Issuu on Google+

การยอยอาหารของคน

จัดทําโดย นางสาวพัชริตา ชางทอง

ชุมนุม IT โรงเรียนอุดมดรุณี จังหวัดสุโขทัย


การยอยอาหารของคน อาหารประเภทตางๆ ทีเ่ ราบริโภคโดยเฉพาะสารอาหารที่ใหพลังงานแกรางกาย คือ คารโบไฮเดรตโปรตีน และ ไขมัน ลวนแตมีโมเลกุลขนาดใหญเกินกวาที่จะลําเลียงเขาสูเซลลสวนตาง ๆ ของรางกายได ยกเวนวิตามิน และแรธาตุซึ่งมีอนุภาคขนาดเล็ก จึงจําเปนตองมีอวัยวะและกลไกการทํางานตางๆ ที่จะทําใหโมเลกุลของ สารอาหารเหลานั้นมีขนาดเล็กลงจนสามารถลําเลียงเขาสูเซลลได เรียกวา “การยอย” การยอยอาหาร หมายถึง การทําใหสารอาหารที่มีโมเลกุลขนาดใหญกลายเปนสารอาหารที่มีโมเลกุลเล็ก ลงจนกระทั่งแพรผานเยื่อหุมเซลลได การยอยอาหารในรางกายมี 2 วิธี คือ 1. การยอยเชิงกล คือ การบดเคี้ยวอาหารโดยฟน เปนการเปลี่ยนแปลงขนาดโมเลกุลทําใหสารอาหารมี ขนาดเล็กลง 2. การยอยเชิงเคมี คือ การเปลี่ยนแปลงขนาดโมเลกุลของสารอาหารโดยใชเอนไซมที่เกี่ยวของทําให โมเลกุลของสาร อาหารเกิดการเปลี่ยนแปลงทางเคมีไดโมเลกุลที่มีขนาดเล็กลงอวัยวะในระบบยอยอาหารของคน

1. อวัยวะที่มีสวนเกี่ยวของกับการยอยอาหาร ไดแก 1.1 ตับ มีหนาที่สรางน้ําดีสงไปเก็บที่ถุงน้ําดี 1.2 ตับออน มีหนาที่สรางเอนไซมสงไปยอยอาหารที่ลําไสเล็ก 1.3 ลําไสเล็ก สรางเอนไซมมอลเทส ซูเครส และแล็กเทสยอยอาหารที่ลําไสเล็ก เอนไซม เปน สารประกอบประเภทโปรตีนที่รางกายสรางขึ้น เพื่อทําหนาที่เรงอัตราการเปดปฏิกิริยาชีวเคมี ในรางกาย เอนไซมที่ใชในการยอยสารอาหารเรียกวา “น้ํายอย” เอนไซมมีสมบัติที่สําคัญ ดังนี้ - เปนสารประเภทโปรตีนที่สรางขึ้นจากเซลลของสิ่งมีชีวิต - ชวงเรงปฏิกิริยาในการยอยอาหารใหเกิดเร็วขึ้นและเมื่อเรงปฏิกิริยาแลวยังคงมีสภาพเดิมสามารถใช เรงปฏิกิริยาโมเลกุลอื่นไดอีก - มีความจําเพาะตอสารที่เกิดปฏิกิริยาชนิดหนึ่งๆ - เอนไซมจะทํางานไดดีเมื่ออยูในสภาพแวดลอมที่เหมาะสม ปจจัยที่มีผลตอการทํางานของเอนไซม ไดแก 1. อุณหภูมิ เอนไซมแตละชนิดทํางานไดดีที่อุณหภูมิตางกัน แตเอนไซมในรางกายทํางานไดดีที่ อุณหภูมิ 37 องศาเซลเซียส 2. ความเปนกรด – เบส เอนไซมบางชนิดทํางานไดดีเมื่อมีสภาพที่เปนกรด เชน เอนไซมเพปซิน ใน กระเพาะอาหาร เอนไซมบางอยางทํางานไดดีในสภาพที่เปนเบส เชน เอนไซมในลําไสเล็ก เปนตน 3. ความเขม เอนไซมที่มีความเขมขนมากจะทํางานไดดีกวาเอนไซมที่มีความเขมขนนอย


การทํางานของเอนไซม จําแนกไดดังนี้ 1. เอนไซมในน้ําลาย ทํางานไดดีในสภาวะเปนเบสเล็กนอย เปนกลาง หรือเปนกรดเล็กนอยจะขึ้นอยู กับชนิดของน้ําตาลและที่อุณหภูมิปกติของรางกายประมาณ 37 องศาเซลเซียส 2. เอนไซม ในกระเพาะอาหาร ทํางานไดดีในสภาวะเปนกรด และ ที่อุณหภูมิปกติของรางกาย 3. เอนไซมในลําไสเล็ก ทํางานไดดีในสภาวะเปนเบส และอุณหภูมิปกติของรางกาย สารอาหารที่มีโมเลกุลขนาดใหญ จะถูกยอยใหเปนโมเลกุลขนาดเล็กที่สุด ดังนี้ คารโบไฮเดรต

กลูโคส

โปรตีน

กรดอะมิโน

ไขมัน

กรดไขมัน + กลีเซอรอล

2.

อวัยวะที่เปนทางเดินอาหาร ทําหนาที่ในการรับและสงอาหาร โดยเริ่มจาก

3.

ปาก ลําไสเล็ก

ลําไสใหญ

คอหอย

ทวารหนัก ดังรูป

หลอดอาหาร

กระเพาะ


เมื่อรับประทานอาหาร อาหารจะเคลื่อนที่ผานอวัยวะที่เกี่ยวของกับทางเดินอาหารเพื่อเกิดการยอยตามลําดับ ดังตอไปนี้ 2.1 ปาก(mouth) มีการยอยเชิงกล โดยการบดเคี้ยวของฟน และมีการยอยทางเคมี โดยเอนไซมอะ ไมเลสหรือไทยาลีน ซึ่งทํางานไดดีในสภาพที่เปนเบสเล็กนอย

แปง

อะไมเลสหรือไทยาลีน

น้ําตาลมอลโทส(maltose)

น้ําลายจากตอมน้ําลายมี 3 คู ไดแก ตอมน้ําลายใตลิ้น 1 คู ตอมน้ําลายใตขากรรไกร ลาง 1 คู และ ตอมน้ําลายใตกกหู 1 คู ตอมน้ําลายจะผลิตน้ําลายไดประมาณวันละ 1 – 1.5 ลิตร 2.2 คอหอย(pharynx) เปนทางผานของอาหาร ซึ่งไมมีการยอยใดๆ ทั้งสิ้น 2.3 หลอดอาหาร(esophagus) มีลักษณะเปนกลามเนื้อเรียบ มีการยอยเชิงกลโดยการบีบตัวของกลามเนื้อ ทางเดินอาหารเปนชวงๆ เรียกวา “เพอริสตัลซิส (peristalsis)” เพื่อใหอาหารเคลื่อนที่ ลงสูกระเพาะอาหาร 4.

5.

2.4 กระเพาะอาหาร (stomach) มีการยอยเชิงกลโดยการบีบตัวของกลามเนื้อทางเดิน อาหาร และมีการยอยทางเคมีโดยเอนไซมเพปซิน(pepsin) ซึ่งจะทํางานไดดีในสภาพที่เปนกรด โดยชั้นในสุดของกระเพาะจะมีตอมสรางน้ํายอยซึ่งมีเอนไซมเพปซินและกรดไฮโดรคลอริกเปน สวนประกอบ เอนไซมเพปซินจะยอยโปรตีนใหเปนเพปไทด (peptide)ในกระเพาะอาหารนี้ ยังมีเอนไซมอยูอีกชนิดหนึ่งชื่อวา”เรนนิน”ทําหนาที่ยอยโปรตีนในน้ํานม ในขณะที่ไมมี อาหาร กระเพาะอาหารจะมีขนาด 50 ลูกบาศกเซนติเมตร แตเมื่อมีอาหารจะมีการขยายไดอีก 10 – 40 เทา โปรตีน

เพปซิน

เพปไทด

โดยสรุปแลวที่กระเพาะอาหารจะมีการยอยโปรตีนเพียงอยางเดียวเทานั้น


2.5 ลําไสเล็ก(small intestine) เปนบริเวณที่มีการยอยและการดูดซึมเกิดขึ้นมากที่สุด โดยเอนไซมในลําไสเล็ก จะทํางานไดดีในสภาพที่เปนเบส ซึ่งเอนไซมที่ลําไสเล็กสรางขึ้น ไดแก 1) มอลเทส (maltase) เปนเอนไซมที่ยอยน้ําตาลมอลเทสใหเปนกลูโคส 2) ซูเครส(sucrase)เปนเอนไซมที่ยอยน้ําตาลทรายหรือน้ําตาลซูโครส(sucrose)ใหเปนกลูโคสกับ ฟรักโทส(fructore) 3) แล็กเทส(lactase)เปนเอนไซมที่ยอยน้ําตาลแล็กโทส(lactose)ใหเปนกลูโคสกับกาแล็กโทส (galactose) การยอยอาหารที่ลําไสเล็กใชเอนไซมจากตับออน(pancreas)มาชวยยอย เชน - ทริปซิน(trypsin) เปนเอนไซมที่ยอยโปรตีนหรือเพปไทดใหเปนกรดอะมิโน - อะไมเลส(amylase) เปนเอนไซมที่ยอยแปงใหเปนน้ําตาลมอลโทส - ไลเพส(lipase) เปนเอนไซมที่ยอยไขมันใหเปนกรดไขมันและกลีเซอรอล

น้ําดี(bile) เปนสารที่ผลิตมาจากตับ(liver)แลวไปเก็บไวที่ถุงน้ําดี(gall bladder)น้ําดีไมใช เอนไซมเพราะไมใชสารประกอบประเภทโปรตีน โดยน้ําดีจะทําหนาที่ยอยโมเลกุลของไขมัน ใหเล็กลง แลวน้ํายอยจากตับออนจะยอยตอทําใหไดอนุภาคที่เล็กที่สุดที่สามารถแพรเขาสูเซลล


สรุปการยอยสารอาหารประเภทตางๆ ในลําไสเล็ก คารโบไฮเดรต

แปง

อะไมเลส

มอลโทส

มอลโทส

มอลเทส

กลูโคส + กลูโคส

ซูโครส

ซูเครส

กลูโคส + ฟรักโทส

แล็กโทส

แล็กเทส

กลูโคส + กาแล็กโทส

เพปไทด

ทริปซิน

กรดอะมิโน

โปรตีน

ไขมัน ไขมัน - น้ําดี

ยอยโมเลกุลของไขมันขนาดเล็ก

ไลเพส

กรดไขมัน + กลีเซอรอล

อาหารเมื่อถูกยอยเปนโมเลกุลเล็กที่สุดแลว จะถูกดูดซึมที่ลําไสเล็ก โดยโครงสรางที่เรียกวา” วิลลัส”(villus)ซึ่งมีลักษณะคลายนิ้วมือที่ยื่นออกมาจากผนังของลําไสเล็ก ทําหนาที่เพิ่มพื้นที่ผิว ในการดูดซึมอาหาร 2.6 ลําไสใหญ(large intestine) ที่ลําไสใหญไมมีการยอย แตทําหนาที่เก็บกากอาหารและดูดซึมน้ําออก จากกากอาหาร ดังนั้นถาไมถายอุจจาระเปนเวลาหลายวันติดตอกันจะทําใหเกิดอาการทองผูก ถาเปนบอยๆ จะทําใหเกิดโรคริดสีดวงทวาร


อวัยวะในระบบยอยอาหารของคน

อวัยวะในระบบยอยอาหารของคน แบงออกเปน 2 สวน คือ 1. อวัยวะที่เปนทางเดินอาหาร ไดแก 1.1 ปากและ���พรงปาก (Mouth and Mouth Cavity) ประกอบดวย - ฟน - ลิ้น - ตอมน้ําลาย 1.2 คอหอย (Pharynx) 1.3 หลอดอาหาร (Esophagus) 1.4 กระเพาะอาหาร (Stomach) 1.5 ลําไสเล็ก (Small Intestine) 1.6 ลําไสใหญ (Large Intestine) 1.7 ไสตรง (Rectum) 1.8 ทวารหนัก (Anus) 2. อวัยวะที่ชวยยอยอาหาร แตไมใชทางเดินอาหารไดแก


2.1 ตอมน้ําลาย (Salivary Gland) 2.2 ตับ (Liver) และถุงน้ําดี (Gall Bladder) 2.3 ตับออน (Pancreas) การยอยอาหารของคนมีกระบวนการยอย 2 แบบ คือ 1. การยอยเชิงกล (Mechanical Digestion) โดยการใชฟนบดเคี้ยว และการบตัวคลายตัวของทางเดินอาหาร เชน หลอดอาหาร กระเพาะอาหาร เปนตน 2. การยอยทางเคมี (Chemical Digestion) โดยการใชน้ํายอย หรือ เอนไซม ทําใหอาหารเปลี่ยนแปลงจนเปน โมเลกุลเดี่ยว รางกายสามารถดูดซึมไปใชประโยชนได

การยอยอาหารในปาก ปาก (Mouth) เปนทางเดินอาหารเริ่มแรก ซึ่งประกอบดวยอวัยวะตางๆทําหนาที่รวมกัน มีทั้งการยอยเชิงกล (Mechanical Digestion) และการยอยทางเคมี (Chemical Digestion) การทํางานของอวัยวะภายในปากที่เกี่ยวกับการยอยอาหาร มีดังตอไปนี้

ฟน (Teeth) ทําหนาที่บดอาหารใหมีขนาดเล็กลง มี 2 ชุด คือ 1. ฟนน้ํานม (Deciduous Teeth) มี 20 ซี่ เริ่มขึ้นเมื่ออายุประมาณ 6 เดือน จะขึ้นครบเมื่อมีอายุประมาณ 2 ป 2. ฟนแท (Permanent Teeth) มี 32 ซี่ เริ่มขึ้นเมื่อฟนน้ํานมซี่แรกหักและหลุดไป และจะขึ้นครบหรือเกือบครบเมื่อ อายุประมาณ 21 ป แตบางคนอาจมีเพียง 28 ซี่ เทานั้น ฟนแทประกอบดวยฟนชนิดตางๆ ดังนี้ (นับจากกึ่งกลาง ออกทางดานขางของฟนแตละขาง) 2.1 ฟนตัด(Incisor หรือ I) มี 2 ซี่ ทําหนาที่ตัดอาหาร ในสัตวที่กินอาหารโดยการแทะจะมีฟนชนิดนี้เจริญดีที่สุด 2.2 ฟนฉีก หรือ เขี้ยว (Canine หรือ C) มี 1 ซี่ ทําหนาที่กัดและฉีกอาหาร มีลักษณะคอนขางแหลมคม ในสัตวกิน เนื้อ เขี้ยวจะเจริญดีที่สุด ไวสําหรับลาเหยื่อ ในสัตวกินพืช เขี้ยวไมมีหนาที่สําคัญ 2.3 ฟนกรามหนา (Premolar หรือ P) มี 2 ซี่ ทําหนาที่ตัดและฉีกอาหาร ในสัตวกินเนื้อ เชน เสือ สุนัข แมว จะมี ฟนกรามหนาเติบโตแข็งแรงเปนพิเศ 2.4 ฟนกรามหลัง (Molar หรือ M) มี 3 ซี่ ทําหนาที่บดเคี้ยวอาหาร ฟนกรามซี่สุดทายอาจโผลขึ้นมาไมพนเหงือก จึงอาจเหลือแค 2 ซี่ ดังนั้นในคนบางคนจึงอาจมีเพียง 28 ซี่ เทานั้น


โครงสรางของฟน แบงเปน 3 สวน คือ 1. ตัวฟน (Crown) เปนสวนของฟนที่โผลพนเหงือกทั้งหมด ผิวดานนอกเคลือบดวยสารเคลือบฟน (Enamel) เปน สารสีขาว มีความแข็งแรงมากที่สุด สวนลางของสารเคลือบฟนเปนเนื้อเยื่อเกี่ยวพันหนา ประกอบดวยหินปูน เรียกวาเนื้อฟน (Dentin) สวนแกนกลางของตัวฟนมีเนื้อเยื่อเกี่ยวพันที่ออนนุม เรียกวา โพรงฟน (Pulp Cavity) ซึ่ง ภายในประกอบดวยหลอดเลือดเล็กๆ และปลายประสาท 2. คอฟน (Neck) เปนสวนของฟนที่ฝงอยูในเหงือกถัดจากตัวฟนลงไป อยูบริเวณที่ Enamel กับ Cementum ของ รากฟนมาพบกัน 3. รากฟน (Root) เปนสวนของฟนที่อยูในชวงกระดูกขากรรไกรและยึดติดกับกระดูกโดยเนื้อเยื่อเกี่ยวพันที่ แข็งแรง มี Cementum หุมอยูบางๆ ชวยยึดรากฟน ตรงกลางรากฟนเปนชอง เรียกวา Root Canal เปนทางที่เสน เลือดและเสนประสาทจะเขาสูโพรงฟน


ตอมน้ําลาย (Salivary Gland) ทําหนาที่สรางน้ําลาย (Saliva) สงออกทางทอน้ําลายไปสูชองปาก มี 3 คู 1. ตอมขางกกหู (Parotid Gland) อยูบริเวณกกหูทั้ง 2 ขาง สรางน้ําลายชนิดใสเพียงอยางเดียว มีขนาดใหญที่สุด ถา เกิดการอักเสบ บริเวณกกหูทั้ง 2 ขางจะบวมแดง เรียกวา โรคคางทูม ตอมชนิดนี้จะผลิตน้ําลายประมาณ 25% ของ น้ําลายทั้งหมด 2. ตอมใตขากรรไกร (Submaxillary Gland) สรางน้ําลายทั้งชนิดใสและชนิดเหนียว แตมีน้ําลายทั้งชนิดใส มากกวา ตอมชนิดนี้จะผลิตน้ําลายประมาณ 70% ของน้ําลายทั้งหมด 3. ตอมใตลิ้น (Sublingual Gland) สรางน้ําลายทั้งชนิดใสและชนิดเหนียว แตมีน้ําลายทั้งชนิดเหนียวมากกวา ตอม ชนิดนี้จะผลิตน้ําลายประมาณ 5% ของน้ําลายทั้งหมด น้ําลาย มีลักษณะเปนของเหลว มี 2 ชนิด คือ 1. ชนิดใส (Serous) มีน้ํายอยอะไมเลสหรือไทยาลิน (Amylase or Ptyalin) ทําหนาที่ยอยแปงใหเปน เดกซตริน (Dextrin) ซึ่งเปนแปงที่มีโมเลกุลขนาดเล็กลง 2. ชนิดเหนียว (Mucous) ชวยใหการคลุกเคลาอาหารผสมกับน้ํายอยเกิดไดดี และสะดวกตอการกลืนอาหาร สวนประปอบของน้ําลายมีดังนี้ 1. เอนไซมอะไมเลส (Amylase) ชวยยอยสลายคารโบไฮเดรต 2. น้ํา (Water) มีประมาณ 99.5% เปนตัวทําละลายสารอาหาร 3. น้ําเมือก (Mucin) เปนสารคารโบไฮเดรต ผสมโปรตีน ชวยใหอาหารรวมตัวกันเปนกอน ลื่น และกลืนสะดวก น้ําลายจะถูกสรางจากตอมน้ําลายประมาณ 1-1.5 ลิตร มีฤทธิ์เปนกรดออน (pH 6.0-7.0) ทําหนาที่ละลายอาหาร ปองกันไมใหปากแหง และชวยในการเคลื่อนไหวของลิ้นในขณะพูด


ลิ้น (Tongue) เปนกลามเนื้อที่สามารถเคลื่อนที่ไดอยางคลองแคลวในหลายทิศทาง ทําหนาที่สําคัญ ดังนี้ - รับรสอาหาร เพราะมีตอมรับรส (Taste Budd) - ชวยคลุกเคลาอาหารใหผสมกับน้ําลาย และตตะลอมใหอาหารเปนกอน - ชวยหนวงเหนี่ยวอาหารไมใหไหลผานคอหออยเร็วเกินไป - ชวยในการกลืนอาหาร - ชวยในการพูด ทําใหพูดชัดเจน เอนไซมอะไมเลสจะสลายตัวเมื่อเขาสูกระเพาะอาหาร เพราะในอาหารจะมีกรดเกลือ (HCl) อยู การกลืนอาหาร (Swallowing) การกลืนอาหาร อาศัยการทํางานของกลามเนื้อหลายชุด บังคับใหอาหารผานจากปากเขาสูหลอดอาหาร โดยมี กลไกดังนี้ เริ่มแรกเปนการทํางานของกลามเนื้อลิ้น โดยโคนลิ้นจะเคลื่อนไปทางดานหลังและดานบน ผลักอาหาร เขาสูคอหอย (Pharynx) ในขณะเดียวกัน เพดานออน (Soft Palate) ที่หอยโคงลงมาบริเวณโคนลิ้นจะเลื่อนขึ้นโดน อัตโนมัติไปปดรูเปดของชองจมูกทั้ง 2 เพื่อปองกันไมใหอาหารพุงขึ้นมาทางจมูก จากนั้นปดฝากลองเสียง (Epiglottis) ปดทางเขาหลอดลม กั้นไมใหอาหารตกลงสูหลอดลมได

ขอควรทราบ ศูนยควบคุมการกลืนอาหารคือ Medulla Oblongata อยูตรงประสาทสมองคูที่ 10 (Vagus Nerve) การกลืนอาหาร จัดเปนปฏิกิริยารีเฟลกซ


หลอดอาหาร (Esophagus) หลอดอาหารมีลักษณะเปนทอกลามเนื้อที่ตอจากคอหอย อยูทางดานหลังของหลอดลม (Trachea) ไปสิ้นสุดที่ กระเพาะอาหาร ตรงบริเวณถัดจากสวนลางของแผนกะบังลม (Diaphragm) มีความยาวประมาณ 25 เซนติเมตร ลักษณะสําคัญที่เกี่ยวของกับการยอยในหลอดอาหาร มีดังนี้ - หลอดอาหารไมมีตอมสรางน้ํายอย แตยังมมีการยอยอาหารตอเนื่องมาจากในปาก - หลอดอาหารมีตอมขับน้ําเมือก (Mucous Glaand) กระจายอยูทั่วไป น้ําเมือกเหนียวขนที่หลั่งออกมาจะชวยใน การหลอลื่น ทําใหอาหารเคลื่อนผานไดสะดวก - อาหารที่เคลื่อนผานไปตามหลอดอาหรไดโดยยการหดตัวของกลามเนื้อหลอดอาหารซึ่งจะหดและคลายตัวเปน จังหวะเปนชวงๆตอเนื่องกัน เรียกวา เพอริสทัลซิส (Peristalsis) - อาหารถูกยอยเชิงกลโดยกระบวนการ Peristaalsis - หลอดอาหารเปนบริเวณแรกที่มีกระบวนการ PPeristalsis


การยอยในกระเพาะอาหาร กระเพาะอาหาร (Stomach) อยูทางดานซายของรางกาย ใตกะบังลม (Diaphragm) ในสภาพไมมีอาหารบรรจุอยู จะมีปริมาตร50ลูกบาศกเซนติเมตรแตเมื่อมีอาหารสามารถขยายไดถึง10-40เทา กระเพาะอาหาร (Stomach) อยูภายในชองทองดานซายใตกะบังลม เปนถุงกลามเนื้อที่ยืดขยายไดดี แข็งแรงมาก สามารถขยายความจุไดถึง 500 – 2,000 ลูกบาศกเซนติเมตร ผนังของกระเพาะอาหาร มีลักษณะเปนคลื่น เรียกวา รูกี (Rugae) มีตอมสรางน้ํายอย 35 ลานตอม ทําหนาที่สรางน้ํายอยของกระเพาะอาหาร เรียกวา Gastic juice มี กลามเนื้อหู���ูดอยู 2 แหง คือ กลามเนื้อหูรูด ที่ตอกับหลอดอาหาร (Cardiac sphincter) และกลามเนื้อหูรูดที่ตอกับ ลําไสเล็ก (Pyloric sphincter) น้ํายอยรวมตัวกับอาหารจนเหลวและเขากันดีคลายซุปขน ๆ เรียกวา ไคม (Chyme) จะถูกสงเขาสูลําไสเล็กตอไป กระเพาะอาหารแบงออกเปน 4 สวน คือ คารเดีย(Cardia) ฟนดัส(Fundus) ตัวกระเพาะ(Body) และ ไพลอรัส(Pylorus)

โครงสรางของกระเพาะอาหารซึ่งแบงออกเปน 4 สวน และโครงสรางของผนังกระเพาะอาหารของคน ที่มา : faculty.southwest.tn.edu การหลั่งเอนไซมในกระเพาะอาหารถูกควบคุมโดยระบบประสาทและฮอรโมนแกสตริน ซึ่งมีขั้นตอน ดังนี้ ฮอรโมนแกสตรินกระตุนใหหลั่งเพปซิโนเจน(Pepsinogen) และโพรเรนนิน(Prorennin) กระเพาะอาหารจะ หลั่งกรดเกลือ เปลี่ยนเพปซิโนเจนและโพรเรนนินใหเปนเพปซินและเรนนิน ซึ่งเพปซินและเรนนินจะยอย โมเลกุลของโปรตีนใหมีขนาดโมเลกุลเล็กลงเพื่อสงตอไปยังดูโอดีนัม


สวนตางๆของกระเพาะอาหาร แบงออกเปน 3 สวน ดังนี้ 1. Cardiac Region หรือ Cardium เปนสวนของกระเพาะอาหารตอนบนอยูตอจากหลอดอาหาร มีกลามเนื้อหูรูด เรียกวา Cardiac Sphincter ปองกันไมใหอาหารภายในกระเพาะอาหารยอนกลับสูหลอดอาหาร 2. Fundus เปนกระเพาะอาหารสวนกลาง มีลักษณะเปนกระพุงใหญที่สุด 3. Pylorus หรือ Pyloric Region เปนกระเพาะอาหารสวนปลายติดตอกับลําไสเล็กตอนตน (Duodenum) มีลักษณะ เล็กเรียวแคบลง ตอนปลายสุดของกระเพาะอาหารสวนนี้มีกลามเนื้อหูรูด เรียกวา Pyloric Sphincter ปองกันไมให อาหารออกจากกระเพาะอาหาร

ลักษณะผนังกระเพาะอาหาร ประกอบดวยกลามเนื้อเรียบ 3 ชั้น ดังนี้ 1. ชั้นนอก เปนกลามเนื้อเรียบตามแนวยาว 2. ชั้นกลาง เปนกลามเนื้อวงตามขวาง 3. ชั้นในสุด เปนกลามเนื้อในแนวทแยง ลักษณะพับไปมา เรียกวา Rugae ชวยเพิ่มพื้นที่ผิวในการยอยอาหาร

กลุมเซลลภายในกระเพาะอาหาร แบงเปน 3 กลุม ดังนี้ 1. Mucous Epithelial Cell หรือ Mucous Neck Cell ทําหนาที่สรางน้ําเมือกที่มีฤทธิ์เปนเบส ฉาบผิวของระเพาะ อาหารไมใหเปนอันตราย 2. Parietal Cell หรือ Oxyntic Cell ทําหนาที่สรางกรดไฮโดรคลอริก (HCl) เขมขน เพื่อชวยในการยอยอาหาร 3. Chief Cell หรือ Zygamatic Cell ทําหนาที่สราง Pepsinogen และ Prorennin ซึ่งเปน Proenzyme

หนาที่ของกระเพาะอาหาร มีดังนี้ - เปนที่เก็บสะสมอาหาร - เปนอวัยวะยอยอาหาร - ลําเลียงอาหารเขาสูลําไสเล็กในอัตราที่พอเหมาะ - สรางสาร Intrinsic Factor (IF) ควบคุมกการดูดซึมวิตามินบี12ที่ลําไสเล็ก เพื่อใชในกระบวนการสรางเซลลเม็ด เลือดแดง


การยอยอาหารในกระเพาะอาหาร มี 2 วิธี ดังนี้ 1. การยอยเชิงกล เมื่อกอนอาหาร (Bolus) จากหลอดอาหารตกถึงกระเพาะอาหาร กระเพาะอาหารจะมีการ เคลื่อนไหวแบบคลื่นคลุกเคลาอาหาร (Tonic Contraction) เพื่อใหอาหารผสมกับน้ํายอย และมีการหดตัวของ กลามเนื้ออยางแรงมากเปนชวงๆ (Peristalsis) เพื่อดันใหอาหารเคลื่อนลงสูสวนลางของกระเพาะอาหาร 2. การยอยทางเคมี โดยใชเอนไซมที่สรางขึ้นจากตอมในกระเพาะอาหาร

สารและเอนไซมที่เกี่ยวของกับการยอยในกระเพาะอาหาร 1. HCl มี pH อยูระหวาง 0.9-2.0 2. Pepsinogen เปน Proenzyme ตองไดรับ HCl จึงเปลี่ยนเปนเพปซิน (Pepsin) สําหรับยอยโปรตีนเปนเพปไทด ซึ่งประกอบดวยกรดอะมิโน 4-12 โมเลกุล 3. Prorennin เปน Proenzyme ตองไดรับ HCl จึงเปลี่ยนเปนเรนนิน (Rennin) สําหรับยอยโปรตีนในน้ํานม 4. Lipase สรางขึ้นในปริมาณนอยมาก เพราะสภาพเปนกรดของกระเพาะอาหาร 5. Gastrin เปนฮอรโมนที่สรางจากเซลลในกระเพาะอาหาร ทําหนาที่กระตุนให Parirtal Cell หลั่ง HCl ออกมา

การทํางานของกระเพาะอาหาร แบงเปน 3 ระยะ คือ 1. Cephalic Phase เปนระยะรับกลิ่น รส หรือนึกถึงอาหาร เสนประสาท Vagus จากสมองจะกระตุนใหกระเพาะ เคลื่อนที่และการหลั่งสาร 2. Gastric Phase เปนระยะที่กอนอาหาร (Bolus) เขาสูกระเพาะอาหาร กระเพาะอาหารจะเคลื่อนที่และการหลั่ง ฮอรโมน Gastrin จากชั้นมิวโคซาจากชั้นของกระเพาะอาหาร ไปกระตุนใหกระเพาะอาหารหลั่ง HCl ออกมารวม กับ Pepsinogen 3. Intestinal Phase เปนระยะที่อาหาร (Chyme) ออกจากกระเพาะอาหารเขาสูลําไสเล็กสวน Duodenum เนื้อเยื่อมิว โคซาของ Duodenum จะหลั่งฮอรโมน Secretin ออกมายับยั้งการหลั่งฮอรโมน Gastrin


การยอยอาหารในลําไสเล็ก ลําไสเล็ก (Small Intestine) เปนสวนที่ยาวที่สุดของทางเดินอาหาร อยูตอจากกระเพาะอาหารกับลําไสใหญ มี ความยาวประมาณ 7-8 เมตร ขดไปมาในชองทอง ผนังดานในมีลักษณะเปนปุมจํานวนมากยื่นออกมาเพื่อเพิ่ม พื้นที่ผิวในการดูดซึมสารอาหารที่เรียกวา วิลลัส (Villus) หรือ วิลไล (Villi)

โครงสรางภายนอกของลําไสเล็ก แบงเปน 3 สวน คือ 1. ดูโอดีนัม (Duodenum) เปนลําไสเล็กสวนตน ยาวประมาณ 25-30 เซนติเมตร รูปรางเปนตัวยู อยูตอจาก กระเพาะอาหาร เปนบริเวณที่มีสารเคมีหลายชนิด เชน - Pancreatic Juice เปนน้ํายอยที่สรางจากตับออน - น้ําดี (Bile) สรางจากตับ หลั่งออกมาจากกถุงน้ําดี ชวยใหไขมันแตกตัวเปนหยดไขมันขนาดเล็ก (Emulsifying) -Intestinal Juice เปนน้ํายอยที่สรางจากกผนังลําไสเล็กของดูโอดีนัม จัดเปนสวนที่มีการยอยอาหารเกิดขึ้นมาก ที่สุด 2. เจจูนัม (Jejunum) เปนสวนที่ตอจาก Duodenum ยาวประมาณ 2 ใน 5 หรือประมาณ 3-4 เมตร เปนสวนที่มีการ ดูดซึมอาหารมากที่สุด 3. ไอเลียม (Ileum) เปนลําไสเล็กสวนสุดทาย ปลายสุดของ Ileum ตอกับลําไสใหญมีขนาดเล็กและยาวที่สุด ประมาณ 4.3 เมตร


การยอยอาหารในลําไสเล็ก มี 2 วีธี ดังนี้ 1. การยอยเชิงกล ไดแก - การหดตัวเปนจังหวะ (Rhythmic Segmentation) ชวยคลุกเคลาอาหารใหผสมกับน้ํายอย และชวยไลอาหารให เคลื่อนไปตามทางเดินอาหาร - Peristalsis เปนการหดตัวของกลามเนื้อททางเดินอาหารเปนชวงๆติดตอกัน ชวยผลักหรือไลอาหารใหเดินทาง ตอไป 2. การยอยทางเคมี เปนการยอยที่ใชสารเคมีหรือเอนไซมจกอวัยวะสวนตางๆ 2.1 สารและเอนไซมจากตับออน - โซเดียมไฮโดรเจนคารบอเนต (NaHCO3) มีฤทธิ์เปนเบส ชวยเปลี่ยนอาหาร (Chyme) ที่มีฤทธเปนกรดจาก กระเพาะอาหารใหเปนกลางหรือเบสออน - เอนไซมอะไมเลส (Amylase) ทําหนาที่ยออยแปง ไกลโคเจน หรือเดกซทริน ใหแตกตัวเปนมอลโทส - เอนไซมไลเพส หรือ สตีปซิน (Lipase or SSteapsin) ทําหนาที่ยอยไขมันใหเปนกรดไขมันและกลีเซอรอล และ ทํางานไดดีที่ pH 8.0 - ทริปซิโนเจน (Trypsinogen) เปนสารเคมีทที่ไมพรอมจะทํางาน ตองอาศัยเอนเทอโรไคเนส (Enterokinase) จาก ผนังลําไสเล็กเปลี่ยนเปนทริปซิน (Trypsin) กอน จึงจะทําหนาที่ยอยโปรตีนได - ไคโมทริปซิโนเจน (Cyhmotrypsinogen) เปนสารเคมีที่ไมพรอมจะทํางาน ตองอาศัยทริปซินเปลี่ยนเปนไค โมทริปซิน (Chymotrypsin) กอน จึงจะทําหนาที่ยอยโปรตีนได - โพรคารบอกซิเพปทิเดส (Procarboxypeptiddase) เปนสารเคมีที่ไมพรอมจะทํางาน ตองอาศัย ทริปซิน หรือ เอน เทอโรไคเนสตัวใดตัวหนึ่งเปลี่ยนเปน คารบอกซิเพปทิเดส (Carboxypeptidase) กอน คารบอกซิเพปทิเดสทํา หนาที่ยอยโปรตีนตรงปลายสุดดานหมูคารบอกซิลเทานั้น 2.2 น้ําดีจากตับ ไมจัดเปนเอนไซม แตชวยใหไขมันแตกตัวเปน Emulsion โดยเกลือน้ําดี เพื่อให Lipase ยอย ไขมันได


ขอควรทราบ หนาที่ของตับมีดังนี้ - สรางน้ําดี - สะสมอาหารในรูปไกลโคเจน สําหรับใชเมื่อรรางกายขาดแคลน - กําจัดสารพิษ เชน แอลกอฮอล เปนตน - เปนแหลงสะสมวิตามิน A, B และD - สรางเม็ดเลือดขณะทารกอยูในครรภ แตภาายหลังจะเปนแหลงทําลายเม็ดเลือดแดง

2.3 สารและเอนไซมจากลําไสเล็ก ไดแก - เอนเทอโรไคเนส ชวยเปลี่ยนทริปซิโนเจน และโพรคารบอกซิเพ���ทิเดสจากตับออน ใหเปนทริปซิน และคาร บอกซิเพปทิเดส - เอนไซมยอยคารโบไฮเดรต ไดแก อะไมเลสส (Amylase) มอลเทส (Maltase) ซูเครส (Sucrase) และ แล็กเทส (Lactase) - เพปซิเดส (Pepsidase) มีหลายชนิด เชน ออะมิโนเพปซิเดส (Aminopepsidase) ซึ่งชวยยอยเพปไทดใหเปน กรดอะมิโนและเพปไทดขนาดสั้นลง และ ไดเพปซิเดส (Dipepsidase) ซึ่งชวยยอยเพปไทดใหเปนกรดอะมิโน - เอนไซมไลเพส ชวยยอยไขมันใหเปนกรดไขขมัน และกลีเซอรอล

การดูดซึม การดูดซึม (Absorption) เปนกระบวนการนําสารอาหารโมเลกุลเดี่ยวที่ผานการยอยแลว ซึ่งไดแก กลูโคส กรดอะ มิโน กรดไขมัน และกลีเซอรอล ผานผนังลําไสเล็กเขาสูกระแสเลือด เพื่อลําเลียงไปสูสวนตางๆทั่วรางกาย

การดูดซึมสารอาหารของลําไสเล็ก ลักษณะของลําไสเล็กเหมาะสมตอการดูดซึมสารอาหาร ดังนี้ - เปนบริเวณที่มีการยอยอาหารเกิดขึ้นอยางสมบูรณ - ผนังชั้นในพับไปมา และมีปุมยื่นออกมา เเรียกวาวิลลัส (Villus) เรียงเปนแถวคลายนิ้วมือจํานวนมาก และแตละ วิลลัสจะมีไมโครวิลลัส (Microvillus) ยื่นออกมาอีกมากมาย เพื่อเพิ่มพื้นที่ผิวสําหรับดูดซึมสารอาหาร - ที่ผนังของวิลลัสประกอบดวยเสนเลือดฝอยยสานกันเปนรางแห เพื่อรับสารอาหารโมเลกุลเดี่ยวพวกกลูโคสและ กรดอะมิโน สวนแกนกลางของวิลลัสจะมีเสนน้ําเหลืองฝอย (Lacteal) เพื่อรับสารอาหารพวกกรดไขมันและกลีเซ อรอล


ลําไสใหญ ลําไสใหญ (Large Intestine) มีความยาวประมาณ 1.5 เมตร ประกอบดวยสวนตางๆ ดังนี้ 1. ซีกัม (Caecum) ติดกับ Ileum ตอนปลาย จะมีไสติ่ง (Vermiform Appendix) อยู 2. โคลอน (Colon) เปนรูปตัวยูคว่ํา มีความยาวมากที่สุด แบงเปน 4 สวน คือ 2.1 โคลอนสวนขึ้น (Ascending Colon) มีความยาวประมาณ 20 เซนติเมตร 2.2 โคลอนสวนขวาง (Transverse Colon) มีความยาวประมาณ 50 เซนติเมตร 2.3 โคลอนสวนลง (Descending Colon) มีความยาวประมาณ 30 เซนติเมตร 2.4 โคลอนสวนปลาย (Sigmoid Colon) 3. ไสตรง (Rectum) เปนสวนที่ตอจาก Sigmoid Colon มีความยาวประมาณ 12-15 เซนติเมตร ปกติจะเปนสวนที่ วางเสมอ ถากากอาหารลงมาในไสตรงจะกระตุนใหลําไสใหญหดตัว ขับกากอาหารออกทางทวารหนัก 4. ทวารหนัก (Anus) มีความยาวประมาณ 2.5-3.5 เซนติเมตร อยูสวนปลายสุด รอบๆจะมีกลามเนื้อหูรูด (Sphincter Ani) ทั้งภายในและภายนอก

หนาที่ของลําไสใหญมีดังนี้ 1. ดูดน้ํา วิตามิน แรธาตุ (Na+, K+) และน้ําตาลกลูโคสที่เหลือคางอยูในกากอาหารกลับเขาสูเสนเลือดฝอย 2. รับและเก็บกากอาหาร 3. สรางน้ําเมือกจากผนังดานใน 4. เปนที่อยูของแบคทีเรียหลายชนิดที่ทําประโยชนและไมเกิดโทษ เชน แบคทีเรียที่ชวยสังเคราะหวิตามินบี12 และวิตามินเค เปนตน

ขอควรทราบ - ถามีเชื้อโรคเขาสูลําไสใหญ จะทําใหลําไสใหญดูดน้ํากลับสูเลือดไมได ทําใหเกิดโรคทองเดิน (Diarrhea) - ถากากอาหารอยูในลําไสใหญนานเกินไป จะถูกลําไสใหญดูดน้ําออกมามาก ทําใหเกิดโรคทองผูก(Constipation)

ที่มา : http://www.geocities.com/biotoday2002/bio2.html


การย่อยอาหารของคน