Page 1


บทอ่านที่ 1

กจ 5:27-33

ในครั้งนั้น เขานำ�บรรดาอัครสาวกมายังสภาซันเฮดริน มหาสมณะจึงกล่าวหาว่า “เรากำ�ชับท่านทั้งหลายอย่างแข็งขันแล้ว ไม่ให้สอนโดยออกนามนี้ แต่ท่านยังขืนนำ�คำ� สอนของตนมาแพร่ไปทัว่ กรุงเยรูซาเล็ม และต้องการให้โลหิตของคนคนนีต้ กอยูก่ บั เรา” เปโตรและบรรดาอัครสาวกตอบว่า “เราต้องเชือ่ ฟังพระเจ้ายิง่ กว่าเชือ่ ฟังมนุษย์” พระเจ้า แห่งบรรพบุรุษของเราทรงบันดาลให้พระเยซูเจ้าที่ท่านทั้งหลายประหารโดยตรึงบนไม้ กางเขนนัน้ กลับคืนพระชนมชีพ พระเจ้าทรงยกพระองค์ทา่ นขึน้ ประทับเบือ้ งขวาในฐานะ เป็นหัวหน้าและผูก้ อบกู้ เพือ่ ให้อสิ ราเอลกลับใจและรับการให้อภัยบาป เราทัง้ หลายเป็น พยานในเรือ่ งนี้ และพระจิตเจ้า ซึง่ พระเจ้าประทานแก่ผทู้ เี่ ชือ่ ฟังพระองค์กท็ รงเป็นพยาน ด้วย” เมื่อได้ฟังดังนี้ทุกคนในสภาซันเฮดรินรู้สึกโกรธเคืองอย่างมากอยากจะฆ่าบรรดา อัครสาวกเสีย

พระวรสาร

มธ 13:54-58

เวลานั้น พระเยซูเจ้าเสด็จออกจากที่นั่น มายังถิ่นกำ�เนิดของพระองค์ ทรงสั่งสอน ในศาลาธรรมของชาวยิว ประชาชนต่างประหลาดใจและพูดว่า “คนนีเ้ อาปรีชาญาณและ อำ�นาจทำ�อัศจรรย์มาจากที่ใด เขาเป็นลูกช่างไม้มิใช่หรือ แม่ของเขาชื่อมารีย์ พี่ชาย น้องชายของเขามิใช่ยากอบ โยเซฟ ซีโมน และยูดาหรือ พี่สาวน้องสาวทุกคนของเขาก็ อยูก่ บั เรามิใช่หรือ เขาไปได้สงิ่ เหล่านีม้ าจากทีใ่ ด” คนเหล่านีร้ สู้ กึ สะดุดใจและไม่ยอมรับ พระองค์ พระเยซูเจ้าจึงตรัสกับเขาว่า “ประกาศกย่อมไม่ถกู เหยียดหยามนอกจากในถิน่ กำ�เนิดและในบ้านของตน” พระองค์ทรงทำ�อัศจรรย์ที่นั่นไม่มากนัก เพราะเขาเหล่านั้น ไม่มีความเชื่อ

ความเชือ่ ในพระเยซูเจ้าทีท่ �ำ ให้เรามีชวี ติ นิรนั ดรคือ ความเชือ่ ทีม่ ปี ระสบการณ์สว่ น ตัวกับพระองค์ วิถีชีวิตของพระองค์กลับกลายเป็นวิถีชีวิตของเรา ยิ่งวันเรายิ่งมั่นใจว่า เป็นพระคริสต์ทที่ รงดำ�รงอยูใ่ นชีวติ ของเรา เรามีประสบการณ์วา่ เมือ่ เราดำ�เนินชีวติ เฉก เช่นพระองค์แล้ว ชีวิตเรามีความสุข มีความหมาย และมีส่วนร่วมในภารกิจที่พระองค์ ทรงมอบให้ ข้าแต่นักบุญโยเซฟ ผู้เลี้ยงดูครอบครัวศักดิ์สิทธิ์ด้วยการเป็นกรรมกร ท่านมี ประสบการณ์ชีวิตส่วนตัวที่ลึกซึ้งกับพระเยซูเจ้า ขอวิงวอนให้พวกเรามีประสบการณ์ เป็นการส่วนตัวกับพระเยซูเจ้า ในวิถีชีวิตประจำ�วันเช่นเดียวกับท่านด้วย

น.โยเซฟ กรรมกร สดด 90:2-4,12-13, 14 และ 16

ทำ�วัตรสัปดาห์ที่ 2 วันแรงงานแห่งชาติ


บทอ่านที่ 1

กจ 5:34-42

ขณะนั้น อาจารย์กฎหมายชาวฟาริสีคนหนึ่งชื่อกามาลิเอล เป็นที่เคารพนับถือของ ประชาชนยืนขึ้นในสภาซันเฮดรินและขอให้นำ�บรรดาอัครสาวกออกไปข้างนอกสักครู่ หนึ่ง แล้วจึงกล่าวแก่บรรดาสมาชิกสภาว่า “ชาวอิสราเอลทั้งหลาย ท่านจะทำ�อะไรกับ คนเหล่านี้ ก็จงคิดให้ดีเสียก่อน เมื่อไม่นานมานี้ คนคนหนึ่งชื่อทิวดาสตั้งตนเป็นผู้วิเศษ คนประมาณสี่ร้อยคนติดตามเขา แต่เมื่อเขาถูกฆ่า ทุกคนที่ติดตามเขาก็กระจัดกระจาย ระลึกถึง น.อาทานาส ไปจนหมดสิ้น หลังจากนัน้ ในสมัยสำ�รวจจำ�นวนประชาชน ก็มยี ดู าสชาวกาลิลี ชักจูงประชาชนให้ พระสังฆราช มาติดตามตน แต่เขาก็ถูกฆ่าด้วย ทุกคนที่ติดตามเขาก็กระจัดกระจายไป บัดนี้ข้าพเจ้า และนักปราชญ์ ขอบอกท่านทั้งหลายว่า จงเลิกสนใจคนเหล่านี้และปล่อยเขาไปเถิด เพราะถ้าแผนการ สดด 27:1,4,13-14 และกิจการของเขามาจากมนุษย์ แผนการและกิจการนั้นก็จะสลายไปเอง แต่ถ้ามาจาก ทำ�วัตรสัปดาห์ที่ 2 พระเจ้า ท่านทั้งหลายจะทำ�ลายเขาไม่ได้ ยิ่งกว่านั้น ท่านจะกลับเป็นผู้ต่อสู้กับพระเจ้า เสียเอง”... วันศุกร์ต้นเดือน

พระวรสาร

ยน 6:1-15

หลังจากนั้น พระเยซูเจ้าเสด็จข้ามทะเลสาบกาลิลีหรือทิเบเรียส ประชาชนจำ�นวนมากตามพระองค์ไป เพราะเห็นเครื่องหมายอัศจรรย์ที่ทรงกระทำ�แก่ผู้เจ็บป่วย พระองค์เสด็จขึ้นไปบนภูเขา ประทับที่นั่นพร้อมกับ บรรดาศิษย์ ขณะนั้นใกล้จะถึงวันฉลองปัสกาของชาวยิว พระเยซูเจ้าทรงเงยพระพักตร์ ทอดพระเนตรเห็นประชาชนจำ�นวนมากที่มาเฝ้า จึงตรัสกับฟีลิปว่า “พวก เราจะซื้อขนมปังที่ไหนให้คนเหล่านี้กิน” พระองค์ตรัสดังนี้เพื่อทดลองใจเขา แต่พระองค์ทรงทราบแล้วว่าจะ ทรงทำ�ประการใด ฟีลิปทูลตอบว่า “ขนมปังสองร้อยเหรียญแจกให้คนละนิดก็ยังไม่พอ” ศิษย์อีกคนหนึ่ง คือ อันดรูว์ น้องของซีโมนเปโตรทูลว่า “เด็กคนหนึ่งที่นี่มีขนมปังบาร์เลย์ห้าก้อนกับปลาสองตัว ขนมปังและปลา เพียงเท่านี้จะพออะไรสำ�หรับคนจำ�นวนมากเช่นนี้” พระเยซูเจ้าตรัสว่า “จงบอกประชาชนให้นั่งลงเถิด” ที่นั่น มีหญ้าขึน้ อยูท่ วั่ ไป เขาจึงนัง่ ลง นับจำ�นวนผูช้ ายได้ถงึ ห้าพันคน พระเยซูเจ้าทรงหยิบขนมปังขึน้ ทรงขอบพระคุณ พระเจ้า แล้วทรงแจกจ่ายให้แก่ผู้ที่นั่งอยู่ตามที่เขาต้องการ พระองค์ทรงกระทำ�เช่นเดียวกันกับปลา เมื่อคนทั้ง หลายอิ่มแล้ว พระองค์ตรัสแก่บรรดาศิษย์ว่า “จงเก็บเศษขนมปังที่เหลือ อย่าให้สิ่งใดสูญไปเปล่าๆ” บรรดา ศิษย์จึงเก็บเศษขนมปังบาร์เลย์ห้าก้อนที่เหลือนั้นได้สิบสองกระบุง เมื่อคนทั้งหลายเห็นเครื่องหมายอัศจรรย์ ทีท่ รงทำ�ก็พดู ว่า “ท่านผูน้ เี้ ป็นประกาศกแท้ซงึ่ จะต้องมาในโลก” พระเยซูเจ้าทรงทราบว่าคนเหล่านัน้ จะใช้ก�ำ ลัง บังคับพระองค์ให้เป็นกษัตริย์ จึงเสด็จไปบนภูเขาตามลำ�พังอีกครั้งหนึ่ง อาหารการกินต่างๆ ในชีวิต ต้องทำ�ให้เกิดความสัมพันธ์ระหว่างพระผู้สร้าง สิ่งสร้าง (อาหาร) และเพื่อน มนุษย์ ดังเช่นพระเยซูเจ้าขณะที่ทรงสัมผัสปังและปลา พระองค์ทรงมีความสัมพันธ์กับพระเจ้า และทรงแบ่ง ปันสิ่งที่มีแม้เพียงเล็กน้อยแก่บุคคลที่อยู่รอบข้าง ข้าแต่พระเจ้า ขอให้สิ่งสร้างทำ�ให้ข้าพเจ้ามีความสัมพันธ์กับพระองค์ด้วยการขอบพระคุณ และกับเพื่อน พี่น้องด้วยการแบ่งปัน ดังเช่นที่พระเยซูเจ้าทรงกระทำ�เป็นตัวอย่างในวันนี้ด้วย


บทอ่านที่ 1

1 คร 15:1-8

พีน่ อ้ งทัง้ หลาย ข้าพเจ้าขอเตือนท่านให้ค�ำ นึงถึงข่าวดีทขี่ า้ พเจ้าประกาศแก่ทา่ น ท่าน ได้รับไว้แล้วและยังคงเชื่อมั่นในข่าวดีนี้ ท่านกำ�ลังรับความรอดพ้นอาศัยข่าวดีนี้ ถ้าท่าน ยังยึดมั่นตามที่ข้าพเจ้าประกาศ แต่ถ้าท่านไม่ยึดมั่น ความเชื่อของท่านก็ไร้ประโยชน์ ข้าพเจ้ามอบธรรมประเพณีสำ�คัญที่สุดให้ท่าน เป็นธรรมประเพณีที่ข้าพเจ้าได้รับมาอีก ทอดหนึง่ คือพระคริสตเจ้าได้สนิ้ พระชนม์เพราะบาปของเรา ตามทีม่ เี ขียนไว้ในพระคัมภีร์ และทรงถูกฝังไว้ พระองค์ทรงกลับคืนพระชนมชีพในวันที่สามตามความในพระคัมภีร์ และทรงแสดงพระองค์แก่เคฟาส แล้วจึงทรงแสดงพระองค์แก่อคั รสาวกสิบสองคน หลัง จากนัน้ ทรงแสดงพระองค์แก่พนี่ อ้ งมากกว่าห้าร้อยคนในคราวเดียว คนส่วนมากในจำ�นวน นีย้ งั มีชวี ติ อยู่ แม้วา่ บางคนล่วงหลับไปแล้ว ต่อมาพระองค์ทรงแสดงพระองค์แก่ยากอบ แล้วจึงทรงแสดงพระองค์แก่อัครสาวกทุกคน ในที่สุด ทรงแสดงพระองค์กับข้าพเจ้า ผู้ เป็นเสมือนเด็กที่คลอดก่อนกำ�หนดด้วย

พระวรสาร

ฉลอง น.ฟีลิป และ น.ยากอบ อัครสาวก สดด 19:1-2,3-4ก

ยน 14:6-14

เวลานั้น พระเยซูเจ้าตรัสตอบโทมัสว่า “เราเป็นหนทาง ความจริง และชีวิต ไม่มีใครไปเฝ้าพระบิดาได้ นอกจากผ่านทางเรา ถ้าท่านทั้งหลายรู้จักเรา ท่านก็รู้จักพระบิดาของเราด้วย บัดนี้ ท่านก็รู้จักพระบิดา และ เห็นพระองค์แล้ว” ฟีลิปทูลว่า “พระเจ้าข้า โปรดทำ�ให้พวกเราได้เห็นพระบิดาเถิด เท่านี้ก็พอแล้ว” พระเยซูเจ้าตรัสว่า “ฟีลิปเอ๋ย เราอยู่กับท่านมานานเพียงนี้แล้ว ท่านยังไม่รู้จักเราอีกหรือ ผู้ที่เห็นเรา ก็เห็นพระบิดาด้วย ท่านพูด ได้อย่างไรว่า ‘โปรดทำ�ให้พวกเราได้เห็นพระบิดาเถิด’ ท่านไม่เชื่อหรือว่า เราดำ�รงอยู่ในพระบิดา และพระบิดา ทรงดำ�รงอยู่ในเรา วาจาที่เราบอกกับท่านทั้งหลายนี้ เรามิได้พูดตามใจของเรา แต่พระบิดาผู้สถิตในเราทรง กระทำ�กิจการของพระองค์ ท่านทั้งหลายจงเชื่อเราเถิดว่า เราดำ�รงอยู่ในพระบิดา และพระบิดาก็ทรงดำ�รงอยู่ในเรา หรืออย่างน้อย ท่านทั้งหลายจงเชื่อเพราะกิจการเหล่านี้เถิด เราบอกความจริงกับท่านทั้งหลายว่า ผู้ที่เชื่อในเรา ก็จะทำ�กิจการ ที่เรากำ�ลังทำ�อยู่ด้วย และจะทำ�กิจการที่ใหญ่กว่านั้นอีก เพราะเรากำ�ลังจะไปเฝ้าพระบิดา สิ่งใดที่ท่านทั้งหลาย ขอในนามของเรา เราจะทำ�สิ่งนั้น เพื่อพระบิดาจะได้รับพระสิริรุ่งโรจน์ในพระบุตรถ้าท่านทั้งหลายขอสิ่งใดใน นามของเรา เราจะทำ�ให้” ชีวิตมนุษย์เปรียบเสมือนการเดินทางและการแสวงหาอยู่เสมอ คำ�ถามที่ตามมาคือ เราจะเดินทางไปถึง ไหน และกำ�ลังแสวงหาอะไร ปลายทางของชีวิตเป็นเพียงแค่ความตาย โลง และหลุม แค่นั้นหรือ หามิได้ ผู้ ที่เราจะต้องไปให้ถึง และได้เป็นคำ�ตอบคือพระเจ้า ผู้ทรงเป็นเจ้าชีวิตของเรา และบนเส้นทางแห่งการแสวงหา นี้ พระเยซูเจ้าเสด็จมาอยู่เคียงข้างเป็นหนทาง ความจริง และชีวิตตลอดไป ข้าแต่ท่านนักบุญฟีลิปและยากอบ ช่วยวิงวอนให้ข้าพเจ้ามีความหนักแน่น และซื่อสัตย์มั่นคงที่จะเลือก พระเยซูเจ้าเป็นเพื่อนร่วมทางในชีวิตเสมอไป


บทอ่านจากหนังสือกิจการอัครสาวก กจ 2:14,22-28

สัปดาห์ที่ 3 เทศกาลปัสกา ทำ�วัตรสัปดาห์ที่ 3

เปโตรยืนขึ้นพร้อมกับบรรดาอัครสาวกสิบเอ็ดคน และพูดกับประชาชนด้วยเสียง ดังว่า “ท่านทั้งหลาย ชาวยูเดีย และท่านที่อาศัยอยู่ในกรุงเยรูซาเล็ม จงตั้งใจฟังวาจา ของข้าพเจ้าเถิด แล้วท่านจะรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ชาวอิสราเอลทั้งหลาย จงฟังวาจาเหล่านี้เถิด พระเยซูชาวนาซาเร็ธ เป็นบุรุษที่ พระเจ้าทรงส่งมาหาท่าน พระเจ้าทรงรับรองพระองค์โดยประทานอำ�นาจทำ�อัศจรรย์ ปาฏิหาริย์และเครื่องหมายต่างๆ เดชะพระเยซูเจ้า พระเจ้าทรงกระทำ�การเหล่านี้ในหมู่ ท่านทัง้ หลายดังทีท่ า่ นรูอ้ ยูแ่ ล้ว พระเยซูเจ้าทรงถูกมอบในเงือ้ มมือของท่านตามทีพ่ ระเจ้า มีพระประสงค์และทรงทราบล่วงหน้า ท่านใช้มือของบรรดาคนอธรรมประหารพระองค์ โดยตรึงบนไม้กางเขน แต่พระเจ้าทรงบันดาลให้พระองค์กลับคืนพระชนมชีพ พ้นจาก อำ�นาจแห่งความตาย เพราะความตายยึดพระองค์ไว้ใต้อ�ำ นาจอีกต่อไปไม่ได้ ดังทีก่ ษัตริย์ ดาวิดตรัสถึงพระองค์ว่า ‘ข้าพเจ้าเห็นองค์พระผู้เป็นเจ้าอยู่ต่อหน้าข้าพเจ้าเสมอ พระองค์ประทับอยู่เบื้อง ขวา ข้าพเจ้าจะไม่หวัน่ ไหว ดังนัน้ จิตใจของข้าพเจ้าจึงยินดี ปากของข้าพเจ้ากล่าวถ้อยคำ� แสดงความเกษมเปรมปรีดิ์ ร่างกายที่ตายได้ของข้าพเจ้า พำ�นักอยู่ในความหวัง เพราะ พระองค์จะไม่ทรงละทิ้งข้าพเจ้าไว้ในแดนผู้ตาย และจะไม่ทรงปล่อยผู้ศักดิ์สิทธิ์ของ พระองค์ให้เน่าเปือ่ ย พระองค์ทรงสอนข้าพเจ้าให้รจู้ กั ทางแห่งชีวติ พระองค์จะทรงทำ�ให้ ข้าพเจ้าเปี่ยมด้วยความยินดีเฉพาะพระพักตร์ของพระองค์’”

เพลงสดุดี

สดด 16:1-2 และ 5, 7-8,9-10,11

ก) ข้าแต่พระเจ้า โปรดทรงคุ้มครองข้าพเจ้า ข้าพเจ้าลี้ภัยมาพึ่งพระองค์ ข้าพเจ้าทูลองค์พระผู้เป็นเจ้าว่า “พระองค์ทรงเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้าของข้าพเจ้า พระองค์ทรงเป็นความดีที่สุดของข้าพเจ้า

บทอ่านจากจดหมายนักบุญเปโตรอัครสาวก ฉบับที่หนึ่ง 1 ปต 1:17-21

ลูกทีร่ กั ยิง่ ถ้าท่านเรียกพระองค์ผทู้ รงพิพากษาตามการกระทำ�ของแต่ละคนโดยไม่ ลำ�เอียงว่า “พระบิดา” ก็จงดำ�เนินชีวิตขณะที่อยู่ต่างแดนนี้ด้วยความเคารพยำ�เกรง พระองค์ เพราะท่านรูว้ า่ ท่านได้รบั การไถ่กหู้ ลุดพ้นจากวิถชี วี ติ ไร้คา่ ทีส่ บื มาจากบรรพบุรษุ มิใช่ด้วยสิ่งที่เสื่อมสลายได้เช่นเงินหรือทอง แต่ด้วยพระโลหิตประเสริฐของพระคริสต เจ้า ดังเลือดของลูกแกะไร้มลทินหรือจุดด่างพร้อย พระองค์ทรงกำ�หนดไว้ลว่ งหน้าแล้ว ตั้งแต่ก่อนสร้างโลก และทรงเปิดเผยพระคริสตเจ้าเพื่อท่านทั้งหลายในวาระสุดท้าย เดชะพระคริสตเจ้านี้ ท่านมีความเชื่อในพระเจ้าผู้ทรงบันดาลให้พระองค์กลับคืนพระ ชนมชีพจากบรรดาผูต้ าย และประทานพระสิรริ งุ่ โรจน์เพือ่ ให้ความเชือ่ และความหวังของ ท่านดำ�รงอยู่ในพระเจ้า


บทอ่านจากพระวรสารนักบุญลูกา ลก 24:13-35

วันนั้น ศิษย์สองคนกำ�ลังเดินทางไปยังหมู่บ้านเอมมาอูส ซึ่งอยู่ห่างจากกรุงเยรูซาเล็มประมาณ 11 กิโลเมตร ทั้งสองคนสนทนากันถึงเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้น ขณะที่กำ�ลังสนทนาและถกเถียงกันอยู่นั้น พระเยซูเจ้าเสด็จเข้ามาร่วมเดินทางด้วย แต่เขาจำ�พระองค์ไม่ได้ เหมือนดวงตาถูกปิดบัง พระองค์ตรัสถาม ว่า “ท่านเดินสนทนากันเรื่องอะไร” ทั้งสองคนก็หยุดเดิน ใบหน้าเศร้าหมอง ศิษย์ทชี่ อื่ เคลโอปัสถามว่า “ท่านเป็นเพียงคนเดียวในกรุงเยรูซาเล็มหรือทีไ่ ม่รเู้ รือ่ งราวทีเ่ กิดขึน้ ทีน่ นั่ เมื่อสองสามวันมานี้” พระองค์ตรัสถามว่า “เรื่องอะไรกัน” เขาตอบว่า “ก็เรื่องพระเยซู ชาวนาซาเร็ธ ประกาศกทรงอำ�นาจในกิจการและคำ�พูดเฉพาะพระพักตร์ของพระเจ้าและต่อหน้าประชาชนทัง้ ปวง บรรดา หัวหน้าสมณะและผู้นำ�ของเรามอบพระองค์ให้ต้องโทษประหารชีวิต และตรึงพระองค์บนไม้กางเขน เรา เคยหวังไว้ว่าพระองค์จะทรงปลดปล่อยอิสราเอลให้เป็นอิสระ แต่นี่เป็นวันที่สามแล้วตั้งแต่เหตุการณ์นี้ เกิดขึ้น สตรีบางคนในกลุ่มของเราทำ�ให้เราประหลาดใจอย่างยิ่ง เขาไปที่พระคูหาตั้งแต่เช้าตรู่ เมื่อไม่ พบพระศพ เขากลับมาเล่าว่าได้เห็นนิมิตของทูตสวรรค์ซึ่งพูดว่า พระองค์ยังทรงพระชนม์อยู่ บางคนใน กลุ่มของเราไปที่พระคูหา และพบทุกอย่างดังที่บรรดาสตรีเล่าให้ฟัง แต่ไม่เห็นพระองค์” พระองค์จงึ ตรัสกับเขาว่า “‘เจ้าคนเขลาเอ๋ย ใจของเจ้าช่างเชือ่ งช้าทีจ่ ะเชือ่ ข้อความทีบ่ รรดาประกาศก กล่าวไว้ พระคริสตเจ้าจำ�เป็นต้องทนทรมานเช่นนี้เพื่อจะเข้าไปรับพระสิริรุ่งโรจน์ของพระองค์มิใช่หรือ” แล้วพระองค์ทรงอธิบายพระคัมภีร์ทุกข้อที่กล่าวถึงพระองค์ให้เขาฟังโดยเริ่มตั้งแต่โมเสสจนถึงบรรดา ประกาศก เมือ่ พระองค์ทรงพระดำ�เนินพร้อมกับศิษย์ทงั้ สองคนใกล้จะถึงหมูบ่ า้ นทีเ่ ขาตัง้ ใจจะไป พระองค์ ทรงแสร้งทำ�ว่าจะทรงพระดำ�เนินเลยไป แต่เขาทั้งสองรบเร้าพระองค์ว่า “จงพักอยู่กับพวกเราเถิด เพราะ ใกล้คาํ่ และวันก็ลว่ งไปมากแล้ว” พระองค์จงึ เสด็จเข้าไปพักกับเขา ขณะประทับทีโ่ ต๊ะกับเขา พระองค์ทรง หยิบขนมปัง ทรงถวายพระพร ทรงบิขนมปังและทรงยืน่ ให้เขา เขาก็ตาสว่างและจำ�พระองค์ได้ แต่พระองค์ หายไปจากสายตาของเขา ศิษย์ทั้งสองคนจึงพูดกันว่า “ใจของเราไม่ได้เร่าร้อนเป็นไฟอยู่ภายในหรือเมื่อ พระองค์ตรัสกับเราขณะเดินทาง และทรงอธิบายพระคัมภีร์ให้เราฟัง” เขาทั้งสองคนจึงรีบออกเดินทางกลับไปกรุงเยรูซาเล็มในเวลานั้น พบบรรดาอัครสาวกสิบเอ็ดคน กำ�ลังชุมนุมกันอยู่กับศิษย์อื่นๆ เขาเหล่านี้บอกว่า “องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงกลับคืนพระชนมชีพแล้วจริงๆ และทรงสำ�แดงพระองค์แก่ซีโมน” ศิษย์ทั้งสองคนจึงเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นตามทางและเล่าว่าตนจำ�พระองค์ ได้เมื่อทรงบิขนมปัง สภาพสังคมในปัจจุบัน ทำ�ให้รู้สึกว่าความชั่วชนะความดี พระแพ้มาร ซึ่งทำ�ให้หลายคนหดหู่ใจและ ท้อแท้ใจจนถึงกับสิ้นหวัง แต่ในสถานการณ์เช่นนี้ พระเจ้ายังทรงอยู่เคียงข้างเราตลอด เพียงแต่เราจำ� พระองค์ไม่ได้เท่านั้น ดังเช่นศิษย์ทั้งสองคนที่เดินทางไปยังเมืองเอมมาอูส ซึ่งสิ้นหวัง เพราะพระเยซูเจ้า เป็นผู้แพ้ถูกจับไปประหารชีวิต ข้าแต่พระเยซูเจ้า ในยามที่ข้าพเจ้ารู้สึกหดหู่ใจและท้อแท้ใจ ขออย่าให้ข้าพเจ้าเสียขวัญ แต่ให้จำ� พระองค์ได้ โดยเฉพาะในการประทับอยู่ของพระองค์ในพระคัมภีร์ และในศีลมหาสนิทด้วยเถิด


สัปดาห์ที่ 3 เทศกาลปัสกา สดด 119:23-24, 26-27,29-30

ทำ�วัตรสัปดาห์ที่ 3 วันฉัตรมงคล

บทอ่านที่ 1

กจ 6:8-15

พระวรสาร

ยน 6:22-29

ในครั้งนั้น สเทเฟนเปี่ยมด้วยพระหรรษทานและพระอานุภาพ ทำ�ปาฏิหาริย์และ เครื่องหมายอัศจรรย์ยิ่งใหญ่ในหมู่ประชาชน บางคนจากศาลาธรรมที่เรียกกันว่าศาลา ธรรมของเสรีชนที่เคยเป็นทาส คือชาวยิวจากเมืองไซรีน เมืองอเล็กซานเดรีย แคว้น ซีลีเซียและเอเชีย เริ่มโต้เถียงกับสเทเฟน แต่เขาเหล่านั้นเอาชนะสเทเฟนไม่ได้ เพราะ สเทเฟนพูดด้วยปรีชาญาณซึ่งมาจากพระจิตเจ้า คนเหล่านั้นจึงเสี้ยมสอนประชาชนบาง คนให้ใส่ความว่า “พวกเราได้ยินเขาพูดดูหมิ่นโมเสสและพระเจ้า” เขาเหล่านั้นยุยง ประชาชน บรรดาผู้อาวุโส และธรรมาจารย์ให้ปั่นป่วนวุ่นวาย แล้วจึงเข้าจู่โจมจับกุม สเทเฟนนำ�ไปยังสภาซันเฮดริน ตั้งพยานเท็จกล่าวหาว่า “ชายคนนี้พูดดูหมิ่นสถานที่ ศักดิ์สิทธิ์และธรรมบัญญัติอยู่เสมอ พวกเราได้ยินเขาพูดว่า เยซู ชาวนาซาเร็ธผู้นี้จะ ทำ�ลายสถานที่นี้และจะเปลี่ยนแปลงขนบประเพณีที่โมเสสมอบให้เรา” ทุกคนที่นั่งอยู่ ในสภาซันเฮดรินต่างเพ่งมองสเทเฟน เห็นใบหน้าของเขาสว่างรุ่งเรืองเหมือนกับใบหน้า ของทูตสวรรค์

วันรุง่ ขึน้ ประชาชนทีย่ งั อยูบ่ นฝัง่ ตรงข้าม สังเกตเห็นว่า มีเรืออยูท่ นี่ นั่ เพียงลำ�เดียว และจำ�ได้ว่าพระเยซูเจ้ามิได้เสด็จลงเรือไปกับบรรดาศิษย์ บรรดาศิษย์ไปกันตามลำ�พัง เท่านัน้ แต่เรือลำ�อืน่ จากเมืองทิเบเรียสมายังสถานทีท่ พี่ วกเขาได้กนิ ขนมปัง เมือ่ ประชาชน เห็นว่าทัง้ พระเยซูเจ้าและบรรดาศิษย์ไม่อยูท่ นี่ นั่ แล้ว ก็ลงเรือมุง่ ไปทีเ่ มืองคาเปอรนาอุม เพื่อตามหาพระเยซูเจ้า เมื่อพบพระองค์ที่ฝั่งตรงข้าม จึงทูลถามว่า “พระอาจารย์ ท่าน มาที่นี่เมื่อไร” พระเยซูเจ้าตรัสตอบว่า“เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า ท่านแสวงหาเรา มิใช่เพราะได้เห็น เครื่องหมายอัศจรรย์ แต่เพราะได้กินขนมปังจนอิ่ม อย่าขวนขวายหาอาหารที่กินแล้วเสื่อมสลายไป แต่จงหา อาหารที่คงอยู่และนำ�ชีวิตนิรันดรมาให้ อาหารนี้บุตรแห่งมนุษย์จะประทานให้ท่าน เพราะพระเจ้าพระบิดาทรง ประทับตรารับรองบุตรแห่งมนุษย์ไว้แล้ว” เขาเหล่านั้นจึงทูลว่า “พวกเราจะต้องทำ�อะไรเพื่อให้กิจการของพระเจ้าสำ�เร็จ” พระเยซูเจ้าตรัสตอบว่า “กิจการของพระเจ้า ก็คือให้ท่านทั้งหลายเชื่อในผู้ที่พระองค์ทรงส่งมา”

ร่างกายและจิตวิญญาณต้องการอาหารหล่อเลี้ยงควบคู่กันไปอยู่เสมอ เราจึงต้องไม่ดำ�เนินชีวิตตกขอบ สนใจเฉพาะอาหารฝ่ายร่างกายเท่านัน้ พระเยซูเจ้าเตือนให้เราตระหนักว่า จิตวิญญาณของเรายังต้องการอาหาร ฝ่ายจิต เพื่อจะได้มีภูมิคุ้มกันแข็งแรง เติบโต และเกิดผลอยู่เสมอ ข้าแต่พระเยซูคริสตเจ้า ขอขอบพระคุณที่ได้ทรงมอบพระองค์เองภายใต้รูปปังในศีลมหาสนิท เพื่อเป็น อาหารหล่อเลี้ยงจิตวิญญาณของข้าพเจ้า


บทอ่านที่ 1

กจ 7:51-8:1ก

ในครั้งนั้น สเทเฟนกล่าวว่า “ท่านผู้ดื้อรั้น ใจกระด้างและหูตึงทั้งหลายเอ๋ย ท่านต่อต้านพระจิตเจ้าอยู่เสมอ บรรพบุรุษของท่านเคยทำ�เช่นไร ท่านก็ทำ�เช่นนั้น มี ประกาศกคนใดบ้างที่บรรพบุรุษของท่านมิได้เบียดเบียน เขาฆ่าผู้ที่ประกาศล่วงหน้าถึง การเสด็จมาของพระเยซูเจ้าผู้ทรงชอบธรรม และบัดนี้ท่านทั้งหลายก็ทรยศและฆ่า พระองค์ด้วย ท่านทั้งหลายได้รับธรรมบัญญัติผ่านทางทูตสวรรค์ แต่ก็หาได้ปฏิบัติตาม ธรรมบัญญัตินั้นไม่” เมื่อได้ฟังดังนั้น ทุกคนรู้สึกขุ่นเคืองเจ็บใจ ขบฟันคำ�รามเข้าใส่สเทเฟน สเทเฟน เปี่ยมด้วยพระจิตเจ้า เพ่งมองท้องฟ้า มองเห็นพระสิริรุ่งโรจน์ของพระเจ้า และเห็นพระ เยซูเจ้าทรงยืนอยู่เบื้องขวาของพระเจ้า จึงพูดว่า “ดูซิ ข้าพเจ้าเห็นท้องฟ้าเปิดออก และ เห็นบุตรแห่งมนุษย์ทรงยืนอยู่เบื้องขวาของพระเจ้า” ทุกคนจึงร้องเสียงดัง เอามืออุดหู วิง่ กรูกนั เข้าใส่สเทเฟน ฉุดลากเขาออกไปนอกเมืองแล้วเริม่ เอาหินขว้างเขา บรรดาพยาน นำ�เสื้อคลุมของตนมาวางไว้ที่เท้าของชายหนุ่มคนหนึ่งชื่อ “เซาโล” ขณะที่คนทั้งหลาย กำ�ลังเอาหินขว้างสเทเฟน สเทเฟนอธิษฐานภาวนาว่า “ข้าแต่พระเยซู องค์พระผูเ้ ป็นเจ้า โปรดรับวิญญาณของข้าพเจ้าด้วย” เซาโลเป็นคนหนึ่งที่เห็นชอบกับการที่สเทเฟนถูกฆ่า

พระวรสาร

สัปดาห์ที่ 3 เทศกาลปัสกา สดด 31:2-3, 5-7,16,20

ทำ�วัตรสัปดาห์ที่ 3

ยน 6:30-35

เวลานั้น ประชาชนจึงทูลถามว่า “ท่านทำ�เครื่องหมายอัศจรรย์ใดเพื่อพวกเราจะได้เห็น และจะได้เชื่อใน ท่าน ท่านทำ�อะไร บรรพบุรุษของเราได้กินมานนาในถิ่นทุรกันดาร ดังที่มีเขียนไว้ในพระคัมภีร์ว่า พระองค์ ประทานขนมปังจากสวรรค์ให้เขากิน” พระเยซูเจ้าตรัสตอบว่า “เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า มิใช่โมเสสที่ให้ขนมปังจากสวรรค์แก่ท่าน แต่เป็นพระบิดาของเราที่ประทานขนมปังแท้จากสวรรค์ให้ท่าน เพราะขนมปังของพระเจ้า คือขนมปังซึ่งลงมา จากสวรรค์ และประทานชีวิตให้แก่โลก” ประชาชนจึงทูลว่า “นายขอรับ โปรดให้ขนมปังนี้แก่พวกเราเสมอเถิด” พระเยซูเจ้าตรัสแก่เขาว่า “เรา เป็นปังแห่งชีวิต ผู้ที่มาหาเราจะไม่หิว และผู้ที่เชื่อในเราจะไม่กระหายอีกเลย”

หิวกระหายเป็นอาการที่เกิดขึ้นเสมอในชีวิตประจำ�วัน ตามปกติเราดับความหิวด้วยอาหาร และความ กระหายด้วยนํ้า ถึงกระนั้นแต่ละคนก็คุ้นชินกับประสบการณ์ที่ว่า “กินก็ได้ นอนก็หลับ แต่กระสับกระส่าย” กระสับกระส่ายเป็นอาการทางใจที่อยู่ลึก ซึ่งอาหารฝ่ายกายบนโลกนี้ ไม่ว่าจะหรูหรา ฟู่ฟ่าขนาดไหน ก็ไม่ สามารถบำ�บัดได้ ตรงกันข้ามกลับทำ�ให้เกิดกิเลสตัณหา โลภ โกรธ หลง มากขึ้นด้วย ข้าแต่พระเยซูเจ้า พระองค์คืออาหารแท้จากสวรรค์ ขอให้ศีลมหาสนิทที่ข้าพเจ้ารับทุกๆ ครั้งช่วยบำ�บัด ความหิวและความกระหายฝ่ายวิญญาณ อีกทั้งเป็นโอสถรักษาและบำ�รุงชีวิตของข้าพเจ้าเสมอไป


สัปดาห์ที่ 3 เทศกาลปัสกา สดด 66:1-3,4-5, 6ก-7

ทำ�วัตรสัปดาห์ที่ 3

บทอ่านที่ 1

กจ 8:1ข-8

พระวรสาร

ยน 6:35-40

วันนัน้ เกิดการเบียดเบียนพระศาสนจักรอย่างรุนแรงในกรุงเยรูซาเล็ม ทุกคนนอก จากบรรดาอัครสาวกกระจัดกระจายไปตามชนบทในแคว้นยูเดียและสะมาเรีย ผู้มีใจศรัทธาบางคนนำ�ศพสเทเฟนไปฝังและรํ่าไห้ครํ่าครวญถึงเขาอย่างมาก ส่วน เซาโลออกรังควานพระศาสนจักร เข้าไปตามบ้าน ฉุดลากทั้งชายและหญิงไปจองจำ�ไว้ ในคุก บรรดาผู้ที่กระจัดกระจายไปเหล่านี้ออกไปยังที่ต่างๆ ประกาศพระวาจาเป็นข่าวดี ฟีลิปไปเมืองหนึ่งในแคว้นสะมาเรียและประกาศเรื่องพระคริสตเจ้าให้ชาวเมืองนั้นฟัง ประชาชนที่ได้ฟังถ้อยคำ�ของฟีลิป และเห็นเครื่องหมายอัศจรรย์ที่เขาทำ� ก็พร้อมใจกัน ฟังคำ�สั่งสอนของเขา คนหลายคนที่ถูกปีศาจชั่วร้ายสิงอยู่ร้องเสียงดังแล้วปีศาจก็ออก ไป คนอัมพาตและคนง่อยจำ�นวนมากหายจากโรค ประชาชนในเมืองนั้นจึงชื่นชม อย่างมาก เวลานั้น พระเยซูเจ้าตรัสกับเขาว่า “เราเป็นปังแห่งชีวิต ผู้ที่มาหาเราจะไม่หิว และผู้ที่เชื่อในเราจะไม่กระหายอีกเลย เราบอกท่านทัง้ หลายแล้วว่า ท่านเห็นเราแล้ว แต่ไม่เชือ่ ทุกคนทีพ่ ระบิดาทรงมอบให้เรา จะมาหาเรา และผูท้ มี่ าหาเรา เราจะไม่ผลักไสไปเลย เพราะเราลงมาจากสวรรค์ มิใช่เพือ่ ทำ�ตามใจของเรา แต่เพือ่ ทำ�ตามพระประสงค์ของผูท้ รงส่งเรามา พระประสงค์ของผูท้ รง ส่งเรามาก็คอื เราจะไม่สญ ู เสียผูใ้ ด ทีพ่ ระองค์ทรงมอบให้แก่เรา แต่จะให้ผนู้ นั้ กลับคืนชีพ ในวันสุดท้าย พระประสงค์ของพระบิดาของเราก็คือ ทุกคนที่เห็นพระบุตรแล้วเชื่อใน พระบุตร จะมีชีวิตนิรันดร และเราจะให้เขากลับคืนชีพในวันสุดท้าย”

ประสบการณ์ในชีวิตบอกเราว่า ความต้องการของเราไม่มีขอบเขตจริงๆ บ่อยครั้ง เรามักถอนหายใจ แสดงอาการที่ยังไม่อิ่มและยังไม่เต็ม ยังรู้สึกขาดและพร่องภายในจิต วิญญาณ เราคริสตชนเชือ่ ว่า พระเจ้าทรงสร้างมนุษย์ให้มคี วามอยากอันไร้ขอบเขตนี้ และ ผูท้ ตี่ อบสนองความอยากนีไ้ ด้ คือพระเจ้าพระผูส้ ร้าง ผูซ้ งึ่ ยิง่ ใหญ่และปราศจากขอบเขต อย่างแท้จริง “ข้าแต่พระเจ้า พระองค์ทรงสร้างข้าพเจ้ามาเพื่อพระองค์ จิตใจของข้าพเจ้าจะพบ ความสุขแท้จริง เมื่อได้พบพระองค์เท่านั้น ” (เทียบบทภาวนาของ น.ออกัสติน)


บทอ่านที่ 1

กจ 8:26-40

พระวรสาร

ยน 6:44-51

ในครั้งนั้น ทูตสวรรค์ขององค์พระผู้เป็นเจ้าสั่งฟีลิปว่า “จงลุกขึ้น และเดินไปทาง ทิศใต้ ตามทางที่ลงมาจากกรุงเยรูซาเล็มไปยังเมืองกาซา ทางนั้นเป็นทางเปลี่ยว” ฟีลิป จึงลุกขึ้นออกเดินทาง ระหว่างทางเขาพบชาวเอธิโอเปียคนหนึ่ง เป็นขันที... เขานั่งในรถ ม้าและอ่านหนังสือของประกาศกอิสยาห์ พระจิตเจ้าตรัสสั่งฟีลิปว่า “จงตามรถคันนั้น ไปให้ทัน” ฟีลิปวิ่งตามไป ได้ยินเขากำ�ลังอ่านหนังสือของประกาศกอิสยาห์ จึงถามว่า สัปดาห์ที่ 3 “ท่านเข้าใจข้อความที่กำ�ลังอ่านหรือ” ขันทีตอบว่า “ข้าพเจ้าจะเข้าใจได้อย่างไร ถ้าไม่มี เทศกาลปั สกา ใครอธิบาย” แล้วเขาก็เชิญฟีลปิ ขึน้ ไปนัง่ ด้วย ข้อความของพระคัมภีรท์ เี่ ขากำ�ลังอ่านอยู่ นั้น มีดังนี้ “เขาถูกนำ�ไปฆ่าเหมือนแกะตัวหนึ่ง ลูกแกะไม่ออกเสียงเมื่ออยู่ต่อหน้าคน สดด 66:8,16-17, 19-20 ตัดขนแกะฉันใด เขาก็ไม่อา้ ปากฉันนัน้ เมือ่ เขาถูกเหยียดหยาม เขาไม่ได้รบั ความยุตธิ รรม เลย ใครจะเล่าเรื่องเชื้อสายของเขาได้ เพราะชีวิตของเขาถูกยกไปจากแผ่นดินนี้แล้ว” ทำ�วัตรสัปดาห์ที่ 3 ขันทีจึงถามฟีลิปว่า “โปรดบอกข้าพเจ้าเถิดว่า ประกาศกกล่าวเช่นนี้หมายถึงใคร หมายถึงตนเองหรือหมายถึงผู้อื่น” ฟีลิปจึงเริ่มประกาศข่าวดีเรื่องพระเยซูเจ้าให้เขาฟัง... ขณะเดินทางอยู่นั้น ทั้งสองคนมาถึงแหล่งนํ้าแห่งหนึ่ง ขันทีกล่าวว่า “ดูซิ ที่นี่มีนํ้า มีอะไรขัดขวางมิให้ ข้าพเจ้ารับศีลล้างบาป” เขาสั่งให้หยุดรถ ทั้งฟีลิปและขันทีลงไปในนํ้า ฟีลิปล้างบาปให้ขันที เมื่อทั้งสองคนขึ้น จากนํา้ แล้ว พระจิตขององค์พระผูเ้ ป็นเจ้าทรงนำ�ฟีลปิ ไปทีอ่ นื่ ขันทีไม่เห็นฟีลปิ อีก เดินทางต่อไปด้วยความยินดี ส่วนฟีลิปนั้นมีผู้พบที่เมืองอาโซทัส เขาเดินทางผ่านเมืองต่างๆ ประกาศข่าวดีจนมาถึงเมืองซีซารียา เวลานั้น พระเยซูเจ้าตรัสกับเขาว่า “ไม่มีใครมาหาเราได้ นอกจากพระบิดาผู้ทรงส่งเรามาจะทรงชักนำ�เขา และเราจะทำ�ให้เขากลับคืนชีพใน วันสุดท้าย มีเขียนไว้ในหนังสือของบรรดาประกาศกว่า ทุกคนจะได้รับคำ�สอนจากพระเจ้า ทุกคนที่ได้ฟังพระ บิดา และเรียนรู้จากพระองค์ ก็มาหาเรา ไม่มีใครได้เห็นพระบิดา นอกจากผู้ที่มาจากพระเจ้า เราบอกความจริง แก่ท่านทั้งหลายว่า ผู้ที่เชื่อในเรา ก็มีชีวิตนิรันดร เราเป็นปังแห่งชีวิต บรรพบุรุษของท่านทั้งหลายได้กินมานนา ในถิ่นทุรกันดาร แล้วยังตาย แต่ปังที่ลงมาจากสวรรค์เป็นอย่างนี้ คือผู้ที่กินปังนี้แล้วจะไม่ตาย เราเป็นปังทรง ชีวติ ทีล่ งมาจากสวรรค์ ใครทีก่ นิ ปังนีจ้ ะมีชวี ติ อยูต่ ลอดไป และปังทีเ่ ราจะให้นี้ คือเนือ้ ของเราเพือ่ ให้โลกมีชวี ติ ” ชาวยิวจึงเถียงกันว่า “คนนี้เอาเนื้อของตนให้เรากินได้อย่างไร” บรรยากาศยุคบริโภคนิยมและโลกียนิยมมอมเมาล้างสมอง ทำ�ให้ผู้คนลืมความสำ�คัญฝ่ายจิตวิญญาณ ต่างคนต่างแสวงหาทุกวิถีทางเพื่อทำ�ให้ร่างกายแข็งแรง สุขภาพอนามัยดีมีภูมิต้านทานโรคเท่านั้น แต่วันหนึ่ง ตัวจริงของเราจะต้องละลาสังขารไป มีน้อยคนนักที่ให้ความสำ�คัญแก่จิตวิญญาณ ให้อาหาร บำ�รุงรักษา สร้าง ภูมิต้านทานในจิตใจ เพื่อจะได้ปลอดภัย มีสุขภาพจิตวิญญาณที่พร้อมจะดำ�เนินต่อไปหลังจากความตาย ข้าแต่พระเยซูเจ้า ขอกราบขอบพระคุณที่พระองค์ประทานพระองค์เองในศีลมหาสนิท เพื่อเป็นอาหาร ฝ่ายจิตวิญญาณ ทำ�ให้ข้าพเจ้ามีสภาพชีวิตใหม่ในพระองค์อยู่เสมอ


บทอ่านที่ 1

กจ 9:1-20

ขณะนั้น เซาโลยังคงเคียดแค้นคุกคามจะฆ่าบรรดาศิษย์ขององค์พระผู้เป็นเจ้า... ขณะทีเ่ ขาเดินทางใกล้ถงึ เมืองดามัสกัส ทันใดนัน้ มีแสงสว่างจากท้องฟ้าล้อมรอบตัวเขา ไว้ เขาล้มลงที่พื้นดินและได้ยินเสียงกล่าวว่า “เซาโล เซาโล ท่านเบียดเบียนเราทำ�ไม” เซาโลจึงถามว่า “พระเจ้าข้า พระองค์คอื ใคร” พระองค์ตรัสว่า “เราคือเยซู ซึง่ ท่านกำ�ลัง เบียดเบียน ท่านจงลุกขึ้น เข้าไปในเมืองแล้วจะมีคนบอกให้รู้ว่าจะต้องทำ�อะไร” คนที่ เดินทางพร้อมกับเซาโลยืนนิ่งพูดไม่ออก เขาได้ยินเสียงพูดแต่ไม่เห็นใครเลย... เซาโล สัปดาห์ที่ 3 มองไม่เห็นสิ่งใดเลยเป็นเวลาสามวัน ไม่ได้กินและไม่ได้ดื่ม เทศกาลปัสกา ที่เมืองดามัสกัสมีศิษย์คนหนึ่งชื่อ อานาเนีย องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงเรียกเขาใน สดด 117:1-2 นิมิต...ตรัสกับเขาว่า “จงลุกขึ้นไปที่ถนนซึ่งเรียกว่าถนนตรง จงไปที่บ้านของยูดาส ถาม ทำ�วัตรสัปดาห์ที่ 3 หาชายคนหนึง่ ชือ่ เซาโลทีม่ าจากเมืองทาร์ซสั ขณะนีเ้ ซาโลกำ�ลังอธิษฐานภาวนาอยู่ และ เห็นชายคนหนึ่งชื่ออานาเนียในนิมิตเข้ามาปกมือให้ เพื่อให้เขามองเห็นได้อีก” วันพืชมงคล แต่อานาเนียทูลตอบว่า “ข้าแต่องค์พระผูเ้ ป็นเจ้า ข้าพเจ้าได้ยนิ หลายคนพูดถึงชาย ผู้นี้ และได้ยินว่า ที่กรุงเยรูซาเล็มเขาได้ทำ�ร้ายบรรดาผู้ศักดิ์สิทธิ์ของพระองค์เพียงใด และที่นี่เขาได้รับอำ�นาจ จากบรรดาหัวหน้าสมณะให้มาจับกุมทุกคนที่เรียกขานพระนามของพระองค์” แต่องค์พระผู้เป็นเจ้าตรัสตอบ อานาเนียว่า “จงไปเถิด เพราะชายผู้นี้เป็นเครื่องมือที่เราเลือกสรรไว้เพื่อนำ�นามของเราไปประกาศแก่คนต่าง ศาสนา บรรดากษัตริย์และลูกหลานของอิสราเอล เราจะแสดงให้เขารู้ว่า เขาจะต้องทนทุกข์ทรมานมากเท่าใด เพราะนามของเรา” อานาเนียจึงจากไป และเข้าไปในบ้าน ปกมือเหนือเซาโล... ทันใดนัน้ มีสงิ่ หนึง่ เหมือนเกล็ด ตกจากนัยน์ตาของเซาโล เขามองเห็นได้อีก จึงลุกขึ้นรับศีลล้างบาป เมื่อกินอาหารแล้วก็มีกำ�ลังขึ้น...

พระวรสาร

ยน 6:52-59

เวลานั้น ชาวยิวจึงเถียงกันว่า “คนนี้เอาเนื้อของตนให้เรากินได้อย่างไร” พระเยซูเจ้าตรัสตอบเขาว่า “เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า ถ้าท่านไม่กินเนื้อของบุตรแห่งมนุษย์ และไม่ดมื่ โลหิตของเขา ท่านจะไม่มชี วี ติ ในตนเอง ผูท้ กี่ นิ เนือ้ ของเรา และดืม่ โลหิตของเรา ก็มชี วี ติ นิรนั ดร เรา จะทำ�ให้เขากลับคืนชีพในวันสุดท้าย เพราะเนื้อของเราเป็นอาหารแท้ และโลหิตของเราเป็นเครื่องดื่มแท้ ผู้ที่ กินเนื้อของเรา และดื่มโลหิตของเรา ก็ดำ�รงอยู่ในเรา และเราก็ดำ�รงอยู่ในเขา พระบิดาผู้ทรงชีวิตทรงส่งเรามา และเรามีชีวิตเพราะพระบิดาฉันใด ผู้ที่กินเนื้อของเราจะมีชีวิตเพราะเราฉันนั้น นี่คือปังที่ลงมาจากสวรรค์ ไม่ เหมือนปังที่บรรดาบรรพบุรุษได้กินแล้วยังตาย ผู้ที่กินปังนี้จะมีชีวิตอยู่ตลอดไป”... ยุควัตถุนยิ มทำ�ให้ผคู้ นคิดถึงแต่เรือ่ งวัตถุ สิง่ ทีแ่ ตะต้องและสัมผัสได้ บวกกับค่านิยมการแข่งขันทีม่ าแรง ทุกคนจึงมุ่งคิดถึงแต่วันนี้ แก่งแย่งชิงดีกันเพื่อให้มีกินมีอยู่ทัดเทียมคนอื่น ลืมคิดถึงชีวิตอมตะที่ตนเองถูก สร้างมาเพื่อชีวิตนั้น จึงไม่แปลกใจที่เราคริสตชนหลายคน ก็ไม่สนใจถึงอาหารซึ่งจะบันดาลให้มีชีวิตนิรันดร ที่ พระเยซูเจ้าประทานให้ ข้าแต่พระเยซูเจ้า ขอให้ข้าพเจ้ามีประสบการณ์ชีวิตนิรันดรตั้งแต่ปัจจุบันนี้ ด้วยการรับพระองค์ในศีล มหาสนิทบ่อยๆ และสมํ่าเสมอด้วย


บทอ่านที่ 1

กจ 9:31-42

พระวรสาร

ยน 6:60-69

ขณะนั้น พระศาสนจักรมีสันติภาพทั่วแคว้นยูเดีย กาลิลีและสะมาเรีย พระ ศาสนจักรเติบโตขึ้น มีความเคารพยำ�เกรงองค์พระผู้เป็นเจ้า และได้รับกำ�ลังใจจากพระ จิตเจ้าอย่างเต็มเปี่ยม เมื่อเปโตรเดินทางไปเยี่ยมผู้มีความเชื่อในที่ต่างๆ เขาไปเยี่ยมบรรดาผู้ศักดิ์สิทธิ์ที่ อยู่ในเมืองลิดดาด้วย ที่นั่นเขาพบชายคนหนึ่งชื่อไอเนอัส เป็นอัมพาตนอนอยู่บนแคร่ มาแปดปีแล้ว เปโตรจึงพูดกับเขาว่า “ไอเนอัสเอ๋ย พระเยซูคริสตเจ้าทรงรักษาท่านให้ สัปดาห์ที่ 3 หาย จงลุกขึ้นและเก็บที่นอนเถิด” เขาก็ลุกขึ้นทันที... เทศกาลปัสกา ในบรรดาศิษย์ทเี่ มืองยัฟฟามีหญิงคนหนึง่ ชือ่ ทาบีธา แปลว่า “เนือ้ ทราย” ทำ�ความ สดด 116:12-13, ดีและให้ทานเป็นอันมาก ระหว่างนั้นนางป่วยและถึงแก่กรรม... บรรดาศิษย์รู้ว่าเปโตร 14-16,17 อยู่ที่เมืองลิดดา จึงส่งชายสองคนไปเชิญเขาว่า “โปรดรีบมาหาเราเถิด” เปโตรไปกับเขาทันที เมื่อไปถึง เขาก็พาเปโตรขึ้นไปยังห้องชั้นบน บรรดาหญิงม่าย ทำ�วัตรสัปดาห์ที่ 3 มาห้อมล้อม ทุกคนต่างร้องไห้และชี้ให้เปโตรดูเสื้อผ้าทั้งชั้นนอกชั้นในที่ทาบีธาตัดเย็บ ให้เมื่อนางยังมีชีวิต เปโตรจึงสั่งให้ทุกคนออกไปข้างนอก เขาคุกเข่าอธิษฐานภาวนาแล้วหันมาดูศพ พูดว่า “ทาบีธาเอ๋ย จงลุกขึ้นเถิด” นางก็ลืมตาขึ้นมองดูเปโตรและลุกขึ้นนั่ง เปโตรจึงยื่นมือพยุงให้นางยืน แล้วเรียก บรรดาผู้ศักดิ์สิทธิ์และบรรดาหญิงม่ายเข้ามา ชี้ให้เห็นว่านางยังมีชีวิต... เวลานั้น เมื่อศิษย์หลายคนได้ยินพระองค์ตรัสดังนี้ก็กล่าวว่า “ถ้อยคำ�นี้ขัดหูจริง ใครจะฟังได้” พระเยซู เจ้าทรงทราบด้วยพระองค์ว่าบรรดาศิษย์กำ�ลังบ่นกันเรื่องนี้ จึงตรัสแก่เขาว่า “เรื่องนี้ทำ�ให้ท่านเคลือบแคลงใจ เราหรือ แล้วถ้าท่านจะเห็นบุตรแห่งมนุษย์กลับขึ้นสู่สถานที่ที่เคยอยู่แต่ก่อนเล่า ท่านจะว่าอย่างไร พระจิตเจ้า ทรงเป็นผูป้ ระทานชีวติ ลำ�พังมนุษย์ท�ำ อะไรไม่ได้ วาจาทีเ่ รากล่าวแก่ทา่ นทัง้ หลายนัน้ ให้ชวี ติ เพราะมาจากพระ จิตเจ้า แต่บางท่านไม่เชื่อ” พระเยซูเจ้าทรงทราบตั้งแต่แรกแล้วว่าผู้ใดไม่เชื่อ และผู้ใดจะทรยศต่อพระองค์ พระองค์ตรัสต่อไปว่า “ดังนั้น เราจึงบอกท่านทั้งหลายว่า ไม่มีผู้ใดมาหาเราได้ เว้นแต่ผู้ที่พระบิดาประทานให้เขามา” หลังจากนั้น ศิษย์หลายคนเปลี่ยนใจ ไม่ติดตามพระองค์อีกต่อไป พระเยซูเจ้าจึงตรัสกับอัครสาวกสิบสองคนว่า “ท่านทั้งหลายจะไปด้วยหรือ” ซีโมนเปโตรทูลตอบว่า “พระเจ้าข้า พวกเราจะไปหาใครเล่า พระองค์มีพระวาจาแห่งชีวิตนิรันดร พวก เราเชื่อและรู้ว่าพระองค์ทรงเป็นผู้ศักดิ์สิทธิ์ของพระเจ้า” 2000 ปีมาแล้วที่ศิษย์ของพระเยซูเจ้าถูกท้าทายอยู่เสมอ ให้ตัดสินใจว่าจะเลือกอยู่หรือละทิ้งพระองค์ ไป ศิษย์พนั ธุแ์ ท้ของพระเยซูเจ้า นอกจากต้องตัดสินใจติดตามพระองค์แล้ว ยังต้องตัดใจจากสารพัดสิง่ ทีห่ น่วง เหนี่ยวทำ�ให้อยากเลิกที่จะไปกับพระองค์อีกด้วย ข้าแต่พระเยซูเจ้า ถ้าข้าพเจ้าไม่ไปกับพระองค์ แล้วจะไปกับใครเล่า ตลอดเวลาที่ผ่านมา พระองค์ไม่เคย ทำ�ให้ข้าพเจ้าผิดหวังเลย พระองค์เท่านั้นมีพระวาจาทรงชีวิตแท้จริง


บทอ่านจากหนังสือกิจการอัครสาวก กจ 2:14ก,36-41 ดังว่า

สัปดาห์ที่ 4 เทศกาลปัสกา ทำ�วัตรสัปดาห์ที่ 4 วันภาวนาสากล เพื่อกระแสเรียก, วันรณรงค์เพื่อ กลุ่มชาติพันธุ์

เปโตรยืนขึ้นพร้อมกับบรรดาอัครสาวกสิบเอ็ดคน และพูดกับประชาชนด้วยเสียง

“ขอให้เผ่าพันธุ์อิสราเอลทั้งมวลรู้แน่เถิดว่า พระเจ้าทรงแต่งตั้งพระเยซูผู้นี้ที่ท่าน ทั้งหลายนำ�ไปตรึงบนไม้กางเขน ให้เป็นองค์พระผู้เป็นเจ้าและพระคริสตเจ้า” ถ้อยคำ�เหล่านี้ เสียดแทงใจของทุกคน เขาเหล่านั้น จึงถามเปโตรและอัครสาวก อื่นๆ ว่า “พี่น้อง พวกเราจะต้องทำ�อย่างไร” เปโตรตอบว่า “ท่านทั้งหลายจงกลับใจเถิด แต่ละคนจงรับศีลล้างบาปเดชะพระนามของพระเยซูคริสตเจ้า เพือ่ จะได้รบั การอภัยบาป แล้วท่านจะได้รับพระพรของพระจิตเจ้า พระสัญญานี้มีไว้สำ�หรับท่านทั้งหลาย สำ�หรับ บุตรหลานของท่านและสำ�หรับทุกคนที่อยู่ห่างไกล ซึ่งองค์พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าของเรา จะทรงเรียก” เปโตรกล่าวถ้อยคำ�อีกมาก อ้อนวอน และตักเตือนเขาว่า “ท่านทั้งหลาย จงช่วยตนให้รอดพ้นจากคนชัว่ ร้ายในยุคนีเ้ ถิด” คนเหล่านัน้ รับถ้อยคำ�ของเปโตรและได้ รับศีลล้างบาป วันนั้นผู้มีความเชื่อมีจำ�นวนเพิ่มขึ้นอีกประมาณสามพันคน

เพลงสดุดี

สดด 23:1-6

ก) องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงเลี้ยงดูข้าพเจ้าอย่างผู้เลี้ยงแกะ ข้าพเจ้าจึงไม่ขาดสิ่งใด พระองค์ทรงให้ข้าพเจ้านอนพักอยู่ในทุ่งหญ้าเขียวขจี ทรงนำ�ข้าพเจ้าไปริมสายนทีที่เงียบสงบ เพื่อฟื้นฟูจิตใจของข้าพเจ้า ข) ทรงชี้ทางให้ข้าพเจ้าเดินไปบนมรรคาแห่งความชอบธรรม เพราะเห็นแก่พระนามของพระองค์ แม้ข้าพเจ้าจะต้องเดินไปในหุบเขาที่มืดมิด ข้าพเจ้าก็จะไม่กลัวอันตรายใดๆ เพราะพระองค์ทรงอยู่กับข้าพเจ้า พระคทาและธารพระกรของพระองค์ช่วยให้ข้าพเจ้าอุ่นใจ ค) พระองค์ทรงจัดเตรียมโต๊ะอาหารไว้สำ�หรับข้าพเจ้าต่อหน้าเหล่าศัตรู ทรงเทนํ้ามันเจิมศีรษะของข้าพเจ้า ทรงเทเครื่องดื่มลงในถ้วยของข้าพเจ้าจนล้นปรี่ ง) พระกรุณาและความรักมัน่ คงของพระองค์จะติดตามข้าพเจ้าไปทุกวันตลอดชีวติ ข้าพเจ้าจะพำ�นักอยู่ในพระเคหาขององค์พระผู้เป็นเจ้าตลอดไปเป็นนิจนิรันดร์

บทอ่านจากจดหมายนักบุญเปโตรอัครสาวก ฉบับที่หนึ่ง 1 ปต 2:20ข-25

ลูกทีร่ กั ยิง่ ถ้าท่านทำ�ความดี แล้วยอมทนทุกข์ จึงจะเป็นพระหรรษทานของพระเจ้า พระเจ้าทรงเรียกท่านให้ปฏิบัติดังนี้ พระคริสตเจ้าทรงรับทรมานเพื่อท่าน และ ประทานแบบฉบับไว้ให้ท่านดำ�เนินตามรอยพระบาท พระองค์มิได้ทรงกระทำ�บาป มิได้


ตรัสหลอกลวงผู้ใด เมื่อเขาดูหมิ่นพระองค์ พระองค์ก็ มิได้ทรงโต้ตอบ เมื่อทรงรับทรมาน พระองค์มิได้ทรง ข่มขู่จะแก้แค้น แต่ทรงมอบพระองค์ไว้แด่พระผู้ทรง พิพากษาด้วยความเที่ยงธรรม พระองค์ทรงแบกบาป ของเราไว้ในพระวรกายบนไม้กางเขน เพื่อเราจะได้ตาย จากบาปและมีชวี ติ อยูเ่ พือ่ ความชอบธรรม รอยแผลของ พระองค์รักษาท่านให้หาย ท่านเคยเป็นเหมือนแกะที่ พลัดหลงจากฝูง แต่บัดนี้กลับมาหาผู้เลี้ยงและผู้ดูแล วิญญาณของท่านแล้ว

บทอ่านจากพระวรสารนักบุญยอห์น ยน 10:1-10

เวลานั้น พระเยซูเจ้าตรัสว่า “เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า ผู้ที่ไม่เข้าคอกแกะทางประตู แต่ปีนเข้าทางอื่น ก็เป็นขโมย และโจร ผู้ที่เข้าทางประตูก็เป็นผู้เลี้ยงแกะ คนเฝ้าประตูย่อมเปิดประตูให้เขาเข้าไป บรรดาแกะก็ฟังเสียง เขา เขาเรียกชื่อแกะของตนทีละตัว และพาออกไปข้างนอก เมื่อเขาพาแกะออกไปหมดแล้ว เขาจะเดิน นำ�หน้า และแกะก็ตามไปเพราะจำ�เสียงของเขาได้ แกะจะไม่ตามคนแปลกหน้าเลย แต่จะหนีจากเขา เพราะ ไม่รู้จักเสียงของคนแปลกหน้า” พระเยซูเจ้าตรัสอุปมาเรื่องนี้ให้คนเหล่านั้นฟัง แต่เขาไม่เข้าใจว่าสิ่งที่พระองค์ตรัสนั้นหมายถึงสิ่งใด พระเยซูเจ้ายังตรัสกับเขาอีกว่า “เราบอกความจริงแก่ทา่ นทัง้ หลายว่า เราเป็นประตูคอกแกะ ทุกคน ที่มาก่อนหน้าเรา เป็นขโมยและโจร แต่แกะมิได้ฟังเสียงของเขาเหล่านั้น เราเป็นประตู ผู้ที่เข้ามาทางเรา ก็จะรอดพ้น เขาจะเข้าจะออก และจะพบทุ่งหญ้า ขโมยย่อมมา เพื่อขโมย ฆ่าและทำ�ลาย เรามา เพื่อให้ แกะมีชีวิต และมีชีวิตอย่างสมบูรณ์”

ขโมยและโจรของชีวติ มีหลายรูปแบบ ส่วนใหญ่มกั ปรากฏมาในลักษณะของมิตร ซึง่ ดึงดูดและเร้าใจ เรา ด้วยสี เสียง แสง ความหรูหรา ฟูฟ่า ฟุ่มเฟือย แต่กว่าจะรู้ว่าเป็นศัตรู มันก็ทำ�ลายศักดิ์ศรีความเป็น มนุษย์และความเป็นลูกของพระเจ้าไปแล้ว พระเยซูเจ้านายชุมพาบาลที่ดี ทรงเป็นมิตรแท้ ทรงนำ�เราไป สู่ชีวิตที่สมบูรณ์ ทรงดูแลเอาใจใส่ทุกมิติของชีวิต ทั้งด้านร่างกาย อารมณ์ สังคม และจิตวิญญาณ ชีวิต ทั้งหมดของเราได้รับการฟื้นฟูสู่ศักดิ์ศรีความเป็นลูกของพระเจ้าอย่างแท้จริง ข้าแต่พระเยซูเจ้า ข้าพเจ้าจะพยายามให้ความสำ�คัญแก่ทุกมิติของชีวิต ขอโปรดให้ข้าพเจ้ามีชีวิตที่ หนักแน่นไม่หลงใหลตามกระแสสังคมปัจจุบัน ที่เน้นเฉพาะด้านร่างกายเท่านั้น


บทอ่านที่ 1

กจ 11:1-18

ในครั้งนั้น บรรดาอัครสาวกและพี่น้องที่อยู่ในแคว้นยูเดียรู้ว่าคนต่างศาสนาได้ ยอมรับพระวาจาของพระเจ้าด้วย เมื่อเปโตรขึ้นไปที่กรุงเยรูซาเล็ม บรรดาผู้มีความเชื่อ ที่เข้าสุหนัตตำ�หนิเขา ถามว่า “ทำ�ไมท่านเข้าไปในบ้านของผู้ที่ไม่ได้เข้าสุหนัตและกิน อาหารร่วมกับเขา” เปโตรจึงเริ่มเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้เขาฟังตามลำ�ดับว่า “วันหนึ่ง ขณะทีข่ า้ พเจ้ากำ�ลังอธิษฐานภาวนาอยูท่ เี่ มืองยัฟฟา ข้าพเจ้าเข้าสูภ่ วังค์และเห็นนิมติ สิง่ น.เนเรโอ อาคิลเลโอ หนึง่ คล้ายผ้าผืนใหญ่ ถูกมัดไว้ทงั้ สีม่ มุ กำ�ลังถูกหย่อนลงจากท้องฟ้ามาทีข่ า้ พเจ้า ข้าพเจ้า และเพื่อนมรณสักขี จ้องดูสิ่งนั้นอย่างตั้งใจ ก็เห็นสัตว์สี่เท้าของแผ่นดิน สัตว์ป่า สัตว์เลื้อยคลาน และนกใน ท้องฟ้า ข้าพเจ้าได้ยินเสียงหนึ่งกล่าวแก่ข้าพเจ้าว่า ‘เปโตรเอ๋ย จงลุกขึ้น ฆ่าสัตว์เหล่านี้ น.ปันกราส กินซิ’ ข้าพเจ้าทูลตอบว่า ‘ทำ�ไม่ได้ พระเจ้าข้า เพราะสิ่งมีมลทินและไม่สะอาดไม่เคยเข้า มรณสักขี ปากข้าพเจ้าเลย’ เสียงจึงตอบจากท้องฟ้าเป็นครั้งที่สองว่า ‘สิ่งที่พระเจ้าทรงชำ�ระให้ สดด 42:2-3,43:3,4 สะอาดแล้ว ท่านอย่าเรียกว่ามีมลทินเลย’ เสียงจากท้องฟ้านีเ้ กิดขึน้ ถึงสามครัง้ แล้วทุก ทำ�วัตรสัปดาห์ที่ 4 สิ่งก็ถูกดึงขึ้นไปบนท้องฟ้า” ทันใดนั้นมีชายสามคนมาหยุดยืนอยู่หน้าบ้านที่ข้าพเจ้าพัก เขาถูกส่งจากเมืองซีซา รียามาพบข้าพเจ้า พระจิตเจ้าทรงบอกข้าพเจ้าให้ไปกับเขาโดยไม่ต้องลังเล พี่น้องหกคนเหล่านี้ไปพร้อมกับ ข้าพเจ้าด้วย เราเข้าไปในบ้านของโครเนลิอัส เขาเล่าให้เราฟังว่า เขาเห็นทูตสวรรค์องค์หนึ่งปรากฏมาในบ้าน ของเขาพูดว่า “จงส่งคนไปที่เมืองยัฟฟา ไปเชิญซีโมนที่รู้จักกันในนามว่าเปโตรมาที่นี่ เขาจะกล่าวถ้อยคำ�ที่จะ นำ�ความรอดพ้นมาให้ท่านและทุกคนในครอบครัว” ขณะที่ข้าพเจ้าเริ่มพูด พระจิตเจ้าก็เสด็จลงมาเหนือเขา เหล่านั้น...

พระวรสาร

ยน 10:11-18

เวลานั้น พระเยซูเจ้าตรัสว่า “เราเป็นผู้เลี้ยงแกะที่ดี ผู้เลี้ยงแกะย่อมสละชีวิตเพื่อแกะของตน ลูกจ้างที่ไม่ใช่ผู้เลี้ยงแกะ และไม่เป็น เจ้าของแกะ เมื่อเห็นสุนัขป่าเข้ามา ก็ละทิ้งบรรดาแกะและหนีไป สุนัขป่าแย่งชิงแกะ และฝูงแกะก็ กระจัดกระจายไป ลูกจ้างวิ่งหนีเพราะเขาเป็นเพียงลูกจ้าง ไม่มีความห่วงใยฝูงแกะเลย เราเป็นผู้เลี้ยงแกะที่ดี เรารู้จักแกะของเรา และแกะของเราก็รู้จักเรา พระบิดาทรงรู้จักเราฉันใด เราก็รู้จักพระบิดาฉันนั้น เรายอมสละ ชีวิตเพื่อแกะของเรา เรายังมีแกะอื่นๆ ซึ่งไม่อยู่ในคอกนี้ เราต้องนำ�หน้าแกะเหล่านี้ด้วย แกะจะฟังเสียงของ เรา จะมีแกะเพียงฝูงเดียว และผูเ้ ลีย้ งเพียงคนเดียว พระบิดาทรงรักเรา เพราะเราสละชีวติ ของเรา เพือ่ จะเอา ชีวิตนั้นคืนมาอีก ไม่มีใครเอาชีวิตไปจากเราได้ แต่เราเองสมัครใจสละชีวิตนั้น เรามีอำ�นาจที่จะสละชีวิตของ เรา และมีอำ�นาจที่จะเอาชีวิตนั้นคืนมาอีก นี่คือพระบัญชาที่เราได้รับจากพระบิดาของเรา” เพื่อให้เรามีชีวิตที่สมบูรณ์ครบทุกมิติ พระองค์ทรงยืนยันว่าพระองค์ทรงยินดีและสมัครใจเสียสละชีวิต เพื่อเรา เราจึงต้องเต็มใจที่จะยอมเสีย และสละชีวิตด้านไม่ดีออกจากตัวเรา ยอมละทิ้งบุคคลอื่น ซึ่งมักเป็น ศัตรูของชีวิตดังเช่นสุนัขป่า ออกจากวิถีชีวิตของเราเสมอ ข้าแต่พระเยซูเจ้า โปรดสอนให้ข้าพเจ้ายอมและเสียสละสิ่งที่ถูกใจซึ่งมักไม่ถูกต้อง ออกจากชีวิตประจำ� วันของข้าพเจ้าด้วย


บทอ่านที่ 1

กจ 11:19-26

ในครั้งนั้น การเบียดเบียนที่เกิดขึ้นสมัยสเทเฟนทำ�ให้บรรดาศิษย์กระจัดกระจาย ไปและมาถึงแคว้นเฟนีเซีย เกาะไซปรัสและเมืองอันทิโอก บรรดาศิษย์ประกาศพระวาจา แก่ชาวยิวเท่านัน้ ในบรรดาคนเหล่านี้ บางคนเป็นชาวไซปรัสและชาวไซรีน เขาไปถึงเมือง อันทิโอก เทศน์สอนชาวกรีกด้วย ประกาศข่าวดีเรือ่ งพระเยซู องค์พระผูเ้ ป็นเจ้า พระหัตถ์ ขององค์พระผู้เป็นเจ้าอยู่กับเขา คนจำ�นวนมากเชื่อและกลับใจมาหาองค์พระผู้เป็นเจ้า บรรดาศิษย์ในพระศาสนจักรที่กรุงเยรูซาเล็มรู้ข่าวนี้ จึงส่งบารนาบัสไปยังเมือง อันทิโอก เมือ่ บารนาบัสมาถึงและเห็นผลแห่งพระหรรษทานของพระเจ้า ก็มคี วามชืน่ ชม จึงเตือนทุกคนให้มีจิตใจซื่อสัตย์มั่นคงต่อองค์พระผู้เป็นเจ้า บารนาบัสเป็นคนดี เปี่ยม ด้วยความเชือ่ และพระจิตเจ้า จึงมีผคู้ นจำ�นวนมากเข้ามาเป็นศิษย์ขององค์พระผูเ้ ป็นเจ้า บารนาบัสเดินทางไปที่เมืองทาร์ซัสเพื่อตามหาเซาโล เมื่อพบแล้ว ก็พามาที่เมือง อันทิโอก ทั้งสองคนอยู่ร่วมกันในพระศาสนจักรที่นั่น เป็นเวลาหนึ่งปีเต็ม สั่งสอนคน จำ�นวนมาก ที่เมืองอันทิโอกนี้เอง บรรดาศิษย์ได้รับชื่อว่า “คริสตชน” เป็นครั้งแรก

พระวรสาร

พระนางมารีย์ พรหมจารี แห่งฟาติมา สดด 87:1-3,4-5,6-7

ทำ�วัตรสัปดาห์ที่ 4 วันวิสาขบูชา

ยน 10:22-30

ขณะนั้นเป็นเทศกาลฉลองพระวิหารที่กรุงเยรูซาเล็ม และเป็นฤดูหนาว พระเยซู เจ้าทรงพระดำ�เนินอยู่ในพระวิหารที่เฉลียงซาโลมอน ชาวยิวมาล้อมพระองค์ไว้ ทูลว่า “ท่านจะปล่อยให้ใจของพวกเราสงสัยอยู่นานเท่าใด ถ้าท่านเป็นพระคริสตเจ้า ก็จงบอก พวกเราให้ชัดเจนเถิด” พระเยซูเจ้าตรัสตอบเขาว่า “เราบอกท่านทั้งหลายแล้วแต่ท่านไม่เชื่อ กิจการที่เรา ทำ�ในนามของพระบิดาของเราก็เป็นพยานให้เรา แต่ทา่ นไม่เชือ่ เพราะท่านไม่ใช่แกะของ เรา แกะของเราย่อมฟังเสียงของเรา เรารู้จักมัน และมันก็ตามเรา เราให้ชีวิตนิรันดรแก่ แกะเหล่านั้น และมันจะไม่พินาศเลยตลอดนิรันดร ไม่มีใครแย่งชิงแกะเหล่านั้นไปจาก มือเราได้ พระบิดาของเรา ผู้ประทานแกะเหล่านี้ให้เรา ทรงยิ่งใหญ่กว่าทุกคน และไม่มี ใครแย่งชิงไปจากพระหัตถ์ของพระบิดาได้ เรากับพระบิดาเป็นหนึ่งเดียวกัน”

เสียงของแต่ละคนมีลักษณะเฉพาะ เราจำ�เสียงของพ่อแม่และคนสนิทที่หวังดีต่อเราได้ ทันทีที่เขาออก เสียงหรือเรียกชื่อเรา พระเยซูเจ้าทรงเรียกเราบ่อยๆ ผ่านทางพระวาจาของพระองค์ ผ่านทางเสียงแห่งความ รักของพ่อแม่และผู้ที่หวังดีต่อเรา แต่หลายครั้งเราจำ�เสียงของพระองค์ไม่ได้ กลับไปจำ�เสียงของผู้อื่นซึ่งเป็น ศัตรูในชีวิต และหลงตามเขาไป ข้าแต่พระเยซูเจ้า ขอโปรดให้ขา้ พเจ้ามีความคุน้ เคยกับพระสุรเสียงของพระองค์ในกรณีตา่ งๆ พร้อมทีจ่ ะ ตอบสนองและติดตามพระองค์ เพื่อการเดินทางบนโลกนี้จะได้ปลอดภัยและไม่หลงทาง


บทอ่านที่ 1

กจ 1:15-17,20-26

ในระหว่างนั้น เปโตรยืนขึ้นในหมู่พี่น้องที่ชุมนุมกันอยู่ประมาณ 120 คน กล่าวว่า “พีน่ อ้ งทัง้ หลาย จำ�เป็นทีพ่ ระคัมภีรจ์ ะต้องเป็นจริงตามทีพ่ ระจิตเจ้าทรงใช้พระโอษฐ์ของ กษัตริย์ดาวิดตรัสล่วงหน้าถึงยูดาส ผู้นำ�คนมาจับกุมพระเยซูเจ้า ยูดาสผู้นี้เคยเป็นคน หนึ่งในคณะของเราและร่วมภารกิจกับเรา เพราะมีเขียนไว้ในหนังสือเพลงสดุดีว่า “ขอให้ทอี่ ยูข่ องเขาถูกทิง้ ร้าง อย่าให้มผี ใู้ ดอาศัยอยูเ่ ลย” และอีกตอนหนึง่ ว่า “ขอ ฉลอง น.มัทธีอัส ให้ผู้อื่นรับหน้าที่แทนเขา” อัครสาวก ดังนั้น ในบรรดาคนทั้งหลายซึ่งอยู่กับเราตลอดเวลาที่พระเยซู องค์พระผู้เป็นเจ้า ทรงดำ�เนินชีวิตอยู่กับเรา เริ่มตั้งแต่พิธีล้างของยอห์นจนถึงวันที่พระองค์เสด็จสู่สวรรค์ สดด 113:1-3,4-6,7-8 นัน้ จำ�เป็นทีค่ นหนึง่ จะต้องเป็นพยานร่วมกับเราถึงการกลับคืนพระชนมชีพของพระองค์” ผู้ที่มาชุมนุมกันเสนอชื่อชายสองคน คือโยเซฟที่เรียกว่าบารซับบัสหรือยุสทัส และอีกคนหนึ่งชื่อ มัทธีอสั เขาทัง้ หลายอธิษฐานภาวนาว่า “ข้าแต่องค์พระผูเ้ ป็นเจ้า พระองค์ทรงทราบจิตใจของมนุษย์ทกุ คน ขอ ทรงแสดงให้ข้าพเจ้าทั้งหลายรู้ว่า พระองค์ทรงเลือกคนใดในสองคนนี้ ให้รับหน้าที่รับใช้เป็นอัครสาวกแทนยู ดาสที่ละทิ้งหน้าที่นี้เพื่อไปยังที่ของตน” เขาจึงจับสลากระหว่างสองคนนี้ และจับสลากได้มัทธีอัส มัทธีอัสจึง ได้เข้าร่วมคณะกับอัครสาวกสิบเอ็ดคน

พระวรสาร

ยน 15:9-17

เวลานั้น พระเยซูเจ้าตรัสกับอัครสาวกว่า “พระบิดาของเราทรงรักเราอย่างไร เราก็รักท่านทั้งหลายอย่าง นั้น จงดำ�รงอยู่ในความรักของเราเถิด ถ้าท่านปฏิบัติตามบทบัญญัติของเรา ท่านก็จะดำ�รงอยู่ในความรักของ เรา เหมือนกับที่เราปฏิบัติตามบทบัญญัติของพระบิดาของเรา และดำ�รงอยู่ในความรักของพระองค์ เราบอก เรื่องเหล่านี้แก่ท่านทั้งหลายแล้ว เพื่อให้ความยินดีของเราอยู่กับท่าน และความยินดีของท่านจะสมบูรณ์ นี่คือบทบัญญัติของเรา ให้ท่านทั้งหลายรักกัน เหมือนดังที่เรารักท่าน ไม่มีใครมีความรักยิ่งใหญ่กว่าการ สละชีวติ ของตนเพือ่ มิตรสหาย ท่านทัง้ หลายเป็นมิตรสหายของเรา ถ้าท่านทำ�ตามทีเ่ ราสัง่ ท่าน เราไม่เรียกท่าน ว่าเป็นผู้รับใช้อีกต่อไป เพราะผู้รับใช้ไม่รู้ว่านายของตนทำ�อะไร เราเรียกท่านเป็นมิตรสหาย เพราะเราแจ้งให้ ท่านรู้ทุกสิ่งที่เราได้ยินมาจากพระบิดาของเรา มิใช่ท่านทั้งหลายได้เลือกเรา แต่เราได้เลือกท่าน มอบภารกิจให้ ท่านไปทำ�จนเกิดผล และผลของท่านจะคงอยู่ เพื่อว่าท่านจะขอสิ่งใดจากพระบิดาในนามของเรา พระบิดาจะ ประทานแก่ท่าน เราสั่งท่านทั้งหลายดังนี้ว่า ท่านทั้งหลายจงรักกัน” การเป็นคริสตชนมิได้ท�ำ ให้เรามีสทิ ธิเ์ ท่านัน้ แต่เป็นกระแสเรียกทีม่ อบหน้าทีใ่ ห้เรานำ�ไปปฏิบตั จิ นเกิดผล ในชีวิตอีกด้วย การเป็นคริสตชนอาจสืบเนื่องมาจากหลายสาเหตุ ดังเช่น นักบุญมัทธีอัส ซึ่งได้รับเลือกด้วย การจับฉลากเท่านั้น คริสตชนหลายๆ คนเป็นศิษย์ของพระเยซูเจ้าเพราะบิดามารดาเลือกให้ ซึ่งบางคนอาจไม่ พอใจ แต่คำ�ตอบที่น่าพึงพอใจคือ เป็นพระเยซูเจ้าเองที่ตรัสว่า เป็นเราที่ได้เลือกท่าน ข้าแต่พระเยซูเจ้า กราบขอบพระคุณที่ทรงเรียกและเลือกให้ข้าพเจ้าเป็นมิตรของพระองค์ ข้าพเจ้าจะทำ� ตนเป็นมิตรที่ซื่อสัตย์และร่วมภารกิจที่พระองค์ทรงมอบหมายให้เสมอไป


บทอ่านที่ 1

กจ 13:13-25

พระวรสาร

ยน 13:16-20

เปาโลและเพือ่ นร่วมทางแล่นเรือจากเมืองปาโฟสถึงเมืองเปอร์กาในแคว้นปัมฟีเลีย ที่นี่ยอห์นแยกจากเขากลับไปกรุงเยรูซาเล็ม... บรรดาหัวหน้าศาลาธรรมก็ส่งคนไปเชิญ เปาโลและบารนาบัสพูดว่า “พี่น้อง ถ้าท่านมีถ้อยคำ�เตือนใจประชาชน ก็จงพูดเถิด” เปาโลยืนขึ้น โบกมือให้คนทั้งหลายเงียบแล้วพูดว่า “ชาวอิสราเอล และท่าน ทั้งหลายผู้ยำ�เกรงพระเจ้า จงฟังข้าพเจ้าเถิด พระเจ้าของประชาชนอิสราเอลนี้ทรงเลือก สัปดาห์ที่ 4 บรรพบุรษุ ของเรา และทรงยกย่องประชาชนขณะทีย่ งั อยูใ่ นแผ่นดินอียปิ ต์ พระองค์ทรง เทศกาลปัสกา สำ�แดงพระอานุภาพยิ่งใหญ่นำ�เขาออกจากแผ่นดินนั้น และเอาพระทัยใส่ดูแลเขาในถิ่น สดด 89:2-3,21-22, ทุรกันดารเป็นเวลาประมาณสี่สิบปี แล้วพระองค์ทรงทำ�ลายชนชาติเจ็ดชาติในแผ่นดิน 25-26 คานาอันและประทานแผ่นดินนั้นให้เขาเป็นมรดก... หลังจากนัน้ พระเจ้าประทานผูว้ นิ จิ ฉัยให้ปกครองเขา จนถึงประกาศกซามูเอล เมือ่ ทำ�วัตรสัปดาห์ที่ 4 ประชาชนขอให้มกี ษัตริย์ พระองค์กป็ ระทานซาอูลบุตรของคิช จากตระกูลเบนยามิน ให้ เป็นกษัตริย์ปกครองอยู่เป็นเวลาสี่สิบปี เมื่อทรงปลดกษัตริย์ซาอูลจากตำ�แหน่งแล้ว ก็ ทรงแต่งตั้งดาวิดให้เป็นกษัตริย์ปกครองประชากรอิสราเอล ดังที่มีคำ�ยืนยันในพระคัมภีร์ว่า ‘เราพบดาวิดบุตร ของเจสซี เขาเป็นคนทีเ่ ราพอใจ เขาจะทำ�ตามความประสงค์ของเราทุกประการ’ จากเชือ้ สายของกษัตริยด์ าวิด นี้ พระเจ้าประทานพระเยซูเจ้าเป็นผู้ช่วยอิสราเอลให้รอดพ้นตามพระสัญญา ยอห์นเตรียมรับเสด็จพระองค์ ประกาศพิธลี า้ งให้ประชาชนอิสราเอลทัง้ ปวงกลับใจ ขณะทีย่ อห์นกำ�ลังทำ�ภารกิจของตนให้ส�ำ เร็จไป เขากล่าว ว่า ‘ข้าพเจ้ามิได้เป็นอย่างที่ท่านทั้งหลายคิด แต่บัดนี้ มีผู้หนึ่งกำ�ลังมาภายหลังข้าพเจ้า ซึ่งข้าพเจ้าไม่สมควร แม้แต่จะแก้สายรัดรองเท้าของเขา’” เมื่อพระเยซูเจ้าทรงล้างเท้าบรรดาอัครสาวกแล้ว พระองค์ตรัสกับพวกเขาว่า “เราบอกความจริงแก่ทา่ นทัง้ หลายว่า ผูร้ บั ใช้ยอ่ มไม่เป็นใหญ่กว่านายของตน ผูถ้ กู ส่งไปย่อมไม่เป็นใหญ่ กว่าผู้ที่ส่งเขาไป บัดนี้ ท่านรู้เรื่องนี้แล้ว ถ้าท่านปฏิบัติตาม ท่านย่อมเป็นสุข เราไม่พูดเช่นนี้เพื่อท่านทุกคน เรา รู้จักผู้ที่เราเลือกไว้แล้ว แต่พระคัมภีร์จะต้องเป็นความจริง ที่ว่า ‘ผู้ที่กินปังของเรา ได้ยกส้นเท้าใส่เรา’ เราบอก ท่านทัง้ หลายตัง้ แต่บดั นี้ ก่อนทีเ่ รือ่ งนีจ้ ะเกิดขึน้ เพือ่ ว่าเมือ่ เรือ่ งนีเ้ กิดขึน้ แล้ว ท่านจะได้เชือ่ ว่าเราเป็น เราบอก ความจริงกับท่านทั้งหลายว่า ใครรับผู้ที่เราส่งไป ก็รับเรา ใครรับเรา ก็รับพระองค์ผู้ทรงส่งเรามา” เมื่อพระเยซูเจ้าทรงล้างเท้าบรรดาอัครสาวก ซึ่งเป็นเครื่องหมายของการรักและรับใช้แล้ว พระองค์ตรัส ว่า ถ้าท่านปฏิบัติตาม ท่านย่อมเป็นสุข การรักและรับใช้บุคคลที่อยู่รอบข้าง โดยไม่หวังผลตอบแทน มีรางวัล อยู่แล้วในการกระทำ�เช่นนั้น คือความสุขใจ อิ่มใจ ปลื้มใจ ภาคภูมิใจ ฯลฯ ซึ่งไม่มีซื้อไม่มีขาย ใครอยากได้ ต้องลงมือทำ�ด้วยตนเอง ข้าแต่พระเยซูเจ้า ผู้รับใช้ของพระบิดา โปรดให้ข้าพเจ้ามีความสุขในการรับใช้และบริการในภารกิจแห่ง การไถ่กู้ ที่พระองค์ทรงมอบหมายให้ข้าพเจ้าไปดำ�เนินการด้วย


สัปดาห์ที่ 4 เทศกาลปัสกา สดด 2:6-7,8-9, 10-11

ทำ�วัตรสัปดาห์ที่ 4

บทอ่านที่ 1

กจ 13:26-33

พระวรสาร

ยน 14:1-6

พีน่ อ้ งทัง้ หลาย ผูเ้ ป็นบุตรจากเชือ้ สายของอับราฮัมและท่านทีเ่ คารพยำ�เกรงพระเจ้า พระเจ้าทรงส่งข่าวเรือ่ งความรอดพ้นนีแ้ ก่เรา ชาวเยรูซาเล็มและบรรดาหัวหน้าไม่ยอมรับ พระเยซูเจ้า จึงตัดสินลงโทษพระองค์ ทำ�ให้ข้อความของบรรดาประกาศกที่อ่านทุกวัน สับบาโตเป็นจริง แม้ว่าเขาไม่พบเหตุผลที่จะประหารพระองค์ได้ เขาก็ยังขอปีลาตให้ ประหารพระองค์ เมื่อทำ�ให้ทุกสิ่งที่เขียนไว้เกี่ยวกับพระองค์เป็นจริงแล้ว เขาจึงปลด พระองค์ลงจากไม้กางเขนและนำ�ไปวางไว้ในพระคูหา แต่พระเจ้าทรงบันดาลให้พระองค์ กลับคืนพระชนมชีพจากบรรดาผู้ตาย ตลอดเวลาหลายวัน พระองค์ทรงแสดงพระองค์ แก่ผู้ที่เดินทางจากแคว้นกาลิลีมายังกรุงเยรูซาเล็มพร้อมกับพระองค์ และบัดนี้เขาทั้ง หลายเป็นพยานยืนยันถึงพระองค์ต่อหน้าประชาชน เราขอประกาศข่าวดีให้ทา่ นทัง้ หลายรูว้ า่ พระสัญญาทีป่ ระทานแก่บรรดาบรรพบุรษุ นั้น พระเจ้าทรงกระทำ�ให้เป็นจริงสำ�หรับเราทั้งหลายผู้เป็นลูกหลานโดยทรงบันดาลให้ พระเยซูเจ้ากลับคืนพระชนมชีพจากบรรดาผู้ตาย ดังที่มีเขียนไว้ในเพลงสดุดีบทที่สอง ว่า “ท่านเป็นบุตรของเรา เราให้กำ�เนิดท่านในวันนี้” เวลานั้น พระเยซูเจ้าตรัสกับบรรดาศิษย์ว่า “ใจของท่านทั้งหลายจงอย่าหวั่นไหวเลย จงเชื่อในพระเจ้า และเชื่อในเราด้วย ใน บ้านพระบิดาของเรา มีที่พำ�นักมากมาย ถ้าไม่มี เราคงบอกท่านแล้ว เรากำ�ลังไปเตรียม ที่ให้ท่าน และเมื่อเราไป และเตรียมที่ให้ท่านแล้ว เราจะกลับมารับท่านไปอยู่กับเราด้วย เพื่อว่าเราอยู่ที่ใด ท่านทั้งหลายจะอยู่ที่นั่นด้วย ที่ที่เราจะไปนั้น ท่านรู้จักหนทางแล้ว” โทมัสทูลว่า “พระเจ้าข้า พวกเราไม่ทราบว่าพระองค์จะเสด็จไปที่ใด แล้วจะรู้จัก หนทางได้อย่างไร” พระเยซูเจ้าตรัสตอบเขาว่า “เราเป็นหนทาง ความจริง และชีวติ ไม่มใี ครไปเฝ้าพระ บิดาได้นอกจากผ่านทางเรา”

ในชีวิตปุถุชนธรรมดา ความกังวลและความหวั่นไหว ย่อมเกิดขึ้นได้ตลอด เราได้ รับการชวนเชิญให้เป็นเหมือนสาวกที่จิตใจแสวงหาการอยู่กับพระองค์ พวกสาวกกังวล หวัน่ ไหวจึงถามถึงหนทางทีจ่ ะอยูก่ บั พระองค์...ใช่แล้ว ให้เราเปลีย่ นวิกฤติให้เป็นโอกาส ให้เรานำ�ความรู้สึกเหล่านั้นมาบอกกับพระ พูดคุยกับพระองค์ สนทนากับพระองค์ถึง ความรู้สึกเหล่านั้น เมื่อนั้น เรากลับทำ�ให้วิกฤติแห่งความรู้สึกกังวลและหวั่นไหว กลาย เป็นโอกาสในการอยู่กับพระ พูดคุยกับพระ เหมือนเด็กเล็กๆ ที่วิ่งมาอยู่ มากอด และ พูดกับพ่อแม่ ไม่ว่าลูกคนนั้นจะพบอะไรมาก็ตาม


บทอ่านที่ 1

กจ 13:44-52

วันสับบาโตต่อมา ชาวเมืองเกือบทัง้ หมดมาชุมนุมฟังพระวาจาของพระเจ้า เมือ่ ชาว ยิวเห็นประชาชนจำ�นวนมากเช่นนี้ ก็เกิดความอิจฉาอย่างมาก จึงคัดค้านคำ�พูดของเปาโล และด่าว่าเขา เปาโลและบารนาบัสตอบเขาอย่างกล้าหาญว่า “จำ�เป็นที่เราจะต้องประกาศพระ วาจาของพระเจ้าให้ทา่ นฟังก่อนผูอ้ นื่ แต่เมือ่ ท่านปฏิเสธไม่ยอมรับและไม่คดิ ว่าตนเหมาะ สมจะรับชีวิตนิรันดร เราจึงหันไปหาคนต่างศาสนา เพราะองค์พระผู้เป็นเจ้ามีพระบัญชา แก่เราดังนี้ว่า ‘เราแต่งตั้งท่านให้เป็นแสงสว่างส่องนานาชาติ เพื่อท่านจะได้นำ�ความ รอดพ้นไปจนสุดปลายแผ่นดิน’ เมื่อคนต่างศาสนาได้ยินดังนี้ ก็มีความยินดีและสรรเสริญพระวาจาของพระเจ้า... พระวาจาขององค์พระผู้เป็นเจ้าแผ่ไปทั่วแคว้นนั้น แต่ชาวยิวยุยงบรรดาสตรีชั้นสูง ทีเ่ ลือ่ มใสในศาสนายิวและบรรดาผูน้ �ำ ของเมือง ให้เบียดเบียนเปาโลและบารนาบัส และ ขับไล่ทั้งสองคนออกไปจากดินแดนของตน เขาทั้งสองคนจึงสะบัดฝุ่นจากเท้าเป็น เครื่องหมายตัดความสัมพันธ์ แล้วเดินทางต่อไปยังเมืองอิโคนิยุม...

พระวรสาร

สัปดาห์ที่ 4 เทศกาลปัสกา สดด 98:1-2,3-4

ทำ�วัตรสัปดาห์ที่ 4

ยน 14:7-14

เวลานั้น พระเยซูเจ้าตรัสกับบรรดาศิษย์ว่า “ถ้าท่านทัง้ หลายรูจ้ กั เรา ท่านก็รจู้ กั พระบิดาของเราด้วย บัดนี้ ท่านก็รจู้ กั พระบิดา และเห็นพระองค์แล้ว” ฟีลิปทูลว่า “พระเจ้าข้า โปรดทำ�ให้พวกเราได้เห็นพระบิดาเถิด เท่านี้ก็พอแล้ว” พระเยซูเจ้าตรัสว่า “ฟีลิปเอ๋ย เราอยู่กับท่านมานานเพียงนี้แล้ว ท่านยังไม่รู้จักเราอีกหรือ ผู้ที่เห็นเรา ก็ เห็นพระบิดาด้วย ท่านพูดได้อย่างไรว่า ‘โปรดทำ�ให้พวกเราได้เห็นพระบิดาเถิด’ ท่านไม่เชือ่ หรือว่า เราดำ�รงอยู่ ในพระบิดา และพระบิดาทรงดำ�รงอยู่ในเรา วาจาที่เราบอกกับท่านทั้งหลายนี้ เรามิได้พูดตามใจของเรา แต่ พระบิดา ผู้สถิตในเรา ทรงกระทำ�กิจการของพระองค์ ท่านทั้งหลายจงเชื่อเราเถิดว่า เราดำ�รงอยู่ในพระบิดา และพระบิดาก็ทรงดำ�รงอยูใ่ นเรา หรืออย่างน้อยท่านทัง้ หลายจงเชือ่ เพราะกิจการเหล่านีเ้ ถิด เราบอกความจริง กับท่านทั้งหลายว่า ผู้ที่เชื่อในเรา ก็จะทำ�กิจการที่เรากำ�ลังทำ�อยู่ด้วย และจะทำ�กิจการที่ใหญ่กว่านั้นอีก เพราะ เรากำ�ลังจะไปเฝ้าพระบิดา สิ่งใดที่ท่านทั้งหลายขอในนามของเรา เราจะทำ�สิ่งนั้น เพื่อพระบิดาจะได้รับพระสิริ รุ่งโรจน์ในพระบุตร ถ้าท่านทั้งหลายขอสิ่งใดในนามของเรา เราจะทำ�ให้” พระเยซูเจ้าทรงชีแ้ นะ ทรงเชือ้ เชิญ และทรงยืนยันให้เราคริสตชนติดตามพระองค์ ทางพระวาจาทีว่ า่ “เรา เป็นหนทาง ความจริง และชีวิต”... แต่บ่อยครั้ง เรากลับสร้างหนทางของเราเอง หนทางแห่งความสำ�เร็จตาม ที่เราเข้าใจ หรือหนทางแห่งความรุ่งเรืองตามที่เราปรารถนา ซึ่งอาจไม่ใช่หนทางแห่งการสละตนอย่างสิ้นสุด แบบพระเยซูเจ้าบนไม้กางเขน...และความจริงทีเ่ ราแสวงหา อาจเป็นภาพของผูใ้ หญ่ทเี่ ต็มไปด้วยความสามารถ ที่ยืนได้ด้วยกำ�ลังของตนเอง ซึ่งอาจไม่ใช่ความจริงที่พระประสงค์ให้เราเป็นลูกเล็กๆของพระองค์...ส่วนชีวิต นั้นเล่า อะไรเป็นชีวิตที่พระเยซูเจ้าทรงชี้แนะ และอะไรที่เป็นชีวิตที่เราแสวงหา


บทอ่านจากหนังสือกิจการอัครสาวก กจ 6:1-7

สัปดาห์ที่ 5 เทศกาลปัสกา ทำ�วัตรสัปดาห์ที่ 1

เวลานั้น ศิษย์มีจำ�นวนมากขึ้น บรรดาศิษย์ที่พูดภาษากรีกไม่พอใจศิษย์ที่พูดภาษา ฮีบรู เพราะในการแจกทานประจำ�วัน บรรดาแม่ม่ายของตนถูกละเลยมิได้รับแจก อัครสาวกสิบสองคนจึงเรียกบรรดาศิษย์มาประชุม กล่าวว่า “ไม่สมควรที่เราจะ ละทิ้งการประกาศพระวาจาของพระเจ้าเพื่อไปแจกอาหาร พี่น้องทั้งหลาย จงเลือกบุรุษ เจ็ดคนจากกลุ่มของท่านทั้งหลาย เป็นคนที่มีชื่อเสียงดี เปี่ยมด้วยพระจิตเจ้าและ ปรีชาญาณ แล้วเราจะแต่งตั้งเขาให้ทำ�หน้าที่นี้ ส่วนเราจะอุทิศตนอธิษฐานภาวนาและ ประกาศพระวาจา” ทุกคนในที่ประชุมต่างเห็นชอบกับข้อเสนอนี้ จึงเลือกสเทเฟนบุรุษ ผู้เปี่ยมด้วยความเชื่อและพระจิตเจ้า ฟีลิป โปรโครัส นิคาโนร์ ทิโมน ปาร์เมนัส และ นิโคลัสชาวอันทิโอกผูก้ ลับใจมานับถือศาสนายิว เขานำ�คนทัง้ เจ็ดคนมาอยูต่ อ่ หน้าบรรดา อัครสาวกซึ่งอธิษฐานภาวนาและปกมือเหนือเขา พระวาจาของพระเจ้าแพร่หลายยิง่ ขึน้ ศิษย์มจี �ำ นวนมากขึน้ ในกรุงเยรูซาเล็ม บรรดา สมณะหลายคนยอมรับความเชื่อด้วย

เพลงสดุดี

สดด 33:1-2,4-5,18-19

ก) ผู้ชอบธรรมทั้งหลาย จงร้องสรรเสริญองค์พระผู้เป็นเจ้าด้วยความเบิกบานเถิด คำ�สรรเสริญคู่ควรกับผู้สุจริต จงขอบพระคุณองค์พระผู้เป็นเจ้าด้วยเสียงพิณ จงบรรเลงพิณสิบสายถวายพระองค์ ข) พระวาจาขององค์พระผู้เป็นเจ้านั้นเที่ยงตรง พระราชกิจของพระองค์น่าเชื่อถือ พระองค์ทรงรักความชอบธรรมและความยุติธรรม ความรักมั่นคงขององค์พระผู้เป็นเจ้าเปี่ยมล้นทั่วแผ่นดิน ค) แต่องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงเฝ้าพิทักษ์ผู้ที่ยำ�เกรงพระองค์ ผู้ที่หวังในความรักมั่นคงของพระองค์ เพื่อจะช่วยชีวิตของเขาให้พ้นจากความตาย และรักษาเขาไว้ในยามอาหารขาดแคลน

บทอ่านจากจดหมายนักบุญเปโตรอัครสาวก ฉบับที่หนึ่ง 1 ปต 2:4-9

ลูกทีร่ กั ยิง่ จงเข้าไปเฝ้าพระองค์ผทู้ รงเป็นศิลาทรงชีวติ ซึง่ มนุษย์ละทิง้ ไป แต่พระเจ้า ทรงเลือกสรรไว้และมีค่าประเสริฐ ท่านเป็นเหมือนศิลาที่มีชีวิตกำ�ลังก่อสร้างขึ้นเป็น วิหารของพระจิตเจ้า เป็นสมณตระกูลศักดิส์ ทิ ธิ์ เพือ่ ถวายเครือ่ งบูชาฝ่ายจิตซึง่ เป็นทีส่ บ พระทัยของพระเจ้าเดชะพระเยซูคริสตเจ้า ดังที่มีเขียนไว้ในพระคัมภีร์ว่า “เราเลือก ศิลาประเสริฐและวางไว้ในนครศิโยนเป็นศิลาหัวมุม ทุกคนที่มีความเชื่อในศิลานี้จะไม่ ต้องอับอายเลย” สำ�หรับท่านผู้มีความเชื่อ ศิลานี้จึงมีค่าประเสริฐ แต่สำ�หรับผู้ที่ไม่มี


ความเชื่อ ศิลาที่ช่างก่อสร้างละทิ้งก็กลายเป็นศิลาหัวมุม เป็นศิลาที่ทำ�ให้สะดุดและเป็นศิลาที่ทำ�ให้ล้ม ลง เขาเหล่านั้นสะดุดเพราะไม่ยอมเชื่อฟังพระวาจา นี่เป็นชะตากรรมของพวกเขา ท่านทั้งหลายเป็นชาติที่ทรงเลือกสรรไว้ เป็นสมณราชตระกูล เป็นชนชาติศักดิ์สิทธิ์ เป็นประชากรที่ เป็นกรรมสิทธิพ์ เิ ศษของพระเจ้า เพือ่ จะประกาศพระฤทธานุภาพของพระองค์ผทู้ รงเรียกท่านจากความมืด สู่ความสว่างที่น่าพิศวงของพระองค์

บทอ่านจากพระวรสารนักบุญยอห์น ยน 14:1-12

เวลานั้น พระเยซูเจ้าตรัสกับบรรดาอัครสาวกว่า “ใจของท่านทั้งหลายจงอย่าหวั่นไหวเลย จงเชื่อในพระเจ้า และเชื่อในเราด้วย ในบ้านพระบิดาของ เรา มีที่พำ�นักมากมาย ถ้าไม่มี เราคงบอกท่านแล้ว เรากำ�ลังไปเตรียมที่ให้ท่าน และเมื่อเราไป และเตรียม ที่ให้ท่านแล้ว เราจะกลับมารับท่านไปอยู่กับเราด้วย เพื่อว่าเราอยู่ที่ใด ท่านทั้งหลายจะอยู่ที่นั่นด้วย ที่ที่ เราจะไปนั้น ท่านรู้จักหนทางแล้ว โทมัสทูลว่า “พระเจ้าข้า พวกเราไม่ทราบว่าพระองค์จะเสด็จไปที่ใด แล้วจะรู้จักหนทางได้อย่างไร” พระเยซูเจ้าตรัสตอบเขาว่า “เราเป็นหนทาง ความจริง และชีวิต ไม่มีใครไปเฝ้าพระบิดาได้นอกจาก ผ่านทางเรา ถ้าท่านทั้งหลายรู้จักเรา ท่านก็รู้จักพระบิดาของเราด้วย บัดนี้ ท่านก็รู้จักพระบิดา และเห็น พระองค์แล้ว” ฟีลิปทูลว่า “พระเจ้าข้า โปรดทำ�ให้พวกเราได้เห็นพระบิดาเถิด เท่านี้ก็พอแล้ว” พระเยซูเจ้าตรัสว่า “ฟีลิปเอ๋ย เราอยู่กับท่านมานานเพียงนี้แล้ว ท่านยังไม่รู้จักเราอีกหรือ ผู้ที่เห็น เรา ก็เห็นพระบิดาด้วย ท่านพูดได้อย่างไรว่า ‘โปรดทำ�ให้พวกเราได้เห็นพระบิดาเถิด’ ท่านไม่เชื่อหรือว่า เราดำ�รงอยูใ่ นพระบิดา และพระบิดาทรงดำ�รงอยูใ่ นเรา วาจาทีเ่ ราบอกกับท่านทัง้ หลายนี้ เรามิได้พดู ตามใจ ของเรา แต่พระบิดา ผู้สถิตในเรา ทรงกระทำ�กิจการของพระองค์ ท่านทั้งหลายจงเชื่อเราเถิดว่า เราดำ�รง อยู่ในพระบิดา และพระบิดาก็ทรงดำ�รงอยู่ในเรา หรืออย่างน้อยท่านทั้งหลายจงเชื่อเพราะกิจการเหล่านี้ เถิด เราบอกความจริงกับท่านทั้งหลายว่า ผู้ที่เชื่อในเรา ก็จะทำ�กิจการที่เรากำ�ลังทำ�อยู่ด้วย และจะทำ� กิจการที่ใหญ่กว่านั้นอีก เพราะเรากำ�ลังจะไปเฝ้าพระบิดา”

เราคริสตชนรู้จักพระเยซูเจ้าอย่างที่พระองค์เป็น หรืออย่างที่เราอยากให้พระองค์เป็น...เราอยากให้ พระองค์เป็นพระที่ประทานสิ่งต่างๆ ให้เรา เราต้องการพระในรูปแบบนี้ เพื่อสนองความต้องการของเรา โดยการกระทำ�เช่นนี้ เรากำ�ลังแสวงหาความต้องการของเราเอง เรามิได้แสวงหาพระ เรากำ�ลังดำ�รงชีวิต ในความต้องการของเรา เรามิได้ด�ำ รงชีวติ ในพระ...โดยทางปัสกาแห่งการไถ่กขู้ องพระเยซูเจ้า พระเยซูเจ้า ทรงยอมสูญสิ้นทุกอย่าง แม้ความปลอดภัยและความรอดพ้นของพระองค์ ในขณะที่เรากำ�ลังยึดความ ปลอดภัยและความรอดพ้นทีม่ าในภาพของพระเยซูผไู้ ถ่ เราอาจมิได้แสวงหาพระจริงๆ...ปัสกาจึงต้องตาม มาด้วยการเสด็จจากไปของพระเยซูเจ้าสู่สวรรค์ และคอยพระจิตที่จะทรงมาสอนเราทุกอย่าง


บทอ่านที่ 1

กจ 14:5-18

เมือ่ คนต่างศาสนาและชาวยิวร่วมกับบรรดาผูป้ กครองเมืองวางแผนจะทำ�ร้ายและ ใช้กอ้ นหินขว้างเปาโลและบารนาบัส ทัง้ สองคนรูเ้ รือ่ ง จึงหลบหนีไปทีเ่ มืองลิสตรา เมือง เดอร์บีและชนบทรอบๆ ในแคว้นลิคาโอเนีย ทั้งสองคนประกาศข่าวดีที่นั่นด้วย ที่เมืองลิสตรา ชายคนหนึ่งยืนไม่ได้ เพราะเป็นง่อยมาแต่กำ�เนิด เขานั่งอยู่กับที่ไม่ เคยเดินเลย เขากำ�ลังฟังเปาโลพูด เปาโลจ้องมองดูเขา เห็นว่าเขามีความเชื่อพอจะรับ สัปดาห์ที่ 5 การรักษาให้หายจากโรคได้ จึงพูดเสียงดังว่า “จงลุกขึ้นยืนเถิด” ชายคนนั้นก็กระโดด เทศกาลปัสกา ขึ้นและเริ่มเดินไป สดด 115:1-2, เมื่อประชาชนเห็นสิ่งที่เปาโลทำ� จึงร้องเป็นภาษาลิคาโอเนียว่า “พระเจ้าทรงแปลง 3-4,15-17 เป็นมนุษย์เสด็จลงมาหาเราแล้ว” เขาเรียกบารนาบัสว่า “พระซุส” และเรียกเปาโลว่า ทำ�วัตรสัปดาห์ที่ 1 “พระเฮอร์เมส” เพราะเปาโลเป็นคนพูดเก่งกว่า สมณะจากพระวิหารของพระซุสที่อยู่ ใกล้ประตูเมือง จูงวัวหลายตัวประดับพวงมาลัยมาที่ประตูเมือง และพร้อมใจกับ ประชาชนต้องการถวายบูชาแก่เปาโลและบารนาบัส เมื่ออัครสาวกบารนาบัสและเปาโลรู้เช่นนี้ ก็ฉีกเสื้อผ้าของตนวิ่งผลุนผลันเข้าไป กลางกลุ่มชนร้องว่า “เพื่อนเอ๋ย ทำ�ไมท่านจึงทำ�เช่นนี้ เราทั้งสองคนเป็นมนุษย์ธรรมดาเหมือนท่านทั้งหลาย เรากำ�ลังประกาศข่าวดีให้ท่านทั้งหลายละทิ้งสิ่งที่ไร้สาระเหล่านี้หันมาหาพระเจ้าผู้ทรงชีวิต... ในอดีต พระเจ้า ทรงยอมให้นานาชาติดำ�เนินไปตามทางของตน... ทรงกระทำ�ดีอยู่เสมอ... และทรงบันดาลให้ใจของท่านเปี่ยม ด้วยความยินดี” ทั้งๆ ที่พูดเช่นนี้ บารนาบัสและเปาโลก็ห้ามประชาชน ถวายเครื่องบูชาแก่ตนเกือบไม่ได้

พระวรสาร

ยน 14:21-26

เวลานั้น พระเยซูเจ้าตรัสกับบรรดาศิษย์ว่า “ผู้ที่มีบทบัญญัติของเรา และปฏิบัติตาม ผู้นั้นรักเรา และผู้ ที่รักเรา พระบิดาของเราก็จะทรงรักเขา และเราเองก็จะรักเขา และจะแสดงตนแก่เขา” ยูดาส มิใช่ยูดาส อิสคาริโอท ทูลพระองค์ว่า “พระเจ้าข้า ทำ�ไมพระองค์ทรงต้องการแสดงพระองค์แก่ พวกเรา แต่ไม่แสดงพระองค์แก่โลก” พระเยซูเจ้าตรัสตอบเขาว่า “ผู้ใดรักเรา ผู้นั้นจะปฏิบัติตามวาจาของเรา พระบิดาของเราจะทรงรักเขา พระบิดาจะเสด็จพร้อมกับเรามาหาเขา จะทรงพำ�นักอยู่กับเขา ผู้ที่ไม่รักเรา ก็ไม่ปฏิบัติตามวาจาของเรา วาจา ที่ท่านได้ยินนี้ไม่ใช่วาจาของเรา แต่เป็นของพระบิดา ผู้ทรงส่งเรามา เราบอกสิ่งเหล่านี้ให้ท่านฟัง ขณะที่เรายัง อยู่กับท่าน แต่พระผู้ช่วยเหลือคือพระจิตเจ้า ที่พระบิดาจะทรงส่งมาในนามของเรานั้น จะทรงสอนท่านทุกสิ่ง และจะทรงให้ท่านระลึกถึงทุกสิ่งที่เราเคยบอกท่าน” สำ�หรับผูม้ นี าํ้ ใจดี มักจะทุม่ เททัง้ ชีวติ จิตใจเพือ่ งานของพระ เพือ่ ให้พระอาณาจักรของพระได้เผยแพร่ออก ไป เพื่อประกาศพระอาณาจักรของพระเจ้าแก่โลก ซึ่งอัครสาวกก็เคยมีนํ้าใจมุ่งมั่นเช่นนี้ อัครสาวกจึงถามเพื่อ ให้นํ้าใจของตนสำ�เร็จว่า “ทำ�ไมพระองค์ไม่แสดงพระองค์แก่โลก” พระเยซูเจ้ากลับตอบในอีกประเด็นหนึ่งที่ สำ�คัญกว่าคือ การปฏิบตั ติ ามนาํ้ พระทัยของพระ ซึง่ สำ�คัญกว่าการทำ�ตามนํา้ ใจตนเอง การแสวงหานํา้ ใจตนแม้ จะเป็นนํ้าใจที่ดี ก็ยังเป็นการเลือกตนเอง มิใช่เลือกพระ


บทอ่านที่ 1

กจ 14:19-28

ชาวยิวบางคนมาจากเมืองอันทิโอกและเมืองอิโคนิยมุ เกลีย้ กล่อมประชาชนให้เป็น ฝ่ายของตนได้ เขาเหล่านั้นใช้ก้อนหินขว้างเปาโลแล้วลากออกไปนอกเมืองเพราะคิดว่า เปาโลตายแล้ว บรรดาศิษย์มาห้อมล้อมเขา เปาโลลุกขึ้น เข้าไปในเมือง วันรุ่งขึ้นเปาโล ก็ออกเดินทางกับบารนาบัสไปยังเมืองเดอร์บี ทั้งสองคนประกาศข่าวดีท่ีเมืองนั้น ได้ศิษย์เป็นจำ�นวนมาก แล้วจึงกลับไปเมือง ลิสตรา เมืองอิโคนียุมและเมืองอันทิโอกแห่งแคว้นปิสีเดีย เขาทั้งสองคนให้กำ�ลังใจ บรรดาศิษย์ตกั เตือนให้มนั่ คงอยูใ่ นความเชือ่ พูดว่า “พวกเราจำ�เป็นต้องฟันฝ่าความทุกข์ ยากเป็นอันมากจึงจะเข้าสู่พระอาณาจักรของพระเจ้าได้” เปาโลและบารนาบัสแต่งตั้งผู้ อาวุโสในกลุ่ม คริสตชนแต่ละกลุ่ม เขาอธิษฐานภาวนาพร้อมกับจำ�ศีลอดอาหาร แล้ว ฝากบรรดาผูอ้ าวุโสเหล่านีไ้ ว้กบั องค์พระผูเ้ ป็นเจ้า ซึง่ เขาทัง้ หลายมีความเชือ่ ทัง้ สองคน เดินทางผ่านแคว้นปิสิเดีย มาถึงแคว้นปัมฟีเลีย ประกาศพระวาจาที่เมืองเปอร์กา แล้ว จึงไปยังเมืองอัตตาเลีย จากนั้น เขาลงเรือกลับไปยังเมืองอันทิโอกแห่งซีเรีย ก่อนที่เขาทั้งสองจะออกเดิน ทางจากเมืองอันทิโอก บรรดาคริสตชนเคยฝากเขาไว้กับพระหรรษทานของพระเจ้าเพื่อ งานที่เขาเพิ่งทำ�สำ�เร็จ เมื่อไปถึง เปาโลและบารนาบัสก็เรียกประชุมกลุ่มคริสตชน เล่า ทุกสิ่งที่พระเจ้าทรงกระทำ�โดยผ่านตน ว่าพระเจ้าทรงเปิดประตูแห่งความเชื่อให้คนต่าง ศาสนา เขาทั้งสองคนพักอยู่กับบรรดาศิษย์เป็นเวลานาน

พระวรสาร

น.เบอร์นาดิน แห่งซีเอนา พระสงฆ์ สดด 145:10-11, 12-13กข,21

ทำ�วัตรสัปดาห์ที่ 1

ยน 14:27-31ก

เวลานั้น พระเยซูเจ้าตรัสกับบรรดาศิษย์ว่า “เรามอบสันติสุขไว้ให้ท่านทั้งหลาย เราให้สันติสุขของเราแก่ท่าน เราให้สันติสุขแก่ท่าน ไม่เหมือนที่โลก ให้ ใจของท่านอย่าหวั่นไหว หรือมีความกลัวเลย ท่านได้ยินที่เราบอกกับท่านแล้วว่า เรากำ�ลังจะไป และเราจะ กลับมาหาท่านทัง้ หลาย ถ้าท่านรักเรา ท่านคงยินดีทเี่ รากำ�ลังไปเฝ้าพระบิดา เพราะพระบิดาทรงยิง่ ใหญ่กว่าเรา และบัดนี้เราได้บอกท่านทั้งหลายก่อนที่เหตุการณ์จะเกิดขึ้น เพื่อว่าเมื่อเหตุการณ์เกิดขึ้นแล้ว ท่านจะเชื่อ เรา จะพูดกับท่านต่อไปอีกไม่นาน เพราะซาตานเจ้านายแห่งโลกนี้กำ�ลังมา มันไม่มีอำ�นาจอันใดเหนือเรา แต่โลก จะต้องรู้ว่าเรารักพระบิดา และรู้ว่าพระบิดาทรงบัญชาให้เราทำ�อย่างไร เราก็ทำ�อย่างนั้น” สันติสุขที่โลกให้ มักเกิดจากการที่เราได้รับตามที่ตนเองต้องการ แต่สันติสุขที่พระเยซูเจ้านำ�เสนอ คือ การที่แต่ละคนน้อมรับ ตามที่พระบิดาทรงประสงค์ ดังที่พระเยซูเจ้าตรัส “พระบิดาทรงบัญชาให้เราทำ�อย่างไร เราก็ทำ�อย่างนั้น” สันติในใจ เกิดจากการได้อยู่กับพระเจ้า ได้เจริญชีวิตกับตามพระประสงค์ของพระบิดา เหตุ ด้วยว่า เรามนุษย์ได้รบั การสร้างมาเพือ่ เป็นหนึง่ เดียวกับพระเจ้า และตราบเท่าทีเ่ รายังแยกจากการอยูก่ บั พระเจ้า เรามนุษย์ไม่มีทางที่จะพบสันติสุขแท้จริง...สันติสุขของโลก มักเกิดจากการได้ “มี” สมดังใจปรารถนา แต่ สันติสขุ แบบพระเยซูเจ้า เกิดจากการ “หมด” ตัวตน และเหลือเพียงพระประสงค์ของพระเจ้าในการเจริญชีวติ


บทอ่านที่ 1

น.คริสโตเฟอร์ มักอัลลาเนส และเพื่อนมรณสักขี สดด 122:1-2,3-5

ทำ�วัตรสัปดาห์ที่ 1

พระวรสาร

กจ 15:1-6

ในครั้งนั้น คริสตชนชาวยิวบางคนลงมาจากแคว้นยูเดีย และสอนบรรดาพี่น้องว่า “ถ้าท่านทั้งหลายมิได้เข้าสุหนัตตามธรรมประเพณีของโมเสส ท่านจะรอดพ้นไม่ได้” เปาโลและบารนาบัสไม่เห็นด้วย จึงโต้แย้งกับเขาเหล่านัน้ อย่างรุนแรง มีการตกลงกันให้ เปาโลและบารนาบัสพร้อมกับพี่น้องบางคนขึ้นไปยังกรุงเยรูซาเล็มเพื่อปรึกษาปัญหานี้ กับบรรดาอัครสาวกและบรรดาผู้อาวุโส เมื่อพระศาสนจักรจัดให้เขาเหล่านั้นออกเดิน ทางไปแล้ว เขาเดินทางผ่านแคว้นเฟนีเซียและสะมาเรีย เล่าเรื่องการกลับใจของคนต่าง ศาสนา ทำ�ให้พี่น้องทุกคนชื่นชมอย่างยิ่ง เมื่อมาถึงกรุงเยรูซาเล็มเขาได้รับการต้อนรับ จากพระศาสนจักร บรรดาอัครสาวกและบรรดาผู้อาวุโส บารนาบัสและเปาโลเล่าเรื่อง ต่างๆ ที่พระเจ้าทรงกระทำ�โดยผ่านตน ผูม้ คี วามเชือ่ บางคนทีเ่ คยอยูใ่ นกลุม่ ชาวฟาริสลี กุ ขึน้ กล่าวว่า “ต้องให้คนต่างศาสนา เข้าสุหนัตและปฏิบัติตามธรรมบัญญัติของโมเสส” บรรดาอัครสาวกและผู้อาวุโสจึงประชุมกันเพื่อพิจารณาปัญหานี้ หลังจากโต้เถียง กันมากแล้ว เปโตรลุกขึ้นกล่าวแก่ที่ประชุม

ยน 15:1-8

เวลานั้น พระเยซูเจ้าตรัสกับบรรดาศิษย์ว่า “เราเป็นเถาองุ่นแท้ และพระบิดาของเราทรงเป็นชาวสวน กิ่งก้านใดในเราที่ไม่เกิดผล พระองค์จะทรง ตัดทิง้ กิง่ ก้านใดทีเ่ กิดผล พระองค์จะทรงลิด เพือ่ ให้เกิดผลมากขึน้ ท่านทัง้ หลายก็สะอาดอยูแ่ ล้ว เพราะวาจา ที่เรากล่าวกับท่าน ท่านทั้งหลายจงดำ�รงอยู่ในเราเถิด ดังที่เราดำ�รงอยู่ในท่าน กิ่งองุ่นเกิดผลด้วยตนเองไม่ได้ ถ้าไม่ติดอยู่กับเถาองุ่นฉันใด ท่านทั้งหลายก็จะเกิดผลไม่ได้ ถ้าไม่ดำ�รงอยู่ในเราฉันนั้น เราเป็นเถาองุ่น ท่าน ทั้งหลายเป็นกิ่งก้าน ผู้ที่ดำ�รงอยู่ในเรา และเราดำ�รงอยู่ในเขา ก็ย่อมเกิดผลมาก เพราะถ้าไม่มีเรา ท่านก็ทำ� อะไรไม่ได้เลย ถ้าผู้ใดไม่ดำ�รงอยู่ในเรา ก็จะถูกโยนทิ้งไปข้างนอกเหมือนกิ่งก้าน และจะเหี่ยวแห้งไป กิ่งก้าน เหล่านั้นจะถูกเก็บไปทิ้งในไฟและถูกเผา ถ้าท่านทั้งหลายดำ�รงอยู่ในเรา และวาจาของเราดำ�รงอยู่ในท่าน ท่าน อยากได้สิ่งใด ก็จงขอเถิด และท่านจะได้รับ พระบิดาของเราจะทรงรับพระสิริรุ่งโรจน์ เมื่อท่านเกิดผลมาก และกลายเป็นศิษย์ของเรา”

ผู้มีใจศรัทธา มักมีความชื่นชมยินดีในการที่จะกระทำ�กิจการต่างๆ เพื่อพระเป็นเจ้า หากเป็นต้นไม้ ก็จะ พยายามออกดอกออกผลเพื่อถวายเกียรติแด่พระเป็นเจ้า นับเป็นสิ่งที่ดี และเป็นเรื่องที่เรามักปฏิบัติกันเป็น นิสัย แต่พระเยซูเจ้าบอกผ่านทางเรื่องเปรียบเทียบว่า สิ่งที่สำ�คัญคือการอยู่กับพระ มิใช่การออกดอกออกผล และยิง่ จะอันตรายมาก หากกิง่ นัน้ ออกผลมากมาย ในรูปแบบของความเจริญก้าวหน้า และความสามารถต่างๆ นานา แต่ถ้าโคนกิ่งเอง อันได้แก่ การชิดสนิทกับพระ มิได้ใหญ่หรือขยายขึ้นก่อนที่จะออกผล ผลมากมายนั้น กลับจะเป็นตุ้มนํ้าหนัก ถ่วงให้กิ่งนั้นฉีกขาดจากลำ�ต้น


บทอ่านที่ 1

กจ 15:7-21

พระวรสาร

ยน 15:9-11

ในครั้งนั้น หลังจากโต้เถียงกันมากแล้ว เปโตรลุกขึ้นกล่าวแก่ที่ประชุม เปโตรกล่าวว่า “พี่น้องทั้งหลาย ท่านรู้แล้วว่า ตั้งแต่แรกเริ่ม พระเจ้าทรงเลือกสรร ข้าพเจ้าในหมู่ท่านทั้งหลาย เพื่อให้คนต่างศาสนาได้ฟังพระวาจาที่เป็นข่าวดีจากปากของ ข้าพเจ้าและมีความเชื่อ พระเจ้าผู้ทรงล่วงรู้จิตใจ ทรงเป็นพยานยืนยันแก่คนต่างศาสนา โดยประทานพระจิตเจ้าให้เขาเหมือนกับที่ประทานให้พวกเรา... เราเชื่อว่าเราได้รับความ รอดพ้นอาศัยพระหรรษทานของพระเยซูองค์พระผู้เป็นเจ้าเช่นเดียวกับคนต่างศาสนา” น.ริต้า แห่งคาเซีย นักบวช ทุกคนในทีป่ ระชุมนิง่ เงียบฟังบารนาบัสกับเปาโลเล่าเรือ่ งเครือ่ งหมายอัศจรรย์และ ปาฏิหาริย์ที่พระเจ้าทรงกระทำ�ในหมู่คนต่างศาสนาโดยผ่านตน สดด 96:1-3,10-11 เมื่อทั้งสองคนเล่าจบแล้ว ยากอบจึงพูดว่า “พี่น้องทั้งหลาย จงฟังข้าพเจ้าเถิด ทำ�วัตรสัปดาห์ที่ 1 ซีโมนเล่าแล้วว่า ตั้งแต่แรกพระเจ้าทรงพระกรุณาเลือกสรรประชากรชาติหนึ่งจาก นานาชาติให้เป็นประชากรของพระองค์ การกระทำ�เช่นนีส้ อดคล้องกับถ้อยคำ�ของบรรดา ประกาศก ตามที่มีเขียนไว้ในพระคัมภีร์ว่า ‘หลังจากนี้ เราจะกลับมา และจะซ่อมแซมกระโจมที่พังลงของกษัตริย์ดาวิด จะซ่อมแซมสิ่งปรักหักพัง ของกระโจมนี้ และจะตัง้ ใหม่ให้ตรง เพือ่ ให้มนุษย์อนื่ ๆ แสวงหาองค์พระผูเ้ ป็นเจ้าพร้อมกับนานาชาติทเี่ ราเรียก ว่าเป็นของเรา องค์พระผู้เป็นเจ้าตรัสเช่นนี้ และทรงกระทำ�สิ่งเหล่านี้ ซึ่งเป็นที่รู้กันตลอดมาแล้ว’ ดังนัน้ ข้าพเจ้าจึงเห็นว่าไม่ควรก่อความยุง่ ยากแก่คนต่างศาสนาทีก่ ลับใจมาหาพระเจ้า ควรเขียนจดหมาย ไปบอกเขาให้งดเว้นการกินเนื้อสัตว์ที่ถวายแก่รูปเคารพแล้ว ให้งดเว้นการแต่งงานที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย และงดเว้นการกินเลือดและเนื้อสัตว์ที่ถูกรัดคอให้ตาย กฎเหล่านี้ของโมเสสเป็นที่รู้จักกันทั่วทุกเมืองตั้งแต่ สมัยโบราณแล้ว เพราะมีผู้ประกาศในศาลาธรรมทุกวันสับบาโต” เวลานั้น พระเยซูเจ้าตรัสกับบรรดาศิษย์ว่า “พระบิดาของเราทรงรักเราอย่างไร เราก็รักท่านทั้งหลายอย่างนั้น จงดำ�รงอยู่ในความรักของเราเถิด ถ้า ท่านปฏิบัติตามบทบัญญัติของเรา ท่านก็จะดำ�รงอยู่ในความรักของเรา เหมือนกับที่เราปฏิบัติตามบทบัญญัติ ของพระบิดาของเรา และดำ�รงอยู่ในความรักของพระองค์ เราบอกเรื่องเหล่านี้แก่ท่านทั้งหลายแล้ว เพื่อให้ ความยินดีของเราอยู่กับท่าน และความยินดีของท่านจะสมบูรณ์” พระเยซูเจ้าตรัสซํ้าแล้วซํ้าอีก ให้เราอยู่กับพระ ให้เราเพียงดำ�รงอยู่ในความรักของพระองค์ มิใช่อยู่กับ งานเกี่ยวกับพระองค์ หรืออยู่กับความชื่นชมยินดีที่ได้มาจากความศรัทธาในการปฏิบัติกิจศรัทธาต่างๆ... ใน การทำ�งานเกี่ยวกับพระ เราอาจจะรู้สึกภาคภูมิใจหรือรู้สึกปลอดภัยที่ว่า เรามิได้ออกนอกลู่นอกทาง หรือเมื่อ เรารูส้ กึ ถึงความศรัทธา เราอาจจะรูส้ กึ ว่าเราใกล้ชดิ พระ ความรูส้ กึ ต่างๆ เหล่านีม้ ไิ ด้ผดิ แต่ความรูส้ กึ เช่นนีอ้ าจ ทำ�ให้เราเผลอยึดติดและแสวงหาเพียงความภาคภูมิใจ ความปลอดภัย ความมั่นใจว่าใกล้ชิดพระ ซึ่งเป็นการ แสวงหาเพื่อตัวเอง แล้วเราจะพลาดจากการแสวงหาพระอย่างแท้จริง


บทอ่านที่ 1

กจ 15:22-31

ในครัง้ นัน้ บรรดาอัครสาวกและผูอ้ าวุโสพร้อมกับคริสตชนทุกคนทีช่ มุ นุมกันตกลง ใจเลือกสมาชิกบางคน เพื่อส่งไปยังเมืองอันทิโอกพร้อมกับเปาโลและบารนาบัส คือ ยูดาส ทีเ่ รียกกันว่า บารซับบัสกับสิลาส ทัง้ สองคนนีเ้ ป็นคนเด่นในบรรดาพีน่ อ้ ง ทีป่ ระชุม เขียนจดหมายมอบให้คนเหล่านี้ถือไปความว่า จาก บรรดาอัครสาวก ผู้อาวุโส และบรรดาพี่น้อง สัปดาห์ที่ 5 ถึง บรรดาพี่น้องซึ่งเคยเป็นคนต่างศาสนาอยู่ที่เมืองอันทิโอก ในแคว้นซีเรีย และ เทศกาลปัสกา แคว้นซีลีเซีย ขอให้ท่านมีความสุขเถิด เนื่องจากเรารู้ว่า พวกเราบางคนกล่าวถ้อยคำ�ที่ทำ�ให้ท่านสับสนและวุ่นวายใจ โดย สดด 57:8-9,10-11 ไม่ได้รับคำ�สั่งจากเราเลย เราจึงตกลงกันเป็นเอกฉันท์เลือกบุรุษบางคนส่งมาพบท่าน ทำ�วัตรสัปดาห์ที่ 1 พร้อมกับบารนาบัสและเปาโลทีร่ กั ยิง่ ของเรา ผูเ้ สีย่ งชีวติ เพือ่ พระนามของพระเยซูคริสต์ องค์พระผูเ้ ป็นเจ้าของเรา ดังนัน้ เราจึงส่งยูดาสและสิลาสมาเล่าเรือ่ งทีเ่ ขียนนีใ้ ห้ทา่ นฟัง โดยตรง พระจิตเจ้าและพวกเราตกลงที่จะไม่บังคับให้ท่านแบกภาระอื่นอีก นอกจากสิ่ง ที่จำ�เป็นต่อไปนี้ คืองดเว้นการกินเนื้อสัตว์ที่ถวายให้รูปเคารพแล้ว งดเว้นการกินเลือด และเนือ้ สัตว์ทถี่ กู รัดคอตาย และงดเว้นการแต่งงานทีไ่ ม่ถกู ต้องตามกฎหมาย ถ้าท่านทัง้ หลายงดเว้นการกระทำ�เหล่านี้ ก็จะเป็นการดี จงเจริญสุขเถิด” เมื่อรํ่าลากันแล้ว คณะผู้แทนก็เดินทางมาถึงเมืองอันทิโอก เขาเรียกบรรดาคริสตชนมาประชุมกันและ มอบจดหมายให้ เมื่ออ่านจดหมายนั้นแล้ว ทุกคนต่างยินดีเพราะได้รับกำ�ลังใจ

พระวรสาร

ยน 15:12-17

เวลานั้น พระเยซูเจ้าตรัสกับบรรดาศิษย์ว่า “นี่คือบทบัญญัติของเรา ให้ท่านทั้งหลายรักกัน เหมือนดังที่เรารักท่าน ไม่มีใครมีความรักยิ่งใหญ่กว่าการ สละชีวติ ของตนเพือ่ มิตรสหาย ท่านทัง้ หลายเป็นมิตรสหายของเรา ถ้าท่านทำ�ตามทีเ่ ราสัง่ ท่าน เราไม่เรียกท่าน ว่าเป็นผู้รับใช้อีกต่อไป เพราะผู้รับใช้ไม่รู้ว่านายของตนทำ�อะไร เราเรียกท่านเป็นมิตรสหาย เพราะเราแจ้งให้ ท่านรู้ทุกสิ่งที่เราได้ยินมาจากพระบิดาของเรา มิใช่ท่านทั้งหลายได้เลือกเรา แต่เราได้เลือกท่าน มอบภารกิจให้ ท่านไปทำ�จนเกิดผล และผลของท่านจะคงอยู่ เพื่อว่าท่านจะขอสิ่งใดจากพระบิดาในนามของเรา พระบิดาจะ ประทานแก่ท่าน เราสั่งท่านทั้งหลายดังนี้ว่า ท่านทั้งหลายจงรักกัน” ความรัก คือการที่ในใจของคนๆ หนึ่ง มีแต่สิ่งนั้น หรือมีแต่คนๆ นั้น ...เมื่อแม่รักลูก ในใจแม่จะมีแต่ลูก อะไรก็ลูก คิดถึงแต่ลูก มิได้คิดถึงตัวเองเลย นี่แหละคือความรัก ดังที่พระเป็นเจ้าทรงรักเรา คิดถึงแต่เรา มิได้ คิดถึงพระองค์เองเลย มิได้สงวนเกียรติแห่งความเป็นพระเป็นเจ้า ยอมหมด จนให้พระบุตรมาบังเกิดเป็น มนุษย์ และพระบุตรก็คดิ ถึงแต่เรามนุษย์ มิได้คดิ ถึงพระองค์เองเลย ยอมหมด จนหมดสิน้ จริงๆ บนไม้กางเขน พระองค์คิดถึงแต่เรา ห่วงแต่เรามนุษย์ ทั้งนี้เพื่อให้เรามนุษย์อยู่กับพระองค์ อยู่กับความรักของพระองค์... พระเป็นเจ้าทรงรักเราเช่นนี้ เราล่ะ จะรักพระองค์เช่นไร


บทอ่านที่ 1

กจ 16:1-10

ในครั้งนั้น เปาโลเดินทางมาถึงเมืองเดอร์บีและเมืองลิสตรา ที่เมืองนี้ศิษย์คนหนึ่ง ชื่อทิโมธี มารดาของเขาเป็นคริสตชนชาวยิว แต่บิดาเป็นชาวกรีก เขาเป็นที่นับถือของ บรรดาพีน่ อ้ งคริสตชนทีเ่ มืองลิสตราและเมืองอิโคนิยมุ เปาโลต้องการให้เขาร่วมเดินทาง ไปด้วย จึงให้เขาเข้าสุหนัต เพือ่ เอาใจบรรดาชาวยิวทีอ่ ยูใ่ นทีต่ า่ งๆ แถบนัน้ เพราะทุกคน รู้ว่า บิดาของเขาเป็นชาวกรีก เมื่อคณะของเปาโลผ่านไปตามเมืองต่างๆ ก็แจ้งให้บรรดา คริสตชนรูข้ อ้ กำ�หนดทีบ่ รรดาอัครสาวกและผูอ้ าวุโสตกลงกันทีก่ รุงเยรูซาเล็ม เตือนเขา ให้ปฏิบัติตาม บรรดากลุ่มคริสตชนจึงมีความเชื่อมั่นคงยิ่งขึ้นและมีจำ�นวนคริสตชนเพิ่ม ขึ้นทุกวัน พระจิตเจ้าทรงห้ามคณะของเปาโลประกาศพระวาจาในแคว้นอาเซีย เขาจึงเดินทาง ผ่านแคว้นฟรีเจียและแคว้นกาลาเทีย มาถึงแคว้นมิเซีย เขาพยายามเข้าไปในแคว้นบิธี เนีย แต่พระจิตของพระเยซูเจ้าไม่ทรงอนุญาตให้เข้าไป เขาจึงเดินทางผ่านแคว้นมิเซียไป ถึงเมืองโตรอัส เวลากลางคืนเปาโลเห็นนิมิต ชาวมาซิโดเนียคนหนึ่งยืนอยู่ อ้อนวอน เปาโลว่า “โปรดข้ามมาในแคว้นมาซิโดเนียและช่วยพวกเราด้วยเถิด” เมื่อเปาโลเห็น นิมิตนี้แล้ว พวกเราก็หาโอกาสที่จะไปยังแคว้นมาซิโดเนียทันที เพราะเชื่อแน่ว่าพระเจ้า ทรงเรียกเราให้ไปประกาศข่าวดีแก่ชาวแคว้นนั้นด้วย

พระวรสาร

สัปดาห์ที่ 5 เทศกาลปัสกา สดด 100:1-4,5

ทำ�วัตรสัปดาห์ที่ 1

ยน 15:18-21

เวลานั้น พระเยซูเจ้าตรัสกับบรรดาศิษย์ว่า “ถ้าโลกเกลียดชังท่านทั้งหลาย ก็จงรู้ไว้เถิดว่า โลกเกลียดชังเราก่อนแล้ว ถ้าท่าน ทั้งหลายเป็นฝ่ายโลก โลกก็คงรักสิ่งที่เป็นของตน แต่เพราะท่านมิได้เป็นฝ่ายโลก และ เราเลือกท่านออกมาจากโลก โลกจึงเกลียดชังท่าน จงจำ�วาจาที่เราบอกแล้วเถิดว่า ผู้รับ ใช้ยอ่ มไม่เป็นใหญ่กว่านายของตน ถ้าเขาเบียดเบียนข่มเหงเรา เขาก็จะเบียดเบียนข่มเหง ท่านทั้งหลายด้วย ถ้าเขาปฏิบัติตามวาจาของเรา เขาก็จะปฏิบัติตามวาจาของท่านด้วย แต่เขาจะทำ�ทุกอย่างเช่นนี้แก่ท่าน ก็เพราะนามของเรา เพราะเขาไม่รู้จักพระองค์ผู้ทรง ส่งเรามา” การอยู่กับพระด้วยความรัก ก็เหมือนกับคำ�สัญญาแห่งความรักของคู่บ่าวสาวในพิธีศีลสมรส ที่ยืนยันว่า “จะถือซื่อสัตย์ต่อกัน ทั้งในยามสุขและยามทุกข์ ทั้งในเวลาป่วยและเวลาสบาย เพื่อรักและยกย่องให้เกียรติ กัน จนกว่าชีวิตจะหาไม่”...นี่เป็นการเตือนความสำ�นึกของเรา หากเรารักพระจริงๆ เราก็ควรอยู่กับพระทั้งใน ยามสุขและยามทุกข์ ทั้งในเวลาป่วยและเวลาสบาย พระเป็นเจ้าก็ทรงรักเราเช่นนี้ ทรงรักเราทั้งในยามที่เราทำ� ดีและยามที่เราทำ�ผิด เหมือนบิดาที่ใจดี ที่รอคอยและให้ความรักแก่ลูกคนเล็กที่ขอสมบัติและเดินจากบิดาไป และดังที่พระเป็นเจ้าทรงรักเรา ทั้งในยามที่เราทำ�ดีและในยามที่เราทำ�ผิด พระองค์ทรงให้พระบุตรไถ่บาปเรา ขณะที่เวลานั้นเรามนุษย์อยู่ในบาป มิใช่ในขณะที่เรามนุษย์อยู่ในบุญในกุศล


สัปดาห์ที่ 6 เทศกาลปัสกา ทำ�วัตรสัปดาห์ที่ 2

บทอ่านจากหนังสือสุภาษิต

กจ 8:5-8,14-17

เพลงสดุดี

สดด 66:1-3,4-5,6-7,16 และ 18-20

ฟีลปิ ไปเมืองหนึง่ ในแคว้นสะมาเรียและประกาศเรือ่ งพระคริสตเจ้าให้ชาวเมืองนัน้ ฟัง ประชาชนที่ได้ฟังถ้อยคำ�ของฟีลิป และเห็นเครื่องหมายอัศจรรย์ที่เขาทำ� ก็พร้อมใจ กันฟังคำ�สั่งสอนของเขา คนหลายคนที่ถูกปีศาจชั่วร้ายสิงอยู่ร้องเสียงดังแล้วปีศาจก็ ออกไป คนอัมพาตและคนง่อยจำ�นวนมากหายจากโรค ประชาชนในเมืองนั้นจึงชื่นชม อย่างมาก บรรดาอัครสาวกทีก่ รุงเยรูซาเล็มส่งเปโตรและยอห์นไปหาชาวสะมาเรียเมือ่ รูว้ า่ เขา ได้รับพระวาจาของพระเจ้าแล้ว เมื่อเปโตรและยอห์นไปถึงก็อธิษฐานภาวนาเพื่อชาว สะมาเรียเหล่านั้น ให้ได้รับพระจิตเจ้า เพราะยังไม่มีผู้ใดได้รับพระจิตเจ้าเลย เขาเพียง แต่ได้รบั ศีลล้างบาปเดชะพระนามของพระเยซูองค์พระผูเ้ ป็นเจ้าเท่านัน้ เปโตรและยอห์น จึงปกมือเหนือเขาทั้งหลาย และเขาเหล่านั้นก็ได้รับพระจิตเจ้า ก) แผ่นดินทั้งมวลเอ๋ย จงโห่ร้องสรรเสริญพระเจ้าเถิด จงร้องเพลงสดุดีสรรเสริญพระสิริรุ่งโรจน์แห่งพระนามของพระองค์ จงถวายพระเกียรติแด่พระองค์ด้วยถ้อยคำ�สรรเสริญ จงทูลพระเจ้าเถิดว่า “พระราชกิจของพระองค์ช่างน่าเกรงขาม พระอานุภาพช่างยิ่งใหญ่ แม้กระทั่งศัตรูยังก้มลงเฉพาะพระพักตร์ ข) แผ่นดินทั้งมวลกราบนมัสการพระองค์ ร้องเพลงสดุดีแด่พระองค์ ร้องเพลงสดุดีสรรเสริญพระนามของพระองค์ มาเถิด จงดูพระราชกิจของพระเจ้า การกระทำ�ของพระองค์ต่อมนุษย์ช่างน่าพิศวง ค) พระองค์ทรงเปลี่ยนท้องทะเลเป็นแผ่นดินแห้ง ทรงให้เขาทั้งหลายเดินข้ามแม่นํ้าไป ดังนั้น เราจงยินดีในพระเจ้าเถิด พระองค์ทรงปกครองด้วยพระอานุภาพตลอดกาล พระเนตรเฝ้าดูนานาชาติ เพื่อคนกบฏจะไม่ลุกขึ้นต่อสู้กับพระองค์ ง) ท่านทั้งหลายที่ยำ�เกรงพระเจ้า จงมาและจงฟังเถิด ข้าพเจ้าจะบอกเล่าสิ่งที่พระองค์ทรงกระทำ�เพื่อข้าพเจ้า ถ้าข้าพเจ้ามีความชั่วร้ายอยู่ในใจ องค์พระผู้เป็นเจ้าคงไม่ทรงฟังข้าพเจ้า แต่พระเจ้ากลับทรงฟัง


ทรงตั้งพระทัยฟังเสียงข้าพเจ้าอธิษฐานภาวนา ขอถวายพระพรแด่พระเจ้า พระองค์ไม่ทรงปฏิเสธคำ�ภาวนาของข้าพเจ้า ไม่ทรงถอนความรักมั่นคงของพระองค์จากข้าพเจ้า

บทอ่านจากจดหมายนักบุญเปโตรอัครสาวก ฉบับที่หนึ่ง 1 ปต 3:15-18

ลูกที่รัก จงนมัสการองค์พระผู้เป็นเจ้า คือพระคริสตเจ้าในจิตใจของท่าน จงพร้อมเสมอที่จะให้คำ� อธิบายแก่ทุกคนที่ต้องการรู้เหตุผลแห่งความหวังของท่าน จงอธิบายด้วยความอ่อนโยนและด้วยความ เคารพอย่างบริสุทธิ์ใจ เพื่อเมื่อท่านถูกใส่ร้าย ผู้ที่กล่าวร้ายความประพฤติดีของท่านตามคำ�สอนของพระ คริสตเจ้า ก็จะต้องประสบความอับอาย หากเป็นพระประสงค์ของพระเจ้า การทนทุกข์เพราะทำ�ความดี ย่อมดีกว่าการทนทุกข์เพราะทำ�ความชั่ว พระคริสตเจ้าสิ้นพระชนม์เพียงครั้งเดียวเพราะบาป พระองค์ผู้ทรงชอบธรรมสิ้นพระชนม์เพื่อคน อธรรม พระองค์จะทรงนำ�เราไปเฝ้าพระเจ้า พระองค์ทรงถูกประหารในสภาพมนุษย์ แต่พระจิตเจ้าประทาน ชีวิตให้พระองค์อีก

บทอ่านจากพระวรสารนักบุญยอห์น ยน 14:15-21

เวลานั้น พระเยซูเจ้าตรัสกับบรรดาอัครสาวกว่า “ถ้าท่านทัง้ หลายรักเรา ท่านจะปฏิบตั ติ ามบทบัญญัตขิ องเรา และเราจะวอนขอพระบิดา แล้วพระองค์ จะประทานผู้ช่วยเหลืออีกองค์หนึ่งให้ท่าน เพื่อจะอยู่กับท่านตลอดไป คือพระจิตแห่งความจริง ซึ่งโลก รับไว้ไม่ได้ เพราะมองพระองค์ไม่เห็น และไม่รู้จักพระองค์ แต่ท่านทั้งหลายรู้จักพระองค์ เพราะพระองค์ ทรงดำ�รงอยู่กับท่าน และอยู่ในท่าน เราจะไม่ทิ้งท่านทั้งหลายให้เป็นกำ�พร้า เราจะกลับมาหาท่าน ในไม่ช้า โลกจะไม่เห็นเรา แต่ท่านทั้งหลายจะเห็นเรา เพราะเรามีชีวิต และท่านก็จะมีชีวิตด้วย ในวันนั้น ท่านจะรู้ ว่า เราอยู่ในพระบิดาของเรา ท่านอยู่ในเรา และเราอยู่ในท่าน ผู้ที่มีบทบัญญัติของเรา และปฏิบัติตาม ผู้ นั้นรักเรา และผู้ที่รักเรา พระบิดาของเราก็จะทรงรักเขา และเราเองก็จะรักเขา และจะแสดงตนแก่เขา”

ในเทศกาลปัสกา เรามีความชื่นชมยินดี เราทำ�การฉลอง และมีความสุข เพราะเรามั่นใจและสัมผัส ว่า พระเป็นเจ้าทรงรักเรา จนกระทั่งให้พระบุตรมาไถ่บาปเรา เราได้รับความรอดพ้นแล้ว นี่เป็นความจริง ทีเ่ ราคริสตชนสัมผัสด้วยความยินดี แต่พระเยซูเจ้าทรงเตือนเรา มิให้ตกหลุมพรางแห่งความยินดีนนั้ หาก เรามุ่งแต่ยินดี นั่นหมายถึงเราแสวงหาความยินดีให้แก่หัวใจของเราและเราก็เป็นสุข เพราะใจของเราได้ รับการตอบสนอง แต่เราจะตกหลุมพรางคือเราแสวงหาเพื่อตัวเราเอง มิได้แสวงหาพระ...เป็นการยากที่ จะก้าวผ่านหลุมพรางที่แนบเนียนนี้ พระบิดาจึงทรงสัญญาจะส่งพระจิตแห่งความจริงมาสอนเรา สอนใน แบบของพระองค์ มิใช่ในแบบที่โลกสอน


ระลึกถึง น.ฟีลิป เนรี พระสงฆ์ สดด 149:1-2,3-4,5-7

ทำ�วัตรสัปดาห์ที่ 2

บทอ่านที่ 1

กจ 16:11-15

พระวรสาร

ยน 15:26-16:4

ในครั้งนั้น พวกเราแล่นเรือออกจากเมืองโตรอัส มุ่งไปยังเกาะซาโมธรัส วันรุ่งขึ้น ก็เดินทางต่อไปถึงเมืองเนอาบุรี จากเมืองนี้เราเดินทางไปถึงเมืองฟีลิปปี อาณานิคมของ ชาวโรมัน เป็นเมืองเอกของแคว้นมาซิโดเนีย เราพักอยู่ที่เมืองนี้หลายวัน วันสับบาโตวันหนึ่ง เราออกนอกประตูเมืองไปยังริมลำ�ธาร เพราะคิดว่าที่นั่นเป็น สถานที่สำ�หรับอธิษฐานภาวนา เรานั่งพูดคุยกับบรรดาสตรีที่มาชุมนุมกันอยู่ที่นั่น สตรี คนหนึง่ ชือ่ ลิเดีย มาจากเมืองธิอาทิรา เป็นคนขายผ้ากำ�มะหยีส่ มี ว่ งแดง เป็นคนเลือ่ มใส ในพระเจ้าฟังเราอยู่ องค์พระผู้เป็นเจ้าเปิดใจนางให้ยอมรับถ้อยคำ�ของเปาโล นางและ ทุกคนในครอบครัวรับศีลล้างบาป แล้วจึงเชิญเรา พูดว่า “ถ้าท่านคิดว่าดิฉนั เป็นผูม้ คี วาม เชื่อในองค์พระผู้เป็นเจ้าแล้ว จงมาพักที่บ้านของดิฉันเถิด” นางเชิญชวนจนเราปฏิเสธ ไม่ได้ เวลานั้น พระเยซูเจ้าตรัสกับบรรดาศิษย์ว่า “เมื่อพระผู้ช่วยเหลือซึ่งเราจะส่งมาจากพระบิดา จะเสด็จมา คือพระจิตแห่งความ จริง ผู้ทรงเนื่องมาจากพระบิดา พระองค์จะทรงเป็นพยานให้เรา ท่านทั้งหลายก็จะเป็น พยานให้เราด้วย เพราะท่านอยู่กับเรามาตั้งแต่แรกแล้ว เราบอกเรื่องเหล่านี้แก่ท่านทั้ง หลาย เพื่อท่านจะไม่แคลงใจ เขาจะขับไล่ท่านออกจากศาลาธรรม เวลานั้นกำ�ลังมาถึง เมื่อผู้ที่ฆ่าท่านจะคิดว่าตนกำ�ลังถวายคารวกิจแด่พระเจ้า เขาจะทำ�เช่นนี้ เพราะเขาไม่รู้ จักทั้งพระบิดาและเรา แต่เราบอกเรื่องนี้กับท่าน เพื่อว่าเมื่อเวลานั้นมาถึง ท่านจะระลึก ได้ว่าเราบอกท่านแล้ว”

บ่อยครั้ง เราทำ�การลด ละ แม้กระทั่งพยายามฆ่าความไม่ดีต่างๆ ในตัวเรา เป็น ความพยายามที่ดี และควรสรรเสริญ และเมื่อเราลด ละ หรือฆ่าได้ เราก็รู้สึกว่าเราได้ ถวายคารวกิจแด่พระเจ้า เราทำ�สำ�เร็จ เราทำ�ได้ และเราภูมิใจ แต่หากว่า ณ ขณะนั้น ที่ เราสำ�เร็จ เราทำ�ได้ เราภูมิใจ แล้วหยุดอยู่แค่นั้น เรากำ�ลังยึดติด และจมอยู่กับความ สำ�เร็จ และความภูมใิ จ เป็นการชืน่ ชมและอยูก่ บั ตัวเอง เหมือนทีห่ วั หน้าปีศาจ(ลูซเิ ฟอร์) ทำ�...พระเป็นเจ้ามิได้ทรงขาดแคลนอะไร จนต้องคอยให้เรามนุษย์เติมเต็มบางสิ่งบาง อย่างให้พระองค์ พระองค์มิได้ทรงต้องการความสำ�เร็จของเรา แต่ด้วยพระทัยรักของ พระองค์ ทรงต้องการให้เราอยู่กับพระองค์ ไว้ใจพระองค์ เชื่อฟังพระองค์ ทั้งนี้เพื่อเรา จะได้อยู่เป็นหนึ่งเดียวกับพระองค์


บทอ่านที่ 1

กจ 16:22-34

ในครั้งนั้น ประชาชนกลุ้มรุมกันจะทำ�ร้ายเปาโลและสิลาส บรรดาผู้พิพากษาจึงสั่ง ให้เปลื้องเสื้อผ้าและเฆี่ยนเขาทั้งสองคน เมื่อได้เฆี่ยนหลายทีแล้ว ก็นำ�ไปขังคุก สั่งให้ผู้ คุมควบคุมไว้อย่างกวดขัน เมือ่ ได้รบั คำ�สัง่ เช่นนี้ ผูค้ มุ ก็น�ำ เปาโลและสิลาสไปขังไว้ในคุก ชั้นในสุด และใส่โซ่ตรวนที่เท้าอย่างแน่นหนา เวลาประมาณเทีย่ งคืน เปาโลและสิลาสกำ�ลังอธิษฐานภาวนาและขับร้องสรรเสริญ พระเจ้า นักโทษคนอื่นกำ�ลังฟังอยู่ ทันใดนั้น เกิดแผ่นดินไหวอย่างรุนแรง จนฐานคุกสั่น สะเทือน ประตูคุกทุกบานเปิดออกทันที โซ่ตรวนของผู้ถูกจองจำ�ทุกคนก็หลุด ผู้คุมตื่น ขึน้ เห็นว่าประตูคกุ เปิด จึงชักดาบจะฆ่าตัวตาย เพราะคิดว่าบรรดาผูถ้ กู จองจำ�หนีไปหมด แล้ว แต่เปาโลร้องตะโกนว่า “อย่าทำ�ร้ายตนเองเลย พวกเรายังอยู่ที่นี่กันทุกคน” ผู้คุมสั่งให้จุดตะเกียง กระโดดเข้าไปในคุก ตัวสั่น กราบลงแทบเท้าของเปาโลและ สิลาส พาคนทั้งสองออกมาข้างนอกพูดว่า “ท่านขอรับ ข้าพเจ้าต้องทำ�อย่างไรจึงจะ รอดพ้น” เปาโลและสิลาสตอบว่า “จงเชือ่ พระเยซู องค์พระผูเ้ ป็นเจ้าเถิด ท่านและครอบครัว จะได้รอดพ้น” ทั้งสองคนประกาศพระวาจาขององค์พระผู้เป็นเจ้าให้ผู้คุมและทุกคนใน ครอบครัวฟัง เวลาดึกคืนนั้น ผู้คุมพาเขาทั้งสองคนแยกไปล้างแผล ทันทีหลังจากนั้น เขาได้รับศีลล้างบาปพร้อมกับทุกคนในครอบครัว เขาเชิญทั้งสองคนขึ้นไปบนบ้าน จัด โต๊ะเลี้ยงอาหาร และมีความยินดีพร้อมกันทั้งครอบครัว ที่ได้มีความเชื่อในพระเจ้า

พระวรสาร

น.ออกัสติน แห่งแคนเตอร์เบอรี พระสังฆราช สดด 138:1-2ก, 2ข-3,7ข-8

ทำ�วัตรสัปดาห์ที่ 2

ยน 16:5-11

เวลานั้น พระเยซูเจ้าตรัสกับบรรดาศิษย์ว่า “บัดนี้เรากำ�ลังไปเฝ้าพระองค์ผู้ทรงส่งเรามา ไม่มีผู้ใดถามเราว่า ‘พระองค์จะเสด็จไปไหน’ แต่เพราะเรา ได้บอกเรือ่ งเหล่านีก้ บั ท่าน ใจของท่านจึงมีแต่ความทุกข์ เราบอกความจริงกับท่านทัง้ หลายว่า ทีเ่ ราไปนัน้ ก็เป็น ประโยชน์กับท่าน เพราะถ้าเราไม่ไป พระผู้ช่วยเหลือก็จะไม่เสด็จมาหาท่าน แต่ถ้าเราไป เราจะส่งพระองค์มา หาท่าน เมือ่ พระองค์เสด็จมา พระองค์จะทรงแสดงให้โลกเห็นความหมายของบาป ของความถูกต้อง และของ การตัดสิน บาปของโลกคือ เขาไม่ได้เชื่อในเรา ความถูกต้องคือ เรากำ�ลังไปเฝ้าพระบิดา และท่านจะไม่เห็น เราอีก การตัดสินคือ ซาตานเจ้านายแห่งโลกนี้ถูกตัดสินลงโทษแล้ว” “ถ้าเราไม่ไป พระผู้ช่วยเหลือก็จะไม่เสด็จมา” ถ้าพระเยซูเจ้าไม่ไป เรามนุษย์อาจยึดติดกับพระเยซูเจ้า ด้วยสัมผัสแบบมนุษย์ คือเอาพระเยซูเจ้ามาตอบสนองความต้องการของเรา เรายึดติดกับพระเยซูเจ้า เพราะ พระเยซูเจ้าทำ�อัศจรรย์ได้ ทรงช่วยเหลือเราได้ ทรงให้ความรอดพ้นกับเราได้ เรายึดติดกับพระองค์ เพราะ พระองค์ให้ประโยชน์แก่เราได้...พ่อแม่ไม่ได้รักลูก เพราะลูกให้ประโยชน์แก่พ่อแม่ มิได้เป็นเช่นนั้นเลย...พระ เยซูเจ้าเช่นเดียวกัน ทรงต้องการให้เราก้าวพ้นการยึดติดที่เห็นแก่ตัว แล้วมาเจริญชีวิตที่บริสุทธิ์จริงใจจริงๆ ที่ พ้นจากบาปแห่งการเห็นแก่ตัวที่แฝงตัวมาอย่างแนบเนียน... พระจิตแห่งความจริงจะสอนเรา


บทอ่านที่ 1

กจ 17:15,22-18:1

ในครั้งนั้น เพื่อนร่วมทางพาเปาโลไปถึงกรุงเอเธนส์ แล้วเดินทางกลับพร้อมกับคำ� สั่งของเปาโลให้สิลาสและทิโมธีรีบเดินทางไปสมทบโดยเร็วที่สุด เปาโลยืนอยูต่ รงกลางที่ประชุมอภิรฐั สภาพูดว่า “ชาวเอเธนส์ทั้งหลาย ข้าพเจ้าพบ ว่าท่านมีความเลือ่ มใสในศาสนามากจริงๆ เมือ่ ข้าพเจ้าเดินชมเมืองสังเกตเห็นปูชนียวัตถุ ต่างๆ ของท่าน พบแท่นบูชาแท่นหนึ่งมีคำ�จารึกว่า “แด่พระเจ้าที่เราไม่รู้จัก” ข้าพเจ้ามา สัปดาห์ที่ 6 ประกาศให้ท่านรู้จักพระเจ้าองค์นี้ที่ท่านเคารพทั้งๆ ที่ท่านไม่รู้จัก เทศกาลปัสกา พระองค์คือพระเจ้าผู้ทรงสร้างโลกและทรงสร้างทุกสิ่งที่อยู่ในโลก พระองค์ทรง เป็นเจ้านายของสวรรค์และแผ่นดิน พระองค์ไม่สถิตในวิหารทีม่ อื มนุษย์สร้างขึน้ พระองค์ สดด 148:1-14 ไม่ทรงต้องการการปรนนิบัติจากมือมนุษย์ ประหนึ่งว่าทรงขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เพราะ ทำ�วัตรสัปดาห์ที่ 2 พระองค์ทรงเป็นผู้ประทานชีวิต ลมหายใจและทุกสิ่งให้แก่มนุษย์ทุกคน พระองค์ทรง ทำ�ให้มนุษย์ทุกชาติสืบเชื้อสายมาจากมนุษย์คนเดียว และทรงทำ�ให้เขาทั้งหลายอยู่ทั่ว พื้นแผ่นดินโดยทรงกำ�หนดช่วงเวลาและขอบเขตให้เขาอยู่...” เราเป็นบุตรของพระเจ้า เราจึงไม่ควรคิดว่า พระเจ้าทรงเป็นเหมือนรูปทองคำ� เงินหรือหินซึ่งแกะสลัก อย่างมีศลิ ปะตามจินตนาการของมนุษย์ บัดนี้ พระเจ้าทรงมองข้ามเวลาในอดีตเมือ่ มนุษย์ยงั ไม่มคี วามรู้ พระองค์ ทรงบัญชาให้มนุษย์ทกุ คนทัว่ ทุกแห่งกลับใจ เพราะพระองค์ทรงกำ�หนดวันหนึง่ ไว้เมือ่ จะทรงพิพากษาโลกด้วย ความยุตธิ รรม โดยผ่านมนุษย์ผหู้ นึง่ ทีพ่ ระองค์ทรงแต่งตัง้ และทรงรับรองต่อมนุษย์ทกุ คนโดยทรงทำ�ให้ผนู้ กี้ ลับ คืนชีวิตจากบรรดาผู้ตาย” เมื่อเขาเหล่านั้นฟังคำ�พูดเรื่องการกลับคืนชีวิตของบรรดาผู้ตาย บางคนหัวเราะเยาะ บางคนพูดว่า “รอ ไว้ฟังเรื่องนี้จากท่านในคราวหน้าก็แล้วกัน” เปาโลจึงออกไปจากที่ประชุมสภา...

พระวรสาร

ยน 16:12-15

เวลานั้น พระเยซูเจ้าตรัสกับบรรดาศิษย์ว่า “เรายังมีอกี หลายเรือ่ งทีจ่ ะบอกท่าน แต่บดั นีท้ า่ นยังรับไว้ไม่ได้ เมือ่ พระจิตแห่งความจริงเสด็จมา พระองค์ จะทรงนำ�ท่านไปสูค่ วามจริงทัง้ มวล พระองค์จะไม่ตรัสโดยพระองค์เอง แต่จะตรัสทุกสิง่ ทีท่ รงได้ฟงั มา และจะ ทรงแจ้งให้ท่านรู้เหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้น พระองค์จะทรงให้เราได้รับพระสิริรุ่งโรจน์ เพราะพระองค์จะทรงแจ้งให้ ท่านรู้คำ�สอนที่ทรงได้รับจากเรา ทุกสิ่งที่พระบิดาทรงมีนั้นก็เป็นของเราด้วย ดังนั้น เราจึงบอกว่า พระจิตเจ้าจะ ทรงแจ้งให้ท่านรู้คำ�สอนที่ทรงรับจากเรา” การจะรอดพ้นจากเล่ห์กลของปีศาจหรือจากตัวตนเดิมของเรานั้น เราไม่สามารถกระทำ�สำ�เร็จได้ด้วยตัว เราเอง แต่เราก็ยงั คงต้องออกแรงจนถึงทีส่ ดุ แต่ทสี่ ดุ ของความรอดพ้นนัน้ เป็นพระหรรษทานของพระจิต มิใช่ เป็นเพราะสติปญ ั ญา หรือความเก่ง หรือความสามารถของเรา เมือ่ เป็นเช่นนี้ ชีวติ ทีจ่ ดจ่อและมุง่ มัน่ อยูก่ บั พระ จึงสำ�คัญกว่าชีวติ ทีจ่ ดจ่อและมุง่ มัน่ อยูก่ บั การแสวงหาสติปญ ั ญา ความเก่ง หรือความสามารถตามกระแสของ โลก การเจริญชีวิตเพื่ออยู่กับพระเช่นนี้แม้ยาก จนกระทั่งดูเหมือนเป็นไปไม่ได้ แต่พระเป็นเจ้าทรงรักเรา ทรง กระทำ�เกินกว่าที่เรามนุษย์จะคาดคิดได้ พระองค์จะประทานพระจิตแก่ทุกคน ที่เปิดหัวใจรับพระองค์


บทอ่านที่ 1

กจ 18:1-8

หลังจากนั้น เปาโลออกจากกรุงเอเธนส์ไปเมืองโครินธ์ เขาพบชาวยิวคนหนึ่ง ชื่อ อาควิลา ชาวแคว้นปอนทัส เพิ่งมาจากอิตาลีพร้อมกับภรรยาชื่อปริสซิลลา เพราะพระ จักรพรรดิคลาวดิอัสทรงออกพระราชกฤษฎีกาให้ชาวยิวทุกคนออกจากกรุงโรม เปาโล ไปพบเขาทั้งสองคน พักอยู่และทำ�งานร่วมกันเพราะมีอาชีพเดียวกันคือเป็นช่างทำ� กระโจม ทุกวันสับบาโตเปาโลถกเถียงในศาลาธรรม พยายามชักชวนชาวยิวและชาวกรีก ให้มีความเชื่อ เมื่อสิลาสและทิโมธีกลับมาจากแคว้นมาซิโดเนียแล้ว เปาโลอุทิศตนเต็มที่ในการ ประกาศพระวาจาเป็นพยานยืนยันแก่ชาวยิวว่า พระเยซูเป็นพระคริสตเจ้า แต่เมื่อชาว ยิวเหล่านั้นต่อต้านและพูดดูหมิ่นพระเจ้า เปาโลก็สะบัดฝุ่นจากเสื้อผ้าเป็นการตอบโต้ พูดกับเขาว่า “ถ้าท่านไม่รอดพ้น ก็เป็นเรื่องของท่าน ข้าพเจ้าไม่รับผิดชอบแล้ว ตั้งแต่นี้ ไปข้าพเจ้าจะไปหาคนต่างศาสนา” เปาโลออกจากศาลาธรรมไปยังบ้านของทิธอี สั ยุสตัส ผูเ้ ลือ่ มใสในพระเจ้า บ้านของ เขาอยู่ติดกับศาลาธรรม คริสปัสหัวหน้าศาลาธรรมและทุกคนในครอบครัวมีความเชื่อ ในองค์พระผู้เป็นเจ้า ชาวโครินธ์หลายคนที่ฟังเปาโล ก็มีความเชื่อและรับศีลล้างบาป ด้วย

พระวรสาร

สัปดาห์ที่ 6 เทศกาลปัสกา สดด 98:1-2,3-4

ทำ�วัตรสัปดาห์ที่ 2

ยน 16:16-20

เวลานัน้ พระเยซูเจ้าตรัสกับบรรดาศิษย์วา่ “อีกไม่นาน ท่านทัง้ หลายจะไม่เห็นเรา และต่อไปไม่นาน ท่านจะ เห็นเราอีก” ศิษย์บางคนจึงถามกันว่า “ทีพ่ ระองค์ตรัสกับเราว่า ‘อีกไม่นาน ท่านจะไม่เห็นเรา แล้วต่อไปไม่นาน ท่านจะ เห็นเราอีก’ หมายความว่าอย่างไร และทีพ่ ระองค์ตรัสว่า ‘เรากำ�ลังไปเฝ้าพระบิดา’ หมายความว่าอย่างไร” เขาพูด กันอีกว่า “ทีพ่ ระองค์ตรัสว่า ‘อีกไม่นาน’ นัน้ หมายความว่าอย่างไรเราไม่เข้าใจว่าพระองค์ก�ำ ลังตรัสอะไร” พระ เยซูเจ้าทรงทราบว่าบรรดาศิษย์ตอ้ งการทูลถามพระองค์ จึงตรัสว่า “ท่านกำ�ลังถามกันใช่ไหมถึงเรือ่ งทีเ่ ราบอกว่า อีกไม่นานท่านจะไม่เห็นเรา แล้วต่อไปไม่นานท่านจะเห็นเราอีก เราบอกความจริงกับท่านทัง้ หลายว่า ท่านจะร้องไห้ ครา่ํ ครวญ แต่โลกจะยินดี ท่านจะเศร้าโศก แต่ความเศร้าโศกของท่านจะเปลีย่ นเป็นความยินดี”

ความสุขและความรู้สึกดีๆ ใครๆ ก็ปรารถนา หลังจากที่พระเยซูเจ้าทรงกลับเป็นขึ้นมา พระองค์ทรงอยู่ กับสาวกระยะหนึง่ เป็นช่วงเวลาทีส่ าวกมีความสุขและมีความรูส้ กึ ดีๆ พระเยซูเจ้ามิได้เรียกร้องให้สาวกปฏิเสธ ความสุขและความรู้สึกดีๆ เหล่านั้น แต่พระองค์เตือนว่าอย่าได้ยึดติดกับความรู้สึกดังกล่าว เพราะนั่นอาจจะ เป็นช่องทางให้เกิดการแสวงหาตัวเอง แต่ให้เตรียมพร้อมสำ�หรับการเดินทางที่ยิ่งใหญ่กว่า คือการติดตาม พระองค์ในเส้นทางแห่งไม้กางเขน ที่จะต้องพบกับการร้องไห้ ครํ่าครวญ แต่เมื่อมั่นคงอยู่กับพระเยซูเจ้าใน ภาวะเช่นนี้ “การไถ่กู้ ” และ “ชีวิตแท้ ” จึงจะเกิดตามมา


สัปดาห์ที่ 6 เทศกาลปัสกา สดด 47:1-2,3-4, 5-7

ทำ�วัตรสัปดาห์ที่ 2

บทอ่านที่ 1

กจ 18:9-18

พระวรสาร

ยน 16:20-23ก

คืนหนึ่ง องค์พระผู้เป็นเจ้าตรัสแก่เปาโลในนิมิตว่า “อย่ากลัว จงพูดต่อไป อย่า เงียบเลย เพราะเราสถิตอยู่กับท่าน ไม่มีใครกล้าทำ�ร้ายท่าน เพราะหลายคนในเมืองนี้ เป็นประชากรของเราแล้ว” เปาโลพักอยู่ที่นั่นและสั่งสอนพระวาจาของพระเจ้าแก่ชาว เมืองนั้นเป็นเวลาหนึ่งปีหกเดือน ขณะที่กัลลิโอเป็นผู้ว่าราชการแคว้นอาคายา ชาวยิวช่วยกันจู่โจมจับเปาโลและนำ� เขาไปขึ้นศาล กล่าวฟ้องว่า “ชายผู้นี้ชักชวนประชาชนให้นมัสการพระเจ้าอย่างผิด กฎหมาย” เปาโลกำ�ลังจะกล่าวตอบ กัลลิโอก็พูดกับชาวยิวว่า “ชาวยิวเอ๋ย ถ้าเป็นเรื่อง อาชญากรรมหรือการฉ้อฉลเลวร้าย ข้าพเจ้ายินดีจะรับฟังคำ�ร้องของท่านอย่างแน่นอน แต่ถา้ เป็นเพียงปัญหาเรือ่ งคำ�สอน เรือ่ งถ้อยคำ� เรือ่ งชือ่ และเรือ่ งธรรมบัญญัตขิ องท่าน ท่านจงไปจัดการกันเองเถิด ข้าพเจ้าไม่ต้องการเป็นผู้พิพากษาตัดสินในเรื่องเช่นนี้” กัล ลิโอจึงสัง่ ชาวยิวเหล่านัน้ ให้ออกไปจากศาล ทุกคนจับโสสเธเนส หัวหน้าศาลาธรรม และ โบยตีต่อหน้าศาล แต่กัลลิโอมิได้สนใจเลย เปาโลพักอยูใ่ นเมืองโครินธ์อกี หลายวัน กล่าวลาบรรดาพีน่ อ้ ง แล่นเรือไปยังแคว้น ซีเรีย พร้อมกับปริสซิลลาและอาควิลา ก่อนออกเรือที่เมืองเคนเครียเปาโลโกนศีรษะ เพราะได้บนขอไว้ เวลานั้น พระเยซูเจ้าตรัสกับบรรดาศิษย์ว่า “เราบอกความจริงกับท่านทั้งหลายว่า ท่านจะร้องไห้ ครํ่าครวญ แต่โลกจะยินดี ท่านจะเศร้าโศก แต่ความเศร้าโศกของท่านจะเปลีย่ นเป็นความยินดี หญิงทีก่ �ำ ลังจะคลอด บุตรย่อมมีความทุกข์ เพราะถึงเวลาของนางแล้ว แต่เมื่อคลอดบุตรแล้ว นางก็จำ�ความ ทุกข์ไม่ได้อีกต่อไป เพราะความยินดีที่มนุษย์คนหนึ่งเกิดมาในโลก ท่านทั้งหลายก็เช่น เดียวกัน บัดนี้ท่านมีความทุกข์ แต่เราจะเห็นท่านอีก และใจของท่านจะยินดี ไม่มีใครนำ� ความยินดีไปจากท่านได้ วันนั้น ท่านทั้งหลายจะไม่ถามอะไรจากเราอีก”

ปัสกา การกลับคืนชีพ และการไถ่กู้ของพระเยซูเจ้า เกิดขึ้นหลังจากที่พระเยซูเจ้าทรงหมดสิ้นทุกอย่าง บนไม้กางเขน นั่นคือความรัก และการอยู่กับพระบิดาอย่างสุดๆ ซึ่งได้พิสูจน์ผ่านทางการรับทุกข์ทรมานแสน สาหัส จนสัมผัสภาวะที่รู้สึกว่าเหมือนถูกพระบิดาทอดทิ้ง แต่พระเยซูเจ้าก็ยังอยู่กับพระบิดา แม้ด้วยการเอ่ย ถ้อยคำ�ที่ตัดพ้อต่อพระบิดา แต่นั่นคือการอยู่กับพระบิดา... หากเรามนุษย์จะเป็นศิษย์ติดตามพระเยซูเจ้า แต่ ขอเลือกผ่านทางถนนที่กว้างและสะดวกสบาย เราจะพบเพียงปีศาจที่แฝงตัวมาในรูปของความยินดี ความ สำ�เร็จแบบโลกนี้ แม้เราจะเดินไปได้นานและไกลแค่ไหน พระเยซูเจ้าก็หาได้อยู่บนเส้นทางที่เราเดินไม่


บทอ่านที่ 1

รม 12:9-16

พี่น้อง จงรักด้วยใจจริง จงหลีกหนีความชั่ว จงยึดมั่นในสิ่งที่ดี จงรักกันฉันพี่น้อง จงคิดว่าผูอ้ นื่ ดีกว่าตน อย่าเฉือ่ ยชา จงมีจติ ใจกระตือรือร้นในการรับใช้องค์พระผูเ้ ป็นเจ้า จงชื่นชมยินดีในความหวัง จงมีความอดทนต่อความทุกข์ยาก จงพากเพียรในการภาวนา จงเห็นอกเห็นใจช่วยเหลือบรรดาผูศ้ กั ดิส์ ทิ ธิใ์ นยามขัดสน จงต้อนรับด้วยอัธยาศัยไมตรี จงอวยพรผู้ที่เบียดเบียนท่าน จงอวยพรเขา อย่าสาปแช่ง จงร่วมยินดีกับผู้ที่ยินดี จง ร้องไห้กบั ผูท้ รี่ อ้ งไห้ จงเป็นนํา้ หนึง่ ใจเดียวกัน อย่ามักใหญ่ใฝ่สงู แต่จงยอมทำ�สิง่ ตาํ่ ต้อย เถิด อย่าทะนงว่าตนฉลาด

พระวรสาร

ลก 1:39-56

ฉลองพระนางมารีย์ เสด็จเยี่ยมเยียน 1 ซมอ 2:1,4-8

วันงดสูบบุหรี่โลก หลังจากนั้นไม่นาน พระนางมารีย์ทรงรีบออกเดินทางไปยังเมืองหนึ่งในแถบภูเขา แคว้นยูเดีย พระนางเสด็จเข้าไปในบ้านของเศคาริยาห์และทรงทักทายนางเอลีซาเบธ เมื่อนางเอลีซาเบธได้ยินคำ�ทักทายของพระนางมารีย์ บุตรในครรภ์ก็ดิ้น นางเอลีซาเบธ ได้รบั พระจิตเจ้าเต็มเปีย่ ม ร้องเสียงดังว่า “เธอได้รบั พระพรยิง่ กว่าหญิงใดๆ และลูกของ เธอก็ได้รับพระพรด้วย ทำ�ไมหนอพระมารดาขององค์พระผู้เป็นเจ้าจึงเสด็จมาเยี่ยม ข้าพเจ้า เมื่อฉันได้ยินคำ�ทักทายของเธอ ลูกในครรภ์ของฉันก็ดิ้นด้วยความยินดี เธอ เป็นสุขที่เชื่อว่า พระวาจาที่องค์พระผู้เป็นเจ้าตรัสแก่เธอไว้จะเป็นจริง” พระนางมารีย์ตรัสว่า “วิญญาณข้าพเจ้าประกาศความยิ่งใหญ่ขององค์พระผู้เป็นเจ้า จิตใจของข้าพเจ้า ชืน่ ชมยินดีในพระเจ้า พระผูท้ รงกอบกูข้ า้ พเจ้า เพราะพระองค์ทอดพระเนตรผูร้ บั ใช้ตาํ่ ต้อยของพระองค์ ตัง้ แต่ นี้ไป ชนทุกสมัยจะกล่าวว่าข้าพเจ้าเป็นสุข พระผู้ทรงสรรพานุภาพทรงกระทำ�กิจการยิ่งใหญ่สำ�หรับข้าพเจ้า พระนามของพระองค์ศักดิ์สิทธิ์ พระกรุณาต่อผู้ยำ�เกรงพระองค์แผ่ไปตลอดทุกยุคทุกสมัย พระองค์ทรงยก พระกรแสดงพระอานุภาพ ทรงขับไล่ผู้มีใจมักใหญ่ใฝ่สูงให้กระจัดกระจายไป ทรงควํ่าผู้ทรงอำ�นาจจากบัลลังก์ และทรงยกย่องผู้ตํ่าต้อยให้สูงขึ้น พระองค์ประทานสิ่งดีทั้งหลายแก่ผู้อดอยาก ทรงส่งเศรษฐีให้กลับไปมือ เปล่า พระองค์ทรงช่วยเหลืออิสราเอล ผู้รับใช้พระองค์ โดยทรงระลึกถึงพระกรุณา ดังที่ทรงสัญญาไว้แก่ บรรพบุรุษของเรา แก่อับราฮัมและบุตรหลานตลอดไป” พระนางมารีย์ประทับอยู่กับนางเอลีซาเบธประมาณสามเดือนจึงเสด็จกลับ พระเป็นเจ้ามิได้ทรงวิปริตที่จะมีความสุขจากการเห็นมนุษย์ทุกข์ทรมาน โดยมอบทางแห่งไม้กางเขนให้ พระเยซูเจ้าและมนุษย์เดิน... แต่ในความตํ่าต้อย อดอยาก และยากจนนั้น มนุษย์จะมีที่ว่างในหัวใจสำ�หรับ พระเป็นเจ้า ซึ่งพระองค์ปรารถนาจะอยู่ในหัวใจของเรา และให้เราร่วมในชีวิตของพระองค์ แต่สำ�หรับในจิตใจ ของมนุษย์ที่ทรงอำ�นาจ เก่งกาจ รํ่ารวย มนุษย์มักเติมด้วยตัวตนของตนเอง เต็มด้วยการทรงอำ�นาจ ความเก่ง ความสามารถของตนเอง จนไม่มเี นือ้ ทีใ่ นหัวใจสำ�หรับพระเป็นเจ้า แล้วมนุษย์กม็ กั จะปฏิเสธทีจ่ ะรับคำ�เชิญของ พระเป็นเจ้าให้อยู่กับพระองค์ เพราะขณะนั้น มนุษย์รู้สึกมีความสุขพึงพอใจกับอำ�นาจ ความสามารถ ความ เก่ง และชื่อเสียงของตนเอง...ชีวิตของแม่พระคือ “ข้าพเจ้าเป็นผู้รับใช้ของพระเจ้า”


05_  
Read more
Read more
Similar to
Popular now
Just for you