Page 1

RIF-MAGAZINE

ชีวิตหลังเกษียณ...ในแบบสัมมาชีพ

กับ ดร.อดิศักดิ์ ศรีสรรพกิจ กรรมการมูลนิธิสัมมาชีพ


บทบรรณาธิการ

เปิดใจ

บก.

พบกันอีกครัง้ สำ�หรับ RIF-MAGAZINE หรือ “สัมมาชีพรายปักษ์ออนไลน์” ฉบับที่ 2 ประจำ�เดือนเมษายน 2555 ขอนำ�เสนอเรือ่ งราวทีน่ า่ สนใจทัง้ ทีเ่ ป็นสาระความรู้ บทความ และกิจกรรมต่างๆ ทีเ่ กิดขึน้ ในมูลนิธสิ มั มาชีพ (มสช.) และ เครือข่าย โดยขอบเขตของเนือ้ หามุง่ เน้นความรูพ้ นื้ ฐานทีเ่ ข้าใจง่ายและเป็นประโยชน์ตอ่ ผูอ้ า่ นในวงกว้าง อีกทัง้ ยังเป็นการ ประชาสัมพันธ์มูลนิธิสัมมาชีพ (มสช.) ให้เป็นที่แพร่หลายสู่สังคมตลอดจนประชาชนผู้สนใจทั่วไป บทความที่ปรากฏใน RIF-MAGAZINE นั้น ล้วนเป็นผลงานของมูลนิธิสัมมาชีพ (มสช.) และองค์กรภาคีเครือข่าย ทีร่ ว่ มมือกันสร้างสรรค์สงิ่ ทีด่ งี ามเพือ่ สังคม โดยจะหมุนเวียนกันนำ�เสนอข้อมูลผ่านคอลัมน์ตา่ งๆ ทีน่ า่ สนใจ อาทิ คอลัมน์ กิจกรรม คอลัมน์ลานข่าว และคอลัมน์บอกเล่าสัมมาชีพ เริม่ ด้วยคอลัมน์บอกเล่าสัมมาชีพ ซึง่ ในฉบับนีเ้ ราพาท่านไปพบกับ ดร.อดิศกั ดิ์ ศรีสรรพกิจ อดีตอธิบดีกรมวิชาการ เกษตร กับชีวติ หลังเกษียณทีไ่ ม่ยอมเกษียณตามอายุ ต่อด้วยบรรยากาศกิจกรรมและโครงการต่างๆ ทีท่ าง มสช. และเครือ ข่ายจัดขึน้ ในคอลัมน์กจิ กรรม และคอลัมน์ลานข่าวลานกระจายข่าวทัง้ ในบ้านและนอกบ้านซึง่ ครัง้ นีน้ �ำ เสนอข่าว ดร.สมคิด จาตุศรีพทิ กั ษ์ ในโอกาสเข้าเยีย่ มชมชุมชนสหกรณ์ออมทรัพย์แห่งประเทศไทย (ชสอ.) พร้อมแนะแนวทางการดำ�เนินงาน เพือ่ ช่วยเหลือคนจน ปิดท้ายด้วยคอลัมน์ มสช. Update เป็นการบอกกล่าวความคืบหน้า รวมทัง้ แนะนำ�ผลงานและโครงการ ที่สำ�คัญของทางมูลนิธิสัมมาชีพ (มสช.) กองบรรณาธิการจึงหวังเป็นอย่างยิ่งว่า สัมมาชีพรายปักษ์นี้จะเป็นประโยชน์ต่อผู้อ่านทุกท่าน อีกทั้งยังสามารถทำ� หน้าทีเ่ ป็นสือ่ กลางทางความคิดระหว่างสังคมกับชุมชน เพราะเชือ่ ว่าการมีสมั มาชีพจะทำ�ให้บา้ นเมืองร่มเย็นเป็นสุข เพราะ สัมมาชีพ คือ วิถชี วี ติ และสังคมทีด่ งี าม และ วิถชี วี ติ และสังคมทีด่ งี าม เป็น จิตสำ�นึกใหม่ของการพัฒนา เพือ่ ความสมดุล ที่เจริญขึ้นทั้งเศรษฐกิจ สังคม และ สิ่งแวดล้อม ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างสรรค์สังคมไทยให้น่าอยู่กับมูลนิธิสัมมาชีพ เพราะสัมมาชีพคือทางออกของสังคมไทย บรรณาธิการ


บอกเล่าสัมมาชีพ

ดร.อดิศักดิ์ ศรีสรรพกิจ รับราชการ ตำ�แหน่งอธิบดีกรมวิชาการเกษตร กระทรวง เกษตรและสหกรณ์ เป็นตำ�แหน่งสุดท้าย ก่อนเกษียณอายุราชการเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2550 แต่ ใ ช่ ว่ า ชี วิ ต การทำ � งานในวงการ ราชการจะหมดลงเพียงเท่านี้ ปัจจุบัน ดร.อดิ ศักดิ์ยงั เข้ารับตำ�แหน่งสำ�คัญในหลายสถาบัน อาทิเช่น ตำ�แหน่งทีป่ รึกษาให้กบั กรมวิชาการ เกษตร และสถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง ตำ�แหน่งกรรมาธิการวิสามัญของวุฒิสภา ตำ�แหน่งนายกสมาคมนักบริหารการพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์ และ ตำ�แหน่งกรรมการให้กับมูลนิธิต่างๆ เช่น มูลนิธิระพีสาคริก มูลนิธิสัมมาชีพ เป็นต้น

ชีวิตหลังเกษียณ...ในแบบสัมมาชีพ

ดร.อดิศกั ดิ์ กล่าวถึงบทบาทในฐานะทีป่ รึกษาว่า การทำ�งานในฐานะทีป่ รึกษาเป็นการแนะแนวทางในการดำ�เนินงาน อย่างเช่น การจัดมหกรรมพืชสวนโลกซึ่งมีการจัดงานช่วงเดือนธันวาคม 2554 ถึง เดือนมีนาคม 2555 นั้น ในฐานะที่ ปรึกษาของสถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูงซึ่งมีหน้าที่วิจัย ศึกษา ค้นคว้างานบนพื้นที่สูง บทบาทหลักคือการให้คำ�ปรึกษา คำ�แนะนำ�เกี่ยวกับรูปแบบของการจัดงาน ซึ่งรวมถึงการจัดมหกรรมพืชสวนโลกในครั้งนี้ด้วย

ทัง้ นี้ ดร.อดิศกั ดิ์ ยังได้กล่าวถึงปัญหามลพิษทีเ่ กิดขึน้ ในภาคเหนือตอนบนว่า ปัญหาเรือ่ งควันไฟทีเ่ กิดขึน้ ในภาคเหนือ ตอนบนขณะนี้ สาเหตุล้วนเกิดจากฝีมือมนุษย์ร้อยเปอร์เซ็นต์แต่จะเป็นโดยความบังเอิญหรือเจตนาก็มองได้หลายด้าน เช่น การทิ้งบุหรี่ การเผาเพื่อหาของป่า การเตรียมหน้าดิน ซึ่งมองได้หลายมุมแต่ทั้งนี้แม้จะมีเรื่องมลพิษเข้ามารบกวนใน ขณะที่มีการจัดมหกรรมพืชสวนโลกแต่กระแสตอบรับก็อยู่ในเกณฑ์ดีซึ่งจากผลสำ�รวจมียอดผู้เข้าร่วมงานกว่าสองล้านคน


สำ�หรับแนวทางการแก้ไข ดร.อดิศกั ดิ์ ให้ความเห็นในเรือ่ ง นี้ว่า สิ่งแรกที่ควรทำ�ในตอนนี้คือ การสร้างความเข้าใจ กับประชาชน เพราะปัญหาที่เกิดขึ้นอยู่ในขณะนี้เกิดจาก การขาดความเข้าใจความสำ�คัญของทรัพยากร ในส่วน ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ให้ความช่วยเหลือและ สนับสนุนในเรือ่ งนี้ โดยส่งเจ้าหน้าทีส่ �ำ นักงานเกษตรอำ�เภอ ทีม่ คี วามคุน้ เคยและใกล้ชดิ กับประชาชนลงพืน้ ทีส่ ร้างความ เข้าใจ ซึง่ ณ วันนีอ้ าจจะยังไม่เห็นผลเท่าทีค่ วรแต่เชือ่ ว่าถ้า เราทำ�ต่อไปการสร้างความเข้าใจสร้างจิตสำ�นึกให้ประชาชน ในอนาคตเมือ่ เขามองเห็นคุณค่าก็จะเกิดความรัก หวงแหน ไม่อยากทำ�ลาย และพร้อมที่จะปกป้องรักษา ในด้านความช่วยเหลือนั้น ดร.อดิศักดิ์ กล่าวว่า ขณะนี้ได้มีการช่วยเหลือเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของ ประชาชนในระดับหนึ่งด้วยวิธีการทำ�ฝนหลวงเพราะฝน หลวงจะช่วยทำ�ให้ควันจางลงเกิดความชุ่มชื้นในพื้นที่ ดัง นั้นโอกาสที่จะเกิดการขยายพื้นที่ในการถูกเผาก็ลดน้อยลง หลายคนสงสัยว่าทำ�ไมไม่ทำ�ฝนหลวงทุกวันเพราะการทำ� ฝนหลวงปัจจัยหลักคือความชื้น บางทีความชื้นไม่พอก็ไม่ สามารถทำ�ได้ ฉะนั้นเมื่อความชื้นได้เราจะเริ่มทำ�ฝนหลวงทันทีเพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน สำ�หรับปัญหาเรื่องอุทกภัยน้ำ�ท่วม ดร.อดิศักดิ์ ได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า ปัญหาน้ำ�ท่วมเมื่อปลายปี ที่แล้วสอนให้เรียนรู้หลายอย่างไม่ว่าจะเป็นสาเหตุหลักในการบริหารจัดการน้ำ� หรือความไม่เป็นเอกภาพในการบริหาร งานของภาครัฐ ในส่วนของประชาชนคงเป็นตัว กระตุ้นการทำ�งานของรัฐบาล สำ�หรับจุดอ่อน ในการทำ�งานของภาครัฐโดยส่วนตัวมองว่าขาด การวิเคราะห์สถานการณ์ที่ชัดเจน ทำ�ให้ข้อมูล ข่าวสารที่ส่งไปถึงประชาชนไม่ทันต่อเหตุการณ์ เพราะประชาชนสามารถนำ�ข้อมูลเหล่านั้นมา วินิจฉัยได้ว่าควรทำ�อย่างไรต่อไป ส่วนปัญหา ที่มองเห็นได้ชัดคือเรื่องการเข้าไปให้ความช่วย เหลือ คือขาดการประสานงานทำ�ให้เกิดการช่วย เหลือซ้ำ�ซ้อนสร้างความขัดแย้งให้แก่สังคม


อย่างไรก็ตามปัญหาน้ำ�ท่วมที่ใครหลายคนกังวลว่าจะมีปริมาณมากกว่าเดิม ดร.อดิศักดิ์ มีมุมมองในเรื่องนี้ว่า จาก ข้อมูลทางด้านวิทยาศาสตร์คาดว่าภาวะภัยแล้งน่าจะมากกว่าภาวะน้�ำ ท่วม โดยส่วนตัวคิดว่าภาพรวมของประเทศอาจจะ เกิดภาวะภัยแล้งมากกว่าเท่านั้นเองและไม่อยากให้ไปกังวลกับเรื่องนี้จนเกินกว่าเหตุ โดยเฉพาะผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการ บริหารจัดการน้ำ� นอกจากนี้ ดร.อดิศักดิ์ ในฐานะกรรมการมูลนิธิสัมมาชีพยังได้กล่าวถึงศูนย์ฟื้นฟูชีวิตและสัมมาชีพที่ทางมูลนิธิ สัมมาชีพกำ�ลังดำ�เนินงานอยู่ในขณะนี้ว่า มูลนิธิสัมมาชีพเป็นมูลนิธิเล็กแต่มีความเข้มแข็งทั้งในส่วนของคณะกรรมการ บริหารและเจ้าหน้าที่มูลนิธิที่พร้อมจะให้ความช่วยเหลือสังคม ในส่วนของการพัฒนา การส่งเสริม และการสนับสนุนให้ เกิดสัมมาชีพในแต่ละพื้นที่เป็นงานที่เราทำ�กันมาโดยตลอด เพราะเชื่อว่าการมีสัมมาชีพหรือการมีอาชีพที่สุจริตเป็นพื้น ฐานที่ดีในการพัฒนา คือ ไม่ต้องร่ำ�รวยแต่ขอให้มีความมั่นคง สำ�หรับความช่วยเหลือนัน้ เพือ่ ให้เกิดประสิทธิภาพในการทำ�งานจึงได้มกี ารเชือ่ มโยงเครือข่ายทัง้ หน่วยงานภาครัฐและ เอกชนเพือ่ เตรียมความพร้อมในการดำ�เนินงาน โดยยกตัวอย่าง กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยซึง่ เป็นศูนย์กลางของ ประเทศในการป้องกันสาธารณภัย เพื่อจะดูว่าทางมูลนิธิสามารถเข้าไปร่วมในส่วนไหนอย่างไรคือ ต้องรู้เรื่องยุทธศาสตร์ ต้องมีการวางแผนโดยเฉพาะเรื่องทรัพยากรไม่ว่าจะเป็นเรื่องปัจจัย เครื่องอุปโภค บริโภค ซึ่งในปัจจุบันได้ประสานความ ร่วมมือกับสำ�นักงานสนับสนุน หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา ที่มีศักยภาพพร้อมให้การสนับสนุนอุปกรณ์ในการให้ความ ช่วยเหลือ ปิดท้ายด้วยนิยามของคำ�ว่าสัมมาชีพในมุมมองของ ดร.อดิศักดิ์ ศรีสรรพกิจ ว่า สัมมาชีพแปลตรงตัว คือ การ มีอาชีพที่ดี มีอาชีพที่สุจริต เพราะการมีอาชีพที่ดีที่สุจริตในความคิดส่วนตัวมันไปได้นานและมั่นคง การเริ่มทีละเล็ก แล้วค่อยขยายใหญ่ขึ้นมันจะทำ�ให้เกิดความเสียหายน้อย ไม่ใช่ว่ามีเงินเท่านี้แต่ลงทุนเกินตัวผลที่ได้ถ้าดีก็รวยแต่ถ้าไม่ดีก็ หมดตัว เพราะฉะนั้นการรู้จักประมาณตนรู้จักความพอเพียงจึงเป็นสิ่งที่จำ�เป็นในการประกอบอาชีพในสังคมยุคปัจจุบัน ความหมายสั้นแต่ได้ใจความสำ�หรับสังคมยุคข้าวยากหมากแพงเช่นนี้ การหันมาสำ�รวจตัวเองเหลียวมองสังคม รอบข้างเล็งเห็นความสำ�คัญของการประกอบอาชีพในแบบสัมมาชีพ ตามแนวคิดของ ดร.อดิศักดิ์ สัมมาชีพก็น่าจะ เป็นทางออกที่ดีของสังคมไทย


เก็บตกกิจกรรม

สุ จิ ปุ ลิ ...... บันทึกรักการอ่าน ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กเทศบาลตำ�บลสรรพยา จัดกิจกรรม ต่อเนื่องเพื่อสร้างสรรค์ปัญญาให้เยาวชนผ่านการนำ�เสนอ บันทึกรักการอ่าน ในกิจกรรม สุ จิ ปุ ลิ เมื่อวันที่ 23 มีนาคม ที่ผ่านมา กิจกรรมในวันนั้นส่งเสริมให้น้องๆ ได้ เรียนรู้ทักษะทั้งการอ่าน ฟัง คิด ถาม เขียน สุ จิ ปุ ลิ เป็นกิจกรรมที่ให้น้องๆ ฝึกการอ่านหนังสือ ที่ตัวเองสนใจไม่ว่าจะเป็น นิทาน เรื่องสั้น นิยาย การ์ตูน แล้วทำ�การบันทึกสิ่งที่ได้รับจากการอ่าน เช่น ความประทับใจ ข้อคิดที่ได้จากการอ่าน รวมถึงคติสอนใจ ลงในสมุดบันทึกรักการอ่าน จากนั้นนำ�มาถ่ายทอดผ่านการเล่าเรื่องในรูปแบบ ที่เด็กๆ สร้างสรรค์ขึ้น

โดยมี นายจักรพันธุ์ ตันติเสรีรัตน์ นายกเทศมนตรีตำ�บลสรรพยาให้เกียรติเป็นประธานเปิดงานพร้อมด้วย นางประณอม พงษ์รัก รองนายกเทศมนตรีตำ�บลสรรพยา และผู้ใหญ่ใจดีร่วมเป็นคณะกรรมการให้คะแนนน้องๆ แต่ละ โรงเรียน ในการถ่ายทอดบันทึกการอ่าน การจัดกิจกรรมครั้งนี้นอกจากจะสร้างความสนุกสนานให้น้องๆ แล้วยังเป็นการ สอดแทรกกระบวนการเรียนรู้ผ่านการอ่านหนังสือและการจดบันทึก ห้องสมุดมีชีวิตของสรรพยาในวันนี้แม้จะ เป็นแค่ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กแต่ภายในกลับมีสีสัน เป็นแหล่งเรียนรูท้ ร่ ี วบรวมทัง้ สาระและความบันเทิง เพราะพวกเขาตั้งใจทำ�ให้มีชีวิตเพื่อประโยชน์ของ ชุมชนและเยาวชนในท้องถิ่น กิจกรรมสร้างสรรค์ เช่นนี้จะยังคงดำ�เนินต่อไปไม่หยุดนิ่งเพราะได้แรง สนับสนุนจากผู้ใหญ่ใจดีทั้งหลายที่ต้องการเห็น แหล่งเรียนรู้แห่งนี้อยู่อย่างยั่งยืนต่อไปด้วยมือของ คนในชุมชนเอง


ศูนย์การเรียนรู้ตำ�บลบางระกำ� จังหวดนครปฐม

เมื่อวันที่ 24 มีนาคมที่ผ่านมา สำ�นักงานอุทยานการเรียนรู้ (Tk Park) ร่วมกับ มูลนิธิสัมมาชีพ (มสช.) จัด กิจกรรมห้องสมุดมีชีวิต โครงการแหล่งเรียนรู้ใกล้บ้าน สร้างห้องสมุดให้น้องๆ ณ ศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีการเรียนรู้ ไอซีที ตำ�บลบางระกำ� จังหวัดนครปฐม โดยครั้งนี้ได้รับความร่วมมือจากผู้มีจิตศรัทธาร่วมบริจาคหนังสือผ่านทางมูลนิธิ สัมมาชีพ (มสช.) ซึ่งทีมงานและอาสาได้นำ�มามอบให้น้องๆ จำ�นวน 1,500 เล่ม นอกจากนี้ยังได้รับความร่วมมือจาก น้องๆ โรงเรียนไทยรัฐวิทยา 4 และ โรงเรียนบ้านหนองปลง เข้าร่วมกิจกรรมสันทนาการรวมถึงการจัดตกแต่งห้องสมุด ภายในศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีการเรียนรู้ไอซีที ให้ดูมีชีวิตชีวามากขึ้น

ศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีการเรียนรู้ไอซีที ตั้งอยู่ในบริเวณของที่ทำ�การองค์การบริหารส่วนตำ�บล ซึ่งแวดล้อมไป ด้วยแหล่งเรียนรู้ในชุมชนไม่ว่าจะเป็น กองทุนสวัสดิการชุมชนตำ�บลบางระกำ� ศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตร และ วัดสุขวัฒนาราม ศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีการเรียนรู้ไอซีทีเดิมทีเป็นสถานที่ให้ความรู้ด้านคอมพิวเตอร์แก่เยาวชนและ ประชาชนทั่วไป เนื่องจากทางชุมชนเล็งเห็นความสำ�คัญของห้องสมุดจึงปรับศูนย์ไอซีทีให้กลายเป็นห้องสมุดมีชีวิตที่ซึ่ง รวบรวมความรู้เหมาะแก่การศึกษา ค้นคว้าข้อมูลจากหนังสืออีกทั้งยังเปรียบเสมือนการเปิดโลกกว้างให้น้องๆ ได้ ท่องเที่ยวหาความรู้ผ่านคอมพิวเตอร์ที่ทางศูนย์มีไว้พร้อมบริการ แม้จะยังไม่ได้เปิดอย่างเป็นทางการแต่วันนี้ทุกฝ่ายก็ให้ความร่วมมือและพร้อม สำ�หรับการเปิดห้องสมุดมีชีวิตให้คงอยู่คู่ชุมชนของพวกเขา สำ�หรับพิธีเปิดซึ่งจะจัด ขึ้นในเร็วๆ นี้จะเป็นเช่นไรทางทีมงานจะเก็บภาพบรรยากาศมาฝากในครั้งต่อไป


ลานข่าว

ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ เยี่ยมชม ชสอ.

เมื่อวันที่ 26 มีนาคมที่ผ่านมา ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ อดีตรองนายกรัฐมนตรี และ รองประธานคณะกรรมการ ที่ปรึกษามูลนิธิสัมมาชีพ พร้อมผู้บริหารมูลนิธิสัมมาชีพ คุณสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ กรรมการ คุณณรินณ์ทิพ วิริยะ บัณฑิตกุล ผู้อำ�นวยการ คุณผดุงศักดิ์ พื้นแสน รองผู้อำ�นวยการ และ คุณเกรียงไกร สินบัวทอง ผู้จัดการมูลนิธิ เข้าเยี่ยมชมชุมนุมสหกรณ์ออมทรัพย์แห่งประเทศไทย (ชสอ.) โดยมีนายก๊ก ดอนสำ�ราญ ประธานกรรมการชุมนุม สหกรณ์ออมทรัพย์แห่งประเทศไทย และเจ้าหน้าที่ ชสอ. ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น

ในการนี้ ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ขึ้นกล่าวขอบคุณทาง ชสอ. ที่ให้การต้อนรับเป็นอย่างดีพร้อมให้แนวทางการ ดำ�เนินงานแก่ผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ของชุมนุมสหกรณ์ออมทรัพย์แห่งประเทศไทยว่า ตลอดเวลา 6 ปีที่อยู่ในรัฐบาล เสียดายที่ไม่มีโอกาสได้พบปะกับทางสหกรณ์เพราะถ้ารู้เรื่องกลไกของทางสหกรณ์ก็น่าจะทำ�ประโยชน์อะไรได้มากกว่า นี้ เมื่อพ้นจากตำ�แหน่งแล้วมีโอกาสได้บรรยายในหัวข้อที่เกี่ยวกับรากหญ้า จึงเริ่มมีการตรวจสอบ ศึกษา ค้นคว้าเรื่อง สหกรณ์ของไทยพบว่าเป็นองค์กรที่ยิ่งใหญ่แต่กลับถูกมองข้ามโดยสิ้นเชิง


สหกรณ์ออมทรัพย์แห่งประเทศไทยจะเป็นกำ�ลังของชาติต่อไปในอนาคต เพราะเศรษฐกิจโลกกำ�ลังชะลอตัวตอนนี้ ทุกประเทศกำ�ลังเร่งพัฒนาภายในให้เข้มแข็งและการพัฒนาภายในต้องอาศัยกลไกบางอย่างถึงจะเข้าไปสู่ชุมชนในระดับ รากหญ้าได้ ประเทศไทยจะขับเคลื่อนได้ขึ้นอยู่กับผู้นำ�ชุมชนทั้งหลาย ในมุมมองของ ดร.สมคิด กล่าวถึงภาคประชาชน ที่เป็นแนวทางหนึ่งที่จะทำ�ให้ประเทศขับเคลื่อนได้ว่า ภาคประชาชนเป็นภาคที่มีความสำ�คัญมากจะมีความ เข้ ม แข็ ง หรื อไม่ นั้ น ส่ ว นหนึ่ ง ขึ้ น อยู่ กั บ ภาคสหกรณ์ เมื่อภาคประชาชนอ่อนแอทั้งภาคสังคมและการเมือง ก็อ่อนแอไปด้วย โดยส่วนตัวเห็นความสำ�คัญของ สหกรณ์แม้ช่วงเวลาที่ดำ�รงตำ�แหน่งทางการเมืองจะ ไม่ได้ทำ�งานร่วมกันแต่วันนี้ถ้ามีโอกาสก็จะอยากจะ ทำ�งานร่วมกันเพื่อพัฒนาสหกรณ์ สำ�หรับเหตุจูงใจที่ทำ�ให้คิดทำ�เรื่องสหกรณ์ออมทรัพย์ ดร.สมคิด ให้เหตุผลว่า ได้มีโอกาสไปดูสหกรณ์เกษตรที่ ญี่ปุ่นแล้วประทับใจ เพราะเกษตรกรของเค้าเข้มแข็งมากดูมีความสุขและมีฐานะมั่นคง เมื่อเข้าไปสอบถามจึงรู้ว่าเค้าใช้ วิธีการบริหารโดยเกษตรกรเองทำ�ให้นึกถึงเกษตรกรในเมืองไทยทำ�ไมจึงต้องหลังสู้ฟ้าหน้าสู้ดินทำ�งานอย่างหนัก เพราะ เกษตรกรที่ญี่ปุ่นนำ�เทคโนโลยีเข้ามาช่วยในขณะที่คนไทยไม่สนใจเรื่องเทคโนโลยี ผู้ใหญ่ก็ไม่เห็นคุณค่า สหกรณ์ของ ญี่ปุ่นไม่ต้องมานั่งรับประกันราคา แต่ของเราตลาดใหญ่คือรัฐบาลคอยช่วยเหลือโดยการรับจำ�นำ�ทั้งๆ ที่เกษตรกรไทยไม่ ได้มีอะไรด้อยไปกว่าเกษตรกรญี่ปุ่นเลยแต่ทำ�ไมเราถึงทำ�ไม่ได้ ในชีวิตบั้นปลายที่เหลือ ดร.สมคิด เปิดเผยว่า ชีวิตที่เหลือตั้งใจว่าจะมาช่วยสหกรณ์ทำ�ในสิ่งเหล่านี้ถือว่าเป็นการ ทำ�บุญเพราะสหกรณ์ในประเทศไทยเป็นสหกรณ์ที่ยิ่งใหญ่ แต่ก็เป็นสหกรณ์ที่มีปัญหา สหกรณ์จริงๆแล้วมีไว้ให้คนจน ร่วมกันทำ�ให้คนจนด้วยกันมีชีวิตที่ดีขึ้นไม่ว่าจะเป็นการออม การทำ�ร้านค้า เป็นต้น สหกรณ์ออมทรัพย์มีพลังสูงแต่มี ความสุขแค่เรื่องกำ�ไร ปันผล ซึ่งนั่นไม่ใช่สหกรณ์ เราต้องหาวิธีทำ�อย่างไรให้เกิดความเข้มแข็งทั้งระบบ ในต่างประเทศ เวลาของแพงสหกรณ์จะนำ�สินค้ามาขายในราคาถูก นั่นเป็นสิ่งที่สหกรณ์ไทยควรทำ� ดร.สมคิดกล่าวเพิ่มเติมว่า ถ้าถามว่าปัญหา ของสหกรณ์ตอนนี้แก้แก้ไขได้หรือไม่ ผมว่าไม่มีอะไร ที่แก้ไขไม่ได้ สิ่งแรกที่สหกรณ์ควรทำ�คือการอบรม อบรมเพื่อให้เจ้าหน้าที่สหกรณ์ตื่นตัวทันต่อโลกทันต่อ เหตุการณ์ เพราะถ้าเราสามารถทำ�ให้เจ้าหน้าที่ของ สหกรณ์มีความรู้มากขึ้นก็จะทำ�ให้เค้ามีความคิดความ


อ่านมากขึ้น เพราะทุกวันนี้ความเข้าใจยังไม่เกิดแต่อาศัยหลักการ ท่องจำ�ซึ่งไม่มีประโยชน์ อีกประการหนึ่งคือการขยายเครือข่ายจะทำ�อย่างไรให้สิ่งเหล่า นี้เชื่อมโยงกันให้คนรุ่นใหม่ในชนบทตื่นตัวให้เข้าใจว่าสหกรณ์เป็นทาง เลือกที่สามที่ไม่ใช่ทุนนิยม สังคมนิยม แต่เป็นช่วงกลางคือประชาชน ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ขณะนี้มีหลายประเทศคิดทำ� Social Enterprise คือองค์กรที่ทำ�อะไรเพื่อช่วยเหลือสังคม ซึ่งสหกรณ์ก็เป็น Social Enterprise ได้คือทำ�กิจกรรมเพื่อสังคมไม่ว่าจะเป็นการสร้าง โรงเรียน สร้างงาน สร้างสาธารณสุข สหกรณ์ทำ�ได้หมดแต่ทำ�ไมถึง ไม่สามารถไปถึงจุดนั้นได้ ฉะนั้นเราต้องหันมาดูว่าจะฝึกอบรมหรือจะ มีแผนยุทธศาสตร์ร่วมกันได้หรือไม่ ทำ�ในสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม ร่วมกันได้หรือไม่ จากนั้น ดร.สมคิดได้กล่าวเปิดตัวมูลนิธิสัมมาชีพว่า มูลนิธิ สัมมาชีพ (มสช.) เป็นมูลนิธิใหม่แต่มีจุดแข็ง วันนี้สิ่งที่สหกรณ์ ต้องการไม่ใช่เงินแต่ต้องการเห็น Networking ของบุคลากร เพราะ ความรู้ไม่ได้มาจากที่ใดที่หนึ่งแต่มาจากหลายที่เพราะฉะนั้นต้องใช้ Networking ดึงคนเข้ามาแล้วพาไปศึกษาดูงานให้ เห็นและได้เรียนรู้ว่าสหกรณ์ที่ญี่ปุ่นเค้าทำ�กันอย่างไร มีระเบียบวินัยอย่างไร ฉะนั้นในขณะที่กลไกการเมืองกำ�ลังมีปัญหา เราต้องหาทางช่วยเหลือตนเอง สหกรณ์ออมทรัพย์มีทั้งจุดแข็งและอ่อน การสื่อสารจากภายนอกเป็นเรื่องที่สำ�คัญมาก อย่างเช่นปัจจุบันเป็นรองประธานอยู่ที่มูลนิธิรามาธิบดีได้ให้คำ�แนะให้ทำ� Channel Rama คือรายการที่นำ�หมอมานั่ง พูดคุยตอบปัญหาเรื่องสุขภาพ สิ่งเหล่านี้คือการริเริ่มจะเกิดขึ้นได้เมื่อมีการประชุมผู้บริหารและมีแผนยุทธศาสตร์ เรา ต้องเริ่มทำ�เพราะเมื่อภายในพัฒนาภายนอกสื่อความทุกฝ่ายเห็นและให้การยอมรับก็จะเกิดการสนับสนุน จากนั้น ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ กล่าวปิดท้ายกับชาวสหกรณ์ออมทรัพย์แห่งประเทศไทยว่า ที่มาวันนี้ก็มีแต่ ความจริงใจมาให้อยากเห็นสหกรณ์เป็นตัวขับเคลื่อนเพื่อพัฒนาชุมชน ดังนั้นถ้ามีอะไรให้ช่วยเหลือหรือให้ถ้าทางมูลนิธิ สัมมาชีพทำ�ก็ประสานมาทุกฝ่ายยินดีให้ความร่วมมือและให้การช่วยเหลืออย่างเต็มที่


มสช. Update เรื่อง : ณรินณ์ทิพ วิริยะบัณฑิตกุล

“บัญชีครัวเรือน กับสัมมาชีพ” สัปดาห์ทผ่ี า่ นมาฉันได้มโี อกาสไปประชุมร่วมกับพีน่ อ้ งเครือข่ายแกนนีท่ �ำ การส่งเสริมให้ชาวบ้านทำ� “บัญชีครัวเรือน” ทีจ่ งั หวัดชัยนาท ระหว่างนัง่ ฟังทัง้ ชาวบ้านและแกนนำ�คุยกันถึงผลสัมฤทธิข์ องการทำ�บัญชีครัวเรือนทีท่ �ำ ให้ชาวบ้าน “ปลดหนี้” ที่เรื้อรัง มีชีวิตที่ลืมตาอ้าปากได้ ทำ�ให้ฉันคิดว่าเรื่องนี้มีความสำ�คัญมากๆ คนไทยทุกคนควรใช้เป็นเครื่องมือ ในการ บริหารตัวเอง ครัวเรือน และขยายในระดับที่ใหญ่ขึ้น อาจารย์ประเวศ วะสี ประธานที่ปรึกษามูลนิธิสัมมาชีพให้นิยามคำ�ว่า “สัมมาชีพ” ไว้ว่า คืออาชีพที่ไม่เบียดเบียน ตนเอง ไม่เบียดเบียนผู้อื่น มีรายได้มากกว่ารายจ่าย ท่านให้แนวทางมูลนิธิไว้ว่า “หากสามารถสร้างสัมมาชีพให้เต็มพื้นที่ สังคมไทยจะเป็นสังคมที่ร่มเย็นเป็นสุข และน่าอยู่ที่สุดในโลก” ในช่วงเกือบสามปีที่ฉันร่วมกับเพื่อนๆ หลากหลายสาขาอาชีพก่อตั้ง “มูลนิธิสัมมาชีพ” ขึ้นมา เราได้ทำ�ภารกิจ หลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาเยาวชนและพัฒนาผู้คนในเชิงลึกผ่าน สถาบันยุวโพธิชน พัฒนาเครือข่ายผู้นำ�ทุก ภาคส่วน ผ่านโครงการผู้นำ�-นำ�การเปลี่ยนแปลงร่วมมือกับภาคีเครือข่ายทำ�ในอีกหลายเรื่องราว แต่ก็รู้เสมอมาว่า ไม่ สามารถ หยั่งรากและลงลึกเรื่อง “สัมมาชีพเต็มพื้นที่” กระทั่งคุณหมอมงคล ณ สงขลา รองประธานที่ปรึกษามูลนิธิ สัมมาชีพ แนะนำ�ให้เชิญ คุณทรรศิน สุขโต มาบรรยายในโครงการผู้นำ� นำ�การเปลี่ยนแปลง ที่จัดโดนมูลนิธิเมื่อสองปี ที่ผ่านา นั่นเป็นจุดเริ่มต้นของความสนใจในเรื่องของบัญชีครัวเรือน หลังจากศึกษาทำ�ความเข้าใจเรื่อง “บัญชีครัวเรือน” อยู่พักใหญ่ ก็เห็นว่าเรื่องนี้เป็นภารกิจสำ�คัญที่เป็นพื้นฐาน การสร้างสัมมาชีพโดยแท้ ซึ่งสอดคล้องกับภารกิจของศูนย์สร้างเสริมสัมมาชีพและวิสาหกิจชุมชน ทีท่ า่ นมนู เลียวไพโรจน์ เป็นประธานศูนย์สร้างเสริมสัมมาชีพ ฉันจึงชวน พี่อี๊ด ทรรศิน มาเพื่อร่วมขับเคลื่อนเรื่องนี้ภายใต้มูลนิธิสัมมาชีพ พี่อี๊ดเล่าเรื่องของการทำ�บัญชีครัวเรือน ซึ่งได้ร่วมทำ�วิจัยกับ ดร.สีลาพรณ์ บัวสาย ซึ่งเป็นหัวหน้าทีมวิจัยภายใต้ การสนับสนุนของสำ�นักงานกองทุนสนับสนุนการวิจยั (สกว.) ว่า เป็นกระบวนการทีท่ �ำ ให้ชาวบ้านสามารถบันทึกข้อมูลเอง ทัง้ รายได้และรายจ่าย ทุกๆ อย่าง ของทุกๆ คนในครัวเรือน โดยทำ�ทุกๆ วันเพือ่ นำ�มาวิเคราะห์ ประมวลสถานการณ์ ที่แท้ จริงของชาวบ้าน และสามารถออกจากวังวนของ “หนี้สิน” ที่ไม่เคยหาทางออกได้


พี่อี๊ดบอกว่านี่คือกระบวนการที่ “ระเบิด จากข้างใน” ทำ�ให้ชาวบ้าน “คิดเป็น” และ “ตัดสินใจเอง” หากเขาต้องการที่จะปลดหนี้และ หายจนต้องทำ�อย่างไร เป็นมิตใิ หม่ของการพัฒนา ที่แตกต่างจากอดีตที่ส่วนกลาง หรือ คนนอกมัก จะคิดให้ ว่าชาวบ้านควรทำ�อะไร และควรทำ� อย่างไร ซึ่งไม่สามารถแก้ไขปัญหาที่แท้จริง ของ ชาวบ้านได้เลย ฉั น นั่ ง ฟั ง ชาวบ้ า นหลายคนเล่ า ถึ ง ความ เปลี่ยนแปลงแปลงหลังจากทำ�บัญชีครัวเรือน เขาตัดสินใจ ลด ละ เลิก ค่าใช้จ่ายบางรายการที่ไม่จำ�เป็น เช่น หวย เหล้า อาหาร ปุ๋ย ยาฆ่าเมลง บางอย่างหาทดแทนจนทำ�ให้รายจ่ายไม่เกิน รายได้ มีการปลูกผักทดแทนการซื้อ และรวม กันปลูกสร้างรายได้เพิ่ม การมีสติและรู้จักควบคุมความต้องการซื้อของ สมาชิกในครอบครัวที่สำ�คัญนอกจากแก้ปัญหา ครัวเรือนได้ กลุ่มที่ทำ�บัญชีครัวเรือน ยังมาร่วมกันวิเคราะห์ปัญหา และแก้ปัญหาระดับชุมชน และยังร่วมกันทำ�แผน ชุมชน แผนหมู่บ้าน แผนตำ�บล ทำ�ให้เกิด การบริหารจัดการร่วมกัน อย่างเป็นระบบ ไม่ตอ้ งสงสัยเลยว่า การบันทึกข้อมูลพัฒนาสูก่ ารวิเคราะห์เป็น และคิดแก้ปญ ั หาอย่างเป็นระบบ ซึง่ อาจจะยากพอสมควร สำ�หรับสังคมไทย ที่ไม่คุ้นชินกับวัฒนธรรมของการจดบันทึกข้อมูล แต่ทุกคนสะท้อนว่านี่เป็นการทำ�ให้เกิด ครอบครัว สร้าสุข เกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม และเกิดการเกื้อหนุนกันของสมาชิกในครอบครัวที่เห็นปัญหาร่วมกัน นี่น่าจะ เป็นการสร้างความเข็มแข็งให้กับครอบครัวโดยแท้ นี่เป็นเหตุผลหลักที่มูลนิธิสัมมาชีพตัดสินใจที่จะส่งเสริมเรื่องการ “ทำ�บัญชีครัวเรือน” ต่อไป แม้ว่าโครงการวิจัยของ สกว. จะจบไปแล้วก็ตาม เรื่องการบันทึกบัญชีรายได้รายจ่าย ถือเป็นเรื่องปกติของภาคธุรกิจที่จะรู้อุณหภูมิของธุรกิจ นี่เป็นสาเหตุที่ทำ�ให้ ภาคธุรกิจสามารถเจริญเติบโตมาก ฉันเอง อยากจะมีส่วนกระตุ้นผู้อ่านทุกท่านให้เริ่มทำ�การบันทึกรายได้ รายจ่าย ของตัวเองทุกรายการ และลองวิเคราะห์ดูว่า เรามีค่าใช้จ่ายประเภทใด มากน้อย และเพื่อให้เรามีรายได้มากกว่า รายจ่าย และมีเหลือสำ�หรับการออมหรือลงทุน ก็ สามารถเริ่มต้นมีสัมมาชีพได้อย่างง่ายๆ ฉันเชื่อว่าจะเป็นพื้นฐานสำ�คัญในการเปลี่ยนชีวิตไปสู่ทิศทางที่ดีขึ้น เหมือนกับ ชาวบ้านเกือบ 2,000 กว่าครัวเรือน ที่จังหวัดชัยนาทได้เริ่มจนเห็นอานิสงส์แล้ว และมูลนิธิสัมมาชีพกำ�ลังสนับสนุน ให้เกิดการทำ�บัญชีครัวเรือนเพิ่มอย่างกว้างขวางต่อไป อันที่จริงเรื่องนี้ไม่มีอะไรซับซ้อน ง่าย และชัดเจน หากผู้อ่านท่านใดอยากจะได้ข้อมูลเพิ่มเติมสามารถติดต่อมาได้ที่ ศูนย์เสริมสร้างสัมมาชีพและวิสาหกิจชุมชน มูลนิธิสัมมาชีพ www.sammachivonline.com ลองทำ�ดูซิค่ะ และถ้าเห็น ผลแล้วก็ช่วยแนะนำ�คนอื่นๆ ต่อด้วยนะคะ ถือว่าเป็นการทำ�บุญด้วยการให้ “ความรู้และปัญญา” หากท่านใด หน่วยงาน ใดอยากร่วมสนับสนุนให้กระบวนการนี้ขยายวงต่อไปได้ อย่างกว้างขวาง ก็ติดต่อเข้ามาได้ที่มูลนิธิสัมมาชีพ เราต้องการ เพื่อนร่วมคิด และสร้างสัมมาชีพเต็มพื้นที่อีกมากค่ะ..

RIF-MAGAZINE ISSUE 2  

สัมมาชีพรายปักออนไลน์

Read more
Read more
Similar to
Popular now
Just for you