Issuu on Google+


เชื่อว่านาม ‘วลัชสิตา’ นั้น คงไม่แปลกหูของแฟนคลับไอวี่ อีกต่อไปแล้ว หลังจากได้ยลผลงาน โรแมนติกหลายต่อหลายเรื่อง ที่เธอคนนี้บรรจงเรียงร้อยขึ้นด้วย หัวใจที่มุ่งมั่นและรักในงานเขียน อย่างแท้จริง และวันนี้ไอวี่ก็ขอพา คุณมารู้จักกับเธอเสียหน่อย แล้ว คุณจะหลงรักแม่สาวช่างฝันคนนี้ เหมือนๆ กับเรา

ไอวี่ : อันดับแรกให้แนะนำ�ตัวเองก่อน เลยค่ะ

วลัชสิตา : ขอแนะนำ�ตัวเองก่อนจ้า... ชื่อแอ้มนะคะ นามปากกาก็คือวลัชสิตา ความจริงก่อนจะได้นามปากกานี้คงต้อง เท้าความไปถึงชื่อจริงที่ติดตัวมาก่อนจะ เปลี่ยนชื่อ นั่นคือวิลาสินี ซึ่งแอ้มก็ชอบตัว ‘ว.แหวน’ แล้วก็ชอบคำ�ว่า ‘สิ’ ในชื่อ วิลาสินี ส่วนคำ�ว่า ‘ลัช’ และ ‘ตา’ คำ�ว่าลัช แอ้มเคยได้ยินชื่อเพื่อนคนหนึ่งที่มีคำ�ว่า


ไอวี่ : เล่าถึงนิยายกันหน่อย เกลียวคลื่น โอบใจเกี่ยวกับอะไรเอ่ย ได้รับแรงบันดาลใจมา จากไหนคะ

‘รัตน์’ แต่แอ้มเบื่อที่เขียนแบบนั้น ไม่ชอบ ตัวการันต์ด้วย ก็เลยเอาลัชที่ลงท้าย ด้วยช.ช้าง ส่วนคำ�ว่าตาก็มาจากดวงตา ค่ะ แอ้มชอบตาตัวเองที่สุด ก็เลยเอามา ผสมกัน ทั้งหมดนี่ก็เป็นที่มาของชื่อ วลัชสิตาที่แอ้มใช้มาตั้งแต่ม.ปลาย ตั้งแต่ อายุสิบหกสิบเจ็ดกันเลย โอ๊ะ! พูดไปก็ นานนะเนี่ย (แอบรู้สึกแก่ 555) พอได้ ชื่อมาก็ไม่เคยสนใจความหมาย จนมี คนถามถึงความหมายจึงได้ลองหาจน ได้รู้ว่า วลัชสิตามีความหมายว่าปลาที่ ยิ้มแย้ม แต่แอ้มขอเรียกว่าเจ้าปลายิ้ม ง่ายนะคะ ยังไงก็ต้องฝากตัวฝากใจให้ นักอ่านทุกท่านติดตามนิยายของเจ้า ปลายิ้มง่ายตัวน้อยๆ คนนี้ด้วยนะคะ

วลัชสิตา : พูดถึงนิยายเรื่องเกลียวคลื่น โอบใจแล้ว แอ้มต้องบอกว่าเป็นอีกเรื่อง ที่แอ้มรักมาก และใช้เวลาค่อนข้างนาน เกลียวคลื่นโอบใจเกี่ยวกับวัฒนธรรม ความเป็นอยู่ของคนภูเก็ต เรื่องราวเกือบ ทั้งหมดจะเกิดขึ้นที่ภูเก็ต แม้ว่าต้นเหตุ จะเกิดที่จังหวัดอื่น ทว่าการดำ�เนินเรื่อง ระหว่างพระ-นางนั้นอยู่ที่ภูเก็ต ซึ่งเป็น บ้านเกิดของแอ้ม และแอ้มก็รู้สึกรักภูเก็ต มาก ไม่ใช่เพียงเพราะเป็นบ้านเกิด แต่ เพราะไม่เคยรู้สึกว่าอยู่ที่ไหนแล้วมีความ สุขเท่าภูเก็ตเลย กลับเข้าเรื่องเกลียวคลื่นโอบใจต่อ นะคะ เรื่องนี้พระเอกเป็นเจ้าของเกาะที่ ต้องรับผิดชอบนางเอกตาบอด เพราะขับ รถไปชนจนทำ�ให้เธอต้องตาบอดชั่วคราว พี่คลื่น(พระเอกของเรื่อง) ก็เลยพานางเอก มาอยู่ด้วยแบบบังคับ ไม่ให้มีสิทธิ์เลือก หรือตัดสินใจอะไร แต่แม้ว่าจะตาบอด ความ รักก็เกิดขึ้นได้ท่ามกลางความมืดมิดนั่น เพราะความรักใช้หัวใจ ไม่ได้ใช้ดวงตา นี่ค่ะ ส่วนแรงบันดาลใจของเรื่องนี้นั้น นอกจากเป็นเพราะคิดถึงบ้าน แล้วก็ได้ กลับมาอยู่บ้าน (ช่วงน้ำ�ท่วม) ส่วนพล็อต


เรื่องที่ให้นางเอกตาบอด นั่นก็เพราะเคย นึกเล่นๆ กับเพื่อนว่าถ้าคนเราตาบอด จะมีความรักได้มั้ย แล้วก็ได้รับคำ�ตอบเมื่อ มีคนฟอร์เวิร์ดเมล์หนึ่งมาให้ เกี่ยวกับ คนพิการสายตาสองคน ต่างคนต่างตา บอดตั้งแต่กำ�เนิด แต่ก็มีความรักได้ นั่น จึงเป็นที่มาของเกลียวคลื่นโอบใจ ทว่า ตัวละครของแอ้มนั้นตาบอดชั่วคราวเท่า นั้น เพราะสำ�หรับแอ้มแล้ว...เชื่อว่าคนเรา จะรู้จักใคร หรือรู้สึกอย่างไรกับคนคน นั้น ต้องใช้หัวใจมากกว่าดวงตาหรือสมอง บางอย่างเราอาจใช้สมองตัดสินหรือใช้ สายตาในการเลือก แต่ความรู้สึกดีๆ ต้อง ใช้หัวใจ เราจึงจะมีความสุขจริงๆ

ได้ว่าเป็นเจ้าเมืองถลางหรือภูเก็ตนั่นเอง เมื่อแอ้มไปสักการะและขอพรต่อท่าน แอ้ม ก็สามารถปิดนิยายเรื่องเกลียวคลื่นโอบใจ ได้สำ�เร็จ (หลังจากใช้เวลาไปเกือบสองเดือน) ซึ่งถือได้ว่าใช้เวลานานมากในการเขียนเรื่องนี้ ไอวี่ : นอกจากความสนุก อยากให้คนอ่าน ได้รับอะไรเพิ่มเติมจากนิยายเรื่องนี้คะ

วลัชสิตา : แอ้มเชื่อว่านิยายทุกเรื่องนั้น มีข้อคิดในตัวเองอยู่แล้ว และหวังว่าข้อคิดที่ คนอ่านได้รับนั้นจะเอาไปใช้ หรือไปประยุกต์ เพื่อแก้ปัญหาของตัวเอง สำ�หรับนิยายเรื่อง เกลียวคลื่นโอบใจนั้นแอ้มก็ได้แฝงข้อคิดเกี่ยวกับ การยอมรับความจริง การอ่านคนให้ออกอย่าง แท้จริง บางคนเข้ามาหาเราด้วยผลประโยชน์ ไอวี่ : กว่าจะเขียนจนจบเรื่องได้ พบกับ บางคนเข้าหาด้วยใจจริง เราต้องศึกษาและ ตัดสินใจให้ดีว่าใครหวังดีและใครหวังร้าย นอก อุปสรรคอะไรมาบ้างคะ วลัชสิตา : หากพูดถึงอุปสรรคเรื่องนี้ต้อง จากนี้ยังมีข้อคิดเกี่ยวกับการปล่อยวางและ การอภัยอีกด้วย ซึ่งแอ้มหวังว่าผู้อ่านคงได้รับ บอกว่ามีเยอะมากๆ เลยค่ะ เพราะเป็นช่วง ทั้งความสนุกและข้อคิดนะคะ ที่อยากจะเที่ยว แล้วก็อยากทำ�โน่นทำ�นี่ไปหมด ไอวี่ : ชอบตัวละครตัวไหนที่สุดในเรื่องนี้คะ เมื่อเที่ยวมาทั้งวันก็เหนื่อยและเพลีย ทำ�ให้ และชอบเพราะอะไร นอนพักแทนการเขียนนิยาย แต่มีสิ่งหนึ่งที่ วลัชสิตา : ความจริงก็ชอบตัวละครทุกตัว เป็นสิ่งที่ต้องใช้วิจารณญาณอย่างมาก นั่นคือ ที่สร้างขึ้นเลยนะคะ แต่ถ้าพูดถึงตัวละครที่ เรื่องเหนือธรรมชาติค่ะ เพราะแอ้มไม่สามารถ ชอบที่สุดในเรื่องเกลียวคลื่นโอบใจ แอ้มคงชอบ ปิดเรื่องนี้ ไม่สามารถทำ�ให้จบได้ แอ้มจึงได้ หนูมิ้มนางเอกของเรื่องนี้ เพราะเธอแกร่ง ลองไปไหว้ท้าวเทพกระษัตรี ท้าวศรีสุนทร ที่สามารถยืนด้วยขาของตัวเอง สามารถหา ที่อนุสาวรีย์ของท่านทั้งสอง ซึ่งท่านเปรียบ เลี้ยงชีพด้วยตัวเองได้ ไม่งอมืองอเท้า แม้


จะต้องสูญเสียพ่อแม่แต่ก็ยังยืนหยัดที่จะสู้ และให้ชีวิตก้าวต่อไป นอกจากนี้แอ้มยังชอบ บุคลิกหวานๆ ของหนูมิ้ม ทว่ากลับมีนิสัย ไม่ยอมคนเมื่อเข้าตาจน นั่นทำ�ให้แอ้มมีความ สุขทุกครั้งที่นึกถึงนางเอกเรื่องนี้ ไอวี่ : แฟนๆ ให้การตอบรับเป็นยังไงบ้างคะ กับเรื่องนี้

วลัชสิตา : สำ�หรับแฟนๆ นิยายเรื่องเกลียว คลื่นโอบใจนั้นมีการตอบรับอย่างน่ารักค่ะ แม้แอ้มจะไม่ได้อัพบ่อยๆ เพราะชอบลืมอัพ นิยาย แต่ทุกครั้งที่แอ้มอัพก็จะมีคอมเม้นต์ น่ารักๆ อยู่เสมอ บ้างก็รออย่างใจจดใจจ่อ ให้แอ้มอัพต่อ ทั้งยังมีกำ�ลังใจและอินไปกับตัว ละครในเรื่อง ซึ่งสิ่งเหล่านั้นทำ�ให้แอ้มมีกำ�ลัง ใจที่จะเขียนเรื่องต่อๆ ไป และทำ�ให้ดีขึ้น ไอวี่ : มีวิธีหลีกเลี่ยงยังไงไม่ให้งานซ้ำ� กับเรื่องก่อนๆ ของตัวเอง หรือคนอื่นๆ

วลัชสิตา : ความจริงแล้วทุกครั้งที่เริ่มต้น เขียนก็กดดันเสมอ เพราะกลัวจะมีคำ�วิจารณ์ ว่าไปเขียนเหมือนใคร หรืองานอาจจะซ้ำ�กับ เรื่องก่อนๆ แต่แอ้มคิดว่าคนเขียนมีสไตล์ เป็นของตัวเองค่ะ เราอาจจะชอบฉากใดฉาก หนึ่งในนิยายของคนอื่นที่เราเคยอ่าน แล้ว อาจจะนำ�มาเขียนในแบบของเรา และให้เข้า กับเนื้อเรื่อง ตัวละคร บรรยากาศภายในเรื่อง

ซึ่งแอ้มเชื่อว่าจะมีกลิ่นอายที่เป็นเอกลักษณ์ ของนักเขียนคนนั้นๆ อยู่ วิธีที่ทำ�ให้แอ้มหลีก เลี่ยงได้ก็คือการทำ�พล็อตแบบละเอียด ทั้ง ตัวละครและเนื้อเรื่อง พยายามตีกรอบทุก อย่างเพื่อไม่ให้เขียนออกนอกกรอบ และไม่ ให้ซ้ำ�กับงานก่อนๆ หรือของคนอื่น แม้บาง ครั้งอาจมีโครงเรื่องคล้ายกัน แต่การดำ�เนิน เรื่อง ต้นสายปลายเหตุหรือแม้แต่ตัวละคร ย่อมมีจุดที่แตกต่างกัน การวางพล็อตอย่าง ละเอียดและมีกรอบที่แน่นอน ทำ�ให้สามารถ เขียนให้เรื่องนั้นไม่ซ้ำ�เรื่องเดิม นอกจากนี้ การอ่านนิยายทั้งในและนอกประเทศ ก็ทำ�ให้ แอ้มสามารถเลี่ยงปัญหาซ้ำ�งานคนอื่นได้ เหมือนกันค่ะ ไอวี่ : แล้วเวลาที่ต้องรีไร้ท์งานเยอะๆ รู้สึก ยังไงบ้างคะ ท้อแท้บ้างหรือเปล่า


วลัชสิตา : หากถามว่ารีไร้ท์งานเยอะแล้ว ท้อมั้ย? แอ้มคงต้องตอบว่าต้องมีท้อบ้างค่ะ แต่แอ้มเป็นพวกท้อแล้วจะไม่มีวันถอยเด็ดขาด ยิ่งต้องแก้มากก็ยิ่งทำ�ให้อดทนพยายามมาก ขึ้น อาจเป็นเพราะแอ้มรักในการเขียนนิยาย เป็นความใฝ่ฝันที่เมื่อครั้งเด็กๆ แอ้มคิดว่ามัน เป็นแค่ฝันเพียงเท่านั้น แต่ตอนนี้มันเป็นความ จริงแล้ว แอ้มก็จะพยายามทำ�ให้ผลงานออก มาดีที่สุด การต้องรีไร้ท์งานนั้นเป็นการบ่งชี้ ว่าเรายังสามารถพยายามได้อีก แม้ครั้งแรก ที่ได้เห็นว่าต้องรีไร้ท์งานเยอะๆ จะคิดว่า โหย! ต้องแก้ขนาดนี้เลยเหรอ เห็นแล้วก็นึกปาด เหงื่อ แต่เมื่อลงมือเริ่มรีไร้ท์ก็เริ่มสนุก เพราะ การรีไร้ท์งานคือการทำ�ให้เนื้อเรื่องน่าสนใจ ยิ่งขึ้น แม้แต่แอ้มเองก็ยังอยากเห็นรูปเล่ม ที่เสร็จเรียบร้อยแล้วเพื่อจะได้อ่านอีกครั้ง อย่างตื่นเต้น

ได้เป็นเจ้าของนิยายที่ตัวเองเขียนนั้น แอ้มต้อง ใช้เวลาหลายปี…ศึกษาและค้นหาตัวเองว่าถนัด นิยายแนวไหน หากพูดถึงสไตล์การเขียนของ ตัวเอง แอ้มคงไม่มีคำ�อธิบายที่สามารถบอกได้ ชัดเจนนัก แต่คงเป็นตัวของตัวเองมั้งคะ นิยาย ของแอ้มโดยส่วนใหญ่จึงอบอุ่นและหวาน เพราะ ชอบคนอบอุ่นเป็นการส่วนตัว และนำ�บุคลิก คนรอบข้างที่รู้จักมาเป็นตัวละครในนิยาย เพื่อ ให้ตัวละครนั้นๆ ดำ�เนินอย่างเป็นธรรมชาติ และมีลักษณะนิสัยใกล้ความจริงมากที่สุด

ไอวี่ : คิดว่าตัวเองประสบความสำ�เร็จใน ฐานะนักเขียนหรือยังคะ แล้วคิดว่ายังมีจุด ไหนทีอ่ ยากปรับปรุงแก้ไขอยู่ วลัชสิตา : แอ้มถือว่าตอนนี้ประสบความ สำ�เร็จได้ในจุดนึงแล้ว และพูดได้เต็มปากเต็ม คำ�ว่าเป็นนักเขียน จากที่เคยเป็นเพียงคน หัดเขียนนิยาย วันนี้ได้เป็นนักเขียน มีคนอ่าน ไอวี่ : พูดถึงสไตล์การเขียนของตัวเอง ผลงานของเรา มีคนติชม และติดตามผลงาน หน่อยค่ะ คิดว่าการเขียนหนังสือนี่เป็น เรื่องยากหรือง่ายยังไง วลัชสิตา : การเขียนนิยายน่ะง่าย แต่เขียน ให้ดีแล้วออกเป็นรูปเล่ม มีแฟนๆ ยอมรับถือว่า เป็นเรื่องยากค่ะ สำ�หรับแอ้มแล้ว เคยมีคนพูด ว่าเขียนนิยายจะไปยากตรงไหน จริงค่ะ มัน ไม่ยากเลย แต่กว่าจะได้มาเป็นนิยายหนึ่งเล่ม


ครั้งแรกที่ได้เจอกับพี่อ้อม (โยธกา) นั้น ทำ�ให้ แอ้มที่ค่อนข้างเข้ากับคนยากได้เพื่อน ได้พี่สาว ที่น่ารัก จนตอนนี้สนิทสนมเหมือนพี่สาวฝาแฝด เพราะคุยกันถูกคอ และสามารถคุยกันได้ทุก เรื่อง ทั้งยังได้เปิดมุมมองใหม่ๆ อีกวงการหนึ่ง ที่แอ้มไม่เคยรู้จัก และเพราะรอยยิ้มที่พี่นักเขียน และพี่ๆ ในสนพ.ไอวี่มอบให้ด้วยใจจริง ทำ�ให้ เพียงเท่านี้แอ้มก็รู้สึกขอบคุณ และมีกำ�ลังใจ แอ้มมั่นใจว่าจะจดจำ�เหตุการณ์ครั้งนี้ตลอดไป มากแล้วล่ะค่ะ ส่วนจุดที่อยากจะปรับปรุงแก้ไข ไอวี่ : บรรทัดนี้ให้ขายของค่ะ โฆษณานิยาย นั้นก็มีพอสมควรเลย เพราะนิยายแต่ละเรื่อง เรื่องนี้ให้สะดุดตาคนอ่านกันสักหน่อย แอ้มก็จะพบปัญหา และอุปสรรคที่ต่างกัน บาง วลัชสิตา : แหม! รู้สึกเหมือนดาราที่ต้องโฆษณา ครั้งอาจไม่มีอารมณ์เขียน หรือส่งไม่ทันกำ�หนด ละครที่กำ�ลังเล่นเลย แหะๆ แอ้มไม่ขออะไรมากนะ หรือแม้แต่ความขี้เกียจของตัวเอง นั่นทำ�ให้ คะ ขอแค่หยิบหนังสือที่ชื่อ “เกลียวคลื่นโอบใจ” แอ้มรู้สึกอยากหายาที่สามารถปรับอารมณ์ มาไว้ในอ้อมกอด แล้วนำ�กลับไปเปิดอ่านที่บ้านด้วย ได้ ยาลดความขี้เกียจของตัวเอง แต่เพราะมัน รอยยิ้ม แล้วจะทำ�ให้คุณมีนิยามความรักใหม่ ไม่มี สิ่งที่ทำ�ได้ก็คือทำ�ให้ผลงานทุกผลงานดี เพราะความรักไม่ได้ทำ�ให้ตาบอด แต่...ตาบอด ที่สุด และทำ�เต็มความสามารถ หากมีจุดบกพร่อง ทำ�ให้เกิดรักแท้ ใดๆ แอ้มก็พร้อมที่จะรับคำ�วิจารณ์ คำ�แนะนำ� ไอวี่ : ท้ายนี้อยากบอกอะไรแฟนคลับหรือคน เพื่อนำ�มาปรับปรุงตัวเองให้ดีขึ้นค่ะ ที่กำ�ลังจะมาเป็นแฟนคลับของเราบ้างคะ ไอวี่ : เหตุการณ์ประทับใจไม่ลืมที่มาจาก วลัชสิตา : คำ�ว่าแฟนคลับนั้นมีค่ายิ่งใหญ่มากค่ะ บทบาทการเป็นนักเขียน เพราะไม่ใช่เพียงเป็นผู้ที่อ่านนิยายของแอ้ม แต่เป็น วลัชสิตา : เรื่องที่ประทับใจคืองานมหกรรม แรงใจที่สนับสนุน ผลักดันให้แอ้มพัฒนาฝีมือตัว หนังสือที่แอ้มได้ไปครั้งแรกเมื่อเดือนตุลาคม เอง และมอบผลงานดีๆ เป็นการตอบแทน คำ� 2553 นั่นเป็นครั้งแรกที่แอ้มได้เจอพี่ๆ ที่เป็น ว่าขอบคุณคงยังน้อยไปสำ�หรับแฟนคลับ และว่าที่ นักเขียนของสนพ.ไอวี่ ซึ่งในครั้งนั้น ทางสนพ.ไอวี่ แฟนคลับ แต่แอ้มก็อยากส่งเสียงอ้อนๆ บอกกับ ได้นัดให้นักเขียนมาพบปะ เจอหน้ากัน และที่ ทุกคนว่า รักแอ้ม...รักวลัชสิตาไปนานๆ นะคะ (^_’ ) นั่นก็ทำ�ให้แอ้มได้มีเพื่อนที่อยู่ในวงการนักเขียน



สัมภาษณ์วลัชสิตา