Issuu on Google+

บทที่ 2 ภูมิปัญญา 2.1 ภูมิปัญญาท้ องถิ่นและภูมิปัญญาไทย ภูมิปัญญาท้องถิ่น ( Local Wisdom ) ปั จจุบนั ยังไม่มีผใู ้ ดให้ความหมายไว้อย่างชัดเจน แต่พอทา ความเข้าใจได้วา่ หมายถึง ความรู ้หรื อประสบการณ์ด้ งั เดิมของประชาชนในท้องถิ่นที่ได้รับการถ่ายทอดสื บ ต่อกันมาจากบรรพบุรุษหรื อจากสถาบันต่าง ๆ ในชุมชน เช่น สถาบันครอบครัว ความเชื่อ และศาสนา สถาบันการเมืองการปกครอง สถาบันเศรษฐกิจ และสถาบันทางสังคมอื่น ๆ ในการนี้ กรมการศึกษานอก โรงเรี ยนได้ให้ความหมายของคาว่า “ภูมิปัญญาชาวบ้าน” ว่าเป็ นการเชื่อมโยงไปถึงความรู ้ประสบการณ์ตรง ของคนในท้องถิ่น ที่ได้จากการสะสมประสบการณ์จากการทางาน การประกอบอาชีพ และการเรี ยนรู ้จาก ธรรมชาติแวดล้อมต่าง ๆ และถ้าหากจะพิจารณาภูมิปัญญาท้องถิ่นเฉพาะด้านที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีแล้ว นั้น หมายถึงเทคนิควิทยาพื้นบ้านได้ดว้ ย โดยสถานวิจยั สังคมได้ให้คาจากัดความว่า เทคโนโลยีน้ นั เป็ น ความรู ้วา่ จะทาสิ่ งต่าง ๆ อย่างไร โดยมีองค์ประกอบ 2 ประการ คือ เครื่ องมือในการทาสิ่ งนั้น ๆ และกระทบ กับขั้นตอนในการทาสิ่ งนั้น ๆ ซึ่ งสามารถแยกได้ในลักษณะความรู ้ที่เป็ นรู ปธรรมและนามธรรม ที่มี ความสัมพันธ์กบั สภาพแวดล้อมและความจาเป็ นในท้องถิ่น เช่น การประยุกต์ใช้พลังคน สัตว์ และธรรมชาติ ตลอดจนองความรู ้ต่าง ๆ ที่มีอยูใ่ นแต่ละท้องถิ่นหรื อชุมชน ในอันที่จะเป็ นทางเลือกในการดารงชีวติ ของ มนุษย์ เช่น การประยุกต์แนวความคิดที่เป็ นมรดกของคนไทยในการประกอบอาชีพ โดยใช้ทรัพยากรใน ท้องถิ่นเป็ นหลักพิจารณากิจกรรมหรื ออาชีพของชุมชน ดังนั้น มนุษย์จึงได้เลือกสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมในการตั้งหลักแหล่งทามาหากินมาเป็ นเวลานาน ย่อมมีการเรี ยนรู ้ และปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อม พร้อมกับสร้างสรรค์วฒั นธรรมที่เหมาะสมกับการ ดารงชีวติ ฉะนั้น กระบวนการเรี ยนรู ้ ประสบการณ์ ความเชื่อ พิธีกรรมและวิถีชีวติ อันเนื่องมาจากการ ปรับตัวที่ได้มีการสั่งสมปรับเปลี่ยนต่อเนื่องกันมา รวมทั้งการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมกับสังคมอื่น จึงเรี ยก ประสบการณ์เหล่านี้วา่ เป็ นภูมิปัญญาสั่งสม ซึ่ งได้สืบทอดเป็ นมรดกของกลุ่มชนเพื่อใช้ในการดารงชีวติ 2.2 ความหมายของภูมิปัญญาไทย จากการศึกษาความหมายจากผูเ้ ชี่ยวชาญ นักวิชาการต่าง ๆ ซึ่ งให้ความหมายไว้ครอบคลุมคาว่า ภูมิ ปั ญญา ภูมิปัญญาพื้นบ้าน ภูมิปัญญาชาวบ้าน ภูมิปัญญาท้องถิ่น ภูมิปัญญาไทย ไม่แตกต่างกันในเนื้อหา รายละเอียด วิธีการ เพียงแต่เรี ยกชื่อต่างกันเท่านั้น สามารถสรุ ปความหมายได้ ดังนี้ คาว่า ภูมิปัญญา ตรงกับศัพท์ภาษาอังกฤษว่า (Wisdom) หมายถึง ความรู้ ความสามารถ ความเชื่อ ความชัดเจน และความสามารถในการแก้ไขปั ญหาของมนุษย์ โดยภูมิปัญญาเป็ นเรื่ องที่สั่งสมมาแต่อดีต เป็ น เรื่ องของการจัดความสัมพันธ์ระหว่างคนกับคน คนกับธรรมชาติแวดล้อม คนกับสิ่ งเหนือธรรมชาติ โดย ผ่านกระบวนการทางจารี ตประเพณี วิถีชีวติ การทามาหากินและพิธีกรรมต่าง ๆ ซึ่ งมีการพัฒนาสื บสานกัน มา


25 ภูมิปัญญาจึงมีท้ งั ภูมิปัญญาอันเกิดจากประสบการณ์ในพื้นที่ ภูมิปัญญาที่มาจากภายนอกและภูมิ ปั ญญาที่ผลิตขึ้นมาใหม่หรื อผลิตซ้ า เพื่อการแก้ปัญหาและการปรับตัวให้สอดคล้องกับความจาเป็ นและ ความเปลี่ยนแปลง เสน่ห์ จามริ ก (อ้างจาก วรวุธ สุ วรรณฤทธิ์ และคณะ 2546 : 148) กล่าวว่าเรื่ องภูมิปัญญาไทยนั้น ไม่ใช่เรื่ องชาตินิยม ไม่ใช่กลับไปหาอดีต แต่หมายถึง การแสวงหามิติที่กา้ วหน้ากว่า โดยศึกษาประสบการณ์ จากประวัติศาสตร์ ทั้งนี้ คาว่า “ภูมิปัญญา”นั้น นอกจากจะเป็ นเรื่ องของพื้นภูมิเดิมแล้ว ยังหมายถึงศักยภาพ ในการประสานความรู ้ใหม่ๆ มาใช้ประโยชน์ดว้ ย ซึ่ งเอื้อให้เกิดทางเลือกใหม่ที่มีลกั ษณะสากล และ ลักษณะเฉพาะ สาเนียง สร้อยนาคพงษ์ (2539:23) ได้กล่าวว่า ภูมิปัญญาชาวบ้านหรื อภูมิปัญญาท้องถิ่นมิใช่เป็ นการ ฉุ ดรั้งเพื่อการ “กลับไปสู่ ” สังคมแบบดั้งเดิม หากเป็ นเพียงการถ่ายโยงประสบการณ์ซ่ ึ งได้รับโดยตรงจาก ชาวบ้าน ออกมานาเสนอให้ผทู ้ างานพัฒนาทั้งหลาย ได้ตระหนักถึงภูมิปัญญาที่มีอยูใ่ นชาวบ้าน การปลูก สานึกรับรู ้ในคุณค่าทางการศึกษาของภูมิปัญญาท้องถิ่น จึงนับเป็ นเงื่อนไขในเบื้องแรก ที่จะส่ งเสริ มให้เกิด การมีส่วนร่ วมของท้องถิ่น หลักสู ตรและกระบวนการการเรี ยนการสอนจะต้องสัมพันธ์สอดคล้อง ทั้งต่อ พื้นฐานแวดล้อมและปั ญหาของความต้องการในการพัฒนาประเทศไทยเพื่อให้มีความเจริ ญรุ่ งเรื องทั้งทาง เศรษฐกิจและสังคมนั้น องเราเอง วิชิต นันทสุ วรรณ (อ้างจากเหม ทองชัย ,2542 : 262) อธิ บายไว้วา่ หมายถึง แกนหลักของการมอง ชีวติ การใช้ชีวติ อย่างมีความสุ ข นอกจากภูมิปัญญาจะเกิดขึ้นเพื่อการดารงชีวติ และเพื่อการแก้ปัญหาแล้วยัง เป็ นการผสมผสานความรู ้เพื่อให้เกิดประโยชน์แก่ชุมชน เอกวิทย์ ณ ถลาง (อ้างจากวิมล จิโรจพันธุ์และคณะ ,2548 : 141) ได้อธิ บายภูมิปัญญาไทยว่า เป็ นผล ของประสบการณ์สั่งสมของคนที่เรี ยนรู ้จากปฏิสัมพันธ์กบั สิ่ งแวดล้อม ปฏิสัมพันธ์ในกลุ่มชนเดียวกัน และ ระหว่างกลุ่มชนหลาย ๆ ชาติพนั ธุ์ รวมไปถึงโลกทัศน์ที่มีต่อสิ่ งเหนือธรรมชาติ ภู มิปัญญาเหล่านี้ เคย เอื้ออานวยให้คนไทยแก้ปัญหาได้ดารงอยู่ และสร้างสรรค์อารยธรรมของเราเองได้อย่างมีดุลยภาพกับ สิ่ งแวดล้อม โดยเฉพาะในระดับพื้นฐานหรื อระดับชาวบ้าน ภูมิปัญญาในแผ่นดินนี้มิได้เกิดขึ้นเป็ นเอกเทศ แต่มีส่วนแลกเปลี่ยน เลือกเฟ้ น และปรับใช้ภูมิปัญญาจากอารยธรรมอื่นตลอดมา วิมล จิโรจพันธุ์และคณะ ( 2548 : 143 ) กล่าวว่า ภูมิปัญญาไทย หมายถึง องค์ความรู ้ ความสามารถ และทักษะของคนไทยที่เกิดจากการสัง่ สมประสบการณ์ที่ผา่ นกระบวนการเลือกสรร เรี ยนรู ้ ปรุ งแต่ง และ ถ่ายทอดสื บต่อกันมาเพื่อใช้แก้ไขปั ญหาและพัฒนาวิถีชีวติ ของคนไทยให้สมดุลกับสภาพแวดล้อมและ เหมาะสมกับยุคสมัย จากความหมายของภูมิปัญญาที่นกั วิชาการ หรื อผูเ้ ชี่ยวชาญได้ให้คาจากัดความไว้น้ นั ก็สามารถสรุ ป ได้วา่ เป็ นองค์ความรู ้ที่เกิดขึ้นจากกระบวนการคิด ความเชื่อ จารี ตประเพณี วิถีชีวติ ซึ่ งนาไปใช้ปฏิบตั ิ การ ปะทะสังสรรค์ทางสังคม ประสบการณ์ที่สงั่ สมมาเป็ นเวลาอันนานจนทาให้เกิดการเรี ยนรู ้และถ่ายทอดเพื่อ ใช้แก้ไขปั ญหาในการดารงชีวติ และสามารถพัฒนาความรู ้ดงั กล่าวมาประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับกาลสมัย


26 2.3 ประเภทของภูมิปัญญา จากการรวบรวมสาขา หรื อขอบข่ายที่เกี่ยวข้องด้านภูมิปัญญาจากกรณี ศึ กษาทั้งของบุคคลและ หน่วยงานต่าง ๆ พบว่ามีการจาแนกสาขาภูมิปัญญาไทย ดังนี้ เสรี พงศ์พิศ ( 2536 : 147 ) ได้แบ่งภูมิปัญญาไทยเป็ น 2 ระดับ คือ ระดับชาติและระดับท้องถิ่น 1. ภูมิปัญญาระดับชาติ เป็ นภูมิปัญญาที่พฒั นาสังคมไทยให้รอดพ้นจากวิกฤตการณ์ต่าง ๆ ในอดีต การเสี ยเอกราช การสร้างเสริ มความศิวไิ ลซ์ให้กบั ชาติจนตราบเท่าทุกวันนี้ เช่น กรณี การกอบกู้ เอกราชของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช การป้ องกันตนเองไม่ให้ตกเป็ นเมืองขึ้นสมัยยุคล่า อาณานิคม เป็ นต้น 2. ภูมิปัญญาระดับท้ องถิ่น หรื อภูมิปัญญาชาวบ้านเป็ นภูมิปัญญาที่เกิดขึ้นเฉพาะท้องถิ่น เพื่ อ แก้ปัญหาที่เกิดขึ้นในท้องถิ่นนั้น เป็ นพื้นความรู ้ของชาวบ้านในการคิดแก้ปัญหาในชีวติ ของ ตนเอง หรื อสติปัญญาอันเกิดจากการเรี ยนรู ้ สะสม ถ่ายทอดประสบการณ์ที่ยาวนานของผูค้ น ในท้องถิ่น ซึ่ งได้ใช้ชีวติ ถาวรกับป่ าเขา น้ า ปลา ฟ้ า นก ดิน หญ้า สัตว์ป่า พืช แมลง และ ธรรมชาติ รอบตัวเป็ นองค์ความรู ้ท้ งั หมดของพวกเขา 2.4 ลักษณะของภูมิปัญญาไทย จากการศึกษาความหมายของภูมิปัญญาไทย ที่นกั วิชาการแต่ละท่านให้ไว้น้ นั สรุ ปได้วา่ 1) การเกิดภูมิปัญญา ภูมิปัญญาไทยมีกระบวนการเกิดที่เกิดจากการสื บทอด ถ่ายทอด องค์ความรู ้ ที่มีอยูเ่ ดิมในชุมชนท้องถิ่นต่างๆ แล้วพัฒนา เลือกสรรและปรับปรุ งองค์ความรู ้เหล่านั้นจนเกิด ทักษะและความชานาญ ที่สามารถแก้ไขปั ญหา และพัฒนาชีวติ ได้อย่างเหมาะสมกับยุคสมัย แล้วเกิดองค์ความรู ้ใหม่ๆ ที่เหมาะสมและสื บทอดพัฒนาต่อไปอย่างไม่สิ้นสุ ด เช่น ภาษาไทย แพทย์แผนไทย เป็ นต้น ซึ่งแสดงได้โดยแผนภาพ ดังนี้


27

แผนภูมิที่ 2.1 แสดงลักษณะการเกิดภูมิปัญญาไทย เกิดภูมิปัญญา (องค์ความรู ้ใหม่) การแก้ปัญหา

พัฒนาวิถีชีวติ การตัดสิ นใจ นาไปใช้ ทักษะ ปั ญหาสถานการณ์

เทคนิค พัฒนา

เลือกสรร

สภาวะแวดล้อมพื้นที่ ปรับปรุ ง

สื บทอด/ ถ่ายทอด 1

2

องค์ความรู ้

องค์ความรู ้

3 องค์ความรู ้

4 องค์ความรู ้

5 องค์ความรู ้

2) ปัจจัยทีม่ ีผลต่ อพัฒนาการของภูมิปัญญาไทย มีดงั นี้ 1.ความรู ้เดิมในเรื่ องนั้น ๆ ผสมผสานกับความรู ้ใหม่ที่ได้รับ 2. การสั่งสม การสื บทอดของความรู ้ในเรื่ องนั้น 3. ประสบการณ์เดิมที่สามารถเทียบเคียงกับเหตุการณ์หรื อประสบการณ์ใหม่ได้ 4. สถานการณ์ที่ไม่มนั่ คง หรื อมีปัญหาที่ยงั หาทางออกไม่ได้ 5. รากฐานทางศาสนา วัฒนธรรมและความเชื่อ 3) ลักษณะของภูมิปัญญาไทย มีดังนี้ 1. ภูมิปัญญาไทยมีลกั ษณะเป็ นทั้งความรู ้ ทักษะ ความเชื่อ และพฤติกรรม 2. ภูมิปัญญาไทยแสดงถึงความสัมพันธ์ระหว่างคนกับคน คนกับธรรมชาติ สิ่ งแวดล้อม และคน กับสิ่ งเหนือธรรมชาติ 3 ภูมิปัญญาไทยเป็ นองค์รวมหรื อกิจกรรมทุกอย่างในวิถีชีวติ ของคน


28 4 ภูมิปัญญาไทยเป็ นเรื่ องของการแก้ปัญหา การจัดการ การปรับตัว และการเรี ยนรู ้ เพื่อความอยู่ รอดของบุคคล ชุมชน และสังคม 5. ภูมิปัญญาไทยเป็ นพื้นฐานสาคัญในการมองชีวติ เป็ นพื้นฐานความรู ้ในเรื่ องต่างๆ 6 ภูมิปัญญาไทยมีลกั ษณะเฉพาะ หรื อมีเอกลักษณ์ในตัวเอง 7. ภูมิปัญญาไทยมีการเปลี่ยนแปลงเพื่อการปรับสมดุลในพัฒนาการทางสังคม 2.5 ความสั มพันธ์ ของภูมิปัญญาไทย ภูมิปัญญาไทยสามารถสะท้อนออกมาใน ๓ ลักษณะที่สัมพันธ์ใกล้ชิดกัน คือ 1. ความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกันระหว่างคนกับโลก สิ่ งแวดล้อม สัตว์ พืช และธรรมชาติ 2. ความสัมพันธ์ของคนกับคนอื่น ๆ ที่อยูร่ วมกันในสังคม หรื อในชุมชน 3. ความสัมพันธ์กนั ระหว่างคนกับสิ่ งศักดิ์สิทธิ์ สิ่งเหนือธรรมชาติ ตลอด ทั้งสิ่ งที่ไม่สามารถสัมผัส ได้ท้ งั หลาย ทั้ง 3 ลักษณะนี้ คือ สมามิติของเรื่ องเดียวกัน หมายถึง ชีวติ ชุมชนสะท้อนออกมาถึงภูมิปัญญาใน การดาเนินชีวติ อย่างมีเอกภาพเหมือนสามมุมของรู ปสามาเหลี่ยม ภูมิปัญญาจึงเป็ นรากฐานในการดาเนิน ชีวติ ของคนไทย ซึ่งสามารถแสดงให้เห็นได้อย่างชัดเจนโดยแผนภาพดังนี้

คน สังคม

*ศิลปะและนันทนาการ *จารี ต ขนบธรรมเนียมประเพณี *ภาษาวรรณกรรม

*ปัจจัยสี่ *การจัดการ *อาชีพ

คน ธรรมชาติ สิ่ งแวดล้อม

สิ่ งเหนือ ธรรมชาติ

*สิ่ งศักดิ์สิทธิ์ *ศาสนา *ความเชื่อ


29 จากแผนภาพข้างต้น จะเห็นได้วา่ ลักษณะภูมิปัญญาที่เกิดจากความสัมพันธ์ระหว่างคนกับ ธรรมชาติสิ่งแวดล้อม จะแสดงออกมาในลักษณะภูมิปัญญาในการดาเนินวิถีชีวติ ขั้นพื้นฐานด้านปั จจัยสี่ ซึ่ ง ประกอบด้วย อาหาร เครื่ องนุ่งห่ม ที่อยูอ่ าศัย และยารักษาโรค ตลอดทั้งการประกอบอาชีพต่าง ๆ เป็ นต้น ภูมิปัญญาที่เกิดจากความสัมพันธ์ระหว่างคนกับคนอื่นในสังคม จะแสดงออกมาในลักษณะจารี ต ขนบธรรมเนียมประเพณี ศิลปะและนันทนาการ ภาษาและวรรณกรรม ตลอดทั้งการสื่ อสารต่าง ๆ เป็ นต้น ภูมิปัญญาที่เกิดจากความสัมพันธ์ระหว่างคนกับสิ่ งศักดิ์สิทธิ์ สิ่ งเหนือธรรมชาติจะแสดงออกมาใน ลักษณะของสิ่ งศักดิ์สิทธิ์ ศาสนา ความเชื่อต่าง ๆ เป็ นต้น 2.6 ความสาคัญของภูมิปัญญาไทย คุณค่ าของภูมิปัญญาไทย ได้แก่ ประโยชน์และความสาคัญของภูมิปัญญา ที่บรรพบุรุษไทยได้ สร้างสรรค์และสื บทอดมาอย่างต่อเนื่องจากอดีตสู่ ปัจจุบนั ทาให้คนในชาติเกิดความรักและความภาคภูมิใจ ที่จะร่ วมแรงร่ วมใจสื บสานต่อไปในอนาคต เช่น โบราณสถาน โบราณวัตถุ สถาปั ตยกรรม ประเพณี ไทย การมีน้ าใจ ศักยภาพในการประสานผลประโยชน์ เป็ นต้น ภูมิปัญญาไทยจึงมีคุณค่าและความสาคัญดังนี้ 1. ภูมิปัญญาไทยช่ วยสร้ างชาติให้ เป็ นปึ กแผ่น พระมหากษัตริ ยไ์ ทยได้ใช้ภูมิปัญญาในการสร้างชาติ สร้างความเป็ นปึ กแผ่นให้แก่ประเทศชาติมา โดยตลอด ตั้งแต่สมัยพ่อขุนรามคาแหงมหาราช พระองค์ทรงปกครองประชาชนด้วยพระเมตตาแบบพ่อ ปกครองลูก ผูใ้ ดประสบความเดือดร้อนก็สามารถตีระฆังแสดงความเดือดร้อนเ พื่อขอรับพระราชทานความ ช่วยเหลือทาให้ประชาชนมีความจงรักภักดีต่อพระองค์ต่อประเทศชาติ ร่ วมกันสร้างบ้านเมืองจน เจริ ญรุ่ งเรื องเป็ นปึ กแผ่น สมเด็จพระนเรศวรมหาราช พระองค์ทรงใช้ภูมิปัญญากระทายุทธหัตถีจนชนะข้าศึกศัตรู และทรง กอบกูเ้ อกราชของชาติไทยคืนมาได้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยูห่ วั ภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลปั จจุบนั พระองค์ทรงใช้ภูมิปัญญาสร้าง คุณประโยชน์แก่ประเทศชาติ และเหล่าพสกนิกรมากมายเหลือคณานับ ทรงใช้พระปรี ชาสามารถแก้ไข วิกฤตการณ์ทางการเมืองภายในประเทศ จนรอดพ้นภัยพิบตั ิหลายครั้งพระองค์ทรงมีพระปรี ชาสามารถหลาย ด้าน แม้แต่ ดา้ นการเกษตร พระองค์ได้พระราชทานทฤษฎีใหม่ให้แก่พสกนิกร ทั้งด้านการเกษตรแบบสมดุล และยัง่ ยืน ฟื้ นฟูสภาพแวดล้อม นาความสงบร่ มเย็นของประชาชนให้กลับคืนมา แนวพระราชดาริ “ทฤษฎี ใหม่” แบ่งออกเป็ น ๓ ขั้น โดยเริ่ มจาก ขั้นตอนแรก ให้เกษตรกรรายย่อย “มีพออยูพ่ อกิน” เป็ นขั้นพื้นฐาน โดยการพัฒนาแหล่งน้ าในไร่ นา ซึ่ งเกษตรกรจาเป็ นที่จะต้องได้รับความช่วยเหลือจากหน่วยราชการ มูลนิธิ และหน่วยงานเอกชน ร่ วมใจกันพัฒนาสังคมไทย ใน ขั้นทีส่ อง เกษตรกรต้องมีความเข้าใจในการจัดการใน ไร่ นาของตน และมีการรวมกลุ่มในรู ปสหกรณ์ เพื่อสร้างประสิ ทธิ ภาพทาง การผลิตและการตลาด การลด รายจ่ายด้านความเป็ นอยู่ โดยทรงตระหนักถึงบทบาทขององค์กรเอกชน เมื่อกลุ่มเกษตรวิวฒั น์มาขั้นที่ ๒ แล้ว ก็จะมีศกั ยภาพในการพัฒนาไปสู่ ขั้นที่ ๓ ซึ่ งจะมีอานาจในการต่อรองผลประโยชน์กบั สถาบันการเงิน


30 คือ ธนาคาร และองค์กรที่เป็ นเจ้าของแหล่งพลังงา น ซึ่งเป็ นปัจจัยหนึ่งในการผลิตโดยมีการแปรรู ปผลิตผล เช่น โรงสี เพื่อเพิ่มมูลค่าผลิตผล และขณะเดียวกันมีการจัดตั้งร้านค้าสหกรณ์เพื่อลดค่าใช้จ่ายใน ชีวติ ประจาวัน อันเป็ นการพัฒนาคุณภาพชีวติ ของบุคคลในสังคมจะเห็นได้วา่ มิได้ทรงทอดทิ้งหลักของ ความสามัคคีในสังคมและการจัดตั้งสหกรณ์ ซึ่ งทรงสนับสนุนให้กลุ่มเกษตรกรสร้างอานาจต่อรองในระบบ เศรษฐก���จจึงจะมีคุณภาพชีวติ ที่ดี จึงจัดได้วา่ เป็ นสังคมเกษตรที่พฒั นาแล้ว สมดังพระราชประสงค์ที่ทรงอุทิศ พระวรกายและพระสติปัญญา ในการพัฒนาการเกษตรไทยตลอดระยะเวลาแห่งการครองราชย์ 2. สร้ างความภาคภูมิใจ และศักดิ์ศรีเกียรติภูมิแก่ คนไทย คนไทยในอดีตที่มีความสามารถปรากฎในประวัติศาสตร์มีมาก เป็ นที่ยอมรับของนานา อารยประเทศ เช่น นายขนมต้มเป็ นนักมวยไทยที่มีฝีมือ เก่งในการใช้อวัยวะทุกส่ วน ทุกท่าของแม่ไม้มวย ไทย สามารถชกมวยไทยจนชนะพม่าได้ถึงเก้าคนสิ บคนในคราวเ ดียวกัน แม้ในปั จจุบนั มวยไทยก็ยงั ถือว่า เป็ นศิลปะชั้นเยีย่ ม เป็ นที่นิยมฝึ กและแข่งขันในหมู่คนไทยและชาวต่างประเทศ ปั จจุบนั มีค่ายมวยไทยทัว่ โลกไม่ต่ากว่า ๓๐,๐๐๐ แห่ง ชาวต่างประเทศที่ได้ฝึกมวยไทยจะรู ้สึกยินดีและภาคภูมิใจ ในการที่จะใช้กติกา ของมวยไทย เช่น การไหว้ค รู มวยไทย การออกคาสัง่ ในการชกเป็ นภาษาไทยทุกคา เช่น คาว่า “ชก” “นับ หนึ่งถึงสิ บ” เป็ นต้น ถือเป็ นมรดาภูมิปัญญาไทย นอกจากนี้ ภูมิปัญญาไทยที่โดดเด่นยังมีอีกมากมาย เช่น มรดกภูมิปัญญาทางภาษาและวรรณกรรม โดยที่มีอกั ษรไทยเป็ นของตนเองมาตั้งแต่สมัยกรุ งสุ โขทัย และ วิวฒั นาการมาจนถึงปั จจุบนั วรรณกรรมไทยถือว่าเป็ นวรรณกรรมที่มีความไพเราะ ได้อรรถรสครบทุกด้าน วรรณกรรมหลายเรื่ องได้รับการแปลเป็ นภาษาต่างประเทศหลายภาษา ด้านอาหาร อาหารไทยเป็ นอาหารที่ปรุ งง่าย พืชที่ใช้ประกอบอาหารส่ วนใหญ่เป็ นพืช สมุนไพร ทีหาได้วา่ ยในท้องถิ่นและราคาถู ก มีคุณค่าทางโภชนาการ และยังป้ องกันโรคได้หลายโรค เพราะ ส่ วนประกอบส่ วนใหญ่เป็ นพืชสมุนไพร เช่น ตะไคร้ ขิง ข่า กระชาย ใบมะกรู ด ใบโหระพา ใบกะเพรา เป็ น ต้น 3. สามารถปรับประยุกต์ หลักธรรมคาสอนทางศาสนาใช้ กบั วิถีชีวติ ได้ อย่ างเหมาะสม คนไทยส่ วนใหญ่นบั ถือศาสนาพุทธ โดยนาหลักธรรมคาสอนของศาสนามาปรับใช้ในวิถีชีวติ ได้ อย่างเหมาะสม ทาให้คนไทยเป็ นผูอ้ ่อนน้อมถ่อมตน เอื้อเฟื้ อเผือ่ แผ่ ประนีประนอม รักสงบ ใจเย็น มีความ อดทน ให้อภัยแก่ผสู ้ านึกผิด ดารงวิถีชีวติ อย่างเรี ยบง่ายปกติสุข ทาให้คนในชุมชนพึ่งพากันได้ แม้จะอดยาก เพราะแห้งแล้ง แต่ไม่มีใครอดตาย เพราะพึ่งพาอาศัยกัน แบ่งปั นกันแบบ “พริ กบ้านเหนือเกลือบ้านใต้” เป็ น ต้น ทั้งหมดนี้สืบเนื่องมาจากหลักธรรมคาสอนของพระพุทธศาสนา เป็ นการใช้ภูมิปัญญาในการนาเอาหลัก ของพระพุทะศาสนามาประยุกต์ใช้กบั วิถีชีวติ ประจาวัน และดาเนินกุศโลบายด้านต่างประเทศ จนทาให้ชาว พุทธทัว่ โลกยกย่องให้ประเทศไทยเป็ นผูน้ าทางศาสนา และเป็ นที่ต้ งั สานกังานใหญ่องค์การพุทธศาสนิก สัมพันธ์แห่งโลก (พสล.) อยูเ่ ยื้อง ๆ กับอุทยานเบญจสิ ริ กรุ งเทพมหานคร โดยมีคนไทย (ฯพณฯ สัญญา ธรรมศักดิ์ องคมนตรี ) ดารงตาแหน่งประธาน พสล. ต่อจาก ม.จ.หญิงพูนพิศมัย ดิศกุล


31 4. สร้ างความสมดุลระหว่ างคนในสั งคมและธรรมชาติได้ อย่ างยัง่ ยืน ภูมิปัญญาไทยมีความเด่นชัดในเรื่ องของการยอมรับนับถือ และให้ความสาคัญแก่คน สังคม และ ธรรมชาติอย่างยิง่ มีเครื่ องชี้ที่แสดงให้เห็นได้อย่างชัดเจนมากมาย เช่น ประเพณี ไทย ๑๒ เดือนตลอดทั้งปี ล้วนเคารพคุณค่าของธรรมชาติได้แก่ ประเพณี สงกรานต์ ประเพณี ลอยกระทง เป็ นต้น ประเพณี สงกรานต์ เป็ นประเพณี ที่ทาในฤดูร้อนซึ่ งมีอากาศร้อน ทาให้ตอ้ งการความเย็น จึงมีการรดน้ าดาหัว ทาความสะอาด บ้านเรื อนและธรรมชาติสิ่งแวดล้อม มีการแห่นางสงกรานต์ การทานายฝนว่าจะตกมากหรื อน้ อยในแต่ละปี ส่ วนปประเพณี ลอยกระทง คุณค่าอยูท่ ี่การบูชาระลึกถึงบุญคุณของน้ า ที่หล่อเลี้ยงชีวติ ของคน พืช สัตว์ ให้ ได้ใช้ท้ งั บริ โภคและอุปโภคในวันลอยกระทง คนจึงทาความสะอาดแม่น้ า ลาธาร บูชาแม่น้ า จากตัวอย่าง ข้างต้น ล้วนเป็ นความสัมพันธ์ระหว่างคนกับสังคมและธรรมชาติท้ งั สิ้ น ในการรักษาป่ าไม้ตน้ น้ าลาธาร ได้ประยุกต์ให้มีประเพณี การบวชป่ า ให้คนเคารพสิ่ งศักดิ์สิทธิ์ ธรรมชาติ และสภาพแวดล้อม ยังความอุดมสมบูรณ์แก่ตน้ น้ า ลาธาร ให้ฟ้ื นสภาพกลับคืนมาได้มาก อาชีพการเกษตรเป็ นอาชีพหลักของคนไทยที่คานึงถึงความสมดุล ทาแต่นอ้ ยพออยูพ่ อกินแบบ “เฮ็ด อยูเ่ ฮ็ดกิน” ของพ่อทองดี นันทะ เมื่อเหลือเกินกินก็แจกญาติญาติพี่นอ้ ง เพื่อนบ้านบ้านใกล้เรื อนเคียง นอกจากนี้ ยังนาไปแลกเปลี่ยนกับสิ่ งของอย่างอื่นที่ตนไม่มี เมื่อเหลือใช้จริ ง ๆ จึงจะนาไปขา อาจกล่าวได้วา่ เป็ นการเกษตรแบบ “กิน-แจก-แลก-ขาย” ทาให้คนในสังคมได้ช่วยเหลือเกื้อกูล แบ่งปั นกัน เคารพรักนับถือ เป็ นญาติกนั ทั้งหมู่บา้ น จึงอยูร่ ่ วมกันอย่างสงบสุ ข มีความสัมพันธ์กนั อย่างแนบแน่นธรรมชาติไม่ถูกทาลาย ไปมากนัก เนื่องจากทาพออยูพ่ อกิน ไม่โลภมากและไม่ทาลายทุกอย่างผิดกับในปั จจุบนั ถือเป็ นภูมิปัญญาที่ สร้างความสมดุลระหว่างคน สังคม และธรรมชาติ 5. เปลีย่ นแปลงปรับปรุ งได้ ตามยุคสมัย แม้วา่ กาลเวลาจะผ่านไป ความรู ้สมัยใหม่จะหลัง่ ไหลเข้ามามาก แต่ภูมิปัญญาไทยก็สามารถ ปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมกับยุคสมัย เช่น การรู ้จกั นาเครื่ องยนต์มาติดตั้งกับเรื อ ใส่ ใบพัดเป็ นหางเสื อ ทาให้ เรื อสามารถแล่นได้เร็ วขึ้น เรี ยกว่า เรื อหางยาว การรู ้จกั ทาการเกษตรแบบผสมผสาน สามารถพลิกฟื้ นคืน ธรรมชาติให้อุดมสมบูรณ์แทนสภาพเดิมที่ถูกทาลายไป การรู ้จกั ออมเงิน สะสมทุนให้สมาชิกกูย้ มื ปลด เปลื้องหนี้สิน และจัดสวัสดิการแก่สมาชิก จนชุมชนมีความมัน่ คง เข้มแข็ง สามารถช่ วยตนเองได้หลายร้อย หมู่บา้ นทัว่ ประเทศ เช่น กลุ่มออมทรัพย์คีรีวง จังหวัดนครศรี ธรรมราช จัดในรู ปกองทุนหมุนเวียนของ ชุมชน จนสามารถช่วยตนเองได้ เมื่อป่ าถูกทาลายเพราะถูกตัดโค่นเพื่อปลูกพืชแบบเดี่ยวตามภูมิปัญญาสมัยใหม่ที่หวังร่ ารวยแต่ใน ที่สึดก็ขาดทุนและมีหนี้สิน สภาพแวดล้อมสู ญเสี ย เกิดความแห้งแล้ง คนไทยจึงคิดปลูกป่ าที่กินได้ มีพืช สวนพืชป่ า ไม้ผล พืชสมุนไพรซึ่ งสามารถมีกินตลอดชีวติ เรี ยกว่า “วนเกษตร” บางพื้นที่เมื่อป่ าชุมชนถูก ทาลาย คนในชุมชนก็รวมตัวกันเป็ นกลุ่มรักษาป่ า ร่ วมกันสร้างระเบียบกฎเกณฑ์กนั เอง ให้ทุกคนถือปฏิบ ั ติ ได้ สามารถรักษาป่ าได้อย่างสมบูรณ์ดงั เดิม


32 เมื่อปะการังธรรมชาติถูกทาลาย ปลาไม่มีที่อยูอ่ าศัย ประชาชนสามารถสร้าง “อูหยัม” ขึ้นเป็ น ปะการังเทียม ให้ปลาอาศัยวางไข่และแพร่ พนั ธุ์ให้เจริ ญเติบโตมีจานวนมากดังเดิมได้ถือเป็ นการใช้ภูมิ ปัญญาปรับปรุ งประยุกต์ใช้ได้ตามยุคสมัย 2.7 การส่ งเสริมภูมิปัญญาไทย เนื่องจากภูมิปัญญาไทยมีความสาคัญดังกล่าวแล้วข้างต้น จึงจาเป็ นต้องส่ งเสริ มให้ดารงอยู่ เพื่อเป็ น ฐานความรู ้ในการผสมผสานกับวิทยาการสากล ดังนี้ 1. ประเทศยกย่อง “ครู ภูมิปัญญาไทย” ให้สามารถทาการถ่ายทอด และพัฒนาผลงานของตนได้ อย่างต่อเนื่องและมีคุณภาพ โดยจัดระบบเกื้อหนุนและส่ งเสริ มกระบวนการถ่ายทอด ที่ท่านเหล่านี้ ดาเนินการอยูแ่ ล้วส่ วนหนึ่ง และเชื่อมโยงกระบวนการถ่ายทอดของท่าน เข้ากับกระบวนการเรี ยนการสอน ในระบบโรงเรี ยน โดยอาจจัดระบบการเทียบโอนหน่วยกิต การเทียบวุฒิเทียบตาแหน่ง เพื่อให้ เกิดการลื่น ไหลระหว่างความรู ้ ผสานเข้าด้วยกันเป็ นระบบการศึกษาที่เป็ นหนึ่งเดียว 2. จัดให้ มีศูนย์ ภูมิปัญญาไทย ซึ่ งแนวคิดนี้ตอ้ งการให้มีแหล่งสาหรับการเรี ยนรู ้ภูมิปัญญาของชุมชน นั้น ๆ เกิดขึ้น อาจเป็ นแหล่งการเรี ยนรู ้ที่มีอยูแ่ ล้วในชุมชน เช่น บ้านของผูท้ รงภูมิปั ญญา วัด ศาลาของ หมู่บา้ น เวทีชาวบ้าน เป็ นต้น เพียงแต่เข้าไปช่วยเสริ มเพื่อให้สามารถใช้สถานที่น้ นั ๆ เป็ นแหล่งเรี ยนรู ้ ถ่ายทอดภูมิปัญญาคู่กบั สถานศึกษาในระบบได้อย่างมีประสิ ทธิ ภาพมากขึ้น 3. จัดตั้งสภาภูมิปัญญาไทย เนื่องจากลักษณะภูมิปัญญาไทยมีความหลากหลายสมดุลกันเป็ นองค์ รวม หากนาเรื่ องภูมิปัญญาไทยเข้าไปไว้ในกระทรวงใดกระทรวงหนึ่ง หรื อกรมใดกรมหนึ่ง นโยบายของ กระทรวงและกรมนั้น จะเป็ นตัวกาหนดกรอบของภูมิปัญญาไทยให้จากัดอยูเ่ ฉพาะเรื่ อง เช่น หากนาภูมิ ปั ญญาไทยไปไว้ในกระทรวงศึกษาธิ การ ประเด็นที่จะถูกยกขึ้นมาพิจารณา คือ ภู มิปัญญาไทยนั้นต้องเป็ น เรื่ องของการศึกษาเท่านั้น จึงจะได้รับการส่ งเสริ มและวิธีการส่ งเสริ มทางหนึ่งที่มีแนวโน้มว่าจะเป็ นไปได้ สู งคือ การนาภูมิปัญญาไทยไปบรรจุไว้ในโรงเรี ยน ซึ่ งจะขัดกับลักษณะของภุมิปัญญาไทยที่ผเู ้ รี ยนจะเรี ยนรู ้ ได้ในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมกับภูมิปัญญาไทยแต่ละเรื่ องเท่านั้น หากเปลี่ยนสภาพแวดล้อม การเรี ยนรู ้ ภูมิปัญญาไทยก็จะไม่เกิด จึงสมควรให้มีสภาภูมิปัญญาไทย เป็ นศูนย์กลางแลกเปลี่ยนความรู ้ และถ่ายทอด ภูมิปัญญาของผูท้ รงภูมิปัญญา 4. จัดตั้งกองทุนส่ งเสริมภูมิปัญญาไทย ด้วยความจากัดของระบบการจัดสรรเงินงบประมาณจาก รัฐบาล ที่มีกฎ ระเบียบ ข้อบังคับและระยะเวลา รวมทั้งสภาวการณ์ของประเทศมาเป็ นตัวตัดสิ นว่า โครงการ/งานใดควรได้รับงบประมาณเท่าใด และจะได้รับเงินในปี ถัดไปหรื อไม่ ทาให้การดาเนินงาน ส่ งเสริ มภูมิปัญญาไทยซึ่ งต้องกระทาอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งการพัฒนาและสร้างสรรค์ ความรู ้ใหม่จากฐานภูมิ ปั ญญาเดิม ต้องอาศัยระยะเวลานาน ไม่อาจกาหนดได้ชดั เจนว่าต้องใช้ระยะเวลานาน ไม่อาจกาหนดได้ ชัดเจนว่าต้องใช้ระยะเวลากี่ปีจึงแล้วเสร็ จ การกาหนดงบประมาณเป็ นรายปี จึงเป็ นมูลเหตุขดั ขวางการ พัฒนาและการส่ งเสริ มภูมิปัญญาของชาติดว้ ยความร่ วมมือทั้งจากภาครัฐและเอกชน


33 5. การคุ้มครองลิขสิ ทธิ์ภูมิปัญญาไทย เพื่อให้ภูมิปัญญาไทยอันเป็ นมรดกทางปั ญญาของแผ่นดินได้ อยูค่ ู่กบั คนไทย เป็ นทุนทางปั ญญาในการพัฒนาประเทศในด้านต่าง ๆ ทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม การเมือง สิ่ งแวดล้อม รวมทั้งวัฒนธรรมการสงวนและรักษามรดกทางภูมิปัญญ าดังกล่าวจึงต้องมีระบบคุม้ ครอง ทรัพย์สินทางภูมิปัญญาเกิดขึ้น เพื่อพิทกั ษ์ผลประโยชน์ในท้องถิ่นและประเทศชาติ ลิขสิ ทธิ์ ภูมิปัญญาไทยนี้ จึงเปรี ยบเสมือนระบบคุม้ กันและส่ งเสริ มปั ญญาของชาติ 6. ตั้งสถาบันแห่ งชาติว่าด้ วยภูมิปัญญาและการศึกษาไทย เพื่อทาหน้าที่ประสานงานและเผยแพร่ ภูมิ ปั ญญาไทย การประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ ขอ้ มูลเป็ นปั จจัยสาคัญมากในการทางานต่อภาพพจน์และ สถานภาพของบุคคล หน่วยงาน /องค์กร/สถาบันต่าง ๆ การส่ งเสริ มภูมิปัญญาไทยนั้นยิง่ เป็ นเรื่ องที่จาเป็ น อย่างมาก เนื่องจากกลไกสาคัญในการส่ งเสริ มภูมิปัญญาไทย คือการสร้างค วามรู้ ความเข้าใจ การสร้าง จิตสานึก และเห็นคุณค่าของสิ่ งที่เป็ นภูมิปัญญาไทย การพัฒนาให้บุคคลต่างๆ มีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม ทั้งสามด้าน (ความรู้ ทัศนคติ และพฤติกรรม ) จาเป็ นต้องอาศัยการให้การศึกษาในทุกรู ปแบบ นัน่ คือ การ สร้างสังคมของผูร้ ับให้เหมาะสมกับการเรี ยนรู ้ ภูมิปัญญาในเรื่ องหนึ่ง ๆ ให้เกิดขึ้นจนผูน้ ้ นั สามารถไป เชื่อมต่อกันเป็ นเครื อข่ายการเรี ยนรู ้ภูมิปัญญาที่กว้างขึ้น ทั้งในส่ วนของการขยายพื้นที่เรี ยนรู ้ และขยายเรื่ องที่ เรี ยนรู ้ไปสู่ การเรี ยนรู ้ในทุกเรื่ อง ทุกเวลา ทุกสถานที่ จนกลายเป็ นวิถีชีวติ ของคนในชุมชนท้องถิ่ น และ ประเทศ 7. การประกาศยกย่ องเชิ ดชู เกียรติผ้ ทู รงภูมิปัญญาไทยทั้งในระดับชาติและระดับโลก ระดับชาติ หน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนหลายองค์กร ได้ประกาศยกย่องเชิดชูเกียรติผทู ้ รงภูมิ ปั ญญาไทย ในรู ปแบบที่หลากหลายประจาปี อย่างต่อเนื่อง เช่น ศิลปิ นแห่งชาติผมู ้ ีผลงานดี เด่นทางด้าน วัฒนธรรม คนดีศรี สังคม เป็ นต้น มีผลทาให้ผทู ้ รงภูมิปัญญาไทยมีขวัญและกาลังใจ ที่จะเผยแพร่ และ ถ่ายทอดภูมิปัญญาของตนอย่างต่อเนื่องและเป็ นรู ปธรรมยิง่ ขึ้น ระดับโลก คณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติร่วมกับองค์การศึกษาวิทยาศาตร์ และวัฒนธรรมแห่ง สหประชาชาติ (ยูเนสโก) ได้ประกาศยกย่องเชิดชูเกียรตินกั ปราชญ์ไทย ให้เป็ น ผู้มีผลงานดีเด่ นทาง วัฒนธรรมระดับโลก เริ่ มครั้งแรกในปี พ.ศ.๒๕๐๕ เป็ นต้นมา จนถึงปัจจุบนั ในวาระครบรอบ ๑๐๐ ปี หรื อ ๒๐๐ ปี ฯลฯ แห่งชาติกาลของผูท้ รงภูมิปัญญาไทยแต่ละท่าน จนถึงปั จจุบนั องค์การศึกษาวิทยาศาสตร์ แ ละ วัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ ได้ประกาศยกย่องนักปราชญ์ไทยให้เป็ นผูม้ ีผลงานดีเด่นทางวัฒนธรรมระดับ โลกแล้ว ๙ ท่าน และฝ่ ายไทยได้ร่วมกับยูเนสโกจัดงานเชิดชูเกียรติแล้ว ดังนี้ ครั้งที่ ๑ ฉลองวันประสู ติครบรอบ ๑๐๐ ปี ของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดารงราชานุ ภาพ เมื่อวันที่ ๒๑ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๐๕ ครั้งที่ ๒ ฉลองวันประสู ติของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ ากรมพระยานริ ศรานุวดั ติวงศ์ เมื่อ วันที่ ๕ เมษายน พ.ศ.๒๕๐๖ ครั้งที่ ๓ ฉลองวันพระราชสมภพครบ ๑๐๐ ปี ของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย เมื่อ วันที่ ๒๔ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๑๑


34 ครั้งที่ ๔ ฉลองวันพระราชสมภพครบ ๑๐๐ ปี ของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยูห่ วั เมื่อวันที่ ๑ มกราคม พ.ศ.๒๕๒๔ ครั้งที่ ๕ ฉลอง ๒๐๐ ปี กวีเอกสุ นทรภู่ เนื่องในวาระคล้ายวันเกิด วันที่ ๒๖ มิถุนายน พ.ศ.๒๕๒๙ ครั้งที่ ๖ ฉลองวันเกิดครบ ๑๐๐ ปี ของพระยานุมานราชธน วันที่ ๒๔ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๓๑ ครั้งที่ ๗ ฉลองวันประสู ติครบ ๒๐๐ ปี ของสมเด็จพระมหาสมณเจ้า พรมพระปรมานุชิตชิโนรส เมื่อวันที่ ๑๑ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๓๓ ครั้งที่ ๘ ฉลองวันประสู ติครบ ๑๐๐ ปี ของพระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์ เมื่อ วันที่ ๒๕ สิ งหาคม พ.ศ.๒๕๓๔ ครั้งที่ ๙ ฉลองงานพระราชสมภพครบ ๑๐๐ ปี ของสมเด็จพระมหิตลาธิเบศรอดุลยเดชวิกรม พระ บรมราชชนก เมื่อวันที่ ๑ มกราคม พ.ศ.๒๕๓๕ การที่ยเู นสโกได้ประกาศยกย่องนักปราชญ์ไทยดังกล่าว แสดงถึงจุดเด่นของภูมิปัญญาไทยใน สายตาของชาวโลก ซึ่ งจะนาความภาคภูมิใจมาสู่ คนไทยประ การทั้งปวง เพราะยูเนสโกจะเชิญชวนให้ ประชาคมโลกร่ วมกับประเทศไทยจัดกิจกรรมต่าง ๆ เผยแพร่ เกียรติประวัติ และผลงานของนักปราชญ์ไทย ให้เป็ นที่ปรากฎ เพื่อเสริ มสร้างความเข้าใจอันดี และสันติภาพของโลกตามอุดมการณ์ยเู นสโกและ สหประชาชาติดว้ ย เช่น สมเด็จพระเทพรัตนราชสุ ดาฯ ส ยามบรมราชกุมารี และสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้า ฟ้ ากัลยาณิ วฒั นา กรมหลวงนราธิ วาสราชนคริ นทร์ ทรงพระกรุ ณาเสด็จฯ เยือนสานักงานใหญ่ยเู นสโก เนื่อง ในวโรกาสการจัดนิทรรศการเทิดพระเกียรติสมเด็จพระบรมราชชนก ระหว่าง���ันที่ ๑๘ - ๒๒ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๓๕ เป็ นต้น โดยทรงเป็ นองค์ปร ะธานในพิธีเปิ ดนิทรรศการ และทรงบรรยายถึงพระราชประวัติ พระราชกรณี กิจและพระราชจริ ยวัตรอันงดงามของสมเด็จพระบรมราชชนก ให้ชาวไทยและชาว ต่างประเทศที่มาร่ วมงานนิทรรศการได้ทราบและชื่นชมโดยทัว่ กัน ต่อมาในวันที่ ๒๐ พฤษภาคม พ .ศ. ๒๕๓๕ ได้มีการแสดงคอนเสิ ร์ตในห้องประชุมใหญ่ของยูเนสโก เริ่ มด้วยวงออร์ เคสตราของนักดนตรี วยั เยาว์อายุระหว่าง ๑๑ - ๑๘ ปี บรรเลงเพลงพระราชนิพนธ์ในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุ ดาฯ สยามบรมราช กุมารี และพระองค์ได้ทรงพระกรุ ราร่ วมแสดงด้วย ทาให้เกิดความประทับใจแก่บรรดาผูฟ้ ังเป็ นอย่างยิง่ ภูมิปัญญาไทยคือภูมิปัญญาของชาติ ดังได้กล่าวมาแล้วว่าภูมิปัญญาท้องถิ่นและภูมิปัญญาไทย เกิดขึ้นในประเทศไทย สั่งสม บ่มเพาะ พัฒนา สื บทอด และถ่ายทอดกันมาในสังคมไทย บนพื้นฐานของสภาวะธรรมชาติแบบประเทศไทย ความ เชื่อของคนไทย ศาสนาและวัฒนธรรมไทย ภูมิปัญญาเหล่านี้ หล่อหลอมวิถีชีวติ ไทยกับธรรมชาติและ บริ บทต่างๆ ของไทยอย่างผสมกลมกลืนและสมดุลย์ จนเกิดเป็ นความสุ ข ความอยูร่ อดของคนไทยสื บมาจน ปั จจุบนั ในขณะที่สังคมเมือง ซึ่ งค่อนข้างมีวถิ ีชีวติ แบบต่างชาติ กาลังประสบกับวิกฤตมากมาย เช่น วิกฤต เศรษฐกิจ ความเป็ นอยูถ่ ูกกระทบอย่างรุ นแรง สภาพจิตใจขาดความมั่นคง สับสน แต่คนไทยจานวนไม่นอ้ ย ทีเดียว ที่ยงั อยูเ่ ย็นเป็ นสุ ข ดาเนินชีวติ เป็ นปกติ ด้วยวิถีชีวติ ที่อาศัยภูมิปัญญาไทยเป็ นแก่นของการดาเนินชีวติ


35 แม้ ชาวต่างประเทศที่ได้เข้ามาเมืองไทยยังชื่นชมกับวิถีชีวติ ที่อยูบ่ นพื้นฐานภูมิปัญญาไทย ภูมิปัญญา ไทยจึงเป็ น ภูมิปัญญาของชาติที่มีคุณค่ายิง่ จึงควรร่ วมใจกันในการอนุรักษ์ สื บทอดภูมิปัญญาท้องถิ่น และ ภูมิปัญญาไทยให้คงอยูค่ ู่ชาติไทยสื บไป 2.8 สาขาของภูมิปัญญาไทย การกาหนดสาขาภูมิปัญญาไทยไว้อย่างหลากหลาย ขึ้นอยูก่ บั วัตถุประสงค์และหลักเกณฑ์ต่างๆ ที่ หน่วยงานองค์กร และนักวิชาการแต่ละท่านนามากาหนดในภาพรวมภูมิปัญญาไทยสามารถแบ่งได้เป็ น 10 สาขาดังนี้ 1) สาขาเกษตรกรรม หมายถึง ความสามารถในการผสมผสานองค์ความรู้ ทักษะ และเทคนิคด้าน การเกษตรกับเทคโนโลยี โดยการพัฒนาบนพื้นฐานคุณค่าดั้งเดิม ซึ่ งคนสามารถพึ่งพาตนเองในภาวะการณ์ ต่างๆ ได้ เช่น การทาการเกษตรแบบผสมผสาน วนเกษตร เกษตรธรรมชาติ ไร่ นาสวนผสม และสวน ผสมผสานการแก้ปัญหาการเกษตรด้านการตลาด การแก้ปัญหาด้านการผลิต การแก้ไขปั ญหาโรคและแมลง และการรู ้จกั ปรับใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมกับการเกษตร เป็ นต้น 2) สาขาอุตสาหกรรมและหัตถกรรม หมายถึง การรู ้จกั ประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ในการแปร รู ปผลิตผล เพื่อชะลอการนาเข้าตลาดเพื่อแก้ปัญหาด้านการบริ โภคอย่างปลอดภัยประหยัด และเป็ นธรรม อันเป็ นกระบวนการที่ทาให้ชุมชนท้องถิ่นสามารถพึ่งพาตนเองทางเศรษฐกิจได้ ตลอดทั้งการผลิตและการ จาหน่ายผลิตผลทางหัตถกรรม เช่น การรวมกลุ่มของกลุ่มโรงงานยางพารา กลุ่มโรงสี กลุ่มหัตถกรรมเป็ น ต้น 3) สาขาการแพทย์แผนไทย หมายถึง ความสามารถในการจัดการป้ องกันและรักษาสุ ขภาพของคน ในชุมชน โดยเน้นให้ชุมชนสามารถพึ่งพาตนเองทางด้านสุ ขภาพและอนามัยได้ เช่น การนวดแผนโบราณ การดูแลและรักษาสุ ขภาพแบบพื้นบ้าน การดูแลและรักษาสุ ขภาพแผนโบราณไทย เป็ นต้น 4) สาขาการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่ งแวดล้อม หมายถึง ความสามารถเกี่ยวกับการจัดการ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่ งแวดล้อม ทั้งการอนุรักษ์ การพัฒนา และการใช้ประโยชน์จากคุณค่าของ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่ งแวดล้อมอย่างสมดุลและยัง่ ยืน เช่น การทาแนวปะการังเทียม การอนุรักษ์ป่าชาย เลน การจัดการป่ าต้นน้ าและป่ าชุมชน เป็ นต้น


36

5) สาขากองทุนและธุรกิจชุ มชน หมายถึง ความสามารถในการบริ หารจัดการด้านการสะสม และบริ การกองทุน และธุ รกิจในชุมชน ทั้งที่เป็ นเงินตราและโภคทรั พย์ เพื่อส่ งเสริ มชีวติ ความเป็ นอยูข่ อง สมาชิกในชุมชน เช่น การจัดการเรื่ องกองทุนของชุมชนในรู ปของสหกรณ์ออมทรัพย์ และธนาคารหมู่บา้ น เป็ นต้น 6) สาขาสวัสดิการ หมายถึง ความสามารถในการจัดสวัสดิการในการประกันคุณภาพชีวติ ของ คน ให้เกิดความมัน่ คงทางเศรษฐกิจสังคมและวัฒนธรรม เช่น การจัดตั้งกองทุนสวัสดิการรักษาพยาบาลของ ชุมชน การจัดระบบสวัสดิการบริ การในชุมชน การจัดระบบสิ่ งแวดล้อมในชุมชน เป็ นต้น 7) สาขาศิลปกรรม หมายถึง ความสามารถในการผลิตผลงานทางด้านศิลปะสาขาต่างๆ เช่น จิตรกรรม ประติมากรรม วรรณกรรม ทัศนศิลป์ คีตศิลป์ ศิลปะมวยไทยเป็ นต้น 8) สาขาการจัดการองค์ กร หมายถึงความสามารถในการบริ หารจัดการดาเนินงานขององค์กร ชุมชนต่างๆ ให้สามารถพัฒนา และบริ หารองค์กรของตนเองได้ตามบทบาท และหน้าที่ขององค์การ เช่น การจัดการองค์กรของ กลุ่มแม่บา้ น กลุ่มออมทรัพย์ กลุ่มประมงพื้นบ้านเป็ นต้น 9) สาขาภาษาและวรรณกรรม หมายถึง ความสามารถผลิตผลงานเกี่ยวกับด้านภาษา ทั้งภาษา ถิ่น ภาษาโบราณ ภาษาไทยและการใช้ภาษา ตลอดทั้งด้านวรรณกรรมทุกประเภทเช่น การจัดทาสารานุกรม ภาษาถิ่น การปริ วรรตหนังสื อโบราณ การฟื้ นฟูการเรี ยนการสอนภาษาถิ่นของท้องถิ่นต่างๆ เป็ นต้น


37 10) สาขาศาสนาและประเพณี หมายถึงความสามารถประยุกต์และปรับใช้หลักธรรมคาสอน ทางศาสนา ความเชื่อ และประเพณี ด้ งั เดิมที่มีคุณค่า ให้เหมาะสมต่อการประพฤติปฏิบตั ิ ให้บงั เกิดผลดีต่อ บุคคลและสิ่ งแวดล้อมเช่น การถ่ายทอดหลักธรรมทางศาสนา การบวชป่ า การประยุกต์ประเพณี บุญประทาย ข้าวเป็ นต้น

2.9 การผสมผสานภูมิปัญญาท้ องถิ่นกับภูมิปัญญาสากล ด้วยในปั จจุบนั กลุ่มชนต่าง ๆ มีการติดต่อถึงกันโดยสะดวกกว่าในอดีตมาก ดังนั้น การผสมผสาน ภูมิปัญญาทองถิ่นของไทยกับภูมิปัญญาที่มาจากต่างประเทศ จึงเป็ นสิ่ งที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ การจะ ผสมผสานกันอย่างไร รับจากต่างประเทศเข้ามามากน้อยแค่ไหน เป็ นสิ่ งที่คนไทยจะต้องใช้สติปัญญาคิด ไตร่ ตรองให้มาก จะต้องรักษาภูมิปัญญาท้องถิ่นที่มีคุณค่าเอาไว้ และนาภูมิปัญญาสากลหรื อภูมิปัญญาจาก ประเทศอื่นที่มีประโยชน์เข้ามาใช้ในสังคมไทยด้วย ก็จะทาให้การดารงวิถีชีวติ ของคนไทยมีรูปแบบที่ เหมาะสมยิง่ ขึ้น 1) ลักษณะของภูมิปัญญาท้องถิ่นไทย ภูมิปัญญาท้องถิ่นของไทยมีลกั ษณะเฉพาะที่แตกต่างไปจากสังคมอื่น สิ่ งที่ทาให้เกิดความแตกต่างมี หลายประการด้วยกัน ดังนี้ (1)ภูมิปัญญาท้องถิ่นไทยเกิดจากพื้นฐานทางการเกษตร เนื่องจากคนไทยประกอบอาชีพ เกษตรกรรมประมาณร้อยละ 80 ของประชากรทั้งประเทศ ชีวติ ประจาวันของคนไทยส่ วนใหญ่จึงมีความ เกี่ยวข้องสัมพันธ์กบั การทาไร่ ทานา การเพาะปลูก การเลี้ยงสัตว์ การจับสัตว์น้ า ตัวอย่าง ภูมิปัญญาท้องถิ่น ด้านนี้ เช่น เกวียน ใช้ในการขนส่ งผลผลิตทางการเกษตร เครื่ องมือที่ใช้ในการจับสัตว์น้ า เครื่ องมื อในการ เก็บเกี่ยวผลผลิตต่าง ๆ เป็ นต้น


38

(2) ภูมิปัญญาท้องถิ่นไทยส่ วนใหญ่มาจากพุทธศาสนา คนไทยนับถือศาสนาพุทธประมาณร้อยละ 90 คาสอนของศาสนาพุทธรวมทั้งประเพณี เกี่ยวกับศาสนามีส่วนสาคัญในการสร้างภูมิปัญญา เช่น การทา บาตรพระ การหล่อพระพุทธรู ป การหล่อและแกะสลักเที ยนพรรษา การก่อสร้างโบสถ์ เจดีย ์ จิตรกรรมฝา ผนังในโบสถ์ เป็ นต้น

(3) ภูมิปัญญาท้องถิ่นไทย เกิดจากการทดลองโดยใช้ชีวติ จริ ง เช่น เรื่ องเกี่ยวกับยาสมุนไพร การ นวดไทย การรักษาโรคแบบไทย อาหารไทย น้ าดื่มสมุนไพร การกระทาซ้ า ๆ หลายครั้ง จนมัน่ ใจว่าเป็ น ประโยชน์ต่อการดารงชีวติ จึงบันทึกเอาไว้ให้คนรุ่ นหลังได้ใช้ต่อไป


39

(4) ภูมิปัญญาท้องถิ่นไทยมีการบอกเล่าสื บต่อกันมา เมื่อสามารถสรุ ปแนวปฏิบตั ิเรื่ องใดได้ชดั เจน แล้ว ก็จะมีการจดจาเอาไว้หรื อบันทึกไว้ดว้ ยใบลานแล้วบอกเล่าให้คนรุ่ นลูกรุ่ นหลานได้ทราบ และปฏิบตั ิ ต่อไปได้โดยไม่ตอ้ งเสี ยเวลาศึกษาหรื อทดลองทาอีก จึงทาให้มีการถ่ายทอดภูมิปัญญาจากคนรุ่ นเก่าไปสู่ คน รุ่ นใหม่ เป็ นเสมือนมรดกของสังคมไทย

2) ลักษณะภูมิปัญญาสากล ภูมิปัญญาสากลหรื อภุมิปัญญาสมัยใหม่ ส่ วนใหญ่มาจากกลุ่มประเทศทางตะวันตก ซึ่ งได้แก่ ประเทศในทวีปยุโรป สหรัฐอเมริ กา ออสเตรเลีย นิวซี แลนด์ รวมทั้งประเทศญี่ปุ่นซึ่ งเป็ นประเทศผูน้ าการ พัฒนาในกลุ่มเอซี ยด้วย โดยทัว่ ไปภูมิปัญญาสมัยใหม่ มีลกั ษณะดังนี้ (1) มาจากพื้นฐานความรู ้ดา้ นวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี อันเป็ นผลมาจากคิดค้นทางด้านต่าง ๆ ทาให้เกิดความรู ้สมัยใหม่ทางด้านวิทยาศาสตร์ และนามาประยุกต์ใช้ในชีวติ ประจาวัน เช่น ความรู ้ดา้ นการแพทย์และสาธารณสุ ขสมัยใหม่ ความรู ้ดา้ นสถาปั ตยกรรมและวิศวกรรมศาสตร์ ที่นามาใช้พฒั นาที่อยูอ่ าศัย ความรู ้ทางด้านวิทยาศาสตร์ ที่นามาใช้ในด้านการขนส่ งและการ สื่ อสาร เป็ นต้น (2) มาจากพื้นฐานระบบอุตสาหกรรม ความรู ้ทางด้านวิทยาศาสตร์ และความรู ้สมัยใหม่หลายด้าน ได้นาไปใช้ระบบการผลิตที่สามารถผลิตโดยเครื่ องจักรกล มีมาตรฐานและผลิตได้ครั้งละมาก ๆ ผลผลิตจากโรงงานอุตสาหกรรมทาให้มีเครื่ องมือเครื่ องใช้ต่าง ๆ ทั้งที่ใช้ในสถานที่ทางาน และในสถานที่อยูอ่ าศัย ลักษณะสาคัญของระบบอุตสาหกรรมประการหนึ่ง คือ การสามารถ


40 สร้างผลผลิตได้จานวนมาก ในระยะหลังผลผลิตที่มาจากระบบอุตสาหกรรมมีท้ งั ที่เป็ นปั จจัยสี่ และสิ่ งที่เกินความจาเป็ นของมนุษย์เพิ่มจานวนมากขึ้ น (3) มาจากบริ เวณที่มีสภาพภูมิอากาศอบอุ่นจนถึงหนาว ประเทศในกลุ่มตะวันตก ซึ่ งมีส่วนสาคัญ ในการสร้างภูมิปัญญาสมัยใหม่ ส่ วนใหญ่มีที่ต้ งั อยูใ่ นเขตอบอุ่นและเขตหนาว ดังนั้น การสร้าง สิ่ งต่าง ๆ ขึ้นมาทั้งที่เป็ นวัตถุและไม่ใช่วตั ถุ จึงมีพ้นื ฐานสาคัญมาจากสภาพภูมิอากาศเขตอบอุ่น หรื อเขตหนาว แตกต่างจากสังคมไทยที่มีอากาศร้อนชื้น (4) ลักษณะอื่น ๆ ได้แก่ ลักษณะทางสังคม วัฒนธรรมประเพณี และการนับถือศาสนาของแต่ละ ประเทศ ก็มีส่วนสาคัญในการช่วยสร้างภูมิปัญญาสากลหรื อภูมิปัญญาสมัยใหม่ แนวทางการผสมผสาน ในปั จจุบนั สังคมต่าง ๆ ได้มีการติดต่อสัมพันธ์ในระดับกว้างขึ้นทั้งข้ามภูมิภาคในประเทศ และ ระดับระหว่างประเทศ ผูท้ ี่อาศัยอยูใ่ นสังคมจะได้รับข้อเสนอใหม่ ๆ จากสังคมภายนอกให้เลือกเป็ นแนว ปฏิบตั ิใหม่อยูเ่ สมอ โดยเฉพาะในสังคมไทยนั้นหากสมาชิกไม่ระมัดระวังแล้ว อาจจะรับเอาภูมิปัญญาจาก ต่างประเทศเข้ามาโดยไม่พิจารณาไตร่ ตรอง อาจจะทาให้ตอ้ งละทิ้งภูมิปัญญาท้องถิ่นที่มีคุณค่าของไทยก็ได้ ทั้งนี้ เพราะภูมิปัญญาจากต่างประเทศขณะนี้ส่วนใหญ่เป็ นเรื่ องเกี่ยวกับวัตถุและเครื่ องมือเครื่ องใช้สิ่งอานวย ความสะดวกต่าง ๆ ที่มีความทันสมัย ขณะที่ภูมิปัญญาท้องถิ่นเป็ นเรื่ องเกี่ยวกับชาวบ้าน ซึ่ งสังคมยุคใหม่ มองว่าล้าสมัย อย่างไรก็ตาม การรับเอาภูมิปัญญาจากต่างประเทศเข้ามานั้น ควรมีหลักเกณฑ์ในการพิจารณา หลายประการ ดังนี้ 1.เลือกสิ่ งทีม่ ีคุณค่ าจากภูมิปัญญาท้ องถิ่น ภูมิปัญญาท้องถิ่นไทยเกิดจากการสร้างสมความรู ้มาเป็ น เวลาหลายร้อยปี จึงสมควรพิจารณาว่าภูมิปัญญาใดมีคุณค่าต่อการดารงชีพซึ่ งน่าจะถือเป็ นแนวปฏิบตั ิต่อไป ก็จะเป็ นประโยชน์ต่อชีวติ ชาวไทยในยุคใหม่มากขึ้น ตัวอย่างภูมิปัญญาไทยที่น่าจะเลือกใช้ต่อไป ได้แก่ เรื่ องปั จจัยสี่ คือ อาหาร เสื้ อผ้า บ้านพักอาศัย ยาบาบัดรักษาโรค อาหารไทยหลายชนิดนามาจากพืชผักและ ผลไม้ที่มีอยูต่ ามธรรมชาติ ทาให้ประหยัดค่าใช้จ่าย และยังเป็ นประโยชน์ต่อสุ ขภาพอนามัยอีกด้วย เสื้ อผ้า ไทย ได้แก่ ผ้าไหมและผ้าทอพื้นเมืองต่าง ๆ ซึ่ งมีความสวยงามและเป็ นเอกลักษณ์ให้กบั สังคมไทยได้ดี ส่ วน บ้านพักอาศัยแบบไทยในภูมิภาคต่าง ๆ สร้างขึ้นด้วยภูมิปัญญาที่สอดคล้องกับสภาพลมฟ้ าอากาศ ทาให้ผอู ้ ยู่ อาศัยมีความสบาย ปั จจัยสี่ ประการ สุ ดท้ายคือการบาบัดรักษาโรคด้วยภูมิปัญญาท้องถิ่น ได้แก่ ยาแผนไทย และการนวดไทย ซึ่ งนอกจากช่วยบาบัดโรคได้แล้วยังเป็ นการประหยัดค่าใช้จ่ายอีกด้วย นอกจากปั จจัยสี่ แล้ว สิ่ งที่มีคุณค่าอื่น ๆ ที่ควรรณรงค์ให้คนไทยได้ใช้อย่างถูกต้องต่อไป เช่น ภาษาไทย ตัวเลขไทย ดนตรี ไทย และนาฎศิลป์ ไทย เป็ นต้น


41 2. นาสิ่ งทีเ่ ป็ นประโยชน์ จากภูมิปัญญาสากล ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี ทาให้ กลุ่มประเทศที่พฒั นาแล้ว สามารถคิดประดิษฐ์อุปกรณ์เครื่ องมือเครื่ องใช้ ข้ ึนมาอย่างต่อเนื่อง ประเทศไทย ซึ่ งอยูใ่ นกลุ่มประเทศกาลังพัฒนา จึงสมควรจะได้พิจารณาว่าวัตถุสิ่งใดที่สามารถนามาใช้พฒั นาให้การ ดารงชีวติ ดียงิ่ ขึ้น ก็สมควรจะนาเข้ามาใช้ เช่น เครื่ องจักรกล ยานพาหนะ เครื่ องมือสื่ อสาร และเครื่ อง คอมพิวเตอร์ เป็ นต้น แต่การใช้สิ่งเหล่านี้ตอ้ งมีจุดมุ่งหมายว่าใช้เพื่อการพัฒนาให้สังคมมีความก้าวหน้า ไม่ใช่ใช้เพื่อสนองความต้องการด้านบันเทิงสนุกสนานเท่านั้น ส่ วนภูมิปัญญาด้านอื่น ๆ เช่น แฟชัน่ การแต่ง กาย เรื่ องเกี่ยวกับความสวยงาม ศิลปกรรมและความบันเทิงต่าง ๆ รวมทั้งวิถีชีวติ แบบใหม่ การที่จะรับเข้ามา นั้น ควรพิจารณาด้วยความรอบคอบ 3. ยึดถือการผสมผสานทีเ่ หมาะสม การที่จะได้รับประโยชน์สูงสุ ด และได้สิ่งที่ดีที่สุดสาหรับ สมาชิกในสังคมนั้น ควรจะมีความคิดที่ถูกต้องในการผสมผสานระหว่างภูมิปัญญาท้องถิ่นของไทยกับการ รับเอาภูมิปัญญาสากลหรื อภูมิปัญญาจากต่างประเทศ โดยพิจารณาเลือกสิ่ งที่มีคุณค่าและเป็ นประโยชน์ใน การดารงชีวติ ไม่วา่ สิ่ งนั้น ๆ จะเป็ นภูมิปัญญาไทยหรื อภูมิปัญญาจากประเทศก็ตาม นอกจากแนวทางการผสมผสานระหว่างภูมิปัญญาท้องถิ่นกับภูมิปัญญสากล ทั้ง 3 ประการ ซึ่ งถือว่า เป็ นหลักที่สาคัญที่สุดแล้ว ควรจะต้องพิจารณาถึงความเหมาะสมของภูมิปัญญาสากลที่รับเข้ามาจาก ต่างประเทศด้วย โดยมีแนวทางในการพิจารณาเพิ่มเติมอีก 4 ประการ คือ 1. การพิจารณาความแตกต่างด้านวัฒนธรรมประเพณี ในแต่ละประเทศจะมีวฒั นธรรมประเพณี ของ ตนเอง ประเทศที่มีอาณาบริ เวณใกล้กนั จะมีวฒั นธรรมประเพณี ที่ไม่แตกต่ างกันมาก แต่ประเทศที่อยู่ ห่างไกลกันต่างกลุ่มต่างทวีป ความแตกต่างจะเพิ่มมากขึ้น ซึ่ งการรับเอาภูมิปัญญาจากประเทศที่มีความ แตกต่างด้านวัฒนธรรมประเพณี มากๆ หากไม่ได้พิจารณาให้รอบคอบแล้ว อาจจะเกิดความขัดแย้งกันได้ และปั ญหาต่าง ๆ ก็อาจจะเกิดตามมาภายหลัง 2. การพิจารณาสภาพทางเศรษฐกิจ ประเทศที่กาลังพัฒนาทั้งหลายมักจะมีปัญหาทางเศรษฐกิจ คือ รายได้มกั จะไม่เพียงพอกับรายจ่าย ดังนั้น การดารงชีวติ โดยยึดถือแนวทางภูมิปัญญาท้องถิ่น มักจะใช้สิ่งที่มี อยูใ่ นท้องถิ่นผลิตขึ้นมาเอง ราคาถูก แต่ภูมิปัญญาที่มาจากต่างประเทศบางอย่างมีราคาแพง ในการนี้ การจะ รับเอาภูมิปัญญาจากต่างประเทศชนิดใดเข้ามา จะต้องพิจารณาส่ วนนี้ประกอบด้วย ซึ่ งจะต้องไม่มีราคาแพง จนเกินไป และควรจะใช้ประโยชน์ทางด้านการพัฒนามากกว่าสนับสนุนความบันเทิง 3. การพิจารณาด้านสุ ขภาพอนามัย การมีสุขภาพดีเป็ นความปรารถนาของทุกคน ภูมิปั ญญาที่แต่ละ ประเทศคิดสร้างสรรค์ข้ ึนมานั้นมักจะสอดคล้องกับความมีสุขภาพที่ดีของคนในชาติ แต่การที่สมาชิกใน สังคมนาเอาภูมิปัญญาของกลุ่มอื่นประเทศอื่นมาใช้อาจจะขาดความรู ้พ้นื ฐาน ข้อควรระมัดระวัง และ ผลกระทบที่เกิดจากการใช้ภูมิปัญญานั้น ทั้งนี้เป็ นเพราะสิ่ งเหล่านั้นไม่ได้คิดขึ้นเอง ตัวอย่างผลกระทบด้าน


42 สุ ขภาพจากการนาเอาภูมิปัญญาของประเทศอื่นมาใช้ เช่น มลพิษต่าง ๆ จากการใช้เครื่ องจักรและ ยานพาหนะที่มีผลเสี ยต่อสุ ขภาพอนามัย 4. การพิจารณาพิจารณาปั ญหาต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นในสังคม ภูมิปัญญาท้องถิ่นเป็ นสิ่ งที่สมาชิกใน สังคมมีความคุน้ เคยจึงมักจะไม่เกิดปั ญหา แต่การนาภูมิปัญญาจากภายนอกประเทศที่มีพ้นื ฐานชีวติ ความ เป็ นอยูแ่ ตกต่างกัน สมาชิกบางส่ วนไม่รู้จกั กันมาก่อน หากใช้ภูมิปัญญาจากประเทศอื่นโยรู ้เท่าไม่ถึงการณ์ และขาดความระมัดระวัง ก็จะสร้างปั ญหาตามมามากมาย เช่น ปั ญหามลพิษด้าต่าง ๆ ปัญหาการจราจร ติดขัด และอุบตั ิเหตุจราจร ปั ญหาทางเศรษฐกิจจากการที่ประชาชนต้องซื้ อสิ นค้ามากขึ้นทาให้เงินไม่พอจ่าย ปั ญหาในครอบครัว ความขัดแย้งระหว่างสามีภรรยา บิดามารดากับบุตรและผูส้ ู งอายุถูกทอดทิ้ง ปั ญหาสิ่ ง เสพติดและอาชญากรรมที่มีความซับซ้อนและทวีความรุ นแรงมากขึ้น เป็ นต้น 2.10 การถ่ ายทอดภูมิปัญญาท้ องถิ่น การถ่ายทอดภูมิปัญญาท้องถิ่น อาจจาแนกออกได้เป็ น 2 ลักษณะ ดังนี้ 1. วีธีการถ่ ายทอดภูมิปัญญาไปสู่ เด็ก มักกระทากันด้วยวิธีการง่าย ๆ ไม่ซบั ซ้อน สามารถดึงดูดใจให้กระทาโดยไม่รู้สึกตัว เช่น การละเล่น การเล่านิทาน การกระทาตามแบบอย่าง การเล่นคาทายปริ ศนา เป็ นต้น วิธีการดังกล่าวเป็ นการ เสริ มสร้างนิสัยและบุคลิกภาพตามแนวทางที่สังคมประสงค์จะให้สมาชิกของสังคมเป็ นอยู่ ส่ วนใหญ่จะเน้น ในเรื่ องจริ ยธรรม ค่านิยม โลกทัศน์ ปรัชญาชีวติ และกฎเกณฑ์ การดาเนินชีวติ ในสังคมทัว่ ไป 2. วีธีการถ่ ายทอดภูมิปัญญาไปสู่ ผ้ ใู หญ่ ผูใ้ หญ่ถือว่าเป็ ยบุคคลผูม้ ีวยั วุฒิและประสบการณ์มากและอยูใ่ นวัยทางาน วิธีการถ่ายทอดภูมิปัญญา จึงกระทาโดยผ่านการกระทา เช่น การบอกเล่าในขณะที่มีพิธีกรรมทั้งที่เป็ นพิธีสู่ขวัญ พิธีทางศาสนา พิธีกรรมตามขนบธรรมเนียมท้องถิ่น พิธีแต่งงาน เป็ นต้น วิธีการถ่ายทอดภูมิปัญญาได้กระทากันขึ้น 2 รู ปแบบใหญ่ ๆ คือ แบบไม่เป็ นลายลักษณ์อกั ษร และ แบบเป็ นลายลักษณ์อกั ษร แบบที่ไม่เป็ นลายลักษณ์อกั ษร ได้แก่ คาบอกเล่าของปราขญ์ทอ้ งถิ่นหรื อปราชญ์ ชาวบ้าน ปริ ศนา คาทาย การเล่น และคาร้องสด ในรู ปการบันเทิงชนิดต่าง ๆ ส้วนกรณี ที่เป็ นลายลักษณ์ อักษรนั้น ในอดีตมีการเขียนลงในใบลานและสมุดข่อย ปั จจุบนั ได้มีการจดบันทึกเป็ นภาษาไทยกลางโดย สานักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ กระทรวงศึกษาธิ การ นักวิชาการจากสถาบันการศึกษา และ โดยปราชญ์ชาวบ้านในแต่ละภูมิภาค ซึ่ งได้เขียนเล่าเรื่ องราวความรู ้และภูมิปัญญาท้องถิ่นพิมพ์เผยแพร่ อย่าง กว้าง


43 2.11 คาถามท้ายบท ให้ทาคาถามอัตนัย จานวน 5 ข้อ ดังต่อไปนี้ ข้อ 1. ภูมิปัญญาไทย ต่างจากภูมิปัญญาท้องถิ่น หรื อไม่อย่างไร จงอธิ บายอย่างละเอียดพร้อม ยกตัวอย่างประกอบ ข้อ 2 ภูมิปัญญาไทยมีคุณค่าและความสาคัญกี่ประการ ประกอบด้วยอะไรบ้างจงอธิ บาย ข้อ 3 ภูมิปัญญาไทยสามารถสะท้อนออกมาใน ๓ ลักษณะที่สัมพันธ์ใกล้ชิดกันอย่างไร จงอธิ บาย พร้อมเขียนโครงสร้างประกอบด้วย ข้อ 4 ขณะที่ภูมิปัญญาท้องถิ่นเป็ นเรื่ องเกี่ยวกับชาวบ้าน ซึ่ งสังคมยุคใหม่มองว่าล้าสมัย และมีการ รับเอาภูมิปัญญาจากต่างประเทศเข้ามานั้น ควรจะมีหลักเกณฑ์ในการพิจารณาอย่างไรบ้าง จงอธิบาย ข้อ 5 การถ่ายทอดภูมิปัญญาท้องถิ่น อาจจาแนกออกได้เป็ น 2 ลักษณะ ได้แก่อะไรบ้าง จงอธิ บาย อย่างละเอียด


บทที่ 2 ภูมิปัญญา