Issuu on Google+

บทที่ 12 คุณสมบัติและจรรยาบรรณของนักวิจัยทางอุตสาหกรรมการบริการและการท่ องเทีย่ ว 12.1 ความหมาย ปั จจุบนั นี้ผลของการทาวิจยั มีความสาคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมเป็ นอย่างยิง่ หากงานวิจยั ที่ปรากฏสู่ สาธารณชน นั้น มีความเที่ยงตรง และนาเสนอสิ่ งที่เป็ นความจริ ง ซึ่ งสะท้อนให้ เห็นสภาพปั ญหาที่เกิดขึ้นอย่างแท้จริ ง แล้ว ก็จะนาไปสู่ การแก้ไขปั ญหาได้ตรงจุดและมีประสิ ทธิ ภาพ การที่จะให้ได้มาซึ่งงานวิจยั ที่ดีมีคุณภาพ จาเป็ น ที่จะต้องมีส่วนประกอบสาคัญหลายประการ นอกจาก การดาเนินตามระเบียบวิธีการวิจยั อย่างมีคุณภาพแล้ว คุณธรรมหรื อจรรยาบรรณของนักวิจยั ก็เป็ นปัจจัย สาคัญยิง่ ประการหนึ่ง ในการนี้ คณะกรรมการสภาวิจยั แห่งชาติ สาขาสังคมวิทยาตระหนักถึงความสาคัญของ จรรยาบรรณนักวิจยั ดังกล่าว จึงได้ริเริ่ มดาเนินการยกร่ างจรรยาบรรณนักวิ จัยเพื่อเป็ นมาตรฐานเดียวกัน ทั้งประเทศ เพื่อให้นกั วิจยั นักวิชากา ร ในสาขาวิชาการต่างๆ สามารถนาไปปฏิบตั ิได้ โดยผ่าน กระบวนการขอรับความคิดเห็นจากนักวิจยั ผูท้ รงคุณวุฒิในสาขาวิชาต่างๆ และได้ปรับปรุ งให้ เหมาะสมรัดกุมชัดเจน จนกระทัง่ ได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการบริ หารสภาวิจยั แห่งชาติ ประกาศให้เป็ นหลักเกณฑ์ควร ประพฤติของนักวิจ ั ยทัว่ ไป ซึ่ งจะได้กล่าวรายละเอียดในหัวข้อต่อไป ช่วงนี้จะขอนาเสน อความหมายของการวิจยั เพื่อให้เกิดความเข้าใจเบื้องต้นเสี ยก่อน โดยมีนกั วิชาการ หลายท่านได้ให้ความหมายไว้ดงั ต่อไปนี้ เดือน คาดี (2536) ได้ให้ความหมาย “จรรยาบรรณ” หมายถึงหลักความประพฤติที่พึง ประสง ค์ มีรากฐานอยูบ่ นศีลธรรมในศาสนาและกฎหมายบ้านเมือง นัน่ ก็คือศีลธรรมในศาสนามี ลักษณะเป็ นการชักชวนให้ปฏิบตั ิ เช่นการรักษาศีลให้เกิดความสัมพันธ์ระหว่างตนเองกับอุดมคติของ ตนเองและให้เกิดความสัมพันธ์ที่พึงประสงค์ ระหว่างเรากับคนอื่นในสังคม มีลกั ษณะว่า “ควร” ส่ วน กฎหมายใช้บงั คับทุกคนให้ปฏิบตั ิตามด้วยคาว่า “ต้ อง” เช่นทุกคนต้องปฏิบตั ิตามกฎหมายโดยเท่า เทียมกัน ศีลธรรมมีลกั ษณะสากลอยูเ่ หนือกาลและสถานที่ ไม่ข้ ึนอยูก่ บั ความคิดเห็นหรื อชอบไม่ชอบ ของใคร แต่ไม่บงั คับให้ปฏิบตั ิตามด้วยกาลัง การละเมิดกฎศีลธรรมไม่มีโทษเช่นละเมิ ดกฎหมาย เพราะเป็ นเรื่ องภายในจิตใจและศรัทธาของแต่ละคน แต่เราก็รู้สึกว่าควรปฏิบตั ิตาม เพราะถือเป็ นหน้าที่ ของมนุษย์ทุกคนที่จะต้องมีศีลธรรม ดังนั้นศีลธรรมจึงบังคับด้วยคาว่า “ควร” ส่ วนกฎหมายนั้นเรายอม ปฏิบตั ิตามเพราะกลัวโทษ ถ้าไม่กลัวโทษเรากล้าละเมิดกฎหมาย ได้ง่าย ๆ เป็ นการบังคับภายนอกด้วย คาว่า “ต้ อง” จรรยาบรรณ ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ .ศ.2525 ได้ให้ความหมายว่า หมายถึง ประมวลความประพฤติที่ผปู ้ ระกอบอาชีพการงานแต่ละอย่างกาหนดขึ้น เพื่อรักษาและส่ งเสริ ม เกียรติคุณ ชื่อเสี ยง และฐานะของสมาชิก อาจเขี ยนเป็ นลายลักษณ์อกั ษรหรื อไม่กไ็ ด้ จรรยาบรรณ จึงเป็ น


245

หลักความประพฤติของบุคคลในแต่ละกลุ่มอาชีพ เป็ นเครื่ องยึดเหนี่ยวจิตใจให้สมาชิกในวิชาชีพนั้นๆ มี คุณธรรมและจริ ยธรรม สานักงานคณะกรรมการวิจยั แห่งชาติ (2541 : ออนไลน์ ) ในการประชุมเมื่อวันที่ 8 เมษายน 2541 ได้กาหนดจรรยาบรรณ นักวิจยั ขึ้น เพื่อใช้เป็ นแนวหลักเกณฑ์ควรประพฤติ ของนักวิจยั ทัว่ ไป ไม่วา่ สาขาวิชาการใด ๆ โดยให้มีลกั ษณะ เป็ นข้อพึงสังวรณ์คุณธรรม และจริ ยธรรม ในการทางานวิจยั โดยกาหนด ว่า"จรรยาบรรณ" หมายถึง หลักความประพฤติอนั เหมาะสม แสดงถึงคุณธรรม และจริ ยธรรม ในการประกอบ อาชีพ ที่กลุ่มบุคคลแต่ละสาขาอาชีพ ประมวลขึ้นไว้เป็ นหลัก เพื่อให้สมาชิกในสาขาวิชาชีพนั้นๆ ยึดถือปฏิบตั ิ เพื่อรักษาชื่อเสี ยง และส่ งเสริ มเกียรติคุณ ของสาขาวิชาชีพของตน ดังนั้นคาว่า จรรยาบรรณจึงอาจจะกล่าวได้วา่ เป็ นกระบวนความประพฤติที่กลุ่มวิชาชี พหรื อ สมาคมร่ วมกันพิจารณากาหนดขึ้นเพื่อให้สมาชิกในกลุ่มหรื อในสังคมนั้นยึดถือการมีจริ ยธรรม เริ่ มจากการ ปฏิบตั ิตามกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ ซึ่ งเป็ นสิ่ งที่จาเป็ นมาก แต่ยงั ไม่เพียงพอต้องป ฏิบตั ิตามจารี ตประเพณี วัฒนธรรม ปรัชญาด้วย จริ ยธรรมและคุณธรรม คือบันไดที่เชื่ อมไปสู่เป้ าหมายของการเจริ ญก้าวหน้าอย่าง ยัง่ ยืน 12.2 ความสาคัญของจรรยาบรรณ นักวิจยั ในฐานะผูม้ ีอาชีพในการชี้นาสังคมในทุก ๆ ด้าน จาเป็ นต้องมีจรรยาบรรณ เช่นเดียวกับอาชีพอื่นๆ เช่น อาชีพครู ครู เป็ นแม่พิมพ์ของชาติ เพราะบริ การสังคมในด้านปั้นจิตใจของอนุชน และแสวงหาความรู ้อยูเ่ สมอ อาชีพนักการเมือง นักการเมืองกลายเป็ นรัฐบุรุษก็เพราะตั้งมัน่ ในอุดมการณ์ นักหนังสื อพิมพ์เป็ นผูม้ ีเกียรติเพราะตระหนักในความรับผิดชอบต่อทุกเรื่ องที่ตนเสนอไปอย่างสร้างสรรค์ อาชีพหมอชื่อว่าเป็ นนักบุญเพราะบริ การสังคมในด้านสุ ขภาพ และอนามั ยอย่างเห็นอกเห็นใจกัน นักกฎหมาย ชื่อว่าเป็ นผูป้ ระสาทความยุติธรรมก็เพราะตั้งอยูใ่ นจรรยาบรรณของตน แต่เมื่อใดที่นกั อาชีพเหล่านั้นขาด จรรยาบรรณของตนเอง เมื่อนั้นก็จะกลายเป็ นนักอาชีพที่ไร้ความดีงาม ไร้เกียรติยศและศักดิ์ศรี จรรยาบรรณ เป็ นที่ยอมรับว่าเป็ นบรรทัดฐานหรื อความประพฤติที่ถกู ต้องของแต่ละอาชีพ จรรยาบรรณจึงจาเป็ นต้องมีบท คุม้ ครองและบทบังคับนั้นก็คือ จรรยาบรรณจะมีลกั ษณะเป็ นวินยั สาหรับข้าราชการ ถ้าล่วงละเมิดจะถูก ตีความว่าผิดวินยั ผิดหน้าที่ มีโทษ และถูกตั้งกรรมการสอบสวนหาความผิดทางวินยั ทั้งทางอาญาบ้าง อาจ จะ เรี ยกร้องค่าเสี ยหายเป็ นความผิดทางแพ่ง หนักเบามากน้อยแล้วแต่กรณี ในอีกแง่หนึ่ง ถ้าล่วงละเมิดในกรณี ที่ เอาผิดทางวินยั หรื อกฎหมายไม่ได้ ผูล้ ่วงละเมิดจะถูกตีความว่าชัว่ ร้ายผิดศีลธรรม ซึ่ งจะถูกสังคมรังเกียจ ตรา หน้าว่าเป็ นคนเลว ไร้จรรยาบรรณ ขาดความไว้วางใจได้

จากรากฐานจรรยาบรรณของนักวิจยั เพราะเป็ นผูแ้ สวงหาความรู ้และเผยแพร่ หรื อ ให้บริ การความรู ้ที่คน้ พบนั้น นักวิจยั จึงจะต้องมีคุณธรรมพื้นฐานอยู่ 2 อย่างคือ 1. ในการแสวงหาความรู ้น้ นั นักวิจยั จะต้องตั้งตนอยูบ่ นความเป็ นกลางและซื่ อสัตย์ ปราศจากอคติ 4 ประการคือ เว้นจากฉันทาคติ ลาเอียงเพราะความรัก โทสาคติ ลาเอียงเพราะความ โกรธ ภยาคติ ลาเอียงเพราะความกลัว และโมหาคติ ลาเอียงเพราะความเขลา เพราะการทาวิจยั จะต้อง


246

ทางานตามกระบวนการ (process) ทางวิทยาศาสตร์ เริ่ มจากการสารวจปั ญหา ตั้งสมมติฐาน การ แสวงหาข้อมูล การวิเคราะห์ขอ้ มูล และการสรุ ปเป็ นความรู ้ออกมาจะต้องซื่ อสัตย์ต่อหน้าที่ในทุก ๆ กรณี จึงจะได้ความรู้มาถูกต้อง (Valid) เป็ นความรู้ที่เที่ยงตรงและสากล 2. ในการเผยแพร่ ความรู ้หรื อผลงานวิจยั ต่อสาธารณชนนั้น นักวิจยั จะต้องตระหนักอยู่ เสมอว่า ตนเป็ นผูน้ าสังคมด้านวิชาการ จะต้องรับผิดชอบต่อความรู ้น้ นั จิตใจของนักวิชาการจะระลึก ถึงแต่เรื่ องที่จะเป็ นประโยชน์เกื้อกูลและความสุ ขแก่สังคมเป็ นที่ต้ งั เช่นเดียวกับพระพุทธองค์ เมื่อจะ ประกาศผลการตรัสรู้ คือพระธรรมในครั้งแรกนั้น ทรงส่ งพระสาวกออกไปโดยตรัสว่า “จงเที่ยวไป ป���ะกาศพรหมจรรย์อนั งามในเบื้องต้น ท่ามกลางและที่สุดนี้ เพื่อประโยชน์เกื้อกูลและเพื่อความสุ ขแก่ มหาชนเป็ นที่ต้ งั ” เพราะนักวิจยั คือผูม้ ีอาชีพในทางความรู้ มีการให้บริ การเป็ นหัวใจ คุณธรรมจึงเป็ น เรื่ องเดียวกับความรู ้ ต่างจากนักธุ รกิจที่มองกาไรและขาดทุนเป็ นเบื้องต้น ดังนั้นหลักจรรยาบรรณพื้นฐานของนักวิจยั จึงอาจประมวลมาให้เห็นเป็ นแนวพิจารณาได้ ดังนี้ พึงเป็ นผูซ้ ื่ อสัตย์ต่อตนเองและต่อหน้าที่ในการแสวงหาความรู ้ พึงเคารพในความคิดเห็นและผลงานของผูอ้ ื่น พึงรักษาสัมพันธภาพที่ดีกบั เพื่อนร่ วมงาน พึงใช้ความรู ้ที่คน้ พบนั้นบริ การชี้นาแก่สังคมแต่ในด้านที่จะเป็ นประโยชน์สุข และ สร้างสรรค์เท่านั้น 5. พึงถือว่างานวิชาการเป็ นอาชีพ มิใช่ธุรกิจ 6. พึงกล้าชี้อนั ตรายของสังคมอย่างบริ สุทธิ์ ใจ 7. พึงยึดถือความรู้คือคุณธรรม 8. พึงถือว่านักวิจยั เป็ นที่พ่ งึ ของสังคมในด้านวิชาการ อย่างไรก็ตามนักวิจยั แม้จะต้องมีพนั ธกรณี ต่องานหน้าที่ของตนเองและสัญญาสังคมต่อผูอ้ ื่น ในด้านต่าง ๆ อย่างเคร่ งครัดดูเหมือนจะยิง่ กว่าอาชีพอื่น ๆ ก็ตาม บุคคลในอาชีพอื่นก็ไม่คว รจะถือเป็ น จุดอ่อนที่ตอ้ งเอาเปรี ยบหรื อมองข้ามปล่อยให้นกั วิจยั ขาดศักยภาพและศักดิ์ศรี ในอาชีพของตน จนทา ให้ตอ้ งละเมิดจรรยาบรรณ เพราะเมื่อนักวิชาการขาดจรรยาบรรณหรื อสมองของสังคมวิปริ ตไปเสี ย แล้ว อะไรจะเกิดขึ้นบ้าง 1. 2. 3. 4.

12.3 แนวทางการปฏิบัติตามหลักจรรยาบรรณของนักวิจั ย ด้วยคณะกรรมการบริ หารสภาวิจยั แห่งชาติ ในการประชุมครั้งที่ 3/2541 เมื่อวันที่ 8 เมษายน 2541 ได้ให้ความเห็นชอบกับจรรยาบรรณนักวิจยั ซึ่ งคณะกรรมการสภาวิจยั แห่งชาติ


247

สาขาสังคมวิทยา เป็ นผูด้ าเนินการ โดยมีวตั ถุประสงค์เพื่อใช้เป็ นหลักเกณฑ์ควรประพฤติของนักวิจยั ทัว่ ไป ไม่วา่ สาขาวิชาการใด ๆ จึงมีลกั ษณะเป็ นแนวทางกว้าง ๆ เพื่อครอบคลุมทุกสาขาวิชาการ และมี ลักษณะเป็ นข้อพึงสังวรณ์ มากกว่าจะเป็ นกฏเกณฑ์ขอ้ บังคับ จรรยาบรรณนักวิจยั นี้ จะเป็ นเครื่ องมือ นาไปสู่ การเสริ มสร้างจรรยาบรรณ ในหมู่นกั วิจยั ต่อไปได้ สานักงานคณะกรรมการวิจ ั ยแห่งชาติ จึง ประกาศให้มี "จรรยาบรรณนักวิจยั "ขึ้น เพื่อเป็ นหลักเกณฑ์ในการประพฤติของนักวิจยั ทัว่ ไป โดยมี รายละเอียดต่อไปนี้ ข้ อ 1 นักวิจัยต้ องซื่อสั ตย์ และมีคุณธรรมในทางวิชาการและการจัดการ นักวิจยั ต้องมีความซื่ อสัตย์ต่อตนเองไม่นาผลงานของผูอ้ ื่นมาเป็ นของตน ไม่ลอกเลียน งานของผูอ้ ื่น ต้องให้เกียรติและอ้างถึงบุคคลหรื อแหล่งที่มาของข้อมูลที่นามาใช้ในงานวิจยั ต้องซื่อตรง ต่อการแสวงหาทุน วิจยั และมีความเป็ นธรรมเกี่ยวกับผลประโยชน์ที่ได้จากการวิจยั แนวทางปฏิบัติ 1.1 นักวิจยั ต้องมีความซื่ อสัตย์ต่อตนเองและผูอ้ ื่น 1) นักวิจยั ต้องมีความซื่ อสัตย์ในทุกขั้นตอนของกระบวนการวิจยั ตั้งแต่การ เลือกเรื่ องที่จะทาวิจยั การ เลือกผูเ้ ข้าร่ วมทาวิจยั การดาเนินการวิจยั ตลอดจนการนาผลงานวิจยั ไปใช้ ประโยชน์ 2) นักวิจยั ต้องให้เกียรติผอู ้ ื่น โดยการอ้างถึงบุคคลหรื อแหล่งที่มาของข้อมูล และความคิดเห็นที่นามาใช้ ในงานวิจยั 1.2 นักวิจยั ต้องซื่ อตรงต่อการแสวงหาทุนวิจยั 1) นักวิจยั ต้องเสนอข้อมูลและแนวคิดอย่างเปิ ดเผยและตรงไปตรงมาในการ เสนอโครงการวิจยั เพื่อขอรับทุน 2) นักวิจยั ต้องเสนอโครงการวิจยั ด้วยความซื่ อสัตย์โดยไม่ขอทุนซ้ าซ้อน 1.3 นักวิจยั ต้องมีความเป็ นธรรมเกี่ยวกับผลประโยชน์ที่ได้จากการวิจยั 1) นักวิจยั ต้องจัดสรรสัดส่ วนของผลงานวิจยั แก่ผรู ้ ่ วมวิจยั อย่างยุติธรรม 2) นักวิจยั ต้องเสนอผลงานอย่างตรงไปตรงมาโดยไม่นาผลงานของผูอ้ ื่นมา อ้างว่าเป็ นของตน ข้ อ 2 นักวิจัยต้ องตระหนักถึงพันธกรณีในการทาวิจัย ตามข้ อตกลงทีท่ าไว้ กบั หน่ วยงานทีส่ นับสนุน การวิจัยและต่ อหน่ วยงานทีต่ นสั งกัด นักวิจยั ต้องปฏิบตั ิตามพันธกรณี และข้อตกลงการวิจยั ที่ผเู ้ กี่ยวข้องทุกฝ่ ายยอมรับ ร่ วมกัน อุทิศ เวลาทางานวิจยั ให้ได้ผลดีที่สุดและเป็ นไปตามกาหนดเวลา มีความรับผิดชอบไม่ละทิ้ง งานระหว่างดาเนินการ


248

แนวทางปฏิบัติ 2.1 นักวิจยั ต้องตระหนักถึงพันธกรณี ในการทาวิจยั 1) นักวิจยั ต้องศึกษาเงื่อนไข และกฎเกณฑ์ของเจ้าของทุนอย่างละเอียด รอบคอบ เพื่อป้ องกัน ความขัดแย้งที่จะเกิดขึ้นในภายหลัง 2) นักวิจยั ต้องปฏิบตั ิตามเงื่อนไข ระเบียบและกฎเกณฑ์ ตามข้อตกลงอย่าง ครบถ้วน 2.2 นักวิจยั ต้องอุทิศเวลาทางานวิจยั 1) นักวิจยั ต้องทุ่มเทความรู ้ ความสามารถและเวลาให้กบั การทางานวิจยั เพื่อให้ได้มาซึ่ง ผลงานวิจยั ที่มีคุณภาพและเป็ นประโยชน์ 2.3 นักวิจยั ต้องมีความรับผิดชอบในการทาวิจยั 1) นักวิจยั ต้องมีความรับผิดชอบ ไม่ละทิง้ งานโดยไม่มีเหตุผลอันควร และส่ ง งานตามกาหนดเวลา ไม่ทาผิดสัญญาข้อตกลงจนก่อให้เกิดความเสี ยหาย 2) นักวิจยั ต้องมีความรับผิดชอบในการจัดทารายงานการวิจยั ฉบับสมบูรณ์ เพื่อให้ผลอันเกิดจาก การวิจยั ได้ถูกนาไปใช้ประโยชน์ต่อไป ข้อ 3 นักวิจัยต้ องมีพนื้ ฐานความรู้ ในสาขาวิชาการทีท่ าวิจัย นักวิจยั ต้องมีพ้นื ฐานความรู ้ในสาขาวิชาการที่ทาวิจยั อย่างเพียงพอและมีความรู ้ความ ชานาญหรื อ มีประสบการณ์ เกี่ยวเนื่องกับเรื่ องที่ทาวิจยั เพื่อนาไปสู่ งานวิจยั ที่มีคุณภาพ และเพื่อป้ อง กันปั ญหาการ วิเคราะห์ การตีความ หรื อการสรุ ปที่ผดิ พลาด อันอาจก่อให้เกิดความเสี ยหายต่องานวิจยั แนวทางปฏิบัติ 3.1 นักวิจยั ต้องมีพ้นื ฐานความรู ้ ความชานาญหรื อประสบการณ์เกี่ยวกับเรื่ องที่ทาวิจยั อย่างเพียงพอเพื่อ นาไปสู่ งานวิจยั ที่มีคุณภาพ 3.2 นักวิจยั ต้องรักษามาตรฐานและคุณภาพของงานวิจยั ในสาขาวิชาการนั้นๆ เพื่อ ป้ องกันความเสี ยหายต่อวงการวิชาการ ข้ อ 4 นักวิจัยต้ องมีความรับผิดชอบต่ อสิ่ งทีศ่ ึกษาวิจัย ไม่ ว่าเป็ นสิ่ งทีม่ ีชีวติ หรือไม่ มีชีวติ นักวิจยั ต้องดาเนินการด้วยความรอบคอบระมัดระวัง และเที่ยงตรงในการทาวิจยั ที่ เกี่ยวข้องกับคน สัตว์ พืช ศิลปวัฒนธรรม ทรัพยากร และสิ่ งแวดล้อม มีจิตสานึกและปณิ ธานที่จะ อนุรักษ์ ศิลปวัฒนธรรม ทรัพยากรและสิ่ งแวดล้อม แนวทางปฏิบัติ 4.1 การใช้คนหรื อสัตว์เป็ นตัวอย่างทดลอง ต้องทาในกรณี ที่ไม่มีทางเลือกอื่นเท่านั้น


249

4.2 นักวิจยั ต้องดาเนินการวิจยั โดยมีจิตสานึกที่จะไม่ก่อความเสี ยหายต่อคน สัตว์ พืช ศิลปวัฒนธรรม ทรัพยากร และสิ่ งแวดล้อม 4.3 นักวิจยั ต้องมีความรับผิดชอบต่อผลที่จะเกิดแก่ตนเอง กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ใน การศึกษาและสังคม ข้ อ 5 นักวิจัยต้ องเคารพศักดิศรี และสิ ทธิของมนุษย์ ทใี่ ช้ เป็ นตัวอย่างในการวิจัย นักวิจยั ต้องไม่คานึงถึงผลประโยชน์ทางวิชาการจนละเลย และขาดความเคารพใน ศักดิศรี ของเพื่อนมนุษย์ตอ้ งถือเป็ นภาระหน้าที่ที่จะอธิ บายจุดมุ่งหมายของการวิจยั แก่บุคคลที่เป็ นกลุ่ม ตัวอย่าง โดยไม่ หลอกลวงหรื อบีบบังคับ และไม่ละเมิดสิ ทธิ ส่วนบุคคล แนวทางปฏิบัติ 5.1 นักวิจยั ต้องมีความเคารพในสิ ทธิของมนุษย์ที่ใช้ในการทดลองโดยต้องได้รับความ ยินยอมก่อนทาการวิจยั 5.2 นักวิจยั ต้องปฏิบตั ิต่อมนุษย์และสัตว์ที่ใช���ในการทดลองด้วยความเมตตา ไม่ คานึงถึงแต่ผลประโยชน์ทาง วิชาการจนเกิดความเสี ยหายที่อาจก่อให้เกิ ดความขัดแย้ง 5.3 นักวิจยั ต้องดูแลปกป้ องสิ ทธิ ประโยชน์และรักษาความลับของกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ใน การทดลอง ข้ อ 6 นักวิจัยต้ องมีอสิ ระทางความคิด โดยปราศจากอคติในทุกขั้นตอนของการทาวิจัย นักวิจยั ต้องมีอิสระทางความคิด ต้องตระหนักว่า อคติส่วนตนหรื อความลาเอียงทาง วิชาการ อาจ ส่ งผลให้มีการบิดเบือนข้อมูลและข้อค้นพบทางวิชาการ อันเป็ นเหตุให้เกิดผลเสี ยหายต่อ งานวิจยั แนวทางปฏิบัติ 6.1 นักวิจยั ต้องมีอิสระทางความคิด ไม่ทางานวิจยั ด้วยความเกรงใจ 6.2 นักวิจยั ต้องปฏิบตั ิงานวิจยั โดยใช้หลักวิชาการเป็ นเกณฑ์และไม่มีอคติมาเกี่ยวข้อง 6.3 นักวิจยั ต้องเสนอผลงานวิจยั ตามความเป็ นจริ ง ไม่จงใจเบี่ยงเบนผลการวิจยั โดย หวังผลประโยชน์ส่วน ตน หรื อต้องการสร้างความเสี ยหายแก่ผอู ้ ื่น 7. ผู้วจิ ัยนักวิจัยพึงนาผลงานวิจัยไปใช้ ประโยชน์ ในทางทีช่ อบ นักวิจยั พึงเผยแพร่ ผลงานวิจยั เพื่อประโยชน์ทางวิชาการและสังคมไม่ขยายผลข้อ ค้นพบจนเกิดความ เป็ นจริ ง และไม่ใช้ผลงานวิจยั ไปในทางมิชอบ แนวทางปฏิบัติ 7.1 นักวิจยั พึงมีความรับผิดชอบและรอบคอบในการเผยแพร่ ผลงานวิจยั


250

7.2 นักวิจยั พึงเผยแพร่ ผลงานวิจยั โดยคานึงถึงประโยชน์ทางวิชาการ และสังคม ไม่ เผยแพร่ ผลงานวิจยั เกิน ความเป็ นจริ งโดยเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนเป็ นที่ต้ งั 7.3 นักวิจยั พึงเสนอผลงานวิจยั ตามความเป็ นจริ งไม่ขยายผลข้อค้นพบโดยปราศจาก การตรวจสอบ ยืนยัน ในทางวิชาการ ข้ อ 8 นักวิจัยพึงเคารพความคิดเห็นทางวิชาการของผู้อนื่ นักวิจยั พึงมีใจกว้าง พร้อมที่จะเปิ ดเผยข้อมูลและขั้นตอนการวิจยั ยอมรับฟังความ คิดเห็นและ เหตุผลทางวิชาการของผูอ้ ื่น และพร้อมที่จะปรับปรุ งแก้ไขงานวิจยั ของตนให้ถูกต้อง แนวทางปฏิบัติ 8.1 นักวิจยั พึงมีมนุษยสัมพันธ์ที่ดี ยินดีแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และสร้างความเข้าใจ ในงานวิจยั กับเพื่อน ร่ วมงานและนักวิชาการอื่นๆ 8.2 นักวิจยั พึงยอมรับฟัง แก้ไขการทาวิจยั และการเสนอผลงานวิจยั ตามข้อแนะนาที่ดี เพื่อสร้างความรู้ที่ ถูกต้องและสามารถนาผลงานวิจยั ไปใช้ประโยชน์ได้ ข้ อ 9 นักวิจัยพึงมีความรับผิดชอบต่ อสั งคมทุกระดับ นักวิจยั มีจิตสานึกที่จะอุทิศกาลังสติปัญญาในการทาวิจยั เพื่อความก้าวหน้าทาง วิชาการ เพื่อความ เจริ ญและประโยชน์สุขของสังคมและมวลมนุษยชาติ แนวทางปฏิบัติ 9.1 นักวิจยั พึงไตร่ ตรองหาหัวข้อการวิจยั ด้วยความรอบคอบและทาการวิจยั ด้วย จิตสานึกที่จะอุทิศกาลัง ปั ญญาของตนเพื่อความก้าวหน้าทางวิชาการ เพื่อความเจริ ญของสถาบันและ ประโยชน์สุขต่อสังคม 9.2 นักวิจยั พึงรับผิดชอบในการสร้างสรรค์ผลงานวิชาการเพื่อความเจริ ญของสังคม ไม่ทาการวิจยั ที่ขดั กับ กฎหมาย ความสงบเรี ยบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน 9.3 นักวิจยั พึงพัฒนาบทบาทของตนให้เกิดประโยชน์ยงิ่ ขึ้นและอุทิศเวลา น้ าใจ กระทา การส่ งเสริ มพัฒนา ความรู้ จิตใจ พฤติกรรมของนักวิจยั รุ่ นใหม่ให้มีส่วนสร้างสรรค์ความรู ้แก่สังคม สืบไป

12.4 การปกป้องผู้เกีย่ วข้ องและการรักษาข้ อมูลเป็ นความลับ วรัญญา ภัทรสุ ข (2552 : 241-242) ได้นาเสนอว่า แม้หลายประเทศจะพยายามสร้าง จิตสานึกด้านจริ ยธรรมในการวิจยั แก่นกั วิจยั แต่การให้ความสาคัญกับเรื่ องของจริ ยธรรมในการทาวิจยั ในแต่ละประเทศ อาจจะมีความแตกต่างกันไป แล้วแต่วา่ ประเทศนั้น ๆ จะเน้นด้านใดด้านหนึ่ง โดยเฉพาะหรื อไม่ จากหลักเกณฑ์ 9 ประการเกี่ยวกับจรรยาบรรณของนักวิจยั ที่ คณะกรรมการบริ หาร


251

สภาวิจยั แห่งชาติ ได้เสนอไว้ เป็ นการให้ความสาคัญกับการปฏิบตั ิของนักวิจยั แต่ยงั มิได้พิจารณาถึง ความเสี ยหายของผูเ้ กี่ยวข้อง ซึ่ งอาจได้รับจากการทาวิจยั ใด ๆ ในการนี้ การสร้างความมัน่ ใจให้กบั ผูใ้ ห้ ข้อมูลในการรักษาข้อมูลเป็ นความลับ ผูว้ จิ ยั ที่ดีหรื อผูว้ จิ ยั ที่มีคุณธรรม นอกจากพยายามใช้ค วามรู้ ความสามารถที่มีอย่างเต็มที่ เพื่อผลิตผลงานที่ดีออกสู่ สาธารณชนแล้ว ยังต้องคานึงถึงความเสี ยหายหรื อ อันตรายที่ผอู ้ ื่นจะได้รับด้วย ซึ่ งอันตรายเหล่านั้นเป็ นได้ท้ งั กายภาพหรื อด้านจิตวิทยา ดังนั้น หาก งานวิจยั ใดๆ มีแนวโน้มที่จะก่อให้เกิดสิ่ งต่าง ๆ ข้างต้น ก็ไม่ควรได้รับการส่ งเสริ มหรื อสนับสนุนให้ทา วิธีการหลีกเลี่ยงปัญหาดังกล่าวอาจทาได้โดยการขอคายินยอม (consent) จากผูเ้ กี่ยวข้องเสี ยก่อน ซึ่ ง ในทางปฏิบตั ิจะมีลกั ษณะเป็ นแบบฟอร์ มเรี ยกว่า “หนังสื อยินยอม(consent from)” ให้ผเู ้ กี่ยวข้องลงนาม ไว้เป็ นหลักฐานตามตัวอย่างที่ แสดงไว้ในตัวอย่างต่อไปนี้


252

ตัวอย่ างหนังสือยินยอมการสารวจองค์ กร ชื่อโครงการ: ..................................................................................................... ชื่อหัวหน้ าวิจยั /ผู้วจิ ยั : ..................................................................................................... ด้วยปรากฏว่า .............(ระบุชื่อผูท้ าวิจยั )..............ผูท้ าวิจยั เรื่ อง......(ชื่อหัวข้อและพิมพ์ตวั เข้ม)...........ได้ อธิบายวัตถุประสงค์ของการวิจยั นี้อย่างแจ้งชัดให้ขา้ พเจ้า และดังเอกสารแนบ ..........(แนบร่ างข้อเสนอ โครงการ)..........ข้าพเจ้า....(ระบุชื่อผูล้ งนาม)...ในฐานะผูแ้ ทนและผูม้ ีอานาจ จึงแสดงเจตนาที่จะอนุญาตให้ผวู ้ จิ ยั เข้าถึง แหล่งข้อมูลภายใน หรื อสัมภาษณ์บุคลากร ณ...........(ระบุชื่อกิจการ)..........  ข้าพเจ้าเข้าใจวัตถุประสงค์และวิธีวจิ ยั ของโครงการนี้และเข้าใจความเกี่ยวข้องของข้าพเจ้าที่มีกบั โครงการ นี้แล้ว  ข้าพเจ้าเข้าใจว่าข้าพเจ้ามีสิทธิขอยุติการยินยอมนี้และการใดที่เกี่ยวข้องกับโครงการวิจยั เมื่อใดก็ได้ระหว่าง การทาวิจยั โดยข้าพเจ้าจะทาหนังสื อแจ้งขอยุติการยินยอมกับผูว้ จิ ยั อย่างเป็ นทางการถึงหัวหน้าหน่วยงาน ต้นสังกัดของผูท้ าวิจยั  ข้าพเจ้าเข้าใจว่าข้อมูลที่ได้รับจากการศึกษานี้จะได้รับการตีพิมพ์สู่สาธารณะเพื่อวัตถุประสงค์ทาง การศึกษาเท่านั้น  ข้าพเจ้าเข้าใจว่าระหว่างการเก็บข้อมูลอาจมีการสัมภาษณ์ซ่ ึงจะมีการบันทึกเทป ชื่อผูแ้ ทนหรื อผูม้ ีอานาจ ............................................................. (………………………………………) ตาแหน่ง …………………………………….. วันที่ลงนาม ..................................... (ประทับตราองค์ กร) หนังสือยินยอมนีจ้ ะใช้ ได้ เมือ่ ปรากฏลายมือชื่อผู้มอี านาจและตราประทับขององค์ กรเท่ านั้น ข้าพเจ้า........(ระบุชื่อผูท้ าวิจยั )...........ได้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับโครงการนี้กบั ผูล้ งนามยินยอมข้างต้นและเชื่อ ว่าบุคคลดังกล่าวเข้าใจความเกี่ยวข้องที่ตนมีกบั โครงการนี้

ลายมือชื่อหัวหน้าวิจยั /ผูว้ จิ ยั .............................................. (………………………………………)

วันที่ลงนาม......................................


253

Sample of Organization-Survey Consent Form Project Title:.................................................................................... Researcher’s name : .................................................................................... As the purposes of conducting an academic study entitled ……(name of Project in bold font)……. has been clarified by the researcher, ……(name of researcher)………… , and in attached information sheet (Please attach the project proposal along with this form), I, ……….(name of participant or the authorized person)……., strongly support the researcher by permitting (him (or her)) to conduct interviews and gain access to internal data at .....(name of organization)...  I understand the purpose of the research project and my involvement in it;  I understand that I may close my consent or withdraw from the project at any stage of this research;  I understand that information gained during the study may be published for the academic purpose only;  I understand that during data collecting process, the interviews may be audio-taped / videotaped. Name of Authorized Person………………………………………..……………….. (…………………���…………………) Position Title ……………………………… Date ……………………………… (organization seal) This consent form will not be valid without the authorized signature and organization seal. I have provided information about the research to the participant and believe that he/she understands what is involved. Researcher’s signature…………………………… Date…………………………………………….. (………………………………………)


254

12.5 สรุ ป จรรยาบรรณในการวิจยั เป็ นแนวทางสาคัญในการประพฤติปฏิบตั ิ ซึ่ง จัดเป็ น องค์ประกอบที่สาคัญของระเบียบวิธีวจิ ยั เนื่องด้วยในกระบวนการค้นคว้าวิจยั นักวิจยั จะต้องเข้าไป เกี่ยวข้องใกล้ชิดกับสิ่ งที่ศึกษา ไม่วา่ จะเป็ นสิ่ งที่มีชีวติ หรื อไม่มีชีวติ การวิจยั จึงอาจส่ งผลกระทบในทาง ลบต่อสิ่ งที่ศึกษาได้ หากผูว้ จิ ยั ขาดความรอบคอบระมัดระวังในแนวทางปฏิบตั ิที่เหมาะสม ซึ่ งอาจก่อ ความเสี ยหายให้กบั สิ่ งที่นกั วิจยั ศึกษาได้


255

แบบฝึ กหัดท้ายบท ให้นกั ศึกษาฝึ กทาแบบฝึ กหัดท้ายบท เป็ นอัตนัย จานวน 3 ข้อ ดังต่อไปนี้ ข้อ 1 จงให้ความหมายของคาว่า “นักวิจยั ” และนักวิจยั จาเป็ นต้องมีจรรยาบรรณหรื อไม่ อย่างไร ข้อ 2 จรรยาบรรณสาหรับนักวิจยั มีความสาคัญอย่างไร จงอธิ บาย ข้อ 3 จงอธิบายแนวทางปฏิบตั ิตามหลักจรรยาบรรณของนักวิจยั ซึ่งสานักงานคณะกรรมการวิจยั แห่งชาติ ได้ประกาศให้มี "จรรยาบรรณนักวิจยั "ขึ้น เพื่อเป็ นหลักเกณฑ์ในการประพฤติของ นักวิจยั ทัว่ ไป มาพอสังเขป


บทที่ 12