Page 1

“ตานานต้นโลก” วรรณกรรมแห่งปัญญา   ∞ 

นับตั้งแต่นี้เป็นต้นไปอีก ๒๔๕๐ ปี อายุขยั มนุษย์จะยืนยาวอย่างมากไม่เกิน ๒๐ ปี และอีกกว่าล้านปีหลังจากนั้นก็จะไม่มีคน บุญมาจุติบนโลกนี้อีกกาลนั้นเรียกว่า พุทธันดร เหตุการณ์ก่อนพุทธันดร และกาลยุคนั้นจะเป็นอย่างไร

อาจารย์คนพันตีน


“ตานานต้นโลก” วรรณกรรมแห่งปัญญา   ∞ 

ยุคกาลพุทธันดร

อนาคตข้างหน้า ถึงแม้ผู้คนทั่วไปจะบอกว่าเป็นสิ่งที่ไม่แน่นอน แต่ความเป็นจริงนั้นมัน แน่นอน จะเป็นไปอย่างที่มันเคยเป็น เพียงแต่มนุษย์ยอมเปิดใจรับรู้ การเปลี่ยนแปลง ของโลกมันเหมือนวงโคจรที่เป็นวงกลม ที่เป็นเช่นนี้เพราะว่ามนุษย์ในปัจจุบันกาลังเย่อหยิ่งอวดฉลาด ดู หมิ่นบรรพบุรษว่าโง่เขลา ไม่มีความรู้เท่าเทียมกับปัจจุบัน ซึ่งความจริงไม่ได้เป็นเช่นนั้น โดยเด็ดขาด พวกเรากาลังเพลิดเพลินกับวิชาการและเทคโนโลยีที่คิดว่าพัฒนามาได้ สูงสุดแล้ว แต่หารู้ไม่ว่าในอดีตคนอย่างพวกเราในปัจจุบันนี้มีวิทยาการที่สูงกว่านี้มาก พวกเขาวิวัฒนาการดัดแปลงโลก เล่นแร่แปรธาตุมาสังเวยความต้องการของเผ่าพันธุ์ มนุษย์ด้วยกัน จนวัตถุดิบที่อยู่ผิวโลกและลึกลงไปใต้ดินไปไม่เพียงพอต่อความต้องการ และเกิดมลภาวะจากการเปลี่ยนแปลงธรรมชาติ ที่ทาขึ้นมาเพราะความจาเป็นในการ ดารงอยู่เพื่อให้เพียงพอทั่วถึงกัน ซึ่งในที่สุดโลกก็เข้าสู่การเปลี่ยนแปลงและปรับตัวเอง โดยธรรมชาติ มนุษย์เป็นปัจจัยหลักทาให้เกิดขึ้นโดยตรงที่พากันดัดแปลงธรรมชาติจาก ทรัพยากรที่มี และความคิดอยากพิสูจน์ความจริง ไม่เชื่อในคาสั่งสอนของพระศาสดาจึง นาไปสู่หายนะ มนุษย์ท้ังโลกเกือบสูญพันธุ์กันหมดหลงเหลืออยู่พอเป็นเชื้อแถวแนวพัน ธุ์ ในดินแดนที่ห่างไกลความเจริญ ที่ยังมีธรรมชาติหลงเหลืออยู่เช่น ปุาไม้ ภูเขา และถ้า ให้ ได้อาศัยหลบภัยจากความแปรปรวนของธรรมชาติ พวกที่รอดตายคือบรรพบุรุษของ พวกเราในปัจจุบัน และพวกเราในปัจจุบันกันเกือบทุกคนก็เคยเป็นมนุษย์เถื่อนคนปุามา ก่อน ต่างผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันอยู่เช่นนี้ 3 รอบแล้ว แต่ละรอบระยะห่างกันเป็นเวลา

อาจารย์คนพันตีน


“ตานานต้นโลก” วรรณกรรมแห่งปัญญา   ∞  มากกว่าร้อยล้านปีขึ้นไป จนถึงพันปี แผ่นดินผิวโลกจะสูงขึ้นหรือหนาขึ้นจากเดิมยุคละ 8 ก.ม จากยุคเริ่มต้น ปัจจุบันมีความหนาเพิ่มขึ้น 24 ก.มแล้ว พุทธันดร ถูกสมมุตเรียกขึ้นมา เป็นช่วงระยะกาลก่อนที่มีการเปลี่ยนแปลงของ โลก โดยเฉพาะขณะเกิดการปรับตัวพื้นผิวเปลือกโลกสาหรับสรรพสัตว์เป็นที่อยู่อาศัย จะมีมวลสารแร่ธาตุ ดินทรายจากชั้นใต้ดินถัดลงไปถูกแรงดันขึ้นมาและทับถมเอาบรรดา ซากสรรพชี วิ ต ทั้ ง หลายและสิ่ ง ปลู ก สร้ า งจมหายไปจนแปรสภาพเป็ น หิ น ถ่ า นหิ น น้ามัน ก๊ าซและแร่ ธ รรมชาติต่า ง ๆ ในเวลาต่อมา ความเป็ น อยู่ ข องมนุ ษย์ ที่ร อดตาย หลังจากเหตุการณ์นี้จะเหมือนเริ่มต้นใหม่ มีสภาพไม่แตกต่างจากสัตว์ทวั่ ไป แม้ก่อนหน้า นั้นก็ไม่แตกต่างกันเท่าใดนัก แต่ก็ยังระลึกถึงเหตุการณ์ก่อนเกิดความเปลี่ยนแปลงครั้ง ใหญ่ได้ ถึงจะไม่มีสังคมหรือเป็นชุมชนก็อยู่กันเป็นกลุ่มอยู่เหมือนเดิมพวกเขา มีอายุส้ัน เฉลี่ยไม่เกิน 20 ปี อย่างมาก แต่ไม่เคยแก่ตาย ไม่ถูกฆ่าตายเป็นอาหารของสัตว์หรือคน ด้วยกันก็จะปุวยเป็นโรคตายเป็นอยู่เช่นนี้นับเป็นล้าน ๆ ปี แต่หลังจากรอดตายจากการแปรปรวนของธรรมชาติจากการปรับตัวเองของโลก และจนกระทั่งเป็นชุมชนมีสังคมเกิดขึ้นสร้างระเบียบกฏเกณฑ์มีภาษาประเพณีเป็นของ เผ่าประจาชนชาติ เหล่าบรรดานักบุญพวกพระโพธิสัตว์ท้ังหลายต่างมาลงมาสืบสานเล่า ขานตานานเทพเทวดาและบรรพบุรุษให้ผู้คนของแต่ละเผ่ารับรู้และยอมรับ เกิดเป็นเจ้า สานักลิทธิและผู้นาจิตวิญญาณต่าง ๆ มากมาย จึงจะหมดยุคพุทธันดร อายุของมนุษย์ เริ่มจะยืดยาวเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนกระทั่งไม่มีกาหนด เพราะมีพืชพันธุ์ธัญญาหารที่สะอาด อุดมสมบูรณ์เป็นธรรมชาติให้ ท้ัง พวกมนุ ษย์ แ ละบรรดาสัต ว์ ต่า ง ๆ พากั น กิน อย่ า ง เพลิดเพลิน ไม่นับวันไม่มีเดือนและปี ที่เรียกกันว่า อสงค์ไข คือนับวันเวลาไม่ได้ ความ เป็นอยู่สุขสบายเช่นนี้เองทาให้มนุษย์เริ่ มพากันประมาทและประพฤติผิดศีลธรรมขึ้นมา อีก นับแต่นั้นมาอายุของพวกเขาเริ่มหดสั้นลงมาเรื่อย ๆ จนเหลือเพียงจานวนหลักหมื่น เท่านั้น มนุ ษ ย์ จ ะรู้ จั ก ศาสนาหลั ง จากที่ ก ลุ่ ม พวกพระโพธิ สั ต ว์ ไ ด้ พ ากั น ลงมาปู พื้ น ฐานความรู้เกี่ยวกับหลักธรรมอย่างหยาบ ๆ พวกเขาจะมาเกิดเป็นคนที่มีความพิเศษ เหนือกว่าคนธรรมดาทั่วไป และแทรกปนอยู่ในสังคมขอบทุกชนชาติทั่วโลกคุณวิเศษนี้ สามารถสัมผัสรู้ได้ถึงพลังงานอันละเอียดของจิต สาหรับบางคนถึงกับสื่อสารกันได้รู้ ๙

อาจารย์คนพันตีน


“ตานานต้นโลก” วรรณกรรมแห่งปัญญา   ∞  เรื่อง พวกเขาจึงถูกเรียกเป็นคาเฉพาะและได้รับการเชิดชูบูชาของคนในสังคมนั้น ๆ ซึ่งแท้ที่จรงิแล้วบุคคลทั้งหมดที่กล่าวมาคือ เหล่าบรรดาพวกพระโพธิสัตว์ระดับชั้นต่าง ๆ ลงมาทางานสร้างบารมีของแต่ละตน อันเป็นหน้าที่เฉพาะของพวกเขาโดยตรงในการ ให้ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับจิตวิญญาณ และการมีอยู่ของภพชาติหลังจากความตาย แต่พวกเขาไม่สามารถอธิบายได้อย่างละเอียดชัดเจนเพราะบารมีไม่เพียงพอ ยังต้อง หม่าบาเพ็ญอีกมาก ในกาลยุคของโลกเราปัจจุบันเป็นกัปป์ที่มีพระพุทธเจ้าลงมาโปรดสัตว์โลกถึง 5 พระองค์ และที่ผ่านมาได้มีพระพุทธองค์ทรงเสด็จลงมาอธิบายธรรมอันละเอียด มี ผู้คนซึ่งบารมีเต็ม บรรลุธรรมมีจิตเห็นซึ่งนิพพานได้เสด็จตามพระพุทธเข้าไปแล้วถึง 4 พระองค์ จึงยังเหลือเพียงองค์สุดท้ายที่จะอุบัติบนโลก คือพระศรีอารยเมตไตย์ ซึ่ง พระองค์ท่านจะมารับผู้คนชุดสุดท้ายกลับไปยังนิพพาน สวรรค์ชั้นสูงสุดที่สุดท้ายของ เหล่ามนุษย์ต้องไปกันหมดทุกชีวิต เพียงแต่จะเมื่อไหร่เท่านั้น กาลก่อนที่จะมาถึงยุคพุทธันดร มนุษย์จะต้องผ่านสังคมยุคต่าง ๆ ดังนี้ 1. ยุคศิวิไลย์ 2. ยุคศิวิไลย์ตอนปลาย 3. ยุคมิคสัญญี

การก่อนยุคพุทธันดรคือ

๑๐

อาจารย์คนพันตีน


“ตานานต้นโลก” วรรณกรรมแห่งปัญญา   ∞ 

1. ยุคศิวิไลย์ ไม่มีมนุษย์เผ่ าพัน ธุ์ ใดหรือชนชาติ ใ ดบนโลกนี้ไม่ให้ค วามสาคั ญ เกี่ยวกับความตาย ทุกชาติมีพิธีกรรมการทาศพอย่างพิถีพิถันมโหฬารและ สิ้นเปลือง และถึงแม้จะจัดการแตกต่างกันไม่ว่าจะเป็นการเผาหรือฝังดิน จะมีโรงศพ หรือเครื่องประดับ และมีอนุสรณ์ เ ป็น สิ่ ง ปลูก สร้ า งรูปทรงใดก็ ต าม นั้น เป็น เพี ยง ปลีกย่อย ซึ่งแม้จะเป็นชนชาติเดียวกันก็ยังไม่เหมือนกันในรายละเอียด แต่ที่ทุกชาติให้ ความสาคัญเป็นพิเศษก็เพราะมีความเชื่อเรื่องการกลับมาเกิดและชีวิตหลังความตาย แสดงให้เห็นว่าบรรพบุรุษของชาติบนโลกนี้เข้าใจเรื่องจิตวิญญาณดี ที่ตายไปนั้นเป็น เพียงหุ่นหรือร่างไร้วิญญาณเท่านั้นเอง ความรู้ ค วามเข้ า ใจที่ ฝั ง รากลึ ก ในจิ ต วิ ญ ญาณของผู้ ค นเกิ ด จากการสั ม ผั ส ไม่ได้จากการถ่ายทอดระหว่างเผ่า เพราะเป็นสิ่งที่มองไม่เห็น เป็นความผูกพันธ์หรือ มีพันธะระหว่างจิตวิญญาณผู้ตายกับบรรดาลูกหลานญาติมิตรสหายหรือเคยเกี่ยวข้อง กัน ผู้ที่สัมผัสรู้ได้ต้องเป็นผู้ที่เกี่ยวข้อง หรือมีหน้าที่โดยตรงคอยสื่อสารตีความหมาย หรือถอดรหัส ไม่แตกต่างกับรหัสพันธุกรรมหรือที่เรียกว่า D N A สักเท่าใด เพียงแต่ เป็นคนละระบบกัน ซึ่งมักจะเป็นพระหรือนักบวช นักพรต พ่อมดหมอผี ฤาษีชีไพร แล้วแต่จะเรียกกัน เหล่าสรรพวิญญาณทั้งหลายนั้นมักจะถูกเรียกกันเป็นชื่อต่าง ๆ นา ๆ เช่น ผีบรรพบุรษ เทวดาเจ้าที่หรือผีเร่รอนประเภทต่าง ๆ เหล่านี้ เป็นต้น การทานายทายทักเล่าอดีตบอกเหตุข้างหน้าเป็นปรากฎการณ์หนึ่งที่มีในทุกชน ชาติ ผู้พูดเป็นเพียงร่างเพื่อสื่อตอบคาถามให้ ไม่ได้เป็นผู้รู้เอง คาตอบที่ไม่ถูกต้องเป็น จริงมักจะเป็นเพราะสื่อกลางพูดเอง หรือถอดรหัสตีความผิดก็แล้วแต่เพราะบรรดาผี ทั้งหลายก็ไม่รู้ทุกอย่างเหมือนคนที่เก่งกันคนละอย่างวิชา

๑๑

อาจารย์คนพันตีน


“ตานานต้นโลก” วรรณกรรมแห่งปัญญา   ∞  และเหล่านี้คือคาตอบที่ไม่มีรากฐานของเหตุผล หรือไม่มีหลัก การเหมือนกับ ศาสตร์วิชาการต่าง ๆ ที่มนุษย์ได้คิดค้นคว้าขึ้นมาเองจากสติปัญญาและแรงจูงใจที่เกิด จากปั จ จั ย ภายนอก จึ ง น าไปสู่ ก ารแสวงหาความรู้ ที่ ไ ม่ มี วั น สิ้ น สุ ด เพราะความ เปลี่ยนแปลงพัฒนาต่อยอดจากรุ่นสู่รุ่นตลอดเวลา ทั้งความอยากรู้ของนักคิดเอง และที่ ต้องได้รับการเพิ่มพูนปรับปรุงแก้ไขของเดิม วิทยาการที่มนุษย์พากันค้นคว้าทั้งหมดเป็นการเล่นแร่แปรธาตุจากวัตถุที่จับต้อง ได้ หรือพิสูจน์ได้ไม่ว่าในกรณีใดก็เป็นสิ่งที่มีอยู่แล้วบนโลกนี้ มันเพียงหมุนเวียนเปลี่ยน เพียงรูปลักษณ์เท่านั้น แต่องค์ประกอบทางเคมีที่สาคัญและพลังงานในสสารทุกชนิดที่ ให้ท้ังประโยชน์และโทษต่อการดารงชีวิตของสรรพสัตว์ไม่ได้สูญหายไปไหน ยังคงมีอยู่ แต่เปลี่ยนสภาพไป ดังนั้นเพียงเริ่มต้นเปลี่ยนแปลงเพียงสิ่งหนึ่งสิ่งใดก็จะมี ผลกระทบ ต่อเนื่องกันเป็นลูกโซ่ และเป็นผลซึ่งนาไปสู่การสิ้นสุดและเกิดขึ้นใหม่หมุนเวียนเป็นวงจร อย่างสม่าเสมอตลอดเวลา ความรู้ ท างด้ า นโลกวั ต ถุ ยิ่ ง พั ฒ นาการมากเท่ า ใด ยิ่ ง ท าให้ ผู้ ค นเกิ ด ความ ประมาท มองแต่ ป ระโยชน์ ที่ ไ ด้ รั บ ด้ า นเดี ย ว การยอมรั บ เรื่ อ งจิ ต วิ ญ ญาณที่ เ ป็ น นามธรรมจับต้องไม่ได้ค่อย ๆ หมดไป ห้วงเวลาที่มนุษย์ได้ใช้ประโยชน์จากวิทยาการและเทคโนโลยีเป็ นไปอย่างทั่วถึง สิ่ ง ประดิ ษ ฐ์ ต่ า ง ๆ ถู ก สร้ า งขึ้ น มาตอบสนองความต้ อ งการอย่ า งฟุุ ม เฟื อ ย มี ก าร ถ่ายทอดความรู้และต่อยอดกันไปมาพัฒนาต่อเติมไม่รู้หมด อย่างเช่นในปัจจุบันนี้ผู้คนใน ทุกประเทศทั่วโลกสามารถเรียนรู้ได้เหมือนกันและทัดเทียมกับประเทศเจ้าของผู้ริเริ่ม ความเจริญทางเทคโนโลยีปัจจุบันเริ่มต้นจากคนรุ่นใหม่ที่มาจากบรรพบุรุษผู้เคยปฏิเสธ สัง คม จนได้ ห ลบหนี ห าแผ่ น ดิน ใหม่ อ ยู่ พื้ น ฐานของความคิ ด เปิ ด กว้ า งไม่ ยึ ดกรอบ ประเพณีด้ังเดิมที่บรรดาผู้นาในสังคมหรือชนชั้นปกครองพยายามจะปิดกั้นเพื่ออานาจ และประโยชน์ของกลุ่ม นี่คือรากฐานของความคิดของคนหลายเผ่าพันธุ์ เชื้อชาติที่ร่วมกันสร้างประเทศ จนยิ่ ง ใหญ่ เ ข้ ม แข็ ง เป็ น มหาอ านาจมี บ ทบาทในการก าหนดทิ ศ ทางการเมื อ งและ เศรษฐกิจของโลก เป็นเจ้าของอารยธรรมใหม่ที่มีวัฒนธรรมความคิดให้ผู้คนในสังคมยึด หลั ก การของกติ ก าที่ ทุ ก คนมี ส่ ว นร่ ว มแสดงความเห็ น ไม่ ยึ ด ตั ว บุ ค คล ใช้ เ หตุ ผ ลมี ๑๒

อาจารย์คนพันตีน


“ตานานต้นโลก” วรรณกรรมแห่งปัญญา   ∞  หลักการ ไม่นาเรื่องของความเชื่อที่แตกต่างกันในแต่ละชนชาติมาเกี่ยวข้อง ให้ ความสาคัญกับผลงานและความสาเร็จมาก่อนเป็นลาดับแรก โครงสร้างขบวนการทางความคิดของทั้งสองขั้วมีทิศทางที่ สวนทางกัน ด้านโลก วัตถุเหมือนกับว่าพัฒนาไปข้างหน้าไม่มีสิ้นสุด อีกด้านหนึ่งคือจิตวิญญาณจะหยุดนิ่งตีบ ตันไม่มีประโยชน์ เป็นปฏิปักษ์กันโดยธรรมชาติ ดังนั้นเมือ่ สังคมใดเน้นหนักไปด้านใดด้าน หนึ่งโดยเฉพาะ สังคมนั้นจะพัฒนาก้าวหน้าโดดเด่นเป็นผู้นาสังคมโลก เช่นสังคมโลก ตะวันตกเป็นมหาอานาจเพราะมีพัฒนาการทางด้านวัตถุ แต่ตรงกันข้ามในกลุ่มประเทศ อิสลามที่มีผู้นาเป็นทั้งนักการเมืองและนักการศาสนา ไม่มีการถ่วงดุลย์คานอานาจกัน ในสัง คม ประชาชนเชื่อและศรัทธาในศาสนาทาให้สามารถจะชั กน าไปตามความ ต้องการของคนเพียงกลุ่มเดียวสังคมจึงไม่พัฒนาเพราะมีความคิดผูกติดกับผู้นาเพียงคน เดียว ได้ผู้นามีความรู้อย่างใดสังคมก็จะเป็นไปอย่างนั้น ความขัดแย้งที่เกิดจากการขัดผลประโยชน์รวมกับความเชื่อทางศาสนาที่ฝังราก ลึกในจิตวิญญาณของทั้งสอง ทาให้ความพยายามหาข้อยุติโดยการเจรจาเป็นไป อย่างเลื่อนลอยไร้ความหวัง คณะผู้แทนทั้งสองฝุายเองไม่มีอานาจตัดสินใจใด ๆ บน โต๊ะเจรจา เพียงทาหน้าที่พูดคุยและยื่นขอเสนอตามมติเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี และยังมีขั้นตอนขอการสนับสนุนรับรองในรัฐสภาจากผู้แทนปวงชน ซึ่งเป็นไปได้ยาก ยิ่ง เนื่องด้วยทั้ง ความเชื่อและผลประโยชน์ของชาติก ารต่อรองบนโต๊ะ เจราของคณะ เจ้าหน้าที่ท้งั สองจึงแทบจะไม่มีความหมาย และที่สาคัญโดยเฉพาะเรื่องของกฏแห่งกรรมอันเป็นปัจจัยหลักเหนือเหตุผล ที่ประวัติความเป็นมาของทั้งสองกลุ่มมหาอานาจมีพัฒนาการผูกติดเชื่อมโยงกันมาแต่ อดี ต พวกเขาต่ างเป็ น คู่อ ริ กั น มาตลอดหลายศตวรรษเคยท าการต่ อ สู้ ขั บ ไล่ แ ย่ ง แผ่ น ดิ น ท ากิ น ท าสงคราม ฆ่ า กั น ตายแทบล้ า งเผ่ า พั น ธุ์ ม าแต่ โ บราณกาล แม้ กาลเวลาล่วงเลยร่วมพันปีก็ยังไม่ลดละ เพราะถูกปลูกฝังให้เป็นศัตรูกันอย่างถาวร จากหลักธรรมของศาสนาที่ขัดแย้งกันชัดเจน มหาอานาจโลกปัจจุบันนี้คือ ประเทศ อเมริกาผู้คุมเศรษฐกิจโลกและเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์เทคโนโลยีต่างๆก็คือทายาทกรรมของ ชาวโรมันเจ้าโลกในอดีตที่เคยกดขี่ข่มเหงชาวอาหรับและชาวเปอร์เซียซึ่งแต่ก่อนพวกเขา เป็นต้นตาหรับวิชาการสมัยปัจจุบัน เมื่อกาลเวลาหมุนกลับชาวอาหรับและเปอร์เซีย ๑๓

อาจารย์คนพันตีน


“ตานานต้นโลก” วรรณกรรมแห่งปัญญา   ∞  ที่เวลานี้นับถือศาสนาอิสลามได้เป็นเจ้าของแต่เพียงบ่อน้ามันดิ บแหล่งพลังงานที่สาคัญ ที่สุดของโลก แต่ผู้จัดจาหน่ายและเจ้าของเทคโนโลยีขุดเจาะนาขึ้นมาใช้กลับเป็นคู่อริ ที่นับถือศาสนาคริสต์ เหตุปัจจัยดังกล่าวย่อมหนีไม่พ้นต้องชาระกรรมกันแน่นอน ชนวนสงครามกาลัง ลุกไหม้ใกล้ระเบิดขึ้นทุกขณะ มันเป็นไปตามกฏเกณฑ์ของธรรมชาติ ซึ่งเป็นสัจธรรม หนึ่งของโลกมนุษย์ ตามคาสอนของพระพุทธเจ้าที่พระองค์ทรงตรัสให้ไว้ สงครามจึง เป็นสิ่งหนึ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้เพราะเกิดมาคู่กันของมนุษย์

2.ศิวิไลย์ยุคปลาย ความเจริญด้านเทคโนโลยีของมนุษย์โลก ณ.เวลานี้ พัฒนาการ อยู่ระหว่างกลางและยังสามารถพัฒนาไปได้อีกเท่ากับระยะเวลาที่เริ่มต้นจนถึ งปัจจุบัน จึงจะสิ้นสุดพัฒนาต่อไปไม่ได้ จะถดถอยล่มสลายลงไปเรื่อย ๆ จนเข้าสู่ยุคมิคสัญญี ณ.ปัจจุบัน้ีสังคมโลกกาลัง ปรับตัวทางด้านความคิด เป็นเวลาทบทวนและสรุป บทเรียนที่ผ่านมา จะเป็นการผ่องถ่ายกลุ่มผู้นาเป็น คนรุ่นใหม่ เป็นการเปลี่ยนแปลง ครั้งที่ยิ่งใหญ่และสาคัญที่สุดของโลกอีกครั้ งซึ่งจะนาไปสู่ความเป็นศิวิไลย์อีก ระดับขั้น หนึ่ง ที่มีการพัฒนาการสมบูรณ์ยิ่งขึ้น ความพยายามขัดขวางมิให้ผู้นากลุ่มใหม่ข้ึนมามี บทบาทของกลุ่มอานาจเก่า จะกินเวลาอยู่ไม่เกิน 5 ปี เท่า ๆ กับสงครามครั้งใหม่ที่กาลัง จะเกิดขึ้นระหว่างโลกตะวันตกกับกลุ่มลัทธิคลั่งศาสนาหัวรุนแรงชาวอิสลาม กลุ่มคน รุ่ น ใหม่ จ ะน าระบบธรรมาธิ ป ไตยมาปกครองโลก เป็ น กลุ่ ม คนที่ ม องเห็ น โทษของ เทคโนโลยี เห็นคุณประโยชน์ของศาสนา และเข้าใจโลกของจิตวิญญาณ พวกเขาจะฟื้นฟู ศี ล ธรรมควบคู่ กั บ พั ฒ นาวั ต ถุ ไ ปอย่ า งคู่ ข นาน และมี ค วามพยายามอนุ รั ก ษ์ ธ รรม แวดล้อมถนอมทรัพยากรของโลกให้มีใช้อย่างยาวนานที่สุดมากเป็นพิเศษ ศูนย์กลางการนาจะเปลี่ยนกลับไปอยู่แถบดินแดนของทวีปเอเซียเป็น เมืองที่มี พื้นที่ลึกเหนือขึ้นไป แผ่นดินใหญ่ไม่อยู่แต่เพียงตามชายฝั่งทะเลมหาสมุทรเหมือนเดิม สามารถสร้างระบบการบริหารขึ้นมาได้ใหม่ เพราะที่เดิมมีระบบโครงสร้างที่ใช้พลังงาน

๑๔

อาจารย์คนพันตีน


“ตานานต้นโลก” วรรณกรรมแห่งปัญญา   ∞  มากเกินไปและถูกทาลายไปหมดระหว่างสงคราม ไม่สามารถจะรื้นฟื้นสร้างขึ้นมาได้ อีกเพราะเศรษฐกิจล่มสลายจากสงครามที่ศัตรูมุ่งทาลายเฉพาะที่เป็นศูนย์กลางธุรกิจ แหล่งผลประโยชน์โดยตรงเท่านั้น ประเทศที่มีดินแดนอยู่ห่างไกลจากศูนย์กลางของความขัดแย้งกลับเจริญมั่งคั่ง ขึ้นมาแทน ถึงแม้เศรษฐกิจโดยรวมทั่วโลกจะตกต่าอย่างรุนแรงก็ตาม ประเทศนี้ จะร่ารวยจากการปล่อยเงินให้กู้ แก่เหล่าบรรดาประเทศที่เคยเป็นคู่แข่งทางการค้า นาไปฟื้นฟูประเทศในทุก ๆ ด้านสร้างชาติข้ึนมาใหม่หลังจากสงครามสิ้นสุดลง แต่ มหาอานาจใหม่ของโลกนี้จะพัฒนาก้าวหน้าแต่ด้านวัตถุอย่างเดียว กลับไม่สนับสนุน กิจกรรมของสถาบันศาสนาเพราะเข้าใจผิดคิดว่า เป็นต้นเหตุของความขัดแย้งทาให้เกิด สงคราม ดั่งตัวอย่างที่พึ่งจะยุติลงไปไม่นาน ส่ ว นประเทศที่ เ ป็ น กลางส่ ว นใหญ่ นั บ ถื อ ศาสนาพุ ท ธองค์ ก รทางศาสนาจะมี บทบาทเผยแผ่พระพุทธศาสนาออกได้กว้างไกล อย่างไม่มีอุปสรรคขัดขวางอีกต่อไป ประกาศศาสนาพุ ท ธเป็ น สากลแก่ ทุ ก ประเทศ ทุ ก คนเพี ย งมี พื้ น ฐานมั่ น คงด้ า น ศีลธรรม อันเป็นหลักธรรมเบื้องต้นที่เหมือนกันทุกศาสนาก็สามารถเข้าใจธรรมอัน ละเอียดของพระพุทธเจ้าได้เท่าเทียมกันหมด เพราะทุกคนได้ผ่านประสบการณ์เห็น ผลลัพธ์ของการยึดมั่นเปลือกนอกของศาสนาจนเกิดหายนะ ฉิบหายกันไปทั้งสองฝุาย จึงทาให้เข้าถึงคาสอนของพระพุทธเจ้าได้ง่ายขึ้น ดังนั้นกลุ่มประเทศเหล่านี้จะพัฒนา ประเทศอย่างเรียบง่ายพลิกฟื้นปฐพีเป็นสีเขียว เปลี่ยนโครงสร้างสังคม ทาให้สังคม น่าอยู่ ประชาชนสามารถมีความสุขได้มากกว่าสังคมเก่ามาก และทั้งสองฝุายจะเป็นคู่ขัดแย้งกันที่สาคัญในระดับต่อไป ระหว่างกลุ่มประเทศ ที่มีประชาชนนั่นคือศาสนากับมหาอานาจไร้ศาสนา ผลของสงครามจะทาลายความศิ วิไลย์ของมวลมนุษย์ที่สร้างมาสูญสลายไปหมดหมดสิ้น

๑๕

อาจารย์คนพันตีน


“ตานานต้นโลก” วรรณกรรมแห่งปัญญา   ∞ 

3.ยุคมิคสัญญี ผู้รู้ยิ่งเมื่อเห็นยิ่งเข้าใจก็ยังเป็นผู้รู้ต่อไปต่างกับผู้ไม่รู้ยิ่งเมื่อเห็นยิ่ง ไม่เข้าใจก็จะยังเป็นผู้ไม่รู้อยู่นี่คือข้อเท็จจริงประการหนึ่งที่ทาให้สังคมโลกพัฒนา เป็น คู่ความขัดแย้งที่เป็นอยู่เช่นเดียวกับมีผู้ชายต้องมีผู้หญิง แม้สังคมจะก้าวทันยุคศิวิ ไลย์แล้วก็ตาม มีความเป็นเอกภาพในด้านความเชื่อ เรื่องศีลธรรมและจิตวิญญาณตรงกัน แต่ก็เป็นเพียงกลุ่มหนึ่งที่มี บทบาทในการนาพา มวลมนุษย์ในระบอบธรรมธิปไตยช่วงระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น ผู้คนบนโลกได้ดื่มด่าความ สะดวกสบาย สมบูรณ์พูนสุขกันถ้วนหน้าตามสถานะของตนเอง เป็นอานิสงฆ์ผลบุญที่ เคยได้ร่วมสร้างกับเหล่าผู้มีบุญทั้งหลายที่แห่กันมาเกิดเพื่อสร้างสมบารีของพวกเขา และในเวลาเดียวกันพวกที่พึ่งจะได้เกิดมาเป็นมนุษย์ชาติแรกก็เพิ่มพูนพัฒนาความไม่รู้มี จานวนมากขึ้นเรื่อย ๆ เช่นเดียวกัน ความสะดวกสบายจากวิทยาการเทคโนโลยี ขั้นสูงล้าที่มนุษย์ได้คิดค้นต่อยอด ประดิษฐ์สร้างสรรค์เพื่อทางานแทนมนุษย์ กลับกลายเป็นโทษในเวลาต่อมาเช่นเดียวกัน มนุษย์จะค่อยห่างเหินจากธรรมชาติ ไม่รู้จักแม้จนกระทั่งตัวเอง ไม่รู้จักดินโคลน ต้นไม้และสัตว์ร่วมโลกพันธุ์อื่น ๆ พวกเขาค่อย ๆ สูญพันธุ์ไปเพราะปรับตัวไม่ ได้กับ สภาพแวดล้ อมที่ เปลี่ยนแปลง มนุ ษย์ เ องจะฉลาดขึ้ น ในทางวิ ช าวิ ทยาศาสตร์ แ ละ คณิตศาสตร์ที่สลับซับซ้อนสามารถค้นหาคาตอบแม้โจทย์ที่มีตัวเลขหลายชั้นได้อย่าง รวดเร็ว แต่ด้านสังคมกลับไม่รู้เรื่องเลยแม้แต่นิดเดียว อวัยวะหรือชิ้นส่วนของร่างกาย ส่ ว นที่ ไ ม่ ไ ด้ ใ ช้ จ ะเริ่ ม หดหายไป ตั ว อย่ า งเช่ น ฟั น อาจจะเหลื อ ไม่ กี่ ซี่ เ พราะอาหารที่ รับประทาน มีคุณค่าให้ประโยชน์ต่อร่างกายครบอาจจะบรรจุเป็นเพียงแคปซูนหรือเป็น ห่อเล็ก ๆ เท่าถุงชาชงสาเร็จ ซึ่งไม่จาเป็นต้องใช้ฟันเคี้ยว มนุษย์รุ่นต่อ ๆ มาฟันซี่ไม่ได้ ใช้จะไม่งอกมาอีกเพราะไม่มีความจาเป็น ความรู้ทางวิทยาศาสตร์จะแก้ปัญหาปลาย เหตุได้ทุกอย่าง จนกระทั่งคุณค่าของมนุษย์เท่าเทียมกับสิ่งประดิษฐ์ที่มนุษย์สร้างขึ้นมา เอง คาว่ามนุษยธรรมและศีลธรรมก็จะเริ่มเลือนลางหายไปกับสภาพแวดล้อมของสังคม

๑๖

อาจารย์คนพันตีน


“ตานานต้นโลก” วรรณกรรมแห่งปัญญา   ∞  เทคโนโลยี ธรรมไม่เป็นอานาจอีกต่อไป ความจาเป็นเพื่อความอยู่รอดสาคัญลาดับแรก ผู้มีอานาจคือผู้ที่ถูกต้องและเป็นผู้ช นะจะกลับมามี บทบาทอี กครั้ง การต่อสู้กัน ครั้ง สุดท้ายด้วยสมรรถนะจากสิ่งประดิษฐ์ของพวกเขาจะทาลายกันเองแทบจะหมดเผ่าพันธุ์ แต่อย่างไรก็ตามก็ยังคงมีมนุษย์อยู่กลุ่มหนึ่งมองเห็นหายนะอยู่เบื้องหน้าได้ตระเตรียม หาทางรอด จะพากันหลบหนีเริ่มต้นกันใหม่ อีกครั้ง ในขณะที่มนุษย์ท้ังหลายเริ่มต้นแย่ง ชิงอานาจกันเพื่อยึดครองทรัพยากรเหลือน้อยเต็มที และไม่สามารถประนีประนอมกัน ได้อีก เวลานั้นเองก็ส้นิ สุดยุคศิวิไลย์เข้าสู่ยุคมิคสัญญี ในปีพ.ศ. 5000 หรืออีก 2450 ปี สังคมโลกตกอยู่ในยุคมิคสัญญี พฤติกรรม ของมนุษย์ไม่แตกต่างกับนิสัยดิบ ๆ ของสัตว์เท่าใดนัก พวกเขาที่เหลือรอดตายจาก สงคราม และสภาวะต่อเนื่องเช่นอดอาหาร น้า และโรคระบาดเป็นต้น ต้องกลับไปใช้ ชีวิตเหมือนเริ่มต้นไม่มีสิ่งอานวยความสะดวก วิทยาการเทคโนโลยีล้วนถูกทาลายไป หมดพร้อม ๆ กับมนุษย์ผู้ร้สู ร้าง และจะไม่กลับลงมาริเริ่มอีกในกาลยุคหลังจากนี้

๑๗

อาจารย์คนพันตีน


“ตานานต้นโลก” วรรณกรรมแห่งปัญญา   ∞ 

ตานานต้นโลก ต้นคนต้นไทย ตานานกาเนิดโลก

๑๘

อาจารย์คนพันตีน


“ตานานต้นโลก” วรรณกรรมแห่งปัญญา   ∞ 

ทางวิชาดาราศาสตร์

นั ก ดาราศาสตร์ สั น นิ ษ ฐานว่ า โลกของเราและเพื่ อ น ๆ ดาว เคราะห์อีก 8 ดวง เกิดจากการรวมตัวของกลุ่มฝุุนและแก๊สขนาดใหญ่ที่หมุนวนรอบ กันเองอยู่ในอาวกาศ ที่เรียกว่า เนบิวลา ด้วยแรงดึงดูดระหว่างมวลสารด้วยกัน จึงทา ให้ส่วนใหญ่ถูกดึงเข้าสู่ศูนย์กลาง คล้ายการหมุนหรือกวนน้าในอ่าง นานเข้าจะทาให้ ฝุุนละอองมารวมกันตรงกลาง และจุดตรงกลางนั้นจะกลายเป็นดวงอาทิตย์ ฝุุนละออง แก๊สที่เหลือจะแยกเป็นดาวเคราะห์ท้ัง 9 ดวง รวมทั้งโลกมนุษย์เอง มันรวมตัวกันด้วย แรงดึงดูดอันมหาศาล เมื่อประมาณ 4,600 ล้านปีมาแล้ว และทั้งหมดยังหมุนเวียนกัน อยู่เป็นวงโคจรอยู่เหมือนเดิมเป็นระบบสุริยะจักรวาลในปัจจุบัน

ตานานไทย ตานานเกี่ยวกั บก าเนิดโลกของชาติไทยจะแทรกปะปนทั่วไปใน เรื่องพระพุทธประวัติ ความเป็นมาของคนไทยและเรื่องราวเกี่ยวกับโลกจะเรียบเรียง เป็ น ต านานการบ าเพ็ ญ บารมี ข องพระพุ ท ธเจ้ า ขณะยั ง ทรงเป็ น พระโพธิ สั ต ว์ อ ยู่ ที่ พระองค์ท่านต่างลงมาบาเพ็ญเพียรสะสมบารมีเพื่อให้ครบทั้ง 30 ทัศ บรรพบุรุษชาว สุวรรณภูมิท้ังหมดได้เล่าเรื่องราวและสืบสานกันมาจนถึงปัจจุบัน เป็นเหตุการณ์ที่ เกิดขึ้นต่างยุค ต่างสมัยกันแต่ท้ังหมดอยู่ในดินแดนสุวรรณภูมิ คนโบราณมักจะบันทึก เรื่องราวเป็นโครง – กาพย์ – กลอน และมักนามาร้องราบนเวทีในโอกาศพิเศษ เช่น เทศกาลส าคั ญ ทางศาสนา นอกนั้ น จะใช้ เ ป็ น หลั ก สู ต รในการเยนของนั ก บวชใน

๑๙

อาจารย์คนพันตีน


“ตานานต้นโลก” วรรณกรรมแห่งปัญญา   ∞  พระพุทธศาสนากับข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ กษัตริย์และพวกขุนนางเท่านั้นตั วอย่างเช่น หนังสือพระเจ้า 500 ชาติเป็นต้น เรื่องราวทั้งหมดคือการสร้างบารมีของพระโพธิสัตว์ ก่อนที่จะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าจะต้องทนทุกข์ทรมานเช่นไร ส่วนสถานที่เป็นชื่อเมือง ต่าง ๆ ก็คือเมืองโบราณต่าง ๆ ที่เหลือแต่เพียงซากปรักหักพังที่มีอยู่กลาดเกลื่อนทั่ วไป ทั้งภูมิภาค ซึ่งบางแห่งยังมีให้เห็นบ้างเล็กน้อย ดั ง นั้ น ประวั ติ ศ าสตร์ ที่ แ ท้ จ ริ ง ของชนชาติ ไ ทยกั บ ประวั ติ พ ระพุ ท ธศาสนาจึ ง แยกกันไม่ออก ไม่ชัดแจ้งในศาสนาพุทธก็ไม่รู้จักคนไทยดี ในตานานของไทยอธิบายไว้ว่า โลกของมนุษย์น้ีเดิมก็มีอยู่นานแล้วและเคยได้ แตกสลายไปพร้อม ๆ กันทั้งหมด แล้วก็เกิดขึ้นมาอีกนับครั้งไม่ถ้วน จึงมีภาษาที่ใช้เรียก คาว่านับไม่ถ้วนหรือนับไม่ได้ว่า “ อสงขัย” การแตกกันไปทุกครั้งทั้งหมดของระบบสุริยะ ก็จะกลายเป็นกลุ่มละอองฝุุนแก๊สสีขาวเงินใหญ่มหึม าลอยเวิ้งว้างหมุนวนรอบกันเองใน อาวกาศ (หรือ เนบิวลานั่ นเอง) จะนานสักเท่าใดไม่สามารถประมาณได้ ทุก อย่าง เป็นไปตามธรรมชาติ ซึ่งมีระบบและกฎเกณฑ์ของมัน การอุบัติของโลกพร้อม ๆ กับดวง อาทิตย์และบรรดาดาวเคราะห์ท้ัง 8 ดวง ในระบบเริ่มแรกเดิมที่จะเป็นผืนน้าก่อนที่จะ มีผืนดิน และเนิ่นนานอีกเท่าใดไม่รู้ถึงจะเย็นพอที่บรรดาสรรพชีวิตจะมาเกิดอาศัยได้ สรุปว่ากาเนิดโลกตามตานานไทยดั้งเดิมโบราณกับนักวิทยาศาสตร์ ทุกแขนงมี ความเห็นที่สอดรับกัน แตกต่างกันในรายละเอียดที่พิสูจน์ไม่ได้เท่านั้น การมีข้อ สัน นิษฐานใหม่ ๆ เกิ ดขึ้นภายหลัง จากมี อุ ปกรณ์ สิ่ ง ประดิ ษฐ์ ที่ เ ป็น วิ วัฒนาการของ เทคโนโลยี แม้จะมีประสิทธิภาพมากขึ้นเท่าใด ยิ่งจะเป็นการยืนยันความถูกต้องของ ตานานไทย และกาลัง หั กล้างข้อสมมุติฐ านเดิ มๆของนั ก วิ ทยาศาสตร์ รุ่น แรก ๆ เสี ย มากกว่า

อัคคัญญสูตร ทีฆนิกาย ปาฎิกวัคค สุตตันตปิฎก เล่ม 11/87-107 กาเนิดสรรพชีวิต

๒๐

อาจารย์คนพันตีน


“ตานานต้นโลก” วรรณกรรมแห่งปัญญา   ∞ 

ธรรมชาติวิทยา

นักวิทยาศาสตร์พยายามค้นคว้าพิสูจน์หาข้อสรุปจากหลักฐานที่มี ความเกี่ยวข้องกันเพื่อหาข้อโต้แย้งให้ น้อยที่สุด หลักฐานที่นักวิทยาศาสตร์สามารถ คานวณหาอายุได้ค่อนข้างถูกต้องแม่นยา และเป็นที่ยอมรับกันคือ พวกแร่ธาตุและหิน ดินทราย ประเภทต่าง ๆ และซากสิ่งของที่เคยมีชีวิตหรือ ฟอสซิน (FOSSILS) เป็นต้น พวกเขาต่ า งศึ ก ษาค้ น คว้ า บั น ทึ ก ต่ อ ยอดปรั บ ปรุ ง กั น ตลอดมา ล่ า สุ ด สั น นิ ษ ฐานว่ า สิ่งมีชีวิตเกิดขึ้นมาบนโลกนี้หลังการเย็นตัวลงเมื่อ 1,750 ล้านปี แต่สาหรับมนุษย์นั้น พัฒนามาจากลิง เป็นคนเมื่อ 75 ล้านปีมานี้เองโดยประมาณ อย่างไรก็ตามด้วยพัฒนาการของมนุษย์เอง ข้อสรุปการสันนิษฐานได้รับการแก้ไข ปรับปรุงตลอดมา ทุกขั้นตอนมีมาตรฐานตามหลักการและกระบวนการเป็นที่ยอมรับ และพร้อมจะเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา เมื่อมีข้อมูลหรือค้นพบวัตถุพยานขึ้นใหม่ เป็น คุณสมบัติของนักวิทยาศาสตร์ที่ไม่หยุดแสวงหาความจริง นักธรรมชาติวิทยาประมาณว่า โลกเรายังลุกเป็นลูกไฟอยู่อีกกว่า 3,000 ล้านปี เมื่อเย็นตัวลงจะมีพวกพืชพันธุ์นานาชนิดก่อนพวกสัตว์สารพัดพันธุ์ แล้วจึงค่อยมีพันธุ์ มนุษย์เกิดขึ้นมาภายหลัง และเป็นการพัฒนาจากสิ่งมีชีวิตที่ไม่ใช่ลิงก่อน ค่อยมาเป็นลิง ภายหลัง แล้วจึงมาเป็นเหมือนคนอย่างเช่นในปัจจุบันอีกขั้นตอนหนึ่ง แต่ทฤษฏีที่เข้าใจว่ามนุษย์พัฒนามาจากลิง และอายุของโลกยังมีข้อโต้งแย้งอีก มาก โดยเฉพาะการค้น พบโครงกระดู ก มนุ ษ ย์ ต ามถ้ าลึ ก ในประเทศต่ า ง ๆ รวมทั้ ง ประเทศไทย จากการทดสอบด้วยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ความเก่าแก่ของชิ้น กระดูกที่พบบางแห่ง กาลังหักล้างทฤษฏีความเชื่อเดิมที่ว่ามนุษย์พัฒนาการมาจากลิง นั้นค่อย ๆ จะหมดไป

๒๑

อาจารย์คนพันตีน


“ตานานต้นโลก” วรรณกรรมแห่งปัญญา   ∞ 

ตามตานานคติไทย

ตานานไทยก็ถือตามบันทึกในพระไตรปิฎก บอกไว้ว่า เมื่อโลกเย็น ลงแล้วจะงอกเป็นผืนน้าทั้งผืนก่อน เหล่าบรรดาสรรพวิญญาณกลุ่มพวกเทพระดับสูง หรืออาภัสสรพรหม ที่เที่ยวล่องลอยในอวกาศพร้อม ๆ พวกสรรพวิญญาณทั้งหลาย หลังจากโลกเดิมแตกสลายกลายเป็นกลุ่มละอองแก๊สด้วยสาเหตุที่หมดอายุขัยของมัน เอง พวกเหล่านี้ต่างเฝูารอคอยการกลับมาของโลกอีกจนกระทั่งได้เวลาเมื่อ อุณหภูมิ โลกเย็นลง จึงลงมาเที่ยวหากินกลิ่นอายดิน ที่เรียกกันว่า ง้วนดิน และละออง อายน้าเหนือพื้นน้า พวกสรรพวิญญาณของเทพพรหมนี้จะมีแสงปรากฏให้เห็น สว่าง ไสว สุกสกาวแตกต่างไม่เท่ากันเป็นไปตามกาลังบุญ คล้ายพลังงานของแต่ละคนมีไม่ เท่ ากั น เมื่อต่างได้มารวมกับธาตุ ดิน และน้าแล้ ว ด้ วยอานาจธรรมชาติ จึ ง มีรูปร่ าง ปรากฎเป็นคนเหมือนแต่ก่อน ดังนั้นบรรดาเหล่าเทพพรหมที่เป็นแต่วิญญาณเมื่อเสพย์ ธาตุดินและน้าเข้าไปจึงทาให้แสงสว่างมอด ลอยต่อไปอีกไม่ได้ เพราะน้าหนักของธาตุ ทั้งสองวิญญาณธาตุไม่บริสุทธิ์เหมือนก่อนกลับมีร่างกายเป็นมนุษย์คืนมาอีกครั้งอย่างที่ เคย การกาเนิดมนุษย์อีกครั้งหนึ่งบนโลกมีข้ึนพร้อม ๆ กับสรรพสิ่งที่มีชีวิต รวมทั้งพืช และสัตว์ประเภทชนิดต่าง ๆ ทั้งเล็กและใหญ่ เพราะพวกเขาเหล่านั้นทั้งหลายก็มีจิต วิญญาณเช่นเดียวกัน ร่างกายก็ประกอบด้วยธาตุท้ังสี่เหมือนกับมนุษย์ ที่เป็นซึ่งส่วน หนึ่งของโลก นี้คือเป็นส่วนรายละเอียดที่แตกต่างจากความเห็นของนักวิทยาศาสตร์ ที่ไม่ ยอมรับถึงการมีอยู่จริงของจิตวิญญาณ แต่ก็ไม่ถึงปฏิเสธ เพียงพิสูจน์ไม่ได้ตามหลัก วิชาการที่บัญญัติไว้เป็นมาตรการกีดกั้นความรู้ตนเองของพวกมนุษย์เท่านั้น

๒๒

อาจารย์คนพันตีน


“ตานานต้นโลก” วรรณกรรมแห่งปัญญา   ∞ 

ต้นมนุษย์

มนุษย์กลุ่มแรกบนผืนโลกมาจากเหล่าบรรดาอาภัสสรเทพพรหมที่ ลงมากินง้วนดินอายน้า เป็นพวกบริสุทธิ์มีจิตวิญญาณใสสะอาดที่เมื่อครั้งอยู่บนโลกใบ เก่าทาแต่ความดี เชื่อในเรื่องศีลธรรม ยาเกรงต่อบาปและกลัวตกนรกภูมิ พวกเขาจึง เป็นกลุ่มเทพเทวดาที่ข้ึนไปบนสรวงสวรรค์ชั้นต่าง ๆ เสวยบุญบารมีเก่าที่สร้างสมไว้ ขณะที่เป็นมนุษย์ อยู่นานนับไม่ ถ้วน หรือมากเท่า ๆ กับอายุของโลกก่อนจะแตก สลาย ซึ่งอย่างน้อยก็เป็นเวลาหมื่นล้านปีขึ้นไป เมื่อหมดบารมีความดีที่สร้างไว้ก็ต้องมา เกิดบนโลกมนุษย์อีก เป็นพวกที่ลดกิเลสได้ในระดับหนึ่งแล้ว หรือเกือบจะหมดสิ้นยังแต่เพียงสงสัยใน นิพพาน จึงทาให้ไม่หลุดพ้น ต้องวนเวียนสร้างความเพียรขจัดความลังเลให้หมดสิ้น ด้วยการมาเกิดใช้ชีวิตบนโลกอีก ทั้งหลายจึงเหมือนวิญญาณอภิสิทธิได้โอกาสมาเกิด เป็นมนุษย์เลย ต่างจากพวกจิตวิญญาณที่พึ่งถูกปลดปล่อยมาจากขุมนรกชั้นต่าง ๆ เมื่อ พ้นโทษทัณฑ์แล้ว ต้องมีร่างกายสังขารเป็นพวกสัตว์ชนิดต่าง ๆ เสียก่อน ต่อมาภายหลัง จึงจะได้เกิดมีร่างเป็นมนุษย์บ้าง เรื่องเล่าต้นมนุษย์เกิดขึ้นมาจากตานานของไทยตามคติทางพุทธศาสนาสืบต่อ เรื่องราวจนกระทั่งปัจจุบัน แม้จะไม่มีวัตถุพยานอ้างอิงแต่มีคาพูดหรือชื่อที่ยังใช้และสื่อ ความหมายได้ชัดเจน และเข้าใจกันทั้งเกือบทุกภูมิภาค คือ คาเรียกมนุษย์คนแรกว่า “นายสรวง”

๒๓

อาจารย์คนพันตีน


“ตานานต้นโลก” วรรณกรรมแห่งปัญญา   ∞  นายสรวงเมื่อตื่นขึ้นมาหลังจากกินง้วนดินอายน้าจนอิ่มและเผลอหมดสติหลับไป นานเท่าใดไม่รู้ พยายามจะเหาะลอยไปขึ้นไปบนท้องฟูาอีก แต่ไม่สามารถทาได้เพราะ อาทิสมันกาย หรือกายทิพย์กลับเป็นรูปร่าง มีเลือดเนื้อเหมือนเก่า แสงที่มีอยู่ก็หมดไป จึงได้แต่เดินไปทั่วรอบ ๆ บริเวณ หิวเมื่อใดก็หยิบกินได้ทุกอย่างทั้งดินและผลไม้ ใบ หญ้า ที่มีข้ึน พร้อม ๆ กับเขา แหงนขึ้นไปบนท้องฟูาเห็ นแต่แสงพวกอาภัสสรเทพ หลายหลากสีที่กาลังวูบลงมาบนพื้นดิน และลอยไปเรื่อย ๆ บนฟูากว้าง จนกระทั่งมาพบ เทพอาภัสสรตนหนึ่งกาลังกินง้วนดินอยู่ นายสรวงนั่งเฝูาดูด้วยความสนใจ ร่างใส ๆพร้อมกับแสงสีทองกินดินอายน้าอยู่อย่างเพลิดเพลินไม่นานก็ง่วงนอนหงายหลังหลั บ ไป ขณะที่นอนอยู่นั้นแสงในตัวค่อย ๆ จางหายไปเรื่อย ๆ เกือบหมด นายสรวงเห็ น เช่นนั้นก็ระลึกได้ว่าตนเองก็เป็นเหมือนอาภัสสรกายร่างนี้ และในเช้าที่ 4 เมื่อแสงอาทิตย์ส่องกระทบร่างอยู่นานจนแสงในร่างกายหมดไป จึงตื่นขึ้นมาและตกใจเห็นตนเอง พยายามกระโดดทาท่าจะลอยหนี นายสรวงจึงวิ่ง เข้าไปจับแขนเอาไว้ให้อยู่เป็นเพื่อนกัน แรก ๆ ก็ตกใจกลัวขัดขืนแต่สู้แรงนายสรวง ไม่ได้ จึงยินยอมแต่โดยดี นานไปก็คุ้นเคยสนิทสนมกัน พากันท่องเที่ยวสนุกสนานไม่รู้ วันเดือนปี หิวเมื่อใดก็สามารถหยิบกินได้ทุกอย่างรอบตัว ทั้งผลไม้ ต้นพืชรวมทั้งสัตว์ เล็ก ๆ ที่มีขึ้นทั่วไปรอบเกาะนั้น ผีฟูาตนนี้อุบัติข้ึนมาเป็นเพื่อนของนายสรวง และบรรดาลให้รู้ที่มาของเขาเอง จากที่เฝูาดูอยู่ถึง 3 คืน 4 วัน ทั้งสองเป็นเพื่อนกัน เป็นมนุษย์บนโลกพร้ อมกับ มนุษย์ที่อื่น ๆ ทั่วไป นายสรวงเห็นร่างใส ๆ ของเพื่อนคนแรก จึงเรียกกันเองว่า สาง เป็นคาพูดที่สื่อความหมายถึง การมองเห็นลาง ๆ ไม่ชัดเจนเหมือนอย่างมีหมอกบังใน ยามเช้าว่า “ ฟ้าสาง” นั่นเอง ทั้งคู่เป็นเพี่อนท่องเที่ยวกินอยู่ด้วยกันมานานต่างไม่รู้ว่าทาไมมีอวัยวะบางส่วนไม่ เหมือนกัน จนกระทั่งถึงวัยและเวลา ที่ธรรมชาติได้กาหนดไว้เพื่อสืบทอดเผ่าพันธุ์ ความอยากรู้อยากเห็นเป็นแรงกระตุ้นให้มีความสนใจในร่างกายเกิดขึ้น และมีการสม สู่ทางเพศครั้งแรกโดยไม่ตั้งใจ และกลายเป็นส่วนหนึ่งของทั้งสองเรื่อยมาควบคู่กับ ชีวิตประจาวัน ที่มีแต่การกินและขับถ่ายอยู่ก่อนหน้า เมื่อทั้งสองทาหน้าที่ของผู้ชาย และผู้หญิง คาว่า อ้ายและอี จึงเกิดขึ้นมาแทนเรียกเพศหญิงกับเพศชาย และให้คาว่า ๒๔

อาจารย์คนพันตีน


“ตานานต้นโลก” วรรณกรรมแห่งปัญญา   ∞  อ้ายเป็นพี่ หมายถึงผู้ชาย ที่ซึ่งเกิดก่อนมีพละกาลังร่างกายแข็งแรงสูงใหญ่กว่า อี จึง หมายถึงผู้หญิงที่เกิดทีหลังโดยปริยาย ตานานบรรพบุรุษมนุษย์คู่แรกของคนไทย บรรยายเรื่องราวอย่างละเอียดถึงการ เกิดขึ้นมาของนายสรวง และนางสางบนโลกมนุษย์ ดังนั้นทั้งสองย่อมเป็นโคตรเง่าต้น ตระกูลเผ่าไทยมาตั้งแต่ดึกดาบรรพ์มายาวนานมากกว่าพัน ๆ ล้านปี ที่พากันเกิดกับตาย และตายแล้ ว ก็ เ กิ ด ไม่ รู้ สั ก กี่ ร อบ สาระเนื้ อ หาของต านานเป็ น ไปตามคติ พ จน์ ใ น พระพุทธศาสนาทุกอย่าง โดยเฉพาะคาที่พูดกันเสมอมาว่า “ทุกคนบนโลกนี้เป็นพี่น้อง กันทั้งสิ้น” เมื่อเป็นดังนั้นแล้วบรรดามนุษย์ท้ังหลายที่ลงมาเกิด ณ. พื้นที่อื่นพร้อม ๆ กันหรือไล่เลี่ยกันกับอ้ายสรวงนางสางก็ล้วนแล้วแต่เป็นเหล่าบรรดาอาภัสสรเทพรหมลง มาเกิดทั้งสิ้น ซึ่งก่อนหน้านั้นก็สร้างแต่ความดีไม่เบียดเบียนซึ่งกันและกัน และต่างหมด บุญที่ได้สร้างสมไว้จึงต้องกลับมาเป็นมนุษย์เริ่มกันใหม่ด้วยกันอีก

๒๕

อาจารย์คนพันตีน


“ตานานต้นโลก” วรรณกรรมแห่งปัญญา   ∞ 

มนุษย์ยุคชาดก

เป็นยุคของพวกพรหมและเทพมาเกิดมาเป็นมนุษย์ และที่เกิดจาก การสมสู่กันระหว่างมนุษย์เพศหญิงและชาย ซึ่งต่างก็เป็นต้นตระกูลของชนชาติต่าง ๆ แต่ละแห่งที่พวกเป็นบรรพบุรุษลงมา บรรดาลูกๆของพวกเขาเริ่มจะมีร่างกายที่หยาบ แน่นหนาแตกต่างจากรุ่นพ่อแม่ เป็นไปกาลเวลา ตามสภาพของท้องที่ และธาตุ สารอาหารที่กินเข้าไป เป็นการเปลี่ยนแปลงตามพัฒนาการของธรรมชาติ เมื่อแผ่นดินเริ่มมีโผล่ข้ึนมาเหนือน้ามากขึ้น พวกอาภัสสรกายทิพย์ก็ต่างทะยอย ลงมาหากินและกลายเป็นมนุษย์ตลอดเวลา มีแสงหลากสีวูบวาบลอยเต็มท้องฟูาเหมือน หิ่งห้อย และพวกที่ลงมาเกิดก่อนก็เริ่มมีลูกมีหลานต่างแยกย้ายหากินกันเป็นคู่ ๆ อาหารการกินไม่อดหยาก จะกินอะไรก็ได้หมดทุกอย่าง ไม่เป็นเวลา ไม่มีวันเดือน ปีอะไรทั้งสิ้น เป็นช่วงระยะเวลาของโลกมีมนุษย์และสัตว์อยู่สองพวก คือ ประเภทมา เกิดเอง และประเภทที่เกิดจากน้าเชื้อและรัง ไข่ หรือเป็น ทายาทสื บทอดรัก ษา เผ่าพันธุ์ของพวกแรกต้นแบบ ยุคชาดกไม่กาหนดเวลาอายุขัย มีแต่การเกิด การตายมีเพียงถูกฆ่าจากมนุษย์ หรือสัตว์เพื่อเป็นอาหาร และเพราะอุบัติเหตุ ตายแล้วสามารถมองเห็นวิญญาณออก

๒๖

อาจารย์คนพันตีน


“ตานานต้นโลก” วรรณกรรมแห่งปัญญา   ∞  จากร่างเป็นแสงไปสิงอยู่กับร่างของคนเป็น หรือไปอยู่ในห้องครรภ์ผู้ที่กาลังจะเป็นแม่ เพื่อสื่อสารให้รู้ว่าตายแล้วไปไหน เป็นการเริ่มเรียนรู้ของเผ่าพันธุ์ในเรื่องจิตวิญญาณ จากพวกที่ตายไปแล้ว ด้วยกันเอง ความรู้สึกโศรกเศร้าเสียใจ ความเหงาที่ขาดเพื่อน หรือคู่ชีวิตไป ก็เริ่มมีข้ึนในหมู่มนุษย์ เมื่อไม่มีกาหนดเวลาเป็นอายุที่จะต้องตาย มีแต่ การเกิดอยู่ตลอดเวลา ทาให้การตายแต่ละครั้งมีความสาคัญมาก จึงมีพิธีกรรมต่าง ๆ และพิธีการในการจัดการกับศพของคนตาย เพื่อความหวังว่าคนที่เคยอยู่ร่วมกันจนเกิด ความเข้าใจรักใคร่จะได้มาเกิดร่วมชีวิตด้วยกันอีก ของมนุษย์ทุกเผ่าพันธุ์ ทุกชนชาติบน โลกเหมือนกันหมด

ณ. เวลานั้นโลกพึ่งเกิดใหม่มีอายุไม่กี่ล้านปี ธรรมชาติแวดล้อมมีแต่บริสุทธิ์ สดใส ทั้งดินน้าลมไฟ มนุษย์พืชและสัตว์ต่างก็มีจิตวิญญาณที่ใสสะอาดหมดจด ต่าง จึงไม่มีแก่เฒ่าและกาหนดกาลเวลา จนกระทั่งมนุษย์และสัตว์มีจานวนมากขึ้น จึงเริ่มมี การสื่อสาร และมีข้อตกลงจัดการกับความเป็นอยู่ มีระเบียบแบบแผนในหมู่เผ่าชน ที่หนาแน่น การทาร้ายฆ่ากันเองด้วยเหตุผลต่าง ๆ และด้วยอารมณ์ความรู้สึกไม่พอใจ ก็เริ่มเกิดตามขึ้นมา ความแตกต่างระหว่างความดี กับความชั่ว ความทุกข์และ ความสุข ชัดเจนมากขึ้นในหมู่ มวลมนุษย์ ความบริสุทธิ์สดใสของโลกเริ่มมั วหมอง จิตใจของมวลสรรพสัตว์ไม่สดใสเหมือนเก่า อายุของมนุษย์กับสัตว์ก็เริ่มลดลงมาเรื่อย ๆ และมีกาลกาหนดเวลาสัมพันธ์กับสภาพแวดล้อมของโลกที่เริ่มเปลี่ยนแปลง

๒๗

อาจารย์คนพันตีน


“ตานานต้นโลก” วรรณกรรมแห่งปัญญา   ∞ 

ยุคโพธิสัตว์

ชั่วระยะเวลาหนึ่งแรก ๆ สรรพชีวิตที่ เป็นพวกกลุ่มบรรดา เทวดาชั้นเทพและพรหมลงมาเกิดตามกาลเวลาเป็นต้นเผ่าพันธุ์มนุษย์กับบรรดาพวกที่ พ้นโทษทัณฑ์ได้ข้ึนมาเกิดเป็นต้นเผ่ าพั นธุ์ท้ังมนุ ษย์และสัตว์ ก็ต่างใช้ชีวิตบนโลกด้วย ความสงบสุข เป็นเวลานานหรือนับไม่ได้ สมมุติเรียกขึ้นมาว่ายุคชาดก จนกระทั่ง จานวนของสรรพสัตว์มีมากขึ้น ความเปลี่ยนแปลงก็เกิดตามมา อายุของสิ่งมีชีวิต ทั้งหลายจึงต้องถูกกาหนดจากัดอายุขัย เพราะทุกอย่างผูกพันสัมพันธ์กันมาอย่างมี กฎเกณฑ์ เมื่อธาตุจิตวิญญาณที่ว่างใสบริสุทธิ์ ลงมาเกิดมีร่างกายเป็นมนุษย์อาศัยสารแร่ ธาตุบนโลกรักษาหล่อเลี้ยงบารุง ต้องตกอยู่ในกฎเกณฑ์ของโลก ที่ต้องอยู่ ต้องกิน และบารุงรักษา ความอยากได้ อยากเป็น อยากมี ได้เกิดขึ้นทันที จิตไม่มี ความบริสุทธิ์ต่อไปอีกนับแต่มีสังขารคืนมาหลังจากลิ้มรสของปฐพีนับแต่นั้นเป็นต้นมา

๒๘

อาจารย์คนพันตีน


“ตานานต้นโลก” วรรณกรรมแห่งปัญญา   ∞  การมีชีวิตอย่างไม่มีกาหนด หรืออมตะ ไม่มีวันตายถูกจากัดลงมาเรื่อย ๆ จาก เป็นล้านลดมาเป็นแสน และเหลือเพียงไม่กี่หมื่นปี ในช่วงระยะเวลายุคชาดก เหล่า มนุษย์ด้วยกันได้ทาการเบียดเบียนทาร้ายกันเอง ผูกเวรผูกกรรมไปมาไม่รู้สักกี่เที่ยวกี่ รอบ มีความทุกข์ทรมานแสนสาหัสจากที่ได้สู ญเสียในสิ่งที่ตนรักและหวงแหน ต่างมัว เมามองไม่เห็นต้นเหตุปลายผล มนุษย์ในยุคนี้แม้จะมีที่มาของก าเนิดแตกต่าง เป็น พวกที่มีจิตวิญญาณที่ว่าง เปล่า ไม่มีความทรงจาหรือสัญญาใดติดมาด้วยเพราะถูกลบล้างหมด เป็นการเริ่มต้น ใหม่ ความรู้สึกนึกคิดถูกห่อหุ้มด้วยสภาพแวดล้อมความเป็นอยู่ มีชีวิตอยู่กับธรรมชาติ ที่มีแต่การกินขับถ่าย และเสพย์สมกามสืบทอดสายพันธุ์เท่านั้น แม้จะติดต่อกับจิต วิญญาณที่อยู่บนชั้นฟูาได้โดยตนเอง หรือผ่านตัวกลางหรือร่างทรง ก็ไม่ได้ความรู้ ความเข้าใจอะไรเพราะต่างก็ไม่รู้เหมือนกัน มีการเบียดเบียนฆ่าฟันทาร้ายกันเกิดขึ้น ไม่ รู้ จั ก ผิ ด ถู ก ตายไปแล้ ว ก็ เ กิ ด ใหม่ ม าลบล้ า งกั น ต่ อ เป็ น วั ฐ ฐ์ ลู ก โซ่ พวกที่ ต ายไป กลายเป็นผีบรรพบุรุษ เฝูาคอยวนเวียนช่วยเหลือลูกหลานที่ยังมีชีวิตอยู่ จิตวิญญาณยังมีภพภูมิสถิตย์ซ้อนอยู่ณ.บริเวณที่อยู่อาศัยเดิม ตามปุาเขาและ ท้องน้า ในถิ่นของพวกเดียวกัน สามารถดลบรรดาลปัดเปุาแสดงปรากฎการณ์เหนือ มนุษย์ เช่น ทาให้เกิดลม ฝน ก้อนเมฆบังแดดหรือแม้แต่ฟูาผ่าได้ เป็นการเลียนแบบ ธรรมชาติ หรือคอยรักษาอาการเจ็บปุวยบางโรคได้ในบางรายเป็นต้น ซึ่งเป็นความ ซับซ้อนละเอียดอ่อน มีเงื่อนไขเป็นเหตุผลในแต่ละกรณี และไม่สามารถนาไปอธิบาย เป็นมาตรฐานสูตรสาเร็จ แต่ทาให้มีการบูชา เฝูาอ้อนวอนกราบไหว้บรรพบุรุษที่ตายไป แล้ว เกิดขึ้นทั่วทุกเผ่าทุกชาติพันธุ์ในโลกนี้ และต่างสมมุติเรียกชื่อวิญญาณบรรพบุรุษ ขึ้นมาเป็นภาษาของพวกตนเอง เป็นช่วงเวลาระยะหนึ่งที่โลกเป็นสวรรค์บนดินให้กับบรรดามนุษย์ ประเภทเทวดา ตกสวรรค์ และพวกขึ้นมาจากนรกได้มีความเป็นอยู่อย่างอิสระเสรีเท่าเทียมกัน เสพย์ สุขโลกีย์กันอย่างเพลิดเพลิน สนุกสนาน มีความคิดและความเห็นที่แตกต่าง มีการ ๒๙

อาจารย์คนพันตีน


“ตานานต้นโลก” วรรณกรรมแห่งปัญญา   ∞  รวมกลุ่มรวมตัวเป็นสังคม และแยกออกไปเป็นอิสระ ชนเผ่าใดที่เกิดมีปัญหาระเบียบ ข้อกาหนดก็มีขึ้นตามและท้ายสุดข้อบังคับกับการขัดขืนต่อต้านก็ตามมาคัดค้านกันต่อ พัฒนาการของมนุษย์บนโลก ตานานไทยบ่งบอกไว้ว่ากินเวลาเป็นอสงขัย คือ นับไม่ได้ ด้วยความอุดมสมบูรณ์และความบริสุทธิ์ของธรรมชาติยุคชาดกได้ปรนเปรอทุก อย่างแก่สรรพสัตว์ จนเกิดสภาวะธรรมเป็นกิเลสขึ้นห่อหุ้มจิตใจของทั้งคนและสัตว์ ซึ่งแต่เดิมเคยว่างเปล่า แต่ด้วยเวลากว่าร้อยล้านปี เป็นช่วงระยะที่ยาวนานมาก จึง ทาให้จิตวิญญาณที่เคยใสบริสุทธิเพิ่มพูนสะสมความรัก โลภ โกรธ หลง มากจนฝังแน่น ในจิตใจ เป็นคุณลักษณะของมนุษย์ในที่สุด เปรียบได้เหมือนเริ่มมีฝุนละอองเกาะคลุมแก้วกระจก ที่เคยสดใสจนมองไม่เห็นเงาและแสงสะท้อนเหมือนเดิม เริ่มแรกสนุกสนานจนเกิดมี ความคิ ด และความแตกต่ า ง มี ก ลุ่ ม พวก รวมตั ว เป็ น สั ง คม เริ่ ม มี ปั ญ หาจึ ง มี ระเบียบข้อกาหนดและการบังคับ จนในที่สุดนาไปสู่ความขัดแย้ง การต่อสู้ถึงขึ้นหักล้างก็ ตามมา พัฒนาการของของมนุษย์และสัตว์บนโลกเรียกระยะเวลานี้ว่า “อสังขัย” คือไม่ นับหรือนับไม่ได้ร้อยล้านปีขึ้นไป ธรรมชาติได้ให้ทุกอย่าง นับเป็นการเริ่มต้นอุปทาน หรือความอยากมีและ ต้องการ คือกิเลสเกิดขึ้น เป็นความรู้สึก รัก โลภ โกรธ หลง แทนที่ความว่างเปล่า ในจิตวิญญาณของมนุษย์และสัตว์ เป็นคุณสมบัติติดตัวของทุกคนไม่มียกเว้น จึงเป็นเวลาของกลุ่มเทวดาอีกชั้นหนึ่งจุติลงมา พวกเทวดาในชั้นนี้เป็นเสมือนพี่ เลี้ยงหรือครู พวกเขาทั้งหลายลงมาเกิดหรือแบ่งภาคลงมาทาหน้าที่คอยช่วยเหลือพวก สายเครือญาติญาติบริวารเดียวกัน พวกเทวดากลุ่มนี้มีความทรงจาหรือสัญญญาเก่าติด มา จะกระจายลงไปเกิดในหมู่เผ่าพันธุ์มนุษย์ที่ต่าง ๆ และเผ่าพันธุ์สัตว์หลายประเภท ชนิดแล้วแต่กรณีเหตุปัจจัยของแต่ละท่าน เป็นไปตามวัตถุประสงค์และขั้นตอนใน การบาเพ็ญที่มีความแตกต่างกันออกไป

๓๐

อาจารย์คนพันตีน


“ตานานต้นโลก” วรรณกรรมแห่งปัญญา   ∞ 

พระโพธิสัตว์กลุ่มแรก พวกพ่อมดหมอผี

ภพภูมิของเทวดาชั้นโพธิสัตว์ หรือพวกที่ชอบช่วยเหลือผู้อื่น พวก เขาจะทะยอยลงมาเกิดเมื่อถึงเวลาอันควร ซึ่งทุกครั้งจะเหมาะสมกับสถานการณ์ในหมู่ หรื อ ชุ ม ชนที่ ก าลั ง ต้ องการพอดี เป็น การมาทั้ง เรี ย นรู้ สะสมประสบการณ์ และ ช่วยเหลือหรือสร้างบารมีของพวกเขา ทุกเผ่าพันธ์บนโลกมนุษย์จะมีเวทวดาในกลุ่มนี้ ปะปนอยู่ด้วยเสมอตลอดเวลา วิถีชิวิตมนุษย์ยุคชาดก ทุกคนมีอิสระเสรีภาพเท่าเทียมกันใช้ชีวิตอย่างเสรีภายใน ขอบเขตธรรมชาติที่อานวยให้ โลกให้ความเป็นธรรมแก่ทุกสรรพสัตว์ เปิดโอกาสให้ตัก ตวง ดื่มกินเสพย์สมกันอย่างเต็มที่จนอิ่มหนาสาราญ แม้ช่วงเวลาจะไม่กาหนดอายุวัน เดือนปี แต่ก็มีการตายและการเกิดตลอดเวลา วิญญาณที่ล่องลอยจากร่างไปก็ยังต้อ ง กิ น หรื อ เสพย์ อ ยู่ เ หมื อ นกั น ที่ แ ตกต่ า งออกไป หรื อ ที่ เ รี ย กกั น ว่ า กิ น ทิ พ ย์ ซึ่ ง อย่างไรก็ยังอาศัยคนที่ยังมีชีวิตช่วยจัดการให้

๓๑

อาจารย์คนพันตีน


“ตานานต้นโลก” วรรณกรรมแห่งปัญญา   ∞ 

ดังนั้นจะมีแต่บรรดาพวกลูกหลานญาติมิตรที่ผูกพันธ์รู้จักเท่านั้นยอมเสียเวลา ดาเนินการ คนกลุ่มใดที่ชนรุ่นหลังกระทาการตามที่บ รรพบุรุษได้เซี่ยมสอนไว้อย่าง สม่าเสมอ มีผลทาให้พวกเขาเกาะกลุ่มกันเหนียวแน่นเป็นปึกแผ่นเข้มแข็งและยั่งยืน ยุคกาลปลายสมัยชาดก เริ่มมีสังคมแบ่งเป็นเผ่า เป็นกลุ่มพวก มีผู้หัวหน้า ทาการสู้รบ แย่งชิงของรักของหวงกันในระหว่างเผ่า มีความทุกข์ รู้สึกเสียใจในการ สูญเสียที่เกิดขึ้น เมื่อพ่ายแพ้ และความดีใจของผู้ชนะสลับกันไปมา เริ่มมีการร้องขอ ความช่วยเหลือจากวิญญาณบรรพบุรษให้ประสบโชคดี พบแต่ความสาเร็จ มีการจัด ระเบียบ สร้างแบบแผนพิธีกรรมเพื่อแสดงความเคารพสักการะ ผู้ที่สามารถสื่อสาร ติดต่อกับจิตวิญ ญาณจึงเป็นผู้ที่มีความสาคัญเท่า ๆกับผู้นาหรือหั วหน้าเผ่ า ผู้คนให้ ความเคารพนับถือเกรงกลัวและได้รับการดูแลเอาใจใส่เป็นพิเศษ ความสามารถพิเศษของบุคคลเหล่านี้มีเกิดขึ้นในทุกๆเผ่า มีชื่อเรียกแตกต่างกัน ออกไป แต่หน้าที่เหมือนกันทุกประการ อย่างที่เรียกกันในปัจจุบันว่า “พวกพ่อมดหมอ ผี” หรือผู้วิเศษและหรือแม้กระทั่งว่าเป็นตัวแทนของพระเจ้าก็มี แต่ทั้งหมดก็คือพวกเขา เหล่าเทวดาชั้นพระโพธิสัตว์ท้งั นั้น

๓๒

อาจารย์คนพันตีน


“ตานานต้นโลก” วรรณกรรมแห่งปัญญา   ∞ 

พระโพธิสัตว์กลุ่มที่ 2 นักพรตและนักบุญ

การติดต่อกับวิญญาณของเหล่าพ่อมด หมอผีเป็นการเชื่อมต่อ คลื่ น พลั ง จิ ต ที่ มี ข นาดความถี่ ห รื อ ความละเอี ย ดเท่ า กั น ผู้ ที่ ท าต้ อ งมี ส มาธิ ส ามารถ ควบคุ ม จิ ต ปรั บคลื่ น หรื อ อารมณ์ ใ ห้ เ ป็ น หนึ่ง ในขณะที่ สื่ อสารกั น ค าพูด หรื อ ภาษาที่ ออกมาจากปากของพ่อมดหมอผีจะเป็นได้ท้ังของเขาเองและวิญญาณ แต่ส่วนใหญ่จะ เป็นวิญญาณที่ต้องการจะสื่อมากกว่า ซึ่งจะใช้เวลาไม่มากนักประมาณ 10-20 นาที เท่านั้น ที่เกินไปกว่านี้จะเป็นคาพูดที่พยายามอธิบายของผู้เป็นร่างทรงหรือพ่อมดหมอผี ตามความเข้าใจ เพื่อเป็นไปตามความประสงค์ต้องการของเจ้าของพิธีการ บรรดาพ่อมดหมอผีหรือร่างทรงไม่มีความสามารถจะรู้แท้จริงว่าวิญญาณที่มา สื่อสารด้วยนั้นเป็นใคร เป็นเทวดาหรือผีชั้นภพภูมิใด พวกเขาจะบอกว่าอย่างใดหรือเป็น อะไรก็ได้ จิตที่ละเอียดกว่ามีอานาจเหนือ สามารถแทรกแซงจิตที่หยาบโดยเฉพาะมนุษย์ ทุกคน ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นเทวดาหรือผีก็เข้ามาติดต่อผ่านได้ พวกเขาก็อยากจะบอกให้ ลูกหลานบริวารญาติมิตรให้รับรู้สภาพของบรรพบุรุษเป็นอย่างไร และจะต้องทาอะไร หรือปฏิบัติตนเช่นใด จึงมาอาศัยพ่อมดหมอผีซึ่งเป็นพวกเทวดาพระโพธิสัตว์มาเกิด เพื่อช่วยเหลือโดยเฉพาะ

๓๓

อาจารย์คนพันตีน


“ตานานต้นโลก” วรรณกรรมแห่งปัญญา   ∞ 

ความไม่รู้ไม่เข้าใจคือความเพียรที่จะต้องขวนขวายศึกษาหาความรู้เพื่อตอบ คาถามตนเองและอธิ บายให้คนอื่นเข้าใจ เป็นลาดับขั้นตอนเรียนรู้จากการปฏิบัติของ บรรดาเทวดาในชั้นนี้ที่ลงมาสร้างบารมี นักพรต เป็นเทวดาพระโพธิสัตว์พวกหนึ่งที่พากันบาเพ็ญในปุาเขา ใช้ชีวิตอยู่ กับธรรมชาติ ศึกษาหาความรู้ด้านจิตวิญญาณและศาสตร์ด้านต่าง ๆ โดยเฉพาะการ รักษาโรคด้วยสมุนไพร พวกเขาทั้งหลายเป็นต้นเง้ารากทุก ๆ ศาสตร์วิชาในเวลาต่อมา และพากันต่อยอดสืบต่อเป็นรุ่ นต่อรุ่น และที่มนุษย์ได้อยู่รวมกันเป็นชุมชน และสังคม จึงมีการแบ่งงานแบ่งหน้าที่ ปัญหาที่อยู่ทากิน ที่ดินอาศัย และโรคภัยไข้เจ็บ เหล่านี้ ล้วนเป็นเหตุปัจจัย ให้เกิดการพัฒนาวิชาการความรู้เพื่อใช้และแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น พวกเขาต่างพากันหมุนเวียนมาเกิด และทุก ครั้งก็จะมาพัฒนาการวิ ชาการต่อจาก ของเดิมที่ตนเองได้คิดค้นทิ้งไว้ก่อนตาย คือเป็นหน้าที่ของแต่ละตนที่เริ่มต้นไว้ต้องดาเนิน ต่อจนจบ ซึ่งนอกจากจะเป็นไปตามคาอธิษฐานแล้วยังเป็นวิถีทางการสร้างบารมีของแต่ ละคนด้วย ส่วนเส้นทางการสร้างบารมีและเรียนรู้ของพระโพธิสัตว์สายนักบุญ มักปรากฏ เป็นผู้นา เช่นเป็นผู้นาเผ่า หัวหน้ากลุ่มต่าง ๆ มีบทบาทพาผู้คนต่อสู้ เป็นนักปกครอง และการทหาร สร้างบารมีด้วยการสร้างหรือแย่ งบ้านชิงเมือง และรวบรวมผู้คนเป็น สังคม แบ่งสรรปันส่วน จัดระเบี ยบ สร้างกฏเกณฑ์ มีการนาศาสตร์ วิชา ความรู้จากแหล่งต่าง ๆ ที่แย่งได้มา และวิชาที่คิดค้นคว้าเองมาทาให้เกิดประโยชน์แก่ ส่วนรวม เส้นทางนี้มีท้ังสร้างและทาลาย ผู้คนล้มตายเป็นจานวนมากจากวิถีทาง บาเพ็ญบารมี เป็นผู้ต้องรับผลกรรมในฐานะตัวการทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้น แม้เป็นความ ตั้งใจดี แต่ได้สร้างความพอใจและความเสียใจให้เกิดขึ้น เส้นทางนี้จึงเป็นมหา วิบากยิ่ง เพราะได้เปิดโอกาสและช่องทางให้นักสร้างบารมีท้งั หลายได้ทาหน้าที่กันทุกคน เป็นการเสียสละอย่างมาก เป็นเส้นทางของพระมหาโพธิสัตว์

๓๔

อาจารย์คนพันตีน


“ตานานต้นโลก” วรรณกรรมแห่งปัญญา   ∞  ยุคโพธิสัตว์ เป็นช่วงระยะที่มนุษย์มีพัฒนาการมากทุกด้าน ศิลปวิทยาการมีท้ัง การเริ่มต้นและถ่ายทอดตลอดจนนามาปรับใช้ในสังคมมากขึ้น ธรรมชาติ สภาพแวดล้อมภูมิประเทศภูมิอากาศ อาหารการกินมีส่วนกาหนดให้ มนุษย์มีรูปร่าง ลักษณะ อุปนิสัย ผิวสีและแม้กระทั่งการสืบพันธุ์ มีความผิดแตกต่างจาก ที่เริ่มต้นเหมือนกัน ยิ่งนานวันจานวนผู้คนมากขึ้น ความคิดก็มากตาม จากแต่เดิมที่ ว่างเปล่า ความแตกต่างและความไม่เท่าเทียมกัน เป็นแรงผลักดันให้สังคมมนุษย์ได้ พัฒนาไปข้างหน้าตลอดเวลา แต่ทุกอย่างที่มนุษย์ทาขึ้นมา ทุกกรณีเป็นไปเพื่อตอบสนอง ความต้องการในเรื่องความเป็นอยู่ที่สุขสบายทั้งสิ้น ธรรมชาติได้ จัด สรรให้แ ต่ล ะส่ ว นทั้ง หมดในโลกนี้ต้อ งพึ่ ง พากั น ไม่ มีค วาม สมบูรณ์หรือพอดี ทุกอย่างเป็นส่วนหนึ่งของกันและกัน จะมีปัจจัยรวมกันเมื่อถึงเวลา ของมันเองอย่างเป็นขั้นตอน จนไปสู่การเปลี่ยนแปลง พวกเทวดาโพธิสัตว์มักจะมาทา หน้าที่จัดการแก้ปัญหา ณ.เวลานั้นเสมอ เข้าไปจัดการเรื่องใด จะเป็นการเรียนรู้ เรื่องนั้นและได้เพียงเรื่องเดียวในชาติหนึ่ง ๆ พวกนี้ จึ ง เป็ น เทวดาขยั น มาเกิ ด อายุ ขั ย ไม่ ยื น ยาวเท่ า กั บ พวกอื่ น เมื่ อ หมด ภาระหน้าที่มักจะตายลงหลังจากนี้ ความรู้ความเข้าใจของพวกเขายังไม่ เพียงพอ ยัง ต้องเรียนรู้อีกมาก ดังนั้นจึงทาให้คาสอนของพระโพธิสัตว์ที่เป็นลัทธิ หรือสานักนิกาย ในยุคต่าง ๆ ไม่ถูกต้องสมบูรณ์ เป็นเพียงส่วนหนึ่งที่ได้รู้มา จึงต้องลงมาเกิดเพื่อ เรียนรู้ให้ถึงที่สุด

๓๕

อาจารย์คนพันตีน


“ตานานต้นโลก” วรรณกรรมแห่งปัญญา   ∞ 

พระโพธิสัตว์กลุ่มที่ 3 นักบวช ฤาษีชีไพร

บนโลกที่มีผืนแผ่นดินเต็มไปด้วยพืช สัตว์ คน ทุกพื้นที่ คนเป็น สัตว์สายพันธุ์หนึ่งของโลกที่ธรรมชาติสร้างขึ้นมาให้มีอวัยที่ละเอียดสลับซับซ้อนเป็น พิเศษโดยเฉพาะ เป็นการรองรับเอาจิ ตวิญญาณที่มีความจาหรื อสัญญาหลังจากได้ วนเวียนมาเกิดเป็นทุกอย่างนับไม่ถ้วน บนผืนแผ่นดินที่มีคนจึงมีความแตกต่างเกิดขึ้น จะสังเกตุเห็นได้จากความเป็นอยู่ สามารถดัดแปลงธรรมชาตินาเอาแร่ธาตุท้ังในดินบนน้ามาใช้นอกเหนือจากกินดื่มอย่าง เดียว ซึ่งสัตว์ประเภทอื่นทาไม่ได้ แม้จะมีความคิดเหมือนกัน ทุกสิ่งทุกอย่างเริ่มต้นที่ความคิดก่อน นั่นก็คือจิตใจ หรือวิญญาณ ที่ได้บันทึกเอาความทรงจาเก่าเอาไว้ เมื่อมนุษย์กลุ่มต่าง ๆ ได้รวมตัว กันเป็นสังคม เป็นชุมชนและบ้านเมือง ความเจริญก้าวหน้าการดัดแปลงเล่นแร่แปลธาตุ มาเป็นประโยชน์สร้างความสะดวกสบายเกิดขึ้น ธรรมชาติได้กาหนดให้มีคละเคล้ากัน ไป เป็นการจัดสรรสร้างความสมดุลให้มีขึ้น

๓๖

อาจารย์คนพันตีน


“ตานานต้นโลก” วรรณกรรมแห่งปัญญา   ∞  พ่อมดหมอผี นักพรตนักบุญ นักบวช ฤาษี ชีไพร นักคิดนักวิชาการต่าง ๆ พวกเขา เหล่านี้คือพวกเทวดาพี่เลี้ยง ที่คอยเกิดมาดูแลและเป็นครูสอนเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ทั้งที่เคยรู้จักกันมาก่อนและเป็นเพื่อนใหม่ก็มี ทุกคนเคยตั้งสานัก เป็นเจ้าของลัทธิ นิกาย มีลูกศิษย์คอยเรียนรู้ รับใช้ เผยแพร่ ความคิด ความเชื่อมาด้วยกันทั้งนั้น ถูกบ้างผิดบ้างก็แล้วแต่เหตุปัจจัยในแต่ละครั้งแต่ละชาติ ตานานเทพพรหม กาหนดชั้น สวรรค์และนรก ชื่อเรียกเทวดาและหัวหน้า รวมทั้งเจ้าของวิชาศาสตร์วิชาต่าง ๆ ก็ล้วน แต่สืบทอดมาจากพวกเขาเหล่านี้เป็นผู้นามา มีค วามแตกต่างเฉพาะจากภาษาที่ สร้ างหรือบัญ ญัติใช้กัน ในหมู่เ ผ่า พัน ธุ์ ข อง ตนเอง แต่เนื้อหาสาระแล้วสื่อความหมายเหมือนกันหมด

๓๗

อาจารย์คนพันตีน


“ตานานต้นโลก” วรรณกรรมแห่งปัญญา   ∞ 

ยุคกาลศาสนา

๓๘

อาจารย์คนพันตีน


“ตานานต้นโลก” วรรณกรรมแห่งปัญญา   ∞ 

พระเจ้ากกุสันโธสัมมาสัมพุทธ เจ้า เมื่อกาลอายุของมนุษย์ลดลงมาถึง 4 หมื่นปี ผู้คนทาร้ายซึ่งกันและ กันมีมากขึ้น ด้วยเหตุผลต่าง ๆ นา ๆ แต่ในความเป็นจริงมีสาเหตุใหญ่สองประการคือ เรื่องการทามาหากิน และความเชื่อถือในลัทธินิกาย เผ่าที่มีพลเมืองมากรวมกันเป็น ปึกแผ่นเข้มแข็ง สามารถเป็นนครหรือรัฐ บริหารปกครองตนเอง มีระเบียบวินัยสร้าง วั ฒ นธรรมประเพณี ท ามาค้ า ขายเปิ ด ความสั ม พั น ธ์ ไ ปมาหาสู่ กั น ทั้ ง ระดั บ ผู้ น าและ ประชาชน เมืองใดมีพลเมืองมากที่ดินทากินอุดมสมบูรณ์มีผู้นาที่เข้มแข็งก็ถูกยกให้เป็น ประธานหรือประมุขของแคว้น มีการพัฒนาค้นพบการทาเครื่องมือเครื่องใช้เป็นโลหะเช่น ตะกั่ว เหล็ก ทอง เงิน ทดแทนของเดิมที่เป็นหิน ไม้แ ละเครื่องปั้ น ดิ น เผา ต่อมาจึ ง หลอมรวมเป็น เครื่องมื อ ภาชนะเครื่องใช้ประจาวันในการทามาหากิน และทาเป็นอาวุธทาลายประหัตประหารกัน อย่างมีประสิทธิภาพ มีการสร้างอักษร สมมุติเครื่องหมายตัวเลข ใช้สื่อสารแทนคาพูด เขียนบันทึก ข้อตกลง บัญญัติกฏหมายระเบียบข้อบังคับ กาหนดพิธีกรรมบูชาบรรพบุรุษหรือเทพ

๓๙

อาจารย์คนพันตีน


“ตานานต้นโลก” วรรณกรรมแห่งปัญญา   ∞  เทวดาประจ าเมื อ ง ประเทศและแว่ น แคว้ น จั ด ล าดั บ ความส าคั ญ ของจิ ต วิ ญ ญาณ เช่นเดียวกับระดับชั้นการปกครองของมนุษย์ บรรดาสิ่งเหล่านี้นามาซึ่งความเข้าใจผิด หลงทาง สืบคาสอนของบรรพบุรุษที่ พยายามจะสื่อให้รู้เริ่มต้นความเป็น มาก่อนจะเป็น มนุษย์ เนื่องด้ วยกาลเวลาที่ แ สน ยาวนาน ธรรมชาติได้ครอบงาบดบัง เกิดการเปลี่ยนแปลงทุกอย่างโดยเฉพาะที่สาคั ญ คือความรู้สานึกคิด มนุษย์มิได้มีเพียงแต่การกินและสืบพันธุ์เท่านั้นอีกแล้ว การอยู่กัน เป็นหมู่ใหญ่ ทาให้ต้องมีการจัดระเบียบแบบแผนของสังคม แบ่งงานแยกหน้าที่ เกิดชน ชั้น มีวรรณะและลาภยศ สรรเสริญก็งอกเกิด และก็ยิ่งทาให้ความบ้าระห่า แสวงหา เป็นไปอย่างรุนแรง มนุษย์ไม่ได้ว่างเว้นจากการทาสงครามล้มล้างกันเพื่ออานาจ และกลายเป็นกีฬา อย่างหนึ่งของบรรดาผู้นาที่คิด แต่เรื่องเกียรติยศและคายกย่องสรรเสริญที่จะนามาทุก อย่างตามต้องการ นักพรต ฤาษี นักบวช หัวหน้าสานักลัทธิท้ังหลาย ต่างนาอภิญญาความรู้ เหนือมนุษย์ ไปใช้ในทางที่ไม่ถูก มีเรื่องลาภยศสรรเสริญมาเกี่ยวข้องเป็นผลจากการ ฝึกจิตจนเกิดสมาธิและเป็น ฌาณระดับต่าง ๆ ของพวกเขา ที่มีแรงจูงใจเริ่มต้นเพื่อ แก้ปัญหาและทางออกของสังคมที่มีแต่ความวุ่นวายเดือดร้อน โดยเฉพาะกลุ่มพวกผู้ พ่ายแพ้ตกเป็นทาสหรือเชลย ถูกทรมานทุกข์แสนสาหัส ได้แต่เฝูาอ้อนวอนขอความ เมตตาจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์หรือเทวดาประจาเมืองช่วยเหลือ เมื่อความช่วยเหลือสาเร็จก็ นาไปสู่การอวดอ้างความสาคัญ ความยิ่งใหญ่เหนือกว่า เก่งกว่า เหยียดหยันเยาะเย้ย เปรี ยบเทียบ กลับทาให้สัง คมมนุษย์ แ บ่ งเป็นกลุ่ม มี ค วามฮึก เหิมหาญกล้ า ทา สงครามมุ่งทาลายกันต่อไปไม่สิ้นสุด ณ. เวลานั้น สถานที่ของอาภัสสรเทพพรหมลงมาเกิดเป็นโคตรตระกูลคนไทยคู่ แรกที่เป็นนายสรวงนางสางและคู่อื่น ๆ คือ บริเวณจังหวัดเพชรบุรีในเวลานี้ และบรรดา ลูกหลานเหลนโหลนได้แพร่ขยายไปสมสู่เสพย์สมกับลูกหลานของต้นมนุษย์ด้วยกันของ เหล่าบรรดาอาภัสสรเทพอื่น ๆ อุบัติเกิดทั่วพื้นที่ดินที่โผล่ข้ึนมาเหนือน้า ตั้งแต่ยุคชาดก จนถึงยุคพระโพธิ์สัตว์ กาลเวลาที่ยาวนานจนนับไม่ถ้วน ผู้คนที่มีอายุยืนยาวไม่มีวันตาย ได้แพร่กระจายไปทุกแห่งหนที่มีพื้นดิน มีการรวมกลุ่มรวมเผ่า ตั้งบ้านสร้างเมือง เป็น ๔๐

อาจารย์คนพันตีน


“ตานานต้นโลก” วรรณกรรมแห่งปัญญา   ∞  รัฐ เป็นนคร มณฑล ประเทศและแคว้น จนกระทั่งมนุษย์กาหนดอายุวันตาย และเหลือ ยาวนานที่สุดได้ 4 หมื่นปี บางส่วนขึ้นไปทางเหนือเป็นบริเวณประเทศที่เรียกว่าประเทศ จีนและบางส่วนไปทางทิศตะวันตกที่เป็นประเทศอินเดียในปัจจุบัน ในสมั ย นั้ น ดิ น แดนที่ อ ยู่ ข องต้ น คนไทย ถู ก เรี ย กว่ า ทอง หรื อ สุ ว รรณทวี ป เหมือนกัน เป็นตานานเล่าขานของพุทธประวัติ ที่พระพุทธโคดมสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อ ครั้งตรัสรู้ได้ตรัสเล่าให้พระสาลีบุตร อัครสาวกฟัง ถึง ความเป็นมาในอดีต ปฐมกาล และทรงพยากรณ์ถึงกาลข้างหน้าผู้ที่จะมาตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า องค์ต่อไปจะเป็นใคร และเคยสร้างบารมีอันใดมาบ้างในสมัยกาลพระพุทธเจ้าองค์ก่อน จึงรู้ว่าเมืองทองเป็นเมืองหลวง มีพระเจ้ามหาปนาทบรมจักรพรรดิ์เป็นกษัตริย์ ปกครอง เป็นเจ้าเมืองมีชื่อเดิมว่า พ่อขุนยอดแก้วฟูาไทยหรือเมืองสรวงเก่านั่นเอง โสฬสนคร คือ เมืองที่พระกกุสันโธสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงอุบัติข้ึนมาเป็นองค์ปฐม แห่งภัททกัปป์ เป็นเมืองหนึ่งใน 16 เมืองของแคว้นชมพูทวีปหรือมัชณิมประเทศ ที่ใช้ เป็นชื่อเรียกกันในสมัยนั้น มัชณิมประเทศเป็นศูนย์กลางของความเจริญทุก ๆ ด้าน มีความหลากหลายของ ประเพณีวัฒนธรรม ของชนเผ่ากลุ่มต่าง ๆ เป็นจานวนมาก อีกทั้งยังเป็นแหล่งรวมที่ หลายชาติ พั น ธุ์ แ วะเวี ย นผ่ า นมาหาซื้ อ ขายแลกเปลี่ ย นสิ น ค้ า เพราะมี เ ส้ น ทางการ คมนาคมเชื่อมต่อไปยังประเทศอื่นได้รอบทิศทางสะดวกสบาย ทาให้สังคมเป็นแหล่ง เรียนรู้ทางธรรมชาติที่สมบูรณ์ มีนักปราชญ์ราชบัณฑิตเจ้าสานักลัทธิ นักพรตนักบวช มีพ่อค้าที่ร่ารวยมหาศาลและคนยากจนจานวนมาก มีพระมหากษัตริย์ผู้นาเรื่องอานาจ ด้วยคุณธรรมและกองทหารที่เข้มแข็ง เป็นแบบอย่างของสังคมมนุษย์รูปแบบหนึ่งที่ ธรรมชาติจัดสรรขึ้นมา ให้ผ้รู ู้ได้เห็นและยกเป็นตัวอย่างประกอบเปรียบเทียบระหว่างคน ฉลาดที่สุดกับคนโง่ที่สุด รวยที่สุดกับจนที่ สุด เข้มแข็งที่สุดกับอ่อนแอที่สุด ซึ่งเป็น ความแตกต่างที่กาลังรอการแก้ไขและคาอธิบายมากที่สุด พระองค์ทรงเป็นพระโอรสในเชื้อพระวงศ์ของกษัตริย์ปกครองเมืองโสพั สมหา นคร และอยู่ค รองเรือนก่อนจะเสด็จออกพระราชวัง เที่ ยวแสวงหาความเป็น ไปของ มนุษย์และโลก (มหาภิเนกษกรม) ได้ศึกษาจากเจ้าสานักลัทธินิกายต่าง ๆ มากมาย แต่ ไม่มีอาจารย์สานักใดสามารถตอบคาถามหรือแนะนาได้อีกต่อไป จึงหลบหนีไปทาความ ๔๑

อาจารย์คนพันตีน


“ตานานต้นโลก” วรรณกรรมแห่งปัญญา   ∞  เพียรอยู่เพียงลาพัง จนในที่สุดก็บรรลุธรรมตรัสรู้เป็นพระอรหันต์สัมมาสัมพุทธเจ้าโดย พระองค์เอง หลังจากนั้นเสด็จย้อนกลับไปโปรดเทศนาสั่งสอนบรรดาเจ้าสานักที่เคย เป็นครูบาอาจารย์ จนบรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ก่ อน จึงได้เสร็จกลับคืนพระมหา โสพัสนครโปรดพระราชบิดามารดาคนในครอบครัวและคนในเชื้อพระวงศ์เป็นลาดับ ต่อมา ก่อนที่พระเจ้ากกุสันโธ จะทรงทอดพระญาณตรวจโลกเพื่อไปโปรดสัตว์โลกทั่ว ผืนแผ่นดินอยู่นั้น พระเจ้ามหาปนาทบรมจักรพรรดิ์แห่งเมืองสรวงหรือเมืองทองทราบ ข่าวการอุบัติข้ึนของพระอรหันต์ผู้ตรัสรู้บนโลกมนุษย์ แล้วและยังประทับโปรดสัตว์อยู่ โสฬสมหานคร จึงเสด็จเดินทางมาเพื่อเข้าเฝูารับฟังเทศนา หลังจากจบการแสดงธรรม ของพระพุทธองค์ได้บรรลุธรรมระดับหนึ่งจึงตรัสบอกแก่เสนาอามาต์ ว่าท่านจะขอบวช ในพระศาสนาไม่ขอเป็นกษัตริย์อีกต่อไปแล้ ว ขอให้กลับไปจัดการ สถาปนารัชทายาท สืบราชสมบัติแทน ต่อจากพระองค์ด้วยพระมหากษัตริย์ของไทย จึงเป็นเอหิภิกขุองค์แรก ของโลก คือเป็นพระภิกษุที่พระพุทธเจ้าทรงเปล่งวาจาบวชให้ด้วยพระองค์ และเป็นพระ รัตนไตรที่สมบูรณ์ คือ มีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์เกิดขึ้นเป็นองค์ประกอบของ ศาสนานับแต่น้นั เป็นต้นมา พระพุทธองค์ทรงพิจารณาตรวจหาบุคคลที่พร้อมด้วยปัญญาบารมีสามารถฟัง พระเทศนาธรรมเพียงไม่กี่ประโยคก็สามารถเข้าใจและบรรลุธรรมสาเร็จเป็นพระอรหันต์ ได้เลย พวกเขาเหล่านั้นรวมกันอยู่ มีกระจายทั่วทุกประเทศและกาลังพาพวกบริวาร ศึกษาค้นหาตามแนวทางของตนอยู่ พวกเขาเข้าใจว่าพรหมเป็นที่สิ้นสุด พากันหลงผิด คิดว่าไม่มีอีกแล้ว ทาให้ต้องมาวนเวียนกันมาเกิดแล้วเกิดเล่า หาทางออกไม่พบ เมื่อได้ ฟังการชี้แนะแนวทางจากพระพุทธองค์ก็สามารถจะเข้าถึงนาพาพรรคพวกหลุดพ้นวงจร การเกิดได้อย่างง่ายดาย เพราะบาเพ็ญความเพียรมามากและเคยถึ งระดับนี้หลาย ครั้งแล้ว แต่ยังติดความสุขแบบโลกอยู่ทาให้มีความลังเลสงสัย จานวนผู้คนที่รอคอยการมาโปรดของพระพุทธกกุสันโธอยู่ นอกชมพูทวีปก็มีมาก เท่า ๆ กัน โดยเฉพาะที่เมืองทอง ลูกหลานของนายสรวงนางสางได้แพร่กระจายล้น หลามไปทั่วพื้นปฐมพี แตกหน่อเหล่ากอไปผสมร่วมพันธ์กันออกไป ผิดรูปผิดร่างตาม

๔๒

อาจารย์คนพันตีน


“ตานานต้นโลก” วรรณกรรมแห่งปัญญา   ∞  ภูมิประเทศ ต่างอากาศฤดูกาลและอาหารการกิน มีเผ่ามีกลุ่มเป็นสังคมและประเทศ ปกครองตนเอง การอพยพเคลื่อนย้ายแสวงหาถิ่นทากินที่อุดมสมบูรณ์ให้เพียงพอต่อสมาชิกพวก พ้องและพลเมือง เป็นการฝึกฝนให้วิถีชีวิตมีความอดทน เป็นนักต่อสู้เฉลียวฉลาด เอา ตัวรอด รู้รักสามัคคีกลมเกลียว และขยันหมั่นเพียร ธรรมชาติได้สอนให้พวกเขามี วัฒนาการแสวงหาความรู้ใหม่ตลอดเวลาเพื่อความอยู่ดีและอยู่รอดปลอดภัย เป็น ตัวอย่างกลุ่มเหล่าประเทศที่มีความเจริญก้าวหน้า แต่ก้าวร้าว การสู้ต่อระหว่างเมือง หรือรัฐเต็มไปด้วยความโหดเหี้ยม ทารุณไร้ความปราณี ทาให้พระโพธิสัตว์ที่ลงมา บาเพ็ญในกลุ่มเผ่าเหล่านี้สร้างความเพียรทางเมตตา ผู้ที่มีความพร้อมจะบรรลุธรรมขั้น สูงมีไม่มาก แต่สามารถปลูกฝังศาสนาได้ แตกต่างจากสภาวจิตใจของคนที่อยู่กับที่ไม่เคลื่อนไหวมี วิถีชีวิตที่เรียบง่าย รัก ความสงบ มีความเมตตาปราณีเป็นพื้นฐาน เรียนรู้วิธีการปกปูองรักษามากกว่าการ ต่อสู้รุกรบแย่งชิง รักษาแบบแผนดั้งเดิมได้นาน สังคมของพวกคนกลุ่มนี้จะมีความ หลากหลาย แต่ไม่มีความแตกต่างมาก มีการถ่วงดุลย์ระหว่างความเจริญด้านวัตถุและ ทางจิ ต ใจกันอย่างเป็นธรรมชาติ การแข่ง ขั น ต่อสู้ข องกลุ่มเผ่ า ประเทศเหล่ า นี้จะไม่ รุนแรง เป็นการแย่งชิงอานาจ ผู้เชี่ยวชาญนักวิชาการและศิลปวิทยาการของกันและกัน ในกลุ่มกันเองมากกว่าการทาลายล้าง มีส่วนใหญ่ผู้ที่จะเข้าถึงและสาเร็จธรรมขั้นสูงมี มากในหมู่คนพลเมืองของเผ่าประเทศกลุ่มนี้ พระพุทธเจ้ากกุสันโธเสด็จเผยแผ่ธรรมโปรดสัตว์และปลูกฝังศาสนาของพระองค์ ไปทั่วแผ่นดินอย่างทั่วถึง คาว่านิพพาน คือ สวรรค์ลาดับต่อจากชั้นพรหมที่เข้าใจกันมา พระพุทธองค์ทรงเมตตาอธิบายทาความกระจ่างให้เกิดขึ้นแก่เจ้าสานักลัทธิและเหล่า บรรดาสาวกทั้งหลายคลายความยึดมั่นยอมปฏิบัติตามเพื่อพิสูจน์ จนสามารถสัมผัสรู้ เองได้เห็นเป็นอย่างที่ทรงตรัสบอก ไม่มีความสงสัยต้องสอบถามใครอีก จึงพากันบรรลุ ธรรมสาเร็จเป็นพระอรหันต์กันทั้งหัวหน้าและบริวาร พวกเขามีอานาจพลังจิตจากการฝึกสามารถทบทวนย้อนอดีตมาเกิดเป็นอะไร และย้อนหลังก่อนมาเกิดเป็นอะไรมาก่อน ทุกคนพบว่าเป็นทั้งสัตว์และมนุษย์มาด้วยกัน นับชาติภพไม่ถ้วน เสวยสุขบนทิพย์วิมาณ ชั้นพรหมสูงสุดนานเป็นอสงขัยเมื่อหมดบุญ ๔๓

อาจารย์คนพันตีน


“ตานานต้นโลก” วรรณกรรมแห่งปัญญา   ∞  ต่างพากันตกมาเกิดเป็นมนุษย์พร้อมกันอีก หลงวนเวียนเข้าใจผิดอยู่เช่นนี้ไม่มีทางออก จนกระทั่งได้พบพระพุทธเจ้าชี้แนะบอกทาง เมืองทองหรือสุวรรณภูมิคือบริเวณพื้นที่ต้นกาเนิดมนุษย์และบรรพบุรุษของทุ ก คน ที่ธรรมชาติจัดสรรให้เหล่าเทวดาชั้นพรหมหลงทางมาเกิดรวมกันรอการมาโปรด ของพระพุทธเจ้า เพราะพวกเขาเป็นคนกลุ่มแรกที่จะบรรลุธรรมได้โดยง่าย จัดได้เป็น กาลังสาคัญช่วยกันเผยแพร่ต่อไปยังดินแดนอื่นไกลออกไป ที่บรรดาลูกหลานต่างอพยพ ไปตั้งถิ่นฐานบ้านช่องแตกเป็นเผ่าเป็นประเทศ ตัวอย่างเช่น ประเทศจีนที่มีมนุษย์มาก หลายชาติพันธุ์จานวนมาก เมืองสรวงหรือเมืองทองเป็นนครรัฐต้นบรรพบุรุษไทยที่พระมหากษัตริย์ได้สละ ราชสมบั ติ อ อกบวชเป็ น เอหิ ภิ ก ขุ อ งค์ แ รกของโลก เมื่ อ พระพุ ท ธเจ้ า เสด็ จ ออกเที่ ย ว ประกาศเผยแพร่ธรรมได้เลือกเอาภูมิภาคนี้เป็นฐานที่มั่น จัดตั้งองค์กรศาสนามีพระสงฆ์ คอยรักษาวินัยเผยแผ่พระธรรมต่อไปหลังจากพระองค์ปรินิพพาน จนจะสิ้นอายุของ ศาสนา ชมพูทวีปถูกกาหนดให้เป็นถิ่นอุบัติของพระพุทธเจ้า แต่ไม่สามารถจะอยู่รักษาได้ นานเพราะธรรมชิตจัดสรรให้เป็นศูนย์กลางความเจริญทุกด้าน ความเปลี่ยนแปลงจะ เกิดขึ้นในสังคมรวดเร็ว ศิลปศาสตร์วิทยาจะเกิดขึ้นใหม่ตลอดเวลาเพราะมีการแข่งขันสูง มีผู้คนจากประเทศอื่นไกลเดินทางเข้าออกติดต่อทามาค้าขายพลุกพล่าน เหมาะสมเป็น สถานที่บ่มเพาะบัณฑิต และตลาดของนักค้นคว้าประดิษฐ์ผลงานสู่สังคม สภาพเป็นอยู่ มีความเหลื่อมล้าและนาไปสู่การเปลี่ยนแปลงผู้นาบ่อยครั้ง ปรากฏการณ์ความเคลื่อนไหวโยกย้ายของมนุษย์ท้ังหมดที่ไปมาติดต่อกันแม้จะ อยู่ต่างกันห่างไกลแค่ไหนก็ตาม ในช่วงระยะเวลาหนึ่งพวกเขาต้องมีเหตุปัจจัยต้องได้มา ถิ่นฐานแผ่นดินที่เคยเกิดของตนเองและของบรรพบุรุษผู้ให้กาเนิด มันเป็นเรื่องของจิต วิญญาณที่มีระบบการทางานตามความทรงจาที่บันทึกเอาไว้เอง เมื่อถึงเวลาจะเดินไป ตามสัญญาหมายมั่นแม้แต่สถานที่ที่เคยกระทาสิ่งใดที่ส่งผลต่อผู้อื่นไม่ว่าจะเป็นเรื่องดี หรือไม่ดีก็ตามจะต้องได้กลับมาเพื่อการสิ่งนั้นเสมอเช่นเดียวกัน

๔๔

อาจารย์คนพันตีน


“ตานานต้นโลก” วรรณกรรมแห่งปัญญา   ∞ 

ยุคศิวิไลย์พุทธกาลที่ 1

พระธรรมคาสอนของพระเจ้ากกุสันโธได้ อธิบายความเป็นมาของ โลกและสรรพชีวิตทั้งหลายโดยเฉพาะมนุษย์ที่กาลังประหัตประหารกัน ไขข้อข้องใจ ความหลงเชื่อว่า เทพเทวดาแต่ละชนเผ่าของพวกตนยิ่ งใหญ่ และมีอานาจสูงสุด สามารถจะช่วยให้มนุษย์ทุกคนได้รับทุ กสิ่งที่ต้องการเพียงภาวนา อ้อนวอนด้วยความ ศรัทธา และตอบปัญหาทั่วทั้งจักรวาล พร้อมกับวิธีการตรวจสอบความรู้นั้นได้ด้วย ตนเองว่าถูกต้องหรือไม่อย่างไร เส้นเดินทางของมนุษย์มีวิถีวงจรเป็นวงกลมตามจิตวิญญาณ ที่พาร่างกายและ สังขารท่องเที่ยวไปเหมือนไร้จุดหมาย แต่เมื่อได้สักระยะหนึ่งและเพียงครั้งเดียว ธรรม จะจัดสรรให้พบกับผู้เป็นสรรพภัญญู ตรัสรู้ คือรู้แจ้งเห็นจริงทุกประการ และบอกมนุษย์ ทั้งหลายว่าการเกิดมาของมวลสรรพสัตว์นั้นล้วนเป็นทุกข์ท้ังสิ้น ไม่มีอะไรแน่นอน ทุก อย่างเป็นไปเพราะจิตดวงเดียวทาให้คิด ทาให้เป็นทุกอย่าง หยุดที่ความคิดคือหยุดทุก อย่าง แม้วงโคจรของชีวิตก็ยุติถาวร และเพียงเริ่มต้นจากตัวเราเป็นหลัก มีใจคิดไปลบ ล้างสัญญาทั้งหลายในจิตวิญญาณเท่านั้น นอกนั้นเป็นเพียงผู้ช่วย ซึ่งต้องฟังประธานคือ

๔๕

อาจารย์คนพันตีน


“ตานานต้นโลก” วรรณกรรมแห่งปัญญา   ∞  ใจของเราซึ่งมีด้วยกันทุกคนเพียงเท่านี้ก็สามารถเห็นความจริงได้หมด และเห็นธรรม ของพระพุทธเจ้าได้ เมื่อศาสนาได้เกิดขึ้นแล้วเป็นครั้งแรกบนโลก ทาให้สังคมมนุษย์ยุคนั้นยุติความ เชื่อและเข้าใจแบบเดิมที่ตกทอดกันมาชั่วระยะเวลาหนึ่ง ทุกแห่งหนที่มนุษย์รวมกลุ่มเป็น สังคม มีประเทศต่างก็มีโอกาศรับเอาธรรมคาสอนไปปฏิบัติตาม และบรรลุธรรมสาเร็จ เป็นพระอรหันต์กัน และบรรลุตามลาดับ เป็นขั้นกลางและขั้นต้น คอยเป็นระดับชั้น สืบสานต่อให้คนรุ่นหลังเป็นทอด ๆ ไม่ขาดสาย เพราะธรรมของพระพุทธเจ้ามีความละเอียดลึกซึ้งจะเข้าใจง่ายหรือยากเป็นไป ตามระดับความรับรู้ ทุกคนมีสภาวธรรมแตกต่างกัน ไม่สามารถจะสอนให้เข้าใจได้พร้อม กันทีเดียว ความสามารถของผู้ถ่ายทอดและผู้รับฟังก็มีความสาคัญเป็นปัจจัยหนึ่งในการ จะเข้าถึงธรรมหรือไม่ ศาสนสถานเช่น วัด วิหาร โบสถ์ ศาลา สถูปเจดีย์ ถูกสร้างขึ้นมาพร้อม ๆ กับ ศิลปการแสดงเกี่ยวกับประวัติเรื่องราวคาสอน มีความสวยงามหลากหลายรูปทรง มี แง่มุมทางความคิด ตามความรู้สึกเข้าใจของนายช่างแต่ละคน เพื่อสื่อสะท้อนใน ทิศทางเดียวกัน เป็นกระแสความตื่นตัวของผู้คนหลังจากมีความสงบสุขเกิดขึ้นแล้วใน หมู่มวลมนุษย์แทนการคิดค้นสร้างอาวุธคอยประหารกัน กลับมาแข่งขันสรรสร้างผลงาน ทางความคิด เป็นวรรณกรรมและศิลปทางวัฒนธรรม ความเจริญทางด้านวัตถุที่ก้าว ล้านาหน้าในบางกลุ่มประเทศหยุดชะลอลง กระแสอารมณ์ของผู้คนในแผ่นดินที่มีเพียง 1 ใน 8 ส่วนของโลกเท่านั้น คลั่งใคร้กับความรู้ใหม่จึงทาให้เกิดมี -พระธรรมคาสอน ถูกนักปราชญ์ประพันธ์เป็นร้อยแก้วร้อยกรองใช้ ร้องยกย่องสรรเสริญพระองค์ที่มีบุญคุณต่อมนุษย์ -พระธรรมคาสอน ถูกนามาแต่งเป็นบทสวดมนต์ไว้ท่องเพื่อให้เกิด ความทรงจาและเป็นการบันทึกในจิตวิญญาณของมนุษย์อย่างถาวร ยุคศีลธรรมเฟื่องฟูในสังคมมนุษย์อยู่นานเท่าใดไม่ได้บอกไว้แต่ประมาณว่าหลาย ชั่วอายุคน ความอุดมสมบูรณ์อยู่ดีกินดีเกิดขึ้นทุกชนเผ่า เพราะผู้คนประพฤติดี ทา ๔๖

อาจารย์คนพันตีน


“ตานานต้นโลก” วรรณกรรมแห่งปัญญา   ∞  ดี แต่ ข ณะเดี ย วกั น ก็ เ พาะบ่ ม ความอ่ อ นแอให้ เ กิ ด ขึ้ น คนรุ่ น หลั ง ได้ รั บ ความ สะดวกสบาย บรรพบุรุษจัดการทุกอย่างให้จึงขาดแรงจูงใจไม่มีความกระตือรือร้น จน เกิดความประมาทและอวดดีแทน ศีลธรรมเริ่มเสื่อมถอย จนกระทั่งหมดไปโดยเฉพาะในเผ่าประเทศแหล่งกาเนิด ของศาสนา แต่กลับมาเจริญงอกงามและรุ่งเรือง ณ.ดินแดนสุวรรณภูมิแทน ส่วนใน อาณาจักภูมิภาคอื่น ชนเผ่าส่วนน้อยด้อยพัฒนาที่เคยถูกเอาเปรียบกดขี่ ข่มเหง เกิด ช่องว่างมีโอกาศรวมตัวกัน จนเข้มแข็งสามารถต่อสู้ปลดปล่อยตนเองเป็นอิสระ บางแห่ง มีความเข็มข้นและรุนแรงมากถึงขั้นล้มล้างขับไล่กันจนต้องแสวงหาดินแดนที่อยู่ใหม่แยก ออกไปเริ่มต้นสร้างอาณาจักรต้นใหม่ข้ึนมาอีก ความเจริญทางด้านวัตถุได้ถูกพัฒนาขึ้น อย่างรีบเร่งจากความจาเป็นเฉพาะหน้าของคนรุ่นใหม่ ๆ เกิดแนวทางทฤษฏีที่สร้างขวัญ ก าลั ง ใจเพื่ อ ความอยู่ร อด ทั้ ง การต่ อ สู้ กั บทั้ ง ธรรมชาติ แ ละศั ต รู ที่ เ ป็น มนุ ษ ย์ ด้ ว ยกั น สภาพแวดล้อมสังคมที่พัฒนาเปลี่ยนไป มีความยุ่งยากซับซ้อนมากขึ้น เกิดรูปธรรมและ สมมุติใหม่ เริ่มอธิบายตีความขั ดแย้งกันมากตามทาให้เกิดค่ายหรือสานัก บางสานักมี ผู้นาเป็นที่พึ่งของคนกาลังเดือดร้อน และสามารถช่วยแก้ปัญหาได้เป็นกลุ่มเป็นก้อนจะ กลายเป็นผู้นาธรรมชาติ คาพูดของเขาเหมือนกฏหมายและศักดิ์สิทธิ์ ผู้คนเกรงกลัวยก ย่อง คาชี้นาและบอกกล่าวไม่ต้องอธิบายก็เป็นที่ยอมรับกลายเป็นคาสอนของผู้นาซึ่ง อ้างแต่สิ่งศักดิ์สิทธิ์เกิดเป็นลัทธินิกาย แทนศาสนานับแต่นั้นมา เมืองทองเป็นกลุ่มประเทศในสุวรรณภูมิที่มีความขัดแย้งในสังคมไม่รุนแรง มี ความสงบ รักษาความสมดุลระหว่างวัตถุกับศีลธรรมให้ควบคู่เท่าเทียมกันดี แต่กลุ่ม ประเทศที่มีถิ่นอาศัยอยู่ ใจกลางทวีปผืนแผ่นดินใหญ่ วัตถุจะเจริญกว่าศีลธรรม ทาให้ ต่างต้องพึ่งพาอาศัยถ่ ายทอดความรู้กันอยู่บ่อย ๆ และบางโอกาศเป็นการมาปกปูอง รักษาไม่ให้ศัตรูมารุกรานย่ายีทาลายได้ เพราะมีโคตรวิญญาณบรรพบุรุษเดียวกันเพียง แยกครอบครัวออกไปหาที่ตั้งบ้านใหม่ การไปมาหาสู่ติ ดต่อค้าขายจึงมีอยู่ตลอดเวลา ตามระบบของจิตวิญญาณ

๔๗

อาจารย์คนพันตีน


“ตานานต้นโลก” วรรณกรรมแห่งปัญญา   ∞ 

ยุคมิคสัญญี

คน ๆหนึ่งเมื่อเกิดมาจะสนใจในสิ่งที่ตนเคยได้ทาค้างไว้ ไม่ว่าจะ เป็นการค้นคว้าจากของเดิมหรือพัฒนาต่อยอดของคนอื่นก็ตาม เป็นการเดินตามผังของ ชีวิต แต่ละคนเหมือนกับสัญญามั่นให้กับตนเองหรือใครก็ตามก่อนจะตายลง พวกคน ประเภทเหล่านี้เป็นโพธิสัตว์ที่มีหน้าที่สร้างและประดิษฐ์คิดค้น เกิดมาจะเป็นนักปราชญ์ มีความอัจฉริยะเลิศในแต่ละด้านของแต่ละคน พวกเขามุ่งมั่นจะสานต่อความตั้งใจจน หมดข้อสงสัย สามารถสรุปให้กับตนเองได้ในเรื่องนั้ น จึงจะเข้าใจทั้งหมดเกี่ยวกับความ เป็นมาของชีวิต และบรรลุธรรมตัดความอยากรู้ท้งั ปวงหมดสิ้นไป นักปกครองจะมีความคิดทะเยอทะยานอยากจะเป็นหัวหน้าหรือผู้นา เกิดมาชาติ ใดจะฝักใฝุไขว่คว้าดิ้นรนต่อสู้เรียนรู้เพื่ออานาจวาสนา สนใจแต่ในเรื่องของการนา นักสังคมศาสตร์มีความอยากรู้ไม่สิ้นสุด คนใดชอบวิเคราะห์ค้นคว้าจะไปเป็ น นักวิทยาศาสตร์สร้างสรรค์วิทยาการ ส่วนนักสังคมสงเคราะห์มักคิดไปในทางกลับกันจะ เห็ น ปั ญ หาของสั ง คมโดยรวม และพวกศิ ล ปศาสตร์ จ ะเป็ น บั ณ ฑิ ต นั ก ปราชญ์ ด้ า น วัฒนธรรม ภาษา และช่างศิลป งานบันเทิง รื่นเริงทุกชนิด ฯลฯ

๔๘

อาจารย์คนพันตีน


“ตานานต้นโลก” วรรณกรรมแห่งปัญญา   ∞  โดยทั้งหมดนี้ โลกจะคอยแบ่งปันให้บุคคลเหล่านี้ไปเกิดในสังคมที่มีองค์ประกอบ เอื้อให้พวกเขาเหล่านั้นได้สร้างผลงานของเขา เพื่อประโยชน์ต่อส่วนรวม และความ ปราถนาของตนแต่ละคน เป็นการจัดสรรของธรรมาชาติ และระบบของจิตวิญญาณที่มี ความเกี่ยวพันกันอย่างละเอียดลึกซึ้ง สั ง คมมนุษ ย์ห ลั ง ยุค ศาสนา วิ ทยาการทุก สาขา ถู ก พั ฒนา ต่อ ยอดอย่ า งมาก วิทยาศาสตร์เทคโนโลยีก้าวล้า มนุษย์สามารถสร้างอุปกรณ์เครื่องมือที่มีความละเอียด วิ เ คราะห์ ค้ น คว้ า เกี่ ย วกั บ ตั ว คนจนสร้ า งเลี ย นแบบได้ ด้ า นโภชนาการอาหาร สามารถทาเป็นเม็ดหรือแคปซูลที่มีคุณค่าเพียงพอต่อความต้องการของร่างกายคนหนึ่ง ใช้รับประทานเพื่อยังชีพวันหนึ่งเพียง 1 เม็ดก็เพียงพอ บทเรียนจากประสบการณ์ ใช้พลังงานจากวัตถุดิบจนทาให้เกิดมลภาวะกลับมา ทาร้ายมนุษย์เอง พลังงานที่ยั่งยืน ไม่ส่งผลร้ายต่อสิ่งมีชีวิต พวกแสงแดด และแรงลมถูก นามาใช้ในยานพาหนะขับขี่ มนุษย์ทุกคนบนพื้นโลกในทุกประเทศมีความทัดเทียมในการ ใช้ทรัพยากรธรรมชาติ ผืนแผ่นดินที่มีจากัดเพียง 1/8 ในเขตของพื้นน้า วัตถุดิบที่นามา มีจากัดทาให้มีค่าและหวงแหน ความพยายามที่จะหาดวงดาวอื่นเป็นที่อยู่อาศัยเป็นไป อย่างเต็มที่และเร่งรีบแต่ไม่สามารถทาได้ตามต้องการ ความเสมอภาคเท่าเทียมกันของมนุษย์ตามที่ทุกคนปราถนาสมประสงค์อย่าง ทั่วถึง ด้วยความสามารถและอัจฉริยะของเหล่านักปกครองและนักปราชญ์ด้านต่าง ๆ ทาให้ผู้คนตกอยู่ในความประมาทมองไม่เห็นโทษที่จะเกิด มนุษย์กับเทคโนโลยีแตกต่าง กันเฉพาะความรู้สึกและอารมณ์ รักใคร่ โกรธ เกลียด ไม่มีนรกหรือสวรรค์ ความคิด ด้านศาสนา ลัทธิไม่มีอีกต่อไป เป็นเรื่องงมงายเหลวไหลไม่มีประโยชน์ นามาใช้อะไร ในชีวิตไม่ได้ ความสะดวกสบายทาให้อวัยวะบางอย่างของร่างกายกลายเป็นส่วนเกินไม่ถูกใช้ แม้กระทั่งความคิด ตกเป็นทาสสิ่งสมมุติที่สร้างขึ้นมารับใช้ตนกลืนกิ น คิดด้านเดียว ไม่มีศีลธรรมถ่วงดุลหลงเหลืออีกต่อไป มุ่งหวังแต่ตนและพวกพ้อง จึงไม่ลังเลที่จะ กาจัดผู้อื่นเพื่อความอยู่รอด ด้วยอานาจของอาวุธที่มีสมรรถนะสูง ทาลายเฉพาะ มนุษย์ไม่เป็นอันตรายต่อสิ่งปลูกสร้าง เมื่อสงครามเกิดขึ้นทุกคนที่อ ยู่ในเมืองใหญ่ตาย หมด คนชนบทนอกเขตได้รับผลกระทบตายตามมาจากโรคระบาด เพราะขาดน้าอาหาร ๔๙

อาจารย์คนพันตีน


“ตานานต้นโลก” วรรณกรรมแห่งปัญญา   ∞  ที่สะอาด ร่างกายที่อ่อนแอไม่มีภูมิคุ้มกันโดยธรรมชาติอยู่เดิม จึงรอดเหลือตายไม่มาก ผู้คนที่รอดตายนอกจากจะอยู่อย่างพึ่งพาธรรมชาติไม่มีเทคโนโลยีใด ๆ แล้วยังอยู่ในเขต ปุ า เขาที่ ห ลงเหลื อ อยู่ น้ อ ยเต็ ม ที แม้ จ ะมี วิ ช าการความรู้ อ ยู่ แ ต่ ก็ ไ ม่ ส ามารถจะน า ทรัพยากรแร่ธาตุใต้พ้นื ภิภพลึก ๆ เพราะบนพื้นผิวโลกถูกนาไปใช้หมดแล้ว กลุ่มคนที่มีความสามารถได้ตายลงไปเพราะความรู้ของพวกเขาเองจนหมด พวก ที่เหลืออยู่จึงไม่สามารถจะนามาพัฒนาได้อีกต่อไป อีกทั้งอายุขัยของพวกเขาขณะนั้นก็ ไม่ยืนยาวพอที่จะทาคิดค้นอะไรใหม่ ระเบียบกฏเกณฑ์ของสังคมไม่มีองค์กรและกลไก อานาจรัฐจะบังคับใช้ก็ไม่มีเช่นเดียวกัน ผู้คนเกิดมาไม่นานจะเป็นหนุ่มสาว มีความต้องการทางเพศเร็ว สมสู่กันตั้งแต่ เยาว์วัย ธรรมชาติชดเชยให้ อายุขัยสั้น มีความตายเกิดขึ้นตลอดเวลาเพราะจุลชีพ เจริญเติบโตรวดเร็ว การประหัตประหารกันของมนุษย์เองที่หวลกลับสู่วิถีดั้งเดิมเหมือน เริ่มต้น ต่างออกหาผืนแผ่นดินที่พอจะทามาหาเลี้ยงชีพคนในกลุ่มครอบครัว ใช้ไม้ใช้ก้อน หินเป็นอาวุธ ไม่มีคนมียุญหรือพวกโพธิสัตว์มาเกิดเพื่อช่วยเหลืออีกไม่ว่าจะเป็นระดับใดก็ตาม มนุษย์กาลังเดินไปสู่ความว่างเปล่า กลุ่มใดพบปุาเห็นถ้ามีน้าสะอาดเพียงพอจะยึดเอา เป็นที่พึ่งสุดท้าย และปกปูองหวงแหนแลกด้วยชีวิตไม่ยอมให้ใครมาแย่งหรือแบ่ง ความ เมตตาปราณีเห็นอกเห็นใจกันไม่มีให้เห็นบนโลกมนุษย์ ณ.เวลานั้น เมื่อมนุษย์กลุ่มสุดท้ายเข้าที่ถิ่นอาศัยของแต่ละเผ่าพันธุ์เป็นที่ เรียบร้อย ก็หมดยุค ของพระเจ้ากกุสันโธและพุทธันดรที่ 1 ธรรมชาติจะบันดาลให้เกิดแผ่นดินเคลื่อนไหว ถล่มกลบกลืนเอาซากสิ่งปรักหักพังอยู่บนผิวโลกจมหาย ภูเขาไฟระเบิดพ่นลาวาถมทั่ว บริเวณเป็นแผ่นดินใหม่ มีผืนดินสูงขึ้นเหนือพื้นน้า แร่ธาตุธรรมชาติใต้ดินถูกดันขึ้ นมา ตามรอยแยกเปลือกโลก พร้อมๆ กับดินหลอมละลายชนิดต่าง ๆ ทับถมกันจนหนาครึ่ง โยชน์หรือ 8 ก.ม. จึงได้หยุดและสงบลง

๕๐

อาจารย์คนพันตีน


“ตานานต้นโลก” วรรณกรรมแห่งปัญญา   ∞ 

พุทธันดรที่ 1 ๕๑

อาจารย์คนพันตีน


“ตานานต้นโลก” วรรณกรรมแห่งปัญญา   ∞ 

ยุค 1 ปู่แถน ย่าแถน เรื่องในพระพุทธศาสนากล่าวว่า กาลยุคมิคสัญญีผ่านไป ผู้คน ต่างเข้าไปหลบซ่อนตามถ้าในปุาเขา ธรรมชาติเกิดการเปลี่ยนแปลง พลิกฟูาคว่า แผ่นดินอยู่นานเท่าใดไม่บอกกล่าว ผู้คนล้มตายจานวนมากโดยเฉพาะเด็กผู้หญิงและ คนชรา จากภูมิอากาศวิปริตผิดปกติ แสงแดดส่องไม่ถึงพื้นดิน ผู้มีร่างกายแข็งแรง เท่านั้นที่อยู่รอดขณะโลกกาลังปรับตัวเองอย่างรุนแรง ต้นคนไทยหรือบรรพบุรุษสืบต่อจากนายสรวง นางสาง มีชีวิตสืบรักษาเผ่าพันธุ์ คนสุวรรณภูมิ ชื่อว่าขุนแถนกับนางสีทอง หรือที่เรียกกันทั่วทั้งล้านนาและล้านช้าง ใน ปัจจุบันนี้ว่า ปูุแถน ย่าแถน เป็นคนรวบรวมผู้คนที่รอดตาย ตั้งเป็นเมืองสืบต่อ ณ. บริเวณที่เป็นประเทศไทย ลาว พม่า และจีน วิญญาณบรรพบุรุษมาเข้าฝันบอกกล่าวระลึกอดีตที่ผ่านมาถึงสาเหตุที่พากันตาย และหนทางแก้โดยนาคาสั่งสอนของพระกกุสันโธพุทธเจ้าเท่าที่ยังจาได้ถ่ายทอดเป็นการ ใหญ่ และรื้อฟื้นการบูชานับถือบรรพบุรุษ มีความกตัญญู ทดแทนบุญคุณขึ้นมา

๕๒

อาจารย์คนพันตีน


“ตานานต้นโลก” วรรณกรรมแห่งปัญญา   ∞  ณ.ที่บริเวณอื่นก็เช่นเดียวกั น ผู้รอดตายต่างออกมาพบโลกใหม่ อากาศเริ่ม บริสุทธิ์ ท้องฟูาใสแจ่ม ต้นไม้มีใบไม้เขียวเพราะแสงแดด วิญญาณบรรพบุรุษที่ยัง เฝูาวนเวียนอยู่ พยายามสื่อสารทั้งเข้าฝัน และปรากฏกายทิพย์มาเตือน แนะนาให้ ท าความดี รู้ จั ก เซ่ น ไหว้ บู ช าวิ ญ ญาณผู้ ที่ ต ายไปแล้ ว ซึ่ ง ก็ คื อ พวกเขาเป็ น ผู้ ที่ ค อย ช่วยเหลืออยู่บนสวรรค์ชั้นฟูา ด้วยธรรมชาติที่บริสุทธิ์ อากาศ อาหาร น้าสะอาดจากการปรับตัวพลิก พื้น ขึ้นมาใหม่ของโลก มนุษย์ตามที่ต่าง ๆ ล้วนมีความรู้สึกแปลกใจกับสภาพแวดล้อมที่ เปลี่ยนไป ความทรงจาในอดีตที่ผ่านมาจางหายไปหมดสิ้นเหมือนได้เกิดใหม่ วิญญาณ ของบรรพบุรุษพวกเขาต่างพากันเข้าฝันสั่งสอน เล่าเรื่องราวเหตุการณ์เมื่อครั้งกาลเก่า ทาให้ทุกคนประพฤติปฏิบัติทาความดีต่อนั้นมา พวกเทวดาจากสวรรค์จึงเลือกมาเกิดเป็นมนุษย์รุ่นหลังถัดมาอายุของพวกเขา ค่อย ๆ เพิ่มมากขึ้น จนกระทั่งไม่มีกาหนดอายุขัย มีแต่เกิดตลอดเวลา ความตายมีข้ึน ได้จากโรคภัยและอุบัติเหตุ ช่วงกาลนี้เป็นระยะเวลานานเท่าใดนับไม่ได้ เป็นอีกหนึ่งอสง ขัย หลังจากนั้นต่อมาอายุก็เริ่มลดลงมาเรื่อย ๆ เพราะจากจานวนคนมากขึ้นและความ บริสุทธิ์ของธรรมชาติ ดิน น้า ลม ไฟ เริ่มหม่นหมอง จนกระทั่งขวบกาลอายุลดลงมา เหลือเจ็ดหมื่นปี

๕๓

อาจารย์คนพันตีน


“ตานานต้นโลก” วรรณกรรมแห่งปัญญา   ∞ 

นาท่วมโลก บริเวณแผ่นดินที่เคยเป็นเมืองทองสมัยขุนสรวง นางสาง เป็นต้น ปฐมของเผ่ามนุษย์แรกของโลกและคนไทย หลังจากล่มสลายไปตามกาลเวลา แม้จะมี แผ่นดินใหม่โผล่พื้นผิวน้าขึ้นใหม่จานวนมากและบางแห่งก็ถูกทับถมพูนทวีสูงขึ้นด้ว ยหิน ดินทรายจากแรงดันมหาศาลใต้พื้นภิภพ แต่จิตวิญญาณของมนุษย์แล้วจะยังสถิตย์อยู่ บริเวณนั้น ในอีกมิติหนึ่งหรือภพหนึ่ง ไม่มีร่างสังขาร คอยวันเวลาจะมาเกิด ณ. ที่ ๆ เดิม เมืองทองถูกผู้ที่รอดตายคือปูุแถน ย่าแถนรวบรวมผู้คนตั้งรกรากสร้างบ้านแปง เมือง และเรียกชื่อว่า เมืองแก้ว ปูุแถน จึงเป็นเง่าตระกูลไทยยุคที่ 2 เรียกกันติดปาก ว่า ยุคแถน ส่วนเมืองโสฬส บริเวณผืนแผ่นดินที่พระพุทธเจ้าจุติลงมาตรัสรู้โปรดมนุษย์โลก ผู้คนที่รอดตายก็ พากันปลูกสร้างขึ้นมาใหม่เรียกว่ า ชมพูทวีป มีมนุชนก หรือสัตย พรตเป็นต้นตระกูล และเช่นเดียวกันกับพื้นที่ดินอันกว้างใหญ่มหาศาลก็มีผู้รอดตาย และเป็นต้นตระกูลของเผ่าพันธุ์คนแถบนั้นต่อมา ครั้นอายุขวบกาลของมนุษย์ลดลงเหลือ 7 หมื่นปี วิญญาณบรรพบุรุษทั้งขุน สรวงและขุนแถนได้มาบอกเตือนว่าอีก 10 ปี จะมีฝนหนักห่าใหญ่ น้าแข็งจะละลาย เป็นน้าล้นไหลเอ่อท่วมทั้งโลก ผู้คนจะล้มตายจานวนมากรวมทั้งสัตว์ท้ังปวง ขอให้พา

๕๔

อาจารย์คนพันตีน


“ตานานต้นโลก” วรรณกรรมแห่งปัญญา   ∞  กันช่วยกันสร้างเรือใหญ่แข็งแรงหลายลาตรึงกันให้แน่ นทาทุ่นขนามตลอดมันติดกันเป็น กลุ่มเรือพวง นาเสาเท่า ๆ กันวางขนาบบนกลาบ ปูกลาบนอกให้สูงพอ เจาะรูให้ น้าพอไหลออกได้ ทาหลังคาแค่กลาบเรือตลอดลาเรือพอให้คนอยู่ ส่วนกลางของเรือ ทุกลาทาเป็นพื้นดินปลูกไม้เล็ก ผักและหญ้า ทาคอก วัว ควาย ช้าง ม้า เก้ง กวาง ลา หรือ อย่างละคู่เท่านั้น และต้องทาให้เสร็จภายในเก้าปี อีก 1 ปี นาสัตว์มาฝึกขัง และเริ่มปลูกต้นไม้ใบหญ้าทันที เรือนั้นอยู่บนคานซุง เมื่อน้าท่วมเอ่อมาก็ทาให้เรือ ลอยขึ้นเอง ข่าวสารกระจายให้รับรู้ตลอดถึงกันหมด มีการเตรียมเรือใหญ่ไว้อพยพผู้คน ทุกเผ่าพันธุ์ เมื่อน้าเริ่มสูงขึ้นได้ท่วมที่ราบลุ่มหมด เอ่อท่วมสูงไปเรื่อย ๆ ตั้งแต่ยอดไม้ จนกระทั่งภูเขาก็จมอยู่ใต้น้า สัตว์จมน้าตายหมด คนที่ไม่ยอมเชื่อและไม่เตรียมตัวตาย ก่อน ฝนตกกระหน่าทั้งวันคืน ในกลางวันท้องฟูามืดมัวเมฆฝนบดบังแสงแดด กลางคืน ยิ่งมืดมิดไม่เห็นแม้แสงดาว คลื่นลมลูกใหญ่พัดกระหน่ากระแทกเรือเล็กและแม้เรือใหญ่ ที่แข็งแรงไม่พอก็แตก สิ่งที่มีชีวิตในเรือที่เตรียมไว้ตายจมหายไปกับสายน้า และมีเรือ จานวนมากที่เชือกล่ามโยงตรึงไว้ติดกันขาด คลื่นลมพาซัด ล่องลอยไปตามกระแสน้า เป็นวันคืนไม่รู้ทิศเหนือใต้ หมดหวังจะมีชีวิตรอด บางลาก็สามารถทนทานฝุาคลื่น ทะเลคลั่งลอยไปจนถึงดินแดนใหม่ไกลออกไป มีบางส่วนพากันตายเพราะขาดอาหาร และน้า กาลน้าท่วมโลกอยู่นานเป็นแรมเดือน เรือของเผ่าไทยถูกลมพัดไหลวนเป็นวง กว้างอยู่บริเวณที่เดิม เมื่อน้าลด ท้องฟูาก็สว่างแจ้ง พื้นดินแฉะเปียกชื้น ยังมีฝนตกลง มาบ้าง แสงแดดทาให้อ่นุ ร่างกายพอมีเรี่ยวแรง พากันออกจากเรือ ออกสารวจ หา ที่พักตามโคกเนินถ้า ปลูกผักหญ้ากินเลี้ยงชีวิตพออยู่ได้ พอน้าแห้งตลอดพื้นราบที่เป็น โคลนตมก็แข็งแน่น ก็พากันออกจากถ้าหาไม้ทาเป็นเรือนพักแบ่งสรรปันส่วนที่ดินทาไร่ ปลูกข้าว เลี้ยงสัตว์ เพาะเมล็ดพันธุ์พืชผักแจกจ่ายกันในหมู่พี่น้องที่รอดตายเริ่มต้นชีวิต ใหม่กันอีก กาลครั้งนี้เป็นเหตุนาไปสู่การเผยแพร่เผ่าพันธุ์มนุษย์ไปสู่ดินแดนใหม่

๕๕

อาจารย์คนพันตีน


“ตานานต้นโลก” วรรณกรรมแห่งปัญญา   ∞  เป็ น ผื น แผ่ น ดิ น ที่ พึ่ ง จะโผล่ เ หนื อ พื้ น น้ าขึ้ น มาหลั ง จากเหตุ ก ารณ์ ท าง ธรรมชาติของโลกที่ผ่านมา มีทวีปเกิดขึ้นใหม่อีกพวกหนึ่งของโลกและทางด้านทิศใต้ และมีหมู่เกาะใหญ่น้อยกลางมหาสมุทรมากมาย จานวนพื้นดินมีเพิ่มเป็นหนึ่งในสี่ของ พื้นที่น้าในยุคนี้ น้าท่วมโลกได้ทาให้มนุษย์และสัตว์จากทวีปเอเซียอพยพไปอาศัยโดยไม่ได้ ตั้งใจ เรือทุกลาที่รอดจากพายุลมแรงและคลื่นในมหาสมุทรพาเอาคน สัตว์ ยังมีชีวิตอยู่และ พืชผักที่เหลือกินไปเพาะพันธุ์ ปลูกกินแบ่งกันอย่างอดออมครั้งเริ่มต้น ต่อมาจึงขยายวง กว้างครอบคลุมพื้นที่ทั่วโลกนับแต่นั้นเป็นต้นมา ซึ่งเรือแต่ละลาก็มาจากที่ต่าง ๆ กัน เมื่อมาตั้งรกรากในผืนแผ่นดินที่ทุกคนไม่คุ้นเคยรู้จักมาก่อน ต่างร่วมมือช่วยกันสร้าง บ้านแปงเมืองกันและมีความสัมพันธ์ สมสู่แต่งงานลูกหลานออกมา จึงเป็นคนพันธุ์เผ่า ประจาทวีปนั้น

ยุคพระพุทธโคนาคมโน หลังจากน้าท่วมโลก นานนับเป็นล้านปีต่อมา ผู้คนรุ่นหลัง แต่ละภูมิภาคของแต่ละทวีปพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ จากสังคมครอบครัวเฉพาะกลุ่ม และชุมชนเผ่าเล็ก ๆ จนกลายมาเป็นสังคมเมืองหรือประเทศ มีวัฒนธรรมประเพณี แตกต่างกันออกไป พัฒนาประเทศชาติเผ่าพันธุ์ตามทิศทางของตนเป็นเอกเทศ แต่ก็มี ความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกันเหมือนธรรมชาติกาหนดไว้ ณ.ถิ่นไทยเดิมเมืองทองของขุนสรวงเรื่อยมาจนถึงขุนแถน และสืบสานสายพันธุ์ กันมาจนกระทั่งยุคของขุนแถนเทียนฟูา หรือพ่อขุนไทย เป็นเจ้าปกครองแผ่นดินได้

๕๖

อาจารย์คนพันตีน


“ตานานต้นโลก” วรรณกรรมแห่งปัญญา   ∞  บันทึกเรื่องราวน้าท่วมโลก จากการมาบอกของวิญญาณบรรพบุรุษที่เป็นจ้าวพ่อทะเล จ้าวแม่สมุทร และแม่ยานางบนบกให้เป็นหลักฐานแน่นหนาและบัญญัติพิธีการบูชา กราบไหว้ขอโชค ขอพรกัน ท่านได้สร้างระบบการปกครองระบอบพ่อเมือง ลูกขุนมูลนาย วังทาเนียบดูแล หมู่บ้าน ตาบล อาเภอ และเมือง ส่วนด้า นการทหารก็เ ริ่มแต่ง ตั้ง ให้มียศตาแหน่ง ฐานันดรศักดิ์ของเหล่าเชื้อพระวงศ์ต่าง ๆ คอยบังคับบัญชารับผิดชอบกองทัพ กองพล กองร้อย นายหมู่นายสิบ เป็นต้น ส่วนชมพูทวีป รุ่นลูกหลานสืบทอดกันมาพัฒนาประเทศจนเจริญรุ่งเรืองเป็น ศูนย์กลางการคมนาคมและค้าขาย ประชาชนจากแคว้นประเทศต่าง ๆ ทั้งใกล้และไกล เดินทางเข้ามาศึกษาหาความรู้ ศิลปวิทยาการเหมือนกับเมืองโสฬสนครครั้งพุทธกาล ของพระเจ้ากกุสันโธทุกประการ คือ สังคมในเมืองล้วนแต่ประกอบไปด้วยนักปราชญ์ ราชบัณฑิต พราหมณ์ เจ้าสานักลัทธิ พ่อค้าที่ร่ารวยมหาศาล คนจนติดดินมีชีวิตอยู่ เยี่ยงทาส โจรผู้ร้ายมากมาย กาลเวลาอันสมควร พระโคนาคมโนทรงเสด็จอุบัติ ณ มัชฌิมประเทศในชมพู ทวีป หลังจากได้ตรัสรู้เป็นพระอรหันต์สัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว ทรงแสดงพระธรรมจักกัป ปวัฒนสูตรปฐมเทศนาจบ และจึงมีเอหิภิกขุพระอัครสาวก พระอรหันต์สาวก พร้อม บรรดาพระสงฆ์ครบองค์ประกอบของการเป็นศาสนา จึงเสด็จโปรดชาวโลกทั้งชมพูทวีป และอาณาจักร พ่ อ ขุ น แถนแดนถิ่ น ไทยผู้ ค รองนครเมื อ งแก้ ว เป็ น มิ ต รสหายสนิ ท กั บ เจ้ า ผู้ปกครองนครจัมปารัฐ ราชอาณาจักรที่มีอาณาเขตติดกับมัชณิมประเทศของชมพูทวีป ด้านทิศตะวันตก พระองค์รีบเสด็จไปพบพระเจ้าธรรมเสนราชาเจ้านครจัมปารัฐ และ ชักชวนกันไปเข้าเฝูาพระพุทธเจ้าโคนาคมโน เพื่อรับฟังพระเทศนาด้วยกัน ทั้ง สอง พระองค์และเหล่าเสนาอามาตย์ได้เข้าเฝูาพระพุทธองค์สดับรับฟังพระธรรมพร้อมกัน แต่พระธรรมเสนราชามีปัญญาบารมีแก่กล้าเข้าใจและบรรลุธรรมระดับหนึ่ง ขอบวช เป็นพระภิกษุสงฆ์ในพระพุทธศาสนา ประกาศสละราชสมบัติยกให้พ่อขุนแถนเป็นผู้ดูแล ปกครองพร้อมมเหสี พระเจ้าแถนได้ทราบข่าวทรงอนุโมทนา สาธุการ และรีบด่วน เสด็จกลับยังนครจัมปารัฐตรัสเล่าให้ฟังถึง ความประสงค์ของพระเจ้าธรรมเสนราชาทุก ๕๗

อาจารย์คนพันตีน


“ตานานต้นโลก” วรรณกรรมแห่งปัญญา   ∞  ประการ พระนางลัมภุสสราชเทวีมเหสีทรงยินดีปฏิบัติตาม ยอมอภิเสกสมรสด้วย ทาให้ขุนแถนเป็นพระราชาปกครองแคว้นอาณาจัมปารัฐอีก มีพระนามใหม่ว่า พระ เจ้านภรัตนธรรมราชาดูแลทั้งสองแคว้นด้วยความสงบสุข ตั้งแต่นั้นและทรงมีพระราช โอรสและธิดาด้วยกันกับพระนาง ซึ่งต่อมาภายหลังได้เป็นพระเจ้าแผ่นดินปกครอง นครจัมปารัฐแทน เป็นบ้านที่เมืองน้องมีสัมพันธ์ไมตรีที่ดีต่อกันสืบไป

๕๘

อาจารย์คนพันตีน


“ตานานต้นโลก” วรรณกรรมแห่งปัญญา   ∞ 

พุทธันดรที่ 2 ความเจริญรุ่งเรืองของมนุษย์โลกในยุคที่ 2 ในกาลสมัยของพระ เจ้าโคนาคมโนสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นไปตามลาดับขั้นตอนอย่างที่เคยเกิดขึ้นในยุคกาลที่ 1 ทุกประการ ตั้งแต่ยุคศิวิไลย์ ก้าวเข้าสู่มิคสัญญี กลียุค และพุทธันดร เมื่อพระพุทธองค์เสด็จปรินิพพานนานแล้ว กาลต่อมา สังคมมนุษย์เปลี่ยนไป เพราะพัฒนาการของมนุษย์เอง ที่ต้องเกิดขึ้นตลอดเวลาจากความจาเป็นตามความ เป็นจริง วิทยาการทาให้คนมากขึ้น แต่ทรัพยากรมมีจากัด สิ่งมีชีวิตอื่น ๆ ของโลกถูก กาจัดและเบียดเบียน ระบบนิเวศน์ขาดสมดุล ธรรมชาติถูกดัดแปลงเกินปริมาณรับ ได้ เกิดมลภาวะทุกด้าน โดยเฉพาะอารมณ์ของมนุษย์จากสภาวะจิตที่เกิดขึ้นในขณะนั้น ความพยายามดิ้นรนเพื่ออาณานิคมบนดวงดาวอื่นยิ่ งทาให้เทคโนโลยีสูงขึ้น แต่ จิตใจกลับต่าทราม สุดท้ายต้องมาห้าหั่นทาลายกัน เพราะเหตุการณ์บังคับตามเงื่อนไข ของสภาพสังคม ณ. เวลานั้น ตามวัฐ์ฐสงสาร เกิดและดับของกฏเกณฑ์ชีวิต มนุษย์ที่ เหลือจากทาร้ายกันต้องมาเริ่มต้น กัน ใหม่ สิ่ งที่ สร้ างมาไม่ มีอะไรหลงเหลือใช้ได้ อีก ความเป็นอยู่และพฤติกรรมไม่ดีกว่าสัตว์มากนัก ไม่มีผู้มีบุญหรือพวกโพธิสัตว์ไม่ ว่าขั้น ชั้นใดลงมาบาเพ็ญบารมี ผู้คนทาร้ายฆ่ากัน เมื่อผู้คนส่วนหนึ่งยังมีความรู้สึกชั่วดีหลงเหลืออยู่บ้างได้พากันหนีภัย แยกกลุ่ม เข้ า ปุ า หาอยู่ ที่ อ าศั ย เฉพาะพวกตนเองหมดทุ ก เผ่ า ในทุ ก ทวี ป แล้ ว โลกก็ เ กิ ด การ เปลี่ยนแปลงพลิกฟื้นปรับตัวเองของมันขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ ง เป็นระบบกฎเกณฑ์ของมัน ๕๙

อาจารย์คนพันตีน


“ตานานต้นโลก” วรรณกรรมแห่งปัญญา   ∞  ตามธรรมชาติ และท าให้ พื้ น ผิ ว รอบนอกหนาขึ้ น อี ก 8 ก.ม กลั บ มามี ค วามอุ ด ม สมบูรณ์เต็มไปด้วยแร่ธาตุทรัพยากรที่สาคัญสาหรับสิ่งมีชีวิตอีกครั้งหนึ่ง

ยุคแผน

ขุนแผน – ย่าใจ

ขณะที่ ร อเปลี่ ย นยุ ค กาลสมั ย นานสั ก เท่ า ใดไม่ รู้ ที่ แ ผ่ น ดิ น เคลื่อนไหวโอนเอนเหมือนนั่งอยู่บนเรือกลางทะเล สีทองฟูาเปลี่ยนตลอดเวลา จากสี แดงเข้มมืดคลึ้ม เป็นสีส้มแสดเหลืองและดามืด มีเสียงดังของฟูาผ่าเปรี้ยงปร้างสลับดัง ก้องรอบทิศทาง ลมพายุพัดกระหน่าต้นไม้ใหญ่ล้มฟาดกระแทกพื้นดังสนั่น กลิ่นอาย และละอองไหม้หลอมละลายกามะถันโชยรอบ แสงแดดไม่เคยปรากฏให้เห็น ใบไม้ เฉาตาย จิตใจของผู้ค นห่อเหี่ยวหมดหวัง ไม่ คิดว่ า จะมี ชีวิต อยู่รอด อากาศแม้ อยู่ ภายในถ้ามิดชิดก็สัมผัสได้ถึงความร้อนอบอ้าวเหมือนอยู่ในเตาไฟสลับกับ หนาวเย็นยะ เยือกเป็นน้าแข็งเด็ก คนแก่ชรา ล้มปุวยตายลง เหลือรอดเฉพาะผู้ที่แข็งแรง เป็นอย่างนี้ไม่รู้วันรู้คืน หลังจากนั้นความเงียบก็มาแทน อากาศเริ่มแจ่มใส มี แสงแดดและกลิ่นลมโชยมาแผ่วเบา หายใจมีความสดชื่นและทั่วถึงสุดท้อง จึงรู้ว่าทุก อย่างเข้าสู่ปกติผ้คู นที่เหลืออยู่จึงเริ่มเปิดหน้าถ้าออกมา

๖๐

อาจารย์คนพันตีน


“ตานานต้นโลก” วรรณกรรมแห่งปัญญา   ∞ 

ทุกคนเหมือนพึ่งตื่นจากฝันร้าย ความรู้สึกเก่าและความทรงจาหายไปสภาวจิต มีความหวังเกิดพลัง คล้ายกับถูกชุบชีวิตขึ้นมาใหม่ หลังจากที่คิดว่าได้ตายไปแล้ว คน ของเผ่าพันธุ์ในท้องถิ่นทุกทวีป ต่างออกมาสารวจ เริ่มต้นทามาหากินเลี้ยงชีพ สร้าง ครอบครัวในระแวกบริเวณปากถ้า และค่อย ๆ ขยายบริเวณกว้างออกไปยัง ถิ่นเดิมที่ เคยเป็นบ้านเป็นเมือง ณ.ที่แห่งเดิม ผู้คนที่รอดของไทยเวลานั้นคือ นายแผน และนางดวง คู่ใจ เมื่อพ้น การเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติต่างก็ออกมาจากที่หลบภัย เริ่มต้นชีวิตสร้างครอบครัว เป็นต้นคนไทยยุคที่ 3 คนรุ่นหลังต่อมาเรียกขุนแผนเมืองฟูา และดวงขวัญใจ การระลึก รู้ถึงอดีตและเหตุการณ์สาคัญรวมไปถึงสาเหตุต่าง ๆ วิญญาณของบรรพบุรุษก็เริ่มเข้า มาบอกกล่าวอีกเช่นเดิมเหมือนกับเป็นการเตือนให้รู้ว่า ทาไมทุกคนต้องตกระกาลาบาก และสอนให้รู้ถึงการทาพิธีบวงสรวง บูชา เซ่นไหว้ มีความกตัญญูต่อผู้ ให้กาเนิดและ บรรพบุรุษแม้จะตายไปแล้วก็ตาม รู้จักทาความดีกับเพื่อนมนุษย์ด้วยกันและด้วยโลก เวลานั้นมีธรรมชาติที่บริสุทธิ์ อาหารและอากาศทาให้ร่างกายของพวกเขาแข็งแรง คน รุ่นหลังต่อมามีร่างกายใหญ่โตขึ้นมาเรื่อย ๆ เพราะต้องใช้แรงงานทางาน และทาให้ อายุขัยเริ่มยืนยาวขึ้นมาเรื่อยๆ จากเดิมที่เพียงไม่กี่สิบปี จนกระทั่งอายุขัยไม่กาหนด และ เกิดความประมาทเริ่มประพฤติผิดทานองคลองธรรมจากที่บรรพบุรุษได้ตักเตือนห้าม ปรามตลอดเวลา อายุของจึงเริ่มลดลงน้อยลงเรื่อย ๆ ความเข้าใจที่ผิดเพี้ยนสร้างความ แตกแยก ก่อเกิดสานักลัทธินิกายตีความเบี่ยงเบนมีความเห็นต่างนานาของเจ้าสานัก และเริ่มประหั ตประหารพิสูจน์ค วามจริง แย่ง ชิง ศรัทธากั นในหมู่นั กพรตนัก บวช นั ก ปกครองหาประโยชน์จากความเชื่อสร้างความชอบธรรม นักธุรกิจพ่อค้าหากินจาก สงคราม ความขัดแย้งกลับคืนมาสู่สังคมมนุษย์อีก ณ. ชมพูทวีปผู้รอดตายบริเวณถิ่ นนั้นก็ หวนกลับมาสร้างถิ่นฐานบ้านช่องเป็น สถานที่รวมของสรรพวิทยา และศูนย์กลางแห่งศาสตร์ท้ังปวงเหมือนเก่า รวมทั้งยัง เรียกชื่อเดิมอีก แม้จะถูกทาลายสูญหายไปหมดสิ้นนานนับล้านปีก็ตาม เมื่อมนุษย์ กลับมามีความเจริญขึ้นมาอีก ด้วยระบบแห่งวิญญาณทุกอย่างก็กลับมาอย่างที่เคยเป็น ๖๑

อาจารย์คนพันตีน


“ตานานต้นโลก” วรรณกรรมแห่งปัญญา   ∞  ไม่ว่าจะเป็นภาษาและรูปแบบ องค์ประกอบโครงสร้างของสังคม ระบบ กฎหมาย ลั ท ธิ พิ ธี ก าร พิ ธี ก รรมทางไสยศาสตร์ เมื อ งมั ช ณิ ม ชนบทเป็ น แหล่ ง รวมผู้ ค นจาก ต่างประเทศเดินทางมาแสวงหาความรู้อยู่เหมือนเดิม

ยุคศาสนาพระพุทธเจ้ากัสสโป ทุ ก กาลสมั ย หลั ง จากผ่ า นพ้ น ยุ ค มิ ค สั ญ ญี น านนั บ เป็ น อสงขั ย มนุษย์ได้เริ่มต้นชีวติใหม่และทาความดีประพฤติธรรมต่อเพื่อนสัตว์โลกด้วยกัน ตามคา บอกสั่งสอนของพวกวิญญาณบรรพบุรุษ เนิ่นนานมาจนกระทั้งมีความเจริญขึ้น สามารถ ผลิตเครื่องมือจากโลหะพวกตะกั่ว ทองแดง และทองคาก็ตาม วิถีชีวิตของผู้ คนก็ยัง ผูกพันกับโลกจิตวิญญาณตลอดเวลา พวกเขาปฏิบัติตน ภาวนาทาสมาธิจนเกิดพลัง มีฤทธิอภิญญากันดาษดื่นทั่ว ย้อนอดีตทายอนาคตกันได้ พระกัสสปบรมโพธิสัตว์มหาบุรุษได้อุบัติข้ึน ณ.ชมพูทวีป มัชณิมบทสถานที่เดิม ท่านได้ครองเรือนเป็นฆาราวาสอยู่ในพระราชวังก่อนจะเสด็จออกสู่ภาคการบาเพ็ญเพื่อ ตรัสรู้เป็นพระบรมครูของโลก เมื่อสาเร็จเป็นพระอรหันต์สัมมาสัมพุทธเจ้าแล้วทรงแสดง พระธรรมจักรกับปวัตนสูตรเป็นปฐมเทศนา มนุษย์โลกทั้งหลายโดยเฉพาะพวกนักพรต – ฤาษี มีนักบวชสานักต่าง ๆ จึงเข้าใจว่า ฌาน อภิญญา ทั้งหลายนั้นไม่ใช่ธรรม และ ๖๒

อาจารย์คนพันตีน


“ตานานต้นโลก” วรรณกรรมแห่งปัญญา   ∞  มิใช่สูงสุด เป็นเพียงขั้นตอนการปฏิบัติอบรมข่มจิตจนเกิดมีพลังอานาจซึ่งเกิดจากจิต ของผู้ฝกึ เองเท่านั้น อาณาจักรไทย มีพ่อขุนแผนเป็นปฐมวงศ์ เมื่อกาลนั้นทางชมพูทวีป พระกัสสโป พุทธเจ้าได้แสดงปฐมเทศนา และได้วางพระศาสนาของพระองค์ท่านโดยสมบูรณ์คือมี พระรัตนไตรแล้ว พระองค์ทรงเสด็จโปรดเวไนยสัตว์จนพระกิติคุณแพร่ไปไกล พระเจ้าแผนเมืองฟูา กษัตริย์เมืองแผนมีปณิธานปรารถนาจะพบพระพุทธเจ้า และฟั ง พระธรรมเทศนาต่ อ หน้ า พระพุ ท ธองค์ จึ ง ได้ ส ละราชสมบั ติ ประกาศให้ ประชาราษฎร์รับรู้ แล้วครองผ้าขาวเสด็จไปยังชมพูทวีปมัชฌิ มประเทศ เมื่อได้ฟังพระ ธรรมเทศนาเกิ ด บรรลุ ธ รรม มี ค วามเลื่ อ มใสศรั ท ธา ขอบวชเป็ น ภิ ก ษุ ใ นศาสนา พระพุทธเจ้าทรงโปรดตรัสให้เป็น เอหิภิกขุ นับแต่นั้นทันที พระพุทธศาสนาได้ฝังรากลึกลงในดินแดนสุวรรณภูมิ พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ พร้อมบรรดาพระอรหันต์อัครสาวกเสด็จมาเผยแผ่ เทศนาธรรมตลอดกาลสมัยของ พระองค์ท่านก่อนปรินิพพาน ผู้คนในถิ่นนี้มีภูมิธรรมทางจิตวิญญาณสูงตั้งแต่ปฐมพุทธกาล พวกเขาสั่งสมมา นานแม้จะลืมเลือนเพราะกาลเวลา แต่หากได้สะกิดเพียงเล็กน้อย ความทรงจาที่เป็น คุณสมบัติพิศษของจิตจะระลึกได้ในไม่ช้า คนที่เกิดในภูมิภาคนี้ ท้ังหมดเคยได้รับธรรม คาสั่งสอนหรือได้ยินได้ฟัง และร่วมทาบุญสร้างบารมีกันมา พระพุทธเจ้าทุกองค์จึง เทียวเสด็จภูมิภาคประเทศนี้เป็นพิเศษ ทาให้ศาสนาของพระองค์เจริญงอกงามฝังลึกไม่ ขาดหายไปเหมือนที่ชมพูทวีปแม้ จะเป็นที่เกิดและตรัสรู้ก็ตาม ผู้บรรลุธรรมสาเร็จเป็นพระอรหันต์ในมัชฌิมประเทศ และได้ปรินิพพานพร้อม พระพุทธเจ้าทั้งก่อนและหลังกาลอายุของพระพุทธองค์น้นั มีจานวนมาก แต่สาหรับในสุวรรณภูมิมักมีผู้สาเร็จเป็นพระอรหันต์ภายหลังต่อมา และพวก ท่านเหล่านั้นได้เป็นผู้เผยแผ่สืบสานศาสนากว้างไกลออกไปทั่วทุกทวีป โดยเฉพาะอย่าง ยิ่งหลังจากพวกคลั่งลัทธิได้ระดมสร้างศรัทธาด้วยการทาลายศาสนาพุทธหมดไปจาก ต้นแหล่งกาเนิด ความเจริญทุก ๆ ด้านทางวัตถุ เป็นพัฒนาการ และความจาเป็นที่ต้องถูกสร้าง ขึ้นมาตามเงื่อนไขของธรรมชาติเพื่อยังชีพและรักษาเผ่าพันธุ์ ๖๓

อาจารย์คนพันตีน


“ตานานต้นโลก” วรรณกรรมแห่งปัญญา   ∞  ความประมาทจากความสามารถและผลสาเร็จ แก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้ เป็น ปัจจัยทาให้หลงลบความเดือดร้อนทุกอย่างที่ผ่านมา จะพากันคิดไปข้างหน้าค้นคว้าหา วิธีเอาชนะต่อปัญหาที่กาลังเกิดตาม ตราบที่ยังสามารถก้าวพัฒนาไปโดยไม่เห็นต้นตอ จึงไม่รู้จักพอ ก็จะพากันวนเวียนหลงอยู่อย่างนั้น ถึงแม้จะเห็นทุกข์และธรรม แต่ก็ไม่เข้าใจ

ยุคศิวิไลย์และมิคสัญญี

ภายหลั ง ต่ อ จากนั้ น ประเทศที่ มี ภู มิ ป ระเทศและผู้ ค นหลาย เผ่าพันธุ์รวมกันอยู่เป็นสังคม สภาพความเป็นอยู่มี การขัดแย้ง การทามาหากิน ฝืดเคือง ต้องแย่งชิงกัน ผู้เข้มแข็งกว่าเป็นผู้ถูกต้อ ง และกาหนดกฏเกณฑ์ สังคม ภายในจะไม่มีความสงบสุข การบริหารเป็นไปด้วยความยากลาบาก ฝุายผู้ปกครองจึงนา ศาสนาและศีลธรรมมาเป็ นเครื่องมือในการรักษาอานาจเพื่อความมั่ นคง ฝุายถูกเอา เปรียบซึ่งเป็นกลุ่มคนส่วนใหญ่ของสังคมจึงพาลปฏิเสธศาสนาที่นามายื้อเวลาแก้ปัญหา และพยายามประณี ป ระนอม เนื้ อ หาสาระของค าสอนจึ ง ถู ก บิ ด เบื อ นเบี่ ย งเบนเพื่ อ ประโยชน์ของฝุายผู้มีอานาจ ศาสนาที่เคยเป็นที่พึ่งของผู้คนทั้งโลกจึงเสื่อมลงเพราะเจตนาการนามาใช้และ ค่อยหมดไปจากประเทศที่เกิดปัญหากลุ่มความคิดสานึก ลัทธิใหม่ ๆ จะเกิดขึ้นในสังคม เพื่อหาแนวทางช่วยเหลือและต่อสู้กับฝุายอานาจรัฐ การปราบปรามเข่นฆ่า ข่มเหง จะ

๖๔

อาจารย์คนพันตีน


“ตานานต้นโลก” วรรณกรรมแห่งปัญญา   ∞  เกิดขึ้นตามมาของฝุายปกครอง ที่เกรงกลัวว่าจะสูญเสียอานาจ และประโยชน์ที่กลุ่ม พวกตนเองกาลังรับอยู่ ดังนั้นฝุายที่คิดว่ากลุ่มของพวกตนไม่ได้รับความเป็นธรรม และไม่สามารถจะ อดทนต่อไป ต่างพากันเข้าร่วมกับผู้นาที่มีความคิดสอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงของ สัง คม สามารถจูง ใจให้ผู้ค นมองเห็ น ชัยชนะและมี ความหวัง กระตุ้น ความรู้สึก และมี อารมณ์ ร่ ว ม พร้ อ มจะเสี ย ลสะตนเองเพื่ อ อนาคตของทายาทพวกพ้ อ ง ไม่ ส นใจใน รายละเอียดของลัทธิใหม่หรืออุดมการณ์เป็นธงนาในการต่อสู้ ต่อเมื่อภายหลังเมื่อได้รับชนะสามารถขับไล่โค่นล้มอานาจการปกครองเก่ าหรือ พากันอพยพไปตั้งสังคมประเทศใหม่ จึงรวบรวมคาสอน คาพูดปลอบประโลมของผู้นา ที่ใช้ปลุกขวัญสร้างกาลังใจขณะทาการสู้ รบขึ้นมาเป็นคาภีร์ และพากันยกย่องเป็นสิ่ง ศักดิ์สิทธิ์ ไม่ มี เ นื้ อ หาสาระใหม่ เพี ย งกล่ า วอ้ า ง ความไม่ ถู ก ต้ อ งของผู้ ใ ช้ อ านาจรั ฐ ที่ ใ ช้ ศาสนาในทางที่ผิด เข้าข้างตนเอง ผู้นาคนใหม่เป็นผู้มาชาระ พาผู้คนที่กาลังเดือดร้อน ไปพบแสงสว่าง พ้นจากการกดชี่ข่มเหง มีสิทธิเสรีภาพเท่าเทียมกัน แก่นของศาสนา จึงค่อย ๆ หยาบลงตามสภาพของสังคมมนุษย์ที่ตีความไปตามสภาวะธรรมที่ สอดคล้อง กับจิตใจของผู้คนที่ถูกครอบงาด้วยเงื่อนไขของธรรมชาติ สั จ จะธรรม ความจริ ง เมื่ อ ถู ก ตี ค วามต่ อ มาเป็ น ปรั ช ญาหรื อ เพี ย งสมมุ ติ ฐ าน ความคิดสานักลัทธิ ที่ถูกยกย่องขึ้น มาเป็นหลักศาสนาแทน เนื้อหาแก่นสารแฝงด้วย ความก้าวร้าว มีคาสอนที่ใช้ความรุนแรงแก้ปัญหาล้วนเป็นปลายเหตุ แม้ จ ะมีอุ ด มการณ์ สู ง สุ ด เพื่ อสั น ติ ภาพความสงบสุ ข ก็ ต าม ก็ ได้ ป ลู ก ฝัง ความ รุนแรงงอกอยู่ในจิตวิญญาณของผู้คนที่รับเอาไว้ หรือได้ประโยชน์แล้วนับแต่นั้นมา ดังนั้นไม่ว่าจะเกิดความไม่พอใจใดๆขึ้นณ.ที่สังคมใด ขบวนการต่อสู้ที่เกิดขึ้นจาก การกระท าของมนุ ษ ย์ ด้ ว ยกั น เอง ก็ จ ะไม่ ข าดการน าความรุ น แรงมาใช้ และจะอ้ า ง ความชอบธรรมหรือพระเจ้าส่งฑูตสวรรค์มาไม่หยุดหย่อนทุกครั้งไป สั ง คมยิ่ ง พั ฒ นาความขั ด แย้ ง ก็ ยิ่ ง มากตามเป็ น เงา เพราะต้ อ งแย่ ง ชิ ง ความ ได้เปรียบ การค้นพบเทคโนโลยีใหม่ ๆ และวิทยาการเป็นเงื่อนไขบังคับ ทาให้ต้องมี การค้นคว้าวิจัยตลอดเวลา เพื่อเพิ่มพูนประสิทธภาพในการผลิตและเครื่องมือหรืออาวุธ ๖๕

อาจารย์คนพันตีน


“ตานานต้นโลก” วรรณกรรมแห่งปัญญา   ∞  เพื่อทาลายฝุายตรงข้าม ฝุายที่ล้าหลังกว่าจะพ่ายแพ้และถูกข่มเหงเอาเปรียบ พวกเขา ก็พากั นครุ่นคิดหาทางตอบโต้ทุก อย่ าง แม้ก ระทั่ง อ้อนวอนในสิ่ง ที่ไม่เ คยเชื่อถือ ศรัทธามาก่อน นานวันก็จะกลับมาเป็นฝุายชนะบ้าง และกลับมาเป็นผู้กดขี่ข่มเหงคืน เป็นอยู่อย่างนี้สลับกันไปมา ปัจจัยสาคัญที่นาไปสู่ชัยชนะของฝุายที่เคยพ่ายแพ้คือ ขบวนการทางความคิดที่ สามารถจะปลุ ก เร้ า ให้ ผู้ ค นเชื่ อ และก้ า วตาม ดั ง นั้ น ลั ท ธิ นิ ก ายที่ อ ธิ บ ายรู ป ธรรม ปรากฏการณ์ของสังคมให้ผ้คู นคล้อยตาม แม้จะเป็นการบิดเบือนสัจจะธรรมก็ตาม แต่ สอดคล้ องกับอารมณ์ค วามรู้สึก สามารถชั ก จูง กั น ผลัก ดั น น าความสาเร็จมาให้ เ ป็น รูปธรรมจับต้องได้ เพียงความคิดเท่านี้ถูกยกขึ้นมาเป็นศาสนา คาสอนของพวกเขาห่างจากแก่นแท้ของธรรมมากขึ้นทุกที และทุกครั้งที่มีการ เปลี่ยนแปลงศูนย์กลางอานาจ ช่องว่างระหว่างความเจริญวัตถุและศีลธรรมกว้างถี่มาก ขึ้นยิ่ง ความเจริญก้าวหน้าต่อไปแต่ยิ่งทาให้ผู้คนหนีห่างจากธรรมชาติหรือหลักธรรมที่ เป็นกฏเกณฑ์จักรวาลทั้งระบบ ดัง นั้น สงครามระหว่างมนุษย์ ด้วยกั น เพราะความเชื่อที่ แ ตกต่า ง และมาจาก รากฐานความคิดที่มีขบวนการทางความคิดเชื่อมโยงกับการต่อสู้ ใช้กาลังแก้ปัญหา ก็ จะเกิดขึ้นต่อเนื่องไปจนกว่าความเชื่อนั้นหมดไป หลังสงครามที่เกิดจากการใช้ลัทธิความเชื่อเป็นเชื้อปะทุ จะนาพามนุษย์กลับคืน สู่ความศิริไลย์ที่บริสุทธิ์อีกครั้งหนึ่ง ศีลธรรมจะกลับมา ศาสนาของพระกัสสโปพุทธ เจ้าจะถูกนามาเผยแผ่และกว้างขวางไปทั่วทุกทวีปในโลก มนุ ษ ย์ ฉ ลาดขึ้ น และเห็ น โทษภั ย ของเทคโนโลยี จึ ง พยายามรั ก ษาธรรมชาติ สภาพแวดล้อม รู้จักประหยัดทรัพยากรแร่ธาตุให้มีใช้อย่างยาวนาน เกรงกลัวต่อโทษ ของวิทยาการที่พัฒนาขึ้นมาใช้ที่จะเกิดขึ้นภายหลัง ที่กว่าจะรู้ได้ก็มักจะสายเกินแก้ไม่ สามารถชดเชยกลับคืนมาได้ ซึ่งมักจะมองเห็นแต่คุณประโยชน์ของมันเสมอ อารยธรรมความเจริญยุคศิวิ ไลย์ เทคโนโลยีก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็ว มนุษย์ พึ่งพาอุปกรณ์เครื่องมือที่ค้นคิดขึ้นมารับใช้แทนทุกอย่าง เงื่อนไขความสัมพันธ์ระหว่าง มนุษย์ด้วยกันตั้งแต่ครอบครัวเริ่มเปราะบาง อายุขัยก็ส้ันลงไปเรื่อย ๆ วิถีชีวิตวงจรเดิม

๖๖

อาจารย์คนพันตีน


“ตานานต้นโลก” วรรณกรรมแห่งปัญญา   ∞  เวียนมาครบรอบ การทาลายล้างกันเองเป็นวัฏจักรก็กลับมาอีกเหมือนเดิม แต่คราวนี้ ได้ทาลายล้างชีวิตมนุษย์และสิ่งมีชีวิตบนโลกเกือบหมด จากอาวุธที่ทรงพลานุภาพ ทาลายเผ่าพันธุ์และทุ กสิ่งทุกอย่างที่เพียรพยายาม ต่อยอดพัฒนาขึ้นมาเป็นล้าน ๆ ปี ไม่จะกี่หมื่นกี่แสนรุ่นคน ทุกสิ่งทุกอย่างกลับคืนสู่การ เริ่มต้นใหม่อีกครั้ง และเป็นการสิ้นสุดกาลของพระกัสสโปพุทธเจ้า ยุคแผนบรรพบุรุษ ของคนไทยและทั้งโลก

๖๗

อาจารย์คนพันตีน


“ตานานต้นโลก” วรรณกรรมแห่งปัญญา   ∞ 

พุทธันดรที่ 4

โลกกลับเข้าสู่กาลเวลาปรับตัวเองอีกครั้งหลังจากสูญเสีย สมดุลย์ ผิวผืนพื้นดินถูกขุดเจาะเอาทรัพยากรนาไปเล่นแร่แปรธาตุจนหมด สิ่งมีชีวิตแทบจะไม่ สามารถอาศัยอยู่ได้อีกต่อไป ขบวนการเปลี่ยนแปลงเพื่อจัดระบบนิเวศน์ใหม่ จึงเกิด เปลี่ ยนแปลงคุณภาพโดยธรรมชาติ ทั้งภูเขาไฟ พายุ ลม ฝนโหมกระหน่าประชุ ม พร้อมหน้าโกลาหลอย่างรุ่นแรง แรงดันใต้พื้นภิภพจะขับดินลาวาเต็มไปด้วยแร่ธาตุนานาชนิดขึ้นมาบนผิวโลกทับ ถมกันหนาขึ้น ส่วนที่อยู่ชั้นบนสุดจะถูกดูดเคลื่อนลงไปและจมอยู่ข้างล่าง พายุลมแรง พัดพากระหน่านาเอาทุกสิ่งอย่างลงอยู่ใต้ท้องมหาสมุทร ความร้อนจากภูเขาไฟปะทะ กับลมเย็น เกิดระเบิดเป็นลูกโซ่ต่อเนื่องสียงดังสนั่นก้อง เป็นแรงปะทุทาลายแนวกั้นชั้น บรรยากาศ มลภาวะที่หมักหมมมานานจากฝีมือมนุษย์ ถูกขจัดทาลายหายไปจากชั้น บรรยากาศ

๖๘

อาจารย์คนพันตีน


“ตานานต้นโลก” วรรณกรรมแห่งปัญญา   ∞  ขบวนการเปลี่ยนแปลงที่รุนแรงเช่นนี้กันเวลานับแรมเดือนกว่าจะสงบลง กลับคืน สู่ ส ภาวะปกติ ค วามอุ ด มสมบู ร ณ์ ข องผิ ว ดิ น ท้ อ งฟู า แจ่ ม ใส อากาศบริ สุ ท ธิ์ น้ าใส สะอาดมหมดจดเหมือนเริ่มต้นใหม่ แผ่นดินสูงขึ้นจากเดิมอีก 8 กม. โดยไม่รู้สึกตัว หลัง จากนั้นมนุษย์ที่ห ลบอาศัยตามถ้าลึ ก บนภูเ ขาสู ง ที่ ยัง มี ชีวิต อยู่ต่า งพากั น ออกมา และพบว่าทุกสิ่งทุกอย่างได้เปลี่ยนแปลงไปหมดแล้ว แม้กระทั่งความทรงจา เก่า ๆ พลอยเลือนหายไปหมดด้วย

ยุคแมน พ่อแมน – ขุนอิน

ด้วยความบริสุทธิ์ของธรรมชาติทาให้มนุษย์มีร่างกายและสุขภาพ แข็งแรง อายุก็เริ่มยืนยาวเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ในแต่ละรุ่นทุก ๆ ที ความสะอาดสดใส ยังทาให้บรรดาเหล่าอาภัสสรเทพพรหมกับสรรพวิญญาณสามารถปรากฏกายทิพย์เป็น ร่างโปร่งใสเที่ยวเหาะเหินเดินอากาศไปมาและติดต่อสื่อสารกับมนุษย์ โดยพยายามสอน ให้รู้จักทาความดี ประพฤติดีอยู่ในกรอบศีลธรรม นาคาสอนของพระเจ้ากัสสโปเท่าที่ จาได้มาบอกกล่าว

๖๙

อาจารย์คนพันตีน


“ตานานต้นโลก” วรรณกรรมแห่งปัญญา   ∞  พวกเขาสื่อด้วยภาษาโยโมด หรือที่เรียกกันว่าภาษาเทพ มนุษย์ที่รอดเหลือเป็นผู้ สืบสายพันธุ์รู้จักโลกของวิญญาณและศีลธรรมจากพวกเทพเทวดาเหล่านี้ ที่ต่างก็รอ คอยกลั บ มาเกิ ด เป็ น คน โดยมี ม นุ ษ ย์ ที่ ก าลั ง สอนอยู่ เ ป็ น ผู้ ใ ห้ ก าเนิ ด พวกเขา ความสัมพันธ์ระหว่างคนกับเทพเป็นไปอย่างเอื้ออารี เป็นการให้ของผู้ประเสริฐกว่า วิ ถี ชี วิ ต ความเป็ น อยู่ มี แ ต่ ค วามสวยงาม ราบรื่ น เสพย์ ส มความอุ ด มสมบู ร ณ์ ข อง ธรรมชาติได้อย่างไม่ต้องเบียดเบียนกันเหมือนอย่างจิตนาการ กาลเวลาของการเป็น อยู่ ในบรรยากาศแบบมิ ติ โลกแห่ง วิ ญ ญาณกั บ มนุ ษย์ มี สังขาร หรือระหว่างพวกสรรพวิญญาณชั้นต่าง ๆ ตั้งแต่พวกครึ่งเทพและครึ่งผีกับคน เป็นระยะเวลาที่ไม่กาหนดอายุขัยหรือกาลเวลา อายุของคนก็เริ่มสั้นลงตาม โลกที่เริ่มมีมลภาวะมลทินจากจานวนมนุษย์เพิ่มขึ้น และเริ่ มมีจิตใจหยาบ หลงระเริง ประมาทในความสะดวกสบาย ประพฤติปฏิบัติผิด ศีลธรรมต่อกัน พวกเทพเทวดาที่บริสุทธิ์ละเอียดไม่สามารถจะเข้าใกล้และติดต่อได้อีก มี แ ต่ บ รรดาพวกชั้ น ล่ า งหยาบกว่ า เท่ า นั้ น ที่ ยั ง คอยติ ด ต่ อ อาศั ย พึ่ ง พาพวกมนุ ษ ย์ ใ น รูปแบบต่าง ๆ คนแมนเป็ น ชื่อ คนในต านานของไทยที่ สื บ สายเลื อดมนุ ษ ย์ ที่ อ าศั ย อยู่ ดิ น แดน สุวรรณภูมิ พวกเขาเป็นลูกหลานเหลนของบรรพบุรุษที่สืบทอดกันมาตั้งแต่ขุนสรวงกับ นางสาง มนุษย์คู่แรกของเผ่าไทย ผู้คนที่มาเกิดตามหลังล้วนแต่เคยเป็นคนและสัตว์ใน ทุกยุคสมัยที่ผ่านมาของพระพุทธเจ้าทั้ง 3 พระองค์ แต่ไม่เข้าใจในพระธรรม จึงยัง วนเวียนมาเกิด และต้องมาในถิ่นเดิมต้นกาเนิดของตนเองทุกคน พวกที่เคยจุติที่ใดเป็น ภูมิลาเนาเริ่มต้น ก็จะกลับมา ณ.ที่ตรงนั้นร่าไป ตามระบบแห่งจิตวิญญาณ จนกว่า จะเข้าใจโลกเข้าถึงธรรมของพระพุทธเจ้า ที่จะเสด็จลงมาโปรดสัตว์โลกเพียงครั้งเดียว ในแต่ละยุคเท่านั้น มีแต่พวกที่เข้าถึงธรรมบารมีพร้อมจึงเข้าสู่ ดินแดนสุขาวดีชั้นนิพพาน หนีความ วุ่นวายบนโลกไม่กลับมาเกิดอีก ดังนั้นพวกที่มาเกิดล้วนแล้วแต่พวกเดิม ที่ยังหลงความสุขอยู่บนโลก ไม่เข้าใจ คาสอนในศาสนาของพระพุทธองค์ที่มอบทิ้งไว้ให้ ซึ่งต่างก็พร่ารอคอยการมาของพระ อรหันต์ พวกพระโพธิสัตว์ที่มาเกิดสร้างบารมี เป็นพ่อมด หมอผี ฤาษีชีไพรและ ๗๐

อาจารย์คนพันตีน


“ตานานต้นโลก” วรรณกรรมแห่งปัญญา   ∞  นักบวช สื่อสารติดต่อกับเหล่าเทพเทวดาและสรรพวิญญาณ คอยตักเตือนบอกกล่าว ให้ทาความดี ให้เกรงกลัวต่อบาปและเชื่อว่านรกสวรรค์มีจริง ด้ ว ยเหตุ น้ี ท าให้ ต านานเทพนิ ย ายปร าปราในแต่ ล ะชนเผ่ า ทั่ ว ทุ ก ทวี ป ของคน ท้องถิ่นโบราณมีความคล้ ายคลึงกัน หรือเกือบเหมือนกันในเนื้อหา แตกต่างกัน เฉพาะชื่อเรียกและอานาจคุณวิเศษของแต่ละท่าน ซึ่งแสดงถึงการรับรู้ของเหล่ามนุษย์บรรพบุรุษต้นตานานเคยได้ผ่านยุคสมัยชาดก ความรู้ความเข้าใจศาสตร์ต่าง ๆ ในแต่ละถิ่น ก็เป็นการมาถ่ายทอดของกลุ่มพวกเดียว กันเองที่พากันวนเวียนเพียรมาเกิด มิได้เป็นของใหม่ จะเป็นความจาของตัวเองหรือไม่ ก็เป็นของตนเองได้เคยคิดและสร้างไว้หลายยุคสมัย บริเวณใดที่เคยเป็นเมืองในอดีตเมื่อล่มสลายไปอีกยุคหนึ่งก็จะถูกรื้อฟื้นสร้าง ขึ้ น มาใหม่ ของคนเดิ ม ๆ ที่ เ คยสร้ า งไว้ แม้ ชื่ อ จะเปลี่ ย นไปแต่ ก็ อ าจจะกลั บ มา เหมือนเดิมก็มี ในอีกยุคสมัยหนึ่ง นี่คือระบบของจิตวิญญาณที่มีสัญญา คือความทรง จาที่เป็นตัวกาหนดวางแผนการเดินทางของชีวิตทั้งหมด

ธรรมชาติวิทยา ความเข้าใจของคนปัจจุบันมักจะเชื่อตามตาราของนักวิชาการ ที่ สรุปประมาณเอาไว้ตามวัตถุพยานที่วิเคราะห์วิจัยด้วยขั้นตอนทางวิทยาศาสตร์ขณะนั้น เท่านั้น เป็ น การจ านนด้ ว ยหลั ก ฐานเพี ย งอย่ า งเดี ย วกั บ หลั ก การที่ บ รรดานั ก คิ ด นั ก ปราชญ์ ตั้ ง กฏเกณฑ์ ข้ึ น มา ท าให้ สิ่ ง ใดที่ พิ สู จ น์ ไ ม่ ไ ด้ ด้ ว ยระเบี ย บวิ ธี ก ารทาง วิทยาศาสตร์ เป็นเรื่องไม่มีอยู่จริง แม้จะมีปรากฏการณ์เกิด ขึ้นอยู่บ่อยครั้งและเป็น ประจาก็ตาม ก็จะอ้างว่าเป็นเรื่องของธรรมชาติ

๗๑

อาจารย์คนพันตีน


“ตานานต้นโลก” วรรณกรรมแห่งปัญญา   ∞  แท้จริงแล้วเรื่องจิตวิญญาณที่พวกเขาส่วนใหญ่ปฏิเสธ ก็เป็นส่วนหนึ่งและเกิดขึ้น จากธรรมชาติด้วยเหมือนกัน มีกระบวนการขั้นตอนในการเข้าถึง สามารถรับรู้ได้ถึง การมีอยู่ด้วยระบบของมันเอง ใช้วัตถุอุปกรณ์ เครื่องมือที่สร้างขึ้นมา อาการหลงใน ความรู้ของนักวิทยาศาสตร์ที่ด่วนสรุปว่าจิตวิญญาณเป็นนามธรรม ไม่มีอยู่จริง ทาให้ สมมุติฐาน ทฤษฏีทางวิชาการขาดความสมบูรณ์ ดั ง นั้ น วิ ช าการทางธรรมชาติ วิ ท ยา โบราณคดี ประวั ติ ศ าสตร์ ปั จ จุ บั น ยั ง ไม่ สามารถอธิบายให้คาตอบเชื่อมโยง ความเป็นมา และมูลเหตุจูงใจกับกระบวนการทาง ความคิดของคนโบราณที่สร้างประวัติศาสตร์ได้ สิ่งมีชีวิตเกิดขึ้นครั้งแรกบนโลกเมื่อ 1,250 ล้านปี จากการคานวณธาตุหินปูน เถ้าถ่าน ที่เป็นกระดูกโครงสร้างของสิ่งมีชีวิตทุกชนิดและพวกแร่ธาตุประเภทต่าง ๆ เช่น ตะกั่ว กรวด หิน ดิน ทราย และการค้นพบซากโครงกระดูกบางส่วนคล้ายคน ทาให้เชื่อว่า มีมนุษย์ลิงเป็นต้นกาหนดของคนเมื่อ 70 ล้านปีที่ผ่านมา มีการพัฒนา โครงสร้ า งที่ เคยเดิ นสี่ ขาและปีน ปุ า ยหากิ น บนต้น ไม้ และใช้ มือ สองข้า งห้ วยโหนจน กลายเป็นต้นแบบของคนเดินสองขา เมื่อ 4 ล้านปี เท่านั้นเอง นี่เป็นความเชื่อและเข้าใจของนักวิชาการที่ร่วมกันหลายแขนงวิชา โดยใช้ เ พี ยงการตรวจสอบด้ วยเครื่องมือทางวิ ทยาศาสตร์ ก่อ นสรุป เป็น ต าราวิ ช า การเผยแพร่ในสถาบันทั่วโลก นักประวัติศาสตร์แบ่งยุคกาลของโลกตั้งแต่โลกเย็นตัวลงจน ถึงช่วงเวลาที่มี สิ่งมีชีวิตประเภทพืชพรรณ ตามมาด้วยสัตว์ประเภทต่าง ๆและเป็นคนเกิดขึ้นหลังสุด หลังจากนั้นเป็นยุคกาลของวิวัฒนาการ พวกเขาตั้งสมมุติฐานหลายทฤษฏี ตามแต่ มุมมอง จะเน้น หนักไปตามความถนัดทักษะของพวกนั กวิชาการเอง ซึ่ง ส่วนมากจะ คล้ายคลึงกัน เพียงประมาณกาลเวลาแตกต่างกัน ไม่มีใครคนใดจะยืนยัน หรือคัดค้าน ทฤษฏี ข องผู้ อื่ น ผิ ด ประการใด เพี ย งแต่ ตั้ ง หลั ก เกณฑ์ เ ป็ น มาตรฐานในการคิ ด หรื อ ค้นคว้าวิจัยเท่านั้น . ยุคต่าง ๆ ของนักวิชาการมีดังนี้ คือ

๗๒

อาจารย์คนพันตีน


“ตานานต้นโลก” วรรณกรรมแห่งปัญญา   ∞  1. ยุคดึกดาบรรพ์ LOWER PALEOLITHIC นับตั้งแต่โลกเย็นลงมีพื้นผิวโลกเป็นน้า เป็นดิน และน้าแข็ง สิ่งมีชีวิตทุกประเภทเกิดขึ้นยกเว้นคนในระยะเวลาหนึ่งพันสองพัน ร้อยห้าสิบล้านปีที่ผ่านมา และถึงเจ็ดสิบล้านปีจึงค่อยยอมรับว่ามีคนสมบูรณ์จากที่เคย เป็นลิงมาก่อน 2. ยุคกลาง MIDDLE PALEOLITHIC นับตั้งแต่ห้าแสนปีจนกระทั่งถึงถึงล้านปีข้ึนไป จนถึงระยะกาลเวลาที่มีคนขึ้นบนโลก 3. ยุคก่อนหินเก่า UPPER PALEOLITHIC นับกาลเวลาตั้งแต่หกหมื่นปีถึงห้าแสนปี มีพัฒนาการดัดแปลงหินใช้เป็นอาวุธล่าสัตว์ เป็นอาหารอย่างหยาบ ๆ 4. ยุคหินเก่า PALEOLITHIC มนุษย์ได้พัฒนาการความเป็นอยู่ใ ห้ดีข้ึน ดัดแปลง ธรรมชาติเป็นที่อยู่อาศัย และเครื่องมือมีความละเอียดมากขึ้น กาลเวลาตั้งแต่สามหมื่น ปีถึงหกหมื่นปี 5. ยุคหินกลาง MESOLITHIC ตั้งแต่หนึ่งหมื่นปีถึงสามหมื่นปี มนุษย์เริ่มรวบรวม กันเป็นชุมชน เป็นสังคมชนเผ่าต่าง ๆ มีผู้นาหรือหัวหน้าสร้างบ้านสร้างเมืองเป็น หลัก แหล่ง 6. ยุคหินใหม่ NEW STONE หรือ NEOLITHIC นับเวลาตั้งแต่ห้าพันปีข้ึนไปถึงสาม หมื่นปี พัฒนาการของมนุษย์มีมากขึ้น มีศาสตร์วิทยาการด้านต่าง ๆ เป็นต้นแบบ อย่างของในปัจจุบัน 7. ยุคประวัติศาสตร์ นับแต่การมีบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร เป็นยุคที่มีการตั้ง ทฤษฏีสมมุติฐานตามวัตถุพยานที่ค้นพบและที่พึ่งจะพบขึ้นใหม่ๆ ตลอดเวลา

๗๓

อาจารย์คนพันตีน


“ตานานต้นโลก” วรรณกรรมแห่งปัญญา   ∞ 

ตานานต้นไทย ( ยุคหินกลาง MESOLITHIC 10,000 – 30,000 ปี )

๗๔

อาจารย์คนพันตีน


“ตานานต้นโลก” วรรณกรรมแห่งปัญญา   ∞ 

ตานานคื อเรื่ องราวในอดีต ที่บ รรยายความ เป็นมาของโคตรบรรพบุรุษ แม้จะอธิบายไม่ได้ ด้วยเหตุผลของคนยุคปัจจุบันแต่จะทิ้งเค้ามูลที่ เคยเกิดขึ้นในยุคนั้นไม่ได้โดยเด็ดขาด

ตานานต้นคนสุวรรณภูมิ

บริเวณที่เป็นจังหวัดเพชรบุรีปัจจุบันนี้ คือ เมืองแมนในอดีต เป็น ตานานมีหลักฐานเป็นหลักศิลาจารด้วยอักษรไทยโบราณ มีขุนแผนเมืองฟูาและนางดวง ขวัญใจ ผู้สืบเชื้อสายขุนสราง นางสรวงตั้งแต่ต้นพุทธกาล ครั้งสมัยพระพุทธเจ้ากกุ สันโธ มาจนถึงในยุค NEW STONE หรือ NEOLITHIC ประมาณ 10,000 ปี ถึง 30,000 ปี พวกเขาอยู่กินเป็นผัวเมีย ต่อมามีลูกชายคนหนึ่งชื่อว่า อิน และลูกผู้หญิงให้ชื่อว่า ฟูา

๗๕

อาจารย์คนพันตีน


“ตานานต้นโลก” วรรณกรรมแห่งปัญญา   ∞ 

นายอินได้แต่งงานกับนางกวัก ที่อาศัยอยู่บริเวณภูเขาใกล้ ๆ บริเวณนั้น นายอิน กับนางกวักได้รวบรวมคนหลายครอบครัวมาอยู่รวมกัน และเปลี่ยนชื่อเรียกจากเมือง แผนเป็นเมืองแมน นับตั้งแต่นั้นและเริ่มนับปีเป็นศักราชของพวกตนว่า ปีอิน 1 พร้อม กับเรียกตัวเองว่าขุนอินเขาเขียว ด้วยจานวนผู้คนยังน้อย ธรรมชาติที่เป็นปัจจัยดารงชีวิตมีมาก ไม่ลาบากเรื่อง การทามาหากิน พวกเขารู้จักการเพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์ไว้ช่วยงานจากบรรพบุรุษ และความรู้ต่าง ๆ เช่น ขนแร่ข้ีนกที่มีอยู่มากในถ้าตื้น ๆ มาเผาหลอมละลาย นาไป หล่อเป็นเครื่องมือหยาบ ๆ ใช้ช่วยผ่อนแรงในการเพาะปลูกเช่นขวานการตัดไม้ มีดและ หอกใช้ล่าสัตว์ ส่วนนางกวักรู้จักนาเอาลูกนุ่น ดอกฝูาย มาม้วนแล้วฟั่นสานทอเป็นผืน ผ้า และนาดินเหนียวมาบดละเอียดแล้ว ปั้นเป็นหม้อ ไห กากะทะ เอาไปเผาไฟจนแข็ง เป็นพาชนะใช้ในชีวิตประจาวัน เป็นความรู้ที่ได้จากบรรพบุรุษแม้จะตายไปแล้ว แต่ วิญญาณยังเป็นห่วงเฝูาดูแลบอกกล่าวพร่าสอนลูกหลาน และคอยปกปูองดูแลตลอด กาล ขุนอินเขาเขียวกับนางกวักมีลูก (คนแรกชื่อว่า ขุนอู่ทอง แต่ได้ยกให้พ่อตาแม่ ยาย) 20 คน เป็นลูกชาย 13 คน และเป็นผู้หญิง 7 คน และได้เป็นต้นชื่อ เรียกปี เดือน วัน ของคนไทยภายหลังต่อมา ดังนี้ คือ เป็นลูกชายถัดจากคนแรกชื่ออ้ายชวด เกิดเดือน อ้าย คนที่สองชื่อ อ้ายฉลู เกิดเดือน ยี่ คนที่สามชื่อ อ้ายขาน เกิดเดือนสาม คนที่สี่ชื่อ อ้ายสีฐอ เกิดเดือนสี่ คนที่ห้าชื่อ อ้ายมะโรง เกิดเดือนห้า คนที่หกชื่อ อ้ายมะเส็ง เกิดเดือนหก คนที่เจ็ดชื่อ อ้ายมะเมีย เกิดเดือนเจ็ด คนที่แปดชื่อ อ้ายมะแม เกิดเดือนแปด ๗๖

อาจารย์คนพันตีน


“ตานานต้นโลก” วรรณกรรมแห่งปัญญา   ∞  คนที่เก้าชื่อ อ้ายวอก เกิดเดือนเก้า คนที่สิบชื่อ อ้ายระกา เกิดเดือนสิบ คนที่สิบเอ็ดชื่อ อ้ายจอ เกิดเดือนสิบเอ็ด คนที่สิบสองชื่อ อ้ายกุน เกิดเดือนสิบสอง ต่อจากนั้นจึงค่อยมีลูกสาวอีก 7 คน คือ คนแรกใช้ชื่อว่า อีนาง อา คนที่สองใช้ชื่อว่า อีนาง อัน คนสามใช้ชื่อว่า อีนาง อาง คนสี่ใช้ชื่อว่า อีนาง อุ่น คนห้าใช้ชื่อว่า อีนาง เอื่อย คนหกใช้ชื่อว่า อีนาง อู่ คนเจ็ดใช้ชื่อว่า อีนาง อี ทั้งลูกชายและลูกสาวต่อมาพ่อขุนอิ นเขียวได้ นาชื่อเหล่า นั้นเรียกเป็น ปี และ เดือน ส่วนของวันเป็นชื่อลูกผู้หญิง ซึ่งได้ถูกเปลี่ยนไปบ้างตามภาษาสันสกฤตที่มาที หลัง พวกเขาเกือบทั้งหมด เมื่อแต่งงานมีครอบครัวก็ พากันอพยพไปหาดินแดนตั้ง รกรากขึ้นใหม่กันเกือบหมด ยกเว้นขุนมะโรงกับนางอางน้องสาวแต่งงานกันเองอยู่สืบ เชื้อสายปกครองเมืองแมนต่อจากขุนอินเขาเขียว ในปีอินที่ 350 อ้ายขุนชวด เป็นผู้รู้จักนาช้างปุามาฝึกจนเชื่องใช้งานขนส่งและฝึกทาช้างศึกเป็น คนแรก พร้อมกับเรียกชื่อช้างตัวผู้ว่า พลาย ส่วนตัวเมียให้เรียกกันว่าช้างพัง อ้ายขุนฉลู เป็นผู้ริเริ่มรู้จักนาเอาไม้มาต่อกันเป็นเรือ ใช้ยางไม้ในปุาผสมดินเป็น ยางกาวอุดตามรอยต่อไม้ของเรือไม่ให้น้าเข้าได้ อ้ายขุนมะเส็ง เป็นผู้ริเริ่มนาเอารากไม้ เปลือกลาต้นและผลมาต้มใช้เป็นยาบารุง และรักษาโรคเป็นคนแรก อ้ายขุนวอก ชอบร้องราทาเพลง นาคาพูดไม่กี่คาในสมัยนั้นมาสัมผัสต่อกันไหล ลื่น รู้จักเลียนแบบท่าท่างของสัตว์ต่าง ๆ มาผสมผสานออกลีลาสวยงาม

๗๗

อาจารย์คนพันตีน


“ตานานต้นโลก” วรรณกรรมแห่งปัญญา   ∞  เรื่องราวดังกล่าวเกิดขึ้นในยุคก่อนประวัติศาสตร์เมื่อ 8,000 ปีแล้ว ยังไม่มีการ คิดค้นอักษรบันทึกเป็นพยานได้จนกระทั่งในปีอินที่ 1230 ยุคสมัยขุนสือไทย ปกครองเมืองแมนจึงคิดค้นอักษรขึ้นเรียกว่าลายสือไทย ซึ่ง ท่านได้ร่วมกับท่านขุนขอมไทย อีกผู้หนึ่งและเป็นญาติสายเลือดเดียวกันได้คิดอักษร ขึ้นมาเป็นต้นแบบอักษรขอม

ลายสือไทยอักษรขอม

ต้นแบบของทั้งอักษรไทยและอักษรขอมมีข้ึนเมื่อประมาณ6,800ปี แล้ว ขณะนั้นจะเรียกพยัญชนะว่า “ ตัวเมือง” เรียกสระว่า ตัวบ้าน ที่เรียกชื่อว่าขอม นั้นมีความเป็นมาว่า ขอมฟูาไทย ซึ่งเป็นผู้ร่วมคิดและเริ่มต้นออกแบบลายสือไทย ตามคาสั่งของขุนสือไทย เมื่อเสร็จสิ้ นแล้ว จึงได้ออกแบบขึ้นมาอีกโดยเป็นพระราช โองการและมีพิธีการไว้ครูใหญ่โต จึงเรียกกันว่า “หนังสือใหญ่” ส่วนลายสือไทย เรียก อีกชื่อหนึ่งว่า “หนังสือน้อย” โดยความจริงแล้วอักษรคิดค้นหามาจากต้นแบบลายสือ ไทยที่ยังมีลายเส้นไม่เรียบร้อย อักษรขอมถูกออกแบบภายหลังจากคนเดียวกันใช้เวลา

๗๘

อาจารย์คนพันตีน


“ตานานต้นโลก” วรรณกรรมแห่งปัญญา   ∞  กว่า 15 ปี จึงสาเร็จ (ปีอิน 1230 – 1245 ) ทาให้อักษรขอมมีความสวยงามเรียบร้อย กว่า นักวิชาการได้วางหลักเกณฑ์ของอักษรของมนุษย์ไว้ 4 ประเภท เป็นการสรุป จากอักษรของชาติต่าง ๆ ที่สาคัญ ซึ่งมีจานวนมาก แต่ก็สามารถให้คาอธิบายที่มากับ มองเห็ น ขบวนการทางความคิ ด ของชาติ เ ผ่ า พั น ธุ์ ผู้ อ อกแบบได้ ค่ อ นข้ า งชั ด เจนและ สะท้อนถึงวัฒนธรรมความเป็นอยู่ได้พอสมควร 1.ประเภทสร้างขึ้นจากรูปของวัตถุ เ ป็ น ตั ว ข ยุ ก ข ยิ ก พ อ เ ห็ น สื่ อ ถึ ง ห รื อ ความหมายให้จินตนาการเห็น (HIEROGLYPHS) เช่น ตัวหนังสือของชาวอียิปต์โบราณ ที่ เขียนเอารูปต่าง ๆ เป็นตัวหรือพยัญชนะและเป็นสระ เมื่อนามาผสมผสานรวมกันแล้ว เรียกว่า HIEROGLYPHICS ภาษาอียิปต์เป็นตัวอย่างของลายอักษรแบบนี้มีข้ึนเมื่อประกาศ 5,120 ปี มีภาษาโบราณที่มีจุดเริ่มต้นแบบของชาวอียิปต์ คือ ของชาวซูเมอร์เรียนแถบ ตะวันออกกลาง ที่เป็นประเทศอิหร่านและอิรัคปัจจุบัน 2.ประเภทลายเส้นสื่อแทนรูปหรือลักษณะของวัตถุที่ต้องการ IDEOGRAPH กลุ่มตัวอักษรหรือหนังสือนี้มีมาก และมีมาก่อนประมาณกว่า 5,000 ปี ที่มีชื่อเสียง และเป็นหนึ่งในห้าภาษาสากล คือ ภาษาจีน มีลักษณะพิเศษเฉพาะให้เห็นคือ เป็น ตัวโดดๆ ชี้แจงรูปตลอดทั้งตัว บอกความหมายในตัวเอง และยังประสมกันได้เป็น ไวยากรณ์ กลุ่มสายที่ใช้ภาษามีพัฒนาจากแนวคิดเริ่มต้นออกแบบอักษร นอกจาก ภาษาจีนตอนกลางและเหนือแล้วยังมีเกาหลี ญี่ปุน และใต้หวันเท่านั้น ส่วนชนชาติจีน ทางใต้ ใช้อักษรอีกลักษณะประเภทหนึ่ง 3.ประเภทตั ว หนั ง สื อ หรื อ ที่ พั ฒ นาปรั บ ปรุ ง ลงตั ว มี ค วามหมายชั ด เจนแล้ ว (DEMOTIC) เช่น ลายสือไทย – ขอม , โมนีเซีย (เผ่าหนึ่งของเปอร์เซีย ประมาณ 4,000 ปี) และอักษรพราหมณ์ หรือเทวนาครี หรือสันสกฤษ อันเป็นต้นแบบของภาษาของ ยุโรปต่าง ๆ ในปัจจุบัน ตั้งแต่โรมัน กริกุ อาราบิก และฮินบรูหรือยิว เป็นต้น ๗๙

อาจารย์คนพันตีน


“ตานานต้นโลก” วรรณกรรมแห่งปัญญา   ∞ 

อักษรโบราณของชาวสุวรรณภูมิ ทั้งของพม่า ลาว เขมร มอญ ญวน และชน เผ่าต่าง ๆ จะผสมผสานกันและดัดแปลงจาก อักษรไทยขอมโบราณกับอักษรเทพหรือสัน สกฤษ มาประยุกต์ใช้เป็นของชนชาติเผ่าตนเองในยามที่มีอานาจเป็นอาณาจักรในช่วง ระยะเวลาหนึ่งก็เป็นกลุ่มอักษร DEMOTIC ที่เกือบสมบูรณ์แทบจะไม่พัฒนาขึ้นอีกเลย (กาลังจะสูญหายไปเพราะถูกกลืนตั้งแต่ตกเป็นอาณานิคมของชาติตะวันตก) ชนชาติที่ใช้อักษรลักษณะ DEMOTIC มีมากในเขตมณฑลจีนตอนใต้ ชมพูทวีปกับ สุวรรณภูมิ พวกเขาจะดัดแปลงไปใช้เป็นของตนเองโดยเฉพาะ มีขบวนการทางความคิด มาจากต้นแบบเดียวกัน แสดงถึงความเจริญของมนุษย์ในดินแดนแถบนี้มีมาก่อนด้วยกัน มีรูปแบบวัฒนธรรมประเพณีคล้ายคลึงกัน โดยเฉพาะภาษาและอักษรที่เขียนบ่งบอกถึง ความสัมพันธ์เชื่อมโยงทางประวัติศาสตร์อย่างปฏิเสธไม่ได้

ดาราศาสตร์โบราณของไทย

ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติถูกกาหนดกาลเวลาเป็นวัน เดือน ปี คนโบราณต้นคิดสังเกตเห็นสิ่งแวดล้อม บนท้องฟูาคล้ายมีเส้นรอบเป็นขอบวงกลมโค้ง ลงจดพื้นดินสองข้างตรงกันข้าม ระหว่า งนั้น จะเห็ น ดวงดาวแสงริ บหรี่ แ ละลุกสว่ าง เคลื่อนไหวแกว่งไกวและขึ้นลง

๘๐

อาจารย์คนพันตีน


“ตานานต้นโลก” วรรณกรรมแห่งปัญญา   ∞  ขุนอันเขาเขียวกับนางกวักเมื่อ 8,000 ปี ได้เอาชื่อลูกชาย 12 คน ตั้งเป็นเดือน และชื่อปีและชื่อลูกสาวเป็นวัน ต่อมาเมื่อคิดลายสือและเลขได้แล้ว ก็เอาชื่อมาขนานกับ ตัวเลขเป็นตาราหมอดูเลขบอก และปรับปรุงคานวณเขียนเป็นรูปมาตรฐานวงกลมมี ขอบวงกลมสองวงซ้อนกัน ขอบวงกลมรอบนอกสมมุติว่าเป็นท้องฟูาครอบโลก ซึ่งเป็น วงกลมรอบในขีดเส้นแบ่งให้เท่ากันเป็นตานาน 12 ราศี ความรู้เรื่องดวงดาวที่มองเห็นริบหรี่อยู่บนท้องฟูาเป็นรูปต่างๆ และดาวเคราะห์ เช่นเดียวกันโลก ได้จากการมาบอกของ ต้นบรรพบุรุษ คือ ขุนสรวงนางสางมาสอนให้ และเขียนเป็นตาราโหราศาสตร์หรือพรหมชาติ พร้อมกับคานวณโชคชะตาราศรีของผู้ที่ เกิดในระยะเวลาดังกล่าวไว้เสร็จสรรพ ที่เรียกกันว่าดวงตามวันเดือนปีเกิด ที่ปรากฏ ในแผนภูมิเป็นรูปวงกลม 2 เส้น ซ้อนกัน วงกลมนอกคือวงกลมขอบฟูา วงกลมใน คือ โลก มีเส้นลากผ่าไปทิศทางตรงกันข้ามขึ้นและลงเป็นสี่เส้นและเฉียงทแยงอีกสี่เส้นเท่า ๆ กัน ในวงกลมจะปรากฏเป็นแปดทิศและนาเอาดาวเคราะห์ 2 ดวงมาประจาทิศทั้งหมด ให้ครบทั้ง 12 ราศี โดยมีดาวพุธ พฤหัส และศุกร์ ครอง 2 ราศี จึงครบ 12 ราศี การทานายชะตาราศีของคน จึงเอาอิทธิพลของจากธรรมชาติ ทั้ง 4 คือ น้า ลม ไฟ และยังมีธาตุ ไม้ เหล็กและทอง มาเป็นสัญลักษณ์ของสัตว์ในปีเกิดอีกด้วย วงกลม 2 วงซ้อนกัน ที่นามาอธิบายประกอบคาทานาย โดยหมุนเวียนรอบตาม วงกลมทางซ้ายไปขวาทวนเข็มนาฬิกา ทาให้มองเห็นท้องฟูาเคลื่อนถอยหลังดวงอาทิตย์ โผล่ทางทิศตะวันออกและลับตาทางทิศตะวั นตก เป็นการสื่อบอกในตัวเองว่า แผ่นดิน หรือโลกที่อยู่นั้นเคลื่อนที่และหมุนรอบตัวเอง โดยที่บรรพบุรุษของไทยปูพื้นฐานสอน ลูกหลานไว้เป็นมรดกทางความรู้ ซึ่งในขณะนั้นไม่มีมนุษย์เผ่าพันธุ์ใดในโลกสามารถจะมี เครื่ อ งมื อ ส ารวจค้ น คว้ า ดวงดาวได้ ส่ ว นใหญ่ ยั ง มองว่ า โลกเป็ น แผ่ น ดิ น แบนราบมี ดวงดาวหมุนรอบเสียด้วยซ้า ต่อมาพึ่งยอมรับว่าโลกกลมไม่ถึงพันปีที่ผ่านมานี้เอง เมื่อ มีกล้องขยายดูดดวงดาวบนท้องฟูา และทาแผนที่เดินเรือแล่นรอบโลกประสบผลสาเร็จ

๘๑

อาจารย์คนพันตีน


“ตานานต้นโลก” วรรณกรรมแห่งปัญญา   ∞ 

คนจีนตานานไทย

ที่ราบกลางผืนแผ่นดินใหญ่ มีแม่น้าสายยาวสาคัญพาดผ่าน และ เทือกเขาสูงใหญ่ อากาศหนาวเย็นเป็นต้นกาเนิดของสายน้าไหลมารวมกัน ทาให้มีน้าไว้ เลี้ยงต้นหญ้าและคนใช้ได้ตลอดทั้งปี คนจีนหลายชนชาติถือกาเนิดมาจากบรรพบุรุษที่ สืบสายพันธุ์จากมนุษย์ที่ผ่านยุคชาดกวิญญาณบรรพบุรุษที่เป็นกายทิพย์มาสื่อให้ความรู้ ศาสนาของพระกัลสโปที่ผ่านมา ไม่แตกต่างกับคนในสุวรรณภูมิท้ังหมด ทั้งพม่า ลาว ไทย เวียดนาม เขมร

๘๒

อาจารย์คนพันตีน


“ตานานต้นโลก” วรรณกรรมแห่งปัญญา   ∞  ประมาณ 4,700 – 5,000 ปี มีหลักฐานปรากฏว่า ชาวจีนมีความเจริญ ทาง ภาษาแบบลายเส้น มีเข็มทิศ ทาปฏิทิน มีวิชาดาราศาสตร์ เฝูาดูท้องฟูา แปรธาตุจาก เหล็กเป็นเครื่องมือและอาวุธ ผสมกับแร่อื่น เช่น เงิน ทองหินและแก้ว การทอผ้าไหม สมุนไพร ตาราแพทย์ และคณิตศาสตร์ กลั่นน้ามันจากพืชต่าง ๆ มาใช้ และทาการ จาหน่ายและเปลี่ยนกับชนชาติอื่น เช่น เปอร์เซีย กับอินเดีย มาแล้ว ประวัติศาสตร์ชนชาติจีนถูกบันทึกเป็นหนังสือ 2,154 ปีก่อนพุทธศักราช ในสมัย พระเจ้ า อึ ง ตี่ ฮ่ อ งเต้ ไ ด้ ก ล่ า วคนจี น เผ่ า ไทยยุ ค ก่ อ นประวั ติ ศ าสตร์ ซึ่ ง มี อ ยู่ ม ากแถบ ทางด้านใต้ของแผ่นดินใหญ่ ลุ่มแม่น้าฮวงโหจะเป็นการแย่งชิงเป็นใหญ่ สู่รบกันเพื่อ ที่ดินทากิน แลกเปลี่ยนนักปราชญ์ นายช่าง นักวิชาการแขนงต่าง ๆ ทาให้นักวิชาการ ด้านประวัติศาสตร์มีความเห็นว่าคนไทยมีถิ่นกาเนิดในประเทศจีนแถบภูเขาอัลไตน์ เคย มีความเจริญ แต่พ่ายแพ้สงครามกับเพื่อนบ้าน จึงอพยพถอยร่นลงมาสุวรรณภูมิแถบ ถิ่นแหลมทองปัจจุบัน แต่หลักฐานโบราณวัตถุ ที่เป็นเครื่องใช้และของประดับทาด้วยทองสาริดและ เงินประจาราชสานัก ในแต่ละยุคสมัยของฮ่องเต้ สัญลักษณ์ที่สลักไม่ได้เป็นลวดลาย และภาษาจีนโบราณพวกเขาเองอ่านไม่ออก แต่เมื่อนาลายสือไทยโบราณไปเทียบเคียง สามารถอ่านเข้าใจสื่อความหมายได้ ดังนั้นความเข้าใจที่ตามระบบแห่งวิญญาณ และหลักฐานที่พอมีอยู่ของตานาน ของไทย คือการอพยพขึ้นเหนือเพื่อหาที่ อยู่กินของลูกหลานพ่อขุนเขาเขียวได้ขยาย เผ่าพันธุ์และวัฒนธรรมภาษาและวัฒนธรรม จนมีจานวนคนมากขึ้นเท่า ๆ กับคนเผ่าใน ท้องถิ่น มีความสัมพันธ์กันฉันพี่น้อง และรบราฆ่าฟันแบบศัตรูคู่แค้นเป็นไปตามวิถี ของมนุษย์ที่มีกรรม อพยพเคลื่อนย้ายตามกันเป็นหมู่เป็นพวก ไปยัง ณ. ดินแดนถิ่นฐาน ที่เคยพา กันสร้างวีรกรรมใดร่วมกันในชาติใดชาติหนึ่ง ไว้ เคยฆ่าเขาก็กลับไปให้เขาฆ่า หรือ ต้องการฆ่าเขาอีก แล้วแต่จะเป็นรอบของใคร ชาระความแค้นที่ต่างสาปแช่งเอาไว้ จนกว่าจะรู้จักให้อภัยอโหสิกรรมให้กัน จึงจะหมดสิ้นไม่ต้องเดินทางไปรับกรรมนั้นอีก ๘๓

อาจารย์คนพันตีน


“ตานานต้นโลก” วรรณกรรมแห่งปัญญา   ∞ 

พวกคนจีนเผ่าไทยเขาไปตามเส้นทางระบบจิตวิญญาณ คือรุ่นที่ทาให้นักวิชาการ เข้าใจผิ ดคิดว่า เป็นบรรพบุรุษ แต่แ ท้ จริ งแล้วเป็น รุ่น เหลนพวกเขาเดิน ทางไปพร้ อม วิทยาการของคนสุวรรณภูมิ สมัยต้นคนพ่อขุนสรวงนางสางคอยสอนให้คนเผ่าไทยทุก ยุคสมัยตั้งแต่พระโกนาคมโนและพระกัลสโปสัมมาสัมพุทธเจ้าตลอดเรื่อยมา ถึงแม้คนจีนทั้งสองเผ่าจะมีความแตกต่างวันในวัฒนธรรมประเพณีและศิลปที่ เด่นชัดและตัวกลุ่มอักษรที่ใช้กัน แต่สิ่งที่เหมือนกัน คือความเชื่อในเรื่องจิตวิญญาณ การเคารพนับถือคนตาย การเซ่นไหว้บรรพบุรุษ ส่งเครื่องใช้ของกินให้ไม่ขาด พร้อม ๆ กับบูชานับถือครูบาอาจารย์ ที่เป็นทั้งเทพธรรมดา กับพวกเซียนและพระโพธิ์สัตว์ที่ให้ ความรู้และคอยช่วยเหลือ คนจี น รั ก ษาวั ฒ นธรรมจารี ต เก่ า แก่ ข อ งบรรพบุ รุ ษ เหนี ย วแน่ น ท าให้ ประวัติศาสตร์ จีนมีความต่อเนื่อง แต่ทัศนคติที่ไม่เปิดเผยเคล็ดความรู้ให้บุคคลอื่นรู้ นอกจากคนในตระกูลครอบครัว เป็นเหตุให้ศาสตร์นั้นไม่ถูกพัฒนา ทั้ง ๆ ที่ต้นกาเนิด องค์ความรู้เริ่มต้นที่คนจีนมีจานวนมาก การต่อสู้แย่งชิงในภูมิภาคระหว่างคนจีนต่างเผ่ามีความเข้มข้นและรุนแรง เกิด เป็นประเพณีนิยมการฆ่าล้างแค้นโคตรตระกู ลของทายาท เพื่อทดแทนบุญคุณผู้ให้ กาเนิดและผู้ถ่ายทอดความรู้ เผ่าพันธุ์จีนจึงเข้มแข็งมั่นคง มีเอกลักษณ์เป็น รูปแบบหนึ่งของสัมคมโลก จาลองให้เห็นอิทธิพลของสิ่งแวดล้อมกาหนดพฤติกรรมของ ผู้คน กับความเชื่อถือทางศาสนาที่กากับทางด้านศีลธรรม และจริยธรรมอีกด้านหนึ่ง บรรดาพวกกนักปราชญ์ ทางสังคมที่มีชื่อเสียงของจีน เช่น เล่าจื้อ ขงจื้อ เม่ งจื้อและอื่น ๆ ต่างก็เป็นพวกเซียนลงมาเกิด บัญญติข้อควรปฏิบัติเป็นจริยธรรมของ ผู้ปกครอง และหน้าที่ของบุคคลธรรมดาที่เกื้อกูลกันจนเป็นลัทธินิกาย ซึ่งมีหลักการ เนื้อหาอิงคาสอนของศาสนาพุทธ ข้อความเนื้อหาของปรัชญามีความสอดคล้องและ ๘๔

อาจารย์คนพันตีน


“ตานานต้นโลก” วรรณกรรมแห่งปัญญา   ∞  ประณีประนอมระหว่างชนชั้นในสังคม ทาให้ประเทศชาติมีความเข้มแข็งและมั่นคง สถาบันกษัตริย์หรือฮ่องเต้ จึงให้ความสาคัญและส่งเสริมจนเป็นลัทธิใ ห้ประชาชนับถือ แทนศาสนา เสริมสร้างสถานะการปกครองให้ชอบธรรมยิ่งขึ้น

ชมพูทวีปก่อนพุทธกาล

ดินแดนชมพูทวีป ก็ยังเป็นสถานที่ของเหล่านักปราชญ์ นักพรต ราชบัณฑิต พราหมณ์ และฤาษี มาเกิด เป็นแหล่งรวมของพวกพรหม ที่ยังไม่ หลุดพ้ น เพราะยังติดอยู่กับความเชื่อว่ า สูง สุดแล้ ว และชอบอิ ทธิ ฤ ทธิ์ ปาฏิ ห ารย์ ใช้ อานาจของพลังจิตแข่งขันอวดอ้างแย่งชิงความศรัทธา หลงอยู่ในคายกย่องสรรเสริญ พวกเขาวนเวียนมาจุติที่เดิมมีพันธะกับเหล่าบริวารของพวกตนรอคอยอยู่ อาณาบริเวณของชมพูทวีปถูกให้เป็นศูนย์กลางของวิทยาการ เพราะสามารถจะ ขยายเผยแพร่ไปได้รอบทิศทาง คือด้านทิศตะวันตกก็ติดต่อกับอาณาจักร เมโสโปเตเมีย ของพวกเปอร์เซีย ซูมาเรียน ฯลฯ ทางทิศตะวันออกติดกับสุวรรณภูมิทางทิศเหนือ มี เส้นทางเข้าสู่อาณาจักรของจีน ส่วนทางทิศใต้ออกเผยแพร่ทางทะเลมหาสมุทรได้

๘๕

อาจารย์คนพันตีน


“ตานานต้นโลก” วรรณกรรมแห่งปัญญา   ∞ 

บรรพบุรุษต้นตระกูลของชนเผ่าในชมพูทวีปก็ต่างสืบเชื้อสายมาจากพวกที่รอด ตายจาการเปลี่ยนแปลง ล้างยุคสมัยของมนุษย์ที่เจริญจนสูงสุด และกลับไปสู่ศูนย์ คือ เริ่มต้นใหม่กันใหม่อีกเหมือนที่อื่น ๆ แต่ที่ชมพูก็ยังถูกกาหนดให้เป็นศูนย์กลางความ เจริญ ที่ผสมผสานและมีความแตกต่างกันอย่างมากเหมือนทุกยุค เป็นรูปแบบของสังคม อีกรูปแบบหนึ่งในโลกที่มี และจาลองให้เห็น สังคมของชาวชมพูทวีปแสดงให้เห็นการ ต่อสู้ที่ใช้หลักความคิด ตัดสินปัญหามากกว่าการใช้กาลัง พวกเขาจะวัดต่อสู้กันด้วย สติปัญญาไหวพริบ ใครคนใดกลุ่มใดหมดภูมิปัญญาโต้เถียง และการโกรธจะถือว่าเป็น ฝุายพ่ายแพ้ ค่านิยมเช่นนี้ยังติดเป็นนิสัยเอกลักษณะเฉพาะของคนในชมพูทวีปทั่ว ๆ ไป เมื่อ เปรียบเทียบกับอาณาจักรอื่นรอบข้างที่ใช้ความรุนแรงแก้ปัญหา ซึ่งแม้สังคมจะเจริญมี วิวัฒนาการก้าวหน้ารวดเร็วกว่าแต่ก็ล่มสลายไปก่อน ขณะที่อินเดียยังคงอยู่และเป็น แหล่งรวมของศาสตร์ศิลปของโลกอยู่เหมือนเดิม สามารถเป็นสถานที่ศึกษาเรียนรู้ ของ ผู้ ส นใจทั่ ว โลกค้ น คว้ า วิ จั ย หาแหล่ ง ต้ น ก าเนิ ด วิ ช าจากค าภี ร์ ม หาเวทย์ ท้ั ง หลายแม้ ปัจจุบัน พวกนักพรต ฤาษี ห รื อ พราหมณ์ ผู้ บ าเพ็ ญ เพี ย รฝึ ก จ าเฝู า ภาวนาสามารถ ติดต่อสื่อสารกับเหล่าเทพเทวดาในชั้นต่าง ๆ ได้ และเป็นผู้รวบรวมศาสตร์วิชาแขนงต่าง ๆ กับความรู้เรื่องสวรรค์ชั้นต่าง ๆ พร้อมกับมีชื่อของเทวดาผู้เป็นใหญ่รับผิดชอบแต่ละ ชั้น ที่เรียกกันในหมู่นักวิชาการว่าศาสนาพราหมณ์ ซึ่งความเป็นจริงควรจะเป็นลัทธิ เท่านั้น พวกเขาเองเป็นผู้เผยแพร่ข่าวการจะมาของพระอรหันต์ที่จะมาเป็นพระบรมครู สอนสั ต ว์ โ ลก อธิ บ ายความเป็ น จริ ง ของจั ก รวาล และชี้ ช่ อ งทางสว่ า งหลุ ด พ้ น เช่นเดียวกับที่พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ที่ผ่านมาได้พยากรณ์ไว้ล่วงหน้าทุกอย่าง เป็นที่ รับรู้กันทั่วนสุวรรณภูมิ และประเทศจีนเช่นเดียวกัน ซึ่งต่างก็รอ

๘๖

อาจารย์คนพันตีน


“ตานานต้นโลก” วรรณกรรมแห่งปัญญา   ∞  การมาอุบัติ ณ.ที่ชมพูทวีป สถานที่ประสูติของพระมหาโพธิสัตว์ก่อนจะตรัสรู้เป็น พระพุทธเจ้าผู้รู้แจ้ง พระองค์ท่านต้องใช้ชีวิตเยี่ยงปุถุชนระยะเวลาหนึ่งก่อน การที่ ต้องได้มาจุติ ณ. ชมพูทวีปก็เพราะองค์ประกอบของสังคมมีสมบูรณ์ครบทุกประการ มี ผู้รู้นักปราชญ์ นักพรต ผู้มีฤทธิ์ อภินิหาร มีดาษดื่นตื่นเต็มไปหมด มีคนร่ารวยที่สุด และจนที่สุดมากมาย สังคมมีความเจริญด้านวัตถุสูงเท่าเทียมกับอาณาจักรใกล้เคียง เป็น ปัจจัยเกื้อหนุน กระตุ้นเตือนและให้ พระพุทธองค์ท่า นหยิ บยกขึ้น มาเป็นตั วอย่ าง ประกอบคาเทศนาธรรมเพื่อความกระจ่างชัดของผู้ฟังเป็นสาคัญด้วย พราหมณ์ ในชมพูทวีปจดบันทึกพระเวทย์ด้วยอักษรสันสกฤษ กลุ่มตัวหนังสือ ประเภทลายเส้นหรือ DOMETIC ที่สื่อให้ความหมายชัดเจน ลายหนังสือคิดค้นได้และ เผยแพร่ในชมพูทวีปเมื่อ 4,500 – 5,000 ปี บางครั้งก็เรียกว่าอักษรพราหมินหรือเท วนาครี ใช้แทนภาษาพูดของคนในยุคชาดก กลุ่มพยัญชนะและสระไม่เคยถูกเปลี่ยนเลย ถูกดัดแปลงมาเป็นอักษรของชาวยุปโรปหลายชาติใช้อยู่ในปัจจุบันทั้งหมด มีการบันทึกไว้ว่าพวกพราหมณ์หวงแหนภาษาของพวกเขามาก ถือว่าเป็นของ ศักดิ์สิทธิ์ และใช้ได้ เฉพาะเหล่าวรรณะชั้นสูงเท่านั้น ในปี พ.ศ. 218 พระเจ้าอโศก มหาราชทรงให้พราหมณ์ชื่อ วิษณุคุปต์ ประดิษฐ์อักษรดัดแปลงเลียนแบบขึ้นมาเป็น ภาษาใช้ ทั่ ว ไป แต่ ต่ อ มาพวกพราหมณ์ ก ล่ า วหาว่ า วิ ษ ณุ คุ ป ต์ เป็ น พราหมณ์ ผู้ ไ ม่ เคร่งครัดในวรรณะ แต่งงานกับหญิงชนชั้นต่าวรรณจั ณฑาล ทาให้เสื่อมเสีย ไม่ สมควรจะเป็นพราหมณ์ผู้สูงส่งในสังคม ดังนั้น ตัวหนังสือที่เขาประดิษฐ์ข้ึนมาก็ไม่ควร จะได้รับเกียรติใช้เป็นอักษรของคนอินเดีย

๘๗

อาจารย์คนพันตีน


“ตานานต้นโลก” วรรณกรรมแห่งปัญญา   ∞ 

ต้นคนในทวีปอเมริกาและออสเตรเลีย พวกเขาเป็นลูกหลานบรรพบุรุษ ของกลุ่มคนที่อพยพโดยบังเอิ ญ ตั้งแต่ครั้งน้าท่วมโลก สมัยพุทธกาลพระโคนาคมโนพุทธเจ้าลงมาโปรดสัตว์โลก และเมื่อพ้นยุคพระพุทธพระองค์ท่าน เข้าสู่ห้วงมิคสัญญี ผ่านพ้นพุทธันดร และ ห้ ว งเวลากาลที่ บ รรยากาศโลกสดใสหรื อ ชาดก กลุ่ ม มนุ ษ ย์ น้ี คื อ คนท้ อ งถิ่ น ในทวี ป อเมริกา ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และหมู่เกาะต่าง ๆ ทั่วโลก เช่น ฟิลิปปินส์และชวา เป็น ต้น เริ่มต้นความเป็นมาอย่างไรก็มักจะเป็นไปอย่างที่เคยอย่างนั้นพัฒนาการของพวก เขาด้านวัตถุจะช้ากว่าทวีปอื่น โดยเฉพาะทวีปเอเซียแถบตะวันออกกลาง ที่ติดต่อกับ ชมพูทวีปและจีน เพราะอยู่กันคนละซีกโลก พวกเขามีดินแดนที่กว้างใหญ่อุดมไปด้วย

๘๘

อาจารย์คนพันตีน


“ตานานต้นโลก” วรรณกรรมแห่งปัญญา   ∞  ทรัพยากรธรรมชาติมหาศาล บรรยากาศบริสุทธิ์สุขสดชื่น เงื่อนไขของความต้องการ ที่ดินทากินไม่มีปัญหา ความจาเป็นที่จะสู้รบทาร้ายกันเพื่อความอยู่รอดของเผ่าพันธุ์ พวกพ้องจึงยังไม่เกิดขึ้น กิจกรรมของพวกเขาจึงอยู่กับธรรมชาติแบบง่าย ๆ มีความ สงบสุข เวลาส่วนใหญ่นอกจากเรื่องความเป็นอยู่แล้ว ก็จะกิจกรรมทางความเชื่อที่สืบ ทอดกันมาจากบรรพบุรุษตั้งแต่ยุคชาดก การนับถือคนตาย เคารพวิญญาณผู้ล่วงลับ พิ ธี เ ซ่ น ไหว้ ส่ ง เครื่ อ งใช้ ข องกิ น ให้ มี พ่ อ มด หมอผี ร่ า งทรง ติ ด ต่ อ สื่ อ กั บ สรรพ วิญญาณที่คอยสั่งสอนกันทาความดี เคารพเชื่อฟังผู้อาวุโสในหมู่บ้านหรือเผ่าพันธุ์ของ พวกตนก็เป็นไปเหมือนกันหมด มีเงื่อนงาเป็นโบราณวัตถุ และศิลปลวดลายที่สลักไว้ตามโบราณสถานที่สื่อถึง ความสัมพันธ์เชื่อมโยงกับของคนแถบสุวรรณภูมิ รวมทั้งศาสนา ที่แสดงออกมาทาง อุปนิสัย เช่น ชาวอินเดียแดงในอเมริกาเหนือ พวกเขาให้ความเคารพต่อเพื่อนมนุษย์ อย่างเสมอภาค มีความเป็นธรรม ไม่นิยมใช้ความรุนแรง ปรัชญาดาเนินชีวิตไม่แตกต่าง จากข้อบัญญัติเบื้องต้นของศีล 5 ในพระพุทธศาสนาและแม้แต่อุปกรณ์เครื่องมือ ที่ ทาจากดินเหนียวนามาปั้นและเผาไฟ ทั้งรูปร่างและกระบวนการทาก็มีรูปแบบที่ คล้ายคลึงของคนเอเซียแถบสุวรรณภูมิอย่างไรก็อย่างนั้น อเมริกากลางบริเวณประเทศเม็กซิโกปัจจุบัน นักโบราณคดีและนัก ประวัติศาสตร์ยอมรับว่ามีอารยะธรรมเก่าแก่ ชื่อว่า โอลเมคส (OLMECS, AN ENIGMATIC PEOPLE) พบว่าพวกเขารู้จักสร้างทางด้วยหินและดินลูกรัง แกะสลักบนหินหยกเป็นรูป เทพเจ้าไว้เคารพ อายุประมาณ 4,700 – 5,000 ปี เป็นศิลปวัฒนธรรมที่ตกทอดกันมา ของคนท้องถิ่นทั่วอเมริกากลาง ตั้งแต่เม็กซิโก เกตัวมาลา ชิลี เอลซาวาดอร์ เวเนซูเอ ล่า และอาเจนตินา โบราณสถาน เป็นตึกและวิหาร และรูปปั้นต่าง ๆ รวมทั้งตัว ลายสือที่ขีดเขียนไว้ นักวิชาการด้านภาษาไม่สามารถจะอ่านหรืออธิบายได้ แต่ถ้านา อักษรไทยโบราณไปเทียบอ่านแล้วสามารถรู้ เช่น วิหารโบราณ ปาเลนควี ที่ประเทศ เม็ก ซิโก พวกเขาสลักเป็นภาษามายา เป็น ประเภทกลุ่ม รูปภาพหรือ (HIEROGLYPLS) แบบเดียวกันทางอียิปต์ ๘๙

อาจารย์คนพันตีน


“ตานานต้นโลก” วรรณกรรมแห่งปัญญา   ∞ 

และที่สาคัญที่สุด ชาวเผ่ามายา และอินคา ต้นบรรพบุรุษของชาวอเมริกากลาง และอเมริกาใต้ มีหลายสิ่งหลายอย่างที่เป็นวัตถุพยาน แสดงว่าอิทธิพลของศาสนา พระกัสสโป ยังตกทอดมาถึงพวกเขา เช่น รูปสิงห์ หงส์หรือกา ที่สลักอยู่บนแท่นหรือ ที่ สู ง ส าหรั บ ท าการเคารพสั ก การะสั ญ ญลั ก ษณ์ เ หล่ า นี้ สื่ อ ถึ ง แม่ ก าผู้ ใ ห้ ก าเนิ ด พระ โพธิสัตว์ท้ัง 5 ในยุคภัททกับป์ ตามตานานพระเจ้า 5 พระองค์ ชาวไทยล้านนาใน สุวรรณภูมิ

ศาสนาพระโคตโมพุทธเจ้า หลังยุคหินใหม่ ( NEOLITHIC หรือ NEW STONE ) ประมาณ 2,500 ปี หรือ 5,000 ปีก่อน มนุษย์ทุกภูมิภาคในทุกทวีป ได้พัฒนาตนเองไปตามเหตุปัจจัย ขององค์ความรู้ท้องถิ่น ที่คิดค้นเองจากสติปัญญาและการสื่อสอนของวิญญาณบรรพ บุรุษ เพื่อความเป็นอยู่ ที่ดีและจะได้ใช้เมื่อถึงเวลาลงมาเกิด ที่ ความสัมพันธ์ ระหว่าง มนุษย์กับธรรมชาติและสรรพวิญญาณสมดุลพอดี เหตุปัจจัยสาคัญที่จะนามาซึ่งความ ๙๐

อาจารย์คนพันตีน


“ตานานต้นโลก” วรรณกรรมแห่งปัญญา   ∞  เปลี่ยนแปลงทางความคิดพร้อมเกิดขึ้น สภาวะธรรมและปัญญาบารมีพร้อมฟังธรรม อัน ละเอี ยดของพระอรหั น ต์สั มมาสั มพุ ทธเจ้ า ที่ พวกพระโพธิ สั ต ว์ ได้ เ พี ยรปูพื้ น ฐาน และพยากรณ์รู้ถึงการเสด็จมาของพระองค์ท่ านก่อนหน้า โดยบรรดาพวกพราหมณ์ ฤาษี นักพรต นักบวชเจ้าสานักทั่วทั้งชมพูทวีป สุวรรณภูมิ และจีน ต่างก็ทราบ จากญาณรู้ของตนเอง และคาล่าลือที่สือสารติดต่อกันไปมา คืนวันเพ็ญพระจันทร์เต็มดวง ณ. กรุงกบิลพัสต์ ในชมพูทวีป เป็นสถานที่อุบัติ ของพระพุทธเจ้า ตั้งแต่พระพุทธเจ้าองค์ที่ 1 เป็นต้นมายุคสมัยกาลนี้พระพุทธองค์จุติใน ครรภ์ของพระนางศิริมหามายา พระมเหสีของพระเจ้าสุทโธทนมหาราชแห่งชมพูทวีป เป็นพระราชโอรสโทนองค์เดียว พระนามว่าเจ้าชายสิทธัตถ หลังจากประสูติได้ 7 วัน พระมารดาเสด็จสวรรคต พระนางโคตมีน้องสาวเป็นผู้เลี้ยงดูแทน เมื่อพระชนมายุได้ 16 พรรษา ทรงอภิเษกสมรสกับพระนางพิมพา และครองราชสมบัติแทนพระราช บิดา จนกระทั่งพระชนมายุได้ 29 พรรษา เสด็จหนีออกจากพระราชวัง ไปศึกษา ธรรมกับพวกฤาษีดาบสสานักต่าง ๆ จนหมด แต่ไม่พบว่าจะมีใครเป็นอาจารย์สอนได้จึง มุ่งบาเพ็ญความเพียรด้วยตนเองเป็นบรรพชิตโพธิสัตว์อยู่ 6 ปี ริมฝั่งแม่น้าเนรัญชรา จนสาเร็จตรัสรู้เป็นพระอรหันต์สัมมาสัมพุทธเจ้าในคืนวันเพ็ญ เดือนหก เดือนเดียวกัน กับที่พระองค์ประสูติ หลังจากนั้นในเดือน 8 ปีเดียวกัน นาสัจจะธรรมกลับมาโปรดปัญจวัคคีย์ หรือ 5 พระอาจารย์ที่เคยสอนและคอยรับใช้ จนบรรลุธรรมสาเร็จเป็นพระอรหันต์ เป็น ลาดับแรก จึงได้กลับคืนนครกรุงกบิลพัสด์ โปรดพระบิดา มารดาเลี้ยง ครอบครัว และบริวารเป็นลาดับต่อมา เสด็จกรุง ราชคฤห์ ของพระเจ้ า พิ มพ์ สารในเดือน 3 ของปีถั ดมามี พระสงฆ์ 1,250 รูปมาเข้าเฝูารับฟังพระเทศนา ณ. สวนเวฬุวัน ที่กษัตริย์กรุงราชคฤห์และข้า ทาสบริพารถวายเป็นศาสนสถาน ในคืนวันเพ็ญเดือนเต็มดวงของเดือนนี้เอง พระพุทธองค์ประกาศศาสนาของ พระองค์ท่านต่อชาวโลกเป็นครั้งแรก และมีอัครสาวกซ้ายขวา คือ พระสารีบุตร พระ โมคคัลลาและนาบริวาร 250 คน มาเข้าเฝูาพร้อมขอบวชด้วยกันหมดและในคืนนั้น พระสงฆ์ที่มา บรรลุธรรมสาเร็จพระอรหันต์หมดทุกรูป ๙๑

อาจารย์คนพันตีน


“ตานานต้นโลก” วรรณกรรมแห่งปัญญา   ∞  คาว่าศาสนาจึงถูกบัญญัติข้ึนมา ใช้เรียกกันเป็นครั้งแรกในกาลนั้นหลังจากทรง ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า โดยมีองค์ประกอบจะใช้เรียกตามความหมายได้ คือ การมีครบ ทั้ง 3 ประการคือ พระพุทธ (พระศาสดา) พระธรรม พระสงฆ์มีพระอัครสาวกคอยจด บันทึกคาสั่งสอนและตรัสบอกแก่สาธุชน ซึ่งสามารถนามาตรวจสอบและแก้ไขด้วยพระ พุทธพระองค์เองเท่านั้น พระธรรมคาสอนของพระโคตโม หรือพระนามเดิมเมื่อเป็นบรรพชิตว่า สิทธัตถะ ท่า นทรงตรัสบอกว่า คาสั่ง สอนและธรรมของพระพุทธเจ้ าทุก ๆ พระองค์ที่ผ่านมา เหมือนกันหมด พระองค์ท่านเป็นเพียงผู้ช้ีแนะบอกแนวทางเท่านั้น การจะบรรลุหรือ สาเร็จได้เป็นเรื่องของผู้ปฏิบัติเอง จะมีความเพียรมากพอหรือไม่ การบาเพ็ญบารมีจน แก่กล้าที่ผ่านมาหลายภพหลายชาติ เป็นการพิสูจน์ความจริงให้รู้แจ้งทั่วทั้งจักรวาล และอีกด้านหนึ่งเพื่อจะได้สามารถสั่งสอนนาพาให้หมู่คนที่พอจะมีบารมีหลุดพ้นจากวัฏ จักรการเกิดดับ วนเวียนอยู่ไม่รู้จุดหมายปลายทาง การจะรู้ให้ท้ังหมดนั้นไม่จาเป็นสาหรับทุกคน ขอให้รู้จริงถึงที่สุดแห่งความเป็น คน สาคัญที่สุดอยู่ที่จิตหรือใจ ที่แสดงออกมาเป็นรูปธรรมคือ ความคิดนั่นเอง โลก จะกว้างหรือจักรวาลใหญ่ อยู่ที่การมองเห็นด้วยใจไม่ใช้ตานอก ทุกอย่างภายนอกที่ มองเห็น มีบทบาทครอบงาความคิดทาให้คนหลง ไม่มีผิดหรือไม่ถูกเหมือนกันหมด ผิดที่เกิดมาแต่แรกเท่ากันหมด เพราะทุกชีวิตที่เกิดมาเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ และจะไม่มีวันหมด มันเป็น อย่างนั้นของมัน เมื่อได้เกิดมาแล้วก็ตกอยู่ในวงจรเงื่อนไข ที่เป็นแรงผลักดัน ให้เกิด ความเคลื่อนไหวของจักรวาล โลกคือดวงดาวที่คนอยู่อาศัย ก็เป็นเพียงส่วนหนึ่ง ของมันเท่านั้น ความอยากเป็น ความอยากมี ความอยากได้ เป็นธรรมดาของสัตว์โลก ทั้งหมด มันห่อหุ้มจิตใจ ให้สรรพชีวิตมีความรัก โลภ โกรธ หลง เหมือนกันไม่เว้น ดังนั้นทุกคนที่เกิดมาจนกระทั่งสื่อสารกันรู้เรื่อง มีความทุกข์โศกเดือดร้อน มี ความสุขบ้างสลับกันไปมา ล้วนแล้วแต่เกิดแต่ผลการกระทาในอดีตไม่ว่าจะดีหรือไม่ ดี เป็นแรงหนุนส่งให้เกิดขึ้นทั้งนั้น การจะไม่ให้เกิดความทุกข์ได้มีเพียงวิธีเดียว คือดับ ที่ใจต้นเหตุท้งั หมด เป็นการตัดตอนถอนรากถอนโคน ไม่ต้องมาเกิดบนโลกมนุษย์อีก

๙๒

อาจารย์คนพันตีน


“ตานานต้นโลก” วรรณกรรมแห่งปัญญา   ∞  16 ชั้นฟูา คือ สวรรค์ และ 15 ชั้นดินคือนรก ที่วิญญาณของคนและสัตว์ต้อง ไปเสวยเมื่อตายลง หรือถึงคราวโลกต้องแตกสลายไร้แผ่นดินอาศัยอยู่พักหนึ่ง ไม่มี ทางเลี่ยง การได้เกิดมาเป็นมนุษย์ถือเป็นคั่นกลางระหว่าง 3 โลก และเป็นเพียงภพ เดียวมีรูปธรรมสังขาร ที่สามารคจะสร้างบารมี สร้างบุญ หรือบาปได้ นอกนั้นเป็น ภพเสวยผลกรรม กรรมดีก็ไปรับอานิสงส์ในสรรค์ท้ัง16ชั้น ตามลาดับ กรรมไม่ดีก็ไป เสวยวิบากตามลาดับหนักเบายังขุมนรก 15 ระดับชั้น แต่หลังการเสวยผลแห่งกรรมทั้งสอง เมื่อหมดลงจะต้องกลับมาเกิดอีก แต่จะมี สังขารใดไม่สามารถกาหนดได้เอง พวกเทวดาอาจจะเป็นคน พวกมาจากขุมนรกจะต้อง ได้สังขารสัตว์แน่นอน กาลเวลาเป็นพันล้านปีข้ึนไป ที่อยู่เสวยกรรมในมิติอีกภพหนึ่ง ได้สูญเสียความทรงจาหรือสัญญาทั้งหมด เมื่อกลับมาเกิดต้องมาเริ่มต้นนับหนึ่งกัน ใหม่ พวกเขาทั้งหลายแม้จะมาคนละภพก็จะว่างเปล่าเหมือนกัน กว่าพวกเทวดาชั้นดุสิต จะมาสั่งสอนให้ความรู้และรู้จักสร้างบารมีก็ใช้เวลาที่ยาวนานมาก จึงพอจะเข้าใจ ธรรมเบื้องต้นและเพียงหยาบเท่านั้น การจะมีพระโพธิสัตว์ที่บาเพ็ญความเพียรครบถ้วนสมบูรณ์ รู้แจ้งเห็นจริง จน สามารถตรัสรู้ได้เป็นพระอรหันต์สัมมาสัมพุทธเจ้าก็ยากเย็นแสนเข็น จากแสน ๆ องค์ เหลือเพียงหนึ่งเท่านั้นในแต่ละกัปป์กาล และจะอุบัติบนโลก ณ ช่วงเวลาหนึ่งสั้น ๆ ใน ดินแดนที่ผู้คนพร้อมจะเข้าถึงธรรมอันละเอียดที่ทรงแสดงธรรมซึ่งนั่นหมายความว่าพวก พระโพธิสัตว์ได้พากันสร้างบารมีสงั่ สอนกันต่อเนื่องมาพอสมควรแล้ว ดังนั้นเหล่าพราหมณ์ ฤาษี นักพรต ทั้งหลาย ในชมพูทวีปที่เฝูาบาเพ็ญเพียร อบรมจิตบังคับกาย ทรมารตน สามารถเข้าฌาณมีญานหยั่งรู้ลึกถึงชั้นพรหมและเข้าใจ คิดว่าสูงสุดแล้ว เมื่อฟังธรรมของพระพุทธเจ้าเพียงเล็กน้อยก็สามารถเข้าถึงได้และ บรรลุธรรมก่อนชนกลุ่มอื่น เพียงละความคิดเดิม เปิดกว้างรับฟังและปฏิบัติตาม เท่านั้น

๙๓

อาจารย์คนพันตีน


“ตานานต้นโลก” วรรณกรรมแห่งปัญญา   ∞ 

สุวรรณภูมิสมัยพุทธกาล

กาลเวลานับแต่พ่อขุนอินเขาเขียวสืบสานขุนสรวงนางสางสร้าง เมืองแมนต่อจากเมืองแผนแล้วมีลูกหลานสืบทอดหลายชั่วอายุคน ได้ตั้งศักราชเป็นของ ตนเอง รักษาสายพันธุ์วงศ์ตระกูลได้ถึง 4,150 ปี (หรือปีอินที่ 4,150) ต่อจากนั้นถูก เปลี่ยนสายเลือดปกครอง และสถปนาศักราชใหม่ว่าปีโล ในช่วงเวลาที่ พระโพธิสัตว์

๙๔

อาจารย์คนพันตีน


“ตานานต้นโลก” วรรณกรรมแห่งปัญญา   ∞  สิทธัตถะ ยังดารงเพศบรรพชิตครองเรือนเป็นกาลรัชสมัยของพระเจ้าทับไทยทอง ปีโล 1110 ชื่อเมืองเปลี่ยนเป็น สุนาปรันตา

ที่

ณ. เวลานั้นเขตแดนของแคว้นหรืออาณาจักรยุคนั้นไม่สามารถชี้ชัดกาหนดลงได้ ชัดเจนว่ากว้างขวางเท่าไหร่ หรือทิศทางใดติดกับชายแดนของประเทศใคร โดยเฉพาะ ดินแดนสุวรรณภูมิที่เรียกกันก็ไม่ประมาณได้ว่ากินพื้นที่มากเท่าใด ในตานานกล่าวเอ่ย ถึงเพียงชมพูทวีปและสุวรรณภูมิเท่านั้น และผู้คนในช่วงระยะเวลาดังกล่าวไม่ต้องแย่งชิง กันในเรื่องที่ดินทากิน เพราะอยู่ในเขตอุดมสมบูรณ์เต็มไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติ อีก ทั้งยังเป็นพี่น้องทางสายเลือดเดียวกันทั้งหมด เคารพนับถือบรรพบุรุษ มีวัฒนธรรม ประเพณีความเชื่ออิงหลักพุทธศาสนาที่ยังพอจากันได้ จากคนรุ่นเก่าและพวกนักพรต ฤาษี กรุงราชคฤห์แห่งแคว้นมคธ อาจจะมีอาณาบริเวณกินมาถึงเขตล้านช้างของลาว ในปัจจุบันก็เป็นไปได้ มีหลักฐานโบราณวัตถุ เช่น เจดีย์เก่า ๆ มากมายที่สลักระยะเวลา สร้างไว้ในระหว่าง พ.ศ. 1 เป็นจานวนมาก พอจะมีให้พิสูจน์ได้ เช่น พระธาตุพังพวนใน จังหวัดหนองคาย เป็นต้น แม้แต่พระธาตุนครพนม ก็ระบุว่าพระธาตุองค์เดิมนั้นสร้าง ในต้น พ.ศ. ยุคพุทธกาล และยังมีอีกมากทั่วภูมิภาค ทั้งดินแดนในลาวและไทยที่ถูกทิ้ง ร้าง และอาณาเขตของแคว้นสักกะในสมัยพุทธกาล อาจจะลามกินมาถึงดินแดนของ ประเทศพม่าในปัจจุบัน เพราะแทบทุกพื้นที่เต็มไปด้วยโบราณสถาน พระธาตุเจดีย์เก่า ๆ มากมายเช่นกัน และไม่มีการศึกษาวิจัยค้นคว้าอย่างจริงจังมาก่อน หรือแม้จะคิด เริ่มต้นใหม่ พวกนักโบราณคดี และนักประวัติศาสตร์จะถูกความคิดของนักวิชาการ ตะวันตกครอบงาจน ไม่กล้าจะสันนิษฐานข้อคิดเห็นใหม่ หรือขัดแย้งสมมุติฐานที่ตั้งเป็น มาตรฐานกีดกั้นเอาไว้ และที่สาคัญที่สุด คือนักโบราณคดีโดยอาชีพไม่มีโอกาสจะพบ ความจริงได้ ถ้าไม่มีความรู้ศาสนาพุทธอย่างถูกต้องเป็นภูมิหลัง หรือศึกษาพุทธศาสนา จนถ่องแท้เสียก่อน

๙๕

อาจารย์คนพันตีน


“ตานานต้นโลก” วรรณกรรมแห่งปัญญา   ∞  ข่าวแพร่สพัดของพระอรหันต์สัมมาสัมพุทธเจ้าองค์ใหม่ได้อุบัติขึ้น ณ. ชมพูทวีป ตามตานานและคาพยากรณ์ของเหล่านักพรต ฤาษี ระบาดทั่วสุวรรณภูมิ สร้าง ความปิติอยากเห็นอยากรู้ข้ึนมาขึ้นทุกระดับชั้น ฤาษีปุณณแห่งถ้าเขางู พระอาจารย์ ของพระเจ้าทับไทยทองเมืองสุนาปรันตา ได้เดินทางไปยังแคว้นมคธ เข้าเฝูาเสด็จรับ ฟังพระธรรมเทศนาจากพระสมโคดมพุทธเจ้า ณ วัดเวฬวัน และได้บวชเป็นเอหิภิกขุใน ปีพรรษาที่ 22 ของพระพุทธองค์ หรือปีโลที่ 1167 ของกรุงสุนาปรันตา หลังจากนั้น เดินทางกลับมา พาพระเจ้าทับไทยทองไปพบกับพระเจ้าพิมพ์สารแห่งแคว้นมคธ และ เข้าเฝูาเสด็จรับฟังธรรมจากพระพุทธเจ้าด้วยกัน ในพุทธพรรษาที่ 24 ปีโลที่ 1169 จน บรรลุธรรมระดับหนึ่ง เมื่อกลับมาแล้วได้สร้างวัดและอุโบสถ์ถวายพระอริยสงฆ์ปุณณ เป็นสถานที่เผยแผ่พระพุทธศาสนานับแต่นั้นเป็นต้นมา

รอยพระพุทธบาท ตลอดระยะเวลา 45 พรรษา พระพุ ท ธเจ้ า ทรงเสด็ จ เผยแผ่ ศาสนาแสดงพระธรรมโปรดสัตว์ พร้อมด้วยพระอัครสาวก ตลอดทั้งชมพูทวีปและ

๙๖

อาจารย์คนพันตีน


“ตานานต้นโลก” วรรณกรรมแห่งปัญญา   ∞  สุวรรณภูมิ นอกจากนี้ยังส่งพระอรหันต์ไปยังดินแดนทางตอนเหนือของชมพูทวีปลึกเข้า ไปถึ ง ใจกลางผื น แผ่ น ดิ น ใหญ่ ใ นประเทศจี น ปั จ จุ บั น ท้ อ งถิ่ น เมื อ งใดที่ พ ระองค์ ท รง ประทับและแสดงธรรม เมื่อพิจารณด้วยพระโพธิญาณว่าจะมีผู้บรรลุธรรมสาเร็จพระ อรหันต์ก็เป็นหน่อเนื้อพุทธางกูลสั่งสอนธรรมแทนพระพุทธองค์ได้ ก็จะมอบรอยประทับ พระพุทธบาท ฝุาพระหัตถ์ และพระเกศาไว้เป็นอนุสรณ์ เพื่อให้เป็นที่กราบ เคารพบู ช าของคนรุ่ น หลั ง กั บ พวกเทพเทวดา สรรพวิ ญ ญาณที่ อ าศั ย เฝู า อยู่ ณ บริเวณนั้นด้วย ต่อมาหลังจากที่พระองค์เสด็จปรินิพพาน 200 ปี พระเจ้าอโศกมหาราชแห่ง ชมพูทวีป ได้เผยแผ่พระศาสนาออกกว้างไกล จึงนาพระบรมอัฐฐิที่บรรจุไว้ในเจดีย์ ธาตุตามที่ต่าง ๆ มามอบให้เจ้าเมืองและกษัตริย์ของชาวสุวรรณภูมิเป็นสมบัติล้าค่าของ ชาติ สาหรับให้ประชาชนผู้ศรัทธาเลื่อมใสบูชากราบไหว้ สุวรรณภูมิจึงเต็มไปด้วยพระ บรมธาตุที่บรรจุอฐั ฐิของพระพุทธเจ้าจานวนมากนับแต่นั้นมา ชมชนเมืองใดที่มีพระบรมธาตุเจดีย์ หรือมีอนุสรณ์เป็นรอยพระพุทธบาทจะเป็น ท้องถิ่นที่อุดมสมบูรณ์ ประชาชนอยู่เย็นเป็นสุข ผู้คนจากแดนไกลเดินทางเข้าไปเคารพ สักการะกราบไหว้ สร้างความเจริญมั่งคั่งให้คนในท้องที่ ไม่ขัดสนเรื่องการทามาหา กิน ท้องถิ่นอาณาบริเวณสุวรรณภูมิ โดยเฉพาะแถบภาคเหนือปัจจุบันของไทยและ ดินแดนในประเทศลาวหรือล้านช้างในอดีตเป็นที่ ที่พระพุทธเจ้า จุติในครรภ์มารดา พร้อมกัน ครั้งเมื่อยังทรงเป็นพระโพธิสัตว์ ตั้งแต่ภายหลังโลกเย็นลงใหม่ ๆ ในตานานของไทยล้านนา บ่งบอกตาแหน่งพื้นที่ดังกล่าวอยู่ในเขต อ.เวียงปุาเปูา จ.เชียงราย ถึงแม้แผ่นดินจะสูงขึ้นหลายสิบกิโลเมตร ภูมิประเทศจะเปลี่ยนไปก็ตาม แต่ เพราะมี เ หล่ า เทพเทวดาชั้ น ดุ สิ ต ลงมาบ าเพ็ ญ บารมี เฝู า รั ก ษาสื บ ต่ อ กั น มาจนถึ ง ปัจจุบันเพื่อไม่ให้หลงลืม และที่ใกล้ ๆ กับอยู่ในเขต อ.วังเหนือ จ.ลาปาง ยังมีสถานที่ พระโพธิสัตว์ทุกพระองค์ต้องได้มาบวชก่อนทุกพระองค์ ในการสร้างบารมีก่อนจะครบ ชื่อว่าวัดพระเกิด ในทุกประเทศ ของภูมิภาคชาวสุวรรณภูมิเอง เป็นสถานที่สร้างบารมีก่อนจะ ครบสมบูรณ์เต็มทั้งสามสิบทิศของพระพุทธองค์ ดั่งที่ทรงตรัสเล่าให้พระสารีบุตรและ ๙๗

อาจารย์คนพันตีน


“ตานานต้นโลก” วรรณกรรมแห่งปัญญา   ∞  พระโมคคลานะฟัง ในกาลไปแสดงเทศนาตามที่ต่าง ๆ มักจะยกอธิบายเรื่องราวในอดีต ประกอบอธิบาย ถึงเหตุปัจจัยที่ต้องเป็นดังกล่าวนี้ ซึ่งถูกรวบรวมเป็นตานานในหนังสือ พระไตรปิฎกบ้าง และเป็นนิทานชาดก การสร้างบารมี 500 ชาติของพระโพธิสัตว์ ซึ่งเคยใช้เป็นตาราเรียนในอดีต สถานที่ชื่อเมือง และเหตุการณ์ต่าง ๆ ล้วนเกิดขึ้นใน ดินแดนสุวรรณภูมิท้งั สิ้น ดังนั้น การเสด็จมาของทุกพระองค์ เพื่อแสดงธรรมเทศนา จึงเป็นปกติวิสัย และเป็นไปตามกฏเกณฑ์ของระบบจิตวิญญาณที่จะต้องย้อนหวลคืนถิ่นที่ได้เคยเกิดและ เคยมา ที่สาคัญต้องมาโปรดกลุ่มคนพวกรอจะกลับนิพพานพร้อมพระองค์ตามสถานที่ ต่าง ๆ ด้วย พุท ธประเพณี ต้ อ งประทั บ รอยพระบาทไว้ ณ สถานที่ ที่ ทุ ก พระองค์ ท รง กระทาไว้ในแต่ละยุคของท่าน เช่นที่พระพุทธบาท 4 รอย จ.เชียงใหม่ และที่พระธาตุ เชิงชุม จ.สกลนคร เป็นต้น และที่อื่น ๆ ในประเทศเพื่อนบ้าน เช่น พม่า เขมร ลาว เวียดนาม (แต่อาจถูกทาลายไป เมื่อตกเป็นอาณานิคมชาวตะวันตกที่นับถือต่างลัทธิ) ไว้ เ ป็ น สถานที่ เ คารพสั ก การะ ยั ง ได้ แ สดงถึ ง การมี พ ระพุ ท ธเจ้ า ได้ อุ บั ติ ข้ึ น แล้ ว 4 พระองค์ ยังเหลืออีกหนึ่งพระองค์เท่านั้นในยุคกาลข้างหน้า ที่จะมานาพาผู้คนกลุ่มที่ เหลืออยู่กลับนิพพานพร้อมกับท่านเป็นองค์สุดท้าย

ประวัติศาสตร์อารยธรรมโบราณ ๙๘

อาจารย์คนพันตีน


“ตานานต้นโลก” วรรณกรรมแห่งปัญญา   ∞ 

ดินแดนด้านข้างชมพูทวีปทางทิศตะวันตก มีแหล่งอารยธรรมที่ เจริญรุ่งเรืองที่สุดแห่งหนึ่ง เป็นที่ราบลุ่ม มีแม่น้าสาคัญผ่าน 2 สาย คือ แม่น้า ไทกริสและยูเฟรติส เป็นถิ่นอาศัยของชาวสุเมเรียนโบราณ เรียกว่า อาณาจักรเมโสโป เตเมีย นักโบราณคดีและนักประวัติศาสตร์ลงความเห็นว่ามีความเจริญก้าวหน้าที่สุด ทางด้านวิทยาการของโลก มีอายุประมาณ 4,500 – 5,500 ปี เป็นต้นกาเนิดของ วิ ช าการด้ า น ดาราศาสตร์ คณิ ต ศาสตร์ ชลประทานและ สถาปั ต ยกรรม และ นอกจากนี้รอบ ๆ บริเวณถัดไปทางทิศตะวันตกของอาณาจักร ก็เป็นแหล่งอารยธรรม ของชาวอียิปต์ ที่มีความก้าวหน้าทัดเทียมไม่แพ้กัน เป็นเจ้าของสิ่งปลูกสร้างที่ใช้เทคนิค วิชาการสถาปัตย์และวิศวกรรมชั้นสูงอย่างถูกต้องแม่นยา ช่วยทาให้ความมั่นคงแข็งแรง สามารถทนอยู่ได้แม้จะผ่านพ้นกาลเวลามานานถึง 4,000 ปี ก็ยังมีสภาพที่สมบูรณ์อยู่ เช่น ปิรามิดสถานที่ฝังศพกษัตริย์ฟาร์โรแต่ละองค์ เป็นต้น ชนเผ่าในภูมิภาคนี้สามารถคิดค้นภาษาของพวกตนขึ้นมาใช้สื่อสารกัน เป็นอักษร ประเภทรูปภาพ หรือ HIEROGLYPHICS ของเผ่าชาวสุเมเรียน อัสซีเรียน และอียิปต์ ส่วน ของชาวโพนีเซียเท่านั้นเป็นอักษร DEMOTIC ซึ่งมีพัฒนาการก้าวหน้ากว่า และนอกจากนี้ ยั ง รู้ จั ก วิ ธี ก ารผลิ ต อุ ป กรณ์ เ ครื่ อ งใช้ ใ นครั ว เรื อ นประเภท เครื่องปั้นดินเผา และจากโลหะประเภท เงิน ทอง ทองสาริด เป็นของตน และอีกทั้ง การมีพรมแดนติดต่อโดยรอบของตะวันออกกลางกับ ชมพูทวีปและประเทศจีน โดยมี ศูนย์กลางการแลกเปลี่ยนอยู่ที่ชมพูทวีป ทาให้วิทยาการด้านต่าง ๆ ถูกถ่ายทอดกัน สะดวก และต่อยอดพัฒนาไปได้อย่างรวดเร็ว เพราะเงื่อนไขสภาพแวดล้อมทางสังคม ของอาณาจักรพวกเขา เต็มไปด้วยการแข่งขันสูง ธรรมชาติจัดสรรให้แต่ละท้องถิ่นมี ความอุดมสมบูรณ์ในแต่ละสิ่งอย่างซึ่งต้องพึ่งพาอาศัยกัน คามต้องการในสิ่งที่ขาดมีอยู่ เหลือเฟือในถิ่นฐานของอีกชนชาติหนึ่ง ทาให้ต้องมีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกัน วิชา ความรู้ในแต่ละด้านที่เกิดขึ้นถูกนามาสู่การปฏิบัติทันที ทาให้สังคมของพวกเขาเจริญ พัฒนาก้าวหน้าที่สุด ในช่วงระยะเวลานั้นของมนุษยชาติ วิทยาการในดินแดนเหล่านี้ เป็นต้นกาเนิดของวิชาการในยุคปัจจุบันทั้งหมด ๙๙

อาจารย์คนพันตีน


“ตานานต้นโลก” วรรณกรรมแห่งปัญญา   ∞  ส่ ว นวั ฒ นธรรมความเชื่อ ของชนชาติ แ ละเผ่ า ต่ า ง ๆ ในภู มิ ภ าคนี้ ทั้ ง อาหรั บ เปอร์เซีย ซูเมเรียน อัสซีเรีย ยิว ปาเลสไตน์ และอื่น ๆ ให้ความสนใจเกี่ยวกับความ ตายเป็นพิเศษ โดยเฉพาะอย่างยิ่งชาวอียิปต์ที่สร้างหลุมศพเป็นอนุสรณ์ใหญ่โต ก็เพราะ เชื่อว่าคนตายจะต้องกลับมาเกิดอีกแน่นอน และขณะที่ยังเป็นวิญญาณอยู่ก็ยังต้อง อาศัยคนที่มีชีวิตช่วยส่งอาหารและของใช้ ตามแบบวิธีการเซ่นไหว้บูชาในวาระต่าง ๆ ที่กลุ่มพวกพ่อมดหมอผี เจ้าพิธีกาหนด ที่มักจะแฝงไปพร้อมกับการบูชาเทพเจ้าต่าง ๆ ที่นาข้าวปลาอาหารของกินประกอบพิธีกรรม การจะเรียกชื่อเทพว่าอะไร จะมีกี่ท่าน และแต่ละองค์มีหน้าที่ หรือเป็นใหญ่ มีอานาจด้านใด ก็เป็นไปตามพวก นักพรตของแต่ละเผ่าบัญญัติขึ้นมา ซึ่งก็มักเหมือนกัน คือทุกอย่างเป็นนามธรรมและไม่ มีคาอธิบาย พิธีกรรมจากพื้นฐานความเชื่อเหล่านี้มีความสัมพันธ์ที่เอื้อประโยชน์กัน อย่างลงตัวระหว่างกลุ่มคนต่าง ๆ ในสังคม จนเกิดเป็นประเพณีของเผ่าพันธุ์ ซึ่งส่งผล ดีในด้านปกครอง ทาให้เกิดความสามัคคีมีความรักใคร่สร้างความมั่นคงและภูมิใจใน ชนชาติ เป็นกระแสนิยม จนมีลัทธิต่าง ๆ เกิดตามมา เนื้อหาสาระของแต่ละสานักจะ อิงสภาพแวดล้อมภายนอกของผู้นาเจ้าลัทธิ ซึ่งมักเอนเอียงไปตามความต้องการของ กลุ่มผู้ศรัทธาเชื่อถือเป็นหลักสภาพภายนอกของภูมิภาคนี้ท้ั งภูมิประเทศ และสภาพ อากาศที่ แ ห้ ง แล้ ง มี ค วามร้ อ นจิ ต และหนาวอย่ า งรุ น แรง พื้ น ที่ ส่ ว นใหญ่ เ ป็ น พื้ น ที่ ทะเลทรายห้อมล้อมไปด้วยภูเขาหินสูงใหญ่ ไม่มีปุาไม้ใหญ่ปกคลุม บริเวณที่ราบลุ่มมี แหล่ ง น้ าใต้ ดิ น ส าหรั บ ดื่ ม กิ น หรื อ ทุ่ ง หญ้ า อุ ด มสมบู ร ณ์ มี แ ม่ น้ าไหลผ่ า นส าหรั บ ตั้ ง บ้านเรือนไม่มากเหมือนดินแดนแถบอื่น ๆ ของโลก เป็นเหตุปัจจัยสาคัญประการหนึ่งให้ มีการแข่งขันสูงและรุนแรงมาก ผู้คนในภูมิภาคนี้ จึงมีร่างกายและจิตใจเข้มแข็งและ ทรหดอดทน ที่ต้องสู้กับทั้งธรรมชาติและมนุษย์ ที่มีถิ่นฐานภูมิลาเนาดั้งเดิมเผ่าต่าง ๆ ด้วยกัน ผู้ที่อ่อนแอคือผู้แพ้ การมีชีวิตอยู่อย่างพ่ายแพ้ไม่ต่างจากคนตาย หรือมีความ เชื่อว่าตายแล้วถือว่าโชคดี อาจจะได้พบความสงบสุขบ้าง ไม่ต้องถูกรังแกข่มเหง และ ทรมานจากความหิวโหย เงื่อนไขเหล่านี้เป็นแรงจูงใจให้มีการพัฒนาการทุกอย่างเป็นไป อย่างรวดเร็วกว่าภูมิภาคอื่น ๆ ทัศนคติความเชื่อ ที่แสดงออกทางวรรณกรรม และ ลัทธินิยมของผู้คน ที่เป็นพวกพระโพธิสัตว์มาเกิดเป็นนักพรต นักบวช พ่อมด หมอผี

๑๐๐

อาจารย์คนพันตีน


“ตานานต้นโลก” วรรณกรรมแห่งปัญญา   ∞  โน้มเอียงไปในทางให้กาลังใจ กระตุ้นให้ต่อสู้เพื่ออิสรภาพกับสิทธิในการครอบครอง พื้นดินที่อุดมสมบูรณ์เป็นส่วนใหญ่ ดังนั้น จิตสานึกของคนที่รู้สึกว่าขาดแคลนด้านวัตถุมาตั้งแต่เกิดมา และต้องดิ้น รนเพื่อความอยู่รอด ผู้ชนะคือผู้ถูกเลือก และเป็นผู้ถูกเลือกได้รับพรจากสวรรค์ เป็นตัวแทนจากเทพเจ้า หรือพระเจ้าที่มีอานาจสูงสุด แล้วแต่จะกล่าวอ้าง จึงเป็นผู้ ถูกต้อง สามารถกาหนดหรือบัญญัติกฏเกณฑ์ต่าง ๆได้เท่านั้น ความเจริญของชนเผ่าสุเมเรียน พีนีเซีย ยิว อาหรับ และเปอร์เซีย ที่ได้ สร้างสรรค์คิดค้นขึ้นมาเป็นต้นแบบ ต่อมาถูกพวกกรีก ที่มีถิ่นฐานในทวีปยุโรปลุ่ม แม่น้าดานูป ที่เรียกตนเองว่า เฮลลัส พวกเขามีความเข้มแข็ง แต่ความเจริญด้อยกว่า เข้ามารุกรานและยึดครองได้หมดทั้งภูมิภาค ศิลปศาสตร์วิทยาการถูกกวาดต้อนกลับไป ยังอาณาจักรกรีกที่กรุงเอเธนส์ อาณาจักรที่รุ่งเรืองล่มสลายขณะเดียวกับที่พระพุทธเจ้าอุบัติข้ึนบนโลก และ ชนเผ่าเจ้าของถิ่นฐานผู้สร้ างความเจริญตกเป็นทาส และเชลย บ้านเรือนถูกทิ้งร้าง นักปราชญ์ราชบัณฑิตถูกนาไปยังเมืองหลวงของผู้รุกราน ถ่ายทอดวิชาการความรู้ และถูกพัฒนาต่อยอดสร้างความเจริญรุ่งเรืองให้กับอาณาจักรกรีก เป็นเวลาที่พระพุทธ สมนโคดมกาลังประกาศศาสนาและเผยแผ่พระธรรมไปยังสุวรรณภูมิและประเทศจีน ศาสนาของพระโคตโมพุ ท ธเจ้ า ได้ เ ผยแผ่ ม ายั ง ถิ่ น ฐานของชาวเผ่ า ต่ า ง ๆ ใน ภูมิภาคนี้ แต่ผ้คู นเข้าไม่ถึงหลักธรรม เพราะไม่สอดคล้องกับพื้นฐาน ความเป็นจริงของ พวกเขาในขณะนั้น ที่สภาพความต้องการที่แท้จริงยังเป็นด้านวัตถุเพื่อความอยู่รอด ยัง ต้องการปัจจัยเลี้ยงชีพให้ได้ก่อนเป็นสาคัญลาดับแรกแต่คาสอนของพระพุทธเจ้าเป็น นามธรรมเพื่อความหลุดพ้นจากโลกนี้ จึงสวนทางกันกับความต้องการ คาสอนของ พระองค์ จึ ง ไม่ สามารถลงรากลึก และงอกเงยในดิ น แดนแถบนี้ เพี ย งแต่ ปูพื้น ฐาน เบื้องต้นให้พวกพระโพธิสัตว์ท้ังหลาย ที่มีหน้าที่ช่วยเหลือสายบริวารของตน ในแต่ยุค สมัยตามวาระต่อมาเท่านั้น

๑๐๑

อาจารย์คนพันตีน


“ตานานต้นโลก” วรรณกรรมแห่งปัญญา   ∞ 

ชมพูทวีปหลังพุทธกาล

ความเคลื่อนไหวของกิจกรรมเผยแผ่พุทธศาสนาทั่วชมพูทวีปและ สุวรรณภูมิเป็นไปอย่างราบรื่น ได้รับการสนับสนุนค้าจุนเอาใจใส่ดูแลเป็นอย่างดีจาก พระเจ้าพิมพิสาร ผู้มีอานาจทางการเมือง ซึ่งเข้าใจและศรัทธาในพระธรรมคาสอน ทา ให้ศาสนาพุทธดาเนินไปท่ามกลางความสงบ มีแต่แสดงความยินดีต้อนรับจากสาธุชนทุก แห่งที่เสด็จไป ระยะเวลาดังกล่าวของชมพูทวีป การเปลี่ยนแปลงในการขึ้นครองราชของกษัตริย์ แต่ละครั้ง มีการแย่งชิงระหว่างพระราชโอรสด้วยกัน เอง เพื่อเป็นรัชทายาท ซึ่งก็มัก เกิดจากการชักใยของเหล่าพระมารดาที่ต้องการให้บุตรของตนได้เป็นใหญ่ เพราะ สมัยนั้นทั้งกษัตริย์และเจ้าเมืองทรงมีพระมเหสีกับพระสนมหลายคน เพื่อเป็นการสืบ สายเลือด แบ่งไปปกครองเมืองต่าง ๆ ปูองกันการกบฏ แต่สาหรับในชมพูทวีปมักจะ ปลงพระชนม์พระบิดาไปด้วย ซึ่งพระเจ้าพิมพ์สารเองก็ถูกราชโอรส คือ พระเจ้าอชาติ ศัตรูปลงพระชนม์ก่อน พระเจ้าอชาติศัตรูทรงให้ทาสังคยนาบันทึกคาสั่งสอนของพระพุทธเจ้าที่พระ อานนท์ได้รวบรวมไว้ โดยนิมนต์อรหันต์ มาเป็นประธานตรวจสอบ คัดย่อ แบ่งเป็น หมวดหมู่ และประเภทให้ชัดเจนระหว่าง พระอภิธรรมกับพระสูตร และพระชาดก จึง เรียกว่า คาภีร์พระไตรปิฏก ในปี พ.ศ. 1 หลังจากนั้นต่อมาอีก 100 ปี พระเจ้ากา ลาโศกราชา ได้ ท าการสั ง คยนาอี ก ครั้ ง และคั ด ลอกเป็ น ภาษาสิ ง หลน าไปมอบให้ ประเทศลังกาเก็บรักษาไว้ที่ได้รับฟังพระพุ ทธเจ้าทรงพยากรณ์ว่า ศาสนาพุทธจะตั้งอยู่ ในชมพูทวีปเพียงหนึ่งพันปีเท่านั้น หลังจากนั้นจะเจริญรุ่งเรืองณ. ดินแดนสุวรรณภูมิ จวบจนหมดอายุศาสนา 5,000 ปี

๑๐๒

อาจารย์คนพันตีน


“ตานานต้นโลก” วรรณกรรมแห่งปัญญา   ∞  เมื่อถึงรัชสมัยของพระเจ้าอโศกมหาราชได้ทรงแผ่ขยายพระราชอานาจด้ วยกอง กาลังทหารไปทุกๆด้าน อาณาจักรข้างเคียงตกอยู่ในอานาจของพระองค์ท้ังสิ้น รวมทั้ง ในดินแดนตะวันออกกลางด้วย พระองค์นาพระพุทธศาสนาไปเผยแผ่ด้วยความเข้าใจผิด ที่ คิดว่ า ผู้ค นจะยอมรับแต่โดยง่าย การสงครามของท่ า น ทาให้ค นตายนั บเป็น ล้ า น สร้างความทุกข์เข็ญ และเวทนาเป็นอย่างยิ่ง ความโหดเหี้ยมของพระเจ้าอโศกสืบเนื่องมาจากการได้มาซึ่งอานาจที่ต้องเข่นฆ่า พี่น้องต่างมารดาร่วม 100 คน เหลือเพียงน้องคนเดียว และใช้เวลาสู้รบกันถึง 4 ปี กว่าจะได้ชัยชนะสถาปนาเป็นกษัตริย์ผู้ทรงอานาจ ในปี พ.ศ. 218 เป็นเหตุหนึ่งทาให้ พระองค์ท่านใช้สงครามในการเผยแผ่ศาสนา ในปี พ.ศ. 235 พระองค์ทรงนิมนต์พระอรหันต์ ทาสังคยนาพระไตรปิฏกใหม่ อีกครั้ง และเมื่อเสร็จสมบูรณ์แล้ว ได้แปล และคัดลอกเป็นภาษาสันสกฤษและสิงหล เพื่อนาไปประดิษย์ฐานยังประเทศเพื่อนบ้าน เช่น ลังกา และประเทศต่าง ในสุวรรณภูมิ พร้อมกับแบ่งพระบรมอั ฐฐิที่เก็บรักษาไว้ตามพระบรมธาตุเจดีย์ ณ เมืองต่าง ๆ ของ ชมพู ท วี ป ไปด้ ว ย หลั ง จากนั้ น ทรงให้ มี ค ณะสงฆ์ ท างานด้ า นระเบี ย บวิ นั ย ตรวจสอบความประพฤติของพวกอลัชชีย์ และเดียรถีย์ที่ปลอมตัวมาบวช อาศัย ศาสนาเที่ยวหลอกลวงและหากินจนมีการทาให้สึกพวกพระปลอมเหล่านั้นกว่า 6 แสน คน จากจานวนที่มี ตามเมืองต่างในชมพูทวีปถึง 6 ล้านรูปในขณะนั้น หลั ง จากพระบรมสารี ริ ก ธาตุ ไ ด้ ถู ก แบ่ ง ไปประดิ ษ ย์ ฐ านยั ง เมื อ งต่ า งๆที่ พระพุทธเจ้าเคยเสด็จไปเผยแผ่ศาสนาพร้อมกับหนังสือพระไตรปิฏกเป็นที่เรียบร้อย พระเจ้าอโศกมหาราชได้สิ้นพระชนม์ในปี พ.ศ. 310 ณ เวลานั้น ความรุ่งเรืองของอาณาจักรเมโสโปเตเมีย ที่มีอาณาเขตติดกันด้าน ทิศตะวันตก เสื่อมสลายลงถึงจุดต่าสุด สูญสิ้นอารยธรรมเก่าแก่ที่สืบเนื่องมายาวนาน ถึง 2,000 ปี ตกอยู่ในอานาจการปกครองของชาวกรีก ชาวอาหรับ และชนเผ่าต่าง ๆ ในบริเวณภูมิภาคนี้ ต้องกลายเป็นเชลยศึก และ ถูกขายไปเป็นทาสตามที่ต่าง ๆ ในราชอาณาจักรของกรีก พระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราชของกรีกได้เคยยกกองทัพรุกล้าดินแดนของชมพู ทวี ปหวัง ขยายอาณาเขตให้กว้างไกล หลังจากที่พระเจ้ า อโศกมหาราชสิ้น พระชนม์ ๑๐๓

อาจารย์คนพันตีน


“ตานานต้นโลก” วรรณกรรมแห่งปัญญา   ∞  ได้ทาลายศาสนสถาน เช่นวัดวิหารของชาวพุทธเสียหายไปเป็นจานวนมาก และ ทาให้พวกบันทึกตานานต่าง ๆ พลอยถูกเผ่าไฟด้วย แต่ก็ไม่สามารถเอาชนะกองทัพช้าง ที่ยังเกรียงไกรของชาวชมพูทวีป สูญเสียลี้พลต้องยกทัพกลับมือเปล่า และต่อมาไม่ นานก็สิ้นพระชนม์ด้วยวัยเพียงสามสิบต้น ๆ และหลังจาก อาณาจักรของกรีกก็เริ่ม เสื่อมและอ่อนแอลงมาเรื่อย ๆ ได้สูญเสียเมืองต่าง ๆ ให้กับชาวโรมัน ที่มีถิ่นอาศัยอยู่ ลึกเข้าไปบริเวณผืนแผ่นดินใหญ่ของยุโรป จนในที่สุด อาณาจักรกรี กก็ล่มสลาย ตกเป็นเมืองขึ้นของอาณาจักรโรมันตามไปด้วย ประมาณปี พ.ศ. 350 เป็นต้นมา

๑๐๔

อาจารย์คนพันตีน


“ตานานต้นโลก” วรรณกรรมแห่งปัญญา   ∞ 

สุวรรณภูมิหลังพุทธกาล

คณะฑูตที่พระเจ้าอโศกมหาราชจัดส่งเพื่ออัญเชิญพระไตรปิฏก และพระบรมอัฐฐิของพระพุทธเจ้ าเดินทางไปยังเมืองและแคว้นต่างๆ ทั่วสุวรรณภูมิ ลังกาและทางด้านประเทศจีน ล้วนแล้วแต่เป็นพระอรหันต์ คณะพระอรหันต์ 5 รูป ที่เสด็จจากชมพูทวีปโดยทารเรือ มีเรือสาเภา ตามเสด็จเป็นพี่เลี้ยงรวม 5 ลา ข้ามมหาสุมทรอินเดียผ่านทะเลอันดามัน ฝุาคลื่นลม ถึงชายฝั่งนครศรีธรรมราชของอาณาจักรศรีวิชัยได้เพียง 2 ลา พระธรรมฑูตนาโดยพระ โสณณกับพระอุตตรเป็นประธานและหัวหน้า พร้อมด้วยผู้ติดตาม 38 คนกับคนใน เรือถึงฝั่งปลอดภัย พ.ศ. 240 พระเจ้าโลกลว้าและพระนางกานดาเทวีซึ่งเป็นพระมหากษัตริย์ ครองเมืองสุวรรณภูมิ ได้ส่งคณะเจ้าหน้าที่ไปคอยรั บ และจึงนาพาคณะธรรมทูต ของพระเจ้าอโศกมหาราช ลอยเรือขึ้นมายังเมืองสุวรรณภูมิ พระอรหันต์ท้ัง 5 จากชมพูทวีป ได้ทาการชาระพระธรรมร่วมกันกับพระสงฆ์ ในท้องถิ่นสุวรรณภูมิ และมอบพระบรมสารีริกธาตุให้ เป็นมงคลและนิมิตหมายที่จะ เจริญรุ่งเรืองสืบสานพระพุทธศาสนาให้ยั่งยืนต่อจากชมพูทวีป พ.ศ. 245 มาพระเจ้าตะวัน อธิ ราชพระราชโอรสได้ สืบต่อพระราชสมบัติทรง ปฏิบัติภาระกิจทางด้านศาสนา ทั้งแลกเปลี่ยน เชื่อมสัมพันธ์กับอาณาศรีวิชัย และ อาณาจั ก ขอม โดยส่ ง คณะสงฆ์ เ ป็ น ธรรมฑู ต ไปเผยแผ่ ส่ ว นทางด้ า นการเมื องการ ปกครอง ก็ขยายพระราชอานาจทางทหารปราบปรามสู้รบกับบรรดาหัวเมืองที่กระด้าง กระเดื่องมาอยู่ใ นปกครอง จนมี อาณาเขตกว้ า งขวางยิ่ ง ใหญ่ไม่ แ พ้ อาณาจัก รอื่น ๆ

๑๐๕

อาจารย์คนพันตีน


“ตานานต้นโลก” วรรณกรรมแห่งปัญญา   ∞  ในขณะนั้น ซึ่งต่อมาเรียกกันว่า อาณาจักรทราวดี มีความรุ่งเรืองโดยเฉพาะด้านการ ศาสนา มีพระพุทธรูปปางต่าง ๆ สวยงามวิจิตรพิสดารที่สุดยุคหนึ่ง ลูกหลานของพ่อขุนเขาเขียวสืบสานพัฒนาเมืองทองจนเป็นอาณาจักรทราวดี รั ก ษาความมั่ น คงปึ ก แผ่ น มี ก ษั ต ริ ย์ ป กครองเปลี่ ย นไปมา แต่ ก็ อ ยู่ ใ นสายพั น ธ์ เดียวกัน ที่แตกหน่อไปสร้างครอบครัวเป็นบ้านเมืองไม่ไกลจากกันเท่าใด ทาสงคราม รบราฆ่าฟันกันบ้าง เชื่อสัมพันธ์แลกธิดาสาวกับเจ้าชาย ให้แต่งงานกันในยามสงบ เป็ น อยู่ อ ย่ า งนี้ ร่ ว มพั น ปี ครองความรุ่ ง โรจน์ เ ป็ น ศู น ย์ ก ลางวั ฒ นธรรมศาสนาพุ ท ธ จนกระทั่งถึงพุทธศัตวรรษที่ 15 ได้เสื่อสลายลงพร้อม ๆ กับศาสนาพุทธถูกล้างหมดจาก ชมพูทวีป โดยพวกคลั่งลัทธิสงครามในสมัยของพระเจ้าขุนเมืองฟูา พ.ศ. 1552 และ ต่อมาอีกไม่นาน เพียงร้อยกว่าปีก็ล่มสลายลงในสมัยพระเจ้าขุนศรีเฉลิม ฟูา พ.ศ. 1679 กษัตริย์องค์สุดท้ายของอาณาจักรทราวดี พ่อขุนศรีนาวถมหลานของพรเจ้าศรีเฉลิมฟูา พาพวกพ้องและประชาชนอพยพ เดินทางขึ้นเหนือไปสมทบกับสายญาติของบรรพบุรุษ พวกเขาตัดสินใจอาศัยอยู่เมือง สุโขทัย ประมาณปีพ.ศ. 1721 ได้พากันต่อสู้ ก่อร่างสร้างตัว ร่วมมือร่วมใจกัน จนกระทั่งเติบใหญ่เข้มแข็ง ปราบปรามเมืองต่าง ๆ อยู่ในอานาจจนสามารถสถาปนา ราชวงศ์พระร่วง มีกษัตริย์องค์แรกปกครองอาณาจักรสุโขทัย เป็นราชธานีในปี พุทธศักราช 1768 นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ส่วนสายพันธุ์ บรรพบุรุษเดียวกัน ที่เดินทางตามวิ ถีชีวิตขึ้นไปจนถึงกลางทวีป ตั้งแต่ยุคชาดก และล่าสุดสมัยพ่ออินเขาเขียวเมื่อ 6,000 ปีก่อน บางกลุ่มก็สามารถ รวบรวมผู้ ค นได้ ห ลายเมื อ งเป็ น ได้ ถึ ง แคว้ น และอาณาจั ก ร มี เ มื อ งใหญ่ อ ยู่ ใ น ปกครองมาก และอาณาเขตกว้า งขวาง ต่อสู้แย่ งชิงที่ ดิน ทากิน ดิ้นรนปกปู อง เผ่าพันธุ์ แพร่พันธ์ลูกหลาน รุกรานเพื่อนบ้านตามประเพณีและค่านิยม ยามใดมีผู้นา เข้มแข็งเป็นพวกโพธิสัตว์มาเกิด ก็เป็นอิสระอยู่สุขสบาย เมื่อหมดบุญวาสนาชะตาตก พ่ายแพ้สงครามหมดอานาจ ต้องตกเป็นเชลยสงคราม ก็พากันหนีหาแผ่นดินสร้าง รังกันขึ้นมาใหม่

๑๐๖

อาจารย์คนพันตีน


“ตานานต้นโลก” วรรณกรรมแห่งปัญญา   ∞  เป็นไปตามเงื่อนไขระบบข้อมูลในจิตวิญญาณของกลุ่มพวกของเขาเอง ที่เคย ร่วมกรรมกันมาเป็นหมู่คณะ ที่เป็นเหตุให้ต้องเดินทางไกล แสนลาบาก ทุกทรมาน แสนเข็ญเช่นนี้ พวกเขาเหล่านี้ตั้งรกรากอยู่ตามเทือกภูเขาอัลไต ตามลุ่มแม่น้าเหลืองหรือฮวงโห และแม่น้าแยงซีเกียง รวมกันเป็นอาณาจักรน่านเจ้า อาณาจักรสิบสองปันนา สิบสองจุ ไทยและที่เป็นเมืองเล็กแคว้นน้อยอยู่ร่วมกับอาณาจักรของเผ่าอื่นก็มีเป็นจานวนมาก มี พวกถูกกลืนจนสายเลือดเดิมเจือจางกลายพันธ์เป็นเผ่าอื่นก็มีอยู่ไม่น้อย การเคลื่ อ นย้ า ยถิ่ น เดิ น ทางขึ้ น ล่ อ ง ทุ ก กรณี เ ป็ น ไปอย่ า งมี ร ะบบกฏเกณฑ์ ตามเงื่อนไขและเวลา โดยเฉพาะเมื่อพระบรมสารีริกธาตุได้ถูกบรรจุบนพระธาตุเจดีย์ ทั่วดินแดนสุวรรณภูมิ เหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นเป็นเงื่อนไขให้เกิดความเปลี่ยนแปลงของ กลุ่มคนที่เคยได้เกาะเกี่ยวสร้างบุญบารมีไว้ในภพชาติหนึ่ง ถึงวาระต้องกลับถิ่นฐานเดิม เป็นอานิสงส์เก่าของพวกเขา การอพยพเดินทางเพราะพ่ายแพ้สงคราม สูญเสีย ดินแดนและเสรีภาพ เป็นเพียงเหตุปัจจัยให้ต้องเดินทางเท่านั้น

๑๐๗

อาจารย์คนพันตีน


“ตานานต้นโลก” วรรณกรรมแห่งปัญญา   ∞ 

ประวัติศาสตร์อารยชน

ชาวฮิบรู ชนเผ่าหนึ่งในดินแดนแหล่งอารยธรรมที่ต้องตกเป็นทาส หรือพลเมืองชั้น 2 ของชาวอียิปต์ที่เจริญรุ่งเรืองกว่ามายาวนานถึง 400 ปี พวกเขาเป็น ชนกลุ่มน้อยมีถิ่นฐานเป็นทีอาศัยอยู่ใกล้ทะเลเมดิเตอร์เรเนียน รุกรานข่มเหงอยู่ประจา เพราะมีจานวนน้อยกว่า แต่ ใ นขณะนั้ น ก่ อ นที่ ท้ั ง ภู มิ ภ าคจะถู ก ยึ ด ครองท าให้ ท้ั ง ชาวอาหรั บ และชาว เปอร์ เ ซี ย หมดอ านาจ สู ญ เสี ย อิ ส รภาพ ชาวฮิ บ รู อ ยู่ ใ นฐานะเชลย ได้ อ้ อ นวอนสิ่ ง ศักดิ์สิทธิ์ตามประเพณีโบราณ ซึ่งนับถือกันมาจากบรรพบุรุษ พระโพธิสัตย์องค์หนึ่ง ลงมาจุติในดินแดนของชาวฮิบรู มีชื่อตามภาษาท้ องถิ่นว่า โมเสส มาพร้อมกับเรียกร้องให้ทุกคนทาความดี ประพฤติปฏิบัติเคารพนับถือความเป็น มนุษย์เท่าเทียมกัน ไม่ให้ทาร้ายกัน และแสดงอานาจของความดีด้วยการพาชาวฮิบรู หลบหนีการกดขี่ข่มเหงไปตั้งรกรากใหม่ เกิดเป็นตานานที่สร้างบรรทัดฐานของศีลธรรม เบื้องต้นที่เหมาะสมที่สุด เรียกว่า บัญญัติสิบประการ ต่ อ มาหลั ง จากนั้ น ทั้ ง ชาวฮิ บ รู โ บราณและชนเผ่ า ต่ า ง ๆ รวมทั้ ง อาหรั บ และ เปอร์เซียก็ตกอยู่ในอานาจของชาวกรีก ศาสตร์ศิลปวิทยา นักปราชญ์ บัณฑิตทั้งหลาย ถูกนาไปให้ความรู้ยังกรุงเอเธนส์ เมืองหลวงศูนย์กลางมหาอานาจของอาณาจักรกรีกที่ ยิ่งใหญ่ ชาวกรีกได้รับการถ่ายทอดความรู้ทาให้สังคมของกรีกมีความก้าวหน้า เป็น

๑๐๘

อาจารย์คนพันตีน


“ตานานต้นโลก” วรรณกรรมแห่งปัญญา   ∞  แหล่งศูนย์รวมด้านวิชาการไปด้วย นอกเหนือจากแสนยานุภาพทางทหารเพียงอย่าง เดียวนับแต่นั้นเป็นต้นมา ในระหว่างอยู่ในการปกครองของชาวกรีก ทุกชนเผ่าถูกกดขี่ข่มเหงเอาเปรียบ และกีดกันทุกอย่าง ไม่เปิดโอกาสให้สามารถรวมตัวกันขึ้นมาใหม่ได้ เป็นการปูองกัน รักษาอานาจของฝุายผู้ค รอบครอง การพูดคุยสมาคมกันของพลเมืองชั้นสองเป็นการ เสี่ ย งที่ จ ะถู ก มองว่ า เป็ น การสมคบคิ ด กั น เพื่ อ ก่ อ การกบฏ พระเยซู ได้ ก าเนิ ด ขึ้ น มา ท่ามกลางบรรยากาศขาดอิสระภาพและเสรีภาพในชุมชนชาวยิวส์ ที่มีบรรพบุรุษเป็น ชนเผ่าฮิบรู ท่านเป็นพระโพธิสัตว์ที่มาเกิดเพื่อช่วยเหลือพลเมืองที่กาลังเดือดร้อนทั้ง เรื่องความเป็นอยู่ ไม่มีอิสรเสรีภาพทั้งปวง แม้กระทั่งความคิด ในระหว่างถือกาเนิดของพระองค์ท่าน เป็นระยะกาลที่อาณาจักรกรีกทั้งหมดตก อยู่ในอานาจของจักรวรรดิโรมัน รวมทั้งเมืองและนครรัฐอื่น ๆ ในปกครองด้วย พระเยซู เกิดมาในตระกูลของชาวนา ศึกษาหาความรู้คาภีร์ โบราณ ตานาน โมเสสนักบุญเก่าแก่ของบรรพบุรุษ ด้วยอานาจการบาเพ็ญ บุญบารมีของพระโพธิ์สัตว์ ท่านได้บรรลุธรรมเบื้องต้นในบัญญัติสิบประการอย่างง่ายดายเพียงไม่กี่ปี และคอยออก เที่ยวให้ความรู้แก่ชาวเมือง เพื่อปลดเปลื้องความทุกข์ คลายความเมื่อยล้า จากการ ทางานหนัก ปรอบประโลมให้มีกาลังใจต่อสู้ มีความหวังว่าชีวิตต้องดีข้ึนขอเพียง รักใคร่สามัคคี ทาความดีต่อกัน แม้แต่ศัตรูก็ให้อภัย ท่านมีความเพียรอดทนไม่ เหนื่อยหน่ายต่อการเที่ยวโปรดสั่งสอนคน ต้องหลบ ๆซ่อน ๆ ตามบ้านเรือนและถ้าลับ ใกล้ ๆ บริเวณ มีผู้ให้ความเคารพศรัทธาตัวท่านจานวนมาก จนกระทั่งมีศิษย์สาวกผู้ หนึ่งทรยศแอบเอาความลับไปให้ทหารชาวโรมันรับรู้ข้ึนมา และถูกนาตัวไปประหารโดย การทรมานด้วยการตรึงไม้กางเขนตอกตะปูทั้งแขนและขา ตั้งประจานให้ชาวเมืองดู เพื่อมิให้เอาเยี่ยงอย่างเป็นโทษทัณฑ์ที่ก่อการกบฏ พวกชาวยิวมีค วามเชื่อว่าพระเยซู คือพระเมสสิ ยาห์ ในตานานคัมภีร์โบราณ ที่พยากรณ์ไว้ว่าจะมีนักบุญเป็นบุตรของพระเจ้ามาเกิด เพื่อช่วยเหลือมนุษย์ที่กาลัง เดือดร้อน หลังจากการสิ้นพระชมน์ของพระเยซู ยิ่งทาให้คาสอนของท่านที่เที่ยวพร่าสอนให้ กาลังใจปลุกชีวิตยาวยิ่งอดทนต่อการกดขี่ข่มเหง แม้จะเป็นระยะสั้น ๆ ไม่นานนัก สาวก ๑๐๙

อาจารย์คนพันตีน


“ตานานต้นโลก” วรรณกรรมแห่งปัญญา   ∞  ของท่านที่รอดตาย จากการจับกุมของทหารโรมัน ยังคงสืบสานดาเนินงานให้ความรู้ ต่อไปอย่างลับ ๆ ยิ่งปราบปรามยิ่งทาให้ผู้คนอยากรู้อยากเห็น รวมตัวกันมากขึ้น ขณะเดียวกันที่โรมันเองก็มีความเข้มแข็งมั่งคั่ง มีเมืองขึ้นทั่วทั้งยุโรปและในเอเชียแถบ ตะวันออกกลาง ชาวโรมัน จึงเป็นพลเมืองชั้นหนึ่ง ใช้ชีวิตความเป็นอยู่อย่างฟุุมเฟือย จากทรัพย์สินที่ได้จากการทาสงคราม และได้นาเอานักปราชญ์ นักคิด นักวิทยาศาสตร์ ด้านต่าง ๆ ชาวกรีกที่พัฒนาต่อยอดแล้ วมาทาให้เป็นระบบ โดยตั้งสถาบันเฉพาะด้าน วิชา เปิดกว้างให้ผู้มีความรู้ได้เช้ามาทางาน เช่น สถาบันคณิตศาสตร์ การแพทย์ ดารา ศาสตร์และปรัชญาเป็นต้น ทาให้บรรดานักปราชญ์ด้านต่าง ๆ ที่ ศานุศิษย์ของพระเยซูมี โอกาศเข้าไปมีบทบาทในสังคมเป็นจานวนมาก จนสามารถรวบรวมสร้างเป็นคัมภีร์ใบ เบิล โดยมีเนื้อหาสาระอ้างคากล่าวสอนใน คัมภีร์ด้ังเดิมโบราณหรือ OLD TESTMENT และคาสอนของพระเยซู หรือพันธสัญญาใหม่ NEW TESTMENT เป็นผลสาเร็จ หลังจาก การตายของพระเยซู 200 ปี นับแต่นั้นมากิจกรรมของกลุ่มเคลื่อนไหวเพื่อพระเยซูมีความมั่นคงเข้มแข็ง คา สอนแพร่หลายก้าวหน้า แทรกซึมในหมู่ชนชั้นสูงของสังคมโรมัน บุคลากรของกลุ่มเป็น ผู้มีอานาจและทรงอิทธิพล สามารถทาให้การเคลื่อนไหวเป็นไปอย่างเปิดเผย และใน ที่สุด จักรพรรดิคอนสแตนตินแห่งอาณาจักรโรมัน รับเอาเป็น ศาสนาประจาชาติ จัดตั้ง เป็นสถาบันมีบุคลากรรับผิดชอบดาเนินกิจกรรมขององค์กรให้เป็นระบบ คาพูดต่าง ๆ ของพระเยซูที่เหล่าบรรดาสาวกแต่ละรุ่นนามาเผยแพร่ และถูกรวบรวมนับแต่นั้นเป็นต้น มา ตลอดเวลา กว่าที่จะเป็นที่ยอมรับและถูกสถาปนาให้เป็นสถาบันหลักของแผ่นดิน ต้อง ใช้เวลาอีกร่วม 200 ปี นับแต่มีพระคาภีร์ใบเบิลหรื อประมาณปี ค.ศ. 476 จากสานัก เถื่อน ลัทธิต้องห้ามมาเป็นองค์กรที่มีอิทธิพลเหนือกษัตริย์ และนครรัฐต่าง ๆ ทั่วทั้ง ยุ โ รป ท าให้ บุ ค ลากรมี ป ระสบการณ์ ใ นการท างานสู ง โดยเฉพาะการเผยแพร่ แทรกซึม และยึดครอง จนเป็นรูปแบบทางการเมืองของประเทศยุโรปที่ใช้รุกราน ประเทศอื่นทั่วโลกอย่างสัมฤทธิ์ผล ความเจริญรุ่งเรื่องของโรมันจนเป็นจักรวรรดิที่ยิ่งใหญ่ เป็นแหล่งอารยธรรมยุค กลางของโลก ระหว่าง ค.ศ. 500 – 1000 ปี ๑๑๐

อาจารย์คนพันตีน


“ตานานต้นโลก” วรรณกรรมแห่งปัญญา   ∞  เริ่มเสื่อมสลายลง เพราะถูกอนารยชนเผ่าเยอรมันที่ล้าหลังกว่าโจมตีจนแตกพ่าย อาณาจักรที่เข้มแข็ง มีเผ่าต่าง ๆ อยู่ในปกครองเดียวกัน แยกตัวออกไปมีอิสระในการ ปกครองตนเองตามเชื้อชาติชนเผ่า แบ่งออกเป็นประเทศต่าง ๆ มีกษัตริย์เป็นผู้นา ปกครอง แต่อิทธิพลของศาสนาคริสต์ที่มีโครงสร้างมั่นคงถูกวางระบบปลูกฝังลงในจิต วิญญาณของคนทั่วยุโรปในระหว่า งที่โรมันยังมีอานาจ ยัง มีบทบาททรงอิทธิ การขึ้น เป็ น กษั ท ตริ ย์ อ ย่ า งถู ก ต้ อ งชอบธรรม หากไม่ ไ ด้ รั บ การเห็ น ชอบจากฝุ า ยคริ ส ตจั ก ร ประชาชนจะไม่ยอมรับเด็ดขาด ขณะเดียวกันนั้นที่อานาจของกรุงโรมอ่อนแอ ชาวอาหรับในดินแดนฝั่งทวีปเอเซีย แถบตะวันออกกลางก็ดิ้นรนต่อสู้เพื่ออิสระภาพและปกครองตนเอง มีผู้นาที่สาคัญชื่อโมฮัมหมัด เป็นลูกกาพร้าเกิดเมื่อค.ศ. 527 ตรงกับพ.ศ. 1070 ประกาศต่อต้านศาสนาคริสต์อย่างเปิดเผย นาชาวอาหรับที่ไม่ยอมอดทนต่อการกดขี่ ข่ ม เหงลุ ก ขึ้ น ต่ อ สู้ ในวั ย เพี ย ง 37 ปี โดยอ้ า งค าสอนว่ า ค าภี ร์ ด้ั ง เดิ ม หรื อ OLD TESTMENT เท่านั้นที่ถูกต้องแท้จริง คาภีร์ใหม่เป็นของเทียม ท่านเป็นเมสสิยาส์หรือบุตร ของเพระเจ้า ถูกส่งลงมาเกิดช่วยเหลือมนุษย์และแก้ไขให้ถูกต้อง การต่อสู้ที่ทรหดอดทนกล้าหาญ ที่เริ่มต้นด้วยคนเพียงไม่กี่สิบคน อาวุธในมือ เพียงมีดประจากายและได้รับการสนับสนุนจากเศรษฐีนีภิริยาที่อายุแก่ กว่า 15 ปีเท่านั้น ท่านต้องใช้เวลาถึง 13 ปี กว่าจะรวบรวมผู้คน และมีกองกาลังที่เข้มแข็ง ยึดนคร เมกกะเป็นฐานที่มั่นประกาศชัยชนะชูนโยบายแนวทางลัทธิต่อต้านศาสนาคริสต์เป็น ผลสาเร็จ หลังจากนั้นได้นากาลังชาวอาหรับ เรียกพวกตนว่าเป็น กองทัพ มุสลิมออกทา สงครามปลดปล่อยอาหรับเผ่าต่าง ๆ ให้เป็นอิสระ ปกครองตนเองเป็นประเทศต่าง ๆ อีก 10ปี จนเป็นผลสาเร็จ พระองค์ท่านได้เสียชีวิตลงในวัย 63 ปีเท่านั้น เพราะตรากตรา ทาสงครามตลอดชีวิตไม่มีเวลาพักผ่อนสาหรับพระองค์ท่านเลย หลังจากพระองค์ท่านสิ้นพระชนม์ บรรดาเหล่าสาวกยังคงปฏิบัติภารกิจสร้าง ชาติใช้แนวทางการต่อสู้ด้วยกาลังอาวุธต่อมา พวกเขาจึงเป็นผู้นา ทั้งทางจิตวิญญาณ และทางการทหาร

๑๑๑

อาจารย์คนพันตีน


“ตานานต้นโลก” วรรณกรรมแห่งปัญญา   ∞  คาสอนและคาพูดของท่านในระหว่างนาชาวอาหรับต่อสู้ ถูกรวบรวมเป็นคาภีร์ มี บทบัญญัติกาหนดพิธีกรรมมากเป็นการระลึกถึงคุณาประการและลบล้างความเชื่อเก่า ที่ถูกปลูกฝังโดยชาวคริสต์ศัตรูคู่แค้นมาก่อนร่วม 500 ปี พัฒนาการของทั้งสององค์กรศาสนามีความคล้ายคลึงกัน แต่ มี ก ระบวนการที่ แตกต่างกัน คือสถาบันถูกจัดตั้งขึ้นมาภายหลังโดยบรรดาสาวก และถูกนาไปใช้ ในทางการเมืองเหมือนกัน ของพระเยซูจะถูกนักปกครองนาไปดาเนินการ แต่สาหรับ ของพระโมฮัมหมัดนั้นสาวกเป็นผู้ใช้เองทั้งหมด จึงทาให้ผู้นาศาสนากับผู้นาประเทศใน กลุ่มชาวอาหรับเป็นกลุ่มคนหรือคนเดียวกัน ขณะที่ในกลุ่มประเทศที่นับถือศาสนาคริสต์ จะเพียงแอบอิงกัน และเกื้อหนุน เป็นผลประโยชน์มีโครงสร้างเชื่อมโยงกับสถาบันการ ปกครอง เป็นศาสนจักร มีฐานะเท่าเทียมกัน ประสบการณ์ในการต่อสู้ของทั้งสองศาสนา เป็นมรดกสืบทอดแนวทางวิธีการ เผยแผ่ลัทธิยังคงนามาใช้สืบต่อกันมาตลอดเวลา ทุกยุคสมัย ตั้งแต่การสร้างบุคลากรให้ มี อุ ด มการณ์ คอยเป็ น ผู้ ป ฏิ บั ติ ง าน สร้ า งมวลชน และแนวร่ ว ม ยื่ น ผลประโยชน์ รู้จักการรอคอย จนกว่าโอกาสหรือมีเงื่อนไขเพียงพอ จึงเข้าไปยึด ครอง เป็นแนวทางของสาวกพระเยซู ส่วนสาวกของพระโมฮัมหมัด ใช้ความรุนแรงโค่นล้มศัตรูโดยกองกาลังอาวุธที่ เด็ดเดี่ยวกล้าหาญ อดทน เสียสละ มีอุดมการณ์พร้อมจะตายได้ทุกเมื่อ

๑๑๒

อาจารย์คนพันตีน


“ตานานต้นโลก” วรรณกรรมแห่งปัญญา   ∞ 

ยุคล่าอาณานิคม

อนารยชนคนเถื่อนเผ่าเยอรมันเข้ารุกรานอาณาจักรโรมันของคนศิ ริไลย์แตกล่มสลาย กลายเป็นนครรัฐอิสระปกครองตนเอง และเป็นประเทศต่อมา มีดังนี้คือ โปรตุเกส สเปน ฝรั่งเศส อังกฤษ เบลเยี่ยม เยอรมัน อิตาลี่ และตุรกี กลุ่ม ประเทศเหล่านี้ยังคงนับถือศาสนาคริสต์ที่มีรากฐานมั่นคงติดกับอานาจรัฐอย่างแนบ แน่นยกเว้นประเทศตุรกีที่นับถือศาสนาอิสลาม ส่วนประเทศทางแถบเอเซียและอัฟริกาได้เปลี่ยนไปนับถือศาสนาอิสลามกันหมด หลังจากได้รับความช่วยเหลือปลดปล่อยเป็นอิสระจากการปกครองของโรมัน นับตั้งแต่ปลุกระดมให้ลุกขึ้นต่อสู้เพื่อเสรีภาพ ที่นาเอาความเชื่อทางลัทธิศาสนา เป็นธงนา ได้ขยายอาณาเขตไปอย่ างกว้างขวาง นับตั้งแต่ ค.ศ. 622 (พ.ศ. 1055) เป็นต้นมา ลัทธิคลั่งศาสนาของชาวอาหรับ ได้เผยแผ่ประกาศศาสนาโดยใช้กองกาลัง ท าให้ มี ป ระเทศเป็ น มุ ส ลิ ม เพิ่ ม มากขึ้ น โดยเฉพาะที่ มี ช ายแดนติ ด กั น ไม่ ย กเว้ น แม้ ก ระทั่ง กลุ่ม ประเทศในชมพูทวี ป ศาสนาพุทธถู ก ทาลายทิ้ง ร้ า งหมด หมดไปจาก อินเดีย ในปีพ.ศ. 1555 พระสงฆ์ถูกฆ่าตายเกือบหมด หนีรอดตายไปยังสุวรรณภูมิ ไม่กี่รูป กษัตริย์ถูกให้เปลี่ยนศาสนาหันมาเป็นมุสลิม ศาสนสถานของชาวพุทธถูกทิ้ง ร้าง ไม่ได้รับการบารุง ชาวพุทธที่เหลืออยู่ต้องหลบ ๆ ซ่อน ๆ ทาพิธีกรรมในหมู่ ของตนเท่านั้น หลังจากนั้นเป็นต้นมา

๑๑๓

อาจารย์คนพันตีน


“ตานานต้นโลก” วรรณกรรมแห่งปัญญา   ∞  ทางกลุ่ มประเทศในยุ โรปแม้ จะแยกกั น ปกครองเป็ น อิ ส ระต่อ กั น แต่ยั ง นั บ ถื อ ศาสนาคริสต์ด้วยกันอยู่ มองเห็นภยันตรายในการเคลื่อนไหวของชาวมุสลิม ได้จัดสรร กาลังทางทหารมาร่วมกันเป็นพันธมิตรเข้าต่อสู้ขัดขวาง และพยายามจะยึดนครเยรุซา เล็ม บ้านเกิดของพระเยซู ที่ถูกชาวมุสลิมยึดครองอยู่กลับคืนมาแต่ไม่สาเร็จ สู้กัน อยู่ถึง 200 ปี ตั้งแต่ค.ศ. 1096 – 1297 มีผู้คนล้มตายเป็นจานวนมาก ทั้งทหารและพล เรือน เศรษฐกิจทรุดหนัก ผู้คนอดอยาก ได้รับความเดือดร้อนกันทั่วแม้ไม่ได้อยู่ในสนาม รบก็ตาม แต่ก็ไม่มีใครแพ้และชนะ ต้องเลิกลาถอยทัพกลับไปเอง เพื่อฟื้นฟูพัฒนา ประเทศของตน สงครามทางความเชื่อ ยุติลง กลุ่มประเทศทางตะวันตกหันกลับมาสนใจฟื้นฟู การศึกษาที่ถูกทิ้งร้างไปตั้งแต่สมัยโรมันเริ่มเสื่อม มีการตั้งสถาบันค้นคว้าวิจัยงานด้าน ต่าง ๆ เช่น แพทย์ คณิตศาสตร์ ปรัชญา ดาราศาสตร์ วรรณกรรม และศิปศาสตร์ เป็น ต้น วิ ช าการดัง กล่า วถู กพั ฒนาตลอดคริ สต์ ศตวรรษที่ 1 1-12 (ระหว่ า งพ.ศ. 1600 – 1800) จนก้าวหน้าจากเดิมเป็นอย่างมาก สามารถนาสู่ภาคเป็นรากฐานนาไปสู่การ ปฏิบัติภาคอุตสาหกรรม สร้างความเจริญรุ่งเรืองกลับคืนสู่ยุโรปอีกครั้งหนึ่ง และ ยิ่งใหญ่มากกว่าเดิม ตั้งแต่คริสต์ศวรรษที่ 14 เป็นต้นมา ในปีค.ศ. 1492 โคลัมปัส นักเดินเรือชาวโปรตุเกส เดินเรือทิศทางเดียวเพื่อ พิ สู จน์ ว่า โลกกลม ไม่ไ ด้ เป็ นแผ่น ดิ น ราบ และมี น ครเยรู ซ าเริ ม เป็ น ศู น ย์ ก ลางของ จักรวาล ที่ดวงอาทิตย์และดวงดาวต่าง ๆ หมุนรอบตามความเชื่อในหมู่ชาวคริสต์ อย่ า งที่ ก าลั ง สอนกั น ขณะนั้ น และเป็ น เหตุ ใ ห้ น ายโคเบอร์ นิ คั ส นั ก วิ ท ยาศาสตร์ ที่ สนับสนุนความคิดโลกกลม ต้องถูกประหารชีวิตในข้อหาผิดต่อคาสอนของพระเจ้า ความตายของเขากลั บท าให้ มี ก ารค้ น คว้ า พิ สู จ น์ ห าข้ อ เท็ จ จริ ง ของ นักวิทยาศาสตร์ ทาการค้นคว้าและเดินเรือต่อไป จนมีแผนที่เดินเรือทางทะเลที่สมบูรณ์ สามารถนาเรือออกเดินทางได้รอบโลก ทาให้มีการแข่งขันความยิ่งใหญ่การทะเล เกิดขึ้นและการค้นพบดินแดนใหม่ ๆ ในซีกโลกด้านฝั่งตรงข้าม กับอีกขั้วโลกเหนือ และทิ ศ ใต้ และเกาะใหญ่ น้ อ ยมากมายกลางมหาสมุ ท รเช่ น ทวี ป อเมริ ก า ทวี ป ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และอื่น ๆ อีกเป็นจานวนมาก

๑๑๔

อาจารย์คนพันตีน


“ตานานต้นโลก” วรรณกรรมแห่งปัญญา   ∞  สเปนและโปรตุเกส มีความก้าวหน้าทางเรือมากที่สุดในระยะเริ่มต้น ทั้งสอง ประเทศแย่งชิงกันเป็นเจ้าทะเล มีกองเรือรบที่ยิ่ งใหญ่ ออกเดินเรือยึดแผ่นดินริม ชายฝั่งมหาสมุทรที่ค้นพบ สร้างเป็นฐานทัพเรือ และเมืองท่าคอยรับส่งสินค้า นากลับประเทศ โดยเฉพาะทวีปอเมริ การใต้ จนกระทั่งต้องสู้รบกั นเองในที่สุด สเปนได้ชัยชนะเด็ดขาดในปีค.ศ. 1580 ทาให้หมู่เกาะที่เคยเป็นของโปรตุ เกสต้องตกเป็น ของสเปนไปด้วยตามสนธิสัญญาสงบศึก แต่ ข ณะเดี ย วกั น อั ง กฤษและฝรั่ ง เศส เลี่ ย งเดิ น เรื อ อ้ อ มไปทิ ศ ตรงข้ า มด้ า น มหาสมุทรแปซิฟิก และลงทางใต้ทาให้ค้ นพบดินแดนทางใต้คิอ ทวีปอัฟริกา และทวีป เอเซียด้านที่ติดกับมหาสมุทรอีกด้านหนึ่ง แม้จะเลี่ยงแบ่งกันออกหาดินแดนใหม่คนละด้านฝั่งมหาสมุทรก็ตาม ก็ไม่ สามารถหยุ ด ยั้ ง ความต้ อ งการจะเป็ น ใหญ่ เ พี ย งผู้ เ ดี ย ว กองทั พ เรื อ อั ง กฤษท า สงครามทางทะเลกับสเปนอยู่ตลอดเวลาในขณะที่นักสารวจออกหาทาการค้าเป็นเวลา 40 ปี ตั้งแต่ค.ศ. 1558 – 1603 อังกฤษมีชัยชนะเหนือสเปน เป็นเจ้าทะเลเพียงลาพัง อังกฤษกับฝรั่งเศส แบ่งเขตออกหาดินแดนในแถบทวีปเอเซียกันคนละด้านไม่ทับ ซ้อนกัน โดยอังกฤษเริ่มต้นทางทิศตะวันตก และผรั่งเศสไปทางทิศตะวันออกของทวีป ทั้งสองประเทศเป็นพันธมิตรกันออกทาการค้ากับประเทศต่าง ๆ ที่ค้นพบ ในเบื้องต้น ให้นักบวชพวกมิชชันนารี อาสาสมัคร ออกช่วยเหลือสอนหนังสือ สร้างโรงพยาบาล และอื่น ๆ เป็นการตอบแทน เพื่อสอนศาสนากับชาวบ้าน จนบุคลากรในท้องถิ่ นมี คุณภาพสามารถทางานเป็นตัวแทนและมีบทบาทในสังคมขึ้นมา โปรตุเกส สเปน อังกฤษ ฝรั่งเศส ในอดีตหนึ่งพันปีที่ผ่านมา คือส่วนหนึ่งของ โรมันผู้ยิ่งใหญ่ที่ได้ล่มสลายลง หลังจากการรุกรานของเยอรมันที่ล้ าหลังกว่า และ การลุกขึ้นสู้ปลดแอกของชาวมุสลิม กลับมาเจริญรุ่งโรจน์อีกครั้งหนึ่งหลังจากพัฒนาวิชาความรู้อยู่นานร่ วม 500 ปี จึงออกแสวงหาทรัพยากรแร่ธาตุที่สาคัญ นามาถลุงเป็นวัตถุดิบในการผลิตสินค้า นานาชนิด กลับไปขายทั่วโลก สร้างผลกาไร เลี้ยงดูประชากรอยู่ดีกินดีอย่าง หรูหราฟุุมเฟือย เหมือนเช่นในอดีตเมื่อครั้งอาณาจักรโรมันยังรุ่งเรือง

๑๑๕

อาจารย์คนพันตีน


“ตานานต้นโลก” วรรณกรรมแห่งปัญญา   ∞  ด้วยจิตวิญญาณเดิมของพวกเขา ที่มีทักษะความสามารถในทางการเมืองและ ยุทธวิธีแบบทหารเป็นสัญญาติดมา ติดต่ อค้าขายกับเจ้าของประเทศได้ ไม่ นาน ก็ สร้ างเงื่อนไขกดดันให้เกิดความ ขัดแย้ง เพื่อนาไปสู่การทะเลาะวิวาทจนถึงต้องใช้กาลัง สุดท้ายคือสงคราม ที่ชัยชนะ ตกเป็นของพวกเขาอย่างง่ายดาย โดยไม่เสียกาลังพลมากเท่าใด เพียงแต่ทาให้เกิดสู้รบ กั น เอง ตามขั้ น ตอนที่ ต ระเตรี ย มไว้ อ ย่ า งเป็ น ระบบ ตั้ ง แต่ ก้ า วแรกของนั ก รบที่ เ ป็ น อาสาสมัครขอทางานสังคมแบบให้เปล่า จนกระทั่งเกิดความแตกแยกภายใน จาก การปลุกปัน่ ของพวกเขา ตั้งแต่ ศริสตวรรษที่ 16 – 17 กลุ่มประเทศดังกล่าวกลายเป็ นเจ้าอาณานิคม ยึด เอาประเทศต่างๆ เป็นเมืองขึ้น ขุดเอาทรัพยากรแร่ธาตุ ไปเสวยสุขอย่างฟุุมเฟือย ผลประโยชน์ ก ลั บ คื น มาให้ เ จ้ า ของแผ่ น ดิ น โดยผ่ า นศาสนจั ก รเป็ น ค่ า ใช้ จ่ า ยของ อาสาสมัครในการสอนหนังสือ สร้างโบสถ์สร้างโรงพยาบาล ค่าแรงแพทย์ พยาบาล และผู้เชี่ยวชาญ ในการนาคนท้องถิ่นเปลี่ยนมานับถือคริสต์ศาสนา นอกนั้นเป็นของ กานัล ให้ชนชั้นปกครอง และบริวารกับตัวแทนดูแลผลประโยชน์ในท้องถิ่น

๑๑๖

อาจารย์คนพันตีน


“ตานานต้นโลก” วรรณกรรมแห่งปัญญา   ∞ 

ลัทธิคลั่งศาสนา

พระพุทธศาสนาใด้รับความคุ้มครองจากผู้ปกครองทาให้กิจกรรม เผยแผ่ เ ป็ น ไปอย่ า งราบรื่ น ท าให้ บ้ า นเมื อ งมี ค วามสงบร่ ม เย็ น เพราะแนวทางของ พระพุทธเจ้าปฏิเสธอย่างสิ้นเชิงทุกกรณีมิให้ ใช้ความรุนแรง การดาเนินต้องเป็นไปอย่าง สันติวิธีและกลมกลืนกับความคิดดั้งเดิมของมวลชน ความยากลาบากในการทางานเป็น การพิสูจน์ความเพียรในการสร้างบารมี และความเข้าใจถึงแก่นแท้ของธรรม การบังคับ ข่ ม เหงฝื น ใจให้ ย อมรั บ ไม่ ใ ช่ ข องจริ ง แต่ เ ป็ น การสร้ า งความเคี ย ดแค้ น ชิ ง ชั ง พยาบาทต่อกันไม่สิ้นสุด หลังรัชสมัยของพระเจ้าอโศกมหาราช ประมาณ 315 เป็นต้นมา พวกพรามณ์ที่มี บทบาทหน้ า ที่ เ กี่ ย วกั บ ราชพิ ธี แ ละพิ ธี ก รรมทางศาสนา มี ค วามพยายามรื้ อ ฟื้ น การ แบ่ ง แยกชนชั้ น วรรณะ ที่ เ ป็ น ประเพณี วั ฒ นธรรมดั้ ง เดิ ม ของพวกเขาในชมพู ท วี ป ซึ่งพรามหมณ์เป็นวรรณะสูงสุด เป็นชนชั้นอภิสิทธิ์ ซึ่งถูกริดรอนลงมา หลังจากมีพระพุทธศาสนา จนกระทั่งวรรณะจัณฑาล ชนชั้นต่าสุดมีโอกาศได้เข้า มามีบทบาทในสังคม เป็นเจ้าหน้าที่ในองค์กรทางศาสนา ได้รับการเคารพนับถือ กรรมไหว้ สร้างความไม่พอใจให้กับกลุ่มบุคคลที่ยังไม่ยอมละทิ้งความคิดแบ่งแยก ทางชนชั้น ความพยายามของพวกเขาประสบผลสาเร็จในเวลาต่อมา จากความ

๑๑๗

อาจารย์คนพันตีน


“ตานานต้นโลก” วรรณกรรมแห่งปัญญา   ∞  ขัดแย้งของพวกที่แอบแฝงเข้าบวชเพื่อลาภสักการะของพวกเดียรถีย์ และกลุ่มบุคคลอื่น ๆ ที่พากันละเมิดวินัย และพวกที่ตั้งใจเพื่อสร้างความเสื่อมเสียให้กับสถาบันสงฆ์ ขณะที่พระเถรชั้น ผู้ใหญ่ตีความข้อธรรม สร้างคาภีร์ข้ึนมาตามใจชอบ ขัดแย้ง กันเอง ในที่สุดพวกพรามณ์ที่มีอานาจสามารถผลักดันให้กษัตริย์รุ่นหลัง ๆ หันมานั้บถือ ลัทธิพรามณ์ ในปีพ.ศ. 968 พระเถร มหาเรวต ถูกส่งไปคัดลอกพระไตรปิฏก ฉบับต้นฉบับ ที่พระเจ้าอโศกมหาราชส่งมอบถวายให้กษัตริย์ ศรีลังกา เก็บรักษาไว้ เพื่อนามาทาการศึกษา และสังคยนาที่ชมพูทวีป เพราะขัดแย้งกันอย่างรุนแรง ศาสนาพุทธเสื่อมลงเรื่อย ๆ แม้จะมีความพยายามฟื้นฟูกันตลอดมา แต่เพราะมี มากค าภี ร์ ซึ่ ง มี ค วามเห็ น แบ่ ง แยกเป็ น นิ ก ายตามความรู้ ข องผู้ น าแต่ ล ะส านั ก ครู บ า อาจารย์ ในขณะเวลาเดียวกันชาวยุโรปมีพัฒนาการทุกด้าน สามารถสร้ างเรือรบออก มหาสมุทรได้ กาลังแข่ งขันออกหาดินแดนใหม่เพื่อค้นหาแร่ธาตุทรัพยากรธรรมชาติ นามาถลุงในโรงงาน และเผยแพร่คริสต์ศาสนาไปด้วย โดยเฉพาะโปรตุเกสบุกล้อม เกาะลั งกา ทาลายศาสนสถานของชาวพุทธเกือบหมด ในปีพ.ศ.2070 (ค.ศ.1427) ถึงแม้จะไม่สามารถเอาชนะพระเจ้าราชสิงห์ที่ 7 ที่พากันต่อสู้เต็มกาลัง แต่ก็ทาให้ พุ ท ธศาสนาถู ก ปล่ อ ยทิ้ ง ร้ า ง เพราะท่ า นได้ หั น ไปนั บ ถื อ ลั ท ธิ พ ราหมณ์ ต าม แบบอย่างที่ชมพูทวีปหลังจากนั้น ในปีพ.ศ. 1555 (ค.ศ.2098) กองทัพอิสลามชาวอาหรับขยายอิทธิพลเผยแพร่ ศาสนาออกไปทั่วภาคพื้นดิน ทั้งอัฟริกา ยุโรปตะวันออกและเอเซีย กองทัพอันเข้มแข็ง เอาชนะชมพูทวีป โค่นล้มกษัตริย์ลง แต่งตั้งคนเชื้อสายเติร์กนับถือศาสนาอิสลาม เป็นราชวงศ์โมกุลปกครอง และประกาศเป็นศาสนาประจาชาติแทนลัทธิพราหมณ์ แล้วเที่ยวทาลายรื้อสิ่งปลูกสร้างทางศาสนาของชาวพุทธจนหมดสิ้น แม้กระทั่งพระสงฆ์ ก็ถูกฆ่าตายเกือบหมดทั้งแผ่นดิน หนีรอดตายไม่กี่รูปไปอาศัยเพื่อนบ้านอยู่ ศาสนา

๑๑๘

อาจารย์คนพันตีน


“ตานานต้นโลก” วรรณกรรมแห่งปัญญา   ∞  พุทธจึงสูญสิ้นจากชมพูทวีปนับแต่บัดนั้น จนกระทั่งในปีพ.ศ.2420 อังกฤษบุกเข้า ยึดครองอินเดีย ศาสนาคริสต์มาแทนที่ ทาให้ศาสนาอิสลามไม่มีอานาจต่อไป ศาสนาพุทธถูกทิ้ง ร้างอยู่น านถึง 880 ปีไม่ ได้ รับการดูแ ลจนกระทั่ง ในปีพ.ศ. 2435 องค์กรศาสนาพุทธจากประเทศสยาม ยื่นมือให้ความช่วยเหลือขอบูรณะ ฟื้นฟูศาสนสถานโบราณที่สาคัญต่อจิตใจของพุทธศาสนิกชน เช่น สถานที่ประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพาน ตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 20 เป็นต้นมา (เริ่มตั้งแต่ค.ศ. 1494) กลุ่มประเทศยุโรปเช่น โปรตุ เ กส เสปน อั ง กฤษ ฝรั่ ง เศส และฮอลั น ดาได้ ร่ ว มตกลงกั น เป็ น นโยบายแบ่ ง ประโยชน์ ในดินแดนโลกใหม่ที่ค้นพบ ตามเส้นทางการเดินเรือที่แยกกันออกค้นหา ทั้งทวีปอเมริกาและเอเชียเป็นเบื้องต้น ประเทศเหล่านี้ได้ขนบรรดานักโทษการเมืองในประเทศ อพยพไปตั้งรกรากในถิ่น ชายฝั่ง สร้างเมืองและท่าเทียบเรือ และนาทาสผิวดาจากทวีปอัฟริกาไปใช้เป็น แรงงาน ทางานหนัก บุกหักร้างถางปุาตั้งรกราก ขุดเจาะหาแร่ธาตุ ใช้กาลัง อาวุ ธเข้ายึ ดถิ่ นอาศัย ขับ ไล่ค นท้ องถิ่ น ถอยร่ น หนีเ ข้า ปุ า ลึ ก พวกที่ ไ ม่ ยอมทิ้ ง ถิ่ น ก็ต้องเข้ารีตนับถือศาสนาคริสต์เป็นคนงานจึงอยู่รอด โปรตุเกส สเปน ส่งกองทัพเรือขนคนบุกเบิกสร้างถิ่นฐานใหม่ ที่ทวีปอเมริกาใต้ เป็นชาติแรก ตั้งแต่ประเทศเม็กซิโกลงมา ใช้กาลังทหารและนักรบเชลยจากที่ ต่าง ๆ ทาลายวัฒนธรราม และแหล่งอารยธรรมเก่าแก่ด้ังเดิมที่มีมานานกว่า 2,000 ปี ของชาวเอสเต็ก และชาวเผ่ามายา อันเป็นบรรพบุรุษของคนท้องถิ่นในทวีปอเมริกาใต้จน สูญสิ้น กลืนกินล้มล้างวัฒนธรรมความเชื่อ และบีบบังคับให้นับถือศาสนาคริสต์ เป็นแรงงานขนถ่ายสินค้าตามเมืองท่าและฐานทัพเรือ อังกฤษ ฝรั่งเศส อพยพนักโทษการเมืองขึ้นไปทางทวีปอเมริกาเหนือ ตั้งรกราก ออกค้นหาทรัพยากรแร่ธาตุต่าง ๆ เพื่อนามาขาย ก็พบว่าเป็นดินแดนที่อุดมสมบูรณ์ คน

๑๑๙

อาจารย์คนพันตีน


“ตานานต้นโลก” วรรณกรรมแห่งปัญญา   ∞  ท้องถิ่นดั้งเดิมอาศัยอยู่ไม่มาก แต่มีพื้นดินกว้างใหญ่ไพศาล จึงต่างอพยพผู้คนที่ต้องการ ไปสร้างชีวิตใหม่และแสวงโชคไปเป็นจานวนมาก ตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 15 -16 กลุ่มด้อยโอกาส หรือชนชั้นล่างของสังคมชาว ยุโรปเผ่าพันธุ์ต่าง ๆ เดินทางสู่ทวีปอเมริกาเพื่อความหวังใหม่ ได้ตั้งบ้านสร้างเมืองทา สงครามขับไล่ชาวอินเดียแดงท้องถิ่น และฆ่าตายจนแทบสูญพันธุ์ เป็นรัฐอาณา นิคม อยู่ในการปกครองดูแลของอังกฤษ และฝรั่งเศสขนถ่ายสินค้ามีค่า ทั้ง ด้านเกษตรและแร่ธาตุกลับคืนยังยุโรปอยู่นานร่วม 100 ปี จึงประกาศเป็นประเทศเอก ราช มีอิสรภาพในการปกครองตนเอง ในวันที่ 4 กรกฏาคม ปี 1776 (สมัยพระเจ้า ตากสินกรุงธนบุรี พ.ศ. 2319) และแต่ต้องต่อสู้กับประเทศแม่ คือประเทศอังกฤษอยู่ นานถึง 7 ปี (ค.ศ. 1783) จึงได้รับชัยชนะอย่างเด็ดขาด ชาวยุโรปตะวันตกลงรากปักฐานคริสต์ศาสนาทั่วทั้งทวีปอเมริกา และที่อื่น ๆ ในเอเชีย เป็นความร่วมมือระหว่างฝุายศาสนจักรและทางการเมือง แม้จะผ่านมาร่วม พันปีก็ยังคงใช้วิธีการแบบเดิมอยู่ เพียงแต่มีความแยบยลสลับซับซ้อนมากขึ้น คือ รู้จัก การรอคอย แทรกซึม และทาลายทันทีเมื่อมีโอกาส แตกต่างกลุ่มประเทศ อิสลามที่ใช้กาลังทหารทาสงครามเพื่อปลดปล่อยช่วยเหลือ ทาการโจมตีโค่นล้ม และ สถาปนาการปกครองแบบรัฐอิสลามแทนอย่างเด็ดขาดทันที เป็นการสืบทอดมรดกทั้ ง รูปแบบ วิธีการของทั้งสองศาสนาอย่างชัดเจน

๑๒๐

อาจารย์คนพันตีน


“ตานานต้นโลก” วรรณกรรมแห่งปัญญา   ∞ 

อารายธรรมยุคใหม่

ระบอบการปกครองมีวิวัฒนาการมาอย่างยาวนาน ทุกชนเผ่าใน โลกผ่านกระบวนการเป็นระบบขั้นตอนมาคล้ายคลึงกันหมด คือเริ่มต้นจากการทาหน้าที่ดูแลคนในเผ่าของผู้นาซึ่งมีผู้คนจานวนไม่มากนัก และเมื่อเกิดมีการรวมตัวกันของคนหลายเผ่า พัฒนาขยายพื้นที่เป็นชุมชน เป็นเมืองนคร หรือรัฐต่าง ๆ จึงมีรู ปแบบการดูแ ลบริห ารเพื่อให้เ ป็น ไปอย่า งทั่วถึง และได้เ กิด ต าแหน่ ง ระดับ ชั้ น ของคนทางาน หรื อ เจ้ า หน้ า ที่ มี อ านาจรับ ผิ ด ชอบตาม ขอบข่ายงานจากผู้นา เป็นคาสั่งแต่ละชั้นอย่างชัดเจน และเมื่อมีการรวบรวมเมือง นคร รัฐ ต่า ง ๆ เข้าด้วยกัน มีอาณาเขต กว้ างไกลออกไปเป็นแคว้ น เป็น อาณาจัก ร นโยบายต้องอยู่ในทิศทางเดียว ปัญหาความเป็นอยู่ท้งั ด้านความคิดและวัฒนธรรมความ เชื่อ ที่ไม่เหมือนกัน นามาซึ่งความวุ่นวายและความ แตกแยก ความเดือดร้อน ของประชาชนที่เกิดจากการไม่ได้รับความเท่าเทียมเป็นธรรม จากเจ้าหน้าที่ ผู้นาไม่ มีโอกาสรู้ และไม่มีทางรับทราบความเป็นจริงได้ เพียงคณะทางานสมรู้ร่วมคิด กันรายงานข้อความเท็จ หรือจนกว่าจะเกิดปฏิกิริยาต่อต้านจากประชาชนเกิดขึ้นเท่านั้น

๑๒๑

อาจารย์คนพันตีน


“ตานานต้นโลก” วรรณกรรมแห่งปัญญา   ∞  ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชถูกบัญญัติเรียกขึ้นจากการบริหารเบ็ดเสร็จเด็ดขาด โดยอานาจสั่งการจากผู้นาเพียงคนเดียว หรือกษัตริย์น้นั เอง ซึ่งในอดีตกาลการจะเป็นผู้นาเรียกว่ากษัตริย์ ต้องผ่านการต่อสู้สามารถนา ผู้ ค นให้ ร อดพ้ น จากการรุ ก ราน หรื อ พาทหารขยายอาณาเขตพื้ น ที่ ท ามาหากิ น รวบรวมผู้คนและบ้านเมืองให้มาอยู่ในปกครองเดียวกัน และสามารถบริหารงาน จนเป็นที่ยอมรับนับถือจากเจ้าเมืองต่าง ๆ ในการปกปูองการรุกรานจากฝุายศัตรู จึงจะ เป็นกษัตริย์ที่สมบูรณ์ได้รับความเชื่อมั่นและศรัทธา มีคนรักใคร่ติดตามทางานใกล้ชิด เป็นบริวาร ดูแลรับผิดชอบกิจการบ้านเมืองด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ก่อนที่จะสถาปนา ราชวงศ์เพื่อสืบทอดสายเลือดต่อไป ดัง นั้นการจะเป็นผู้นาได้ในสมัยโบราณ จึ ง เป็น คนพิ เ ศษที่ถู ก ส่ ง มาเกิด ให้มา นาพาช่วยเหลือประชาชนหรือคนในเผ่าพันธุ์ เป็นตัวแทนของเทพเจ้า หรือเทพเจ้าเอง ตามความเชื่อ กษัตริย์จึงเป็นทั้งผู้นาการปกครอง และทางจิตวิญญาณ เป็นศู นย์ รวมน้าใจของคนทั้งหมด จนกระทั่งมีศาสนาเกิดขึ้นในโลก กษัตริย์จึงเป็นเพียงคนมาทางานรับใช้พระเจ้า ตามความเข้าใจของชาวคริสต์ศาสนาและอิสลาม แต่สาหรับพุทธศาสนากษัตริย์ คือ พระโพธิสัตว์องค์หนึ่งลงมาสร้างบารมี ทาหน้าที่เพื่อบรรลุธรรมเข้าสู่นิพพาน ตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 16 – 18 เป็นต้นมา ประมาณพุทธศตวรรษที่ 21 (อยู่ใน ระหว่างกรุงศรีอยุธยา) เศรษฐกิจ การเมื อง การปกครอง ของยุโรปมีการ พัฒนาก้าวหน้าอย่างมาก เป็นการเปลี่ยนไปตามการแข่งขันที่รุนแรง ที่เกิดจากมูลฐาน ทางความเชื่อเก่าถูกลบล้างไปอย่ างสิ้นเชิง หลักการทางศาสนาที่บริสุทธิ์ถูกนามาเป็น เครื่องมือรับใช้อานาจทางการเมือง ฝุ ายคริสต์จักร์สนับสนุน การล่า อาณานิคมอ้า ง ช่วยเหลือผู้คนในประเทศนั้นให้รู้จักพระเจ้า และให้หันมานับถือศาสนาคริสต์ ทั้งการ บังคับและให้สิทธิประโยชน์ การแบ่งปันผลประโยชน์จากทรัพย์สินที่ได้มาไม่ทั่วถึงกัน เป็นแรงผลักดันให้เกิด บรรดานั ก ปราชญ์ คิ ด ค้ น สร้ า งผลงาน ทั้ ง ทางด้ า นวิ ท ยาศาสตร์ และด้ า น สังคมศาสตร์ออกสู่สังคม มีท้ังสนับสนุนและขัดแย้งที่หลากหลาย เป็นปัจจัยให้ เกิดวัฒนธรรมความคิดที่เปิดกว้าง สร้างสรรค์ ความรู้ใหม่ ๆ ตลอดเวลา ซึ่งนาไปสู่ ๑๒๒

อาจารย์คนพันตีน


“ตานานต้นโลก” วรรณกรรมแห่งปัญญา   ∞  ความอุดมสมบูรณ์ และมั่งคั่งต่อสังคมอย่างมากจนยุโรปกลายเป็นศูนย์กลางอารยะ ธรรมยุคใหม่ของโลก ซึ่งสร้างกระแสให้มีการแสวงหาค้นคว้าไม่หยุดหย่อนเพื่อการได้มา ซึ่งเกียรติยศชื่อเสียง และเงินทอง อันเป็นค่านิยมที่พัฒนาการจากการใช้ชีวิตที่ ฟุุมเฟือยของคนในยุโรปยุคนี้เอง แนวความคิดระบอบประชาธิปไตย ที่เห็นว่ากษัตริย์แต่เพียงผู้เดียว และที่ปรึกษา ไม่สามารถจะรับรู้ปัญหาของบ้านเมือง และประชาชน อย่างทั่วถึง การบริหารงานย่อม เป็นไปตามความคิดเห็นของคนที่ใกล้ชิดหรือคนที่ไว้ใจมากกว่า ทาให้ต้องมีการเปลี่ยนแปลงเพื่อความมีประสิทธิ์ภายในการบริหารปกครอง ในปี ค.ศ. 1632 – 1704 นายจอห์น ล๊อด นักปราชญ์ชาวอังกฤษ ให้คานิยามว่าอานาจการ ปกครองที่แท้จริงนั้นเป็นของประชาชน ที่ได้มอบให้รัฐบาลหรือผู้นาไปจัดการบริหารก็ เพื่อเป็นประโยชน์ต่อประชาชนโดยส่วนรวม รัฐบาลผู้ใช้อานาจนั้นต้องเป็นตัวแทนที่มา จากความเห็นชอบของประชาชนเท่านั้นจึงถือได้ว่าชอบธรรม แนวคิดของเขาสร้างความเปลี่ ยนแปลงให้เกิดขึ้นในการปกครองของอัง กฤษ ต่อมา ปี ค.ศ. 1689 จึงมีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยโดยมีพระมหากษัตริย์เป็น ประมุขเกิดขึ้นที่ประเทศอังกฤษเป็นครั้งแรกในโลก และต่อจากนั้นมีนักคิดนักเขียนหลาย คน เช่นมองเตสกิเออร์ (1689 – 1775) วอลแตร์ (1694 – 1778)และ ชองชาคส์ รุลโซ (1712 – 1778) ที่ ส นั บ สนุ นแนวความคิ ด นี้ จ นเป็ น เหตุ ให้ มี ก ารปฏิ วั ติ อ ย่ า งรุ น แรงใน ฝรั่งเศส ประชาชนลุ กฮือขึ้นมาโค่นล้มต่อต้านระบอบกษัตริย์ เปลี่ยนการปกครองเป็น ระบอบประชาธิปไตยอย่างเบ็ดเสร็จในวันที่ 14 กรกฏาคม 1786 (ตรงกับรัชสมัยพระเจ้า ตากสินมหาราช) โดยมีประธานาธิบดีที่มาจากการเลือกตั้ง เป็นประมุขบริหาร ประเทศ ตามประเทศสหรัฐอเมริกา ที่ใช้ระบอบประชาธิปไตยหลังจากประกาศ อิสรภาพพ้นจากการเป็นประเทศอาณานิคมของอังกฤษโดยการต่อสู้ ซึ่งได้รับการ ช่วยเหลือจากฝรั่งเศสจนได้รับชัยชนะในวันที่ 4 ก.ค. 1776 สหรัฐอเมริกานับว่าเป็นประเทศประชาธิ ปไตยสมบูรณ์แ บบ ตามนิ ยามหรือ อุดมการณ์ของระบอบประชาธิปไตย หลังจากอยู่ในปกครองของอังกฤษร่วม 200 ปี ตั้งแต่มีการอพยพกลุ่มนักโทษร้ายแรง และนักโทษทางการเมืองเป็นรุ่นแรก ต่อมาจึง มีกลุ่มพวกอาสาสมัคร นักบุกเบิกและพวกแสวงโชคที่มาทั้งครอบครัว ไม่เฉพาะแต่ชาว ๑๒๓

อาจารย์คนพันตีน


“ตานานต้นโลก” วรรณกรรมแห่งปัญญา   ∞  อังกฤษเท่านั้น กลุ่มคนเกือบทั้งยุโรปที่หนีความไม่เท่าเทียมทางชนชั้นของระบอบศักดินา พยายามดิ้นรนแสงหาโอกาสในชี วิตที่ดีกว่า ต่างมุ่งหน้าหวังขุดทองในดินแดนโลกใหม่ พวกเขารวมตัวกันจนมีความสามารถต่อสู้กับกองทหารอังกฤษ จนประเทศเป็นเอก ราชได้ เพราะด้วยความรู้สึกนึกคิดเหมือนกัน ที่ต้องการเสรีภาพ และความเท่า เทียมกันในทุก ๆ ด้าน ดังนั้นจึงกาหนดให้ ปฏิบัติตามกฎหมายที่ร่วมกับร่างขึ้นมา อย่างเคร่งครัด ไม่ให้มีอภิสิทธิ์ชนเกิดขึ้นในสังคมอเมริกาได้โดยเด็ดขาด สั ง คมคนอเมริ ก า จึ ง มี พั ฒ นาการอย่ า งรวดเร็ ว เพราะเต็ ม ไปด้ ว ยคนที่ กระตือรือร้น ต้องการแสงออกและแสดงความคิดเห็น เป็นรากฐานของคนกล้า คิดกล้าทา ชอบวิจัย ค้นคว้า เมื่อสังคมเปิดโอกาสจึงทาให้มีนักประดิษฐ์ใหม่ ๆ เกิดขึ้น มากมาย ผู้ใดประสบผลสาเร็จมีผลงาน จะเป็นที่ชื่นชมและยอมรับ จะนามาซึ่ง เกียรติยศและเงิน ทอง เป็นค่านิยมตั้งแต่ยุคบุกเบิก ยิ่งเป็นการส่งเสริมให้คนกล้า แสดงออก ความอุดมสมบูรณ์ของแผ่นดินและคนที่มีคุณภาพ ทาให้ประเทศ อเมริ ก าเติ ม โตทั้ ง ทางด้ า นเศรษฐกิ จ และการเมื อ ง มี ก องก าลั ง ทหารที่ เ ข้ ม แข็ ง อาวุธยุทโรปกรณ์ล้าหน้าเหนือกว่ายุโรปในเวลาเพียงสองร้อยกว่าปี หลังสงครามโลกครั้งที่ 1 ในปีพ.ศ. 2461 อเมริกาเป็นประเทศมหาอานาจ ทั้ง ทางด้านเศรษฐกิจและกาลังทหาร จากการให้เงินกู้แก่ยุโรปเพื่อฟื้นฟูประเทศ ที่ย่อย ยับเสียหายจากสงครามตลอด 4 ปี เต็มในขณะที่ประเทศต่าง ๆ ในยุโรปต้องบูรณะ ประเทศชาติ แต่อเมริกามีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ทาให้เจริญมั่งคั่งจากการเป็นเจ้าหนี้ และผลิตสินค้าขายทั่วโลกไม่มีคู่แข่ง และสงครามโลกครั้งที่ 2 ในปีพ.ศ. 2484 เป็นการ ลุกขึ้นมาทวงคืนอานาจของประเทศเยอรมัน หลังจากที่พ่ายแพ้สงครามเมื่อ 20 ปีก่อน และได้ชักชวนประเทศในกลุ่มที่ถูกกดขี่เอารัดเอาเปรียบในฐานะประเทศผู้แพ้ และความ ทะเยอทะยานของญี่ปุนที่ต้องการเป็นมหาอานาจแทนชาติตะวันตกที่ อ่อนแอลงจาก สงครามโลกครั้งที่ 1 จึง ส่งกาลัง ทหารบุกเข้าประเทศจีนผืนแผ่นดิ นใหญ่ เพื่อเข้าไป ปลดปล่อยประเทศอาณานิคมของตะวันตกทั้งหมด สงครามโลกระหว่างฝุายของเยอรมัน อิตาลี ญี่ปุนกับฝุายสัมพันธมิตรมี อังกฤษ ฝรั่งเศส และอเมริกา ต่อสู้กันมานานถึง 4 ปี อเมริกาเห็นว่าจะยืดเยื้อเลยตัดสินใจใช้ ระเบิ ดปรมณูที่คิดค้นขึ้นมาใหม่ทดลองในประเทศญี่ปุน ทั้ง 2 ลูก ทาให้เกิดความ ๑๒๔

อาจารย์คนพันตีน


“ตานานต้นโลก” วรรณกรรมแห่งปัญญา   ∞  เสียหายอย่างมากมายเกินไม่คาดคิด ญี่ปุนจึงตัดสินใจยอมแพ้ในเวลาต่อมา เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2488 อเมริกาไม่ได้รับความเสียหายใด ๆ จากสงคราม เป็นการส่งกองกาลังทหาร ออกไปรบนอกพื้นที่ เพื่อช่วยเหลือพันธมิตรปกปูองคุ้มครองผลประโยชน์และอาณานิคม ของประเทศอังกฤษและฝรั่งเศสเท่านั้น ภายหลังสงคราม แม้เศรษฐกิจทั่วโลกจะตกต่า ซบเซาแต่ไม่มีผลกระทบต่ออเมริกามาก ด้วยรากฐานทางเศรษฐกิจที่มั่นคงแข็งเกร่ง สามารถพัฒนาต่อไปอย่างต่อเนื่อง องค์การสหประชาติ UNITED NATIONS ORGANIZATION ถูกตั้งขึ้นมาเพื่อเป็น สถาบันแก้ไขความขัดแย้ง และช่วยเหลือประเทศสมาชิกที่ถูกรุกรานโดยความคิดของ ประธานาธิปดี รูสเวลต์ของอเมริกา และวิ ลตัน เชอร์ชิล ของอังกฤษ แนวความคิดนี้ ได้รับความเห็นชอบจากประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก และมีผลทาให้ประเทศเจ้าอาณานิคม ทั้งหลายเช่น โปรตุเกส สเปน อังกฤษ ฝรั่งเศส และเยอรมัน ต้องยอมให้ประเทศเมืองขึ้น ของตนมีอิสระเสรีภาพเป็นเอกราชปกครองตนเองตามนโยบายและกฏบัติสหประชาชาติ ทันที หลังสงครามโลกนอกจากจะมีประเทศได้เอกราชแล้ว ยังมีประเทศเกิดใหม่อีก จ านวนมาก ส่ ว นใหญ่ มั ก จะถู ก แบ่ ง แยกจากประเทศอาณานิ ค มเดิ ม ด้ ว ยความ ช่วยเหลือสนับสนุนของเจ้าอาณานิคมเอง เพราะมีผลประโยชน์ทางด้านธุรกิจร่วมกัน อยู่ ก่อนที่จะปล่อยให้เป็นอิสระ สาหรับประเทศที่มีความสาคัญทางด้านยุทธศาสตร์จะ ถูกปรับเปลี่ยนโครงสร้างทางสังคมให้สอดรับและเป็นไปในแนวทางเดียวกัน เพื่อ ยังคงมีอิทธิพลอยู่ในคณะผู้ปกครองประเทศอยู่เหมือนเดิมของประเทศเจ้าอาณาจักร บทบาทของอเมริ ก าในฐานะผู้ ช นะสงครามได้ ก าหนดทิ ศ ทางและควบคุ ม เศรษฐกิ จ โลกโดยวางรู ป แบบให้ มี ค วามเชื่ อ มโยงเป็ น ระบบเดี ย วกั น มี ศู น ย์ ก ลางอยู่ อเมริกา ที่เป็นทั้งแหล่งเงินทุน และเทคนิควิชาการ ทาให้สามารถรู้กระแสการเงินของ ทุกประเทศ รัฐบาลอเมริกาส่งเสริมนักธุรกิจลงทุนในต่างประเทศทั่วโลก สร้างผลกาไร อย่างมหาศาลเพราะได้เปรียบประเทศคู่ค้าทุกอย่าง นาเงินกลับมาเป็นสวัสดิการสังคม สร้างความพึงพอใจ และบ่มเพาะนิสัยใช้จ่ายฟุุมเฟือยให้กับคนอเมริกันรุ่นใหม่

๑๒๕

อาจารย์คนพันตีน


“ตานานต้นโลก” วรรณกรรมแห่งปัญญา   ∞  เกิ ด การต่ อ ต้ า นมหาอ านาจอเมริ ก าและชาติ ต ะวั น ตก ที่ ร่ ว มกั น เอาเปรี ย บ ประเทศที่เกิดใหม่ และอดีตอาณานิคม โดยประเทศรัสเซียที่ นาเอาความคิดของ คารล มาร์ค และแองเกล นักปรัชญาชาวเยอรมันที่ต่อต้านศาสนา ซึ่งเขาเห็น ว่าเรื่องจิต วิญญาณเป็นเรื่อง งมงาย ไร้สาระ เป็นเพียงข้ออ้างของพวกชนชั้นปกครองนามามอม เมาประชาชน เพื่อใช้กดขี่ข่มเหงไม่ให้ลุกขึ้นมาต่อต้านอานาจปกครอง ศาสนาเป็นเพียง เครื่องมือของผู้มีอานาจ ความคิดของเขาเกิดจาก พวกนักบวชของคริสตจักร ยุ่งเกี่ยวกับการเมือง แสวงหาผลประโยชน์ ขายใบบุญเรียกเงินซื้อตาแหน่งต่าง ๆ แนวคิดทฤษฏีของเขา ถูก นาไปปลุกระดม สร้างอุดมการณ์เป็นแนวทาง ชี้นาเกิดกระแสต่อต้านทุนนิยมและ ระบอบกษัตริย์ทั่วโลก เพราะความเชื่อในลัทธิมาร์ค และคิดว่าความเท่าเทียม กันจะเป็นจริงได้ ต้องต่อสู้แย่งชิงอานาจรัฐมาบริหารปกครองเอง ไม่มีบุญและบาป นรกและสวรรค์ เป็นเรื่องที่กุขึ้นมาเท่านั้น ลัทธิมาร์คสามารถยืนหยัดต่อสู้ปลุกระดม ทาให้เกิดสงครามกลางเมืองในหลาย ประเทศที่เป็นประเทศเกิดใหม่ และเคยเป็นอาณานิคม ได้รับชัยชนะจัดตั้งรัฐบาล ปกครองประเทศ แต่ไม่สามารถบริหารเศรษฐกิจแบบสังคมนิยมตามทฤษฏีของลัทธิ มาร์คได้ ต้องหันกลับมาใช้ระบบทุนเสรีของทุนนิยมกันหมด และทาให้ลัทธิมาร์คล่ม สลายลงภายในไม่ถึง 100 ปี

๑๒๖

อาจารย์คนพันตีน


“ตานานต้นโลก” วรรณกรรมแห่งปัญญา   ∞ 

ดินแดนพุทธภูมิ

ทราวดีเป็นอาณาจักรที่เจริญทางวัฒนธรรมมีกษัตริย์ปกครองสืบ ต่อกันมาอย่างยาวนานตั้งแต่พ่อขุนอินเขาเขียว เป็นเวลากว่า 6000 ปี จนกระทั่งถึงองค์ สุดท้าย ชื่อ พระศรีนาวถม ไม่สามารถดารงฐานะเป็นศูนย์กลางการปกครองอีกต่อไป สูญเสียอานาจกลายเป็นประเทศราช ในปีพ.ศ. 1720 จึงได้พาครอบครัวและบริวาร หลบหนี ข้ึ น ไปอยู่ ท างเหนื อ ไปตั้ ง รกรากอยู่ กั น พี่ น้ อ งทางสายเลื อ ดที่ ม าอยู่ ก่ อ น จนกระทั่งสามารถพัฒนาบ้านเมืองเป็นระบบแบบอย่างมีความมั่นคง ได้เป็นศูนย์กลาง การปกครอง และตั้งราชวงศ์ข้ึนมาใหม่เรียกว่า พระร่วง สถาปนาเมืองศรีสัชนาลัยเป็น เมืองหลวงในปีพ.ศ. 1768 และเป็นอาณาจักรสุโขทัยที่เจริญรุ่งเรืองสืบต่อมา เวลาใกล้เคียงกันนั้นคนจีนเผ่าไทยเริ่มอพยพหนีภัยการรุกรานของคนเผ่าพันธุ์ มองโกลที่กาลังเข้มแข็ง สามารถบุก ยึดอาณาจักรของจักรพรรดิ จีน ที่ยิ่งใหญ่จนล่ ม สลาย และขยายอานาจครอบครองเกือบทั้งยุโรปตะวันออกประมาณปีพ.ศ. 1700 พวกเขาทิ้งอาณาจักรน่านเจ้า สิบสองปันนา สิบสองจุไกและเมืองต่าง ๆ ที่เคย อยู่ภายใต้การปกครอง ซึ่งขณะเดียวกันในทางยุโรปกาลังระส่าระส่าย ด้วยไฟสงครามทางความเชื่อ ระหว่างคริสต์กับอิสลาม พวกเขาทาการสู้รบอย่างยึดเยื้อยาวนานถึง 200ปี นาความ ทุกข์ยากเกิดขึ้นทุกหย่อมหญ้าให้กับประชาชน เป็นสงครามแย่งชิงความถูกต้อง และ

๑๒๗

อาจารย์คนพันตีน


“ตานานต้นโลก” วรรณกรรมแห่งปัญญา   ∞  ดินแดนถิ่นกาเนิดของพระศาสดา ที่เรียกว่าเป็นสงครามศักดิ์สิทธิ์ หรือสงครามครูเสด ตั้งแต่ปีพ.ศ. 1639 – ถึงพ.ศ. 1840 ไม่มีใครแพ้หรือชนะ เลิกลากันไปเอง เป็นการหวลย้อนกลับมายังถิ่นดินแดนบ้านเกิดของบรรพบุรุษของคนในสุวรรณ ภูมิ นับตั้งแต่พระบรมอัฐฐิของพระพุทธเจ้าเสด็จมายังดินแดนนี้ตั้งแต่ปพี .ศ. 235 เป็นต้น มา และศาสนาพุทธเริ่มเสื่อมลงในชมพูทวีป จนกระทั้งปีพ.ศ. 1007 กษัตริย์อินเดีย กลับไปนับถือลัทธิพราหมณ์ ถัดจากนั้น 500 ปี ก็ถูกกลุ่มอิส ลามพวกคลั่งศาสนานา นักรบออกปลดปล่อยเผยแพร่อุดมการณ์ในประเทศต่างๆ ลัทธิพราหมณ์ในอินเดียก็ถูก โค่นล้ม กษัตริย์องค์ใหม่ถูกบังคับให้เป็นมุสลิมแทน ตั้งแต่นั้นมาชาวพุทธจึงอพยพหนี ภัยออกจากชมพูทวีปเกือบหมด พากันเดินทางแยกย้ายตามเส้นทางที่มีญาติพี่น้องมิตร สหายทั่วเมืองต่าง ๆ และแว่นแคว้นในแผ่นดินสุวรรณภูมิ หรือบางกลุ่มก็ ตั้งรกรากสร้าง เมื่องใหม่ข้ึนมาอยู่เอง พวกเขาต่อมาก็รบกันบ้าง ผลัดแพ้ชนะไปมา เป็นการแย่งชิง ความเป็นใหญ่ และพวกนักปราชญ์ราชบัณฑิต ถ่ายเทวิชาความรู้ต่อกัน แบบพี่ น้องทะเลาะกัน มากกว่าจะคิดทาลายล้างกันให้หมดเผ่าพันธุ์อย่างที่เกิดขึ้นภูมิภาค อื่น เพราะต่างก็นับถือศาสนาพุทธเหมือนกัน กรุงสุโขทัยเรืองอานาจอยู่ระหว่างปีพ.ศ. 1720 – 1893 มีกษัตริย์ปกครองเพียง เก้าพระองค์ก็เสื่อมลง ตกเป็นประเทศราชของกรุงศรีอยุธยา ที่มีพื้นที่ราบทาการ เพาะปลู ก อุ ด มสมบู ร ณ์ ท าเลที่ ตั้ ง เมื อ งเหมาะสม มี เ ส้ น ทางการคมนาคมสะดวก สามารถติดต่อค้าขายทางทะเลกับต่างประเทศได้ ทาให้กรุงศรีอยุธยาเจริญมั่งคั่ งอยู่สุข สบายเป็นราชธานีนานถึง 417 ปีก่อนจะล่มสลายลง ในขณะที่กรุงศรีอยุธยาเป็นศูนย์กลางความเจริญรุ่งเรืองของภูมิภาค ชาติยุโรป ตะวั น ตกได้ ม าท าสั ม พั น ธ์ ไ มตรี ติ ด ต่ อ ค้ า ขายแลกเป ลี่ ย นสิ น ค้ า ตลอดจน ศิลปวัฒนธรรม โดยเฉพาะการเผยแผ่ศาสนาคริสต์ ในรัฐสมัยของพระนเรศวรมหาราช ชาติมหาอานาจตะวันตก ทั้งโปรตุเกส สเปน อังกฤษ ฝรั่งเศส ต่างก็ยึดเอาดินแดนของชนเผ่าต่าง ๆ ในทวีปอเมริกาและอัฟริกาเป็น อาณานิคมกันหมดสิ้น และกาลังดาเนินการเพื่อที่จะยึดเอาประเทศในแถบเอเซีย ซึ่ง ต่อมาอีกเพียงไม่ถึง 200 ปี ก็ทาได้สาเร็จ มีเพียงไทย จีนและญี่ปุนเท่านั้นที่เอาตัว รอด ไม่หลงทาง รักษาเอกราชปกปูองศาสนา วัฒนธรรมไม่ให้ถูกกลืนได้ ๑๒๘

อาจารย์คนพันตีน


“ตานานต้นโลก” วรรณกรรมแห่งปัญญา   ∞  กรุงศรีอยุธยาล่มในปีพ.ศ. 2310 หลังจากเจริญรุ่งเรืองสูงสุดทุก ๆ ด้านในสมัย ของพระนารายณ์มหาราชไม่ถึงร้อยปี เพราะกษัตริย์อ่อนแอขุนนางแตกสามัคคีแย่งกัน เป็นใหญ่ พระเจ้าตากสินกอบกู้ได้คืนในเวลาไม่ถึงปีแต่ไม่สามารถจะบูรณะรื้อฟื้ นได้ เพราะบ้านเมืองถูกเผ่าและรื้อ ค้นทาลายเอาทรัพย์สินจนหมด จึง ตัดสินใจสร้างกรุง ธนบุรีเป็นเมืองหลวงของชาติต่อไป กรุงธนบุรีเป็นเมืองหลวงได้เพียง 15 ปี พระเจ้าตากสินไม่มีเวลาดูแลบริหาร ปกครองทาแต่การรบเพื่อปราบหัวเมืองต่าง ๆ ที่เคยเป็นเมืองในปกครอง พระพุทธยอด ฟูา ทหารเอกของท่านและเป็นพระสหายขึ้นมาเป็นกษัตริย์ปกครองแทน เห็นว่าทาเล ไม่เหมาะสมจึงย้ายที่ตั้งเมืองมาด้ านฝั่ง ตรงข้ามเรี ยกว่า กรุง รัตนโกสินทร์ ในปีพ.ศ. 2325 เป็นเมืองหลวงใหม่นับแต่นั้นมา เป็นเวลาเดียวกันกับชาติตะวันตกกาลังเปลี่ยนแปลงทางด้านสังคม มีการปฏิวัติ โค่นล้มระบบกษัตริย์ในฝรั่งเศส พ.ศ. 2332 เปลี่ยนเป็นระบอบประชาธิปไตยตามอย่าง ประเทศอเมริกา สังคมเปิดกว้างทาให้มีนักวิทยาศาสตร์ นักปราชญ์สาขาวิชาเพิ่มมาก ขึ้น ยิ่งสร้างความก้าวหน้าและความเจริญเป็นไปอย่างรวดเร็ว ระยะเวลาในตอนต้นกรุงรัตนโกสินทร์ มีการแข่งขันแย่งชิงกันเป็นใหญ่ในกลุ่ม ของชาติยุโรปอย่างรุนแรง อังกฤษกับฝรั่งเศสชิงกันเป็นเจ้าอาณานิคมในทวีปอาฟริกา และอเมริกา ส่วนเยอรมันกับรัสเซีย แย่งกันในภาคพื้นยุโรปด้านตะวันออกและเอเซีย ซึ่ ง ทั้ ง หมดได้ พั ฒ นาขี ด ความสามารถของกองทั พ และอาวุ ธ ทั ด เที ย มกั น โดยเฉพาะทางเรือ พวกเขาหลีกเลี่ยงความขัดแย้ง จึงพยายามหาผลประโยชน์แต่ใน อาณานิคมของตัวเอง ทาให้ชาติไทยสามารถใช้นโยบายถ่วงดุล ระหว่างมหาอานาจ ดาเนินกิจกรรม ต่างประเทศอย่างระมัดระวัง จะโอนอ่อนผ่อนปรนไม่ตกหลุมพรางดั่งที่ชาติตะวันตก สร้างเป็นเงื่อนไขให้เกิดสงคราม สุดท้ายใช้กาลังที่เหนือกว่ายึดเอาทั้งประเทศโดย มี หน่วยงานพลเรือนที่แทรกซึมทางานด้านสังคม โดยเฉพาะด้านการศึก ษาและศาสนา เป็นที่ปรึกษา คอยประสานงานสร้างความแตกแยกภายใน ซึ่งดาเนินการต่อเนื่อง ตั้งแต่กรุงศรีอยุธยายุคกลางเป็นต้นมา และในระหว่างนี้เองประเทศเพื่อนบ้านโดยรอบ ทั้งพม่า ลาว เวียตนาม กัมพูชา และมาเลเซียต่างตกอยู่ภายใต้การปกครองของอังกฤษ ๑๒๙

อาจารย์คนพันตีน


“ตานานต้นโลก” วรรณกรรมแห่งปัญญา   ∞  กับฝรั่งเศสกันหมด ภายใต้น โยบายแบ่งแยกแล้วปกครอง ที่มีความเชี่ยวชาญตั้งแต่ ครั้งสมัยโรมันโบราณ มีเพียงประเทศไทยซึ่งอยู่ตรงกลางยังไม่ถูกยึดเพียงชาติเดียว ชาติไทยกาลังตกอยู่ระหว่างความขัดแย้งของชาติมหาอานาจ ตรงกับรัชสมัยของ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 พระองค์ท่านจึงต้องเสด็จต่างประเทศ เจริญ สัมพันธ์ไมตรีกับชาติมหาอานาจแสดงความไม่ฝักใฝุฝุายใด ทาให้มีเวลาศึกษาพัฒนา ปรั บ โครงสร้ า งการปกครองให้ ทั น สมั ย และมั่ น คง จนสามารถรั ก ษาเอกราช วัฒนธรรมประเพณี และศาสนาประจาชาติเป็นฐานที่มั่นสุดท้ายของพุทธศาสนา มรดกธรรมของชาวสุวรรณภูมิท้ังภูมิภาค ดั่งพระดารัสขององค์พระศาสดาตรัสไว้ครั้ง พุทธกาลทุกประการ ซี่งในขณะนั้นศาสนาพุทธถูกบั่นทอน จากชาติมหาอานาจชาติ ตะวันตกที่กาลังเรืองอานาจ เผยแพร่ศาสนาคริสต์ออกไปทุกประเทศครอบงาได้ทั่วโลก สงครามโลกครั้งที่ 1 และครั้งที่ 2 เกิดขึ้นห่างกันเพียง 27 ปี (พ.ศ. 2457 ครั้งที่ 1 และครั้งที่ 2 พ.ศ. 2484)เป็นเหตุทาให้อังกฤษและฝรั่งเศสยุติความเคลื่อนไหวพยายาม ยึดประเทศไทย ลงเพราะต้องมาทาสงครามกั บคู่แข่ง มหาอานาจด้วยกัน จนพาให้ เศรษฐกิจโลกทรุดโทรมตามไปด้วย จนกระทั่งครั้งสุดท้าย ประเทศอเมริกาก้าว ขึ้นมาเป็นมหาอานาจใหม่แทน เป็นตารวจโลกคอยพิทักษ์ความเป็นธรรมและมีคาสั่งให้ ปลดปล่อยประเทศอาณานิคมเป็นอิสระ มี เ อ ก ร า ช ป ก ค ร อ ง ต น เ อ ง ใ น ร ะ บ อ บ ประชาธิปไตยตามแบบอเมริกาเป็นความสัมพันธ์ระหว่างประเทศแบบพึ่งพารูปแบบใหม่ ภัยของศาสนาพุทธตกอยู่ในวิกฤตอีกครั้งหนึ่ง เมื่อลัทธิคอมมิวนิสต์ทฤษฏีของ นายคาร์ล มาร์ค สามารถสร้างกระแสนิยมให้เกิดขึ้นในหมู่ประเทศที่ถูกเอารัดเอาเปรียบ จากระบบทุนนิยมของอเมริกา ปลุกเร้าให้กลุ่มคนผู้ด้อยโอสาสในสังคมเช่น กรรมกร และชาวนา รวมพลังลุกขึ้นมาต่อต้าน ทาสงครามประชาชนโค่นล้มรัฐบาลของตนเองที่มี ผลประโยชน์แฝงกับมหาอานาจอเมริกา โดยชี้ให้เห็นว่าศาสนาและหลักธรรม สอนให้ คนยอมจานน เป็นความเชื่อที่พิสูจน์ไปไม่ได้ ถู กน ามาใช้เ พื่อความมั่น คงของชนชั้น ปกครองเท่านั้น ประเทศจีน รัสเซียเป็นชาติมหาอานาจที่นาเอาทฤษฏีลัทธิมาร์คมาปรับใช้หลัง สงครามโลกครั้ ง ที่ 2 จนเข้ ม แข็ ง เติ บ ใหญ่ และได้ ส นั บ สนุ น ช่ ว ยเหลื อ จั ด ตั้ ง พรรค คอมมิวนิสต์เกิดขึ้นทั่วโลก จนเอมริกาต้องตัดสินใจใช้กาลังทหารทาสงครามปกปูองที่ ๑๓๐

อาจารย์คนพันตีน


“ตานานต้นโลก” วรรณกรรมแห่งปัญญา   ∞  เกาหลี แ ละเวี ย ตนามใต้ สกั ด กั้ น ขยายตั ว ของระบอบสั ง คมนิ ย ม เพื่ อ ปู อ งกั น ผลประโยชน์ของอเมริกาโดยตรงแต่กลับเป็นผลดีต่อประเทศไทย ซึ่งในขณะนั้นพรรค คอมมิวนิสต์ไทยที่จัดตั้งขึ้นด้วยความช่วยเหลือ ของจีน กาลังปลุกระดมประชาชนโค่น ล้มรัฐบาลเปลี่ยนการปกครอง จะเป็นภัยโดยตรงต่อพุทธศาสนาหากประสบผลสาเร็จ ภาระกิจทางทหารของอเมริกาในเวียตนามแม้จะล้มเหลว แต่ก็ทาให้เศรษฐกิจของจีน และรัสเซียทรุดและ เกิดความขัดแย้งในความคิด มีความเห็นแตกต่างทางทฤษฏีที่นามา ปรับใช้จนกระทั่งทาสงครามกันเอง ลัทธิคอมมิวนิสต์ก็ล่มสลายนับแต่บัดนั้นเป็นต้นมา เพราะแพ้ ส งครามทางเศรษฐกิ จ ต้ อ งหั น กลั บ มาใช้ ร ะบบทุ น นิ ย มบริ ห ารประเทศจน กลับมาเจริญมั่งคั่ง เป็นคู่แข่งที่สาคัญด้านเศรษฐกิจและการทหารอีกครั้งในปัจจุบัน ความพยายามของพวกล่าอาณานิคม และลัทธิคอมมิวนิสต์ที่ปฏิเสธความมีอยู่ จริ ง ของจิต วิ ญ ญาณ ได้ รั บความนิ ยมไม่ น านก็ ล่ ม สลาย ความเคลื่ อนไหวทางด้ า น การเมืองที่ผูกติดกับความเชื่อของลัทธิและผลประโยชน์ ทั้งสองเหตุการณ์ไม่สามารถยึด ประเทศไทยได้ ยืนยันความเป็นพุทธภูมิ ดินแดนของกลุ่มผู้บาเพ็ญลงมาสร้างบารมี และสถานที่ สาคัญพระพุทธศาสนาสงวนไว้ให้โดยเฉพาะ นอกจากนี้ยังเป็นการแสดงพุทธบารมี ปกปูองผืนแผ่นดินให้ชาวสุวรรณภูมิได้สัมผัสอย่างเป็นรูปธรรม ตามพระดารัสของพระ พุทธองค์ขณะที่ทรงพระชนม์ชีพอยู่ทุกประการอีกด้วย

๑๓๑

อาจารย์คนพันตีน


“ตานานต้นโลก” วรรณกรรมแห่งปัญญา   ∞ 

กาลยุคแม่กาขาวชาวศิวิไลย์

ณ. ปัจจุบัน พ.ศ. 2550 (ค.ศ. 2007) เป็นช่วงระยะเวลาของการ ผ่อนถ่ายเปลี่ยนโอนความรับผิดชอบหรือหน้าที่ทางประวัติศาสตร์ เป็นการเปลี่ยนยุค สมัยตามกาลเวลา มนุษย์ได้เรียนรู้มาจนถึงระดับหนึ่ง จะต้องหยุดพิจารณา ทบทวนความเป็นมาของตนเองและโดยส่วนรวม ทุก คนต่ า งได้ เ ห็ น ประโยชน์ แ ละโทษของเทคโนโลยี วิ ช าความรู้ สิ่ง ประดิ ษ ฐ์ ที่ ช่ ว ยกั น คิ ด กั น ขึ้ น มาตลอดเวลา ปั ญ หาก็ มี เ กิ ด ตามไม่ รู้ ห มด แต่ ที่ จ ะหมด คื อ ทรัพยากรธรรมชาติของโลกที่มีเหลืออยู่น้อยเต็มที แม้แต่บรรยากาศก็กาลังจะเป็น พิษหมดอีกด้วย ตลอดเวลาที่ผ่านมา มนุษย์คิดไปแต่ข้างหน้า ไม่เคยมองย้อนหลังกลับไป ซึ่งจะ พบว่ า ความรู้ ที่ ไ ด้ ม าเกิ ด จากการแก้ ปั ญ หาเฉพาะหน้ า และมี แ ต่ ก ารต่ อ สู้ ท าร้ า ยกั น ตลอดเวลาทุกยุคทุกสมัย ด้วยสาเหตุหลายประการ แม้สงครามจะเป็นสิ่งที่ดูเหมือนจะหลีกเลี่ยงไม่ได้สาหรับมนุษย์ก็ตาม เพราะ เป็นเรื่องของความอยู่รอด แต่ที่ร้ายแรงจนต้องล้างเผ่าพันธุ์กันให้หมดไปข้างหนึ่ง ไม่ใช่เป็นเรื่องทามาหากิน แต่เป็นเรื่องความเชื่อในลัทธิศาสนาที่แตกต่างกัน ที่มันถูก ฝังอยู่ในจิตวิญญาณจนไม่สามารถจะประณีประนอมผ่อนปรนกันได้ต่างหาก

๑๓๒

อาจารย์คนพันตีน


“ตานานต้นโลก” วรรณกรรมแห่งปัญญา   ∞  ดังนั้น ทั้งความเชื่อและเรื่องการทามาหากิน เพื่อความอยู่รอดของมนุษย์ ความทุกข์ยากเดือดร้อน การพลัดพรากและโรคภัย จะต้องเกิดขึ้น ไม่มีวันหมดไปจาก โลก นอกจากจะไม่มาเกิดเป็นสิ่งมีชีวิต ไม่ว่าจะเป็นคนหรือสัตว์ก็ตาม ซึ่งเป็นไป ไม่ได้เพราะได้เกิดมารับรู้แล้ว และยังหลงตกอยู่ในวงจรวิถีกฏแห่งกรรมจะต้องเป็นไป ตามระบบของมันเท่านั้น มีลัทธินิกายสานักทางความคิดอยู่มากมาย ทั้งก่อนและหลังพุทธกาล แต่ไม่มี คาตอบที่ชัดเจน เกี่ยวกับการเกิดและความตาย เรื่องจิตวิญญาณและวิธีการศึกษาหา ความจริ ง ของสิ่ ง เหล่ า นี้ ด้ ว ยตนเอง มี แ ต่ ก ารอ้ อ นวอนร้ อ งความช่ ว ยเหลื อ จากสิ่ ง ศักดิ์สิทธิ์ จนกระทั่งมีพระพุทธเจ้าอุบัติมาเทศนาสั่งสอนในช่วงระยะเวลาหนึ่งจึงได้รู้จริง หลังจากนั้นก็ตีความต่างความเห็นไป ซึ่งสุดท้ายจนต้องทาร้ายกันและแม้จะขัดแย้งใน ข้อบัญญัติเองก็ตาม ก็ยังมีข้ออ้างแก้ตัวเสมอ เพียงความสามารถพิเศษที่ปรากฏออกมาให้เห็นจากการฝึกจิตของคนที่มีความ ตั้งใจไม่ว่าจะนับถือศาสนาลัทธิใดก็ตาม แต่สาหรับบางคนส่วนน้อยจึงจะมีคุณวิเศษ สามารถสัมผัสติดต่อหรือสื่อสารกับเหล่าสรรพวิญญาณซึ่งต้องมีคลื่นของจิต หรือ พลังงานละเอียดอ่อนใกล้เคียงกัน เพราะความไม่รู้หรือรู้ไม่จริงทาให้พวกเขาหลงเข้าใจผิด คิดว่าตนเองเป็นผู้วิเศษ หรือเป็นตัวแทนใครก็ตาม ต่างก็สร้างความสนใจของผู้คนที่ตกอยู่ในความสับสนในยุคที่ ความเปลี่ยนแปลงกาลังจะเกิดขึ้น เป็นการเปลี่ยนยุคสมั ยที่กรรมในอดีตของแต่ละคน จะมาชาระกัน หรือเป็นเรื่องของการชดใช้หนี้เวรหนี้กรรมพร้อม ๆ กันทั้งหมดซึ่งจะ สร้างความสูญเสียให้เกิดขึ้นอย่างรุนแรงสามารถเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง ความสัมพันธ์ ของสังคมโลกได้และจะเป็นการเปลี่ยนยุคสมัย

๑๓๓

อาจารย์คนพันตีน


“ตานานต้นโลก” วรรณกรรมแห่งปัญญา   ∞  ทุกความเคลื่อนไหวของมวลมนุษย์บนโลก เป็นการพิสูจน์ความเป็นจริงของกฏ แห่งกรรม และให้เห็นเส้นทางของจิตวิญญาณที่เดินตามบันทึกของแต่ละคน ไม่ว่าจะเกิด ที่ไหนเผ่าพันธุ์สัญชาติใด เมื่อถึงเวลาก็จะได้มาพบรู้จักกัน จะรักกัน หรือโกรธ เคืองเป็นศัตรู ก็แล้วแต่เหตุในอดีตเคยกระทาสิ่งใดไว้ต่อกัน สมัยปัจจุบัน ณ. เวลานี้ทุกคนสามารถเดินทางไปมาหาสู่กันได้ทั่วโลก เหตุ ปัจจัยที่นาพาให้ต้องไป และมีความสัมพันธ์ต่อกัน ล้วนเป็นเรื่องการทางาน ของระบบจิตวิญญาณเอง ที่บางครั้งก็ไม่มีเหตุผล แม้แต่ตัวเจ้าของเองก็ตอบไม่ได้ เหตุการณ์ในปัจจุบันนี้ กาลังจะส่งผลให้เกิดยุคกาลใหม่ในเวลาไม่นานนัก จะ เกิดการฟื้นฟูศีลธรรมกันทั้งหมดทุกมุมโลก หลังจากที่การชาระวิบากกรรมโดยการทา สงครามของสองขั้วความคิด พวกเขาขับเคี่ยวกันมาตลอดระยะเวลากว่าพันปีที่ผ่านมา แม้ความเข้มข้นในทางศาสนาและเชื้อชาติจะลดลงไป แต่เหตุผลในทางการเมืองและ ผลประโยชน์เป็นเงื่อนไขบังคับ ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้อีกต่อไป ผลของสงครามที่ไม่มีพรมแดนแบ่งเป็นฝุายยกกาลังต่อสู้กันเหมือนในอดีตที่ผ่าน มา แต่เป็นการกระจายสู้รบกันจึงทาให้ไม่มีใครได้รับชัยชนะ พ่ายแพ้กันทั้งสองฝุาย เศรษฐกิจโลกจะทรุด มีคนตายเพราะขาดอาหาร และโรคกันมากกว่าการสู้รบ พื้นที่ภูมิภาคใดหรือประเทศใดไม่ได้เกี่ยวข้องโดยตรง และมีโครงสร้างเศรษฐกิจ ที่ยืดหยุ่นเป็นอิสระไม่เชื่อมโยงมัดแน่น จะพลิกฟื้นกลับมาได้รวดเร็ว กลุ่มประเทศของ พวกเขาจะร่วมกันพัฒนาและฟื้นฟูโดยเฉพาะด้านศีลธรรมควบคู่ไปพร้อม ๆ กับด้านอื่น ศาสนาพุทธจะเป็นที่สนใจ หลักธรรมคาสอนของพระพุทธเจ้าจะถูกนามาเผยแผ่ กันอย่างแพร่หลายไม่ถูกกีดกันอีกต่อไป เหตุการณ์ที่ผ่านมาจะเป็นเครื่องยืนยันความ ถูกต้อง ทุกคนสัมผัสรู้ได้เอง ข้อความและบทบัญญัติท้งั สามหมวดในพระไตรปิฏก จะไม่ถูกเก็บไว้แต่เพียงในตู้เท่านั้น และจะทาให้ผู้คนที่ได้รับการปูพื้นฐานเข้าใจหลัก ปฏิบัติอยู่บ้างมีโอกาสศึกษาธรรมกันอย่างสมบูรณ์เต็มที่ หลังจากนั้น พุทธศาสนาจะ ๑๓๔

อาจารย์คนพันตีน


“ตานานต้นโลก” วรรณกรรมแห่งปัญญา   ∞  เป็นที่ยอมรับของศาสนิกชนทั่วโลก เป็นแกนนาสู่สันติสุข พัฒนาสังคมโลกแบบยั่งยืน ยื้อเวลาให้มวลมนุษย์ได้ศึกษาธรรมจนถึงคนสุดท้าย พวกเขาเหล่าบรรดาผู้เป็นแกนศูนย์กลางเผยแผ่ศาสนา จะนาพระธรรมให้ทั่วถึง แหล่ ง ของบรรดานักบุญ ที่ลงมาบาเพ็ญ บารมี ทาหน้า ที่ ช่วยเหลือสอนสั่ง อบรมเหล่ า เครื อ ญาติ บ ริ ว ารในทุ ก เชื้ อ ชาติ เ ผ่ า พั น ธุ์ ทั่ ว ภู มิ ภ าคของโลก และจะคอยเป็ น แกน ถ่วงดุลย์ความเจริญทางด้านวัตถุ ที่บรรดาเด็กและเยาวชนที่เกิดมาพร้อมสติปัญญา อันเฉียบแหลมในขณะนี้ และกาลังก้าวขึ้นมารับผิดชอบแทน เด็กเยาวชนที่เห็นกัน เหล่านี้จะนาพาโลกเข้าสู่ความศิวิไลย์ที่แท้จริงตลอดยุคของพวกเขา สุดท้ายพวกไม่ยอมเชื่อจะนาพาสังคมโลกกลับไปสู่หายนะอีกครั้งหนึ่งก่อนที่จะ เข้ายุคมิคสัญญี และพุทธันดรต่อไป ตามวงจรของชีวิต ไม่แตกต่างกับฤดูกาลหนึ่งของ การเกิดขึ้นของเห็ดและสิ่งมีชีวิตน้อยใหญ่ในปุา จะตายและก็เกิดเป็นอยู่เช่นนี้เอง ทิ้ง เชื้อแถวหน่อพันธุ์ไว้รอวันเวลากลับมาเป็นวงกลมอย่างไม่มีทางเลือก เราเป็นมนุษย์ เป็นสัตว์ประเสริฐที่ สุดของธรรมชาติถูกสร้างขึ้นมาเป็นสมมุติ สุดท้ายที่จะดับตนเองได้ ไม่ต้องตกอยู่ในกงกรรมวนเวียนอยู่อย่างไม่มีทางออก ผู้ที่เห็น แล้วรู้แล้ว และเข้าใจแล้ว พวกเขาไม่ยอมจานนหลงประมาท แม้ขณะเสวยบุญ ย่อม กล้าที่จะปฏิบัติไปพิสูจน์ความมีอยู่จริงของดินแดนที่มีแต่ความสงบสุข เมื่อรู้ว่ามีวิธีและ ผู้ช้ีทาง ในกัปป์น้ีหรืออายุของโลกใบนี้ ยังจะมีอีกหนึ่งฤดูกาลสาหรับสรรพชีวิต และมี โอกาสจะได้ พ บพระบรมครู พระโพธิ สั ต ว์ อุ บั ติ ล งมาตรั ส รู้ เ ป็ น พระพุ ท ธเจ้ า เป็ น อาจารย์ของโลกองค์สุดท้าย และจะนาพากลุ่มคนพวกตกค้างและกลุ่มนักโทษธรรมที่ พึ่งจะจบภาระกิจกลับ

๑๓๕

อาจารย์คนพันตีน


“ตานานต้นโลก” วรรณกรรมแห่งปัญญา   ∞  โลกก็จะเป็นอยู่อย่างนี้ตลอดไป เมื่อแตกสลายออกไปเป็นกลุ่มละอองฝุุนแก๊ส ใช้เวลาไม่นานเพียงกว่าหมื่นล้านปี ก็จะกลับมาเป็นอยู่ในระบบเดิมนี้อีก และจะเป็นที่ อยู่อาศัยของพวกสรรพวิญญาณอีกต่อไป คนฉลาดที่แท้จริงพวกเขาไม่รอ ต่างทิ้งสมมุ ติเพียรปฏิบัติธรรมสร้างบารมี เติม แล้วก็ไปทันที ไม่คิดจะคอยแม้เพียงนาทีเดียว

๑๓๖

อาจารย์คนพันตีน

ต้นโลกเนื้อหา a4  

ต้นโลกต้นธรรม สำหรับมนุษยชาติ

Read more
Read more
Similar to
Popular now
Just for you