Issuu on Google+

HELLO I’m Saxzophone

Contact

Life Magazine

a magazine for freshmen Chaing Mai University 2012

093 9783766

Angkaew Games Newspaper

theerapong.sax14@gmail.com 12 Pasang Maecha Chiangrai 57110

a Newspaper for report news about score and event of Angkaew Games, the games for unversity employees in Thailand.

Connect

Angkaew Newspaper

a Newspaper for report news about event in Chiang Mai, the problem in Chiang Mai University ,Environment , Social and political.

facebok.com/saxzophone

About

PORT

Experience

Angkaew Graduation Ceremony Newspaper Angkaew Plus Fabric Republic Issue

fullname Theerapong Mongphurk Date of Birth 14 September 1993 Nationality Thai

Finnal Project is The magazine about Fabric my jobs in this is photographer writer, layout design.

Salmon Book, Bangkok— Trainee

Work in Editorial department about proof and edit books ,writing interview

-folio

saxzophone

EDUCATION

Faculty of Mass Communication, Chaing Mai University June 2012 - May 2016 Study in Printing Media English-Japanese, Damrongrajsongkoh School Chaing Rai

Sofeware Skill Adobe Photoshop Adobe Illustrator Adobe Premier Pro Adobe Indesign Microsoft Word Microsoft Powerpoint Microsoft Excel

Interest MusicP

Travel

lay

Snap

Coffee

Draw


ธีรพงศ์ หม่องเผือก

Journey Through My Eyes เ ดิ น ท า ง . . . . ห ล า ย ค น อ อ ก เ ดิน ท า งเ พ ร า ะ เ บื่ อ แ ค ่ไ ป เที่ ย วเป็ น ครั้ ง คราวก็ ก ลั บ บางคน เดิ น ทาง เพราะต้ อ งการหนี อ ะไร บางอย่ า ง หรือ บางคนออกเดิ น ทาง เพื่อหา ความหมายของบางสิ่ง เจอบ้าง ไม่เจอ บ้างแต่ ทุ ก คนมี เ หตุ ผ ลที่ จ ะออกเดิ น ทางเสมอ เหตุผลที่ทุกคนออกเดินทาง ยิ่งเป็นการเดินทางท่องเที่ยวด้วยแล้ว ย่อมต้องการสัมผัสอะไรที่แปลกใหม่ และเราเชื่อว่าการได้พบเจออะไรใหม่ ๆ ย่อมเป็นการเรียนรู้อะไรใหม่ ๆ ด้วย เช่นกัน และเมื่อมีการเรียนรู้ย่อมท�ำให้ พวกเราเติบโตอย่างแน่นอน

64

เที่ยวหาความสุข ลืมตาตื่นขึ้นมาพบกับความรู้สึกหม่นหมองของจิตใจ บางครั้งที่ชีวิตของเราไม่ได้เป็น ไปตามที่คาดหวัง ด้วยความรู้สึกที่ต้องการใครสักคนมารับฟัง มือเอื้อมไปหยิบโทรศัพท์โทรหา เพือ่ นทันที พูดคุยกันได้ซกั พัก บอกเล่าความกลัดกลุม้ ใจของตัวเองไปเรือ่ ย ๆ เพือ่ นก็โพล่งขึน้ มาว่า “ไปท�ำบุญกันเถอะ”

ลืมตาตืน่ ขึน้ มาพบกับความรูส้ กึ หม่นหมองของจิตใจ บางครัง้ ทีช่ วี ติ ของเราไม่ได้เป็นไปตามทีค่ าดหวัง ด้วยความรู้สึกที่ต้องการใครสักคนมารับฟัง มือเอื้อมไปหยิบโทรศัพท์โทรหาเพื่อนทันที พูดคุยกันได้ซักพัก บอกเล่าความกลัดกลุ้มใจของตัวเองไปเรื่อย ๆ เพื่อนก็โพล่งขึ้นมาว่า “ไปท�ำบุญกันเถอะ” เราเลือกวัดพระสิงห์วรมหาวิหารเพราะเป็นวัดส�ำคัญคู่เมืองเชียงใหม่ ตั้งใจว่าจะไปบริจาคเงินและ ปล่อยนกเท่านัน้ เนื่องจากวัดนี้มีความส�ำคัญ ท�ำให้มีคนมาสักการะบูชาเป็นจ�ำนวนมาก หากสังเกตจะเห็นว่า ภายในวัดมีหลายอุโบสถ แต่ละหลังมีความพิเศษแตกต่างกัน พอเดินเข้าไปภายในอุโบสถก็พบพระสิงห์ ประดิษฐานอยู่ หลังจากที่กราบพระเสร็จ ก็รู้สึกสบายใจขึ้นมาก ระหว่างเดินไปวิหารลายค�ำ ก็คุยกับเพื่อนว่า ไหน ๆ วันนี้ก็ว่างแล้ว เราไปเที่ยวทัง้ วัดพุทธ โบสถ์คริสต์ และมัสยิดอิสลาม เพื่อค้นหาว่าเมื่อคนเราทุกข์ใจจะ เข้าหาศาสนาเหมือนกันไหม ? โบสถ์คริสต์ที่เราเลือกไปคือ ‘อาสนะวิหารพระหฤทัย’ ตั้งอยู่ติดกับโรงเรียนพระหฤทัยคอนแวนต์ เชียงใหม่ ภายในวิหารประดับด้วยกระจกสี และภาพวาดเรื่องราวตามพระคัมภีร์ ระหว่างนัน้ เราได้เจอ และ พูดคุยกับเพื่อนชาวคริสต์โดยบังเอิญ เขาเล่าว่าเขาไปโบสถ์เป็นประจ�ำทุกวันอาทิตย์เพื่อนมัสการพระเจ้า แต่เมื่อยามทุกข์ใจการสวดภาวนาก็เป็นอีกหนทางที่ช่วยคลายความรู้สกึ นี้ สถานที่ต่อไปคือ ‘มัสยิดบ้านฮ่อ’ ตั้งอยู่บริเวณไนท์บาซ่า ตัวมัสยิดเป็นตึกสองหลังตั้งติดกันเป็นรูป ตัวแอล วันนีค้ นน้อยเนือ่ งจากไม่ใช่ชว่ งละหมาด เราจึงเดินไปบริเวณรอบ ๆ ชุมชนของผูท้ นี่ บั ถือศาสนาอิสลาม พบร้านอาหารฮาลาลอยูใ่ กล้ ๆ เราเจอคุณลุงจึงเข้าไปพูดคุยด้วย ท�ำให้ทราบว่าชาวอิสลามละหมาดเป็นประจ�ำ ทุกวัน เพื่อได้ใกล้ชดิ พระเจ้า แต่จะละหมาดนอกเหนือจากเวลานัน้ ก็สามารถท�ำได้ หากรู้สกึ ไม่สบายใจ จะเห็นได้ว่านอกจากปรึกษาเพื่อน ครอบครัวแล้ว ศาสนาก็เป็นอีกหนทางหนึ่งที่จะบรรเทาความไม่ สบายใจของเราได้ และยังเป็นที่ยดึ เหนี่ยวจิตใจ ไม่ต้องรอให้มเี รื่องทุกข์ใจ การเข้าหาศาสนาบ้างก็คงเป็นการ ท่องเที่ยวทางจิตใจอีกรูปแบบหนึ่งเช่นกัน 65


ห้องสมุดตามอัธยาศัย หลังจากปิดเทอมในเดือนมีนาคมได้ไม่นานด้วย ความว่าง ก็เลยไปเดินเตร็ดเตร่อยู่แถวอนุสาวรีย์สาม กษัตริย์ อากาศช่วงเทีย่ งกลางเมืองเชียงใหม่ช่างร้อนระอุ พลันสายตาเหลือบไปเห็นอาคารสีขาวข้างหลังอนุสาวรีย์ สามกษัตริย์พอดี กะว่าจะเดินเข้าไปหลบร้อนไม่นกึ ว่าจะ มาเจอสถานที่น่าสนใจอีกแห่งใจกลางเมืองเชียงใหม่ “ห้ อ งสมุ ด ฟื ้ น บ้ า น ย่ า น เวี ย งเชี ย งใหม่ ” เห็นว่าเป็นห้องสมุดจึงรีบเดินเข้าไปข้างในอาคารทันที ที่เปิดประตูเข้าไป ไอเย็นจากเครื่องปรับอากาศภายใน ห้องก็สัมผัสผิว เห็นพี่บรรณารักษ์อยู่หลังเคาน์เตอร์จึง เดินเข้าไปพูดคุยได้ความว่า ห้องสมุดแห่งนี้เปิดอย่าง เป็นทางการเมื่อวันที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2555 แต่ความ จริงแล้วเริ่มสร้างพร้อม ๆ กับหอศิลปวัฒนธรรมเมือง เชียงใหม่ในปี พ.ศ. 2545 เลยทีเดียว โดยมีเทศบาลนคร เชียงใหม่ให้การสนับสนุนสถานที่และกลุ่มฟื้นบ้าน ย่าน เวียงเชียงใหม่เป็นคนดูแลหลัก และยิ่งแปลกใจเมื่อทราบ ว่าหนังสือทั้งหมดของที่นี่ได้มาจากการรับบริจาค ซึ่งดู จากจ�ำนวนชัน้ หนังสือประมาณ 5 – 6 ชัน้ แล้วคงมีจำ� นวน หนังสือมากมายเลยทีเดียวยังไม่รวมไปถึงชั้นสองที่รวม เอาหนังสือเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของเชียงใหม่และล้าน นาเอาไว้ เมื่อส�ำรวจดูพบว่าชั้นหนังสือถูกแยกหมวดหมู่ ไว้อย่างเป็นระเบียบ

หนั ง สื อ ที่ น่ี มี ห ลากหลายประเภททั้ ง นิ ย าย ท่ อ งเที่ ย ว วรรณกรรม หนั ง สื อ อ้ า งอิ ง ฯลฯ มี โ ต๊ ะ เก้าอี้ไว้คอยให้บริการทั้งชั้น 1 และชั้น 2 ซึ่งโต๊ะเก้าอี้ เหล่ า นี้ ก็ ไ ด้ รั บ บริ จ าคมาเช่ น กั น เดิ น ไปเดิ น มาก็ เ จอ หนังสือถูกใจอยู่หลายเล่มจึงไปสอบถามเรื่องระเบียบ ในการยืม– คืน ซึ่งก็เหมือนห้องสมุดทั่วไปยืมได้สูงสุด 3 เล่ม นาน 7 วัน เสียค่าสมัครสมาชิก 10 บาท บัตรอยู่ ได้ตลอดชีพ ถ้าส่งไม่ทันก�ำหนดก็ต้องเสียค่าปรับ แต่ ค่าปรับของที่นี่ไม่เหมือนใครเพราะจ่ายตามอัธยาศัย หรือจะจ่ายกี่บาทก็ได้ไม่ว่ากันไม่ก�ำหนดอัตราค่าปรับ ที่ ท� ำ แบบนี้ ก็ เ พราะว่ า ห้ อ งสมุ ด แห่ ง นี้ ส ร้ า งด้ ว ยแนว ความคิดที่ว่า ห้องสมุดของทุกคน ทุกคนต้องช่วยกัน รักษาและมีความเชื่อมั่นว่าทุกคนคือคนดีจึงให้ก�ำหนด อัตราค่าปรับเอง สิ่งเหล่านี้ท�ำให้ห้องสมุดที่นี่แตกต่าง จากที่อื่น บรรยากาศสบาย ๆ รายล้อมไปด้วยต้นไม้จนไม่ คิดเลยว่าทีน่ คี่ อื ใจกลางเมืองเชียงใหม่ทำ� ให้มสี มาธิในการ อ่านหนังสือสุด ๆ ส�ำหรับใครที่คิดจะหาห้ อ งสมุ ด เงี ย บ สงบ และไม่ วุ ่ น วายไม่ ค วรพลาดที่ นี่


ล่องแพแลธรรมชาติ แบกความเหนื่อยล้ามาทั้งเทอม เข้าเรียน ท�ำการบ้าน อ่านหนังสือ สอบ วนเวียนอยู่แบบนั้น เมื่อสอบวิชาสุดท้ายของเทอมสองในเดือนมีนาคม สิ้นสุดลง เดินออกจากห้องสอบพร้อมความเหนือ่ ยล้า พ่นลมหายใจออกมาพร้อมกับความเครียดทั้งหมด ที่สั่งสมมาทั้งเทอม ความคิดแรกที่ผุดเข้ามาในหัวคือ “ฉันต้องการธรรมชาติ” ธรรมชาติ ต้นไม้ สายลม แสงแดด สายน�ำ ้ ก่อนที่ความคิดจะล่องลอยไปไกล จึงชวนเพื่อนให้ไป ด้วยกันเพื่อร่วมแชร์ความทรงจ�ำเมื่อช่วงเวลาเหล่านี้ กลายเป็นอดีตจะได้หวนคิดถึงอีกครั้ง เริ่มหาสถานที่ให้เข้ากับธรรมชาติ ต้นไม้ สายลม แสงแดด และสายน�้ ำ มาลงตั ว กั น ที่ ล ่ อ ง แพ ปางช้างแม่วาง เดินทางด้วยเส้นท���งหมายเลข 108 เชียงใหม่ – ฮอด ไปเรื่อย ๆ จนเจอทางแยก อ.สั น ป่ า ตอง ก็ เ ปลี่ ย นเส้ น ทางไปยั ง ทางหลวง หมายเลข 1013 ถ้าใครมีสมาร์ทโฟนก็สามารถค้นหา ค�ำว่า ‘ล่องแพ แม่วาง’ ในกูเกิ้ลแมพได้เลย เดินทาง จากมช. โดยใช้รถยนต์ส่วนตัวใช้เวลาประมาณชัว่ โมง นิด ๆ ออกเดินทางตอนสิบโมงครึ่ง ถึงที่หมายตอน เที่ยงสิบนาที เดินดูร้านที่ให้บริการเช่าแพ มีหลายร้านให้ เลือกแต่เนื่องจากวันนี้เป็นวันธรรมดาคนน้อย ถาม พี่เจ้าของร้านที่เราไปเช่าแพ ก็บอกว่าตอนเที่ยงยัง เช้าไป ส่วนใหญ่คนจะเริ่มมากันตอนบ่าย ๆ เราเลือก เช่าแพ 300 บาท แบบไม่มีคนถ่อแพให้ เพราะไปกัน แค่สามคน แต่ถา้ อยากนัง่ ชมบรรยากาศแบบสบาย ๆ แนะน�ำให้จ้างคนถ่อแพด้วยคิดเพิ่มเพียง 50 บาทต่อ

แพหนึ่งล�ำ เมื่อเช่าแพเสร็จแล้วจะมีรถพาเราขึ้นไป ตรงจุดปล่อยแพ ซึง่ ระยะทางในการล่องแพประมาณ 3 กิโลเมตร แวะพักได้เรื่อย ๆ ตามใจเรา ไม่มีก�ำหนด เวลา เมื่อเตรียมการทุกอย่างพร้อมรถยนต์คันเล็กก็ พาเราสามคนมุ่งหน้าสู่จุดปล่อยแพ แดดยามบ่ายส่องผ่านแมกไม้ตกกระทบกับ สายน�้ำเป็นประกายระยิบระยับ เจ้าของแพโยนแพลง น�้ำโครมใหญ่แล้วก็ขับรถจากไป ทิ้งไม้ไผ่ให้พวกเรา 2 เล่ ม ไว้ ใ ช้ ถ ่ อ แพ เราผลั ด เปลี่ ย นกั น นั่ ง ผลั ด กั น ถ่อแพไปเรื่อย ๆ จุดไหนน�้ำไหลเอื่อย ๆ ไม่เชี่ยวเรา ก็นงั่ ลงเอาเท้าจุม่ น�ำ้ ให้เท้าสัมผัสกับสายน�ำ้ เย็น ๆ ปลด ปล่ อ ยความคิ ด ให้ ไ หลไปเรื่ อ ย ๆ พู ด คุ ย กั น บ้ า ง บางครั้ ง ก็ หั ว เราะข� ำ ขั น ไปกั บ มุ ก ตลกของเพื่ อ น บางคราวก็ทอดสายตาดูความสวยงามของธรรมชาติ ริมฝั่งแม่น�้ำ เราล่องแพไปเรื่อย ๆ บางจุดก็แวะพัก เล่นน�้ำ บางจุดน�้ำลึกจนสามารถกระโดดลงน�้ำได้ ตรงไหนน�้ำเชี่ยวก็ต้องออกแรงเยอะ ทั้งถ่อ ทั้งผลัก ทั้งดึง ล้มลุกคลุกคลาน ตกแพบ้าง ใช้เวลาประมาณ 2 ชัว่ โมงก็ถงึ จุดหมายคือร้านทีเ่ ช่าแพตอนแรกก็ทำ� เอา เหนื่อยจนแทบหมดแรงแต่ก็สนุกสนานกันสุด ๆ ระหว่างทางนั่งรถกลับจากที่ล่องแพก็คิด อะไรเรื่อยเปื่อย บางครั้งชีวิตคนเรามันก็เหมือนกับ การล่องแพนั่นแหละ เราควรรู้จังหวะ ตรงไหนน�้ำนิ่ง ก็แค่ปล่อยตัวปล่อยใจให้สบาย ให้ตัวเองได้พักผ่อน ตรงไหนน�้ำเชี่ยวเราก็ต้องมีสติ คอยระวังอยู่ตลอด เวลา แพอาจจะชนเข้ากับโขดหินบ้างเราก็ต้องเตรียม ตัวรับแรงกระแทก อาจจะล้มลุกคลุกคลานบ้างยังไง ก็ต้องเดินไปให้ถงึ จุดหมายให้ได้สนิ ะ


COVER STORY

่ : ธีรพงศ ์ เรือง

FABRIC HISTORY เป็นที่ทราบกันดีว่า เครื่องนุ่งห่ม คือหนึ่งในปัจจัยสำ�คัญสำ�หรับการดำ�รงชีวิต ของมนุษย์ โดยแรกเริ่ม เราสวมใส่เสื้อผ้าเพื่อป้องกันตนเองจากสภาพอากาศ สิ่ง แวดล้อมที่เลวร้าย รักษาสมดุลอุณหภูมิของร่างกาย แต่เมื่อยุคสมัยและกาลเวลา เปลีย่ นไป มนุษย์เราก็ไม่ได้ใส่เสือ้ ผ้าเพียงเพือ่ ป้องกันสภาพอากาศและภัยอันตราย แต่เครื่องนุ่งห่มยังสามารถบ่งบอกได้ถึงวัฒนธรรมประเพณี รสนิยม และชนชั้น ที่แฝงเข้ามาในผืนผ้าได้อีกด้วย

COVER STORY

แต่หากอ้างอิงจากงานวิจัยของ เดวิด รีด (David Reed) นักพันธุศาสตร์จาก พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ธรรมชาติ รัฐฟลอริดา สหรัฐอเมริกา กลับพบว่ามนุษย์เราสวมใส่ เสือ้ ผ้าเป็นเวลากว่า 180,000 ปีมาแล้ว โดยอาศัยงานวิจยั ก่อนหน้านีข้ องมาร์ค สโตนคิง ทีใ่ ช้ เหาในการศึกษาประวัติศาสตร์ของมนุษย์ภายใต้แนวความคิดที่ว่า เหาสามารถเจริญเติบโต ได้โดยอาศัยร่างกายของมนุษย์เท่านัน้ แสดงว่าเหาทีอ่ ยูท่ วั่ โลกต้องเดินทางมากับมนุษย์ และ ศึกษาต่อไปยังการเดินทางของเหาผ่านการเกาะเสื้อผ้าของมนุษย์โดยอาศัยหลักพันธุกรรม ศาสตร์และค้นพบข้อเท็จจริงนี้ ในยุคเริ่มแรก วัสดุที่มนุษย์ใช้ในการท�ำเสื้อผ้าจะเป็นวัสดุที่ได้จากธรรมชาติ เช่น วัสดุจำ� พวกขนสัตว์หรือพืช โดยใช้ขนสัตว์ทเี่ หลือจากการล่าสัตว์มานุ่งห่มหรือสร้างเพิงทีพ่ กั อาศัย ส่วนวัสดุจำ� พวกพืชจะน�ำส่วนใบมาห่มคลุมร่างกาย จนพัฒนามาใช้เส้นใยของพืช โดย น�ำเอาเปลือกของพืชมาทุบให้กระจายตัวเกิดเป็นโครงสร้างของเส้นใยที่มีความนุ่มแตกต่าง จากการน�ำใบมาห่มทั้งใบ โดยเส้นใยเหล่านี้เมื่อน�ำมาขึ้นรูปด้วยการถักทอ จึงกลายเป็นผืน ผ้าและเครื่องนุ่งห่มที่อาศัยหลักการของงานจักสาน ส่วนการท�ำให้วัสดุข้นึ รูปได้จากการขัด กันของเส้นใยอย่างหนาของพืชในแนวตั้ง ตัวอย่างในปัจจุบันเช่น ชะลอม กระบุง แต่ถ้าน�ำ เส้นใยที่อ่อนนุ่มของพืชมาขัดกันในแนวระนาบ ความอ่อนนุ่มของตัวเส้นใยจะไม่สามารถขึ้น รูปเป็นภาชนะแต่จะได้เป็นผืนผ้าแทน วัสดุที่ใช้ในการถักก็มาจากพืชเหมือน ๆ กัน เพราะ ฉะนัน้ พืน้ ฐานของการทอก็เกิดร่วมกับการจักสานนัน่ เอง เส้นใยจากขนสัตว์เองก็มวี วิ ฒ ั นาการ เช่นกัน ไม่เพียงแค่น�ำมานุ่งห่มแบบธรรมดาเท่านัน้ เมื่อน�ำขนสัตว์ไปแช่นำ�้ แล้วน�ำมาทุบซ้อน กันเป็นชัน้ ๆ น�ำ้ จะเป็นตัวประสานระหว่างขนสัตว์ทำ� ให้ได้เส้นใยทีห่ นาขึน้ เรียกว่าผ้าสักหลาด เรายังสามารถน�ำขนสัตว์มาปัน่ เป็นเส้นใย แล้วน�ำมาถักหรือทอจะท�ำให้ได้งานทีป่ ระณีตและ แข็งแรงมากขึ้น วิ วั ฒ น า ก า ร ต่ อ ม า ข อ ง เ ส้ น ใ ย คื อ เ มื่ อ จี น ค้ น พ บ ก า ร ผ ลิ ต เ ส้ น ใ ย จากตั ว ไหม พื ช จำ�พวกฝ้ า ยและป่ า น เส้ น ใยธรรมชาติ เ หล่ า นี้ เ มื่ อ นำ�มาทอ เป็ น ผืนจะให้คว ามนุ่ มแล ะ ส ว มใส่ส บา ย จึง เป็ น ที่ นิย มมา กกว่า เ ส้ นใ ย ชนิ ด อื่ น เมื่ อ มี ค วามหลากหลายของวั ต ถุ ดิ บ สิ่ ง ที่ ต ามมาก็ คื อ นวั ต กรรมในการทอ ซึ่งก็คือ ‘กี่ทอผ้า’ กีท่ อผ้าเป็นอุปกรณ์ทชี่ ว่ ยทำ�ให้การทอผ้าประณีตมากขึน้ จากทีก่ อ่ นหน้านีเ้ ป็นเพียง การนำ�เส้นใยมาถักเกี่ยวกันเป็นโครงสร้างหยาบ ๆ เท่านั้น กี่ทอผ้าทำ�หน้าที่ขึงเส้นใยชุดหนึ่ง ให้ตึง แล้วจึงมีเส้นใยอีกเส้นหนึ่งเรียกว่า เส้นพุ่ง มาขัดกับเส้นใยที่ขึงอยู่ ทำ�ให้เกิดระเบียบ แบบแผนของเส้นใยที่ประณีต แน่นหนาขึ้น กี่ทอผ้าเริ่มมีรูปแบบหลากหลายมากขึ้น ทำ�ให้ เกิดการประดิษฐ์ลายผ้าที่หลากหลายขึ้น จากหลายขัดธรรมดา เมื่อเสริมเส้นใยพิเศษเข้าไป เรียกว่า ลายขิด เส้นใยที่สามารถสลับสีได้ในแต่ละแถวเรียกว่า ลายจก และเส้นใยที่เป็นทั้ง โครงสร้างและลายไปในตัวเรียกว่า ลายเกาะเป็นต้น


COVER STORY

COVER STORY

จะเห็นได้ว่าการสร้างลวดลายต่าง ๆ นั้น เกิด จากทั้งเส้นใยและเทคนิคการทอผสมผสานกัน เกิดเป็น ลวดลายที่สวยงาม ลวดลายเหล่านี้เองได้รับแรงบันดาล ใจจากความประทั บ ใจในการพบเห็ น ธรรมชาติ ลาย ดอกไม้ พืชพรรณ สัตว์ตามธรรมชาติ สัตว์ในจินตนาการ ที่ มั ก จะสอดคล้ อ งกั บ สั ง คมและวั ฒ นธรรมของแต่ ล ะ พื้นที่ ธรรมเนียมและประเพณีของแต่ละชาติพันธุ์ด้วย เ ร า ส า ม า ร ถ จำ� แ น ก ก า ร ส ร้ า ง ล ว ด ล า ย อ อ ก เ ป็ น 3 รู ป แ บ บ ดั ง นี้ ลวดลายทีเ่ กิดก่อนการทอ เป็นการเตรียมเส้นใย มาก่อน โดยทำ�เป็นลวดลายแล้วค่อยนำ�ไปย้อมสี เมื่อย้อม ผ้ามัดหมี่

ผ้าลายอย่าง

ผ้าบาติก

ขอบคุณภาพจาก praew.com

ขอบคุณภาพจาก otop5star.com

ขอบคุณภาพจาก openbase.in.th

เสร็จแล้วนำ�มาทอลายก็จะชัดขึ้น เช่น ผ้ามัดหมี่ ลวดลายที่เกิดระหว่างการทอ เป็นการใช้เทคนิค การทอทำ�ให้เกิดลวดลาย ขิด จก ยกดอก เป็นต้น โดยผู้ ทอจะกำ�หนดลวดลายระหว่างทอ ลวดลายที่เกิดหลังการทอ เป็���การนำ�ผ้าเป็นผืน ที่ทอเสร็จแล้วไปย้อมสีโดยการแว็กซ์หรือใช้ขี้ผึ้ง เมื่อย้อม เสร็จจึงนำ�ไปต้มเพื่อละลายขี้ผึ้ง จึงเกิดเป็นลวดลาย เช่น ผ้าบาติก การทำ�ผ้ามัดย้อม เป็นต้น เทคนิควิธีการเหล่านี้ขึ้นอยู่กับแต่ละพื้นที่ จารีต ประเพณี วัฒนธรรม และวิธีการสร้างลวดลายทั้ง 3 รูป แบบ ยั ง สามารถนำ�มาประยุ ก ต์ แ ละใช้ ร่ ว มกั น ได้ เช่ น การนำ�เทคนิคการย้อมมาใช้ร่วมกับการทอ หรือ การเตรี ยมเส้นใยมาก่อนการทอและนำ�มาย้อมในภายหลังการทอ อีกครัง้ หรือกระทัง่ การใช้ทั้งสามเทคนิคร่วมกันขึ้นอยู่กับ ความชำ�นาญของช่างทอด้วย วิ วั ฒ นาการของผ้ า นั้ น เกิ ด จากความต้ อ งการ เครื่องป้องกันร่างกายจากสภาพอากาศ แต่เมื่อบวกด้วย ความคิด จินตนาการและความสร้างสรรค์ของมนุษย์ทำ�ให้ เกิดลวดลายและรู ป แบบที่สวยงามเพื่ อ ประดั บ ตกแต่ง

ขอบคุณภาพจากRoyalHolloway,UniversityofLondon

ผ้ากับ ชนชน้ั

่ มเกิดลวดลายของผ้าขึ ่ ้ เมือเริ นมาแล ้วก็ยอ่ มเกิดความนิยมในลวดลายตามมาลวดลายของผ้า ่ ดจากแต่ละบ ้านจากบ ้านเป็ นชุมชนจากชุมชนกลายเป็ นเมืองเมือกลายเป็ ่ เริมเกิ นเมืองย่อมหมายถึง ้ ผูค้ นหมู่มากมาอาศัยร่วมกัน การจัดล�ำดับขันทางสังคมจึงตามมา

ลายผ้าพืน้ ฐานทัว่ ไปจึงไม่สามารถตอบสนองความ ต้องการของชนชัน้ สูง และเพือ่ สร้างเอกลักษณ์ของตนเองให้ แตกต่างจากคนทั่วไป จึงมีการก�ำหนดลวดลายเฉพาะแบบ ของกลุ่มชนชั้นสูง เริ่มจากจารีต กลายเป็นประเพณี จาก ประเพณีถูกตราเป็นกฎหมาย เมื่อเกิดกฎหมายจึงท�ำให้เกิด การแบ่งแยกชนชัน้ ทีช่ ดั เจนขึน้ ยกตัวอย่างเช่น ‘ผ้าลายอย่าง’ ของราชส�ำนักไทย ทีส่ งวนไว้สำ� หรับชนชัน้ สูงเท่านัน้ นอกจาก ลายผ้าแล้วสิ่งที่ใช้ก�ำหนดชนชั้นก็คือสีสันของแพรพรรณ สี ทีห่ ายากย่อมมีราคาแพงและสงวนไว้ใช้สำ� หรับผูท้ มี่ งั่ คัง่ และ ชนชั้นสูงเท่านั้นอย่างเช่นสีที่ได้จากสัตว์จ�ำพวกครั่ง โดยน�ำ

รังของครัง่ ตามต้นไม้มาสกัดได้สแี ดง ในแถบตะวันออกกลาง สีแดงเข้มหรือแดงจัดถือเป็นสีทมี่ คี ณ ุ ค่าและราคาแพง เรียก ว่าสีเคอร์เมสสกัดจากแมลงเคอร์เมสตัวเมียเท่านั้น โดย การน�ำมาตากแห้งและบดเป็นผง หรือสีประจ�ำชนชัน้ สูงของ โรมันในยุคโบราณก็สกัดได้จากหอยทะเลที่ ให้สีม่วง ในยุค กลางของอังกฤษเองสีประจ�ำราชวงศ์วินเซอร์ก็เป็นสีน�้ำเงิน ที่หาได้ยาก ประเทศไทยในอดีตเอง สีแดงหรือสีทับทิม(ชมพู อ่อน) ก็เป็นเครื่องแต่งกายที่นิยมมากในหมู่ราชส�ำนักและ สงวนไว้ส�ำหรับชนชั้นสูงเท่านั้น ราชวงศ์จีนเองก็มีสีเหลือง เป็นสีที่ใช้เฉพาะชนชัน้ สูงเช่นกัน


COVER STORY

ความเหมือนและแตกต่างของ แพรพรรณยุโรปและเอเชีย

COVER STORY

อิทธิพลการแต่งกายของยุโรป ที่ส่งผลต่อสยาม

ด้วยสภาพอากาศและภูมิประเทศที่แตกต่างกันทำ�ให้เสื้อผ้าของทั้งสองภูมิภาคแตกต่างกันไปด้วย ใน ขณะทีย่ โุ รปสวมใส่เสือ้ ผ้าทีห่ นาและนุม่ เพือ่ ให้ความอบอุน่ แก่รา่ งกาย ป้องกันสภาพอากาศทีห่ นาวเย็น เอื้อให้การ ออกแบบชุดสามารถทำ�ให้ฟูฟ่องและกรุยกราย เสื้อผ้าหรูหราสามารถนุ่งห่มได้มากชิ้น

แพรพรรณชัน้ สูงนัน้ เน้นไปทีร่ ายละเอียดของการปักและถัก งานลูกไม้เองก็เกิด จากทางยุโรปเช่นกัน งานลูกปัดก็ถือกำ�เนิดมาจากยุโรป เพราะสามารถผลิตลูกปัดได้ หลากหลายและมหัศจรรย์มาก จนมีการนำ�ลูกปัดไปแลกสิ่งของมีค่าจากแอฟริกา เช่น งาช้าง ทองคำ� หรือแม้กระทั่งทาส ขอบคุณภาพจาก pinterest.com

ขอบคุณภาพจาก pinterest.com

แพรพรรณที่มีความหรูหราปรากฏอย่างชัดเจนในยุดวิคตอเรีย การใส่คอเซ็ต เพื่อรัดรูป แพรพรรณที่กรุยกราย เครื่องประดับอู้ฟู่ ความหรูหรา ฟุ่มเฟือยเหล่านี้ ภาย หลังถูกลดทอนลงในสมัยเอ็ดเวิร์ด เนื่องจากสงครามโลกครั้งที่ 1 ในสภาวะสงคราม ความที่ต้องประหยัด จนหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 อเมริกาคือประเทศมหาอำ�นาจแห่ง ให้กำ�เนิดยุคแก๊สบี้ ยุคที่แฟชั่นที่ถูกตัดทอนเอกลักษณ์ของผู้หญิงไม่ใช่ความเรียบร้อย อีกต่อไป เสน่ห์คือความเซ็กซี่ รูปแบบของเสื้อผ้าเปลี่ยนไป มีการคว้านหลัง คว้านหน้า เปิดไหล่ ในขณะที่เอเชียเป็นภูมิอากาศเขตร้อนเป็นส่วนใหญ ่เสื้อผ้าที่สวมใส่จึงเน้นไป ที่ความสบายของผู้ใส่ เนื้อผ้าสวมใส่สบาย มีน้อยชิ้น ความสวยงามเน้นไปที่ลวดลาย และสีของผ้า ความงดงามของผืนผ้าจะเป็นการทอผ้าและใส่ลวดลายลงไปบนผ้าที่ทอ การสวมใส่เสื้อผ้าของเอเชียนั้นแบ่งออกเป็น 2 แบบ ตามอิทธิพลที่ได้รับจากทั้งจีนและ อินเดีย หากเป็นอิทธิพลที่ได้รับจากจีนนั้น จะเห็นได้จากไทลื้อ เป็นต้น เป็นการนุ่งแบบ ป้ายทับคล้ายกิโมโนของญี่ปุ่น

ขอบคุณภาพจาก อนุสรณ์พระราชทานเพลิง ศพ

อิทธิพลของยุโรปเริ่มแผ่ขยายเข้ามาสู่เอเชียอาคเนย์ในยุคล่าอาณานิคม หรือในสมัย ของรัชกาลที่ 5 ทำ�ให้สยามต้องเปลี่ยนแปลงระบบการปกครอง โดยรวมศูนย์อำ�นาจเข้าสู่ ศูนย์กลาง เริ่มสร้างวัฒนธรรมให้ทัดเทียมอารยประเทศ เครื่องแต่งกายก็เช่นกัน มีการปรับ เปลี่ยนรูปแบบการแต่งกายในสยาม เริ่มนำ�รูปแบบเสื้อผ้าของยุโรปเข้ามาประยุกต์กับชุดไทย ในราชสำ�นัก เช่น การนำ�ผ้าลูกไม้เข้ามาตัดชุดเป็นต้น แต่ผ้าของชนชั้นสูงในราชสำ�นักยังคงนิยม ‘ผ้าลายอย่าง’ คือผ้าทีร่ าชสำ�นักสยามเป็น ผู้ออกแบบแล้วส่งให้อินเดียเป็นผู้เขียนลายลงบนผืนผ้าตามแบบอย่าง โดยสงวนไว้ใช้เฉพาะ พระมหากษัตริย์ และสำ�หรับพระราชทานให้ข้าราชการเท่านั้น ซึ่งต่อมาในสมัยปลายรัชกาล ที่ 6 ซึ่งตรงกับยุคแก๊สบี้ของอเมริกา อิทธิพลของยุคนั้นส่งผลมายังสยาม ทรงผมบ๊อบสั้นเริ่ม เป็นที่นิยมในหมู่ชนชั้นสูง การแต่งกายโดยกระโปรงสั้น เสื้อแขนกุด ขนนก และเครื่องประดับ และเมื่อเป็นที่นิยมในหมู่ชนชั้นสูงของสยามแล้ว การแพร่กระจายของวัฒนธรรมก็ลงมาสู่ ชนชั้นล่างและชนบท แต่ชนบทของสยามในยุคนั้นยังไม่รู้จักการตัดเย็บกระโปรงสั้น จึงเลียน แบบจากที่เคยนุ่งซิ่นกอมเท้า ดึงผ้าซิ่นให้สูงขึ้นเท่าหน้าแข้ง และสวมใส่กับผ้าลูกไม้ เสื้อแขน กุด เสื้อคอกลม เป็นต้น แม้ว่ายุคของแก๊สบี้จะอยู่แค่ พ.ศ. 2463 – 2473 เท่านั้น แต่อิทธิพลก็ยังส่งต่อ มาจนถึงปัจจุบันด้วย ตัวอย่างเช่น ชุดนักเรียนของไทยเราก็สามารถเห็นถึงกลิ่นอายของแก๊ส บี้ ได้จากกระโปรงสั้น เสื้อกะลาสี ผมทรงบ๊อบและการผูกหูกระต่าย


COVER STORY

ชุดไทยพระราช

COVER STORY

ภาพ : นิ ตยิ าภรณ์

เนื่องจากการรวมศูนย์อำ�นาจนั้นเพิ่งมีเข้ามาในสมัยของรัชกาลที่ 5 ก่อนหน้านั้นแต่ละพื้นที่ต่างมี เอกลักษณ์ของตนเองเป็นกลุม่ หัวเมืองทีไ่ ม่ได้ขนึ้ ตรงต่อศูนย์กลาง เป็นการปกครองหลวม ๆ ในรัว้ ในวังของทาง พระนครเองก็มกี ารแต่งกายในแบบของตัวเอง การแต่งกายแต่ละภูมภิ าคก็แตกต่างกันออกไปภาคเหนือนุง่ ซิน่ ภาคอีสานนุ่งผ้ามัดหมี่ ภาคใต้นุ่งผ้าปาเต๊ะ เป็นต้น เพราะฉะนั้นการกำ�หนดว่าชุดไหนเป็นชุดประจำ�ชาติไทย ทีแ่ ท้จริงนัน้ จึงทำ�ได้ยาก การกำ�หนดแบบฟอร์มหรือจำ�แนกชุดให้เป็นรูปแบบต่าง ๆ นัน้ จึงเพิง่ มีในปี พ.ศ. 2503 โดยสมเด็จพระนางเจ้าสิรกิ ติ พิ์ ระบรมราชินนี าถ เพือ่ เสด็จเยือนยุโรปและสหรัฐฯ อย่างเป็นทางการ จึงโปรดให้ มีการศึกษาการแต่งกายด้วยชุดไทย ทรงปรึกษาผู้เชียวชาญทา���ประวัติศาสตร์ท่านผู้หญิง มณีรัตน์ บุนนาค และได้ตั้งชื่อตามพระตำ�หนักและพระที่นั่ง มีทั้งหมด 8 ชุดด้วยกันคือ ฉลองพระองค์ชุดไทยจักรี ตั้งตามชื่อพระที่นั่งจักรีมหาปราสาทในพระบรมหาราชวัง ใช้ ใ นงานพิ ธี ก ลางคื น ท่ อ น บนเปิดไหล่หนึ่งด้าน เป็นสไบ ส�ำเร็จซึง่ มีทงั้ สไบปักหรือไม่ปกั ก็ได้ ตัดเย็บติดกับท่อนล่างเป้น ผ้านุ่งจีบ เป็นผ้าไหมยกทองทัง้ ตัวหรือยกเฉพาะเชิงก็ได้

ฉลองพระองค์ ชุ ด ไทยศิ ว า ลัย ตั้งตามชื่อสวนศิวาลัยใพระบรมหาราชวั ง ใช้ ใ นงานพระ ราชพิ ธี ทั้ ง เวลากลางวั น และ กลางคืน เป็นชุดแบบเดียวกับ ชุดไทยบรมพิมานแต่ห่มสะพัก ทับเสื้ออีกชั้นหนึ่ง

ฉลองพระองค์ชุดไทยดุสติ ตั้งตามชื่อพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาทในพระบรมมหาราช วั ง ใช้ ใ นงานพิธีเ ต็ ม ยศกลาง คืน ตัดเย็บด้วยผ้ายกไหมยก ทอง ผ้านุ่งจีบเสือ้ คอกว้าง ไม่มี แขน ปักด้วยดิน้ เงินดิน้ ทองหรือ ลูกปัด

ฉ ล อ ง พ ร ะ อ ง ค ์ ชุ ด ไ ท ย จิตรลดา ตั้ ง ชื่ อ ต า ม พ ร ะ ต� ำ ห นั ก จิตรลดา-รโหฐาน เป็นชุดที่ใช้ ในพิ ธี ก ลางวั น ลั ก ษณะทั่ ว ไป คล้ายชุดไทยเรือนต้นแต่ต่าง กันตรงคอเสื้อที่มีขอบตั้งแขน ยาวจรดข้อมือ และผ้านุ่งป้าย เป็นผ้าไหมมีเชิงหรือยกดอกทัง้ ตัว ใช้เครือ่ งประดับตามสมควร

ฉลองพระองค์ชุดไทยเรือนต้น ตั้ ง ชื่ อ ตามพระต� ำ หนั ก เรื อ นต้ น ใน พระราชวั ง ดุ สิ ต เป็ น ชุ ด ไทยแบบ ล�ำลอง ใช้ในโอกาสไม่เป็นทางการ ตัดเย็บด้วยผ้าฝ้าย ผ้าไหมลักษณะ เป็ น นุ ่ ง ป้ า ยยาวจรดข้ อ เท้ า ผ้ า ตา มลายขวางหรื อ ตามยาวก็ ไ ด้ เสื้ อ เป็นคอกลมตื้น ใช้ผ้าสีตามริ้วหรือ เชิง จะเป็นสีเดียวกับซิ่นหรือสีตัดกัน ก็ได้ แขนสามส่วน ผ่าอก ดุมห้าเม็ด ใช้เครื่องประดับน้อยชิ้น ฉ ล อ ง พ ร ะ อ ง ค ์ ชุ ด ไ ท ย จักรพรรดิ ตั้งชื่อตามพระที่นั่งจักรพรรดิ พิมานในพระบรมหาราชวัง ใช้ ในงานพิธเี ต็มยศกลางคืน ท่อน บนห่มผ้าสองชั้น ชั้นในมักเป็น สไบจีบ และ ห่มสะพักทับ ผ้า นุ่งยกทองจีบแบบเดียวกับชุด ไทยจักรี คาดเข็มขัดและเครือ่ ง ประดับเข้าชุดกัน

ฉ ล อ ง พ ร ะ อ ง ค ์ ชุ ด ไ ท ย อมรินทร์ ตัง้ ชือ่ ตามพระทีน่ งั่ อมรินทรวินจิ ฉัยมไหยศูรยพิมานในพระบรม หาราชวั ง ใช้ ใ นงานพระราช พิธีและพิธีกลางคืน มีลักษณะ เหมือนชุดไทยจิตรลดา แต่ตัด เย็บด้วยผ้ายกไหมที่มีทองแกม หรือยกทองทั้งตัวความสวยงาม อยู่ที่เนื้อผ้าและเครื่องประดับ ฉลองพระองค์ ชุ ด ไทยบรม พิมาน ตั้งชื่อตามพระที่นั่งบรมพิมาน ในพระบรมหาราชวัง ใช้ในงาน พระราชพิ ธี แ ละพระราชพิ ธี กลางคืน เสื้อแขนยาวคอกลม มีขอบตั้งตัวเสื้อและซิ่นติดกัน เป็นชุดเดียวตัดเย็บด้วยผ้าไหม ที่มีทองแกมหรือยกทอทั้งตัว ก็ได้ นุ่งจีบแล้วใช้เข็มขัดคาด

เครือ่ งแต่งกายพระราชนิยมจึงเป็นการผสมผสานรูปแบบทีห่ ลากหลายของแต่ละภูมิภาค ด้วยพระอัจฉริยภาพของ สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถในด้านแพรพรรณและศิลปะ ทรงริเริ่มและพัฒนาผ้าไทยทำ�ให้ชาวต่างชาติได้เห็นถึง ความสวยงามของแพรพรรณและสร้างเอกลักษณ์ของความเป็นไทยผ่านผืนผ้า ด้วยเทคนิคการถักทอที่ทรงคุณค่า


TRINEE work

saxzophone



Resume