Page 1


- Short job at ISSUE


VISUAL

MERCHANDISE


EDITORIAL


Column: Fashion feature 4 Issue: September 2017 (headline) ALL HAIL KING BOWIE (subhead) หากคุณเป็นคนหนึ่งที่ติดตามแวดวงบันเทิงในช่วงทศวรรษ 70s อย่าง ใกล้ชิด เป็นไปไม่ได้ที่คุณจะไม่รู้จักชื่อ David Bowie นักร้อง นักแสดง และนัก แต่งเพลงดังชาวอังกฤษเจ้าของฉายา กิ่งก่าเปลี่ยนสีแห่งวงการร็อค Story Sarita Prapasawat เดวิด โบวี หรือเดวิด โรเบิร์ต โจนส์ (David Robert Jones) เกิดเมื่อวันที่ 8 มกราคม ค.ศ. 1947 และเริ่มต้นเส้นทางสายดนตรีในปี ค.ศ. 1967 โดยโบวีเปิด ตัวอัลบั้มเดี่ยวที่มีแนวดนตรีผสมผสานระหว่างซาวด์ป๊อปและไซคีเดลิกให้เป็น แนวโฟล์คร็อค และบูลร็อค ซึ่งเป็นเทคนิคการบันทึกเสียงที่แตกต่างจากวงดนตรี ทั่วไปหลังจากนั้น 2 ปีให้หลังเขาก็ประสบความสำเร็จอย่างมากกับเพลง Space Oddity ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจมาจากโครงการสำรวจอวกาศของยานอะพอลโล 11 สิ่งที่ทำให้ตัวเดวิด โบวีโดดเด่นนั้นไม่ใช่เฉพาะแนวเพลงของเขา การแต่งตัวของ เขาก็มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวเช่นกัน เพราะนับตั้งแต่วันที่เขาเข้าวงการ เดวิด โบวีก็ พัฒนาสไตล์การแต่งตัวของเขาเรื่อยมา เริ่มตั้งแต่ปลายทศวรรษ 60s การแต่งตัว ของเขาในตอนแรกยังดูเป็นเพียงชายหนุ่มคนนึงที่แต่งตัวเรียบร้อย สวมสูทผูกไท กางเกงขายาวเรียว โดยทรงของกางเกงนั้นจะมีลักษณะคล้ายกับกางเกงนักเรียน การแต่งตัวสไตล์นี้กินเวลาตั้งแต่ช่วง ค.ศ. 1962 - 1968 และค่อยๆ พัฒนามา เป็นสไตล์โบฮีเมียน (Bohemian) ที่ผสมผสานกับการเป็นฮิปปี้ (Hippy) ผ่านการ ใส่เชิ้ตลายลูกน้ำ กางเกงเอวสูงขาบาน และยังมีการสวมใส่ชุดกระโปรงยาวรัดรูป ส่วนทรงผมก็ไว้ผมยาวคล้ายผู้หญิง ซึ่งการแต่งตัวในสไตล์โบฮีเมียนที่ถูกผสม ผสานกับสไตล์ฮิปปี้นั้นเป็นช่วงการเปลี่ยนถ่ายระหว่างทศวรรษ 60s เข้าสู่ ทศวรรษ 70s


หลังจากนั้นเดวิด โบวี่ ได้หายไปจากวงการเพลงเป็นเวลา 3 ปี แล้วกลับมาพร้อม การนำเสนอตัวตนใหม่ในรูปแบบอวตารมนุษย์ต่างดาวภภายในร่างกายของมนุษย์ ที่ชื่อ Ziggy Stardust และได้ปล่อยอัลบัม The Rise and Fall of Ziggy Stardust and the Spider from Mars ที่มีเพลงฮิตอย่าง Starman ทำให้วงการเพลงร็อค เกิดความตื่นเต้น การเปลี่ยนแปลงตัวตนให้กลายเป็นมนุษย์ต่างดาวในช่วง ทศวรรษนี้พร้อมแนวเพลงแบบใหม่ที่เรียกว่าแกลมร็อก (Glam Rock) จึงกลายเป็น เอกลักษณ์สำคัญที่เกิดขึ้นในช่วงทศวรรษที่ 70s โดยนักร้องและวงดนตรีมักแต่ง หน้า ทำผมและแต่งตัวด้วยชุดที่ดูแปลกประหลาด โดยโบวีมีอิทธิพลกับสไตล์แกลมร็อคเป็นอย่างมากเนื่องจากในปี ค.ศ. 1972 เขา ขึ้นโชว์ในรายการเพลง Top of the Pops พร้อมการแต่งตัวที่เรียกเสียงฮือฮาและ สร้างความสนใจใหเกับกลุ่มวัยรุ่นชาวอังกษในขณะนั้น โดยชุดที่สวมใส่ในการ แสดงครั้งนี้ออกแบบโดย เฟรดดี้ เบอร์เรตติ (Freddie Burretti) ซึ่งเป็นชุดสูท 2 ชิ้น ที่ช่วยสร้างภาพลักษณ์ความเป็นมนุษย์ต่างดาวผสมผสานกับความเป็นเอเชีย ในแบบแกลมร็อกได้เป็นอย่างดี จนต่อมาได้มีการพัฒนาเป็นชุดสูทแนวอวองการ์ด ในช่วงปี ค.ศ. 1972 ถึง 1973 โดยนักออกแบบดัง คันไซ ยามาโมโต (Kansai Yamamoto) โดยมีจุดเด่นคือความระยิบระยับระหว่างช่วงอก ส่วนบริเวณไหล่ก็จะ มีลักษณะเป็นปกบานออก พร้อมรองเท้าบู้ตสีแดงเงาที่มีความยาวเกือบถึงเข่า โบวี่ถือว่าเป็นผู้ปลุกกระแสแกลมร็อกขึ้นมาเลยก็ว่าได้ การแต่งตัวสไตล์แกลมร็อ คนั้นจะเริ่มจากการแต่งหน้า เพ้นท์หน้า และการทำผมทรงประหลาด หรือแม้กระทั้ง การย้อมสีผม เสื้อผ้าก็มีลักษณะที่คล้ายกับชุดของผู้หญิงด้วยการสวมใส่ชุดรัดรูป รองเท้าส้นสูง ผ่านวัสดุทำเสื้อที่มีลักษณะมันวาว ทำให้เกิดความสะดุดตา ทั้งการ ใช้หนังพีวีซี กลิตเตอร์ โดยลวดลายจะเน้นไปแนวศิลปะลวงตาที่เรียกว่า อ๊อปอาร์ท (Op Art) ในการทัวร์ที่ชื่อ Aladdin Sane Tour ในปี ค.ศ. 1973 โบวี่ได้สร้างเสียง ฮือฮาให้กับเหล่าแฟนเพลงด้วยการสวมชุดบอดี้สูทที่มีชื่อว่า ‘Tokyo Pop’ ในโทนสี ดำซึ่งออกแบบโดยคันไซ ยามาโมโต ต่อมาไม่นานโบวีก็ออกซิงเกิ้ลเพลงถัดมาที่ ชื่อ ‘Life on Mars’ ด้วยการสวมชุดสูทสีฟ้าที่ออกแบบโดยเฟรดดี้ เบอร์เรตติ พร้อม การแต่งหน้าและทาเปลือกตาสีฟ้าให้เข้ากับชุดสูท หนึ่งในความเท่ของโบวีที่เกิดขึ้นอย่างไม่ตั้งใจคือการสวมที่ปิดตาในปี ค.ศ. 1974 การสวมที่ปิดตานั้นเกิดขึ้นตอนที่เขาให้สัมภาษณ์กับสื่อในขณะที่เป็นตาแดง แต่มัน กลับกลายเป็นแฟชั่นเทรนด์ใหม่ที่เขานำมันมาใส่คู่กับชุดเอี้ยมเอวสูงสีแดงในเวลา ต่อมา

จนก้าวเข้าสู่ทศวรรษที่ 80s โบวีก็มีบทบาทใหม่หลังจากออกอัลบั้มที่ชื่อ Scary Monsters โดยเป็นบทบาทที่เขาได้รับจากมิวสิควิดีโอเพลง Ashes to Ashes นั้น คือการเป็นตัวตลกสีฟ้าที่กลายเป็นภาพลักษณ์อันโดดเด่นของอัลบั้มนั้น ซึ่ง ลักษณะการแต่งตัวคือการสวมเสื้อผ้าแนวเมทัลลิคตกแต่งด้วยกากเพชรสีฟ้า มี การแต่งหน้าให้เป็นหน้ากาก พร้อมหมวกสีขาว โดยชุดนี้ได้รับการออกแบบจาก เฟรดดี้ เบอร์เรตติ หลังจากนั้นการแต่งตัวของโบวี่ก็กลับมาสู่สไตล์แดนดี้ (Dandy) แต่ปรับเปลี่ยนให้ทันสมัยมากยิ่งขึ้นทั้งการปรับให้ตัวสูทนั้นสั้นขึ้น ส่วน ของขากางกางก็ปรับให้มีขนาดเล็กลงหรือหุบเข้า พร้อมละทิ้งสไตล์การแต่งตัว ทั้งหมดที่เป็นแนวทศรรษ 70s แล้วทรรศวรรษที่ 90s โบวี่ก็กลับมามีบทบาทในภาพยนต์เรื่อง Labyrinth ซึ่งเขา รับบทเป็นราชาแห่งก๊อบลิน โดยสวมชุดแจ็คเก็ตสีดำเข้ารูปพร้อมการตกแต่งด้วย กากเพชรสีดำ แล้วหลังจากนั้นเขาก็เริ่มต้นการออกทัวร์คอนเสิร์ตอีกครั้ง โดยกลับ มาสร้างสีสันให้กับวงการแฟชั่นด้วยการสวมชุดที่ออกแบบโดยนักออกแบบดัง อ เล็กซานเดอร์ แม็คควีน (Alexander McQueen) ซึ่งเป็นชุดเดี่ยวกันกับที่ปรากฏ บนปกปกอัลบั้ม Earthling นั่นเอง จนกระทั้งอัลบั้มล่าสุดที่ชื่อ The Next Day ในปี ค.ศ. 2013 ที่เป็นการเล่าความทรงจำเก่าๆ โดยเฉพาะช่วงทศวรรษที่ 70s ในตอนที่โบวี่อาศัยอยู่ในกรุงเบอร์ลิน การแต่งตัวในช่วงเวลานี้ของโบวีจึงกลับมา เป็นชายหนุ่มแต่งตัวสุภาพผ่านเชิ้ตหรือเสื้อยืดพร้อมการสวมสูทหรือแจ๊กเก็ตทับ หลังจากการจากไปของโบวี กระแสแกลมร็อคที่เขาทิ้งไว้ได้กลายเป็นแรงบันดาล ใจสำคัญให้ศิลปินรุ่นใหม่มากมายไม่ว่าจะเป็น มาดอนน่า (Madonna) หรือเลดี้ กาก้า (Lady gaga) ตลอดจนเสื้อผ้าในวงการแฟชั่นดังเห็นได้จากงานออกแบบ เสื้อของ คริสตอฟ เดอคาร์แนง (Christophe Decarnin) ในขณะที่เขายังเป็นนัก ออกแบบที่แบรนด์ดังนาม บัลแมง (Balmain) หรือนักออกแบบอีกคนที่ชื่อ ริคคาร์ โด ทิสซี่ (Riccardo Tisci) อดีตนักออกแบบจาก จีวิงชี่ (Givenchy) https://www.gqthailand.com/style/article/dress-like-david-bowie-gq


หากคุณเป็นบุคคลที่ชื่นชอบการแต่งตัวในแบบสุภาพบุรุษ คุณต้องรู้จักชื่อ ผู้ชายคนนี้ แฟรงก์ ซินาตรา สุภาพบุรุษผู้มีความประณีตในการสวมใส่ชุดสูท หนึ่งในปรมาจารย์การแต่งตัวในแบบสุภาพบุรุษ แฟรงค์ ซินาตร้า หรือ ฟรานซิส อัลเบิร์ต ซินาตร้า (Frank Sinatra หรือ Frank Albert Sinatra ) เกิดวันที่ 12 ธันวาคม ค.ศ. 1915 ซินาตราเกิดในโฮโบเคน รัฐ นิวเจอร์ซีย์ เขาเป็นลูกหลานของชาวอิตาลีที่อพยพเข้ามาในอเมริกา“ตำนานผู้ กำหนดเส้นทางชีวิตของตัวเอง” ชายผู้ที่เป็นทั้งนักแต่งเพลง นักร้อง เพลงJazz,Pop และนักแสดงHollywood ที่มีชื่อเสียงในยุคทศวรรษที่ 40s ไม่ เพียงกว้างขวางในวงการบันเทิงเท่านั้น แฟรงค์ ซินาตร้ายังเป็นส่วนหนึ่งในการ หาเสียงให้กับ จอห์น เอฟ เคนนาดี (JFK) อดีตประธานาธิบ ดีสหรัฐอเมริกา ใน ช่วงเวลานั้นไม่มีใครที่ไม่รู้จักเขา และเขายังเป็นผู้สร้างสีสันให้กับนครที่ไม่เคย หลับ อย่างลาสเวกัส (Las Vegas) ผู้ชายคนนี้มีหลากหลายแง่มุมในชีวิตมาก แต่สิ่งที่น่าสนใจอีกอย่างหนึ่งคือสไตล์การแต่งตัวของเขานั่นเอง โดยส่วนตัวของ แฟรงค์นั้นเป็นผู้ชายที่มีความเนียบและรักสะอาดมาก การแต่งตัวทุกครั้งของเขา จึงออกมาดูดีตลอดเวลา


การแต่งตัวของแฟรงค์ ซินาตร้านั้นได้รับอิทธิพลมาจากการแต่งตัวของผู้ชาย ส่วนใหญ่ในช่วงยุคทศวรรษที่40s นั่นคือการแต่งตัวแบบ Gentleman style การ แต่งกายแบบGentleman นั้นจะมีลักษณะที่สมาร์ท ดูมีความมั่นใจ สุภาพ และมี สไตล์ ไม่ว่าจะด้วยการเลือกสวมใส่สูท กางเกงเอวสูง ปลายขาที่ไม่เล็กไม่บานจน เกินไปและมีการสวมหมวก Fedora ที่แสดงความเป็นสุภาพบุรุษของผู้ชายส่วน ใหญ่ในช่วงทศวรรษนั้น แฟรงค์เป็นบุคคลหนึ่งที่เหล่าบรรดาสุภาพบุรุษต่างพากัน นับถือไม่ว่ายุคสมัยไหน เพราะแฟรงค์เป็นคนที่สวมใส่สูท หรือทักซิโด้ มากกว่าการ ใส่กางเกงยีนส์หรือกางเกงสแล็คธรรมดาทั่วไป แม้แต่การไปซุปเปอร์มาร์เก็ตเขา ยังสวมใส่สูท และการที่จะได้เห็นแฟรงค์สวมใส่ชุดธรรมดาก็คงพบเห็นได้แค่ตอน เขาไปเล่นกอล์ฟเท่านั้น การสวมใส่สูทจึงเป็นเอกลักษณ์ของแฟรงค์ ซึ่งสูทที่เขา สวมใส่ส่วนใหญ่จะเป็นเนื้อผ้า Sharkskin และสีที่นิยมใส่ที่สุดคือสีดำ,เทา เขาคิด ว่าทักซิโด้เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้สำหรับผู้ชาย สูทเทเรอร์ส่วนใหญ่ของแฟรงค์นั้นถูกตัดเย็บโดย Sy Devore และ Carroll & Co. ลักษณะของสูทนั้นจะถูกสั่งตัดให้พอดีกับตัวของแฟรงค์เอง และหลังจากที่ แฟรงค์ได้ร่วมวง The Rat pack ทั้งวงก็ยังใช้บริการชุดจาก Giorgio Armani หรือ ร้าน Canali ที่มีบริการตัดสูท Su Misura ในส่วนของเน็กไทน์หรือโบว์ไทน์นั้นจะ เป็นไทน์ที่ทำมาจากผ้าไหมโบราณเนื่องจากเขายังเป็นผู้ที่มีความคิดแบบอนุรักษ์ นิยม โดยส่วนตัวของแฟรงค์นั้นผู้หญิงคนไหนที่สามารถเลือกไทน์ได้ถูกใจแฟรงค์ก็ จะถือว่าสอบผ่าน เพียงเรื่องเล็กๆน้อยๆยังเป็นเรื่องที่สำคัญสำหรับเขา การที่จะเป็นสุภาพบุรุษได้สมบูรณ์แบบนั้นจะต้องมีหมวกFedora โดยแฟรงค์จะ สวมหมวกของเขาด้วยการใช้มือทั้งสองข้างในการสวม และปีกข้างหลังต้องโค้งขึ้น หมวกต้องเอียงไปด้านข้างเพียง2นิ้วถึงจะถือว่าเป็นสิ่งที่สมบูรณ์แบบ แฟรงค์มี หมวกแบบนี้ถึง 20 ใบในระหว่างช่วงปีนั้น ทั้งหมดถูกทำขึ้นอย่างพิเศษสำหรับเขา โดย Cavanagh และเขารักหมวกของเค้ามาก ในช่วงทศวรรษที่ 60s เขามีสูทเป็นจำนวนทั้งหมด 150 ตัว และรองเท้าที่เขา สวมใส่มีหลายแบบแต่ทรงที่นิยมก็คือplain toe blucher , Oxford Legate และ Loafer แต่ทรงที่นิยมใส่กับทักซิโด้นั้นคือทรง Loafer Pump สีดำ การแต่งตัวเนีย บและสะอาดของแฟรงค์นั้นทำให้เป็นสเน่ห์ที่ดึงดูดผู้หญิงเข้าหาแฟรงค์เป็นจำนวน มาก แม้แต่มาริลีน มอลโล ดาราสาวชื่อดังในยุคนั้น ยังเคยคบกับแฟรงค์ ซินาตร้า อยู่ช่วงเวลาหนึ่ง

อย่างไรก็ดีในเรื่องของรายละเอียดเล็กน้อยก็เป็นเรื่องใหญ่สำหรับแฟรงค์ เช่นกัน กฎเหล็กในการแต่งตัวที่ดีก็คือ แขนเสื้อเชิ้ตควรจะโผล่ออกมาจากแขน เสื้อสูทเพียงหนึ่งนิ้วครึ่ง ขากางเกงควรอยู่เหนือรองเท้าขึ้นไปเพียงไม่กี่ เซนติเมตร ในเวลากลางคือสีดำเป็นสีเดียวเท่านั้นที่เหมาะจะใส่ ถ้าหากไม่ใส่สี ดำก็ควรเป็นสีมิทไนท์บลูเท่านั้น ไม่นิยมสวมใส่สีน้ำตาล ขาว เทาและน้ำเงิน หลังจากพระอาทิตย์ตกไปแล้ว และแฟรงค์ได้เคยกล่าวไว้ว่าเสื้อกั๊กนั้นใส่แล้วดูดี กว่าแถบคาดเอวทักซิโด้เสมอ ในเรื่องของการสวมใส่รองเท้านั้นจะต้องมีการ ทำความสะอาดหรือการขัดรองเท้าให้มันเป็นเงาก่อนที่จะสวมใส่ นี่แหละคือ ต้นแบบของ Gentleman of style https://www.gqthailand.com/style/article/let-me-be-frank


STYLING


Model


HOBBIE


PORTFORIO  
PORTFORIO  
Advertisement