Page 1


จริยธรรมในการโฆษณาอาหารเสริมและยา

รายชื่อสมาชิกกลุ่ม

1. นายกวิน

กาศเจริญ

551810004

2. นางสาวขนิษฐา

แท่นงาม

551810012

3. นายจักรกริช

แจวตระกูล

551810014

4. นางสาวฉัตรรวี

ประสิทธิ์พงษ์ชัย

551810025

5. นางสาวฐิตาภา

ดิษฐ์แก้ว

551810036

6. นางสาวณัฐชยา

สีใต้

551810043

7. นางสาวพิมพกานต์

เกิดศิริ

551810097

8. นางสาวสุกัญญา

เก่งมาก

551810139

9. นายเสฏฐวุฒิ

ใจบุญ

551810146

10. นางสาวอาภากร

สุวลีรัตน์

551810164

รายวิชา 851204 หลักการประชาสัมพันธ์และการโฆษณาเบื้องต้น ภาคการศึกษาที่ 1 ปีการศึกษา 2556 คณะการสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยเชียงใหม่


คำนำ รายงานเรื่อง จริยธรรมในการโฆษณาอาหารเสริมและยาเล่มนี้เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนวิชา 851204 หลักการประชาสัมพันธ์และการโฆษณาเบื้องต้น ทางคณะผู้จัดทำได้เรียบเรียงจัดทำขึ้นเพื่อใช้ในการ ศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมและให้ผู้อ่านได้เข้าใจเกี่ยวกับเรื่อง กฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคและเรื่องจริยธรรมการ โฆษณาอาหารเสริมและยา ซึ่งผู้จัดทำได้นำเนื้อหา รูปภาพ เพื่อให้เกิดความรู้และความเข้าใจอย่างเหมาะสม สอดคล้องกันในเรื่องจริยธรรมในการโฆษณาอาหารเสริมและยาได้อย่างถูกต้อง คณะผู้จัดทำหวังเป็นอย่างยิ่งว่ารายงานเล่มนี้จะเป็นประโยชน์ต่อผู้อ่านเป็นอย่างดี หากมีข้อบกพร่อง เกิดขึ้น ทางคณะผู้จัดทำต้องขออภัยไว้ ณ ที่นี้ด้วย

คณะผู้จัดทำ


สารบัญ เรื่อง

หน้า

กฏหมายคุ้มครองผู้บริโภค

1

ประกาศสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา เรื่อง หลักเกณฑ์การโฆษณา พ.ศ. 2551

6

จรรยาบรรณของนักโฆษณา

10

จรรยาบรรณของการโฆษณาอาหารเสริม

13

กรณีศึกษา การโฆษณาผลิตภัณฑ์อาหารเสริมเปปทีน

16

การโฆษณาผลิตภัณฑ์เสริมอาหารซุปไก่สกัด "แบรนด์”

19

การโฆษณาเกินจริงของวุฒิศักดิ์คลินิก

21

อภิปราย จริยธรรมในการโฆษณาอาหารเสริมและยา

24


กฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค

กฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคที่มีหน้าที่คุ้มครองสิทธิของผู้บริโภคโดยตรงคือ พระราชบัญญัติ คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (ฉบับที่2) พ.ศ. 2541 ได้กำหนดให้ผู้บริโภคมีสิทธิที่จะได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย 5 ประการ ดังนี้ 1. สิทธิที่จะได้รับข่าวสารรวมทั้งคำพรรณนาคุณภาพที่ถูกต้องและเพียงพอเกี่ยวกับสินค้าหรือ บริการ 2. สิทธิที่จะได้อิสระในการเลือกหาสินค้าหรือบริการ 3. สิทธิที่จะได้รับความปลอดภัยจากการใช้สินค้าหรือบริการ 4. สิทธิที่จะได้รับความเป็นธรรมในการทำสัญญา 5. สิทธิที่จะได้การพิจารณาและชดเชยความเสียหาย หลักทั่วไปของการบังคับใช้กฎหมาย คือเมื่อมีกฎหมายฉบับใดให้อำนาจในการคุ้มครองผู้ บริโภคไว้เป็นการเฉพาะแล้วก็ต้องบังคับตามกฎหมายฉบับนั้น ตัวอย่างเช่น กรณีที่ผู้บริโภคถูก ละเมิดสิทธิเกี่ยวกับเรื่องอาหารผู้บริโภคสามารถไปร้องเรียนที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและ ยาซึ่งเป็นหน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่ ตามพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. 2522 ซึ่งเป็นกฎหมาย คุ้มครองผู้บริโภคเฉพาะเรื่องสินค้าอาหารเท่านั้น แต่ถ้ากรณีไม่มีกฎหมายใดหรือหน่วยงานใดให้ ความคุ้มครองผู้บริโภคเป็นการเฉพาะแล้วก็ต้องใช้พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 ซึ่ง ให้ความคุ้มครองในผู้บริโภคด้านสินค้าและบริการทั่วไป 2. กฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคที่มีหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคโดยการเข้าไปควบคุมตรวจสอบ และกำกับดูแลผู้ประกอบธุรกิจที่ผลิตสินค้าหรือบริการเพื่อให้ผู้บริโภคได้รับความเป็นธรรมและได้ รับความปลอดภัยในการใช้สินค้าและการรับบริการ โดยสามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ดังนี้ 2.1 กฎหมายคุ้มครองเพื่อให้ผู้บริโภคได้รับความปลอดภัยในการใช้สินค้าและการรับบริการ เช่น * กฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคโดยกระทรวงสาธารณสุข - พระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2545 - พระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. 2522 - พระราชบัญญัติยา พ.ศ. 2510 * กฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคโดยกระทรวงอุตสาหกรรม - พระราชบัญญัติมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม พ.ศ. 2511 - พระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ. 2535 2.2 กฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคเพื่อให้ผู้บริโภคได้รับความเป็นธรรมในการใช้สินค้าและการรับ บริการ เช่น * กฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคโดยกระทรวงพาณิชย์ - พระราชบัญญัติการแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2542 - พระราชบัญญัติว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 * กฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคโดยกระทรวงยุติธรรม - พระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 1


เมื่อผู้บริโภคถูกละเมิดสิทธิหรือไม่ได้รับความเป็นธรรมจากผู้ประกอบธุรกิจเนื่องจากการ ใช้สินค้าหรือบริการผู้บริโภคย่อมได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายโดยผู้บริโภคสามารถร้องเรียน ได้ที่สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคคณะอนุกรรมการ คุ้มครองผู้บริโภคประจำจังหวัด หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องซึ่งเมื่อสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้ บริโภคได้รับแจ้งเรื่องร้องเรียนแล้วจะเรียกให้คู่กรณีมาเจรจาไกล่เกลี่ยเพื่อระงับข้อพิพาทและชดใช้ ค่าเสียหายซึ่งหากไม่สามารถเจรจาไกล่เกลี่ยตกลงกันได้คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคก็มีอำนาจ ในการดำเนินคดีแทนผู้บริโภค ซึ่งพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 เป็นกฎหมายฉบับ เดียวที่มีอำนาจในการดำเนินคดีแทนผู้บริโภคเพื่อฟ้องเรียกทรัพย์สินหรือค่าเสียหายให้แก่ผู้บริโภคที่ ถูกละเมิดสิทธิจากการใช้สินค้าและการรับบริการ โดยผู้บริโภคไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใด ๆในการ ดำเนินคดีแต่อย่างใด กฎหมาย/การคุ้มครองผู้บริโภคด้านโฆษณา /ด้านฉลาก / ด้านสัญญา ทนายคลายทุกข์ขอนำสาระเกี่ยวกับพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 ในส่วนของการ คุ้มครองผู้บริโภคในด้านการโฆษณา การคุ้มครองผู้บริโภคด้านฉลาก และการคุ้มครองด้านสัญญา มานำเสนอ รายละเอียดของพระราชบัญญัติดังกล่าวมีดังต่อไปนี้ มาตรา 22 การโฆษณาจะต้องไม่ใช้ข้อความที่เป็นการไม่เป็นธรรมต่อผู้บริโภคหรือใช้ ข้อความที่อาจก่อให้เกิดผลเสียต่อสังคมเป็นส่วนรวม ทั้งนี้ ไม่ว่าข้อความดังกล่าวนั้นจะเป็น ข้อความที่เกี่ยวกับแหล่งกำเนิด สภาพ คุณภาพ หรือลักษณะของสินค้าหรือบริการ ตลอดจนการส่ง มอบ การจัดหา หรือการใช้สินค้าหรือบริการข้อความดังต่อไปนี้ ถือว่าเป็นข้อความที่เป็นการไม่เป็น ธรรมต่อผู้บริโภคหรือเป็นข้อความที่อาจก่อให้เกิดผลเสียต่อสังคมเป็นส่วนรวม (1) ข้อความที่เป็นเท็จหรือเกินความจริง (2) ข้อความที่จะก่อให้เกิดความเข้าใจผิดในสาระสำคัญเกี่ยวกับสินค้าหรือบริการไม่ว่าจะกระทำโดย ใช้หรืออ้างอิงรายงานทางวิชาการ สถิติ หรือสิ่งใดสิ่งหนึ่งอันไม่เป็นความจริงหรือเกินความจริง หรือไม่ก็ตาม (3) ข้อความที่เป็นการสนับสนุนโดยตรงหรือโดยอ้อมให้มีการกระทำผิดกฎหมายหรือศีลธรรม หรือ นำไปสู่ความเสื่อมเสียในวัฒนธรรมของชาติ (4) ข้อความที่จะทำให้เกิดความแตกแยกหรือเสื่อมเสียความสามัคคีในหมู่ประชาชน (5) ข้อความอย่างอื่นตามที่กำหนดในกฎกระทรวงข้อความที่ใช้ในการโฆษณาที่บุคคลทั่วไปสามารถ รู้ได้ว่าเป็นข้อความที่ไม่อาจเป็นความจริงได้โดยแน่แท้ ไม่เป็นข้อความที่ต้องห้ามในการโฆษณาตาม (1) มาตรา 23 การโฆษณาจะต้องไม่กระทำด้วยวิธีการอันอาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพ ร่างกาย หรือจิตใจ หรืออันอาจก่อให้เกิดความรำคาญแก่ผู้บริโภค ทั้งนี้ ตามที่กำหนดในกฎกระทรวง

2


มาตรา 24 ในกรณีที่คณะกรรมการว่าด้วยการโฆษณาเห็นว่าสินค้าใดอาจเป็นอันตรายแก่ผู้ บริโภคและคณะกรรมการว่าด้วยฉลากได้กำหนดให้สินค้านั้นเป็นสินค้าที่ควบคุมฉลากตามมาตรา 30 ให้คณะกรรมการว่าด้วยการโฆษณามีอำนาจออกคำสั่ง ดังต่อไปนี้ (1) กำหนดให้การโฆษณานั้นต้องกระทำไปพร้อมกับคำแนะนำหรือคำเตือนเกี่ยวกับวิธีใช้หรือ อันตราย ตามเงื่อนไขที่คณะกรรมการว่าด้วยการโฆษณากำหนด ทั้งนี้ โดยคณะกรรมการว่าด้วยการ โฆษณาจะกำหนดเงื่อนไขให้แตกต่างกันสำหรับการโฆษณาที่ใช้สื่อโฆษณาต่างกันก็ได้ (2) จำกัดการใช้สื่อโฆษณาสำหรับสินค้านั้น (3) ห้ามการโฆษณาสินค้านั้นความใน (2) และ (3) ให้นำมาใช้บังคับแก่การโฆษณาที่คณะกรรมการ ว่าด้วยการโฆษณาเห็นว่าการใช้หรือประโยชน์ของสินค้านั้นขัดต่อนโยบายทางสังคม ศีลธรรม หรือ วัฒนธรรมของชาติด้วย มาตรา 25 ในกรณีที่คณะกรรมการว่าด้วยการโฆษณาเห็นว่าสินค้าหรือบริการใดผู้บริโภค จำเป็นต้องทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสภาพ ฐานะ และรายละเอียดอย่างอื่นเกี่ยวกับผู้ประกอบธุรกิจ ด้วย คณะกรรมการว่าด้วยการโฆษณามีอำนาจกำหนดให้การโฆษณาสินค้าหรือบริการนั้นต้องให้ข้อ เท็จจริงดังกล่าวตามที่คณะกรรมการว่าด้วยการโฆษณากำหนดได้ มาตรา 26 ในกรณีที่คณะกรรมการว่าด้วยการโฆษณาเห็นว่าข้อความในการโฆษณาโดยทาง สื่อโฆษณาใด สมควรแจ้งให้ผู้บริโภคทราบว่าข้อความนั้นเป็นข้อความที่มีความมุ่งหมายเพื่อการ โฆษณา คณะกรรมการว่าด้วยการโฆษณามีอำนาจกำหนดให้การโฆษณาโดยทางสื่อโฆษณานั้นต้อง มีถ้อยคำชี้แจงกำกับให้ประชาชนทราบว่าข้อความดังกล่าวเป็นการโฆษณาได้ ทั้งนี้ คณะกรรมการ ว่าด้วยการโฆษณาจะกำหนดเงื่อนไขอย่างใดให้ต้องปฏิบัติด้วยก็ได้ มาตรา 27 ในกรณีที่คณะกรรมการว่าด้วยการโฆษณาเห็นว่าการโฆษณาใดฝ่าฝืนมาตรา 22 มาตรา 23 มาตรา 24 (1) หรือมาตรา 25 ให้คณะกรรมการว่าด้วยการโฆษณามีอำนาจออกคำสั่งอย่าง ใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่าง ดังต่อไปนี้ (1) ให้แก้ไขข้อความหรือวิธีการในการโฆษณา (2) ห้ามการใช้ข้อความบางอย่างที่ปรากฏในการโฆษณา (3) ห้ามการโฆษณาหรือห้ามใช้วิธีการนั้นในการโฆษณา (4) ให้โฆษณาเพื่อแก้ไขความเข้าใจผิดของผู้บริโภคที่อาจเกิดขึ้นแล้วตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่ คณะกรรมการว่าด้วยการโฆษณากำหนดในการออกคำสั่งตาม (4) ให้คณะกรรมการว่าด้วยการ โฆษณากำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการ โดยคำนึงถึงประโยชน์ของผู้บริโภคประกอบกับความสุจริตใจ ในการกระทำของผู้กระทำการโฆษณา มาตรา 28 ในกรณีที่คณะกรรมการว่าด้วยการโฆษณามีเหตุอันควรสงสัยว่า ข้อความใดที่ใช้ ในการโฆษณาเป็นเท็จหรือเกินความจริงตามมาตรา 22 วรรคสอง (1) ให้คณะกรรมการว่าด้วยการ โฆษณามีอำนาจออกคำสั่งให้ผู้กระทำการโฆษณาพิสูจน์เพื่อแสดงความจริงได้ในกรณีที่ผู้กระทำการ โฆษณาอ้างรายงานทางวิชาการ ผลการวิจัย สถิติ การรับรองของสถาบันหรือบุคคลอื่นใดหรือยืนยัน ข้อเท็จจริงอันใดอันหนึ่งในการโฆษณา ถ้าผู้กระทำการโฆษณาไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าข้อความที่ใช้ ในการโฆษณาเป็นความจริงตามที่กล่าวอ้าง ให้คณะกรรมการว่าด้วยการโฆษณามีอำนาจออกคำสั่ง ตามมาตรา 27 ได้ และให้ถือว่าผู้กระทำการโฆษณารู้หรือควรได้รู้ว่าข้อความนั้นเป็นความเท็จ

3


มาตรา 29 ผู้ประกอบธุรกิจผู้ใดสงสัยว่าการโฆษณาของตนจะเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่เป็นไป ตามพระราชบัญญัตินี้ ผู้ประกอบธุรกิจผู้นั้นอาจขอให้คณะกรรมการว่าด้วยการโฆษณาพิจารณาให้ ความเห็นในเรื่องนั้นก่อนทำการโฆษณา ได้ ในกรณีนี้คณะกรรมการว่าด้วยการโฆษณาจะต้องให้ความเห็นและแจ้งให้ผู้ขอทราบภายใน สามสิบวันนับแต่วันที่คณะกรรมการว่าด้วยการโฆษณาได้รับคำขอ ถ้าไม่แจ้งภายในกำหนดระยะ เวลาดังกล่าว ให้ถือว่าคณะกรรมการว่าด้วยการโฆษณาให้ความเห็นชอบแล้ว การขอความเห็นและค่าป่วยการในการให้ความเห็นให้เป็นไปตามระเบียบที่คณะกรรมการว่าด้วย การโฆษณากำหนด ค่าป่วยการที่ได้รับให้นำส่งคลังเป็นรายได้แผ่นดินการให้ความเห็นของคณะ กรรมการว่าด้วยการโฆษณาตามวรรคหนึ่งไม่ถือว่าเป็นการตัดอำนาจของคณะกรรมการว่า ด้วยการโฆษณาที่จะพิจารณาวินิจฉัยใหม่เป็นอย่างอื่นเมื่อมีเหตุอันสมควร การใดที่ได้กระทำไปตามความเห็นของคณะกรรมการว่าด้วยการโฆษณาที่ให้ตามวรรคหนึ่ง มิให้ ถือว่าการกระทำนั้นเป็นความผิดทางอาญา การคุ้มครองผู้บริโภคในด้านฉลาก มาตรา 30 ให้สินค้าที่ผลิตเพื่อขายโดยโรงงานตามกฎหมายว่าด้วยโรงงานและสินค้าที่สั่ง หรือนำเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อขายเป็นสินค้าที่ควบคุมฉลากความในวรรคหนึ่งไม่ใช้บังคับกับ สินค้าที่คณะกรรมการว่าด้วยฉลากกำหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษาในกรณีที่ปรากฏว่ามี สินค้าที่อาจก่อให้เกิดอันตรายแก่สุขภาพ ร่างกาย หรือจิตใจ เนื่องในการใช้สินค้าหรือโดยสภาพ ของสินค้านั้น หรือมีสินค้าที่ประชาชนทั่วไปใช้เป็นประจำ ซึ่งการกำหนดฉลากของสินค้านั้นจะ เป็นประโยชน์แก่ผู้บริโภคในการที่จะทราบข้อเท็จจริงในสาระสำคัญเกี่ยวกับสินค้านั้น แต่สินค้าดัง กล่าวไม่เป็นสินค้าที่ควบคุมฉลากตามวรรคหนึ่ง ให้คณะกรรมการว่าด้วยฉลากมีอำนาจกำหนดให้ สินค้านั้นเป็นสินค้าที่ควบคุมฉลากได้ โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา มาตรา 31 ฉลากของสินค้าที่ควบคุมฉลาก จะต้องมีลักษณะดังต่อไปนี้ (1) ใช้ข้อความที่ตรงต่อความจริงและไม่มีข้อความที่อาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิดในสาระสำคัญเกี่ยว กับสินค้า (2) ต้องระบุข้อความดังต่อไปนี้ (ก) ชื่อหรือเครื่องหมายการค้าของผู้ผลิตหรือของผู้นำเข้าเพื่อขาย แล้วแต่กรณี (ข) สถานที่ผลิตหรือสถานที่ประกอบธุรกิจนำเข้า แล้วแต่กรณี (ค) ระบุข้อความที่แสดงให้เข้าใจได้ว่าสินค้านั้นคืออะไร ในกรณีที่เป็นสินค้านำเข้าให้ระบุชื่อ ประเทศที่ผลิตด้วย (3) ต้องระบุข้อความอันจำเป็น ได้แก่ ราคา ปริมาณ วิธีใช้ ข้อแนะนำ คำเตือน วัน เดือน ปีที่หมดอายุ ในกรณีเป็นสินค้าที่หมดอายุได้ หรือกรณีอื่น เพื่อคุ้มครองสิทธิของผู้บริโภค ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ และเงื่อนไขที่คณะกรรมการว่าด้วยฉลากกำหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา ให้ผู้ประกอบธุรกิจซึ่งเป็นผู้ผลิตเพื่อขายหรือผู้สั่งหรือผู้นำเข้ามาในราชอาณาจักร เพื่อขายซึ่งสินค้า ที่ควบคุมฉลากแล้วแต่กรณี เป็นผู้จัดทำฉลากก่อนขายและฉลากนั้นต้องมีข้อความดังกล่าวในวรรค หนึ่ง ในการนี้ ข้อความตามวรรคหนึ่ง (2) และ (3) ต้องจัดทำตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่คณะ กรรมการว่าด้วยฉลากกำหนด โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา 4


มาตรา 32 การกำหนดข้อความของฉลากตามมาตรา 30 ต้องไม่เป็นการบังคับให้ผู้ประกอบ ธุรกิจต้องเปิดเผยความลับทางการผลิต เว้นแต่ข้อความดังกล่าวจะเป็นสิ่งจำเป็นที่เกี่ยวกับสุขภาพ อนามัยและความปลอดภัยของผู้บริโภค มาตรา 33 เมื่อคณะกรรมการว่าด้วยฉลากเห็นว่าฉลากใดไม่เป็นไปตามมาตรา 31 คณะ กรรมการว่าด้วยฉลากมีอำนาจสั่งให้ผู้ประกอบธุรกิจเลิกใช้ฉลากดังกล่าวหรือดำเนินการแก้ไขฉลาก นั้นให้ถูกต้อง มาตรา 34 ผู้ประกอบธุรกิจผู้ใดสงสัยว่าฉลากของตนจะเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่เป็นไปตาม มาตรา 31 ผู้ประกอบธุรกิจผู้นั้นอาจขอให้คณะกรรมการว่าด้วยฉลากพิจารณาให้ความเห็นในฉลาก นั้นก่อนได้ ในกรณีนี้ให้นำมาตรา 29 มาใช้บังคับโดยอนุโลม มาตรา 35 เพื่อประโยชน์ในการควบคุมและการตรวจสอบการประกอบธุรกิจเกี่ยวกับสินค้า ที่ควบคุมฉลากรัฐมนตรีมีอำนาจประกาศในราชกิจจานุเบกษากำหนดให้ผู้ประกอบธุรกิจในสินค้า ดังกล่าวต้องจัดทำและเก็บรักษาบัญชีเอกสารและหลักฐานเพื่อให้พนักงานเจ้าหน้าที่ทำการตรวจ สอบได้วิธีจัดทำและเก็บรักษาบัญชี เอกสารและหลักฐานตามวรรคหนึ่งให้เป็นไปตามที่กำหนดใน กฎกระทรวง

5


ประกาศสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา เรื่อง หลักเกณฑ์การโฆษณาอาหาร พ.ศ. 2551 -------------------------------------------------ตามมาตรา 40 แห่งพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. 2522 ห้ามมิให้ผู้ใดโฆษณาคุณประโยชน์ คุณภาพ หรือสรรพคุณของอาหาร อันเป็นเท็จหรือเป็นการหลอกลวงให้เกิดความหลงเชื่อโดยไม่ สมควร แต่หากจะทำการโฆษณาตามมาตรา 41 ก็ได้มีการกำหนดให้ผู้ประสงค์จะโฆษณา คุณ ประโยชน์ คุณภาพ หรือสรรพคุณของอาหาร ทางวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ ทางฉายภาพ ภาพยนตร์ หรือทางหนังสือพิมพ์ หรือสิ่งพิมพ์อื่น หรือด้วยวิธีอื่นใด เพื่อประโยชน์ทางการค้า ต้อง นำเสียง ภาพ ภาพยนตร์ หรือข้อความที่จะโฆษณาดังกล่าวนั้น ให้ผู้อนุญาตตรวจพิจารณาก่อน เมื่อ ได้รับอนุญาตแล้วจึงจะโฆษณาได้ ดังนั้น เพื่อให้การขออนุญาตโฆษณาและการโฆษณาอาหาร เป็นไปตามเจตนารมย์ของ กฎหมายสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาได้กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข และแนวทาง การโฆษณาอาหารไว้ดังต่อไปนี้ การโฆษณา หมายความรวมถึงการกระทำด้วยวิธีการใดๆ ให้ประชาชนเห็นหรือทราบ ข้อความเพื่อประโยชน์ทางการค้า หลักการ/ข้อปฏิบัติในการโฆษณาอาหาร 1. อาหารที่กฎหมายกำหนดให้ขออนุญาตผลิต นำเข้า และอื่นๆ ต้องได้รับอนุญาตตามกฎหมายว่า ด้วยอาหารตามแต่ละกรณีนั้นๆ 2. การโฆษณาคุณประโยชน์ คุณภาพ หรือสรรพคุณของอาหาร ต้อง 2.1 ไม่เป็นเท็จหรือเกินความจริง ไม่ทำให้ผู้บริโภคเข้าใจผิดในสาระสำคัญของอาหาร และ ให้เกิดความหลงเชื่อโดยไม่สมควร 2.2 โฆษณาสรรพคุณเฉพาะที่ได้รับอนุญาตในฉลาก ที่ได้รับอนุมัติจากสำนักงานคณะ กรรมการอาหารและยา หรือเป็นไปตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขว่าด้วยเรื่อง ฉลาก หรือ ประกาศกระทรวงสาธารณสุขว่าด้วยเรื่อง ฉลากโภชนาการ 2.3 ทั้งนี้ หากมีการโฆษณากล่าวอ้างสรรพคุณทางสุขภาพนอกเหนือจากที่ได้รับอนุญาต ในฉลาก ที่ได้รับอนุมัติจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาดังกล่าวข้างต้น ต้องนำผลการ ศึกษาวิจัยผลิตภัณฑ์อาหาร บทความรู้ หรือข้อมูลทางวิชาการ มาประกอบการขออนุญาตโฆษณา อาหาร ซึ่งต้องเป็นข้อมูลที่ถูกต้อง เป็นจริงและเป็นปัจจุบัน อยู่บนพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ที่เชื่อถือ ได้ และตีพิมพ์ในวารสารทางการแพทย์หรือทางวิชาการที่เชื่อถือได้ โดยจะต้องแนบเอกสารที่ได้รับ การตีพิมพ์ฉบับเต็มมาประกอบการพิจารณาด้วย

6


3. การโฆษณาที่ได้รับอนุญาต จะต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขที่ผู้อนุญาตกำหนด ได้แก่ 3.1 อนุญาตเฉพาะข้อความและภาพที่ไม่ได้ขีดฆ่า 3.2 โฆษณาในเวลาไม่เกิน 5 ปี นับจากวันที่อนุญาต 3.3 ข้อความและภาพที่โฆษณาต้องตรงตามที่ได้รับอนุญาต ถ้าโฆษณาแตกต่างไปจากนี้ ถือว่าข้อความโฆษณาทั้งหมดไม่ได้รับอนุญาต 3.4 ให้แสดงข้อความเลขที่ใบอนุญาตโฆษณาในสื่อที่ได้รับอนุญาต ยกเว้นทางสื่อวิทยุ กระจายเสียง ไม่ต้องแสดงเลขที่ใบอนุญาตโฆษณา 3.5 เงื่อนไขอื่นๆ ตามที่กำหนดไว้ในเอกสารข้อความโฆษณา (ถ้ามี) หลักเกณฑ์ทั่วไปในการโฆษณาอาหาร 1. ชื่ออาหาร 1.1 การใช้ชื่ออาหาร ต้องไม่ทำให้เข้าใจผิดในสาระสำคัญ ไม่เป็นเท็จ ไม่เป็นการหลอกลวง ให้เกิดความหลงเชื่อ ทำให้เข้าใจผิด หรือขัดกับวัฒนธรรมอันดีงามของไทย โดยอาจใช้ (1) ชื่อเฉพาะของอาหาร ชื่อสามัญ หรือชื่อที่ใช้เรียกอาหารตามปกติ หรือ (2) ชื่อที่แสดงประเภทหรือชนิดของอาหาร หรือ (3) ชื่อทางการค้า ซึ่งต้องมีข้อความแสดงประเภทหรือชนิดอาหารนั้นๆ ด้วย 1.2 การแสดงชื่ออาหารในสื่อโฆษณา (1) สื่อสิ่งพิมพ์ แสดงชื่ออาหารในข้อความโฆษณาหรือแสดงภาพผลิตภัณฑ์ที่เห็นชื่ออาหารบน ฉลากอย่างชัดเจน (2) สื่อวิทยุกระจายเสียง แสดงชื่ออาหารซึ่งเป็นที่เข้าใจว่าหมายถึงอาหารชนิดใดในส่วนเสียง โฆษณา (3) สื่อวิทยุโทรทัศน์ ทางฉายภาพ และภาพยนตร์ แสดงชื่ออาหารในส่วนเสียงโฆษณาหรือ แสดง ภาพผลิตภัณฑ์ที่เห็นชื่ออาหารบนฉลากอย่างชัดเจน หรือแสดงชื่ออาหารเป็นอักษรลอย (SUPER) มาประกอบภาพโฆษณา (4) สื่ออินเตอร์เน็ต - อินเตอร์เน็ตที่ไม่มีเสียง ให้แสดงชื่ออาหารเช่นเดียวกับสื่อสิ่งพิมพ์ - อินเตอร์เน็ตที่มีเสียง ให้แสดงชื่ออาหารเช่นเดียวกับสื่อวิทยุโทรทัศน์ การโฆษณา หากข้อความโฆษณาได้บ่งบอกถึงชนิดและประเภทของอาหารอย่างชัดเจนแล้วก็ อนุโลมไม่ต้องแสดงชื่อเต็มของอาหาร 2. ภาพในสื่อโฆษณา การแสดงภาพประกอบ ข้อความโฆษณา ภาพและข้อความที่ปรากฏต้องถูกต้องตาม กฎหมายและไม่ทำให้เข้าใจผิดในสาระสำคัญของอาหาร

7


3. ข้อความ/คำโฆษณา 3.1 การใช้คำว่า “สด” ให้ใช้ได้กับ 3.1.1 อาหารที่เป็นผลิตผลตามธรรมชาติที่ยังไม่ได้แปรรูป เช่น พืช ผัก เนื้อสัตว์ และผลไม้ เป็นต้น 3.1.2 อาหารที่กำหนดระยะเวลาจำหน่ายไม่เกิน 3 วัน นับจากวันที่ผลิต เช่น ขนมปัง 3.1.3 อาหารที่ได้รับอนุญาตตามฉลากอาหารจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา 3.2 การใช้คำว่า “ใหม่” สำหรับสินค้าใหม่หรือเริ่มวางจำหน่ายเป็นเวลาไม่เกิน 1 ปี 3.3 การใช้คำว่า “ผลิตภัณฑ์เกษตรอินทรีย์” , ”ผลิตภัณฑ์อินทรีย์” , ”organic” หรือ “ออร์กานิก” สำหรับผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร โดยผู้ผลิต หรือผู้จำหน่าย หรือผู้นำเข้า ผลิตภัณฑ์ เกษตรอินทรีย์นั้นจะต้องได้รับการตรวจสอบรับรองตามเกณฑ์มาตรฐานเกษตรอินทรีย์ของ IFOAM (The International Federation of Organic Agriculture Movements) หรือตามคำแนะนำ ของกรรมาธิการมาตรฐานอาหารระหว่างประเทศ (Codex) หรือตามมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ของ ต่างประเทศ (ในกรณีที่ต่างประเทศนั้น มีการประกาศใช้กฎระเบียบเกี่ยวกับการผลิตผลิตภัณฑ์ เกษตรอินทรีย)์ โดยหน่วยตรวจสอบรับรองที่ได้รับการรับรองระบบงานตามเกณฑ์ของ IFOAM หรือตามระบบ ISO/IEC Guide 65 หรือได้รับการขึ้นทะเบียนจากหน่วยงานในประเทศที่มีกฎ ระเบียบเรื่อง เกษตรอินทรีย์ 3.4 การใช้คำว่า “ธรรมชาติ” ให้ใช้ได้สำหรับผลิตภัณฑ์อาหารที่มีอยู่ตามธรรมชาติ พืช ผัก เนื้อสัตว์ และผลไม้ เป็นต้น เป็นผลิตภัณฑ์อาหารที่ผ่านกรรมวิธี แปรรูปหรือกรรมวิธีการผลิตเบื้อง ต้น ที่ไม่มีการเติมวัตถุเจือปนอาหาร, สี, กลิ่น, วิตามิน และเกลือแร่ 3.5 การใช้คำว่า “ปลอดภัย” ให้ใช้ได้เมื่อมีการแสดงภาพหรือข้อความที่เกี่ยวข้องกับ กรรมวิธีการผลิตและมีหลักฐานการรับรองระบบ HACCP จากหน่วยรับรองระบบ (Certixed Body) ที่มีมาตรฐานตาม ISO/IEC Guide 65 หรือมาตรฐานว่าด้วย Product Certixcation 3.6 การโฆษณาที่ทำให้เข้าใจว่าอาหารนั้นมีจำหน่ายทั่วโลก จะต้องมีหลักฐานแสดงว่าอาหา รนั้นๆ มีจำหน่ายไม่น้อยกว่า 15 ประเทศ ใน 3 ทวีป 3.7 การนำข้อความรับรองระบบประกันคุณภาพต่างๆมาประกอบการโฆษณา จะต้องมี หลักฐานว่าได้มีการรับรองระบบประกันคุณภาพจริง และการรับรองนั้นยังมีผลอยู่ขณะทำการเผย แพร่โฆษณา และให้แสดงข้อความตามที่กำหนดไว้ในประกาศสำนักงานคณะกรรมการอาหารและ ยา ว่าด้วยเรื่องหลักเกณฑ์การแสดงข้อความบนฉลากอาหารเกี่ยวกับการได้รับการตรวจประเมิน สถานที่ผลิต 3.8 การแสดงเครื่องหมายการรับรอง, รางวัลจากหน่วยงานราชการต่างๆ หรือหน่วยงานอื่น ที่เป็นที่ยอมรับโดยทั่วไป เช่น เครื่องหมายฮาลาล จากสำนักงานคณะกรรมการกลางอิสลามแห่ง ประเทศไทยเครื่องหมายมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) รางวัลชนะเลิศต่างๆ ที่ได้รับจาก หน่วยราชการ ผู้ขออนุญาตต้องส่งหลักฐานการได้รับอนุญาต

8


4. การแสดงคำเตือนในการโฆษณา ให้แสดงคำเตือน “อ่านคำเตือนในฉลากก่อนบริโภค” สำหรับผลิตภัณฑ์ที่ประกาศ กระทรวงกำหนดให้แสดงคำเตือนบนฉลาก ยกเว้นอาหารที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ประกาศกำหนดให้แสดงคำเตือนในการโฆษณาไว้เป็นการเฉพาะ เช่น เครื่องดื่มที่ผสมกาเฟอีน เป็นต้น โดยการแสดงคำเตือนให้ปฏิบัติดังนี้ 4.1 สื่อสิ่งพิมพ์และอินเตอร์เน็ตที่ไม่มีเสียง แสดงคำเตือนข้อความโฆษณาด้วย ตัวอักษร ที่มี สี รูปแบบ และขนาดที่อ่านได้ง่ายชัดเจน 4.2 สื่อวิทยุกระจายเสียงแสดงคำเตือนในส่วนเสียงโฆษณาฟังได้ชัดเจนทุกพยางค์ 4.3 สื่อวิทยุโทรทัศน์ ทางฉายภาพ ภาพยนตร์ และอินเตอร์เน็ตที่มีเสียง แสดงคำเตือนใน ส่วนเสียงโฆษณาฟังได้ชัดเจนทุกพยางค์ หรือเป็นอักษรลอย (Super) เป็นเวลาไม่น้อยกว่า 5 วินาที ข้อความ คำเตือนต้องแสดงด้วย ตัวอักษรที่มี สี รูปแบบ และขนาดที่อ่านได้ง่ายชัดเจน 4.4 สื่ออื่นๆ ที่ใช้เพื่อประโยชน์ทางการค้า แสดงคำเตือนตามข้อ 4.1 หรือ 4.2 หรือ 4.3 ให้เหมาะสม ตามแต่กรณี 5. การแสดงข้อความที่เข้าข่ายต้องแสดงฉลากโภชนาการ การแสดงข้อความที่เข้าข่ายต้องแสดงฉลากโภชนาการ เช่น แคลเซียมสูง ไขมันต่ำเพื่อ สุขภาพ เพื่อบุคคลเฉพาะกลุ่ม เป็นต้น ต้องดำเนินการดังนี้ (1) ให้ปฏิบัติตามข้อกำหนดในประกาศกระทรวงสาธารณสุขว่าด้วยเรื่อง ฉลากโภชนาการ (2) ต้องส่งหลักฐานฉลากโภชนาการที่ได้รับอนุญาต หรือ ฉลากที่มีการแสดงข้อมูลโภชนาการ พร้อมผลวิเคราะห์ 6. ข้อห้ามในการโฆษณา 6.1 ห้ามนำบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุข หรือทำให้เข้าใจว่าเป็นบุคลากรดังกล่าว มาแนะนำ รับรอง หรือเป็นผู้แสดงแบบ 6.2 ห้ามใช้ข้อความที่เป็นการเปรียบเทียบหรือทับถมผลิตภัณฑ์ของผู้อื่น 6.3 ตัวอย่างคำที่ไม่อนุญาตให้ใช้ในการโฆษณาคุณประโยชน์ คุณภาพ หรือสรรพคุณของ อาหาร เช่น ยอด, วิเศษ, ดีเลิศ,เด็ดขาด, ศักดิ์สิทธิ์, มหัศจรรย์, ที่สุด หรือคำอื่นที่มีความหมายเทียบ เท่าคำข้างต้น ทั้งนี้ ข้อความ ภาพยนตร์ หรือภาพนิ่งที่ใช้ในการโฆษณาต้องไม่ขัดกับกฎระเบียบของ หน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง หลักเกณฑ์เฉพาะในการโฆษณาอาหาร หลักเกณฑ์ต่อไปนี้ ใช้เป็นแนวทางในการพิจารณาคำขอโฆษณาอาหารที่เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ เฉพาะแต่ละชนิด ซึ่งนอกจากจะต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ทั่วไปแล้ว ต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ เฉพาะนี้ด้วย ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ต้องแสดงข้อความหรือเสียงทางสื่อโฆษณาว่า “ไม่มีผลในการป้องกัน หรือรักษาโรค”ให้ แสดงเช่นเดียวกับการแสดงคำเตือนในการโฆษณาข้อ 4 ในหัวข้อหลักเกณฑ์ทั่วไปในการโฆษณา

9


จรรยาบรรณของนักโฆษณา จรรยาบรรณของนักโฆษณาโดยฝ่ายวิชาการสมาคมโฆษณาธุรกิจแห่งประเทศไทย การสร้างสรรค์โฆษณา นักโฆษณาผู้มีหน้าที่ในการคัดเลือกสารโฆษณาเพื่อเผยแพร่ต่อผู้ บริโภคควรสร้างสรรค์โฆษณาเพื่อให้เกิดผลกระทบทางบวกต่อสังคมและยึดหลักจรรยาบรรณของ โฆษณา ดังต่อไปนี้ 1. ประกอบวิชาชีพด้วยความซื่อสัตย์สุจริตตามหลักปฏิบัติและวิชาการ และอยู่ภายใต้ บทบัญญัติแห่งกฎหมาย 2. ไม่กระทำการใดๆอันอาจนำมาซึ่งความเสื่อมเสียเกียรติศักดิ์แห่งวิชาชีพ 3. มีความรับผิดชอบต่อสังคม ยึดถือในจริยธรรมและวัฒนธรรมอันดีงาม 4. ไม่ควรกระทำโฆษณาอันเป็นการดูหมิ่นศาสนา หรือความเชื่อ หรือสิ่งอันเป็นที่เคารพสัก การะของบุคคล 5. ไม่ควรกระทำโฆษณาอันทำให้เกิดความเข้าใจผิดในสาระสำคัญที่เกี่ยวกับสินค้า บริการ การแสดงหรืออื่นๆ หรือโอ้อวดสรรพคุณจนเกินความจริงทำให้ผู้เห็นหรือผู้ฟังเกิดความสำคัญผิด 6. ไม่ควรกระทำโฆษณาโดยการโจมตีหรือเปรียบเทียบสินค้า บริการ การแสดงหรืออื่นๆ ของผู้อื่นอย่างไม่ยุติธรรม โดยใช้วิธีเปรียบเทียบใดๆอันทำให้ผู้เห็นหรือผู้ฟังเกิดความสำคัญผิด 7. ไม่ควรกระทำการโฆษณาโดยใช้เสียงที่เป็นการก่อกวนความรู้สึกให้กับผู้ฟัง 8. ไม่ควรกระทำการโฆษณาโดยทำให้เกิดความกลัวโดยไม่มีเหตุอันสมควร 9. ไม่กระทำการโฆษณาโดยใช้ความเชื่อถือเกี่ยวกับไสยศาสตร์หรือเรื่องโชคลางมาเป็นข้อ จูงใจ 10. ไม่ควรกระทำการโฆษณาโดยการเลียนแบบเครื่องหมายการค้า คำขวัญ หรือข้อความ สำคัญจากการโฆษณาของผู้อื่น อันทำให้ผู้เห็นหรือผู้ได้ยินเกิดความเข้าใจผิดหรือไขว้เขวเกี่ยวกับ สินค้า บริการหรือการแสดงของผู้อื่น 11. ไม่ควรกระทำการโฆษณาอันเป็นการสนับสนุนหรือก่อให้เกิดการกระทำอันผิด กฎหมายหรือศีลธรรม 12. ไม่ควรกระทำการโฆษณาโดยใช้ศัพท์สถิติ ผลการวิจัยหรืออ้างอิงรายงานทาง วิทยาศาสตร์ในทางที่ไม่สมควรหรือทำให้เกิดความเข้าใจผิด โดยที่สินค้านั้นไม่มีคุณสมบัติที่อ้าง

10


13. ไม่ควรกระทำการโฆษณาอันก่อให้เกิดความเหยียดหยามกันเกี่ยวกับการซื้อชาติหรือ ศาสนา 14. ไม่ควรกระทำการโฆษณาโดยอ้างอิงตัวบุคคลหรือสถาบัน โดยที่ตัวบุคคลหรือสถาบัน ไม่มีตัวตนอยู่จริงและไม่ได้ใช้สินค้า บริการ หรือชมการแสดงนั้นจริง 15. ไม่ควรกระทำโฆษณาอันอาจมีผลเป็นอันตรายต่อเด็กหรือเยาว์ ทั้งทางร่างกาย จิตใจ หรือทำให้ขาดความรู้สึกผิดชอบหรือโดยอาศัยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ของบุคคลดังกล่าวมาใช้เป็น เครื่องมือในการจูงใจโดยไม่สมควร 16. การโฆษณาโดยการอ้างอิงบุคคลในวิชาชีพอื่นที่มีการควบคุมตามพระราชบัญญัติต่างๆ ต้องเป็นไปตามมรรยาทแห่งวิชาชีพนั้น คุณธรรมและจริยธรรมวิชาชีพนักโฆษณา ปัจจัยที่มีผลต่อคุณธรรมและจริยธรรมสำหรับวิชาชีพนักโฆษณามี 2 ลักษณะ คือ 1. ลักษณะของการควบคุมจากภายนอก มี 2 ประเภทสำคัญ คือ 1.1 สภาพแวดล้อมของวิชาชีพนักโฆษณา โดยทั่วไป วิชาชีพนักโฆษณาอยู่ภายใต้สภาพแวดล้อมไม่อย่างใดอย่างหนึ่งซึ่งการดำเนิน วิชาชีพจะต้องรับผิดชอบต่อบทบาทของตนในสภาวะแวดล้อมนั้นๆ เช่น ในฐานะที่เป็นองค์กรหนึ่ง ของสังคมสื่อมวลชยจะต้องรับผิดชอบต่อบทบาทในการให้ข่าวสาร ให้ความบันเทิงความรู้และ เสริมสร้างสติปัญญาให้แก่คนในสังคมเป็นการเอื้ออำนวยในระบบทางการเมืองของรัฐดำเนินไป ด้วยความราบรื่น 1.2 กฎหมายและระเบียบ หมายถึง การดำเนินวิชาชีพอย่างมีความรับผิดชอบต่อกฎหมาย ระเบียบและกฎเกณฑ์อื่นๆ ในสังคมที่จะมีผลกระทบต่อวิชาชีพ 2. การควบคุมตนเอง คุณธรรมและจริยธรรมเกิดจากการควบคุมตนเองเป็นสำนึกของความรับผิดชอบในการ ดำเนินวิชชาชีพโฆษณาโดยตรง เมื่อนักโฆษณาได้ปฏิบัตินับว่ามีจิตสำนึกในความรับผิดชอบของ วิชาชีพได้จัดว่ามีคุณธรรมและจริยธรรมในวิชาชีพสูง ตรงกันข้ามเมื่อไม่มีการปฏิบัติไม่มีบทกำหนด โทษแต่อย่างใด การควบคุมตนเองจึงเป็นเพียงหลักปฏิบัติและข้อแนะนำให้ปฏิบัติเท่านั้นการ ควบคุมตนเองในวิชาชีพมี 2 ประเภทสำคัญ คือ

11


2.1 โดยการปฏิบัติงาน การปฏิบัติงานในองค์กรวิชาชีพนักโฆษณาทั้งที่เป็นของรัฐและเอกชนจะมีผู้ที่มีหน้าที่กลั่น กรองเลือกข่าวสาร อยู่ในกระบวนการรวบรวม เพิ่มเติม ตกแต่ง เปลี่ยนแปลง และคัดเลือกเนื้อหา แต่ละประเภทเพื่อนำออกเผยแพร่สู่สาธารณชน หน้าที่การปฏิบัติงานต่างอยู่ภายใต้พื้นฐานความ รู้สึกรับผิดชอบ ทัศนคติเกี่ยวกับสาระเนื้อหานั้นๆ และสำนึกในคุณธรรม และจริยธรรมในวิชาชีพ ทั้งสิ้น 2.2 โดยสมาคมวิชาชีพ กฎหมายและระเบียบหรือวิธีปฏิบัติงานในวิชาชีพโดยตรงได้ถูกกำหนดขึ้นโดยสมาคม วิชาชีพนักโฆษณา เพื่อให้สมาชิกประพฤติและปฏิบัติอยู่ภายใต้กรอบอันเป็นลักษณะของการ ควบคุมตนเองให้เกิดความรับผิดชอบต่อวิชาชีพ เรียก จรรยาบรรณหรือประมวลจริยธรรมส่วนใหญ่ จะเน้นความรับผิดชอบในการเสนอข่าวสารและเนื้อหาด้วยความเที่ยงตรงและจริงใจ พร้อมทั้ง กระบวนการความยุติธรรม อย่างไรก็ตามประมวลจรรยาบรรณเป็นเพียง “กรอบ” หรือ “ข้อปฏิบัติ” ที่สมาคมวิชาชีพกำหนดไว้ให้ยึดถือและปฏิบัติกันในบรรดานักวิชาชีพที่เกี่ยวข้องเท่านั้น หาใช่ กฎหมายหรือระเบียบที่สมาชิกต้องปฏิบัติตามเสมอไป แม้สมาชิกบางคนจะฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติก็หา ได้มีบทลงโทษแต่อย่างใดไม่ ดังนั้น ประมวลจรรยาบรรณจะสัมฤทธิ์ในทางปฏิบัติได้มากน้อยเพียง ใดย่อมอยู่ที่ความรู้สึกมีจิตสำนึกรับผิดชอบในความประพฤติความควบคุมตนเองได้ให้มีคุณธรรม และจริยธรรมเพื่อวิชาชีพของตนเอง เพื่อนำไปสู่คุณปะโยชน์ต่อสังคมสืบไป

12


จรรยาบรรณของการโฆษณาอาหารเสริม ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร จัดเป็นอาหารประเภทหนึ่งตามพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ.2522 ซึ่ง หมายถึงผลิตภัณฑ์ที่ใช้รับประทานโดยตรงนอกเหนือจากการรับประทานอาหารหลักตามปกติเพื่อ เสริมสารบางอย่าง มักอยู่ในรูปลักษณะเป็นเม็ด แคปซูล ผง เกล็ด ของเหลว หรือลักษณะอื่น และมี จุดมุ่งหมายสำหรับบุคคลทั่วไปที่มีสุขภาพปกติ มิใช่สำหรับผู้ป่วย และไม่ควรให้เด็กและสตรีมี ครรภ์รับประทาน ตัวอย่างของผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร อาทิ น้ำมันปลา สาหร่ายสไปรูลิน่า กระดูก อ่อนปลาฉลาม น้ำมันอีฟนิ่งพริมโรส กลูโคแมนแนน ไคโตซาน เส้นใยอาหาร คอลลาเจนอัดเม็ด ชา เขียวชนิดสกัดบรรจุแคปซูล โค เอ็นไซม์คิวเท็น แคปซูล ฯลฯ โดยทั่วไปแม้พบว่ารูปลักษณ์ของผลิตภัณฑ์เสริมอาหารจะใกล้เคียงกับ ผลิตภัณฑ์ยา แต่ ไม่ใช่ผลิตภัณฑ์ยา ดังนั้นจึงไม่สามารถรักษา หรือบรรเทาโรคใดๆ ตลอดจนไม่สามารถเปลี่ยนแปลง ระบบการทำงานภายในร่างกาย หรือ ช่วยเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของร่างกายได้ ซึ่งขั้นตอนในการ ขออนุญาตผลิตหรือนำเข้าผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพื่อจำหน่ายแตกต่างจากการขอขึ้นทะเบียนเป็น ผลิตภัณฑ์ยา โดยจะต้องมีกระบวนการพิจารณาเรื่องประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์จนเป็นที่ประจักษ์ แน่ชัดก่อนว่าสามารถรักษา หรือ บำบัด บรรเทาโรคได้จริง ถึงจะอนุญาตให้จำหน่ายเป็นผลิตภัณฑ์ ยาได้ ดังนั้น จึงห้ามมิให้โฆษณาเผยแพร่ในเชิงก่อให้เกิดความเข้าใจผิดว่าผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร สามารถรักษาหรือบรรเทาโรคใด ๆ เพราะการโฆษณาเช่นนั้นเป็นการกล่าวอ้างสรรพคุณทางยา การที่ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารได้รับอนุญาตให้จำหน่ายจากสำนักงานคณะกรรมการอาหาร และยาแล้ว แสดงว่าสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยารับรองเฉพาะสรรพคุณตามที่ขออนุญาต ซึ่งกำหนดให้ระบุบนฉลาก ผู้บริโภคจึงควรศึกษารายละเอียด บนฉลากผลิตภัณฑ์ก่อนทุกครั้ง ไม่ ควรเชื่อจากการกล่าวอ้างของผู้ขาย ในทางธุรกิจ เจ้าของผลิตภัณฑ์ ต้องการที่จะขายสินค้าตัวเองให้ได้มากที่สุด หนึ่งใน กลยุทธ์ ที่ผู้ขายนำมาส่งเสริมการขายเพื่อเพิ่มยอดจำหน่าย คือ การโฆษณา การโฆษณาเป็นการสื่อสารที่มี อิทธิพลอย่างมากในยุคนี้ เป็นเครื่องมือในการสื่อสารการตลาดเพื่อให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายอย่างมี ประสิทธิภาพ โดยมีวัตถุประสงค์ในการให้ความรู้ เพื่อการจูงในให้กลุ่มเป้าหมายเกิดความต้องการ หรือเกิดความรู้สึกที่ดีต่อสินค้าและส่งผลให้เกิดพฤติกรรมการซื้อ การโฆษณาถือว่าเป็นเครื่องมือ การส่งเสริมการขายที่ดี หากผู้ทำการโฆษณามีจรรยาบรรณ โฆษณาโดยใช้ข้อมูลที่เป็นจริง แต่ สำหรับธุรกิจผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร มักพบการโฆษณาที่มีลักษณะเกินจริง โฆษณาให้ผู้บริโภคเข้าใจ ว่าผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเป็นยา สามารถป้องกัน บำบัด บรรเทารักษาโรค ได้ จะเห็นได้จาก จากสถิติการรับเรื่องร้องเรียน สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ส่วนใหญ่เป็นการโฆษณาเกิน จริง ส่วนของการโฆษณานั้นต้องไม่โฆษณาโดยทำให้เข้าใจว่าการรับประทานผลิตภัณฑ์เสริม อาหารนั้นเพียงอย่างเดียวจะทำให้สุขภาพร่างกายดีขึ้นได้ แต่ต้องให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่าจะต้องบริโภค อาหารหลักให้ครบส่วน รวมทั้งการออกกำลังกายและการพักผ่อนที่เหมาะสมด้วยอีกทั้งยังไม่ 13


อนุญาตให้มีการกล่าวอ้างหรือรับรองคุณภาพคุณประโยชน์โดยบุคคล องค์กร หรือหน่วยงานใดๆ การโฆษณาโดยการแจกแจงคุณประโยชน์ของสารอาหารแต่ละชนิดที่เป็น ส่วนประกอบของ ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารนั้น สามารถกระทำได้ก็ต่อเมื่อพิสูจน์ได้ว่ามีคุณประโยชน์ตามที่กล่าวอ้างจริง ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารใดมีการแสดงข้อความกล่าวอ้างทางโภชนาการ หรือกระทำการโฆษณาโดย กล่าวอ้างคุณค่าทางโภชนาการเพื่อส่งเสริมการขาย ต้องแสดงข้อมูลโภชนาการบนฉลากเพื่อให้ผู้ บริโภคทราบด้วย จากการศึกษาวิจัยที่ผ่านมา ได้ศึกษาเกี่ยวกับปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจซื้อผลิตภัณฑ์เสริม อาหาร พบว่าผู้บริโภคส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง จบการศึกษาระดับปริญญาตรี ประชาชนประเทศไทย ส่วนใหญ่ มีความรู้ความเข้าใจไม่ถูกต้องเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์เสริมอาหารการตัดสินใจซื้อผลิตภัณฑ์ เสริมอาหารครั้งแรกเพราะอยากทดลอง ซึ่งได้รับอิทธิพลจากการโฆษณาและเชื่อคำโฆษณาว่า ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารจะช่วยบำรุงร่างกายให้มีสุขภาพแข็งแรงสมบูรณ์ โดยเหตุผลของการรับ ประทานเป็นเพราะวิตกกังวลว่าร่างกายได้รับสารอาหารไม่ครบถ้วน กลัวเกิดโรคภัยไข้เจ็บ บางท่าน ก็เชื่อว่าผลิตภัณฑ์เสริมอาหารช่วยรักษาโรค หรือช่วยให้ร่างกายสมส่วน ผิวพรรณ สวยงามขึ้น แหล่งความรู้ที่ได้รับจากแพทย์ พยาบาล เภสัช เพื่อนแนะนำและสื่อสิ่งพิมพ์ ก่อนการซื้อผลิตภัณฑ์ จะพิจารณาดูที่เครื่องหมาย อย. แหล่งที่ซื้อมากที่สุดคือร้านขายยาซึ่งผู้ที่มีแนวโน้มหลงเชื่อได้ง่ายคือ ผู้ที่มีอาการเจ็บป่วยอยู่ และผู้สูงอายุ ซึ่งมีอาการเจ็บป่วยเรื้อรัง และหมดหวังกับการรักษาด้วยวิธี อื่นๆ จะเห็นได้ว่าโฆษณามีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อผลิตภัณฑ์เสริมอาหารของผู้บริโภค หากผู้ ทำโฆษณาไม่มีจรรยาบรรณ ให้ข้อมูลที่เป็นเท็จต่อผู้บริโภค โฆษณาผลิตภัณฑ์เสริมอาหารว่ามี สรรพคุณเป็นยาทำให้ผู้บริโภคที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์ หลงเชื่อคำโฆษณา ละเลยการดูแลสุขภาพ เสีย โอกาสที่จะได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง รวมทั้งสูญเสียเงินทอง

14


แนวทางควบคุมกำกับการโฆษณาผลิตภัณฑ์เสริมอาหารในประเทศไทย 1. ภาครัฐ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา สำนักงานคุ้มครองผู้บริโภค ต้องร่วมมือกันในการ เข้มงวดตรวจสอบดูแลการโฆษณาผลิตภัณฑ์เสริมอาหารอย่างใกล้ชิด และเพิ่มช่องทางการ แจ้งเบาะแส ที่สะดวกรวดเร็ว และให้รางวัลสำหรับผู้ที่ทำการแจ้งเบาะแสรวมทั้งแก้ไข ปรับปรุงกฎหมาย ในเรื่องบทลงโทษให้หนักขึ้น เพื่อผู้ที่ทำผิดกฎหมายเรื่องการโฆษณาจะ ได้กลัวไม่กล้าทำผิดกฎหมาย 2. ภาคเอกชน - บริษัทผู้ผลิตสร้างความตระหนักให้เกิดความรับผิดชอบต่อสังคมและให้รางวัลแก่บริษัทที่ ทำดี เพื่อเป็นแบบอย่างให้กับบริษัทอื่นๆ - นักโฆษณา สร้างจิตสำนึกให้นักโฆษณา ต้องมีจรรยาบรรณ โฆษณาด้วยข้อมูลที่เป็นความ จริง - แหล่งสื่อต่างๆ เช่น หนังสือพิมพ์ นิตยสาร โทรทัศน์ เป็นต้น ต้องตรวจสอบโฆษณา ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารทุกครั้งก่อนที่จะอนุญาตให้ทำการโฆษณา 3. ภาคประชาชน ประชาชนต้องมีความรู้ที่ถูกต้องเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เพื่อเป็นภูมิคุ้มกันให้ตนเอง ไม่ให้ถูกเอารัดเอาเปรียบ และไม่หลงเชื่อการโฆษณาที่เกินจริง 4. ภาควิชาชีพ เช่น บุคลากรทางการแพทย์ จากการศึกษาที่ผ่านมาแหล่งที่ผู้บริโภคได้รับความรู้เกี่ยวกับ ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร คือ แพทย์ พยาบาล และเภสัช บุคลากรทางการแพทย์ต้องให้ข้อมูล ทางวิชาการที่ถูกต้องแก่ผู้บริโภค

15


กรณีศึกษา : การโฆษณาของผลิตภัณท์เสริมอาหารเปปทีน

เปปทีน ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร Soy Peptide ภาพยนตร์โฆษณาชุดที่ใช้นักศึกษาแพทย์ในการโฆษณา Soy peptide ความหมายตรงตัวของมันคือ โปรตีนหน่วยย่อยระดับเปปไทด์ที่ได้จากถั่ว เหลือง (หน่วยเล็กสุดของโปรตีน คือ กรดอะมิโน) ประเทศที่ปลูกถั่วเหลืองอันดับหนึ่งของโลกก็คือ สหรัฐอเมริกา ดังนั้น จึงมีงานวิจัยนำเอาถั่วเหลืองไปใช้ประโยชน์แปรรูปสารพัดรูปแบบ ผลิตภัณฑ์ อาหารหมักอย่างเช่น ถั่วเน่า (นัตโตะ) มิโซะ ซอสถั่วเหลือง พวกนี้ก็มีเปปไทด์เต็มไปหมด นอกจาก นี้ ในน้ำนมถั่วเหลืองก็มีโปรตีนถั่วเหลืองอย่างที่เราทราบกัน เรียกว่าอะไรที่เป็นผลิตภัณฑ์จากถั่ว เหลืองทั้งแบบหมัก เช่น ถั่วเน่า มิโซะ และไม่หมัก เช่น น้ำเต้าหู้ โทฟุ ก็มี soy peptide ทั้งนั้น ปริมาณของกรดอะมิโนต่างๆจากแหล่งโปรตีน

16


ข้อบกพร่องในงานวิจัยที่ผลิตภัณฑ์นำเสนอ จากการเข้าไปดูผลการวิจัยของผลิตภัณฑ์เสริมอาหารชนิดนี้ ทำให้เกิดความไม่น่าเชื่อถือใน แหล่งที่มา และการให้ข้อมูลการวิจัยต่างๆก็ไม่มีความน่าเชื่อถือ 1. งานวิจัยประกอบไม่ได้รับการตีพิมพ์ผ่านวารสารวิชาการที่น่าเชื่อถือใดๆ ในทางวิชาการ งานวิจัยนั้นจะมีความน่าเชื่อถือก็ต่อเมื่อผ่านการตีพิมพ์ กับวารสารที่มีความน่าเชื่อถือ หรือที่เรียกว่า Impact Factor สูงๆ ซึ่งจะมีคณะกรรมการคัดกรองบทความว่าเจ้าของบทความเขียนข้อมูลเอง หรือ เปล่า เช่นในกรณีนี้จากการสืบค้นยังไม่พบว่าตีพิมพ์ผ่านวารสารวิชาการใด 2. จำนวนผู้ทดสอบน้อยเกินไป

ในงานวิจัย A brain science-based study of the effects of soy protein and peptide on human learning, memory and emotion ตัวนี้มีผู้ทำการทดลอง 10 คนต่อ 2 ทรีทเมนต์เท่านั้นหรือ 5 ต่อ 1 และงานวิจัย Effects of soy peptide ingestion on brain waves ตัวนี้ยิ่งแย่กว่า ใช้ผู้ทดลอง 9 คน ต่อ 3 ทรีทเมนต์ และทั้งสองการทดลองไม่มีตัวแปรควบคุม (Control) ซึ่งในการทดสอบทางสถิติ จำเป็นต้องมี blank เพื่อเปรียบเทียบเสมอแต่นี่มันดันไม่มี แล้วจะทราบได้อย่างไรว่า กินหรือไม่กินจะ แตกต่างกันอย่างไร 3. งานวิจัยอะไรไม่มีการอ้างอิง ในส่วนนี้เป็นพื้นฐานในการนำเสนอข้อมูลวิชาการ ไม่ว่าเรา จะเอาคำกล่าวของใครมาใส่เพื่อเผยแพร่ก็ต้องระบุที่มาทั้งนั้น ไม่เช่นนั้นระดับความน่าเชื่อถือของ ข้อมูลจะตกไปอย่างมากมาย 4. ตัวสถิติที่ใช้ในการทดลองไม่เคลียร์ ส่วนนี้มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะทำให้ข้อมูลหนักแน่น โดยใช้อะไรในการทดสอบ หรือ Factorial หากอยู่ๆแปะ มาว่า การรับประทาน Soy Peptide จะช่วยลด Cortisol ลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติได้

17


การโฆษณาผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเปปทีนเข้าข่ายการผิดจรรยาบรรณสื่อและผิ ดกฏหมายการคุ้มครองผู้บริโภคการโฆษณา มาตราที่ 22 เป็นการใช้ข้อความโฆษณาท่ีไม่เป็นธรรมกับผู้บริโภค กล่าวคือ การใช้ข้อ ความโฆษณาท่ีเป็นเท็จหรือเกินความเป็นจริง หรือข้อความโฆษณาท่ีทําให้ผู้บริโภคเกิดความเข้าใจ ผิดในสาระสำคัญเก่ียวกับสินค้าหรือบริการท่ีมีการโฆษณา ไม่ว่าการโฆษณาดังกล่าวจะมีการอ้างอิง รายงาน ทางวิชาการ การศึกษาวิจัยสถิติหรือสิ่งอื่นใดก็ตามที่ไม่เป็นความจริงหรือเกินกว่าความเป็น จริง แต่ไม่รวมถึงการใช้ข้อความโฆษณา วิธีการโฆษณาท่ีบุคคลทั่วๆ ไป เห็นแล้วสามารถรับรู้หรือ เข้าใจได้ว่า “ไม่อาจเป็นความจริงได้อย่างแน่นอน”

มาตราที่ 27 ในกรณีที่คณะกรรมการว่าด้วยการโฆษณาเห็นว่าการโฆษณาใดฝ่าฝืนมาตรา 22 มาตรา 23 มาตรา 24 (1) หรือมาตรา 25 ให้คณะกรรมการว่าด้วยการโฆษณามีอํานาจออกคำสั่งอย่างใดอย่าง หนึ่ง หรือหลายอย่างดังต่อไปนี้ (1) ให้แก้ไขข้อความหรือวิธีการในการโฆษณา (2) ห้ามการใช้ข้อความบางอย่างที่ปรากฏในการโฆษณา (3) ห้ามการโฆษณาหรือห้ามใช้วิธีการนั้นในการโฆษณา (4) ให้โฆษณาเพื่อแก้ไขความเข้าใจผิดของผู้บริโภคท่ีอาจเกิดขึ้นแล้วตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่ คณะกรรมการว่าด้วยการโฆษณากำหนดในการออกคำสั่งตาม (4) ให้คณะกรรมการว่าด้วยการ โฆษณากำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการ โดยคำนึงถึงประโยชน์ของผู้บริโภคประกอบกับความสุจริตใจ ในการกระทำของผู้กระทำการโฆษณา

18


กรณีศึกษา : การโฆษณาของผลิตภัณฑ์เสริมอาหารซุปไก่สกัด “ แบรนด์ ”

ซุปไก่สกัด “แบรนด์” มีการโฆษณาว่าเป็นอาหารเสริมบำรุงกำลังเหมาะกับทุกเพศทุกวัย มี การกล่าวอ้างถึงสถาบันในต่างประเทศเพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือของสินค้ารวมไปถึงการใช้กลยุทธ์ ทางการโฆษณาโดยใช้ดารานักแสดงเพื่อดึงดูดความสนใจและโน้มน้าวให้เกิดความเชื่อถือใน ผลิตภัณฑ์ในคุณประโยชน์ในโฆษณานั้น ๆ เมื่อพิจารณาข้อมูลทั้งราคาและคุณค่าทางโภชนาการ ของซุปไก่เมื่อเทียบกับไข่ไก่และนมสดซึ่งเป็นอาหารที่เราบริโภคกันเป็นปกติประจำวันหาง่ายและ ราคาไม่แพง จะเห็นได้ว่าเมื่อเทียบราคา ถ้าเรามีเงิน 30 บาทจะซื้อซุปไก่ ได้ 1 ขวด แต่เราจะสามารถ ซื้อไข่ไก่ได้ประมาณ 13 ฟองหรือซื้อนมสด (250 มล.) 3 กล่องและเมื่อเทียบคุณค่าทางโภชนาการ แล้วโปรตีนในซุปไก่ 1 ขวด เท่ากับโปรตีนและสารอาหารอื่นๆในไข่ไก่ 1/2 ฟอง และโปรตีนในนม สด 1/3 กล่อง การโฆษณาผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร BRAND'S เข้าข่ายการผิดจรรยาบรรณสื่อและผิด กฎหมายการคุ้มครองผู้บริโภคและ การโฆษณา มหาวิทยาลัยมหิดลและมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค สถาบันวิจัยโภชนาการมหิดล แจงให้เห็นว่า ซุปไก่สกัดยี่ห้อดังมีคุณค่าสารอาหารด้อยกว่าไข่ไก่และ นม ด้านแพทยสภาออกกฎเข้มห้ามหมอยุ่งกับการส่งเสริมการขายผลิตภัณฑ์เสริมอาหารทุกประเภท หากฝ่าฝืนจะถือว่าผิดข้อบังคับของแพทยสภาว่าด้วยการรักษาจริยธรรมแห่งวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ. 2529 หมวด 3 และมีสิทธิ์ถูกพักใบอนุญาต ด้านแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านประสาทวิทยาระบุว่า จาก กรณีที่มีการโฆษณากล่าวอ้างผลงานวิจัยว่าผู้ที่ดื่มซุปไก่สกัดทำให้คลื่นสมองแอลฟ่าเพิ่มขึ้นและช่วย ให้ผ่อนคลาย มีสมาธิและจดจำสิ่งต่างๆได้ดีขึ้นโดยได้สื่อภาพเด็กเมื่อได้ดื่มซุปไก่สกัดแล้วจะมี พลังงานไปเลี้ยงสมองมากขึ้น เป็นงานวิจัยเกินจริงเพราะเทคนิคการวัดคลื่นสมองแอลฟ่าเพียงอย่าง เดียวไม่สามารถสรุปผลตามที่มีการกล่าวอ้างและเกรงว่าต่อไปจะมีสถานพยาบาลนำเทคนิคการวิจัย คลื่นสมองแอลฟ่ามาใช้กับคนไข้ของตนเอง สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) จึงได้สั่ง ระงับโฆษณาซุปไก่สกัดตรา "แบรนด์" ชุดล่าสุดที่ได้นำแพทย์ชื่อดังมาเป็นพรีเซนเตอร์ เนื่องจากขัด กับหลักเกณฑ์ชัดเจนที่ห้ามนำแพทย์หรือนักวิชาการสาขาใดมาเป็นผู้นำเสนอโฆษณาผลิตภัณฑ์ ทั้งนี้เป็นที่น่าสังเกตว่าสินค้าอาหารบำรุงร่างกายที่มีการโฆษณาทางโทรทัศน์ส่วนใหญ่มักจะนำ เสนอว่าสินค้าของตนได้ผ่านการตรวจสอบและการวิจัยจากสถาบันชื่อดังในต่างประเทศแต่ในกรณี ของซุปไก่สกัดไม่สามารถให้คำแนะนำผู้บริโภคในเรื่องคุณค่าทางโภชนาการได้ ทำให้ผู้บริโภคขาด ข้อมูลประกอบการตัดสินใจแต่ก็หลงซื้อเพราะความเข้าใจผิดในเรื่องนี้ 19


ดังนั้นหน่วยงานของภาครัฐที่รับผิดชอบดูแลด้านอาหารควรเร่งดำเนินการให้ความรู้แก่ผู้ บริโภคมากขึ้นเพื่อไม่ให้ตกเป็นเป้าของการโฆษณา ยิ่งปัจจุบันกระแสการบริโภคอาหารเพื่อสุขภาพ กำลังมาแรงมีผู้ผลิตสินค้าจำนวนมากเข้าสู่วงการอาหารซึ่งมีทั้งส่วนดีและส่วนเสียซึ่งมาตรการหนึ่ง ที่ได้ดำเนินการไปแล้วเมื่อปลายปีที่ผ่านมาคือการบังคับให้ติดฉลากข้อมูลทางโภชนาการว่ามีคุณค่า ทางอาหารอย่างไรแต่บางรายต้องมาเสียเงินทองในการเลือกซื้ออาหารบางประเภทที่ไม่มีคุณค่าโดย ใช่เหตุ เนื่องจากขาดความรู้ความเข้าใจในการคัดเลือกซื้ออาหาร โฆษณาแบรนด์เชื่อว่าทุกๆ คนในตอนนี้คงได้ดูโฆษณาของแบรนด์ซุปไก่สกัด กับสโลแกน " ดื่มแบรนด์ทุกวัน " ไปแล้ว การโฆษณาครั้งนี้ได้นำ โต๋ ศักดิ์สิทธิ์นักร้องและนักดนตรีเปียโนที่มี ความสามารถระดับประเทศมาเป็นตัว ชูโรง มีความสามารถที่ได้รับการยอมรับและเป็นความ สามารถและภาพลักษณ์ที่วัยรุ่นต้องการ ดนตรี กีฬา การเรียน เพศตรงข้าม เนื้อหาของโฆษณาชิ้นนี้ ได้สื่อถึงการใช้ชีวิตของตัวละคร โดยเป็นตัวแทนของนักศึกษาที่กำลังศึกษาอยู่ในระดับอุดมศึกษา แล้วปิดท้ายด้วย " ดื่มแบรนด์ทุกวัน " เพื่อสร้างพฤติกรรมการดื่มให้กับกลุ่มเป้าหมาย อาหารเสริมดีจริงอย่างที่เขาว่าหรือยุคปัจจุบันนี้จะเห็นว่ามีผลิตภัณฑ์อาหารเสริม หรือ เสริมอาหาร ออกวางขายและโฆษณากันอย่างมาก มีทั้งที่เป็นอาหารจริงๆ และ สมุนไพร ที่เป็นที่ฮือ ฮา เช่น กวาวเครือ ยิ่งขายผลิตภัณฑ์เหล่านี้ผ่านการขายตรง ก็ยิ่งทำให้ “ความมหัศจรรย์” ของอาหาร เสริมมีมากขึ้น เนื่องจาก ถูกขยายสรรพคุณโดยเหล่าตัวแทนนั่นเอง การโฆษณาผ่านสื่อต่างๆมีข้อ จำกัดทางกฎหมาย หากโฆษณา ด้วย “ปาก” แล้วจับผิดยาก แต่บทความนี้ ไม่ได้มีจุดมุ่งหมายเพื่อต่อ ต้านการรับประทานอาหารเสริม แต่อยากให้พินิจพิจารณากันมากๆก่อนที่จะเชื่ออะไร ร่างกายคน เราต้องการอาหารให้ครบเพียง 5 หมู่ ตามที่เราทราบมาตั้งแต่ยังเด็ก คือ อาหารพวกแป้ง น้ำตาล , โปรตีน, ไขมัน, น้ำสะอาด, เกลือแร่และวิตามินที่จำเป็น ถ้าเราได้รับสิ่งเหล่านี้ครบถ้วนจากอาหาร ประจำวันแล้ว ก็ไม่มีความจำเป็นแม้แต่น้อยที่จะซื้อหาอาหารเสริมมารับประทาน

20


กรณีศึกษา : การโฆษณาเกินจริงของวุฒิศักดิ์ คลินิก

วุฒิ-ศักดิ์ คลินิก เป็นธุรกิจที่ดำเนินงานทางด้านความสวยความงามและผิวพรรณ โดยเปิด ให้บริการคนไข้เป็นครั้งแรก เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2545 ณ สาขางามวงศ์วาน โดยทีมแพทย์ผู้ เชี่ยวชาญด้วยทุนจดทะเบียนเริ่มแรก 50 ล้านบาท ปัจจุบันได้เพิ่มทุนจดทะเบียน 500 ล้านบาท เมื่อ ปลายปี พ.ศ. 2552 ในปัจจุบันทางบริษัท ได้ประสบความสำเร็จในด้านการบริการโดยได้รับความ นิยมและไว้วางใจจากคนไข้เป็นอย่างมาก มีการขยายสาขาถึง 100 สาขา ภายในระยะเวลา 10 ปี มีทีม แพทย์ผู้เชี่ยวชาญกว่า 200 คนและพนักงานทั้งหมดประมาณ 3,500 คน ปลายปี พ.ศ. 2552 บริษัท วุฒิศักดิ์ คลินิก กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ได้มีการระดมทุนกว่า 1,500 ล้านบาท เพื่อรองรับการขยายธุรกิจเชิงรุกในด้านความงามและผิวพรรณ อาทิ วุฒิ-ศักดิ์ คอสเมติก, วุฒิ-ศักดิ์ ฟาร์มาซี และนวดไทย & สปา ภายใต้ชื่อ “พุทธรักษา” โดยพัฒนาคุณภาพในระดับ มาตรฐานสากลทั้งนี้ บริษัทฯ ยังมีความมุ่งมั่นที่จะขยายสาขาให้ครอบคลุมทั่วทั้งประเทศ เพื่อ รองรับความต้องการด้านความงามและผิวพรรณอย่างครบถ้วน นพ.ศิริวัฒน์ ทิพย์ธราดล เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) นพ.ศุภชัย คุณารัตนพฤกษ์ อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) นพ.ธเรศ กรัษนัยรวิวงศ์ ผู้อำนวยการกองการ ประกอบโรคศิลปะ รศ.นพ.นภดล นพคุณ และ นพ.ประวิทย์ อัศวานนท์ จากสมาคมแพทย์ผิวหนัง แห่งประเทศไทย ร่วมกันแถลงข่าวเกี่ยวกับการที่มีคลินิกเสริมความงามหลายแห่งนำสารกลูตาไธ โอน (Glutathione) มาฉีดให้ลูกค้า โดยโฆษณาชวนเชื่อว่าช่วยให้ผิวขาวเรืองแสงได้ อย. จึงได้ร่วม กับเจ้าหน้าที่กองการประกอบโรคศิลปะ กรมสนับสนุนบริการสุขภาพเข้าตรวจสถานพยาบาลวุฒิศักดิ์ คลินิกเวชกรรม สาขางามวงศ์วาน พบว่า มีแผ่นพับโฆษณาสถานพยาบาลในลักษณะโอ้อวด เกินความจริง นพ.ศุภชัย กล่าวว่า จากการเข้าตรวจสถานพยาบาลวุฒิ-ศักดิ์ คลินิกเวชกรรม สาขา งามวงศ์วาน พบว่า สถานบริการแห่งนี้มีแผ่นพับโฆษณาข้อความดังกล่าว ระบุว่า โปรแกรม เรเดี๊ยนซ์ แอนด์ ดีท็อกซิฟิเดชั่น (RADIANCE DETOXIFICATION) เป็นวิธีการรักษาที่ช่วยให้ผิว ขาวกระจ่าง สดใส ทั่วทั้งเรือนร่างเหมือนดาราโดยไม่มีผลกระทบจากการใช้ยา ถือเป็นโฆษณาที่เข้า ข่ายโอ้อวดเกินความจริง เนื่องจากการรักษาพยาบาลทุกอย่างมีทั้งผลดีและผลข้างเคียงที่จำเป็นต้อง ชี้แจงอันตรายให้ผู้บริโภคเข้าใจ ถือเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 38 พ.ร.บ.สถานพยาบาล พ.ศ.2541 ต้อง ระวางโทษปรับไม่เกิน 2 หมื่นบาทและหากยังมีการโฆษณาเกินจริงอยู่อีก จะมีโทษปรับวันละ 10,000 บาท จนกว่าจะแก้ไขโฆษณาดังกล่าวให้เหมาะสม 21


นพ.ศุภชัย กล่าวอีกว่า นอกจากตรวจพบการใช้ยาเตติโอนิล (TATIONIL) ซึ่งมีส่วนผสม ของตัวยากลูตาไทโอน ซึ่งเป็นยาที่มิได้ขึ้นทะเบียนตำรับยานำมาใช้ในสถานประกอบการ ถือ เป็นการฝ่าฝืนมาตรา 34(2) พ.ร.บ.สถานพยาบาล พ.ศ.2541 ที่กำหนดให้ผู้ดำเนินการสถานพยาบาล มีหน้าที่ความรับผิดชอบควบคุมดูแลผู้ประกอบวิชาชีพที่ปฏิบัติงานตามกฎหมาย ฝ่าฝืนมีโทษจำคุก 1 ปี ปรับไม่เกิน 10,000 บาทหรือทั้งทั้งปรับ รวมทั้งสถานพยาบาลได้อ้างว่าการรักษาพยาบาลเกิด ขึ้นจากทีมวิจัยเทคนิกการแพทย์ของตนเองซึ่งเท่าที่มีการตรวจสอบข้อมูลเอกสารหลักฐานต่างๆ ไม่มีข้อมูลแสดงว่าการใช้ยาดังกล่าวเป็นกระบวนการที่ได้มาตรฐานและได้รับการยอมรับ อีกทั้งไม่มี ข้อมูลเพียงพอที่ชี้ชัดความปลอดภัยในการรักษาเนื่องจากยายังไม่ผ่านการตรวจสอบ และไม่ได้รับ การขึ้นทะเบียนประกันคุณภาพและความปลอดภัย จึงถือเป็นการกระทำผิดมาตรา 45 ตาม พ.ร.บ.สถานพยาบาล พ.ศ.2541 ในการใช้ยาเวชภัณฑ์ที่ก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้รับการรักษาและ กำหนดให้แก้ไขให้เหมาะสมภายในระยะเวลาที่กำหนด ด้าน นพ.ศิริวัฒน์ กล่าวว่า เมื่อได้บุกเข้าตรวจสถานพยาบาลแห่งนี้ พบว่า มีการใช้สารกลูตา ไธ-โอน โดยไม่มีการขึ้นทะเบียนตำรับยาและไม่มีการนำเข้ามาในประเทศไทย ไม่ทราบแหล่งที่มาว่า มีการนำเข้าจากที่ใด แต่มีเอกสารที่รับรองการนำเข้าและการขึ้นทะเบียนกับอย.ถูกต้อง และเมื่อ สอบถามไปยังบริษัท โรช (ประเทศไทย) จำกัด บริษัทผู้ผลิตยาดังกล่าวได้แจ้งให้ อย.ทราบว่าไม่มี การนำเข้ามาในประเทศเช่นกัน จึงมีความเป็นไปได้ว่า ยาที่มีจำหน่ายอยู่อาจเป็นยาปลอม ซึ่งขณะที่ นี้พบว่ามีการระบาดอยู่แถบอาเซียน ซึ่งจะมีการประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อสืบหาเบาะแสและการ เข้ามาในประเทศไทยได้อย่างไร “ขอเตือนวัยรุ่น ไม่ควรหลงเชื่อโฆษณาที่อ้างว่าสามารถช่วยให้ผิวขาวขึ้น เพราะไม่มี ผลิตภัณฑ์ใดที่จะทำให้ผิวขาวขึ้นได้อย่างถาวร ผลิตภัณฑ์ยาอาจช่วยได้ชั่วคราว แต่เมื่อหมดฤทธิ์ยา ร่างกายก็ผลิตเม็ดสีตามปกติ ซึ่งการฉีดยาเข้าเส้นเลือดนั้นมีอันตรายมาก ผู้บริโภคที่ได้รับการฉีดสาร ตัวนี้อาจเกิดอาการแพ้ยา ช็อก หรือหยุดหายใจได้ สำหรับผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางก็สามารถช่วยให้ผิว ขาวขึ้นได้ชั่วคราวเท่านั้น โดยไม่มีผลกับโครงสร้างใดๆ ของผิว ทั้งนี้ การที่ประชาชนในแถบเอเชียมี ผิวคล้ำถือเป็นเรื่องที่มีประโยชน์ เพราะสามารถป้องกันแสงอัลตราไวโอเล็ตจากแสงอาทิตย์ได้ ทำให้ โอกาสการเกิดมะเร็งผิวหนังน้อยกว่าคนผิวขาว จึงไม่ควรมีค่านิยมที่ผิดในการเปลี่ยนสีผิวให้ผิด ธรรมชาติและหากมีผู้ได้รับผลกระทบจากการใช้สารกลูตาไทโอนก็สามารถแจ้งมาได้ทั้ง 3 หน่วย งาน คือ อย.สบส.และ สคบ.” นพ.ศิริวัฒน์ กล่าว กระทรวงสาธารณะสุข จับมือ กองบังคับการปราบปรามการกระทําความผิดเกี่ยวกับการ คุ้มครองผู้บริโภค บุกตรวจ “นิติพล-วุฒิศักดิ์” ย่านสยามสแควร์ พบขายยารักษาสิวโดยไม่ใช่แพทย์ และโฆษณาเกินจริง และยังมีการลดแลกแจกแถม เบื้องต้นแจ้งข้อหาทั้งสองคลินิกแล้ว นายพสิษฐ์ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ ยังได้ทำการตรวจสอบสถานเสริมความงามวุฒิศักดิ์ คลินิก เวชกรรม สาขาสยามสแควร์ ด้วยซึ่งพบว่ากระทำความผิดฐานมีการโฆษณาอวดอ้าง สรรพคุณเกินจริง เช่น เป็นผลิตภัณฑ์อันดับ 1 ที่มีดารามาใช้บริการมากที่สุด ใช้แล้วทำให้ผิวกลับไป เป็นเด็กอีกครั้งและการยกกระชับผิวหน้าด้วยทองคำบริสุทธิ์ เป็นต้น อย่างไรก็ตาม ยังร่วมไปถึงมี การโฆษณาลดแลกแจกแถมสินค้าอีกด้วย ซึ่งตามหลักแล้วไม่สามารถทำได้ จึงได้แจ้งความผิดฐาน โฆษณาโอ้อวดเกินจริง พร้อมสั่งให้ปลดป้ายโฆษณาและมีการเปรียบเทียบปรับ 2 หมื่นบาท ทั้งนี้ หากพบมีการฝ่าฝืนอีกก็จะปรับเป็นเงินวันละ 10,000 บาท 22


“ทั้ง 2 กรณีถือเป็นความผิดที่ร้ายแรง โดยเฉพาะกรณีจำหน่ายยาโดยไม่มีการตรวจวินิจฉัย โรคก่อน ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อผิวได้ เนื่องจากผิวของแต่ละคนนั้นแตกต่างกัน เช่น บางราย สามารถใช้ผลิตภัณฑ์รักษาสิวบางตัวได้ แต่ในผลิตภัณฑ์ตัวเดียวกันก็สามารถทำให้อีกคนแพ้ได้ ซึ่ง เรื่องการแพ้ยาหรือผลิตภัณฑ์ถือเป็นเรื่องสำคัญ เพราะบางรายอาจถึงขั้นเป็นฝ้าถาวร หน้าเกิดอาการ บวมแดงจากการแพ้หรืออาจถึงขั้นเสียโฉมได้ ดังนั้น การจำหน่ายยาหรือผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับความ งามทุกครั้งจะต้องมีแพทย์ควบคุม ซึ่งในเรื่องดังกล่าวตนก็จะนำรายงานให้แพทสภาทราบเพื่อ ทำการตรวจสอบรายละเอียดต่อไป” นายพสิษฐ์ กล่าว ด้าน พ.ต.อ.ล้ำพันธุ์ พรรธนประเทศ ผกก.4 ปคบ.กล่าวว่า จากการตรวจสอบพบว่าทั้ง 2 คลินิกมีการกระทำความผิดจริง ดังนั้นเบื้องต้นคลินิกทั้ง 2 แห่งจะถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย โดย คลินิกวุฒิศักดิ์จะถูกดำเนินคดีทางกฎหมายเกี่ยวกับการจำหน่ายผลิตภัณฑ์โดยไม่มีแพทย์ควบคุม มี โทษจำคุก 3 ปี ปรับไม่เกิน 30,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ส่วนกรณีที่ 2 เป็นการโฆษณาชวนเชื่อ มี โทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท

23


จริยธรรมในการโฆษณาของอาหารเสริมและยา

ในปัจจุบันผู้คนหันมาใส่ใจและดูแลสุขภาพร่างกายของตนเองมากขึ้น ทั้งการดูแลเรื่อง อาหารและการออกกำลังกาย ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมและยาจึงได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้นตามไป ด้วย กระแสความนิยมเหล่านี้จึงส่งผลให้นักโฆษณาและนักการตลาดผลิตสื่อและโฆษณาเพื่อตอบ สนองความต้องการของผู้บริโภค ยิ่งไปกว่านั้นสื่อยอดฮิตของวัยรุ่นที่จะขาดไม่ได้เลย คือ สื่ออินเทอร์เน็ต ซึ่งเป็นสื่อที่มีความ อิสระในการเผยแพร่ข้อมูลค่อนข้างมาก จึงเป็นตัวช่วยสำหรับวัยรุ่นในการสืบค้นข้อมูลในสิ่งที่ โทรทัศน์และวิทยุไม่สามารถบอกได้ ซึ่งในข้อมูลเหล่านั้นที่ได้จากอินเทอร์เน็ตมีความเท็จจริงมาก น้อยเพียงใดก็ไม่สามารถรู้ได้ ซึ่งเปลี่ยนกรอบความคิดของเราไปจากกรอบความคิดเดิมโดยการสร้าง กระแสของผลิตภัณฑ์เพื่อประโคมให้ผู้บริโภคเกิดความต้องการมากยิ่งขึ้น เพราะฉะนั้น วัยรุ่นจึงตก เป็นเครื่องมือของสื่อโดยอาจขาดวิจารณญาณในการบริโภคข้อมูลข่าวสาร ปัจจัยต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ความต้องการการยอมรับทางสังคม ความต้องการโอกาสทางสังคม คำโฆษณาชวนเชื่อของผลิตภัณฑ์เสริมความงามที่มีการนำพรีเซนเตอร์ที่เป็นนักแสดง ศิลปินหรือ นักร้องที่มีชื่อเสียงทั้งของประเทศไทยและต่างประเทศโดยเฉพาะประเทศเกาหลีซึ่งเป็นตัวแทนของ ความขาวและสมบูรณ์แบบที่ได้รับการยอมรับจากวัยรุ่น นอกจากเรื่องความขาวแล้วจะเห็นได้ว่าใน ปัจจุบันการแข่งขันทางการศึกษาก็มีมากเช่นเดียวกันดังจะเห็นได้ว่ามีการติวเพื่อเข้ามหาวิทยาลัย ของโครงการต่างๆที่เกิดจากผลิตภัณฑ์เสริมอาหารบำรุงสมองและยังมีการแจกเครื่องดื่มดังกล่าวใน ช่วงติวเพื่อให้เกิดความเชื่อว่าจะเข้าใจและสมองทำงานได้ดีขึ้น รวมทั้งสื่อต่างๆที่มีอิทธิพลต่อการ ให้ข้อมูลข่าวสารของวัยรุ่น ปัจจัยเหล่านี้จึงส่งผลให้วัยรุ่นไทยเกิดค่านิยมผิวพรรณขาวใส สุขภาพดี และต้องมีการศึกษาที่ดีด้วย เพื่อยกระดับตนเองให้เป็นที่ยอมรับในสังคมปัจจุบันโดยขาดการกระ หนักถึงข้อเท็จจริงของผลิตภัณฑ์และตัดสินใจโดยขาดวิจารณญาณที่ถูกต้องจนส่งผลเสียทั้งสุขภาพ ร่างกายในระยะยาวจากสารเคมีต่างๆและเสียเงินไปโดยใช่เหตุ

24


อย่างไรก็ตาม การโฆษณาก็ต้องอยู่ในขอบเขตของการควบคุมของสำนักงานคณะกรรมการ อาหารและยา ต้องไม่เป็นการโฆษณาโอ้อวดเกินความเป็นจริงหรือทำให้ผู้บริโภคเกิดความเข้าใจผิด ได้ว่ามีสรรพคุณทางยา เพราะผลิตภัณฑ์เสริมอาหารและยาเพียงอย่างเดียวไม่สามารถทำให้ร่างกายมี สุขภาพที่ดีขึ้นได้ อีกทั้งทำให้ผู้บริโภคเสียโอกาสที่จะได้รับการรักษาอย่างถูกต้องและเสียค่าใช้จ่าย เพิ่มมากขึ้นโดยไม่จำเป็น อีกทั้งในปัจจุบันการโฆษณาได้หาช่องว่างของกฎหมายการคุ้มครองผู้บริโภคเพื่อการ โฆษณาหลากหลายผลิตภัณฑ์ จึงอาจทำให้ผู้บริโภคอาจได้รับข้อมูลข่าวสารที่ไม่ใช่ข้อเท็จจริงได้ ยก ตัวอย่างเช่น การโฆษณาของผลิตภัณฑ์เปปทีน

ในกรณีของผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเปปทีน สำนักงานคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) และองค์การ อาหารและยา (อย.) ได้ส่งหลักฐานมาให้กับคณะกรรมการกิจการวิทยุกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจกรรมคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เพื่อให้เปปทีนระงับการโฆษณา เนื่องจากมีการโฆษณาที่ ให้ความเท็จของผลการวิจัยผลิตภัณฑ์ และโฆษณาเกินความเป็นจริงโดยอ้างว่าผลิตภัณฑ์เปปทีน สามารถทำให้ฉลาด สมองโปร่งใส แต่หลังจากที่ได้ถูกสั่งให้ระงับแล้ว โฆษณาเปปทีนยังคงเผยแพร่ โฆษณาอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น ผู้ที่มีความผิด คือ เจ้าของผลิตภัณฑ์รวมถึงเจ้าของสถานีโทรทัศน์โดย กสทช. มีอำนาจลงโทษผู้ฝ่าฝืนด้วยการสั่งปรับ ซึ่งกรณีนี้มีการสั่งปรับเป็นเงิน 5 หมื่นบาท ซึ่งถือ เป็นจำนวนเงินที่น้อยและมีกฏหมายที่ไม่เคร่งครัดจึงทำให้เปปทีนยังคงเผยแพร่โฆษณาต่อไปเรื่อยๆ ซึ่งนับว่าเป็นการกระทำผิดตามกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคมาตราที่ 22 ที่กล่าวว่าการโฆษณา จะต้องไม่ใช้ข้อความที่เป็นการไม่เป็นธรรมต่อผู้บริโภคหรือใช้ข้อความที่อาจก่อให้เกิดผลเสียต่อ สังคมเป็นส่วนรวมและมาตราที่ 27 โฆษณาเพื่อแก้ไขความเข้าใจผิดของผู้บริโภคที่อาจเกิดขึ้นได้

25


หลังจากนั้น เปปทีนได้ปล่อยโฆษณาออกมาโดยใช้สโลแกนว่า "อยากเป็นหมอ” โดยการให้ นักศึกษาคณะแพทยศาสตร์จากมหาวิทยาลัยต่างๆมาใช้ในการโฆษณา โดยนักศึกษาเหล่านั้นเคยเข้า ร่วมโครงการเตรียมสมองพร้อมสอบกับเปปทีน และสามารถสอบเข้าคณะแพทยศาสตร์ตาม มหาวิทยาลัยต่างๆได้ เปปทีนจึงนำนักศึกษาเหล่านั้นมาใช้ในการโฆษณา และได้ใช้สโลแกนอย่างที่ ได้กล่าวไว้ในตอนต้นว่า "อยากเป็นหมอ” จะเห็นได้ว่า การที่เปปทีนนำนักศึกษาคณะแพทยศาสตร์ เหล่านั้นมาโฆษณา แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า นักศึกษาแพทยศาสตร์เหล่านั้นจะสามารถสอบติดได้ เพราะการดื่มเครื่องดื่มผลิตภัณฑ์ เปปทีนเพียงอย่างเดียว เหตุจากการนำนักศึกษาคณะแพทยศาสตร์มาโฆษณาผลิตภัณฑ์เปปทีน ทำให้นักศึกษา แพทยศาสตร์ต่างๆไม่พอใจ สหพันธ์นิสิตนักศึกษาแพทย์แห่งประเทศไทยในพระอุปถัมภ์ ศาสตราจารย์ ดร.สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์อัครราชกุมารี (สพท.) จึงเรียกร้อง เพื่อให้โฆษณาเปปทีนชิ้นดังกล่าวถอดถอนออกจากสื่อต่างๆ แต่ทาง กสทช. ไม่สามารถสั่งระงับได้ โดยตรง ต้องรอการตรวจสอบทาง สคบ. และ อย. เพื่อทำการตรวจสอบก่อนว่าผลิตภัณฑ์ดังกล่าวมี คุณสมบัติเกินจริงตามที่กล่าวอ้างในโฆษณาหรือไม่ จากข้อเรียกร้องของนักศึกษาคณะแพทยศาสตร์ได้เกิดเป็นกระแสขึ้น ด้านโอสถสภาฯ จึง ขอระงับการแพร่ภาพการโฆษณาด้วยตนเอง แต่อย่างไรก็ตาม แม้บริษัทโอสถสภาฯ จะถอนโฆษณา เครื่องดื่มเปปทีนที่ใช้นิสิตนักศึกษาคณะแพทยศาสตร์เป็นพรีเซ็นเตอร์ออกจากสื่อต่างๆแล้ว แต่การ โฆษณาที่อาจทำให้ผู้บริโภคเข้าใจผิดเช่นนี้ ไม่ได้มีเพียงกรณีที่ใช้นิสิตนักศึกษาแพทย์เป็น พรีเซ็นเตอร์ แต่ยังรวมถึงการโฆษณาสรรพคุณว่าจะช่วยเพิ่มศักยภาพของสมองที่เกินความเป็นจริง อีกด้วย การโฆษณาของผลิตภัณฑ์แบรนด์

ปัจจุบันเรามักจะเห็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่โฆษณากันอย่างโจ่งแจ้งและอ้างสรรพคุณเกิน จริง ดังจะเห็นได้จากซุปไก่สกัดยี่ห้อ BRAND'S ที่ผลวิจัยเพียงบอกว่า เมื่อรับประทานแล้วจะทำให้ ร่างกายใช้พลังงานได้ดีและดูดซึมธาตุเหล็กได้ดีขึ้น แต่กลับโฆษณาไปอีกทิศทางหนึ่งซึ่งมากเกิน ขอบเขตที่เป็นจริงโดยอ้างว่าการดื่มซุปไก่สกัดทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของคลื่นแอลฟาในสมอง 26


มากขึ้นและส่งผลทำให้ความจำและสมาธิดีขึ้น แต่ความจริงแล้วการศึกษาของผลวิจัยเหล่านี้ต้อง อาศัยเวลานาน เงินทุนสูงและผู้คนจำนวนมากในการศึกษาและที่สำคัญที่สุดคือ การวัดผลทำได้ ลำบาก เช่น วัดว่ากลุ่มนี้ฉลาดกว่าหรือสมองพัฒนาเร็วกว่า เป็นต้น อีกทั้งยังไม่มีเครื่องวัดที่ชัดเจน และไม่มีการกำหนดมาตรฐานใดใดในโลกที่ยึดถึงคลื่นสมองเป็นตัวบ่งชี้ว่าความจำจะดีขึ้นหรือ ลดลง อย่างไรก็ตามการทดลองชิ้นนี้ทดลองใช้กับหนู เพียงแค่ 10 ตัวแต่ก็ยังมีข้อจำกัดเพราะ มนุษย์ไม่ใช่หนู ดังนั้น ผลในสัตว์ทดลองอาจไม่เหมือนกับการทดลองในคน ซึ่งกับกรณีนี้เปรียบ เทียบได้กับยาหลอกที่รับประทานเข้าไปแล้วรู้สึกดีขึ้นเพราะคำจากโฆษณา หรือพรีเซนเตอร์ที่ทำให้ รู้สึกว่าดื่มแล้วจะฉลาดขึ้น ซึ่งในความเป็นจริงแล้วผลิตภัณฑ์เองไม่ได้มีคุณสมบัติตามที่กล่าวอ้างแต่ อย่างใดและเมื่อเข้าไปหาข้อมูลในเว็บไซต์ของแบรนด์เพื่อหางานวิจัยที่แบรนด์ใช้อ้างอิงกลับไม่พบมี เพียงการแนะนำสินค้าและข้อมูลของโรงงานว่าได้มาตรฐานอุตสาหกรรมเท่านั้น การโฆษณาของผลิตภัณฑ์คลินิกเสริมความงามวุฒิศักดิ์

วุฒิศักดิ์คลินิกเป็นคลินิกด้านผิวพรรณและความงาม ที่นำเสนอสินค้าภายในคลินิก ผ่าน ทางโฆษณาโทรทัศน์ออกมาอย่างต่อเนื่องโดยโฆษณาแต่ละชิ้นนั้นจะเน้นการพูดถึงสรรพคุณความ ขาวใสและความอ่อนวัยของผิวพรรณ โดยนักแสดงโฆษณานั้นจะใช้ดาราชื่อดังทั้งดาราไทยและ ศิลปินต่างประเทศ(เกาหลี) จึงทำให้ผู้บริโภคมีความเชื่อมั่นในตัวสินค้าว่าใช้เเล้วได้ผลจริง มากกว่า การใช้บุคคลธรรมดาที่ไม่มีชื่อเสียง เหมือนการสร้างความเข้าใจให้กับผู้บริโภคว่าเมื่อใช้สินค้า เเล้วจะทำให้ดูดีเหมือนดาราดังบวกกับกระแสนิยมของเรื่องความขาวของคนในปัจจุบันที่มองว่าคน ขาวคือคนที่ดูดีนั้นจึงยิ่งทำสินค้าของวุฒิศักดิ์คลินิก จึงเข้ามาตีตลาดทางด้านความงามและได้รับ ความนิยมอย่างมากอย่างรวดเร็ว หลังจากเปิดให้บริการเป็นคลินิกเสริมความงามได้ไม่กี่ปี

27


จะเห็นได้ว่า โฆษณาของคลินิกวุฒิศักดิ์มีความน่าดึงดูดและมีผลต่อการตัดสินใจเข้ารับ บริการของผู้บริโภคเป็นอย่างมาก แต่เมื่อคำนึงถึงจรรยาบรรณและกฎหมายของโฆษณาแล้วโฆษณา อีกหลายชิ้นกลับกลายเป็นเรื่องไม่เหมาะสมทั้ง การโอ้อวดสรรพคุณจนเกินความจริงและมิได้ชี้แจง ในเรื่องการรักษาพยาบาลที่อาจเกิดผลข้างเคียงที่เป็นอันตรายแก่ผู้บริโภคขึ้นได้และการมีความรับ ผิดชอบต่อสังคมโดยรวมเมื่อมีการเผยแพร่โฆษณาชิ้นนั้นๆออกไปสู่สังคม เพราะฉะนั้น ในฐานะที่เราเป็นผู้บริโภคเราควรที่จะพิจารณาและหาข้อมูลในการเสพสื่อ โฆษณาทุกครั้ง และเมื่อพบว่ามีโฆษณาชิ้นใดที่มีการโอ้อวดสรรพคุณเกินจริงหรือให้ข้อมูลที่เป็นเท็จ กับผู้บริโภคก็ควรช่วยกันร้องเรียนไปยังสำนักงานคุ้มครองผู้บริโภค ( สคบ. ) เพื่อประโยชน์ต่อชีวิต และทรัพย์สินของเรา

28


บรรณานุกรม แหล่งข้อมูลอ้างอิงเกี่ยวกับกฏหมายคุ้มครองผู้บริโภค - http://www.decha.com/main/showTopic.php?id=7816 - http://www.thaigoodview.com/node/21346?page=0,0 แหล่งข้อมูลอ้างอิงเกี่ยวกับกฏหมายการอาหารและยา - https://www.google.co.th/url? sa=t&rct=j&q=&esrc=s&source=web&cd=3&ved=0CDwQFjAC&url=http%3A%2F %2Fnewsser.fda.moph.go.th%2Ffood%2FKle%2FLaws%2FAnnouncement%2520of%2520the %2520Food%2520and%2520Drug%2520Administration %2FRuleOfFoodAd51.doc&ei=ysEZUsKZJIeNrQedn4DoAg&usg=AFQjCNENbcngdP7cLjJUTqMrBo DzOfVAUQ&sig2=FAFM9L2WV_J10nUSQ88JAw&bvm=bv.51156542,d.bmk แหล่งข้อมูลอ้างอิงจรรยาบรรณของนักโฆษณา - http://advertising-300.exteen.com/20100922/entry-6 แหล่งข้อมูลอ้างอิงจรรยาบรรณของการโฆษณาอาหารเสิรม - http://webnotes.fda.moph.go.th/consumer/csmb/csmb2546.nsf/723dc9fee41b850847256e5c00332fb4/ f5c1b62bb1f1a177c7256d180006a6d6 - http://www.gotoknow.org/posts/167308 - http://newsser.fda.moph.go.th/food/Kle/Permision/Advertise/6.pdf แหล่งข้อมูลอ้างอิงการโฆษณาของผลิตภัณฑ์เปปทีน - http://www.kodhit.com - http://123.242.175.89/ofKce/consumerprotection/ แหล่งข้อมูลอ้างอิงการโฆษณาของผลิตภัณฑ์แบรนด์ - http://www.vcharkarn.com/vcafe/101684 - http://topicstock.pantip.com/lumpini/topicstock/2007/02/L5178010/L5178010.html แหล่งข้อมูลอ้างอิงการโฆษณาของคลินิกเสริมความงามวุฒิศักดิ์ - http://www.wuttisakclinic.com/th/ - http://www.manager.co.th/Qol/ViewNews.aspx?NewsID=9500000141330 - http://www.prvariety.com/news.php?id=3349


จริยธรรมในการโฆษณาของอาหารเสริมและยา  

ศึกษาจริยธรรมและจรรยาบรรณของการโฆษณาอาหารเสิรมและยาในประเทศไทย โดยยกกรณีศึกษาขึ้นมาวิเคราะห์ ประกอบการเรียนรู้รายวิชา 851204 หลักการประชาสั...

Read more
Read more
Similar to
Popular now
Just for you