Page 1

บทที่ 6 ทฤษฎีการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดาริ 6.1 บทนา

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยูห่ วั เสด็จ เถลิงถวัลยราชสมบัติ เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2489 นับจนถึง ปั จจุบนั เป็ นเวลายาวนานกว่า 60 ปี จะเห็นได้วา่ พระองค์ทรงอุทิศเวลาในการเสด็จพระราชดาเนินเยีย่ ม เยียนประชาชนในท้องถิ่นทุรกันดารทัว่ ทุกภาคของประเทศไทย เพื่อพระราชทานความช่วยเหลือในการ บาบัดทุกข์บารุ งสุ ขแก่พสกนิกรของประเทศ โดยทรงมีแนวพระราชดาริ ที่จะพัฒนาประชาชนชาวไทยให้อยู่ ในสภาพชุมชนและสิ่ งแวดล้อมที่ดี มีรายได้ และเศรษฐกิจที่ดีข้ ึน ทั้งนี้ดว้ ยสายพระเนตรที่ยาวไกลของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยูห่ วั ที่ทรงงานเพื่อประชาชน ทรงปฏิบตั ิพระองค์เยีย่ งอย่างในการพัฒนา และทรง ให้ความสาคัญในการพัฒนาคนให้อยูไ่ ด้โดยการพึ่งตนเอง 6.2 โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดาริ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยูห่ วั ทรงเป็ นพระมหากษัตริ ยอ์ งค์เดียวในโลก ที่ทรงยอมตรากตราพระ วรกายเพื่อพสกนิกรของพระองค์ดว้ ยการบาเพ็ญพระราชกรณี ยกิจอันนาประโยชน์สุขมาสู่ ประชาชน ซึ่ งเป็ น ที่ประจักษ์แก่สายตาของชาวไทยและชาวต่างประเทศมาโดยตลอด พระองค์ทรงมีแนวพระราชดาริ ต่าง ๆ ออกมาด้วยพระราชหฤทัยมุ่งมัน่ ที่จะพัฒนาความเป็ นอยูข่ องราษฎรให้ดีข้ ึน มีความ “พออยู่ พอกิน” โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดาริ จึงถือกาเนิดขึ้นในประเทศไทย ตั้งแต่ พ.ศ. 2489 จนถึงปัจจุบนั ( วรวุธ สุ วรรณฤทธ์ และคณะ. 2546 : 121-122 )


101

6.3 ประวัติความเป็ นมาโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดาริ พระราชกรณี ยกิจช่วงแรกเริ่ มตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๙๓- ๒๕๐๕ จะเป็ นการช่วยเหลือบรรเทาปั ญหา เฉพาะหน้า ไม่มีลกั ษณะเป็ นโครงการเต็มรู ปแบบอย่างปั จจุบนั เช่น เมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๓ วัณโรค มีอุบตั ิการณ์ สู งและยังไม่หมดไปจากประเทศไทย ปี หนึ่งๆ มีผเู ้ สี ยชีวติ ด้วยโรคนี้เป็ นจานวนไม่นอ้ ย พระบาทสมเด็จพระ เจ้าอยูห่ วั เคยมีพระราชปรารภกับหลวงพยุงเวชศาสตร์ อธิ บดีกรมสาธารณสุ ข เมื่อวันที่ ๖ เมษายน พ.ศ. ๒๔๙๓ ความว่า “คุณหลวง วัณโรค สมัยนีม้ ียารักษากันได้ เด็ดขาดหรือยัง ยาอะไรขาด ถ้ าต้ องการฉันจะหา ให้ อกี ฉันอยากเห็นกิจการแพทย์ของเมืองไทยเจริญมากๆ” จากนั้นในปี พ.ศ. ๒๔๙๖ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยูห่ วั ทรงพระกรุ ณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม พระราชทานพระราชทรัพย์จานวน ๕๐๐,๐๐๐ บาท เพื่อใช้สร้างอาคาร “มหิดลวงศานุสรณ์” ในบริ เวณ สถานเสาวภา สาหรับใช้ในกิจการทางด้านวิทยาศาสตร์ และ ผลิตวัคซี น บี ซี จี ซึ่ งผูค้ นยุคนั้นกาลังประสบ ปั ญหาจากวัณโรคอย่างร้ายแรงทรงริ เริ่ มสร้างภาพยนตร์ ข้ ึน ที่รู้จกั กันในนามว่า “ภาพยนตร์ ส่วนพระองค์” จัดฉายเพื่อหารายได้จากผูบ้ ริ จาค โดยเสด็จพระราชกุศลนามาช่วยเหลือพสกนิกรด้านต่างๆ

เมื่อคราวที่โรคอหิ วาตกโรคระบาดอย่างรุ นแรงในเมืองไทย ซึ่ งโรคนี้ตอ้ งใช้ “น้ าเกลือ” เป็ นจานวน มาก แต่ในขณะนั้นการให้ น้ าเกลือแก่ผปู ้ ่ วยมีค่าใช้จ่ายสู ง เนื่องจากต้องสั่งจากต่างประเทศ และน้ าเกลือที่ ผลิตได้ในประเทศไทยตอนนั้นยังขาดคุณภาพ จนกล่าวกันว่า “ใส่ ใครไปก็ช็อค” จึงได้พระราชทาน พระราชดาริ ให้มีการศึกษาวิจยั และสนับสนุนในการค้นหาวิธีสร้างเครื่ อง กลัน่ น้ าเกลือใช้เอง จนมีคุณภาพ ทัดเทียมกับต่างประเทศ และเป็ นที่ยอมรับกันจนถึงปั จจุบนั นี้ โครงการแพทย์หลวงพระราชทาน “เรื อเวชพาหน์”เพื่อใช้เป็ นหน่วยเคลื่อนที่รักษาราษฎรที่ต้ งั บ้านเรื อนอยูต่ ามลาน้ า โดยพระราชทาน พระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ในการดาเนินการมาจนทุกวันนี้ ด้วยความห่วงใยในทุกข์สุขของอาณาประชาราษฎร์ นับแต่ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยูห่ วั เด็จเถลิง ถวัลยสิ ริราชสมบัติเป็ นต้นมา พระองค์ได้เสด็จพระราชดาเนินไปเยีย่ มเยียนประชาชนตามพื้นที่ต่างๆ ทัว่ ประเทศ โดยเฉพาะในพื้นที่ชนบทยากจน อยูใ่ นภูมิภาคต่างๆ มากกว่าประทับอยูใ่ นพระราชวังที่กรุ งเทพฯ ทั้งนี้เพื่อทรงค้นหาข้อมูลที่แท้จริ งจากประชาชน เจ้าหน้าที่ของรัฐประจาพื้นที่ และทรงสังเกตการณ์ สารวจ สภาพทางภูมิศาสตร์ ไปพร้อมๆกันด้วย ทั้งนี้เพื่อทรงรวบรวมข้อมูลไว้เป็ นแนวทางที่จะพระราชทาน พระราชดาริ ในการดาเนินงานโครงการอันเนื่ องมาจากพระราชดาริ ต่อไป


102

โครงการพระราชดาริ ที่นบั ว่าเป็ นโครงการพัฒนาชนบทโครงการแรก เกิดขึ้นในปี พ.ศ. ๒๔๙๕ โดย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยูห่ วั ทรงพระกรุ ณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม พระราชทานรถบลูโดเซอร์ ให้ หน่วยตารวจตระเวนชายแดนค่ายนเรศวร ไปสร้างถนนเข้าไปยังบ้านห้วยมงคล ตาบลหินเหล็กไฟ (ปัจจุบนั คือ ตาบลทับใต้) อาเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคิรีขนั ธ์ เพื่อให้ราษฎรสามารถสัญจรไปมาและนาผลผลิต ออกมาจาหน่ายยังชุมชนภายนอกได้สะดวกขึ้น และในปี พ.ศ. ๒๔๙๖ ได้พระราชทานพระราชดาริ ให้สร้าง อ่างเก็บน้ าเขาเต่า อาเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคิรีขนั ธ์ เพื่อบรรเทาความแห้งแล้ง เดือดร้อนของราษฎรและ สร้างเสร็ จใช้ประโยชน์ได้ในปี พ.ศ. ๒๕๐๖ นับเป็ นโครงการพระราชดาริ ทางด้านชลประทานแห่งแรกของ พระองค์ 6.4 ลักษณะของโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดาริ โครงการพระราชดาริ ในระยะแรกๆ นั้น สามารถแบ่งออกได้เป็ น ๒ ลักษณะ คือ 1. โครงการที่มีลกั ษณะศึกษา ค้นคว้า ทดลองเป็ นการส่ วนพระองค์ โครงการดังกล่าวนี้เท่ากับเป็ นการเตรี ยม พระองค์ในด้านข้อมูลและความรอบรู ้ที่จะทรงนาไปประยุกต์ใช้ในการแก้ปัญหาและเผยแพร่ แก่เกษตรกร รวมทั้งเป็ นการแสวงหาแนวทางการพัฒนาที่ถูกต้องและเหมาะสมกับสภาพสังคมไทยและสภาพแวดล้อม ในแต่ละท้องถิ่นด้วย 2. โครงการที่มีลกั ษณะเริ่ มเข้าไปแก้ไขปั ญหาหลักของเกษตรกร เนื่องจากเกษตรกรประสบปัญหาและ อุปสรรคในการทาเกษตรกรรมมากขึ้นทุกขณะ ซึ่งในขณะที่พระองค์ทรงมีโครงการทดลองและเรี ยนรู้ไป ด้วยกัน จะทรงเริ่ มก้าวเข้าสู่ การดาเนินการเพื่อแก้ไ ขปั ญหาของเกษตรกรอย่างแท้จริ ง ระยะแรกโครงการยัง จากัดขอบเขตอยูเ่ ฉพาะบริ เวณรอบๆ ที่ประทับในส่ วนภูมิภาค รู ปแบบของการพัฒนาแก้ปัญหา คือ การ พัฒนาแบบผสมผสาน (Integrated Development ) หลังจากนั้นโครงการในลักษณะนี้ค่อยๆ ขยายขอบเขต ออกไปสู่ สังคมเกษตรกรในพื้นที่ที่กว้างขึ้น โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดาริ มีอยูม่ ากมายหลายสาขา หลายประเภท ในระยะแรก มีชื่อเรี ยก แตกต่างกันไป ดังนี้คือ 1) โครงการตามพระราชประสงค์ หมายถึง โครงการซึ่ งทรงศึกษาทดลองปฏิบตั ิเป็ นส่ วนพระองค์ ทรง ศึกษาหารื อกับผูเ้ ชี่ยวชาญในวงงาน ทรงแสวงหาวิธีการทดลองปฏิ บตั ิ ทรงพัฒนาและส่ งเสริ มแก้ไข


103

ดัดแปลงวิธีการเป็ นระยะเวลาหนึ่ง เพื่อดูแลผลผลิตทั้งในพระราชฐานและนอกพระราชฐาน ซึ่งต้องทรงใช้ พระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ในการดาเนินการทดลองจนกว่าจะเกิดผลดี ต่อมาเมื่อทรงแน่พระทัยว่าโครงการ นั้นๆ ได้ผลดี เป็ นประโยชน์แก่ประชาชนอย่างแท้จริ ง จึงโปรดเกล้าฯให้รัฐบาลเข้ามารับงานต่อภายหลัง 2) โครงการหลวง คือ โครงการที่พระองค์ทรงเจาะจงดาเนินการพัฒนาและบารุ งรักษาต้นน้ าลาธารใน บริ เวณป่ าเขาในภาคเหนือ เพื่อบรรเทาอุทกภัยในที่ลุ่มล่าง ด้วยเหตุผลที่พ้นื ที่เหล่านี้เป็ นเขตแดนชาวไทย ภูเขา จึงทรงมีโอกาสพัฒนาชาวเขาชาวดอยให้อยูด่ ีกินดี ให้เลิกการปลูกฝิ่ น เลิกการตัดไม้ทาลายป่ า ทาไร่ เลื่อยลอย และเลิกการค้าไม้เถื่อน ของเถื่อน อาวุธยุทโธปกรณ์นอกกฎหมาย ทรงพัฒนาช่วยเหลือให้ปลูกพืช หมุนเวียนที่มีคุณค่าสู ง ขนส่ งง่าย ปลูกข้าวไร่ และเลี้ยงสัตว์ไว้เพื่อบริ โภค รวมคุณค่าผลผลิตแล้วให้ได้ คุณค่าแทนการปลูกฝิ่ น ทั้งๆที่งานของโครงการนี้กินเวลายาวนานกว่าจะเกิดผลได้ ต้องใช้เวลานานนับสิ บปี การดาเนินงานจะยากลาบากสักเพียงใดมิได้ทรงท้อถอย การพัฒนาค่อยๆได้ผลดีข้ ึนๆ ชาวเขาชาวดอยจึงมี ความจงรักภักดี เรี ยกพระองค์วา่ “ พ่อหลวง” และเรี ยกสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถว่า “ แม่หลวง” โครงการของทั้งสองพระองค์จึงเรี ยกว่า “ โครงการหลวง” 3) โครงการในพระบรมราชานุเคราะห์ หมายถึง โครงการที่พระองค์ได้พระราชทานข้อเสนอแนะและ แนวทางพระราชดาริ ให้เอกชนไปดาเนินการ ด้วยกาลังเงิน กาลังปั ญญา และกาลังแรงงาน พร้อมทั้งการ ติดตามผลงานให้ต่อเนื่องโดยภาคเอกชน เช่น โครงการพัฒนาหมู่บา้ นสหกรณ์เนินดินแดง อาเภอทับสะแก จังหวัดประจวบคิรีขนั ธ์ ซึ่ งสโมสรโรตารี แห่งประเทศไทยเป็ นผูจ้ ดั และดาเนินงานตามพระราชดาริ โครงการพจนานุกรม โครงการสารานุกรมไทยสาหรับเยาวชน เป็ นต้น 4) โครงการตามพระราชดาริ คือโครงการที่ทรงวางแผนพัฒนา และทรงเสนอแนะให้รัฐบาลร่ วมดาเนินการ ตามแนวพระราชดาริ โดยพระองค์เสด็จฯ ร่ วมทรงงานกับหน่วยงานของรัฐบาล ซึ่ งมีท้ งั ฝ่ ายพลเรื อน ตารวจ ทหาร โครงการตามพระราชดาริ น้ ีในปั จจุบนั เรี ยกว่า “ โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดาริ ” มีกระจายอยูท่ วั่ ทุกภูมิภาคของประเทศไทย ปั จจุบนั มีลกั ษณะที่เป็ นโครงการพัฒนาด้านต่างๆ ที่ดาเนินการเสร็ จสิ้ นภายใน ระยะเวลาสั้น และระยะเวลายาวที่มากกว่า๕ ปี ขณะเดียวกันก็มีลกั ษณะที่เป็ นงานด้านวิชาการ เช่น โครงการเพื่อการศึกษาค้นคว้าทดลอง หรื อโครงการที่มีลกั ษณะเป็ นงานวิจยั เป็ นต้น ดังนั้น โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดาริ หมายถึง โครงการ แผนงาน หรื อกิจกรรมใด ๆ ที่ส่วน ราชการ รัฐวิสาหกิจ เป็ นผูด้ าเนินงานเพื่อสนองพระราชดาริ เนื่องจากโครงการ แผนงาน หรื อกิจกรรมใด ๆ ดังกล่าว แท้จริ งเป็ นโครงการที่ได้รับพระราชทานพระราชดาริ ในเบื้อ งต้น แต่กว่าจะถึงขั้นดาเนินการก็ควร จะต้องผ่านขั้นตอนการกลัน่ กรองจากทุกฝ่ าย และบางกรณี ก็ได้เลิกล้มไปเพราะไม่เหมาะสม จึงได้เรี ยกว่า “โครงการอันเนื่องมาจากระราชดาริ ” 6.5 หลักการของโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดาริ ในการดาเนินงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดาริ ใ ห้เป็ นไปตามแนวพระราชดาริ และบรรลุ วัตถุประสงค์ควรจะได้ดาเนินการโดยมีหลักการสาคัญ ๆ คือ


104

1. การแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้ า มุ่งช่วยเหลือแก้ไขปั ญหาเฉพาะหน้าที่ราษฎรกาลังประสบอยู่ หรื อเป็ น ปั ญหาเฉพาะหน้าที่เป็ นปั ญหาเร่ งด่วน เช่น ปั ญหาการป้ องกันน้ าท่วม ปั ญหาการจราจร เป็ นต้น

2. การพัฒนาต้ องเป็ นไปตามขั้นตอนตามลาดับความจาเป็ นและประหยัด ทั้งนี้เพื่อให้มีรากฐาน ที่มนั่ คงก่อนแล้วจึงดาเนินการเพื่อความเจริ ญก้าวหน้าในลาดับต่อ ๆ ไป พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยูห่ วั ทรง เน้นการพัฒนาที่มุ่งสร้างความเข้มแข็งให้แก่ ชุมชน ในลักษณะการพึ่งตนเองทรงใช้คาว่า "ระเบิดจากข้าง ใน" นัน่ คือทาให้ ชุมชน หมู่บา้ นมีความเข้มแข็งก่อนแล้วจึงค่อยออกมาสู่ สังคมภายนอก 3. การพึง่ ตนเอง เป็ นการดาเนินการขั้นตอนที่ต่อเนื่องจากขั้นตอนทั้ง 2 ข้อ คือ การพัฒนาให้ ประชาชนสามารถอยูใ่ นสังคมได้ตามสภาพ และสามารถ "พึง่ ตนเองได้ " ตัวอย่างการพึ่งตนเองเพื่อแก้ไข ปัญหาความยากจนของราษฎร คือ โครงการธนาคารข้าว โครงการธนาคารโค – กระบือ การอบรมให้ความรู้ สาขาต่าง ๆ ในด้านการเกษตรและศิลปาชีพ 4. การส่ งเสริมความรู้ และเทคนิควิชาการสมัยใหม่ พระองค์จะทรงเห็นว่าสิ่ งที่ชาวชนบท ขาดแคลนและเป็ นความต้องการ ก็คือความรู ้ในการทามาหากิน การทาการเกษตรโดยใช้เทคโนโลยี สมัยใหม่ พระองค์ทรงเน้น"ตัวอย่างของความสาเร็ จ" ดังนั้นพระองค์จึงพระราชทานพระราชดาริ ให้จดั ตั้ง "ศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดาริ " ขึ้นในทุกภูมิภาคของประเทศ เพื่อเป็ น สถานที่ศึกษาทดลองวิจยั และแสวงหาความรู ้ เทคนิควิชาการสมัยใหม่ ที่ราษฎร "รับได้" นาไป "ดาเนินการเองได้" และเป็ นวิธีการที่ "ประหยัด" 5. การอนุรักษ์ และพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติ เนื่องจากในการพัฒนาประเทศในระยะเวลาที่ผา่ น มาได้เน้นการเจริ ญเติบโตทางเศรษฐกิจเป็ นสาคัญ ทาให้มีการใช้ทรัพยากรอย่างฟุ่ มเฟื อย พระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยูห่ วั ทรงเห็นว่าการพัฒนาฟื้ นฟูทรัพยากรธรรมชาติ จะมีผลต่อการพัฒนาการเกษตร จึงทรงมุ่งเน้น ที่จะให้มีการพัฒนา และอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ เพื่อเป็ นรากฐานของการพัฒนาประเทศในระยะยาว


105

6. การส่ งเสริมและปรับปรุ งคุณภาพสิ่ งแวดล้ อม เนื่องจากเศรษฐกิจขยายตัวในอัตราที่สูงและรวดเร็ ว ทาให้โครงสร้างทางเศรษฐกิจเปลี่ยนไปสู่ การผลิตที่มีภาคอุตสาหกรรม และบริ การเป็ นหลัก มีผลทาให้สังคม ไทยเปลี่ยนเป็ นสังคมเมืองและเกิดปั ญหาทางด้านความเสื่ อมโทรมของสภาพแวดล้อม ดังนั้นจึงเกิดโครงการ ในพระราชดาริ เพื่อแก้ไขปั ญหาต่าง ๆ 6.6 ประเภทของโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดาริ โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดาริ เป็ นโครงการที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยูห่ วั ทรงวางแผนพัฒนา ทรง เสนอแนะให้รัฐบาลร่ วมดาเนินการตามพระราชดาริ โดยพระองค์เสด็จพระราชดาเนิน ร่ วมทรงงานกับหน่วยงาน ของรัฐบาล ซึ่ งมีท้ งั ฝ่ ายพลเรื อน ตารวจ ทหารและประชาชนไทย ทัว่ ประเทศโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดาริ ที่ อยูใ่ นความรับผิดชอบของสานักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดาริ (สานักงาน กปร.) ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2525-2549 มีจานวน 3,998 โครงการ แยกออกเป็ นประเภทต่าง ๆ ได้ 8 ประเภท ซึ่ งส่ วนใหญ่เป็ นการพัฒนาแหล่งน้ าและการเกษตร คือ 1) โครงการเกีย่ วกับการพัฒนาแหล่งนา้

การพัฒนาแหล่งน้ าเพื่อการเพาะปลูกหรื อการชลประทาน นับว่า เป็ นงานที่มีความสาคัญ และมีประโยชน์ อย่างยิง่ สาหรับประชาชน ส่ วนใหญ่ของประเทศ ในการช่วยให้เกษตรกร ทาการเพาะปลูกได้อย่าง สมบูรณ์ตลอดปี ในปั จจุบนั พื้นที่การเพาะปลูกส่ วนใหญ่ทุกภาคของประเทศเป็ นพื้นที่เพาะปลูกนอกเขตชลประทาน ซึ่งต้องอาศัย เพียงน้ าฝน และน้ า จากแหล่งน้ าธรรมชาติเป็ นหลัก ทาให้พืชได้รับน้ าไม่ สม่าเสมอตามที่พืชต้องการเป็ นผลให้


106

ผลผลิตที่ได้รับไม่ดีเท่าที่ ควร พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยูห่ วั ทรงให้ความ สนพระราชหฤทัย เกี่ยวกับการพัฒนา แหล่งน้ า มากกว่าโครงการพัฒนาอันเนื่องมาจาก พระราชดาริ ประเภทอื่น ทรงให้ความสาคัญในลักษณะ "นา้ คือ ชีวติ " ดังพระราชดารัส ณ สวนจิตรลดา เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2529 ความว่าตอนหนึ่ง "...หลักสาคัญว่ าต้ องมีนา้ บริโภค นา้ ใช้ นา้ เพือ่ การเพาะ ปลูก เพราะว่ าชี วติ อยู่ทนี่ ั่น ถ้ ามีนา้ คนอยู่ได้ ถ้ าไม่ มี นา้ คน อยู่ไม่ ได้ ไม่ มีไฟฟ้าคนอยู่ได้ แต่ ถ้ามีไฟฟ้าไม่ มีนา้ คน อยู่ไม่ ได้ ..." การพัฒนาแหล่งนา้ อันเนื่องมาจากพระราชดาริน้ัน มีหลักและ วิธีการทีส่ าคัญ ๆ คือ 1. การพัฒนาแหล่งน้ าจะเป็ นรู ปแบบใด ต้องเหมาะสมกับราย ละเอียดสภาพ ภูมิประเทศเสมอ 2. การพิจารณาวางโครงการพัฒนาแหล่งน้ า ต้องเหมาะสมกับสภาพแหล่งน้ าธรรมชาติ ที่มีในแต่ละท้องถิ่น เสมอ 3. พิจารณาถึงความเหมาะสมในด้านเศรษฐกิจ และสังคมของท้องถิ่น หลีกเลี่ยงการเข้าไปสร้างปัญหาความ เดือดร้อนให้กบั คนกลุ่ม หนึ่ง โดยสร้างประโยชน์ ให้กบั คนอีกกลุ่มหนึ่ง ไม่วา่ ประโยชน์ทางด้านเศรษฐกิจเกี่ยวกับ การลงทุนนั้น จะมีความ เหมาะสมเพียงใดก็ตาม ด้วยเหตุน้ ีการทางานโครงการพัฒนาแหล่งน้ าทุกแห่งจึงพระ ราชทานพระราชดาริ ไว้วา่ ราษฎรในหมู่บา้ น ซึ่ ง ได้รับประโยชน์จะ ต้องดาเนินการแก้ไขปั ญหาเรื่ องที่ดิน โดยจัดการ ช่วยเหลือผูท้ ี่ เสี ยประโยชน์ตามความ เหมาะสมที่จะตกลงกันเอง เพื่อให้ทางราชการสามารถเข้าไปใช้ที่ดินทาการก่อสร้างได้ โดยไม่ตอ้ งจัดซื้ อที่ดิน ซึ่ง เป็ นพระบรมราโชบาย ที่มุ่งหวังให้ราษฎรมีส่วน ร่ วมกับรัฐบาล และช่วยเหลือเกื้อกูลกันภายในสังคมของตนเอง และ มีความหวงแหน ที่จะต้องดูแลบารุ งรักษาสิ่ งก่อสร้างนั้นต่อไปด้วย โครงการพัฒนา แหล่งน้ าอันเนื่องมาจาก พระราชดาริ อาจแบ่งออกได้ เป็ น 5 ประเภท ดังต่อไปนี้ 1) โครงการพัฒนาแหล่งน้ า เพื่อการเพาะปลูก และอุปโภค บริ โภค ได้แก่ อ่างเก็บน้ า และฝายทดน้ า 2) โครงการพัฒนาแหล่งน้ า เพื่อการรักษาต้นน้ าลาธาร 3) โครงการพัฒนาแหล่งน้ า เพื่อการผลิตไฟฟ้ าพลังน้ า 4) โครงการระบายน้ าออกจากพื้นที่ลุ่ม 5) โครงการบรรเทาอุทกภัย อย่างไรก็ตามโครงการพัฒนาแหล่งน้ าอันเนื่องมาจากพระราชดาริ ส่ วนใหญ่จะมีวตั ถุประสงค์ เพื่อการเกษตร เป็ นสาคัญ แต่ก็มีการ พัฒนาแหล่งน้ า หลาย ๆ โครงการที่มีวตั ถุประสงค์ หลาย ๆ อย่าง พร้อมกันไป โครงการ พัฒนาแหล่งน้ าอันเนื่องมาจากพระราชดาริ สามารถก่อให้เกิดประโยชน์แก่ประชาชน และประเทศชาติเป็ น ส่ วนรวม ทั้ง ในระยะสั้นและระยะยาว พอสรุ ปได้ดงั นี้ 1. ช่วยให้พ้นื ที่เพาะปลูกมีน้ าอย่างอุดมสมบูรณ์ สามารถทา การเพาะปลูกได้ท้ งั ฤดูฝนและฤดูแล้ง ช่วยให้ได้ ผลิตผลมากขึ้น และสามารถทาการเพาะปลูก ครั้งที่สองได้ เป็ นการช่วยให้ราษฎร มีรายได้มากขึ้น 2. ในบางท้องที่เคยมีน้ าท่วมขัง จนไม่สามารถใช้ทาการเพาะ ปลูกได้ หรื อไม่ได้ผลดีเท่าที่ควร โครงการ ระบายน้ าออกจากพื้นที่ ลุ่มอันเนื่องมาจากพระราชดาริ เช่น บริ เวณขอบพรุ ทาให้พ้นื ที่ แห้งลงจนสามารถจัดสรร


107

ให้ราษฎรที่ไม่มีที่ดินเป็ นของตนเองเข้าทา กินได้ ช่วยให้ไม่ไปบุกรุ กทาลายป่ าหาที่ทากินแห่งอื่น ๆ ต่อไป ซึ่ ง เป็ น การช่วยรักษาป่ าไม้อนั เป็ นทรัพยากรของชาติไว้ได้ 3. เมื่อมีการก่อสร้างอ่างเก็บน้ าขนาดต่าง ๆ ไว้ ก็มีการปล่อยพันธุ์ปลา ทาให้ราษฎรตามหมู่บา้ นที่อยูใ่ กล้เคียง สามารถมี ปลาบริ โภคภายในครอบครัว หรื อเสริ มรายได้ข้ ึน 4. ช่วยให้ราษฎรมีน้ าเพื่อการอุปโภคบริ โภคที่สะอาดอย่าง พอเพียงตลอดปี ทาให้ราษฎรมีสุขภาพพลานามัยดี ขึ้น และยัง ช่วยให้มีแหล่งน้ าสาหรับการเลี้ยงสัตว์ดว้ ย 5. บางโครงการจะเป็ นประเภท เพื่อบรรเทาอุทกภัยในเขตชุมชนเมืองใหญ่ เช่น กทม. และปริ มณฑล ช่วยลด ความเสี ยหายต่อระบบเศรษฐกิจ ทั้ง ภาคเอกชน และภาครัฐบาลเป็ นอันมาก 6. โครงการพัฒนาแหล่งน้ า เพื่อการผลิตไฟฟ้ าพลังน้ า จะช่วย ให้ราษฎรที่อยูใ่ นป่ าเขาในท้องที่ทุรกันดารได้มี ไฟฟ้ าใช้ สาหรับแสงสว่างในครัวเรื อนได้บา้ ง 7. โครงการพัฒนาแหล่งน้ า เพื่อการรักษาต้นน้ าลาธารอันเนื่อง มาจากพระราชดาริ โดยการสร้างฝายเก็บกัก น้ าบริ เวณต้นน้ าลาธาร เป็ นชั้น ๆ พร้อมระบบกระจายน้ าจากฝายต่าง ๆ ไปสู่ พ้นื ที่สองฝั่ง ของลาธาร ทาให้พ้นื ดิน ชุ่มชื้น และป่ าไม้ตามแนวสองฝั่งลาธาร เขียวชอุ่มตลอดปี ลักษณะเป็ นป่ าเปี ยกสาหรับป้ องกันไฟป่ าเป็ นแนว กระจายไปทัว่ บริ เวณต้นน้ าลาธาร ทาให้ทรัพยากรธรรมชาติมีความ อุดมสมบูรณ์ไว้ต่อไป กล่าวได้วา่ งานพัฒนาแหล่งน้ านั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่ หัว ทรงทาทุกอย่างทุกขั้นตอน ดังที่นาย ปราโมทย์ ไม้กลัด เล่าให้ ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 5-10 ตุลาคม 2538 ดังนี้ "...งานของพระองค์ ท่านมีต้งั แต่ ถ้ า นา้ ขาดแคลนก็จัดหานา้ และ เมื่อนา้ ท่วม นา้ มากก็จัดการ บรรเทาให้ น้อยลง เมื่อมีนา้ เน่ าเสี ย ก็ต้องมีการจัดการ ทางานด้ านนา้ ทั้งหมด ท่านจะทราบปัญหาอย่าง ละเอียด...." 2. โครงการเกีย่ วกับการเกษตร

เกษตรกรรมเป็ นอาชีพพื้นฐานของคนในสังคมไทยมาทุกยุคทุกสมัย ประชากรประมาณสองในสามอยูใ่ นภาค เกษตร การพัฒนาการเกษตรเป็ นเป้ าหมายที่สาคัญของการพัฒนาประเทศมาตลอด สาขาการเกษตรเป็ นสาขาที่


108

ได้รับความสาคัญอย่างสู งในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติทุกฉบับ แนวพระราชดาริ เกี่ยวกับการพัฒนาประสิ ทธิภาพการผลิตทางการเกษตรที่สาคัญ คือ การที่ทรงเน้นในเรื่ อง ของการค้นคว้า ทดลอง และวิจยั หาพันธุ์พืชต่างๆ ใหม่ๆ ทั้งพืชเศรษฐกิจ เช่น หม่อนไหม ยางพารา ฯลฯ ทั้งพืช เพื่อการปรับปรุ งบารุ งดิน และพืชสมุนไพร ตลอดจนการศึกษาเกี่ยวกับแมลงศัตรู พืช ทั้งนี้รวมพันธุ์สัตว์ต่างๆ ที่ เหมาะสม เช่น โค กระบือ แพะ แกะ พันธุ์ปลา ฯลฯ และสัตว์ปีกทั้งหลายด้วย เพื่อแนะนาให้เกษตรกรนาไป ปฏิบตั ิได้ราคาถูก ใช้เทคโนโลยีที่ง่าย และไม่สลับซับซ้อน ซึ่งเกษตรกรจะสามารถรับไปดาเนินการเองได้และที่ สาคัญ คือ พันธุ์พืช พันธุ์สัตว์ หรื อเทคนิควิธีการดูแลต่างๆ นั้น จะต้องเหมาะสมกับสภาพสังคมและ สภาพแวดล้อมของท้องถิ่นนั้นๆ ด้วย อย่างไรก็ตาม มีพระราชประสงค์เป็ นประการแรก คือ การทาให้เกษตรกรสามารถพึ่งตนเองได้โดยเฉพาะใน ด้านอาหารก่อนเป็ นอันดับแรก เช่น ข้าว พืชผัก ผลไม้ ฯลฯ 3. โครงการเกี่ยวกับสิ่ งแวดล้อม ปั ญหาเรื่ องสิ่ งแวดล้อม เป็ นปั ญหาที่มีความสาคัญควบคู่กบั การพัฒนาความเจริ ญก้าวหน้าซึ่ งเป็ น ปั ญหาร่ วมกัน ของทุก ประเทศ กล่าวคือ การพัฒนายิง่ รุ ดหน้าปั ญหาคุณภาพ สิ่ งแวดล้อม และภาวะมลพิษก็ยงิ่ ก่อ ตัว และทวีความรุ นแรงมากยิง่ ขึ้น ประเทศไทยก็เป็ นประเทศหนึ่งที่กาลังประสบกับปั ญหาดังกล่าวอยูใ่ นขณะนี้ ทั้งนี้ เพราะการพัฒนาเศรษฐกิจ ในช่วงที่ผา่ นมา ให้ความ สาคัญกับอัตราความเจริ ญเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยการ นาเอาทรัพยากรมาใช้ประโยชน์แต่ไม่ได้มีการวางแผนการจัดการที่เหมาะสม รองรับปั ญหา ที่จะเกิดขึ้น ทาให้ ทรัพยากรธรรมชาติที่เหลืออยูม่ ีสภาพเสื่ อมโทรมลง โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดาริ ส่ วนใหญ่จะเป็ นวิธีการที่ จะทานุบารุ ง และปรับปรุ งสภาพทรัพยากร และสิ่ งแวดล้อมให้ดีข้ ึนในด้านต่างๆ อาทิเช่น การอนุรักษ์ และพัฒนา ทรัพยากรธรรมชาติ ดิน น้ า และป่ าไม้ นอกจากนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยูห่ วั ทรงห่วงใยในการประกอบอาชีพ ทางด้านการเกษตรของประชาชนที่ยงั มิได้ใช้ประโยชน์จากพื้นที่ทากิน เพื่อเพิ่มผลผลิตให้มากยิง่ ขึ้น จึงทรงพระ กรุ ณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานแนวพระราชดาริ “ทฤษฎีใหม่เพื่อการเกษตร” เป็ นแนวทางในการจัดการที่ดินและ แหล่งน้ าในพื้นที่ทากินที่มีขนาดเล็ก ประมาณ 15 ไร่ ด้วยวิธีการจัดสรรที่ดินให้เหมาะสมกับการทาการเกษตรแบบ ผสมผสานอย่างได้ผล เพื่อให้เกษตรกรรมมีรายได้ใช้จ่ายตลอดปี ซึ่ งได้ดาเนินการอย่างแพร่ หลายในปั จจุบนั


109

4. โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดาริด้านสาธารณสุ ข พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยูห่ วั ทรงให้ความสาคัญกับงาน สาธารณสุ ขเป็ นอย่างยิง่ ดังจะเห็นว่า โครงการที่พระราชทาน ให้กบั ประชาชนในระยะแรก ๆ ล้วนแต่เป็ นโครงการ ด้านสาธารณสุ ข พระ องค์ทรงให้ ความสาคัญกับการสาธารณสุ ข เพราะการที่ประชาชนมีร่างกายที่สมบูรณ์แข็งแรงจะนาไปสู่ สุขภาพจิตที่ดี และ ส่ งผลให้ การพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคมดีตามไปด้วย ดังจะขออัญเชิญพระราชดารัสมา ณ ที่น้ ีคือ"...การรักษาความสมบูรณ์ แข็งแรงของร่ างกายเป็ นปัจจัย ของ เศรษฐกิจทีด่ ี และสั งคมทีม่ ั่นคงเพราะร่ างกายทีแ่ ข็งแรงนั้น โดยปกติจะอานวยผลให้ สุขภาพจิตใจสมบูรณ์ และเมื่อมีสุขภาพ สมบูรณ์ ดี พร้ อมทั้งร่ างกาย และจิตใจแล้ว ย่อมมีกาลังทา ประ โยชน์ สร้ างสรรเศรษฐกิจและ สั งคมของบ้ านเมืองได้ เต็มที่ ทั้งไม่ เป็ นภาระแก่สังคมด้ วย คือเป็ นผู้แต่ งสร้ างมิใช่ ผ้ ถู ่ วงความ เจริญ..." ในการเสด็จพระราชดาเนินเยีย่ มราษฎร พระบาทสมเด็จพระเจ้า อยูห่ วั ทรงพบว่าราษฎรเป็ นจานวน มาก ขาดการดูแลรักษาในด้านสุ ข ภาพ อนามัย โครงการหน่วยแพทย์พระราชทานจึงได้ถือกาเนิดขึ้นในปี พ.ศ. 2510 ต่อมาเมื่อมีการเสด็จแปรพระราชฐานไปประทับแรม เพื่อเยีย่ มราษฎรในพื้นที่โครงการ ต่าง ๆ โครงการ พระราชดาริ ดา้ นการแพทย์จึงได้ขยาย ขอบข่ายออกไปอย่างกว้างขวาง


110

5. โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดาริด้านการส่ งเสริมอาชีพ สาหรับการส่ งเสริ มอาชีพนั้น หากเป็ นโดยทางอ้อมแล้วโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดาริ ส่ วนใหญ่เมื่อได้ดาเนินการบรรลุวตั ถุประสงค์ของโครงการแล้ว จะทาให้เกิดการส่ งเสริ มอาชีพแก่ราษฎรใน พื้นที่ ใกล้เคียง โดยเฉพาะศูนย์ศึกษาการพัฒนาทั้งหลายนั้น จุดมุ่งหมายที่สาคัญของการจัดตั้งขึ้นมาก็เพื่อที่จะให้มี การศึกษา ค้นคว้า ทดลอง วิจยั เพื่อแสวงหาแนวทาง และวิธีการพัฒนาด้านต่างๆ ที่เหมาะสมกับสภาพแวดล้อม และการประกอบอาชีพของราษฎรที่อาศัยอยูใ่ นภูมิภาคนั้นๆ เพื่อให้ราษฎรสามารถนาไปปฏิบตั ิได้อย่างจริ งจัง ส่ วน โครงการประเภทการส่ งเสริ มอาชี พโดยตรงนั้นก็มีจานวนไม่นอ้ ย ทั้งนี้ เพื่อเป็ นการช่วยเหลือ ให้ประชาชนสามารถ พึ่งตนเองได้ จึงได้มีโครงการเกี่ยวกับประเภทการส่ งเสริ มอาชีพโดยตรง เช่น โครงการฝึ กอบรม และถ่ายทอด เทคโนโลยีการเกษตรใน หมู่บา้ นรอบศูนย์ศึกษาการพัฒนาฯ โครงการศิลปาชีพพิเศษทัว่ ประเทศ โครงการส่ งเสริ ม อุตสาหกรรมน้ ามันปาล์มขนาดเล็ก โครงการ ศูนย์บริ การ พัฒนาขยายพันธุ์ไม้ดอกไม้ผลบ้านไร่ จังหวัดเชียง ใหม่ และโครงการอื่น ๆ อีกมาก ซึ่ งโครงการเหล่านี้ผลสุ ดท้ายของ โครงการคือประชาชนที่อยูใ่ นเป้ าหมายโครงการ สามารถที่จะนาความ รู้ไปประกอบอาชีพ จนทาให้เกิดรายได้กบั ครอบครัว


111

6. โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดาริด้านคมนาคมสื่ อสาร โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดาริ ด้านคมนาคมสื่ อสาร ส่ วนใหญ่ จะเป็ นโครงการเกี่ยวกับ ปรับปรุ งถนนหนทาง การก่อสร้างถนนเพื่อการ สัญจรไปมาได้สะดวกและทัว่ ถึง การคมนาคมเป็ นปั จจัยพื้นฐานที่ สาคัญของการนาความเจริ ญไปสู่ ชนบท การสื่ อสาร ติดต่อที่ดียงั ผล สาคัญทาให้เศรษฐกิจของราษฎรในพื้นที่ดีข้ ึน ราษฎรก็มีความเป็ นอยูท่ ี่ดีข้ ึน ในการพัฒนาชนบทนั้น การคมนาคม เป็ นปั จจัยพื้นฐานที่ สาคัญที่จะมองข้ามไปเสี ย มิได้ เพราะเป็ นเสมือนประตูเชื่อม ระหว่างในเมือง และชนบท ดังนั้น การที่จะเริ่ มโครงการพัฒนาใด ๆ นั้น จะต้องเริ่ มจากการปรับปรุ ง และการก่อสร้างถนนหนทางเป็ นการเปิ ด ประตูนาความเจริ ญเข้าไปสู่ พ้นื ที่


112

7. โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดาริด้านสวัสดิการสั งคม โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดาริ ด้านสวัสดิการสังคม เป็ นโครงการเพื่อช่วยเหลือราษฎรให้มีที่ อยูอ่ าศัย ที่ทากิน และได้ รับสิ่ งอานวยความสะดวกขั้นพื้นฐานที่จาเป็ น ในการดารงชีวติ ทั้ง นี้เป็ นการส่ งเสริ มให้ ราษฎรมีความเป็ นอยูท่ ี่ดีข้ ึน โดยจัดหาที่อยูอ่ าศัย และที่ทากินให้แก่ราษฎร ตลอดจนสิ่ งจาเป็ นขั้นพื้นฐาน ที่ ประชาชนพึงจะได้รับ เช่น แหล่งน้ าเพื่อใช้ในการอุปโภค บริ โภค เพื่อให้มาตรฐานความเป็ นอยูข่ องราษฎรดีข้ ึน พอ อยู่ พอกิน ดารง ชีวติ อยูด่ ว้ ยความผาสุ ข ตัวอย่างของโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดาริ ด้านสวัสดิการสังคม เช่น โครงการพัฒนาพื้นที่วดั ญาณสังวรารามอันเนื่องมาจากพระราชดาริ มีวตั ถุประสงค์ เพื่อ พัฒนาพื้นที่ทางการเกษตร ที่เสื่ อมโทรม ให้อุดมสมบูรณ์ เหมาะแก่การ เกษตรต่อไป และเป็ นศูนย์บริ การการพัฒนาด้านการเกษตร รวมทั้งให้ การอบรมผูส้ นใจ พร้อมกันนี้วดั จะเป็ นศูนย์รวมจิตใจ โดยการพัฒนา จิตใจพร้อม ๆ ไปกับการพัฒนาเศรษฐกิจและ สังคมด้วย โครงการ ห้วยองคตอันเนื่องมาจากพระราชดาริ ลักษณะงาน เป็ นการสารวจแบ่ง แปลงที่อยูอ่ าศัย และ พื้นที่การเกษตรให้ราษฎรในพื้นที่ จานวน 250 ครอบครัวพร้ อม ๆ กับจัดสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานทั้งด้าน การศึกษา สาธารณสุ ข สาธารณูปโภคต่าง ๆ ให้ประชาชนเหล่านั้นได้อยูอ่ าศัยตามควรแก่ อัตภาพที่เหมาะสม


113

8. โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดาริทสี่ าคัญและประเภทอืน่ ๆ ได้แก่ โครงการอันเนื่องมาจาก พระราชดาริ นอกเหนือจากโครงการทั้ง 7 ประเภทที่ระบุมาแล้วข้างต้นเช่น โครงการศูนย์ศึกษาการพัฒนาอัน เนื่องมาจากพระราชดาริ ท้ งั 6 แห่ง โครงการก่อสร้างเขื่อนป้ องกันน้ าทะเลกัดเซาะอันเนื่องมาจากพระราชดาริ จังหวัดเพชรบุรี นอกจากนั้นยังรวมถึงโครงการด้านการศึกษา การวิจยั การจัดและพัฒนาที่ดิน จะเห็นได้วา่

6.7 ศูนย์ ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดาริ ในการดาเนินงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดาริ น้ นั นอกจากแนวทางและหลักการดังกล่าว ข้างต้นคือ การพัฒนาต้องเป็ นไปตามขั้นตอน โดยที่จะต้องทาให้ชุมชนมีความเข้มแข็งก่อน แล้วมีการพัฒนาต่อไป ให้ประชาชนสามารถพึ่งตนเองได้ ขณะเดียวกันจะต้องอนุรักษ์และพัฒนาทรัพยากรสิ่ งแวดล้อม ส่ งเสริ มความรู ้ เทคนิควิชาการสมัยใหม่พร้อมๆกันไปด้วย อย่างไรก็ตามในการดาเนินงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดาริ น้ นั จะต้องคานึงถึงสภาพแวดล้อมทางภูมิศาสตร์ และสังคมวิทยาของแต่ละท้องถิ่นทีมีความแตกต่างกันด้วยเสมอ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยูห่ วั ได้พระราชทานพระราชดาริ ให้จดั ตั้ง “ศูนย์ ศึกษาการพัฒนาอัน เนื่องมาจากพระราชดาริ ” ขึ้นตามภูมิภาคต่างๆ เมื่อวันที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2526 ดังนี้ “...เป็ นการสาธิตการพัฒนาเบ็ดเสร็จ หมายถึง ทุกสิ่ งทุกอย่ างทุกด้ านของชี วติ ประชาชนทีจ่ ะหาเลีย้ ง ชีพในท้องทีจ่ ะทาอย่างไร และได้ เห็นวิทยาการแผนใหม่ จะสามารถทีจ่ ะหาดูวธิ ีการ จะทามาหากินให้ มี ประสิ ทธิภาพ...” จากพระราชดาริ ดงั กล่าวข้างต้นพอสรุ ปได้วา่ ศูนย์การศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดาริ มี แนวทางและวัตถุประสงค์ ดังนี้


114

(1) (2) (3) (4) (5)

(1) ดาเนินการศึกษา ค้นคว้า ทดลอง วิจยั เพื่อแสวงหาแนวทางและวิธีการพัฒนาทางด้านต่างๆ ให้ เหมาะสม สอดคล้องกับสภาพแวดล้อม จึงเปรี ยบเสมือน “ต้นแบบ” (2) เพื่อแลกเปลี่ยนสื่ อสารระหว่างนักวิชาการ นักปฏิบตั ิ และประชาชนในด้านการศึกษา ค้นคว้า ทดลอง วิจยั ต่างๆ และควรเป็ นแหล่งผสมผสานวิชาการและการปฏิบตั ิเป็ นแหล่งความรู ้ของประชาชน (3) พัฒนาแบบผสมผสาน เป็ นตัวอย่างที่ดีของแนวคิดแบบสหวิทยาการ ซึ่ งก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุ ด ในพื้นที่น้ นั ๆ และควรเป็ นการผสมผสานการดาเนินงานและการบริ หารที่เป็ นระบบด้วย (4) ประสานงานระหว่างส่ วนราชการ จึงเน้นการประสานงาน ประสานแผนงาน ระหว่างกรมกอง และส่ วนราชการอื่น ๆ ให้เกิดเป็ นจริ งขึ้น (5) เป็ นศูนย์บริ การในรู ปแบบครบวงจรที่เรี ยกว่า “บริ การแบบเบ็ดเสร็ จ” (One Stop Service) เพื่อ ให้บริ การแก่ประชาชนและเกษตรกรเป็ นเสมือน “พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติทีมีชีวติ ” โดยมีกิจกรรมด้านการศึกษาและ พัฒนาที่ต่อเนื่อง สามารถนาผลการศึกาไปส่ งเสริ มกับหมู่บา้ นเป้ าหมายที่เรี ยกว่า “หมู่บา้ นรวมศูนย์” ด้วยการเข้ามา รับการอบรมหลักสู ตรต่าง ๆ ด้วยตนเองหรื อเข้ามาเป็ นหมู่คณะก็ได้ 6.8 พืน้ ทีศ่ ูนย์ ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดาริ เนื่องจากศูนย์ศึกษาการพัฒนาฯทั้ง ๖ ศูนย์ ตั้งอยูต่ ามภูมิภาคต่างๆ ได้ทาการศึกษาเพื่อให้ได้มาซึ่งความรู้ ที่จะนาไปส่ งเสริ มให้เกษตรกรได้นาไปใช้ในการประกอบอาชีพในหลายๆด้าน โดยเฉพาะทางด้านการเกษตร อย่างไรก็ตามแต่ละศูนย์ จะทาการศึกษาเน้นหนัก แตกต่างกันไปตามสภาพภูมิศาสตร์ สังคมที่ศูนย์ศึกษาการพัฒนา ฯนั้นตั้งอยู่ รายละเอียดดังนี้คือ 1. ศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อนอันเนื่องมาจากพระราชดาริ จังหวัดฉะเชิงเทรา 2.ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยทรายอันเนื่องมาจากพระราชดาริ จังหวัดเพชรบุรี 3.ศูนย์ศึกษาการพัฒนาอ่าวคุง้ กระเบนอันเนื่องมาจากพระราชดาริ จังหวัดจันทบุรี 4.ศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพานอันเนื่องมาจากพระราชดาริ จังหวัดสกลนคร 5.ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้อนั เนื่องมาจากพระราชดาริ จังหวัดเชียงใหม่ 6.ศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุทองอันเนื่องมาจากพระราชดาริ จังหวัดนราธิวาส


115

ศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดาริ ทั้ง 6 แห่ง มีรายละเอียด ดังนี้ 1. ศูนย์ ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้ อนอันเนื่องมาจากพระราชดาริ ตั้ง ณ ตาบลเขาหิ นซ้อน อาเภอพนม สารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา ซึ่งนับเป็ นศูนย์ศึกษาการพัฒนาฯ แห่งแรก ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 8 สิ งหาคม 2522 อีกทั้งเป็ นศูนย์ศึกษาการพัฒนาที่ถือเป็ นตัวอย่างของการพัฒนาตามแนวเกษตรยัง่ ยืน (Sustainable Agriculture) แห่งหนึ่ง มีพ้นื ที่ดาเนินการจานวน 1,895 ไร่ ประกอบด้วย พื้นที่ศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหิ น ซ้อน ฯ จานวน 1,240 ไร่ และพื้นที่โครงการส่ วนพระองค์เขาหิ นซ้อนฯ จานวน 655 ไร่ ดาเนินการพัฒนา ทางด้านการเกษตรอย่างสมบูรณ์แบบ โดยเน้นการปรับปรุ งและฟื้ นฟูทรัพยากรธรรมชาติของดินและน้ า ให้มีความสมบูรณ์ เนื่องจากสภาพพื้นที่แห่งนี้มีการตัดไม้ แล้วปลูกพืชไร่ เช่น ข้าวโพด และมัน สาปะหลัง ทาให้ดินจืด และเสื่ อมคุณภาพจนกลายเป็ นดินทราย ในฤดูแล้วจะมีการชะล้าง เนื่องจากลมพัด (Wind erosion) ในฤดูฝนจะมีการชะล้างเนื่องจากน้ าเซาะ (Water erosion) ทาให้หน้าดินถูกทาลายไม่ สามารถใช้ประโยชน์ได้


116

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยูห่ วั ได้พระราชทานพระราชดาริ ให้ทาการฟื้ นฟูสภาพของดิน เพื่อให้เกษตรกร สามารถนาไปใช้ในการประกอบอาชีพได้อย่างยัง่ ยืน โดยใช้วชิ าการในหลายๆ ด้าน ประกอบกันเป็ นการ ดาเนินการแก้ไขในลักษณะผสมผสานของหลายๆ หน่วยงานแบบบูรณาการ โดยดาเนินการพัฒนาด้านต่างๆ อาทิ การพัฒนาปรับปรุ งดินโดยใช้ปุ๋ยพืชสด และการปลูกพืชตระกูลถัว่ เป็ นพืชแซม การป้ องกันศัตรู พืชโดยวิธี ธรรมชาติ การศึกษาความเหมาะสมของการใช้ประโยชน์ที่ดินในการปลูกไม้ผล การฟื้ นฟูสภาพป่ า การบารุ งพันธุ์ ไม้เดิม ไม้มีค่าหายาก และไม้มีค่าทางเศรษฐกิจ การจัดทาสวนสมุนไพร การรวบรวมพันธุ์ไม้ป่าหายากในภาค ตะวันออก การสาธิ ตการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ าในกระชัง การสาธิตการเพาะเลี้ยงพันธุ์ปลาสวยงาม ซึ่งราษฎรสามารถ นาไปประกอบอาชีพเป็ นรายได้เสริ ม นอกเหนือจากการทาการเกษตร รวมทั้งแนะนาส่ งเสริ มระบบสหกรณ์ให้แก่ เกษตรกร การให้บริ การสี ขา้ ว ฝึ กอบรมการแปรรู ปผลผลิตเพื่อจาหน่าย อันจะทาให้เกษตรกรมีรายได้ที่มนั่ คง สมบูรณ์ต่อไป


117

2. ศูนย์ ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองอันเนื่องมาจากพระราชดาริ ตั้งอยูร่ ะหว่างบ้านพิกุลทอง และบ้านโคกสยา ตาบลกะลุวอเหนือ อาเภอเมืองนราธิวาส จังหวัดนราธิวาส จากการที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยูห่ วั เสด็จพระราชดาเนินไปเยีย่ มเยียนราษฎรในเขตพื้นที่ภาคใต้ ทรง พบว่าพื้นที่จานวนมากมีสภาพเป็ นพรุ ซึ่ งเป็ นดินเปรี้ ยวและมีคุณภาพต่าไม่สามารถนามาใช้ประโยชน์ทาง การเกษตรได้ จึงพระราชทานพระราชดาริ ให้จดั ตั้งศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองฯ ขึ้น เมื่อวันที่ ๑๘ สิ งหาคม ๒๕๒๔ เพื่อศึกษา ค้นคว้า วิจยั ทดลอง และพัฒนาดินอินทรี ยแ์ ละดินที่ มีปัญหาอื่นๆ ในพื้นที่พรุ เพื่อนามาใช้ ประโยชน์ทาด้านการเกษตรรวมทั้งแสวงหาแนวทางและวิธีการพัฒนา ทั้งทางด้านการเกษตร การเลี้ยงสัตว์ และ การเกษตรอุตสาหกรรมที่มีความเหมาะสมสอดคล้องกับสภาพพื้นที่ภาคใต้ เพื่อให้เป็ นต้นแบบแห่งความสาเร็ จให้ พื้นที่อื่นๆ


118

3. ศูนย์ ศึกษาการพัฒนาอ่ าวคุ้งกระเบนอันเนื่องมาจากพระราชดาริ ตั้งอยูใ่ นบริ เวณชายฝั่งทะเลทางภาค ตะวันออกของประเทศ (ทิศตะวันออกเฉี ยงเหนือของอ่าวไทย) ครอบคลุมพื้นที่บางส่ วนของ อาเภอท่าใหม่ ตาบลคลองขุด คือ หมู่บา้ นเนินประดู่ หมู่บา้ นหมูดุด หมู่บา้ นจ้าวหลาว หมู่บา้ นจ้าวหลาว (หัวแหลม) หมู่บา้ นคุง้ กระเบน หมู่บา้ นคลองขุด (บน) หมู่บา้ นคลองขุด และหมู่บา้ นหนองหงส์ และกิ่งอาเภอนายาย อาม คือ ตาบลสนามไชย คือ หมู่บา้ นหนองโพรง หมู่บา้ นคลองบอน หมู่บา้ นปากตะโปน หมู่บา้ นสนามไชย หมู่บา้ นสองพี่นอ้ ง หมู่บา้ นนาซา หมู่บา้ นอัมพวาและหมู่บา้ นท่าแคลง ศูนย์ศึกษาการพัฒนาอ่าวคุง้ กระเบนอันเนื่องมาจากพระราชดาริ ได้เริ่ มก่อตั้งตามพระราชดาริ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยูห่ วั ในคราวที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยูห่ วั เสด็จพระราชดาเนินประกอบพิธี เปิ ดพระบรมราชานุเสาวรี ยส์ มเด็จพระเจ้าตากสิ นมหาราช ที่จงั หวัดจันทบุรี เมื่อวันที่ ๒๘ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๒๔ โดยมีพระราชดาริ แก่ผวู ้ า่ ราชการจังหวัดจันทบุรี "ให้ พจิ ารณาพืน้ ทีท่ เี่ หมาะสมจัดทาโครงการ พัฒนาด้ านอาชีพการประมง และการเกษตรในเขตพืน้ ทีด่ ินชายฝั่งทะเลจันทบุรี" และได้พระราชทานเงิน ที่ราษฎรจังหวัดจันทบุรีได้ร่ว มทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายโดยเสด็จพระราชกุศลในโอกาสดังกล่าว เป็ น ทุนริ เริ่ มดาเนินการ


119

ต่อมาเมื่อวันที่ ๓๐ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๒๔ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยูห่ วั ได้มีพระราชดาริ เพิ่มเติม ณ พระตาหนักจิตรลดารโหฐาน สาระโดยสรุ ปว่า "ให้ พจิ ารณาจัดหาพืน้ ทีป่ ่ าสงวนเสื่ อมโทรม หรือพืน้ ที่ สาธารณประโยชน์ เพือ่ จัดตั้งศูนย์ ศึกษาการพัฒนา เช่ นเดียว กับศูนย์ ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้ อน ให้ เป็ น ศูนย์ ศึกษาเกีย่ วกับการพัฒนาในเขตทีด่ ินชายทะเล" จังหวัดจันทบุรีได้ร่วมหารื อกับหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องและพิจารณาความเหมาะสม จึงกาหนด พื้นที่ตาบลคลองขุด อาเภอท่าใหม่ จังหวัดจันทบุรี เป็ นพื้นที่จดั ตั้งศูนย์ศึกษาการพัฒนาอ่าวคุง้ กระเบนฯ ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๒๕ ศูนย์ศึกษาดังกล่าวเป็ นหน่วยงานที่ดาเนินการศึกษา สาธิตและการพัฒนาในเขต ที่ดินชายทะเล โดยวิธีการผสมผสานความรู ้อนั หลากหลายของแต่ละหน่วยงาน เพื่อวางแผนพัฒนาการ จัดการทรัพยากรที่มีอยูใ่ ห้เหมาะสม และยัง่ ยืนตลอดไป และเมื่อวันที่ ๒๖ สิ งหาคม ๒๕๓๑ ได้มีพระราชดาริ เกี่ยวกับศูนย์ศึกษาการพัฒนาอ่าวคุง้ กระเบนฯ ในโอกาสที่ประธานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดาริ นา ผูเ้ ข้าร่ วมสัมมนาและบุคคลต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องเฝ้ าฯ เพื่อรับพระราชทานพระบรมราโชบายเกี่ยวกับการ ดาเนินงานในช่วงต่อไป ณ ศาลาดุสิดาลัย สาระโดยสรุ ป คุง้ กระเบนเป็ นการศึกษาเกี่ยวกับชายทะเล ต้นไม้ ต่าง ๆ ชายทะเล และปลา การประมง


120

4. ศูนย์ ศึกษาการพัฒนาภูพานอันเนื่องมาจากพระราชดาริ ตั้งอยูท่ ี่บา้ นนานกเค้า ตาบลห้วยยาง อาเภอเมือง จังหวัดสกลนคร ประกอบด้วยพื้นที่โครงการประมาณ 2,300 ไร่ และพื้นที่เพื่อการพัฒนาป่ าไม้ประมาณ 11,000 ไร่ รวมพื้นที่ท้ งั สิ้ น 13,300 ไร่ ซึ่ งอยูใ่ นเขตป่ าสงวนแห่งชาติป่าภูลอ้ มข้าว - ภูเพ็ก และป่ าโครงการ ไม้กระยาเลยน้ าพุง ภาคตะวันออกเฉี ยงเหนือเป็ นภาคที่มีพ้นื ที่กว้างใหญ่มากที่สุดของประเทศ โดยมีพ้นื ที่ถึง 106.4 ล้านไร่ หรื อ 170,218 ตารางกิโลเมตร คิดเป็ นร้อยละ 33.1 ของพื้นที่ท้ งั ประเทศ ซึ่ งประสบกับปั ญหา หลักๆ 3 ประการ คือ ปั ญหาเกี่ยวกับดิน เนื่องจากความสมบูรร์ ของทรัพยากรป่ าไม้ ดิน น้ า แร่ ธาตุต่างๆ ดินมีคุณภาพต่าไม่สามารถอุม้ น้ าได้และมีความเค็ม ปั ญหาด้านแหล่งน้ าและป่ าไม้ แหล่งน้ าธรรมชาติมี ไม่เพียงพอ ทาให้ดินขาดความชุ่มชื้น ส่ งผลต่อการเพาะปลูกพืช มีการแผ้วถางป่ าเพื่อการประกอบอาชีพ จนทาให้แหล่งต้นน้ าลาธารและระบบนิเวศวิทยาถูกทาลาย ปัญหาด้านวิทยากร นอกจากปัญหาปัจจัยการ ผลิตการเกษตรข้างต้นที่ไม่พร้อมแล้ว ผลจากการขาดความรู ้พ้นื ฐานที่จาเป็ นต่อการดารงชีวติ โดยเฉพาะ เทคนิควิชาการเกษตรที่ถูกต้อง การปรับปรุ งบารุ งรักษาคุณภาพของปั จจัยการผลิตอย่างมีหลัก วิชา เช่น เรื่ องป่ าไม้ การใช้ประโยชน์จากที่ดิน การแปรรู ปผลผลิตและเรื่ องการตลาด จากสภาพภูมิประเทศ และทรัพยากร ตลอดจนขนบธรรมเนียมประเพณี ที่แตกต่างไปจากภาคอื่น จึง มีการศึกษาถึงปั ญหาสภาพท้องถิ่น หรื อวิถีชีวติ ของราษฎรเพื่อจัดหารู ปแบบการพัฒนาที่เ หมาะสมกับภาค อีสาน ดังนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยูห่ วั จึงทรงคัดเลือกพื้นที่จดั ตั้งศูนย์ฯ ด้วยตนเอง เพื่อเป็ นพื้นที่ ตัวแทนของภาคอีสานทั้งหมด ด้วยพื้นที่น้ ีมีลกั ษณะสภาพธรรมชาติ สิ่ งแวดล้อม และวงจรทางชีวภาพที่ คล้ายคลึงกับภูมิภาคโดยทัว่ ไปของภาคอีสาน ศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพานอันเนื่องมาจากพระราชดาริ จึงถือ กาเนิดขึ้นเมื่อวันที่ ๒๕ พฤศจิกายน ๒๕๒๕ เพื่อเป็ นแบบจาลองของภาคอีสานและเป็ นพื้นที่ส่วนย่อที่มี ความเหมาะสมสอดคล้องกับการแก้ไขปั ญหา ด้วยวิธีการต่างๆ เพื่อพัฒนาให้ภูมิภาคนี้เกิดความอุดม สมบูรณ์ยงิ่ ขึ้น


121

5. ศูนย์ ศึกษาการพัฒนาห้ วยฮ่ องไคร้ อนั เนื่องมาจากพระราชดาริ ตั้งอยู่ ณ ตาบลป่ าเมี่ยง และตาบล แม่โป่ ง อาเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ ห่างจากตัวเมืองเชียงใหม่ไปทางทิศตะวันออกเฉี ยงเหนือ บน ถนนหลวงเส้นทางที่ 118 สายเชียงใหม่ - เชียงราย ระยะทางประมาณ 27 กิโลเมตร โดยอยูท่ างขวามือห่าง จากถนนประมาณ 2 กิโลเมตร ในปี พ.ศ. ๒๕๒๕ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยูห่ วั ได้เสด็จฯ ผ่านพื้นที่ลุ่มน้ าห้วยฮ่องไคร้และพบว่า พื้นที่ลุ่มน้ าดังกล่าวเป็ นป่ าเต็งรังที่เสื่ อมโทรมมีความลาดชันไม่สูงมากนักไม่มีราษฎรอาศัยอยูใ่ นเขตพื้นที่ ดังนั้นจึงได้พระราชทานพระราชดาริ ที่จะใช้ลุ่มน้ าดังกล่าว เป็ นลุ่มน้ าสาหรับศึกษา ในการพัฒนารู ปแบบ ต่าง ๆ โดยใช้ระบบน้ าชลประทานเป็ นแกนนา และเนื่องมาจากสภาพป่ าเต็งรังที่เสื่ อมโทรมนี้เป็ นสภาพลุ่ม น้ าที่มีอยูค่ ่อนข้างมากในพื้นที่ภาคเหนือ หากว่าพื้นที่ลุ่มน้ าชนิดนี้ได้รับการพัฒนาแล้วก็จะทาให้ พื้นที่ตน้ น้ าลาธารของภาคเหนือ รวมทั้งความเป็ นอยูข่ องราษฎรในพื้นที่ลุ่มน้ าชนิดนี้มีสภาพดีข้ ึนไปด้วย ดังนั้นสื บ เนื่องมาจากแนวพระราชดาริ น้ ี กิจกรรมต่าง ๆ เพื่อศึกษาการพัฒนาก็ได้เริ่ มขึ้นที่ลุ่มน้ าห้วยฮ่องไคร้


122

ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้อนั เนื่องมาจากพระราชดาริ อาเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ แห่งนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยูห่ วั ได้พระราชทานพระราชดาริ เมื่อวันที่ ๑๑ ธันวาคม ๒๕๒๕ ให้ พิจารณาจัดตั้งขึ้นบริ เวณป่ าขุนแม่กวง อาเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ ขอบเขตพื้นที่โครงการประมาณ ๘,๕๐๐ ไร่ โดยมีพระราชประสงค์ที่จะให้เป็ นศูนย์กลางในการศึกษา ทดลอง วิจยั เพื่อหารู ปแบบการพัฒนา ด้านต่าง ๆ ที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ภาคเหนือ และเผยแพร่ แก่ราษฎรให้สามารถนาไปปฏิบตั ิได้ดว้ ยตนเอง ต่อไป โดยทาการศึกษาพัฒนาป่ าไม้ ๓ อย่าง ๓ วิธี เพื่อประโยชน์ ๔ อย่าง คือมีไม้ใช้สอย ไม้ผล ไม้เชื้อเพลิง ซึ่ งจะอานวยประโยชน์ในการอนุรักษ์ดินและน้ า ตลอดจน คงความชุ่มชื้นเอาไว้เป็ นประโยชน์อย่างที่ ๔ และพื้นที่ตน้ น้ าลาธารให้ได้ผล อย่างสมบูรณ์เป็ นหลัก โดยต้นทางเป็ นการศึกษาสภาพพื้นที่ป่าไม้ตน้ น้ าลา ธาร และปลายทางเป็ นการศึกษาด้านการประมงตามอ่างเก็บน้ าต่าง ๆ ผสมกับ การศึกษาด้านการ เกษตรกรรม ด้านปศุสัตว์และโคนม และด้านเกษตรอุตสาหกรรม เพื่อให้เป็ นศูนย์ที่สมบูรณ์แบบ ก่อให้เกิด ประโยชน์ต่อราษฎรที่จะเข้ามาศึกษา กิจกรรมต่าง ๆ ภายในศูนย์ฯแล้วนาไปใช้ปฏิบตั ิอย่างได้ผลต่อไป

6. ศูนย์ ศึกษาการพัฒนาห้ วยทรายอันเนื่องมาจากพระราชดาริ ตั้งอยูใ่ นจังหวัดเพชรบุรี ซึ่ งเป็ นจังหวัด ที่อยูด่ า้ นตะวันตกของประเทศไทย อยูห่ ่างจากกรุ งเทพฯตามเส้นทางถนนสายเพชรเกษม ประมาณ 220 กิโลเมตร มีเนื้อที่ท้ งั หมดประมาณ 6,356.92 ตารางกิโลเมตร หรื อ 3,973,075 ไร่ แต่เดิมสภาพภูมิประเทศในเขตพื้นที่จงั หวัดเพชรบุรี จังหวัดประจวบคีรีขนั ธ์ และจังหวัดใกล้เคียงอื่นๆ มีความอุดมสมบูรณ์เป็ นอย่างมาก แต่ภายหลังได้มีราษฎรเข้ามาบุกรุ กแผ้วถางป่ า ทาลายป่ า ทาการเกษตร อย่างผิดวิธี และใช้สารเคมีที่ส่งผลเสี ยต่อดินและน้ า ขาดการบารุ งรักษาคุณภาพดิน ทาให้พ้นื ที่บริ เวณ ดังกล่าวเปลี่ยนแปรสภาพไปอย่างรวดเร็ ว หน้าดินถูกชะล้างความอุดมสมบูรณ์ไปหมดสิ้ น ดินกลายเป็ นดิน


123

ทรายและดินดานที่ไม่มีแร่ ธาตุ ความสมดุลทางธรรมชาติถูกทาลายโดยสิ้ นเชิง เกิดภาวะฝนทิ้งช่วงความแห้ง แล้งของพื้นที่แผ่ขยายเป็ นวงกว้าง เมื่อวันที่ 5 เมษายน 2526 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยูห่ วั พระราชทานพระราชดาริ ให้พฒั นาพื้นที่เขต พระราชนิเวศน์มฤคทายวัน ความว่า "หากปล่อยทิง้ ไว้จะกลายเป็ นทะเลทรายในที่สุด" และให้จดั ตั้งศูนย์ ศึกษาการพัฒนาห้วยทรายอันเนื่องมาจากพระราชดาริ ขึ้นในพื้นที่ดาเนินการประมาณ 8,700 ไร่ ให้เป็ นศูนย์ ศึกษาการพัฒนาฯ ด้านป่ าไม้เอนกประสงค์ ศึกษารู ปแบบการพัฒนาเกษตรกรรมที่เหมาะสมควบคู่กบั การ อนุรักษ์และปลูกป่ า จัดหาแหล่งน้ า โดยเน้นการปลูกป่ า เพื่อฟื้ นฟูสภาพป่ าไม้ให้มีความอุดมสมบูรณ์ดงั เดิม โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยูห่ วั ได้พระราชทานพระราชดาริ ให้ดาเนินงานในรู ปแบบ "ป่ าไม้หมู่บา้ น" คือ ให้ราษฎรดาเนินการเองเป็ นเจ้าของเอง ปลูกป่ าและบารุ งดูแลรักษาต้นไม้เอง ระยะแรกให้หน่วยงานราชการ เข้าไปสาธิตและแนะนาให้ราษฎรรู้จกั การเพาะต้นกล้า ซึ่ งได้เพาะกล้าไม้ ทั้งไม้โตเร็ ว ไม้ผล และไม้ เศรษฐกิจ พร้อมทั้งได้ศึกษาการป้ องกันไฟป่ าแบบ "ระบบป่ าเปี ยก" ต่อมาได้มีการปลูกหญ้าแฝก เพื่อการ ปรับบารุ งดิน เพราะหญ้าแฝกเปรี ยบเสมือน กาแพงธรรมชาติที่มีชีวติ จะช่วยชะลอความเร็ วของน้ าที่ไหลบ่า สามารถดักตะกอนดินทาให้เกิดหน้าดินและความชื้นในดินด้วย นอกจากนี้ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยทรายอันเนื่องมาจากพระราชดาริ ยังมีการพัฒนาและส่ งเสริ ม อาชีพในด้านต่างๆ เช่น เกษตรแบบผสมผสาน การเกษตรในระบบวนเกษตรหรื อเกษตรธรรมชาติ การฟื้ นฟู สภาพป่ าไม้และป่ าไม้เศรษฐกิจ การเพาะเลี้ยง และขยายพันธุ์สัตว์ป่า โดยเฉพาะเนื้อทราย ซึ่ งเป็ นสัตว์พ้นื เพ ดั้งเดิมและนาไปปล่อยให้ใช้ชีวติ กลับคืนสู่ ธรรมชาติดงั เช่นอดีตที่ผา่ นมา


124

6.9 ทฤษฎีใหม่ และเศรษฐกิจ แบบพอเพียง (1) ทฤษฎีใหม่ ปัญหาหลักของเกษตรกรในอดีตจนถึงปั จจุบนั ที่สาคัญประการหนึ่ง คือ การขดแคลนน้ า เพื่อทา การเกษตร โดยเฉพาะอย่างยิง่ ในเขตพื้นที่เกษตรที่อาศัยน้ าฝน ซึ่ งเป็ นพื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศอยูใ่ นเขตที่ มีฝนค่อนข้างน้อย ส่ วนมากเป็ นนาข้าวและพืชไร่ เกษตรทาการเพาะปลูกได้ปีละครั้งในช่วงฤดูฝนเท่านั้น และมีความเสี่ ยงกับความเสี ยหายอันเนื่องมาจากความแปรปรวนของดิน ฟ้ า อากาศ และฝนทิ้งช่วง แม้วา่ จะ มีการขุดบ่อหรื อสระเก็บน้ าไว้ใช้บา้ ง แต่ก็มีขนาดไม่แน่นอน ซึ่ งเป็ นปั ญหาทาให้มีน้ าใช้ไม่เพียงพอ รวมทั้ง ระบบการปลูกพืชไม่มีหลักเกณฑ์ใด ๆ และส่ วนใหญ่ปลูกพืชชนิดเดียว (อ้างจากวรวุธ สุ วรรณฤทธิ์ และ คณะ 2546 : 136) ด้วยเหตุน้ ี พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยูห่ วั จึงได้พระราชทานพระราชดาริ เพื่อเป็ นการช่วยเหลือ เกษตรกรที่ประสบปั ญหาการขาดแคลนน้ า พระราชดาริ น้ ีเรี ยกว่า “ทฤษฎีใหม่” อันเป็ นแนวทางหรื อ หลักการในการบริ หารจัดการที่ดินและน้ าเพื่อการเกษตรในที่ดินขนาดเล็กให้เกิดประโยชน์สูงสุ ด


125

ทฤษฎีใหม่เพื่อการเกษตรจึงเป็ นทฤษฎีแห่งการจัดการน้ าและที่ดินเพื่อการเกษตร โดยมีการบริ หาร และจัดการทางการเกษตร เพื่อประโยชน์สูงสุ ดของเกษตรกรซึ่ งไม่เคยมีใคคิดมาก่อน เป็ นการพัฒนาทาง การเกษตร และมีการวางแผนที่สมบูรณ์สาหรับเกษตรรายย่อย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยูห่ วั ได้ทรงทดลอง ทฤษฎีใหม่ในเขตวัดมงคลชัยพัฒนา อาเภอเฉลิมระเกียรติ จังหวัดสระบุรี เมื่อปี พ.ศ. 2536 หลักการและแนวทางทีส่ าคัญของโครงการทฤษฎีใหม่ 1. มีการบริ หารและจัดแบ่งที่ดินแปลงเล็กออกเป็ นสัดส่ วนที่ชดั เจน เพื่อประโยชน์สูงสุ ดของ เกษตรกร ซึ่ งมีการคานวณโดยหลักวิชาการเกี่ยวกับปริ มาณน้ าที่จะกักเก็บให้เพียงพอต่อการเพาะปลูกได้ อย่างเหมาะสมตลอดปี 2. วิธีการนี้สามารถใช้ปฏิบตั ิได้กบั เกษตรกรผูเ้ ป็ นเจ้าของที่ดิน ที่มีพ้นื ที่ดินจานวนน้อย แปลงเล็ก ๆ ประมาณ 15 ไร่ (ซึ่ งเป็ นอัตราถือครองเนื้อที่การเกษตรโดยเฉลี่ยของเกษตรกรไทย) 3. มุ่งให้เกษตรกรมีความพอเพียงในการเลี้ยงตัวเองได้ (Self Sufficiency) ในระดับชีวติ ที่ประหยัด ก่อน โดยมุ่งเน้นให้เห็นความสาคัญของความสามัคคีกนั ในท้องถิ่น 4. กาหนดจุดมุ่งหมายให้สามารถผลิตข้าวบริ โภคได้เพียงพอทั้งปี โดยยึดหลักว่า การทานา 5 ไร่ ของ ครอบครัวหนึ่งนั้น จะมีขา้ วพอกินตลอดปี ซึ่ งเป็ นหลักสาคัญของทฤษฎีใหม่ โครงการทฤษฎีใหม่ แบ่ งออกเป็ น 3 ขั้น ดังนี้

พระราชดาริ "ทฤษฎีใหม่ " เป็ นแนวทางหรื อหลักการในการจัดการทรัพยากรระดับไร่ นาคือที่ดิน และน้ า เพื่อการเกษตรในที่ดินขนาดเล็กให้เกิดประโยชน์สูงสุ ด ในการดาเนินการทฤษฎีใหม่ ได้ พระราชทานขั้นตอนดาเนินงาน ดังนี้


126

ขั้นที่ ๑ ทฤษฎีใหม่ ข้นั ต้ น สถานะพื้นฐานของเกษตรกร คือ มีพ้นื ที่นอ้ ย ค่อนข้างยากจน อยูใ่ นเขตเกษตร น้ าฝนเป็ นหลัก โดยในขั้นที่ ๑ นี้มีวตั ถุประสงค์เพื่อสร้างเสถียรภาพของการผลิต เสถียรภาพด้านอาหาร ประจาวัน ความมัน่ คงของรายได้ ความมัน่ คงของชีวติ และความมัน่ คงของชุมชนชนบท เป็ นเศรษฐกิจ พึ่งตนเองมากขึ้น มีการจัดสรรพื้นที่ทากินและที่อยูอ่ าศัย ให้แบ่งพื้นที่ ออกเป็ น ๔ ส่ วน ตามอัตราส่ วน ๓๐: ๓๐:๓๐:๑๐ ซึ่งหมายถึง

พื้นที่ส่วนที่หนึ่งประมาณ ๓๐% ให้ขดุ สระเก็บกักน้ า เพื่อใช้เก็บกักน้ าฝนในฤดูฝนและ ใช้เสริ มการ ปลูกพืชในฤดูแล้ง ตลอดจนการเลี้ยงสัตว์น้ าและพืชน้ าต่าง ๆ (สามารถเลี้ยงปลา ปลูกพืชน้ า เช่น ผักบุง้ ผัก กะเฉด ฯ ได้ดว้ ย)

พื้นที่ส่วนที่สองประมาณ ๓๐% ให้ปลูกข้าวในฤดูฝน เพื่อใช้เป็ นอาหารประจาวันในครัวเรื อนให้ เพียงพอตลอดปี เพื่อตัดค่าใช้จ่ายและสามารถพึ่งตนเองได้


127

พื้นที่ส่วนที่สามประมาณ ๓๐% ให้ปลูกไม้ผล ไม้ยนื ต้น พืชผัก พืชไร่ พืชสมุนไพร ฯลฯ เพื่อใช้เป็ น อาหารประจาวัน หากเหลือบริ โภคก็นาไปจาหน่าย

และพื้นที่ส่วนที่สี่ประมาณ ๑๐% ใช้เป็ นที่อยูอ่ าศัย เลี้ยงสัตว์ และโรงเรื อนอื่น ๆ (ถนน คันดิน กอง ฟาง ลานตาก กองปุ๋ ยหมัก โรงเรื อน โรงเพาะเห็ด คอกสัตว์ ไม้ดอกไม้ประดับ พืชผักสวนครัวหลังบ้าน เป็ น ต้น)

สรุ ปแต่ละแปลง ประกอบด้วย นา 5 ไร่ พืชไร่ และพืชสวน 5 ไร่ สระน้ า 3 ไร่ (ลึก 4 เมตร) ที่อยู่ อาศัยและอื่น ๆ 2 ไร่ รวมทั้งหมด 15 ไร่ ดังนั้น ทฤษฎีใหม่ข้ นั ที่ 1 จึงเป็ นการผลิตเพื่อใช้บริ โภคใน ครัวเรื อน ซึ่ งจะทาให้เกษตรกรสามารถเลี้ยงตนเองได้ในระดับประหยัด ในการนี้ การทาทฤษฎีใหม่ ถึงแม้วา่ ชาวเกษตรกรอาจจะมีที่ดินไม่ถึง 15 ไร่ ก็สามารถทาได้ตามทฤษฎีน้ ีโดยให้สอดคล้องกับสภาพที่ดินที่มีอยู่ ไม่จาเป็ นต้องเป็ น 15 ไร่ ก็ได้ ขั้นที่ ๒ ทฤษฎีใหม่ ข้นั ทีส่ อง เมื่อเกษตรกรเข้าใจในหลักการและได้ปฏิบตั ิในที่ดินของตนจนได้ผลแล้ว ก็ ต้องเริ่ มขั้นที่สอง คือ ให้เกษตรกรรวมพลังกันในรู ปกลุ่ม หรื อ สหกรณ์ ร่ วมแรง ร่ วมใจกันดาเนินการใน ด้านต่าง ๆ เช่น (1) การผลิต เกษตรกรจะต้องร่ วมมือในการผลิตโดยเริ่ มตั้งแต่ ขั้นเตรี ยมดิน การหาพันธุ์พืช ปุ๋ ย การหาน้ า และอื่น ๆ เพื่อการเพาะปลูก


128

(2) การตลาด เมื่อมีผลผลิตแล้ว จะต้องเตรี ยมการต่าง ๆ เพื่อการขายผลผลิตให้ได้ประโยชน์สูงสุ ด เช่น การ เตรี ยมลานตากข้าวร่ วมกัน การจัดหายุง้ รวบรวมข้าว เตรี ยมหาเครื่ องสี ขา้ ว ตลอดจนการรวมกันขายผลผลิต ให้ได้ราคาดี และลดค่าใช้จ่ายลงด้วย (3) ความเป็ นอยู่ ในขณะเดียวกันเกษตรกรต้องมีความเป็ นอยูท่ ี่ดีพอสมควร โดยมีปัจจัยพื้นฐานในการ ดารงชีวติ เช่น อาหารการกินต่าง ๆ กะปิ น้ าปลา เสื้ อผ้า ที่พอเพียง (4) สวัสดิการ แต่ละชุมชนควรมีสวัสดิการและบริ การที่จาเป็ น เช่น มีสถานีอนามัยเมื่อยามป่ วยไข้ หรื อมี กองทุนไว้ให้กยู้ มื เพื่อประโยชน์ในกิจกรรมต่าง ๆ ของชุมชน (5) การศึกษา มีโรงเรี ยนและชุมชนมีบทบาทในการส่ งเสริ มการศึกษา เช่น มีกองทุนเพื่อการศึกษาเล่าเรี ยน ให้แก่เยาวชนของชุมชนเอง (6) สั งคมและศาสนา ชุมชนควรเป็ นศูนย์กลางในการพัฒนาสังคมและจิตใจ โดยมีศาสนาเป็ นที่ยดึ เหนี่ยว กิจกรรมทั้งหมดดังกล่าวข้างต้น จะต้องได้รับความร่ วมมือจากทุกฝ่ ายที่เกี่ยวข้อง ไม่วา่ จะเป็ นส่ วน ราชการหรื อองค์กรเอกชน ตลอดจนสมาชิกในชุมชนนั้นเป็ นสาคัญ ขั้นที่ 3 ทฤษฎีใหม่ ข้นั ทีส่ าม เมื่อดาเนินการผ่านพ้นขั้นที่สองแล้ว เกษตรกรหรื อกลุ่มเกษตรกรก็ควรพัฒนาก้าวหน้าไปสู่ ข้ นั ที่สาม ต่อไป คือ ติดต่อประสานงาน เพื่อจัดหาทุน หรื อแหล่งเงิน เช่น ธนาคาร หรื อบริ ษทั ห้างร้านเอกชน มาช่วย ในการลงทุนและพัฒนาคุณภาพชีวติ ทั้งนี้ ทั้งฝ่ ายเกษตรกรและฝ่ ายธนาคารกับบริ ษทั จะได้รับประโยชน์ร่วมกัน กล่าวคือ - เกษตรกรขายข้าวได้ในราคาสู ง (ไม่ถูกกดราคา) - ธนาคารกับบริ ษทั สามารถซื้ อข้าวบริ โภคในราคาต่า (ซื้ อข้าวเปลือกตรงจากเกษตรกรและมาสี เอง) - เกษตรกรซื้ อเครื่ องอุปโภคบริ โภคได้ในราคาต่า เพราะรวมกันซื้ อเป็ นจานวนมาก (เป็ นร้านสหกรณ์ ราคาขายส่ ง) - ธนาคารกับบริ ษทั จะสามารถกระจายบุคลากร (เพื่อไปดาเนินการในกิจกรรมต่างๆ ให้เกิดผลดียงิ่ ขึ้น ) ในปั จจุบนั นี้ได้มีการนาเอาเกษตรทฤษฎีใหม่ไปทาการทดลองขยายผล ณ ศูนย์ศึกษาการพัฒนาและ โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดาริ รวมทั้งกรมวิชาการเกษตรได้ดาเนินการจัดทาแปลงสาธิ ต จานวน ๒๕ แห่งกระจายอยูท่ วั่ ประเทศ นอกจากนี้ กรมพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กองบัญชาการทหารสู งสุ ด กองทัพภาค กระทรวงกลาโหม และกระทรวงศึกษาธิการ ได้มีการดาเนินงานให้ มีการนาเอาทฤษฎีใหม่น้ ีไปใช้อย่างกว้างขวางขึ้น ประโยชน์ ของทฤษฎีใหม่ จากพระราชดารัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยูห่ วั ที่ได้พระราชทานในโอกาสต่าง ๆ นั้น พอจะสรุ ปถึง ประโยชน์ของทฤษฎีใหม่ได้ ดังนี้ 1. ให้ประชาชนพออยูพ่ อกินสมควรแก่อตั ภาพในระดับที่ประหยัด ไม่อดอยาก และเลี้ยงตนเองได้


129

2. ในหน้าแล้งมีน้ าน้อยก็สามารถเอาน้ าที่เก็บไว้ในสระ มาปลูกพืชผักต่าง ๆ ได้ แม้แต่ขา้ วก็ยงั ปลูกได้ โดยไม่ตอ้ งเบียดเบียนชลประทาน 3. ในปี ที่ฝนตกตามฤดูกาลโดยมีน้ าดีตลอดปี ทฤษฎีใหม่น้ ีก็สามารถสร้างรายได้ให้ร่ ารวยขึ้นได้ 4. ในกรณี ที่เกิดอุทกภัยก็สามารถที่จะฟื้ นตัว และช่วยตัวเองได้ในระดับหนึ่ง โดยทางราชการไม่ตอ้ ง ช่วยเหลือมากเกินไป อันเป็ นการประหยัดงบประมาณด้วย อย่างไรก็ดี แม้แนวพระราชดาริ เกี่ยวกับทฤษฎีใหม่จะมุ่งเน้นการบริ หารจัดการที่ดินและน้ าเพื่อ การเกษตรก็ตาม แต่โดยเหตุที่เกษตรกรรมเป็ นอาชีพหลักของคนไทย การพัมนาการเกษตรก็คือ การพัฒนา เศรษฐกิจของประเทศนานเอง โดยมีรากฐานที่ความพออยูพ่ อกินของประชาชนเป็ นเบื้องต้น และความมัน่ คง สงบสุ ขเป็ นอิสระของประเทศเป็ นเป้ าหมายสุ ดท้าย แต่ข้ นั ตอนของทฤษฎีใหม่มิได้จากัดการมใช้อยูเ่ พียง เฉพาะการพัฒนาการเกษตรเท่านั้น แต่สามารถประยุกต์ใช้ได้อย่างกว้างขวางทุกด้าน ทั้งการพัฒนาคุณภาพ ชีวติ เศรษฐกิจ ชุมชน สังคม ประเทศ และสังคมโลก ด้วยหลักการ 3 ระดับ อันนาไปสู่ การพัฒนาที่ยงั่ ยืน ได้แก่ ระดับต้น พึ่งตนเองได้ในระดับบุคคล ซึ่ งตรงกับทฤษฎีข้ นั ที่ 1 ระดับกลาง พึ่งตนเองได้ในระดับชุมชน ซึ่ งตรงกับทฤษฎีข้ นั ที่ 2 ระดับสู ง พึ่งตนเองได้ในระดับสังคม ประเทศ ซึ่ งตรงกับทฤษฎีข้ นั ที่ 3 (ไพรถ เลิศพิริยกมล และคณะ 2544 : 20 – 21) (2) เศรษฐกิจพอเพียง เศรษฐกิจพอเพียงคืออะไร “เศรษฐกิจพอเพียง” เป็ นปรัชญาที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยูห่ วั ทรงมีพระราชดารัสชี้แนะแนว ทางการดาเนินชีวติ แก่พสกนิกรชาวไทยมาโดยตลอดนานกว่า 25 ปี ตั้งแต่ก่อนเกิดวิกฤติการณ์ทาง เศรษฐกิจ และเมื่อภายหลังได้ทรงเน้นย้า แนวทางการแก้ไขเพื่อให้รอดพ้น และสามารถดารงอยูไ่ ด้อย่าง มัน่ คงและยัง่ ยืนภายใต้กระแสโลกาภิวฒั น์และความเปลี่ยนแปลงต่างๆ ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เศรษฐกิจพอเพียง เป็ นปรัชญาชี้ถึงแนวทางการดารงอยูแ่ ละปฏิบตั ิตนของประชาชนในทุกระดับ ตั้งแต่ระดั บครอบครัว ระดับชุมชนจนถึงระดับรัฐ ทั้งในการพัฒนาและบริ หารประเทศให้ดาเนิน ในทางสายกลาง โดยเฉพาะการพัฒนาเศรษฐกิจเพื่อให้กา้ วทันต่อโลกยุคโลกาภิวฒั น์

ไป

ความพอเพียง

หมายถึง ความพอประมาณ ความมีเหตุผล รวมถึงความจาเป็ นที่จะต้องมีระบบภูมิคุม้ กันในตัวที่ดี


130

พอสมควรต่อการมีผลกระทบใดๆ อันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงทั้งภายนอกและภายใน ทั้งนี้จะต้องอาศัย ความรอบรู ้ ความรอบคอบ และความระมัดระวังอย่างยิง่ ในการนาวิชาการต่างๆ มาใช้ในการวางแผน และการดาเนินการทุกขั้นตอน และขณะเดียวกันจะต้องเสริ มสร้างพื้นฐานจิตใจของคนในชาติโ ดยเฉพาะ เจ้าหน้าที่ของรัฐ นักทฤษฎีและนักธุ รกิจในทุกระดับให้มีสานึกในคุณธรรม ความซื่ อสัตย์สุจริ ต และให้มี ความรอบรู้ที่เหมาะสม ดาเนินชีวติ ด้วยความอดทน ความเพียร มีสติปัญญา และความรอบคอบ เพื่อให้ สมดุลและพร้อมต่อการรองรับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ วและกว้างขวางทั้งด้านวัตถุ สังคม สิ่ งแวดล้อม และวัฒนธรรมจากโลกภายนอกได้เป็ นอย่างดี ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมีหลักพิจารณาอยู่ 5 ส่ วน ดังนี้ 1. กรอบแนวคิด เป็ นปรัชญาที่ช้ ีแนะแนวทางการดารงอยูแ่ ละปฏิบตั ิตนในทางที่ควรจะเป็ น โดยมีพ้นื ฐานมาจากวิถีชีวติ ดั้งเดิมของสังคมไทยสามารถนามาประยุกต์ใช้ได้ตลอดเวลา และเป็ นการมองโลกเชิงระบบที่มีการเปลี่ยนแปลงอยูต่ ลอดเวลา มุ่งเน้นการรอดพ้นจากภัย และวิกฤตเพื่อความมัน่ คงและความยัง่ ยืนของการพัฒนา 2. คุณลักษณะ เศรษฐกิจพอเพียงสามารถนามาประยุกต์ใช้กบั การปฏิบตั ิตนได้ในทุกระดับ โดยเน้นการปฏิบตั ิบนทางสายกลาง และการพัฒนาอย่างเป็ นขั้นตอน 3. คานิยาม ความพอเพียงจะต้องประกอบด้วย 3 คุณลักษณะพร้อมๆ กัน ดังนี้  ความพอประมาณ หมายถึง ความพอดีที่ไม่นอ้ ยเกินไป และไม่มากเกินไปโดยไม่ เบียดเบียนตนเองและผูอ้ ื่น เช่น การผลิตและการบริ โภคที่อยูใ่ นระดับพอประมาณ  ความมีเหตุผล หมายถึง การตัดสิ นใจเกี่ยวกับระดับความพอเพียงนั้น จะต้องเป็ นไปอย่างมี เหตุผล โดยพิจารณาจากเหตุปัจจัยที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนคานึงถึงผลที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจาก การกระทานั้นๆ อย่างรอบคอบ  การมีภูมิค้ ุมกันทีด่ ีในตัว หมายถึง การเตรี ยมตัวให้พร้อมรับผลกระทบและการเปลี่ยนแปลง ด้านต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นโดยคานึงถึงความเป็ นไปได้ของสถานการณ์ต่างๆ ที่คาดว่าจะเกิดขึ้น ในอนาคตทั้งใกล้และไกล 4. เงื่อนไข การตัดสิ นใจและการดาเนินกิจกรรมต่างๆ ให้อยูใ่ นระดับพอเพียงนั้น ต้องอาศัยทั้ง ความรู้ และคุณธรรมเป็ นพื้นฐาน กล่าวคือ เงื่อนไขความรู้ ประกอบด้วย ความรอบรู ้เกี่ยวกับวิชาการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องอย่างรอบด้าน ความ รอบคอบที่จะนาความรู ้เหล่านั้นมาพิจารณาให้เชื่อมโยงกันเพื่อประกอบการวางแผน และความ ระมัดระวังในขั้นปฏิบตั ิ


131

เงื่อนไขคุณธรรม ที่จะต้องเสริ มสร้างประกอบด้วยมีความตระหนักในคุณธรรม มีความซื่อสัตย์ สุ จริ ต และมีความอดทน มีความเพียรใช้สติปัญญาในการดาเนินชีวติ 5. แนวทางปฏิบัติ/ผลทีค่ าดว่าจะได้ รับ จากการนาปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาประยุกต์ใช้ คือ การพัฒนาที่สมดุลและยัง่ ยืน พร้อมรับต่อการเปลี่ยนแปลงในทุกด้าน ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่ งแวดล้อม ความรู ้และเทคโนโลยี เศรษฐกิจพอเพียง เป็ นปรัชญาชี้ถึงแนวทางการดารงอยู่ และปฏิบตั ิตนของประชาชนในทุกระดับ ตั้งแต่ระดับ ครอบครัว ระดับชุมชน จนถึงระดับรัฐ ทั้งในการพัฒนาและบริ หารประเทศ ให้ดาเนินไป ในทางสายกลาง โดยเฉพาะการพัฒนาเศรษฐกิจ เพื่อให้กา้ วทันต่อโลกยุคโลกาภิวตั น์ ความพอเพียง หมายถึง ความพอประมาณ ความมีเหตุผล รวมถึงความจาเป็ นที่จะต้องมีระบบภูมิคุม้ กันในตัวที่ดี พอสมควร ต่อการมีผลกระทบใด ๆ อันเกิด จากการเปลี่ยนแปลงทั้งภายนอกและภายใน ทั้งนี้ จะต้องอาศัย ความรอบรู ้ ความรอบคอบ และความระมัดระวัง อย่างยิง่ ในการนาวิชาการต่าง ๆ มาใช้ในการวางแผน และการดาเนินการทุกขั้นตอน และขณะเดียวกันต้องเสริ มสร้าง พื้นฐานจิตใจของคนในชาติ โดยเฉพาะ เจ้าหน้าที่ของรัฐ นักทฤษฎี และนักธุ รกิจในทุกระดับ ให้มีสานึ กในคุณธรรม ความซื่อสัตย์สุจริ ต และให้มี ความรอบรู้ที่เหมาะสม ดาเนินชีวติ ด้วยความอดทน ความเพียร มีสติปัญญา และความ รอบคอบ เพื่อให้ สมดุลและพร้อมต่อการรองรับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ ว และกว้างขวาง ทั้งด้านวัตถุ สังคม สิ่ งแวดล้อม และวัฒนธรรมจากโลกภายนอกได้เป็ นอย่างดี


132

ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ทางสายกลาง พอประมาณ มีภ ูมิคมุ้ กัน ในตัวที่ ดี

มีเหต ุผล

เงื่ อนไขความร ้ ู

เงื่ อนไขค ุณธรรม

(รอบร ้ ู รอบคอบ ระมัดระวัง)

(ซื่อสัตย์ ส ุจริต ขยัน อดทน แบ่งปัน)

นา ส ู่

ชีวิต/เศรษฐกิจ/สังคม สมด ุล/มัน ่ คง/ยัง่ ยืน

การนาปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้    

โดยพื้นฐานก็คือ การพึ่งตนเองเป็ นหลัก การทาอะไรอย่างเป็ นขั้นตอน รอบคอบ ระมัดระวัง พิจารณาถึงความพอดี พอเหมาะ พอควร การสร้างความสามัคคีให้เกิดขึ้น บนพื้นฐานของความสมดุลในแต่ละสัดส่ วนแต่ละระดับ ครอบคลุมทั้งทางด้านจิตใจ สังคม เทคโนโลยี ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่ งแวดล้อม รวมถึง เศรษฐกิจ ลักษณะของความพอดี  ความพอดีทางจิตใจ o มีจิตใจเข้มแข็ง พึ่งตนเองได้ o มีจิตใจสานึกที่ดี o เอื้ออาทร ประนีประนอม o นึกถึงผลประโยชน์ส่วนรวมเป็ นหลัก  ความพอดีดา้ นสังคม o ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน o รู้จกั สามัคคี o สร้างความเข้มแข็งให้ครอบครัวและชุมชน


133

 ความพอดีดา้ นเศรษฐกิจ o ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ ใช้ชีวติ อย่างพอควร o คิดและวางแผนอย่างรอบคอบ มีภูมิคุม้ กัน o ไม่เสี่ ยงเกินไป การเผือ่ ทางเลือกสารอง  ความพอดีดา้ นทรัพยากรธรรมชาติและสิ่ งแวดล้อม o รู้จกั ใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมสอดคล้องต่อความต้องการและสภาพแวดล้อม o พัฒนาเทคโนโลยีจากภูมิปัญญาชาวบ้านของเราเองก่อน o ก่อให้เกิดประโยชน์กบั คนหมู่มาก ระดับของเศรษฐกิจพอเพียง จนถึงวันนี้ ความเข้าใจในเรื่ องเศรษฐกิจพอเพียงสาหรับคนกลุ่มหนึ่ง ก็ยงั เข้าใจว่า พอเพียง คือ การ พึ่งตนเอง ซึ่ งตรงกับภาษาอังกฤษว่า Self-sufficiency แต่คาว่า พอเพียง ในปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่ ง ตรงกับคาว่า Sufficiency Economy นั้น มีความหมายกว้างกว่าแค่การพึ่งตนเองได้ เศรษฐกิจพอเพียงใน ระดับที่เลี้ยงตัวเองได้บนพื้นฐานของความประหยัดและการลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จาเป็ น เรี ยกว่า เศรษฐกิจ พอเพียงแบบพืน้ ฐาน ส่ วนเศรษฐกิจพอเพียงในระดับที่มีการรวมตัวกัน เพื่อร่ วมกันดาเนินงานในเรื่ องต่างๆ มีการสร้างเครื อข่ายและการขยายกิจกรรมทางเศรษฐกิจในรู ปแบบต่างๆ โดยประสานความร่ วมมือกับ ภายนอก เรี ยกว่า เศรษฐกิจพอเพียงแบบก้าวหน้ า ดังนั้น เศรษฐกิจพอเพียงจึงมิใช่แค่เพียงเรื่ องของการ พึ่งตนเองโดยที่ไม่เกี่ยวข้องกับใคร และมิใช่แค่เรื่ องของการประหยัด แต่ยงั ครอบคลุมถึงการข้องเกี่ยวกับ ผูอ้ ื่น การช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่ งกันและกัน แท้จริ งแล้ว เศรษฐกิจพอเพียงสามารถจาแนกได้เป็ น 3 ระดับ ดังนี้ (1) เศรษฐกิจพอเพียงระดับที่หนึ่ง เป็ นเศรษฐกิจพอเพียงแบบพื้นฐาน ที่เน้นความพอเพียงในระดับ บุคคลและครอบครัว คือ การที่สมาชิกในครอบครัวมีความเป็ นอยูใ่ นลักษณะที่สามารถพึ่งพาตนเองได้ สามารถสนองความต้องการขั้นพื้นฐาน เช่น ความต้องการในปั จจัยสี่ ของตนเองและครอบครัวได้ มีการ ช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่ งกันและกัน มีความสามัคคีกลมเกลียว และมีความพอเพียงในการดาเนินชีวติ ด้วยการ ประหยัดและการลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จาเป็ น จนสามารถดารงชีวติ อยูไ่ ด้อย่างมีความสุ ขทั้งทางกายและใจ (2) เศรษฐกิจพอเพียงระดับที่สอง เป็ นเศรษฐกิจพอเพียงแบบก้าวหน้า ที่เน้นความพอเพียงในระดับ กลุ่มหรือองค์ กร คือ เมื่อบุคคล/ครอบครัว มีความพอเพียงในระดับที่หนึ่งแล้ว ก็จะรวมพลังกันในรู ปกลุ่ม หรื อสหกรณ์ เพื่อร่ วมกันดาเนินงานในด้านต่างๆ ทั้งด้านการผลิต การตลาด ความเป็ นอยู่ สวัสดิการ การศึกษา สังคมและศาสนา โดยได้รับความร่ วมมือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งหน่วยราชการ มูลนิธิ และ เอกชน (3) เศรษฐกิจพอเพียงระดับที่สาม เป็ นเศรษฐกิจพอเพียงแบบก้าวหน้า ที่เน้นความพอเพียงในระดับ เครือข่ าย คือ เมื่อกลุ่มหรื อองค์กร มีความพอเพียงในระดับที่สองแล้ว ก็จะร่ วมมือกับหน่ วยงานภายนอกเพื่อ


134

การสร้างเครื อข่าย มีการติดต่อร่ วมมือกับธนาคารและบริ ษทั ต่างๆ ทั้งในด้านการลงทุน การผลิต การตลาด การจาหน่าย และการบริ หารจัดการ เพื่อการขยายกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่หลากหลาย ตลอดจนการพัฒนา คุณภาพชีวติ ทั้งในด้านสวัสดิการ การศึกษา สังคมและศาสนา ให้สมประโยชน์ดว้ ยกันทุกฝ่ าย

จุดมุ่งหมายของเศรษฐกิจพอเพียง จากการสังเคราะห์จุดหมายในปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยูห่ วั ได้ทรง มีพระบรมราชวินิจฉัยและทรงพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้นาไปเผยแพร่ เพื่อเป็ นแนวทางปฏิบตั ิ ของทุกฝ่ ายและประชาชนโดยทัว่ ไป พบว่า มีอยู่ 2 ส่ วนด้วยกัน ในส่ วนที่หนึ่ง ปรากฏอยู่ 2 แห่งซึ่ งมี ความหมายไปในทิศทางเดียวกัน คือ เพือ่ ให้ ก้าวทันต่ อโลกยุคโลกาภิวตั น์ และเพือ่ ให้ พร้ อมต่ อการรองรับ การเปลีย่ นแปลงอย่างรวดเร็ วและกว้างขวางทั้งด้านวัตถุ สังคม สิ่ งแวดล้อม และวัฒนธรรมจากโลกภายนอก ได้เป็ นอย่างดี สาหรับในส่ วนที่สอง คือ เพือ่ ให้ สมดุล (ทั้งด้านวัตถุ สังคม สิ่ งแวดล้อม และวัฒนธรรม) จุดหมายส่ วนที่หนึ่งในปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงที่วา่ “เพื่อให้กา้ วทันต่อโลกยุคโลกาภิวตั น์ ” กับ “เพื่อให้พร้อมต่อการรองรับการเปลี่ยนแปลง” นั้น หากพินิจพิจารณาให้ถ่องแท้ จะพบความเกี่ยวโยง สัมพันธ์ซ่ ึ งกันและกัน โดยในแห่งแรกเป็ นการพัฒนาที่เกี่ยวข้องกับ ปัจจัยภายในเพื่อให้ทนั และเข้ากับสิ่ ง ภายนอก ในแห่งที่สองเป็ นการพัฒนาที่เกี่ยวข้องกับปัจจัยภายนอกเพื่อป้ องกันไม่ให้สิ่งภายในได้รับความ กระทบกระเทือนเสี ยหาย จุดหมายของเศรษฐกิจพอเพียง ตามการสังเคราะห์ในปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง จึงประกอบด้วย คือ ความสมดุล การพร้อมรับต่อการเปลี่ยนแปลง และการก้าวทันต่อโลกยุคโลกาภิวตั น์ ซึ่ งจะเห็นได้ชดั เจน


135

ว่า เศรษฐกิจพอเพียงนั้น มิได้ปฏิเสธกระแสโลกาภิวตั น์ ตรงกันข้ามการดาเนินตามปรัชญาของเศรษฐกิจ พอเพียง มีความมุ่งหมายเพื่อให้กา้ วทันต่อโลกยุคโลกาภิวตั น์อีกด้วย

ด้วยข้อเท็จจริ งที่วา่ โลกาภิวตั น์น้ นั ก่อให้เกิดผลกระทบได้ท้ งั ในแง่ดีและในแง่ร้าย คือ มิได้ทาให้เกิดความ เจริ ญก้าวหน้าในแง่เดียว แต่ในอีกแง่หนึ่งยังทาให้เกิดความเสื่ อมถอยตกต่าทั้งทางด้านวัตถุ สังคม สิ่ งแวดล้อม และวัฒนธรรรมจากการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ วและกว้างขวาง ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง จึงมุ่งเน้นให้เกิดการพิจารณาอย่างรอบด้าน มีความรอบคอบระมัดระวังใน การดาเนินงาน โดยเลือกรับการเปลี่ยนแปลงที่ส่งผลกระทบในแง่ดี ในขณะเดียวกันก็ตอ้ งสร้างระบบ ภูมิคุม้ กันในตัวที่ดีพอสมควรต่อการเปลี่ยนแปลงในแง่ที่ไม่ดีและไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ทั้งนี้ เพื่อจากัด ผลกระทบให้อยูใ่ นระดับที่ไม่ก่อความเสี ยหายหรื อไม่เป็ นอันตรายร้ายแรง ทาให้กิจการยังคงดาเนินต่อไป ได้ การประยุกต์ ใช้ เศรษฐกิจพอเพียง เศรษฐกิจพอเพียง สามารถประยุกต์ใช้ได้ในทุกระดับ ทุกสาขา ทุกภาคของเศรษฐกิจ ทังภาคการเกษตร หรื อ ภาคชนบท ภาคการเงิน ภาคอสังหาริ มทรัพย์ และการค้าการลงทุนระหว่างประเทศ โดยมีหลักการที่ คล้ายคลึงกัน คือเน้นการเลือกปฏิบตั ิอย่างพอประมาณ มีเหตุมีผล และสร้างภูมิคุ ้มกันให้แก่ตนเองและสังคม โดยสามารถแบ่งได้เป็ น 3 ระดับ คือ การประยุกต์ ใช้ เศรษฐกิจพอเพียงระดับบุคคล/ครอบครัว เริ่ มต้นจากการเสริ มสร้างคนให้มีการเรี ยนรู ้ วิชาการและทักษะต่างๆ ที่จาเป็ น เพื่อให้สามารถรู ้เท่า ทันการเปลี่ยนแปลงในด้านต่างๆ พร้อมทั้งเสริ มสร้างคุณธ รรม จนมีความเข้าใจและตระหนักถึงคุณค่าของ การอยูร่ ่ วมกันของคนในสังคม และอยูร่ ่ วมกับระบบนิเวศน์วทิ ยาอย่างสมดุล เพื่อจะได้มีความเกรงกลัวและ ละอายต่อการประพฤติผดิ มิชอบ ไม่ตระหนี่ เป็ นผูใ้ ห้ เกื้อกูล แบ่งปั น มีสติย้งั คิดพิจารณาอย่างรอบคอบ ก่อนที่จะตัดสิ นใจ หรื อกระทาการใดๆ จนกระทัง่ เกิดเป็ นภูมิคุม้ กันที่ดีในการดารงชีวติ โดยสามารถคิดและ กระทาบนพื้นฐานของความมีเหตุมีผล พอเหมาะ พอประมาณกับสถานภาพ บทบาทและหน้าที่ของแต่ละ บุคคล ในแต่ละสถานการณ์ แล้วเพียรฝึ กปฏิบตั ิเช่นนี้ จนตนสามารถทาตนให้เป็ นพึ่งของตนเองได้ และเป็ น ที่พ่ ึงของผูอ้ ื่นได้ในที่สุด


136

การประยุกต์ ใช้ เศรษฐกิจพอเพียงระดับชุ มชน ชุมชนพอเพียง ประกอบด้วย บุคคล /ครอบครัวต่างๆ ที่มีความพอเพียงแล้ว คือมีความรู ้และคุณธรรม เป็ นกรอบในการดาเนินชีวติ จนสามารถพึ่งตนเองได้ บุคคลเหล่านี้มารวมกลุ่มกันทากิจกรรมต่างๆ ที่ สอดคล้องเหมาะสมกับสถานภาพ ภูมิสังคมของแต่ละชุมชน โดยพยายามใช้ทรัพยากรต่างๆที่มีอยูใ่ นชุมชน ให้เกิดประโยชน์สูงสุ ด ผ่านการร่ วมแรง ร่ วมใจ ร่ วมคิด ร่ วมทา แลกเปลี่ยนเรี ยนรู ้กบั บุคคลหลายสถานภาพ ในสิ่ งที่จะสร้างประโยชน์สุขของคนส่ วนรวม และความก้าวหน้าของชุมชน อย่างมีเหตุผล โดยอาศั ยสติ ปั ญญา ความสามารถของทุกฝ่ ายที่เกี่ยวข้อง และ บนพื้นฐานของความซื่ อสัตย์สุจริ ต อดกลั้นต่อการ กระทบกระทัง่ ขยันหมัน่ เพียร และมีความเอื้อเฟื้ อเผือ่ แผ่ ช่วยเหลือแบ่งปั นกันระหว่างสมาชิกชุมชน จน นาไปสู่ ความสามัคคีของคนในชุมชน ซึ่ งเป็ นภูมิคุม้ กันที่ดีของชุมชน จ นนาไปสู่ การพัฒนาของชุมชนที่ สมดุลและพร้อมรับต่อการเปลี่ยนแปลงต่างๆ จนกระทัง่ สามารถพัฒนาไปสู่ เครื อข่ายระหว่างชุมชนต่างๆ การประยุกต์ ใช้ เศรษฐกิจพอเพียงระดับประเทศ มีแผนการบริ หารจัดการประเทศ ที่ส่งเสริ มให้บุคคล / ชุมชนต่างๆ มีวถิ ีปฏิบตั ิ มีความร่ วมมือ และการพัฒนาในสาขาต่างๆ ตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง และดาเนินการตามแผนดังกล่าว อย่างรอบคอบ เป็ นขั้นตอน เริ่ มจากการวางรากฐานของประเทศให้มีความพอเพียง โดยส่ งเสริ มให้ ประชาชนส่ วนใหญ่ สามารถอยูอ่ ย่างพอมีพอกิน และพึ่งตนเองได้ ด้วยมีความรู ้และทักษะที่จาเป็ นในการ ดารงชีวติ อย่างเ ท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลงต่างๆ และมีคุณธรรม ซื่ อสัตย์สุจริ ต ขยันหมัน่ เพียร เอื้อเฟื้ อ แบ่งปั น และใช้สติปัญญา ในการตัดสิ นใจและดาเนินชีวติ พร้อมทั้งส่ งเสริ มการแลกเปลี่ยนเรี ยนรู ้ ระหว่าง กลุ่มคนต่างๆ จากหลากหลายภูมิสังคม หลากหลายอาชีพ หลากหลายความคิด ประสบการณ์ เพื่อสร้างความ เข้าใจ และรู ้ความเป็ นจริ ง ระหว่างกันของคนในประเทศ จนนาไปสู่ ความสามัคคี และจิตสานึกที่จะร่ วมแรง ร่ วมใจกันพัฒนาประเทศให้เจริ ญก้าวหน้าไป อย่างสอดคล้องสมดุลกับสถานภาพความเป็ นจริ งของคนใน ประเทศ อย่างเป็ นขั้นเป็ นตอนเป็ นลาดับ ๆ ต่อไป การประยุกต์ ใช้ เศรษฐกิจพอเพียงระดับเกษตรกร ได้แก่ เกษตรทฤษฏีใหม่ ขั้นตอนที่ ๑ เป็ นแนวทางการจัดการพื้นที่เกษตรกรรมในระดับครอบครัว ที่สอดคล้องสมดุลกับระบบ นิเวศวิทยา เพื่อให้พออยู่ พอกิน สมควรแก่อตั ภาพในระดับที่ประหยัด และเลี้ยงตนเอง / ครอบครัว ได้ ขั้นตอนที่ ๒ การรวมกลุ่มในรู ป สหกรณ์ ร่ วมมือกันในการผลิต จัดการตลาด และพัฒนาสวัสดิการของ ชุมชนในรู ปแบบต่างๆ เป็ นการสร้างความสามัคคีภายในท้องถิ่น และเตรี ยมความพร้อม ก่อนก้าวสู่ โลกภายนอก


137

ขั้นตอนที่ ๓

ติดต่อประสานงานกับหน่วยงานภายนอกเพื่อจัดหาทุน วิชาการ ความรู ้ เทคโนโลยี จาก ธุ รกิจเอกชน เช่น ธนาคาร บริ ษทั ห้างร้าน เอกชน ตลอดจน หน่วยงานภาครัฐ มูลนิธิต่างๆ มาช่วยในการลงทุน และพัฒนาคุณภาพชีวติ โดยสรุ ป แนวพระราชดาริ ส่งเสริ มให้เกษตรกรสามารถพึ่งตนเองได้ และมีการรวมกลุ่มกัน และเชื่อมโยง เครื อข่ายในด้านต่างๆ เพื่อให้เกิดความก้าวหน้าไปอย่างสมดุลกั บสภาพแวดล้อมในแต่ละท้องถิ่น ที่มีการ พัฒนาอย่างต่อเนื่อง และเป็ นขั้นตอน โดยประยุกต์ใช้ความรู ้ ภูมิปัญญา และทรัพยากรด้านต่างๆที่มีอยูอ่ ย่าง เหมาะสม บนพื้นฐานของคุณธรรม ความซื่ อสัตย์สุจริ ต ขยันหมัน่ เพียร เอื้อเฟื้ อแบ่งปั น และใช้สติปัญญา ใน การตัดสิ นใจและดาเนินชีวติ การประยุกต์ ใช้ เศรษฐกิจพอเพียงระดับนักธุรกิจ นักธุ รกิจพอเพียง จะคานึงถึงความมัน่ คงและยัง่ ยืนของการดาเนินธุ รกิจ มากกว่าการแสวงหา ผลประโยชน์ระยะสั้น ฉะนั้นจึงต้องมีความรอบรู ้ในธุ รกิจที่ตนดาเนินการอยู่ และมีการศึกษาข้อมูลข่าวสาร อยูต่ ลอดเวลา เพื่อให้สามารถก้าวทันต่อการเปลี่ยนแปลงต่างๆ มีความรอบคอบในการตัดสิ นใจในแต่ละครั้ง เพื่อป้ องกันข้อบกพร่ องเสี ยหายต่างๆไม่ให้เกิดขึ้น และต้องมีคุณธรรม คือมีความซื่ อสัตย์สุจริ ตในการ ประกอบอาชีพ ไม่ผลิตหรื อค้าขายสิ นค้าที่ก่อโทษ หรื อสร้างปั ญหาให้กบั คนในสังคมและสิ่ งแวดล้อม มี ความขยันหมัน่ เพียร อดทน ในการพัฒนาธุ รกิจไม่ให้มีความบกพร่ อง และก้าวหน้าไปอย่างต่อเนื่อง โดยมี การพัฒนาประสิ ทธิ ภาพการผลิต การปรับปรุ งสิ นค้าและคุณภาพให้ทนั กับความต้องการของตลาดและการ เปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี และในขณะเดียวกัน ต้องมีความรับผิดชอบต่อสังคม และระบบนิ เวศวิทยา ใน ทุกขั้นตอนของการดาเนินธุ รกิจ โดยการรักษาสมดุล ในการแบ่งปั นผลประโยชน์ของธุ รกิจในระหว่างผูม้ ี ส่ วนได้ส่วนเสี ยต่างๆ อย่างสมเหตุสมผล ตั้งแต่ผบู ้ ริ โภค พนักงาน บริ ษทั คู่คา้ ผูถ้ ือหุ น้ และสังคมวงกว้าง รวมถึงสิ่ งแวดล้อม การประยุกต์ ใช้ เศรษฐกิจพอเพียงระดับนักการเมือง นักการเมืองที่มีหลักคิด และหลักปฏิบตั ิบนพื้นฐานของเศรษฐกิจพอเพียง จะต้องเป็ นตัวอย่างของผูน้ า ที่มีความเข้มแข็งทางด้านคุณธรรม จริ ยธรรม มีความละอายและเกรงกลัวต่อการกระทาความผิด แม้เพียง เล็กน้อย เนื่องจากการกระทาของผูน้ าส่ งผลกระทบในวงกว้างต่อชุมชน/สังคม และในขณะเดียวกัน นักการเมืองในทุกระดับ จะต้องรู ้จกั สังคม ชุมชนที่แต่ละคนเป็ นผูแ้ ทน อย่างถ่องแท้ มีความเข้าใจระบบการ ปกครอง และระเบียบปฏิบตั ิต่างๆตามกฎหมายและขนบธรรมเนียมประเพณี ของสังคม รอบรู ้และรู ้เท่าทัน การเปลี่ยนแปลงในด้านต่างๆ ทั้งภายในและภายนอกประเทศ โดยมุ่งที่จะดาเนินวิถีทางการเมือง ให้ทอ้ งถิ่น/ ประเทศชาติ มีความก้าวหน้าไปอย่างสมดุลในทุก ๆ ด้าน คนในท้องถิ่น/ประเทศชาติ อยูอ่ ย่างพอเพียง สมัครสมานสามัคคีปรองดองกัน การกาหนดนโยบาย การออกกฎหมายและข้อบัญญัติต่างๆ ต้องยึดมัน่ อยูบ่ นพื้นฐานของความ พอเพียง โดยบารุ งรักษาสิ่ งที่ดีที่มีอยูแ่ ล้ว เช่น ค่านิยม องค์ความรู ้ สิ่ งแวดล้อมที่ดี ให้คงอยู่ ปรับปรุ ง /แก้ไข/ ยกเลิก ส่ วนที่ไม่ดี ที่เป็ นเหตุให้เกิดความไม่สมดุล ไม่พอเพียง ในสังคม ให้กลับมาสู่ แนวทางปฏิบตั ิที่มุ่งสู่


138

ความสมดุล และสนับสนุนให้เกิดสิ่ งที่ดีเป็ นประโยชน์ต่อส่ วนรวม แต่ยงั ขาดอยู่ เช่น ความก้าวหน้าด้าน เทคโนโลยี การพัฒนาฝี มืออาชีพต่างๆ ให้เกิด ให้มีข้ ึน อย่างสมดุลกับศักยภาพ และระดับการพัฒนาของ ท้องถิ่น/ประเทศชาติ เพื่อนาไปสู่ ความสามารถในการพึ่งตนเองได้ของ คน/ชุมชน ในทุกระดับ การประยุกต์ ใช้ เศรษฐกิจพอเพียงระดับเจ้ าหน้ าทีข่ องรัฐ เจ้าหน้าที่ของรัฐ จะต้องเริ่ มต้นสร้างความพอเพียงให้เกิดขึ้นในการดาเนินชีวติ ของแต่ละบุคคลก่อน โดยตระหนักถึงบทบาทหน้าที่ของตนในการเป็ นผูใ้ ห้บริ การแก่สังคม และร่ วมเสริ มสร้างสภาวะแวดล้อมที่ เอื้อต่อการอยูร่ ่ วมกันของคนในสังคม และอยูร่ ่ วมกับระบบนิเวศน์วทิ ยาได้อย่างสมดุล มีสานึกในคุณธรรม ความซื่อสัตย์สุจริ ต มีสติย้งั คิด ใช้ปัญญาพิจารณาอย่างรอบคอบ ในการดาเนินชีวติ และปฏิบตั ิหน้าที่ บน พื้นฐานของความมีเหตุมีผล พอประมาณกับศักยภาพและสถานภาพ ของแต่ละบุคคล ในแต่ละสถานการณ์ และหมัน่ เสริ มสร้างความรู ้ ให้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงต่างๆ เพื่อจะได้มีภูมิคุม้ กันในตัวที่ดี การเตรี ยมนโยบาย แผนงาน หรื อโครงการต่างๆ ต้องสอดคล้องกับปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง โดยเน้น การพัฒนาที่สร้างความสมดุลในด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่ งแวดล้อม และวัฒนธรรม ให้เกิดขึ้นพร้อมๆ กับการ รู ้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงต่างๆ โดยมุ่งให้ประชาชน/ชุมชน สามารถพึ่งตนเอง และสามารถเป็ นที่พ่ ึงของ สังคม/ประเทศชาติ ได้ในที่สุด การประยุกต์ ใช้ เศรษฐกิจพอเพียงระดับครู อาจารย์ ครู อาจารย์จะต้องทาตนให้เป็ นตัวอย่างแก่ นักเรี ยน/นักศึกษา ในการดาเนิ นชีวติ อย่างพอเพียงให้ได้ก่อน จึง จะสามารถถ่ายทอด/ปลูกฝัง/อบรม และทาตนให้เป็ นตัวอย่างแก่ นักเรี ยน/นักศึกษา ให้เข้าใจเศรษฐกิจ พอเพียงอย่างถูกต้อง และสามารถนาไปประยุกต์ใช้ได้ในชีวติ ประจาวันของแต่ละคน ผ่านการบูรณาการใน สาระเรี ยนรู ้วชิ าต่างๆ ตลอดจนสอดแทรกในกิจกรรมพัฒนาผูเ้ รี ยนต่างๆ การดาเนินชีวติ อย่างพอเพียง ต้อง เริ่ มจากการตระหนักถึงความจาเป็ นของการอยูร่ ่ วมกันของคนในสังคม และอยูร่ ่ วมกับระบบนิเวศน์วทิ ยา อย่างสมดุล และเข้าใจหลักเศรษฐกิจพอเพียงอย่างถ่องแท้ จนเห็นว่าเป็ นหลักคิดและหลักปฏิบตั ิที่จะ เสริ มสร้างให้สังคมเกิดสันติสุข มีความเจริ ญก้าวหน้าอย่างสมดุลและยัง่ ยืน และคนในสังคมมีความสามัคคี ปรองดองกัน แล้วฝึ กปฏิบตั ิตนให้มีสานึกในคุณธรรม ความซื่ อสัตย์สุจริ ต มีสติย้งั คิด ใช้ปัญญาพิจารณา อย่างรอบคอบ ในการดาเนินชีวติ และปฏิบตั ิหน้าที่ บนพื้นฐานของความมีเหตุมีผล พอประมาณกับศักยภาพ และสถานภาพ ของแต่ละบุคคล ในแต่ละสถานการณ์ และหมัน่ เสริ มสร้างความรู ้ในด้านต่างๆ ให้เท่าทัน การเปลี่ยนแปลง เพื่อจะได้มีภูมิคุม้ กันในตัวที่ดี 6.10 สรุ ป เศรษฐกิจพอเพียง เป็ นปรัชญาชี้ถึงแนวการดารงอยู่ และปฏิบตั ิตนของประชาชนในทุกระดับตั้งแต่ ระดับครอบครัว ระดับชุมชนจนถึงระดับรัฐ ทั้งในการพัฒนา และบริ หารประเทศให้ดาเนินไปใน ทางสาย กลางโดยเฉพาะการพัฒนาเศรษฐกิจเพื่อให้กา้ วทันต่อโลกยุคโลกาภิวฒั น์ ความพอเพียง หมายถึง ความ พอประมาณ ความมีเหตุผล รวมถึงความจาเป็ นที่จะต้องมีระบบภูมิคุม้ กันในตัวที่ดีพอสมควร ต่อการมี ผลกระทบใด ๆ อันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงทั้งภายนอก และภายใน ทั้งนี้จะต้องอาศัยความรอบรู ้ ความ


139

รอบคอบ และความระมัดระวังอย่างยิง่ ในการนาวิชาการต่าง ๆ มาใช้ในการวางแผน และการดาเนินการทุก ขั้นตอน และขณะเดียวกันจะต้องเสริ มสร้างพื้นฐานจิตใจของคนในชาติโดยเฉพาะเจ้า หน้าที่ของรัฐ นัก ทฤษฎี และนักธุ รกิจในทุกระดับให้มีสานึกในคุณธรรม ความซื่ อสัตย์สุจริ ต และให้มีความรอบรู้ที่เหมาะสม ดาเนินชีวติ ด้วยความอดทน ความเพียร มีสติ ปัญญา และความรอบคอบ เพื่อให้สมดุล และพร้อมต่อการ รองรับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ ว และกว้างขวางทั้งด้านวัตถุ สิ่ งแวดล้อม และวัฒนธรรมจากโลก ภายนอกได้เป็ นอย่างดี สาหรับทฤษฎีใหม่น้ นั เป็ นแนวพระราชดาริ ที่เป็ นส่ วนหนึ่งของเศรษฐกิจพอเพียง เป็ นทฤษฎีที่ บูรณาการศาสตร์ สาขาต่าง ๆ เข้าด้วยกัน เช่น การเกษตร การอุตสาหกรรมและเทคโนโลยี การบริ หารจัดการ การจัดการทรัพยากรและสิ่ งแวดล้อม เพื่อการดารงชีวติ อย่างเป็ นสุ ข มัน่ คงยัง่ ยืน ทฤษฎีใหม่และเศรษฐกิจ พอเพียง ชี้ให้เห็นถึงพระอัจฉริ ยภาพและพระปรี ชาญาณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยูห่ วั ตลอดจนพระ มหากรุ ณาธิ คุณอันล้นพ้นที่ทรงมีต่อพสกนิกร ทรงชี้นาให้ชาวไทยเห็นทางสว่างในการดาเนินชีวติ สามารถ แก้ไขปั ญหา ช่วยตนเอง ช่วยสังคม และชาติบา้ นเมืองให้รอดพ้นจากภาวะวิกฤตได้


140

6.11 คาถามท้ายบท ให้ทาคาถามปรนัย จานวน 10 ข้อ ดังต่อไปนี้ 1. ข้อใดเป็ นสาเหตุการช่วยเหลือบรรเทาปั ญหาเฉพาะหน้า ของโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดาริ 1. น้ าท่วม

2. วัณโรค

3. ขาดแคลนน้ า

4. ป่ าถูกทาลาย

2. โครงการพระราชดาริ ที่นบั ว่าเป็ นโครงการพัฒนาชนบทโครงการแรก ได้แก่ขอ้ ใด 1. สร้างถนน

2. สร้างเขื่อนกั้นน้ า

3. ฝายทดน้ า

4. สร้างคู คลองส่ งน้ า

3. โครงการพระราชดาริ ทางด้านชลประทานแห่งแรกของรัชกาลที่ 9 คือข้อใด 1. เขื่อนป่ าสักชลสิ ทธิ์ จังหวัดลพบุรี 2. อ่างเก็บน้ าเขาเต่า จังหวัดประจวบคีรีขนั ธ์ 3. เขื่อนแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี 4. อ่างเก็บน้ าลาพระเพลิง จังหวัดนครราชสี มา 4. ข้อใดเป็ นลักษณะของโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดาริ ในระยะแรก 1. แหล่งน้ า

2. หัตถกรรม

3. เกษตรกรรม

4. ป่ าเสื่ อมโทรม

5. ข้อใดเป็ นไม่ ใช่ หลักการของโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดาริ 1. การแก้ไขปั ญหาเฉพาะหน้า 2. การส่ งเสริ มความรู ้และเทคนิควิชาการสมัยใหม่ 3. การพัฒนาตามความจาเป็ นและประหยัด 4. พัฒนาเทคโนโลยีจากภูมิปัญญาชาวบ้าน


141

6. ข้อใด ไม่ ใช่ ประเภทของโครงการพัฒนาแหล่งน้ าอันเนื่องมาจากพระราชดาริ 1. เพื่อการอุตสาหกรรม 2. เพื่อการรักษาต้นน้ าลาธาร 3. เพื่อการผลิตไฟฟ้ าพลังน้ า 4. การระบายน้ าออกจากพื้นที่ลุ่ม 7. ศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อน จังหวัดฉะเชิงเทรา เน้นการปรับปรุ งและฟื้ นฟูทรัพยากรธรรมชาติใน ข้อใด 1. ดิน และน้ า

2. ดิน และป่ าไม้

3. น้ า และป่ าไม้

4. ป่ าชายเลน

8 ข้อใดไม่ ใช่ ไม้ของการปลูกป่ า 3 อย่าง ซึ่ งให้ประโยชน์ 4 อย่าง 1. ไม้ผล

2. ไม้สร้างบ้าน

3. ไม้ประดับ

4. ไม้ฟืน

9. ข้อใดไม่ใช่ประโยชน์ 4 อย่าง ของการปลูกป่ า 3 อย่าง 1. ปลูกไว้เพื่อกิน

2. ปลูกไว้เพื่อขาย

3. ปลูกไว้เพื่อเป็ นร่ มเงาให้ความร่ มเย็น

4. ปลูกไว้เพื่อใช้สอย

10. การมีภูมิคุม้ กันที่ดีในตัว หมายถึงข้อใด 1. การผลิต และบริ โภคที่อยูใ่ นระดับพอดี 2. พิจารณาเหตุปัจจัยที่เกี่ยวข้อง และคานึงถึงผลที่จะได้รับ 3. การเตรี ยมตัวให้พร้อมที่จะรับผลกระทบและการเปลี่ยนแปลงที่คาดว่าจะเกิดขึ้น 4. การให้ประชาชนพออยูพ่ อกินสมควรแก่อตั ภาพในระดับที่ประหยัด และเลี้ยงตนเองได้


142

11. ข้อใดไม่ ใช่ เป็ นเงื่อนไขคุณธรรม 1. ความอดทน

2. ความรอบคอบ

3. ความเพียร

4. ความซื่อสัตย์

12. ข้อใดเป็ นความพอดีทางจิตใจ 1. เอื้ออาทร ประนีประนอม

2. ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน

3. รู้จกั สามัคคี

4. การเผือ่ ทางเลือกสารอง

13. ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงคืออะไร 1. แนวทางการและวิธีปฏิบตั ิ

2. แนวทางการเก็บออมเงิน

3. แนวทางการใช้จ่ายเงิน

4. แนวทางหารายได้เพิม่

14. การปลูกข้าว 5 ไร่ และการมีบ่อน้ าในพื้นที่เป็ นเศรษฐกิจพอเพียง หรื อไม่ 1. เป็ นเพราะมีการแบ่งพื้นที่

2. ไม่เป็ นเพราะมีการแบ่งน้อยไป

2. ไม่เป็ นเพราะไม่ใช่การประหยัด

4. เป็ นเพียงขั้นตอนหนึ่งของเกษตรทฤษฎีใหม่

15. ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงสามารถนาไปใช้ได้กบั คนทุกวัย และทุกศาสนาหรื อไม่ 1. ไม่สามารถนาไปใช้ได้เพราะเป็ นแค่หลักการ 2. ไม่สามารถนาไปให้ได้เพราะไม่สอดคล้อง 3. สามารถนาไปใช้ได้เพราะใช้ได้กบั ทุกเพศทุกวัย 4. สามารถนาไปประยุกต์ใช้ได้ กับคนทุกวัยและทุกศาสนาได้

บทที่ 6 ทฤษฎีการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ  
Read more
Read more
Similar to
Popular now
Just for you