Page 1

บทที่ 10 การตีความผล การสรุ ปผล การอภิปรายผล และข้ อเสนอแนะ 10.1 การตีความผลการวิเคราะห์ ข้อมูล เมื่อผูว้ จิ ยั ได้ทาการวิเคราะห์ขอ้ มูลด้วยวิธีการทางสถิติต่าง ๆ แล้ว ขั้นตอนต่อไปก็ตอ้ ง ทาการตีความผล การสรุ ปผล การอภิปรายผล และการให้ขอ้ เสนอแนะการวิจยั ในบทนี้จะ ทาการศึกษา ถึงการตีความผลหรื อการแปลความหมายผลการวิเคราะห์ขอ้ มูลก่อน แล้วต่อด้วยการสรุ ปผล การอภิปรายผล และการให้ขอ้ เสนอแนะการวิจยั ตามลาดับ เมื่อได้ทาการวิเคราะห์ขอ้ มูลจนได้ผลการวิจยั ออกมาเรี ยบร้อยแล้ว ก็ตอ้ งนาผลที่ได้ จากการวิเคราะห์ขอ้ มูลมาแปลความและตีควา มเพื่อตอบปัญหาการวิจยั โดยอธิบายข้อมูลที่ได้จากการ วิเคราะห์เพื่อให้ผสู ้ นใจที่จะอ่านผลงานวิจยั ได้เข้าใจความหมายตรงกันและง่ายขึ้น โดยมีหลักการ ตีความผลการวิจยั ซึ่ งพอสรุ ปได้ ดังนี้ (บุญเลิศ จิตตั้งวัฒนา และคณะ. 2549 : 108 - 111) 1) การตีความผลข้อมูลจากค่าร้ อยละ เป็ นการตีความหรื อแปลผลอธิบายข้อมูลที่เป็ น ตัวเลขให้เป็ นภาษาเขียน เพื่อให้งานวิจยั ได้เข้าใจง่ายขึ้นซึ่ งมีหลักการว่าถ้าหากผลการวิเคราะห์มีขอ้ มูล จานวนมาก ก็ให้แปลผลจากค่าสู งสุ ด ค่ารองลงมา และค่าต่าสุ ด แต่ถา้ มีขอ้ มูลเพียง 3 – 4 หัวข้อ ก็ให้ แปลทั้งหมดพร้อมทั้งอธิ บายว่าทาไมผลถึงเป็ นเช่นนี้ 2) การตีความผลข้อมูลจากค่าตัวกลาง ( X ) และค่าส่ วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) เป็ น การนาค่า X และ S.D. มาตีความอธิบายผลเป็ นภาษ าเขียน โดยอธิ บายค่าเฉลี่ยควบคุมกับค่าเบี่ยงเบน มาตรฐาน ถ้า หากค่า S.D. มีค่า มากกว่า 1 จะต้องอธิ บายว่ามีการกระจายของข้อมูลมาก แต่ถา้ ค่า S.D. เข้าใกล้ศูนย์หรื อเท่ากับศูนย์ก็อธิ บายว่ามีการกระจายของข้อมูลน้อยหรื อมีความเห็นใกล้เคียงกันหรื อ เหมือนกัน (บุญเลิศ จิตตั้งวัฒนา และคณะ. 2549 : 108) 3) การตีความข้อมูลจาก t –Test เป็ นการทดสอบเพื่อเปรี ยบเทียบค่าเฉลี่ยของข้อมูล 2 กลุ่มว่ามีค่าแตกต่างกันหรื อไม่ โดยมีหลักการเปรี ยบเทียบไว้วา่ ถ้าผลการวิเคราะห์มีค่ามากกว่าค่าที่อยู่ ในตารางการแจกแจง t (ค่านัยสาคัญทางสถิติ ณ ระดับความเชื่อมัน่ ที่กาหนด ) แสดงให้เห็นว่าค่าเฉลี่ย ทั้งสองมีความแตกต่างกันอย่างมีนยั สาคัญทางสถิติ ซึ่ งทางสถิติเชื่อว่ามีความแตกต่างกันจริ ง แต่ถา้ ผล การวิเคราะห์มีค่าน้อยกว่าค่าที่อยูใ่ นตารางแสดงว่าค่า เฉลี่ยทั้งสองไม่มีความแตกต่างกันจริ ง แม้วา่ ตัวเลขที่ปรากฏจะแตกต่างกันก็ตาม ดังนั้น การตีความจากผลการทดสอบ t –Test จึงต้องใช้ความ ละเอียดยิง่ ขึ้นเพื่อมิให้เกิดกรณี ผดิ พลาด โดยการปฏิเสธสมมติฐานที่ถูกหรื อยอมรับสมมติฐานที่ผดิ 4) การตีความข้อมูลจากค่า ANOVA เป็ นการทดสอบเพื่อเปรี ยบเทียบค่าความผันแปร ของกลุ่มตัวอย่างตั้งแต่ 3 กลุ่มขึ้นไป โดยใช้ผลการวิเคราะห์ (ค่า F) ไปเปรี ยบเทียบกับค่า F จากตาราง


199

แจกแจง F df = (n-1) ซึ่ งการตีความผลว่ามีความผันแปรแตกต่างกันหรื อไม่น้ นั สามารถพิจารณา เปรี ยบเทียบว่า ถ้าผลการวิเคราะห์ค่า F มีค่ามากกว่าค่า F จากตารางแสดงว่าค่าความผันแปรมีความ แตกต่างกันอย่างมีนยั สาคัญทางสถิติ แต่เนื่องจาก ANOVA เป็ นการทดสอบค่าความผันแปรตั้งแต่ 3 กลุ่มขึ้นไปจึงต้องใช้หลักตีความผลใน 2 กรณี ดังต่อไปนี้คือ (1) กรณี ผลการวิเคราะห์ค่า F ปรากฏว่ามีค่าน้อยกว่าค่า F จากตารางก็จะยอมรับ HO โดยสรุ ปว่าความผันแปรหรื อการกระจายของความคิดเห็นไม่แตกต่างกันอย่างมีนบั สาคัญทางสถิติ ซึ่ ง แสดงให้เห็นว่าความคิดเห็นของประชาชนตัวอย่างคล้ายคลึงหรื อใกล้เคียงกันมาก (2) กรณี ที่ผลการวิเคราะห์ค่า F ปรากฏว่ามีค่ามากกว่าค่า F จากตาราง ก็จะปฏิเสธ H0 โดยสรุ ปว่าความผันแปรหรื อการกระจายของความคิดเห็นมีความแตกต่างกันอย่างมีนยั สาคัญทาง สถิติ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าความคิดเห็นของประชากรอย่างมีความแตกต่างกันมากหรื อไม่เหมือนกันเลย 5) การตีความสรุ ปข้อเสนอแนะจากคาถามปลายเปิ ด เป็ นการนาข้อความที่ผตู้ อบ แบบสอบถามได้แสดงความคิดเห็นและเสนอแนะไว้มาจัดเรี ยงตามความถี่จากมากไปหาน้อย โดยนา ข้อเสนอแนะที่เหมือนกันมาขีด (Tally) และประมวลเข้าด้วยกัน 10.2 การสรุ ปผลของข้ อมูล การสรุ ปผลของข้อมูล เป็ นการทาเพื่อหาข้อความรู้และข้อความจริ งจากตัวเลขหรื อ ข้อมูลเชิงคุณภาพ ตลอดจนกระบวนการทางสถิติที่ได้ โดยมีหลักในการแปลผลและการสรุ ปผลข้อมูล คือ จะต้องแปลผลและสรุ ปผลให้อยูภ่ ายในขอบเขตของข้อมูล และจุดมุ่งหมายของการวิจยั เป็ นหลัก ไม่ ควรจะแปลผลหรื อให้ขอ้ สรุ ปที่บิดเบือนไปจากข้อเท็จจริ ง หรื อใช้อคติส่วนตัวเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย ดังนั้น การสรุ ปผลต้องขึ้นอยูก่ บั ข้อมูลที่ได้เป็ นสาคัญ (1) การสรุ ปต้องสอดคล้องกับข้อเท็จจริ ง หลักการต่างๆ ของธรรมชาติ (2) การสรุ ปต้องจากัดภายในขอบเขตของปั ญหา และความรู้ที่ได้รับจริ ง ๆ ไม่กล่าว อ้างถึงเหตุอื่นๆ ซึ่ งไม่ใช่ผลการวิจยั (3) การลงสรุ ปนั้นเป็ นการกล่าวแต่เพียงสั้นๆ รัดกุมตามปัญหาการวิจยั (4) การสรุ ปผลต้องเป็ นคาตอบที่เกี่ยวข้องและสัมพันธ์กบั ปั ญหาวิจยั (5) การสรุ ปผลเป็ น เรื่ องของการค้นพบข้อเท็จจริ ง ไม่รวมทัศนคติ หรื อความคิดเห็น ส่ วนตัวเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย (6) การสรุ ปผลข้อมูลควรเป็ นผลเนื่องมาจากการคิดไตร่ ตรองอย่างรอบคอบจากข้อมูล และข้อเท็จจริ งที่ได้


200

10.3 การอภิปรายผล การอภิปรายผลเป็ นขั้นตอนที่ผวู ้ จิ ยั จะทาภายหลังจากการสรุ ป ผลการวิจยั หรื อข้อ ค้นพบของการวิจยั ของตนแล้ว โดยการนาหลักเหตุผล ทฤษฎี กฎเกณฑ์ต่างๆ ตลอดจนผลการวิจยั ของ ผูอ้ ื่นมาวิพากษ์วจิ ารณ์ผลการวิจยั ของตน ซึ่ งอาจกระทาได้ดงั นี้ (1) ศึกษาทฤษฎี กฎเกณฑ์ หลักเหตุผลต่างๆ ตลอดจนผลการวิจยั ของผูอ้ ื่นเพื่อ นามาเป็ นแนวทางในการอภิปรายผล ซึ่ งส่ วนหนึ่งผูว้ จิ ยั อาจจะศึกษามาแล้ว ในขั้นตอนการศึกษา เอกสารและการวิจยั ที่เกี่ยวข้อง (2) การอภิปรายผลการวิจยั เมื่อเปรี ยบเทียบกับวัตถุประสงค์ของการวิจยั ว่ามีความ สอดคล้องกันหรื อไม่ ถ้าสอดคล้องก็อภิปรายว่ามีความสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ที่ต้ งั ไว้ท้ งั หมด และ ถ้าผลการวิจยั ไม่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ ก็ให้อภิปรายถึงสาเหตุ และเงื่อนไขที่ทาให้ไม่เป็ นไปตาม วัตถุประสงค์ท้ งั หมดหรื อบางข้อ และอภิปรายเงื่อนไขใหม่ที่จะนาไปสู่ ความสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ ทั้งหมด (3) พิจารณาผลการวิจยั ยอมรับหรื อปฏิเสธสมมติฐาน และสอดคล้องกับผลการวิจยั ของผูใ้ ดบ้าง (4) พิจารณาขอบเขตและข้อจากัดของการวิจยั เพื่อให้การอภิปรายผลอยูใ่ นขอบเขต ของการวิจยั (5) วิพากษ์วจิ ารณ์หรื อให้เหตุผลที่ผลการวิจยั นั้น ยอมรับหรื อปฏิเสธสมมติฐาน ที่ต้ งั ไว้ตลอดจนเหตุผลที่ผลการวิจยั สอดคล้องหรื อขัดแย้งกับผลการวิจยั ของผูอ้ ื่ น โดยใช้ทฤษฎีเหตุผล และผลการวิจยั ของผูอ้ ื่นมาเป็ นแนวทางในการอภิปรายในกรณี ผลการวิจยั สอดคล้องกับสมมติฐานมา เป็ นแนวทางในการอภิปรายได้เลย (6) สิ่ งที่ได้คน้ พบ เป็ นการอภิปรายถึงสิ่ งที่ได้คน้ พบใหม่นอกเหนือจาก วัตถุประสงค์ที่กาหนดไว้ และเป็ นประโยชน์ต่อการวิจยั ซึ่ งจะนาไปสู่ การเสนอเป็ นข้อเสนอแนะได้ 10.4 ข้ อเสนอแนะจากการวิจัย การให้ขอ้ เสนอแนะ ซึ่งเป็ นขั้นตอนสุ ดท้ายที่ผวู ้ จิ ยั จะกระทาในกระบวนการวิจยั แต่ละ เรื่ องโดยผูว้ จิ ยั จะชี้แนะแนวทางการนาผลการวิจยั ไปใช้ประโยชน์ และแนวทางในการวิจยั ต่อไป โดยทัว่ ไป การให้ขอ้ เสนอแนะของการวิจยั จะประกอบด้วยส่ วนต่างๆ ดังนี้ 1) จุดอ่อน ข้อบกพร่ อง หรื อข้อจากัดของการวิจยั หรื อทั้งข้อเสนอแนะในการ แก้ปัญหาเพื่อให้ผอู ้ ่านได้พิจารณาประกอบการตัดสิ นใจว่า จะเชื่อผลการวิจยั นั้นได้เพียงใด และยังเป็ น ข้อเตือนในแก่ผทู ้ ี่จะทาการวิจยั ในเรื่ องทานองเดียวกัน ในกรณี ที่ทาการวิจยั ที่ไม่มีจุดอ่อนหรื อ ข้อบกพร่ องใด ๆ ก็จะไม่มีส่วนนี้


201

2) แนวทางในการนาผลการวิจยั ไปใช้ กล่าวคือ ผลการวิจยั ควรจะนาไปใช้ประโยชน์ กับใคร ในเรื่ องใด และมีแนวทางในการใช้อย่างไร โดยเขียนอธิบายเป็ นข้อ ๆ ตามผลการศึกษา 3) แนวทางในการทาวิจยั ต่อไป กล่าวคือ จากปัญหาที่ผวู้ จิ ยั ได้ทาแล้ว สามารถทาการ วิจยั เรื่ องใดต่อไปได้อีก ซึ่ งเรื่ องที่จะเสนอควรเป็ นเรื่ องใหม่ที่น่าสนใจ และสามารถปฏิบตั ิตามได้จริ งๆ

10.5 สรุ ป การแปลผลข้อมูลก็เพื่อการหาข้อสรุ ปของข้อมูล เพื่อข้อความรู้และข้อความจริ งจาก ตัวเลข และกระบวนการทางสถิติที่ได้ โดยมีหลักในการแปลผลและการสรุ ปผลข้อมูล คือจะต้องแปล ผลอยูภ่ ายในขอบเขตของข้อมูล และจุดมุ่งหมายของการวิจยั เป็ นหลัก ไม่ควรจะแปลผลหรื อให้ขอ้ สรุ ป ที่บิดเบือนไปจากข้อเท็จจริ ง หรื อใช้อคติส่วนตัวเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย และสาหรับการอภิปรายผล เป็ น ขั้นตอนที่ผวู้ จิ ยั ของนาหลักการ ทฤษฎี กฎเกณฑ์ ตลอดจนผลการวิจยั มาเป็ นแนวทางในการอภิปรายผล ส่ วนการเสนอข้อเสนอแนะเป็ นการชี้แนวทางการนาผลการวิจยั ไปใช้ และเสนอปั ญหาการวิจยั ว่า ควร จะทาเรื่ องใดต่อไป


202

แบบฝึ กหัดท้ายบท ให้นกั ศึกษาฝึ กทาแบบฝึ กหัดท้ายบท เป็ นอัตนัย จานวน 3 ข้อ ดังต่อไปนี้ ข้อ 1 จงอธิบายหลักการตีความผลการวิจยั มาพอสังเขป ข้อ 2 จงอธิบายการสรุ ปผลซึ่งต้องขึ้นอยูก่ บั ข้อมูลที่ได้เป็ นสาคัญ ข้อ 3 จงอธิ บายการอภิปรายผล และข้อเนอแนะจากการวิจยั ที่จะเป็ นประโยชน์ให้ผอู ้ ่าน หน่วยงาน และหรื อองค์การสามารถนาไปใช้ในการปฏิบตั ิได้จริ ง

บทที่ 10 doc 01  
Read more
Read more
Similar to
Popular now
Just for you