Page 1

เอกสารประกอบการเรี ยนการสอน

08-313-203 การตัดต่อภาพและเสียง (Audio-Visual Editing)

โดย

อาจารย์ มาโนช รักไทยเจริ ญชีพ

สาขาเทคโนโลยีมลั ติมีเดีย คณะเทคโนโลยีสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร


ความรู้ พนื ้ ฐานเกี่ยวกับการตัดต่ อวิดโี อ ความหมายของการตัดต่ อวิดโี อ การตัดต่อ หมายถึง การเปลี่ยนภาพและเสียงจากหนึ่งช็อต (Shot) ไปยังช็อตต่อไปโดยให้ มีความ ต่อเนื่องและเรี ยงลําดับเรื่ องราว ไม่มีการกระโดดหรื ออิริยาบถซํ ้าซ้ อนกัน โดยรักษาคุณภาพของภาพและ เสียงให้ กลมกลืนกันโดยตลอด ความสําคัญของการตัดต่ อวิดโี อ 1. ช่ วยเชื่อมต่ อภาพ ในการถ่ายวิดีโอนันไม่ ้ นิยมแช่กล้ องจับภาพหรื อฉากใดนิ่งนานๆ เพราะจะ ท้ าให้ ผ้ ชู มเบื่อหน่าย ดังนันจึ ้ งมีการถ่ายเป็ นช็อตสันๆ ้ จับภาพในมุมต่างๆ กัน ถ้ าเป็ นการถ่ายทําด้ วยกล้ อง เดียวก็จะต้ องนําภาพทังหมดเหล่ ้ านันมาเรี ้ ยงลําดับเข้ าด้ วยกันให้ ถกู ต้ องตามเรื่ องราวหรื อตามบทวีดโิ อ 2. ช่ วยแก้ ไขส่ วนบกพร่ อง ในการถ่ายวิดีโอบางครัง้ มีการระมัดระวังและพิจารณากันอย่าง รอบคอบแล้ วก็ตาม ยังมักจะพบข้ อบกพร่ องอยู่เสมอ การตัดต่อสามารถช่วยได้ โดยการตัดภาพที่ไม่ ต้ องการออกไปหรื อแทรกภาพที่ดีเข้ าไปแทนที่ หรื อต้ องการแต่ภาพที่ไม่ต้องการเสียงที่มากับภาพนันก็ ้ สามารถเอาออกไปได้ 3. ช่ วยจํากัดเวลา ในการถ่ายวิดีโอรายการต่างๆ โดยเฉพาะที่เป็ นรายการสําหรับออกอากาศนัน้ เวลาเป็ นเรื่ องสําคัญมากจ้ าเป็ นที่จะต้ องถ่ายให้ ได้ เวลาตามที่กําหนด แม้ ว่าจะถ่ายภาพที่ดีๆ สวยๆ และมี ประโยชน์กบั เรื่ องที่จะเสนอมากเพียงไร ก็จ้าเป็ นจะต้ องเลือกภาพนันมาตั ้ ดต่อให้ ได้ ความยาวพอเหมาะกับ เวลาที่กําหนดเท่านัน้ ดังนันเจ้ ้ าหน้ าที่ตดั ต่อล้ าดับภาพก็จะต้ องใช้ กระบวนการตัดต่อนี ้ปรับแต่งตัดภาพ ส่วนเกินออกไป หรื อแทรกบางภาพเพิ่มเข้ ามาเพื่อให้ ได้ เวลาที่พอดี 4. ช่ วยสร้ างเรื่ องราวอย่ างต่ อเนื่อง การลําดับภาพเป็ นการน้ าภาพแต่ละฉากแต่ละตอนมา เชื่อมต่อเข้ าด้ วยกัน ถ้ าเป็ นการต่อเชื่อมภาพอย่างมีศิลปะด้ วยความคิดสร้ างสรรค์ ผู้ชมจะรู้สกึ ต่อเนื่องใน เรื่ องราวที่เชื่อมต่อกันอย่างเป็ นลําดับนัน้ ให้ รายละเอียดมากพอเท่าที่ผ้ ชู มอยากจะรู้ ให้ ความรู้ สกึ และ อารมณ์ตามที่ควรจะเป็ น ทังนี ้ ้หมายถึงว่าในขันตอนการถ่ ้ ายทํานันต้ ้ องได้ ภาพที่ดี มีรายละเอียดเพียงพอ มี ทังภาพขนาดไกล ้ ขนาดกลาง ภาพถ่ายใกล้ และภาพหลายๆ มุมของแต่ละฉากแต่ละตอน เจ้ าหน้ าที่ตดั ต่อ จึงจะสามารถเลือกภาพมาตัดต่อได้ ตามต้ องการ


วัตถุประสงค์ ของการตัดต่ อวิดโี อ ในการตัดต่อมีวตั ถุประสงค์อยู่ 5 ประการ ดังนี ้ (สุชาติ พรหมปั ญญา, 2544 : 26) 1. เพื่อคัดเลือก การถ่ายวิดีโอแม้ มืออาชีพก็ยงั ต้ องถ่ายทํากันหลายๆ รอบ ไม่ต้องพูดถึงวิดีโอที่ เราถ่ายกันเองประเภทม้ วนเดียวจบ จําเป็ นอย่างยิ่งที่จะต้ องคัดเลือกเอาเฉพาะช่วงที่ดีที่สดุ ส่วนที่เหลือ ตัดทิ ้งไป 2. เพื่อลาดับภาพ เมื่อคัดเลือกตอนต่างๆ มาแล้ วก็ต้องนํามาเรี ยงลําดับให้ เป็ นไปตามเนื ้อเรื่ อง หรื อสคริ ปต์ที่วางไว้ 3. เพื่อปรั บความยาว หลังจากที่นําตอนต่างๆ มาเรี ยงกันแล้ ว ความยาวทังหมดอาจจะสั ้ นหรื ้ อ ยาวเกินไป จึงต้ องมีการตัดออกหรื อหามาเพิ่ม และปรับตําแหน่งเข้ าออกและความยาวของแต่ละท่อนให้ เหมาะสม 4. เพื่อปรับแต่ งแก้ ไข ตอนที่เราเลือกมาอาจมีข้อบกพร่องในเรื่ องแสง สีและสิง่ แปลกปลอมต่างๆ เข้ ามา การตัดต่อจะทําให้ เราได้ แก้ ไข ลบออกหรื อปรับแต่งให้ แต่ละท่อนมีความ กลมกลืนกัน 5. เพื่อปรุ งแต่ ง เป็ นการเพิ่มสีสนั เช่นการใส่เสียงดนตรี เสียงEffect การใส่ Transition การซ้ อน ตัวหนังสือ จะทําให้ วิดีโอมีความน่าดูยิ่งขึ ้นอย่างไรก็ตาม การใช้ เทคนิคพรํ่ าเพรื่ อก็อาจท้ าให้ ดเู ลอะเทอะ และลดความน่าสนใจของเนื ้อหาลงได้ เช่นกัน วิดีโอจะสมบูรณ์ไปไม่ได้ ถ้ าขาดการจัดการเรื่ องเสียงที่ดี การแทรกคําบรรยาย การปรับความดังของช่วงต่างๆ การแพนซ้ ายขวาของเสียง การเพิ่มเสียงดนตรี หรื อ เสียงเพลงประกอบ รวมทังการเพิ ้ ่มเสียงเทคนิคต่างๆ ลงไปในวิดีโอถือเป็ นเสน่ห์ที่จะท้ าให้ เกิดความ ประทับใจได้ อย่างยิ่งทีเดียว (ดลใจ อุดมสิน, มปป.: 28-29) ระบบโทรทัศน์ ในปั จจุบนั โทรทัศน์นบั ได้ วา่ เป็ นสิง่ จําเป็ นที่ทกุ บ้ านทุกครอบครัว ไม่วา่ จะรํ่ ารวยหรื อยากจนจะต้ อง มีไว้ เพื่อรับชมข่าวสาร ละคร หรื อรายการบันเทิง ต่างๆ แต่คณ ุ รู้หรื อไม่ว่าภาพและเสียงที่คณ ุ ได้ ดไู ด้ รับชม อยูน่ นั ้ เกิดขึ ้นได้ อย่างไร มีความเป็ นมาและมาปรากฏที่เครื่ องรับโทรทัศน์ที่บ้านคุณได้ อย่างไร? ภาพที่คณ ุ เห็นจากเครื่ องรับโทรทัศน์ในแต่ละภาพ จะประกอบด้ วยจุดที่มีความเข้ มแตกต่างกัน หลายร้ อยหลายพันจุด ถ้ าคุณเอารู ปภาพมา 1 แผ่น แล้ วเอากรรไกรตัดภาพออกเป็ นแถบเล็ก ๆ ตาม แนวราบจะเห็นว่าในแต่ละแถบจะประกอบด้ วยจุดเล็ก ๆ ที่มีความเข้ มมากน้ อยต่างกันเรี ยงเป็ นแถว ถ้ านํา แต่ละแถบมาประกอบเข้ าด้ วยกันตามลําดับเดิม จะเกิดเป็ นภาพมีลกั ษณะเหมือนภาพเดิมได้ การส่ง สัญญาณโทรทัศน์ก็ใช้ หลักเดียวกัน คือจะส่งภาพ ไปทีละจุด จากซ้ ายไปขวา และจากส่วนบนไปส่วนล่าง โดยเปลี่ยนแต่ละจุดของภาพเป็ นสัญญาณทางไฟฟ้า ผสมเข้ ากับคลื่นวิทยุความถี่สงู ในระบบเอเอ็ม แล้ ว ส่งออกไปในอากาศในรูปของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ส่วนเสียงนันก็ ้ สง่ ไปในระบบเอฟเอ็ม ทํานองเดียวกับการ


ส่งวิทยุโดยใช้ คลื่นที่มีความถี่อยู่ในช่อง(Channel) เดียวกัน แต่ละช่องจะมีย่านความถี่กว้ างประมาณ 6 เมกกะเฮิร์ท ช่อง 2-6 อยู่ในช่วงความถี่ 54-86 เมกกะเฮิร์ทและช่อง 7-13 อยู่ในช่วง174-216 เมกกะเฮิร์ท ภาพแต่ละภาพระบบเดิมประกอบด้ วย 525 เส้ น แต่ปัจจุบนั ใช้ 625 เส้ น เพื่อให้ ได้ ภาพนิ่มนวลกว่าเดิม และใน 1 วินาที สามารถส่งภาพได้ ถึง 30 ภาพ อุปกรณ์ที่สําคัญในการส่งภาพ คือ หลอดส่งภาพ (Camera Tube) ซึง่ เป็ นส่วนสําคัญของกล้ องถ่ายโทรทัศน์ เป็ นหลอดสุญญากาศ ระบบการส่ งสัญญาณโทรทัศน์ ในปั จจุบนั นี ้มีระบบการส่งสัญญาณโทรทัศน์ที่นิยมใช้ ในแถบภูมิภาคต่างๆ คือ 1.ระบบ NTSC (National Televion Standards Committee) เป็ นระบบโทรทัศน์สีระบบแรกที่ใช้ งานในประเทศสหรัฐอเมริ กา ตังแต่ ้ ปีค.ศ.1953 ประเทศที่ใช้ ระบบนี ้ต่อ ๆ มาได้ แก่ ญี่ปนุ่ แคนาดา เปอเต อริโก้ และเม็กซิโก เป็ นต้ น ั นามาจากระบบ NTSC ทําให้ มี 2.ระบบ PAL (Phase Alternation Line) เป็ นระบบโทรทัศน์ที่พฒ การเพี ้ยนของสีน้อยลง เริ่ มใช้ งานมาตังแต่ ้ ปีค.ศ.1967 ในประเทศทางแถบยุโรป คือ เยอรมันตะวันตก อังกฤษ ออสเตรเลีย เบลเยี่ยม บราซิล เดนมาร์ ก นอร์ เวย์ สวีเดน สวิตเซอร์ แลนด์ และมีหลายประเทศใน แถบเอเซียที่ใช้ กนั คือ สิงคโปร์ มาเลเซีย รวมไปถึงประเทศไทย ก็ใช้ ระบบนี ้ 3.ระบบ SECAM Sequentiel Couleur a Memoire เป็ นระบบโทรทัศน์อีกระบบหนึ่งคิดค้ นขึ ้นโดย Dr.Henry D.France เริ่ มใช้ มาตังแต่ ้ ปีค.ศ.1967 นิยมใช้ กนั อยู่หลายประเทศแถบยุโรปตะวันออก ได้ แก่ ฝรั่งเศส อัลจีเรี ย เยอรมันตะวันออก ฮังการี ตูนีเซีย รูมาเนีย และรัสเซีย* เป็ นต้ น *ระบบ SECAM ที่รัสเซีย ใช้ มี 625 เส้ น คุณภาพของระบบโทรทัศน์ สีในระบบต่ างๆ 1.ระบบ NTSC เป็ นระบบที่มีข้อดี คือ สามารถมองเห็นภาพได้ 30 ภาพ/วินาที (ระบบอื่นมองเห็น ได้ 25 ภาพ/วินาที) ทําให้ การสัน่ ไหวของภาพลดน้ อยลง และเนื่องจากสัญญาณภาพ ใช้ ความกว้ างของ คลื่นสัญญาณน้ อย ทําให้ ภาพถูกรบกวนน้ อย ภาพที่ได้ รับจึงมีความคมชัดมากขึ ้น ส่วนข้ อเสียนัน้ เกิดจาก การที่เส้ นสแกนภาพมีจํานวนน้ อย หากใช้ จอภาพเครื่ องรับโทรทัศน์ที่มีขนาดใหญ่รับภาพ จะทําให้ รายละเอียดภาพมีน้อย ดังนันภาพจึ ้ งขาดความคมชัด และถ้ าใช้ เครื่ องรับโทรทัศน์ขาว-ดํา สัญญาณสีที่ ความถี่ 3.58 MHz จะเกิดการรบกวนสัญญาณขาว-ดํา ทําให้ เกิดความผิดเพี ้ยนของสี วิธีแก้ ไข ต้ องปรับแก้ ที่เครื่ องรับโทรทัศน์ เพื่อให้ ได้ ภาพเป็ นธรรมชาติ ซึง่ ต้ องใช้ ความสามารถเฉพาะตัวของผู้รับชมปรับแต่งสีให้ ภาพได้ ดี


2.ระบบ PAL เป็ นระบบที่ให้ รายละเอียดของภาพสูง ไม่มีความผิดเพี ้ยนของสี ภาพที่ได้ เป็ น ธรรมชาติ ความเข้ มของภาพสูง (High Contrast) ดีกว่าระบบ NTSC แต่มีข้อเสียคือภาพที่มองเห็น มีความ สัน่ ไหวมากกว่าระบบ NTSC เนื่องจากภาพที่มองเห็น 25 ภาพ/วินาที ถูกรบกวน สัญญาณ ภาพสูง สาเหตุ เพราะมีความกว้ างของสัญญาณภาพมากกว่า (Higher Bandwidth) ระบบ NTSC จุดอิ่มตัวความสว่าง ของสีน้อย (reduce the color saturation) ทําให้ เห็นความสว่างของสีน้อยลง 3.ระบบ SECAM เป็ นระบบที่ไม่มีความผิดเพี ้ยนของสี รายละเอียดของภาพมีคณ ุ ภาพสูง เทียบเท่ากันระบบ PAL ข้ อเสีย ภาพจะมีการสัน่ ไหวเหมือนระบบ PAL ส่วนการตัดต่อภาพในระบบนี ้ไม่ สามารถทําได้ ซึ่งในการผลิตรายการโทรทัศน์ส่วนมากใช้ ระบบ PAL และเมื่อผลิตเสร็ จแล้ วจึงเปลี่ยน กลับไปเป็ นระบบ SECAM แล้ วจึงส่งออกอากาศ และเนื่องจากความกว้ างของคลื่นสัญญาณมีน้อย จึงทํา ให้ เกิดคลื่นความถี่สญ ั ญาณสีรบกวนภาพ (Patterning Effects) จึงทําให้ ภาพเกิดมีสีรบกวนในขณะรับชม รายการได้ ระบบโทรทัศน์สีที่ใช้ งานทัว่ โลก ในระบบอนาล็อกยังมีการแบ่งย่อยจากระบบใหญ่ๆ ทัง้ 3 ระบบ ดังกล่าว ทังนี ้ ้เพื่อความเหมาะสมของกระแสไฟฟ้าที่แต่ละประเทศใช้ งาน และความเหมาะสม กับประเทศ ที่ใช้ งานกําหนดโดยสหภาพวิทยุโทรคมนาคม (ITU) เช่นกระแสไฟฟ้า 60 Hz จะใช้ ระบบสัญญาณโทรทัศน์ สี Field frequency 60 Hz และกระแสไฟฟ้า 50 Hz จะใช้ ระบบสัญญาณโทรทัศน์สี Field frequency 50 Hz ทังนี ้ ้ก็เพื่อป้องกันความถี่ของกระแสไฟฟ้าที่ใช้ รบกวนสัญญาณภาพ ระบบสัญญาณโทรทัศน์สีที่ใช้ งานอยู่ในปั จจุบนั มีคณ ุ ภาพสัญญาณที่ดีไม่พบข้ อเสีย ดังนัน้ ใน การพิจารณาใช้ งานระบบใดระบบหนึ่งก็อาจมีสาเหตุ มาจากเหตุผลอื่นๆ เช่น เหตุผลทางด้ านเศรษฐกิจ การลงทุนในการผลิต และการใช้ เครื่ องรับโทรทัศน์เป็ นจํานวนมากแล้ ว ถ้ าหากจะเปลี่ยนระบบ อาจต้ อง ลงทุนสูง เหตุผลทางด้ านการเมือง อาจได้ รับการสนับสนุนจากประเทศมหาอํานาจ ให้ ใช้ ระบบใดระบบ หนึง่ บทสรุ ป สัญญาณโทรทัศน์สีในระบบต่างๆที่ใช้ กนั อยูท่ กุ วันนี ้มีหลักการออกแบบคล้ ายกัน คือ การ ส่งโทรทัศน์สี จะต้ องทําให้ เครื่ องรับโทรทัศน์ขาว-ดําและเครื่ องรับโทรทัศน์ สีรับสัญญาณได้ โดยสัญญาณที่ ส่งออกอากาศจะต้ องเป็ นสัญญาณเดียวกัน ส่วนคุณภาพของภาพโทรทัศน์นนั ้ ขึ ้นอยู่กับข้ อจํากัดทาง เทคนิค การกําหนดภาพที่เหมาะสมมี 2 ระบบหลักคือ 25 ภาพ/วินาที และ 30 ภาพ/วินาที สัญญาณ โทรทัศน์สีในระบบอนาล็อกนี ้จะถูกเปลี่ยนเข้ ารหัสเป็ นระบบดิจิทลั ก่อน ที่จะส่งเป็ นสัญญาณโทรทัศน์ระบบ ดิจิทลั ั ญาณโทรทัศน์มีคณ ุ ภาพดี ภาพชัดเจน ข้ อคิด "หน้ าที่ของช่างเทคนิคงานโทรทัศน์ จะต้ องทําให้ สญ แต่ความรู้ ความสามารถในการทํางาน จะต้ องเกิดจากความมุ่งมัน่ ทํางานและได้ รับการสนับสนุนจาก ผู้บงั คับบัญชา"


ระบบโทรทัศน์ ในประเทศไทย ประเทศ ไทย มีการแพร่ สญ ั ญาณภาพและเสียงในรูปแบบโทรทัศน์มาหลายปี และปั จจุบนั มีการ นําระบบต่างๆ มาใช้ หลากหลายระบบ ซึง่ สามารถแบ่งได้ ดงั นี ้ 1. ระบบ VHF (Very High Frequency) ระบบ VHF เป็ นระบบคลื่นความถี่ที่ใช้ ในกิจการวิทยุกระจายเสียง แพร่ภาพโทรทัศน์ การสื่อสาร ระยะใกล้ ด้ วยความถี่ 30 - 300 MHz นับเป็ นระบบแรกที่นํามาใช้ ในประเทศไทย โดยสถานีโทรทัศน์ช่อง 4 บางขุนพรหม สัญญาณที่สง่ เป็ นสัญญาณ Analog ส่งสัญญาณจากสถานีภาคพื ้นดิน (Terestrial Station) ไปได้ ไกลหลายร้ อยกิโลเมตร รับสัญญาณด้ วยเสาอากาศทัว่ ๆ ไป จัดเป็ นระบบเปิ ดสาธารณะ หรื อเรี ยกว่า ฟรี ทีวี (Free TV) เช่น ช่อง 3, 5, 7, 9 และ 11 2. ระบบ UHF (Ultra High Frequency) ระบบ UHF เป็ นระบบที่พบได้ กบั ช่อง ITV รวมทังการสื ้ ่อสารการบิน การสื่อสารระยะใกล้ อื่นๆ ด้ วย สัญญาณ Analog ในย่านความถี่ 300 MHz ถึง 3 GHz เนื่องจากสัญญาณมีย่านความถี่สงู มาก ทําให้ ไม่ สามารถส่งสัญญาณได้ ไกล จึงต้ องมีสถานีเครื อข่าย การรับสัญญาณสามารถใช้ เสาอากาศทัว่ ไปได้ เช่นกัน 3. ระบบ MMDS (Multichannel Multipoing Dsitribution System) ระบบ MMDS เคยเป็ นระบบที่เผยแพร่ในประเทศไทยด้ วยสถานี Thai Sky TV แต่เนื่องจากการ ลักลอบสัญญาณ จึงต้ องปิ ดบริ การไป ระบบนี ้แพร่ ภาพได้ พร้ อมๆ กีนกว่า 30 ช่อง ด้ วยย่านความถี่ 2.1 GHz ถึง 2.7 GHz ปั จจุบนั ได้ รับการพัฒนาให้ สง่ สัญญาณระบบดิจิทลั โดยใช้ เครื่ องถอดรหัสสัญญาณ ดิจิทลั (IRD - Integrate Receiver Decoder) และใช้ งานร่ วมกับ Wireless Internet ในรู ปแบบของ Broadband จึงเป็ นระบบที่น่าสนใจมากระบบหนึ่ง อย่างไรก็มีจดุ ด้ อยคือ การรับชมสัญญาณที่ชดั เจน จะต้ องมีระยะห่างจากเสาอากาศส่งสัญญาณในระยะ 12 - 15 กิโลเมตร 4. ระบบดาวเทียม การส่ง สัญญาณระบบดาวเทียม นิยมส่งออกอากาศในย่านความถี่ C Band ที่มีความถี่ขาลงระหว่าง 3.4 - 4.8 GHz และย่านความถี่ KU Band ที่มีความถี่ขาลงระหว่าง 10.7 - 12.3 GHz โดยรับสัญญาณจาก ดาวเทียมประเภทค้ างฟ้า (Geostationary Satellite) ที่มีความเร็ วในการโคจรเท่ากับการหมุนรอบตัวเองของ โลก ที่บริ เวณเส้ น Equator ทังนี ้ ้การรับชมจะต้ องอาศัยเครื่ องรับสัญญาณดาวเทียม และชุดจานรับสัญญาณ ุ สมบัตแิ ตกต่างกันไปตามแต่รูปแบบการส่งสัญญาณ ของแต่ละสถานี ดาวเทียม ที่มีคณ


โทรทัศน์ผา่ นดาวเทียมในประเทศไทย มีดงั นี ้ ความถี่ยา่ น C Band Analog ได้ แก่ช่อง CNN, BBC, ESPN, Star TV, CCTV ความถี่ยา่ น KU Band Analog ได้ แก่ช่อง 7 ความถี่ยา่ น C Band Digital ได้ แก่ช่อง Thai Global Network ความถี่ยา่ น KU Band Digital ได้ แก่ช่อง UBC, ETV, TGN, และสถานีการศึกษาผ่านดาวเทียมไทยคม การรับสัญญาณผ่านดาวเทียม ถ้ าเป็ นย่านความถี่ KU Band อาจมีปัญหาภาพเสียงขาดหายเมื่อ มีฝนตก เมฆครึม้ เมฆหนา แต่มีความได้ เปรี ยบด้ านขนาดของจานรับ ที่มีขนาดเล็ก กะทัดรัด (70 - 90 cm) ติดตังง่ ้ ายกว่าย่าน C Band (150 - 300 cm) 5. ระบบสายเคเบิล ระบบเผย แพร่ภาพผ่านสายเคเบิล หรื อเคเบิลทีวี เป็ นบริการแบบบอกรับสมาชิก โดยใช้ สาย Fiber Optic ร่ วมกับ coaxial และใช้ อปุ กรณ์ถอดรหัสสัญญาณประกอบการรับชม ปั จจุบนั มีการจดทะเบียน บริ ษัทให้ บริการทัว่ ประเทศกว่า 60 บริษัทในอัตราค่าบริการ 150 - 300 บาทต่อเดือน ระบบการตัดต่ อวิดโี อ แบ่งออกได้ เป็ น 2 ประเภทดังนี ้คือ 1. ระบบลิเนียร์ (Linear) 2. ระบบนอนลิเนียร์ (Non-Linear) 1. ระบบลิเนียร์ (Linear) เป็ นวิธีลําดับภาพไปตามลําดับอย่างต่อเนื่องกันไม่สามารถกระโดดไป ทํางานช่วงใดช่วงหนึ่งที่มีความพร้ อมมากกว่าได้ เป็ นระบบการตัดต่อม้ วนเทปวิดีโอเป็ นหลักอย่างน้ อย 2 เครื่ อง คือตัวเล่น 1 เครื่ อง กับตัวบันทึกอีก 1 เครื่ อง เรี ยกการตัดต่อแบบนี ้ว่า A/X Roll กรณีต้องการทําเทคนิคการเปลี่ยนภาพจากภาพหนึ่งไปอีกภาพหนึ่ง (Transition) จ้ าเป็ นต้ องใช้ เครื่ องเล่นเทปเพิ่มขึ ้นอีก 1 เครื่ อง รวมเป็ น 2 เครื่ อง เรี ยกว่า A/B Roll การทํางานระบบนอนลิเนียร์ จะต้ อง มีชดุ ควบคุมเครื่ องเล่นเทป (Edit Controller) เครื่ องสลับภาพ (Switcher) เครื่ องใส่เอฟเฟ็ กต์ (Effect Generator) รวมทังอุ ้ ปกรณ์ซ้อนตัวหนังสือ (Character Generator) โดยที่อปุ กรณ์ควบคุมทังหมด ้ อาจจะ รวมอยูใ่ นอุปกรณ์เพียงชิ ้นเดียวหรื อแยกกันทังหมดก็ ้ ได้ กรณีที่มีการแก้ ไขจําเป็ นจะต้ องทําใหม่ทงหมดตั ั้ งแต่ ้ จดุ ที่แก้ ไขไปจนถึงจุดสุดท้ ายหากการแก้ ไขนัน้ ทําให้ ความยาวของงานเปลี่ยนแปลงไป ที่สําคัญการใช้ เทปสําหรับตัดต่อสองหรื อสามตัวเป็ นการไม่ ประหยัดเป็ นอย่างยิ่ง เพราะนอกจากเทปเหล่านี ้จะมีราคาสูงแล้ ว ยังจําเป็ นต้ องเสียค่าใช้ จ่ายในการซ่อม


บํารุงทังทางอิ ้ เล็กทรอนิกส์และทางกลไก โดยเฉพาะอย่างยิ่งหัวเทปที่มีราคาแพง และจะต้ องเปลี่ยนตาม อายุใช้ งานเป็ นระยะๆ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ 2. ระบบนอนลิเนียร์ (Non-Linear) เป็ นวิธีลําดับภาพที่สามารถกระทําในช่วงใดๆ ก่อนก็ได้ โดย ไม่จําเป็ นต้ องเรี ยงลําดับก่อนหลังของเนื ้อหา การแก้ ไขสามารถกระทําได้ อย่างอิสระ ส่วนหลังของงานจะ ย้ ายไปมาเพื่อปรับไปตามการแก้ ไขนัน้ ฟิ ล์มภาพยนตร์ คือตัวอย่างของสื่อที่เป็ นนอนลิเนียร์ กรณีของภาพ วิดีโอจะต้ องถูกแปลงให้ อยู่ในรู ปของแฟ้มข้ อมูลดิจิทลั ของคอมพิวเตอร์ เสียก่อน จึงจะทํางานแบบนอน ลิเนียร์ ได้ โปรแกรมลําดับภาพจะนําข้ อมูลวิดีโอที่อยู่ในฮาร์ ดดิสก์มาแสดงเป็ นสื่อนอนลิเนียร์ ที่มองเห็นได้ (Non-Linear Visual Media) บนเส้ นเวลา (Timeline) เหมือนกับการทํางานกับฟิ ล์มภาพยนตร์ ดังนัน้ โดยทัว่ ไปจึงอธิบายการลําดับภาพแบบนอนลิเนียร์ นี ้ว่า เป็ นการลําดับภาพโดยใช้ ฮาร์ ดดิสก์เป็ นหลัก ข้ อดีของระบบนอนลิเนียร์ ระบบนอนลิเนียร์ (Non-Linear) เป็ นระบบที่พฒ ั นาขึ ้นมาเพื่อแก้ ปัญหาของระบบลิเนียร์ เดิม โดย การย้ ายวิดีโอที่เคยอยู่บนเทปไปเก็บไว้ ในฮาร์ ดดิสก์ของคอมพิวเตอร์ แล้ วใช้ โปรแกรมตัดต่อวิดีโอที่มีให้ เลือกใช้ มากมายมาท้ าการตัดต่อวิดีโอแทน หลังจากการตัดต่อเสร็ จก็โอนย้ ายงานที่อยู่ในฮาร์ ดดิสก์ไปเก็บ ไว้ บนตัวเดิม ด้ วยวิธีนี ้ทําให้ ระบบนอนลิเนียร์ ได้ เปรี ยบระบบลิเนียร์ หลายๆ อย่างดังนี ้ 1. ประหยัดราคาและพื ้นที่การทํางาน เพราะระบบนอนลิเนียร์ ใช้ เทปเพียงตัวเดียวก็ทํางานได้ 2. ประหยัดค่าใช้ จ่ายในการซ่อมบํารุงเทป เนื่องจากมีการใช้ งานเทปน้ อยมากปกติจะใช้ ตอนนํา วิดีโอเข้ าและออกจากฮาร์ ดดิสก์เท่านัน้ 3. การค้ นหาและคัดเลือกภาพทําได้ รวดเร็ ว เนื่องจากการท้ างานจะอยู่ในฮาร์ ดดิสก์ทงหมด ั้ จึงทํา ได้ รวดเร็วและแม่นยํากว่าสามารถไปยังจุดใดก็ได้ ในทันที โดยไม่ต้องรอการกรอกลับไปกลับมา 4. สามารถทํางานในช่วงต่างๆ ได้ อย่างอิสระ ไม่ต้องทําตามลําดับก่อนหลังตังแต่ ้ ต้นจนจบ 5. ผลิตงานที่ซบั ซ้ อนได้ ง่าย โปรแกรมลําดับภาพปั จจุบนั มีประสิทธิภาพสูงสามารถสร้ างไตเติ ้ล กราฟิ กและแอนิเมชัน่ ได้ สะดวก สามารถซ้ อนภาพได้ หลายๆ ชันในเวลาเดี ้ ยวกัน 6. คุณภาพสูง ระบบนอนลิเนียร์ ปัจจุบนั สามารถทํางานกับข้ อมูลที่ไม่บีบอัด (Uncompressed) เลย หรื อบีบแบบไม่สญ ู เสีย (Lossless Compression) หรื อสูญหายแบบมองไม่เห็น (Visual Lossless) ้ ม (Native Digital) ได้ จึงให้ คณ ุ ภาพของงานสูงสุดเหมือนกับต้ นฉบับ นอกจากนี ้งานที่ หรื อแบบดิจิทลั ดังเดิ ซับซ้ อน เช่น การซ้ อนภาพหลายๆ ชัน้ สามารถท้ าได้ ในครัง้ เดียวโดยไม่ต้องสูญเสียคุณภาพจากการโยน ภาพกลับไปกลับมา 7. ทํางานร่ วมกันเป็ นเครื อข่ายได้ สามารถแบ่งกันทํางานใช้ ทรัพยากรที่มีราคาแพงร่วมกัน เช่น เครื่ องเล่นเทป, ฮาร์ ดดิสก์, สแกนเนอร์ และแลกเปลี่ยนข้ อมูลระหว่างกันโดยไม่ต้องเดินไปมา


8. เผยแพร่ข้อมูลในรู ปดิจิทลั ได้ สะดวก ระบบนอนลิเนียร์ สามารถผลิตหรื อส่งแฟ้มข้ อมูลสําหรับ วิดีโอซีดี ดีวีดี วิดีเซิร์ฟเวอร์ อินเทอร์ เน็ต และโทรทัศน์ดจิ ิทลั ได้ ทนั ที อุปกรณ์ ท่ ใี ช้ ในการตัดต่ อวิดโี อ การตัดต่อวิดีโอจะต้ องมีอปุ กรณ์ตา่ งๆ ดังต่อไปนี ้ 1. กล้ องวิดีโอ เป็ นกล้ องที่ใช้ ในการถ่ายข้ อมูลเข้ าสูค่ อมพิวเตอร์ เพื่อทําการตัดต่อโดยการตัดต่อจะ เน้ นการตัดต่อในระบบ Non-Linear หรื อการตัดต่อด้ วยคอมพิวเตอร์ เป็ นหลัก ดังนันจึ ้ งต้ องมีการถ่ายข้ อมูล เข้ าสูค่ อมพิวเตอร์ ก่อน 2. การ์ ดตัดต่อ การถ่ายข้ อมูลจากกล้ องวิดีโอเข้ าสูค่ อมพิวเตอร์ จะต้ องมีการ์ ดตัดต่อ (Capture card) ทําหน้ าที่เป็ นตัวกลางในการผ่านสัญญาณวิดีโอเข้ าสูค่ อมพิวเตอร์ และทําหน้ าที่ในการบีบอัดข้ อมูล วิดีโอให้ มีขนาดเล็กลง 3. สายส่งสัญญาณ เป็ นสายสําหรับส่งสัญญาณจากกล้ องวิดีโอเข้ าสู่เครื่ องคอมพิวเตอร์ หาก กล้ องที่ใช้ เป็ นแบบ Analog ก็จะใช้ สายประเภท S-Video หรื อ Component แต่ถ้าเป็ นกล้ องประเภท Digital ก็จะใช้ สายประเภท IEEE 1394 หรื อสาย DV เช่น สาย Fire wire, I. Link, m LAM เป็ นต้ น 4. ซอฟต์แวร์ หรื อโปรแกรมสําหรับการจับภาพวิดีโอ (Capture) ซึง่ คุณอาจจะใช้ โปรแกรมที่ได้ รับมาพร้ อมกับการ์ ดทําการ Capture ก็ได้ หรื อจะใช้ โปรแกรมอื่นๆ ก็ได้ ซึง่ บางโปรแกรมก็มีให้ คณ ุ สามารถ ดาวน์โหลดมาทดลองหรื อใช้ งานฟรี ก็มี 5. เครื่ องคอมพิวเตอร์ ควรเป็ นเครื่ องที่มาความเร็ วของซีพียสู งู จะยิ่งดี และควรมีขนาดพื ้นที่ ความจํามากเพียงพอสําหรับเก็บข้ อมูลวิดีโอได้ หลักพืน้ ฐานสําคัญในการตัดต่ อวิดโี อ การตัดต่อเป็ นการสร้ างเรื่ องราวขึ ้นมาให้ สมบูรณ์ โดยให้ ภาพและเสียงมีความต่อเนื่องกันโดย ้ องคํานึงถึงหลักพื ้นฐานสําคัญดังต่อไปนี ้ ตลอด การจะทําเรื่ องราวให้ สมบูรณ์โดยการตัดต่อนันจะต้ 1. ความต่อเนื่อง (Continuity) การตัดต่อเทปวิดีโอต้ องพยายามรักษาหรื อสร้ างความต่อเนื่องในสิง่ ต่อไปนี ้ 1.1 รายละเอียดของสิ่งที่ต้องการจะกล่าวถึง ผู้ชมรายการมักจะต้ องการจดจําภาพของ ้ หลีกเลี่ยงการตัดต่อภาพจากภาพที่เปลี่ยน บุคคลหรื อสิ่งของจากช็อตหนึ่งไปยังอีกช็อตหนึ่งได้ ดังนันให้ ระยะทางหรื อมุมกล้ องที่ไกลมากมาเป็ นภาพที่ใกล้ มาก หรื อภาพถ่ายจากมุมด้ านหน้ าของคนที่ไกลตัดมา เป็ นภาพถ่ายจากข้ างหลังบุคคลเดียวกันที่ใกล้ มาก แต่ถ้าจําเป็ นต้ องตัดต่อภาพแบบนี ้ จะต้ องเชื่อมโยง สัมพันธ์ของภาพให้ ตอ่ เนื่อง โดยคําอธิบายว่าภาพนี ้เป็ นบุคคลเดียวกันกับที่เห็นในช็อตก่อนหน้ านี ้


1.2 สถานที่ในฉาก เพื่อให้ เกิดความต่อเนื่องของภาพ จะต้ องรักษาให้ ตําแหน่งของบุคคลหรื อ สิง่ ของที่ปรากฏในภาพอยูใ่ นฉากเดียวกัน เช่น ฉากการสนทนาของ 2 คน ซึง่ ถ่ายข้ ามไหล่ของแต่ละคนเพื่อจับ ภาพของคูส่ นทนานัน้ ผู้ชมก็ต้องการที่จะเห็นว่าอีกคนนันก็ ้ ยงั อยู่ในจอเหมือนกัน แต่จะเปลี่ยนไปถ่ายในมุม ตรงข้ าม และที่สําคัญเวลาถ่ายทําและต้ องย้ ายกล้ องก็ต้องคํานึงถึงเส้ นแบ่งการสนทนา (Vector Line บางที เรี ยกว่า Line of Conversation หรื อ Conversation Axis หรื อ Principal Axis) คือ จะต้ องตังกล้ ้ องถ่ายจากเส้ น แบ่งด้ านเดียวกัน มิฉะนันการตั ้ ดต่อภาพจะกระโดด หรื อจะเป็ นภาพการสนทนาที่หนั หน้ าไปทิศทางเดียวกัน 1.3 การเคลื่อนไหวของผู้แสดง การตัดต่อภาพให้ อากัปกิริยาของผู้แสดงมีความต่อเนื่อง อย่างเป็ นธรรมชาติมากที่สดุ ให้ ตดั ภาพระหว่างการเคลื่อนไหวของผู้แสดง ไม่ใช่ก่อนและหลังการ เคลื่อนไหวนัน้ 1.4 สี สีสนั ของภาพมีความสําคัญในการลําดับภาพให้ ตอ่ เนื่อง ถ้ าฉากต่อเนื่องที่เป็ นฉาก เดียวกันแต่ถ่ายท้ าหลายครัง้ ต่างเวลากัน เมื่อนํามาลําดับเป็ นเรื่ องราวต่อเนื่องกันต้ องระมัดระวังว่า อุณหภูมิสีของแสงแตกต่างกันหรื อไม่ ซึง่ จะเป็ นเหตุให้ สะดุดความรู้สกึ ของผู้ชม 1.5 เสียง เสียงจะต้ องมีความสัมพันธ์กบั ภาพ การตัดต่อบางรายการต้ องการใช้ เสียงจริ งที่ได้ บันทึกไว้ ระหว่างการถ่ายทําในบางช่วง เช่น เสียงการสัมภาษณ์ ในการตัดต่อคําพูดที่ไม่ต้องการออก ต้ อง ระวังให้ คําพูดนันลงจั ้ งหวะให้ ดี ในช่วงคําถามหรื อคําตอบ ส่วนบางตอนอาจต้ องการให้ ได้ เสียงประกอบพิเศษ เข้ าไป เพื่อแสดงเหตุการณ์ในสภาพแวดล้ อมนันอย่ ้ างต่อเนื่อง เช่น เสียงแบคกราวน์ เสียงยวดยาน เสียงผู้คน โห่ร้อง เป็ นต้ น 2. ความซับซ้ อน (Complexity) การตัดต่อภาพให้ ได้ เรื่ องราวที่น่าสนใจ ชวนติดตามมองเห็น ้ ้น รายละเอียดที่ซบั ซ้ อนของเหตุการณ์นนั ้ จะสื่อความหมายให้ ผ้ ชู มเข้ าใจและซาบซึ ้งในเรื่ องราวนันมากขึ ซึง่ การตัดต่อเทปวิดีโอให้ เรื่ องราวต่อเนื่องธรรมดา ผู้ชมก็สามารถจะดูรายการนันได้ ้ อย่างรู้เรื่ องราวตังแต่ ้ ตงั ้ ต้ นจนจบว่าเหตุการณ์ดําเนินไปอย่างไร แต่จะเป็ นรายการที่ขาดรสชาติบางอย่าง ผู้ชมไม่ได้ เห็นว่ากว่าจะ ถึงเหตุการณ์แต่ละตอนนัน้ มีรายละเอียดที่สลับซับซ้ อนอย่างไร การตัดต่อรายการแบบนี ้ได้ จะต้ องได้ ภาพ ที่ถ่ายระยะใกล้ แสดงรายละเอียดของส่วนประกอบในเหตุการณ์นนหลายๆ ั้ ภาพหลายๆ มุม ใช้ จงั หวะใน การตัดต่อแทรกภาพเข้ าไปอย่างเหมาะสมหรื อใช้ เสียงดนตรี ที่เร่งเร้ า หรื อเสียงแบคกราวด์ที่สอดคล้ องกับ ภาพ เพื่อให้ เกิดความรู้สกึ ร่วมไปกับภาพนัน้ 3. ความเป็ นจริ ง (Context) การตัดต่อทุกชนิดต้ องเสนอเรื่ องที่เป็ นจริ งแก่ผ้ ชู ม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ั้ ทงส่ ั ้ วนที่สื่อ ในเรื่ องของข่าว ในการถ่ายทําเหตุการณ์ใดๆ ก็ตาม ภาพที่ถ่ายจากเหตุการณ์ นนจะมี ความหมายให้ เห็นภาพรวมของเหตุการณ์ และก็อาจมีบางภาพที่อยู่ในเหตุการณ์จริ งเช่นกัน แต่เป็ นส่วน เล็กน้ อยที่มิได้ มีความหมายว่าเหตุการณ์โดยรวมจะเป็ นเช่นนัน้ การตัดต่อเทปวิดีโออาจทําให้ ความเป็ นจริง ้ กการเมืองคนหนึ่ง มีภาพที่ช่างกล้ องถ่ายมาเป็ น บิดเบือนไปได้ เช่น ตัดต่อข่าวการหาเสียงเลือกตังของนั ภาพขนาดใกล้ ของคนที่มาฟั งการปราศรัยแล้ วนัง่ หลับนํ ้าลายยืด 2-3 หยด แต่ความจริ งแล้ วภาพอื่นๆ ส่วน


ใหญ่เป็ นภาพฝูงชนที่แสดงความกระตือรื อร้ นในการฟั ง ให้ ความสนใจกับค้ าปราศรัยนันมาก ้ ถ้ าเราตัดต่อ เฉพาะคนที่นงั่ หลับเข้ าไป ก็เท่ากับว่าได้ บิดเบือนความจริ งไปจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ ้น ซึง่ เป็ นสิ่งที่ไม่ควร กระทํา สําหรับภาพจากแหล่งภาพสะสมนันส่ ้ วนใหญ่จะเป็ นภาพเกี่ยวกับเหตุการณ์หรื อเรื่ องธรรมดาทัว่ ๆ ไป เช่น เมฆ ท้ องฟ้า หาดทราย ฝนตก ฟ้าแลบ ยวดยาน ฝูงชน เป็ นต้ น ภาพเหล่านี ้สามารถน้ ามาใช้ ได้ ดี กับการตัดต่อเรื่ องราวที่สอดคล้ องกัน แต่มิใช่นําไปสอดแทรกเพื่อบิดเบือนความจริง ุ ธรรม (Ethics) เจ้ าหน้ าที่ตดั ต่อเทปวิดีโอจะต้ องเป็ นผู้ยดึ หลักคุณธรรมไม่ใช้ การตัดต่อ 4. ความมีคณ เป็ นเครื่ องมือสร้ างเรื่ องราวให้ บิดเบือนไปจากเหตุการณ์ที่เป็ นจริ ง นอกเสียจากจะเป็ นรายการละครหรื อนว นิยายที่แต่งขึ ้นมาเท่านัน้ ต้ องไม่ใช้ ความคิดเห็นส่วนตัวของตนเองเป็ นเครื่ องตัดสินใจที่สอดแทรกบางภาพที่ มิได้ มีความจริ งปรากฏอยู่ ดังนันในการตั ้ ดต่อเทปวิดีโอท่านต้ องคํานึงถึงความมีคณ ุ ธรรม ระมัดระวังไม่ให้ มี การแต่งเติมหรื อบิดเบือนอันอาจท้ าให้ ผ้ หู นึง่ ผู้ใดเกิดความเสียหายจากการตัดต่อของตัวท่าน เทคนิคการตัดต่ อวิดโี อ 1.เทคนิคการเลือกใช้ ภาพ เทคนิคการเลือกใช้ ภาพในการตัดต่อเทปวิดีโอ สามารถนํามากล่าวไว้ ได้ ดงั นี ้ 1.1 ขนาดภาพ คุณ ลัก ษณะสํ า คัญ อย่ า งหนึ่ ง ของโทรทัศ น์ ที่ แ ตกต่ า งจาก วิทยุกระจายเสียงคือ “ภาพ” ภาพเป็ นเครื่ องมือสื่อสารสําคัญอย่างมากของสื่อโทรทัศน์ ดังคํากล่าวว่า “สิบ ปากว่าไม่เท่าตาเห็น” ดังนันขณะที ้ ่วิทยุกระจายเสียงต้ องพยายามใช้ คําพูดบรรยายเพื่อให้ ผ้ ฟู ั งเกิดภาพที่ ชัดเจน แต่สื่อโทรทัศน์กลับหลีกเลี่ยงการใช้ คําพูดเยิ่นเย้ อโดยไม่จําเป็ น โดยถ้ าสิ่งที่พูดนันสามารถแสดง ้ ออกมาได้ ด้วยภาพก็จะปล่อยให้ ภาพทําหน้ าที่แทนคําบรรยาย ขนาดภาพมี ค วามสั ม พั น ธ์ กั บ การมองเห็ น ภาพบนจอ (Screen) และการสื่ อ สาร ความหมายต่ า งๆ ไปยัง ผู้ช ม หากมี ก ารใช้ ข นาดภาพที่ ไ ม่ เ หมาะสมอาจทํ า ให้ ก ารสื่ อ สารไม่ ป ระสบ ความสําเร็ จได้ การระบุขนาดภาพนิยมใช้ เกณฑ์การจําแนกชื่อโดยอ้ างอิงจากการเปรี ยบเทียบขนาดของ วัตถุหลัก (Subject) ที่ปรากฏบนจอเทียบกับสัดส่วนพื ้นที่โดยรอบ โดยหากวัตถุห ลัก มี ข นาดบนจอภาพคลุม เกื อ บเต็ม พื น้ ที่ เราเรี ย กว่า “ภาพใกล้ ม าก” (ECU) และหากวัตถุหลักมีสดั ส่วนพื ้นที่บนหน้ าจอน้ อยลงแต่ขนาดของพื ้นที่โดยรอบกลับมองเห็นกว้ างขึ ้น เรื่ อยๆ ก็ กลายเป็ น “ภาพใกล้ ” (CU) “ภาพปานกลาง” (MS) “ภาพไกล (LS) และภาพไกลมาก (ELS) ตามลําดับ นอกจากนี ้ การกําหนดขนาดภาพอาจใช้ เกณฑ์การจําแนกชื่อตามจํานวนผู้แสดงที่อยู่ใน ภาพอีกด้ วย เช่น จับภาพคนเดียว เรี ยกว่า “one-shot” หรื อ “single-shot” จํานวนสองคนเรี ยกว่า “twoshot” จํานวนสามคนเรี ยกว่า “three-shot” และถ้ าหากมากกว่าสามคนเรี ยกว่า “ภาพหมู่” (group or crowd shot) หรื อหากใช้ เกณฑ์อย่างง่ายๆ อาจจะใช้ สดั ส่วนร่างการมนุษย์ (human figure) เป็ นตัวอ้ างอิง


เกี่ยวกับขนาดภาพได้ เช่นกัน ได้ แก่ ภาพเต็มตัว ภาพครึ่งตัว และภาพเต็มหน้ า เป็ นต้ น โดยภาพไกล (long shot) เทียบได้ กบั ภาพเต็มตัว (full shot ) ภาพไกลปานกลาง (medium long shot) เทียบได้ กบั ภาพ ประมาณศีรษะถึงหัวเข่า (knee shot) เป็ นต้ น ภาพและขนาดของภาพที่แตกต่างกันจะสื่อความหมายที่ตา่ งกัน การใช้ ภาพหลายขนาด ในรายการ จะทําให้ ไม่เกิด ความซํ ้าซากน่าเบื่อ แต่จะต้ องให้ เกิดความต่อเนื่อง (Continuity) ไม่กระโดด (Jump) การเปลี่ยนขนาดและมุมมอง ของภาพในแต่ละครัง้ จึงต้ องมีความหมาย มีเหตุผลและมีคําตอบ เสมอ เพื่อให้ มีความเข้ าใจที่ตรงกันจึงต้ องมีการกําหนดขนาดของภาพและมีคําศัพท์เรี ยกโดยเฉพาะ - Extreme Long Shot (ELS) คือภาพขนาดกว้ างมาก ใช้ บอกเล่าเรื่ องราว ภาพรวมในฉากทังหมด ้ เพื่อให้ เห็นความสัมพันธ์ของส่วนต่างๆ และเชื่อมโยงไปสูร่ ายละเอียดในส่วนอื่นๆ ต่อไปเรี ยกว่าภาพเปิ ดฉาก (OS = Open Scene) - Long Shot (LS) ภาพกว้ าง เป็ นภาพขนาดกว้ างแต่จะเจาะจงให้ เห็น ความสํา คัญมากขึน้ ว่า คื ออะไร อยู่ที่ ไ หน ถ้ า เป็ นสถานที่ ก็ จ ะให้ เ ห็ น บริ เ วณโดยรอบตัว อาคารกว้ า งๆ ทังหมด ้ หากเป็ นบุคคลก็จะให้ มองเห็นเต็มตัวว่ากําลังทําอะไร อยูท่ ี่ไหน - Medium Shot (MS) ภาพขนาดครึ่ งตัว เป็ นภาพขนาดครึ่ งตัวให้ เห็น รายละเอียดสร้ างความคุ้นเคยเพิ่มขึ ้น บางครัง้ หากให้ เห็นทังสองคน ้ เรี ยกว่า ภาพ two shot ก็ได้ - Medium Close up (MCU) เป็ นภาพขนาดใหญ่กว่าภาพ MS ขึ ้นมาอีกเล็กน้ อย สื่อให้ เห็นรายละเอียดมีความใกล้ ชิดเป็ นกันเองมากขึ ้น ใช้ เป็ นภาพในรายการสนทนาแต่จะให้ เห็นเฉพาะ คนใดคนหนึง่ เท่านัน้ - Close up (CU) ภาพขนาดใหญ่ ให้ เห็นรายละเอียดเพิ่มขึ ้น ตัดส่วนที่ไม่ สําคัญออกไป เน้ นเฉพาะใบหน้ าสื่อแสดงออกด้ านอารมณ์ ความรู้ สึก เช่น ดวงตา ปาก ใช้ ในการแสดง มากกว่ารายการสนทนา เพราะคล้ ายเป็ นการละลาบละล้ วงคาดคันใกล้ ้ ชิดมากเกินไป - Big Close up (BCU) เป็ นภาพขนาดใหญ่ มากกว่ า CU ตัดส่วนที่ไม่ได้ แสดง อารมณ์ บริ เวณเหนือคิ ้วขึ ้นไปเน้ นเฉพาะส่วนที่แสดงอารมณ์ ความรู้ สึก เช่น ยินดี ดีใจ เสียใจ เหงา เศร้ า โกรธ ภาพลักษณะนี ้ใช้ กบั รายการสาธิตที่แสดงให้ เห็นขันตอนก็ ้ ได้ - Extreme Close up (ECU) ภาพใหญ่ พิเศษ เน้ นเฉพาะจุดที่สําคัญ ตัดส่วน อื่นทิ ้งไปเพื่อให้ เห็นรายละเอียดเฉพาะส่วนที่ต้องการ 1.2 มุมกล้ อง มุมกล้ องเป็ นส่วนหนึ่งที่สําคัญต่อการสร้ างความรู้ สึกในการชม เพราะมุมกล้ องสามารถ กําหนดได้ วา่ จะให้ ผ้ ชู มวางตําแหน่งการรับชมของตนไว้ อย่างไร เช่น มองในระดับสายตาก็ให้ ความรู้สกึ เท่า เทียมกัน มองในมุมสูงจะให้ ความรู้ สึกว่าสิ่งที่มองดูอยู่ต้อยตํ่ากว่า และมองในมุมตํ่ากว่าสายตาก็จะให้


ความรู้ สึกถึงความยิ่งใหญ่ของสิ่งที่เห็น เป็ นต้ น มุมกล้ องลักษณะต่างๆ นันใช้ ้ วิธีจําแนกจากระดับสายตา การมองเห็น (eye view) เป็ นหลัก - ภาพมุมปกติ (normal-angle shot or eye-level shot) เป็ นมุมระดับสายตา ปกติในการมองเห็นของคนทัว่ ไป ตําแหน่งของกล้ องจะอยู่ระดับเดียวกันกับสายตาปกติ เป็ นมุมภาพที่ใช้ กันมากที่สดุ โดยใช้ ในความรู้สกึ ปกติธรรมดาความเสมอภาค ความเป็ นกันเอง - ภาพมุมสูง (high-angle shot) เป็ นมุมที่เหมือนสายตามองจากด้ านบนลงมา ตําแหน่งของกล้ องจะอยู่สงู กว่าวัตถุที่ถกู ถ่าย โดยจะใช้ แสดงอารมณ์อ่อนแอเปราะบาง เศร้ าสร้ อย สิ ้นหวัง หดหู่ กดดัน ต้ อยตํ่า พ่ายแพ้ และความตํ่าต้ อยกว่าสิ่งของที่ถกู ถ่าย แต่หากใช้ กบั ภาพกว้ างมุมสูงสามารถ ใช้ สื่อถึงภูมิทศั น์ที่กว้ างใหญ่ได้ ด้วย - ภาพมุมตํ่า (low-angle shot) เป็ นมุมที่เหมือนสายตาแหงนมองสูงขึ ้นไป ตําแหน่งของกล้ องจะอยู่ตํ่ากว่าวัตถุที่ถ่าย โดยจะใช้ แสดงอารมณ์ความรู้ สกึ เข็มแข็ง ยิ่งใหญ่ น่าเกรงขาม ความโอ่อา่ มัน่ คง มีอํานาจ มีคา่ ชัยชนะและความสูงส่งกว่าของสิง่ ที่ถกู ถ่าย - ภาพมุมสูงตัง้ ฉากหรื อมุมสายตานก (bird’s-eye view) เป็ นมุมที่เหมือน สายตานกมองจิกลงมายังเบื ้องล่างในมุม 90 องศา หรื อเกือบ 90 องศา โดยใช้ แสดงถึงความไร้ อํานาจ ถูก ควบคุม ไม่มีทางหนีรอดของสิ่งที่ถูกถ่าย และเนื่องมาจากมุมนีต้ ําแหน่งกล้ องจะมองลงมาตังฉากจาก ้ ด้ านบน (top side) ทําให้ เรามองเห็นรายละเอียดด้ านอื่นๆ ไม่ครบ จึงสร้ างความรู้สกึ ลึกลับน่ากลัวเหมาะ กับสถานการณ์ หรื อเรื่ องราวที่ยงั ไม่ต้องการเปิ ดเผยเรื่ องราวทังหมด ้ นอกจากนี ้ยังใช้ สําหรับการแสดงให้ เห็นถึงความสวยงามของเส้ นสายหรื อทรงเรขาคณิตของสิง่ ๆ หนึง่ จากด้ านบนได้ อีกด้ วย - ภาพมุมร่ อน (aerial view point) เป็ นมุมที่ถ่ายลงมายังเบื ้องล่างโดยกล้ องถูก ติดตังให้ ้ โบยบินอยูบ่ นท้ องฟ้าด้ วยเฮลิคอปเตอร์ เครื่ องบิน หรื อเครื่ องร่อนต่างๆ ภาพมุมนี ้มักเป็ นภาพกว้ าง มุมสูงสําหรับถ่ายวิวทิวทัศน์จากเครื่ องบินลงมา โดยใช้ แสดงถึงความเป็ นอิสรเสรี โลกทัศน์ที่เปิ ดกว้ าง - ภาพมุมสายตาหนอน (worm’s-eye view) เป็ นมุมที่มีลกั ษณะตรงข้ ามกับมุม สายตานก ตําแหน่งของกล้ องนอนราบมองเผชิญหน้ ากับท้ องฟ้าหรื อเพดานในแนวตังฉาก ้ มักใช้ แทน สายตาตัวละครตอนนอนจ้ องมองดูขึ ้นไปเบื ้องบน เช่น เพดานที่มีพดั ลมหมุน หรื อท้ องฟ้าหรื อใช้ ในกรณีให้ มีวตั ถุจากที่สงู ตกลงมาพุง่ ใส่กล้ อง เช่นอุกกาบาตพุง่ ชนโลก ผู้ร้ายดิง่ ตกตึกลงมา มุมลักษณะเช่นนี ้ทําให้ ได้ มุมภาพที่แปลกตาและผู้ชมรู้สกึ เข้ าไปเป็ นส่วนหนึง่ ของเหตุการณ์ที่เกิดขึ ้น - ภาพมุมเอียง (Oblique shot or Dutch angle) เป็ นมุมที่เกิดจากการเคลื่อนกล้ อง แบบเอียง (cant) ไปด้ านใดด้ านหนึ่ง ภาพที่ได้ จึงไม่อยู่ในแนวระนาบปกติแต่เอียงไปมา มักใช้ ในฉากแผ่นดินไหว ฉากฝูงชนบ้ าคลัง่ หรื อการแทนสายตาตัวละครในสภาพไม่ปกติ เช่น เมาสุรา ตึงเครี ยด สับสน เป็ นต้ น


1.3 การเคลื่อนกล้ อง การเคลื่อนไหวกล้ องในระหว่างการถ่ายทําจะช่วยเพิ่มความน่าสนใจและแสดงเรื่ องราว ความหมายได้ ดีนอกเหนือจากตัววัตถุเคลื่อนไหวหรื ออาจเคลื่อนไหวทัง้ 2 อย่าง พร้ อมๆกัน การเคลื่อนไหว ของกล้ องมีหลายแบบ - การแพนกล้ อง (Panning) หมายถึง การเคลื่อนที่ของกล้ องตามแนวนอนไป ทางซ้ าย (Pan left) หรื อไปทางขวา (Pan right) เพื่อให้ เห็นวัตถุตามแนวกว้ าง หรื อเมื่อต้ องการนําผู้ชมไป ยังจุดน่าสนใจ หรื อที่ต้องการ - เพื่อให้ เห็นภาพที่อยูน่ อกจดภาพในขณะนัน้ - เพื่อต้ องการติดตามการเคลื่อนไหววัตถุ - เพื่อให้ เห็นปฏิกิริยาตอบโต้ กนั - เพื่อต้ องการการเปลี่ยนฉาก - การทิล้ ท์ (Tilting) หมายถึง การเคลื่อนกล้ องตามแนวดิง่ จากล่างขึ ้นบน (Tilt Up) และจากบนลงล่าง (Tilt Down) เพื่อให้ เห็นวัตถุตามแนวตังเช่ ้ น ภาพอาคารสูง หรื อนําผู้ชมไปยังจุดที่ต้องการ - เพื่อให้ เห็นตําแหน่งที่ตงของสิ ั้ ง่ ต่างๆ โดยสัมพันธ์กนั - เพื่อให้ เห็นวัตถุที่ยาวหรื อสูงเกินรัศมีกล้ อง - เพื่อต้ องการปรับองค์ประกอบภาพ - การซูม (Zooming) หมายถึง การเปลี่ยนความยาวโฟกัสของเลนส์ ในขณะที่ ถ่ายภาพโดยการใช้ เลนส์ซูม (Zoom lens) ทําให้ มมุ ภาพ (Angle of view) เปลี่ยนไป ถ้ าเปลี่ยนความยาว โฟกัสสันลง ้ (โดยหดกระบอกเลนส์ให้ สนเข้ ั ้ า) มุมจะกว้ าง แต่ถ้าปรับความยาวโฟกัสให้ ยาวขึ ้น (โดยดึง กระบอกเลนส์ให้ ยาวออกไป) มุมภาพจะแคบลง ดังนัน้ การซูมจะช่วยเปลี่ยนขนาดของวัตถุให้ ใหญ่ขึน้ (Zoom In) หรื อเปลี่ยนขนาดของวัตถุให้ เล็กลง (Zoom Out) ได้ โดยตังขาตั ้ งกล้ ้ องไม่ต้องขยับเปลี่ยน ตําแหน่งกล้ องไป - เพื่อต้ องการเปลี่ยนขนาดของวัตถุอย่างช้ าๆ - เมื่อต้ องการให้ ผ้ ชู มสนใจวัตถุนนั ้ - เมื่อต้ องการให้ เห็นวัตถุอย่างชัดเจน - เพื่อให้ บงั เกิดผลที่น่าตื่นใจ ข้ อควรระวังในการใช้ การซูม - อย่าใช้ การซูมพรํ่ าเพรื่ อ ใช้ ดอลลี่ หรื อแทรคกิ ้งบ้ างในโอกาสที่สมควร - ตังโฟกั ้ สไว้ ปลายสุดของเลนส์ แล้ วจึงค่อยเปลี่ยนไปสูข่ นาดภาพที่ต้องการถ่ายทํา ซูมด้ วยอัตราความเร็วที่พิจารณาแล้ วว่าเหมาะสมกับความต้ องการในการแสดงออก


- การดอลลี่ (Dolling) หมายถึง การเคลื่อนกล้ องติดตาม ความเคลื่อนไหวของ สิ่งที่ ถ่าย หรื อฉากที่มีระยะทางยาวในทิศทางตรง หรื อทางอ้ อมไปรอบๆสิ่งที่ถ่าย โดยตังกล้ ้ องถ่ายบน ล้ อเลื่อนเข็น มักจะเคลื่อนกล้ องไปในทิศทางตรงมักจะใช้ ราง ซึ่งมักมีปัญหาในการเคลื่อนย้ ายและติดตัง้ ้ องชนิดตังบนล้ ้ อเลื่อนเป็ นส่วนใหญ่ โดยการเคลื่อนไหวกล้ องเข้ าหาวัตถุ จึงได้ มีการหันมาใช้ เป็ นขาตังกล้ เรี ยกว่า Dolly in และการเคลื่อนไหวกล้ องออกจากวัตถุ เรี ยกว่า Dolly out ผลของการดอลลี่ (Dolly) จะ คล้ ายซูม (Zoom) คือขนาดของวัตถุจะเปลี่ยนแปลงไปตาระยะของการดอลลี่ แต่จะแตกต่างกันตรง ส่วนประกอบต่างๆในภาพเกี่ยวกับระยะทางระหว่างวัตถุกบั ฉากหน้ าและฉากหลัง จะเปลี่ยนแปลงไปตาม การเคลื่อนไหวของกล้ อง คนดุจะสามารถรู้ถึงมิตขิ องความลึกมากกว่าภาพที่เกิดจากการซูม - เพื่อสร้ างความตื่นเต้ น - เมื่อต้ องการติดตามการเคลื่อนไหว - เพื่อให้ มีมมุ มองภาพที่หลากหลายแบบ - เมื่อต้ องการปรับเปลี่ยนองค์ประกอบภาพ - การทรั ค (Trucking/Tracking) หมายถึง การเลื่อนไหวกล้ องไปด้ านซ้ ายให้ ขนานกับวัตถุไปทางซ้ าย เรี ยกว่า หรื อไปทางขวา เรี ยกว่า ซึง่ ผลจะคล้ ายกับการแพน แต่การทรัคจะช่วยให้ เกิดการเปลี่ยนแปลงมิติเรื่ องความลึกของ ภาพได้ ดีกว่า คล้ ายๆกับความรู้ สึกของเราที่มองออกไปนอก หน้ าต่างรถขณะที่เคลื่อนที่ไป - การอาร์ ค (Arking) หมายถึง การเคลื่อนไหวกล้ องในแนวเฉียงเป็ นรู ปครึ่ ง วงกลม ไปทางซ้ าย (Ark left) หรื อ ไปทางขวา (Ark right) เพื่อเปลี่ยนมุมกล้ องไปทางด้ านข้ างของวัตถุ - การบูม หรื อเครน (Booming/Craning) หมายถึง การถ่ายภาพพร้ อมกับขาตัง้ กล้ องในแนวตัง้ เรี ยกว่า ‘บูม’ ถ้ าเคลื่อนขึ ้น เรี ยกว่า Boom Up ส่วนเลื่อนลง เรี ยกว่า Boom Down และถ้ า เคลื่อนกล้ องขึ ้นลงโดยใช้ เครน เรี ยกว่า Crane Up และCrane Down เมื่อต้ องการเคลื่อนกล้ องลงด้ วยเครน วัตถุประสงค์เพื่อต้ องการคงมุมกล้ องที่ต้องการจากมุมสูงและตํ่าอย่างต่อเนื่อง - สติลช็อต (Still Shot) หมายถึง การถ่ายภาพโดยไม่เคลื่อนกล้ อง ใช้ มากในการ ถ่ายทํารายการทัว่ ไป โดยปกติกล้ องจะโฟกัสอยู่บนวัตถุหรื อบุคคลที่ต้องการออกอากาศมากที่สดุ ในการ ถ่ายแบบนี ้จําเป็ นต้ องจัดองค์ประกอบภาพให้ ดี 1.4 การประกอบภาพหรื อการจัดองค์ ประกอบภาพ การประกอบภาพนันไม่ ้ ใช่ เพียงแต่จบั ภาพออกมา แต่หมายถึงวิธีการควบคุมความต่อเนื่องทางความคิด ต้ องให้ ผ้ ชู มได้ ร้ ูได้ เห็นในสิ่ง ที่ตนเองต้ องการจะบอก ซึง่ ต้ องไม่ท้าให้ ผ้ ชู มไขว้ เขวสับสนหรื อหันเหความสนใจไปยังจุดอื่นที่ผิดไปจาก เป้าหมายที่วางไว้


2. เทคนิคในการเรี ยงลาดับภาพ เทคนิคในการเรี ยงล้ าดับภาพนี ้ประกอบด้ วยสิง่ ที่สําคัญ 2 ประการ คือ 2.1 ความยาวของภาพหรื อช็อต การเปลี่ยนภาพแต่ละครัง้ จะทําให้ ผ้ ชู มถูกกระตุ้น ความรู้สกึ ขึ ้นอีกครัง้ หนึง่ แล้ วความรู้สกึ นันจะค่ ้ อยๆ ลดลงจนกระทัง่ มีการตัดภาพอีกครัง้ หนึ่ง ถ้ าความยาว ของช็อตพอเหมาะกับอารมณ์ของผู้ชม ผู้ชมก็จะถูกกระตุ้นตามจังหวะ ถ้ าช็อตยาวเกินไปอารมณ์ของผู้ชม จะราบเรี ยบไม่ตื่นเต้ น แต่ถ้าช็อตสันเกิ ้ นไปอารมณ์ของผู้ชมจะถูกกระตุ้นแต่เพียงบางเบาเพราะเกิดความ เคยชิน 2.2 ความถี่ของการเปลี่ยนภาพ การเปลี่ยนภาพจากภาพที่หนึ่งไปสูภ่ าพที่สอง หรื อถ้ า จะเรี ยกง่ายๆ ว่าการตัดภาพนัน้ ตามธรรมดารายการที่มีความยาว 30 นาทีจะมีความถี่ในการตัดภาพ ประมาณ 20 ครัง้ แต่ความถี่นี ้อาจจะเปลี่ยนแปลงได้ ตามเนื ้อเรื่ องของเรื่ องที่แสดง ถ้ าเป็ นเรื่ องที่แสดงถึง การเคลื่อนไหวที่รวดเร็ ว เช่น การวิ่ง การกระโดด อาจตัดภาพที่มีความถี่สงู ความจริ งแล้ วความยาวช็อต และความถี่ของการเปลี่ยนภาพนี ้มีความสัมพันธ์กนั อยูแ่ ล้ ว (มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช, 2537 : 77)


เสียง มนุษย์ที่มีประสาทสัมผัสทางการได้ ยินเสียงเป็ นปกติ จะได้ ยินเสียงต่าง ๆ มาตังแต่ ้ เกิด จนถึง ปั จจุบนั อยูเ่ สมอ ในชีวิตประจําวัน เช่น เสียงคนพูดเสียงสัตว์ร้อง เสียงเพลง เสียงฟ้าร้ อง เสียงรถยนต์ เสียง เครื่ องบินและเสียงอื่น ๆ อีกมากมาย เคยมีใครสงสัยหรื อไม่ว่า เสียงเกิดขึ ้น ได้ อย่างไรและเสียงเคลื่อนที่ จากแหล่งกําเนิดเสียงไปยังผู้ฟังได้ อย่างไร ถ้ าเราใช้ มือสัมผัสที่ลําคอของเราขณะเปล่งเสียง จะรู้ สึกว่ามีการสัน่ ของกล้ ามเนื ้อที่ลําคอ ใน ทํานองเดียวกัน ถ้ าเราใช้ นิ ้วสัมผัสที่สายของเครื่ องดนตรี เช่น สายกีตาร์ หรื อสายจะเข้ ก็จะพบว่า มีการสัน่ ของสายในขณะที่เราดีดให้ เกิดเสียง ยิ่งไปกว่านันยั ้ งพบอีกด้ วยว่าขนาดของการสัน่ เกี่ยวข้ องโดยตรงกับ ความดังของเสียง นัน่ คือ เสียงจะดังมาก เมื่อวัตถุเกิดการสัน่ มากและเสียงจะค่อยลง เมื่อวัตถุสนั่ น้ อยลง ในที่สดุ เราจะไม่ได้ ยินเสียงเมื่อวัตถุหยุดสัน่ ขณะที่เราดีดสายกีตาร์ หรื อสายจะเข้ พลังงานในการดีดซึง่ เป็ นพลังงานกลจะถูกถ่ายโอน ให้ กบั สายกีตาร์ หรื อสายจะเข้ ทําให้ สายกีตาร์ หรื อสายจะเข้ สนั่ พลังงานการสัน่ ของสายกีตาร์ หรื อ สายจะเข้ จะ ถูกเปลี่ยนเป็ นพลังงานเสียง แผ่กระจายออกไปโดยรอบจึงกล่าวได้ วา่ เสียงเกิดจาก การสัน่ ของวัตถุ พลังงานเสียงจากต้ นกําเนิดเสียง เมื่อแผ่มาถึงผู้ฟังโดยอาศัยการถ่ายโอนพลังงานการสัน่ จากตัว กําเนิดเสียงผ่านอากาศมายังหูผ้ ฟู ั งแต่ถ้าไม่มีอากาศเป็ นตัวกลางรับถ่ายโอนพลังงาน เราจะ ไม่ได้ ยินเสียง เลย แสดงว่า เสียงจากแหล่งกําเนิดเสียงต้ องอาศัยตัวกลางในการถ่ายโอนพลังงานการสัน่ ของแหล่งกําเนิด เสียงนันไปยั ้ งที่ตา่ ง ๆ คุณสมบัตขิ องเสียง เสียงมีสมบัตขิ องคลื่นครบทัง้ 4 ประการ คือ สะท้ อน หักเห แทรกสอด และเลี ้ยวเบน ดังนี ้ 1. เสียงสะท้ อน 1.1 การสะท้ อนของเสียง คือ เสียงจากแหล่งกําเนิดเสียงตกกระทบวัตถุแล้ วสะท้ อนกลับมาที่ เดิม 1.2 เสียงสะท้ อนกลับ คือเสียงที่สะท้ อนกลับมาสูห่ ชู ้ ากว่าเสียงที่ตะโกนออกไปเกิน วินาที หูจงึ จะสามารถแยกเสียงที่ตะโกนกับเสียงสะท้ อนกลับมาได้ การสะท้ อนของคลื่นจะเกิดขึ ้นได้ เมื่อ วัตถุหรื อสิง่ กีดขวาง มีขนาดโตกว่าความยาวคลื่นที่ตกกระทบ 2. การหักเหของเสียง เสียงเคลื่อนที่จากตัวกลางหนึง่ ผ่านไปยังอีกตัวกลางจะเกิดการหักเหเช่นเดียวกับคลื่นผิว นํ ้าเช่นเห็นฟ้าและโดยไม่ได้ ยินเสียงฟ้าร้ องเนื่องจากคลืน่ เสียงเคลื่อนที่ผา่ นอากาศร้ อนได้ เร็ วกว่า อากาศเย็นอัตราเร็ วของเสียงจึงน้ อยกว่าบริเวณใกล้ ผิวโลก


3. การแทรกสอดของเสียง เสียงมีคณ ุ สมบัตสิ ามารถแทรกสอดกันได้ เมื่อฟั งเสียงบริเวณที่มีการแทรกสอดกันจะได้ ยิน เสียงดังค่อยต่างกัน 4 การเลีย้ วเบนของเสียง เสียงสามารถเคลื่อนที่อ้อมสิง่ กีดขวางไปด้ านหลังของสิง่ กีดขวางได้ เช่นเดียวกับ คลื่นผิว นํ ้า ซึง่ จะพบเห็นในชีวิตประจําวันอยูเ่ สมอ 1. ดนตรี (Music) ดนตรี เป็ นศาสตร์ ชนิดหนึ่งที่คนทัว่ โลกสามารถเรี ยนรู้ กนั ได้ และเกือบเป็ นสื่อสากลเพราะไม่ว่าจะ เป็ นชนชาติใด ภาษาใด เมื่อฟั งเพลงแล้ วมักเกิดความรู้สกึ รู้ถึงความนึกคิดและจินตนาการไปถึงเครื่ องแต่ง การประจําชาติได้ จะเห็นได้ ว่า ดนตรี เป็ นอวัจนภาษาที่มีอิทธิ พลต่ออารมณ์ ความรู้ สึกนึกคิดและ จิ น ตนาการของผู้ฟั ง ทัง้ ภาพยนตร์ ซึ่ ง สามารถสื่ อ ทัง้ ภาพ และเสี ย งในเวลาเดี ย วกัน จึ ง ใช้ ด นตรี เ พิ่ ม ความหมายแก่ภาพและเสียงพูดหรื อวัจนภาษาอื่น ๆ ได้ แก่ 1. ใช้ ดนตรี ให้ สอดคล้ องกับเนื ้อหาหลักของเรื่ องหรื อรายการ 2. ใช้ ดนตรี ให้ ความรู้สกึ เกี่ยวกับสถานการณ์ของเรื่ อง 3. ใช้ ดนตรี สร้ างหรื อเสริ มจังหวะและการเคลื่อนไหวของภาพ 4. ใช้ ดนตรี บง่ บอกคุณลักษณะของผู้แสดงแต่ละคน 5. ใช้ ดนตรี ทํานายให้ ผ้ ชู มทราบล่วงหน้ าว่าอะไรกําลังจะเกิดขึ ้น 6. ใช้ ดนตรี สง่ เสริมศิลปะการแสดง 7. ใช้ ดนตรี สร้ างอารมณ์ ตรึงอารมณ์และเปลี่ยนอารมณ์ของผู้ชมขณะชม 2. เสียงประกอบ (Sound Effect) เสียงประกอบ เป็ นเสียงที่ไม่ใช่ถ้อยคํานําเอามาประกอบภาพเพื่อเพิ่มเติมรายละเอียดและความ สมจริ งสมจังของเรื่ องราวแก่ผ้ ูชม ทําให้ ผ้ ูชมเกิดอารมณ์ คล้ อยตาม และเชื่อถื อภาพที่ได้ เห็นการใช้ เสียง ประกอบเพื่อสร้ างความสมจริงนันมี ้ หลายลักษณะ เช่น 1. ใช้ ระบุหรื อเสริ มความสมจริ งของฉากหรื อสถานที่ เช่น ฉากทะเลกําลังมีพายุเสียงประกอบที่ได้ ยิน ก็ควรเป็ นเสียงลมพัดอื ้ออึงและเสียงพายุคลื่นในท้ องทะเล 2. ใช้ ดําเนินเรื่ องราวหรื อเหตุการณ์ตามท้ องเรื่ อง เช่น เสียงสตาร์ ทเครื่ องยนต์ รถแล่น รถจอด แม้ จะสามารถเข้ าใจได้ ทนั ทีวา่ ผู้แสดงกําลังขับรถไปยังที่ใดที่หนึง่ ผู้ชมไม่เห็นภาพทังหมดก็ ้ 3. ใช้ บอกเวลา เช่น เสียงไก่ขนั นาฬิกาตีบอกเวลา สุนขั หอน


4. ใช้ เสริ มอารมณ์ตามบท เป็ นการใช้ เสียงกระตุ้นอารมณ์ผ้ ชู มให้ คล้ อยตามภาพที่เห็น เช่น ภาพผู้ แสดงกําลังวิ่งหนีผ้ รู ้ าย ก็จะได้ ยินเสียงหอบ ภาพตํารวจกําลังหาวัตถุระเบิด ก็จะได้ ยินเสียงเข็มนาฬิกา จะช่วย ทําให้ ตื่นเต้ นขึ ้น 5. ใช้ ประกอบฉาก ในกรณีที่ไม่ประสงค์ใช้ เสียงประกอบเน้ นความสมจริ งของฉาก หรื อสถานที่ ดําเนินเรื่ อง บอกเวลา หรื อเสริ มอารมณ์ ตามบท ก็ สามารถใช้ เสียงประกอบเพื่อต้ องการประกอบฉาก เท่านัน้ เช่น เสียง โทรศัพท์ เสียงฝี เท้ าคนเดิน เสียงไขกุญแจประตู เป็ นต้ น ้ ยงในฉากและนอกฉาก เสียงประกอบในฉาก หมายถึง เสียงประกอบ เสียงประกอบก็จะได้ ยินทังเสี ซึง่ แหล่งเสียงปรากฏให้ เห็นในภาพ เช่น ภาพคนพิมพ์ดีด ก็จะได้ ยินเสียงการพิมพ์ปรากฏในฉากด้ วย เสียง ประกอบนอกฉาก หมายถึง เสียงประกอบซึง่ แหล่งเสียงมิได้ ปรากฏให้ เห็นในภาพ เช่น ภาพโบสถ์ระยะไกล เสียงประกอบก็จะเป็ นเสียงระฆังตี เสียงสวดมนต์ หมูส่ งฆ์สวดมนต์ที่มิได้ ปรากฏบนภาพ เมื่อเทียบดนตรี เสียงประกอบก็ไม่ต่างกันในด้ านสื่อความสมจริ ง แต่เสียงประกอบจะเป็ นเสียง ธรรมชาติมากกว่า เพราะดนตรี เป็ นเพียงเสียงเลียนเสียงธรรมชาติเท่านัน้ ถึงแม้ ว่าเสียงประกอบจะเป็ น เสียงธรรมชาติแต่ก็ใช่ว่าจะเป็ นเสียงธรรมชาติทุก เสียง เนื่ องจากมนุษย์ มีวิวัฒนาการสามารถคิดค้ น ประดิษฐ์ สิ่งใหม่ๆ ได้ ตลอดเวลา ทําให้ ผ้ สู ร้ างไม่จําเป็ นต้ องบันทึกเสียงจริ งจากเหตุการณ์แต่อาจใช้ เสียง ประกอบซึ่งบันทึกไว้ ล่วงหน้ าในรู ปแบบแผ่นเสียง เทปคลาสเซ็ท หรื อทําเสียงประกอบขึ ้นเฉพาะฉากนัน้ เสียงประกอบจึงเป็ นภาษาที่มนุษย์คดิ สัญลักษณ์ไว้ สื่อความหมายเพิ่มขึ ้นเรื่ อยๆ 3. ความเงียบ (Silence) การนําความเงียบมาใช้ นนส่ ั ้ วนมากใช้ เฉพาะเมื่อต้ องการสะกดอารมณ์ หรื อปลุกเร้ าใจผู้ชมให้ จด จ่ออยู่กบั ภาพที่ปรากฏบนจอ และมักใช้ เฉพาะกับภาพที่ให้ อารมณ์ตงึ เครี ยด น่าประหวัน่ พรั่นพรึง และตก อยู่ในภยันตราย เช่น ภาพผู้ก่อการร้ ายน่าตาดุดนั ความเงียบจะช่วยสะกดอารมณ์ผ้ ชู มให้ หยุดอยู่ชวั่ ขณะ และรอดูว่าเหตุการณ์จะเป็ นอย่างไร เมื่อผู้ก่อการร้ ายวางอาวุธความตึงเครี ยดก็หายไปและเสียงอื่นจะช่วย เปลี่ยนบรรยากาศต่อไป ขนาดของแฟ้มข้ อมูล ขนาดของแฟ้มข้ อมูลที่จดั เก็บขึ ้นกับค่า Sampling Rate, Bit Depth 1. Sampling Rate เป็ นตัวกําหนดความละเอียดของคลื่นความถี่เสียง หรื อจุดที่บอกว่าเสียง ณ ตําแหน่งนันๆ ้ อยู่ที่ความถี่เท่าใด เช่น ไฟล์เสียงที่มี Sampling Rate 22 กิโลเฮิรตซ์ หมายความว่า ในหนึ่ง คลื่นเสียงประกอบไปด้ วยจุดที่บอกความถี่ประมาณ 2 หมื่นจุดและในทํานองเดียวกัน ไฟล์ที่มี Sampling Rate 44 กิโลเฮิรตซ์ หมายความว่า มีจดุ บอกตําแหน่งความถี่จํานวน 4 หมื่นกว่าจุดในหนึง่ คลื่นเสียงนัน่ เอง ซึง่ ยิ่งมี Sampling Rateมากเท่าไหร่ ก็หมายถึงคุณภาพเสียงก็จะมีมากเพิ่มขึ ้นเท่านัน้


2. Bit Depth คือ ระยะห่างของจุดเสียงสูงสุดกับจุดเสียงตํ่าสุด (เสียงแหลม - เสียงทุ้ม) ของคลื่น เสียง หรื อ เรี ยกว่า Dynamic ซึง่ เป็ นช่วงความกว้ างของคลื่นเสียงที่มีผลต่อโทนเสียงทุ้มและเสียงแหลมของ เพลงนัน่ เอง ดังนันการที ้ ่มี Bit Depth มากๆ ก็หมายความว่าในคลื่นเสียงแต่ละลูกจะมีความต่างของเสียง สูงสุดและตํ่าสุดมาก แต่ถ้ามี Bit Depth น้ อยแล้ ว ณ จุดที่เสียงสูงหรื อตํ่ากว่าค่าเฉลี่ยก็จะถูกเพิ่มหรื อลด ความถี่เสียงลงเพื่อให้ อยูใ่ นค่าเฉลี่ยที่กําหนดไว้ ผลที่ได้ คือเสียงออกมาจะไม่เป็ นธรรมชาติ เสียงเป็ นที่ร้ ูจกั และนิยมใช้ ได้ แก่ แฟ้มที่อยูใ่ นสกุลต่อไปนี ้ 1. WAV (Wave File) แฟ้มเสียงที่มกั จะคุ้นเคยกันมากที่สดุ เป็ นรูปแบบของแฟ้มเสียงที่ใช้ กนั เป็ น ส่วนมากในระบบปฏิบตั ิการวินโดวส์ ใช้ เวลาในการถ่ายโอนนาน เนื่องจากไม่ได้ ผ่านเทคโนโลยีการบีบอัด ให้ เป็ นแฟ้มขนาดเล็ก 2. MP3 เป็ นวิธีการบีบอัดข้ อมูลให้ มีขนาดเล็กลง โดยใช้ มาตรฐาน MPEG นันจะบี ้ บอัดข้ อมูลที่ เป็ นไฟล์ ซึง่ เป็ นพวกเพลงเสียงประกอบที่ใช้ ในเว็บ เนื่องจากมันมีขนาดเล็กมากกว่าไฟล์ Wave หรื อไฟล์ เสียงทัว่ ไปประมาณ 10 เท่า แฟ้มเสียงเพื่อการส่งผ่านอินเตอร์ เน็ตในรูปแบบ streaming คําแนะนําในการใช้ แฟ้มเสียง 1. ความยาวของเสียงควรสอดคล้ องกับระยะเวลาการแสดงภาพ 2. คุณภาพของเสียงไม่วา่ จะเป็ นเสียงพูด เสียงบรรยาย หรื อเสียงดนตรี ต้ องชัดเจนและถูกต้ อง 3. ผู้ใช้ สามารถควบคุมความดังของเสียง และเลือกที่จะฟั งหรื อไม่ฟังเสียงบรรยายได้ 4. ไม่ควรใช้ เสียงประกอบ เสียงเอฟเฟ็ กต์ หรื อเสียงดนตรี จนมากเกินไป 5. การบันทึกเสียงบรรยาย และเสียงแบคกราวด์ซ้อนไว้ ด้วยกัน การใช้ เสียงนันมี ้ ความดังเบาไม่ เหมาะสม การควบคุม ความดังของเสียงหนึง่ จะส่งผลกระทบต่ออีกเสียงหนึง่


เครื่องมือต่ างๆ ในโปรแกรม Premiere Pro Selection tool = สําหรับคลิกเลื่อน track Track Select tool = ใช้ สําหรับคลิกที่ตวั Clip ไม่ว่าใน Track จะมีกี่ Clip และติดกัน หรื อไม่ก็ตาม เพียงการคลิกครัง้ เดียว จะทําให้ สามารถเลือกได้ ทกุ Clip จากนันก็ ้ ทําเลื่อน ทุก Clip ก็จะเลื่อน ตากไปด้ วยกันทังหมด ้ สามารถกดปุ่ ม Shift เพื่อทําการเลือก Clip อื่นๆ ที่อยูใ่ นส่วนของ Timeline ได้ ด้วย Ripple edit tool = เมื่อลดหรื อเพิ่ม track จะทําการ ripple ที่วา่ งให้ เลย Rolling edit tool = ใช้ สําหรับปรับความยาวของ track ที่ตดิ กัน ให้ อนั หนึง่ ยาวอีกอัน ้ หรื อทําโดยการคลิกแล้ วกด e ก็ได้ แต่ต้องเลือน ก็จะลดลง โดยการลากระหว่างกลางของ track ทังสอง play head ไปตําแหน่งนันก่ ้ อน ขณะที่อยูใ่ นเครื่ องมือนี ้ Rate stretch tool = ใช้ สําหรับการเพิ่มหรื อลด speed โดยการยืดหรื อหด stack Razor tool = ใช้ สําหรับตัด track Slip tool = สําหรับเลื่อนปรับเวลาใน track Slide tool = สําหรับเลื่อน track แต่ไม่ทําให้ track ที่ถกู ทับหายไปหมด จะหาย เฉพาะส่วนที่ถกู ทับ และไม่ทําให้ เกิดช่องว่างในส่วนที่ถกู เลือนด้ วย Pen tool = ใช้ สําหรับคลิกที่เส้ น Volume เพื่อกําหนดจุดในการปรับแต่ง เมื่อได้ จดุ แล้ วสามารถคลิกเลื่อนจุด โดยใช้ Selection Tool Hand tool = สําหรับคลิก track ในส่วนของ Timeline แล้ วเลื่อนไปมา ทาง ซ้ าย หรื อ ขวา เป็ นการเลื่อนทังพื ้ ้นที่ทํางาน Zoom tool = ใช้ สําหรับการซูมขยาย Clip ทําโดยการลากคลุมส่วนที่ต้องการขยาย (Zoom In) ถ้ าต้ องการ Zoom Out ให้ กดปุ่ ม Alt ค้ างไว้ แล้ วคลิกลงในพื ้นที่ของ Timeline คลิกแต่ละครัง้ ก็ จะทําการ Zoom Out ไปเรื่ อยๆ

test  

test_stamp

Read more
Read more
Similar to
Popular now
Just for you