Page 1

บทที่ 4 เทคโนโลยีเกี่ยวกับการอุปโภคบริโภค การกินอาหารในระยะแรก ๆ เป็ นเทคโนโลยีอย่างง่าย ๆ เริ่มตังแต่ ้ กินพืชผัก ผลไม้ และ เนื ้อสัตว์ ตามสภาพที่เก็บหามาได้ ในระยะต่อ ๆ มา อาจด้ วยสาเหตุโดยบังเอิญ เช่น การรู้จกั ทา เนื ้อสัตว์ให้ สกุ เสียก่อนแล้ วจึงกิน วิธีนี ้อา จพบจากกรณีของไฟป่ าที่เกิดขึ ้นทาให้ สตั ว์ป่าถูกเผาโดย บังเอิญเพราะหนีไฟไม่พ้น มนุษย์พบเข้ าจึงนามารับประทานและพบว่ามีกลิ่นหอม รสชาตินา่ รับประทาน ทาให้ เกิดความคิดในการปรุงอาหารโดยการเผาหรื อย่าง นัน่ ก็คือมีการทาอาหารให้ สกุ เสียก่อน ในทานองเดียวกันผักและผลไม้ บา งชนิดเมื่อใช้ ไฟเผาหรื อย่าง รสชาติอาจดีขึ ้น ผลไม้ หรื อ เมล็ดผลไม้ บางอย่างเมื่อเผาแล้ วจะกินได้ หรื อใช้ เป็ นอาหารได้ มนุษย์คอ่ ย ๆ สะสมเทคโนโลยีทาง อาหาร ทังในกรณี ้ ของการศึกษาหาความรู้วา่ อะไรกินได้ อะไรเป็ นประโยชน์หรื อไม่เป็ นประโยชน์ พืชผักผลไม้ หรื อสัตว์ชนิดใด ควรปรุงเป็ นอาหารในลักษณะใด จึงจะมีคณ ุ ค่าและรวมทังมองเห็ ้ น ความสาคัญของการถนอมอาหาร จึงหาวิธีการต่าง ๆ ที่จะเก็บอาหารไว้ กินได้ นาน ๆ เอาไว้ กิน ช่วงเวลาอาหารนัน้ ๆ ขาดแคลนหรื อไม่ใช่ฤดูของมัน เช่น ผลไม้ บางชนิดให้ ผลในบางฤดูกาล ปลา อาจมีมากในช่วงฤดูน ้าหลากแต่ห น้ าแล้ งจะหาได้ ยาก ดังนันหลั ้ งจากน ้าลดและจับปลาได้ มากจึง อาจตากแห้ ง หรื อหมักดองไว้ กินในโอกาสต่อ ๆ ไป 4.1 ความจาเป็ นของอาหาร คนเราต้ องกินอาหาร เพื่อการเจริญเติบโตของร่างกาย และซ่อมแซมส่วนที่ทรุดโทรมให้ ทรง สภาพเดิมอยูต่ ามคาบเวลาหนึง่ ๆ และอาจช่วยให้ สขุ ภาพดีมีอา ยุยืนยาวขึ ้น แต่ไม่ได้ หมายความว่า จะมีอาหารพิเศษที่คงสภาพร่างกายอยูต่ ลอดไป การทรงสภาพอยูใ่ นช่วงเวลาหนึง่ ๆ หมายถึงว่า อาจวิ่งได้ เร็ว ยกของหนัก ๆ ได้ ในช่วงอายุ ประมาณ 60 ปี แต่หลังจากนันไม่ ้ อาจคงสภาพดังกล่าวได้ และการที่คนเราจะทรงสภาพของ ความสามารถอยูไ่ ด้ นนั ้ ก็ด้วยการกินอาหารทาให้ เกิดพลังงานนัน่ ก็คือ อาหารที่คนเรากินเข้ าไปจะมี ผลต่อ 1. เป็ นกาลังงานให้ คนทรงสภาพเดิมอยูน่ านที่สดุ เท่าที่ธรรมชาติได้ กาหนดไว้ 2. เป็ นเนื ้อหนัง เพื่อซ่อมแซมอวัยวะที่เสื่อมสภาพสึกหรอเพราะถูกใช้ งาน 3. ควบคุมการทางานต่าง ๆ ของร่างกายให้ เป็ นปกติ


63

อาหารเป็ นสิ่งจาเป็ นต่อการเจริญเติบโต และการมีชีวิตอยูข่ องมนุษย์และสัตว์ทงหลาย ั้ อาหารจะมีประโยชน์ถ้าหากรู้จกั เลือกบริโภคให้ ถกู ต้ องเหมาะสม และรู้จกั ปรุงแต่งอาหารเพื่อ ก่อให้ เกิดประโยชน์แก่ร่างกาย อาหารที่มีประโยชน์ตอ่ ร่างกายไม่จาเป็ นต้ องเป็ นอาหารที่มีราค า แพงแต่อยูท่ ี่วิตามิน และแร่ธาตุที่ร่างกายต้ องการซึง่ มีอยูใ่ นอาหารนันอย่ ้ างได้ สดั ส่วนตามความ ต้ องการของร่างกาย และก็ไม่จาเป็ นต้ องให้ มีรสอร่อยแต่อย่างใด อาหารที่ร่างกายต้ องการเพื่อเสริมสร้ างความเจริญเติบโต และซ่อมแซมส่วนที่สกึ หรอ มี ด้ วยกัน 6 ประเภท คือ 1. โปรตีน ได้ แก่ อาหารประเภทเนื ้อสัตว์ทกุ ชนิดและถัว่ ชนิดต่าง ๆ เช่น ถัว่ เขียว ถัว่ ลิสง ถัว่ เหลือง ถัว่ ฝั กยาว ถัว่ แขก อาหารประเภทโปรตีนเป็ นอาหารที่เด็กในวัยกาลังเจริญเติบโต ต้ องการมาก เพราะร่างกายกาลังต้ องการอาหารไปเสริมสร้ างความเจริญเติบโต แต่เมื่อโตเป็ นผู้ใหญ่ ความต้ องการจะลดลงเพราะได้ ผา่ นระยะของการเจริญเติบโต ขยายส่วนต่าง ๆ ของร่างกายแล้ ว เพียงแต่ต้องการอาหารไปซ่อมแซมส่วนที่สกึ หรอและใช้ ไปเท่านัน้ การขาดอาหารประเภทโปรตีนใน วัยเด็กจะทาให้ สมองและร่างกายไม่เจริญเติบโตเต็มที่ อาจเป็ นผลให้ สติปัญญาไม่เฉี ยบแหลม เท่าที่ควร และร่างกายไม่เจริญเติบโตเต็มที่ แคระแกร็น อาหารประเภทโปรตีนที่เป็ นเนื ้อสัตว์นนไม่ ั้ จาเป็ นต้ องเป็ นเฉพาะเนื ้อหมู เนื ้อไก่ จะเป็ นเนื ้อปลา เนื ้อสัตว์อะไรก็ได้ ทงสิ ั ้ ้น ถ้ าหาเนื ้อสัตว์ไม่ได้ ก็สามารถกินถัว่ หรื อเต้ าหู้แทนก็ได้ 2. คาร์ โบไฮเดร ต ได้ แก่ อาหารประเภทข้ าว แป้ง และน ้าตาล อาหารประเภทนี ้ให้ พลังงานแก่ร่างกาย แต่ถ้ากินมากเกินไปร่างกายใช้ ไม่หมดจะเปลี่ยนเป็ นไขมันสะสมอยูใ่ นร่างกาย ทาให้ อ้วน ผู้ใช้ แรงงาน เช่น ชาวนา ชาวไร่ ช่างไม้ ช่างปูน และผู้ทางานหนักต่าง ๆ ต้ องกินอาหาร พวกนี ้มากกว่าปกติ คนสูงอายุที่ไม่ได้ ทางานหนักหรื อผู้ที่ทางานไม่ต้องออกแรงมากไม่ควรกินอาหาร พวกข้ าว แป้ง หรื อน ้าตาลมาก เพราะจะทาให้ อ้วนและเกิดโรคอื่น ๆ ตามมาได้ 3. ไขมัน อาหารประเภทไขมัน เช่น น ้ามันหมู น ้ามันพืช หรื อไขมันสัตว์ชนิดต่าง ๆ เป็ น อาหารที่ให้ ความร้ อน ความอบอุน่ ต่อร่างกาย ถ้ ารับประทานมากเกินไปร่างกายใช้ ไม่หมดก็จะ สะสมในรูปของไขมันไว้ ในร่างกายทาให้ อ้วน และยังอาจทาให้ ปริมาณไขมันในเลือดเพิ่มขึ ้น ทาให้ เกิดโรคหัวใจและความดันโลหิตสูงซึง่ นับว่าเป็ นอันตรายต่อชีวิตมาก ในการปรุงอาหารควรใช้ น ้ามันพืชมากกว่าน ้ามัน จากสัตว์ น ้ามันหมู หรื อน ้ามันจากสัตว์ เพื่อกินแล้ วจะทาให้ เกิดสารที่เรี ยกว่า คอเลสเตอรอลอยูใ่ นเม็ดเลือดทาให้ เส้ นเลือดอุดตันได้ ง่าย 4. เกลือแร่ ได้ แก่ พวกแร่ธาตุตา่ ง ๆ เช่น เกลือแกง แคลเซียม โพแทสเซียม เหล็ก ฯลฯ อาหารประเภทนี ้เป็ นสิ่งที่ร่างกายต้ องก าร เพื่อควบคุมการทางานของร่างกายให้ อยูใ่ นสภาพปกติ อาหารที่มีเกลือแร่มาก ได้ แก่ ไข่ นม เนื ้อสัตว์ ผักสด ผลไม้ เอกสารประกอบการสอนวิ ชา SS 2253 : .ผศ.คณพศ สิ ทธิ เลิ ศ

มฉก.0301/1468(50)


64

5. วิตามิน จัดได้ วา่ เป็ นอาหารอีกประเภทหนึง่ ที่แฝงอยูใ่ นอาหารประเภทต่าง ๆ ที่กินอยู่ ทัว่ ไป การกินข้ าวซ้ อมมือ ไข่ นม ผักสด ผลไม้ และเนื ้อ สัตว์ตา่ ง ๆ จะทาให้ ร่างกายได้ วิตามิน โดยตรง ตัวอย่างของอาหารที่มีวิตามิน เช่น วิตามินเอ บารุงสายตา มีในผักสีเขียว วิตามินบี 1 บารุงประสาท มีในข้ าวซ้ อมมือ วิตามินซี มีในผลไม้ ที่มีรสเปรี ย้ ว เช่น ส้ ม มะนาว เป็ นต้ น อาหารประเภทวิตามินเหล่านี ้ถ้ าได้ กิน อาหารประเภทต่าง ๆ ครบถ้ วนแล้ ว ก็เชื่อว่าจะได้ รับวิตามิน ในปริมาณที่มากพอ ไม่จาเป็ นต้ องไปซื ้อมากินอีก 6. นา้ เป็ นอาหารที่มีราคาถูกที่สดุ คนเราสามารถอดอาหารได้ นานกว่าอดน ้า เพราะ ร่างกายของคนเราส่วนใหญ่ประกอบด้ วยซ ้า ถ้ าขาดน ้าเซลล์ตา่ งๆ ของร่างกายจะอยูไ่ ม่ ได้ น ้าที่ดี และมีประโยชน์ที่สดุ แก่ร่างกายคือ น ้าสะอาดเปล่า ๆ เท่านัน้ การดื่มน ้าอัดลมหรื อน ้าหวานไม่ได้ ก่อให้ เกิดประโยชน์มากกว่าน ้าเปล่าธรรมดา บางกรณีกลับให้ โทษเสียอีก เช่น คนที่เป็ น โรคเบาหวาน โรคกระเพาะไม่ควรดื่มน ้าอัดลม 4.2 การเลือกซือ้ เลือกกินอาหาร อาหารที่จะซื ้อมารับประทานควรเป็ นอาหารที่มีคณ ุ ภาพ เป็ นอาหารที่ใหม่ สด สะอาด ปราศจากสิ่งเจือปน และการกินก็ยอ่ มต้ องกินให้ พอเพียงกับความต้ องการของร่างกายและให้ ได้ อาหารครบทุกหมู่ ต่อไปนี ้เป็ นแนวทางในการเลือกซื ้อเลือกกินอาหารหลัก 5 หมู่ ดังนี ้ อาหารหลักหมู่ท่ ี 1 อาหารประเภทเนื ้อสัตว์ต้องเลือกที่สด ไม่มีกลิ่น เนื ้อที่มีพงั ผืดและมี มันแทรกอยูย่ อ่ มไม่ดี เพราะมีสว่ นที่ไม่คอ่ ยมีประโยชน์ต้องแล่ทิ ้ง ข้ อควรระวังได้ แก่ เนื ้อที่มีพยาธิ จะต้ องสังเกตให้ ดีและละเว้ นที่จะซื ้อไปรับประทาน เนื ้อหมูที่มีพยาธิจะสังเกตพ บปุ่ มก้ อนเนื ้อเล็กที่ เนื ้อตะโพกหมูและเนื ้อในกล้ ามเนื ้อ การเลือกซือ้ ปลา อาจพิจารณาจากการคงสภาพสีเดิมอยู่ ถ้ าเปลี่ยนเป็ นสีเหลืองหรื อขาว ซีด ย่อมแสดงถึงคุณภาพต่าลง กลิ่นคาวจัดกว่าปกติ เนื ้อนิ่มกว่าปกติ ท้ องฉุ ลักษณะดังกล่าวไม่ ควรเลือกซื ้อ ปลาบางชนิดอาจ มีพยาธิตวั จี๊ด พยาธิใบไม้ เป็ นอันตรายมาก ถ้ ารับประทานปลาดิบ และมีพยาธิดงั กล่าวเข้ าไป สาหรับกุ้งถ้ าไม่สดเปลือกจะมีสีชมพูเรื่ อ ๆ ผิดไปจากสีเปลือกปกติ เนื ้อ จะนุม่ และหัวกุ้งอาจหลุดออกจากตัวกุ้งได้ ง่าย เนื ้อกุ้ง ปู หอย อาจมีพยาธิบางชนิดอาศัยอยู่ อาจ เป็ นอันตรายได้ เช่นกัน การเลือกซือ้ กุ้ง พิจารณาจากการคงสภาพของตัวกุ้ง ส่วนหัวแนบสนิทกับลาตัว กุ้งที่ ไม่สดเปลือกจะเริ่มมีสีเหลืองอมแดง เนื ้อจะเริ่มมีสีขาวซีด กลิ่นเริ่มเหม็น กุ้งสดสีของเปลือกและเนื ้อ จะใส

เอกสารประกอบการสอนวิ ชา SS 2253 : .ผศ.คณพศ สิ ทธิ เลิ ศ

มฉก.0301/1468(50)


65

อาหารหลักหมู่ท่ ี 2 ข้ าวที่ขดั สีแต่ละน้ อย ย่อมมี คุณค่าทางอาหารมากกว่าข้ าวที่ขดั สีจน เยื่อที่ห้ มุ เมล็ดขาว ซึง่ มีวิตามินบี 1 ลดน้ อยลง หัวเผือกหัวมันมีคาร์ โบไฮเดรตมากเหมือนกัน แต่มี สารอาหารต่างกัน มันฝรั่งไม่มีวิตามินเอ ในมันขาวเทศมีวิตามินเอ 20 หน่วยสากล (International Unit) แต่มนั เทศเหลืองมีวิตามินเอถึ ง 2,860 หน่วยสากล ดังนันในการปรุ ้ งอาหารควรใช้ มนั เหลือง ย่อมจะได้ ประโยชน์กว่า สาหรับน ้าตาล ราคาในท้ องตลาดน ้าตาลทรายขาวจะแพงกว่าน ้าตาลมะพร้ าวแต่คณ ุ ค่า ทางอาหารพบว่าน ้าตาลมะพร้ าวให้ คณ ุ ค่าทางอาหารดีกว่า เพราะมีเกลือแร่มากกว่า โดยเฉพาะ แร่เหล็ก การทาขนมหวาน ถ้ าใช้ น ้าตาลมะพร้ าวย่อมให้ คณ ุ ค่าทางอาหารมากกว่าการใช้ น ้าตาล ทรายขาว อาหารหลักหมู่ท่ ี 3 สารอาหารที่ได้ จากผักได้ แก่ วิตามินและเกลือแร่ วิตามินเอ มีมากใน ผักที่มีใบสีเขียวจัด หรื อผลไม้ ที่มีสีแดง แสด หรื อสีเหลือง ผักสดจะมีวิตามินซีมากกว่าผักที่เหี่ยวหรื อช ้า ผักที่กินใบ ดอก หรื อปลี ให้ แคลอรี ต่ากว่าผักที่กินผล ผักพวกยอดแค มะรุม สะเดา ผักขม ผักกะเฉด มีแคลเซียมสูง มะระ ขี ้เหล็ก กระถิน มีเหล็กสูง การเลือกซื ้อผัก ผักที่ซื ้อควรสดและอ่อน ไม่ควรเลือกผักที่มีรอยช ้าหรื อเน่าและควร คานึงถึงความปลอดภัยจากย าฆ่าแมลง หรื อสารที่ผ้ ขู ายใช้ ชว่ ยให้ ผกั สดอยูไ่ ด้ นาน เช่น ผักชุบ ฟอร์ มาลิน และที่สาคัญคือซื ้อแล้ วต้ องล้ างให้ สะอาดก่อนรับประทานและถ้ าเป็ นไปได้ ควรทาสวน ครัวเอง เพื่อปลอดภัยจากยาฆ่าแมลงและเป็ นการประหยัด อาหารหลักหมู่ท่ ี4 ผลไม้ ตา่ ง ๆ จะให้ เกลือแร่ และวิตามินเช่นเดียวกับผักแต่มีคาร์ โบไฮเดรต มากกว่าผัก จึงให้ พลังงานด้ วย ผลไม้ สดทัว่ ไปมีวิตามินซีอยูม่ าก เช่น ส้ ม มะขามป้อม ฝรั่ง ผลไม้ ที่มีสีแดงให้ วิตามินเอด้ วย ผลไม้ ที่กินทังเปลื ้ อกได้ เช่น ฝรั่ง พุทรา ควรกินทังเปลื ้ อก เพราะที่ เปลือกมีวิตามินอยูม่ าก แต่ควรระวังยาฆ่าแมลง ส้ มควรกินทังกาก ้ จะได้ ชว่ ยระบายท้ อง การเลือกผลไม้ ควรเลือกผลไม้ ที่กาลังสุกพอดี เพราะนอกจากน่ากินแล้ วยังให้ คณ ุ ค่า อาหารสูง อร่อย การแกะสลักผลไม้ ทาให้ ผลไม้ เสียคุณค่าทางอาหาร ก่อนกินผลไม้ ควรล้ างให้ สะอาด เพื่อล้ างยาฆ่าแมลงที่อาจติดมา ผลไม้ ที่มี่ ยางมาก เมื่อ ปอกแล้ วควรล้ างอีกครัง้ แล้ วรี บเอาขึ ้นจากน ้า ผลไม้ เมื่อปอกแล้ วควรกินทันที ไม่หนั่ ทิ ้งไว้ นานก่อน กิน อย่าแช่ผลไม้ ที่ปอกแล้ วไว้ ในน ้านาน ๆ จะเสียคุณค่าทางอาหาร

เอกสารประกอบการสอนวิ ชา SS 2253 : .ผศ.คณพศ สิ ทธิ เลิ ศ

มฉก.0301/1468(50)


66

การเลือกผลไม้ ควรคานึงถึงส่วนที่กินไม่ได้ ด้วย เช่น เปลือกหนา เมล็ดโต ฯลฯ ซึง่ อาจต้ อง อาศัยประสบการณ์ในการเลือก เช่น ส้ มโอถ้ าหัวจุกโตเปลือกอาจหนา สับปะรดถ้ าฟั งเสียงจากการ ดีดด้ วยนิ ้วมือเสียงแปะ แสดงว่าข้ างในอาจหวานฉ่า อาหารหลักหมู่ท่ ี 5 ไขมันเป็ นสารให้ พลังงานและความอบอุน่ ถ้ าร่างกายใช้ ไขมันที่ รับประทานเข้ าไปไม่หมด จะเก็บสะสมไว้ ในร่างกา ย ไขมันมีประโยชน์ในการช่วยให้ วิตามินที่ ละลายในไขมันถูกดูดซึมเข้ าร่างกาย และนาไปใช้ ประโยชน์ได้ วิตามินที่ละลายในไขมัน เช่น วิตามินเอ ดี อี และ เค นอกจากนันไขมั ้ นยังให้ กรดไขมันที่จาเป็ นต่อร่างกายด้ วย ไขมันจากน ้ามันพืชไม่มีคอเลสเตอรอล และมีกรดไขมันพวกไม่ อิ่มตัวมาก ยกเว้ นน ้ามัน มะพร้ าว การซื ้อน ้ามันพืชควรสังเกตส่วนประกอบของชนิดน ้ามันพืชที่ฉลากเพื่อหลีกเลี่ยงไขมัน อิ่มตัวที่อาจมาจากน ้ามันมะพร้ าว ในวันหนึง่ ๆ แต่ละคนควรกินอาหารให้ ได้ ครบทัง้ 5 หมู่ ศาสตราจารย์ ดร.เสาวนีย์ จักรพิทกั ษ์ (2520 : 3) ได้ แนะนาปริ มาณอาหารหมูต่ า่ ง ๆ ที่ผ้ ใู หญ่ควรรับประทานใน 1 วัน เพื่อให้ เพียงพอต่อ ความต้ องการของร่างกาย ดังนี ้ ตารางที่ 4.1 แสดงรายการอาหารที่แต่ละคนควรกินอาหาร หมู่อาหาร 1

ชื่ออาหาร เนื ้อสัตว์และเครื่ องในสัตว์

ปริมาณ ¾ - 1 ถ้ วย

2

ไข่ นม ข้ าว

½ - 1 ฟอง 1 – 2 ถ้ วย 3 – 6 ถ้ วย

3 4 5

ผักใบเขียวและผักอื่น ๆ ผลไม้ ตา่ ง ๆ ไขมัน

ไม่น้อยกว่า 1 ถ้ วย มื ้อละ 1 ผล ½ - 3 ช้ อนโต๊ ะ

หมายเหตุ ควรกิจอาหารทะเล ปลาตัวเล็ก ๆ ถัว่ เมล็ดแห้ ง ไม่น้อยกว่าสัปดาห์ละ 2 ครัง้ ถ้ าไม่ชอบนมก็ควรทานเนื ้อสัตว์เพิ่มขึ ้น ควรใช้ ข้าวที่ขดั สี แต่น้อย ใช้ วิธีหงุ ไม่เช็ด น ้าหรื อนึง่ ถ้ ารับประทานอาหารอื่นใน หมูน่ ี ้ก็ลดปริ มาณข้ าวลง ถ้ าผลเล็กมากกว่า 1 ผลก็ได้ ใช้ น ้ามันพืชแทนน ้ามันจากสัตว์

4.3 เทคนิคการกินพืชผัก ปั จจุบนั พืชผักต่าง ๆ ผู้ปลูกมักจะฉีดยากาจัดศัตรูพืช และมีโอกาสก่อให้ เกิดอันตรายแต่ ผู้บริโภคได้ ดังนัน้ ถ้ าจะปลอดภัยควรหาพืชผักมีลกั ษณะดังต่อไปนี ้มากิน

เอกสารประกอบการสอนวิ ชา SS 2253 : .ผศ.คณพศ สิ ทธิ เลิ ศ

มฉก.0301/1468(50)


67

1. ถ้ าจะซื ้อผักจากตลาด ควรเลือกผักมีรอยถูกหนอนหรื อแมลงกัดกินใบเพราะแสดงถึง มีี ยากาจัดศัตรูพืชน้ อยหรื อไม่มี อย่างไรก็ตาม ผักที่ซื ้อต้ องสด 2. ควรเลือกใบ ก้ านใบที่แก่ ปอกเปลือกลาต้ นที่แข็งเกินกินทิ ้งเสียก่อน เพราะถึงจะกินเข้ า ไปก็ไม่เกิดประโยชน์ การกินผักกระเฉด ควรเด็ดลาต้ นที่แก่ที่เหนียวเกินไปทิ ้ง เด็ดก้ านใบที่แก่ เกินไปทิ ้งเด็ดรากตามข้ อและส่วนที่ชว่ ยให้ ผกั กระเฉดลอยตัว หรื อที่ชาวบ้ านเรี ยกว่า นมผักกระเฉด ทิ ้ง 3. ก่อนจะนามาปรุงอาหารควรจะล้ างให้ สะอาด ให้ น ้าไหลชะล้ างสิ่งสกปรกออกไป ถ้ าได้ มีโอกาสแช่น ้าไว้ ประมาณ 2-3 นาที อาจช่วยให้ ยาฆ่าแมลงเจือจางลงได้ บ้าง 4. ถ้ าจะให้ ปลอดภัยจริง ควรปลูกผักสวนครัว ซึง่ อาจใช้ ที่ดนิ เพียงเล็กน้ อยหรื ออาจปลูก พืชในกระถางก็ได้ ปั จจุบนั มีการปลูกผักอนามัย โดยปลูกผักในสา รละลายที่มีแร่ธาตุที่พืชต้ องการ ครบและใช้ ตาข่ายครอบกันแมลงทุกชนิดทาลายพืช พืชที่ปลูกไม่ต้องมีการรดน ้าใส่ป๋ ยอี ุ ก การกินพืชผักที่มียาฆ่าแมลงตกค้ างอยู่ เท่ากับเป็ นการฆ่าตัวเองให้ ตายเร็วขึ ้น แทนที่จะมี ชีวิตอยูย่ ืนยาวอย่างมีความสุขปราศจากโรคภัยไข้ เจ็บ ดังนั ้ น ในปั จจุบนั นี ้จึงควรคานึงถึงภัยจาก การกินพืชผักที่มียาฆ่าแมลงตกค้ างอยู่ เมื่อเราจะกินพืชผัก หลังจากทาความสะอาดแล้ ว เราควรได้ คานึงถึงการนาเอาพืชผักมา ปรุงเป็ นอาหาร การปรุงให้ ถกู วิธีควรปฏิบตั ดิ งั นี ้ 1. ถ้ าจะกินผักต้ ม จะเพื่อจิ ้มน ้าพริกหรื อแกงก็ตาม ไม่ค วรต้ มให้ นานเกินไป เพราะสิ่งที่มี คุณค่าทางอาหารจะสลายตัว เช่น วิตามินบางชนิดจะสลายตัวได้ ง่ายเมื่อถูกความร้ อนมาก ๆ และที่ ควรคานึงถึงเป็ นสาคัญคือ ถ้ าจะต้ มผักจิ ้มน ้าพริกไม่ควรต้ มนาน เพราะสิ่งที่มีคณ ุ ค่าทางอาหารจะ ละลายตัวออกไปในน ้า 2. การผัดผักบุ้งไฟแดง เป็ นตัวอย่างในการปรุงผักให้ เป็ นอาหารที่ให้ คณ ุ ค่าทางอาหาร เช่นเดียวกับการวางผักสดไว้ ในชาม แล้ วตักน ้าแกงจืดหรื อน ้าแกงส้ มร้ อนจัดราดลงไป สิ่งที่มีคณ ุ ค่า ทางอาหารในผักจะสูญสลายน้ อย 3. ผักที่กินดีมีประโยชน์ คือผักที่ยงั คงมีสีเขียวอยูเ่ มื่อปรุงอาหารสุก 4. การผัดผั กที่ถกู วิธี ต้ องใช้ ไฟแรงมาก ๆ และทาให้ ผกั สุกทัว่ กันในระยะเวลาสัน้ นัน่ คือ ต้ องเตรี ยมเครื่ องปรุงและผักให้ พร้ อม สามารถที่จะใส่เครื่ องปรุงและผักลงไปแล้ วคนให้ ทวั่ สุกพร้ อม ๆ กัน องค์ประกอบที่สาคัญอีกอย่างหนึง่ ของการผัดผักคือ ต้ องมีน ้ามันพอเพียง มิฉะนันจะท ้ าให้ ผั ก เหี่ยวหรื อไหม้ ได้ 5. การกินผักผัดหรื อแกงผัก ควรจะกินในขณะที่ผกั เพิ่งสุกใหม่ ๆ และยังร้ อนอยู่ ผักจะ กรอบอร่อยและไม่เสื่อมคุณค่า เอกสารประกอบการสอนวิ ชา SS 2253 : .ผศ.คณพศ สิ ทธิ เลิ ศ

มฉก.0301/1468(50)


68

4.4 เทคนิคการกินไข่ ไข่ไม่วา่ จะเป็ นไข่ไก่หรื อไข่เป็ ดก็ตาม เป็ นอาหารที่เป็ นประโยชน์ตอ่ ร่างกายเพราะอุดมไป ด้ วยแร่ธาตุและวิตามินต่าง ๆ ที่ร่างกายต้ องการ ไข่ขาว จะเป็ นอาหารประเภทโปรตีน ส่วนไข่แดงจะเป็ นไขมันเป็ นส่วนใหญ่ แต่ถึงแม้ จะเป็ นอาหารที่เป็ นประโยชน์ก็ต้องรู้จกั กัน เพราะถ้ ากินโดยไม่ประมาณ อาจเกิด โทษได้ กล่าวคือ คนที่อยูใ่ นวัยเด็กและหนุม่ สาวนันร่ ้ างกายกาลังเจริญเติบโต ต้ องการอาหารไป หล่อเลี ้ยงและเสริมสร้ างให้ มีขนาดเพิ่มขึ ้น ดังนันไม่ ้ วา่ จะกินไข่ขาวหรื อไข่แดงไปมาก ๆ ร่างกายก็ เอาไปใช้ ประโยชน์ได้ หมด แต่ถ้าเป็ นคนสูงอายุที่ร่างกายหยุดการเจริญเติบโตแล้ ว หากกินไข่แดง มาก ๆ ร่างกายจะใช้ ไม่หมดและกลายเป็ นไขมันจับตามผนังของหลอดเลือด ทาให้ เป็ นโรคหลอด เลือดไปเลี ้ยงหัวใจตีบ โรคความดันโลหิตสูง หรื อโรคหัวใจได้ ง่าย ไข่ที่จะเป็ นประโยชน์ตอ่ ร่างกายมากที่สดุ ต้ องเป็ นไข่สกุ แต่ไม่ถึงกับสุกจนแข็ง การกินไข่ ดิบหรื อไข่ลวกที่ยงั ดิบเกินไปจะไม่คอ่ ยได้ ประโยชน์ เพราะไข่ที่ยงั ไม่สกุ นันจะไหลลื ้ ่นไปเร็ว ใน กระเพาะและลาไส้ ทาให้ ร่างกายย่อยไม่ทนั ซึง่ ต่างกับไข่ต้มหรื อลวกจนสุก ซึง่ จะทาให้ ยอ่ ยง่าย ร่างกายได้ รับประโยชน์สงู สุด การลวกไข่ ท่ ถี ูกวิธี ทาได้ ดงั นี ้ 1. เอาไข่ใส่ในภาชนะหุงต้ มชนิดใดก็ได้ ที่มีฝาปิ ด อย่าให้ มีขนาดใหญ่นกั ให้ พอเหมาะ กับจานวนไข่ที่จะใส่ 2. เทน ้าเดือด ๆ ลงไปจนท่วมไข่ 3. ปิ ดฝาภาชนะให้ สนิท 4. ทิ ้งไว้ จนน ้าร้ อนกลายเป็ นน ้าอุน่ จึงเอาไข่มากิน ไข่ลวกตามวิธีนี ้ไข่ขาวจะขาวหมด แต่ไม่แข็ง ส่วนไข่แดงจะเป็ นก้ อนกลม ไม่เหลว แต่ไม่ แข็งเท่าไข่ต้ม 4.5 ข้ อเท็จจริงเกี่ยวกับอาหารบารุงร่ างกาย 1. คนเรามักเชื่อ ว่า อาหารบางอย่างเป็ นยาบารุงกาลัง เช่น คนจีนนิยมกินรังนกนางแอ่น หูฉลาม เลือดงู ดีงู หรื อมันสมองลิงในขณะที่เป็ น ๆ อยู่ ฯลฯ แต่สิ่งเหล่านี ้ยังไม่มีการพิสจู น์ยืนยัน อย่างแน่ชดั ว่าจะมีประโยชน์หรื อมีสรรพคุณจริงดังพูดกัน แต่ที่แน่ ๆ คือ อาหารทัง้ 6 ประเภทที่ กล่าวแล้ วได้ รับการพิสจู น์และยืนยันแล้ วว่า ถ้ าได้ รับประทานให้ ถกู ส่วนและมีการพักผ่อนออกกาลังกายที่พียงพอ จะทาให้ ร่างกายแข็งแรง การกิน อาหารมากไปหรื อน้ อยไป ทาให้ ร่างกายไม่แข็งแรง และอาจเกิดโรคได้ เอกสารประกอบการสอนวิ ชา SS 2253 : .ผศ.คณพศ สิ ทธิ เลิ ศ

มฉก.0301/1468(50)


69

2. เครื่ องดื่มบารุงกาลัง เป็ นสินค้ าที่ผลิตกันมากมายหลายยี่ห้ อ เช่น ลิโพวิตนั ดี กระทิง แดง เอ็ม -150 แต่ละยี่ห้อก็ใช้ วิธีโฆษณาชวนเชื่อ เพื่อให้ ประชาชนเข้ าใจว่าเมื่อกินเข้ าไปแล้ วจะ ทาให้ เพิ่มพูนกาลัง หายเหนื่อย หายเพลีย หรื อเป็ นยาบารุงกาลังทางเพศให้ เข้ มแข็งยิ่งขึ ้น จึงมีผ้ ู นิยมกินกันมาก ส่วนประกอบของเครื่ องดื่ มประเภทนี ้ ประกอบด้ วยน ้าตาลเป็ นส่วนใหญ่และมีคาเฟอีนกับ สารกระตุ้นประสาทบางชนิดผสมอยู่ เมื่อกินเข้ าไปน ้าตาลก็จะให้ กาลังงาน คาเฟอีนก็จะไปกระตุ้น ประสาททาให้ ตื่นตัวอยูเ่ สมอ จึงรู้สกึ กระปรี ก้ ระเปร่าอยูพ่ กั หนึง่ หลังจากหมดฤทธิ์ยาแล้ วร่างกาย ก็จะยิ่งอ่อนเพลี ยมากขึ ้น เพราะการที่ร่างกายรู้สกึ อ่อนเพลียนันแสดงว่ ้ าร่างกายต้ องการพักผ่อน แต่เมื่อกินสารที่กระตุ้นการทางานของร่างกายเข้ าไป ร่างกายก็จะฝื นทางานต่อไปจึงเป็ นอันตายต่อ ร่างกายมากขึ ้น สิ่งสาคัญประการหนึง่ ที่ควรคานึงถึงคือ คาเฟอีนเป็ นสารเสพติด เมื่อกินเ ข้ าไปบ่อย ๆ จะ ทาให้ ตดิ ได้ ทาให้ ต้องกินเป็ นประจา และอาจต้ องกินจานวนมากขึ ้น ซึง่ จะเป็ นการสิ ้นเปลืองเงิน นอกเหนือจากต้ องเสียสุขภาพ 4.6 การถนอมอาหาร การถนอมอาหารเป็ นการเก็บอาหารไว้ เพื่อกินได้ นานวัน โดยไม่บดู เสีย การถนอมอาหารมี หลายวิธี และอาหารที่ผา่ นกรรมวิธีถนอมอาหารแล้ วบางอย่างเก็บไว้ ได้ นานเป็ นปี ไม่มีหลักฐานแน่ชดั ว่า มนุษย์ร้ ูจกั ถนอมอาหารตังแต่ ้ เมื่อใดแต่พอจะกล่าวได้ วา่ มนุษย์ต้อง สู้กบั ธรรมชาติและย่อมผ่านประสบการณ์การขาดแคลนอาหาร อาหารไม่พอกินหรื อไม่มีอาหารกิน ในบางช่วงเวลา ทาให้ มนุษย์จาเป็ นต้ องหา วิธีการเก็บอาหารไว้ กินในช่วงที่ไม่สามารถหาอาหารมา กินได้ เช่น ฤดูน ้าลดสามารถจับปลาได้ มากแต่พอถึงฤดูแล้ งจะไม่สามารถหาปลากินได้ ดังนันจึ ้ งหา วิธีเก็บปลาไว้ กินในฤดูแล้ ง และวิธีหนึง่ คงจะเป็ นการตากแห้ งเพื่อเก็บเอาไว้ กินได้ นาน การถนอมอาหารไม่ใช่เพียงแต่เพื่อการเ ก็บอาหารไว้ เพื่อกินได้ นานเท่านัน้ แต่จะได้ ประโยชน์อื่น ๆ ตามมาด้ วย เช่น 1. ช่วยสะสมอาหารไว้ กินเมื่อยามฉุกเฉิน 2. ช่วยให้ จาหน่ายสินค้ าอาหารได้ ราคาดีขึ ้น 3. ช่วยกระจายอาหารไปได้ ไกล ๆ 4. ส่งเสริมการเกษตรกรรม

เอกสารประกอบการสอนวิ ชา SS 2253 : .ผศ.คณพศ สิ ทธิ เลิ ศ

มฉก.0301/1468(50)


70

การถนอมอาหารมีหลายวิธี แต่หลักการสาคัญคือ การกาจัดการเจริญเติ บโตของจุลินทรี ย์ เช่น อาจใช้ ความร้ อนกาจัดจุลินทรี ย์แล้ วบรรจุลงในกระป๋ องผนึกให้ สนิท หรื ออาจทาให้ แห้ งเพื่อ ไม่ใหี้มีน ้า จุลินทรี ย์จะได้ เจริญเติบโตไม่ได้ หรื ออาจควบคุมอุณหภูมิให้ ต่าเพื่อสกัดการเจริญของ จุลินทรี ย์วิธีการต่าง ๆ อาจแยกย่อยได้ ดงั นี ้ 1. การทาอาหารให้ แห้ ง 2. การใช้ อณ ุ หภูมิต่า 3. การใช้ จลุ ินทรี ย์ต่า 4. การใช้ อณ ุ หภูมิสงู 5. การใช้ สารเคมี 6. การใช้ รังสี 1. การทาให้ อาหารแห้ ง เป็ นวิธีที่เชื่อกันว่าเก่าแก่ที่สดุ และใช้ กนั กว้ างขวาง ในสมัย โบราณใช้ ตากแสงอาทิตย์ จกระทัง่ ประมาณ ค .ศ.1795 ซึง่ ได้ เริ่มมีการสร้ างที่อ บอาหารโดยอาศัย ความร้ อนจากเตาไฟ (วัฒนา ประทุมสินธุ์ , 2514 : 14) หลังจากนันจึ ้ งมีการพัฒนาเครื่ องมือในการ อบแห้ งให้ มีคณ ุ ภาพสูงขึ ้นโดยลาดับ ตัวอย่างของเครื่ องอบแห้ ง เช่น Cabinet drier เป็ นเครื่ องที่ทาให้ ของเหลวแห้ งเป็ นผง เช่น ทาให้ นมหรื อไข่เป็ นผง น ้านม ข้ นที่ถกู พ่นให้ เป็ นฝอยเล็ก ๆ สวนทางกับอาหารร้ อน จะกลายเป็ นผงทันที ตู้อบพลังแสงอาทิตย์ นับว่าเป็ นอุปกรณ์ทาให้ อาหารแห้ งที่มีราคาถูก สร้ างง่าย และ เหมาะแก่ชาวชนบทมากกว่าเตาอบที่มีราคาสูง ตู้อบพลังแสงอาทิตย์เหมาะที่จะตากปลา ตากผัก ผลไม้ ให้ เป็ นอาหารแห้ ง 2. การใช้ อุณหภูมิต่า วิธีนี ้เริ่มใช้ แพร่หลายราวปลายศตวรรษที่ 19 เมื่อมนุษย์เริ่มสร้ าง ตู้เย็นขึ ้นใช้ การเก็บอาหารด้ วยอุณหภูมิต่า จะช่วยให้ อาหารมีลกั ษณะและคุณภาพเกือบเหมือน ของสด ช่วยให้ สามารถส่งอาหารสดไปได้ ในท้ องถิ่นไกล ๆ ช่วยให้ เก็บอาหารไว้ กินได้ นานวัน ห้ อง เย็นสามารถเก็บปลาสดไว้ ได้ เป็ นหลาย ๆ เดือน อุปกรณ์อณ ุ หภูมิต่าช่วยเก็บอาหารได้ นาน ใน สมัยก่อนก็คือบริเวณใด ๆ ก็ตามที่มีอณ ุ หภูมิต่ากว่าที่อื่น เช่น ขุดหลุมฝั งการไว้ ใต้ ดนิ หรื อเก็บไว้ ตาม ถ ้าต่อมาเมื่อสร้ างเครื่ องทาความเย็นได้ จึงมีต้ แู ช่ ตู้เย็น ห้ องเย็น วิธีการที่ชาวบ้ านรักษาความสดของมะนาว โดยหมกไว้ ในดินทราย จัดได้ วา่ อยูใ่ นข่ายของ การใช้ อณ ุ หภูมิต่าถนอมอาหาร หลักของการใช้ อณ ุ หภูมิต่า อยูท่ ี่การลดอัตราการเติบโตของจุลินทรี ย์และลดความร้ อนที่ เกิดจากการหายใจของผักผลไม้

เอกสารประกอบการสอนวิ ชา SS 2253 : .ผศ.คณพศ สิ ทธิ เลิ ศ

มฉก.0301/1468(50)


71

หลักของการใช้ อณ ุ หภูมิต่า อยูท่ ี่การลดอัตราการเติบโตของจุลินทรี ย์และลดความร้ อนที่เกิด จากการหายใจของผักผลไม้ การเก็บอาหารในตู้เย็น ควรบรรจุอาหารแต่ละชนิดในภาชนะแยกจากกัน ทังนี ้ ้เพื่อป้องกัน การดูดกลิ่นที่ไม่พงึ ปรารถนา และช่วยป้องกันการสุญเสียน ้าของพืชผักหรื ออาหาร 3. การใช้ จุลินทรีย์ การถนอมอา หารโดยการใช้ จลุ ินทรี ย์ เป็ นการจัดสิ่งแวดล้ อมให้ เหมาะสมกับจุลินทรี ย์ชนิด หนึง่ แต่ควบคุมการเติบโตของจุลินทรย์อีกชนิดหนึง่ เพื่อให้ จลุ ินทรี ย์ที่ ส่งเสริมผลิตสารบางอย่าง เช่น กรด แอลกอฮอล์ เป็ นผลทาให้ จลุ ินทรี ย์ชนิดอื่นไม่สามารถเติบโตได้ การถนอมอาหารที่จดั อยูใ่ นประเภทนี ้ได้ แก่ การทาน ้าส้ ม การดอกผักและผลไม้ การหมักเบียร์ ฯลฯ การทาเหล้ า ไวน์ การทาเบียร์ เกิดจากการหมักที่ทาให้ เกิดแอลกอฮอล์ การทาน ้าส้ มสายชู เกิดจากการหมักที่ทาให้ เกิดกรดแอซีตกิ (Acetic Acid) และการดองผักผลไม้ ให้ ได้ รสเปรี ย้ ว เกิด จากการหมักที่ทาให้ เกิดกรดเแล็กติก (Lactic Acid) 4. การใช้ ความร้ อน ความร้ อนสูงทาให้ จลุ ินทรี ย์ไม่สามารถมีชีวิตต่อไปได้ การใช้ ความ ร้ อนถนอมอาหาร แบ่งออกได้ 2 วิธีคือ การใช้ ความร้ อนสูง (Sterilization) ซึง่ ทาลายจุลินทรี ย์ ในอาหารได้ ทงหมด ั้ กับการใช้ ความร้ อนต่า (pasteurization) ซึง่ ทาลายจุลินทรี ย์ได้ บางส่วน จุลินทรี ย์บางชนิดจะตายในอุณหภูมิเพียง 60-85 องศาเซลเซียส แต่บางชนิดสามารถทนความร้ อน ได้ สงู เช่น พวกคลอสตริเดียม (Clostridium0 สามารถทนความร้ อนที่จดุ เดือดได้ นานถึง 5 ชัว่ โมง 30 นาที แต่ถ้าใช้ อณ ุ หภูมิที่ 120OC จะถูกทาลายในเวลาไม่กี่นาที ดังนัน้ การใช้ ความร้ อนถนอม อาหารควรคานึงถึงความทนทานของจุลินทรี ย์ชนิดนัน้ ๆ ด้ วย เพื่อความปลอดภัยและคุณภาพของ อาหาร 5. การใช้ สารเคมี การใช้ สารเคมีเจือปนในอาหารมีทงคุ ั ้ ณและโทษ จึงจาเป็ นต้ องระวัง ในการใช้ กรณีที่ควรใช้ สารเคมี เช่น เพื่อสงวนคุณค่าทางโภชนาการของอาหาร เพื่อยืดอายุการเก็บ อาหารและเพื่อช่วยให้ อาหารน่ากินโดยปราศจากอันตราย สารเคมีผสมอาหารมีลายประเภท แต่ละประเภทจะทาหน้ าที่แตกต่างกันไป เช่น - สารถนอมอาหาร เช่น ไนเตรด ไฮโปคลอไรด์ - สารเพิ่มคุณค่าทางโภชนาการ ได้ แก่ วิตามิน เกลือแร่ - สารให้ สี - สารเพิ่มรส - สารให้ กลิ่น - ฯลฯ

เอกสารประกอบการสอนวิ ชา SS 2253 : .ผศ.คณพศ สิ ทธิ เลิ ศ

มฉก.0301/1468(50)


72

6. การใช้ รังสี เมื่อประมาณ 40 ปี มาแล้ ว Dr.Bernard และ Dr. Coldblith แห่ง สหรัฐอเม รีิ กาพบว่า อาจใช้ การอาบรังสีถนอมอาหารได้ โดยที่อาหารสดจะคงสภาพเดิมได้ ดีกว่า การถนอมอาหารแบบอื่น ๆ และอาจะเสียค่าใช้ จา่ ย น้ อยกว่าการแช่แข็ง ในปั จจุบนั หลายประเทศ กาลังค้ นคว้ าวิจยั เรื่ อง การถนอมอาหารโดยการอาบรังสี แต่เนื่องจากรังสีบางชนิดเป็ นอันตรายต่อ ชีวิต ดังนัน้ จึงต้ องมีการศึกษาอย่างละเอียด โดยคานึงถึงความปลอดภัยเป็ นสาคัญ อย่างไรก็ตาม การถนอมอาหารด้ วยการอาบรังสีได้ มีใช้ กนั พอสมควรแล้ ว ในสังคมไทยเริ่มศึกษาวิจยั เกี่ยวกับอาหารอาบรังสีตงแต่ ั ้ พ.ศ.2506 จุดประสงค์เพื่อยืดอายุ การเก็บอาหาร ผลจากการอาบรังสีเพื่อให้ จลุ ินทรี ย์ถกู ทาลาย ยืดอายุการสุกของผลไม้ ป้องกันการ งอกของหอมหัวใหญ่ มันฝรั่ง และการอาบรังสีไม่ทาให้ คณ ุ ค่าทางอาหารเปลี่ยนแปลงไปมาก เทคโนโลยีด้านอาหารการกินย่อมมีผลต่อสุขภาพอนามัยของมนุษย์มาก ดังนันจึ ้ งควรจะ ศึกษาหาวิธีการปรุงอาหาร การกินอาหารให้ ถกู ส่วน รวมทังย่ ้ อมจะต้ องหาเทคโนโลยีในการผลิต อาหารและการถนอมอาหาร เพื่อให้ ได้ อาหารที่มีคณ ุ ภาพและพอกินตลอดไป

เอกสารประกอบการสอนวิ ชา SS 2253 : .ผศ.คณพศ สิ ทธิ เลิ ศ

มฉก.0301/1468(50)


73

ตัวอย่ างเทคโนโลยีอาหาร 1. การทาเครื่องดื่ม นมถั่วเหลือง ถัว่ เป็ นอาหารที่มีคณ ุ ประโยชน์เทียบได้ กบั อาหารพวกเนื ้อสัตว์เป็ นอาหารที่ยอ่ ยง่ายและ ที่สาคัญราคาถูกเก็บรักษาง่าย ผู้มีรายได้ ก็สามารถซื ้อหาบริโภคได้ ในบรรดาอาหารถัว่ ทังหมด ้ ถัว่ เหลืองมีป ระโยชน์มากที่สดุ เมื่อต้ มสุกแล้ ว 1 ถ้ วย จะมีประโยชน์เท่ากับไข่ 2 ฟอง หรื อหมูเนื ้อ แดง 100 กรัม ซึง่ คุณค่าทางอาหารของถัว่ เหลืองในอัตราส่วน 100 กรัม จะได้ - โปรตีน 34.1 กรัม - แคลเซียม 22.6 มิลลิกรัม (มก.) - ธาตุเหล็ก 8.4 มก. - วิตามินบี 1 1.1 มก. - วิตามินบี 2 0.31 มก. - ไขมัน 17.7 กรัม - คาร์ โบไฮเดรท 33.5 กรัม - แครอลี่ 40.3 กรัม การนาถัว่ เหลืองมาประกอบอาหาร สามารถทาได้ ง่าย ๆ ตัวอย่าง เช่น การทา “น ้านม ถัว่ เหลือง” เครื่องปรุงที่ใช้ - ถัว่ เหลือง 1 กิโลกรัม - น ้าตาลทราย 1 กิโลกรัม - น ้า 10 ลิตร - เกลือ 1 ช้ อนชา วิธีทา 1. เลือกเศษผงทิ ้ง ล้ างถัว่ เหลืองให้ สะอาด 2. แช่น ้าร้ อนให้ พองและนุม่ ล้ างเปลือกออกให้ หมด 3. นาไปโม่ หรื อบด ผสมน ้าตามส่วน 4. กรองด้ วยผ้ าขาวบาง เอาแต่น ้านม นาไปต้ มให้ เดือดนาน 5 นาที เติมน ้าตาล เกลือ ใช้ ดื่มร้ อนหรื อเย็นก็ได้ (ถัว่ เหลืองเมล็ดแห้ งจานวน 1 กก. ให้ น ้านม 10 ลิตร) เอกสารประกอบการสอนวิ ชา SS 2253 : .ผศ.คณพศ สิ ทธิ เลิ ศ

มฉก.0301/1468(50)


74

วิธีดองผักโดยการหมักเกลือและเติมนา้ ซาวข้ าวหรือนา้ มะพร้ าว 1. เอาผักมาขยาเกลือ แต่ก่อนขยาเกลือให้ เอาไปผึง่ แดดให้ ตายนึง่ เสียก่อน แล้ วจึงเอามา ขยาเกลือ 2. เมื่อขยาเกลือเสร็จก็เอาไปหมักอัดใส่ไหไว้ เอาน ้าร้นเดื อ อดที่ทิ ้งไว้ ให้ เย็นแล้ วเทลงไปให้ ทว่ ม 3. ทิ ้งไว้ 2 วัน แล้ วจึงใส่น ้าซาวข้ าวหรื อน ้ามะพร้ าวเล็กน้ อย ทิ ้งไว้ อีก 2-3 วัน ผักจะเปรี ย้ ว กินได้ สาหรับอุตพิด และบอนนัน้ เมื่อปอกเปลือกเสร็จแล้ วต้ องเอามาใส่ในน ้าเดือดแล้ วสงขึ ้นผึง่ จนแห้ งสะเด็ดน ้า เมื่อสะเด็ดน ้าดี แล้ วจึงเอามาเคล้ าเกลือหมัก วันรุ่งขึ ้นจึงใส่น ้ามะพร้ าวหมักไว้ ต่อไปจนเปรี ย้ ว ถ้ าใส่เกลือน้ อยน ้ามะพร้ าว หรื อน ้าซาวข้ าวมากก็ไม่เปรี ย้ ว ฉะนันการใส่ ้ เกลือและน ้า มะพร้ าวต้ องใส่ให้ ได้ สว่ นกัน การทาขิงดอง (ดองด้ วยนา้ ส้ มสายชู) ขิงอ่อน กล้ วยตานีออ่ น หรื อยอดมะ พร้ าวอ่อน อาจมาดองด้ วยน ้าส้ มสายชูได้ อย่างมี รสชาติอร่อย บางครัง้ ก่อนดองมีการนามาสลักเป็ นรูปต่าง ๆ อย่างสวยงาม การทาก็ไม่ยาก วิธีทามีดังนี ้ 1. สลักขิง สลักยอดมะพร้ าวให้ สวย แล้ วล้ างด้ วยน ้าสะอาด ผึง่ ในกระชอนให้ แห้ ง 2. เอาน ้ามะนาวบีบใส่ขิง หรื อชุบน ้ามะนาว เพื่อให้ เกิดสีชมพูสวยงาม ส่วนยอดมะพร้ าว นัน้ มีสีขาวอยูแ่ ล้ วไม่จาเป็ นต้ องใส่สี แต่อาจจุม่ น ้ามะนาวแก้ สีคล ้าก่อนก็ได้ ส่วนกล้ วยตานีซอย แล้ วเอามะนาวบีบ แก้ สีคล ้าเนื่องจากยางกล้ วย 3. เอาน ้าส้ มสายชู ปรุงกับน ้าตาลทรายให้ รสเปรี ย้ วนา เหยาะเกลือลงเล็กน้ อยปรุงร สให้ ได้ ที่ตามชอบแล้ วต้ มให้ เดือด ยกลงตังทิ ้ ้งไว้ ให้ เย็น 4. เอาน ้าที่ปรุงและต้ มเรี ยบร้ อยแล้ วในข้ อที่ 3. ใส่ลงในขวดปากกว้ าง หรื อโหลที่บรรจุขิง หรื อผักอื่น ๆ ที่ต้องการดองแล้ วทิ ้งไว้ 2-3 วัน ก็กินได้ การทาไข่ เค็ม ไข่ เป็ นอาหารที่คนนิยมกินกันทัว่ ไป และเ ป็ นอาหารที่มีประโยชน์ตอ่ ร่างกายมาก ใน บางครัง้ เมื่อมีดไข่ในท้ องตลาดมาก ๆ ราคาไข่จะถูก จะซื ้อเก็บไว้ กินมาก ๆ นาน ๆ ก็ไม่ได้ เพราะไข่ จะเน่าและเสียง่าย วิธีที่จะถนอมไข่เก็บไว้ กินได้ นาน ๆ ก็คือ การทาเป็ นไข่เค็ม เมื่อเป็ นไข่เค็มแล้ ว จะเก็บไว้ กินได้ นานกว่าไข่ส ดธรรมดา และในแง่ของคุณค่าทางอาหารแล้ วก็มิได้ ลดน้ อยลงหรื อ แตกต่างจากไข่สดมากนัก เอกสารประกอบการสอนวิ ชา SS 2253 : .ผศ.คณพศ สิ ทธิ เลิ ศ

มฉก.0301/1468(50)


75

เดิมทีการทาไข่เค็ม เป็ นตาราการถนอมอาหารของจีนที่ทาตกทอดกันมานาน จนกระทัง่ ถึง ในปั จจุบนั ที่เป็ นที่ร้ ูจกั ทากันโดยทัว่ ไป การทาไข่เค็มให้ อร่อยนันอยู ้ ท่ ี่คณ ุ ภาพของไข่เป็ นสาคัญ เช่น ถ้ าเป็ นไข่เป็ ดเนื ้อไข่แดง แดงจัดละก็ทาไข่เค็มได้ ดี มีความมันมาก นิยมทาไข่เค็มจากไข่เป็ ดมากกว่าไข่ไก่ แต่จริง ๆ แล้ วไม่วา่ จะเป็ นไข่อะไรก็ทาเป็ นไข่เค็มได้ ทังนั ้ น้ เช่น ไข่ไก่ ไข่เป็ ดเทศ ไข่นกกระทา เป็ นต้ น วิธีเลือกไข่ ไข่ที่จะทาเป็ นไข่เค็มต้ องเลือกชนิดที่ไข่แดง แดงมาก ๆ และเปลืองหนา วิธีดองไข่ 1. เตรี ยมน ้าเกลือที่จะแช่ไข่ไว้ ก่อน โดยใช้ น ้าต้ มเดือดทิ ้งไว้ ให้ อนุ่ แล้ วเติมเกลือในอัตรา น ้า 4 ส่วน ต่อเกลือ 2 ส่วน 2. เอาไข่ที่จะทาไข่เค็มใส่ไหแล้ วเติมน ้าเกลือที่เตรี ยมไว้ ให้ น ้าท่วมไข่ให้ มิดทิ ้งไว้ ประมาณ 15 วัน เอาออกมาต้ มกินได้ 3. ถ้ าต้ องการเค็มมากก็แช่น ้าเกลือต่อไปถึง 20 วัน ก็ไม่เป็ นไรแต่ความเค็มก็จะมากขึ ้น เรื่ อย ๆ 2. การทาเครื่ องดื่ม นา้ มะตูมหวาน วัตถุดบิ ที่ใช้ เนื ้อมะตูมต้ มสุก 1 กิโลกรัม น ้าสะอาด 2 ½ ลิตร กรดซิตริก 5 กรัม หรื อ ประมาณ ½ ช้ อนโต๊ ะ เกลือ 2 กรัม หรื อประมาณ 1 ช้ อนชา น ้าเชื่อม 2 ลิตร วิธีทา 1. ล้ างผลมะตูมให้ สะอาด ผ่าครึ่งแคะเมล็ดออก ใช้ ช้อนตักเนื ้อมะตูมใส่ภาชนะให้ ได้ ปริมาณตามกาหนด 2. ต้ มเนื ้อมะตูมสุกกับน ้าสะอาดด้ วยไฟอ่อน ๆ ประมาณ10-15 นาที กรองให้ ได้ น ้า2 ลิตร 3. เอาน ้ามะตูมที่กรองได้ มาผสมกับน ้าเชื่อมร้ อน เติมกรดซิตริกและเกลือ การนาไปใช้ ใช้ ทาเป็ นเครื่ องดื่มผสมกับน ้าและเติมน ้าแข็งสาหรับดื่ม 3. การดองผัก การนาผักหรื อพืชชนิดต่าง ๆ มากินเป็ นอาหารนัน้ ควรต้ องรู้ให้ ชดั ก่อนว่า พืชผักชนิดใดบ้ าง ที่กินได้ ชนิดใดกินไม่ได้ เพราะบางอย่างมีลกั ษณะคล้ ายคลังกันมาก บางอย่างก็มีพิษ เมื่อดิบต้ อง นาไปต้ มหรื อดองก่อนจึงจะกินได้ ก็มี การดองผักเป็ นการถนอมอาหารและการปรุงแต่งอาหารให้ มี รสชาติถกู ปากอีกวิธีหนึง่ เอกสารประกอบการสอนวิ ชา SS 2253 : .ผศ.คณพศ สิ ทธิ เลิ ศ

มฉก.0301/1468(50)


76

เรื่ องผักนี ้คนโบราณของไทยจัดว่า มีฝีมือในการปรุงอาหารอย่างยอดเยี่ยมโดเยเฉพาะผัก บางชนิด เช่น ดอกหรื อยอดขี ้เหล็ก ตามปกติมีสารที่อยูภ่ ายในมีฤทธิ์เป็ นยาระบาย แต่เมื่อนามาต้ ม แล้ วสารพิษก็หายไป ผักเสี ้ยนก็มีพิษเมื่อดิบ ๆ แต่เมื่อนามาดองแล้ วจะคลายพิษลง และกลายเป็ น อาหารที่มีรสอร่อยไปได้ นาน เป็ นต้ น ประเภทของการดองผัก ผักดองจิ ้มน ้าพริก แบ่งออกเป็ น 3 ประเภทใหญ่ ๆ คือ 1. ผักดองน ้ามะนาวปนน ้าส้ มสายชู 2. ดองด้ วยการหมักเกลือ 1 คืน แล้ วเติมด้ วยน ้ามะพร้ าวแก่ หรื อน ้าซาวข้ าวในวันรุ่งขึ ้น เพื่อให้ เปรี ย้ วในวันที่ 3 หรื อ 4 3. ดองด้ วยส่าเหล้ า วิธีที่นิยมทากันมากคือ วิธีที่ 2 ประเภทของผักที่ใช้ ดอง ผักที่นามาดองกินได้ มีหลายชนิด เช่น ผักกาดเขียว ถัว่ งอก ผักเสี ้ยน ผักหนาม ผักนางนูน ผักกุ่ม หอม มะเขือ เป็ นต้ น นอกจากนี ้ก็มีผกั ที่หายากและไม่คอ่ ยมีคนกินก็มี เช่น บอน อุตพิด ผักเหล่านี ้ดองได้ ด้วยการหมักเกลือ และเติมด้ วยน ้าซาวข้ าวหรื อน ้ามะพร้ าวแก่ ส่วนขิงนัน้ มีวิธีดอง โดยเฉพาะซึง่ จะกล่าวต่อไป 4.7 การเพาะปลูกในบ้ าน ก่อนปลูกต้ นไม้ ควรจะมีการเตรี ยมดินให้ เรี ยบร้ อยเสียก่อนและเหมาะสมกับชนิดของต้ นไม้ ที่จะปลูก บางครัง้ เมื่อดินที่มีอยูค่ ณ ุ ภาพไม่เหมาะสม เช่น ดินอาจจะเปรี ย้ วไป เค็มไป หรื อเป็ นดิน เหนียว เป็ นต้ น ก็อาจต้ องทาการปรับสภาพให้ ดีขึ ้น พืชแต่ละชนิดมักชอบดินไม่เหมือนกัน บางชนิด ชอบดินร่วนปนทราย บางชนิดชอบดินเหนียว หรื อดินที่ไม่มีน ้าขัง เป็ นต้ น การปลูกต้ นไม้ ไม่ควรให้ ฝืนธรรมชาติ หรื อฝื นเนื ้อดิน เช่น ขิงชอบดินร่วนปนทราย ถ้ าเอา มาปลูกในดินเหนียวก็สามารถขึ ้นได้ แต่จะไม่อวบอ้ วนเท่าที่ควร หรื อลิ ้นจี่ชอบขึ ้นในพื ้นที่สงู ไม่ชอบ ที่ราบลุม่ ถ้ าเอามาปลูกในที่ลมุ่ ก็ไม่งาม ถึงจะออกลูก รสชาติก็ไม่อร่อย เป็ นต้ น ชนิดของดิน ดินในเมืองไทยมีหลายชนิด แต่ที่ค้ นุ เคยกันมากมี 3 ชนิด คือ ดินเปรี ย้ ว ดินเค็ม และ ดินจืด

เอกสารประกอบการสอนวิ ชา SS 2253 : .ผศ.คณพศ สิ ทธิ เลิ ศ

มฉก.0301/1468(50)


77

ดินเปรีย้ ว มักมีสภาพเป็ นกรด มีลกั ษณะเป็ นดินเหนียวทาให้ ปลูกพืชไม่ได้ ผลดี ในการ ปรับปรุงดินควรจะขุดดินขึ ้นมาก่อน อาจทาด้ วยการไถกลับดินขึ ้นมาเป็ นก้ อนโต ๆ ตากแห้ งแล้ วโรย ปูนขาว จะช่วยลดความเป็ นกรดของดินได้ แต่จะใช้ ปนู ขาวมากน้ อยเพียงใด ก็ขึ ้นอยูก่ บั ว่าดินนั ้ น เปรี ย้ ว หรื อเป็ นกรดมากน้ อยเพียงใด ดินเค็ม เป็ นดินที่มีพวกเกลืออยูม่ าก ถ้ าขุดบ่อน ้าในบริเวณดินเค็ม น ้าก็จะกร่อย ถ้ าปลูก บ้ านในบริเวณนัน้ กลอนประตู หน้ าต่างก็จะเป็ นสนิมได้ ง่าย ราวผ้ าก็ผุ รัว้ ลวดหนามก็เป็ นสนิม วิธี แก้ คอ่ นข้ างยาก อาจใช้ ดนิ ที่มีสภาพเป็ นกรดผสมเพื่อลดความเค็มลงได้ หรื อปล่อยให้ น ้าฝนขังแช่ ไว้ ก็ได้ ดินจืด เป็ นดินที่หมดสภาพของความอุดมสมบูรณ์แล้ ว มีปริมาณอาหารพืชน้ อยมาก ปลูกอะไรมักไม่ขึ ้น วิธีแก้ ต้องพรวนดินขึ ้นแล้ วปลูกพืชตระกูลถัว่ ซึง่ เป็ นพืชที่ชว่ ยเพิ่มปริมาณธาตุ ไนโตรเจนในดินได้ ในหน้ าฝน เมื่อออกฝั กและเก็บผลไม้ ให้ ไถกลบเพื่อให้ ซากพืชเน่าเปื่ อยผุพงั เป็ น ปุ๋ยในดินต่อไป พืชตระกูลถัว่ นัน้ ได้ แก่ พวกถัว่ ทุกชนิด เช่น ถัว่ ลิสง ถัว่ เขียว ถัว่ ฝั กยาว ถัว่ พู ปอเซ่ง เป็ นต้ น การบารุงดินอย่ างง่ าย ๆ การบารุงดินไม่จาเป็ นต้ องทาด้ วยการใส่ป๋ ยุ เสมอไป อาจใช้ ใบไม้ ใบหญ้ า หรื อเศษขยะ นามาหมักให้ สลายตัวกลายเป็ นปุ๋ยบารุงดินได้ เป็ นอย่างดี และไม่ทาให้ ดนิ เสียเหมือนปุ๋ยวิทยาศาสตร์ เพราะปุ๋ยวิทยาศาสตร์ ที่ใช้ กนั อยูน่ นหากใช้ ั้ ตดิ ต่อกันเป็ นระยะเวลานาน ๆ จะทาให้ ดนิ เป็ นดินเปรี ย้ ว เหนียวและหมดสภาพของความอุ ดมตามธรรมชาติ ทางที่ดีแล้ วควรใช้ ป๋ ยอิ ุ นทรี ย์ เช่น ปุ๋ยคอกจาก มูลสัตว์ หรื อปุ๋ยที่ได้ จากการหมักใบไม้ ใบหญ้ า สลับกับการใช้ ป๋ ยวิ ุ ทยาศาสตร์ บ้างเป็ นครัง้ คราว ใบไม้ ใบหญ้ า หรื อขยะที่มีการอยูไ่ ม่ควรเผาทิ ้ง เพราะเมื่อนามาหมักไว้ สกั ระยะหนึง่ แล้ จะ สลายตัวกลาย เป็ นปุ๋ยที่ต้นไม้ สามารถดูดไปเลี ้ยงลาต้ นได้ ยกเว้ น ใบสนเท่านันที ้ ่ควรเผาไฟทิ ้ง เพราะเมื่อนามาหมักจะไม่คอ่ ยสลายตัวจึงไม่เกิดประโยชน์ในการทาปุ๋ย วิธีทาปุ๋ยจากหญ้ าแห้ ง หรือใบไม้ แห้ ง 1. ขุดหลุมสี่เหลี่ยมขนาดตามที่ต้องการ จะกว้ างยาวเท่าไรก็ได้ แต่ให้ อยูห่ า่ งจากบริเวณ บ้ านพอสมควร อาจเป็ นบริเวณใกล้ โคนต้ นไม้ ผลก็ได้ โดยให้ หา่ งประมาณ 1 เมตร เพราะนอกจาก จะได้ ป๋ ยจากบ่ ุ อหมักนี ้แล้ ว ต้ นไม้ ผลนันก็ ้ จะได้ รับปุ๋ยโดยตรงอีกด้ วย 2. เอาใบไม้ ใบหญ้ า เศษขยะต่าง ๆ ใส่ลงในหลุม ยกเว้ นพวกขวดแก้ ว หรื อโลหะ และ ถุงพลาสติกต่าง ๆ แล้ วนาฝาปิ ดเพื่อกันหนู หรื อสุนขั ลงไปคุ้ยกิน 3. เอาปูนขาวโรยน้ อย ๆ เป็ นระยะ ๆ ทุกครัง้ ที่ใส่ใบไม้ หรื อเศษขยะลงไป โดยใส่สลับเป็ น ชัน้ ๆ พร้ อมกับพรมน ้าเป็ นระยะ ๆ เอกสารประกอบการสอนวิ ชา SS 2253 : .ผศ.คณพศ สิ ทธิ เลิ ศ

มฉก.0301/1468(50)


78

4. เมื่อใส่เต็มหลุมแล้ วปิ ดฝา ทิ ้งไว้ อย่าให้ น ้าฝนเข้ าไป แต่ให้ ใช้ น ้าพรมเป็ นครัง้ คราว จะเกิด การหมักโดยการกระทาของแบคทีเรี ยและเกิดความร้ อนขึ ้น ถ้ ามีโอกาสควรกลับใบไม้ ที่หมักไว้ ด้วย 5. ทิ ้งไว้ 3-4 เดือน ใบไม้ เศษขยะจะเน่าเปื่ อยผุพงั กลายเป็ นปุ๋ย ตักขึ ้นมาใส่ย้ งุ เก็บไว้ แล้ วนาไปผสมดินปลูกต้ นไม้ ได้ งอกงามดี จะทาให้ ดนิ ร่วนซุยใช้ ปลูกต้ นไม้ ได้ ทกุ ชนิด การปลูกพืชสวนครั ว ที่วา่ งรอบ ๆ บ้ านไม่ควรปล่อยทิ ้งไว้ เปล่า ๆ เพราะสามารถใช้ ปลูกพืชต่าง ๆ ที่ใช้ กินเป็ น อาหารได้ เป็ นอย่างดี แลไม่เป็ นภาระในการดูแลมากก่อให้ เกิดการประหยัดด้ วย พืชที่สามารถปลูก เป็ นพืชสวนครัวได้ มีหลายชนิด เช่น ผักชนิดต่าง ๆ ทุกชนิด หรื อที่เป็ นไม้ ยืนต้ นก็มี เช่น ดอกแค กระถิน ทองหลาง เป็ นต้ น พืชเหล่านี ้ล้ วนมีคณ ุ ค่าทางอาหารเป็ นอย่างดี โดยเฉพาะกระถินนันใช้ ้ ประโยชน์ได้ หลายอว่าง เช่น ยอดและฝั กใช้ กินสด ๆ ได้ ใบกระถินตากแห้ งใช้ เป็ นอาหารไก่ได้ เป็ นต้ น นอกจากนี ้ยังทาให้ เพิ่มอาหารของพืชอื่น ๆ ในดินด้ วย เพราะกระถินเป็ นพืชตระกูลถัว่ ชนิดหนึง่ นอกจากจะปลูกตามที่วา่ งรอบ ๆ บ้ านแล้ ว ถ้ าไม่มีที่ดนิ เพียงพอจะปลูกพืชผักสวนครัวใน ลังไม้ หรื อถังอะไรก็ได้ จะได้ ผกั ที่สะอาด ประหยัดและปลอดภัยจากสารพิษ จาพวกยาฆ่าแมลง วิธีปลูก มีดงั นี ้ 1. ปรุงดินที่จะปลูกให้ เห มาะกับการปลูกผัก โดยเอาดินเหนียวหรื อดินธรรมดาทัว่ ไปมา ตากแห้ ง แล้ วผสมทรายหยาบลงไปในอัตราส่วน ทราย 1 ส่วน ดิน 2 ส่วน จากนันก็ ้ เติมปุ๋ยอินทรี ย์ เช่น ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก หรื อปุ๋ยเทศบาลอย่างอ่อน ๆ ลงไปเล็กน้ อย พร้ อมกับเติมปูนขาวใน อัตราส่วน 1 ต่อ 50 ส่วนของดินทังหมด ้ 2. เมื่อเตรี ยมดินได้ แล้ วก็บรรจุดนิ ลงในลังไม้ ที่เตรี ยมไว้ แล้ ว ใช้ ปลูกด้ วยเมล็ดพันธุ์ผกั ต่าง ๆ ที่ต้องการ 3. รดน ้าให้ ชมุ่ ในระยะแรก 4. ปุ๋ยที่ใช้ ไม่จาเป็ นต้ องซื ้อ ให้ ใช้ น ้าล้ างปลาราดสด ๆ และถ้ ามีน ้าล้ างปลามาก ๆ จะใส่ ไหไว้ ใกล้ ๆ บ้ านแล้ วปิ ดฝาให้ ส นิท เอาไว้ ปนกับน ้าตามสูตร น ้าคาวปลาครึ่งกระป๋ องนมต่อน ้าหนึง่ ปี๊ บก็ได้ 5. ข้ อควรระวัง คือ ต้ องพรวนดินให้ ร่วนโปร่งอยูเ่ สมอ อย่าให้ ทบึ เวลารดน ้าต้ องไม่ให้ น ้าขังได้ ผักจะงามดี ผักที่จะปลูกในลังแบบนี ้ ปลูกได้ ทกุ ชนิด ไม่วา่ จะเป็ นผักกาด โหระพา สะระแหน่ หรื อ มะเขือเทศก็ตาม

เอกสารประกอบการสอนวิ ชา SS 2253 : .ผศ.คณพศ สิ ทธิ เลิ ศ

มฉก.0301/1468(50)


79

4.8 คาถามท้ ายบท ให้ ทา่ นทาคาถามอัตนัย จานวน 5 ข้ อ ข้ อ 1. อาหารที่ร่างกายต้ องการเพื่อเสริมสร้ างความเจริญเติบโต และซ่อมแซมส่วนที่สกึ หรอ มีกี่ ประเภท อะไรบ้ าง พร้ อมยกตัวอย่างประกอบ ข้ อ 2. ท่านมีแนวทางในการเลือกซื ้อเลือกกินอาหารอย่ างไรบ้ าง เพื่อที่จะได้ อาหารที่มีคณ ุ ภาพ เป็ นอาหารที่ใหม่ สด สะอาด ปราศจากสิ่งเจือปน ให้ เพียงพอกับความต้ องการของ ร่างกายและอาหารครบทุกหมู่ ข้ อ 3. ในปั จจุบนั พืชผักต่าง ๆ ผู้ปลูกมักจะฉีดยากาจัดศัตรูพืช และมีโอกาสก่อให้ เกิดอันตรายแก่ ผู้บริโภค และมีโ อกาสก่อให้ เกิดอันตรายแก่ผ้ บู ริโภค ถ้ าจะให้ ปลอดภัยควรหาพืชผักที่มี ลักษณะอย่างไร ข้ อ 4. ท่านมีความคิดเห็นอย่างไรเกี่ยวกับการานเสนอการขายผลิตภัณฑ์อาหารเสริมที่บารุง ร่างกายในปั จจุบนั ที่มีคอ่ นข้ างมากมาย และข้ อเท็จจริงเป็ นอย่างไร จงอธิบายมาพอ สังเขป ข้ อ 5. จงอธิบายวิธีการถนอมอาหาร พร้ อมยกตัวอย่างประกอบ และประโยชน์ที่ได้ รับจากการ ถนอมอาหาร



เอกสารประกอบการสอนวิ ชา SS 2253 : .ผศ.คณพศ สิ ทธิ เลิ ศ

มฉก.0301/1468(50)

บทที่ 4 เทคโนโลยีเกี่ยวกับการอุปโภคบริโภค  
Read more
Read more
Similar to
Popular now
Just for you