Page 1

เส้นสายลวดลายแห่งศรัทธา วัดช้างเผือก


เส้นสายลวดลาย แห่งศรัทธาวัดช้างเผือก เส้นสายลวดลายแห่งศรัทธา วัดช้างเผือก


ขนิษฐา แสนวรรณ์ เส้นสายลวดลายแห่ งศรัทธา วัดช้างเผือก


เส้นสายลวดลายแห่งศรัทธา วัดช้างเผือก

2


วัดช้างเผือกตั้งอยู่ที่ 246 หมู่ 2 ตาบลทุ้งฝาย อาเภอเมือง จังหวัดลาปางสร้างเสร็จ ขึ้นเมื่อปีพ.ศ. 2464 โดยได้ความอนุเคราะห์ ของเจ้าพ่อบุญวาทย์ วงศ์มานิตย์ เป็นผู้สร้าง (เจ้าผู้ครองนครลาปาง) ภายในวิหารมีจิตรกรรมที่เก่าแก่อายุราว 92 ปี เป็นภาพจิตรกรรมเล่าเรื่อง ทศชาติชาดกของพระพุทธเจ้า ที่เ ลือกนาเอาฉากตอน สาคัญๆมาเขียนรูปแบบทางศิลปกรรมเป็น เป็นรูปแบบไทยประเพณี ซึ่ง เป็น ลักษณะประจาชาติคือนิยมเขียนบนฝาผนังภายในอาคารที่เนื่องในพุทธศาสนา และอาคารที่เนื่องด้วยบุคคลชั้นสูงเช่นพระอุโบสถวิหารพระที่นั่งภาพพระบฏ สมุด ไทยโดยการเขียนด้วยสีฝุ่นนิยมเขียนเรื่องเกี่ยวกับอดีตพุทธพุทธประวัติทศชาติ ชาดกไตรภูมิวรรณคดีส่วนใหญ่นิยมเขียนประดับผนังพระอุโบสถวิหาร

ยุคสมัยของจิตรกรรมไทย

สมัยทวารวดี เป็นงานจิตรกรรมเริ่มแรกของสมัยประวัติศาสตร์จิตรกรรมเป็นลายเส้นสลักบน แผ่นหินแผ่นอิฐแผ่นโลหะและลวดลายปูนปั้นโดยเขียนเป็นรูปลวดลายรูปคนและ สัตว์ต่างๆจิตรกรรมมีอิทธิพลของศิลปะแบบคุ ปตะของอินเดียมีอายุประมาณพุทธ ศตวรรษที่ 11-13สีที่ใช้เขียนมีสีดินแดงดินเหลืองดา (เขม่า) และขาว (หินปูน) จิตรกรรมบางแห่งในสมัยทวารวดีนี้มีลักษณะสันนิษฐานได้ว่าเขียนขึ้นด้วยเทคนิค การเขียนสีปูนเปียก (Real Fresco Technique)

เส้นสายลวดลายแห่งศรัทธา วัดช้างเผือก

3


เส้นสายลวดลายแห่งศรัทธา วัดช้างเผือก

4


สมัยศรีวิชัย มีอายุประมาณพุทธศตวรรษที่13 – 18มีรูปแบบและลักษณะของจิ ตรกรรมแบบศรี วิชัยเขียนสีเอกรงค์วรรณะส่วนใหญ่เป็นสีดินแดงและมีสีดินเหลืองขาวดาเป็น ส่วนประกอบเทคนิคการเขียนด้วยสีฝุ่นบนพื้นผนังถ้าที่เตรียมรองพื้นด้วยสีขาว ภาพเป็นเรื่องพระพุทธประวัติภาพพระพุทธรูปมีลั กษณะคล้ายประติมากรรมชวา สมัยสุโขทัย มีอายุประมาณพุทธศตวรรษที่ 18–19 จิตรกรรมเป็นเรื่องชาดกและภาพ พระพุทธรูปซึ่งมีลักษณะคล้ายแบบพระพุทธรูปอินเดียและลั งกาการเขียนภาพใช้ เทคนิคสีฝุ่นผสมกาววรรณะของสีเป็นเอกรงค์และปิด ทองสีที่ใ ช้มีสี แดงเหลื องดา และขาว สมัยอยุธยา พุทธศตวรรษที่ 20– พ.ศ. 2310จิตรกรรมไทยได้มีวิวัฒนาการอย่างกว้างขวางและ ชัดเจนเริ่มตั้งแต่กลางพุทธศตวรรษที่๒๐สามารถจัด แยกเป็น 3 ยุคดังนี้ ยุคที่ 1 (พ.ศ. 1895 – 2031) จิตกรรมฝาผนังมีรูปแบบเป็นภาพเทวดาขนาดเล็กอาจทาตามแบบภาพในสมุดไตร ภูมินิยมเขียนภาพพระพุทธรูปพระสาวกชาดกพระโพธิสัตว์และลวดลายประดับ แบบต่างๆวรรณะของสีเป็นเอกรงค์สี ที่ใ ช้มีสีแดงเหลือ งดาขาวและปิดทองการ เขียนภาพใช้เขียนด้วยสีฝุ่นผสมกาวและมีจุดประสงค์ในการสร้างขึ้ นเพื่อการกราบ ไหว้บูชา

เส้นสายลวดลายแห่งศรัทธา วัดช้างเผือก 5


เส้นสายลวดลายแห่งศรัทธา วัดช้างเผือก

6


ยุคที่ 2 (พ.ศ. 2034– 2172) จิตรกรรมยังเป็นสีเอกรงค์นิยมเขียนตามแบบเดิมคือเขียนภาพพระพุทธรูปพระ สาวกพระโพธิสัตว์พระอดีตพุทธชาดกและลวดลายต่างๆพื้นหลังเป็นสีอ่อน ภาพเขียนเป็นแบบ2 มิติแบบราบเขียนสีบางรองพื้นบางบางแห่งไม่มีสีรองพื้นสีที่ ใช้มี 4สีเหมือนเดิมและมีสีแดงชาดเพิ่มขึ้นอีก1สีลักษณะจิตรกรรมมีอิ ทธิพลศิลปอู่ ทองและลพบุรีผสมอยู่มาก ยุคที่ 3 (พ.ศ. 2177– 2310) งานช่างศิลปกรรมของอยุธยาได้เจริญขึ้นอย่างมากเนื่องจากมีการติดต่อกับชาว ต่างประเทศและได้รับเอาความเจริญทางด้านศิลปะวิทยาการตลอดจนวัสดุ และ เครื่องมืออุปกรณ์ต่างๆเข้ามาประยุกต์ใช้ในงานช่างไทยจึงเกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้น หลายอย่างในจิตรกรรมไทยคือ จิตรกรรมเดิมเป็นสีเอกรงค์เปลี่ยนเป็นพหุรงค์มีสีเขียวอ่อนดินเขียวฟ้าและม่วง เพิ่มขึ้น ภาพเป็น 2 มิติตามเดิมแต่พื้นหลังของภาพและทิวทัศน์มีความลึกไกลเป็นทัศนีย วิสัยแบบภาพเขียนจีนภาพต้นไม้และสายน้ามีลักษณะอ่อนไหวเลื่อนไหล มีภาพชาวต่างประเทศและเรือเดินสมุทรชาติต่างๆเป็นภาพแปลกใหม่ ในจิตรกรรม ไทยแต่เป็นภาพที่เขียนขึ้นจากความเป็นจริงในยุคนั้น

เส้นสายลวดลายแห่งศรัทธา วัดช้างเผือก

7


เส้นสายลวดลายแห่งศรัทธา วัดช้างเผือก

8


สมัยรัตนโกสินทร์(พ.ศ.2325 – ปัจจุบัน) จิตรกรรมดาเนินตามแบบอย่างจิตรกรรมสมัยอยุธยาตอนปลายวรรณะ ของสีใช้สีสดจัดและตัดกัน แรงกล้าและมีรายละเอียดที่วิจิตรประณีตเป็นพิเศษจิต กรรมในสมัยรัชกาลที่ 1-3 จิตรกรรมมีลักษณะพิเศษคือสีพื้นเป็นสีเข้มภาพคนและ สถาปัตยกรรมเด่นออกมาเป็นกลุ่มๆที่ใช้สีจัดและนิยมใช้สีตรงข้ามตัดกัน การเขียนภาพนิยมเขียนภาพพระพุทธประวัติชาดกและวรรณกรรมทางศาสนาโดย ได้จัดระเบียบเป็นแบบอย่างยึดถือกันเป็นหลัก คือผนังด้านข้างช่วงบนติดฝ้าเพดาน เขียนวิทยาธรมีสินเทาคั่นแล้วมีเทพชุมนุม 1-4 ชั้นตามความสูงของฝาผนังช่วง เหนือหน้าต่างขึ้นไประหว่างช่องหน้าต่างและประตูเป็นภาพชาดกหรือพระพุทธ ประวัติเป็นตอนๆเรียงลาดับกันไปส่วนผนังด้านหน้าเขียนภาพมารผจญด้านหลัง เขียนไตรภูมิหรือเสด็จจากดาวดึงส์การเขียนแบบนี้เป็นแบบที่นิยมเขียนกันมาก ที่สุดจิตรกรรมสมัยรัชกาลที่ 4 เป็นต้นมาถึงปัจจุบัน จิตรกรรมฝาผนังวัดช้างเผือกอยู่ในช่วงสมัยรัตนโกสินทร์ โดยสังเกตได้จาก ผนังด้านข้างช่วงบนติดฝ้าเพดานเขียนเทพชุมนุม และมีการใช้สีคู่ตรงกันข้ามกันจะ ค่อนข้างใช้สีที่สดสว่าง จิตรกรรมเป็นการเล่าเรื่องทศชาติชาดกเป็นตอนๆ เรียงลาดับกันไปทั้งซ้ายและขวาของฝาผนัง ด้านขวาของผนังส่วนใหญ่จะชารุด เสียหายมากซึ่งเกิดจากความชื้น ทาให้ภาพดูเลือนรางไม่ชัดเจน แต่พอจะมีภาพที่ ชัดเจนอยู่บ้างเช่น ทศชาติเวสสันดรชาดก ตอนพระนางผุสดีมเหสีพระส่วนของ

เส้นสายลวดลายแห่งศรัทธา วัดช้างเผือก

9


เส้นสายลวดลายแห่งศรัทธา วัดช้างเผือก

10


ผนังด้านซ้าย จะค่อนข้างมีความสมบรูณ์และชัดเจนอยู่บ้างเช่นภาพเล่าเรื่อง ภู ริทัตตชาดก เป็นฉากตอน อาลัมพราหมณ์ร่ายมนตร์แล้วจับหางภูริทัตต์ ลักษณะ ของภาพดูมีมิติมีความลึก โดยสังเกตได้จากภูเขาด้านหลังที่มีขนาดเล็ก กว่าคน ด้านหน้า การใช้สีที่แสดงความแตกต่างระหว่างบุคคลด้วยกับธรรมชาติ โดยเน้นให้ สีที่สว่างกับตัวละคร แต่ต้นไม้ใบหญ้า ภูเขา จะใช้สีหม่น เป็นการเน้นให้ตัวละคร ให้ดูโดดเด่น โดยให้ความสาคัญกับตัวละคร ภาพที่น่าสนใจอีกภาพหนึ่งเป็นภาพเล่าเรื่องจันทกุมารชาดก เป็นฉากตอนกัณหา ลพรามหมณ์ทูลยุยงพระเจ้าเอกราชให้บูชายัญ พระมเหสี ราชบุตร ราชธิดา ช้างแก้ว เพื่อเป็นหนทางไปสวรรค์ มีการใช้สีแบบพหุรงค์ที่มีความสดสว่างและการใช้สีตัด กัน เป็นภาพสองมิติ มีการตัดเส้นด้วยสีดา ลายเส้นที่มีความประณีตงดงาม พอจะทราบได้ว่าเป็นช่างที่มีฝีมือและความชานาญพอสมควร และภาพต่อมาเป็น เรื่องเดียวกัน เป็นภาพฉากตอนตอนท้าวสักกเสร็จลงมาทาลายพิธีบูชายันโดยการ ถือค้อนเหล็กเป็นเปลวไฟลงมาหักฉัตรเป็นการใช้สีแบบพหุรงค์ ได้แก่ สีทอง,สี เขียว, สีน้าเงิน, สีแดงชาด และสีขาว แล้วตัดเส้นด้วยสีดาหรือสีแดง แสดงความ แตกต่างระหว่างบุคคลด้วยสี เป็นภาพที่มีทัศนียภาพตานกมองเป็นภาพสองมิติ ไม่เน้นแสงเงา

เส้นสายลวดลายแห่งศรัทธา วัดช้างเผือก

11


เส้นสายลวดลายแห่งศรัทธา วัดช้างเผือก

12


อีกภาพหนึ่งเป็นภาพที่สวยที่สุดและสมบรูณ์ที่สุดในวัด คือภาพเขียนตอนเนมีย ชาดก ฉากพระโพธิสัตว์เนมีย์ประทับอยู่ในสุวรรณสภาปราสาท ณ สวรรค์ชั้น ดาวดึงส์ ช่างเขียนให้ความสาคัญเป็นพิเศษแก่จั่วสามเหลี่ยมทรงสูง ช่างได้เลือก แบบอย่างของปราสาทแนวอุดมคติคือเป็นแบบวิมานสาหรับสุธรรมสภาซึ่งอยู่บน สรวงสวรรค์แสดงออกซึ่งฝีมือและอารมณ์ของ ช่างเขียนโบราณได้ถ่ายทอดจินตนาการจากเรื่องราวความเชื่อต่าง ๆ รวมทั้ง เรื่องราวจากประสบการณ์ของช่างเขียนโบราณนับว่าเป็นฝีมือของช่า งพื้นบ้านที่มี ชั้นเชิงสูงในการจัดองค์ประกอบ การแก้ปัญหาเรื่องพื้นที่ว่าง การใช้โครงสีที่ น่าสนใจ ภาพบุคคลที่ปรากฏสามารถบ่งบอกเรื่องราวด้วยภาพ ที่สมบูรณ์

ลักษณะเด่นในจิตรกรรมไทย

เป็นภาพเขียนแบบสองมิติ เป็นลักษณะภาพที่คานึงถึงเส้นและสีเป็นสาคัญ ไม่แสดงแสงเงาและระยะใกล้ ไกลของสี เป็นภาพสีแบบ ๆ ตัดเส้นตลอดทั้งภาพ แสดงให้เห็นถึงความชานาญใน ลีลาอ่อนช้อยของเส้น

แสดงความรู้สึกของภาพด้วยเส้นและท่าทาง จิตรกรรมไทยเป็นภาพที่ระบายด้วยสีแบน ๆ และตัดเส้นจึงไม่อาจแสดงความรู้สึก ของตัวละครด้วยสีหน้าและแววตาได้ จึงใช้กิริยาท่าทางแสดงความรู้สึกดีใจ เสียใจ โกรธ กลัว เช่นเดียวกับการแสดงโขน เส้นสายลวดลายแห่งศรัทธา วัดช้างเผือก

13


เส้นสายลวดลายแห่งศรัทธา วัดช้างเผือก

14


แสดงความแตกต่างระหว่างบุคคลด้วยสี แสดงความแตกต่างได้ชัดเจนที่สุด คือ สีกายของตัวละคร เช่น พระรามสีเขียว พระลักษณ์สีเหลือง หนุมานสีขาว เป็นต้น

แสดงจุดสนใจโดยไม่คานึงถึงสัดส่วน งานจิตรกรรมไทยมักนิยมแสดงจุดสนใจหรือจุดเด่นของตัวละครที่สาคัญให้มี ขนาดใหญ่ และเด่นชัด ตัวพระจะมีความงามและขนาดที่ใหญ่โตกว่า ส่วนประกอบอื่น ๆ เป็นภาพที่แสดงออกถึงความเหนือจริงตามอุดมคติ แต่มี ความสัมพันธ์กลมกลืนกัน

เป็นภาพเล่าเรื่อง เป็นภาพที่แสดงเรื่องราวตามท้องเรื่อง เช่น ชาดกหรือวรรณคดีต่อเนื่องกันไป ตามลาดับเหตุการณ์

เป็นภาพที่มีทัศนียภาพตานกมอง เป็นภาพที่ให้ความรู้สึกว่า เหมือนมองจากที่สูงลงสู่ที่ต่าหรือที่เรียกว่า "แบบตานก มอง" (Bird's eyes view) ผู้ดูจะมองเห็นบ้านเมือง ความเป็นอยู่ของผู้คนได้อย่าง ทั่วถึงโดยไม่บังหรือทับซ้อนกัน

เส้นสายลวดลายแห่งศรัทธา วัดช้างเผือก

15


เส้นสายลวดลายแห่งศรัทธาวัดช้างเผือก นางสาวขนิษฐาแสนวรรณ์ 520310067 ภาษาไทย© 2556 ภาควิชาศิลปะไทยคณะวิจิตรศิลป์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ สงวนลิขสิทธิ์ พิมพ์ครั้งแรกกรกฎาคมพ.ศ. 2556 จัดพิมพ์โดยภาควิชาศิลปะไทยคณะวิจิตรศิลป์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ออกแบบโดยนางสาวขนิษฐาแสนวรรณ์

เส้นสายลวดลายแห่งศรัทธา วัดช้างเผือก

16


เส้นสายลวดลายแห่งศรัทธา วัดช้างเผือก

Painting  

งานจิตรกรรม