Page 1

SOCIOLOGICAL AND ANTHROPOLOGICAL THOUGHTS

แนวคิดสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา รหัสวิชา 261124 ภาคเรียนที่ 1 ปี การศึกษา 2556 (สัปดาห์ที่ 12)


ความเป็ นมาของวิชามานุษยวิทยา (1)  เนื่องจากมนุษย์ในสังคมต่างๆ

มีความอยากรูอ้ ยากเห็นเกี่ยวกับประวัติ ความเป็ นมา แหล่งกำาเนิดของตน และประเพณีที่แตกต่างกันไปในสังคม ต่างๆ ประจวบกับความคิดของมนุษย์ ชุมชน หรือสังคมต่างๆมักมีเรือ่ งราวทีเ่ ล่า สืบต่อกันมาทีป่ รากฏอยูใ่ นนิยายปรัมปรา (Myth) บ้างเกี่ยวกับแหล่งกำาเนิดและ อธิบายความแตกต่างในลักษณะทางกายภาพและวัฒนธรรมของมนุษย์  เช่น ชนบางกลุม ่ เชือ่ ว่ามนุษย์ถูกสร้างขึ้นมาอย่างปั จจุบนั ทันด่วน นักมานุษยวิทยาพยายามจะบอกว่ามนุษยชาติมีพฒ ั นาการมาจาก สัตว์เซลล์เดียวและมีววิ ฒั นาการความเป็ นมาอันยาวนานหลายล้านปี ชาวกรีกเชือ่ ตามตำานานว่า พระเจ้าหรือเทพเจ้าสร้างมนุษย์ข้ นึ มา ่ ของของเขาคือ “Politics” ว่ามนุษย์ใน Aristotle เขียนในหนังสือมีชือ ตอนแรกอยูก่ นั เป็ นกลุม่ เครือญาติกลุม่ เล็กๆ แล้วต่อมาจึงอยูร่ วมกันเป็ นหมูบ่ า้ น


ความเป็ นมาของวิชามานุษยวิทยา (2)  สิง่ ทีก ่ ระตุน้ ทำาให้เกิดความสนใจในวิชามานุษยวิทยาเป็ นครัง้ แรก

คือ การสำารวจทาง ทะเล ทัง้ นี้เพราะมนุษย์ทีม่ ีความแตกต่างกันทัง้ ทางกายภาพและวัฒนธรรมถูกค้นพบ ในเวลาเดียวกัน ในทวีป เอเชีย แอฟริกาและทีอ่ นื่ ๆ แต่นิยามปรัมปราทีพ่ ึงเกิดขึ้น หรือเรือ่ งเล่าของนักผจญภัยเกี่ยวกับดินแดนอันลึกลับและการพรรณนาเกี่ยวกับ ชนเผ่าทีย่ งั ล้าหลังว่ามีรูปร่างหน้าตาอันแปลกประหลาดต่างๆนัน้ ไม่ เป็ นทีย่ อมรับกันต่อไป ในขณะเดียวกันได้มีความพยายามจะศึกษาพฤติกรรมมนุษย์ อย่างเป็ นวิทยาศาสตร์ มากขึ้น  จากการศึกษาเปรียบเทียบวัฒนธรรมทำาให้ชาวตะวันตกหันไปสนใจศึกษาวิถีชวี ต ิ และ ความคิดของมนุษย์ตา่ งเผ่าพันธุ ์ เช่น ศึกษาเกี่ยวกับชีวติ ของอินเดียนแดงเผ่าต่างๆ เทคโนโลยีวทิ ยาการความรูใ้ นสมัยฟื้ นฟูศิลปวิทยาการได้ มีผลทำาให้เกิดความเจริญ ทางวิทยาศาสตร์ธรรมชาติมากยิ่งขึ้น เป็ นการแผ้วทางไปสู่การศึกษาปรากฏการณ์ การดำาเนินชีวิตของมนุษย์อย่างมีระบบ ทีร่ วมเอาการศึกษาลักษณะทาง กายภาพ วัฒนธรรม และพฤติกรรมมนุษย์หลากหลายกลุม่ ไว้ดว้ ย


ความหมายและขอบข่ายของวิชามานุษยวิทยา 

ราชบัณฑิตยสถาน 2524 : 21 คำาว่า “anthropology” มาจากศัพท์ภาษากรีก คือ anthropos หมายถึงมนุษย์และ logos หมายถึง การศึกษา เมื่อพิจารณาถึงคำาจำากัดความดังกล่าว เห็นได้วา่ มีความหมายและขอบข่ายกว้างขวางมาก นักมานุษยวิทยาค้นหาคำาตอบต่างๆ เกี่ยวกับวิวฒ ั นาการของมนุษย์ สังคมมนุษย์ และวิถีชวี ติ ของผูค้ นในสังคมว่ามีความเหมือน-ความแตกต่างกัน ในมิตติ า่ งๆอย่างไร สิง่ เหล่านี้ลว้ นเป็ น ส่วนหนึ่งของมานุษยวิทยาทัง้ สิ้น


ลักษณะเด่น 6 ประการของวิชามานุษยวิทยา (1)  เน้นการเปรียบเทียบความเหมือนและความแตกต่างของพฤติกรรมของมนุษย์ใน

ด้านต่างๆ นัน่ คือ นักมานุษยวิทยาพยายามค้นหากฎเกณฑ์ที่ส่งผลให้มนุษย์ใน สังคมต่างๆมีพฤติกรรมที่เหมือนกันและต่างกันไป ทัง้ นี้เพื่อการพยายาม ทำาความเข้าใจธรรมชาติของมนุษย์  นักมานุษยวิทยามักเน้นการศึกษาความแตกต่างวัฒนธรรม

ทัง้ นี้เพื่อให้ได้มา ซึง่ กฎเกณฑ์อนั เป็ นสากลสำาหรับธรรมชาติของมนุษย์ และเพือ่ ลดอคติ ในการศึกษาพฤติกรรมของมนุษย์ซึง่ เป็ นเป้ าหมายทีส่ าำ คัญของการเรียนการสอน ในวิชามานุษยวิทยา แต่ในบางกรณีทีก่ ารศึกษาวัฒนธรรมต่างชาติเป็ นไม่ได้ นักมานุษยวิทยาก็อาจเน้นศึกษากลุม่ คนในวัฒนธรรมย่อยของ สังคมตัวเองทีต่ า่ งไปจากผูศ้ ึกษา เช่น กลุม่ ชาวเขาเผ่าต่างๆ หรือชนกลุม่ น้อยใน สังคมไทย


ลักษณะเด่น 6 ประการของวิชามานุษยวิทยา (2)  นักมานุษยวิทยาในปั จจุบน ั จะศึกษาสังคมในทุกระดับการพัฒนา

คือทำาการศึกษา สังคมทุกแห่งทัว่ โลกไม่วา่ จะเป็ นสังคมด้อยพัฒนา สังคมกำาลังพัฒนาหรือสังคม อุตสาหกรรมซึง่ พัฒนาแล้ว เนื่องจากสังคมเหล่านี้ได้เปลีย่ นแปลงไปอย่างมาก ตัง้ แต่ชว่ งหลังสงครามโลกครัง้ ที่ 2 เป็ นต้นมา เป็ นเหตุให้นกั มานุษยวิทยาหันมา สนใจศึกษาสังคมสมัยใหม่มากยิง่ ขึ้น ขณะทีใ่ นอดีตนักมานุษยวิทยามักเน้นศึกษา สังคมดัง้ เดิมหรือทีเ่ รียกว่าสังคมทีไ่ ม่รูห้ นังสือ  นักมานุษยวิทยามักเน้นศึกษาชีวิตมนุษย์ในทุกแง่มุมทุกด้านของชีวิต เช่น ครอบครัว เศรษฐกิจ การเมือง ความเชือ่ ค่านิยม สาธารณสุข เทคโนโลยีและ การเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมรวมไปถึงการพัฒนาด้วย เนื่องจากนัก มานุษยวิทยามีแนวคิดสำาคัญว่าการจะเข้าใจพฤติกรรมของมนุษย์ได้อย่างสมบูรณ์


ลักษณะเด่น 6 ประการของวิชามานุษยวิทยา (3)  นักมานุษยวิทยามักเน้นศึกษาลักษณะทีส ่ าำ คัญสองอย่างของมนุษยชาติ

คือ ลักษณะทางกายภาพและลักษณะทางวัฒนธรรม นักมานุษยวิทยาจะศึกษาย้อนไป สูอ่ ดีตอันยาวนานของมนุษย์ตงั้ แต่เริม่ มีมนุษย์พวกแรกเกิดขึ้นบนโลกเมื่อ ประมาณ 3 ล้านปี มาแล้ว โดยศึกษาทัง้ พัฒนาการทางด้านกายภาพและ วัฒนธรรมของมนุษย์ตงั้ แต่สมัยแรกเริม่ มีข้ นึ มาจนถึงในสมัยปั จจุบนั รวมไปถึง การพยายามคาดคะเนหรือพยากรณ์ลกั ษณะทางกายภาพและวัฒนธรรมของ มนุษยชาติในอนาคตด้วย


ลักษณะเด่น 6 ประการของวิชามานุษยวิทยา (4)  วิชามานุษยวิทยามีระเบียบวิธวี จิ ยั ทีม ่ ีลกั ษณะเฉพาะของตัวเองเรียกว่า

“งานวิจยั สนามทางมานุษยวิทยา” (Anthropological field work) ทำาให้แตกต่างไป จากสังคมศาสตร์สาขาอืน่ ๆ เทคนิคทีส่ าำ คัญของงานวิจยั สนามทางมานุษยวิทยา คือ การสังเกตอย่างมีส่วนร่วม (Participant observation) คือ การทีน่ กั มานุษยวิทยาเข้าไปอยูอ่ าศัยในชุมชนทีต่ วั เองเลือกศึกษาเป็ นเวลาไม่นอ้ ยกว่า 1 ปี เพื่อเรียนรูว้ ฒั นธรรมของชาวบ้านในแง่มุมต่างๆ โดยต้องทำาตัวให้ชาวบ้านเชือ่ ถือด้วยการทำาตัวให้เหมือนชาวบ้านให้มากทีส่ ุด พยายามเรียนรูภ้ าษาท้องถิ่น เข้า ร่วมกิจกรรมต่างๆกับชาวบ้าน การเก็บข้อมูลโดยวิธนี ้ ี จะทำาให้นกั มานุษยวิทยา ได้ขอ้ มูลปฐมภูมิที่เชือ่ ถือได้และมีรายละเอียดต่างๆ มากกว่าการใช้ระเบียบวิธี วิจยั แบบอืน่ ๆของสังคมศาสตร์


ชาติพนั ธุ์วรรณา (1)  เป็ นรากฐานของวิชามานุษยวิทยาวัฒนธรรม

คำาว่า “Ethnography” มาจากรากศัพท์ 2 คำา คือคำาว่า “Ethno” แปลว่าเชื้อชาติหรือประชากร และคำา ว่า “Graphein” แปลว่าการเขียน เมื่อรวมคำาทัง้ 2 เข้าด้วยกันแปลได้วา่ การ เขียนเกี่ยวกับประชากรกลุม่ ต่างๆ “ชาติพนั ธุว์ รรณา” จึงหมายถึง การพรรณนา ถึงวิถีชวี ติ ขนบธรรมเนียม ประเพณีหรือวัฒนธรรมทีเ่ ฉพาะของสังคมใดสังคม หนึ่ง เพื่อให้รูจ้ กั วัฒนธรรมนัน้ ๆได้อย่างลึกซึ้งยิง่ ขึ้น เช่น การพรรณนาเกี่ยวกับ วิถีชวี ติ ของชาวเขาเผ่าต่างๆ ชาวจีน ชาวญวน ชาวมอญหรือชนกลุม่ น้อยกลุม่ อืน่ ๆในประเทศไทย หรือเป็ นการพรรณนาเกี่ยวกับชีวติ ความเป็ นอยูข่ อง อินเดียนแดงเผ่าต่างๆ ในประเทศอเมริกา หรือสังคมระดับชนเผ่าต่างๆของทวีป ออสเตรเลียหรือแอฟริกา


ชาติพนั ธุ์วรรณา (2) 

ในช่วงแรกของการศึกษาชาติพนั ธุว์ รรณา นักมานุษยวิทยาใช้ขอ้ มูลของนักสำารวจ นักเดินทาง นักสอนศาสนาทีไ่ ด้บนั ทึกวัฒนธรรมของสังคมต่างๆไว้ ต่อมาในศตวรรษที ่ 19 นักมานุษยวิทยาวัฒนธรรมในกลุม่ ชาติพนั ธุว์ รรณาเริม่ มี ความเห็นตรงกันว่า ข้อมูลเหล่านัน้ อคติและมีความไม่เป็ นกลางอีกทัง้ ยังเชือ่ ถือไม่ได้ จึงเลิกใช้มูล ดังกล่าว นับเป็ นจุดเริม่ ต้นของการทำางานวิจยั สนาม (Field work)  โดยโบแอส (Boas) ผูไ้ ด้ชอ ื่ ว่าเป็ นบิดาของมานุษยวิทยาวัฒนธรรมในอเมริกา สนับสนุนให้นกั มานุษยวิทยาทุกคนจะเก็บข้อมูลด้วยตัวเองโดยใช้ระเบียบวิธีวจิ ยั สนาม เนื่องจากงานวิจยั สนามเป็ น ส่วนหนึ่งของการศึกษาอบรมของผูจ้ ะเป็ นนักมานุษยวิทยาอาชีพ ดังนัน้ นักมานุษยวิทยาทุกคนจึง เป็ นนักชาติพนั ธุว์ รรณาไปด้วย การศึกษาของนักชาติพนั ธุว์ รรณาเป็ นลักษณะการศึกษาในเชิงการ ศึกษาเปรียบเทียบระหว่างวัฒนธรรมต่างๆ ทำาให้เกิดการศึกษาข้ามวัฒนธรรม (Cross Cultural Study) โดยนักมานุษยวิทยาต้องรูต ้ กั ตัวตนของตัวเองก่อนว่าอยูใ่ นกลุม่ ไหน พวกไหน มีวธี ีคดิ และสภาพชีวติ ความเป็ นอยูอ่ ย่างไรและแตกต่างไปจากคนกลุม่ อืน่ ๆอย่างใดบ้าง เมื่อรูจ้ กั ว่า เขาแตกต่างอย่างไรแล้วก็ตอ้ งมาเปรียบเทียบดูวา่ ท่ามกลางความแตกต่างนัน้ มีอะไรทีเ่ หมือนกันใน ความเป็ นมนุษย์บา้ ง งานศึกษาทางชาติพนั ธุว์ รรณายังสามารถเอื้อประโยชน์แก่นกั สังคมศาสตร์สา ขาอืน่ ๆ ทีส่ ามารถนำาข้อมูลเหล่านี้ไปปรับใช้ตามวัตถุประสงค์ในศาสตร์ของตัวเองได้อกี ด้วย


สาขาย่อยทางมานุษยวิทยา (1) 4 สาขาย่อย ดังนี้ 1) มานุษยวิทยากายภาพ (Physical Anthropology) 2) โบราณคดี (Archaeology) 3) มานุษยวิทยาภาษาศาสตร์ (Anthropological Linguistics) 4) มานุษยวิทยาวัฒนธรรม (Cultural Anthropology)

 มานุษยวิทยาออกเป็ น


สาขาย่อยทางมานุษยวิทยา (2)  มานุษยวิทยากายภาพ (Physical Anthropology)

สาขาวิชานี้ให้ความสนใจมนุษย์ในฐานะทีเ่ ป็ นส่วนหนึ่งของอินทรียช์ วี ะ (Biological organisms) วัตถุประสงค์ของมานุษยวิทยากายภาพ คือ การพัฒนาองค์ความรูท้ ีเ่ กี่ยวข้องกับชีวะ สรีระ และลักษณะทางพันธุศาสตร์ของ ประชากรมนุษย์ทงั้ โบราณและสมัยใหม่ โดยการศึกษาลักษณะทางชีวภาพหรือ ลักษณะทางกายภาพของมนุษย์ เริม่ ทำาการศึกษาตัง้ แต่พฒ ั นาการทางกายภาพ ของมนุษย์ในอดีตเรือ่ ยมาจนปั จจุบนั


สาขาย่อยทางมานุษยวิทยา (3)  โบราณคดี (Archaeology):

นักโบราณคดีสนใจกิจกรรมต่างๆของมนุษย์โดยผ่านการศึกษาจากหลักฐาน ร่อง รอยต่างๆที่มนุษย์ในอดีตเหลือทิ้งไว้ เช่น เครือ่ งมือเครือ่ งใช้ตา่ งๆ เครือ่ งมือหิน หรือทีเ่ รียกกันโดยทัว่ ไปว่า “ขวานหิน หรือ ขวานฟ้ า” ภาชนะดินเผา งาและเขา สัตว์ กระดูกคนและสัตว์ ถ้าำ หรือเพิงผาทีน่ กั โบราณคดีเชือ่ ว่าเป็ นทีอ่ ยูข่ องมนุษย์ ในสมัยก่อนประวัตศิ าสตร์ สิง่ ก่อสร้างสมัยก่อนประวัตศิ าสตร์ การทับถมของชัน้ ดินและศิลปะประเภทต่างๆ เช่นภาพเขียน รูปแกะสลักเป็ นรูปสัตว์ตา่ งๆ รูปคน (เทพเจ้า?) ผ่านพิธกี รรมปลงศพ เป็ นต้น นักโบราณคดีสามารถวาดภาพชีวติ ของมนุษย์ในอดีตได้จากการสันนิษฐานจากกซาก (ฟอสซิล) และหลักฐานต่างๆ นักโบราณคดีศึกษาหลักฐานเหล่านี้เพื่อสร้างประวัตคิ วามเป็ นมาและชีวติ ความ เป็ นอยู่ หรือวิถีชวี ติ ของกลุม่ คนทีศ่ กึ ษา


สาขาย่อยทางมานุษยวิทยา (4)  มานุษยวิทยาภาษาศาสตร์ (Linguistics Anthropology)

นักมานุษยวิทยาภาษาศาสตร์คอื นักมานุษยวิทยาทีม่ ุง่ เน้นประเด็นการศึกษาไปที่ ภาษาซึง่ ถือเป็ นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรม ส่วนมากนักมานุษยวิทยาภาษาศาสตร์ให้ ความสนใจไปทีภ่ าษาของสังคมทีย่ งั ไม่มีตวั อักษรใช้ เพื่อมุง่ ศึกษาหา แหล่ง กำาเนิดของภาษานัน้ ๆ รวมไปถึงศึกษาพัฒนาการของภาษานัน้ ๆ โดยศึกษาว่า ภาษาของมนุษย์เริม่ มีข้ นึ เมื่อใด และเกิดขึ้นได้อย่างไร ตัวอย่างเช่นการวิเคราะห์ รากศัพท์ในภาษาต่างๆ ทำาให้ทราบต่อไปถึงประวัตคิ วามเป็ นมาและการอพยพ ของมนุษย์ในสังคมต่างๆได้ ในปั จจุบนั นักมานุษยวิทยาภาษาศาสตร์ สนใจทีจ่ ะ ศึกษาศึกษาหาความสัมพันธ์ระหว่างภาษาและวัฒนธรรมด้านอืน่ ๆ สนใจศึกษา โลกทัศน์ของมนุษย์ในสังคมต่างๆ เพื่อทำาความเข้าใจโครงสร้างของภาษานัน้ ๆ นอกจากนัน้ ยังทำาการศึกษาภาษาในฐานะเป็ นระบบสือ่ สารสำาคัญทีม่ นุษย์ใช้ในการ ติดต่อสัมพันธ์กนั เพราะเชือ่ ว่าการศึกษาภาษาและวัฒนธรรมช่วยทำาให้เราเข้าใจ พฤติกรรมของมนุษย์ได้


สาขาย่อยทางมานุษยวิทยา (5)  ตัวอย่างงานวิจยั ของนักมานุษยวิทยาภาษาศาสตร์

การวิจยั เรือ่ ง “คำาเมือง” กับอัตลักษณ์ของคนเมือง (สุเทพ สุนทรเภสัช 2543) ภาษาถือว่าเป็ นอัตลักษณ์ทีส่ าำ คัญอีกอย่างหนึ่งทีช่ าวไทยเหนือใช้ กำาหนดกลุม่ ชาติพนั ธุข์ องตนเอง “คนเมือง” ถือว่ามีภาษาพูดของตัวเอง เรียกว่า “คำาเมือง” และมี “ตัวเมือง” ใช้เป็ นภาษาเขียน ทีท่ าำ ให้แตกต่างจากคนไทยทีอ่ ยู่ ในภูมิภาคอืน่ ๆของประเทศ เช่น ภาคกลาง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคใต้


สาขาย่อยทางมานุษยวิทยา (6) 

มานุษยวิทยาวัฒนธรรม (Cultural Anthropology): การศึกษาวัฒนธรรมของมนุษย์ หรือกล่าวได้วา่ เป็ นเรือ่ งทีเ่ กี่ยวข้องกับ พฤติกรรมทีไ่ ด้รบั การเรียนรู ้ เพราะสำาหรับมนุษย์แล้ว พฤติกรรมทัง้ ปวงเป็ น ผลผลิตในทางวัฒนธรรม นักมานุษยวิทยาวัฒนธรรมให้ความสนใจวัฒนธรรม ในสังคมต่างๆทัง้ สังคมของผูค้ นทีอ่ ยูห่ า่ งไกล ไม่รูห้ นังสือ จนกระทัง่ ถึงสังคมทีม่ ี ความเจริญมาก การศึกษาพฤติกรรมทีเ่ กิดจากการเรียนรูแ้ ละผลทีเ่ กิดขึ้นจาก การเรียนรูข้ องมนุษย์ หรือศึกษาวัฒนธรรมของสังคมต่างๆทัว่ โลก โดยทัว่ ไป มานุษยวิทยาวัฒนธรรมแบ่งกลุม่ การศึกษาย่อยออกได้เป็ น 3 สาขา คือ ชาติพนั ธุว์ รรณา (Ethnography) มานุษยวิทยาภาคสังคม (Social Anthropology) ชาติพนั ธุว์ ทิ ยา (Ethnology)


ชาติพนั ธุ์วิทยาหรือมานุษยวิทยาวัฒนธรรม  ลักษณะทีส ่ าำ คัญอย่างหนึ่งของมานุษย์วทิ ยาวัฒนธรรม

คือนักมานุษยวิทยาจะ ศึกษาพฤติกรรมมนุษย์ในทุกแง่มุมของชีวิตในสังคมต่างๆ เช่นการศึกษาของ มาลิเนาสกี้ (Malinowski) ทีท่ าำ การศึกษาพิธกี รรมการค้าขายพบว่าการแลก เปลีย่ นสิง่ ของมีคา่ สองชิ้นของสังคมโทรเบรียนเกี่ยวข้องกับทุกสิง่ ทุกอย่างทีช่ าว เกาะทำาคือเกี่ยวกับระบบเศรษฐกิจ สถานภาพทางสังคม เกียรติคณ ุ ความเชือ่ และ การปฏิบตั กิ ิจกรรมทางศาสนา รวมทัง้ ค่านิยมและทัศนคติดว้ ย นอกจากนี้มานุษยวิทยาวัฒนธรรมยังประกอบไปด้วยสาขาย่อยๆ ดังนี้ มานุษยวิทยาการเมืองปกครอง มานุษยวิทยาศาสนา มานุษยวิทยาเศรษฐกิจ การศึกษาระบบเครือญาติและการจัดระเบียบทางสังคม มานุษยวิทยาเชิงจิตวิทยา ภาษาและวัฒนธรรม มานุษยวิทยานคร นิเวศน์วทิ ยาวัฒนธรรม มานุษยวิทยา การแพทย์ การเปลีย่ นแปลงทางวัฒนธรรม


สรุป สาขาวิชามานุษยวิทยา  นอกเหนือจากทีก ่ ล่าวมาข้างต้นแล้วมีนกั มานุษยวิทยาบางท่าน

ได้แบ่งสาขา มานุษยวิทยาออกเป็ นเพียง 2 สาขาใหญ่ โดยใช้เกณฑ์ตามเนื้อหาสาระของวิชา คือสาขามานุษยวิทยากายภาพ และสาขามนุษยวิทยาวัฒนธรรม โดยรวมสาขา ย่อยอีก 3 สาขาไว้ดว้ ยคือ โบราณคดี มานุษยวิทยาภาษาศาสตร์และ ชาติพนั ธุว์ ทิ ยา ดังแผนภูมิขา้ งล่างนี้


ความสัมพันธ์ของวิชามานุษยวิทยากับสังคมศาสตร์อืน่ ๆ มีความเหลือ่ มล้าำ กันมากทัง้ ในทางทฤษฎีและทางปฏิบตั ริ ะหว่างสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา และยังคงมีความแตกต่างทีแ่ ยกให้ได้ชดั เจนอยู่ นักมานุษยวิทยาส่วนมากสนใจศึกษาผูค้ นที ่ ไม่ใช่ตะวันตก และศึกษาชุมชนขนาดเล็ก โดยใช้วธิ กี ารสังเกตและสอบถามกับประชาชนใน ลักษณะทีม่ ีความใกล้ชดิ ส่วนนักสังคมวิทยานัน้ สนใจศึกษาระบบสังคมทีม่ ีขนาดใหญ่กว่า โดยใช้แบบสอบถามในการเก็บรวบรวมข้อมูล หรือใช้สถิตจิ ากประชากร ไม่วา่ จะเป็ น ในรูปของอัตราอาชญากรรม การจ้างแรงงาน ข้อมูลเกี่ยวกับการออกเสียงเลือกตัง้ และเรือ่ งอืน่ ๆ โดยทัว่ ๆไปแล้วนักสังคมวิทยาจะมีการวิเคราะห์ขอ้ มูลทางสถิตมิ ากกว่านักมานุษยวิทยา  การศึกษาของนักมานุษยวิทยานัน ้ รวมถึงมานุษยวิทยากายภาพด้วย ในฐานะทีเ่ ป็ นศาสตร์ ส่วนหนึ่งทีส่ าำ คัญแต่นกั สังคมวิทยาให้ความสนใจหลักอยูท่ ีก่ ารศึกษาเรือ่ งสังคมเท่านัน้  นักมานุษยวิทยาได้มีการพินิจศึกษาถึง ประวัติศาสตร์วฒ ั นธรรมในฐานะทีเ่ ป็ นแกนกลางของ วิชานี้ แต่นกั สังคมวิทยาไม่สนใจในแง่ของประวัตศิ าสตร์ แต่สนใจทีจ่ ะศึกษาวิจยั ถึงสถาบันทาง สังคมสมัยปั จจุบนั 


ประโยชน์ของวิชามานุษยวิทยา (1)  1.

การศึกษาวิชามานุษยวิทยาช่วยให้เข้าใจการถ่ายทอดทางกรรมพันธุ ์ และการ ถ่ายทอดทางสังคมทีเ่ กิดจากการเรียนรู ้ มานุษยวิทยาเห็นความสำาคัญของวัฒนธรรม ในการปรับตัวของมนุษย์ตอ่ สิง่ แวดล้อมทางกายภาพและทางสังคม วิชานี้ทาำ ให้เรามอง ความคิดทีม่ ีกนั อยูท่ วั่ ไปเกี่ยวกับธรรมชาติของมนุษย์อย่างวิพากษ์วจิ ารณ์  2. นักมานุษยวิทยาช่วยลดความนิยมในชาติพน ั ธุข์ องตัวหรือลดอคติ (Ethnocentrism) ของมนุษย์ในสังคมต่างๆ คือการมองโลกโดยผ่านเลนซ์แคบๆของ วัฒนธรรมตัว  


ประโยชน์ของวิชามานุษยวิทยา (2) 

มนุษย์ทวั่ โลกมีอคติมกั มองสิง่ ต่างๆตามความคิดทีเ่ ป็ นแบบฉบับในวัฒนธรรมของตัว แต่อคติเป็ น มากว่าความคิดและการมองปรากฎการณ์ตา่ งๆมันยังเป็ นแนวทางของการปฏิบตั หิ รือการกระทำาที ใ่ ช้ ตัดสินวัฒนธรรมอืน่ ๆโดยใช้มาตรฐานของวัฒนธรรมตัว เช่น อคติของคนในสังคมตะวันตก ควรได้รบั ความสนใจจากนักวิชาการในประเทศกำาลังพัฒนา สถานการณ์ทางประวัตศิ าสตร์ที น่ าำ ไปสู่ การเผยแพร่อารยธรรมตะวันตกได้ทาำ ให้ชาวตะวันตกมีความเชือ่ อย่างแรงว่า สังคมของเขาถูกต้องดี กว่าเหนือกว่าสังคมกำาลังพัฒนาทัง้ หมด เชือ่ ว่าตะวันตกมีเทคโนโลยีทีเ่ หนือกว่ากลุม่ อืน่ ๆ การกลาย เป็ นอุตสาหกรรม (Industrialization) และการกลายเป็ นเมือง (Urbanization) ปรากฏการณ์ ทางสังคมทีก่ าำ ลังเกิดขึ้นในโลกที่ 3 หรือในสังคมกำาลังพัฒนา ในระดับของประเทศกำาลังพัฒนาเช่นประเทศไทยก็เช่นเดียวกัน ประชากรในเมืองมักคิดว่าค่านิยม ความเชือ่ เทคโนโลยีของตัวดีกว่าเหนือกว่าค่านิยมของคนในชนบท คนเมืองมักมองคนชนบทว่าน่า สงสารด้อยพัฒนา ขาดปั จจัยต่างๆทีจ่ าำ เป็ นในการดำารงชีวติ และมักจะใส่ความคิดความเชือ่ ทาง เทคโนโลยีของตัวรวมทัง้ การปฎิบตั ิตา่ งๆลงไปในสังคมชนบท ผ่านกลไกของรัฐบาลทีถ่ ือว่ามีอาำ นาจ อันชอบธรรมทีจ่ ะพัฒนาชนบทโดยการใส่โครงการพัฒนาต่างๆลงไปในชุมชนชนบท


แนวคิดและทฤษฎีทางมานุษยวิทยา (1) ทฤษฎีโครงสร้างหน้าที่ (Structural Functional Theory) นักมานุษยวิทยาทีส่ าำ คัญในกลุม่ นี้ ได้แก่ เอ.อาร์ แรดคลิฟฟ์ บราวน์ (A.R. Radcliffe-Brown) และ โบรนิสลอร์ มาลิเนาสกี (Bronislaw Malinowski) ให้ความเห็นว่า “การจะเข้าใจระบบ เศรษฐกิจนัน้ จะต้องเข้าใจถึงโครงสร้างสังคมก่อนและระบบเศรษฐกิจเป็ นผลทีเ่ กิดจากโครงสร้าง สังคม” แนวคิดนี้เชือ่ ว่า “สังคมจะมีการเปลี่ยนแปลงไปในทางทีด่ ขี ้ ึนและก้าวหน้าขึ้น การศึกษา สังคมตามแนวคิดนี้มกั จะให้ภาพนิง่ มากกว่าภาพที่เคลือ่ นไหว สำาหรับในเรือ่ งความเป็ นปึ กแผ่นทาง สังคม (Social Solidarity) จะทำาให้มองภาพความขัดแย้งหรือเสียระเบียบทางสังคมว่าเป็ นพยาธิ สภาพทางสังคม (Social Pathological) และจำาเป็ นต้องแก้ไขเพื่อให้สงั คมมีความเป็ นระเบียบมาก ขึ้น”  เนื่องจากนักทฤษฎีในแนวคิดนี้ได้รบ ั อิทธิพลทางความคิดจาก เอมีล เดอร์คามส์ (Emile ่ ๆในสายเดียวกันจะเน้นศึกษาระบบเครือญาติโดยใช้ขอ้ มูลชาติพนั ธุ ์ Durkheim) และนักคิดคนอืน วรรณา (Ethnography) แสดงความสัมพันธ์ทางเครือญาติระหว่างคนทีม่ ีความผูกพันทางสังคม  โดยสรุปแล้วทฤษฎีโครงสร้างหน้าที่ สนใจความต้องการของปั จเจกบุคคล (ผูก้ ระทำา) และโครงสร้าง ขนาดใหญ่ เช่น สถาบันสังคม ค่านิยมทางวัฒนธรรมทีเ่ กิดขึ้นมาเพื่อตอบสนองความต้องการเหล่านี้ รวมทัง้ เน้นความสัมพันธ์ทางสังคมโดยเฉพาะกลไกเพื่อขจัดการความขัดแย้งในความสัมพันธ์ดงั 


แนวคิดและทฤษฎีทางมานุษยวิทยา (2) 

ทฤษฎีวฒ ั นธรรมและบุคลิกภาพ (Culture and Personality Theory) นักคิดทีส่ าำ คัญในกลุม่ นี้ ได้แก่ รูธ เบเนดิกต์ (Ruth Benedict) และมาร์การ์เรต มี้ด (Margaret ่ “Patterns of Culture” (1934) ศึกษาสังคม Mead) งานศึกษาชิ้นสำาคัญของเบเนดิกต์ ชือ อเมริกนั -อินเดียน เน้นถึงอิทธิพลของวัฒนธรรมและการปรับตัวของปั จเจกบุคคล และได้เสนอความ คิดเกี่ยวกับรูปลักษณ์ทางวัฒนธรรม (Cultural Configuration) ซึง่ เป็ นแนวคิดทีถ่ ือว่าส่วน ประกอบต่างๆของวัฒนธรรมมีลกั ษณะพึ่งพาอาศัยซึง่ กันและกัน และรวมเป็ นหนึ่งเดียว เบเนดิกต์เชือ่ ว่า “ปั จเจกบุคคลและกระบวนการทางจิตวิทยาของปั จเจกบุคคลมี อิทธิพลต่อวัฒนธรรมด้วย” ทฤษฎีน้ ีใช้ได้ในการศึกษาสังคมสมัยใหม่ โดยศึกษาลักษณะประจำาชาติ ่ บจากการศึกษาและ (National Character) ของสังคมต่างๆ เช่น อเมริกา ไทย ญี่ปุ่น ประเด็นทีพ น่าสนใจเป็ นอย่างยิ่งอีกอย่างหนึ่ง คือ บุคลิกภาพทีม่ ีคณ ุ ค่าในสังคมหนึ่งอาจกลายเป็ นความผิดปกติ ทางจิตหรือเป็ นพฤติกรรมเบี่ยงเบนในอีกสังคมหนึ่งก็ได้


แนวคิดและทฤษฎีทางมานุษยวิทยา (2-1) 

ทฤษฎีวฒ ั นธรรมและบุคลิกภาพ (Culture and Personality Theory) เอดเกอตัน (Edgerton) ได้ศึกษาชนเผ่าต่างๆ 4 เผ่าในแอฟริกาตะวันออก โดยแบ่งแต่ละเผ่าออก เป็ นกลุม่ ๆ ดังนี้ (1) กลุม่ เกษตรกร (2) กลุม่ เลี้ยงสัตว์ โดยพบว่า ชนเผ่าทัง้ 4 ต่างมีความแตก ต่างในบุคลิกภาพ และพบอีกว่ากลุม่ ทัง้ สองประเภทจากเผ่าเดียวกันก็ยงั มีความแตกต่างกันด้วย เช่น กลุม่ เลี้ยงสัตว์เป็ นปั จเจกบุคคลมากกว่ากลุม่ เกษตรกร เป็ นต้น มี้ด ได้เขียนหนังสือชือ่ “Coming of Age in Samon” (1928) โดยชี้ให้เห็นถึงคุณลักษณะทีส่ าำ คัญ ของวัฒนธรรมส่วนรวมของชาวเกาะซามัวทีใ่ ห้ความสำาคัญกับรูปแบบ (Formalism) หรือ การกำาหนดพฤติกรรมอย่างเคร่งครัดแน่นอนตายตัว ทำาให้ปัจเจกบุคคลมีทางเลือกน้อยลง โดยสรุปแล้วเนื้อหาสาระของทฤษฎีวฒั นธรรมและบุคลิกภาพนี้ให้ความสำาคัญกับความสัมพันธ์ ระหว่างวัฒนธรรมกับบุคลิกภาพ เพราะเชือ่ ว่าวัฒนธรรมจะเป็ นเครือ่ งมือช่วยในการปรับตัวของ ปั จเจกบุคคล ขณะเดียวกันบุคลิกภาพก็อาจเป็ นเครือ่ งช่วยให้วฒ ั นธรรมและสังคมดำารงอยูไ่ ด้


แนวคิดและทฤษฎีทางมานุษยวิทยา (3-1) 

ทฤษฎีนิเวศน์วิทยาวัฒนธรรม (Cultural Ecology Theory) นักมานุษยวิทยากลุม่ นี้ทีส่ าำ คัญ ได้แก่ จูเลียน เอช สจ็วต (Julian H. Steward) แดรี่ ฟ อร์ด(Daryl Forde) คลิฟฟอร์ด เกียซ์ (Clifford Geetz) และมาร์วิน แฮร์รสี (Marvin Harris)

สจ็วต ให้ความหมายนิเวศน์วิทยาว่า “คือการปรับตัวให้เข้ากับสภาวะแวดล้อม นิเวศน์วิทยาทาง วัฒนธรรม จึงหมายถึงวิธีการศึกษาหาหลักเกณฑ์ทางวัฒนธรรม ซึง่ เป็ นผลกระทบจากการปรับตัว เข้ากับสภาวะแวดล้อมของมนุษย์แต่ละสังคม นิเวศน์วทิ ยาวัฒนธรรมจึงแตกต่างไปจากนิเวศน์วทิ ยา สังคม (Social Ecology) เพราะนิเวศน์วทิ ยาวัฒนธรรมมุง่ แสวงหากฎเกณฑ์เพื่ออธิบายทีม่ าของ ลักษณะและแบบแผนวัฒนธรรมบางประการทีม่ ีอยูใ่ นแต่ละสภาวะแวดล้อม มากกว่ามุง่ แสวงหาหลัก การทัว่ ไปทีใ่ ช้ได้กบั ทุกวัฒนธรรมและสภาพแวดล้อม” สิง่ ทีส่ าำ คัญทีส่ ุดในแนวคิดนี้คอื “แก่น วัฒนธรรม” (Cultural Core) ซึง่ หมายถึง “กลุม่ ของลักษณะหรือแบบแผนวัฒนธรรมทีม่ ีความ สัมพันธ์ใกล้ชดิ มากทีส่ ุดกับกิจกรรมเพื่อการดำารงชีพและการจัดการทางเศรษฐกิจ”


แนวคิดและทฤษฎีทางมานุษยวิทยา (3-2) 

ทฤษฎีนิเวศน์วิทยาวัฒนธรรม (Cultural Ecology Theory) ทัง้ นี้จะมุง่ สนใจการนำาวัฒนธรรมทางวัตถุ (ระบบเทคนิควิทยาทีใ่ ช้หรือเครือ่ งมือเทคโนโลยี) มาใช้ และก่อให้เกิดการจัดการทางด้านสังคมทีแ่ ตกต่างกันอย่างไรในสภาวะแวดล้อมทีแ่ ตกต่างกัน เพราะ สภาวะแวดล้อมแต่ละแห่งอาจเป็ นตัวช่วยหรือข้อจำากัดใช้เทคนิควิทยาเหล่านี้ก็ได้ แฮร์รสี ศึกษาการทำาสงครามของชนบรรพกาล (Primitive Warfare) โดยอธิบายว่า “สงคราม เป็ นกลไกอันหนึ่งในการปรับจำานวนประชากรให้เหลือพอทีจ่ ะสามารถอาศัยอยูใ่ นระบบนิเวศน์หนึ่งได้ อย่างเหมาะสม” เกรียซ์ ศึกษาพัฒนาการทางประวัตศิ าสตร์ของแบบแผนการเกษตรในอินโดนีเซีย ได้เขียนหนังสือ ่ ีตอ่ โครงสร้างสังคม “Agricultural Involution” (1963) ชี้ให้เห็นถึงอิทธิพลของระบบนิเวศน์ทีม หัวใจทีส่ าำ คัญของแนวคิดนี้ก็คอื “การรวมเอาระบบสังคม วัฒนธรรมและสภาวะทางชีววิทยาเข้าด้วย กันในการศึกษาการพัฒนาของสังคม”


แนวคิดและทฤษฎีทางมานุษยวิทยา (3-3) 

ทฤษฎีนิเวศน์วิทยาวัฒนธรรม (Cultural Ecology Theory) ทฤษฎีนิเวศน์วทิ ยาวัฒนธรรมเน้นว่า “ความเชือ่ และการปฏิบตั ติ า่ งๆตามระบบวัฒนธรรม ทีด่ ู เหมือนไร้สาระ ไม่มีเหตุผล แต่อาจมีผลในด้านการใช้ทรัพยากรอย่างมีเหตุมีผลก็ได้ โดยคำานึงถึง ระดับของเทคโนโลยีทีใ่ ช้เฉพาะสถานทีด่ ว้ ย” เช่น การกินเนื้อวัวเป็ นของต้องห้ามของชาวฮินดูทงั้ ที ่ ความอดอยากยากจนมีไปทัว่ อินเดียนัน้ แฮร์รสี อธิบายสิง่ เหล่านี้วา่ “การห้ามกินเนื้อวัวมีความหมาย ว่าวัวมีไว้ใช้ลากคันไถ หากไม่มีววั ก็จะไม่อาจทำาการเกษตรได้ ดังนัน้ ข้อห้ามทางศาสนาจึงเป็ นการเพิ ่ม ความสามารถของสังคมเกษตรกรรมในระยะยาว” โดยสรุปแล้วทฤษฎีนิเวศน์วทิ ยาวัฒนธรรมนี้จะช่วยให้เข้าใจถึงความสัมพันธ์ระหว่างประชากร สิง่ แวดล้อมทางสังคมและลักษณะทางกายภาพในสังคมได้อย่างชัดเจนยิ่งขึ้น


แนวคิดและทฤษฎีทางมานุษยวิทยา (4-1) 

ทฤษฎีการแพร่กระจายทางวัฒนธรรม (Cultural Diffusion Theory) เน้นถึงกระบวนการทางประวัตศิ าสตร์ทีใ่ ช้อธิบายการเปลีย่ นแปลงทางวัฒนธรรม เรียกว่า “ลักษณะ เฉพาะทางประวัติศาสตร์” (Historical Particularism) นักมานุษยวิทยาในแนวความคิดนี้คอื ฟ รานซ์ โบแอส (Franz Boas) ชี้ให้เห็นว่า “การแพร่กระจายทางวัฒนธรรมเป็ นกระบวนการทีม่ ี ลักษณะสำาคัญของวัฒนธรรมหนึ่งแพร่กระจายไปสูอ่ กี วัฒนธรรมหนึ่ง โดยปรับเปลี่ยนให้สอดคล้อง กับวัฒนธรรมใหม่” นอกจากนัน้ ยังเป็ นผูส้ นับสนุนให้เกิดแนวคิดทีเ่ ชือ่ ว่า “วัฒนธรรมสามารถวัดได้ โดยนำาวัฒนธรรมทีแ่ ตกต่างกันมาเปรียบเทียบกันและพิจารณาคุณลักษณะทีส่ ูงกว่าหรือด้อยกว่าของ แต่ละวัฒนธรรม แต่ยงั คงเชือ่ ว่าวัฒนธรรมนัน้ ไม่มีวฒ ั นธรรมใดทีด่ กี ว่าหรือเลวกว่ากัน”


แนวคิดและทฤษฎีทางมานุษยวิทยา (4-2) 

ทฤษฎีการแพร่กระจายทางวัฒนธรรม (Cultural Diffusion Theory) เอช.จี. บาร์เนท (H.G. Barnett) นักมานุษยวิทยาชาวอเมริกนั ผูซ้ ึง่ สนใจศึกษาในประเด็นทีเ่ กี่ยว กับนวัตกรรม (Innovation) ทีถ่ ือว่าเป็ นตัวแทนจากวัฒนธรรมหนึ่งและมีการถ่ายทอดไปยัง วัฒนธรรม อืน่ ในงานเขียนชือ่ “Innovation : The Basis of Cultural Change” (1953) กล่าวไว้วา่ นวัตกรรมก็คอื ความคิดหรือพฤติกรรมหรือสิง่ ใดๆก็ตามทีเ่ ป็ นของใหม่ เพราะมันแตก ต่างทางด้านคุณภาพไปจากรูปแบบทีม่ ีอยู่ บาร์เนทเชือ่ ว่า “วัฒนธรรมเปลี่ยนไปเพราะนวัตกรรม แต่ขณะเดียวกันวัฒนธรรมบางวัฒนธรรมอาจเป็ นตัวถ่วงหรือไม่สนับสนุนให้เกิดมีนวัตกรรมก็ได้ ฉะนัน้ เขาจึงเสนอว่าจำาเป็ นต้องมีวธิ ีการส่งเสริมให้เกิดนวัตกรรมขึ้นในสังคมหรือวัฒนธรรม”


แนวคิดและทฤษฎีทางมานุษยวิทยา (4-3) 

ทฤษฎีการแพร่กระจายทางวัฒนธรรม (Cultural Diffusion Theory) เอฟเวอเรท เอ็ม. โรเจอร์ (Everett M. Rogers) ผูเ้ ขียนงานชือ่ “Diffusion of Innovations” ได้เน้นว่า “การเปลีย่ นแปลงสังคมส่วนใหญ่เกิดจากการแพร่กระจายทางวัฒนธรรมจากภายนอกเข้า มามากกว่าเกิดจากการประดิษฐ์คดิ ค้นภายในสังคม และนวัตกรรม (Innovation) ทีถ่ า่ ยทอดกัน นัน้ อาจเป็ นความคิด (Idea) ซึง่ รับมาในรูปสัญลักษณ์ (Symbolic Adoption) ถ่ายทอดได้ยาก หรืออาจเป็ นวัตถุ (Object) ทีร่ บั มาในรูปการกระทำา (Action Adoption) ซึง่ จะเห็นได้ง่ายกว่า” โร เจอร์ ยังได้กล่าวอีกว่า “นวัตกรรมทีจ่ ะยอมรับกันได้ง่าย ต้องมีลกั ษณะ 5 ประการ ได้แก่ (1) มี ประโยชน์มากกว่าของเดิม (Relative Advantage) (2) สอดคล้องกับวัฒนธรรมของสังคมทีร่ บั (Compatibility) (3) ไม่ยุง่ ยากสลับซับซ้อนมาก (Less Complexity) (4) สามารถแบ่งทดลอง รับมาปฏิบตั เิ ป็ นครัง้ คราวได้ (Divisibility) และ (5) สามารถมองเห็นเข้าใจง่าย (Visibility) โดยสรุปทฤษฎีการแพร่กระจายทางวัฒนธรรมนี้จะช่วยอธิบายวิธีการ/ขัน้ ตอน ของการเผยแพร่ วัฒนธรรมหนึ่งไปสูอ่ กี วัฒนธรรมหนึ่ง ซึง่ จะต้องคำานึงถึงข้อเหมือนและข้อต่างของวัฒนธรรมทัง้ สอง เป็ นสำาคัญ


แนวคิดและทฤษฎีทางมานุษยวิทยา (5-1) 

แนวคิดความล้าหลังทางวัฒนธรรม (Cultural Lag) นักคิดในกลุม่ นี้ เช่น วิลเลียม อ็อก-เบอร์น (William Ogburn) นักสังคมวิทยาชาวอเมริกนั มองว่า “การเปลีย่ นแปลงทางวัฒนธรรมจะก่อให้เกิดภาวะการปรับตัวไม่ทนั ขึ้นเสมอ ทำาให้เกิดความเฉื่อยหรือความล้าหลังทางวัฒนธรรมขึ้น” เช่น วัฒนธรรมทางวัตถุทาำ ให้ สังคมเจริญแล้ว เช่นการมีรถยนต์ขบั แต่วฒ ั นธรรมทีไ่ ม่ใช่วตั ถุ อันได้แก่ ค่านิยม ประเพณี ยังไม่ปรับตัวกลมกลืนกับวัฒนธรรมทางวัตถุ เพราะกลัวการเปลีย่ นแปลง ไม่กล้าเปลี่ยนนิสยั หรือ พฤติกรรม ขาดการศึกษา แม้จะมีรถยนต์แต่การปฏิบตั ิตามกฏจราจรยังเกิดไม่เท่ากับปริมาณ รถทีเ่ พิ่มขึ้น  แนวคิดมานุษยวิทยาเศรษฐกิจ (Economic Anthropology) เป็ นแนวคิดทีน่ าำ ความรูด้ า้ นเศรษฐกิจมาผสมผสานกับวิธีการทางการศึกษามานุษยวิทยา เพื ่อใช้ ศึกษาลักษณะเศรษฐกิจของสังคม ซึง่ ช่วยก่อให้เกิดความเข้าใจพฤติกรรมของคนในด้านความ สัมพันธ์ทางเศรษฐกิจได้ดยี ิง่ ขึ้น จึงสนใจในการใช้แบบแผนทางวัฒนธรรมในเรือ่ งกรรมสิทธิข์ อง ปั จจัยการผลิต วิธีการผลิต (เทคโนโลยีทใี่ ช้) และการกระจายผลผลิตทีไ่ ด้จากผลิต (ระบบตลาด) มาเป็ นกรอบในการพิจารณา

Complete sociological and anthropological week12 190856  
Read more
Read more
Similar to
Popular now
Just for you