ภาพที่ 2.8 แสดงโครงสร้ างของฟั นและเนื ้อเยื่อที่เกี่ยวกับฟั น ที่มา : ภาควิชาทันตกรรมสาหรับเด็ก คณะทันตแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 2534 : 62


22

ภาพที่ 2.9 แสดงโครงสร้ างภายในของฟั นหน้ าและฟั นกราม เมื่อแบ่งฟั นออกเป็ นครึ่งซีก ตามแนวตัง้ ที่มา : ภาควิชาทันตกรรมสาหรับเด็ก คณะทันตแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 2534 : 63 1.3.5 ความแตกต่างระหว่างฟั นแท้ และฟั นน ้านม ได้ แก่ 1) สี ฟั นน ้านมขาวกว่าฟั นแท้ 2) ขนาด ฟั นน ้านมเล็กกว่าฟั นแท้ 3) รูปร่าง จะคล้ ายกัน ยกเว้ นฟั นน ้านมไม่มีฟันกรามน้ อย 4) ตาแหน่ง ฟั นกรามแท้ จะขึ ้นถัดเข้ าไปจากฟั นน ้านม โดยเมื่อนับจากเส้ น สมมติ ที่กึ่งกลางใบหน้ า ฟั นกรามแท้ ก็คือตรงตาแหน่งฟั นซี่ที่ 6 5) อายุ ฟั นกรามแท้ ซี่แรกจะขึ ้นเมื่อเด็กมีอายุประมาณ 6 ปี จากการทบทวนองค์ความรู้ ทวั่ ไปเกี่ยวกับฟั น พบว่าฟั นเป็ นอวัยวะที่มีความสาคัญ ต่อสุขภาพ ร่างกายของคนเรา เนื่องจากหน้ าที่หลักของฟั น คือใช้ ในการบดเคี ้ยวอาหาร ซึ่งทาให้ ลด ภาระการ ทางานของอวัยวะย่อยอาหารส่วนอื่นได้ ส่งผลให้ สขุ ภาพร่างกายโดยรวมของคนเราอยู่ใน ภาวะ ปกติ นอกจากนี ้ฟั นยังเป็ นอวัยวะที่มีชีวิตเนื่องจากมีเส้ นเลือดและเส้ นประสาทหล่อเลี ้ยงอยู่ ภายใน โครงสร้ างของฟั นเอง ดังนันหากเนื ้ ้อฟั นถูกทาลายลงจนเกือบถึงหรื อถึงส่วนของโพรง ประสาทฟั น จะทาให้ เกิดความรู้สึกเจ็บปวดรุนแรงขึ ้นมาได้ สาหรับฟั นน ้านมในเด็กนันจะเริ ้ ่ มขึน้ เมื่ออายุ 6-8 เดือน และขึ ้นครบเมื่ออายุประมาณ 2 ปี ครึ่งถึง 3 ปี แม้ ว่าฟั นน ้านมจะหลุดไปใน ไม่ช้าแต่ก็ต้องให้ ความสาคัญในการดูแลรักษา เพราะฟั นน ้านมนอกจากจะใช้ บดเคี ้ยว ให้ ความสวยงาม ช่วยในการ พัฒนาการออกเสียงในเด็กแล้ ว ฟั นน ้านมยังช่วยกระตุ้นให้ การเจริ ญของ ขากรรไกรและโครงหน้ า


23 เป็ นไปอย่างปกติ ช่วยกันที่ไว้ ให้ ฟันถาวรที่จะขึ ้นตาแหน่งนันขึ ้ ้นได้ อย่าง ปกติและถูกต้ อง จึงนับได้ ว่าฟั นน ้านมเป็ นอวัยวะที่มีความสาคัญมากสาหรับเด็ก ควรให้ ความสาคัญ ในการดูแลรักษาเพื่อ ไม่ให้ เกิดโรคฟั นผุหรื อถูกถอนออกก่อนเวลาที่ฟันแท้ จะขึ ้น 4. ความรู้ ท่ วั ไปเกี่ยวกับโรคฟั นผุ โรคฟั นผุ (Dental Caries) เป็ นโรคของเนื ้อเยื่อฟั น (ผิวเคลือบฟั น เนื ้อฟั น ผิวรากฟั น) โดยมีการ ทาลายแร่ธาตุที่เป็ นองค์ประกอบสาคัญของเนื ้อเยื่อเหล่านี ้ จนทาให้ เกิดเป็ นโพรง และ สามารถ ลุกลามจนเกิดการสูญเสียฟั นทังซี ้ ่ การทาลายนี ้เป็ นการทาลายแบบถาวร คือร่างกายไม่ สามารถ ซ่อมแซมให้ กลับมาอยู่ในสภาพเดิมได้ และถ้ าไม่ได้ รับการรักษา การผุจะทาลายลุกลาม ไปจนถึง โพรงประสาทฟั น ก่อให้ เกิดอาการปวดเสียว อาจมีอาการบวมเป็ นหนองได้ โรคฟั นผุ จัดเป็ นโรคติด เชื ้อโดยกระบวนการเกิดโรคจาเป็ นตะต้ องมีองค์ประกอบสาคัญ 3 อย่างด้ วยกัน ได้ แก่ ตัวฟั น เชื ้อจุลินทรี ย์ และสภาวะความเป็ นกรด โรคฟั นผุเป็ นโรคสาคัญซึ่งมีผลโดยตรงต่อ ตัวฟั นและคน ส่วนใหญ่จ ะรู้ จักโรคนีก้ ารเกิ ดโรคเริ่ ม จากรอยเล็กๆของผิวเคลือบฟั นเกิ ดการสูญเสีย แร่ ธาตุ (Demineralization) ทาให้ ผิวเคลือบฟั นนิ่มลง รอยเหล่านี ้ระยะแรกๆมักมองไม่เห็นเพราะจะ เกิด บริเวณหลุมร่องฟั นหรื อระหว่างซี่ฟัน โรคจะลุกลามเข้ าไปทาลายเนื ้อฟั นซึ่งมีความแข็งแรงน้ อยกว่า เคลือบฟั น ชันผิ ้ วเคลือบฟั นที่ออ่ นลงจะถูกทาลายจนกลายเป็ นรู และฟั นจะถูกทาลายต่อไปถ้ าไม่มี การรักษาอย่างถูกต้ อง การจะเกิดโรคฟั นผุนนต้ ั ้ องมีปัจจัยหลายประการจึงจะเกิดโรคได้ 4.1 สาเหตุของการเกิดฟั นผุ สาเหตุของโรคฟั นผุเกิดจากเศษอาหารจาพวกแป้งและน ้าตาลมี่ติดบนตัวฟั นถูก จุลินทรี ย์ในปากเปลี่ยนเป็ นกรด ซึ่งกรดจะไปกัดกร่อนฟั นทาให้ ฟันเป็ นรู โดยเริ่ มผุที่ชนเคลื ั ้ อบฟั น แล้ วลุกลามไปที่ชนเนื ั ้ ้อฟั น และในที่สดุ เมื่อผุถึงชันประสาทฟั ้ นก็จะเกิดอาการปวดฟั น องค์ประกอบ ที่ก่อให้ เกิดโรคมีดงั นี ้ 1.4.1 คน ซึง่ รวมถึงฟั นและน ้าลายที่อยูใ่ นช่องปาก ปั จจัยจากน ้าลาย น ้าลายมีบทบาทสาคัญในการรักษาสภาวะสมดุลของ เชื ้อแบคทีเรี ยในช่องปาก โดยน ้าลายจะมีอิทธิพลต่อการเจริ ญเติบโตของเชื ้อและการยึดติดของเชื ้อ แบคทีเรี ยต่อเนื ้อเยื่อใน ช่องปาก ซึ่งกลไกของน ้าลายจะช่วยในการชะล้ างเศษอาหาร เชื ้อแบคทีเรี ย และสิ่งต่างๆในช่อง ปาก น ้าลายจะประกอบด้ วยสารต่าง ๆ ที่ทาหน้ าที่ในการยับยังเชื ้ ้อแบคทีเรี ย สารเหล่านี ้ได้ แก่ Lysozyme, Lactoperoxidase, Lactofurin และ Agglutinin โดยจะพบว่าในเด็กก่อนวัยเรี ยน จะมี ความแตกต่างของ Lysozyme และ Immunoglobulin A จากค่าเฉลี่ยของคนปกติ ซึ่ง มีผลทาให้ เด็กและผู้ใหญ่ที่มีความผิดปกติเกี่ยวกับระบบภูมิค้ มุ กันจะมีสภาวะเสี่ยงต่อการเกิดโรค ฟั นผุได้ ง่าย แต่ความแตกต่างของ Lysozyme และ Immunoglobulin A จากค่าเฉลี่ยของคนปกติ ซึ่งมีผลทาให้


24 เด็กและผู้ใหญ่ที่มีความผิดปกติเกี่ยวกับระบบภูมิค้ มุ กัน จะมีสภาวะเสี่ยงต่อการเกิดโรค ฟั นผุง่าย แต่ความแตกต่างของ Lysozyme และ Immunoglobulin A จากค่าเฉลี่ย จะไม่มีความสัมพันธ์ อย่างเฉพาะเจาะจงต่อการเกิดโรคฟั นผุ เมื่อเปรี ยบเทียบกับการใช้ ยาปฏิชีวนะ การใช้ ฟลูออไรด์ Gammaglobulin Therapy และการดูแลสุขภาพช่องปาก นอกจากนี ้แคลเซียมและฟอสเฟตที่มีอยู่ ใน น ้าลาย จะช่วยส่งเสริ มการเกิด Remineralization ร่วมกับปริ มาณความจุบฟั เฟอร์ และความ เป็ นกรด ด่างของน ้าลาย จะขึ ้นอยู่กบั ลักษณะส่วนบุคคล สาหรับเด็กอัตราการไหลของน ้าลายจะ ขึ ้นอยู่กบั อายุและเพศโดยเด็กชายจะมากกว่าเด็กหญิง แต่ไม่มีความแตกต่างในค่าความเป็ นกรด ด่างของ น ้าลายระหว่างเพศ โดยจะพบโซเดียม โปแตสเซียมคลอไรด์ และความเข้ มข้ นของโปรตีน ในช่วง ปี แรกของการคลอด รวมทังฟอสเฟตและเอนไซม์ ้ Amylase อันจะส่งผลกระทบต่อการเกิด ฟั นผุ จากปฏิกิริยา Demineralization ปั จจัยจากตัวฟั น ลักษณะโครงสร้ างของฟั นสร้ างขึ ้นมาแข็งแรงสมบูรณ์ หรื อไม่ ฟั นที่สร้ าง ขึ ้นมาด้ วยโครงสร้ างฟั นที่แข็งแรงสมบูรณ์และมีฟลูออไรด์เป็ นส่วนประกอบ นันจะมี ้ ลกั ษณะแข็ง เรี ยบ ทนทาน และมีความต้ านทานต่อกรดได้ ดี แต่ถ้าฟั นที่สร้ างมาไม่ แข็งแรงสมบูรณ์ อ่อนยุ่ย ทา ให้ ฟันไม่ทนทานต่อกรดและทาให้ ฟันผุได้ ง่ายและถาฟั นมีลกั ษณะ ขรุขระ โดยพบว่าฟั นที่มีด้านบด เคี ้ยวเป็ นร่องลึกสามารถที่จะเป็ นที่กกั เก็บเศษอาหารและมีแผ่น คราบจุลินทรี ย์เกาะติดได้ ง่ายและ กาจัดออกได้ ลาบาก จะทาให้ เกิดฟั นผุได้ เร็ วขึ ้น ดังนันถ้ ้ าไม่กาจัด เอาแผ่นคราบจุลินทรี ย์และเศษ อาหารออกจากตัวฟั น จะทาให้ เกิดโรคฟั นผุได้ ง่ายและเร็ วขึ ้น นอกจากรูปร่างลักษณะของฟั นแล้ ว การพัฒนาของฟั นที่ไม่สมบูรณ์อนั เนื่องมาจากอุบตั ิเหตุและ การขาดโภชนาการ จะก่อให้ เกิดภาวะ Hypoplasia หรื อ Hypomineralization ในฟั นน ้านมและ ฟั นแท้ จะเป็ นลักษณะที่เสี่ยงต่อการเกิด โรคฟั นผุได้ ง่าย 1) จุลินทรี ย์ในช่องปาก (Microorganisms) อิทธิพลของสภาพแวดล้ อมในช่องปาก จะมีผลต่อการสร้ างและการ แบ่งตัวของ เชื ้อโรคหลายชนิด เช่น Staphylococcus salivarious จะพบได้ ที่บริ เวณพื ้นช่องปากใน วันแรกที่ เกิด Staphylococcus sangius จะพบบริ เวณเนื ้อเยื่อผิวเรี ยบ Streptococcus mutans จะพบ มากในหลุมร่องลึกบนตัวฟั น และ Lactobacilli จะเป็ นตัวส่งเสริมให้ เกิดโรคฟั นผุได้ รุนแรงมากขึ ้น 2) สารอาหาร (Substrate) โดยเฉพาะแป้งและน ้าตาล อาหารที่มีส่วนประกอบของแป้งและน ้าตาล จะเป็ นปั จจัยหลักที่ก่อให้ เกิด โรคฟั น ผุ นอกจากนี ้การบริโภคน ้าตาลในรูปของอาหารหวานเหนียวในช่วงมื ้ออาหารจะทาให้ เกิด โรคฟั นผุ ได้ ต่ากว่าการบริโภคน ้าตาลในรูปแบบเดียวกันแต่บริ โภคระหว่างมื ้อ


25 3) เวลาที่เหมาะสม (Time) การเกิดโรคฟั นผุจะไม่เกิดขึ ้นทันทีทนั ใด แต่คอ่ ยเป็ นค่อยไป มีระยะการ ดาเนิน โรคเป็ นไปอย่างช้ าๆในคนที่มีโครงสร้ างฟั นปกติ แต่คนที่มีโครงสร้ างฟั นอ่อนแอการดาเนิน ของโรค จะรวดเร็ วขึ ้น โดยเฉพาะถ้ าปล่อยให้ กรดสัมผัสกับตัวฟั นตลอดเวลา เช่น การอมลูกอม ตลอดเวลา หรื อการอมข้ าว การดูดนมขวด เป็ นต้ น จะทาให้ เกิดโรคฟั นผุได้ รวดเร็ วและรุนแรง มากขึ ้น การที่ไม่ แปรงฟั นก่อนนอน ทาให้ เกิดแผ่นคราบจุลินทรี ย์และมีเศษอาหารในช่องปาก ทาให้ กรดสัมผัสกับ ตัวฟั นเป็ นระยะเวลานานขึ ้น โอกาสการเกิดโรคฟั นผุจงึ สูง เช่น ในเด็กที่ดดู นมนอน หรื ออมข้ าวนอน หรื อคนที่ไม่แปรงฟั นหลังอาหารเย็นหรื อก่อนนอน 4.2 ขบวนการเกิดโรคฟั นผุ จะดาเนินไปอย่างช้ าๆและมีขนตอน ั้ ซึ่งประกอบด้ วย 4 องค์ประกอบหลักที่ได้ กล่าวมาแล้ ว หากขาดองค์ประกอบใดองค์ประกอบหนึ่ง ก็จะไม่เกิดโรคฟั นผุ การผุของฟั นแบ่งเป็ น 4 ระยะคือ ระยะที่ 1 ฟั นผุที่ชนผิ ั ้ วเคลือบฟั น พบจุดสีดาบนตัวฟั น ไม่มีอาการ รักษาได้ โดย การปิ ด หลุมร่องฟั น และอุดฟั น ระยะที่ 2 ฟั นผุถึงชันเนื ้ ้อฟั น มีอาการเสียวฟั น เวลาดื่มน ้าเย็น รับประทานอาหาร ที่มีรส จัด หรื ออาหารหวานเหนียว รักษาได้ โดยการอุดฟั น ระยะที่ 3 ฟั นผุทะลุโพรงประสาทฟั น มีอาการปวดฟั นมาก ปวดจี๊ดๆ ปวดตลอดเวลา รักษาได้ โดยการรักษาคลองรากฟั นหรื อการถอนฟั น ระยะที่ 4 ฟั นผุทะลุโพรงประสาทฟั นเชื ้อโรคลงสู่ปลายรากฟั น มีหนอง มีอาการ ปวดบวม มาก ปวดตื ้อๆ รักษาโดยการรักษาคลองรากฟั นหรื อการถอนฟั น การปล่อยให้ ฟันผุแล้ วจึงรักษาจะทาให้ เสียเวลาในการรักษาและเสียค่าใช้ จา่ ย มาก


26

ภาพที่ 2.10 แสดงการเกิดฟั นผุในระยะต่างๆ ที่มา : ภาควิชาทันตกรรมสาหรับเด็ก คณะทันตแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 2534 : 41 4.3 ปั จจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคฟั นผุ นอกจากปั จจัยหลักที่เป็ นสาเหตุของการเกิดโรคฟั นผุแล้ ว ปั จจัยใดๆก็ตามที่มีส่วน ส่งเสริ ม หรื อทาให้ องค์ประกอบทัง้ 4 อย่างเกิดขึ ้นและมาพบกันอย่างเหมาะสม ก็นบั ว่าปั จจัยนันคื ้ อ “ปั จจัย เสี่ยง” ที่ทาให้ เกิดโรคฟั นผุ แต่ปัจจัยตัวใดจะสาคัญที่สดุ หรื อมีอิทธิพลทาให้ เกิดฟั นผุได้ ง่าย นัน้ ยัง ไม่สามารถระบุได้ แน่นอน ทังนี ้ ้เพราะโรคฟั นผุเกิดขึ ้นได้ จากหลายปั จจัยประกอบกัน จากการศึกษารวบรวมข้ อมูลเหล่านี ้พบว่า ปั จจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคฟั นผุสามารถ แยก ออกเป็ น 2 กลุม่ ใหญ่ๆ คือปั จจัยทัว่ ไป และปั จจัยเฉพาะ4.3.1 ปั จจัยทัว่ ไป เป็ นปั จจัยแวดล้ อม ภายนอก ได้ แก่ 1) อายุ : โรคฟั นผุเป็ นโรคที่แม้ จะรักษาแล้ วก็ยงั คงสภาพรอยโรคอยู่ ดังนัน้ ในกลุม่ ผู้ใหญ่ มักจะพบรอยโรคสะสมมากกว่าแต่อตั ราการเกิดโรคฟั นผุยงั ไม่สามารถบอกได้ แน่นอนว่าเกี่ยวข้ อง


27 กับอายุโดยตรง แต่อายุจะมีผลกระทบต่อตาแหน่งของการเกิดโรคฟั นผุ ในเด็ก อายุน้อยฟั นจะผุ บริเวณด้ านบดเคี ้ยว เนื่องจากมีหลุมร่องฟั นลึก แต่ในผู้ใหญ่ด้านบดเคี ้ยวไม่คอ่ ยผุ เพิ่มเพราะสึก จากการใช้ งานนาน แต่การผุจะเกิดขึ ้นบริเวณด้ านประชิดและบริเวณรากฟั น เพราะมี การร่นของ เหงือกเพิ่มขึ ้น 2) เพศ : การที่เด็กหญิงมีฟันแท้ ขึ ้นเร็วกว่าเด็กชายเล็กน้ อย อาจจะเพิ่มโอกาส เสี่ยงต่อโรค ฟั นผุมากกว่า แต่ก็ไม่ชดั เจน ขึ ้นกับสภาพแวดล้ อมในช่องปากด้ วย 3) เชื ้อชาติ : การที่เราพบว่าชนชาติใดมีปัญหาฟั นผุมาก ยังไม่มีหลักฐาน บ่งชี ้ว่าเป็ นผลมา จากกรรมพันธุ์ เชื ้อชาติ แต่น่าจะเป็ นผลมาจากอิทธิพลทางเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม ความเชื่อ ด้ านการบริ โภคและการรักษาความสะอาดมากกว่า ในประเทศยุโรปพบว่า กลุ่มคนที่มีการย้ ายถิ่น จะมีสภาวะของของโรคฟั นผุสงู หรื อในกลุม่ คนเชื ้อชาติตา่ งๆ จะเกิดโรคฟั นผุ ต่างกัน เช่นเด็กอายุ 5 ปี เชื ้อชาติเอเชียจะมีฟันที่ปราศจากโรคฟั นผุร้อยละ 27-30 มีค่าเฉลี่ยฟั นผุ ถอน อุด (decaymissing-fill ; dmf) มากกว่า 3 ซี่ตอ่ คน เมื่อเปรี ยบเทียบกับชนชาติคอเคเซียน จะมีฟัน ที่ปราศจาก ฟั นผุเท่ากับร้ อยละ 50 ค่าเฉลี่ยฟั นผุ ถอน อุด (dmf) ต่ากว่า 2 ซี่ตอ่ คน 4) ปั จจัยด้ านสังคม เศรษฐกิจ และรายได้ : พบว่าความเจริ ญของสังคมยิ่งเจริ ญ แนวโน้ ม ของฟั นผุก็เพิ่มมากขึ ้น มีการบริ โภคน ้าตาลและอาหารแปรรูปแพร่หลาย และที่น่าเป็ นห่วง คือใน ประเทศไทยเราแต่เดิมเด็กที่มีฟันผุสงู จะอยูใ่ นครอบครัวผู้มีอนั จะกิน เพราะขนมหวาน อาหาร แปร รูปในระยะแรกยังเป็ นของแพงแพร่หลายในในคนบางกลุ่ม แต่ในปั จจุบนั อัตราการเกิดฟั นผุ กลับ เพิ่มขึ ้นในเด็กชนบท ทังนี ้ ้เพราะอาหารเหล่านี ้มีการแพร่กระจายไปรวดเร็ วพร้ อมกับราคาที่ ถูกลง ในขณะที่ความรู้และรายได้ ของผู้ปกครองในชนบท ยังไม่เอื ้ออานวยในการที่จะพาบุตร หลานไป พบทันตแพทย์ หรื อให้ การดูแลสุขภาพช่องปากที่ถกู ต้ องเพียงพอ เด็กกลุ่มนี ้จึงอยู่ใน สถานการณ์ที่ น่าเป็ นห่วงอย่างยิ่ง 5) ปั จจัยด้ านการศึกษา : พบว่า บุคคลที่มีการศึกษาต่าจะมีการใส่ใจต่อสุขภาพ ช่องปาก น้ อยกว่าบุคคลที่มีการศึกษาสูง และเมื่อเกิดโรคฟั นผุแล้ วมักไม่รับการรักษาทาให้ โรค ลุกลาม 6) ปั จจัยด้ านสุขภาพร่างกายทัว่ ไป : พบได้ ในคนบางคนที่มีปัญหาสุขภาพ ร่างกายไม่ สมบูรณ์เช่น สภาวะทุพโภชนาการ ร่างกายขาดสารอาหารมากๆไม่สมบูรณ์จริ งๆจึง ส่งผลทาให้ โครงสร้ างฟั นไม่แข็งแรง ถูกทาลายได้ ง่าย โรคของระบบร่างกาย เช่นโรคที่เกี่ยวกับ ระบบภูมิค้ มุ กัน คนที่ได้ รับการรักษามะเร็ งในทางเคมี ร่ วมกับการฉายแสงบริ เวณใบหน้ าและ ลาคอทาให้ การ ทางานของต่อมน ้าลายลดลง ช่องปากแห้ งผิดปกติ การชะล้ างอาหารและคราบ จุลินทรี ย์ทาได้ ไม่ดี ถ้ าร่วมกับการดูแลทันตสุขภาพไม่เพียงพอแล้ ว คนกลุ่มนี ้ย่อมเกิดฟั นผุได้ สงู แต่ก็พบได้ น้อยทังนี ้ ้


28 ขึ ้นอยู่กบั การดูแลความสะอาดช่องปากเป็ นหลักมากกว่า ส่วนสภาพร่างกาย เป็ นเพียงตัวเสริ มให้ โรครุนแรงขึ ้นเท่านัน้ 7) ปั จจัยเฉพาะ เป็ นปั จจัยภายในช่องปากที่มีผลกระทบโดยตรงต่อการเกิดโรค ฟั นผุได้ แก่ พฤติกรรมการบริโภค การดูแลอนามัยช่องปาก รวมถึงลักษณะภายในช่องปากด้ วย (1) พฤติกรรมการบริ โภค การบริ โภคที่เสี่ยงต่อการเกิดโรคฟั นผุขึ ้นกับ ชนิดของ อาหาร และความถี่ในการรับประทาน อาหารชนิดหวานเหนียวละเอียดจะตกค้ างใน ช่องปากได้ นาน จะก่อให้ เกิดภาวะเสี่ยงต่อการเกิดโรคฟั นผุได้ มากกว่าอาหารที่เคี ้ยวแล้ วกลืนไปเลย เช่น การ อมทอฟฟี่ กับการกินฝอยทอง การอมทอฟฟี่ จะทาให้ ช่วงเวลาที่น ้าตาลตกค้ างอยู่ในปาก ใน ระดับสูงเป็ นเวลานานและถูกเปลี่ยนเป็ นกรดทาลายตัวฟั นได้ มาก และยาวนานกว่าการเคี ้ยว ฝอยทองแล้ วกลืน นอกจากนันความถี ้ ่ในการกินยังเป็ นปั จจัยเฉพาะที่สาคัญ คนที่กินจุบจิบไม่เป็ น เวลานอกมื ้ออาหารปกติ การชะล้ างของน ้าลายจะน้ อยกว่าในมื ้ออาหาร ยิ่งถ้ าเป็ นอาหารหวาน เหนียว โอกาสจะตกค้ างในช่องปากยิ่งมีสงู โอกาสเกิดฟั นผุก็สงู ขึ ้นด้ วย (2) พฤติกรรมการดูแลอนามัยช่องปาก การแปรงฟั นอย่างมีประสิทธิภาพ ทาให้ ช่องปากสะอาด ลดการตกค้ างของน ้าตาล และแผ่นคราบจุลินทรี ย์ก็ลดโอกาสเสี่ยงต่อการเกิด โรค ฟั นผุ ซึ่งถ้ าทาได้ ควรแปรงฟั นทุกครัง้ หลังรับประทานอาหาร ร่วมกับการใช้ ยาสีฟันผสม ฟลูออไรด์ จะยิ่งช่วยลดอัตราเสี่ยงต่อการเกิดโรคฟั นผุได้ ดียิ่งขึ ้นโดยเฉพาะในเด็กที่การแปรงฟั นยัง ทาได้ ไม่ สะอาดพอ การใช้ สารฟลูออไรด์และสารเคลือบร่องฟั นเป็ นสิ่งจาเป็ นที่ต้องได้ รับเพิ่มเติม การไปพบ ทันตแพทย์ทกุ 6 เดือน นอกเหนือ จากการดูแลด้ วยตนเองก็ เป็ นสิ่งจาเป็ น การตรวจฟั น เป็ นการ ค้ นหารอยโรคในระยะเริ่มแรก เพื่อลดอัตราการสูญเสียฟั นเมื่อเกิดโรคฟั นผุแล้ ว จากการทบทวนองค์ความรู้เกี่ยวกับโรคฟั นผุ พอจะสรุปได้ ว่าสาเหตุของการเกิด โรคฟั นผุ นันมาจากหลายปั ้ จจัยประกอบกัน แต่อย่างน้ อยจะต้ องประกอบด้ วยองค์ประกอบของการ เกิดโรค 3 องค์ประกอบ ได้ แก่ 1) Host หมายถึง คน ซึง่ ในที่นี ้รวมถึงฟั นและน ้าลายที่อยูใ่ นช่องปาก 2) Agent หมายถึง เชื ้อที่ก่อโรค ซึ่งในกรณีการเกิดโรคฟั นผุจะเกิดจากเชื ้อแบคทีเรี ย โดยเฉพาะ Streptococcus mutans และ 3) Environment ในที่นี ้ หมายถึง อาหารที่รับประทานและเวลาที่ อาหารนันค้ ้ างอยู่ใน ช่องปาก ในด้ านปั จจัยเสี่ยงของการเกิดโรคฟั นผุ หากพิจารณาปั จจัยที่ ก่อให้ เกิดโรคฟั นผุจะพบว่า หากเราสามารถควบคุมปั จจัยเสี่ยงของการเกิดโรคฟั นผุที่เป็ นปั จจัย เฉพาะ ซึ่งเราสามารถที่จะ ควบคุมและปฏิบตั ิได้ ด้วยตนเอง ได้ แก่ ปั จจัยด้ านพฤติกรรมการบริ โภค และพฤติกรรมการดูแล


29 อนามัยช่องปาก ดังกล่าวรายละเอียดมาข้ างต้ น จะสามารถช่วยลดความ เสี่ยงต่อการเกิดโรคฟั นผุ ได้ มาก เนื่องจากเป็ นการลดองคประกอบของการเกิดโรคลง ทาให้ ขาด สมดุลของการเกิดโรค เช่น พฤติกรรมการบริ โภคอาหารหากเราลดความถี่ของการบริ โภค จะทา ให้ ขาดองค์ประกอบของการ เกิดโรคด้ าน Environment หรื อการแปรงฟั นให้ สะอาด จะช่วยลด องค์ประกอบด้ าน Agent เป็ นต้ น 5. โรคฟั นผุในเด็กปฐมวัย เด็กปฐมวัย หมายถึง เด็กที่มีอายุตงแต่ ั ้ แรกเกิดจนถึง 5 ปี (จันทนา อึ ้งชูศกั ดิ์ 2543 : 2) โรคและความผิดปกติในช่องปากของเด็กปฐมวัยมีหลายประการ เริ่ มตังแต่ ้ ความผิดปกติแต่ กาเนิด ที่อาจพบได้ คือ ปากแหว่งเพดานโหว่ สถิตปิ ระเทศไทยจากการศึกษาในปี พ.ศ.2531 พบว่า เด็กแรก เกิดมีอบุ ตั กิ ารณ์ของการเกิดปากแหว่งเพดานโหว่อย่างใดอย่างหนึ่งหรื อทังสองอย่ ้ าง ใน อัตรา 160 รายต่อการเกิด 100,000 ราย ในวัยทารกก่อนมีฟันขึ ้น ปั ญหาที่มกั พบในช่องปากคือ ฝ้าขาวหรื อมี การติดเชื ้อบริเวณเนื ้อเยื่ออ่อน (Oral Mucosa) เนื่องมาจากช่องปากไม่สะอาด และเมื่อ ฟั นขึ ้นแล้ ว ปั ญหาสาคัญที่สดุ คือโรคฟั นผุ การเกิดโรคฟั นผุในเด็กปฐมวัยหรื อเด็กก่อนวัยเรี ยน เป็ นปั ญหาหลักที่พบในเกือบ ทุกประเทศใน โลก และได้ รับความสนใจจากวงการทันตสาธารณสุขมากว่า 40 ปี แล้ ว เมื่อทันตแพทย์ สังเกต พบว่ามีเด็กจานวนหนึ่งที่มีฟันผุรุนแรงหลายซี่ บริ เวณฟั นหน้ าบน ฟั นกรามล่าง และอาจรวม ไปถึง ฟั นเขี ้ยว ฟั นผุลกั ษณะนี ้ได้ รับการขนานนามครัง้ แรกในปี ค.ศ. 1962 โดย Dr.Elias Fass ว่า Nursing Bottle Mouth เพราะเห็นว่ามีความเชื่อมโยงกับการดูดนมขวดขณะนอนหลับ ต่อมามีผ้ ู เปลี่ยนชื่อเป็ น Nursing Caries หรื อ Baby Bottle Tooth Decay และในปี ค.ศ. 1994 กลุ่ม นักวิชาการได้ สมั มนากันและได้ เปลี่ยนชื่ออีกครัง้ ว่า Early Childhood Caries (ECC) เนื่องจากเห็น ว่าสามารถสะท้ อนถึงสาเหตุต่างๆที่นอกเหนือไปจากการดูดนมขวดได้ ครบถ้ วนกว่า แม้ ว่าในทาง วิชาการอาจยังไม่มีผ้ ใู ห้ คานิยามของคาว่า Early Childhood Caries ที่ทกุ คนยอมรับ แต่ก็เห็น ตรงกันว่า ECC เป็ นฟั นผุในฟั นน ้านมของเด็กเล็กที่เกิดขึ ้นอย่างรวดเร็ ว ตังแต่ ้ ฟันเริ่ มขึ ้น ฟั นผุจะ เกิดบริ เวณผิวเรี ยบของฟั นหน้ าบน และลุกลามมายังฟั นกราม ทังบนและล่ ้ างในเวลาไม่นาน หลังจากฟั นขึ ้น ลักษณะดังกล่าวนี ้พบมากในเด็กเล็กของไทย สรุปแล้ วการเกิดฟั นผุรุนแรงหลายซี่ ในเด็กเล็กมีชื่อเรี ยกที่แตกต่างออกไป เช่น Nursing Bottle, Nursing Caries, Bottle Baby Syndrome, Baby Bottle Tooth Decay 5.1 คาจากัดความของโรคฟั นผุ Nursing Caries คือฟั นผุที่เกิดกับฟั นหลายๆซี่ในช่องปาก โดยเฉพาะในฟั นหน้ า บน ฟั นกรามซี่ที่ 1 บนและล่าง ฟั นเขี ้ยวและฟั นกรามซี่ที่ 2 ตามลาดับ และจะเกิดกับฟั นหน้ าล่าง น้ อยที่สดุ ซึ่งลักษณะ ของการเกิดโรค จะเกิดมากในด้ าน Buccal, Lingual และ Occlusal เป็ นหลัก ซึ่งจะแตกต่างกับ


30 การเกิด Rampant Caries กล่าวคือ Rampant Caries จะเกิดฟั นผุทวั่ ทังปาก ้ โดยเฉพาะการผุใน ฟั นหน้ าล่างซึ่งจะพบได้ บอ่ ย การเกิด Nursing Caries จะเกิดขึ ้นตามการขึ ้นของ ฟั นน ้านม และ ขึ ้นอยู่กับอายุของเด็กเป็ นหลัก ทังนี ้ ้จะเป็ นผลกระทบเฉพาะในฟั นน ้านมของเด็ก ก่อนวัยเรี ยน เท่านัน้ 5.1.1 ความชุก (Prevalence) ของการเกิด Nursing Caries ได้ มีการศึกษารายงานถึงความชุกของการเกิด Nursing Caries ของเด็กก่อน วัยเรี ยนซึ่งอัตรา ความชุกอยู่ในช่วง 6 – 46 % ขึ ้นอยู่กับประชากรที่ศกึ ษา ฟั นที่ตรวจและหลักเกณฑ์ ของการ วินิจฉัย 5.1.2 ปั จจัยที่มีอิทธิพลต่อการเกิด Nursing Caries ปั จจัยที่มีอิทธิพลต่อการเกิด Nursing Caries ได้ แก่ 1) ปั จจัยทางด้ านคน (Host Factor) ในเด็กเล็กที่มีการขาดสารอาหาร หรื อมี โรคทางระบบบางชนิด จะมีผลทาให้ เกิดความผิดปกติของตัวฟั น เช่น การเกิด Enamel Hypoplasia ซึ่งลักษณะของตัวฟั นที่ผิดปกติจะเสี่ยงต่อการเกิด Rampant Caries ได้ ง่าย (Mattie and others 1992 : 135, อ้ างถึงใน สุมาลี ไชยเสริ ฐ 2550 : 16) พบว่าในฟั นที่เกิด Enamel Hyperplasia จะ ส่งเสริมให้ เชื ้อ S.mutans สามารถยึดเกาะบนตัวฟั นได้ ดี และก่อให้ เกิดการสะสม ของสารอาหาร จาพวกนมได้ ดี เป็ นสาเหตุของการเกิด Nursing Caries ได้ ง่าย นอกจากนี ้ ตาแหน่งของฟั นในช่องปาก ก็มีผลต่อการเกิด Nursing Caries โดยพบว่าการเกิด Nursing Caries จะเกิดบริ เวณฟั นหน้ าบนมากที่สดุ และเกิดที่ฟันกรามซี่ที่ 1 บน และล่างฟั นเขี ้ยว ตามลาดับ โดยจะมีผลต่อฟั นหน้ าล่างน้ อยที่สดุ เนื่องจากฟั นหน้ าล่างอยู่ใกล้ กบั รูเปิ ดของต่อม น ้าลาย และมีลิ ้นคอยช่วยในการทาความสะอาด และป้องกันไม่ให้ คราบน ้านมมาจับบริ เวณตัวฟั น ร่วมกับรูปแบบในการดูด นมของเด็ก โดยในขณะดูดนม หัวนมจะมาพักอยู่ระหว่าง รอยต่อของ เพดานอ่อนและเพดานแข็ง ทาให้ น ้านมจะไหลไปสู่ด้านหลังของเพดานอ่อน โดยการ ใช้ กล้ ามเนื ้อ ในการกลืนคอยช่วยเหลือ ทาให้ นมมีโอกาสสัมผัสกับฟั นหน้ าล่างน้ อย 2) ปั จจัยด้ านแบคทีเรี ย (Microorganism Factor) จากการศึกษาพบว่า การ เกิด Nursing Caries จะมีความสัมพันธ์กบั ปริ มาณเชื ้อ Streptococcus mutans ในช่องปาก ในระดับสูง ของเด็กวัยก่อนเรี ยน โดยเฉพาะในเด็กที่มีประสบการณ์ฟันผุสงู จะพบเชื ้อ S.mutans และเชื ้อ Lactobacilli ในระดับที่สงู กว่าเด็กที่มีประสบการณ์ฟันผุต่าหรื อไม่มี โดยพบว่าปริ มาณเชื ้อ S.mutans ที่สงู ในเด็กนันส่ ้ วนใหญ่จะเป็ นสายพันธุ์ (Serotype Group) c/e/f/ ซึ่งจะพบในบริ เวณที่ ผุ มากกว่าส่วนอื่นๆทังในฟั ้ นหน้ าและฟั นหลังและมีปริ มาณเชื ้อ S.mutans สูงกว่า 60% ของ Oral


31 Flora ทังหมด ้ ในขณะที่เด็กที่มีฟันผุต่า จะมีปริ มาณเชื ้อ S.mutans ต่ากว่า 1 % ของเชื ้อทังหมดใน ้ ช่องปาก ซึง่ การที่มีปริมาณเชื ้อ S.mutans ที่สงู อาจมาจากการได้ รับการถ่ายทอดเชื ้อจากบุคคลใน ครอบครัว เช่น มารดา โดยการป้อนอาหาร ทังนี ้ ้ก็ขึ ้นอยู่กบั อายุของเด็กและตาแหน่งของฟั นที่เชื ้อ S.mutans สามารถยึดเกาะได้ ดีด้วย 3) ปั จจัยด้ านสภาพแวดล้ อม (Environment Factor) จะขึ ้นอยู่กบั หลาย ปั จจัย ดังต่อไปนี ้ (1) รูปแบบการดูดนม : ได้ มีข้อโต้ แย้ งเกี่ยวกับพฤติกรรมการดูด นมแม่ และการดูดนมขวดต่อการเกิด Nursing Caries โดยพบว่าในเด็กที่เกิด Nursing Caries สูง จะมี ความสัมพันธ์กบั การที่เด็กดูดนมขวดในระยะแรกมากกว่าการดูดนมแม่ เนื่องจากนมขวดจะมี การ สะสมของคราบน ้านมบนตัวฟั นได้ ดีกว่านมแม่ แต่ในรายงานบางฉบับ พบว่าในเด็กที่ดดู นมแม่ จะ เกิด Nursing Caries ได้ สงู กว่าเด็กที่ดดู นมขวด เนื่องจากในนมแม่มีปริ มาณ Lactose 7 g/100 ml แต่ในนมวัว จะมีปริ มาณ Lactose 4 g/100 ml ซึ่งจะมีผลให้ ความเป็ นกรดด่าง Plaque ลดลง และมี การหลุด ออกจากผิ ว เคลื อ บฟั นน้ อยกว่านมแม่ แต่ปั จ จัยที่ ส าคัญ ต่อ การเกิ ด ฟั น ผุคื อ ระยะเวลา ที่เด็กดูดนมเป็ นระยะเวลานาน ไม่ว่าเด็กคนนันจะดู ้ ดนมแม่หรื อนมขวดเป็ นระยะเวลา มากกว่าเด็ก ที่มีฟันผุต่า ทังนี ้ ้เกิดจากการที่ผ้ ปู กครอง มักจะให้ เด็กเลิกดูดนมเมื่ออายุได้ ประมาณ 18 - 23 เดือน (Dilley and others 1980 : 102-107, อ้ างถึงใน สุมาลี ไชยเสริ ฐ 2550 : 17) นอกจากนี ้ พบว่าการ ที่ให้ เด็กดูดนมขณะนอน ก็มีผลต่อการเกิดฟั นผุได้ ง่าย เนื่องจากขณะที่เด็ก นอนดูดนมมักจะหลับ ได้ ง่าย จึงทาให้ ฟันมีการสัมผัสกับ lactose เป็ นเวลานานร่วมกับในขณะที่ นอนหลับจะมีอตั ราการไหลของน ้าลายลดลงและมีความจุของบัฟเฟอร์ ในช่องปากลดลงด้ วย ทา ให้ ผิวเคลือบฟั นมีโอกาส เสี่ยงต่อการ Demineralization (2) การบริ โภคน ้าตาล : การเกิด Nursing Caries จะมี ความสัมพันธ์กนั กับการรับประทานในปริ มาณที่สงู และความถี่ในการรับประทานน ้าตาล ซึ่งจะ พบในเด็กที่ที่ดดู นมขวดมากกว่าเด็กที่ดดู นมแม่ เนื่องจากในนมขวดผู้ปกครองมักผสมน ้าตาล ซูโครส หรื อน ้าผลไม้ ลงไปเพื่อเพิ่มความหวานทาให้ เด็กดูดนมได้ ง่ายขึ ้น จากการศึกษาพบว่า ความถี่ของการ รับประทานของหวาน โดยเฉพาะการรับประทานระหว่างมื ้อจะมีผลต่อการเกิดฟั น ผุมากกว่า รูปแบบของของหวาน ที่อยูใ่ นรูปอาหารเหนียวหรื อของเหลว ซึ่งส่วนใหญ่แล้ ว เด็กจะเริ่ ม ได้ รับ ของหวานหรื อบริ โภคน ้าตาล เมื่อเด็กอายุได้ ประมาณ 6-12 เดือน โดยได้ รับอิทธิพลจาก มารดา เนื่องจากมารดาที่มีการรับประทานน ้าตาลระดับสูง มักจะมีนิสยั ให้ เด็กรับประทานอาหารที่


32 มี น ้าตาลในระดับสูงเช่นกัน พบว่าในเด็กเล็กที่รับประทานยาที่มีส่วนผสมของน ้าตาลเป็ นเวลานาน จะเป็ นสาเหตุของการเกิด Nursing Caries ได้ เช่นกัน เด็กที่รับประทานน ้าผลไม้ เป็ นประจา จะมีผลทาให้ เกิด Nursing Caries ได้ ง่ายเนื่องจากในน ้า ผลไม้ จะมีส่วนผสมของน ้าตาลในระดับสูง และมีภาวะเป็ นกรดค่อนข้ างสูง ซึ่งจะก่อให้ เกิดการสึก กร่อนของผิวเคลือบฟั นและก่อให้ เกิดฟั นผุได้ ง่าย (Dilley and others 1980 : 102-107, อ้ างถึงใน สุมาลี ไชยเสริฐ 2550 : 17) (3) พฤติกรรมการแปรงฟั น: การเกิด Nursing Caries จะเกิดได้ สูงใน เด็กที่ละเลยหรื อไม่ได้ มีการแปรงฟั นอย่างสม่าเสมอ รวมทังการขาดความรู ้ ้ และการเอาใจใส่ ของ ผู้ปกครอง ในการดูแลสุขภาพช่องปากของเด็ก ซึ่งส่วนใหญ่แล้ วพบว่าพ่อแม่มกั จะแปรงฟั นให้ เด็ก เมื่อเด็กอายุได้ ประมาณ 24 – 36 เดือน นอกจากนี ้ ยังมีปัจจัยอื่นๆที่มีผลต่อการเกิด Nursing Caries พบว่าในผู้ปกครองที่มี ฐานะ ทางสังคมและเศรษฐกิจต่า และมารดาที่มีการศึกษาต่าจะพบเด็กเกิด Nursing Caries ได้ สูง เนื่องจาก ผู้ปกครองไม่มีเวลาเลี ้ยงดูเด็ก และในครอบครัวที่มีลกู 1 – 2 คน จะพบเด็กเกิด Nursing Caries ได้ สูงเช่นกันเพราะว่าพ่อแม่ไม่มีประสบการณ์ในการเลี ้ยงดูบตุ ร ทาให้ ไม่ทราบสาเหตุของ ปั ญหาที่ เกิดขึ ้น (Dilley and others 1980 : 112, อ้ างถึงใน สุมาลี ไชยเสริฐ 2550 : 18)

5.1.3 ลักษณะทางคลินิกของการเกิด Nursing Caries ลักษณะของการเกิด Nursing Caries จะเกิดขึ ้นตามลาดับการเกิดโรค เช่นเดียวกับการเกิดโรคฟั น ผุโดยทัว่ ไป โดยจะเริ่ มเกิดขึ ้นเมื่อเด็กอายุได้ ประมาณ 10 – 11 เดือน ซึ่ง ลาดับของการเกิดโรค เป็ นไปดังนี ้ คือ 1) Initial Stage จะพบการเกิด Demineralization ของผิวเคลือบฟั น โดย จะ มีลกั ษณะเป็ น Opaque White Lesion ซึ่งสังเกตได้ คอ่ นข้ างยาก โดยจะเกิดบริ เวณคอฟั นเป็ น อันดับ แรก 2) Damage Stage จะมีการผุของฟั นเข้ าสู่ชนเนื ั ้ ้อฟั น ซึ่งในขันตอนนี ้ ้จะ มีการเกิด discoloration ของฟั นร่วมกับการมีอาการปวดหรื อเสียวฟั นไดเป็ นบางครัง้ 3) Deep Lesion Stage การผุจะเพิ่มขึ ้นทังในด้ ้ าน Labial, Lingual หรื อ Occlusal และอาจจะมีการผุทะลุถึงชัน้ โพรงประสาทฟั น ทาให้ เด็กมีอาการปวดฟั น เมื่ อ รับประทาน อาหารหรื อแปรงฟั น


33 4) Traumatic Stage การผุจะทาให้ ตวั ฟั นแตกหักได้ ง่าย ร่วมกับอาจจะ เกิด การกระจายของเชื ้อไปสูป่ ลายรากฟั น มักจะพบว่าเด็กจะเหลือแต่รากฟั นในฟั นหน้ า จากการทบทวนองค์ความรู้ เกี่ยวกับการเกิดโรคฟั นผุในเด็กปฐมวัย พบว่า ปั จจัยที่เป็ นสาเหตุ สาคัญของการเกิดโรคฟั นผุในเด็ก เกิดจากพฤติกรรมการบริ โภค เช่น วิธีการดูดนม ขวดจนหลับคา ปาก การดื่มนมรสหวานที่มีส่วนผสมของน ้าตาล การบริ โภคขนมหวานหรื ออาหาร เหนียวติดฟั น เป็ นต้ น และพฤติกรรมการดูแลอนามัยช่องปาก ซึ่งพฤติกรรมสุขภาพเหล่านี ้ จาเป็ นต้ องอาศัยการ ดูแลจากผู้ปกครอง ผู้เลี ้ยงดูเด็กหรื อผู้ดแู ลเด็ก เช่น การให้ เด็กดื่มน ้าเปล่า ตามหลังการดูดนม การ เช็ดฟั นให้ เด็กหลังการดูดนม รวมทังการช่ ้ วยแปรงฟั นให้ เด็ก เป็ นต้ น ปั จจัยทางด้ านพฤติกรรม สุขภาพนันเป็ ้ นปั จจัยที่เราสามารถควบคุมและปฏิบตั ใิ ห้ เกิดขึ ้นได้ หากผู้ปกครองให้ ความใส่ใจและ ทาการปรับพฤติกรรมที่เป็ นความเสี่ยงต่อการเกิดโรคฟั นผุในเด็ก โอกาสของการเกิดโรคฟั นผุก็จะ ลดลง ในทางกลับกันหากผู้ปกครองขาดความใส่ใจและปล่อยให้ มี พฤติกรรมเสี่ยงเช่นนี ้ในเด็ก ต่อไป จะยิ่งส่งเสริ มให้ มีการเกิดโรคฟั นผุในเด็กมากขึ ้น เพิ่มความ ยุ่งยากและซับซ้ อนในการรักษา และสุขภาพร่างกายทัว่ ไปของเด็กแย่ลงได้ 6. การป้องกันการเกิดโรคฟั นผุในเด็กเล็ก ควรแนะนาวิธีการดูแลสุขภาพช่องปากให้ ผ้ ปู กครองและผู้ ดูแลเด็ก (Nursing and Oral Hygiene Advice) ให้ สามารถดูแลพฤติกรรมทันตสุขภาพของเด็กในด้ านต่างๆ ดังต่อไปนี ้ 6.1 รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ตอ่ ฟั น งดอาหารประเภทของหวานและเหนียว ติด ฟั น โดยมีหลักในการบริโภคอาหาร ดังนี ้ 6.1.1 รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่ างกายจะมีผลต่อสุขภาพฟั นด้ วยซึ่ง ได้ แก่ อาหารหลัก 5 หมู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาหารที่มีแคลเซียม ฟอสฟอรัส และฟลูออไรด์ เช่น นม ไข่แดง กุ้งแห้ ง ปลาตัวเล็กๆที่กินได้ ทงตั ั้ ว 6.1.2 รับประทานอาหารที่ชว่ ยในการทาความสะอาดฟั นได้ แก่ ผัก ผลไม้ ตา่ งๆ ที่มี เนื ้อหยาบ เช่น ส้ ม สับปะรด มันแกว ฝรั่ง เป็ นต้ น 6.1.3 อาหารที่ควรหลีกเลี่ยง เช่น ลูกอม ลูกกวาด ทอฟฟี่ หมากฝรั่งที่มีน ้าตาล มาก ขนมหวานเหนียวติดฟั น น ้าหวาน น ้าอัดลม ขนมกรุบกรอบทุกชนิด 6.1.4 ควรให้ เด็กเลิกการดูดนมขวดหรื อนมแม่ เมื่อเด็กอายุได้ 12 เดือนและ เปลี่ยนเป็ นการดูดนมจากแก้ วแทน 6.1.5 แนะนาให้ ผ้ ปู กครองทาความสะอาดช่องปากของเด็ก ตังแต่ ้ ฟันซี่แรกขึ ้น ใน ช่องปากโดยใช้ ผ้าเช็ดทาความสะอาดฟั น และเมื่อเด็กอายุประมาณ 12 เดือน ควรสอนให้ เด็ก แปรงฟั นทุกครัง้ หลังรับประทานอาหาร


34 6.1.6 ควรนาเด็กไปพบทันตแพทย์ เมื่อเด็กอายุ 12 เดือน เพื่อตรวจสุขภาพช่อง ปาก และคาแนะนาในการดูแลช่องปากและการรับประทานอาหารที่ถกู ต้ องของเด็กก่อนวัยเรี ยน 6.2 ทาความสะอาดช่องปากให้ แก่เด็กทุกครัง้ หลังรับประทานอาหารทุกมื ้อเพื่อ กาจัด เศษอาหารที่ตกค้ างอยูต่ ามฟั นและแผ่นคราบจุลินทรี ย์ การบ้ วนปากจะช่วยกาจัดเศษอาหาร ที่ตดิ ค้ าง อยูต่ ามซอกฟั นได้ บางส่วน 6.2.1 การทาความสะอาดช่องปากเด็ก 1) หลักการและแนวคิดของการทาความสะอาดช่องปากเด็ก การศึกษาตัวชี ้วัดความเสี่ยงต่อการเกิดฟั นผุในเด็ก พบว่าเด็กที่มีคราบ จุลินทรี ย์สะสมที่ฟันหน้ าบน ในขวบปี แรก เด็กที่ปริ มาณเชื ้อ S.mutans สูงในช่องปาก และเด็กที่ แปรงฟั นไม่สม่าเสมอ จะเป็ น เด็กที่เสี่ยงต่อฟั นผุสงู การสารวจในประเทศไทยพ่อแม่น้อยรายที่ทาความสะอาดฟั นให้ ลกู อย่างสม่าเสมอ ในปั จจุบนั พ่อ แม่ส่วนใหญ่ออกไปทางานนอกบ้ าน จะให้ ญาติผ้ ใู หญ่ เช่น ปู่ ย่า ตา ยาย เป็ นผู้เลี ้ยงดู ซึ่งญาติ ผู้ใหญ่เหล่านี ้จะไม่ทาความสะอาดช่องปากเด็ก เนื่องจากในเวลาที่ทา ความสะอาดเด็กจะร้ อง ดิ ้น เกิดความสงสารไม่อยากฝื นใจจึงทาให้ เด็กไม่ได้ รับการทาความสะอาดฟั น นอกจากนี ้ผู้ปกครองยัง ขาดความรู้เรื่ องวิธีการทาความสะอาดฟั นเด็กที่เหมาะสม และ อายุที่ควรเริ่ มแปรงฟั นให้ เด็กอีก ด้ วย บทบาทของทันตบุคลากรในการสร้ างเสริ มทันตสุขภาพช่องปากเด็ก จาเป็ นต้ องสร้ าง ทัศนคติที่ดี กระตุ้นให้ ผ้ ปู กครองเห็นความสาคัญของสุขภาพช่องปากเด็กและให้ ความรู้ผ้ ปู กครอง เพื่อป้องกันเด็กไม่ให้ เกิดโรคในช่องปาก จุดประสงค์ของการทาความสะอาดช่องปากคือเพื่อกาจัดคราบจุลินทรี ย์ออก จากตัวฟั น อย่างสม่าเสมอทุกวัน เนื่องจากคราบจุลินทรี ย์เป็ นสาเหตุสาคัญของโรคในช่องปาก การ กาจัด คราบจุลินทรี ย์วิธีหลัก คือ วิธีกล (Mechanical Cleansing) ได้ แก่ การแปรงฟั นร่วมกับการใช้ ไหม ขัดฟั น ซึง่ มีประสิทธิภาพดีที่สดุ การใช้ สารเคมี (Chemical Cleansing) อาจใช้ เป็ นวิธีเสริ ม เช่น ทา ให้ คราบจุลินทรี ย์อ่อนตัวและหลุดง่ายขึ ้น เช่น สารลดแรงตึงผิวที่ผสมในยาสีฟัน/น ้ายาบ้ วนปาก หรื อสารทาลายเชื ้อจุลินทรี ย์ ทาให้ เกิดจุลินทรี ย์ช้าลง เช่น คลอร์ เฮ็กซิดีน ไตรโคลซาน เป็ นต้ น ซึ่งไม่ แนะนาให้ ใช้ ในเด็ก 2) อุปกรณ์การทาความสะอาดช่องปาก (1) แปรงสีฟัน ควรมีขนาดพอเหมาะกับปากเด็ก หลักในการเลือก คือ หัว แปรง ขนาดเล็กไว้ จะดีกว่าใหญ่เกินไป หัวแปรงคือส่วนที่มีขนแปรงติดอยู่ เมื่อวางแปรงที่ฟันของเด็ก ขน


35 แปรงควรคลุมฟั นไม่เกิน 3 ซี่ หัวแปรงที่ใหญ่เกินไปจะทาความสะอาดฟั นบางตาแหน่งไม่ได้ เลือก ขนแปรงไนล่อนชนิดอ่อนนุ่ม ปลายขนแปรงมนกลม เพื่อไม่ให้ ทาอันตรายต่อเนื ้อเยื่ออ่อนใน ปาก เด็ก และไม่ขดั สีผิวฟั นมากเกินไปจนทาให้ ผิวฟั นสึก แนะนาให้ ผ้ ปู กครองซื ้อแปรงสีฟันเด็กที่มีขนแปรงอ่อนนุ่ม และมีการมน ปลายขนแปรง โดยดูจาก ฉลากข้ างกล่อง ไม่ควรซือ้ ถ้ าฉลากไม่ระบุคุณสมบัติไว้ จากการ ตรวจสอบของกรมอนามัย พ.ศ.2543 พบว่าแปรงสีฟันเด็กที่ระบุฉลาก ร้ อยละ 95 มีคณ ุ สมบัติตรง ตามที่ระบุ อายุการใช้ งาน ของแปรงสีฟัน ประมาณ 3 เดือน หรื อเปลี่ยนแปรงสีฟันให้ เด็กเมื่อขน แปรงเสื่อมสภาพหรื อบาน มาก ซอกขนแปรงมีคราบสกปรกสีเหลืองหรื อดาติดแน่น เกิดจากแปรง สีฟันที่ล้างคราบยาสีฟัน น ้าลายและเศษอาหารออกไม่หมด จึงเป็ นที่สะสมของคราบสกปรกและ เชื ้อโรค หลังแปรงฟั นเสร็ จ จึงควรล้ างแปรงสีฟันให้ สะอาด และเก็บในที่แห้ ง ในเด็กที่ป่วยหนัก หรื อติดเชื ้อ ควรให้ เปลี่ยนแปรง สีฟันหลังจากหายป่ วยแล้ ว และไม่ควรให้ เด็กใช้ แปรงสีฟัน ร่วมกัน หรื อใช้ ร่วมกับผู้ใหญ่ (2) ยาสีฟัน ควรใช้ ยาสีฟันที่ผสมฟลูออไรด์ซึ่งจะช่วยเสริ มสร้ างเคลือบ ฟั นให้ มี ความแข็งแรง ช่วยป้องกันฟั นผุ หากใช้ อย่างสม่าเสมอทุกวัน จะลดอัตราการเกิดฟั นผุลงได้ 20 – 40 % สาหรับข้ อควรระวังในการใช้ ยาสีฟันสาหรับเด็กที่อายุต่ากว่า 2 ปี นัน้ จะต้ องใช้ ในปริ มาณที่ น้ อยมาก ควรแตะยาสีฟันให้ เปี ยกขนแปรงเป็ นจุดเท่านัน้ หลังแปรงฟั นเสร็ จ ใช้ ผ้าเช็ดฟองยาสีฟัน ออกให้ หมดก่อนบ้ วนน ้า เพราะเด็กยังควบคุมการกลืนไม่ได้ ในเด็กที่โตขึ ้นใช้ ยาสีฟันบีบจากหลอด ยาว ไม่เกิน 0.5 ซม. ขนาดประมาณเมล็ดข้ าวโพด หรื อเท่าเล็บมือของเด็กเอง คอยดูแลให้ แน่ใจว่า เด็ก ไม่กลืนกินยาสีฟันขณะแปรงฟั นและให้ บ้วนน ้าล้ างปากให้ สะอาดหลังการแปรงฟั น ในพื ้นที่ที่มีฟลูออไรด์ธรรมชาติสงู หรื อเด็กได้ รับฟลูออไรด์เสริ มอยู่แล้ ว จะยังไม่ให้ เด็กใช้ ยาสีฟัน จนกว่าเด็กจะบ้ วนน ้าทิ ้งเป็ น (อายุประมาณ 3 – 4 ปี ) เพื่อป้องกันการกลืน ยาสีฟัน (3) ไหมขัดฟั น บริ เวณซอกฟั นของฟั นกรามน ้านมจะเป็ นจุดที่พบฟั นผุ บ่อย เนื่องจากแปรงสีฟันไม่สามารถกาจัดคราบจุลินทรี ย์บริ เวณนันได้ ้ รายงานการศึกษาพบว่าการ ใช้ ไหมขัดฟั นสามารถลดการเกิดฟั นผุบริ เวณซอกฟั นได้ 50% การใช้ ไหมขัดฟั นในฟั นกรามน ้านม จึง เป็ นเรื่ องที่ควรแนะนาหากผู้ปกครองมีความพร้ อม ในเขตชนบท การหาซือ้ ไหมขัดฟั นทาได้ ไม่สะดวก และมีราคา ค่อนข้ างแพงและอาจยังไม่ สอดคล้ องกับลักษณะการดาเนินชีวิตประจาวันของผู้ปกครอง การลด ความเสี่ยงในการเกิดฟั นผุ ของเด็กในชนบท อาจเน้ นเฉพาะการแปรงฟั นหลังอาหารมื ้อสุดท้ ายของ วัน และควบคุมอาหารของ เด็กให้ คงลักษณะเดิมของชนบท เช่น ผักสีเขียว ผลไม้ อาหารมีกากใย และอาหารที่ไม่หวานมาก และลดขนมระหว่างมื ้อที่ทาจากแป้งและน ้าตาลลง


36 3) เทคนิคการทาความสะอาดช่องปาก เทคนิคที่เหมาะสมจะเปลี่ยนไปตามวัยของเด็ก ดังนี ้ ก. ช่วงวัยเด็กทารก อายุต่ากว่า 1 ปี วิธีการทาความสะอาด เช็ดช่องปากให้ เด็กใช้ ผ้าก๊ อซหรื อผ้ าสะอาดชุบ น ้าอุ่น เช็ดคราบนมและ คราบอาหารออกจากตัวฟั น สันเหงือก เพดาน กระพุ้งแก้ ม และลิ ้น เริ่ มเช็ด ปากให้ เด็กอย่างช้ า ที่สดุ เมื่อฟั นน ้านมเริ่มขึ ้น ความถี่อย่างน้ อยวันละครัง้ เช่น เวลาอาบน ้าให้ เด็กหรื อ หลังมื ้ออาหาร ประโยชน์ (1) ไม่เกิดเชื ้อรา ฝ้าขาวในปากเด็ก (2) เวลาฟั นขึ ้นจะไม่มีการอักเสบของเหงือก (3) ฝึ กให้ เด็กเคยชินกับการทาความสะอาดในช่องปาก และยอมรับการ แปรงฟั น ได้ ดีเมื่อโตขึ ้น ข. ช่วงวัย เด็กวัยเตาะแตะ อายุ 1 – 2 ปี วิธีทาความสะอาด ผู้ใหญ่แปรงฟั นให้ เด็ก อาจใช้ ยาสีฟันเล็กน้ อยแตะ ปลายขนแปรงพอชื ้นเท่านัน้ เริ่มสอนให้ เด็กรักการแปรงฟั น แปรงฟั นพร้ อมกับเด็กเพื่อเป็ นตัวอย่างให้ เด็กเรี ยนรู้ ค. ช่วงวัย เด็ก 3 – 6 ปี วิธีทาความสะอาด หัดให้ เด็กแปรงฟั นเองและผู้ใหญ่แปรงซ ้าในตอน สุดท้ ายเพื่อให้ ฟันสะอาด ให้ เด็กบ้ วนน ้าให้ สะอาดหลังแปรงฟั น และระวังไม่ให้ เด็กกลืนยาสีฟัน วิธีแปรงฟั นสาหรับเด็กที่แนะนา คือ สครับเทคนิค (Scrub) วางขนแปรง บริ เวณคอฟั นให้ ตงฉากกั ั้ บ พื ้นผิว ขยับแปรงสีฟันไปมาในแนวนอนคล้ ายถูพื ้น แต่ขยับเพียงสันๆ ้ ทาประมาณ 10 ครัง้ ต่อฟั น ทุก 3 ซี่ มีหลายรายงานวิจยั พบว่า การแปรงฟั นด้ วยวิธีสครับในฟั นน ้านมจะ กาจัดคราบจุลินทรี ย์ ได้ ดีกว่าวิธีหมุนข้ อมือ (Roll) หรื อวิธีขยับ - ปั ด (Modified Bass) พบว่าใน ธรรมชาติ เด็กทาได้ ถนัด กว่า และเหมาะสมกับโครงสร้ างฟั นน ้านมที่มีส่วนป่ องที่คอฟั น (Cervical Ridge or Bulge) ทาให้ คราบจุลินทรี ย์หลุดออกได้ ง่ายและป้องกันไม่ให้ ขนแปรงถูกขอบเหงือก ขณะแปรงฟั น การแปรงฟั น น ้านมแบบถูไปมาในแนวขวางจึงไม่เป็ นอันตรายต่อเหงือกเหมือนใน ฟั นถาวร การแปรงฟั นให้ เด็ก ผู้ปกครองเป็ นผู้แปรงฟั นให้ เด็ก โดยหาบริเวณที่ เป็ นแสงสว่างเพียงพอ ไม่จาเป็ นต้ องเป็ นห้ องน ้าเสมอไป อาจเป็ นโซฟาที่นงั่ สบายหรื อพื ้นห้ อง ท่า ที่เหมาะสมในการแปรง ฟั นให้ เด็กควรเป็ นท่าที่สบายทังเด็ ้ กและผู้แปรง มองเห็นฟั นที่จะแปรงได้ ชัดเจน และสามารถ


37 ควบคุมการเคลื่อนไหวของเด็กได้ ท่าที่แนะนาในการทาความสะอาดและ ตรวจช่องปากของเด็ก คือ (1) ท่านอน ผู้ใหญ่นงั่ กับพื ้นและให้ เด็กนอนราบหรื อศีรษะหนุนตัก หัน หน้ าไปใน ทิศทางเดียวกันทังผู ้ ้ แปรงและเด็ก เวลาแปรงฟั นบอกเด็กให้ แหงนหน้ าเล็กน้ อยจะช่วยให้ แปรงได้ ถนัดขึ ้น (2) ท่ายืน ผู้แปรงและเด็กหันหน้ าไปทางเดียวกัน โดยเด็กยืนพิง ด้ านหน้ าใช้ แขน โอบศีรษะเด็กให้ นิ่ง 4) ข้ อแนะนาในการแปรงฟั นให้ เด็ก ควรใช้ นิ ้วมืออีกข้ างที่ไม่ได้ จบั แปรง วางตรง กระพุ้งแก้ มในปากเด็กเพื่อกันแก้ มและริ มฝี ปากออก ทาให้ เห็นฟั นที่จะแปรงได้ ชดั เจน เหงือกและ กระพุ้งแก้ มจะไม่ถกู แปรงสีฟันกระแทกขณะแปรงฟั น ควรแปรงฟั นให้ เด็กทัง่ ถึงทุกซี่ ทุกด้ านของฟั น ในปาก มีผ้ แู นะนาให้ แปรงฟั นเป็ นระบบ เพื่อไม่ให้ ผ่านเลยบางจุด โดยเริ่ มแปรง ฟั นด้ านกระพุ้ง แก้ ม จากฟั นซี่ในสุดของขากรรไกรบนด้ านหนึ่งผ่านฟั นหน้ า แปรงไล่ไปจนถึงฟั น ซในสุดของ ขากรรไกรอีกด้ านหนึ่ง ทังฟั ้ นบนและฟั นล่าง จากนันจึ ้ งแปรงด้ านใกล้ ลิ ้นและด้ านติด เพดาน เริ่ ม แปรงฟั นซี่ในสุดของขากรรไกรด้ านหนึง่ ผ่านด้ านหลังของฟั นหน้ า แปรงไล่ไปจนถึง ฟั นซี่หลังสุดของ ขากรรไกรอีกด้ านหนึ่ง ทังฟั ้ นบนและฟั นล่าง จากนันแปรงฟั ้ นด้ านบดเคี ้ยว และ แปรงลิ ้นเป็ น ขันตอนสุ ้ ดท้ าย กรณีที่เด็กให้ ความร่วมมือน้ อย อ้ าปากได้ ไม่นาน ควรเริ่ มแปรงที่ฟัน กรามด้ านใน และด้ านบดเคี ้ยวก่อน ส่วนการแปรงฟั นด้ านกระพุ้งแก้ มและด้ านหน้ าไม่ต้องอ้ าปาก ให้ เด็กยิงฟั น เวลาแปรง ีี ี่ 5) เวลาและความถี่ เด็กควรแปรงฟั นอย่างน้ อยวันละ 2 ครัง้ คือก่อนเข้ า นอน กลางคืนหรื อหลังอาหารมื ้อสุดท้ ายของวัน และในตอนเช้ าหลังอาหารเช้ า การกาจัดคราบ อาหาร ออกจากตัวฟั นวันละ 2 ครัง้ จะทาให้ เด็กฟั นผุช้าลง 6) การจูงใจเด็ก แม้ ว่าพ่อแม่จะเห็นความสาคัญของการแปรงฟั นให้ เด็ก แต่เด็ก อาจปฏิเสธไม่ให้ พอ่ แม่แปรงฟั นให้ คาแนะนาเกี่ยวกับวิธีการจัดการกับเด็กเล็กๆ มีดงั นี ้ (1) การเริ่ มแปรงฟั นครัง้ แรกให้ เด็กเล็ก ควรใช้ เวลาสันๆ ้ เพียง 5 – 10 วินาที เพื่อให้ เด็กเริ่มรู้จกั และยอมรับการแปรงฟั นเท่านัน้ พ่อแม่ควรให้ รางวัลเด็กทันทีที่แปรงเสร็ จ รางวัล ที่ให้ ได้ แก่ คาชม การอนุญาตให้ เด็กเล่นของเล่นที่ถกู ใจ หรื อเล่นกับพ่อแม่ พ่อแม่ควร ทดลองให้ รางวัลเด็กด้ วยวิธีตา่ งๆเมื่อเด็ก ให้ ความร่วมมือเวลาแปรงฟั น เมื่อเด็กคุ้นเคยยอมรับการ แปรงฟั น จึงค่อยเพิ่มเวลาแปรงฟั นให้ นานขึ ้น


38 (2) อย่าให้ เด็กมีประสบการณ์ไม่ดีเกี่ยวกับการแปรงฟั น เช่นใช้ ยาสีฟัน ที่มีรสเผ็ด ใช้ แปรงสีฟันที่ขนแปรงแข็งทาให้ เจ็บเวลาถูกเหงือก แปรงสีฟันพลาดไปกระแทกเหงือก หรื อกระพุ้ง แก้ มทาให้ ถลอก (มักเกิดจากการมองไม่เห็นฟั นที่แปรง) หากเด็กเจ็บจะไม่ยอมให้ ความ ร่วมมือใน การแปรงฟั นอีก และเริ่มต้ นใหม่ยาก (3) เด็กวัย 3 – 5 ปี ชอบเลียนแบบอยากทาอะไรเหมือนผู้ใหญ่ รวมทัง้ อยากมี แปรงสีฟันเป็ นของตนเอง จัดอุปกรณ์แปรงฟั นให้ เด็ก และให้ เด็กฝึ กแปรงฟั นพร้ อมพี่น้อง หรื อพ่อ แม่ อย่าใช้ วิธีบงั คับหรื อจู้จี ้ให้ เด็กแปรงฟั นให้ ถกู วิธเมื่อเด็กยังไม่พร้ อม อาจทาให้ เด็ก เกลียดการ แปรงฟั นได้ ปล่อยให้ เด็กแปรงตามใจตัวเองก่อน คอยชมให้ กาลังใจ และแปรงซ ้า ให้ ชี ้แจงให้ เด็ก ได้ เข้ าใจว่าการแปรงฟั นเป็ นการเอาเศษอาหารออกจากตัวฟั น หรื อเขี่ยเศษขนมให้ หลุด ออกจาก ฟั น ทาให้ การแปรงฟั นเป็ นเรื่ องสนุก เพื่อให้ เด็กไม่เบื่อการแปรงฟั น แนะนาให้ เล่านิทาน หรื อเรื่ อง สนุกๆเกี่ยวกับการทาความสะอาดฟั นให้ เด็กฟั ง ีี (4) ตรวจดูแปรงสีฟันเด็กให้ อยู่ในสภาพดีเสมอ เพราะขนแปรงที่บาน มาก นอกจากแปรงฟั นไม่สะอาดแล้ ว ยังพบว่าไปแทงเหงือกและกระพุ้งแก้ มเด็กเวลาแปรงฟั น ทา ให้ เด็กเจ็บและไม่อยากแปรงฟั น 6.2.2 ตรวจสุขภาพช่องปากของเด็กอย่างสม่าเสมอ การตรวจสุขภาพช่องปาก นับเป็ นสิ่งสาคัญอีกประการหนึ่งที่ละเลยไม่ได้ ความถี่ของการตรวจสุขภาพช่องปากเด็กนัน้ ขึ ้นกับ วัตถุประสงค์ คือ 1) ตรวจความสะอาดในช่องปาก ในเด็กเล็กที่เริ่ มหัดแปรงฟั นเอง ควรตรวจสอบความสะอาดหลังจาก แปรงฟั นทุกครัง้ ในเด็กโตที่ แปรงฟั นเองได้ ดี (อายุ 7 ปี ขึ ้นไป) ควรตรวจความสะอาดช่องปาก เด็ก อย่างน้ อยอาทิตย์ละครัง้ 2) ตรวจหาฟั นผุระยะแรกหรื อความผิดปกติในช่องปาก ควรตรวจให้ เด็กเองเดือนละครัง้ และให้ เจ้ าหน้ าที่สาธารณสุขตรวจทุก ครัง้ เมื่อพาเด็กไปรับบริ การ ที่คลินิกเด็กดี หรื อพาเด็กไปพบทันตบุคลากรอย่างน้ อยปี ละครัง้ การตรวจพบรอยฟั นผุในระยะแรก โดยเจ้ าหน้ าที่สาธารณสุขหรื อแม่จะมีประโยชน์ต่อการให้ คาแนะนาโดยหวังว่าการให้ คาแนะนา ในช่วงที่เด็กกาลังเริ่มมีฟันผุ แม่จะให้ ความสนใจและไม่ ปฏิเสธคาแนะนา ในคลินิกเด็กดีเมื่อตรวจ พบฟั นน ้านมผุ ให้ นบั จานวนซี่ฟันที่ผุ จดลงในสมุด บันทึกสุขภาพแม่และเด็ก หน้ าบันทึกการ เจริญเติบโตของเด็ก และแจ้ งผู้ปกครองทราบด้ วย แนวทางการตรวจฟั นเด็ก


39 ก. ช่วงวัยอายุ 6 เดือน 1) พัฒนาการ (1) ฟั นหน้ าล่างเริ่มขึ ้น 2 ซี่ บางคนอาจขึ ้นช้ ากว่านี ้ก็ได (2) เวลาฟั นขึ ้นเด็กจะรู้สกึ ระคายเหงือก ชอบกัดสิ่งของ 2) วิธีการตรวจ เจ้ าหน้ าที่หรื อแม่เปิ ดริมฝี ปากเด็ก ตรวจดูการขึ ้นของฟั น บริเวณฟั นหน้ า 3) การส่งเสริมสุขภาพฟั น (1) แนะนาให้ แม่เช็ดฟั นให้ ลกู และเช็ดลิ ้นป้องกันการเกิดฝ้าขาวในปาก (2) แนะนาให้ แม่หาของเล่นทาจากยางเหนียวนุ่มหรื อแปรงสีฟัน ขนนุ่มสะอาด ให้ เด็กกัดเล่น ข. ช่วงวัย อายุ 9 เดือน 1) พัฒนาการ ฟั นหน้ าขึ ้น 2 – 4 ซี่ 2) วิธีการตรวจ เจ้ าหน้ าที่หรื อแม่เปิ ดริ มฝี ปากเด็กดูความสะอาดบน ตัวฟั นหน้ าบน 4 ซี่ มักมีคราบอาหารติดบริเวณโคนฟั น 3) การส่งเสริ มสุขภาพฟั น แนะนาให้ แม่เช็ดฟั นหรื อเริ่ มแปรงฟั น ให้ ลกู เน้ นบริ เวณโคน ฟั นหน้ า ค. ช่วงวัย อายุ 18 เดือน 1) พัฒนาการ (1) ฟั นกรามน ้านมเริ่มขึ ้น (2) ตาแหน่งที่พบฟั นผุบอ่ ยคือบริเวณโคนฟั นหน้ าบน ด้ านใกล้ ริมฝี ปาก 2) วิธีการตรวจ (1) ให้ เด็กนอนหงายบนตักแม่ (2) อ้ าปาก หันหน้ าหาแสงสว่าง (3) เจ้ าหน้ าที่หรื อแม่ใช้ สาลี หรื อผ้ าสะอาดเช็ดคราบอาหาร บนตัวฟั นออกก่อน (4) ตรวจดูด้วยตาเปล่า ถ้ าเด็กไม่ร่วมมือ ให้ เปิ ดริ มฝี ปากตรวจ เฉพาะฟั นหน้ าบน 4 ซี่ 3) การส่งเสริมสุขภาพฟั น (1) มอบแปรงสีฟันอันแรก และแนะนาแม่แปรงฟั นให้ เด็ก (2) พบคอฟั นหน้ ามีรอยขาวขุน่ ด้ านๆ แสดงว่าฟั นกาลังเริ่ มผุ เน้ น ให้ แม่หมัน่ แปรง ฟั นบริเวณนัน้ ด้ วยยาสีฟันผสมฟลูออไรด์ โดยใช้ ยาสีฟันเพียงเล็กน้ อย แตะปลายขน แปรงพอชื ้น


40 ง. ช่วงวัย อายุ 2 – 4 ปี 1) พัฒนาการ (1) ฟั นน ้านมขึ ้นครบ 20 ซี่ (2) ตาแหน่งที่พบฟั นผุบอ่ ยคือคอฟั นหน้ า ซอกฟั น หลุมร่องฟั นกราม 2) วิธีการตรวจ (1) ให้ เด็กนอนหงายบนตักแม่ (2) อ้ าปาก หันหน้ าหาแสงสว่าง (3) เจ้ าหน้ าที่หรื อแม่ใช้ สาลี หรื อผ้ าสะอาดเช็ดคราบอาหารบน ตัวฟั นออกก่อน (4) ตรวจดูด้วยตาเปล่า ถ้ าเด็กไม่ร่วมมือ ให้ เปิ ดริ มฝี ปากตรวจ เฉพาะฟั นหน้ าบน 4 ซี่ 3) อาการที่แสดงว่าผุ (1) พบรอยขุน่ ขาวด้ านๆบนผิวฟั น แสดงว่าฟั นเริ่มผุ (2) ฟั นเป็ นรูขาวชัดเจนเป็ นอาการผุขนรุ ั ้ นแรง (3) ฟั นเป็ นรูสีดาน ้าตาลเป็ นอาการขันเรื ้ อ้ รัง 4) การส่งเสริมสุขภาพฟั น (1) พบสีฟันเป็ นรอยขุ่นขาว เน้ นให้ แปรงฟั นให้ ลูกบ่อยๆด้ วย ยาสีฟันผสม ฟลูออไรด์ (2) พบฟั นผุเป็ นรู แนะนาให้ พาเด็กไปอุดฟั น 6.2.3 ใช้ ฟลูออไรด์เพื่อป้องกันฟั นผุ เช่น เลือกใช้ ยาสีฟันผสมฟลูออไรด์ ฟลูออไรด์เ ป็ นแร่ ธ าตุที่พ บว่าสามารถช่วยป้องกันฟั น ผุไ ด้ โดยฟลูออไรด์ สามารถเลือกใช้ ได้ หลายวิธี เช่น ยาเม็ดฟลูออไรด์ ซึ่งมีหลายขนาด จะเลือกใช้ ให้ เหมาะสมกับแต่ ละพื ้นที่ที่มีปริ มาณฟลูออไรด์ไม่เท่ากัน ยาน ้าฟลูออไรด์ มีหลายขนาดเช่นกัน ใช้ ในเด็กเล็กๆที่ไม่ สามารถกินยาเม็ดได้ ฟลูออไรด์เจลจะใช้ เคลือบฟั นได้ แต่ต้องมาทากับทันตบุคลากรเท่านัน้ หรื อ ยาสีฟันผสมฟลูออไรด์ ก็สามารถช่วยป้องกันฟั นผุได้ เช่นเดียวกัน โดยก่อนที่ฟันจะขึ ้นฟลูออไรด์จะ ทาให้ เคลือบฟั นแข็งแรงขึน้ และเมื่อฟั นขึน้ มาแล้ ว จะกระตุ้นให้ เกิดการสร้ างแร่ ธาตุกลับคืน หลังจากเคลือบฟั นถูกทาลายไปแล้ ว แต่ฟลูออไรด์ถ้าใช้ อย่างไม่ถกู วิธีก็มีผลเสียเช่นเดียวกัน ถ้ าใช้ เกินขนาดก็มีผลทาให้ เกิดฟลูออโรซิส หรื อ ฟั นตกกระได้ เช่นกัน ฟลูออไรด์สามารถใช้ ได้ 2 ลักษณะ คือ


41 1) ใช้ ฟลูออไรด์ในระบบทัว่ ร่างกาย หมายถึง การรับประทานฟลูออไรด์เข้ า ไป ซึ่งแบบใช้ ทัว่ ทังระบบของร่ ้ างกายก็มีหลายแบบด้ วยกัน เช่น การดื่มน ้าผสมฟลูออไรด์ การกิน ยาเม็ด ฟลูออไรด์ หรื อการผสมฟลูออไรด์ในอาหาร 2) ใช้ ฟลูออไรด์แบบเฉพาะที่ หมายถึง การให้ ฟลูออไรด์ได้ สมั ผัสกับฟั น เป็ นประจา เป็ นวิธี ที่ปลอดภัยจากการเกิดฟั นตกกระ และเป็ นประโยชน์แก่คนทุกวัย ฟลูออไรด์ที่ ใช้ แบบเฉพาะที่ก็มี หลายประเภทเช่นกัน ได้ แก่ การทาฟลูออไรด์ที่ผิวเคลือบฟั น การใช้ ฟลูออไรด์ อมบ้ วนปาก การใช้ ยาสีฟันผสมฟลูออไรด์เป็ นต้ น ปกติในเด็กนักเรี ยนชันประถมศึ ้ กษา มักนิยม ให้ อมน ้ายาโซเดียม ฟลูออไรด์อมบ้ วนปาก ซึ่งจะใช้ ความเข้ มข้ น ~0.2 % อมบ้ วนปากทุก 2 อาทิตย์ หรื อใช้ น ้ายา โซเดียมฟลูออไรด์ขนาด 0.02 - 0.05 % อมบ้ วนปากทุกวัน 6.2.4 ไปพบทันตบุคลากรเพื่อตรวจรักษาอย่างน้ อยปี ละ 2 ครัง้ ควรมาพบทันตบุคลากรทุก 6 เดือน เพื่อตรวจฟั นแม้ จะมีอาการหรื อมี โรคในช่องปากหรื อไม่ก็ได้ เพื่อดูแลสุขภาพช่องปากให้ ดี สะอาดอยูเ่ สมอ จากการทบทวนองค์ความรู้เกี่ยวกับการป้องกันการเกิดโรคฟั นผุในเด็ก พอจะ สรุปได้ ว่า หลักการ ป้องกันการเกิดโรคฟั นผุในเด็กมีหลักใหญ่อยู่ 2 ประการได้ แก่ 1) ให้ เด็กรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ตอ่ ฟั น งดอาหารประเภทของ หวานและเหนียว ติดฟั น 2) ดูแลให้ เด็กแปรงฟั นทุกครัง้ หลังรับประทานอาหารทุกมื ้อ หรื ออย่างน้ อย วันละ 2 ครัง้ เพื่อกาจัดเศษอาหารที่ตกค้ างอยู่ตามฟั นและแผ่นคราบจุลินทรี ย์ การบ้ วนปากจะช่วย กาจัดเศษ อาหารที่ติดค้ างอยู่ตามซอกฟั นได้ บางส่วน ซึ่งจะเห็นได้ ว่าหลักการป้องกันการเกิดโรค ฟั นผุในเด็ก ดังที่กล่าวมา ต้ องอาศัยการดาเนินการจากผู้ปกครอง หรื อผู้ที่เลี ้ยงดูเด็กเป็ นสาคัญ เนื่องจากเด็ก เล็กยังไม่สามารถเลือกอาหารที่มีประโยชน์รับประทานเองได้ และมักจะติดใจอาหาร รสหวาน รวมทังเด็ ้ กเล็กยังไม่สามารถใช้ กล้ ามเนื ้อมือ ได้ ดี จึงไม่สามารถแปรงฟั นเองได้ อย่างสะอาดและ ทัว่ ถึง ผู้ปกครองจึงควรให้ ความสาคัญในการช่วยดูแลฟั นและอนามัยช่องปากให้ เด็ก เช่นเดียวกับ การใส่ใจอนามัยด้ านอื่นๆของร่างกาย 7. การดูแลทันตสุขภาพเด็กก่ อนวัยเรี ยนในศูนย์ พัฒนาเด็กและโรงเรี ยน กองทันตสาธารณสุข (2538 : 13 – 17) ได้ กาหนดจุดมุ่งหมายของหลักการ กิจกรรม และวิธีการ ดูแลทันตสุขภาพของเด็กก่อนวัยเรี ยนในศูนย์พฒ ั นาเด็กและโรงเรี ยน ดังนี ้ 7.1 จุดมุง่ หมายและหลักการ สุขภาพอนามัยที่ดีเป็ นองค์ประกอบที่สาคัญและจาเป็ นของชีวิต “เด็ก” เป็ น ทรัพยากร ที่มีคา่ ยิ่ง ของสังคม ทังนี ้ ้ ความเจริ ญของสังคมย่อมขึ ้นอยู่กบั ประสิทธิภาพของเด็กที่จะ เติบโตเป็ นผู้ใหญ่


42 ต่อไป การที่เด็กมีสขุ ภาพอนามัยที่ดี จะเป็ นกาลังสาคัญต่อการพัฒนาประเทศในทุกๆ ด้ าน “ทันต สุขภาพ” เป็ นส่วนหนึ่งของสุขภาพอนามัย การมีทนั ตสุขภาพที่ดีปราศจากโรคใน ช่องปาก ฟั นทา หน้ าที่ได้ อย่างสมบูรณ์ จะส่งผลให้ มีสขุ ภาพอนามัยที่ดีด้วย เด็กก่อนวัยเรี ยน (3 – 6 ปี ) เป็ นวัยที่ฟันน ้านมขึ ้นมาครบทุกซี่แล้ ว โรคใน ช่องปาก ที่เป็ นปั ญหาของ เด็กวัยนี ้คือโรคคือ โรคฟั นผุ การสูญเสียฟั นน ้านมก่อนกาหนดมีผลเสีย ต่อบุคลิกภาพการบดเคี ้ยว การเจริญของขากรรไกร ตลอดจนการเรี ยงตัวของฟั นถาวรที่จะขึ ้นมา แทนที่และจะมีผลกระทบต่อ สุขภาพอนามัยของเด็กด้ วย สถานอบรมเลี ้ยงดูเด็กก่อนวัยเรี ยน อันได้ แก่ ศูนย์พฒ ั นาเด็กเล็ก โรงเรี ยนอนุบาล ต่างก็มีความมุ่งหมายที่จะอบรมให้ เด็กมีบุคลิกภาพที่ดี มี สุขภาพอนามัยที่ สมบูรณ์ทงร่ ั ้ างกายและจิตใจ เด็กวัยนี ้เป็ นวัยที่พร้ อมจะเรี ยนรู้ การจัด ประสบการณ์การเรี ยนรู้ ให้ แก่เด็กจึงมีวตั ถุประสงค์ให้ เด็กมีความพร้ อมในด้ านร่างกาย อารมณ์ สังคม และสติปัญญา ใน ด้ านร่างกายนันได้ ้ เน้ นเรื่ องการฝึ กกิจนิสยั สุขนิสยั ที่ดี รู้จกั รักษาความ สะอาด เลือกรับประทาน อาหารที่มีประโยชน์และเป็ นเวลา โดยคาดหวังให้ เด็กมีความเข้ าใจที่ดี มี การปฏิบตั ิที่ถกู ต้ องต่อ การดูแลสุขภาพของตนเองเมื่อเด็กเติบโตขึ ้น 7.2 กิจกรรมที่ต้องดาเนินการในศูนย์พฒ ั นาเด็กเล็กและโรงเรี ยน เพื่อให้ งานทันตสาธารณสุขในเด็กก่อนวัยเรี ยนในสถาบัน อันได้ แก่ ศูนย์พฒ ั นา เด็กเล็กและ โรงเรี ยน ดาเนินการไปได้ อย่างเป็ นระบบและครบวงจร จึงมีการแบ่งกิจกรรมที่จาเป็ น ออกเป็ น กิจกรรมหลักและกิจกรรมสนับสนุน ดังนี ้ 7.2.1 กิจกรรมหลักในการดาเนินงานของผู้ดแู ลเด็กและครู ซึง่ ได้ แก่ 1) การแปรงฟั นหลังอาหารกลางวันทุกวัน 2) การจัดอาหารที่เหมาะสมและเป็ นประโยชน์ตอ่ ฟั น 3) การจ่ายยาเม็ดฟลูออไรด์ 4) การตรวจฟั นเด็ก 5) แนะนาผู้ปกครองในการดูแลทันตสุขภาพเด็ก 7.2.2 กิจกรรมที่สนับสนุนการดาเนินงานในกิจกรรมหลัก ซึง่ ได้ แก่ 1) การศึกษาคูม่ ือในการดาเนินงานสาธารณสุข 2) การเตรี ยมสื่อ อุปกรณ์ สถานที่เพื่อสนับสนุนกิจกรรมหลัก ได้ แก่ (1) อุปกรณ์การแปรงฟั น (แปรงสีฟัน ยาสีฟัน แก้ วน ้า) (2) สถานที่แปรงฟั น (3) ยาเม็ดฟลูออไรด์


43 (4)

แบบบัน ทึ ก กิ จ กรรมการตรวจฟั น และการจ่ า ยยาเม็ ด

ฟลูออไรด์ (5) แบบแนะนาผู้ปกครอง 3) ให้ ความรู้ในเรื่ องทันตสุขภาพให้ แก่เด็กเท่าที่จาเป็ น 4) ประเมินผลการดาเนินงาน 5) รายงานผลและปั ญหาอุปสรรค โดยกรณีศนู ย์พฒ ั นาเด็กเล็ก รายงาน พัฒนากรและผู้ปกครอง ส่วนโรงเรี ยนรายงานต่อครูใหญ่และแจ้ งผู้ปกครอง 7.3 วิธีดาเนินงานกิจกรรมหลัก การดาเนินงานทันตสาธารณสุขในเด็กก่อนวัยเรี ยน โดยเฉพาะอย่ายิ่งกิจกรรม หลักทัง้ 5 นั ้ มี ขันตอนและหลั ้ กในการปฏิบตั ิ เพื่อให้ เป็ นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ดังนันในการ ้ ดาเนินงานจึง กาหนดวิธีการดาเนินงานไว้ ดงั นี ้ 7.3.1 การแปรงฟั นหลังอาหารกลางวันทุกวัน เด็กในวัยนี ้เริ่ มมีทกั ษะต่างๆ ในการเคลื่อนไหวส่วนของร่างกาย เช่น การใช้ มือ การรับประทานอาหารเอง การใส่รองเท้ าเอง การอาบน ้า หวีผม เป็ นต้ น แต่ความสามารถ ในการใช้ สายตาและมือ ยังประสานกันได้ ไม่ดี ผู้ดแู ลเด็กและครูจะต้ องมีส่วนร่วมในการช่วยเด็ก แปรงฟั น การแปรงฟั นเป็ นวิธีหนึ่งที่ทาให้ ปากและฟั นสะอาด ในการแปรงฟั นต้ องแปรงให้ ทวั่ ถึง ทุกซี่ทกุ ด้ าน การแปรงฟั นที่ถกู วิธี ถูกเวลา จะช่วยลดโรคฟั นผุและเหงือกอักเสบ การที่ผ้ ดู แู ลเด็ก และครูช่วยดูแล ให้ เด็กแปรงฟั นให้ สะอาดอยู่เสมอจะเป็ นการปลูกฝั งให้ เด็กเกิดทัศนคติ ที่ดีในการ แปรงฟั น เวลาที่ ควรแปรงฟั นคือ แปรงฟั นทันทีภายหลังการรับประทานอาหารและก่อนนอน เนื่องจากอาหารพวกแป้งและน ้าตาลที่ตกค้ างอยู่ตามซอกฟั น จะถูกเชื ้อโรคในปากเปลี่ยนให้ เป็ น กรดภายใน 10 นาที กรดนี ้จะทาให้ ฟันผุได้ ในการจัดหาอุปกรณ์การแปรงฟั น (แปรงสีฟัน ยาสีฟัน แก้ วน ้า) ผู้ดแู ลเด็ก และครูอาจเป็ น ผู้จดั ซื ้อให้ เด็ก โดยเก็บเงินจากผู้ปกครอง การซื ้อยาสีฟันอาจซื ้อหลอดใหญ่ให้ เด็ก ใช้ เป็ นส่วนรวม ผู้ดแู ลเด็กและครูเป็ นผู้บีบยาสีฟันใส่แปรงสีฟันให้ แก่เด็ก ส่วนแปรงสีฟันและ แก้ วน ้าควรเขียนชื่อ เด็กด้ วยเพื่อสะดวกในการจัดเก็บ และการใช้ การจัดเก็บแปรงสีฟันและแก้ วน ้า ให้ วางหรื อแขวนใน สถานที่ที่อากาศถ่ายเทได้ สะดวก การจัดซื ้อแปรงสีฟันและยาสีฟัน อาจสัง่ ซื ้อ ในราคาถูกกว่า ท้ องตลาดได้ ที่ฝ่ายทันตสาธารณสุข โรงพยาบาลชุมชน หรื อฝ่ ายทันตสาธารณสุข สานักงาน สาธารณสุขจังหวัด


44 ในการฝึ กและสอนแปรงฟั นนัน้ การที่จะทาให้ เด็กสนใจและสามารถฝึ ก ทักษะในการแปรง ฟั นได้ ดี ผู้ดแู ลเด็กและครู ควรมีแบบจาลองฟั นเพื่อสาธิตให้ เด็กดู เด็กจะได้ เข้ าใจและสามารถฝึ ก ทักษะในการแปรงฟั นได้ แบบจาลองฟั นนี ้อาจสัง่ ซื ้อผ่านฝ่ ายทันตสาธารณสุข โรงพยาบาลชุมชน หรื อฝ่ ายทันตสาธารณสุข สานักงานสาธารณสุขจังหวัดได้ แต่แบบจาลองฟั น นี ้มีราคาแพง ศูนย์ พัฒนาเด็กเล็กบางแห่งอาจมีปัญหาในเรื่ องงบประมาณ การสอนแปรงฟั นอาจ สาธิตในเด็กก็ได้ เพื่อเป็ นตัวอย่างให้ กบั เพื่อนๆ แล้ วให้ เด็กฝึ กทักษะการใช้ มือในการแปรงฟั นอย่าง สนุกสนาน และ เด็กจะได้ มีสว่ นร่วมในกิจกรรมนี ้ด้ วย ผู้ดูแลเด็กและครู ควรจัดให้ มีการแปรงฟั นหลังอาหารกลางวัน ภายหลังจาก ที่เด็ก รับประทานอาหารและขนมหวานเรี ยบร้ อยแล้ วทุกวันเพื่อเป็ นการขจัดเศษอาหาร ซึ่งเป็ น สาเหตุ หนึง่ ที่สาคัญของการเกิดโรคฟั นผุ 7.3.2 การจัดอาหารที่เหมาะสมและมีประโยชน์ตอ่ ฟั น เด็กควรจะได้ รับอาหารครบทัง้ 5 หมู่ เพื่อเสริ มสร้ างส่วนต่างๆของร่างกาย การ รับประทานอาหารประเภทแป้งและน ้าตาล เป็ นสาเหตุให้ เกิดโรคฟั นผุ ฉะนันผู ้ ้ ดแู ลเด็กและครู ควร จัดอาหารที่เหมาะสมให้ เด็กในศูนย์พฒ ั นาเด็กเล็กและโรงเรี ยนโดยใช้ หลักว่า 1) อาหารแป้งและน ้าตาล ควรรับประทานในมื ้ออาหาร 2) รับประทานอาหารประเภท โปรตีน ผลไม้ เป็ นอาหารว่าง และภายหลัง รับประทานควรบ้ วนปากทันที 3) ไม่รับประทานจุบจิบ 4) งดอาหารหวานเหนียวติดฟั น เช่น ลูกกวาด ทอฟฟี่ ในปั จจุบนั มีขนมประเภทแป้งกรอบสาเร็ จรูปบรรจุถงุ ซึ่งมีแต่แป้งและ น ้าตาลเท่านัน้ เมื่อ เด็กรับประทานจะทาให้ เกิดคราบอาหารติดฟั นอยูน่ าน ซึ่งทาให้ เกิดโรคฟั นผุ และมีผลให้ เด็กอิ่ม ไม่ สามารถรับประทานอาหารที่มีคณ ุ ค่าได้ พอเพียงกับความต้ องการของร่างกาย ควรหลีกเลี่ยงการให้ เด็กรับประทานขนมเหล่านี ้ นอกจากนี ้ ผู้ดแู ลเด็กและครูควรจัดกิจกรรม รณรงค์การงดรับประทาน ลูกอมลูกกวาด และรับประทานผลไม้ แทน เพื่อเป็ นการช่วยปลูกฝั งนิสยั ให้ เด็กรับประทานผลไม้ แทนลูกอมลูกกวาด 7.3.3 การจ่ายยาเม็ดฟลูออไรด์ ฟลูออไรด์เป็ นสารที่จาเป็ นอย่างหนึ่งในการดารงชีพของมนุษย์ ช่วยใน การเสริ มสร้ างกระดูกและ ฟั นให้ แข็งขึ ้น การได้ รับฟลูออไรด์ในปริ มาณที่เหมาะสมสม่าเสมอ จะ ช่วยเสริ มโครงสร้ างของฟั น ให้ แข็งแรง ทนทนต่อการเกิดโรคฟั นผุ การนาฟลูออไรด์มาใช้ ป้องกัน โรคฟั นผุมี 2 แบบ คือ


45 1) การใช้ ฟลูออไรด์ในระบบทัว่ ร่างกาย เป็ นฟลูออไรด์ที่ได้ จากการ รับประทานเข้ า ไป เช่นการเติมฟลูออไรด์ในน ้าดื่ม ยาเม็ดฟลูออไรด์ ฟลูออไรด์ชนิดหยด 2) การใช้ ฟลูออไรด์เฉพาะที่ เช่นน ้ายาอมบ้ วนปากผสมฟลูออไรด์ ยาสีฟัน ผสม ฟลูออไรด์ เป็ นต้ น การใช้ ฟลูออไรด์ที่เหมาะสมสาหรับเด็กก่อนวัยเรี ยน คือการให้ รับประทาน ยาเม็ดฟลูออไรด์ โดย การให้ เด็กเคี ้ยวยาเม็ดฟลูออไรด์ให้ ละเอียดแล้ วจึงกลืน เพื่อให้ ได้ ผลในการ สัมผัสผิวฟั น ซึ่งการให้ ฟลูออไรด์เพิ่มเติมโดยวิธีนี ้ จะให้ ผลในการลดโรคฟั นผุทงในฟั ั ้ นที่ขึ ้นมา ในช่องปากแล้ วและฟั นที่ยงั สร้ างอยูใ่ นขากรรไกร ขันตอนการจั ้ ดกิจกรรม ขันตอนที ้ ่ 1 ตรวจปริ มาณฟลูออไรด์ที่มีอยู่ในน ้าดื่ม ถ้ าแหล่งน ้าที่เด็กใช้ ดื่มมี ปริ มาณ ฟลูออไรด์เพียงพอแล้ ว ไม่จาเป็ นต้ องให้ เด็กได้ รับฟลูออไรด์เพิ่มเติม ทันตบุคลากรในพื ้นที่ จะเป็ นผู้ พิจารณาว่า ควรมีการจ่ายยาเม็ดฟลูออไรด์ในศูนย์พฒ ั นาเด็กเล็ก และในโรงเรี ยนหรื อไม่ วิธีการเก็บตัวอย่างน ้าเพื่อส่งตรวจ ก. เตรี ยมขวดพลาสติกสะอาด ขนาดบรรจุอย่างน้ อย 30 ซีซี ข. ล้ างขวดด้ วยตัวอย่างน ้าที่จะเก็บตรวจ แล้ วเททิ ้งก่อน 1 ครัง้ ค. เก็บน ้าตัวอย่างใส่ขวด ประมาณ 30 ซีซี ง. เขียนฉลากปิ ดที่ข้างขวดอย่างชัดเจน ระบุ 1) ชนิดของแหล่งน ้า เช่น น ้าประปา น ้าบาดาล 2) สถานที่เก็บตัวอย่างน ้า เช่น ชื่อศูนย์ฯ ตาบล อาเภอ จังหวัด 3) วัน เดือน ปี ที่เก็บตัวอย่างน ้า ส่งตรวจโดยส่งผ่านฝ่ ายทันตสาธารณสุข สานักงานสาธารณสุขจังหวัด หมายเหตุ : น ้าฝนไม่ต้องส่งตรวจ ขันตอนที ้ ่ 2 จัดซื ้อยาเม็ดฟลูออไรด์ การซื ้อยาเม็ดฟลูออไรด์ในราคาประหยัด ผู้ดแู ลเด็ก และครู ควรติดต่อประสานงานกับทันตบุคลากรในพื ้นที่ เพื่อความสะดวกในการจัดซื ้อ ขันตอนที ้ ่ 3 ตรวจสอบการได้ รับยาเม็ดฟลูออไรด์ ผู้ดูแลเด็กและครู ต้ องสอบถาม ผู้ปกครองเด็กถึงประวัติการได้ รับฟลูออไรด์ว่าเด็กได้ รับฟลูออไรด์อยู่ก่อนหรื อไม่ เช่นได้ รับจาก โรงพยาบาลชุมชน สถานีอนามัย คลินิก เพื่อป้องกันการจ่ายยาเม็ดฟลูออไรด์ซ ้าซ้ อน ซึ่งอาจ


46 ก่อให้ เกิดอันตรายแก่เด็กได้ หากผู้ปกครองไม่แน่ใจ ควรนายานันมาให้ ้ ผ้ ดู แู ลเด็กและครูตรวจดู ซึ่ง ผู้ดแู ลเด็กและครู อาจขอคาแนะนาจากทันตบุคลากรในพื ้นที่ ขันตอนที ้ ่ 4 ลงบันทึกในแบบบันทึกทุกครัง้ ที่จา่ ยยาเม็ดฟลูออไรด์ ข้ อควรระวังในการใช้ ยาเม็ดฟลูออไรด์ 1) ปรึกษาทันตบุคลากรในพื ้นที่ก่อนจ่ายยาเม็ดฟลูออไรด์ 2) เก็บขวดยาให้ พ้นมือเด็ก 3) จ่ายยาให้ เด็กรับประทานตามขนาดที่ได้ รับคาแนะนาจากทันตบุคลากร และไม่ ควรให้ เพิ่มถ้ ามีการลืมให้ ในบางวัน 4) ให้ อย่างสม่าเสมอทุกๆวัน และควรตรวจสอบว่าจ่ายให้ เด็กครบทุกคน ในแต่ละ วัน 5) ไม่ควรซือ้ ยาเม็ดฟลูออไรด์มาให้ เด็กรับประทานเองโดยไม่ปรึ กษา ทันต บุคลากร 7.3.4 การตรวจฟั นเด็ก การตรวจฟั นเด็กโดยผู้ดแู ลเด็กและครูนนั ้ มิได้ ม่งุ หวังให้ ผ้ ดู แู ลเด็กและครู มีความสามารถ ถึงกับตรวจโรคในช่องปากได้ เท่าเทียมกับการตรวจโดยทันตบุคลากร แต่ม่งุ หวัง เพียงเพื่อจะให้ การ ตรวจเป็ นการกระตุ้นให้ เด็กเห็นความสาคัญของการรักษาความสะอาดของ ช่องปาก และถ้ าเกิด โรคฟั นผุในระยะที่พอจะเห็นได้ จะได้ กระตุ้นเตือนให้ ผ้ ปู กครองเด็กพาไปรับ การรักษาก่อนที่เด็กจะเกิดความเจ็บปวดทรมาน ทังนี ้ ้เพราะโรคฟั นผุในเด็กวัยนี ้ ถ้ าเกิดขึ ้นแล้ วจะ ลุกลามอย่างรวดเร็ว เด็กจะสูญเสียฟั นน ้านมก่อนเวลาอันสมควร ซึง่ จะมีผลเสียตามมาอีกมากมาย สิ่งที่ผ้ ดู แู ลเด็กและครูจะสามารถตรวจในช่องปากเด็กได้ คือ การตรวจดูความสะอาดฟั นเด็ก และ การตรวจดูฟันผุที่เป็ นรูชดั เจน 7.3.5 การแนะนาผู้ปกครองในการดูแลทันตสุขภาพของเด็ก เด็กก่อนวัยเรี ยนยังมีพฒ ั นาการไม่เต็มที่ ทังการเติ ้ บโตของโครงสร้ างปาก และฟั น ตลอดจนกล้ ามเนื ้อ เด็กอายุ 8 ปี จึงจะมีพฒ ั นาการของกล้ ามเนื ้อมัดเล็กๆดีพอที่จะทางาน ละเอียด ได้ ดี เช่น การแปรงฟั น การเขียน ดังนันเด็ ้ กก่อนวัยเรี ยนซึ่งหมายถึง เด็กที่อายุต่ากว่า 6 ปี จึง ต้ องการความช่วยเหลือจากผู้ที่ทาหน้ าที่เลีย้ งดูทงที ั ้ ่บ้านและในศูนย์พัฒนาเด็กเล็กหรื อโรงเรี ยน สาหรับที่บ้านผู้ปกครองอันได้ แก่ บิดามารดา หรื อผู้อื่นที่เกี่ยวข้ องในการเลี ้ยงดูเด็กจะใช้ เวลาดูแล เด็กในแต่ละวันมากพอสมควร คือในวันเปิ ดเรี ยนดูแลเด็กในช่วงเช้ าและเย็นกับตลอดวันในวันที่ หยุดเรี ยน จึงควรจะได้ รับรู้บทบาทของผู้ปกครองที่ควรจะปฏิบตั ิในการดูแลทันตสุขภาพของเด็ก


47 บทบาทของผู้ปกครองเด็ก ที่ผ้ ดู แู ลเด็กและครูต้องแนะนาให้ ผ้ ปู กครอง มี ดังนี ้ 1) การแปรงฟั นให้ เด็กในเวลาตื่นนอนตอนเช้ า หลังอาหารเช้ า หลังอาหาร เย็น และก่อนนอน และถ้ าเป็ นวันหยุดเรี ยนให้ เพิ่มเวลาหลังอาหารกลางวันด้ วย 2) การเลือกอาหารให้ เด็กรับประทาน นอกจากเลือกอาหารหลักให้ ครบ หมู่แล้ ว ผู้ปกครองควรสนับสนุนให้ เด็กเลือกรับประทานผลไม้ แทนของหวาน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ลูกอม ลูกกวาด 3) การพาเด็กไปรับการรักษาทางทันตกรรม เมื่อผู้ดแู ลเด็กและครู หรื อ ทันต บุคลากรแนะนาว่าเด็กมีโรคฟั นผุ เพื่อมิให้ โรคลุกลามมากขึ ้นจนเด็กเกิดความเจ็บปวดและ สูญเสีย ฟั นน ้านมไปก่อนเวลาที่สมควร 4) การทาตัวเป็ นตัวอย่างที่ดีแก่เด็กในการดูแลทันตสุขภาพ เด็กวัยนี ้จะ เลียนแบบ ความคิดอ่านและการปฏิบตั ิตนของผู้ใหญ่ ดังนันผู ้ ้ ปกครองควรมีการปฏิบตั ิตนในการ ดูแลทันต สุขภาพที่ถูกต้ องด้ วย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การแปรงฟั นหลัง อาหารและก่อนนอน ตลอดจน พฤติกรรมการเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ตอ่ ฟั น 5) การจัดหาอุปกรณ์การแปรงฟั นให้ แก่เด็ก ให้ ผ้ ปู กครองได้ รับทราบว่าวิธี หลักใน การดูแลทันตสุขภาพของเด็กคือ การแปรงฟั น ซึง่ ต้ องกระทาต่อเนื่องทังที ้ ่บ้านและศูนย์พฒ ั นา เด็กเล็กหรื อโรงเรี ยน จึงมีความจาเป็ นที่เด็กจะต้ องมีอุปกรณ์ที่ใช้ ปรงฟั นทัง้ 2 แห่ง และเมื่อ เสื่อมสภาพ (ขนแปรงบานหรื อขึ ้นรา) ควรจัดหาเพิ่มเพื่อทดแทนของเดิม การจ่ายเงินค่ายาเม็ดฟลูออไรด์ให้ เด็กรับประทานเพื่อป้องกันฟั นผุ ผู้ปกครองควรได้ รับ ทราบว่า ยาเม็ดฟลูออไรด์มีประโยชน์ในการป้องกันโรคฟั นผุให้ กบั เด็กและ เป็ นยาที่มีราคาถูกพอที่ ผู้ปกครองน่าจะจ่ายได้ ซึ่งจะคุ้มค่ากว่าการเสียเงิน เสียเวลาพาเด็กไปรักษา ทังนี ้ ้ผู้ปกครองเด็กจะ เสียค่ายาเม็ดฟลูออไรด์เพียงไม่เกิน 18 บาทต่อปี โดยเด็กจะได้ รับประทานทุกวัน ในการแนะนาผู้ปกครอง ผู้ดแู ลเด็กและครู ควรให้ คาแนะนาตังแต่ ้ ในช่วง การประชุม ผู้ปกครองก่อนเปิ ดเรี ยนในแต่ละปี โดยอาจจัดทาแผ่นปลิวเรื่ อง บทบาทผู้ปกครองใน การดูแลทันต สุขภาพเด็ก และแผ่นพับความรู้ทนั ตสุขภาพ ให้ ผ้ ปู กครองเด็กเก็บไว้ เป็ นแนวทาง ปฏิบตั ิ แต่การ แนะนาให้ พาเด็กไปรับการรักษาทางทันตกรรม ควรแนะนาทุกครัง้ ที่ตรวจพบฟั น ของเด็กผุ จากกิจกรรมหลักทางทันตสาธารณสุขทัง้ 5 กิจกรรมที่กล่าวมาแล้ วนี ้ หาก ศูนย์พฒ ั นาเด็ก เล็กหรื อโรงเรี ยนใดสามารถดาเนินการได้ อย่างครบถ้ วนและต่อเนื่องได้ ก็น่าจะเป็ น ที่คาดหวังได้ ว่า ในอนาคตอันใกล้ นี ้ เด็กในวัยนี ้จะมีพฤติกรรมทันตสุขภาพที่ดี อันเป็ นจุดเริ่ มต้ น ไปสู่การมีทนั ต สุขภาพที่สมบูรณ์ในวัยผู้ใหญ่ตอ่ ไป


48 จากการทบทวนองค์ความรู้เกี่ยวกับการดูแลทันตสุขภาพเด็กก่อนวัยเรี ยนในศูนย์ พัฒนา เด็กและโรงเรี ยนดังกล่าวข้ างต้ นพอจะสรุปได้ ว่า การดาเนินกิจกรรมหลักในศูนย์พฒ ั นาเด็กเล็ก ทัง้ 5 กิจกรรม มีความสาคัญต่อการสร้ างเสริมพฤติกรรมทางทันตสุขภาพที่ดีให้ แก่เด็กก่อนวัยเรี ยนเป็ น อย่างยิ่ง โดยเฉพาะเด็กวัยนี ้มักจะมีฟันน ้านมขึ ้นครบทุกซี่แล้ ว การสร้ างเสริ มพฤติกรรมทางทันต สุขภาพ ที่ดีให้ แก่เด็กนันจะก่ ้ อให้ เกิดพฤติกรรมสุขภาพที่ดีตดิ ตัวไปจนถึงวัยผู้ใหญ่ได้ อย่างไรก็ตาม การ ดาเนินกิจกรรมต่างๆดังกล่าวในศูนย์พฒ ั นาเด็กเล็กต้ องอาศัยความร่วมมือจากครูพี่เลี ้ยงเด็ก หรื อ ผู้ดแู ลเด็กเป็ นหลัก เนื่องจากเด็กใช้ ชีวิตประจาวันส่วนใหญ่อยู่ในศูนย์พฒ ั นาเด็กเล็ก จึงอาจ กล่าว ได้ ว่าปั ญหาการเกิดโรคฟั นผุในเด็กสามารถลดลงหรื อเพิ่มขึ ้นได้ ในศูนย์พฒ ั นาเด็กเล็กได้ เช่นกัน ดังนันผู ้ ้ ดแู ลเด็กจึงเปรี ยบเสมือนเป็ นผู้ปกครองในการดูแลสร้ างเสริ มพฤติกรรมสุขภาพ ต่างๆให้ แก่ เด็ก และเป็ นบุคคลสาคัญที่สามารถทาให้ เด็กมีพฤติกรรมทางทันตสุขภาพที่ดีได้ แนวคิดทฤษฎีและงานวิจัยที่เกี่ยวข้ อง 1. แนวคิดแบบจาลองความเชื่อด้ านสุขภาพ (Health Belief Model ; HBM) แบบจาลองความเชื่อด้ านสุขภาพ เป็ นแบบจาลองที่ได้ ระบุเอกลักษณ์ของแนวคิด รวบยอด ที่เชื่อมโยงสนับสนุนการวัดในระดับบุคคล แบบจาลองความเชื่อทางสุขภาพเป็ นรูปแบบ หนึ่งที่ใช้ กันอย่า งแพร่ หลาย เพื่ ออธิ บ ายว่าท าไมบุคคลจึง มี พ ฤติกรรมการปฏิ บัติหรื อ ไม่ปฏิ บัติตาม คาแนะนาเกี่ยวกับการป้องกันสุขภาพของตนเอง แบบจาลองความเชื่อเป็ นแบบแผนหรื อรูป แบบที่ พัฒนาขึ ้นมาจากทฤษฎีทางด้ านจิตวิทยาสังคมเพื่อใช้ อธิบายการตัดสินใจของบุคคลที่เกี่ยวข้ องกับ พฤติกรรมสุขภาพ โดยครัง้ แรกได้ นามาใช้ ในการทานายและอธิบายพฤติกรรมการป้องกัน ต่อมา ภายหลังได้ มีการดัดแปลงไปใช้ ในการอธิบานพฤติกรรมการเจ็บป่ วยและพฤติกรรมของผู้ป่วยใน การปฏิบตั ติ วั ตามคาแนะนาของแพทย์ (Sick – Role Behavior) การพัฒนาแบบจาลองความเชื่อด้ านสุขภาพในครัง้ ด้ านสุขภาพในครัง้ โดย Hochbaum และนันได้ ้ เริ่ มจากแนวความคิดตามแนวทฤษฎีสนามของ Lewin ที่กล่าวว่า “โลกของ การรับรู้ของ บุคคลจะเป็ นตัวกาหนดพฤติกรรมของบุคคลนัน้ ๆ” คือสิ่งแวดล้ อมที่อยู่รอบตัวบุคคล จะไม่มี อิทธิพลต่อการกระทาของบุคคล เว้ นแต่สิ่งแวดล้ อมเหล่านันได้ ้ ไปปรากฏอยู่ในใจหรื อการ รัยรู้ของ บุคคล ด้ วยเหตุนี ้บุคคลจึงแสดงออกตามสิ่งที่เขาเชื่อ ถึงแม้ ว่าสิ่งนันจะไม่ ้ ถูกต้ องตามที่ผ้ อู ยู่ ใน วิชาชีพคิดก็ตาม Rosenstock (1974 : 328 – 335) ได้ สรุปแนวคิดขององค์ประกอบพื ้นฐานของแบบแผน ความเชื่อด้ านสุขภาพว่า “การที่บคุ คลจะแสดงพฤติกรรมสุขภาพอย่างใดอย่างหนึ่ง เพื่อหลีกเลี่ยง จากการเป็ นโรค บุคคลนันจะต้ ้ องมีความเชื่อว่า (1) เขามีโอกาสเสี่ยงต่อการเป็ นโรค (2) อย่างน้ อย


49 ที่สดุ โรคนันจะต้ ้ องมีความรุนแรงต่อชีวิตเขาพอสมควร (3) การปฏิบตั ิดงั กล่าวเพื่อหลีกเลี่ยงจาก การเป็ นโรคจะก่อให้ เกิดผลดีแก่เขา โดยการช่วยลดโอกาสเสี่ยงของการเป็ นโรค หรื อช่วยลดความ รุ นแรงของโรค ถ้ าเกิดป่ วยเป็ นโรคนัน้ ๆและการปฏิ บัติดัง กล่าวไม่ควรจะมี อุปสรรคทางด้ าน จิตวิทยาที่มีอิทธิพลต่อการปฏิบตั ิของเขา” เช่น ค่าใช้ จ่าย เวลา ความไม่สะดวก ความกลัว ความ อาย เป็ นต้ น ต่อมา Rosenstock ยังได้ เสนอเพิ่มเติมว่าในการอธิบายพฤติกรรมการไปตรวจสุขภาพ เพื่อ วินิจฉัยโรค นอกจากจะต้ องประกอบไปด้ วยปั จจัยดังกล่าวมาแล้ วยังจะต้ องเพิ่มปั จจัยด้ าน ความเชื่อ ว่าเขาสามารถจะป่ วยเป็ นโรคได้ ถึงแม้ จะไม่มีอาการก็ตาม องค์ ป ระกอบที่ ส าคัญ ของแบบแผนความเชื่ อ ด้ า นสุ ข ภาพที่ ใ ช้ อธิ บ ายและท านาย พฤติกรรมการป้องกันโรค มี 5 ประการ คือ 1. การรับรู้โอกาสเสี่ยงของการเกิดโรค (Perceived Susceptibility) การรับรู้โอกาส เสี่ยง ของการเกิดโรค หมายถึง ความเชื่อหรื อการคาดคะเนว่าตนมีโอกาสเสี่ยงต่อการเป็ นโรคหรื อปั ญหา สุขภาพนันมากน้ ้ อยเพียงใด ซึง่ จากการศึกษาจานวนมากพบว่ามีความสัมพันธ์ในทางบวกระหว่าง ความเชื่อต่อโอกาสเสี่ยงของการเป็ นโรคกับพฤติกรรมการป้องกันโรค 2. การรับรู้ ความรุ นแรงของโรค (Perceived Severity) การรับรู้ ความรุนแรงของ โรค หมายถึง ความเชื่อที่บุคคลเป็ นผู้ประเมินเองในด้ านความรุ นแรงของโรคที่มีต่อร่ างกาย การ ก่อให้ เกิดพิการเสียชีวิต ความยากลาบากและการต้ องการใช้ เวลานานในการรักษา การเกิดโรค แทรกซ้ อน หรื อมีผลกระทบต่อบทบาททางสังคมของตน การรับรู้ โอกาสเสี่ยงของการเกิดโรค ร่วมกับการรับรู้ความรุนแรงของโรค จะทาให้ บคุ คลรับรู้ถึงภาวะคุกคาม (Perceived Threat) ของ โรคว่ามีมากน้ อยเพียงใดซึ่งภาวะคุกคามนี ้เป็ นส่วนที่บคุ คลไม่ปรารถนา และมีความโน้ มเอียงที่จะ หลีกเลี่ยง 3. การรับรู้ประโยชน์ที่จะได้ รับและค่าใช้ จ่าย (Perceived Benefits and Cost / Barriers) การรับรู้ประโยชน์ที่จะได้ รับและค่าใช้ จ่าย หมายถึง การที่บคุ คลแสวงหาวิธีการปฏิบตั ิให้ หายจาก โรคหรื อป้องกันมิให้ เกิดโรค โดยการปฏิบตั ินนต้ ั ้ องมีความเชื่อว่าเป็ นการกระทาที่ดี มีประโยชน์ และเหมาะสมที่จะทาให้ หายหรื อ ไม่เป็ นโรคนัน้ ๆ ในขณะเดียวกันบุคคลจะตองมีความเชื่อว่า ค่าใช้ จ่ายซึ่งเป็ นข้ อเสีย หรื ออุปสรรคของการปฏิบตั ิในการป้องกันและรักษาโรคจะต้ องมีน้อยกว่า เมื่อเปรี ยบเทียบกับประโยชน์ที่จะได้ รับ 4. แรงจูงใจด้ านสุขภาพ (Health Motivation) แรงจูงใจด้ านสุขภาพ หมายถึง ระดับ ความ สนใจและห่วงใยเกี่ยวกับสุขภาพ ความปรารถนาที่จะดารงรักษาสุขภาพและการหลีกเลี่ยง จากการ เจ็บป่ วย แรงจูงใจนี ้อาจเกิดจากความสนใจด้ านสุขภาพโดยทัว่ ไปของบุคคล หรื อเกิดจาก การ


50 กระตุ้นของความเชื่อของโอกาสเสี่ยงของการเกิดโรค ความเชื่อต่อความรุนแรงของโรค ความ เชื่อ ต่อผลดีจากการปฏิบตั ิ รวมทังสิ ้ ่งเร้ าภายนอก เช่น ข่าวสาร คาแนะนาของเพื่อน/แพทย์ ซึ่ง สามารถ กระตุ้นแรงจูงใจด้ านสุขภาพของบุคคลได้ ซึ่งสามารถวัดได้ จากความสนใจเกี่ ยวกับ สุขภาพ โดยทัว่ ไป 5. ปั จจัยร่วม (Modifying Factors) ปั จจัยร่วม หมายถึง ปั จจัยที่มีส่วนช่วยส่งเสริ ม หรื อ เป็ นอุปสรรคต่อการที่บคุ คลจะปฏิบตั เิ พื่อป้องกันโรค ปั จจัยร่วมประกอบด้ วย ตัวแปรด้ าน ประชากร เช่น อายุ เพศ เชื ้อชาติ ตัวแปรด้ านโครงสร้ าง เช่น ความซับซ้ อนของการปฏิบตั ิ ตัวแปร ด้ านปฏิสมั พันธ์ เช่น คุณภาพ ความต่อเนื่อง และความสม่าเสมอของความสัมพันธ์ระหว่างผู้ให้ การสนับสนุน หรื อสิ่งชักนาให้ มีการปฏิบตั ิ ได้ แก่ สิ่งกระตุ้นที่นาไปสู่การปฏิบตั ิที่เหมาะสม ตัวแปร เหล่านี ้อาจเป็ นสิ่งที่อยู่ภายในตัวบุคคล เช่น อาการไม่สบาย อ่อนเพลียที่เกิดขึ ้นในตัวบุคคลนันเอง ้ หรื อเป็ นสิ่งภายนอกที่มากระตุ้น เช่น การรณรงค์หรื อข่าวสารจากสื่อต่างๆ ดังนันจะเห็ ้ นได้ ว่า พฤติกรรมส่งเสริ มสุขภาพของบุคคล จะแสดงออกตามความคิด และ ความเชื่อของตนเองว่ามีความเสี่ยงต่อการเกิดโรค หรื อมีผลกระทบต่อการเกิดโรค จะส่งผล ให้ บุคคลนันมี ้ ความมุง่ มัน่ ความสนใจ ความเอาใจใส่ตอ่ การกระทาพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพนันๆ ้ 2. แนวคิดทฤษฎีแรงจูงใจเพื่อป้องกันโรค (Protection Motivation Theory) ทฤษฎี แ รงจูง ใจเพื่ อป้ องกัน โรค เป็ นทฤษฏี ที่ มี ลักษณะและหลัก การเดีย วกันกับ แบบจาลองความเชื่อด้ านสุขภาพ ซึ่งได้ รับการพัฒนามาตังแต่ ้ ปี ค.ศ. 1983 โดย Rogers และได้ ปรับปรุ ง แก้ ไขใหม่ และนามาใช้ ในปี ค.ศ. 1983 โดยใช้ หลักของการกระตุ้นให้ เกิดความกลัว ร่วมกับแบบ แผนความเชื่อด้ านสุขภาพ (Health Belief Model) และทฤษฎีความคาดหวังใน ความสามารถของ ตนเอง (Self Efficacy Theory) นัน่ คือได้ รวมเอาปั จจัยที่ทาให้ เกิดการรับรู้ใน ภาพรวมของบุคคล ซึง่ การรับรู้นี ้จะนาไปสูก่ ารเปลี่ยนแปลงทัศนคติ และพฤติกรรม ในทฤษฎีนี ้เน้ น เกี่ยวกับการประเมิน การรับรู้ด้านข่าวสารในการสื่อสาร ซึ่งมาจากสื่อกลางที่ทาให้ เกิดความกลัว โดยขึ ้นอยูก่ บั จานวนสื่อ ที่มากระตุ้น และในการตรวจสอบประเมินการรับรู้ Rogersได้ ระบุตวั แปรที่ ทาให้ บคุ คลเกิดความ กลัว 3 ตัวแปร คือ 1. ความรุนแรงของโรค (Noxiousness) 2. การรับรู้ตอ่ โอกาสเสี่ยงของการเป็ นโรค (Perceived Probability) 3. ความคาดหวังในประสิทธิผลของการตอบสนอง (Response Efficacy) 1. ความรุนแรงของโรค (Noxiousness) การรับรู้ ถึงความรุ นแรงของโรคจะเกิ ดขึ ้นได้ ถ้ามีการขู่ว่า ถ้ ากระทา หรื อไม่ กระทา พฤติกรรมบางอย่าง จะทาให้ บคุ คลได้ รับอันตรายร้ ายแรง โดยใช้ สื่อที่เผยแพร่ข่าวสารที่ คุกคามต่อ


51 สุขภาพ ซึ่งพบว่า ข้ อมูลที่ทาให้ เกิดความกลัวสูงจะมีผลทาให้ บุคคลเปลี่ยนแปลงทัศนคติ และ พฤติกรรมได้ ดีกว่าข้ อมูลที่ทาให้ เกิดความกลัวน้ อยกว่า อย่างไรก็ตาม ข้ อมูลที่ทาให้ เกิดความ กลัว สูงอาจปลุกเร้ าร่ วมกับการขู่ กระบวนการประเมินการรับรู้ของบุคคลต่อข้ อมูลข่าวสารที่เกิดขึ ้นจะ ทาให้ บุคคลรับรู้ถึงความรุนแรงของการเป็ นโรค ขณะที่มีการกระตุ้น จะทาให้ บคุ คลรับรู้ถึงความ รุนแรง ของการเป็ นโรคดีกว่าการกระตุ้นตามปกติ และทาให้ เกิดการปรับเปลี่ยนทัศนคติ และ พฤติกรรมได้ 2. การรับรู้ตอ่ โอกาสเสี่ยงของการเป็ นโรค (Perceived Probability) การที่จะทาให้ บคุ คลเกิดความเชื่อว่า ตนกาลังอยู่ในภาวะเสี่ยงที่จะเป็ นโรคทาได้ โดยการสื่อสารใน ลักษณะของการขู่ว่า มีการคุกคามต่อสุขภาพ เช่น การนาเสนอข้ อมูล เพื่อให้ บุคคลลดพฤติกรรม เสี่ยงของการติดโรคเอดส์โดยศูนย์ป้องกัน และควบคุมโรคเอดส์ในนิวเม็กซิโก ได้ ให้ ข้อมูลว่า จาก การตรวจเลือดของชายรักร่วมเพศ และชายรักสองเพศพบว่า 1 ใน 4 คนมีการติด เชื ้อไวรัสเอดส์ เพื่อหวังให้ ประชาชนเกิดความตื่นกลัวว่าตนก็ตกอยู่ในภาวะเสี่ยงต่อการติดเชื ้อ จาก การศึกษา พบว่า การใช้ สื่อเพื่อเสนอข้ อมูลในลักษณะของการขู่ให้ ทราบถึงภาวการณ์คกุ คามของ โรค ก็ อาจจะไม่ทาให้ บุคคลรู้ สึกว่าตนอยู่ในภาวะเสี่ยง แต่การรับรู้ต่อโอกาสเสี่ยงของการเป็ นโรค จะ ขึ ้นอยู่กับการตัดสินใจของแต่ละบุคคลว่าถ้ าไม่ปฏิบตั ิตนเพื่อหลีกเลี่ยงอันตรายที่เกิดขึ ้น จะทาให้ ตนมีโอกาสเสี่ยงต่อการเป็ นโรคได้ (Mackay 1992 : 27-28, อ้ างถึงใน สุปรี ยา ตันสกุล 2548 : 24) 3. ความคาดหวังในประสิทธิผลของการตอบสนอง (Response Efficacy) เป็ นการนาเสนอข้ อมูลข่าวสาร เพื่อให้ บคุ คลทราบถึงแนวทางปฏิบตั ิ เพื่อลด โอกาสเสี่ยงต่อการ เป็ นโรค จากการวิจยั พบว่า การที่บคุ คลทราบถึงผลที่เกิดขึ ้นจากการปฏิบตั ิตาม คาแนะนาจะช่วย ลดความรุ นแรงของการเกิดโรคได้ อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติ ซึ่งสอดคล้ องกับ การศึกษาของ Rogers พบว่า เมื่อกลุ่มตัวอย่างได้ รับคาแนะนา โดยบอกถึงผลที่เกิดขึ ้นจากการงดสูบ บุหรี่ คือ ช่วยลดการเกิดโรคหัวใจ และโรคปอด ทาให้ กลุ่มตัวอย่างเกิดความตังใจที ้ ่จะหยุดสูบบุหรี่ และ นาไปสู่ความตังใจในการป ้ ้ องกันรักษาสุขภาพของบุคคล จากการวิจยั ที่ผ่านมาพบว่า การเพิ่ม ความคาดหวังผลที่เกิดขึ ้น ร่ วมกับความตังใจจะท ้ าให้ เกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม โดยเฉพาะ กรณี ที่บคุ คลรู้วา่ ตนเองกาลังเสี่ยงต่อการเป็ นโรค จะเห็นได้ วา่ องค์ประกอบทัง้ 3 ที่กล่าวข้ างต้ น เป็ นองค์ประกอบที่ทาให้ เกิด ความกลัวนัน้ เป็ นมิตเิ ดียวกับแบบแผนความเชื่อทางด้ านสุขภาพ ต่อมา Maddux และ Roger ได้ เพิ่ม ตัวแปรอีก 1 ตัวแปร คือความคาดหวังในความสามารถของตนเอง (Self Efficacy Expectancy) ซึง่ เป็ น ทฤษฏีที่มาจากแนวคิดของ Bandura ซึง่ เชื่อว่ากระบวนการเปลี่ยนแปลงทางจิตวิทยาขึ ้นอยู่กบั


52 ความคาดหวังในความสามารถของตนเองที่มีตอ่ ทางเลือกนันๆ ้ ซึง่ กระทาได้ หลายวิธี เช่น การ เลียนแบบ การเรี ยนรู้ หรื อการสอนด้ วยการพูดความสามารถของตนเอง ทาให้ เกิดการปรับเปลี่ยน ไม่มีผลกระตุ้นให้ บคุ คลเปลี่ยนพฤติกรรม ถ้ าจะมีผลมากขึ ้น ถ้ าใช้ การกระตุ้นหรื อการพฤติกรรมใน ระดับสูงสุด และเป็ นพื ้นฐานที่ทาให้ บคุ คลปฏิบตั ติ ามอย่างแท้ จริง (Bandura 1977 : 191-215, อ้ างถึงใน สุปรี ยา ตันสกุล 2548 : 24) การศึกษาที่แสดงให้ เห็นถึงความสาคัญของความ คาดหวัง ในความสามารถของตนเอง ที่นามาใช้ ในการป้องกันโรค จากกลุม่ ที่มีความเชื่ออานาจใน ตนเอง และกลุม่ ที่มีความเชื่ออานาจนอกตน พบว่า ผู้ที่เชื่ออานาจในตน จะเชื่อว่า การมีสขุ ภาพดี หรื อการ เจ็บป่ วยเกิดขึ ้นจากการปฏิบตั ติ นของแต่ละบุคคล และจะมีการแสวงหาข้ อมูลข่าวสารใน การ ปฏิบตั ิตนเพื่อป้องกันโรค แต่ผ้ ทู ี่เชื่ออานาจนอกตน จะเชื่อว่าสุขภาพของเขาขึ ้นอยู่กบั โอกาส เคราะห์กรรม โชคชะตา หรื ออานาจอื่นๆและไม่สนใจที่จะแสวงหาข้ อมูลหรื อข่าวสารที่จะปฏิบตั ิ ตน เพื่อป้องกันโรค ดังนัน้ ผู้ที่เชื่ออานาจในตนจึงมีความรับรู้เกี่ยวกับความสามารถตนเองสูง และ มี ความคาดหวังว่า เขาสามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของตนเองได้ จึงทาให้ เกิดความมัน่ ใจในการ ปฏิบตั ิตามคาแนะนาทางด้ านสุขภาพ จากตัวแปรที่กล่าวข้ างต้ น แสดงให้ เห็นถึงความสัมพันธ์ในระดับสูง ระหว่าง ความคาดหวัง ในความสามารถของตนเอง และความคาดหวังในประสิทธิผลของการตอบสนอง และการยอมรับ และมีความตังใจที ้ ่จะปฏิบตั ิตามคาแนะนา จะเป็ นไปได้ สงู เมื่อบุคคลมองเห็นว่ามี ประโยชน์และ สามารถปฏิบตั ติ ามได้ ดังนัน้ ถาความสามารถที่จะปฏิบตั ิตามมีสงู และผลดีของการ ปฏิบตั ิตามมี สูงด้ วย ก็จะทาให้ เกิดความตังใจในการปฏิ ้ บตั ติ ามมีเพิ่มมากขึ ้นด้ วยเช่นกัน ในทาง ตรงกันข้ าม ถ้ า ความสามารถในการปฏิบตั ิตามมีสงู แต่ผลดีของการปฏิบตั ิตามคาแนะนามีน้อย ความตังใจที ้ ่ จะ ปฏิบตั ติ ามก็จะลดน้ อยไปด้ วย ในทฤษฎีแรงจูงใจเพื่อป้องกันโรค Rogers ได้ พยายาม ปรับปรุงโดย การนาตัวแปรทัง้ 4 ตัวคือ การรับรู้ในความรุนแรงของโรค การรับรู้ตอ่ โอกาสเสี่ยงของ การเกิดโรค ความคาดหวังในประสิทธิผลของการตอบสนอง และความคาดหวังในความสามารถของ ตนเอง มาสรุปเป็ นกระบวนการรับรู้ 2 แบบ คือ การประเมินอันตรายต่อสุขภาพ (Threat Appraisal) และ การประเมินการเผชิญปั ญหา (Coping Response ) 1) การประเมินอันตรายต่อสุขภาพ (Threat Appraisal) ประกอบด้ วยการรับรู้ 2 ลักษณะ คือ การรับรู้ในความรุนแรงของโรค และ การ รับรู้ ต่อโอกาสเสี่ยงของการเกิดโรค ซึ่งการรับรู้ นี ้ จะนาไปสู่การเปลี่ยนแปลงด้ านทัศนคติ และ พฤติกรรม ซึ่งส่งผลให้ บุคคลเกิดพฤติกรรมสุขภาพที่พึงประสงค์ เช่น การสวมหมวกกันน็อค ซึ่ง


53 ขึ ้นอยู่กบั ความพอใจในตนเอง (Intrinsic Rewards) และความพึงพอใจจากภายนอก (Extrinsic Rewards) เช่น การเป็ นที่ยอมรับของกลุม่ เพื่อน 2) การประเมินการเผชิญปั ญหา (Coping Response) ประกอบด้ วยการรับรู้เกี่ยวกับความคาดหวังในประสิทธิผลของการ ตอบสนอง และความคาดหวังในความสามารถของตนเองในการหลีกเลี่ยงอันตรายให้ สาเร็ จลงได้ ซึ่งเป็ น ปั จจัยที่ ทาให้ เ กิดการเปลี่ ยนแปลงพฤติกรรมไปในทิศทางที่พึงประสงค์ แต่ความคาดหวังใน ประสิทธิผลของการตอบสนองจะลดลงถ้ ามีอปุ สรรค เช่น ความไม่สะดวก ความยุ่งยาก ค่าใช้ จ่าย ที่มาก ตลอดจนความขัดแย้ งกับวิถีการดารงชีวิต กระบวนการรับรู้ดงั กล่าว เกิดจากอิทธิพลของแหล่งข้ อมูลข่าวสาร คือ สิ่งแวดล้ อม การพูดชักชวน การเรี ยนรู้จากการสังเกต และลักษณะบุคลิกภาพ หรื อประสบการณ์ที่ บุคคลได้ รับ กล่าวโดยสรุป ทฤษฎีแรงจูงใจเพื่อป้องกันโรค มีความเชื่อว่า แรงจูงใจ เพื่อการ ป้องกันโรคจะกระทาได้ ดีที่สดุ เมื่อบุคคลเห็นว่าอันตรายต่อสุขภาพนันรุ ้ นแรง บุคคลมี ความรู้สึกว่า ตนอ่อนแอหรื อเสี่ยงต่ออันตรายนัน้ เชื่อว่าการตอบสนองโดยการปรับตัว เป็ นวิธีที่ดี ที่สดุ ที่จะกาจัด อันตรายนัน้ บุคคลมีความเชื่อมัน่ ในตนเองว่าจะสามารถปรับตัว เพื่อตอบสนองหรื อ ปรับเปลี่ยน พฤติกรรมนันได้ ้ อย่างสมบูรณ์ ผลที่ไม่พึงประสงค์จากการปรับตัวนันมี ้ น้อย อุปสรรค เกี่ยวกับการ ปรับตัว หรื อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมนันน้ ้ อย ดังนันจุ ้ ดเด่นของทฤษฎีนี ้ คือ การสร้ างแรงจูงใจให้ บคุ คลมีพฤติกรรม ป้องกัน เกิดขึ ้นได้ นนจะต้ ั ้ องเน้ นในเรื่ องค่านิยมของสิ่งที่เป็ นเป้าหมายสุดท้ ายที่พึงประสงค์ การ ปรับเปลี่ยน พฤติกรรมสุขภาพซึง่ เห็นได้ ชดั เช่น ตัวอย่างการลดน ้าหนักโดยวิธีการออกกาลังกาย หลายรูปแบบ อาทิเช่น การเต้ นแอโรบิค ควบคู่กับการควบคุมการบริ โภคอาหาร ทฤษฎี นีส้ ามารถ นามา ประยุกต์ใช้ ในการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมสุขภาพของบุคคลและชุมชนได้ เป็ นอย่างดี โดยการ จัด กิจกรรมการเรี ยนรู้ที่เหมาะสมโดยสอดคล้ องกับแนวคิดหลักของทฤษฎี ตามที่ได้ กล่าวมาแล้ ว ใน การวิจยั ครัง้ นี ้ผู้วิจยั ได้ ประยุกต์แรงจูงใจด้ านการรับรู้ในความรุนแรงของโรค และการรับรู้ โอกาส เสี่ยงของการเกิดโรคมาเป็ นปั จจัยที่สามารถส่งผลให้ เกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมดูแล ทันต สุขภาพของผู้ดเู ด็กที่มีตอ่ เด็กก่อนวัยเรี ยนได้ 3. แนวคิดทฤษฎีเกี่ยวกับแรงสนับสนุนทางสังคม (Social Support Theory) 3.1 ความหมายของแรงสนับสนุนทางสังคม การได้ รับการสนับสนุนทางสังคม เป็ นปั จจัยสาคัญประการหนึ่งที่มีผลต่อการ เปลี่ยนแปลง พฤติกรรมสุขภาพ โดยแนวคิดเรื่ องการสนับสนุนทางสังคม มีพื ้นฐานมาจากทฤษฎีเป็ นผลมาจาก


54 การศึกษาทางด้ านสังคมจิตวิทยา ซึ่งพบว่า การตัดสินใจส่วนใหญ่ของบุคคลจะขึ ้นอยู่ กับอิทธิพล ของบุคคลผู้มีความสาคัญและมีอานาจเหนือตัวเราอยูต่ ลอดเวลา ซึง่ ความหมายของการ สนับสนุน ทางสังคมได้ มีผ้ ใู ห้ ความหมายไว้ หลายรูปแบบ Cobb (1976 : 300 - 313) ให้ ความหมายว่า แรงสนับสนุนทางสังคม เป็ นการที่ บุคคลได้ รับข้ อมูลที่ทาให้ ทราบว่ามีคนรัก คนเอาใจใส่ ซึ่งได้ จากความสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน ได้ รับ การยกย่องและรู้สกึ ว่าตนเป็ นส่วนหนึง่ ของสังคม มีความผูกพันซึง่ กันและกัน Kahn (1979 : 85, อ้ างถึงใน สุปรี ยา ตันสกุล 2548 : 26) ให้ ความหมายว่า แรง สนับสนุนทางสังคมเป็ นปฏิสมั พันธ์ อย่างมีจุดหมายระหว่างบุคคลอื่นไปยังอีกบุคคลหนึ่ง มีการ ช่วยเหลือซึง่ กันและกัน สิ่งเหล่านี ้อาจเกิดเพียงอย่างใดอย่างหนึง่ หรื อมากกว่าหนึง่ อย่าง Schaefer and others (1981 : 386, อ้ างถึงในสุวิมล สันติเวช 2545 : 31) กล่าว ว่า การสนับสนุนทางสังคม เป็ นการที่บุคคลได้ รับการช่วยเหลือด้ านอารมณ์ การได้ รับข้ อมูล ข่าวสาร และด้ านวัตถุสิ่งของหรื อบริ การ โดยที่ผ้ รู ับจะได้ รับประโยชน์จากความช่วยเหลือหรื อ ปฏิสมั พันธ์นนั ้ Pilisuk (1982 : 20) ให้ ความหมายว่า แรงสนับสนุนทางสังคมเป็ นความสัมพันธ์ ระหว่างบุคคล ไม่เพียงแต่ความช่วยเหลือด้ านวัตถุและความมัน่ คงทางอารมณ์เท่านัน้ แต่ยงั รวมถึง การที่บคุ คลรู้ สึกตนเองเป็ นส่วนหนึ่งของกลุ่มด้ วย นอกจากนี ้แรงสนับสนุนทางสังคมยังสามารถ ปกป้องบุคคลจากวิกฤติและคุกคามของความเจ็บป่ วย ลดการใช้ ยา และเพิ่มความร่วมมือในการ รับ การรักษาพยาบาล Hubbard, Muhlenkamp and Brown (1984 : 266-269) ให้ ความหมายว่า แรง สนับสนุนทางสังคมเป็ นโครงสร้ างหลายมิติ ซึ่งประกอบด้ วย การสื่อสารในแง่ดีทาให้ มีความรู้สึก ผูกพัน มี ความรู้ สึกเป็ นสิ่ งหนึ่งของสัง คมและมี การแลกเปลี่ยนซึ่ง กันและกัน โดยคานึง ถึง แหล่งที่มาด้ วย House (1981 : 94, อ้ างถึงในประภาเพ็ญ สุวรรณ และสวิง สุวรรณ 2536 : 117) กล่าวว่า การสนับสนุนทางสังคมเป็ นปฏิสมั พันธ์ระหว่างบุคคล ซึ่งประกอบด้ วย ความรัก ความ ห่วงใย ความไว้ วางใจ ความช่วยเหลือด้ านการเงิน สิ่งของ แรงงาน เวลา การให้ ข้อมูลข่าวสาร ตลอดจนการให้ ข้อมูลป้อนกลับ ข้ อมูลเพื่อการเรี ยนรู้ และการประเมินผลตนเองในสังคม Pender (1978 : 396) ได้ ให้ ความหมายของการสนับสนุนทางสังคมว่า เป็ น การที่ บุคคลรู้สึกถึงความเป็ นเจ้ าของ การได้ รับการยอมรับ ได้ รับความรัก รู้สึกมีคณ ุ ค่าในตนเอง เป็ นที่ ต้ องการของบุคคลอื่น โดยได้ รับจากกลุ่มคนในระบบสังคมนันๆเป็ ้ นผู้ให้ การสนับสนุนด้ านจิตใจ


55 อารมณ์ วัสดุ อุปกรณ์ ข่าวสาร คาแนะนา ซึ่งจะทาให้ บคุ คลสามารถดารงอยู่ในสังคมได้ อย่าง เหมาะสม บุญเยี่ยม ตระกูลวงษ์ (2528 : 73) ได้ ให้ ความหมายของการสนับสนุนทาง สังคม ว่า การสนับสนุนทางสังคม หมายถึง สิ่งที่ “ผู้รับการสนับสนุน” ได้ รับความช่วยเหลือด้ านข้ อมูล ข่าวสารวัสดุสิ่งของ หรื อการสนับสนุนด้ านจิตใจจาก “ผู้ให้ การสนับสนุน” ซึ่งอาจเป็ นบุคคลหรื อ กลุม่ บุคคล แล้ วมีผลทาให้ ผ้ รู ับปฏิบตั ิไปในทางที่ผ้ รู ับต้ องการ ในที่นี ้ หมายถึง การมีสขุ ภาพดี ผู้ให้ การสนับสนุนทางสังคมอาจเป็ นบุคคลในครอบครัว เช่น พ่อแม่ สามีภรรยา ญาติพี่น้อง เพื่อนบ้ าน เพื่อนร่วมงาน หรื อเจ้ าหน้ าที่สาธารณสุข สุปรี ยา ตันสกุล (2548 : 27) ได้ ให้ ความหมายของการสนับสนุนทางสังคมว่า การ ที่บุคคลได้ รับความช่วยเหลือจากการปฏิสัม พันธ์ กับคนอื่นในสังคม การช่วยเหลือมี อ ยู่หลาย ประเภท เช่น ข้ อมูลข่าวสาร เงิน และแรงงาน การสนับสนุนทางสังคมประกอบด้ วยบุคคล 2 ฝ่ าย คือ ฝ่ ายผู้ให้ เช่น บิดา มารดา และครู กับฝ่ ายผู้รับ เช่น บุตร หรื อนักเรี ยนได้ รับการตักเตือนจาก บุคคลดังกล่าว อาจกล่าวได้ ว่า แรงสนับสนุนทางสังคมเป็ นความช่วยเหลือประคับประคอง จากบุคคลอื่น ซึ่งจะมีผลต่อการลดระดับความเครี ยดและวิกฤตการณ์ในชีวิตได้ ทาให้ บุคคลเกิด ความมัน่ คงทางอารมณ์และสามารถอยู่ในสังคมได้ อย่างเป็ นปกติสขุ โดยสรุปแล้ ว แรงสนับสนุน ทางสังคม หมายถึง การที่บคุ คลได้ รับความช่วยเหลือจากการปฏิสมั พันธ์ กบั คนอื่นในสั งคม แรง สนับสนุนทางสังคมสามารถแบ่งออกได้ เป็ น 2 ระดับคือ อย่างเป็ นทางการและแบบไม่เป็ น ทางการ การดาเนินชีวิตในแต่ละวันของบุคคลจะต้ องมีการปฏิสมั พันธ์กบั บุคคลทุกระดับ ทุกสาขา อาชีพที่ มีในสังคมเพราะจะต้ องอาศัยความร่วมมือของบุคคลทุกระดับในการพัฒนาหรื อปลูกฝั ง พฤติกรรม สุขภาพที่ดี บุคคลจะต้ องมีการสนับสนุนสังคมและสังคมก็จะต้ องมีการสนับสนุนบุคคล เช่นกัน ทัง้ 2 อย่างจะต้ องดาเนินการควบคูก่ นั ไปจะขาดสิ่งใดสิ่งหนึง่ ไปไม่ได้ ดงั นันการพั ้ ฒนา เพื่อที่จะปลูกผัง พฤติกรรมจะต้ องเริ่มที่ตวั บุคคลก่อน ทาให้ บคุ คลเห็นความสาคัญและตระหนักถึ ง โรคภัยไข้ เจ็บว่า โรคภัยไข้ เจ็บสามารถที่จะควบคุมและป้องกันได้ ถ้ าเรามีการปฏิบตั ิตวั ที่ดี และถ้ า บุคคลมีสขุ ภาพ ที่ดีและได้ รับแรงสนับสนุนทางสังคมที่ดีสังคมนันก็ ้ จะได้ รับการพัฒนาที่ถูกต้ อง และเหมาะสม ต่อไป 3.2 แหล่งที่มาของการสนับสนุนทางสังคม Pender (1987 : 396 – 397) ได้ แบ่งแหล่งสนับสนุนทางสังคมออกเป็ น 5 ระบบ คือ


56 3.2.1 ระบบการสนับสนุนตามธรรมชาติ (Natural Support System) ได้ แก่ แหล่ง สนับสนุนจากครอบครัว ญาติพี่น้อง ซึ่งถือว่ามีความสาคัญมากที่สดุ ต่อผู้ป่วย เพราะ ครอบครัวมี บทบาทสาคัญต่อผู้ป่วยตังแต่ ้ วยั เด็ก เพราะเป็ นแหล่งถ่ายทอดค่านิยม ความเชื่อ แบบ แผน พฤติกรรม การปฏิสมั พันธ์และประสบการณ์ตา่ งๆในชีวิตอันจะเป็ นเครื่ องมือสาคัญในการให้ การ สนับสนุนผู้ป่วย 3.2.2 ระบบการสนับสนุนจากกลุ่มเพื่อน (Peer Support System) เป็ นการ สนับสนุนที่ผ้ ปู ่ วยได้ รับจากบุคคลซึ่งมีประสบการณ์ มีความชานาญในการที่จะค้ นคว้ าหาความ ต้ องการและสามารคติดต่อชักจูงผู้ป่วยได้ โดยง่ายเป็ นเหตุให้ ผ้ ปู ่ วยเป็ นบุคคลซึ่งประสบความสาเร็ จ และสามารถปรับตัวต่อสถานการณ์ที่เลวร้ ายต่างๆในชีวิต อันจะเป็ นเครื่ องมือสาคัญ ในการให้ การ สนับสนุนผู้ป่วย 3.2.3 ระบบสนับ สนุน ด้ า นศาสนาหรื อ แหล่ง อุป ถัม ภ์ ต่า งๆ (Religious Organization or Denomination) เป็ นแหล่งที่จะช่วยให้ ผ้ ูป่วยได้ มีการแลกเปลี่ยนความเชื่อ ค่านิยม คาสอน คาแนะนาเกี่ยวกับวิถีการดารงชีวิตและขนบธรรมเนียมประเพณีตา่ งๆ ได้ แก่ พระ นักบวช หมอสอนศาสนา กลุม่ ผู้ปฏิบตั ธิ รรม 3.2.4 ระบบการสนับสนุนจากกลุ่มวิชาชีพด้ านสุขภาพ (Health Professional Support System) เป็ นแหล่งการสนับสนุนแห่งแรกที่ให้ การช่วยเหลือผู้ป่วย ซึ่งจะมีความสาคัญ ต่อเมื่อการสนับสนุนที่ได้ รับจากครอบครัว เพื่อนสนิท และกลุม่ เพื่อน 3.2.5 ระบบการสนับสนุนจากกลุ่มวิชาชีพอื่ นๆ (Organized Support System) เป็ นการสนับสนุนจากกลุ่มบริ การ อาสาสมัคร กลุ่มช่วยเหลือตนเอง (Self – Help Group) เป็ นการ สนับสนุนจากกลุ่มบริ การ อาสาสมัคร กลุ่มช่วยเหลือตนเอง (Self – Help Group) เป็ นกลุ่มที่เป็ น สื่อกลางที่ช่วยให้ ผ้ ปู ่ วยเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมต่างๆในทางที่ส่งเสริ มให้ ผ้ ปู ่ วยสามารถปรับตัวเข้ า กับสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงต่างๆในชีวิต 3.3 ชนิดของแรงสนับสนุนทางสังคม Cobb (1976 : 300) ได้ แบ่งการสนับสนุนทางสังคมออกเป็ น 3 ด้ าน คือ 1) การสนับสนุนทางด้ านจิตใจและอารมณ์ (Emotional Support) บุคคลเชื่อว่า การได้ รับความรัก ได้ รับการดูแลเอาใจใส่และมีความสัมพันธ์ที่ใกล้ ชิดมีความผูกพันซึง่ กันและกัน 2) การสนับสนุนด้ านการยอมรับและเห็นคุณค่า (Esteem Support) เป็ นข้ อมูลที่ ทาให้ ร้ ูสกึ ว่าตนเองเป็ นผู้ที่มีคณ ุ ค่า เป็ นที่ยอมรับของบุคคลอื่น


57 3) การสนับสนุนด้ านการเป็ นส่วนหนึ่งของสังคม (Social Support or Network) เป็ นข้ อมูลที่ทาให้ บุคคลรับรู้ ว่า ตนเป็ นสมาชิกหรื อส่วนหนึ่งของเครื อข่ายทางสังคม และมีการ ช่วยเหลือซึง่ กันและกัน Schaefer and others (1981 : 75 - 109, อ้ างถึงในสุวิมล สันติเวช 2545 : 32 – 33) ได้ แบ่งการสนับสนุนทางสังคมออกเป็ น 3 ด้ าน คือ 1) การสนับสนุนทางด้ านอารมณ์ (Emotional Support) หมายถึงการใกล้ ชิด สนิท สนม ความผูกพัน ความอบอุน่ ใจ ความเชื่อมัน่ และความไว้ วางใจซึง่ กันและกัน 2) การสนับสนุนด้ านสิ่งของ (Tangible Support) หมายถึง การช่วยเหลือใน ด้ าน สิ่งของ เงิน หรื อการให้ บริการ 3) การสนับสนุนด้ านข้ อมูลข่าวสาร (Information Support) หมายถึง การให้ ข้ อมูลและคาแนะนา ซึ่งช่วยให้ บุคคลแก้ ไขปั ญหาและให้ ข้อมูลย้ อนกลับเกี่ยวกับการกระทาของ บุคคล House (1981 : 201, อ้ างถึงในสุปรี ยา ตันสกุล 2548 : 30) ได้ แบ่งแรงสนับสนุน ทางสังคมออกเป็ น 4 ด้ าน คือ 1) การสนับสนุนด้ านข้ อมูลข่าวสาร (Information Support) หมายถึง การให้ คาแนะนาข้ อเสนอแนะ ทิศทางและการให้ ข้อมูลข่าวสาร ซึ่งสามารถนาไปใช้ ในการแก้ ปัญหาที่ เผชิญ อยูไ่ ด้ 2) การสนับสนุนด้ านวัตถุ สิ่งของ การเงิน และแรงงาน (Instrument Support) หมายถึง การช่วยเหลือโดยตรงต่อความจาเป็ นของบุคคลในเรื่ องเงิน แรงงาน เวลา และการปรับ สภาพสิ่งแวดล้ อม 3) การสนับสนุนทางอารมณ์ (Emotional support) หมายถึง การสนับสนุน ด้ าน การยกย่อง การให้ ความรัก ความผูกพัน ความจริงใจ ความเอาใจใส่ และความรู้สกึ เห็นอกเห็นใจ 4) การสนับสนุนด้ านการประเมิน (Appraisal Support) หมายถึง การเห็นพ้ อง รับรองและการให้ ข้อมูลป้อนกลับเพื่อนาไปใช้ ในการประเมินตนเอง และการเปรี ยบเทียบตนเองกับ ผู้ที่ อยูร่ ่วมในสังคม ในการศึกษานี ้ใช้ แนวคิดแรงสนับสนุนทางสังคมของ House เนื่องจาก สามารถทาการประเมินชนิด ของสนับสนุนได้ อย่างครอบคลุมทัง้ 4 ด้ าน คือ การสนับสนุนทางด้ าน อารมณ์ การสนับสนุน ทางด้ านการประเมิน การสนับสนุนทางด้ านข้ อมูลและข่าวสาร การ สนับสนุนทางด้ านวัตถุ สิ่งของ การเงินและแรงงาน ซึง่ สามารถประเมินได้ ไม่ยงุ่ ยาก เหมาะสมกับ ระยะเวลาในการศึกษา


58 3.4 องค์ประกอบของแรงสนับสนุนทางสังคม จะประกอบไปด้ วยองค์ประกอบ สาคัญ ดังนี ้ 3.4.1 ต้ องมีการติดต่อสื่อสารระหว่าง “ผู้ให้ ” และ “ผู้รับ” แรงสนับสนุน 3.4.2 ลักษณะการติดต่อสื่อสาร ประกอบด้ วย 1) ข้ อมูลข่าวสารที่มีลกั ษณะที่ “ผู้รับ” เชื่อว่ามีคนสนใจเอาใจใส่ และมี ความรัก ความหวังดีในตนอย่างจริงใจ 2) ข้ อมูลข่าวสารที่มีลกั ษณะที่ “ผู้รับ” รู้ สึกว่าตนเองมีคณ ุ ค่าและเป็ นที่ ยอมรับของสังคม 3) ข้ อมูลข่าวสารที่มีลกั ษณะที่ “ผู้รับ” เชื่อว่าเขาเป็ นส่วนหนึ่งของสังคม และสามารถทาประโยชน์ให้ แก่สงั คมได้ 4) จะต้ องช่วยให้ “ผู้รับ” ได้ บรรลุถึงกลุ่มเป้าหมายที่เขาต้ องการ คือมี สุขอนามัยที่ดีโดยที่องค์การอนามัยโลก ได้ ให้ ความหมายของสุขภาพว่า เป็ นภาวะแห่งความสุขทัง้ ร่างกาย จิตใจและสังคม (Physical, Mental and Social Wellbeing) การที่จะมีความสุขจึงต้ องให้ มี ความสมดุลระหว่างร่างกายและจิตใจของตนเอง ครอบครัว และสิ่งแวดล้ อม 3.5 ระดับของแรงสนับสนุนทางสังคม Gottlieb (1985 : 137) ได้ แบ่งระดับของแรงสนับสนุนทางสังคมออกเป็ น 3 ระดับ คือ 1) ระดับกว้ าง (Macro Level) เป็ นการพิจารณาถึงการมีส่วนร่วมในสังคม วัด ได้ จากความสัมพันธ์กบั สถาบันในสังคม 2) ระดับกลุ่มเครื อข่าย (Mezzo Level) เป็ นการมองโครงสร้ างและหน้ าที่ของ เครื อข่ายสังคม การวัดเฉพาะเจาะจงถึงกลุ่มที่มีความสัมพันธ์กนั อย่างสม่าเสมอ เช่น กลุ่มเพื่อน ชนิดของการสนับสนุนระดับนี ้ได้ แก่ การให้ คาแนะนา การช่วยเหลือด้ านวัสดุ ความเป็ นมิตรภาพ การสนับสนุนทางอารมณ์และการยกย่องล้ ชิด สนิทสนมกันมากที่สดุ ทังนี ้ ้มีความเชื่อว่า คุณภาพ ของความสัมพันธ์มี ความสาคัญมากกว่าปริ มาณ ได้ แก่ สามีภรรยา และสมาชิกในครอบครัว หรื อ คนรักซึ่งมีความ ใกล้ ชิดทางอารมณ์ ให้ การสนับสนุนทางด้ านจิตใจ แสดงความรักใคร่และห่วงใย (Affective Support) 3.6 ความสาคัญของแรงสนับสนุนทางสังคม Leiberman (1972 : 127) กล่าวว่า แรงสนับสนุนทางสังคม มีผลต่อการลด อุบตั กิ ารณ์การเกิดเหตุการณ์เครี ยดในชีวิต ทาให้ สามารถปรับและเปลี่ยนแปลงการรับรู้ของบุคคล ต่อภาวะเครี ยด และสามารถลดระดับ ความรุ นแรงของภาวะเครี ยด สามารถเปลี่ยนแปลง


59 ความสัมพันธ์ระหว่างระดับความรุนแรงของภาวะเครี ยด กับระดับการเปลี่ยนแปลงบทบาทหน้ าที่ ของบุคคล สามารถส่งเสริ มการเผชิญภาวะเครี ยดของบุคคล และในทานองเดียวกันก็สามารถลด ความรุนแรงจากผลกระทบของภาวะเครี ยด หรื อสามารถดูดซับผลกระทบที่เกิดจากภาวะเครี ยด สามารถเปลี่ยนแปลงความรู้ สึกมีคณ ุ ค่าในตนเอง และความสามารถในการควบคุมสิ่งแวดล้ อม และ สถานการณ์ตา่ งๆซึง่ ถูกทาลายลงจากเหตุการณ์เครี ยดที่เกิดขึ ้น และการสนับสนุนทางสังคมนี ้ มีผล ต่อการปรับตัวของบุคคล Pender (1978 : 396) กล่าวว่า แรงสนับสนุนทางสังคมจะส่งเสริ มการ เจริ ญเติบโต และการทางานของระบบต่างๆในร่ างกาย เป็ นการเพิ่มคุณค่าของตนเอง ทาให้ มี อารมณ์มนั่ คง และ มีความผาสุกในชีวิต ลดความเครี ยดที่เกิดขึ ้นในชีวิต เป็ นการดารงไว้ ซึ่งสุขภาพ มีการป้อนกลับ ยืนยันรับรอง หรื อทาให้ เกิดความมัน่ ใจ และคาดการณ์ การกระทาของบุคคลนันว่ ้ า เป็ นที่ต้องการ ของสังคม และแรงสนับสนุนทางสังคมเป็ นกันชน หรื อเบาะรองรับเหตุการณ์ที่เป็ น ภาวะวิกฤติใน ชีวิต โดยมีอทธิพลต่อการแปลเหตุการณ์ และการตอบรับทางอารมณ์ของบุคคลที่ทา ให้ บคุ คลมี การปรับตัวได้ ดี จึงช่วยลดการเจ็บป่ วยซึ่งจะเป็ นการป้องกันโรค และ Worthman กล่าว ว่า แรงสนับสนุน ทางสังคมที่ได้ รับจะส่งเสริ มบุคคลในการเผชิญภาวะเครี ยด โดยการกระตุ้นให้ ผู้รับเกิดความรู้สึกมี คุณค่าในตัวเอง ทาให้ บคุ คลเปลี่ยนแปลงวิธีการเผชิญความเครี ยด สามารถ ทาให้ เผชิญความเครี ยด ได้ ดีขึ ้นจากการให้ ข้อมูลต่างๆซึ่งจะทาให้ การรับรู้ของบุคคลดีขึ ้น ทาให้ บุคคลได้ รับคาแนะนา เกี่ยวกับวิธีการเผชิญความเครี ยดแบบใหม่ ซึ่งบุคคลนันไม่ ้ เคยรู้จกั มาก่อน แรงสนับสนุนทาง สังคมที่ได้ รับจะทาให้ เกิดแรงจูงใจในการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม นอกจากที่ กล่าวมาแล้ วยังมี รายงานวิจยั ที่เกี่ยวข้ องกับแรงสนับ สนุนทางสังคมในประเทศไทยหลายรายงาย แต่การศึกษาหรื อการนาแรงสนับสนุนทางสังคมไปใช้ ในการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมสุขภาพนัน้ นอกจากจะคานึง เครื อข่ายทางสังคม ลักษณะของความสัมพันธ์ ความถี่ในการติดต่อรวมทัง้ ระยะเวลาในการติดต่อ ความสัมพันธ์แล้ ว ต้ องคานึงถึงหน้ าที่ของแรงสนับสนุนทางสังคมและที่ สาคัญ คือคุณภาพของแรง สนับสนุนนันว่ ้ าเป็ นคุณภาพทางบวก หรื อคุณภาพทางลบ เพื่อให้ เกิด ประสิทธิภาพ และ ประสิทธิผลในการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมอย่างแท้ จริง Cobb (1976 : 300 – 313) กล่าวว่า การสนับสนุนป้องกันไม่ให้ บคุ คลเกิดโรค โดย เป็ นตัวดูดซับความเครี ยด บุคคลที่มีความเครี ยด และมีการสนับสนุนทางสังคม จะมีสขุ ภาพ ดีกว่า บุคคลที่ไม่ได้ รับแรงสนับสนุนทางสังคม


60 ข้ อดีของแรงสนับสนุนทางสังคมที่มีผลโดยตรงต่อสุขภาพและพฤติกรรม สุขภาพและในแง่ลด ความเครี ยด นอกจากนี ้ยังสามารถนาไปใช้ ประโยชน์อย่างกว้ างขวางในการ ดูแลผู้ที่ขาดแรง สนับสนุนทางสังคม และกลุม่ สนับสนุนทางสังคมยังสามารถให้ การสนับสนุนทาง สังคมได้ ผลดี ข้ อจากัดในการใช้ แรงสนับสนุนทางสังคม เป็ นการศึกษาปั จจัยภายนอกตัวบุคคล อย่าง เดียวโดยไม่คานึงถึงปั จจัยภายในตัวบุคคล เช่น ความเชื่อ ความตังใจ ้ การทานายพฤติกรรม สุขภาพ อาจไม่ครอบคลุมทังหมด ้ จากแนวคิดของการสนับสนุนทางสังคมซึ่งได้ มีผ้ ใู ห้ นิยามความหมายที่ หลากหลาย จะ เห็นได้ วา่ การสนับสนุนทางสังคมมีบทบาทสาคัญอย่างมากต่อการดารงไว้ ซึ่งการมี สุขภาพที่ดี ช่วย บรรเทาหรื อลดความเครี ยดที่เกิดจากสิ่งแวดล้ อมและสังคม อันจะมีผลต่อร่างกาย และจิตใจ โดย เปรี ยบเสมือนปั จจัยที่เป็ นแหล่งประโยชน์ ช่วยส่งเสริมพฤติกรรมที่เหมาะสมให้ บุคคลได้ ปั จจัยที่เกี่ยวข้ องในงานวิจัย ในการศึกษาครัง้ นี ้ ผู้วิจยั ได้ เลือกศึกษาปั จจัยต่างๆที่มีผลต่อพฤติกรรมการดูแล ทันต สุขภาพตามกรอบแนวคิดของแบบจาลองความเชื่อทางด้ านสุข ภาพ และแรงสนับสนุนทาง สังคม ประกอบด้ วยปั จจัยทางด้ านชีวสังคม ได้ แก่ อายุ สถานภาพสมรส ระดับการศึกษา รายได้ ปั จจัย หลัก ได้ แก่ ความรู้ทางด้ านทันตสุขภาพ การรับรู้โอกาสเสี่ยงของการเกิดโรคในช่องปาก และโรค แทรกซ้ อน การรับรู้ ความรุนแรงของโรคในช่องปาก การรับรู้ประโยชน์ ของการป้องกันโรคในช่อง ปาก การรับรู้อปุ สรรคในการปฏิบตั ิ และปั จจัยร่วม ได้ แก่ แรงสนับสนุนทางสังคมใน ด้ านอารมณ์ ด้ านข้ อมูลข่าวสาร ด้ านเครื่ องมือ และปั จจัยร่ วมที่ก่อให้ เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม ซึ่งมี รายละเอียด ดังนี ้ 1. ปั จจัยด้ านชีวสังคม ปั จจั ย ด้ านชี ว สั ง คมที่ มี ค วามสั ม พั น ธ์ กั บ พฤติ ก รรมการดู แ ลทั น ตสุ ข ภาพ ประกอบด้ วย 1.1 อายุ อายุเป็ นตัวแปรหนึง่ ที่มีผลต่อพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพของแต่ละบุคคล เนื่องจากการรับรู้ของบุคคลมีความเกี่ยวข้ องกับประสบการณ์ในอดีต เมื่อบุคคลมีวฒ ุ ิภาวะมากขึ ้น จะมีการตัดสินใจหาทางเลือกที่ดีในการดูแลตนเองอย่างถูกต้ อง แต่ความสามารถดังกล่าวจะลดลง ในวัยที่มากขึ ้น อายุที่ตา่ งกันจะทาให้ พฤติกรรมต่างๆลดลง (Orem 1995 : 245) ซึง่ สอดคล้ องกับ รายงานการศึกษาทางด้ านพฤติกรรมทันตสุขภาพ พบว่าคนไทยแทบทุกกลุม่ อายุยงั คงเผชิญกับ ปั ญหาโรคในช่องปากซึง่ ยังคงมีอยูอ่ ย่างต่อเนื่องและมีแนวโน้ มเพิ่มสูงขึ ้น และพบว่าสภาพปั ญหา ทันต สาธารณสุขยังเปลี่ยนแปลงไปตามกลุม่ เป้าหมายและอายุ (วัลลภ ภูวพานิช 2535 : 6)


61 สอดคล้ องกับ การศึกษา ปั จจัยส่วนบุคคล การรับรู้ประโยชน์ของพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพและ พฤติกรรม ส่งเสริมสุขภาพของผู้สงู อายุ พบว่าอายุสามารถทานายพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพของ ผู้สงู อายุได้ โดยมีความสัมพันธ์ทางลบกับพฤติกรรมส่งเสริมส่งเสริมสุขภาพของผู้สงู อายุ (ศิริมา วงศ์แหลม ทอง 2542 : 56) และสอดคล้ องกับการศึกษาพฤติกรรมการดูแลสุขภาพของพนักงาน โรงงานยาสูบ ของ จารุมาศ ใจก้ าวหน้ า (2541 : 119) พบว่า อายุที่แตกต่างกันมีพฤติกรรมการดูแล สุขภาพ แตกต่างกัน และสอดคล้ องกับการศึกษาพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพของผู้สงู อายุ จังหวัด ลาปาง พ.ศ.2543 พบว่า ผู้สงู อายุที่มีอายุแตกต่างกันจะมีพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพด้ านความ รับผิดชอบต่อ สุขภาพแตกต่างกัน มีกิจกรรมทางกายและการมีสมั พันธภาพระหว่างบุคคลแตกต่าง กัน (กัญญา ชื่นอารมณ์ 2543 : 548) นอกจากนี ้ยังมีรายงานการศึกษาของ มณีภรณ์ อนุสรณ์ พานิช (2542 : 157) ได้ ศกึ ษาพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพของครูประถมศึกษา สังกัดสานักงาน ประถมศึกษา จังหวัดประจวบคีรีขนั ธ์ พบว่าอายุมีความสัมพันธ์อย่างไม่มีนยั สาคัญทางสถิติกบั พฤติกรรมการ ส่งเสริมสุขภาพของครู ซึง่ สอดคล้ องกับไพโรจน์ พรหมทันใจ (2541 : 133) ศึกษา ปั จจัยที่มีอิทธิพล ต่อพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพของคนงาน ในโรงงานอุตสาหกรรม จังหวัด นครราชสีมา พบว่าอายุ มีความสัมพันธ์กบั พฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพของคนงานอย่างไม่มี นัยสาคัญทางสถิติ จากการทบทวนวรรณกรรมเกี่ยวกับปั จจัยทางชีวสังคมด้ านอายุที่มีความสัมพันธ์กบั พฤติกรรมส่งเสริมทันตสุขภาพ การศึกษาส่วนใหญ่พบว่า อายุมีความสัมพันธ์กบั พฤติกรรมส่งเสริม สุขภาพโดยรวมของบุคคล ไม่วา่ จะเป็ นสุขภาพทางร่างกายหรื อทันตสุขภาพ อายุที่ตา่ งกัน บุคคล จะมีพฤติกรรมการดูแลสุขภาพแตกต่างกัน และอายุที่มากขึ ้นจะมีพฤติกรรมต่างๆลดลง ซึง่ หมายถึงพฤติกรรมการดูแลทันตสุขภาพก็จะลดลงด้ วยเช่นกัน ผู้วิจยั จึงมีความสนใจที่จะศึกษา ปั จจัยทางด้ านอายุว่ามีความสัมพันธ์กบั พฤติกรรมการดูแลทันตสุขภาพของผู้ดแู ลเด็ กก่อนวัยเรี ยน หรื อไม่ 1.2 สถานภาพสมรส สถานภาพสมรส มีสว่ นสัมพันธ์กบั การดูแลพฤติกรรมสุขภาพ การ สมรสเป็ นแรงสนับสนุนทางสังคมที่สาคัญของบุคคล ผู้ที่มีคสู่ มรสจะสามารถช่วยเหลือเอาใจ ใส่ แบ่งเบาภาระต่างๆ คอยให้ กาลังใจ ให้ คาปรึกษาในการปฏิบตั พิ ฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพ (Muhlenkamp and Sayles 1986 : 334, อ้ างถึงใน กรรณิการ์ ลองจานงค์ 2547 : 29) ซึง่ สอดคล้ อง กับการศึกษาปั จจัยที่มีความสัมพันธ์ตอ่ พฤติกรรมทันตสุขภาพ ของนักเรี ยนมัธยมศึกษา ตอนต้ น จังหวัดนครนายก พบว่าสถานภาพสมรสของบิดา – มารดา มีความสัมพันธ์กบั พฤติกรรม ทันตสุขภาพของนักเรี ยนมัธยมศึกษาตอนต้ นอย่างมีนยั สาคัญทางสถิติ (ศิริพรรณ เหลืองกระจ่าง


62 2540 : 94) และสอดคล้ องกับการศึกษาพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพของครูประถมศึกษา สังกัด สานักงานการประถมศึกษาจังหวัดประจวบคีรีขนั ธ์พบว่าสถานภาพสมรสมีความสัมพันธ์อย่างไม่มี นัยสาคัญทางสถิตกิ บั พฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพของครู (มณีภรณ์ อนุสรณ์พานิช 2542 : 157) ซึง่ ไม่สอดคล้ องกับการศึกษาพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพของผู้สงู อายุ จังหวัดลาปาง พ.ศ. 2543 (กัญญา ชื่นอารมณ์ 2543 : 548) ที่พบว่า กลุม่ ตัวอย่างที่มีสถานภาพสมรสโสด มีพฤติกรรม สุขภาพ โดยรวมอยูใ่ นระดับสูงมากกว่าผู้ที่มีสถานภาพสมรสคูแ่ ละอยู่ด้วยกัน และผู้ที่มีสถานภาพ สมรส หม้ าย หย่า แยก จากการทบทวนวรรณกรรมเกี่ยวกับปั จจัยทางชีวสังคมด้ านสถานภาพสมรสที่มี ความสัมพันธ์กบั พฤติกรรมส่งเสริมทันตสุขภาพ ในรายงานการศึกษาพบว่า สถานภาพการสมรสมี ความสัมพันธ์ และไม่มีความสัมพันธ์กบั พฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพซึง่ แตกต่างกันในแต่ละรายงาน สาหรับการศึกษาครัง้ นี ้ ผู้วิจยั มีความสนใจที่จะศึกษาว่าสถานภาพการสมรสที่ความสัมพันธ์กบั พฤติกรรมการดูแลทันตสุขภาพของผู้ดแู ลเด็กก่อนวัยเรี ยนหรื อไม่ 1.3 ระดับการศึกษา ระดับการศึกษามีสว่ นสาคัญที่ทาให้ พฤติกรรมการดูแลทางด้ าน สุขภาพมีความแตกต่างกันได้ ในแต่ละบุคคล ดังการศึกษาเรื่ องการปฏิบตั ติ นของแม่ในการดูแล ฟั น น ้านมลูกวัย 9 – 18 เดือน (ทินกร จงกิตตินฤกร 2538 : 253 – 259) พบว่า ปั จจัยที่มีผลทาให้ การ ปฏิบตั ิตนของแม่ในการดูแลฟั นน ้านมลูกมีความแตกต่างกันอย่างมีนยั สาคัญทางสถิติ(p < 0.05) ได้ แก่ ระดับการศึกษาของแม่ สอดคล้ องกับรายงานของชุตมิ า ไตรรัตน์วรกุล และ รพีพรรณ โชค สมบัตชิ ยั (2541 : 259 – 268) ซึง่ ทาการศึกษาพฤติกรรมการเลี ้ยงนม และของเหลว อื่นด้ วยขวด นม และปั จจัยที่สมั พันธ์กบั อัตราการผุ ถอน อุด ในเด็กก่อนวัยเรี ยนกลุม่ หนึง่ พบว่า มารดาที่มี การศึกษาระดับอนุปริญญาหรื อสูงกว่า มีความรู้ทวั่ ไปทางทันตกรรมที่ถกู ต้ องโดยเฉลี่ย สูงกว่า มารดาที่มีการศึกษาระดับต่ากว่าประถมหรื อมัธยมปลาย ป.ว.ช. อย่างมีนยั สาคัญทางสถิติ ในขณะที่ไม่มีความแตกต่างในค่า defs ของลูกในกลุม่ มารดาที่มีการศึกษาต่างๆกัน 4 กลุม่ มารดา ที่มีความรู้ถึงวิธีการเลี ้ยงลูกโดยใช้ ขวดนม ซึง่ มีผลทาให้ ฟันผุมีจานวนผู้ปฏิบตั ิจริงสูงกว่าผู้ไม่ ปฏิบตั ิอย่างมีนยั สาคัญทางสถิติ แต่ไม่แตกต่างกันในกลุม่ ที่ให้ ดดู น ้าตามและไม่ดดู น ้าตามหลังดูด นมขวด การศึกษาความสัมพันธ์ของความรู้ และการปฏิบตั งิ านด้ านทันตสุขภาพของแม่ตอ่ ลูกวัย 3 ปี กับสภาวะโรคฟั นผุของลูกในเขตกรุงเทพมหานคร (นาถนรินทร์ หอสัจจกุล 2539 : 227 – 235) พบว่า วุฒิการศึกษาและรายได้ ตอ่ เดือนของแม่มีความสัมพันธ์กบั สภาวะฟั นผุของลูก พรทิพย์ ภู่พฒ ั นกูล และคนอื่นๆ (2538 : 35) ศึกษาปั จจัยที่มีผลกระทบต่อภาวะทันตสุขภาพในเด็ก ก่อนวัย


63 เรี ยน จังหวัดนครสวรรค์ พบว่า ปั จจัยที่มีผลกระทบต่อภาวะทันตสุขภาพ คือ พฤติกรรม การดูดนม ขวดคาปาก พฤติกรรมการอมลูกอมอยูเ่ ป็ นประจาการศึกษาของมารดา จากการทบทวนวรรณกรรมเกี่ยวกับปั จจัยทางชีวสังคมด้ านระดับการศึกษาที่ มี ความสัมพันธ์กบั พฤติกรรมส่งเสริมทันตสุขภาพ รายงานการศึกษาที่ทบทวนมาทุกรายงานพบว่า ระดับการศึกษาของมารดามีผลต่อการปฏิบตั ิตนของแม่ในการดูแลฟั นน ้านมให้ ลกู อย่างมี นัยสาคัญ ทางสถิติ สาหรับการศึกษาครัง้ นี ้ ผู้วิจยั มีความสนใจที่จะศึกษาว่าระดับการศึกษามี ความสัมพันธ์ กับพฤติกรรมการดูแลทันตสุขภาพของผู้ดแู ลเด็กก่อนวัยเรี ยนหรื อไม่ 1.4 รายได้ รายได้ เป็ นปั จจัยที่มีผลต่อพฤติกรรมการดูแลสุขภาพของบุคคล โดยเฉพาะ อย่างยิ่งพฤติกรรมการดูแลทางด้ านทันตสุขภาพ ดังรายงานการศึกษาความสัมพันธ์ของ ความรู้ และการปฏิบตั ิงานด้ านทันตสุขภาพของแม่ต่อลูกวัย 3 ปี กับสภาวะโรคฟั นผุของลูกในเขต กรุงเทพมหานคร (นาถนริ นทร์ หอสัจจกุล 2539 : 227 – 235) พบว่า วุฒิการศึกษาและรายได้ ตอ่ เดือนของแม่มีความสัมพันธ์กบั สภาวะฟั นผุของลูก สอดคล้ องกับการศึกษาของวสิน เทียนกิ่งแก้ ว (25341 : 63-67) ที่ทาการศึกษาปั จจัยที่มีผลต่อประสบการณ์ฟันผุของเด็กก่อนวัยเรี ยน ในศูนย์เด็ก เล็ก อาเภออ่าวลึก จังหวัดกระบี่ พบว่าปั จจัยทางผู้ปกครอง ซึ่งได้ แก่ รายได้ ของผู้ปกครอง และ ความถี่ ในการบริ โภคของหวานเด็ก มีความสัม พันธ์ กับการเกิดประสบการณ์ ฟั นผุสูงและ ประสบการณ์ ฟั นผุต่าในเด็กก่อนวัยเรี ยนอย่างมีนยั สาคัญทางสถิติ (p < 0.05) และสอดคล้ องกับ ก า ร ศึ ก ษ า ปั จ จั ย ที่ มี ผ ล ต่ อ พ ฤ ติ ก ร ร ม ก า ร ดู แ ล ทั น ต สุ ข ภ า พ ข อ ง นิ สิ ต ป ริ ญ ญ า โ ท มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พบว่า รายได้ มีผลต่อพฤติกรรมการดูแลทันตสุขภาพ (นัฏพรรณ ศรี วาดมา 2543 : 120) แต่ไม่สอดคล้ องกับ การศึกษาพฤติกรรมการป้องกันโรคในช่องปากของ ข้ าราชการครูประถม จังหวัดจันทบุรี พบว่า รายได้ ไม่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการป้องกันโรคในช่อง ปาก (เฉิดโฉม วัฒฐานะ 2541 : 21) จากการทบทวนวรรณกรรมเกี่ยวกับปั จจัยทางชีวสังคมด้ านรายได้ ที่มีความสัมพันธ์ กับ พฤติกรรมส่งเสริ มทันตสุขภาพ รายงานการศึกษาส่วนใหญ่พบว่า รายได้ ต่อเดือนของมารดามี ความสัมพันธ์ ต่อพฤติกรรมการดูแลทันตสุขภาพ และประสบการณ์ การเกิดโรคฟั นผุในเด็กเล็ก อย่าง มีนยั สาคัญทางสถิติ สาหรับการศึกษาครัง้ นี ้ ผู้วิจยั มีความสนใจที่จะศึกษาว่ารายได้ มี ความสัมพันธ์ กับพฤติกรรมการดูแลทันตสุขภาพของผู้ดแู ลเด็กก่อนวัยเรี ยนหรื อไม่ 2. ปั จจัยหลัก 2.1 ความรู้ทางด้ านทันตสุขภาพ ความรู้ทางด้ านทันตสุขภาพเป็ นตัวแปรที่เป็ นปั จจัย หลัก ที่ทาให้ บคุ คลมีพฤติกรรมดูแลทันตสุขภาพที่ดี และถูกต้ องได้ ดังการศึกษาของเฉิดฉันท์ศิริ โชติ


64 ดิลก, ดาวเรื อง แก้ วขันตี และสุรางค์ เชษฐพฤณฑ์ (2540 : 18) ได้ ทาการประเมินผลโครงการ ส่งเสริ มป้องกันทันตสุขภาพเด็กก่อนวัยเรี ยน จังหวัดลาปาง บุรีรัมย์ และสงขลา ผลการประเมิน พบว่ากลุ่มผู้ปกครองที่ได้ รับคาแนะนาการดูแลทางด้ านทันตสุขภาพ จากผู้ดแู ลเด็กและครู มี พฤติกรรมการดูแลทันตสุขภาพให้ เด็กในแง่การควบคุมดู แลเด็กแปรงฟั น การจัดหาแปรงสีฟันให้ เด็กใช้ ที่ศนู ย์และโรงเรี ยน แตกต่างกันอย่างมีนยั สาคัญทางสถิติ (p < 0.05) กับกลุ่มที่ไม่ได้ รับ คาแนะนาการดูแลทางด้ านทันตสุขภาพ สอดคล้ องกับการศึกษาของก้ องเกียรติ เติมเกษมศานต์, พรทิพย์ ภู่พฒ ั นกูล และกรุณา สุขแท้ (2538 : 57) ได้ ศกึ ษาถึงประสิทธิผลของการให้ ทนั ตสุขศึกษา ต่อการดูแลทันตสุขภาพหญิงมีครรภ์ ในโรงพยาบาลแม่และเด็กนครสวรรค์ พบว่าการให้ ทันตสุข ศึกษา แก่หญิงมีครรภ์จงู ใจให้ หญิงมีครรภ์เอาใจใส่ดแู ลทันตสุขภาพของตนเองมากขึ ้น ทาให้ ดชั นี คราบอ่อน และดัชนีเหงือกอักเสบลดลงแต่ยงั มีแรงจูงใจไม่มากพอที่จะทาให้ หญิงมีครรภ์ไปพบ ทันตแพทย์เพื่อ ทาการรักษาทางทันตกรรม จึงทาให้ ดชั นีหินน ้าลาย และดัชนีฟันผุไม่ลดลง และ สอดคล้ องกับรายงาน การศึกษาของจินดา นันทจิวากรชัย, ประนอม ใจสะอาด และวันเพ็ญ ศิวา รมย์ (2541 : 40 – 44) เรื่ องการดูแลสุขภาพช่องปากของเด็ กอายุต่ากว่า 6 ปี โดยมีส่วนร่วมของ ชุมชน จังหวัดขอนแก่น พบว่าการพัฒนาชุมชนแบบมีส่วนร่วมมีผลทาให้ ผ้ ปู กครองสนใจ และช่วย ดูแลการทาความสะอาด ฟั นให้ เด็กเพิ่มขึน้ และการดาเนินการจะให้ ผลในการปรับเปลี่ยน พฤติกรรมมากขึ ้นถ้ ามีการอบรม ให้ ความรู้กบั ชาวบ้ านก่อน จากการทบทวนวรรณกรรมเกี่ ยวกับความรู้ ทางด้ านทันตสุขภาพที่มีความสัมพันธ์ กับ พฤติกรรมการดูแลทันตสุขภาพ พบว่าบุคคลที่มีความรู้หรื อได้ รับความรู้ทางด้ านทันตสุขภาพ จะมี การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการดูแลทันตสุขภาพไปในทางที่ดีขึ ้น ผู้ปกครอง ครู และผู้ดแู ลเด็ก ที่ ได้ รับทันตสุขศึกษาจะมีพฤติกรรมการดูแลทันตสุขภาพให้ เด็กในแง่การควบคุมดูแลเด็ก แปรงฟั น การจัดหาแปรงสีฟันให้ เด็กใช้ ที่ศนู ย์และโรงเรี ยน แตกต่างกันอย่างมีนยั สาคัญทางสถิติกบั กลุ่มที่ ไม่ได้ รับคาแนะนาการดูแลทางด้ านทันตสุขภาพ 2.2 การรับรู้โอกาสเสี่ยงของการเกิดโรคและโรคแทรกซ้ อน การรับรู้โอกาสเสี่ยง ของการ เกิดโรคและโรคแทรกซ้ อน เป็ นปั จจัยที่มีความสัมพันธ์กบั การปฏิบตั ิตนในการส่งเสริ ม ป้องกันทาง ทันตสุขภาพของแต่ละบุคคล ดังรายงานการศึกษาของกันยา บุญธรรม และคนอื่นๆ (2539 : 18) ศึกษาการรับรู้ของผู้ดแู ลเด็กเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพช่องปากเด็ กอายุ 1 -3 ปี ใน หมู่บ้านแห่งหนึ่ง ของอาเภอศรี ราชา จังหวัดชลบุรี พบว่าผู้ดแู ลเด็กส่วนใหญ่ไม่คิดว่านมที่ตกค้ างใน ช่องปากขณะ เด็กนอนหลับจะเป็ นผลให้ เกิดฟั นผุ ส่วนณรงค์ นามมงคล และปราโมทย์ วงศ์สวัสดิ์ (2537 : 76) ได้ ศึกษาถึงปั จจัยที่มีความสัมพันธ์ กับการปฏิบตั ิตนในการดูแลทันตสุขภาพของ ข้ าราชการและ


65 ลูกจ้ างประจา สังกัดกรมชลประทาน ส่วนกลาง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ไม่ พบความสัมพันธ์ ระหว่างความรู้ การรับรู้โอกาสเสี่ยงต่อการเกิดโรค การได้ รับข้ อมูลข่างสารรวม การได้ รับข้ อมูลจาก ข่าวสารวิทยุ โทรทัศน์กบั การปฏิบตั ิตนในการดูแลทัน ตสุขภาพ สอดคล้ องกับ การศึกษาปั จจัยที่มี ผลต่อพฤติกรรมการดูแลทันตสุขภาพของนิสิตปริ ญญาโท มหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์ พบว่าการ รับรู้ โอกาสเสี่ยงต่อการเกิดโรคไม่มีผลต่อพฤติกรรมการดูแลทันตสุขภาพ (นัฏพรรณ ศรี วาดมา 2543 : 120) จากการทบทวนวรรณกรรมเกี่ยวกับการรับรู้โอกาสเสี่ยงของการเกิดโรคและโรคแทรก ซ้ อน ที่มีความสัมพันธ์กบั พฤติกรรมการส่งเสริ มป้องกันสุขภาพ การศึกษาจาก 2 รายงานทางด้ านทันต สุขภาพพบว่าการรับรู้โอกาสเสี่ยงของการเกิดโรคและโรคแทรกซ้ อนไม่มีความสัมพันธ์กบั พฤติกรรม การดูแลทันตสุขภาพ สาหรับการศึกษาครัง้ นี ้ผู้วิจยั มี ความสนใจที่จะศึกษาว่าการรับรู้โอกาสเสี่ยง ของการเกิ ดโรคมี ความสัม พันธ์ กับพฤติกรรมการดูแลทันตสุขภาพของผู้ดูแลเด็กก่อนวัยเรี ย น หรื อไม่ 2.3 การรับรู้ความรุนแรงของโรค การรับรู้ความรุนแรงของโรค เป็ นตัวแปรที่ ส่งผลให้ เกิด การดูแลพฤติกรรมทางทันตสุขภาพได้ ดังการศึกษาของณรงค์ นามมงคล และปราโมทย์ วงศ์สวัสดิ์ (2537 : 76) ได้ ศึกษาถึงปั จจัยที่มีความสัมพันธ์ กับการปฏิบตั ิตนในการดูแลทันตสุขภาพของ ข้ าราชการและลูกจ้ างประจา สังกัดกรมชลประทาน ส่วนกลาง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พบว่า การได้ รับคาแนะนาจากทันตแพทย์หรื อบุคลากรทางการแพทย์มีความสัมพันธ์ ทางบวกกับ การ ปฏิบตั ิตนในการดูแลทันตสุขภาพ สอดคล้ องกับการศึกษาปั จจัยที่มีความสัมพันธ์ ต่อพฤติกรรม ทันตสุขภาพ ของนักเรี ยนมัธยมศึกษาตอนต้ น จังหวัดนครนายก พบว่าความรู้ด้านทันตสุขภาพ และ ทัศนคติด้านทันตสุขภาพ มีความสัมพันธ์กบั พฤติกรรมทันตสุขภาพของนักเรี ยนมัธยมศึกษา ตอนต้ น อย่างมีนยั สาคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (p < 0.05) แต่ขดั แย้ งกับการศึกษาพฤติกรรมการ ป้องกันโรค ในช่องปากของข้ าราชการครูประถม จังหวัดจันทบุรี พบว่าการรับรู้ความรุนแรงของโรค ในช่องปาก ไม่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการป้องกันโรคในช่องปาก (เฉิดโฉม วัฒฐานะ 2541 : 21) และ การศึกษาปั จจัยที่มีผลต่อพฤติกรรมการดูแลทันตสุขภาพของนิสิตปริ ญญาโท มหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์ พบว่าการรับรู้ความรุ นแรงของโรคไม่มีผลต่อพฤติกรรมการดูแลทันตสุขภาพ (นัฏ พรรณ ศรี วาดมา 2543 : 120) จากการทบทวนวรรณกรรมเกี่ ยวกับการรับรู้ ความรุ นแรงของโรคที่มีความสัมพันธ์ กับ พฤติกรรมการส่งเสริ มป้องกันสุขภาพ รายงานการศึกษาพบว่าการรับรู้ ความรุ นแรงของโรคมี อิทธิพลหรื ออาจจะไม่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการดูแลทันตสุขภาพของบุคคล ซึ่งจะเห็นได้ ว่ามี


66 ความแตกต่างกันไปในแต่ละรายงาน สาหรับการศึกษาครัง้ นี ้ ผู้วิจยั มีความสนใจที่จะศึกษาว่าการ รับรู้ ความรุ นแรงของโรคมีความสัมพันธ์ กับพฤติกรรมการดูแลทันตสุขภาพของผู้ดแู ลเด็กก่อนวัย เรี ยน หรื อไม่ 2.4 การรับรู้ประโยชน์ของการป้องกันโรค การรับรู้ประโยชน์ของการป้องกันโรค เป็ นตัวแปร ที่มีความสัมพันธ์กบั พฤติกรรมการดูแลสุขภาพ ดังรายงานการศึกษาของ กันยา บุญธรรม และคน อื่น ๆ (2539 : 18) ศึกษาการรับรู้ของผู้ดแู ลเด็กเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพช่องปาก เด็กอายุ 1 -3 ปี ในหมู่บ้านแห่งหนึ่งของอาเภอศรี ราชา จังหวัดชลบุรี พบว่าผู้ดแู ลเด็กส่วนใหญ่มี การรับรู้เกี่ยวกับ วิธีการดูแลสุขภาพช่องปากเด็กค่อนข้ างน้ อย ผู้ดแู ลเด็กส่วนใหญ่รับรู้ว่า ลูกอม และขนมหวาน เท่านันที ้ ่เป็ นสาเหตุของโรคฟั นผุ ผู้ดแู ลเด็กส่วนใหญ่มีการรับรู้น้อยมากในเรื่ องการ ใช้ ฟลูออไรด์ ป้องกันฟั นผุ รวมทัง้ ในเรื่ องความจาเป็ นในการพาเด็กไปรับการตรวจฟั นจาก ทันตบุคลากร สอดคล้ องกับการศึกษาของณรงค์ นามมงคล และปราโมทย์ วงศ์สวัสดิ์ (2537 : 76) ถึงปั จจัยที่มี ความสัมพันธ์กบั การปฏิบตั ติ นในการดูแลทันตสุขภาพของข้ าราชการและลูกจ้ างประจา สังกัดกรม ชลประทาน ส่วนกลาง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พบว่า การรับรู้ประโยชน์จากการ ปฏิบตั ิตาม คาแนะนาของทันตแพทย์ มีความสัมพันธ์ ทางบวกกับการปฏิบตั ิตนในการดูแลทันตสุขภาพ แต่ ขัดแย้ งกับการศึกษาพฤติกรรมการป้องกันโรคในช่องปากของข้ าราชการครู ประถม จังหวัดจันทบุรี พบว่า การรับรู้ประโยชน์ของการป้องกันโรคในช่องปากไม่มีอิทธิพลต่อ พฤติกรรมการป้องกันโรคใน ช่องปาก (เฉิดโฉม วัฒฐานะ 2541 : 21) และรายงานการศึกษาปั จจัย ที่มีผลต่อพฤติกรรมการดูแล ทันตสุขภาพของนิสิตปริ ญญาโท มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พบว่า การรับรู้ประโยชน์ของการ ป้องกันโรคไม่มีผลต่อพฤติกรรมการดูแลทันตสุขภาพ (นัฏพรรณ ศรี วาดมา 2543 : 120) จากการทบทวนวรรณกรรมเกี่ยวกับการรับรู้ประโยชน์ของการป้องกันโรคที่มี ความสัมพันธ์ กับพฤติกรรมการส่งเสริ มป้องกันสุขภาพ รายงานการศึกษาพบว่าการรับรู้ ประโยชน์ ของการ ป้องกันโรค อาจจะมีผลและไม่มีผลต่อพฤติกรรมการดูแลทันตสุขภาพของบุคคล แตกต่าง กันไปใน แต่ละรายงาน สาหรับการศึกษาครัง้ นี ้ ผู้วิจยั มีความสนใจที่จะศึกษาว่าการรับรู้ประโยชน์ ของการ ป้องกันโรคมีความสัมพันธ์กบั พฤติกรรมการดูแลทันตสุขภาพของผู้ดแู ลเด็กที่มีตอ่ เด็กก่อน วัยเรี ยน หรื อไม่ 2.5 การรับรู้อปุ สรรคในการปฏิบตั ิ การรับรู้อปุ สรรคที่ขดั ขวางต่อการมีพฤติกรรม ส่งเสริ ม สุขภาพ จะทาให้ มีการปฏิบตั ิด้านการส่งเสริ มสุขภาพลดลงด้ วย จากการศึกษาของอารักขา ใจ ธรรม (2545 : บทคัดย่อ) ศึกษาปั จจัยที่มีผลต่อพฤติกรรมส่งเสริ มสุขภาพของผู้ป่วยโรคความดัน โลหิตสูง โรงพยาบาลจตุรพัตรพิมาน จังหวัดร้ อยเอ็ด พบว่าการรับรู้ อุปสรรคของการปฏิบตั ิ


67 พฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพ มีความสัมพันธ์ทางลบกับพฤติกรรมส่งเสริ มสุขภาพของผู้ป่วยโรค ความ ดันโลหิตสูง อย่างมีนยั สาคัญทางสถิติ (r = .46, p < .001) ซึ่งต่างจากการศึกษาของเพ็ญศรี เทียม สุข (2546 : 101–104) ที่ศกึ ษาพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพและปั จจัยที่เกี่ยวข้ องของสตรี วัยกลางคน จังหวัดสระบุรี พบว่าพฤติกรรมการส่งเสริ มสุขภาพของสตรี วยั กลางคนมีความสัมพันธ์ อย่างมี นัยสาคัญทางสถิติกบั ปั จจัยส่วนบุคคล ได้ แก่ การศึกษา อาชีพ และรายได้ การรับรู้อปุ สรรค ต่อ การปฏิบตั ิพฤติกรรมส่งเสริ มสุขภาพ และการรับรู้ อิทธิพลความสัมพันธ์ ระหว่างบุคคล และจาก การศึกษาของสดุดี ภูห้องไสย (2541 : 154 – 185) ได้ ศกึ ษาปั จจัยที่มีผลต่อพฤติกรรมส่งเสริ ม สุขภาพ ของนักเรี ยนชันมั ้ ธยมศึกษาตอนปลายอาเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น พบว่าปั จจัยที่มีผลต่อ พฤติกรรม ส่งเสริ มสุขภาพของนักเรี ยนอย่างมีนยั สาคัญทางสถิติ (p value < 0.05) คือ เพศ ผล การเรี ยน ระดับ การศึกษาของบิดามารดา ประสบการณ์ เกี่ยวกับพฤติกรรมส่งเสริ มสุขภาพ การ รับรู้อปุ สรรคของ พฤติกรรมส่งเสริ มสุขภาพ การรับรู้ความสามารถของตน สอดคล้ องกับการศึกษา พฤติกรรมส่งเสริ ม สุขภาพ และปั จจัยที่เกี่ยวข้ องของสตรี วยั กลางคน จังหวัดสระบุรี ของเพ็ญศรี เทียมสุข (2546 : 101–104) ซึ่งพบว่า พฤติกรรมส่งเสริ มสุขภาพของสตรี วัยกลางคนมี ความสัมพันธ์อย่างมีนยั สาคัญทาง สถิติกบั ปั จจัยส่วนบุคคล ได้ แก่ การรับรู้อปุ สรรคต่อการปฏิบตั ิ พฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพและการ รับรู้อิทธิพลความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล จากการทบทวนวรรณกรรมเกี่ยวกับการรับรู้ อุปสรรคในการปฏิบตั ิที่มีความสัมพั นธ์ กับ พฤติกรรมการส่งเสริ มป้องกันสุขภาพ มีหลายรายงานพบว่าการรับรู้ อุปสรรคต่อการปฏิบตั ิเป็ น ปั จจัยที่ส่งผลต่อพฤติกรรมส่งเสริ มสุขภาพทังทางบวกและทางลบ ้ สาหรับการศึกษาครัง้ นี ้ ผู้วิจยั มี ความสนใจที่จะศึกษาว่าการรับรู้อปุ สรรคในการปฏิบตั ิมีความสัมพันธ์กบั พฤติกรรมการดูแล ทันต สุขภาพของผู้ดแู ลเด็กก่อนวัยเรี ยนหรื อไม่ 3. ปั จจัยร่ วม (Modifying Factors) 3.1 แรงสนับสนุนทางสังคม การได้ รับแรงสนับสนุนทางสังคมถือเป็ นส่วนที่สามารถ ส่งเสริ มให้ เกิดการปฏิบตั ิพฤติกรรมทางด้ านสุขภาพอย่างต่อเนื่องได้ ในทางตรงกันข้ ามหากขาด แรงสนับสนุนทางสังคม อาจส่งผลให้ ขัดขวางต่อการการปฏิบตั ิพฤติกรรมทางด้ านสุขภาพได้ เช่นกัน รายงานการศึกษาของวสิน เทียนกิ่งแก้ ว (2541 : 81) ศึกษาถึงปั จจัยที่มีผลต่อ ประสบการณ์ ฟั นผุของเด็กก่อนวัยเรี ยน ในศูนย์เด็กเล็ก อาเภออ่าวลึก จังหวัดกระบี่ พบว่าความ ชุกของการเกิด โรคฟั นผุในฟั นน ้านม ของเด็กวัยก่อนเรี ยน คิดเป็ นร้ อยละ 91.39 มีค่าเฉลี่ย ประสบการณ์ฟันผุ เท่ากับ 7.33 ซี่ตอ่ คน เมื่อพิจารณาปั จจัยทางศูนย์ดแู ลเด็กเล็กพบว่าได้ ดาเนิน กิจกรรมการแปรงฟั น หลังอาหารกลางวัน และผ่านการอบรมทางทันตสาธารณสุขมาก่อน แต่ยงั


68 ไม่ได้ ดาเนินกิจกรรม การตรวจฟั นเด็ก รวมทังขาดการสนั ้ บสนุนวัสดุ อุปกรณ์ในการแปรงฟั น และ การขาดการนิเทศ ติดตามจากทันตบุคลากรอย่างต่อเนื่อง สอดคล้ องกับการศึกษาของนนทลี วีรชัย และศรี วิภา เลี ้ยงพันธุ์สกุล (2540 : 16) รายงานว่าสื่อเป็ นเครื่ องมือช่วยในการเรี ยนการสอนและ สร้ างเสริ ม ประสบการณ์ด้านทันตสุขภาพให้ กบั เด็กวัยก่อนเรี ยน สอดคล้ องกับรายงานการศึกษา ของ จินดา นันทจิวากรชัย, ประนอม ใจสะอาด และวันเพ็ญ ศิวารมย์ (2541 : 40 – 44) เรื่ องการ ดูแล สุขภาพช่องปากของเด็กอายุต่ากว่า 6 ปี โดยมีส่วนร่วมของชุมชน จังหวัดขอนแก่น พบว่าการ พัฒนาชุมชนแบบมีสว่ นร่วมมีผลทาให้ ผ้ ปู กครองสนใจ และช่วยดูแลการทาความสะอาดฟั นให้ เด็ก เพิ่มขึ ้น สอดคล้ องกับรายงานของจิรภา ฉิมสุข (2544 : 196) ได้ ทาการศึกษาศักยภาพชุมชนใน ด้ าน ทันตสาธารณสุข ปั จจัยที่มีอิทธิพลต่อศักยภาพชุมชนในด้ านทันตสาธารณสุขปั ญหาและ อุปสรรค ของชุมชนในการพัฒนาศักยภาพชุมชนในด้ านทันตสาธารณสุข ของหมู่บ้านในเขตชนบท หรื อนอกเขตเทศบาล จังหวัดปราจีนบุรี พบว่าปั จจัยที่มีอิทธิพลต่อศักยภาพชุมชนในด้ านทันต สาธารณสุข ได้ แก่ การได้ รับการสนับสนุนจากภายนอกด้ านวัสดุ อุปกรณ์ และการบริ การรักษา ทางสาธารณสุข การมีส่วนร่วมในงานพัฒนาของสมาชิกในชุมชน และภาวะผู้นาของผู้นาในชุมชน การได้ รับการสนับสนุนจากภายนอกด้ านข้ อมูลข่าวสารทางสาธารณสุขและสอดคล้ องกับจันทนา อึ ้งชูศกั ดิ์ (2543 : 67 – 72) ได้ ศกึ ษาบทบาทของ อบต. ต่องานทันตสาธารณสุข พบว่าส่วนใหญ่ เป็ นการ สนับสนุนงบประมาณเพื่อจัดบริการทันตสาธารณสุขในระดับตาบลและอาเภอทังด้ ้ านการ บาบัดรักษา และการส่งเสริ มสุขภาพ โดยงบประมาณอาจมาในรู ปแบบต่างๆ เช่น การต่อเติม อาคารจัดซื ้อเครื่ องมือและอุปกรณ์ตา่ งๆ การสร้ างศูนย์เด็กและการจัดสิ่งแวดล้ อมเพื่อการแปรงฟั น จัดการอาหารที่เอื ้อต่อสุขภาพ เป็ นต้ น อบต.มักมีบทบาทในการเป็ นตัวกลางระดมความร่วมมือ ทรัพยากรจากกลุ่มกรรมการ ผู้ปกครอง กลุ่มแม่บ้าน จัดประชุมปรึกษาหารื อกับประชาชน เป็ น ผู้ให้ ข้อมูลด้ านสุขภาพแก่ประชาชน ทาหน้ าที่ประชาสัมพันธ์ และให้ ข้อมูลเรื่ องการไปรับบริ การ กระตุ้นเตือนให้ ผ้ ปู กครองดูแลสุขภาพเด็ก กระจายข่าวสารต่างๆ ทางหอกระจายข่าว สอดคล้ อง กับการศึกษาของสุณี วงศ์คงคาเทพ และคนอื่นๆ (2549 : 123 – 136) ได้ ศกึ ษารูปแบบการส่งเสริ ม สุขภาพช่องปากผสมผสาน เพื่อลดปั ญหาฟั นผุในกลุ่มเด็กปฐมวัย พบว่าปั จจุบนั บทบาทองค์กร บริ หารส่วนท้ องถิ่น มีส่วนสนับสนุนการดูแลสุขภาพช่องปากในศูนย์ เด็กเล็ก และปั จจุบนั ผู้บริ หาร ของอบต.ให้ การยอมรับต่อเจ้ าหน้ าที่สาธารณสุขระดับตาบลมากขึ ้น มีการแต่งตัง้ เจ้ าหน้ าที่ สาธารณสุข เป็ นกรรมการจัดทาแผนระดับตาบลและเป็ นที่ปรึกษา ขณะเดียวกันการ ประสานงาน ระหว่างเจ้ าหน้ าที่สาธารณสุขกับ อบต. เป็ นระบบและได้ รับการสนับสนุนมากขึ ้นเป็ น ส่วนใหญ่ แต่ การสนับสนุนการดูแลสุขภาพช่องปากในศูนย์เด็กเล็ก พบว่า อบต.ส่วนใหญ่ไม่มีการ ดาเนิน


69 โครงการเชิ งพัฒนา เช่น ไม่มี ระบบการตรวจสุขภาพเด็กในศูนย์ เด็กเล็ก ขาดการจัดการ สิ่งแวดล้ อมในศูนย์เด็กให้ น่าอยู่อย่างจริ งจัง ขาดระบบข้ อมูลเพื่อการวางแผนพัฒนาสาธารณสุข ระดับพื ้นที่ แม้ อบต.จะมีแผนยุทธศาสตร์ การพัฒนาสตรี เด็ก เยาวชน ผู้สงู อายุและผู้พิการที่ ชัดเจนขึ ้น แต่ยงั ขาดแผนงานการส่งเสริมสุขภาพเด็กที่มีมาตรการแก้ ปัญหาที่ชดั เจนของพื ้นที่ จากการทบทวนวรรณกรรมเกี่ยวกับแรงสนับสนุนทางสังคมที่มีความสัมพันธ์กบั พฤติกรรม การส่งเสริมป้องกันทางทันตสุขภาพพบว่าแรงสนับสนุนทางสังคมด้ านอารมณ์ ด้ าน ข้ อมูลข่าวสาร และด้ านวัสดุอุปกรณ์ มีส่วนสาคัญที่สามารถส่งเสริ มให้ เกิดพฤติกรรมการดูแล ทันตสุขภาพของ บุคคลอย่างต่อเนื่องได้ ในทางตรงกันข้ ามหากขาดแรงสนับสนุนทางสังคมจะทา ให้ บุคคลขาด แรงจูงใจในการปฏิบตั ิพฤติกรรมทางด้ านการส่งเสริ มทันตสุขภาพ หรื อมีการปฏิบตั ิ อย่างไม่ ต่อเนื่องซึง่ ทาให้ การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมไม่ประสบผลสาเร็ จในที่สดุ จากการศึกษาแนวคิดทฤษฎี และงานวิจยั ที่เกี่ยวข้ องที่กล่าวมา พอสรุปได้ วา่ ปั จจัยที่ มีผลต่อพฤติกรรมการดูแลทันตสุขภาพของ บุคคล มีหลายปั จจัยที่ส่งผลต่อการปฏิบตั ิพฤติกรรม เช่น ปั จจัยทางด้ านชีวสังคม ได้ แก่ เพศ อายุ สถานภาพสมรส ระดับการศึกษา รายได้ ปั จจัยหลัก ได้ แก่ ความรู้ทางด้ านทันตสุขภาพ การรับรู้ โอกาสเสี่ยงของการเกิดโรคและโรคแทรกซ้ อน การรับรู้ความ รุนแรงของโรค การรับรู้ ประโยชน์ของ การป้องกันโรคในช่องปาก การรับรู้อปุ สรรคในการปฏิบตั ิ และปั จจัยร่วมได้ แก่ แรงสนับสนุนทาง สังคมในด้ านอารมณ์ ด้ านข้ อมูลข่าวสาร ด้ านเครื่ องมือ ปั จจัยร่วมที่ก่อให้ เกิดการเปลี่ยนแปลง พฤติกรรม ได้ แก่ ปั จจัยทางด้ านประชากร อิทธิพลระหว่าง บุคคล ตัวแปรด้ านปฏิสมั พันธ์ตา่ งๆ ผู้ดแู ลเด็กในศูนย์พฒ ั นาเด็กเล็ก เป็ นบุคคลที่มีบทบาทสาคัญ ในการสร้ างเสริ มป้องกันพฤติกรรม ทางทันตสุขภาพให้ แก่เด็กก่อนวัยเรี ยน ดังนันผู ้ ้ วิจยั จึงสนใจที่ จะศึกษาว่าปั จจัยต่างๆ ดังที่กล่าวมา มีจะมีผลต่อพฤติกรรมการดูแลทันตสุขภาพของผู้ดแู ลเด็กที่มีต่ อ เด็กก่อนวัยเรี ยนในศูนย์พฒ ั นา เด็กเล็ก อาเภอศรี เทพ จังหวัดเพชรบูรณ์หรื อไม่ ซึง่ ผลการวิจยั ครัง้ นี ้ คาดว่าจะ นาไปใช้ ประโยชน์ใน การวางแผนเพื่อสนับสนุนบทบาทของผู้ดแู ลเด็กในการสร้ างเสริ มพฤติกรรม การดูแลทันตสุขภาพ ให้ แก่เด็กก่อนวัยเรี ยน ในศูนย์พฒ ั นาเด็กเล็กที่ถกู ต้ อง และเหมาะสมกับบริบท ของพื ้นที่ตอ่ ไป


70 งานวิจัยที่เกี่ยวข้ อง ก้ องเกียรติ เติมเกษมศานต์, พรทิพย์ ภู่พฒ ั นกูล และรุจิดา ธีระรังสิกลุ (2538 : 60 – 68) ทาการวิจยั เชิงทดลองเพื่อศึกษาถึงประสิทธิผลของการเฝ้าระวังทันตสุขภาพในเด็กวัยก่อนเรี ยนโดย การมีส่วนร่ วมของครอบครัว ในศูนย์พฒ ั นาเด็กเล็ก จังหวัดสุโขทัย โดยแบ่งเด็กออกเป็ น 3 กลุ่มๆ ละ 30 คน คือกลุ่มควบคุม กลุ่มทดลองที่ 1 ดาเนินการโดยครู และกลุ่มทดลองที่ 2 ดาเนินการโดย ผู้ปกครองดาเนินการเฝ้าระวังทันตสุขภาพด้ วยการตรวจฟั นเด็กและบันทึกการผลการตรวจทุก เดือน เป็ นระยะเวลา 2 ปี พบว่า ครูไม่มีปัญหาในการตรวจฟั นให้ เด็ก ส่วนผู้ปกครองมักจะลืมตรวจ ฟั นให้ เด็ก ในระยะแรกของโครงการ และจะตรวจได้ สม่าเสมอขึ ้นเมื่อมีการติดตามอย่างต่อเนื่อง โดยครู และผู้ปกครองมีความเห็นว่าการตรวจฟั นให้ เด็ก ทาให้ มีการดูแลเอาใจใส่เรื่ องการแปรงฟั น และ การกินขนมหวานของเด็กมากขึ ้น ภายหลังการดาเนินโครงการ 2 ปี พบว่าค่าเฉลี่ยจานวนซี่ฟัน ผุที่ เพิ่มขึ ้นทัง้ 3 กลุม่ ไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนยั สาคัญทางสถิติ ส่วนค่าเฉลี่ยจานวนด้ านฟั น ผุทีเพิ่มขึ ้นของกลุ่มทดลองที่ 1 และกลุ่มทดลองที่ 2 มีความแตกต่างกับกลุ่มควบคุมอย่างมี นัยสาคัญ ทางสถิติ (p < 0.05) การวิจยั แสดงให้ เห็นว่า การเฝ้าระวังทันตสุขภาพโดยการตรวจและ บันทึกภาวะ ทันตสุขภาพในเด็กก่อนวัยเรี ยนอย่างต่อเนื่องมีผลต่อการลดการลุกลามของโรคฟั นผุ และการ ดาเนินงานเฝ้าระวังทันตสุขภาพโดยการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองมีประสิทธิผลเท่ ากับการ ดาเนินงานโดยครู เฉิดฉันท์ศิริ โชติดิลก, ดาวเรื อง แก้ วขันตี และสุรางค์ เชษฐพฤณฑ์ (2540 : 14-19) ได้ ศึกษาการประเมินผลการดาเนินงานโครงการส่งเสริ มป้องกันทันตสุขภาพ ในเด็กก่อนวัยเรี ยนใน ศูนย์พฒ ั นาเด็กเล็กและโรงเรี ยนของจังหวัดลาปาง บุรีรัมย์ สงขลา ผลการประเมินพบว่า ศูนย์ พัฒนา เด็กเล็กและโรงเรี ยนและโรงเรี ยนมีการจัดกิจกรรมแปรงฟั นหลังอาหารกลางวันทุกวัน ตรวจ ฟั นผุ ให้ เด็ก แนะนาการดูแลทันตสุขภาพเด็กแก่ผ้ ปู กครอง ร้ อยละ 85.2, 72.7 และ79.5 ตามลาดับ กลุ่มผู้ปกครองตัวอย่างมากกว่า ร้ อยละ 80 แปรงฟั นหลังอาหาร จังหวัดลาปางและบุรีรัมย์ พบว่า พฤติกรรมการดูแลทันตสุขภาพให้ เด็กในแง่การควบคุมดูแลเด็กแปรงฟั น การจัดหาแปรงสีฟันให้ เด็กใช้ ที่ศนู ย์และโรงเรี ยนของผู้ปกครอง กลุม่ ที่ได้ รับคาแนะนากับกลุม่ ที่ไม่ได้ รับจากผู้ดแู ลเด็ก และ ครู มีความแตกต่างกันอย่างมีนยั สาคัญ (p < 0.05) และจังหวัดลาปางพบว่าความสะอาดของฟั น เด็กในกลุ่มที่ผ้ ปู กครองได้ รับคาแนะนาเรื่ องวิธีแปรงฟั น เวลาที่ต้องแปรงฟั น การเลือกอาหารให้ เด็กรับประทาน กับกลุ่มผู้ปกครองที่ไม่ได้ รับคาแนะนามีความแตกต่างกันอย่างมีนยั สาคัญทาง สถิติ (p < 0.05) เมธาวี อิงคทะวนิช (2540 : บทคัดย่อ) ศึกษาการเปลี่ยนแปลงของค่า pH ของคราบ จุลินทรี ย์หลังการบริ โภคนมชนิดต่างๆ พบว่านมทุกชนิดทาให้ เกิดการลด pH ของคราบจุลินทรี ย์


71 หลัง การบริ โภคน้ อยกว่า 10 % ของน ้าตาลซูโครส และนมสูตรต่อเนื่องต่างจากนมสูตรทารกและ นมวัว ครบส่วนอย่างมีนยั สาคัญทางสถิติ นมที่มีการย่อยสลายโปรตีนบางส่วนมีการเปลี่ยนแปลง ค่า pH ของคราบจุลินทรี ย์หลังการบริโภคน้ อยที่สดุ นมถัว่ เหลืองและนมวัวครบส่วนไม่ตา่ งกัน สานักงานสาธารณสุขจังหวัดกาญจนบุรี (2540 : 26) ได้ ประเมินผลโครงการส่งเสริ ม ทันตสุขภาพ เด็กวัยก่อนเรี ยน และพฤติกรรมการดูแลทันตสุขภาพเด็กอายุ 1 ปี 6 เดือนถึง 4 ปี ของ พ่อแม่หรื อผู้ เลี ้ยงดูเด็ก จากกลุ่มตัวอย่าง 300 คนพบว่า 63.4 % ของเด็กเคยได้ รับการเลี ้ยงดูด้วย นมขวด ใน กลุ่มนี ้พบเด็กนอนหลับคาขวดนม 48.7 % , กินทอฟฟี่ ขนมกรุบกรอบและน ้าอัดลมทุกวัน 50.3 % และมี 49.0 % ของเด็กได้ รับการแปรงฟั นจากผู้ใหญ่ โดยพบว่าในกลุ่มแม่หรื อผู้เลี ้ยงดูที่ ได้ รับแจก แปรงสีฟันจากโครงการแปรงสีฟันอันแรกของหนู มีพฤติกรรมการแปรงฟั นให้ เด็กสูงกว่ากลุ่มที่ไม่ได้ รับแจกแปรงสีฟัน อย่างมีนยั สาคัญทางสถิติ (p < 0.0424) และมีพฤติกรรมการแปรงฟั น ให้ เด็ก ก่อนนอนทุกวัน สูงกว่ากลุม่ ที่ไม่ได้ รับแจกแปรงสีฟันอย่างมีนยั สาคัญทางสถิติ สานักงานสาธารณสุขจังหวัดพังงา (2540 : 40) ทาการศึกษาประเมินผลโครงการส่งเสริ ม ทันตสุขภาพ กลุ่มเด็กวัยก่อนเรี ยนอายุ 1 ปี 6 เดือนถึง 4 ปี โดยการสัมภาษณ์แม่หรื อผู้เลี ้ยงดูเด็ก จาก กลุ่มตัวอย่าง จานวน 300 คน พบว่า 79 % ของหญิงตังครรภ์ ้ ได้ รับการสอนทันตสุขศึกษา ขณะไป ตรวจครรภ์ในสถานบริการของรัฐ, 5.3 % ของเด็กกลุม่ เป้าหมายมารับวัคซีนที่สถานบริ การ ของรัฐ แต่เคยได้ รับแจกแปรงเพียง 64.9 %, ได้ รับการจ่ายน ้ายาฟลูออไรด์ในสถานบริ การของรัฐ 23.3 % และในด้ านพฤติกรรมการดูแลทันตสุขภาพเด็กพบว่า 42.3 % ของเด็กนอนหลับคาขวดนม 23 % กินอาหารที่มีผลเสียต่อฟั นทุกวัน และ 63.3 % ใช้ แปรงสีฟันอย่างต่อเนื่อง ศิริวรรณ สุดาจันทร์ (2540 : 77) ศึกษาการประเมินผลพฤติกรรมการดูแลสุขภาพ ช่องปาก เด็กก่อนวัยเรี ยน ของผู้ปกครองเด็ก ในศูนย์พฒ ั นาเด็กเล็ก จังหวัดกาฬสินธุ์ โดยสุ่ม ตัวอย่างศูนย์ เด็กจานวน 37 ศูนย์ กลุ่มตัวอย่างเป็ นผู้ปกครองและเด็กก่อนวัยเรี ยน 880 คน ผล การศึกษาพบว่า ผู้ปกครองเด็กที่ให้ การดูแลสุขภาพช่องปากเด็กส่วนใหญ่เป็ นมารดา อายุ 26-30 ปี จบการศึกษา ชันประถมศึ ้ กษาอาชีพทานา รายได้ ต่ากว่า 5,000 บาทต่อเดือน เป็ นครอบครัวที่มีพ่อ แม่ลกู อาศัย อยู่ร่วมกัน ให้ การดูแลสุขภาพช่องปากเด็กอายุ 3-5 ปี พบว่าเด็กทุกคนได้ ดื่มนมเป็ น ประจา ได้ ดื่ม เกือบทุกวัน ร้ อยละ 59.7 ได้ ดื่มทุกวันร้ อยละ 23.9 นมที่เด็กดื่มเป็ นประจาจนเป็ นนม ที่มีส่วนผสม ของน ้าตาล ผู้ปกครองทุกคนซื ้อขนมให้ เด็ก ๆรับประทาน รับประทานทุกวัน วันละ 2-3 ครัง้ ขนมที่ เด็กรับประทานส่วนใหญ่เป็ นขนมกรอบบรรจุถงุ ลูกอมทอฟฟี่ น ้าหวาน น ้าอัดลม และขนมอื่นๆที่มี จาหน่ายในร้ านค้ าหมูบ่ ้ าน


72 ชุติมา ไตรรัตน์วรกุล และรพีพรรณ โชคสมบัติชยั (2541 : 259-268) ทาการศึกษา พฤติกรรมการเลี ้ยงนมและของเหลวอื่นด้ วยขวดนม และปั จจัยที่สมั พันธ์กบั อัตราการผุ ถอน อุด ใน เด็กก่อนวัยเรี ยนอายุ 2-6 ปี โดยให้ มารดาเด็กจานวน 257 คนตอบแบบสอบถาม และให้ ทันต แพทย์ คนเดียวตรวจช่องปากมารดาและเด็กด้ วยระดับความเชื่อมัน่ 95.56 % หลังจากนันบั ้ นทึก อัตราการผุ ถอน อุดไว้ ผลการศึกษาพบว่าอัตราเฉลี่ยการผุ ถอน อุดของมารดาและบุตรคือ 24.9 ด้ าน/ คน และ 7.8 ด้ าน/คน ตามลาดับ อัตรา dmft ของมารดาไม่สมั พันธ์กบั อัตรา dmft ของลูก เด็กชาย และเด็กหญิงมีอตั รา dmft ไม่แตกต่างกันที่ระดับนัยสาคัญ .05 เด็กที่ตื่นมาดูดนมกลางคืน , หลับคา ขวดนม, ไม่ดดู น ้าตามหลังดูดนม, ไม่ทาความสะอาดช่องปากทุกวัน หรื อทาความสะอาด ไม่ถกู วิธี, เด็กที่ให้ ผ้ อู ื่นเลี ้ยง จะมี dmft สูงกว่าเด็กที่เลี ้ยงดูในทางตรงกันข้ ามและมารดาเป็ นผู้เลี ้ยง ที่ระดับนัยสาคัญทางสถิติ .05 มารดาที่มีการศึกษาระดับอนุปริ ญญาหรื อสูงกว่ามีความรู้ทวั่ ไปทาง ทันตกรรม ที่ถูกต้ องโดยเฉลี่ยสูงกว่ามารดาที่มีการศึกษาระดับต่ากว่าประถมหรื อมัธยมปลาย ปวช. อย่าง มีนยั สาคัญ ในขณะที่ไม่มีความแตกต่างใน dmft ของลูกในกลุ่มมารดาที่มีการศึกษา ต่างๆกัน 4 กลุ่ม มารดาที่มีความรู้ถึงวิธีการเลี ้ยงลูกโดยใช้ ขวดนมซึ่งมีผลทาให้ ฟันผุมีจานวนผู้ ปฏิบตั จิ ริง สูงกว่าผู้ไม่ปฏิบตั อิ ย่างมีนยั สาคัญ แต่ไม่แตกต่างกันในกลุม่ ที่ให้ ดดู น ้าตามหลังดูดขวด ปรารถนา ฮู้ผลเอิบ (2541 : 76) ศึกษาปั จจัยที่มีผลกับภาวะทันตสุขภาพของนักเรี ยน อนุบาลในเขตอาเภอเมือง จังหวัดอ่างทอง โดยใช้ ตวั อย่างเด็กอนุบาล 1-3 จานวน 320 คน และ มารดาของนักเรี ยนกลุ่มตัวอย่าง 320 คน การเก็บข้ อมูลใช้ แบบสอบถามมารดา ควบคูก่ บั ให้ ทันต แพทย์ตรวจฟั นเด็กแล้ วบันทึกในแบบตรวจฟั นโดยวัดสภาวะฟั นผุและอนามัยช่องปาก ผลการวิจยั พบว่า เด็กนักเรี ยนที่ศกึ ษามีฟันน ้านมไม่ผเุ ลยเพียง 25 คน (7.8 %) และมีคา่ เฉลี่ยฟั นผุ ถอน อุด สูงถึง 7.9 ซี่ตอ่ คน มารดาที่ศกึ ษาส่วนใหญ่มีความรู้เกี่ยวกับทันตสุขภาพระดับปานกลาง คะแนน เฉลี่ย 13.19 คะแนน จากคะแนนเต็ม 20 คะแนน โดยประเด็นที่ยงั ขาดความรู้อยู่มากคือ เรื่ องการ ให้ ลกู เลิกกินนมมื ้อดึก และอาการเริ่ มแรกของโรคฟั นผุ ด้ านทัศนคติเกี่ยวกับทันตสุขภาพ พบว่า ส่วนใหญ่มีทศั นคติที่ดี ในส่วนการปฏิบตั ิตนของมารดาที่ไม่ถกู ต้ อง คือการเลี ้ยงลูกด้ วยนม ขวด แล้ วปล่อยให้ ลกู หลับโดยมีขวดนมค้ างอยูใ่ นปาก การให้ ลกู เลิกนมมื ้อดึกอายุมากกว่า 1 ปี ขึ ้นไป พันทิวา ศรี ศกุ ร และวิลาวัลย์ วีระอาชากุล (2542 : 39) ศึกษาพฤติกรรมกรรมการดูแล ทันตสุขภาพในกลุ่มผู้ดแู ลเด็กและครู พี่เลีย้ งเด็กต่อเด็กก่อนวัยเรี ยน จังหวัดเพชรบูรณ์ โดยใช้ แบบสอบถามจานวน 964 ชุด ได้ รับการตอบกลับ 480 ชุด คิดเป็ นร้ อยละ 49.79 ผลการศึกษา พบว่า ผู้ดแู ลเด็ก และครูพี่เลี ้ยง ส่วนใหญ่มีความรู้ทางทันตสุขภาพดีพอสมควร โดยพบว่ากลุ่มที่ เคยได้ รับการ อบรม มีความรู้มากกว่ากลุ่มที่ไม่เคยได้ รับการอบรมแตกต่างกันอย่างมีนยั สาคัญที่


73 ระดับ p = 0.0001 ด้ านทัศนคติ ส่วนใหญ่คอ่ นข้ างดี พบว่ากลุ่มที่เคยได้ รับการอบรมมีทศั นะคติที่ ถูกต้ องมากกว่ากลุ่มที่ ที่ไม่เคยได้ รับการอบรม ทัศนคติที่น่าจะเป็ นปั ญหา ได้ แก่ ความคิดที่ว่าฟั น น ้านมที่ผไุ ม่จาเป็ นต้ องอุด และผู้ดแู ลเด็กหรื อครูพี่เลี ้ยงคงไม่สามารถช่วยดูแลสุขภาพช่องปากของ เด็กได้ มาก ด้ านการปฏิบตั ิ ผู้ดแู ลเด็กและครูพี่เลี ้ยงส่วนใหญ่ มีการดาเนินกิจกรรมเกี่ยวกับทันต สุขภาพในห้ องเรี ยน รูปแบบ ส่วนใหญ่คือ คือการสอนร้ องเพลงเกี่ยวกับฟั น และการสอนแปรงฟั น พบว่าการเล่านิทานเกี่ยวกับ ฟั น การให้ ความรู้โดยใช้ สื่อ และการเล่นเกมเกี่ยวกับฟั น กลุ่มที่เคย ได้ รับการอบรมมีการปฏิบตั ิ มากกว่ากลุ่มที่ไม่ได้ รับการอบรม แตกต่างกันอย่างมีนยั สาคัญทาง สถิติที่ระดับ 0.00003 และ p = 0.0002 ผลการศึกษาแสดงให้ เห็นว่า การอบรมมีผลต่อพฤติกรรม ทางทันตสุขภาพของผู้ดแู ลเด็กและครูพี่เลี ้ยง ดังนันการอบรมจึ ้ งมีความจาเป็ นต่อการดาเนินงาน ส่งเสริมป้องกันทันตสุขภาพของ เด็กก่อนวัยเรี ยน โดยจะต้ องทาอย่างต่อเนื่องจริ งจัง และควรมีการ ติดตามประเมินผลเป็ นระยะ สุณี วงคงคาเทพ และคนอื่นๆ (2542 : 12) ได้ ศกึ ษาเปรี ยบเทียบการเปลี่ยนแปลงค่า pH ของคราบจุลินทรี ย์ หลังการบริ โภคขนมไทย 12 ชนิด พบว่าขนมไทยส่วนใหญ่มีผลลดระดับ pH ของคราบจุลินทรี ย์ สามารถแบ่งระดับความเสี่ยงต่อการเกิดโรคฟั นผุทางอ้ อมของกลุ่มขนมที่ ทดสอบได้ เป็ น 3 กลุ่ม ขนมที่มีความเสี่ยงสูง คือ โดนัท กลูลิโกะ ป๊ อกกี ้ มินิคกุ กี ้ ลูกชุบ คูก้าร์ และ ขนมที่มีความเสี่ยงต่าคือ นมเปรี ย้ ว ศรี วิภา เลี ้ยงพันธุ์สกุล (2543 : 123) ศึกษาโปรแกรมทันตสุขศึกษาในการดูแลสุขภาพ ช่อง ปากเด็กวัยก่อนเรี ยน ของมารดา ในโรงพยาบาลสาขาของโรงพยาบาลแม่ และเด็ก จัดขึ ้นโดยการ ประยุกต์ใช้ ทฤษฎีความสามารถตนเอง ทาการศึกษากึ่งทดลอง ในมารดากลุ่มทดลอง 52 คนและ มารดา กลุม่ เปรี ยบเทียบ 65 คน ทาการเก็บข้ อมูลก่นและหลังการทดลอง โดยใช้ แบบสอบถามและ แบบ บันทึกความสะอาดช่องปาก ผลการศึกษาพบว่าหลังการทดลองมารดากลุ่มทดลองมีความรู้ เจตคติ การรับรู้ความสามารถตนเอง การคาดหวังในผลที่เกิดขึ ้น และพฤติกรรมการดูแลสุขภาพ ช่องปาก เด็กเพิ่มขึ ้นมากกว่าก่อนการทดลอง และแตกต่างจากกลุ่มเปรี ยบเทียบอย่างมัยสาคัญ ทางสถิติ และ พบว่าคะแนนเฉลี่ยของปริ มาณ Debries บนตัวฟั นบุตรลดลงมากกว่าก่อนการ ทดลอง และแตกต่าง จากกลุม่ เปรี ยบเทียบอย่างมีนยั สาคัญทางสถิติ ดังนันจึ ้ งควรนาโปรแกรมนี ้ไป ประยุกต์ใช้ กบั ผู้ปกครองเด็กหรื อกลุม่ ตัวอย่างอื่นๆ ซึง่ มีลกั ษณะทางประชากรที่แตกต่างกันต่อไป จิรภา ฉิมสุข (2544 : 196) ทาการศึกษาศักยภาพชุมชนในด้ านทันตสาธารณสุข ปั จจัย ที่ มีอิทธิพลต่อศักยภาพชุมชนในด้ านทันตสาธารณสุข ปั ญหาและอุปสรรคของชุมชนในการพัฒนา ศักยภาพชุมชนในด้ านทันตสาธารณสุข ของหมู่บ้านในเขตชนบทหรื อนอกเขตเทศบาล จังหวัด


74 ปราจีนบุรี จานวน 238 หมู่บ้าน ผลการศึกษาพบว่าศักยภาพชุมชนในด้ านทันตสาธารณสุข ภาพรวม อยู่ในระดับปานกลางมากที่ สดุ คิดเป็ นร้ อยละ 40.3 เมื่อพิจารณาเป็ นรายด้ าน พบว่า ชุมชนมี ความสามารถในการตอบสนองความต้ องการและแก้ ไขปั ญหาทางด้ านทันตสาธารณสุข ให้ กบั สมาชิกในชุมชน คิดเป็ นร้ อยละ 77.7 และชุมชนมีความสามารถในการจัดตังและจั ้ ดการกลุ่ม กองทุน ทางทันตสาธารณสุข คิดเป็ นร้ อยละ 39.5 เท่านัน้ ปั จจัยที่มีอิทธิพลต่อศักยภาพชุมชนใน ด้ าน ทันตสาธารณสุข ได้ แก่ การได้ รับการสนับสนุนจากภายนอกด้ านวัสดุ อุปกรณ์ และการบริ การ รักษา ทางสาธารณสุข การมีสว่ นร่วมในงานพัฒนาของสมาชิกในชุมชน และภาวะผู้นาของผู้นาใน ชุมชน การได้ รับการสนับสนุนจากภายนอกด้ านข้ อมูลข่าวสารทางสาธารณสุข โดยตัวแปรอิสระ ทุกตัวสามารถร่วมกันอธิบายการผันแปรของศักยภาพของชุมชนในด้ านทันตสาธารณสุขได้ ร้อยละ 30.4 ปั ญหาและอุปสรรคของชุมชนในการพัฒนาศักยภาพในด้ านทันตสาธารณสุข คือ การขาด แคลนเจ้ าหน้ าที่ทางทันตสาธารณสุขมาแนะนาความรู้ ทางทันตสาธารณสุข การขาดแคลนวัสดุ อุปกรณ์ทางทันตสาธารณสุข การขาดแคลนสื่อที่ใช้ ถ่ายทอดข้ อมูลข่าวสารทางทันตสาธารณสุข และการขาดความร่วมมือจากสมาชิกในชุมชนเกี่ยวกับการจัดการกลุม่ กองทุนทางทันตสาธารณสุข พัชริ นทร์ เล็กสวัสดิ์ (2544 : 266) ศึกษาประสิทธิผลของการประยุกต์การสร้ างพลัง ชุมชน ในโครงการส่งเสริ มสุขภาพช่องปากเด็กวัยก่อนเรี ยน จังหวัดลาปาง โดยทาการวิจยั กึ่งทดลอง ซึ่ง ประยุกต์การสร้ างพลังชุมชน และการนาการเรี ยนรู้แบบมีส่วนร่วมมาดาเนินงาน ผลการวิจยั พบว่า ภายหลังการทดลองโครงการส่งเสริ มสุขภาพช่องปากของเด็กเล็ก โดยการประยุกต์การสร้ าง พลัง ชุมชน สามารถส่งผลให้ กลุ่มแม่ ผู้เลี ้ยงดูเด็ก เกิดการเปลี่ยนแปลงในการเลือกและควบคุมการ บริ โภคขนมที่เสี่ยงสูงต่อฟั นผุ ทัง้ ปริ มาณและความถี่ ในการบริ โภค มีการควบคุมการบริ โภค น ้าตาล (p = 0.001) และบรโภคผลไม้ เพิ่มมากขึ ้น (p < 0.01) อย่างมีนยั สาคัญทางสถิติ ความรู้ ทัศนคติ และการปฏิบตั ิพบว่า มีความแตกต่างกันภายในกลุ่ม แต่ไม่แตกต่างกันระหว่างกลุ่ม ทดลอง และกลุ่มควบคุม ภายหลังดาเนินกิจกรรมสุขศึกษาในแต่ละหมู่บ้าน สาหรับกลุ่มทดลองมี องค์การ บริ หารส่วนตาบล กรรมการหมู่บ้าน ผู้นาท้ องถิ่นทังชายและหญิ ้ งร่วมดาเนินงานพัฒนา ปรั บปรุ ง สภาพแวดล้ อมให้ เอือ้ ต่อการมีสุขภาพช่องปากที่ดีในศูนย์พฒ ั นาเด็กเล็ก ตลอดทัง้ กรรมการศูนย์ พัฒนาเด็กเล็ก ดาเนินการควบคุมดูแลคุณภาพอาหารกลางวัน ฝึ กเด็กรับประทาน ผลไม้ มากขึ ้น พร้ อมทังมี ้ การสนับสนุนระดมทรัพยากรภายในหมู่บ้าน และเตรี ยมงบประมาณใน องค์การบริหาร ส่วนตาบล มาสนับสนุนงานศูนย์พฒ ั นาเด็กเล็ก และงานบริ การทันตสาธารณสุขใน สถานีอนามัย ตามแผนพัฒนาตาบล 5 ปี เพื่อแก้ ไขปั ญหาฟั นผุในเด็กเล็กที่วางไว้ ร่วมกันระหว่าง คณะกรรมการ และสมาชิกองค์การบริ หารส่วนตาบล ข้ อเสนอแนะควรนากระบวนการสร้ างเสริ ม


75 พลังชุมชนไป ประยุกต์ใช้ ในชุมชนอื่นต่อไป เพื่อบูรณาการโครงสร้ างการสร้ างเสริ มสุขภาพเด็กวัย ก่อนเรี ยน จาก ความร่วมมือระหว่างประชาชน หน่วยงานที่เกี่ยวข้ อง และสร้ างความเข้ มแข็งให้ แก่ ชุมชน บุปผา ไตรโรจน์และคนอื่นๆ (2548 : 31–36) ศึกษาสถานการณ์การบริ โภคนมของเด็ก วัย ก่อนเรี ยนในศูนย์เด็กเล็ก พ.ศ.2546 โดยส่วนแรกศึกษาสถานการณ์การจาหน่ายนมพร้ อมดื่มของ รานค้ าปลีกทัว่ ประเทศ ส่วนที่สองได้ จากแบบสารวจการจัดอาหารเสริ ม (นม) ให้ เด็กที่ศนู ย์พฒ ั นา เด็กเล็ก ในส่วนที่ อบต.รับผิดชอบ และส่วนที่สามได้ จากแบบสอบถามผู้ปกครองเด็ก จานวน 398 คน ที่ศนู ย์พฒ ั นาเด็กเล็ก ในจังหวัดราชบุรี พบว่า การจาหน่ายนมรสหวานในภาพรวมทังประเทศ ้ เมื่อเปรี ยบเทียบกันในช่วง 6 เดือนแรกของปี พ.ศ. 2545 และ 2546 คิดเป็ นร้ อยละ 75.1 และ 73.4 ตามลาดับ และจากแบบสารวจที่ได้ รับจาก อบต. พบว่า อบต. เพียงร้ อยละ 2.9 ได้ จดั ซื ้อนมรส หวาน ให้ เด็ก ส่วนที่ยงั จัดซื ้อนมหวานเป็ นเพราะยังไม่หมดสัญญาการจัดซื ้อเดิม เด็กส่วนใหญ่ ร้ อย ละ 96.7 ดื่มนมที่บ้านเป็ นประจาทุกวัน และร้ อยละ 74.5 ดื่มนมวันละ 1 – 2 กล่อง แต่ส่วนใหญ่ ร้ อยละ 80.3 ดื่มนมรสหวาน ทังนี ้ ้ผู้ปกครอง ร้ อยละ 86.5 เห็นด้ วยกับการจัดนมรสจืดให้ เด็กดื่มที่ ศูนย์พฒ ั นาเด็ก เล็ก โดยที่เด็กส่วนใหญ่สามารถดื่มนมรสจืดที่ศนู ย์พฒ ั นาเด็กเล็กจัดให้ ได้ แต่ ผู้ปกครองส่วนใหญ่ไม่ สามารถจัดการให้ เด็กดื่มนมรสจืดได้ และผู้ปกครองเกือบครึ่งมีความคิดเห็น ว่าการปรับเปลี่ยนให้ เด็กยอมรับการดื่มนมรสจืดควรเป็ นหน้ าที่ของครู หรื อผู้ดแู ลเด็ก ปิ ยะนารถ จาติเกตุและคนอื่นๆ (2548 : 38 – 45) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปั จจัยระดับ ปั จเจกของผู้ปกครอง ปั จจัยทางสังคมวัฒนธรรม และพฤติกรรมที่เกี่ยวข้ องกับการดูแลสุขภาพช่อง ปากในเด็ก 0 – 5 ปี โดยทาการศึกษาในผู้ปกครอง จานวน 140 คน จากศูนย์พฒ ั นาเด็กเล็ก 4 แห่ง ในตาบลออนกลาง กิ่งอาเภอแม่ออน จังหวัดเชียงใหม่ โดยใช้ แบบสัมภาษณ์ผ้ ปู กครอง แบบ บันทึก การตรวจฟั น และแบบบันทึกการตรวจร่างกายในเด็ก ผลการศึกษาพบว่า ปั จจัยระดับ ปั จเจกของ ผู้ปกครองที่เกี่ยวกับการรักษาความสะอาดร่างกายของผู้ปกครองมีความสัมพันธ์อย่างมี นัยสาคัญ ทางสถิตกิ บั พฤติกรรมของผู้ปกครองในการดูแลสุขภาพช่องปากของเด็ก ได้ แก่ พฤติกรรมการดูแล สุขภาพช่องปาก (p = 0.02) พฤติกรรมการดูแลการบริ โภค (p = 0.02) และ พฤติกรรมการดูแลเอา ใจใส่ความสะอาดเด็ก (p = 0.002) นอกจากนี ้ยังพบว่าปั จจัยทางสังคม วัฒนธรรมที่เกี่ยวกับการที่ เด็กอยู่ในครอบครัวเดี่ยว/ขยาย มีความสัมพันธ์อย่างมีนยั สาคัญทางสถิติ กับความมีวินยั ของเด็ก (p = 0.048) สุณี วงคงคาเทพ และคนอื่นๆ (2546 : 103-117) ได้ ประเมินผลการใช้ ตวั วัดคะแนนการ บริโภคขนมเป็ นกลไกการให้ ความรู้ และกระตุ้นการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริ โภคขนมหวาน ที่มี


76 ผลต่อการควบคุมโรคฟั นผุในกลุ่มเด็กนักเรี ยนประถมศึกษาปี ที่ 5 – 6 จังหวัดลพบุรี พบว่าการ ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่ลดความเสี่ยงต่อการเกิดฟั นผุ โดยใช้ คะแนนความเสี่ยงบริ โภคขนม ร่วมกับ การเพิ่มประสิทธิภาพพฤติกรรมการทาความสะอาด สามารถเพิ่มขีดความสามารถในการ ดูแล ทันตสุขภาพได้ อย่างชัดเจนเมื่ อเทียบกับกลุ่มควบคุม แต่พ ฤติกรรมดังกล่าวไม่ยั่ง ยืนและลด ประสิทธิภาพลงในช่วงสุดท้ ายของการประเมิน และได้ ศกึ ษาการเปลี่ยนแปลงค่าค่า Plaque pH ที่ เกิดในช่องปากหลังการบริโภคขนม เพื่อพัฒนาเกณฑ์แบ่งกลุ่มความเสี่ยงแบ่งระดับความเสี่ยงของ ขนมต่อการเกิดฟั นผุ จัดแบ่งขนมเป็ น 13 กลุ่มและทดสอบขนมทังสิ ้ ้นรวม 49 ชนิด ผลการวิจยั นี ้ สามารถพัฒนาเกณฑ์แบ่งกลุ่มความเสี่ยงของขนมที่ทดสอบเป็ น 4 กลุ่ม คือ เสี่ยงต่า เสี่ยงปาน กลาง เสี่ยงสูง และเสี่ยงสูงมาก ชนิดขนมในกลุ่มที่เสี่ยงต่า คือ เมล็ดทานตะวัน ปลาหมึกอบแห้ ง ปลา เส้ นอบแห้ ง 2 ยี่ห้อ และมะละกอสุก ซึ่งถือว่าเป็ นขนมที่แนะนาบริ โภค และกลุ่มที่เสี่ยงสูงมาก ได้ แก่ขนมปั งสอดไส้ น ้าตาลหรื อเคลือบน ้าตาล ถัว่ เคลือบแป้ง ขนมไทยบางชนิด จิตตพร นิพนธ์กิจ (2550 : 17-28) ศึกษาปั จจัยที่มีอิทธิพลต่อการเกิดฟั นผุในเด็กอายุ 1 – 3 ปี ของจังหวัดเชียงราย ปี พ.ศ. 2549 โดยดาเนินการสัมภาษณ์ผ้ ดู แู ลเด็ก จานวน 170 ราย ร่วมกับการตรวจสภาวะฟั นผุของเด็ก พบว่าผู้เลี ้ยงดูเด็กส่วนใหญ่เป็ นแม่ร่วมกับญาติร้อยละ 74.1 จบ ชันประถมศึ ้ กษาและต่ากว่า ร้ อยละ 45.9 มีรายได้ ครัวเรื อนต่อเดือน 10,000 บาทต่อเดือน คิด เป็ นร้ อยละ 60.6 กลุ่มตัวอย่างพบปั ญหาฟั นผุร้อยละ 32.9 เมื่อวิเคราะห์จานวนรายการที่บริ โภค ขนมและ เครื่ องดื่มใน 24 ชัว่ โมงของกลุ่มตัวอย่างรวม 773 รายการ พบว่าเป็ นกลุ่มผลไม้ เพียงร้ อย ละ 15.5 กลุม่ ขนมต่างๆ รวมร้ อยละ 24.7 กลุ่มเครื่ องดื่มที่ไม่มีน ้าตาลร้ อยละ 33.9 และเครื่ องดื่มที่ มีน ้าตาล รวมร้ อยละ 25.9 ปั จจัยที่มีอิทธิพลต่อการเกิดฟั นผุ เรี ยงจากปั จจัยที่มีความสัมพันธ์มาก ไปหาน้ อย คือ อนามัยช่องปาก ความถี่ในการบริโภคขนมและเครื่ องดื่ม และการบริ โภคนมรสหวาน ตามลาดับ ชาญ เชิดชูเหล่า และอิ่มเอิบ สุทธิวรรณ (2550 : 29-38) ศึกษาสถานการณ์การส่งเสริ ม สุขภาพช่องปากเด็กในศูนย์พฒ ั นาเด็กเล็ก จังหวัดพะเยา พ.ศ. 2550 จานวน 263 แห่ง พบว่าศูนย์ เด็กเล็กร้ อยละ 85.2 สังกัดองค์การบริ หารส่วนตาบล ผู้ดแู ลเด็กร้ อยละ 68.4 ได้ รับการอบรมด้ าน ทันตสุขศึกษาใน 2 ปี ที่ผา่ นมา การดาเนินกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพช่องปากเด็กมีความครอบคลุมได้ มาก คือ ร้ อยละ 95.8 มีการจัดกิจกรรมแปรงฟั นหลังอาหารกลางวันทุกวัน ร้ อยละ 85.6 มีการจัด อาหารว่างเป็ นผลไม้ 3 – 5 วัน/สัปดาห์ ทังนี ้ ้ร้ อยละ 58.6 มีสถานที่แปรงฟั นเป็ นโครงสร้ างถาวรและ เหมาะสมกับการใช้ งาน และเด็กร้ อยละ 81.0 สามารถแปรงฟั นได้ อย่างสม่าเสมอ ศูนย์พฒ ั นาเด็ก เล็ก ร้ อยละ 60.8 มีการตรวจความสะอาดฟั นให้ เด็กทุกวัน ร้ อยละ 44.5 มีการตรวจฟั นผุให้ เด็ก


77 เทอมละ 1 – 2 ครัง้ อย่างไรก็ตามการดูแลเรื่ องอาหารว่างของเด็กยังไม่ดีนกั โดยศูนย์พฒ ั นาเด็ก เล็กส่วนใหญ่ มีเด็กนาอาหารว่างที่เสี่ยงต่อฟั นผุมารับประทานที่ศนู ย์เด็ก ได้ แก่ ขนมถุงสาเร็ จรูป นมหวานหรื อ นมเปรี ย้ ว นมขวดร้ อยละ 58.6, 69.6 และ 71.1 ตามลาดับ ร้ อยละ 36.9 ได้ รับการ สนับสนุนสถานที่ แปรงฟั นจากองค์การบริ หารส่วนตาบล และร้ อยละ 53.2 ได้ รับการสนับสนุนการ อบรมจากทันตบุลากร/ เจ้ าหน้ าที่สาธารณสุข พรรณี ผานิดานันท์ (2550 : 7 – 16) ได้ ศกึ ษาการพัฒนาเครื อข่ายเพื่อส่งเสริ มทันตสุขภาพ สาหรับเด็กวัยก่อนเรี ยน ในโรงเรี ยนสังกัดรัฐบาลและเอกชน 4 แห่ง ในเขตอาเภอเมือง จังหวัด นครราชสีมา พบว่าการใช้ ข้อมูลเชิงประจักษ์ และการดาเนินงานด้ วยกระบวนการ AIC ทาให้ เกิด เครื อข่ายในโรงเรี ยนทัง้ 4 แห่งที่ศกึ ษา เครื อข่ายสามารถจัดกิจกรรมส่งเสริ มทันตสุขภาพพื ้นฐาน ทาให้ เด็กกลุ่มเป้าหมายมีสภาวะช่องปากดีขึ ้น และมีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมทันตสุขภาพ ได้ แก่ แปรงฟั นก่อนนอนเพิ่มขึ ้นจากร้ อยละ 54.5 เป็ น 63.5 รับประทานขนมกรุบกรอบลดลงจากร้ อยละ 93.0 เป็ น 84.0 ดื่มเครื่ องดื่มรสหวานลดลงจากร้ อยละ 75.0 เป็ น 64.0 โรงเรี ยนลงทุนด้ าน สิ่งแวดล้ อมโดยทาสถานที่แปรงฟั นที่ถูกสุขลักษณะ ผู้ปกครองสนับสนุนการดื่มนมจืด สนับสนุน อุปกรณ์เพื่อการแปรงฟั นหลังอาหารกลางวัน และจัดเมนูอาหารที่เหมาะสมสาหรับเด็ก การศึกษา นี ้ยังพบว่าปั จจัยที่มีส่วนทาให้ เกิดเครื อข่ายและทางานร่ วมกันได้ มาจาก 1) การมีเป้าหมายหรื อ วัตถุประสงค์ร่วมกันของทุกฝ่ าย 2) การมีข้อมูลเชิงประจักษ์ ที่สามารถอธิบายปั ญหาและสาเหตุได้ ชัดเจน 3) การมีส่วนร่วมในแนวระนาบ แต่ละภาคีร้ ูบทบาทของตนเอง และเป็ นบทบาทที่สามารถ ทาได้ 4) ความรู้สึกเป็ นเจ้ าของ มีการบริ หารและดาเนินการโดยกลุ่มเอง 5) มีองค์ความรู้เกี่ยวกับ ปั ญหาหรื อเป้าหมาย 6) การสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ 7) มีทีมที่ปรึกษาด้ านวิชาการจากสาธารณสุข ที่ไปให้ คาแนะนาอย่างสม่าเสมอ ทัง้ นีม้ ีข้อเสนอว่าควรมีการศึกษาต่อเพื่อให้ เข้ าใจถึงปั จจัยที่ เกี่ยวข้ องกับความยัง่ ยืนของโครงการ ไพฑูรย์ สายสงวนสัตย์ และคนอื่นๆ (2550 : 51–59) ศึกษาการมีส่วนร่วมของประชาชน ในการส่งเสริ มสุขภาพของเด็กก่อนวัยเรี ยน และปั จจัยที่มีผลต่อการมีส่วนร่ วมในการส่งเสริ ม สุขภาพของเด็กก่อนวัยเรี ยน ในศูนย์พฒ ั นาเด็กเล็กอาเภอแม่จนั จังหวัดเชียงราย ผลการศึกษา พบว่าการมีสว่ นร่วมของประชาชนส่วนใหญ่มีสว่ นร่วมในการดาเนินกิจกรรมส่งเสริ มสุขภาพเด็ก ใน ศูนย์พฒ ั นาเด็กเล็กตามการร้ องขอของผู้นาชุมชน และร่ วมรับผลประโยชน์มากกว่าการเข้ ามามี ส่วนร่ วมในการตัดสินใจและการควบคุม ประเมินผล สาหรับปั จจัยที่ทาให้ ประชาชนเข้ ามาร่ วม กิจกรรมนัน้ เป็ นปั จจัยจากการคาดหวังผลประโยชน์ และการใช้ สิทธิ์ ของเด็กที่จะต้ องได้ รับการ บริ การขันพื ้ ้นฐานในการดูแลจากรัฐ รวมทังผู ้ ้ ดแู ลเด็กและผู้นาชุมชนที่ประชาชนยอมรับ ให้ ความ


78 เคารพ เชื่ อถื อและศรัทธา ส่วนกลุ่ม ที่ไม่ได้ เข้ ามามีส่วนร่ วมในด้ านการส่งเสริ ม สุขภาพนัน้ ประชาชนมองว่าสุขภาพเป็ นบทบาทหน้ าที่ของบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขที่ต้องให้ การดูแล ส่วนการสนับสนุนพัฒนาการและการเรี ยนรู้ของเด็กในศูนย์เด็กเล็ก เป็ นหน้ าที่ของผู้ดแู ล เด็กที่ต้องสอนเด็กให้ อา่ นออกเขียนได้ มากกว่าการวาดรูป การเล่นดินน ้ามัน จากการทบทวนวรรณกรรมในประเทศ เกี่ยวกับการเกิดโรคฟั นผุในเด็กเล็ก และ พฤติกรรม การดูแลทันตสุขภาพของเด็กวัยก่อนเรี ยน พอจะสรุปได้ วา่ ฟั นของเด็กมีความเสี่ยงต่อ การเกิดฟั นผุ ได้ ง่าย ทังนี ้ ้เพราะมีปัจจัยเสริมหลายประการ เช่น ฟั นน ้านมที่สร้ างใหม่ๆยังสร้ างไม่ สมบูรณ์ มีการ สูญเสียเกลือแร่ได้ ง่าย ฟั นหน้ าบนเป็ นตาแหน่งที่มีน ้าลายไหลเวียนน้ อยและช้ า จึง เป็ นตาแหน่งที่ เสี่ยงต่อการเกิดฟั นผุ วิธีการรับประทาน เช่น การดูดอาหารจากขวด กีดขวาง น ้าลายให้ ไหลเวียน บริ เวณฟั นหน้ าบนได้ น้อยลงอีก ถ้ าสารอาหารในขวดมีน ้าตาล จะช่วยเร่งการ สร้ างกรดได้ มากขึ ้น และเด็กยังใช้ เวลาส่วนใหญ่ในการนอนซึ่งเป็ นเวลาที่ทาให้ การไหลเวียนของ น ้าลายน้ อยลง การ ป้องกันโรคฟั นผุในเด็กเล็กโดยวิธีการใดวิธีการหนึ่งเพียงอย่างเดียวมักไม่ได้ ผล จึงยังต้ องทาควบคู่ กันไปทังกลวิ ้ ธีทางชุมชน เช่น การสร้ างการมีส่วนร่วมของชุมชน การสร้ างพลัง ชุมชน หรื อการใช้ แรงสนับสนุนทางสังคม เป็ นต้ น การสร้ างเสริมป้องกันทางทันตสุขภาพแก่ เด็กก่อนวัยเรี ยน ควรเริ่ ม จากการดูแลโดยครอบครัวและการดูแลโดยทันตบุคลากรทังที ้ ่บ้านและที่ โรงเรี ยน และควรทา ร่ วมกับโปรแกรมสุขภาพด้ านอื่นๆ การลดการถ่ายทอดเชื ้อจากแม่ส่ลู ูก ปรับ วิธีการเลี ้ยงดูให้ เหมาะสม ลดการบริโภคน ้าตาล และการทาความสะอาดฟั นเด็กเป็ นเรื่ องจาเป็ น มาก การแปรงฟั น ด้ วยยาสีฟันผสมฟลูออไรด์เช้ าและก่อนนอน นอกจากจะช่วยกาจัดแผ่นคราบ จุลินทรี ย์แล้ ว ยังช่วย ลดความเหนียวหนืดของน ้าลาย ช่วยเติมฟลูออไรด์ให้ ช่องปาก และช่วยเพิ่ม ปริ มาณฟลูออไรด์ สะสมในแผ่นคราบจุลินทรี ย์ซงึ่ จะค่อยๆ แตกตัวออกมาอยูบ่ ริเวณผิวฟั นเพิ่ม ความแข็งแรงให้ ตวั ฟั น ต่อไปได้


79 บทที่ 3 วิธีดาเนินงานวิจัย การวิจยั ครัง้ นี ้เป็ นการวิจยั เชิงพรรณนา (Descriptive Research) เพื่อศึกษาพฤติกรรมการ ดูแลทันตสุขภาพของกลุม่ ผู้ดแู ลเด็กก่อนวัยเรี ยน ในศูนย์พฒ ั นาเด็กเล็ก ตาบลศรี เทพ อาเภอศรี เทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ ผู้วิจยั ได้ ดาเนินการตามขันตอน ้ ดังนี ้ 1. ประชากร 2. กลุม่ ตัวอย่าง 3. เครื่ องมือที่ใช้ ในการรวบรวมข้ อมูล 4. การเก็บรวบรวมข้ อมูล 5. การวิเคราะห์ข้อมูล ประชากร ประชากรที่ใช้ ในการวิจยั ครัง้ นี ้เป็ นครูพี่เลี ้ยงเด็ก หรื อผู้ดแู ลเด็กก่อนวัยเรี ยน ในศูนย์พฒ ั นาเด็ก เล็ก และจานวนผู้ดแู ลเด็ก อาเภอศรี เทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ (สานักงานสาธารณสุขอาเภอศรี เทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ 2554) จานวน 354 คน ตารางที่ 3.1 แสดงจานวนศูนย์ พัฒนาเด็กเล็ก และจานวนผู้ดแู ล เด็ก จังหวัดเพชรบูรณ์ (ตาบล) สะกรวด ศรี เทพ โคกสะอาด หนองย่างทอย นาสนนุน่ ประดูง่ าม เกาะแก้ ว รวม

จานวนศูนย์ เด็ก

จานวนผู้ดูแลเด็ก (คน)

35 28 20 17 31 13 22 166

76 66 38 42 56 29 47 354


80 กลุ่มตัวอย่ าง ในการวิจยั ครัง้ นี ้ผู้วิจยั ใช้ กลุ่มตัวอย่างในการวิจยั จากศูนย์พฒ ั นาเด็กเล็ก ในอาเภอศรี เทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ จานวน 354 คน และทาการสุ่มแบบแบ่งชัน้ (Stratified Random Sampling) โดย คานวณขนาดของกลุ่มตัวอย่างโดยใช้ สตู ร Yamane (1973 : 887, อ้ างถึงในธีรวุฒิ เอกะกุล 2546 : 135) โดยผู้วิจยั กาหนดให้ ระดับความคลาดเคลื่อนเท่ากับ .05 กลุม่ ตัวอย่าง คานวณโดยใช้ สตู ร Yamane

เมื่อ n แทน ขนาดของกลุม่ ตัวอย่าง N แทน จานวนประชากร e แทน ระดับความคลาดเคลื่อน = .05 การคานวณกลุม่ ตัวอย่าง

187.798

ได้ ขนาดกลุม่ ตัวอย่าง = 188 คน จากการคานวณจานวนกลุ่มตัวอย่างโดยใช้ สตู รของ Yamane ได้ กลุ่มตัวอย่างเท่ากับ 188 คน ผู้วิจยั เพิ่มขนาดของกลุ่มตัวอย่างเป็ น 250 คน เพื่อให้ กลุ่มตัวอย่างสามารถเป็ นตัวแทนที่ดีของ ประชากรมากขึ ้น


81 วิธีการได้ มาซึง่ กลุม่ ตัวอย่าง การศึกษาครัง้ นี ้ผู้วิจัยใช้ วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชัน้ (Stratified Random Sampling) เมื่อสุ่มได้ ตวั อย่างศูนย์พฒ ั นาเด็กเล็กแล้ ว ผู้วิจยั ได้ ดาเนินการสุ่มอย่างง่าย (Simple Random Sampling) ต่อจนได้ กลุม่ ตัวอย่างตามที่กาหนด โดยมีขนตอนดั ั้ งนี ้ ขัน้ ตอนที่ 1 แบ่งศูนย์พฒ ั นาเด็กเล็กเป็ นรายตาบลในอาเภอศรี เทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ ทัง้ 7 แห่ง ตาม ตารางที่ 3.1 ขัน้ ตอนที่ 2 สุ่มตัวอย่างศูนย์พฒ ั นาเด็กเล็กของแต่ละตาบล โดยวิธีการสุ่มแบบแบ่งชัน้ (Stratified Random Sampling) ตาบล ละ 50% ของจานวนศูนย์พฒ ั นาเด็กเล็ก ตามตารางที่ 3.2 ขัน้ ตอนที่ 3 เลือกกลุ่มตัวอย่างจากศูนย์พฒ ั นาเด็กเล็กที่ส่มุ ได้ โดยวิธีการสุ่มอย่างง่าย (Simple Random Sampling) จนได้ ครบตามจานวนที่ต้องการ

เครื่องมือที่ใช้ ในการรวบรวมข้ อมูล เครื่ องมือที่ใช้ ในการรวบรวมครัง้ นี ้ เป็ นแบบทดสอบเกี่ยวกับความรู้เรื่ องทันตสุขภาพ และ แบบสอบถามเกี่ยวกับพฤติกรรมการดูแลทันตสุขภาพของผู้ดแู ลเด็กก่อนวัยเรี ยน ในศูนย์พฒ ั นา เด็กเล็ก จังหวัดอานาจเจริ ญ ที่ผ้ วู ิจยั สร้ างขึ ้นบนพื ้นฐานของทฤษฎีที่เกี่ยวกับพฤติกรรมส่งเสริ ม สุขภาพ ตามกรอบแนวคิดและวัตถุประสงค์ในการวิจยั ประกอบด้ วย 5 ส่วนดังนี ้ ส่ วนที่ 1 ข้ อมูลส่วนบุคคลเกี่ยวกับตัวผู้ตอบแบบสอบถาม ประกอบไปด้ วยข้ อมูล เกี่ยวกับ อายุ สถานภาพสมรส ระดับการศึกษา รายได้ ส่ วนที่ 2 แบบทดสอบเกี่ยวกับความรู้เรื่ องทันตสุขภาพ ได้ แก่ ความหมายของทันตสุขภาพ ความสาคัญของทันตสุขภาพ ความรู้ทวั่ ไปเกี่ยวกับฟั น ความรู้ทวั่ ไปเกี่ยวกับโรคฟั นผุ โรคฟั นผุใน เด็กปฐมวัย การป้องกันการเกิดโรคฟั นผุในเด็กเล็ก และการดูแลทันตสุขภาพในเด็กก่อนวัยเรี ยน มี ลักษณะคาถามเป็ นแบบชนิดให้ เลือกคาตอบ “ถูก” “ผิด” เกณฑ์การให้ คะแนน ตอบถูก ให้ 1 คะแนน ตอบผิด ให้ 0 คะแนน เกณฑ์การพิจารณาระดับความรู้เรื่ องทันตสุขภาพ โดยใช้ เกณฑ์คิดเป็ นร้ อยละของ คะแนน เต็ม (บุญธรรม กิจปรี ดาบริ สทุ ธิ์ 2540 : 166) ดังนี ้ ระดับความรู้ดีมาก ได้ คะแนนตังแต่ ้ ร้ อยละ 80 ขึ ้นไป ระดับความรู้ดี ได้ คะแนนร้ อยละ 70 – 79


82 ระดับความรู้ปานกลาง ได้ คะแนนร้ อยละ 60 – 69 ระดับความรู้ต่า ได้ คะแนนร้ อยละ 50 – 59 ระดับความรู้ต่ามาก ได้ คะแนนร้ อยละ 49 ลงไป การวิเคราะห์ข้อมูลเพื่ออธิ บายลักษณะของตัวแปร ได้ วิเคราะห์สถิติ และนาค่าสถิติ ดังกล่าวมากาหนดการแบ่งเป็ น 5 ระดับ ดังนี ้ (บุญธรรม กิจปรี ดาบริ สทุ ธิ์ 2540 : 167) ระดับความรู้ดีมาก ได้ คะแนนตังแต่ ้ 14 คะแนนขึ ้นไป ระดับความรู้ดี ได้ คะแนนอยู่ระหว่าง 12 – 13 คะแนน ระดับความรู้ปานกลาง ได้ คะแนนอยูร่ ะหว่าง 10 – 11 คะแนน ระดับความรู้ต่า ได้ คะแนนอยูร่ ะหว่าง 8 – 9 คะแนน ระดับความรู้ต่ามาก ได้ คะแนนตังแต่ ้ 7 คะแนนลงไป ส่ วนที่ 3 แบบสอบถาม เกี่ยวกับปั จจัยหลักที่สง่ ผลต่อพฤติกรรมการดูแลทันตสุขภาพ ของ ผู้ดแู ลเด็กก่อนวัยเรี ยน ได้ แก่ 1. ความรู้ทางด้ านทันตสุขภาพ 2. การรับรู้โอกาสเสี่ยงของการเกิดโรคและโรคแทรกซ้ อน 3. การรับรู้ความรุนแรงของโรค 4. การรับรู้ประโยชน์ของการป้องกันโรคในช่องปาก 5. การรับรู้อปุ สรรคในการปฏิบตั ิ คาตอบของข้ อคาถามเกี่ยวกับปั จจัยหลัก เป็ นมาตราส่วนประมาณค่า แบ่งออกเป็ น 5 ระดับดังนี ้ มากที่สดุ หมายถึง ข้ อความนันตรงกั ้ บความรู้สกึ หรื อความเป็ นจริงที่เกิด ขึ ้นกับผู้ดแู ลเด็ก มากที่สดุ มาก หมายถึง ข้ อความนันตรงกั ้ บความรู้สึกหรื อความเป็ นจริงที่เกิด ขึ ้นกับผู้ดแู ล เด็กเป็ นส่วนมาก ปานกลาง หมายถึง ข้ อความนันตรงกั ้ บความรู้สกึ หรื อความเป็ นจริงที่เกิด ขึ ้นกับผู้ดแู ลเด็ก ปานกลาง เล็กน้ อย หมายถึง ข้ อความนันตรงกั ้ บความรู้สกึ หรื อความเป็ นจริงที่เกิด ขึ ้นกับผู้ดแู ลเด็ก เล็กน้ อย น้ อยที่สดุ หมายถึง ข้ อความนันตรงกั ้ บความรู้สกึ หรื อความเป็ นจริงที่เกิด ขึ ้นกับผู้ดแู ลเด็ก น้ อยที่สดุ หรื อไม่ตรงกับความรู้สกึ เลย ข้ อคาถามพฤติกรรมการดูแลทันตสุขภาพของผู้ดแู ลเด็กก่อนวัยเรี ยน ในศูนย์พฒ ั นาเด็ก เล็ก เกี่ยวกับปั จจัยหลัก มีเกณฑ์การให้ คะแนน ดังนี ้


83

มากที่สดุ ให้ 5 คะแนน มาก ให้ 4 คะแนน ปานกลาง ให้ 3 คะแนน น้ อย ให้ 2 คะแนน น้ อยที่สดุ ให้ 1 คะแนน เกณฑ์ในการแปลความหมายคะแนน แบ่งเกณฑ์เป็ น 5 ระดับ คือ มากที่สดุ มาก ปาน กลาง น้ อย น้ อยที่สดุ (บุญชม ศรี สะอาด 2545 : 165-166) ดังนี ้ คะแนนเฉลี่ย 1.00-1.50 หมายถึง ระดับความรู้สกึ หรื อความเป็ นจริงที่เกิดขึ ้นกับ ผู้ดแู ลเด็ก น้ อยที่สดุ คะแนนเฉลี่ย 1.51-1.50 หมายถึง ระดับความรู้สกึ หรื อความเป็ นจริงที่เกิดขึ ้นกับ ผู้ดแู ลเด็ก น้ อย คะแนนเฉลี่ย 2.51-3.50 หมายถึง ระดับความรู้สกึ หรื อความเป็ นจริงที่เกิดขึ ้นกับ ผู้ดแู ลเด็ก ปานกลาง คะแนนเฉลี่ย 3.51-4.50 หมายถึง ระดับความรู้สกึ หรื อความเป็ นจริงที่เกิดขึ ้นกับ ผู้ดแู ลเด็ก มาก คะแนนเฉลี่ย 4.51-5.00 หมายถึง ระดับความรู้สกึ หรื อความเป็ นจริงที่เกิดขึ ้นกับ ผู้ดแู ลเด็ก มากที่สดุ ส่ วนที่ 4 แบบสอบถามเกี่ยวกับปั จจัยร่วมที่สง่ ผลต่อพฤติกรรมการดูแลทันตสุขภาพ ของ ผู้ดแู ลเด็กก่อนวัยเรี ยน ได้ แก่ 1. แรงสนับสนุนทางสังคมจากผู้ปกครอง 2. แรงสนับสนุนทางสังคมจากหัวหน้ าศูนย์และผู้ร่วมงาน 3. แรงสนับสนุนทางสังคมจากเจ้ าหน้ าที่สาธารณสุข คาตอบของข้ อคาถามเกี่ยวกับปั จจัยร่วม เป็ นมาตราส่วนประมาณค่า แบ่งออกเป็ น 5 ระดับดังนี ้ มากที่สดุ หมายถึง ข้ อความนันตรงกั ้ บความรู้สกึ หรื อความเป็ นจริงที่เกิดขึ ้นกับ ผู้ดแู ลเด็กมากที่สดุ มาก หมายถึง ข้ อความนันตรงกั ้ บความรู้สึกหรื อความเป็ นจริ งที่เกิดขึ ้นกับ ผู้ดแู ล เด็กเป็ นส่วนมาก


84 ปานกลาง หมายถึง ข้ อความนันตรงกั ้ บความรู้สกึ หรื อความเป็ นจริงที่เกิดขึ ้นกับ ผู้ดแู ลเด็ก ปานกลาง เล็กน้ อย หมายถึง ข้ อความนันตรงกั ้ บความรู้สกึ หรื อความเป็ นจริงที่เกิดขึ ้นกับ ผู้ดแู ลเด็ก เล็กน้ อย น้ อยที่สดุ หมายถึง ข้ อความนันตรงกั ้ บความรู้สกึ หรื อความเป็ นจริงที่เกิดขึ ้นกับ ผู้ดแู ลเด็ก น้ อยที่สดุ หรื อไม่ตรงกับความรู้สกึ เลย ข้ อคาถามพฤติกรรมการดูแลทันตสุขภาพของผู้ดแู ลเด็กก่อนวัยเรี ยน ในศูนย์พฒ ั นาเด็ก เล็ก เกี่ยวกับปั จจัยร่วม มีเกณฑ์การให้ คะแนน ดังนี ้ มากที่สดุ ให้ 5 คะแนน มาก ให้ 4 คะแนน ปานกลาง ให้ 3 คะแนน น้ อย ให้ 2 คะแนน น้ อยที่สดุ ให้ 1 คะแนน เกณฑ์ในการแปลความหมายคะแนน แบ่งเกณฑ์เป็ น 5 ระดับ คือ มากที่สดุ มาก ปาน กลาง น้ อย น้ อยที่สดุ (บุญชม ศรี สะอาด 2545 : 165-166) ดังนี ้ คะแนนเฉลี่ย 1.00-1.50 หมายถึง ระดับความรู้สกึ หรื อความเป็ นจริงที่เกิดขึ ้นกับ ผู้ดแู ล เด็กน้ อยที่สดุ คะแนนเฉลี่ย 1.51-1.50 หมายถึง ระดับความรู้สกึ หรื อความเป็ นจริงที่เกิดขึ ้นกับ ผู้ดแู ล เด็กน้ อย คะแนนเฉลี่ย 2.51-3.50 หมายถึง ระดับความรู้สกึ หรื อความเป็ นจริงที่เกิดขึ ้นกับผู้ดแู ล เด็ก ปานกลาง คะแนนเฉลี่ย 3.51-4.50 หมายถึง ระดับความรู้สกึ หรื อความเป็ นจริงที่เกิดขึ ้นกับผู้ดแู ล เด็ก มาก คะแนนเฉลี่ย 4.51-5.00 หมายถึง ระดับความรู้สกึ หรื อความเป็ นจริงที่เกิดขึ ้นกับ ผู้ดแู ล เด็กมากที่สดุ ส่ วนที่ 5 แบบสอบถามเกี่ยวกับพฤติกรรมการดูแลทันตสุขภาพของผู้ดแู ลเด็ก ก่อนวัยเรี ยน ในศูนย์พฒ ั นาเด็กเล็ก ในกิจกรรมหลัก 4 ด้ าน ได้ แก่ พฤติกรรมการจัดกิจกรรมแปรง ฟั นหลังอาหาร กลางวันทุกวัน พฤติกรรมการจัดอาหารกลางวันที่เหมาะสมและเป็ นประโยชน์ต่อ ฟั นพฤติกรรม


85 การตรวจฟั นเด็ก พฤติกรรมการแนะนาผู้ปกครองในการดูแลทันตสุขภาพของเด็ก มี ลักษณะเป็ น ข้ อคาถามให้ เลือกตอบตามสภาพความเป็ นจริง คาถามเป็ นแบบประเมินค่า (Rating Scale) 4 ระดับ คาตอบของข้ อคาถามเกี่ยวกับพฤติกรรมการดูแลทันตสุขภาพของผู้ดแู ลเด็กก่อนวัยเรี ยน เป็ นมาตราส่วนประมาณค่า แบ่งออกเป็ น 4 ระดับ ดังนี ้ ไม่ปฏิบตั เิ ลย หมายถึง ไม่ได้ ปฏิบตั ิตามพฤติกรรมดังกล่าวเลย ปฏิบตั เิ ป็ นบางครัง้ หมายถึง ปฏิบตั ิตามพฤติกรรมดังกล่าว สัปดาห์ละ 1-2 ครัง้ ปฏิบตั ิบอ่ ยครัง้ หมายถึง ปฏิบตั ิตามพฤติกรรมดังกล่าว สัปดาห์ละ 3 ครัง้ ปฏิบตั สิ ม่าเสมอ หมายถึง ปฏิบตั ติ ามพฤติกรรมดังกล่าว สัปดาห์ละ 5 ครัง้ พฤติกรรมการดูแลทันตสุขภาพของผู้ดแู ลเด็กก่อนวัยเรี ยน มีเกณฑ์การให้ คะแนน ดังนี ้ ข้ อความที่มีความหมายทางบวก ตัวเลือก คะแนน ไม่ปฏิบตั เิ ลย 1 ปฏิบตั เิ ป็ นบางครัง้ 2 ปฏิบตั ิบอ่ ยครัง้ 3 ปฏิบตั สิ ม่าเสมอ 4 ข้ อความที่มีความหมายทางลบ ตัวเลือก คะแนน ไม่ปฏิบตั เิ ลย 4 ปฏิบตั เิ ป็ นบางครัง้ 3 ปฏิบตั ิบอ่ ยครัง้ 2 ปฏิบตั สิ ม่าเสมอ 1 เกณฑ์ในการแปลความหมาย คะแนนพฤติกรรมการดูแลทันตสุขภาพของผู้ดแู ลเด็ก ก่อน วัยเรี ยน กาหนดการแบ่งระดับ ดังนี ้ (บุญธรรม กิจปรี ดาบริ สทุ ธิ์ 2540 : 171-172) ระดับดี ได้ คา่ คะแนนมากกว่า ระดับปานกลาง ได้ คา่ คะแนนอยูร่ ะหว่าง ระดับไม่ดี ได้ คา่ คะแนนน้ อยกว่า


86 ขั้นตอนการสร้ างเครื่องมือ การดาเนินการสร้างและทดลองใช้เครื่ องมือ แบ่งเป็ นขั้นตอนดังนี้ 1. ศึกษาข้อมูลเบื้องต้น โดยศึกษารายละเอียดข้อมูลพื้นฐานจากตารา ทฤษฎี งานวิจยั และ เอกสารต่างๆที่เกี่ยวข้อง 2. ผูว้ จิ ยั สร้างแบบสอบถามตามแบบแนวคิด 3. นาข้อคาถามที่สร้างไปให้ประธานและกรรมการที่ปรึ กษาวิทยานิพนธ์ ตรวจสอบเพื่อแก้ไขและปรับปรุ ง 4. นาแบบสอบถามไปตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา (Content Validity) โดย ผูท้ รงคุณวุฒิ จานวน 5 ท่าน ตรวจสอบให้ขอ้ คิดเห็นและข้อเสนอแนะ ผูท้ รงคุณวุฒิประกอบด้วย 4.1 ทันตแพทย์หญิงญาณี ใจแก้ว ทันตแพทย์ 8 วช (ด้านทันตสาธารณสุ ข) โรงพยาบาล ม่วงสามสิ บ จังหวัดอุบลราชธานี 4.2 นางอนงค์ เอื้อวัฒนา พยาบาลวิชาชีพ 8 ว โรงพยาบาลอานาจเจริ ญ 4.3 นางสาวกัลยาณี สุ เวทย์เวทิน นักวิชาการสาธารณสุ ข 8 สานักงานสาธารณสุ ข จังหวัดอานาจเจริ ญ 4.4 นางดวงเดือน พิมพ์ทรัพย์ พยาบาลวิชาชีพ 8 ว โรงพยาบาลอานาจเจริ ญ 4.5 นางสาวสุ โพชฌงค์ ก้อนภูธร นักวิชาการสาธารณสุ ข 7 สานักงานสาธารณสุ ข จังหวัดอานาจเจริ ญ 5. นาเสนอแบบสอบถามที่ปรับปรุ งแก้ไขแล้วไปขอความคิดเห็นจากผูท้ รงคุณวุฒิ ทั้ง 5 ท่านอีกครั้ง พร้อมกับคานวณหาดัชนีความตรงเชิงเนื้อหา (Content Validity Index) สาหรับ การ วิเคราะห์เพื่อหาดัชนีความตรงเชิงเนื้ อหาของเครื่ องมือ ผูว้ จิ ยั หาโดยให้ผทู ้ รงคุณวุฒิแต่ละท่าน พิจารณาความเหมาะสมระหว่างข้อคาถามกับประเด็นเนื้ อหาว่าข้อคาถามเหมาะสมที่จะเป็ นตัวแทน ประเด็นเนื้ อหาได้หรื อไม่ โดยกาหนดมาตราส่ วนประเมินค่า ดังนี้ +1 หมายถึง เห็นด้วยว่าสอดคล้องกับนิยามของตัวแปร 0 หมายถึง ไม่แน่ใจว่าสอดคล้องกับนิยามของตัวแปร -1 หมายถึง ไม่เห็นด้ วยว่าสอดคล้ องกับนิยามของตัวแปร


87 จากนั้นนาคะแนนผลการประเมินค่ามาหาค่าเฉลี่ยของความสอดคล้องระหว่างข้อ คาถาม กับวัตถุประสงค์ (Index of item Objective Congruence : I.O.C) คัดเลือกข้อที่มีค่าเฉลี่ย คะแนน ตั้งแต่ 0.6 ขึ้นไปที่ได้จากการหาค่าความสอดคล้องระหว่างข้อคาถามกับวัตถุประสงค์ไว้ ส่ วนข้อที่มี ค่าเฉลี่ยคะแนนต่ากว่า 0.6 ตัดข้อคาถามนั้นทิ้ง 6. นาแบบสอบถามที่ปรับปรุ งแก้ไขแล้วไปทาการทดลองใช้กบั ผูด้ ูแลเด็กที่มีลกั ษณะ เช่นเดียวกับกลุ่มตัวอย่าง โดยทาการเก็บข้อมูลจากตัวอย่างผูด้ ูแลเด็ก ในศูนย์พฒั นาเด็กเล็ก อาเภอ เส นางคนิคม จังหวัดอานาจเจริ ญ จานวน 50 คน แล้วนาคะแนนที่ได้มาหาความเชื่อถือได้ สาหรับ การ วิเคราะห์เพื่อตรวจสอบคุณภาพของเครื่ องมือ ผูว้ จิ ยั คานวณโดยการหาค่าสัมประสิ ทธิ์ Alpha ของ Cronbach โดยใช้โปรแกรม SPSS for Windows มีเกณฑ์ค่าความเชื่อถือได้เท่ากับหรื อมากกว่า .80 ขึ้นไป 7. นาแบบสอบถามที่สมบูรณ์แล้วไปเก็บข้อมูลจริ งกับกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจยั ครั้งนี้ การเก็บรวบรวมข้ อมูล การเก็บรวบรวมข้อมูล ผูว้ จิ ยั ดาเนินการดังนี้ 1. ผูว้ จิ ยั ขอหนังสื อจากบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี ถึง นายแพทย์ สาธารณสุ ขจังหวัดอานาจเจริ ญ เพื่อขออนุมตั ิเก็บรวมรวมข้อมูล ชี้แจงวัตถุประสงค์และ ขอความ ร่ วมมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล 2. ส่ งหนังสื อขออนุ ญาตเก็บรวบรวมข้อมูลไปยังหน่วยงานที่รับผิดชอบศูนย์พฒั นา เด็กเล็ก แต่ละแห่งที่มีผดู ้ ูแลเด็กทางานอยู่ พร้อมโครงร่ างวิทยานิ พนธ์ และตัวอย่างแบบสอบถาม จานวน 1 ชุด 3. เมื่อได้รับอนุญาตแล้วจึงติดต่อประสานงานกับหัวหน้าศูนย์พฒั นาเด็กเล็ก ประจา หน่วยงานที่ส่งหนังสื อไป เพื่อแนะนาตัวและชี้แจงวัตถุประสงค์ 4. ในการเก็บรวบรวมข้อมูลผูว้ จิ ยั ดาเนิ นการเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยตนเอง โดยการ สอบถาม พร้อมทั้งตรวจสอบความสมบูรณ์ของคาตอบทุกฉบับ เพื่อให้ได้ขอ้ มูลครบถ้วน โดยเก็บ ข้อมูลตั้งแต่เดือนกันยายน 2551 ถึง ตุลาคม 2551 5. นาแบบสอบถามมาตรวจสอบความสมบูรณ์ครบถ้ วนของข้ อมูลอีกครัง้ หนึง่


88 จากนั้นนาคะแนนผลการประเมินค่ามาหาค่าเฉลี่ยของความสอดคล้องระหว่างข้อ คาถามกับ วัตถุประสงค์ (Index of item Objective Congruence : I.O.C) คัดเลือกข้อที่มีค่าเฉลี่ย คะแนนตั้งแต่ 0.6 ขึ้นไปที่ได้จากการหาค่าความสอดคล้องระหว่างข้อคาถามกับวัตถุประสงค์ไว้ ส่ วนข้อที่มี ค่าเฉลี่ยคะแนนต่ากว่า 0.6 ตัดข้อคาถามนั้นทิ้ง 6. นาแบบสอบถามที่ปรับปรุ งแก้ไขแล้วไปทาการทดลองใช้กบั ผูด้ ูแลเด็กที่มีลกั ษณะ เช่นเดียวกับ กลุ่มตัวอย่าง โดยทาการเก็บข้อมูลจากตัวอย่างผูด้ ูแลเด็ก ในศูนย์พฒั นาเด็กเล็ก อาเภอ เสนางคนิคม จังหวัดอานาจเจริ ญ จานวน 50 คน แล้วนาคะแนนที่ได้มาหาความเชื่อถือได้ สาหรับ การวิเคราะห์ เพื่อตรวจสอบคุณภาพของเครื่ องมือ ผูว้ จิ ยั คานวณโดยการหาค่าสัมประสิ ทธิ์ Alpha ของ Cronbach โดยใช้โปรแกรม SPSS for Windows มีเกณฑ์ค่าความเชื่ อถือได้เท่ากับหรื อมากกว่า .80 ขึ้นไป 7. นาแบบสอบถามที่สมบูรณ์แล้วไปเก็บข้อมูลจริ งกับกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจยั ครั้งนี้ การเก็บรวบรวมข้ อมูล การเก็บรวบรวมข้อมูล ผูว้ จิ ยั ดาเนินการดังนี้ 1. ผูว้ จิ ยั ขอหนังสื อจากบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี ถึง นายแพทย์สาธารณสุ ข จังหวัดอานาจเจริ ญ เพื่อขออนุมตั ิเก็บรวมรวมข้อมูล ชี้แจงวัตถุประสงค์และ ขอความร่ วมมือในการ เก็บรวบรวมข้อมูล 2. ส่ งหนังสื อขออนุ ญาตเก็บรวบรวมข้อมูลไปยังหน่วยงานที่รับผิดชอบศูนย์พฒั นา เด็กเล็กแต่ละ แห่งที่มีผดู ้ ูแลเด็กทางานอยู่ พร้อมโครงร่ างวิทยานิพนธ์ และตัวอย่างแบบสอบถาม จานวน 1 ชุด 3. เมื่อได้รับอนุญาตแล้วจึงติดต่อประสานงานกับหัวหน้าศูนย์พฒั นาเด็กเล็ก ประจา หน่วยงานที่ส่ง หนังสื อไป เพื่อแนะนาตัวและชี้แจงวัตถุประสงค์ 4. ในการเก็บรวบรวมข้อมูลผูว้ จิ ยั ดาเนิ นการเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยตนเอง โดยการ สอบถาม พร้อม ทั้งตรวจสอบความสมบูรณ์ของคาตอบทุกฉบับ เพื่อให้ได้ขอ้ มูลครบถ้วน โดยเก็บ ข้อมูลตั้งแต่เดือน กันยายน 2551 ถึง ตุลาคม 2551 5. นาแบบสอบถามมาตรวจสอบความสมบูรณ์ครบถ้ วนของข้ อมูลอีกครัง้ หนึง่


89 การวิเคราะห์ ข้อมูล ผู้วิจยั ได้ ดาเนินการวิเคราะห์ข้อมูลด้ วยเครื่ องคอมพิวเตอร์ โดยใช้ โปรแกรมสาเร็จรูป SPSS กาหนดระดับนัยสาคัญที่ระดับ .05 1. ตรวจสอบคุณภาพของแบบสอบถาม 1.1 ตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิงเนื ้อหา โดยการคานวณ 1) ค่าเฉลี่ย 2) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 1.2 หาค่าความเชื่อมัน่ ของแบบสอบถามโดยคานวณค่าสัมประสิทธิ์ Alpha ของ Cronbach (ล้ วน สายยศ และอังคณา สายยศ 2538 : 200, อ้ างถึงในธีรวุฒิ เอกะกุล 2546 : 182 183) สูตร เมื่อ α N

หมายถึง ค่าความเชื่อมัน่ หมายถึง จานวนข้ อในแบบสอบถาม หมายถึง ผลรวมความแปรปรวนในแต่ละข้ อ

หมายถึง ความแปรปรวนแบบสอบถามทังฉบั ้ บ 2. คานวณค่าสถิตพิ ื ้นฐานของตัวแปร สถานภาพสมรส นามาแจกแจงความถี่ หาค่า ร้ อย ละ ตัวแปรอายุ ระดับการศึกษา รายได้ หาค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 3. วิเคราะห์ความสัมพันธ์ภายในระหว่างตัวแปร 4. วิเคราะห์หาความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรเป็ นคูๆ่ ของตัวแปรปั จจัยด้ านชีวสังคม โดยใช้ สหสัมพันธ์ 2 5. วิเคราะห์ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กบั พฤติกรรมการดูแลทันตสุขภาพของผู้ดแู ลเด็ก ก่อนวัยเรี ยน โดยใช้ การวิเคราะห์ถดถอยพหุคณ ู 5.1 ทดสอบความมีนยั สาคัญของค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์พหุคณ ู โดยใช้ สตู ร การทดสอบค่า F 5.2 หาค่าสัมประสิทธิ์ถดถอยของตัวพยากรณ์ในรูปคะแนนมาตรฐาน 5.3 หาค่าสัมประสิทธิ์ถดถอยของตัวพยากรณ์ในรูปคะแนนดิบ 5.4 ทดสอบความมีนยั สาคัญของค่าสัมประสิทธ์การถดถอยของตัวพยากรณ์ 6. ค้ นหาตัวพยากรณ์ที่ดีของพฤติกรรมการดูแลทันตสุขภาพของผู้ดแู ลเด็กก่อนวัยเรี ยน โดยการวิเคราะห์การถดถอยหพุคณ ู แบบขันตอน ้ (Multiple Regression Analysis)


90 บทที่ 4 ผลการวิจัย

การนาเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูลพฤติกรรมการดูแลทันตสุขภาพของผู้ดแู ลเด็กก่อนวัย เรี ยนในศูนย์พฒ ั นาเด็กเล็ก อาเภอศรี เทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ ผู้วิจยั ได้ เสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล ตามลาดับ ดังนี ้ 1. ลาดับการแสดงผลการวิเคราะห์ข้อมูล 2. สัญลักษณ์และอักษรย่อที่ใช้ สื่อความหมายในการวิจยั ลาดับการแสดงผลการวิเคราะห์ ข้อมูล ผู้วิจยั ได้ จดั ลาดับการเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมู ลจากแบบสอบถามที่ได้ รับคืน และเป็ น แบบสอบถามที่สมบูรณ์ที่สดุ จานวน 250 ฉบับ โดยแบ่งเป็ นแต่ละตอน ดังนี ้ ตอนที่ 1 เสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูลปั จจัยทางชีวสังคม ปั จจัยหลัก ปั จจัยร่วม และ พฤติกรรมการดูแลทันตสุขภาพ ของผู้ดแู ลเด็กก่อนวัยเรี ยน ในศูนย์พฒ ั นาเด็กเล็ก อาเภอศรี เทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ ดังตารางที่ 4.1 – 4.18 ตอนที่ 2 เสนอผลการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างปั จจัยทางชีวสังคม ปั จจัยหลัก ปั จจัย ร่วม กับพฤติกรรมการดูแลทันตสุขภาพ ของผู้ดแู ลเด็กก่อนวัยเรี ยนในศูนย์พฒ ั นาเด็กเล็ก อาเภอศรี เทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ดงั ตารางที่ 4.19 – 4.26 ตอนที่ 3 เสนอผลการวิเคราะห์การค้ นหาตัวแปรพยากรณ์ที่ดีของพฤติกรรมการดูแล ทันต สุขภาพ ของผู้ดแู ลเด็กก่อนวัยเรี ยนในศูนย์พฒ ั นาเด็กเล็ก อาเภอศรี เทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ ดงั ตาราง ที่ 4.27 – 4.28 สัญลักษณ์ และอักษรย่ อที่ใช้ ส่ ือความหมายในการวิจัย n หมายถึง กลุม่ ตัวอย่าง X หมายถึง ค่าเฉลี่ย (Mean) S หมายถึง ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation)


91 -2

E หมายถึง 10 SS หมายถึง ผลรวมยกกาลังสอง (Sum of Square) MS หมายถึง ค่าเฉลี่ยของกาลังสอง (Mean of Square) df หมายถึง ค่าองศาอิสระ (degree of freedom) χ ² หมายถึง ค่าสถิตทิ ี่ใช้ พิจารณาใน χ ² - test r หมายถึง ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ X หมายถึง ความรู้ทางด้ านทันตสุขภาพ 1

X หมายถึง การรับรู้โอกาสเสี่ยงของการเกิดโรคและโรคแทรกซ้ อน 2

X หมายถึง การรับรู้ความรุนแรงของโรค 3

X หมายถึง การรับรู้ประโยชน์ของการป้องกันการเกิดโรคในช่องปาก 4

X หมายถึง การรับรู้อปุ สรรคในการปฏิบตั ิ 5

X หมายถึง แรงสนับสนุนจากผู้ปกครอง 6

X หมายถึง แรงสนับสนุนจากหัวหน้ าศูนย์ และผู้ร่วมงาน 7

X หมายถึง แรงสนับสนุนจากเจ้ าหน้ าที่สาธารณสุข 8

Y หมายถึง พฤติกรรมการดูแลทันตสุขภาพของผู้ดแู ลเด็กก่อนวัยเรี ยน * หมายถึง มีนยั สาคัญทางสถิตทิ ี่ระดับ .05 ** หมายถึง มีนยั สาคัญทางสถิตทิ ี่ระดับ .01 ตอนที่ 1 เสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูลปั จจัยทางชีวสังคม ปั จจัยหลัก ปั จจัยร่วม และ พฤติกรรม การดูแลทันตสุขภาพ ของผู้ดแู ลเด็กก่อนวัยเรี ยน ในศูนย์พฒ ั นาเด็กเล็ก อาเภอศรี เทพ จังหวัด เพชรบูรณ์ ดังตาราง 4.1- 4.18


92 ตารางที่ 4.1 จานวนและร้ อยละของกลุม่ ตัวอย่าง จาแนกตามปั จจัยทางชีวสังคม ปั จจัยทางชีวสังคม 1. อายุ 1.1 น้ อยกว่า 30 ปี 1.2 อายุระหว่าง 30-39 ปี 1.3 อายุระหว่าง 40-49 ปี 1.4 อายุตงแต่ ั ้ 50 ปี ขึ ้นไป รวม 2. สถานภาพสมรส 2.1 คู่ 2.2 อื่นๆ รวม 3. ระดับการศึกษา 3.1 ต่ากว่าปริญญาตรี 3.2 ปริญญาตรี 3.3 สูงกว่าปริญญาตรี รวม 4. รายได้ เฉลี่ยต่อเดือน 4.1 ต่ากว่า 5,000 บาท 4.2 5,000 - 10,000 บาท 4.3 10,001- 20,000 บาท รวม

จานวน

ร้ อยละ

70 94 78 8 250

28.0 37.6 31.2 3.2 100

192 58 250

76.8 23.2 250

153 95 2 250

61.2 38.0 0.8 100

9 240 1 250

3.6 96.0 0.4 100


93 ตารางที่ 4.1 (ต่ อ) ปั จจัยชีวสังคม 5. อายุการทางาน 5.1 ต่ากว่า 12 เดือน 5.2 อยูร่ ะหว่าง 12 - 60 เดือน 5.3 อยูร่ ะหว่าง 61 - 120 เดือน 5.4 อยูร่ ะหว่าง 121 - 240 เดือน 5.5 มากกว่า 240 เดือนขึ ้นไป รวม 6. โรคประจาตัว 6.1 ไม่มี 6.2 มี รวม 7. หน่วยงานที่รับผิดชอบศูนย์พฒ ั นาเด็กเล็ก 7.1 กรมการศาสนา 7.2 อบต. 7.3 เทศบาล 7.4 โรงพยาบาล รวม 8. สถานที่จดั กิจกรรมแปรงฟั นหลังอาหาร กลางวันสาหรับเด็ก 8.1 มี 8.2 ไม่มี รวม 9. การจาหน่ายอาหารหวานประเภทลูกอม/ ขนมหวาน/ขนม กรุบกรอบ/น ้าอัดลม ในศูนย์ พัฒนาเด็กเล็ก 9.1 มี 9.2 ไม่มี รวม

จานวน

ร้ อยละ

21 78 78 72 1 250 231 19

8.4 31.2 31.2 28.8 0.4 100 92.4 7.6

250

100

64 162 19 5 250

25.6 64.8 7.6 2.0 100

218 32

87.2 12.8

250

100

23 227 250

9.2 90.8 100


94 จากตารางที่ 4.1 พบว่า ปั จจัยทางชีวสังคมของผู้ดแู ลเด็กในศูนย์พฒ ั นาเด็กเล็ก อาเภอศรี เทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ ในด้ านต่างๆ มีดงั นี ้ คือ กลุ่มตัวอย่างของผู้ดแู ลเด็ก ส่วนใหญ่มีอายุระหว่าง 30-39 ปี (ร้ อยละ 37.6) รองลงมาคือ มีอายุระหว่าง 40 - 49 ปี (ร้ อยละ 31.2) มีสถานภาพสมรสคู่ (ร้ อยละ 76.8) มีการศึกษาอยู่ในระดับต่ากว่าปริ ญญาตรี (ร้ อยละ 61.2) รองลงมามีการศึกษาอยู่ ในระดับ ปริ ญญาตรี (ร้ อยละ 38.0) มีรายได้ เฉลี่ยต่อเดือนอยู่ระหว่าง 5,000 – 10,000 บาท (ร้ อย ละ 96.0) รองลงมามีรายได้ เฉลี่ยต่อเดือนต่ากว่า 5,000 บาท (ร้ อยละ 3.6) มีอายุการทางานใน หน้ าที่ผ้ ดู แู ลเด็ก อยูใ่ นระหว่าง 12 – 60 เดือน และอยู่ในระหว่าง 61 – 120 เดือน (ร้ อยละ 31.2) ซึ่ง มีจานวนเท่ากัน และส่วนใหญ่ไม่มีโรคประจาตัว (ร้ อยละ 92.4 ) การวิเคราะห์ข้อมูลเพื่ออธิ บายลักษณะของตัวแปรด้ านปั จจัยหลักซึ่ง ได้ แก่ ความรู้ ทางด้ านทันตสุขภาพ และการรับรู้ทางด้ านทันตสุขภาพ รายละเอียดดังนี ้ 1. ความรู้ทางด้ านทันตสุขภาพ ข้ อเท็จจริ งเกี่ยวกับ ความสาคัญของทันตสุขภาพ ความรู้ ทัว่ ไปเกี่ยวกับฟั น ความรู้ทวั่ ไปเกี่ยวกับโรคฟั นผุ โรคฟั นผุในเด็กปฐมวัย การป้องกันการเกิดโรค ฟั น ผุในเด็กเล็ก และพฤติกรรมการดูแลทันตสุขภาพของผู้ดแู ลเด็กก่อนวัยเรี ยน ดังตารางที่ 4.2 – 4.3 ตารางที่ 4.2 ระดับความรู้ทางทันตสุขภาพของผู้ดแู ลเด็กในศูนย์พฒ ั นาเด็กเล็ก อาเภอศรี เทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ จาแนก เป็ นรายด้ าน ความรู้ ทางทันตสุขภาพ คะแนน คะแนน SD การแปล X สูงสุด ต่าสุด ผล 1. ความรู้ทวั่ ไปเกี่ยวกับฟั น 2. ความรู้ทวั่ ไปเกี่ยวกับโรค ฟั นผุ 3. การป้องกันการเกิดโรค ฟั น ผุในเด็กก่อนวัยเรี ยน รวม

5 6

0 2

4.19 4.90

0.83 0.81

ระดับดี มาก ระดับดี มาก

5

0

3.93

0.96

ระดับดี

16

7

13.02

1.58

ระดับดี มาก


95 จากตารางที่ 4.2 เมื่อพิจารณาความรู้ทางทันตสุขภาพ พบว่า ผู้ดแู ลเด็กในศูนย์พฒ ั นาเด็ก เล็ก อาเภอศรี เทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ มีความรู้ทางทันตสุขภาพ โดยภาพรวมอยู่ในระดับดีมาก เมื่อ พิจารณาเป็ น รายด้ าน พบว่า มีความรู้ทวั่ ไปเกี่ยวกับฟั น และความรู้ทวั่ ไปเกี่ยวกับโรคฟั นผุอยู่ใน ระดับดีมาก ยกเว้ นความรู้ด้านการป้องกันการเกิดโรคฟั นผุในเด็กก่อนวัยเรี ยน อยูใ่ นระดับดี การวิเคราะห์ข้อมูลเพื่ออธิบายลักษณะปั จจัยหลักด้ านความรู้ ได้ วิเคราะห์คา่ สถิติและนา ค่าสถิติดงั กล่าวมากาหนดการแบ่งเป็ น 5 ระดับ ดังนี ้ (บุญธรรม กิจปรี ดาบริ สทุ ธิ์ 2540 : 163 – 167) ระดับความรู้ดีมาก ได้ คะแนนตังแต่ ้ ร้ อยละ 80 ขึ ้นไป (ได้ 14 คะแนนขึ ้นไป) ระดับความรู้ดี ได้ คะแนน ร้ อยละ 70 - 79 (ได้ 12 -13 คะแนน) ระดับความรู้ปานกลาง ได้ คะแนน ร้ อยละ 60 – 69 (ได้ 10 - 11 คะแนน) ระดับความรู้ต่า ได้ คะแนน ร้ อยละ 50 – 59 (ได้ 8 - 9 คะแนน) ระดับความรู้ต่ามาก ได้ คะแนนตังแต่ ้ ร้ อยละ 49 ลงไป(ตังแต่ ้ 7คะแนนลงไป) ตารางที่ 4.3 จานวนและร้ อยละของผู้ดแู ลเด็กในศูนย์พฒ ั นาเด็กเล็ก อาเภอศรี เทพ จังหวัด เพชรบูรณ์ จาแนก ตามระดับความรู้เรื่ องทันตสุขภาพ ระดับความรู้ ดีมาก ดี ปานกลาง ต่า ต่ามาก

ระดับคะแนน 14 คะแนนขึ ้นไป 12 -13 คะแนน 10 - 11 คะแนน 8 - 9 คะแนน ตังแต่ ้ 7 คะแนนลงไป รวม

จานวน 102 110 32 5 1 250

ร้ อยละ 40.8 44.0 12.8 2.0 0.4 100

จากตารางที่ 4.3 พบว่า ผู้ดแู ลเด็กในศูนย์พฒ ั นาเด็กเล็ก อาเภอศรี เทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ ส่วนใหญ่ มี ระดับความรู้เรื่ องทันตสุขภาพ อยูใ่ นระดับดี (ร้ อยละ 44.0) รองลงมาคือระดับดีมาก (ร้ อยละ 40.8) ตามลาดับ 2. การวิเคราะห์ปัจจัยหลักด้ านการรับรู้ทางด้ านทันตสุขภาพ ดังตารางที่ 4.4


96 ตารางที่ 4.4 ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และระดับความคิดเห็นเกี่ยวกับปั จจัยหลักด้ านการ รับรู้ เรื่ องทันตสุขภาพของผู้ดแู ลเด็กในศูนย์พฒ ั นาเด็กเล็ก อาเภอศรี เทพ จังหวัด เพชรบูรณ์ โดย ภาพรวมจาแนกรายด้ าน ปั จจัยหลักด้ านการรั บรู้

X

S

การแปลผล

1. การรับรู้โอกาสเสี่ยงของการเกิดโรคและ โรคแทรกซ้ อน 2. การรับรู้ความรุนแรงของโรค 3. การรับรู้ประโยชน์ของการป้องกันการเกิด โรคในช่องปาก 4. การรับรู้อปุ สรรคในการปฏิบตั ิ รวม

3.96

0.44

มาก

4.01 4.54

0.58 0.44

มาก มากที่สดุ

3.99 4.31

0.71 0.36

มาก มาก

จากตารางที่ 4.4 พบว่า ผู้ดแู ลเด็กในศูนย์พฒ ั นาเด็กเล็ก อาเภอศรี เทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ มี ความคิดเห็น เกี่ยวกับปั จจัยหลักด้ านการรับรู้ โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (X = 4.31) เมื่อ พิจารณาเป็ นรายด้ าน โดยส่วนใหญ่พบว่า ผู้ดแู ลเด็กมีความคิดเห็นอยู่ในระดับมาก (3.96 ≤X ≤ 4.01) ยกเว้ นปั จจัยหลัก ด้ านการรับรู้ประโยชน์ของการป้องกันการเกิดโรคในช่องปาก อยู่ในระดับ มากที่สดุ (X = 4.54)


97 ตารางที่ 4.5 ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และระดับความคิดเห็นเกี่ยวกับปั จจัยหลัก ด้ านการ รับรู้โอกาสเสี่ยงของการเกิดโรคในช่องปากและโรคแทรกซ้ อน ของผู้ดแู ลเด็กในศูนย์ พัฒนาเด็กเล็ก อาเภอศรี เทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ จาแนกรายข้ อ ปั จจัยหลักด้ านการรั บรู้ โอกาสเสี่ยงของการเกิด โรค 1. นมเปรี ย้ วสามารถจัดเป็ นอาหารว่างสาหรับเด็กได้ เนื่องจากมีโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดโรคฟั นผุต่า 2. การรับประทานจุบจิบระหว่างมื ้อ เพิ่มโอกาสเสี่ยง ใน การเกิดโรคฟั นผุในเด็กมากขึ ้น 3. อาหารประเภทแป้งและน ้าตาลเป็ นอาหารที่มีความ เสี่ยง สูงในการก่อให้ เกิดโรคฟั นผุในเด็ก 4. เด็กที่มีฟันผุจะทาให้ สขุ ภาพร่างกายโดยรวมแย่ลง ด้ วย รวม

X

S

การแปลผล

3.13

1.03

ปานกลาง

4.28

0.79

มาก

4.42

0.78

มาก

4.00

0.86

มาก

3.96

0.44

มาก

จากตารางที่ 4.5 พบว่า ผู้ดแู ลเด็กในศูนย์พฒ ั นาเด็กเล็ก อาเภอศรี เทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ มี ความ คิดเห็นเกี่ยวกับปั จจัยหลัก ด้ านการรับรู้โอกาสเสี่ยงของการเกิดโรคในช่ องปากและโรคแทรก ซ้ อน โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (X = 3.96) เมื่อพิจารณาเป็ นรายด้ าน โดยส่วนใหญ่พบว่า ผู้ดแู ลเด็กมี ความคิดเห็นอยู่ในระดับมาก ( 4.00 ≤ X ≤ 4.42) ยกเว้ นปั จจัยหลักข้ อ นมเปรี ย้ ว สามารถจัดเป็ น อาหารว่างสาหรับเด็กได้ เนื่องจากมีโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดโรคฟั นผุต่า อยู่ในระดับ ปานกลาง (X = 3.13) ตารางที่ 4.6 ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและระดับความคิดเห็นเกี่ยวกับปั จจัยหลัก ด้ านการ รับรู้ ความรุนแรงของโรค ของผู้ดแู ลเด็กในศูนย์พฒ ั นาเด็กเล็ก อาเภอศรี เทพ จังหวัด เพชรบูรณ์ จาแนกรายข้ อ


98 ปั จจัยหลักด้ านการรั บรู้ ความรุนแรงของ โรค

X

S

การแปลผล

1. การเกิดโรคฟั นผุเป็ นการทาลายเนื ้อฟั น น ้านมอย่างถาวร 2. การเกิดโรคฟั นผุสามารถก่อให้ เกิดภาวะ ทุพโภชนาการ / การขาดสารอาหารในเด็ก 3. การเกิดโรคฟั นผุทาให้ เด็กเสียสมาธิใน การเรี ยน 4. การสูญเสียฟั นน ้านมก่อนกาหนดทาให้ เด็ก ออกเสียงพูดไม่ชดั 5. การสูญเสียฟั นน ้านมก่อนกาหนดทาให้ เด็ก ประสบปั ญหาด้ านการบดเคี ้ยว 6. การสูญเสียฟั นน ้านมก่อนกาหนดมีผลต่อ การ เจริญเติบโตของกระดูกขากรรไกรเด็ก รวม

4.08

0.98

มาก

3.84

1.03

มาก

3.97

0.94

มาก

3.99

0.86

มาก

4.44

0.74

มาก

3.74

0.96

มาก

4.01

0.58

มาก

จากตารางที่ 4.6 พบว่า ผู้ดแู ลเด็กในศูนย์พฒ ั นาเด็กเล็ก อาเภอศรี เทพ จังหวัด เพชรบูรณ์ มีความ คิดเห็นเกี่ยวกับปั จจัยหลัก ด้ านการรับรู้ความรุนแรงของโรค โดยภาพรวมอยู่ใน ระดับมาก (X = 4.01) เมื่อพิจารณาเป็ นรายข้ อ โดยส่วนใหญ่พบว่า ผู้ดแู ลเด็กมีความคิดเห็นอยู่ใน ระดับมาก (3.74 ≤ X ≤ 4.44) ตารางที่ 4.7 ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และระดับความคิดเห็นเกี่ยวกับปั จจัยหลักด้ านการ รับรู้ ประโยชน์ของการป้องกันการเกิดโรคในช่องปาก ของผู้ดแู ลเด็กในศูนย์พฒ ั นา เด็กเล็ก อาเภอศรี เทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ จาแนกรายข้ อ


99 ปั จจัยหลักด้ านการรั บรู้ ประโยชน์

X

S

การแปลผล

1. การแปรงฟั นอย่างถูกวิธี ช่วยลดโรคฟั นผุในเด็ก

4.71

0.59

มากที่สดุ

2. เวลาที่ควรแปรงฟั นคือ แปรงฟั นทันทีภายหลัง การ รับประทานอาหารและก่อนนอน 3. อาหารประเภทแป้งและน ้าตาลเป็ นอาหารที่มี ความเสี่ยง สูงในการก่อให้ เกิดโรคฟั นผุในเด็ก 4. การไม่ให้ เด็กรับประทานอาหารจุบจิบ ช่วย ป้องกันการ เกิดโรคฟั นผุ 5. ควรตรวจฟั นผุให้ เด็กประมาณเดือนละ 1 ครัง้ เพราะถ้ ามี การผุเกิดขึ ้นจะได้ ไม่ลกุ ลามมากจน เกินแก้ ไข 6. การตรวจพบรอยโรคฟั นผุในเด็กแต่เนิ่น ทาให้ การรักษา ไม่ยงุ่ ยากซับซ้ อน 7. ควรแนะนาผู้ปกครองให้ มีการปฏิบตั ิตนในการ ดูแล ทันตสุขภาพที่ถกู ต้ อง เพื่อเป็ นตัวอย่างที่ดี ให้ แก่เด็ก รวม

4.68

0.60

มากที่สดุ

4.56

0.66

มากที่สดุ

4.22

0.85

มาก

4.38

0.83

มาก

4.47

0.73

มาก

4.74

0.54

มากที่สดุ

4.54

0.44

มากที่สุด

จากตารางที่ 4.7 พบว่า ผู้ดแู ลเด็กในศูนย์พฒ ั นาเด็กเล็ก อาเภอศรี เทพ จังหวัด เพชรบูรณ์ มีความคิดเห็น เกี่ยวกับปั จจัยหลัก ด้ านการรับรู้ประโยชน์ของการป้องกันการเกิดโรคใน ช่องปากโดยภาพรวมอยู่ ในระดับมากที่สดุ (X = 4.54) เมื่อพิจารณาเป็ นรายข้ อ โดยส่วนใหญ่ พบว่า ผู้ดแู ลเด็กมีความ คิดเห็นอยู่ในระดับมากที่สดุ (4.56 ≤X ≤ 4.74) ยกเว้ น ปั จจัยหลักข้ อการ ไม่ให้ เด็กรับประทานอาหาร จุบจิบ ช่วยป้องกันการเกิดโรคฟั นผุ ข้ อควรตรวจฟั นผุให้ เด็กประมาณ เดือนละ 1 ครัง้ เพราะถ้ ามีการผุ เกิดขึ ้นจะได้ ไม่ลกุ ลามมากจนเกินแก้ ไข และข้ อการตรวจพบรอย โรคฟั นผุในเด็กแต่เนิ่น ทาให้ การรักษาไม่ยงุ่ ยากซับซ้ อน อยูใ่ นระดับมาก ( 4.22 ≤ X ≤ 4.47)


100 ตารางที่ 4.8 ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และระดับความคิดเห็นเกี่ยวกับปั จจัยหลัก ด้ านการ รับรู้ อุปสรรคในการปฏิบตั ิ จาแนกรายข้ อ ปั จจัยหลักด้ านรั บรู้ อุปสรรคในการปฏิบัติ

X

S

การแปลผล

1. ท่านไม่สามารถตรวจฟั นผุให้ เด็กได้ 2. ท่านไม่สามารถจัดกิจกรรมการแปรงฟั นหลัง อาหารกลางวันให้ เด็กเล็กในศูนย์ได้ 3. ท่านไม่สามารถจัดเมนูอาหารกลางวันให้ เด็ก เล็กใน ศูนย์ได้ 4. ท่านไม่สามารถแนะนาผู้ปกครองในการดูแล ทันตสุขภาพแก่เด็กได้ 5. ศูนย์พฒ ั นาเด็กเล็กขาดงบประมาณในการ สนับสนุนงานสร้ างเสริมทันตสุขภาพ 6. การดูแลทันตสุขภาพแก่เด็กในศูนย์ไม่ใช่ หน้ าที่ของ ท่าน 7. ท่านมีภาระงานมาก ไม่สามารถดูแลทันต สุขภาพ แก่เด็กตามกิจกรรมที่กาหนดได้ รวม

3.97 4.35

1.00 1.02

มาก มาก

4.29

1.10

มาก

4.14

1.07

มาก

2.66

1.41

ปานกลาง

4.37

1.05

มาก

4.22

1.07

มาก

3.99

0.71

มาก

จากตารางที่ 4.8 พบว่า ผู้ดแู ลเด็กในศูนย์พฒ ั นาเด็กเล็ก อาเภอศรี เทพ จังหวัด เพชรบูรณ์ มีความ คิดเห็นเกี่ยวกับปั จจัยหลัก ด้ านการรับรู้อปุ สรรคในการปฏิบตั ิ โดยภาพรวมอยู่ ในระดับมาก (X = 3.99) เมื่อพิจารณาเป็ นรายข้ อโดยส่วนใหญ่พบว่า ผู้ดแู ลเด็กมีความคิดเห็นอยู่ ในระดับมาก (3.97 ≤ X ≤ 4.37) ยกเว้ นปั จจัยหลักข้ อศูนย์พฒ ั นาเด็กเล็กขาดงบประมาณในการ สนับสนุนงาน สร้ างเสริมทันตสุขภาพอยูใ่ นระดับปานกลาง (X = 2.66) 3. การวิเคราะห์ปัจจัยร่ วมซึ่งได้ แก่ แรงสนับสนุนทางสังคมจากผู้ปกครอง แรง สนับสนุน ทางสังคมจากหัวหน้ าศูนย์ และผู้ร่วมงาน และแรงสนับสนุนทางสังคมจากเจ้ าหน้ าที่ สาธารณสุข ดัง ตารางที่ 4.9 – 4.12


101 ตารางที่ 4.9 ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และระดับความคิดเห็นเกี่ยวกับปั จจัยร่วมด้ านแรง สนับสนุนทางสังคมจากบุคคลต่างๆ ของผู้ดแู ลเด็กในศูนย์พฒ ั นาเด็กเล็ก อาเภอศรี เทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ โดยภาพรวม จาแนกรายด้ าน ปั จจัยร่ วมที่ส่งผล 1. แรงสนับสนุนจากผู้ปกครอง 2. แรงสนับสนุนจากหัวหน้ าศูนย์ และ ผู้ร่วมงาน 3. แรงสนับสนุนจากเจ้ าหน้ าที่สาธารณสุข รวม

X

S

การแปลผล

2.70 3.99

0.90 0.84

ปานกลาง มาก

3.02 3.24

1.06 0.93

ปานกลาง ปานกลาง

จากตารางที่ 4.9 พบว่า ผู้ดแู ลเด็กในศูนย์พฒ ั นาเด็กเล็ก อาเภอศรี เทพ จังหวัด เพชรบูรณ์ มีความ คิดเห็นต่อปั จจัยร่วมด้ านแรงสนับสนุนทางสังคมจากบุคคล โดยภาพรวมอยู่ใน ระดับปานกลาง (X = 3.24) เมื่อพิจารณาเป็ นรายด้ านโดยส่วนใหญ่พบว่า ผู้ดแู ลเด็กมีความคิดเห็น อยู่ในระดับ ปานกลาง (2.70 ≤ X ≤ 3.02) ยกเว้ นปั จจัยร่วมด้ านแรงสนับสนุนจากหัวหน้ าศูนย์ และผู้ร่วมงาน อยูใ่ นระดับมาก (X = 3.99)


102 ตารางที่ 4.10 ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และระดับความคิดเห็นเกี่ยวกับปั จจัยร่วมด้ านแรง สนับสนุนจากผู้ปกครองของผู้ดแู ลเด็กในศูนย์พฒ ั นาเด็กเล็ก อาเภอศรี เทพ จังหวัด เพชรบูรณ์ จาแนกรายข้ อ ปั จจัยร่ วมด้ านแรงสนับสนุนจากผู้ปกครอง 1. ผู้ปกครองสนใจในการดาเนินงานสร้ างเสริม ทันตสุขภาพในศูนย์พฒ ั นาเด็กเล็ก 2. ผู้ปกครองให้ ความร่วมมือในการดูแลทันต สุขภาพ ให้ แก่เด็ก 3. ผู้ปกครองให้ ข้อมูลเกี่ยวกับพฤติกรรมการดูแล ทันตสุขภาพของเด็ก 4. ผู้ปกครองให้ การสนับสนุนงบประมาณเพื่อ จัดหา อุปกรณ์การแปรงฟั น 5. ผู้ปกครองสนับสนุนแปรงสีฟัน ยาสีฟัน สาหรับ ใช้ ในกิจกรรมการแปรงฟั นในศูนย์พฒ ั นาเด็ก เล็ก รวม

X

S

การแปลผล

3.62

0.10

มาก

3.58

0.89

มาก

3.45

0.98

ปานกลาง

2.89

1.20

ปานกลาง

2.86

1.34

ปานกลาง

2.70

0.90

ปานกลาง

จากตารางที่ 4.10 พบว่า ผู้ดแู ลเด็กในศูนย์พฒ ั นาเด็กเล็ก อาเภอศรี เทพ จังหวัด เพชรบูรณ์ มีความคิดเห็น ต่อปั จจัยร่วม ด้ านแรงสนับสนุนจากผู้ปกครอง อยู่ในระดับปานกลาง (X = 2.70) เมื่อพิจารณาเป็ น รายข้ อโดยส่วนใหญ่พบว่า ผู้ดแู ลเด็กมีความคิดเห็นอยู่ในระดับปาน กลาง (2.86 ≤ X ≤ 3.45) ยกเว้ น ข้ อผู้ปกครองสนใจในการดาเนินงานสร้ างเสริ มทันตสุขภาพใน ศูนย์พฒ ั นาเด็กเล็กและข้ อ ผู้ปกครองให้ ความร่วมมือในการดูแ ลทันตสุขภาพให้ แก่เด็กอยู่ในระดับ มาก (3.58 ≤ X ≤ 3.62)


103 ตารางที่ 4.11 ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และระดับความคิดเห็นเกี่ยวกับปั จจัยร่วม ด้ าน แรง สนับสนุนจากหัวหน้ าศูนย์ และผู้ร่วมงานของผู้ดแู ลเด็กในศูนย์พฒ ั นาเด็กเล็ก อาเภอศรี เทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ จาแนกรายข้ อ ปั จจัยร่ วมด้ านแรงสนับสนุน จากหัวหน้ าศูนย์ และผู้ร่วมงาน 1. หัวหน้ าศูนย์ซกั ถามพูดคุยกับท่านเกี่ยวกับ กิจกรรมการ ดาเนินงานสร้ างเสริมทันต สุขภาพในศูนย์พฒ ั นาเด็กเล็ก 2. หัวหน้ าศูนย์ยอมรับการดาเนินกิจกรรมสร้ าง เสริม ทันตสุขภาพในศูนย์พฒ ั นาเด็กเล็ก 3. หัวหน้ าศูนย์ให้ คาแนะนาท่านเกี่ยวกับการ ดาเนินงาน สร้ างเสริมทันตสุขภาพในศูนย์ พัฒนาเด็กเล็ก 4. หัวหน้ าศูนย์ให้ การสนับสนุนงบประมาณใน การ ดาเนินงานสร้ างเสริมทันตสุขภาพใน ศูนย์พฒ ั นาเด็กเล็ก 5. ผู้ร่วมงานของท่านให้ ข้อมูลเกี่ยวกับสภาวะ ทันตสุขภาพ ของเด็ก 6. ผู้ร่วมงานของท่านให้ ความช่วยเหลือในการ จัดกิจกรรม แปรงฟั นหลังอาหารกลางวันใน ศูนย์พฒ ั นาเด็กเล็ก 7. ผู้ร่วมงานของท่านช่วยจัดหาวัสดุอปุ กรณ์เพื่อ ใช้ ใน กิจกรรมการดาเนินงานสร้ างเสริมทันต สุขภาพในศูนย์ พัฒนาเด็กเล็ก 8. ผู้ร่วมงานของท่านช่วยจัดอาหารกลางวันที่ เป็ นประโยชน์ ต่อทันตสุขภาพให้ แก่เด็ก รวม

X

S

การแปลผล

3.93

0.88

มาก

4.17

0.77

มาก

3.97

0.85

มาก

3.57

1.03

มาก

3.88

0.84

มาก

4.24

0.78

มาก

3.94

0.80

มาก

4.18

0.78

มาก

3.99

0.84

มาก


104 จากตารางที่ 4.11 พบว่า ผู้ดแู ลเด็กในศูนย์พฒ ั นาเด็กเล็ก อาเภอศรี เทพ จังหวัด เพชรบูรณ์ มีความคิดเห็น ต่อปั จจัยร่วม ด้ านแรงสนับสนุนจากหัวหน้ าศูนย์ และผู้ร่วมงาน อยู่ใน ระดับมาก (X = 3.99) เมื่อ พิจารณาเป็ นรายข้ อ โดยส่วนใหญ่พบว่า ผู้ดแู ลเด็กมีความคิดเห็นอยู่ใน ระดับมาก (3.57 ≤ X ≤ 4.24) ตารางที่ 4.12 ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และระดับความคิดเห็นเกี่ยวกับปั จจัยร่วม ด้ าน แรง สนับสนุนจากเจ้ าหน้ าที่สาธารณสุข ของผู้ดแู ลเด็กในศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก อาเภอศรี เทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ จาแนกรายข้ อ ปั จจัยร่ วมด้ านแรงสนับสนุน จากเจ้ าหน้ าที่สาธารณสุข 1. ท่านได้ รับการนิเทศงานจากเจ้ าหน้ าที่ สาธารณสุข 2. ท่านได้ รับการแจ้ งข้ อมูลสภาวะทางทันต สุขภาพของ เด็กจากเจ้ าหน้ าที่สาธารณสุข 3. เจ้ าหน้ าที่อนามัยให้ ข้อมูลเกี่ยวกับพฤติกรรม การดูแล ทันตสุขภาพของเด็ก 4. ท่านได้ รับการสนับสนุนสื่อการสอนเกี่ ยวกับ ทันต สุขภาพจากเจ้ าหน้ าที่สาธารณสุข 5. ท่านได้ รับการสนับสนุนสื่อการสอนเกี่ยวกับ ทันต สุขภาพจากเจ้ าหน้ าที่สาธารณสุข รวม

X

S

การแปลผล

3.28

0.99

ปานกลาง

3.34

1.04

ปานกลาง

3.10

1.04

ปานกลาง

3.05

1.10

ปานกลาง

3.31

1.11

ปานกลาง

3.22

1.06

ปานกลาง

จากตารางที่ 4.12 พบว่า ผู้ดแู ลเด็กในศูนย์พฒ ั นาเด็กเล็ก อาเภอศรี เทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ มีความ คิดเห็นต่อปั จจัยร่วม ด้ านแรงสนับสนุนจากเจ้ าหน้ าที่สาธารณสุขอยูใ่ นระดับปานกลาง (X = 3.22) เมื่อพิจารณาเป็ นรายข้ อ โดยส่วนใหญ่พบว่า ผู้ดแู ลเด็กมีความคิดเห็นอยูใ่ นระดับปาน กลาง (3.05 ≤ X ≤ 3.34) 4. การวิเคราะห์พฤติกรรมการดูแลทันตสุขภาพของผู้ดแู ลเด็กก่อนวัยเรี ยนในศูนย์พฒ ั นา เด็กเล็ก อาเภอศรี เทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ มีรายละเอียดการวิเคราะห์ดงั ตารางที่ 4.13 – 4.18


105 4.1 การวิเคราะห์ข้อมูลเพื่ออธิบายลักษณะของตัวแปรด้ านพฤติกรรม ได้ วิเคราะห์ ค่าสถิติและนาค่าสถิติดงั กล่าวมากาหนดการแบ่งระดับ ดังนี ้ (บุญธรรม กิจปรี ดาบริ สทุ ธิ์ 2540 : 171- 172) ระดับดี ได้ คา่ คะแนนมากกว่า

μ + 2.0

ระดับปานกลาง ได้ คา่ คะแนนอยูร่ ะหว่าง

μ ± 2.0

ระดับไม่ดี ได้ คา่ คะแนนน้ อยกว่า

μ - 2.0

4.2 การวิเคราะห์ข้อมูลเพื่ออธิบายลักษณะของตัวแปรด้ านพฤติกรรม ได้ วิเคราะห์ ค่าสถิตแิ ละนาค่าสถิติดงั กล่าวมากาหนดการแบ่งเป็ น 3 ระดับดังนี ้ (บุญธรรม กิจปรี ดา บริ สทุ ธิ์ 2540 : 171-172) ระดับพฤติกรรมดี ได้ คะแนนมากกว่า 70.29 คะแนน ระดับพฤติกรรมปานกลาง ได้ คะแนนอยูร่ ะหว่าง 67.97–70.29 คะแนน ระดับพฤติกรรมไม่ดี ได้ คะแนนน้ อยกว่า 67.97 คะแนน ตารางที่ 4.13 จานวนและร้ อยละของผู้ดแู ลเด็กในศูนย์พฒ ั นาเด็กเล็ก อาเภอศรี เทพ จังหวัด เพชรบูรณ์ จาแนกตามระดับพฤติกรรมทันตสุขภาพ ระดับพฤติกรรม ดี ปานกลาง ไม่ดี X = 69.09

รวม S = 8.66

ระดับคะแนน มากกว่า 70.29 คะแนน 67.97 – 70.29 คะแนน น้ อยกว่า 67.97 คะแนน

จานวน 133 23 94 250

ร้ อยละ 53.2 9.2 37.6 100

n = 250

จากตารางที่ 4.13 พบว่า ผู้ดแู ลเด็กในศูนย์พฒ ั นาเด็กเล็ก อาเภอศรี เทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ ส่วนใหญ่


106 มีพฤติกรรมดูแลทันตสุขภาพเด็กก่ อนวัยเรี ยนอยู่ในระดับดี (ร้ อยละ53.2) ได้ คะแนนมากกว่า 70.29 คะแนน รองลงมาคือ มีพฤติกรรมดูแลทันตสุขภาพเด็กก่อนวัยเรี ยนอยู่ในระดับไม่ดี (ร้ อยละ 37.6)ได้ คะแนนน้ อยกว่า 67.97 คะแนน และมีพฤติกรรมดูแลทันตสุขภาพเด็กก่อนวัยเรี ยนอยู่ใน ระดับปานกลาง (ร้ อยละ 9.2) ได้ คะแนนอยูร่ ะหว่าง 67.97 – 70.29 คะแนน ตามลาดับ 115 ตารางที่ 4.14 ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและระดับการปฏิบตั ิพฤติกรรมการดูแลทันต สุขภาพ ของผู้ดแู ลเด็กก่อนวัยเรี ยนในศูนย์พฒ ั นาเด็กเล็กโดยภาพรวม จาแนกราย ด้ าน พฤติกรรมการดูแลทันตสุขภาพ 1. พฤติกรรมการจัดกิจกรรมแปรงฟั นหลัง อาหาร กลางวัน 2. พฤติกรรมการจัดอาหารกลางวันที่ เหมาะสมและ เป็ นประโยชน์ตอ่ ฟั น 3. พฤติกรรมการตรวจฟั นเด็ก 4. พฤติกรรมการแนะนาผู้ปกครองในการ ดูแลทันต สุขภาพของเด็ก รวม

X

S

ระดับการปฏิบัติ

3.63

0.67

มาก

3.48

0.74

ปานกลาง

3.21 3.39

0.80 0.72

ปานกลาง ปานกลาง

3.43

0.73

ปานกลาง

จากตารางที่ 4.14 พบว่า พฤติกรรมการดูแลทันตสุขภาพของผู้ดแู ลเด็กก่อนวัยเรี ยน ใน ศูนย์พฒ ั นาเด็กเล็ก อาเภอศรี เทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ โดยภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง (X = 3.43) เมื่อพิจารณา เป็ นรายพฤติกรรมโดยส่วนใหญ่พบว่า ผู้ดแู ลเด็กมีพฤติกรรมการปฏิบตั ิใน ระดับปานกลาง (3.21 ≤ X ≤ 3.48) ยกเว้ นพฤติกรรมการจัดกิจกรรมแปรงฟั นหลังอาหารกลางวัน อยูใ่ นระดับมาก (= 3.63) X


107 ตารางที่ 4.15 ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และระดับการปฏิบตั ิ พฤติกรรมการดูแลทันต สุขภาพ ด้ านพฤติกรรมการจัดกิจกรรมแปรงฟั นหลังอาหารกลางวัน ของผู้ดแู ลเด็ก ในศูนย์ พัฒนาเด็กเล็ก อาเภอศรี เทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ จาแนกรายข้ อ พฤติกรรมการจัดกิจกรรมแปรงฟั น 1. ท่านจัดกิจกรรมแปรงฟั นหลังอาหาร กลางวันให้ เด็ก ทุกวันทาการ 2. ท่านสารวจความครบถ้ วนของแปรงสีฟัน เด็กก่อนการ แปรงฟั น 3. ท่านบีบยาสีฟันที่มีสว่ นผสมของ ฟลูออไรด์ให้ เด็ก แปรงฟั น 4. ท่านสาธิตการแปรงฟั นที่ถกู วิธีให้ เด็ก ดูก่อนการ แปรงฟั น 5. ท่านควบคุมดูแลเด็กระหว่างการแปรงฟั น หลังอาหาร กลางวัน 6. ท่านจัดเก็บแปรงสีฟันให้ เด็กในสถานที่ที่ อากาศถ่ายเท ได้ สะดวก 7. ท่านลงบันทึกกิจกรรมการแปรงฟั นหลัง อาหารใน สมุดบันทึกการแปรงฟั น รวม

X

S

การแปลผล

3.70

0.63

มาก

3.59

0.66

มาก

3.69

0.65

มาก

3.41

0.72

ปานกลาง

3.75

0.56

มาก

3.80

0.53

มาก

3.45

0.95

ปานกลาง

3.63

0.67

มาก

จากตารางที่ 4.15 พบว่า พฤติกรรมการดูแลทันตสุขภาพของผู้ดแู ลเด็กก่อนวัย เรี ยน ในศูนย์ พัฒนาเด็กเล็ก อาเภอศรี เทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ ด้ านพฤติกรรมการจัดกิจกรรมแปรงฟั น หลังอาหารกลางวันโดย ภาพรวมอยู่ในระดับมาก (X = 3.63) เมื่อพิจารณาเป็ นรายข้ อโดยส่วน ใหญ่พบว่า ผู้ดแู ลเด็กมี พฤติกรรมการปฏิบตั ิอยู่ในระดับมาก (3.59 ≤ X ≤ 3.80) ยกเว้ นข้ อ การ สาธิตการแปรงฟั นที่ถกู วิธีให้ เด็กดูก่อนการแปรงฟั น และข้ อการลงบันทึกกิจกรรมการแปรงฟั นหลัง อาหารในสมุดบันทึก การแปรงฟั น อยูใ่ นระดับปานกลาง (3.41 ≤ X ≤ 3.45)


108 ตารางที่ 4.16 ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และระดับการปฏิบตั ิ พฤติกรรมการดูแลทันต สุขภาพ ของผู้ดแู ลเด็กในศูนย์พฒ ั นาเด็กเล็ก อาเภอศรี เทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ ด้ าน พฤติกรรมการจัด อาหารกลางวันที่เหมาะสมและเป็ นประโยชน์ตอ่ ฟั น จาแนกราย ข้ อ พฤติกรรมการจัดอาหารกลางวัน 1. ท่านมีสมุดระบุเมนูอาหารว่างทุกวันทาการ 2. ท่านควบคุมดูแลให้ เด็กได้ รับประทานอาหาร ประเภท แป้งและน ้าตาลในมื ้ออาหาร 3. ท่านควบคุมดูแลให้ เด็กได้ รับประทานอาหาร เป็ น เวลา 4. ท่านฝึ กให้ เด็กบ้ วนปากทันที หลังรับประทาน อาหาร รวม

X

S

การแปลผล

3.50 3.32

0.90 0.77

ปานกลาง ปานกลาง

3.80

0.43

มาก

3.30

0.85

ปานกลาง

3.48

0.74

ปานกลาง

จากตารางที่ 4.16 พบว่า พฤติกรรมการดูแลทันตสุขภาพของผู้ดแู ลเด็กก่อนวัยเรี ยน ใน ศูนย์พฒ ั นาเด็กเล็ก อาเภอศรี เทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ ด้านพฤติกรรมการจัดอาหารกลางวันที่ เหมาะสมและเป็ น ประโยชน์ตอ่ ฟั น โดยภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง (X = 3.48) เมื่อพิจารณา เป็ นรายข้ อโดยส่วนใหญ่ พบว่า ผู้ดแู ลเด็กมีพฤติกรรมการปฏิบตั ิอยู่ในระดับปานกลาง (3.30 ≤ X ≤ 3.50) ยกเว้ น ข้ อการ ควบคุมดูแลให้ เด็กได้ รับประทานอาหารเป็ นเวลา อยูใ่ นระดับมาก (X = 3.80) ตารางที่ 4.17 ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และระดับการปฏิบตั ิ พฤติกรรมการดูแลทันต สุขภาพของ ผู้ดแู ลเด็กก่อนวัยเรี ยนในศูนย์พฒ ั นาเด็กเล็ก อาเภอศรี เทพ จังหวัด เพชรบูรณ์ ด้ านพฤติกรรมการตรวจฟั น เด็ก จาแนกรายข้ อ


109

พฤติกรรมการตรวจฟั นเด็ก 1. ท่านมีการตรวจดูความสะอาดฟั นให้ เด็ก 2. ท่านมีการตรวจฟั นผุให้ เด็ก 3. ท่านกระตุ้นเตือนผู้ปกครองให้ พาเด็กไปรักษา กรณี เกิดโรคฟั นผุแล้ ว 4. ท่านมีการบันทึกสภาวะทันตสุขภาพของเด็ก ในสมุด เฝ้าระวัง รวม

X

S

3.47 3.23 3.12

0.67 0.77 0.76

ปานกลาง ปานกลาง ปานกลาง

3.00

1.00

ปานกลาง

3.21

0.80

ปานกลาง

การแปลผล

จากตารางที่ 4.17 พบว่า พฤติกรรมการดูแลทันตสุขภาพของผู้ดแู ลเด็กก่อนวัยเรี ยน ใน ศูนย์พฒ ั นาเด็กเล็ก อาเภอศรี เทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ ด้ านพฤติกรรมการตรวจฟั นเด็ก โดย ภาพรวมอยูใ่ นระดับ ปานกลาง (X = 3.21) เมื่อพิจารณาเป็ นรายข้ อโดยส่วนใหญ่พบว่า ผู้ดแู ลเด็กมี พฤติกรรมการ ปฏิบตั อิ ยูใ่ นระดับปานกลาง ( 3.00 ≤ X ≤ 3.47) ตารางที่ 4.18 ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และระดับการปฏิบตั ิ พฤติกรรมการดูแลทันต สุขภาพ ของผู้ดแู ลเด็กก่อนวัยเรี ยนในศูนย์พฒ ั นาเด็กเล็ก อาเภอศรี เทพ จังหวัด เพชรบูรณ์ ด้ านพฤติกรรม การแนะนาผู้ปกครองในการดูแลทันตสุขภาพของเด็ก จาแนกรายข้ อ


110 พฤติกรรมการแนะนาผู้ปกครอง 1. ท่านแนะนาผู้ปกครองแปรงฟั นให้ เด็กในเวลาตื่น นอน ตอนเช้ า และก่อนนอน 2. ท่านแนะนาผู้ปกครองเรื่ องการสนับสนุนให้ เด็ก เลือก รับประทานผลไม้ แทนขนมกรุบกรอบ 3. ท่านแนะนาผู้ปกครองให้ ปฏิบตั ิตนเป็ นตัวอย่างที่ ดีแก่ เด็กในการเลือกรับประทานอาหารที่เป็ น ประโยชน์ตอ่ ฟั น 4. เมื่อพบเด็กฟั นผุ ท่านได้ แจ้ งเตือนให้ ผ้ ปู กครอง ของ เด็กทราบ 5. เมื่อพบเด็กฟั นผุ ท่านแนะนาผู้ปกครองพาเด็กไป รับ การรักษาทางทันตกรรม รวม

X

S

3.36

0.77

ปานกลาง

3.40

0.72

ปานกลาง

3.26

0.78

ปานกลาง

3.40

0.71

ปานกลาง

3.53

0.63

มาก

3.39

0.72

ปานกลาง

การแปลผล

จากตารางที่ 4.18 พบว่า พฤติกรรมการดูแลทันตสุขภาพของผู้ดแู ลเด็กก่อนวัยเรี ยนใน ศูนย์พฒ ั นาเด็กเล็ก อาเภอศรี เทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ ด้ านพฤติกรรมการแนะนาผู้ปกครองในการ ดูแลทันตสุขภาพของเด็ก โดยภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง (X = 3.39) เมื่อพิจารณาเป็ นรายข้ อ โดยส่วนใหญ่พบว่า ผู้ดแู ลเด็กมีพฤติกรรมการปฏิบตั ิอยู่ในระดับปานกลาง (3.26 ≤ X ≤ 3.40) ยกเว้ นพฤติกรรมข้ อเมื่อพบเด็กฟั นผุ ผู้ดแู ลเด็กแนะนาผู้ปกครองพาเด็กไปรับการรักษาทางทันตก รรม อยูใ่ นระดับมาก(X = 3.53) ตอนที่ 2 เสนอผลการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างปั จจัยทางชีวสังคม ปั จจัยหลัก ปั จจัยร่วม กับ พฤติกรรมการดูแลทันตสุขภาพ ของผู้ดแู ลเด็กก่อนวัยเรี ยนในศูนย์พฒ ั นาเด็กเล็ก อาเภอศรี เทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ดงั ตารางที่ 4.19 - 4.26 สมมุตฐิ านข้ อที่ 1 ปั จจัยทางด้ านชีวสังคม ได้ แก่ อายุ สถานภาพสมรส ระดับการศึกษารายได้ มี ความสัมพันธ์กบั พฤติกรรมการดูแลทันตสุขภาพของผู้ดแู ลเด็กก่อนวัยเรี ยน ในศูนย์พฒ ั นาเด็กเล็ก อาเภอศรี เทพ จังหวัดเพชรบูรณ์


111 ตารางที่ 4.19 ความสัมพันธ์ระหว่างอายุกบั ระดับพฤติกรรมการดูแลทันตสุขภาพของผู้ดแู ลเด็ก ก่อนวัยเรี ยนในศูนย์พฒ ั นาเด็กเล็ก อาเภอศรี เทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ ระดับพฤติกรรมการดูแลทันตสุขภาพ ของผู้ดูแลเด็กก่ อนวัยเรี ยน อายุ

ดี

ปานกลาง

ไม่ ดี

รวม

จานวน

ร้ อยละ

จานวน

ร้ อยละ

จานวน

ร้ อยละ

จานวน

ร้ อยละ

35

26.3

5

21.7

30

31.9

70

28

53

39.8

9

39.1

32

34

94

37.6

40-49 ปี 43 32.3 9 50 ปี ขึ ้น 2 1.5 0 ไป รวม 133 100 23 *มีนยั สาคัญทางสถิติที่ระดับ .05

39.1

26

27.7

78

31.2

0

6

6.4

8

3.2

100

94

100

250

100

น้ อยกว่า 30 ปี 30-39 ปี

7.285a

0.295

จากตารางที่ 4.19 พบว่า อายุของผู้ดแู ลเด็ก มีความสัมพันธ์กบั พฤติกรรมการดูแลทันต สุขภาพเด็กก่อนวัยเรี ยนในศูนย์พฒ ั นาเด็กเล็ก อาเภอศรี เทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ อย่างไม่มีนยั สาคัญ ทางสถิตทิ ี่ระดับ .05


112 ตารางที่ 4.20 ความสัมพันธ์ระหว่างสถานภาพสมรสกับระดับพฤติกรรมการดูแลทันตสุขภาพของ ผู้ดแู ลเด็กก่อนวัยเรี ยนในศูนย์พฒ ั นาเด็กเล็ก อาเภอศรี เทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ ระดับพฤติกรรมการดูแลทันตสุขภาพ ของผู้ดูแลเด็กก่ อนวัยเรี ยน สถานภาพ สมรส

ดี จานวน

คู่ อื่นๆ รวม

ปานกลาง ร้ อยละ

จานวน

ร้ อยละ

ไม่ ดี จานวน

รวม

ร้ อยละ

103 77.4

17 73.9

72 76.6

30 22.6

6 26.1

22 23.4

133

100

23

100

94

100

จานวน

ร้ อยละ

192 76.8 58 23.2 .14 250

.932

100

*มีนยั สาคัญทางสถิติที่ระดับ .05 จากตารางที่ 4.20 พบว่า สถานภาพสมรสของผู้ดแู ลเด็กมีความสัมพันธ์กบั พฤติกรรม การ ดูแลทันตสุขภาพของผู้ดแู ลเด็กก่อนวัยเรี ยนในศูนย์พฒ ั นาเด็กเล็ก อาเภอศรี เทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ อย่างไม่มี นัยสาคัญทางสถิตทิ ี่ระดับ .05


113 ตารางที่ 4.21 ความสัมพันธ์ระหว่างระดับการศึกษากับระดับพฤติกรรมการดูแลทันตสุขภาพของ ผู้ดแู ล เด็กก่อนวัยเรี ยนในศูนย์พฒ ั นาเด็กเล็ก อาเภอศรี เทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ ระดับพฤติกรรมการดูแลทันตสุขภาพ ของผู้ดูแลเด็กก่ อนวัยเรี ยน ระดับ การศึกษา

ดี

ปานกลาง

จานวน ร้ อยละ

จานวน

ไม่ ดี

ร้ อยละ

จานวน

รวม ร้ อย ละ

ต่ากว่า ปริญญาตรี

78 58.6

16 69.6

59 62.8

ปริญญาตรี

54 40.6

7 30.4

34 36.2

สูงกว่า ปริญญาตรี รวม

1

.8

0

0

133

100

23

100

1

1.1

94 100

จานวน

ร้ อย ละ

153 61.2

95 38.0 1.378a 2

.848

.8

250 100

*มีนยั สาคัญทางสถิตทิ ี่ระดับ .05 จากตารางที่ 4.21 พบว่า ระดับการศึกษาของผู้ดแู ลเด็กมีความสัมพันธ์กบั พฤติกรรมการ ดูแลทันตสุขภาพของผู้ดแู ลเด็กก่อนวัยเรี ยนในศูนย์พฒ ั นาเด็กเล็ก อาเภอศรี เทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ อย่างไม่มี นัยสาคัญทางสถิตทิ ี่ระดับ .05 ตารางที่ 4.22 ความสัมพันธ์ระหว่างรายได้ กบั ระดับพฤติกรรมการดูแลทันตสุขภาพของผู้ดแู ลเด็ก ก่อนวัยเรี ยนในศูนย์พฒ ั นาเด็กเล็ก อาเภอศรี เทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ 1. ความรู้ ทางด้ านทันตสุขภาพ มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการดูแลทันตสุขภาพของ ผู้ดแู ลเด็กก่อนวัยเรี ยนในศูนย์พฒ ั นาเด็กเล็กอย่างมีนยั สาคัญทางสถิตทิ ี่ระดับ .05 (r = .138) 2. การรับรู้โอกาสเสี่ยงของการเกิดโรคในช่องปาก และโรคแทรกซ้ อน มีความสัมพันธ์ กับ พฤติก รรมการดูแ ลทัน ตสุข ภาพของผู้ดูแ ลเด็ ก ก่ อ นวัย เรี ย นในศูน ย์ พัฒ นาเด็ก เล็ ก อย่า งไม่ มี นัยสาคัญทางสถิตทิ ี่ระดับ .05 (r = .030)


114 3. การรับรู้ความรุนแรงของโรคในช่องปาก มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการดูแล ทันต สุขภาพของผู้ดแู ลเด็กก่อนวัยเรี ยนในศูนย์พฒ ั นาเด็กเล็กอย่างมีนยั สาคัญทางสถิ ติที่ระดับ .05 (r = .175) 4. การรับรู้ประโยชน์ของการป้องกันโรคในช่องปาก มีความสัมพันธ์กบั พฤติกรรม การดูแล ทันตสุขภาพของผู้ดแู ลเด็กก่อนวัยเรี ยนในศูนย์พฒ ั นาเด็กเล็กอย่างไม่มีนยั สาคัญทางสถิติที่ ระดับ .05 (r = .123) 5. การรับรู้อปุ สรรคในการปฏิบตั ิ มีความสัมพันธ์กบั พฤติกรรมการดูแลทันตสุขภาพของ ผู้ดแู ลเด็กก่อนวัยเรี ยนในศูนย์พฒ ั นาเด็กเล็กอย่างมีนยั สาคัญทางสถิตทิ ี่ระดับ .05 (r = .251) สมมุติฐานข้ อที่ 3 ปั จจัยร่วม ได้ แก่ แรงสนับสนุนทางสังคมจากผู้ปกครอง แรงสนับสนุน ทาง สัง คมจากหัวหน้ าศูน ย์ แ ละผู้ร่ วมงาน แรงสนับสนุน ทางสัง คมจากเจ้ า หน้ า ที่ ส าธารณสุข มี ความสัมพันธ์กบั พฤติกรรมการดูแลทันตสุขภาพของผู้ดแู ลเด็กก่อนวัยเรี ยน ในศูนย์พฒ ั นาเด็กเล็ก อาเภอศรี เทพ จังหวัดเพชรบูรณ์


115 ตารางที่ 4.22 ความสัมพันธ์ระหว่างรายได้ กบั ระดับพฤติกรรมการดูแลทันตสุขภาพของผู้ดแู ลเด็ก ก่อนวัยเรี ยนในศูนย์พฒ ั นาเด็กเล็ก อาเภอศรี เทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ ระดับพฤติกรรมการดูแลทันตสุขภาพ ของผู้ดูแลเด็กก่ อนวัยเรี ยน สถานภาพ สมรส ต่ากว่า 5,000 บาท 5,000 10,000 บาท 10,00120,000 บาท รวม

ดี

ปานกลาง

ไม่ ดี

รวม

จานวน

ร้ อยละ

จานวน

ร้ อยละ

จานวน

ร้ อยละ

จานวน

ร้ อยละ

5

3.8

0

0

4

4.3

9

3.6

128 96.2

23

100

89 94.7

240 96.0 2.66

0

0

0

0

1

1.1

1

.4

133

100

23

100

94

100

100

100

.615

*มีนยั สาคัญทางสถิตทิ ี่ระดับ .05 จากตาราง4.22 พบว่า รายได้ ของผู้ดแู ลเด็กมีความสัมพันธ์ กบั พฤติกรรมการดูแลทันต สุขภาพ ของผู้ดแู ลเด็กก่อนวัยเรี ยนในศูนย์พฒ ั นาเด็กเล็ก อาเภอศรี เทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ อย่างไม่ มีนยั สาคัญทางสถิตทิ ี่ ระดับ .05 สรุปผลการทดสอบสมมุติฐานที่ 1ได้ ว่า ปั จจัยทางชีวสังคมของผู้ดแู ลเด็กมีความสัมพันธ์ กับพฤติกรรมการดูแลทันตสุขภาพของผู้ดูแลเด็กในศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก อาเภอศรี เทพ จังหวัด เพชรบูรณ์อย่างไม่ มีนยั สาคัญทางสถิตทิ ี่ระดับ .05 ดังนันจึ ้ งปฏิเสธสมมุตฐิ านข้ อที่ 1 สมมุตฐิ านข้ อที่ 2 ปั จจัยหลัก ได้ แก่ ความรู้ทางด้ านทันตสุขภาพ การรับรู้โอกาสเสี่ยง ของการเกิด โรคในช่องปาก และโรคแทรกซ้ อน การรับรู้ความรุนแรงของโรคในช่องปาก การรับรู้ ประโยชน์ของ


116 การป้องกันโรคในช่องปาก การรับรู้อปุ สรรคในการปฏิบตั ิ มีความสัมพันธ์กบั พฤติกรรมการดูแล ทันตสุขภาพของผู้ดแู ลเด็กก่อนวัยเรี ยนในศูนย์พฒ ั นาเด็กเล็ก อาเภอศรี เทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ ดังตารางที่ 4.23 ตารางที่ 4.23 ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ระหว่างปั จจัยหลักกับพฤติกรรมการดูแลทันตสุขภาพของ ผู้ดแู ลเด็กก่อนวัยเรี ยนในศูนย์พฒ ั นาเด็กเล็ก อาเภอศรี เทพ จังหวัดเพชรบูรณ์

ปั จจัยหลัก

ความรู้ทางด้ านทันตสุขภาพ การรับรู้โอกาสเสี่ยงของการเกิดโรค ในช่องปาก และ โรคแทรกซ้ อน การรับรู้ความรุนแรงของโรคในช่องปาก การรับรู้ประโยชน์ของการป้องกันโรค ในช่องปาก การรับรู้อปุ สรรคในการปฏิบตั ิ *P < .05

ระดับพฤติกรรมการดูแล ทันตสุขภาพของผู้ดูแล เด็ก ก่ อนวัยเรียน ค่ าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ (r) .138* .030

P

.175* .123 .251*

จากตารางที่ 4.23 พบว่า ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ระหว่างปั จจัยหลักกับพฤติกรรมการ ดูแลทันตสุขภาพของผู้ดแู ลเด็กก่อนวัยเรี ยนในศูนย์พฒ ั นาเด็กเล็ก อาเภอศรี เทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ สามารถสรุปได้ ดังนี ้

.029 .637 .005 .052 .000


117 ตารางที่ 4.24 ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ ระหว่างปั จจัยร่ วมกับพฤติกรรมการดูแลทันตสุขภาพของ ผู้ดแู ลเด็กก่อนวัยเรี ยนในศูนย์พฒ ั นาเด็กเล็ก อาเภอศรี เทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ ปั จจัยร่ วม

แรงสนับสนุนจากผู้ปกครอง แรงสนับสนุนจากหัวหน้ าศูนย์และผู้ร่วมงาน แรงสนับสนุนจากเจ้ าหน้ าที่สาธารณสุข *p < .05 **p < .01

ระดับพฤติกรรมการดูแลทันต สุขภาพของผู้ดูแลเด็กก่ อนวัย เรียน ค่ าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ (r) .328** .469** .442**

P

.000 .000 .000

จากตารางที่ 4.24 พบว่า ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ ระหว่างปั จจัยร่วมกับพฤติกรรมการ ดูแลทันต สุขภาพของผู้ดแู ลเด็กก่อนวัยเรี ยนในศูนย์พฒ ั นาเด็กเล็ก สามารถสรุปได้ ดงั นี ้ 1. แรงสนับสนุนจากผู้ปกครอง มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการดูแลทันตสุขภาพของ ผู้ดแู ลเด็กก่อนวัยเรี ยนในศูนย์พฒ ั นาเด็กเล็กอย่างมีนยั สาคัญทางสถิตทิ ี่ระดับ .01 (r = .328) 2. แรงสนับสนุนจากหัวหน้ าศูนย์และผู้ร่วมงาน มีความสัมพันธ์กบั พฤติกรรมการ ดูแลทันต สุขภาพของผู้ดแู ลเด็กก่อนวัยเรี ยนในศูนย์พฒ ั นาเด็กเล็กอย่างมีนยั สาคัญทางสถิติที่ระดับ .01 (r = .469) 3. แรงสนับสนุนจากเจ้ าหน้ าที่สาธารณสุข มีความสัมพันธ์ กบั พฤติกรรมการดูแล ทันต สุขภาพของผู้ดูแลเด็กที่มีต่อเด็กก่อนวัยเรี ยนในศูนย์พัฒนาเด็กเล็กอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ ระดับ .01 (r = .442) สรุ ปผลการทดสอบสมมุติฐานที่ 3 ได้ ว่า ปั จจัยร่ วม ได้ แก่ แรงสนับสนุนจากผู้ปกครอง แรง สนับสนุนจากหัวหน้ า ศูนย์ และผู้ร่วมงาน และแรงสนับสนุน จากเจ้ าหน้ าที่ สาธารณสุข มี ความสัมพันธ์กบั พฤติกรรมการดูแลทันตสุขภาพของผู้ดแู ลเด็กก่อนวัยเรี ยนในศูนย์พฒ ั นาเด็กเล็ก อย่างมีนยั สาคัญทางสถิตทิ ี่ระดับ .01 ดังนันจึ ้ งยอมรับสมมุตฐิ านที่ 3 สมมุติฐานข้ อที่ 4 ปั จจัยทางด้ านชีวสังคม ปั จจัยหลัก และปั จจัยร่วม สามารถร่วมพยากรณ์ พฤติกรรมการดูแลทันตสุขภาพของผู้ดแู ลเด็กก่อนวัยเรี ยนในศูนย์พฒ ั นาเด็กเล็ก อาเภอศรี เทพ จังหวัดเพชรบูรณ์


118 ตารางที่ 4.25 ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ภายในระหว่างตัวแปรพยากรณ์ (X)และตัวแปรเกณฑ์(y) ตัว แปร X1 X2

X1

X2

1

0.163** 0.170** 0.22 1

X3

X3

X7

X8

y

0.028* 0.328

0.429

0.442

0.138*

0.372

0.390* 0.127* -0.033

0.098

-0.021 0.03

1

0.363

0.069

0.18

0.154

0.175

1

0.243** 0.002

0.185

0.007

0.175

1

0.093

0.194

0.075

0.251*

1

0.492

0.37

0.000

1

0.398

0.000

1

0.000

X4 X5

X4

X5

X6

0.109

X6 X7 X8

1

y ** มีนยั สาคัญที่ระดับ .01 * มีนยั สาคัญที่ระดับ .05

จากตารางที่ 4.25 แสดงว่าพฤติกรรมการดูแลทันตสุขภาพของผู้ดแู ลเด็กก่อนวัยเรี ยน (y) มีความสัมพันธ์ทางบวกกับ ระดับความรู้ทางทันตสุขภาพ (X ) และ การรับรู้อปุ สรรคในการปฏิบตั ิ 1

(X ) อย่างมีนยั สาคัญทางสถิตทิ ี่ระดับ .05 5

เมื่อพิจารณาระหว่างตัวแปรพยากรณ์ ด้วยกันพบว่า มี ค่าสัมประสิทธิ์ สหสัมพันธ์ ตังแต่ ้ -.033 ถึง .492 ซึ่งค่าความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรพยากรณ์ด้วยกันจะต้ องมีคา่ ไม่สงู เกินไป (Field 2000 : 132, อ้ างถึงในนิตยา จันทร์ แจ่มดารา 2548 : 75) คือต้ องไม่เกิน .8 เพื่อป้องกัน ปั ญหา Mullticollinearity แสดงว่าตัวแปรที่นามาใช้ พยากรณ์ สามารถนาไปวิเคราะห์ถดถอย พหุคณ ู ได้


119 ตารางที่ 4.26 ผลการวิเคราะห์ถดถอยพหุคณ ู เมื่อใช้ ตวั แปรที่เกี่ยวข้ องกับผู้ดแู ลเด็กจานวน 8 ตัว แปร เป็ นตัวแปรพยากรณ์และใช้ พฤติกรรมการดูแลทันตสุขภาพของผู้ดแู ลเด็กก่อน วัยเรี ยนเป็ น ตัวแปรเกณฑ์ ค่ าสัมประสิทธิ์ การถดถอย b β 30.602 .248 .045

ตัวแปรพยากรณ์

ค่าคงที่ ความรู้ทางด้ านทันตสุขภาพ (X ) 1

t

p

4.820 .826

.000 .410

การรับรู้โอกาสเสี่ยงของการเกิดโรคและโรค แทรก ซ้ อน (X )

-.237

-.049

-.815

.416

การรับรู้ความรุนแรงของโรค (X )

.173

.070

1.162

.246

การรับรู้ประโยชน์ของการป้องกันการเกิด โรคใน ช่องปาก (X )

.036

.013

.208

.835

การรับรู้อปุ สรรคในการปฏิบตั ิ (X )

.295

.168

3.056

.002

แรงสนับสนุนจากผู้ปกครอง (X )

.117

.058

.933

.352

แรงสนับสนุนจากหัวหน้ าศูนย์ และผู้ร่วมงาน (X )

.472

.277

4.240

.000

แรงสนับสนุนจากเจ้ าหน้ าที่สาธารณสุข (X )

.526

.282

4.763

.000

2

3

4

5

6

7

8

a

R = .578

2

R = .334

F = 15.139

a

p = .000

จากตารางที่ 4.26 แสดงว่าตัวแปรพยากรณ์ทงั ้ 8 ตัว มีความสัมพันธ์กบั พฤติกรรม การ ดูแลทันตสุขภาพของผู้ดแู ลเด็กก่อนวัยเรี ยนในเชิงเส้ นตรงอย่างมีนยั สาคัญทางสถิติที่ระดับ a

a

.05 (F = 15.139, P = .000 ) และมีคา่ สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ พหุคณ ู เท่ากับ .578 แสดงว่าตัวแปร ทัง้ 8 ตัวสามารถอธิบายความแปรปรวนของพฤติกรรมการดูแลทันตสุขภาพของผู้ดแู ลเด็กก่อนวัย เรี ยน ได้ ร้อยละ 33.4 โดยตัวแปรที่มีน ้าหนักในการพยากรณ์อย่างมีนยั สาคัญทางสถิติที่ระดับ .05


120 ได้ แก่ แรงสนับสนุนจากหัวหน้ าศูนย์และผู้ร่วมงาน (X ) แรงสนับสนุนจากเจ้ าหน้ าที่สาธารณสุข 7

(X ) และการรับรู้อปุ สรรคในการปฏิบตั ิ (X ) 8

5

ตอนที่ 3 เสนอผลการวิเคราะห์การค้ นหาตัวแปรพยากรณ์ที่ดีของพฤติกรรมการดูแล ทันต สุขภาพ ของผู้ดแู ลเด็กก่อนวัยเรี ยนในศูนย์พฒ ั นาเด็กเล็ก อาเภอศรี เทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ ดัง ตารางที่ 4.27 – 4.28 ในการค้ นหาตัวแปรพยากรณ์ที่ดี ผู้วิจยั ได้ ใช้ การวิเคราะห์ถดถอยพหุคณ ู แบบ ขันตอน ้ (Stepwise) โดยการใช้ โปรแกรม SPSS คัดเลือกตัวแปรพยากรณ์ที่มีความสัมพันธ์กบั ตัว แปรเกณฑ์ มากที่ สุดเข้ าสู่การวิเคราะห์ เป็ นอันดับแรก และคัดเลื อกตัว แปรพยากรณ์ ที่ มี ความสาคัญรองลงมา ตามลาดับ เข้ ามาทีละด้ าน จนกว่าค่าสัมประสิทธิ์ สหสัมพันธ์ พหุคูณ เปลี่ยนแปลงไปอย่างไม่มี นัยสาคัญทางสถิติ จึงหยุดการวิเคราะห์ ดังตารางที่ 4.27 ตารางที่ 4.27 ผลการวิเคราะห์ถดถอยพหุคณ ู เพื่อหาตัวแปรพยากรณ์ที่ดีของพฤติกรรมการดูแล ทันตสุขภาพของผู้ดแู ลเด็กก่อนวัยเรี ยน ตัวพยากรณ์

R

R a

.220

b

.279

c

.324

.469

X ,X

.545

X ,X ,X

.570

7 7

8 8

5

2

R Change .220

X

7

2

F Change

P

69.937

.000

.078

27.248

.000

.027

9.837

.000

จากตารางที่ 4.27 พบว่าเมื่อใช้ แรงสนับสนุนทางสังคมจากหัวหน้ าศูนย์และผู้ร่วมงาน ( X ) เป็ นตัวแปรพยากรณ์ตวั แรก ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ พหุคณ ู เพิ่มขึ ้นอย่างมีนยั สาคัญทาง 7

สถิตทิ ี่ระดับ .05 โดยสามารถอธิบายความแปรปรวนของพฤติกรรมการดูแลทันตสุขภาพของผู้ดแู ล เด็กก่อนวัยเรี ยนได้ ร้อยละ 22.0 เมื่อเพิ่มตัวแปรเข้ าไปอีก 1 ตัว คือแรงสนับสนุนทางสังคมจาก เจ้ าหน้ าที่ สาธารณสุข ( X ) พบว่า ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ พหุคณ ู เพิ่มขึ ้นอย่างมีนยั สาคัญทาง 8

สถิติที่ระดับ .05 โดยตัวแปรพยากรณ์ ทงั ้ สองตัวร่ วมกันสามารถอธิ บายความแปรปรวนของ พฤติกรรมการดูแล ทันตสุขภาพของผู้ดแู ลเด็กก่อนวัยเรี ยนได้ ร้อยละ 27.9 และเมื่อเพิ่มตัวแปร


121 พยากรณ์เข้ าไปอีก 1 ตัว คือ การรับรู้อปุ สรรคในการปฏิบตั ิ ( X ) พบว่า ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ 5

พหุคณ ู เพิ่มขึ ้นอย่างมี นัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยตัวแปรพยากรณ์ทงสามตั ั้ วร่ วมกัน สามารถอธิบายความ แปรปรวนของพฤติกรรมการดูแลทันตสุขภาพของผู้ดแู ลเด็กก่อนวัยเรี ยนได้ ร้ อยละ 32.4 และเมื่อเพิ่มตัวแปรพยากรณ์เข้ าไปอีก 1 ตัวคือ การรับรู้ความรุนแรงของโรค (X ) 3

พบว่า ค่าสัมประสิทธิ์ สหสัมพันธ์พหุคณ ู เพิ่มขึ ้นอย่างไม่มีนยั สาคัญทางสถิติที่ระดับ .05 แสดงว่า ตัวแปรที่เพิ่มเข้ าไป ส่งผลน้ อยมาก จึงไม่ควรนามาเป็ นตัวแปรพยากรณ์พฤติกรรมการดูแลทันต สุขภาพของผู้ดแู ลเด็กก่อน วัยเรี ยน นัน่ คือตัวแปรพยากรณ์ที่ดีในการพยากรณ์พฤติกรรมมี 3 ตัว คือ แรงสนับสนุนจากเจ้ าหน้ าที่ สาธารณสุข แรงสนับสนุนจากหัวหน้ าศูนย์ และผู้ร่วมงานและการ รับรู้อปุ สรรคในการปฏิบตั ิ การสร้ างสมการพยากรณ์พฤติกรรมการดูแลทันตสุขภาพของผู้ดแู ลเด็กก่อนวัยเรี ยนใน ศูนย์พฒ ั นาเด็กเล็ก อาเภอศรี เทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ โดยใช้ ตวั แปรพยากรณ์ที่ดี คือ แรงสนับสนุน จากเจ้ าหน้ าที่ สาธารณสุข แรงสนับสนุนจากหัวหน้ าศูนย์ และผู้ร่วมงาน และการรับรู้อปุ สรรคใน การปฏิบตั ิ ผู้วิจยั ได้ ทดสอบความสัมพันธ์กนั ในเชิงเส้ นตรง โดยการวิเคราะห์ความแปรปรวน (Analysis of Variance) และทดสอบสัมประสิทธิ์การถดถอยของตัวแปรพยากรณ์แต่ละตัวโดยใช้ t Value ดังแสดงในตารางที่ 4.28 ตารางที่ 4.28 สัมประสิทธิ์ การถดถอย (b,β) ผลการทดสอบค่าความมีนัยสาคัญของค่า สัมประสิทธิ์ ของการถดถอยของตัวพยากรณ์ และค่าคงที่ของสมการพยากรณ์ ใช้ พฤติกรรมการดูแล ทันตสุขภาพของผู้ดแู ลเด็กก่อนวัยเรี ยน ค่ าสัมประสิทธิ์การถดถอย b β ค่ าคงที่ 34.590 แรงสนับสนุนจากหัวหน้ าศูนย์ และผู้ร่วมงาน (X ) .539 .316

9.667 .000 5.434 .000

แรงสนับสนุนจากเจ้ าหน้ าที่สาธารณสุข (X )

.566

.304

5.322 .000

การรับรู้อปุ สรรคในการปฏิบตั ิ (X )

.294

.168

3.136 .002

ตัวแปรพยากรณ์

7

8

5

t

p


122 จากตารางที่ 4.28 พบว่า ตัวแปรที่มีน ้าหนักในการพยากรณ์อย่างมีนยั สาคัญทางสถิติ ที่ ระดับ .05 เรี ยงตามลาดับความสาคัญ ได้ แก่ แรงสนับสนุนจากหัวหน้ าศูนย์ และผู้ร่วมงาน (X ) 7

แรง สนับสนุนจากเจ้ าหน้ าที่สาธารณสุข (X ) และการรับรู้อปุ สรรคในการปฏิบตั ิ (X ) ดังนันสมการ ้ 8

5

พยากรณ์ จึงเขียนได้ ดงั นี ้ สมการพยากรณ์ในรูปคะแนนดิบ Y' = 34.590 + .539X + .566X + .294X 7

สมการพยากรณ์ในรูปคะแนนมาตรฐาน Z' = .316Z + .304Z + .168Z 7

8

8

5

5

เมื่อ X , Z7 แทน แรงสนับสนุนจากหัวหน้ าศูนย์ และผู้ร่วมงานในรูป 7

คะแนนดิบและคะแนนมาตรฐาน X , Z แทน แรงสนับสนุนจากเจ้ าหน้ าที่สาธารณสุขในรูป 8

8

คะแนนดิบและคะแนนมาตรฐาน X , Z แทน การรับรู้อปุ สรรคในการปฏิบตั ใิ นรูปคะแนนดิบ 5

5

และคะแนนมาตรฐาน


123 บทที่ 5 บทสรุป

การวิจยั ครัง้ นี ้ มีวตั ถุประสงค์เพื่อศึกษาปั จจัยทางชีวสังคม ปั จจัยหลัก ปั จจัยร่วม และ พฤติกรรมการดูแลทันตสุขภาพ ของผู้ดแู ลเด็กก่อนวัยเรี ยน ในศูนย์พฒ ั นาเด็กเล็ก อาเภอศรี เทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปั จจัยทางชีวสังคม ปั จจัยหลัก ปั จจัยร่วม กับ พฤติกรรมการดูแล ทันตสุขภาพของผู้ดแู ลเด็กก่อนวัยเรี ยนในศูนย์พฒ ั นาเด็กเล็ก อาเภอศรี เทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ และเพื่อค้ นหา ตัวแปรพยากรณ์ที่ดีของพฤติกรรมการดูแลทันตสุขภาพ ของ ผู้ดแู ลเด็กก่อนวัยเรี ยนในศูนย์พฒ ั นา เด็กเล็ก อาเภอศรี เทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ ประชากรที่ใช้ ในการ วิจยั ครัง้ นี ้ เป็ นผู้ดแู ลเด็กในศูนย์พฒ ั นาเด็กเล็ก อาเภอศรี เทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ ซึ่งมีทงหมดจ ั้ านวน 354 คน (สานักงานสาธารณสุขอาเภอศรี เทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ 2554) กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ ในการ วิจยั ครัง้ นี ้มีจานวน 250 คน ได้ มาจากการคานวณโดยใช้ สตู รของ Yamane ซึ่งใช้ วิธีการสุ่มตัวอย่าง แบบแบ่งชัน้ (Stratified Random Sampling) และวิธีการสุ่มอย่างง่าย (Simple Random Sampling) โดยการจับฉลาก เครื่ องมื อ ที่ ใ ช้ ในการเก็ บ รวบรวมข้ อมู ล เป็ นแบบทดสอบและแบบสอบถาม (Questionnaire) ซึง่ ผู้วิจยั สร้ างขึ ้นบนพื ้นฐานของทฤษฎีเกี่ยวกับแบบจาลองความเชื่อด้ านสุขภาพ และทฤษฎี แรงสนับสนุนทางสังคม และได้ ผ่านการตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิงเนือ้ หาจาก ผู้ทรงคุณวุฒิ จานวน 5 ท่าน ได้ ทดสอบความเชื่อมัน่ ของแบบทดสอบและแบบสอบถามซึ่ง ประกอบไปด้ วย 5 ส่วน คือ แบบทดสอบด้ านความรู้ทางด้ านทันตสุขภาพ มีคา่ ความเชื่อมัน่ เท่ากับ .8229 ส่วนแบบสอบถาม ข้ อมูลทางชีวสังคม ข้ อมูลทางด้ านปั จจัยร่วม ข้ อมูลพฤติกรรมการดูแล ทันตสุขภาพของผู้ดแู ลเด็ก ก่อนวัยเรี ยน ได้ คา่ ความเชื่อมัน่ ตังแต่ ้ .8044 - .8497 และค่าความ เชื่อมัน่ ของแบบสอบถามทังฉบั ้ บ เท่ากับ .8455 โดยวิธีของ Cronbach Coefficient Alpha สถิติที่ใช้ ในการวิเคราะห์ข้อมูล คานวณหาค่าร้ อยละ ค่าเฉลี่ย (X ) ส่วนเบี่ยงเบน มาตรฐาน (S) หาค่าความสัมพันธ์ด้วยไคสแควร์ (χ ² - test ) ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ ของเพียร์ สัน สถิติ สหสัมพันธ์พหุคณ ู และการค้ นหาตัวแปรพยากรณ์ที่ดีของพฤติกรรมการดูแลทันตสุขภาพ ของ ผู้ดแู ลเด็กก่อนวัยเรี ยนในศูนย์พฒ ั นาเด็กเล็ก ใช้ การวิเคราะห์ถดถอยพหุคณ ู แบบขันตอน ้ โดย การ ใช้ โปรแกรมสาเร็จรูป SPSS


124 สรุปผลการวิจัย 1. ผลการศึกษาพฤติกรรมการดูแลทันตสุขภาพของผู้ดแู ลเด็กก่อนวัยเรี ยนในศูนย์พฒ ั นา เด็กเล็ก อาเภอศรี เทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ ด้ านปั จจัยทางชีวสังคม ได้ แก่ อายุ สถานภาพสมรส ระดับการศึกษา รายได้ เฉลี่ยต่อเดือน พบว่า ปั จจัยทางชีวสังคมของผู้ดแู ลเด็กในศูนย์พฒ ั นาเด็ก เล็ก อาเภอศรี เทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ ในด้ านต่างๆ มีดงั นี ้ คือ กลุ่มตัวอย่างของผู้ดแู ลเด็ก ส่วนใหญ่ มีอายุระหว่าง 30-39 ปี (ร้ อยละ 37.6) รองลงมาคือมีอายุระหว่าง 40-49 ปี (ร้ อยละ 31.2) มี สถานภาพสมรสคู่ (ร้ อยละ 76.8) มีการศึกษาอยู่ในระดับต่ากว่าปริ ญญาตรี (รอยละ 61.2) รองลงมามีการศึกษาอยู่ในระดับปริ ญญาตรี (ร้ อยละ 38.0) ตามลาดับ มีรายได้ เฉลี่ยต่อเดือนอยู่ ระหว่าง 5,000 – 10,000 บาท (ร้ อยละ 96.0) รองลงมามีรายได้ เฉลี่ยต่อเดือนต่ากว่า 5,000 บาท (ร้ อยละ 3.6) มีอายุการทางานในหน้ าที่ผ้ ดู แู ลเด็ก อยู่ในระหว่าง 12 – 60 เดือน และอยู่ในระหว่าง 61 – 120 เดือน (ร้ อยละ 31.2) ซึง่ มีจานวนเท่ากัน และส่วนใหญ่ไม่มีโรคประจาตัว (ร้ อยละ 92.4) 2. ผลการศึกษาความรู้ทางด้ านทันตสุขภาพ ข้ อเท็จจริ งเกี่ยวกับ ความสาคัญของทันต สุขภาพ ความรู้ทวั่ ไปเกี่ยวกับฟั น ความรู้ทวั่ ไปเกี่ยวกับโรคฟั นผุ โรคฟั นผุในเด็กปฐมวัย การป้องกัน การเกิด โรคฟั นผุในเด็กเล็ก และพฤติกรรมการดูแลทันตสุขภาพของผู้ดแู ลเด็กก่อนวัยเรี ยน พบว่า ผู้ดแู ลเด็ก ในศูนย์พฒ ั นาเด็กเล็ก อาเภอศรี เทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ ส่วนใหญ่ มีระดับความรู้เรื่ อง ทันตสุขภาพข้ อเท็จจริ ง เกี่ยวกับความสาคัญของทันตสุขภาพ ความรู้ทวั่ ไปเกี่ยวกับฟั น ความรู้ ทัว่ ไปเกี่ยวกับโรคฟั นผุ โรค ฟั นผุในเด็กปฐมวัย การป้องกันการเกิดโรคฟั นผุในเด็ก เล็ก และ พฤติกรรมการดูแลทันตสุขภาพ ของผู้ดแู ลเด็กก่อนวัยเรี ยน อยู่ในระดับดี (ร้ อยละ 44.0) รองลงมา คือระดับดีมาก (ร้ อยละ 40.8) ตามลาดับ 3. ผลการศึกษาปั จจัยหลัก ด้ านการรับรู้โอกาสเสี่ยงของการเกิดโรคในช่องปากและโรค แทรกซ้ อน ของผู้ดแู ลเด็กในศูนย์พฒ ั นาเด็กเล็ก อาเภอศรี เทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ พบว่า โดย ภาพรวมอยูใ่ นระดับ มาก (X = 3.96, S = .44) 4. ผลการศึกษาปั จจัยหลัก ด้ านการรับรู้ความรุนแรงของโรค ของผู้ดแู ลเด็กในศูนย์พฒ ั นา เด็กเล็ก อาเภอศรี เทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ พบว่า โดยภาพรวมอยูใ่ นระดับมาก (X = 4.01, S = .58) 5. ผลการศึกษาปั จจัยหลัก ด้ านการรับรู้ประโยชน์ของการป้องกันการเกิดโรคในช่องปาก ของผู้ดแู ลเด็กในศูนย์พฒ ั นาเด็กเล็ก อาเภอศรี เทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ พบว่า โดยภาพรวมอยู่ใน ระดับมากที่สดุ (X = 4.54, S = .44)


125 6. ผลการศึกษาพฤติกรรมการดูแลทันตสุขภาพของผู้ดแู ลเด็กก่อนวัยเรี ย นในศูนย์พฒ ั นา เด็กเล็ก อาเภอศรี เทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ ด้ านปั จจัยหลัก ในด้ านการรับรู้อปุ สรรคในการปฏิบตั ิ โดย ภาพรวมอยู่ ในระดับมาก (X = 3.39, S = .71) 7. ผลการศึกษาการได้ รับการสนับสนุนจากผู้ปกครอง ในการดูแลทันตสุขภาพของผู้ดแู ล เด็กก่อนวัยเรี ยน พบว่า ผู้ดแู ลเด็กมีความคิดเห็นต่อปั จจัยร่วม ด้ านแรงสนับสนุนจากผู้ปกครอง อยู่ ในระดับปานกลาง (X = 3.24, S = .93) 8. ผลการศึกษาการได้ รับการสนับสนุนจากหัวหน้ าศูนย์และผู้ร่วมงาน ในการดูแล ทันต สุขภาพของผู้ดแู ลเด็กที่มีตอ่ เด็กก่อนวัยเรี ยน พบว่า ผู้ดแู ลเด็กมีความคิดเห็นต่อปั จจัยร่วมที่ ส่งผล ต่อพฤติกรรมการดูแลทันตสุขภาพของผู้ดแู ลเด็กก่อนวัยเรี ยน ด้ านแรงสนับสนุนจากหัวหน้ าศูนย์ และผู้ร่วมงาน อยูใ่ นระดับมาก (X = 3.99, S = .84) 9. ผลการศึกษาการได้ รับการสนับสนุนจากเจ้ าหน้ าที่สาธารณสุขในการดูแลทันตสุขภาพ ของผู้ดแู ลเด็กก่อนวัยเรี ยน พบว่า ผู้ดแู ลเด็กมีความคิดเห็นต่อปั จจัยร่วมที่ส่งผลต่อพฤติกรรมการ ดูแลทันตสุขภาพของผู้ดแู ลเด็กก่อนวัยเรี ยน ด้ านแรงสนับสนุนจากเจ้ าหน้ าที่สาธารณสุข อยู่ใน ระดับปานกลาง (X = 3.22, S = 1.06) 10. ผลการศึกษาพฤติกรรมการดูแลทันตสุขภาพของผู้ดแู ลเด็กก่อนวัยเรี ยนในศูน ย์พฒ ั นา เด็กเล็ก อาเภอศรี เทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ พบว่า ส่วนใหญ่อยู่ในระดับปานกลาง (X = 4.31, S = .36) 11. ผลการศึกษาพฤติกรรมการดูแลทันตสุขภาพของผู้ดแู ลเด็กก่อนวัยเรี ยนในศูนย์พฒ ั นา เด็กเล็ก พบว่า ผู้ดแู ลเด็กมีพฤติกรรมการจัดกิจกรรมแปรงฟั นหลังอาหารกลางวัน อยู่ในระดับมาก ส่วนพฤติกรรมการจัดอาหารกลางวันที่เหมาะสมและเป็ นประโยชน์ตอ่ ฟั น พฤติกรรมการตรวจฟั น เด็ก พฤติกรรมการแนะนาผู้ปกครองในการดูแลทันตสุขภาพของเด็ก อยู่ในระดับปานกลาง และ โดยภาพรวมพฤติกรรมการดูแลทันตสุขภาพของผู้ดแู ลเด็กก่อนวัยเรี ยนในศูนย์พฒ ั นาเด็กเล็ก อยู่ ใน ระดับปานกลาง (X = 3.43, S = .73 ) 12. ผลการศึกษาความสัมพันธ์ ของปั จจัยทางด้ านชีวสังคมกับพฤติกรรมการดูแลทันต สุขภาพ ของผู้ดแู ลเด็กก่อนวัยเรี ยนในศูนย์พฒ ั นาเด็กเล็ก พบว่า ปั จจัยทางชีวสังคมของผู้ดแู ลเด็ก มี ความสัมพันธ์กบั พฤติกรรมการดูแลทันตสุขภาพของผู้ดแู ลเด็ กในศูนย์พฒ ั นาเด็กเล็ก อาเภอศรี เทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ อย่างไม่มีนยั สาคัญทางสถิตทิ ี่ระดับ .05


126 13. ผลการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปั จจัยหลักกับพฤติกรรมการดูแลทันตสุขภาพของ ผู้ดแู ลเด็กที่มีต่อเด็กก่อนวัยเรี ยนในศูนย์พฒ ั นาเด็กเล็ก อาเภอศรี เทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ พบว่า ความรู้ทางด้ าน ทันตสุขภาพ การรับรู้ ความรุ นแรงของโรคในช่องปาก และการรับรู้ อุปสรรคในการปฏิบตั ิ มี ความสัมพันธ์กบั พฤติกรรมการดูแลทันตสุขภาพของผู้ดแู ลเด็กก่อนวัยเรี ยนในศูนย์พฒ ั นาเด็กเล็ก อย่างมีนยั สาคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ส่วนการรับรู้โอกาสเสี่ยงของการเกิด โรคในช่องปาก และโรค แทรกซ้ อน และการรับรู้ ประโยชน์ของการป้องกันโรคในช่องปากมีความสัมพันธ์ กบั พฤติกรรมการ ดูแลทันตสุขภาพของผู้ดแู ลเด็กก่อนวัยเรี ยนในศูนย์พฒ ั นาเด็กเล็ก อย่างไม่มีนยั สาคัญทางสถิติที่ ระดับ .05 14. ผลการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปั จจัยร่วมกับพฤติก รรมการดูแลทันตสุขภาพของ ผู้ดแู ลเด็กก่อนวัยเรี ยนในศูนย์พฒ ั นาเด็กเล็ก อาเภอศรี เทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ พบว่า ปั จจัยร่วม ได้ แก่ แรง สนับสนุนทางสังคมจากผู้ปกครอง แรงสนับสนุนทางสังคมจากหัวหน้ าศูนย์และ ผู้ร่วมงาน แรง สนับสนุนทางสังคมจากเจ้ าหน้ าที่สาธารณสุข มีความสัมพันธ์กบั พฤติกรรมการดูแล ทันตสุขภาพของ ผู้ดแู ลเด็กก่อนวัยเรี ยน ในศูนย์พฒ ั นาเด็กเล็ก อาเภอศรี เทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ อย่างมีนยั สาคัญทางสถิตทิ ี่ระดับ .01 15. ผลการศึกษาการค้ นหาตัวแปรพยากรณ์ที่ดีของพฤติกรรมการดูแลทันตสุขภาพ ของ ผู้ดูแลเด็กก่อนวัยเรี ยนในศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก อาเภอศรี เทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ พบว่าตัวแปร พยากรณ์ทงั ้ 8 ตัว มี ความสัมพันธ์กบั พฤติกรรมการดูแลทันตสุขภาพของผู้ดแู ลเด็กก่อนวัยเรี ยนใน a

เชิงเส้ นตรงอย่างมี นัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (F = 15.139,P = .000 ) และมีคา่ สัมประสิทธิ์ a

สหสัมพันธ์ พหุคณ ู เท่ากับ .578 แสดงว่าตัวแปรทัง้ 8 ตัวสามารถอธิบายความแปรปรวนของ พฤติกรรมการดูแลทันตสุขภาพของ ผู้ดแู ลเด็กก่อนวัยเรี ยน ได้ ร้อยละ 33.4 โดยตัวแปรที่มีน ้าหนัก ในการพยากรณ์อย่างมีนยั สาคัญทาง สถิติที่ระดับ .05 ได้ แก่ แรงสนับสนุนจากหัวหน้ าศูนย์และ ผู้ร่วมงาน (X ) แรงสนับสนุนจาก เจ้ าหน้ าที่สาธารณสุข (X ) และการรับรู้อปุ สรรคในการปฏิบตั ิ 7

8

(X ) 5

16. สมการพยากรณ์พฤติกรรมการดูแลทันตสุขภาพของผู้ดแู ลเด็กก่อนวัยเรี ยนในศูนย์ พัฒนาเด็กเล็ก อาเภอศรี เทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ สามารถเขียนได้ ดงั นี ้ สมการพยากรณ์ในรูปคะแนนดิบ Y' = 34.590 + .539X + .566X + .294X 7

8

5


127 สมการพยากรณ์ในรูปคะแนนมาตรฐาน Z' = .316Z + .304Z + .168Z 7

8

5

เมื่อ X , Z แทน แรงสนับสนุนจากหัวหน้ าศูนย์ และผู้ร่วมงานในรู ปคะแนนดิบ และ 7

7

คะแนนมาตรฐาน X , Z แทน แรงสนับสนุนจากเจ้ าหน้ าที่สาธารณสุขในรู ปคะแนนดิบและ คะแนน 8

8

มาตรฐาน X , Z แทน การรับรู้อปุ สรรคในการปฏิบตั ใิ นรูปคะแนนดิบและคะแนนมาตรฐาน 5

5

อภิปรายผล จากสรุ ปผลการวิจยั พฤติกรรมการดูแลทันตสุขภาพของผู้ดแู ลเด็กก่อนวัยเรี ยนในศูนย์ พัฒนาเด็กเล็ก อาเภอศรี เทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ มีประเด็นสาคัญที่ควรนามาอภิปรายผลดังนี ้ 1. ปั จจัยด้ านชีวสังคม พบว่า ผู้ดแู ลเด็กที่มีปัจจัยทางด้ านชีวสังคม ได้ แก่ อายุ สถานภาพ การสมรส ระดับการศึกษา รายได้ ไม่มีความสัมพันธ์กบั พฤติกรรมการดูแลทันตสุขภาพของผู้ดแู ล เด็กที่มีต่อเด็กก่อนวัยเรี ยนในศูนย์พฒ ั นาเด็กเล็ก อาเภอศรี เทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ ซึ่งผู้วิจยั มี ความเห็นดังนี ้ 1.1 อายุ พบว่า อายุไม่มีความสัมพันธ์กบั พฤติกรรมการดูแลทันตสุขภาพของ ผู้ดแู ลเด็ก ก่อนวัยเรี ยนในศูนย์พฒ ั นาเด็กเล็ก อาเภอศรี เทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ ซึ่งสอดคล้ องกับรายงานการ วิจยั ของวรรณศรี แก้ วปิ ณตา, ทองเพ็ญ วันทนียตระกูล และยุพิน ศรี แพนบาล (2536 : 76) ศึกษา เรื่ อง การดูแลทันตสุขภาพเด็กก่อนวัยเรี ยน 3- 5 ปี อาเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่ พบว่าเมื่อ เปรี ยบเทียบ ความแตกต่างของคะแนนเฉลี่ยความรู้และการปฏิบตั ิในการดูแลทันตสุขภาพเด็กก่อน วัยเรี ยนของ ผู้ปกครอง พบว่า อายุของผู้ปกครอง ไม่มีความสัมพันธ์กบั ความแตกต่างของคะแนน เฉลี่ยความรู้ และการปฏิบตั ิในการดูแลทันตสุขภาพเด็กก่อนวัยเรี ยน อย่างมีนยั สาคัญทางสถิติที่ ระดับ .05 สอดคล้ องกับรายงายการศึกษาของทินกร จงกิตตินฤกร (2538 : 253 - 259) ได้ ศกึ ษา เรื่ อง การ ปฏิบตั ิตนของแม่ในการดูแลฟั นน ้านมลูกวัย 9 – 18 เดือน พบว่า ปั จจัยด้ านอายุ ไม่มีผล ทาให้ การ ปฏิบตั ติ นของแม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนยั สาคัญทางสถิติ ที่ระดับ .05 สอดคล้ องกับ รายงาน การศึกษาของนัยนา กาญจนพิบลู ย์ (2543 : 70 -72) ที่ศกึ ษาความสัมพันธ์ระหว่างปั จจัย ส่วนบุคคล การรับรู้ ภาวะสุขภาพและพฤติกรรมส่งเสริ มสุขภาพของชายวัยผู้ใหญ่ในชุ มชนแออัด คลองเตย กรุงเทพมหานคร พบว่า อายุไม่สง่ ผลต่อพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพ สอดคล้ องกับรายงาน การวิจยั ของดุษฎีบลู บุตรสีทา (2543 : 121) ที่ศกึ ษาความสัมพันธ์ระหว่างปั จจัยพื ้นฐานการรับรู้


128 ภาวะ สุขภาพ และพฤติกรรมส่งเสริ มสุขภาพของผู้ป่วยมะเร็ งศีรษะและคอ พบว่า ปั จจัยพื ้นฐาน ด้ านอายุไม่สง่ ผลต่อการปฏิบตั พิ ฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพ สอดคล้ องกับ ผลการวิจยั ของอารักขา ใจ ธรรม (2545 : บทคัดย่อ) ที่ศกึ ษาปั จจัยที่มีผลต่อพฤติกรรมส่งเสริ มสุขภาพของผู้ป่วยโรคความดัน โลหิตสูง โรงพยาบาลจตุรพักตรพิมาน จังหวัดร้ อยเอ็ด พบว่า ปั จจัยส่วนบุคคลที่ไม่ส่งผลต่อ พฤติกรรม ส่งเสริ มสุขภาพ ได้ แก่ อายุ และสอดคล้ องกับรายงานการศึกษาของกมลรัตน์ จูมสีมา (2550 : 119) ที่ศึกษาปั จจัยที่มีผลต่อพฤติกรรมส่งเสริ มสุขภาพของผู้ป่วยเบาหวาน จังหวัด ศรี ษะเกษ พบว่า อายุไม่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมส่งเสริ มสุขภาพของผู้ป่วยเบาหวาน แต่ไม่ สอดคล้ องกับ รายงานการศึกษาหลายรายงานที่พบว่า การรับรู้ ของบุคคลมีความเกี่ยวข้ องกับ ประสบการณ์ใน อดีต เมื่อบุคคลมีวฒ ุ ิภาวะมากขึ ้นจะมีการตัดสินใจหาทางเลือกที่ดีในการดูแล ตนเองอย่างถูกต้ อง แต่ความสามารถดังกล่าวจะลดลงในวัยที่มากขึ ้น อายุที่ต่างกันจะทาให้ พฤติกรรมต่างๆลดลง (Orem 1995 : 245) รวมทังรายงานการศึ ้ กษาปั จจัยส่วนบุคคล การรับรู้ ประโยชน์ของพฤติกรรม ส่งเสริ มสุขภาพและพฤติกรรมส่งเสริ มสุขภาพของผู้สงู อายุ พบว่า อายุ สามารถทานายพฤติกรรม ส่งเสริมสุขภาพของผู้สงู อายุได้ โดยมีความสัมพันธ์ทางลบกับพฤติกรรม ส่งเสริ มสุขภาพของ ผู้สงู อายุ (ศิริมา วงศ์แหลมทอง 2542 : 56) และการศึกษาพฤติกรรมการดูแล สุขภาพของพนักงาน โรงงานยาสูบของจารุมาศ ใจก้ าวหน้ า (2541 : 119) พบว่า อายุที่แตกต่างกัน มีพฤติกรรมการดูแล สุขภาพแตกต่างกัน สาหรับผู้วิจยั มีความเห็นว่า อายุเป็ นตัวแปรหนึ่งที่มีผลต่อ พฤติกรรมส่งเสริ ม สุขภาพของแต่ละบุคคล และมีรายงานการศึกษาหลายรายงานที่ พบว่า อายุ เป็ นตัวแปรสาคัญที่ ส่งผลต่อพฤติกรรมการดูแลสุขภาพ และบางรายงานการศึกษาก็พบว่าอายุ เป็ นตัวแปรที่ไม่ส่งผลต่อ พฤติกรรมการดูแลสุขภาพของตนเอง ดังที่กล่าวมาข้ างต้ น ซึ่งใน การศึกษาครัง้ นี ้เป็ นการศึกษา พฤติกรรมการดูแลทันตสุขภาพของผู้ดแู ลเด็กก่อนวัยเรี ยนซึ่งจัดเป็ น พฤติกรรมการดูแลสุขภาพที่มีตอ่ ผู้อื่น ดังนันจึ ้ งเป็ นไปได้ วา่ ตัวแปรด้ านอายุของผู้ดแู ลเด็กไม่ส่งผล ต่อพฤติกรรมในการดูแลสุขภาพ แก่เด็กก่อนวัยเรี ยนในศูนย์พฒ ั นาเด็กเล็ก อาเภอศรี เทพ จังหวัด เพชรบูรณ์ 1.2 สถานภาพการสมรส พบว่า สถานภาพการสมรสไม่มีความสัมพันธ์กบั พฤติกรรม การ ดูแลทันตสุขภาพของผู้ดแู ลเด็กก่อนวัยเรี ยนในศูนย์พฒ ั นาเด็กเล็ก อาเภอศรี เทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ ซึ่ง สอดคล้ องกับรายงานการศึกษาของกาญจนา เกษกาญจน์ (2541 : 82) ที่ศกึ ษาพฤติกรรมของ ผู้ป่วย สูงอายุโรคเบาหวาน พบว่า สถานภาพสมรสไม่ส่งผลต่อพฤติกรรมส่งเสริ มสุขภาพของ ผู้สงู อายุ โรคเบาหวาน สอดคล้ องกับผลการศึกษาของศิริมา วงศ์แหลมทอง (2542 : 57) ที่ศกึ ษา ปั จจัยส่วน บุคคล การรับรู้ประโยชน์ของพฤติกรรมส่งเสริ มสุขภาพ และพฤติกรรมส่งเสริ มสุขภาพ


129 ของ ผู้สูงอายุ พบว่า สถานภาพสมรส ไม่ส่งผลต่อพฤติกรรมส่งเสริ มสุขภาพของผู้สูงอายุ สอดคล้ องขภาพของบุคคลใดบุคคลหนึง่ หรื อการดูแลสุขภาพของผู้อื่นได้ เช่นกันโดยที่อาจมีตวั แปร อื่นที่มี ความสาคัญมากกว่าซึง่ สามารถส่งผลต่อพฤติกรรมสุขภาพได้ กับผลการศึกษาของ ดุษฎีบลู บุตรสีทา (2543 : 121) ที่ศกึ ษาความสัมพันธ์ระหว่างปั จจัยพื ้นฐาน การรับรู้ภาวะสุขภาพและ พฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพของผู้ป่วยมะเร็งศีรษะและคอ พบว่า ปั จจัยพื ้นฐาน ด้ านสถานภาพสมรส ไม่ส่งผลต่อการปฏิบตั ิพฤติกรรมส่งเสริ มสุขภาพ สอดคล้ องกับผลการศึกษา ของอารักขา ใจธรรม (2545 : บทคัดย่อ) ที่ศกึ ษาปั จจัยที่มีผลต่อพฤติกรรมส่งเสริ มสุขภาพของ ผู้ป่วยโรคความดันโลหิต สูง โรงพยาบาลจตุรพักตรพิมาน จังหวัดร้ อยเอ็ด พบว่า สถานภาพสมรส ไม่ส่งผลต่อพฤติกรรม ส่งเสริมสุขภาพของผู้ป่วย สอดคล้ องกับรายงานการศึกษาที่พบว่าสถานภาพ สมรสมีความสัมพันธ์ อย่างไม่มีนยั สาคัญทางสถิติกับพฤติกรรมส่งเสริ มสุขภาพของครู ของมณีภรณ์ อนุสรณ์พานิช (2542 : 157) และสอดคล้ องกับรายงานการศึกษาของกมลรัตน์ จูมสีมา (2550 : 119) ที่ ศึกษา ปั จจัยที่มีผลต่อพฤติกรรมส่งเสริ มสุขภาพของผู้ป่วยเบาหวาน จังหวัดศรี ษะเกษ พบว่า สถานภาพ การสมรส ไม่มีความสัมพันธ์กบั พฤติกรรมส่งเสริ มสุขภาพของผู้ป่วยเบาหวาน แต่ไม่ สอดคล้ องกับ การศึกษาหลายรายงานที่พบว่า สถานภาพการสมรส มีส่วนสัมพันธ์กบั การดูแล พฤติกรรมสุขภาพ การสมรสเป็ นแรงสนับสนุนทางสังคมที่สาคัญของบุคคล ผู้ที่มีคสู่ มรสจะ สามารถช่วยเหลือเอาใจ ใส่แบ่งเบาภาระต่างๆ คอยให้ กาลังใจ ให้ คาปรึ กษาในการปฏิบตั ิ พฤติกรรมส่งเสริ มสุขภาพ (Muhlenkamp and Sayles 1986 : 334, อ้ างถึงใน กรรณิการ์ ลองจานงค์ 2547 : 29) ดังรายงาน การศึกษาปั จจัยที่มีความสัมพันธ์ ต่อพฤติกรรมทันตสุขภาพ ของนักเรี ยน มัธยมศึกษาตอนต้ น จังหวัดนครนายก พบว่า สถานภาพสมรสของบิดา-มารดา มีความสัมพันธ์ กับพฤติกรรมทันต สุขภาพของนักเรี ยนมัธยมศึกษาตอนต้ นอย่างมีนยั สาคัญทางสถิติ (ศิริพรรณ เหลืองกระจ่าง 2540 : 94) และรายงานการศึกษาพฤติกรรมส่งเสริ มสุขภาพของผู้สงู อายุ จังหวัด ลาปาง พ.ศ. 2543 (กัญญา ชื่นอารมณ์ 2543 : 548) ที่พบว่า กลุ่มตัวอย่างที่มีสถานภาพสมรสโสด มีพฤติกรรม สุขภาพโดยรวมอยู่ในระดับสูงมากกว่าผู้ที่มีสถานภาพสมรสคูแ่ ละอยู่ด้วยกัน และผู้ที่มี สถานภาพ สมรสหม้ าย หย่า แยก จากรายงานที่กล่าวมาข้ างต้ นผู้วิจยั มีความเห็นว่า ปั จจัยด้ าน สถานภาพ การสมรสอาจเป็ นไปได้ ทงมี ั ้ ความสัมพันธ์ หรื อไม่มีความสัมพันธ์กบั พฤติกรรมการดูแล สุ 1.3 ระดับการศึกษา พบว่า ระดับการศึกษาไม่มีความสัมพันธ์กบั พฤติกรรมการ ดูแลทันต สุขภาพของผู้ดแู ลเด็กก่อนวัยเรี ยนในศูนย์พฒ ั นาเด็กเล็ก อาเภอศรี เทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ ซึ่ง สอดคล้ อง กับการศึกษาของวรรณศรี แก้ วปิ ณตา, ทองเพ็ญ วันทนียตระกูล และยุพิน ศรี แพนบาล (2536 : 76) ศึกษาการดูแลทันตสุขภาพเด็กก่อนวัยเรี ยน 3-5 ปี อาเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่


130 พบว่า เมื่อเปรี ยบเทียบความแตกต่างของคะแนนเฉลี่ยความรู้ และการปฏิบตั ิในการดูแลทันต สุขภาพเด็กก่อนวัยเรี ยนของ ผู้ปกครอง พบว่า ระดับการศึกษาของผู้ปกครอง ไม่มีความสัมพันธ์กบั ความแตกต่างของคะแนน เฉลี่ยความรู้ และการปฏิบตั ิในการดูแลทันตสุขภาพเด็กก่อนวัยเรี ยน อย่างมีนยั สาคัญทางสถิติที่ ระดบ .05 แต่ไม่สอดคล้ องกับรายงานการศึกษาเรื่ อง ความสัมพันธ์ ของความรู้และการปฏิบตั ิงาน ด้ านทันตสุขภาพของแม่ตอ่ ลูกวัย 3 ปี กับสภาวะโรคฟั นผุของลูกใน เขตกรุงเทพมหานคร (นาถนริ นทร์ หอสัจจกุล 2539 : 227 -235) ที่พบว่า วุฒิการศึกษาของแม่มี ความสัมพันธ์กับสภาวะฟั นผุของลูก ไม่สอดคล้ องกับการศึกษาเรื่ องการปฏิบตั ิตนของแม่ในการ ดูแลฟั นน ้านมลูกวัย 9 – 18 เดือน (ทินกร จงกิตตินฤกร 2538 : 253 – 259) พบว่า ปั จจัยที่มีผลทา ให้ การปฏิบตั ติ นของแม่ในการดูแล ฟั นน ้านมลูกมีความแตกต่างกันอย่างมีนยั สาคัญทางสถิติ (p < 0.05) ได้ แก่ ระดับการศึกษาของแม่ ไม่สอดคล้ องกับการศึกษาความสัมพันธ์ของความรู้และการ ปฏิ บัติง านด้ านทันตสุขภาพของแม่ต่อลูก วัย 3 ปี กับสภาวะโรคฟั นผุของลูกในเขต กรุงเทพมหานคร (นาถนริ นทร์ หอสัจจกุล 2539 : 227 – 235) ที่พบว่า วุฒิการศึกษาของแม่มี ความสัมพันธ์กบั สภาวะฟั นผุของลูก และไม่สอดคล้ องกับรายงาน การศึกษาของพรทิพย์ ภู่พฒ ั น กูล และคนอื่นๆ (2538 : 35) ศึกษาปั จจัยที่มีผลกระทบต่อภาวะทันตสุขภาพ ในเด็กก่อนวัยเรี ยน จังหวัดนครสวรรค์ พบว่าปั จจัยที่มีผลกระทบต่อภาวะทันตสุขภาพ คือ พฤติกรรม การดูดนมขวด คาปาก พฤติกรรมการอมลูกอมอยู่เป็ นประจา และการศึกษาของมารดา สาหรับใน การศึกษาครัง้ นี ้ผู้วิจยั มีความเห็นว่า กลุม่ ตัวอย่างของผู้ดแู ลเด็กส่วนใหญ่มีการศึกษาอยู่ใ นระดับต่า กว่าปริ ญญา ตรี (ร้ อยละ 61.2) รองลงมา คือระดับปริ ญญาตรี (ร้ อยละ 38.0) ซึ่งทัง้ 2 กลุ่มนี ้มีปัจจัยที่ เหมือนกันคือการขาดแรงสนับสนุนทางสังคมจากกลุ่มต่างๆ ซึ่งเป็ นปั จจัยร่วมที่มีความสัมพันธ์กบั พฤติกรรมการดูแลทันตสุขภาพในเด็กก่อนวัยเรี ยนโดยเฉพาะอย่างยิ่ งการไม่ได้ รับการอบรมจาก เจ้ าหน้ าที่ อนามัยเกี่ยวกับงานทางด้ านทันตสุขภาพอย่างต่อเนื่อง ดังนัน้ ระดับการศึกษาอาจไม่ใช่ ตัวแปรสาคัญซึ่ง ส่งผลต่อพฤติกรรมการดูแลทันตสุขภาพของเด็กก่อนวัยเรี ยนในศูนย์พฒ ั นาเด็ก เล็ก อาเภอศรี เทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ ีั 1.4 รายได้ เฉลี่ยต่อเดือน พบว่า รายได้ เฉลี่ยต่อเดือนไม่มีความสัมพันธ์กบั พฤติกรรม การ ดูแลทันตสุขภาพของผู้ดแู ลเด็กก่อนวัยเรี ยนในศูนย์พฒ ั นาเด็กเล็ก อาเภอศรี เทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ ซึ่ง สอดคล้ องกับการศึกษาพฤติกรรมการป้องกันโรคในช่องปากของข้ าราชการครูประถม จังหวัด จันทบุรี พบว่า รายได้ ไม่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการป้องกันโรคในช่องปาก (เฉิดโฉม วัฒฐานะ 2541 : 21) สอดคล้ องกับรายงานการศึกษาของอุษณี แสงสุข (2546 : 88-89) ที่ศกึ ษาปั จจัยที่มี ความสัมพันธ์กบั พฤติกรรมส่งเสริ มสุขภาพของข้ าราชการครูมธั ยมศึกษา สังกัดสานักงานสามัญ


131 ศึกษาจังหวัดอุบลราชธานี พบว่า รายได้ ต่อเดือนไม่มีความสัมพันธ์ กับพฤติกรรมการส่งเสริ ม สุขภาพ สอดคล้ องกับรายงานการศึกษาของกมลรัตน์ จูมสีมา (2550 : 120) ที่ศกึ ษาปั จจัยที่มีผล ต่อพฤติกรรม ส่งเสริ มสุขภาพของผู้ป่วยเบาหวาน จังหวัดศรี ษะเกษ พบว่า รายได้ ไม่มี ความสัมพันธ์ กับพฤติกรรม ส่งเสริ มสุขภาพของผู้ป่วยเบาหวาน แต่ไม่สอดคล้ องกับรายงาน การศึกษาหลายรายงานที่พบว่า รายได้ เป็ นปั จจัยที่มีผลต่อพฤติกรรมการดูแลสุขภาพของบุคคล โดยเฉพาะอย่างยิ่งพฤติกรรมการ ดูแลทางด้ านทันตสุขภาพ ดังรายงานการศึกษาความสัมพันธ์ ของความรู้และการปฏิบตั ิงานด้ าน ทันตสุขภาพของแม่ตอ่ ลูกวัย 3 ปี กับสภาวะโรคฟั นผุของลูกใน เขตกรุงเทพมหานคร (นาถนริ นทร์ หอสัจจกุล 2539 : 227 – 235) พบว่า รายได้ ตอ่ เดือนของแม่มี ความสัมพันธ์กบั สภาวะฟั นผุของ ลูก สอดคล้ องกับการศึกษาของวสิน เทียนกิ่งแก้ ว (2539 : 81) ที่ ทาการศึกษาปั จจัยที่มีผลต่อ ประสบการณ์ฟันผุของเด็กก่อนวัยเรี ยนในศูนย์เด็กเล็ก อาเภออ่าวลึก จังหวัดกระบี่ พบว่า ปั จจัยทาง ผู้ปกครอง ซึ่งได้ แก่ รายได้ ของผู้ปกครอง และความถี่ในการบริ โภค ของหวานเด็ก มีความสัมพันธ์ กบั การเกิดประสบการณ์ฟันผุสงู และประสบการณ์ฟันผุต่าในเด็ก ก่อนวัยเรี ยนอย่างมีนยั สาคัญทางสถิติ (p < 0.05) และไม่สอดคล้ องกับการศึกษาปั จจัยที่มีผลต่อ พฤติกรรมการดูแลทันตสุขภาพของนิสิต ปริ ญญาโท มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พบว่ารายได้ มีผล ต่อพฤติกรรมการดูแลทันตสุขภาพ (นัฏพรรณ ศรี วาดมา 2543 : 120) จากรายงานที่กล่าวมา ข้ างต้ น ผู้วิจยั มีความเห็นว่า สาหรับในกลุ่ม ตัวอย่างของผู้ดแู ลเด็กนัน้ ส่วนใหญ่มีรายได้ เฉลี่ยต่อ เดือนอยู่ระหว่าง 5,000 – 10,000 บาท (ร้ อยละ 98.0) ซึ่งมีจานวนถึง 240 คน ซึ่งอาจกล่าวได้ ว่า แทบไม่มีความแตกต่างกันภายในกลุ่มของผู้ดูแล เด็กทางด้ านรายได้ เฉลี่ยต่อเดือน อีกทังการ ้ ดาเนินงานสร้ างเสริ มทันตสุขภาพในเด็กก่อนวัยเรี ยนยัง ไม่ได้ รับความสาคัญจากผู้เกี่ ยวข้ อง เท่าที่ควร หากเปรี ยบเทียบกับงานสร้ างเสริ มสุขภาพในกลุ่มโรคอื่น ดังนันจากการศึ ้ กษานี ้จึงพบว่า ตัวแปรทางด้ านรายได้ ของผู้ดแู ลเด็กไม่มีความสัมพันธ์ กับพฤติกรรม การดูแลทันตสุขภาพของ ผู้ดแู ลเด็กก่อนวัยเรี ยนในศูนย์พฒ ั นาเด็กเล็ก อาเภอศรี เทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ 2. ปั จจัยหลัก พบว่า ความรู้ทางด้ านทันตสุขภาพ การรับรู้ความรุนแรงของโรคในช่องปาก และการรับรู้ อปุ สรรคในการปฏิบตั ิ มีความสัมพันธ์ กับพฤติกรรมการดูแลทันตสุขภาพของผู้ดแู ล เด็กก่อนวัยเรี ยนในศูนย์พฒ ั นาเด็กเล็ก อย่างมีนยั สาคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ซึ่งผู้วิจยั มีความ คิดเห็น ในประเด็นต่างๆเกี่ยวกับปั จจัยหลักแต่ละด้ าน ดังนี ้ 2.1 ความรู้ทางด้ านทันตสุขภาพ มีความสัมพันธ์กบั พฤติกรรมการดูแลทันตสุขภาพ ของผู้ดแู ลเด็กก่อนวัยเรี ยนในศูนย์พฒ ั นาเด็กเล็ก อย่างมีนยั สาคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ดังมี รายงาน การศึกษาหลายรายงาน พบว่า ความรู้ทางด้ านทันตสุขภาพเป็ นตัวแปรที่เป็ นปั จจัยหลักที่


132 ทาให้ บคุ คลมีพฤติกรรมดูแลทันตสุขภาพที่ดีและถูกต้ องได้ ดังการศึกษาของเฉิดฉันท์ศิริ โชติดิลก, ดาวเรื อง แก้ วขันตี และสุรางค์ เชษฐพฤนท์ (2540 : 18) ได้ ทาการประเมินผลโครงการส่งเสริ ม ป้องกันทันตสุขภาพ เด็กก่อนวัยเรี ยน จังหวัดลาปาง บุรีรมย์ และสงขลา ผลการประเมินพบว่า กลุ่มผู้ปกครองที่ได้ รับ คาแนะนาการดูแลทางด้ านทันตสุขภาพ จากผู้ดแู ลเด็กและครู มีพฤติกรรม การดูแลทันตสุขภาพให้ เด็กในแง่การควบคุมดูแลเด็กแปรงฟั น การจัดหาแปรงสีฟันให้ เด็กใช้ ที่ศนู ย์ และโรงเรี ยน แตกต่างกัน อย่างมีนยั สาคัญทางสถิติ (p < 0.05) กับกลุ่มที่ไม่ได้ รับคาแนะนาการ ดูแลทางด้ านทันตสุขภาพ สอดคล้ องกับการศึกษาของก้ องเกียรติ เติมเกษมศานต์, พรทิพย์ ภู่พฒ ั น กูล และกรุณา สุขแท้ (2538 : 57) ได้ ศกึ ษาถึงประสิทธิผลของการให้ ทนั ตสุขศึกษาต่อการดูแลทันต สุขภาพหญิงมีครรภ์ ในโรงพยาบาลแม่และเด็กนครสวรรค์ พบว่าการให้ ทนั ตสุขศึกษาแก่หญิงมี ครรภ์จงู ใจให้ หญิงมีครรภ์ เอาใจใส่ดแู ลทันตสุขภาพของตนเองมากขึ ้น ทาให้ ดชั นีคราบอ่อนและ ดัชนีเหงือกอักเสบลดลง แต่ยงั มีแรงจูงใจไม่มากพอที่จะทาให้ หญิงมีครรภ์ไปพบทันตแพทย์เพื่อทา การรักษาทางทันตกรรมจึงทาให้ ดัชนีหินน ้าลาย และดัชนีฟันผุไม่ลดลง และสอดคล้ องกับรายงาน การศึกษาของจินดา นันทจิวากรชัย, ประนอม ใจสะอาด และวันเพ็ญ ศิวารมย์ (2541 : 40 – 44) เรื่ องการดูแลสุขภาพช่องปากของเด็กอายุ ต่ากว่า 6 ปี โดยการมีส่วนร่วมของชุมชน จังหวัด ขอนแก่น พบว่า การพัฒนาชุมชนแบบมีส่วนร่วมมี ผลทาให้ ผ้ ปู กครองสนใจ และช่วยดูแลการทา ความสะอาดฟั นให้ เด็กเพิ่มขึ ้น และการดาเนินการจะ ให้ ผลในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมมากขึ ้นถ้ า มีการอบรมให้ ความรู้กบั ชาวบ้ านก่อน จากรายงานที่ กล่าวมาข้ างต้ น ผู้วิจยั มีความเห็นว่า ความรู้ ทางด้ านทันตสุขภาพเป็ นตัวแปรที่มีความสาคัญอย่างยิ่ง สาหรับผู้ดแู ลเด็ก ซึ่งสามารถส่งผลต่อ พฤติกรรมการดูแลทันตสุขภาพของผู้ดแู ลเด็กก่อนวัยเรี ยน ในศูนย์พฒ ั นาเด็กเล็ก อาเภอศรี เทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ ได้ หากบุคคลมีความรู้ ทางด้ านทันตสุขภาพมากขึ ้น ย่อมจะทาให้ เกิดความ ตระหนักและเห็นความสาคัญต่อการดูแลสุขภาพทังต่ ้ อตนเองและผู้อื่นมาก ขึ ้นด้ วยเช่นกัน ีั 2.2 การรับรู้ความรุนแรงของโรคในช่องปาก มีความสัมพันธ์กบั พฤติกรรมการดูแล ทันต สุขภาพของผู้ดแู ลเด็กก่อนวัยเรี ยนในศูนย์พฒ ั นาเด็กเล็ก อย่างมีนยั สาคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ซึ่ง สอดคล้ องกับการศึกษาของณรงค์ นามมงคล และปราโมทย์ วงศ์สวัสดิ์ (2537 : 76)ได้ ศกึ ษาถึง ปั จจัยที่มีความสัมพันธ์กับการปฏิบตั ิตนในการดูแลทันตสุขภาพของข้ าราชการและลูกจ้ างประจา สังกัดกรมชลประทาน ส่วนกลาง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พบว่าการได้ รับคาแนะนาจากทันต แพทย์ หรื อบุคลากรทางการแพทย์มี ความสัมพันธ์ ทางบวกกับการปฏิ บตั ิตนในการดูแลทันต สุขภาพ สอดคล้ อง กับการศึกษาปั จจัยที่มีความสัมพันธ์ ตอ่ พฤติกรรมทันตสุขภาพ ของนักเรี ยน มัธยมศึกษาตอนต้ น จังหวัดนครนายก พบว่าความรู้ ด้ านทันตสุขภาพ และทัศนคติด้านทันต


133 สุขภาพมี ความสัม พันธ์ กับพฤติกรรม ทันตสุข ภาพของนักเรี ยนมัธ ยมศึก ษาตอนต้ นอย่างมี นัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (p < 0.05) แต่ไม่ สอดคล้ องกับการศึกษาพฤติกรรมการป้องกันโรค ในช่องปากของข้ าราชการครูประถม จังหวัด จันทบุรี ที่พบว่า การรับรู้ความรุนแรงของโรคในช่อง ปากไม่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการป้องกันโรคใน ช่องปาก (เฉิดโฉม วัฒฐานะ 2541 : 21) และ การศึ ก ษาปั จจั ย ที่ มี ผ ลต่ อ พฤติ ก รรมการดู แ ลทั น ตสุ ข ภาพ ของนิ สิ ต ปริ ญญาโท มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พบว่า การรับรู้ความรุนแรงของโรคไม่มีผลต่อ พฤติกรรมการดูแลทันต สุขภาพ (นัฏพรรณ ศรี วาดมา 2543 : 120) ผู้วิจยั มีความเห็นว่า เมื่อผู้ดแู ล เด็กมีการรับรู้ความ รุนแรงของโรคในช่องปากมากขึ ้น ย่อมส่งผลให้ ผ้ ดู แู ลเด็กมีพฤติกรรมการดูแล ทันตสุขภาพต่อเด็ก ดียิ่งขึ ้นเช่นกัน 2.3 การรับรู้อปุ สรรคในการปฏิบตั ิ มีความสัมพันธ์กบั พฤติกรรมการดูแลทันตสุขภาพ ของ ผู้ดแู ลเด็กก่อนวัยเรี ยนในศูนย์พฒ ั นาเด็กเล็ก อย่างมีนยั สาคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ดังการศึกษา ของอารักขา ใจธรรม (2545 : บทคัดย่อ) ได้ ศกึ ษาปั จจัยที่มีผลต่อพฤติกรรมส่งเสริ มสุขภาพของ ผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง โรงพยาบาลจตุรพักตรพิมาน จังหวัดร้ อยเอ็ด พบว่าการรับรู้อปุ สรรค ของการปฏิบตั ิพฤติกรรมส่งเสริ มสุขภาพ มีความสัมพันธ์ทางลบกับพฤติกรรมส่งเสริ มสุขภาพของ ผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง อย่างมีนยั สาคัญทางสถิติ (r = .46, p < .001) ซึ่งต่างจากการศึกษา ของเพ็ญศรี เทียมสุข (2546 : 101 – 104) ที่ศกึ ษาพฤติกรรมส่งเสริ มสุขภาพและปั จจัยที่เกี่ยวข้ อง ของสตรี วยั กลางคน จังหวัดสระบุรี พบว่า พฤติกรรมการส่งเสริ มสุขภาพของสตรี วยั กลางคนมี ความสัมพันธ์อย่างมีนยั สาคัญทางสถิตกิ บั ปั จจัยส่วนบุคคล ได้ แก่ การศึกษา อาชีพ และรายได้ การ รับรู้ อุปสรรคต่อการปฏิบตั ิพฤติกรรมส่งเสริ มสุขภาพ และการรับรู้ อิทธิพลความสัมพันธ์ ระหว่าง บุคคล และจากการศึกษาของสดุดี ภูห้องไสย (2541 : 154 –185) ได้ ศึกษาปั จจัยที่มีผลต่อ พฤติกรรม ส่งเสริ มสุขภาพของนักเรี ยนชันมั ้ ธยมศึกษาตอนปลาย อาเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น พบว่าปั จจัยที่ มีผลต่อพฤติกรรมส่งเสริ มสุขภาพของนักเรี ยนอย่างมีนยั สาคัญทางสถิติ (p value < 0.05) คือ เพศ ผลการเรี ยน ระดับการศึกษาของบิดามารดา ประสบการณ์เกี่ยวกับพฤติกรรม ส่งเสริ มสุขภาพ การ รับรู้ อปุ สรรคของพฤติกรรมส่งเสริ มสุขภาพ การรับรู้ ความสามารถของตน สอดคล้ องกับการศึกษา พฤติกรรมส่งเสริ มสุขภาพ และปั จจัยที่เกี่ยวข้ องของสตรี วัยกลางคน จังหวัดสระบุรี ของเพ็ญศรี เทียมสุข (2546 : 101 – 104) ซึ่งพบว่า พฤติกรรมส่งเสริ มสุขภาพของ สตรี วยั กลางคนมีความสัมพันธ์ อย่างมีนยั สาคัญทางสถิติกับปั จจัยส่วนบุคคล ได้ แก่ การรับรู้ อุปสรรคต่อการปฏิบตั ิพฤติกรรมส่งเสริ ม สุขภาพและการรับรู้อิทธิพลความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล ผู้วิจัยมีความเห็นว่า การรับรู้ อุปสรรคในการปฏิบตั ิ มีส่วนสัมพันธ์ กับพฤติกรรมการดูแลทันต


134 สุขภาพของผู้ดแู ลเด็กก่อนวัยเรี ยนเป็ นอย่างยิ่ง หากผู้ดแู ลเด็กพบว่า มีปัญหาหรื ออุปสรรคในการ ดาเนินงานสร้ างเสริ มป้องกันทางทันตสุขภาพใน ศูนย์พฒ ั นาเด็กเล็ก จะทาให้ การดาเนินกิจกรรม ต่างๆเป็ นไปอย่างไม่สม่าเสมอหรื อไม่มีความ ต่อเนื่อง ซึง่ ความสม่าเสมอหรื อความต่อเนื่องนัน้ เป็ น สิ่งสาคัญในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม สุขภาพของบุคคลใดบุคคลหนึง่ 3. ปั จจัยหลัก พบว่า การรับรู้โอกาสเสี่ยงของการเกิดโรคในช่องปาก และโรคแทรกซ้ อน และการรับรู้ ประโยชน์ของการป้องกันโรคในช่องปากมีความสัมพันธ์ กับพฤติกรรมการดูแลทันต สุขภาพของผู้ดแู ลเด็กก่อนวัยเรี ยนในศูนย์พฒ ั นาเด็กเล็ก อาเภอศรี เทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ อย่างไม่ มีนยั สาคัญทาง สถิติที่ระดับ .05 ซึ่งผู้วิจยั มีความคิดเห็นในประเด็นต่างๆเกี่ยวกับปั จจัยหลักแต่ละ ด้ าน ดังนี ้ 3.1 การรับรู้ โอกาสเสี่ยงของการเกิดโรคในช่องปาก และโรคแทรกซ้ อน พบว่า ไม่มี ความสัมพันธ์กบั พฤติกรรมการดูแลทันตสุขภาพของผู้ดแู ลเด็กก่อนวัยเรี ยนในศูนย์พฒ ั นาเด็กเล็ก อาเภอศรี เทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ สอดคล้ องกับรายงานการศึกษาของกันยา บุญธรรม และคนอื่นๆ (2539 : 18) ศึกษาการรับรู้ของผู้ดแู ลเด็กเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพช่องปากเด็กอายุ 1 -3 ปี ใน หมู่บ้านแห่งหนึ่ง ของอาเภอศรี ราชา จังหวัดชลบุรี พบว่าผู้ดแู ลเด็กส่วนใหญ่ไม่คิดว่านมที่ตกค้ าง ในช่องปากขณะเด็ก นอนหลับจะเป็ นผลให้ เกิดฟั นผุ ส่วนณรงค์ นามมงคล และปราโมทย์ วงศ์ สวัสดิ์ (2537 : 76) ได้ ศึกษาถึงปั จจัยที่มีความสัมพันธ์กบั การปฏิบตั ิตนในการดูแลทันตสุขภาพ ของข้ าราชการและ ลูกจ้ างประจา สังกัดกรมชลประทาน ส่วนกลาง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ไม่พบความสัมพันธ์ ระหว่างความรู้ การรับรู้โอกาสเสี่ยงต่อการเกิดโรค การได้ รับข้ อมูลข่าวสารรวม การได้ รับข้ อมูลจาก ข่าวสารวิทยุ โทรทัศน์กบั การปฏิบตั ิตนในการดูแลทันตสุขภาพ สอดคล้ องกับ การศึ ก ษาปั จจั ย ที่ มี ผ ลต่ อ พฤติ ก รรมการดู แ ลทั น ตสุ ข ภาพของนิ สิ ต ปริ ญญาโท มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พบว่าการรับรู้โอกาส เสี่ยงต่อการเกิดโรคไม่มีผลต่อพฤติกรรมการดูแล ทันตสุขภาพ (นัฏพรรณ ศรี วาดมา 2543 : 120) ผู้วิจยั มีความเห็นว่า สาหรับความรู้สึกของบุคคล ทัว่ ไปนันโรคในช่ ้ องปาก และโรคแทรกซ้ อนไม่ จัดเป็ นโรคที่ร้ายแรงหรื อมีอนั ตรายถึงขันที ้ ่ทาให้ ต้อง สูญเสียชีวิต เช่นเดียวกับกลุ่มโรคอื่น ดังนัน้ การให้ ความสาคัญหรื อความตระหนักเกี่ยวกับความ เสี่ยงในการเกิดโรคในช่องปากจึงลดน้ อยลง ตามไปด้ วย ในการศึกษาครัง้ นี ้จึงพบว่า การรับรู้ โอกาสเสี่ยงของการเกิดโรคในช่องปาก และโรค แทรกซ้ อน ไม่มีความสัมพันธ์กบั พฤติกรรมการ ดูแลทันตสุขภาพของผู้ดแู ลเด็กก่อนวัยเรี ยนในศูนย์ พัฒนาเด็กเล็ก อาเภอศรี เทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ 3.2 การรับรู้ประโยชน์ของการป้องกันโรคในช่องปาก พบว่า ไม่มีความสัมพันธ์กับ พฤติกรรมการดูแลทันตสุขภาพของผู้ดแู ลเด็กก่อนวัยเรี ยนในศูนย์พฒ ั นาเด็กเล็ก อาเภอศรี เทพ


135 จังหวัดเพชรบูรณ์ ซึง่ สอดคล้ องกับการศึกษาพฤติกรรมการป้องกันโรคในช่องปากของข้ าราชการครู ประถม จังหวัดจันทบุรี พบว่าการรับรู้ ประโยชน์ของการป้องกันโรคในช่องปากไม่มีอิทธิพลต่อ พฤติกรรมการป้องกันโรคในช่องปาก (เฉิดโฉม วัฒฐานะ 2541 : 21) และสอดคล้ องกับการศึกษา ปั จจัยที่มีผลต่อพฤติกรรมการดูแลทันตสุขภาพของนิสิตปริ ญญาโท มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พบว่า การรับรู้ประโยชน์ของการป้องกันโรคในช่องปาก ไม่มีผลต่อพฤติกรรมการดูแลทันต สุขภาพ (นัฏพรรณ ศรี วาดมา 2543 : 120) แต่ไม่สอดคล้ องกับการศึกษาของณรงค์ นามมงคล และ ปราโมทย์ วงศ์สวัสดิ์ (2537 : 76) ได้ ศกึ ษาถึงปั จจัยที่มีความสัมพันธ์กบั การปฏิบตั ิตนในการ ดูแล ทันตสุขภาพของข้ าราชการและลูกจ้ างประจา สังกัดกรมชลประทาน ส่วนกลาง กระทรวง เกษตร และสหกรณ์ พบว่า การได้ รับคาแนะนาทางด้ านทันตกรรมป้องกันจากทันตแพทย์หรื อ บุคลากร ทางการแพทย์มีความสัมพันธ์ ทางบวกกับการปฏิบตั ิตนในการดูแลทันตสุขภาพ สาหรับ ใน การศึกษาครัง้ นี ้ ผู้วิจยั มีความเห็นว่า การรับรู้ประโยชน์ของการป้องกันโรคในช่องปากของ ผู้ดแู ล เด็กอาจไม่ใช่ตวั แปรสาคัญที่ส่งผลต่อพฤติกรรมการดูแลทันตสุขภาพของผู้ดแู ลเด็กก่อน วัยเรี ยน เนื่องจากอาจมีตวั แปรอื่นที่มีอิทธิพลมากกว่าซึ่งสามารถส่งผลต่อพฤติกรรมการดูแล ทันตสุขภาพ ของผู้ดแู ลเด็กก่อนวัยเรี ยนได้ ดังนันจากการศึ ้ กษาจึงพบว่า การรับรู้ประโยชน์ของการ ป้องกันโรค ในช่องปากไม่มีความสัมพันธ์กบั พฤติกรรมการดูแลทันตสุขภาพของผู้ดแู ลเด็กก่อน วัยเรี ยนในศูนย์ พัฒนาเด็กเล็ก อาเภอศรี เทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ 4. ปั จจัยร่วม พบว่า การได้ รับแรงสนับสนุนทางสังคมจากผู้ปกครอง แรงสนับสนุนทาง สังคมจากหัวหน้ าศูนย์และผู้ร่วมงาน แรงสนับสนุนทางสัง คมจากเจ้ าหน้ าที่สาธารณสุข มี ความสัมพันธ์กบั พฤติกรรมการดูแลทันตสุขภาพของผู้ดแู ลเด็กก่อนวัยเรี ยน ในศูนย์พฒ ั นาเด็กเล็ก อาเภอศรี เทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ อย่างมีนยั สาคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ผู้วิจยั มีความเห็นว่า การ ได้ รับแรงสนับสนุน ทางสังคมถือเป็ นส่วนที่สามารถส่งเสริ มให้ เกิดการปฏิบตั ิพฤติกรรมทางด้ าน สุขภาพอย่างต่อเนื่องได้ ในทางตรงกันข้ ามหากขาดแรงสนับสนุนทางสังคม อาจส่งผลให้ ขดั ขวาง ต่อการการปฏิบตั ิ พฤติกรรมทางด้ านสุขภาพได้ เช่นกัน ดังรายงานการศึกษาของวสิน เทียนกิ่งแก้ ว (2539 : 81) ศึกษา ถึงปั จจัยที่มีผลต่อประสบการณ์ฟันผุของเด็กก่อนวัยเรี ยน ในศูนย์เด็กเล็ก อาเภออ่าวลึก จังหวัด กระบี่ พบว่า ความชุกของการเกิดโรคฟั นผุในฟั นน ้านม ของเด็กวัยก่อนเรี ยน คิดเป็ นร้ อยละ 91.39 มีคา่ เฉลี่ยประสบการณ์ฟันผุ เท่ากับ 7.33 ซี่ตอ่ คน เมื่อพิจารณาปั จจัยทาง ศูนย์ดแู ลเด็กเล็กพบว่าได้ ดาเนินกิจกรรมการแปรงฟั นหลังอาหารกลางวัน และผ่านการอบรมทาง ทันตสาธารณสุข มาก่อน แต่ยงั ไม่ได้ ดาเนินกิจกรรมการตรวจฟั นเด็ก รวมทังขาดการสนั ้ บสนุนวัสดุ อุปกรณ์ใน การแปรงฟั น และการขาดการนิเทศ ติดตามจากทันตบุคลากรอย่างต่อเนื่องสอดคล้ อง


136 กับการศึกษา ของนนทลี วีรชัย และศรี วิภา เลี ้ยงพันธุ์สกุล (2540 : 16) รายงานว่าสื่อเป็ นเครื่ องมือ ช่วยในการเรี ยน การสอนและสร้ างเสริ มประสบการณ์ด้านทันตสุขภาพให้ กับเด็กวัยก่อนเรี ยน สอดคล้ องกับรายงาน การศึกษาของจินดา นันทจิวากรชัย, ประนอม ใจสะอาด และวันเพ็ญ ศิวา รมย์ (2541 : 40–44) เรื่ อง การดูแลสุขภาพช่องปากของเด็กอายุต่ากว่า 6 ปี โดยมีส่วนร่วมของ ชุมชน จังหวัดขอนแก่น พบว่า การพัฒนาชุมชนแบบมีส่วนร่วมมีผลทาให้ ผ้ ปู กครองสนใจ และช่วย ดูแลการทาความสะอาดฟั นให้ เด็ก เพิ่มขึ ้น สอดคล้ องกับรายงานของจิรภา ฉิมสุข (2544 : 196) ได้ ทาการศึกษาศักยภาพชุมชนในด้ าน ทันตสาธารณสุข ปั จจัยที่มีอิทธิพลต่อศักยภาพชุมชนในด้ าน ทันตสาธารณสุข ปั ญหาและอุปสรรค ของชุมชนในการพัฒนาศักยภาพชุมชนในด้ านทันต สาธารณสุข ของหมู่บ้านในเขตชนบทหรื อ นอกเขตเทศบาล จังหวัดปราจีนบุรี พบว่าปั จจัยที่มี อิทธิพลต่อศักยภาพชุมชนในด้ านทันตสาธารณสุข ได้ แก่ การได้ รับการสนับสนุนจากภายนอกด้ าน วัสดุ อุปกรณ์ และการบริ การรักษาทางสาธารณสุข การมีส่วนร่ วมในงานพัฒนาของสมาชิกใน ชุมชน และภาวะผู้นาของผู้นาในชุมชน การได้ รับการ สนับสนุนจากภายนอกด้ านข้ อมูลข่าวสาร ทางสาธารณสุข และสอดคล้ องกับรายงานของจันทนา อึ ้งชูศกั ดิ์ (2543 : 67 – 72) ได้ ศกึ ษา บทบาทของอบต.ต่องานทันตสาธารณสุข พบว่า ส่วนใหญ่เป็ น การสนับสนุนงบประมาณเพื่อ จัดบริ การทันตสาธารณสุขในระดับตาบลและอาเภอทังด้ ้ านการ บาบัดรักษา และการส่งเสริ ม สุขภาพ โดยงบประมาณอาจมาในรู ปแบบต่างๆ เช่น การต่อเติมอาคาร จัดซื ้อเครื่ องมือและ อุปกรณ์ต่างๆ การสร้ างศูนย์เด็กและการจัดสิ่งแวดล้ อมเพื่อการแปรงฟั น จัดการอาหารที่เอื ้อต่อ สุขภาพ เป็ นต้ น อบต.มักมีบทบาทในการเป็ นตัวกลางระดมความร่วมมือ ทรัพยากรจากกลุ่ม กรรมการ ผู้ปกครอง กลุม่ แม่บ้าน จัดประชุมปรึกษาหารื อกับประชาชน เป็ น ผู้ให้ ข้อมูลด้ านสุขภาพ แก่ประชาชน ทาหน้ าที่ประชาสัมพันธ์และให้ ข้อมูลเรื่ องการไปรับบริ การ กระตุ้นเตือนให้ ผ้ ปู กครอง ดูแลสุขภาพเด็ก กระจายข่าวสารต่างๆ ทางหอกระจายข่าว สอดคล้ องกับ การศึกษาของสุณี วงศ์ คงคาเทพ และคนอื่นๆ (2549 : 123 – 136) ได้ ศึกษารู ปแบบการส่งเสริ ม สุขภาพช่องปาก ผสมผสาน เพื่อลดปั ญหาฟั นผุในกลุม่ เด็กปฐมวัย พบว่า ปั จจุบนั บทบาทองค์กร บริ หารส่วนท้ องถิ่น มีส่วนสนับสนุนการดูแลสุขภาพช่องปากในศูนย์เด็กเล็ก และปั จจุบนั ผู้บริ หาร ของอบต.ให้ การ ยอมรับต่อเจ้ าหน้ าที่สาธารณสุขระดับตาบลมากขึ ้น มีการแต่งตังเจ้ ้ าหน้ าที่ สาธารณสุข เป็ น กรรมการจัดทาแผนระดับตาบลและเป็ นที่ปรึกษา ขณะเดียวกันการประสานงานระหว่างเจ้ าหน้ าที่ สาธารณสุขกับอบต. เป็ นระบบและได้ รับการสนับสนุนมากขึ ้นเป็ นส่วนใหญ่ แต่การสนับสนุนการ ดูแลสุขภาพช่องปากในศูนย์เด็กเล็ก พบว่า อบต.ส่วนใหญ่ไม่มีการดาเนิน โครงการเชิงพัฒนา เช่น ไม่มีระบบการตรวจสุขภาพเด็กในศูนย์เด็กเล็ก ขาดการจัดการสิ่งแวดล้ อม ในศูนย์เด็กให้ น่าอยู่


137 อย่างจริ งจัง ขาดระบบข้ อมูลเพื่อการวางแผนพัฒนาสาธารณสุขระดับพื ้นที่ แม้ อบต. จะมีแผน ยุทธศาสตร์ การพัฒนาสตรี เด็ก เยาวชน ผู้สงู อายุและผู้พิการที่ชดั เจนขึ ้น แต่ยงั ขาด แผนงานการ ส่งเสริ มสุขภาพเด็กที่มีมาตรการแก้ ปัญหาที่ชดั เจนของพื ้นที่จากทุกรายงานการศึกษาที่ กล่าวมา ข้ างต้ นจึงพอสรุ ปได้ ว่า แรงสนับสนุนทางสังคมเป็ นตัวแปรสาคัญที่สามารถทาให้ บุคคลมี การ ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพไปในทางที่ดีขึ ้นได้ ข้ อเสนอแนะ จากผลการวิจยั ผู้วิจยั ขอเสนอแนะ ดังต่อไปนี ้ 1. ข้ อเสนอแนะสาหรับการนาผลการวิจยั ไปใช้ ประโยชน์ 1.1 จากผลการวิจยั พบว่า ผู้ดแู ลเด็กมีความรู้ทางด้ านทันตสุขภาพ ข้ อเท็จจริ ง เกี่ยวกับ ความสาคัญของทันตสุขภาพ ความรู้ทวั่ ไปเกี่ยวกับฟั น ความรู้ทวั่ ไปเกี่ยวกับโรคฟั นผุ โรค ฟั นผุใน เด็กปฐมวัย การป้องกันการเกิดโรคฟั นผุในเด็กเล็ก และพฤติกรรมการดูแลทันตสุขภาพ ของผู้ดแู ล เด็กก่อนวัยเรี ยน อยู่ในระดับดี แต่ยงั มีความรู้น้อยในเรื่ อง โรคฟั นผุเป็ นโรคที่ไม่สามารถ รักษาให้ หายขาดได้ และความรู้เรื่ องวิธีการแปรงฟั นที่เหมาะสมที่สดุ สาหรับเด็กก่อนวัยเรี ยนดังนัน้ เจ้ าหน้ าที่อนามัยจึงควรจัดอบรมให้ ความรู้ เพิ่มเติมในประเด็นที่ผ้ ูดูแลเด็กยังขาดความรู้ เพื่อให้ กิจกรรมสร้ างเสริมทันตสุขภาพในศูนย์พฒ ั นาเด็กเล็กดาเนินการอย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ ้น 1.2 จากผลการวิจยั พบว่า ปั จจัยหลัก ได้ แก่ ความรู้ทางด้ านทันตสุขภาพ การ รับรู้ ความรุนแรงของโรคในช่องปาก การรับรู้ อปุ สรรคในการปฏิบตั ิ และปั จจัยร่ วม ได้ แก่ แรง สนับสนุน ทางสังคมจากผู้ปกครอง แรงสนับสนุนทางสังคมจากหัวหน้ าศูนย์และผู้ร่วมงาน แรง สนับสนุน ทางสังคมจากเจ้ าหน้ าที่สาธารณสุข มีความสัมพันธ์กบั พฤติกรรมการดูแลทันตสุขภาพ ของผู้ดูแล เด็กก่อนวัยเรี ยนในศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ดังนัน้ หน่วยงานที่รับผิดชอบงานด้ านทันต สาธารณสุขควรนา ปั จจัยดังกล่าวมาวางแผนและพัฒนารู ปแบบงานส่งเสริ มป้องกันทางทันต สุขภาพแก่เด็กก่อนวัยเรี ยนใน ศูนย์พฒ ั นาเด็กเล็ก เพื่อให้ เกิดประสิทธิภาพมากยิ่งขึ ้น 2. ข้ อเสนอแนะในการทาวิจยั ครัง้ ต่อไป 2.1 การศึกษาครัง้ นี ้ เป็ นการศึกษาวิจยั เชิงพรรณนา ทาให้ ขาดรายละเอียดของ การศึกษาใน เชิงลึกซึ่งมีความแตกต่างกันไปในแต่ละพื ้นที่ของอาเภอศรี เทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ จึง ควรทาการศึกษาเพิ่มเติมใน เชิงปฏิบตั ิการ เพื่อให้ ได้ รายละเอียดข้ อมูลที่เป็ นประโยชน์มากขึ ้น สาหรับการนาไปใช้ แก้ ไขปั ญหา ทางด้ านทันตสุขภาพให้ เป็ นรูปแบบเฉพาะและมีความเหมาะสม ในแต่ละพื ้นที่


138 2.2 ควรมีการเพิ่มตัวแปรพยากรณ์ในการศึกษาให้ มากขึ ้น เพื่อให้ สามารถทานาย พฤติกรรมการดูแลทันตสุขภาพของผู้ดูแลเด็กในศูนย์ พัฒ นาเด็ก เล็ก อาเภอศรี เทพ จัง หวัด เพชรบูรณ์ได้ ดียิ่งขึ ้น 2.3 ควรมีการศึกษาวิจยั เชิงสารวจในกลุ่มเจ้ าหน้ าที่อนามัย โดยเฉพาะทันตบุคลากร เกี่ยวกับการดาเนินงานส่งเสริ มป้องกันทางทันตสุขภาพแก่เด็กก่อนวัยเรี ยนในศูนย์พฒ ั นาเด็กเล็ก อาเภอศรี เทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ เพื่อให้ ได้ ข้อมูลสะท้ อนกลับจากผู้รั บผิดชอบงาน ซึ่งสามารถนาไป ปรับใช้ เป็ นรูปแบบการดาเนินงานที่มีความเหมาะสมตามสภาพความเป็ นจริงได้ ดียิ่งขึ ้น

วิจัยทันตกรรม  

วิจัยทันตกรรม

Read more
Read more
Similar to
Popular now
Just for you