Page 1

1


ข้อมูลทางบรรณานุกรม เนีย่ อูเ้ ซ็ง เขียน, น.นพรัตน์ แปล. รอยแหน เงาจอมยุทธ์ เล่ม 1. -- กรุงเทพฯ : เทียนตี,้ 2561. 1.นวนิยาย จีนแปล. I.ชือ่ เรือ่ ง. ISBN : 978-616-356-155-8 ชือ่ หนังสือ : รอยแหน เงาจอมยุทธ์ เล่ม 1 ผูเ้ ขียน : เนีย่ อูเ้ ซ็ง ผูแ้ ปล : น.นพรัตน์ พิมพ์ครั้งที่หนึ่ง : กุมภาพันธ์ 2561 จ�ำนวน : 368 หน้า ราคา : 260 บาท

ลิขสิทธิ์ฉบับภาษาไทยเป็นของ ส�ำนักพิมพ์เทียนตี้ ภายใต้การดูแลและจัดพิมพ์ โดย บริษัท มีดี คอนเทนส์ จ�ำกัด อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ห้ามลอกเลียนแบบ ส่วนใดส่วนหนึ่งของหนังสือเล่มนี้ รวมทั้งการจัดเก็บ ถ่ายทอด ไม่ว่ารูปแบบ หรือวิธีการใดๆ ในกระบวนการอิเล็กทรอนิกส์ การบันทึก การถ่ายภาพ หรือวิธีการใด โดยไม่ได้รับอนุญาต ยกเว้นเพื่อการประชาสัมพันธ์หนังสือเท่านั้น

2


ค�ำน�ำส�ำนักพิมพ์

“รอยแหน เงาจอมยุทธ์” เป็นผลงานเรื่องแรกของส�ำนักพิมพ์ เทียนตี้ เขียนโดยเนี่ยอู้เซ็ง ถอดความโดย น.นพรัตน์ ในวงการนวนิยายจีนก�ำลังภายใน เนี่ยอู้เซ็งถือเป็นอีกหนึ่งสุดยอด บนเส้นทางบรรณพิภพ ผลงานเรื่องรอยแหน เงาจอมยุทธ์ นี้ก็เป็นผลงาน เรื่องเอกในชีวิตการประพันธ์ของเนี่ยอู้เซ็ง เรื่องราวใช้ฉากหลังสมัยต้นราชวงศ์เหม็ง (หมิง) เขียนถึงเรื่องราว บุญคุณ ความแค้นของคนยุคก่อน สืบทอดต่อมายังอีกรุ่นหนึ่ง เนื้อเรื่อง สมจริ ง ทั้ ง ลั ก ษณะตั ว ละคร การด� ำ เนิ น เรื่ อ ง และบทบู ๊ ซึ่ ง ล้ ว นแต่ เ ป็ น เอกลักษณ์ของนักเขียนท่านนี้ ขอให้ทุกท่านมีความสุขกับการอ่าน ส�ำนักพิมพ์เทียนตี้

3


ค�ำนิยม ในยุทธจักรนวนิยายก�ำลังภายในนั้น เนี่ยอู้เซ็ง กิมย้ง และโก้ว เล้งเป็นผู้ทรงเกียรติภูมิโดดเด่นเหนือคนอื่น อาจตั้งฉายานามตาม ส�ำนวนก�ำลังภายในได้ว่า “บู๊ลิ้มซาเจ๊าะ-สามสุดยอดแห่งบู๊ลิ้ม” แต่ละคนต่างโดดเด่นเป็นยอดกันคนละทาง สร้างคุณูปการยิ่งใหญ่ ยกระดับนวนิยายก�ำลังภายในให้เป็นทีย่ อมรับของวงวรรณกรรม ทัง้ ของจีนและสากล ท�ำให้นวนิยายที่เคยถูกมองว่าไร้ค่าประเภทนี้เข้าสู่ แดน “วรรณคดี” ได้อย่างเต็มภาคภูมิ มีผู้เปรียบว่าสามนักประพันธ์ เอกนี้คือ ขาสามเส้าของกระถางธูปโบราณของจีน จะขาดขาใดขา หนึ่งมิได้ ทั้งสามท่านนี้มีวิทยายุทธ์สุดยอดในเชิงการประพันธ์กันคนละทาง เป็นยอดเขาโดดเด่นกันคนละลักษณะ เนี่ยอู้เซ็งเป็นยอดเขาสูงยอดแรกที่ ผุดพุ่งขึ้นมาอย่างชวนชม ด้วยนวนิยายก�ำลังภายในที่มีศิลปะการประพันธ์ แยบยลอย่างนวนิยาย ท�ำให้สมจริง ชวนอ่าน และอุดมด้วยคุณค่าทาง วรรณศิลป์ กิมย้งเป็นยอดเขาสูงสุดที่ผุดตามเนี่ยอู้เซ็งมา เป็นยอดเขาสูง ใหญ่โอฬารพันลึก หลากล�้ำ ไร้เทียมทาน จนนักแต่งนวนิยายก�ำลังภายใน ด้วยกันยกให้เป็น “บู๊ลิ้มจือจุน-ประมุขยุทธจักร” (ของนวนิยายก�ำลัง ภายใน) แม้กมิ ย้งจะสูงสุดยอดเช่นนี้ โก้วเล้งก็ยงิ่ แหวกแนวสร้างเอกลักษณ์ โดดเด่นของตนได้ มีผู้เปรียบว่า กิมย้งเป็นยอดเขาสูงสุด แต่โก้วเล้งสร้าง ยอดเฉียงชิงชัย เป็นยอดของรสเข้มข้น เปี่ยมอารมณ์ ในขณะที่กิมย้งเป็น สุดยอดของความวิจิตรพิสดาร และเนี่ยอู้เซ็งเป็นยอดของความละเมียด จริงใจ

4


ถ้ากิมย้งเป็น “บู๊ลิ้มจือจุน-ประมุขยุทธจักร” เนี่ยอู้เซ็งก็ควรเป็น “บูล๊ มิ้ จือโจ๊ว-บูรพาจารย์แห่งยุทธจักร” เพราะเป็นคนแรกทีพ่ ฒ ั นานวนิยาย ก�ำลังภายในให้เข้ามาตรฐานสากล มีคุณค่าทางวรรณคดี เนีย่ อูเ้ ซ็งแต่งนวนิยายก�ำลังภายในก่อนกิมย้งเล็กน้อย และมีชอื่ เสียง คู่กันตลอดมา แต่เขาเป็นคนถ่อมตัว เคยใช้นามปากกาเขียนวิจารณ์ตัวเอง เทียบกับกิมย้ง แล้วสรุปว่า “เนีย่ อูเ้ ซ็งด้อยกว่ากิมย้ง” เขากล่าวว่า งานของ เขาเป็นเพียง “น�้ำจืด” ที่ไม่มีรสชาติพิเศษอะไร ตามวิสัยปราชญ์ที่แท้ซ่ึงมี แต่ความถ่อมตน ก็น�้ำอะไรเล่าจะ “ชื่นใจ” เท่าน�้ำจืด น�้ำอะไรเล่าจะอมตะ ดื่มได้ไม่รู้จักเบื่อเท่าน�้ำจืด และน�้ำจืดนี่แหละที่ไม่ว่าใครก็ขาดไม่ได้ น�้ำจืดทรงคุณค่าสุดยอดฉันใด นวนิยายก�ำลังภายในของเนี่ยอู้เซ็งก็ วิเศษสุดยอดอยู่ในความเรียบง่ายฉันนั้น นวนิยายของเขาไม่ต้องใช้ความพิลึกพิลั่นราวเทพนิยายอย่างของ กิมย้ง ใช้โครงเรื่องที่เรียบง่ายสมจริง บทบาทตัวละครที่ประทับใจ ให้ความ นึกคิดอันลึกซึง้ ทรงคุณค่า และทีว่ เิ ศษสุดคือ ภาษาทีล่ ะเมียดละไม อุดมด้วย วรรณศิลป์อย่างเรียบรื่นแนบเนียน จนไม่สะดุดเด่น ต้องพินิจอย่างสุขุมจึง จะเห็นความวิเศษดังได้เข้าถึงรสวิเศษของ “น�้ำจืด” ฉะนั้น ส�ำนวนภาษา ของเนี่ยอู้เซ็งเป็นวรรณศิลป์สุดยอดของนวนิยายก�ำลังภายใน แม้กิมย้งก็ ยากจะเทียบได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งร้อยกรองต้นเรื่องหรือแทรกในเรื่องนั้น เยีย่ มยอดเข้าขัน้ กวีนพ ิ นธ์ ไม่มนี กั เขียนนวนิยายก�ำลังภายในคนใดทาบติด แนวเรือ่ งของเนีย่ อูเ้ ซ็งจะใช้ประวัตศิ าสตร์เป็นภูมหิ ลัง แสดงลักษณะ ของจอมยุทธ์ตามอุดมคติของจีนได้สมบูรณ์และสมจริงทีส่ ดุ ในขณะทีก่ มิ ย้ง สร้างตัวละครประเภท “วิญญูชนจอมปลอม” ได้ดีที่สุด และโก้วเล้งสะท้อน บุคลิกและอารมณ์ของจอมยุทธ์เหงาได้ดีที่สุด นักประพันธ์ทั้งสามนี้มีตัว ละครที่เป็นตัวแทนตัวเองอย่างเด่นชัดที่สุดคนละตัว ตัวแทนของเนี่ยอู้เซ็ง คือ เตียตังปังในเรื่อง “รอยแหน เงาจอมยุทธ์” ที่ท่านถืออยู่นี้ ตัวแทนของ ตัวละครกิมย้งคืองักปุกคุ้งในเรื่อง กระบี่เย้ยยุทธจักร และตัวแทนของโก้ว

5


เล้งก็คือ ลี้คิ้มฮวง (ลี้ชิมฮัว) ในฤทธิ์มีดสั้น เรือ่ งของเนีย่ อูเ้ ซ็งละเมียดละไมแม้กระทัง่ วิทยายุทธ์ ไม่มวี ชิ าพิสดาร พันลึกอย่างของกิมย้ง เป็นวิทยายุทธ์ตามความเป็นไปได้จริงที่เคยมีมาใน ยุทธจักรจีน แต่เน้นการพรรณนาทีป่ ระณีตให้ภาพอันงดงาม มีลกั ษณะเป็น อุดมคติอยู่ไม่น้อย ผู้อ่านอาจไม่รู้สึก “เร้าใจ” หรือ “ถึงใจ” แต่จะได้ความ “ประทับใจ” ในบั้นปลาย ด้วยความละเมียดละไมในทุกด้าน นวนิยายก�ำลังภายในของเนี่ยอู้ เซ็งจึงเป็นแบบฉบับของ “นวนิยายก�ำลังภายใน Classic” ในขณะที่งาน กิ ม ย้ ง เด่ น ไปในแนว Romantic และนวนิ ย ายของโก้ ว เล้ ง มี ลั ก ษณะ Impressionism ถ้าเป็นผู้หญิง นวนิยายก�ำลังภายในของเนี่ยอู้เซ็งคือ ผู้หญิงที่ “งาม ละม่อมพร้อมพริ้งทุกสิ่งอัน” ถ้ า เปรี ย บกั บ วรรณคดี ไ ทย นวนิ ย ายของเนี่ ย อู ้ เซ็ ง คื อ “ขุ น ช้ า ง ขุนแผน” งานของกิมย้งคือ “พระอภัยมณี” ขุนช้างขุนแผนไม่ตื่นเต้น สนุกสนาน อุดมด้วยจินตนาการอย่างพระอภัยมณี แต่มคี วามละเมียดละไม และรัดรึงใจสุดยอดฉันใด นวนิยายก�ำลังภายในของเนี่ยอู้เซ็งก็ฉันนั้น เนีย่ อูเ้ ซ็งแต่งนวนิยายก�ำลังภายในไว้ทงั้ หมดสามสิบห้าเรือ่ ง สองเรือ่ ง แรกไม่เด่น เรือ่ งดังเรือ่ งแรกของเขาคือ “แป๊ะฮวกม้อนึง่ ตึง่ ” ซึง่ คนไทยรูจ้ กั กันดีในนาม “นางพญาผมขาว” เรื่องเด่นอีกสองเรื่องต่อมาคือ “ฉิกเกี่ยม เหี่ยเทียนซัว” ซึ่งฉบับแปลของจ�ำลอง พิศนาคะ ตั้งชื่อว่า “เจ็ดนักกระบี่” และเรือ่ ง “กังโอ๊วซานึง้ เฮียบ-สามจอมยุทธ์หญิงแห่งยุทธจักร” ซึง่ ฉบับแปล จ�ำลอง ดูเหมือนจะชื่อ “สามสมิงสาว” เรื่องที่ได้รับยกย่องว่าเป็นผลงานดี เด่นทีส่ ดุ ของเขามีสองเรือ่ งคือ “เผีย่ จงเฮียบเอีย้ ลก-รอยแหน เงาจอมยุทธ์” และ “ฮุง้ ไฮ่เง้กเก็งอ๊วง-สันนิวาสเมฆาจันทราเสีย้ ว” ทีเ่ หลือนอกนัน้ ไม่เด่น เป็นพิเศษ เรือ่ ง “รอยแหน เงาจอมยุทธ์” เป็นผลงานอันดับแปดของเนีย่ อูเ้ ซ็ง

6


เป็นเรื่องแสดงลักษณะของจอมยุทธ์ และอุดมคติของชาวยุทธจักรตาม ค่านิยมของจีนได้ดีที่สุด ถ้าอยากทราบว่า ชาวยุทธจักรจีนมีจรรยาบรรณ ส�ำคัญอย่างไร จอมยุทธ์ที่แท้มีลักษณะอย่างไร ก็เชิญหาค�ำตอบได้จาก นวนิยายเรือ่ งนี้ นวนิยายเรือ่ งนีจ้ ำ� ลองภาพยุทธจักรในอุดมคติของคนจีนได้ น่าอ่านที่สุด ยกย่องกันว่าเรื่องนี้แสดง “เฮียบหงี-คุณธรรมจอมยุทธ์” ได้ งามสุดยอด เรื่องนี้ใช้ประวัติศาสตร์สมัยเหม็งเอ็งจงฮ่องเต้ ฮ่องเต้องค์ที่ 6 ของ ราชวงศ์หมิงเป็นภูมิหลัง จะอ่านนวนิยายของเนี่ยอู้เซ็งได้สนุกต้องมีพื้น ความรู้ประวัติศาสตร์จีนด้วย ว่าไปแล้วเรือ่ งนีจ้ ะถือว่าเป็นเรือ่ งต่อจากเรือ่ ง “อีเทียนโต้วเล้งกี-่ ดาบ มังกรหยก” ของกิมย้งก็ได้ เพราะเป็นเรื่องที่มีปมเขื่องของความแค้นที่ผูก กันไว้ในยุคของเรื่องดาบมังกรหยก ในเรื่องดาบมังกรหยก กล่าวถึงวีรกรรมของพวกลัทธิเม้งก่าในการ ขับไล่ราชวงศ์หยวนของชาวมองโกลออกจากจีน โดยมีเตียบ้อกีเ๋ ป็นหัวหน้า แต่แล้วผูไ้ ด้เป็นฮ่องเต้คอื จูงว้ นเจียง (จูหยวนจาง) เพราะอาศัยลัทธิเม้งก่า เป็นฐาน ราชวงศ์ใหม่จึงใช้ชื่อว่า ราชวงศ์เหม็ง หรือเม้ง หรือหมิงในภาษา จีนกลาง เตียบ้อกีเ๋ ป็นตัวละครทีก่ มิ ย้งสร้างขึน้ ตามความจริงในประวัตศิ าสตร์ ชาวจีนทีร่ วมตัวกันเป็นกบฏขับไล่มองโกลมีหลายกลุม่ แต่ในทีส่ ดุ เหลือสาม กลุม่ ใหญ่คอื กลุม่ ของจูงว้ นเจียง (จูหยวนจาง) กลุม่ ของตัง้ อิว่ เหลียง (เฉิน จิ้วเหลี้ยง) และกลุ่มของเตียสือเซ็ง (จางสื้อเสิ้ง) ตัง้ อิว่ เหลียงนีใ้ นเรือ่ งดาบมังกรหยก กิมย้งแต่งว่าเป็นศิษย์ของหลวง จีนอี้จิน เป็นคู่ปรปักษ์ส�ำคัญคนหนึ่งของเตียบ้อกี๋ แต่ในประวัติศาสตร์เขา เป็นคู่ปรับส�ำคัญของจูง้วนเจียง ส่วนเตียสือเซ็งคือบรรพบุรษุ ของเตียตังปัง (จางตันฟง) พระเอกของ เรือ่ ง “รอยแหน เงาจอมยุทธ์” ตามประวัตศิ าสตร์เขาคือนายของล่อกวนตง

7


ผู้แต่งนิยายสามก๊ก เพราะล่อกวนตงเคยร่วมสงครามสามก๊กจริงตอนปลายราชวงศ์หยวน เขาจึงแต่งเรื่องสามก๊กได้วิเศษนัก และคงเนื่องด้วยเขาเป็นฝ่ายแพ้ จึงออก จะเห็นใจผู้แพ้อย่างเล่าปี่ อีกทั้งจูง้วนเจียงซึ่งเป็นผู้ชนะในสงครามสามก๊ก ยุคของเขาก็เป็นคน “สุดโหด” ทั้งโจโฉและสุมาเอี๋ยนผู้รวมสามก๊กตั้ง ราชวงศ์จิ้นก็มี “บทโหด” ที่น่ารังเกียจอยู่ไม่น้อยเช่นกัน ในสงครามยุคสามก๊กของล่อกวนตง จบลงด้วยก๊กจูงว้ นเจียงเป็นฝ่าย ชนะ ผลบั้นปลายของเตียสือเซ็งนั้นมีบันทึกประวัติศาสตร์กล่าวไว้ต่างกัน บางเล่มว่าถูกทหารของจูงว้ นเจียงรุมตีจนตาย บางเล่มก็วา่ ผูกคอตาย บาง เล่มก็วา่ ก่อนตายออกรบอย่างไว้ศกั ดิศ์ รีทงั้ ทีร่ วู้ า่ ต้องแพ้ แต่กย็ อมตายอย่าง ชายชาติทหาร เพราะเตียสือเซ็งถูกจูงว้ นเจียงก�ำจัด ลูกหลานจึงตัง้ ปณิธานต้องทวง ความแค้นนี้คืนจากลูกหลานของจูง้วนเจียง ช�ำระความอัปยศให้บรรพชน ให้จงได้ เตียตังปังจึงต้องออกมาผาดโผนในยุทธจักรเพื่อลบรอยแค้นของ บรรพชน ในรัชกาลเหม็งเอ็งจงฮ่องเต้ มองโกลกลับกล้าแข็งขึน้ มาอีก จีนจึงต้อง เผชิญศึกหนัก จนถึงขั้นเหม็งเอ็งจงฮ่องเต้ถูกจับเป็นเชลยไปครั้งหนึ่ง ขณะ ที่มีศึกนอกโหมกระหน�่ำ ราชวงศ์เหม็งก�ำลังย�่ำแย่ เป็นโอกาสงามที่จะแก้ แค้น แต่บ้านเมืองมีภัยคับขัน เตียตังปังจึงต้องเลือกระหว่างความแค้นของ วงศ์ตระกูลและความอยู่รอดของประเทศชาติ เรือ่ ง “รอยแหน เงาจอมยุทธ์” ได้แสดงบทบาทของเตียตังปังไว้อย่าง งดงามตามสารัตถะ (Theme) ของเรือ่ งซึง่ เนีย่ อูเ้ ซ็งแสดงไว้ในบทกวีนพ ิ นธ์ เปิดเรื่องหกวรรคที่แสนละเมียดละไมว่า ยืนอ้างว้างเดียวดายใจก�ำสรด รักแค้นหมดมลายเฉกเมฆพลิ้วผัน เหลือสาราแหว่งวิ่นสิ้นจ�ำนรรจ์ น�้ำไหลหลั่งแหนคล้อยสิ้นรอยตาม

8


เงาจอมยุทธ์ในจิตสถิตงาม ความในใจฉะนี้ จะวานใครถ่ายทอดเอย “รอยแหน” และ “เงาจอมยุทธ์” เป็นอย่างไร เชิญติดตามรายละเอียด ในเนื้อเรื่อง ซึ่ง น.นพรัตน์ บรรจงแปลสุดฝีมือ

ถาวร สิกขโกศล คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

9


10


บทน�ำ

ล�ำน�ำอ้วงโคยซัว

ยืนอ้างว้างเดียวดายใจก�ำสรด รักแค้นหมดมลายเฉกเมฆพลิ้วผัน เหลือสาราแหว่งวิ่นสิ้นจ�ำนรรจ์ น�้ำไหลหลั่งแหนคล้อยสิ้นรอยตาม เงาจอมยุทธ์ในจิตสถิตงาม ความในใจฉะนี้ จะวานใครถ่ายทอดเอย นอกด่ า นเอี ย นเหมิ น กวน (ด่ า นห่ า นป่ า ) ลมเหนื อ ม้ ว นพั ด ยาม สนธยา นีเ่ ป็นปีทสี่ าม ในรัชกาลเอ็งจงฮ่องเต้แห่งราชวงศ์เหม็ง ห่างจากปฐม ฮ่องเต้ราชวงศ์เหม็งเสด็จสวรรคตไม่ถึงสี่สิบปี มองโกลที่ถูกตีแตกพ่าย ได้ ซ่องสุมก�ำลังหมายมัน่ ลุกฮือขึน้ ใหม่ ก่อการทางภาคตะวันตกเฉียงเหนือ ใน จ�ำนวนนีน้ บั เผ่าอัวลา* มีกำ� ลังกล้าแข็งทีส่ ดุ รุกคืบหน้ามาถึงพืน้ ทีร่ อ้ ยลีน้ อก ด่านห่านป่า พืน้ ทีร่ อ้ ยลีแ้ ห่งนีก้ ลับกลายเป็นแดนกันชนระหว่างราชวงศ์เหม็ง กับเผ่าอัวลา ปราศจากผู้อยู่อาศัย ลมโชยยะเยือก ทรายเหลืองและใบไม้รว่ งปลิวโปรย ยามสนธยาครา สายัณห์ อาณาบริเวณที่ไร้ผู้คนแห่งนี้กลับปรากฏรถเทียมลาคันหนึ่งแล่น ตะบึงไปตามทางภูเขา ทีห่ ลังรถตามติดด้วยม้าพ่วงพีตวั หนึง่ คนบนหลังม้า * อัวลาเป็นชื่อเผ่ามองโกลฝั่งตะวันตก ในรัชสมัยเอ็งจงฮ่องเต้แห่งราชวงศ์เหม็ง มีผู้น�ำนามหย่าเซียนรุกราน ชายแดนไต้เหม็งเป็นเนืองนิตย์ เอ็งจงฮ่องเต้ทรงน�ำทัพเข้าปราบปราม จวบจนถึงแดนโถ่วบักเป้าถูกฝ่ายตรงข้าม จับตัวไปเป็นเชลย หย่าเซียนยังตัง้ ตนเป็นข่าน ยึดครองพืน้ ทีภ่ าคตะวันตกเฉียงเหนือของทะเลทรายไว้ มีขมุ ก�ำลัง แข็งกล้า แต่พอหย่าเซียนสิ้นพระชนม์ กองก�ำลังก็เสื่อมโทรมลง จวบจนถึงต้นราชวงศ์แมนจูค่อยกล้าแข็งขึ้นมา ใหม่ ภายหลังถูกเคี่ยงล้งฮ่องเต้ราชวงศ์แมนจูกรีธาทัพท�ำลายล้างไป

11


เป็นชายกลางคนรูปกายก�ำย�ำ กลางหลังสะพายซองเกาทัณฑ์ หว่างเอวผูก กระบี่ คอยเหลียวมองไปด้านหลังตลอดเวลา ลมเหนือยิ่งม้วนพัดยิ่งรุนแรง ในสายลมแว่วเสียงม้าร้อง และเสียง อาวุธกระทบกัน พลันบังเกิดเสียงร้องกราดเกรี้ยวเสียงหนึ่ง เสียงฝีเท้าม้า สับสนค่อยห่างหายเงียบสงบลง ภายในรถปรากฏชายชราผมขาวโพลน ผู้หนึ่งยื่นมือม้วนม่านรถขึ้น ถามเสียงสั่นสะท้านว่า “เป็นลูกเท้งเรียกเรา หรือ? มันใช่ประสบภัยหรือไม่? ผูก้ ล้าเจีย่ ท่านไม่ตอ้ งสนใจเราแล้ว รีบไปรับ พวกเขาเถอะ เรามาถึงที่นี้ แม้ตายก็นอนตาหลับ” ชายกลางคนบนหลังม้ากล่าวว่า “ท่านลุง ท่านฟังเสียงฝีเท้าม้าสับสน นัน้ คาดว่าทหารมองโกลล่าถอยไปแล้ว...ท่านดู พวกเขามิใช่มาแล้วหรือ?” พลางหันหัวม้ากลับไปรับหน้าอย่างรวดเร็ว ชายชราภายในรถทอด ถอนใจยาว หลั่งน�้ำตาออกมา ภายในรถปรากฏเด็กหญิงนางหนึ่งกระโดด ปราดขึ้น ใบหน้าน้อยๆ ถูกความหนาวคุกคามจนแดงเปล่งปลั่ง ยกมือขยี้ ตา คล้ายเพิ่งตื่นจากหลับ ถามว่า “ท่านปู่ นี่เป็นแผ่นดินจีนหรือ?” ชายชรานั้นหยุดรถเทียมลา เพ่งมองพื้นดินใต้รถ กล่าวเสียงแผ่วทุ้ม “เป็นแผ่นดินจีนแล้ว อาลุ่ย* เจ้าลงจากรถไปเก็บดินมาให้กับปู่ก�ำหนึ่ง” ยามนั้นปรากฏม้าศึกที่รับบาดเจ็บสามตัว บรรทุกผู้โดยสารเสื้อผ้า ขาดกะรุ่งกะริ่งควบตะบึงมา คนน�ำหน้าเป็นหลวงจีนรูปหนึ่ง ชายกลางคน แซ่เจี่ยกระตุ้นม้าเข้าไปรับหน้า กล่าวว่า “เตี้ยอิมซือเฮีย (ศิษย์ผู้พี่) ฮุ้นเท้ง ซือตี๋ (ศิษย์ผู้น้อง) เล่า?” หลวงจีนนัน้ หยุดม้า กล่าวอย่างสะทกสะท้อน “เขาตายแล้ว คิดไม่ถงึ ล�ำบากล�ำบนหลบหนีถึงที่นี้ ด่านห่านป่าปรากฏแก่สายตา เขากลับไม่อาจ หนีรอดจากเงื้อมมือพวกมองโกล แต่เขาไม่เสียทีที่เป็นลูกผู้ชายอันเข้มแข็ง หลังจากรับบาดเจ็บ ยังฆ่าศัตรูหลายคน ก่อนตายยังฆ่านายกองมองโกลที่ น�ำขบวนนัน้ ทหารมองโกลทีเ่ หลือแตกตืน่ จนหลบหนีกลับไปไม่กล้าติดตาม * หนูลุ่ย...ลุ่ยเป็นดอกแรกตูม

12


มา คนไม่อาจรอดพ้นจากความตาย เขาตายอย่างคู่ควร ศิษย์ของท่านก็ไม่ เลว มันเข่นฆ่าศัตรูหลายคน สู้เคียงบ่าเคียงไหล่กับฮุ้นเท้งซือตี๋จนตัวตาย” ชายกลางคนเพ่งตาวาววับ ถลึงมองท้องฟ้า พลันเปล่งเสียงหัวร่อ กล่าวว่า “ด่านห่านป่าปรากฏแก่สายตา พวกเรานับว่าท�ำตามค�ำฝากฝังของ ฮุ้นเท้งซือตี๋ ส่งบิดามันกลับมา ฮุ้นเท้งซือตี๋ในปรภพสมควรนอนตาหลับ เพียงแต่ใต้เท้าฮุ้นไม่อาจรับความเศร้าเสียใจได้ เรื่องนี้ควรปกปิดท่านไว้ ชั่วคราว” พลางกระตุ้นม้ากลับไปหารถเทียมลา เห็นชายชราในรถก้าวออก มายังทีน่ งั่ คนขับ กอบดินก�ำหนึง่ ไว้ในมือ สีหน้าประหลาดพิกล เด็กหญิงนัน้ ยืนอยู่บนพื้น เหม่อมองดูปู่ของนาง เตี้ยอิมไต้ซือร้องว่า “ใต้เท้าฮุ้น พวกเรากลับมาแล้ว” ชายชราถามว่า “ลูกเท้งเล่า?” เตี้ยอิมไต้ซือกล่าวว่า “ทหารมองโกลถูกพวกเราเข่นฆ่าล่าถอย เขา รับบาดเจ็บเล็กน้อย อยู่รั้งท้ายร่วมกับศิษย์ของเทียนฮั้วซือตี๋” มาตรว่าพยายามบังคับสุ้มเสียงเป็นปรกติ แต่ยังไม่อาจข่มความ คับแค้นเดือดดาลได้ ชายชราหน้าแปรเปลี่ยนไป ภายใต้การจ้องมองของท่าน แม้แต่ วีรบุรษุ ผูก้ ล้าเช่นเตีย้ อิมไต้ซอื และเจีย่ เทียนฮัว้ ยังต้องถอยกายไป ไม่กล้าสบ สายตาด้วย ได้ยินชายชราเปล่งเสียงหัวร่อ กล่าวว่า “บิดาเป็นขุนนางจงรัก บุตรกตัญญู เราฮุ้นเจ็งมีความเสียใจอันใด...ฮา...ฮา...” เสียงหัวร่ออันกราดเกรีย้ ว แฝงความคับแค้นเดือดดาลถึงขีดสุด ผูค้ น ข้างรถล้วนไม่กล้าส่งเสียง เด็กหญิงนั้นเงยหน้าขึ้นกล่าวว่า “ท่านปู่ ท่าน หัวร่ออะไร? ข้าพเจ้ากลัวยิ่ง อย่าได้หัวร่อแล้ว บิดาไฉนยังไม่มา?” ชายชราฮุ้นเจ็งชะงักเสียงหัวร่อ เงียบงันชั่วขณะ จึงกล่าวช้าๆ “เช้า วันพรุ่งนี้ สามารถรุดถึงด่านห่านป่าหรือไม่?” เจี่ยเทียนฮั้วรับค�ำว่า “ถูกแล้ว คืนนี้เป็นคืนขึ้นสิบห้าค�่ำ เดือนสิบ

13


ระหว่างทางจันทร์กระจ่าง เช้าวันพรุ่งนี้ต้องรุดถึงแน่นอน” ฮุ้นเจ็งกอบดินก�ำนั้นราวกับประคองของวิเศษ ยกขึ้นถึงริมจมูก สูด ดมหลายครา ในดินโคลนระเหยกลิ่นของกิ่งใบ ท่านสูดดมราวกับเป็น สุคนธรส ยิ้มอย่างหดหู่ กล่าวว่า “ยี่สิบปีแล้ว ยามนี้ค่อยสูดได้กลิ่นดินของ มาตุภูมิถิ่นเกิด” เจี่ยเทียนฮั้วกล่าวว่า “ท่านลุงรั้งอยู่ต่างแดน รักษาซึ่งศักดิ์ศรีของ ราชทูต เปรียบกับโซวบู๊* ที่รั้งอยู่ในแคว้นฮวน ยังมากกว่าหนึ่งปี ดวงใจที่ เปี่ยมไปด้วยความจงรักภักดี คนเทพล้วนแซ่ซ้องสรรเสริญ” ฮุ้นเจ็งหัวคิ้วคลายออก ยื่นสองมืออุ้มเด็กหญิงขึ้นรถ กล่าวช้าๆ “อาลุย่ ปีนเี้ จ้าอายุเจ็ดขวบ สมควรรูค้ วามแล้ว คืนนีป้ จู่ ะเล่านิทานเรือ่ งหนึง่ ให้เจ้าฟัง เจ้าต้องจดจ�ำขึ้นใจ” เด็กหญิงทวนค�ำว่า “ต้องจดจ�ำขึน้ ใจ ข้าพเจ้าทราบแล้ว ท่านปูจ่ ะเล่า นิทานของตัวเอง” “อืมม์ เจ้าชาญฉลาดยิ่ง” ท่านหาทราบไม่วา่ เด็กหญิงนับแต่ถอื ก�ำเนิดมา เพิง่ พบกับท่านปูเ่ มือ่ เดือนก่อน ตอนทีน่ างถามบิดา ไฉนมีทา่ นปูค่ นหนึง่ บิดาบอกต่อนางว่า “เรา เคยเล่าเรื่องโซวบู๊เลี้ยงแพะให้เจ้าฟัง เรื่องของท่านปู่ยังน่าฟังกว่าเรื่อง โซวบู๊เลี้ยงแพะอีก วันหน้าท่านปู่จะเล่าต่อเจ้าเอง เจ้าต้องจดจ�ำขึ้นใจ” ดังนั้นฟังว่าคืนนี้ท่านปู่จะเล่านิทาน ก็ทราบว่าเป็นเรื่องของท่านปู่เอง ทุกผูค้ นห้อมล้อมรถเทียมลาคอยเงีย่ หูฟงั เช่นเดียวกับเด็กหญิง เห็น ฮุ้นเจ็งหยิบไม้เท้าไม้ไผ่มาด้ามหนึ่ง ที่หัวไม้เท้าเสียบขนหางโคจมรหลาย เส้น ท่านทอดถอนใจ กล่าวว่า “เครือ่ งประดับขนหางของคทาทูตนี้ ถูกหิมะ น�้ำแข็งทางภาคเหนือหลอมละลายไปสิ้น อาลุ่ย เจ้าทราบหรือไม่ว่าคทาทูต * โซวบู๊เป็นบุคคลสมัยราชวงศ์ฮั่น ได้รับพระบัญชาจากฮั่นบู๊ตี่ฮ่องเต้เดินทางไปเป็นทูตที่แคว้นฮวน เนื่องเพราะ ไม่ยอมศิโรราบ ถูกเสือกไสไปเลี้ยงแพะแกะที่ปักไฮ้เป็นเวลาสิบเก้าปี ต่อมาฮั่นเจียวตี่ฮ่องเต้เชื่อมสัมพันธไมตรี กับพวกฮวน ยินยอมเป็นเมืองขึ้น โซวบู๊ก็ได้รับการปูนบ�ำเหน็จความดีความชอบเป็นเสนาบดีฝ่ายใน

14


เป็นอะไร? เราจะบอกต่อเจ้า เมื่อยี่สิบปีก่อน ปู่เจ้าเป็นราชทูตไต้เหม็ง ได้ รับพระบัญชามาเจริญสัมพันธไมตรีกับเผ่าอัวลา แดนมองโกล ไม้เท้าไม้ไผ่ นี้เป็นฮ่องเต้พระราชทานให้เรียกว่าคทาทูต คทาทูตนี้เป็นสัญลักษณ์ของ โอรสแห่งฟ้า ชีวติ ถูกปลิดปลงได้ คทาทูตไม่อาจถูกท�ำลาย ตอนนัน้ มองโกล แบ่งเป็นสองฝักฝ่าย หนึ่งคือ อัวลา หนึ่งคือ พวกตาด ขุมก�ำลังอ่อนโทรม กษัตริยไ์ ต้เหม็งส่งราชทูตมา ตามเหตุผลสมควรได้รบั ความเคารพจากพวก มัน มิคาดวันที่ยื่นสารตราตั้ง ข่านอัวลาตอนแรกยังให้เกียรติ ต่อมาปรากฏ ชาวฮั่นสวมชุดมองโกลสะพายกระบี่ผู้หนึ่งเข้าเฝ้า กราบทูลต่อข่านอัวลา เบาๆ ทางหนึ่งกล่าว ทางหนึ่งมองมาทางเรา ชาวฮั่นนั้นมีอายุยี่สิบเศษ แต่ ดวงตาทอแววอาฆาตมาดร้าย คล้ายมีความแค้นไม่ยอมอยูร่ ว่ มฟ้าเดียวกับ เรา” เจี่ยเทียนฮั้วกล่าวอย่างสงสัยใจว่า “คนผู้นั้นรู้จักท่านลุงหรือ?” ฮุ้นเจ็งกล่าวว่า “ไม่ เราไม่รู้จักมัน เรารับราชการด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต ในชีวิตไม่มีศัตรู ยิ่งไม่เพาะศัตรูที่แดนมองโกล ไม่ทราบมันไฉน อาฆาตแค้นเราถึงเพียงนี?้ มันกับข่านอัวลาสนทนาชัว่ ขณะ ข่านอัวลาพลัน สั่งให้ควบคุมตัวเราไว้ทั้งยังจะชิงคทาทูตของเรา เราท�ำการขัดขืน ยินยอม พลีชีวิต ไม่ยอมให้คทาทูตที่เป็นสัญลักษณ์ของฮ่องเต้ไต้เหม็งถูกท�ำลาย “น่าแค้นมันเป็นชาวฮั่น พอฟังกลับหัวร่อฮาฮา กล่าวว่า ‘ฮ่องเต้ไต้ เหม็ง ท่านคิดเป็นขุนนางตงฉินของไต้เหม็งกระมัง? ตกลงเราจะให้ท่านสม มาดปรารถนา เป็นโซวบู๊คนที่สอง โซวบู๊เลี้ยงแพะที่แคว้นฮวน ท่านก็ไป เลี้ยงม้าเถอะ’ “นับแต่นั้นเราถูกใช้ให้ไปเลี้ยงม้าที่ดินแดนตอนเหนืออันแร้นแค้น เยียบเย็นเป็นเวลายีส่ บิ ปี ตอนแรกเรายังภาวนาให้ราชวงศ์เหม็งส่งทหารมา ช่วยเหลือ แต่ปีแล้วปีเล่าไร้ข่าวคราว ต่อมาฟังว่าปฐมฮ่องเต้ไต้เหม็งเสด็จ สวรรคต ยิ้นจงฮ่องเต้ขึ้นครองราชย์ไม่ถึงหนึ่งปีก็สิ้นบุญ ฮ่องเต้เยาว์วัยขึ้น ครองราชย์สบื แทน ประเทศขาดผูค้ น พระเกียรติประวัตขิ องปฐมฮ่องเต้เหลือ

15


ไว้แต่อดีต เราเข้าใจว่าต้องแก่ตายทีต่ า่ งแดน ไม่สามารถกลับแคว้นแดนฮัน่ อีก คิดไม่ถึงยังมีวันนี้” เจี่ยเทียนฮั้วและเตี้ยอิมไต้ซือสบตากันวูบ เงียบงันไม่ส่งเสียง สีหน้า ประหลาดพิกล คล้ายเคารพเลือ่ มใส แต่กม็ สี ว่ นทีไ่ ม่เห็นด้วย ฮุน้ เจ็งไม่สนใจ สุ้มเสียงยิ่งมายิ่งแผ่วทุ้ม กล่าวอีกว่า “ยี่สิบปีมานี้ เราได้รับความล�ำบาก นานัปการ กลางทะเลทรายไร้นำ�้ ดืม่ บางครัง้ ต้องดืม่ ปัสสาวะม้าดับกระหาย เมื่อย่างเข้าฤดูหนาว ต้องกัดหิมะเคี้ยวน�้ำแข็ง นี่ยังไม่นับเป็นอย่างไร ที่น่า แค้นยิ่งกว่าคือ เดียรัจฉานนั้นส่งคนมาดูเรา ด่าประณามฮ่องเต้ไต้เหม็งต่อ หน้าเรา มันไม่ฆ่าเรา เพียงหยามเหยียบย�่ำเรา” เด็กหญิงนัน้ รับฟังจนขุน่ แค้นยิง่ ถามว่า “คนชัว่ ร้ายนัน้ เรียกว่าอะไร? ท่านปู่บอกต่อข้าพเจ้า ฮุ้นลุ่ยโตแล้วจะแก้แค้นให้กับท่าน” ฮุ้นเจ็งกล่าวว่า “ไม่นานให้หลัง เราก็ทราบว่าเดียรัจฉานนั้นแซ่เตีย นามจงจิว จิวเป็นชื่อราชวงศ์หนึ่งของจีน มันตั้งชื่อสืบเชื้อสายจิว กลับด่า ฮ่องเต้ไต้เหม็งไยมิใช่ด่าตัวเอง?” ซึ่งความจริงค�ำพูดของท่านเหล่านี้ ไม่เพียงกล่าวกับหลานสาว ยัง กล่าวให้วีรบุรุษทั้งสองฟัง หยุดเล็กน้อยจึงส่งเสียงดังกว่าเดิม ถามว่า “ผู้ กล้าทั้งสอง พวกท่านว่าเดียรัจฉานนี้สมควรฆ่าหรือไม่?” เตี้ยอิมไต้ซือกระแทกไม้เท้ากับพื้น ตอบพร้อมกับเจี่ยเทียนฮั้วว่า “สมควรฆ่า” ฮุน้ เจ็งยกมือลูบศีรษะหลานสาว กล่าวว่า “ทีแ่ ท้เตียจงจิวสืบเชือ้ สาย โจรขายชาติ บิดามันรับราชการที่มองโกล เมื่อถึงรุ่นของมัน ยิ่งเป็นที่ โปรดปราน ได้เป็นเสนาบดีฝ่ายขวาของเผ่าอัวลาตั้งแต่อายุยี่สิบเศษ มันมี ร่างกายแข็งแรง สมควรมีอายุอีกยี่สิบสามสิบปี เราเลี้ยงม้าอยู่กลางพื้น น�้ำแข็งเหน็บหนาว เพียงภาวนาให้มันอย่าได้ตายเร็ว” เตี้ยอิมไต้ซือมีนิสัยเปิดเผยซื่อตรง พอฟังกล่าวอย่างสงสัยใจ “นั่น เป็นเพราะเหตุใด?”

16


ฮุน้ เจ็งแค่นหัวร่อ ล้วงหนังแพะจากอกเสือ้ ผืนหนึง่ บนหนังแพะเขียน อักษรหลายแถว สูดได้กลิ่นคาวเลือดจางๆ สร้างความแตกตื่นแก่เจี่ยเทียน ฮั้วจนถามโพล่งว่า “ท่านลุง นี่เป็นหนังสือโลหิตที่ท่านเขียนขึ้น?” ฮุ้นเจ็งกล่าวอย่างเฉื่อยชาว่า “นี่เป็นฉบับที่สองแล้ว ตอนแรกเรา ภาวนาให้ทางการยกทัพมาจัดการกับโจรชายชาติ ภายหลังสูญสิ้นหวัง คิด ลอบสังหารโจรขายชาติ ตัวเองก็เป็นนักศึกษาอ่อนแอไม่มเี รีย่ วแรงฆ่าไก่ นึก ไปนึกมา เพียงหวังลูกหลานเราสละบุ๋นฝึกบู๊ สามารถล้างแค้นยิ่งใหญ่นี้ให้ กับเรา นับว่าฟ้าส่งเสริมปณิธานคน เราเลี้ยงม้านานสิบปี ลูกเท้งก็มาถึง ชายแดนมองโกล ปกปิดชื่อแซ่สืบเสาะร่องรอยเรา ก่อนที่เราจะมาเป็นทูต มั น เพิ่ ง สอบเป็ น จอหงวน เป็ น นั ก ศึ ก ษาสุ ภ าพเรี ย บร้ อ ย เมื่ อ พบกั น ที่ ชายแดนมองโกล มันกลับเป็นนักบู๊อันเข้มแข็ง ที่แท้มันทราบว่าทางการไม่ ยอมรบทัพจับศึกเพราะเราคนเดียว ดังนั้นสละบุ๋นฝึกบู๊ กราบจอมกระบี่ที่ หนึง่ แห่งแผ่นดินเฮีย้ งกีอดิ สือ (ผูส้ นั โดษพิสดาร) เป็นอาจารย์ ฝึกฝีมอื เจ็ด ปี เนื่องเพราะร้อนรุ่มใคร่ช่วยบิดา ไม่ทันฝึกส�ำเร็จแตกฉานก็ออกเดินทาง มา” เด็กหญิงฮุ้นลุ่ยรับฟังจนเคลิบเคลิ้ม กลอกตากลมโตไปมา ในใจเต็ม ไปด้วยความสงสัย กล่าวว่า “บิดาเมื่อมีความสามารถถึงเพียงนี้ ข้าพเจ้า ไฉนไม่ทราบ? ข้าพเจ้าเพียงเห็นท่านออกไปเลี้ยงแพะกับมารดาทุกวัน มี อยู่วันหนึ่งทหารตาดคนหนึ่งรังแกท่าน คิดแย่งชิงแพะของท่าน ลงมือทุบตี ท่าน ท่านยังไม่ตอบโต้” ฮุ้นเจ็งกล่าวว่า “อาลุ่ย เจ้ายังเด็ก มีเรื่องมากหลายบอกต่อเจ้า เจ้าก็ ไม่เข้าใจ แต่ภายหน้าต่อให้เราตายไป ไม่ทันเห็นเจ้าเติบใหญ่ ลุงทั้งสองนี้ก็ จะบอกต่อเจ้า” เจี่ยเทียนฮั้วทราบว่าฮุ้นเจ็งบอกกล่าวเรื่องหนหลังต่อพวกเขา แท้ที่ จริงมีเจตนาเคลือบแฝง เห็นฮุ้นเจ็งร่างสั่นระริก หอบหายใจเล็กน้อย จึงยื่น มือประคองเขา กล่าวว่า “ท่านลุง ท่านพักผ่อนเถอะ เมือ่ ถึงด่านห่านป่าค่อย

17


บอกเล่ายังไม่สาย” ฮุ้นเจ็งส่งเสียงกระแอม กล่าวว่า “ไม่ เราต้องบอกต่อไป เรื่องเหล่านี้ สั่งสมอยู่ในใจเราเป็นเวลานาน ไม่บอกกล่าวไม่ปลอดโปร่ง” หยุดเล็กน้อยจึงกล่าวสืบต่อ “ลูกเท้งคาดการณ์วา่ ด้วยวิทยายุทธ์ของมันสามารถช่วยเราออกจาก แดนมองโกล มิคาดดินแดนมองโกลก็มียอดฝีมือ เราเลี้ยงม้ากลางพื้นหิมะ แท้ทจี่ ริงมีคนจับตาดู ลูกเท้งเสาะพบเราอย่างยากเย็น ไม่ทนั นึกหาแผนการ หลบหนี ก็ถกู คนของเตียจงจิวพบเห็น หากมิใช่เราเรียกมันรีบหนี แม้แต่มนั ก็แทบถูกผู้คนจับตัวไป ภายหลังเราให้มันปกปิดชื่อแซ่อยู่ที่มองโกล แสร้ง เป็นไม่รู้จักวิทยายุทธ์ ให้มันตบแต่งชาวมองโกลเป็นภรรยา เพื่อสืบตระกูล ของเรา เรานึกถึงนิทานเรือ่ งลุงโง่ยา้ ยภูเขา ความแค้นนีห้ ากบุตรชายเราล้าง ไม่ได้ ก็ให้หลานเราชะล้าง ส�ำหรับตระกูลเตีย ต่อให้เตียจงจิวตายไป มันก็ มีทายาท ทายาทของมันต้องชดใช้กรรมแทนมัน เมื่อสิบปีก่อน ฟังว่ามัน ก�ำเนิดทารกชายคนหนึ่ง เราก็เขียนหนังสือโลหิตฉบับแรกให้หลานชายเรา จดจ�ำไว้ วันหน้าเมื่อเติบใหญ่ ขอเพียงพบกับสายเลือดของเตียจงจิว ไม่ว่า เป็นบุรุษสตรีชราเยาว์วัย ต้องฆ่าพวกมันให้หมดสิ้น” เจีย่ เทียนฮัว้ รูส้ กึ มีความหนาวเย็นแผ่ซา่ นจากใจ ขยับเขยือ้ นริมฝีปาก แต่แล้วกล�ำ้ กลืนไว้ ครุน่ คิดขึน้ ‘ความอาฆาตแค้นของคนกลับลึกล�ำ้ ถึงเพียง นี้ วิธีแก้แค้นเช่นนี้ไยมิใช่อ�ำมหิตกว่าการฆ่าฟันในยุทธจักรอีก คาดว่าเขา ทนทุกข์ทรมานยี่สิบปี อารมณ์จึงเปลี่ยนไป เมื่อกลับถึงแผ่นดินตงง้วนค่อย หาทางเกลี้ยกล่อมเขา’ ฮุ้นเจ็งชี้มือไปที่หนังสือโลหิตกล่าวอีกว่า “ลูกเท้งท�ำตามค�ำสั่งเรา เย็บหนังสือโลหิตอยู่ในเสื้อผ้าของทารกชาย ส่งให้แก่ซือเฮียของมัน กราบ ซือเฮียมันเป็นอาจารย์ ต่อมาเราถูกย้ายทีเ่ ลีย้ งม้าขาดการติดต่อ จวบกระทัง่ สามเดือนก่อน มันค่อยลอบมาพบหน้าเราครั้งหนึ่ง บอกว่ามันนัดหมายซือ เฮียตีร๋ ว่ มส�ำนักรุดมาช่วยเรา เราถามมันว่าเจ็ดปีทพ ี่ รากจาก ได้กำ� เนิดบุตร

18


อีกหรือไม่? มันบอกว่า ก�ำเนิดบุตรีอีกคนหนึ่ง ซึ่งก็คือเจ้า ดังนั้นเราเขียน หนังสือโลหิตอีกฉบับหนึ่งให้หลานสาวเราแก้แค้นแทนเรา อาลุ่ย เจ้าต้อง จดจ�ำไว้ หากพบกับทายาทของเตียจงจิว ไม่ว่าเป็นบุรุษสตรีชราเยาว์วัย ต้องฆ่าพวกมันให้หมดสิ้น บดกระดูกน�ำไปโรยทิ้ง!” ฮุ้นลุ่ยรับฟังจนตะลึงลาน ใบหน้าน้อยๆ ดั่งผลผิ่งก้วย (แอปเปิ้ล) เปี่ยมแววแตกตื่นพรั่นพรึง พลันร้องไห้โฮออกมา กล่าวว่า “ท่านปู่ ต้องฆ่า คนมากมายเพียงนี้หรือ? มารดาสอนข้าพเจ้าอย่าฆ่าสัตว์ตัดชีวิต แม้แต่ ลูกแพะแกะยังต้องคุ้มครอง ใช่แล้ว มารดาเล่า? บิดาบอกว่ามารดาจะตาม มา ไฉนไม่เห็นมารดา?” นางไหนเลยทราบว่า ฮุ้นเท้งผู้เป็นบิดานางปกปิดชื่อแซ่ แม้แต่ชาติ ก�ำเนิดแท้จริงยังไม่ได้บอกต่อมารดานาง เมือ่ หนึง่ เดือนก่อนกลับละทิง้ บ้าน ช่องหลบหนี โดยมิให้ภรรยาล่วงรู้ เคราขาวใต้คางฮุน้ เจ็งสัน่ พลิว้ กระชากเสียงว่า “อาลุย่ เจ้าไม่เชือ่ ฟัง เราหรือ? บอกต่อเจ้า บิดาเจ้าได้...” ค�ำพูดมาถึงมุมปาก ในที่สุดกล�้ำกลืนค�ำพูดไว้ ไม่อาจหักใจบอกข่าว การตายของบิดานางออกไป ฮุ้นลุ่ยก้มศีรษะลง กล่าวเบาๆ “ข้าพเจ้าจะเชื่อฟังท่านปู่” ฮุ้นเจ็งยัดหนังสือโลหิตที่เพิ่งเขียนขึ้นเมื่อสามเดือนก่อนไว้ในอกเสื้อ นาง ปากกล่าวว่า “ผู้กล้าเจี่ย ขอให้ท่านเห็นแก่หน้าลูกเท้ง รับทารกหญิงนี้ เป็นศิษย์เถอะ” เจี่ยเทียนฮั้วลังเลเล็กน้อย จึงกล่าว “เรื่องนี้ต้องค่อยๆ หารือ...ท่าน ลุงอย่าได้เข้าใจผิด มิใช่เราไม่รับปาก หากแต่เราคิดเสาะหาอาจารย์ที่ดีกว่า นี้ให้แก่นาง” เจีย่ เทียนฮัว้ เตีย้ อิมไต้ซอื และฮุน้ เท้งล้วนกราบผูส้ นั โดษพิสดารเป็น อาจารย์ ผู้สันโดษพิสดารมีนิสัยประหลาดพิกล รับศิษย์รวมห้าคน เพียง ถ่ายทอดวิทยายุทธ์แก่ศษิ ย์คนละแขนง เช่น เจีย่ เทียนฮัว้ เพียงฝึกเพลงกระบี่

19


จากท่านครึ่งหนึ่ง ที่ว่าครึ่งหนึ่งคือ ผู้สันโดษพิสดารมีเพลงกระบี่สองชุด จัดสร้างกระบี่ ตัวผู้ตัวเมียสองเล่ม กระบี่ตัวผู้นามเมฆขาว กระบี่ตัวเมียนามเขียวเรือง กระบี่เมฆขาวมอบต่อเจี่ยเทียนฮั้ว กระบี่เขียวเรืองมอบต่อศิษย์สตรีอีกนาง หนึ่ง ทั้งสองฝึกเพลงกระบี่จากท่านคนละชุด หากกระบี่ทั้งคู่ผนึกรวมกันจะ พิชิตทั่วทั้งแผ่นดินโดยไร้ผู้ต่อต้าน ดังนั้นในศิษย์ทั้งห้า นับเจี่ยเทียนฮั้วกับศิษย์สตรีนั้นมีฝีมือสูงเยี่ยม ที่สุด ส�ำหรับฮุ้นเท้ง เนื่องเพราะยังฝึกไม่ส�ำเร็จแตกฉาน มีฝีมืออ่อนด้อย ที่สุด เตี้ยอิมไต้ซือเป็นศิษย์คนที่สอง ฝึกเพลงไม้เท้าปราบมาร มีวิชาก�ำลัง ภายนอกถึงขั้นสุดยอด เจีย่ เทียนฮัว้ กับเตีย้ อิมไต้ซอื ตอบรับค�ำเชิญของฮุน้ เท้งผูเ้ ป็นซือตี๋ น�ำ ศิษย์ของตัวเองเดินทางจากแผ่นดินตงง้วนมาถึงชายแดนมองโกล ช่วยเหลือ เขาช่ ว ยบิ ด า ประจวบกั บ ข่ า นอั ว ลาได้ ร าชโอรส เฉลิ ม ฉลองทั่ ว ทั้ ง เผ่ า มาตรการป้องกันผ่อนคลาย ทั้งสามผนึกก�ำลังฆ่าทหารยามหลายคน ช่วย ฮุน้ เจ็งหนีออกมาโดยง่ายดาย คิดไม่ถงึ ด่านห่านป่าอยูเ่ บือ้ งหน้าสายตา ค่อย เผชิญกับทหารติดตาม ฮุ้นเท้งหลั่งเลือดชโลมชายแดน ศิษย์คนเดียวของ เจี่ยเทียนฮั้วก็เสียชีวิตในการต่อสู้ ฮุ้นเจ็งเมื่อเล่าจบ ต้องม่อยหลับไปด้วยความอ่อนเพลีย ฮุ้นลุ่ย เหม่อมองดูปู่ของนาง ไม่แย้มยิ้มไม่พูดจา เจี่ยเทียนฮั้วทอดถอนใจ โบกมือคราหนึ่ง รถเทียมลาก็ควบขับต่อไป ยามนัน้ จันทร์ลอยพ้นจากขอบฟ้า ใต้แสงจันทร์ลบู ไล้พนื้ หุบเขาคล้าย คลุมแพรเบาบางชั้นหนึ่ง ยิ่งเน้นเห็นถึงความสงบวิเวก เจี่ยเทียนฮั้วให้ ฮุ้นลุ่ยรับประทานเนื้อตากแห้งหลายชิ้น ดื่มน�้ำอึกหนึ่ง ตบร่างนางเบาๆ ไม่นานนางก็เคลิ้มหลับไป ระหว่างการเดินทาง พลันได้ยินฮุ้นเจ็งร้องละเมอว่า “หนาว หนาว

20


นัก...สุนัขป่ามาแล้ว” เตีย้ อิมไต้ซอื ยิม้ พลางกล่าวว่า “เขายังเข้าใจว่าเลีย้ งม้าอยูท่ ชี่ ายแดน อีก” เพิ่งขาดค�ำ ได้ยินฮุ้นลุ่ยร้องละเมอว่า “มารดา หลุยลุ่ยไม่ฆ่าคน หลุยลุ่ยกลัว” เจีย่ เทียนฮัว้ งงงันวูบจึงสัน่ ศีรษะ พลันได้ยนิ เสียงเกาทัณฑ์กระดิง่ กรีด ผ่านหุบเขา ปลุกฮุ้นเจ็งตื่นจากความฝันร้องว่า “สุนัขป่ามาแล้ว” เห็นเปลวไฟสีครามสายหนึ่งตกวูบลงมา เตี้ยอิมไต้ซือพุ่งปราดไป หลายวาตรงเข้าหาศัตรู เจี่ยเทียนฮั้วก็ปลอบโยนว่า “ท่านลุงไม่ต้องกลัว ผู้ มามีไม่กี่คน” ฮุ้นเจ็งกล่าวเสียงสั่นสะท้านว่า “ผิดท่าแล้ว นี่เป็นนักบู๊อันดับหนึ่ง สังกัดเตียจงจิว แซ่ตนั ไถนามเมีย่ เหม็ง ฟังจากชือ่ แซ่คล้ายเป็นชาวมองโกล แท้ที่จริงเป็นชาวฮั่น ลูกเท้งเคยประมือกับมัน พลาดท่าเสียทีมันครั้งหนึ่ง” เจีย่ เทียนฮัว้ ยิม้ พลางกล่าวว่า “ซือเฮียเราอาศัยไม้เท้าเดียวกวาดทัว่ แผ่นดินตงง้วน นักบูอ๊ นั ดับหนึง่ แห่งมองโกลนับเป็นอย่างไรได้ รอสักครูพ่ วก เราคร่ากุมมันให้ทา่ นลุงคุมตัวมันกลับนครหลวง ส่งมอบต่อทางการ ดูวา่ เจ้า ผู้นี้ยังกล้า ‘เมี่ย’ (ล้มล้างเหม็ง) หรือไม่?” เขาท่องเที่ยวประกอบวีรกรรม ชิงชังคนขายชาติท่ีสุด พอฟังว่าคน ผู้นี้ชื่อเมี่ยเหม็งถึงกับบันดาลโทสะ ชักกระบี่รุดไปช่วยเหลือเตี้ยอิมไต้ซือ เห็นนายทหารมองโกลผูห้ นึง่ สวมเสือ้ เกราะทอง ใช้ตาขอมังกรคูต่ อ่ สู้ กับเตี้ยอิมไต้ซือที่ปากหุบเขา เตี้ยอิมไต้ซือควงไม้เท้าพระธรรมดั่งมังกร อาละวาดสมุทร บังเกิดเสียงลมหวืดหวือ นายทหารมองโกลนั้นกลับสะบัด กวัดแกว่งตาขอคู่คุกคามไม้เท้าพระธรรมด้ามนั้นโอนไปเอนมา สร้างความ ตื่นตระหนกแก่เจี่ยเทียนฮั้ว ครุ่นคิดขึ้น ‘เจ้าผู้นี้ฝีมือร้ายกาจจริงๆ มิน่าเล่า ฮุ้นเท้งซือตี๋พลาดท่าเสียทีมัน ดูท่าเตี้ยอิมซือเฮียก็มิใช่คู่มือมัน’ ดังนัน้ ขยับแขนลอยตัวดุจวิหคเหินเมฆ ร่อนลงจากกลางอากาศ ขยับ

21


กระบีด่ ว้ ยท่าฮุกลิว้ ชวงฮวย (แหวกหลิวทะลวงบุปผา) แทงปราดออกอย่าง หักโหม กระบี่นี้มุ่งท�ำลายอาวุธประเภทตาขอสวัสดิกะ เป็นกระบวนท่าที่ ผู้สันโดษพิสดารบัญญัติคิดค้นขึ้น เพลงกระบี่นี้เคลื่อนไหวปราดเปรียว แปรเปลี่ยนสุดหยั่งคาด เจี่ย เทียนฮั้วยกกระบี่ทะลวงแทง แฝงการเปลี่ยนแปลงสองประการ ไม่ว่าศัตรู ต้านปะทะตรงๆ หรือจู่โจมจากสองปีก ล้วนยากหลบพ้นจากกระบี่นี้ได้ มิคาดนายทหารมองโกลลดตาขอซ้ายลง ตวัดตาขอขวาขึ้น กระบี่ของเจี่ย เทียนฮั้วแทบถูกมันชักน�ำไป พริบตาดุจประกายไฟ เห็นประกายตาขอแลบแปลบปลาบ นายทหาร มองโกลกลับฉวยโอกาสทีช่ ะงักงันวูบ เปลีย่ นจากรับเป็นรุกเข้ามา เจีย่ เทียน ฮั้วลอบตื่นตระหนก สลัดกระบี่ยาว ประกายกระบี่กรีดเป็นรูปโค้ง คนหมุน ตามสภาวะกระบี่ครึ่งรอบ จากนั้นผลักปลายกระบี่ออกอย่างรวดเร็ว นีเ่ ป็นกระบวนท่าทีเ่ พียบพูนทัง้ การรุกและรับ นายทหารมองโกลกลับ ไม่อาจจู่โจมกระบวนท่าออกได้ ได้แต่ยกตาขอคู่ปิดป้องเคลื่อนกายไปทาง ซ้ายหนึ่งก้าว เจี่ยเทียนฮั้วร่ายร�ำกระบี่โหมรุกจู่โจมติดต่อกันสามกระบวน ท่า นายทหารมองโกลบันดาลโทสะ กระชากเสียงว่า “ท่านเข้าใจว่าเรา กลัวท่านหรือ?” พลางคลี่ตาขอคู่ ทั้งเสือกส่ง สกัด ทะลวง เกาะเกี่ยวกลับกลายเป็นงู เงินสองสายแนบประกบกับประกายกระบี่ของเจี่ยเทียนฮั้ว เจี่ยเทียนฮั้วแม้ มีเพลงกระบี่เลิศล�้ำ กลับไม่อาจท�ำอย่างไรมันได้ เตีย้ อิมไต้ซอื ขูค่ ำ� รามก้อง ควงไม้เท้าพระธรรมเข้ามาช่วยเหลือ นาย ทหารมองโกลนั้นหัวร่อฮาฮา กล่าวว่า “ค�ำนวณจากฝีมือของท่าน คงเป็น มือกระบี่เลื่องชื่อของตงง้วน ฟังว่ายอดฝีมือชาวตงง้วนต่อสู้กันตัวต่อตัว พวกท่านคิดใช้พวกมากเอาชัยหรือ?” เตี้ยอิมไต้ซือตวาดว่า “เจ้าผู้นี้ใช่เรียกว่าตันไถเมี่ยเหม็งหรือไม่?”

22


“อืมม์ หลวงจีนท่านก็รู้จักชื่อของเรา” เตี้ยอิมไต้ซือตวาดว่า “ท่านเป็นชาวฮั่น กลับเป็นนายทหารมองโกล ใช่มียางอายหรือไม่? กับโจรทรยศคนขายชาติเช่นท่าน ผู้ใดยึดถือกฎ ระเบียบบู๊ลิ้มด้วย? รับเราไม้เท้าหนึ่ง” ตันไถเมี่ยเหม็งหน้าเคร่งเครียดลง จากนั้นเปล่งเสียงหัวร่อ กล่าวว่า “ม้าเดียวท่องทะยานทะเลทราย ดวงใจนี้ตีแผ่ต่อฟ้าได้ ผู้ใดเป็นโจรทรยศ คนขายชาติ? เราทรยศขายชาติผใู้ ด? จูงว้ นเจียงหลอกช่วงชิงแผ่นดิน มีแต่ พวกท่านที่ไม่รักดี จึงยอมศิโรราบต่อบุตรหลานของเขา” พลางถลันหลบไม้เท้าพระธรรม ควงตาขอคู่คุ้มครองกาย ปากกล่าว เสียงกังวาน “บอกไปหลวงจีนโง่งมท่านก็ไม่เข้าใจ เอาเถอะ ท่านคิดต่อสู้ เราจะสั่งให้ผู้เยาว์ทั้งสองรับกระบวนท่าของท่าน” ขาดค�ำจ่อจี้ตาขอคู่ ชักน�ำไม้เท้าพระธรรมด้ามนั้นไปด้านข้าง นาย กองทีด่ า้ นหลังมันสองคนก็รบี ควงดาบทวนเข้ามา ต่อสูก้ บั เตีย้ อิมไต้ซอื แทน เตี้ยอิมไต้ซือผ่านการสู้ศึกสองรอบ เรี่ยวแรงไม่ปะติดปะต่อ ยามนี้กลับ เอาชนะนายกองทั้งสองไม่ได้ ตันไถเมี่ยเหม็งต่อสู้กับเจี่ยเทียนฮั้วหลายกระบวนท่า พลันถามว่า “ท่านใช่เป็นศิษย์ของผู้สันโดษพิสดารหรือไม่?” เจีย่ เทียนฮัว้ งงงันวูบ ตันไถเมีย่ เหม็งยิม้ พลางกล่าวว่า “ครัง้ กระโน้น ซือแป๋ท่านเอาชนะซือแป๋เราไม่ได้ ท่านคิดเอาชนะเรา ไหนเลยกระท�ำได้? ท่านเมื่อไม่รู้จักดีชั่ว คืนนี้พวกเราจะสู้เพื่อต้นสังกัดตัวเองสักสามกระบวน ท่า” เจี่ยเทียนฮั้วใจสั่นสะท้าน นึกถึงค�ำบอกของซือแป๋ เมื่อยี่สิบปีก่อน ท่านเคยชิงต�ำแหน่งประมุขบูล๊ มิ้ กับอสูรร้ายผูห้ นึง่ ต่อสูก้ นั บนยอดเขาง่อไบ๊ สามวันสามคืน อสูรร้ายผู้นี้แซ่เซียงกัวนามเทียนเอี้ย หลังการต่อสู้ครั้งนั้น เซียงกัวเทียนเอี้ยพลันหลบเร้นไร้ร่องรอย ไม่ทราบซ่อนตัวอยู่ท่ีใด ฟังจาก ปากค�ำตันไถเมี่ยเหม็ง แสดงว่าอสูรร้ายแซ่เซียงกัวหลบซ่อนอยู่ที่แดน

23


มองโกลเอง เจีย่ เทียนฮัว้ ความจริงคิดหยุดกระบีต่ วาดถาม พอฟังมันกล่าวค�ำ “สู้ เพื่อต้นสังกัดตัวเอง” ต้องบังเกิดเพลิงโทสะอีกครา ร่ายร�ำเพลงกระบี่ที่ซือ แป๋ถ่ายทอดให้ออกมาจนลมฝนยังไม่อาจกระเซ็นใส่ ในการรุกแฝงการรับ ในการรับแฝงการรุกอย่างพร้อมพรัก ตันไถเมี่ยเหม็งก็ร้ายกาจยิ่ง ไขว้สลับตาขอคู่ดั่งรุ้งทองสองสาย คุ้มครองตนอย่างแน่นหนา เพียบพร้อมด้วยการรุกและรับเช่นกัน ชั่ว พริบตาต่อสู้กันร้อยกว่ากระบวนท่า ยังไม่พิสูจน์ผลแพ้ชนะ ตันไถเมี่ยเหม็งควงตาขอคู่รุกไล่สามกระบวนท่า เจี่ยเทียนฮั้วไม่ลด ราวาศอก ตีโต้ไปสี่กระบี่ ตันไถเมี่ยเหม็งพลันหัวร่อฮาฮา พุ่งถอยออกจาก วง ร้องว่า “เป็นอย่างไร? เราท่านล้วนทุม่ เทอย่างสุดก�ำลัง ยังไม่อาจเอาชนะ ได้ มิสู้หยุดมือเถอะ” เจี่ยเทียนฮั้วกระชากเสียงว่า “นักบู๊ไม่ยอมอยู่ร่วมกับคนขายชาติ เรื่องในวันนี้เราสองไม่ตายไม่เลิกรา” ตันไถเมี่ยเหม็งตวาดว่า “ท่านช่างไม่ทราบเป็นตายร้ายดี เราได้รับ ค�ำสัง่ เสนาบดีเตีย เตือนพวกท่านกลับมองโกล พวกท่านหากยืนกรานกลับ ตงง้วน เกรงว่าไม่ถึงด่านห่านป่าก็ประสบเคราะห์กรรม” กล่าวจบ ห่อปากเป่าค�ำหนึ่ง แสร้งจู่โจมหลอกล่อ หมุนตัวจากไป นายกองทั้งสองก็พุ่งถอยจากวง วิ่งหลบหนีไป เจีย่ เทียนฮัว้ และเตีย้ อิมไต้ซอื ไหนเลยยอมปล่อยปละละเว้น ถือกระบี่ กระชับไม้เท้าไล่ติดตามไป ชั่วขณะอ้อมมุมเขาแห่งหนึ่ง เจี่ยเทียนฮั้วพลัน ฉุกคิดขึ้น ‘เจ้าผู้นี้ไม่ปรากฏลางแพ้ ไฉนหลบหนีไป? หรือมีเล่ห์อุบายอื่น อีก? ใต้เท้าฮุน้ ถูกทิง้ อยูด่ า้ นหลัง ไม่มมี อื ดีคมุ้ ครอง ยังคงอย่าได้หลงกลมัน’ ขณะจะร้องชักชวนเตีย้ อิมไต้ซอื กลับไป ตันไถเมีย่ เหม็งพลันกระโดด ลงในหุบผาอย่างไม่คาดหมาย เจี่ยเทียนฮั้วใจหายวาบ ที่นี้ห่างจากก้นหุบผาสิบกว่าวา ก้นหุบผามี

24


โขดหินระเกะระกะ ตันไถเมี่ยเหม็งกระโดดลงไปเช่นนี้ หรือคิดหาที่ตาย? ความคิดไม่ทันสิ้นสุด เห็นร่างที่กลางอากาศของตันไถเมี่ยเหม็งหด แล้วยืดวูบ สะบัดมือซัดเชือกยาวออกเส้นหนึ่ง ปลายเชือกผูกขอเกี่ยวเกาะ เกี่ยวกับต้นสนฝั่งตรงข้าม พาตัวแกว่งไกวข้ามไปดุจโล้ชิงช้าก็มิปาน หุ บ ผานี้ มี ภู มิ ป ระเทศอั น ตราย ภู เขาเดี ย วแยกออกเป็ น สองลู ก ระหว่างเขาทั้งสองลูกห่างกันสิบกว่าวา ต่อให้มีตัวเบาสูงล�้ำกว่านี้ ก็ไม่อาจ เหินข้ามไป คิดไม่ถึงตันไถเมี่ยเหม็งใช้วิธีนี้โลดข้าม พอกระโดดข้ามไป ลด เลี้ยวคราหนึ่งก็ถึงรถเทียมลาของฮุ้นเจ็งแล้ว ความแตกตืน่ ของเจีย่ เทียนฮัว้ ครัง้ นีใ้ หญ่หลวงนัก หากวกกลับไปตาม ทางเดิม เมื่อรุดถึงฮุ้นเจ็งคงประสบภัยแล้ว แต่หุบผาไม่อาจเหินข้ามได้ ไม่ ย้อนกลับเส้นทางเดิมจะท�ำอย่างไร? ได้แต่ตดั ใจหันกายวิง่ กลับไป เพือ่ เสีย่ ง ชีวิตกับตันไถเมี่ยเหม็งล้างแค้นให้แก่ฮุ้นเจ็ง เมื่อกลับถึงที่เดิม เห็นตันไถเมี่ยเหม็งยืนอยู่หน้ารถเทียมลา ฮุ้นเจ็ง นั่งบนที่นั่งคนขับ ทั้งสองหันหน้าเข้าหากัน ตันไถเมี่ยเหม็งสอดตาขอคู่คืน สู่หว่างเอว ปากคล้ายก�ำลังขอร้องแต่โดยดี ฮุ้นเจ็งกลับมีสีหน้าเกรี้ยวกราด เมื่อเจี่ยเทียนฮั้วรุดถึง ได้ยินฮุ้นเจ็งด่าทอว่า “เหลวไหล เรากับเตียจงจิวไม่ ยอมอยู่ร่วมฟ้าเดียวกัน เจ้าจะฆ่าก็ฆ่า เราไหนเลยยอมกลับไปกับเจ้า เพื่อ ขอความคุ้มครองจากมัน?” เจี่ยเทียนฮั้วรับฟังจนสงสัยใจยิ่ง เห็นตันไถเมี่ยเหม็งเหลียวหน้ามา ยิ้มให้แก่ตนเอง กล่าวว่า “ท่านเห็นแล้วกระมัง? หากเราต้องการชีวิตเฒ่า แซ่ฮุ้น นับว่าง่ายดายดุจพลิกฝ่ามือ ไหนเลยรอจนท่านกลับมา? เฒ่าแซ่ฮุ้น เราน้อมเตือนแต่โดยดี โชคเคราะห์เป็นตายขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของ ท่าน” ฮุน้ เจ็งเดือดดาลสุดระงับ ผมเผ้าหนวดเคราลุกชีช้ นั กล่าวว่า “เจ้าให้ เรากลับไปเลี้ยงม้าให้กับใต้เท้าเตียของเจ้าอีกยี่สิบปีหรือ?” “ใต้เท้าเตียเห็นท่านเลี้ยงม้ายี่สิบปี ไม่ยอมสยบโดยง่ายดาย ในใจ

25


เคารพในตัวท่าน จึงให้ท่านกลับไป” ฮุน้ เจ็งตวาดด่าทอว่า “เตียจงจิวทรยศขายชาติ เป็นคนต�ำ่ ช้าสามานย์ ผู้แซ่ฮุ้นจงรักภักดี ผู้ใดต้องการความเคารพจากมัน?” ตันไถเมี่ยเหม็งแค่นหัวร่อกล่าวว่า “ใต้เท้าเตียกล่าวไม่ผิด ท่านมีแต่ ความโฉดเขลา ไม่คู่ควรกับการสนทนาเรื่องส�ำคัญ เขาก็ค�ำนวณว่าท่านไม่ ยอมกลับไป แต่เห็นแก่ท่านเป็นยอดบุรุษ ไม่อาจหักใจเห็นการตายโดยไม่ ช่วยเหลือ จึงสั่งให้เราติดตามมา” ฮุ้นเจ็งร้องอย่างขุ่นแค้นว่า “ไม่อาจหักใจเห็นการตายโดยไม่ช่วย เหลืออันใด? ผู้แซ่ฮุ้นเลี้ยงม้ายี่สิบปี โชคดีที่ได้ฝังร่างกับมาตุภูมิ แม้ตายก็ นอนตาหลับ เจ้าติดตามถึงที่นี้ จะฆ่าจะฟันก็ลงมือ ที่นี้เป็นผืนแผ่นดินจีน หลั่งเลือดชโลมมาตุภูมิ ยังมีความคับแค้นอันใด?” “ผู้ใดคิดฆ่าท่าน ที่คิดฆ่าท่านไม่ใช่พวกเรา” ฮุน้ เจ็งขุน่ แค้นจนร่างสัน่ ระริก กระชากเสียงว่า “เจ้าฆ่าลูกเท้งเรา ยัง มากระตุ้นโทสะเราหรือ?” “บุตรชายท่านไม่ได้ถูกพวกเราฆ่าทิ้ง นั่นเป็นคนของเสนาบดีฝ่าย ซ้ายเรา” “เสนาบดีฝ่ายซ้ายฝ่ายขวาอันใด ล้วนเป็นเขี้ยวเล็บมองโกล เราตก อยู่ในเงื้อมมือเจ้า เจ้ารีบฆ่าเราเถอะ” ทั้งสองยิ่งว่ากล่าวยิ่งแตกหัก เจี่ยเทียนฮั้วตวาดสอดขึ้น “คุกคาม ท�ำร้ายชายชราไม่มีเรี่ยวแรงฆ่าไก่ผู้หนึ่ง นับเป็นพฤติการณ์เยี่ยงไร? หาก เก่งกล้าสามารถ พวกเราต่อสู้กันอีกสามร้อยกระบวนท่า” ตันไถเมีย่ เหม็งไม่แยแสสนใจเขา ลดสุม้ เสียงแผ่วเบาลงกล่าวว่า “เมือ่ เป็นเช่นนี้ เราได้แต่ไปแล้ว ใต้เท้าเตียบอกว่า รัง้ ท่านอยูเ่ ลีย้ งม้ายีส่ บิ ปี รูส้ กึ เสียใจยิง่ เขาคาดว่าท่านไม่ยอมกลับไป ดังนัน้ ใช้เราส่งถุงแพรมาให้กบั ท่าน สามใบ ถือเป็นการตอบแทนท่านทีช่ ว่ ยเลีย้ งม้าให้ยส่ี บิ ปี ขอเพียงปฏิบตั ติ าม แผนอุบายในถุงแพร ยังสามารถช่วยชีวิตท่านได้”

26


พลางสะบัดมือวูบ หันกายจากไป เจีย่ เทียนฮัว้ งงงันวูบ ตันไถเมีย่ เหม็งก็เดินผ่านข้างกายเขาไป ได้ยนิ เสียงโครม ฮุ้นเจ็งล้มลงบนที่นั่งคนขับ เจี่ยเทียนฮั้วพลันตวัดมือซัดตะปู จือ้ โง่วต้วนฮุน้ เต็ง (ตะปูปลิดวิญญาณ) ห้าตัว ซัดใส่จดุ ส�ำคัญของตันไถเมีย่ เหม็งห้าแห่ง ตันไถเมี่ยเหม็งกระทั่งศีรษะยังไม่เหลียวกลับ ควงตาขอคู่เป็นวง ได้ยนิ เสียงติงติงติดต่อกัน จากนัน้ ตันไถเมีย่ เหม็งแค่นหัวร่อ เงาคนถลันหาย ลับกับมุมเขาอย่างรวดเร็ว เจี่ยเทียนฮั้วซัดตะปูก�ำหนึ่ง ไม่ได้ตั้งความหวังว่าจะโค่นศัตรูล้มลง แต่เห็นมันกวาดกระแทกตะปูทั้งห้าตัวร่วงหล่นโดยง่ายดาย ต้องบังเกิด ความตื่นตระหนก รีบวิ่งปราดไปที่รถเทียมลา เห็นฮุ้นเจ็งล้มพับบนที่นั่งคนขับ หน้าแดง คอพอง เจี่ยเทียนฮั้วยื่น มือนวดเฟ้นทรวงอกท่าน ฮุ้นเจ็งพลันถ่มเสมหะออกมาค�ำหนึ่ง ยันกายลุก ขึ้นนั่ง เจี่ยเทียนฮั้วทราบว่าท่านขุ่นแค้นแน่นอก ถูกเสมหะจุกล�ำคอ ไม่ได้ รับอันตรายใด ค่อยคลายใจลง เจีย่ เทียนฮัว้ ขณะจะพูดจาปลอบโยน พลันได้ยนิ เตีย้ อิมไต้ซอื ส่งเสียง ร�่ำร้อง ลากไม้เท้าพระธรรมวิ่งกลับมา สร้างความแตกตื่นแก่เจี่ยเทียนฮั้ว จนถามโพล่งว่า “ซือเฮีย ท่านเป็นไรแล้ว?” เตีย้ อิมไต้ซอื ส่งเสียงร้องว่า “น้องรอง เราเสือ่ มเสียหน้าส�ำนักอาจารย์ จนหมดสิ้น ในชีวิตนี้ไม่ใช้ไม้เท้าพระธรรมหวดตันไถเมี่ยเหม็งสามร้อยครา ยากระบายความแค้นนี้ได้” เจี่ยเทียนฮั้วทราบว่าซือเฮียอารมณ์วู่วาม ดังนั้นสะกดให้ท่านนั่งลง ให้ดื่มน�้ำอึกหนึ่ง ค่อยถามไถ่รายละเอียด เตี้ยอิมไต้ซือเล่าอย่างคั่งแค้น “เราเข้าใจว่าเจ้าผู้นี้ลงมือต่อใต้เท้าฮุ้น คิดรีบรุดกลับมา กลับถูกเจ้า โจรน้อยทัง้ สองพัวพันไว้ ต่อสูเ้ ป็นเวลานาน ค่อยชิงเป็นฝ่ายมีเปรียบ มิคาด ตันไถเมี่ยเหม็งก็กลับมา เราเข้าใจว่ามันท�ำร้ายใต้เท้าฮุ้นแล้ว จึงแผดด่า

27


เป็นการใหญ่ เจ้าผู้น้ันพลันใช้ตาขอคู่เกี่ยววูบ ลากไม้เท้าพระธรรมของเรา ไปด้านข้าง จากนัน้ สลายพลังท�ำร้ายเราเสียหลักล้มลง ตบหน้าเราฉาดหนึง่ กล่าวค�ำ ‘หลวงจีนวูว่ ามปากพล่อย ตบหน้าสัง่ สอนคราหนึง่ ’ เมือ่ ด่าจบค่อย น�ำโจรน้อยทั้งสองจากไป พวกเราท่องยุทธจักรหลายสิบปี ไหนเลยเคยถูก หยามหยันเช่นนี้? ท่านว่าน่าคลั่งใจหรือไม่?” หยุดเล็กน้อยจึงกวาดตาไปบนพื้น พลันส่งเสียงร้องว่า “นี่เป็นเรื่อง ราวใด? ท่านประมือกับมันหรือไม่? ใต้เท้าฮุ้นยังเป็นปรกติดี บนพื้นไฉนมี ถุงแพรสามใบ?” พลางเก็บถุงแพรขึน้ จากพืน้ สามใบ เห็นบนถุงแพรปักรูปอูฐ แสดงว่า เป็นของชาวมองโกล ฮุน้ เจ็งกระชากเสียงว่า “ของโสโครกของพวกตาดมองโกล ฉีกท�ำลาย โยนทิ้งไป” เตีย้ อิมไต้ซอื งงงันวูบ จึงออกแรงฉีก พลันรูส้ กึ ปวดแปลบทีข่ อ้ มือ ถุง แพรทั้งสามใบถูกเจี่ยเทียนฮั้วช่วงชิงไป กล่าวว่า “ใต้เท้าฮุ้น ลองดูว่ามัน เขียนว่าอย่างไร หากเป็นวาจาเหลวไหลค่อยฉีกทิ้งก็ไม่สาย” ที่แท้เขาหวนนึกถึงตันไถเมี่ยเหม็งมีฝีมือสูงเยี่ยม เมื่อไม่คิดร้ายต่อ ฮุ้นเจ็งยังรุดมาไยกัน? หรือว่าคิดช่วยคนจริงๆ? แต่มันไฉนรับราชการที่ มองโกล ยี่สิบปีมานี้ยังช่วยเตียจงจิวเคี่ยวเข็ญทรมานฮุ้นเจ็ง ยังมีด่านห่าน ป่าปรากฏแก่สายตา เมื่อเหยียบย่างเข้าแผ่นดินจีน ยังมีผู้ใดคิดร้ายต่อฮุ้น เจ็ง? แต่หากบอกว่ามันดั้นด้นมาเพื่อกล่าววาจาผีสางเหล่านี้ ออกจะไร้ เหตุผลไป ฮุน้ เจ็งรับถุงแพรมา เหลือบมองแวบหนึง่ เห็นถุงแพรใบแรกเขียนค�ำ ‘เปิดทันที’ ดังนัน้ ฉีกถุงออก ดึงกระดาษออกมาแผ่นหนึง่ เห็นเขียนข้อความ ว่า ‘กลับมองโกลยามนี้ ยังไร้เรื่องราว แม่ทัพตันไถประจ�ำอยู่ที่จั่วหวิน คอยรอรับท่าน’

28


ฮุ้นเจ็งพออ่านจบ ก็ฉีกกระดาษแผ่นนั้นเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย หยิบถุง แพรใบที่สองขึ้น เห็นเขียนค�ำ ‘เปิดอ่านเมื่อห่างจากด่านห่านป่าเจ็ดลี้’ ดังนั้นกล่าวว่า “พานไม่เชื่อฟังท่าน” พลางฉีกถุงแพรใบที่สองออก ภายในมีกระดาษอีกแผ่นหนึ่งเขียนว่า ‘สถานการณ์คับขัน ยามนี้ด่านห่านป่ามีคนออกมารับท่าน คนน�ำ ขบวนหากมิใช่นายทัพจิวเกี๋ยง ให้ชักม้าหลบหนี ทิ้งเจี่ยเทียนฮั้วและเตี้ย อิมรั้งท้าย อาจยังรักษาศีรษะไว้ได้’ นายทัพรักษาด่านห่านป่าจิวเกี๋ยงกับฮุ้งเจ็งเป็นสหายร่วมบ้านเกิด เดียวกัน คนหนึง่ ฝึกบุน๋ คนหนึง่ ฝึกบู๊ ครัง้ นีฮ้ นุ้ เท้งคิดช่วยบิดา มันลอบให้การ ช่วยเหลือมากหลาย ก่อนด�ำเนินการช่วยบิดา ก็ใช้คนห้อม้าเร็วไปรายงาน ต่อนายทัพจิวเกี๋ยง ให้มันท�ำหนังสือถึงบ้านเมือง ระหว่างทางมีการติดต่อ ส่งข่าวอย่างลับๆ ตลอดเวลา ดังนัน้ ฮุน้ เจ็งครุน่ คิดขึน้ ‘จิวเกีย๋ งเห็นเรามาถึง ไหนเลยไม่ออกมาต้อนรับได้? เราเป็นทูตถูกเหนี่ยวรั้ง เมื่อกลับไปเช่นนี้ ทางการย่อมต้องปูนบ�ำเหน็จรางวัลใช้สอยเป็นพิเศษ ชาวมองโกลคิดยุยงให้ แตกแยก นับว่าอุบาทว์บัดซบอย่างแท้จริง’ นึกถึงตอนนี้ ฉีกจดหมายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยอีก เจี่ยเทียนฮั้วช�ำเลืองมองแวบหนึ่ง เหลือบเห็นบนจดหมายมีชื่อของ ตนเอง ดังนั้นกล่าวอย่างสงสัยใจว่า “ในจดหมายเขียนว่าอย่างไร?” ฮุ้นเจ็งแค่นเสียงดังเฮอะกล่าวว่า “ล้วนเป็นวาจาผีสาง แต่โจรทรยศ ก็ร้ายกาจยิ่ง คล้ายล่วงรู้ว่าพวกท่านจะเข้าแดนมองโกลมาช่วยเรา” พลางหยิบถุงแพรใบที่สามขึ้น ขณะจะฉีกออก พลันเห็นบนถุงแพร ใบที่สามเขียนค�ำ ‘จดหมายนี้ให้เจี่ยเทียนฮั้วเปิดอ่าน’ ต้องเหลือบมองเจี่ย เทียนฮั้วแวบหนึ่ง ในใจบังเกิดความสงสัยขึ้น เจี่ยเทียนฮั้วท่องยุทธจักรมานาน พอเห็นสีหน้าของท่านก็ดูออก ยิ้ม พลางกล่าวว่า “โจรทรยศเจ้าเล่ห์เพทุบาย ใต้เท้าฮุ้นลองเปิดอ่านดูว่ามัน บอกว่าอย่างไร”

29


ฮุ้นเจ็งลังเลเล็กน้อย จึงเปิดถุงแพรดึงจดหมายออกอ่านช้าๆ ว่า “ยามนี้ใต้เท้าฮุ้นคงถูกจับกุม ในถุงแพรยังมีขี้ผึ้งลูกหนึ่ง ให้ซุกซ่อน ขี้ผึ้งลูกนี้ไว้ อย่าได้ผ่าออก รีบเดินทางเข้านครหลวง ขอเข้าพบอูเคียมเปิด โปงเฮ้งจิน้ ใต้เท้าฮุน้ ใช่รกั ษาชีวติ ไว้ได้หรือไม่ขนึ้ อยูก่ บั ความเคลือ่ นไหวนี”้ ฮุ้นเจ็งแค่นเสียงอย่างเดือดดาล ฉีกจดหมายทิ้งไป ด่าทอว่า “ล้วน เป็นวาจาเหลวไหล ผู้แซ่ฮุ้นเป็นขุนนางตงฉิน ไหนเลยถูกจับกุมได้?” พลางโยนถุงแพรทิง้ ลงกับพืน้ เจีย่ เทียนฮัว้ กระโดดปราดมารับถุงแพร ไว้ ล้วงมือควานหา ค้นพบขี้ผึ้งลูกหนึ่ง ดังนั้นซุกเก็บเอาไว้ ฮุน้ เจ็งหน้าแปรเปลีย่ นไป เจีย่ เทียนฮัว้ อธิบายว่า “ลองเก็บรักษาของ นี้ไว้ดูเล่น” ฮุ้นเจ็งกล่าวอย่างไม่พอใจเล็กน้อยว่า “นี่เป็นของที่มอบให้แก่ท่าน ท่านคิดเก็บรักษาก็เก็บรักษาไว้ เราฮุ้นเจ็งกับโจรทรยศไม่ยอมอยู่ร่วมฟ้า เดียวกัน ต่อให้ร่างแหลกลาญเป็นผุยผง ก็ไม่ต้องการความช่วยเหลือจาก มัน” รถเทียมลาควบขับกลางราตรี ที่นอกด่านห่านป่าบังเกิดเสียง เป่าหลอดเขาของทหารไต้เหม็งทีเ่ ฝ้ารักษาชายแดนดังแว่วมา ฮุน ้ เจ็ง คึกคักอักโข แม้ตรากตร�ำเดินทาง ไม่ได้หลับใหลตลอดทั้งคืน ยัง ปราศจากความง่วงเหงา พลันถามว่า “ตอนที่เราเดินทางมาเป็นทูต เป็นปีทสี่ บิ ในรัชกาลย่งลักฮ่องเต้ ตอนนีผ้ า่ นไปยีส่ บิ ปี ผลัดฮ่องเต้สาม รัชกาล ไม่ล่วงรู้เรื่องของบ้านเมือง ไม่ทราบตอนนี้เป็นผู้ใดบริหาร ราชการแผ่นดิน?” เจี่ยเทียนฮั้วกล่าวว่า “เป็นเฮ้งจิ้นครองความเป็นใหญ่” ฮุ้นเจ็งนึกถึงค�ำบอกในถุงแพรใบที่สาม ต้องร้องโพล่งว่า “อย่างนั้น ฟ้าดินคุ้มครองราชวงศ์เราแล้ว เฮ้งจิ้นคงเป็นขุนนางตงฉิน มีแต่อูเคียมที่ เป็นขุนนางกังฉิน”

30


เตีย้ อิมไต้ซอื พอดีกระตุน้ ม้าถึงข้างรถ พอฟังกระแทกไม้เท้าพระธรรม ลงกับพื้น ร้องดังๆ ว่า “ใต้เท้าผิดแล้ว เฮ้งจิ้นเป็นขุนนางกังฉินผู้ยิ่งใหญ่ หากเผชิญกับเรา จะหวดไม้เท้าพระธรรมใส่มันคราหนึ่ง” ฮุน้ เจ็งกล่าวอย่างงุนงงว่า “เป็นไปไม่ได้กระมัง? หากมันเป็นขุนนาง กังฉิน ชาวมองโกลไฉนเสี้ยมสอนให้อูเคียมเสนอหน้าเปิดโปงมัน?” เจี่ยเทียนฮั้วกล่าวว่า “ใต้เท้ายังไม่ทราบ เฮ้งจิ้นเคยเป็นนายอ�ำเภอ ทีเ่ มืองอุย้ โจว ต่อมาท�ำความผิด ความจริงต้องถูกเนรเทศ ประจวบกับฮ่องเต้ มีราชโองการรับขันที เฮ้งจิน้ จึงยอมถูกตอนหนีอาญา ได้เป็นพระพีเ่ ลีย้ งของ ไทจือ ฮ่องเต้องค์ก่อนเมื่อสวรรคต ไทจือขึ้นครองราชย์ เฮ้งจิ้นก็ไต่เต้าขึ้น เป็นขันทีการทูต คอยตรวจสอบหนังสือกราบทูล ดังนั้นสมรู้ร่วมคิดกับ ขุนนางชั้นผู้ใหญ่ ใช้อ�ำนาจบาตรใหญ่ เพียงไม่ถึงสามปี ราษฎรทั้งแผ่นดิน ก็แค้นมันจับใจ ใต้เท้ากลับไปครั้งนี้ ต้องระวังตัวให้ดี” ฮุ้นเจ็งรับฟังจนตะลึงลาน บังเกิดความสงสัยเต็มอก เจี่ยเทียนฮั้ว กล่าวสืบต่อ “อูเคียมเป็นเลขาฯ กรมกลาโหม ฟังว่าเป็นขุนนางเทีย่ งธรรม” ฮุ้นเจ็งเงียบงันไม่ส่งเสียง ครุ่นคิดขึ้น ‘ตามต�ำราพิชัยสงคราม จริงก็ คือเท็จ เท็จก็คือจริง ต่อให้ที่คนทั้งสองกล่าวเป็นความจริง ก็ต้องเป็นหลุม พรางที่เตียจงจิวขุดล่อไว้ ให้เราหลงเชื่อค�ำพูดของมัน ความนี้ต้องมีแผน อุบายแน่นอน’ ฮุน้ ลุย่ ในรถเทียมลาหลับสนิท ฮุน้ เจ็งมองดูใบหน้าแดงเปล่งปลัง่ ของ นาง นับว่าน่ารักไร้เดียงสา หวนนึกถึงวันหน้าฮุ้นลุ่ยเติบใหญ่ ต้องกร�ำหิมะ ฝ่าน�ำ้ แข็งมาล้างแค้นให้แก่ทา่ นทีช่ ายแดน อดทอดถอนใจมิได้ จากนัน้ หวน นึกถึงยี่สิบปีมานี้ ได้รับความล�ำบากยากแค้นต่างๆ นานา เพลิงแค้นเผา ผลาญใจ บดบังความคิดเวทนาต่อฮุ้นลุ่ยไป แหงนมองท้องฟ้าราตรี บังเกิด ความคิดสับสน ไม่นานต้องเคลิ้มหลับไป เมื่อตื่นขึ้นมา เป็นรุ่งเช้าวันที่สอง ธงทิวบนด่านห่านป่าเห็นชัดถนัด ตา เตี้ยอิมไต้ซือกล่าวว่า “นี่คือแดนเจ็ดลี้ ห่างจากด่านห่านป่าเพียงเจ็ดลี้

31


เบื้องหน้าเป็นซุ้มตรวจสัมภาระนอกด่านห่านป่า” ฮุ้นเจ็งเลิกม่านรถขึ้น ชะโงกศีรษะมอง ถามว่า “นายทัพจิวมาแล้ว หรือไม่?” “เทียนฮัว้ ซือตีเ๋ ข้าไปรายงานแล้ว แต่ไม่ได้ยนิ ว่านายทัพจิวจะรุดมา” ฮุน้ เจ็งงงงันวูบ ค่อยหัวร่อออกมา พึมพ�ำว่า “เราถูกถุงแพรนัน้ ก่อกวน จนเลอะเลือนแล้ว นายทัพจิวไหนเลยทราบว่าเราจะมาในวันนี้ หลังจากรับ รายงาน เขาย่อมออกมาต้อนรับเรา” ดังนั้นสั่งให้หยุดรถ รออยู่หน้าซุ้ม ทหารยามบนด่านห่านป่าชะเง้อ คอมองมา แต่ไม่มีความเคลื่อนไหวใด รอเป็นเวลานาน ขณะขุ่นข้องใจ บนเส้นทางพลันปรากฏผงคลีคละ คลุ้ง ม้าเร็วสิบกว่าตัวควบตะบึงมา ไม่นานประตูซุ้มก็เปิดออก นายทหารที่ ประจ�ำซุ้มแต่งเครื่องแบบออกมาต้อนรับ ร้องบอกให้เชิญเข้า ฮุ้นเจ็งเห็นชัดตา ในม้าเร็วที่ออกจากด่านห่านป่าทั้งสิบกว่าตัว หามี จิวเกี๋ยงอยู่ด้วยไม่ รู้สึกไม่พอใจ แต่ยังระงับสีหน้าเป็นปรกติ มือถือคทาทูต ดินเข้าซุ้มไป ภายในซุม้ จัดทีน่ งั่ ไว้ เห็นทหารรักษาพระองค์สบิ หกนายยืนเรียงราย เป็นสองแถว ผู้แทนพระองค์สองนายแต่งเครื่องแบบเต็มยศออกมาต้อนรับ สร้างความปีตยิ นิ ดีแก่ฮนุ้ เจ็งยิง่ ครุน่ คิดขึน้ ‘ทีแ่ ท้ฮอ่ งเต้ทรงพระกรุณา เห็น แก่เราท�ำหน้าที่ทูตยี่สิบปี กลับบัญชาผู้แทนพระองค์มารับที่ชายแดน’ ขณะจะกล่าวค�ำ ‘ผูแ้ ซ่ฮนุ้ มีความดีความชอบใด ไหนเลยกล้ารบกวน ผู้แทนพระองค์มาต้อนรับ?’ ผู้แทนพระองค์พลันปั้นหน้าเคร่งเครียดตวาด ว่า “ขุนนางทรยศฮุ้นเจ็ง คุกเข่าลงรับราชโองการ” ความแตกตื่นของฮุ้นเจ็งครั้งนี้ใหญ่หลวงนัก มือถือคทาทูตโต้แย้ง เสียงสั่นสะท้านว่า “ผู้แซ่ฮุ้นเป็นทูตต่างแดน ยี่สิบปีมานี้เลี้ยงม้าที่มองโกล ยังรักษาคทาทูตนี้ไว้ ถามไถ่ตัวเองไร้ความผิด ไม่กล้ารับราชโองการ” ไม่ทันขาดค�ำ ก็ถูกทหารรักษาพระองค์สองคนกดลงกับพื้น ผู้แทน

32


พระองค์คนหนึ่งคลี่อ่านราชโองการออก อ่านด้วยเสียงอันดังว่า “ขุนนางมีความผิดฮุ้นเจ็ง ฮ่องเต้องค์ก่อนทรงไว้วางพระทัยบัญชา มาเป็นทูตที่อัวลา กลับไม่สนองพระเดชพระคุณ ฝักใฝ่ต่อชาวต่างชาติ หลงลืมบ้านเกิดเมืองนอน ครั้งนี้ลอบเดินทางกลับมาโดยพลการ หวังเป็น ไส้ศึกภายใน มีความผิดมหันต์ ความจริงควรรับโทษตามกฎหมาย เห็นแก่ เป็นขุนนางเก่าแก่ในรัชกาลก่อน อนุญาตให้ดมื่ ยาพิษฆ่าตัวตาย ยินยอมให้ น�ำซากศพไปบรรจุฝังตามประเพณี” ฮุ้นเจ็งแตกตื่นจนขวัญหนีดีฝ่อ เห็นทหารรักษาพระองค์นายหนึ่งถือ ขวดเงินมาใบหนึ่ง ภายในบรรจุด้วยน�้ำสีแดงสด ร้องดังๆ ว่า “ฮุ้นเจ็งยังไม่ รับราชโองการอีก?” ฮุ้นเจ็งทั้งแตกตื่นทั้งขุ่นแค้น ทั้งร้อนรุ่มทั้งเดือดดาล พลันตะปบคว้า ขวดเงินมา กล่าวว่า “ให้เราดูหนังสือราชโองการ เราไม่เชื่อว่าเป็นความ จริง” ผู้แทนพระองค์แค่นหัวร่อตวาดว่า “บังอาจ หนังสือราชโองการไหน เลยให้เจ้าดูได้?” ไม่ทนั ขาดค�ำ ได้ยนิ เสียงโครมใหญ่ ประตูซมุ้ ทีป่ ดิ แง้มไว้ทงั้ สองบาน ปลิวลิ่วไป หลวงจีนรูปหนึ่งควงไม้เท้าพระธรรมบุกทะลวงเข้ามา ตวาดว่า “สนใจไยกันว่าเป็นจริงหรือเท็จ? หวดมันให้ตกตายแล้วค่อยว่ากล่าว” ทหารรักษาพระองค์ทั้งสิบหกคนฮือเข้าไปขัดขวาง แต่ไหนเลยต้าน ไว้ได้ หลวงจีนนัน้ หวดซ้ายป่ายขวา ไม้เท้าพระธรรมกระทุง้ กระแทกถึงทีใ่ ด ทหารรักษาพระองค์ไม่ตายก็รับบาดเจ็บ ผู้แทนพระองค์ทั้งสองแตกตื่นจน หน้าเขียวคล�ำ้ หลวงจีนนัน้ บุกทะลวงเข้ามา ยืน่ มือซ้ายปราดออก ตะปบคว้า ผู้แทนพระองค์คนหนึ่งขึ้นราวเหยี่ยวโฉบลูกไก่ ตวาดว่า “ใต้เท้าฮุ้นเสี่ยง ตายหลบหนีกลับมา พวกเจ้ายังต้องการชีวติ ของเขา นับเป็นเหตุผลอันใด?” กระแทกไม้เท้าพระธรรมลงยังศีรษะมัน สะบัดมือเหวี่ยงออกไป ผู้ แทนพระองค์นนั้ ถูกกระแทกศีรษะแหลกเละ นอนตายกับพืน้ ผูแ้ ทนพระองค์

33


อีกคนหนึ่งแตกตื่นจนเลอะเลือน ปากยังร้องว่า “ทรยศแล้ว ท�ำร้ายผู้แทน พระองค์ มีความผิดสถานใด?” หลวงจี น นั้ น เปล่ ง เสี ย งหั ว ร่ อ กระชากร่ า งมั น ขึ้ น มา แผดด่ า ว่ า “อุบาทว์บัดซบ ผู้แทนพระองค์มีน�้ำหนักสักกี่ชั่ง?” พลางปักไม้เท้าพระธรรมลงกับพืน้ ใช้สองมือฉีกกระชากร่างมันขาด เป็นสองส่วน เหล่าทหารรักษาพระองค์พากันหลบหนีออกไปเป่าหลอดเขา ดังระงม ภายในซุม้ ทิง้ ซากศพเกลือ่ นกลาด หลงเหลือแต่หลวงจีนนัน้ กับฮุน้ เจ็งสองคน ฮุ้นเจ็งลืมตาค้าง คล้ายตกอยู่ในห้วงฝันร้าย ไม่ทราบเรื่องที่เกิดขึ้น เป็นจริงหรือเท็จ เห็นเตี้ยอิมไต้ซือเดินตรงมาพลันร้องว่า “มอบหนังสือ ราชโองการนั้นแก่เรา” เตี้ยอิมไต้ซือแค่นหัวร่อกล่าวว่า “ยังดูหนังสือราชโองการอันใด? รีบ ตามเราไป” ฮุ้นเจ็งทรุดนั่งขัดสมาธิกับพื้น กล่าวย�้ำทีละค�ำว่า “มอบหนังสือ ราชโองการแก่เรา” เตีย้ อิมไต้ซอื จนปัญญา หยิบหนังสือราชโองการบนโต๊ะเตีย้ ส่งให้ ฮุน้ เจ็งคลี่หนังสือราชโองการออก สายตายามกวาดมอง ถึงกับหน้าขาวซีดดุจ กระดาษ ตราพระราชลัญจกรหยกบนหนังสือราชโองการ เนื้อกระดาษของ หนังสือราชโองการล้วนเป็นของจริงไม่แปลกปลอม ฮุ้นเจ็งจ�ำได้ว่า ปฐม ฮ่องเต้ไต้เหม็งท�ำสงครามชิงแผ่นดิน เคยแย่งชิงพระราชลัญจกรหยกจาก ขันทีฝา่ ยใน ขันทีฝา่ ยในโยนพระราชลัญจกรหยกลงจากบันได ตราหยกบิน่ ไปมุมหนึ่ง ต่อมาสั่งให้ช่างซ่อมแซมใหม่ แต่ลวดลายผิดเพี้ยนไปเล็กน้อย ตราพระราชลัญจกรหยกบนหนังสือราชโองการก็เป็นเช่นนี้ คิดปลอมแปลง ก็ปลอมแปลงไม่ได้ พริบตานัน้ ความล�ำบากยากแค้นทีฮ่ นุ้ เจ็งได้รบั ในยีส่ บิ ปีมานี้ ผ่านเข้า

34


มาในห้วงสมองดุจสายฟ้า แต่ความทุกข์ยากทัง้ หลายทัง้ ปวง ไม่อาจเปรียบ เทียบกับความปวดร้าวในตอนนี้ ควรทราบว่าฮุน้ เจ็งทีย่ นื หยัดมายีส่ บิ ปี ล้วน สืบเนื่องจากความจงรักภักดี เข้าใจว่าเมื่อหลบหนีกลับไป ทางการต้องปูน บ�ำเหน็จเลือ่ นยศต�ำแหน่ง มิคาดฮ่องเต้กลับมีราชโองการประหารเขา ความ ปวดร้าวสิ้นหวังนี้ไหนเลยเป็นที่ทนทานรับได้? เตี้ยอิมไต้ซือร้องถามว่า “ดูพอแล้วหรือไม่?” ร้องถามสองครา หามีเสียงตอบรับไม่ เห็นฮุน้ เจ็งลุกขึน้ ช้าๆ ออกแรง หักคทาทูตทีเ่ ป็นเพือ่ นเขากลางหิมะน�ำ้ แข็งมายีส่ บิ ปี เสียงเพียะเมือ่ หักคทา ทูตเป็นสองท่อน ฮุ้นเจ็งสมองเวิ้งว่างเปล่า ประสาททุกส่วนล้วนชาด้าน ทุกประการ เลอะเลือนเลื่อนลอย ความหมายแห่งชีวิตสูญสลายสิ้น ท่อนล่างสั่นระริก ปลายเท้าพลันกระทบถูกขวดเงินบนพื้น ดังนั้นก้มกายเก็บขวดเงินขึ้นมา ดื่มยาพิษในขวดรวดเดียวหมดสิ้น เตี้ยอิมไต้ซือร้องว่า “ท่านท�ำอะไร?” พลางกระโดดปราดเข้ามา เห็นฮุ้นเจ็งล้มลงกับพื้น หลั่งโลหิตจาก ทวารทัง้ เจ็ดบนใบหน้าเสียชีวติ ยาพิษในขวดเงินเป็นพิษหงอนกระเรียนแดง อันร้ายแรง เพียงหยดเดียวก็สามารถคร่าชีวิต อย่าว่าแต่ฮุ้นเจ็งดื่มลงไปทั้ง ขวด เตี้ยอิมไต้ซือยืนตะลึงลานกับที่ พลันได้ยินเบื้องนอกบังเกิดเสียงคน ดังสับสน เสียงเคลื่อนไหวดาบทวน ผสานกับเสียงร�่ำไห้ของฮุ้นลุ่ย ที่แท้รถ เทียมลาจอดอยูน่ อกซุม้ คาดว่าทหารรักษาพระองค์ทมี่ าจับกุมคนได้ลอ้ มรถ เทียมลาเอาไว้ เปิดฉากต่อสู้กับศิษย์ของตนทั้งสอง เตีย้ อิมไต้ซอื ขูค่ ำ� รามก้อง ถอนไม้เท้าพระธรรมฝ่าออกไป เหล่าทหาร ส่งเสียงร�ำ่ ร้อง แบ่งก�ำลังมาสกัดขัดขวาง เตีย้ อิมไต้ซอื กวาดไม้เท้าพระธรรม กระแทกดาบทวนปลิ ว กระเด็ น ชั่ ว ขณะก็ ฝ ่ า ถึ ง หน้ า รถ อุ ้ ม ฮุ ้ น ลุ ่ ย ขึ้ น ปลอบโยนว่า “ไม่ต้องกลัว ไม่ต้องกลัว”

35


ฮุ้นลุ่ยฟุบอยู่บนไหล่ของท่าน ลืมตากลมโตทั้งคู่ แต่ไม่ร้องไห้ ไม่ร�่ำ ร้อง เตี้ยอิมไต้ซือน�ำศิษย์ทั้งสองทะลวงฝ่าออกไป ชิงม้าพ่วงพีขึ้นม้าหลบ หนี ก�ำลังทหารที่เฝ้าด่านห่านป่าพอดีรุดถึง ยิงเกาทัณฑ์ใส่ดุจห่าฝน เตี้ย อิมไต้ซือและศิษย์ควงอาวุธปัดป่ายเกาทัณฑ์ ระดับความเร็วเชื่องช้าลง เตี้ยอิมไต้ซือลอบร้อง ‘ย�่ำแย่’ ในใจ อาศัยไม้เท้าพระธรรมด้ามนี้ ต่อ ให้ อ ยู ่ ใ นกองทั พ ม้ า ก็ ท ะลวงฝ่ า ออกไปได้ แต่ เ มื่ อ อุ ้ ม ฮุ ้ น ลุ ่ ย อยู ่ เป็ น ที่ พะวักพะวน ยามคับขันได้ยนิ เสียงขวับเขวียวเร่งร้อน ศิษย์ของเตีย้ อิมไต้ซอื ทั้งสองหงายร่างตีลังกาลงจากหลังม้า ถูกเกาทัณฑ์ยิงทะลุคอหอยเสียชีวิต เตีย้ อิมไต้ซอื ขูค่ ำ� รามก้อง หันหัวม้ากลับ ในใจครุน่ คิดขึน้ ‘จะอย่างไร ต้องตาย มิสู้เข่นฆ่าพวกมันอีกหลายคน’ สายตาพลันเหลือบเห็นฮุ้นลุ่ยลืมตาค้าง ไม่ทราบหวาดกลัวหรือ ประหวัน่ ลนลาน เตีย้ อิมไต้ซอื ทอดถอนใจ พลันปรากฏเกาทัณฑ์อกี ดอกหนึง่ ยิงมากระทบถูกหัวไม้เท้าดังเช้ง แสดงว่าไม่ได้ยิงจากมือธรรมดา เห็นทหารติดตามไล่ลา่ ถึงด้านหลัง แต่แล้วขบวนทหารปัน่ ป่วนรวนเร หยุดยิงห่าเกาทัณฑ์ เห็นผูค้ นสองคนทะลวงฝ่าขบวนทหารออกมา หนึง่ เป็น เจี่ยเทียนฮั้ว อีกผู้หนึ่งกลับเป็นนายทหารรักษาด่านห่านป่าจิวเกี๋ยง ทีแ่ ท้เจีย่ เทียนฮัว้ ขวัญกล้าใจละเอียดอ่อน ล่วงหน้าเข้าด่านห่าน ป่าไปรายงานต่อจิวเกีย๋ ง ผูท้ ใี่ ห้การต้อนรับเขาเป็นนายทหารคนเดิม จัดน�้ำชามาต้อนรับ เจี่ยเทียนฮั้วไม่ทันเฉลียวใจ พอดื่มน�้ำชาลงไป กลับศีรษะมึนงงตาพร่าพราย ดังนั้นฉุกคิดว่าผิดท่า ขณะจะชักกระบี่ นายทหารนัน ้ ก็ชว่ งชิงกระบีข่ องเขาไป ปรากฏบ่วงเชือกสองเส้นขว้าง มาเกี่ยวเขาล้มลง เจี่ยเทียนฮั้วแม้ถูกลอบท�ำร้าย ยังไม่สลบไสล ดิ้นรนหมายลุกขึ้น แต่ ตลอดทั้งร่างอ่อนล้าไร้เรี่ยวแรง หนังตาก็ลืมไม่ขึ้น ดังนั้นโคจรพลังต่อต้าน กับความง่วงเหงา ยามเคลิบเคลิ้มคล้ายถูกคนแบกยกขึ้น ไม่นานก็ได้ยิน

36


เสียงปิดประตูลงกลอน คล้ายถูกคุมขังอยู่ในห้องมืดมิดห้องหนึ่ง ถ้วยชานั้นผสมยาสลบอันร้ายกาจ ผู้คนธรรมดาพอแตะลิ้นก็สิ้นสติ เจี่ยเทียนฮั้วเคยฝึกวิชาเปลี่ยนเส้นเอ็นชะล้างกระดูก ผลจากการโคจรพลัง ต่อต้านสามารถรักษาความแจ่มใสไว้ ไม่ทราบผ่านไปนานเท่าใด ประตูหอ้ ง ถูกผลักเปิด คนผู้หนึ่งชะโงกศีรษะเข้ามา กลับเป็นนายทัพรักษาด่านห่าน ป่าจิวเกี๋ยง เจีย่ เทียนฮัว้ กระโดดปราดขึน้ ส่งเสียงด่าทอ พลางกวาดฝ่ามือใส่ จิว เกีย๋ งคว้าจับข้อมือของเขาไว้ บอกว่าสถานการณ์คบั ขัน ให้เขารีบรับประทาน ยาขจัด จากนั้นไปช่วยใต้เท้าฮุ้นด้วยกัน กล่าวพลางยัดเยียดยาเม็ด ยื่นส่ง กระบี่ให้ เจี่ยเทียนฮั้วไม่ทราบเป็นเรื่องราวใด ได้แต่รับประทานยาขจัด ติด ตามจิวเกี๋ยงออกจากห้อง ยามนัน้ นอกด่านห่านป่าบังเกิดเสียงเป่าหลอดเขาดังระงม นายทหาร ที่ ใช้ ย าสลบมอมท� ำ ร้ า ยเขาสะอึ ก เข้ า มาขั ด ขวาง ร้ อ งบอกให้ จิ ว เกี๋ ย ง ใคร่ครวญให้ดี อย่าได้ท�ำลายอนาคตตัวเอง จิวเกี๋ยงไม่กล่าวว่ากระไร ตวัด ดาบฟันร่างนายทหารนั้นขาดเป็นสองท่อน ชิงม้าเร็วสองตัว ชักชวนเจี่ย เทียนฮั้วฝ่าออกจากด่าน จิวเกี๋ยงอยู่บนหลังม้า ร้องบอกต่อเจี่ยเทียนฮั้วว่า เกิดการฆ่าฟันที่ แดนเจ็ดลี้ พวกตนรีบอ้อมทางน้อยไป จากนั้นหันหัวม้าควบขับไปตามทาง น้อยเชิงเขา บนทางหลวงปรากฏฝูงม้าควบตะบึง ผูค้ นจ�ำนวนมากร�ำ่ ร้องให้ นายทัพจิวกลับมา จิวเกี๋ยงหาแยแสสนใจไม่ ทั้งสองพอควบม้าถึงที่เกิดเหตุ ปรากฏนายทหารผู้หนึ่งควงดาบเข้า สกั ด เจี่ ย เที ย นฮั้ ว พลิ ก ข้ อ มื อ วู บ แทงกระบี่ อ อกด้ ว ยท่ า เซี้ ย งจั้ ว ชุ ก ตั่ ง (อสรพิษออกจากถ�้ำ) นายทหารนั้นเอี้ยวตัวบนหลังม้าหลบเลี่ยง เจี่ยเทียนฮั้วสะบัดกระบี่ขวับ! ขวับ! ขวับ! ใช้ติดต่อกันสามกระบี่ รุก ไล่นายทหารนั้นมือไม้ปั่นป่วนเป็นพัลวัน พลันได้ยินจิวเกี๋ยงตวาดว่า “นายทัพโอ้ว เราดีต่อท่านไม่น้อย วันนี้

37


ต้องขอไมตรีจากท่านแล้ว” นายทหารนัน้ ไม่ปริปากกล่าววาจา พลันหันหัวม้าไป เหล่าทหารแสร้ง โห่ร้องฆ่าฟัน แต่ไม่มีผู้ใดสกัดขัดขวางจริงๆ จิวเกี๋ยงกวาดมองเหล่าผู้ใต้ บังคับบัญชาทีเ่ คยร่วมทุกข์รว่ มสุขมานานปีแวบหนึง่ พลันหลัง่ น�ำ้ ตาออกมา หลายหยด ทะลวงออกจากวงล้อมไปสมทบกับเตี้ยอิมไต้ซือพากันควบม้า ขึ้นเหนือ ดินแดนภาคเหนืออากาศหนาวเหน็บ แม้เป็นยามเทีย่ ง อาทิตย์ยงั ไม่ เยี่ยมกรายออกมา เจี่ยเทียนฮั้วและพวกทั้งสามควบม้าเร็วเข้าสู่ดินแดนไร้ ผูค้ นนอกด่านห่านป่า จิวเกีย๋ งหยุดม้า กวาดตามองรอบข้าง ต้องหลัง่ น�ำ้ ตา ออกมา เจีย่ เทียนฮัว้ ทราบจากปากค�ำซือเฮียว่า ฮุน้ เจ็งหักคทาทูต ดืม่ ยาพิษ ฆ่าตัวตาย ทราบว่าจิวเกี๋ยงเสียใจต่อการสูญเสียสหายเก่า หวนนึกถึงจิว เกีย๋ งเพือ่ ช่วยเหลือสหาย ไม่เสียดายกับการหันหลังให้แก่บา้ นเมือง ท�ำลาย อนาคตตัวเอง สร้างความตื้นตันใจยิ่ง เกลี้ยกล่อมเบาๆ “นายทัพจิว เรื่อง ถึงขั้นนี้ ได้แต่หาทางสะสางเรื่องหลัง เพียงแต่นี่สร้างความล�ำบากแก่ท่าน แล้ว” จิวเกีย๋ งยิม้ อย่างหดหู่ กล่าวว่า “เราไม่ได้เป็นนายทัพแต่แรก เมือ่ ครึง่ เดือนก่อน เราถูกโยกย้ายจากต�ำแหน่ง เพียงแต่นายทัพคนใหม่ยังไม่มาถึง จึงรั้งอยู่ในด่านชั่วคราว นายทัพโอ้วเมื่อครู่จึงรักษาการต�ำแหน่งนายด่าน ห่านป่า” เจี่ยเทียนฮั้วอดถามมิได้ว่า “นายทัพจิวมีความดีความชอบในการ ป้องกันชายแดน ไฉนถูกย้ายอย่างกะทันหัน ใต้เท้าฮุ้นจงรักภักดี เหตุใดมี ราชโองการให้ฆ่าตัวตาย?” จิวเกีย๋ งแหงนหน้าทอดถอนใจยาว กล่าวว่า “เรือ่ งของชาติบา้ นเมือง ทางที่ดีอย่าได้ถามไถ่” หยุดเล็กน้อยยังอดกล่าวมิได้วา่ “ขุนนางกังฉินครองเมือง ใช้สอยแต่

38


คนสนิท เราไม่ใช่คนสนิทของขันทีเฮ้งจิ้น มันย่อมต้องโยกย้ายเราออกไป ส�ำหรับทางการไฉนฆ่าฮุ้นเจ็ง เราก็ขบคิดไม่เข้าใจ แต่ฮ่องเต้องค์ปัจจุบัน พระชนม์ยงั เยาว์ อ�ำนาจใหญ่ตกอยูใ่ นมือเฮ้งจิน้ การฆ่าฮุน้ เจ็งคงเป็นความ คิดของเฮ้งจิ้น” เจี่ยเทียนฮั้วขบคิดชั่วขณะ จึงถามว่า “เตียจงจิวแห่งเผ่าอัวลาเคย ประมือกับนายทัพจิวหรือไม่?” “ท่านหมายถึงโจรทรยศนั้นหรือ? เมื่อสิบปีก่อน มันเคยน�ำทหาร มองโกลคิดบุกเข้าด่านสองครัง้ ต่อมาทัง้ สองฝ่ายเจรจาสงบศึกมันก็ไม่รกุ ล�ำ้ เข้ามาอีก” “เตียจงจิวคล้ายล่วงรูข้ า่ วคราวในบ้านเมืองเราโดยกระจ่างดุจนิว้ บน ฝ่ามือ หรือว่ามันมีการติดต่อกับขุนนางชั้นผู้ใหญ่ในบ้านเมือง?” จิวเกี๋ยงกวาดมองเจี่ยเทียนฮั้วแวบหนึ่ง กล่าวว่า “ท่านทราบได้ อย่างไร? ท่านไม่บ่งบอก เราแทบลืมเลือนไป เฮ้งจิ้นมีความสัมพันธ์กับ เสนาบดีฝา่ ยซ้ายเผ่าอัวลานามทัวฮวนเป็นการส่วนตัว ฟังว่ามีการไปมาหาสู่ กับเตียจงจิวเช่นกัน” เจี่ยเทียนฮั้วสงสัยใจกว่าเดิม ล้วงขี้ผึ้งลูกนั้นออกมากัดแตกออก พบ ว่าภายในซุกซ่อนเศษกระดาษ ดังนัน้ อ่านดูรว่ มกับจิวเกีย๋ ง กลับเป็นลายมือ ของขันทีเฮ้งจิ้น เขียนถึงเสนาบดีฝ่ายซ้ายเผ่าอัวลา ปรึกษาใช้เหล็กของ ประเทศจีนแลกกับยอดม้ามองโกล เจี่ยเทียนฮั้วต้องกล่าวว่า “มองโกล ขาดแคลนเหล็ก หากไม่มเี หล็กดีของจีน พวกมันกระทัง่ เกาทัณฑ์ยงั ไม่อาจ จัดสร้างได้ นี่ไยมิใช่ให้การสนับสนุนอาวุธยุทโธปกรณ์แก่ข้าศึก?” จิวเกี๋ยงกล่าวว่า “เราลืมเรื่องหนึ่ง ผู้แทนพระองค์ทั้งสองมาถึงด่าน ห่านป่าตั้งแต่สามวันก่อน ทางมองโกลก็ส่งทูตมาพบพวกมัน เราสงสัยว่า เรื่องลอบท�ำร้ายฮุ้นเจ็งเป็นความคิดของทัวฮวนหรือเตียจงจิว” เจี่ยเทียนฮั้วกล่าวว่า “อย่างนั้นตันไถเมี่ยเหม็งได้รับค�ำสั่งเตียจงจิว ส่งขี้ผึ้งลูกนี้มาด้วยเจตนาใด?”

39


พลางบอกเล่าเรือ่ งราวทีผ่ า่ นมาต่อจิวเกีย๋ ง ทัง้ สองเฝ้าวิเคราะห์ยงั ไม่ อาจคลี่คลายได้ จิวเกี๋ยงกล่าวว่า “เตียจงจิวผู้นี้ไหนเลยมีเจตนาดี เพียงข้อ ที่มันใช้สอยฮุ้นเจ็งเช่นทาสยี่สิบปี เราก็ปรารถนาใคร่ฆ่ามันกับมือ” ฮุ้นลุ่ยเงยหน้าน้อยๆ กล่าวว่า “ท่านปู่เล่า? ท่านปู่ให้ข้าพเจ้าฆ่าคน พวกท่านก็จะฆ่าคน ข้าพเจ้ากลัวยิ่ง” เจี่ยเทียนฮั้วลูบศีรษะของนาง กล่าวเบาๆ ว่า “ฆ่าคนชั่วไม่มีใด น่ากลัว” พลางกระโดดลงจากหลังม้า กล่าวกับเตี้ยอิมไต้ซือว่า “ท่านส่งมอบ เด็กหญิงนี้แก่สี่ม่วย (น้องสาวสี่) เราจะย้อนกลับมองโกลไป” เตี้ยอิมไต้ซือถามว่า “ไปท�ำอะไร?” เจี่ยเทียนฮั้วกล่าวว่า “ฆ่าเตียจงจิว” เตี้ยอิมไต้ซือขยับไม้เท้าพระธรรมคราหนึ่ง กล่าวว่า “สมควรท�ำเช่น นี้ ท่านฆ่าเตียจงจิว เด็กหญิงนี้ก็ไม่ต้องฆ่าคนอีก พวกเราหนึ่งชุบเลี้ยง ก�ำพร้า หนึ่งไล่ล่าล้างแค้น สิบปีให้หลัง พบกันที่ด่านห่านป่า”

40


1

จอมมิจฉาเข้าปล้นชิง ยอดหญิงหยกส�ำแดงเดช วันเวลาคล้ายติดปีก ชั่วลัดนิ้วมือเดียวผ่านไปสิบปี ปีนี้เป็นปีที่ สิบสามในรัชกาลเอ็งจงฮ่องเต้ สิบปีมานีเ้ กิดการผันแปร พืน้ ทีร่ อ้ ยลีน้ อกด่านห่านป่ายังคงก้องระงม ด้วยเสียงม้าศึก นายทัพทีเ่ ฝ้าด่านห่านป่าเมือ่ สิบปีกอ่ นนามจิวเกีย๋ งถูกผูค้ น ลืมเลือนทีละน้อย ทูตผู้จงรักฮุ้นเจ็งซึ่งตกตายที่ชายแดนด้วยความคับแค้น ยิ่งไม่มีผู้ใดล่วงรู้ เพียงแต่หลายปีมานี้ นอกด่านห่านป่าเกิดโจรมิจฉาชีพกลุ่มหนึ่งก่อ หวอดขึ้น พวกมันซ่องสุมก�ำลังบนดินแดนไร้ผู้คนพื้นที่ร้อยลี้นอกด่านห่าน ป่า ทั้งต่อสู้กับโจรมองโกล ทั้งปะทะกับทหารไต้เหม็ง พฤติการณ์ของพวก มันประหลาดพิกลยิ่ง หาได้ปล้นสะดมชิงทรัพย์ของเหล่าพ่อค้าวาณิช หาก แต่หักร้างถางพงดินแดนไร้ผู้คนนั้นท�ำไร่ไถนาหาเลี้ยงชีพ บางครั้งค่อยลง จากเขามาปล้นชิง ที่ปล้นชิงมักเป็นทรัพย์สมบัติที่ได้มาโดยมิชอบของ ขุนนางฉ้อราษฎร์บังหลวงทั้งหลาย โจรมิจฉาชีพขบวนนีใ้ ช้ธงสุรยิ นั จันทราเป็นสัญลักษณ์ หัวหน้าโจรฟัง ว่าเป็นชายชราร่างกายสูงใหญ่ผู้หนึ่ง แต่คนภายนอกไม่มีผู้ใดล่วงรู้ชื่อแซ่ ของเขา ระหว่างที่เขาปะทะกับทหารบ้านเมือง ล้วนสวมใส่หน้ากากมนุษย์ เนื่องเพราะใช้ดาบทองเป็นอาวุธ ดังนั้นในคดีของทางการ เรียกหาเขาเป็น โจรเฒ่าดาบทอง โจรเฒ่าดาบทองยังมีกฎประหลาดข้อหนึ่ง เขาแม้ตั้งตัวเป็นศัตรูกับ

41


ทหารทางการแต่ไม่เคยปล้นเงินเดือนทหารห่านป่า มิหน�ำซ�้ำทุกครั้งที่ต่อสู้ กับทหารทางการ แม้ต่อสู้ได้ชัยก็ไม่ไล่ล่าฆ่าฟัน ปลายฤดูชนุ เทียนของปีนี้ กรมกลาโหมจัดก�ำลังทหารคุม้ กันเงินเดือน ทหารมาเที่ยวหนึ่ง นายทหารที่รับผิดชอบเรียกว่าปึงเค่ง เป็นผู้เชี่ยวชาญ ช� ำ นาญในเชิ ง บู ๊ ฝึ ก วิ ช าเกาทั ณ ฑ์ ป ระจ� ำ ตระกู ล เรี ย กตั ว เองเป็ น ยอด เกาทัณฑ์ เงินเดือนทหารทีค่ มุ้ กันมาครัง้ นี้ มีจำ� นวนสีส่ บิ หมืน่ ต�ำลึง ง้วนป้อเงิน บรรจุอยู่ในปลอกเงิน ปลอกละห้าร้อยต�ำลึง ใช้ลาหนึ่งร้อยตัวท�ำหน้าที่ บรรทุก ยังมีลาอีกสิบตัวบรรทุกสินค้าส่วนตัวของนายทัพรักษาด่านห่านป่า คนปัจจุบันเต็งไต้คอ พลทหารที่คุ้มกันมีจ�ำนวนเพียงร้อยคน เนื่องเพราะ หลายปีมานี้ไม่เคยเกิดเรื่องมาก่อน เดือนสามปลายฤดูชุนเทียนของกังหน�ำ* เป็นฤดูกาลที่ต้นไม้เขียว ชอุ่มสดใส สกุณาร่าเริงไพร แต่ที่นอกด่านกือหยงกวน หิมะยังไม่ละลาย อากาศหนาวเย็นไม่คลาย มาตรแม้นเป็นเช่นนั้น เหล่าทหารรอนแรมเดิน ทางไกล ยังรู้สึกร้อนอบอ้าว ยามนี้เป็นเวลาหลังเที่ยง แสงอาทิตย์สาดส่องหล้า ยอดเกาทัณฑ์ปึง เค่งนัง่ ตระหง่านบนหลังม้า ยกแส้มา้ ชีไ้ ปเบือ้ งหน้ากล่าวว่า “เทีย่ งวันพรุง่ นี้ จะรุดถึงด่านห่านป่า ครั้งนี้พวกเราเพียงจัดก�ำลังร้อยคนคุ้มกันเงินเดือน ทหาร ผ่านทางเป็นพันลี้ ดีที่ไร้เรื่องราว เป็นที่น่ายินดีจริงๆ” ผู้ช่วยที่ร่วมทางทั้งสองพากันประจบว่า “ใต้เท้าปึงมีวิชาเกาทัณฑ์ เกริกไกร โจรเล็กโจรน้อยไหนเลยกล้ารุกรานกล�้ำกราย?” ยอดเกาทัณฑ์ หัวร่อฮาฮาด้วยความสบใจ เห็นข้างทางมีร้านสุราส�ำหรับให้ผู้สัญจรหยุด พักดืม่ สุรา ดังนัน้ ให้ทงั้ หมดพักผ่อนทีข่ า้ งทาง มันขอเลีย้ งสุราผูช้ ว่ ยทัง้ สอง สักจอก ยอดเกาทัณฑ์ลงจากหลังม้าเข้าร้านสุรา สัง่ สุรามาเลีย้ งดูผชู้ ว่ ยทัง้ สอง * ดินแดนตอนใต้ของแม่น�้ำแยงซีเกียง

42


ระหว่างดืม่ กินประโคมโอ่วา่ เมือ่ ครัง้ ทีต่ วั เองเป็นมือปราบเมืองตังเพ้ง อาศัย เกาทัณฑ์คนั เดียวปราบฝูงโจรอย่างไร ผูช้ ว่ ยคนหนึง่ จึงขอให้ใต้เท้าปึงแสดง วิชาเกาทัณฑ์ให้ชมดูเป็นขวัญตา ยอดเกาทัณฑ์หัวร่อฮาฮา ปลดคันเกาทัณฑ์เหล็กลงจากกลางหลัง เดินออกจากร้านสุรา ดึงลูกเกาทัณฑ์ขนนกมาสองดอก กล่าวว่า “คอยดูให้ ดี” เสียงขวับเมือ่ ยิงลูกเกาทัณฑ์ดอกหนึง่ ขึน้ ฟ้า ขณะทีล่ กู เกาทัณฑ์ดอก แรกใกล้ร่วงหล่นลง ก็ยิงลูกเกาทัณฑ์ดอกที่สองขึ้นไป ลูกเกาทัณฑ์ทั้งสอง ดอกกลับปะทะชนกันกลางอากาศ แยกเป็นสองทาง ร่วงหล่นลงสู่พื้น ผูช้ ว่ ยทัง้ สองโห่รอ้ งชมเชยออกมา พลันได้ยนิ เสียงฝีเท้าม้ากุบกับ ม้า ตัวหนึ่งควบขับมา คนบนหลังม้าก็ร้องชมเชยว่า “เกาทัณฑ์ที่ดี” ยอดเกาทัณฑ์กวาดตามอง เห็นเป็นคนแต่งกายเช่นนักศึกษา ใช้ผ้า เขียวโพกศีรษะ หน้าตาสุภาพเรียบร้อย กลางหลังก็สะพายเกาทัณฑ์ด�ำคัน หนึง่ เพียงแต่มา้ ตัวนัน้ ผอมเล็ก คันเกาทัณฑ์นนั้ ก็เล็กกว่าคันเกาทัณฑ์เหล็ก ของยอดเกาทั ณ ฑ์ ม ากนั ก ยอดเกาทั ณ ฑ์ ต ้ อ งลอบหั ว ร่ อ ครุ ่ น คิ ด ขึ้ น ‘นักศึกษาผูน้ คี้ งกลัวว่าเส้นทางไม่ปลอดภัย สะพายเกาทัณฑ์เพิม่ ก�ำลังขวัญ ซึ่งความจริงหากมีโจรปล้นชิงจริงๆ มองปราดเดียวก็ทราบว่าเจ้าเป็น นักศึกษาอ่อนแอ’ นักศึกษานั้นผูกม้ากับต้นไม้ข้างทาง เดินเข้าร้านสุรา ยอดเกาทัณฑ์ โบกมือทักทายว่า “พี่ท่านแซ่ใด? เหตุใดเดินทางเพียงล�ำพัง? ไม่กลัวโจร ผู้ร้ายหรือ?” นักศึกษานัน้ ตอบว่า “ผูน้ อ้ งแซ่เม่งนามกี เป็นญาติหา่ งๆ กับนายทัพ รักษาด่านห่านป่า ปีนี้สอบไม่ผ่าน ไม่ยอมหมกตัวอยู่บ้านเกิด ดังนั้นออก นอกก�ำแพงใหญ่ คิดมาของานท�ำ” ยอดเกาทัณฑ์ค่อยทราบว่าเป็นบัณฑิตตกยากที่มาหางานท�ำ ดังนั้น กล่าวว่า “ประเสริฐแท้ นายทัพเต็งเป็นญาติ ท่านเกี่ยวดองกับท่านสมุห

43


กลาโหมเรา ครั้งนี้เราคุ้มกันเงินเดือนทหาร ยังพกพาสิ่งของให้กับนายทัพ เต็ง พี่ท่านเมื่อมาหาญาติที่ด่านห่านป่า ก็ร่วมทางกับเราเถอะ” เม่งกีพอฟังมีสีหน้ายินดี พร�่ำกล่าวขอบคุณ สายตาก็กวาดมองคัน เกาทัณฑ์เหล็กของมัน ยอดเกาทัณฑ์หวั ร่อฮาฮากล่าวว่า “เกาทัณฑ์นสี้ งั่ ท�ำ เป็นพิเศษ ใช้คนั เหล็กขนาดใหญ่ สองแขนไม่มเี รีย่ วแรงห้าร้อยชัง่ อย่าหมาย น้าวได้” เม่งกีรีบกล่าวว่า “เลื่อมใส เลื่อมใสนัก” ยอดเกาทัณฑ์ฉดุ ลากเม่งกีมาดืม่ สุราอีกหลายจอก ค่อยออกจากร้าน สุรา สั่งให้เคลื่อนขบวนเดินทางต่อ เดินทางอีกระยะทางหนึ่ง เส้นทางตัด เลียบเชิงเขา มาถึงปากภูเขาไซลิ้วซัวที่หวาดเสียวอันตราย เม่งกีก็กล่าวว่า “ที่นี้มีภูมิประเทศอันตราย เกรงว่ามีคนร้ายเพ่นพ่าน” พลางปลดคันเกาทัณฑ์สีด�ำบนหลังมาถือไว้ ยอดเกาทัณฑ์หัวร่อฮา ฮากล่าวว่า “ท่านลืมว่าร่วมทางกับพวกเราหรือ? หากมีคนร้ายจริง เกาทัณฑ์ ของท่านคันนี้จะช่วยเหลืออันใดได้?” พลางยืน่ มือออก กล่าวด้วยฤทธิส์ รุ าว่า “มอบของเล่นของท่านให้เรา ชมดู” เม่งกีก็ยื่นคันเกาทัณฑ์ให้ ยอดเกาทัณฑ์รับคันเกาทัณฑ์ด�ำมะเมื่อม มา รู้สึกหนักอึ้งยิ่ง ต้องลอบตื่นตระหนก พึมพ�ำว่า “นี่ท�ำจากอะไร?” พลางออกก�ำลังน้าวคันเกาทัณฑ์ กลับน้าวไม่ได้ ยอดเกาทัณฑ์เมื่อ น้าวเกาทัณฑ์ สองแขนมีพลังห้าร้อยชัง่ การน้าวครัง้ นีก้ ลับน้าวไม่ได้ ถึงกับ หน้าแดงฉาน สร่างเมาไปหลายส่วน เม่งกีรบั คันเกาทัณฑ์สดี ำ� กลับมา ยิม้ พลางกล่าวว่า “ใต้เท้าคงดืม่ สุรา มากไป ดังนั้นใช้พลังไม่ได้ ผู้น้องขอยืมเกาทัณฑ์จากใต้เท้าสักครา” ยอดเกาทัณฑ์ในใจตื่นเต้นสงสัย มือยื่นส่งคันเกาทัณฑ์เหล็กที่จัด สร้างเป็นพิเศษให้ เห็นนักศึกษานั้นมือซ้ายคล้ายยันภูเขาบรรพต มือขวา คล้ายโอบทารก เพียงดึงคราหนึง่ ก็นา้ วเกาทัณฑ์เหล็กจนสุดล้า ปากชมเชย

44


ว่า “เป็นเกาทัณฑ์ที่ดีจริงๆ” ขาดค�ำ ลดข้อมือวูบ ได้ยินเสียงเพียะ สายเกาทัณฑ์ขาดผึงเป็นสอง ส่วน ยอดเกาทัณฑ์สร่างเมาเป็นปลิดทิ้ง ตวาดว่า “เจ้าเป็นใคร?” นักศึกษานั้นโยนเกาทัณฑ์ทิ้ง แหงนหน้าหัวร่อดังๆ พลันกระตุก บังเหียน ม้าผอมตัวนั้นกลับพุ่งทะยานออกไปอย่างรวดเร็ว ยอดเกาทัณฑ์รอ้ งค�ำ “ปล่อยเกาทัณฑ์” แต่ไหนเลยทันท่วงที? ทันใด ได้ยินเสียงเป่าปากดังเป็นทอดๆ ในพงหญ้าตามเนินเขาปรากฏโจรร้ายมุด ปราดออกมา เม่งกีค่อยหันหัวม้ามา หัวร่อดังๆ กล่าวว่า “ยอดเกาทัณฑ์มี ฝีมอื เพียงนีเ้ อง พวกเราคือคนร้ายทีค่ ดิ ปล้นเงินของท่าน ท่านยังคิดทดสอบ ฝีมือเราหรือไม่?” ยอดเกาทัณฑ์แม้เก็บคันเกาทัณฑ์เหล็กขึ้น แต่สายเกาทัณฑ์ขาดไป ไม่สามารถใช้การได้ ยังส่งเสียงตวาด คิดหมายต่อสูข้ ดั ขืน เม่งกีพลันร้องว่า “จะให้พวกท่านทราบความร้ายกาจสักครา” พลางน้ า วคั น เกาทั ณ ฑ์ จ นสุ ด ล้ า ยิ ง ลู ก เกาทั ณ ฑ์ อ อกดุ จ ดาวตก ได้ยินเสียงหวืด ผู้ช่วยคนหนึ่งแผดร้องโหยหวน ถูกลูกเกาทัณฑ์ทะลวง คอหอย พลิกร่วงลงจากหลังม้า เม่งกีกู่ร้องดังยาวนาน เสียงสายเกาทัณฑ์ดังอีกครา ผู้ช่วยคนที่สอง ถูกลูกเกาทัณฑ์ยิงทะลุหัวใจไป พลทหารทั้งหลายแตกตื่นจนขวัญหนีดีฝ่อ ชักม้าหลบหนีไป ได้ยินเม่งกีร้องอีกว่า “ท่านก็รับเราเกาทัณฑ์หนึ่ง” ยอดเกาทัณฑ์มือถือคันเกาทัณฑ์เหล็ก ใช้คันเกาทัณฑ์ที่สายขาดไป ปัดป่าย คันเกาทัณฑ์กับเกาทัณฑ์คมกล้าพอปะทะปรากฏประกายไฟแลบ พุ่ง พริบตาดุจประกายไฟ เสียงสายเกาทัณฑ์ดงั อีกครา ลูกเกาทัณฑ์ดอก สีทองยิงใส่หน้ายอดเกาทัณฑ์ดุจสายฟ้า ยอดเกาทัณฑ์หงายร่างตีลังกาลง จากหลังม้า เกาทัณฑ์ดอกนัน้ ยิงเฉียดผ่านเหนือศีรษะมันสามนิว้ หนังศีรษะ

45


เย็นวะวาบต้องลอบร้องในใจ ‘ชีวิตเราจบสิ้นแล้ว’ แต่เกาทัณฑ์ดอกที่สามยังไม่ยิงมา ได้ยินเม่งกีหัวร่อดังๆ กล่าวว่า “ท่านสามารถหลบรอดสองเกาทัณฑ์ นับเป็นนักสู้ผู้กล้า เราจะไว้ชีวิตท่าน สักครา” ในเสียงเป่าปากเป็นสัญญาณ เนินเขาเบื้องหน้าปรากฏก้อนหินถล่ม ลงมา ปิดเส้นทางเบื้องหน้าไว้ มีโจรร้ายพุ่งตัวออกมาอีกจ�ำนวนหนึ่ง ยอดเกาทัณฑ์กลิ้งตัวลงจากเนินเขาอย่างไม่คิดชีวิต ได้ยินเสียง เกาทัณฑ์ดังขวับเขวียว ปราศจากเกาทัณฑ์ยิงต้องร่างมัน ในที่สุดยอด เกาทัณฑ์กลิ้งลงจากเนินเขา หมอบฟุบอยู่ในพงอ้อ เบื้องบนบังเกิดเสียงม้า ร้องคนตวาดว่า วุ่นวายอยู่ครึ่งชั่วยาม ค่อยได้ยินเสียงฝีเท้าม้าสับสนควบ ขับจากไป ยอดเกาทัณฑ์ชะโงกศีรษะออกมา เห็นจันทร์ประดับฟ้า รอบข้างไร้ ร่องรอย เสียงหนอนแมลงร�ำ่ ร้อง ความเย็นคุกคามคน มันเคลือ่ นไหวทัง้ มือ เท้า คืบคลานกลับขึ้นไป แลเห็นผู้ช่วยทั้งสองทอดซากศพอยู่กลางทาง คน และม้าอืน่ ๆ ล้วนสาบสูญไป ต้องครุน่ คิดขึน้ ‘ก�ำลังทหารของพวกเรา คงถูก พวกมันจับตัวไปเป็นเชลยแล้ว’ หลังจากระงับขวัญอันแตกตื่น ค่อยบังเกิดความคับแค้นรันทด ครา ครั้งนี้สูญเสียเงินเดือนทหารสี่สิบหมื่นต�ำลึง คงต้องโทษตัดแขนขาสะบั้น ศีรษะแล้ว ยอดเกาทัณฑ์ลบู คล�ำหนังศีรษะ คิดร�ำ่ ไห้ไร้นำ�้ ตา นัง่ ซึมเซาอยูก่ ลาง ทาง เห็นจันทร์ลอยถึงกลางฟ้า คิดไปคิดมา ยากรอดพ้นจากความตายได้ ดังนั้นทอดถอนใจ คล�ำหาเชือกหยาบที่ใช้คล้องม้าเส้นหนึ่ง ขมวดเป็นเงื่อน ปมกับล�ำคอคล้องกับคาคบไม้ คิดหมายผูกคอตาย ยอดเกาทัณฑ์แขวนร่างอยู่กลางอากาศ บ่วงเชือกรัดแน่นทีละน้อย รู้สึกทรวงอกอึดอัด ลมหายใจขาดห้วง ปวดศีรษะแทบแตกระเบิด คิดร้องก็ ร้องไม่ออก เงาด�ำเบือ้ งหน้าขยายกว้างทีละน้อย เห็นแน่ชดั ว่าต้องสิน้ ใจตาย

46


แล้ว

ทันใดรู้สึกว่าร่างเบาหวิว คล้ายมีคนอุ้มตัวเองวางลงกับพื้น ยอด เกาทัณฑ์สูดลมหายใจเล็กน้อย ชั่วขณะค่อยลืมตาขึ้น เห็นชายหนุ่มสวม เสือ้ ผ้าเนือ้ หยาบผูห้ นึง่ ยืนอยูข่ า้ งกาย ยิม้ ให้แก่เขา ดังนัน้ ทอดถอนใจ กล่าว ว่า “ท่านไฉนช่วยเหลือเรา?” ชายหนุ่มนั้นยิ้มพลางกล่าวว่า “ข้าพเจ้าไหนเลยเห็นการตายโดยไม่ ช่วยเหลือได้?” ยอดเกาทัณฑ์มีชีวิตรอด พลันหวนนึกถึงโทษตัดแขนขาสะบั้นศีรษะ บังเกิดความคิดหาความตายอีกครา กล่าวว่า “เราจะอย่างไรต้องตาย พวก ท่านแม้ช่วยก็ช่วยเราไม่ได้” ชายหนุม่ นัน้ กล่าวว่า “ดูจากสภาพของท่าน คล้ายเป็นนายทหารของ บ้านเมือง ข้าพเจ้าทราบแล้ว ท่านคงคุ้มกันเงินเดือนทหาร ถูกโจรร้ายปล้น ชิงไป ดังนั้นคิดหาที่ตาย” ยอดเกาทัณฑ์กระโดดปราดขึ้น ร้องว่า “ท่านเป็นใคร ทราบได้ อย่างไรว่าเงินเดือนทหารถูกปล้นชิง?” “ข้าพเจ้าเป็นชาวป่าที่นี้ เมื่อคืนเห็นโจรร้ายขบวนใหญ่คุมลาจ�ำนวน มาก ทั้งยังมัดตัวไพร่พลทหารพวงใหญ่ผ่านหน้าบ้านข้าพเจ้าเข้าภูเขาไป ข้าพเจ้าไม่ใช่ตัวโง่งม เมื่อเห็นสภาพเช่นนี้ ไหนเลยคาดเดาเหตุการณ์ไม่ ได้?” ยอดเกาทัณฑ์กล่าวถามว่า “ท่านทราบหรือไม่วา่ รังของโจรร้ายอยูท่ ี่ ใด?” “ข้าพเจ้าไม่ใช่พวกโจร ไหนเลยทราบได้?” ยอดเกาทัณฑ์งงงันวูบ ครุ่นคิดขึ้น ‘ต่อให้เราล่วงรู้รังโจร ก็ไม่มี ประโยชน์’ ดังนัน้ ร�ำ่ ร้องหาความตายอีก ชายหนุม่ นัน้ กวาดตามองยอดเกาทัณฑ์ แวบหนึง่ กล่าวว่า “หากทวงถามเงินกลับมาได้ ท่านก็ไม่คดิ ตายใช่หรือไม่?

47


ท่านมิสู้ทวงถามเงินเถอะ” ยอดเกาทัณฑ์ฉกุ ใจคิด หลังจากผ่านเหตุการณ์เมือ่ คืน ความหยิง่ ยโส ของมันค่อยเสื่อมคลาย กลับบังเกิดปฏิภาณวูบ คาดเดาว่าชายหนุ่มนี้มิใช่ ชนชัน้ ธรรมดา ดังนัน้ คุกเข่าลงหมอบกราบกราน กล่าวว่า “เราปึงเค่งส�ำนึก ตัวว่าสู้ไม่ได้ ไม่อาจเอาชนะโจรร้ายเหล่านั้น ขอท่านผู้กล้ายื่นมือช่วยเหลือ เราสักครา” ชายหนุม่ นัน้ หัวร่อดังๆ กล่าวว่า “ผูก้ ล้าอันใด? ข้าพเจ้าเพียงเป็นชาว ป่าธรรมดา ค�ำพูดนี้หากถูกคนในหมู่บ้านเราได้ยิน พวกเขาคงหัวร่อจนฟัน ร่วงจากปากแล้ว” ยอดเกาทัณฑ์บงั เกิดความผิดหวัง ขณะจะร้องอีก ได้ยนิ ชายหนุม่ นัน้ กล่าวว่า “ดูท่านน่าสมเพชเพียงนี้ แล้วไปเถอะ ข้าพเจ้าจะชี้แนะหนทางแก่ ท่านสายหนึ่ง” “พี่ท่านโปรดสอนสั่ง” ชายหนุ่มนั้นกล่าวว่า “ข้าพเจ้าแม้ไม่อาจช่วยท่าน แต่ห่างจากที่นี้ ไม่ไกล มียอดคนท่านหนึ่ง หากท่านได้รับความช่วยเหลือจากคนผู้นี้ ต้อง ได้เงินเดือนทหารกลับคืนมาแน่นอน” ยอดเกาทัณฑ์รีบกล่าวว่า “ยอดคนท่านนี้มีชื่อเรียงเสียงใด พักอยู่ที่ ใด ขอพี่ท่านโปรดชี้แนะ” “ยอดคนท่านนี้มีนิสัยประหลาดพิกล หากท่านถามชื่อแซ่ของเขา รับรองไม่อาจรักษาชีวิตไว้” “อย่างนั้นเราจะไม่สอบถาม พี่ท่านโปรดแนะน�ำสั่งสอน” ชายหนุ่มนั้นยิ้มเล็กน้อย หยิบฉวยเชือกหยาบที่ยอดเกาทัณฑ์ใช้ ผูกคอตายขึ้น กล่าวว่า “ท่านต้องผ่านการตายอีกครั้ง” “ว่ากระไร?” ชายหนุ่มนั้นอธิบายว่า “พรุ่งนี้เช้าท่านออกเดินทาง มุ่งหน้าไปทาง ทิศตะวันตกเจ็ดแปดลี้ จะเห็นป่าท้อแถบหนึ่ง ยังมีไม้ดอกจ�ำนวนมาก

48


สถานที่นั้นเรียกว่าหุบเขาผีเสื้อ หลังป่าท้อมีห้องเล็กๆ ห้องหนึ่ง ยอดคน ท่านนัน้ พักอยูภ่ ายใน ท่านอย่าได้ไปวิงวอนขอร้อง ให้ซอ่ นตัวอยูใ่ นรอยแตก ของโขดหินสีแดงฉาน ซึ่งอยู่หน้าป่าท้อประมาณร้อยก้าว หากพบเห็นผู้คน อย่าได้ออกมา รอจนแสงแดดส่องเข้ารอยแตกของโขดหิน ท่านค่อยออกมา เลือกต้นท้อต้นหนึง่ ผูกคอตายเช่นเมือ่ ครู่ ยอดคนท่านนัน้ จะยืน่ มือช่วยเหลือ ท่านเอง เมื่อยอดคนท่านนั้นสอบถามท่าน อย่าได้บอกว่ามีคนชี้แนะเด็ด ขาด” ยอดเกาทัณฑ์พอฟัง บังเกิดความสงสัยเต็มอก ชายหนุม่ นัน้ ยิม้ พลาง กล่าวว่า “ท่านสามารถมีชีวิตรอดกลับมาหรือไม่ ขึ้นอยู่กับวาสนาของท่าน ท่านหลับสักงีบเถอะ เราต้องไปแล้ว” ยอดเกาทัณฑ์รอ้ งค�ำ “พีท่ า่ นช้าก่อน” แต่ไหนเลยฉุดรัง้ ไว้ได้ ชัว่ พริบ ตาชายหนุ่มนั้นก็จากไปจนไร้ร่องรอย ดังนั้นครุ่นคิดขึ้น ‘จะอย่างไรเราต้อง ตาย วิธีการของชายหนุ่มนี้แม้ประหลาดพิกล ได้แต่ทดลองดู’ ในใจเมื่อมีเรื่อง ไหนเลยหลับลงได้? เพียงนั่งสัปหงกงีบหนึ่ง เห็น จันทร์ลบั ขอบฟ้าก็ออกเดินทางมุง่ สูท่ ศิ ตะวันตกหลายลี้ ขอบฟ้าบูรพารุง่ สาง ร�ำไรพลันสูดได้กลิ่นหอมซาบซ่าน เบื้องหน้าปรากฏเป็นป่าท้อแถบหนึ่ง แทรกแซงด้วยไม้ดอกที่ไม่ทราบชื่อ บ้างแดงบ้างขาว กลับกลายเป็นทะเล บุปผาอันแพรวพราย ที่หน้าป่าท้อมีโขดหินขนาดใหญ่ก้อนหนึ่ง โขดหินแดงราวโลหิต สูง เท่าคนสามคน กึง่ กลางโขดหินมีรอยแตกขนาดใหญ่พอดีใช้ซอ่ นกายได้ ยอด เกาทั ณ ฑ์ ซ ่ อ นตั ว ในรอยแตก ลื ม ตามองลอดรอยร่ อ งออกไป รอคอย ปรากฏการณ์ปาฏิหาริย์ รอคอยอยู่ครู่ใหญ่ รู้สึกกระจ่างจ้าที่เบื้องหน้าสายตา สามารถเห็น ท้องฟ้าเส้นเดียว จากนั้นขอบฟ้าบูรพากลับกลายเป็นแดงเรื่อทีละน้อย อาทิตย์อทุ ยั ดวงหนึง่ โผล่พน้ ขึน้ มา ไม่ทราบปรากฏผีเสือ้ หลากสีโบยบินจาก ที่ใด บินคลอเคลียอยู่ท่ามกลางไม้ดอก ยอดเกาทัณฑ์แม้เป็นนักบู๊ ยังรู้สึก

49


ปลอดโปร่งโล่งใจ ไม่นานให้หลัง แสงแดดสาดส่องเข้าป่าท้อ ยอดเกาทัณฑ์พลันพบว่า ท่ามกลางทะเลบุปผาดาดาษ เพิ่มหญิงสาวเสื้อขาวกระโปรงขาวนางหนึ่ง ไม่ทราบนางปรากฏกายจากที่ใด หญิงสาวชุดขาวหันหน้าหาแสงอาทิตย์ ก้มเอวยื่นมือ ท�ำท่าหลาย ท่วงท่า จากนั้นวิ่งวนรอบต้นไม้ ยิ่งวิ่งยิ่งรวดเร็ว ยอดเกาทัณฑ์ชมดูจน ตาลายพร่าพราย แม้ซ่อนตัวอยู่ในซอกหิน แต่คล้ายวิ่งวนตามไปด้วยก็มิ ปาน ยอดเกาทัณฑ์ขณะรู้สึกสมองมึนงง หญิงสาวชุดขาวพลันหยุดยั้งลง เดินช้าๆ รอบหนึ่ง จากนั้นลอยตัวกระโดดขึ้นบนยอดไม้ต้นหนึ่ง จากต้นไม้ หนึง่ ไปยังต้นไม้อกี ต้นหนึง่ ร่างคล้ายนางแอ่นเหิน ปราดเปรียวดัง่ วานร ยาม กระโดดโลดแล่น ดอกท้อไม่ร่วงหล่นลงมาแม้สักดอกเดียว ยอดเกาทัณฑ์ ต้องครุ่นคิดขึ้น ‘หรือว่ายอดคนที่ชายหนุ่มนั้นเอ่ยถึง กลับเป็นหญิงสาว นางนี้?’ เมื่อเพ่งตามอง หญิงสาวชุดขาวพลิ้วลงจากต้นไม้ เห็นกิ่งไม้สั่นไหว ราวถูกลมโชยลูบไล้ ดอกท้อบนต้นไม้ร่วงพรั่งพรูลงมา หญิงสาวชุดขาว หัวร่อเสียงสดใส ม้วนแขนเสือ้ ทัง้ สอง กลับม้วนดอกท้อทีร่ ว่ งหล่นไว้ในแขน เสื้อจนหมดสิ้น ยอดเกาทัณฑ์ชมดูจนตะลึงลาน ครุ่นคิดขึ้น ‘ในโลกกลับมีหญิงสาว งามผุดผาดปานนี้ แม้แต่ดอกท้อก็หม่นหมองศรีไปสิ้น’ ชั่วครู่ให้หลัง ฝูงผีเสื้อที่บินเตลิดหนีไปเมื่อครู่บินหวนกลับมาอีก หยอกเย้าอยูท่ า่ มกลางพุม่ ไม้ดอก หญิงสาวชุดขาวพลันตวัดแขนเสือ้ ทัง้ สอง ซัดดอกท้อออกจากในแขนเสื้อ ฝูงผีเสื้อล้วนร่วงพรูลงสู่พื้น ความแตกตื่นของยอดเกาทัณฑ์ครั้งนี้ใหญ่หลวงนัก ใช้ดอกท้อต่าง อาวุธลับ นับว่าไม่เคยได้ยินมา พร้อมกับนึกเสียดายต่อผีเสื้อลายฝูงนี้ ครุน่ คิดขึน้ ‘ภมรล้อบุปผา เป็นความสวยงามตามธรรมชาติ ฆ่าฝูงผีเสือ้ ตาย

50


ออกจะท�ำลายบรรยากาศไปแล้ว’ ชั่วพริบตาฝูงผีเสื้อที่ร่วงพรูลงก็กระพือปีกโบยบินขึ้นใหม่ หญิงสาว ชุดขาวหัวร่อพลางกล่าวว่า “ผีเสือ้ เอย พวกเจ้าได้รบั ความตืน่ ตกใจแล้ว เรา จะไม่รบกวนพวกเจ้าอีก” พลางเดินช้าๆ เข้าสู่พุ่มไม้ดอก ไปยังห้องหับเล็กๆ หลังป่าท้อ ยอดเกาทัณฑ์ระบายลมจากปากค�ำหนึ่ง พลันรู้สึกแสงอาทิตย์ชอน ไชตา สาดลอดร่องหินเข้ามา สร้างความสงสัยใจยิง่ ครุน่ คิดขึน้ ‘ชายหนุม่ นัน้ กลับค�ำนวณแม่นย�ำนัก ขณะทีห่ ญิงสาวนัน้ เข้าสูห่ อ้ งน้อยแสงแดดก็สาดลอด เข้าร่องหินพอดี’ ภายใต้ความคิดดิ้นรนมีชีวิตรอด บวกกับความสงสัยอยากรู้ ยอด เกาทัณฑ์เดินออกจากร่องหิน หยิบเส้นเชือกคล้องคอ ขมวดเป็นเงื่อนตาย แขวนร่างตัวเองกับต้นไม้ เส้นเชือกรัดแน่นทีละน้อย ลมหายใจอึดอัดขัดข้อง ยอดเกาทัณฑ์ ลืมตาค้าง ยังไม่เห็นหญิงสาวชุดขาวออกมาช่วยเหลือ คิดส่งเสียงร้องก็รอ้ ง ไม่ออก ต้องบังเกิดความส�ำนึกเสียใจ ครุ่นคิดขึ้น ‘หรือว่าชายหนุ่มนั้นจงใจ กลั่นแกล้งก่อกวนเรา ต้องการให้เราถูกรัดคออีกครา?’ ยามทุรนทุราย ต้องถีบเท้าวุ่นวาย ถีบจนดอกท้อบนต้นไม้ร่วงพรั่ง พรู ยิ่ ง ดิ้ น รนบ่ ว งเชื อ กยิ่ ง รั ด แน่ น รู ้ สึ ก เบื้ อ งหน้ า สายตามื ด ทะมื่ น สติ สัมปชัญญะเลอะเลือนทีละน้อย พริบตานัน้ รูส้ กึ มีคนปาดใส่รา่ งมันเบาๆ คล้ายปรากฏกรรไกรเล่มหนึง่ ตัดบ่วงเชือกขาดสะบัน้ สามารถหายใจโดยสะดวก ยอดเกาทัณฑ์อา้ ปากขึน้ แต่มนั ถูกเชือกรัดล�ำคอแน่นเกินไปกลับพูดไม่ออก ชัว่ ครูค่ อ่ ยฟืน้ ฟูเรีย่ วแรง ทีละน้อย เมื่อลืมตาขึ้น เห็นเบื้องหน้ายืนไว้ด้วยหญิงสาวชุดขาวที่พบเห็น เมื่อครู่นั้นเอง ยอดเกาทัณฑ์กล่าวขอบคุณเบาๆ หญิงสาวชุดขาวเพ่งตาเย็นเยียบ จ้องมองมัน กล่าวว่า “นายทหารท่านไฉนคิดตาย?”

51


ยอดเกาทัณฑ์หมอบกราบกับพื้น พร�่ำพรรณนาถึงเรื่องที่เงินเดือน ทหารสี่สิบหมื่นต�ำลึงถูกปล้นชิง ตามวินัยทหาร ต้องถูกตัดแขนขาสะบั้น ศีรษะ หญิงสาวชุดขาวขมวดคิ้วกล่าวว่า “เรื่องนี้ข้าพเจ้าไม่ยุ่งเกี่ยว” พลางหมุนตัวหมายจากไป ยอดเกาทัณฑ์รบี ฉุดดึงชายกระโปรงนาง ไหนเลยฉุดดึงได้ ต้องร�่ำไห้ร�ำพันว่า “เราเบื้องบนมีมารดาชรา เบื้องล่างมี บุตรก�ำพร้า หากท่านไม่สนใจ ในโลกจะเพิม่ วิญญาณอันคับแค้นอีกสามดวง แล้ว” หญิงสาวชุดขาวเหลียวหน้ามาช้าๆ กล่าวว่า “ค�ำพูดนี้เป็นความ จริง?” “หากเรากล่าวโป้ปดแม้สักครึ่งค�ำ ขอให้ถูกเชือกรัดคออีก” หญิงสาวชุดขาวพึมพ�ำว่า “จะอย่างไรเราจะไปหาพวกเขา เอาเถอะ เราจะช่วยเหลือท่านสักครา” ยอดเกาทัณฑ์ยินดียิ่งรีบกราบขอบคุณนาง หญิงสาวชุดขาวกล่าว อย่างขุน่ เคืองแง่งอนว่า “ข้าพเจ้ามิใช่คนตาย ท่านกราบข้าพเจ้าไยกัน? อืมม์ ท่านสาบานว่า ถูกเชือกรัดคออีก เป็นผู้ใดชี้แนะท่านมาขอความช่วยเหลือ ข้าพเจ้า” “ไม่มี ไม่มี” หญิงสาวนั้นถามว่า “ท่านผูกคอกี่ครั้ง?” “เพียงครั้งเดียวเท่านั้น” หญิงสาวชุดขาวพลันยิ้มออกมา กล่าวว่า “ซึ่งความจริงท่านผูกคอกี่ ครัง้ ข้าพเจ้าไม่ขอยุง่ เกีย่ ว เมือ่ รับปากช่วยเหลือท่าน ต่อให้มคี นชีแ้ นะท่าน ก็จะช่วยท่านถึงทีส่ ดุ การผูกคอตายไม่นา่ เล่น ครัง้ หน้าอย่าได้ทดลองแล้ว” ยอดเกาทัณฑ์เห็นหญิงสาวชุดขาวมีอายุสิบเจ็ดสิบแปดปี ยามแย้ม ยิ้มกล่าววาจา สีหน้าปรากฏแววไร้เดียงสา ต้องลอบวิตกกังวลอีกครา กริ่ง เกรงหญิงสาวชุดขาวสู้ฝูงโจรเหล่านั้นไม่ได้ หญิงสาวชุดขาวชักชวนยอดเกาทัณฑ์เข้าสู่ห้องน้อยหลังป่าท้อ

52


กล่าวว่า “ท่านคงหิวแล้ว รับประทานเนื้อเสือย่างก่อนเถอะ” ยอดเกาทัณฑ์กวาดตามอง เห็นมุมห้องมีเสือลายพาดกลอนตัวหนึ่ง นอนหมอบกับพืน้ ต้องใจหายวาบ หญิงสาวชุดขาวยิม้ พลางกล่าวว่า “นีเ่ ป็น เสือตาย กลัวอันใด? ท่านสามารถถลกหนังเสือหรือไม่?” “เคยเห็นนายพรานถลกหนังมา” หญิงสาวนั้นกล่าวว่า “อย่างนั้นท่านจัดการให้แก่ข้าพเจ้า ดูท่านเตะ ถีบต้นท้อ คาดว่าจับพลิกเสือหนักสามร้อยชั่งตัวนี้ได้” ยอดเกาทัณฑ์สะท้านใจอีกครา หญิงสาวปราบเสือ ถือเป็นเรื่อง พิสดารอยู่แล้ว มิหน�ำซ�้ำมองปราดเดียวก็ดูออกว่ามันมีเรี่ยวแรงมากน้อย เท่าใด แสดงว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญในเชิงยุทธ์ เมื่อรับประทานเนื้อเสือย่างเสร็จสิ้น เป็นเวลายามเที่ยง หญิงสาวชุด ขาวปลดกระบี่ลงจากผนังเล่มหนึ่ง กล่าวว่า “ท่านตามข้าพเจ้ามา พวกเรา จะไปหาโจรร้าย ทวงถามเงินสี่สิบหมื่นต�ำลึงนั้น” ทัง้ สองปีนหุบเขาขึน้ ไป เข้าสูส่ ว่ นลึกของภูเขา เดินทางประมาณหนึง่ ชั่วยาม เห็นภูเขาสองลูกตั้งประจัน ผนังผาลาดชัน เชิงผามีถ�้ำศิลาแห่งหนึ่ง หน้าถ�้ำเป็นที่ราบลุ่ม หญิงสาวชุดขาวกล่าวว่า “ที่นี้คงเป็นที่ซ่อนเงินทอง ของพวกมัน” พลางมุ่งตรงไป ได้ยินสุ้มเสียงหนึ่งตวาดค�ำ “หยุดไว้” ในพงหญ้า ปรากฏชายฉกรรจ์สองคนกระโดดปราดออกมา หวดกระบองสองเล่มลงยัง ศีรษะอย่างหักโหมดุร้าย หญิงสาวชุดขาวหมุนตัวรอบหนึ่ง กระบองทั้งสองเล่มหวดพลาดผิด เห็นนางโบกสะบัดแขนเสือ้ วูบหนึง่ ชายฉกรรจ์ทงั้ สองก็เสียหลักการทรงตัว ถลาล้มหงายลงกับพืน้ หญิงสาวชุดขาวแค่นหัวร่อ วิง่ ปราดไปโดยไม่เหลียว หน้ากลับมาอีก ที่หน้าถ�้ำศิลา หินระเกะระกะคล้ายสิงสาราสัตว์ ลักษณะประหลาด แปลกตา ห้อมล้อมที่ราบลุ่มแถบหนึ่งไว้ หญิงสาวชุดขาวบุกเข้าค่ายกลดง

53


หิน ได้ยนิ สุม้ เสียงอีกเสียงหนึง่ ตวาดค�ำ “หยุดไว้” ในดงหินปรากฏดาบทวน พุ่งขวับออกมา ดาบแทงใส่ทรวงอก ทวนมุ่งใส่หัวเข่านาง หญิงสาวชุดขาวลอยตัวกระโดดปราด โบกแขนเสื้อลง ชายฉกรรจ์ที่ ควงดาบถือทวนโถมจู่โจมทั้งสอง แม้แทงดาบทวนพลาดผิด แต่สามารถยั้ง สภาวะไว้ ไม่ถลาล้มลงเช่นสองคนแรก ยอดเกาทัณฑ์ชมดูจนอกสั่นขวัญแขวน ไม่กล้าติดตามเข้าไป หญิง สาวชุดขาวกวักมือกล่าวว่า “มาเถอะ ท่านเป็นผูเ้ สียหาย หากไม่ตดิ ตามมา พวกเขาจะคืนเงินแก่ผู้ใด?” ยอดเกาทัณฑ์ปลุกปลอบก�ำลังขวัญ เข้าสูค่ า่ ยกลดงหิน เห็นหญิงสาว ชุดขาวต่อสู้กับชายฉกรรจ์สี่คน ชายฉกรรจ์ทั้งสี่ยืนหยัดเป็นสี่ทิศ ล้อมหญิง สาวชุดขาวไว้กึ่งกลาง หนึ่งดาบหนึ่งทวน และกระบองสองเล่มโหมจู่โจม อย่างดุดัน หญิงสาวชุดขาวสะพายกระบี่วิเศษที่หว่างเอว แต่ไม่ชักออกมา เห็น นางพลิ้วไปมาอยู่ท่ามกลางกระบองดาบทวน เฉกเช่นผีเสื้อล้อบุปผา ดั่ง แมลงปอโฉบผิวน�้ำ ยอดเกาทัณฑ์ชมดูอยู่ชั่วขณะ ถึงกับตาลายสมองหมุน ต้องเบือนสายตาไปอีกทางหนึ่ง ชั่วครู่จึงกล้ามองดูใหม่ ต่อสู้อยู่ชั่วขณะ หญิงสาวชุดขาวตวาดเสียงเจื้อยแจ้ว ฟาดฝ่ามือใส่ ชายฉกรรจ์ที่ใช้กระบองทางเบื้องหน้าซ้ายมือ ชายฉกรรจ์ที่ใช้ดาบทางขวา รีบฟันดาบเข้ามา ชายฉกรรจ์ที่ใช้ทวนทางด้านข้างก็เสือกแทงทวนใส่ ชายฉกรรจ์ทใี่ ช้กระบองนัน้ เห็นฝ่ามือผุดผ่องฟาดถึงเหนือศีรษะ ยาม แตกตื่นรีบกลิ้งตัวไปตามพื้นดิน ขณะเดียวกันดาบทวนล้วนจู่โจมใส่หญิง สาวชุดขาว หญิงสาวชุดขาวดันใจกลางฝ่ามือออกนอก ลอยตัวขึ้นจากช่อง ว่างดาบทวน ชายฉกรรจ์ที่ใช้กระบองถูกริมฝ่ามือกวาดใส่หัวไหล่ กลิ้ง กระเด็นไปหลายวา ยังดีที่ไม่ได้รับบาดเจ็บอันใด หญิงสาวชุดขาวจี้ซ้ายฟาดขวา เคลื่อนไหวดุจเมฆพลิ้วสายธาร ท่วงท่าปลอดโปร่งสบาย ยอดเกาทัณฑ์ชมดูจนตาลายพร่าพราย รีบเบือน

54


สายตาไปอีกครา พลันเห็นหน้าถ�ำ้ ศิลายืนไว้ดว้ ยคนผูห้ นึง่ น้าวเกาทัณฑ์คดิ ยิงออก กลับเป็นเม่งกีทเี่ มือ่ คืนปลอมเป็นนักศึกษา น้าวเกาทัณฑ์เหล็กของ มันจนสายเกาทัณฑ์ขาดเป็นสองส่วน ยอดเกาทัณฑ์ชมดูจนใจหายวาบ ร้องว่า “ระวัง มีคนลอบท�ำร้าย” เสียงสายเกาทัณฑ์ดงั ขึน้ เม่งกียงิ ลูกเกาทัณฑ์ดอกหนึง่ หญิงสาวชุด ขาวกลับยื่นมือช้อนวูบ ตะปบคว้าลูกเกาทัณฑ์ดอกนั้นไว้ เม่งกียิงลูกเกาทัณฑ์ดอกที่สองตามติดออก ยอดเกาทัณฑ์เป็นมือ เกาทัณฑ์ ดูออกว่านี่เป็นวิชาเกาทัณฑ์กระสุนอันร้ายกาจ หญิงสาวชุดขาว ตกอยูท่ า่ มกลางกระบองดาบทวน ยากจะหลบรอดจากเกาทัณฑ์ได้ เห็นนาง ดีดนิ้วทั้งสอง ดีดเกาทัณฑ์ดอกที่รับไว้ออกไป ลูกเกาทัณฑ์สองดอกปะทะ กันกลางอากาศ แยกไปคนละทาง ตกลงโดยพร้อมเพรียง พลังดรรชนีของ หญิงสาวชุดขาวกลับต้านพลังเกาทัณฑ์ของเม่งกีได้ นับเป็นที่น่าตระหนก จริงๆ เม่งกีก็ร้องค�ำ “ประเสริฐ” ยิงลูกเกาทัณฑ์ดอกที่สามออกพุ่งใส่ คอหอยของนาง ยอดเกาทัณฑ์อทุ านอย่างแตกตืน่ กลับเห็นหญิงสาวชุดขาว อ้าปากพ่นลูกเกาทัณฑ์ดอกนั้นออกไป ที่แท้นางใช้ปากงับลูกเกาทัณฑ์ ซึ่ง ฝึกยากที่สุด และเสี่ยงอันตรายที่สุดในวิชารับเกาทัณฑ์ หญิงสาวชุดขาวถูกสามเกาทัณฑ์ของเม่งกีสะกิดเพลิงโทสะขึน้ พลัน ร้องว่า “เมื่อมาแล้วควรสนองตอบ” ตวัดมือผุดผ่อง เห็นอาวุธลับรูปดอกเหมยห้าหกดอกแตกกระจาย ออกไปแยกย้ายจู่โจมใส่ศัตรูรอบข้าง ยอดเกาทัณฑ์ไม่ทันเห็นชัดตา ได้ยิน เสียงร้องโอดโอย นอกจากเม่งกีแล้ว ชายฉกรรจ์ทกี่ ลุม้ จูโ่ จมหญิงสาวชุดขาว ทั้งสี่ล้วนล้มลงกับพื้น เม่งกีถลันหลบอาวุธลับดอกเหมยสองดอก ร้องชมเชยว่า “ซัว่ ฮวยนึง่ เฮียบ (วีรสตรีโปรยบุปผา) ยอดเยี่ยมสมค�ำร�่ำลือ” เพิ่งขาดค�ำ ชายฉกรรจ์ทั้งสี่ก็กระโดดปราดขึ้น ในมือคีบอาวุธลับ

55


คนละดอก กล่าวโดยพร้อมเพรียง “ขอบคุณนึ่งเฮียบ (วีรสตรี) ไว้ไมตรี พวกเรายอมรับนับถือแล้ว” ที่แท้คนทั้งสี่ถูกหญิงสาวชุดขาวใช้วิชาเทียนนึ่งซั่วฮวย (เทพธิดา โปรยบุปผา) ซัดใส่จุดเส้น อาวุธลับพุ่งเร่งร้อน แต่กระทบถูกร่างอย่างแผ่ว เบา พอซัดถูกจุดเส้น เพียงรูส้ กึ ชาวูบ ไม่ได้รบั อันตรายใด แสดงว่าหญิงสาว ชุดขาวยั้งมือไว้ไมตรี หญิงสาวชุดขาวยิ้มพลางกล่าวว่า “ที่แท้พวกท่านสืบทราบความ เป็นมาของข้าพเจ้าแล้ว อย่างนั้นเงินของสหายท่านนี้ สามารถคืนให้แล้ว กระมัง?” เม่ ง กี ชี้ มื อ ไปที่ ถ�้ ำ ศิ ล ากล่ า วว่ า “ท่ า นมาไม่ ป ระจวบเหมาะ เงิ น เหล่านั้นขนย้ายไปตั้งแต่เช้าแล้ว” หญิงสาวชุดขาวหน้าเคร่งเครียดลง ขณะจะกล่าววาจา เม่งกีก็กล่าว อีกว่า “นีต่ อ้ งรบกวนท่านเดินทางต่ออีกระยะหนึง่ พวกเราล้วนจัดเตรียมม้า เร็วอยู่ก่อน ใต้เท้าปึง เมื่อคืนท่านได้รับความแตกตื่นแล้ว” ยอดเกาทัณฑ์ปึงเค่งอับอายจนหน้าแดงฉาน หญิงสาวชุดขาวกล่าว ว่า “ตกลง ข้าพเจ้าจะไปเยี่ยมค�ำนับหัวหน้าค่ายพวกท่าน” เม่งกีกห็ อ่ ปากเป่าคราหนึง่ ทีห่ ลังถ�ำ้ มีคนจูงม้ามาหลายตัว หญิงสาว ชุดขาวพลิกตัวขึน้ บนหลังม้า ไม่กล่าวว่ากระไร ติดตามพวกมันออกเดินทาง ทางภูเขาคดเคี้ยว เนินเขาลาดชัน คนขี่อยู่บนหลังม้า คล้ายดั้นเมฆ เหินเวหา ยอดเกาทัณฑ์แม้ถอื ก�ำเนิดจากตระกูลบู๊ ยังอกสัน่ ขวัญแขวน เห็น ม้าเหล่านี้ติดตามหลังม้าของเม่งกีขึ้นเขา กระโดดข้ามหุบเหว ดั่งโลดแล่น บนที่ราบ แสดงว่าเป็นม้าศึกที่ผ่านการฝึกอบรมมาเป็นอย่างดี

56


2

บุกเดี่ยวถ�้ำพยัคฆา กระบี่ปะทะดาบทอง ควบม้าเป็นเวลาครู่ใหญ่ อาทิตย์ลอยอยู่กลางฟ้า เม่งกีบนหลัง ม้ายกแส้ม้าขึ้นชี้ไป กล่าวว่า “เบื้องล่างเป็นด่านห่านป่า นายทัพเต็ง จะแจกจ่ายเงินเดือนทหารในวันพรุ่งนี้ ตอนนี้ไม่ทราบร้อนรุ่มเพียง ไหน” ยอดเกาทัณฑ์ใจหายวูบ ถามว่า “พวกเราข้ามด่านห่านป่าแล้วหรือ? ท่าน...พวกท่านใช่เป็นบริวารของหัวหน้าค่ายดาบทองหรือไม่?” “ท่านจะได้รับเงินคืนเอง ไยต้องถามมากความ?” ยอดเกาทัณฑ์ใจเต้นระทึก ครุ่นคิดขึ้น ‘โจรเฒ่าดาบทองไม่เคยปล้น เงินเดือนทหาร ไม่ทราบไฉนละเมิดกฎ? ฟังว่าโจรเฒ่าดาบทองเป็นมหาโจร พวกตาดมองโกลและขุนนางไต้เหม็งล้วนไม่กล้าลูบหนวดเสือ หากแม้นมัน ต้องการเงินเดือนรายนี้ ต่อให้ยกกองทัพเข้าปราบปราม ก็ไม่แน่ว่าจะช่วง ชิงกลับมาได้ การไปครั้งนี้คงประสบเภทภัยมากกว่าวาสนาแล้ว’ ห้อม้าชัว่ ขณะ เบือ้ งหน้าพลันขยายกว้างขึน้ ท่ามกลางภูเขาล้อมรอบ ปรากฏเป็นทุง่ นาเขียวชอุม่ มีคนก�ำลังท�ำนาดูเผินๆ เข้าใจว่าเป็นวิมานแมน แดนสวรรค์ ไหนเลยคาดคิดว่านั่นเป็นรังของโจรร้าย ม้าศึกหลายตัวมุ่งไปตามทางภูเขาคดเคี้ยว สองฟากข้างทางภูเขา ปรากฏเงาคนถลันออกมา โบกธงสัญญาณตลอดเวลา ไม่นานก็มาถึงหน้า ค่ายภูเขา บนภู เขาปลู ก สร้ า งเชิ ง เทิ น อิ ง ภู เขา ลั ก ษณะคล้ า ยฉากกั้ น ตาม

57


ธรรมชาติ ยอดเกาทัณฑ์ติดตามหลังเม่งกีและหญิงสาวชุดขาวลงจากหลัง ม้าเข้าภูเขา มีคนชักน�ำถึงหน้าค่ายได้ยนิ เสียงระฆังตังใหญ่ จากนัน้ เป็นเสียง ย�่ำกลองเป่าหลอดเขาดังพร้อมเพรียง ประตูค่ายเปิดอ้าออก โจรร้ายสอง ขบวนตั้งแถวต้อนรับ ดาบทวนสะท้อนประกายแวววับ หญิงสาวชุดขาวเผยอยิ้ม ตัดผ่านดงดาบห่าทวนไปราวไม่มีเรื่องราว ใด ยอดเกาทัณฑ์พอเห็นสภาพเช่นนี้ ถึงกับแตกตื่นจนเข่าอ่อนระทวย ได้ แต่ตัดใจติดตามหลังหญิงสาวชุดขาวเข้าสู่ห้องโถง ในห้องโถงจัดตั้งเก้าอี้ปูหนังเสือหลายตัว แต่ไม่มีคนออกมาต้อนรับ หญิงสาวชุดขาวมีสีหน้าขุ่นเคือง กล่าวว่า “หัวหน้าค่ายพวกท่านเล่า?” เม่งกียิ้มเล็กน้อย เห็นชายฉกรรจ์ท่วงท่าหยาบกร้านสองคนเลิกผ้า ม่านถลันเข้ามา ชายฉกรรจ์คนแรกยกโอ่งสุราสีทองขนาดใหญ่ใบหนึง่ คล้าย จัดสร้างจากทองเหลือง มีน�้ำหนักห้าหกสิบชั่ง ชายฉกรรจ์ที่ด้านหลังกลับ ยกเนื้อวัวที่ย่างสุกถาดใหญ่ บนเนื้อวัวทุกชิ้นเสียบมีดแหลมคมเล่มหนึ่ง ชายฉกรรจ์ทั้งสองกล่าวเสียงกังวาน “อาคันตุกะจากแดนไกล ไร้ สิ่งของต้อนรับ เชิญดื่มสุราสักจอก” เสียงขาดค�ำ ชายฉกรรจ์คนแรกขยับสองแขน ซัดขว้างโอ่งสุรามา หญิงสาวชุดขาวมีสหี น้าเป็นปรกติไม่เปลีย่ นแปลง กล่าวค�ำ “ไม่ตอ้ งเกรงใจ” พับแขนคราหนึง่ ชักน�ำโอ่งสุราไปด้านข้าง โอ่งสุรากลับหมุนวนอยูท่ ใี่ จกลาง ฝ่ามือนางไม่หยุดยั้ง โดยไม่ร่วงหล่นลงมา กลับคล้ายเด็กทารกเล่นลูกข่าง ก็มิปาน สุราโอ่งนี้ถูกชายฉกรรจ์ซัดขว้างมา เป็นสภาวะรุนแรงถึงเพียงไหน หากปราศจากเรีย่ วแรงสามสีร่ อ้ ยชัง่ อย่าหมายรับไว้ได้ มิคาดหญิงสาวปาด ชักน�ำเบาๆ ก็สลายพลังทีแ่ ฝงมาไปสิน้ หญิงสาวชุดขาวยิม้ เล็กน้อย ก้มหน้า ลงดูดดื่มสุราค�ำหนึ่ง ชมว่า “สุราที่ดี” ชายฉกรรจ์ทั้งสองงงงันวูบ ชายฉกรรจ์ที่ด้านหลังสืบเท้าออกไป ตวาดว่า “ของนี้ให้ท่านแกล้มเหล้า”

58


ตวัดมือวูบ ซัดมีดสัน้ ทีเ่ สียบอยูบ่ นเนือ้ วัวมาสองเล่ม หญิงสาวชุดขาว แย้มยิม้ อีกครา อ้าปากรูปกระจับขึน้ กลับงับมีดสัน้ ทัง้ สองเล่มเอาไว้ จากนัน้ พ่นมีดสั้นทั้งสองเล่มออก ปักเรียงรายกับขื่อห้อง ชายฉกรรจ์ทั้งสองหันไปมองหน้ากันด้วยความตระหนก เห็นหญิง สาวชุดขาวเลิกคิ้วเรียวงาม ตวาดว่า “คารวะคืนแก่พวกท่านจอกหนึ่ง” พลางดันใจกลางฝ่ามือออก เสียงหวืดเมือ่ ผลักดันโอ่งสุรากลับไป ชาย ฉกรรจ์ทั้งสองไหนเลยกล้ารับไว้ เห็นแน่ชัดว่าต้องถูกโอ่งสุราชนใส่ พลัน ปรากฏชายหนุม่ ผูห้ นึง่ ถลันออกจากหลังห้องโถง ยกมือตบออก ตบฟาดโอ่ง สุราลอยไปด้านข้าง สลายพลังที่แฝงมา ยื่นเท้าซ้ายเกี่ยววูบ บังคับสุราโอ่ง นั้นตกลงกับพื้นช้าๆ สุราทั้งโอ่งกลับไม่กระเซ็นออกมาแม้สักหยดเดียว ชายหนุ่มนั้นหลังจากส�ำแดงฝีมือ ค่อยเหลียวหน้าไปตวาดต�ำหนิว่า “พวกเจ้าสองตัวโง่งม ไม่รู้จักคารวะแขก ยังสร้างความอับอายขายหน้าใน ที่นี้อีก?” ยอดเกาทัณฑ์เพ่งตามอง ถึงกับแทบร้องโพล่งออกมาด้วยความ ตระหนก ชายหนุม่ นีม้ ใิ ช่ใครอืน่ คือผูท้ ชี่ ว่ ยชีวติ มันเมือ่ คืน และชีแ้ นะมันไป หาหญิงสาวชุดขาวนั้น เพียงแต่เมื่อคืนมันแต่งกายเป็นเช่นชาวป่าชาวดง ยามนี้สวมชุดยาวรัดสายรัด ดูไปคล้ายกงจื้อสูงศักดิ์ ชายฉกรรจ์ทั้งสองห้อยมือส�ำรวม เรียกค�ำ “เสียวแจ่จู้ (หัวหน้าค่าย คนเล็ ก )” ล่ า ถอยออกไปแต่ โ ดยดี หญิ ง สาวชุ ด ขาวยิ้ ม พลางกล่ า วว่ า “ครัง้ นีน้ บั ว่าเสาะพบคูก่ รณีแล้ว เงินสีส่ บิ หมืน่ ต�ำลึงของสหายผูน้ ี้ ขอให้เสียว แจ่จู้มอบคืนให้” ชายหนุ่มนั้นยิ้มพลางกล่าวว่า “เงินเพียงเล็กน้อยไยต้องเอ่ยอ้าง? โกวเนี้ยเชิญนั่ง” พลางกวาดตาไปยังยอดเกาทัณฑ์แวบหนึง่ ดวงตาแฝงแววลีล้ บั คล้าย บอกว่า ‘เราชี้แนะไม่ผิดกระมัง?’ ยอดเกาทัณฑ์ยืนตะลึงลานอยู่ด้านข้าง ขบคิดไม่เข้าใจว่าชายหนุ่มนี้

59


เมือ่ เป็นเสียวแจ่จทู้ นี่ ี้ หลังจากปล้นชิงเงิน ไฉนช่วยเหลือตนเอง ทัง้ ยังชักน�ำ หญิงสาวชุดขาวมา? หรือนี่เป็นแผนล่อศัตรู? ได้ยินที่เบื้องนอกบังเกิดเสียงคนเคลื่อนไหวขวักไขว่ ยอดเกาทัณฑ์ ต้องอกสัน่ ขวัญแขวนไม่คลาย พลันเห็นโจรร้ายขบวนหนึง่ ขนย้ายปลอกเงิน ทีป่ ล้นชิงไปเข้ามา กองสุมอยูท่ เี่ ชิงบันได หญิงสาวชุดขาวเห็นเช่นนัน้ กล่าว ว่า “เสียวแจ่จู้รวบรัดชัดเจนจริงๆ ขอบคุณมากแล้ว” ชายหนุ่มนั้นพลันหัวร่อดังยาวนาน ยกมือขึ้นกล่าวว่า “ช้าก่อน” หญิงสาวชุดขาวงงงันวูบ เห็นโจรผูห้ นึง่ ปักธงลงบนกองปลอกเงิน ธง ผืนหนึ่งวาดรูปอาทิตย์แดงฉาน อีกผืนหนึ่งวาดรูปเดือนเสี้ยว ธงสุริยัน จันทรานี้เป็นธงประจ�ำค่ายดาบทองนั่นเอง ชายหนุ่มนั้นยิ้มเล็กน้อย ยกป้านสุราเนื้อเงินบนโต๊ะรินสุราสองจอก ตนเองดืม่ ก่อนจอกหนึง่ ค่อยกล่าวว่า “เงินสีส่ บิ หมืน่ ต�ำลึงแม้ไม่ควรแก่การ เอ่ยอ้าง แต่ธงสุริยันจันทราคู่นี้กลับมีค่าควรเมือง” หญิงสาวชุดขาวกวาดตามอง เห็นเหล่าโจรในห้องโถงสีหน้าเคร่งขรึม จับจ้องมองนางเป็นจุดเดียว สร้างความเคลือบแคลงสงสัย กล่าวถามว่า “ท่านกล่าวเช่นนี้หมายความอย่างไร?” ยอดเกาทัณฑ์ที่ด้านข้างต้องลอบคร�่ำครวญในใจ ครุ่นคิดขึ้น ‘หญิง สาวนางนี้แม้มีฝีมือสูงเยี่ยม แต่กลับเป็นทารกหญิงที่เพิ่งออกท่องเที่ยว แม้แต่กฎเกณฑ์ของฝ่ายมิจฉาชีพยังไม่เข้าใจ เหล่าโจรปักธงบนปลอกเงิน หมายความว่าหากท่านสามารถถอนดึงธงคู่นี้ออกมาก็สามารถน�ำเงินกลับ ไป ไม่เช่นนั้นให้ถอนตัวกลับไปแต่โดยดี นี่เป็นการท้าสู้ชัดๆ’ หญิงสาวชุดขาวถามไถ่สองครา ชายหนุ่มนั้นไม่ตอบค�ำ ใบหน้าที่ ไร้เดียงสาพลันแดงเรื่อขึ้นวูบ คล้ายมีโทสะคุกรุ่น กวักมือกล่าวกับยอด เกาทัณฑ์วา่ “เงินอยูท่ นี่ ี้ ท่านยังไม่ไปตรวจนับอีก? ธงเป็นของพวกเขา ท่าน เก็บเอาไว้เถอะ” พลางขยับเคลื่อนกาย เพิ่งก้าวออกไปสองก้าว ชายหนุ่มนั้นพลัน

60


หัวร่อฮาฮาหยิบป้านสุรายืดกายขึน้ พอดีขวางหน้านางไว้ กล่าวเสียงกังวาน ว่า “โกวเนี้ย ท่านยังคงนั่งลงดื่มสุราเถอะ” หญิงสาวชุดขาวกระชากเสียงว่า “ข้าพเจ้าไม่ดื่มสุรา ผู้ใดกล้าบังคับ ข้าพเจ้าดื่ม?” พร้อมกับก้าวเท้าออกไป ชายหนุ่มนั้นผลักสุราไปเบื้องหน้า มือซ้าย ชูถ้วยสุรา กล่าวว่า “ไม่ยอมให้เกียรติหรือ?” ป้านสุรากระแทกทรวงอก ถ้วยสุราพุ่งใส่หน้า กลับเป็นกระบวนท่า อันร้ายกาจสองท่วงท่า หญิงสาวชุดขาวหมุนคว้างรอบหนึ่ง ชายหนุ่มนั้นก็ จูโ่ จมพลาดผิด ถ้วยสุราหลุดลอยจากมือ เสียงเพล้งเมือ่ แตกสลายเป็นหลาย ส่วน ที่แท้หญิงสาวชุดขาวใช้ฝีมืออันรวดเร็วชนใส่คราหนึ่ง ชายหนุม่ นัน้ ก็ยอดเยีย่ มยิง่ กวัดแกว่งป้านสุรา หมุนตัวผลักออกขวาง ทางหญิงสาวชุดขาวอีกครา จะงอยปากป้านสุราจี้ใส่จุดยู้ตุกใต้ราวนมของ นาง หญิงสาวชุดขาวพลันย่อร่างลงวูบ ดีดนิ้วทั้งสองปาดฝ่ามือวูบ เห็นฝา ป้านสุราปลิวกระเด็น สุราทั้งป้านสาดกระเซ็นไปทั่ว กลิ่นสุราหอมอบอวล แต่ป้านสุรายังอยู่ในมือของชายหนุ่มนั้น ทัง้ สองประมือกันสองกระบวนท่า แสดงว่าหญิงสาวชุดขาวมีพลังฝีมอื เหนือล�้ำกว่าขั้นหนึ่ง แต่ผลจากการแผ่พุ่งพลัง ยังไม่สามารถกระแทกป้าน สุราปลิวกระเด็น ชายหนุม่ นัน้ ก็มฝี มี อื มิใช่ชวั่ กลับใช้ปา้ นสุราต่างอาวุธ หมุน เท้ารอบหนึ่ง อ้อมถึงเบื้องหน้าหญิงสาวชุดขาวอีกครา กล่าวว่า “สุราถ้วย นี้ไม่ว่าอย่างไรขอให้ท่านให้เกียรติ” หญิงสาวชุดขาวเลิกคิว้ เรียวงาม หน้าบูดบึง้ ขุน่ เคือง ชักกระบีจ่ ากฝัก ตวาดว่า “ท่านไร้มารยาทนัก พวกเราประลองกันสักครา” เหล่าโจรพลันถอยร่นไปรอบข้าง คล้ายเว้นทีว่ า่ งให้ทงั้ สองประมือกัน แท้ที่จริงตั้งขบวนรายล้อม ขอเพียงชายหนุ่มนั้นสู้ไม่ได้ จะกลุ้มจู่โจมใส่ ยอดเกาทัณฑ์หน้าซีดขาว หวนนึกถึงหญิงสาวชุดขาว ต่อให้มีฝีมือ สูงเทียมฟ้า ก็ยากที่จะฝ่าออกจากถ�้ำเสือวังมังกรได้ ยามนั้นนอกห้องโถง

61


บังเกิดเสียงเป่าหลอดเขาดังมาแต่ไกล สุ้มเสียงหนึ่งร้องว่า “ต้าอ๋อง* มา ถึง” ชายหนุม่ นัน้ พลันพุง่ ถอยออกจากวง เห็นเบือ้ งนอกปรากฏผูค้ นกลุม่ หนึ่งเดินเข้ามา คนน�ำหน้าไว้เครายาวโชยพัดพลิ้ว ท่วงท่าองอาจน่าเกรง ขาม ดูไปมีอายุกว่าหกสิบปี แต่ยังมีสติคึกคักแจ่มใส หญิงสาวชุดขาวกวาดมองแวบหนึ่ง ย่อกายคารวะกล่าวว่า “ผู้มาใช่ เป็นแจ่จู้ผู้เฒ่าหรือไม่?” ชายชราเครายาวยิ้มเล็กน้อย กล่าวว่า “ฟังว่าโกวเนี้ยขึ้นเขา อภัยที่ เล่าฮูไม่ได้รอต้อนรับ” กล่าวพลางส�ำรวจมองหญิงสาวชุดขาว สีหน้าประหลาดพิกลยิ่ง หญิงสาวชุดขาวถูกจ้องมองจนกระดาก เลื่อนมือจับกระบี่ กล่าวว่า “ได้ยินเกียรติภูมิแจ่จู้มานาน วันนี้มีวาสนากราบพบ ทั้งคิดขอไมตรีจาก แจ่จู้” ชายชราเครายาวกล่าวค�ำ “กล่าวประเสริฐ” จากนัน้ ถามว่า “โกวเนีย้ ปีนี้อายุเท่าใด? ใช่เกิดปีมะแมหรือไม่?” หญิงสาวชุดขาวคิดไม่ถึงว่าอีกฝ่ายหนึ่งจะถามเช่นนี้ ต้องงงงันวูบ จากนัน้ กล่าวอย่างไม่พอใจเล็กน้อยว่า “แจ่จผู้ เู้ ฒ่าใช่เห็นว่าข้าพเจ้าอายุเยาว์ ด้อยประสบการณ์ ไม่คู่ควรขึ้นเขามาขอไมตรีจากท่านหรือ?” “โกวเนี้ยกล่าวรุนแรงไป” หญิงสาวชุดขาวรุกเร้าว่า “เงินสี่สิบหมื่นต�ำลึงที่เชิงบันได เป็นเงิน เดือนทหารของด่านห่านป่า แจ่จู้ท่านพอยื่นมือหยิบฉวย ไม่เพียงคร่าชีวิต ของเจ้าหน้าที่บ้านเมืองท่านนี้ ทหารที่เฝ้าด่านห่านป่าทั้งหลายหมื่นคนก็ ต้องอดอยากแล้ว” “ฮา...ฮา...เราไหนเลยไม่ทราบได้?” หญิงสาวชุดขาวกล่าวว่า “แจ่จผู้ เู้ ฒ่าเมือ่ ล่วงรูผ้ ลได้ผลเสียของการนี้ * ค�ำเรียกหัวหน้าโจร

62


ก็สมควรคืนเงินให้” ชายชราเครายาวยกมือลูบเครา กล่าวว่า “โกวเนี้ยยังไม่ทราบ ตาม กฎของฝ่ายมิจฉาชีพ เมื่อปล้นชิงมา ก็ไม่อาจส่งคืนให้เพราะค�ำพูดค�ำเดียว เรื่องเงินทองเป็นเรื่องเล็กน้อย เกียรติภูมิของธงต้องรักษาไว้ โกวเนี้ยเมื่อ คิดวิงวอนขอไมตรีให้กับเจ้าหน้าที่บ้านเมืองท่านนี้ ก็ควรแสดงฝีมือให้น้อง พี่ทั้งหลายชมดูสักท่าสองท่า” หญิงสาวชุดขาวแค่นหัวร่อ กล่าวว่า “ข้าพเจ้าเข้าใจว่าได้ยินชื่อมิสู้ พบหน้า มิคาดพบหน้าไม่คล้ายได้ยินชื่อ ตกลง แจ่จู้เสนอมาเถอะ” “โกวเนี้ยน้อย ในแผ่นฟ้าแผ่นดิน เรื่องที่พบหน้าไม่คล้ายได้ยินชื่อมี อยู่มากนัก ไหนเลยเพียงเล่าฮูเท่านั้น? ท่านต�ำหนิเราไม่ยอมคืนเงินให้โดย สะดวกดายหรือ?” หญิงสาวชุดขาวช�ำเลืองมองเขาไม่ตอบค�ำ เท่ากับยอมรับโดยดุษณี ชายชราเครายาวหัวร่อฮาฮา กล่าวว่า “เราจะเสนอวิธที รี่ วบรัดแก่ทา่ น ท่าน พกพากระบีข่ นึ้ เขา ย่อมมีความส�ำเร็จในเชิงกระบี่ เราจะใช้ดาบทองเล่มนีร้ บั ทราบเพลงกระบี่ของท่าน ความรู้ไม่มีล�ำดับก่อนหลัง ผู้เปรื่องปราดเป็น อาจารย์ ท่านอย่าได้เห็นว่าเราอายุสงู วัยยัง้ กระบีไ่ ว้ไมตรี หากท่านชนะ เรา จะคืนเงินเดือนทหารทั้งสี่สิบหมื่นต�ำลึงแก่มัน โดยไม่ตกหล่นแม้สักหุน เดียว” กล่าวพลางรินสุรา เมื่อกล่าวจบก็ดื่มติดต่อกันสองถ้วย พลันขว้าง ถ้วยเปล่าใส่ขื่อห้อง กล่าวเสียงเกรี้ยวกราด “ขื่อดีๆ ผู้ใดปักมีดสั้นไว้?” ถ้วยสุราพอขว้างใส่ บังเกิดเสียงเพล้ง เศษแก้วปลิวกระจาย มีดสั้น สองเล่มก็หล่นตามลงมา ถ้วยสุราเป็นของเปราะบาง กระทบถูกขื่อห้อง ยัง สามารถกระแทกมีดสั้นร่วงหล่น พลังการฝึกปรือของเฒ่าผู้นี้เป็นที่น่า ตระหนกนัก หญิงสาวชุดขาวอดสะท้านใจมิได้ ตอนแรกคิดสูศ้ ตั รูดว้ ยมือเปล่า พอ เห็นเขาแสดงฝีมอื ค่อยระงับความคิดประมาทศัตรู ชักกระบีอ่ อกมา กระโดด

63


ปราดถึงกลางห้องโถง หยุดยืนที่ต�ำแหน่งเบื้องล่าง กล่าวว่า “แจ่จู้โปรด ประทานกระบวนท่า” ชายชราเครายาวเหลือบมองแวบหนึ่ง ชมเชยค�ำ “กระบี่ที่ดี” กวัก มือคราหนึ่ง ปรากฏลิ่วล้อสองคนแบกดาบใหญ่สีทองแวววาวมาเล่มหนึ่ง ชายชราเครายาวรับดาบมา งอนิ้วดีดใส่ตัวดาบ เปล่งเสียงหัวร่อ กล่าวว่า “ดาบทองเอย ครั้งนี้เจ้าเผชิญคู่มือแล้ว” ทัง้ สองยืนหยัดตัง้ ท่า หญิงสาวชุดขาวทราบว่า เขาตัง้ ตัวเป็นผูอ้ าวุโส ไม่ยอมชิงจู่โจม ดังนั้นจ่อจี้ปลายกระบี่ลงยังเบื้องล่าง ถือเป็นท่าเริ่มต้นที่ อ่อนข้อให้ เมื่อตอนที่ผู้เยาว์ประมือกับผู้อาวุโส ชายชราเครายาวถอยกายไปหนึ่งก้าว ได้ยินเสียงขวับ หญิงสาว ชุ ด ขาวจู ่ โจมกระบี่ อ อกด้ ว ยท่ า ใช่ เ ตี๊ ย บชวงฮวย (ผี เ สื้ อ ทะลวงบุ ป ผา) ชายชราเครายาวร้องค�ำ “ประเสริฐ” ใช้ท่วงท่าฮ่งฮ้วงเตาะออ (หงสาชิงรัง) พลิกตัววูบหนึ่ง ก็คุกคามถึงต�ำแหน่งที่หญิงสาวชุดขาวยึดครองอยู่เมื่อ ตอนแรก หญิงสาวชุดขาวใจหายวาบ คิดไม่ถึงหัวหน้าค่ายดาบทองผู้นี้แม้ มีอายุสูงวัย แต่ท่าร่างประเปรียวไม่ด้อยกว่าคนหนุ่มฉกรรจ์ การลอยตัวชิง ต�ำแหน่งเช่นนี้ สภาวะดาบก็ครอบคลุมทิศทางด้านซ้ายขวากลางของตนเอง ไว้ ดังนั้นลอยตัวขึ้น ควงกระบี่เป็นบุปผากระบี่วงหนึ่ง ประกายกระบี่สาด กระจาย คล้ายดาวเย็นนับร้อยพันจุดครอบคลุมลงหา ในเงาดาบประกายกระบี่ บังเกิดเสียงโลหะปะทะกันสะท้านแก้วหู ผู้คนดังอึงอล ทุกผู้คนพอเพ่งตามอง เห็นหญิงสาวชุดขาวยืนหยัดอยู่ที่ห่าง ไปวาเศษ ชายชราเครายาวขวางดาบเหนืออก ร้องว่า “กระบี่ดี เพลงกระบี่ ยิ่งดี กระบวนท่านี้ต่างไม่เสียที พวกเราลงมือใหม่” ยอดเกาทัณฑ์มฝี มี อื ธรรมดา สังเกตความพิสดารไม่ออก มือดีในเหล่า โจรกลับลอบตืน่ ตระหนก หญิงสาวชุดขาวเมือ่ ครูถ่ กู สยบ พลันลอยตัวจูโ่ จม นีเ่ ป็นกระบวนท่าทีฝ่ กึ ยากเย็นทีส่ ดุ ในเพลงกระบี่ ผูท้ ตี่ าแหลมคมยังเหลือบ

64


เห็นดาบทองของแจ่จู้ผู้เฒ่าบิ่นไปจุดหนึ่ง สร้างความวิตกกังวลกว่าเดิม หญิงสาวชุดขาวหอบหายใจเล็กน้อย นางแม้ฟนั ดาบทองของศัตรูบนิ่ ไปจุดหนึ่ง แต่ตนเองก็ถูกดาบทองคุกคามพุ่งถอยไปหนึ่งวา แทบทรงกาย ไม่อยู่ ด้านพลังการฝึกปรือ ตนเองสู้อีกฝ่ายหนึ่งไม่ได้ ทัง้ สองปะทะกันหนึง่ กระบวนท่า ต่างบังเกิดความตืน่ ตัว เมือ่ ต่อสูก้ นั ใหม่สภาพการณ์ก็แปรเปลี่ยนไป เห็นหญิงสาวชุดขาวพุ่งซ้ายทะลวงขวา ประกายกระบี่วูบวาบวับแวม ท่าร่างยิ่งหมุนยิ่งรวดเร็ว ก่อกวนจนผู้คน ตาลายพร่าพราย ชายชราเครายาวกลับยืนหยัดดุจขุนเขา หาได้หวัน่ ไหวไป ด้วยไม่ พลันได้ยินเสียงหญิงสาวชุดขาวตวาดเสียงสดใส ประกายกระบี่ กระจายจ้า จูโ่ จมออกดุจกระแสน�ำ้ กลางธารธารา ลงมือด้วยความรวดเร็วสุด เปรียบปาน ชายชราเครายาวกลับกวัดแกว่งดาบทองช้าๆ สองเท้าคล้ายตรึง ติดกับพืน้ ต่อให้สภาวะกระบีข่ องนางคล้ายลมคลุม้ ฝนคลัง่ ยังไม่ขยับเคลือ่ น กายแม้สักครึ่งก้าว สภาวะดาบแม้เชื่องช้า แต่กระแสลมดาบชวนสะท้าน ขวัญ อึดใจเดียวหญิงสาวชุดขาวจู่โจมสี่ห้าสิบกระบวนท่า ยังไม่อาจบุก ทะลวงเข้าไป ระหว่างการต่อสู้ พลันได้ยนิ ชายชราเครายาวตวาดค�ำ “ไป” ประกาย สีทองวูบคราหนึ่ง ประกายสีขาวถดถอยจากเดิม หญิงสาวชุดขาวถอยห่าง ไปวาเศษ เหล่าโจรร้ายถึงกับระเบิดเสียงโห่ร้องชมเชยออกมา หญิงสาวชุดขาวสะอึกเข้าหาอีก เพลงกระบี่แปรเปลี่ยนอีกครา เห็น นางฟาดฟันกระบี่เฉียงๆ ดั่งลมหอบใบไม้ร่วง ปลายกระบี่แทงตรง คล้าย ฝนสาดซัดบุปผา ในประกายกระบี่วนเวียน ทั่วสี่ทิศแปดทางเต็มไปด้วย เงาร่างหญิงสาวชุดขาว ไม่เพียงก่อกวนจนผู้ชมดูตาลายพร่าพราย ชาย ชราเครายาวก็ใจหายวาบ เพียงปิดสกัดต้านรับไว้ สีหน้าเคร่งขรึมจริงจัง กว่าเดิม ระหว่างการต่อสู้ ชายชราเครายาวฟันกระบี่เฉียงๆ ออก หญิงสาว

65


ชุดขาวกลับยกแขวนปลายกระบี่ ชักน�ำดาบทองพ้นห่างไป ดาบนี้ชายชรา เครายาวใช้พลังแปดส่วน เมือ่ ถูกชักน�ำเบนเบือน ร่างก็ถลาไปเบือ้ งหน้าสอง ก้าว มาตรว่าปักหลักยืนหยัดไว้ แต่การตั้งรับก็ถูกท�ำลาย ไม่อาจเฝ้าที่มั่น ไว้ได้ หญิงสาวชุดขาวผ่อนสภาวะกระบีเ่ ชือ่ งช้าลง ปลายกระบีแ่ ตะคมดาบ ไว้ หมุนควงไปมา ชายชราเครายาวบิดดาบทองสามครั้งครา คุกคามหญิง สาวชุดขาวถอนร่นไปทีละก้าว แต่ยังไม่อาจสลัดหลุดจากกระบี่เล่มนั้นได้ เหล่าโจรเห็นหญิงสาวชุดขาวมีเพลงกระบีพ่ สิ ดาร ประกอบด้วยเพลง กระบี่ ตั ก ม้ อ ของเสี ย วลิ้ ม กระบี่ ไ ท้ เ ก๊ ก ของบู ๊ ตึ ง บางครั้ ง พลิ้ ว ละลิ่ ว ดุ จ เนียบฮุ้นเกี่ยม (กระบี่เหยียบเมฆ) บางคราหนักแน่นดั่งซาเอี้ยงเกี่ยม (กระบี่ไตรสุริยัน) ใช้กระบวนท่าพิสดารออกโดยไม่หยุดยั้ง ชายชราเครายาวก็รุกคืบหน้าอย่างระมัดระวัง หญิงสาวชุดขาวพลัน หงายร่างไปด้านหลัง ถอนกระบี่กลับ มือดีในหมู่โจรรีบร้องเตือนว่า “แจ่จู้ ระวัง” พริบตาดุจประกายไฟ หญิงสาวชุดขาวลอยตัวขึ้น ประกายกระบี่ คล้ายสายรุ้ง แทงปราดลงจากกลางอากาศ ชายชราเครายาวพลันหัวร่อ ฮาฮาตวาดว่า “ปล่อยมือ” พลางย่อร่างลงวูบ เมื่อหญิงสาวชุดขาวแทงกระบี่ลง ก็กวาดดาบฟัน ใส่หว่างเอวของนาง กระบวนท่านี้ใช้ในจังหวะเวลาพอดี นอกจากซัดกระบี่ กระแทกคมดาบเบนเบือน จึงสามารถถลันหลบได้ ไม่มีกระบวนท่าอื่น ต้านทานได้ ชายชราเครายาวมีประสบการณ์ชำ�่ ชอง ดาบนีเ้ ป็นกระบวนท่า ที่เขาคิดค้นขึ้นท�ำลายศัตรู หลังจากที่ต่อสู้กันครึ่งค่อนวัน เหล่าโจรเห็นเช่นนัน้ อดระเบิดเสียงโห่รอ้ งชมเชยมิได้ มิคาดเสียงโห่ ร้องไม่ทันขาดหาย หญิงสาวชุดขาวก็ตวาดค�ำ “ปล่อยมือ” ไม่ทราบใช้ กระบวนท่วงท่าใด ดาบของชายชราเครายาวกลับหลุดลอยจากมือปักฉึกกับ ขื่อขวางของห้อง

66


ทีแ่ ท้หญิงสาวชุดขาวต่อสูเ้ ป็นเวลานานไม่อาจเอาชัย ทราบว่าไม่อาจ ปะทะด้วยก�ำลัง ดังนั้นใช้แผนซ้อนแผน ร่ายร�ำกระบวนท่าช่วยชีวิตที่เสี่ยง อันตรายของส�ำนักอาจารย์ สะกิดปลายเท้ากับดาบทอง วกกระบี่แทงใส่ข้อ มือศัตรู พลิกสถานะจากรับเป็นรุก ชายชราเครายาวคิดไม่ถึงนางจะใช้กระบวนท่านี้ นอกจากทิ้งดาบ แล้วไม่มีวิธีอื่นอีก หญิงสาวชุดขาวหยุดยั้งยืนหยัดกับพื้น ขณะจะกล่าวค�ำ “ได้รับการออมมือ” ชายชราเครายาวพลันหัวร่ออย่างหดหู่ น�ำ้ ตาเอ่อคลอ หน่วย ต้องงงงันวูบ ครุน่ คิดขึน้ ‘หัวหน้าค่ายดาบทองอันเกริกไกร เมือ่ สูแ้ พ้ ไฉนร้องไห้?’ เห็นชายชราเครายาวเพ่งตามองนาง คล้ายร�ำ่ ไห้คล้ายหัวร่อ เลิกชาย เสื้อขึ้นมุมหนึ่ง ดึงไม้เท้าไม้ไผ่มาด้ามหนึ่ง ไม้เท้าไม้ไผ่สั้นยิ่ง ส่วนปลายมี รอยแตก คล้ายกับไม้เท้าไม้ไผ่ความจริงยาวยิ่ง ต่อมาถูกคนบิดหัก หัวไม้ เท้ายังมีขนหางโคจมรประปรายหลายเส้น หญิงสาวชุดขาวพอเห็นไม้เท้านี้ สีหน้าพลันแปรเปลี่ยนไป ร้องไห้โฮออกมา คุกเข่าลงกับพื้น คราครั้งนี้เป็นที่เหนือความคาดหมายผู้คนนัก ชายชราเครายาวมือ ซ้ายถือไม้เท้าไม้ไผ่ มือขวาฉุดดึงหญิงสาวขึ้น พลันเปล่งเสียงหัวร่อ กล่าว ว่า “ฮุ้นเจ็งมีหลานสาวเช่นนี้สมควรตายตาหลับแล้ว” หญิงสาวชุดขาวส่งเสียงสะอึกสะอื้น น�้ำตาไม่เหือดแห้งหาย นางพอ เห็นไม้เท้าไม้ไผ่นี้ ก็หวนนึกถึงความหลังเมื่อสิบปีก่อน ตอนนั้นนางเพียง เป็นเด็กหญิงอายุเจ็ดขวบ ท่านปู่ฮุ้นเจ็งกับนางหลบหนีกลับจากมองโกล ตอนอยู่บนรถเทียมลา ให้นางชมดูคทาทูตด้ามนี้ ทั้งบอกเล่าเรื่องราวเลี้ยง ม้าที่ชายแดน บัดนี้เห็นไม้เท้าไม้ไผ่นี้ เท่ากับเห็นหน้าท่านปู่ ไหนเลยไม่ ร�่ำไห้ด้วยความเศร้าเสียใจได้? ชายชราเครายาวใช้แขนเสือ้ เช็ดคราบน�ำ้ ตา พลันยิม้ ออกมา กล่าวว่า “ตอนนีเ้ จ้าไม่ใช่เด็กอีก หากแต่เป็นวีรสตรีทขี่ นึ้ เขามาทวงถามเงิน ไหนเลย ร้องไห้ได้? รีบเช็ดคราบน�้ำตา เรื่องของพวกเรายังไม่เสร็จสิ้น”

67


หญิงสาวชุดขาวหันกายไปลอยตัวขึน้ จากพืน้ ยกมือข้างหนึง่ เกีย่ วขือ่ ขวาง ถอนดาบทองลงมา เดินถึงเบื้องหน้าชายชราเครายาว คุกเข่าลงกับ พื้น ชูดาบขึ้นเหนือศีรษะ กล่าวว่า “เจ่กโจ้ว* ผู้เฒ่าโปรดลงโทษสั่งสอน” ค�ำพูดพอกล่าว ยอดเกาทัณฑ์แตกตื่นจนขวัญหนีดีฝ่อ ร�่ำร้องในใจ ‘ย�่ำแย่แล้ว เรายึดถือหญิงสาวนี้เป็นที่พึ่ง ที่แท้พวกเขาเป็นพวกเดียวกัน’ ชายชราเครายาวรับดาบทองไปกล่าวว่า “เจ้าลุกขึน้ เก็บรักษาไม้เท้า ไม้ไผ่ครึง่ ท่อนนีไ้ ว้ ไม้เท้าไม้ไผ่แม้ชวนให้เจ็บช�ำ้ รันทด จะอย่างไรเป็นมรดก ตกทอดของปู่เจ้า” หญิงสาวชุดขาวรับไม้เท้าไม้ไผ่ กล�้ำกลืนน�้ำตาไว้ เห็นชายชราเครา ยาวกวักมือเรียกหาว่า “ปึงเค่ง เจ้าเข้ามา” ยอดเกาทัณฑ์ปงึ เค่งเข่าอ่อนระทวย ไหนเลยก้าวขาออกได้? ชายชรา เครายาวสัง่ คนสองคนประคองมันเข้ามา กล่าวว่า “เงินเดือนทหารสีส่ บิ หมืน่ ต�ำลึงล้วนอยู่ที่นี้ เจ้าคุ้มกันกลับไปเถอะ” ยอดเกาทัณฑ์ปีติยินดียิ่ง คุกเข่าลงโขกศีรษะขอบคุณ พลันฉุกคิดว่า มันตัวคนเดียว จะคุม้ กันอย่างไร ชายชราเครายาวคล้ายล่วงรูค้ วามในใจมัน กล่าวกับหัวหน้ากลุ่มที่ข้างกายหลายค�ำ หัวหน้ากลุ่มนั้นก็รีบรุดออกไป ไม่นานให้หลัง ประตูค่ายเปิดอ้าออก พลทหารขบวนหนึ่งน�ำม้าลา จ�ำนวนหนึง่ มาตัง้ แถวเรียงรายอยูห่ น้าค่าย ชายชราเครายาวยิม้ พลางกล่าว ว่า “คนและเงินล้วนคืนแก่เจ้า เจ้าต้องการตรวจนับจ�ำนวนหรือไม่?” ยอดเกาทัณฑ์ยามปีติยินดี พลันฉุกคิดถึงเรื่องหนึ่ง ปลุกปลอบก�ำลัง ขวัญกล่าวว่า “เงินเดือนทหารสี่สิบหมื่นต�ำลึงล้วนอยู่ที่นี้ ยังมีลาอีกสิบตัว บรรทุกสินค้าของนายทัพเต็ง ขอให้แจ่จู้มอบคืนให้” ชายชราเครายาวหัวร่อฮาฮากล่าวว่า “สินค้าส่วนตัวของนายทัพเต็ง หรือ? ค่ายเรารับไว้ใช้สอยแล้ว” ยอดเกาทัณฑ์สะท้านใจอีกครา เงินเดือนทหารแม้ได้กลับมา แต่สูญ * ค�ำเรียกบุคคลรุ่นเดียวกับปู่ แต่อายุอ่อนกว่า

68


เสียสินค้าของนายทัพ ยังคงไม่อาจรอดจากความตาย ดังนั้นโขกศีรษะ ตะกุกตะกักว่า “แจ่จู้โปรดเมตตาละเว้นอีกครั้ง” “นายทัพเต็งตัดใจมอบให้แก่เรา เจ้าไฉนไม่อาจตัดใจได้?” พลางล้วงจดหมายจากอกเสื้อ ดึงเทียบ (นามบัตร) สีแดงฉานออก มาฉบับหนึ่ง เห็นบนเทียบเขียนข้อความ ‘ขอคารวะของขวัญบรรทุกใส่ลา สิบตัว ใต้เท้าจิวโปรดรับไว้ จากบริวารเต็งไต้คอ’ ยอดเกาทัณฑ์ใจหายวาบ นายทัพรักษาด่านห่านป่าเป็นแม่ทพั ส�ำคัญ ของบ้านเมือง กลับคารวะของขวัญแก่หัวหน้าโจร นับเป็นที่ขบคิดไม่เข้าใจ จริงๆ ไหนเลยคาดคิดว่าหัวหน้าค่ายดาบทองผูน้ เี้ ป็นนายทัพรักษาด่านห่าน ป่าเมือ่ สิบปีกอ่ นนามจิวเกีย๋ ง ขณะทีเ่ ขาเป็นนายทัพ นายทัพคนปัจจุบนั เต็ง ไต้คอเพียงเป็นผู้ช่วยคนหนึ่ง จิวเกี๋ยงยกมือลูบเครา ยิ้มพลางกล่าวว่า “เจ้ายังไม่เชื่อหรือ? ตกลง เราจะเรียกคนมาอีกคนหนึ่ง” พลางถ่ายทอดค�ำสัง่ ไป ไม่นานปรากฏนายทหารผูห้ นึง่ มาถึง คือนาย ทหารที่มีหน้าที่ตรวจนับเงินเดือนทหาร และเสบียงอาหารเอง จิวเกีย๋ งยิม้ พลางกล่าวว่า “เงินเดือนทหารสีส่ บิ หมืน่ ต�ำลึงนี้ ผ่านการ ตรวจนับจากมันแต่แรก เจ้าวางใจได้แล้ว” ยอดเกาทัณฑ์กบั นายทหารนัน้ คุน้ เคยเป็นอย่างดี คิดไม่ถงึ จะพบกัน ในที่นี้ ท�ำการตรวจนับส่งมอบกันในค่ายโจร จิวเกี๋ยงท�ำหน้าที่ส่งแขก ยอดเกาทัณฑ์กับนายทหารนั้นพร�่ำกล่าว ขอบคุณ จิวเกี๋ยงกล่าวกับนายทหารนั้นว่า “รบกวนท่านบอกต่อนายทัพ พวกท่าน ศัตรูภายนอกเผชิญหน้า พวกเรายังคงร่วมมือกัน อย่าได้ลมื เลือน ก�ำหนดนัดเมื่อวาน” นายทหารนัน้ รับค�ำ จิวเกีย๋ งโบกมือกล่าวว่า “เม่งกี เจ้าส่งพวกมันลง จากเขาแทนเรา ธงสุรยิ นั จันทราคูน่ นั้ ให้พวกมันปักไปถึงด่านห่านป่าเถอะ” ยอดเกาทัณฑ์ทราบว่า เมือ่ มีธงสุรยิ นั จันทราเท่ากับหัวหน้าค่ายดาบ

69


ทองคุ้มครองส่งด้วยตนเอง ดังนั้นหันไปกล่าวขอบคุณอีก เม่งกีก็ยิ้มพลาง ชักชวนยอดเกาทัณฑ์เดินเคียงบ่าเคียงไหล่ออกไป จิวเกี๋ยงรอจนคนเหล่านั้นจากไป ค่อยเหลียวหน้ามายังหญิงสาวชุด ขาว ยิ้มพลางกล่าวว่า “ฮุ้นลุ่ย เจ้ามาได้พอดี” หญิงสาวชุดขาวคือ หลานก�ำพร้าของราชทูตฮุน้ เจ็ง นามฮุน้ ลุย่ (ดอก แรกตูม) นัน่ เอง เมือ่ สิบปีกอ่ นนางกับจิวเกีย๋ งเคยพบหน้าทีด่ า่ นห่านป่า ตอน นั้นพบกันระหว่างการฆ่าฟัน กอปรกับฮุ้นลุ่ยยังเยาว์วัย จดจ�ำเค้าหน้าไม่ ชัดเจน คิดไม่ถึงจิวเกี๋ยงรู้จักนาง จิวเกี๋ยงคล้ายล่วงรู้ความในใจของนาง ยิ้มพลางกล่าวว่า “วันนี้หาก ไม่ใช่ชกั น�ำเจ้าขึน้ เขา บีบบังคับให้เจ้าใช้เพลงกระบีผ่ สู้ นั โดษพิสดารออกมา เรายังไม่กล้าท�ำความรู้จักกับเจ้า” ฮุ้นลุ่ยค่อยเข้าใจในบัดดล ครุ่นคิดขึ้น ‘เขาเพื่อชักน�ำเราขึ้นเขา กลับ หลอกล้อกับนายทัพด่านห่านป่าเช่นนี้ พฤติการณ์ของเจ่กโจ้วผูน้ อี้ อกจะอยู่ เหนือกฎเกณฑ์ไปแล้ว’ นางเพิง่ ออกท่องยุทธจักร ยังไร้เดียงสาไม่คลาย แม้ไม่กล่าวจากปาก แต่สีหน้าแสดงความไม่พอใจออกมา จิวเกีย๋ งหัวร่อฮาฮา กล่าวว่า “หลานเรา ทราบหรือไม่วา่ เราไฉนปล้น เงินเดือนทหาร?” “ท่านมิใช่บอกว่าคิดชักน�ำข้าพเจ้าขึน้ เขาหรอกหรือ ซึง่ ความจริงท่าน ไม่ชักน�ำข้าพเจ้า ข้าพเจ้าก็จะรุดมา” จิวเกี๋ยงถามว่า “เป็นไรหรือ?” “เมื่อสิบปีก่อน เตี้ยอิมไต้ซือช่วยเหลือข้าพเจ้าออกจากด่านห่านป่า อุ้มข้าพเจ้าไปยังเขาเซียวแจ่ซัว ส่งมอบให้ซือแป๋ข้าพเจ้าเลี้ยงดู” จิวเกีย๋ งสอดค�ำขึน้ “ซือแป๋เจ้าใช่เป็นธิดามังกรเหินฟ้าเอีย๊ บเอีย่ งเอีย้ ง หรือไม่?” ฮุ้นลุ่ยผงกศีรษะกล่าวสืบต่อ “ข้าพเจ้าฝึกวิทยายุทธ์สิบปี ซือแป๋

70


ข้าพเจ้าก็ใช้ขา้ พเจ้าลงจากเขา นางมอบจดหมายโลหิตของท่านปูแ่ ก่ขา้ พเจ้า บอกว่าผู้ที่ท่านปู่แค้นที่สุดแม้เป็นเตียจงจิวที่ใช้ให้ท่านเลี้ยงม้ายี่สิบปี แต่ผู้ ที่ท�ำร้ายท่านผู้เฒ่ากลับเป็นขันทีเฮ้งจิ้น ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร ซือแป๋ก็ไม่ ทราบชัด นางบอกว่าท่านเป็นสหายสนิทกับท่านปู่ ครัง้ กระโน้นท่านหันหลัง ให้กับบ้านเมือง เพราะช่วยเหลือท่านปู่ ฟังว่าท่านตั้งตัวเป็นโจร ไม่ทราบ เป็นจริงหรือเท็จ ดังนัน้ สัง่ ว่าหลังจากทีข่ า้ พเจ้าลงจากเขา ให้มาหาท่านเป็น คนแรก” จิวเกี๋ยงสั่นศีรษะกล่าวว่า “ท่านปู่เจ้าเสียชีวิตสิบปี เรื่องนี้ยังเป็นปม ปริศนา” จากนั้นบอกเล่าเรื่องราวเมื่อครั้งกระโน้นโดยละเอียด สุดท้ายกล่าว ว่า “เตียจงจิวกับเฮ้งจิ้นก็มีการติดต่อกัน ดูจากเหตุการณ์เมื่อครั้งกระโน้น ท่านปู่เจ้าตายอย่างเลอะเลือนงมงาย คนทั้งสองที่แท้ผู้ใดเป็นฆาตกร เราก็ งุนงงไม่เข้าใจ” ฮุ้นลุ่ยกล่าวว่า “ข้าพเจ้ายึดถือคนทั้งสองเป็นศัตรู ในคนทั้งสอง เตีย จงจิวยิ่งเป็นศัตรูหมายเลขหนึ่ง” “นั่นก็มิผิด แต่ความแค้นนี้ยากชะล้างได้” ฮุ้นลุ่ยกล่าวว่า “ข้าพเจ้าแบกความแค้นของคนสองรุ่น ตราบใดที่มี ลมหายใจอยู่ จะพยายามอย่างสุดความสามารถ” จิวเกีย๋ งถอนใจเบาๆ ฮุน้ ลุย่ กล่าวสืบต่อ “ข้าพเจ้าก่อนมาถึงด่านห่าน ป่า ก็ได้ยินชื่อของค่ายดาบทอง คาดเดาว่าเป็นเจ่กโจ้วยึดภูเขาก่อตั้งค่าย แต่ยังไม่แน่ใจ ดังนั้นพักอยู่ที่หุบเขาผีเสื้อ คิดสืบเสาะให้กระจ่างชัด ค่อยมา เยี่ยมค�ำนับ” จิวเกี๋ยงยิ้มพลางกล่าวว่า “ข้อนี้เราทราบแต่แรก เจ้าทราบหรือไม่ว่า หลังจากที่เจ้าลงจากเขามา ได้ใช้อาวุธลับดอกเหมยปราบโจรหลายขบวน ดังนั้นได้รับขนานฉายาเป็นวีรสตรีโปรยบุปผา?” “ฉายานี้น่าฟังนัก แต่ข้าพเจ้าไม่เคยทราบมาก่อน”

71


จิวเกี๋ยงกล่าวว่า “เจ้าพักอยู่ทหี่ ุบเขาผีเสือ้ คนของเราจับตาดูแต่แรก แต่แม้แต่เราก็ไม่ได้คาดเดาว่าเป็นเจ้า ดังนัน้ เราจึงวางแผนชักน�ำเจ้าขึน้ เขา ทดสอบวิทยายุทธ์ของเจ้า ดูว่าเจ้าเป็นใคร” “แต่การชักน�ำของท่านครั้งนี้ ข้าพเจ้ากลับเห็นว่า ข้อสันนิษฐานที่ แล้วมาล้วนผิดพลาด ข้าพเจ้าเห็นว่าหากท่านเป็นเจ่กโจ้ว ต้องไม่ปล้นชิง เงินเดือนทหารของด่านห่านป่า เพราะเหตุนี้ข้าพเจ้าจึงกล้าต่อสู้กับท่าน ผู้เฒ่า” จิวเกี๋ยงหัวร่อฮาฮา กล่าวว่า “เราไม่เคยปล้นชิงเงินเดือนทหารมา ก่อน ครั้งนี้กลับปล้นชิงแม้สืบเนื่องจากเจ้า แต่ก็ไม่สืบเนื่องจากเจ้าทั้งสิ้น เรื่องนี้มีความสัมพันธ์ใหญ่หลวงนัก” “ความสัมพันธ์อันใด?” “สถานเบาเกี่ยวพันกับการล่มสลายของด่านห่านป่าและค่ายภูเขานี้ สถานหนักเกี่ยวพันถึงโชคชะตาของไต้เหม็ง” ฮุ้นลุ่ยใจหายวาบ ถามโพล่งว่า “ว่ากระไร?” จิวเกี๋ยงแหงนหน้ามองท้องฟ้าแวบหนึ่ง กล่าวว่า “เวลาไม่เช้าแล้ว เจ้าไปหลับสักงีบ พักผ่อนให้เต็มที่ คืนนี้ยังต้องช่วยเหลือเราท�ำการใหญ่ ประการหนึ่ง” พลางโบกมือวูบ ภายในค่ายบังเกิดเสียงย�่ำกลองรัวระฆัง ชายหนุ่ม ที่ประมือกับฮุ้นลุ่ยตอนแรกกับหัวหน้ากลุ่มผู้หนึ่งสะอึกเข้ามา กล่าวว่า “แจ่จู้โปรดสั่งการ” จิวเกีย๋ งผงกศีรษะ ชีม้ อื ไปยังชายหนุม่ นัน้ กล่าวว่า “มันเรียกว่าจิวซัว มิ้ง เป็นบุตรชายเรา มีศักดิ์เป็นอาของเจ้า แต่อายุมากกว่าเจ้าไม่กี่ปี” ฮุน้ ลุย่ ย่อกายคารวะ กล่าวค�ำ “ล่วงเกินแล้ว” ชายหนุม่ นามจิวซัวมิง้ ยิ้มพลางกล่าวว่า “ยอดยุทธ์เกิดจากวีรชน ยอดหญิงเป็นวีรสตรี หลานเรา เข้มแข็งกว่าผู้เป็นอามากนัก” พลางสั่งคนชักน�ำฮุ้นลุ่ยไปพักผ่อนที่หลังค่าย ฮุ้นลุ่ยได้ยินเสียงเป่า

72


หลอดเขา เสียงคนและม้าวิ่งสับสน ไหนเลยหลับลงได้? หลังอาหารค�ำ่ ภายในค่ายเวิง้ ว่างเปล่า เพียงทิง้ ผูค้ นไม่กคี่ นอยู่ เฝ้ารักษา ฮุ้นลุ่ยกล่าวถามจิวเกี๋ยงว่า “คิดสู้รบกับทหารบ้านเมือง หรือ?” จิวเกี๋ยงบอกมิใช่ ฮุ้นลุ่ยถามอีกว่า “หรือว่าท�ำศึกกับพวกมองโกล?” “ยังไม่แน่นัก” ฮุ้นลุ่ยถามย�้ำ “อย่างนั้นเจ่กโจ้วสั่งเคลื่อนก�ำลังไยกัน?” “เจ้าอย่าเพิ่งถาม ตามเราไปยังสถานที่หนึ่งเถอะ” พลางชักชวนฮุ้นลุ่ยผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าส�ำหรับเคลื่อนไหวยามราตรี ออกจากค่ายภูเขา เห็นหมู่ดาวพราวฟ้า เป็นเวลายามสามแล้ว จิวเกีย๋ งน�ำฮุน้ ลุย่ ปีนขึน้ เขาตะวันออก ระหว่างทางเต็มไปด้วยเถาวัลย์ พงหนาม ยิ่งล่วงลึกยิ่งลาดชัน ฮุ้นลุ่ยบังเกิดความสงสัยเต็มอก หวนนึกถึง เจ่กโจ้วเป็นหัวหน้าค่ายหนึ่ง ไม่บัญชาการอยู่บนเขา กลับออกเคลื่อนไหว ยามวิกาล ในวิกาลเงียบสงัด พลันได้ยนิ สียงน�ำ้ รินหลัง่ ทีห่ า่ งไปคล้ายมีคนกูร่ อ้ ง กังวาน ยังมีเสียงเป่าหลอดเขาเร่งร้อน จิวเกีย๋ งยืน่ มือฉุดลากฮุน้ ลุย่ ซ่อนกาย อยู่หลังโขดหิน ตนเองหมอบร่างกับพื้นสดับฟังเสียง พลันอุทานดังเอ๊ะ พึมพ�ำว่า “หรือว่าเราค�ำนวณผิดไป?” ฮุ้นลุ่ยเงี่ยหูฟัง ไม่ได้ยินสุ้มเสียงใดอีก ดังนั้นถามว่า “เจ่กโจ้วได้ยิน เสียงอะไร?” จิวเกี๋ยงชี้มือไปยังเบื้องล่าง กล่าวว่า “เจ้าดู” เห็นใต้หน้าผาเป็นหุบเขาทีอ่ ยูท่ า่ มกลางภูเขาล้อมรอบ ในหุบเขาเป็น ทีน่ าอันไพศาล ทีซ่ ง่ึ อิงภูเขาก่อท�ำนบกัน้ สระน�ำ้ ท�ำนบสูงเท่ากับหอสองชัน้ สระน�้ำมีพื้นที่นับร้อยโป่ว (ไร่จีน) จิวเกี๋ยงอธิบายว่า “พื้นดินแถบนี้ล้วน อาศัยสระน�้ำนี้หล่อเลี้ยง พวกเราท�ำนาหาเลี้ยงชีพ ดังนั้นสระน�้ำนี้เป็นชีวิต

73


จิตใจของพวกเรา แต่เมื่อวันก่อน เราได้รับรายงานจากสายสืบว่า พวก มองโกลคิดส่งมือดีเข้ามาลอบท�ำลายสระท�ำนบนี้” ฮุ้นลุ่ยกล่าวว่า “สระท�ำนบเช่นนี้ อาศัยผู้คนไม่กี่คนยากท�ำลายได้” “เจ้ายังไม่ทราบ ตอนนี้เป็นช่วงฤดูใบไม้ผลิ ฤดูใบไม้ผลิของทุกปี ที่ นีจ้ ะเกิดภัยน�ำ้ ไหลบ่า พวกเราต้องก่อสร้างเขือ่ นอยูท่ างต้นน�ำ้ หลายแห่ง ขอ เพียงเจาะเขือ่ นเป็นช่องหนึง่ น�ำ้ ไหลบ่ามา ระดับน�ำ้ ในสระจะท่วมท้นประดัง เมือ่ ถึงเวลาหุบเขาจะกลับกลายเป็นเมืองใต้นำ�้ ทีน่ าหลายพันโป่วต้องถูกน�ำ้ ท่วมเสียหาย” ฮุ้นลุ่ยขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน กล่าวว่า “ชาวมองโกลที่น่าชัง หากพวกมัน มาก่อกวน ข้าพเจ้าจะใช้กระบี่จัดการกับพวกมัน” “ความชั่วร้ายของพวกมัน ยังไม่เพียงนี้เท่านั้น” เอ่ยถึงตอนนี้ ได้ยินสุ้มเสียงผิดปรกติดังมาอีกครา จิวเกี๋ยงสดับฟัง แล้วกล่าว “ประหลาด ฟังจากสุม้ เสียง คล้ายมีมา้ สิบกว่าตัวไล่กวดคนผูห้ นึง่ เมือ่ ครูไ่ ล่ตามไปยังทิศตะวันตก ตอนนีค้ ล้ายมุง่ มายังทิศทางด้านนี้ เจ้าได้ยนิ หรือไม่?” ฮุน้ ลุย่ สัน่ ศีรษะ จิวเกีย๋ งกล่าวว่า “ภายหน้าเจ้าออกท่องยุทธจักร ต้อง ฝึกวิชาหมอบพื้นฟังเสียงนี้” จากนั้นกล่าวสืบต่อ “เราค�ำนวณแน่ว่า คืนนี้พวกมันต้องมาก่อกวน แต่ ฟ ั ง จากสุ ้ ม เสี ย ง คล้ า ยก� ำ ลั ง ไล่ ก วดผู ้ ค น หรื อ พวกมั น เปลี่ ย นแปลง แผนการแล้ว?” ฮุน้ ลุย่ คิดถามจิวเกีย๋ งไฉนค�ำนวณแน่วา่ คืนนีพ้ วกมันจะรุดมา? พลัน เห็นจิวเกี๋ยงยกมือท�ำท่าให้สงบเสียง พลางชี้มือไป เห็นบนเขาที่ห่างไปเจ็ด แปดวาลูกหนึ่ง ปรากฏเงาร่างสองสายขึ้น ด้วยความสามารถหมอบพื้นฟัง เสียงของจิวเกีย๋ ง รอจนผูค้ นเข้าใกล้คอ่ ยพบเห็น แสดงว่าคนทัง้ สองนีม้ ฝี มี อื สูงเยี่ยมยิ่ง ภายใต้แสงจันทร์สาดส่อง เห็นชาวมองโกลสองคนยืนเคียงคู่อยู่บน

74


เขา คนผู้หนึ่งยกแส้ม้าชี้ไปเบื้องหน้า กล่าวว่า “เที่ยงวันพรุ่งนี้ พื้นที่รอบ รัศมีร้อยลี้นี้ จะถูกท�ำลายราบเรียบเป็นหน้ากลอง นี่นับว่าฟ้าคุ้มครอง ประเทศเรา นายทัพด่านห่านป่ากลับขอความช่วยเหลือจากพวกเราก่อน เรา หลังจากกวาดล้างโจรเฒ่าดาบทอง ค่อยยึดด่านห่านป่า เมื่อตีด่านห่านป่า แตก เส้นทางสู่นครหลวงก็ปลอดโปร่งไร้อุปสรรค แผ่นดินไต้เหม็งต้องตก เป็นของพวกเรา แม่ทัพตันไถ ครั้งนี้ท่านมีความดีความชอบไม่น้อย” ฮุน้ ลุย่ ใจหายวาบ ได้ยนิ ผูค้ นอีกคนหนึง่ กล่าวว่า “ท่านอ๋องคาดการณ์ แม่นย�ำ ไม่มีผู้ใดเปรียบได้ แต่ปัญหาอยู่ที่กองทหารด่านห่านป่าไม่ยกมา หนุนเสริมในวันพรุ่งนี้ พวกเราแบ่งก�ำลังออกเป็นสี่สาย ไยมิใช่พาตัวสู่จุด อับ? หากรวมก�ำลังสี่สายเป็นสองสาย จะเข้มแข็งรัดกุมกว่า” คนแรกนัน้ เปล่งเสียงหัวร่อ กล่าวว่า “ไต้เหม็งคิดปราบปรามโจรเฒ่า ดาบทอง นายทัพด่านห่านป่าไม่มกี ำ� ลังเพียงพอ ค่อยนัดหมายพวกเราล้อม จับด้วยกัน เราจึงไม่กลัวพวกมันผิดนัด” ฮุ้นลุ่ยพลันฉุกคิดขึ้น ‘แม่ทัพตันไถผู้นี้ หรือเป็นตันไถเมี่ยเหม็งที่ ยี่ซือแป๊ะ (ศิษย์ผู้พี่ที่สองของอาจารย์) มักเอ่ยถึง หากว่าเป็นมัน มันก็เป็น ศัตรูฆ่าบิดาเรา คืนนี้ไม่อาจปล่อยปละละเว้นมัน’ ได้ยนิ ผูท้ ถี่ กู เรียกเป็นแม่ทพั ตันไถกล่าวว่า “ท่านอ๋องยังคงระมัดระวัง ตัวไว้ ที่นี้พอดีตกอยู่ในวงล้อมของพวกมัน” ชาวมองโกลนั้นหัวร่อดังๆ กล่าวว่า “เราเพียงกลัวเหล่าโจรไม่ออก มา พวกเราเตรียมท�ำลายเขื่อนปล่อยน�้ำเพื่อจู่โจมต�ำแหน่งที่พวกมันต้อง ป้องกัน หากพวกมันคิดโอบล้อม พวกเราทัง้ สิบกว่าคนนีจ้ ะดึงดูดความสนใจ ของพวกมัน กองทหารทัง้ สีส่ ายจะบุกเข้าค่ายโดยปราศจากการขัดขวางใดๆ ด้วยฝีมือของพวกเราทั้งสอง ไหนเลยถูกพวกมันจับตัวได้? อย่างมากเพียง เสียสละพลทหารที่ท�ำหน้าที่ท�ำลายเขื่อนปล่อยน�้ำสิบกว่าคนนั้น” ฮุน้ ลุย่ พอฟัง ต้องลอบร�ำพึงว่าเป็นแผนอุบายอันชัว่ ร้ายนัก พร้อมกับ เข้าใจความเคลื่อนไหวของจิวเกี๋ยง ครุ่นคิดขึ้น ‘ที่แท้วันนี้เจ่กโจ้วสั่งเคลื่อน

75


ก�ำลัง เพือ่ จัดการกับทหารมองโกลทีค่ ดิ ลอบจูโ่ จมจากทัง้ สีส่ าย ทีช่ กั ชวนเรา มาที่นี้ เพื่อระวังป้องกันพวกมันท�ำลายเขื่อนปล่อยน�้ำ’ ในใจครุน่ คิด เลือ่ นมือแตะด้ามกระบี่ จิวเกีย๋ งกลับสัน่ ศีรษะเป็นความ หมายว่าอย่าได้เคลื่อนไหวโดยพลการ ได้ยินแม่ทัพตันไถนั้นอุทานดังเอ๊ะ กล่าวว่า “พวกมันไฉนไม่มา ไล่กวดผู้คนท�ำอะไร?” ได้ยนิ เสียงฝีเท้าม้าควบใกล้เข้ามา เห็นม้าตัวหนึง่ ควบทะยานจากช่อง หุบเขาเข้าสูท่ อ้ งทุง่ นาทีด่ า้ นหลัง ปรากฏม้าสิบกว่าตัวไล่ตามติดโดยไม่ลดละ ท่านอ๋องนั้นด่าค�ำ “บัดซบ” ปลดคันเกาทัณฑ์เหล็กลงมา แม่ทัพ ตันไถนั้นร้องทัดทานว่า “ท่านอ๋องอย่าได้ฆ่ามัน” ไม่ทันขาดค�ำ ท่านอ๋องนั้นยิงเกาทัณฑ์ออกแล้ว ขณะเดียวกันจิวเกี๋ยงตบไหล่ฮุ้นลุ่ย สั่งการว่า “ฆ่าท่านอ๋องนั้น” ทั้งสองกระโดดปราดออกจากที่ซ่อน ฮุ้นลุ่ยพลิ้วร่างดุจนางแอ่นอัน ปราดเปรียว กระโดดขึน้ ลงคราเดียว ก็ขนึ้ ถึงยอดเขา คนไม่ทนั ตกถึงพืน้ ชิง ซัดอาวุธลับออกก่อน ลูกดอกผีเสือ้ ดอกเหมยหกดอกแยกย้ายพุง่ ใส่ตำ� แหน่ง บน กลาง ล่างของท่านอ๋อง และแม่ทัพตันไถนั้น นางแค้นตันไถเมี่ยเหม็ง เป็นศัตรูฆ่าบิดา ดังนั้นไม่เชื่อฟังค�ำสั่งของจิวเกี๋ยง แบ่งอาวุธลับแยกย้าย จู่โจมใส่ศัตรูสองคน แม่ทัพตันไถคือ ตันไถเมี่ยเหม็งจริงๆ มันหัวร่อฮาฮา ยกตาขอคู่ขึ้น ลูกดอกผีเสื้อดอกเหมยสามดอกถูกกระแทกสะท้อนกลับ ท่านอ๋องนั้นกลับ ร้องโอยออกมา โยนคันเกาทัณฑ์ทิ้ง ร่างเซถลาเสียหลัก ชักดาบจากหว่าง เอวคิดเข้ามา แต่แล้วเจ็บปวดจนงอตัวลง ที่แท้อาวุธลับลูกดอกผีเสื้อดอกเหมยของฮุ้นลุ่ยเป็นไม้ตายของธิดา มังกรเหินฟ้าเอี๊ยบเอี่ยงเอี้ยง สามารถซัดสามสิบหกจุดผู้คน ท่านอ๋องนั้น ความจริงมีฝีมือสูงเยี่ยม แต่หนึ่งนั้นก�ำลังยิงเกาทัณฑ์ท�ำร้ายคน สอง คิด ไม่ถงึ ฮุน้ ลุย่ มาเร็วปานนี้ ในลูกดอกทัง้ สามดอกปัดพ้นไปดอกหนึง่ หลบหลีก อีกดอกหนึ่ง แต่ถูกลูกดอกดอกที่สามซัดใส่ข้อพับเท้า แม้ถือดีในพลังฝีมือ

76


ไม่ถึงกับถลาล้มลง แต่ก็ก้าวเท้าไม่ออก นับว่าเขาชะตาไม่ถึงฆาต หากฮุ้น ลุ่ยซัดลูกดอกทั้งหกดอกใส่จนหมดสิ้น เขาคงไม่มีทางหลบรอดเด็ดขาด ฮุ้นลุ่ยซัดลูกดอกคราเดียวหกดอก ไม่สามารถโค่นศัตรูทั้งสองล้มลง ในใจก็บังเกิดความตื่นตระหนก พลันได้ยินตันไถเมี่ยเหม็งกู่ร้องเสียงพิกล ร่างคุกคามถึงเบื้องหน้า ความรวดเร็วของท่าร่างยังเร็วกว่าตนเองอีก

77


3

สู่เส้นทางยุทธจักร นักศึกษาประหลาดล�้ำ ฮุ้นลุ่ยขบกรามกรอด พลิกข้อมือชักกระบี่แล้วแทงปราดออก ไป ตันไถเมี่ยเหม็งยกตาขอคู่ขึ้น เห็นอีกฝ่ายหนึ่งเป็นหญิงสาวนาง หนึ่ง ดังนั้นตวาดว่า “เรียกผู้ใหญ่ของเจ้าออกมา ตาขอคู่ของเราไม่ ฆ่าคนไร้ชื่อเสียงเรียงนาม” ฮุ้นลุ่ยสะบัดกระบี่ขวับๆ ใช้ออกสองกระบี่ ตันไถเมี่ยเหม็งควงตาขอ คู่คล้ายมังกรคู่อาละวาดสมุทร ม้วนกระบี่วิเศษของฮุ้นลุ่ยเอาไว้ ฮุ้นลุ่ยพลิก ใจกลางฝ่ามือ กระบี่กระดอนขึ้น กลับเสือกส่งฝ่าตาขอคู่ออกไป ตันไถเมี่ยเหม็งอุทานดังเอ๊ะด้วยความตื่นเต้นสงสัย ตาขอซ้ายจี้วูบ ตาขอขวาเกีย่ วคราหนึง่ ชักน�ำกระบีว่ เิ ศษของฮุน้ ลุย่ พ้นห่างไป คุกคามนาง ซวนเซถอยไปสามก้าว ฮุน้ ลุย่ ไม่รอให้จโู่ จมถึง ก็ลอยตัวขึน้ ฟันกระบีใ่ ส่หน้า อย่างหักโหม ตันไถเมี่ยเหม็งขมวดคิ้วกล่าวว่า “ผู้ใดสอนเจ้าสู้เช่นนี้? เจ้าลงมือ อย่างไม่คิดชีวิต ไหนเลยจัดการศัตรูเข้มแข็งได้?” ฮุ้นลุ่ยกระชากเสียงว่า “ข้าพเจ้าจึงคิดเสี่ยงชีวิตกับท่าน” ตันไถเมี่ยเหม็งควงตาขอคู่ไปทางซ้ายขวา ม้วนกระบี่วิเศษของฮุ้น ลุ่ยไว้อีกครา คิดเกี่ยวช่วงชิงกระบี่วิเศษของนางไป ค่อยถามนางไฉนคิด เสีย่ งชีวติ กับตัวเอง มิคาดฮุน้ ลุย่ ประเปรียวยิง่ เมือ่ เสียทีครัง้ หนึง่ ก็ไม่หลงกล อีก ลดข้อมือสลายสภาวะที่มา ฟันกระบี่ย้อนกลับขึ้นไป เสียงเคร้งเมื่อฟัน ส่วนงอโค้งของตาขอข้างซ้ายหักไปซี่หนึ่ง

78


ตันไถเมี่ยเหม็งร้องค�ำ “เพลงกระบี่ท่ีดี” ปัดตาขอคู่ตามสภาวะ ฮุ้น ลุ่ยรู้สึกมีพลังรุนแรงคุกคามมา กระแทกข้อมือชาด้าน เห็นเงาตาขอจี้ปราด มายังทรวงอก ได้ยนิ ตันไถเมีย่ เหม็งตวาดถามว่า “เจ้าเป็นอะไรกับผูส้ นั โดษ พิสดาร?” ฮุน้ ลุย่ ฉวยโอกาสทีม่ นั ตวาดถาม สลัดกระบีค่ ลีค่ ลายสภาวะจูโ่ จมของ ศัตรู ปากตวาดว่า “อาศัยท่านคู่ควรเอ่ยถึงฉายาของซือโจ้ว (อาจารย์ของ อาจารย์)” ตันไถเมี่ยเหม็งหัวร่อฮาฮา ควงตาขอคู่คุกคามฮุ้นลุ่ยหมุนตาม ปาก กล่าวว่า “แม้แต่ซือแป๋เจ้าก็ไม่ใช่คู่มือเรา เจ้าทราบหรือไม่?” ซึ่งความจริง นี่เป็นค�ำคุยโอ่ของตันไถเมี่ยเหม็ง ระหว่างมันกับเจี่ย เทียนฮั้วและธิดามังกรเหินฟ้ามีพลังฝีมือคู่คี่ก�้ำกึ่งกัน ฮุ้นลุ่ยไม่แยแสสนใจ ใช้กระบวนท่าอันตรายคิดบุกทะลวงเข้าไป ตันไถเมี่ยเหม็งถูกนางพัวพันจนบังเกิดโทสะขึ้น คลี่ตาขอคู่ออก ประกายสีเงินสาดกระจาย คล้ายงูเงินสองสายห่อหุ้มฮุ้นลุ่ยเอาไว้ ต่อสู้กัน สิบกว่ากระบวนท่า ฮุน้ ลุย่ เรีย่ วแรงไม่ปะติดปะต่อ ตันไถเมีย่ เหม็งพลันลงมือ ด้วยอ�ำมหิต ตาขอซ้ายปิดป้อง ตาขอขวาตะกุยลงยังจุดเทียนเล้งบนขม่อม ของนาง ฮุ้นลุ่ยต้องร�่ำร้องว่า “บิดา ผู้บุตรไม่อาจล้างแค้นให้แก่ท่านแล้ว” แม้ทราบว่ากระบวนท่าของศัตรูนี้แฝงพลังนับพันชั่ง คิดต้านก็ต้าน ไม่อยู่ แต่ยังยกกระบี่ต้านอย่างสุดก�ำลัง มิคาดกระบี่ตาขอพอกระทบกัน พลังกระบวนท่านี้กลับไม่หนักหน่วงดังที่คาดคิดไว้ ได้ยินตันไถเมี่ยเหม็ง ตวาดว่า “เอียเท้าเจ้าใช่เป็นหลานสาวของฮุ้นเจ็งหรือไม่?” ฮุน้ ลุย่ พลิกข้อมือฟันกระบีอ่ อก ตวาดว่า “โจรทรยศขายชาติ ยังมีหน้า เอ่ยถึงท่านปู่อีก?” ตันไถเมีย่ เหม็งบันดาลโทสะ แค่นหัวร่อกล่าวว่า “เราตันไถเมีย่ เหม็ง จะอย่างไรถูกพวกท่านเหล่าผู้จงรักภักดีด่าประณามแน่นอน ต่อให้ฆ่าเจ้าที่ เป็นทายาทขุนนางจงรัก ก็ไม่นับเป็นอย่างไรได้”

79


พลางร่ายร�ำตาขอคู่มุ่งเข่นฆ่า ฮุ้นลุ่ยแม้มีเพลงกระบี่เลิศล�้ำ ยัง ต้านทานไม่ได้ เห็นแน่ชัดว่าต้องจบชีวิตใต้ตาขอคู่ของศัตรูแล้ว ยามนั้นบริเวณท้องทุ่งนาในหุบเขา บังเกิดเสียงโห่ร้องฆ่าฟันดังขึ้น ทหารมองโกลถูกเข่นฆ่าสังหารล้มตายดุจใบไม้ร่วง พร้อมกับแว่วเสียงท่าน อ๋องนั้นร้องว่า “แม่ทัพตันไถอย่าได้สู้พัวพัน โจรเฒ่าดาบทองมาแล้ว” ในเสียงร้อง จิวเกี๋ยงถือดาบกระโดดปราดเข้ามา วาดดาบทองใช้ ติดต่อกันสามท่า เสียงตังเมื่อปัดตาขอคู่เบนเบือน เท้าขวากวาดเรียดดิน ออก ปากตวาดว่า “วันนี้เราไม่สับเจ้าโจรทรยศเป็นร้อยพันท่อน ก็เป็นที่ เสียใจต่อดาบของเราแล้ว” ตันไถเมี่ยเหม็งถลันหลบ ความจริงคิดผละจากไป พอฟังต้องแค่น หัวร่อตะกุยตาขอคู่ออก กล่าวว่า “ตกลง เรากลับจะขอดูว่า ดาบทองของ ท่านมีความสามารถเพียงไหน?” พลางใช้ตาขอคูเ่ กาะเกีย่ วขวางกันหลายกระบวนท่า จากนัน้ ตีโต้กลับ ไป เงาตาขอวูบคราหนึ่ง กรีดเป็นเส้นสายบนสันดาบทอง จิวเกี๋ยงบันดาล โทสะโหมฟาดฟันดาบออก ฮุ้นลุ่ยสะอึกเข้ามาจากด้านข้าง แทงปราดออก สองกระบี่ ตันไถเมี่ยเหม็งอันร้ายกาจกลับใช้ตาขอซ้ายต้านดาบ ตาขอขวา สู้กระบี่ คลี่คลายสลายไปสิ้น จิวเกี๋ยงกับฮุ้นลุ่ยผนึกก�ำลังจู่โจมตันไถเมี่ยเหม็ง ยังไม่อาจเผด็จศึก ได้ ต้องลอบตื่นตระหนก ครุ่นคิดขึ้น ‘ฟังว่าคนผู้นี้เป็นนักบู๊อันดับหนึ่งแห่ง เผ่าอัวลา นับว่ายอดเยีย่ มสมค�ำร�ำ่ ลือ บุคคลเช่นนีก้ ลับท�ำงานให้กบั มองโกล นับเป็นที่น่าเสียดายนัก’ ได้ยินท่านอ๋องนั้นร้องอีกว่า “แม่ทัพตันไถ ถึงเวลาแล้ว อย่าได้สู้ พัวพันต่อไปแล้ว” จิวเกี๋ยงฉุกคิดขึ้น ‘จับโจรจับหัวหน้า เราต่อสู้กับตันไถเมี่ยเหม็งไย กัน?’ พลางโหมฟาดฟันดาบ คุกคามตันไถเมี่ยเหม็งถอยไปสามก้าว ร้อง

80


ว่า “ฮุ้นลุ่ย เจ้าคอยรับมือสักหลายท่า” พร้อมกับพุง่ ถอยออกไป ยกดาบฟาดฟันใส่ทา่ นอ๋องนัน้ ฮุน้ ลุย่ ปราด เปรียวยิ่ง เข้าแทนที่ต�ำแหน่งในบัดดล แทงกระบี่ปราดออก ใช้ออกด้วยท่า ไม้ตาย ตันไถเมีย่ เหม็งแม้มพี ลังฝีมอื เหนือล�ำ้ กว่านาง แต่ยามกะทันหันกลับ ถูกนางพัวพันไว้ ท่านอ๋องนัน้ เห็นจิวเกีย๋ งฟันดาบมา ก็ยกดาบขึน้ ต้าน เสียงตังเมือ่ ดาบ ทั้งสองเล่มล้วนถูกกระแทกเบนเบือน จิวเกี๋ยงลอบตื่นตระหนกครุ่นคิดขึ้น ‘ท่านอ๋องนี้มีพละก�ำลังมหาศาลนัก หลังจากรับบาดเจ็บ ยังสามารถรับมือ เราได้’ ในใจครุ่นคิด ฟาดฟันดาบแล้วดาบเล่า ฟันติดต่อกันสามดาบ ท่าน อ๋องนัน้ ถูกกระแทกง่ามมือฉีกขาด กอปรกับไม่สามารถกระโดดโลดแล่น ใน ที่สุดไม่อาจต้านทานรับได้ ถูกกระแทกดาบหลุดจากมือ จิวเกีย๋ งควงดาบฟันลงอย่างดุดนั ท่านอ๋องนัน้ ส่งเสียงร้องค�ำหนึง่ ไม่ ค�ำนึงถึงอาการปวดแปลบที่ข้อพับเท้า ล้มลงกลิ้งตัวหลบเลี่ยง จิวเกี๋ยง ฟันดาบพลาดผิด ก็สะบัดดาบฟันซ�้ำ พลันได้ยินเสียงลมแหวกฝ่าอากาศ ดังขึ้นที่ด้านหลัง ดังนั้นวกดาบกลับไป เสียงตังคราหนึ่ง กลับถูกกระแทก ซวนเซเสียหลัก เห็นตันไถเมี่ยเหม็งกระโดดโลดลิ่วมา เสียบตาขอคู่ที่ข้างเอว ยื่นมือ ตะปบร่างท่านอ๋องนัน้ ขึน้ ลอยตัวหมายหลบหนี จิวเกีย๋ งไหนเลยยอมปล่อย ปละละเว้น กระโดดปราดฟันดาบซ�ำ้ ตันไถเมีย่ เหม็งมือหนึง่ อุม้ ท่านอ๋องนัน้ พลันใช้ท่วงท่าหงส์ผงกหัว ย่อร่างกวาดฝ่ามือออก กระบวนท่านีใ้ ช้อย่างหวาดเสียวยิง่ จิวเกีย๋ งจูโ่ จมกระบวนท่าถึงทีส่ ดุ คิดวกดาบกลับก็ไม่ทันท่วงที ยามคับขันก็ใช้ท่าเสี่ยงอันตรายช่วยชีวิต พับ ดาบเข้าหาตัว กระทุ้งด้ามดาบออกนอก ได้ยินเสียงฉาด พร้อมกับเสียงตัง จิวเกีย๋ งถูกริมฝ่ามือกวาดใส่ขอ้ มือ ดาบทองร่วงหล่นลงสูพ่ นื้ ตันไถเมีย่ เหม็ง ก็ถูกด้ามดาบกระทุ้งใส่ทรวงอก เจ็บปวดจนหน้ามืดวูบวาบ แต่ไม่ส่งเสียง

81


ออกมา แบกท่านอ๋องนั้นหลบหนีไป ฮุ้นลุ่ยถูกมันคุกคามล่าถอยภายในสิบกระบวนท่า เห็นเจ่กโจ้วลงมือ ล้มเหลวในวินาทีสดุ ท้าย ถึงกับทัง้ ร้อนรุม่ ทัง้ อับอาย ลอยตัวโลดแล่นไป ตวัด มือซัดลูกดอกผีเสื้อดอกเหมยอีกสามดอก ตันไถเมี่ยเหม็งกระทั่งศีรษะก็ไม่ เหลียวกลับ วกมือกลับหลัง รับอาวุธลับไว้ ซัดย้อนกลับมาดังขวับใหญ่ ฮุ้น ลุ่ยเองไม่กล้ารับไว้ ถลันหลบไปด้านข้าง ลูกดอกทั้งสามดอกล้วนพุ่งใส่หิน ใหญ่ ปรากฏสะเก็ดไฟแลบพุ่ง ล้วนจมลึกไปในเนื้อหิน ฮุ้นลุ่ยถึงกับใจหาย วาบ ตันไถเมี่ยเหม็งฉวยโอกาสวิ่งปราดจากไปดุจสายลม ฮุน้ ลุย่ ยังคิดติดตาม พลันได้ยนิ หุบเขาด้านตะวันออกบังเกิดเสียงปืน ใหญ่ดงั ขึน้ หนึง่ นัด ภูเขาสะท้านแผ่นดินสะเทือน จิวเกีย๋ งร้องว่า “อาลุย่ โจร จนตรอกอย่าไล่ ไม่ต้องตามแล้ว” พริบตานั้นได้ยินเสียงปืนใหญ่ดังติดต่อกัน เสียงฆ่าฟันดังสะท้านฟ้า จิวเกี๋ยงเก็บดาบทองขึ้นหัวร่อดังๆ กล่าวว่า “ต่อให้พวกมองโกลพากเพียร วางแผน ในที่สุดยังตกเป็นตะพาบในไหเรา” ฮุ้นลุ่ยขณะจะถามไถ่ จิวเกี๋ยงก็วิ่งลงจากเขา ปากกล่าวว่า “รีบมา ช่วยเหลือเรา” ฮุน้ ลุย่ พกพาความมึนงงสงสัย ติดตามลงจากเขา เห็นซากศพเกลือ่ น กลาด เลือดหลั่งพื้นหุบเขา ล้วนเป็นทหารมองโกลที่ตายใต้ดาบทองของจิว เกี๋ยง ฮุ้นลุ่ยไม่อาจทนดูได้ ยกมือปิดหน้าไว้ จิวเกี๋ยงส่งเสียงร้องว่า “อาลุ่ย เจ้าพกพายาสมานแผลถอนพิษหรือ ไม่?” กล่าวพลางเหลียวหน้ามา พอเห็นสภาพของฮุ้นลุ่ย ต้องยิ้มออกมา กล่าวว่า “อาลุ่ย เจ้ากลัวหรือ? อย่างนั้นภายหน้าจะล้างแค้นได้อย่างไร?” ฮุน้ ลุย่ กล่าวว่า “ตอนเข่นฆ่าโจรร้ายยังไม่เป็นอย่างไร เมือ่ เห็นคนตาย ที่แขนขาขาดด้วนกลับไม่อาจหักใจอ�ำมหิตได้” “เจ้ากลับเป็นวีรสตรีขวัญเข้มแข็งใจอ่อนโยน บนสมรภูมิเลือดยัง

82


สยดสยองกว่านี้อีก มาเถอะ เมื่อเห็นจนชาชิน จะไม่พะอืดพะอมแล้ว” ฮุน้ ลุย่ เดินเข้าไป เห็นจิวเกีย๋ งอุม้ นักบูผ๊ หู้ นึง่ กลางหลังมันปักตรึงด้วย เกาทัณฑ์ดอกหนึง่ ดูไปจมลึกเข้าไปกว่าครึง่ จึงกล่าว “ยังมีหนทางช่วยเหลือ หรือ?” “หัวใจมันยังเต้นอยู่ จะอย่างไรต้องทดสอบดู” ฮุ้นลุ่ยกล่าวว่า “ข้าพเจ้าพกยาสมานแผลถอนพิษติดตัว ไม่ทราบ ใช้ได้หรือไม่?” จิวเกี๋ยงรับยาผงมา ถอนเกาทัณฑ์ออกเบาๆ เห็นก้อนเลือดสีด�ำฉีด พุ่งออกมาพร้อมกับเกาทัณฑ์ ต้องกล่าวว่า “เกาทัณฑ์นี้มีพิษร้ายนัก” พลางพอกยาผงลงไป พร้อมกับนวดเฟ้นกรุยเลือดลมให้กบั ผูบ้ าดเจ็บ ชั่วครู่ให้หลัง เห็นผู้บาดเจ็บลืมตาช้าๆ แต่ลมหายใจรวยริน ยังคงพูดไม่ได้ ฮุ้นลุ่ยถามค�ำ “เป็นอย่างไร?” จิวเกี๋ยงกล่าวว่า “นี่เป็นเกาทัณฑ์พิษ ของมองโกล หากไม่มียาขจัดของพวกมันยากจะรักษาได้ แต่คนผู้นี้มีพลัง ฝีมืออยู่หลายส่วน ดังนั้นสามารถยืนหยัดถึงตอนนี้ ยาขจัดของเจ้ากับการ นวดเฟ้นของเราคาดว่าช่วยให้มันมีสติแจ่มใสวูบหนึ่ง แต่ไม่มีชีวิตถึงวัน พรุ่งนี้” ฮุน้ ลุย่ หน้าหม่นหมองลง กล่าวว่า “จะอย่างไรต้องตาย มิสอู้ ย่าได้ชว่ ย เขา จะได้ไม่ต้องทนทุกข์ทรมานไป” “คนผู้นี้หลบหนีออกจากชายแดนมองโกล ถูกพวกตาดมองโกลตาม ล่า คงต้องมีความลับส�ำคัญ หากไม่ให้มนั บอกออกมา มันไม่อาจตายตาหลับ ได้” พลางล้วงโสมต้นหนึ่ง ใช้ดาบตัดออกมาท่อนหนึ่ง ส่งเข้าปากผู้บาด เจ็บ จากนั้นวางร่างมันลงกับพื้นเบาๆ โสมมีประสิทธิภาพเพิ่มพลังยืดชีวิต คาดว่าจิวเกี๋ยงคิดอาศัยฤทธิ์ยากระตุ้นพลังชีวิตของมันขึ้นมา ยามนัน้ รอบหุบเขาบังเกิดเสียงโห่รอ้ งฆ่าฟัน เสียงม้าศึกร้องก้อง เสียง ปืนใหญ่เลื่อนลัน่ สะท้านแก้วหูแทบแตกท�ำลาย จิวเกีย๋ งขว้างดาบ กล่าวว่า

83


“ไม่ถงึ ยามฟ้าสาง พวกตาดมองโกลต้องถูกท�ำลายล้างสิน้ อาลุย่ ตอนนีเ้ จ้า ทราบจิตเจตนาที่เราปล้นเงินเดือนทหารของด่านห่านป่าแล้วกระมัง?” ฮุ้นลุ่ยมีไหวพริบปราดเปรียว ขบคิดแล้วปรบมือกล่าวว่า “เจ่กโจ้ว วางแผนแยบยล ท่านปล้นเงินเดือนทหาร นายทัพด่านห่านป่าย่อมต้องท�ำ ตามค�ำสั่งท่าน พวกมองโกลชักชวนเคลื่อนก�ำลังทหารด้วยกัน ท่านให้มัน นิ่งเฉยไม่เคลื่อนไหว จากนั้นซุ่มโจมตีพวกมองโกล การศึกครั้งนี้ย่อมชนะ แน่นอน” จิวเกีย๋ งภาคภูมใิ จยิง่ ยิม้ พลางกล่าวว่า “เต็งไต้คอความจริงยังไม่เลว นัก เพียงแต่หวังชื่อเสียงลาภยศเกินไป ทางการสั่งให้มันปราบปรามโจร ภูเขา มันก็ตดิ ต่อกับพวกมองโกล เราปล้นชิงเงินเดือนทหารของมัน จากนัน้ ไปหามันเพียงล�ำพัง ถามมันยินยอมปล่อยให้ทหารอดตาย หรือยอมตั้งตัว เป็นศัตรูกบั พวกมองโกล? มันหลังจากชัง่ น�ำ้ หนักเรา ได้แต่ทำ� ตามค�ำสัง่ เรา แต่โดยดี” เอ่ยถึงตอนนี้ อดหัวร่อมิได้ ฮุน้ ลุย่ กล่าวถามว่า “เจ่กโจ้วหัวร่ออะไร?” “เต็งไต้คอปรกติทำ� หนังสือถึงทางการ เรียกเราเป็นโจรเฒ่าดาบทอง พอพบหน้าเรา กลับเรียกเป็นท่านผู้บังคับบัญชาทุกค�ำ” ฮุน้ ลุย่ ก็อดหัวร่อมิได้ กล่าวว่า “ก่อนหน้านีม้ นั ใช่ทราบหรือไม่วา่ โจร เฒ่าดาบทองเป็นผู้บังคับบัญชาเก่าของมัน?” “มันเป็นคนทีเ่ ราสนับสนุนกับมือ เมือ่ เห็นเพลงดาบทอง สมควรคาด เดาออกว่าเป็นเรา เพียงแต่ปกปิดแสร้งเป็นไม่ทราบ ก่อนนี้เราปะทะกับ ทหารทางการ มักสวมหน้ากากไว้ เพื่อมิให้เหล่าทหารจดจ�ำเราออก” ฮุ้นลุ่ยกล่าวถามว่า “เพราะเหตุใด?” “หากเหล่าไพร่พลทหารทราบว่าเราเป็นนายทัพเก่าของพวกมัน ต้อง มีอยู่กว่าครึ่งที่เอนเอียงมาทางเรา ด่านห่านป่าเป็นด่านส�ำคัญ ควรมีกอง ทหารตัง้ มัน่ อยู่ ดังนัน้ เราเพียงรับคนสิน้ ไร้ไม้ตอก ไม่รบั ทหารเข้าเป็นพวก” ฮุ้นลุ่ยอายุยังเยาว์ ปรกติไหนเลยนึกถึงปัญหาข้อนี้ พอฟังรู้สึกว่า

84


เจ่กโจ้วมีจิตเจตนาลึกซึ้ง ต้องครุ่นคิดอย่างจดจ่อ จิวเกี๋ยงพลันกล่าวว่า “คนฟื้นแล้ว” เห็นผู้บาดเจ็บนั้นพลิกตัวคราหนึ่ง กล่าวเสียงแหบแห้ง “พวกท่าน เป็นใคร? รีบประคองเราไปพบหัวหน้าค่ายดาบทอง” “เราคือหัวหน้าค่ายดาบทอง” ผูบ้ าดเจ็บนัน้ รีบกล่าวว่า “ท่านล่วงรูร้ อ่ งรอยของหลานสาวฮุน้ เจ็งนาม ฮุ้นลุ่ยหรือไม่?” ฮุ้นลุ่ยใจหายวาบ กล่าวเสริมขึ้น “ข้าพเจ้าคือฮุ้นลุ่ย” ผู้บาดเจ็บนั้นลืมตากลมโต กล่าวว่า “ท่านคือฮุ้นลุ่ย ประเสริฐ เรา สามารถตายตาหลับแล้ว กอกอ (พีช่ าย) ท่านยังมีชวี ติ อยูใ่ นโลก ท่านรีบไป หาเขา” ฮุ้นลุ่ยใจหายวาบ นางมีกอกอผู้หนึ่งเรียกว่าฮุ้นเต้ง เมื่ออายุห้าขวบ บิดานางคือฮุ้นเท้งก็ส่งมันไปฝึกวิทยายุทธ์กับซือเฮียผู้หนึ่ง ที่แท้ซือโจ้ว (อาจารย์ของอาจารย์) ผูส้ นั โดษพิสดารมีศษิ ย์หา้ คน นอกจากบิดาฮุน้ เท้งที่ ฝึกฝีมือไม่ส�ำเร็จก็เดินทางมาช่วยท่านปู่แล้ว อีกสี่ท่านล้วนฝึกวิทยายุทธ์ จากซือโจ้วแขนงหนึ่ง เตี้ยอิมไต้ซือฝึกวิชาไม้เท้าปราบมารและวิชาก�ำลัง ภายนอก เจีย่ เทียนฮัว้ จัดอยูอ่ นั ดับสาม ธิดามังกรเหินฟ้าเอีย๊ บเอีย่ งเอีย้ งจัด อยูอ่ นั ดับสี่ ต่างฝึกเพลงกระบีค่ นละแขนง ส่วนศิษย์คนโตนามตังงักฝึกฝีมอื เทวราชและพลังเล็บเหยี่ยว และเป็นคนรับฮุ้นเต้งเป็นศิษย์ ตังงักเมื่อมาถึง มองโกล ก็ทอ่ งเทีย่ วถึงชายแดนทิเบต สิบกว่าปีมานีไ้ ร้ขา่ วคราว ฮุน้ เต้งเป็น ตายร้ายดีอย่างไร ย่อมไม่มีผู้ใดทราบได้ ยามนี้ฮุ้นลุ่ยพลันได้ยินข่าวคราวของกอกอซึ่งไม่เคยพบหน้า ถึงกับ ทั้งแตกตื่นทั้งยินดี รีบถามว่า “ท่านเป็นใคร?” “เราเป็นซือเฮียของกอกอท่าน” ฮุ้นลุ่ยส่งเสียงดังอืมม์ กล่าวว่า “อย่างนั้นท่านก็เป็นซือเฮียของ ข้าพเจ้า”

85


ขณะจะถามข่าวคราวของกอกอ ผูบ้ าดเจ็บนัน้ ก็เหลือกตาขึน้ กล่าวว่า “ยังมีเรือ่ งส�ำคัญประการหนึง่ พวกมองโกลคิดโจมตีคา่ ยภูเขา ตัดต้นน�ำ้ ของ ท่าน” จิวเกีย๋ งกล่าวว่า “เราทราบแล้ว ท่านได้ยนิ เสียงปืนใหญ่หรือไม่ พวก เรารบชนะแล้ว” ผู้บาดเจ็บนั้นยิ้มออกมา กล่าวกระท่อนกระแท่นว่า “พวกมันยังคิด บุกราชวงศ์เหม็ง ท่านหาทางกราบทูลต่อฮ่องเต้ เรา...ตัวเรามีจดหมายฉบับ หนึ่งฝากมาถึงท่าน เราเมื่อพบพวกท่านสามารถไปได้แล้ว” สุม้ เสียงยิง่ มายิง่ แผ่วเบา เมือ่ กล่าวจบ จิตใจหมดห่วงพะวง สิน้ ใจตาย โดยที่ใบหน้าประดับด้วยรอยยิ้ม จิวเกี๋ยงทอดถอนใจ ค้นพบจดหมายจากตัวผู้ตาย คลี่จดหมายออก ตีหินเหล็กไฟส่องดูแวบหนึ่ง กล่าวว่า “เป็นจดหมายของตั่วซือแป๊ะ (ศิษย์ ผู้พี่คนโตของอาจารย์) เจ้า” เห็นลายมือหวัดยุ่งเหยิง แสดงว่าเขียนอย่างรีบร้อน ดังนั้นอ่านว่า “ฝากกายแดนทะเลทราย ใช้ชีวิตโดยไร้จุดหมาย เราท่านแม้ไม่รู้จัก แต่จากปากค�ำเทียนฮัว้ ซือตี๋ ทราบว่าท่านมีวรี กรรมห้าวหาญ เป็นทีเ่ ลือ่ มใส ของชาวยุทธจักร ท่านแม้ยึดภูเขาตั้งค่ายต่อต้านฮั่นสู้มองโกล แต่เราทราบ ว่าท่านไม่ต้องการเห็นทหารมองโกลบุกลงใต้ สร้างความเดือดร้อนแก่ชน ชาวฮัน่ เผ่าอัวลานับแต่เสนาบดีฝา่ ยซ้ายทัวฮวนเสียชีวติ บุตรชายหย่าเซียน ขึ้นครองต�ำแหน่งสืบแทน ตอนแรกเป็นเสนาบดี จากนั้นตั้งตนเป็นราชครู กุมอ�ำนาจทางทหารไว้ ซ่องสุมก�ำลังไพร่พล กักตุนเสบียงอาหารคิดบุก แผ่นดินตงง้วน ราชวงศ์เหม็งยังหลับใหลไม่ตื่น เป็นที่สะทกสะท้อนใจนัก ศิษย์เราฮุ้นเต้งคิดล้างแค้นแทนบิดา ทิ้งจดหมายกลับชาติบ้านเกิด มันอายุ เยาว์ด้อยประสบการณ์ ไหนเลยทราบว่าขุนนางกังฉินครองเมือง ไม่อาจ แทรกแซงใดได้ ขอท่านเห็นแก่สหายเก่า ช่วยอบรมสั่งสอน ฟังว่าฮุ้นเท้งมี บุตรีนามฮุ้นลุ่ย หากท่านล่วงรู้ร่องรอยของนาง โปรดส่งข่าวของกอกอนาง

86


ให้ทราบ ยังมีเทียนฮั้วซือตี๋ นับแต่พบหน้าที่ชายแดนมองโกล เมื่อสิบปีก่อนก็ ไร้ข่าวคราวใด มีค�ำโจษจันว่ามันตายในเงื้อมมือเตียจงจิว บ้างบอกว่าถูก ควบคุมตัวในวังมองโกล เราตบมือข้างเดียวไม่ดัง ไม่สามารถช่วยเหลือได้ ขอให้สง่ ข่าวต่อเตีย้ อิม นัดแนะน้องเอีย่ งเอีย้ งมายังชายแดน ทุกประการขอ ไหว้วาน ไม่กล้ากล่าวขอบคุณ” จิวเกี๋ยงพออ่านจบ ต้องปิดจดหมายทอดถอนใจ ฮุ้นลุ่ยกล่าวว่า “อย่างนั้นข้าพเจ้าควรขึ้นนครหลวงไปหากอกอท่าน” จิวเกีย๋ งขบคิดแล้วกล่าว “ก็ได้ ฟังว่าฮ่องเต้มรี าชโองการรับอุปการะ ผู้มีความรู้ความสามารถ ฤดูใบไม้ร่วงปีนี้จะจัดการประลองวิชาบู๊ เพื่อเลือก จอหงวนบู๊ กอกอเจ้าอาจคิดกรุยทางเข้าไป ยืมก�ำลังทหารของบ้านเมือง ล้าง แค้นให้แก่ทา่ นปูเ่ จ้า จิตเจตนาแม้ไม่เลว แต่เกรงว่าขุนนางกังฉินครองเมือง ยากสมมาดปรารถนาได้” เอ่ยถึงตอนนี้ แหงนมองหมูด่ าวบนท้องฟ้า กล่าวว่า “เจ้าเมือ่ อายุเจ็ด ขวบ ท่านปู่เจ้าเล่านิทานให้ฟัง ตอนนี้เราจะเล่านิทานของเราให้เจ้าฟัง ครั้ง กระโน้นเราเฝ้าด่านชายแดน รบทัพจับศึกหลายสิบครั้งล้วนประสบชัยทุก ครา มิคาดฮ่องเต้ทรงเชื่อค�ำเพ็ดทูล เพียงหนังสือฉบับเดียวก็โยกย้าย ต�ำแหน่งของเรา นี่ยังไม่นับเป็นอย่างไรได้ ท่านปู่เจ้ามีชะตากรรมเช่นเดียว กับยอดราชทูตโซวบู๊ เมื่อหลบหนีกลับถึงด่านห่านป่า กลับมีราชโองการให้ ฆ่าตัวตาย ยังมีความยุตธิ รรมของฟ้าหลงเหลืออยูห่ รือ? ครัง้ กระโน้นเรายาม ขุ่นแค้น จึงหันหลังให้กับทางการ ตอนนั้นยังไม่มีความคิดยึดภูเขาตั้งค่าย คิดไม่ถึงราชวงศ์เหม็งกลับสั่งฆ่าพวกเราทั้งตระกูล ยังดีที่บ่าวเฒ่าผู้จงรัก ช่วยบุตรชายคนเล็กของเราออกมา” ฮุน้ ลุย่ น�ำ้ ตาคลอหน่วย มองดูสหี น้าทีห่ นักอึง้ เคร่งเครียดของจิวเกีย๋ ง ไม่อาจกล่าวกระไรได้ เห็นจิวเกี๋ยงยกดาบชี้ไปยังธงคู่ซึ่งพัดพลิ้วอยู่บนเขา กล่าวว่า “แต่ธงประจ�ำตัวของเรา ยังคงเป็นธงสุริยันจันทรา”

87


ฮุ้นลุ่ยเห็นธงคู่นั้นโบกสะบัดต้านลม ผืนหนึ่งเป็นรูปอาทิตย์แดงฉาน ผืนหนึง่ เป็นเดือนดวงเสีย้ ว เมือ่ รวมค�ำยิก (สุรยิ นั ) เข้ากับง้วย (จันทรา) จะ เป็นค�ำเม้ง (เหม็ง) ต้องทอดถอนใจ ครุน่ คิดขึน้ ‘ทีแ่ ท้เจ่กโจ้วกลับกลายเป็น โจร ยังไม่ลืมราชวงศ์เหม็ง’ จิวเกีย๋ งกล่าวว่า “หากเจ้าเสาะพบกอกอ ก็บอกต่อมันว่า ไม่ตอ้ งช่วง ชิงต�ำแหน่งจอหงวนบู๊อะไรนั่น ยังคงกลับมาหาเราเถอะ ราชวงศ์เหม็งไร้ น�้ำใจ ดูท่านปู่เจ้าเป็นเยี่ยงอย่าง ยังเจ็บช�้ำน�้ำใจไม่พอหรือ?” ฮุ้นลุ่ยรับค�ำว่า “เจ่กโจ้วกล่าวถูกต้อง” จิวเกีย๋ งพับจดหมายซุกเก็บไว้ในอกเสือ้ กล่าวว่า “ซาซือแป๊ะเจ้าเจีย่ เทียนฮัว้ องอาจหาญกล้า เป็นผูท้ เี่ รานับถือเลือ่ มใส เมือ่ สิบปีกอ่ น เขากับเตีย้ อิมไต้ซือท�ำความตกลง หนึ่งชุบเลี้ยงก�ำพร้า หนึ่งไล่ล่าล้างแค้น ตอนนี้เตี้ย อิมไต้ซือฝากฝังซือม่วยเขาชุบเลี้ยงเจ้าจนเติบใหญ่ เรื่องการล้างแค้นของ เทียนฮั้วยังเลื่อนลอยยิ่ง” “ข้าพเจ้าจะกราบเรียนซือแป๋ ขอให้นางกับยี่ซือแป๊ะมายังชายแดน มองโกล เพื่อสืบเสาะหาซาซือแป๊ะ” จิวเกีย๋ งกล่าวว่า “เจ้าคนเดียวไหนเลยแบ่งเป็นสองทางได้ เช่นนีเ้ ถอะ เจ้าไปเสาะหากอกอเจ้า เราจะแจ้งต่อซือแป๋เจ้าให้แก่เจ้า” “ตกลง อย่างนั้นข้าพเจ้าจะออกเดินทางในวันพรุ่งนี้” จิวเกี๋ยงยิ้มเล็กน้อย กล่าวว่า “เจ้าอยู่อีกหลายวัน นับวิทยายุทธ์เรา สู้เจ้าไม่ได้ แต่มีบางสิ่งเจ้าสามารถศึกษาจากเรา” ขอบฟ้าบูรพารุง่ สางร�ำไร เสียงปืนใหญ่คอ่ ยสงบลง จิวเกีย๋ งน�ำฮุน้ ลุย่ กลับค่าย เวลายามเที่ยง หน่วยซุ่มทั้งสี่สายกลับมาพร้อมกับชัยชนะ ล้วน เข่นฆ่าทหารมองโกลแตกพ่ายไม่เป็นขบวน จับเชลยทั้งคนและม้ามากมาย สุดคณานับ จิวเกี๋ยงปูนบ�ำเหน็จรางวัลแก่เหล่าบริวาร วุ่นวายอยู่ครึ่งค่อน วันค่อยเสร็จเรื่อง กล่าวกับฮุ้นลุ่ยว่า “เจ้าแม้มีฝีมือสูงเยี่ยม แต่ยังไม่คุ้นกับ เส้นทางยุทธจักร เราจะสั่งให้ซัวมิ้งสอนแก่เจ้า”

88


นั บ แต่ นั้ น จิ ว ซั ว มิ้ ง ถ่ า ยทอดบอกรหั ส ลั บ ข้ อ ห้ า มถื อ สาของชาว ยุทธจักร รายนามค่ายส�ำนักต่างๆ ยอดฝีมอื ทัง้ หลาย ความเกีย่ วดองระหว่าง ส�ำนัก บุญคุณความแค้นระหว่างบุคคลต่อฮุ้นลุ่ยโดยละเอียด ฮุ้นลุ่ยเฉลียว ฉลาด มีความจ�ำดียิ่ง เล่าเรียนอยู่สามวันก็ล่วงรู้ปรุโปร่ง จิวเกีย๋ งยังกลัวนางด้อยประสบการณ์ รูจ้ กั ผูค้ นไม่มาก ดังนัน้ มอบธง สุริยันจันทราทั้งคู่แก่นาง กล่าวว่า “ผู้ห้าวหาญทั้งทางบกและทางน�้ำทาง ภาคเหนือห้ามณฑล เมื่อเห็นธงผืนนี้ยังอ่อนข้อให้หลายส่วน หากเจ้าได้ รับอันตราย ให้แสดงธงผืนนี้ แต่อย่าได้ใช้โดยพร�่ำเพรื่อ” ฮุน้ ลุย่ ครุน่ คิดขึน้ ‘เราออกท่องยุทธจักร เพือ่ ฝึกฝนประสบการณ์ หาก พึ่งพาธงผืนนี้ ยังมีความหมายใด’ แต่ค�ำพูดนี้ไม่กล่าวจากปาก ยังคงรับธงสุริยันจันทราไว้ จิวเกี๋ยงยัง มอบเสื้อผ้าบุรุษหลายชุด และอัญมณีจินดาแก่นาง กล่าวว่า “หญิงสาวตัว คนเดียวขึน้ นครหลวง เป็นทีส่ ะดุดตาของผูค้ น เจ้าผลัดเปลีย่ นเสือ้ ผ้า ปลอม เป็นบุรุษเถอะ อัญมณีเหล่านี้ให้เจ้าใช้สอยในระหว่างทาง” ฮุ้นลุ่ยนึกดูมีเหตุผล ดังนั้นผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าของบุรุษ รับอัญมณี จินดามา กราบลาลงจากเขา จิวเกี๋ยงก็สั่งให้บุตรชายส่งนางสักระยะหนึ่ง เมือ่ ออกจากค่ายภูเขา ผลัดเปลีย่ นม้าเร็วออกเดินทาง เวลายามเทีย่ ง ก็ผ่านด่านห่านป่า เหยียบย่างสู่เส้นทางที่ทอดสู่นครหลวง ฮุ้นลุ่ยกล่าวว่า “ท่านอากลับไปเถอะ” จิวซัวมิ้งจับจ้องมองนางอย่างลึกซึ้ง กล่าวว่า “ท่านอย่าลืมกลับมา” ขณะกล่ า วยั ง ควบม้ า เคี ย งคู ่ กั บ ฮุ ้ น ลุ ่ ย ฮุ ้ น ลุ ่ ย จึ ง กล่ า ว “ท่ า นอา ขอบคุณมากแล้ว ท่านกลับไปเถอะ” จิวซัวมิ้งพลันหน้าแดงวูบ กล่าวว่า “ซึ่งความจริงเราอายุมากกว่า ท่านไม่กี่ปี ญาติผู้ใหญ่พวกเราแม้คบหาอย่างลึกซึ้ง แต่มิใช่พี่น้อง นับตาม อายุ พวกเรายังคงเรียกเป็นเฮียม่วยจะเหมาะสมกว่า” ฮุ้นลุ่ยสงสัยใจยิ่ง พลันหวนนึกถึงหลายวันมานี้ จิวซัวมิ้งกังวลสนใจ

89


นางยิ่ง ต้องครุ่นคิดขึ้น ‘ท่านอาผู้นี้ดียิ่ง เพียงแต่พูดจาไม่ใคร่ถูกต้อง’ นางอายุยังเยาว์ ไหนเลยล่วงรู้จิตเจตนาของเขา ยิ้มพลางกล่าวว่า “ท่านเห็นข้าพเจ้าเรียกท่านเป็นท่านอา เรียกจนท่านแก่ชราไปหรือ? ตกลง วันหน้าข้าพเจ้ากลับมา ค่อยเรียนต่อเจ่กโจ้ว เปลี่ยนค�ำเรียกหาใหม่” จิวซัวมิ้งหน้าแดงจรดใบหู ฮุ้นลุ่ยหัวร่อพลางกระตุ้นม้าควบขับสู่ ทางหลวง เมื่อเหลียวหน้ามอง เห็นจิวซัวมิ้งยังเหม่อมองอย่างซึมเซา ตลอดรายทางไร้เรื่องราว วันที่สามมาถึงเมืองหยางฉี้ ที่นี้เป็น ศูนย์กลางจ�ำหน่ายเหล้าฮุง เมื่อเหยียบย่างเข้าเมือง เห็นธงสุราโบก พัดพลิว้ อยูท่ กุ แห่งหน ฮุน ้ ลุย่ บังเกิดความหิวกระหาย ครุน ่ คิดขึน ้ ‘ฟัง ว่าเหล้าฮุงของมณฑลเซียมไซมีชื่อมานาน วันนี้จะดื่มให้เต็มที่’ เมือ่ ถึงหน้าเหลาสุราแห่งหนึง่ เห็นนอกประตูผกู ม้าขาวตัวหนึง่ เกือก ทั้งสี่ข้างขาวราวหิมะ ท่าทางงามสง่ายิ่ง ฮุ้นลุ่ยแวะเข้าไปชมดู พลันเห็นมุม ก�ำแพงมีรหัสของชาวยุทธจักรทิ้งอยู่ สะกิดความสงสัยอยากรู้ขึ้น ขึ้นเหลา สุราไป เห็นนักศึกษาผูห้ นึง่ ยึดครองโต๊ะริมหน้าต่างด้านทิศใต้เพียงล�ำพัง จิบ ดื่มสุราช้าๆ โต๊ะด้านทิศตะวันออกมีชายฉกรรจ์หยาบกร้านหนึ่งอ้วนหนึ่ง ผอม จ�ำนวนสองคน ร�่ำดื่มสุราส่งเสียงอึกทึกวุ่นวาย แต่หางตาช�ำเลืองมอง นักศึกษา นักศึกษาแต่งกายหรูหรา คล้ายเป็นกงจื้อตระกูลร�่ำรวยดื่มสุราจอก แล้วจอกเล่า ส่ายร่างโงนเงน คล้ายบังเกิดความมึนเมา พลันเอื้อนว่า “ทุกสรรพสิ่งเกิดมาเพราะฟ้าสร้าง ประทานเรือนร่างเป็นคุณอนันต์ ล้มวัวฆ่าควายหาความส�ำราญ ควรร�่ำสุราสักสามร้อยจอก” เอื้อนพลางโคลงศีรษะไปมา ดื่มสุราอีกจอกหนึ่ง ฮุ้นลุ่ยครุ่นคิดขึ้น ‘หนอนต�ำราผูน้ ไี้ ม่ลว่ งรูถ้ งึ ภัยอันตราย โจรร้ายคุมเชิงอยูด่ า้ นข้าง ยังกล้าร�ำ่ ดื่มสุรา’

90


ชายฉกรรจ์ทั้งสองนั้นพลันส่งเสียงโต้เถียง คนผอมซูบยกป้านสุรา กรอกใส่คนอ้วนฉุ คนอ้วนฉุกลับยกมือผลักไส ทัง้ สองกลับต่อยตีกนั เปะปะ มาชนใส่ร่างนักศึกษา นักศึกษาด่าทอค�ำหนึ่ง พลันได้ยินเสียงตัง กระเป๋า แพรลายปั ก ของนั ก ศึ ก ษาร่ ว งหล่ น ลงกั บ พื้ น ปรากฏทองค� ำ แท่ ง เล็ ก ๆ หลายแท่ง และไข่มกุ พวงหนึง่ กลิง้ ออกมา ทองค�ำยังพอท�ำเนา แต่ไข่มกุ นัน้ เปล่งประกายนวลใย แม้เป็นยามกลางวันแสกๆ ยังไม่อาจปกปิดประกาย วิเศษได้ นักศึกษายกเท้าเหยียบกระเป๋าแพร ก้มเอวเก็บไข่มุกทองค�ำ ร้องว่า “พวกเจ้าคิดชิงข้าวของหรือ?” ชายฉกรรจ์ทั้งสองพลันหยุดมือตวาดว่า “ผู้ใดชิงข้าวของเจ้า? เจ้า กล่าวหาคน บิดาจะต่อยเจ้า” ผูด้ มื่ กินทีด่ า้ นข้างพากันเข้ามาไกล่เกลีย่ ห้ามปราม ฮุน้ ลุย่ ลอบหัวร่อ ครุ่นคิดขึ้น ‘ชายฉกรรจ์ทั้งสองแสดงว่าเป็นสายของโจรปล้นชิง แสร้งเป็น เมาสุราอาละวาด จงใจชนกระเป๋าแพร ตรวจดูฐานะการเงินของนักศึกษา เมื่อมีเราอยู่ที่นี้ จะไม่ให้พวกเจ้าสมมาดปรารถนา’ ดังนั้นเดินเข้าไป ยกสองมือผลักออก กล่าวว่า “พวกเจ้าเมาสุรา อาละวาด ไฉนอาละวาดถึงโต๊ะผู้อื่น?” พลางยืน่ มือลูบวูบ ลักล้วงเงินของชายฉกรรจ์ทงั้ สองมา ฮุน้ ลุย่ มือเบา ยิ่ง ฉวยโอกาสที่ชุลมุนวุ่นวายขโมยเงินทอง กลับไม่มีผู้ใดล่วงรู้ ชายฉกรรจ์ทั้งสองถูกนางผลักคราหนึ่ง รู้สึกปวดแปลบที่ทรวงอก ต้องลอบตืน่ ตระหนก ไม่กล้าอาละวาดอีก กลับไปนัง่ โต๊ะแต่โดยดี นักศึกษา ชูจอกสุราขึ้นกล่าวว่า “เล่าตี๋* ท่านก็ดื่มจอกหนึ่ง” ฮุ้นลุ่ยกล่าวขอบคุณ กลับมานั่งโต๊ะตัวเอง ดูว่าชายฉกรรจ์ทั้งสองจะ ท�ำอย่างไร ชายฉกรรจ์ทั้งสองจ้องมองนางชั่วขณะจึงร้องว่า “เถ้าแก่คิด บัญชี” * ค�ำเรียกผู้อื่นเป็นน้องชายอย่างสนิทสนม

91


คนผอมซูบล้วงมือไปในอกเสือ้ พบว่าเงินสูญหายไป ถึงกับหน้าเขียว คล�้ำ คนอ้วนฉุเห็นผิดท่า ก็ล้วงกระเป๋าเงินของตัวเอง พบว่าเงินอันตรธาน ไป ต้องหันไปมองหน้ากันอย่างตะลึงลาน คนทั้งสองล้วนเป็นโจร ขโมยไก่ไม่ส�ำเร็จ กลับขาดทุนข้าวไปก�ำมือ แม้ทราบว่าเป็นการลงมือของฮุ้นลุ่ย แต่เกรงว่าเรื่องราวลุกลามใหญ่โต ไม่ กล้าเปิดเผยออกไป เถ้าแก่เหลาสุราเดินเข้ามา กล่าวว่า “ทั้งสิ้นหนึ่งต�ำลึง สามสลึง” คนผอมซูบตะกุกตะกักว่า “ติดหนี้ไว้ก่อนได้หรือไม่?” เถ้าแก่เหลาสุราหน้าแปรเปลีย่ นไป แค่นหัวร่อกล่าวว่า “แขกเหรือ่ ทัง้ หลายหากติดหนี้ไว้ เหลาเราคงต้องปิดกิจการแล้ว” ผูร้ บั ใช้กร็ ำ�่ ร้องว่า “พวกท่านเมาสุราอาละวาด ชกต่อยชนคน ตอนนี้ ยังคิดกินเปล่า ไม่จ่ายเงินก็ได้ ตอนนี้ถอดเสื้อผ้าออกมา” ผู้ดื่มกินทั้งหลายล้วนบอกว่าชายฉกรรจ์ทั้งสองเป็นฝ่ายผิด ชาย ฉกรรจ์ทั้งสองได้แต่ถอดเสื้อผ้าออก ผู้รับใช้บอกว่าเสื้อผ้าสองตัวยังไม่พอ ยื่นมือปลดหมวกทั้งสองใบลงมา ชายฉกรรจ์ทั้งสองได้แต่ยกมือกุมศีรษะ ห่อตัววิ่งฝ่าลมหนาวออกไป ฮุ้นลุ่ยสบใจยิ่ง ดื่มสุราสองจอก เห็นนักศึกษายังดื่มสุรา พลันฉุกคิด ว่าชายฉกรรจ์ทงั้ สองเพียงเป็นสายของโจร พวกมันเสียทีเช่นนี้ คงต้องกลับ ไปรายงานหัวหน้าโจร นางแม้ไม่กลัว แต่มุกมณีของนักศึกษาคงไม่อาจ รักษาไว้ ดังนั้นตกลงใจติดตามคนทั้งสองไป ผุดลุกขึ้นร้องว่า “เถ้าแก่คิด บัญชี” เถ้าแก่เหลาสุราเห็นฮุ้นลุ่ยแต่งกายหรูหราคล้ายกงจื้อสูงศักดิ์ ดังนั้น ยิ้มระรื่นเดินเข้ามา กล่าวว่า “ทั้งสิ้นหนึ่งต�ำลึงสองสลึง” ฮุน้ ลุย่ ล้วงมือไปในกระเป๋าเสือ้ นางห่ออัญมณีจนิ ดาทีจ่ วิ เกีย๋ งมอบให้ ไว้ในผ้าเช็ดหน้าผืนหนึ่ง การล้วงครั้งนี้กลับล้วงไม่พบ ต้องใจหายวาบ ทดลองล้วงกระเป๋าซ้าย แต่เงินที่ขโมยมาเมื่อครู่ก็อันตรธานไป

92


ความแตกตืน่ ของฮุน้ ลุย่ ครัง้ นีใ้ หญ่หลวงนัก มาตรว่าเป็นฤดูใบไม้ผลิ อันเยียบเย็น หน้าผากกลับปรากฏหยาดเหงื่อไหลซึมออกมา กริ่งเกรงต้อง ถูกบังคับให้ถอดเสื้อผ้า อย่างนั้นคงแสดงความทุเรศออกมาแล้ว เถ้าแก่เหลาสุราเห็นนางล้วงนัน่ ล้วงนี่ สีหน้าต้องแปรเปลีย่ นทีละน้อย แค่นหัวร่อกล่าวว่า “นายท่านเป็นไรแล้ว?” นักศึกษาพลันเดินส่ายโงนเงนมา เอือ้ นว่า “ทัง้ สีท่ ะเลล้วนเป็นพีน่ อ้ ง จับจ่ายสิ้นเงินทองได้มาใหม่ เราจะช�ำระบัญชีของสหายผู้นี้เอง” พลางล้วงเงินหนักสิบต�ำลึงแท่งหนึ่งโยนให้แก่เถ้าแก่เหลาสุรา บอก ว่าเงินทอนยกให้มัน สร้างความยินดีแก่เถ้าแก่เหลาสุรายิ่ง ละล�่ำละลัก ขอบคุณ ฮุ้นลุ่ยหน้าแดงจรดใบหู กล่าวขอบคุณเบาๆ นักศึกษากล่าวว่า “ขอบคุณอันใด? ข้าพเจ้าสอนเคล็ดลับแก่ท่านข้อหนึ่ง ครั้งหน้าท่านมาดื่ม สุรา อย่าลืมสวมเสื้อผ้าสองชั้น ก็ไม่มีปัญหาแล้ว” พลางส่ายโงนเงนลงจากเหลา โดยไม่สนใจฮุ้นลุ่ยอีก ฮุ้นลุ่ยขุ่นเคือง ยิ่ง ครุ่นคิดขึ้น ‘คนผู้นี้ไร้มารยาทนัก เมื่อครู่หากมิใช่เราช่วยท่าน ข้าวของ ท่านคงถูกผู้คนช่วงชิงไปแล้ว’ พลางกวาดตามอง ในผู้มาดื่มกินไม่เห็นมีผู้น่าสงสัย คิดไม่ถึงจะ พบกับนักลักล้วงในที่นี้ ดังนั้นไม่มีกะใจสืบสาวเรื่องโจรอีก ลงจากเหลาสุรา ขึ้นม้าเดินทางต่อ พอออกจากตัวเมือง เห็นนักศึกษาขีม่ า้ ขาวอยูเ่ บือ้ งหน้า ฮุน้ ลุย่ ฉุกคิด ขึ้น ‘หรือว่าเป็นนักศึกษาผู้นี้? แต่ว่าเขาไม่คล้ายเป็นนักลักล้วง’ ดังนัน้ กระตุน้ ม้าเข้าหา หวดแส้แสร้งเป็นเร่งม้า ปลายแส้กลับหวดใส่ จุดส�ำคัญที่ใต้ชายโครงของนักศึกษา แส้ของฮุ้นลุ่ยนี้คิดทดสอบความตื้นลึกหนาบางของนักศึกษา ปลาย แส้มงุ่ ใส่จดุ ชีวติ หากนักศึกษาเป็นผูม้ วี ทิ ยายุทธ์ คงต้องถลันหลบ มิคาดแส้ นี้พอหวดใส่ นักศึกษาส่งเสียงร้องค�ำหนึ่ง กลับหลบไม่พ้น ปลายแส้แขวน

93


กับเสือ้ ผ้า ยังดีทฮี่ นุ้ ลุย่ ลอบรัง้ พลังกลับคืน มาตรแม้นเป็นเช่นนัน้ นักศึกษา ยังส่ายโงนเงนแทบพลัดตกลงจากหลังม้า ฮุน้ ลุย่ บังเกิดความเสียใจ กล่าวว่า “พลัง้ มือหวดถูกท่าน ต้องขออภัย ด้วย” นักศึกษาเหลียวมองมา ร้องโพล่งว่า “คนกินเปล่ามาอีกแล้ว ท่าน อย่าได้เข้าใจว่าข้าพเจ้ามีเงิน คิดรบเร้าพัวพันข้าพเจ้า เงินของข้าพเจ้าใช้ จ่ายในทางคบหาสหาย ท่านดืม่ กินของผูอ้ นื่ ยังหวดท�ำร้ายผูอ้ นื่ ข้าพเจ้าจึง ไม่กล้าใกล้ชิดด้วย” ฮุ้นลุ่ยทั้งขุ่นเคืองทั้งขบขัน กล่าวว่า “ท่านยังไม่สร่างเมาหรือ?” นักศึกษาเอื้อนว่า “ชักดาบตัดน�้ำน�้ำยิ่งไหลหลั่ง ชูจอกดับทุกข์ทุกข์ ยิ่งถมทวี ผู้คนไม่สมมาดปรารถนา ลอยเรือกลางธาราไปสุดหล้า...ข้าพเจ้า ไม่ดื่มกับท่าน ไม่ดื่มกับท่าน” ฮุ ้ น ลุ ่ ย ถู ก ก่ อ กวนจนไม่ ท ราบท� ำ อย่ า งไรดี ขณะจะประคองเขา นักศึกษาพลันใช้สองเท้าหนีบท้องม้า ม้าขาวพุ่งปราดไปเบื้องหน้าดุจเหิน บิน ม้าของฮุ้นลุ่ยเป็นม้าศึกมองโกลที่ผ่านการคัดเลือกของค่ายดาบทอง กลับไล่ตามไม่ทัน ฮุ้นลุ่ยต้องครุ่นคิดขึ้น ‘คนผู้นี้ไม่รู้จักวิทยายุทธ์ ม้าคู่ขา กลับมิใช่พาหนะธรรมดา’ นางสูญเสียเงินทอง รู้สึกกลัดกลุ้มใจ เร่งม้าเดินทางต่อ เดินทางอยู่ ครึ่งค่อนวัน เห็นอาทิตย์สนธยาลับขอบฟ้า ควันไฟที่เกิดจากการหุงหา อาหารลอยกรุ่น นางคิดพ�ำนักค้างแรมที่บ้านชาวนา แต่ในกายไร้เงินทอง พลันได้ยินเสียงม้าร้อง เห็นพุ่มไม้เบื้องหน้ามีวัดวาแห่งหนึ่ง หน้าวัดมีม้า ขาวตัวหนึ่งก�ำลังเล็มหญ้า ฮุ้นลุ่ยฉุกคิดขึ้น ที่แท้นักศึกษาก็อยู่ที่นี้ หลวงจีนตามวัดวาให้ความ สะดวกแก่ผู้สัญจร มิสู้ค้างแรมในที่นี้คืนหนึ่ง ดังนั้นผูกม้าที่หน้าวัดวา ผลัก ประตูเข้าไป เห็นนักศึกษาก่อไฟที่เชิงระเบียง ก�ำลังปิ้งหัวเผือกอยู่ พอเห็นฮุ้นลุ่ย

94


เข้ามาก็เอื้อนว่า “คนพานพบโดยประจวบบังเอิญ พบท่านอีกแล้ว” ฮุ้นลุ่ยเหลือบมองเขาแวบหนึ่ง กล่าวว่า “ท่านสร่างเมาแล้ว” “ข้าพเจ้าเมามายตัง้ แต่เมือ่ ใด ข้าพเจ้ายังจดจ�ำออกว่าท่านเป็นคนกิน เปล่า” ฮุน้ ลุย่ กล่าวอย่างขุน่ เคือง “ท่านทราบอันใด? มีโจรคิดปล้นชิงมุกมณี ของท่าน” นักศึกษากระโดดปราดขึน้ ร้องว่า “ว่ากระไร มีโจร วัดวานีไ้ ม่มหี ลวง จีนแม้สักรูปเดียว หากว่ามีโจร ข้าพเจ้าก็ไม่ขอพักอยู่ที่นี้?” “ท่านคิดไปทีใ่ ด ท่านพอออกไป ถูกโจรปล้นชิง จะไม่มผี ใู้ ดช่วยท่าน มีข้าพเจ้าอยู่ที่นี้ ต่อให้มีโจรร้อยคนสิบคนก็ไม่ต้องน�ำพาปรารมภ์” นักศึกษาลืมตากลมโต พลันหัวร่อออกมา กล่าวว่า “หากท่านมีความ สามารถปานนั้น ไฉนต้องหลอกกินเปล่า?” “เงินของข้าพเจ้าถูกหัวขโมยลักขโมยไป” นักศึกษาหัวร่อจนตัวงอ กล่าวว่า “โจรร้อยคนสิบคนไม่นำ� พาปรารมถ์ กลับถูกหัวขโมยลักขโมยเงินไป ความสามารถในการพูดปดของท่าน หาได้ ยอดเยี่ยมเท่าหลอกกินเปล่าไม่” เขาความจริงคิดจากไป แต่แล้วกลับทรุดนั่งลง กล่าวว่า “ไม่ขอเชื่อ ค�ำโป้ปดของท่านอีก แผ่นดินสงบสันติ ไหนเลยมีโจรร้ายหัวขโมย?” พลางปิง้ หัวเผือกต่อ หัวเผือกทีป่ ง้ิ จนไหม้สง่ กลิน่ หอมฉุย ฮุน้ ลุย่ ควบ ม้าอยู่ครึ่งค่อนวัน หิวจนกลืนน�้ำลาย แต่ไม่สะดวกกับการออกปากต่อ นักศึกษา วัดวานี้เป็นวัดร้าง ปราศจากหลวงจีนจ�ำวัด ไหนเลยมีอาหาร ประทังหิว? นักศึกษากัดหัวเผือกค�ำหนึ่ง โคลงศีรษะพึมพ�ำว่า “เหล้าเหลือง มอมเมา เหล้าฮุงก็มอมเมา ปลาและเนือ้ โอชา เผือกเผาก็อร่อยลิน้ หอมเอย หอมนัก” ฮุ้นลุ่ยถลึงตามองเขา เบือนหน้าไปอีกทางหนึ่ง นักศึกษาร้องว่า “นี่

95


คนกินเปล่า ให้เผือกเผาท่านหัวหนึ่ง” พลางโยนเผือกเผาที่ปิ้งสุกมาหัวหนึ่ง ฮุ้นลุ่ยกระชากเสียงว่า “ผู้ใด รับประทานของท่าน?” พลางทรุดนั่งขัดสมาธิกับพื้น สงบสติส�ำรวมใจ โคจรพลังอย่างสงบ ค่อยสะกดไฟหิวโหยลง ฮุน้ ลุย่ ฝึกวิชาก�ำลังภายในเทีย่ งแท้มาตรฐาน เมือ่ โคจรพลังเทีย่ วหนึง่ รู้สึกร่างปลอดโปร่งสบาย ดังนั้นลืมตาขึ้น เห็นนักศึกษาม่อยหลับไป เผือก เผาตกเกลื่อนกลาดทั่วพื้นดิน ฮุ้นลุ่ยแลบลิ้นออกมา คิดยื่นมือหยิบฉวย นักศึกษาพลันพลิกตัวคราหนึ่ง จากนั้นหลับต่อ ฮุ้นลุ่ยกล่าวอย่างขุ่นเคือง “เราพานอดอาหารหนึ่งคืน ไม่นับเป็นอย่างไรได้” นักศึกษาส่งเสียงกรนปานฟ้าร้อง ฮุ้นลุ่ยคิดนอนก็นอนไม่หลับ พลัน ฉุกคิดขึ้น ‘นักศึกษานี้แต่งกายภูมิฐาน พกพามุกมณี เมื่อออกเดินทางไฉน ไม่ว่าจ้างผู้คุ้มกัน กลับกล้าค้างแรมในวัดร้าง รับประทานเผือกเผาไร้ราคา? หรือว่าเขาแสร้งเป็นไม่รู้จักวิทยายุทธ์? แต่นี่ไม่คล้ายเสแสร้งแกล้งดัด’ ขณะจะค้นตัวเขา พลันได้ยนิ เบือ้ งนอกบังเกิดเสียงกูป่ ระหลาดดังมา ฮุ้นลุ่ยมองดูนักศึกษาแวบหนึ่ง เห็นเขาหลับเป็นตาย ต้องแค่นหัวร่อ กล่าว ว่า “ความจริงไม่ควรสนใจท่าน แต่ทา่ นดูไปน่าเวทนา เอาเถอะ เราโกวเนีย้ จะต้านโจรร้ายให้กับท่าน” เดินออกจากประตูวัด โผพุ่งขึ้นไปบนต้นไม้ซ่อนกายไว้ ใต้แสงเดือน ราวร�ำไร เห็นผูค้ ลุมหน้าสองคนมุง่ ตรงมา คนผูห้ นึง่ กล่าวว่า “ท่านดูมา้ ขาว นั้น คาดว่าคงอยู่ที่นี้แล้ว” อีกผู้หนึ่งกล่าวว่า “หากมันไม่ยอมท�ำตาม จะท�ำอย่างไร?” “อย่างนั้นได้แต่ปลิดศีรษะมันลงมา” ฮุ้นลุ่ยบังเกิดโทสะพลุ่งขึ้น ลอบร้องในใจ ‘โจรร้ายใจอ�ำมหิตนัก ประสงค์ทรัพย์สินยังต้องการชีวิต’ พลันได้ยินผู้คลุมหน้าคนหนึ่งร้องว่า “บนต้นไม้มีคน”

96


ฮุน้ ลุย่ ตวัดมือซัดลูกดอกผีเสือ้ ดอกเหมยลงไปสองดอก ผูค้ ลุมหน้าทัง้ สองมีฝมี อื ปราดเปรียว พากันถลันหลบ ฮุน้ ลุย่ ก็ชกั กระบีส่ าดพุง่ ลงหา แยก ย้ายแทงใส่คนทั้งสอง ผู้คลุมหน้าทั้งสองหนึ่งใช้ไม้เท้าเหล็ก หนึ่งใช้ตาขอคู่ พากันหวดใส่ กระบี่ คมกระบี่พอพุ่งผ่านสะเก็ดไฟแลบพุ่ง ไม้เท้าเหล็กถูกฟันเป็นรอยบิ่น ตาขอคู่กลับชักน�ำกระบี่วิเศษไปด้านข้าง ฮุ้นลุ่ยต้องครุ่นคิดขึ้น ‘โจรทั้งสอง นี้มีฝีมือกล้าแข็งยิ่ง’ ในใจครุ่นคิด ร่ายร�ำกระบี่ออกดุจลมคลุ้มฝนคลั่ง กระบี่วิเศษเล่มนี้ เป็นหนึ่งในสองกระบี่ชายหญิงที่ผู้สันโดษพิสดารหลอมสร้างขึ้น ขนานนาม เขียวเรือง อาวุธธรรมดาพอกระทบถูกก็หกั ไป คนใช้ไม้เท้าแม้ถอื อาวุธหนัก แต่ยังไม่กล้าปะทะด้วย กลับเป็นคนใช้ตาขอคู่มีฝีมือมิใช่ชั่ว รุกรับต้านทาน เอาไว้ ฮุ้นลุ่ยใช้ท่าร่างภมรโฉบบุปผา พุ่งไปมาอยู่ท่ามกลางตาขอไม้เท้า ประกายกระบีค่ ล้ายน�ำ้ ตกสาดเท บุปผาปลิวปราย คุกคามผูค้ ลุมหน้าทัง้ สอง ถดถอย แต่ไม้เท้าเหล็กหนักอึ้ง ตาขอคู่ปราดเปรียว คอยหนุนเสริมกัน ฮุ้นลุ่ยกลับไม่อาจท�ำอย่างไรพวกมันได้ ระหว่างการต่อสู้ ฮุ้นลุ่ยพลันขบกรามกรอด ฟันกระบี่เฉียงๆ ลงมือ ต่อผู้คลุมหน้าที่ใช้ตาขอคู่ด้วยอ�ำมหิต นางความจริงไม่ต้องการคร่าชีวิตคน ทัง้ สอง แต่หากไม่ทมิ่ แทงสังหารคนผูห้ นึง่ ไม่สามารถเอาชัยได้ ได้แต่ใช้ทา่ ไม้ตายออก มิคาดกระบีพ่ อฟันใส่ คนใช้ตาขอคูล่ ดตาขอซ้ายลง ตวัดตาขอขวาขึน้ กระบี่เขียวเรืองของฮุ้นลุ่ยแทบถูกมันชักน�ำหลุดจากมือ ฮุ้นลุ่ยใจหายวูบ กระบวนท่านี้กลับเป็นกระบวนท่าของตันไถเมี่ยเหม็ง ดังนั้นหมุนตัวควง กระบีค่ กุ คามคนใช้ไม้เท้าเหล็กล่าถอย พร้อมกับถลันหลบท่าจูโ่ จมของคนใช้ ตาขอคู่ ตวาดว่า “เจ้าผู้นี้เป็นศิษย์ของตันไถเมี่ยเหม็งหรือ?” คนใช้ตาขอคู่กระโดดปราดขึ้น ตวาดว่า “เมื่อล่วงรู้ความเป็นมาของ

97


เรา วันนี้ของปีหน้าจะเป็นวันครบรอบการตายของเจ้า” พลางตะกุยตาขอคู่ ใช้ออกด้วยกระบวนท่าเสี่ยงชีวิต ฮุ้นลุ่ยสวนค�ำ ว่า “ชาวมองโกลบังอาจนัก กลับกล้าลอบเข้าชายแดน เข้าใจว่าแผ่นดินจีน ไร้ผู้คนหรือ?” ในเสียงร้อง ใช้กระบี่อย่างดุดัน ไม่ยั้งมือไว้ไมตรีอีก วิจารณ์ตามพลังฝีมอื ฮุน้ ลุย่ เหนือล�ำ้ กว่าศิษย์ของตันไถเมีย่ เหม็งขัน้ หนึ่ง แต่ฝ่ายตรงข้ามหนึ่งนั้นมีคนใช้ไม้เท้าเหล็กคอยช่วยเหลือ สองฮุ้นลุ่ย ไม่ได้รับประทานอาหารครึ่งวันครึ่งคืน ต่อสู้หลายสิบกระบวนท่า เรี่ยวแรง เริม่ ไม่ปะติดปะต่อ คนใช้ไม้เท้าเหล็กพลันกล่าวว่า “กระบีข่ องเด็กน้อยนีไ้ ม่ เลว รอสักครู่ท่านยกกระบี่เล่มนี้แก่เราได้หรือไม่?” คนใช้ตาขอคู่กล่าวว่า “ตกลง ยกให้ท่าน แต่รอสักครู่ตอนคร่ากุมคน ท่านต้องเชื่อฟังวาจาเรา” ทั้งสองหนึ่งเสนอหนึ่งตอบรับ คล้ายยึดถือฮุ้นลุ่ยเป็นคนตาย ฮุ้นลุ่ย บันดาลโทสะ แทงกระบี่ใส่คนใช้ไม้เท้าเหล็กด้วยท่าปวยพักลิ้วจั้ว (น�้ำตก โกรกธาร) คนใช้ไม้เท้าเหล็กยกไม้เท้าเหล็กขึ้นต้าน เพิ่งยกไม้เท้าขึ้น พลัน ร้องโอยค�ำหนึง่ มือตกห้อยลง กระบีข่ องฮุน้ ลุย่ รวดเร็วเพียงไหน กระบีเ่ ดียว ก็แทงทะลุคอหอยปลิดชีวิตมันไป คนใช้ตาขอคูแ่ ตกตืน่ ตะลึงลาน ฮุน้ ลุย่ ฟันกระบีก่ ลับหลัง เสียงฉับเมือ่ ฟันตาขอซ้ายหักเป็นสองท่อน คนใช้ตาขอคูห่ มุนตัววิง่ หนี ฮุน้ ลุย่ ตวัดมือซัด ลูกดอกผีเสือ้ ดอกเหมยใส่กลางหลังมันสามดอก เห็นแน่ชดั ว่าจะซัดถูก พลัน ได้ยนิ เสียงติงตัง ลูกดอกไม่ทราบปะทะกับของใด ตกวูบลงแต่กลางคัน คนใช้ ตาขอคู่ฉกฉวยโอกาสหลบหนีจนไร้ร่องรอย ฮุ้นลุ่ยสงสัยใจยิ่ง กระบี่เมื่อครู่ของนางแม้ดุร้าย แต่คาดว่าคนใช้ไม้ เท้ายังต้านทานได้ มิคาดยามคับขันไม้เท้าเหล็กกลับตกห้อยลงดุจภูตผี บันดาล จบชีวิตใต้คมกระบี่ตนเอง ต้องครุ่นคิดขึ้น ‘หรือว่ามีคนลอบช่วย เหลือเรา? แต่ลกู ดอกของเราทัง้ สามดอกไฉนร่วงหล่นลงสูพ ่ นื้ ? หรือว่ายอด

98


คนที่ลอบลงมือ ทั้งช่วยเราและช่วยศัตรู?’ นางก้มลงมองดูโจรร้ายบนพื้น เลิกผ้าคลุมหน้าของมันขึ้น เห็นเป็น ชาวมองโกลผูห้ นึง่ จริงๆ สร้างความสงสัยใจยิง่ นีแ่ สดงว่าไม่ใช่โจรปล้นสะดม ชิงทรัพย์ธรรมดา ดังนัน้ ปลุกปลอบก�ำลังขวัญค้นตัวมัน แต่นอกจากเศษเงิน ไม่กี่ต�ำลึงและเสบียงกรังห่อหนึ่งแล้ว ไม่มีสิ่งของอื่นอีก ฮุน้ ลุย่ สบอารมณ์พอดี รับประทานเสบียงกรัง ซุกเก็บเงินไว้ในอกเสือ้ พลันได้ยินสุ้มเสียงผิดปรกติ ผู้คลุมหน้าอีกสองคนวิ่งตะบึงเข้ามา ตวาดว่า “สหายร่วมเส้นทาง แบ่งน�้ำดื่มร่วมกัน” ความหมายในวาจาคือ เมื่อต่างเป็นโจร ไม่ควรฮุบสมบัติเพียงล�ำพัง ให้นำ� มาแบ่งปันกัน ฮุน้ ลุย่ กระชากเสียงว่า “ตกลง พวกเจ้ายังมีอกี กีค่ น ล้วน รับประทานเรา...” นางความจริงคิดกล่าวค�ำ ‘ล้วนรับประทานเราโกวเนี้ยกระบี่หนึ่ง’ พลันฉุกคิดว่าตนเองปลอมเป็นบุรุษ ดังนั้นกล�้ำกลืนค�ำ ‘โกวเนี้ย’ ไว้ สะบัด กระบี่แทงใส่ โจรทั้งสองหนึ่งใช้ดาบ หนึ่งมือเปล่าหมัดเปลือย ฮุ้นลุ่ยพอแทงกระบี่ ออก โจรที่มือเปล่าก็สะอึกเข้ามา มือซ้ายใช้ออกด้วยวิชาคว้าจับ คล้ายฟัน คล้ายสกัด ฮุ้นลุ่ยต้องใจหายวาบ ใช้ท่าเท้าชวงฮวยเยี้ยวชิ่ว (ทะลวงบุปผา อ้อมต้นไม้) หลบหลีกวิชาคว้าจับของศัตรูทางซ้าย พร้อมกับเลี่ยงจากคม ดาบของศัตรูทางขวา จากนั้นฮุ้นลุ่ยใช้กระบี่ด้วยท่าฮุงฮวยฮุกลิ้ว (แหวกบุปผาปาดหลิว) สภาวะกระบี่มุ่งไปทางซ้าย แต่คล้ายไปทางขวา กระบวนท่าเดียวแยกย้าย แทงใส่คนสองคน โจรใช้ดาบร้องโอยค�ำหนึง่ ข้อมือถูกแทงใส่กระบีห่ นึง่ ดาบ หลุดจากมือ โจรมือเปล่ากลอกกลิ้งกว่า หดตัวหลบเลี่ยงได้ ฮุน้ ลุย่ ใช้กระบวนท่าสัมพันธ์ กระบีพ่ อแทงออก ก็ตดิ ตามเข้าไป คล้าย สายใยอันละเอียดอ่อน ต่อเนือ่ งไม่ขาดตอน นางเข้าใจว่าคนทัง้ สองเป็นพวก เดียวกับโจรมองโกลในตอนแรก ดังนั้นไม่ยั้งมือไว้ไมตรี กระบี่นี้แทงปราด

99


ดุจสายฟ้า ปลายกระบี่ขณะจะกระทบถูกกลางหลังศัตรู พลันได้ยินเสียงซี่ ข้อมือคล้ายถูกมดกัด กระบวนท่าสูญเสียความแม่นย�ำ ปลายกระบี่เลื่อน แฉลบไปด้านข้าง โจรคลุมหน้าทัง้ สองวิง่ หลบหนีอย่างไม่คดิ ชีวติ หายลับกับสุมทุมพุม่ ไม้ ฮุ้นลุ่ยกระชากเสียงว่า “โจรน้อยที่ลอบท�ำร้ายคนไสหัวออกมา” รอบบริเวณเงียบสงัดงัน หามีคนตอบรับไม่ ฮุน้ ลุย่ มองดูขอ้ มือตนเอง เห็นบวมแดงขึน้ มาจุดหนึง่ มีขนาดเท่าถัว่ เหลือง แสดงว่าถูกอาวุธขนาดเล็ก ซัดใส่ เมื่อมองหาตามพื้นดิน กลับหาไม่พบ ฮุ้นลุ่ยแม้สู้ชนะสองครา แต่ก็ถูกคนลอบก่อกวน ได้แต่กลับเข้าวัด อย่างขุ่นเคือง เห็นนักศึกษายังหลับเป็นตาย ต้องร้องว่า “นี่ โจรมาแล้ว” นักศึกษาลืมตางัวเงียลุกขึ้นนั่ง เอื้อนว่า “ทั้งโลกล้วนหลับใหล มีแต่ เราแจ่มใส” ฮุ้นลุ่ยแค่นหัวร่อกล่าวว่า “ท่านแจ่มใสอันใด? โจรร้ายผ่านมาแล้ว” นักศึกษาพลันบิดขีเ้ กียจคราหนึง่ ยิม้ พลางกล่าวว่า “เมือ่ ผ่านมาแล้ว ก็ไม่มีเรื่องราวใด ท่านปลุกข้าพเจ้าขึ้นมาท�ำอะไร?” ฮุ้นลุ่ยทั้งขุ่นข้องทั้งเคืองใจ กล่าวว่า “เป็นข้าพเจ้าขับไล่พวกมันไป” “อย่างนัน้ หรือ? ท่านรับประทานเผือกเผาหัวหนึง่ ครัง้ นีท้ า่ นมีความ ดีความชอบ ข้าพเจ้าจะไม่บอกว่าท่านรับประทานเปล่า” พลางโยนเผือกเผามาหัวหนึ่ง ฮุ้นลุ่ยสะบัดฝ่ามือฟาดเผือกเผาปลิว กระเด็นด้วยโทสะ ร้องว่า “ผู้ใดล้อเล่นกับท่าน? ข้าพเจ้าถามท่าน ท่านชื่อ เรียงเสียงใด มาจากแห่งหนไหน?” นักศึกษาถลึงตาใส่ เลียนเยีย่ งท่าทีของฮุน้ ลุย่ ชีน้ วิ้ ตวาดว่า “ข้าพเจ้า ถามท่าน ท่านชื่อเรียงเสียงใด มาจากแห่งหนไหน?” “ว่ากระไร?” นักศึกษากล่าวว่า “ท่านสามารถสอบสวนข้าพเจ้า หรือข้าพเจ้าไม่ สามารถสอบสวนท่าน ท่านเป็นตุลาการมาแต่ก�ำเนิดหรือไม่?”

100


ฮุ้นลุ่ยอึ้งไปวูบ นางไหนเลยบอกความเป็นมาต่อเขาได้ ครุ่นคิดขึ้น ‘เราไม่อาจบอกความเป็นมาต่อเขา อาจบางทีเขาก็ไม่อาจบอกความเป็นมา ต่อเรา ตนเองไม่ยินยอม ไยต้องเคี่ยวเข็ญบังคับผู้อื่น? ชาวมองโกลทั้งสอง ติดตามมาเป็นพันลี้ หรือว่าเขาก็เป็นชาวฮั่นที่หลบหนีมาจากมองโกลเช่น เดียวกับท่านปู่?’ นึกถึงตอนนีต้ อ้ งบังเกิดความเคารพต่อนักศึกษา แต่เมือ่ ช�ำเลืองมอง ท่าทีที่เกียจคร้าน คล้ายยิ้มคล้ายไม่เชิงยิ้มของเขา ต้องนึกรังเกียจขึ้นมา ขบคิดแล้วล้วงธงสุรยิ นั จันทราทีจ่ วิ เกีย๋ งมอบแก่นางคูน่ นั้ ออกมาสะบัดเหวีย่ ง ให้ กล่าวว่า “ของนี้ให้แก่ท่าน ข้าพเจ้าจะไม่ร่วมทางกับท่านแล้ว” นักศึกษาช�ำเลืองมองธงแวบหนึง่ กล่าวว่า “ข้าพเจ้าไม่ใช่คนเล่นปาหี่ ต้องการธงของท่านคู่นี้ท�ำอะไร?” “ท่านเดินทางคนเดียวเสี่ยงอันตราย เมื่อมีธงคู่นี้ โจรร้ายก็ไม่กล้า แตะต้องท่าน” นักศึกษากล่าวถามว่า “เป็นไร ธงคู่นี้เป็นธงอาญาสิทธิ์หรือ?” “นี่เป็นธงสุริยันจันทราของหัวหน้าค่ายดาบทอง ท่านมาจากทาง เหนื อ หรื อ ไม่ เ คยได้ ยิ น มา หั ว หน้ า ค่ า ยดาบทองเท่ า กั บ เป็ น ผู ้ น� ำ ชาว มิจฉาชีพภาคเหนือ เหล่าผู้ห้าวหาญล้วนเคารพย�ำเกรงอยู่หลายส่วน” นางมอบธงสุริยันจันทราให้ด้วยกุศลจริต นักศึกษากลับหน้าแปร เปลี่ยนไป แค่นหัวร่อกล่าวว่า “ลูกผู้ชายยืนหยัดอยู่คู่โลก ไหนเลยยอมพึ่ง พิงต่อโจรชั่วช้า?” ขาดค�ำ ฉีกกระชากธงสุริยันจันทราเป็นสี่ส่วน ฮุ้นลุ่ยขุ่นแค้นจนหน้าเขียวคล�้ำ ตวาดว่า “หัวหน้าค่ายดาบทองมี เกียรติภูมิสะท้านชายแดน เป็นวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ ไหนเลยปล่อยให้หนอน ต�ำราท่านล่วงเกินได้?” ตวัดมือหมายตบใส่หน้าเขา แต่แล้วเห็นใบหน้านักศึกษาขาวราวกับ หยก ต้องฉุกคิดขึ้น ‘ฝ่ามือนี้พอตบลง ไยมิใช่ฝากรอยนิ้วห้ารอยบนใบหน้า

101


ของเขา ช่างขัดตานัก’ ดังนัน้ รัง้ มือกลับแต่กลางคัน กระชากเสียงว่า “ข้าพเจ้าไม่ถอื สาหนอน ต�ำราคร�ำ่ ครึเช่นท่าน จะละเว้นท่านครัง้ หนึง่ วันหน้าท่านถูกโจรร้ายปล้นชิง ฆ่าฟัน เป็นท่านแส่หาเอง ข้าพเจ้าไม่ขอยุ่งเกี่ยว” ขาดค�ำ หมุนตัวโถมออกนอกประตูดจุ สายลม ไม่เหลียวมองนักศึกษา อีก นักศึกษาตาเป็นประกาย มองดูฮุ้นลุ่ยโถมออกไป ผุดลุกขึ้นช้าๆ คล้ายคิดส่งเสียงร้องเรียก แต่แล้วแค่นหัวร่อกล�้ำกลืนเสียงร้องเอาไว้ ฮุ้นลุ่ยจูงม้าออกจากดงไม้ ในพุ่มไม้พลันบังเกิดเสียงอื้ออึง พุ่งผ่าน เบื้องบนศีรษะไป ฮุ้นลุ่ยรีบหยุดม้าร้องว่า “โจรน้อยที่ลอบท�ำร้าย หากเก่ง กล้าสามารถก็ไสหัวออกมา” ได้ยินเสียงเพียะ กิ่งไม้ท่อนหนึ่งร่วงหล่นลงสู่พื้น บนกิ่งไม้ผูกห่อผ้า เล็กๆ ใบหนึง่ ฮุน้ ลุย่ จดจ�ำออกว่านีเ่ ป็นข้าวของตนเอง รีบเก็บขึน้ มาแก้ออก ดู เห็นอัญมณีจินดาที่จิวเกี๋ยงมอบให้ล้วนอยู่ภายใน แม้แต่เงินที่ขโมยมา หลายต�ำลึงก็อยู่ครบถ้วน ฮุน้ ลุย่ รีบโผพุง่ กายขึน้ บนยอดไม้ สอดส่ายสายตามอง เห็นดาวเดือน ใกล้เลือนลับ ลมโชยหญ้าเอนลู่ รอบข้างไร้ผู้คน ต้องทอดถอนใจ ร�ำพึงว่า “แล้วไปเถอะ นี่นับว่าเหนือฟ้ามีฟ้า เหนือคนมีคน คิดไม่ถึงจะพบกับยอด ฝีมือในสถานที่เช่นนี้” จากนั้นควบม้าออกจากดงไม้ เมื่อถึงริมดง เป็นเวลาอรุณรุ่งสางแล้ว ฮุน้ ลุย่ ฉวยโอกาสยามเช้าเดินทางต่อ มุง่ สูท่ ศิ ตะวันตก ตลอดรายทาง เห็นคนและม้าไม่ขาดสาย ทุกผู้คนล้วนมีท่าทางคึกคักเข้มแข็ง มองปราด เดียวก็ทราบว่าเป็นนักสู้ผู้กล้าจากทุกสารทิศ ฮุน้ ลุย่ นึกถึงความรูท้ วั่ ไปทีจ่ วิ ซัวมิง้ อธิบายแก่ตวั เอง คาดว่าคงมีการ ชุมนุมอันใด เห็นข้างทางมีรา้ นน�ำ้ ชา ทีจ่ ำ� หน่ายข้าวต้มข้าวสวยด้วย จึงแวะ เข้าไปรับประทาน พร้อมกับเลียบเคียงถามเรื่องราวจากเจ้าของร้านน�้ำชา

102


เจ้าของร้านน�้ำชาบอกว่า วันนี้เป็นวันเกิดของหัวหน้าเฮ็กเจี๊ยะจึง (หมูบ่ า้ นนิลกาฬ) ชงเทียนลุย้ (อสนีฟาดฟ้า) เจีย๊ ะเอ็ง ชาวยุทธจักรทัง้ หลาย ล้วนรุดมาอวยพรวันเกิด หัวหน้าเจีย๊ ะมีการคบหากว้างขวาง ไม่วา่ เป็นผูค้ น เส้นทางใดขอเพียงเร่งรุดไปจะได้รับการต้อนรับ ฮุน้ ลุย่ ฉุกใจคิด หัวหน้าหมูบ่ า้ นนิลกาฬจัดงานวันเกิด ยอดฝีมอื ทีก่ ลัน่ แกล้งก่อกวนนางอาจอยู่ในจ�ำนวนนั้น นางไม่ควรปล่อยปละละเว้นโอกาส ครั้งนี้ ดังนั้นขอกระดาษพู่กันจากเจ้าของร้านน�้ำชา เขียนเทียบอวยพร ถามไถ่เส้นทางสู่หมู่บ้านนิลกาฬ ช�ำระค่าอาหาร ขึ้นม้าออกเดินทาง เมือ่ บรรลุถงึ หมูบ่ า้ นนิลกาฬ เห็นแขกเหรือ่ มาอวยพรอย่างคับคัง่ คน รับของขวัญมองดูเทียบอวยพร กระทั่งถามก็ไม่ถาม ให้แผนกต้อนรับชัก น�ำฮุ้นลุ่ยเข้าสู่สวนดอกไม้ซึ่งจัดเป็นสถานที่เลี้ยงแขก เห็นภายในสวนจัด โต๊ะร้อยโต๊ะ พอดีเป็นเวลาเลีย้ งแขก ฮุน้ ลุย่ ถูกจัดให้นงั่ ทีม่ มุ หนึง่ ผูค้ นทีร่ ว่ ม โต๊ะล้วนไม่รู้จัก ได้ยินพวกมันวิพากษ์วิจารณ์กัน คนผู้หนึ่งกล่าวว่า “ผู้กล้า เจี๊ยะวันนี้ไม่เพียงจัดงานวันเกิด ฟังว่ายังจะท�ำการเลือกเขยขวัญ” อี ก คนหนึ่ ง กล่ า วว่ า “ครั้ ง นี้ ผู ้ เ ฒ่ า เจี๊ ย ะปวดเศี ย รเวี ย นเกล้ า แล้ ว หัวหน้าค่ายซัว หัวหน้าเกาะฮั่ง หัวหน้าตึกลิ้มทั้งสามล้วนมาขอเป็นทอง แผ่นเดียวกัน นี่จะรับมืออย่างไร?” ผู้คนอีกคนหนึ่งกล่าวว่า “หัวหน้าเจี๊ยะย่อมมีวิธีเอง ท่านดู” ฮุ้นลุ่ยกวาดตามองตามนิ้วมือคนผู้นั้น เห็นภายในสวนก่อเวทีลุยไถ สูงสองวาเวทีหนึ่ง ได้ยินคนผู้นั้นกล่าวว่า “ฟังว่าหัวหน้าเจี๊ยะก�ำหนดวิธี ประลองฝีมือเลือกเขยขวัญ ผู้ใดเอาชนะบุตรีของมัน ก็จะเป็นบุตรเขยมัน ตระกูลทั้งสามล้วนไม่มีค�ำพูดจะกล่าว” ฮุน้ ลุย่ ลอบหัวร่อ ครุน่ คิดขึน้ ‘ในโลกกลับมีวธิ เี ลือกบุตรเขยเช่นนี้ หาก เลือกคนหน้าฝีดาษผู้หนึ่ง ไยมิใช่สร้างความคับแค้นแก่บุตรีไปชั่วชีวิต?’

103


4

ขึ้นเวทีลุยไถ ได้แต่เลยตามเลย อาทิตย์สนธยาเคลื่อนคล้อย พลันได้ยินเสียงร้องแสดงความ ยินดีสับสน ผู้คนตามโต๊ะต่างๆ ลุกขึ้นยืน ฮุ้นลุ่ยเขย่งปลายเท้าขึ้น เห็นชายชราหน้าตาแดงก�่ำผู้หนึ่งจูงมือหญิงสาวนางหนึ่งเดินออกมา กระโดดขึ้นเวทีลุยไถ หญิงสาวนั้นหน้าผุดผาดดั่งพุดตาน คิ้วเรียวงามจรดจอน หว่างคิ้ว แฝงแววองอาจ ยามอยู่ท่ามกลางแขกเหรื่อมากหลายกลับปราศจากท่าที ขวยเขินเอียงอาย ฮุ้นลุ่ยเบียดฝ่ากลุ่มคนเข้าไปชมดู จากค�ำสนทนาของผู้คนข้างเคียง ทราบว่าชายชราหน้าแดงเป็นหัวหน้าหมู่บ้านนิลกาฬฉายาอสนีฟาดฟ้า เจี๊ยะเอ็ง หญิงสาวนั้นเป็นบุตรีนามเจี๊ยะฉุ่ยหงส์ ต้องลอบชมเชยในใจ ‘ชายชรานี้หน้าแดงปากแหลม คล้ายเทพอสนีบาตในภาพวาด บุตรี ที่ถือก�ำเนิดออกมากลับงดงามนัก’ เห็นหัวหน้าหมูบ่ า้ นนิลกาฬประสานมือต่อแขกเหรือ่ ใต้เวที กล่าวเสียง กังวานว่า “วันนี้เป็นวันคล้ายวันเกิดของเรา ได้รับเกียรติจากท่านทั้งหลาย ดั้นด้นมายังหมู่บ้านเรา เราขอคารวะทั้งหมดก่อนสามถ้วย” แขกเหรื่อใต้เวทีส่งเสียงโห่ร้องรับค�ำ พากันดื่มสุราลงไป หัวหน้า หมู่บ้านนิลกาฬยกมือลูบเครา กล่าวว่า “หมู่บ้านนิลกาฬตั้งอยู่ในต�ำแหน่ง เปลี่ยวร้าง ไม่มีของใดบ�ำเรออารมณ์แขกเหรื่อ บุตรีเรายังพอรู้จักวิชาหมัด มวย ให้นางร่ายร�ำเพลงหมัดสักหลายท่าเป็นอย่างไร?”

104


ทุกผู้คนโห่ร้องสนับสนุน หัวหน้าหมู่บ้านนิลกาฬกล่าวอีกว่า “เพียง แต่คนคนเดียวฝึกซ้อมเพลงหมัด ออกจะไร้รสชาติ รบกวนให้บุตรชายของ หัวหน้าค่ายซัว หัวหน้าเกาะฮั่ง และหัวหน้าตึกลิ้ม ทั้งสามป้อนกระบวนท่า แก่นาง ดูว่าผู้ใดสันทัดจัดเจนกว่า เรามีของขวัญเล็กน้อยมอบให้ ไม่ทราบ ซี่เฮีย (ค�ำเรียกชายหนุ่ม) ทั้งสามเห็นเป็นอย่างไร?” เขาแม้ไม่ได้บอกวิธปี ระลองเลือกเขยขวัญ แต่ผคู้ นตามโต๊ะต่างๆ ล้วน เข้าใจเจตนาของเขา หัวหน้าเกาะฮัง่ และหัวหน้าตึกลิม้ ส่งเสียงสนับสนุนก่อน น�ำบุตรชายโผพุ่งขึ้นเวที หัวหน้าค่ายซัวลังเลเล็กน้อย จากนัน้ น�ำบุตรชายกระโดดขึน้ เวที เวที ลุยไถสูงสองวา หัวหน้าค่ายซัวกระโดดขึ้นไปในคราเดียว แต่บุตรชายมัน นั้นปลายเท้าเกี่ยวถูกขอบเวที แทบพลัดตกลงไป ผู้คนใต้เวทีตื่นเต้นสงสัยยิ่ง หัวหน้าค่ายซัวมีพลังฝีมือกล้าแข็ง บุตร ชายมันสืบทอดวิชาฝีมือจากมันจนหมดสิ้น ทั้งยังอยู่ในวัยฉกรรจ์ แต่ดูจาก ท่วงท่ากระโดดครั้งนี้แสดงว่าพลังฝีมือเสื่อมถอย นับเป็นที่เหนือความคาด หมายผู้คนนัก หัวหน้าค่ายซัวขมวดคิ้ว คิดกล่าวกระไร บุตรชายของหัวหน้าเกาะ ฮั่งนามฮั่งไต้ไฮ้ชิงกระโดดถึงกลางเวที ประสานมือกล่าวว่า “ท่านลุงเจี๊ยะ เปิดเผยยิง่ เราก็ไม่เกรงอกเกรงใจอีก ขอรับการสอนสัง่ จากซีม่ ว่ ย (ค�ำเรียก หญิงสาวเป็นน้อง) สักหลายท่า ขอซี่ม่วยยั้งมือไว้ไมตรี” หัวหน้าหมูบ่ า้ นนิลกาฬยิม้ พลางกล่าวว่า “กล่าวประเสริฐ เราชมชอบ คนรวบรัดชัดเจนที่สุด ทั้งหมดลงมือได้อย่างเต็มที่ ต่อให้รับบาดเจ็บ เราก็ มีตัวยารักษา” ฮัง่ ไต้ไฮ้รบั ค�ำ ประสานมือคารวะ กราดฟาดสองมือออกด้วยท่าท้งจือ้ ไป่กวนอิม (ทารกกราบกวนอิม) ทัง้ เป็นกระบวนท่าคารวะ และเป็นท่าจูโ่ จม หัวหน้าค่ายซัวสองพ่อลูกสบตาฝืนยิ้มแก่กันกล�้ำกลืนค�ำพูดไว้ เจี๊ยะฉุ่ยหงส์หมุนคว้างรอบหนึ่ง อ้อมไปด้านหลังฮั่งไต้ไฮ้ ฮั่งไต้ไฮ้

105


หมุนซ้ายจู่โจมขวา แต่กระทั่งชายเสื้อของเจี๊ยะฉุ่ยหงส์ยังไม่อาจกระทบถูก ฮุ้นลุ่ยต้องครุ่นคิดขึ้น ‘ที่แท้นางฝึกวิชาฝีมือแนวทางเดียวกับเรา ล้วน ดัดแปลงจากโป๊ยข่วยอิ้วซิงเจี้ย (ฝ่ามือแปดทิศแขวนร่าง)’ ท่าร่างทะลวงบุปผาอ้อมต้นไม้ทฮ่ี นุ้ ลุย่ ฝึกซ้อมในป่าท้อเป็นวิชาขัน้ สูง ของฝ่ามือแปดทิศแขวนร่าง ดังนั้นเจี๊ยะฉุ่ยหงส์วกอ้อมไปมาบนเวทีลุยไถ ฮุน้ ลุย่ ล้วนสังเกตเห็นอย่างชัดเจน เห็นฮัง่ ไต้ไฮ้หมุนตัวตามเจีย๊ ะฉุย่ หงส์ ยิง่ ต่อสู้ยิ่งย�่ำแย่ แต่ยังไม่ยอมหยุดมือ หัวหน้าเกาะฮั่งพลันขมวดคิ้วตวาดว่า “เด็กโง่งม เจ้าไม่ใช่คู่มือเจี๊ยะ โกวเนี้ย ยังไม่ล่าถอยมาอีก?” มันพอส่งเสียงร้อง เจีย๊ ะฉุย่ หงส์กช็ ะลอท่าร่างลง ฮัง่ ไต้ไฮ้พลันกระโดด ปราดขึน้ ต่อยติดต่อกันสามหมัด ฮุน้ ลุย่ ต้องลอบหัวร่อ ครุน่ คิดขึน้ ‘ช่างเป็น ตัวโง่งมที่ไม่ทราบเป็นตายร้ายดี ผู้อื่นอ่อนข้อให้มันยังไม่ทราบ’ เห็นเจี๊ยะฉุ่ยหงส์ถลันวูบ กระทุ้งศอกซ้ายออก ร่างอ้วนใหญ่ของฮั่ง ไต้ไฮ้ก็ถูกกระทุ้งกระแทกล้มลง หัวหน้าหมู่บ้านนิลกาฬรีบประคองร่างมัน ขึ้น กล่าวว่า “ลูกหงส์ ยังไม่เข้ามาขอขมาอีก?” ฮัง่ ไต้ไฮ้กล่าวว่า “เราไม่บาดเจ็บ เจีย๊ ะโกวเนีย้ มีฝมี อื ยอดเยีย่ ม เรา... เรา...” มันเป็นตัวโง่งม แทบกล่าวค�ำ ‘เราไม่กล้ารับท่านเป็นภรรยา’ ออกมา บิดามันรีบถลึงตาใส่ มันค่อยกล�้ำกลืนค�ำพูดไว้ บุตรชายของหัวหน้าตึกลิม้ นามลิม้ เต๋าอันโบกพัดจีบเดินออกมาช้าๆ ส่งเสียงดังพิกลว่า “เราก็ขอรับการสอนสั่งสักหลายท่า ซี่ม่วยต้องอ่อนข้อ ให้” มันท่าทางสุภาพเรียบร้อย พูดจาราวสตรี พอกล่าวจบกลับหุบพัดจีบ จี้ปราดใส่จุดชาที่ใต้ซอกแขนของเจี๊ยะฉุ่ยหงส์ เจีย๊ ะฉุย่ หงส์ใช้ทา่ ร่างในฝ่ามือแปดทิศแขวนร่าง วิง่ วนอยูร่ อบกายมัน ลิ้มเต๋าอันเฝ้าที่มั่นไว้ ไม่เคลื่อนกายตามนาง หาโอกาสจี้พัดออก มุ่งใส่จุด

106


ชาและจุดสลบบนร่างผูค้ น สายตากลับจับจ้องมองเรือนร่างของเจีย๊ ะฉุย่ หงส์ อย่างลุ่มหลง เจี๊ยะฉุ่ยหงส์รู้สึกคนผู้นี้ไม่ใช่ตัวดี ไม่ยอมแต่งงานกับมัน เพลงฝ่ามือ ยิ่งมายิ่งเร่งเร็ว แต่ลิ้มเต๋าอันมีฝีมือมิใช่ชั่ว ทั้งต้องคอยระวังวิชาจี้จุด ต่อสู้ กันสามสี่สิบกระบวนท่า ยังไม่อาจท�ำอย่างไรได้ เจี๊ยะฉุ่ยหงส์สะอึกกายปราดเข้ามา เผยอริมฝีปากยิ้มให้กับมัน เผย เห็นฟันซี่เล็กๆ ขาวสะอาด รอยลักยิ้มร�ำไร ลิ้มเต๋าอันใจหายวาบ ครุ่นคิด ขึ้น ‘ด้วยบุคลิกพลังฝีมือของเรา นางย่อมนิยมชมชอบแล้ว’ เข้าใจว่านางหลังจากเผยอยิ้ม จะยอมรับการพ่ายแพ้ ดังนั้นหุบพัด ยิม้ ตอบให้ มิคาดเจีย๊ ะฉุย่ หงส์พลันกล่าวค�ำ “ล่วงเกิน” ยืน่ มือกดใส่ขมับของ มันเบาๆ ลิ้มเต๋าอันส่งเสียงร้องค�ำหนึ่ง ดาวทองระยิบระยับเต็มหน้า สิ้นสติ ล้มลงกับพื้นเวที หัวหน้าตึกลิ้มเห็นบุตรชายล้มเหลวในวินาทีสุดท้าย สร้างความขุ่น เคืองยิ่ง แต่ไม่กล้าอาละวาด หัวหน้าหมู่บ้านนิลกาฬนวดเฟ้นท้ายทอยลิ้ม เต๋าอันแก้ไขมันฟื้นคืนสติมา ลิ้มเต๋าอันแค่นหัวร่อ ชักชวนบิดาลงจากเวที หัวหน้าหมู่บ้านนิลกาฬสั่นศีรษะ ยกมือลูบเครากล่าวว่า “บุตรีเรา ได้ชัยด้วยโชคช่วยติดต่อกันสองรอบ ครั้งนี้ต้องให้บ้อกี๋ซี่เฮียอบรมสั่งสอน นางแล้ว” บ้อกี๋เป็นบุตรชายของหัวหน้าค่ายซัว ในชายหนุ่มทั้งสาม หัวหน้า หมู่บ้านนิลกาฬชื่นชมมันที่สุด เพียงต�ำหนิมันมีฝีมือโหดเหี้ยมอ�ำมหิตไป บ้าง แต่คนในโลกยากสมบูรณ์พร้อม มีบุตรเขยเช่นนี้นับว่าไม่เลวแล้ว หัวหน้าหมู่บ้านนิลกาฬทราบว่าซัวบ้อกี๋มีพลังฝีมือเหนือล�้ำกว่าบุตรี ตนเอง คงต้องรับค�ำด้วยความยินดี มิคาดซัวบ้อกี๋ฝืนยิ้ม กล่าวว่า “ไม่ต้อง ประลองแล้ว หากประลองในวันนี้ ผู้หลานได้แต่ยอมรับความพ่ายแพ้” ค�ำพูดพอกล่าว ทุกผู้คนล้วนงงงันวูบ หัวหน้าหมู่บ้านนิลกาฬกล่าว อย่างไม่พอใจ

107


“หลานแซ่ซัวไฉนกล่าวเช่นนี้? หรือบุตรีเราไม่คู่ควรกับการรับการ สอนสั่ง?” ซัวบ้อกีฝ๋ นื ยิม้ อีกครา ม้วนแขนเสือ้ ขึน้ เห็นบนแขนขวามีรอยบาดแผล พาดถึงข้อมือ บาดแผลลึกยิง่ เผยเห็นกระดูก ปากกล่าวว่า “เมือ่ วานผูห้ ลาน เรือล่มในหนองตื้น เสียทีแก่โจรน้อยผู้หนึ่ง” หัวหน้าค่ายซัวกล่าวเสริมว่า “เมื่อวานเราใช้โอ้วเล่ายี่กับมันติดตาม แพะอ้วนที่มาจากภาคเหนือผู้หนึ่ง มิคาดมันลอบว่าจ้างคนคุ้มกันผู้หนึ่ง ท�ำร้ายบ้อกี๋บาดเจ็บ” หัวหน้าหมู่บ้านนิลกาฬใจหายวาบ โอ้วเล่ายี่เป็นรองหัวหน้าค่าย ตระกูลซัว พลังฝีมอื เหนือล�ำ้ กว่าซัวบ้อกี๋ คนทัง้ สองผนึกก�ำลังยังถูกผูค้ มุ้ กัน คนหนึ่งโค่นพ่ายแพ้ นับว่าเหลือเชื่อจริงๆ ดังนั้นกล่าวว่า “เช่นนี้เป็นว่า ผูค้ มุ้ กันนัน้ กลับเป็นผูม้ ฝี มี อื คนหนึง่ เพียงไม่ทราบมันมีความเป็นมาอย่างไร เราก็คิดท�ำความรู้จักกับมันสักครา” ซัวบ้อกีช๋ มี้ อื ไปทีห่ น้าเวที ร้องว่า “เจ้าผูน้ นั้ รับประทานดีหมีหวั ใจเสือ ขวัญกล้าบังอาจยิ่ง มันอยู่ที่นี้เอง” หัวหน้าค่ายซัวตวาดว่า “เราสองพ่อลูกตระกูลซัวจะขอพิสูจน์ฝีมือ เจ้าอีกครา” พลางโถมลงจากเวทีลยุ ไถ ทิง้ ตัวลงทีเ่ บือ้ งหน้าฮุน้ ลุย่ งอนิว้ ทัง้ ห้าดุจ ตาขอตะกุยใส่ศีรษะนาง ฮุ้นลุ่ยมีท่าร่างรวดเร็วเพียงไหน พลันถลันหลบเลี่ยง ซัวบ้อกี๋ก็โถม ตามติดมาถึง ตวัดมือซ้ายปักมีดสั้นเล่มหนึ่งใส่ ฮุ้นลุ่ยหมุนส้นเท้าปาดมือ ออก ยิ้มพลางกล่าวว่า “ที่แท้ท่านเป็นโจรคลุมหน้าเมื่อคืน” ได้ยินเสียงตัง มีดสั้นของซัวบ้อกี๋ถูกปัดร่วงหล่นลงสู่พื้น แขกเหรือ่ ทีม่ าอวยพรมีอยูก่ ว่าครึง่ เป็นสหายของหัวหน้าค่ายซัว พอ เห็นเช่นนั้นพากันฮือเข้ามาช่วยเหลือ ฮุ้นลุ่ยหมุนตัวรอบหนึ่ง หักศอกเตะ เท้า โค่นคนที่เข้ามาช่วยเหลือล้มลงสองคน กระโดดปราดขึ้นบนโต๊ะแปด

108


เหลี่ยมตัวหนึ่ง หัวหน้าค่ายซัวชักดาบจากหว่างเอว ติดตามมาฟันใส่ ฮุ้นลุ่ยร้องว่า “ไร้ยางอาย คิดใช้พวกมากเอาชัยหรือ?” พลางยืน่ มือผลักโต๊ะล้มลง ถ้วยชามปลิวกระจาย หัวหน้าค่ายซัวหลบ ไม่พน้ ถูกสุราน�ำ้ แกงกระเซ็นใส่รา่ ง สร้างความเดือดดาลคัง่ แค้น สะบัดดาบ ขวับๆ ฟันใส่สองดาบ ฮุน้ ลุย่ ชักกระบีว่ เิ ศษปิดป้อง หัวหน้าค่ายซัวย่อร่างลงวูบ เปลีย่ นเป็น ฟันใส่สองเท้าฮุน้ ลุย่ ฮุน้ ลุย่ ใช้ทา่ ร่างอีจ้ อื้ เซีย้ ปวย (นางแอ่นเหินบิน) ลอยตัว ขึ้น ตวัดกระบี่แทงปราดใส่ทรวงอก หัวหน้าค่ายซัวรีบก้มศีรษะหลบเลี่ยง ได้ยินเสียงเคร้ง ดาบในมือถูกกระบี่วิเศษฟันหักเป็นสองท่อน ปรากฏผู้คนอีกหลายคนเข้ามาช่วยเหลือ หัวหน้าค่ายซัวฉวยโอกาส พลิกฝ่ามือวูบ กราดฟาดลงยังศีรษะ ใจกลางฝ่ามือกลับแดงราวโลหิต แสดง ว่าเป็นฝ่ามือทรายพิษ หากถูกฟาดท�ำร้ายต้องเสียชีวิต ฮุ้นลุ่ยยื่นมือปราดออก ฉุดลากคนที่เข้ามาช่วยเหลือผู้หนึ่งต้านอยู่ เบื้องหน้า หัวหน้าค่ายซัวรีบหดมือกลับไป ฮุ้นลุ่ยทะลวงออกทางช่องแตก ก็ปะทะกับซัวบ้อกี๋ ซึ่งคว้าเก้าอี้ตัวหนึ่งหวดลงอย่างดุดัน ฮุ้นลุ่ยฟันกระบี่ด้วยท่วงท่าหงส์ผงกหัว ฟันเก้าอี้หักเป็นสองท่อน หัวหน้าค่ายซัวไขว้สลับสองมือกราดฟาดเข้ามา ฮุน้ ลุย่ ไม่พลิกแพลงเปลีย่ น กระบวนท่า ขยับสั่นพลิ้วตัวกระบี่แทงปราดออกตามสภาวะ พลันปรากฏ เงาคนโถมเข้ามาแยกสองมือออก คุกคามฮุ้นลุ่ยกับหัวหน้าค่ายซัวพุ่งถอย ไปสองก้าว ได้ยินหัวหน้าหมู่บ้านนิลกาฬร้องว่า “พี่ซัวโปรดให้เกียรติแก่ ผู้น้อง สหายน้อยผู้นี้ก็หยุดมือ” หัวหน้าค่ายซัวกล่าวว่า “ท่านต้องตัดสินใจแทน เกียรติภูมิของเรา สองพ่อลูกล้วนพึ่งพาค�ำพูดของท่านค�ำเดียว” หัวหน้าหมู่บ้านนิลกาฬกวาดตามองฮุ้นลุ่ยแวบหนึ่ง ครุ่นคิดขึ้น ‘ใน โลกกลับมีชายหนุม่ รูปงามเช่นนี้ หากมิใช่เห็นมันลงมือกับตา แทบไม่เชือ่ ว่า

109


มันสามารถโค่นสองพ่อลูกตระกูลซัวได้’ ดังนั้นบังเกิดความลังเล ฮุ้นลุ่ยกล่าวว่า “หัวหน้าเจี๊ยะ ข้าพเจ้าล่วง เกินแขกของท่านแล้ว วันนี้ข้าพเจ้ามาอวยพรวันเกิด ไม่กล้าลงมือต่อท่าน ท่านจะฆ่าจะฟันเชิญจัดการได้” ตามกฎระเบียบบูล๊ มิ้ ฮุน้ ลุย่ มาอวยพรวันเกิด ถือเป็นแขกของหัวหน้า หมู่บ้านนิลกาฬ ต่อให้เป็นเรื่องที่ส�ำคัญเทียมฟ้า หัวหน้าหมู่บ้านนิลกาฬก็ สมควรรับผิดชอบ หัวหน้าค่ายซัวพอฟัง ต้องลอบด่าค�ำ “เด็กน้อยที่กลอก กลิ้ง” จากนั้นถามว่า “เจี๊ยะตั่วกอ สหายน้อยนี้มีนามสูงส่งว่ากระไร สังกัด ส�ำนักอาจารย์ใด?” หัวหน้าหมู่บ้านนิลกาฬงงงันวูบ จึงกล่าว “เราไหนเลยทราบได้?” “ที่แท้เจี๊ยะตั่วกอไม่รู้จักมัน แสดงว่ามันสวมรอยเป็นแขกเหรื่อ อ้าง ว่ามาอวยพรวันเกิด แท้ที่จริงคิดซ่อนตัวหลีกเลี่ยงเภทภัย” “อย่างนั้นท่านเห็นควรท�ำอย่างไร?” หัวหน้าค่ายซัวกล่าวว่า “ให้มันส่งมอบม้าราชสีห์ส่องราตรี และมุก มณีที่มันรับคุ้มกันออกมา จากนั้นให้บ้อกี๋กรีดใส่ต้นแขนมันดาบหนึ่ง เป็น อันเลิกรากัน” ฮุน้ ลุย่ พอฟังค�ำ ‘ม้าราชสีหส์ อ่ งราตรี’ ต้องฉุกคิดขึน้ ‘ฟังว่าม้าราชสีห์ ส่องราตรีเป็นยอดม้าที่ยากพบได้ของมองโกล ก่อนนี้เป็นของบรรณาการ ต่อให้มพี นั ต�ำลึงทองยังยากซือ้ หา คิดไม่ถงึ ม้าขาวของนักศึกษานัน้ กลับเป็น ม้าราชสีห์ส่องราตรี’ นึกถึงตอนนี้ห้วงสมองปรากฏภาพใบหน้าที่คล้ายยิ้มไม่เชิงยิ้ม ท่าที ที่เกียจคร้านของนักศึกษานั้น หวนนึกถึงเหตุการณ์เมื่อวันก่อน ต้องนึก ระแวงสงสัยต่อความเป็นมาของนักศึกษา หัวหน้าหมูบ่ า้ นนิลกาฬเห็นฮุน้ ลุย่ ยืนซึมเซา เข้าใจว่าเขาแตกตืน่ ตะลึง ลาน ดังนั้นกล่าวว่า “สหายน้อยนี้มีค�ำพูดใดจะกล่าว?” ฮุ ้ น ลุ ่ ย กล่ า วว่ า “เขาปล้ น ชิ ง คน ข้ า พเจ้ า ช่ ว ยคน หากพวกเขา

110


ไม่ยินยอมพร้อมใจก็เข้ามา ขอเพียงพวกเขาสองพ่อลูกได้ชัย อย่าว่าแต่ กรีดใส่ต้นแขนดาบหนึ่ง ต่อให้แทงใส่สามดาบห้าดาบ ข้าพเจ้าก็ไม่อาจหนี รอดได้” หัวหน้าหมูบ่ า้ นนิลกาฬหน้าเคร่งเครียดลง ครุน่ คิดขึน้ ‘ทีแ่ ท้เด็กน้อย นี้เพิ่งออกท่องเที่ยว ไม่ทราบว่าเมื่อมาถึงที่นี้ เราเป็นเจ้าของเรื่อง เจ้าท้าสู้ ต่อพวกมัน เท่ากับท้าสู้ต่อเรา’ หัวหน้าค่ายซัวพอฟัง ต้องหัวร่อฮาฮากล่าวว่า “เจีย๊ ะตัว่ กอ เด็กน้อย นี้มิเพียงไม่เห็นเราสองพ่อลูกตระกูลซัวอยู่ในสายตา แม้แต่ท่านก็ไม่แยแส เหลือบแล” หัวหน้าหมูบ่ า้ นนิลกาฬกล่าวเสียงเครียดว่า “เราย่อมมีความคิดอ่าน เอง สหายน้อย เจ้าคิดประลองกระบี่หรือประลองเพลงหมัด?” ฮุน้ ลุย่ กล่าวว่า “ประลองกับท่านหรือ? วิชากระบีเ่ หยียบเมฆของท่าน มีชื่อลือเลื่อง ผู้เยาว์ไหนเลยลงมือต่อท่านได้? ข้าพเจ้าเพียงคิดประมือกับ พวกมัน” “ไม่ประลองก็ไม่ได้ เห็นแก่เจ้าเป็นผูเ้ ยาว์ เล่าฮูจะไม่ลงมือต่อเจ้า ลูก ฉุ่ยเจ้าลงมือแทนเราสักหลายกระบวนท่า เด็กน้อยรีบขึ้นเวทีไป” ค�ำพูดนี้เหนือความคาดหมายผู้คนนัก หัวหน้าค่ายซัวสองพ่อลูกยิ่ง ขุ่นแค้นจนหน้าเขียวคล�้ำ ควรทราบว่าหัวหน้าหมู่บ้านนิลกาฬจัดตั้งเวที ลุยไถในวันนี้เพื่อเลือกเขยขวัญให้กับบุตรี หัวหน้าหมู่บ้านนิลกาฬเอ่ยปาก เช่นนี้ เท่ากับพึงตาต้องใจฮุ้นลุ่ยแล้ว ฮุ้นลุ่ยเงยหน้าขึ้น เห็นเจี๊ยะฉุ่ยหงส์หน้าแดงเรื่อ กวาดตามายังหน้า เวที พอดีสบตากัน ฮุน้ ลุย่ ฉุกใจคิด รับค�ำว่า “เคารพมิสทู้ ำ� ตามค�ำสัง่ ข้าพเจ้า จะขึ้นเวทีไปรับมือเสียวเจี๊ยะสักหลายกระบวนท่า” พลางเดินออกไปอย่างปลอดโปร่ง กระโดดขึ้นเวที หัวหน้าหมู่บ้านนิลกาฬทรุดนั่งลง ยกมือลูบเครากล่าวว่า “ซัวตั่วกอ พวกเราคบหานานปี เราไม่ปล่อยให้ท่านเสียเปรียบ แต่ผู้เยาว์รุ่นหลังควร

111


ส่งเสริม หากคิดจู่โจมปลิดชีวิต แสดงว่าพวกเราใจคับแคบไปแล้ว” หัวหน้าหมู่บ้านนิลกาฬเป็นผู้น�ำของชาวยุทธจักรมณฑลซัวไซและ เซียมไซ หัวหน้าค่ายซัวได้แต่ข่มเพลิงโทสะ กล่าวว่า “ตั่วกอกล่าวถูกต้อง ผู้น้องขอรับการสอนสั่ง ขออ�ำลา” หัวหน้าหมู่บ้านนิลกาฬกดร่างมันไว้ กล่าวว่า “ชมดูการต่อสู้รอบนี้ ค่อยไปก็ไม่สาย ท่านดูพวกมันต่อสู้อย่างเร้าใจยิ่ง” เห็นบนเวทีลยุ ไถปรากฏเงาร่างสองสายพุง่ วนไปมา ฮุน้ ลุย่ สวมเสือ้ ผ้า ขาว เจี๊ยะฉุ่ยหงส์สวมเสื้อเขียวกระโปรงแดง ดูไปคล้ายเมฆขาวกลุ่มหนึ่ง ห้อมล้อมฟ้าเขียวเมฆแดงเอาไว้ ชวนให้ผู้คนตาลายพร่าพราย ด้วยวิทยายุทธ์ของฮุ้นลุ่ย ความจริงสามารถโค่นเจี๊ยะฉุ่ยหงส์ภายใน สามสิบกระบวนท่า แต่ฮนุ้ ลุย่ ต้องการชมดูทา่ เท้าเหยียบเมฆของนาง ดังนัน้ ออมมือเอาไว้ ท่าเท้าเหยียบเมฆดัดแปลงจากฝ่ามือแปดทิศแขวนร่าง เพลง กระบี่เหยียบเมฆของหัวหน้าหมู่บ้านนิลกาฬมีชื่อลือเลื่อง เพราะปรับพื้น ฐานจากท่าเท้านี้ เจี๊ยะฉุ่ยหงส์แม้ฝึกจากบิดาเพียงสี่ห้าส่วน เมื่อใช้ออกยัง ก่อกวนผู้คนตาลายสมองหมุน ฮุ้นลุ่ยใช้ท่าร่างทะลวงบุปผาอ้อมต้นไม้สู้พัวพันกับนาง ไม่รีบร้อน เผด็จศึก เจี๊ยะฉุ่ยหงส์ก็ดูออกว่าอีกฝ่ายหนึ่งยั้งมือไว้ไมตรี กลับครุ่นคิดขึ้น ‘หากเราไม่แสดงฝีมือออกมา วันหน้าแต่งงานกัน ไยมิใช่ถูกเขาดูแคลน?’ นางเป็นโกวเนี้ยที่ดื้อรั้นชอบเอาชัย ดังนั้นเข้าใจผิดคิดว่าฮุ้นลุ่ย ดูแคลนนาง เพลงฝ่ามือพลันเปลี่ยนแปร ใช้ออกอย่างเร่งร้อน ในความอ่อน แฝงความแข็ง ระหว่างจี้นิ้วฟาดฝ่ามือแฝงแนวทางของกระบี่เหยียบเมฆ ฮุน้ ลุย่ ใจสัน่ สะท้าน รับมือนางสิบกว่ากระบวนท่า จากนัน้ ดัดแปลงใช้ แป๊ะเปี่ยงอิมเอี้ยงกีเกี่ยมฮวบ (เพลงกระบี่ร้อนเย็นร้อยแปลง) ของส�ำนัก อาจารย์เป็นฝ่ามือ ทัง้ หลอกล่อทัง้ จริงจังแปรเปลีย่ นสุดหยัง่ คาด พลิกสถานะ เป็นฝ่ายรุก เจี๊ยะฉุ่ยหงส์เห็นเช่นนั้น กลับบังเกิดความยินดี ครุ่นคิดขึ้น ‘ในที่สุด

112


เราบีบบังคับท่านแสดงวิชาฝีมือแท้จริงออกมาแล้ว’ นางพอเห็นบุคลิกพลังฝีมอื ของฮุน้ ลุย่ ก็ลมุ่ หลงงมงายแต่แรก ดังนัน้ ใช้กระบวนท่าเสี่ยงภัย โน้มตัวไปเบื้องหน้า กลับสะอึกไปในอ้อมอกฮุ้นลุ่ย ยื่นนิ้วสามนิ้วคว้าใส่ชีพจรข้อมืออีกฝ่ายหนึ่ง ฮุน้ ลุย่ ยามฉุกละหุกไม่ทนั ขบคิดใคร่ครวญ ยกข้อมือดันแขนของนาง ขึ้น แขนซ้ายรวบวูบ โอบนางไว้อย่างถนัดถนี่ กดนิ้วใส่ใต้ซอกแขนของนาง เจี๊ยะฉุ่ยหงส์ร่างชาวูบล้มไปในอ้อมอกฮุ้นลุ่ยอย่างลืมตัว ฮุน้ ลุย่ ร้องโอยคราหนึง่ ได้ยนิ ผูค้ นใต้เวทีหวั ร่อครืนออกมา ค่อยฉุกคิด ว่าตนเองอยู่ในคราบบุรุษ ถึงกับหน้าแดงสดใส รีบกดมือใส่ซอกแขนนาง คลายจุดชาให้ ผลักไสนางเบาๆ ตนเองพุง่ ถอยไปสามก้าว ประสานมือกล่าว ว่า “ข้าพเจ้าล่วงเกินแล้ว” หัวหน้าหมู่บ้านนิลกาฬที่ใต้เวทียกมือลูบเคราอย่างยิ้มแย้ม หัวหน้า ค่ายซัวหน้าเขียวคล�ำ้ กล่าวว่า “ขอแสดงความยินดีทตี่ วั่ กอเลือกได้เขยขวัญ ผู้น้องขออ�ำลา” หัวหน้าหมูบ่ า้ นนิลกาฬเรียกรัง้ ไว้ กล่าวว่า “น้องแซ่ซวั เราผูพ้ ขี่ อขมา แทนท่าน จัดหาไข่มุกให้ห่อหนึ่ง ม้าราชสีห์ส่องราตรีมิใช่ม้าธรรมดา ได้แต่ ขอให้ทา่ นไปยังคอกม้าเรา เลือกม้าดีสบิ ตัวเป็นการชดใช้ ขอให้นอ้ งเราปล่อย ปละละเว้นสินค้าที่มันคุ้มกันเที่ยวนี้เถอะ” มันฟังจากปากค�ำหัวหน้าค่ายซัว ยังเข้าใจว่าฮุ้นลุ่ยเป็นผู้คุ้มกัน สินค้าจริงๆ หัวหน้าค่ายซัวแค่นหัวร่อกล่าวว่า “ขอบคุณตั่วกอ ผู้น้องยังมีสมบัติ อยู่บ้าง ไม่กล้าละโมบไปตามกฎของชาวมิจฉาชีพ ผู้น้องเมื่อลงมือล้มเหลว ครั้งหนึ่ง จะไม่ยอมเลิกรา ขอตั่วกอให้อภัย” พลางประสานมือคารวะจนจรดพื้น น�ำซัวบ้อกี๋แหวกฝ่ากลุ่มคนจาก ไป หัวหน้าหมู่บ้านนิลกาฬรู้สึกไม่พอใจ สั่งพ่อบ้านส่งแขก ตนเอง

113


กระโดดขึ้นเวทีลุยไถ เห็นเจี๊ยะฉุ่ยหงส์ก้มศีรษะต�่ำ ใช้นิ้วมือม้วนพันสายรัด เอว ฮุน้ ลุย่ ก็มสี หี น้ากระอักกระอ่วน ดังนัน้ หัวร่อฮาฮากล่าวว่า “นีน่ บั ว่าคลืน่ ลูกหลังไล่คลืน่ ลูกแรก คนรุน่ ใหม่ทดแทนคนรุน่ เก่า ยอดยุทธ์อายุเยาว์หาได้ ยากเย็นยิ่ง” ตอนอยู่หน้าเวที มันตรวจสอบเทียบคารวะของฮุ้นลุ่ยจากพ่อบ้าน ล่วงรู้ชื่อแซ่ของเขา ยามนั้นกล่าวอีกว่า “ฮุ้นเซียงกง (ค�ำยกย่องชายหนุ่ม ฮุ้น) ด้วยฝีมือของเจ้า ไยต้องเป็นผู้คุ้มกันด้วย?” ฮุ้นลุ่ยกล่าวว่า “ข้าพเจ้าไม่ได้เป็นผู้คุ้มกัน เมื่อวันก่อนรู้จักสหาย ผู้หนึ่งโดยบังเอิญ ช่วยเหลือเขาต่อสู้กับโจรปล้นชิง เพาะอริกับหัวหน้าค่าย ซัวสองพ่อลูกโดยไม่ตั้งใจ” หัวหน้าหมู่บ้านนิลกาฬคลายใจลงกล่าวว่า “ที่แท้เป็นเช่นนี้ ในบ้าน เจ้ายังมีผู้ใด? หมั้นหมายแล้วหรือไม่?” ฮุน้ ลุย่ ลังเลเล็กน้อย จึงกล่าว “ข้าพเจ้ายังมีกอกอผูห้ นึง่ ยังไม่ได้หมัน้ หมาย” หัวหน้าหมู่บ้านนิลกาฬหัวร่อฮาฮากล่าวว่า “เจ้าได้ชัยจากเวทีลุยไถ เราจะมอบของขวัญแก่เจ้าสักเล็กน้อย” พลางล้วงแหวนหยกออกมาวงหนึ่ง บนวงแหวนฝังเพชรตาแมว แวววาวลูกหนึ่ง ปากกล่าวว่า “นี่เป็นของที่มารดาของลูกฉุ่ยก่อนตายมอบ ต่อนาง ตอนนี้จะมอบแก่เจ้า” ฮุ้นลุ่ยกล่าวว่า “เมื่อเป็นสมบัติของเจี๊ยะเสียวเจี๊ยะ ผู้เยาว์ไม่กล้ารับ ไว้” “นี่เป็นของหมั้นหมายของพวกเจ้า ไหนเลยไม่อาจรับไว้?” “ผู้เยาว์ไม่กล้าอาจเอื้อม” หัวหน้าหมู่บ้านนิลกาฬหน้าเคร่งเครียดลง กล่าวเบาๆ “เจ้ารังเกียจ บุตรีเราหรือ?” ฮุ้นลุ่ยช�ำเลืองมองนางแวบหนึ่ง เห็นเจี๊ยะฉุ่ยหงส์ม้วนชายกระโปรง

114


ใบหน้าแดงสดใส ใช้ดวงตาทั้งกลมทั้งโตมองดูตนเอง น�้ำตาเอ่อคลอหน่วย แทบหยดหยาด ดังนั้นฉุกคิดขึ้น ‘เอาเถอะ เราจะใช้แผนตอนต่อบุปผา’ ดังนัน้ กล่าวว่า “ข้าพเจ้าก�ำพร้าบิดามารดา มีญาติผใู้ หญ่เป็นเจ่กโจ้ว (บุคคลรุ่นเดียวกับปู่แต่อายุอ่อนกว่า) ดีต่อข้าพเจ้าราวลูกหลาน เรื่องการ แต่งงาน ต้องกราบเรียนท่านผู้เฒ่าก่อน” หัวหน้าหมู่บ้านนิลกาฬถามว่า “เจ่กโจ้วเจ้ามีชื่อเรียงเสียงใด? เป็น บุคคลชนชั้นใด?” “นามของเจ่กโจ้วไม่สะดวกกับการบอกกล่าวในที่นี้ ท่านผู้เฒ่าเป็น ชาวยุทธจักรที่มีชื่อเลื่องลือ” “ขอเพียงเป็นชาวยุทธจักร เมื่อเอ่ยถึงชื่อเราอสนีฟาดฟ้าเจี๊ยะเอ็งยัง ให้เกียรติอยู่บ้าง เรื่องการแต่งงานนี้ เจ้าไม่ต้องห่วงพะวงไปแล้ว” ฮุ้นลุ่ยคุกเข่าลงหมอบกราบกราน เรียก “ท่านงักแป๋” (พ่อตา) ล้วง ปะการังจากอกเสือ้ ต้นหนึง่ กล่าวว่า “ระหว่างเดินทางไม่ได้พกน�ำสิง่ ของใด ปะการังต้นนี้ถือเป็นของหมั้นหมาย” หัวหน้าหมูบ่ า้ นนิลกาฬหัวร่อฮาฮาส่งปะการังต่อบุตรี ฉุดดึงฮุน้ ลุย่ ลุก ขึน้ หยุดยืนอยูก่ ลางเวทีลยุ ไถ กล่าวเสียงกังวาน “ฮุน้ เซียงกงผูน้ ถี้ อื เป็นครึง่ บุตรของเรา วันหน้าออกท่องยุทธจักร ขอให้ทา่ นทัง้ หลายเกือ้ กูลดูแลให้มาก ไว้” แขกเหรื่อที่หน้าเวทีพากันแสดงความยินดี หัวหน้าหมู่บ้านนิลกาฬ กล่าวอีกว่า “เลือกวันมิสู้ชนวัน เราอายุสูงวัยกลัวความยุ่งยาก ฉวยโอกาส ทีส่ หายทัง้ หลายอยูท่ น่ี ี้ จัดงานวันเกิดและวันแต่งงานพร้อมกัน จะได้ไม่ตอ้ ง รบกวนให้ท่านทั้งหลายบากบั่นมาอีก” แขกเหรือ่ ทัง้ หลายพากันผุดลุกขึน้ ส่งเสียงสนับสนุน จากนัน้ มีคนมา คะยั้นคะยอให้ฮุ้นลุ่ยดื่มสุรา ฮุ้นลุ่ยกล่าวว่า “ข้าพเจ้าอายุยังเยาว์ เรื่องการ แต่งงานให้รอไว้ก่อน” หัวหน้าหมู่บ้านนิลกาฬกล่าวว่า “เราคิดรั้งเจ้าไว้ข้างกาย พวกเจ้า

115


แต่งงานกันแต่เนิ่นๆ จะได้สะดวกกว่าเดิม” ไม่รอให้ฮุ้นลุ่ยเอ่ยปาก สั่งให้ฮุ้นลุ่ยกับเจี๊ยะฉุ่ยหงส์กราบไหว้ฟ้าดิน บนเวที หัวร่อฮาฮากล่าวว่า “เรามีการกระท�ำรวบรัดชัดเจนตลอดมา ตัง้ เวที ลุยไถเลือกเขยขวัญ พานใช้เวทีลุยไถจัดงานแต่งงาน” แขกเหรื่อทั้งหลายส่งเสียงโห่ร้องสนับสนุน รอจนฮุ้นลุ่ยกราบคารวะ งักแป๋พากันกรอกสุราต่อนาง ฮุ้นลุ่ยก�ำลังกลัดกลุ้มใจที่ไม่อาจเอาตัวรอด ดังนัน้ ไม่ปฏิเสธ ร�ำ่ ดืม่ สุราสิบกว่าจอก ลอบเกร็งก�ำลังภายในรีดเร้น อ้าปาก พ่นสุราออกมา ส่ายร่างโงนเงนล้มลง ได้ยินแขกเหรื่อทั้งหลายร้องว่า “ฮุ้น เซียงกงเมาแล้ว” ฮุ้นลุ่ยก็บังเกิดความมึนเมาอยู่หลายส่วน ดังนั้นฉวยโอกาสเมามาย ล้มไปบนร่างเจีย๊ ะฉุย่ หงส์ หัวหน้าหมูบ่ า้ นนิลกาฬกล่าวว่า “ชายหนุม่ ดืม่ สุรา ไม่เป็น ก็ไม่รู้จักยับยั้งชั่งใจ ลูกฉุ่ยประคองมันกลับไป” ฮุ้นลุ่ยหลับตาลง พาดศีรษะกับหัวไหล่เจี๊ยะฉุ่ยหงส์ ปล่อยให้นาง ประคองเข้าห้อง หลับใหลทั้งที่สวมใส่เสื้อผ้าตัวเดิม ตอนแรกนางแสร้งเป็น มึนเมา จากนั้นบังเกิดความอ่อนเพลีย เคลิ้มหลับไปโดยไม่รู้ตัว เมื่อตื่นขึ้นมา เห็นภายในห้องจุดเทียนไขแดงโชติช่วง เงาจันทร์ สาดส่องเข้าห้อง ที่แท้เป็นยามวิกาลดึกดื่น เจี๊ยะฉุ่ยหงส์นั่งปรนนิบัติอยู่ ด้านข้าง เห็นฮุ้นลุ่ยลืมตาขึ้น จึงยิ้มเล็กน้อยกล่าวว่า “เซียงกงสร่างเมาแล้ว หรือ?” พลางรินน�้ำชาเข้มข้นถ้วยหนึ่ง ยื่นแขนประคองฮุ้นลุ่ยขึ้น ส่งถ้วยชา ถึงมุมปากของนาง ฮุ้นลุ่ยจิบน�้ำชาค�ำหนึ่ง รู้สึกมีกลิ่นหอมก�ำซาบซ่าน เมื่อเพ่งตามอง เห็นภายในห้องตกแต่งอย่างวิจติ รงดงาม โต๊ะเตีย้ ตัง้ กระถางสามขา ลักษณะ โบราณ ภายในบรรจุก�ำยาน ระเหยควันเขียวลอยอ้อยอิ่ง เจี๊ยะฉุ่ยหงส์เห็นนางจับจ้องมองกระถาง จึงกล่าว “บิดาบอกว่านี่ เป็นกระถางสมัยราชวงศ์โจว เป็นวัตถุโบราณทีห่ ายากยิง่ แต่ขา้ พเจ้าไม่เห็น

116


มีอันใดเป็นพิเศษ โต๊ะเตี้ยนั้นฟังว่าจัดท�ำจากไม้ติ่มเฮียงแดนน�่ำไฮ้ (ทะเล ใต้)” ฮุ้นลุ่ยใจหายวาบ กระถางโบราณสมัยราชวงศ์โจว เนื้อไม้ติ่มเฮียง ทะเลใต้ล้วนเป็นของมีค่าควรเมือง เจี๊ยะฉุ่ยหงส์กลับจัดตั้งอยู่ภายในห้อง เมื่อกวาดตามอง เห็นมีเครื่องประดับที่จัดท�ำจากปะการัง หยกเขียว ไข่มุก และอัญมณีอยู่สิบกว่าชิ้น เพียงต้นปะการังบนโต๊ะก็สูงร่วมเชียะ เปรียบกับ ต้นปะการังต้นเล็กๆ ทีน่ างมอบแก่ฉยุ่ หงส์เป็นของหมัน้ ไม่อาจเทียบเปรียบ ได้ สร้างความสงสัยใจยิ่ง ครุ่นคิดขึ้น ‘หัวหน้าหมู่บ้านนิลกาฬแม้เป็นผู้น�ำ ของยุทธจักรแว่นแคว้นหนึ่ง ก็ไม่ควรร�่ำรวยถึงเพียงนี้’ เจี๊ยะฉุ่ยหงส์แอบอิงอยู่ข้างกายนาง ถามเบาๆ ว่า “ฮุ้นเซียงกง บ้าน ของท่านท�ำอะไร?” “ข้าพเจ้าก�ำพร้าบิดามารดาตั้งแต่เล็ก ฟังว่าท่านปู่เคยเป็นขุนนาง บ้านเมือง” เจี๊ยะฉุ่ยหงส์ขมวดคิ้วกล่าวว่า “ฮุ้นเซียงกง ท่านชมชอบข้าพเจ้า จริงๆ?” “ท่านมีรปู โฉมงดงามเพียงนี้ ทัง้ มีวทิ ยายุทธ์สงู เยีย่ ม ไม่เพียงข้าพเจ้า ชมชอบท่าน คาดว่าบุรุษทั้งหมดล้วนชมชอบท่าน” เจี๊ยะฉุ่ยหงส์กล่าวถามว่า “นี่เป็นวาจาใด?” “ข้าพเจ้ามีพี่น้องร่วมสาบานคนหนึ่ง ไม่ว่าบุคลิกและพลังฝีมือล้วน เหนือล�้ำกว่าข้าพเจ้า ข้าพเจ้าคิด...” เจีย๊ ะฉุย่ หงส์รอ้ งไห้โฮออกมา กระชากเสียงว่า “ท่านเข้าใจว่าข้าพเจ้า เป็นคนเยี่ยงไร? ท่านไม่ต้องการข้าพเจ้าพานบอกออกมา ข้าพเจ้าทราบว่า พวกท่านเหล่าบุตรหลานขุนนางดูแคลนบุคคลเช่นพวกเรา” “ข้าพเจ้ายังไม่ทราบท่านเป็นบุคคลเยี่ยงไร?” “ท่านดูไม่ออกจริงๆ? ข้าพเจ้าเป็นบุตรีโทนของมหาโจร” ฮุ้นลุ่ยกล่าวว่า “นั่นไม่นับเป็นอย่างไร พี่น้องร่วมสาบานของเราเป็น

117


โจรที่อื้อฉาวยิ่งกว่า” “ท่ า นเอาแต่ พู ด ถึ ง พี่ น ้ อ งร่ ว มสาบานของท่ า น หมายความว่ า อย่างไร?” ฮุน้ ลุย่ เห็นนางมีสหี น้าขุน่ แค้น พลันฉุกคิดว่า ค�ำ่ คืนแรกวิวาห์ เอ่ยถึง บุรุษอื่นต่อนาง นับว่าไม่เหมาะกับกาลเทศะจริงๆ ดังนั้นครุ่นคิดขึ้น ‘ต่อให้ เราคิดหมั้นหมายให้กับจิวซัวมิ้งก็ไม่ต้องรีบร้อนถึงเพียงนี้’ ได้ยนิ เจีย๊ ะฉุย่ หงส์กล่าวอีกว่า “ข้าพเจ้าติดตามบิดาออกบุกบัน่ ตัง้ แต่ เล็ก ไม่ทราบมีคนมากน้อยเท่าใดขอแต่งงานด้วย ข้าพเจ้าเคยสาบานว่า หากมิใช่คนที่ข้าพเจ้าพึงตาต้องใจ จะไม่ขอแต่งงานกับเขา หากเป็นผู้ที่ ข้าพเจ้าพึงตาต้องใจ เขาไม่ต้องการข้าพเจ้า ข้าพเจ้าได้แต่ฆ่าตัวตาย วันนี้ ท่านลวนลามต่อข้าพเจ้าบนเวทีลุยไถ ตอนนี้ยังแต่งงานกัน กลับไม่ยึดถือ ข้าพเจ้าเป็นภรรยา ท่านใช่คิดรังแกข้าพเจ้าหรือไม่?” ฮุ้นลุ่ยคิดไม่ถึงนางมีอารมณ์แข็งกร้าวถึงเพียงนี้ หวนนึกถึงนางไม่ เคยพบหน้าจิวซัวมิง้ ไม่ทราบนางถูกชะตาหรือไม่ แผนตอนต่อบุปผาทีห่ มัน้ หมายคนแทนผูอ้ นื่ ไม่กล้าเอ่ยถึงอีก เพียงกล่าวว่า “ผูใ้ ดว่าข้าพเจ้าไม่ยดึ ถือ ท่านเป็นภรรยา? ท่านอย่าร้องไห้ ท่านต้องการให้ข้าพเจ้าท�ำอย่างไร?” เจี๊ยะฉุ่ยหงส์ครุ่นคิดในใจ ‘ท่านไฉนไม่คิดสนิทสนมกับเรา?’ แต่คำ� พูดนีไ้ ม่อาจกล่าวจากปาก หน้าผุดผาดแดงซ่านด้วยความอาย ฮุ้นลุ่ยกุมมือนาง ยิ้มพลางกล่าวว่า “เจ้เจ๊ (พี่สาว) ปีนี้ท่านอายุเท่าใด?” “สิบแปดปี” “ท่านอายุมากกว่าข้าพเจ้าหนึ่งปี ข้าพเจ้าควรเรียกท่านเป็นเจ้เจ๊ จริงๆ ม่วยม่วย (น้องสาว) ของท่าน...” เจีย๊ ะฉุย่ หงส์กล่าวอย่างสงสัยใจว่า “ท่านยังไม่สร่างเมาหรือ? ข้าพเจ้า บอกต่อท่านแล้วว่า ข้าพเจ้าเป็นบุตรีโทน” ฮุ้นลุ่ยความจริงคิดเรียกตัวเองเป็นม่วยม่วย จากนั้นฉุกคิดว่าตนเอง อยูใ่ นคราบบุรษุ ต้องหัวร่อออกมากล่าวว่า “ข้าพเจ้าเลอะเลือนไปแล้ว เจ้เจ๊

118


ข้าพเจ้าเป็นตี่ตี๋ (น้องชาย) ท่านดีหรือไม่? ตี่ตี๋ท่านไม่รู้จักพูดจา ขอท่าน อย่าได้ต�ำหนิ” พลางลูบหลังมือนางเบาๆ เจีย๊ ะฉุย่ หงส์หวั ร่อทัง้ น�ำ้ ตา กล่าวว่า “ท่าน คล้ายเด็กทารกจริงๆ อย่างนัน้ ท่านต้องเชือ่ ฟังเจ้เจ๊ ถอดเสือ้ ผ้าแล้วค่อยเข้า นอน ท่านดูรองเท้า ท่านยังไม่ถอด ผ้าปูที่นอนต้องเปลี่ยนใหม่แล้ว” เมื่อครู่ฮุ้นลุ่ยล้มตัวลงนอนทั้งที่สวมเสื้อผ้า เจี๊ยะฉุ่ยหงส์ยังบังเกิด ความเอียงอายของเจ้าสาวไม่กล้ากระทบถูกนาง ยามนี้หลังจากสนทนากัน ค่อยสนิทสนมคุ้นเคย เห็นฮุ้นลุ่ยไม่ยอมลุกขึ้น ต้องกล่าวอย่างขุ่นเคือง แง่งอนว่า “หรือท่านยังต้องให้เจ้เจ๊ผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าให้กับท่าน?” กล่าวจบหัวร่อคิกออกมา หน้าแดงฉานจรดใบหู ฮุ้นลุ่ยล�ำบากใจยิ่ง ไม่ทราบตกลงใจอย่างไร นอกประตูพลันบังเกิดเสียงหญิงรับใช้ดังว่า “โกว เอี้ย (ค�ำเรียกเขยขวัญของผู้เป็นนาย) สร่างเมาแล้วหรือไม่?” เจี๊ยะฉุ่ยหงส์ตอบค�ำ “สร่างเมาแล้ว” หญิงรับใช้กล่าวว่า “นายผู้เฒ่าเชิญท่านกับโกวเอี้ยไป” เจีย๊ ะฉุย่ หงส์อทุ านอย่างนึกได้ กล่าวเบาๆ กับฮุน้ ลุย่ ว่า “ตีต่ ี๋ ท่านลุก ขึ้น ไม่ต้องเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้ว” ฮุ้นลุ่ยหายใจโล่งอก เลิกผ้าห่มกระโดดลงจากเตียง เจี๊ยะฉุ่ยหงส์เปิด ประตูห้อง สั่งต่อหญิงรับใช้ว่า “ผลัดเปลี่ยนผ้าปูที่นอนใหม่หมด” หญิงรับใช้เห็นบนผ้าปูที่นอนเต็มไปด้วยรอยรองเท้า ต้องปิดปาก หัวร่อ เจี๊ยะฉุ่ยหงส์มือหนึ่งถือโคม มือหนึ่งกุมมือฮุ้นลุ่ย ลดเลี้ยวระเบียง หลายสาย เข้าสู่หอใหญ่หอหนึ่ง หอนี้สูงห้าชั้น เจี๊ยะฉุ่ยหงส์จูงฮุ้นลุ่ยขึ้นถึงชั้นบนสุด เห็นกึ่งกลางหอ จัดตัง้ โต๊ะกลม บนโต๊ะสุมอัญมณีจนิ ดามากมายสุดคณานับ หัวหน้าหมูบ่ า้ น นิลกาฬนั่งอยู่ข้างโต๊ะ โดยมีผู้คนสี่คนนั่งร่วมด้วย หัวหน้าหมู่บ้านนิลกาฬเห็นนางเข้ามา ก็ยิ้มพลางกล่าวว่า “ครั้งนี้ หยิบเพิ่มไปอีกชิ้นหนึ่ง ลูกฉุ่ย ลูกลุ่ย พวกเจ้าเลือกคนละชิ้น ที่เหลือค่อย

119


แจกจ่ายให้กับสหาย” ฮุ้นลุ่ยมึนงงสงสัย เจี๊ยะฉุ่ยหงส์กล่าวว่า “นี่เป็นกฎของพวกเรา ท่าน ท�ำตามค�ำพูดบิดา เลือกของชิ้นหนึ่งก่อน” ฮุ้นลุ่ยหยิบสิงโตหยกไปตัวหนึ่ง เจี๊ยะฉุ่ยหงส์ก็หยิบฉวยปิ่นหยกอัน หนึ่ ง ไปโดยไม่ เ ลื อ กสรร ฮุ ้ น ลุ ่ ย กวาดตามอง พบว่ า หอห้ อ งนี้ ส มถะยิ่ ง นอกจากจัดวางหีบเหล็กใบหนึ่งแล้ว ทั้งไม่มีเครื่องเรือน และไม่มีเครื่อง ประดับ เพียงแต่บนผนังแขวนภาพขนาดใหญ่ภาพหนึ่ง วาดรูปเมืองใหญ่ที่ อิงภูเขา มีนำ�้ ล้อมรอบ แต่งแต้งด้วยศาลาหอเก๋ง ผูค้ น สวนหย่อม ดูไปคล้าย เป็นมหานครในแดนกังหน�ำ* หัวหน้าหมู่บ้านนิลกาฬยิ้มพลางกล่าวว่า “เจ้าชมชอบภาพนี้หรือ? วันพรุง่ นีเ้ ราค่อยบอกต�ำนานของภาพวาดภาพนีต้ อ่ เจ้า ตอนนีเ้ จ้ากลับไปได้ แล้ว” ฮุ้นลุ่ยและเจี๊ยะฉุ่ยหงส์ล่าถอยออกจากห้อง ได้ยินแขกภายในห้อง กล่าวว่า “น่าเสียดายนักนี่เป็นการซื้อขายครั้งสุดท้ายแล้ว” หัวหน้าหมูบ่ า้ นนิลกาฬหัวร่อฮาฮากล่าวว่า “ในโลกไหนเลยมีดอกไม้ ไม่โรยรา? เราอายุสูงวัย ไม่อาจซื้อขายต่อไป เอาเถอะ พวกเราท�ำตามกฎ ระเบียบเดิม พวกท่านตีราคาเถอะ” ฮุ้นลุ่ยสงสัยใจยิ่ง คิดสดับฟังต่อไป ก็ถูกเจี๊ยะฉุ่ยหงส์ฉุดลากลงจาก หอ เมื่อกลับเข้าห้องหอ เห็นผ้าปูที่นอนเปลี่ยนใหม่ พรมสีเลือดหมูรับกับ ผ้าห่มลายปักสีแดงสด ยิ่งเน้นเห็นถึงความงามเฉิดฉาย ยามนัน้ ได้ยนิ เสียงเคาะเกราะบอกโมงยามดังมาแต่ไกล เจีย๊ ะฉุย่ หงส์ กล่าวว่า “ยามสามแล้ว” ฮุ้นลุ่ยกล่าวว่า “ตอนนี้ข้าพเจ้ากลับไม่คิดนอน ท่านบอกต่อข้าพเจ้า บิดาท่านเป็นเรื่องราวใด?” “บิดาเราเป็นโจรโดดเดี่ยว ทุกปีจะออกไปประกอบคดีครั้งหนึ่ง โดย * ดินแดนตอนใต้ของแม่น�้ำแยงซีเกียง

120


ที่คนบ้านเดียวกันไม่ล่วงรู้ ทุกครั้งที่กลับถึงบ้าน จะให้ข้าพเจ้าเลือกอัญมณี ก่อนชิ้นหนึ่ง ที่เหลือค่อยน�ำออกจ�ำหน่าย” ฮุ้นลุ่ยกล่าวว่า “ของที่ขโมยมา ไหนเลยน�ำออกจ�ำหน่ายได้?” “ย่อมมีคนท�ำการค้านี้ ชายฉกรรจ์เมื่อครู่ทั้งสี่เป็นคนรับซื้อมุกมณี ของบิดาโดยเฉพาะ ฟังว่าพวกเขามีความสามารถใหญ่หลวง ของทีป่ ล้นมา จากภาคเหนือ น�ำไปขายทางภาคใต้ ของที่ปล้นมาจากภาคใต้ น�ำไปขาย ทางภาคเหนือ ไม่เคยล้มเหลวมาก่อน เงินที่บิดาได้มา ส่วนน้อยเพิ่มฐานะ ให้กับตนเอง ที่เหลือส่วนใหญ่แจกจ่ายให้กับชาวยุทธจักรที่ยากไร้” “ที่แท้เป็นเช่นนี้ มิน่าเล่าบิดาท่านได้รับเรียกขานเป็นเหมือนเม่ง เซี้ย*” เจี๊ยะฉุ่ยหงส์ยิ้มเล็กน้อย ได้ยินเสียงย�่ำกลองอีกครา ดังนั้นกลอกตา หยาดเยิ้ม กล่าวว่า “ท่านคิดสนทนากับข้าพเจ้าตลอดทั้งคืนหรือ?” “ข้าพเจ้าถามท่านอีกเรื่องหนึ่ง ภาพวาดภาพนั้นมีต�ำนานอันใด?” เจีย๊ ะฉุย่ หงส์กล่าวว่า “ข้าพเจ้าก็ไม่ทราบ บิดาไม่เคยบอกต่อข้าพเจ้า มาก่อน” หยุดเล็กน้อยจึงกล่าวเสริมว่า “ข้าพเจ้าก็ประหลาดใจ บิดาบอกต่อ ข้าพเจ้าทุกเรื่องราว แต่ไม่เอ่ยถึงภาพภาพนั้น” ขณะกล่าว เบื้องนอกบังเกิดเสียงย�่ำกลองอีกครา เจี๊ยะฉุ่ยหงส์ยิ้ม พลางกล่าวว่า “พวกเรารอไว้วนั พรุง่ นีค้ อ่ ยสนทนาเถอะ ท่านสมควรเข้านอน แล้ว” ฮุ้นลุ่ยยกมือแตะปกเสื้อ ปากกล่าวว่า “ใช่แล้ว สมควรเข้านอนแล้ว” มือกลับหยุดนิง่ บนปกเสือ้ หาได้ปลดออกไม่ ขณะอับจนปัญญา เบือ้ ง นอกพลันบังเกิดเสียงม้าล่อรัวเร่งร้อน เสียงคนดังสับสน มีคนร้องว่า “จับ โจร จับโจร” * เม่งเซี้ยเป็นคนใจกว้างสมัยเลียดก๊ก ชุบเลี้ยงผู้คนหลายพันคน ขอเพียงมีความสามารถต�่ำต้อยน้อยนิด ล้วนรับ อุปการะไว้ ดังนั้นคนรุ่นหลังเปรียบคนใจกว้างว่าเม่งเซี้ย

121


บ้านของหัวหน้าหมู่บ้านนิลกาฬกลับมีโจรเยี่ยมกราย นับเป็นเรื่อง น่าขบขันนัก ภายในหมู่บ้านมีแขกเหรื่อบางส่วนพักค้างแรม ดังนั้นพากัน กระโดดปราดขึ้นออกค้นหา ฮุ้นลุ่ยยิ้มพลางกล่าวว่า “หลับไม่ส�ำเร็จแล้ว โจรร้ายนี้คงคิดและเล็ม อัญมณีของบิดาท่าน” พลางชักชวนเจี๊ยะฉุ่ยหงส์วิ่งปราดไปยังหอเก็บสมบัติ นางมีวิชาตัว เบาเลิศล�้ำ ชั่วพริบตาก็ทอดทิ้งเจี๊ยะฉุ่ยหงส์ไว้ด้านหลัง เจี๊ยะฉุ่ยหงส์ทั้งปีติ ทั้งขุ่นเคือง ที่ปีติคือ ‘เขา’ ร้อนใจต่อเรื่องของตระกูลเจี๊ยะถึงเพียงนี้ ที่ขุ่น เคืองคือนางส่งเสียงร้องเรียก ‘เขา’ กลับไม่ยอมหยุดยั้งลง หมูบ่ า้ นตระกูลเจีย๊ ะกินบริเวณกว้างขวาง หอเก็บสมบัตอิ ยูท่ างมุมทิศ ตะวันออกของตึกหลัง ฮุน้ ลุย่ วิง่ ตะบึงถึงหน้าหอ ชักกระบีจ่ ากฝัก โผพุง่ กาย ขึ้น เท้าเกี่ยวมุมชายคา มือข้างหนึ่งกดวูบ ก็เหินจากมุมชายคาชั้นแรกขึ้น สู่หอชั้นที่สอง พลันได้ยนิ เสียงร้องประหลาดราวกับภูตคร�ำ่ ครวญดังจากภายในหอ ฮุน้ ลุย่ ล้วงหินเหล็กไฟทีพ่ กติดตัวจุดขึน้ จ่อกับชุดไฟ จากนัน้ มุดเข้าหอบุกบัน่ ขึน้ ไป เมือ่ ถึงเชิงบันไดชัน้ ทีส่ าม พอเงยหน้าขึน้ พลันเห็นชายฉกรรจ์สคี่ นใช้ ท่วงท่าไก่ทองยืนขาเดียวยืนอยู่บนบันได ยกเท้าข้างหนึ่งคล้ายจะวิ่งลงมา แต่คล้ายต้องมนต์สะกดหยุดร่างไว้ กล้ามเนื้อใบหน้ากระตุกบิดเบี้ยว ล�ำคอ ส่งเสียงคักๆ ดังพิกล ฮุ้นลุ่ยส่งเสียงร้องค�ำหนึ่ง กระบี่เขียวเรืองแทงหลอกล่อ วิ่งขึ้นบันได ไป ได้ยนิ เสียงคักๆ ระคายหูกว่าเดิม นางแทงกระบีอ่ อก จากนัน้ หดรัง้ กลับ มา ค่อยฉุกคิดว่าชายฉกรรจ์ทงั้ สีถ่ กู คนจีส้ กัดจุดไว้ พอยกคบไฟส่องดู ค่อย จ�ำแนกออกว่าเป็นพ่อค้ารับซื้อมุกมณีเหล่านั้น พ่อค้าทัง้ สีส่ ามารถประกอบการค้าเช่นนี้ ย่อมมีฝมี อื มิใช่ชว่ั มิหน�ำซ�ำ้ ถูกจี้สกัดจุดขณะที่วิ่งลงบันไดมา บันไดนี้คับแคบ พวกมันใช้สี่กลุ้มรุมหนึ่ง ยังพลาดท่าเสียที ความสูงส่งของวิทยายุทธ์ ความรวดเร็วของการลงมือของ

122


ผู้บุกรุก นับเป็นที่คาดคิดได้ ฮุน้ ลุย่ ตรวจดูสภาพของคนทัง้ สี่ คาดว่าถูกจีจ้ ดุ ใบ้กบั จุดชาทีใ่ ต้กระดูก สันหลัง ดังนั้นทดลองใช้วิธีคลายจุดของส�ำนักตนคลายให้ คนทั้งสี่ส่งเสียง ร้องออกมาถลาล้มลง ฮุน้ ลุย่ รีบกระโดดหลบ ได้ยนิ เสียงเกรียวกราว มุกมณี ในอกเสื้อคนทั้งสี่ร่วงหล่นลงมาทั่วพื้น ฮุ้นลุ่ยงงงันอีกครา มุกมณีของคนทั้งสี่มีมูลค่านับสิบหมื่นต�ำลึง เมื่อ เป็นเช่นนี้แสดงว่าโจรร้ายที่ลงมือต่อพวกมันนั้นไม่ได้ประสงค์ต่อทรัพย์สิน ดังนั้นตวาดถามว่า “โจรร้ายหนีไปแล้วหรือไม่?” คนทัง้ สีม่ อื หนึง่ กุมอก มือหนึง่ ชีไ้ ปเบือ้ งบน ส่งเสียงหอบหายใจ กลับ พูดไม่ออก ที่แท้คนทั้งสี่ถูกจี้จุดใบ้ ถือดีในพลังการฝึกปรือ คิดโคจรพลัง ทะลวงจุด ดังนัน้ ล�ำคอส่งเสียงร้องดังพิกล จุดพอคลายออก พลังก็ทะลักออก ไป ล�ำคอแสบระคายเคือง ร่างอ่อนระทวยราวเพิ่งฟื้นไข้ก็มิปาน ฮุ้นลุ่ยปลุกปลอบสมาธิ มุดออกทางหน้าต่าง กระโดดขึ้นบนชายคา หอชั้นที่สี่ พลันได้ยินเสียงหัวหน้าหมู่บ้านนิลกาฬดังจากชั้นบนสุดของหอ ว่า “เราพ่อลูกทั้งสองรุ่นรอเป็นเวลาหกสิบปี ท่านไม่ยอมแสดงโฉมหน้า แท้จริงต่อเราหรือ?” ฮุน้ ลุย่ พอฟัง รีบลอยตัวขึน้ ไป ใช้เท้าเกีย่ วชายคาหอไว้ เห็นคนผูห้ นึง่ ยืนหันหลังให้กับนาง กล่าวเสียงทุ้มหนัก “มอบมา” สุ้มเสียงนี้คล้ายเคยได้ยินจากที่ใด เห็นหัวหน้าหมู่บ้านนิลกาฬปลด ภาพที่แขวนอยู่บนผนังลงมาม้วนเป็นม้วนหนึ่ง คนผู้นั้นพลันยื่นสองมือ ออก มือหนึ่งรับภาพ มือหนึ่งกราดฟาดลงยังศีรษะของหัวหน้าหมู่บ้าน นิลกาฬ ฮุ้นลุ่ยส่งเสียงร้องค�ำหนึ่ง ยืดกายลอยตัวขึ้น พลันได้ยินเสียงขวับ อาวุธลับซัดฝ่าอากาศมาถึง ฮุน้ ลุย่ ตวัดกระบีต่ า้ น ก็ปะทะกับพลังรุนแรงสาย หนึ่ง ในประกายไฟแลบพุ่ง อาวุธลับแม้ถูกกระแทกแหลกละเอียด ฮุ้นลุ่ยก็ ซวนเซเสียหลัก เท้าข้างหนึ่งเหยียบถูกอากาศธาตุ พลัดตกลงจากชายคา

123


หอ ยังดีที่นางมีฝีมือมิใช่ชั่ว ยื่นเท้าเกี่ยวชายคาหอเอาไว้ ในความมืดได้ยินเสียงขวับเขวียว อาวุธลับระลอกสองจู่โจมลงมา คนซัดอาวุธลับกลับใช้วิชากระสุนสัมพันธ์ ฮุ้นลุ่ยลอบใช้วิชาถ่วงพันชั่งยึด เกี่ยวชายคาหอ ตวัดกระบี่เขียวเรืองขึ้น ในประกายไฟแลบพุ่ง อาวุธลับถูก กระแทกแตกสลายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย ที่แท้อาวุธลับนี้เป็นหินก้อนหนึ่ง ฮุ้นลุ่ยเมื่อกระแทกอาวุธลับแตกแหลกละเอียด ช้อนตามองขึ้นไป หัวหน้าหมู่บ้านนิลกาฬพอดีชะโงกศีรษะมองออกมา ตวาดว่า “ลูกลุ่ย เป็น เจ้าหรือ? นี่ไม่เกี่ยวข้องกับเจ้า รีบหลบไป” ความแตกตื่นของฮุ้นลุ่ยครั้งนี้ใหญ่หลวงนัก โจรร้ายคิดปล้นชิงของ วิเศษของหัวหน้าหมูบ่ า้ นนิลกาฬ หัวหน้าหมูบ่ า้ นนิลกาฬกลับซัดหินกระสุน ขัดขวางไม่ให้นางคร่ากุมคน ยามนัน้ หน้าหอซ่อนสมบัตปิ รากฏเงาคนพลุกพล่าน มีแขกเหรือ่ ทีม่ า อวยพรวันเกิดเร่งรุดมาถึง หัวหน้าหมู่บ้านนิลกาฬพลันกระโดดออกมา กล่าวว่า “โจรร้ายถูกเราขับไล่หลบหนี ไม่มเี รือ่ งอันใด ทัง้ หมดกลับไปเถอะ” ฮุน้ ลุย่ ตาแหลมคม เหลือบเห็นเงาร่างนัน้ ทะลวงออกทางหน้าต่างด้าน หลังอย่างรวดเร็ว ยามนัน้ ไม่ขบคิดใคร่ครวญ อ้อมปราดไปอีกด้านหนึง่ ของ ชายคา เห็นเงาร่างนั้นกระโดดโลดแล่นถึงก�ำแพงตึกรอบนอก ดังนั้นทุ่มเท วิชาตัวเบาติดตามไป เงาร่างนั้นโผพุ่งขึ้นบนก�ำแพง พลันเหลียวหน้ามากวักมือต่อฮุ้นลุ่ย เห็นคนผูน้ ใี้ ช้ผา้ ด�ำคลุมหน้า เผยเห็นแต่ดวงตาทัง้ คู่ ไม่อาจเห็นโฉมหน้าชัด ตา ดังนั้นฮุ้นลุ่ยโลดแล่นติดตามไป นอกก�ำแพงเป็นดงไม้แถบหนึง่ พลันได้ยนิ เสียงม้าร้อง ม้าขาวตัวหนึง่ ควบตะบึงออกจากในดงไม้ ฮุ้นลุ่ยชมดูจนใจหายวาบ ม้าขาวพ่วงพีสูงสง่า กลับเป็นม้าคู่ขาของนักศึกษาชุดขาวนั้น นีน่ บั เป็นทีข่ บคิดไม่เข้าใจจริงๆ เมือ่ วันก่อน นางทดสอบว่านักศึกษา ไม่รู้จักวิทยายุทธ์ ไฉนกลับมาขโมยของวิเศษในที่นี้? ผู้คลุมหน้านี้ใช่เป็น

124


เขาหรือไม่? หากบอกว่า ‘ขโมยของวิเศษ’ เขาไฉนไม่หยิบฉวยมุกมณีของพ่อค้า ทั้งสี่ เพียงน�ำภาพวาดไปภาพหนึ่ง? หรือภาพนั้นยังมีค่ากว่ามุกมณีอีก? ยังมี นักศึกษานั้นเพียงเป็นชายหนุ่มอายุยี่สิบเศษ เมื่อครู่หัวหน้าหมู่บ้าน นิลกาฬไฉนบอกว่ารอเขาเป็นเวลาหกสิบปี? ฮุ ้ น ลุ ่ ย ขณะครุ ่ น คิ ด พลั น ได้ ยิ น ที่ ด ้ า นหลั ง บั ง เกิ ด เสี ย งคนสั บ สน หัวหน้าหมู่บ้านนิลกาฬร้องว่า “โจรจนตรอกอย่าไล่ ลูกลุ่ยรีบกลับมา” ฮุน้ ลุย่ สงสัยใจกว่าเดิม จากพฤติการณ์ของหัวหน้าหมูบ่ า้ นนิลกาฬใน คืนนีก้ ลับปกป้องโจรร้ายทุกวิถที าง ดังนัน้ นางมิเพียงไม่เชือ่ ฟังวาจามัน กลับ เร่งระดับความเร็ว ลอยตัวออกนอกก�ำแพงตึกไป พลันได้ยินเสียงม้าร้องดังอีกครา ม้าขนคอแดงตัวหนึ่งวิ่งออกจาก ในดงไม้ กลับเป็นพาหนะของฮุน้ ลุย่ ฮุน้ ลุย่ จ�ำได้วา่ นางผูกม้าอยูห่ น้าหมูบ่ า้ น นิลกาฬ ไฉนมาอยู่ที่ดงไม้หลังตึก? ยามนัน้ ผูค้ ลุมหน้าก้าวขึน้ บนหลังม้า แต่ไม่เร่งม้าออกเดินทาง เหลียว หน้ามากวักมือต่อฮุน้ ลุย่ อีกครา ฮุน้ ลุย่ เห็นชัดตากว่าเดิม รูส้ กึ เงาร่างคนผูน้ ี้ คลับคล้ายนักศึกษานั้น ดังนั้นสะกิดโทสะของนางขึ้นด่าทอว่า “เจ้าผู้นี้กลับ กล้ามาก่อกวนเราครั้งแล้วครั้งเล่า” พลางลอยตัวขึน้ บนหลังม้า ม้าขาวตัวนัน้ ชิงตะกุยเท้าทัง้ สี่ พุง่ ทะยาน ออกจากดงไม้ดุจสายลม ฮุ้นลุ่ยได้ยินเสียงฝีเท้าม้าดังไล่หลัง ทราบว่าหัวหน้าหมู่บ้านนิลกาฬ น�ำก�ำลังห้อม้าติดตามมา ยิ่งเร่งม้าอย่างเต็มที่ ม้าราชสีห์ส่องราตรีตัวนั้นเป็นยอดอาชาที่หายากยิ่ง ม้าคู่ขาของฮุ้น ลุ่ยก็เป็นม้าศึกของมองโกลที่ผ่านการคัดเลือก ม้าของหมู่บ้านนิลกาฬไหน เลยตามทัน? เพียงชั่วขณะ ม้าทั้งสองตัวก็ควบตะบึงบนเส้นทางระหว่าง เมืองเอี้ยเค็กไซกับนครหลวง ผูค้ ลุมหน้าควบม้าขาวน�ำหน้าฮุน้ ลุย่ ครึง่ ลีต้ ลอดเวลา เห็นฮุน้ ลุย่ ตาม

125


ไม่ทัน ก็ชะลอความเร็วลง ฮุ้นลุ่ยทั้งขุ่นเคือง ทั้งสงสัยอยากรู้ คิดคลี่คลาย ปริศนาในอก ไม่ค�ำนึงถึงภัยอันตรายเบื้องหน้า เร่งม้าไล่ติดตามไป ม้าพ่วงพีทั้งสองตัวหนึ่งหน้าหนึ่งหลัง ไล่ตามเป็นระยะทางหลายสิบ ลี้ เห็นเดือนเสีย้ วเลือนลับขอบฟ้ารุง่ สางร�ำไร โดยไม่รตู้ วั เป็นเวลารุง่ เช้าแล้ว ไม่ทราบว่าไล่กวดถึงทีใ่ ด เห็นเบือ้ งหน้าปรากฏเป็นดงไม้อกี แถบหนึง่ ผูค้ ลุม หน้าเหลียวหน้ามาร้องว่า “ขอตัวแล้ว” พลางบังคับม้าขาวทะยานเข้าดงไม้ ฮุ้นลุ่ยกระชากเสียงว่า “ต่อให้ ท่านหนีถึงสุดหล้า ข้าพเจ้าก็จะตามไป” พร้อมกับไสม้าติดตาม เพิ่งถึงริมดง พลันได้ยินเสียงม้าขาวร้องก้อง ในดงไม้บังเกิดเสียงกู่ประหลาดดังขึ้น ฮุ้นลุ่ยหยุดม้าไว้ เห็นม้าขาวตัวนั้นทะยานออกมาดุจสายฟ้า คนบน หลังม้ากลับอันตรธานไป ฮุน้ ลุย่ ใจหายวาบ ครุน่ คิดขึน้ ‘ผูค้ ลุมหน้านัน้ มีพลัง ฝีมือมิใช่ชั่ว หรือถูกคนลอบท�ำร้าย มีแต่ม้าตัวนี้หนีรอดออกมา?’ หลังเสียงกู่ประหลาด ในดงไม้บังเกิดเสียงตวาดว่า ฮุ้นลุ่ยขบคิดเล็ก น้อยค่อยพลิกตัวลงจากหลังม้า กระโดดขึ้นบนต้นไม้ต้นหนึ่ง ทุ่มเทวิชาตัว เบาโลดลิว่ จากต้นไม้ตน้ หนึง่ ไปยังต้นไม้อกี ต้นหนึง่ ชัว่ ครูก่ บ็ รรลุถงึ ส่วนลึก ของดงไม้ ในดงไม้บังเกิดเสียงคนสับสน ฮุ้นลุ่ยซ่อนตัวไว้ ช�ำเลืองมองลงไป เห็นนักศึกษาที่พบเมื่อวันก่อนนั่งอยู่บนก้อนหิน ผ้าคลุมหน้าถูกปลดลงมา รอบกายห้อมล้อมด้วยผู้คนสูงๆ ต�่ำๆ เจ็ดแปดคน หัวหน้าค่ายซัวสองพ่อ ลูกก็อยู่ในจ�ำนวนนั้น นอกจากนั้นยังมีหลวงจีนไว้ผมรูปหนึ่ง นักพรตเสื้อ เขียวผู้หนึ่งที่สะดุดตาที่สุด ได้ยินหัวหน้าค่ายซัวแค่นหัวร่อ กล่าวว่า “ต่อให้เจ้ากลอกกลิ้งเพียง ใด ก็ยากจะหนีรอดจากเงื้อมมือเรา เจ้ายังต้องการมีชีวิตหรือไม่?” นักศึกษาโคลงศีรษะกล่าวว่า “มดปลวกยังรักชีวิต อย่าว่าแต่คน” “เมื่อต้องการชีวิต รีบเรียกม้าราชสีห์ส่องราตรีของเจ้ากลับมา พวก

126


เราไม่ต้องการมุกมณีของเจ้า แต่ม้าตัวนี้ต้องครอบครองให้จงได้” นักศึกษายังสัน่ ศีรษะกล่าวว่า “ม้าวิเศษแสนรู้ ไหนเลยเปลีย่ นมือโดย ง่ายดาย?” “เฮอะ ผู้คุ้มกันของเจ้ากลายเป็นเขยขวัญของหมู่บ้านนิลกาฬแล้ว ยังมีผู้ใดให้ความคุ้มครองเจ้าอีก?” นักศึกษาพลันส่งเสียงร้องดังกว่าเดิมว่า “ผู้คุ้มกัน ไยไม่ลงมาคุ้มกัน ข้าพเจ้าอีก?”

127


5

วีรบุรุษผู้กล้าหาญ ทั้งร�่ำไห้ทั้งหัวร่อ ฮุ้นลุ่ยคิดไม่ถึงเขาจะเปิดโปงร่องรอยของนาง สร้างความขุ่น เคืองยิ่ง มิอาจไม่พลิ้วร่างลงสู่พื้น หลวงจีนไว้ผมหน้าแปรเปลี่ยนไป ตวัดมือซัดลูกดอกสามดอกมาถึง ฮุ้นลุ่ยชักกระบี่กลางอากาศ สะบัดวูบหนึ่ง ได้ยินเสียงติง! ติง! ติง! สามครา ลูกดอกทัง้ สามดอกล้วนถูกกระแทกร่วงหล่นลงกับพืน้ หลวงจีนไว้ผมใจหาย วาบคิดล้วงอาวุธลับออกมาอีก หัวหน้าค่ายซัวกล่าวเสียงทุ้มหนัก “ช้าก่อน เชื่อว่าเด็กน้อยนี้ไม่อาจติดปีกโบยบินได้” พลางโบกมือวูบ ผูค้ นทัง้ เจ็ดแปดคนกระจายก�ำลังออกรายล้อมฮุน้ ลุย่ ไว้กึ่งกลาง ซัวบ้อกี๋พอเห็นฮุ้นลุ่ย ถึงกับทั้งริษยาทั้งขุ่นแค้น ตวาดว่า “เด็ก ร้ายกาจ เจ้าไม่เป็นเขยขวัญในหมู่บ้านนิลกาฬ มาที่นี้ท�ำอะไร? ต่อให้มือ ของอสนีฟาดฟ้ายืดยาวกว่านี้ ก็ไม่อาจยื่นมือปกป้องเจ้าได้” พลางตวัดดาบคิดสะอึกเข้าหา หัวหน้าค่ายซัวรั้งบุตรชายไว้ กล่าว ถามฮุ้นลุ่ยว่า “เป็นหัวหน้าหมู่บ้านนิลกาฬใช้เจ้ามาหรือ?” มันกริ่งเกรงต่อหัวหน้าหมู่บ้านนิลกาฬ ก่อนที่จะถามให้กระจ่างชัด ไม่กล้าเคลื่อนไหวโดยพลการ นักศึกษานัง่ อยูบ่ นก้อนหิน หัวร่อฮาฮาสอดค�ำขึน้ “พวกเจ้าไม่ได้ยนิ ค�ำพูดของข้าพเจ้าหรือ? เป็นข้าพเจ้าเรียกเขามาเอง เขาเป็นผู้คุ้มกันของ ข้าพเจ้า พวกท่านประสงค์ทรัพย์สินต้องการชีวิตของข้าพเจ้า เขาไหนเลย

128


ไม่มาได้?” หัวหน้าค่ายซัวถามย�้ำว่า “นี่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับอสนีฟาดฟ้า จริงๆ?” ฮุ้นลุ่ยขุ่นเคืองยิ่ง ตวาดว่า “อสนีฟาดฟ้าทลายดินอันใด? ข้าพเจ้า อาศัยกระบี่เล่มเดียวท่องไปเพียงล�ำพัง ไม่เคยซุกหัวอยู่ด้านข้าง เรียกให้ผู้ อื่นเสนอหน้า” ค�ำพูดนี้ดา่ ว่าโจร แท้ที่จริงกล่าวเหน็บแนมนักศึกษา นักศึกษาหัวร่อ ฮาฮาอีกครา กล่าวว่า “ประเสริฐ ผู้คุ้มกันนี้มีความกล้าหาญจริงๆ” หัวหน้าค่ายซัวหัวร่อเสียงพิกล กล่าวว่า “เด็กร้ายกาจ เมื่อไม่มีส่วน เกี่ยวข้องอสนีฟาดฟ้า ก็จะเป็นวันตายของเจ้าแล้ว” ขาดค�ำ ไขว้สลับมือกวาดฟาดออก หลวงจีนไว้ผมกับนักพรตเสือ้ เขียว ก็สะอึกเข้าหากลุ้มจู่โจมใส่ ฮุน้ ลุย่ สลับเท้าก้าววน ตวัดกระบีเ่ ขียวเรืองนัน้ แทงใส่จดุ ฮวงฮูท้ ชี่ าย โครงด้านหลังของหัวหน้าค่ายซัว ได้ยนิ เสียงดัง หลวงจีนไว้ผมยกดาบพระ ขึน้ ตัง้ รับแทน กระแทกฮุน้ ลุย่ ง่ามมือชาด้าน เห็นประกายสีเขียววูบคราหนึง่ นักพรตเสื้อเขียวแทงกระบี่ปราดมา ฮุน้ ลุย่ รีบใช้ทา่ ร่างทะลวงบุปผาอ้อมต้นไม้ ถลันวูบหนึง่ ได้ยนิ เสียงดัง ขวับ แขนเสื้อถูกปลายกระบี่ฟันขาดไปมุมหนึ่ง หลวงจีนไว้ผมกับฮุ้นลุ่ย ปะทะดาบกระบี่ แม้กระแทกฮุน้ ลุย่ ล่าถอย ดาบพระก็ปรากฏรอยบิน่ จุดหนึง่ ดังนั้นร้องว่า “เด็กน้อยนี้ใช้กระบี่วิเศษเป็นอาวุธ” นักพรตเสื้อเขียวร้องว่า “ประเสริฐ มีทั้งยอดอาชาและกระบี่วิเศษ” พลางวกกระบีฟ่ นั ใส่ ฮุน้ ลุย่ ตวัดกระบีต่ า้ น มิคาดนักพรตเสือ้ เขียวหด กระบี่เปลี่ยนกระบวนท่าแต่กลางคัน แทงกระบี่ลง ตวาดว่า “อยู่” มันพลิกแพลงกระบวนท่ารวดเร็ว ฮุน้ ลุย่ พลิกแพลงกระบวนท่าเร็วยิง่ กว่า ใช้ออกด้วยท่าเตียงต้ออิมเอี้ยง (พลิกตลบจักรวาล) เปลี่ยนต�ำแหน่ง บนล่างแทงใส่ต�ำแหน่งท้องน้อยของนักพรตเสื้อเขียว

129


ผูส้ นั โดษพิสดารผูเ้ ป็นซือโจ้วของฮุน้ ลุย่ บัญญัตเิ พลงกระบีส่ องชุด ชุด หนึ่งขนานนามแป๊ะเปี่ยงอิมเอี้ยงกีเกี่ยม (เพลงกระบี่พิสดารร้อนเย็นร้อย แปลง) อีกชุดหนึ่งขนานนามบ้วนลิ้วเชี้ยวไฮ้ง่วนง้วนเกี่ยม (เพลงกระบี่เลิศ ล�้ำหมื่นธารมุ่งมหรรณพ) ตีความตามนาม เพลงกระบี่พิสดารร้อนเย็น ร้อยแปลงมีปมเด่นที่พลิกแพลงพิสดาร กระบวนท่าพลิกตลบจักรวาลยิ่ง เลิศล�้ำ เห็นแน่ชัดว่านักพรตเสื้อเขียวต้องถูกกระบี่แทงใส่แล้ว พลันได้ยนิ เสียงขวับ กระบีน่ แี้ ทงพลาดผิด มาตรว่านักพรตเสือ้ เขียว ถลันหลบรวดเร็ว แต่สายรัดชุดพรตก็ถูกกระบี่ฟันขาด สร้างความแตกตื่น จนหลัง่ เหงือ่ เย็นเยียบโซมกาย ซัวบ้อกีร๋ อ้ งว่า “จับเป็นไม่ได้กจ็ บั ตาย เคียง บ่าเคียงไหล่เข้าไป รุมสับเด็กน้อยนี้” พลางน�ำเหล่าโจรหนุนเนื่องเข้ามา ล้อมฮุ้นลุ่ยไว้อย่างแน่นหนา หัวหน้าค่ายซัวสองพ่อลูกไม่ใช่มือขั้นธรรมดาอยู่แล้ว หลวงจีนไว้ผม กับนักพรตเสื้อเขียวยิ่งมีฝีมือกล้าแข็ง ดาบพระสองเล่มและกระบี่เล่มหนึ่ง ผสานหนุนเสริม วงล้อมยิ่งมายิ่งหดเล็กลง ซัวบ้อกีแ๋ ค้นฮุน้ ลุย่ ช่วงชิงเจีย๊ ะฉุย่ หงส์ไป ฉวยโอกาสทีก่ ระบีด่ าบพระ ปกป้องคุม้ ครอง ควงดาบหัวตัดฟันใส่อย่างหักโหม โจรอีกผูห้ นึง่ ก็ตวัดทวน ดาบเคียวมาถึง ฮุ้นลุ่ยไม่ได้มีสามหัวหกแขน ต่อสู้กับสองดาบสองฝ่ามือและหนึ่ง กระบี่ของหลวงจีน นักพรต และหัวหน้าค่ายซัวก็กินแรงอยู่แล้ว ดาบหัวตัด ของซัวบ้อกี๋และทวนดาบเคียวจู่โจมถึงโดยพร้อมเพรียง เห็นแน่ชัดว่ายาก หลบรอดได้ ทันใดนั้นซัวบ้อกี๋รู้สึกปวดแปลบที่ข้อมือ คล้ายถูกเข็มแทงใส่ คราหนึ่ง ต้องส่งเสียงร้องออกมา ดาบหัวตัดหลุดจากมือ กลับพุ่งผ่านก้าน คอฮุ้นลุ่ยไป ฮุน้ ลุย่ ใจหายวาบ เห็นโจรทีใ่ ช้ทวนดาบเคียวก็วกทวนดาบเคียวกลับ มาเกีย่ วท�ำร้ายตัวเอง ถลาล้มลงกับพืน้ ทีแ่ ท้มนั ก็คล้ายถูกเข็มทิม่ แทง ยาม เจ็บปวดหดพับมือที่ถือด้ามทวนเข้าหาตัว มิเพียงท�ำร้ายฮุ้นลุ่ยไม่ได้ กลับ

130


ตะกุยเลือดเนื้อที่สีข้างของตนเองหลุดไปแถบหนึ่ง ฮุน้ ลุย่ ปราดเปรียวปานใด ฉวยโอกาสทีศ่ ตั รูแตกตืน่ ลนลาน กระโดด ปราดออกมาทางช่องว่างของซัวบ้อกี๋ ได้ยินนักศึกษากล่าวอย่างยิ้มแย้ม “วิเศษแท้ ผู้คุ้มกัน วิชาอาวุธลับของท่านไม่เลว” ฮุ้นลุ่ยถูกนักศึกษาสะกิดเตือน พลันฉุกคิดขึ้น ‘ศัตรูมีก�ำลังพวกมาก เราไม่ใช้อาวุธลับก็ไม่ได้’ ดังนั้นใช้มือซ้ายล้วงลูกดอกผีเสื้อดอกเหมยก�ำหนึ่ง สาดซัดใส่ศัตรู รอบข้าง ฮุน้ ลุย่ ออกท่องเทีย่ วไม่นาน ก็มฉี ายาวีรสตรีโปรยบุปผา วิชาลูกดอก ผีเสือ้ ดอกเหมยนีย้ อ่ มยอดเยีย่ มยิง่ ได้ยนิ เสียงติงๆ เสียงร้องโอดโอยดังระงม นอกจากหลวงจีน นักพรต และหัวหน้าค่ายซัวสามารถปัดป่ายอาวุธลับแล้ว โจรที่เหลือล้วนถูกอาวุธลับล้มลง หลวงจีนไว้ผมกับนักพรตเสื้อเขียวเป็นยอดฝีมือฝ่ายมิจฉาชีพที่ หัวหน้าค่ายซัวเชือ้ เชิญมา พอเห็นเช่นนัน้ ตืน่ เต้นสงสัยยิง่ ไม่ทราบอาวุธลับ ตอนแรกใช่เป็นฮุ้นลุ่ยซัดออกหรือไม่ หากเป็นฮุ้นลุ่ยซัดออก ‘เขา’ ยามตก อยูท่ า่ มกลางการกลุม้ จูโ่ จม ยังสามารถลอบซัดอาวุธลับ ความสามารถนีเ้ ป็น ที่น่าตระหนกนัก หากมิใช่ฮุ้นลุ่ยซัดออก ยอดฝีมือที่ลอบช่วยเหลือยิ่งเป็น ศัตรูเข้มแข็งกว่ามากนัก หลวงจีนไว้ผมร้องว่า “ซ้งเจีย้ ะเต้าหยิน (พีน่ กั พรต) ท่านคอยคุมเชิง มัน หัวหน้าค่ายซัวท่านชิงกระบี่ของมัน เราจะจับตาดู” พลันได้ยินเสียงซี่เบาๆ หลวงจีนไว้ผมปวดแปลบที่ข้อมือราวถูกเข็ม ทิ่มแทง ในคนทั้งสามนับนักพรตซ้งเจี้ยะเต้าหยินฝีมือกล้าแข็งที่สุด เมื่อ จับตาดู เหลือบเห็นนักศึกษาที่นั่งอยู่บนก้อนหินขยิบตาคราหนึ่ง รีบร้องว่า “ซื่อหู* เป็นแพะอ้วนนี้ก่อกวน” พลางพุ่งตัวดุจเหยี่ยวทะลวงดงไม้ พุ่งผ่านข้างกายฮุ้นลุ่ย แทงกระบี่ * ค�ำยกย่องหลวงจีน

131


ปาดใส่นักศึกษา ซ้งเจี้ยะเต้าหยินเป็นศิษย์รุ่นที่สองของส�ำนักบู๊ตึง เจ็ดสิบสองท่า เลี่ยงฮ้วงโต๊ะเมี่ยเกี่ยมฮวบ (เพลงกระบี่สัมพันธ์คร่าชีวิต) ของส�ำนักบู๊ตึง มีชื่อลือเลื่องทั้งแผ่นดิน สภาวะกระบี่นี้รวดเร็วเพียงไหน นักศึกษาร้องค�ำ “ช่วยด้วย” ตัวสั่นงันงก กระบี่นี้กลับแทงผ่านซอกแขนของเขาไป ซ้งเจีย้ ะเต้าหยินใช้กระบีแ่ ล้วกระบีเ่ ล่า ร่ายร�ำเพลงกระบีส่ มั พันธ์คร่า ชีวิตรุกจู่โจมสี่กระบวนท่า นักศึกษาร�่ำร้องพลางโลดเต้นพลาง ดูไปคล้าย มือไม้ปั่นป่วน แต่ทุกกระบวนหลบรอดได้พอดี ต่อให้ประกายกระบี่แปลบ ปลาบบาดตา กลับไม่ได้รับอันตรายแม้สักขุมขนหนึ่ง นักศึกษาร�่ำร้องค�ำ “ช่วยด้วย” ติดต่อกันหลายครา พลันเปล่งเสียง หัวร่อออกมา กล่าวว่า “ที่แท้ท่านล้อเล่นกับข้าพเจ้า นับว่าน่าเล่นยิ่ง หนึ่ง สอง สาม สี่...แปด เก้า สิบ...สิบแปด สิบเก้า ยี่สิบ” ซ้งเจี้ยะเต้าหยินแทงกระบี่ออกกระบี่หนึ่ง เขาก็นับค�ำหนึ่ง ชั่วขณะ นับถึงยี่สิบแล้ว ซัวบ้อกี๋ถูกท�ำร้ายเข็มหนึ่ง รับบาดเจ็บไม่มากนัก ยามนั้นคืบคลาน ขึน้ จากพืน้ เก็บดาบหัวตัดขึน้ ย่องฝีเท้าเข้าใกล้ ยกดาบฟันใส่นกั ศึกษาจาก ด้านหลัง นักศึกษาพลันพุง่ มือกลับหลังพอดีตอ่ ยถูกดัง้ จมูกซัวบ้อกี๋ ต่อยจน เลือดก�ำเดาฉีดพุ่งออกมา นักศึกษาแผดด่าว่า “ตัวบัดซบ ข้าพเจ้าช่วยชีวิต ท่านครั้งหนึ่ง ท่านกลับปองร้ายหมายชีวิตข้าพเจ้า ไม่ต่อยท่านหมัดหนึ่ง ท่านยังไม่รู้ส�ำนึก” ค�ำพูดพอกล่าว ซัวบ้อกี๋สองพ่อลูกและฮุ้นลุ่ยล้วนเข้าใจในบัดดล ค�่ำ คืนนัน้ ซัวบ้อกีก๋ บั รองหัวหน้าค่ายไปยังวัดร้างคิดลอบท�ำร้าย ความจริงต้อง ตายใต้กระบี่เขียวเรืองของฮุ้นลุ่ย แต่มีคนใช้อาวุธลับซัดใส่ฮุ้นลุ่ย ท�ำให้ สภาวะกระบีพ่ ลาดเป้า ซัวบ้อกีค๋ อ่ ยหนีรอดได้ หลังจากนัน้ ซัวบ้อกีเ๋ รียนบอก ต่อบิดา สองพ่อลูกคาดเดาต่างๆ นานา คิดไม่ถงึ คนลงมือกลับเป็นนักศึกษา ผู้นี้

132


ได้ยนิ นักศึกษานับต่อว่า “สามสิบห้า สามสิบหก...สามสิบเก้า สีส่ บิ ... สี่สิบสาม สี่สิบสี่...สี่สิบเก้า ห้าสิบ...เพลงกระบี่บู๊ตึง ข้าพเจ้านับว่ารับทราบ แล้ว น่าเสียดาย...ไม่มีเวลาเล่นกับท่านอีก” สุม้ เสียงพลันขาดหาย ได้ยนิ ซ้งเจีย้ ะเต้าหยินส่งเสียงร้องออกมา ทีแ่ ท้ กระบี่คู่มือกลับถูกนักศึกษาตะปบช่วงชิงไป ฮุ้นลุ่ยอาศัยหนึ่งต้านรับสอง ต่อสู้กับหลวงจีนไว้ผมกับหัวหน้าค่าย ซัว พลันเห็นประกายสีเขียววูบคราหนึง่ เสียงฉับดังตามติด ได้ยนิ นักศึกษา ร้องว่า “เท็กลื้อ* นี้น่าชังที่สุด ให้ทิ้งต�ำหนิใดไว้” เสียงขาดค�ำ หลวงจีนไว้ผมแผดร้องค�ำหนึ่ง วิ่งหลบหนีไปพร้อมกับ หัวหน้าค่ายซัว ที่แท้พริบตานั้น นักศึกษาพุ่งปราดมาด้วยระดับความเร็วสุดเปรียบ ปาน ใช้กระบีท่ ชี่ ว่ งชิงจากซ้งเจีย้ ะเต้าหยินฟันใส่ดาบพระ กระบีข่ องซ้งเจีย้ ะ เต้าหยินบางกว่าดาบพระ ตามเหตุผลดาบกระบี่ปะทะกัน กระบี่ต้องเสีย เปรียบ แต่นกั ศึกษาฟันกระบีเ่ บาๆ กลับฟันดาบพระหักสะบัน้ หากว่ากระบี่ นี้เป็นกระบี่วิเศษเช่นกระบี่เขียวเรือง ก็ไม่น่าประหลาด แต่กระบี่ของซ้ง เจี้ยะเต้าหยินเพียงเป็นกระบี่ธรรมดา ความลึกล�้ำพิสดารของพลังการฝึก ปรือนักศึกษาเป็นที่น่าตระหนกนัก นักศึกษาพอฟันดาบพระหัก ยังตวัดกระบี่ตามสภาวะ กลับตัดใบหู หลวงจีนไว้ผมไปข้างหนึ่ง เมื่อเป็นเช่นนี้สร้างความแตกตื่นแก่หลวงจีนไว้ ผมจนขวัญหนีดีฝ่อ วิ่งหลบหนีไปพร้อมกับหัวหน้าค่ายซัว นักศึกษาหัวร่อ ฮาฮา โยนกระบี่คืนให้กับซ้งเจี้ยะเต้าหยิน กล่าวว่า “ประสงค์ต่อทรัพย์คิด ร้ายหมายชีวติ ถือว่าไร้เมตตา ไม่รจู้ กั ประมาณตนถือว่าไร้ปญ ั ญา ไร้เมตตา ไร้ปัญญา ยังตอแยแส่หาเรื่องอีก บัดนี้คืนกระบี่แก่ท่าน ให้กลับไปฝึกปรือ อีกสิบปี” เพลงกระบี่บู๊ตึงเป็นเพลงกระบี่เที่ยงแท้มาตรฐาน ศิษย์ในส�ำนักมัน * ค�ำด่าหลวงจีนเป็นลาโง่หัวล้าน

133


เย่อหยิ่งยโส โดยเฉพาะซ้งเจี้ยะเต้าหยิน ชมชอบตอแยแส่หาเรื่อง แม้ไม่ใช่ ชาวมิจฉาชีพ หัวหน้าค่ายซัวเมื่อเชื้อเชิญมันมาปล้นชิงทรัพย์ มันกลับตอบ รับค�ำเชิญ มิคาดจู่โจมออกหลายสิบกระบี่ กระทั่งชายเสื้อยังไม่อาจสัมผัส ถูก ยามนั้นรับกระบี่กลับมาอย่างท้อแท้ กล่าวเสียงทุ้มหนัก “ท่านทิ้งฉายา ไว้” นักศึกษายิ้มพลางกล่าวว่า “ท่านคิดล้างแค้นต่อข้าพเจ้าหรือ?” “ไม่กล้า” นักศึกษากล่าวว่า “เมื่อไม่กล้าไยต้องถามมากความ ท่านไม่กล้าตั้ง ตัวเป็นศัตรูกับข้าพเจ้า ข้าพเจ้าไม่คิดเป็นสหายกับท่าน มิใช่ศัตรูมิใช่สหาย บ่งบอกชื่อแซ่ไยกัน?” ซ้งเจีย้ ะเต้าหยินอับจนถ้อยค�ำ ทอดถอนใจยาว หักกระบีเ่ ป็นสองท่อน หมุนตัวออกจากดงไม้ สัตย์สาบานว่าชั่วชีวิตจะไม่ใช้กระบี่อีก นักศึกษาหัวร่อฮาฮากล่าวว่า “ประเสริฐ ล้วนไสหัวไปให้กับเรา” พลางพุ่งวนรอบหนึ่ง ตวัดปลายเท้าเตะกราด เหล่าโจรที่ถูกฮุ้นลุ่ย ใช้อาวุธลับซัดล้มลง ความจริงถูกปิดสกัดจุดไว้ ไม่อาจขยับเคลื่อนไหว นักศึกษาพอเตะออก กลับเตะคลายจุดให้กับพวกมัน วิชาลูกดอกซัดสกัดจุดของฮุ้นลุ่ย ความจริงเป็นวิชาพิเศษเฉพาะ นักศึกษาเพียงยกมือวาดเท้าก็คลีค่ ลายได้ สร้างความตืน่ เต้นสงสัยแก่ฮนุ้ ลุย่ ยิง่ เห็นนักศึกษาทางหนึง่ เตะคลายจุด ทางหนึง่ กล่าวอย่างยิม้ แย้มว่า “เมือ่ คืนท่านคลี่คลายจี้จุดเฉพาะของข้าพเจ้า ตอนนี้ข้าพเจ้าก็คลี่คลายท�ำลาย ของท่าน นับว่าฉันใดฉันนั้น” เพียงชั่วขณะ เหล่าโจรล้วนได้รับการคลายจุดหมดสิ้น ซัวบ้อกี๋ตอน แรกถูกนักศึกษาต่อยใส่หมัดหนึ่ง กลับไม่หลบหนี เห็นนักศึกษาช่วยเหลือ พวกพ้องพลันเดินเข้ามาประสานมือกล่าวว่า “ท่านช่วยชีวิตเราครั้งหนึ่ง ต่อยเราหมัดหนึ่ง วันหน้าเราก็จะไว้ชีวิตท่านครั้งหนึ่ง คืนท่านหมัดหนึ่ง” นักศึกษายิ้มพลางกล่าวว่า “ข้าพเจ้าช่วยชีวิตท่านครั้งหนึ่ง เพราะ

134


เห็นแก่หน้าโจรเฒ่าแซ่ซัว ไม่ต้องให้โจรน้อยท่านถือน�้ำใจ ที่ว่าไว้ชีวิตครั้ง หนึ่งกลับไม่ต้องคิดคืนหมัดหนึ่ง ข้าพเจ้าจะรอคอยท่าน เพียงแต่ท่านยังสู้ ซ้งเจี้ยะเต้าหยินไม่ได้ ต้องฝึกหรืออีกยี่สิบปี รีบไสหัวไป” ซัวบ้อกี๋มีจิตใจคับแคบ ดังนั้นถลึงตาใส่นักศึกษาและฮุ้นลุ่ย น�ำเหล่า โจรล่าถอยออกจากดงไม้ นักศึกษาแหงนหน้าทอดถอนใจ กล่าวว่า “ทอดตา ทั่วทุกแคว้นธรณี ผู้ใดเป็นวีรบุรุษที่แท้ สองพ่อลูกตระกูลซัวพอมีชื่อเสียง บนเส้นทางมิจฉาชีพ มิคาดกลับใช้การไม่ได้ถึงเพียงนี้” ท่าทีท้อแท้ผิดหวัง ได้ยินนอกดงไม้เกิดเสียงม้าร้อง หมู่โจรล้วนจาก ไป ฮุ้นลุ่ยความจริงคิดไป พอได้ยินเขาทอดถอนใจ ต้องเหลือบมอง นักศึกษาแวบหนึ่ง อดร้องถามมิได้ว่า “หัวหน้าค่ายดาบทองนอกด่านห่าน ป่าเป็นอย่างไร หรือไม่นับเป็นวีรบุรุษที่แท้?” นักศึกษาหน้าแปรเปลี่ยนเล็กน้อย จากนั้นยิ้มกลบเกลื่อน สั่นศีรษะ กล่าวว่า “หัวหน้าค่ายดาบทองกับสองพ่อลูกตระกูลซัว ย่อมไม่อาจวิจารณ์ ร่วมกัน แต่หากบอกว่าเขาเป็นวีรบุรุษที่แท้ ยังไม่แน่นัก” ฮุน้ ลุย่ กล่าวอย่างขุน่ เคืองว่า “ทัว่ ทัง้ แผ่นดิน มีแต่ทา่ นจึงเป็นวีรบุรษุ ที่แท้?” พลางโถมออกจากดงไม้อย่างขุน่ เคือง พลันเห็นเงาคนถลันวูบ ได้ยนิ นักศึกษากล่าวว่า “สหายน้อยอย่าเพิ่งไป ข้าพเจ้าคิดบอกว่าท่านจึงเป็น วีรบุรุษที่แท้” ฮุน้ ลุย่ พุง่ ซ้ายทะลวงขวา ใช้ทา่ ร่างหลายชนิด ล้วนถูกนักศึกษาขวาง ทางไว้ ฮุน้ ลุย่ บันดาลโทสะ ลอยตัวโถมออกไป นักศึกษายืน่ มือกดใส่ทรวงอก นาง คิดสลายสภาวะของนาง ฮุ้นลุ่ยถลึงตาใส่ร้องว่า “ท่าน...ท่านกลับกล้า รังแก...” ค�ำ ‘โกวเนี้ย’ ไม่ทันกล่าวจากปาก ชิงกล�้ำกลืนไว้ สะบัดกระบี่เขียว เรืองไปเบื้องหน้าอย่างเกรี้ยวกราด

135


นักศึกษาคิดไม่ถึงนางมีโทสะปานนี้ ฝ่ามือไม่ทันกระทบถูกเสื้อผ้าก็ ถอยปราดไป พลันได้ยนิ ฮุน้ ลุย่ ส่งเสียงร้องค�ำหนึง่ ร่างถลาไปเบือ้ งหน้า ทีแ่ ท้ นางใช้กำ� ลังเกินไป ข้อแขนหลุดจากข้อ นักศึกษาจึงกล่าว “ข้าพเจ้าจะเชือ่ ม ต่อให้กับท่าน” ฮุ้นลุ่ยกระชากเสียงว่า “ท่านไม่ต้องยุ่งเกี่ยว” จับมือของตัวเองกดใส่โดยแรง จากนัน้ หันหลังให้ ม้วนแขนเสือ้ ขึน้ ถู ทาตัวยาแก้เคล็ดยอก ค่อยยืดกายขึน้ คิดวิง่ ต่อไป พลันรูส้ กึ ร่างอ่อนล้า ทีแ่ ท้ นางต่อสู้อยู่ครึ่งค่อนวัน ใช้เรี่ยวแรงจนหมดสิ้น นักศึกษาเดินเข้ามา ประสานมือคารวะจนจรดพืน้ กล่าวว่า “ข้าพเจ้า ขอขมาต่อท่าน ณ ที่นี้ สหายน้อย ท่านมีจิตใจดีงาม ช่วยคนตกทุกข์ได้ยาก นับเป็นขวัญกล้าแข็งใจอ่อนโยน ตลอดรายทางที่ผ่านมา ผู้คนที่ข้าพเจ้าได้ สัมผัส มีแต่ท่านควรคู่เป็นสหาย ข้าพเจ้ามีนิสัยปล่อยตัวไม่ส�ำรวม มีที่ใด ล่วงเกิน ขอให้ท่านอย่าได้ถือสา” พลางเพ่งตาที่กระจ่างดั่งดวงเดือนชิวเทียน จ้องจับบนใบหน้าฮุ้นลุ่ย ฮุ้นลุ่ยหน้าแดงวูบ รู้สึกนักศึกษาผู้นี้มีบุคลิกลักษณะอีกแบบหนึ่ง ชวนให้ ผู้คนยอมรับนับถือ ดังนั้นกล่าวเบาๆ “ท่านไฉนด่าหัวหน้าค่ายดาบทอง?” “ผู้ที่ท่านเลื่อมใส ข้าพเจ้าไม่แน่ว่าจะเลื่อมใส ไยต้องเคี่ยวเข็ญผู้อื่น คิดเห็นเช่นเดียวกับท่าน มิหน�ำซ�้ำข้าพเจ้าไม่ได้ด่าเขา ตัวเขามีส่วนที่น่า เคารพยกย่อง เพียงแต่...กล่าวไปยืดยาวยิ่ง ยังคงอย่าได้กล่าวแล้ว” ฮุ้นลุ่ยฉุกใจคิด ถามว่า “ท่านมาจากนอกด่านห่านป่าหรือ?” นักศึกษาแหงนหน้าหัวร่อ กล่าวว่า “จอกแหนลอยละล่องโดยไร้ราก ร่อนเร่ยุทธจักรอย่าได้ถาม” รอยยิม้ โศกซึง้ ยิง่ ฮุน้ ลุย่ ฉุกคิดขึน้ ‘คนผูน้ คี้ งมีชาติกำ� เนิดอันคับแค้น เช่นเดียวกับเรา เรามีชาติกำ� เนิดอันคับแค้น ไม่ตอ้ งการให้ผคู้ นล่วงรู้ ไยต้อง คาดคั้นถามเขา?’ พอได้คิด บังเกิดความเห็นใจขึ้น กล่าวว่า “ตกลง ข้าพเจ้าจะไม่

136


รบกวนท่านอีก พวกเราแยกทางกันเถอะ” นักศึกษายิม้ ออกมา กล่าวว่า “สหายน้อย วันนี้ท่านเป็นผู้คุ้มกันของ ข้าพเจ้า ข้าพเจ้าสมควรเลี้ยงสุราท่านจอกหนึ่ง ครั้งนี้ท่านมีความดีความ ชอบ ข้าพเจ้าไม่บอกว่าท่านกินเปล่าแล้ว” ฮุน้ ลุย่ ฟังเขากล่าวสัพยอกจนชาชิน ดังนัน้ ไม่มโี ทสะอีก กลอกตาแล้ว กล่าว “กลางป่ารกร้างไหนเลยมีสุรา?” นักศึกษาห่อปากกู่ร้องเป็นเสียงดัง นอกดงไม้บังเกิดเสียงม้าร้อง ขานรับแต่ไกล ชั่วครู่ให้หลังปรากฏม้าสองตัวควบขับเข้าดงไม้ ตัวแรกเป็น ม้าราชสีห์ส่องราตรีของนักศึกษา ตัวหลังเป็นม้าขนคอแดงของฮุ้นลุ่ย นักศึกษายิ้มพลางกล่าวว่า “พวกมันกลับคบหาเป็นสหายก่อน” พลางปลดถุงหนังลงจากหลังม้าใบหนึง่ หยิบน�ำ้ เต้าลงรักสีดำ� จากใน ถุงหนังใบหนึ่งส่งให้กับฮุ้นลุ่ย กล่าวว่า “ท่านต่อสู้จนเหน็ดเหนื่อย ให้ดื่ม ก่อนค�ำหนึ่ง” ฮุน้ ลุย่ ดืม่ สุราค�ำหนึง่ พลันขมวดคิว้ ร้องโพล่งว่า “ท่านมาจากมองโกล จริงๆ” สุรานีเ้ ป็นเหล้านมม้าอันพิเศษเฉพาะของมองโกล รสเปรีย้ วเล็กน้อย ฤทธิส์ รุ ารุนแรง ฮุน้ ลุย่ เมือ่ วัยเด็กเคยดืม่ กับบิดา นางชมชอบดืม่ เหล้าหวาน ไม่ชมชอบเหล้ารุนแรง ยิ่งกลัวกลิ่นรสที่เปรี้ยวฝาด ดังนั้นฝังใจจ�ำเป็น พิเศษ นักศึกษาตาเป็นประกาย กล่าวว่า “ท่านมาจากมองโกลด้วยหรือ? ดู ท่านหล่อเหลาอ่อนโยน กลับคล้ายมาจากแดนกังหน�ำทีอ่ ากาศอบอุน่ สายน�ำ้ สดใส” ฮุ้นลุ่ยได้ยินเขากล่าวชมเชย ต้องแย้มยิ้มให้ นักศึกษาดีดนิ้วบังเกิด เป็นเสียงดัง กล่าวว่า “ร่อนเร่ดั่งจอกแหน ไม่ต้องถามไถ่ที่มา เมฆพลิ้ว สายน�้ำไหล ปล่อยตัวตามสบาย ท่านไม่ต้องถามข้าพเจ้า ข้าพเจ้าก็ไม่ถาม ท่าน ครั้งนี้เป็นข้าพเจ้าถามผิดแล้ว”

137


ฮุ ้ น ลุ ่ ย บัง เกิด ความสงสั ย อยากรู ้ อดถามมิ ไ ด้ ว ่ า “ค�่ำคื น นั้ น ชาว มองโกลทั้งสามติดตามท่านกลับไปหรือ?” นักศึกษาดื่มสุราค�ำใหญ่ หาตอบค�ำไม่ ฮุ้นลุ่ยพึมพ�ำว่า “อัวลากับ ราชวงศ์เหม็งใกล้ท�ำสงคราม ท่านเป็นชาวฮั่นผู้ยึดมั่น ดังนั้นหนีออกจาก ชายแดนมองโกลกระมัง?” นักศึกษาฝืนยิม้ สีหน้าประหลาดพิกลยิง่ ยังคงดืม่ สุราค�ำใหญ่ ปล่อย ให้ฮุ้นลุ่ยคาดเดาไป ฮุ้นลุ่ยมองดูเขา ดวงตาเปี่ยมแววเคลือบแคลงสงสัย กล่าวว่า “ชาวมองโกลทั้งสองเมื่อตามจับท่าน ท่านไฉนช่วยข้าพเจ้าฆ่าคน หนึ่งและช่วยเหลืออีกคนหนึ่ง” นักศึกษาดื่มสุราค�ำหนึ่ง พลันกล่าวว่า “น้องเรา ท่านทราบหรือว่าที่ ข้าพเจ้าช่วยเหลือ เป็นใคร?” “เป็นศิษย์ของตันไถเมี่ยเหม็ง” นักศึกษาเหลือบมองนางแวบหนึ่ง ยิ้มพลางกล่าวช้าๆ “ผู้ตายเป็น นักบู๊ในสังกัดทัวฮวน” กล่าวจบก็ปิดปากสนิท ไม่เอ่ยปากกล่าววาจาอีก ฮุ้นลุ่ยสงสัยใจกว่า เดิมครุ่นคิดขึ้น ‘ตันไถเมี่ยเหม็งเป็นนักบู๊อันเข้มแข็งที่สุดของเตียจงจิว ผู้ ตายเป็นนักบู๊ในสังกัดทัวฮวน เตียจงจิวและทัวฮวนเป็นเสนาบดีซ้ายขวา ของข่านอัวลา มีข้อแตกต่างอันใด เขาไฉนฆ่านักบู๊ของทัวฮวน กลับปลด ปล่อยคนของเตียจงจิว?’ ขณะจะถามต่อ เห็นนักศึกษาเอาแต่ดื่มสุรา ดื่มติดต่อกันหลายค�ำ เขย่าน�้ำเต้าคราหนึ่ง พลันร้องโพล่งว่า “เหลือเพียงครึ่งหนึ่งเท่านั้น” สีหน้าปรากฏแววเสียดายเปี่ยมล้น ฮุ้นลุ่ยยิ้มพลางกล่าวว่า “เหล้านี้ มีอะไรดี? แผ่นดินตงง้วนเต็มไปด้วยยอดสุรา ยังไม่พอให้ท่านดื่มหรือ?” นักศึกษากล่าวอย่างเลื่อนลอย “คนห่างจากมาตุภูมิไร้ค่า ของไกล จากมาตุภูมิมีค่าล�้ำ ข้าพเจ้าชมชอบแต่เหล้านี้” พลางยกน�้ำเต้าสุราขึ้นถึงริมจมูก สูดดมกลิ่นสุรา

138


ฮุน้ ลุย่ พลันหวนนึกถึงเมือ่ ตอนอายุเจ็ดขวบ นางกับท่านปูเ่ พิง่ เหยียบ ย่างแผ่นดินจีนถึงนอกด่านห่านป่า ท่านปู่กอบดินก�ำหนึ่ง สูดดมด้วยความ อาวรณ์ก็มีสีหน้าเช่นนี้ ต้องถามโพล่งว่า “ท่านมิใช่ชาวฮั่นหรือ?” นักศึกษาย้อนถามว่า “ท่านเห็นว่าข้าพเจ้าไม่คล้ายชาวฮั่นหรือ?” นักศึกษาคิว้ เรียวตากระจ่าง หล่อเหลาราวสลักเสลาจากหยก อย่าว่า แต่แดนมองโกลยากจะมีบุคคลเช่นนี้ ต่อให้เป็นดินแดนกังหน�ำก็หายากยิ่ง ฮุน้ ลุย่ กวาดมองเขาแวบหนึง่ ต้องหน้าแดงอีกครา กล่าวว่า “ต่อให้ทา่ นตาย แล้วกลายเป็นเถ้าถ่าน ยังคงเป็นชาวฮั่น” เมือ่ กล่าวจบ พบว่าพลัง้ ปากไป นักศึกษาตากระจ่างวูบ กล่าวว่า “ใช่ แล้ว ข้าพเจ้าตายแล้วกลายเป็นเถ้าถ่าน ยังคงเป็นชาวฮั่น พวกเราดื่ม” พลางเปิดจุกเทเหล้ามองโกลเข้าปาก ฮุ้นลุ่ยยิ้มพลางกล่าวว่า “ท่าน ร�่ำดื่มเช่นนี้ หมดไปไยมิใช่น่าเสียดายกว่าเดิม?” นักศึกษาตาหรี่ปรือ หัวร่อดังๆ กล่าวว่า “วันนี้เป็นวันที่ข้าพเจ้าภาค ภูมิใจที่สุด สมควรร�่ำดื่มให้เต็มที่” “ท่านภาคภูมิใจอันใด?” นักศึกษากล่าวว่า “หนึง่ นัน้ คบหาท่านเป็นสหาย สอง ข้าพเจ้าได้ของ วิเศษอันล�้ำค่า มา...มา...มา พวกเราดื่มสุราชมภาพวาดกัน” พลางดึงม้วนภาพวาดนั้นจากในถุงหนัง คลี่กางออกแขวนกับคาคบ ไม้ ร้องดังๆ ว่า “ท่านดู นี่ใช่เป็นของวิเศษอันล�้ำค่าหรือไม่?” ฮุน้ ลุย่ ถือก�ำเนิดจากตระกูลขุนนาง ท่านปูเ่ ป็นขุนนางชัน้ ผูใ้ หญ่ ด�ำรง ต�ำแหน่งราชทูต บิดาตอนแรกศึกษาบุ๋น จากนั้นฝึกวิชาบู๊ นับเป็นบัณฑิต ผู้รอบรู้ ฮุ้นลุ่ยได้รับการกล่อมเกลาตั้งแต่เล็ก พลอยล่วงรู้อักษรภาพวาด ภาพวาดนี้เป็นภาพวาดขนาดใหญ่ที่แขวนอยู่ในหอเก็บสมบัติหมู่บ้าน นิลกาฬ เมื่อคืนเห็นไม่ชัดตา ยามนี้ดูระยะใกล้ เห็นภาพขุนเขาล�ำธาร บุคคลในภาพวาดล้วนประณีตงดงาม แต่คล้ายต้องการถ่ายทอดความจริง ขาดซึ่งจินตนาการ ไม่อาจเปรียบกับภาพทิวทัศน์เลื่องชื่อแต่โบราณกาล

139


ต้องลอบหัวร่อ ครุ่นคิดขึ้น ‘นักศึกษานี้งดงามสง่า แต่สายตาในการจ�ำแนก ภาพวาดไม่สูงส่งเท่าใด?’ นักศึกษาดื่มเหล้าฤทธิ์รุนแรงในน�้ำเต้าจนหมดสิ้น หัวร่อดังๆ กล่าว ว่า “ท่านสังเกตความพิสดารไม่ออกหรือ?” เขายืน่ หน้าเข้าไปชมดูระยะใกล้ ดูแล้วดูเล่า พลันร้องเป็นเพลงว่า “ผู้ ใดร้องครวญคลอเพลงซูฮงั่ ดอกบัวบานตระการทัว่ สิบลี้ มิคาดแมกไม้ไร้สนิ้ ไมตรี แม่น�้ำแยกโศกศัลย์นิรันดร์” เอือ้ นถึงประโยคสุดท้าย ต้องร้องซ�ำ้ อีกเทีย่ วหนึง่ คล้ายบังเกิดความ โศกศัลย์ตราบชัว่ นิรนั ดร์ ฮุน้ ลุย่ ต้องครุน่ คิดขึน้ ‘คนโบราณว่าไว้ ร�ำ่ ร้องเพลง ดัง่ หวนไห้ ฟังจากเสียงเพลงของเขา ยังบีบคัน้ จิตใจผูค้ นกว่าการร้องไห้อกี ’ คิดไม่ถงึ นักศึกษาพอร้องจบเพลง กลับร�ำ่ ไห้ออกมาจริงๆ เสียงร�ำ่ ไห้ สะท้านดงไม้ ใบไม้ร่วงพรั่งพรู นกกาที่ค้างอยู่ในดงไม้บินเตลิดขึ้น ฮุ้นลุ่ยถูกเสียงร�่ำไห้ของเขาก่อกวนจนจิตใจสับสน อีกฝ่ายหนึ่งเป็น ชายแปลกหน้า ไม่สะดวกกับการปลอบโยน แต่หากผละจากไปออกจะไร้ น�้ำใจ เห็นนักศึกษายิ่งร�่ำไห้ยิ่งโศกเศร้า พลอยบังเกิดความหดหู่ใจ ต้อง ร้องไห้ตามด้วย นักศึกษาเหลือบมองนางแวบหนึ่ง พลันยกแขนเสื้อเช็ดคราบน�้ำตา เงยหน้าหัวร่ออย่างคลุ้มคลั่ง ฮุ้นลุ่ยร้องเพ้ยค�ำหนึ่ง กล่าวว่า “ท่านดื่มจน เมามายหรือ? ทั้งร้องไห้ทั้งหัวร่อ ก่อกวนเรื่องราวใด?” นักศึกษาชี้มือไปยังนาง กล่าวว่า “ท่านก็ดื่มจนเมามาย ฉันใดฉัน นั้น” ฮุน้ ลุย่ ก้มศีรษะลงมอง ทีแ่ ท้ปกเสือ้ ตนเองถูกน�ำ้ ตาราดรดจนเปียกชุม่ อยู่ดีๆ ร�่ำไห้ไปกับเขา นับว่าไร้เหตุผลจริงๆ ดังนั้นอดหัวร่อมิได้ นั ก ศึ ก ษาเปล่ ง เสี ย งหั ว ร่ อ กล่ า วว่ า “ยอดยุ ท ธ์ ที่ แ ท้ ล� ำ พองถื อ คุณธรรม ร�่ำไห้หัวร่ออยู่เหนือธรรมดา คิดร�่ำไห้ก็ร�่ำไห้ คิดหัวร่อก็หัวร่อ ไย ต้องเสแสร้งแกล้งดัด? เราท่านล้วนเป็นบุคคลมากน�้ำใจ ร�่ำไห้แล้วหัวร่อ มี

140


อันใดน่าประหลาด?” พลางม้วนภาพวาดขึน้ ช้าๆ เอือ้ นอีกว่า “แม่นำ�้ แยงซีเกียงไหลสูบ่ รู พา ปณิธานหาญกล้าไม่สมหมาย เหลียวดูหกสิบปีที่ผ่านไป ทั่วเหนือจรดใต้ อาดูรอดสู” ฮุ้นลุ่ยฉุกใจคิด เมื่อคืนนักศึกษาไปยังหมู่บ้านนิลกาฬทวงถามภาพ วาด หัวหน้าหมู่บ้านนิลกาฬบอกว่ารอเขามาหกสิบปี ยามนี้นักศึกษายัง เอื้อนค�ำ ‘เหลียวดูหกสิบปีที่ผ่านไป’ เป็นจ�ำนวนที่พ้องกันโดยบังเอิญ ไม่ ทราบความนีแ้ ฝงปริศนาอันใด ได้ยนิ นักศึกษากล่าวอีกว่า “วันนีร้ ำ�่ ไห้อย่าง สมใจ หัวร่ออย่างสมใจนัก น่าเสียดายไม่มีสุราแล้ว” พลางโยนน�้ำเต้าลงกับพื้น แตกสลายเป็นสี่เสี่ยง นักศึกษาแม้มีพฤติการณ์ประหลาดพิกล แต่ฮุ้นลุ่ยรู้สึกเขามีอ�ำนาจ โน้มน้าวจิตใจชนิดหนึง่ เมือ่ เงยหน้าขึน้ เห็นอาทิตย์ลอยอยูก่ ลางฟ้า จึงกล่าว “พวกเราสมควรแยกทางกันแล้ว” ค�ำพูดพอกล่าว แม้แต่ตนเองก็รู้สึกอาวรณ์ นักศึกษากล่าวว่า “ท่าน คิดไปที่ใด? ใช่จะกลับหมู่บ้านนิลกาฬหรือไม่?” “ท่านไม่ต้องยุ่งเกี่ยว” “พฤติการณ์ท่านเมื่อคืน ข้าพเจ้าล้วนเห็นแล้ว” ฮุ ้ น ลุ ่ ย หวนนึ ก ถึ ง เหตุ ก ารณ์ ใ นห้ อ งหอ ต้ อ งหน้ า แดงจรดใบหู นักศึกษากล่าวว่า “เจีย๊ ะเสียวเจีย๊ ะงามงด ทัง้ เจนจบวิทยายุทธ์ น้องเราไฉน อิดเอื้อนบ่ายเบี่ยง ไม่ยอมแต่งงานกับนาง?” “ข้าพเจ้ายินยอมหรือไม่ เกี่ยวข้องใดกับท่าน?” นักศึกษายิม้ พลางกล่าวว่า “เมือ่ คืนหากมิใช่ขา้ พเจ้าไปก่อกวน ท่าน ยังไม่อาจหนีออกจากหมู่บ้านนิลกาฬ ยังไม่ขอบคุณข้าพเจ้าอีก?” ฮุ้นลุ่ยถูกหยอกเย้าจนเม้มปากหัวร่อออกมา นักศึกษากล่าวว่า “ชน ชาวเราห้าวหาญ ความจริงไม่ควรตกหลุมสวาท ความหนักแน่นเข้มแข็ง ของท่าน เป็นที่เลื่อมใสของข้าพเจ้านัก”

141


ฮุ้นลุ่ยหน้าแดงอีกครา เกรงว่าหากสนทนากับเขาสืบไป จะเปิดเผย โฉมหน้าแท้จริงออกมา ดังนัน้ ไม่กล่าวว่ากระไร ลอยตัวขึน้ บนหลังม้า มิคาด เพิง่ ออกจากดงไม้ ได้ยนิ เสียงกระพรวนม้าดังติงตัง นักศึกษาควบม้าขาวมา ถึงกล่าวว่า “น้องเรา ข้าพเจ้ามีค�ำพูดจะกล่าว” ฮุ้นลุ่ยหยุดม้า เหลียวหน้าไปกล่าวว่า “โปรดบอกมา” นักศึกษาเร่งม้าควบเคียงคูก่ บั ฮุน้ ลุย่ ยิม้ พลางกล่าวว่า “ในมณฑลซัว ไซ เป็นเขตอิทธิพลของหมูบ่ า้ นนิลกาฬกับค่ายตระกูลซัว ท่านเดินทางเพียง ล�ำพัง หากไม่ถูกหัวหน้าหมู่บ้านนิลกาฬตามตัวกลับไปเป็นบุตรเขย ก็ต้อง ถูกสองพ่อลูกตระกูลซัวจับตัวไป มิสู้ร่วมทางกับข้าพเจ้า ให้ข้าพเจ้าเป็น ผู้คุ้มกันของท่าน” ฮุน้ ลุย่ ขบคิดดู รูส้ กึ มีเหตุผล ไม่ทนั ตอบค�ำ นักศึกษาถามอีกว่า “ท่าน คิดไปที่ใด?” “ข้าพเจ้าคิดขึ้นนครหลวง” นักศึกษาอุทานว่า “ประเสริฐแท้ ข้าพเจ้าก็คิดขึ้นนครหลวง พวกเรา เรียกพี่เรียกน้องกันเถอะ” “ข้าพเจ้ายังไม่ทราบชื่อแซ่ของท่าน จะเรียกหาอย่างไร หรือจะให้ ข้าพเจ้าเรียกท่านเป็นกอกอ (พี่ชาย) ตลอดทั้งวัน” นักศึกษากล่าวว่า “ข้าพเจ้าแซ่เตียนามตังปัง ตังทีแ่ ปลว่าใจภักดิ์ ปัง ที่แปลว่าต้นปัง” ฮุ้นลุ่ยยิ้มพลางกล่าวว่า “นามที่มีความหมายนัก แต่มองโกลไม่มีต้น ปัง ชื่อของท่านตั้งขึ้นอย่างไร?” เตียตังปังย้อนถามว่า “น้องเรา นามของท่านเล่า?” “ข้าพเจ้าแซ่ฮุ้นนามลุ่ย ลุ่ยที่แปลว่าดอกแรกตูม” “นามอันไพเราะนัก เพียงแต่แฝงกลิ่นอายของสตรีอยู่บ้าง ชายแดน มองโกลอันเหน็บหนาวยากจะเห็นดอกแรกตูม ชือ่ ของท่านตัง้ ขึน้ อย่างไร?” ฮุ้นลุ่ยหน้าแปรเปลี่ยนไปกล่าวว่า “ท่านทราบได้อย่างไรว่าข้าพเจ้า

142


เติบใหญ่ที่ชายแดนมองโกลอันเหน็บหนาว?” “ท่านพอดืม่ สุราของข้าพเจ้า ก็ลว่ งรูค้ วามเป็นมา ไยมิใช่บง่ บอกความ เป็นมาต่อข้าพเจ้า?” ฮุ้นลุ่ยค่อยหัวร่อออกมา แต่เมื่อแยกแยะค�ำพูดของเตียตังปัง คล้าย กับเขายังล่วงรู้มากกว่านี้ อดไม่สบายใจมิได้ เตียตังปังยิ้มแย้มแจ่มใส คล้ายล่วงรู้ดาราศาสตร์ ภูมิศาสตร์ กาพย์ กลอนโคลงฉันท์ วิทยายุทธ์ทุกประการ ฮุ้นลุ่ยรับฟังอย่างจดจ่อ ค่อยคลาย ความหวาดระแวง ในที่สุดฟ้ามืดค�่ำลง เตียตังปังยกแส้ม้าชี้ไปเบื้องหน้า กล่าวว่า “เบื้องหน้ามีเมืองน้อยแห่งหนึ่ง พวกเราควรพักพ�ำนักแล้ว” ทัง้ สองเร่งม้าเร็วขึน้ ชัว่ ครูใ่ ห้หลังเข้าสูต่ วั เมือง เสาะพบโรงเตีย๊ มหลัง หนึ่ง เตียตังปังขอเปิดห้องด้านทิศใต้หลังหนึ่ง ฮุ้นลุ่ยรีบกล่าวว่า “ต้องการ ห้องพักสองหลัง” เถ้าแก่โรงเตี๊ยมเหลียวมองเตียตังปัง เตียตังปังยิ้มพลางกล่าวว่า “ตกลง เปิดห้องสองหลัง” เถ้าแก่โรงเตี๊ยมถามว่า “พวกท่านพักเพียงสองคนหรือ?” เตียตังปังรับค�ำ เถ้าแก่โรงเตี๊ยมสงสัยใจยิ่ง แต่เปิดห้องพักอีกหลัง หนึ่งเป็นผลประโยชน์ต่อตัวเอง ดังนั้นไม่ถามอีก ชักน�ำคนทั้งสองไปดูห้อง พัก จากนั้นปลีกตัวไปจัดสุราอาหาร เตียตังปังพอเข้าพัก กล่าวว่า “น้องเรา มิใช่ข้าพเจ้าตระหนี่เงินไม่กี่ ต�ำลึง เราท่านสนทนาด้วยกัน มิใช่ประเสริฐยิ่งหรือ ไยต้องเปิดห้องพักสอง หลังหรือ?” ฮุ้นลุ่ยกล่าวว่า “พี่ท่านยังไม่ทราบ ในชีวิตข้าพเจ้ากลัวพักห้องเดียว กับผู้คนที่สุด” “มิน่าเล่าท่านอยู่ที่หมู่บ้านนิลกาฬ ไม่ยอมร่วมห้องกับเจี๊ยะเสียว เจี๊ยะ” ฮุน้ ลุย่ หน้าแดงวูบ กริง่ เกรงเขากล่าวเหลวไหล เตียตังปังก็ไม่ถามอีก

143


ทั้งสองรับประทานอาหารค�่ำ จากนั้นแยกย้ายเข้าห้องพักผ่อน ฮุน้ ลุย่ ไม่สบายใจ หลังจากปิดประตูลงกลอน ก็ปดิ หน้าต่างแนบแน่น ล้มตัวลงนอนทั้งเสื้อผ้า นึกถึงรอยยิ้มน�้ำค�ำของเตียตังปัง ไม่กล้าข่มตา หลับใหล ได้ยนิ เบือ้ งนอกบังเกิดเสียงเคาะเกราะบอกโมงยาม เป็นเวลายาม สอง ในโรงเตี๊ยมเงียบสงบไร้สุ้มเสียง จิตใจที่เขม็งตึงเครียดของนางค่อย ผ่อนคลาย ครุ่นคิดขึ้น ‘นักศึกษานี้แม้ล�ำพองผยอง แต่ดูไปไม่ใช่คนเจ้าชู้ กรุ้มกริ่ม’ นางไม่ได้นอนสองคืน เมื่อคลายใจลงก็เคลิ้มหลับไป ไม่ทราบหลับ ใหลนานเท่าใด ยามเคลิบเคลิ้มคล้ายเห็นนักศึกษานั้นเดินถึงข้างเตียง ก้ม กายแย้มยิ้มให้ ฮุ้นลุ่ยตวัดกระบี่แทงใส่ นักศึกษาพลันส่งเสียงร้องค�ำหนึ่ง ถูกท�ำร้ายหลั่งโลหิตโซมกาย สร้างความแตกตื่นแก่ฮุ้นลุ่ยจนกรีดร้องออก มา ได้ยินนอกหน้าต่างบังเกิดเสียงโครมคราม เตียตังปังร้องเรียกว่า “น้อง เรา รีบออกมา” ฮุน้ ลุย่ ขยีต้ างัวเงีย ได้ยนิ เสียงร้องของเตียตังปังเต็มไปด้วยความร้อน รุ่ม จากนั้นได้ยินเสียงม้าร้อง สุ้มเสียงหวนโหยยิ่ง ดังนั้นกระโดดปราดขึ้น ยังดีทนี่ างเข้านอนทัง้ ทีส่ วมเสือ้ ผ้า ไม่ตอ้ งเสียเวลามากความ เปิดประตูหอ้ ง เดินออกไป เตียตังปังอยู่บนหลังคา กวักมือเรียกหาว่า “ม้าวิเศษของพวก เราถูกผู้คนขโมยไป รีบตาม” ควรทราบว่าม้าราชสีห์ส่องราตรีของเตียตังปัง กับม้าศึกขนคอแดง ของฮุน้ ลุย่ ล้วนเป็นยอดอาชา บุคคลธรรมดาอย่าหมายเข้าใกล้ได้ โดยเฉพาะ ม้าของเตียตังปังพยศดุร้าย นอกจากผู้เป็นนายแล้ว ไม่มีผู้ใดเรียกหามันได้ ดังนั้นเตียตังปังกล้าทิ้งอัญมณีจินดาอยู่บนหลังม้าอย่างวางใจ คิดไม่ถึงม้า วิเศษเช่นนี้สองตัว กลับถูกผู้คนขโมยไป คนขโมยม้าหากมิใช่ยอดขโมย อันกลอกกลิ้ง ก็ต้องเป็นผู้มีวิทยายุทธ์เลิศล�้ำ ต่อให้เตียตังปังขวัญกล้าฝีมือ เข้มแข็ง อดมีสีหน้าร้อนรุ่มลนลานมิได้ ฮุ้นลุ่ยกระโดดปราดขึ้นบนหลังม้า ถามว่า “สามารถตามทันหรือ?”

144


เตียตังปังกล่าวว่า “ม้าของพวกเราต้องไม่ปล่อยให้โจรร้ายควบคุม คาดว่าสามารถตามทัน” พลางล้วงเงินแท่งหนึ่งโยนลงไปในห้อง เจ้าของโรงเตี๊ยมเพิ่งตื่นขึ้น มาส่งเสียงร้องวุ่นวาย เตียตังปังร้องบอกว่า ค่าห้องพักค่าอาหารอยู่บนพื้น ไม่ทันขาดค�ำ คนก็ล่วงหน้าไปสิบกว่าวา ฮุน้ ลุย่ ตามติดอยูด่ า้ นหลังของเขา เบือ้ งหน้าบังเกิดเสียงม้าร้องตลอด ทาง ทั้งสองติดตามไปตามเสียงโดยไม่รู้สึกตัว ติดตามถึงชานเมือง ใต้แสง เดือนดาวร�ำไร เห็นม้าแดงอยู่หน้า ม้าขาวตามหลัง ส่งเสียงร้องโลดเต้น คล้ายไม่ยอมไป โจรขโมยม้าทัง้ สองล้วนสวมชุดเขียว ใช้ผา้ ด�ำคลุมหน้า มือ ถือธูปก�ำหนึ่ง เปล่งประกายไฟในความมืด คอยจี้ใส่ตัวม้า ม้าได้รับความ เจ็บปวด คิดขยับดิน้ รน แต่ถกู โจรขโมยม้าใช้สองเท้าหนีบไว้ ไม่อาจพยศได้ เตียตังปังกับฮุน้ ลุย่ ทุม่ เทวิชาตัวเบาติดตาม ยามกะทันหันไม่อาจตาม ทัน ได้ยินม้าวิเศษทั้งสองตัวแผดเสียงร้องก้อง ทั้งสองล้วนเจ็บแปลบปลาบ ใจ เตียตังปังพลันขูค่ ำ� รามก้อง พุง่ ปราดไปหลายวา ตวัดมือขวาซัดประกาย สีเงินออกหลายสิบสาย โจรขโมยม้าทั้งสองคล้ายมีดวงตางอกเงยที่กลางหลัง พากันใช้เท้า เกี่ยวอานม้า ซ่อนตัวอยู่ใต้ท้องม้า เตียตังปังถนอมม้าวิเศษ เพียงยิงคนไม่ กล้ายิงม้า โจรขโมยม้าพอหลบหลีก เข็มหลายสิบเล่มจึงซัดใส่ตะโพกม้า ม้า พ่วงพีทั้งสองส่งเสียงร้องด้วยคววามเจ็บปวด กระโจนขึ้นบนสันเขา เตียตังปังกับฮุ้นลุ่ยตามติดโดยไม่ลดละ พลันได้ยินโจรขโมยม้าทั้ง สองหัวร่อฮาฮา สุ้มเสียงหยาดเยิ้ม กลับคล้ายเป็นสตรี ฮุ้นลุ่ยต้องงงงันวูบ เห็นบนสันเขาปรากฏไฟสีเขียวปัด กะพริบวูบวาบอยู่ท่ามกลางพงหญ้า รกร้าง ปรากฏหลุมฝังศพระเกะระกะ กลิน่ อายเยือกเย็นจับใจ แม้แต่นางยัง อดขนลุกเกรียวมิได้ เตียตังปังพลันเปล่งเสียงหัวร่อ กล่าวว่า “ไหนเลยมีนงคราญใฝ่มจิ ฉา กลางราตรีอยู่เคียงคู่ปีศาจร้าย คืนม้าของข้าพเจ้ามา ข้าพเจ้าจะไม่ประมือ

145


กับอิสตรี” พลางชักชวนฮุน้ ลุย่ ทะยานขึน้ บนสันเขา เห็นม้าทัง้ สองตัวยกขาหน้า ขึ้น แบ่งเป็นหนึ่งหน้าหนึ่งหลัง ยืนอยู่บนเนินเขา ทั้งไม่ส่งเสียงร้อง และไม่ ขยับเคลื่อนไหว ใต้ประกายดาวสาดส่อง ลักษณะประหลาดพิกลยิ่ง ฮุ้นลุ่ยกรีดร้องด้วยความตระหนก ได้ยินเตียตังปังแค่นหัวร่อ กล่าว ว่า “ที่แท้เป็นพวกเจ้าก่อกวน” ฮุ้นลุ่ยระงับสติเพ่งตามอง ค่อยพบว่าบนสันเขายืนเรียงรายด้วย ชายฉกรรจ์สี่คน ยกเท้าข้างหนึ่งท�ำท่าก้าวลงบันได กลับเป็นพ่อค้าที่มารับ ซือ้ มุกมณีกบั หัวหน้าหมูบ่ า้ นนิลกาฬทัง้ สีน่ น้ั ท่วงท่าทีพ่ วกมันแสดงขึน้ เป็น ท่าทีที่ถูกเตียตังปังจี้สกัดจุดไว้ ฮุ้นลุ่ยระบายลมจากปาก ยุทธจักรมีโจรขโมยม้าชนิดหนึ่ง สามารถ ปิดสกัดการหมุนเวียนโลหิตของม้า ขณะที่ควบตะบึง ลักษณะคล้ายจี้สกัด จุดไม่อาจไหวติงได้ คาดว่าพ่อค้ามุกมณีทั้งสี่ เมื่อคืนพลาดท่าเสียที คืนนี้ จึงแก้แค้นต่อม้าทัง้ สอง สภาพเช่นนีแ้ ม้นา่ กลัว แต่นางทราบว่าพวกมันไม่ใช่ ภูตผีปศี าจ กลับไม่แตกตืน่ ลนลานเช่นตอนแรก ร้องถามคนทัง้ สีว่ า่ “เมือ่ คืน ข้าพเจ้าคลายจุดให้กบั พวกท่าน พวกท่านไฉนแสร้งความล�ำบากแก่มา้ ของ ข้าพเจ้า?” พ่อค้ามุกมณีทั้งสี่ยังยืนซึมเซาไม่ตอบค�ำ บนสันเขาพลันบังเกิด สุ้มเสียงหนึ่งดังว่า “แขกมาแล้วหรือ? ชักน�ำมันเข้าสุสาน” สุม้ เสียงทึบทึม คล้ายเปล่งจากใต้ดนิ ฟังดูอยูไ่ กล แต่กอ็ ยูใ่ กล้ยงิ่ ฮุน้ ลุ่ยใจหายวาบ วิชาส่งเสียงทางลมปราณนี้ หากปราศจากก�ำลังภายในอัน ลึกล�้ำยากที่จะกระท�ำได้ ดูท่าศัตรูในคืนนี้แม้มิใช่ภูตร้าย แต่ยังน่ากลัวกว่า ภูตพรายอีก ทันใดในกองหินปรากฏสตรีสองนางแสดงตนขึ้น ทั้งสองสวมใส่ชุด เขียว หลังผ้าคลุมหน้าเผยเห็นดวงตาเขียวเรือง ทั้งคู่ดูไปไม่คล้ายเป็นสตรี ชาวฮั่น พวกนางคุกเข่าลงข้างหนึ่ง กล่าวว่า “เชิญเถอะ”

146


เตียตังปังกล่าวว่า “แก้ไขม้าของพวกเราก่อนแล้วค่อยว่ากล่าว” สตรีทั้งสองกล่าวว่า “จู้ยิ้น (นาย) ของพวกเราย่อมมีค�ำสั่ง ขออย่า ได้ต�ำหนิ หากไม่ท�ำเช่นนี้ก็ไม่สามารถชักน�ำพวกท่านมา” ฮุ้นลุ่ยเห็นพวกนางแสดงท่าทีเป็นมิตร จึงกล่าว “จู้ยิ้นพวกท่านเป็น ใคร?” สตรีที่น�ำหน้าเหลียวหน้ามากล่าวว่า “ใช่แล้ว เราลืมกฎของเส้นทาง มิจฉาชีพท่าน พี่รอง ส่งนามบัตรแก่พวกมัน” สตรีทดี่ า้ นหลังหันกายมา ยืน่ ส่งกระดูกขาวให้สองท่อน เตียตังปังชม ดูจนหน้าแปรเปลี่ยนไป ฮุ้นลุ่ยระงับสติกล่าวว่า “นามบัตรนี้กลับพิเศษ พิสดารนัก” สตรีทั้งสองยิ้มเล็กน้อย ท�ำหน้าที่น�ำทาง เตียตังปังรีบกระซิบที่ข้าง หูฮุ้นลุ่ยว่า “ท่านรีบหนี จู้ยิ้นของพวกนางคือเฮ็กแป๊ะม่อคอ (มารร้ายด�ำ ขาว)” ฮุ้นลุ่ยทวนค�ำ ‘มารร้ายด�ำขาว’ ในใจ พลันนึกออกว่าจิวซัวมิ้งเคย บอกว่ายุทธจักรมีตัวประหลาดที่น่ากลัวคู่หนึ่ง บิดาพวกมันเป็นพ่อค้าชาว ชมพูทวีป เดินทางเข้าทิเบตไปประกอบการค้า ถือสัญชาติทิเบต ตบแต่ง หญิงทิเบตเป็นภรรยาก�ำเนิดพี่น้องฝาแฝดคู่หนึ่ง กลับเป็นหนึ่งด�ำหนึ่งขาว ลักษณะประหลาดพิกลยิ่ง ค�ำม่อคอเป็นภาษาสันสกฤตแปลว่ามารร้าย ดัง นัน้ คนเผ่าเดียวกันเรียกผูพ ้ เี่ ป็นเฮ็กม่อคอ (มารร้ายด�ำ) เรียกผูน้ อ้ งเป็นแป๊ะ ม่อคอ (มารร้ายขาว) บิดาของมารร้ายด�ำขาวความจริงเป็นยอดฝีมือชมพูทวีป ทั้งสองทั้ง ฝึกวิชาฝีมือชมพูทวีป ยังร�่ำเรียนวิชาการต่อสู้ของทิเบตมองโกล ดังนั้นมี แนววิชาประหลาดพิกลยิง่ เมือ่ มีอายุสบิ กว่าปี ทัง้ สองก็ออกจากทิเบต ท่อง ทั่วแผ่นดินตงง้วน ฟังว่าภายหลังตบแต่งธิดาของเศรษฐีเปอร์เซียซึ่งมี หลักแหล่งอยูท่ เี่ มืองกวางโจวเป็นภรรยา ดังนัน้ พวกมันรูจ้ กั ภาษาชมพูทวีป ภาษาฮั่น ภาษาเปอร์เซีย ภาษามองโกล และภาษาทิเบต ครอบครัวนี้

147


เคลื่อนไหวอย่างลี้ลับ มีบ้านเรือนอยู่ตามที่ต่างๆ มักพกอัญมณีมีค่าติดตัว มีคนบอกว่าเป็นของที่ขโมยมา และมีคนบอกว่ามันเป็นพ่อค้าอัญมณี ที่แท้ เป็นอย่างไร ไม่มีผู้ใดกล้าสอบถาม ซึ่งความจริงตระกูลของพวกมันทั้งมิใช่มหาโจร และมิใช่พ่อค้าสุจริต หากแต่เป็นคนซื้อขายอัญมณีที่ไม่เปิดเผย คอยรับซื้อของโจรจากโจรโดด เดี่ยว จากนั้นน�ำไปขายยังเปอร์เซียและชมพูทวีป โจรโดดเดี่ยวมักมีวิทยา ยุทธ์สูงเยี่ยม ขโมยสิ่งของได้ไม่ยากนัก ปัญหาอยู่ที่จะปล่อยอัญมณีใน มืออย่างไร เมือ่ มีบคุ คลเช่นมารร้ายด�ำขาวคอยรับซือ้ ย่อมมุง่ มาดปรารถนา ดังนั้นโจรโดดเดี่ยวอันร้ายกาจในยุทธจักร ล้วนมีการติดต่อกับมารร้ายด�ำ ขาวอย่างลึกลับ หัวหน้าหมู่บ้านนิลกาฬก็เป็นหนึ่งในจ�ำนวนนั้น พ่อค้าอัญ มณีทฮี่ นุ้ ลุย่ พบเห็นเมือ่ คืนทัง้ สีเ่ ป็นนายหน้ารับซือ้ ของมารร้ายด�ำขาว เบือ้ ง หลังเหล่านี้ มิเพียงฮุ้นลุ่ยไม่ล่วงรู้ แม้แต่เตียตังปังก็ไม่ทราบ เตียตังปังพอเห็นกระดูกขาว ก็ทราบว่าเป็นสัญลักษณ์ของมารร้าย ด�ำขาว ดังนั้นกระซิบบอกให้ฮุ้นลุ่ยหลบหนี ฮุ้นลุ่ยกลับยิ้มออกมา กล่าวว่า “เมื่อตอนกลางวัน ท่านมิใช่เรียกข้าพเจ้าเป็นผู้คุ้มกันหรอกหรือ? ตอนนี้ ข้าพเจ้ามิอาจไม่ติดตามท่าน” เตียตังปังเข้าใจว่านางไม่ล่วงรู้พลังฝีมือความเป็นมาของมารร้ายด�ำ ขาวคิดอธิบายต่อนาง ก็ไม่อาจบอกกล่าวได้ในเวลาอันสั้น สตรีเปอร์เซียทั้ง สองก็เหลียวมองมาตลอดเวลา ได้แต่ลอบคร�่ำครวญในใจ ซึ่งความจริง ฮุ้นลุ่ยมิใช่ไม่ทราบ หากแต่ไม่ยอมผละจากเขาไปในยามคับขัน สตรีเปอร์เซียทัง้ สองน�ำทาง ตัดผ่านดงหินหลุมฝังศพรกร้าง ชัว่ ครูใ่ ห้ หลังมาถึงหน้าสุสานขนาดใหญ่หลังหนึ่ง ภายในสุสานบังเกิดสุ้มเสียงดังว่า “แขกที่มาเป็นเด็กน้อยทั้งสองหรือ?” สตรีเปอร์เซียรับค�ำว่า “ถูกแล้ว เด็กน้อยทั้งสองนี้ขวัญกล้าบังอาจ ยิ่ง” สุ้มเสียงในสุสานดังว่า “ตกลง ยัดพวกมันเข้ามา”

148


สตรีเปอร์เซียกดมือลงบนประตูสสุ าน เสียงครืดๆ พลันดัง เตียตังปัง ชิงสะบัดฝ่ามือฟาดประตูสสุ านเปิดออก หัวร่อฮาฮากล่าวว่า “มิตอ้ งให้ทา่ น เชิญ ข้าพเจ้ามาแล้ว” ในสุสานโบราณมีหอ้ งรับแขก ตกแต่งอย่างงดงามดัง่ ราวกับต�ำหนักใต้ ดิน ในห้องโถงปักเทียนไขหยาบเท่าแขนเด็กสิบสองเล่ม สาดแสงสว่างไสว คาดว่าต�ำหนักใต้ดินมีที่ถ่ายเทอากาศ คนอยู่ภายในไม่รู้สึกอึดอัดนัก ฮุน้ ลุย่ กวาดตามอง เห็นในห้องโถงจัดตัง้ โต๊ะหินอ่อนตัวหนึง่ หน้าโต๊ะ นั่งไว้ด้วยตัวประหลาดผมหงิกงอ จมูกงุ้มสองคน หนึ่งด�ำหนึ่งขาว ตัดกัน อย่างเด่นชัด สองฟากข้างนั่งไว้ด้วยชาวฮั่นข้างละสองคน คือพ่อค้าอัญมณี ทั้งสี่นั้น ฮุ้นลุ่ยต้องครุ่นคิดขึ้น ‘ที่แท้สุสานโบราณนี้ยังมีทางออกอื่นอีก’ ได้ยินมารร้ายด�ำขาวถามว่า “คนขโมยอัญมณีเป็นคนทั้งสองหรือ?” พ่อค้าอัญมณีกล่าวว่า “เป็นคนอายุมากกว่า คนอายุน้อยกว่าเป็น บุตรเขยหัวหน้าหมู่บ้านนิลกาฬ มันไม่ได้ลงมือ ทั้งยังคลายจุดแก่พวกเรา” มารร้ายด�ำผงกศีรษะ กล่าวกับฮุ้นลุ่ยว่า “เจ้าถอยไปด้านข้าง” ฮุ้นลุ่ยโต้แย้งว่า “ข้าพเจ้ามากับเขา ไยต้องถอยไปด้านข้าง?” มารร้ายด�ำเลิกคิ้วไม่กล่าวกระไร หันไปกล่าวกับเตียตังปังว่า “เด็ก น้อยขวัญกล้าบังอาจนัก กลับกล้าไปขโมยอัญมณีท�ำร้ายคนที่หมู่บ้าน นิลกาฬ ทั้งยังฟาดประตูใหญ่ของเรา” เตียตังปังยิ้มพลางกล่าวว่า “พวกท่านอยู่ที่แผ่นดินตงง้วนนาน เท่าใด?” “ค�ำพูดนี้หมายความอย่างไร?” เตียตังปังกล่าวว่า “พวกท่านเคยได้ยินค�ำ ‘แค้นมีเป้า หนี้มีเจ้าหนี้’ ของชาวฮั่นหรือไม่? อย่าว่าแต่ข้าพเจ้าไม่เคยขโมยอัญมณี ต่อให้ข้าพเจ้า เข้าหมู่บ้านนิลกาฬไปขโมยอัญมณี เกี่ยวข้องใดกับพวกท่าน?” มารร้ายด�ำขาวหน้าแปรเปลีย่ นไป ได้ยนิ เตียตังปังกล่าวอีกว่า “พวก ท่านขโมยม้าข้าพเจ้า ไหนเลยโทษว่าข้าพเจ้าฟาดประตูพวกท่านได้? อีก

149


ประการทีน่ ไี้ ม่ได้เป็นของพวกท่าน หากแต่เป็นทีอ่ ยูข่ องคนตาย สุสานนีเ้ ป็น ของท่านอ๋องใดกระมัง?” มารร้ายขาวกล่าวว่า “เป็นของจิ้นอ๋อง เป็นอย่างไร?” “ค�ำพังเพยว่าไว้ ปิดประตูบ้านตั้งตนเป็นฮ่องเต้ พวกท่านปิดประตู ใหญ่บานนี้ แม้เป็นฮ่องเต้ไม่ได้ อย่างน้อยสามารถสวมรอยเป็นจิ้นอ๋อง” มารร้ายด�ำขาวถูกเตียตังปังกล่าวแดกดัน ล้วนเดือดดาลเป็นการใหญ่ ไม่เห็นพวกมันขยับกายท�ำท่า พลันลอยตัวขึน้ จากทีน่ งั่ ยืน่ มือทัง้ สีข่ า้ งตะกุย ใส่ศีรษะเตียตังปังโดยพร้อมเพรียง ฮุ้นลุ่ยส่งเสียงร้องค�ำหนึ่ง พลันเห็นประกายสีขาวสายหนึ่งพุ่งวาบ คล้ายสายคาดพาดขวางกลางห้องโถง ที่แท้เตียตังปังก็พกพากระบี่วิเศษ ชักกระบี่ออกมาต้านทานการจู่โจมของคนทั้งสอง มารร้ายด�ำขาวร้องค�ำ “อาวุธทีด่ ”ี ในเงาคนประกายกระบีบ่ งั เกิดเสียง ดังปานฉีกแพร เตียตังปังหัวร่อดังๆ กล่าวว่า “วิเศษแท้ มารร้ายด�ำขาวผนึก ก�ำลังจัดการกับเด็กน้อยผู้หนึ่ง” ค�ำพูดพอกล่าว มารร้ายด�ำขาวพลันหงายร่างตีลังกากลับไปยังที่นั่ง เดิม สีหน้ากระอักกระอ่วนยิ่ง ที่ แ ท้ ม ารร้ า ยด� ำ ขาวไม่ ไ ด้ ยึ ด ถื อ เตี ย ตั ง ปั ง เป็ น คู ่ มื อ เมื่ อ ครู ่ ย าม เดือดดาลพากันลงมือ โดยไม่ได้นึกถึงกฎในยุทธจักร เข้าใจว่าสามารถ จัดการกับเด็กน้อยนี้โดยง่ายดาย มิคาดเตียตังปังชักกระบี่ พวกมันพอโถม ลงไป คิดหลบหลีกก็ไม่ทันท่วงที สุดท้ายแม้ตะกุยเสื้อขาวของเตียตังปัง ขาดเป็นหลายส่วน แต่มงกุฎแพรบนศีรษะพวกมันก็ถูกฟันหลุดไป แม้แต่ ผมเผ้ายังถูกฟันขาดไปกระจุกใหญ่ ทัง้ ยังถูกครหาว่าเป็นผูใ้ หญ่รงั แกผูเ้ ยาว์ ใช้พวกมากเข้ากลุ้มรุมคนน้อยกว่า มารร้ายด�ำกวาดตามองเตียตังปังแวบหนึ่ง กล่าวว่า “เพลงกระบี่ที่ดี พวกเราจะประลองสักครา” น�ำ้ ค�ำแปรเปลีย่ นไป ไม่ได้ยดึ ถือเขาเป็นเด็ก หากแต่เปรียบเป็นคูม่ อื

150


แล้ว เตียตังปังยิ้มพลางกล่าวว่า “พวกท่านคิดเข้ามาโดยพร้อมเพรียง หรือ สู้กันตัวต่อตัว ชนะจะเป็นไร? พ่ายแพ้จะเป็นไร?” มารร้ายด�ำกระชากเสียงว่า “พวกเจ้ามีสองคน พวกเราก็มีสองคน ไม่ว่าผู้ใดก็ไม่อาจมีเปรียบกว่า” ด้วยเกียรติภูมิของมารร้ายด�ำขาว กลับยินยอมต่อสู้กับพวกเขาเป็น สองคู่ แสดงว่ายึดถือเตียตังปังกับฮุ้นลุ่ยเป็นคู่มือจริงๆ ฮุ้นลุ่ยรับค�ำ เตียตังปังชิงกล่าวว่า “ไม่ ข้าพเจ้าจะประลองกับพวก ท่านเพียงคนเดียว” มารร้ายด�ำร้องว่า “ตกลง เราประลองกับเจ้า พี่น้องเจ้าไม่ลงมือ พี่ น้องเราก็ไม่ลงมือ” ฮุ้นลุ่ยคิดกล่าวกระไร เตียตังปังรีบกล่าวว่า “น้องเรา ให้ข้าพเจ้า ทดลองดูก่อน หากใช้การไม่ได้ ท่านค่อยลงมือก็ไม่สาย” มารร้ายด�ำยื่นมือออก หยิบฉวยไม้เท้าหยกด้ามหนึ่งจากในโลงหยก ที่มุมห้อง กระโดดปราดมายังกลางวง ร้องว่า “มาเถอะ หากเราชนะ ม้า วิเศษและของมีค่าของเจ้าล้วนเป็นของเรา” เตียตังปังถามว่า “หากท่านพ่ายแพ้เล่า?” มารร้ายด�ำร้องด้วยโทสะว่า “หากเราพ่ายแพ้ สถานที่นี้จะยกให้กับ เจ้า” ควรทราบว่าสุสานโบราณนี้เป็นหนึ่งในถ�้ำที่ซ่อนสมบัติของมารร้าย ด�ำขาว ภายในสะสมอัญมณีมีค่าควรเมือง มารร้ายด�ำทุ่มเดิมพันกับเตียตัง ปัง นับว่ายุติธรรมอย่างยิ่ง เตียตังปังกล่าวว่า “ผูใ้ ดต้องการหลุมปีศาจนี?้ ข้าพเจ้าเพียงต้องการ ให้รักษาม้าของข้าพเจ้า” “นั่นง่ายดายยิ่ง แต่เราท�ำการค้าจนเคยชิน เมื่อลั่นปากต้องท�ำตาม พวกเราเดิมพันอย่างยุติธรรม เราไม่คิดเอาเปรียบเจ้า ของวิเศษของเจ้ากับ ของวิเศษเรา ยากตีราคาสูงต�่ำได้ ต้องการหรือไม่แล้วแต่เจ้า ลงมือเถอะ”

151


เสือ้ ยาวของเตียตังปังถูกสองมารร้ายด�ำขาวฉีกขาดกะรุง่ กะริง่ เป็นที่ ขัดมือขวางเท้า ดังนั้นยิ้มพลางกล่าวว่า “ข้าพเจ้ากลับกลายเป็นกระยาจก ขอทานแล้ว” เสียงคว้ากเมื่อฉีกกระชากเสื้อยาวลงมา เผยเห็นชุดรัดกุมที่สวมอยู่ ภายใน ร่างท่อนบนใส่เสือ้ กัก๊ ทอด้วยใยทองจากโซวจิว ปักรูปมังกรทองสอง ตัว โลดคลืน่ ต่อสูก้ นั ภายใต้เปลวเทียนสาดส่องยิง่ งามเฉิดฉายสะดุดตา ฮุน้ ลุ่ยชมดูจนสงสัยใจยิ่ง ครุ่นคิดขึ้น ‘ประหลาดแท้ ดินแดนมองโกลก็มีฝีมือ ปักทอเช่นนี้’ เตียตังปังจัดแจงเสื้อผ้า โอบกระบี่ประสานมือกล่าวว่า “ท่านเชิญ ก่อน” มารร้ายด�ำยิ้มเล็กน้อย คล้ายพึงพอใจต่อสัมมาคารวะของเขา ขยับ กายวูบหนึ่ง รอยยิ้มยังไม่จางหาย ก็กวาดกระแทกไม้เท้าใส่เตียตังปังดัง หวืดใหญ่

152


6

กระบี่ผนึกรวม ท่าเพลงชวนเคลือบแคลง เตียตังปังตวัดกระบี่ขึ้น กระบี่ไม้เท้าพอปะทะ บังเกิดเสียงดัง สดใสกังวาน ประกายสีเขียวกับประกายสีขาวพัวพันกัน ฮุ้นลุ่ยต้อง ใจหายวาบ ครุ่นคิดขึ้น ‘ที่แท้ไม่เท้าหยกของตัวประหลาดนี้ก็เป็น ของวิเศษสิ่งหนึ่ง’ คนทัง้ สองคล้ายถือดีในพลังการฝึกปรือ เตียตังปังยกกระบีว่ เิ ศษเกาะ ติดกับไม้เท้าหยก ไม้เท้าหยกของมารร้ายด�ำถูกประกายกระบี่ห่อหุ้มไว้ ไม่ อาจถอนดึงออกมา ต่างฝ่ายต่างปักหลักยืนหยัดกับพื้น ผ่านไปชั่วน�้ำเดือด หน้าผากทั้งสองล้วนมีหยาดเหงื่อไหลซึมออกมา ฮุ้นลุ่ยเพิ่งครุ่นคิด หากเป็นเช่นนี้สืบไป ไยมิใช่บาดเจ็บทั้งสองฝ่าย? พลันได้ยินเสียงหวืด มารร้ายด�ำลอยตัวขึ้น ไม่รั้งไม้เท้ากลับ ทั้งคนทั้งไม้ เท้าแขวนอยู่บนกระบี่วิเศษของเตียตังปัง หมุนวนอย่างรวดเร็ว สร้างความสงสัยใจแก่ฮุ้นลุ่ย ไม่ทราบนี่เป็นวิชาฝีมือใด พลันได้ยิน เสียงดัง เตียตังปังร้องว่า “ย�่ำแย่แล้ว” ฮุ้นลุ่ยใจหายวาบ ขณะจะชักกระบี่ออก คนทั้งสองพลันแยกย้ายผละ จากกัน เตียตังปังหัวร่อฮาฮากล่าวว่า “ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร ที่แท้ท่านเพียง เป็นลาตัวหนึ่ง เดินวนอยู่ครึ่งค่อนวันยังวนหาอันใดไม่ได้” ไม่ทนั ขาดค�ำ มารร้ายด�ำผมเผ้าหนวดเคราลุกชีช้ นั ร้องดังๆ ว่า “เด็ก น้อยไม่ทราบเป็นตายร้ายดี” พลางลอยตัวขึ้น ประกายสีเขียวแผ่กระจาย ทิ่มใส่จุดเทียนเท้งบน

153


หน้าผากของเตียตังปัง สภาวะทั้งรวดเร็วทั้งพิกล เตียตังปังหัวร่อดังๆ ออกมาอีกครา กล่าวว่า “เด็กน้อยจะตีลาแก่ แล้ว” พลางสูดลมหายใจยุบท้องน้อย ย้ายร่างไปด้านหลัง ตวัดกระบี่วิเศษ กระบวนท่านี้ใช้ได้พอดีเป็นที่สุด เห็นแน่ชัดว่าแขนของมารร้ายด�ำต้องถูก กระบี่วิเศษฟันขาดลงมาแล้ว ที่แท้เมื่อครู่ทั้งสองใช้ก�ำลังภายในเข้าหาญหัก ไม่ปรากฏผลแน่ชัด มารร้ายด�ำกลับใช้วชิ ามัว้ ปัว้ กง (พลังเครือ่ งโม่) ของแดนไซฮกหลุดพ้นออก ไป เตียตังปังต้องลอบตื่นตระหนก หวนนึกถึงตนเองไม่สามารถคลี่คลาย การหักล้าง มารร้ายด�ำกลับดิ้นหลุดรอดได้ นับว่าไม่อาจชะล่าดูแคลน ดังนัน้ กล่าวกระตุน้ อีกฝ่ายหนึง่ เป็นลา มารร้ายด�ำก็หลงกล ลอยตัวด้วยโทสะ ใช้ออกด้วยกระบวนท่าอ�ำมหิต ไหนเลยจะคาดยอดฝีมือชิงชัยถือสาการ บังเกิดโทสะจิต กลับตกหลุมพรางใช้ความสงบสยบความเคลื่อนไหวของ เตียตังปัง เห็นเตียตังปังฟันกระบี่เฉียงๆ ประกายกระบี่ทะลวงผ่านประกายสี เขียวเข้าไป ฟันใส่แขนของมารร้ายด�ำ แต่มารร้ายด�ำฝึกปรือวิชาโยคะของ ชมพูทวีป ตลอดทั้งร่างอ่อนนุ่มราวไร้กระดูก สามารถบังคับกล้ามเนื้อทุก ส่วนบิดไขว้ยืดหดได้ตามใจปรารถนา ยามนั้นเตียตังปังรู้สึกปลายกระบี่ลื่น วูบ แขนของมารร้ายด�ำกลับวกวูบไปด้านหลัง จากนั้นมารร้ายด�ำตีลังกาห้อยหัวกลับลงกับพื้น ลืมตาโปนโตปาน กระดิ่งขู่ค�ำรามว่า “เด็กร้ายกาจ เราขอเสี่ยงกับเจ้าแล้ว” พลางกระโดดปราดขึ้น หวดไม้เท้าลงยังศีรษะ เตียตังปังตีโต้ไป กระบวนท่าหนึ่ง มารร้ายด�ำก็ตีลังกาอีกครา ห้อยหัวลงกับพื้น ใช้เท้าแทน มือ ควงไม้เท้าหยกเขี่ยใส่จุดตังชั้งที่ท้องน้อยเตียตังปัง เตียตังปังใช้กระบี่ปานจักรผัน ชั่วพริบตาตีโต้ไปหลายกระบวนท่า เห็นมารร้ายด�ำบัดเดี๋ยวลอยตัวขึ้น บัดเดี๋ยวห้อยหัวลงกับพื้น ใช้ทั้งมือเท้า

154


ควงไม้เท้าดังหวืดหวือ ใช้กระบวนท่าพิกลพิการยิ่ง ฮุ้นลุ่ยชมดูจนสูดลมหายใจเข้าไปอย่างหนาวเหน็บ เมื่อเพ่งตามอง เห็นมุมปากเตียตังปังประดับด้วยรอยยิ้ม ยืนแน่วนิ่งไม่เคลื่อนไหว สะบัด กระบี่ดุจรุ้งขาวพุ่งหาอาทิตย์ กรีดซ้ายฟันขวาอยู่ท่ามกลางกลุ่มประกายสี เขียว ลงมือไม่รวดเร็วเท่าใด แต่ทกุ กระบวนท่าใช้ได้พอดีเป็นทีส่ ดุ คลีค่ ลาย สภาวะจู่โจมของมารร้ายด�ำไปได้ เพลงไม้เท้าของมารร้ายด�ำเป็นวิชาเร้นลับจากดินแดนภาคตะวันตก ขนานนามเทียนม้อเจีย้ งฮวบ (เพลงไม้เท้ามารฟ้า) แต่รกุ ไล่รว่ มร้อยกระบวน ยังซอกซอนหาช่องว่างจุดอ่อนของศัตรูไม่พบ มารร้ายขาวจับตาดูอยู่ด้าน ข้าง เนื่องเพราะท�ำความตกลงอยู่ก่อน ไม่สะดวกกับการยื่นมือช่วยเหลือ ได้ยินนอกสุสานบังเกิดเสียงไก่ขันบอกอรุณโดยไม่รู้สึกตัว เป็นเวลา รุ่งเช้าแล้ว มารร้ายด�ำต่อสู้เป็นเวลานานไม่อาจเผด็จศึกได้ สร้างความร้อน รุ่มร�ำคาญยิ่ง โถมจู่โจมรุนแรงกว่าเดิม เตียตังปังยังไม่หวั่นไหว ปักหลักยืน หยัดกับที่ สภาวะกระบี่ไม่เร่งร้อนไม่เชื่องช้า ในความหนักแน่นเข้มแข็ง ดู ไปงามสง่ายิ่ง ฮุ้นลุ่ยชมดูจนตาลายพร่าพราย ในใจตื่นเต้นสงสัย ควรทราบว่า ฮุ้นลุ่ยฝึกกระบี่กับธิดามังกรเหินฟ้าเอี๊ยบเอี่ยงเอี้ยงสิบปี เอี๊ยบเอี่ยงเอี้ยงมี เพลงกระบี่เลิศล�้ำ แตกฉานวิชากระบี่ทุกค่ายส�ำนัก ดังนั้นฮุ้นลุ่ยแม้เยาว์วัย แต่นับเป็นผู้เชี่ยวชาญเชิงกระบี่ ขอเพียงผู้อื่นลงมือ จะล่วงรู้แนวทางที่มา คืนนี้ดูอยู่ครึ่งค่อนคืน แต่สังเกตแนวทางกระบี่ของเตียตังปังไม่ออก เห็นเพลงกระบีข่ องเตียตังปังครอบคลุมทุกค่ายส�ำนัก เช่นเดียวกับที่ นางร�่ำเรียน แต่กระบวนท่าที่ใช้ต่างกับของนาง ที่น่าประหลาดคือ นางไม่ เคยเห็นเพลงกระบีช่ ดุ นีช้ ดั ๆ ไฉนบังเกิดความรูส้ กึ คล้ายเคยรูจ้ กั รูส้ กึ ว่าทุก กระบวนท่าของเขาเหนือความคาดหมายของนาง แต่หลังจากใช้ออก กลับ เห็นว่าทุกกระบวนท่าล้วนถูกใจตนเอง ดังนั้นทั้งเลื่อมใส ทั้งสบใจ ทั้งเหนือ ความคาดหมาย ทั้งอยู่ในความคาดหมาย

155


ฮุ้นลุ่ยทุ่มเทสมาธิจดจ่อ ในใจคล้ายบังเกิดความคิดวูบขึ้นดุจสายฟ้า รู้สึกว่าเพลงกระบี่ของเตียตังปังชุดนี้ แม้ต่างกับที่ตนเองร�่ำเรียน แต่ก็คล้าย ข่มกัน สามารถหนุนเสริมกับที่นางร�่ำเรียน คล้ายพี่น้องฝาแฝดคู่หนึ่งที่มี กระแสจิตสัมพันธ์กัน พริบตานั้นฮุ้นลุ่ยบังเกิดความคิดพลุ่งพล่านสับสน เตียตังปังกับมาร ร้ายด�ำแม้ยังต่อสู้อย่างดุเดือด แต่นางคล้ายไม่ได้ยินไม่ได้เห็น พลันหวน นึกถึงค�ำสนทนาระหว่างนางกับซือแป๋ เมื่อค�่ำคืนก่อนที่จะลงจากเขา นั่นเป็นค�่ำคืนสิ้นปี บนยอดเขาตอนเหนือของมณฑลเสฉวน ปลูกห้องศิลาหลังหนึ่ง ภายในห้องจุดเทียนไขหยาบเท่าแขนเด็กสิบ สองเล่ ม ลั ก ษณะและจ� ำ นวนของเที ย นไขเป็ น เช่ น เดี ย วกั บ คื น นี้ ท่ามกลางเปลวเทียนล้อมรอบนั่งไว้ด้วยสตรีกลางคน และหญิงสาว สะคราญปานบุปผานางหนึ่ง นั่นคือธิดามังกรเหินฟ้าเอี๊ยบเอี่ยงเอี้ยง กับศิษย์รักเพียงคนเดียวของนางนามฮุ้นลุ่ย ภายในห้องจัดเรียงสุราอาหาร แต่มิใช่เป็นการเลี้ยงฉลองวันสิ้นปี หากแต่เป็นงานเลี้ยงส่งระหว่างสองอาจารย์กับศิษย์ ฮุ้นลุ่ยล่วงรู้ความแค้น โชกเลือดของตระกูลจากปากค�ำซือแป๋ ปรารถนาใคร่ลงจากเขาไปล้างแค้น แต่เนิ่นๆ แต่คืนนี้ซือแป๋เลี้ยงส่งนาง กลับเป็นที่เหนือความคาดหมายของ นาง เหตุใดไม่เลี้ยงส่งเร็ว เลี้ยงส่งช้า กลับเลี้ยงส่งในคืนสิ้นปีนี้ เอี๊ยบเอี่ยงเอี้ยงคล้ายดูออก ดื่มสุราค�ำแล้วค�ำเล่า ดื่มติดต่อกันสาม จอกพลันทอดถอนใจ กล่าวว่า “ปีหนึ่งใกล้สุดสิ้น คนไม่หวนคืนกลับ เมื่อ สิบสองปีก่อน เราส่งคนผู้หนึ่งจากไป ไม่ สมควรบอกว่าไล่คนผู้หนึ่งไป คืนนี้ก็จะส่งเจ้าไปอีก” ฮุน้ ลุย่ ไม่ทราบต้นสายปลายเหตุ ไม่กล้าตอบค�ำ เอีย๊ บเอีย่ งเอีย้ งเหม่อ มองดูฮุ้นลุ่ย พลันกล่าวว่า “ภายหน้าหากเจ้าไปยังมองโกล พบเห็นคน ผู้หนึ่ง ให้บอกว่าเราเรียกเขากลับมา”

156


ฮุ้นลุ่ยถามโพล่งว่าผู้ใด เอี๊ยบเอี่ยงเอี้ยงหน้าแดงเรื่อ ดื่มสุราอีกจอก หนึ่งค่อยกล่าวเบาๆ “เป็นซาซือแป๊ะ (ศิษย์ผู้พี่ที่สามของอาจารย์) เจ้า เจี่ย เทียนฮั้ว” ฮุ้นลุ่ยกล่าวอย่างสงสัยใจ “ซาซือแป๊ะเจี่ยเทียนฮั้ว ท่านผู้เฒ่ามิใช่ไป ยังมองโกลเพื่อลอบสังหารเตียจงจิว ล้างแค้นให้กับท่านปู่หรอกหรือ?” เอี๊ยบเอี่ยงเอี้ยงกล่าวว่า “ใช่แล้ว เมื่อสิบปีก่อนเขาไปยังมองโกล แต่ คืนนีข้ องสิบสองปีกอ่ น เขาได้ไปจากเรา ด้วยพลังฝีมอื และไหวพริบของเขา คิดล้างแค้นให้กับท่านปู่เจ้าสมควรล้างแค้นได้แต่แรก ในความคาดคิดของ เรา เขาคงไม่ยอมกลับมาอีก” ฮุ้นลุ่ยถามไถ่สาเหตุ เอี๊ยบเอี่ยงเอี้ยงพลันหันเหหัวเรื่องว่า “เพลง กระบี่ของทุกค่ายส�ำนักเราล้วนรู้จัก มีแต่เพลงกระบี่แขนงหนึ่ง ที่เรากระทั่ง เห็นยังไม่เคยเห็นมา เจ้าว่าน่าประหลาดหรือไม่?” ฮุ้นลุ่ยเห็นว่าต�่ำใต้มีค่ายส�ำนักมากหลาย มีเพลงกระบี่แขนงหนึ่งไม่ เคยเห็น ไม่มีใดน่าประหลาด มิคาดซือแป๋นางกล่าวว่า “นั่นเป็นเพลงกระบี่ ของส�ำนักเราเอง” ฮุ้นลุ่ยงงงันวูบ ทวนค�ำว่า “เพลงกระบี่ส�ำนักเรา?” เอี๊ยบเอี่ยงเอี้ยงกล่าวว่า “เจ้ายังไม่ทราบ ที่เจ้าร�่ำเรียนแม้เป็นเพลง กระบี่ชุดหนึ่ง แต่ได้แต่บอกว่าเป็นเพลงกระบี่ครึ่งชุดของส�ำนักเรา ซือโจ้ว (อาจารย์ของอาจารย์) เจ้าบัญญัตเิ พลงกระบีส่ องชุด ชุดหนึง่ ขนามนามเพลง กระบี่เลิศล�้ำหมื่นธารมุ่งมหรรณพ ชุดหนึ่งขนานนามเพลงกระบี่ร้อนเย็น พิสดารร้อยแปลง ซาซือแป๊ะเจ้ากับเราได้ไปคนละชุด ซือโจ้วเจ้าบอกว่า เพลงกระบี่เลิศล�้ำคล้ายมังกรหมอบ เพลงกระบี่พิสดารดั่งหงสา หงส์มังกร ไม่อาจตกเป็นของเจ้าของเดียวกัน หาไม่จะเกิดเภทภัยขึน้ ดังนัน้ สัง่ ห้ามไม่ ให้พวกเราทั้งสองแลกเปลี่ยนแก่กันและกัน” ฮุน้ ลุย่ รับฟังจนสงสัยใจยิง่ แต่ซอื แป๋พลันหุบปากไม่กล่าวต่อ นางกลับ ไม่ซักไซ้ไล่เลียงต่อ

157


เอีย๊ บเอีย่ งเอีย้ งมีความสามารถในเชิงสุราจ�ำกัดยิง่ ค�ำ่ คืนนัน้ กลับดืม่ สุราจอกแล้วจอกเล่า ดื่มถึงตอนท้ายต้องเมามาย พลันม้วนแขนเสื้อขึ้นสูง เห็นบนข้อแขนมีรอยแผลกระบีไ่ ขว้ซบั ซ้อน กลับสักเป็นรูปดอกไม้แดงดอก หนึ่ง ปากกล่าวเสียงสั่นเครือ “ลูกลุย่ คนผูห้ นึง่ ไม่อาจดือ้ รัน้ เจ้าอารมณ์ หากดือ้ รัน้ ดึงดันกระท�ำผิด ส�ำนึกเสียใจก็สายเกิน เมือ่ สิบสองปีกอ่ น เราขับไล่ซาซือแป๊ะเจ้าไป หลังจาก นัน้ วันสิน้ ปีของทุกปี เราเจ็บปวดใจดัง่ ถูกมีดกรีด ต้องชักกระบีเ่ ขียวเรืองออก มากรีดใส่ต้นแขนแผลหนึ่ง ใช้ความเจ็บปวดของต้นแขนลดทอนความปวด ร้าวของจิตใจ การกรีดของเราครัง้ นี้ กลับกรีดเป็นรูปกลีบดอกไม้กลีบหนึง่ ” ฮุ้นลุ่ยลองนับดู เห็นเป็นกลีบดอกไม้สิบสองกลีบจริงๆ ต้องสยิวกาย ด้วยความหนาวเหน็บ ได้ยินซือแป๋นางกล่าวอีกว่า “เจ้าเป็นศิษย์เราสิบปี แต่ไม่เคยได้ยินต�ำนานเรื่องนี้มาก่อน เมื่อสิบสามปีก่อน เราเป็นหญิงสาว เยาว์วัยเช่นเดียวกับเจ้า มิหน�ำซ�้ำเรายังดื้อรั้น ชอบเอาชนะกว่าเจ้า ซือโจ้ว เจ้าสัง่ ห้ามไม่ให้เรากับซาซือแป๊ะเจ้าแลกเปลีย่ นเพลงกระบีแ่ ก่กนั ค�ำสัง่ ห้าม ของซือโจ้วเจ้ายิง่ เข้มงวด เรายิง่ สงสัยอยากรู้ มีอยูห่ ลายครัง้ เราบีบบังคับเขา เขาล้วนไม่ยอมเปิดเผยเพลงกระบี่ที่ร�่ำเรียนออกมา “ซึง่ ความจริงเราไม่คดิ ฝึกเพลงกระบีข่ องเขา เพียงแต่ตอ้ งการเปิดหู เปิดตา ปกติเขาคล้อยตามเราทุกเรือ่ งราว แต่พอสนทนาถึงเพลงกระบีท่ ตี่ า่ ง เล่าเรียนมา ก็จะปิดปากไว้ มีอยู่ปีหนึ่งเมื่อวันสิ้นปี เขาขึ้นเขามาหาเรา เรา ยังคงบีบบังคับเขาเปิดเผยเพลงกระบี่ออกมา เขายังคงแย้มยิ้มดุจเดิม หา ตอบค�ำไม่ เรามีโทสะขึ้นมา ร้องว่า ‘ปกติท่านบอกว่าชมชอบเรา แท้ที่จริง ล้วนแปลกปลอม’ “เขาหน้าเผือดขาวลง ขยับเขยื้อนริมฝีปากหลายคราคิดกล่าว แต่ แล้วกล�้ำกลืนไว้ เราชักกระบี่เขียวเรืองออกมา แทงใส่ทรวงอกเขา เจตนา ของเราคิดบีบบังคับให้เขาชักกระบีต่ า้ น เพือ่ สังเกตเพลงกระบีท่ เี่ ขาเล่าเรียน มา มิคาดเขากลับไม่ปดิ ป้องต้านทาน เราคิดรัง้ กระบวนท่ากลับก็ไม่ทนั ท่วงที

158


ได้แต่หักเหคมกระบี่ กรีดใส่ต้นแขนเขาเป็นบาดแผลสายหนึ่ง โลหิตหยด หยาดลงบนพื้นหิมะทีละหยด ดั่งราวกับฝังถั่วแดงแห่งความคะนึงหาลงบน หิมะหยกที่ขาวสะอาดไร้ต�ำหนิก็มิปาน “เราคิดไม่ถึงเขาจะท�ำเช่นนี้ ต้องถือกระบี่ยืนตะลึงลาน ไม่อาจกล่าว วาจาใดได้ เขาพลันยกมือปิดหน้า ส่งเสียงร้องค�ำหนึ่ง วิ่งจากไปโดยไม่พัน บาดแผลแต่อย่างไร “หลายวันให้หลัง ซือโจ้วเจ้าขึน้ เขามาด้วยตนเอง ท่านผูเ้ ฒ่าเดือดดาล เป็นการใหญ่ แทบคิดฆ่าเรากับมือ ดีทตี่ วั่ ซือเฮีย (ศิษย์ผพู้ คี่ นโต) ทีร่ ว่ มทาง มาวิงวอนขอไมตรีแทนเรา ซือโจ้วเจ้าค่อยให้อภัยละเว้น แต่ลงโทษเรากักตัว เองอยู่บนเขาสิบห้าปี ห้ามไม่ให้ลงจากเขาแม้สักก้าวเดียว ทั้งให้เรากระท�ำ เรื่องสองประการ หนึ่งนั้นให้ฝึกปรือวิทยายุทธ์ที่ฝึกยากเย็นที่สุดสองแขนง สองให้เราฝึกอบรมศิษย์ที่แตกฉานเพลงกระบี่พิสดารร้อนเย็นร้อยแปลง ผู้หนึ่ง หลังจากนั้นถ่ายทอดกระบี่เขียวเรืองแก่นาง ตอนนี้เวลาผ่านไปสิบ สองปี เราฝึกวิทยายุทธ์ทั้งสองแขนงไม่ส�ำเร็จ แต่นับว่าฝึกอบรมศิษย์ที่ แตกฉานเพลงกระบี่พิสดารได้แล้ว” ฮุ้นลุ่ยพอฟัง ค่อยทราบว่าเอี๊ยบเอี่ยงเอี้ยงรับตนเป็นศิษย์เพราะ สาเหตุนี้ ได้ยนิ ซือแป๋กล่าวอีกว่า “ตัว่ ซือเฮียตังงักก็ดตี อ่ เรายิง่ เขาได้รบั ค�ำ สัง่ ซือโจ้วเจ้าไปจัดการเรือ่ งราวหนึง่ ทีช่ ายแดนมองโกลทิเบต ก่อนไปแวะมา หาเรา ให้เราสงบจิตใจฝึกปรือฝีมอื บนเขา อาจได้รบั วาสนาจากคราเคราะห์ จากนั้นถามเราว่า ‘เจ้าทราบหรือไม่ว่า ซือแป๋ไฉนห้ามไม่ให้พวกเจ้าแลก เปลี่ยนฝีมือกัน ทั้งมีโทสะต่อเจ้าถึงเพียงนี้?’ “เราบอกว่า ‘เราเคยได้ยินซือแป๋เปรียบเพลงกระบี่สองชุดนี้เป็น มังกรหงสา หงส์มังกรไม่อาจตกเป็นของเจ้าของเดียวกัน หาไม่จะเกิด เภทภัยขึ้น นี่คล้ายเป็นปรัชญาอันลึกซึ้ง เราไม่ค่อยเข้าใจนัก’ “ตัว่ ซือเฮียยิม้ เล็กน้อยกล่าวว่า ‘ท่านทราบหรือไม่วา่ เมือ่ ยีส่ บิ กว่าปี ก่อน ซือแป๋เคยชิงต�ำแหน่งประมุขบู๊ลิ้มกับจอมมารร้าย นามเซียงกัวเทียน

159


เอีย้ บนยอดเขาง่อไบ๊ ต่อสูก้ นั สามวันสามคืน ไม่ปรากฏผลแพ้ชนะ หลังจาก นัน้ เซียงกัวเทียนเอีย้ ก็สาบสูญไร้รอ่ งรอย ไม่ทราบอยูท่ ใี่ ด เราไปยังชายแดน มองโกลทิเบตครั้งนี้ เพราะได้รับค�ำสั่งซือแป๋ไปสืบข่าวคราวของคนผู้นี้’ “เราบอกว่า ‘มารร้ายนั้นเมื่อร้ายกาจถึงเพียงนี้ ท่านไปสืบข่าวคราว หากถูกมันล่วงรู้เข้าจะท�ำอย่างไร?’ “ตัว่ ซือเฮียยิม้ พลางกล่าวว่า ‘มารร้ายนัน้ กับซือแป๋พวกเราเป็นบุคคล รุน่ เดียวกัน ทัง้ ทระนงตนยิง่ แม้ลว่ งรูก้ ไ็ ม่สร้างความล�ำบากแก่พวกเราเหล่า ผู้เยาว์’ “เราพอฟังค่อยคลายใจลง แต่ยงั ไม่ทราบว่าเรือ่ งนีม้ สี ว่ นเกีย่ วข้องใด กับการที่ซือแป๋ห้ามไม่ให้พวกเราแลกเปลี่ยนเพลงกระบี่กัน ดังนั้นถามไถ่ ต่อตั่วซือเฮีย ตั่วซือเฮียยิ้มพลางกล่าวว่า ‘เราคาดว่าจิตเจตนาของซือแป๋ ต้องการให้เจ้ากับเทียนฮัว้ ซือตีโ๋ ค่นมารร้ายนัน้ ให้ผกู้ ล้าทัง้ แผ่นดินทราบว่า ท่านผู้เฒ่าไม่ต้องลงมือด้วยตัวเอง เพียงศิษย์ของท่านผู้เฒ่าก็มีความ สามารถถึงเพียงนี้’ “เราสะดุ้งเฮือกใหญ่ บอกว่า ‘พวกเราเปรียบกับซือแป๋ เฉกเช่นแสง หิ่งห้อยสู้ประกายจันทรา ไม่อาจเปรียบกันได้ ซือแป๋ยังไม่อาจเอาชัยมาร ร้ายนี้ หากใช้พวกเราไป ไยมิใช่ตายเปล่า?’ “ตั่วซือเฮียยิ้มพลางกล่าวว่า ‘ซือแป๋หากไม่มีความมั่นใจถึงสิบส่วน ไหนเลยปล่อยให้พวกเจ้าไปตาย? เพลงกระบี่พิสดารกับเพลงกระบี่เลิศล�้ำ รวมความเร้นลับของเพลงกระบี่ร้อยส�ำนัก มีความพิสดารสุดคาดคิด เพียง ชุดใดชุดหนึ่งก็สามารถฟันฝ่ายุทธจักร หากกระบี่คู่ผนึกรวม จะไร้ผู้ต่อต้าน ทีน่ า่ ประหลาดคือ เพลงกระบีท่ งั้ สองชุดเป็นแนวทางตรงกันข้าม ทัง้ สามารถ ประสานเสริ ม ไม่ จ� ำ เป็ น ต้ อ งฝึ ก ซ้ อ มล่ ว งหน้ า เมื่ อ ใช้ อ อกย่ อ มผสาน สอดคล้องกันเอง ดังนั้นซือแป๋แม้ไม่ให้พวกเจ้าล่วงรู้เพลงกระบี่อีกชุดหนึ่ง คาดว่าสืบเนื่องจากสาเหตุสองประการ หนึ่งนั้นเกรงว่าพวกเจ้าเมื่อเรียนรู้ เพลงกระบี่อีกชุดหนึ่งจะแบ่งแยกสมาธิลอบฝึกปรือ ควรทราบว่าพลังสมาธิ

160


ของคนมีจ�ำกัด เพลงกระบี่ทั้งสองชุดสลับซับซ้อนยิ่ง เพียงฝึกชุดหนึ่งต้อง ใช้เวลาสิบปี หากคิดฝึกทั้งสองชุด ยากที่จะบรรลุถึงจุดสุดยอดได้ สอง เซียงกัวเทียนเอี้ยก็มีฝีมือสูงเยี่ยม ซือแป๋แม้คิดค้นเพลงกระบี่สะกดมันได้ แต่ก็กริ่งเกรงมันทราบระแคะระคายก่อน’ “เราพอฟังตัว่ ซือเฮียกล่าวเช่นนี้ ค่อยคิดได้ ซือแป๋คงเกรงว่าพวกเรา อายุเยาว์ชอบเอาชัย หากล่วงรู้ว่ากระบี่คู่ผนึกรวม สามารถพิชิตศัตรูโดยไร้ ผู้ต่อต้านก็จะตอแยศัตรูเข้มแข็ง เปิดเผยเพลงกระบี่ออกไป เซียงกัวเทียน เอี้ยหากล่วงรู้เข้า ก็จะหาทางระวังป้องกัน “ตั่วซือเฮียหลังจากสนทนากับเรา วันรุ่งขึ้นก็เดินทางสู่ชายแดน มองโกลทิเบต สองปีให้หลัง เทียนฮั้วก็ไปยังมองโกล เราแม้ล่วงรู้ความลับ ของกระบี่คู่ผนึกรวม แต่ไม่เคยทดลองมาก่อน เพลงกระบี่เลิศล�้ำที่เทียนฮั้ว ฝึกปรือ เราก็ไม่อาจทราบได้แม้สักครึ่งกระบวนท่า” ค�ำบอกเล่าของธิดามังกรเหินฟ้าเอี๊ยบเอี่ยงเอี้ยงวูบผ่านห้วง สมองฮุน ้ ลุย่ ดุจสายฟ้า รูส้ กึ มีปมปริศนามากหลายคัง่ ค้างเต็มอก ต้อง ครุ่นคิดขึ้น ‘หรือว่าเพลงกระบี่ของเตียตังปังชุดนี้ คือเพลงกระบี่ของ ส�ำนักเรา ซึ่งซือแป๋ไม่เคยเห็นมาก่อน? หรือว่าเขาเป็นศิษย์ที่ซาซือ แป๊ะรับไว้? ซาซือแป๊ะคิดล้างแค้นให้กับท่านปู่ ไหนเลยรับศิษย์ที่ มองโกลได้’ จากนัน้ ครุน่ คิดสืบต่อ ‘หากว่าเพลงกระบีข่ องเตียตังปัง คือเพลงกระบี่ เลิศล�้ำจริง อย่างนั้นเราหากลงมือ ไยมิสยบศัตรูเอาชัยได้?’ พลันได้ยนิ มารร้ายด�ำส่งเสียงร้องค�ำหนึง่ เตียตังปังกูร่ อ้ งดังยาวนาน ฮุน้ ลุย่ เงยหน้าขึน้ สภาพการณ์ภายในวงก็แปรเปลีย่ นไป มารร้ายด�ำไม่จโู่ จม โหมกระหน�่ำอีก หากแต่คล้ายแบกวัตถุหนักพันชั่ง ไม้เท้าหยกในมือวาด ซ้ายป่ายขวาอย่างกินแรง เตียตังปังขวางกระบี่เหนืออก สีหน้าเคร่งขรึม จริงจัง คล้ายจับจ้องมองปลายไม้เท้าหยกของฝ่ายตรงข้าม ผ่านไปชั่วขณะ

161


หนึ่ง ค่อยจู่โจมออกกระบี่หนึ่ง ทั้งสองลงมืออย่างเชื่องช้า ดูไปคล้ายเป็นความสงบหลังพายุฝน แท้ ที่จริงต่างใช้ก�ำลังภายในเข้าหาญหัก ทุกกระบวนท่าแฝงอันตรายเปี่ยมล้น หากชะล่าใจชั่ววูบ ต้องถูกกดกระแทกท�ำร้ายบาดเจ็บสาหัสแล้ว ยามนั้นอาทิตย์อุทัยลอยขึ้น ประตูสุสานถูกเตียตังปังฟาดเปิดออก แสงอาทิตย์สาดลอดเข้ามา เตียตังปังหันหน้าหาแสงอาทิตย์ ถูกชอนไชจน ตาพร่าพราย มารร้ายด�ำฉวยโอกาสควงไม้หยกดังครืนครั่น กระแทกลงยัง ศีรษะเตียตังปังอย่างดุดัน ฮุ้นลุ่ยร้องค�ำ “ผิดท่า” ตวัดมือซัดลูกดอกผีเสื้อดอกเหมยออกสาม ดอก โดยไม่ทันขบคิดมากความ เตียตังปังต้องร้องว่า “น้องเรารีบถอย” แต่ลูกดอกพุ่งวาบดุจสายฟ้า ตกถึงพื้นโดยไร้เสียง คล้ายก้อนกรวด โยนลงสู่ทะเล สาบสูญโดยไร้ร่องรอย กลับถูกพลังของกระบี่ไม้เท้าบด กระแทกเป็นผุยผง พริบตาดุจประกายไฟ มารร้ายขาวทีเ่ กร็งก�ำลังตัง้ ท่าอยูเ่ นิน่ นานพลัน หัวร่ออย่างคลุ้มคลั่ง ลอยตัวยืดแขนปราดออกตะกุยลงยังศีรษะฮุ้นลุ่ย ฮุ้นลุ่ยฟันกระบี่กลับ รู้สึกชาวูบที่ชายโครงด้านหลัง รีบลอยตัวพุ่ง ปราดไปวาเศษ ขวางกระบี่เหลียวหน้ามอง เห็นในมือมารร้ายขาวเพิ่มไม้ เท้าหยกขาวด้ามหนึ่ง กวาดกระแทกออกอย่างดุดัน ที่แท้เมื่อครู่คนทั้งสองประมือกันกระบวนท่าหนึ่ง มารร้ายขาวทราบ ว่าฮุน้ ลุย่ ก็ถอื กระบีว่ เิ ศษเล่มหนึง่ ถูกกระบีเ่ ขียวเรืองฟันเลือดเนือ้ บนหัวไหล่ หลุดไปแถบหนึ่ง ฮุ้นลุ่ยแม้มีวิชาตัวเบายอดเยี่ยม ยังถูกริมฝ่ามือของมัน กวาดใส่จุดจิกซิมที่กลางหลัง ดีที่กระบี่ฝ่ามือเหล่านี้ล้วนเป็นปลายพลัง ไม่ เช่นนั้นคงรับบาดเจ็บถึงแก่ชีวิต มารร้ายขาวไม่กล้าชะล่าใจ ชักไม้เท้าวิเศษออกมาจัดการกับกระบี่ วิเศษฮุน้ ลุย่ ไม้เท้าหยกขาวของมารร้ายขาวกับไม้เท้าหยกเขียวของมารร้าย ด�ำ ล้วนจัดสร้างจากหยกวิเศษของชมพูทวีป แข็งแกร่งดุจเหล็กไหล ด้าน

162


พลังการฝึกปรือของมารร้ายขาวก็เหนือล�้ำกว่าฮุ้นลุ่ย ดังนั้นฮุ้นลุ่ยไม่กล้า ปะทะด้วย ถลันหลบพลังไม้เท้า แทงกระบีเ่ ฉียงๆ ออกด้วยท่าเง็กนึง่ เต้าซอ (นงคราญซัดกระสวย) มารร้ายขาวอันร้ายกาจควงไม้เท้าหยกขาวดังหวืดใหญ่ ม้วนฮุ้นลุ่ย ทั้งคนทั้งกระบี่อยู่ในเงาไม้เท้า ไม้เท้าหยกขาวยาวเจ็ดเชียะ เมื่อร่ายร�ำใช้ ออก พลังกล้าแข็งครอบคลุมพืน้ ทีร่ ศั มีหนึง่ วา ฮุน้ ลุย่ ใช้ตวั เบาอันแคล่วคล่อง พุ่งไปมาอยู่ท่ามกลางเงาไม้เท้าลมกระบี่ เห็นแน่ชัดว่าต้องถูกกระแทก ท�ำร้ายถึงแก่ชีวิต ฮุ้นลุ่ยพลันลงมือ เป็นที่เหนือความคาดหมายเตียตังปังนัก พลังการ ฝึกปรือของเขาแม้ด้อยกว่ามารร้ายด�ำชั้นหนึ่ง แต่อาศัยเพลงกระบี่เลิศล�้ำ สามารถป้องกันตัวได้ ทั้งสองต่อสู้กันครึ่งคืน ยังสู้เสมอกัน ด้วยเกียรติภูมิ ของมารร้ายด�ำขาว เมือ่ สูเ้ สมอ ต้องยอมรับการพ่ายแพ้ มิคาดฮุน้ ลุย่ สอดมือ เข้ามา ชักน�ำมารร้ายขาวเข้าสู่วงต่อสู้ เหตุการณ์ผันแปรอีกครา เตียตังปัง ต้องคร�่ำครวญในใจ ‘เราสู้กับมารร้ายด�ำตัวต่อตัวยังสู้เสมอ ฮุ้นลุ่ยพลังฝีมือ อ่อนด้อยกว่าเรา ยิ่งมิใช่คู่มือมารร้ายขาว’ เห็นฮุน้ ลุย่ ตกอยูใ่ นสภาพคับขัน สร้างความร้อนรุม่ ใจยิง่ สะบัดกระบี่ ขวับๆ เปลีย่ นจากรับเป็นรุก คิดพุง่ โถมออกไป แม้ทราบว่าทัง้ สองผนึกก�ำลัง ก็มิใช่คู่มือมารร้ายด�ำขาว แต่เหตุการณ์ถึงขั้นนี้ มิอาจไม่ท�ำเช่นนี้ เตียตังปังคุมกระบี่พุ่งตัวดุจสายลม คิดรุดไปช่วยเหลือ มารร้ายด�ำ กลับหัวร่อฮาฮากล่าวว่า “เด็กน้อยทั้งสองยังคิดหนีหรือ?” มันต่อสู้เป็นเวลานาน บังเกิดความร้อนรุ่มร�ำคาญ เห็นฮุ้นลุ่ยลงมือ ทราบว่าพลังฝีมือของนางยังอ่อนด้อยอยู่ มันสองพี่น้องหากต่อสู้กันสองต่อ สอง ต้องก�ำชัยเป็นมั่นเหมาะ ดังนั้นถือไม้เท้าพุ่งตามหลังศัตรู จี้ไม้เท้าใส่ กลางหลังเตียตังปัง พลันได้ยนิ ฮุน้ ลุย่ โห่รอ้ งด้วยความยินดี กระบีค่ รู่ วมเป็นหนึง่ ประกาย กระบี่สาดกระจาย เสียงขวับๆ สองครา ข้อเท้าซ้ายขวาของมารร้ายขาวถูก

163


กระบี่แทงใส่ข้างละแห่ง มารร้ายด�ำปักไม้เท้าหยกเขียวเข้ามา กลับถูกกระบี่คู่หมุนควงปัด กระแทกออกไป สร้างความแตกตื่นแก่มารร้ายด�ำจนร้องว่า “มุ่งต�ำแหน่งลี้ เหยียบต�ำแหน่งซุ่ง ล้อมกักพวกมันไว้” เพลงไม้เท้ามารฟ้าของมารร้ายด�ำขาวก็สามารถผสานเสริม ทั้งสอง เหยียบย�่ำต�ำแหน่งโป๊ยข่วย (แปดทิศ) คล้ายก่อตั้งค่ายกลแปดทิศล้อมกัก ศัตรูไว้ ไม่ว่าเป็นศัตรูเข้มแข็งปานใด ก็ไม่อาจทะลวงออกไป มารร้ายขาวพอฟัง ข่มความเจ็บปวดควงไม้เท้าวิง่ วน บรรจบรวมกับ มารร้ายด�ำ โหมจูโ่ จมใส่เตียตังปังและฮุน้ ลุย่ ก่อกวนจนพ่อค้าอัญมณีทชี่ มดู อยู่ด้านข้างตาลายพร่าพราย ฮุ้นลุ่ยแทงกระบี่ออก มารร้ายด�ำก็ตวัดเขี่ยไม้เท้าหยกเขียวด้วยท่า เทียนม้อเฮี่ยงจิ้ว (มารฟ้าคารวะสุรา) ปลายไม้เท้าเขี่ยใส่ปลายคาง ตัวไม้ เท้ากระแทกใส่ข้อมือ ด้ามไม้เท้าก็กดใส่จุดตังชั้งของศัตรู กระบวนเพลง เดียวมีสามท่วงท่านับว่าร้ายกาจยิ่ง เพลงกระบีพ ่ สิ ดารร้อนเย็นร้อยแปลงของฮุน้ ลุย่ มีปมเด่นทีพ ่ ลิกแพลง พิสดาร ดังนั้นขยับกายวูบ ใช้ออกด้วยท่าพลิกตลบจักรวาล กระบี่แทงจาก ล่างขึน้ บน ฟันย้อนขึน้ ไป เลีย่ งจากการเขีย่ ของไม้เท้า คิดใช้ทา่ จูโ่ จมคุกคาม มารร้ายด�ำเบนเบีย่ งตัวไม้เท้า ตามเหตุผลสามารถคลีค่ ลายท่วงท่าทีใ่ ช้ดา้ ม ไม้เท้ากดจุดได้ แต่มารร้ายด�ำสูศ้ กึ เป็นเวลานาน มีพลังฝีมอื ลึกล�ำ้ คาดว่าสองท่วงท่า แรกต้องไร้ผล ดังนั้นเร่งจู่โจมท่วงท่าสุดท้าย กดด้ามไม้เท้าลงอย่างหนัก หน่วง ฮุ้นลุ่ยรู้สึกมีพลังสายหนึ่งกดคุกคามมา เห็นแน่ชัดว่าต้องถูกด้ามไม้ เท้ากดใส่จุดตังชั้งแล้ว พลันได้ยินเสียงตัง ประกายไฟแลบพุ่ง เตียตังปังใช้กระบี่ปัดป่ายไม้ เท้าหยกขาวของมารร้ายขาว สภาวะยังไม่สนิ้ สุด ปาดคมกระบีว่ บู พอดีปาด ใส่ล�ำคอมารร้ายด�ำ มารร้ายด�ำรู้สึกมีพลังกระบี่เยียบเย็นคุกคามผิวกาย

164


ไม่ทราบเป็นจริงหรือหลอกล่อ ดังนัน้ ไม่คำ� นึงถึงการท�ำร้ายฮุน้ ลุย่ วกไม้เท้า จู่โจมออก มารร้ายด�ำขาวลงมือตามต�ำแหน่งแปดทิศ มารร้ายด�ำพอวกไม้เท้า จู่โจมก็อ้อมไปต�ำแหน่งเคี้ยง มารร้ายขาวเดินในต�ำแหน่งโขก กวาดฟาดไม้ เท้าหยกขาวออก ไม้เท้าคูโ่ อบเป็นรูปวงโค้ง เตียตังปังไม่ทนั เปลีย่ นกระบวน ท่า ต้องร้องค�ำ “ผิดท่า” ฮุ้นลุ่ยพลันปักกระบี่เข้ามา กระบี่นี้ใช้ได้พอดีที่สุด เห็นกระบี่ทั้งสองแยกเฉียง มารร้ายด�ำขาว ต้องถลันหลบเลี่ยง ฮุ้นลุ่ยยิ้มระรื่นแจ่มใส ร้องด้วยความยินดีว่า “กระบี่คู่ ผนึกรวม ไร้ผู้ต่อต้านจริงๆ” สะบัดกระบี่ใช้ออกด้วยกระบวนท่าหนึ่ง เตียตังปังก็ฟันกระบี่ไปยัง ทิศทางด้านตรงข้าม กระบี่ทั้งสองปราดเปรียวดั่งมังกรคะนอง คุกคามสอง มารร้ายด�ำขาวถอยร่นไปอีกครา เตียตังปังตืน่ เต้นสงสัยยิง่ เหลือบมองฮุน้ ลุย่ แวบหนึง่ ฮุน้ ลุย่ ยิม้ พลาง กล่าวว่า “ท่านดู ผู้คุ้มกันเช่นข้าพเจ้ายังไม่เลวกระมัง? เคียงบ่าเคียงไหล่ เข้าไป” นางยามปีตยิ นิ ดี กลับใช้สำ� นวนบูล๊ มิ้ ทีเ่ รียนจากจิวซัวมิง้ ออกมา เตีย ตังปังทั้งสงสัยใจทั้งน่าหัวร่อ สะบัดกระบี่รุกเคียงคู่กับนาง มารร้ายด�ำขาว ควงไม้เท้าต้านทานอย่างสุดก�ำลัง ยังต้านรับไม่อยู่ เตียตังปังเห็นเช่นนั้นต้องหัวร่อดังๆ กล่าวว่า “วิเศษแท้ เราสองพอ ผนึกรวม ช่างสมพงศ์กันจริงๆ” ฮุน้ ลุย่ รับฟังจนหน้าแดงวูบ เห็นเตียตังปังใช้กระบีป่ านสายลมชิงจูโ่ จม โหมรุก สายตาจ้องจับที่สองมารร้ายด�ำขาว ไม่คล้ายมีเจตนาลวนลามนาง กระบี่ผนึกรวม อานุภาพเพิ่มพูนหลายเท่าตัว มารร้ายด�ำขาวถูกรุก ไล่ ถูกรุกจนฝีเท้าสับสน ไม่อาจก้าวย่างตามต�ำแหน่งแปดทิศอีก เตียตังปัง กับฮุน้ ลุย่ บัดเดีย๋ วเคียงคูก่ นั ใช้กระบี่ บัดเดีย๋ วจูโ่ จมทัง้ หน้าหลัง บัดเดีย๋ วแยก ออกทางซ้ายขวา บัดเดี๋ยวกระหนาบทั้งบนล่าง ใช้ออกกระบวนท่าแล้ว

165


กระบวนท่าเล่าผลักดันกระบีท่ งั้ สองดัง่ ระลอกหนุนประตูมงั กร ด้วยภูมริ อบรู้ ของสองมารร้ายด�ำขาว ยังถูกเพลงกระบีท่ ปี่ ระหลาดพิกลนีส้ ะกดจนอ้าปาก ค้างไป ต่อสูอ้ กี สิบกว่ากระบวนท่า มารร้ายขาวก็ถกู แทงใส่อกี กระบี่ มารร้าย ด�ำก็ถูกฟันห่วงทองที่รัดผมเผ้าหักสะบั้น มารร้ายด�ำต้องทอดถอนใจยาว ร้องว่า “ผู้เฒ่าเสียทีทารก แล้วกันไปเถอะ” พลางฉุดลากมารร้ายขาวกระโดดออกจากวง ขวางไม้เท้าร้องว่า “พวกเจ้าชนะแล้ว ที่นี้เป็นของพวกเจ้า” พลางกู่ร้องดังยาวนาน สตรีเปอร์เซียทั้งสองนาง ซึ่งเป็นภรรยาของ พวกมัน พ่อค้าอัญมณีซึ่งเป็นนายหน้าของพวกมัน ล้วนหน้าซีดเผือดไม่ กล่าวว่ากระไร ติดตามมารร้ายด�ำขาวเดินออกจากประตูสสุ านอย่างเงียบงัน เตียตังปังยิ้มพลางกล่าวว่า “พี่น้องคู่นี้นับเป็นตัวประหลาด แต่ยังมี วาจาเป็นสัจจะ น้องเรา...” ขณะจะถามไถ่ฮุ้นลุ่ย เบื้องนอกพลางบังเกิดเสียงม้าร้อง ม้าราชสีห์ ส่องราตรีที่ขาวปลอดและม้าขนคอแดงของฮุ้นลุ่ยทยอยวิ่งเข้ามา ที่แท้มาร ร้ายด�ำขาวท�ำตามข้อตกลง รักษาม้าวิเศษทั้งสองตัวปลดปล่อยกลับมา ม้าขาวมาถึงก่อน ส่งเสียงร้องด้วยความยินดี เสียดสีกับผู้เป็นนาย ฮุ้นลุ่ยก็เข้าไปโอบคอม้าไว้กล่าวว่า “ม้าเอย เจ้าถูกตัวประหลาดนั้นจัดการ จนย�่ำแย่แล้ว ตั่วกอ...” ขณะจะสอบถามทีม่ าของเพลงกระบีจ่ ากเตียตังปัง พลันรูส้ กึ ทรวงอก อึดอัด ต้องกล�้ำกลืนค�ำพูดไว้ เตียตังปังกวาดมองหน้าฮุ้นลุ่ยแวบหนึ่ง ต้องร้องโพล่งว่า “น้องเรา ท่านใช่ถูกมารร้ายขาวฟาดใส่ฝ่ามือหนึ่งหรือไม่?” ฮุ้นลุ่ยผงกศรีษะ เตียตังปังกล่าวว่า “ท่านรับบาดเจ็บแล้ว รีบโคจร พลังคุ้มครองจุดตังชั้ง ข้าพเจ้าจะรักษาบาดเจ็บให้แก่ท่าน” ฮุ้นลุ่ยผงกศีรษะ หันกายกระแทกนั่งลงกับพื้น ถ่มเสมหะเปื้อนเลือด

166


ออกมาค�ำหนึ่ง กล่าวว่า “ท่านไม่ต้องเข้ามา ข้าพเจ้าจะรักษาเอง” เตียตังปังงงงันวูบ จากนั้นยิ้มออกมา กล่าวว่า “น้องเรา ในเวลา เช่นนี้ ท่านยังถือสาอีกหรือ? ข้าพเจ้าดูออกแต่แรกแล้ว” ฮุ้นลุ่ยหน้าแดงจรดใบหู เลิกผ้าโพกศีรษะเผยเห็นปอยผมด�ำขลับ กล่าวอย่างเอียงอายว่า “ข้าพเจ้าไม่สมควรหลอกลวงตั่วกอ ข้าพเจ้าความ จริงเป็นสตรีนางหนึ่ง” “เมือ่ ถูกอัธยาศัยใจคอ คบหาเป็นผูร้ ใู้ จ ไยต้องถามไถ่วา่ เป็นบุรษุ สตรี น้องเรายังยึดถือความคิดอันคร�่ำครึหรือ?” ฮุ้นลุ่ยเห็นเขาวางตัวอย่างสง่างาม ค่อยคลายความกริ่งเกรงระหว่าง บุรุษสตรี ขณะจะกล่าวค�ำ ‘แต่พวกเรายังไม่ล่วงรู้ความเป็นมาของกันและ กัน’ เตียตังปังโบกมือกล่าวว่า “น้องเรา ข้าพเจ้าทราบว่าท่านมีปมปัญหา มากหลาย ข้าพเจ้าก็มีเรื่องน่าสงสัย แต่ตอนนี้ท่านรับบาดเจ็บ ไม่ควรกล่าว มากความ อย่างเร็วสามวัน อย่างช้าห้าวัน รอจนท่านทุเลาหายดี พวกเรา ค่อยสนทนาอย่างเต็มที่ เป็นอย่างไร?” ฮุน้ ลุย่ ผงกศีรษะรับ เตียตังฟังกล่าวสืบต่อ “ดูจากอาการบาดเจ็บของ ท่าน แสดงว่าถูกพลังฝ่ามือมารร้ายขาวกระแทกใส่จุดจิกซิมที่กลางหลัง ดังนั้นใจคอรุ่มร้อนหน้าแดงตาแดง ชีพจรเต้นแรง อาการบอบช�้ำนี้ดูไปไม่ หนักหนานัก แต่หากไม่รกั ษาแต่เนิน่ ๆ ต้องกระทบกระเทือนถึงธาตุพลัง แม้ ไม่ตายก็ตอ้ งกลับกลายเป็นพิการ ยังดีทที่ า่ นมีพลังฝีมอื ข้าพเจ้าจะถ่ายทอด พลังเข้าช่วยเหลือ กรุยชีพจรซาอิมซาเอี้ยง เลือดลมตามอวัยวะภายในจะ โคจรหมุนเวียนกลับคืนสู่ความกระปรี้กระเปร่า” ต� ำ ราแพทย์ ข องจี น มี บ ทบั น ทึ ก บรรยายถึ ง สิ บ สองชี พ จรสิ บ ห้ า เส้นเลือด ดูไปคล้ายเหลือเชือ่ แท้ทจี่ ริงมีเหตุผลเปีย่ มล้น เส้นเลือดเส้นชีพจร เป็นเส้นทางที่เลือดลมโคจรผ่าน ขอเพียงเลือดลมหมุนเวียนปลอดโปร่ง จะ ไม่เจ็บไข้ได้ป่วย ผู้ฝึกปรือวิชาบู๊แต่โบราณกาล จะมากจะน้อยพอเข้าใจ เหตุผลทางการแพทย์ ฮุน้ ลุย่ ได้ยนิ เขาเอ่ยถึงหลักการแพทย์ ต้องลอบหัวร่อ

167


ครุ่นคิดขึ้น ‘ตั่วกอผู้นี้มีความหมายยิ่ง เมื่อวันก่อนทั้งร�่ำไห้ทั้งหัวร่อ คล้าย ผู้ผยองที่ท่องไปสุดหล้า ตอนนี้กลับนั่งส�ำรวมแน่วนิ่ง ถกถึงหลักการแพทย์ คล้ายปราชญ์ผู้รู้ก็มิปาน’ เตียตังปังหลังจากบอกเหตุผลทางการแพทย์ ต้องหยุดเล็กน้อย ยิ้ม พลางกล่าวว่า “แต่ข้าพเจ้าคิดขอร้องท่านเรื่องหนึ่ง” ฮุ้นลุ่ยกล่าวเบาๆ “ตั่วกอโปรดบอกมา” “น้องเรา ขณะที่ข้าพเจ้ารักษาบาดเจ็บให้แก่ท่าน ท่านต้องลืมเลือน ว่าข้าพเจ้าเป็นบุรุษ ข้าพเจ้าก็จะลืมเลือนว่าท่านเป็นสตรี ท่านท�ำได้หรือ ไม่?” หลังจากทีฮ่ นุ้ ลุย่ เปิดเผยโฉมหน้าแท้จริง เตียตังปังยังคงเรียกหาเป็น น้องเรา แสดงว่าในใจไม่มีความคิดของบุรุษสตรี ฮุ้นลุ่ยความจริงบริสุทธิ์ไร้ เดียงสา พอเห็นเช่นนัน้ ก็คลายใจลง ครุน่ คิดขึน้ ‘เขากรุยชีพจรซาอิมซาเอีย้ ง ให้แก่เรา ย่อมต้องสัมผัสจับต้องกัน เรากับเขาเมือ่ สาบานเป็นพีน่ อ้ ง ยังต้อง เอ่ยอีกหรือ?’ ดังนัน้ ยิม้ เล็กน้อยเงยหน้าขึน้ เห็นเตียตังปังตาเป็นประกายคล้ายยิม้ คล้ายไม่เชิงยิ้ม ถึงกับใจวาบหวาม ใบหน้าแดงเรื่อวูบหนึ่ง เตียตังปังกวาด มองรอบข้าง กล่าวอีกว่า “โลกสุสานนีก้ ลับคล้ายดินแดนเหนือโลกีย์ เหมาะ กับการพักรักษาตัว เพียงแต่ม้าทั้งสองตัวนี้ไม่ควรอยู่ที่นี้” ขาดค�ำกู่ร้องดังยาวนาน ปรบมือคราหนึ่ง ม้าราชสีห์ส่องราตรีคล้าย รู้ใจผู้เป็นนาย วิ่งออกไปในบัดดล ม้าขนคอแดงของฮุ้นลุ่ยก็คลุกคลีกับม้า ราชสีห์ส่องราตรีจนคุ้นเคย ดังนั้นวิ่งตามออกไป เตียตังปังปิดประตูสุสาน ปิดสกัดทางสุสาน ตรวจดูโดยละเอียด พบ ว่าสุสานนีป้ ลูกอิงเชิงเขา ในสุสานห้องโถงห้องหับเป็นสุสานเจ้าจิน้ อ๋องสมัย โบราณ หลังจากลูบคล�ำเคาะผนังรอบข้าง เตียตังปังยิ้มพลางกล่าวว่า “ภายในยังมีห้องลับ” พลางเก็บแท่งหินขึ้นจากพื้นแท่งหนึ่ง จ่อกับส่วนที่บุ๋มเข้าไปของมุม

168


ผนัง บิดซ้ายหมุนขวา ผนังศิลาพลันแยกออก ปรากฏเป็นประตูลบั บานหนึง่ ที่แท้ต�ำหนักใต้ดินของเชื้อพระวงศ์สูงศักดิ์ ล้วนมีสิ่งก่อสร้างเช่นนี้ หลังประตูศิลากับนอกประตู จะมีส่วนที่นูนออกมา ใช้รองรับแท่งหินที่จัด สร้างเป็นพิเศษ เรียกว่าหินจื่อไล้เจี้ยะ ใช้ส�ำหรับยันประตู หินจื่อไล้เจี้ยะทั้ง สองปลายค่อนข้างกว้าง แกะสลักเป็นรูปกลีบบัว ตอนกลางแคบกว่า เมื่อ ตอนปิดประตูศลิ า หินจือ่ ไล้เจีย้ ะตอนบนจะยันส่วนทีน่ นู ออกมาทีห่ ลังประตู ตอนล่างจะฝังกับรอยบุ๋มที่พื้นนอกประตู หากไม่ล่วงรู้ความนัย ต่อให้คน ภายนอกผลักดันอย่างไร ก็ไม่อาจผลักเคลื่อนประตูลับได้ ประตูลับพอเปิดออก เตียตังปังประคองฮุ้นลุ่ยเข้าไป เห็นประกาย อัญมณีพราวตา บนโต๊ะหินกับโต๊ะเตี้ยที่ท�ำจากหยก สุมเต็มไปด้วยเพชร ทองของล�้ำค่า เตียตังปังกลับยื่นมือกวาดของเหล่านั้นลงกับพื้น เตะไปที่ มุมห้อง กล่าวว่า “อย่าให้ของเหล่านี้กินเนื้อที่ไป” พลางประคองฮุ้นลุ่ยลงบนโต๊ะเนื้อหยก กล่าวอีกว่า “หยกโบราณนี้ อุ่นเย็น มีส่วนช่วยดูดพิษร้อนในกายท่าน” พลางกุมมือขวาของฮุ้นลุ่ยเบาๆ แผ่พุ่งพลังผ่านปลายนิ้วชี้ เลียบริม ขอบระหว่างนิว้ ชีก้ บั นิว้ หัวแม่มอื กรุยผ่านระหว่างกระดูกฝ่ามือข้อทีห่ นึง่ กับ ข้อที่สอง ท�ำการนวดเฟ้นส่วนที่เว้าลึกเข้าไปตรงนิ้วหัวแม่มือ นี่เป็นต�ำแหน่งโคจรของชีพจรเอี้ยงเม้ง ผ่านริมหัวไหล่บรรจบกับ ชีพจรต่างๆ ที่กระดูกสันหลัง ค่อยผ่านลงล่างเข้าสู่อวัยวะภายใน เตียตังปัง นวดเฟ้นอยู่ชั่วขณะ ฮุ้นลุ่ยรู้สึกมีความร้อนสายหนึ่งถ่ายทอดผ่านหัวใจ ไม่ นานให้หลังความรุ่มร้อนในอกค่อยผ่อนคลาย เย็นสบายไปตลอดทั่วร่าง เตียตังปังพลันคลายมือออก กล่าวว่า “ชีพจรเอี้ยงเม้งของท่านกรุย ปรุโปร่งแล้ว ท่านโคจรพลังเองเถอะ พรุ่งนี้ข้าพเจ้าจะกรุยชีพจรไท้เอี้ยงให้ กับท่าน” ในห้องลับมีสุราและเนื้อ คาดว่าเป็นมารร้ายด�ำขาวทิ้งไว้ เตียตังปัง ดื่มสุรากัดกินเนื้อ เอื้อนว่า “หญิงสาวเฝ้ารอใจแหลกสลาย คนสู่สมรภูมิไร้

169


ข่าวคราว สายลมโชยพัดพาให้เหน็บหนาว ตัวเราต้องอ้างว้างใจเลื่อยลอย เสียงโห่ร้องฆ่าฟันไม่สิ้นสุด ชีวินถูกเช่นฆ่าให้อาสัญ มดปลวกยอดคนต้อง ถูกกลบฝัง ใต้หล้ามีผู้ใดอยู่ยั้งยืนยาว?” เสียงเพลงคล้ายร�่ำไห้คล้ายหัวร่อ คล้ายเบื่อหน่ายชิงชังต่อการรบรา ฆ่าฟัน ต้องระบายออกทางเสียงเพลง ฮุน้ ลุย่ ก�ำลังโคจรพลัง พอได้ยนิ เสียงเพลง พลันใจสัน่ สะท้าน อดร้อง โพล่งมิได้ “การสงครามเป็นเรือ่ งทารุณโหดร้าย แต่หากชาวมองโกลเข่นฆ่า เข้ามา ไม่วา่ บุรษุ สตรีชราเยาว์วยั ควรจับอาวุธป้องกันประเทศชาติ ผูท้ สี่ ร้าง ความดีความชอบแก่บ้านเมือง แม้ตัวตายแต่ชื่อยัง” เตียตังปังร่างสัน่ ระริกเล็กน้อย สาดสุราใส่พนื้ เหลียวหน้ามากล่าวว่า “น้องเรารีบโคจรพลัง อย่าได้กล่าววาจา ข้าพเจ้าร�ำ่ สุราร้องเพลงอย่างลืมตัว สร้างความตระหนกแก่ท่านแล้ว” ฮุ้นลุ่ยระบายลมจากปากค�ำหนึ่ง กล่าวโดยไม่เลิกราว่า “ตั่วกอ ข้าพเจ้าใช่กล่าวถูกต้องหรือไม่?” “ถูกต้องยิ่ง ซึ่งความจริงคิดรบราฆ่าฟันมิใช่ราษฎร หากเหล่าผู้ยิ่ง ใหญ่ไม่คิดเป็นเจ้าเข้าครอง ไยมิประเสริฐยิ่ง? น้องเรา อย่าได้สนทนาต่อ แล้วท่านตั้งใจโคจรพลังเถอะ” ฮุ้นลุ่ยบังเกิดความคิดสับสน ยากสงบลงได้ ครุ่นคิดขึ้น ‘ตั่วกอผู้นี้ดี ยิง่ แต่เมือ่ สนทนาถึงการศึกระหว่างมองโกลกับราชวงศ์เหม็งคล้ายปวดร้าว ยิ่ง นั่นเป็นเพราะเหตุใด?’ เตียตังปังเดินช้าๆ ถึงเบือ้ งหน้านาง กล่าวว่า “น้องเรา ข้าพเจ้าความ จริงคิดรอจนท่านทุเลาจากอาการบาดเจ็บค่อยสนทนากับท่านให้สมใจ แต่ ดูจากท่าทีของท่าน หากไม่บอกกล่าวให้กระจ่างชัดไม่อาจสงบจิตใจโคจร พลังได้” ฮุน้ ลุย่ รับค�ำเบาๆ เตียตังปังกล่าวสืบต่อ “แต่ดว้ ยอาการบาดเจ็บของ ท่าน ไม่ควรแบ่งแยกสมาธิกล่าววาจา เรื่องที่พวกเราคิดกล่าว ไม่อาจบอก

170


กล่าวให้กระจ่างชัดในเวลาอันสัน้ เช่นนีเ้ ถอะ ตอนนีท้ า่ นสงบจิตใจโคจรพลัง เมื่อตอนรับประทานอาหารค�่ำข้าพเจ้าจะเล่านิทานต่อท่านเรื่องหนึ่ง ทุกวัน ท่านต้องรับประทานอาหารค�่ำมื้อหนึ่ง ในความคาดค�ำนวณของข้าพเจ้า สามวันให้หลัง ท่านจะทุเลาหายดี อย่างนั้นข้าพเจ้าจะเล่านิทานให้ท่านฟัง วันละเรื่อง เมื่อถึงวันที่สี่ ท่านทุเลาหายดี พวกเราค่อยบอกชาติก�ำเนิดของ กันและกันออกมา ตอนนี้ห้ามไม่ให้ท่านถาม รีบโคจรพลัง” สายตาของเตียตังปังคล้ายแฝงพลังอ�ำนาจชนิดหนึง่ ฮุน้ ลุย่ หวนนึกถึง ตนเองเมื่อวัยเด็ก มารดาจะมาที่ข้างเตียงทุกคืน ร้องเพลงเห่กล่อมของ มองโกล สายตาที่เปี่ยมไปด้วยความรักตราตรึงใจมิรู้ลืม สายตาของเตียตัง ปังตอนนี้ท�ำให้นางหวนนึกถึงมารดาขึ้นมา แต่สายตาของทั้งสองมีส่วนคลับคล้ายและมีข้อแตกต่าง นางยังหวน นึกถึงสายตาอันเข้มงวดของท่านปู่ เมื่อตอนอบรมสั่งสอนนาง สายตาของ เตียตังปังยังท�ำให้นางหวนนึกถึงท่านปู่ แววตาทีท่ งั้ การุณย์ทงั้ เข้มงวด กอปร เป็นพลังที่ไม่อาจต่อต้านขัดขืนชนิดหนึ่ง จิตใจของฮุ้นลุ่ยค่อยสงบลงที ละน้อย ไม่นานก็โคจรพลังอย่างจดจ่อ สุสานโบราณนี้ปลูกอิงภูเขา อีกฟากหนึ่งของห้องลับในสุสานก็เป็น ผนังภูเขา บนหลังคามีรอยแตกสองแห่ง พอดีเป็นช่องระบายลม ผนังที่หัน หน้าหาประตูสสุ านฝังกระจกทองเหลืองเล็กๆ บานหนึง่ คนในห้องสามารถ มองผ่านกระจกทองเหลือง เห็นสภาพเบื้องนอก โดยที่คนภายนอกไม่อาจ มองเข้ามา ยามนีแ้ สงอาทิตย์สาดลอดเข้ามาจากรอยแตกของศิลา ดูจากเงาแดด บนพื้น คล้ายล่วงเลยยามเที่ยง ทันใดเบื้องนอกบังเกิดเสียงดัง คล้ายมีคน ขุดเจาะประตู เมื่อคืนตอนที่สตรีชาวเปอร์เซียน�ำเตียตังปังกับฮุ้นลุ่ยเข้ามา ประตูสสุ านตอนล่างถูกท�ำลายไปมุมหนึง่ ปราศจากหินจือ่ ไล้เจีย้ ะคอยยันไว้ ผู้คนเบื้องนอกหลังจากขุดดินโคลนอ่อนร่วน พอผลักก็ผลักประตูเปิดออก กระจกทองเหลืองบนผนังเป็นสีเดียวกับผนังห้อง ฮุ้นลุ่ยเพ่งตามอง

171


เห็นเงาบนกระจกทองเหลืองเป็นหญิงสาวที่คุ้นตานางหนึ่ง ต้องฉุกใจคิด รีบใช้แขนเสื้อเช็ดกระจกทองเหลือง ถึงกับแทบร้องโพล่งออกมา หญิงสาว นางนี้มิใช่ใครอื่น หากแต่เป็นบุตรีของหัวหน้าหมู่บ้านนิลกาฬนามเจี๊ยะฉุ่ย หงส์ เห็นเจีย๊ ะฉุย่ หงส์เดินสืบเสาะเข้ามา เดินพลางร้องเรียกพลางว่า “ฮุน้ เซียงกง ฮุ้นเซียงกง” ฮุ้นลุ่ยลอบหัวร่อ ครุ่นคิดขึ้น ‘พวกเราเพียงเป็นสามีภรรยาครึ่งคืน นางกลับครุ่นคิดคะนึงถึงเรานัก’ ในสุสานสลัวรางเลือน ฮุน้ ลุย่ เดินผ่านทางอุโมงค์เข้าสูห่ อ้ งโถงใหญ่ ตี หินเหล็กไฟขึ้น เห็นในห้องโถงปักไว้ด้วยเทียนไขขนาดใหญ่สิบสองเล่ม ดังนั้นจ่อจุดกับเทียนไข สาดส่องห้องโถงสว่างไสวดุจกลางวัน กระจกทอง เหลืองที่ฝังอยู่ในห้องหับ ส่องต้องใบหน้าเจี๊ยะฉุ่ยหงส์ เห็นจากกันไม่นาน เจี๊ยะฉุ่ยหงส์กลับซูบซีดอิดโรยยิ่ง เจีย๊ ะฉุย่ หงส์ตรวจดูไปมา พลันย่อตัวลงกับพืน้ ร้องไห้โฮออกมา ทีแ่ ท้ นางพบเห็นคราบโลหิตบนพื้นกองหนึ่ง นั่นเป็นโลหิตของมารร้ายขาว ซึ่ง หลั่งใต้คมกระบี่ของฮุ้นลุ่ย นางกลับเข้าใจว่าเป็นของฮุ้นลุ่ย มารร้ายด�ำขาว เป็นลูกค้าเก่าแก่ของบิดานาง เจี๊ยะฉุ่ยหงส์ย่อมล่วงรู้ความร้ายกาจของมาร ร้ายทั้งสองเป็นอย่างดี หวนนึกถึงผู้ที่ถูกมารร้ายด�ำขาวท�ำร้าย แม้ไม่ตายก็ ต้องพิการ ดังนั้นร�่ำไห้คร�่ำครวญออกมา ฮุ้นลุ่ยเห็นนางร�่ำไห้ด้วยความเศร้าเสียใจ ไม่อาจหักใจได้ กระโดด ปราดขึน้ คิดเปิดประตูออกไป เตียตังปังพลันสะกดร่างนางไว้ กล่าวว่า “ไม่ ว่าเบื้องนอกเป็นอย่างไร ท่านอย่าได้ส่งเสียง” พลางทาบฝ่ามือกับใจกลางฝ่ามือของนาง ช่วยเหลือนางโคจรพลัง เห็นเจีย๊ ะฉุย่ หงส์รำ�่ ไห้อยูช่ วั่ ขณะ ค่อยล้วงปะการังจากอกเสือ้ ต้นหนึง่ วางลงบนโต๊ะ นี่เป็นของหมั้นที่ฮุ้นลุ่ยมอบให้แก่นาง นางลูบคล�ำชั่วขณะ ร้องคร�่ำครวญว่า “ตี่ตี๋ ข้าพเจ้ามีชะตาอาภัพนัก”

172


พลางชักดาบจากหว่างเอวฟาดฟันใส่อากาศ ร้องว่า “ตี่ตี๋ ไม่ว่า มารร้ายทั้งสองร้ายกาจปานใด ข้าพเจ้าต้องรบเร้าให้บิดาล้างแค้นให้แก่ ท่าน” หันกายเดินออกไป ไปได้ไม่กี่ก้าว พลันย่อกายลง เก็บเศษห่วงทอง ขึ้นจากพื้นสองชิ้น นั่นเป็นห่วงทองรัดผมเผ้าของมารร้ายด�ำ ถูกกระบี่ของ เตียตังปังหักไป เจีย๊ ะฉุย่ หงส์พลิกดูเศษห่วงทองทัง้ สองชิน้ พึมพ�ำว่า “หรือว่ามารร้าย ทั้งสองไม่ได้หลอกลวงเรา?” ที่แท้ค่�ำคืนนั้นฮุ้นลุ่ยพอออกจากหมู่บ้านนิลกาฬ เจี๊ยะฉุ่ยหงส์ก็ควบ ขับม้าเร็วติดตาม ระหว่างทางพบกับมารร้ายด�ำขาว ดังนัน้ สอบถามพวกมัน ว่า พบเห็นชายหนุ่มรูปงามเช่นฮุ้นลุ่ยหรือไม่ มารร้ายด�ำขาวถามไถ่รูป ลักษณะของฮุ้นลุ่ย และความสัมพันธ์ระหว่างนางกับฮุ้นลุ่ย เจี๊ยะฉุ่ยหงส์ บอกตามความสัตย์ มารร้ายด�ำขาวแค่นหัวร่อ บอกว่า สามีของนางมีฝีมือ สูงเยีย่ ม ชนะเดิมพันได้สสุ านของพวกมันไป หลังจากกล่าวจบก็ผละจากไป ด้วยความขุ่นแค้น เจี๊ยะฉุ่ยหงส์ล่วงรู้ที่ตั้งสุสานซ่อนสมบัติของมารร้ายด�ำขาว ดังนั้น รีบรุดมา นางคาดคิดไม่ถึงว่า ฮุ้นลุ่ยสามารถโค่นมารร้ายด�ำขาวพ่ายแพ้ ยามนี้ พ บเห็ น ห่ ว งทองที่ ถู ก ฟั น หั ก บั ง เกิ ด ความคิ ด เชื่ อ ครึ่ ง ไม่ เชื่ อ ครึ่ ง ครุ่นคิดในใจ ‘ด้วยความสามารถของมารร้ายขาวด�ำ ต้องไม่พ่ายแพ้แก่ ฮุ้นลุ่ย แต่ด้วยเกียรติภูมิของมารร้ายด�ำขาว คล้ายไม่กล่าวโป้ปด นี่เป็น เรื่องราวใด? หรือเป็นผู้อื่นท�ำร้ายฮุ้นลุ่ย?’ ขณะครุ่นคิดที่เบื้องนอกพลันบังเกิดเสียงม้าร้องดังมา เห็นชายหนุ่ม ผู้หนึ่งจูงม้าคอแดงตัวหนึ่งเดินเข้ามาตามทางสุสาน กลับเป็นม้าคู่ขาของ ฮุ้นลุ่ย ฮุ้นลุ่ยเห็นเช่นนั้น แทบร้องโพล่งออกมา ชายหนุ่มนี้มิใช่ใครอื่น หาก แต่เป็นบุตรชายของหัวหน้าค่ายดาบทองจิวเกี๋ยง นามจิวซัวมิ้งนั่นเอง

173


จิวซัวมิง้ ได้รบั ค�ำสัง่ บิดา เข้าแผ่นดินตงง้วนมาท�ำงานหนึง่ พร้อมกับ สืบเสาะร่องรอยของฮุ้นลุ่ย บังเอิญผ่านทางมา พบเห็นม้าขนคอแดง ม้าตัว นี้ความจริงเป็นพาหนะของจิวซัวมิ้ง ดังนั้นจูงมันเข้าสุสาน ม้าขนคอแดงส่งเสียงร้อง โลดเต้นด้วยความยินดี คล้ายบอกใบ้ต่อ นายเก่าว่าฮุ้นลุ่ยอยู่ภายใน สร้างความสงสัยใจแก่จิวซัวมิ้งยิ่ง ขณะจะส่ง เสียงร้องเรียกพลันเห็นหญิงสาวผมยาวสยายนางหนึ่งโถมออกจากมุมมืด ของสุสาน ตวัดดาบฟันใส่ ที่แท้เจี๊ยะฉุ่ยหงส์ร�่ำไห้อยู่ครึ่งค่อนวัน สติสัมปชัญญะเลอะเลือน พอ เห็นม้าขนคอแดงของฮุน้ ลุย่ กลับเข้าใจว่าจิวซัวมิง้ เป็นคนลอบท�ำร้ายฮุน้ ลุย่ ดังนั้นฟันดาบใส่อย่างดุร้าย จิวซัวมิง้ ใจหายวาบรีบถลันหลบเลีย่ ง เจีย๊ ะฉุย่ หงส์กฟ ็ นั ดาบทีส่ องมา ถึง จิวซัวมิ้งก็ชักดาบออกปัดป่าย ปากร้องว่า “เราท่านไม่มีความแค้นต่อ กัน ไฉนลงมือลอบท�ำร้าย?” เจีย๊ ะฉุย่ หงส์ฟนั ติดต่อกันสีด่ าบ พลันฉุกคิดว่าคนผูน้ มี้ ฝี มี อื คูค่ กี่ บั ตน ไหนเลยเป็นคู่มือของฮุ้นลุ่ย ดังนั้นฟันออกอีกสองดาบ ร้องถามว่า “เจ้าผู้นี้ รีบบอกมาตามความสัตย์ ม้าขนคอแดงตัวนี้ท่านได้จากที่ใด?” จิวซัวมิง้ หัวร่อฮาฮาพุง่ ถอยจากวงกล่าวว่า “ม้าศึกตัวนีค้ วามจริงเป็น พาหนะของเรา ท่านถามไยกัน?” ม้าขนคอแดงคลอเคลียกับจิวซัวมิ้งอย่างสนิทสนม คล้ายยืนยันว่า จิวซัวมิ้งกล่าวไม่แปลกปลอม เจี๊ยะฉุ่ยหงส์ความจริงยกดาบกวัดแกว่ง คิดหมายฟันออก พอเห็น เช่นนั้นต้องหยุดชะงักไว้ ครุ่นคิดขึ้น ‘ม้าขนคอแดงตัวนี้ดุร้ายยิ่ง ไฉนเชื่อง เชื่อต่อมันถึงเพียงนี้?’ จิวซัวมิ้งกวาดตามอง สายตาเหลือบเห็นต้นปะการังอยู่บนโต๊ะหิน กลางห้อง สีหน้าพลันแปรเปลี่ยนไป กระโดดปราดไปยื่นมือหมายช่วงชิง เจี๊ยะฉุ่ยหงส์กวัดแกว่งดาบเข้าขัดขวาง กระชากเสียงว่า “ท่านท�ำอะไร?”

174


จิวซัวมิ้งย้อนถามว่า “แล้วท่านท�ำอะไร?” “หรือว่าปะการังต้นนี้เป็นของท่านด้วย?” จิวซัวมิ้งเชิดหน้ากล่าวว่า “ปะการังต้นนี้เป็นของเราจริง” น�้ำเสียงเปลี่ยนเป็นเกรี้ยวกราด ร้องถามว่า “ท่านบอกมาตามความ สัตย์ ปะการังของท่านต้นนี้ลักขโมยหรือปล้นชิงมา?” ควรทราบว่าปะการังต้นนีเ้ ป็นจิวซัวมิง้ ก�ำนัลให้กบั ฮุน้ ลุย่ ฮุน้ ลุย่ ส่งต่อ เจี๊ยะฉุ่ยหงส์อีกทอดหนึ่ง จิวซัวมิ้งพอเห็นต้นปะการัง อดสงสัยมิได้ เจี๊ยะฉุ่ยหงส์ฟันดาบด้วยโทสะอีกครา จิวซัวมิ้งตอบโต้ออกดาบหนึ่ง ดาบนี้แฝงพลังกล้าแข็งแทบกระแทกดาบของเจี๊ยะฉุ่ยหงส์หลุดกระเด็น เจี๊ยะฉุ่ยหงส์รีบใช้ท่าเท้าเหยียบเมฆ อ้อมปราดไปด้านหลังจิวซัวมิ้ง จิวซัว มิ้งฟันดาบกลับหลัง ไม่ได้ฟันถูก ทั้งสองกลับเปิดฉากหักหาญกันขึ้น ฮุน้ ลุย่ ในห้องลับ ชมดูจนร้อนรุม่ ใจยิง่ กลับไม่สามารถสงบจิตใจโคจร พลัง เตียตังปังทาบสองมือกับสองใจกลางฝ่ามือของนาง กล่าวเบาๆ “อย่า ได้ร้อนรุ่ม พวกเขาทั้งสองไม่ว่าผู้ใดก็ไม่อาจเอาชนะผู้ใด ท่านรู้จักคุ้นเคย กับบุรุษนั้นหรือ?” ฮุ้นลุ่ยผงกศีรษะรับ พลันหวนนึกถึงเรื่องที่เตียตังปังฉีกท�ำลายธง สุริยันจันทรา ต้องถลึงตาใส่เขา ก่อกวนจนเตียตังปังมึนงงสงสัยยิ่ง จิวซัวมิ้งกับเจี๊ยะฉุ่ยหงส์ต่อสู้กันยี่สิบสามสิบกระบวนท่า ฝ่ายหนึ่งมี เพลงดาบหนักหน่วง ฝ่ายหนึง่ มีทา่ เท้าปราดเปรียว ไม่สามารถพิสจู น์ผลแพ้ ชนะจริงๆ เจี๊ยะฉุ่ยหงส์ฟันออกดาบหนึ่ง พลันตวาดว่า “ท่านบอกว่าต้น ปะการังเป็นของท่าน ลองบอกมาว่าต้นปะการังมีต�ำหนิใด?” จิวซัวมิง้ หัวร่อฮาฮากล่าวว่า “คาดว่าโจรปล้นชิงท่านยังไม่ทราบ ท่าน ดูใต้ใบที่สามของต้นปะการัง ใช่สลักค�ำ ‘จิว’ หรือไม่?” เจีย๊ ะฉุย่ หงส์หลายวันนีเ้ ห็นของนึกถึงคน ไม่ทราบลูบคล�ำปะการังต้น นี้กี่เที่ยว ดังนั้นพบเห็นค�ำ ‘จิว’ แต่แรก ในใจนึกสงสัยตลอดเวลา ไม่ทราบ ของหมั้นของฮุ้นลุ่ยไฉนสลักแซ่ของผู้อื่น? พอฟังจิวซัวมิ้งกล่าวเช่นนี้ พลัน

175


เข้าใจในบัดดล ถอนดาบพุ่งถอยจากวง ร้องถามว่า “ท่านใช่เป็นพี่น้องร่วม สาบานของฮุ้นลุ่ยหรือไม่?” จิวซัวมิ้งงงงันวูบ ถอนดาบกระโดดปราดไปด้านข้าง กล่าวว่า “เมื่อ ทราบว่าเราเป็นพี่น้องร่วมสาบานของฮุ้นลุ่ย ไฉนไม่ทราบว่าปะการังต้นนี้ เป็นของที่เรามอบให้แก่นาง?” เจีย๊ ะฉุย่ หงส์หวนนึกถึงเหตุการณ์เมือ่ คืนส่งตัว ฮุน้ ลุย่ เอาแต่กล่าวถึง พี่ร่วมสาบาน ต้องกวาดมองจิวซัวมิ้งแวบหนึ่ง รู้สึกจิวซัวมิ้งแม้ไม่งาม คมคายเท่าฮุ้นลุ่ย แต่เข้มแข็งองอาจ มีความเป็นลูกผู้ชายมากกว่า ยามนั้น ประจวบกับจิวซัวมิ้งจับจ้องมองนาง ต้องหน้าแดงวูบหนึ่ง จิวซัวมิ้งร้องส�ำทับว่า “เราเป็นพี่น้องร่วมสาบานของฮุ้นลุ่ย รีบมอบ ต้นปะการังแก่เรา” เจี๊ยะฉุ่ยหงส์กระชากเสียงว่า “ไม่มอบให้” “เฮอะ นางโจรท่านคิดยึดครองสมบัติของเราหรือ?” “สมบัติของท่านอันใด? นี่เป็นของที่ฮุ้นลุ่ยหมั้นหมายข้าพเจ้า หาก ไม่เห็นแก่ทา่ นเป็นพีน่ อ้ งร่วมสาบานของฮุน้ ลุย่ คงฟันท่านในดาบเดียวแล้ว” จิวซัวมิง้ ตะลึงลานกับที่ ชัว่ ครูจ่ งึ กล่าว “หมัน้ หมายอันใด? ฮุน้ ลุย่ เป็น อะไรกับท่าน?” “ข้าพเจ้าไม่กลัวบอกต่อท่าน เขาเป็นสามีข้าพเจ้า” จิวซัวมิ้งหัวร่อฮาฮาออกมา จากนั้นฉุกคิดว่าฮุ้นลุ่ยปลอมเป็นบุรุษ เดินทางขึ้นนครหลวง ปกปิดชาติก�ำเนิดไว้ แม้แต่หญิงสาวนี้ก็ถูกตบตา ตนเองไม่ควรเปิดเผยโฉมหน้าแท้จริงของนาง ดังนั้นชะงักเสียงหัวร่อไว้ กล่าวว่า “โกวเนี้ย ท่านมีนามว่ากระไร? แต่งงานกับฮุ้นลุ่ยเมื่อใด?” “ข้าพเจ้าเป็นบุตรีของหัวหน้าหมู่บ้านนิลกาฬเจี๊ยะเอ็ง พวกเรา แต่งงานกันเมือ่ สามวันก่อน บุตรีของหัวหน้าหมูบ่ า้ นนิลกาฬไม่คคู่ วรกับน้อง ร่วมสาบานของท่านหรือ?” จิวซัวมิ้งรู้สึกเหนือความคาดหมาย แสดงความคารวะ กล่าวว่า

176


“ตี๋ซ้อ (น้องสะใภ้) อย่าได้มีโทสะ เราไม่มีเจตนาดูแคลน พวกท่านแต่งงาน กันสามวัน เขาล้วนอยู่ที่หมู่บ้านนิลกาฬหรือ?” มันไม่สะดวกกับการถามถึงเหตุการณ์ในคืนส่งตัว ได้แต่เลียบเคียง ถาม เจีย๊ ะฉุย่ หงส์จงึ กล่าว “เขาติดตามโจรม้าขาวออกมาตัง้ แต่คำ�่ คืนนัน้ จน บัดนี้ยังไร้ข่าวคราว” จิวซัวมิ้งใจหายวาบ มันก็มาเพราะ ‘โจรม้าขาว’ เช่นกัน ดังนั้นถาม ว่า “ใช่เป็นชายหนุ่มชุดนักศึกษา ควบม้าขาวผู้หนึ่งหรือไม่?” “ข้าพเจ้าไม่เคยเห็นโฉมหน้าของมันมาก่อน” จิวซัวมิ้งถามอีกว่า “ม้าขาวของมันสง่างามยิ่ง ใช่หรือไม่?” “มิผิด ม้าที่ดีที่สุดของหมู่บ้านนิลกาฬเรายังตามมันไม่ทัน” จิวซัวมิ้งรีบกล่าว “ท่านรีบน�ำเราไปพบผู้เฒ่าเจี๊ยะ ส่งเกาทัณฑ์ มิจฉาชีพตามจับเจ้าผู้นี้ เกรงว่าฮุ้นลุ่ยถูกโจรโฉดนี้ท�ำร้ายแล้ว” “โจรโฉดอันใด? ข้าพเจ้าเข้าใจว่ามันเป็นโจรปล้นสมบัตทิ ดี่ ำ� กินด�ำ แต่ บิดาบอกว่ามันไม่ใช่ ข้าพเจ้าถามมันเป็นใคร บิดาก็ไม่ยอมบอก น�ำ้ ค�ำคล้าย เคารพย�ำเกรงมันยิ่ง นี่ที่แท้เป็นเรื่องราวใด?” จิวซัวมิ้งแค่นหัวร่อ กล่าวว่า “มันเป็น...” ไม่ทันขาดค�ำ นอกประตูสุสานปรากฏเงาคนถลันวูบ คนผู้หนึ่งเดิน เข้ามา ฮุน้ ลุย่ เพ่งตามอง ต้องใจหายวาบ คนผูน้ กี้ ลับเป็นโจรมองโกลซึง่ เคย ประมือกับนางที่หน้าวัดร้างเมื่อคืนก่อน ใช้ตาขอคู่เป็นอาวุธ เป็นศิษย์ของ ตันไถเมี่ยเหม็งนั่นเอง ตันไถเมี่ยเหม็งกับศิษย์เคยยกก�ำลังทหารโจมตีค่ายดาบทอง จิวซัว มิ้งเคยประมือกับมัน พอเห็นเช่นนั้นกระโดดปราดขึ้น ตวัดดาบฟันใส่แผด ด่าว่า “โจรมองโกลบังอาจนัก ลอบเข้าแผ่นดินตงง้วนด้วยจุดมุง่ หมายใด?” ศิษย์ของตันไถเมี่ยเหม็งเรียกว่าฮาตาไหล พอเข้าประตูสุสานก็ร้อง เรียก “คุณชายเตีย” พลันเห็นจิวซัวมิ้งฟันดาบมาถึง รีบชักตาขอคู่ออก

177


ต่อต้าน ปัดป่ายดาบของจิวซัวมิ้งไปด้านข้าง ตวาดถามว่า “ท่านเป็นคน ท�ำร้ายคุณชายเตียหรือ?” จิวซัวมิ้งตวาดว่า “เราจะสับเจ้าเป็นร้อยพันท่อนด้วย” ยกดาบฟันใส่อย่างหักโหม ฮาตาไหลไขว้ตาขอคูจ่ โู่ จม ใช้กระบวนท่า พลิกแพลงซับซ้อน รุกไล่จนจิวซัวมิ้งปิดป้องถ่ายเดียว เจี๊ยะฉุ่ยหงส์เห็นว่า ชายหนุ่มซึ่งมีศักดิ์เป็นลุงผู้นี้ แม้ไร้มารยาทแต่ สมควรช่วยเหลือมัน ดังนัน้ ชักดาบเข้าไปกลุม่ จูโ่ จมใส่ เจีย๊ ะฉุย่ หงส์มที า่ ร่าง ปราดเปรียว ยังเหนือกว่าฮาตาไหล มาตรว่าเรี่ยวแรงสู้ไม่ได้ แต่จิวซัวมิ้ง คอยต้านทานไว้ ทั้งสองใช้ปมเด่นชดเชยปมด้อยของกันและกัน ค่อยสะกด ความเหิมเกริมของฮาตาไหลลง ชิงเป็นฝ่ายรุกไล่ ฮาตาไหลกู่ร้องค�ำหนึ่ง ตาขอคู่ตะกุยเฉียงๆ คุกคามดาบทั้งสองเล่ม เบนเบือน เปลือกนอกเป็นการรุกไล่ แท้ที่จริงฉวยโอกาสถอนตัวล่าถอย จิวซัวมิ้งไหนเลยยอมปล่อยปละละเว้น ชักชวนเจี๊ยะฉุ่ยหงส์ไล่ติดตาม ชั่ว พริบตาเสียงร้องของคนทั้งสามห่างไกลออกไปทุกขณะ ฮุ้นลุ่ยในห้องลับบังเกิดความเคลือบแคลงสงสัย พอเงยหน้าขึ้น เห็น เตียตังปังมองดูนางอย่างยิม้ แย้ม คล้ายเป็นความหมาย ‘ท่านเห็นว่าข้าพเจ้า เป็นโจรโฉดหรือไม่?’ ฮุน้ ลุย่ ความจริงเชือ่ ถือจิวเกีย๋ งสองพ่อลูก หากมิใช่หลายวันนีร้ ว่ มทาง กับเตียตังปัง พอฟังจิวซัวมิ้งกล่าวค�ำ ‘โจรโฉด’ คงต้องชักกระบี่แทงใส่เขา แต่ตอนนี้ในใจบังเกิดความคิดขัดแย้ง ครุ่นคิดขึ้น ‘เขากลับจากมองโกล คง เป็นชาวฮั่นที่มีปณิธานสูงส่งเช่นเดียวกับท่านปู่ ดังนั้นฝ่ายมองโกลคิดตาม จับเขาไป จิวซัวมิ้งก็เข้าใจผิดคิดว่าเขาเป็นไส้ศึก’ พอได้คิด ยิ้มพลางกล่าวเบาๆ “ตั่วกอ ข้าพเจ้าเชื่อถือท่าน” เตียตังปังสีหน้าปรากฏแววปลาบปลืม้ ยินดี กล่าวเบาๆ “น้องเรา ท่าน เป็นผูร้ ใู้ จเพียงหนึง่ เดียวของข้าพเจ้า ท่านตัง้ ใจโคจรพลังเถอะ คืนนีข้ า้ พเจ้า จะเล่านิทานเรื่องแรกต่อท่าน”

178


พลางเปิดห้องลับออกไป ปิดประตูสสุ านลงใหม่ ทัง้ ยังเคลือ่ นย้ายแท่ง เหล็กสองแท่งยันไว้ หากไม่มีเรี่ยวแรงนับพันชั่ง ยากที่จะเปิดออกได้ ฮุ้นลุ่ยตั้งใจโคจรพลัง เลือดลมสะดวกปลอดโปร่ง ผ่านไปเนิ่นนาน ร่องศิลาบนศีรษะปราศจากแสงแดดสาดส่องเข้ามาอีก คาดว่าเป็นยามพลบค�ำ่ มารร้ายด�ำขาวทิ้งเสบียงกรังอยู่ในห้องลับ เตียตังปังก่อไฟต้มข้าวต้มหม้อ หนึ่ง ต้มเนื้อย่างไก่แช่แข็งจนสุก ป้อนข้าวต้มให้ฮุ้นลุ่ยรับประทาน ฮุ้นลุ่ยตื้นตันใจยิ่ง เตียตังปังยิ้มแย้มอย่างนุ่มนวล กล่าวว่า “ท่านดี ขึ้นมากแล้ว แต่ยังไม่ควรกล่าวมากความให้ฟัง ข้าพเจ้าบอกเล่าอย่าได้เอ่ย ปากถามไถ่ ตอนนี้ข้าพเจ้าจะเล่านิทานเรื่องแรกต่อท่าน หลังจากเล่านิทาน ทั้งสามเรื่องจบลง ข้าพเจ้าค่อยบอกความเป็นมาต่อท่านโดยละเอียด”

179

Loihan 1 1 179  
Loihan 1 1 179  
Advertisement