Page 1


เปิดเล่ม

นพ.บรรลุ ศิริพานิช

รัฐบาลที่มีคุณภาพและมั่นคงยาวนาน ขณะที่ข้าพเจ้าเขียนบทความนี้ เป็นวันที่ 27 มิถุนายน 2554 อีก 6 วัน คือวันที่ 3 กรกฎาคม 2554 ก็ จะมี ก ารเลื อ กตั ้ ง ใหม่ ข องเมื อ งไทย กว่ า วารสารฉบั บ นี ้ จ ะออกก็ ค งเลยเลื อ กตั ้ ง ไปแล้ ว และคงรู ้ ว ่ า พรรคการเมืองไหน? จะเป็นพรรคที่ได้รับเสียงข้างมาก อย่างไรก็ตามประเทศไทยก็จะได้รัฐบาลใหม่ ปกครองประเทศ จะได้ใครเป็นนายก จะได้ใครเป็น รัฐมนตรี ขณะนี้ย่อมไม่สามารถจะเดาได้ แต่สิ่งที่อยากจะบอกเล่าขณะนี้ก็คือ ชั่วชีวิตของข้าพเจ้าได้เห็น 2 ประเทศ เป็นข้อสะกิดใจ 1. เดิมมาประเทศฟิลิปปินส์ เจริญก้าวหน้ากว่าประเทศไทย (คนไทยก่อนนี้เคยเดินทางไปเรียนที่ ฟิลิปปินส์) แต่พอฟิลิปปินส์ได้ประธานาธิบดีมาคอสเป็นรัฐบาลปกครองประเทศยาวนาน เป็นรัฐบาลที่ไม่มี คุณภาพ มีคอร์รัปชั่นมากมาย สุดท้ายประเทศฟิลิปปินส์มีความก้าวหน้าพัฒนาประเทศสู้ไทยไม่ได้ 2. เดิมมาประเทศมาเลเซีย เจริญก้าวหน้าสู้ไทยไม่ได้ (หมอไทยเคยไปทำงานเป็นข้ารัฐการประเทศ มาเลเซีย เพราะมาเลเซียไม่มีหมอ) แต่พอมาเลเซียได้นายกรัฐมนตรีมหาเธย์ เป็นนายกปกครองประเทศ เป็น รัฐบาลที่มีคุณภาพ มั่นคงยาวนาน (22 ปี) สุดท้ายมาเลเซียมีความเจริญพัฒนาไปมากกว่าประเทศไทย สรุปได้ว่า หากประเทศใดได้รัฐบาลที่มีคุณภาพและมั่นคงยาวนาน ย่อมมีโอกาสพัฒนาประเทศได้ดี กว่าและมากกว่า ข้าพเจ้าอยากเห็นประเทศไทยได้รัฐบาลที่มีคุณภาพและมั่นคงยาวนาน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นย่อมขึ้นอยู่กับ การเมืองของประเทศไทย การเมืองของประเทศไทยย่อมขึ้นอยู่กับคนไทยส่วนใหญ่ ตามระบอบประชาธิปไตย

นพ.บรรลุ ศิริพานิช 27 มิถุนายน 2554 เมษายน - มิถุนายน 2554




ิ าร บทบรรณาธก วารสารโรงพยาบาลชุมชนฉบับนี้เขียนขึ้นใน ช่วงที่มีการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งทั่วไปที่จะมีขึ้นใน วันที่ 3 กรกฎาคม 2554 นี้ พรรคการเมืองต่างๆ ล้วน หาเสียงในประเด็นที่ต่างแต่ล้วนมีลักษณะที่เหมือนกัน คือ การลดแลกแจกแถม ใช้นโยบายประชานิยมแทบ ทุกพรรคการเมือง สำหรับนโยบายด้านสุขภาพ หาก เฝ้ามองอ่านตามป้ายหาเสียงและแผ่นปลิวของผู้สมัคร และพรรคการเมือง ก็ไม่เห็นจะมีพรรคใดกล่าวถึง นโยบายด้านสุขภาพอย่างเป็นรูปธรรม การเลื อ กตั ้ ง ครั ้ ง นี ้ เ สมื อ นหนึ ่ ง นโยบาย สุขภาพดีขายไม่ได้ แต่แท้จริงแล้วน่าจะเป็นเพราะ นโยบายสุ ข ภาพดี น ั ้ น ทำยาก และต้ อ งการปั ญ ญา ระดับหนึ่ง ต้องการความร่วมมือ และที่สำคัญมักจะ กระทบต่อกลุ่มอิทธิพลและกลุ่มธุรกิจ ซึ่งส่วนใหญ่ก็ เป็นผู้สนับสนุนรายใหญ่หรือเป็นว่าที่รัฐมนตรีของ พรรคการเมืองนั่นเอง นโยบายหลายอย่างที่น่าทำ กลับไม่มีการพูด ถึง และยากที่จะหวังให้เกิดหลังการเลือกตั้ง อย่างเช่น - การยกเลิก พ.ร.บ.ผู้ประสบภัยจากรถ ให้ มาใช้สิทธิหลักประกันสุขภาพแทน ก็กระทบบริษัท ประกันภัยกระเป๋าอีกใบของหลายพรรคการเมือง - นโยบายควบคุมและห้ามการโฆษณาเหล้า เบียร์อย่างเด็ดขาด ก็จะทำให้กระเป๋าเงินของทุกพรรค เดือดร้อน - นโยบายจำกัดการส่งเสริมการขายขนมถุง น้ำอัดลม อาหารขยะ ทำง่ายแต่ไม่มีใครคิดจะนำเสนอ - การปรับความแตกต่างระหว่าง 3 กองทุน ประกันสุขภาพให้เป็นเอกภาพและมีความเหลื่อมล้ำกัน ให้น้อยที่สุด ก็ยากและซับซ้อนจนไม่มีใครกล้าเสนอ - การประกาศหยุดอุตสาหกรรมที่ทำลายสิ่ง แวดล้อมและแก้ปัญหามาบตาพุดให้ได้จริง ก็ไม่มีใคร พูดถึง บริษัทที่ทำลายสิ่งแวดล้อมล้วนควักกระเป๋าบน โต๊ะใต้โต๊ะมาอย่างสม่ำเสมอ - การแก้ปัญหาการบรรจุนักเรียนทุนกว่า 30,000 คนที่ไม่มีตำแหน่งบรรจุ ก็น่าจะทำได้ในช่วง รัฐบาลรักษาการ หากจริงใจ แต่กลับต้องรอต่อไปอีก

ตามมาตรฐานประชาธิ ป ั ต ย์ ทั ้ ง ๆ ที ่ ร ั ฐ มนตรี อู๊ดด้าน่าจะจริงจังกว่านี้ได้ สรุปได้ว่า สารพัดนโยบายสุขภาพที่ควรได้ รับการประกาศเป็นสัญญาประชาคมนั้น ไม่มีการ กล่าวถึงเลย ประเทศไทยหลังการเลือกตั้งก็น่าจะ ขยับตัวไปช้าๆ ตามที่ข้าราชการประจำชงขึ้นมาให้ รัฐมนตรีชิมเหมือนเดิม นโยบายยากๆ แบบที่เขียน ไปข้ า งต้ น นั ้ น คงยากที ่ จ ะเห็ น หากไม่ ม ี ส ั ญ ญา ประชาคม ในตอนแรกนั้น ทีมบรรณาธิการคิดเหมือน กันว่า จะเขียนเรื่องการเลือกตั้งเป็นเรื่องเด่นประจำ ฉบับ แต่ทบทวนข้อมูลและความรู้สึกแล้ว คิดว่า ไม่มีสาระอะไรจะกล่าวถึงมากพอที่จะเป็นเรื่องเด่น เขี ย นไปก็ จ ะมี แ ต่ ค วามเสื ่ อ มศรั ท ธาต่ อ ระบอบ ประชาธิ ป ไตยแบบตั ว แทนของไทยกั น เปล่ า ๆ ประมาณว่า “เบื่อหน่าย” กับการเมืองไทยที่ไม่ได้ เป็นความหวังในการนำพาประเทศชาติ ไม่ได้เสนอ นโยบายที่แก้ปัญหาระดับฐานราก ก็เลยตัดสินใจ ไม่ เ ขี ย นดี ก ว่ า เดี ๋ ย วจะกลายเป็ น ว่ า ที ม วารสาร โรงพยาบาลชุมชนไม่ศรัทธาในระบอบประชาธิปไตย เรื่องเด่นฉบับนี้จึงหันมานำเสนอประเด็น ที่เป็นปัญหาร้อนๆ จากการที่แพทย์ใช้ทุนลาออก จำนวนมากในทันทีที่จบ การใช้ทุนปีแรกในนามของ แพทย์เพิ่มพูนทักษะ พอปีที่สองต้องออกไปทำงาน ในโรงพยาบาลชุมชน ก็เกิดการลาออกใช้ทุนที่เหลือ อยู่เพียง 266,667 บาทให้แก่ทางราชการ ย้ายกลับ บ้านบ้าง ไปเรียนต่อแพทย์เฉพาะทางแบบ free training บ้าง หรือลาออกไปสร้างเนื้อสร้างตัวอยู่ โรงพยาบาลเอกชนบ้าง เล่นเอาแพทย์ในระบบลด ฮวบจนสะเทือนการให้บริการ คนที่เหลืออยู่ก็เริ่มตั้ง คำถามว่า แล้วเขาจะอยู่รับภาระหนักไปทำไม ทำไม ไม่ลาออกบ้าง แต่โชคดีที่จิตสำนึกในการทำงานเพื่อ พี่น้องประชาชนยังมีอยู่ในหลายคน รายได้ในโรง พยาบาลชุมชนในปัจจุบันก็พอจะมีให้พ่อแม่และ ตนเองแม้จะไม่มากเท่าเอกชน แต่หากสถานการณ์ ยังเป็นเช่นนี้เรื่อยๆ วิกฤตขาดแคลนแพทย์จะหวน กลับมาในเร็ววัน

วารสารโรงพยาบาลชุ ม ชนฉบั บ นี ้ จ ึ ง เปิ ด ประเด็ น สำคั ญ คื อ การแก้ ป ั ญ หาการลาออกของ แพทย์ใช้ทุน ต้องเพิ่มค่าปรับการไม่ใช้ทุนให้สูงขึ้น จากปัจจุบันที่ค่าปรับเพียงแค่ 4 แสนบาท ซึ่งเป็น อัตรานี้มาตั้งแต่ปี 2516 และเสนอให้ปรับสูงเป็นหลัก สิบล้านบาท จึงแก้ปัญหาได้ชะงัก เรื ่ อ งการเพิ ่ ม ค่ า ปรั บ ของแพทย์ ใ ช้ ทุ น นี ้ เป็นเรื่องที่พูดกันมายาวนาน แพทยสภาค้านหัวชนฝา แถมเสนอให้ เ ลิ ก ใช้ ทุ น ด้ ว ยซ้ ำ ส่ ว นกระทรวง สาธารณสุขก็แบบราชการไทยคือ ไปตามลม ลมไม่ พัดแรงก็ไม่ผลักดันอะไร ปัญหามีอยู่ถ้ายังอยู่กันได้ ก็ปล่อยๆ ไป เรื่องนี้จึงต้องการการผลักดันจากคนใน ระดับพื้นที่ครับ คือทั้งโรงพยาบาลชุมชนและสถานี อนามัย ผู้รับภาระจากปัญหาโดยตรง ฝากทุ ก ท่ า นลองอ่ า นอย่ า งไตร่ ต รองและ พิจารณาดูนะครับ หากเห็นด้วยก็ช่วยกด like ด้วย ครับ ด้วยการลงชื่อจริงและส่งไปรษณียบัตรไปที่ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขคนใหม่ว่า “ขอให้ เพิ ่ ม ค่ า ปรั บ การใช้ ทุ น ของแพทย์ ทั น ตแพทย์ เ ป็ น 20 ล้านบาท” เป็นกระบวนการที่ทำให้เสียงประชาชน อย่างเรา เจ้าของประเทศที่แท้จริง มีความต่อเนื่อง ไม่เฉพาะช่วงหย่อนบัตรเท่านั้น ส่ ว นท่ า นปลั ด กระทรวงสาธารณสุ ข และ ผู้บริหารกระทรวงมีท่าทีกด like หรือเปล่า ก็รอดู ครับว่าจะขยับตัวแก้ปัญหากันบ้างไหม สำหรับคอลัมน์อื่นๆ ก็ยังมีเรื่องที่น่าสนใจ ให้ได้อ่านกันนะครับ และยังยินดีรับข้อเขียนจาก ทุกท่านเสมอ วารสารโรงพยาบาลชุมชนยังเคียงคู่ กั บ โรงพยาบาลและสถานี อ นามั ย ต่ อ ไป ไม่ ว ่ า พรรคการเมืองใดจะเป็นรัฐบาล ศรัทธาและเชื่อมั่น นายแพทย์สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ บรรณาธิการวารสารโรงพยาบาลชุมชน

หากท่านใดมีข้อเขียนที่น่าสนใจ ส่งบทความมาเผยแพร่ได้ที่ hasuwana1@yahoo.com หรือ นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ โรงพยาบาลจะนะ อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา 90130 หากประสงค์บริจาคเพื่อสนับสนุนวารสารโรงพยาบาลชุมชน สามารถโอนเงินมาได้ที่ ชื่อบัญชี มูลนิธิแพทย์ชนบท โครงการวารสารโรงพยาบาลชุมชน ธนาคารไทยพานิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาย่อยกระทรวงสาธารณสุข เลขที่บัญชี 340-2-06903-0 (กรุณาส่ง fax ใบโอนเงินพร้อมชื่อที่อยู่ มาที่ 0 2591 8571 เพื่อการจัดส่งใบเสร็จรับเงิน) 

ปีที่ 12 ฉบับที่ 4 โรงพยาบาลชุมชน


พบปลัดกระทรวง นพ.ไพจิตร์ วราชิต

ภัยพิบัติเป็นภัยใหม่ต่อสุขภาพที่กระทบกับคนทั่วโลกมากขึ้นทุกวันอย่างเห็นได้ชัด ทั้งภัยพิบัติจากธรรมชาติและจากมนุษย์เอง หัวใจของการจัดการภัยพิบัติคือ การเตรียมความพร้อมในการเผชิญเหตุไว้ล่วงหน้า การจัดการภัยพิบัติ เป็นเรื่องที่ไม่มีใครจัดการได้โดยลำพัง ต้องการความร่วมมือจากทุกฝ่าย การประสานงานจึงมีความสำคัญสูงสุด การรับรู้ข้อมูลว่าใครมีความพร้อมในการช่วยเหลือด้านใดมีความสำคัญในการเตรียมการ ต้องการระบบการสื่อสารและการประสานที่มีประสิทธิภาพในขณะเกิดเหตุ สำหรับประเทศไทย จิตอาสาและความมีน้ำใจในการช่วยเหลือผู้ประสบภัยนั้นมีมาก แต่การประสานงานและระบบการจัดการที่ดีเป็นสิ่งที่ต้องการการเตรียมความพร้อม ภัยพิบัติเป็นเรื่องใกล้ตัว ที่บุคลากรทุกคนของกระทรวงสาธารณสุขต้องเกี่ยวข้อง ขอให้ผู้บริหารหน่วยงาน ได้พยายามเตรียมความพร้อมไว้ล่วงหน้า มีแผน มีการซ้อมแผน มีการวางระบบการจัดการต่างๆ ไว้ล่วงหน้า ขอให้บุคลากรทุกคนของกระทรวงสาธารณสุขให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ หากเกิดภัยพิบัติขึ้นมา เราจะสามารถเป็นที่พึ่งของประชาชนในพื้นที่ได้อย่างแท้จริง

(นายแพทย์ไพจิตร์ วราชิต) ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เมษายน - มิถุนายน 2554




เรื่องเด่นประจำฉบับ

ฝ่ายวิชาการ ชมรมแพทย์ชนบท

วิกฤตแพทย์ใช้ทุนลาออก เสนอเพิ่มค่าปรับเป็น 20 ล้าน ในวันที่ 1-2 เมษายน ของทุกปี เป็นวันที่แพทย์จบ ใหม่ทุกคนจะมารวมตัวกันเพื่อจับสลากเลือกสถานที่ใช้ทุน ซึ่งอาจจะเป็นพื้นที่ใกล้กรุงเทพฯ หรือเขตทุรกันดาร จนไป ถึง 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ แน่นอนว่าในพื้นที่สว่างไสวท่ามกลางแสงสี แห่งไฟนีออน แพทย์จบใหม่และพ่อแม่ของแพทย์จบ ใหม่อนาคตไกลหลายคนตั้งคำถามว่า “ทำไมแพทย์ จบใหม่จึงต้องทำงานชดใช้ทุนในชนบท ขณะที่วิศวะ สถาปัตย์ บัญชี ไม่เห็นต้องใช้ทุนในชนบทเลย ทำไม ลูกของฉันต้องออกไปลำบากลำบนในพื้นที่ชนบท” พ่อแม่หลายคนยินดีจ่ายเงินค่าปรับเพื่อไม่ต้องไป ชดใช้ทุนจำนวน 400,000 บาท เพื่อให้ลูกสุดที่รักไม่ ต้องไปทำงานในที่กันดารห่างไกล แต่ ข ณะเดี ย วกั น ในเงามื ด อี ก มุ ม หนึ ่ ง ท่ามกลางแสงเทียนวิบวับ ผู้ป่วยและคนยากไร้ใน ชนบทตั้งคำถามด้วยความไม่แน่ใจว่า “ปีนี้จะมีหมอ มาตรวจรักษาฉันหรือไม่”

เมษายน - มิถุนายน 2554




ปี 2554 ยังวิกฤตขาดแพทย์ในชนบท เหมือนทุกปี

การกระจายและภาระงานของแพทย์ โรงพยาบาลชุมชนในปี 2554 พบว่ายังมีการ ขาดแคลนแพทย์ในหลายอำเภอแม้จำนวน แพทย์ที่ผลิตเข้ามาในระบบเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทุกปี ปี 2554 ทั ่ ว ประเทศ มี ค วาม ต้องการแพทย์ 40,620 คน โดยในส่วนของ กระทรวงสาธารณสุ ข ต้ อ งการแพทย์ 22,855 คน โดยปั จ จุ บ ั น มี แ พทย์ ใ น กระทรวงสาธารณสุ ข แล้ ว จำนวน 13,083 คน ยังขาดอีก 9,772 คน ปัจจุบันสัดส่วน แพทย์ 1 คน ดูแลประชากรเฉลี่ย 7,000 คน และเป้าหมายคือ 1:4,000 คน ข้ อ มู ล ของกลุ ่ ม บริ ห ารงานบุ ค คล สำนั ก งานปลั ด กระทรวงสาธารณสุ ข (สป.สธ.) พบว่า การลาออกของแพทย์โดย ภาพรวมยังมีสัดส่วนที่สูงมาก กล่าวคือ - ปี 2548 มีแพทย์ลาออก 61.9% ของแพทย์ที่บรรจุใหม่ - ปี 2549 มีแพทย์ลาออก 71.3% ของแพทย์ที่บรรจุใหม่ - ปี 2550 มีแพทย์ลาออก 69.6% ของแพทย์ที่บรรจุใหม่ - ปี2551 มีแพทย์ลาออก 76.4% ของแพทย์ที่บรรจุใหม่ - ปี 2552 ที่มีแพทย์เข้าทำงานใน สธ. 999 คน ลาออก 712 คนหรือ 71.3% - ปี 2553 มีแพทย์ที่เข้าทำงานใน สธ. 1,303 คน ลาออก 602 คน คิดเป็น 46.2% ปี 2554 มี แ พทย์ เ ข้ า ทำงานใน กระทรวงสาธารณสุข จำนวน 1,522 คน ส่วนจะมีการลาออกกี่คน ยังต้องรอดูข้อมูล ต่อไป แต่เชื่อว่าไม่น้อยกว่า 50%

10

ปีที่ 12 ฉบับที่ 4 โรงพยาบาลชุมชน

เรียกได้ว่าขณะนี้ แพทย์ในระบบ บริการภาครัฐมีภาวะ “เลือดไหลออกตลอด เวลา” แม้จะมีการเติมเลือดเข้าไปจำนวน มาก แต่อัตราการไหลออกก็สูงมาก และที่ เหลืออยู่ส่วนใหญ่นั้นก็ผันตนเองจากโรง พยาบาลชุมชนมาอยู่ในตัวเมืองใหญ่ ดังนั้น ผลกระทบการขาดแคลนแพทย์เต็มๆ จึงยัง อยู่ที่โรงพยาบาลชุมชน และจากการสำรวจสำนักงานวิจัย และพัฒนากำลังคนด้านสุขภาพในวันที่ 1 พฤษภาคม 2554 ซึ ่ ง เป็ น ช่ ว งที ่ ม ี ก าร โยกย้ายของแพทย์โรงพยาบาลชุมชน พบว่า มี โ รงพยาบาลชุ ม ชน 3 แห่ ง ไม่ ม ี แ พทย์ ประจำ และจังหวัดต้องใช้การบริหารจัดการ ภายใน ให้แพทย์โรงพยาบาลจังหวัดหรือ โรงพยาบาลใกล้เคียงมาปฏิบัติงานชั่วคราว มี รพช. จำนวน 26 แห่ ง มี แ พทย์ ป ระจำ เพียง 1 คน ส่วนใหญ่อยู่ที่ภาคอีสานโดย จังหวัดได้บริหารจัดการให้แพทย์จากโรง

พยาบาลจังหวัด แพทย์เพิ่มพูนทักษะ และ จากโรงพยาบาลอื่นเข้าไปช่วยเหลือเป็นการ ชั ่ ว คราว เมื ่ อ เที ย บระหว่ า งปี 2551 ถึ ง ปัจจุบัน แม้ว่าจะมีแพทย์ใหม่เพิ่มเข้าไปใน ระบบทุกปี แต่โรงพยาบาลชุมชนส่วนใหญ่ ยังขาดแคลนแพทย์ และสถานการณ์ไม่ได้ดี ขึ้นเลย CPRID ผลิตแพทย์เพิ่มเพื่อชาวชนบท การขาดแคลนแพทย์ในชนบท เป็น ปัญหาสำคัญยิ่งที่กระทบต่อระบบสุขภาพ ใน พ.ศ. 2537 คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบ ให้ ก ระทรวงสาธารณสุ ข ร่ ว มมื อ กั บ ทบวง มหาวิทยาลัย (กระทรวงศึกษาธิการ) จัดทำ “โครงการผลิตแพทย์เพื่อชาวชนบท” หรือ CPRID โดยเริ ่ ม รั บ นั ก ศึ ก ษาตั ้ ง แต่ ป ี ก าร ศึกษา 2538 เป็นต้น โครงการนี้ตั้งขึ้นมาด้วยความหวัง 4 ประการคือ 1. เพิ่มการผลิตแพทย์และให้


แพทย์ ต่อ รพช. ไม่มีแพทย์ 1 คน 2 คน 3 คน มากกว่า 3 คน

2551 (729 แห่ง) 4 (0.5 %) 26 (3.6%) 194 (26.6 %) 396 (54.3%) 109 (15.0%)

2552 (735 แห่ง) 3 (0.4 %) 37 (5.0%) 74 (10.1 %) 124 (16.9%) 497 (67.6%)

2553 (738 แห่ง) 1 (0.1 %) 27 (3.7%) 128 (17.3 %) 202 (27.4%) 380 (51.5%)

2554 (738 แห่ง 3 (0.4 %) 26 (3.5%) 130 (17.6 %) 190 (25.8%) 389 (52.7%)

ตารางแสดงจำนวนแพทย์ของโรงพยาบาลชุมชนระหว่างปี 2551-2554 จะเห็นได้อย่างชัดเจนว่า ยังมีโรงพยาบาลที่มีแพทย์เพียง 1-2 คนอีก 156 แห่ง หรือ 20% ของโรงพยาบาลชุมชน ซึ่งเป็นภาระหนักอย่างยิ่งในการดูแลประชาชนคนชนบทในท่ามกลางความคาดหวังต่อการรักษาที่มีคุณภาพ

กระจายแพทย์ไปสู่ชนบทมากยิ่งขึ้น 2. เพิ่ม โอกาสแก่นักเรียนในชนบทให้ได้ศึกษาวิชา แพทยศาสตร์ 3. พัฒนารูปแบบความร่วม มื อ ระหว่ า งกระทรวงสาธารณสุ ข และ มหาวิทยาลัย และ 4. พัฒนาคุณภาพระบบ บริ ก ารการแพทย์ แ ละสาธารณสุ ข ของโรง พยาบาลศูนย์และสถาบันสมทบ เป้าหมายในการผลิตแพทย์เพื่อชาว ชนบท ตามมติ ค ณะรั ฐ มนตรี มี 2 ช่ ว ง เวลาคือ 1. ผลิ ต แพทย์ ต ามโครงการผลิ ต แพทย์ เ พื ่ อ ชาวชนบท พ.ศ. 2538–2549 ตามมติ ค ณะรั ฐ มนตรี เมื ่ อ 7 มิ ถุ น ายน 2537 จำนวน 3,000 คน 2. ผลิตแพทย์ตามโครงการเร่งรัด การผลิตแพทย์ของโครงการผลิตแพทย์เพื่อ ชาวชนบท พ.ศ. 2547–2556 ตามมติคณะ รั ฐ มนตรี เมื ่ อ 15 มิ ถุ น ายน 2547 อี ก จำนวน 3,807 คน จุดเด่นของโครงการผลิตแพทย์เพิ่ม เพื่อชาวชนบทคือ การคัดเลือกนักเรียนจาก ชนบทให้ เ รี ย นในภู ม ิ ภ าคและให้ ก ลั บ ไป ทำงานที่ภูมิลำเนาเดิม การเรียนการสอน การศึกษาระดับเตรียมแพทย์และปรีคลินิก

ชั้นปีที่ 1-3 ศึกษาในมหาวิทยาลัย การศึกษา ระดับคลินิก ชั้นปีที่ 4-6 ศึกษาและฝึกงานที่ ศู น ย์ แ พทยศาสตร์ ศ ึ ก ษาชั ้ น คลิ น ิ ก ในโรง พยาบาลศู น ย์ แ ละโรงพยาบาลเครื อ ข่ า ย ส่วนการชดใช้ทุนเมื่อสำเร็จการศึกษาก็เป็น เวลา 3 ปีเช่นเดียวกับแพทย์ทั่วไป โดยภาพลักษณ์ของบัณฑิตแพทย์ ในโครงการทั้ง 6,807 คนคือ “เป็นแพทย์ที่มี คุณสมบัติตามเกณฑ์มาตรฐานผู้ประกอบ วิชาชีพเวชกรรมที่กำหนดล่าสุดโดยแพทย สภา และเน้นหนักให้เป็นผู้ที่มีความรู้ความ เข้าใจ มีประสบการณ์และมีเจตคติที่ดีต่อ การปฏิบัติงานในชนบท พร้อมที่จะให้บริการ สาธารณสุขเชิงรุกแก่ประชาชนทั้งชุมชน” แต่ ด ้ ว ยกลไกบริ โ ภคนิ ย มและ ทิ ศ ทางของการส่ ง เสริ ม แพทย์ เ ฉพาะทาง การคงอยู่ในชนบทของแพทย์ CPRID จึงคง เหลือไม่มากอย่างที่ตั้งใจ โครงการผลิ ต แพทย์ เ พิ่ ม เพื่ อ แพทย์ ชนบท ได้ผลเพียงใด

วันนี้ การผลิตแพทย์เพิ่มเพื่อชาว ชนบทได้ เ ดิ น หน้ า ผลิ ต แพทย์ ม าแล้ ว ตาม เป้ า หมายเกื อ บ 6,000 คน แพทย์ ว ั น นี ้

กระจายไปทั่วประเทศ แม้ว่าส่วนใหญ่จะ ย้ายออกนอกพื้นที่ชนบทหลังการสิ้นสุดการ ใช้ทุนแต่ก็มีการลาออกระหว่างการใช้ทุน น้อยกว่าแพทย์เอนทรานซ์อย่างชัดเจน พญ.ลลิตยา กองคำ และคณะ จาก สำนั ก งานวิ จ ั ย และพั ฒ นากำลั ง คนด้ า น สุขภาพ ได้ทำการวิจัยเพื่อประเมินบัณฑิตใน โครงการผลิ ต แพทย์ เ พิ ่ ม เพื ่ อ ชาวชนบท (CPIRD) ในด้ า นการคงอยู ่ ใ นชนบทโดย กลุ่มศึกษาประกอบด้วยแพทย์ที่สำเร็จการ ศึกษาจากโครงการผลิตแพทย์เพิ่มเพื่อชาว ชนบทรุ่นที่ 1-8 (ปี 2544-2551) จำนวน 1,401 คน ซึ่งจบการศึกษาจาก 7 สถาบัน หลักและศูนย์แพทยศาสตร์ศึกษาชั้นคลินิก จำนวน 15 แห่ง โดยใช้ข้อมูลทุติยภูมิและ การใช้แบบสอบถาม ผลการศึกษาเบื้องต้น พบว่า แพทย์ CPIRD ลาออกจากราชการ ก่อน 3 ปี ร้อยละ 21.5 ซึ่งต่ำกว่าเมื่อเทียบ กับแพทย์ปกติซึ่งออกจากราชการก่อน 3 ปี ร้อยละ 32.8

เมษายน - มิถุนายน 2554

11


จนถึงทุกวันนี้แพทย์ที่ยินดีและเต็มใจอยู่ในชนบทจึง ยังมีไม่เพียงพอ แพทย์ที่ทำงานเกินจากระยะใช้ทุน มี เ พี ย ง 53% ของแพทย์ ที่ ท ำงานในโรงพยาบาล ชุมชนทั้งหมด

รุ่นรับราชการ 2544 2545 2546 2547 2548 2549 2550 2551

CPIRD จำนวน ลาออก ร้อยละ 8 2 12.5 31 7 3.2 133 35 12.0 141 54 18.4 249 68 15.3 255 44 16.5 279 45 15.4 306 66 21.57

จำนวน

ปกติ ลาออก

ร้อยละ

722 796 848 882 902 883

96 184 291 328 293 290

13.3 23.1 34.3 37.2 32.5 32.8

-

-

-

ตารางเปรียบเทียบการลาออกจากราชการก่อน 3 ปี ของแพทย์โครงการ CPIRD และแพทย์ track ปกติ จำแนกตามรุ่นที่จบการศึกษา

รุ่นรับราชการ 2544 2545 2546 2547 2548 2549 2550 2551

ร้อยละที่ลาออกจากราชการในรุ่นนั้นๆ แพทย์ CPIRD (%) แพทย์ปกติ (%) 50 25.8 25.81 37.5 29.32 46.0 39.72 55.4 31.72 56.5 36.08 57.8 36.20 53.4 21.56 51.3

ตารางเปรียบเทียบการลาออกจากราชการของแพทย์โครงการ CPIRD และแพทย์ track ปกติ จำแนกตาม รุ่นที่จบการศึกษา (สำรวจ ปี 2554)

12

ปีที่ 12 ฉบับที่ 4 โรงพยาบาลชุมชน

จากตารางจะเห็ น ได้ ว ่ า สั ด ส่ ว น แพทย์ CPRID และแพทย์ ใ นระบบสอบ entrance ปกติ ที่มีการลาออกจากราชการ ก่อนใช้ทุนครบ 3 ปี ซึ่งพบว่าแพทย์ปกติลา ออกมากกว่าอย่างชัดเจน แต่อย่างไรก็ตามก็ น่าเป็นห่วงว่า แพทย์ CPRID ที่หวังจะผลิต เพื่อชาวชนบทเอง ก็มีอัตราการลาออกก่อน ครบใช้ทุนที่สูงขึ้น และจากการสำรวจแพทย์ลาออกใน ระหว่างปี 2553-2554 พบว่าแพทย์ CPIRD ออกจากราชการประมาณร้อยละ 30 เมื่อ เทียบกับแพทย์ปกติ ซึ่งออกจากราชการกว่า ครึ ่ ง แปลว่ า แพทย์ ท ี ่ ผ ลิ ต มา 100% นั ้ น เมื่อเวลาผ่านไประยะหนึ่ง จะเหลือในระบบ ราชการเพียง 50% เท่านั้น ที่เหลือจะเดิน ทางเข้าสู่ระบบเอกชน จากการสำรวจในปี 2554 ในกลุ่ม ผู้สำเร็จการศึกษารุ่นที่ 1-8 (ปี 2544-2551) จำนวน 1,402 คน พบยั ง ปฏิ บ ั ต ิ ง านใน โรงพยาบาลชุมชน ร้อยละ 32.0 ปฏิบัติงาน โรงพยาบาลทั่วไป/รพศ./กรม กองในสังกัด สธ. ร้อยละ 6.3 อยู่ในระหว่างลาศึกษาต่อ ต้ น สั ง กั ด สธ. ร้ อ ยละ 30.0 ปฏิ บ ั ต ิ ง าน นอกสังกัด สธ. ร้อยละ 3.6 ลาออก ร้อยละ 23.47 ไม่พบข้อมูล ร้อยละ 4.63


รุ่นที่ จำนวนที่จบ

คงอยู่ รพช.

รพท./รพศ.

รวม ร้อยละ

449 32.0

87 6.3

1,402 100

ลาเรียน ลาออก ต้นสังกัด สธ. เอกชน+เรียน นอกสังกัด ไม่พบข้อมูล ทุนอิสระ สธ. 421 329 51 65 30.0 23.5 3.6 4.6

รวม 1,402 100

ตารางแสดงสถานที่ปฏิบัติงานแพทย์ CPIRD รุ่นที่ 1-8 หลังหมดสัญญาชดใช้ทุน (สำรวจพฤษภาคม 2554)

จากตารางซึ่งแสดงสถานที่ปฏิบัติ งานแพทย์ CPIRD รุ ่ น ที ่ 1-8 หลั ง หมด สัญญาชดใช้ทุน (สำรวจพฤษภาคม 2554) พบว่าอัตราการคงอยู่ในโรงพยาลชุมชนเพียง 1 ใน 3 เรียนต่อแพทย์เฉพาะทางซึ่งเมื่อจบ แล้วไปอยู่ในโรงพยาบาลจังหวัดอีก 1 ใน 3 และลาออกจากราชการอีกเกือบ 1 ใน 3 ซึ่ง สะท้อนสัจธรรมในการผลิตแพทย์ว่า ยากที่ จะส่งเสริมให้แพทย์ส่วนใหญ่อยู่ในชนบทได้ ยาวนาน อย่างไรก็ตาม ใน 3-5 ปีแรกหาก สามารถตรึงแพทย์เหล่านี้ให้อยู่ในชนบท ได้ ทำงานใกล้บ้าน โอกาสของการอยู่ในชนบท ในโรงพยาบาลชุมชนก็จะเพิ่มขึ้นอย่างยั่งยืน ในระยะยาว ทำไมต้องให้แพทย์ใช้ทุน

ในท่ า มกลางภาวะที ่ ส ั ง คมไทยถามหา ประชาธิ ป ไตย และความเท่ า เที ย มกั น ใน สังคม แพทย์ใช้ทุนส่วนหนึ่งไม่ได้ถูกบังคับ นับเป็นเวลา 38 ปี ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2516 ที่ ให้ไปใช้ทุน แต่ยินดีที่จะไปใช้ทุนด้วยความ ประเทศไทยริเริ่มให้มีแพทย์ใช้ทุนไปทำงาน ฝันและอุดมการณ์ที่อยากเห็นสังคมไทยเป็น ในชนบทเป็นเวลา 3 ปี เป็นเพราะว่า ช่วง สังคมที่เท่าเทียมกันไม่แบ่งชนชั้น ยากดีมี เวลานั้นช่องว่างระหว่างเมืองกับชนบท ห่าง จน ชนบทหรือในเมือง กันไกลมาก แม้ว่าชนบทในวันนี้ห่างไกลจาก เมื่อ 38 ปีผ่านไป ณ วันนี้ สังคม ชนบทเมื่อ 38 ปีก่อนอย่างคาดไม่ถึง แต่ช่อง ไทยยังฝากความหวังว่าแพทย์ใช้ทุนรุ่นใหม่ ว่างด้านการรักษาพยาบาลที่มีอยู่กลับถ่าง จะไม่คิดว่าการไปใช้ทุนคือการบังคับใช้ทุน ออกเรื่อยๆ เช่นกัน จนถึงทุกวันนี้แพทย์ที่ แต่เป็นการอาสาไปใช้ทุนเพื่อมอบโอกาสให้ ยิ น ดี แ ละเต็ ม ใจอยู ่ ใ นชนบทจึ ง ยั ง มี ไ ม่ กับคนที่ยังขาดโอกาสในพื้นที่ ห่างไกลใน เพียงพอ แพทย์ที่ทำงานเกินจากระยะใช้ทุน ชนบท เพราะโอกาสนั่นแหละที่แยกความ มี เ พี ย ง 53% ของแพทย์ ท ี ่ ท ำงานในโรง แตกต่างระหว่างคนเมืองกับคนชนบท ไม่ใช่ พยาบาลชุมชนทั้งหมด เมื่อแพทย์คนใหม่มา เพราะพวกเขาโง่หรือขี้เกียจ แต่เป็นเพราะ แพทย์คนเก่าก็ไปเรียนต่อ วนเวียนไปอย่าง พวกเขาขาดโอกาส การใช้ทุนจึงเป็นการมอบ นี้ไม่มีสิ้นสุด ดังนั้นจนวันนี้สังคมไทยจึงยัง โอกาสด้านการแพทย์และการสาธารณสุข จำเป็นต้องมีแพทย์ใช้ทุนอยู่ โดยผู้ที่มีจิตอาสา และเป็นผู้ที่มีโอกาสเหนือ ในวั น นั ้ น ของเมื ่ อ 38 ปี ท ี ่ แ ล้ ว กว่าคนอีกหลายคน

ในบริบทของสังคมไทยที่มีช่องว่าง ระหว่างคนรวยและคนจนสูง ย่อมมีมุมมอง จากวิ ถ ี ช ี ว ิ ต ที ่ แ ตกต่ า ง ทุ ก คนมี ส ิ ท ธิ ์ ต ั ้ ง คำถามและมี ส ิ ท ธิ ์ เ ลื อ กทางเดิ น ชี ว ิ ต ของ ตนเอง แต่เพราะเรื่องสุขภาพเป็นเรื่องของ ความเป็นความตาย ไม่ใช่เรื่องความจนหรือ ความรวย วิชาชีพสุขภาพจึงเป็นวิชาชีพที่ ต้ อ งมี อุ ด มการณ์ มี จ รรยาบรรณ และมี กรอบคิดที่แตกต่างจากวิชาชีพอื่น นั่นคือ เหตุผลที่ยังคงต้องมีแพทย์ใช้ทุนในชนบท แต่ไม่มีวิศวะใช้ทุนในชนบท เมษายน - มิถุนายน 2554

13


การใช้ทุนคือการเรียนรู้ชีวิตที่แท้จริง

แต่ในการประชุมจับสลากเลือกที่ใช้ ทุนของทุกปีเมื่อแพทย์จบใหม่จับสลากไม่ได้ ดังที่ปรารถนา ก็จะลาออก โดยเฉพาะใน พื้นที่ห่างไกลและ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ทำให้พื้นที่ดังกล่าวขาดแพทย์ไปทำงาน ทั้งๆ ที ่ พ ื ้ น ที ่ เ หล่ า นั ้ น กระทรวงสาธารณสุ ข ได้ จัดสรรเงินค่าตอบแทนไปชดเชยให้จำนวน มาก แต่ก็ยังไม่คุ้มกับความเสี่ยงและความ กังวลของพ่อแม่แพทย์จบใหม่อยู่ดี ในทุกปี ช่วงท้ายของการจับสลากจะเป็นบรรยากาศ เศร้าเคล้าน้ำตาของแพทย์จบใหม่ที่ผิดหวัง ในการเลือกสถานที่ และจบลงด้วยการไม่ ขอรับบรรจุเป็นข้าราชการ ส่ ว นสำคั ญ ในการตั ด สิ น เลื อ ก สถานที่ และตัดสินใจไม่บรรจุรับราชการที่ ห่างไกลนั้น ก็คือพ่อแม่ ผู้ปกครอง เพราะ ปั จ จุ บ ั น เด็ ก ที ่ ส อบเข้ า เรี ย นแพทย์ ไ ด้ เ ป็ น ผู ้ ห ญิ ง ถึ ง ร้ อ ยละ 65-70 และเด็ ก ที ่ เ ข้ า เรี ย นได้ ส่ ว นใหญ่ เ ป็ น เด็ ก ที ่ ม ี ภู ม ิ ล ำเนา ในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล พ่อแม่ จึงไม่อยากปล่อยให้ลูกไปอยู่ห่างไกลและ เสี่ยงอันตรายเพราะระบบการสอบเข้าเรียน แพทย์ที่เน้นความเก่ง มากกว่าความเสียสละ และอยากไปบริการผู้ป่วยในชนบท เพราะ พ่อแม่ส่วนใหญ่อยากให้ลูกเรียนหมอเพื่อจะ ได้รวยและมีคนนับหน้าถือตา เพราะเด็ก สอบเข้าเรียนแพทย์เพียงเพื่อให้เพื่อนๆ รู้ว่า ตัวเองก็เก่งเหมือนกันไม่ใช่เพราะอยากเป็น หมอ เพราะระบบการศึ ก ษาที ่ ท ำให้ ค น ชนบทมีโอกาสเรียนแพทย์น้อยกว่าคนใน เมื อ ง ทั ้ ง หมดนี ้ จ ึ ง เป็ น เหตุ ใ ห้ ป ั ญ หา ขาดแคลนแพทย์ในชนบทยังคงอยู่และจะยัง คงอยู่อีกหลาย 10 ปี น่าแปลกใจว่าคนส่วนใหญ่ในสังคม เรี ย กร้ อ งหาหมอที ่ ม ี อุ ด มการณ์ หมอที ่ เสียสละ หมอที่มีใจอยากช่วยผู้ป่วย เป็น 14

ปีที่ 12 ฉบับที่ 4 โรงพยาบาลชุมชน

หมอที่มีหัวใจแห่งความเป็นมนุษย์ แต่คน เดียวกันนั้นเมื่อเวลาเป็นพ่อแม่กลับบอกให้ ลูกเอาตัวรอดโดยลาออก ไปเรียนต่อ หรือ หางานทำในโรงพยาบาลเอกชน โดยไม่ต้อง ไปใช้ทุนในชนบท พ่อแม่เองกลับไม่รู้ว่า การไปทำงาน ในชนบทนั ้ น ทำให้ ลู ก ได้ พ บกั บ ชี ว ิ ต จริ ง เข้าใจชีวิตคนยากจนในชนบท เปลี่ยนมุม มองของชีวิต คิดถึงส่วนรวมมากกว่าส่วนตน เปลี่ยนจากภาวะเด็กที่ต้องพึ่งพิง เป็นผู้ใหญ่ ที่เข้มแข็งในเวลาไม่กี่ปี และเป็นหมอที่เข้าใจ ผู้ป่วยได้มากขึ้น จริงๆ ในโลกนี้ไม่มีอะไรได้มาฟรีๆ และย่อมไม่มีอะไรเสียไปฟรีๆ เวลา 3 ปี ของการใช้ ทุ น จึ ง ไม่ ใ ช่ เ วลาแห่ ง การเสี ย โอกาสในการไขว่ ค ว้ า กอบโกย เพื ่ อ จะ ก้าวหน้าเป็นศาสตราจารย์ แต่เป็นเวลาแห่ง การเรียนรู้ชีวิตของการอยู่ร่วมกันระหว่างคน เมืองและคนชนบท พ่อแม่ผู้ปกครองจึงควรสนับสนุน ให้ลูกได้เติบโตและเรียนรู้โดยการไปใช้ทุน

ในชนบท เพื่อที่เขาจะได้พัฒนาตัวเองและ กลายเป็ น แพทย์ ท ี ่ ด ี ข องสั ง คมต่ อ ไปใน อนาคต ถ้าในมุมแห่งแสงสีของไฟนีออนไม่ ได้ตั้งคำถามว่า “ทำไมฉันต้องไปใช้ทุน” ใน เงามืดที่มีแต่แสงเทียนย่อมสว่างขึ้น และ การไปใช้ทุนในชนบทจะเป็นการบรรจบกัน ของความดี ความงาม และการแบ่งปันที่มีให้ กันและกันของมนุษยชาติ และที่นั่นย่อมเป็น ที่ซึ่งระบบทุนนิยมอ่อนกำลังลง เป็นที่ซึ่ง สัตว์ที่แข็งแรงกว่าไม่จำเป็นต้องกัดกินสัตว์ที่ อ่อนแอกว่า แต่พวกเขาเกื้อกูลกัน และเป็นที่ ซึ่งพวกเราทุกคนไม่ได้อยู่เดียวดายในโลก แห่งวัตถุนิยมอีกต่อไป เป็นหมอได้ เพราะเรียนจากชีวิตคนจน

การใช้ทุนของแพทย์ คือการคืนทุน เพื่อรับใช้สังคม การเรียกแพทย์ใช้ทุนนั้น อาจทำให้เกิดความเข้าใจที่ผิดกับคนทั่วไป การเรียนแพทย์นั้นไม่มีการให้รับทุนที่เป็น ตัวเงินเหมือนทุนของโรงเรียนนายร้อยหรือ


โรงเรียนพยาบาล สำหรับการเรียนแพทย์นั้น ค่าเทอม ค่าเสื้อผ้า ค่าหนังสือ ค่าอาหาร สารพัดค่าใช้จ่ายทางตรงล้วนต้องจ่ายเอง ทั้งสิ้น แต่ที่เรียกว่าแพทย์ใช้ทุนก็เพราะ การ เรี ย นแพทย์ เ ป็ น การเรี ย นการสอนที ่ ใ ช้ ทรั พ ยากรของหลวงอย่ า งมาก ทั ้ ง อาคาร สถานที่ อาจารย์แพทย์ก็ได้เงินเดือนจากภาษี ประชาชน การสั่งใช้ยา การสั่งตรวจเลือด การทำหัตถการต่างๆ ล้วนเป็นค่าใช้จ่ายที่ มองไม่ เ ห็ น ในการเรี ย นการสอนทั ้ ง สิ ้ น เมื่อใช้ทรัพยากรหลวงอย่างมหาศาลในการ สร้ า งเนื ้ อ สร้ า งตั ว ขึ ้ น มาจากเด็ ก มั ธ ยม กะโปโลจนได้เป็นนายแพทย์ จึงควรต้อง กลั บ ไปรั บ ใช้ ส ั ง คม ดู แ ลประชาชนด้ ว ย จึงมีการกำหนดกติกาให้แพทย์ต้องมีการ ใช้ทุน 3 ปี เพื่อตอบแทนคุณแผ่นดินตั้งแต่ ปี 2516 เป็นต้นมา ทุนในการเรียนแพทย์ที่สำคัญที่สุด ที่นักศึกษาแพทย์แต่ละคนได้รับไม่ใช่เงิน แต่คือ การที่ผู้ป่วยหลายร้อยหลายพันคน ยอมให้นักศึกษาแพทย์เย็บแผลจริงๆ กับเขา เป็นครั้งแรกๆ ในชีวิตทั้งๆ ที่มือยังสั่นอยู่ ทำคลอดลูกสุดที่รักของเขาเป็นรายแรกๆ โดยไม่มีประสบการณ์ ผ่าตัดเป็นรายแรกที่ ทำให้ระยะเวลาการผ่าตัดยาวนานกว่าที่ควร จะเป็น หรือเจาะเลือด เจาะชิ้นเนื้อ ตรวจ ร่างกาย ตรวจภายใน เพื่อการเรียนรู้ทั้งๆ ที่อาจเกินจำเป็น รวมทั้งการสั่งใช้ยาโดยที่ยัง อ่อนประสบการณ์ แม้ทั้งหมดนี้จะมีอาจารย์ แพทย์ ช ่ ว ยดู แ ลอยู ่ แต่ ผู ้ ป ่ ว ยที ่ ย อมอุ ท ิ ศ ร่ า งกายมาให้ แ พทย์ ฝ ึ ก หั ด ไม่ ว ่ า จะโดย จำยอมหรือยินดีก็ตาม ล้วนแต่เป็นผู้ป่วยที่มี ฐานะไม่ได้ร่ำรวย ส่วนใหญ่เป็นคนจน ใช้ สิทธิบัตรทอง บางคนก็ทำงานพอเลี้ยงชีพ ส่วนใหญ่นอนรักษาตัวอย่างแออัดในห้อง

เวลา 3 ปี ของการใช้ทุน จึงไม่ใช่เวลาแห่งการเสีย โอกาสในการไขว่คว้า กอบโกย เพื่อจะก้าวหน้าเป็น ศาสตราจารย์ แต่เป็นเวลาแห่งการเรียนรู้ชีวิตของ การอยู่ร่วมกันระหว่างคนเมืองและคนชนบท

รวมเตี ย งสามั ญ คนมี ฐ านะที ่ พ ั ก ในห้ อ ง พิเศษหรือคนไข้ในโรงพยาบาลเอกชน แทบ จะหาไม่ได้ที่จะยอมมาเป็นครูให้นักศึกษา แพทย์เด็กๆ ได้เรียนรู้ ฝึกฝน ลองผิดลอง ถู ก จนจบปริ ญ ญา ซึ ่ ง แท้ จ ริ ง แล้ ว มี มู ล ค่ า มหาศาล จนไม่อาจตีค่าเป็นเงินได้ การใช้ทุนของแพทย์ จึงเป็นหัวใจ ของการคื น ทุ น ตอบแทนผู ้ ป่ว ย ตอบแทน ประชาชนและสั ง คม ที ่ ไ ด้ อ นุ เ คราะห์ ใ ห้ แพทย์ได้เรียนรู้ ใช้ทรัพยากรในการฝึกฝน ใช้ภาษีจำนวนมาก จนมีวิชาชีพที่จะสามารถ

สร้างเนื้อสร้างตัวให้เป็นคนมีฐานะมีเกียรติ ในสั ง คม แม้ แ พทย์ ส ่ ว นใหญ่ จ ะมี ส ำนึ ก ของการใช้ทุนอยู่แล้วโดยไม่ต้องบังคับ แต่ แพทย์อีกกลุ่มใหญ่ก็พร้อมที่จะไม่ใช้ทุนหาก ไม่มีการบังคับ ออกไปทำงานในโรงพยาบาล เอกชนหรือโรงพยาบาลใหญ่ในเมือง เป็น แพทย์ที่ดี สร้างเนื้อสร้างตัว ตามวิถีทุนนิยม และบริโภคนิยมต่อไป

เมษายน - มิถุนายน 2554

15


ค่าปรับไม่ใช้ทุนเท่าไรจึงเหมาะสม

การบังคับให้แพทย์ต้องใช้ทุน เกิด ขึ้นมาเพื่อการแก้ไขปัญหาสมองไหลและการ ขาดแคลนในชนบทของประเทศไทย ทันทีที่ จบแพทย์ หลายคนก็ไหลไปอยู่เมืองนอก หรือเมืองหลวง สร้างฐานะสร้างครอบครัวให้ สุขสบาย หลายคนมุ่งอยู่โรงพยาบาลเอกชน ที ่ ม ี เ งิ น เดื อ นที ่ สู ง กว่ า ราชการเป็ น สิ บ เท่ า หลายคนอยู่โรงพยาบาลประจำจังหวัดที่มี ความสะดวกสบาย มีน้อยคนที่มีจิตใจอาสา ออกไปทำงานในชนบท ในโรงพยาบาลชุมชน คนชนบทก็ต้องการแพทย์เหมือนกัน จึงเกิด การบังคับให้แพทย์ต้องใช้ทุนตั้งแต่ปี 2516 เป็นต้นมา และหากไม่ไปใช้ทุนต้องจ่ายค่า ปรับสูงถึง 400,000 บาทในสมัยนั้น ซึ่งนับ เป็นนวัตกรรมทางสาธารณสุขที่สำคัญยิ่ง ประการหนึ่ง และได้ทำให้การกระจายตัว ของแพทย์ในประเทศไทยสู่พื้นที่ชนบทรวม ทั้งโรงพยาบาลของรัฐในต่างจังหวัดดีขึ้นตาม ลำดับ

16

ปีที่ 12 ฉบับที่ 4 โรงพยาบาลชุมชน

ความเห็นพ้องต้องกันว่า ควรขึ้นค่า ปรับสำหรับแพทย์ที่ไม่ประสงค์จะใช้ทุนนั้น มีอยู่ในระดับที่สูงแล้ว ความแตกต่างทาง ความคิดอยู่ที่ตัวเลขเงินค่าปรับที่จะกำหนด ขึ้นมาใหม่แทนจำนวนเงินค่าปรับ 400,000 บาทที่ใช้มาตั้งแต่ปี 2516 คือจุดที่ยังมีการ ถกเถียงกันอยู่ ตัวเลขใหม่ควรอยู่ที่เท่าใด เอาเกณฑ์อะไรมาคิด ในขณะนี้กรอบความคิดค่อนข้างจะ เอาตัวเลขที่เป็นทางการที่เริ่มได้รับการพูดถึง มี 2 ตัวเลขคือ 1. ค่ า เทอมตลอด 6 ปี ข องคณะ แพทยศาสตร์ ม หาวิ ท ยาลั ย รั ง สิ ต ซึ ่ ง เป็ น คณะแพทยศาสตร์เอกชนแห่งเดียวมาคิด ค่าเทอมแพทย์รังสิต ปีละ 350,000 บาท รวม 6 ปี รวม 2,100,000 บาท เมื่อเทียบ กับเงิน 400,000 บาทที่ต้องใช้ทุนเดิม ก็จะ เป็นเงินที่เพิ่มขึ้น 5.25 เท่า 2. งบประมาณรายหัวของนักศึกษา ในโครงการผลิตแพทย์เพิ่มเพื่อชาวชนบท

ของกระทรวงสาธารณสุ ข ที ่ ไ ด้ ร ั บ งบ ประมาณอุดหนุนจากรัฐบาลเป็นรายหัวหัว ละ 300,000 บาท/ปี รวม 6 ปี เ ป็ น เงิ น 1,800,000 บาท เมื่อเทียบกับเงิน 400,000 บาทที่ต้องใช้ทุนเดิม ก็จะเป็นเงินที่เพิ่มขึ้น 4.5 เท่า อย่างไรก็ตาม หากย้อนกลับไปมอง จำนวนเงิน 400,000 บาทในอดีตเมื่อ 38 ปีที่ แล้ ว เงิ น จำนวนนี ้ ม ี ค ่ า มากมายเพี ย งใด ดัชนีชาวบ้านที่ง่ายที่สุดได้แก่ - ราคาทองคำ ในปี 2516 บาทละ 400 บาท ปัจจุบันทองคำราคาบาท ละกว่ า 20,000 บาท เพิ ่ ม ขึ ้ น 50 เท่า หรือหากคิดในฐานคิดของ ราคาทองคำที่สะท้อนอัตราเงินเฟ้อ ค่าปรับการไม่ใช้ทุนก็ควรจะเป็น 20 ล้านบาท - ราคาน้ำมันดิบ ในปี 2516 บาร์เรล ละ 3 ดอลลาร์สหรัฐ ปัจจุบันราคา ประมาณ 120 ดอลลาร์ ส หรั ฐ / บาร์เรล เพิ่มขึ้น 40 เท่า หรือหาก คิดในฐานคิดราคาน้ำมันดิบที่เพิ่ม ขึ้น ค่าปรับการไม่ใช้ทุนก็ควรจะ เป็น 16 ล้านบาท - ราคาก๋วยเตี๋ยว ในปี 2516 ชามละ 3 บาท ปัจจุบันชามละ 30-40 บาท เพิ่มขึ้น 10-13 เท่า หรือหากคิดใน ฐานคิดราคาก๋วยเตี๋ยว ค่าปรับการ ไม่ใช้ทุนก็ควรจะเป็น 4-5 ล้านบาท และที่สำคัญ ปี 2516 เป็นปีแรกที่มี การกำหนดค่าแรงขั้นต่ำ ซึ่งเป็นตัวเลขที่ สะท้อนค่าของเงินที่ดีที่สุดตัวหนึ่งในปัจจุบัน โดยประกาศกระทรวงมหาดไทยฉบับแรก เรื่องค่าแรงขั้นต่ำ ประกาศฉบับที่ 1 วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2516 ให้พื้นที่กรุงเทพมหานคร


สมุทรปราการ ปทุมธานี นนทบุรี กำหนด ค่าแรงขั้นต่ำที่ 12 บาท ปัจจุบันค่าแรงขั้นต่ำ ในพื ้ น ที ่ ก รุ ง เทพมหานครที ่ ป ระกาศใช้ 1 มกราคม 2554 อยู่ที่ 215 บาท เพิ่มขึ้น 18 เท่า หรือหากคิดในฐานคิดการเพิ่มค่าแรง ขั้นต่ำนี้ ค่าปรับการไม่ใช้ทุนก็ควรจะเป็น 7.2 ล้านบาท จะเห็นได้ว่า การนำฐานคิดจากค่า เทอมของมหาวิทยาลัยรังสิตหรืองบประมาณ ในการผลิตแพทย์ของกระทรวงสาธารณสุข มาคิด ซึ่งทำให้ตัวเลขการปรับการไม่ใช้ทุน จะอยู่ที่ ประมาณ 2 ล้านบาท แต่หากนำ มูลค่าตามเจตนารมณ์เดิมของการกำหนดให้ แพทย์ต้องมีการใช้ทุน ที่ได้กำหนดค่าปรับ สูงถึง 4 แสนบาทเมื่อ 38 ปีที่แล้ว ก็ควรที่ จะเพิ่มค่าปรับอย่างน้อย 7.2 ล้านบาท หรือ อาจสูงถึง 10 ล้านบาทก็ไม่ได้เป็นปัญหา อะไร เพราะหากแพทย์จบใหม่ที่มีอายุเฉลี่ย

ค่ า ปรั บ การไม่ ใ ช้ ทุ น ที่ ม ากกว่ า 10 ล้ า น บาทเท่ า นั้ น ที่ จ ะเป็ น ยาแรง ลดการลา อ อ ก ร ะ ห ว่ า ง ก า ร ช ด ใ ช้ ทุ น ไ ด้ อ ย่ า ง ชะงัก

24 ปี ออกไปปฏิบัติงานใช้ทุนครบ 3 ปี ก็ไม่ ต้องเสียเงินค่าปรับแม้แต่บาทเดียว ซึ่งเมื่อ ครบใช้ทุนก็มีอายุเพียง 27 ปีเท่านั้น ยังมี พลังอีกมากมายในการกลับมาศึกษาต่อหรือ ย้ายเข้ามาทำงานใกล้ครอบครัวต่อไป กระแสทุนนิยมและบริโภคนิยมใน ปัจจุบันรุนแรงถั่งโถมเข้าท้าทายอุดมการณ์ และจิตสำนึกในการรับใช้สังคมของวิชาชีพ แพทย์มากพอสมควร การลาออกของแพทย์ ไปอยู่ภาคเอกชน สร้างเนื้อสร้างตัว ทอดทิ้ง คนชนบทให้พบกับการมีแพทย์ไม่เพียงพอ นั้น มีให้เห็นมากขึ้น ในปัจจุบันแพทย์เกือบ 1 ใน 3 ที่ลาออกจากราชการก่อนการครบใช้ ทุน เพราะค่าปรับใช้ทุนเพียง 4 แสนบาทนั้น เล็ ก น้ อ ยจนแทบจะซื ้ อ รถยนต์ ค ั น เล็ ก ๆ สักคันยังไม่ได้ บทบาทกระทรวงสาธารณสุข ใยไม่ยืน ข้างประชาชน

กระทรวงสาธารณสุขควรทำหน้าที่ ปกป้องสุขภาพของประชาชน ไม่ใช่เล่นบท เดียวกับองค์กรวิชาชีพที่ทำหน้าที่ปกป้อง แพทย์ด้วยความพยายามในการยกเลิกการ ใช้ทุนหรือยื้อที่จะไม่ปรับค่าปรับการใช้ทุน หรื อ ให้ เ พิ ่ ม เพี ย งเล็ ก น้ อ ย กระทรวง สาธารณสุขต้องมีจุดยืนที่กำหนดค่าปรับใน การไม่ใช้ทุนที่สูงลิ่ว สูงมากพอที่จะทำให้ แพทย์เกือบทุกคนยินดีไปใช้ทุนตอบแทน คุณแผ่นดินกันอย่างถ้วนหน้า ค่าปรับการไม่ใช้ทุนที่มากกว่า 10 ล้านบาทเท่านั้นที่จะเป็นยาแรง ลดการลา ออกระหว่ า งการชดใช้ ทุ น ได้ อ ย่ า งชะงั ก ลำพังการเพิ่มค่าปรับจาก 4 แสนบาทมาเป็น 1.8 ล้านบาทหรือ 2.1 ล้านบาท ไม่สูงพอที่ จะทำให้เกิดความเสมอภาคในการใช้ทุนรับ

ใช้ ป ระเทศชาติ ใ นการดู แ ลสุ ข ภาพของ ประชาชนไทยโดยเฉพาะในชนบท ในปัจจุบันการทำงานของแพทย์ใช้ ทุนในชนบทนั้น ก็มีรายได้จำนวนพอสมควร แม้ จ ะไม่ ม ากเท่ า กั บ โรงพยาบาลเอกชน รวมๆ กับการอยู่เวรนอกเวลาราชการด้วย แล้ว บางคนอาจมีรายได้เข้าใกล้หลักแสน บาทต่อเดือน ซึ่งก็ไม่ได้เป็นการเอาเปรียบ แพทย์ใช้ทุนจนเกินไป ค่ า ปรั บ การไม่ ใ ช่ ทุ น 20 ล้ า น ปั ญ หา การลาออกจะคลี่คลาย

การบังคับใช้ทุนของแพทย์เป็นเวลา 3 ปีหลังจบการศึกษา เป็นมาตรการที่ทั่วโลก ชื ่ น ชมประเทศไทยในการแก้ ป ั ญ หาการ ขาดแคลนแพทย์ในชนบท ซึ่งเป็นหัวใจของ การดูแลสุขภาพประชาชนในชนบท การเพิ่ม ค่ า ปรั บ การไม่ ใ ช้ ทุ น ต้ อ งรี บ ทำ ตั ว เลขที ่ เหมาะสมต้องการการตัดสินใจบนพื้นฐาน ของอุดมคติของวิชาชีพสุขภาพ ที่ต้องสร้าง ความเสมอภาคระหว่างแพทย์ที่ครอบครัวมี ฐานะดีกับครอบครัวที่มีฐานะปานกลางด้วย ค่าปรับมากกว่า 10 ล้านบาท อาจจะเป็น 20 ล้านบาทก็ได้ คือตัวเลขที่เหมาะสม เพียงใช้ ทุนให้ครบ 3 ปี ก็ไม่ต้องจ่ายแม้แต่บาทเดียว สังคมไทยจะได้ประโยชน์อย่างยิ่งจากการ เปลี่ยนแปลงครั้งนี้ ขอให้กระทรวงสาธารณสุขอย่านิ่ง ดูดาย แก้ปัญหาขาดแคลนแพทย์ด้วยการ เพิ่มค่าปรับการไม่ใช้ทุนให้สูงพอที่จะหยุด การลาออกระหว่ า งการใช้ ทุ น ก่ อ นที ่ ก าร ขาดแคลนแพทย์ภาครัฐจะวิกฤตกว่านี้ วิกฤตแพทย์ใช้ทุนลาออก ต้องแก้ ด้วยการเพิ่มค่าปรับการไม่ใช้ทุนเป็น 20 ล้าน เมษายน - มิถุนายน 2554

17


คอลัมน์พิเศษ

ชลนภา อนุกูล www.thaissf.org, twitter.com/jitwiwat สนับสนุนโดย มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์

นักการเมืองจิตใหญ่ นักทำงานเพื่อส่วนรวม หากวาดเส้นเวลาย้อนกลับไปจนถึงปี พ.ศ. 2475 เรามองเห็นพัฒนาการของการเมืองไทยอย่างไรบ้าง? น่าสนใจมากที่เราจะพบว่า ใบหน้าของนักการเมืองแทบไม่เปลี่ยนไปจากเดิมเลย คน ที่อยู่ในการเมืองตั้งแต่สี่ห้าสิบปีที่แล้วก็ยังอยู่ในการเมืองเหมือนเดิม นักการเมืองหน้าใหม่ แทบจะไม่มีเลย หรือถ้ามี หากไล่เรียงวงศาคณาญาติดู ก็จะพบว่าเป็นลูกหลานว่านเครือของ คนหน้าเดิมนั่นเอง ฉะนั้นเอง จึงเป็นเรื่องที่ไม่น่าแปลกใจ หากการเมืองในระบบประสบกับ ความคับแคบตีบตันมาโดยตลอด จนกระทั่งบรรลุสู่ความล้มเหลว และนำไปสู่ความขัดแย้ง ทางการเมืองและการปะทะกันของประชาชนบนท้องถนน

18

ปีที่ 12 ฉบับที่ 4 โรงพยาบาลชุมชน


ที ่ น ่ า สนใจมากยิ ่ ง ขึ ้ น ก็ ค ื อ การเมืองภาคประชาชนกลับมีพัฒนาการ อย่างต่อเนื่อง มีการเกิดขึ้นขององค์กร พัฒนาเอกชนมากมาย มีการรวมกลุ่มกัน ของภาคประชาชนเป็ น เครื อ ข่ า ยต่ า งๆ และดำเนินกิจกรรมทางการเมือง ที่พ้น ไปจากความหมายเดิม จากที่เคยจบลง เพี ย งการไปออกเสี ย งเลื อ กตั ้ ง มอบ อำนาจในการตัดสินใจให้กับรัฐบาลและ/ หรื อ ฝ่ า ยค้ า นไปตลอดสมั ย ไปสู ่ ก าร ติ ด ตามตรวจสอบการทำงานของนั ก การเมื อ งตลอดจนการเฝ้ า ระวั ง การ ดำเนิ น การทางนโยบายของรั ฐ –ไม่ น ่ า แปลกใจเลยที่เมื่อการเมืองในระบบล้ม ละลาย การเมืองนอกระบบกลับเฟื่องฟู อย่างที่ไม่เคยเป็น แต่เราก็ไม่อาจทอดทิ้งการเมือง ในระบบไปได้อย่างสิ้นเชิง กำหนดเลือก ตั ้ ง กำลั ง กวั ก มื อ เรี ย กเราอยู ่ ไ หว-ไหว ดู เ หมื อ นไม่ ม ี ท างอื ่ น ใดที ่ จ ะต้ อ งเลื อ ก นักการเมืองจิตใหญ่เข้าไป ฟั ง ดู น ่ า ขำ–แต่ ก ระบวนการ กลั ่ น กรองคุ ณ ภาพนั ก การเมื อ งแบบ ทางการยิ่งน่าขำกว่า เป็นไปได้ล่ะหรือว่าการอายุ 25 ปีถือว่าเริ่มมีจิตใหญ่? เป็นไปได้ล่ะหรือ ว่าการมีวุฒิ ปริญญาตรีทำให้มีจิตใหญ่? เป็นไปได้ล่ะหรือ ว่าคนถูกฟ้อง ล้มละลายเป็นคนจิตเล็ก?

แล้วถ้าเผื่อจะมีสถาบันมาตร วิทยาทางจิตมากำหนดคุณสมบัตินักการ เมืองที่ดี น่าจะมีอะไรบ้าง? หากเขาหรือเธอเคยได้รับการ เลื อ กตั ้ ง ติ ด ต่ อ กั น มาหลายปี เคยเป็ น รัฐมนตรีกระทรวงนั้นกระทรวงนี้ แต่หาก ผลงานไม่มี ความดีไม่ปรากฏ อยู่ได้ด้วย การต่อรองเกี้ยเซี้ยตำแหน่งทางการเมือง จิตนั้นใหญ่หรือเล็ก? หากเขาหรื อ เธอเคยบริ ห าร ธุรกิจครอบครัวหมื่นล้านมาได้ และเชื่อ ว่าเขาหรือเธอก็จะบริหารประเทศได้–ว่า แต่ว่า นั่นเป็นธุรกิจประเภทไหน? และ

คนถนัดหาเงินเข้ากระเป๋าตัวเองจะกลาย ร่างเป็นคนที่ทำงานใหญ่เพื่อบ้านเมืองได้ ข้ า มวั น จะมี ข นาดจิ ต ใหญ่ เ ช่ น เดี ย ว กั บ คนที ่ ต ้ อ งทำให้ ส ั ง คมส่ ว นรวมได้ ประโยชน์สูงสุดล่ะหรือ? หากเขาหรื อ เธอพร่ ำ พู ด แต่ คุณธรรม ทำตัวเป็นไม้บรรทัด วัดความดี งามของคนอื่นว่าต่ำต้อยกว่าของตน ขนาด จิตเขาหรือเธอมีเท่าไหร่? การแยกแยะประเภทของนั ก เลือกตั้งนี้ไม่ได้เป็นไปแค่เพื่อจัดวรรณะ คนตามขนาดของจิ ต แต่ ก ็ เ พื ่ อ เป็ น เครื่องมือช่วยคัดกรองนักการเมืองเข้าไป ในสภาเพิ่มเติมจากเงื่อนไขเดิม-เดิม คุ ณ สมบั ต ิ พ ื ้ น ฐานทางจิ ต ใจ ไม่ใช่เรื่องไร้สาระ แต่คือแก่นแท้ของเรื่อง ทั้งหมด ทั้งนี้ เพราะ “การเมือง” ไม่ใช่

เมษายน - มิถุนายน 2554

19


อะไรอื่น หากเป็นเรื่องของเมือง เรื่องของ สังคม เรื่องของประเทศ และเรื่องของ ส่ ว นรวม คนที ่ ไ ม่ เ คยทำอะไรอย่ า ง แท้ จ ริ ง เพื ่ อ ประโยชน์ ส ่ ว นรวมย่ อ มไม่ เหมาะสมกับการเมือง คำว่าจิตใหญ่มิใช่ ขนาดของหัวใจในเชิงกายภาพ แต่หมาย ถึงการมีจิตสาธารณะที่จะทำเพื่อประเทศ ชาติอย่างแท้จริง คนที่ทำงานเพื่อส่วน รวมนั้น เราเห็นกันได้ตั้งแต่เขาวัยเยาว์ ตั้งแต่วัยเด็กที่ไปโรงเรียน ไม่ใช่เด็กทุก คนห่วงใยเพื่อน ห่วงใยกิจกรรมโรงเรียน ในห้องเรียนหนึ่งห้อง เพื่อนย่อมรู้ได้ว่า ใครจะเป็ น “นั ก การเมื อ งที ่ ด ี ข อง ห้องเรียน” ในโรงงานมีพนักงานเป็นพัน คน พนักงานด้วยกันย่อมรู้ว่าใครเป็น “นั ก การเมื อ งที ่ ด ี ข องโรงงาน” ซึ ่ ง คน คนนั้นคงจะไม่ใช่แค่คนที่มีทักษะสื่อสาร กับคนอื่น แค่เป็นคนที่รู้กฎระเบียบเกี่ยว กับสหภาพแรงงาน และไม่ใช่แค่คนพา เพื่อนไปเลี้ยงเป็นคราว-คราว แต่ต้อง

20

ปีที่ 12 ฉบับที่ 4 โรงพยาบาลชุมชน

หมายถึ ง คนที ่ ม ี จ ิ ต ใจที ่ ใ หญ่ พ อที ่ จ ะ เสียสละและทำสิ่งหลายอย่าง โดยคำนึง ถึ ง ผลประโยชน์ ข องพนั ก งานโดยรวม แล้วสำหรับการเป็นสมาชิกประเทศไทย นี้เล่า พวกเราประชาชนไทยในวันนี้ พอ จะดูออกไหมว่าใครคือ “นักการเมืองที่ดี ของเรา”? เพื่อนผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งหลาย หากคำว่า “การเมือง” ทำให้รู้สึกว่าเราไม่ เกี ่ ย ว ทำให้ เ รารู ้ ส ึ ก รั ง เกี ย จกระอั ก กระอ่วน ทำให้เรารู้สึกเหนื่อยและตัดสิน ใจอะไรไม่ถูก แล้วเราจะเดินไปเข้าคูหา เลือกตั้งในวันที่ 3 กรกฏาคมนี้ได้อย่างไร หากมีโอกาส ผู้เขียนอยากขอเชิญชวน ท่ า นใช้ เ วลาที ่ เ หลื อ ก่ อ นวั น เลื อ กตั ้ ง เปลี ่ ย นคำว่ า “การเมื อ ง” ที ่ ไ ด้ ย ิ น ได้ฟัง ในรอบตัว เป็นคำว่า “การส่วน รวม” เปลี่ยนคำว่า “นักการเมือง” เป็นคำ ว่า “นักทำงานเพื่อส่วนรวม” เปลี่ยนสิ่ง ที ่ เ รามองด้ ว ยความสั บ สน เป็ น การ

ค ำ ว่ า จิ ต ใ ห ญ่ มิ ใ ช่ ข น า ด ข อ ง หั ว ใ จ ใ น เ ชิ ง ก า ย ภ า พ แ ต่ ห ม า ย ถึ ง ก า ร มี จิ ต ส า ธ า ร ณ ะ ที่ จ ะ ท ำ เ พื่ อ ป ร ะ เ ท ศ ช า ติ อย่างแท้จริง

ทำความเข้าใจเรื่องนี้กันใหม่อย่างถึงราก แน่นอน การเปลี่ยนถ้อยคำความหมาย แบบใหม่ อาจทำให้เราเกิดความคิดและ มุมมองใหม่ต่อเรื่องการเมืองได้ ซึ่งเราน่า จะต้องตั้งใจนั่งทบทวนการตัดสินใจของ ตนเองให้รอบคอบกันอีกครั้ง ขอเป็นกำลังให้ทุกท่านในการ ค้นหาคำตอบสำคัญให้พบ เพื่อให้การ เลื อ กตั ้ ง ครั ้ ง นี ้ ม ี ค วามหมายสู ง สุ ด เพื ่ อ ประโยชน์ของพวกเราทุกคนอย่างแท้จริง เพื่อให้อุดมคติแห่งเรื่องการเมืองได้กลับ มา เพื่อให้พวกเราได้ “นักการเมืองจิต ใหญ่” ที่เป็นคนทำงานเพื่อส่วนรวมอย่าง แท้จริงในสังคมไทยของเรา หมายเหตุ : ตีพิมพ์ใน มติชน รายวัน วันที่ 18 มิถุนายน 2554 และ แม้ว่าท่านจะได้อ่านบทความชิ้นนี้หลังการ เลือกตั้ง แต่แนวคิดดังกล่าวยังทันสมัย และใช้การได้อีกยาวนาน (บรรณาธิการ)


คอลัมน์พิเศษ

นพ.เกรียงศักดิ์ วัชรนุกูลเกียรติ

บิดาแพทย์ชนบทไทย..... พ่อเสม พริ้งพวงแก้ว ทำไม พ่อเสม พริ้งพวงแก้ว ท่านจึงถูกยกย่องให้เป็นปูชนียบุคคล ทำไมท่านจึงถูกยกย่องให้เป็นบิดาแห่งแพทย์ชนบทไทย

หากใครได้มีโอกาสติดตามข่าว และร่ ว มงานเมื ่ อ วั น ที ่ 31 พฤษภาคม 2554 ซึ่งเป็นวันครบรอบวันเกิดปีที่ 100 ของพ่ อ เสม ที ่ ห อประชุ ม จุ ฬ าลงกรณ์ มหาวิทยาลัย จะทราบถึงคุณูปการของ พ่ อ เสมที ่ ม ี ต ่ อ วงการสาธารณสุ ข ไทย ตลอดจนการเป็นหินก้อนแรกที่เริ่มก่อ เป็นโครงสร้างที่แข็งแรงของแพทย์ชนบท ไทยที่ทำให้แพทย์รุ่นต่อๆ มาได้ก่ออิฐ ต่อจากพ่อเสม เพื่อพยุงสังคมไว้จนเป็น ตำนานแพทย์ชนบทจนถึงปัจจุบัน พ่ อ เสมเป็ น แพทย์ ค นแรกที ่ สร้างตำนานต่างๆ มากมาย เช่น เปลี่ยน

จากการยอมจำนนต่อการเสียชีวิตจาก อหิ ว าตกโรคที ่ อ ำเภออั ม พวาด้ ว ยการ แพทย์สมัยใหม่ ติดตามมาด้วยการเป็น แพทย์ ค นแรกที ่ โ รงพยาบาลเชี ย งราย จนชาวบ้ า นศรั ท ธาร่ ว มกั น บริ จ าคเงิ น สร้ า งโรงพยาบาล จนเป็ น ที ่ ม าของชื ่ อ โรงพยาบาลเชี ย งรายประชานุ เ คราะห์ จนกิตติศัพท์นี้ดังไปถึงหูของนายร้อย ที่นั่น เมื่อนายร้อยคนนั้นได้มีโอกาสเป็น นายกรัฐมนตรี นายร้อยคนนั้นจึงได้ตั้ง ท่านเป็นรัฐมนตรีสาธารณสุขแทบจะทุก สมัย ครับนายร้อยท่านนั้นคือ ประธาน องคมนตรี แ ละรั ฐ บุ รุ ษ พลเอกเปรม

ติณสูลานนท์ ทำให้ท่านได้เสนอให้สร้าง โรงพยาบาลชุมชนทุกอำเภอในสมัยนั้น นั่นเอง ก่อนจะเข้าสู่วงการเมือง ท่าน ได้ย้ายมาเป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาล ราชวิถี มีโอกาสผ่าตัดเด็กแฝดคนแรก ของประเทศไทย ลองนึ ก ถึ ง ภาพการ ผ่าตัดเด็กแฝดภายใต้เครื่องไม้เครื่องมือ และเทคโนโลยีเมื่อเกือบ 100 ปีมาแล้ว แค่นี้ก็สุดแสนจะมหัศจรรย์ ตอนอยู ่ เ ชี ย งรายท่ า นได้ ก ่ อ กำเนิดระบบเงินบำรุง เพราะแข็งข้อไม่ ยอมส่ ง เงิ น เข้ า คลั ง จนอธิ บ ดี ก รม เมษายน - มิถุนายน 2554

21


สรรพากรของกระทรวงการคลังต้องลง มาคุ ย ด้ ว ย เมื ่ อ พ่ อ เสมพู ด ให้ ฟ ั ง ว่ า เป็ น เงิ น ของชาวบ้ า นทำไมต้ อ งส่ ง คลั ง ท่านอธิบดีเมื่อกลับเมืองหลวงก็สั่งการ ว่า ต่อแต่นี้ไปไม่ต้องส่งเงินคืนคลัง นับ เป็นตำนานเงินบำรุง ที่ทำให้กระทรวง สาธารณสุขมีระเบียบเงินบำรุงของตนเอง ทำให้หน่วยงานอื่นอิจฉา และทำให้หน่วย งานสาธารณสุขสามารถพัฒนาตนเองได้ ดีกว่าหน่วยงานภาครัฐอื่นๆ อย่างชัดเจน เพราะไม่ต้องส่งเงินคืนคลังหมดนั่นเอง รวมทั้งเมื่อลูกๆ ได้กระทำการ ต่อสู้กับความไม่เป็นธรรมจนปรากฏเป็น ข่าวใหญ่โต เช่น กรณีทุจริตยา 1,400 ล้ า น กรณี ต ่ อ สู ้ ก ั บ นั ก การเมื อ งกรณี ทุจริตยา CL กรณีไทยเข้มแข็ง และกรณี ต่ อ สู ้ ก ั บ ข้ า ราชการระดั บ สู ง จนถู ก สอบ ถูกย้าย ถูกขู่ฆ่า ฯลฯ พ่อเสมจะเป็นห่วง ลูกๆ ของพ่อเสม จะขอให้พี่ๆ ที่ใกล้ชิด ติดตามข่าวให้ลูกๆ โทรมาหา ให้มาพบ รวมทั้งให้สัมภาษณ์ช่วยเหลือหรือสั่งการ ให้ผู้ที่เกี่ยวข้องเข้ามาช่วยและให้กำลังใจ อยู่เสมอ และมักจะบอกเสมอว่า พ่อเชื่อ ว่าสิ่งที่ลูกทำเป็นสิ่งที่ถูกต้องและหาก เห็ น ว่ า ถู ก ต้ อ งให้ ท ำต่ อ ไปไม่ ต ้ อ งกลั ว

22

ปีที่ 12 ฉบับที่ 4 โรงพยาบาลชุมชน

จนทำให้หลายคนไม่ทราบว่าพวกแพทย์ ชนบทมี ย าดี อ ะไรถึ ง มี ค วามกล้ า หาญ ขนาดนี้ เพราะเขาไม่รู้ว่าเรามีพ่อที่ดีนี่เอง เรามีพ่อที่เป็นแบบอย่างของนักสู้ต่อเชื้อ โรค (อหิวาตกโรค) เรามีพ่อเป็นนักสู้ต่อ ระบบที่ล้าหลัง เรามีพ่อที่เป็นนักปฏิรูป เรามีพ่อที่มีความกล้าหาญที่ไม่กลัวอะไร แม้แต่ข้าศึก เรามีพ่อที่รักผู้ยากไร้ เรามี พ่อที่ไม่เคยท้อแท้ ไม่เคยเสียขวัญ เรามี พ่อที่เป็นนักสู้ที่ไม่เคยพ่ายแพ้ต่อสิ่งใดๆ แล้ ว เราใยต้ อ งกลั ว อั น ใด นี ่ แ หละคื อ สิ่งที่ฝา่ ยอื่นคิดอย่างไรก็คิดไม่ตกว่าพวก แพทย์ชนบทถูกพ่อแม่เลี้ยงมาด้วยอะไร จึงไม่เกรงกลัวสิ่งใด ในช่วงที่พ่อเสมแข็งแรงดี พวก เราเมื ่ อ คั ด เลื อ กแพทย์ ด ี เ ด่ น กองทุ น กนกศักดิ์ พูลเกษร ได้เมื่อใด เราจะพา

แพทย์เหล่านี้ไปรับพรจากพ่อเสม เพราะ เชื่อว่าจะเป็นเกียรติสูงสุดของแพทย์ผู้นั้น ที่จะได้รับพรจากพ่อเสม ที่ถือเป็นผู้ก่อ กำเนิดมูลนิธิแพทย์ชนบท เป็นอิฐก้อน แรกและเป็นบิดาแห่งแพทย์ชนบทไทย และพ่อเสมจะมาให้กำลังใจ ให้ศีลให้พร ปลุกจิตวิญญาณ เพื่อให้พวกเรามีกำลัง ใจที่จะต่อสู้กับความอยุติธรรม ให้พวก เรามี ก ำลั ง ใจในการดู แ ลประชาชนที ่ ยากไร้ เพื่อศักดิ์ศรีและจริยธรรมของ แพทย์ชนบทไทย และทุ ก ครั ้ ง ที ่ พ ่ อ เสมได้ ใ ห้ ข้อคิด ได้ให้พร พ่อเสมมักตบท้ายด้วย “เมื่อท้องฟ้าสีทอง ผ่องอำไพ ประชาชน จะเป็นใหญ่ในแผ่นดิน” เสมอ จิตวิญญาณของพ่อเสมจะคง อยู่กับแพทย์ชนบทตลอดไป

เมื่อท้องฟ้าสีทอง ผ่องอำไพ ประชาชนจะเป็นใหญ่ในแผ่นดิน


คอลัมน์พิเศษ นพ.อมร รอดคล้าย

หลักประกันสุขภาพของประชาชน สิทธิภายใต้ 3 กองทุน ไม่ ใช่ตัวประกันขององค์กรใดๆ

ในช่วง 1-2 เดือนที่ผ่านมา มีการนำเสนอประเด็นการเหลื่อมล้ำของ สิทธิด้านการรักษาพยาบาลพื้นฐานของระบบหลักประกันสุขภาพ ประกันสังคม และสวัสดิการราชการ มีแง่มุมและเกิดข้อโต้แย้งหลายประการ จนกระทั่งมีข้อเสนอ เรื่องการงดจ่ายเงินสมทบประกันสังคมในส่วนของการรักษาพยาบาล และการ รวมเป็นกองทุนเดียว การเกิดพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติเมื่อปี 2545 ก็มีเจตนารมณ์ และกลไกที่จะทำให้มีความเสมอภาคในสิทธิขั้นพื้นฐานด้านการดูแลสุขภาพในมาตรา 9 และ 10 แต่เมื่อแรกเริ่มก็มีการต่อต้านให้เห็นเป็นเรื่องการเข้าครอบงำหรือการยึดกองทุน

เมษายน - มิถุนายน 2554

23


มากกว่ า การพิ จ ารณาถึ ง การทำให้ ประชาชนได้ ร ั บ สิ ท ธิ ข ั ้ น พื ้ น ฐานที ่ เ ท่ า เที ย มกั น การเดิ น หน้ า ในยุ ค ปั จ จุ บ ั น สำนั ก งานหลั ก ประกั น สุ ข ภาพแห่ ง ชาติ (สปสช.) สำนักงานประกันสังคม (สปส.) และองค์กรที่เกี่ยวข้อง จึงควรพิจารณาหา มาตรการที่จะเกิดผลดีทั้งต่อประชาชน และการพั ฒ นากองทุ น ต่ า งๆ อย่ า ง win-win

ราชการขาดหายไป การเสนอแนะและการ ผลักดันให้เกิดการปฏิรูประบบดังกล่าว เป็ น สิ ่ ง จำเป็ น แต่ ส ำหรั บ บทบาทของ สปสช. ภายใต้ระบบหลักประกันสุขภาพ แห่ ง ชาติ การแสดงบทบาทของการถม ช่ อ งว่ า งและประคั บ ประคองระบบด้ ว ย ยุทธศาสตร์ win-win จึงจะเป็นประโยชน์ ในระยะยาว

ข้อเสนอเชิงยุทธศาสตร์คือ 1. การถมช่ อ งว่ า งของสิ ท ธิ ข ั ้ น พื้นฐาน 2. การเพิ ่ ม เงิ น กองทุ น และการ พัฒนาการจัดการอย่างแยกแยะ การถมช่องว่างของสิทธิขั้นพื้นฐาน โดยการที ่ ส ปสช. เสนอคณะ กรรมการหลั ก ประกั น สุ ข ภาพแห่ ง ชาติ ให้ ม ี ม ติ ใ ห้ ส ิ ท ธิ ป ระโยชน์ ใ นระบบหลั ก ประกันสุขภาพแห่งชาติที่ล้ำหน้ากองทุน ประกันสังคมและสวัสดิการราชการ เป็น สิ ทธิ ป ระโยชน์ ท ี่ ผู ้ อยู่ในกองทุนประกัน สั ง คมและสวั ส ดิ ก ารราชการได้ ส ิ ท ธิ ด ั ง กล่าวด้วย (เพราะสิทธิประโยชน์ในระบบ หลั ก ประกั น สุ ข ภาพถ้ ว นหน้ า เป็ น สิ ท ธิ ขั้นพื้นฐาน) เมื่อประกาศให้สิทธิดังกล่าว งบประมาณและการจัดการที่เพิ่มขึ้น ก็ เป็นบทบาทที่ทั้ง 3 กองทุนจะได้ร่วมกัน พิจารณาต่อไป การเพิ่มเงินกองทุนและการจัดการอย่าง แยกแยะ เมื่อสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน ในระบบประกั น สั ง คมและสวั ส ดิ ก าร 24

ปีที่ 12 ฉบับที่ 4 โรงพยาบาลชุมชน

ใ น สิ ท ธิ ขั้ น พื้ น ฐ า น ที่ ส ป ส ช . ไ ด้ จั ด ใ ห้ แ ล้ ว เช่ น โรคไต ยาจำเป็ น โรคร้ า ยแรง อุ บั ติ เ หตุ ฉุ ก เ ฉิ น บ า ง ป ร ะ ก า ร ที่ สิ ท ธิ อื่ น ๆ ยั ง ไ ม่ ค ร อ บ ค ลุ ม ส ป ส ช . แ ล ะ ก อ ง ทุ น ต่ า ง ๆ ส า ม า ร ถ ที่ จ ะ ร่ ว ม กั น ประมาณการให้ ได้ตัวเลข ที่ เ หมาะสม เพื่ อ เสนอ รัฐบาล


การเพิ่ ม เงิ น กองทุ น เพื่ อ ถม ช่องว่าง 1. กรณี ง บส่ ง เสริ ม สุ ข ภาพและ ป้องกันโรค ปัจจุบันคำนวณเริ่มต้นจาก ประชากรในระบบหลักประกันสุขภาพ 47 ล้านคน แล้วจัดสรรขาลงให้ครอบคลุม ประชากร 65 ล้ า นคน แนวคิ ด สำหรั บ ประเด็นนี้คือ การของบให้กับประชากรทั้ง 65 ล้านคนตั้งแต่ต้น นั่นหมายถึงว่าของบ ให้ประชากรอีก 18 ล้านคนเต็มจำนวน ซึ ่ ง จะทำให้ ม ี ง บด้ า นส่ ง เสริ ม สุ ข ภาพ และควบคุมป้องกันโรคเพิ่มขึ้นอีก 3,0004,000 ล้ า นบาท ที ่ จ ะใช้ ใ นการดู แ ลลู ก หลานและพ่อแม่ของผู้มีสวัสดิการด้าน การรักษาพยาบาลรวมทั้งเจ้าตัวและผู้อยู่ ในระบบประกันสังคม เมื่อมีงบประมาณ และการจัดการใดในความเชี่ยวชาญของ สำนั ก งานใด ก็ เ ป็ น ประเด็ น ที ่ ท ั ้ ง สาม กองทุนจะได้พิจารณาร่วมกัน และนี่จะ เป็ นจุดเริ่มต้ นที่จะนำไปสู่การออกพระ ราชกฤษฎี ก า ตามมาตรา 9 และ 10 ของพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพ แห่งชาติ 2. กรณีงบประมาณด้านการรักษา พยาบาล ในสิทธิขั้นพื้นฐานที่ สปสช. ได้

จั ด ให้ แ ล้ ว เช่ น โรคไต ยาจำเป็ น โรค ร้ า ยแรง อุ บ ั ต ิ เ หตุ ฉุ ก เฉิ น บางประการ ที ่ ส ิ ท ธิ อ ื ่ น ๆ ยั ง ไม่ ค รอบคลุ ม สปสช. และกองทุนต่างๆ สามารถที่จะร่วมกัน ประมาณการให้ได้ตัวเลขที่เหมาะสมเพื่อ เสนอรัฐบาล ในระหว่างการรองบประมาณ ในปี 2555 สปสช. สามารถเปิ ด โอกาส ให้ ส ิ ท ธิ อ ื ่ น ๆ ได้ ร ั บ สิ ท ธิ ข ั ้ น พื ้ น ฐานที ่ เหลื่อมล้ำดังกล่าวได้ตั้งแต่ปี 2554 ซึ่งจะ เป็ น ไปตามเจตนารมณ์ ข องกฎหมาย สำหรั บ เม็ ด เงิ น ชดเชย งบประมาณใน อนาคตและการจัดการ ถ้า สปสช. เป็น แกนนำในปัจจุบัน การจัดการในอนาคต ของ 3 กองทุนในการถมช่องว่างของสิทธิ ขั ้ น พื ้ น ฐาน การยอมรั บ จากประชาชน และกองทุนต่างๆ จะเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง การทำให้ ส ิ ท ธิ ข ั ้ น พื ้ น ฐานเสมอภาค ย่อมส่งผลให้กองทุนประกันสังคมและ สวั ส ดิ ก ารราชการ มี ห ลั ง พิ ง ในการ ร่วมพัฒนาสิทธิขั้นพื้นฐาน และยังสามารถ พัฒนาสิทธิอื่นๆ ส่วนที่เกินสิทธิตามแต่ ศักยภาพของกองทุนนั้นๆ ต่อไป ไม่ได้ เป็นเรื่องที่จะนำไปสู่ประเด็นการครอบงำ หรือการก้าวก่ายการดำเนินงานของแต่ละ กองทุน

ไ ป ใ ห้ ถึ ง ห รื อ ไ ป ไ ม่ ถึ ง ห ลั ก ประกันสุขภาพถ้วนหน้า เมื่อเกิดระบบหลักประกันสุขภาพ ในปี 2545 การที ่ ป ระชาชนจะได้ ส ิ ท ธิ พื้นฐานด้านสุขภาพเสมอกัน ดูเหมือนเป็น เรื่องไม่ไกลเกินความเป็นจริง พระราช บั ญ ญั ต ิ ห ลั ก ประกั น สุ ข ภาพได้ ก ำหนด กลไกต่างๆ ไว้อย่างชัดเจน ทั้งการวาง ระบบการได้สิทธิ การจัดระบบบริการที่ได้ มาตรฐาน การได้รับการชดเชยค่าใช้จ่าย การรับฟังความเห็นทั้งจากประชาชนและ ผู ้ ใ ห้ บ ริ ก าร โดยมี ค ณะกรรมการหลั ก ประกันสุขภาพเป็นกลไกหลัก และให้มี สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติเป็น องค์ ก รทางธุ ร กรรมของคณะกรรมการ นับเป็นก้าวสำคัญของระบบหลักประกัน สุขภาพไทย อีกหนึ่งปีก็จะครบสิบปีของระบบ หลั ก ประกั น สุ ข ภาพถ้ ว นหน้ า สิ ่ ง ที ่ ถู ก กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติหลายประการ อาจถูกหลงลืมไป แต่ประวัติศาสตร์การ สถาปนาระบบหลักประกันสุขภาพไทยได้ ถูกบันทึกไว้ในฐานะประวัติศาสตร์บทใหม่ บทเรียนการทวนกระแสและการบิดเบือน ระบบเพื่อประโยชน์เฉพาะหน้าของกลุ่ม ผลประโยชน์แต่ละกลุ่มในหลายประเทศ เป็นบทเรียนที่ระบบสุขภาพไทยควรจะได้ เรียนรู้ และตระหนักว่าด้วยการบริหาร จัดการแบบองค์กรของฉัน พวกของฉันใน ปัจจุบัน ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วน หน้าของคนไทยทั้งมวล ได้เดินทางมาถึง ช่วงเวลาที่ใกล้ตาแต่ไกลตีนอีกวาระหนึ่ง

เมษายน - มิถุนายน 2554

25


คอลัมน์พิเศษ หิ่งห้อย ประกันตนเอง

ปวดฟันได้ปีละ 2 หน เรื่องเศร้าในระบบประกันสังคม

การสร้างหลักประกันให้คนไทย สามารถเข้าถึงการรักษาพยาบาลได้เมื่อ ยามเจ็บป่วย และป้องกันความเสี่ยงจาก การล้มละลายจากภาระค่ารักษาพยาบาล เป็นสิทธิพื้นฐานที่สำคัญของประชาชน ไทย ในระบบประกันสุขภาพทั้งหมด มีเพียงผู้ประกันตนในระบบประกันสังคม จำนวน 9.4 ล้านคนเพียงกลุ่มเดียว ที่จะ ต้ อ งจ่ า ยสมทบในการรั ก ษาพยาบาล

26

ปีที่ 12 ฉบับที่ 4 โรงพยาบาลชุมชน

ขณะที่คนอื่นๆ กว่า 55 ล้านคนไม่ต้อง จ่าย แต่รัฐบาลเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายให้ ทั้งหมด จึงเกิดคำถามว่า ทำไมผู้ประกัน ตนจึ ง ต้ อ งจ่ า ยสมทบในการรั ก ษา พยาบาล แถมยังได้รับสิทธิประโยชน์ที่ ต่ำต้อยกว่าสิทธิประโยชน์ในระบบหลัก ประกันสุขภาพถ้วนหน้าอีกต่างหาก ปั จ จุ บ ั น สิ ท ธิ ป ระโยชน์ ด ้ า น การรักษาพยาบาลทั่วไปที่เกี่ยวข้องกับ ผู้ประกันตนทุกคน และมีโอกาสได้ใช้

อย่างถ้วนหน้า ที่ยังถูกจำกัดสิทธิอย่าง ไม่ เ ป็ น ธรรมคื อ สิ ท ธิ ก ารรั ก ษาด้ า น ทันตกรรม ในปัจจุบันกรณีทันตกรรม มี การจำกัดวงเงินการเบิกของผู้ประกันตน สำหรับค่าถอนฟัน อุดฟัน และขูดหินปูน ไม่เกิน 300 บาทต่อครั้ง และไม่เกิน 600 บาทต่อปี โดยจ่ายเงินไปก่อนแล้วนำใบ เสร็จรับเงินมาเบิกกับสำนักงานประกัน สังคมในภายหลัง แต่ในขณะที่ระบบหลักประกัน สุขภาพถ้วนหน้านั้น ผู้ถือบัตรสามารถใช้ สิทธิตามความเจ็บป่วยจริง สามารถรับ การรั ก ษาทางทั น ตกรรมโดยไม่ จ ำกั ด วงเงินและจำนวนครั้ง และไม่ต้องสำรอง เงินไปก่อนด้วย ปีหนึ่งๆ บังคับให้ปวดฟันได้ ไม่เกิน 2 ครั้ง เป็นเรื่องตลกที่ตลกไม่ ออกของผู ้ ป ระกั น ตนที ่ บ อร์ ด ประกั น สังคมไม่เคยเข้าใจ จ่ายเงินสมทบประกัน สังคมมา 10 ปี ตลอด 9 ปี ไม่เคยต้อง ใช้บริการด้านทันตกรรม แต่ปีที่ 10 ของ การเป็นผู้ประกันตนเกิดปวดฟันขึ้นมา อุดฟันหนึ่งซี่ก็หมดไปกว่า 600 บาทแล้ว ที่เหลือต้องจ่ายเอง สิทธิปีละ 600 บาท


ปั จ จุ บั น สิ ท ธิ ป ระโยชน์ ด้ า นการรั ก ษาพยาบาลทั่ ว ไป ที่ เ กี่ ย วข้ อ งกั บ ผู้ ป ระกั น ตนทุ ก คน และมี โ อกาสได้ ใ ช้ อ ย่ า งถ้ ว นหน้ า ที่ ยั ง ถู ก จำกั ด สิทธิอย่างไม่เป็นธรรมคือ สิทธิการรักษาด้านทันตกรรม

หรือปีละ 2 ครั้งที่ไม่เคยใช้ก็ไม่สามารถ สะสมได้ เช่นนี้ยุติธรรมกับผู้ประกันตน แล้ ว หรื อ เงิ น 600 บาทแค่ จ ่ า ยค่ า ขู ด หินปูนก็หมดแล้ว คงมี เ พี ย งไม่ ก ี ่ ค นที ่ อ ยากจะ เดิ น เข้ า ไปพบหมอฟั น เพื ่ อ ขอถอนฟั น ขออุดฟัน ขอขูดหิน หรือทำฟันปลอม เล่นๆ ซึ่งล้วนต้องเจ็บตัวและรอคิวนาน ดังนั้นโอกาสขอการไปใช้บริการการรักษา ทางทันตกรรมที่เกินจำเป็นนั้น มีโอกาส เกิดน้อยมาก ปั จ จุ บ ั น เงิ น กองทุ น ประกั น สังคมยังเหลือเงินสะสมอีกมาก แต่ละ โรงพยาบาลคู่สัญญาก็มีเงินสะสมกำไร ไว้มาก จนเอามาแจกกันเป็นโบนัสบ้าง จั ด ให้ บุ ค ลากรดู ง านกึ ่ ง ท่ อ งเที ่ ย วต่ า ง ประเทศบ้าง นำไปเป็นผลกำไรของผู้ถือ หุ้นบ้าง แต่ผู้ประกันตนกลับถูกจำกัด สิทธิ ต้องจ่ายเงินสมทบแล้วยังได้สิทธิ ประโยชน์น้อยกว่าบัตรทองเสียอีก นี่หรือ คือระบบที่เป็นธรรม คำถามและข้ อ หาสำคั ญ ต่ อ สำนักงานประกันสังคมก็คือ สำนักงาน ประกันสังคมอยู่เคียงข้างผู้ประกันตน หรื อ ผู ้ ป ระกอบการโรงพยาบาลกั น แน่

แต่ ดู เ หมื อ นว่ า จะไม่ ไ ด้ ย ื น เคี ย งข้ า งผู ้ ประกันตน สุขภาพช่องปากของผู้ประกัน ตนต้องได้รับการดูแล สำนักงานประกัน สังคมควรต้องเพิ่มสิทธิประโยชน์ด้าน การรักษาพยาบาลให้เท่ากับหลักประกัน สุขภาพของ สปสช. ในทันที โดยเฉพาะ อย่างยิ่งสิทธิประโยชน์ที่ผู้ประกันตนทุก คนมีโอกาสได้ใช้คือ สิทธิประโยชน์ด้าน ทันตกรรมพื้นฐานที่ไม่จำกัดจำนวนครั้ง และไม่จำกัดวงเงิน หากสำนั ก งานประกั น สั ง คม ทำไม่ ไ ด้ ก็ ค วรแก้ ก ฎหมายพระราช บั ญ ญั ต ิ ป ระกั น สั ง คม ให้ ก ารรั ก ษา พยาบาลโอนให้เป็นระบบเดียวกับหลัก ประกั น สุ ข ภาพที ่ บ ริ ห ารโดยสำนั ก งาน หลั ก ประกั น สุ ข ภาพแห่ ง ชาติ (สปสช.) ซึ่งรัฐบาลจ่ายค่ารายหัวให้แทนการจ่าย โดยผู้ประกันตน ส่ ว นเงิ น ประกั น สั ง คม 15% นั้นที่ผู้ประกันตน นายจ้างและลูกจ้าง ไปสมทบในสิ ท ธิ ป ระโยชน์ อ ื ่ น ยกเว้ น เรื ่ อ งการรั ก ษาพยาบาลอี ก 6 สิ ท ธิ ประโยชน์ ได้แก่ การคลอดบุตร ทุพพล ภาพ เสียชีวิต ชราภาพ สงเคราะห์บุตร

และว่างงาน ก็นำไปเติมผลตอบแทนใน สิ ท ธิ ป ระโยชน์ เ หล่ า นั ้ น ให้ เ พิ ่ ม ขึ ้ น ให้ ระบบประกั น สั ง คมเป็ น นวั ต กรรมที ่ ก้ า วหน้ า ในการสร้ า งความมั ่ น คงของ สังคมในระยะยาว หรื อ นี ่ ค วรเป็ น อี ก ข้ อ เสนอ สำหรับวันแรงงานแห่งชาติ 1 พฤษภาคม 2554 หรือปีต่อไป

เมษายน - มิถุนายน 2554

27


คอลัมน์พิเศษ

นพ.พงศธร พอกเพิ่มดี

เรียนรู้การปฏิรูประบบสุขภาพของไต้หวัน ไต้หวันเป็นประเทศหนึ่งที่มีระบบ สุขภาพที่น่าสนใจ หากเปรียบเทียบกับ ประเทศที่พัฒนาแล้ว พบว่าไต้หวันใช้เม็ด เงินเพียง 6.1% ของ GDP ในเรื่องสุขภาพ ขณะที่สหรัฐอเมริกาใช้เม็ดเงินประมาณ 16% อั ง กฤษ 8.4% ญี ่ ปุ ่ น 8.1% และ เกาหลีใต้ 6.8% ตามลำดับ (ข้อมูลจาก OECD Health data ปี 2550) ด้วยงบ ประมาณดั ง กล่ า วไต้ ห วั น สามารถทำให้ ประชากรของตนมีอายุขัยเฉลี่ย ผู้หญิง เท่ากับ 81.7 ปี ผู้ชาย เท่ากับ 75.5 ปี และ อัตราตายของทารกแรกเกิดที่อยู่ในระดับ แนวหน้า (4.7 ต่อทารกแรกเกิด 1,000 คน) ดีกว่าสหรัฐอเมริกาเสียอีก ผู้หญิง

28

ปีที่ 12 ฉบับที่ 4 โรงพยาบาลชุมชน

เท่ากับ 80.7 ปี ผู้ชาย เท่ากับ 75.2 ปี และ 6.7 ต่อทารกแรกเกิด 1,000 คน กว่าจะมาถึงจุดนี้ไต้หวันได้ปฏิรูป ระบบสุขภาพของตนเองมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะใน 4 ประเด็นที่สำคัญ คือ 1) การปฏิ ร ู ป เครื อ ข่ า ยบริ ก าร สุขภาพ (Medical network reform) ก่ อ นการปฏิ รู ป ไต้ ห วั น ก็ เ ช่ น เดี ย วกั บ ประเทศอื่นๆ ที่มีปัญหาเรื่องการกระจาย หมอและโรงพยาบาลที ่ ก ระจุ ก ตั ว อยู ่ ใ น เมืองใหญ่ๆ ปี 2528 ไต้หวันเริ่มแบ่งระบบ สุขภาพออกเป็น 17 เขต กระจายอำนาจ ให้เขตมีบทบาทมากขึ้น เขตมีหน้าที่ในการ ผลิ ต การกระจายบุ ค ลากร การจั ด ตั ้ ง

หน่ ว ยบริ ก าร และดู แ ลประชาชนของ ตนเอง และรัฐบาลยังจัดตั้งกองทุนพัฒนา บริ ก ารทางการแพทย์ (Medical care development fund) โดยมีเงินสนับสนุน และเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำจูงใจให้ภาคเอกชนไป ตั ้ ง หน่ ว ยบริ ก ารทางการแพทย์ ใ นพื ้ น ที ่ ชนบท ทำให้การกระจายตัวของแพทย์และ หน่วยบริการดีขึ้น 2) การปฏิ ร ูป ระบบหลั ก ประกั น สุขภาพ (Health insurance reform) โดยได้รวมหลักประกันสุขภาพทุกระบบ เช่น แรงงาน ข้าราชการ และผู้ด้อยโอกาส เข้าด้วยกันเป็นแบบภาคบังคับระบบเดียว (single fund) โดยประชาชนที่มีรายได้ ทุ ก คนต้ อ งจ่ า ยค่ า ประกั น สุ ข ภาพ ที ่ ม ี สั ด ส่ ว นที ่ แ ตกต่ า งกั น ขึ ้ น อยู ่ ก ั บ อาชี พ และฐานะทางการเงิน การไปใช้บริการใน แต่ละระดับก็มีการกำหนดการร่วมจ่าย


ที่ผ่านมาเราปฏิรูปเพียงด้านเดียวคือ ระบบหลักประกันสุขภาพ แต่ทำได้เพียงครึ่งๆ กลางๆ ทิ้งให้ประชาชนบางกลุ่ม โดยเฉพาะผู้ประกันตนในระบบประกันสังคมกลุ่มเดียวที่ต้องจ่ายเงิน ขณะที่คนไทยกว่า 55 ล้านคนที่เหลือไม่จำเป็นต้องจ่าย นอกจากนั้นสิทธิประโยชน์ที่เขาเหล่า นั้นได้รับกลับด้อยกว่าผู้ที่ ไม่ต้องจ่ายเงิน (co-payment) ทั้งค่าบริการและค่ายา ผลของการปฏิ รู ป ระบบหลั ก ประกั น สุ ข ภาพนั ้ น ทำให้ ค นไต้ ห วั น โดยเฉพาะ คนจนสามารถเข้าถึงบริการทางการแพทย์ มากขึ ้ น และไม่ ต ้ อ งล้ ม ละลายจากการ เจ็บป่วย 3) การปฏิ ร ู ป ระบบข้ อ มู ล สาร สนเทศ (Health information reform) คนไต้ ห วั น ทุ ก คนมี บ ั ต รสุ ข ภาพแบบ อิเล็กทรอนิกส์ที่บันทึกข้อมูลการเจ็บป่วย การรักษาพยาบาล ผลการตรวจวินิจฉัย ต่ า งๆ ไว้ ใ นบั ต ร เมื่อไปรับบริการที่ใด แพทย์ก็สามารถเรียกดูประวัติการรักษาที่ ผ่านมาได้ทันที ทำให้เกิดการรักษาที่ต่อ เนื ่ อ ง ไม่ ซ ้ ำ ซ้ อ น เป็ น ประโยชน์ ใ นการ ประสานงาน การวางแผน และการบริหาร จัดการต่างๆ ส่งผลให้เกิดการประหยัด ทรัพยากรในระยะยาว 4) การพัฒนาแพทย์เวชปฏิบัติ ครอบครั ว (family physicians development) เพื่อตอบสนองต่อระบบ สุขภาพที่เปลี่ยนแปลง เพราะการแพทย์ ปัจจุบันมาเน้นแต่การรักษาโรค ขณะที่ ภาวะโรคเรื้อรังที่เพิ่มมากขึ้น สังคมผู้สูง อายุ ต้ อ งอาศั ย การดู แ ลอย่ า งต่ อ เนื ่ อ ง ทำให้ ไ ต้ ห วั น ต้ อ งเร่ ง ผลิ ต แพทย์ ส าขา

ดังกล่าว พร้อมทั้งได้สร้างแรงจูงใจต่างๆ เพื่อให้มีแพทย์มาเรียนมากขึ้น และยังเน้น การเปลี่ยนวิธีคิดและการผลิตบุคลากร ของโรงเรียนแพทย์ เพื่อพัฒนาแพทย์สาขา นี้ให้เพียงพอกับความต้องการ ลองย้ อ นมาดู บ ้ า นเรา ที ่ ผ ่ า นมา เราปฏิรูปเพียงด้านเดียวคือ ระบบหลัก ประกั น สุ ข ภาพ แต่ ท ำได้ เ พี ย งครึ ่ ง ๆ กลางๆ ทิ ้ ง ให้ ป ระชาชนบางกลุ ่ ม โดย เฉพาะผู้ประกันตนในระบบประกันสังคม กลุ่มเดียวที่ต้องจ่ายเงิน ขณะที่คนไทย กว่ า 55 ล้ า นคนที ่ เ หลื อ ไม่ จ ำเป็ น ต้ อ ง จ่าย นอกจากนั้นสิทธิประโยชน์ที่เขาเหล่า นั้นได้รับกลับด้อยกว่าผู้ที่ไม่ต้องจ่ายเงิน ดังนั้นสิ่งที่ประเทศไทยควรดำเนิน

การ คือ การปฏิรูปเครือข่ายระบบบริการ สุขภาพ กระจายอำนาจให้ระดับเขต ทั้ง ในการผลิต การกระจายบุคลากร โดยมี มหาวิทยาลัยในแต่ละเขตร่วมสนับสนุน เพิ ่ ม จำนวนเตี ย งและหน่ ว ยบริ ก ารให้ เพียงพอ รวมทั้งการดูแลประชาชนในเขต ของตัวเองอย่างบูรณาการ ไม่ต้องส่งคนไข้ ข้ามเขต หรือไปกรุงเทพมหานครโดยไม่ จำเป็น และการปฏิรูปข้อมูลสารสนเทศ เพื ่ อ ให้ ม ี ก ารดู แ ลได้ อ ย่ า งต่ อ เนื ่ อ ง ลด ความซ้ ำ ซ้ อ นของระบบ เพื ่ อ เกิ ด การ ประหยัดในระยะยาว เป็นต้น จึงหวังเป็น อย่างยิ่งว่าบทเรียนจากไต้หวันคงจะเป็น แบบอย่างที่ดีในการพัฒนาระบบสุขภาพ ของเราให้ดียิ่งๆ ขึ้นไป เมษายน - มิถุนายน 2554

29


คอลัมน์พิเศษ

โรงพยาบาลพุทธชินราช จังหวัดพิษณุโลก

เบาหวาน

สามประสานที่พุทธชินราช องค์ประกอบระบบสุขภาพอันกลมกลืนของเครือข่ายสุขภาพ พุทธชินราช มีบทสรุปว่า เมื่อใดก็ตามที่องค์ประกอบระบบ สุ ข ภาพทั้ ง สาม มารวมตั ว กั น อย่ า งได้ สั ด ส่ ว นเหมาะสม กระบวนการดูแลสุขภาพของประชาชนก็จะก้าวไปข้างหน้าได้ อย่างสอดคล้องกลมกลืน เมื่อพูดถึงระบบสุขภาพคนส่วนใหญ่จะนึกถึง การดู แ ลรั ก ษาในโรงพยาบาล โดยแพทย์ พยาบาล (hospital care) เป็นอันดับแรก แต่ในความเป็นจริงแล้ว ยังมีองค์ประกอบอื่นๆ ของระบบสุขภาพ ที่เกื้อหนุนดูแล มนุษย์ในทุกมิติทั้งกายใจ สิ่งแวดล้อม และสังคม เพื่อนำ ไปสู่สุขภาวะแห่งชีวิต เริ่มตั้งแต่ องค์ประกอบเบื้องต้น คือ การดูแลสุขภาพด้วยตนเอง ของบุคคล ครอบครัว และ ชุมชน (self care family care and community care) อาจจะเรียกได้ว่า เป็นพลังอำนาจของชุมชนในการดูแลสุขภาพตนเอง เน้นหนักไปในทาง สร้างเสริมสุขภาพเพิ่มภูมิต้านทานให้ร่างกายของตนผ่านรูปแบบหรือวัฒนธรรมที่ชี้นำไป สู่พฤติกรรมชีวิตที่ดี เช่น พฤติกรรมการกินอาหารที่เหมาะสม ออกกำลังกายอย่าง สม่ำเสมอ การสร้างทัศนคติเชิงบวก ฯลฯ ในองค์ประกอบนี้ประชาชนและชุมชนยังร่วม มีบทบาทหน้าที่ในการคัดกรอง ป้องกันโรคที่สามารถป้องกันได้ เพื่อค้นพบโรคร้ายเหล่า นั้นได้ในระยะเริม่ ต้น การรักษาก็จะได้ผลดีรอดพ้นจากโรคแทรกซ้อนทีร่ นุ แรง 30

ปีที่ 12 ฉบับที่ 4 โรงพยาบาลชุมชน


องค์ประกอบระบบสุขภาพที่สำคัญอีกส่วนหนึ่ง คือ ระบบ บริการปฐมภูมิ (primary care) หรือสถานีอนามัย เป็นหน่วยบริการ ของระบบสุขภาพที่ใกล้ชิดกับประชาชนในชุมชนมากที่สุด ภารกิจ สำคัญขององค์ประกอบนี้คือ การเข้าถึงชุมชน กระตุ้นเหนี่ยวนำให้เกิด กระบวนการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรค เจ้าหน้าที่ในหน่วย บริการปฐมภูมิสามารถรักษาโรคที่ไม่ยุ่งยากซับซ้อนและให้คำแนะนำ ส่งต่อเมื่อความเจ็บป่วยนั้นเกินความสามารถที่หน่วยบริการปฐมภูมิจะ ดูแลได้ องค์ประกอบนี้เปรียบเสมือนสะพานอันแข็งแกร่งเชื่อมต่อ ระบบโรงพยาบาลสู่ชุมชนและจากชุมชนเข้าสู่โรงพยาบาล ดังนั้นจึงพอ จะกล่าวได้ว่าองค์ประกอบระบบสุขภาพที่สำคัญประกอบด้วย 3 ส่วน หลัก คือ

มารดาจนกระทั่งวาระสุดท้าย กิจกรรมจะประสานองค์ประกอบต่างๆ ทั้งในชุมชน หน่วยบริการปฐมภูมิและโรงพยาบาลจนเป็นเนื้อเดียวกัน

ช่วงชีวิตในวัยทำงาน ช่วงนี้เป็นช่วงชีวิตที่มีความเสี่ยงต่อ โรคเรื้อรังต่างๆ มากขึ้น ทั้งเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือด สูง โรคหัวใจและหลอดเลือด ติดเหล้า บุหรี่ ฯลฯ ซึ่งส่วนใหญ่โรค เหล่านี้เป็นผลพวงของการดำเนินพฤติกรรมชีวิตที่ไม่เหมาะสมมาเป็น เวลานาน อาสาสมัครในชุมชนร่วมกับเจ้าหน้าที่สถานีอนามัยทำการ ค้นหาคัดกรองโรคต่างๆ เหล่านี้ในชุมชนของตน เมื่อพบผู้ป่วยแล้วจัด ระบบส่งต่อเข้าโรงพยาบาลพุทธชินราช เพื่อให้ได้รับการดูแลรักษาที่ ถูกต้องเหมาะสม โรคเรื้อรังเหล่านี้ไม่สามารถรักษาได้ด้วยการใช้ยาแต่ เพียงลำพัง ปัจจัยสำคัญที่ต้องทำควบคู่กันไปคือการเริ่มพฤติกรรม • ระบบโรงพยาบาล (hospital care) ชีวิตใหม่ให้สอดคล้องกับโรคเรื้อรังที่เป็นอยู่ มีกิจกรรมหลายอย่างที่ เกิดจากความร่วมมือของชุมชน สถานีอนามัย และโรงพยาบาล ยก • ระบบบริการปฐมภูมิ (primary care) ตัวอย่างเช่น การค้นหาผู้ป่วยที่เป็นคนต้นแบบหรือ good model ใน • ระบบการดูแลรักษาตนเองในชุมชน (self care and ตำบลโดยเจ้าหน้าที่สถานีอนามัยทำหน้าที่เป็นแมวมองค้นหาผู้ป่วยโรค เรื้อรังที่มีพฤติกรรมสุขภาพดีเป็นแบบอย่างได้ แล้วเชิญคนต้นแบบ community care) เหล่านั้นเข้าร่วมกิจกรรมในค่าย พ่อครัวฝีมือเอกจะรู้ดีว่าอาหารจานนี้ควรจะประกอบด้วย เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลพุทธชินราช จากหลายสาขาวิชาชีพ อะไรบ้าง ด้วยสัดส่วนเท่าใด นำส่วนประกอบของอาหารเหล่านั้นมา ปรุงคลุกเคล้าให้เข้ากันอย่างกลมกลืนจึงได้เป็นอาหารรสเลิศ ระบบ ร่วมกับเจ้าหน้าที่สถานีอนามัยเป็นผู้บริหารจัดการค่าย วัตถุประสงค์ การดูแลสุขภาพก็เช่นเดียวกันองค์ประกอบของระบบสุขภาพทั้ง 3 จะ ของค่ายคนต้นแบบเพื่อเสริมพลังความรู้ ความเข้าใจในโรค รวมถึงวิธี ต้ อ งผสมผสานกั น อย่ า งกลมกลื น จึ ง จะส่ ง ผลดี ใ ห้ ก ั บ สุ ข ภาพของ การถ่ายทอดประสบการณ์ของตนเองผนวกกับความรู้ทางวิชาการที่ได้ รับจากค่ายให้กับกลุ่มผู้ป่วยคนอื่นๆ และกลุ่มเสี่ยงในชุมชน ลักษณะ ประชาชนได้อย่างแท้จริง เช่นนี้เป็นรูปแบบหนึ่งที่ผลักดันให้เกิดการสร้างพฤติกรรมชีวิตใหม่ได้ เครือข่ายสุขภาพพุทธชินราช จังหวัดพิษณุโลก บูรณาการ อย่างแท้จริง พบว่าในผู้ป่วยเบาหวานการควบคุมน้ำตาลสะสมในเม็ด ระบบสุขภาพโดยผสานองค์ประกอบหลักทั้งสามให้ทำงานได้อย่าง เลือด (HbA1c) ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง อัตราการเกิดผู้ป่วยเบาหวานราย กลมกลืน ทั้งในเรื่องของทัศนคติการทำงานร่วมกันของบุคลากรที่มี ใหม่ลดลง คนต้นแบบโน้มน้าวให้ผู้ป่วยโรคเรื้อรังในชุมชนลดหรือเลิก ส่วนเกี่ยวข้อง (เจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาล หน่วยบริการปฐมภูมิ และ เหล้า บุหรี่ เห็นผลได้อย่างชัดเจน ประชาชนในชุมชน) แผนการสนับสนุนด้านวัสดุ อุปกรณ์ ครุภัณฑ์ เมื่อใดก็ตามที่องค์ประกอบระบบสุขภาพทั้งสามมารวมตัว ต่างๆ แผนงานโครงการสำหรับกิจกรรมในชุมชน การจัดระบบข้อมูล ในการส่งต่อ-ส่งกลับผู้ป่วยเชื่อมโยงระหว่างโรงพยาบาลและหน่วย กันอย่างได้สัดส่วนเหมาะสม กระบวนการดูแลสุขภาพของประชาชนก็ จะก้าวไปข้างหน้าได้อย่างสอดคล้องกลมกลืน ไม่ขัดแย้ง ชะงัก ตีบตัน บริการปฐมภูมิ ฯลฯ ทางด้านวิชาการมีการถ่ายทอดความรู้สองด้านคือ เนื ่ อ งจากระบบไม่ เ อื ้ อ อำนวย วั น นี ้ เ ครื อ ข่ า ยสุ ข ภาพพุ ท ธชิ น ราช ความรู้ทางการแพทย์เพื่อให้เกิดกระบวนการดูแลรักษาที่ปลอดภัยมี เริ่มก้าวเดินไปพร้อมๆ กันทั้งประชาชน หน่วยบริการปฐมภูมิและ คุณภาพและความรู้เรื่องการเสริมสร้างพลังอำนาจชุมชน เข้าถึง เข้าใจ โรงพยาบาล ถึงแม้จะเป็นแต่เพียงก้าวแรกๆ แต่ก็เชื่อมั่นว่าจะก้าวต่อ ชุมชนเพื่อเหนี่ยวนำโน้มน้าวให้เกิดพฤติกรรมสุขภาพดีอย่างยั่งยืน ไปอย่างไม่หยุดยั้งมุ่งสู่จุดหมาย คือ สุขภาพดีของประชาชนทั้งกาย เครือข่ายพุทธชินราช นำรูปแบบองค์ประกอบสุขภาพอันกลมกลืนใช้ และใจ ในการดูแลสุขภาพประชาชนในทุกช่วงของวงจรชีวิต ตั้งแต่อยู่ในครรภ์

เมษายน - มิถุนายน 2554

31


คนในบันทึก เด็กน้อย สธ.

อาจารย์เสมกับภาพพจน์

เวลา 17.17 น. วั น เสาร์ ท ี ่ 9 กรกฎาคม 2554 ภายในฉากกั้นนั้น มี ท่ า นนอนสงบนิ ่ ง อยู ่ บ นเตี ย ง ใบหน้ า อมยิ้มเล็กน้อย ผู้หญิงสาวใส่ชุดดำนั่ง อยู่ข้างท่านพร้อมขันเงินใบใหญ่ และตัว ฉันนั่งพับเพียบอยู่ข้างเตียงเช่นกัน ไม่มี ใครอีกแล้ว... ฉั น รั บ ขั น เงิ น ใบเล็ ก บรรจุ น้ ำ อบและกลี บ ดอกไม้ จ ากญาติ ข อง ท่าน แล้วค่อยๆ บรรจงรินน้ำกลิ่นหอม ลงบนมือขวาของท่านจนหมดขัน ในใจ ภาวนาว่า “ขอให้ไปสู่สุคตินะคะ” หลัง จากส่ ง ขั น น้ ำ คื น ให้ ก ั บ ญาติ แ ล้ ว ฉั น ยกมือไหว้ท่าน ก่อนจะเอื้อมมือไปบีบ มื อ ขวาของท่ า นที ่ บ วมและเย็ น แล้ ว 32

ปีที่ 12 ฉบับที่ 4 โรงพยาบาลชุมชน

น้ำตาฉันก็ไหล ฉันเอื้อมตัวไปกราบที่ขา ท่าน ก่อนจะกระซิบเบาๆ ว่า “ขอบคุณ ที่ท่านเป็นแบบอย่างที่ดีของข้าราชการ กระทรวงสาธารณสุข ขอบคุณที่ท่าน เป็นเสาหลักทางจริยธรรมให้กระทรวง สาธารณสุขตลอดมา...ขอให้ท่านไปสู่

สุคตินะคะ”

อาจารย์เสม

ตลอดชี ว ิ ต การทำงานเกื อ บ สองทศวรรษของฉั น ได้ เ ห็ น ความขั ด แย้ ง ภายในกระทรวงสาธารณสุ ข มา หลายครั้ง หลายครั้งที่เหตุนั้นๆ สงบไป เอง แต่ครั้งที่สำคัญ เช่น การกล่าวหา กรณีการทุจริตยาในปี พ.ศ. 2540-2541


และการแบ่งขั้วอำนาจภายใน กระทรวงฯ จนถึงขั้นแตกหักช่วงปี พ.ศ. 2547-2548 ฉันจำได้ว่าอาจารย์เสมให้ สั ม ภาษณ์ ท างสื ่ อ มวลชนสั ้ น ๆ ง่ า ยๆ และเป็นการ “ปิดฉาก” ความขัดแย้ง อย่างบัวไม่ช้ำน้ำไม่ขุ่น วันสงกรานต์และวันขึ้นปีใหม่ พี่ๆ น้องๆ มูลนิธิแพทย์ชนบทชวนฉันไป รดน้ำขอพรจากอาจารย์เสมทุกปี เขาไป ที่บ้านอาจารย์กันและได้ฟังอาจารย์เล่า เรื่องราวต่างๆ ในอดีตอย่างสนุกสนาน แต่ ฉ ั น ไม่ เ คยได้ ไ ปสั ก ที จำได้ ว ่ า เคย รดน้ ำ อาจารย์ เ พียงครั ้งเดีย วตอนที่ มี

พิ ธ ี ร ดน้ ำ ที ่ ใ ต้ ถ ุ น ตึ ก สำนั ก งานปลั ด กระทรวงสาธารณสุ ข และสายตาที ่ เปี่ยมไปด้วยความเมตตาของอาจารย์ เป็นภาพที่ลบไม่ได้จากความทรงจำ ชีวิตการงานของฉันเองก็ไม่ได้ มีความยุ่งเกี่ยวอะไรกับอาจารย์มากไป กว่ า นั ้ น ... จนมี คนถามฉันว่า แล้วไป งานศพอาจารย์ทำไม

คิดอย่างงั้นได้ ไง คนเรา จะทำดีทำชั่วจะทำอะไร มันก็อยู่ ที่ เ รา ทำดี แ ล้ ว ไม่ มี ใครเห็ น อย่างน้อยก็มี 2 คนที่เห็น

เคารพนั บ ถื อ ผู ้ บ ริ ห ารกระทรวง สาธารณสุขและสำนักงานหลักประกัน สุขภาพแห่งชาติมากหน้าหลายตา รวม ทั้งเพื่อนร่วมงาน นักวิชาการจากหลาย สาขาวิชาชีพ แต่ที่ผิดคาดคือฉันหาคน คนหนึ่งไม่เจอ ทั้งๆ ที่เขาควรจะไปงาน ดังกล่าว ฉันจึงโทรศัพท์ไปถามเจ้าตัว... “พีห่ มอสายพิณ” กัลยาณมิตร เกรดเอของฉัน ซึ่งนับถือคุณหมอสงวน อย่างมากในทางการงานและได้เยี่ยมไข้ คุณหมอในช่วงระยะสุดท้ายของชีวิตที่ โรงพยาบาลรามาธิ บ ดี ตอบอย่ า งชั ด งานศพกับภาพพจน์ ถ้าเป็นคนที่ไม่รู้จักกันมาก่อน ถ้ อ ยชั ด คำว่ า “ทำไมต้ อ งไปงานด้ ว ย หรือเพิ่งรู้จักกันไม่นาน มาถามกันแบบ เล่า” เล่นเอาฉันอึ้ง ตะกุกตะกักตอบไป นั้น คาดว่าคนถามอาจถูกคนตอบวกรถ ว่ า “อ้ า ว ก็ ค นเรา นั บ ถื อ กั น วั น นี ้ ก ็ กลับมาชนให้ลอยกระเด็นกลางถนนให้ ถือว่าไปส่งคุณหมอสู่สวรรค์ไง” เสียง สาสม... แต่คนถามเป็น “กัลยาณมิตร ปลายสายตอบว่า “ไม่จำเป็นหรอก คน เกรดเอ” ของฉั น ฉั น ก็ ต ้ อ งหยุ ด คิ ด เราน่ะ ไม่จำเป็นต้องไปงานศพ เพราะ ทุกวันนี้ คนที่ไป ไปเพื่อให้ภาพพจน์ตัว พิจารณาสักนิดว่าจะตอบอะไร ต้ น เดื อ นเมษายนปี น ี ้ มี ง าน เองดี สู้เราระลึกถึงคุณงามความดีของ พระราชทานเพลิ ง ศพคุ ณ หมอสงวน พี่เขา ทำตามตัวอย่างที่ดีของเขา ช่วย นิตยารัมภ์พงศ์ ที่วัดชลประทานฯ ฉัน ชาติบ้านเมือง ดีกว่าเยอะ” ก่อนจะปิด เดิ น เข้ า ไปในงานนั ้ น ได้ เ ห็ น ราษฎร ท้ายอย่างทันสมัยว่า “อีกอย่างนะ ขับ อาวุ โ สอาจารย์ ป ระเวศ วะสี สนทนา รถออกไป โลกมันจะร้อน...” ปัญหาบ้านเมืองกับท่านพลตรีจำลอง ศรีเมือง ได้เห็นท่าน สว.รสนา ยิม้ ทักทาย ภาพพจน์หมายเลขไหน วันที่เจ้านายชวนฉันไปรดน้ำ กับคุณหมอโกมาตร จึงเสถียรทรัพย์ ได้ พบกับอาจารย์หมอหลายท่านที่เป็นที่ อาจารย์เสมนั้น คำพูดของพี่หมอสาย-

พิณก้องสะท้อนในรูหูอีกครั้ง ฉันถามตัว เองกลับไปกลับมาหลายรอบ ว่าฉันไป รดน้ำอาจารย์เพื่อภาพพจน์หรือเปล่า เรากำลังเดินลงบันไดบีทีเอส

หน้าวัดธาตุทอง เหลืออีกประมาณสิบ ขั้น ก็พอดีมีผู้ชายอีกคนเดินสวนขึ้นมา ฉั น เงยหน้ า ดู พ บว่ า เป็ น “คุ ณ หมออำ พล” เจ้าพ่อ สช. นั่นเอง ท่านทักทาย เจ้านายฉันว่า “อ้าว.....มารดน้ำอาจารย์ ล่ะสิ เดินเข้าประตูนี้นะ ศาลาอยู่หลัง เมรุ” แล้วเราก็จากกัน.......อาจถือว่า เป็น “ภาพพจน์หมายเลข 1” เรากำลังเดินหาศาลาอยู่ เดิน ไปมารอบเมรุหลายรอบ เพราะวันนั้นมี “คิว” เผาศพเรียงติดกันตั้งแต่บ่ายสอง จนถึ ง สองทุ ่ ม ประมาณว่ า เมรุ ไ ม่ ว ่ า ง คราคร่ ำ ด้ ว ยผู ้ ค น ผ่ า นหน้ า ศาลาที ่ พวงหรีดเริ่มเขียนขึ้นต้นว่า “นพ.....” รวมทั้งชื่อหน่วยงานด้านสาธารณสุขทั้ง หลาย กำลังจะเดินเข้าไป ก็มีคนเดิน สวนออกมา “ท่ า นรองปลั ด ศิ ร ิ ว ั ฒ น์ ” ทักทายเจ้านายฉัน “เออ ยังมีเวลา ยัง รดน้ ำ ได้ อ ยู ่ เข้ า ไปเลย”......เอาล่ ะ “ภาพพจน์หมายเลข 2” หลั ง จากรดน้ ำ อาจารย์ แ ล้ ว เราก็ เ ดิ น หาที ่ น ั ่ ง ซึ ่ ง ยากมาก เพราะ ศาลาวั น นั ้ น เต็ ม ไปด้ ว ยแขกผู ้ ใ หญ่ ระดับ “เซเลบ” มากมายเหลือเกิน ท่าน ประธานในพิ ธ ี ก ็ เ ป็ น ท่ า นองคมนตรี “แมลงวัน” ตัวเล็กอย่างเราสองคนต้อง ใช้เวลานานกว่าปกติ กำลังหันซ้ายหัน ขวาอยู่ เจ้านายฉันก็ปราดเข้าไปกราบที่ ตั ก ของอาจารย์ ผู ้ ห ญิ ง ท่ า นหนึ ่ ง เพื ่ อ บอกว่ า “อาจารย์ ข า อาจารย์ อ ยู ่ ก ั บ พวกหนูนานๆ นะคะ” ซึ่ง “อาจารย์สำลี ใจดี” ก็พยักหน้าตอบด้วยเสียงต่ำห้าว เฉพาะตั ว ว่ า “เอาแค่ ร ้ อ ยก็ พ อมั ้ ง ”...

เป็นอันว่าได้ “ภาพพจน์หมายเลข 3” ในที่สุดเราก็ได้ที่นั่งหน้าประตู เมษายน - มิถุนายน 2554

33


ในความรู้สึกแล้ว นับถือ อาจารย์ทั้งในด้านการใช้ชีวิตและ การงาน ประมาณว่ า เป็ น idol หรือ role model จะเรียกท่าน ว่ า พ่ อ ก็ ไ ด้ แต่ อ ยากนั บ ถื อ ท่ า น เป็น อาจารย์ ในทางการงานมาก กว่า ก็เลยเรียกอาจารย์ ทางเข้า แม้จะต้องฟังเสียงน้องผู้หญิง สองคนเลื ่ อ นบานประตู แ กรกๆ ไปมา เพื่อให้เซเลบเข้าออกศาลา แม้น้ำจาก พวงหรีดบนผนังจะขยันหยดติ๋งๆ ใส่หัว แมลงวั น อย่ า งเรา และที่สุดแล้ว เจ้า พนักงานจากในวังและเจ้าภาพที่ขยัน ยืนบังทัศนวิสัยของเราอยู่ตลอดเวลา แต่ก็ถือว่าเรา “อยู่” ในเหตุการณ์ อยู่ใน ศาลา ได้ร่วมอาลัยส่งอาจารย์ จนวินาที สุดท้ายที่เจ้าพนักงานตอกฝาโลงภาย หลังฉากกั้นนั้น เมื่อเสียงสวดที่ไพเราะส่งดวง วิ ญ ญาณของอาจารย์ จ บลงและท่ า น องคมนตรีเดินทางกลับ เรากำลังจะลุก จากเก้าอี้ ก็พอดี “คุณหมอโกมาตร” ณ สวสส. เดิ น ยิ ้ ม มาตบไหล่ เ จ้ า นายฉั น “สวัสดี” แล้วเขาก็คุยกันเรื่องงานและ ชีวิตสักเกือบ 5 นาที... เก็บแต้มสักนิด เป็น “ภาพพจน์หมายเลข 4” เมื ่ อ ออกจากศาลา เจ้ า นาย ฉันยังสามารถเก็บได้อีกแต้ม เมื่อได้พบ กั บ “คุ ณ หมออนุ ว ั ฒ น์ ” เจ้ า พ่ อ HA

เขาก็ ท ั ก ทายกั น ตามประสาผู ้ บ ริ ห าร ก่อนจะแยกกัน... ถือเป็น “ภาพพจน์ หมายเลข 5” อุแม่เจ้า.....ฉันอุทานใส่ตัวเอง ดั ง ๆ ว่ า ฉั น และเจ้ า นายคงไปรดน้ ำ อาจารย์เพื่อภาพพจน์จริงๆ เจ้านายฉัน 34

ปีที่ 12 ฉบับที่ 4 โรงพยาบาลชุมชน

ก็เลยหันมาเทศนาว่า “คิดอย่างงั้นได้ไง คนเราจะทำดีทำชั่วจะทำอะไร มันก็อยู่ ที่เรา ทำดีแล้วไม่มีใครเห็น อย่างน้อยก็ มี 2 คนที่เห็น” ฉันแปลกใจเล็กน้อย ก็ เราเจอ “เซเลบด้านสังคมจิตวิญญาณ ของ สธ.” ตั้ง 5 คนนี่นา “ยังมาทำหน้า บ้องแบ๊วอีก ก็นี่ไง ฟ้าข้างบน กับตัวเอง ไง” ค่ อ ยยั ง ชั ่ ว ประดุ จ ได้ ร ั บ มะเหงก หลวงพ่อคูณ ฉันสั่น “ภาพพจน์” ออก ไป กลับมามั่นคงกับจิตกุศลที่ต้องการ มาส่ ง อาจารย์ แ ละมาร่ ว มทำบุ ญ กั บ ญาติของอาจารย์

คนในบันทึก

ก่อนจะกลับ เราแวะดูนิทรรศการ “๑ คนยืนหยัด ๑ ศตวรรษ เสม พริ้ ง พวงแก้ ว ” กั น ตรงบริ เ วณหน้ า ศาลา นิทรรศการเหล่านั้นจัดทำขึ้นเมื่อ ปลายเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา เพื่อ ฉลองอายุครบร้อยปีของท่าน อาจารย์เสมเกิดเมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2454 ที่ถนนรองเมือง โดย หมอตำแยพื้นบ้าน แรกเกิดชื่อ “เกษม” แต่ ต ่ อ มาแม่ ข องท่ า นเปลี ่ ย นให้ เ ป็ น “เสม” มาจากคำว่า “เสมา” ที่หมายถึง หลักบอกเขตพระอุโบสถ และเนื่องจาก ยายทวดของท่านเป็นข้ารับใช้ในวังสระปทุม และแม่ของท่านทำหน้าที่เป็นคน

ทำกับข้าวในวัง ท่านจึงใช้ชีวิตวัยเด็กใน วังสระปทุมและเรียนจบมัธยมศึกษาที่ โรงเรียนเทพศิรินทร์ ท่านจบแพทยศาสตรบัณฑิต รุ่นที่ 8 จากศิริราชพยาบาล เมื่อปี พ.ศ. 2478 แต่ในสมัยนัน้ ยังเรียนทีจ่ ฬุ าลงกรณ์ มหาวิทยาลัยและไม่ได้เรียกว่าแพทย์ ศิริราช แล้วท่านก็ไปเป็นแพทย์ฝึกหัด สั ง กั ด กรมสาธารณสุ ข กระทรวง มหาดไทยที ่ อ ำเภออั ม พวา จั ง หวั ด สมุทรสงคราม ผลงานที่ยังกล่าวขวัญ กันอยู่ คือ การตั้งโรงพยาบาลเอกเทศ ปราบอหิวาต์ที่นั่น และเมื่อท่านแต่งงาน ในปี พ.ศ. 2480 แล้ว ท่านกับภรรยา

ก็ ย ้ า ยไปรั บ ราชการที ่ โ รงพยาบาล

เชียงรายประชานุเคราะห์ ผลงานทีส่ ำคัญ คือ ท่านได้ตั้งธนาคารเลือดในโรงพยาบาลเป็นแห่งแรกของประเทศไทย ในปี พ.ศ. 2494 ท่ า นได้ ร ั บ แต่ ง ตั ้ ง เป็ น ผู ้ อ ำนวยการโรงพยาบาล หญิง (โรงพยาบาลราชวิถีในปัจจุบัน) ได้ ก ่ อ ตั ้ ง โรงพยาบาลเด็ ก ภายใต้ ก าร บริ ห ารดู แ ลของท่ า นในปี พ.ศ. 2497 และท่ า นได้ ล าออกจากราชการเมื ่ อ ปี พ.ศ. 2505 ในตำแหน่งผู้อำนวยการโรง พยาบาลหญิงนั่นเอง จากหลากหลายผลงานของ ท่าน ในวันที่รดน้ำศพนั้น ท่านโฆษก


พระในงานได้ประกาศผ่านเครื่องขยาย เสียงถามหา “คุณปราจีน” กับ “คุณ บุ ร ี ” โดยที ่ พ ี ่ ผู ้ ห ญิ ง ทั ้ ง สองเป็ น แฝด สยามที่อาจารย์เสมทำการผ่าตัดให้เมื่อ 50 ปี ก ่ อ น ฉั น ได้ ต ระหนั ก ตอนนั ้ น ว่ า ท่านเป็นศัลยแพทย์ที่มีฝีมือมากในเรื่อง การผ่าตัดแฝดสยาม นอกจาก “ปราจีน-บุรี ” แล้ว เมื่อปี พ.ศ. 2498 ท่านเคยส่ง “นภิศ-ปริศนา” ไปผ่าตัดที่ อเมริกา และปี พ.ศ. 2499 ท่านก็เป็น หนึ ่ ง ในคณะแพทย์ ท ี ่ ร ่ ว มผ่ า ตั ด แฝด สยามคูแ่ รกในประเทศไทย “วันดี-ศรีวนั ” และที่เกี่ยวข้องกับกระทรวง สาธารณสุข นอกจากเป็นผู้อำนวยการ โรงพยาบาลสังกัดกรมการแพทย์แล้ว ท่ า นได้ ร ั บ แต่ ง ตั ้ ง เป็ น รั ฐ มนตรี ช ่ ว ย ว่าการกระทรวงสาธารณสุขในรัฐบาล สั ญ ญา ธรรมศั ก ดิ ์ ในช่ ว งวั น ที ่ 16 ตุลาคม 2516 ถึง 21 กุมภาพันธ์ 2518 ผลงานสำคัญของท่านในช่วงเวลาดัง กล่าว คือ การผลักดันให้สมาชิกรัฐสภา ในขณะนั้น ลงมติรับพระราชบัญญัติ การบริหารราชการแนวใหม่ตามผังการ แบ่งส่วนราชการกระทรวงสาธารณสุข พ.ศ. 2517 และพระราชกฤษฎีกาแบ่ง ส่ ว นราชการสำนั ก งานปลั ด กระทรวง กระทรวงสาธารณสุข พ.ศ. 2517 ทำให้ กระทรวงสาธารณสุ ข ได้ ม ี โ ครงสร้ า ง “ใหม่” ประกอบด้วย กองโรงพยาบาล ภูมิภาคและกองโรงพยาบาลทั่วไป ทำ หน้าที่ดูแลโรงพยาบาลทุกแห่งในสังกัด กระทรวง ท่ า นได้ ร ั บ การแต่ ง ตั ้ ง เป็ น รั ฐ มนตรี ว ่ า การกระทรวงสาธารณสุ ข

อี ก 2 ครั ้ ง ในปี พ.ศ. 2523 (รั ฐ บาล เกรียงศักดิ์) และ พ.ศ. 2524 (รัฐบาล เปรม 2) ผลงานสำคัญของท่าน คือ การ ประกาศใช้ “บั ญ ชี ย าหลั ก แห่ ง ชาติ ” ครั ้ ง แรก เมื ่ อ วั น ที ่ 1 ตุ ล าคม 2524

เนื่องจากในช่วงสมัยดังกล่าว ยาแต่ละ ชนิ ด มี ช ื ่ อ ทางการค้ า และสู ต รยา

แตกต่างกันมากมาย และมีการแข่งขัน ทางการค้าและการโฆษณายาผ่านช่อง ทางต่างๆ ทำให้ผู้ป่วยที่เป็นผู้บริโภคไม่ สามารถที่จะตัดสินใจเลือกยาเองได้ ซึ่ง การประกาศใช้บัญชีฯ ดังกล่าว เป็นจุด เริ่มต้นอันสำคัญ ในการรณรงค์เรื่องการ ใช้ยาอย่างถูกต้องและประหยัดมาจนถึง ปัจจุบัน โดยสรุ ป แล้ ว “ตำแหน่ ง รัฐมนตรี 3 สมัย” ที่ท่านได้รับนั้น ท่าน ระบุว่า “ไม่ได้คาดฝัน” ดังปรากฏในคำ กล่าวของ ฯพณฯ ศาสตราจารย์สัญญา ธรรมศักดิ์ว่า “ผมมีเจตนาอันแน่วแน่ที่ จะพิจารณาเลือกบุคคลที่ปรากฏชัดว่า บริสุทธิ์ สุจริต และเป็นคนที่ประชาชน เคารพนับถือ... คุณหมออุดมก็บอกชื่อ คุ ณ หมอเสม พริ ้ ง พวงแก้ ว ไม่ ล ั ง เล โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่บ้านเมือง เลย... ท่ า นก็ ม ี ช ื ่ อ เสี ย งว่ า เป็ น คนดี ม ี

กำลังระส่ำระสายทางความคิด ผู้คนไม่ ฝีมือมาก” แน่ใจ ว่าจะทำดีหรือไม่ และทำดีไปเพื่อ อะไร พวกเราในฐานะบุคลากรสาธารณสุข พ่อเสม ต้องทำงานหนักขึ้น สืบสานเจตนารมณ์ ก่ อ นออกจากวั ด คื น นั ้ น เจ้ า ของอาจารย์เสมให้คงอยู่ เพื่อช่วยพยุง นายถามฉันว่า “ทำไมไม่เรียกพ่อเสมว่า จิตวิญญาณดีของสังคมไทยเอาไว้ พ่อเสมแบบที่เขาเรียกกัน พูดทีไรก็เห็น เรี ย กอาจารย์ อ ยู ่ น ั ่ น แหละ” ฉั น ตอบ

เจ้านายว่า “ในความรู้สึกแล้ว นับถือ อาจารย์ทั้งในด้านการใช้ชีวิตและการ งาน ประมาณว่ า เป็ น idol หรื อ role เอกสารอ้างอิง model จะเรียกท่านว่าพ่อก็ได้ แต่อยาก “๑ คนยื น หยั ด ๑ ศตวรรษ นับถือท่านเป็นอาจารย์ในทางการงาน เสม พริ้งพวงแก้ว”. คณะกรรมการจัด มากกว่า ก็เลยเรียกอาจารย์” งาน ๑ คนยื น หยั ด ๑ ศตวรรษ เสม ท่านผู้อ่านจะเลือกเรียกท่าน พริ้งพวงแก้ว. สนับสนุนโดย กระทรวง ว่าอะไร ไม่สำคัญ แต่คิดว่าท่านผู้อ่าน สาธารณสุข สำนักงานกองทุนสนับสนุน เห็นด้วยว่า อาจารย์เสมเป็นแบบอย่าง การสร้างเสริมสุขภาพและหอจดหมาย

ของข้าราชการกระทรวงสาธารณสุขที่ เหตุและพิพิธภัณฑ์สุขภาพไทย. ซื่อสัตย์และตั้งใจทำงาน ที่พวกเรา “รุ่น น้อง” ควรจะเอาเยี่ยงอย่างเป็นอย่างยิ่ง เมษายน - มิถุนายน 2554

35


เหลียวมองหลักประกันไทย นพ.วีระวัฒน์ พันธ์ครุฑ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ

อำเภอลำสนธิ เป็นอำเภอที่อยู่ไกลที่สุดของจังหวัดลพบุรี อยู่ห่างจากตัวจังหวัดไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ถึง 120 กม. ใช้เวลาเดินทางโดยทางรถยนต์ประมาณ 2 ชั่วโมง ปัจจุบันมีประชากร อยู่ประมาณ 25,000 คน จึงถือเป็นอำเภอขนาดเล็กของจังหวัด

“ผู้เฒ่าไม้เท้าขาวที่ลำสนธิ ” ประเทศไทยเรามีผู้พิการประมาณ 2.5% ของประชากร แบ่งชนิดของผู้พิการ ออกเป็น 5 ประเภท จากการสำรวจของทาง ราชการพบว่า อำเภอลำสนธิมีผู้พิการอยู่ถึง 724 คน เมื่อหลายปีก่อนปัญหาพื้นฐานของ ผู้พิการ คือ การไม่ได้ลงทะเบียน และการเข้า ไม่ถึงบริการพื้นฐานที่รัฐพึงมีให้นับตั้งแต่การ ลงทะเบียนเป็นผู้พิการในระบบของกระทรวง พัฒนาสังคมและทรัพยากรมนุษย์เพื่อออก บั ต ร ของเดิ ม ประชาชนต้ อ งนั ่ ง รถไปลง ทะเบียนในตัวจังหวัด 120 กิโลเมตร ทำให้ เป็ น อุ ป สรรคต่ อ ผู ้ พ ิ ก ารจำนวนหนึ ่ ง ซึ ่ ง มี ปัญหาเรื่องการเดินทางและค่าใช้จ่าย นพ.สันติ ลาภเบญจกุล ผู้อำนวย การโรงพยาบาลลำสนธิ ใ ห้ ข ้ อ มู ล ว่ า เดิ ม ผู้พิการต้องใช้เวลาทั้งหมดในกระบวนการนี้ ประมาณ 1,500 นาที (ประมาณ 25 ชั่วโมง)

36

ปีที่ 12 ฉบับที่ 2 โรงพยาบาลชุมชน

ตั้งแต่ไปพบแพทย์เพื่อประเมินความพิการ แล้วออกใบรับรองให้ ต่อมาต้องนำใบรับรอง แพทย์ไปลงทะเบียนที่จังหวัดเพื่อให้ได้มาซึ่ง บัตรผู้พิการแต่เมื่อเปลี่ยนวิธีบริหารจัดการ ใหม่ให้เบ็ดเสร็จในพื้นที่โดยการประสานงาน กันของหน่วยบริการที่เกี่ยวข้องก็สามารถลด เวลาลงมาเป็น 10 นาทีเท่านั้น ด้วยปรัชญาและแนวคิดที่เน้นการ ให้บริการด้วยหัวใจความเป็นมนุษย์ ภายใต้ คำขวัญ “คนลำสนธิไม่ทอดทิ้งกัน” “หัวใจ กับความใส่ใจ” “ในคุ้มในหมู่บ้านก็ญาติมิตร เรา” โรงพยาบาลลำสนธิ ร ่ ว มกั บ องค์ ก ร ปกครองส่วนท้องถิ่นได้ร่วมมือกันวางระบบ ในการดูแลคนพิการ ผู้สูงอายุ เด็กชายขอบ เด็กที่มีปัญหาทางการเรียนรู้และผู้ป่วยจิตเวช โดยทีมงานที่ประกอบด้วยแพทย์ พยาบาล นักกายภาพ นักกิจกรรมบำบัด นักจิตวิทยา

ในการดูแลกลุ่มเป้าหมายถึงบ้าน ในรอบปีที่ ผ่ า นมามี ก ารเยี ่ ย มบ้ า นโดยบุ ค ลากรกลุ ่ ม ต่างๆ ถึง 12,000 ครั้ง ในพื้นที่อำเภอ ที่สำคัญได้จัดให้มีระบบที่เรียกว่า Care giver ประจำหมู่บ้าน ซึ่งคือชาวบ้านที่ มีจิตใจกึ่งอาสาในการดูแลกลุ่มด้อยโอกาส ต่างๆ ข้างต้น โดยองค์การบริหารส่วนตำบล ช่วยสนับสนุนค่ารถ ค่าอาหาร เบี้ยเลี้ยง เพื่อ ทำให้ เ กิ ด ระบบกึ ่ ง จิ ต อาสาในพื ้ น ที ่ โดย เฉพาะการทำงานร่วมกับเจ้าหน้าที่สาธารณสุข ของโรงพยาบาลและสถานีอนามัย เกิดเป็น ระบบที่เรียกว่า Super Care Team จากการยกระดับการดูแลผู้พิการที่ เดิมเป็นงานประจำเปลี่ยนไปสู่การดูแลด้วย หัวใจทำให้เกิดรูปแบบใหม่ๆ ของกิจกรรม ในพื้นที่ เช่น การสนับสนุนผ้าอ้อมกันชื้น (Pamper) ให้แก่ผู้พิการ การเปิดโอกาสให้


ผู้พิการมาทำงานในโรงพยาบาล เช่น ช่วยคีย์ ข้อมูล ไปจนถึงการอบรมการใช้ “ไม้เท้าขาว นำทาง” ให้กับผู้พิการทางสายตา โรงพยาบาลลำสนธิ ถือ เป็นโรงพยาบาลชุมชนแห่งแรกของประเทศ ไทยที่จัดให้มีการอบรม “การใช้ไม้เท้าขาว” (อุปกรณ์ช่วยนำทางการเดิน) ของผู้พิการเป็น อำเภอแรกของประเทศไทยซึ่งเป็นตัวอย่าง ต้นแบบของการยกระดับการดูแลผู้พิการใน ระดับอำเภอ ภาพประทั บ ใจที ่ สุ ด ของผมใน โครงการไม้เท้าขาว คือ คนสูงอายุที่ตาบอด มาเจอกันและกอดลูบหน้าลูบตากัน ในการ ประชุมอบรมการใช้ไม้เท้าขาว (ซึ่งสนับสนุน โดย สปสช. และเครือข่าย) “เออ.......เป็น ไงบ้าง......... ไม่ได้เจอกันนาน..... ยังมีชีวิต อยู่นะ........” ไปจนถึงเรื่องราวและภาพถ่าย

“คนลำสนธิไม่ทอดทิ้งกัน” “หัวใจกับความใส่ ใจ” “ในคุ้มในหมู่บ้านก็ญาติมิตรเรา” ของชายสูงอายุตาบอด 3 คน ที่เดินไปไหนมา ไหนด้วยตัวเอง ไปตามคันนาไปเยี่ยมเยียน กัน หรือไปซื้อขนมในร้านชำในหมู่บ้านได้ซึ่ง ถือว่าช่วยเหลือตัวเองได้ในระดับหนึ่ง โครงการพิ เ ศษอื ่ น ๆ ที ่ น ่ า สนใจ คือ การริเริ่มดูแลเด็กพิเศษ (กลุ่ม Autistic และ Learning Disability) ร่วมกับหน่วย งานของกระทรวงศึกษาในระดับพื้นที่ การให้ โอกาสคนที ่ ม ี ป ั ญ หาสภาพจิ ต (ที ่ ค วบคุ ม อาการได้แล้ว) มาทำงานง่ายๆ ในโรงพยาบาล การนำเอารูปแบบ Day Care ที่ทำในเขต

เมือง (โดยภาคเอกชน) มาทำในชุมชน (โดย องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และชาวบ้าน ร่ ว มมื อ กั น ) ล้ ว นแต่ เ ป็ น รู ป ธรรมของการ ทำงานที่แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของชุมชน และพื้นที่ในการดูแลตนเอง “คนพิการ........ไม่ได้อยู่ไปวันๆ แค่หายใจทิ้ง” คุณหมอสันติ ทิ้งท้าย

ตุลาคม - ธันวาคม 2553 37


เภสัชชนบท เภสัชกรฉัตรพิสุทธิ์ วิเศษสอน รพ.สมเด็จพระยุพราชกุฉินารายณ์

เภสั ช ประจำครอบครั ว กั บ การให้ บ ริ บ าล ผู้ป่วยที่จัดอยู่ในกลุ่ม

“ผู้ป่วยดื้อ...ยา”

ก่อนอื่น ต้องมาทำความเข้าใจถึงความแตกต่างของคำว่า ผู้ป่วย ดื้อ..ยา กับ เชื้อดื้อยา กันก่อน คนดื้อยานั้นไม่ได้ถือว่าเป็นศัพท์ที่ เฉพาะของทางการแพทย์แต่อย่างใด แต่เป็นคำที่แสดงถึงพฤติกรรมที่ แสดงออกมาของผู้ป่วย ที่ไม่ยอมให้ความร่วมมือในการใช้ยาตามที่ แพทย์ต้องการ ไม่ว่าจะเกิดจากสาเหตุใดๆ ก็ตามโดยที่ไม่ได้แจ้งให้ แพทย์ทราบก่อนล่วงหน้า ซึ่งแตกต่างจาก เชื้อดื้อยา (Drug resistance) คือ ความต้านทานยา: ความสามารถของเชื้อแบคทีเรียและจุลินทรีย์ อื่นๆ ที่จะทนต่อยา ทำให้การใช้ยาเหล่านี้ไม่ได้ผลอีกต่อไป จากประสบการณ์การลงติดตามเยี่ยมบ้านของเภสัชกรที่เรียกตัว เองว่า เภสัชกรประจำครอบครัว ได้พบปัญหาการใช้ยาที่บ้านมากมาย เช่น การได้รับยาที่ซ้ำซ้อนกัน ส่งผลให้ผู้ป่วยกินซ้ำซ้อนโดยที่ไม่รู้ตัว

38

ปีที่ 12 ฉบับที่ 4 โรงพยาบาลชุมชน

ปั ญ หายาเหลื อ ใช้ เ ป็ น จำนวนมหาศาล การเข้ า ไม่ ถ ึ ง ยาอั น เนื ่ อ งจากข้ อ จำกั ด และบริ บ ทของครอบครั ว ที ่ ไ ม่ เ อื ้ อ เช่ น ไม่ ม ี ค นดู แ ลหรื อ พามารั บ ยา หรื อ แม้ กระทั่งเกิดจากระบบบริการสุขภาพของ โรงพยาบาลเอง และปั ญ หาด้ า นยาอี ก มากมาย ที่คนสุขภาพต่างก็รู้และเห็นแต่ ไม่มีคนเข้าใจและแก้ไขอย่างจริงจัง แต่มีปัญหาหนึ่งที่สำคัญมากและ พอกล่าวถึงทุกคนก็มักจะมองว่าปัญหา เกิดมาจากพฤติกรรมการดูแลตัวเองของ


ผู้ป่วย สิ่งที่แก้ไขก็คือการแนะนำและ ให้สุขศึกษาเพื่อให้ผู้ป่วยปรับเปลี่ยน พฤติกรรมเหล่านั้น นั่นคือพฤติกรรม การใช้ยาที่ไม่ถูกต้อง ไม่ว่าจะเป็น ไม่ยอมกินยา ลืมกินยา กินยาไม่ถูก ต้ อ ง ขาดนั ด รั บ ยาจนยาหมดก่ อ น ทำให้ขาดยา ปรับยากินเอง เลือกกิน ยาเฉพาะที่ต้องการกินเท่านั้น และ ท้ายสุดก็หันไปใช้การรักษาแพทย์ทาง เลื อ กที ่ ค นไข้ ต ั ด สิ น ใจเลื อ กเอง คื อ การรักษาด้วยสมุนไพร อาหารเสริม

ผู้ป่วยดื้อมาก ไม่ยอมมารับยา และ บางครั้งก็แบ่งยาเบาหวานของภรรยา มากิน และทำให้ยาของภรรยาหมด ก่ อ นนั ด เสมอ เคยมี เ จ้ า หน้ า ที ่ อ อก ติ ด ตามลงเยี ่ ย มบ้ า นแล้ ว แต่ ไ ม่ สามารถทำอะไรได้มากเพราะผู้ป่วย ดื ้ อ มาก ตรงกั บ คำจำกั ด ความว่ า ผู้ป่วยดื้อ..ยา ทางที ม งานเยี ่ ย มบ้ า นที ่ ม ี เภสัชกรประจำครอบครัวออกไปด้วย ได้ออกติดตามเยี่ยมบ้าน และได้พบ

คนดื้ อ ยานั้ น ไม่ ไ ด้ ถื อ ว่ า เป็ น ศั พ ท์ ที่ เ ฉพาะของ ทางการแพทย์แต่อย่างใด แต่เป็นคำที่แสดงถึง พฤติกรรมที่แสดงออกมาของผู้ป่วย ที่ไม่ยอมให้ ความร่วมมือในการใช้ยาตามที่แพทย์ต้องการ และหมอเถื ่ อ น ซึ ่ ง เป็ น การรั ก ษาที ่ เพี ย งเพื ่ อ บรรเทาอาการเฉี ย บพลั น โดยที ่ ไ ม่ ส นใจผลอั น ตรายที ่ เ กิ ด ขึ ้ น จากยาที่รักษาที่จะตามมา พฤติกรรม เหล่านี้ล้วนอยู่ในข้อจำกัดความที่ว่า ผู้ป่วยดื้อ..ยา กรณีศึกษาตัวอย่างคนดื้อ...ยา

ผู ้ ป ่ ว ยชายไทยคู ่ อายุ 67 ปี ประวั ต ิ ป ่ ว ยด้ ว ยโรคเรื ้ อ รั ง หลาย ชนิดไม่ว่าจะเป็นเบาหวาน ความดัน ไขมันสูง ไตเริ่มเสื่อมสภาพลง ก่อน ออกเยี่ยมบ้านได้รับข้อมูลว่าผู้ป่วยดื้อ ไม่ยอมมารักษาที่โรงพยาบาลหลาย เดือนแล้ว ขาดยามานาน และหันไป รั ก ษาด้ ว ยสมุ น ไพร ข้ อ มู ล จากเจ้ า หน้าที่ รพ.สต. ใกล้บ้าน บอกว่าจาก การสอบถามภรรยาผู ้ ป ่ ว ยบอกว่ า

ว่าปัญหาเร่งด่วนที่ต้องแก้ไขคือ ด้าน ร่างกาย คือ ปัญหาอักเสบ cellulitis ที ่ เ ท้ า เนื ่ อ งจากตามประวั ต ิ แ ล้ ว มี อาการ เท้าบวม แดง ร้อน มานาน มาก แพทย์ ไ ด้ ใ ห้ ก ารรั ก ษาด้ ว ย antibiotic ตามแนวทางมาแล้วทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็น dicloxacillin, clindamycin, co-amoxy+clavulanic acid ตามลำดับ แต่อาการไม่ดีขึ้น และปัญหาทางด้าน จิตใจที่ผู้ป่วยไม่เชื่อถือการรักษาของ โรงพยาบาลและหั น ไปใช้ ส มุ น ไพร แทน อั น นำไปสู ่ อ าการที ่ เ ลวร้ า ย มากขึ้น ทีมเยี่ยมบ้านได้เข้าไปดูแลตาม แบบการดูแลโดยใช้หลักเวชศาสตร์ ครอบครั ว คื อ ดู แ ลแบบองค์ ร วม โดยการดู แ ลทั ้ ง โรคและคนพร้ อ ม ครอบครั ว โดยเริ ่ ม ต้ น จากการหา

ปัญหาที่ผู้ปว่ ยปฏิเสธการรักษา เข้าใจ ถึง ความคิด ความรู้สึก ความคาด หวั ง และความสามารถในการช่ ว ย เหลื อ ตั ว เองของผู ้ ป ่ ว ย จนได้ ข ้ อ มู ล ว่ า ผู ้ ป ่ ว ยฝั ง ใจคิ ด ว่ า การรั ก ษาที ่ โรงพยาบาลไม่ได้ผล และคิดว่ายา ที่ โรงพยาบาลให้ ม าไม่ ไ ด้ ผ ลแล้ ว ยั ง ทำให้ รู ้ ส ึ ก ไม่ ส บายตั ว นอนไม่ ห ลั บ เนื่องจากกินยาไปแล้ว เกิดอาการ ร้อนตัวตาม ทุกครั้งที่ไปรักษาก็ไม่มี หมอท่ า นไหนสนใจและเข้ า ใจ แก้ ปั ญ หาที ่ ร ้ อ นได้ ส่ ว นใหญ่ ม ั ก ตรวจ เท้ า ที ่ บ วมและเปลี ่ ย นยาให้ ท ุ ก ครั ้ ง และผู ้ ป ่ ว ยยั ง เคยฝั ง ใจจากการเคย เข้าไปรับการรักษา DM Foot แล้วโดน ตัดนิ้วเท้าไป และสิ่งที่แกคาดหวังมาก ที ่ ส ุ ด คื อ อยากให้ เ ท้ า หายบวมและ ใส่รองเท้าได้เพื่อที่จะออกไปที่นาได้ เมษายน - มิถุนายน 2554

39


musculoskeletal:Rhabdomyolysis, rupture of tendon ซึ่งจากข้อมูลพบว่า อาการข้างเคียงจากยามีความเกี่ยว ข้องหลายๆ ระบบ และถึงแม้ว่าจะไม่ ได้บอกชัดว่าเกิดอาการร้อนจากยา โดยตรงแต่บางอาการก็อาจส่งผลให้ เกิดอาการร้อนได้ เช่น ระบบกระดูก และกล้ามเนื้อ musculoskeletal ถึง กระนั้นก็ตามหากผู้ป่วยระบุชัดเจนว่า น่ า จะเกิ ด จากยา ถึ ง แม้ ไ ม่ ม ี ข ้ อ สนับสนุนทางวิชาการที่รายงานออก มาชัดเจน แต่ก็ใช่ว่าจะเกิดขึ้นไม่ได้ การรั บ ฟั ง และแก้ ไ ขให้ ผู ้ ป ่ ว ย เป็ น สิ ่ ง ที ่ ส ำคั ญ มาก และร่ ว มกั น วางแผนการรักษาใหม่ร่วมกับผู้ป่วย แกคิดถึงที่นามาก เพราะไม่ได้ออกไป นามาเกือบปีแล้ว พอทีมงานได้รับรู้ถึง Disease, illness เหล่านี้แล้ว และจากการทำ Drug assessment พบว่าผู้ป่วยมียา antibiotic เหลื อ ครบทุ ก เม็ ด ตาม จำนวนที่แพทย์สั่ง บ่งบอกเป็นนัยๆ ว่ า ผู ้ ป ่ ว ยไม่ ย อมใช้ ย าทำให้ อ าการ บวมที่เท้าไม่หาย แม้จะได้รับการปรับ เปลี่ยน antibiotic มาแล้วหลายครั้ง ก็ตามเพราะผู้ป่วยไม่ยอมรับประทาน ยา อันเนื่องมาจากความคิดที่ว่ากิน ยาหมอแล้วร้อนไปทั้งตัว แต่อย่างไร ก็ตามด้วยปัญหาเร่งด่วนของผู้ป่วย รายนี้คือ Cellulitis ที่เท้า หากไม่ยอม รักษา โอกาสที่จะเกิดการติดเชื้อใน กระแสเลือดสูงมาก จึงต้องทำอย่างไร ก็ ไ ด้ ท ี ่ จ ะทำให้ ผู ้ ป่ว ยยอมกิ น ยา antibiotic ก่อน ทีมงานได้พยายามอธิบายว่า อาการร้อนนั้นไม่ได้เกิดจากยา อาจ เกิดจากตัวโรคก็ได้ และให้คำแนะนำ 40

ปีที่ 12 ฉบับที่ 4 โรงพยาบาลชุมชน

ผู้ป่วยไป แต่จากการประเมินแล้วคิด ว่าผู้ป่วยคงปฏิเสธแน่ๆ หากรับปากก็ เพราะตัดรำคาญและก็เป็นอย่างนั้น จริงๆ เพราะอีกสัปดาห์ต่อมาผู้ป่วยก็ ไม่ยอมกินยาจริงๆ บอกว่าไม่กล้ากิน กินไปก็ร้อนอยู่ดีเพราะแกเคยลองมา หลายครั ้ ง แล้ ว ทางที ม งานก็ เ ลย พยามยามหาสาเหตุ ท ี ่ เ กิ ด จากการ ร้อนแต่ก็ยังไม่ได้ข้อสรุปว่าเกิดจาก อะไร ก็เลยลองถามผู้ป่วยดูว่า คิดว่า เกิดจากยาตัวไหน แกบอกได้ทันทีว่า เกิ ด จากยาลดไขมั น ได้ แ ก่ ยา simvastatin เภสั ช ประจำครอบครั ว รี บ หา ข้อมูลว่ายา simvastatin เกิดอาการ ข้ า งเคี ย งได้ ห รื อ เปล่ า ปรากฏว่ า อาการข้างเคียงของ simvastatin ที่พบ บ่อยคือระบบ GI tract : abdominal pain, constipation, nausea ระบบ Neurologic : Headache ระบบ Respiratory:URI และอาการข้างเคียง ระดั บ serious ได้ แ ก่ hepatitis,

การเชื่ อ และรั บ ฟั ง ข้ อ มู ล ที่ คนไข้บอกอย่าง ใ ส่ ใ จ เ ป็ น สิ่ ง ที่ สำคั ญ มากที่ จ ะ ทำให้ เ ราได้ รั บ ทราบถึงสาเหตุ ที่ แ ท้ จ ริ ง ข อ ง ปัญหาต่างๆ


กรณี น ี ้ จากการทบทวนประวั ต ิ ก าร ตรวจทางห้องปฏิบัติการ พบว่าระดับ ไขมันในเลือดอยู่ในระดับไม่สูงมาก นัก และได้โทรศัพท์ประสานแพทย์ใน โรงพยาบาลและทำการหยุ ด ยาไว้ ชั่วคราวก่อน โดยแลกกับการที่ผู้ป่วย ต้องควบคุมอาหารไขมันสูง 2 อย่าง คือ อาหารทอด หมูติดมัน เป็นอันว่า เข้ า ใจกั น และยอมกิ น ยาที ่ เ หลื อ ทั้งหมด แต่เนื่องจากผู้ป่วยรายนี้เคยมี ประวั ต ิ ห ยุ ด ยาเอง และเลื อ กรั บ ประทานยาเอง และถือเป็นผู้สูงอายุ มื อ สั ่ น แกะยาจากแผงยากมาก สายตาไม่ค่อยดี โดยประเมินจากการ ให้อ่านฉลากและจัดยาเองพบว่าช่วย เหลือตัวเองในการจัดยาได้ในระดับ น้อย (แบ่งคร่าวๆ เป็น 3 ระดับ คือ จัดยาได้เอง จัดยาเองได้น้อย จัดยา เองไม่ได้เลย) เภสัชกรประจำ ครอบครัวจึงต้องทำการจัดยาเป็นชุด แบ่ ง ตามมื ้ อ ให้ ผู ้ ป ่ ว ย เพื ่ อ ช่ ว ยให้ ผู ้ ป่ว ยรั บ ประทานง่ า ยและแม่ น ยำ สะดวกในการติ ด ตาม compliance จัดให้เป็นเวลา 7 วัน และบอกไว้ว่า

หากกิ น ยาไปแล้ ว รู ้ ส ึ ก ไม่ ส บายมาก จนทนไม่ได้ก็ให้หยุดยาได้เลยและโทร หาหมอด้วย เพื่อให้ผู้ป่วยเกิดความ มั ่ น ใจโดยที ่ เ ราไม่ ไ ด้ บ ั ง คั บ ให้ รู ้ ส ึ ก อุ่นใจว่าสามารถติดต่อหาความช่วย เหลือได้ตลอดเวลา ผ่านไป 3 สัปดาห์ผู้ป่วยไม่มี อาการร้ อ น กิ น ยาได้ และเท้ า หาย บวม ใส่รองเท้าได้ ไปนาได้ สีหน้าดู สดชื ่ น และยอมมาเจาะเลื อ ดเพื ่ อ ติดตามอาการเหมือนดังเช่นผู้ป่วยดี ตามปกติ จากกรณีศึกษานี้ พบว่า ผู้ป่วย ดื้อ...ยา นั้นย่อมมีสาเหตุเสมอ และ เป็ น สาเหตุ ท ี ่ ส ่ ง ผลกระทบทั ้ ง ด้ า น ร่ า งกายและจิ ต ใจซ้ ำ แล้ ว ซ้ ำ เล่ า อั น เกิ ด จากประสบการณ์ ก ารใช้ ย ามา ก่ อ นแล้ ว จึ ง ตั ด สิ น ใจไม่ ย อมใช้ ย า รั ก ษาต่ อ ดั ง นั ้ น การเชื ่ อ และรั บ ฟั ง ข้อมูลที่คนไข้บอกอย่างใส่ใจเป็นสิ่งที่ สำคัญมากที่จะทำให้เราได้รับทราบ ถึ ง สาเหตุ ท ี ่ แ ท้ จ ริ ง ของปั ญ หาต่ า งๆ และการที่จะเริ่มต้นรักษาใหม่นั้นการ ให้คำแนะนำให้ทำตามอย่างเดียวอาจ ไม่ได้ผล ควรจะเป็นการวางแผนร่วม

กั น ระหว่ า งเจ้ า หน้ า ที ่ แ ละผู ้ ป ่ ว ย สำคัญคือต้องทำให้ผู้ป่วยเกิดความ มั ่ น ใจในการรั ก ษาว่ า ปลอดภั ย และ เมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์เกิด ขึ ้ น ก็ พ ร้ อ มที ่ จ ะได้ ร ั บ การช่ ว ยเหลื อ อย่ า งรวดเร็ ว แต่ ไ ม่ ใ ช่ ใ ห้ เ กิ ด ความ คาดหวังการรักษาที่เกินไปจากความ เป็นจริง ดังนั้น เมื่อผู้ป่วยดื้อไม่ยอมใช้ ยา ไม่ยอมกินยาจากหมอ ก็จงทำตัว หมอให้เหมือนเป็นลูกเป็นหลาน ให้ผู้ ป่วยรู้สึกว่า ยาที่เริ่มกินใหม่นั้นไม่ได้ เกิดจากหมอบังคับ แต่เป็นยาที่ได้รับ จากหมอที่ห่วงใยเขา ไม่ได้แตกต่าง จากการที่ลูกหลานหายามาให้ นั่นคือ ความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นจากการรักษา และนอกเหนือจากการให้คำแนะนำ เพียงอย่างเดียว การจัดยาตัวอย่าง หรือการหาวิธีการช่วยในการบริหาร ยาให้ ง ่ า ยและสะดวกในการใช้ ย า นอกจากจะทำให้เราสามารถควบคุม การกิ น ยาให้ เ ป็ น ไปตามแผนการ รักษาแล้วยังเป็นเสน่ห์ที่ทำให้ผู้ป่วย รู้สึกประทับใจ

เมษายน - มิถุนายน 2554

41


เก็บตกจากเน็ต กองบรรณาธิการ

โลกที่เปลี่ยนไป

ผมได้รับ e-mail จากผู้ใหญ่ท่านหนึ่ง ได้บอกเล่าเนื้อความ จากการบรรยายทางวิ ช าการจากนั ก เศรษฐศาสตร์ ไ ทยอาวุ โ ส 3 ท่าน ได้ให้ภาพโลกของเราในมุมที่ไม่เคยนึกถึง ซึ่งน่าสนใจมาก จึง นำมาเล่าสู่กันฟัง

42

ปีที่ 12 10 ฉบับที่ 43 โรงพยาบาลชุมชน


โลกของเราขณะนี้มีประชากรราว 6.5 พัน ล้านคน พลเมืองโลกตายช้าลงและยังเกิดเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ วิ ก ฤติ ใ หญ่ ข ณะนี ้ ม ี อยู ่ 2 เรื ่ อ ง ได้ แ ก่ อาหารกั บ พลังงาน นักวิชาการคิดคำนวณจำนวนประชากรโลกที่ “เหมาะสม” กล่าวคือผู้คนชาวโลกสามารถอาศัยอยู่ด้วย กันอย่างสบายๆ พอมีกินมีใช้ไม่ต้องแย่งชิงทรัพยากร กัน ตัวเลขประชากรที่เหมาะกับโลกใบนี้คือประมาณ 4,000 ล้านคน หากย่อส่วนลงคร่าวๆ กับประเทศไทย จำนวนประชากรของเราน่าจะเกินไปราว 25 ล้านคน แล้วในวันนี้ สาเหตุของวิกฤตินอกจากจำนวนประชากรที่ เพิ ่ ม ขึ ้ น เกิ น กว่ า แหล่ ง ทรั พ ยากรที ่ โ ลกมี อ ยู ่ แ ล้ ว พฤติกรรมบางอย่างยังช่วยเร่งวิกฤติด้วย ตัวอย่างเช่น กรณีเรือนกระจก (Greenhouse effect) ที่กำลังฮือฮา กันอยู่ทั่วโลกขณะนี้ พฤติกรรมการ “กิน” ก็เป็นอีก ปัจจัยหนึ่ง ทุกวันนี้เรากินสัตว์มากขึ้น (ในอดีตคนกิน พืชในสัดส่วนที่สูงกว่าปัจจุบัน เมื่อก่อนคนไทยกินข้าว แต่ปัจจุบันคนไทยหันมากินเนื้อมากขึ้นเรื่อยๆ) การกิน สั ต ว์ เ พื ่ อ ให้ ไ ด้ พ ลั ง งานเท่ า กั บ พื ช นั ้ น ต้ อ งใช้ พ ื ้ น ที ่ เกษตรกรรมมากกว่าถึง 4 เท่า (เนื่องจากสัตว์ที่เราเอา มากินนั้นต้องกินพืช) พฤติกรรมการใช้ทรัพยากรของ คนสุรุ่ยสุร่ายมากขึ้นๆ โดยเฉพาะคนอเมริกันมีจำนวน

ราว 5% ของประชากรโลกแต่ ใ ช้ ทรัพยากรมากถึง 30% ของทรัพยากร ทั ้ ง หมด ลองคิ ด ดู ว่ า หากทุ ก คนมี พฤติ ก รรมการใช้ ท รั พ ยากรเหมื อ น คนอเมริ ก ั น แล้ ว อั ต ราการทำลาย ทรัพยากรจะเพิ่มขึ้นไปอีกกี่สิบเท่า และ ทุกวันนี้แนวโน้มแบบแผนการกินอยู่ของ ประชากรทั ่ ว โลกกำลั ง ลอกเลี ย นมาจาก อเมริกันเพียงไร วิกฤติพลังงานใกล้ตัวเราเห็นอยู่ทุกวัน วันนี้ราคาน้ำมันเป็นอย่างไร ราคาน้ำมันนั้นอยู่ใต้การ ผู ก ขาดของธุ ร กิ จ คนส่ ว นใหญ่ เ ข้ า ใจว่ า เป็ น พวกอาหรั บ แต่ จ ริ ง ๆ แหล่ ง น้ ำ มั น ใหญ่ ท ี ่ สุ ด อยู ่ ใ นสหรั ฐ อเมริ ก าและรั ส เซี ย และ มีการสำรวจหาแหล่งพลังงานปิโตรเลียมใหม่ๆ ในประเทศอื่น โดยเจ้าของประเทศ นั้นเองมักไม่รู้ตัว มารู้ตัวอีกทีก็เมื่อธุรกิจน้ำมันยักษ์ใหญ่เข้าไปยึดครองด้วย สัมปทานระยะยาวไปแล้ว มีกรณีตัวอย่างในอเมริกาใต้ กรณีแหล่งน้ำมันในอ่าวไทย เป็นสิ่งที่คนไทยต้องจับตาดูให้ดี เศรษฐกิจโลกขณะนี้อยู่ใต้อิทธิพลของประเทศใหญ่ที่เรียกว่า G7 กลุ่ม ประเทศเหล่านี้เมื่อรวมกันแล้วสามารถกุมทิศทางและกำหนดกติกาให้กับทุกประเทศ ทั่วโลก การเร่งให้เศรษฐกิจเติบโตจะต้องกำหนดกติกาค้าขายให้สามารถเอาเปรียบ กันได้และต้องกระตุ้นการบริโภคทั้งทรัพยากรและพลังงาน เพื่อให้ทุนนิยมเติบโต แผนที่โลกที่เราคุ้นคือแผนที่ที่มีประเทศต่างๆ ที่แบ่งเขตแดนกันทาง การเมือง แต่จริงๆ แล้วมีแผนที่โลกอีกรูปหนึ่งแบ่งกั้นเขตแดน ด้วยอำนาจทาง เศรษฐกิจ อำนาจทางเศรษฐกิจปัจจุบันอยู่ในมือของบริษัทข้ามชาติ ธุรกิจเหล่านี้ ไม่มีสัญชาติ ไม่มีความผูกพันกับชนชาติใด แต่ละกลุ่มมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ยิ่งกว่า ประเทศไทย และประเทศส่วนใหญ่ของโลก ลองนึกภาพแผนที่โลกที่มีประเทศชื่อว่า ไมโครซอฟ พร็อกเตอร์แกมเบิล วอลมาร์ต เชลล์ ฟิลิปมอริส เอไอจี ซีพี เป็นต้น ธุรกิจข้ามชาติเหล่านี้มีอิทธิพลสูงจนสามารถ “แทงทะลุ” ระบบการบริหารในหลายๆ ประเทศบางกรณีเกิดกรณี “สมคบคิด” ของธุรกิจข้ามชาติกับผู้นำทางการเมืองของ ประเทศด้อยพัฒนา สมคบกัน สูบกินทรัพยากรของประเทศนั้นๆ ลองมองประเทศไทยในท่ามกลางภาพใหญ่ของโลกปัจจุบัน ก็คงจะได้ ข้อคิดว่า เราจะไปรอดหรือไม่

พฤศจิ เมษายน กายน - มิธัถนุนวาคม ายน 2551 2554

43


วิชาการโรงพยาบาลชุมชน

นพ.สิริชัย นามทรรศนีย์ แพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว รพ.สมเด็จพระยุพราชกุฉินารายณ์

การดูแลผู้ป่วยระยะ กึ่งเฉียบพลันด้วยสหวิชาชีพ บทนำ

การบริ ก ารผู้ ป่ ว ยในระยะกึ่ ง เฉียบพลันนี้จึงเป็นกระบวนการ สำคัญที่จะช่วยให้ผู้ป่วยสามารถ ฟื้ น คื น ค ว า ม ส า ม า ร ถ ด้ า น ร่างกายและจิตใจ แม้ว่าจะยังคง มี ค วามผิ ด ปกติ ข องการทำงาน ของร่างกายบางส่วนอยู่

44

ปีที่ 12 ฉบับที่ 4 โรงพยาบาลชุมชน

การดู แ ลระยะกึ ่ ง เฉี ย บพลั น (intermediate care) เป็นที่เข้าใจกันโดย ทั่วๆ ไปว่า หมายถึงการดูแลระหว่าง (in between) การดู แ ลระยะเฉี ย บพลั น (acute care) และการดู แ ลระยะยาว (long-term care)1 แม้นิยามที่แน่ชัดจะยัง ไม่มีข้อตกลง แต่ Federation of Medical Royal Colleges แห่งประเทศอังกฤษ ได้ ใช้ความหมายที่ให้ไว้โดย Anglia and Oxford คื อ บริ ก ารที ่ ไ ม่ ต ้ อ งการ ทรั พ ยากรในระดั บ โรงพยาบาล แต่ ต้องการบริการเหนือกว่าระดับที่หน่วย ปฐมภู ม ิ ท ั ่ ว ไปจะจั ด หาให้ ไ ด้ (Those services that do not require the resources of a general hospital, but which are beyond the scope of the traditional primary care team.) 2 เป้าหมายของการดูแลระยะกึ่ง เฉียบพลันคือ “จัดหาบริการองค์รวม เพื ่ อ ส่ ง เสริ ม การฟื ้ น สภาพจากความ เจ็ บ ป่ ว ย ป้ อ งกั น การเข้ า รั ก ษาใน โรงพยาบาลอย่างฉุกเฉินโดยไม่จำเป็น

ต้ อ งสนั บ สนุ น ให้ ผู ้ ป ่ ว ยออกจากโรง พยาบาลได้เร็วขึ้น และอยู่อย่างพึ่งพา ตนเองได้มากที่สุด” (provide integrated services to promote faster recovery from illness, prevent unnecessary acute hospital admissions, support timely discharge and maximise independent living)3 ประเทศที่พัฒนาแล้วได้ให้ความ สำคั ญ กั บ การบริ ก ารผู ้ ป ่ ว ยระยะกึ ่ ง เฉียบพลันมาเป็นระยะเวลากว่า 20 ปี แล้ว ทั้งนี้เป็นผลจากปัจจัยหลายอย่าง คื อ การเพิ ่ ม ขึ ้ น ของจำนวนคนพิ ก าร ทั ่ ว โลก ปั ญ หาความพิ ก ารมี แ นวโน้ ม ขยายตัว อีกทั้งโครงสร้างประชากรที่ เปลี่ยนแปลงไปโดยมีสัดส่วนผู้สูงอายุ เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ รวมถึงการเพิ่มขึ้นของ กลุ ่ ม โรคเรื ้ อ รั ง ต่ า งๆ ที ่ ม ั ก มี ผ ลพวง เป็ น ความพิการ ซึ่งต้องการการฟื้นฟู สมรรถภาพร่างกายหลังการรักษา เช่น โรคหลอดเลือดสมองและโรคหัวใจขาด เลือด จำนวนอุบัติเหตุจราจรที่มีแนว


โน้มสูงขึ้นในปัจจุบันก็เป็นสาเหตุสำคัญ ของความพิการ ในประเทศไทยปัญหาหนึ่งคือมี ผู้ป่วยจำนวนมากในโรงพยาบาลของรัฐ จนเตียงล้นและแออัดโดยเฉพาะในโรง พยาบาลขนาดใหญ่ เมื่อผู้ป่วยหายจาก การเจ็ บ ป่ ว ยเฉี ย บพลั น แล้ ว จึ ง ถู ก ส่ ง กลับบ้านในสภาพที่ยังไม่พร้อม ทำให้ ขาดการดูแลอย่างต่อเนื่อง ขาดโอกาส ฟื้นฟูสภาพร่างกายให้กลับมาใกล้เคียง เหมื อ นเดิ ม ไม่ ส ามารถเตรี ย มความ พร้อมให้กับญาติเพื่อการดูแลผู้ป่วยได้ ทำให้ ผู ้ ป ่ ว ยต้ อ งตกอยู ่ ใ นภาวะพิ ก าร หรือต้องกลับเข้ามาเข้าโรงพยาบาลใหม่ การบริ ก ารผู ้ ป ่ ว ยในระยะกึ ่ ง เฉียบพลันนี้จึงเป็นกระบวนการสำคัญที่ จะช่วยให้ผู้ป่วยสามารถฟื้นคืนความ การเยี่ยมบ้านครั้งที่ 1

สามารถด้านร่างกายและจิตใจ แม้ว่า จะยังคงมีความผิดปกติของการทำงาน ของร่างกายบางส่วนอยู่ โดยกระบวนการฟื้นฟูสมรรถภาพ ต้องมีการดำเนิน การอย่างต่อเนื่องหลังจากอาการของ โรคผ่านพ้นภาวะวิกฤติในโรงพยาบาล เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถดำรงชีวิตและอยู่ ในสังคมได้อย่างมีคุณภาพชีวิตที่ดี โดย ใช้ แ นวทางการทำงานเชิ ง รุ ก ภายใต้ ความร่ ว มมื อ ของหน่ ว ยบริ ก ารระดั บ ปฐมภู ม ิ แ ละทุ ต ิ ย ภู ม ิ เ พื ่ อ ดู แ ลผู ้ ป ่ ว ย ระยะดังกล่าว กรณีศึกษาที่ 1 ผู้ป่วยชายไทย อายุ 18 ปี ซ้อน รถจักรยานยนต์ แล้วประสบอุบัติเหตุ

รถจักรยานยนต์ล้ม ศีรษะกระแทกพื้น แรกรั บ ที ่ ห ้ อ งฉุ ก เฉิ น ผู ้ ป ่ ว ยไม่ รู ้ ส ึ ก ตั ว แพทย์วินิจฉัย Head Injury ใส่ท่อช่วย หายใจ (endotrachial tube) และได้ส่งต่อ ไปรับการรักษาที่ รพ.กาฬสินธุ์ และได้ ส่งต่อไป รพ.ขอนแก่น ตามลำดับ การ วินิจฉัยสุดท้ายคือการได้รับบาดเจ็บทาง สมองจากอุ บ ั ต ิ เ หตุ ร ถจั ก รยานยนต์ MCA with Traumatic brain injury with right hemiparesis ผู้ป่วยได้รักษาในโรง พยาบาลขอนแก่ น นานประมาณ 1 เดือนครึ่ง ภายหลังอาการทรงตัวจึงได้ จำหน่ า ยออกจากโรงพยาบาล เมื ่ อ ผู ้ ป่ ว ยกลั บ มาถึ ง บ้ า น เครื อ ข่ า ย อสม. ได้แจ้งแก่ศูนย์สุขภาพชุมชนบัวขาว ทีม สหวิชาชีพจึงได้เยี่ยมบ้าน

ผู้ป่วย : มีสภาพผอมมาก นอนติดเตียงไม่ สามารถช่วยตัวเองได้ ต้องให้พ่อและแม่ช่วยเหลือ ทุกอย่าง โดยต้องให้อาหารทางสาย NG-tube สามารถ รับอาหารได้ดี หายใจผ่านทาง tracheotomy เมื่อ พูดคุยนั้นผู้ป่วยรับรู้ได้ แต่โต้ตอบค่อนข้างช้า ที่ก้น มีแผลกดทับเล็กน้อย ครอบครัว : พ่อแม่มีสีหน้าเศร้าและเรียบ เฉย พ่อบอกว่าหมดหวังแล้ว สิง่ แวดล้อม : ผูป้ ว่ ยอาศัยอยูใ่ นบ้านชัน้ เดียว นอนกับพื้นบ้าน ด้านหน้ามีบริเวณกว้างขวาง ประวัติครอบครัว ผู้ป่วยเป็นลูกคนที่สอง มีความ ผูกพันกับพ่อแม่มาก ลูกคนโตอายุ 19 ปี ปัจจุบันทำงานที่กรุงเทพ พ่อมีอาชีพขับ รถสามล้อ แม่เป็นลูกจ้างร้านอาหาร

การตรวจร่างกาย BP 120/85 mmHg, P 90/min, R 20/min General appearance : chechexia, pale, no jaundice Heart & lungs : normal S1,S2 , no murmur, secretion in both lungs Abdomen : soft, not tender, no hepatomegaly Musculoskeletal : spasticity of right upper and lower extremities Reflex : normal all Function : poor ADL and ambulation เมษายน - มิถุนายน 2554

45


สรุปปัญหาองค์รวม 1. Family of adolescent ครอบครัวของผู้ป่วยเป็นครอบครัวที่มี ลูกวัยรุ่น ซึ่งเป็นความหวังของพ่อแม่ เมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันทำให้พ่อ แม่เสียใจ และท้อแท้มาก 2. Severe head injury เป็น ปัญหาแรกของผู้ป่วย แต่ไม่พบพยาธิ สภาพที่เสียหายถาวร จึงประเมินได้ว่า

ผู้ป่วยน่าจะมีโอกาสฟื้นตัวได้มาก 3. spasticity of right upper and lower extremities จากการนอน รักษาในโรงพยาบาลเป็นเวลานาน ไม่ ได้รับการกายภาพบำบัด จึงทำให้ข้อติด ยึด และกล้ามเนื้อส่วนใหญ่ลีบจากการ ไม่ได้ใช้งาน 4. Bed ridden patients with totally dependent ผู้ป่วยต้องนอนติด เตียงตลอด ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเอง ได้เลย ทำให้เป็นภาระแก่ผู้ดูแลมาก 5. Caregiver burden เนือ่ งจาก การเยี่ยมบ้านครั้งที่ 2 ผู้ป่วยเริ่มนั่งได้ดีขึ้น พ่อและแม่ มีความมั่นใจในการฟื้นฟูผู้ป่วยมากขึ้น ประเมินการฟื้นฟูพบว่าผู้ป่วยนั่งทรงตัว ได้ดีขึ้นจึงเริ่มฝึกยืน แต่เนื่องจากญาติ ไม่สะดวกในการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยมารับ การฝึกด้วย tilt table ที่โรงพยาบาล ทีม สหวิ ช าชี พ จึ ง ประยุ กต์การฝึกยืนด้วย การผูกกับเสาบ้าน ซึ่งสะดวกในการฝึก เอง เพราะป้องกันการล้มได้ดี ญาติไม่ เหนื่อยที่ต้องประคองเป็นเวลานาน แต่ เนื่องจากยังมีปัญหา joint stiffness จึง แนะนำญาติให้ช่วยทำ passive exercise ผู้ป่วยสามารถสื่อสารกับคนอื่นได้ดีขึ้น ถามตอบได้มากขึ้น เจ้าหน้าที่แนะนำ เทคนิคกายภาพโดยให้นำของมาไว้ข้าง ซ้าย เพื่อให้ผู้ป่วยใช้ข้างซ้ายมากขึ้น 46

ปีที่ 12 ฉบับที่ 4 โรงพยาบาลชุมชน

ทั้งพ่อและแม่ต่างก็เป็นห่วงลูก ทำให้ ตั้งใจดูแลลูกจนไม่ได้พักผ่อนซึ่งอาจมี ผลต่อสุขภาพได้ จึงต้องชี้แจงและช่วย จัดกิจวัตรประจำวันให้พ่อและแม่ได้มี ส่วนดูแลลูก และมีเวลาพักผ่อนอย่าง เพียงพอ แผนการดูแลรักษา 1. ประเมินปัญหาฉุกเฉินทาง การแพทย์ จากการประเมินสัญญาณ ชีพ และการตรวจร่างกาย ไม่พบปัญหา ฉุกเฉินใดๆ และเมื่อสอบถามแล้วผู้ป่วย และญาติต้องการจะให้การดูแลที่บ้าน มากกว่ า เนื ่ อ งจากอยู ่ โ รงพยาบาลมา เป็นเวลานานแล้ว ทีมดูแลจึงวางแผน การดูแลฟื้นฟูที่บ้าน 2. การประคั บ ประคองทาง จิตใจแก่ผู้ดูแล (Psychosupportive care-giver) เนื่องจากการเจ็บป่วยครั้ง นี้นับว่าหนักมาก จนพ่อกับแม่นึกว่าผู้ ป่วยจะเสียชีวิตตั้งแต่อยู่ที่โรงพยาบาล

แล้ว ประกอบกับสภาพร่างกายเมื่อออก จากโรงพยาบาลก็ยังหนักมาก ทำให้พ่อ แม่ ไ ม่ ม ี ค วามหวั ง อยากให้ ผู ้ ป ่ ว ยอยู ่ สบายๆ มากกว่าต้องออกแรงฟื้นฟู ทีม จึงต้องรับฟังเรื่องที่ผ่านมาจากพ่อแม่ ปรับความเข้าใจ และวางแผนร่วมกัน 3. วางแผนทางการพยาบาล

(nursing care) ในระยะนี ้ ผู ้ ป ่ ว ย ต้องการการดูแลมาก จึงต้องทบทวน เรื ่ อ งการดู แ ล เพื ่ อ ไม่ ใ ห้ เ กิ ด ภาวะ แทรกซ้อน ได้แก่ การให้อาหารทาง NGtube, การป้องกันแผลกดทับ, การดูแล ความสะอาดทั่วไป 4. วางแผนการฟื้นฟู เริ่มต้นด้วย การทำ passive stretching และ chest PT เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อน เนื่องจาก ผู ้ ป ่ ว ยยั ง ช่ ว ยตั ว เองได้ น ้ อ ย และให้ ผู้ป่วยฝึกนั่ง เนื่องจากทีมวางแผนจะ เยี ่ ย มสั ป ดาห์ ล ะครั ้ ง จึ ง นั ด หมายให้ อสม. ช่วยติดตามทุกวัน และช่วยประสาน งานหากผูป้ ว่ ยมีอาการเปลีย่ นแปลงแย่ลง

ทีมได้ประสานโภชนากรเพื่อปรับเปลี่ยน สูตรอาหารของผูป้ ว่ ยให้เหมาะสมมากขึน้ ด้านการแพทย์ ได้ตรวจร่างกาย

พบว่ า ยั ง ไม่ ม ี ภ าวะแทรกซ้ อ น เช่ น การติ ด เชื ้ อ จากการ NG-tube และ tracheostomy และประเมินความพร้อม


ในการทำกายภาพบำบัดขั้นต่อไป ด้ า นการพยาบาล ได้ ต ิ ด ตาม การดู แ ลสาย NG-tube และการดู แ ล tracheostomy มี แ ผล pressure sore

grade 1 แนะนำการดูแล และให้ฝึกนั่ง และยืนบ่อยๆ อสม. เข้ามามีส่วนเรียนรู้ใน การฝึกและดูแล ระหว่างสัปดาห์ขอให้

อสม. มาติดตามทุกวัน เพื่อกระตุ้นและ ช่วยเหลือการทำกายภาพบำบัด และ แจ้งทีมหากมีเหตุการณ์ไม่คาดคิดเกิดขึน้

การเยี่ยมบ้านครั้งที่ 3 ระหว่างสัปดาห์ NG-tube หลุด ผู้ป่วยจึงไปที่ห้อง ฉุ ก เฉิ น แพทย์ ต รวจพบว่ า กลื น ได้ ด ี มี gag reflex จึ ง แนะนำให้ ก ิ น อาหารเองได้ และส่ ง ต่ อ ไปเพื ่ อ ปิ ด tracheostomy เมื่อทีมเยี่ยมบ้านไปถึง พบว่าผู้ป่วยเริ่มยืน ได้ดีขึ้น น้ำหนักเพิ่มขึ้น กินข้าวได้ดี ไม่มีปัญหาการ สำลัก ตรวจร่างกายพบว่ามีข้อติดที่เข่าทั้งสองข้าง แผล กดทับแห้งดี จึงแนะนำให้ญาติช่วยดัดขา ฝึกการเดิน ด้วย walker ทางด้านพ่อและแม่มีความมั่นใจเรื่องการ รั ก ษาและฟื ้ น ฟู ม ากขึ ้ น ทางที ม แนะนำให้ พ ่ อ แม่ เ ริ ่ ม ทำงานปกติได้ เนื่องจากต้องหยุดงานเพื่อมาดูแลลูกทั้ง สองคนจึงเริ่มมีปัญหาด้านการเงินแล้ว ทีมสหวิชาชีพ ทราบว่าผู้ป่วยยังขาดความมั่นใจในการอยู่คนเดียว ยัง ไม่อยากให้พ่อแม่ไปไหน ต้องการให้อยู่ใกล้ๆ ตลอดเวลา จึงได้ความพูดคุยกับผูป้ ว่ ยเพือ่ ให้เข้าใจความจำเป็นของพ่อแม่ การเยี่ยมบ้านครั้งที่ 4

ครั้งนี้ทีมสหวิชาชีพพบว่าผู้ป่วย อาการดีขึ้นมาก ทั้งผู้ป่วยและพ่อแม่มี กำลังใจในการฟื้นฟูมากยิ่งขึ้นสามารถ ช่วยเหลือตัวเองได้เป็นส่วนใหญ่ นั่งได้ เอง ยืน เดินได้เอง แม้ยังไม่แข็งแรงดีนัก

ตรวจร่างกายพบว่าแขนขาข้างขวายัง อ่อนแรง ขาขวายังเหยียดได้ไม่เต็มที่ จึ ง แนะนำการรั ก ษา ด้ ว ย stretching hamstring และ ROM exercise for right knee, ฝึ ก การยื ด ข้ อ มื อ , เอามื อ จั บ หู , โหนราว (บาร์เดี่ยว), ประสานมือยกขึ้น เหนือศีรษะ โดยการฝึกนี้พยายามทำให้ ดูแลได้โดยพ่อหรือแม่เพียงคนเดียว เพือ่ ให้อีกคนสามารถไปทำงานได้ นอกจาก นั้นยังฝึกการใช้ walker เพิ่มเติม ไม่พบปัญหาการกลืนสำลัก

แผล tracheostomy ปิดดีแล้ว แผลกด ทับหายดี การหายใจเป็นปกติดี การเยี่ยมบ้านต่อมา หลั ง จากนั ้ น ที ม สหวิ ช าชี พ ไป เยี่ยมอีก 3 ครั้ง เพื่อดูแลปัญหา hand function และการพูดให้ชัด แนะนำให้ ฝึกกำลังแขนขาต่อ แนะนำเรือ่ งอุบตั เิ หตุ เริ่มแนะนำการทำงานบ้าน การเรียนฝึก อาชีพ เพื่อดำเนินชีวิตตามปกติ เมษายน - มิถุนายน 2554

47


สรุป

การดู แ ลระยะกึ ่ ง เฉี ย บพลั น (intermediate care) เป็นความต่อเนื่อง จากการดู แ ลภาวะเฉี ย บพลั น (acute care) ในโรงพยาบาล ยังเป็นช่องว่าง ของระบบการดู แ ลรั ก ษาผู ้ ป ่ ว ยใน ปัจจุบัน ทั้งที่มีส่วนสำคัญในการช่วย ฟื ้ น ฟู ผู ้ ป ่ ว ยให้ ก ลั บ มามี ส มรรถภาพ ทางกายเต็ ม ตามศั ก ยภาพที ่ ม ี ไ ด้ มี ความพิการเหลือน้อยที่สุด ทำให้ช่วย เหลือตัวเองได้มากขึ้น ไม่เป็นภาระแก่ ญาติ และระบบสาธารณสุ ข ในระยะ ยาว การจัดบริการระยะกึ่งเฉียบพลัน การจัดการดูแลระยะกึ่งเฉียบพลันที่ดีไม่ อาจเกิ ด ขึ ้ น ได้ โ ดยบั ง เอิ ญ หากแต่ ต้องการความร่วมมือจากหน่วยบริการ ปฐมภูมิ และทุติยภูมิ โดยเฉพาะสถานี อนามั ย และโรงพยาบาลชุ ม ชน เพื ่ อ พั ฒ นากระบวนการดู แ ลที ่ เ หมาะสม เฉพาะแต่ละพื้นที่ ภายใต้เงื่อนไขที่มี

48

ปีที่ 12 ฉบับที่ 4 โรงพยาบาลชุมชน

ความจำกั ด ของทรั พ ยากรในระบบ สาธารณสุขไทย โดยมีปัจจัยสำคัญที่ ต้องคำนึงถึงดังนี้ 1. มีผู้รับผิดชอบเฉพาะ และถือ เป็นภารกิจหลักอย่างหนึ่ง ซึ่งอาจรวม ภารกิจอื่นที่มีลักษณะคล้ายกันไว้ด้วย ก็ได้ 2. ผู้ป่วยต้องได้รับการดูแลอย่าง รวดเร็ว และต่อเนื่องโดยเฉพาะระยะ golden period ทั้งนี้ต้องอาศัยระบบส่ง ต่อหรือระบบข้อมูลที่ดี 3. ดู แ ลองค์ ร วมโดยสหวิ ช าชี พ อย่ า งน้ อ ยควรประกอบด้ ว ยแพทย์ พยาบาล นักกายภาพบำบัด และเจ้า หน้าที่สถานีอนามัยในพื้นที่รับผิดชอบ 4. การดูแลติดตามถึงที่บ้านของ ผู้ป่วย 5. มีกระบวนการดูแลที่ยืดหยุ่น ตามปัญหาและความจำเป็นของผู้ป่วย และครอบครัว

ก า ร จั ด บ ริ ก า ร ระยะกึ่งเฉียบพลัน ก า ร จั ด ก า ร ดู แ ล ระยะกึ่งเฉียบพลัน ที่ดีไม่อาจเกิดขึ้นได้ โดยบั ง เอิ ญ หาก แต่ ต้ อ งการความ ร่ ว มมื อ จากหน่ ว ย บ ริ ก า ร ป ฐ ม ภู มิ และทุติยภูมิ เอกสารอ้างอิง 1. What is intermediate care? René J F Melis, Stuart G Parker, Monique I J van Eijken. BMJ 2004; 329: 360361 (14 August), doi:10.1136/ bmj.329.7462.360 2. Department of Health. Opportunities in intermediate care. Anglia and Oxford Project 1998. Milton Keynes: NHS, 1997. 3. Department of Health. National service framework for older people. Modern standards and service models. London: DH, 2001. www.doh.gov.uk/nsf/olderpeople.htm


เสียงก้องจากโรงพยาบาลชุมชน จันทราภา จินดาทอง นักสังคมสงเคราะห์ รพ.อุ้มผางและ www.statelesswatch.org

ชิ ช ะพอ :

ไตวายระยะสุ ด ท้ า ยกั บ แสงสว่างปลายอุโมงค์ของคนไร้รัฐ “เราเป็นหมอ มีคนป่วยมาเราก็ต้องรักษา ไม่ว่าเขาจะเป็นใคร ดี ก ว่ า ปล่ อ ยให้ เ ขาไปตายบ้ า น และกลายเป็ น รั ง โรค” ถ้ อ ยคำของ “หมอตุ่ย” หรือ นพ.วรวิทย์ ตันติวัฒนทรัพย์ ผอ.รพ.อุ้มผาง ที่แสดง เจตนารมณ์อันชัดเจนของบุคลากรสาธารณสุขจำนวนหนึ่งที่ใกล้ชิดกับ ชาวบ้านในชุมชนที่ไม่ได้มีเพียงคนสัญชาติไทย เท่านั้น

เมษายน - มิถุนายน 2554

49


ลองจินตนาการถึงภาพตัวเอง นั่งอยู่เบื้องหน้านายแพทย์สักคน แล้ว หมอก็ พู ด ขึ ้ น ว่ า “ทำใจดี ๆ นะครั บ คุณเป็นโรคไตวายเรื้อรังระยะสุดท้าย หนทางรั ก ษาให้ ห ายขาดนั ้ น ไม่ ม ี ทำได้เพียงประคับประคองอาการไว้ ให้นานที่สุด” แม้คุณจะเป็นคนไทย ร้อยเปอร์เซ็นต์ที่มีสิทธิในการรักษา พยาบาลในประเทศนี้อย่างสมบูรณ์ แต่กระบวนการที่จะได้สิทธินั้นต้องมี ขั้นตอนดังนี้ ผู้ปว่ ยไตวายเรื้อรังระยะสุดท้าย ยื่นบัตรทอง พร้อมกับบัตรประจำตัว ประชาชน แจ้งความจำนงเพื่อขอใช้ สิ ท ธิ ร ั บ บริ ก ารทดแทนไต ที ่ โ รง พยาบาลที่ระบุในบัตรทอง รายชื่อของผู้ป่วยไตวายเรื้อรัง ระยะสุ ด ท้ า ยจะถู ก ส่ ง ไปยั ง โรง พยาบาลที่ร่วมบริการทดแทนไตวาย เรื้อรังระยะสุดท้าย เพื่อเสนอข้อบ่งชี้ ในการบริ ก ารต่ อ คณะกรรมการ พิ จ ารณาบริ ก ารทดแทนไตฯ ระดั บ จังหวัด ผูป้ ว่ ยไตวายเรือ้ รังระยะสุดท้าย ที่ได้รับการอนุมัติจากคณะกรรมการ พิ จ ารณาบริ ก ารทดแทนไตฯ ระดั บ จังหวัด จะได้รับการลงทะเบียนเป็นผู้ ป่วยในระบบ ผูป้ ว่ ยไตวายเรือ้ รังระยะสุดท้าย จะได้รับการแจ้งกลับจากโรงพยาบาล ที่ระบุในบัตรทอง เพื่อเตรียมตัวเข้า รับการบริการ ณ โรงพยาบาลที่ร่วม โครงการรักษาโรคไตวายเรื้อรังระยะ สุ ด ท้ า ย จากนั ้ น คุ ณ จะได้ ร ั บ การ บริการจากโรงพยาบาลที่ร่วมโครงการ จนกว่าจะถึงวันสุดท้ายของชีวิต

50

ปีที่ 12 ฉบับที่ 4 โรงพยาบาลชุมชน

บริการสาธารณสุข ขั้นพื้นฐานเป็นสิทธิ ขั้นพื้นฐานที่มนุษย์ ทุ ก คนสามารถเข้ า ถึ ง และใช้ สิ ท ธิ นี้ ไ ด้ โ ด ย ไ ม่ ค ำ นึ ง ถึ ง ค ว า ม แ ต ก ต่ า ง ด้ า นสถานะบุ ค คล สัญชาติ

แต่หากคุณเป็นบุคคลที่ไม่ใช่ คนสั ญ ชาติ ไ ทย โอกาสการเข้ า ถึ ง บริการดังกล่าวคงเป็นไปได้ยาก เช่น เดี ย วกั บ กรณี ข องนางชิ ช ะพอ ชาว ปกาเกอญอ (กะเหรี่ยง) อายุ 48 ปี เป็ น บุ ค คลอยู ่ ร ะหว่ า งการสำรวจ เพื ่ อ จั ด ทำทะเบี ย นบุ ค คลที ่ ไ ม่ ม ี สถานะทางทะเบียน เกิดที่บ้านกะลิคี ประเทศพม่า เข้ามาประเทศไทยทาง ด่ า นเปิ ่ ง เคลิ ่ ง ตำบลแม่ จ ั น อำเภอ อุ้มผาง ตอนอายุ 17 ปี ปัจจุบันอาศัย อยู่บ้านสามัคคี ตำบลอุ้มผาง อำเภอ อุ ้ ม ผาง นางชิ ช ะพอเริ ่ ม เข้ า รั บ การ รักษาที่โรงพยาบาลอุ้มผางเมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2552 ด้วยอาการซีด เข้า รั บ การเจาะเลื อ ด แพทย์ ว ิ น ิ จ ฉั ย ว่ า เป็ น โรค anemia จึ ง รั บ ยาและเจาะ เลื อ ดซ้ ำ เรื ่ อ ยมา จนเมื ่ อ วั น ที ่ 11 กุ ม ภาพั น ธ์ 2553 แพทย์ ไ ด้ ว ิ น ิ จ ฉั ย เพิ ่ ม เติ ม ว่ า เป็ น โรคไตระยะสุ ด ท้ า ย End-stage renal disease (ESRD) เข้า รับการรักษาทั้งที่เป็นผู้ป่วยนอกและ


ผู้ป่วยในเป็นระยะระยะ 19 มีนาคม 2554 นางชิชะพอเข้ารับการรักษาเป็น ผู้ป่วยใน และอายุรแพทย์ประจำโรง พยาบาลอุ้มผาง ให้ความเห็นว่าควร ได้รับการฟอกล้างไตเพื่อขับของเสีย ออกจากร่างกาย แต่เมื่อทำการเช็ค สิทธิในการรักษา ปรากฏว่า นางชิชะ พอไม่มีสิทธิในการรักษาพยาบาลจาก กองทุ น ใดๆ แพทย์ จ ึ ง ทำได้ เ พี ย ง ให้การรักษาทางยาเท่านั้น ล่าสุดเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2554 นางชิชะพอ ถูกรับตัวเข้ารักษา เป็นผู้ป่วยในของโรงพยาบาลอุ้มผาง อีกครั้งด้วยอาการเหนื่อยง่าย ครั้งนี้ อาการของนางชิ ช ะพอไม่ ท ุ เ ลาลง แพทย์ตัดสินใจส่งตัวไปรักษาต่อกับ นายแพทย์พิสิฐ ลิมปธนโชติ แพทย์ เฉพาะทางประจำหน่วยไตเทียมของ โรงพยาบาลแม่สอด ในวันจันทร์ที่ 23

พฤษภาคม 2554 และได้ทำการเจาะ หน้ า ท้ อ งเพื ่ อ ทำการล้ า งไตทางช่ อ ง ท้ อ งอย่ า งต่ อ เนื ่ อ ง (Continuous Ambulatory Peritoneal Dialysis หรือ CAPD) เป็ น วิ ธ ี ก ารดู แ ลรั ก ษาผู ้ ป ่ ว ย ไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายที่ได้รับการ ยอมรับวิธีหนึ่ง ซึ่งผู้ป่วยไตวายเรื้อรัง สามารถทำได้ด้วยตนเอง และในช่วง เวลาที่น้ำยาอยู่ในช่องท้องสามารถ ทำงานได้ตามปกติ โดยผู้ป่วยปกติใช้ เวลาปล่อยน้ำยาเข้าออกรอบละ 3045 นาที และต้องดำเนินการวันละ 4 รอบ รอบละ 4-8 ชั่วโมง ซึ่งวิธีการนี้ ผู ้ ป ่ ว ยไม่ ต ้ อ งระวั ง เรื ่ อ งการรั บ ประทานอาหารมากจนหมดความสุข อี ก ทั ้ ง ผู ้ ป ่ ว ยส่ ว นใหญ่ จ ะมี ค วาม สดชื่น เนื่องจากการล้างไตทางช่อง ท้ อ งเป็ น การถ่ า ยของเสี ย ออกจาก ร่างกายทุกวัน วันละประมาณ 4 ครั้ง

ของเสียจึงไม่ตกค้างในร่างกายนาน หลังจากอาการของนางชิชะพอคงที่ แล้ว แพทย์วางแผนจะเจาะเส้นเลือด บริ เ วณต้ น คอเพื ่ อ ฟอกเลื อ ดด้ ว ย เครื่องไตเทียม (Hemodialysis-HD) ซึ่ง ต้องเดินทางมารับบริการฟอกเลือด ที่หน่วยบริการที่มีเครื่องไตเทียมและ แพทย์ โ รคไต สั ป ดาห์ ล ะ 2-3 ครั ้ ง ครั้งละ 4-5 ชั่วโมง ในส่วนของค่าใช้จ่ายการเจาะ หน้ า ท้ อ งและเส้ น เลื อ ด ทางโรง พยาบาลแม่สอดแจ้งว่า ไม่สามารถ ให้ ก ารอนุ เ คราะห์ ผู ้ ป ่ ว ยกรณี น าง ชิ ช ะพอได้ ทางโรงพยาบาลอุ ้ ม ผาง จึงยินยอมรับภาระค่าใช้จ่ายดังกล่าว โดยให้เป็นหนี้สินเรียกเก็บมายังโรง พยาบาลแต่ด้วยภาระปัจจุบันของโรง พยาบาลอุ ้ ม ผางจึ ง ยั ง ไม่ ส ามารถ ชดใช้ค่าใช้จ่ายดังกล่าว รวมถึงค่าใช้ จ่ายที่กำลังจะเกิดขึ้น ราวสามแสน บาทต่อปี หนทางรอดของนางชิชะพอ จึงเลือนรางเหมือนแสงสว่างที่รออยู่ ปลายอุโมงค์ที่มืดมิด ณ วันที่ 31 พฤษภาคม 2554 โรงพยาบาลอุ ้ ม ผางได้ ร ั บ ภาระการ ดูแลผู้ป่วยไตวายระยะสุดท้าย 2 คน เป็นบุคคลอยู่ระหว่างการสำรวจเพื่อ จั ด ทำทะเบี ย นบุ ค คลที ่ ไ ม่ ม ี ส ถานะ ทางทะเบียน (บัตรเลข 0) คือ กรณี นางชิ ช ะพอ และนายไหร่ โ ผ่ ชาว ปกาเกอญอ (กะเหรี่ยง) ซึ่งรพ.แม่สอด แจ้งค่าใช้จ่ายเบื้องต้น ของชิชะพอ 55,935 บาท ของไหร่โผ่ 25,174 บาท ก็กำลังสะท้อนรูปธรรมปัญหาตัวเลข แดงๆ ทางบัญชีที่ รพ. อุ้มผางต้อง แบกรับกับภาระค่าใช้จ่ายของกลุ่มผู้ที่

เมษายน - มิถุนายน 2554

51


มีปัญหาสถานะบุคคล ซึ่งยังไม่มีหลัก ประกั น สุ ข ภาพใดๆ จากจำนวน ประชากรอำเภออุ้มผาง 84,875 คน กว่าครึ่งคือผู้ไม่มีหลักประกันสุขภาพ ใดๆ จำนวน 46,513 คน แม้ว่าในวันที่ 23 มีนาคม 2553 สิ ท ธิ ใ นหลั ก ประกั น สุ ข ภาพของคน ไร้รัฐไร้สัญชาติ ได้รับรองโดยมติคณะ รัฐมนตรี อนุมัติให้จัดตั้ง “กองทุน ให้ บ ริ ก ารด้ า นสาธารณสุ ข กั บ บุคคลที่มีปัญหาสถานะและสิทธิ” งบประมาณในปี 2553 สำหรับบุคคล ที่มีปัญหาสถานะและสิทธิจำนวนทั้ง สิ้น 457,409 คน กลุ่มเป้าหมายได้แก่ (1) กลุ่มที่ ครม. มีมติรับรองสถานะให้ อาศัยอยู่ถาวร (เลขประจำตัวขึ้นต้น ด้วยเลข 3, 4, 5, 8) (2) กลุ่มที่ถือบัตร ประจำตั ว ผู ้ ไ ม่ ม ี ส ั ญ ชาติ ไ ทย (เลข ประจำตัวขึ้นต้นด้วยเลข 6, 7) และ (3) กลุ่มที่ถือบัตรบุคคลผู้ไม่มีสถานะ ทางทะเบี ย น (เลขประจำตั ว ขึ ้ น ต้ น ด้วยเลข 0) ซึ่งเป็นนักเรียนในสถาบัน การศึ ก ษา, คนไร้ ร ากเหง้ า และ บุ ค คลที ่ ท ำคุ ณ ประโยชน์ เป็ น เงิ น 472,823,683.30 บาท ทั ้ ง นี ้ ส ิ ท ธิ ใ นหลั ก ประกั น สุขภาพดังกล่าวยังเป็นเพียงกองทุน ซึ่งแยกออกจากหลักประกันสุขภาพ ถ้วนหน้าของคนสัญชาติไทย ซึ่งมีค่า รายหัวต่ำกว่า แต่โดยรวมชุดสิทธิที่

ครอบคลุ ม ก็ ใ กล้ เ คี ย งกั น และ ครอบคลุ ม กรณี ก ารล้ า งไตทางช่ อ ง ท้ อ ง เพี ย งแต่ ก รณี ข องนางชิ ช ะพอ และนายไหร่โผ่ ไม่ใช่กลุ่มเป้าหมาย ตามมติ ครม. 23 มี น าคม 2553 เนื่องจากนางชิชะพอ คือ กลุ่มที่ถือ บัตรบุคคลผู้ไม่มีสถานะทางทะเบียน (เลขประจำตัวขึ้นต้นด้วย เลข 0) ซึ่ง เ ป ็ น บุ ค ค ล ก ลุ่ ม ห นึ่ ง ต า ม ยุ ท ธศาสตร์ ฯ คื อ กลุ่ ม คนที่ เ ป็ น ญาติชนกลุ่มน้อย นั้น ซึ่งทาง สมช. เห็นว่าจำเป็นต้องมีการคัดกรองเพื่อ ให้ เ ห็ น คนที ่ เ ป็ น ญาติ ช นกลุ ่ ม น้ อ ย จริงๆ ด้วยเพราะที่ผ่านมามีการปะปน จากคนที่ไม่ใช่ญาติชนกลุ่มน้อย คนที่ เข้ า มาใหม่ และมาถื อ บั ต รด้ ว ย กระบวนการที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ในขณะที่นายไหร่โผ่ ยังเป็น คนไร้ รั ฐ หรื อ บุ ค คลที ่ ไ ม่ ม ี เ อกสาร แสดงตนใดๆ อย่างไรก็ตามองค์ความรู้ทาง กฎหมายทำหน้ า ที ่ อ ย่ า งแข็ ง แรงใน การสนับสนุนหลักคิดทางมนุษยธรรม ของคุ ณ หมอทั ้ ง หลาย อี ก ทั ้ ง ยั ง สอดคล้องกัน เพราะในทางกฎหมาย แล้ว คนกลุ่มหนึ่งตามยุทธศาสตร์ฯ มี จุดเกาะเกี่ยวกับประเทศไทย ทั้งใน ฐานะคนไทย-ที่อยู่ระหว่างการดำเนิน การทางทะเบียนราษฎร, เป็นคนที่แม้ จะเป็ น คนต่ า งด้ า วแต่ ก ็ เ ป็ น ราษฎร

ของประเทศไทย ขณะที่สิทธิในการ เข้ า ถึ ง และใช้ บ ริ ก ารหลั ก ประกั น สุขภาพเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของมนุษย์ ทุกคน ขณะที ่ น างชิ ช ะพอและนาย ไหร่โผ่ กำลังนับถอยหลังกับอาการ เจ็บป่วยครั้งนี้ พร้อมกับค่าใช้จ่ายที่ สู ง ขึ ้ น นี ่ ค ื อ อี ก ครั ้ ง ที ่ ห ลายฝ่ า ยที ่ เกี่ยวข้องควรได้ตระหนักและทบทวน ว่า หลักประกันสุขภาพนั้นเป็นสิ่งที่ไม่ อาจรอได้ กรณีของชิชะพอและไหร่โผ่ เป็นเพียงภาพตัวแทนของกลุ่มผู้ที่ยัง ตกหล่ น จากหลั ก ประกั น สุ ข ภาพ บริการสาธารณสุขขั้นพื้นฐานเป็น สิ ท ธิ ข ั ้ น พื ้ น ฐานที ่ ม นุ ษ ย์ ท ุ ก คน สามารถเข้าถึงและใช้สิทธินี้ได้ โดยไม่ คำนึ ง ถึ ง ความแตกต่ า งด้ า นสถานะ บุ ค คล สั ญ ชาติ ส่ ว นหลั ก ประกั น สุ ข ภาพสำหรั บ ผู ้ ม ี ป ั ญ หาสถานะ บุคคล (คนไร้รัฐ/ไร้สัญชาติ) ในเบื้อง ต้น ควรต้องถูกพัฒนาขึ้นอีก (แม้จะ ได้ถูกพัฒนาขึ้นแล้วในสังคมไทย !!) โดยคำนึงถึง ‘จุดเกาะเกี่ยว’ ที่บุคคล เหล่านี้มีอยู่กับสังคมไทย แต่สำหรับ รูปแบบและเนื้อหาของสิทธิ รวมถึง การดำเนินการด้านต่างๆ เพื่อให้สิทธิ นี ้ เ กิ ด ขึ ้ น และเป็ น จริ ง อย่ า งมี ประสิ ท ธิ ภ าพ ยั ง เป็ น เรื ่ อ งที ่ ต ้ อ ง พัฒนาความรู้ความเข้าใจกันต่อไป

ร่วมแบ่งปันได้ที่ บัญชี “เงินบำรุง รพ.อุ้มผาง (กองทุนมูลนิธิโรคไต)” เลขที่บัญชี 581-2-00951-4 ธนาคาร ธกส. สาขาอุ้มผาง

52

ปีที่ 12 ฉบับที่ 4 โรงพยาบาลชุมชน


เสียงแพทย์ชนบท นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ ชมรมแพทย์ชนบท

กำลังคนสาธารณสุข กว่ า 3 หมื่ น คนยั ง คงถูกทอดทิ้ง เหรียญมี 2 ด้านเสมอ มีทั้งด้านหัว ด้านก้อย นั่นหมายความว่ามีทั้งด้านบวก และด้านลบ กรณีการผลิตพยาบาลวิชาชีพ 3,000 คน ให้กับจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ จบการศึกษามาปฏิบัติงานในพื้นที่ในเดือน เมษายน 2554 นี้ และกำลังจะได้บรรจุเป็น ข้าราชการในทันที ได้สร้างความสั่นไหวให้ กับกำลังคนสาธารณสุขอีกกว่าสามหมื่นคนที่ ยังรอการบรรจุ เมื่อปี 2550 หลังจากที่รัฐบาลของ พลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ ได้เข้ามาบริหาร ราชการแผ่นดิน ภายใต้สถานการณ์ไฟใต้ที่ รุนแรง กระทรวงสาธารณสุขภายใต้การนำ ของ นายแพทย์มงคล ณ สงขลา รัฐมนตรี ว่าการกระทรวงสาธารณสุขในขณะนั้น ได้ ผลักดันนโยบายผลิตพยาบาลวิชาชีพเพิ่ม จำนวน 3,000 คนในปีเดียว โดยรับนักเรียน

จากพื ้ น ที ่ จ ั ง หวั ด ชายแดนใต้ มาเรี ย น หลั ก สู ต รพยาบาลศาสตรบั ณ ฑิ ต 4 ปี จบแล้ ว กลั บ ไปทำงานในพื ้ น ที ่ เ พื ่ อ ดู แ ล ประชาชน โดยทางรัฐบาลในสมัยนั้นรับปาก ที ่ จ ะบรรจุ ใ ห้ เ ป็ น ข้ า ราชการ และขณะนี ้ ได้ ก ลั บ ไปปฏิ บ ั ต ิ ง านในพื ้ น ที ่ บ รรจุ เ ป็ น ข้าราชการตั้งแต่เดือนเมษายนปี 2554 ผลข้างเคียงที่สำคัญที่สุดในปัจจุบัน คือ กระทรวงสาธารณสุขยังมีลูกจ้างชั่วคราว สายงานขาดแคลนสำหรับจัดบริการซึ่งเป็น รุ่นพี่ทุกวิชาชีพที่ยังไม่บรรจุเป็นข้าราชการ อี ก กว่ า 30,000 คนจากทั ่ ว ประเทศ ซึ ่ ง ปัจจุบันเป็นลูกจ้างชั่วคราวและรอการบรรจุ มาหลายปี บางรายถูกจ้างมาตั้งแต่ปี 2548 ก่อนพยาบาลวิชาชีพเหล่านี้จะเข้าเรียนเสีย อีก ส่วนใหญ่ทำงานในโรงพยาบาลชุมชน และสถานี อ นามั ย และกว่ า ครึ ่ ง ทำงานใน

พื้นที่กันดารห่างไกล โดยเฉพาะชายแดน พม่า ลาว และกัมพูชา เขาเหล่านี้รู้สึกเหมือน คนที่รอมานานแล้วและถูกแซงคิวโดยเด็ก เส้นอะไรทำนองนั้น สร้างความเจ็บใจและ ความหดหู่ใจต่อระบบราชการ รวมทั้งทำลาย ขวัญกำลังใจที่ได้ตั้งใจทำงานอย่างเต็มที่ไป มากน้อย ซึ่งก็แล้วแต่บุคลิกและความคาด หวังของแต่ละคน ลูกจ้างสายงานขาดแคลนในจังหวัด อื่นๆ ทั่วประเทศ เขาก็อาจจะพอเข้าใจได้ว่า พื้นที่จังหวัดชายแดนใต้มีความรุนแรง บรรจุ ให้ เ ขาก่ อ นก็ พ อจะอธิ บ ายได้ แต่ ใ น 5 จั ง หวั ด ชายแดนภาคใต้ น ั ้ น ยั ง มี ลู ก จ้ า ง ชั่วคราวสายวิชาชีพที่เป็นรุ่นพี่ ที่ทำงานมา ก่อนและยังรอการบรรจุเป็นข้าราชการอีก 1,743 คน ปัจจุบันก็ยังเป็นลูกจ้างชั่วคราว ที่ รออย่างหดหู่ต่อไป แม้ว่าไม่นาน กระทรวง

ตุลาคม ถุนายน 2554 เมษายน - มิ

53


สาธารณสุขก็คงจะเจียดตำแหน่งเดิมที่มีใน กระทรวงมาให้ แต่ก็เป็นเรื่องเศร้าที่ทำไม ต้ อ งการรี ด เลื อ ดจากปู ภ ายในกระทรวง สาธารณสุขเอง ทั้งๆ ที่นี่เป็นปัญหาของชาติ ของชนบทไทย อีกทั้งในระดับประเทศก็ยังมีลูกจ้าง ชั่วคราวสายงานขาดแคลน ที่เป็นรุ่นพี่ ที่ ทำงานตามโรงพยาบาลชุ ม ชนหรื อ สถานี อนามัยห่างไกลในภาคเหนือ ภาคอีสาน ที่รอ การบรรจุอีกหลายหมื่นคน กลุ่มนี้สิ้นหวัง กว่ากลุ่มใด บ้างก็ลาออกมาอยู่ภาคเอกชน หรือลาออกมาเป็นลูกจ้างโรงพยาบาลรัฐใน เขตเมื อ ง แต่ ก ็ ม ี อ ี ก จำนวนมากที ่ ม ี จ ิ ต ใจ รับใช้ประชาชน ทำงานในพื้นที่อย่างตั้งใจ และอดทนกับความรู้สึกที่ไม่เป็นธรรม การแก้ปัญหากำลังคนภาค สาธารณสุขของรัฐบาลด้วยนโยบาย zero growth ที่ทาง ก.พ., คปร. และรัฐบาลได้ ยึ ด ถื อ อย่ า งเข้ ม งวดนั ้ น ได้ ส ร้ า งปั ญ หา

54

ปีที่ 12 ฉบับที่ 4 โรงพยาบาลชุมชน

มากมาย การทำงานด้านสุขภาพไม่สามารถ ใช้เครื่อง ATM แทนได้เหมือนการทำงาน ของธนาคาร ประชากรเพิ ่ ม ขึ ้ น ความ ต้ อ งการบริ ก ารด้ า นสุ ข ภาพที ่ ม ี คุ ณ ภาพ เพิ่มขึ้น นโยบายเร่งรัดงานมากมายขึ้น แต่ กลับไม่ให้คนเพิ่ม จำกัดจำนวนข้าราชการ อีกทั้งสำนักงบประมาณก็ยังดำเนินการตัด งบรายหัวหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าที่ขอ ไป ตัดแล้วตัดอีก ตำแหน่งราชการก็ไม่ให้ เงินงบประมาณก็ตัดแล้วตัดอีก เช่นนี้แล้วจะ ให้ภาคสาธารณสุขบริการประชาชนได้อย่าง ประทับใจและตอบสนองความต้องการด้าน สุ ข ภาพของประชาชนได้ อ ย่ า งเต็ ม ที ่ ไ ด้ อย่างไร การแก้ปัญหาขาดแคลนกำลังคนใน ภาคสาธารณสุขไม่ว่าในชนบทหรือในเมือง นั้น การบรรจุให้เป็นข้าราชการคือเครื่องมือ ของรัฐที่ทรงพลังที่สุดในการดึงดูดกำลังคน ให้อยู่ในภาครัฐโดยเฉพาะในชนบท รัฐบาล

ต้ อ งยอมรั บ ความจริ ง ว่ า ภาคสาธารณสุข ต้องการกำลังคนในการทำงาน จะใช้นโยบาย ไม่เพิ่มจำนวนข้าราชการไม่ได้ ปั ญ หานี ้ แ ก้ ไ ม่ ย าก เพี ย งแค่ คณะ รั ฐ มนตรี อ นุ ม ั ต ิ ต ำแหน่ ง ข้ า ราชการให้ ก ั บ นักเรียนทุนหรือลูกจ้างที่เป็นวิชาชีพสุขภาพที่ ยังตกค้างไม่ได้บรรจุ จำนวน 3 หมื่นคนเศษ ปัญหากำลังคนของกระทรวงสาธารณสุขก็จะ เบาบางลงมาก แต่ที่ผ่านมาไม่เคยมีรัฐบาล ใดเหลียวแลปัญหานี้เลย หรือคิดอีกวิธกี ค็ อื เปลีย่ นข้าราชการ ของกระทรวงสาธารณสุขทั้งหมดไปเรียกเป็น อย่างอื่น ที่มอบอำนาจให้กระทรวงสามารถ จัดการบุคลากรได้ ภายใต้วงเงินงบประมาณ ที ่ ไ ม่ ม ากกว่ า เดิ ม เพื ่ อ สร้ า งประสิ ท ธิภาพ และความเป็ น ธรรม ก็ ย ั ง ดี ก ว่ า สร้ า งสอง มาตรฐานอย่างที่เป็นอยู่ ฤาปัญหากำลังคนภาคสาธารณสุข จะถูกทอดทิ้งเช่นทุกรัฐบาลที่ผ่านมา


สถานการณ์สุขภาพ

ศูนย์ข่าวมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่

ถ้ า ไม่ ร ณรงค์ จ ะมี ค นสู บ บุ ห รี่ ม ากกว่ า นี้ ศ.นพ.ประกิ ต วาที ส าธกกิ จ เลขาธิ ก ารมู ล นิ ธิ ร ณรงค์ เ พื่ อ การไม่ สู บ บุ ห รี่ เ ปิ ด เผยว่ า วั น งดสู บ บุ ห รี่ โ ลกที่ เ พิ่ ง ผ่ า นไป คำถามที่ สื่ อ มวลชน ถามกั น มากที่ สุ ด คื อ ทำไมรณรงค์ กั น มาตั้ ง นมนานแล้ ว จำนวนคนสู บ บุ ห รี่ จึ ง ยั ง มากอยู่ วั ย รุ่ น และผู้ ห ญิ ง ก็ เ ห็ น สู บ กั น มากขึ้ น

หนังสือพิมพ์บางฉบับก็จั่วหัวข่าวว่า “รณรงค์ ไม่สูบบุหรี่ล้มเหลว รัฐสูญเงินเปล่า” ที่เกิดความเข้าใจกันเช่นนี้ เพราะเมื่อยี่สิบ กว่าปีก่อนจำนวนคนไทยที่สูบบุหรี่มีประมาณ 11-12 ล้านคน การสำรวจครั้งล่าสุดเมื่อ พ.ศ. 2552 ก็มีคน ไทยที่สูบบุหรี่ประมาณ 12 ล้านคน จึงดูเหมือนกับว่า รณรงค์มายี่สิบปีแล้วจำนวนคนสูบบุหรี่ยังเท่าเดิม แสดงว่าทำงานไม่ได้ผล แต่ในความเป็นจริง หากไม่มี การรณรงค์หรือว่ารณรงค์แล้วไม่ได้ผล จำนวนคน ไทยที่สูบบุหรี่ในขณะนี้จะมีถึง 16-17 ล้านคน ตาม จำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้น หากอัตราหรือเปอร์เซ็นต์ การสูบไม่ลดลง

แต่ที่จำนวนคนสูบไม่เพิ่มขึ้น ทั้งที่จำนวน ประชากรเพิ่มขึ้น ก็เพราะอัตราในเพศชายที่สูบ 60 เปอร์เซ็นต์ เมื่อยี่สิบปีก่อนลดลงมาเหลือ 40 เปอร์ เ ซ็ น ต์ ในขณะที ่ เ พศหญิ ง ลดลงจาก 5 เปอร์เซ็นต์ เหลือ 3 เปอร์เซ็นต์ ที่หลายฝ่ายคิดว่า เรารณรงค์กันมากนั้น ที่จริงไม่มากเลย

เมษายน - มิถุนายน 2554

55


คนทำงานรณรงค์ไม่สูบบุหรี่ก็มีแค่ หยิบมือเดียว รวมทั้งประเทศไทยเราใช้งบ ประมาณน้ อ ยมาก ในการสนั บ สนุ น การ รณรงค์ ใ ห้ ค นสู บ บุ ห รี ่ น ้ อ ยลง กระทรวง สาธารณสุ ข และ สสส. ใช้ เ งิ น รวมกั น แล้ ว ทั้งหมดไม่ถึงสองร้อยล้านบาทต่อปี เฉลี่ย แล้ ว คื อ 3 บาท ต่ อ หั ว ประชากรต่ อ ปี สามบาทก็ เ ท่ า กั บ ค่ า ซื ้ อ บุ ห รี ่ เ พี ย งหนึ ่ ง ถึ ง สองมวนเท่านั้น เทียบกับสหรัฐอเมริกา ที่ ศูนย์ควบคุมโรคกลางของเขาแนะนำให้รัฐ ต่างๆ ใช้งบประมาณ 12.34 ดอลลาร์ต่อหัว ประชากรต่อปี นั่นคือเขาใช้งบประมาณ 376 บาทต่อหัวประชากรต่อปี เมื่อสี่สิบเจ็ดปีก่อนที่รัฐบาลอเมริกา เริ่มรณรงค์ไม่สูบบุหรี่ เขามีผู้สูบบุหรี่ห้าสิบ ล้านคน จากประชากรหนึ่งร้อยห้าสิบล้านคน ณ วันนี้อเมริกามีผู้สูบบุหรี่สี่สิบหกล้านคน จากประชากรสามร้อยล้านคน ประชากรของ เขาเพิ่มขึ้นเท่าตัว แต่จำนวนผู้สูบบุหรี่ลดลง สี่ล้านคน เป็นผลจากการที่อัตราการสูบของ เขาลดลงครึ่งหนึ่ง ในช่วงเวลาสี่สิบกว่าปีที่ ผ่านมา

56

ปีที่ 12 ฉบับที่ 4 โรงพยาบาลชุมชน

ความจริงการรณรงค์ควบคุมการสูบ บุหรี่จะไม่ยากเท่านี้ หากไม่ใช่เพราะปัจจัย สามข้อ คือการที่บุหรี่เป็นสิ่งเสพติดที่มีอำนาจ การเสพติดเทียบเท่าเฮโรอีน คนไทยที่ติด บุหรี่ที่ผ่านมาจะมีสามในสิบคนเท่านั้นที่เลิก สูบได้ ที่เหลือติดจนตาย สอง ความพยายามทุ ่ ม เทกลยุ ท ธ์ ทางการตลาดของบริษัทบุหรี่ในการหาลูกค้า ใหม่ที่เป็นเยาวชน มาทดแทนผู้สูบที่เลิกสูบ หรือเสียชีวิต เช่น ใช้พริตตี้ส่งเสริมการขาย ทุ่มงบประมาณทำ “กิจกรรมเพื่อสังคม” เพื่อ ลดทอนกระแสการควบคุมยาสูบ เพื่อปิดปาก บุคคลหรือองค์กรที่รับเงินเขา และสาม คือการที่บริษัทบุหรี่รวมทั้ง โรงงานยาสู บ ไทยพยายามขั ด ขวางทุ ก มาตรการควบคุมยาสูบที่เสนอโดยกระทรวง สาธารณสุ ข เช่ น การคั ด ค้ า นการขึ ้ น ภาษี คั ด ค้ า นการพิ ม พ์ ค ำเตื อ นขนาดใหญ่ ข ึ ้ น คัดค้านการห้ามใช้สารปรุงแต่งที่ล่อให้คนสูบ เช่น เมนทอล สำหรั บ ประเทศไทย นอกจากการ สนั บ สนุ น ด้ า นงบประมาณในการควบคุ ม

ยาสู บ ที ่ น ้ อ ยแล้ ว การบั ง คั บ ใช้ ก ฎหมาย ควบคุ ม การตลาดของบริ ษ ั ท บุ ห รี ่ และ กฎหมายห้ามสูบบุหรี่ในที่สาธารณะ ก็ทำกัน แบบไทยๆ เราจึงยังมีคนไทยที่สูบบุหรี่ 12 ล้านคน และจะมีเท่านี้ไปอีกนาน หากเรายัง ทำงานกันแบบที่ทำอยู่ แล้วชาวโรงพยาบาลชุมชนและสถานี อนามัยมีส่วนร่วมในการสร้างสังคมไทยที่ ปลอดบุหรี่มากน้อยแค่ไหน หากช่วยกันเต็ม แรง เชื่อว่าจำนวนผู้สูบบุหรี่ของไทยจะลดลง อย่างเหลือเชื่อ


ทันตะภูธร ทพญ.มยุรฉัตร ฉายอรุณ โรงพยาบาลภาชี จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

ไปเยี่ ย มบ้ า นกั น เถอะ หมอคะ คนไข้ แ ปรง ฟั น ไม่ ไ ด้ ค่ ะ ปวดฟั น บ้ ว น น้ ำ แ ล้ ว ก ลื น เข้ า ไปเลย วันศุกร์อากาศร้อนแสบจนแทบ ไม่อยากเดินออกนอกห้องฟันออกไปกินข้าว แต่เรามีกำหนดเยี่ยมบ้านสาว สาว สาว ซึ่ง จำได้ว่าคราวก่อนที่เราไปบ้านมีกลิ่นไม่พึง ประสงค์เป็นอย่างมาก แถมยังมุงหลังคา ด้วยสังกะสีอีกต่างหาก ตายแน่ๆ ชั้น อายไลน์เนอร์ที่บรรจงเขียนมาเมื่อเช้ามันต้อง คลุ ก เคล้ า กั บ หนั ง ตาอั น เหี ่ ย วย้ อ ยแล้ ว ละลายไปกับสายเหงื่อที่ไหลรินเป็นแน่ เรื่องเริ่มที่ว่าคุณพี่พยาบาลเยี่ยม บ้ า นมื อ อาชี พ ระดั บ มี ร างวั ล รั บ ประกั น เค้ า ชวนเราไปเยี ่ ย มบ้ า นสาว สาว สาว (ครอบครัวนี้ใครมาอำเภอนี้ ต้องไปเยี่ยม ชมเสมอๆ คุณยายแม่ของคนทั้งบ้านบอก

ว่า มีคนมาถ่ายไปออกทีวีเรื่อยแหละ ถ่ายรูป ด้วย ยายไม่เคยได้สักใบ-ยายคะ เดี๋ยวหนู เอามาให้นะคะ สัญญา) บ้านนี้จะมีคุณยาย อายุแปดสิบ เป็นคุณแม่ของ 2 สาวปกติที่ ทำงานได้ และ 3 สาวพิ เ ศษ ที ่ พ ิ ก ารใน รูปแบบต่างๆ กันไป 2 สาวเดินไม่ได้ อีก 1 สาวก็ คุ ย ไม่ ค ่ อ ยจะรู ้ เ รื ่ อ งกั น จะมี ค นที ่ สบายดีอยู่ 1 คน เคยมาโรงพยาบาลด้วย อาการ hyperventilation บ่อยซะจนต้อง ออกเยี่ยมบ้านแล้วมาพบกับสาวๆ ที่เหลือ ...พี่เค้าบอกว่า คนไข้ที่เราจะมาเยี่ยมวันนี้ บางครั้งนั่งคุยอยู่ดีๆ ก็ เอ้า... เฮ้ย ....มึงมา ด้วยเหรอ คิดไปคิดมา เราจะคุยกันรู้เรื่อง ไหมเนี่ย เพราะโจทย์ที่เราได้รับคือ หมอคะ เมษายน - มิถุนายน 2554

57


คนไข้แปรงฟันไม่ได้ค่ะ ปวดฟัน บ้วนน้ำ แล้วกลืนเข้าไปเลย (คนไข้คนนี้เป็นลูกสาว คนเล็กที่ปัญญาอ่อน) อืม...อึ้งรับประทาน ไป 30 วินาที ....ได้ค่ะ งั้นไว้ไปวันศุกร์นะ คะ บ่ายโมงเจอกัน เดี๋ยวขอไปคิดก่อนว่าจะ เริ่มตรงไหนดี ต้องเอาอะไรไปบ้าง แล้วจะให้แปรงฟันได้ไงเนี่ย-ยังดี นะ มือยังไม่พิการ มิฉะนั้นคงได้รังสรรค์ แปรงด้ามสะบึมไปให้แน่ๆ ตกปากรับคำไป แล้ว ก็เดินกลับไปที่ฝ่ายชวนแมวเหมียว (ทันตาภิบาล นามสมมุติ) ไปถ่ายรูปด้วย ว่า แต่..เราจะทำไงให้เค้าแปรงฟันได้ จะไปอีก ไม่กี่วัน ว่าแล้วก็ช่วยกันนั่งคิด เออ... เอา แปรงไปนี่แหละ หมดโหลเลย ยาสีฟันด้วย

58

ปีที่ 12 ฉบับที่ 4 โรงพยาบาลชุมชน

รู ป ด้ ว ย สติ ก เกอร์ ด ้ ว ย พร้ อ มกระเป๋ า โครงการ 1 ใบ ...และแล้ว วันศุกร์ก็มาถึงหมอคะเดี๋ยวช่อง 7 จะไปด้วยนะคะ อ้าว ซะงั้น รีบกลับไปเติมหน้าทาปากอย่างเร่ง ด่วน ทำไมไม่บอกกันก่อนจะได้ไปทำผม ยกหน้า ฉีดโบทอกซ์ซะด้วยเลยจะได้งามๆ บ่ายสอง...เวลาที่รอคอยก็มาถึงอากาศยังร้อนจนแสบตัว (นี่โลกมันร้อนขึ้น หรือเรามัวแต่นั่งในห้องแอร์ไม่เคยออกแดด เวลานี้) เราทั้งหมด 7 คนเข้ามานั่งบนบ้าน คุยไป ทีวีก็ถ่ายไป น้องฝ่ายกายภาพ เอา ตุ๊กตาสีขาวนุ่มมาฝาก พร้อมนั่งคุยกันไป สนุกดีหัวเราะตลอด ที่ขำเนี่ย ขำตัวเองที่ฟัง เค้าไม่รู้เรื่องแต่ยังคุยกันอย่างสนุกสนาน


สักพักเรามีของเล่นใหม่มาฝากอีก นั่นคือ วิ ท ยุ “อยากได้ ม านานแล้ ว เพราะเครื ่ อ ง เก่าพัง” พี ่ พ ยาบาลบอกว่ า ต้ อ งให้ ห มอ ตรวจฟันก่อนนะเพราะคราวก่อนที่ปวดฟัน มา ผลการตรวจพบว่า อืม...พอใช้ได้ ถ้าเค้า ยอมไปโรงพยาบาลจะดีมาก จะรักษาให้ เกลี้ยงเลย แต่ข้อจำกัดคือเค้าไม่ไป เคยไป ครั ้ ง หนึ ่ ง นานมาแล้ ว ไม่ ย อมถอนฟั น ตอนนี้ฟันหลุดหายไปแล้ว คราวก่อนที่น้อง ทันตาฯ มาเยี่ยมก็ไม่ยอมถอน เอายาไปกิน แทน ไม่เป็นไร.... นี่เป็นครั้งแรกที่เราภาวนา ให้ฟันคนไข้หลุดไปหมดๆ ปากเสียทีจะได้ ไม่ต้องปวดกันอีก พอตรวจเสร็จเราก็ย้าย กันลงมาข้างล่างมาที่โอ่งน้ำหน้าบ้านเตรียม แปรงสีฟัน ให้ลองแปรงเปล่าๆ ก็! ทำได้ horizontal scrub ตามฉั น ทลั ก ษณ์ ทุ ก ประการ ถึ ง แม้ จ ะดู เ ก้ ๆ กั ง ๆ ก็ ต าม

แปรงได้ ส ั ก พั ก จึ ง ค่ อ ยบี บ ยาสี ฟ ั น ใส่ เ ท่ า เมล็ดข้าวโพด แปรงอยู่ประมาณ 2 นาที แล้ ว ก็ ย ั ง ไม่ ม ี ท ี ท ่ า ว่ า จะเลิ ก รา คนไข้ ดู เหนื่อย แปรงแล้วหยุดเป็นพักๆ สงสัยว่า อาการโรคหัวใจจะกำเริบหรือเปล่า ถ้าแปรง ฟันแล้วคนไข้หัวใจหยุดเต้น แล้วเราจะต้อง CPR กันทั้งฟองๆ อย่างนี้เลยหรือ ว่าแล้ว เราจึ ง ต้ อ งช่ ว ยกั น เอาแปรงออกจากปาก พร้ อ มแนะนำว่ า อย่ า แปรงนานเกิ น อย่ า แปรงแรงเกิน เดี๋ยวเลือดออกนะ ถ้าเหนื่อย แล้วต้องหยุด จึงได้เลิกแปรงฟันแล้วล้าง แปรงสีฟันอย่างสะอาด เก็บแปรงสีฟันไว้ อย่างดีในตะกร้าใกล้โอ่งน้ำนั่นแหละ จบการสอนแปรงฟัน พวกเราก็ ไปยืนฟังคนไข้เล่าเรื่องปวดหัว เหนื่อย ร้อน อะไรไปตามเรื่องอยู่สักพักใหญ่ พร้อมกับ ถ่ายรูปบริเวณรอบๆ บ้านที่อยู่ ปีนี้ดีขึ้น บ้านต่อเติมไปเยอะขึ้น ห้องน้ำมีสังกะสีกั้น

แล้วเมื่อก่อนเป็นผ้ากั้นไว้ ของที่ขายมีเยอะ ขึ้น วันนี้คนในบ้านมีความสุขมากขึ้น เพราะ ไม่ต้องป่วยแล้วไปโรงพยาบาลยามค่ำคืน มีข้าวปลากินครบทุกมื้อ มีบ้านที่สะอาดขึ้น มีประชาคมคอยช่วยเหลือ หลังจากภารกิจเสร็จสิ้น เรากลับ โรงพยาบาลพร้อมทั้งคำถามในใจว่า คนไข้ จะแปรงฟั น ได้ เ องตลอดไปไหม โปรด ติดตามตอนต่อไป (เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ เพราะยัง มี บ ้ า นอี ก หลายหลั ง ที ่ พ ยาบาลต้ อ งออก เยี่ยม) ใครเคยไปเยี่ยมบ้านก็จะทราบว่างาน เยี่ยมบ้านเป็นความสุขอีกแบบหนึ่งที่เราจะ มอบให้คนไข้และตัวเองได้นะคะ ถ้าใคร ชวนเยี่ยมบ้าน อย่าปฏิเสธ-ลองไปดูสักครั้ง แล้วจะติดใจ สุ ด ท้ า ยนี ้ ข อขอบคุ ณ เจ้ า หน้ า ที ่ ฝ่ายทันตสาธารณสุข และผู้เกี่ยวข้องในงาน เยี่ยมบ้านโรงพยาบาลภาชี ทุกท่านค่ะ

เมษายน - มิถุนายน 2554

59


H o t l i n e งูเขียวหางไหม้

• คอลัมน์นี้ขอเริ่มด้วยผลการเลือกตั้ง ทั ่ ว ไปอย่ า งเป็ น ทางการ (ตาม ประกาศ กกต. วั น ที ่ 5 กรกฎาคม 2554) มีข้อมูลที่น่าสนใจที่ควรค่าแก่ การบันทึกไว้คือ จำนวนผู้มาใช้สิทธิ สูงเป็นประวัติการณ์ถึง 35,203,107 คน หรือ 75.03% พรรคการเมืองที่ได้ จำนวนที่นั่งสูงสุด 5 อันดับแรกดัง ตาราง • การเปลี ่ ย นขั ้ ว ของรั ฐ บาลในครั ้ ง นี ้ คงเป็นไปตามความคาดหมาย เพียง แต่หลายคนนึกไม่ถึงว่าจะชนะขาด ถึงเพียงนี้ เท่ากับเป็นการปิดฉากข่าว ลื อ การทำรั ฐ ประหาร หรื อ การตั ้ ง รัฐบาลโดยพรรคที่มีคะแนนอันดับ 2 อั น จะนำไปสู ่ ค วามวุ ่ น วายไปโดย สิ ้ น เชิ ง การชนะขาดทำให้ ก ารตั ้ ง รัฐบาลต้องเป็นไปตามครรลองเสียง ประชาชน แม้ว่าจะไม่ถูกใจหลายคน ก็ ต าม แต่ ก ็ เ ป็ น สิ ่ ง ที ่ ต ้ อ งยอมรั บ เป็นกติกาของสังคมที่แม้จะรู้ว่าต่อไป จะเน่า แต่ก็น่าจะดีกว่าอำนาจนอก ระบบที่หากเข้ามาแล้วเน่ากว่าแน่ๆ • ในประเด็น “ความเหลื่อมล้ำ” หรือ

60

ปีที่ 12 ฉบับที่ 4 โรงพยาบาลชุมชน

อันดับ พรรคการเมือง ที่นั่งแบบแบ่งแขต ที่นั่งแบบบัญชีรายชื่อ ที่นั่งรวม

1 พรรคเพื่อไทย (พท.) 2 พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) 3 พรรคภูมิใจไทย (ภท.) 4 พรรคชาติไทยพัฒนา (ชทพ.) 5 พรรคพลังชล 6 พรรคชาติพัฒนา เพื่อแผ่นดิน (ชพน.)

204

61 265

115

44 159

29 15

5 34 4 19

6 5

1 7 2 7

ทัศนะเรื่องไพร่นั้น น่าสนใจอย่างยิ่ง ว่ า พรรคเพื ่ อ ไทยซึ ่ ง ประกอบด้ ว ย กลุ ่ ม คนที ่ เ ป็ น นั ก ธุ ร กิ จ และเป็ น นายทุนทั้งสิ้น การนำเรื่องการปฏิรูป ที่ดิน การกระจายอำนาจ หรือเรื่อง การจัดโครงสร้างภาษีใหม่ เช่น ภาษี ที ่ ด ิ น นั ้ น จะเป็ น ไปได้ จ ริ ง หรื อ อาจารย์ณรงค์ เพชรประเสริฐ แห่ง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยบอกไว้ว่า “จากเดิมพรรคเพื่อไทยและคนเสื้อ •

แดงเรียกตัวเองว่าไพร่ แต่เมื่อไพร่เข้า สู่อำนาจรัฐก็จะกลายเป็นอำมาตย์ไป โดยปริยาย คนที่ไม่ได้อยู่ในอำนาจก็ กลายเป็นไพร่แทน ในเมื่อสังคมมัน จำกัดกันอยู่ที่คน 2 กลุ่มนี้ ไม่ได้เปิด โอกาสให้ ม ี ก ารแก้ ไ ขปั ญ หาอื ่ น ๆ หรื อ การรวมตั ว กั น ของคนกลุ ่ ม อื ่ น สุ ด ท้ า ยก็ จ ะเกิ ด ความขั ด แย้ ง กั น เหมือนเดิม” ดร.โอฬาร ไชยประวั ต ิ หั ว หน้ า ที ม


เศรษฐกิจของพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า จะต้องดีขึ้นกว่าระบบปัจจุบัน และ จากรั ก ษาฟรี น ั ้ น ตนไม่ เ ห็ น ด้ ว ย พรรคเพื่อไทยจะดำเนินนโยบายตาม เนื ่ อ งจากจะทำให้ ค นไข้ เ กิ ด ความ โดยส่วนตัวก็พร้อม ที่ จะเข้าไป โครงการจั ด การน้ ำ ที ่ จ ะสร้ า งงาน สับสน และประชาชนที่มีฐานะยาก ดู แ ลงานในกระทรวงสาธารณสุ ข เพิ่มขึ้นอีกปีละ 5–6 แสนคนในภาค เพราะมี ป ระสบการณ์ เคยเป็ น จนจริงๆ จะได้รับผลกระทบ เพราะ รั ฐ มนตรี ช ่ ว ยว่ า การกระทรวง การเกษตร ส่ ว นภาคอุ ต สาหกรรม อย่าลืมว่า 30 บาทของคนจน ไม่ได้ สาธารณสุขมาก่อน แต่นายโอฬาร นั ้ น จะมี ก ารจ้ า งงานเพิ ่ ม ขึ ้ น ใน หาง่ายๆ และพวกเขาก็ไม่ได้ต้องการ ไชยประวั ต ิ แคนดิ เ ดตรั ฐ มนตรี ค น อุตสาหกรรมยานยนต์ อะไหล่ยนต์ มาหาหมอแบบสุรุ่ยสุร่าย เนื่องจาก หนึ ่ ง ของพรรคเพื ่ อ ไทย บอกว่ า ฐานเทคโนโลยียานยนต์จะย้ายมาสู่ ส่วนใหญ่หากไม่เจ็บป่วยจริงๆ จะไม่ นโยบาย 30 บาทของพรรคเพื่อไทย ประเทศไทยเพิ ่ ม ขึ ้ น สำหรั บ ภาค มา เพราะจะใช้เวลาในการประกอบ ทำไม่ได้ ซึ่งแย้งกัน บริการ เช่น การท่องเที่ยว การศึกษา อาชี พ มากกว่ า นพ.เกรี ย งศั ก ดิ ์ การพัฒนาคุณภาพการศึกษา การ • ส่ ว นนายจุ ร ิ น ทร์ ลั ก ษณวิ ศ ิ ษ ฎ์ กล่ า วว่ า “ไม่ อ ยากให้ พ รรคเพื ่ อ รมว.สาธารณสุข กล่าวว่า เสียดาย รั ก ษาพยาบาล การเพิ ่ ม ขึ ้ น ของ ไทยหลงทาง เพราะข้อเท็จจริงทุกคน ที ่ น โยบายบั ต รประชาชนใบเดี ย ว ปริมาณและคุณภาพของภาคบริการ ทราบดี ว ่ า นโยบายหลั ก ประกั น รักษาฟรีทั่วประเทศ 48 ล้านคนที่ได้ ที่กล่าวมาสามารถทำให้ประเทศไทย สุขภาพถ้วนหน้า มาจากพรรคเพื่อ เคยดำเนินการไว้ เพราะพรรคเพื่อ ไทย ซึ่งเป็นโลโก้อยู่แล้ว” ส่วนอีก เกิ ด สิ ่ ง ที ่ เ รี ย กว่ า medical tourism ไทยประกาศแล้วว่า หากเป็นรัฐบาล มากขึ้น ภาคบริการทั้งหมดสามารถ เรื่องที่อยากให้รัฐมนตรีคนใหม่เร่ง จะนำนโยบาย 30 บาทกลั บ มา สร้างงานได้อีก 5-6 แสนคน ครับมา ดำเนินการ คือ การแก้ปัญหาความ แล้วเห็น Medical Hub มาอีกแล้ว น่า เนื่องจากมองว่าเป็นจุดที่เราผลักดัน สั ม พั น ธ์ ร ะหว่ า งผู ้ ป ่ ว ยและคนไข้ โดยเฉพาะปัญหาร่าง พ.ร.บ. จะมีโครงการผลิตแพทย์เพื่อชาวต่าง จนข้ า มพ้ น มาแล้ ว เพื ่ อ ช่ ว ยให้ ค น คุ้มครองผู้เสียหายจากการรับบริการ ชาติเพิ่มอีกสักโครงการ เพื่อลดการ ไทยได้รับบริการรักษาพยาบาลทั่วถึง สาธารณสุข พ.ศ. ... ซึ่งเป็นประเด็น ดูดแพทย์และบุคลากรจากชนบทให้รู้ แต่การนำนโยบาย 30 บาทรักษาทุก ล่อแหลมที่ต้องแก้ไขโดยด่วน แล้วรู้รอดไป โรคกลับมา จะเป็นการย้อนกลับไป • วันที่ 7 ก.ค. ที่พรรคเพื่อไทย นาย ยั ง จุ ด เดิ ม ส่ ว นที ่ เ กรงว่ า การทำ • ระเบิดทางนโยบายลูกสำคัญที่พรรค เพื่อไทยหาเสียงไว้คือ นโยบายปรับ วิ ช าญ มี น ชั ย นั น ท์ ประธานภาค นโยบายกลับไปกลับมา อาจทำให้ ขึ ้ น ฐานเงิ น เดื อ นระดั บ ปริ ญ ญาตรี กทม. และแคนดิเดต รมว. สาธารณประชาชนสั บ สนในนโยบายการ สุข โควตา กทม. ของคุณหญิงสุดา รักษาพยาบาลนั้น เห็นว่าเป็นหน้าที่ ที่จะเข้าทำงานในหน่วยงานราชการ รัตน์ เกยุราพันธุ์ กล่าวว่า จะรื้อฟื้น รัฐบาลชุดใหม่ทจ่ี ะชีแ้ จงกับประชาชน และรั ฐ วิ ส าหกิ จ เพิ ่ ม เป็ น 15,000 นโยบาย 30 บาท รักษาทุกโรคกลับ เพื่อให้เกิดความเข้าใจ บาทต่ อ เดื อ น โดยให้ ม ี ผ ลในเดื อ น มาใช้ จากปัจจุบันที่ใช้หลักประกัน • ในเรื่องการกลับมาใช้ 30 บาทรักษา ต.ค. นี ้ เรื ่ อ งนี ้ เ ป็ น ข่ า วดี ก ั บ คนที ่ สุขภาพถ้วนหน้ารักษาฟรี ซึ่งเงินที่ ทุกโรคนั้น นพ.เกรียงศักดิ์ วัชรนุกุลอยู ่ ใ นวงราชการ แต่ น ายนนทิ ก ร จ่ายจะทำให้ประสิทธิภาพการรักษา เกียรติ ประธานชมรมแพทย์ชนบท กาญจนะจิ ต รา เลขาธิ ก ารคณะ ดีขึ้น เพราะรัฐจะสามารถเก็บเงินเข้า กล่าวว่า กรณีนโยบายหลักประกัน กรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) รัฐได้ 4 พันล้านบาท บริการทุกอย่าง สุ ข ภาพ 30 บาท ซึ ่ ง จะเปลี ่ ย น ได้ให้ความเห็นแบบราชการว่า การ

เมษายน - มิถุนายน 2554

61


กำหนดให้ปรับขึน้ เงินเดือนข้าราชการ นั ก เรี ย นทุ น วิ ช าชี พ สุ ข ภาพกว่ า หน้ า ยาก เพราะยั ง มี ก ารคั ด ค้ า น และรั ฐ วิ ส าหกิ จ สามารถทำได้ ใ น 30,000 รายที่ยังเป็นเพียงแค่ลูกจ้าง อย่างหนักจากแพทยสภา แม้ว่าเรื่อง ลักษณะค่อยเป็นค่อยไป โดยทยอย นี้จะเป็นประโยชน์กับประชาชนอย่าง ชั่วคราว รวมทั้งเรื่องกระจายอำนาจ เห็นๆ งานนี้ท่าทางจะแท้งลูกอย่าง ขึ้นไม่เกินครั้งละร้อยละ 10 หากเกิน เรื่องระบบสาธารณสุขสู่ท้องถิ่นด้วย อั น นี ้ เ ป็ น สามโจทย์ ใ หญ่ ท ี ่ ร อการ กว่านี้ จะต้องเสนอรัฐบาลให้แก้ไข แน่ น อน เพราะโดยพรรคประชาตัดสินใจเชิงนโยบาย ธิปัตย์เตะถ่วงดองเย็นในสภา แล้วมี กฎหมาย กรณีนี้เป็นการปรับขึ้นเงิน เดื อ นสู ง ถึ ง ร้ อ ยละ 50 จึงต้องปรับ • นายวิชาญ มีนชัยนันท์ ได้กล่าวหา แนวโน้มที่พรรคเพื่อไทยจะขูดมดลูก โครงสร้างบัญชีเงินเดือนข้าราชการ เสียงกับข้าราชการกระทรวง ซ้ ำ คงยากที ่ จ ะคลอดกฎหมายดี ๆ ใหม่ ท ั ้ ง หมด การปรั บ ขึ ้ น เงิ น เดื อ น สาธารณสุ ข แบบเหยี ย ดหยั น พรรค เช่นนี้ออกมาได้ ประชาธิ ป ั ต ย์ ท ี ่ ท ำไม่ ไ ด้ ว ่ า ปั ญ หา • นายปั ้ น วรรณพิ น ิ จ เลขาธิ ก าร ข้าราชการ จึงต้องทำให้ครอบคลุม ทั้งหมด ไม่ใช่เพียงข้าราชการบรรจุ ขาดแคลนบุ ค ลากรนั ้ น วิ ธ ี ก ารแก้ สำนั ก งานประกั น สั ง คม (สปส.) ปัญหาไม่ยาก เพียงแค่การเจรจากับ กระทรวงแรงงาน กล่าวว่านายจ้าง ใหม่ แต่ข้าราชการเดิมต้องได้รับการ ก.พ. เท่านั้น แต่ที่ผ่านมา กลับไม่มี กว่า 3.2 หมื่นรายจากสถานประกอบ ปรับเงินเดือนบวกประสบการณ์ด้วย การดำเนินการอย่างจริงจัง จากนั้น การ 4 แสนราย ค้างชำระเงินสมทบ เช่นกัน แบบนี้แปลว่าอานิสงส์ถ้วน ควรมีการเพิ่มข้อตกลง ในเรื่องของ กองทุ น ประกั น สั ง คม ซึ ่ ง เป็ น เงิ น หน้ า ครั บ แต่ ป ระเทศคงจนไปมาก ภาษีคงหมดกับเงินเดือนไปจนแทบ สวัสดิการเงินช่วยเหลือการทำงาน สะสมกว่า 3 พันล้าน ซึ่งมีผลกระทบ ทางอ้อม เช่น ลูกจ้างถูกหักเงินไป จะไม่มีงบดำเนินการ อันนี้เป็นดาบ พื้นที่เสี่ยงภัย รวมทั้งภาระงาน เพื่อ แล้ ว แต่ น ายจ้ า งไม่ จ ่ า ย ซึ ่ ง หมาย สองคมครับ เผลอๆ คมที่หันเข้าหา ป้ อ งกั น แพทย์ ส มองไหล ที ่ ส ำคั ญ สธ. ควรดู แ ลกั น เองในเรื ่ อ งการ ตัวจะบาดตัวจนประเทศไทยบาดเจ็บ ความว่าก็ไม่มีการนำส่งเงินสมทบ สาหัสได้ จัดสรรบุคลากร สธ. โดยตั้งเป็นคณะ ของลูกจ้างด้วยเช่นกัน ซึ่งในจำนวน • โจทย์ใหญ่ในเชิงนโยบาย ที่ทุกพรรค กรรมการจัดหาบุคลากรสาธารณสุข กว่า 3.2 หมื่นรายนี้มีกว่า 1 หมื่นราย ไม่ได้เอ่ยถึงเลยในช่วงการหาเสียง โดยเฉพาะ เรียกว่า กสธ. อันนั้นก็ ที่หยุดกิจการชั่วคราว ส่วนที่เหลือ เลือกตั้งมีหลายเรื่อง เช่น ความชัด เป็นความคิดอ่านตอนหาเสียง ตอน ยังไม่หยุด ดังนั้นต้องเร่งสะสาง หาก นี ้ ไ ด้ อ ำนาจมาแล้ ว ก็ ฝ ากช่ ว ยกั น เจนต่อกรณีการยุบรวมระบบบริการ สถานประกอบการยังไม่ทำอะไรเลย สุขภาพทั้ง 3 สิทธิ คือ ระบบรักษา ตรวจสอบติดตามครับว่า จะทำได้ ก็ต้องยึดบัญชีธนาคาร อันนี้ก็เป็น ฟรี ประกั น สั ง คม และระบบสิ ท ธิ จริงหรือเปล่า กล้าหรือเปล่า และจะ ปั ญ หาในระบบที ่ ย ากที ่ จ ะแก้ ไ ขได้ สวั ส ดิ ก ารข้ า ราชการ ซึ ่ ง ก็ ค วรจะ ทางออกที ่ ด ี ท ี ่ ส ุ ด ก็ ค ื อ การยุ บ รวม ทำได้รวดเร็วตามที่พูดไว้แค่ไหน ชัดเจนแล้วว่าจะยุบหรือไม่ หรือถ้า • สำหรั บ ร่ า ง พ.ร.บ. คุ ้ ม ครองผู ้ เ สี ย กองทุ น ประกั น สุ ข ภาพมารวมกั บ หากไม่ยุบ ก็ควรมีแนวทางอื่นเพื่อจะ หายจากการรั บ บริ ก ารสาธารณสุ ข กองทุนหลักประกันที่ สปสช. ดูแล จัดบริการสุขภาพแบบไม่เหลื่อมล้ำ พ.ศ. ... ซึ่งประเด็นนี้ยังค้างคาอยู่ใน ครับ แล้วก็รับเงินรายหัวจากรัฐบาล แก่ประชาชน อันที่สองคือนโยบาย สภาฯ และไม่รู้ว่าจะมีการประกาศใช้ ไปเลย แบบนี ้ จ ึ ง ลดปั ญ หาลงได้ เรื่องระบบดูแลบุคลากร โดยเฉพาะ จริงเมื่อไร ปัญหาเหล่านี้ดูเหมือนว่า ชะงัก ผู้ประกันตนก็ไม่ต้องเดือดร้อน เรื ่ อ งการจั ด การกั บ ตำแหน่ ง ของ พรรคการเมืองต่างๆ ก็รู้ดี และคงเดิน กับการไม่ส่งเงินของนายจ้างครับ

62

ปีที่ 12 ฉบับที่ 4 โรงพยาบาลชุมชน


H o t l i n e • กระทรวงการคลัง เริ่มเพี้ยนทิ้งท้าย รั ฐ บาลอภิ ส ิ ทธิ์ ออกหนังสือให้คืน สิ ท ธิ ก ารเบิ กจ่ายยาบรรเทาอาการ ข้ อ เสื ่ อ ม (กลู โ คซามี น ) แก่ ก องทุ น ข้าราชการสวัสดิการเหมือนเดิมนั้น ทำให้ นพ.ยศ ตี ร ะวั ฒ นานนท์ หัวหน้าโครงการประเมินเทคโนโลยี และนโยบายด้ า นสุ ข ภาพ สั ง กั ด กระทรวงสาธารณสุข ในฐานะ 1 ใน คณะกรรมการชุ ด นี ้ ไ ด้ ต ั ด สิ น ใจ ถอนตั ว ออก ด้ ว ยเหตุ ผ ลที ่ รู ้ ส ึ ก ว่ า กระทรวงการคลังมีการตัดสินใจที่ไม่ ตั ้ ง อยู ่ บ นพื ้ น ฐานความเป็ น ธรรม อาศั ย แค่ ร ะบบอำนาจของคณะ กรรมการใหญ่ แ ละคำสั ่ ง ทางการ เมืองเป็นหลัก • ส่ ว นแพทยสภา ซึ ่ ง ปั จ จุ บ ั น ถู ก ครอบงำไปด้ ว ยแพทย์ เ อกชนและ แพทย์เฉพาะทางได้ชื่นชมว่าเป็นการ ออกประกาศลั ก ษณะนี ้ ถ ื อ ว่ า ดี ต ่ อ ทุกฝ่าย ส่วนการคุมการเบิกจ่ายโดย ห้ามเบิกตรงนั้น ก็เป็นอีกแนวทางใน การควบคุ ม ค่ า ใช้ จ ่ า ยไปในตั ว แต่ เชื่อเถอะครับว่า ยานี้จะมีมูลค่าสูง ไม่ต่างจากเดิมแม้จะจ่ายเงินเองไป ก่ อ นแล้ ว ค่ อ ยเบิ ก คื น ที ห ลั ง ส่ ว น นพ.ไพจิ ต ร์ วราชิ ต ปลั ด กระทรวง สาธารณสุ ข (สธ.) ก็ ล อยตั ว อย่ า ง ที่สุด ให้ความเห็นว่ากรมบัญชีกลาง น่าจะมีการแจ้งข้อมูลให้ทางสถาน พยาบาล หรือหน่วยบริการ สาธารณสุขทราบเอง ไม่จำเป็นต้อง แจ้ ง ผ่ า นกระทรวงสาธารณสุ ข แต่

• 1.

2.

อย่างใด เพราะผู้ที่จะต้องปฏิบัติตาม เกณฑ์ ก ารเบิ ก จ่ า ยยาดั ง กล่ า วนั ้ น ต้องยึ ด ตามแนวทางของกรมบั ญ ชี กลางเป็นหลักอยู่แล้ว งานนี้เรียกว่า ประชาธิปัตย์ทิ้งทวน คงมีใครได้อะไร ติดไม่ติดมือ เพราะมูลค่าที่ราชการ เบิกได้เบิกกันนั้นมากกว่า 600 ล้าน บาทต่อปีเชียวนะจะบอกให้ คอลัมน์นี้ ขอจบด้วยการแจ้งข่าวการ เสียชีวิตของศาสตราจารย์นายแพทย์ เสม พริ ้ ง พวงแก้ ว อดี ต รั ฐ มนตรี ว่าการกระทรวงสาธารณสุข ท่านเสีย ชีวิตลงเมื่อเวลาประมาณ 05.30 น. ของวันที่ 8 กรกฎาคม 2554 ณ โรง พยาบาลราชวิถี หลังเข้ารับการรักษา ตัวจากอาการเส้นเลือดในสมองตีบ ตัน ร่วมกับมีอาการชัก และโรคไต ตั้งแต่เดือน ต.ค. 2553 โดยสิริรวม มี อ ายุ 100 ปี 1 เดื อ น 8 วั น โดย สถาบันพยาธิวิทยา รพ.ราชวิถี ได้จัด พิ ธ ี ร ดน้ ำ ศพที ่ โ รงพยาบาลราชวิ ถ ี ก่อนจะเคลื่อนศพไปตั้งบำเพ็ญกุศล ที ่ ว ั ด ธาตุ ท อง โดยจะเก็ บ ศพไว้ บำเพ็ญกุศลอีก 100 วัน นายชัชวาลย์ พริ้งพวงแก้ว บุตรคนที่ 2 ของ นพ.เสม กล่าวว่า บิดาสั่งไว้ 3 ข้อ คือ หากเป็นอะไรไป ให้จัดงานศพอย่าง เรียบง่าย ไม่สุรุ่ยสุร่าย โดยจะมีการ จัดงานเป็นสีขาวเพื่อสะท้อนความดี งามของ นพ.เสม ไม่อยากให้ไปรบกวนเบื้องพระยุคล บาท เนื ่ อ งจากพระบาทสมเด็ จ

พระเจ้าอยู่หัว ทรงประชวร แต่ก็ทรง ทราบถึ ง พระกรุ ณ าธิ ค ุ ณ ที ่ ไ ด้ ท รง พระราชทานแจกั น ดอกไม้ และ กระเช้าเครื่องหอม ในวันเกิดที่ผ่าน มา อย่างไรก็ตาม ทางครอบครัวได้ กราบบังคมทูลฯ ให้ทรงทราบในการ ที่ นพ.เสม เสียชีวิตแล้ว และ 3. นพ.เสม ได้สั่งว่า หากลูกๆ ได้รับราชการ หรือเป็นนักการเมือง ขอให้คิดเสมอว่า เมื่อฟ้าสีทองผ่อง อำไพ ประชาชนจะเป็นใหญ่ในแผ่น ดิน คือ ขอให้นึกว่าเราเป็นผู้รับใช้ แผ่นดิน ขอให้รักษาประโยชน์ของผู้ อื่นมากกว่าของตัวเอง • พ่ อ เสม พริ ้ ง พวงแก้ ว บุ ค คลผู้เป็น เสาหลักของวงการสาธารณสุขไทย ปู ช นี ย บุ ค คลที ่ ส ำคั ญ ของการ ทำงานที่ทุ่มเทและตรงไปตรงมา ไม่ สยบยอมต่ อ อำนาจ ยื น เคี ย งข้ า ง ประชาชนได้จากโลกนี้ไปแล้ว แต่เรา ชาวสาธารณสุขจะยังยืนยันในการ สืบสานเจตนารมณ์ของการยืนข้าง ความดี ไม่ ห วั ่ น ไหวต่ อ กิ เ ลสและ อำนาจที่มาใช้ให้เราคอร์รัปชั่น อย่าง ที่พ่อเสมสอนไว้เสมอมา • สุดท้าย ขอฝากคำพูดที่พ่อเสม ชอบ พู ด เสมอในทุ ก เวที ท ี ่ ท ่ า นได้ แ สดง ความเห็ น ครั บ คื อ “เมื่ อ ฟ้ า เป็ น สี ทองผ่องอำไพ ประชาชนจะเป็น ใหญ่ในแผ่นดิน” เป็นความฝันที่เรา ต้องสานต่อความฝันของพ่อเสมต่อ ไปครับ

เมษายน - มิถุนายน 2554

63


ปิดท้าย

นพ.เกรียงศักดิ์ วัชรนุกูลเกียรติ

วันที่ 8 กรกฎาคม 2554 วงการสาธารณสุขไทย และ แพทย์ชนบทไทย ได้บันทึกในประวัติศาสตร์ถึงการสูญเสีย ปูชนียบุคคลของทั้ง 2 วงการ ที่ได้สร้างประวัติศาสตร์และ คุณูปการอย่างยิ่งใหญ่กว่า 1 ศตวรรษที่ผ่านมายากที่ใครจะ เสมอเหมือน บุคคลท่านนั้น ในหมู่ลูกศิษย์ลูกหา ตลอดจนหมู่ แพทย์ชนบท เรียกท่านว่า “พ่อเสม พริ้งพวงแก้ว” แต่คนนอก วงการอื่น มักเรียกว่า “อาจารย์/ศาสตราจารย์นายแพทย์เสม พริ้งพวงแก้ว” พ่ อ เสมเป็ น ดั ง ผู ้ ใ ห้ ก ำเนิ ด แพทย์ ช นบท เป็ น แพทย์ ชนบทคนแรกๆ ที่ไปอยู่ในชนบทและยังหลงเหลือและมีอายุ ยืนยาวที่สุด ตอนท่านยังมีชีวิตอยู่จนก่อนหน้านี้ไม่ถึงปี พวกเรา ยังมีโอกาสไปเยี่ยมคารวะขอพรจากพ่อเสม หรือพาแพทย์ชนบท ไปรับพรจากพ่อเสม สิ่งที่ทำให้ทุกคนไม่ลืมคือพ่อเสมไม่เคยมี อาการหลงลืม หรือมีภาวะความจำเสื่อมเหมือนคนทั่วไปเลย ผมจึงเชื่อว่าพ่อเสมไม่มีอาการนี้จนถึงช่วงที่พ่อเสมละสังขาร จากไป ดังนั้นเพื่อเป็นการไว้อาลัยแด่พ่อเสม พริ้งพวงแก้ว ที่ถึงแก่อสัญกรรมเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2554 ชมรมแพทย์ ชนบทจึงขอเชิญชวนพวกเราทุกๆ คนที่ไม่มีโอกาสไปร่วมงาน เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2554 ตลอดจนไม่มีโอกาสมาร่วมใน พิธีศพในช่วงวันที่ 9-15 กรกฎาคม 2554 มาร่วมไว้อาลัยและ ชมนิทรรศการของพ่อเสม พริ้งพวงแก้วและพี่สงวน นิตยารัมภ์พงศ์ ที่เพิ่งจัดพิธีพระราชทานเพลิงศพไปก่อนหน้านี้ด้วยในวันที่ 15-16 กันยายน 2554

โดยปีนี้ชมรมแพทย์ชนบทจะได้จัดประชุมประจำปีใน วันที่ 15-16 กันยายน 2554 ปีนี้เป็นปีที่แปลกกว่าทุกปี เพราะ กระทรวงไม่ได้สนับสนุนงบประมาณให้ จึงเป็นปีแรกที่เราจะ จัดประชุมโดยผู้ที่จะมาร่วมงานต้องลงทะเบียนคนละ 3,000 บาท (เบิกจากเงินบำรุงได้) หวังว่างบประมาณแค่นี้คงไม่สามารถ เหนี่ยวรั้งสปิริตที่พวกเรามีให้ต่อกัน เพราะมีวาระที่สำคัญหลาย ประการที่พวกเราต้องมาแสดงจุดยืนและเจตนารมณ์ร่วมกัน หลายเรื่อง ตั้งแต่จุดยืนเรื่องเบี้ยเลี้ยงเหมาจ่ายปี 2555 จะเอา ยังไง งบ UC ปี 2555 ขาลงจะเอาอย่างไร ช่องว่างระบบสุขภาพ ที่ควรเติมเต็ม (โดยพี่วิชัย โชควิวัฒน) รัฐบาลใหม่กับการต่อ ยอดระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า (นายกรัฐมนตรีขณะนั้น) สัมโมทนียกถา โดย พระรักเกียรติ ขิตปัญโญ “ธรรมะกับเส้น ทางชีวิต ข้อคิดสำหรับปุถุชน” และแน่นอนพิธีมอบรางวัลแพทย์ ดีเด่นกองทุนกนกศักดิ์ พูลเกษร ตลอดจน ปาฐกถาพีร์ คำทอน เรื่อง “ความเป็นธรรมทางสุขภาพ ความหวังของมนุษยชาติ” (โดย นพ.วิโรจน์ ตั้งเจริญเสถียร) พิธีมุทิตาจิต “นพ.ศิริวัฒน์ ทิพย์ธราดล และผู้เกษียณอายุราชการ“ ตลอดจนมาช่วยกันคัด เลือประธานชมรมแพทย์ชนบทคนใหม่ที่จะมาช่วยกันสานต่อ ตำนานแพทย์ชนบทต่อไป (โดยเฉพาะเรื่องเบี้ยเลี้ยงเหมาจ่าย) สุดท้ายปิดท้ายฉบับนี้น่าจะเป็นฉบับสุดท้ายของผม เสียที จึงขออวยพรให้พวกเราทุกคนมีความสุขในการทำงาน และมีจิตใจที่เบิกบาน และพบกันใหม่เมื่อชาติต้องการครับ นพ.เกรียงศักดิ์ วัชรนุกูลเกียรติ ประธานชมรมแพทย์ชนบทรุ่นที่ 22-23 ๑/๒

วารสารโรงพยาบาลชุมชน : อาคารสวนกีฬา ชั้น 2 ถนนสาธารณสุข 7 (ศูนย์อำนวยการยุทธศาสตร์สังคมอยู่เย็นเป็นสุข) กระทรวงสาธารณสุข นนทบุรี 11000 โทรศัพท์ 0 2591 8572 ต่อ 110,115 โทรสาร 0 2591 8571 วัตถุประสงค์ของวารสารโรงพยาบาลชุมชน : 1. เพื่อให้ข้อมูลความรู้ด้านบริการวิชาการแก่บุคลากรในโรงพยาบาลชุมชน 2. เพื่อเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนความรู้ และประสบการณ์ ในการทำงานระหว่างบุคคลในโรงพยาบาลชุมชน 3. เพื่อเชื่อมโยงบุคลากรภูมิภาคในการร่วมสร้างประชาคมสาธารณสุขให้เกิดขึ้น คณะที่ปรึกษา : ปลัดกระทรวงสาธารณสุข/อธิบดีทุก กรม/นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดทุกจังหวัด คณะกรรมการบริหารวารสารโรงพยาบาลชุมชน : นายแพทย์อำพล จินดาวัฒนะ/นายแพทย์วิชัย โชควิวัฒน/นายแพทย์สุวิทย์ วิบุลผลประเสริฐ/นายแพทย์ชูชัย ศุภวงศ์/นายแพทย์สมศักดิ์ ชุณหรัศมิ์/นายแพทย์ศิริวัฒน์ ทิพย์ธราดล/นายแพทย์สุริยะ วงศ์คงคาเทพ บรรณาธิการ : นายแพทย์สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ กองบรรณาธิการ : นายแพทย์ประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา/นายแพทย์สุวัฒน์ วิริยพงษ์สุกิจ/นายแพทย์ยงยศ ธรรมวุฒิ/นายแพทย์อารักษ์ วงศ์วรชาติ/แพทย์หญิงฉันทนา ผดุงทศ/ ทันตแพทย์วัฒนา ทองปัสโณว์/ทันตแพทย์หญิงแพร จิตตินันท์/นายแพทย์พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์/นายแพทย์สุเทพ เพชรมาก/เภสัชกรเด่นชัย ดอกพอง/เภสัชกรหญิงนภาภรณ์ ปั่นกลาง เหรัญญิก : แพทย์หญิงฉันทนา ผดุงทศ ฝ่ายโฆษณา/ทะเบียนสมาชิก : นางสาวสายใจ วอนขอพร ผู้ให้การสนับสนุน : มูลนิธิแพทย์ชนบท ติดต่อลงโฆษณา : โทร. 0 2591 8572, 0 2618 7838 จัดเรียงพิมพ์ แบบปก-เนื้อใน : บริษัท สร้างสื่อ จำกัด โทร. 0 2271 4339, 0 2279 9636 แฟกซ์ 0 2618 7838 64

ปีที่ 12 ฉบับที่ 4 โรงพยาบาลชุมชน

โรงพยาบาลชุมชน  

โรงพยาบาลชุมชน

Read more
Read more
Similar to
Popular now
Just for you