Page 1

วัดบนเส้นทางถนนราชดำ�เนินเชียงใหม่

วัดพระสิงห์ วรมหาวิหาร


วัดพระสิงห์ วรมหาวิหาร ภาพถ่ายโดย ศราวุฒิ เรือนคง สาขาวิชาศิลปะการถ่ายภาพ ภาควิชาสื่อศิลปะและการออกแบบสื่อ คณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่


นพบุรีศรีนครพิงค์เชียงใหม่ นครเชียงใหม่ยืนหยัดท้ากาลเวลากว่า717ปีนับตั้งแต่พญามังรายปฐมกษัตริย์ทรง พิจารณาชัยภูมิเมืองและทรงสร้างเมืองเชียงใหม่ขึ้นเมื่อปีพุทธศักราช1893พร้อมกับ ขนานนามเมืองนี้ว่า “นพบุรีศรีนครพิงค์เชียงใหม่” อันหมายถึงนครเชียงใหม่เมืองที่เป็น ศรีแห่งลุ่มแม่น้ำ�ปิงเมืองที่เป็นพยานแห่งความรักความสามัคคีระหว่างผู้นำ�เผ่าไทยทั้งสาม พระองค์ความภาคภูมิใจในเรื่องนี้ปรากฎแก่ชาวเชียงใหม่ทุกคนระยะเวลา717ปีเชียงใหม่ เป็นศูนย์กลางของอาณาจักรล้านนามาโดยตลอด262ปีแห่งกษัตริย์ราชวงศ์มังราย ถัดมา อีก216ปีที่นครเชียงใหม่เป็นตกเป็นเมืองขึ้นของพม่าบ้างอยุธยาบ้างถึงแม้บ้านเมืองจะไม่ รุ่งเรืองเหมือนเดิมแต่ก็ยังคงสภาพเมืองใหญ่อยู่จนถึงสมัยพระเจ้ากาวิละราชวงศ์เจ้าเจ็ด ตนครองนครเชียงใหม่และได้พื้นฟูศาสนาวัฒนธรรมประเพณีวัดวาอารามต่างๆรวมถึง สถาปัตยกรรมที่สำ�คัญของล้านนาให้ดีดั่งเดิม หลังจากเชียงใหม่ขึ้นตรงต่อสยามเชียงใหม่ ได้กลายเป็นเมืองเอกของมณฑลพายัพจนกลายสภาพมาเป็นจังหวัดเชียงใหม่ในปัจจุบันก็ ยังคงเป็นศูนย์รวมความเจริญทางภาคเหนือและเป็นเมืองท่องเที่ยวที่มีเสน่ห์แก่ผู้มาเยือน ทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ เมืองเชียงใหม่เป็นเมืองที่รุ่งเรืองทางศิลปะวัฒนธรรม ศาสนาประเพณีและวรรณคดีเป็นเมืองที่มีวัดมากที่สุดเพราะมีการสร้างเพิ่มเติมกันหลาย ยุคหลายสมัยในปีพุทธศักราช 2440 มีการสำ�รวจวัดในเชียงใหม่พบว่าเฉพาะในกำ�แพง เมืองมีวัดอยู่ถึง100 วัดในเขตเวียงชั้นนอกว่า51วัดในเขตอำ�เภอเมืองเชียงใหม่373วัดทั้งนี้ ไม่ได้นับวัดพม่าและวัดไทใหญ่ในปัจจุบันบางวัดกลายเป็นวัดร้างหลายวัดได้รวมเป็นวัด เดียวกันนอกจากนั้นเมืองเชียงใหม่ยังเป็นเมืองที่มีความหลากหลายทางชาติพันธุ์ คนส่วน ใหญ่นับถือพุทธศาสนาซึ่งการแสดงออกถึงความศรัทธาในพระพุทธศาสนาของชาวล้าน นานั้นจะแสดงออกผ่านทางวัฒนธรรมประเพณีเห็นได้จากประเพณีสิบสองเดือนโดยชาว ล้านนาจะใช้ชีวิตแต่ละเดือนตามวัฒนธรรมประเพณีของตนซึ่งสอดคล้องกับพุทธศาสนา และวิถีชีวิตความเป็นอยู่ร่วมถึงการสร้างสถาปัตยกรรมภายในวัดก็ยังมีความหมายตาม ความเชื่อของพุทธศาสนาในล้านนาอีกด้วย

วัดในเขตเมืองเชียงใหม่ล้วนมีความผูกพันธ์กับวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของคนในชุมชน เมืองเชียงใหม่โดยจะเห็นได้ชัดจากเส้นทางถนนราชดำ�เนินเมืองเชียงใหม่ปัจจุบันนับได้ว่า เป็นถนนที่มีความสำ�คัญต่อการท่องเที่ยวโดยเฉพาะทุกเย็นวันอาทิตย์จะมี “ถนนคนเดิน” เป็นหนึ่งในแนวคิดการพัฒนาเมืองและการกำ�หนดใช้พื้นที่เมืองให้สอดคล้องกับวิถีชีวิต ชุมชนซึ่งเป็นแนวทางการพัฒนาและการใช้ประโยชน์พื้นที่ในเมืองในหลายประเทศก็ได้ กลายเป็นที่รู้จักในฐานะแหล่งรวมงานศิลปะวรรณศิลป์จิตรกรรมฯลฯตลอดจนเป็นสถาน ที่ท่องเที่ยวซึ่งนักท่องเที่ยงต่างชาติจะต้องแวะมาเยี่ยมเยือนถนนคนเดินในประเทศไทย เริ่มต้นขึ้นครั้งแรกที่ถนนสีลมเป็นต้นแบบของ “โครงการถนนคนเดินในประเทศไทย” เป็นเวลา7สัปดาห์จากการตอบรับถนนคนเดินที่สีลมทำ�ให้รัฐบาลเห็นว่ารูปแบบกิจกรรม “ถนนคนเดิน” นอกเหนือจากจะสอดคล้องกับแผนพัฒนาเมืองโดยเฉพาะเมืองใหญ่ใน ภูมิภาคดังเช่นจังหวัดเชียงใหม่ยังสามารถปรับปรุงรูปแบบกิจกรรมใน “ถนนคนเดิน” ให้ สอดรับกับความต้องการท้องถิ่นได้อย่างเหมาะสมทั้งในด้านการส่งเสริมการท่องเที่ยว การกระตุ้นเศรษฐกิจชุมชนตลอดจนการส่งเสริมคุณภาพชีวิตสำ�หรับคนในเมืองใหญ่นั้น ซึ่งนับได้ว่าเป็นตลาดวัฒนธรรมขนาดใหญ่เป็นเขตเศรษฐกิจที่สำ�คัญของเมืองเชียงใหม่ บนเส้นทางถนนราชดำ�เนินนั้นมีวัดที่อยู่ในเส้นทางนี้จำ�นวน9 วัดตั้งแต่ประตูท่าแพ ยาวจนสิ้นสุดที่วัดพระสิงห์พระอารามหลวงแม้แต่ในวันปีใหม่เมือง (วันสงกรานต์) ก็ยัง ใช้ถนนราชดำ�เนินเส้นนี้เพื่ออัญเชิญพระพุทธสิหิงค์และพระที่สำ�คัญของเมืองเชียงใหม่ ให้ชาวเชียงใหม่ได้สักการะถนนราชดำ�เนินจึงมีความสำ�คัญต่อวิถีชีวิตของคนในชุมชน ปัจจุบันการท่องเทียวเมืองเชียงใหม่เติมโตขึ้นอย่างรวดเร็วเห็นได้ชัดจากนักท่องเที่ยว ที่มีจำ�นวนมากขึ้นบวกกับการพัฒนาเมืองเชียงใหม่ที่เน้นด้านการลงทุนในธุรกิจการ ท่องเที่ยววัดต่างๆกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สำ�คัญโดยเฉพาะวัดที่อยู่ในเส้นหลักของ การรวมตัวของนักท่องเที่ยวที่อยู่ในถนนราชดำ�เนินทั้ง9วัดล้วนมีความสำ�คัญทั้งทาง ประวัติศาสตร์วัฒนธรรรมประเพณีแต่เมื่อหาข้อมูลวัดดังกล่าวกลับพบข้อมูลการให้ความ รู้ประวัติการสร้างและการให้ความรู้สถาปัตยกรรม ของวัดต่างๆมีน้อยมากดังนั้นกระผม จึงสนใจจะศึกษาประวัติการสร้างวัดและถ่ายภาพวัดในเขตถนนราชดำ�เนิน อำ�เภอเมือง เชียงใหม่เพื่อเป็นการอนุรักษ์และถ่ายทอดความงามของวัดทั้ง9วัดอันจะเป็นประโยชน์ ต่อการพัฒนาการท่องเที่ยวและการพัฒนาวัฒนธรรมประเพณีของพุทธศาสนาสืบไป


วัดพระสิงห์วรมหาวิหาร

ถนนสามล้าน ตำ�บลพระสิงห์ อำ�เภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่

วัดพระสิงห์วรมหาวิหารพญาผายู กษัตริย์เชียงใหม่ราชวงศ์เม็งราย โปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นในปี พ.ศ. 1888 ขั้นแรกให้ก่อสร้างเจดีย์สูง 23 วา เพื่อบรรจุพระอัฐิของพญาคำ� ฟู พระราชบิดา ต่อมาอีก 2 ปี จึงได้สร้างพระอาราม เสนาสนวิหาร ศาลาการเปรียญ หอไตร และกุฏิสงฆ์ เมื่อเสร็จเรียบร้อย ทรงตั้งชื่อว่า “วัดลีเชียงพระ” สมัยพระเจ้าแสนเมือง มา ขึ้นครองนครเชียงใหม่ โปรดให้อัญเชิญพระพุทธสิหิงค์มาจากเมืองเชียงราย เมื่อขบวนช้างอัญเชิญมาถึงหน้าวัด ช้างก็ไม่ยอมเดินทางต่อ พระเจ้าแสนเมืองมา จึงโปรดให้อัญเชิญ พระพุทธสิหิงค์ประดิษฐาน ณ วัดลีเชียงพระ ประชาชนทางเหนือนิยมเรียกพระพุทธสิหิงค์ ว่า “พระสิงห์” จึงเป็นที่มาของชื่อ “วัดพระสิงห์” ในปี พ.ศ. 2360 พระญาธัมมลังกา หรือพระเจ้าช้างเผือกธรรมลังกา พระอนุชาของพระเจ้ากาวิละ โปรดให้บูรณะพระอุโบสถและพระเจดีย์ ต่อมาในปี พ.ศ. 2467 เจ้าแก้วนวรัฐ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ องค์สุดท้าย พร้อมด้วยครูบาศรีวิชัย และประชาชนชาวเชียงใหม่ ได้ร่วมกันบูระฃณะปฏิสังขรณ์วัดพระสิงห์อีกครั้ง และได้มีการขึดพบสิ่งของมีค่ามากมาย อาทิ แผ่นทองคำ�จารึกเรื่องราวต่างๆ โกศบรรจุอัฐิพระญาคำ�ฟู แต่สิ่งของเหล่านี้สูญหายไปในช่วงสงครามเอเชียบูรพา และในปี พ.ศ. 2493 วัดพระสิงห์ ได้รับโปรดเกล้าให้เป็นพระอารามหลวงชั้นเอก ชนิดวรมหาวิหาร


พระวิหารหลวง วิหารหลวง สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ.๒๔๖๗ เป็นที่ประดิษฐาน พระศรีสรรเพชญ (หลวงพ่อ โต) พระวิหารหลวงสถาปัตยกรรมแบบล้านนา กว้าง ๒๔ เมตร ยาว ๕๖ เมตร ผนัง-ต้นเสา คอนกรีตเสริมเหล็ก เครื่องบนไม้สักล้วน หลังคามุงกระเบื้อง มีช่อฟ้าใบระกา หางหงส์ มีมุข หน้าและมุขหลัง ด้านหน้ามี ๓ ประตู ด้านหลังมีประตู ๒ ข้าง ด้านข้างมี ๒ ประตู มีหน้าต่าง ด้านละ ๕ ช่อง พระวิหารหลังเดิมเป็นจัตุรมุข ซึ่งได้ชำ�รุดทรุดโทรมมากจนไม่สามารถบูรณะ ให้เหมือนเดิมได้ ครูบาศรีวิชัยจึงได้รื้อและสร้างพระวิหารหลวงปัจจุบันนี้แทน


วิหารลายคำ� พระวิหารลายคำ� สร้างขึ้นสมัยของพญาธรรมลังกาหรือพระเจ้าช้างเผือก ระหว่าง พ.ศ. 2358 - 2364 เป็นสถานที่ประดิษฐาน ของพระพุทธสิหิงค์ พระวิหารลายคำ�สร้างเป็นศิลปะล้านนากว้าง 8 เมตรยาว 30เมตร มีช่อฟ้า ใบระกา หลังคามุงกระเบื้องดินเผาที่มีความสวยงามมาก ได้รับรางวัล สถาปัตยกรรมดีเด่น มีลวดลายทองล่องชาดเทคนิคการฉลุลายปรากฏบน ฝาผนังหลังพระประธานและเสากลางวิหารและเสาระเบียงด้านหน้าพระวิหาร ตลอดถึงบางส่วนของโครงไม้ บนฝาผนังภายในมีภาพจิตรกรรมฝาผนัง เรื่องสังข์ทองและสุวรรณหงส์ เขียนด้วยสีฝุ่นมีความงดงาม


พระพุทธสิหิงค์ พระพุทธสิหิงค์ หรือ พระสิงห์ เป็นพระพุทธรูปโบราณหล่อด้วยสำ�ริดหุ้มทอง ปาง สมาธิ สูง 79 เซนติเมตร หน้าตักกว้าง 63 เซนติเมตร เป็นศิลปะแบบลังกาตาม ประวัติกล่าวว่า พระเจ้าสีหฬะ พระมหากษัตริย์แห่งลังกาทวีป ทรงสร้างขึ้น เมื่อ พ.ศ. 700 ต่อมาเจ้านครศรีธรรมราชได้ไปขอมาถวายพระร่วงแห่งกรุงสุโขทัย เมื่อสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 1 แห่งกรุงศรีอยุธยาได้กรุงสุโขทัยเป็นเมืองขึ้น จึงได้อัญเชิญพระพุทธสิหิงค์มาประดิษฐานที่กรุงศรีอยุธยา ต่อมาได้มีผู้นำ�ไปไว้ ที่เมืองกำ�แพงเพชรและเชียงราย เมื่อพระเจ้าแสนเมืองมา เจ้านครเชียงใหม่ยก ทัพไปตีเมืองเชียงรายได้ จึงได้อัญเชิญพระพุทธสิหิงค์มาประดิษฐานที่เชียงใหม่ พร้อมกับพระแก้วมรกต เมื่อสมเด็จพระนารายณ์มหาราชตีเมืองเชียงใหม่ได้เมื่อ พ.ศ. 2205 ได้อัญเชิญพระพุทธสิหิงค์มาประดิษฐานที่วัดพระศรีสรรเพชญ์กรุง ศรีอยุธยาเป็นเวลานานถึง 105 ปี เมื่อเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2 แก่พม่าใน พ.ศ. 2310 ชาวเชียงใหม่ได้อัญเชิญพระพุทธสิหิงค์กลับไปที่เชียงใหม่ เมื่อมณฑลพายัพ ได้กลับมาเป็นของไทยในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาทโปรดให้อัญเชิญลงมายังกรุงเทพมหานคร เมื่อปี พ.ศ. 2338


กู่ลาย ตั้งอยู่หลังพระวิหารลายคำ� เป็นเจดีย์ทรงปราสาท มี 5 ยอด มีทางเชื่อมจาก ผนังด้านหลังพระวิหารลายคำ�เข้าสู่อุโมงค์ของกู่ลาย เป็นสถาปัตยกรรมแบบ ดั้งเดิมของล้านนา


หอไตร หอไตรหลังนี้สร้างขึ้นในสมัยพระเมืองแก้ว ประมาณ พ.ศ.2040 เคยได้รับการบูรณะซ่อมแซม ในสมัยพระเจ้ากาวิโรรสสุรียวงศ์ (พ.ศ.2397 – 2413) และอีกครั้งหนึ่งเมื่อพระบาทสมเด็จพระ ปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จประพาสเมืองเชียงใหม่ ปี พ.ศ.2469 ลักษณะเป็นอาคารทรงสี่เหลี่ยม ผืนผ้า 1 ชั้น ชั้นล่างก่ออิฐถือปูน ชั้นบนเป็นไม้ มุงหลังคากระเบื้องดินเผาหันหน้าไปทางตะวัน ออก บันไดทางขึ้นด้านหน้าเป็นรูปมกรคายสิงห์บนแท่นข้างละ 1 ตัว ซุ้มประตูทางเข้าในส่วน หน้าบันเป็นบุษบกซ้อนกัน 5 ชั้น แกะสลักลวดลายปูนปั้นพรรณพฤกษา พญานาคและประดับ กระจกสี โดยรอบผนังด้านนอกอาคารชั้นล่างประดับด้วยลายปูนปั้นรูปเทวดา และเทพนม จำ�นวน 16 องค์ สัตว์หิมพานต์ อาทิ สิงห์ ช้าง กิเลน ปลา กวาง นกยูง คชสีห์ เหมราช และ นรสิงห์ เป็นต้นชั้นบนเป็นเครื่องไม้ทาสีแดง มีปูนปั้นประดับกระจกเป็นรูปดอกไม้ 8 กลีบและมี บราลีทำ�เป็นรูปหงส์อยู่บนหลังคา หอไตร เป็นอาครที่ใช้สำ�หรับเก็บรักษาพระธรรม คัมภีร์ และ หนังสือใบลานต่าง ๆ ในพระพุทธศาสนา บางครั้งเรียก หอพระไตรปิฎก


อุโบสถสองสงฆ์ พระอุโบสถสองสงฆ์ ลักษณะสถาปัตยกรรมเป็นรูปแบบพิเศษแตกต่างจากอุโบสถ ทั่วไป คือ มีมุขสองด้าน หันหน้าไปทางทิศเหนือและทิศใต้ ทั้งสองด้านมีซุ้มประตู ตกแต่งด้วยลวดลายปูนปั้นวิจิตรงดงาม ภายในมีมณฑปตั้งอยู่ตรงกลาง เป็นที่ ประดิษฐานพระเจ้าทองทิพย์จำ�ลอง เรียกกันต่อมาว่า “พระอุโบสถสองสงฆ์” สันนิษฐานว่าสร้างให้เห็นเป็นคติเลียนแบบสมัยพุทธกาล ซึ่งภิกษุณีสงฆ์ต้องบวช ในสงฆ์สองฝ่าย คือ บวชในภิกษุณีสงฆ์ก่อน แล้วจึงบวชในภิกษุสงฆ์ พระอุโบสถ สองสงฆ์เป็นโบราณสถานเก่าแก่ สร้างในสมัยพระยาแสนเมืองมา (พ.ศ. 19281944) กษัตริย์องค์ที่ 7 พระสิงห์ฯ ร่วมกับกรมศิลปากร บูรณะในวาระมงคลสมัย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระชนมายุครบ 6 รอบ


พระพุทธไสยาสน์ (พระนอน) เป็นพระพุทธรูปปูนปั้นเก่าแก่สร้างเมื่อปี พ.ศ. 2094 และได้มีการ บูรณะหลายครั้ง ครั้งที่ 1 พ.ศ. 2493 สมัยพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (ฟู อตฺตสิวมหาเถร) เป็น เจ้าอาวาส ครั้งที่ 2 เมื่อ พ.ศ. 2537 สมัยพระ ธรรมสิทธาจารย์ (หนู ถาวรมหาเถระ) เป็นเจ้าอาวาส ครั้งที่ 3 พ.ศ. 2554 สมัยพระราชสิงหวรมุนี (โสภณ โสภโณ) เป็นเจ้าอาวาส


พระมหาธาตุเจดีย์ พระมหาธาตุเจดีย์ (พระธาตุหลวง) สูง ๒๕ วา ฐานสี่เหลี่ยมยาวด้านละ ๑๖ วา ๑ ศอก ๖ นิ้ว ในตำ�นานพื้นเมืองเชียงใหม่กล่าวว่าเป็นที่บรรจุพระ เกศาธาตุ เป็นพระธาตุประจำ�ปีนักษัตรปีมะโรง พญาผายูทรงสร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. ๑๘๘๘ ต่อมาระหว่างปี พ.ศ.๒๑๐๑-๒๓๑๗ เชียงใหม่ตกอยู่ในอำ�นาจ ของพม่าวัดพระสิงห์ ขณะนั้นมีสภาพเป็นวัดร้าง เสนาสนโบราณสถานอยู่ ในสภาพ เสื่อมโทรม มาถึงปี พ.ศ.๒๔๖๙ พระราชชายาเจ้าดารารัศมี เจ้า แก้วนวรัฐ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ และครูบาศรีวิชัย ได้นำ�ประชาชนร่วม กันบูรณปฏิสังขรณ์เสนาสนะและเสริมสร้างพระธาตุเจดีย์ให้สูงใหญ่


หอพระไตรปิฏกหลังใหม่ ตั้งอยู่ใกล้พระเจดีย์ด้านทิศตะวันตกเฉียงเหนือ สร้างเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2469 สร้างในสมัยของพลตรีเจ้าแก้วนวรัฐ ผู้บริจาคทรัพย์ในการก่อสร้างคือ หลวงอนุสารสุนทร และ นางอนุสาน ชัวย่งเสง


หอจงกรมครูบาศรีวิชัย สร้างเมื่อ พ.ศ. 2471 โดยหลวงอนุสารสุนทร สร้างถวายครูบาศรีวิชัย ใช้เป็นที่เดินจงกรม ได้บูรณะเมื่อ ปีพ.ศ. 2547 เดิมมีทางเดินเชื่อมไปที่กุฏิไม้สักซึ่งกุฏิของครูบาศรีวิชัยปัจจุบันกุฏิไม้สักถูกไฟไหม้ไปแล้ว


วัดพระสิงห์ วรมหาวิหาร  

ตัวอย่างานนำเสนอ

Read more
Read more
Similar to
Popular now
Just for you