Issuu on Google+

บทที่ 1 ความรู้ เบือ้ งต้ นเกีย่ วกับการวิจัยทางอุตสาหกรรมบริการและการท่องเทีย่ ว 1.1 ความหมายของการวิจัยทางอุตสาหกรรมบริการและการท่ องเทีย่ ว วิชาการท่องเที่ยวถือเป็ นวิชาว่าด้วยการเดินทางโดยสมัครใจของนักท่องเที่ยวจากที่อาศัย ประจาไปยังแหล่งท่องเที่ยวเป็ นการชัว่ คราว โดยไม่มีวตั ถุประสงค์เพื่อประกอบอาชีพหรื อหารายได้ องค์ประกอบของการท่องเที่ยวจะประกอบด้วยทรัพยากรท่องเที่ยวหรื อแหล่งท่องเที่ยว การตลาด ท่องเที่ยว นักท่องเที่ยว และบริ การท่องเที่ยว ซึ่ งเป็ นเรื่ องเกี่ยวข้องกับพฤติกรรมของมนุษย์ที่จดั อยู่ ใน กลุ่ม วิชาสังคมศาสตร์ เพราะ ฉะนั้นการท่องเที่ยวจึงต้องมีการพัฒนา ปรับปรุ งอยูต่ ลอดเวลาเพื่อ สนองตอบความพึงพอใจหรื อประทับใจให้แก่นกั ท่องเที่ยว ประกอบกับยังสร้างความเจริ ญเติบโต ก้าวหน้าให้กบั อุตสาหกรรม การบริ การเพื่อการ ท่องเที่ยว และสร้างรายได้ จากการท่องเที่ยวให้กบั ประเทศไทย (บุญเลิศ จิตตั้งวัฒนา และคณะ. 2549 : 3) เนื่องจากประเทศไทยได้รับรายได้จากการเดินทางท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทย และชาวต่างชาติเป็ นจานวนประมาณ 6 แสนล้านบาทต่อปี (สุ รพล เศวตเศรนี . 2554 : ออนไลน์) และ มีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นเรื่ อยๆ แม้วา่ การท่องเที่ยวจะดึงเงินจานวนมหาศาลเข้าประเทศ แต่ก็ใช่วา่ เราจะ ไม่สูญเสี ยอะไรเลย พิจารณาดูกนั ง่ายๆ เช่น ปัญหาขยะล้นเมือง ปัญหาดินเสื่ อม น้ าเสี ย ความ หลากหลายทางชีวภาพหายไป สู ญเสี ยเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรม ปัญหาการค้าประเวณี ซึ่งผลกระทบใน แง่ลบเหล่านี้ มีตน้ เหตุมาจากการเดินทางท่องเที่ยวอย่างขาดจิตสานึก แต่ทว่าปั ญหาเหล่านี้ ก็ใช่จะเกิด จากนักท่องเที่ยวเพียงแต่ฝ่ายเดียว แต่ทว่าภาครัฐ ภาคเอกชน ท้องถิ่น หรื อประชาชน ในฐานะเจ้าบ้าน ก็ มีส่วนไม่นอ้ ย เนื่องจากยังขาดความรู ้ในด้านการบริ หารจัดการท่องเที่ยว ขาดกลไกพลวัตที่เข้มแข็ง ขาด การทางานเชิงเครื อข่าย ขาดข้อมูลหรื อองค์ความรู ้ที่มีคุณภาพที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาและจัดการการ ท่องเที่ยว และที่สาคัญนอกจากนี้ยงั ขาดแผนยุทธศาสตร์ การพัฒนาการท่องเที่ยวที่มีประสิ ทธิ ภาพซึ่ ง เปรี ยบเสมือนเข็มทิศที่จะชี้นาเราไปยังเป้ าหมาย เมื่อขาดเข็มทิศที่มีประสิ ทธิภาพแล้ว มันก็ไม่ต่างอะไร กับคนที่หลงทางสักเท่าใดนัก เพราะนอกจากจะยังไม่รู้ชดั ว่าจะไปทางทิศไหนดี ที่แย่ไปกว่านั้นยังไม่รู้ ว่าขณะนี้อยู่ ณ ที่ใด (สานักงานกองทุนสนับสนุนการวิจยั . ม.ป.ป. : ออนไลน์)


2

ที่มา : หาดชะอา. (ม.ป.ป.) : ออนไลน์ ในการนี้ การท่องเที่ยวก็เป็ นอุตสาหกรรมการบ ริ การที่มีการเจริ ญเติบโตขยายตัวอย่าง รวดเร็ วไปทุกทวีปของโลก มีเอกลักษณ์เฉพาะด้านที่แตกต่างไปจากอุตสาหกรรมผลิตสิ นค้าประเภทอื่น ๆ เนื่องจากการบริ โภคในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ผูบ้ ริ โภคหรื อนักท่องเที่ยวจะต้องเดินทางไปใช้ บริ การ หรื อสัมผัสกับแหล่งท่องเที่ยว ณ ถิ่ นที่ต้ งั ของแหล่งท่องเที่ยวนั้น ๆ ไม่สามารถจะสัง่ แหล่ง ท่องเที่ยวมาบริ โภค ณ ถิ่นที่อยูข่ องตนเองเหมือนผลิตภัณฑ์สินค้าประเภทอื่น ก่อนที่จะกล่าวถึงประเภท ของอุตสาหกรรมบริ การเพื่อการท่องเที่ยว จะ นาเสนอความหมายของอุตสาหกรรม อุตสาหกรรมการ บริ การ และอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ซึ่งนักวิชาการได้ให้ความหมายไว้ดงั ต่อไปนี้ อุตสาหกรรม หมายถึง การบริ หารจัดการตามหลักวิชาการ มีการวางแผน การจัดองค์ การ การดาเนินงาน การประเมินผล และการพัฒนางานอุตสาหกรรม อุตสาหกรรมแบ่งออกเป็ น 2 ประเภท คือ อุตสาหกรรมการผลิต และอุตสาหกรรมการบริ การ (อุตสาหกรรม. ม.ป.ป. : ออนไลน์) (1) อุตสาหกรรมการผลิต (อ้างจาก ศรัญยา วรากุลวิทย์ . ม.ป.ป. : 5) หมายถึง เป็ น กระบวนการผลิต สิ นค้า ซึ่งมีตวั ตนจับต้องได้เพื่อตอบสนองความต้องการของผูบ้ ริ โภค ผูบ้ ริ โภคมี โอกาสสัมผัสสิ นค้าก่อนการตัดสิ นใจซื้ อสิ นค้า เช่น การผลิตเสื้ อผ้ า เครื่ องใช้ไฟฟ้ า เครื่ องใช้สานักงาน และรถยนต์ ฯลฯ


3

(2) อุตสาหกรรมการบริ การ เป็ นบริ การต่าง ๆ ที่ผผู ้ ลิตจัดหาเพื่อตอบสนองความพอใจ ของผูร้ ับบริ การหรื อผูซ้ ้ื อบริ การ โดยส่ วนใหญ่ผรู ้ ับบริ การต้องตัดสิ นใจซื้ อก่อนการเห็นหรื อการสัมผัส สิ นค้าบริ การนั้น ๆ เช่น การซ่อมรถยนต์ การท่องเที่ยวและขนส่ ง ฯลฯ อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว หมายถึง เป็ นอุตสาหกรรมบริ การ ซึ่ งประกอบด้วยธุ รกิจ หลายประเภท ธุ รกิจที่เกี่ยวข้องโดยตรง ได้แก่ ธุ รกิจด้านการขนส่ ง ธุ รกิจด้านที่พกั และโรงแรม ธุ รกิจ ด้านอาหารภัตตาคาร และธุ รกิจนาเที่ยว ซึ่ งผลผลิตหลักที่นั กท่องเที่ยวซื้ อโดยตรง ได้แก่ ธุ รกิจนาเที่ยว ธุ รกิจพักแรมและธุ รกิจอาหาร บริ การธุ รกิจที่เกี่ยวข้องทางอ้อมได้แก่ การผลิตสิ นค้าเกษตรกรรม สิ นค้า อุตสาหกรรม และสิ นค้าหัตถกรรมต่าง ๆ เป็ นต้น วัตถุดิบที่ใช้ในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว คือ ความ สวยงามตามธรรมชาติ ศิลปกรรม โบราณสถาน ขนบธรรมเนียมประเพณี ตลอดจนวิถีการดาเนินชีวติ ของประชาชน ฯลฯ ศรัญยา วรากุลวิทย์ . (ม.ป.ป. : 6) กล่าวว่า อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว หมายถึง อุตสาหกรรมการบริ การ ที่มีการดาเนินงานธุ รกิจขนาดใหญ่ มีขอบเขตกว้างขวาง ประกอบด้วยธุ รกิจ หลายประเภท ประสานกันเพื่อให้ บริ การแก่นกั ท่องเที่ยว ทั้งอุตสาหกรรมท่องเที่ยวโดยตรง และโดย อ้อม ซึ่ งต้องใช้กลวิธีในการบริ หารธุ รกิจที่ตอ้ งวางแผน จัดองค์การ การดาเนินการ การประเมินผล และ พัฒนาการ ซึ่ งใช้งบประมาณจานวนมาก จึงกล่าวได้วา่ อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเป็ นอุตสาหกรรมที่ ใหญ่ที่สุดในโลก อุตสาหกรรมบริ การ (Hospitality Industry) จึงเป็ นอีกด้านหนึ่งของอุตสาหกรรม การท่องเที่ยวที่เป็ นภาคของการผลิตสิ นค้าและบริ การเพื่อบริ การนักท่องเที่ยว อุตสาหกรรมนี้ ประกอบด้วยการบริ การที่พกั อาหาร การบันเทิง สุ ขภาพ กีฬา ช่องทางการจัดจาหน่ายและการคมนาคม อุตสาหกรรมการบริ การเป็ นอุตสาหกรรมหลักของการสร้างรายได้ให้กบั อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว เป็ นอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานเป็ นหลัก มีการกระจายแรงงานไปทัว่ ประเทศ ธุ รกิจเหล่านี้อยูภ่ ายใต้ การเปิ ดเสรี ทางการค้าที่กากับโดยองค์การค้าโลก การแข่งขันของธุ รกิจมุ่งเน้นไปสู่ การบริ การที่ มี คุณภาพระดับโลก คุณภาพของผูใ้ ห้บริ การจึงเป็ นปั จจัยแห่งความสาเร็ จ ในปัจจุบนั อุตสาหกรรมบริ การ ได้รับการพัฒนาและทวีความสาคัญมากขึ้นทั้งในแง่เศรษฐกิจ สังคมและชีวติ ประจาวัน และเป็ น อุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ซึ่ งเป็ นอุตสาหกรรมที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของโลก อุตสาหกรรมบริ การจึงมีบทบาทที่สาคัญในทุกภาคส่ วนทั้งภาครัฐและเอกชน ในการนี้ อุตสาหกรรมบริ การเพื่อการท่องเที่ยว ประกอบด้วยธุ รกิจที่เกี่ยวข้องกับ การให้บริ การและอานวยความสะดวกแก่นกั ท่องเที่ยว สามารถแบ่งออกได้เป็ น 7 ประเภท คือ (ปรี ชา แดงโรจน์. 2544 : 32-33)


4

1. ธุ รกิจที่พกั แรม (Accommodation) เป็ นการบริ การที่สาคัญอย่างหนึ่งของ อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ที่ใช้งบประมาณในการลงทุนสู ง สิ่ งก่อสร้างถาวร มีอายุในการใช้ยาวนาน รู ปแบบและลักษณะของการให้บริ การที่พกั แรมหลากหลาย เพื่อตอบสนอง ความต้องการของ นักท่องเที่ยวกลุ่มต่าง ๆ ได้อย่างทัว่ ถึง เช่น เกสเฮาส์ โรงแรมระดับต่าง ๆ บ้านพักตากอากาศและหอพัก เป็ นต้น

ที่มา : บ้านพักตากอากาศและโรงแรม. (ม.ป.ป.). : ออนไลน์ 2. ธุ รกิจนาเที่ยวและมัคคุเทศก์ (Travel Agent & Guide) เป็ นธุ รกิจที่ให้บริ การนาเที่ยว จัดหา และบริ การนักท่องเที่ยวให้ได้รับความสะดวกสบายระหว่างเดินทางท่องเที่ยว โดยประสานงาน กับธุ รกิจต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเดินทางท่องเที่ยว ให้นกั ท่องเที่ ยวได้รับความพึงพอใจ

ที่มา : ธุ รกิจนาเที่ยว และมัคคุเทศก์. (ม.ป.ป.). : ออนไลน์


5

3. ธุ รกิจจาหน่ายสิ นค้าและที่ระลึก (Shopping & Souvenir) การจาหน่ายสิ นค้าที่ระลึก ซึ่ งเป็ นผลิตภัณฑ์ที่ผลิตขึ้นในแหล่งท่องเที่ยว นั้น ๆ จะมีลกั ษณะเฉพาะประจาท้องถิ่นนั้น ๆ หรื อสถานที่น้ นั ๆ ซึ่ งนักท่องเที่ยว ซึ่ งนักท่องเที่ยวนิยม ซื้ อหาเพื่อเป็ นของฝาก หรื อเป็ นสิ่ งที่เตือนความจา ความประทับใจที่ได้มาเยือน ธุ รกิจประเภทนี้สามารถ นาเงินตราหมุนเวียนในประเทศได้ถึง 40 % ของค่าใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวในการเดินท่องเที่ยวครั้งหนึ่ง

ที่มา : ธุ รกิจจาหน่ายสิ นค้าและที่ระลึก. (ม.ป.ป.). : ออนไลน์ 4.ธุ รกิจอาหารและเครื่ องดื่ม (Food &Beverage) เป็ นธุ รกิจที่ให้บริ การอาหารและเครื่ องดื่มประเภทต่าง ๆ สาหรับนักท่องเที่ยว ซึ่ งอาจเป็ นธุ รกิจที่ให้บริ การเฉพาะอาหาร หรื อเฉพาะเครื่ องดื่มหรื อทั้งสองประเภทรวมกัน เช่น ร้าน กาแฟ ร้านไอศกรี ม การบริ ก ารอาหารและเครื่ องดื่มมีหลายรู ปแบบขึ้นอยูก่ บั ศักยภาพของเจ้าของกิจการ


6

ที่มา : เชฟ และบาร์เทนเดอร์ . (ม.ป.ป.). : ออนไลน์


7

5.ธุ รกิจการคมนาคมและขนส่ ง (Communication &Transportation) เป็ นธุ รกิจที่ให้บริ การพาหนะทุกประเภท แก่นกั ท่องเที่ยว ไปสู่ จุดหมาย ปลายทางตามที่นกั ท่องเที่ยวต้องการ ซึ่ งมีท้ งั ทางบก ทางน้ า และทางอากาศ เช่น เครื่ องบิน รถไฟฟ้ า รถทัวร์ รถไฟ เรื อยนต์ เป็ นต้น

ที่มา : สายการบินไทย. (ม.ป.ป.). : ออนไลน์

ที่มา : รถไฟฟ้า บีทเี อส. (ม.ป.ป.). : ออนไลน์


8

ที่มา : เรือขนส่ ง. (ม.ป.ป.) : ออนไลน์ 6.ธุ รกิจบันเทิงและพักผ่อน (Entertainment & Recreation) เป็ นธุ รกิจบันเทิงที่จดั กิจกรรมด้านวัฒนธรรมประเพณี ที่จะส่ งเสริ มให้เกิดการเดินทาง ท่องเที่ยว เช่น การแห่เทียนพรรษาของจังหวัดอุบลราชธานี การแข่งควายของจังหวัดชลบุรี สงกรานต์ ปากลัด จังหวัดสมุทรปราการ เป็ นต้น และการพักผ่อน เช่น โดยการตกปลา ปี นเขา เดินป่ า ล่องแพ อาบ น้ าแร่ และการเรี ยนดาน้ า เป็ นต้น หรื อการล่องเรื อสาราญ มีท้ งั กิจกรรมบันเทิงและพักผ่อน ให้บริ การ ในระยะเวลาที่ล่องเรื อ การเล่นกอล์ฟ เป็ นกีฬาที่กาลังเป็ นที่นิยมอย่างสู งของชาวญี่ปุ่น ซึ่ งนิยมเข้ามา ประเทศไทยในวันหยุดสุ ดสัปดาห์เพื่อเล่นกีฬาประเภทดังกล่าว จากประเภทดังกล่าวของอุตสาหกรรมการบริ การเพื่อการท่องเที่ยวข้างต้น ได้สร้าง ความเจริ ญเติบโตก้าวหน้าให้กบั อุตสาหกรรมท่องเที่ยว และรายได้ทางการท่องเที่ยวให้กบั ประเทศ ซึ่ ง ประเทศไทยมีการทาวิจยั ทางอุตสาหกรรมการบริ การและการท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่องมาประมาณ 3 ทศวรรษ ทาให้เกิดองค์ความรู ้ ทางอุตสาหกรรมการบริ การและการท่องเที่ยวในระดับหนึ่ง เพราะฉะนั้น การวิจยั ทางอุตสาหกรรมการบริ การและการท่องเที่ยว จึงถือเป็ นเครื่ องมือ หนึ่งที่สาคัญมากในการสร้างเข็มทิศที่ช่วยทาให้ทราบถึงสถานการณ์การท่องเที่ยว จุดอ่อน จุดแข็ง และ ทิศทางในการพัฒนาที่แน่ชดั การวิจยั ทางอุตสาหกรรมการบริ การและการท่องเที่ยวนั้นมีองค์ประกอบที่ สาคัญอย่างน้อย 2 ส่ วน คือ แหล่งเงินทุน และผูว้ จิ ยั ในส่ วนของแหล่งเงินทุนนั้น ปัจจุบนั มีหลาย หน่วยงานให้การสนับสนุนการวิจยั ทางอุตสาหกรรมการบริ การและการท่องเที่ยว เช่น สานักงาน กองทุนสนับสนุนการวิจยั (สกว.) สานักงานคณะกรรมการวิจยั แห่งชาติ สถาบันวิจยั เพื่อพัฒนา การท่องเที่ยวไทย การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และองค์กรอื่นๆ ซึ่ง อาจกล่าวได้วา่ งบประมาณไม่ใช่ปัญหาสาคัญในการทาวิจยั ทางการท่องเที่ยว แต่ที่สาคัญไปกว่านั้นคือ นักวิจยั โดยการวิจยั ทางการท่องเที่ยวจะมีลกั ษณะเป็ นการวิจยั เชิงสังคมศาสตร์ มากกว่าวิทยาศาสตร์


9

เนื่องจากการวิจยั ทางการอุตสาหกรรมการบริ การและการท่องเที่ยวเป็ นการวิจยั ที่เกี่ยวข้องกับมนุษย์ โดยตรงในด้านของพฤติกรรม ความรู ้สึกนึกคิด และอิทธิ พลของสิ่ งแวดล้อมต่างๆ โดยอาศัยวิธีการทาง วิทยาศาสตร์ ในการค้นหาความรู ้เข้ามาช่วยเพื่อค้นหาความรู ้ใหม่หรื อวิธีการพัฒ นาการท่องเที่ยวใหม่ให้ นักท่องเที่ยวเกิดความพึงพอใจมากที่สุด ดังนั้น คาว่า “การวิจยั ” ในภาษาไทยนั้น ตรงกับคาในภาษาอังกฤษว่า “Research” ซึ่ง เกิดจากการนาคา 2 คามารวมเข้าด้วยกัน re+search ดังนั้น “การวิจยั ” จึงมีความหมายตามรากศัพท์เดิมว่า หมายถึงการค้นหาซ้ าๆ เพื่อให้เกิดความมัน่ ใจหรื อมีความแน่ใจในความรู ้ความจริ งที่คน้ พบนั้น แต่ใน ปั จจุบนั นี้คาว่า “การวิจยั ” มีความหมายที่กว้างขวางยิง่ ขึ้นกว่าเดิม โดยมีนกั วิชาการได้เสนอความหมาย ของการวิจยั ได้ต่างๆ กันดังต่อไปนี้ การวิจยั หมายถึง การค้นคว้าหาข้อมูลอย่างถี่ถว้ นตามหลักวิชา (ราชบัณฑิตยสถาน. 2538 : 765) การวิจยั หมายถึง ประเด็นหรื อคาถามที่จะต้องผ่านกระบวนการแสวงหาคาตอบอย่างมี หลักวิชาและมีวธิ ี การที่น่าเชื่อถือ จนได้มาซึ่ งคาตอบที่ถูกต้อง(ธานินทร์ ศิลป์ จารุ . 2552 : 15 ) การวิจยั หมายถึง กระบวนการแสวงหาความรู้ อย่างมีระบบ และมีจุดมุ่งหมายที่ แน่นอน ภายใต้ขอบเขตที่กาหนดไว้ โดยใช้วธิ ี การทางวิทยาศาสตร์ เพื่อให้ได้มาซึ่ งความรู ้ความจริ งใน สิ่ งที่วจิ ยั นั้น (วัลลภ ลาพาย. 2551 : 3 ) การวิจยั หมายถึง กระบวนการเสาะแสวงหาความรู้ ข้อเท็จจริ ง ด้วยวิธีการที่เป็ นระบบ มีแบบแผนตามแนวทางของวิธีการทางวิทยาศาสตร์เพื่อให้ได้ความรู้ หรื อข้อเท็จจริ งที่เป็ นคาตอบที่ ถูกต้องของประเด็นปัญหาที่ตอ้ งการศึกษา (สุ วมิ ล ติรกานันท์. 2551 : 6 ) การวิจยั จะต้องมีจุดมุ่งหมายในการสร้างหรื อรังสรรค์ให้เกิดความรู ้ มีความเป็ นกลาง และทาให้มองเห็นซึ่ งข้อเท็จจริ ง การวิจยั ควรมีความโปร่ งใส ความเข้าใจ เป็ นการให้เหตุผล และจะต้อง สามารถอธิบายได้ (วรัญญา ภัทรสุ ข. 2552 : 5 ) การวิจยั หมายถึง กระบวนการศึกษาค้นคว้าหาความรู ้ความจริ งในสิ่ งที่ยงั ไม่รู้ หรื อ การแก้ปัญหาด้วยวิธีการที่เป็ นระบบ หรื อวิธีการทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งเป็ นวิธีการที่เชื่อถือได้ (พิชิต ฤทธิ์ จรู ญ. 2547 : 13 ) จากความหมายข้างต้น สรุ ปได้วา่ การวิจยั หมายถึง กระบวนการในการแสวงหา ความรู้ ความเข้าใจที่ถูกต้องที่ได้จากการศึกษา มีการเก็บรวบรวมข้อมูล การจัดระเบียบข้อมูล การวิเคราะห์และตีความหมายที่ได้จากการวิเคราะห์ เพื่อให้ได้มาซึ่งคาตอบที่ถูกต้อง และสามารถ อธิบายได้


10

ในการศึกษาการวิจยั ทางอุตสาหกรรมการบริ การและการท่องเที่ยว จะเริ่ มจาก การศึกษาความรู ้เบื้องต้นโดยศึกษาความหมาย ประเภท ลักษณะที่ดี วัตถุประสงค์ ขั้นตอน และ ประโยชน์ของการวิจยั ทางอุตสาหกรรมบริ การและการท่องเที่ยว การวิจยั ทางอุตสาหกรรมการบริ การและการท่องเที่ยว หมายถึง กระบวนการศึกษา ค้นคว้าห���ความจริ งทางอุตสาหกรรมการบริ การและการท่องเที่ยว ภายในขอบเขตที่กาหนดไว้อย่างมี ระบบกฎเกณฑ์ในการรวบรวมข้อมูล ดาเนินงานกับข้อมูล วิเคราะห์แ ละตีความหมายข้อมูลเพื่อให้ได้มา ซึ่ งคาตอบที่ถูกต้องหรื อความรู ้ใหม่ในการแก้ไขปั ญหาหรื อการตัดสิ น ใจทางการท่องเที่ยวอย่างมี ประสิ ทธิ ภาพ ซึ่ งจากความหมายดังกล่าว พอสรุ ป ความหมายสาคัญของการวิจยั ทางอุตสาหกรรมการ บริ การและการท่องเที่ยวได้ 4 ประการ ดังต่อไปนี้ คือ (บุญเลิศ จิตตั้งวัฒนา และคณะ. 2549 : 5) 1) การวิจยั ทางอุตสาหกรรมการบริ การและการท่องเที่ยวเป็ นการศึกษาหาความจริ ง หรื อความรู ้ใหม่เพื่อพิสูจน์สิ่งใดสิ่ งหนึ่ง หรื อแก้ปัญหาใดปั ญหาหนึ่ง หรื อตัดสิ นใจอย่างใดอย่างหนึ่งที่ เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว 2) การวิจยั ทางอุตสาหกรรมการบริ การและการท่องเที่ยวเป็ นการศึกษาค้นคว้าอย่างมี ระบบขั้นตอนและวิธีการ โดยอาศัยวิธีการทางคณิ ตศาสตร์ สถิติ และวิทยาศาสตร์ เข้าช่วย 3) การวิจยั ทางอุตสาหกรรมการบริ การและการท่องเที่ยวเป็ นการศึกษาค้นคว้าที่ตอ้ ง มีการหาข้อมูล หลักฐานและการอ้างอิงถึงแหล่งข้อมูลต่าง ๆ เพื่อนาข้อมูลเหล่านั้นมารวบรวม แล้วทา การวิเคราะห์และสรุ ปผลตามวัตถุประสงค์ของการวิจยั ทางการท่องเที่ยว 4) การวิจยั ทางอุตสาหกรรมการบริ การและการท่องเที่ยวเป็ นการศึกษาค้นคว้าที่ตอ้ ง มีการควบคุมการดาเนินงานและการบริ หารงานทางการวิจยั ทางการท่องเที่ยวให้บรรลุวตั ถุประสงค์ อย่างมีประสิ ทธิ ภาพ ดังนั้นการวิจยั ทางอุตสาหกรรมการบริ การและการท่องเที่ยวนั้น จะต้องมีจุดมุ่งหมาย ในการค้นคว้าหาความจริ ง ความรู ้ใหม่ มีความเป็ นกลาง มี กระบวนการเสาะแสวงหาความรู้ ข้อเท็จจริ ง ด้วยวิธีการที่เป็ นระบบขั้นตอน เพื่ อให้ได้มาซึ่ งคาตอบที่ถูกต้อง และสามารถที่จะอธิ บายได้อย่างเป็ น การให้เหตุผล เพื่อที่จะนาไปใช้ในการพัฒนาปรับปรุ งได้อย่างมีประสิ ทธิ ภาพ ในการนี้ การวิจยั จึงเป็ น กระบวนการเสาะแสวงหาความจริ งซึ่ งสามารถสรุ ปให้เห็นได้ ดังนี้


11

แผนภูมิที่ 1.1 แสดงวงจรความหมายของกระบวนการวิจยั สามารถนาไปตอบคาถามตามประเด็นที่ต้ งั ไว้

ประเด็นปัญหา หรือ สิหรื่ งทีอต่ สิ้ อ่ งงการหา ทีต่ ้ องการ าตอบ คหาค าตอบ

คาถามาม

กระบวนการแสวงหาคาตอบ -กาหนดประชากรและกลุ่มตัวอย่ าง -กาหนดเครื่องมือทีใ่ ช้ ในการวิจัย -วิธีการเก็บรวบรวมข้ อมูล -การวิเคราะห์ ข้อมูล

วิธีทา

ผลการวิจัยทีถ่ ูกต้ อง เชื่อถือได้ และเกิด ประโยชน์ ต่องานทีท่ า

คาตอบ

ทีม่ า : ธานินทร์ ศิลป์ จารุ . (2552) จากภาพดังกล่าว จะเห็นได้วา่ วงจรความหมายของกระบวนการวิจยั จะต้องประกอบด้วย 4 ประการ ได้แก่ ( ธานินทร์ ศิลป์ จารุ . 2552 : 14-15) 1. มีประเด็นที่ตอ้ งการแสวงหาคาตอบ ซึ่ งสามารถแบ่งได้เป็ น 2 ประเภท คือ ประเด็นที่ เกิดจากปั ญหาที่ตอ้ งการแสวงหาคาตอบ เช่น ประเด็น “มีปัจจัยใดบ้างที่มีผลทาให้เกิดปั ญหาหนี้ที่ไม่ ก่อให้เกิดรายได้เพิ่มขึ้น” และประเด็นที่ตอ้ งการจะศึกษาเพื่อที่จะให้ได้คาตอบ ซึ่งอาจจะ ไม่ได้เกิดจาก การมีปัญหามาก่อน เช่น ประเด็น “คนไทยชอบเที่ยวในแหล่งท่องเที่ยวประเภทใด” ซึ่งเป็ นประเด็น คาถามที่ตอ้ งการคาตอบนัน่ เอง 2. การวิจยั จะต้องผ่าน วิธี การที่น่าเชื่อถือตา มกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งเป็ น หลักการพื้นฐานของการตรวจสอบและเสาะหาความรู้ ใหม่แบบวิทยาศาสตร์ ที่ใช้หลักฐานทางกายภาพ ที่ผา่ นขั้นตอนของ การสังเกต การตั้งสมมติฐาน และการอนุมาน ผลการทานายของทฤษฎีเหล่านี้จะถูก ทดสอบด้วยการทดลอง ถ้าผลการทานายนั้นถูกต้องหรื อสอดคล้องกับการทดลอง ทฤษฎีดงั กล่าวจะถูก เก็บไว้ ทฤษฎีที่ความน่าเชื่อถือจะถูกนาไปทดลองซ้ า เพื่อยืนยันความถูกต้องเพิม่ เติม ระเบียบวิธีน้ ีถูกจัด ให้เป็ นตรรกะสาคัญของธรรมเนียมปฏิบตั ิทางวิทยาศาสตร์


12

3. วิจยั เป็ นการได้มาซึ่งคาตอบที่มีความถูกต้อง และเชื่อถือได้ ซึ่งการวิจยั ทางสังคมศาสตร์ จะประกอบด้วย การวิจยั ตามลักษณะวิธีการ เช่น การวิจยั เชิงประวัติศาสตร์ การวิจยั เชิงพรรณนา หรื อ การวิจยั ตามวิธีการวิเคราะห์ขอ้ มูลและการอธิบายผล เช่น การวิจยั เชิงคุณภาพ หรื อการวิจยั เชิงปริ มาณ เป็ นการวิจยั ตามวัตถุประสงค์ เช่น การวิจยั พื้นฐาน การวิจยั ประยุกต์ ที่ใช้สถิติวเิ คราะห์หาความเชื่อมัน่ ที่ผวู้ จิ ยั กาหนดไว้ที่ระดับนัยสาคัญทางสถิติ 0.05 (95%) หรื อมีโอกาสคลาดเคลื่อนได้ 5 % หรื อที่ระดับ นัยสาคัญทางสถิติ 0.01 (99%) หรื อมีโอกาสคลาดเคลื่อนได้ 1 % เป็ นต้น 4. ผลประโยชน์ที่จะได้รับจะต้องคุม้ ค่า การวิจยั ในแต่ละเรื่ องจะต้องใช้ท้ งั กาลังคน งบประมาณและเวลา ดังนั้นถ้าผลที่ได้รับจากการวิจยั ได้ไม่คุม้ เสี ยก็ไม่ควรทา หรื องานวิจยั ใดที่รู้คาตอบ แน่ ๆ แล้วก็ไม่จาเป็ นต้องทา เช่น ถ้าวิจยั เพื่อต้องการทราบว่า “คนที่หิวก็ตอ้ งการที่จะรับประทาน อาหาร” เช่นนี้ไม่ทาก็รู้คาตอบอยูแ่ ล้ว เพราะเป็ นสัญชาตญาณโดยทัว่ ไปของมนุษย์ที่ทุก คนยอมรับอยู่ แล้ว หรื องานวิจยั ใดก็ตามที่ทาไปแล้วคาตอบที่ได้ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อส่ วนรวมก็ไม่น่าจะทา เช่น งานวิจยั ที่ตอ้ งการทราบว่า “ท่านบุเรงนองตอนยกทัพมาตีกรุ งศรี อยุธยาท่านพกโสร่ งมาด้วยกี่ตวั ” ถ้า ทราบว่า 2 หรื อ 3 ตัว ก็ไม่เห็นจะได้ประโยชน์แต่อย่างใด แล ะไม่รู้ จะเอาคาตอบนั้นมาเพื่ออะไร นอกจากความสะใจของผูท้ าการวิจยั เท่านั้นเอง 1.2 ประเภทของการวิจัยทางอุตสาหกรรมบริการและการท่องเทีย่ ว การที่จะแบ่งการวิจยั ทางอุตสาหกรรมการบริ การและการท่องเที่ยวออกเป็ นกี่ประเภท นั้นขึ้นอยูก่ บั เกณฑ์ที่ใช้ในการแบ่งว่าจะยึดถือสิ่ งใดเป็ นเกณฑ์หรื อเป็ นหลัก ทั้งนี้เพราะการใช้เกณฑ์ ต่างกัน ก็จะแบ่งการวิจยั ออกเป็ นประเภทต่าง ๆ ได้ไม่เหมือนกัน ด้วยเหตุน้ ีการวิจยั ทางอุตสาหกรรม การบริ การและการท่องเที่ยว จึงสามารถแบ่งประเภทของการวิจยั โดยใช้เกณฑ์ต่าง ๆ ได้ 5 ประการ คือ (บุญเลิศ จิตตั้งวัฒนา และคณะ. 2549 : 6 – 10) 1. การแบ่งประเภทตามเกณฑ์ของศาสตร์ ซึ่ งสามารถแบ่งย่อยได้อีก 2 ประเภท ได้แก่ 1.1.การวิจยั ทางอุตสาหกรรมการบริ การและการท่องเที่ยวเชิงวิทยาศาสตร์ (Scientific Research) เป็ นการวิจยั เพื่อประดิษฐ์คิดค้น พัฒนา ปรับปรุ ง เทคโนโลยีต่าง ๆ ให้ เหมาะสม กับการท่องเที่ยว เช่น การประดิษฐ์คิดค้นสิ นค้าที่ระลึกสาหรับนักท่องเที่ยว การพัฒนาเทคโนโลยีมา พัฒนาด้านการให้บริ การนักท่องเที่ยว เป็ นต้น


13

ที่มา : สนามบินสุ วรรณภูมิ. (ม.ป.ป.) : ออนไลน์ 1.2. การวิจยั ทาง อุตสาหกรรมการบริ การและ การท่องเที่ยวเชิงสังคมศาสตร์ (Social Research) เป็ นการวิจยั ที่เกี่ยวกับมนุ ษย์หรื อบุคคลที่มีผลต่อ อุตสาหกรรมการบริ การและ การท่องเที่ยว เช่น พฤติกรรม ความรู ้สึกนึกคิด อารมณ์จิตใจที่มีต่อ อุตสาหกรรมการบริ การและ การท่องเที่ยว เป็ นต้น ซึ่งอาจศึกษาออกไปทางด้านสังคมวิทยา มานุษยวิทยา จิตวิทยา เศรษฐศาสตร์ รัฐศาสตร์ การบริ หารธุ รกิจ เป็ นต้น

ที่มา : ตลาดน้ าคลองสระบัว. (ม.ป.ป.) : ออนไลน์ 2. การแบ่งประเภทตามเกณฑ์ของข้อมูล ซึ่ งสามารถแบ่งย่อยได้อีก 2 ประเภท ได้แก่ 2.1. การวิจยั ทางอุตสาหกรรมการบริ การและการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) เป็ นการวิจยั อาศัยการบรรยายโดยใช้เหตุผล แนวความคิด และหลักความจริ งทาง อุตสาหกรรมการบริ การและการท่องเที่ยว ซึ่ งไม่จาเป็ นต้องใช้ตวั เลขมายืนยันหรื อสนับสนุน


14

2.2. การวิจยั ทา งอุตสาหกรรมการบริ การและ การท่องเที่ยวเชิงปริ มาณ (Quantitative Research) เป็ นการวิจยั ที่อาศัยข้อมูลในลักษณะที่เป็ นตัวเลขทาง อุตสาหกรรมการบริ การและ การ ท่องเที่ยว เพื่อแสดงผลเป็ นสถิติหรื อตัวเลขมาสนับสนุนให้มีน้ าหนักและมองเห็นภาพความชัดเจน ยิง่ ขึ้น 3. การแบ่งประเภทตามเกณฑ์ของแหล่งข้อมูล สามารถแบ่งย่อยได้ 2 ประเภท คือ 3.1 การวิจยั ทาง อุตสาหกรรมการบริ การและ การท่องเที่ยวเชิงปฐมภูมิ (Primary Research) เป็ นการวิจยั ที่อาศัยข้อมูลทางอุตสาหกรรมการบริ การและการท่องเที่ยวโดยการแสวงหาด้วย ตนเองจากภาคสนาม ซึ่ งอาจได้มาจากการทดลอง การ สังเกต การสัมภาษณ์หรื อวิธีการใด ๆ ก็ตามที่ ผูว้ จิ ยั ต้องเป็ นผูเ้ ก็บข้อมูลทางอุตสาหกรรมการบริ การและการท่องเที่ยวเอง 3.2. การวิจยั ทาง อุตสาหกรรมการบริ การและ การท่องเที่ยวเชิงทุติยภูมิ (Secondary Research) เป็ นการวิจยั ที่อาศัย ข้อเท็จจริ งทาง อุตสาหกรรมการบริ การและ การท่องเที่ยวที่มีอยูใ่ นรู ป เอกสาร สิ่ งพิมพ์ และตารา ซึ่ งมีบุคคลอื่นหรื อหน่วยงานอื่นได้ทาการรวบรวมไว้ก่อนแล้ว โดยผูว้ จิ ยั เป็ น เพียงผูศ้ ึกษาค้นคว้าจากข้อมูลทางอุตสาหกรรมการบริ การและการท่องเที่ยวนั้น ๆ โดยไม่ตอ้ งเป็ นผูเ้ ก็บ รวบรวมข้อมูลเอง 4. การแบ่งประเภทตามเกณฑ์ของวัตถุประสงค์ สามารถแบ่งย่อยได้ 4 ประเภท คือ 4.1. การวิจยั ทาง อุตสาหกรรมการบริ การและ การท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ (Hospitality Industry and Tourism Historical Research) เป็ นการวิจยั ที่มุ่งเน้นอธิ บายห รื อพรรณนาถึง เหตุการณ์หรื อปรากฏการณ์ทาง อุตสาหกรรมการบริ การและ การท่องเที่ยวต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในอดีต เพื่อที่จะประมวลและประเมินว่าเหตุการณ์ทางการท่องเที่ยวต่างๆ ที่เกิดขึ้นแล้ว และมนุษย์เข้าไปมีส่วน เกี่ยวพันอย่างไร ซึ่ งข้อมูลสาหรับการวิจยั เชิงประวัติศาสตร์ ส่ ว นมากมักเป็ นเอกสาร สามารถแบ่งย่อย ได้อีก 3 ประการ คือ (1) การวิจยั รายกรณี ทางอุตสาหกรรมการบริ การและการท่องเที่ยว ที่ตอ้ งการเจาะ เฉพาะรายกรณี ซึ่ งอาจศึกษาเกี่ยวกับสถานที่ท่องเที่ยว หรื อสถาบันทางการท่องเที่ยว หรื อหน่วยงาน ทางการท่องเที่ยว หรื อกฎข้อบั งคับเกี่ยวกับอุตสาหกรรมการบริ การและการท่องเที่ยวฉบับใดฉบับหนึ่ง เป็ นต้น (2) การวิจยั พัฒนาทางอุตสาหกรรมการบริ การและการท่องเที่ยวเป็ นการวิจยั ทางอุตสาหกรรมการบริ การและการท่องเที่ยวที่ตอ้ งการทราบถึงการพัฒนาในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งว่ามี การพัฒนาอย่างไรบ้าง ซึ่ งอาจศึกษาเพียงบางส่ วนของเหตุการณ์ทางการท่องเที่ยวนั้น หรื อศึกษาทั้งหมด ของเหตุการณ์ท่องเที่ยวก็ได้


15

(3) การวิจยั ความเปลี่ยนแปลงทางอุตสาหกรรมการบริ การและการท่องเที่ยว เป็ น การวิจยั ทางอุตสาหกรรมการบริ การและการท่องเที่ยวที่ตอ้ งการเปรี ยบเทียบการเปลี่ยนแปลงในอดีตกับ ปั จจุบนั ว่ามีการเปลี่ยนแปลงอย่างไร ซึ่ งอาจศึกษาเรื่ องเกี่ยวกับเป้ าหมายทางการท่องเที่ยวของอดีต เปรี ยบเทียบกับปั จจุบนั หรื อศึกษากลยุทธ์ดา้ นการตลาดท่องเที่ยวในอดีตเปรี ยบเทียบปัจจุบนั เป็ นต้น 4.2. การวิจยั ทางอุตสาหกรรมการบริ การและการท่องเที่ยวเชิงพรรณนา (Hospitality Industry and Tourism Descriptive Research) เป็ นการวิจยั ที่มุ่งเน้นอธิ บายหรื อพรรณนาลักษณะหรื อ ปรากฏการณ์ต่าง ๆ ทางการท่องเที่ยวที่เกิดขึ้นในปั จจุบนั เพื่อที่จะหาความสัมพันธ์หรื อความเกี่ยวข้อง ของคุณลักษณะต่าง ๆ เหล่านั้น ซึ่ งสามารถแบ่งย่อยได้อีก 3 ประเภท คือ (1) การวิจยั เชิง สารวจทาง อุตสาหกรรมการบริ การและ การท่องเที่ยว (Hospitality Industry and Tourism Survey Research ) เป็ นการวิจยั ที่มุ่งแสวงหาข้อมูลทาง อุตสาหกรรม การบริ การและ การท่องเที่ยวเพื่อนามาสนับสนุนในการป รับปรุ งงานที่ทาอยู่ หรื อเป็ นการหาข้อมูล เกี่ยวกับสภาพความจริ งในปั จจุบนั เพื่อเปรี ยบเทียบเกณฑ์มาตรฐานก็ได้ เช่น การสารวจแหล่ง อุตสาหกรรมการบริ การและ ท่องเที่ยว การวิเคราะห์งานการท่องเที่ยว การสารวจความคิดเห็นเกี่ยวกับ บริ การท่องเที่ยว เป็ นต้น ในการนี้ การวิจยั เชิงสารวจ เป็ นการวิจยั ที่เน้นการศึกษารวบรวมข้อมูลต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในปั จจุบนั โดยการดาเนินการวิจยั ไม่มีการสร้างสถานการณ์เพื่อศึกษาผลที่ตามมา แต่เป็ น การค้นหาข้อเท็จจริ งหรื อ เหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นอยูแ่ ล้ว โดยการวิจยั เชิงสารวจ นั้นจะเป็ นระเบียบวิธี วิจยั ที่มีวตั ถุประสงค์เพื่อแสวงหาข้อมูลเกี่ยวกับกลุ่มบุคคลต่าง ๆ ในด้านความรู้ ความรู้สึก ความเชื่อ การกระทา วิจยั เชิงสารวจจึงเป็ นเพียงการรวบรวมข้อมูลมาบรรยายและอธิบาย สภาพการณ์หรื อ เหตุการณ์ต่าง ๆ ตามความเป็ นจริ งในลักษณะทัว่ ไป และจะทาในขอบเขตที่กว้าง ๆ ศึกษาตัวแปรทัว่ ๆ ไป และไม่มีการควบคุมตัวแปรที่เกี่ยวข้องที่มีผลกระทบต่อตัวแปรที่ศึกษาแต่อย่างใด ซึ่งจะศึกษา เรื่ องราวอย่างกว้าง ๆ 4 ประเด็น คือ 1) คุณลักษณะของประชากร เช่น เพศ อายุ สถานภาพการสมรส ภาวะเจริ ญ พันธ์ องค์ประกอบของครอบครัวหรื อครัวเรื อน 2) สิ่ งแวดล้อมทางสังคม ซึ่ งครอบคลุมองค์ประกอบทางสังคมและเศรษฐกิจ ทั้งหมด เช่น อาชีพ รายได้ การศึกษา สภาพที่อยูอ่ าศัยและสภาพทางสังคมทัว่ ไป 3) พฤติกรรมและกิจกรรมของประชาชน เช่น การใช้เวลาว่าง นิสัยใน การท่องเที่ยว ลักษณะการใช้จ่าย การดูโทรทัศน์ ภาพยนตร์ ฟังวิทยุ และอ่านหนังสื อพิมพ์ เป็ นต้น 4) ความคิดและเจตคติของประชาชน เช่น ความคิดเห็นเกี่ยวกับการเลือกตั้ง ผูแ้ ทนราษฎร เจตคติของชาวจีนอพยพที่มาอยูเ่ มืองไทย เป็ นต้น


16

สาหรับกลุ่มที่ให้ขอ้ มูลในการทาวิจยั เชิงสารวจนั้นมีอยู่ 2 ประเภท คือ สารวจจากมวล ประชากรทั้งหมดหรื อที่เรี ยกอี กอย่างหนึ่งว่า “การสามะโนประชากร” ซึ่งเป็ นการแจงนับข้อมูลจากการ ใช้ขอ้ มูลทั้งหมดในประเทศ หรื อในเขตที่กาหนด ณ เวลาใดเวลาหนึ่ง และการสารวจตัวอย่าง เป็ นการ สารวจเพียงบางหน่วยของประชากรโดยอาศัยเทคนิคการสุ่ มตัวอย่าง เลือกกลุ่มตัวอย่างที่จะสารวจ ซึ่ง วิธีการในการสารวจนั้นสามารถแบ่งออกได้เป็ น 4 ประเภท ได้แก่ (บุญธรรม กิจปรี ดาบริ สุทธิ์ . 2549 : 162-163) 1) การสารวจด้วยการส่ งแบบสอบถาม วิธีการนี้เป็ นการนาแบบสอบถามไปส่ งให้กลุ่ม ตัวอย่างซึ่ งกลุ่มตัวอย่างอยูร่ วมกันเป็ นกลุ่ม ๆ เช่น นักเรี ยน นักศึกษา ครู อาจารย์ในโรงเรี ยนและ สถาบันศึกษาต่าง ๆ เมื่อต้องการสารวจผูว้ จิ ยั ก็สามารถนาแบบสอบถามไปส่ งให้กลุ่มตัวอย่างเหล่านี้เป็ น กลุ่ม ๆ 2) การสารวจทางไปรษณี ย ์ เป็ นการสารวจที่ให้กลุ่มตัวอย่างอ่านคาถามและตอบคาถาม ด้วยตนเองเหมือนวิธีแรก แต่แทนที่จะนาไปส่ งเอง ก็ส่งแบบสอบถามไปให้ทางไปรษณี ย์ และเมื่อตอบ เสร็ จแล้วก็ส่งกลับไปทางไปรษณี ยเ์ ช่นเดียวกัน ซึ่ งแต่ละชุดของแบบสอบถามจะต้องกาหนดรหัสลับไว้ เพื่อจะได้รู้วา่ แบบสอบถามฉบับใดส่ งกลับคืนแล้ว ฉบับใดยังไม่ได้ส่งกลับคืน จะได้ติดตามทวงถาม ต่อไป นอกจากนี้จะต้องติดแสตมป์ ทั้งไปและกลับให้ดว้ ย 3) การสารวจด้วยการสัมภาษณ์ซ่ ึงหน้า เป็ นการสารวจที่ใช้พนักงานสัมภาษณ์ออกไปหา กลุ่มตัวอย่างแต่ละคนยังที่อยูข่ องกลุ่มตัวอย่าง พนักงานสัมภาษณ์จะเป็ นผูถ้ ามและจดบันทึกข้อมูล ซึ่ง การสารวจแบบนี้ก่อนที่จะออกสารวจจะต้องสร้างแบบสอบถามและฝึ กอบรมพนักงานสัมภาษณ์ให้เกิด ความรู ้ความเข้าใจเสี ยก่อน เพื่อให้เกิดความเป็ นเอกภาพ รวมทั้งต้องแจ้งและนัดแนะให้ผถู ้ ูกสัมภาษณ์ ทราบล่วงหน้าด้วย การสารวจแบบนี้จะสิ้ นเปลืองค่าใช้จ่าย แรงงานและ เวลามาก แต่ ก็ได้ผลมากทั้งใน ด้านความถูกต้องของข้อมูลและจานวนผูต้ อบ 4) การสารวจทางโทรศัพท์ เป็ นการสารวจกลุ่มตัวอย่างโดยการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ จะ ใช้พนักงานสัมภาษณ์หรื อผูว้ จิ ยั จะเป็ นผูส้ อบถามก็ได้ วิธีน้ ีคล้ายกับวิธีการสารวจด้วย การสัมภาษณ์ซ่ ึ งหน้า แต่ต่างกันตรงที่มิได้พบหน้ากัน ทาให้ไม่เห็นบรรยากาศ และความรู ้สึกที่ แสดงออกอย่างแท้จริ งรวมทั้งมีขอ้ จากัดในเรื่ องเวลาที่จะสัมภาษณ์แต่ละคนด้วย จึงเหมาะสาหรับ การสารวจที่ตอ้ งการทราบประเด็นปั ญหาเฉพาะประเด็นใดประเด็นหนึ่งเท่านั้น ดังนั้น การวิจยั เชิงสารวจ (Exploratory research) เป็ นการวิจยั เพื่อทาให้ปัญหาชัดเจน และกาหนดลักษณะของปั ญหา กล่าวคือทาให้ลกั ษณะของปั ญหาที่คลุมเครื อชัดเจนขึ้น มีจุดมุ่งหมาย 3 ประการ ประกอบด้วย การวิเคราะห์สถานการณ์ (Diagnosing a situation) การกลัน่ กรองทางเลือก (Screening alternatives) และการค้นหาความคิดใหม่ (Discovering new ideas)


17

(2) การวิจยั ความสัมพันธ์ระหว่า งตัวแปรทางอุตสาหกรรมการบริ การและ การ ท่องเที่ยว (Hospitality Industry and Tourism Interrelationship Research) เป็ นการวิจยั ที่มุ่งแสวงหา ความสัมพันธ์ของตัวแปรทางการท่องเที่ยวว่ามีความสัมพันธ์กนั มากน้อยขนาดไหนหรื อสัมพันธ์กนั อย่างไร เช่น การวิจยั ว่าตัวแปรหนึ่งขอ งการท่องเที่ยวที่เปลี่ยนแปลงไปจะมีความสัมพันธ์ให้ตวั แปรอีก ตัวหนึ่งเปลี่ยนแปลงตามหรื อไม่ เป็ นต้น (3) การวิจยั พัฒนาทาง อุตสาหกรรมการบริ การและ การท่องเที่ยว (Hospitality Industry and Tourism Development Research) เป็ นการวิจยั ที่มุ่งแสวงหาความเจริ ญเติบโตของการ ท่องเที่ยวตามการเปลี่ยนแปลงด้านต่าง ๆ หรื อเป็ นการศึกษาแนวโน้มของการพัฒนาทางการท่องเที่ยว ว่าจะมีผลกระทบอย่างไร เป็ นต้น 4.3. การวิจยั ทาง อุตสาหกรรมการบริ การ การท่องเที่ยวเชิงวิเคราะห์ (Hospitality Industry and Tourism Analysis Research) เป็ นการวิ จยั ที่มุ่งเน้นการใช้สถิติในการวิเคราะห์เหตุการณ์ หรื อปรากฏการณ์ต่าง ๆ ทางการท่องเที่ยวที่เกิดขึ้นเพื่อ (1) มุ่งเปรี ยบเทียบหาความแตกต่าง (Difference or Similarities) (2) มุ่งหาอิทธิ พลหรื อความเกี่ยวพันของตัวแปร (Association) โดย (2.1) การหาค่าสหสัมพันธ์ (Correlation) เป็ นการหาความสัมพันธ์ของตัวแปร 2 ตัว คือ X เป็ นตัวแปรอิสระจานวน 1 ตัว สมมติวา่ เป็ นรายได้ และ Y เป็ นตัวแปรตามอีก 1 ตัว สมมติ ว่าเป็ นการท่องเที่ยวภายในประเทศ (2.2) การหาอิทธิพลของปัจจัย (Influencing Factors) เป็ นการหาอิทธิพลของ ตัวแปรหลายตัวคือ X เป็ นตัวแปรอิสระหลายตัว สมมติวา่ X1 เป็ นรายได้ X2 เป็ นอาชีพ และ X3 เป็ น ตาแหน่ง ฯลฯ และ Y เป็ นตัวแปรตาม 1 ตัว สมมติวา่ เป็ นการท่องเที่ยวภายในประเทศ 4.4. การวิจยั ทาง อุตสาหกรรมการบริ การ และการท่องเที่ยวเชิงทดลอง (Hospitality Industry and Tourism Experiment Research) เป็ นการวิจยั ที่มุ่งเน้นการใช้สถิติในการอธิ บายถึง เหตุการณ์หรื อปราก ฏการณ์ ทางการท่องเที่ยวที่เกิดขึ้น เพื่อหาอิทธิ พลของตัวแปรที่ทาการทดลอง จึง ต้องมีกลุ่มตัวอย่าง 2 กลุ่มคือ กลุ่มควบคุม และกลุ่ม ทดลอง เพื่อที่จะหาความจริ งหรื อศึกษาถึงปัญหา ทางการท่องเที่ยว 5. การแบ่งประเภทตามเกณฑ์ของประโยชน์ที่ได้รับ สามารถแบ่งย่อยได้ 3 ประเภท คือ 5.1. การวิจยั ทาง อุตสาหกรรมการบริ การและ การท่องเที่ยวเชิงบริ สุทธิ์ (Hospitality Industry and Tourism Pure Research) เป็ นการวิจยั ที่มุ่งเน้นการสร้างทฤษฎี ความรู ้ ก ฎเกณฑ์ใหม่ ทางการท่องเที่ยวขึ้น เพื่อให้มีความรู ้ความเข้าใจที่สามารถอธิ บายปรากฏการณ์หรื อปั ญหาทาง การท่องเที่ยวต่าง ๆได้


18

5.2. การวิจยั ทาง อุตสาหกรรมการบริ การและ การท่องเที่ยวเชิงประยุกต์ (Hospitality Industry and Tourism Applied Research) เป็ นการวิจยั ที่มุ่ งเน้นการนาผลที่ได้ไปปรับใช้ให้เกิด ประโยชน์ต่อการท่องเที่ยวในด้านต่าง ๆ 5.3 การวิจยั ทางอุตสาหกรรมการบริ การและการท่องเที่ยวเชิงปฏิบตั ิการ (Hospitality Industry and Tourism Action Research) เป็ นการวิจยั ที่มุ่งเน้นนาผลไปใช้แก้ไขปั ญหาทางการท่องเที่ยว อย่างรี บด่วนหรื อปัจจุบนั ทันที 1.3 ลักษณะของการวิจัยทางอุตสาหกรรมการบริการและการท่องเทีย่ วทีด่ ี การวิจยั จะเป็ นกระบวนการที่มีวตั ถุประสงค์หลักเพื่อให้ได้มาซึ่งความรู้ที่มีความ ถูกต้อง และเชื่อถือได้ก็ตาม แต่การทาวิจยั ในปั จจุบนั นั้นส่ วนมากก็มีวตั ถุประสงค์อื่นแอบแฝง ห รื อ อาจจะเป็ นผลพลอยได้ตามมา เช่น ทาให้ผวู ้ จิ ยั มีชื่อเสี ยง มีผลงานซึ่ งอาจหมายถึงการเลื่อนตาแหน่งทาง วิชาการด้วย มีความลาบากยุง่ ยากลาบากใจเพราะถูกเจ้านายบังคับให้ทา หรื อมีฐานะทางเศรษฐกิจดีข้ ึน จากทุนที่ได้รับสาหรับการวิจยั เป็ นต้น วัตถุประสงค์อื่นนอกเหนือจากวัต ถุประสงค์หลักนี้เองที่อาจจะ ทาให้งานวิจยั มีคุณลักษณะที่ดีลดลง ฉะนั้น การวิจยั ทางอุตสาหกรรมการบริ การและการท่องเที่ยว จึงควรเป็ นการศึกษาวิจยั เพื่อให้ได้มาซึ่งความรู้ที่ถูกต้อง และเชื่อถือได้ โดยต้องมีลกั ษณะของการวิจยั ทางอุตสาหกรรมการ บริ การและการท่องเที่ยวที่ดีอยู่ 10 ประการ ได้แก่ (บุญเลิศ จิตตั้งวัฒนา และคณะ. 2549 : 10-11) 1) การวิจัยทีด่ ีควรเริ่ มทีม่ าจากปัญหาทีอ่ ยู่ในใจหรือในความสนใจของผู้วจิ ัยเอง ซึ่งจะ ดีกว่าปั ญหาจากแหล่งอื่น เพราะสามารถเข้าใจอย่างถ่อ งแท้วา่ ผูว้ จิ ยั ต้องการทราบปั ญหาอะไร และ จะ พยายามทุกวิธีที่จะให้ได้มาซึ่ งสิ่ งที่จะตอบสนองต่อปั ญหานั้น การเกิดปั ญหาขึ้นในใจของผูว้ จิ ยั นั้นทา ไม่ยาก ธรรมชาติของมนุษย์เป็ นสัตว์ที่มีความอยากรู ้อยากเห็น มีการรับรู ้ และการนึกคิดอยูต่ ลอดเวลา เพียงเพิ่มความชอบสังเกตและชอบสงสัยในสภาพการณ์หรื อปรากฏการณ์ก็จะเกิดปั ญหาที่สามารถ นาไปทาการวิจยั ได้มากมาย อย่าเพียงสังเกตสิ่ งที่อยูร่ อบตัวเร้าพียงเท่าที่สิ่งนั้นปรากฏ แต่ตอ้ งพยายามตั้ง คาถามเพื่อถามตัวเองหรื อถามผูอ้ ื่นทุกครั้งว่า “ทาไม” สิ่ งนั้นจึงปรากฏ 2) การวิจัยทีด่ ีควรระบุปัญหาทีต่ ้ องการศึกษาหาคาตอบอย่างชัดเจน เพื่อให้สามารถ แก้ปัญหาหรื อตอบปั ญหาได้อย่างถูกต้อง สะดวก รวดเร็ ว และประหยัด นอกจากนั้นการระบุปัญหา อย่างชัดเจนยังเปรี ยบเสมือนการมองเห็นจุดหมายปลายทางแล้วเพียงแต่จะหาทางใดหรื อวิธีการใดที่จะ ไปถึงจุดหมายนั้นให้สะดวกที่สุด รวดเร็ วที่สุด และประหยัดที่สุด


19

3) การวิจัยทีด่ ีควรมีวตั ถุประสงค์ ทแี่ น่ นอนและเด่ นชัด เพื่อช่วยให้การดาเนินงานวิจยั อยูใ่ นขอบเขตตามวัตถุประสงค์ และช่วยให้ผสู ้ นใจทราบด้วยว่าการวิจยั นี้จดั อยูใ่ นประเภทใด และผล ของการวิจยั อาจนาไปเป็ นพื้นฐานสาหรับการวิจยั ต่อ ๆ ไป หรื อนาไปประยุกต์ให้เกิดประโยชน์ในชีวติ จริ ง 4) การวิจัยทีด่ ีควรกาหนดมิติสาหรับการวิจัยให้ ชัดเจน ซึ่งมติการวิจยั ที่สาคัญมี 3 ประเด็นคือ เวลา สถานที่ และตัวแปร 5) การวิจัยทีด่ ีควรมีข้นั ตอนหรือกระบวนการเป็ นทีย่ อมรับตามวิธี���างวิทยาศาสตร์ ซึ่ งมีข้ นั ตอนที่สาคัญ 5 ขั้นตอนคือ (1) การกาหนดปั ญหา (2) การตั้งสมมติฐาน (3) การิ เก็บรวบรวม ข้อมูล (4) การวิเคราะห์ขอ้ มูล (5) การสรุ ปตีความและเสนอผล 6) การวิจัยทีด่ ีควรใช้ เครื่องมือทีม่ ีความเชื่ อถือได้ สูง โดยทัว่ ไปการประกอบกิจกรรม ใดก็ตามที่ตอ้ งใช้เครื่ องมือ ถ้าเครื่ องมือดีผลออกมาก็ยอ่ มดีและมีประสิ ทธิ ภาพ ในการวิจยั ก็เช่นกัน ถ้ามี เครื่ องมือต่าง ๆ เช่น ข้อคาถามในแบบสอบถาม เครื่ องวัด หรื อแม้แต่สถิติ ที่ใช้ในการทดสอบ สมมติฐานที่มีความเชื่อถือได้สูง ย่อมก่อให้เกิดผลที่มีความถูกต้องและเชื่อถือได้สูงตามไปด้วย 7) การวิจัยทีด่ ีควรมีความเทีย่ งตรงทั้งภายในและภายนอก ซึ่งความเที่ยงตรงภายใน หมายถึงความถูกต้องของผลการวิจยั ที่เกิดขึ้นจากการวิเคราะห์ตวั แปรของปั ญหาทางการท่องเที่ยวที่ สนใจจะศึกษาโดยตรง ส่ วนความเที่ยงตรงภายนอกหมายถึงความถูกต้องของการนาผลการวิจยั ทาง การท่องเที่ยวที่เกิดขึ้นไปประยุกต์ใช้กบั สภาพาการณ์อื่นที่คล้ายกัน 8) การวิจัยทีด่ ีควรอาศัยความรู้ ความสามารถ และความซื่อสั ตย์ ของผู้วจิ ัย ความรู้และ ความสามารถของผูท้ าวิจยั เป็ นปั จจัยสาคัญที่จะทาให้ผวู ้ จิ ยั ดาเนินการวิจยั ไปได้อย่างถูกต้อง รวดเร็ ว และเป็ นไปตากหลักวิชาการ ส่ วนความซื่ อสัตย์ของนั กวิจยั ก็มีความสาคัญมิใช่นอ้ ย ที่ จะทาให้ ผลการวิจยั ทางการท่องเที่ยวมีความเชื่อถือได้ หากผูว้ จิ ยั ขาดความซื่ อสัตย์ เป็ นต้นว่า กรณี ของการ ทดสอบสมมติฐานถ้าผลการทดสอบด้วยเครื่ องมือทางสถิติปรากฏออกมาว่า ยอมรับสมมติฐาน แต่ ผูว้ จิ ยั ต้องการจะไม่ยอมรับ เพื่อให้มีความรู ้ สึ กว่าเป็ นงานวิจยั ที่ดี จึงทาการเปลี่ยนแปลงข้อมูลหรื อเพิ่ม ระดับความมีนยั สาคัญทางสถิติให้มากขึ้น การก ระทาเช่นนี้ยอ่ มทาให้ผลของการวิจยั คลาดเคลื่อนและมี ความเชื่อถือได้นอ้ ยลง 9) การวิจัยทีด่ ีควรมุ่งเน้ นทีจ่ ะส่ งเสริม พัฒนา และแก้ ปั ญหาทางการท่องเทีย่ ว มากกว่า มุ่งเพียงเพื่อให้เกิดความรู ้มาเก็บไว้โดยไม่นาไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อการท่องเที่ยวเลย และการให้ ความสนใจศึกษาวิจยั ในปั ญหาปั จจุบนั ของสังคมส่ วนใหญ่โดยมุ่งหวังจะแก้หรื อขจัดปั ญหานั้น ๆ ย่อม ทาให้งานวิจยั และการวิจยั นั้นมีคุณค่ามากขึ้น


20

10) การวิจัยทีด่ ีควรมีการวางแผนอย่างรอบคอบ เพื่อช่วยให้การดาเนินงานวิจยั ทางการท่องเที่ยวเป็ นไปอย่างถูกต้องตามขั้นตอน สะดวก รวดเร็ ว มีประสิ ทธิ ภาพ และประหยัด ประกอบกับทาให้การดาเนินการทุกอย่างอยูใ่ นกรอบของเวลาและเป็ นไปตามขั้นตอน และหลักวิชาการ ที่กาหนด 1.4 วัตถุประสงค์ ของการวิจัยทางอุตสาหกรรมการบริการและการท่องเทีย่ ว สาหรับวัตถุประสงค์การวิจยั ที่สาคัญ คือให้ได้มาซึ่ งองค์แห่งความรู ้ แต่อย่างไรก็ตาม ถ้าหากพิจารณาการทาวิจยั โดยทัว่ ไปในปั จจุบนั จะพบว่าการวิจยั มีวตั ถุประสงค์หลัก 2 ประการ คือ 1) การวิจยั เพื่อความรู้ทางวิชาการ คือ เป็ นการวิจยั ที่มิได้มุ่งเน้นที่จะนาผลไปใช้ใน การแก้ปัญหาหรื อเสนอแนะเพื่อการพัฒนา หากแต่มุ่งเน้นที่จะตอบสนองความต้องการทางวิชาการ มากกว่าการวิจยั เพื่อวัตถุประสงค์น้ ีตอ้ งการแสวงหาข้อเท็จจริ ง หรื อองค์แห่งความรู ้เพื่อกาหนดเป็ น กฎเกณฑ์ แบบจาลอง และ /หรื อทฤษฎี ซึ่งสามารถที่ จะใช้เป็ นพื้นฐานในการศึกษาวิจยั ขั้นต่อไป ตัวอย่างของการวิจยั เพื่อความรู ้ทางวิชาการ เช่น การศึกษาหาความสัมพันธ์ระหว่างนักท่องเที่ยว ชาวต่างชาติกบั แหล่งท่องเที่ยว หรื อ การศึกษา ความคิดเห็นของประชาชนที่มีต่อการพัฒนาบริ เวณเขื่อน ภูมิพลเพื่อส่ งเสริ มการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ เป็ นต้น 2) การวิจยั เพื่อผลสาหรับการปฏิบตั ิ คือ การวิจยั ที่มิได้มุ่งเน้นเพียงเพื่อจะรู ้การปรากฏ ของเหตุการณ์หรื อสภาพการณ์เท่านั้น หากยังมุ่งเน้นที่จะนาผลพร้อมข้อเสนอแนะ และปั ญหาที่ได้จาก การศึกษาวิจยั ไปใช้เพื่อประกอบการตัดสิ นใจ วางแผน และดาเนิ นโครงการพัฒนาต่าง ๆ ทั้งนี้เพื่อให้ เกิดประโยชน์ต่อสังคมโดยส่ วนรวมและต่อประเทศชาติมากที่สุด เช่น การปรับโปรแกรมการท่องเที่ยว สาเร็ จรู ป เพื่อตอบสนองความต้องการพฤติกรรมนักท่องเที่ยวสาหรับประเทศไทย กรณี ศึกษา 5 จังหวัด ภาคตะวันตก (จังหวัดตาก จังหวัดกาญจนบุรี จัง หวัดราชบุรี จังหวัดเพชรบุรี และจังหวัด ประจวบคีรีขนั ธ์) ข้อเสนอแนะให้การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา นาผลการจัดทารายการ และเส้นทางการท่องเที่ยวไปเผยแพร่ และประชาสัมพันธ์โดยใช้สื่อ และให้ สานักงานกองทุนสนับสนุนการวิจยั ร่ วมมือกับสถาบันการศึกษาในท้องถิ่น สร้างเครื อข่ายภาคีการ ท่องเที่ยวผ่านสมาคมชมรมธุ รกิจนาเที่ยว เป็ นต้น 1.5 ขั้นตอนของการวิจัยทางอุตสาหกรรมการบริการและการท่องเทีย่ ว ตามที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้นว่า การวิจยั คือ กระบวนการที่มีการดาเนินการอย่างมี ระบบและระเบียบแบบแผนเพื่อให้ได้ความรู้หรื อข้อเท็จจริ งที่มีความถูกต้องและเชื่อถือได้มากที่สุด และด้วยเหตุน้ ีเองที่วธิ ี การทางวิทยาศาสตร์ ซ่ ึ งมีข้ นั ตอนในการศึกษาที่แน่นอนได้ถูกนามาใช้ในการวิจยั โดยทัว่ ไป ขั้นตอนของวิธีการทางวิทยาศาสตร์ ก็คือ การกาหนดปั ญหา ตั้งสมมติฐาน เก็บรวบรวมข้อมูล


21

วิเคราะห์ขอ้ มูล และตีความจากผลการวิเคราะห์ อย่างไรก็ตาม การวิจยั ทาง อุตสาหกรรมการบริ การและ การท่องเที่ยวซึ่ งเป็ นการวิจยั ทางสังคมศาสตร์ จาเป็ นต้องมีข้ นั ตอนหรื อกระบวนการดาเนินงานเพื่อให้ การทางานเป็ นไปอย่างราบรื่ น และมีประสิ ทธิ ภาพ ซึ่ งมีข้ นั ตอนในการวิจยั ทาง อุตสาหกรรมการบริ การ และการท่องเที่ยวที่นิยมใช้กนั อยู่ 10 ขั้นตอนดังต่อไปนี้ (มนัส สุ วรรณ. 2549 : 9-12) 1) การกาหนดปั ญหาและการตั้งหัวเรื่ องของการวิจยั ทางอุตสาหกรรมการบริ การและ การท่องเที่ยว ซึ่ งเป็ นขั้นตอนแรกที่สาคัญที่สุดของการวิจยั ซึ่ งปั ญหาของการวิจยั หมายถึงสิ่ งที่ผวู้ จิ ยั อยากรู ้แต่ยงั ไม่รู้ จึงต้องทาวิจยั เพื่อให้รู้ ฉะนั้น การเลือกและการกาหนดปั ญหาของการวิจยั ทาง อุตสาหกรรมการบริ การและการท่องเที่ยวควรมาจากความสนใจของผูท้ าวิจยั เอง และสิ่ งที่ควรเป็ นไป อย่างยิง่ ก็คือ ควรเป็ นเรื่ องที่เป็ นประโยชน์ต่อการท่องเที่ยวส่ วนใหญ่ในปั จจุบนั และส่ วนรวม ประกอบ กับควรตั้งหัวเรื่ องของการวิจยั ทางอุตสาหกรรมการบริ การและการท่องเที่ยวที่น่าสนใจและเหมาะสม ด้วย 2) อธิ บายถึงที่มาและความสาคัญของปั ญหาที่จะทาการวิจยั ซึ่ งเป็ นขั้นตอนที่อธิ บาย ให้ทราบว่า อะไรคือสาเหตุสาคัญที่ทาให้ตอ้ งทาการวิจยั นี้ และเมื่อทาการวิจยั แล้วจะสามาถนาผลที่ ได้รับไปใช้ประโยชน์อะไรได้บา้ ง ในขั้นตอนนี้ผวู ้ จิ ยั อาจเสนอแนะความคิด แบบจาลอง หรื อทฤษฎี ทางวิชาการที่มีความเกี่ยวพันกับปั ญหาที่จะทาวิจยั ด้วยก็ได้ 3) การกาหนดวัตถุประสงค์ของการวิจยั เป็ นขั้นตอนที่จะชี้แจงให้ผอู ้ ่านทราบว่า การวิจยั ทางอุตสาหกรรมการบริ การและการท่องเที่ยวเรื่ องนี้มีวตั ถุประสงค์อะไรบ้าง สิ่ งที่ควรตระหนัก อย่างหนึ่งของการกาหนดวัตถุประสงค์ขอ���การวิจยั คือกาหนดเท่าที่เห็นว่ามีส่วนเกี่ยวพันกับการทาวิจยั จริ ง ๆ เท่านั้น ไม่ควรกาหนดวัตถุประสงค์ประเภทลม ๆ แล้ง ๆ เพื่อหวังให้มีวตั ถุประสงค์จานวนมาก ๆ ซึ่ งอาจไม่มีความสัมพันธ์อะไรเลยกับการวิจยั 4) การตั้งสมมติฐาน และการกาหนดตัวแปรของการวิจยั เป็ นขั้นตอนที่ตอ้ งการให้ ทราบว่าคาตอบที่คาดว่าจะเป็ นไปตามเงื่อนไขหรื อปรากฏการณ์ทางอุตสาหกรรมการบริ การและ การท่องเที่ยวที่กาหนดไว้เป็ นจ ริ งหรื อไม่ จานวนสมมติฐานจะมีมากหรื อน้อยขึ้นอยูก่ บั ขอบเขตของ การวิจยั ที่สาคัญก็คือสมมติฐานจะต้องมีความสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของการวิจยั และมีตวั แปรที่ สาคัญอะไรบ้าง อีกทั้งตัวแปรเหล่านั้น มีความสัมพันธ์ระหว่างกันอย่างไร และสามารถตอบปั ญหา ที่ อยากรู ้ในการวิจยั นั้นได้ท้ งั หมด 5) การทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวข้อง ถ้าพิจารณาอย่างผิวเผินหลายคนอาจจะคิดว่า ขั้นตอนนี้ไม่น่าจะมีความสาคัญอะไรในการทาวิจยั อย่างไรก็ตาม ถ้าพิจารณาอย่างลึกซึ้ งแล้วจะพบว่า การทบทวนวรรณกรรมนี้มีความสาคัญมาก เนื่องจากทาให้ผวู้ จิ ยั ได้รับความรู้ สาระที่ สาคัญ และทฤษฎี ที่จะใช้เป็ นฐานในการวิจยั แล้ว ยังมีสิ่งที่เป็ นประโยชน์อีกหลายอย่างที่ผทู ้ าวิจยั จะได้รับ เช่น ทราบว่ามี


22

ปั ญหาอะไรบ้างที่มีผทู ้ าวิจยั ไว้แล้วและปั ญหาอะไรบ้างที่ยงั ไม่ได้ทา ซึ่ งจะช่วยในการเลือก และกาหนด ปั ญหาที่จะทาวิจยั ได้ง่ายขึ้น ยิง่ ไปกว่านี้สิ่ งที่ได้จากการทบทวนวรรณกรรมงานวิจยั ที่เกี่ยวข้อง คือ ผลการวิจยั ปั ญหาต่าง ๆ และข้อเสนอแนะที่ผทู้ าการวิจยั สามารถจะนาไปอภิปรายเปรี ยบเทียบ และหรื อ ปรับปรุ งเพื่อให้งานวิจยั ของตนมีความสมบูรณ์ยงิ่ ขึ้น 6) การกาหนดรู ปแบบการวิจยั เป็ นขั้นตอนที่ผวู ้ จิ ยั ต้องการจะเสนอแนวความคิดและ วิธีการของตนที่จะนาไปสู่ คาตอบของปั ญหาที่กาหนดไว้ในเรื่ องนี้เป็ นอย่างไร ซึ่ งประกอบด้วยตัวแปร ความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปร ประชากร เป้ าหมาย ตัวอย่างและการสุ่ มตัวอย่าง ข้อมูลและการเก็บ รวบรวมข้อมูล และเครื่ องมือทางสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ 7) การเก็บรวบรวมข้อมูล ขั้นตอนนี้ก็เป็ นขั้นตอนหนึ่งที่มีความสาคัญมากในการทา วิจยั เพราะจะทาให้ผวู้ จิ ยั ได้ขอ้ มูลที่ตอ้ งการมาเพื่อการวิเคราะห์ และตอบปัญหาที่สนใจศึกษา ซึ่งการ เก็บข้อมูลทางอุตสาหกรรมการบริ การและการท่องเที่ยวอาจเก็บได้จากภาคสนามด้วยการสอบถาม การ ใช้แบบสัมภาษณ์ การสารวจ และการสังเกต หรื ออาจทาโดยการรวบรวมจากเอกสารของส่ วนราชการ หรื อสถาบันการศึกษา ทั้งนี้งานวิจยั บางอย่างอาจต้องอาศัยวิธีการพิสูจน์หลักฐานทางกายภาพ 8) การจัดกระทากับข้อมูล ซึ่ งเป็ นขั้นตอนที่กระทาต่อจากการเก็บรวบรวมข้อมูล โดยมี จุดมุ่งหมายที่จะนาข้อมูลที่รวบรวมได้มาแล้วนั้นมาจัดระเบียบ เป็ นหมวดหมู่ หรื อตามกลุ่มของตัวแปร แล้วแต่กรณี เพื่อให้เกิดความสะดวกในการวิเคราะห์ตามรู ปแบบการวิจยั ที่ได้กาหนดไว้ ในการวิจยั ที่ใช้ สถิติพรรณนา การจัดกระทากับข้อมูลอาจหมายถึง การทาตารางข้อมูล การจัดกลุ่มหาความถี่หรื อ การหา ค่าแนวโน้มเข้าสู่ ส่วนกลาง และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน สาหรับหารวิจยั ที่ตอ้ งใช้สถิติเชิงวิเคราะห์และ ต้องการประมวลผลด้วยเครื่ องจักรสมองกลหรื อเครื่ องคอมพิวเตอร์ การจัดกระทากับข้อมูลอาจหมายถึง การแปรรหัสข้อมูล การลงรหัส การบันทึกข้อมูลลงหน่วยบันทึกความจา รวมต ลอดจนการตรวจสอบ ความถูกต้องของข้อมูลก่อนที่จะทาการวิเคราะห์ต่อไป 9) การวิเคราะห์ขอ้ มูล ขั้นตอนนี้เป็ นการนาเอาข้อมูลที่ได้มาจัดกระทาเสร็ จเรี ยบร้อย แล้ว มาทาการวิเคราะห์ดว้ ยวิธีการและเครื่ องมือทางสถิติที่กาหนดไว้ในรู ปแบบของการวิจยั เพื่อ ทดสอบดูวา่ สมมติฐานที่ต้ งั ไว้น้ นั มีความถูกต้องหรื อไม่ ซึ่ งอาจใช้เครื่ องคอมพิวเตอร์ เข้าช่วย ในการ วิเคราะห์ขอ้ มูลทางสถิติดว้ ยโปรแกรมสาเร็ จรู ป SPSS (Statistics Package for the Social Sciences) โดย การป้ อนข้อมูลและรับผลการวิเคราะห์ออกจากเครื่ องเพื่อนาไปตีความเท่านั้น 10) การตีความจากผลการวิเคราะห์ และการเขียนรายงานการวิจยั ซึ่ งเป็ นขั้นตอน สุ ดท้ายสาหรับการทาวิจยั ทุกประเภท นัน่ ก็คือการสรุ ปตีความจากผลการวิเคราะห์ตามสมมติฐานของ การวิจยั ที่ต้ งั ไว้ นั้นถูกการยอมรับหรื อไม่ในเชิงสถิติ สิ่ งที่ควรสังเกตสาหรับขั้นตอนสุ ดท้าย นี้คือ การ สรุ ปตีความจากผลการวิเคราะห์มิใช่ระบุเพียงว่ายอมรับหรื อไม่ยอมรับสมมติฐานเท่านั้น แต่


23

ผูท้ าการวิจยั จะต้องอธิ บายหรื อที่เรี ยกว่ารายงานผลการวิจยั ให้ผอู ้ ื่นทราบด้วยว่าการยอมรับหรื อไม่ ยอมรับนั้นเป็ นเพราะสาเหตุอะไร ขั้นตอนการวิจยั ทางอุตสาหกรรมการบริ การและการท่องเที่ยวเหล่านี้กาหนดเพื่อเป็ น แนวทางสาหรับนักวิจยั ในการดาเนินการวิจยั ซึ่ งแต่ละขั้นตอนมีรายละเอียดที่จะกล่าวถึงในบทต่อ ๆ ไป ดังแสดงในแผนภูมิที่ 1.2 แผนภูมิที่ 1.2 ขั้นตอนการวิจยั ทางอุตสาหกรรมการบริ การและการท่องเที่ยว การกาหนดปั ญหาและการตั้งหัวเรื่ องของ การวิจยั ทางอุตสาหกรรมการบริ การและการท่องเที่ยว อธิบายถึงที่มาและความสาคัญของปัญหาที่จะทาการวิจยั

การกาหนดวัตถุประสงค์ของการวิจยั การตั้งสมมติฐานและการกาหนดตัวแปรของการวิจยั การกาหนดรู ปแบบการวิจยั การเก็บรวบรวมข้อมูล การจัดกระทากับข้อมูล

การวิเคราะห์ขอ้ มูล

การตีความจากผลการวิเคราะห์ และ การเขียนรายงาน การวิจยั

ทบทวนเอกสาร ที่เกี่ยวข้อง


24

1.6 ประโยชน์ ของการวิจัยทางอุตสาหกรรมการบริการและการท่ องเทีย่ ว การวิจยั ทางอุตสาหกรรมการบริ การและการท่องเที่ยว ถือเป็ นเครื่ องมือหนึ่งในการ สร้างทิศทางที่จะช่วยทาให้ทราบถึง สถานการณ์อุตสาหกรรมการบริ การและการท่องเที่ยว จุดอ่อน จุดแข็ง และการพัฒนาที่แน่ชดั ดังนั้น การวิจยั ทางอุตสาหกรรมการบริ การและการ ท่องเที่ยวที่ผา่ นมาส่ วนใหญ่จะมีประเด็นที่เกี่ยวกับบทบาทองค์กรภาครัฐที่มีต่อท่องเที่ยว ตรา สิ นค้าของแหล่งท่องเที่ยว แนวทางการพัฒนาและมีส่วนร่ วมทางการท่องเที่ยว การออกแบบ และการบริ หารจัดการ ยุทธศาสตร์การพัฒนา แนวทางการพัฒนาศักย ภาพ การบริ หารจัดการ สื่ อเพื่อพัฒนาการท่องเที่ยว การบริ หารจัดการที่พกั แรม เป็ นต้น ในการนี้ การวิจยั ทาง อุตสาหกรรมการบริ การและการท่องเที่ยวเป็ นการศึกษาค้นคว้าให้ได้มาซึ่งองค์ความรู้ทาง อุตสาหกรรมการบริ การและการท่องเที่ยว เพื่อนาไปใช้ประโยชน์ในอุตสาหกรรมการบริ การ และการท่องเที่ยวที่สาคัญ 6 ประการ คือ 1. การวิจยั ทางอุตสาหกรรมการบริ การและการท่องเที่ยว ช่วยให้เกิดความรู้ใหม่ๆ อัน เป็ นการเพิ่มพูนวิทยาการทางอุตสาหกรรมการบริ การและการท่องเที่ยว ที่ศึกษาข้อมูลเชิงลึก และมีการเชื่อมโยง การบูรณาการเข้ากับศาสตร์ อื่นๆ และวิเคราะห์ความสัมพันธ์ของแต่ละ องค์ประกอบของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว 2. การวิจยั ทางอุตสาหกรรมการบริ การและการท่องเที่ยวช่วยในการแก้ไขปัญหาทาง อุตสาหกรรมการบริ การและการท่องเที่ยวได้อย่างมีประสิ ทธิ ภาพ ถูกต้องและยุติธรรม 3. การวิจยั ทางอุตสาหกรรม การบริ การและ การท่ องเที่ยว ช่วยในด้านการกาหนด นโยบาย และวางแผนทางอุตสาหกรรมการบริ การและการท่องเที่ยวได้อย่างเหมาะสม รวดเร็ ว และประหยัด 4. การวิจยั ทางอุตสาหกรรม การบริ การและ การท่องเที่ยว ช่วยแก้ปัญหาด้านการ ปฏิบตั ิงานทางอุตสาหกรรมการบริ การและการท่องเที่ยวได้อย่างถูกต้อง และตรงจุด 5. การวิจยั ทางอุตสาหกรรม การบริ การและ การท่องเที่ยว ช่วยให้สามารถวินิจฉัย สั่ง การ และตัดสิ นใจในการแก้ไขปั ญหาทางการท่องเที่ยวได้ดียงิ่ ขึ้น 6. การวิจยั ทางอุตสาหกรรม การบริ การและ การท่องเที่ยว ช่วยให้สามารถติดตามและ ประเมินผลการปฏิบตั ิงาน ทาง อุตสาหกรรม การบริ การ และ การท่องเที่ยว ได้อย่างมี ประสิ ทธิภาพ และประสิ ทธิผล


25

1.7 สรุ ป การวิจยั เป็ นสิ่ งที่สาคัญประการหนึ่งของมนุษย์ในการที่จะแสวงหาความรู้และทาความ เข้าใจเกี่ยวกับมนุษย์เองและธรรมชาติ การวิจยั จึงเป็ นวิธีการแสวงหาความรู้ที่เป็ นระบบ มีระเบียบวิธี และแบบแผนในการศึกษาปัญหา การแสวงหาคาตอบและการตรวจสอบ ให้การวิจยั มีความเที่ยงตรง และน่าเชื่อถือ ความรู้จากการวิจยั จะพัฒนาขึ้นเป็ นทฤษฎีที่จะนามาใช้บรรยาย อธิบายและคาดคะเน ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติและพฤติกรรมของมนุษย์ วิธีวจิ ยั เป็ นกระบวนการแสวงหาความรู้ทาง สังคมศาสตร์ที่มีความซับซ้อนกว่าวิธีวทิ ยาศาสตร์ หรื อวิธีอนุมานและอุปมาน เพราะปรากฏการณ์ทาง สังคมและมนุษย์น้ นั มีความซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ประกอบกับขั้นตอนการวิจยั แต่ละ ขั้นตอนนั้นมีความเกี่ยวพันอย่างแน่นแฟ้ นในการดาเนินการวิจยั ผูท้ าการวิจยั ไม่สามารถแยกขั้นตอนใด ขั้นตอนหนึ่งมาทาโดยอิสระ แต่ตอ้ งทาต่อเนื่องกันคล้ายลูกโซ่ต้ งั แต่ตน้ จนได้ผลตามวัตถุประสงค์ในขั้น สุ ดท้าย


26

แบบฝึ กหัดท้ายบท ให้นกั ศึกษาฝึ กทาแบบฝึ กหัดท้ายบท เป็ นอัตนัย จานวน 5 ข้อ ดังต่อไปนี้ ข้อ 1 จงอธิบายวงจรความหมายของกระบวนการวิจยั และความสาคัญของการวิจ ัยทางอุตสาหกรรม การบริ การและการท่องเที่ยว อย่างละเอียด ข้อ 2 การวิจยั ทางอุตสาหกรรมการบริ การ และการท่องเที่ยวสามารถแบ่งประเภทของการวิจยั โดยใช้ เกณฑ์ต่าง ๆ ได้กี่ประเภท อะไรบ้าง จงอธิ บาย ข้อ 3 ให้นกั ศึกษาอธิบายถึงการวิจยั ทางอุตสาหกรรมการบริ การและการท่องเที่ยวเชิงปริ มาณ พร้อม ยกตัวอย่างประกอบ ข้อ 4 ลักษณะของการวิจยั ทางอุตสาหกรรมการบริ การ และการท่องเที่ยวที่ดี ได้มาซึ่ งความรู ้ที่ ถูกต้อง และเชื่อถือได้น้ นั จะต้องมีลกั ษณะอย่างไร จงอธิ บาย ข้อ 5 จงอธิ บายขั้นตอนของการวิจยั ทางอุตสาหกรรมการบริ การ และการท่องเที่ยวที่นิยมใช้กนั มีกี่ ขั้นตอน อะไรบ้าง พร้อมเขียนโครงสร้างของขั้นตอนการวิจยั ทางอุตสาหกรรมการบริ การและ การท่องเที่ยว


%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%201%20%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b9%81%e0