Page 1

ปวดใจครับ กับความจริงใจที่ได้ให้กับพี่อุสมาน ลูกหยีไป แต่พี่อุสมาน ลูกหยีก็ตอบแทนความจริงใจของน้อง ด้วย หลักการอันประเสริฐ(?)ตามแนวทางที่พี่อุสมาน ลูกหยีได้เรียนรู้มา เจ็บช้้าจริงๆ ทั้งๆที่ กากา บาบา และพี่น้องคนอื่นๆ ได้เตือนผมไว้แล้วว่าอย่าไปเสวนากับ ชีอะฮฺรอฟิเฎาะฮฺ เพราะพวกนี้ ชอบโกหก(ตะกียะฮฺ) ใส่พี่น้องซุนนี่ให้ช้าใจเสมอ ในสายตาของเหล่าพวกท่าน “มุสลิมเป็นพี่น้องกัน” จริงหรือ? ความ สมานฉันท์ที่ท่านมักจะพูดกัน มันกลายเป็นค้าขวัญวันเด็ก(ที่ไม่รู้จักโต)กระนั้นหรือ? เมื่อโดนกับตัวแล้วถึงจะซึ้ง โดยส่วนตัวแล้ว ข้าพเจ้านั้น ไม่ใช่ วะฮาบียฺ และไม่เคยแรกร้องผู้ใดมาสู่แนวทางของ วะฮา บียฺ เพียงแต่เป็นบ่าวของอัลลอฮฺ ผู้ที่คอบเรียกร้องเชิญชวนพี่น้อง ให้มาสู่หนทางของอัลลอฮฺและรอซูล เช่นเดียวกัน พี่น้องชีอะฮฺรอฟิเฎาะฮฺ ที่ผมรักยิ่ง ก็เป็นอีกหนึ่งจ้าพวกที่ผมจะต้องเชิญชวนพวกเขากลับมาสู่แนวทางอัน เที่ยงตรง แนวทางเดียวกับท่านอะลี ท่านหะซัน ท่านฮุซัยนฺ และบรรดาอะหฺลุลบัยตฺ เรียกร้องพวกเขามาสู่แนวทาง ชีอะฮฺอะลีที่ แท้จริง หาใช่ทางของรอฟิเฎาะฮฺไม่ ด้วยนโยบาย ใจ ถึง ใจ ความรัก ต่อ ความรัก เพียงเพื่อหวังที่จะซับน้้าตาแห่งความโศกเศร้าของพี่น้อง ชีอะฮฺ ที่มีมา ยาวนานถึง 1,400 ปี ความรักที่อยากจะเห็นพวกเขา และพี่อุสมาน ลูกหยี ได้เดินอยู่บนแนวทางของ อัล-อิสลาม ซึ่งเป็นทาง เส้นเดียวกับที่บรรดานบี บรรดาอะหฺลุลบัยตฺ บรรดาศอหาบะฮฺ ที่รักยิ่ง โอ้ ความหวังดีของฉัน ถูกท้าลายลง โอ้ ท่านอะหฺลุลบัยตฺ ผู้ที่บอกว่ารักพวกท่านอย่างสุดใจท้าร้ายฉัน ทุกอย่างเริ่มต้น ณ ตรงนี้ พี่อุสมาน ลูกหยี ได้โพสในกลุ่มหนึ่ง บนเว็บไซด์ยอดฮิตอย่าง Facebook.com ความว่า “มุอาวียะห์ บุตร อบีสุฟยานได้สั่งสะอัด (บินอบีวักกอศ) โดยกล่าวว่า อะไรเป็นเหตุยับยั้งท่านมิให้ด่า อะบูตูรอบ(ฉายา ของท่านอาลี) สะอัดได้กล่าวว่า เนื่องจากสามประการที่ฉันยังจ้าได้ ที่ท่านรอซูลเคยกล่าวกับเขา ฉะนั้น ฉันจึงไม่อาจด่าเขาได้ เพราะแท้จริงเพียงประการเดียวจากเรื่องเหล่านัน้ ถ้าหากได้กับฉัน ฉันจะรักชอบยิ่งกว่าอูฐสีแดง ( ซอเฮียะมุสลิม ฮะดิษที่ 6373)”เพื่อเป็นหลักฐานว่า ท่านมุอาวียะฮฺ นั้น ด่าทอ ท่านอะลี เกลียดชังท่านอะลี


แรกๆผมก็ไม่ทันสังเกตอะไร เพราะหลงเชื่อใจ ในความเป็นลูกผู้ชาย ของพี่อุสมาน ลูกหยี แต่แล้ว “เมื่อความจริงมา ความเท็จย่อมมลาย” เมื่อพี่น้องของข้าพเจ้า ได้โพสสะกิด กระตุ้นสายตา ที่พล่ามัวไปด้วยความไว้เนื้อเชื่อใจของข้าพเจ้าว่า “หนังสือของ อ. อรุณ บุญชม มีค้าว่า อะลี (อ.ล.) ด้วยหรือ” ท้าให้ข้าพเจ้าต้องหยุดนิ่ง เพื่อใคร่ครวญ โอ้ อะหฺลุลบัยตฺ ของพวกเรา พวกเขา บิดเบือนแม้กระทั่ง ค้าพูดนบี บิดเบือนจนกระทั่งได้มาเป็นหนังสือเล่มใหม่ ชัย ตอน ที่ไหนสอนท่านแบบนี้ ท่านตามใครกันแน่ ?


1.พี่อุสมาน ลูกหยี รู้ไหมว่า หะดีษ ที่ท่านอ้างว่า ท่านมุอาวียะฮฺ ได้สั่งให้ท่านสะอัด ด่าทอ อบูตุรอบ(ท่านอะลี) นั้น แปล แบบนี้ “ท่านอามิร บินสะอัด บินอะบีวักกอศรายงานจากบิดาของเขา ได้กล่าวว่า :มุอาวียะฮ์ บุตร อบีสุฟยานได้สั่งสะอัด(บินอบี วักกอศ) โดยกล่าวว่า : อะไรเป็นเหตุยับยั้งท่าน มิให้ด่าอะบูตุรอบ(ฉายาของท่านอาลี)? ท่านสะอัดได้กล่าวว่า : เนื่องจากยังมี สามประการที่ฉันยังจ้าได้ ที่ท่านรอซูลุลลอฮ์(ศ)เคยกล่าวกับเขา ฉะนั้น ฉันจึงไม่อาจด่าเขาได้ เพราะแท้จริง เพียงประการ เดียว จากเรื่องเหล่านั้น ถ้าหากได้กับฉัน ฉันจะรักชอบยิ่งกว่าได้อูฐสีแดง” ชีอะห์รอฟิเฎาะฮฺ ยังคงวนเวียนอยู่กับการอาศัยช่องหลืบทางภาษา ด้วยการน้าตัวบทในต้าราซุนนะห์มา ตีความเพื่อหลอกผู้คนที่ไม่มีความรู้ด้านภาษา ให้เข้าใจผิดต่อบรรดาศอฮาบะห์ตามที่พวกเขาต้องการ


ด้วยหลักฐานที่ชีอะห์น้าแสดงเพื่อชี้น้าว่า มุอาวียะห์สั่งให้ด่าอาลีนั้น เป็นเพียงการตีความที่คาดเคลื่อนจาก ข้อเท็จจริง ขอยืนยันว่า เป็นการตีความที่ผิดพลาดมหันต์ เพราะหากมุอาวียะห์สั่งใช้ให้ท่านสะอัดด่าอาลีจริงตามที่พวกเขาอ้าง ส้านวนค้ารายงานต้องปรากฏดังนี้ ٍِٜ‫حُ عَعْذاً تِغةِ عَي‬َِٝٗ‫ أٍََشَ ٍُعَا‬แปลว่า “มุอาวิยะห์ใช้สะอัดให้ด่าอาลี” แต่เราก็ไม่พบถ้อยค้าใดๆในตัวบทฮะดีษระบุเช่นนี้เลย ไม่มีจริงๆ ถ้าเช่นนั้นประโยคที่ชีอะห์อ้างว่า ‫َاَُ عَعْذًا‬ْٞ‫ عُف‬ِٚ‫حُ تُِْ أَت‬َٝ ِٗ‫ أٍََشَ ٍُعَا‬แปลว่า มุอาวียะฮ์ได้สั่งสะอัด จะหมายถึงอะไร ? 1 – สั่งใช้ให้ด่า ตามทีชีอะห์พยาพยามอ้าง ก็ไม่มีค้ารายงานในตัวบทยืนยัน นอกจากสันนิฐานเอาเอง 2 – สั่งใช้ให้แจงเหตุผลว่าท้าไมจึงไม่ด่า ปรากฏข้อความประโยคค้าถามถัดมาคือ

ِ ‫ٍَا ٍََْعَلَ أَُْ ذَغُةَ أَتَا اىرُشَا‬ ‫ب‬ “อะไรที่ห้ามท่านไม่ให้ด่าอาลี” นี่คือประโยคค้าถามที่อธิบายความค้าสั่งใช้ให้แจงเหตุผล ไม่ใช่ค้าสั่งใช้ให้ด่าตามที่ชีอะห์บิดเบือนด้วยการ ตีความ ส่วนข้อความที่เหลือในตัวบทฮะดีษคือการแจงเหตุผลและแสดงจุดยืนของสะอัด ท่านอิหม่ามนะวาวีย์ อธิบายว่า ‫ح تأّٔ أٍش ععذا تغثٔ ٗإَّا عأىٔ عِ اىغثة اىَاّع ىٔ ٍِ اىغة‬ٝ‫ٔ ذصش‬ٞ‫ظ ف‬ٞ‫ح ٕزا ى‬ٝٗ‫فق٘ه ٍعا‬ “ดังนั้นค้าพูดของมุอาวียะห์นี้ ไม่มีความชัดเจนเลยว่า เขาใช้สะอด์ให้ด่าอาลี แต่เขาได้ถามสะอด์จากสาเหตุที่ห้ามเขาจากการ ด่า” (ศอเฮียะห์มุสลิม หมวดที่ว่าด้วยเรื่องความประเสริฐของศอฮาบะห์ บทความประเสริฐของอาลี อธิบายโดยอิหม่ามนะวาวี ภาคที่ 16 หน้าที่ 175) ค้าอธิบายความของอิหม่ามนะวาวีย์นั้นชัดเจนว่า มุอาวียะห์ใช้ให้แจงเหตุผล มิใช่สั่งใช้ให้ด่าดั่งที่เหล่าชีอะห์พยายาม ตีความบิดเบือนความหมาย


นอกจากนั้นแล้ว เราก็ไม่พบข้อความใดๆที่แสดงว่า หลังจากมุอาวียะห์ได้ฟังค้าของสะอัดแล้วก็ต้าหนิหรือคัดค้าน แต่อย่างใด และหากมุอาวิยะห์เป็นผู้อธรรมในกรณีนี้ดั่งที่ชีอะห์ได้กล่าวอ้าง เขาคงลงโทษสะอัดที่ไม่ยอมปฏิบัติตามค้าสั่งอย่าง แน่นอน แต่ก็มิได้เป็นเช่นนั้น ดังนั้น ฮะดีษจากศอเฮียะห์มุสลิมบทนี้ จึงมิได้เป็นหลักฐานว่ามุอาวิยะห์ใช้ให้ด่าอาลี 2.พี่อุสมาน ลูกหยี ยังยกหะดีษบทอื่นมาเสริม ค้าพูด(ตะกียะฮฺ)ของเขาให้ ฟังดูมีน้าหนัก ด้วยหะดีษบทนี้ ِ‫ تَعْط‬ِٚ‫حُ ف‬َٝ ِٗ‫ َّٗقَاصٍ ّقَاهَ ّقَذًَِ ٍُعَا‬ِٚ‫ًا فََْاهَ ٍُِْٔ عَِْ عَعْذِ تِِْ أَت‬ِٞ‫ِٔ عَعْذٌ فَزَمَشُٗا عَي‬ْٞ َ‫فَغَعِةَ عَعْ ٌذ َّٗقَاهَ حَّجَا ِذِٔ فَذَخَوَ عَي‬ ِٔ‫ ذَقُ٘هُ َٕزَا ىِشَجُوٍ عََِعْدُ سَعُ٘هَ اىَي‬-ُ‫َقُ٘ه‬ٝ -ٌ‫ٔ ٗعي‬ٞ‫ اهلل عي‬ٚ‫صي‬ « ُ‫َقُ٘ه‬ٝ ُٔ‫ َٗعََِعُْر‬.» ُٓ َ‫ٌ ٍَْ٘ال‬ِٚ‫ٍَِْ مُ ْدُ ٍَْ٘الَُٓ فَعَي‬ « ُ‫َقُ٘ه‬ٝ ُٔ‫ َٗعََِعُْر‬.» ِٙ‫َ تَعْذ‬ِٚ‫ إِالَ أََُّٔ الَ َّث‬َٚ‫ تََِ ْضَِىحِ َٕاسَُُٗ ٍِِْ ٍُ٘ع‬ٍِِْٚ َ‫أَّْد‬ « ُٔ‫ُحِةُ اىَئَ َٗسَعَُ٘ى‬ٝ ً‫ًََْ٘ سَجُال‬ْٞ‫حَ اى‬َٝ ‫ََِ اىشَا‬ِٞ‫» ألُعْط‬. “ท่านสะอัด บินอบีวักกอศเล่าว่า :มุอาวียะฮ์ได้กลับเข้ามาในการประกอบพิธีหัจญ์บางครั้ง แล้วสะอัด(บินอบีวักกอศ)ได้เข้ามา พบเขา พวกเขาได้กล่าวกันถึงท่านอาลี แล้วเขาได้ด่าทออาลี สะอัดจึงโกรธเคืองและกล่าวว่า ท่านพูดเช่นนี้กับชายคนนี้กระนั้น หรือ ? ฉันได้ยินท่านรอซูลุลลอฮ์(ศ)กล่าวว่า :ผูใ้ ดที่ฉันคือคนรักของเขา ดังนั้นอาลีคือคนรักของเขา และเจ้ากับฉันมีต้าแหน่ง เหมือนนบีฮารูนกับนบีมูซา ยกเว้นจะไม่มีนะบีหลังจากฉันอีกแล้ว และวันนี้ ฉันจะมอบธงรบให้กับชายคนหนึ่ง ที่เขารักอัลเลาะฮ์ และรอซูลของพระองค์" สถานะหะดีษ : ซอฮิ๊ฮ์ ดูซอฮิ๊ฮ์อิบนุมาญะฮ์ หะดีษที่ 118 ตรวจทานโดยเชคอัลบานี ท่านซินดีได้อธิบายว่า : ِ‫ِٔ َٗعََثُٔ تَوْ أٍََشَ عَعْذًا تِاىغَة‬ِٞ‫ّ ََٗٗ َّقعَ ف‬ِٜ‫َح ٍِِْ عَي‬ِٝٗ‫ْ َّاهَ ٍُعَا‬َٛ‫ّقَْ٘ىٔ ( فََْاهَ ٍُِْٔ ) أ‬ 118 ‫ ح‬108 ‫ ص‬1 ‫ اتِ ٍاجٔ ض‬ٚ‫ عي‬ٛ‫ح اىغْذ‬ٞ‫حاش‬ ค้าพูดของเขาที่ว่า (( แล้วเขาได้ด่าทอเขา )) หมายถึงมุอาวียะฮ์ได้ด่าทอว่าร้ายท่านอาลี ยิ่งกว่านั้นเขายังสั่งสะอัดให้ด่าอีกด้วย


ดูฮาชียะฮ์ อัสซินดี อะลาอิบนิมาญะฮ์ เล่ม 1 : 108 หะดีษที่ 118 ค้าอธิบายของท่านซินดีชัดเจนนะครับว่า มุอาวียะฮ์ด่าท่านอาลีจริงและสั่งให้สะอัด บินอบีวักกอศด่าท่านอาลีจริงด้วย

ชีอะห์คงคิดว่านี่คือหลักฐานชิ้นส้าคัญที่จะยืนยันว่า มุอาวียะห์ด่าหรือสั่งให้ด่าท่านอาลี อิบนิ อบีตอลิบ เนื่องจาก ข้อความและค้าวิจารณ์ของพวกเขา ความจริงที่ชีอะห์คนนี้ กล่าวนี้มันคือความมดเท็จ เนื่องจากฮะดีษบทนี้อยู่ในสถานะฏออีฟ ไม่สามารถอ้างเป็น หลักฐานได้ ท่านอาจจะสงสัยว่า ฮะดีษบทนี้ เชคอัลบานีให้การรับรองว่าเป็นฮะดีษศอเฮียะห์ไม่ใช่หรือ ? ขอเรียนว่า เชคอัลบานี คือนักวิชาการร่วมสมัยที่เชี่ยวชาญในศาสตร์ฮะดีษ แต่ท่านก็เป็นปุถุชนคนหนึ่ง ย่อมมี ผิดพลาดได้บางกรณี ขณะเดียวกันในแวดวงของนักวิชาการฮะดีษก็ยังมีผู้เชี่ยวชาญในศาสตร์นี้อีก หลายท่าน ดังนั้นการอ่าน ต้าราฮะดีษจึงต้องมีความละเอียดรอบคอบ โดยเฉพาะการพิจารณามูลเหตุถึงการให้สถานะฮะดีษของนักวิชาการแต่ละท่าน แต่ไม่ว่าจะเป็นเชคอัลบานีหรือนักวิชาการท่านใดก็ตาม เหล่าชีอะห์ก็ไม่ได้เชื่อถือพวกเขาอยู่แล้ว เพียงแต่น้าเอาชื่อ ของเขามาเป็นข้ออ้างเพื่อหาช่องทางด่าประณามบรรดาศอฮาบะห์ ของท่านนบี เท่านั้นเอง สายรายงานของฮะดีษบทที่อ้างมามีดังนี้

‫ حَذَشََْا‬َٚ‫حَ حَذَشََْا ٍُْ٘ع‬َِٝٗ‫ُ تُِْ ٍُحَََذٍ حَذَشََْا أتٍُُ٘عَا‬ِٜ‫ تُِْ ٍُغْيٌٍِ عَِِ اتِِْ عَاتِطٍ ََُٕٗ٘ عَثْذُ اىشَحََْاُِ عَِ عَعْذِ عَي‬ِٜ‫تِِْ أت‬ ‫َّٗقَاص‬

“อาลี บิน มูฮัมหมัด เล่าให้เราฟังว่า อบู มุอาวียะห์ เล่าให้เราฟังว่า มูซา บิน มุสลิม เล่าให้เราฟังจาก อิบนุ ซาบิต เขาคือ อับดุร

เราะห์มาน จาก ซะอด์ บิน อบี วักก็อศ” ในสายนี้มีผู้รายงานที่ชื่อ อิบนุ ซาบิต หรือ อับดุลเราะห์มาน อิบนุซาบิต เป็นผู้รายงานที่ไม่ได้ฟังเรื่องนี้จากศอฮาบะห์ที่ ชื่อ ซะอด์ บิน อบี วักก็อศ ดังนี้ อับดุรเราะห์มาน อิบนุ ซาบิต เป็นตาบีอีนรุ่นกลาง เสียชีวิตในปีที่ 118 ฮิจเราะห์ศักราช


ท่านฮาฟิซ อิบนิ ฮะญัร อัลอัสกอลานีย์ ได้ชี้แจงว่า อิบนุ ซาบิต หรือ อับดุรเราะห์มาน อิบนุ ซาบิต บางท่านกล่าวว่า เขามีชื่อจริงว่า อับดุลลอฮ์ อิบนุ ซาบิต และบางท่านก็ว่า อับดุลเลาะห์ บิน อับดิรเราะห์มาน เขาเชื่อถือได้ แต่การรายงานของเขา มีการรายงานแบบกระโดดข้ามมาก (ตั๊กรีบุตตะฮ์ซีบ เล่มที่ 1 หน้าที่ 570 ล้าดับที่ 3881) ท่านยะห์ยา บิน มุอีน ได้ชี้ชัดว่า อิบนุ ซาบิต ไม่เคยได้ยินจาก ซะอด์ อิบนิ อบี วักก็อศ (ญามิอุตตะห์ศีล 1/222) มีผู้ถามยะห์ยา อิบนุ มะอีน ว่า อับดุรเราะห์มาน (อิบนุ ซาบิต) ได้ฟังจาก ซะอด์ อิบนิ อบี วักก็อศ หรือไม่ ? เขาตอบว่า ไม่ มีผู้ถามต่อไปอีกว่า เขาเคยฟังจาก อบีอุมามะห์หรือเปล่า ? เขาตอบว่า ไม่เคย แล้วเขาเคยฟังจาก ญาบิร หรือเปล่า เขาตอบ ว่า ไม่เคย เขา “มุรซัล” เป็นผู้ที่รายงานข้าม (ตะฮ์ซีบุตตะฮ์ซีบ 6/180 ล้าดับที่ 361) “เขาเป็นตาบีอีนที่มีการรายงานกระโดดข้ามมาก จนกล่าวกันว่า เรื่องที่เขาอ้างว่าได้ฟังจากศอฮาบะห์นั้นไม่ศอเฮียะห์” (อัลอศอบะห์ ฟีตัมยีซิสศออาบะห์ เล่มที่ 5 หน้าที่ 150 ล้าดับที่ 6680)

สรุปความได้ว่า ค้ารายงานของ อิบนุ ซาบิต ที่อ้างถึง ซะอด์ อิบนิ อบี วักก็อศ ไม่ถูกต้อง ไม่ใช่ฮะดีษศอ เฮียะห์ หากแต่เป็นฮะดีษฏออีฟ ประเภท “มุรซัล” ไม่สามารถอ้างอิงเป็นหลักฐานได้ 3.ตามรูปภาพหนังสือ ที่พี่อุสมาน ลูกหยีอ้างว่า เป็นหนังสือ หะดีษ ซอเฮี้ะห์ ของ อ. อรุณ บุญชม กลับพบว่ามีหะดีษ

อื่นๆ สอดแทรกอยู่ เช่น ْ َ‫ اهللُ ع‬ٚ‫ َّٗقَاصٍ ّقَاهَ خَيَفَ سَعُْ٘هُ اهللِ صَي‬ِٜ‫ غَضَْٗجِ عَعْذِ تِِْ أَت‬ِٜ‫ْ طَاىِةٍ ف‬ِٜ‫َ تَِْ أَت‬ِٜ‫ِٔ َٗعَيٌََ عَي‬ْٞ ‫َا سَعُْ٘هَ ذَثُْ٘كَ عَي‬ٝ َ‫فَقَاه‬ ُ ُِ‫َا‬ْٞ‫ اىِْغَاءِ َٗاىصِث‬ِٜ‫ ف‬ُِْٜ‫ تََِ ْضَِىحِ اهللِ ذُخَيِف‬ٍِِْٜ َُُْ٘‫ أَُْ ذَن‬َٚ‫َ فَقَاهَ أٍََا ذَشْظ‬ِٜ‫ْشَ أََُّٔ الَ َّث‬َٞ‫ غ‬َٚ‫َٕاسَُُْٗ ٍِِْ ٍُْ٘ع‬ ِٛ‫تَعْذ‬ “ซะอัด อิบนิอบีวักกอส รายงานว่า ท่านรอซูลุ้ลลอฮ์ ศ็อลล็อลลอฮุอลัยฮิวะซัลลัม ได้ตั้งให้ท่านอาลี อิบนิอบีตอลิบ ดูแลบรรดาสตรีกับเด็กๆ ในสงครามตะบู๊ก เขากล่าวว่า โอ้ท่านรอซูลุ้ลลอฮ์ ท่านจะแต่งตั้งฉันดูแลบรรดาสตรีกับเด็กๆ อย่างนั้น หรือ ท่านตอบว่า เจ้าไม่พอใจหรือที่ฉนั กับเจ้ามีสถานะดั่งมูซากับอารูณ นอกจากว่าไม่มีนบีหลังจากฉันเท่านั้น” ซึ่งจริงๆแล้ว หะดีษนี้หาได้เป็นดั่งที่ ชีอะฮฺ รอฟิเฎาะฮฺ เข้าใจไม่ ความจริงเป็นเช่นนี้ครับ ประการที่หนึ่ง ค้าว่า ٌ‫ ٍَ ْضَِىح‬ความหมายโดยทั่วไปคือ ต้าแหน่ง,หน้าที่ หรือ สถานะ ซึ่งค้าสั้นๆนี้สื่อความหมายได้หลายกรณี


ตัวอย่างเช่นฮะดีษที่เกี่ยวกับเรื่องมรดกที่รายงานว่า ِ‫ْشَاز‬َِٞ‫ْ َثُٔ ٍَِِ اى‬ِٞ‫ ٍَ ْضَِىحِ األبِ َٗأعْطَآُ َّص‬ِٜ‫ْ جَعَوَ اىّجَذَ ف‬ٛ‫أَُ أتَاتَنْشٍ أّْضََىُٔ أتاً أ‬ “แท้ จริงท่านอบูบักร์ได้ให้เขาอยู่ในต้าแหน่งพ่อ คือให้ปู่อยู่ใน มันซิละห์ ของพ่อ (ผู้มีสิทธิและส่วนในกองมรดก)

และได้จัดส่วน

ให้แก่ปู่ในมรดกนั้นด้วย” ลิซานุ้ลอาหรับ เล่มที่ 6 หน้าที่ 4400 เพราะ ฉะนั้นค้าว่า มันซีละห์ จึงเป็นค้าที่มีความหมายรวม ถ้ากล่าวค้านี้เดี่ยวๆ โดยไม่มีค้าขยายความหรือไม่ทราบ มูลเหตุของการกล่าว ก็อาจจะสื่อความหมายที่ผิดไปจากวัตถุประสงค์ของผู้พูดได้ เพราะค้าว่าต้าแหน่งหรือหน้าที่นั้น ทุกคนก็มี ประจ้าตัวอยู่แล้ว ไม่ว่าหน้าที่ในครอบครัว หรือหน้าที่ทางสังคม และถ้าเป็นสถาบันหรือองค์กรด้วยแล้ว ผู้ที่อยู่ในองค์กรนั้นต่างก็ มีต้าแหน่งและหน้าที่กันทุกคน ตั้งแต่ผู้จัดการยันภารโรงเลยทีเดียว การที่ชีอะฮ์ได้เอาค้านี้ไปเป็นหลักฐานยืนยันว่าท่านนบีได้มอบต้าแหน่งให้แก่ท่าน อาลีนั้น ก็อาศัยการตีความว่า ต้าแหน่งในที่นี้ก็คือ ต้าแหน่งคอลีฟะห์สืบต่อจากท่านนบี ทั้งๆ ที่ข้อความในฮะดีษไม่มีมูลเหตุที่จะน้าไปสู่การตีความเช่นนั้นเลย และหากผู้อ่านได้ฉุกคิดสักนิดหนึ่งแล้วย้อนถามว่า ต้าแหน่งหรือหน้าที่ ที่ท่านนบีมอบให้แก่ท่านอาลีนั้นคือต้าแหน่งหรือหน้าที่ อะไร เราก็จะพบว่าพวกเขายืนยันด้วยการตีความไม่ใช่ด้วยหลักฐานประกอบ แต่เมื่อเราได้อ่านข้อความของฮะดีษโดยละเอียด แล้วก็จะพบว่า การกล่าวอ้างของชีอะฮ์นั้นเป็นการอ้างแบบโคมลอย เพราะข้อความในตอนต้นฮะดีษแจ้งไว้อย่างชัดเจนด้วย ค้าพูดของท่านอาลีเองว่า ท่านนบีได้มอบหน้าที่ให้ท่านดูแลผู้หญิงกับเด็กๆ ไม่ใช่มอบต้าแหน่งผู้น้าสืบต่อจากท่าน ตามที่ชีอะฮ์ ได้กล่าวอ้าง ประการที่สอง เป็นที่ทราบกันอย่างดีว่า ทุกครั้งที่ท่านนบีเดินทางออกจากนครมะดีนะห์ ไม่ว่าท่านจะไปท้าฮัจญ์ หรือไปออกศึก สงครามก็ตาม ท่านก็จะแต่งตั้งผู้ประจ้าการนครมะดีนะห์ เพื่อเป็นอิหม่ามน้าละหมาดบรรดาสตรีและเด็กๆ เช่นท่านได้แต่งตั้ง อับดุลลอฮ์ อิบนิมักตูม ศอฮาบะห์ที่ตาพิการ ประจ้านครมะดีนะห์ขณะท่านออกสงครามบะดัรและอุฮุด หรือแต่งตั้งบะซีร อิบนิ อับดิลมุนซิร ประจ้านครมะดีนะห์ขณะที่ท่านออกสงครามบนีกอยนุกออ์ และท่านได้แต่งตั้งท่านอาลี อิบนิอบีตอลิบ ประจ้านคร มะดีนะห์เพื่อน้าละหมาดและดูแลเด็กๆ กับสตรี ขณะท่านออกสงครามตะบู๊ก ดังค้าพูดของท่านอาลีที่กล่าวในฮะดีษบทวิพากษ์ นี้ว่า “ท่านจะแต่งตั้งฉันดูแลบรรดาสตรีกับเด็กๆ อย่างนั้นหรือ” หากลัทธิชีอะฮ์อิหม่ามสิบสองอ้างว่าท่านนบีได้แต่งตั้งท่านอาลีให้ด้ารงต้าแหน่ง คอลีฟะห์ด้วยกับฮะดีษบทนี้ ถ้า เช่นนั้นท่านอับดุลลอฮ์ อิบนิมักตูม ศอฮาบะห์ตาพิการและศอฮาบะห์ท่านอื่นๆ ก็ต้องเป็นบุคคลที่ถูกแต่งตั้งให้เป็นคอลีฟะห์


ควบคู่กับท่านอาลีด้วย ประการที่สาม ท่านอาลีไม่พอใจในการแต่งตั้งของท่านนบีในครั้งนี้ โดยกล่าวว่า “ท่านจะแต่งตั้งฉันดูแลบรรดาสตรีกับเด็กๆ อย่างนั้น หรือ” ซึ่งในบันทึกของอิหม่ามอะห์หมัด รายงานว่า ِ‫ ٍَعَ اىخََ٘اىِف‬ُِْٜ‫َقُْ٘هُ ذُخَيِف‬ٝ ِٜ‫َثْن‬ٝ ٌِٜ‫َٗعَي‬ “ท่านอาลีร้องไห้แล้วกล่าวว่า ท่านจะตั้งให้ฉันอยู่กับบรรดาสตรีหรือ” มุสนัดอิหม่ามอะห์หมัด ฮะดีษเลขที่ 1384

แม้จะมีหลักฐานยืนยันว่า ท่านอาลีไม่พอใจค้าสั่งแต่งตั้งในครั้งนี้ แต่ชาวซุนนะห์มิได้มักง่ายที่จะหยิบประเด็นนี้ไป กล่าวหาหรือโจมตีท่านอาลี ว่า ท้าไมถึงไม่พอใจในเมื่อเป็นค้าสั่งของท่านนบีก็ต้องปฏิบัติตามมิใช่หรือ และเราไม่อาจกล่าวได้ว่า ท่านอาลีขัดค้าสั่งท่านนบี (ขออัลลอฮ์ทรงเมตตาต่อท่านอาลีด้วยเถิด) แต่หากเหตุการณ์เช่นนี้เกิดกับศอฮาบะห์ท่านอื่นละก็ แน่นอนว่าลัทธิชีอะอ์ต้องหยิบไปเป็นประเด็นโจมตีทันที เหมือนที่พวกเขากล่าวร้ายต่อท่านอุมัรในกรณีพฤหัสบดีวิปโยคว่า ท่าน อุมัรขัดค้าสั่งของท่านนบี เป็นแน่แท้ ประการที่สี่ ค้าเปรียบเปรยของท่านนบีที่กล่าวว่า “เจ้าไม่พอใจหรือที่ฉันกับเจ้ามีสถานะดังมูซากับอารูณ” นั้นมิใช่เป็นค้าเปรียบใน ด้านการเป็นนบี เพราะ ทั้งมูซาและฮารูณก็คือนบีของอัลลอฮ์ทั้งคู่ แต่ท่านอาลีมิได้เป็นนบี ฉะนั้นท่านนบีจึงได้กล่าวว่า “ไม่มีนบี หลังจากฉัน” หรือ หากจะเป็นการเปรียบในด้านการเป็นคอลีฟะห์ ก็ปรากฏว่า ท่านนบีฮารูณมิได้เป็นคอลีฟะห์สืบต่อจากท่านนบีมู ซา แต่ทั้งสองท่านนี้ตา่ งก็อยู่ในฐานะนบีของอัลลอฮ์ทั้งคู่ โดยต่างก็ท้าหน้าที่เผยแพร่สาสน์ของอัลลอฮ์ ถ้าเช่นนั้นแล้วค้าของ ท่านนบีข้างต้นนี้เป็นค้าเปรียบเปรยในด้านใดกันแน่ พระองค์อัลลอฮ์ได้ทรงกล่าวว่า ‫ْقَاخُ ََٗٗاعَذَّْا‬ٍِٞ ٌََ‫َْيحً ٗأذََََْْْإَا تِعَشْشٍ فَر‬َٞ‫َِْ ى‬ِٞ‫ شَالَش‬َٚ‫ِٔ َٕاسَُُْٗ ٍُْ٘ع‬ْٞ ِ‫ ألخ‬َٚ‫َْيحً َّٗقَاهَ ٍُْ٘ع‬َٞ‫َِْ ى‬ِٞ‫ سَِتِٔ أسْتَع‬ِٜ‫ ف‬ِْْٜ‫أخْيُف‬ َِِْٝ‫ْوَ اىَُفْغِذ‬ِٞ‫ َٗأصْيِحْ َٗالَ ذَرَ ِثعْ عَث‬ٍَِْٜ٘‫ّق‬ “และเราได้สัญญากับมูซาสามสิบคืน และได้ให้ครบถ้วนอีกสิบ ดังนั้นก้าหนดเวลาแห่งองค์อภิบาลของเขาจึงครบจ้านวนสี่สิบ


คืน และมูซาได้กล่าวแก่ฮารูณพี่ชายของเขาว่า จงท้าหน้าที่แทนฉันในกลุ่มชนของฉัน และจงปรับปรุงแก้ไข แต่อย่าได้ตาม แนวทางของบรรดาผู้ก่อความเสื่อมเสีย” ซูเราะห์อัลอะอ์รอฟ อายะห์ที่ 142 ข้อความในอายะห์ข้างต้นนี้แจ้งให้เราทราบว่า ขณะที่ท่านนบีมูซาไปรับวะฮีย์จากพระองค์อัลลอฮ์นั้น ท่านได้ มอบหมายให้นบีฮารูณดูแลกลุ่มชนของท่านเฉพาะในช่วงเวลาที่ท่านไม่อยู่ แต่เมื่อท่านนบีมูซาได้กลับจากรับวะฮีย์ท่านก็ยังท้า หน้าที่นบีของอัลลอฮ์ เหมือนเดิม และเช่นเดียวกับการที่ท่านนบีได้มอบหมายให้ท่านอาลีดแู ลสตรีและเด็กในขณะที่ ท่านออก สงครามตะบู๊ก และเมื่อท่านได้กลับจากสงครามท่านก็ท้าหน้าที่ตามปกติ ฉะนั้นการกล่าวอ้างว่า ท่านนบีมูซาตั้งให้ท่านนบีฮา รูณเป็นคอลีฟะห์สืบต่อจากท่าน หรือท่านนบีมูฮัมหมัดตั้งให้ท่านอาลีเป็นคอลีฟะห์ต่อจากท่านจึงเป็นการอ้าง แบบยกเมฆ ประการที่ห้า การที่ท่านนบีมูซามอบหมายให้นบีฮารูณดูแลกลุ่มชนนั้นเป็นการแต่งตั้งแบบชั่ว คราวไม่ใช่เป็นการแต่งตั้งให้ดูแลแบบ ถาวร ซึ่งเราได้รับความเข้าใจในประเด็นนี้จากอายะห์ข้างต้นว่า “ดังนั้นก้าหนดเวลาแห่งองค์อภิบาลของเขาจึงครบจ้านวนสี่สิบ คืน และมูซาได้กล่าวแก่ฮารูณพี่ชายของเขาว่า จงท้าหน้าที่แทนฉันในกลุ่มชนของฉัน” ซึ่งเป็นข้อยืนยันว่าเป็นการมอบหมายให้ ดูแลแทนชั่วคราวเป็นระยะเวลา 40 คืนเท่านั้น และเช่นเดียวกันกับการที่ท่านนบีมูอัมหมัดแต่งตั้งให้ท่านอาลีประจ้าการนครมะ ดีนะห์เฉพาะในช่วเวลาที่ท่านออกสงครามตะบู๊กเท่านั้น แต่การแต่งตั้งท่านอาลีประจ้านครมะดีนะห์ในครั้งนี้มีข้อจ้ากัดมากกว่า เพราะท่านนบีฮารูณได้รับมอบหมายให้ดูแลกุล่มชนทั้งหมด ดังข้อความในอายะห์ข้างต้นที่ว่า “จงท้าหน้าที่แทนฉันในกลุ่มชน ของฉัน และจงปรับปรุงแก้ไข แต่อย่าได้ตามแนวทางของบรรดาผู้ก่อความเสื่อมเสีย” แต่ท่านอาลีได้รับมอบหมายให้ดูแลเฉพาะ เด็กและสตรี ดังค้าพูดของท่านอาลีในฮะดีษบทวิพากษ์นี้ว่า “ท่านจะแต่งตั้งฉันดูแลบรรดาสตรีกับเด็กๆ อย่างนั้นหรือ” เหล่า นี้เป็นข้อยืนยันว่า ท่านอาลี อิบนิอบีตอลิบ บุคคลที่ลัทธิชีอะฮ์อ้างว่าจะปฏิบัติตามนั้นไม่ได้เข้าใจว่าท่านนบี แต่งตั้ง ให้ท่านอาลีเป็นคอลีฟะห์สืบต่อจากท่านนบี แต่ไม่ทราบว่าลัทธิชีอะอ์ไปเอาความเข้าใจที่เลอะเทอะเช่นนี้มาจากไหนกัน และที่ส้าคัญก็คือการกล่าวอ้างของพวกเขาที่ว่า ฮะดีษบทนี้เป็นค้าสั่งแต่งตั้งท่านอาลีเป็นคอลีฟะห์เป็นการจงใจบิดเบือนค้าสั่ง ของท่านนบี และเป็นการกล่าวหาท่านอาลีอย่างร้ายกาจว่า ขัดค้าสั่งของท่านนบี 4.หะดีษ ต่อมา ที่อยู่ในรูปภาพหนังสือ ที่พี่อุสมาน ลูกหยี อ้างว่ามาจาก อ.อรุณ บุญชม

ท่านสะอัด บินอบีวักก็อศเล่าว่า ท่านนบีมุฮัมมัด (ศ.) กล่าวว่า : "(พรุ่งนี้)ฉันจะมอบธงรบให้กับชายคนหนึ่งที่เขารักอัลลอฮฺและรอซูลของพระองค์ และอัลลอฮ์กับรอซูลของพระองค์ก็รักเขา ท่าน สะอัดเล่าว่า (รุ่งเช้าทุกคนมารวมตัวกันที่กระโจมท่านนบี) พวกเราพยายามยืน


ตัวให้สูง(ท่านนบีจะได้มองเห็น) เพื่อจะได้รับธงรบนั้น ท่านนบีกล่าวว่า พวกท่านจงไปเรียกอะลีมาหาฉันที แล้วก็มีคนพาเขามา ซึ่งตาเขาเจ็บ ท่านได้เอาน้้าลายป้ายไปที่ดวงของเขา และมอบธงรบกับเขา แล้วอัลลอฮ์ได้ประทานชัยชนะให้กับเขา" ดาว์นโหลด ไฟล์เสียงบรรยายของ อ.ฟารีดได้ที่ลิงค์นี้นะครับ http://tape.fareedfendy.com/modules.php?name=News&file=read_article&sid= 110 5.หะดีษ ต่อมา ที่อยู่ในรูปภาพหนังสือ ที่พี่อุสมาน ลูกหยี อ้างว่ามาจาก อ.อรุณ บุญชม

َ‫حَ ذَعَاىَ٘ا َّذْعُ أتَْْاءَ َّا َٗأتَْْاءَ مٌُْ ىَََا أّْضَه‬َٝ ٟ‫ اهللُ َٕزِِٓ ا‬ٚ‫دَعَا سَعُْ٘هُ اهللِ صَي‬....ٌُْ‫ًا َِّٗغَاءَ َّا َِّٗغَاءَ م‬ِٞ‫ِٔ َٗعَيٌََ عَي‬ْٞ ‫اهللُ عَي‬ َ‫َٗفَاطِ ََح‬ َِٜ‫ًْْا فَقَاه اىيٌَُٖ َٕؤالءِ إْٔي‬َٞ‫َٗحَغًَْا َٗحُغ‬ “หลังจากที่พระองค์อัลลอฮ์ได้ประทานอายะห์นี้มาว่า “จงประกาศเถิดมูอัมหมัดว่า พวกท่านมาพิสูจน์กันเถิด เราจะเรียกลูกๆ

ของเราและลูกหลานของพวกเท่าน บรรดาสตรีของพวกเราและบรรดาสตรีของท่าน” ท่านรอซูลุ้ลลอฮ์ ศ็อลล็อลลอฮุอลัยฮิ วะซัลลัมได้เรียกท่านอาลี,ท่านหญิงฟาติมะห์,ท่านฮะซัน และท่านฮุเซนมา แล้วกล่าวว่า โอ้พระองค์อัลลอฮ์ พวกเขาคือ ครอบครัวของฉัน” หะดีษ บทนี้ สืบเนื่องมาจาก เหตุการณ์(นิยายอิงประวัติศาสตร์?) การท้า มุบาฮาละฮฺ ระหว่าง ท่าน นบี มุหัมมัด ศ็อลล็อลลอฮุอลัยฮิวะซัลลัม ได้เผชิญหน้ากับบรรดาบาทหลวงของชาวนะศอรอ หลังจากที่สารเชิญชวนสู่อิสลามของท่านนบี ศ็อลล็อลลอฮุอลัยฮิวะซัลลัม ถูกส่งไปที่เมืองนัจญ์รอน ซึ่งเป็นเขตอิทธิพลของชาวนะศอรอ ด้วยนามพระเจ้าของอิบรอฮีม,อิสฮากและยะอ์กู๊บ จากมูฮัมหมัดผู้เป็นนบีและรอซูลของอัลลอฮ์ ถึงสังฆราชแห่งนัจญ์รอนและชาวเมืองนัจญ์รอนทั้งหลาย ข้าพเจ้าส่งความสรรญเสริญพระเจ้าของอิบรอฮีม,อิสฮากและยะอ์กู๊บมายังพวกท่าน โดยข้าพเจ้าขอเชิญชวนพวกท่าน สู่การสักการะต่อพระเจ้า แทนการสักการะต่อปวงบ่าว และข้าพเจ้าเชิญชวนท่านสู่การปกครองของพระเจ้าแทนการปกครองของ ปวงบ่าว หากพวกท่านไม่ตอบรับค้าเชิญนี้ก็ต้องจ่ายภาษีคุ้มครอง และหากพวกท่านปฏิเสธข้าพเจ้าก็ขอประกาศสงคราม วัส สลาม


หลังจากที่อบูฮาริษะห์ บินอัลกอมะห์ สังฆราชแห่งเมืองนัจญ์รอนได้รับสารที่ส่งถึงแล้ว ท้าให้ต้องเรียกประชุมข้าราช บริพานและประชาราษฎร์ด่วนทันที โดยในที่ประชุมซึ่งที่ประกอบด้วยบรรดานักบวช,สมณศักดิ์ ,ผู้อุวโส,และผู้ทรงเกียรติแห่ง นัจญ์รอน ซึ่งต่างก็ออกความคิดเห็นกันหลากหลาย แต่ในที่สุดก็มีมติให้ส่งคณะทูตไปเจรจา คณะทูตจ้านวน 60 คน โดยมีพระสังฆราช อบูฮาริษะห์ บินอัลกอมะห์ ร่วมเดินทางมาด้วยพร้อมกับพระสังฆนายก “อากิ๊บ” และบาทหลวง “อัยฮัม” ทั้งสามนี้เป็นหัวหน้าคณะเจรจาโดยพวกเขาอยู่ในชุดนักบวชเต็มยศ สวมเครื่องประดับ

ทองเหลืองอร่าม บ้างก็แบกไม้กางเขนไว้บนบ่า เมื่อพวกเขาเดินทางมาถึงนคนมะดีนะห์ก็มุ่งตรงไปที่มัสยิดนบีทันที ขณะนั้นเป็นเวลาอัศร์ ท่านนบีและเหล่าศอฮาบะห์ ได้ละหมาดอัศริกันเรียบร้อยแล้ว พวกเขาได้ให้สลามแก่ท่านนบี แต่ท่านก็มิได้ตอบรับสลามแต่อย่างใด ขณะนั้นเป็นเวลาสวด มนต์ของชาวนะศอรอพอดี พวกเขาจึงขอใช้มัสยิดของท่านนบีเป็นสถานที่สวดมนต์ ซึ่งสร้างความไม่พอใจให้แก่เหล่าศอฮาบะห์ แต่ท่านนบีก็อนุญาตให้พวกเขาใช้สถานที่ หลัง จากพวกเขาสวดมนต์เสร็จก็ได้เริ่มเจรจาความกับท่านรอซูล ศ็อลล็อลลอฮุอลัยฮิ วะซัลลัม โดยแต่ละคนต่างก็พยายามอธิบายความเชื่อของตนเอง บ้างก็กล่าวว่า อีซาคืออัลลอฮ์,บ้างก็ว่าอีซาคือพระบุตร และ บ้างก็อ้างตรีเอกานุภาพ (พระบิด-พระบุตร-พระจิต) ท่านนบีได้ฟังพวกเขาอธิบายอย่างสงบ แต่เมื่อพวกเขาพูดจบ ท่านนบีก็กล่าวว่า “ท่านทั้งสองจงรับอิสลามเถิด” พวกเขากล่าวว่า “เรายอมรับแล้ว” ท่านนบีกล่าวว่า “ท่านยังไม่ได้ยอมรับหรอก จงรับรับอิสลามเถิด” พวกเขากล่าวว่า “เรายอมรับมาก่อนท่านเสียอีก” ท่านนบีกล่าวว่า “พวกท่านกล่าวเท็จ ท่านทั้งสองปิดกั้นอิสลามต่างหาก โดยท่านทั้งสองอ้างว่า อัลลอฮ์ทรงมีบุตร พวก ท่านบูชาไม้กางเขน และพวกท่านก็กินหมู” พวกเขากล่าวว่า “แล้วใครคือพ่อของอีซาละมูฮัมหมัดเอ๋ย” ท่านนบีนิ่งไม่ได้ตอบค้าถามของพวกเขาด้วยตัวท่านเอง แต่พระองค์อัลลอฮ์ได้ประทานอัลกุรอานมาให้ท่านนบีตอบแก่ พวกเขาว่า ُُُْ٘‫َن‬َٞ‫ عِ ْذَ اهللِ مَََصَوِ آدًََ خَيَ َقُٔ ٍِِْ ذُشَابٍ ُشٌَ ّقَاهَ َىُٔ مُِْ ف‬َٚ‫ْغ‬ِٞ‫َِْ اَُِ ٍَصَوَ ع‬ِٝ‫اىحَّقُ ٍِِ سَتِلَ فَالَ ذَنُِْ ٍَِِ اىََُْرَش‬ “แท้จริงอีซา ณ.ที่อัลลอฮ์นั้นก็เปรียบดังอาด้าที่พระองค์ทรงสร้างเขามาจากดิน แล้วประกาศิตว่า จงบังเกิดขึ้นและเขาก็บังเกิด

ขึ้นมา ความจริงในเรื่องของอีซามาจากองค์อภิบาลของเจ้า ฉะนั้นเจ้าอย่าเป็นหนึ่งในหมู่ผู้สงสัย” ซูเราะห์อาลาอิมรอน อายะห์ที่ 60

การสนทนายังยังด้าเนินไปอย่างต่อเนื่อง โดยที่พวกเขาไม่ยอมรับอิสลามตามค้าเชิญชวนของท่านนบี พระองค์อัลลอฮ์


จึงได้ประทานอายะห์ มุบาฮะละห์ มาเพื่อให้นบีประกาศสาบานกับพวกเขาว่า ขอให้ประสบกับความหายนะหากฝ่ายหนึ่งฝ่าย ใดกล่าวเท็จ อายะห์มุบาฮะละห์ ْ َََ‫ِٔ ٍِِْ تَعْذِ ٍَا جَاءَ كَ ٍَِِ اىعِيٌِْ فَقُوْ ذَعَاىَ٘ا ف‬ْٞ ِ‫ّا َّذْعُ أتَْْاءَ َّا َٗأتَْْاءَ مٌُْ َِّٗغَاءَ َّا َِّٗغَاءَ مٌُ ّٗغاء حَاجَلَ ف‬ ِ ٌ‫ّٗغاء مٌ ش‬ ِٞ‫ اىنارت‬ٚ‫فّْجععو ىعْد اهلل عي‬ “ดังนั้นผู้ใดที่โต้แย้งกับเจ้าในเรื่องของอีซา หลังจากได้ที่ความรู้ได้มายังเจ้าแล้ว ก็จงประกาศเถิดมูอัมหมัดว่า พวกท่านมาพิสูจน์ กันเถิด เราจะเรียกลูกๆของเราและลูกหลานของพวกเท่าน บรรดาสตรีของพวกเราและบรรดาสตรีของท่าน พร้อมทั้งตัวของเรา และตัวของพวกท่าน แล้วเราก็วิงวอนขอให้ประสบกับความวิบัติ โดยเราจะขอการสาปแช่งของอัลลอฮ์ให้มีแก่บรรดาผู้โกหก” ซู เราะห์อาลาอิมรอน อายะห์ที่ 61 ใน บันทึกฮะดีษหลายบทรายงานตรงกันว่า บาทหลวงนะศอรอต่างก็ถกเถียงกันเองว่าจะรับค้ามุบาฮะละห์นี้หรือไม่ และในที่สุดพวกเขายอมรับเงื่อนไขที่จะจ่าย “ญิชยะห์” ซึ่งในบันทึกของท่านอิหม่ามบุคคอรี รายงานว่า ً‫ْلَ ٍَا عَأىْرََْا َٗاتْعَسْ ٍَعََْا سَجُال‬ِٞ‫ًْْا فَقَاهَ ألتْعَصََِ ّقَاال اَِّا ُّعْط‬ٍَِٞ‫ًْْا َٗالَ ذَثْعَسْ ٍَعََْا اِالَ أ‬ٍَِٞ‫ٍِْ ٍَعَنٌُْ سَجُالً أ‬ٍَِٞ‫ًْْا حَّقَ أ‬ٍَِٞ‫أ‬ ُ‫فَاعْرَشْشَفَ َىُٔ أصْحَاب‬ ٚ‫ْذَجَ تَِْ سَعُْ٘هِ اهلل صي‬َٞ‫َا أتَا عُث‬ٝ ٌُْ‫ِٔ َٗعَيٌََ فَقَاهَ ّق‬ْٞ ‫ِٔ َٗعَيٌََ َٕزَا اهللُ عَي‬ْٞ ‫ اهللُ عَي‬ٚ‫اىّجَشَاحِ فَيَََا ّقَاًَ ّقَاهَ سَعُْ٘هُ اهللِ صَي‬ ‫ُِْ َٕزِِٓ األٍَُح‬ٍَِٞ‫أ‬ “ทั้งสองได้กล่าวว่า พวกเราจะให้ตามที่ท่านเสนอ และได้โปรดส่งคนที่ซื่อสัตย์ไปพร้อมกับพวกเรา แต่อย่าส่งผู้ใดไปกับพวกเรา

นอกจากผู้ที่ซื่อสัตย์เท่านั้น ท่านนบีกล่าวว่า แน่นอนเราจะส่งผู้ที่ซื่อสัตย์จริงๆไปกับพวกท่าน บรรดาศอฮาบะห์ต่างก็อยาก ได้รับเกีรตินี้ แต่ท่านนบีกล่าวว่า ลุกขึ้นเถิด อบูอุบัยดะห์ อิบนุลญัรรอฮ์เอ๋ย เมื่อเขาได้ลุกขึ้นยืน ท่านนบีก็กล่าวว่า นี่คือผู้ซื่อสัตย์ แห่งประชาชาติน”ี้ ศอเฮียะห์บุคคอรี ฮะดีษเลขที่ 4029 และจากเหตุการณ์ “มุบาฮะละห์”ในครั้งนี้ กลุ่มชีอะฮ์อิหม่ามสิบสองได้น้าไปเป็นหลักฐานแต่งตั้งและแสดงฐานะของ อิหม่าม เช่นนักวิชากการของชีอะฮ์ชื่อ อัลฮะซันบินยูซุบ อัลมุเฏาะฮ์ฮัร อัลฮุลลีย์ หรือที่รู้จักกันในนาม อัลลามะฮ์ อัลฮุลลีย์ ได้ น้าเอาอัลกุรอานอายะห์นี้ระบุไว้ในต้าราของเขาที่มีชื่อว่า “นะฮ์ํุ้ลฮัก วะกัชฟุลศิดก์” ภายใต้สรรบันเรื่อง เผยต้าแหน่งอิหม่าม


ของท่านอาลี จากอัลกุรอาน เมื่อเราตามไปดูในหน้าที่ 177 ก็จะได้เห็นความโกหกปลิ้นปล้อนของนักวิชาการชีอะฮ์ผู้นี้ โดยเขา ระบุไว้ในหนังสือของเขาว่า ٔٞ‫ عي‬ٜ‫ عي‬ٚ‫ِ ٗأّفغْا اشاسج اى‬ٞ‫ اىحغِ ٗاىحغ‬ٚ‫ أُ أتْاء ّا اشاسج اى‬ٚ‫ عي‬2 ُٗ‫اىغالً أجَع اىَفغش‬ ٔ‫ٔ ٗآى‬ٞ‫ اهلل عي‬ٚ‫فّجعئ اهلل ّفظ ٍحَذ صي‬ “บรรดามุฟัซซีรีนได้มีมติว่า (2) ค้าว่า ลูกๆ ของพวกเรานั้นหมายถึงท่านฮะซัน และท่านฮุเซน ส่วนค้าว่า ตัวของพวกเรา หมายถึงท่านอาลี อลัยฮิสสลาม โดยพระองค์อัลลอฮ์ได้ท้าให้อาลีคือตัวของมูฮัมหมัด ศ็อลล็อลลอฮุอลัยฮิวะอาลีฮ”ี เราได้เห็นเล่ห์เพทุบายของอุลามาอ์ชีอะฮ์ด้วยการอ้างว่า “บรรดามุฟัซซีรนี ได้มีมติว่า” แล้วเขาใส่วงเล็บขั้นข้อความไว้ เพื่อให้ไปดูฟุตโน้ตด้านล่าง และเมื่อเราตามไปดูก็พบ ว่า เขาอ้างชื่อต้าราหลายเล่มโดยไม่แสดงตัวบท ไม่ว่าจะเป็นศอเฮียะห์มุสลิม,มุสนัดอิหม่ามอะห์หมัด ,สุนันอัตติรมีซีย,์ มุสตัดร็อกของท่านอัลฮากิ, สุนันอัลบัยฮะกีย,์ ตัฟซีรอัตตอบารีย,์ ตัฟซีรอัลบัยฏอวีย,์ อัลฟุครุดรอซีย์, และอัลกัซ

ซาฟ เป็นต้น ต้าราเหล่านี้ถูกน้ามาอ้างจากการกล่าวของเขาที่ว่า บรรดามุฟัซซีรีนมีมติ ซึ่งเป็นการบอกว่าเจ้าของต้าราทุกเล่มที่ กล่าวมามีความเห็นเป็นเอกฉันท์ ในข้อความที่เขากล่าวต่อจากวงเล็บว่า “ลูกๆ ของพวกเรานั้นหมายถึงท่านฮะซัน และท่านฮุ เซน ส่วนค้าว่า ตัวของพวกเรา หมายถึงท่านอาลี อลัยฮิสสลาม โดยพระองค์อัลลอฮ์ได้ท้าให้อาลีคือตัวของมูฮัมหมัด ศ็อลล็อลล อฮุอลัยฮิวะอาลีฮ”ี ถ้าผู้อ่านไม่สะกิดใจและไม่ได้ตดิ ตามไปดูต้าราที่เขาอ้าง ก็จะเข้าใจไปตามข้อความที่เขาเขียน แต่ในข้อเท็จจริงแล้ว ต้าราที่เขาอ้างชื่อมานั้นระบุไว้คนละประเด็นกับที่เขาอ้างคือ َ‫حَ ذَعَاىَ٘ا َّذْعُ أتَْْاءَ َّا َٗأتَْْاءَ مٌُْ ىَََا أّْضَه‬َٝ ٟ‫ اهللُ َٕزِِٓ ا‬ٚ‫دَعَا سَعُْ٘هُ اهللِ صَي‬....ٌُْ‫ًا َِّٗغَاءَ َّا َِّٗغَاءَ م‬ِٞ‫ِٔ َٗعَيٌََ عَي‬ْٞ ‫اهللُ عَي‬ َ‫َٗفَاطِ ََح‬ َِٜ‫ًْْا فَقَاه اىيٌَُٖ َٕؤالءِ إْٔي‬َٞ‫َٗحَغًَْا َٗحُغ‬ “หลังจากที่พระองค์อัลลอฮ์ได้ประทานอายะห์นี้มาว่า “จงประกาศเถิดมูอัมหมัดว่า พวกท่านมาพิสูจน์กันเถิด เราจะเรียกลูกๆ

ของเราและลูกหลานของพวกเท่าน บรรดาสตรีของพวกเราและบรรดาสตรีของท่าน” ท่านรอซูลุ้ลลอฮ์ ศ็อลล็อลลอฮุอลัยฮิ วะซัลลัมได้เรียกท่านอาลี,ท่านหญิงฟาติมะห์,ท่านฮะซัน และท่านฮุเซนมา แล้วกล่าวว่า โอ้พระองค์อัลลอฮ์ พวกเขาคือ ครอบครัวของฉัน”


หมายเหตุ แม้เนื้อความในฮะดีษบทนี้จะกล่าวว่า ท่านอาลี,ท่านหญิงฟาติมะห์,ท่านฮะซัน และท่านฮุเซน เป็นหนึ่งในครอบครัว ของท่านนบี แต่ก็ไม่ได้เป็นหลักฐานที่ขีดกรอบว่าครอบครัวของท่านมีแค่สี่ท่านนี้เท่า นั้น ฉะนั้นจึงไม่ค้านกับฮะดีษในบทอื่นๆ ที่ว่า บรรดาภรรยาของท่าน,วงศ์วานของท่านอาลี,วงศ์วานของอะกี๊ล,วงศ์วานของญะอ์ฟัร และวงศ์วานของอับบาสก็คือหนึ่ง ในอะฮ์ลุ้ลบัยต์ด้วยตามที่ได้น้าเสนอและท้าความ เข้าใจในตัวบทกันมาแล้ว ข้อความที่แสดงนี้จากสุนัน อัตติรมีซีย์ ส่วนในศอเฮียะห์มุสลิม,มุสนัดอิหม่ามอะฮ์หมัด และบันทึกอื่นๆ ก็สอดคล้องกัน แต่สิ่งที่เราได้เห็นก็คือในตัวบทฮะดีษระบุว่าท่านบีเรียกท่านอาลี,ท่านหญิง ฟาติมะห์,ท่านฮะซัน และท่านฮุเซนมา แต่อุลามาอ์ ชีอะฮ์กลับพูดว่า “ลูกๆ ของพวกเรานั้นหมายถึงท่านฮะซัน และท่านฮุเซน ส่วนค้าว่า ตัวของพวกเรา หมายถึงท่านอาลี อลัยฮิส สลาม โดยพระองค์อัลลอฮ์ได้ท้าให้อาลีคือตัวของมูฮัมหมัด ศ็อลล็อลลอฮุอลัยฮิวะอาลีฮ”ี แล้วก็อ้างว่าพวกเขามีมติอย่างนี้ นี่ คือการบิดเบือนและการแอบอ้างที่ไร้ยางอาย ข้ออ้างของเหล่าชีอะฮ์ที่ว่า “ตัวของพวกเราหมายถึงท่านอาลี อลัยฮิสสลาม โดยพระองค์อัลลอฮ์ได้ท้าให้อาลีคือตัว ของมูฮัมหมัด ศ็อลล็อลลอฮุอลัยฮิวะอาลีฮ”ี ค้าพูดนี้เป็นการบังอาจล่วงเกินท่านนบีและใส่ร้ายท่านอาลีอย่างหาที่เปรียบมิ ได้ ส่วนฮะดีษที่เหล่าชีอะฮ์น้ามาแสดงว่า ٍُِْٔ ‫ َٗأَّا‬ٍِِْٜ ِٜ‫عَي‬ “อาลีมาจากฉันและฉันก็มาจากอาลี”สุนันอิบนิมาญะห์ ฮะดีษเลขที่ 116

ก็มิได้เป็นหลักฐานว่าท่านอาลีคือคนๆเดียวกับท่านนบี เพราะค้าพูดนี้ชาวอาหรับจะใช้แสดงความเป็นเครือญาติ หรือ หมายถึงบุคคลที่มีสายเลือดเดียวกัน เช่นท่านรอซูลกล่าวว่า ٍ َْٞ‫ َٗأَّا ٍِِْ حُغ‬ٍِِْٜ ٌَِْٞ‫حُغ‬ ِ “ฮุเซนมาจากฉันและฉันก็มาจากฮุเซน” มุสนัดอิหม่ามอะห์หมัด ฮะดีษเลขที่ 16903 ُٔ ٍِْ‫ َٗأَّا‬ٍِِْٜ َ‫اَُِ اىعَثَاط‬ “อับบาสมาจากฉันและฉันก็มาจากอับบาส” มุสนัดอิหม่ามอะห์หมัด ฮะดีษเลขที่ 2598 ถ้อยความเหล่านี้ล้วนแต่เป็นการแสดงถึงความเป็นเครือญาติทั้งสิ้นมิได้หมาย ถึงความเป็นตัวตนเป็นคนๆเดียวกัน มิ เช่นนั้นแล้วเราก็ต้องกล่าวด้วยว่า คือฮุเซนคือหรือเท่ากับนบี และท่านอับบาสคือนบีหรือเท่ากับนบี ซึ่งอย่าว่าแต่ชาวซุนนะห์จะ รับไม่ได้เลย ชาวชีอะฮ์เองก็รับไม่ได้เช่นกัน หรือชีอะฮ์จะยอมรับว่า ท่านอับบาสคือคนๆเดียวกับท่านนบีด้วย อย่างนี้เอาไหม ถึงแม้จะมีต้าราบางเล่ม (ไม่ใช่ทั้งหมดที่พวกเขาอ้างเป็นมติ) เช่นในมุสตัดร๊อค กล่าวว่า ค้าว่า “ตัวของพวกเรา” หมายถึงท่านนบีกับท่านอาลีนั้นก็เป็นการกล่าวถึงตัวแทนของแต่ละกลุ่ม ซึ่งกลุ่มผู้ชายก็คือท่านนบีและท่านอาลี, กลุ่มเด็กก็คือ


ท่านฮะซันและท่านฮุเซน และผู้หญิงก็คือท่านหญิงฟาติมะห์ ซึ่งเป็นการจ้าแนกกลุ่มในด้านเพศและวัย ไม่ใช่มีความหมายว่าเป็น คนเดียวกันอย่างที่อุลามาอ์ชีอะฮ์พยายามกล่าวอ้าง ว่า ‫ فّجعئ اهلل ّفظ ٍحَذ‬ท่านอาลีคือ “นัฟซุน” หมายถึงตัวตนของ ท่านนบี หรือเป็นคนๆเดียวกันกับท่านนบี มิน่าละ ! ที่ผู้รายงานฮะดีษของชีอะฮ์ที่ชื่อมูฮัมหมัด อิบนุลซาอิบ อัลกัลบีย์ จึงกล่าว ว่า “ขณะที่ญิบรีลน้าวะฮีย์มาถ่ายทอดให้ท่านนบีนั้น ขณะที่ท่านนบีไปเข้าห้องน้้า ญิบรีลก็ถ่ายทอดวะฮีย์ให้กับท่านอาลีด้วย” (ดูมีซานุ้ลเอียะอ์ติดาล เล่มที่ 3 หน้าที่ 556 ) ซึ่งค้าอ้างเช่นนี้เป็นสิ่งที่มุสลิมทั้งโลกไม่อาจยอมรับได้ อย่าว่าแต่ค้าพูดที่ว่า “อาลี

คือตัวตน หรือคนๆเดียวกับท่านนบีเลย” แม้จะกล่าวว่า “ท่านอาลีเทียบเท่าท่านนบี” ก็เป็นค้าพูดที่มุสลิมทั้งโลกมิอาจยอมรับได้ เช่นเดียวกัน ถึงแม้ว่าชาวซุนนะห์จะยอมรับตัวท่านอาลีว่าเป็นบุคคลหนึ่งในครอบครัวของท่าน นบีก็ตาม แต่ก็ไม่บังอาจที่จะคิดและ เชื่อเลยเถิดเช่นที่เหล่าชีอะฮ์เชื่อกัน เพราะไม่ว่าจะโดยส่วนตัว,ต้าแหน่ง,หน้าที่ คุณลักษณะเฉพาะของท่านนบีต่างกับกับท่าน อาลีโดยสิ้นเชิง, ไม่ใช่แค่เรื่องการรับวะฮีย์ หรือการเป็นนบีเท่านั้น แต่พระองค์อัลลอฮ์ทรงมอบบัญญัติเฉพาะให้แก่ท่านนบีโดย ท่านอาลีและบุคคลอื่น ไม่ได้รับและไม่สามารถน้ามาปฏิบัติได้ ตัวอย่างเช่นการที่ท่านนบีมีภรรยามากกว่า 4 คนในเวลาเดียวกัน หรือการที่ท่านนบีนิกะห์กับท่านหญิง ซอฟียะห์ บินติฮุยัยน์ โดยเอาการปล่อยตัวจากสถานะเชลยศึกเป็นมะฮัร ซึ่งพระองค์ อัลลอฮ์ได้ทรงประทานอัลกุรอานมาบอกแก่ท่านนบีว่า ٍَُِِْْْٜ‫صحً ىَلَ ٍِِْ دُُِْٗ اىَُؤ‬ َ ِ‫خَاى‬ “ส้าหรับเจ้าโดยเฉพาะไม่เกี่ยวกับบรรดาผู้ศรัทธา” ซูเราะห์อัลฮะห์ซาบ อายะห์ที่ 50

และจากการตีความเลยเถิดเช่นนี้ เหล่าชีอะฮ์จึงได้เอาประเด็นนี้ไปเป็นหลักฐานแสดงสถานะของท่านอาลี ว่าเป็น บุคคลที่สูงส่งเทียบเท่าท่านนบี ฉะนั้นจึงจ้าเป็นต้องอยูใ่ นต้าแหน่งอิหม่ามสูงสุด นอกจากนี้กลุ่มชีอะฮ์ยังได้น้าเอาฮะดีษอุปโลกน์มายืนยันเพื่อแสดงถึงความ ประเสริฐของ ท่านอาลี,ท่านหญิงฟาติ มะห์,ท่านฮะซัน และท่านฮุเซน เหนือกว่าบุคคลอื่นๆ ว่า ท่านนบีมูฮัมหมัด ศ็อลล็อลลอฮุอลัยฮิซะซัลลัม ได้กล่าวว่า ّٜ‫ِ ألٍش‬ٞ‫ ٗفاطَح ٗاىحغِ ٗاىحغ‬ٜ‫ األسض عثادا أمشً ٍِ عي‬ٜ‫ أُ ف‬ٚ‫أُ أتإو تٌٖ ى٘عيٌ اهلل ذعاى‬ “หากอัลลอฮ์ ตะอาลารู้ว่าในโลกนี้ยังมีบ่าวที่มีเกียรติมากกว่าอาลี,ท่านหญิงฟาติมะ ฮ์,ท่านฮาซันและท่านฮุเซน พระองค์ก็จะ

ทรงใช้ให้ฉันพาพวกเขาไปมุบาฮะละห์ด้วยอย่างแน่นอน” หาใช่ว่าชาวซุนนะห์จะไม่รักและให้เกียรติแก่ท่านอาลี,ท่านหญิงฟาติมะห์,ท่านฮะ ซัน และท่านฮุเซน แต่การคลั่งไคล้จน เลยเถิดท้าให้เหล่าชีอะฮ์อุปโลกน์ความเท็จให้แก่ท่านรอซูล โดยอ้างว่าท่านรอซูลได้กล่าวฮะดีษบทข้างต้นนี้ไว้ แต่การแต่ง ส้านวนฮะดีษเท็จของพวกเขาค้านกับอะกีดะฮ์ที่เป็นค้าสอนของอิสลาม นั่นคือค้าว่า ‫ ى٘عيٌ اهلل‬แปลว่า หากอัลลอฮ์รู้ว่า ซึ่ง


ค้าพูดนี้แสดงถึงความสงสัยในความรู้ของอัลลอฮ์ว่าพระองค์อัลลอฮ์ไม่ทรง รู้ว่ามีผู้ใดอื่นอีก แต่ที่พระองค์ทรงรู้คือท่านทั้งสี่นี้ เท่านั้น อัสตัฆฟิรุ้ลลอฮ์ !!! แม้ว่าเหล่าชีอะฮ์พยายามยกย่องท่านทั้งสี่ให้เลิศเลอเหนือมนุษย์ทั่วไป แต่พวกเขาก็ไม่สามารถปกปิดค้าพูดอมตะของ ท่านอาลี อิบนิอบีตอลิบ ที่ได้คุตบะห์ต่อหน้ามหาชนโดยถามว่า َ‫َِْ ّقَاهَ ال‬ٍِِْْٞ‫ْشَ اىَُؤ‬ٍَِٞ‫َا أ‬ٝ َ‫َِٖا فَقُيْدُ أَّْد‬ِٞ‫ْشُ َٕزِِٓ األُ ٍَحِ تَعْذَ َّث‬َٞ‫َِٖا أَتُْ٘تَنْشٍ شٌَُ عََُشُ ٍَِْ خ‬ِٞ‫ْ ُشَٕزِِٓ األُ ٍَحِ تَعْذَ َّث‬َٞ‫خ‬ “บุคคล ใดดีที่สุดของประชาชาตินี้หลังจากท่านนบี ผู้รายงานกล่าวว่า ท่านนั่นแหละโอ้นายแห่งบรรดาผู้ศรัทธา ท่านอาลีตอบว่า

ไม่ใช่ ผู้ทีดีที่สุดของประชาตินี้หลังจากท่านนบีคืออบูบักร์ และอุมัร” มุสนัดอิห่ามอะห์หมัด ฮะดีษเลขที่ 793 แล้วเพราะเหตุใดเล่าที่ชีอะฮ์อิหม่ามสิบสองเลยเถิด ถึงขนาดยกให้ท่านอาลีคือคนๆเดียวกับท่านนบี หรือเทียบเท่า ท่านนบี อีกทั้งยังด่าประณามท่านอบูบักร์,ท่านอุมัร และกล่าวหาบรรดาศอฮาบะห์ตกมุรตัดทั้งหมดเหลืออยู่เพียงสามสี่คน เท่านั้น คือท่านอบูซัรริน อัลฆิฟารีย,์ ท่านมิกดาด บินอัสวัด,ท่านซัลมาน อัลฟาริซีย์ แล้วในขณะที่ท่านนบีคัดเลือกผู้ซื่อสัตย์เพื่อ เป็นตัวแทนของท่านไปกับบรรดา บาดหลวงแห่งนัจญรอน ท่านได้เลือก อบูอบุยดะห์ อิบนิอัลญัรรอฮ์ แล้วกล่าวว่า นี่คือผู้ซื่อสัตย์ แห่งประชาชาตินี้ ตอนนั้นท่านอาลีอยู่ที่ไหน …………………………………………………………………………………………………………………..

พี่อุสมาน ลูกหยี เลิกตะกียะฮฺ(โกหก) เถอะนะครับ มันบาป!! และพี่อุสมาน ลูกหยี การกล่าวค้าเท็จให้นบี บาปหนักนะครับ ท่านนบี มุหัมมัด ศ็อลล็อลลอฮุอลัยฮิวะซัลลัม จะได้กล่าวไว้ว่า ‫رث٘أ ٍقعذٓ ٍِ اىْاس‬ٞ‫ ٍرعَذا في‬ٜ‫ٍِ مزب عي‬ “ผู้ใดกล่าวเท็จต่อฉันโดยเจตนา ก็จงเตรียมที่นั่งส้าหรับเขาในนรก” ศอเฮียะห์บุคอรีย์ ฮะดีษเลขที่ 107

ْ‫َِ آٍَُْ٘ا‬ِٝ‫ اىَز‬ِٜ‫ُقَاذِيَُُ٘ ف‬ٝ ْ‫َِ مَفَشُٗا‬ِٝ‫وِ اىّئِ َٗاىَز‬ِٞ‫ عَث‬ِٜ‫ُقَاذِيَُُ٘ ف‬ٝ َ‫ْذ‬َٞ‫ْطَاُِ إَُِ م‬َٞ‫َاء اىش‬ِٞ‫وِ اىطَاغُ٘خِ فَقَاذِيُ٘اْ أَْٗى‬ِٞ‫ْطَاُِ عَث‬َٞ‫اىش‬ ‫فًا‬ِٞ‫مَاَُ ظَع‬


บรรดาผู้ที่ศรัทธานั้น พวกเขาจะต่อสู้ในทางของอัลลอฮฺ และบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธานั้น พวกเขาจะต่อสู้ในทางของอัฎ-ฎอฆูต ดังนั้นพวกเจ้าจงต่อสู้บรรดาสมุนของชัยฏอนเถิด แท้จริงอุบายของชัยฏอนนั้นเป็นสิ่งที่อ่อนแอ (อัน-นิซาอฺ:76)

ِ‫ َٗمَزَىِلَ جَعَيَْْا ىِنُو‬َٚ‫ تَعْعٌُُْٖ إِى‬ِٜ‫ُ٘ح‬ٝ ِِِ‫َِ اإلِّظِ َٗاىّْج‬ِٞ‫َاط‬َٞ‫ٍ عَذًُٗا ش‬ِٜ‫تَعْطٍ صُخْشُفَ اىْقَْ٘هِ غُشُٗسًا َٗىَْ٘ شَاء سَتُلَ ٍَا ِّث‬ ُُٓ٘‫َفْرَشَُُٗ فَعَي‬ٝ ‫فَزَ ْسٌُْٕ ٍََٗا‬ และ ในท้านองนั้นแหละเราได้ให้มีศัตรูขึ้นแก่นะบีทุกคน คือ บรรดาชัยฏอนมนุษย์ และญินโดยที่บางส่วนของพวกเขาจะกระซิบ กระซาบแก่อีกบางส่วน ซึ่งค้าพูดที่ตกแต่งเป็นการหลอกลวง และหากว่าพระเจ้าของเจ้าทรงประสงค์ แล้วพวกเขาก็มิกระท้ามัน ขึ้นได้ เจ้าจงปล่อยพวกเขาและสิ่งที่พวกเขาอุปโลกน์ ขึ้นเถิด (อัล-อันอาม : 112)

‫َّٗقُوْ جَاء اىْحَّقُ َٗ َصَّٕقَ اىْثَاطِوُ إَُِ اىْثَاطِوَ مَاَُ َصُّٕ٘قًا‬ และจงกล่าวเถิด “เมื่อความจริง” ปรากฏขึ้นและความเท็จย่อมมลายไป แท้จริงความเท็จนั้นย่อมมลายไปเสมอ” (อัล-อิสรออฺ : 81)

ถึงพี่อุสมาน ลูกหยี และพี่น้องชีอะฮฺที่รักยิ่ง  

พี่น้องชีอะฮฺรอฟิเฎาะฮฺ ที่ผมรักยิ่ง ก็เป็นอีกหนึ่งจำพวกที่ผมจะต้องเชิญชวนพวกเขากลับมาสู่แนวทางอันเที่ยงตรง แนวทางเดียวกับท่านอะลี ท่านหะซัน...