Issuu on Google+


สติปัฏฐาน ๔

โดย พระอาจารย์ปสันโน ภิกขุ ISBN : ๙๗๘-๙๗๔-๗๔๙๒-๓๖-๑ พิมพ์ครั้งที่ ๑ : ตุลาคม ๒๕๕๐ ภาพปก : “สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า” ภาพวาดสีน้ำ ฝีมือจักรพันธุ์ โปษยกฤต ศิลปินแห่งชาติ โดยได้รับอนุญาตจากมูลนิธิจักรพันธุ์ โปษยกฤต สงวนลิขสิทธิ์ จัดพิมพ์โดย : กองทุนธรรมบูชา ๒๑๐๒/๓๒ ซอยรามคำแหง ๒๖/๑ ถนนรามคำแหง แขวงหัวหมาก เขตบางกะปิ กทม. ๑๐๒๔๐ โทรสาร ๐ - ๒๗๓๒ - ๐๒๙๙

ABHAYAGIRI BUDDHIST MONASTERY 16201 Tomki Rd., Redwood Valley, California, 95470 Tel : (707) 485-1630 Fax : (707) 485-7948 E-mail : sangha@abhayagiri.org Website : www.abhayagiri.org


พระอาจารย์ปสนฺโน ภิกขุ


สารบัญ

โอวาทพิธีเปิด ๑๗ ธันวาคม ๒๕๔๙ ถาม - ตอบ ปัญหาธรรมะ นิวรณ์ ๑๘ ธันวาคม ๒๕๔๙ ถาม - ตอบ ปัญหาธรรมะ สติปัฏฐาน การเจริญเมตตา ๑๙ ธันวาคม ๒๕๔๙ ถาม - ตอบ ปัญหาธรรมะ สติปัฏฐานสูตร การเมตตาตัวเอง ๒๐ ธันวาคม ๒๕๔๙ ถาม - ตอบ ปัญหาธรรมะ การพิจารณาธาตุ ๔ ตัณหา ๓ ๒๑ ธันวาคม ๒๕๔๙ ถาม - ตอบ ปัญหาธรรมะ การพิจารณาความตาย การละสักกายทิฐิ ๒๒ ธันวาคม ๒๕๔๙ ถาม - ตอบ ปัญหาธรรมะ ทบทวนข้อธรรม โพชฌงค์ ๗ ๒๓ ธันวาคม ๒๕๔๙ ถาม - ตอบ ปัญหาธรรมะ ๒๔ ธันวาคม ๒๕๔๙ ถาม - ตอบ ปัญหาธรรมะ

๗ ๒๒ ๔๔ ๖๐ ๘๐ ๙๔ ๑๑๐ ๑๓๐ ๑๔๔ ๑๕๘ ๑๘๐ ๑๙๔ ๒๐๘ ๒๒๘ ๒๔๖ ๒๖๒ ๒๘๒ ๒๙๖ ๓๑๔ ๓๓๔


พระอาจารย์ปสนฺโน ภิกขุ ได้เมตตานำการปฏิบัติ ‘หลักสูตร พิ เศษพระวัด ป่า’ ที่ยุวพุทธิกสมาคมแห่งประเทศไทยในพระบรม ราชูปถัมภ์ เมื่อวันที่ ๑๗-๒๔ ธันวาคม ๒๕๔๙ พระธรรมเทศนาที่ ท่ านบรรยายนั้นลึกซึ้งประทับใจมาก คณะศิษย์ขอกราบขอบพระคุณ นอย่างสูงที่พระอาจารย์อนุญาตให้นำมาจัดพิมพ์เป็นหนังสือเพื่อ เป็ เผยแพร่ ออกไปในวงกว้าง อันจะเป็นประโยชน์แก่พุทธศาสนิกชนใน การนำไปปฏิ บัติต่อไป ขออนุโมทนาแก่ทุกท่านที่ร่วมในการจัดพิมพ์ เผยแพร่ครั้งนี้ ขอขอบพระคุณอาจารย์จักรพันธุ์ โปษยกฤต ผู้มอบภาพ ยนฝีมือของท่านมาประดับบนปกหนังสืออย่างงดงาม เขี อานิสงส์อันใดที่เกิดขึ้นจากการจัดทำหนังสือเล่มนี้ คณะศิษย์ อมถวายเป็นอาจาริยบูชาแด่พระอาจารย์ปสนฺโน ภิกขุ ด้วยความ ขอน้ เคารพศรั ทธาเป็นอย่างสูง คณะศิษย์


๑๗ ธันวาคม ๒๕๔๙

โ อ ว า ท พิ ธี เ ปิ ด

นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ พุทธัง ธัมมัง สังฆัง นะมัสสามิ ต่อจากนี้ไปขอให้ตั้งใจฟังธรรมะกันก่อน การเข้ากรรมฐานก็ เป็นโอกาสที่ดีสำหรับเราทุกคน ในวันนี้อาตมาเองก็ได้ ที่จริงก็เข้ามา สายสักนิด มาตอนเช้าก็ได้ไปร่วมแสดงธรรมเทศนาที่สวนเบญจสิริ และก็ฉันที่โน่น เทศน์ธรรมะในสวนที่โรงแรมอิมพีเรียล ควีนส์ปาร์ค ก็เพิ่งมาถึงก่อนบ่ายโมง อาตมาเองก็ยังไม่ทันตั้งหลักเหมือนกัน พวกเราก็ ต ้ อ งตั ้ ง หลั ก พร้ อ มๆ กั น เราเข้ า มาปฏิ บ ั ต ิ ธ รรมก็ เ พื ่ อ แสวงหาความสงบ และแสวงหาความรู้ความเข้าใจในธรรมะ และก็ อย่างที่ได้กล่าวเมื่อตะกี้ก็ได้ตั้งเป้าหมายในการบรรลุพระนิพพาน โ อ ว า ท พิ ธี เ ปิ ด • ๗


มันก็เป็นเรื่องที่อาจจะคิดว่าไปตั้งเป้าสูงเกินไปหรือเปล่าหนอ หรือจะ ได้มั้ย หรือมีมั้ยในโลกคนที่รู้ว่าพระนิพพานคืออะไร แต่เป็นเรื่องที่ เราควรเข้าใจพระนิพพานตามที่พระพุทธเจ้าท่านใช้ ก็เป็นคำศัพท์ที่มี ความหมายที่ใช้ทั่วๆ ไปในภาษาชีวิตประจำวันของชาวอินเดียสมัย ก่อน และก็เป็นการหมายถึงส่วนหนึ่งก็คือ การดับ และอีกส่วน หนึ่งคือความเย็นลง และที่ว่าดับนั้นดับคืออะไร ดับคือดับความร้อน การที่มาปฏิบัติในอาทิตย์นี้ เราก็ควรจะมุ่งหาความเย็นลง การดับ ความร้อน ไม่มากก็น้อย ให้มันเย็นลงสักนิดก็ยังดี มันเป็นเรื่อง เพราะว่าโลกเราและมนุษย์เราก็วุ่นวายมาก เร่าร้อนมาก โอกาสที่จะ ได้สัมผัสความเยือกเย็นและความดับซึ่งความร้อนภายในจิตใจก็เป็น สิ่งที่เราปรารถนากันทุกคน หรือควรจะปรารถนาทุกคน ในการปฏิบัติที่เราเข้ามาครั้งนี้ เราก็มาปฏิบัติคล้ายเป็น หลักสูตร คือ เราเข้ามาอยู่ในสถานที่นี้ เราก็จะมีการปฏิบัติอย่าง ต่ อ เนื ่ อ ง คื อ ทุ ก คนที ่ ม า เราก็ ม าจากต่ า งบ้ า น ต่ า งคนมี ประสบการณ์ ไ ม่ เ หมื อ นกั น ต่ า งคนก็ อ าจจะมี ค วามเข้ า ใจในการ ปฏิบัติที่ไม่เหมือนกัน แต่ที่เรามาอยู่ร่วมกันคือ เราตั้งอยู่ในพื้นฐาน อันเดียวกัน คือถือพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์เป็นหลัก ถือครูบา อาจารย์เป็นหลักในการแนะนำ ก็อย่างที่เราได้สมาทานมาเรียนวันนี ้ เราก็ถือศีลเป็นหลัก คือในอาทิตย์นี้เราอยู่อย่างผู้ทรงศีล และก็เป็น ศีล ๘ ซึ่งช่วยให้เรามีความเรียบง่ายในการเป็นอยู่และก็ไม่สับสน ไม่วุ่นวาย เพราะเรายกเว้นจากการเบียดเบียน ยกเว้นจากการเอา สิ่งของที่เจ้าของไม่ได้ให้ ยกเว้นจากการตามกระแสของกาม เรา ๘ • ๑ ๗ ธั น ว า ค ม ๒ ๕ ๔ ๙


ยกเว้นจากการพูด ยิ่งโดยเฉพาะคือในมุสาวาท ไม่ใช่เรายกเว้นจาก การพูดทั้งหมดในศีล แต่ว่าข้อวัตรในการเข้ากรรมฐานเราก็จะงดการ พูดในช่วงนี้ ก็ยิ่งไม่ได้พูดมุสาวาท ไม่ได้พูดส่อเสียด ไม่ได้พูดเพ้อ เจ้อ ไม่ได้พูดหยาบ เพราะว่าไม่ได้พูด ยิ่งดี และเรื่องของการดื่ม ของมึนเมาก็ยิ่งไม่มีโอกาสทีนี้ก็สบาย ยกเว้นจากการรับประทาน อาหารเลยจากเที่ยงไปถึงรุ่งใหม่ ยกเว้นจากการตกแต่ง ยกเว้นจาก การเพลิดเพลินในสิ่งที่เป็นเครื่องบันเทิง และยกเว้นจากการนั่งและ นอนที่สะดวกสบาย เราอยู่อย่างเรียบง่าย คือสิ่งเหล่านี้ช่วยเราในการเป็นผู้อยู่ง่าย เป็นอยู่อย่างง่ายๆ ศีลและข้อวัตรช่วยให้เราอยู่เป็นหมู่เป็นคณะ อยู่ด้วยกันอย่างเรียบ ง่ายโดยความราบเรียบ เพราะว่าการที่อยู่อย่างผู้ทรงศีล เราก็จะไม่ กระทบกระทั่งกัน เราจะไม่ได้เกิดความขัดแย้งกันอะไร เพราะว่าเรา มุ่งปฏิบัติมุ่งภาวนา เป็นโอกาสสำหรับเราทุกคนที่จะได้สัมผัสการ ปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเรื่องนี้เป็นโอกาสของเราที่วิเศษมาก โอกาส ที่จะปฏิบัติอย่่างต่อเนื่องอาทิตย์หนึ่ง โดยไม่มีอะไรมาแทรกซ้อน ไม่มีอะไรดึงรั้งเราออกไป ก็เป็นเรื่องที่เรียกว่าวิเศษก็ว่าได้ เพราะว่า เรายิ่งมีโอกาสที่จะปฏิบัติธรรม พิจารณาในธรรม เราก็ยิ่งมีโอกาสที่ จะเห็ น ชั ด เจนขึ ้ น ยิ ่ ง มี โ อกาสที ่ จ ะสั ม ผั ส ภายในจิ ต ใจภายใน ประสบการณ์ของตัวเอง ขอให้ เ ราทุ ก คน ตั ้ ง อกตั ้ ง ใจที ่ จ ะปฏิ บ ั ต ิ ใ น ๗ วั น นี ้ ใ น อาทิตย์นี้ โ อ ว า ท พิ ธี เ ปิ ด • ๙


แง่หนึ่งที่มีความสำคัญ ก็คือการพูดกัน ก็จะได้คุยกันใน ภาคเช้าในเรื่องการพูดกันคุยกัน คือขอให้งดในช่วงนี้ โอกาสที่จะได้ พูดได้คุยกันตามวันธรรมดาๆ มากทีเดียว เราก็ใช้เวลานี้ในการพัก ผ่อนจากการคุยกัน เพื่อให้จิตของเรามีโอกาสทำงานภายใน เรา ทำงานโดยการภาวนา โดยการปฏิบัติ โดยการฝึกหัด โดยการ ศึกษาจิตใจของตัวเอง นอกจากนั้นคือ เราก็ถือว่าเป็นโอกาสที่ภาวนาคือ เราพูด ในแง่ศีลก็เป็นแง่หนึ่งที่เรางดเว้นจากสิ่งที่จะทำให้จิตใจไขว้เขวอยู่ แต่ในโอกาสนี้เวลานี้เรามีโอกาสที่จะภาวนา เรามีโอกาสที่จะทำ เรา มีโอกาสที่จะได้ทำกรรมฐานอย่างเต็มที่ จะเดินจงกรมก็ดี จะนั่ง สมาธิก็ดี จะทด���องหรือจะฝึกหัดในเรื่องอานาปานสติก็ดี การ พิจารณาในข้อธรรมะต่างๆ ก็ดี เรามีโอกาสเต็มที่ ไม่มีอะไรขัดขวาง เลย นอกจากความวุ่นวายและความขี้เกียจของตัวเอง เลยเป็นส่วน ที่น่าภาคภูมิใจ เราก็มีโอกาสภาวนา มีโอกาสฝึกจิตของเจ้าของ เรา ก็ควรจะถือโอกาสในครั้งนี้ เพื่อให้ความสำคัญกับการภาวนา ภาวนา ก็ เ ป็ น คำศั พ ท์ ห นึ ่ ง ที ่ ใ ช้ ส ำหรั บ การฝึ ก ตั ว เอง ภาวนาแปลว่าทำให้เจริญ แต่มันหมายถึงการทำให้จิตใจเจริญ เจริญด้วยสติ เจริญด้วยปัญญา เจริญด้วยสมาธิ และเวลาเราได้ กรรมฐาน เราใช้คำศัพท์ว่าวิปัสสนากรรมฐาน กรรมฐานก็เป็นคำศัพท์ที่หมายถึงพื้นฐานหรือบาทฐานของ การกระทำ เป็นคำศัพท์ง่ายๆ กรรมฐาน กรรมะ ก็เป็นคำศัพท์ เดียวกันกับที่เราเรียกกรรม ปกติเวลาเราใช้คำศัพท์ว่ากรรม เราก็ ๑๐ • ๑ ๗ ธั น ว า ค ม ๒ ๕ ๔ ๙


นึกว่ามันเหมือนกับมันมีกรรมมาตาม กรรมอะไรที่เราไม่ปรารถนา ความชั่วมาตาม มันไม่ค่อยนึก มีอะไรดีขึ้นมา คนไม่ค่อยนึกว่า เป็นกรรม นึกว่าเทวดามาโปรดหรืออะไรมาโปรด นึกว่าพระเจ้ามา ช่วยอย่างนี้ มันไม่เห็นว่าเป็นกรรม แต่ที่จริงทั้งดีทั้งชั่ว ก็เป็นกรรมทั้งนั้น เพราะว่ากรรมที่จริง เป็นคำศัพท์ง่ายๆ เป็นคำกริยาที่แปลว่าการกระทำ การกระทำ ทั้งหมดก็เป็นกรรม แต่โดยปกติเราก็มีการกระทำที่ไม่ค่อยมีหลักเท่า ไหร่ ไม่ค่อยมีพื้นฐานเท่าไหร่ ทำไปก็มีความสุขบ้าง มีความทุกข์ บ้าง มีความสงบบ้าง มีความวุ่นวายบ้าง กรรมฐานคือการทำให้ มีฐาน ทำให้มีพื้นฐานที่มั่นคงหน่อยในการกระทำของเรา เพื่อให้ มันมีเป้าหมายก็คือความสงบ เป้าหมายคือความรู้ที่แท้จริง คำ ศัพท์ที่ใช้ในการฝึกหัดตัวเองคือกรรมฐานก็เป็นเรื่องที่น่าสนใจ ควร สนใจในการฝึกการหัดตัวเอง แม้แต่วิปัสสนา ถ้าแปลโดยตรงวิปัสสนาแปลว่าความรู้แจ้ง โดยปกติคำศัพท์ที่ใช้วิปัสสนากลายเป็นวิธีการหรือวิธีหนึ่งในการนั่ง สมาธิ แท้จริงมันหมายถึงผลของการปฏิบัติ ผลที่เกิดขึ้นเวลาปฏิบัติ ให้ถูกต้อง เพราะว่าได้เกิดความรู้แจ้ง วิปัสสนาก็มีความรู้แจ้งขึ้นมา การปฏิบัติของเรา การภาวนาของเรา กรรมฐานของเราก็ ควรจะเป็นไปเพื่อความรู้แจ้ง ภาวนาไปปฏิบัติไปยิ่งสับสนยิ่งวุ่นวาย ไม่ค่อยเป็นวิปัสสนา บางทีเป็นวิปัสสนึก นึกไปวุ่นวายเลย นึกไป โ อ ว า ท พิ ธี เ ปิ ด • ๑๑


ปรุงไปแต่ง นึกไปตามคำสอนของพระพุทธศาสนา แต่ว่าเราก็ต้อง กลับมาที่หลักความรู้แจ้ง ที่จะรู้แจ้งนั้นเราก็ต้องพยายามทำให้จิตใจ สงบ ความสงบจะต้องเกิดขึ้น อาศัยพื้นฐานของการฝึกให้มีสติ บางครั้งคนเราคิดว่าความสงบต้องเกิดจากการบังคับจิตของ เราไม่ให้มีการคิด ไม่ให้มีการนึก ไม่ให้มีอารมณ์ ไม่ให้มีความรู้สึก คือถ้าเราถือว่าอย่างนั้น การปฏิบัติของเรา การทำให้จิตสงบโดยการ พยายามที่จะบังคับไม่ให้มีการคิดนึกเลย ไม่ให้มีความรู้สึกเลย ไม่ ให้มีอารมณ์เลย จึงจะได้สงบ อย่างนี้ยิ่งเครียดใหญ่ ยิ่งอึดอัดใหญ่ เพราะว่าไม่เป็นไปตามคำสอนและไม่เป็นไปตามธรรมชาติของจิตเรา ส่วนที่สำคัญในการทำจิตให้สงบคือ เราต้องรู้จักทำจิตของ เราให้อิ่มด้วยความสุข อิ่มด้วยความสบาย อิ่มด้วยคุณธรรม ถ้า หากว่าเรายังมีการบังคับจิตในลักษณะที่จะอัดความสงบเข้าไปในจิต โดยหักห้ามความคิดนึก ความรู้สึกต่างๆ อย่างนี้ไม่น่าจะสำเร็จได้ มันจะอึดอัดและก็ไม่สงบ แต่ถ้าหากว่าเราทำสติให้บริบูรณ์ ทำสติ ยกขึ้นมาสู่จิตเสมอ เพื่อให้มีความเข้าใจและรู้เท่าทัน เพื่อให้ชักจูง คุณธรรมขึ้นมาสู่จิตใจของเรา ความสงบก็มีหวังอยู่ มันเป็นเรื่องพื้น ฐานของการฝึกตัวเอง เป็นเรื่องพื้นฐานวิธีที่เรามองดูการภาวนา ที่เรามาปฏิบัติภาวนาครั้งนี้ คือจะมีการสลับกัน คือมีการ ฟังธรรม มีการนั่งสมาธิ มีการเดินจงกรม คือจัดเป็นเวลากัน แต่ เราต้องดูตัวเองด้วย เพราะว่าอาตมาจะเป็นผู้นำ ผู้บังคับเวลาหรือ ๑๒ • ๑ ๗ ธั น ว า ค ม ๒ ๕ ๔ ๙


กำกับเวลา ถ้าอาตมาจะทำตามความสบายของตัวเอง แต่ว่าอาจจะ ไม่สบายสำหรับทุกคน เราก็ต้องดูตัวเอง คือถ้าหากว่าเรารู้สึกว่า การเดินจงกรมก็มีผล บางครั้งเราก็อาจจะลุกไปเดินจงกรมก็ยังได้ แต่ว่าขอให้เป็นผู้มีสติจริงๆ อย่าลุกขึ้นออกไปเดินจงกรม เวลาคน อื่นนั่งอยู่ เราไปมีเสียง แต่ถ้าหากว่าเราตั้งสติไว้ รู้ว่าเรากำลังนั่ง ไม่สู้จะได้ผลนักช่วงนี้ เราไปเดินจะได้ดีกว่า ก็ตั้งสติไว้และก็ทบทวน ดู จริงหรือเปล่า โกหกเจ้าของหรือเปล่า ดูแล้ว จริงๆ นะ อย่างนี้ ก็ค่อยๆ กราบแล้วก็เดินออกไปอย่างเงียบๆ โดยไม่กระทบกระเทือน ใคร อันนี้ทำได้ คือเราก็อยากให้คนมีโอกาส แต่ว่าที่สำคัญคือต้อง เห็นใจคนอื่นที่เขากำลังนั่ง เช่นเดียวกัน บางคนก็ อ าจจะนั ่ ง กำลั ง ได้ ผ ล หลั ง ระฆั ง เราไปเปลี ่ ย น อิริยาบถไปเดิน แต่อาจจะมีบางคนกำลังนั่งก็กำลังสบาย จิตใจสงบ ไม่ปวดไม่เมื่อย อยากจะนั่งต่อ เราก็นั่งต่อได้ ขอให้คนที่ลุกขึ้นไปเดินให้มีสติอย่าไปกระทบกระเทือนผู ้ ท ี ่ กำลังนั่งอยู่ ให้เป็นผู้เห็นอกเห็นใจและเราต้องรู้จักสนับสนุนซึ่งกัน และกัน คือมันเป็นส่วนหนึ่งของการภาวนาหรือในการปฏิบัติ เป้า หมายอย่างหนึ่งของการฝึกหัดคือเราฝึกหัดเพื่อไม่ให้มีการเห็นแก่ตัว การเห็นแก่ตัวเราก็ต้องรู้จักคนอื่นด้วย รู้จักตัวเองด้วย มันไม่ใช่ เฉพาะเวลาเรามีการกระทำและเกี่ยวข้อง คือเรามีการเกี่ยวข้องกับ เพื่อนมนุษย์ตลอด จะพูดด้วยไม่พูดด้วย อยู่ด้วยไม่อยู่ด้วย ยังไงเรา ก็ต้องอิงอาศัยกัน เราก็ฝึกตัวเองให้มีการระลึกถึงว่าคนอื่นเขาตั้งใจที่ โ อ ว า ท พิ ธี เ ปิ ด • ๑๓


จะภาวนา ตั้งใจที่จะปฏิบัติ เราจะไม่ทำอะไรที่กระทบกระเทือนหรือ ทำให้ขัดขวางคนอื่นในการภาวนาในการปฏิบัติตัวเอง มีความยินดี ดีใจที่คนอื่นเขาภาวนา เราก็อยากสนับสนุนคนอื่น อยากสนับสนุน ตัวเอง คือถ้ามีการสำนึกอย่างนี้ ก็จะมีความภาคภูมิใจ เวลาเห็น คนอื่นเขากำลังภาวนา ถ้ามีความภาคภูมิใจ คือจิตใจมีความเบิก บาน จิตของตัวเองก็สงบง่าย เราก็ได้สนับสนุนคนอื่นด้วย คนอื่นก็ เกิดความสงบ เราก็เกิดความสงบ อย่างนี้มันไม่มีเสีย มีแต่ได้ทั้งนั้น ขอให้เรามีการสำนึกและตั้งตนเอาไว้คอยฝึกคอยหัด เพราะ ว่าการภาวนามันไม่ใช่เป็นเรื่องเฉพาะ เช่น เรานั่งสมาธิเป็นทางการ ดู ล มหายใจเข้ า ลมหายใจออกจึ ง เรี ย กว่ า เป็ น การภาวนา เพราะ ภาวนาแปลว่า ทำให้เจริญ เราทำสติให้เจริญในทุกอย่างที่เราทำ อย่างในเวลาที่เราอยู่ที่นี่ จะลุก จะเดิน จะนั่ง จะนอน ก็ให้มีสติ อยู่ ให้มีการสำนึกต่อตัวเอง สำนึกต่อผู้อื่น ถ้าเราทำอย่างนี้สม่ำเสมอ ไม่นานจิตใจก็สงบ เพราะว่าสติ จะต่อเนื่อง เราปรารถนาความสงบก็ต้องอาศัยสติ ความสงบหรือ สมาธิกับสติมันต่างกันตรงที ่ สมาธิเป็นผลของการทำสติให้ต่อเนื่อง คือเราปรารถนาสมาธิกันทุกคน อยากได้สมาธิ อยากให้จิตใจสงบ อยากให้จิตใจตั้งมั่น ถ้าเราเป็นอย่างนั้น เราก็ต้องมีเหตุ ต้องทำเหตุ ให้พร้อม เหตุก็คือสติ ในการทำสติให้ต่อเนื่อง ทำสติให้มั่นคง ทำ สติให้ชัดเจนทุกวินาที ทุกสิ่งทุกอย่างที่เราทำอันนี้เป็นแง่หนึ่งที่เรา ควรรับเอาไปสังเกตเอาไปพิจารณา ๑๔ • ๑ ๗ ธั น ว า ค ม ๒ ๕ ๔ ๙


ในการนั ่ ง สมาธิ อาตมาคงจะเน้ น ในอานาปานสติ การ กำหนดลมหายใจเข้าลมหายใจออก ที่อาตมาจะเน้นที่อานาปานสติ สาเหตุอย่างหนึ่งก็เพราะว่าเป็นหลักที่อาตมาใช้มาตลอด คืออาตมา เองถนัด อาตมาเองก็พอใจกับอานาปานสติ จึงเป็นเหตุที่เรามักจะ สอน หรือมักจะเน้นอยู่ที่นี้ บางคนก็อาจจะเคยฝึกกรรมฐานหรือภาวนาในวิธีอื่น แต่ว่า อันนั้นก็ไม่ค่อยเป็นปัญหาเท่าไหร่ เพราะว่าจะวิธีไหนก็ตาม ยังไงก็ ต้องกลับมาที่การตั้งหลักของสติ เช่น ลมหายใจเข้าลมหายใจออกที่ จะกำหนดก็ต้องมีสติกำหนดไว้ จะเป็นการแผ่เมตตา ก็ต้องตั้งสติไว้ ก่อน จะเป็นอสุภกรรมฐาน ก็ต้องตั้งสติไว้ก่อน ถ้าหากว่าเราใช้วิธี ใด ยังไงก็ต้องอาศัยสติ แต่ละคนก็จะต้องคอยสังเกตดูถ้าหากว่าเรา เองก็ไม่ถนัดในการใช้อานาปานสติ ก็ต้องแปลอีกทีหนึ่งภายในตัวเรา เองว่าจะเอามาประยุกต์ใช้กับวิธีที่เราถนัดได้ยังไง แต่ว่ายังไงก็ทิ้ง หลักของสติไม่ได้ ที่เราใช้อานาปานสติอยู่อีกแง่หนึ่งที่สะดวกก็เพราะว่า ก็อยู่ ภายในตัวเราเอง ลมหายใจเข้าลมหายใจออก มันไม่ได้อยู่ที่อื่น ก็ อยู่ที่ร่างกายนี้ ในการกำหนดลมหายใจเข้าลมหายใจออก ก็เป็นสิ่ง ที่สะดวกหน่อย เพราะว่าเรามีอยู่ตลอด เราอาศัยการกำหนดลม หายใจเข้า เราก็กำหนดรู้ลมหายใจออก ก็กำหนดรู้ การกำหนดรู้นี้ เป็นแง่ที่เราต้องพยายามยกขึ้นมาสู่จิตใจ คือเรายกการกำหนดรู้ให้เป็นประเด็นที่สำคัญ เพราะถ้าหากว่าขาดผู้ โ อ ว า ท พิ ธี เ ปิ ด • ๑๕


รู้ ที่จริงก็สังเกตไม่ยากนะ เราแนะนำ เอ้า ดูลมหายใจเข้า ดูลม หายใจออก หรือจะวิธีไหนก็ตาม คือถ้าขาดการกำหนดรู้ เดี๋ยวคนก็ คอหักหงุบหงับง่วงนอน ง่วงเหงาหาวนอนก็ไม่อยู่กับผู้รู้ อยู่กับความ ง่วงนอน จิตใจไม่มีกำลังพอ นี่เป็นส่วนหนึ่งที่เราต้องพยายามสังเกต พยายามให้จิตของเรามีกำลังของผู้รู้ ถ้าหากว่ารู้สึกว่าจิตมีความ สะลึมสะลือมีความง่วงนอนเข้ามา แล้วมันพร่ามันมัว ไม่ชัดเจน บางทีก็ลืมตาเอาไว้ก็ดี หลับตามันก็ทั้งหลับตาทั้งหลับใน มันก็ อย่างนี้แหละ เจริญด้วยการภาวนายาก ในการฝึกให้เป็นผู้ตื่น อย่างคำศัพท์ว่าพุทโธ ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้ เบิกบาน มันก็ต้อง ถ้ามีผู้รู้ ก็มีความตื่น ไม่ใช่เป็นผู้รู้แล้วก็หลับได้ เลย ถ้าหากว่าหลับได้เลย มันก็ไม่เบิกบานนะ มันมืดตื๋อเลย เลย ต้องยกจิตให้มีความสว่าง ก็อาศัยสติกำหนดรู้ไว้ภายในจิตใจของ เจ้าของ ลมหายใจเข้าก็รู้ ลมหายใจออกก็รู้ เราจับความรู้สึกของลม เข้าลมออกจับที่ปลายจมูกก็ได้ จับที่หน้าท้องก็ได้ จับที่ความรู้สึกทั่ว ร่างกายก็ได้ มันไม่สำคัญที่จุดใด บางครั้งก็เคยได้ยินนักปฏิบัติเถียงกันว่า คนนี้ปฏิบัติผิด เขา กำหนดที่ท้อง คนหนึ่งว่าปฏิบัติผิด มันกำหนดที่ปลายจมูก มันไม่อยู่ ที่สถานที่ที่จะกำหนด มันอยู่ที่ว่าเรามีสติตรงไหน เราก็ต้องดูอันไหน ที่ช่วยให้เรามีสติ ใช้ได้ทั้งนั้น ทำให้เราอยู่กับปัจจุบันอารมณ์ ทำให้ เราอยู่กับความรู้สึกในเวลานี้ ลมหายใจเข้าก็กำหนดรู้ลมหายใจออก ก็กำหนดรู้ สำคัญอยู่ตรงนี้ ๑๖ • ๑ ๗ ธั น ว า ค ม ๒ ๕ ๔ ๙


เราเป็นผู้ฝึกตัวเอง บางครั้งเช่น บางทีภาคบ่าย อย่างวันนี้ เพิ่งเริ่มใหม่ๆ บางทีจิตของเรายังไม่ได้ตั้งหลัก ยังไม่สงบเท่าที่ควร บางทีเราก็ต้องกำหนดที่หน้าท้องก็ได้ บางทีกำหนดทั่วกายก็ได้ คือ ให้เราเที่ยงตรงในความรู้สึก ลมหายใจเข้า ลมหายใจออกเป็นยังไง คือว่าเราตั้งสติไว้กว้างๆ หน่อย เพื่อให้มันเบิกบาน ให้มันมีงานทำ เพราะถ้าหากว่างานทำละเอียด จิตไม่ละเอียด มันไม่พอดี กัน จิตไม่สามารถที่จะทำงานต่อเนื่อง มันจะเกงาน มันไม่เอา มัน จะกระโดดหนีละ มันจะหลับ ไม่หลับก็จะหาเรื่องวุ่นวายมาคิดอีก จะฟุ้งซ่าน มันยังไม่พอดีกัน แต่ ถ ้ า หากว่ า จิ ต ของเราละเอี ย ด เราก็ ต ้ อ งให้ ง านทำที ่ ละเอียดขึ้น คือ จิตเริ่มละเอียด แต่ว่าเราไปกำหนดในสิ่งที่ไม่ ละเอียด จิตไม่สามารถที่จะสงบลง เราก็ต้องเป็นผู้ปรับอยู่ตลอด เป็นหน้าที่ของสติกับปัญญาภายในตัวเราเอง เราก็ค่อยปรับค่อย ศึกษา เราค่อยฝึกเราค่อยหัด เราจะได้เป็นผู้ทั้งอาศัยสติปัญญาทั้งฝึก สติปัญญาให้เกิดขึ้น เราก็ค่อยเก่งขึ้น ค่อยคล่องแคล่วขึ้น เวลาเรา คล่องแคล่วมากขึ้น จิตก็สงบลง จิตก็จะปลอดโปร่ง จิตจะเยือกเย็น การฝึกหัดเป็นเรื่องสำคัญ คือเราฝึกหัดให้มีความรู้ ฝึกหัด ให้มีความสงบ ไม่ใช่ว่านั่งปุ๊บจะให้มันสงบตามที่เราปรารถนา มัน ไม่ เ ป็ น อย่ า งนั ้ น หรื อ พอนั ่ ง ลงปุ ๊ บ จะให้ ม ั น สงบเหมื อ นกั บ เราตั ้ ง อุดมการณ์ในตัวเองว่าไหนๆ เราก็มาเข้ากรรมฐาน เราก็จะให้มัน โ อ ว า ท พิ ธี เ ปิ ด • ๑๗


สงบละ อันนั้นเป็นทฤษฎี ทฤษฎีว่าเราได้เข้ามา เราจะให้มันเป็น ตามที่เราปรารถนา ทฤษฎีเอาไว้ก่อน อุดมการณ์เอาไว้ก่อน เรา ต้องมาศึกษาความจริงว่าจิตของเราเป็นยังไง ความรู้สึกของเราเป็น ยังไง เราสงบหรือไม่สงบ เรามีสติหรือไม่มีสติ เรามีผู้รู้ภายในจิตใจ หรือไม่มี ค่อยฝึกค่อยหัด ถ้าทำอย่างนี้ก็ตั้งความหวังว่า คือ จิต ของเราจะค่อยเจริญขึ้น แต่ถ้าหากเรามีแต่บังคับจิตให้มีแต่ที่เรา ปรารถนา เราคาดคิด มันก็เป็นไปได้ยาก และก็มักจะผิดหวัง นานๆ ทีจะได้ตามที่ปรารถนา ได้แล้วก็จะดีอกดีใจ แต่มันก็จะ เปลี่ยน เพราะว่าเรื่องธรรมชาติไม่ใช่ว่าจะตั้งตลอดกาล ความรู้สึกก็ ดี ความคิดนึกก็ดี อารมณ์ แม้แต่จะเป็นอารมณ์กรรมฐาน มันก็จะ ต้องมีการเปลี่ยนแปลงเป็นเรื่องธรรมดา การเป็นผู้มีสติและปัญญาเป็นพื้นฐาน ก็เป็นสิ่งที่เราค่อยฝึก ค่อยหัดให้มีไว้ในจิตใจของเรา ฝึกไปหัดไปคอยศึกษาไป เรามีเวลา ตั้งอาทิตย์หนึ่ง ก็คงจะได้ความรู้ได้ความเข้าใจ อย่างที่เราได้ตั้ง อธิษฐานไว้ อธิษฐานให้เป็นไปเพื่อพระนิพพาน ในที่สุดก็อยากให้ เราทุกคนได้มีความรู้เพิ่มขึ้น ว่ารสชาติของพระนิพพานคืออย่างไร ว่ า เราจะได้ ค อยรู ้ ค วามเย็ น ภายในจิ ต ใจ จะได้ รู ้ ก ารดั บ ร้ อ นเป็ น อย่างไร นิพพานมันไม่ใช่ว่าสถานที่ และไม่ใช่เป็นสิ่งเป็นอัน ไม่ได้ เป็นเรื่องหรือภาวะที่คงที่ มันเป็นเรื่องยากที่จะพูดว่าคืออะไร อย่าง มีครั้งหนึ่ง หลวงปู่ดูลย์ ซึ่งหลายคนก็อาจจะรู้จัก ท่านเป็นพระกรรม ฐานรุ่นแรกๆ ของหลวงปู่มั่น ท่านอยู่ที่จังหวัดสุรินทร์ ท่านเคยมาที่ ๑๘ • ๑ ๗ ธั น ว า ค ม ๒ ๕ ๔ ๙


วัดนานาชาติ ท่านนำคณะญาติโยมมาที่วัดนานาชาติ แล้วอาตมา จำเป็นต้องเทศน์ คือญาติโยมขออาราธนาเทศน์หลวงปู่ก็นั่งอยู่นั้น เราก็ขอให้หลวงปู่เทศน์ ท่านไม่ยอม ท่านไล่ให้อาตมาขึ้นธรรมาสน์ ทั้งๆ ที่อายพระผู้ใหญ่ เราก็ยังเป็นเด็กอยู่ แต่ก็เทศน์เท่าที่จะเทศน์ ได้ มีการถามคำถามหลังจากเทศน์เสร็จ มีโยมคนหนึ่งถาม พระ นิพพานคืออะไร อาตมาก็ไม่ได้นึกอะไรเลย ตอบทันที พระนิพพาน ไม่คืออะไร หลังจากนั้น ก็ต้องอธิบาย แต่ว่าก็พูดออกมาแล้ว เพราะว่าไม่คืออะไร���ริงๆ มันเป็นอะไร มันไม่ใช่ มันจะเป็นรูปธรรม หรือนามธรรม ซึ่งนิพพานก็ไม่ใช่รูปธรรม ไม่ใช่นามธรรม ไม่เป็นสิ่ง เป็นอัน พอเทศน์เสร็จก็ไปกราบหลวงปู่ ท่านก็บอกเออ ที่ตอบเรื่อง นิพพาน ดีนะ ใช้ได้ เป็นอย่างนั้น คือเราจะหาอะไรที่เราถูกใจหรือ เราคุ้นเคย แต่ที่จริง มันเหตุที่พระพุทธเจ้า เช่นพระนิพพาน เช่นการ ดับทุกข์ ดับร้อน การเย็น คือการที่ไม่ทุกข์และไม่มีกิเลส มันก็เป็น เรื่องที่เป็นสิ่งที่ไม่มี พอมันพูดว่ามันมีอย่างนี้แหละ มันก็ยากหน่อย แต่ในอาทิตย์นี้ เรามุ่งในการทำให้ความทุกข์น้อยลง ทำให้ กิเลสของเราน้อยลง เราจะได้สัมผัสความรู้สึกของพระนิพพานเอง เพราะว่ามันก็เท่านี้ ทำยังไงถึงจะให้ทุกข์น้อยลง ทำยังไงจึงจะทำให้ กิเลสของเจ้าของน้อยลง เท่านี้แหละ มันก็ค่อยทำไป มันจะลิ้มรส เองแหละ อาตมาก็ให้ข้อคิดในการปฏิบัติ ในการภาวนาพอสมควร ต่อจากนี้ไป ขอให้เรานั่งสมาธิ คือ เดี๋ยวนี้ประมาณ ๒ โมงครึ่ง เราจะปฏิบัติกันจนถึงประมาณ ๔ โมงครึ่ง บ่ายนี้ก็คงจะแบ่งเวลา นั่งสมาธิ เดินจงกรม แล้วนั่งสมาธิอีกรอบหนึ่ง ประมาณ ๔๐ โ อ ว า ท พิ ธี เ ปิ ด • ๑๙


นาที นั่งสัก ๔๐ นาที ไปเดินจงกรมสัก ๔๐ นาที กลับมานั่ง สมาธิอีก ๔๐ นาที ๔ โมงครึ่งพอดี จะได้แยกย้ายกันอีกที

๒๐ • ๑ ๗ ธั น ว า ค ม ๒ ๕ ๔ ๙


ถ้าหากว่าจิตของเราละเอียด เราก็ต้องให้งานทำที่ละเอียดขึ้น คือจิตเริ่มละเอียด แต่ว่าเราไปให้กำหนด ในสิ่งที่ไม่ละเอียด จิตไม่สามารถที่จะสงบลง


๑๗ ธันวาคม ๒๕๔๙

ถาม-ตอบ ปัญหาธรรมะ

ผู้ฟัง : ขอคำแนะนำ นั่งสมาธิแล้วหลับเลย แก้ไขยังไงเจ้าคะ พระอาจารย์ : คือ ถ้านั่งสมาธิหลับไปเลย ก็มีหลายวิธี วิธี หนึ่งก็คือ อย่าหลับตาไว้เลย ลืมตาไว้ เพราะว่าการนั่งถ้าหากว่าพอได้ มีการสัมผัสเพิ่มขึ้นมากขึ้น ก็ได้ช่วยให้ไม่หลับ ก็เป็นวิธีการที่ช่วย อีกแง่หนึ่งที่ต้องทดลองไว้ เวลานั่งสมาธิ เราต้องกำหนด คือ สิ่งที่กำหนดต้องชัดเจนมาก เช่น ลมหายใจเข้า ลมหายใจออก แทนที่จะกำหนดที่ปลายจมูก ก็ให้กำหนดทั้งร่างกาย ทั้งที่ปลาย จมูก ที่หน้าอก ที่หน้าท้อง คือเราให้มีความรู้สึกทั่วถึงร่างกาย ลมหายใจเข้าก็ตาม รู้สึกสัมผัสที่ปลายจมูก แล้วก็ลงมาที่หน้าท้อง ลมหายใจออกก็หน้าท้องปลายจมูก คือทั้งร่างกายให้มีการกำหนดที่ กว้างขวางจะดีกว่า แทนที่จะกำหนดในที่ที่แคบหน่อยแล้วก็ละเอียด อีกอย่างหนึ่งเราก็ใช้การบริกรรมพร้อมลมหายใจเข้าว่า พุท ลมหายใจออกว่ า โธ คื อ มั น เป็ น สิ ่ ง ที ่ ใ ห้ ม ี ง านทำ ช่ ว ยให้ ม ี ง าน ทำเวลาเรากำหนด คือถ้าจิตใจนิ่งเกินไป หรือไม่มีงานทำเพียงพอ ๒๒ • ๑ ๗ ธั น ว า ค ม ๒ ๕ ๔ ๙


มันก็หลับ เราก็ให้มีงานทำ หรือลมหายใจเข้าคือ ทำความรู้สึกของ ลมเข้า เราก็ให้มีการสำนึกทั่วถึงร่างกายว่า แขนของเราเป็นยังไง สันหลังของเราเป็นยังไง เรานั่งเที่ยงตรงมั้ย เราเอียงซ้ายเอียงขวา มั้ย เรามีความตึงเครียดภายในร่างกายมั้ย เราหย่อนจนเกินไปมั้ย ขาของเรารู้สึกยังไง คือให้สร้างความรู้สึกทั่วถึงร่างกาย ใช้ร่างกาย เป็นที่กำหนด เพราะถ้าหากว่าเราปฏิบัติ เราต้องอาศัยทั้งกายทั้งใจ ไม่ใช่ว่าเพียงกำหนดที่ใจแล้วก็จะได้สงบ เหมือนเรานั่งก็ต้องอาศัย ร่างกาย เรามีร่างกาย เราก็ต้องกำหนดที่กายด้วย ทั้งกายทั้งใจก็ ทำงานพร้อมกัน ถ้าหากว่าใจของเรายังไม่ละเอียดพอเราก็ต้องอาศัยร่างกาย ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยเราในการภาวนาในการปฏิบัต ิ เวลาเรานั่งเราก็ ให้มีความรู้สึกทั่วถึง เราก็คอยทบทวนอยู่ตลอด ให้จิตของเรามีการ สังเกต การพิจารณา การทบทวนว่ากายของเราเป็นอย่างไร เพราะ ว่าการนั่งให้เที่ยงตรง ก็เป็นส่วนที่ช่วยให้มีกำลัง ถ้าหากว่าเรานั่ง แล้วก็ปล่อยร่างกายไปเลยมันก็หย่อน เดี๋ยวก็หมด หายไปเลย เราก็ นั่งให้เที่ยงตรงมันก็มีกำลัง เราต้องใช้กำลังที่จะยกร่างกายของเรา ขึ้นมา อย่างเราสังเกตดูพระพุทธรูป อาตมามั่นใจว่าพระพุทธรูปที่ เรากราบเราไหว้ คงนั่งเที่ยงตรง คงจะไม่มีพระพุทธรูปอย่างนี้ (พระ อาจารย์ทำท่าให้ดู) ใช่มั้ย มันไม่เป็นท่าของผู้ปฏิบัติ เวลาเรานั่ง เราก็ให้ร่างกายของเรานั่งให้เที่ยงตรง ที่ว่าเที่ยงตรง แต่ว่ายังสบายอยู่ มันพอดีอยู่ ไม่ใช่ว่าเครียด หรือตึงจนเกินไปหรือเกร็งตัว แต่เรานั่งให้สบาย นั่งให้เที่ยงตรง นั่ง ถ า ม - ต อ บ ปั ญ ห า ธ ร ร ม ะ • ๒๓


ให้พอดี มันสมดุล เวลาร่างกายของเราสมดุล คือจะมีกำลังกาย

จะมีกำลังใจ ความง่วงก็จะค่อยหมดไป คืออาศัยกายช่วยใจให้สว่าง บางครั้งเราก็เอาเรื่องอื่นมากำหนด บางครั้งเราเอาใจมาช่วย เช่น เรากำหนดแสงสว่างภายในจิตใจของเรา เรากำหนดให้มันสว่าง ให้มันเบิกบาน บางทีเราก็หลับตาก็ได้ แต่เรากำหนดแสงสว่างเช่น ลมหายใจเข้ามันสว่าง มีความสว่างเข้ามาในร่างกายของเรา เข้ามา ในจิตใจของเรา ลมหายใจออกมันก็มีความสว่างรอบตัวเรา เรา กำหนด มันก็เป็นจินตนาการ มันเป็นการคิดนึก ใช้จิตใจของเรา แต่ว่ามันช่วยให้มีกำลังและช่วยให้มีความตื่นภายในจิตใจของเรา การกำหนดความสว่างก็เป็นอีกส่วนหนึ่งที่ช่วย หรื อ เรายกข้ อ ธรรมะข้ อ ใดข้ อ หนึ ่ ง ขึ ้ น มาทบทวน เช่ น พระพุ ท ธเจ้ า สอนว่ า ความสำเร็ จ ในการภาวนาหรื อ ในการฝึ ก จิ ต ก็ อาศัยอิทธิบาท ๔ มันเป็นข้อธรรมะ เราก็ทบทวนข้อธรรมะที่เราเคย ศึกษาที่เรารู้ เช่น เราทบทวนดูอิทธิบาท ๔ พื้นฐานของความ สำเร็จ เราก็อยากสำเร็จทุกคน แต่พระพุทธเจ้าสอนให้เราสำเร็จยังไง เราก็มาทบทวน คิดขึ้นมาในจิตใจว่า ท่านสอนอะไร มีใครรู้หรือ เปล่าอิทธิบาท ๔ ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา ฉันทะ คือ ความ พอใจ มีความอยาก มีความปรารถนา มีความจงใจ อยากจะได้ ความสำเร็จ อยากจะได้ประสบความสำเร็จ วิริยะ คือ ความ พากเพี ย ร ถ้ า หากว่ า เราอยากจะมี ค วามสงบ มั น ก็ ต ้ อ งมี ค วาม พากเพียร ไม่ใช่ว่านั่งปุ๊บมันจะสงบได้ มันก็ต้องมีความพากเพียร ๒๔ • ๑ ๗ ธั น ว า ค ม ๒ ๕ ๔ ๙


จิ ต ตะ คื อ มั น ก็ ต ้ อ งอาศั ย จิ ต ที ่ ม าทำงาน วิ ม ั ง สา ก็ ต ้ อ งมี ก าร ทบทวนใคร่ครวญพิจารณา อันนี้เป็นคุณธรรมที่ต้องอาศัยอยู่ ถ้าเราทบทวน จิตของเรา ทำงาน มันก็ไม่มีโอกาสที่จะง่วง ก็เป็นส่วนที่ช่วย อีกอย่างหนึ่งถ้าหากว่าง่วงจริงๆ ทำอะไรก็ไม่เห็นหายง่วงสัก ที ก็อย่าไปปล่อยให้นั่งง่วง ยืนขึ้นมาก็ได้ ยืนดูลมหายใจเข้าลม หายใจออก ยืนทำกรรมฐาน ทำได้ หรือไปเดินจงกรม ทำได้ คือ บางคนคิดว่ายังไงนั่งก็ต้องนั่ง แต่ถ้านั่งง่วง นั่งจิตใจสะลึมสะลือ จิตใจไม่เบิกบาน คือนั่งเท่าไหร่ ไก่มันก็นั่งฟักไข่เท่าไหร่หลายชั่วโมง แล้วไม่เห็นเกิดสมาธิเกิดปัญญาสักที ถ้านั่งไม่มีหลักในธรรมะมันก็ จะไม่ได้ผลอะไร นั่งก็ได้นั่งละ แต่ว่าไก่ก็นั่ง เป็ดก็นั่ง หมาก็ยังนั่ง เราก็ไม่ได้แตกต่างจากสัตว์อื่นๆ เราเป็นสัตว์มนุษย์ แต่เรามีโอกาสที่ จะปฏิบัติธรรม เราก็ทำให้เป็นมนุษย์ที่มีธรรมะอยู่ มนุษย์ที่ฝึกฝนให้ ได้มีสติปัญญา แต่ถ้าหากว่าลองแล้ว พระพุทธเจ้าอนุญาตให้กลับไปนอน ท่านสอนทำอย่างนี้ๆ ไม่สำเร็จก็ทำอย่างนี้ๆ ก็ตามที่อาตมาแนะนำ ถ้าหากว่าไม่สำเร็จอะไรสักอย่าง ก็กลับไปพัก แต่ว่าพักก็มีหลักการเหมือนกัน ไม่ใช่ว่ากลับไปปล่อยเลย เรานอนตะแคงขวาแล้วก็ตั้งสติไว้ เมื่อไรเราได้พักผ่อนหายง่วงหาย เหนื่อยแล้วจะได้ลุกขึ้นภาวนาต่อ ถ า ม - ต อ บ ปั ญ ห า ธ ร ร ม ะ • ๒๕


ผู้ฟัง : ขณะปฏิบัติ เกิดเวทนากับร่างกายควรทำอย่างไรดี ควรอดทน หรือเปลี่ยนอิริยาบถเจ้าคะ พระอาจารย์ : คือ มีเวทนาเวลานั่งสมาธิก็ต้องถือว่าเป็น เรื่องธรรมดา ที่ว่าเวทนาก็คงไม่ได้หมายถึงสุขเวทนา ก็คงจะหมาย ถึงมีทุกข์ ทุกขเวทนา มันเจ็บมันปวด คือถ้าหากว่าเรามีทุกขเวทนา มาครอบงำ พอได้มีเวทนาเกิดขึ้น ก็ต้องยอมพิจารณายอมดู ไม่ใช่ ว่าเจ็บปวดนิดๆ หน่อยๆ เราก็เกิดความอึดอัด อยากหนีอยากลุก อยากแก้ไขทันที มันเป็นเรื่องธรรมดาที่เราต้องเกิดความเข้าใจ พระพุทธเจ้าสอนว่า สิ่งที่ในสามัญลักษณะ คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ซึ่งเป็นพื้นฐานของการเกิดปัญญา คือทุกอย่างมันมี สิ่งที่บัง ในสิ่งที่บังไม่ให้เราเห็นทุกข์อย่างแท้จริง ไม่ให้เราพ้นความ ทุกข์ คือ เราเปลี่ยนอิริยาบถ นี่ก็เป็นสาเหตุ คล้ายๆ ว่าได้ความ ทุกข์ มีเวทนาเกิดขึ้น มีทุกขเวทนาก็ไม่ยอมดู ไม่ยอมศึกษาไม่ยอม สังเกตอย่างใกล้ชิดอย่างถี่ถ้วน เลยไม่สามารถที่จะพ้นได้ ถ้ามี ทุกขเวทนาเกิดขึ้น เราก็ต้องคอยสังเกตคอยพิจารณาคอยดูไว้ก่อน แต่ถ้าหากว่านั่งไปสักระยะหนึ่ง คือโดยทั่วๆ ไป ถ้าเราไม่ หวั่นไหว ถ้าเรายินยอมที่จะดู มันก็ไม่ค่อยครอบงำจิตใจเท่าไหร่ ก็ เป็นเพียงแค่เป็นเวทนา มันเป็นความรู้สึก ถ้าเราไม่กลัวและไม่ เกลียดมัน มันไม่ทำให้จิตใจของเราหวั่นไหวอะไร มันไม่ได้เป็นศัตรู เรา แต่อันนั้นพูดถึงทั่วๆ ไป ๒๖ • ๑ ๗ ธั น ว า ค ม ๒ ๕ ๔ ๙


แต่ว่านานๆ ไป ทุกขเวทนามันก็เพิ่มขึ้นๆ ถ้าหากว่าจิตใจ ของเราไม่ไหวแล้วจริงๆ แล้วก็เริ่มเศร้าหมองเพราะทุกขเวทนา เราก็ ต้ อ งตั ้ ง สติไว้รับรู ้ และยอมรับว่าจิต ใจของเราไม่ ส ามารถที ่ จ ะรั บ เวทนาอันนี้ได้ และเราก็ยอมเปลี่ยน ที่ว่ายอมเปลี่ยนนั้นเราก็ต้อง ตั้งสติไว้และค่อยเปลี่ยน จะเป็นการพลิกอย่างเดียวก็ได้ หรือจะลุก จากการนั่งเป็นการยืนก็ได้ หรือจากการนั่งเป็นการเดินก็ได้ แต่ว่า ต้องค่อยๆ ทำ ประคับประคองสติตลอด จะเป็นส่วนที่ทำให้เรา เข้าใจในเวทนาและในจิตใจที่มีความอยาก มีความหวัั่นไหวมีความ ปรารถนาคืออยากจะได้ความสุข ไม่อยากจะได้ความทุกข์ ถ้าเรา เข้าใจในตัวนี้ เราจะไม่ค่อยเป็นทาสของทั้งสุขเวทนาทั้งทุกขเวทนา เป็นเรื่องที่เราต้องยอมศึกษา เพราะว่าเราเปลี่ยนจากทุกขเวทนามันก็ ไม่ใช่ว่าเราพ้นอะไรมากมาย เช่นเรานั่งแล้วเราเจ็บปวด เราก็ลุกขึ้นมายืน ยืนมันก็ยืนสัก พักหนึ่ง มันก็ปวดเหมือนกัน ไม่ใช่ว่ามันหาย มันเป็นของที่อยู่ใน ร่างกายของเราตลอด หรือเราเดิน เดินมันก็ทุกข์เหมือนกัน นานๆ ไปมันก็ทุกข์เหมือนกัน มันหนีไม่พ้น มันเป็นส่วนที่เราจะคอยศึกษา คอยสังเกต คอยยอมรับว่า ทุกขเวทนาเป็นอย่างนี้ สุขเวทนาเป็น อย่างนี้ จิตใจที่มีความอยากเพราะทุกขเวทนา สุขเวทนาหรือเวทนา ที่เป็นกลางๆ คือ ไม่ทุกข์ ไม่สุข ปัญหาไม่ได้อยู่ที่เวทนา ปัญหา อยู่ที่ตัณหา ตัณหาคือความอยาก อยากได้หรือไม่อยากได้ เป็นเหตุ ให้มีการวิพากษ์วิจารณ์ ตัวเวทนาเองมันก็สักแต่ว่าเวทนา มันต้องมี ถ า ม - ต อ บ ปั ญ ห า ธ ร ร ม ะ • ๒๗


ถ้ า เราเกิ ด มายั ง ไงก็ ต ้ อ งมี เ วทนา ไม่ ม ี ใ ครหนี ใ ห้ พ ้ น ได้ พระพุทธเจ้าก็ต้องมีเวทนา พระอรหันต์ทั้งหลายก็ต้องมีเวทนา ทั้ง ทุกข์ทั้งสุขทั้งเฉยๆ แต่ว่าผู้มีปัญญาหรือผู้ที่เป็นผู้ปฏิบัติฝึกหัดฝึกฝน จะต้องเป็นผู้สังเกตดูว่า จิตของเราเปลี่ยนแปลงอย่างไร เวลามี เวทนาเกิดขึ้น เพราะตัวนี้เป็นตัวที่ทำให้เราทุกข์ ทำให้เราอึดอัด ทำให้เราตื่นเต้น ทำให้เราวุ่นวาย ทำให้เรามีความสบายหรือไม่ สบาย มันขึ้นๆ ลงๆ ไม่ใช่เพราะเวทนา แต่ว่าเพราะการเคลื่อนไหว ของจิตที่เกิดขึ้นโดยเวทนาเป็นเหตุ นี่มันเป็นคนละขั้นตอน ซึ่งผู้มี ปัญญาจะต้องรู้จักแยกออก ผู้ฟัง : เคยได้ยินว่านั่งสมาธิแล้วสงบ เห็นอย่างนั้นเห็น อย่างนี้ แต่ไม่เคยได้ยินว่าเดินจงกรมแล้วสงบ อยากกราบเรียนพระ อาจารย์ว่า เดินจงกรมแล้วสงบเป็นอย่างไร พระอาจารย์ : เดินจงกรม เราได้เกิดความสงบ มี ไม่ใช่ ว่าไม่มี เดินจงกรมแล้วเกิดการหลุดพ้นก็ยังมี คือทุกอิริยาบถ จะยืน จะเดิน จะนั่ง จะนอน ก็สามารถที่จะเกิดสมาธิ สามารถที่จะเกิด ปัญญาได้ทั้งนั้น และการเดินจงกรมยิ่งโดยเฉพาะในสายวัดป่ามักจะ ให้ความสำคัญกับการเดินจงกรม หลวงพ่อชาก็ดี หรือสายของหลวง ปู่มั่นก็ดี สายวัดป่าก็มักจะให้ความสำคัญกับการเดินจงกรม คือ ดู ง่ายๆ ถ้าเราไปเยี่ยมวัดป่าที่ไหน หรือยกตัวอย่างวัดป่าอภัยคีรีของ อาตมาเอง เวลาสร้างกุฏิ ไม่ใช่เพียงแต่สร้างกุฏ ิ จะเรียกว่าถ้ากุฏิ สร้างเสร็จต้องมีที่เดินจงกรมพร้อม คือถ้าหากว่ายังไม่มีที่เดินจงกรม ๒๘ • ๑ ๗ ธั น ว า ค ม ๒ ๕ ๔ ๙


ก็กุฏิยังไม่เสร็จ มันยังไม่บริบูรณ์ มันยังไม่สมบูรณ์ การที่มีที่เดิน จงกรม เราก็ให้ความสำคัญ แล้วหลวงพ่อชาท่านก็จะทำอย่างนั้น มีอยู่ครั้งหนึ่ง ท่านไปเดินตรวจดูภายในวัด แล้วท่านก็มาตัก เตือนมาว่าพระ ท่านก็พูดในลักษณะว่าเดี๋ยวนี้การปฏิบัติของเราค่อน ข้างจะย่อหย่อน ดูแล้วมีความละเลยในการปฏิบัติ เครื่องวัดของ ท่านคืออะไร คือเดินไปดูเห็นทางเดินจงกรมของบางองค์ไม่ได้กวาด ไม่ได้เดินประจำ บางทีไม่มีรอยของพระที่เดินจงกรม ไม่มีรอยมนุษย์ เลย มีแต่รอยหมา ท่านไปว่าพระยกประเด็นขึ้นมา ท่านจะดูพระ ขยันหรือไม่ขยัน คือถ้าหากว่าไม่เดินจงกรมก็ถือว่าไม่ขยัน ไม่ใช่ว่า กำลังปฏิบัติอย่างถูกต้อง การเดินจงกรมจึงเป็นเรื่องสำคัญ แม้แต่พระพุทธเจ้าเอง เวลาท่านพูดถึงอานิสงส์ของการเดิน จงกรม คืออย่างหนึ่งก็สร้างขันติความอดทน อีกอย่างหนึ่งก็สร้าง ความเคยชินกับการเดิน ซึ่งช่วยในการออกกำลังกาย และทำให้ เวลาจำเป็นต้องเดินทางไกลก็จะไม่เหนื่อยและไม่เกิดปัญหาอะไรขึ้น แต่อีกประเด็นหนึ่งที่ท่านยกขึ้นมา คือ สมาธิที่เกิดจากการ เดินจงกรม จะเป็นสมาธิที่มั่นคง นั่นเป็นประเด็นที่พระพุทธเจ้าระบุ ไว้ในพระสูตร ความสงบที่เกิดจากการเดินจงกรมมี แต่ก็คนละ ลักษณะของการนั่ง ต้องมีการเดินไปเดินมา แต่เราเดินไปเดินมา ตัวที่สำคัญคือตั้งสติไว้ เวลาสติต่อเนื่องจิตสงบ จิตมีผู้รู้อย่างไม่ขาด สาย จิตสงบ เพราะว่าบางครั้งเวลาเราวัดความสงบ เรามักจะวัด โดยอารมณ์แทนที่จะวัดโดยสภาพของจิตที่มันเป็นเรื่องที่ต้องคิด เช่น ถ า ม - ต อ บ ปั ญ ห า ธ ร ร ม ะ • ๒๙


เราอยู่ในสถานที่ที่สงบพอสมควร ไม่ได้มีอะไรมารบกวน ก็พอจะได้ มีอารมณ์ที่ไม่ถูกกระทบ อารมณ์ก็ค่อนข้างจะสงบ แต่อารมณ์ก็ สามารถที่จะเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว แต่ว่าสภาพของจิตที่มีสติที่ ต่อเนื่อง และสติที่คุ้มครองจิตไว้ สภาพของจิตนั้น จะเป็นสภาพที่มี ผู ้ รู ้ ต ิ ด ตามอยู ่ ต ลอด จะมี อ ารมณ์ ค ื อ มี ก ารกระทบจากภายนอก สภาพของจิตจะยังมั่นคงและเบิกบานอยู่ เพราะมีสติต่อเนื่อง เลย จะมีความสงบ ถึงจะมีการเปลี่ยนแปลงของสัมผัสจะได้ยินอะไรได้ เห็นอะไรมันก็คือความสงบก็จะคอย...คือมันเป็นคู่กับจิต มันทั้ง สภาพทั้งอารมณ์ แต่ถ้าเราอาศัยเฉพาะอารมณ์ของความสงบ มัน ยังไม่แน่หรอก เดี๋ยวเปลี่ยนแปลงไปง่าย ความสงบที่เกิดจากการ เดินค่อนข้างจะมั่นคง แต่ละองค์ แต่ละคน จะมีความถนัดคนละด้าน อย่างที่เป็น ตัวอย่าง ที่ค่อนข้างจะชัดเจน อย่างหลวงปู่ขาวท่านสิ้นไปแล้วล่ะ ท่านอยู่ที่วัดถ้ำกลองเพล จังหวัดอุดร ปฏิปทาของท่าน คือ ท่านจะ เดินจงกรมเยอะ ฉันเสร็จท่านก็จะเดินจงกรมก็ราวสัก ๓ ชั่วโมงจึง ไปพักผ่อนกลางวัน พักผ่อนกลางวันสักหน่อย ท่านก็ออกไปเดิน จงกรมอีกสัก ๓ ชั่วโมง แล้วก็เริ่มเย็น ท่านก็ไปกวาดลานวัด สรง น้ำ ฉันน้ำปานะ แล้วก็เดินจงกรมอีกสัก ๓ ชั่วโมงจึงจะนั่งสมาธิ ท่านถนัดในการเดินจงกรม และขยัน ก็เป็นพระที่หลวงปู่มั่นเอง ท่านก็ยกย่องสรรเสริญว่า ท่านได้ประสบความสำเร็จในการปฏิบัติ ท่านหมดกิเลสตั้งนานแล้ว อันนั้นก็สงบ ๓๐ • ๑ ๗ ธั น ว า ค ม ๒ ๕ ๔ ๙


ผู้ฟัง : การนั่งสมาธิ ช่วงที่ลมหายใจอ่อนลง สติมักจะหลุด แล้วมีความคิดต่างๆ เกิดขึ้นมากมายหลายเรื่องราวไม่รู้สิ้นสุด จะทำ อย่างไรเพื่อประคองสติไว้ให้ได้ พระอาจารย์ : เราต้องให้ความสนใจกับความรู้สึกของลม หายใจเข้า ลมหายใจออก เราต้องมีความสนใจกับสภาพของจิต คือเรามุ่งที่จะได้ความสงบความอ่อนโยน พอเราเริ่มจะได้ก็มักจะเกิด ความตื่นเต้น และมันก็ปรุงเพราะว่ากำลังจะได้สิ่งที่ปรารถนา คือมัน คิดในแง่ เออ มันอยากได้ มันอยากให้เป็นอย่างนี้ มันคิดนอกออก จากประสบการณ์ในขณะปัจจุบัน เราต้องกลับมาที่ขณะปัจจุบัน จริงๆ ความรู้สึกของร่างกายเป็นยังไง ความรู้สึกของลมหายใจเข้า ลมหายใจออกเป็นยังไง สภาพจิตใจเป็นยังไง เราก็คอยกำหนดแล้ว ก็ปล่อย กำหนดแล้วก็ปล่อย แทนที่จะตั้งความหวัง ตั้งความ ปรารถนาว่าจะได้ความสงบอย่างนี้ พอได้อ่อนโยนสักหน่อยหนึ่ง ก็ เริ่มจะมีความเบาขึ้นมา มันก็ตื่นเต้น เพราะว่ากำลังจะได้สิ่งที่ตัวเอง อยาก ปัญหาคือความอยาก มีโยมคนหนึ่ง เขาถามหลวงพ่อชา เวลานั่งสมาธิแต่ละครั้งๆ พอเริ่มสงบ มันไม่ค่อยสงบจริงๆ สักที มันมีการคิดการนึกเกิดขึ้น มา อยากให้มันสงบก็ไม่สงบสักทีละ หลวงพ่อชาท่านตอบสั้นๆ “อยากก็บ่ได้กินแล้วนั่น” อยากก็ไม่ได้กิน คือมีความอยากเมื่อไหร่ก็ ไม่ได้กินแล้ว คืออยากไม่ได้ประสบความสำเร็จ อยากที่จะได้ก็ไม่ได้ ตามที่เราปรารถนานั้น ปัญหาอยู่ที่ความอยาก เราต้องทำโดยความ ถ า ม - ต อ บ ปั ญ ห า ธ ร ร ม ะ • ๓๑


พอใจ แต่อย่าให้เป็นเรื่องความอยาก เราก็ทำในปัจจุบันนี้ เราฝึก ให้มีสติในเวลานี้ ฝึกให้มีการรู้เท่าทันในเวลานี้ อย่าไปตั้งความหวัง มากจนเกินไป อย่าไปตั้งกฎเกณฑ์จนเกินไป เดี๋ยวมันจะไม่ได้กิน ผู้ฟัง : ทำอย่างไรเราจะมีจิตที่ให้ความเมตตากับทุกคนได้ ไม่ใช่เฉพาะบุคคลที่เราชอบ แต่รวมไปถึงบุคคลที่เราไม่ชอบและไม่ ถูกชะตาด้วย จะทำยังไง พระอาจารย์ : การที่จะได้มีเมตตาจิต เราต้องเห็นคุณค่า ของการมีเมตตา เพราะถ้าเราไม่เห็นคุณค่าของการมีเมตตาคือความ เอื้ออารี มีความเอื้อเฟื้อต่อทั้งตัวเองก็ดี ทั้งสรรพสัตว์ทั้งหลายก็ดี มันก็ยากที่จะเกิดขึ้น เราต้องเห็นคุณค่าเสียก่อน เราต้องเห็นโทษใน การไม่มี เพราะเวลาที่จิตใจของเราปราศจากเมตตา คือเวลาเรามี ความขั ด เคื อ งก็ ด ี มี ค วามไม่ พ อใจก็ ด ี มี แ รงโทสะก็ ด ี มี ค วาม หงุดหงิดรำคาญก็ดี คือจิตใจของเรามันอึดอัดมันคับแคบน้อยหนึ่ง แต่ถ้าเรามีเมตตาจิตของเรามันกว้างขวาง มันเทียบกันไม่ได้ มีอะไร เราก็ไม่หวั่นไหว เพราะว่าจิตใจของเรามันมีความกว้างขวาง รับ อะไรได้โดยไม่หวั่นไหว และไม่ดูถูก เราก็ไม่รำคาญกับอะไร แต่ถ้า จิตของเรามันเหลือหน่อยเดียว มันรำคาญเดี๋ยวก็อึดอัด เดี๋ยวก็รู้สึก เศร้าหมอง ดูแล้วมันก็มีโทษจริงๆ เราเห็นคุณเห็นประโยชน์ในการ ฝึกให้มีเมตตาจิต เราเห็นว่าการมีเมตตาจิต ก็เป็นส่วนที่มีคุณค่ามาก เราก็ ต้องให้กำลังใจกับตัวเองที่จะทำเมตตาจิตขึ้นมา พระพุทธเจ้าเห็น ๓๒ • ๑ ๗ ธั น ว า ค ม ๒ ๕ ๔ ๙


ความสำคัญของการมีเมตตาขนาดที่ว่า พระพุทธเจ้าบอกว่า ถ้า หากว่าโจรมาจับเรา และก็เอาเลื่อย และก็กำลังจะเลื่อยขาเลื่อย แขน เราทิ้งเมตตาจิตเกิดโทสะ เกิดความไม่พอใจ มันก็ไม่เป็นศิษย์ ของท่าน อันนี้สุดโต่งจริงๆ นะ เรื่องทำยาก แต่ว่าเป็นเรื่องที่น่าคิด เพราะว่าคือท่านให้ความสำคัญกับเมตตาจิตอย่างมาก คือถ้าผู้มี เมตตาและกำลังจะรักษาธรรมะของท่านไว้ เวลาไหนที่เราเกิดความ ไม่พอใจ เกิดความรำคาญ เกิดความหงุดหงิด เกิดโทสะขึ้นมา เกิดความจองเวรขึ้นมา เราก็ไม่ได้อยู่กับธรรมะของพระพุทธเจ้าเลย ก็เป็นเรื่องที่น่าสงสารตัวเอง น่าสงสารว่า เออ เราก็ได้เกิดมา พบพระพุ ท ธศาสนา มี โ อกาสที ่ จ ะปฏิ บ ั ต ิ ต ามคำสั ่ ง สอนของ พระพุทธเจ้าและเราไม่เอา เหมือนกับเราไปแลกของเน่ากับของดี เรามีของดี เราไปแลกเอาของเน่าแทน ก็เป็นเรื่องน่าเสียดาย เราก็ ต้องให้กำลังใจกับตัวเอง เมตตา พระพุทธเจ้าให้คุณค่ามาก ผู้ฟัง : การที่ห้ามอ่านเขียนหนังสือ หรือจากการจดบันทึก ประจำวันในขณะปฏิบัติธรรม เพราะอะไร พระอาจารย์ : คือเรามีเวลาน้อย ก็อยากให้เวลาการปฏิบัติ เพราะว่าจิตของเรามันชอบหาเรื่องที่ไม่...มันจะเกงานน่ะ เรามีงาน ทำแล้วเราหนี แทนที่เราจะฝึกสติ ฝึกปัญญา ฝึกให้เรามีความสงบ เราก็ไปอ่านเรื่องอื่นให้จิตมีอะไรทำ ที่ไม่ให้ต้องไปเกี่ยวข้องกับตัวเอง ซึ่งเราก็กลับมาศึกษาภายในตัวเราเองจะดีกว่า ถ า ม - ต อ บ ปั ญ ห า ธ ร ร ม ะ • ๓๓


เพราะแม้แต่การเขียน เขียนเราจะเขียนเรื่องอะไร มันมักจะ เพื่อเล่าให้คนอื่นฟังหรือสำหรับตัวเราเองในอนาคตโน้น เราก็ไม่ได้ กลับมาดูตัวเองและจิตใจในปัจจุบันนี้ นี่เป็นส่วนช่วยให้เราอยู่ในการ ปฏิบัติในการภาวนาในการประคับประคองสติและปัญญาไว้อย่างต่อ เนื่อง เพราะว่าที่จริง ๗ วันก็แป๊บเดียว ไม่นาน อย่างวันนี้เราจะ รู้สึกว่า โอ้ มันยังอีกนาน จะรอดหรือเปล่าน้อ ๗ วันนี่ แต่ว่าใกล้ ถึงเวลาจะออกหรือเวลาออกแล้ว แหม แป๊บเดียว เพิ่งกำลังจะเริ่ม สงบ เสียดาย ๗ วันมันหมดแล้ว ในการที่ทุกสิ่งทุกอย่างช่วยให้ เราประคับประคองในการฝึกสติเป็นสิ่งที่เป็นการสนับสนุนการปฏิบัติ การภาวนาของเรา ผู้ฟัง : การที่เราต้องกินยาคลายเครียดหรือยานอนหลับ จะ ถือว่าผิดศีลข้อเสพของมึนเมาหรือไม่ พระอาจารย์ : มันต้องดูกรณี มันเป็นยา เพราะว่าบางคน ก็เลยจากการเป็นยา มันกลายเป็นเรื่องติด แล้วก็น่าเป็นห่วงยาค ลายเครียดก็ดี ยาสำหรับนอนหลับก็ดี บางครั้งเราก็ต้องอาศัยอยู่ก็ จริง เพราะเรายังไม่สามารถรับสถานการณ์ได้หรือแก้ไขโดยอาศัยตัว เองก่อน แต่ว่านานๆ ไป คือฤทธิ์ของยามันก็มักจะให้เราติดอยู่แล้ว และมันก็เป็นส่วนที่เราก็ต้องคอยสังเกต แล้วคอยหาทาง���ี่จะรู้สาเหตุ เอ๊ะ ทำไมเรามีความเครียด เอ๊ะ ทำไมเรานอนหลับไม่ได้ เราแบก อารมณ์อะไรไว้บ้าง เราทุกข์เรื่องอะไรบ้าง เรามีความเศร้าหมอง เรามีความเครียดเพราะอะไร บางครั้งมันทุกข์จนเกินไป เราต้อง ๓๔ • ๑ ๗ ธั น ว า ค ม ๒ ๕ ๔ ๙


อาศัยก็จริงอยู่ แต่ว่านานๆ ไปเราต้องเป็นผู้แก้ที่สาเหตุที่แท้จริง ไม่ใช่แก้เฉพาะอาการ เพราะตราบใดที่ยังไม่เจาะเข้าไปหาสาเหตุ จริงๆ มันก็อยู่ในใจของเรา มันก็ยังไม่หาย หรือบางทีมันหายพัก หนึ่ง แต่มันก็กลับมาง่าย เพราะว่าเรายังไม่ได้ศึกษาและยังไม่เข้าใจ ชัดเจนเท่าที่ควร ผู้ฟัง : ในขณะนั่งสมาธิ ถ้าเกิดปวดศีรษะมากๆ ขึ้นมา สมควรจะรับประทานยาหรือไม่ พระอาจารย์ : มันก็ต้องดูบางคน บางคนก็ปวดมากทีเดียว พูดสำหรับทั่วๆ ไป ถ้าเป็นอย่างมากๆ บางทีก็ต้องอาศัยอยู่ แต่ว่า พูดทั่วๆ ไป ถ้าปวดศีรษะแล้ว อย่างหนึ่งก็ต้องดูที่สาเหตุอีกเหมือน กัน ถ้ายอมดู เพราะว่าบางครั้งปวดศีรษะ มันเกิดจากอะไร พูดถึง โดยมากมันก็เกิดจากความเครียด ความเครียดมันเกิดจากอะไร เรา ก็ต้องคอยดู การอุ้มและเก็บความเครียด เราทำมากน้อยแค่ไหนจึง ได้เกิดการปวดหัว หรือมันเป็นอีกส่วนหนึ่ง สาเหตุของการเกิดการ ปวดหัว บางครั้งมันก็เกิดจากความผิดปกติของร่างกาย ยกตัวอย่างง่ายๆ อาตมาเองสัก ๓-๔ ปีที่แล้ว ก็จะมี อาการปวดหัวอยู่เรื่อย เราไปหาหมอ ไม่ใช่หมอแผนปัจจุบัน หมอ แมะ แล้วเขาบอกฉันน้ำไม่พอ น้ำธรรมดาๆ พอฉันน้ำเพิ่มขึ้น หาย ก็แปลกดีเหมือนกัน บางครั้งเราไม่สังเกตความสมดุลของร่างกาย เราก็ต้องคอยพิจารณาคอยดู หรืออาศัยผู้อื่นช่วย แต่ถ้าหากว่ามันมี ถ า ม - ต อ บ ปั ญ ห า ธ ร ร ม ะ • ๓๕


อาการยังไงมันก็ต้องมีสาเหตุ ไม่ใช่ว่ามันไม่มีสาเหตุ เราก็ต้องยอม ศึกษาดู แต่การสังเกตจะเป็นเรื่องอารมณ์ก็ดี หรือร่างกายของเรา เองก็ดี เราก็ต้องคอยแก้ไข ถ้าเราสังเกตอย่างดีแล้ว พูดถึงทั่วๆ ไป ก็ไม่ค่อยจำเป็นต้องทานยาเท่าไหร่ แต่มีบางคนที่เขาก็เรื้อรัง บาง ครั้งก็จำเป็นเหมือนกัน และบางครั้งก็หาสาเหตุไม่เจอ อย่างอาตมารู้จักพระองค์หนึ่ง เป็นโรคปวดหัวประจำ ไปหา หมอที่ไหนก็หาสาเหตุไม่เจอ ท่านเองก็ดูๆ ก็ไม่แน่ใจนะ แต่ไม่น่าจะ เป็ น คนมี ค วามเครี ย ดประจำ แต่ ท ่ า นค่ อ นข้ า งจะเป็ น นั ก ปราชญ์ ทำงานก็หนักเหมือนกัน แต่ดูๆ ไม่ใช่ปวดนิดๆ หน่อยๆ ปวดขนาด ทำงานไม่ได้เลย บางครั้งในที่สุดเราก็โยนว่า มีร่างกายกระทบ เราก็ ดูแค่นี้เราก็คอยประคับประคองเท่าที่จะทำได้ พระพุทธเจ้าเวลาท่านยกปัจจัย ๔ สำหรับพระก็ไม่ใช่เฉพาะ นักบวช สำหรับญาติโยมก็เช่นเดียวกัน เสื้อผ้า อาหารการกิน ที่พักอาศัย ยารักษาโรค ถ้ามีโรคและมียาที่จะทานได้ พระพุทธเจ้า ก็ไม่ได้ห้ามหรอก ขอให้เราเป็นคนที่ศึกษาและยอมสังเกตเพื่อให้เรา อิสระที่สุด เราไปไหนไม่ต้องแบกอะไรมากนัก จะเป็นอาหารก็ดี บางครั้งพระไปธุดงค์ โอ๊ย พะรุงพะรังมาก แบกอะไรไว้เยอะ ไป ธุดงค์ยังต้องเอาหมอนไปด้วย เอาพรมไปด้วย คล้ายๆ ว่าห่วงไปทุก อย่ า ง ยาเป็ น ถุ ง ๆ อย่ า งนี ้ แ หละมั น ลำบาก เราทำให้ เ ราง่ า ย ที่สุดๆๆๆ เรามีความรู้เรื่องเข้าใจ ทั้งจิตใจทั้งชีวิต มันก็ง่ายขึ้น มัน ปลอดโปร่ง มันเบา ๓๖ • ๑ ๗ ธั น ว า ค ม ๒ ๕ ๔ ๙


ผู้ฟัง : ขณะเดินจงกรม ควรบริกรรมว่าพุทโธหรือไม่ และ ควรเดินช้าๆ หรือไม่ และจำนวนก้าวที่เหมาะสม พระอาจารย์ : การเดินจงกรมจะใช้พุทโธก็ได้ ไม่ใช้ก็ได้ เหมือนกับเวลานั่งสมาธิดูลมหายใจเข้าลมหายใจออก จะกำหนด พุทโธก็ได้ไม่กำหนดก็ได้ แต่ว่าขอให้ตั้งสติไว้ ถ้าพุทโธช่วยให้เรามี สติอยู่ ใช้ไปเหอะ ถ้าหากว่าพุทโธก็รู้สึกว่าไม่ได้ช่วย บางทีมันทำให้ จิตของเรามีการคิดนึกเกิดขึ้นก็ได้ เราก็เว้นไว้ก่อน แต่ว่าให้มีการตั้ง สติไว้ที่การเคลื่อนไหวของร่างกายกับการสัมผัสที่เท้า การสัมผัสของ ร่างกาย โดยการกำหนดการตั้งสติจึงเป็นเกณฑ์ จะเดินช้า จะเดิน เร็ว ก็ต้องอาศัยสติเป็นเกณฑ์ ถ้าเราเดินช้า มันก็ได้ เดินเร็ว ได้ คือมันไม่อยู่ที่วิธีการ มันอยู่ที่ว่าเรามีสติอยู่ในปัจจุบัน สิ่งที่เราทำ ด้วยการเดินจงกรม แต่ที่เรามักจะสอน เวลาเราเดินก็เดินช้าๆ คือว่าช้ากว่าปกติ สักหน่อย แต่ไม่ช้าจนเกินไป เราก็ก้าวประมาณ ๑๕-๒๕ ก้าว แล้วแต่สถานที่ ถ้า ๑๕-๒๐ ก้าว เราก็เดินช้าๆ หน่อย เพราะว่า สถานที่จำกัด ถ้าเราเช่น ๒๕-๓๐ ก้าว เราก็เดินเร็วขึ้นสักหน่อย เพราะมีสถานที่ เราก็ดูสถานที่ แต่ยังไงก็ควรจะเดินช้ากว่าปกติสักหน่อย เพราะว่าเราเดิน อย่างปกติ เดินไปเดินมาเหมือนอย่างปกติ จิตมันก็คิดนึกเหมือนกับ ปกติ เราทำให้มันช้าลงสักหน่อย เพื่อเราทันความรู้สึก ทันความคิด ถ า ม - ต อ บ ปั ญ ห า ธ ร ร ม ะ • ๓๗


นึก เพื่อไม่ให้จิตมันออกไปเร็วจนเกินไป เลยเป็นส่วนหนึ่งของการ เดินที่เราก็ต้องคอยสังเกต สถานที่วิธีการ ไม่ใช่ว่ามีวิธีการที่ถูกที่สุด แล้ววิธีอื่นใช้ไม่ได้ แต่ว่าขอให้เราเดิน ให้เราเคลื่อนไหวอย่างผู้มีสติ อย่างนี้ มันก็เพียงพอแล้ว ผู้ฟัง : ขอกลับเข้าไปคำถามแรก พระอาจารย์ช่วยอธิบาย วิธีการเดินจงกรม การนั่งสมาธิ รวมถึงการเจริญสติ ในขณะรับ ประทานอาหารหรือแม้กระทั่งการอยู่ในห้องนอนอีกครั้งหนึ่งครับ พระอาจารย์ : ในสติปัฏฐานสูตรที่พระพุทธเจ้าสอน ซึ่งเป็น หลักของการฝึกจิตหรือการภาวนา ในพระพุทธศาสนา พระพุทธเจ้า จะสอนให้เรามีสติทุกอิริยาบถ ไม่ว่าจะยืน จะเดิน จะนั่ง จะนอน ไม่ว่าจะก้าวหน้าถอยหลัง จะพูดคุย จะรับประทานอาหาร แม้จะ เข้าห้องน้ำ ทุกอย่างเราอาศัยการฝึกให้มีสติอยู่ ยิ่งโดยเฉพาะใน เวลาที่เรามาเข้าสถานที่อย่างนี้ เราก็ควรที่จะถือโอกาสให้เราฝึกสติ อย่างสม่ำเสมอ เวลาเราเดิน ที่จริงอาตมาเดินให้ดูสักหน่อยก็ดี เวลาเราลุกขึ้น เราก็พยายามให้มีสติอยู่ พอเราถึงที่ที่เราเริ่ม ต้นของการเดิน เราก็ประคับประคองร่างกาย แล้วก็เอามือไว้ข้าง หน้าเราอย่างนี้ สังเกตดูร่างกายของเราว่าเราเครียดมั้ย เราตึงมั้ย เพราะว่าบางครั้งเราจะเดินจงกรม มันก็ยังเครียดอยู่ แต่เราก็ต้อง ปล่อยร่างกายให้สบาย ปล่อยไว้ เรายกขาขึ้นมา เราก็ให้รู้จักการ ยก ให้รู้จักการเคลื่อน ให้รู้จักการสัมผัส ให้รู้จักการเคลื่อนไหวข้าง ๓๘ • ๑ ๗ ธั น ว า ค ม ๒ ๕ ๔ ๙


หน้า และยกขึ้นมาอย่างนี้ เราก็รู้การเคลื่อนไหว เราก็รู้ เราก็สัมผัส ที่เท้าของเรา เราไม่ตึงไม่เครียด เราอยู่สบาย เราสัมผัสร่างกายเรา อยู่กับการเคลื่อนไหว ใจของเราก็จะคอยสังเกตการสัมผัส เวลาใจ ของเราคอยสังเกตการสัมผัส นี่คือการตั้งสติ เราก็เดินช้ากว่าปกติ แต่ว่าแต่ละคนบางทีเราก็เคยฝึก เราก็มีหลายวิธีของการเดิน อย่างที่ อาตมาพูดเมื่อตะกี้ ไม่ใช่ว่าเรามีวิธีที่ถูกที่สุด แล้ววิธีอื่นใช้ไม่ได้ แต่ เราคอยดู ว ่ า ตั ว เราเองจะถนั ด ยั ง ไง และวิ ธ ี ไ หนที ่ ช ่ ว ยให้ เ รามี ส ติ เพราะบางทีก็เดินช้าๆ ช้ามากเลย กว่าจะได้ยกขึ้นมา กว่าจะได้ เคลื่อน มันกำหนดทุกขณะของการเดินหรือการยก การก้าว มันก็ ใช้ได้ถ้ามีสติ ถ้าเราเดิน แม้จ���เดินเร็วสักนิดก็ยังได้ ถ้ามีสติ ยกตัวอย่างง่ายๆ หลวงพ่อชาเวลาท่านสอนเรื่องการเดิน จงกรม ท่านจะสอนให้เดินช้าๆ หน่อย ช้ากว่าปกตินะ แต่เวลาท่าน เดินจงกรม ท่านจะเดินเร็ว เลยพระถาม เอ๊ ทำไมเป็นอย่างนี ้ สอนอย่างหนึ่ง ทำอีกอย่างหนึ่ง หลวงพ่อพูด โดยทั่วๆ ไป จำเป็น ต้องอาศัยการเดินช้าหน่อย เพราะว่าช่วยให้จิตใจมีสติเท่าทันอารมณ์ แต่ท่านพูดสำหรับเราเอง สติก็ค่อนข้างจะดีแล้ว เรามักจะนั่งรับแขก และทำอะไรเยอะแยะ นั่งนาน มีโอกาสเดินจงกรม เราก็อยากเดิน เร็ว มันรู้สึกว่ากระปรี้กระเปร่า สบาย แล้วจิตมันก็เบิกบานดี มันก็ ต้องแล้วแต่กรณีแล้วแต่บุคคล เราก็ต้องดู แต่สังเกตดู เช่น เราอยู่ ในสถานที่ปฏิบัติ ถ้าเรามีที่เดินจงกรม คนอื่นเขากำลังเดินช้า แล้ว ก็มีคนหนึ่งเดินเร็ว พึ่บพั่บๆๆๆ มันจะเป็นการรบกวนคนอื่น คือเรา ไม่ต้องเอาตัวเองเป็น...คือเราก็ต้องสังเกตรอบตัวเรา ถ้าเป็นการ ถ า ม - ต อ บ ปั ญ ห า ธ ร ร ม ะ • ๓๙


รบกวนคือ มันต้องสอดคล้องกับคนอื่น ไม่ให้เป็นการกระทบอารมณ์ ของผู้อื่นด้วย จึงจะดี ต้องคอยสังเกต เวลาเราถึงปลายทาง เราก็หยุด แล้วก็รู้ว่า เออ มันถึงเวลา หยุด เราก็ตั้งสติไว้ เลี้ยวกลับ แล้วก็ตั้งสติไว้ เออ เราจะเดินกลับ คือ รู้ตัวตลอด เพราะบางครั้งเราเดินกลับไปกลับมา จิตมันก็คิด กลับไปกลับมาเหมือนกัน มันไม่หยุด ในการที่หยุดในปลายทางมัน เป็นโอกาสที่จะหยุดและสังเกตจิตอยู่ในปัจจุบันนี้มั้ย จิตอยู่กับการ เดินจงกรมมั้ย จิตอยู่ในสิ่งที่เราควรสังเกต ควรพิจารณามั้ย เป็น โอกาสที่จะทำให้...คือร่างกายหยุด เพราะมันถึงสุดทาง แต่เป็น โอกาสที่จะดูว่าจิตของเราหยุดด้วยหรือเปล่า ถ้าเราตั้งสติใหม่ แล้วก็ ค่อยเริ่มเดินกลับ มันก็เท่านี้การเดินจงกรม ก็กลับไปกลับมาเป็นโอกาสที่ฝึก สติตั้งสติไว้ การนั่งสมาธิ การเดินจงกรม คือเราต้องเข้าใจว่าเรากำลัง ฝึ ก ให้ เ รามี ผู ้ รู ้ ไ ว้ ใ นใจของเรา นี ่ เ ป็ น แก่ น ของการปฏิ บ ั ต ิ ข องการ ภาวนา การยกผู้รู้เข้ามาสู่จิตใจ จะนั่งสมาธิ จะเดินจงกรม จะ ทำวัตรสวดมนต์ สักพักหนึ่ง เราทำวัตรสวดมนต์ เราก็ตั้งผู้รู้ ตั้งผู้รู้ อยู่ที่ท่านั่งของเรา เวลาเรากราบ หรือเรานั่งคุกเข่าขึ้น เราตั้งผู้รู้ไว้ ตั้งสติไว้ที่ร่างกายของเรา เราสวดมนต์เปล่งวาจา เราก็ตั้งสติไว้ เรา ตั้งสติไว้ที่ลมหายใจเข้า ลมหายใจออก ตั้งสติไว้ที่เสียงของเรา การ สวดมนต์เป็นโอกาสที่ฝึกสติเช่นเดียวกัน ส่วนหนึ่งของการสวดมนต์ ๔๐ • ๑ ๗ ธั น ว า ค ม ๒ ๕ ๔ ๙


คือ โดยปกติบางทีคนสวดมนต์คืออาศัยการออกเสียง แต่ว่าการสวด มนต์ คนที ่ ส วดมนต์ เ ก่ ง ไม่ จ ำเป็ น ต้ อ งอาศั ย การออกเสี ย งมาก อาศัยการใช้หูมาก ต้องใช้หูว่าคนรอบตัวเราเสียงจังหวะเป็นยังไง เสียงสูงเสียงต่ำเป็นยังไง บางครั้งเวลามีการสวด คนทุ่มเทในการ สวดออกเสียง แต่ว่ามันไม่ถูกจังหวะกับเพื่อน มันไม่ถูกเสียงกับเพื่อน อย่างนี้ก็ลำบาก ไม่ค่อยไพเราะเพราะพริ้งเลย ก็ไม่สงบ แต่ถ้าเราสวดพร้อมๆ กัน เสียงเท่ากัน มันก็เป็นส่วนที่ได้รับ ความสงบ และได้รับความอิ่มเอิบพร้อมกัน ระลึกถึงพระพุทธ พระ ธรรม พระสงฆ์พร้อมๆ กันเลย ก็เป็นสุขมันมีกำลังใจเกิดขึ้นเพราะ การสวดมนต์ เลยเป็นการปฏิบัติเป็นการภาวนาอีกแบบหนึ่งที่ช่วยให้ จิตสงบได้ ผู้ฟัง : เชิญทุกท่านกราบขอบพระคุณท่านอาจารย์ค่ะ

ถ า ม - ต อ บ ปั ญ ห า ธ ร ร ม ะ • ๔๑


การนั่งสมาธิ การเดินจงกรม เราต้องเข้าใจว่า เรากำลังฝึกให้เรามีผู้รู้ไว้ในใจของเรา นี่เป็นแก่นของการปฏิบัติของการภาวนา สมาธิที่เกิดจากการเดินจงกรม จะเป็นสมาธิที่มั่นคง ตัวที่สำคัญคือตั้งสติไว้ เวลาสติต่อเนื่องจิตสงบ จิตมีผู้รู้อย่างไม่ขาดสาย จิตสงบ สภาพของจิตที่มีสติที่ต่อเนื่อง และสติคุ้มครองจิตไว้ สภาพของจิตนั้น จะเป็นสภาพที่มีผู้รู้ติดตามตัวอยู่ตลอด


๑๘ ธันวาคม ๒๕๔๙ ธรรมบรรยายภาคบ่าย

นิ ว ร ณ์

เวลาจิตใจมีนิวรณ์ ท่านเปรียบเทียบเหมือนกับลำธารหรือ ห้วยน้ำที่ลงมาจากภูเขา แต่ว่ามันลงมาจากภูเขามันก็ลงมา อย่าง เชี่ยวอย่างเร็ว แต่ว่ามันมีห้วยน้อยๆ หรือมีที่ที่จะระบายน้ำออก ข้างๆ มันระบายออกเรื่อยๆ และมันก็ไม่ค่อยแรง เพราะมันระบาย ออก กระแสน้ำมันจะระบายออกอยู่เรื่อย ออกไปข้างๆ ไม่ค่อยมี แรงเท่าไหร่นัก พระพุทธเจ้าบอกว่าอย่างนี้แหละเป็นลักษณะของ จิตใจที่มีนิวรณ์ คือกำลังของจิตใจก็จะคอยระบายออกไปข้างๆ ออก ไปนอกๆ ไม่สามารถที่จะมีกำลังเพียงพอ ไม่สามารถมีกำลังที่จะรู้ ประโยชน์ตน ไม่มีกำลังพอที่จะรู้ประโยชน์ของผู้อื่น ไม่มีกำลังเพียง พอที่จะทั้งรู้ประโยชน์ตนทั้งประโยชน์ผู้อื่น และไม่มีกำลังเพียงพอที่ จะได้สัมผัสสิ่งที่เลิศประเสริฐของการเป็นมนุษย์คือความสงบและ วิมุตติสุข ๔๔ • ๑ ๘ ธั น ว า ค ม ๒ ๕ ๔ ๙


ส่วนจิตใจที่ไม่มีนิวรณ์ พระพุทธเจ้าเปรียบเทียบเหมือนกับ ลำธารและห้วยที่ลงมาจากภูเขา แต่ว่าไม่มีอะไรระบายออกข้างๆ ลง มาอย่างรวดเร็ว เชี่ยวมาก มีกำลัง มีอะไรที่ขวางหน้าก็ถูกพัดไป ด้วย ไม่มีอะไรที่จะขวางหรือทำให้อ่อนกำลังลงได้เลย นี่เหมือนกับ จิตใจของเราที่แก้นิวรณ์ได้ จะเป็นจิตใจที่มีกำลัง จะมีจิตใจที่ไม่มี อุปสรรคเกิดขึ้นเลย ในเวลานั้นจิตมีกำลังมีแรงพอ มันก็มีกำลังพอที่ จะรู้ประโยชน์ตน รู้ประโยชน์ผู้อื่น รู้ทั้งประโยชน์ตนทั้งประโยชน์ผู้อื่น และก็รู้จักสิ่งที่เลิศประเสริฐของธรรมะหรือสิ่งที่สามารถที่จะได้ใน ฐานะที่เป็นมนุษย์ หรือที่ใช้ภาษาบาลีว่า อุตตริมนุสธรรม คือ ธรรมะที่เลิศประเสริฐ หรือสิ่งที่นอกเหนือจากมนุษย์ธรรมดา คือ มรรคผลนิพพาน หรือสภาพจิตที่สงบ เบิกบานมาก แต่ต้องมีกำลัง ถ้าหากว่าจิตของเรามีกำลังน้อย ก็ยาก เพราะว่าเดี๋ยวก็คิดเรื่องนี้คิด เรื่องนั้น กลับไปกลับมา ขึ้นๆ ลงๆ กับอารมณ์ต่างๆ นิวรณ์ที่พระพุทธเจ้าแนะนำ กามฉันทะ คือ ความพอใจใน กาม แต่ว่าเราก็ต้องเข้าใจคำศัพท์ภาษาบาลีที่ว่ากาม มันหมายถึง ความเพลิดเพลินยินดีในสิ่งภายนอกทั้งหมด ไม่มีความหมายแคบ เหมือนกับในภาษาไทย ในภาษาบาลีก็จะใช้คือ เพลิดเพลินยินดีใน รูป ในเสียง ในกลิ่น ในรส ในโผฏฐัพพะ ในสิ่งภายนอกทั้งหมด มีจิตใจที่ประกอบด้วยตัณหาประกอบด้วยความอยากได้ เวลาจิตใจ มีความต้องการสนองอารมณ์เพื่อได้ความสุขสนุกสนานอย่างนั้น มัน ก็อ่อนกำลัง จิตมันไม่มีกำลังเต็มที่ นิ ว ร ณ์ • ๔๕


พระพุทธเจ้ายกเปรียบเทียบเหมือนกับคนที่ติดหนี้สิน คนที่ เป็นหนี้มันก็ต้องมีความห่วงมีความกังวล เมื่อไหร่จะทวงหนี้ และก็ ตรงกันข้าม ถ้าหากสามารถจะขจัดหนี้ให้เสร็จสิ้น ไม่เป็นหนี้ใคร มั น จะมี ค วามอิ ่ ม เอิ บ ภาคภู ม ิ ใ จ จิ ต ใจจะมี ค วามสุ ข ไม่ ต ้ อ งเป็ น หนี้ใครเลย เวลาเราเป็นหนี้ เดี๋ยวคนมาทวงหนี้ เราก็อึดอัดลำบาก เป็นทุกข์ พยาบาท ไม่พอใจ มีความขัดเคือง และอารมณ์ของโทสะ ประกอบด้วย พระพุทธเจ้าเปรียบเทียบเหมือนคนที่เจ็บไข้ได้ป่วย ร่างกายไม่สบาย เป็นไข้ เรียกว่ามีโทสะเหมือนกับไข้จริงๆ เพราะว่า ร้อนแรงโทสะร้อน ไม่ใช่ว่าจะสบาย แต่ถ้าหากว่าเราสามารถที่จะ จัดการกับความไม่สบาย โรคที่มาเบียดเบียน เราหายโรค เราก็ สบาย มีความสุข ก็เหมือนกัน เราจัดการเรื่องโทสะหรือนิวรณ์คือ พยาบาท ถ้าเราจัดการได้ มันก็จะรู้สึกมีความสุข สบาย อิ่มเอิบ เพราะว่าโรคมันไม่เบียดเบียนแล้ว มีอะไรเกิดขึ้นก็ไม่เป็นไร อย่างอาตมานึกถึงครั้งหนึ่งที่อาตมาเองไม่สบาย เป็นไข้สูง มาตั้งนาน เป็นโรคคล้ายๆ ไทฟอยด์ เป็นไข้สูง ๔๐ กว่า ตั้งเกือบ ๑๐ วัน ลำบากมาก วันที่ไข้มันลด และเรารู้สึกว่ากำลังหาย เอ้ มันรู้สึกสบาย ทั้งๆ ที่มันไม่ได้หลับมาตั้งนานหลายวันแล้ว เพราะ ว่าไข้มันสูง หลับไม่ได้ ปวดหัวอย่างแรง เรามีน้ำเกลือ หมอแทง พลาด แทนที่น้ำเกลือเข้าไปในเส้นเลือด มันเข้าไปในกล้ามเนื้อ แต่ ว่าเราได้หลับเป็นครั้งแรก ไม่ได้หลับมาหลายวันแล้วไข้ก็ลด ตื่นขึ้น ๔๖ • ๑ ๘ ธั น ว า ค ม ๒ ๕ ๔ ๙


มาแขนบวมใหญ่เลย ดูแล้วหัวเราะเยาะนะ ยังไงก็ได้ ไข้หมดแล้ว คือมันมีความสุข มีอะไรเกิดขึ้นก็ดูแล้วก็ไม่เป็นไร นี่เหมือนกัน ถ้าเราสามารถที ่ จ ะจั ด การเรื ่ อ งนิ ว รณ์ คื อ โทสะ มีอะไรเกิดขึ้น ปกติจะเกิดความไม่พอใจ เกิดความรู้สึกว่า อารมณ์ฉุนเฉียว มันก็ไม่เกิด มีอะไรเกิดขึ้นก็ไม่เป็นไร เราก็มีเมตตา ต่อเขาได้ เราก็ไม่เป็นไร คืออะไรๆ ก็ไม่เป็นไรทั้งนั้น ถ้าเป็นอย่างนี้ ก็มีความสุข จิตใจสงบได้ ปัญหาโทสะถ้าให้อภัยไม่ได้แล้วเรื่อง ‘ไม่ เป็นไร’ ไม่ต้องพูดถึงเลย มีแต่จะโกรธเอาทั้งนั้นแหละ แต่อย่างนี้ จิตใจสงบไม่ได้ นิวรณ์คือถีนมิทธะ ความง่วงเหงาหาวนอน พระพุทธเจ้า เปรียบเทียบเหมือนกับเป็นคนที่อยู่ในเรือนจำ อยู่ในคุก คือ ตราบ ใดที่อยู่ในคุกไม่สามารถที่จะดำเนินชีวิตอย่างปกติ ไม่สามารถดำเนิน ชีวิตที่มีความสุขสบาย ไม่รับรู้โลกภายนอกเลย รู้แต่เรื่องที่อยู่ในคุก เรื่องที่อยู่ในเรือนจำ ความง่วงเหงาหาวนอนก็เช่นเดียวกัน คือ ความรู้และความ รู้เรื่องมันแคบลงนิดเดียว คิดแต่เรื่องทำยังไงจะหลับได้ ทำยังไงจึง จะได้พักได้ ทำยังไงจึงจะได้หาที่มุดเข้าไปนอนได้ อย่างนี้รับรู้มัน น้อยมาก ไม่ใช่อยู่อย่างสบาย ถ้าหากว่าเราสามารถที่จะจัดการเรื่องจิตใจที่ชอบง่วงชอบที่ จะมีอารมณ์ที่สะลึมสะลือไม่เบิกบาน ถ้าเราจัดการได้ คือ มันจะ ปลอดโปร่งมากเหมือนกับคนที่เคยอยู่เรือนจำเป็นเดือนเป็นปี พอ นิ ว ร ณ์ • ๔๗


ออกมาจะมีความรู้สึกเบา สบาย จะมีความสุขมาก จะได้กลับไปสู่ โลกปกติ จะไม่อยู่อย่างจำกัดอย่างคับแคบ จิตใจที่มีความง่วง มี ความมืดมนครอบงำ เป็นจิตใจที่แคบไม่ปลอดโปร่งเลย แต่การฝึกหัดจัดการเรื่องนิวรณ์ก็เป็นสิ่งที่ช่วยให้เรามีจิตที่ ปลอดโปร่ ง เราก็ ต ้ อ งฝึ ก ให้ เ ห็ น ความสำคั ญ ของการแก้ ไ ขนิ ว รณ์ เพราะว่าถ้าเราแก้ไขได้ เหมือนออกจากเรือนจำเราก็มีความสุข กุกกุจจะ อุทธัจจะ คือ ความฟุ้งซ่าน พระพุทธเจ้าเปรียบ เทียบเหมือนกับคนที่เป็นทาสคือ ต้องรับใช้คนอื่น ไม่สามารถที่จะ ดูแลตัวเอง คือ จะต้องเฝ้าดูคนอื่นตลอด เป็นทาสเขา ก็คือใน ฐานะที่เราฟุ้งซ่าน หรือเมื่อไหร่ที่เราฟุ้งซ่านมีแต่คิดนี่คิดนั่น คือเรา ไม่สามารถที่จะดูแลประโยชน์สูงสุดของตัวเอง เรามีแต่จะคิดปรุงแต่ง เรื่องข้างนอกบ้าง เรื่องคนอื่นบ้าง เรื่องต่างๆ ที่ไม่ค่อยเป็นสาระเท่า ไหร่ เหมือนกับเราเป็นทาสของอารมณ์ ทาสของความคิด ไม่เป็นผู้ มีความอิสระเลย นักปฏิบัติถ้าเราสามารถที่จะแก้ไขได้ พระพุทธเจ้า เปรียบเทียบเหมือนกับใครที่เคยเป็นทาสแล้วได้รับความเป็นอิสระ ผู้ ที่ได้รับความอิสระไม่เป็นทาส เขาก็จะมีความสุขความสบาย เขาจะ มี อ ิ ส ระของตั ว เอง จะไปไหนทำอะไรที ่ เ ป็ น ธุ ร ะส่ ว นตั ว ที ่ เ ป็ น ประโยชน์ของตัวเอง ที่เป็นประโยชน์ของผู้อื่นที่ตนเองพอใจที่จะทำ ก็ทำได้ทั้งนั้น ก็มีความสุข เป็นเรื่องที่ทำให้ความสบายเกิดขึ้น ใน การภาวนาเราก็ฝึกหัดให้พ้นจากอำนาจของนิวรณ์ เราก็จะเป็นผู้มี ความสุขมีอิสระเช่นเดียวกัน ๔๘ • ๑ ๘ ธั น ว า ค ม ๒ ๕ ๔ ๙


การที ่ ไ ด้ น ึ ก ถึ ง นิ ว รณ์ ค ื อ วิ จ ิ ก ิ จ ฉา ความลั ง เลสงสั ย พระพุทธเจ้าเปรียบเทียบเหมือนกับคนที่เดินทางไกลในที่ที่อันตราย มีความห่วงกังวล สงสัยกังขาว่ามีอะไรเกิดขึ้นต่อหน้าเรา มีอะไรที่จะ เป็นอันตรายต่อเรา จะถึงไหมจะไม่ถึงไหม สงสัยไปหมด อย่างนี้ไม่ เป็นสุข ไม่ค่อยมีความสบาย เวลาเราสามารถที่จะแก้ไขนิวรณ์ ก็ เหมือนกับคนที่เคยเดินทางไกลแล้วก็ถึงที่ที่ปลอดภัยแล้วที่มั่นคงแล้ว ไม่ต้องห่วง ไม่ต้องกังวลแล้ว จิตใจที่มีวิจิกิจฉาก็เช่นเดียวกัน คือจะสงสัยไปหมดเลย แม้ จะมีการคิดวิเคราะห์ ถึงจะคิดถูก มันก็ยังสงสัยอยู่ ไม่มั่นใจในตัว เอง ไม่มั่นใจในความคิดของตัวเอง ก็เพราะอำนาจของนิวรณ์คือ วิ จ ิ ก ิ จ ฉา อย่างนี้ลำบากมากเลย เพราะว่ า คื อ ไว้ ใ จตั ว เองไม่ ไ ด้ สงสัยแม้แต่ว่าพระพุทธเจ้าสอนถูกหรือสอนไม่ถูก ครูบาอาจารย์สอน ถูกหรือสอนไม่ถูก ท่านเป็นผู้ที่บรรลุจริงหรือเปล่า เลยไม่มีหลักเลย ถ้าหากเราอยู่อย่างเป็นผู้ไม่มีหลักเลย เป็นทุกข์มากเลย เราจำเป็นที่ จะแก้ ไ ขเรื ่ อ งนิ ว รณ์ ค ื อ วิ จ ิ ก ิ จ ฉา ถ้ า ได้ เราจะเป็ น ผู ้ ท ี ่ ถ ึ ง ความ ปลอดภัย มีความมั่นคงแล้ว และมีความสุข ที่เป็นเรื่องที่น่าสนใจ คือการแก้ไขนิวรณ์เป็นเหตุให้เกิดความ สุข ก็อย่างที่อาตมาแนะนำเมื่อวานในการภาวนาในการปฏิบัติ และ กระบวนการของการภาวนา คือ ต้องอาศัยความสุขเพื่อจะได้ความ สงบ ไม่ใช่ว่าจะบังคับจิตให้สงบจึงจะได้มีความสุข เพราะโดยปกติ คนคิ ด อย่ า งนั ้ น ตั ้ ง ความหวั ง ว่ า สงบเมื ่ อ ไหร่ จ ะมี ค วามสุ ข ที ่ ต น ปรารถนา เลยมองข้ามวิธีการที่จะทำให้จิตมีความสุข นิ ว ร ณ์ • ๔๙


ในเวลานี้เราไม่เข้าใจว่า ถ้าตัวเองทำจิตใจให้มีความสุขใน ทางที่ถูกจิตจะสงบได้ นี่เป็นเรื่องที่ค่อนข้างชัดเจนนะนิวรณ์ ผลของ การกำจัดนิวรณ์คือจะมีความสุข ทบทวนเมื่อไรจะมีความอิ่มใจ จะ มีความพอใจ มีความสุขใจ เพราะไม่มีกามฉันทะมาครอบงำ ไม่มี พยาบาทครอบงำ ไม่ ม ี ถ ี น มิ ท ธะครอบงำ ไม่ ม ี อ ุ ท ธั จ จกุ ก กุ จ จะ ครอบงำ ไม่มีวิจิกิจฉาครอบงำ ไม่มีสิ่งที่ขัดขวางต่อคุณงามความดี ของตัวเองได้เกิดขึ้น เราจัดการได้ก็มีความสุข เราก็ต้องสนใจกับการทำนิวรณ์ของเราให้เบาลงให้น้อยลง ให้ขาดออกจากจิตใจของเราได้ ซึ่งเราก็ต้องมีวิธีหรือเราก็ต้องตั้งข้อ สังเกตบางอย่างเช่น ยกตัวอย่างง่ายๆ เราเพิ่งไปรับประทานอาหาร กัน รับประทานอาหารเพื่ออะไร ก็เพื่อมีกำลังใช่ไหม ถ้าไม่ได้รับ ประทานอาหาร ไม่มีกำลัง คือเป็นการให้อาหารหล่อเลี้ยงกำลังของ ตัวเอง แต่ให้เราสังเกตดู นิวรณ์เราให้อาหารกับมันหรือเปล่า ถ้าเรา หล่อเลี้ยงนิวรณ์ไว้ เขาก็มีกำลัง หรืออย่างถ้าหากว่ามีสัตว์เลี้ยง จะ เป็ น หมาก็ ด ี แมวก็ ด ี คื อ ถ้ า ให้ อ าหารไว้ มั น ก็ ก ลั บ มาทุ ก วั น ๆ เหมือนที่วัดอภัยคีรี มีกฎระเบียบอย่างหนึ่งที่พยายามจะเข้มงวด กวดขันกับคนที่อยู่วัด ถ้าหมาหรือแมวมา ไม่ให้อาหารมัน เพราะ พอให้อาหารมันก็อยู่ เราจะมีหมาและแมวอยู่ในวัด เรากลายเป็น เจ้าของเป็นผู้เลี้ยงสัตว์ มันเป็นอย่างนั้นจริงๆ เราให้อาหารมันก็มา นิวรณ์ก็เช่นเดียวกัน เราให้อาหารกับมัน มันก็มาอยู่กับเรา เช่น กามฉันทะ เราให้อาหารกับกามฉันทะคือเรามีความยินดีในสิ่งที่ ๕๐ • ๑ ๘ ธั น ว า ค ม ๒ ๕ ๔ ๙


สวยงาม ยินดีในรูปหรือเสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ที่สวยงามน่า ชอบใจ พอเรามีความยินดี ตัวนี้คืออาหาร มันก็กลับมา มันเป็น ส่วนที่เราต้องยอมให้เขาอดเสียบ้าง จะให้อดยังไง อย่างหนึ่งคือไม่ ยินดี หรือไม่เพลิดเพลินกับสิ่งที่น่าชอบใจน่าใคร่ แต่อีกแง่หนึ่ง บางทีเรายกประเด็นของความไม่งามให้เกิดขึ้น เช่น เราก็พิจารณา เรื่องอสุภกรรมฐานหรือการดูร่างกายในลักษณะไม่งาม คือ ดูเกสา โลมา นขา ทันตา ตโจ คือ ดูผม ขน เล็บ ฟัน หนัง ดูแยก ออกๆ แต่ละอย่างไม่น่าเพลิดเพลิน ไม่น่ายินดี ไม่น่าตื่นเต้นอะไร เลย หรือเราดูในลักษณะภายนอกว่า ทุกอย่างก็มีความเสื่อมไปเป็น ธรรมดา เดี๋ยวก็งาม เดี๋ยวมันก็เปลี่ยน เหมือนกับสมัยพุทธกาล มีพระองค์หนึ่งที่บวชใหม่ พระสารี บุตรเป็นอุปัชฌาย์ ท่านก็ให้กรรมฐานตามรูปแบบ ก็รูปแบบอย่าง เราเห็นในพิธีของการบรรพชาสามเณร คืออยู่ในพิธีของการบวช คือ ให้ศีลเสร็จก็ให้กรรมฐาน คือ ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เราก็ ทบทวน เกสา โลมา นขา ทันตา ตโจ ตโจ ทันตา นขา โลมา เกสา ก็เป็นการให้กรรมฐาน ก็เป็นรูปแบบตั้งแต่สมัยพุทธกาล พระ สารีบุตร ท่านก็ให้กรรมฐานอยู่อย่างนั้น พระบวชใหม่ท่านก็ไปนั่งสมาธิไปภาวนา จิตก็ไม่สงบ ท่าน กลับมาถามพระสารีบุตรว่าจะทำยังไงดี เอากรรมฐานไปใช้ จิตก็ยัง ไม่สงบเลย พระสารีบุตรให้กำลังใจว่าไม่ใช่ปุบปับจิตจะเปลี่ยนทันที จะสงบรวดเร็วอะไรมากนัก กลับไปพิจารณาต่อให้มันละเอียดถี่ถ้วน หน่อย ก็กลับไปภาวนาไปปฏิบัติ เอ๊ จิตไม่สงบเลย ก็เกิดความคิด นิ ว ร ณ์ • ๕๑


ในใจว่าเราเป็นคนอาภัพ มีวาสนาน้อย จะเป็นนักบวชก็คงจะไม่

สำเร็จอะไรสักอย่าง สึกดีกว่า ก็ไปลาสิกขากับพระสารีบุตร พระ สารี บ ุ ต รก็ ส งสารเลยพาไปกราบพระพุ ท ธเจ้ า และก็ เ ล่ า ให้ ฟ ั ง พระพุทธเจ้าท่านก็มีญาณพิเศษของท่าน ท่านก็สามารถที่จะดูเบื้อง หลัังของแต่ละคน วาสนา นิสัย ที่สั่งสมไว้ ก็ได้ดูว่าคนนี้คือในชาติ นี้ อาชีพ เขาเกิดในตระกูลของช่างที่ทำทอง เขาชอบทำทองของ ละเอียดที่ประณีตของสวยงาม แล้วก็เกิดมาหลายภพหลายชาติ เขา ก็เป็นช่างทำของประณีตของงามๆ อยู่ตั้งนาน พระพุทธเจ้าเห็นว่า คือจิตไม่พอใจกับอสุภะ ท่านยกดอกบัวสวยๆ งามๆ ที่คนมาถวาย ท่าน นี่ดอกบัวสวยๆ งามๆ นี้ เอาไปใช้เป็นกรรมฐานนะ ให้จิตใจ เพ่งพินิจเพื่อให้ใจมีการรวมอยู่ในสีสันของดอกไม้นี้ พระท่านก็มีกำลังใจว่า พระพุทธเจ้าให้ข้อธรรมะพิเศษและ ให้กำลังใจ ก็ไปภาวนา ไม่นาน คือมีความพอใจกับกรรมฐานอย่าง หนึ่ง และมีกำลัังใจจากพระพุทธเจ้ามีความอิ่มเอิบ จิตใจก็สงบ เกิดความเยือกเย็นภายในจิตใจ แต่ก็คอยเพ่งพิจารณาไป เริ่มจาก เช้า ดูๆ ตอนเย็นดอกไม้มันก็เปลี่ยน มันเริ่มเหี่ยว ดอกไม้มันไม่ งามแล้ว สีสันมันก็ค่อยจาง สีดำมันก็เข้ามา มันเริ่มห่อเหี่ยวอยู่ จึง ได้ พ ิ จ ารณาในความไม่ ง าม ได้ เ ห็ น ความไม่ ง ามในสิ ่ ง ที ่ ง ามอยู ่ อารมณ์ที่เกิดขึ้นว่า เออ มันก็ไม่งามแล้วมันก็ไม่เที่ยงด้วย เลยได้ เห็นความจริง จิตเกิดทั้งความสงบและได้เห็นธรรมะด้วย ทำให้ได้ เกิดความเบาบางของนิวรณ์และเห็นความจริง ในที่สุดมันก็ไม่มีอะไร งามอยู่ในตัวของมัน ๕๒ • ๑ ๘ ธั น ว า ค ม ๒ ๕ ๔ ๙


การพิจารณาหรือยกประเด็นของความไม่งามขึ้นมาเป็นสิ่งที่ ช่วยให้เราถอยออกจากกามอารมณ์กามฉันทะ ความพอใจในกาม เวลาเราสามารถที่จะถอยออกจากกามฉันทะ จิตจะเกิดความรู้สึก เยือกเย็นมาก เวลาพิจารณาเรื่องอาการ ๓๒ หรือพิจารณาเรื่อง ร่างกาย หรือพิจารณาเรื่องความตาย หรือพิจารณาเรื่องซากศพ ถ้า กระแสของตัณหามันเบาลง ความงดงามภายในจิตของตัวเอง และ ความปลอดโปร่งภายในจิตของตัวเองก็จะขึ้นมา และก็จะมีความสุข สงบ มันทดแทนกันคือแทนที่จะให้อาหารกับนิวรณ์ เราให้อาหารกับ สิ่งที่ดีงามดีกว่า เราให้อาหารกับคุณธรรมหรือเราทำให้นิวรณ์อด อาหารไว้ เขาก็ผอมลง มีกำลังน้อยลง ก็ค่อยหดหายไปได้ หรือ อย่างน้อยก็อ่อนกำลัง พยาบาทก็เช่นเดียวกัน เราต้องดูว่าเราให้อาหารหรือเปล่า กั บ อารมณ์ ท ี ่ ไ ม่ พ อใจ เวลาเราให้ ค วามสำคั ญ ให้ ค วามสนใจกั บ อารมณ์ที่ไม่พอใจที่เพ่งโทษของผู้อื่นก็ดีหรือของสิ่งอื่นก็ดี เพ่งโทษ เห็นสิ่งที่บกพร่องเห็นสิ่งที่ไม่ดี แล้วก็จิตจดจ่อกับสิ่งเหล่านั้น โทสะ มันก็มีอาหารอยู่ พยาบาทมันก็มีอาหารอยู่ มันก็มีกำลัง และเราก็ ต้องงดการเพ่งในลักษณะนั้น และก็ให้อาหารกับสิ่งที่จะดีกว่า มี ประโยชน์กว่า เช่นเราให้จิตของเราได้ยกอารมณ์ของเมตตาขึ้นมาสู่ จิตของตัวเอง เราก็ยกเมตตา มีความรู้สึกเอื้อเฟื้อต่อเพื่อนมนุษย์ ด้วยกันต่อโลกก็ดี ถ้าเราสามารถที่จะยกจิตที่เอ็นดู และก็อยากมี ความเอื้อเฟื้อต่อเพื่อนมนุษย์ นิ ว ร ณ์ • ๕๓


อย่างนี้คือเมตตากรุณาเป็นคุณธรรม เราให้อาหารกับความ รู้สึกที่มีเมตตา สภาพของจิตใจมันก็ต่างกัน เราเลี้ยงโทสะกับเลี้ยง เมตตา มันก็ทำให้จิตใจไม่เหมือนกัน เลี้ยงโทสะเมื่อไรมันก็ไม่สบาย เหมือนกับเลี้ยงเปรตอยู่ในตัวเรา มันก็ไม่งาม แต่ถ้าหากเราเลี้ยง เมตตาไว้ เหมือนกับเราเลี้ยงเทวดาอยู่ในตัวเรา เราเปลี่ยนสภาพ จากเปรตเป็นอสูรกายเแล้วเป็นเทวดาทันทีเลย มันก็เป็นเรื่องสภาพ ธรรมชาติธรรมดา เราก็ต้องให้ความสนใจ จิตของเรากำลังให้อาหาร ให้ความสำคัญให้กำลังกับเรื่องอะไรบ้าง ถีนมิทธะ คือ เราให้อาหารกับอารมณ์ที่ง่วงนอน ที่เบื่อที่ สะลึมสะลือที่ไม่อยากเอาไหน คือมันขี้เกียจ เออ เราก็ให้ความ สนใจ เออ มันเหนื่อยนะ มันเบื่อ มันก็ให้กำลังกับอารมณ์อย่างนี้ แหละ มันก็ต้องง่วงละ มันไม่เหมือนกับเราให้อาหารกับความสว่าง ภายในจิตใจ จิตใจมีความสนใจมีความจดจ่อ มีความภาคภูมิใจใน การกระทำอย่างใดอย่างหนึ่งนะ เพราะว่าเราให้ความสนใจกับเรื่อง ไหน ยิ่งเรื่องที่ทำให้เหนื่อย มันก็ง่วง อาตมาจำได้สมัยก่อนไปวัดป่าพงใหม่ๆ ไปวัดนานาชาติใหม่ๆ ยังเป็นพระบวชใหม่ ถ้าเป็นวันธรรมดา เราจะเริ่มง่วงราว ๔ ทุ่ม ๕ ทุ่ม ก็ธรรมดา เราก็ปฏิบัติภาวนา เราก็ค่อย บางทีก็ ๔ ทุ่ม ๕ ทุ่ม เราก็เริ่มง่วง แต่ว่าในวัดหนองป่าพงจะมีกิจวัตรประจำคือ ทุก วันพระ จะเนสัชชิ คือ ไม่นอนตลอดคืน จะมีการนั่งสมาธิ เดิน จงกรม ฟังธรรมะ ปฏิบัติธรรมตลอดคืน ๕๔ • ๑ ๘ ธั น ว า ค ม ๒ ๕ ๔ ๙


วันธรรมดาเริ่มง่วงหรือเริ่มเหนื่อยตอน ๔ ทุ่ม ๕ ทุ่ม แต่ ถ้าเป็นวันพระ ยังไม่ทัน ๖ โมงเลย เริ่มเหนื่อยแล้ว มันเริ่มคิดละ จะต้องอยู่ทั้งคืน คืนนี้จะเป็นยังไง โอ้ย เมื่อย ง่วงแล้ว ยังไม่ ทำวัตรเสร็จเลยง่วงแล้ว เราให้อาหารกับความขี้เกียจหรือความง่วง ความที่จิตใจไม่เบิกบาน เราก็ต้องสังเกตดูคือเรากำลังหล่อเลี้ยงให้ อาหารกับตัวเองอยู่ตลอด ไม่ใช่ว่าเพียงแต่เป็นข้าวเป็นแกงที่เป็น อาหาร อารมณ์ความคิดความนึกความรู้สึกเป็นอาหารที่เราหล่อเลี้ยง ตัวเองตลอด ยิ่งสำคัญกว่าอาหารที่เป็นข้าวเป็นแกงอย่างมากที เดียวนะ อุทธัจจะกุกกุจจะ ความฟุ้งซ่าน อาหารของความฟุ้งซ่าน คือ จิตและอารมณ์และความรู้สึกที่หลากหลาย มีความคิด มีความ นึก มีความรู้สึก มีความหลากหลาย คอยตื่นเต้นกับความคิดนึก ต่างๆ อย่างนั้น มันก็พลอยฟุ้งซ่านไปเรื่อยๆ อาหารที่ตรงกันข้าม ที่เราต้องให้ความสนใจ คือ ถ้าเราให้ อาหารของความนิ่ง คืออารมณ์ที่นิ่ง นี่แหละคือสิ่งที่จะแก้ไขอารมณ์ หรื อ นิ ว รณ์ ท ี ่ ฟ ุ ้ ง ซ่ า นอยู ่ เราให้ ค วามสนใจกั บ ความนิ ่ ง สิ ่ ง ที ่ น ิ ่ ง มั่นคง สว่าง อย่างลมหายใจเข้าลมหายใจออก คือ แทนที่จะให้ ความสนใจกับความกระสับกระส่ายหรือความคิดนึกหรืออารมณ์จาก อดีตก็ดี อารมณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตก็ดี เราก็ให้มีความสนใจกับ ความรู้สึกที่มันนิ่งๆ ที่มันรู้สึกสบาย ที่มันปลอดโปร่งที่มันเบา อย่าง นี้จิตจะคอยสงบตาม และทีละขณะจิต เราก็คอยให้ความสนใจ ให้ นิ ว ร ณ์ • ๕๕


จิตเข้าไปสู่อารมณ์ที่นิ่ง มันไม่ใช่ว่า เออ เรามุ่งภาวนาเราเร่งภาวนา อนาคตสักวันหนึ่ง เราจะได้นิ่งสงบ คือมันเป็นสิ่งที่เราจะต้องทำทีละ ขณะจิต เราให้อาหารทีละเล็กละน้อย เราจะได้ลิ้มรสของความนิ่ง ภายในจิตใจ ความสงบภายในจิตใจ เราก็ดูทุกลมหายใจเข้าลม หายใจออก นี่คือมุมมองหรือมุมสังเกตที่นิ่งสงบ แทนที่จะให้ความ สำคัญให้ความสนใจกับจิตที่เริ่มคิดนอกลู่นอกทาง นึกในสิ่งที่ฟุ้งซ่าน อยู่ เรากลับมาเพราะว่ามันอยู่ด้วยกัน แต่มันเพียงแค่เราให้ความ สำคัญกับเรื่องใดบ้าง จึงมีกำลัง โดยปกติมันก็ด้วยความคุ้นเคย และความเคยชิ น เราเคยชิ น กั บ ความฟุ ้ ง ซ่ า นมากกว่ า เราก็ ต ้ อ ง เปลี่ยนอาหารของจิตใจ ให้ความสำคัญให้ความสนใจกับความนิ่ง วิจิกิจฉาก็เช่นเดียวกัน เวลาเราให้ความสนใจให้ความสำคัญ กับจิตใจและอารมณ์ความเคลื่อนไหวภายในจิตใจที่สงสัย กังขา โลเล อย่างนี้คือมันตัดสินไม่ได้ โลเลกลับไปกลับมาจะตัดสินยังไง อย่างนี้มันก็เป็นการให้อาหารกับมันอยู่เรื่อย เลยการให้ความสนใจ ให้ความสำคัญกับสิ่งที่เรารู้สึกว่าแน่อยู่ เช่น ความรู้สึกภายใน ร่างกาย ยังไงมันก็แน่อยู่ เช่น ความรู้สึกมีลมหายใจเข้า ลมหายใจ ออก เราก็มีลมหายใจเข้า ลมหายใจออกอยู่ ไม่ต้องสงสัย ไม่ต้อง กังขา ไม่ต้องโลเล ลมหายใจเข้า ลมหายใจออก มันก็มีอยู่ ความ รู้สึกภายในร่างกายที่สัมผัสตรงที่ที่เรานั่งอยู ่ มันก็มีอยู่ เพราะว่ายิ่ง เรื่องความลังเลสงสัย ถ้าเราพยายามจะแก้ที่จิตโดยตรง เราจะถูก หลอกอยู่เรื่อย เพราะมันสงสัย แม้จะตัดสินยังไง ก็สงสัยอยู่เรื่อย ๕๖ • ๑ ๘ ธั น ว า ค ม ๒ ๕ ๔ ๙


แต่เราต้องหาอาหารที่จะได้ให้ความสนใจ หรือความสำคัญ กับสิ่งที่ยังไงก็โลเลไม่ได้ เราก็จะเป็นความรู้สึกภายในร่างกายที่เกิด ขึ้นในปัจจุบันขณะ ลมหายใจเข้า ลมหายใจออก จะเป็นการเจ็บ ปวดก็ดี มันก็แน่นอน มันยังเจ็บอยู่ อาตมานั่งอยู่เดี๋ยวนี้ หัวเข่ามัน ก็ยังเจ็บอยู่ ไม่ต้องสงสัย มันก็เป็นอย่างนี้ เราก็ถอยออกจากจิตที่ โลเลกลับไปกลับมา เราหาอะไรได้หรือความรู้สึกภายในร่างกาย ถ้าเป็นความรู้สึกภายในจิตใจ ก็ต้องเป็นสิ่งที่ค่อนข้างจะมี ความมั่นใจ บางทีก็ระลึกถึงพระพุทธเจ้า คุณของพระพุทธเจ้าก็เป็น ส่วนที่เป็นอาหารของความมั่นใจภายในจิตใจของตัวเอง หรือระลึก ถึงข้อธรรมะข้อใดข้อหนึ่ง แต่ว่าต้องที่ง่ายๆ ตรงๆ คือ จิตของเรา ไม่สามารถจะเถียงได้ เพราะว่ากิเลสของเรานิวรณ์ของเรา เขามี เหตุผลของเขาเหมือนกันนะ แต่เราก็ต้องฉลาดกว่าเก่งกว่าเร็วกว่า เขาจะมาหลอกเราอยู่เรื่อย ให้เราเป็นทาสเขา นิวรณ์ทั้งหมดเป็นของที่เรามีทุกคน เราก็จะมีขึ้นมา แต่ว่า นักปฏิบัติ จึงต้องเป็นผู้ที่ยอมสังเกตยอมพิจารณา ยอมฝึกหัดให้ เข้าใจในนิวรณ์ และหาวิธีที่จะแก้ไข เราทำก็ทำทุกเมื่อ นั่งสมาธิก็ดี เดินจงกรมก็ดี อยู่ในอิริยาบถอื่นก็ดี เราก็คอยทบทวนดูว่านิวรณ์มา แสดงลักษณะยังไงบ้าง เราจะใช้อุบายทดลองวิธีการยังไงบ้าง อย่าง อาตมาก็ ไ ด้ แ นะนำบางอย่ า ง และก็ ม ี ว ิ ธ ี ท ี ่ ค รู บ าอาจารย์ ห รื อ พระพุทธเจ้าเองก็แนะนำมากมายหลายอย่าง เราเองก็ต้องใช้ปัญญา ทบทวน และก็ต้องใช้ปัญญาในตัวเองคิดหาวิธีที่จะแก้ไข นิ ว ร ณ์ • ๕๗


วันนี้ก็ดี วันต่อไปก็ดีที่เราทำกรรมฐานอยู่ ขอให้เรามีความ สนใจต่อการฝึกตัวเองให้เป็นผู้พ้นจากอำนาจของนิวรณ์ พ้นจาก นิวรณ์เมื่อไหร่ เราจะรับความสุข เราจะเป็นผู้มีความสุขสบาย ไม่ เป็นทาสของอะไรทั้งสิ้น ไม่มีอะไรครอบงำจิตใจที่ทำให้เศร้าหมอง จิตจะสงบอย่างเร็วอย่างมั่นคง ต่อจากนี้ไปเป็นเวลาที่จะนั่งสมาธิเดินจงกรมจนถึง ๔ โมง ครึ่ง ก็ขอให้เราแบ่งเวลาการทำที่เห็นสมควร จะเดินก็ดี จะนั่งก็ดี ก็ขอให้มีความตั้งอกตั้งใจ และมีความสำรวมระมัดระวัง ทำอะไรก็ ให้มันละเอียด นิ่มนวล จะเข้าจะออกจะทำกรรมฐานหรือจะขึ้นไป เช่นจะขึ้นไปเดิน หรือถ้าพวกผู้หญิงจะมีห้อง ๓๐๑ ก็ใช้ได้เช่น เดียวกัน พวกผู้ชายก็มีห้อง ๒๐๑ อาศัยได้ เป็นที่อีกที่หนึ่งที่จะได้ ปฏิบัติด้วยการภาวนากันต่อไป ๕๘ • ๑ ๘ ธั น ว า ค ม ๒ ๕ ๔ ๙


ถ้าเราให้อาหารของความนิ่ง คืออารมณ์ที่นิ่ง นี่แหละคือสิ่งที่จะแก้ไขอารมณ์ หรือนิวรณ์ที่ฟุ้งซ่านอยู่ เราให้ความสนใจกับความรู้สึกที่มันนิ่งๆ ที่มันรู้สึกสบาย ที่มันปลอดโปร่ง ที่มันเบา อย่างนี้จิตจะคอยสงบตาม


๑๘ ธันวาคม ๒๕๔๙

ถาม-ตอบ ปัญหาธรรมะ

ผู้ฟัง : วันนี้เป็นวันจันทร์ที่ ๑๘ ธันวาคม เป็นวันที่ ๒ ของการปฏิบัติธรรม ขณะนี้มีคำถามของผู้ปฏิบัติสอบถามมา ขอ อนุญาตกราบเรียนถามคำถาม คำถามนี้เป็นคำถามที่ค่อนข้างจะ กว้างและคงต้องการคำอธิบายที่ค่อนข้างละเอียดจากพระอาจารย์ คือเรื่องของสมถกรรมฐาน และวิปัสสนากรรมฐานต่างกันอย่างไร พระอาจารย์ : คือชื่อมันต่างกัน ชื่อไม่เหมือนกัน แต่ถ้าพู ดกว้างๆ สมถะก็เป็นเรื่องความสงบ วิปัสสนาก็เป็นเรื่องของการรู้ แจ้งเห็นจริง ส่วนหนึ่งเป็นการทำให้จิตเกิดความสงบภายใน อีกส่วน หนึ่งเป็นการทำงานของปัญญา ถ้าเราพูดในการแยกออก แต่อีกแง่หนึ่ง มันต้องอิงอาศัยกัน เป็นเรื่องเดียวกัน เพราะ ว่ า สมถะที ่ ไ ม่ ม ี ว ิ ป ั ส สนาก็ ไ ม่ ใ ช่ ห นทางที ่ พ ระพุ ท ธเจ้ า แนะนำไว้ วิปัสสนาไม่มีสมถะก็เช่นเดียวกัน พระพุทธเจ้าไม่ค่อยได้แนะนำ ไม่ ค่อยได้พูดถึง ไม่ค่อยมีการแยกออก จึงเป็นเหตุ อย่างอาตมาพูดก็ คงจะไม่ค่อยพูดเรื่องสมถะกับวิปัสสนา พูดเรื่องภาวนาพูดเรื่องกรรม ฐาน พูดเรื่องสติ เพราะเราเห็นว่าหลักที่สำคัญอยู่ตรงนั้น การฝึก ๖๐ • ๑ ๘ ธั น ว า ค ม ๒ ๕ ๔ ๙


สติให้ดี ถ้าฝึกสติอย่างจดจ่อสักหน่อยก็เป็นสมถะ ถ้าฝึกสติด้วยการ ระลึกถึงสภาวธรรม หรือสภาพของความเป็นจริงก็เป็นวิปัสสนา แต่ ก็เป็นการฝึกสติเช่นเดียวกัน ก็ขอให้เข้าใจและอย่าได้สับสนเลยใน เรื่องชื่อที่เขาเรียกในการปฏิบัติ ผู้ฟัง : คำว่ามโนกรรมมีผลต่อวิบากกรรมอย่างไร พระอาจารย์ : มโนกรรมก็เป็นการกระทำที่เกิดจากจิตใจ การกระทำทั้งหมดจิตใจต้องมีเจตนาเสียก่อน กรรมที่มีผลออกมา วิบากคือผลของกรรม ที่จะมีผลเกิดขึ้น มันต้องมีเจตนามีเจตจำนง อยู่ในจิตใจของเรา เจตจำนงในจิตใจก็คือมโนกรรม ถ้าจะพูดในแง่ หนึ ่ ง มโนกรรมก็ เ ป็ น กรรมที ่ ห นั ก ที ่ ส ุ ด เพราะว่ า เป็ น ตั ว บั ง คั บ บัญชาการกระทำการพูด ยิ่งโดยเฉพาะการคิดนึก ทรรศนะ การ มองโลกมองตัวเอง มองโลกรอบตัวเรา มโนกรรมเป็นสิ่งที่สร้างทิฐิ ความเห็น สร้างความอยาก สร้างความยึดมั่นถือมั่น สร้างความ เห็นแก่ตัว สร้างความรู้สึกที่มองคนอื่น หรือมองโลกรอบตัวเรา ด้้วย ไม่เป็นไปตามความเป็นจริง อันนี้กรรมหนักมากคืออวิชชาและมิจฉา ทิฐิ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เรียกว่าหนักที่สุดก็ว่าได้ เลยเป็นส่วนที่มันมีผล ที่เราควรจะระมัดระวังมากที่สุดคือวิบาก ผลที่เกิดขึ้นมันก็เกิดจาก มโนกรรมเป็นตัวนายตัวบังคับบัญชา ถ้าหากเราไม่นึกเสียก่อน เราก็ ไม่พูดเราก็ไม่ทำ แต่เราก็นึกก่อนเป็นมโนกรรม แต่จึงเป็นเหตุที่เรา มา เช่น เรามาปฏิบัติกรรมฐานมาฝึกหัดจิตใจ เพื่อให้สามารถที่จะ รับผิดชอบจิตใจของตัวเองได้ ถ า ม - ต อ บ ปั ญ ห า ธ ร ร ม ะ • ๖๑


ผู้ฟัง : การที่จิตใต้สำนึก แสดงความคิดที่ไม่ดีออกมา เมื่อ เราตามดู บางครั้งก็สามารถรู้เท่าทัน บางครั้งก็รู้ไม่เท่าทัน กรณีเช่น นี้ทำอย่างไรเราจึงจะกำจัดความคิดที่ไม่ดีออกจากจิตใจของเราได้ พระอาจารย์ : กำลังจะทำอยู่เดี๋ยวนี้แหละ คือการปฏิบัติ การฝึกการหัดการรักษาศีล การฝึกสมาธิ การทำให้มีปัญญาเกิดขึ้น ก็เป็นวิธีที่ชำระจิตใจของตัวเอง ชำระการคิดนึกที่เศร้าหมอง สร้าง ปัญหาแก่ตัวเอง สร้างปัญหาให้ผู้อื่น แต่การที่ได้เรียกว่าจิตใต้สำนึก เป็นสิ่งที่บางทีรู้ทันก็มีรู้ไม่ทันก็มี ส่วนมากรู้ไม่ทันหรอก จึงเป็นเหตุที่ เราต้องเป็นผู้ฝึกสติให้มาก เราคิดดู เครื่องวัดที่พระพุทธเจ้าใช้ไว้ สำหรับการสำเร็จในพระพุทธศาสนา คือ ส่วนหนึ่งเราก็ต้องรู้จักตัด อนุ ส ั ย อนุ ส ั ย แปลว่ า คื อ มั น คล้ า ยๆ กั บ ที ่ เ ราใช้ ค ำศั พ ท์ ว ่ า จิตใต้สำนึก คือ มันเป็นกิเลสที่นอนเนื่องอยู่ภายในสันดานของเรา คือ ตราบใดที่เรายังไม่เท่าทัน ยังไม่รู้แจ้ง ยังไม่เข้าใจอย่างลึกซึ้ง ว่า สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่สร้างปัญหา สร้างความทุกข์อยู่ มันก็ยังละไม่ได้ การสังเกตอย่างใกล้ชิดจริงๆ ก็เป็นเหตุที่...คือสร้างพื้นฐาน ของการรู้ ที่จะให้เราตั้งความหวังว่าเราดับทุกข์ได้ แต่โดยปกติทั่วๆ ไป คือถ้าไม่ใช่นักปฏิบัติ ไม่ค่อยมีการคิดนึกเลยในการชำระจิตใจ ของตัวเอง แม้แต่จะเป็นผู้ปฏิบัต ิ บางครั้งมันก็ยากมากในการรู้เท่า ทัน จึงเป็นเหตุที่ต้องมีการเอาใจใส่ และตัวสติเป็นกำลังที่ทำงาน ฟอกจิตใจของตัวเองอย่างมากทีเดียว มันยากที่จะคำนวณหรือกะว่า มันสำคัญแค่ไหน ๖๒ • ๑ ๘ ธั น ว า ค ม ๒ ๕ ๔ ๙


เพราะว่าโดยปกติ มนุษย์เราก็ไม่สังเกตไม่เห็น คือเรามี ปัญหาพื้นฐานของมนุษย์เรา คือมีอวิชชากับตัณหา มันทำงานด้วย กัน อวิชชาไม่รู้ ตัณหาอยากได้ ทำงานด้วยกัน มันก็ทำให้หมุนๆ อยู่กับความทุกข์อยู่ตลอด ความวุ่นวาย ความสับสนโดยไม่รู้ ไม่รู้ สึกตัว รู้แต่ว่าไม่สบาย บางทีก็โทษคนอื่นบ้าง โทษโลกบ้าง โทษ ตัวเองบ้าง แต่ว่าไม่รู้จัก ไม่เข้าใจสาเหตุที่แท้จริง ตรงนี้เป็นเหตุที่พระพุทธเจ้าเวลาท่านตรัสรู้แล้วคิดจะสอนผู้ อื่น สอนทำไม คนคงจะไม่ค่อยเข้าใจหรอก มันเรื่องละเอียดเรื่อง ซับซ้อนมาก แต่ก็โชคดีสำหรับเรา คือพระพุทธเจ้าก็ได้เกิดมหา กรุณาและก็ได้เห็นว่า เออ ยังมีคนพอที่จะเข้าใจได้ มีธุลีน้อยใน ดวงตา แต่ว่าเราก็ต้องระลึกถึงว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่เราต้องเอาใจใส่ มาก เพราะว่าอวิชชากับตัณหาเวลาทำงานด้วยกัน มันทำให้เรามืด บอดจริงๆ อยากได้ มันก็มีเหตุผลทันที มีความไม่รู้มันก็มีความ อยากมาผลักดันอยู่ตลอดโดยไม่รู้สึกตัว คิดว่าเป็นเรื่องธรรมดา มี ความวนเวียนอยู่กับความพอใจ ไม่พอใจ มีความรู้สึกขัดข้องกับผู้ อื่น มีการทะเลาะเบาะแว้งกัน มีการขัดแย้งกัน มีอุปสรรคต่างๆ เกิดขึ้น มันเป็นปัญหาของเขาทั้งหมด มันไม่ดูว่าเป็นปัญหาเรา อย่างหลวงพ่อชาท่านสอน ถ้าเราสังเกตดูมนุษย์นะ คือมันมี หลุม คนหนึ่งเขาเอาของมีค่าตกลงไปในหลุม มันก็ลงไป เขาก็ อยากจะเอาคืน แต่เขาก็ เอ๊ มันเอื้อมไม่ถึง เวลาจะพูดว่าไม่ได้สิ่งที่ ต้องการคืนมา ก็ต้องพูดว่า หลุมมันลึกไป ไม่ค่อยมีใครพูดว่าแขน ถ า ม - ต อ บ ปั ญ ห า ธ ร ร ม ะ • ๖๓


เราสั้นไป คือมันไม่ใช่เรื่องของเรา มันเรื่องภายนอก มีปัญหาเกิด ขึ้นในชีวิต เอ๊ มันปัญหาของเขา เขามายุ่งกับเรา เขาทำอะไรไม่ดี มันเรื่องเขาทั้งนั้น ไม่วกกลับมาดูตัวเอง แล้วก็ไม่รับผิดชอบตัวเอง อวิชชากับตัณหาทำงาน จึงเป็นเหตุวนเวียนอยู่กับความทุกข์ อยู่ตลอด สติเป็นกำลังที่สำคัญมากในการรู้ เข้าใจในตัวเองทั้งในสิ่ง ที่เป็นโทษ ทั้งในสิ่งที่เป็นคุณ ทั้งในสิ่งที่เป็นทางออก คือทางออก จากทุ ก ข์ ซึ ่ ง เป็ น ประเด็ น หนึ ่ ง ที ่ พ ระพุ ท ธเจ้ า สอน เช่ น เวลา พระพุทธเจ้าได้ตรัสรู้ เราก็เคยฟังการสวดหรือเคยสวดธัมมจักกัป ปวัตนสูตร คือ สูตรแรกที่พระพุทธเจ้าสอน พระพุทธเจ้าบอกตราบ ใดที่ยังไม่ได้เข้าใจอริยสัจ ๔ ใน ๑๒ ประการก็ยังไม่ปฏิญญาตน ว่าเป็นสัมมาสัมพุทธเจ้า คืออริยสัจ ๔ เรารู้ เรามักจะคุ้นเคย แต่ ว่ามีประเด็นอื่นที่ท่านพูดเช่นเดียวกัน ปฏิจจสมุปบาทก็อย่างหนึ่ง อีกอย่างหนึ่งก็คือการเห็นคุณตามความเป็นจริง การเห็นโทษตาม ความเป็นจริง การเห็นทางออกตามความเป็นจริง ทั้งเรื่องของกาม ภายนอก ของเพลิดเพลินในโลกภายนอก ความตื่นเต้นกับโลก กับเรื่องของเวทนา เรื่องของสัญญาภายในตัวเอง คือเข้าใจในโทษ เข้าใจในคุณ เข้าใจในทางออก ทั้งโลกภายนอกทั้งโลกภายใน ซึ่งก็ ต้องอาศัยการศึกษาสังเกต เข้าใจในหน้าที่ของสติ การสร้างความ เข้าใจของจิตของเรา ทรรศนะการมองโลกและอารมณ์ภายในตัวเอง ที่เราเรียกว่าจิตใต้สำนึกจึงเป็นเรื่องที่สำคัญมาก ๖๔ • ๑ ๘ ธั น ว า ค ม ๒ ๕ ๔ ๙


ผู้ฟัง : การนั่งสมาธิเป็นทางเดียวที่จะได้เห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา หรือไม่ ถ้าเราพิจารณาโดยไม่นั่งสมาธิก็สามารถทำให้เกิด การเห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เราไม่จำเป็นต้องนั่งสมาธิได้หรือไม่ พระอาจารย์ : ก็เป็นคำถามของคนขี้เกียจมั้ง ไม่อยากทำ ไม่อยากนั่ง คือ คงจะไม่มีครูบาอาจารย์องค์ไหนที่จะพูดว่า มันมี แต่การนั่งสมาธิอย่างเดียว จึงจะได้เห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เพราะว่าเราต้องเห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ในทุกสิ่งทุกอย่าง ทุก เวลา ทุกอิริยาบถ ทุกสิ่งทุกอย่าง แต่ถ้าหากว่าเราไม่ได้ทำจิตให้เป็นสมาธิ คือที่เราเรียกว่า สมาธิคือความตั้งใจมั่น ถ้าเราไม่สามารถที่จะทำให้จิตใจเกิดความ ตั้งมั่นที่สงบแจ่มใสเบิกบาน ไม่มีโอกาสที่จะเห็นอนิจจัง ทุกขัง อนั ต ตาที ่ จ ะทำให้ เ ราถอยออกจากอำนาจของอวิ ช ช���กั บ ตั ณ หาได้ เหมือนกับเรามีงานที่จะต้องทำ เช่น ยกตัวอย่างง่ายๆ เช่นเราอยู่ใน โรงครัว เราจะปอกผลไม้ เราก็ใช้มีด มันก็ต้องค่อนข้างจะเป็นมีดที่ ไม่ใหญ่จนเกินไปและคมเพียงพอ จึงจะปอกผลไม้ได้ ถ้าหากเราเอา ขวานมาทำมันก็ได้อยู่ แต่ว่าสำเร็จไม่เหมือนกัน มันเละเลย มันไม่ ละเอียดพอ ก็เช่นเดียวกัน จิตที่ยังไม่มีความสงบ ยังไม่มีความแจ่มใส ยั ง ไม่ ม ี ค วามเบิ ก บานที ่ ต ่ อ เนื ่ อ ง ก็ ย ั ง ไม่ ส ามารถที ่ จ ะทำงานให้ ละเอียด สมาธิก็เป็นกำลังของจิตใจเราที่ทำให้ความรู้ความเข้าใจ ค่อยๆ ละเอียดขึ้น ถ า ม - ต อ บ ปั ญ ห า ธ ร ร ม ะ • ๖๕


เรื่องของสมาธิ ไม่ใช่เป็นเรื่องแปลกประหลาดอะไรหรือวิเศษ วิโสอะไร เป็นภาวะธรรมดาของจิตที่ละเอียดขึ้น ทุกคนสามารถที่จะ ทำได้ แต่มันก็เป็นแง่ที่เราต้องคอยทำสติให้ต่อเนื่อง มันกลับมาที่ หลักสติจริงๆ ผู้ฟัง : เป็นคำถามต่อเนื่องกันนะครับ เรื่องของการกำหนด สติกับการเดินจงกรม จะทำให้เห็นอาการเกิด ดับ และเกิดปัญญา ได้มั้ยครับ พระอาจารย์ : ได้ เพราะว่าไม่ใช่ว่าสมาธิเป็นเหตุให้มีการ เกิดดับ ความเกิดดับก็มีอยู่ตลอด อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ก็มีอยู่ ตลอด คือมันเป็นสภาวะธรรมชาติที่มีอยู่มาแต่ไหนแต่ไร แต่คนมัน ไม่เห็น หรือเห็นแล้วไม่เข้าใจ หรือเข้าใจแต่ไม่ค่อยลึกซึ้ง มันก็เลย กลายเป็นไม่ทำให้จิตใจเปลี่ยน ไม่ทำให้จิตใจละ ไม่ทำให้จิตใจ ถอดถอนออกจากอำนาจของความหลง การเดินจงกรมก็ดี นั่งสมาธิก็ดี ยืนกำหนดจิตใจก็ดี แม้แต่ เอนกายด้วยจิตที่มีความสำรวมและมีความตั้งมั่น ก็สามารถที่จะเห็น ธรรมะอย่างชัดเจนได้ สามารถที่จะบรรลุธรรมะได้ ไม่จำกัดโดย อิริยาบถ จำกัดเฉพาะเวลาเรามีสติไม่เพียงพอ มีความสว่างหรือ ความสงบในจิตใจไม่เพียงพอ หรือมีการพิจารณาที่ไม่ถี่ถ้วน ไม่ เพียงพอ ตัวนี้แหละเป็นตัวอุปสรรค ๖๖ • ๑ ๘ ธั น ว า ค ม ๒ ๕ ๔ ๙


ผู้ฟัง : ในขณะปฏิบัติมีลมหายใจเบาน้อยมาก และบางครั้ง สั้นมาก บางครั้งเกิดมีอาการหายไปนานๆ เกิดความไม่แน่ใจว่าควร จะทำอย่างไร เหมือนกับคนมีแรงน้อย หรือไม่ พระอาจารย์ : เวลาเราปฏิบัติด้วยอานาปานสติ กำหนดลม หายใจเข้าลมหายใจออก คือตอนแรกจิตใจของเราก็ต้องอาศัยการ กำหนดลมเข้ากำหนดลมออก เพื่อสร้างสติให้ต่อเนื่อง พอสติของเรา เริ่มต่อเนื่อง ก็จะมีความสงบกายสงบใจ พอสงบกายสงบใจ การ หายใจของร่างกายก็จะค่อยเบาลง น้อยลง และก็สั้น บางทีมันเข้า แล้วนานๆ มันก็ค่อยออกมาหน่อยหนึ่ง คือมันละเอียดขึ้น บางครั้ง แทบจะไม่ได้สังเกต หรือบางครั้งไม่ได้สังเกตเลยก็มี แต่ที่ว่าไม่ได้ สังเกตไม่ใช่ว่าเพราะจิตมันกำลังหลับอยู่หรือง่วงนอนจึงไม่ได้สังเกต คือจิตมีความเบิกบานอยู่ คือเราต้องสังเกตดูจิตใจ ถ้าจิตใจของเรา เบิกบานและมีความรู้สึกอิ่ม อิ่มด้วยธรรมะ อิ่มด้วยสติ เราไม่ต้อง กำหนดที่ลมหายใจเข้า ลมหายใจออก เรากำหนดตรงที่ คือที่ที่เรา กำหนดลมเข้า ลมออก เช่น ถ้าหากเรากำหนดที่ปลายจมูก เราจะ ไม่ได้สังเกตว่าคือปลายจมูก แต่เราสังเกตว่าเราให้สติอยู่ที่บริเวณ แถวๆ นั้น แล้วแทนที่จะเป็นความรู้สึกของลมเข้าลมออกที่เราตั้ง เป็นที่กำหนด เราตั้งความรู้สึกภายในจิตใจเป็นที่กำหนด คือจะเป็น ความรู้สึกว่าสบายหรือไม่สบาย ความรู้สึกที่หนักแน่นอย่างไร สงบ อย่างไร หรือจะเป็นความรู้สึกที่เป็นเฉพาะ เรามีความรู้สึกต่อผู้รู้ คือรู้อยู่ตรงนั้น เราให้มีสังเกตอยู่ตรงนั้น มันไม่จำเป็นจะต้องอาศัย ความรู้สึกของร่างกาย เรากำหนดภายในจิตใจของเรา เพราะเวลา ถ า ม - ต อ บ ปั ญ ห า ธ ร ร ม ะ • ๖๗


จิตละเอียดมากขึ้น มันถอยออกจากความรู้สึกของร่างกาย แล้วก็จะ รวบรวมภายในจิตใจของตัวเอง ถ้าหากว่าผู้รู้หรือความรู้ หรือสติหรือความรู้สึกที่แจ่มใสนั้น มันค่อยคลายออก แล้วก็เริ่มพร่ามัว เราก็ต้องกลับมากำหนดที่ลม เข้าลมออก แต่ถ้าหากว่าจิตกำลังจะสงบ กำลังเบิกบานและเหมือน กับเราถอยกลับมาเอาความรู้สึกของลมเข้าลมออกเป็นที่กำหนด คือ จิตที่กำลังละเอียด เราเอาของที่หยาบกว่าเอามาใส่มันเป็นการทำให้ จิตไม่สงบ คือกำลังจะสงบ แล้วเราก็เอาของที่ไม่สงบมาใส่ มันไม่ พอดี ก ั น คื อ เราต้ อ งอาศั ย จิ ต เริ ่ ม สงบเราก็ ต ้ อ งเอาสิ ่ ง ที ่ ส งบเป็ น อารมณ์ แต่ถ้าหากว่าความสงบหรือความเบิกบานนั้นเริ่มถอยเริ่มมี กำลังน้อยลง เราก็ต้องยกอะไรขึ้นมา คือการหาความพอดีของจิตใจ จิตใจกับสิ่งที่กำหนด เราก็ต้องให้มันพอดีกัน ถ้ามันพอดีกัน เราก็ ค่อยทำงานก็ได้ มันคล่อง มันจะสงบขึ้น หรือถึงไม่สงบ เราก็ทัน เหตุการณ์ก็คอยประคับประคองได้ บางครั้งจิตมันสงบลง แทนที่จะได้สังเกต หรือสัมผัสความ รู้สึกลมเข้าลมออก บางทีมันก็เป็นเรื่องอื่นที่เกิดขึ้น ซึ่งอาจเป็นภาพ หรือเป็นนิมิตหรือเป็นความรู้สึก เป็นแสงนิดๆ เป็นแวววับนิดๆ ก็ คอยดู ม ั น จะชั ด เจนมากน้ อ ยแค่ ไ หน เราก็ ค อยสั ง เกตดู มั น เป็ น ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นภายในจิตใจ ไม่ใช่ว่าเราจินตนาการขึ้นมา หรือคิดนึกให้มันมี มันเกิดเอง เราก็คอยกำหนดภายในจิตใจของเรา ๖๘ • ๑ ๘ ธั น ว า ค ม ๒ ๕ ๔ ๙


ผู้ฟัง : สอบถามเรื่องการเดินจงกรม มีวิธีการจะกำหนดให้ เดินช้าหรือเร็วให้เหมาะสมกับตัวเองได้อย่างไร พระอาจารย์ : ที่สำคัญกว่าคือกำหนดนิวรณ์ คือ วิจิกิจฉา โลเลสงสัย ปัญหาไม่ได้อยู่ที่เดินช้าหรือเดินเร็ว และก็ไม่ใช่ว่าจะ สำเร็จเพราะว่าเดินช้าหรือเดินเร็ว มันก็ต้องหาความพอดีภายในตัว เอง แล้วก็อย่าไปสงสัย อย่าไปกังขา อย่าไปโลเล เราก็ทำสติให้อยู่ กับการเดิน เราก็คอยสังเกตดู อันไหนที่เหมาะกับร่างกายของเราอัน ไหนที่เหมาะกับจิตใจของเรา อันไหนเป็นสิ่งที่เกื้อกูลต่อความรู้สึกที่ คลี่คลาย และสติเท่าทัน ก็ใช้ได้ทั้งนั้น ผู้ฟัง : อันนี้เป็นอาการเก่าที่พระอาจารย์เคยไขข้อข้องใจ แล้ว แต่ยังมีคำถามอยู่ก็คือ อยากจะให้พระอาจารย์หาวิธีการช่วย อาการง่วงและฟุ้ง ฟุ้งแล้วง่วง โดยเฉพาะเวลานั่ง ฟุ้งไปง่วงไป บางครั้งก็เกิดพร้อมๆ กัน พระอาจารย์ : เรื่องของทั้งฟุ้งทั้งง่วงมันก็เก่งเหมือนกันนะ จิตใจของเรา นึกว่าจะมีแต่เรื่องเดียว มันก็มารุมกัน ตีกันก็ยังมี แต่มันก็เป็นไปได้แหละ จิตใจของเรา เพราะว่าจิตของเราที่ไม่ได้ ฝึกหัด มันก็เหมือนกับเด็กน้อย ถ้าเราสังเกตดูเด็กน้อย ถ้าได้ของ เล่นที่ถูกใจ มันก็วิ่งตื่นเต้นสุดขีด วิ่งไปวิ่งมาได้ของเล่นที่ถูกใจ พอ เบื่อสักหน่อยหนึ่ง ฟุบลงแล้วนอนอยู่ที่ตามพื้นตรงไหนก็ได้นอนหลับ ไปเลย ถ า ม - ต อ บ ปั ญ ห า ธ ร ร ม ะ • ๖๙


จิตของเราก็เหมือนกัน วิ่งไปวิ่งมาเดี๋ยวก็ฟุบ นอนอีกแล้ว เดี๋ยวก็ง่วง กลับไปกลับมา เวลาเราสังเกตอย่างนั้น เราก็ไม่อยาก ปล่อยให้จิตของตัวเองเป็นอย่างนั้น อยากให้พ้นภาวะของการเป็น เด็กน้อยเด็กอ่อน อยากให้เป็นผู้ใหญ่สักทีหนึ่ง ในความตั้งใจ ใน การเห็นโทษของความฟุ้งซ่าน การเห็นโทษของจิตที่มีความง่วง ไม่ เบิกบาน เป็นการให้กำลังใจกับตัวเอง ที่ว่าเห็นโทษ ไม่ใช่ว่าเราไป คิดดูถูกตัวเองอะไรอย่างนั้น แต่ว่าเราเห็นโทษในลักษณะว่า จิต อย่างนี้ไม่เป็นมิตรกับเรา ไม่พาเราเข้าสู่ภาวะที่มั่นคงและปลอดภัย เราก็พยายามที่จะสร้างความระลึกถึงว่าเราปรารถนาความมั่นคง และปรารถนาความสุขสบายของตัวเอง การพ้นทุกข์ การระลึกถึงก็เป็นสิ่งที่ให้กำลังใจ เพราะยังไงก็อยากจะละ อยากจะวางเอาไว้ คือมีอุบายตั้งเยอะแยะมากมาย แต่ส่วนหนึ่งที่ ช่วยได้แยะ คือการเห็นโทษและก็การวางเอาไว้ เราตั้งสติไว้ พอมัน เริ่มฟุ้งซ่าน เราก็พยายามที่จะวางเอาไว้ มีความง่วงเหงาหาวนอน เกิดขึ้น เราก็พยายามที่จะวางเอาไว้หรือทิ้งเอาไว้ ก็ยกผู้รู้เข้ามาสู่ จิตใจ อีกประเด็นหนึ่งที่ช่วยมากทีเดียว เรื่องพิจารณาถึงความตาย เรารู้อยู่ว่าเราจะต้องตาย ความตายก็จะมาถึงเราทุกคน เราไม่รู้วัน ไหนเวลาไหน ถ้าหากว่าเราตายในสภาพอย่างนี้ ฟุ้งซ่านง่วงนอน วุ่นวาย คือเป็นความตายที่ล่อแหลมต่อการขาดทุน ไม่ได้กำไรที่ควร จากการเกิ ด ของเรา มั น เป็ น การให้ ก ำลั ง ใจตั ว เอง และความ ๗๐ • ๑ ๘ ธั น ว า ค ม ๒ ๕ ๔ ๙


ระมัดระวังของตัวเอง ยังไงก็ต้องพยายามหาทางออกให้ได้ การ ระลึกถึงความตายก็อย่างที่พระพุทธเจ้าสอนให้เรา วันคืนล่วงไปๆ เรากำลังทำอะไรอยู่ กาลเวลาก็พาเราเข้าสู่ความตายทุกวินาที ทุก ลมหายใจเข้าลมหายใจออก หากว่าเราไม่ตั้งตัวเองให้มีที่พึ่งที่มั่นคง ก็เป็นที่น่าเสียดาย จิตที่มีความฟุ้งซ่านและความง่วงนอนก็เป็นจิตที่ยังไม่มีที่พึ่ง ที่มั่นคงเท่าที่ควร เราก็ต้องพยายามหาทางให้ได้ เลยเป็นการให้ กำลังใจและการปลุก ภาษาบาลีที่เรียกว่าสังเวช สังเวชในภาษาไทย ความหมายไม่สู้จะตรงนักกับคำศัพท์ในภาษาบาลี ค่อนข้างจะเพี้ยน ออกไป เพราะว่าสังเวชเหมือนกับเศร้าหมองกลุ้มใจ น่าสลดสังเวช น่าเศร้าใจ แต่ในภาษาบาลี สังเวชหรือสังเวคะ คือ กระตุ้นให้มี กำลังใจ เช่น ไปประเทศอินเดีย เราไปที่ไหน เราไปสังเวชนียสถาน คือเราไม่ไปเพื่อเศร้าใจใช่มั้ย เราไปเพื่อให้มีศรัทธา เพื่อให้มีกำลังใจ ให้มีการปลุกเร้าความพากเพียร อันนี้คือสังเวคะ ความหมาย การ ระลึกถึงความตาย การระลึกถึงภาวะของเราที่อยากจะมีการพ้นจาก อันตราย พ้นจากสิ่งที่ขัดข้อง เราก็ต้องอาศัยกำลังใจ อันนี้คือ สังเวคะ เรามีการปลุกเร้า จิตของตัวเองเพื่อมีกำลังใจ เวลามี สังเวคะเกิดขึ้น มีกำลังใจเกิดขึ้น เรื่องความฟุ้งซ่านและความง่วง นอน มันก็ค่อยถอยออกได้ กำลั ง ศรั ท ธาก็ เ ป็ น ส่ ว นหนึ ่ ง เราระลึ ก ถึ ง ศรั ท ธาของเรา ความตั้งใจของเรา ระลึกถึงการประพฤติปฏิบัติของพระพุทธเจ้าเองก็ ดี สาวกของพระพุทธเจ้าก็ดี นึกถึงเมื่อไหร่ก็มีกำลังใจว่าการปฏิบัติ ถ า ม - ต อ บ ปั ญ ห า ธ ร ร ม ะ • ๗๑


เป็นสิ่งที่ควรทำ ทำแล้วก็มีผลก็น่าภาคภูมิใจ นี่เป็นเหตุหนึ่งที่ความ

ฟุ้งซ่าน ความง่วงนอนก็จะถอยออกไป และมีกำลังใจที่จะปฏิบัติที่ จะภาวนาต่อไป ผู้ฟัง : การสวดมนต์เป็นวิธีหนึ่งที่ทำให้เกิดสมาธิใช่หรือไม่ และถือว่าเป็นการเจริญกรรมฐานด้วยหรือไม่ครับ พระอาจารย์ : การทำวัตรสวดมนต์ก็เป็นวิธีที่ช่วยทำให้ จิตใจสงบ ก็มีหลายประการ การระลึกถึงสิ่งที่เป็นที่พึ่ง ระลึกถึง พระพุทธเจ้า ระลึกถึงข้อธรรมะ ก็เป็นสิ่งที่ทำให้จิตใจสงบได้ เกิด สมาธิได้ อาศัยศรัทธา อีกแง่หนึ่งเวลาเรามีความตั้งใจและมีสติกับการสวด เรามี สติกับอารมณ์และจิตใจในเวลาเราสวด มีสติอยู่กับร่างกายของเรา มีสติอยู่กับลมหายใจเข้าลมหายใจออกในเวลาที่เราสวด จิตมันก็เกิด การรวม เป็นธรรมชาติของจิต เราดูอย่างครูบาอาจารย์สมัยก่อน สายวัดป่าท่านก็มักจะมี การสวดเป็นประจำ คือโดยมากเวลาเรานึกถึง เช่น พระกรรมฐาน นึกถึงว่าท่านเข้าป่านั่งสมาธิ เดินจงกรม ท่านไม่ได้ยุ่งอะไรกับโลก ทั้งนั้น แต่ถ้าเราไปอ่านประวัติของท่าน อย่างหลวงปู่มั่นเป็นต้น ท่านจะมีกิจวัตรประจำ คือ ท่านจะสวดมนต์ทุกคืนและสวดยาวๆ สวดเป็นบทพิเศษที่พวกเราส่วนใหญ่ อาตมาเองด้วย จำไม่ได้สักที มันยาวเกินไป แต่ว่าท่านจะสวดประจำ ๗๒ • ๑ ๘ ธั น ว า ค ม ๒ ๕ ๔ ๙


อีกอย่างหนึ่งที่เป็นที่น่าสังเกต อ่านประวัติของหลวงปู่มั่น เราคิดว่าท่านมุ่งแต่เรื่องกรรมฐานอย่างเดียว นั่งสมาธิ เดินจงกรม แต่ว่าพระที่ไปเยี่ยมท่าน อย่างพรรษานี้อาตมาได้อ่านประวัติของ หลวงปู่เจี๊ยะ ท่านเล่าให้ฟังเวลาท่านขึ้นไปเชียงใหม่ ไปกราบหลวงปู่ มั่น หลวงปู่มั่นก็กำลังอยู่องค์เดียวในช่วงนั้น ก็อยู่กับพวกชาวเขาอยู่ ในกระต๊อบ ท่านก็ไม่มีภาระหน้าที่อะไร แต่ว่าท่านจะมีกิจวัตร ประจำ พอเข้าไปเห็นสถานที่คือที่ที่ท่านอยู่สะอาดสะอ้าน ท่านจะ กวาดจะเช็ดถูทุกอย่างก็จะเรียบร้อย คือเป็นนิสัยของท่าน เป็นส่วน หนึ่งของการปฏิบัติประจำวันของท่าน ท่านใช้เวลาในการดูแลสิ่ง แวดล้อมรอบตัวท่าน จะมีความสะอาด ทุกสิ่งทุกอย่างอยู่เรียบร้อย ทางเข้าทางออกรอบบริเวณ น้ำที่ใช้ล้างเท้าภาชนะก็จะสะอาด ทุก สิ่งทุกอย่างจะสะอาด กุฏิของท่าน ท่านจะถู ไม่มีความสกปรกหรือ รุงรังอะไรเลย สะอาด ต้องใช้เวลาในการทำ แต่ท่านเห็นความ สำคัญ นี่คือส่วนหนึ่งของการปฏิบัติ การรักษาความสะอาด การ รักษาความเรียบร้อยรอบตัว แล้วท่านจะมีการสวดมนต์ ถึงตอนเย็น ท่านก็สวดยาว ชั่วโมง ชั่วโมงครึ่งจึงจะได้นั่งสมาธิ ผู้ฟัง : ทำไมเวลานั่งสมาธิแล้ว จิตชอบหวนคิดถึงเรื่องราว ในอดีต ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นเรื่องที่เราเสียใจ อยากไปแก้ไข แต่ก็ทำไม่ ได้ หรือจะเป็นเรื่องราวในอนาคตที่มีความกังวลอยู่ ทำอย่างไรจึงจะ ปล่อยวางอาการเหล่านี้ได้ ถ า ม - ต อ บ ปั ญ ห า ธ ร ร ม ะ • ๗๓


พระอาจารย์ : วิธีที่จะปล่อยวางคือปล่อยวาง มันไม่มีวิธี คือไม่ต้องทำ เราก็ต้องคอยฝึกคอยทำ ทำให้เป็นนิสัย คือเห็นชัด เห็นแจ้ง นี่เรื่องในอดีต เราก็แก้ไขไม่ได้ วาง มันก็ขึ้นมาอีก ขึ้นมา อีกเราก็วาง แล้วก็หัดให้มันวางให้มันเห็น มันก็ค่อยเป็นนิสัย มันก็ ค่อยมีกำลังภายในใจในการวาง ไม่ใช่ว่าทิ้งโดยความไม่รู้เรื่อง เรารู้ เรื่องเราเข้าใจ เราต้องมีการคอยทบทวน พยายามว่า เอ๊ะ ทำไมยัง มีเรื่องในใจอยู่ มันเป็นทุกข์อยู่ ทำไมเรายังกลับมาหาความทุกข์อีก หรือนึกถึงอนาคต เอ๊ะ ทำไมเราไปหาเรื่องยุ่งวุ่นวายในอนาคต มัน ไม่ใช่เรื่องของเรา มันยังมาไม่ถึง เราคิดรอบหนึ่งก็พอแล้ว ไม่ต้อง มาสิบรอบ เราปล่อยวางดีกว่า คือส่วนหนึ่งเราก็ใช้เหตุผลมาตัก เตือน แต่่ว่าในที่สุดเราก็ต้องหัดให้วางไว้ เหมือนกับเราเห็นเป็นอารมณ์เป็นสิ่งเป็นอันที่มันเป็นของ สกปรก เหมือนเราเอาออกจากใจมาวางไว้ เหมือนมันใช้จินตนาการ นะ เอาออกจากใจมาวางไว้ เอ๊ะ ทำไมมันกลับมาสู่จิตนะ เอาละ วางไว้ เหมือนกับเราสร้างภาพในใจ เราหัดให้วางไว้ เราเห็น ชัดเจนยิ่งขึ้น เออ อันนี้มันเป็นของสกปรก เป็นของที่มันแปดมัน เปื้อน มันไม่สะอาด มันไม่ทำให้เรามีความปลอดโปร่ง ไม่ให้เรามี ความแจ่มใสภายในใจ ไม่สมควรแก่เราเลย และเราก็หัดให้ปล่อย วาง คือทิ้งโดยไม่ยกขึ้นมาใหม่ ผู้ฟัง : การมาปฏิบัติธรรม ที่ห้าม���ูด ห้ามเขียน ห้ามอ่าน ห้ามใช้โทรศัพท์ ห้ามดูทีวี ห้ามฟังวิทยุ พยายามให้อยู่กับตัวเอง ๗๔ • ๑ ๘ ธั น ว า ค ม ๒ ๕ ๔ ๙


เท่านั้น รู้เท่าทันเพื่อจะทำให้มีสติ แต่พออยู่กับตัวเอง คิดออกแต่ เรื่องที่ไม่ควรทำ แต่ทำไปแล้ว หรือเรื่องที่ควรทำ แต่ไม่ได้ทำ ทำไม ถึงเป็นเช่นนั้น พระอาจารย์ : คื อ เพราะว่ า เราบ้ า มั น เป็ น อาการของ ประสาทนั่นแหละ คือมันเป็นอย่างนั้นจริงๆ มันเป็นเรื่องที่เราดูแล้ว มันก็น่าสลดสังเวชจริงๆ เราไปยุ่งแต่เรื่องภายนอก เดี๋ยวก็ไปเขียน เดี๋ยวก็ไปอ่าน เดี๋ยวก็ไปติดต่อเรื่องอะไร มันหาเรื่องที่จะอยู่นอกตัว เองตลอด พอกลับมาเข้าสู่ตัวเอง กลับมาหาหลัก คือจิตมันยังไม่ สงบพอ มันยังไม่มั่นคงพอ เราก็ยังมีความเคยชิน เคยตัวกับการ กระทำอย่างนั้น มันกลับไปเรื่อย คือมันยังไม่ยินดีในความสงบ ยัง ไม่ยินดีในความสว่าง มันชอบหาเรื่องก็ว่าได้จิตของเรา อันนี้เป็นเหตุให้เราคอยฝึกคอยหัด เราต้องค่อยเป็นค่อยไป ไม่ใช่ว่าเราเข้ามาในสถานที่อย่างนี้ เราใช้ชีวิตในโลกอย่างค่อนข้าง จะวุ่นวาย พอมันหยุดชะงักโดยการเข้ามาในสถานที่ที่บังคับให้เรา หยุด แต่อันนั้นก็หยุดเฉพาะภายนอก ภายในมันยังไม่หยุดหรอก มันจะยังหาเรื่อง เราจำเป็นจะต้องค่อยๆ ประคับประคองจิตใจ ค่อยๆ ให้กำลังใจต่อจิตใจ ถ้ า หากเราสอนเด็ ก หรื อ สอนสั ต ว์ เ ลี ้ ย ง ถ้ า เรามี แ ต่ ต ี เ อา บังคับเอา มันไม่สำเร็จ เวลาที่จะบังคับก็ต้องมีการบังคับ แต่เวลา จะต้องให้กำลังใจก็ต้องให้กำลังใจ เวลาที่จะถอยออกและให้พักผ่อน สักหน่อยก็มี ที่จะผ่อนคลายสักหน่อย คือมันต้องเป็นเวลาที่พอดีกัน ถ า ม - ต อ บ ปั ญ ห า ธ ร ร ม ะ • ๗๕


อย่างว่ามีแต่เร่งกับการบังคับการตีเอา มันไม่สำเร็จ จะเป็นการสอน เด็กก็ดี สอนสัตว์ก็ดี มันไม่สำเร็จหรอก สอนตัวเองก็ยิ่งไม่ได้เลย แต่เราก็ต้องค่อยๆ ประคับประคอง และค่อยๆ ฉลาดมากขึ้น ใน การฝึกตัวเอง เราก็คอยตะล่อมด้วยสติ สติก็เป็นสิ่งที่คอยให้กำลังใจ ด้วย สติช่วยให้เราสังเกตดู เอ ช่วงนี้เราต้องเร่งสักหน่อย พอทำไป เราก็ดู ช่วงนี้ต้องผ่อนคลายสักนิดจะได้สบาย ผู้ฟัง : ครับ ขอคำถามสุดท้ายพระอาจารย์ หากมีญาติ หรือเพื่อนป่วยกับทุกขเวทนามาก เราสามารถจะทำบุญ อุทิศให้กับ เจ้ากรรมนายเวรของผู้ป่วย หรือตัวผู้ป่วยได้หรือไม่ หรือมีวิธีการใด จะทำให้เขาลดทุกขเวทนาได้บ้าง พระอาจารย์ : การทำบุญให้เจ้ากรรมนายเวรทำได้เสมอ แต่จะถึงหรือไม่ถึง ได้ผลหรือไม่ได้ผล คนละประเด็นกัน เพราะบาง ครั้งเราก็ดูไม่ออก ลำบากที่จะแยกออกได้ แต่ส่วนที่การทำบุญคือ เรามักจะคิดในลักษณะภายนอกคือวิธีการ หากว่าเรามีญาติหรือคน อื่นที่เรารู้จักและเขากำลังมีทุกขเวทนา เราก็ต้องหาวิธีที่เขาจะได้มี ความสบายใจมากขึ้น เขาจะได้มีความรู้สึกเป็นกำลังใจมากขึ้น ซึ่ง การทำบุญก็เป็นวิธีหนึ่ง การที่ได้นำครูบาอาจารย์มาช่วยเทศน์สั่ง สอนก็ดี หรือการนำครูบาอาจารย์มาสวดมนต์ก็ดี สวดเป็นมงคลก็ดี คล้ายๆ ว่าเป็นวิธีการที่เป็นกำลังใจ หรือเราจะมีญาติที่กำลังป่วย เราก็นำเสียงสวด บางทีก็อัดเสียงไว้ บางทีก็เสียงสวดธรรมเทศนา ที่ถูกใจ ๗๖ • ๑ ๘ ธั น ว า ค ม ๒ ๕ ๔ ๙


แต่ว่าบางคนเขากำลังจะรับทุกขเวทนามากก็จริง แต่ว่าไม่ได้ สนใจและไม่มีพื้นฐานที่จะช่วยเขาได้ที่จะรับได้ อย่างนั้นเราก็ต้อง โยนให้เขา เป็นเรื่องของเขาเอง ไม่รู้จะทำยังไง คือเป็นส่วนที่เรา ทำได้ แต่เขาไม่รับ มันก็หมดหนทางเหมือนกัน ยิ่งโดยเฉพาะเรื่องทุกขเวทนาในเวลาที่เจ็บไข้ได้ป่วย คือถ้า หากว่ า สามารถที ่ จ ะสร้ า งความเข้ า ใจของคนนั ้ น ให้ เ ขารู ้ จ ั ก การ พิจารณาภายในตัวเอง ให้แยกออกเรื่องทุกข์ของกายทุกข์ของใจ การสำคั ญ หรื อ การยึ ด ไว้ ซ ึ ่ ง ทุ ก ขเวทนาที ่ ท ำให้ ท ั บ ถมภายในจิ ต ใจ ถ้าสามารถที่จะให้เขาเห็น ว่าตัวนี้แหละเป็นตัวที่เราเพิ่ม เพราะ ทุกขเวทนาทางกายก็ถือว่าเป็นเรื่องธรรมดา แต่ว่าทุกขเวทนาทาง จิตใจที่เรามีความเกลียด มีความกลัว มีความห่วง มีความกังวล มี ความไม่ชอบ ตัวนี้ยิ่งหนักเข้าไปอีก ถ้าทำให้คนแยกออกและทำจิต ให้ไม่สร้างอารมณ์ของความกลัวความเกลียดเพิ่มเติมเข้าไปอีกต่อ จากทุกขเวทนาที่เกิดขึ้นทางกาย มันจะเบาบางไปเยอะเลย บางที ทุกขเวทนาทางกายหายไปเลยก็มีนะ กลับเป็นความปลอดโปร่ง แต่อย่างว่าในที่สุดก็เป็นเรื่องของเขาเอง เขาสามารถที่จะ ทำได้ ม ากน้ อ ยแค่ ไ หน หรื อ รั บ มากน้ อ ยแค่ ไ หน บางครั ้ ง คื อ เรา พยายามอยู่ แต่ว่าเขาก็ไม่สนใจหรือเขาไม่มีพื้นฐานที่จะรับได้ เราก็ สงสารอยากจะช่วย แต่ในที่สุดเราก็ไม่ควรจะทำให้ตัวเองทุกข์จนเกิน ไป เขาทุกข์แล้วเราก็ทุกข์อีกด้วย ก็ยิ่งไปกันใหญ่ ถ า ม - ต อ บ ปั ญ ห า ธ ร ร ม ะ • ๗๗


วิธีที่จะปล่อยวาง คือปล่อยวาง มันไม่มีวิธี คือไม่ต้องทำ เราก็ต้องคอยฝึกคอยทำ ทำให้เป็นนิสัย คือเห็นชัดเห็นแจ้ง นี่เรื่องในอดีต เราก็แก้ไม่ได้ วาง มันก็ขึ้นมาอีก ขึ้นมาอีกเราก็วาง แล้วก็หัดให้มันวางให้มันเห็น มันก็ค่อยเป็นนิสัย มันก็ค่อยมีกำลังภายในใจในการวาง ไม่ใช่ว่าทิ้งโดยความไม่รู้เรื่อง เรารู้เรื่อง เราเข้าใจ


วันที่ ๑๙ ธันวาคม ๒๕๔๙ ธรรมบรรยายภาคเช้า

ส ติ ปั ฏ ฐ า น

หลักที่เราใช้ในการภาวนาและปฏิบัติในช่วงนี้ก็คือ สติปัฏฐาน ซึ่งเป็นคำสอนที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ คนรุ่นหลังเราก็ใช้กันมา ๒,๕๐๐ กว่าปี เป็นหลักที่สำคัญอย่างยิ่งที่ควรสร้างความเข้าใจ เวลาพระพุทธเจ้าเองท่านได้สอนสติปัฏฐานสูตร ท่านก็ได้ระบุถึงเป้า หมายที่ท่านตั้งไว้ว่า สติปัฏฐานมีไว้เพื่ออะไร เพราะอะไร ก็มีไว้ เพื่อการทำให้เกิดความบริสุทธิ์ เพื่อได้พ้นจากความเศร้าโศก พ้น จากทุกข์ทั้งปวง เพื่อได้เข้าสู่หนทางที่ถูกต้อง และเพื่อนิพพานใน ที่สุด ก็เป็นเป้าหมายที่น่าปรารถนาจริงๆ การฝึกในสติปัฏฐาน เราก็ต้องสำนึกเหมือนกันว่าเป้าหมายคืออะไร เพื่อเป็นกำลังใจ อีก อย่างหนึ่งก็สำนึกในอุบายต่างๆ ที่พระพุทธเจ้าสอนไว้ ซึ่งท่านก็ได้ เริ่มต้นด้วยการพิจารณากาย ๘๐ • ๑ ๙ ธั น ว า ค ม ๒ ๕ ๔ ๙


ในการพิจารณากาย ท่านก็ยกอานาปานสติขึ้นมาก่อน ให้ผู้ ปฏิบัติกำหนดลมหายใจเข้าลมหายใจออก คือรู้ทุกลมหายใจเข้ารู้ทุก ลมหายใจออก ลมหายใจเข้ายาว รู้ชัดว่าลมหายใจเข้ายาว ลม หายใจออกยาว รู้ชัดว่าลมหายใจออกยาว ลมหายใจเข้าสั้น รู้ชัดว่า ลมหายใจเข้าสั้น ลมหายใจออกสั้น รู้ชัดว่าลมหายใจออกสั้น อันนี้เป็นพื้นฐานที่ควรจะตักเตือนเจ้าของ หรือเตือนสติของ เจ้าของ การที่ทำให้รู้ชัดภายในจิตใจของเรา ทั้งลมหายใจเข้าทั้งลม หายใจออก ยาวหรือสั้น ปรากฏในลักษณะไหน เราก็ต้องพยายาม ให้มีการรู้ชัด เป็นพื้นฐานของการฝึกหัด ในการฝึกต่อไป พระพุทธเจ้าให้เรากำหนดทั่วถึงร่างกาย ซึ่งท่านจะเปลี่ยนคำศัพท์ที่ท่านใช้ คำกริยาจะเปลี่ยนเป็นสิกขะติแทน ที่จะเป็นรู้ชัดว่า...สิกขะตินั้นที่เขาแปลว่าสำเหนียก แต่มันก็สำเหนียก ฝึกฝน มันต้องมีฝึกหัดด้วย เราฝึกหัดให้รู้ทั่วถึงร่างกาย���องเรา ภาษาบาลีว่าสัพพกายะคือกายทั้งปวง คือบางทีอรรถกถารุ่นหลัง อธิบายว่า...พระพุทธเจ้าหมายถึงเฉพาะลมหายใจเข้า ลมหายใจออก แต่ถ้าเราดูหลักภาษาบาลีแล้วเทียบกับพระสูตรอื่นๆ ก็จะเห็นว่า คงจะไม่ได้เฉพาะกองลมอย่างเดียว หรือความรู้สึกเฉพาะลมอย่าง เดียว มันหมายถึงทั่วถึงร่างกายของเรา ซึ่งเป็นการเรียกว่าเราฝึกหัด ฝึกฝนสำเหนียกต่อร่างกายของเรา คือเราสามารถที่จะให้สติของเรา กว้างขวางออกไป ถ้ามันแคบจนเกินไปคล้ายๆ ว่า เราต้องมีความ สมดุลทั้งกายทั้งใจ และก็ทั่วถึงร่างกายของเรา เพราะว่าการฝึกหัด ส ติ ปั ฏ ฐ า น • ๘๑


ของเรามันไม่สร้างความแคบภายในจิตใจของเรา เราก็ต้องอาศัย ความทั่วถึงทั้งของสติทั้งของการรู้ เราก็รู้ทั่วถึงร่างกายของเรา ซึ่ง การกำหนดสติคือ เราจะต้องชำนาญในการทำสติ บางครั้งเราก็ต้อง มีสติเฉพาะเรื่อง บางครั้งเราก็มีสติที่กว้างขวางออกไปสักหน่อย จึง ได้รับรู้และทำให้สติสอดคล้องกับการพิจารณาและการรับรู้ในสิ่งที่ เกิดขึ้น เช่น ยกตัวอย่างง่ายๆ เรารู้ในร่างกายของเรา ถ้าเรามีการ สังเกตภายในร่างกายของเรา เราก็จะคอยเห็นว่าเรามีความเครียด หรือมีความไม่เครียด เรามีความกังวลหรือมีความสบาย มีความ กลัว หรือมีความอาจหาญ มันจะรู้สึกภายในร่างกาย คือถ้าเราตั้ง สติไว้แคบเกินไป เราดูเฉพาะความรู้สึกที่แคบๆ บางทีอาจจะไม่ได้ สังเกตหรืออาจจะมองข้าม ยิ่งโดยเฉพาะเวลาเราสร้างพื้นฐานของ การปฏิบัติของการภาวนา เราก็ต้องให้สอดคล้องกัน คือ เราต้อง พยายามให้จิตมีความหนักแน่นและการจดจ่อก็จริงอยู่ แต่ว่าเราต้อง สามารถที่จะคอยสังเกตทั้งกายทั้งใจให้พร้อมๆ กัน ซึ่งกายมีส่วนที่ ช่วยให้เราได้รู้พื้นฐานของจิตอีกที อย่างเวลาเรานั่ง ยกตัวอย่างง่ายๆ เช่น เวลานั่งเราเอากาย ตั้งให้เที่ยงตรง เอามือวางไว้ที่ตัก ก็เอามือวางไว้ เราก็เริ่มต้นนั่ง อย่างนี้ พอนั่งไปสักพักหนึ่ง บางทีสติมันก็พร่า มือก็วางไว้อย่างนี้ กายมันค่อยหย่อนลง ถ้าเราตั้งสติไว้ที่กาย มันก็จะคอยสังเกต เอ๊ะ เราสติเริ่มพร่าแล้ว เริ่มเลื่อนออกจากฐานจริงๆ เราก็ตั้งใหม่ ก็ ๘๒ • ๑ ๙ ธั น ว า ค ม ๒ ๕ ๔ ๙


เป็นสิ่งที่ช่วยประคับประคองสติ มันเป็นสิ่งที่ช่วยให้สติแก่กล้าขึ้นมา ภายในจิตใจ ถ้าเราจดจ่อเฉพาะลม บางทีจิตของเราค่อนข้างละเอียด ลม มันมีหลายระดับที่กำลังจะทำงานพร้อมๆ กัน ในส่วนที่อย่างกาย ของเราตั้งเที่ยงตรงมั้ย คือ บางทีเราสามารถที่จะจับลมได้ เราอยู่ กับลม แต่ว่ากายมันก็เริ่มที่จะปล่อย คือมันเป็นเครื่องหมายว่า สติ เริ่มถอยแล้ว หรือความแก่กล้าของจิตความเบิกบานของจิตมันเริ่ม พร่าเริ่มเลือนออกจากฐานแล้ว ถ้าเจาะเฉพาะลม บางทีมันไม่ทันได้ สังเกต ยิ่งเฉพาะเวลาเราสร้างพื้นฐานของการฝึก เวลาเราเริ่มต้นเรา ก็ต้องมีการสังเกตที่ใกล้ชิด อาศัยกาย กายทั้งปวงหรือทั่วถึงร่างกาย เราต้องคอยสังเกตดู แม้แต่ความรู้สึกภายในกาย เราก็คอยดู พอบางครั้งมันมี อารมณ์ที่ค้างไว้ หรือมีพื้นฐานของจิต อย่างเมื่อวานก็พูดเรื่องนิวรณ์ บางครั ้ ง เช่ น ความโลเลสงสั ย หรื อ ความฟุ ้ ง ซ่ า น มั น ก็ ค ื อ จิ ต มั น มี เหตุผลของจิต เราก็เชื่อมานานแล้ว เราก็หลงตามกระแสของเหตุผล ของจิตของตัวเองโดยไม่รู้สึกตัว แต่ถ้าเรากลับมาดูที่ร่างกาย เราก็ จะเห็นว่า เอ๊ กายของเราไม่รู้สึกคลี่คลาย ไม่รู้สึกว่าปลอดโปร่ง สบาย มันมีความอึดอัดบ้าง มีความรู้สึกลมเข้าลมออกมันไม่ได้ สม่ำเสมอ เบาอย่างน่าจะเป็น มันจะเป็นเครื่องช่วยให้เราสังเกต เอ๊ เรามีอะไรไว้ตรงนั้น เรามีอะไรที่ควรสังเกต เรามีอะไรที่ควรปล่อยอยู่ตรงนั้น มีอะไรที่ควร ส ติ ปั ฏ ฐ า น • ๘๓


แก้ไขที่ตรงนั้น จึงได้เกิด เพราะเราได้ตั้งข้อสังเกตจึงได้เห็นชัดขึ้น อ๋อ เรากำลังจะโลเลในเรื่องนี้ อ๋อ เรากำลังจะมีความฟุ้งซ่านใน เรื่องนี้ มันยังไม่ได้จัดการ คือบางครั้งเราทำจิตสงบกายก็สบาย แต่ บางครั้งเราทำกายสบาย จิตก็สงบ มันอิงอาศัยกัน มันแยกไม่ออก หรอก จึงเป็นเหตุที่ในการปฏิบัติ เราก็ควรจะให้ความสนใจกับข้อนี้ที่ พระพุทธเจ้าสอนให้ดูทั่วถึงร่างกาย สัพพกายะ ในภาษาบาลีคำศัพท์ที่ใช้สัพพกายะ ปฏิสังเวที ปฏิสังเวทิ เวทิมันรากศัพท์ของเวทนา คือมันรากศัพท์เดียวกัน เวทนากับปฏิสัง เวทิ ปฏิสังมันเป็นคำที่เพิ่ม เวทิแปลว่าสัมผัส คือสัมผัสอย่าง สมบูรณ์ สัมผัสอย่างเต็มที่ สัมผัสให้มันเข้าลึก มันเป็นคำที่เพิ่ม ความหมาย รากศัพท์มี แต่เพิ่มความหมาย ต้องทำให้มันสมบูรณ์ ต้องทำให้มันดี ขอเจาะลึกหน่อย คำศัพท์มันก็ค่อนข้างจะชัดอยู่ว่า เราต้องสัมผัสอย่างทั่วถึงเข้าใจ ไม่ใช่ว่าผิวเผิน หรือกำหนดอย่างแค่ ผ่านไปๆ เราก็ต้องเจาะลึกหน่อย ก็อย่างที่ว่าสำเหนียกฝึกฝนว่าลม หายใจเข้า เรารู้กายของเราทั่วถึงร่างกายยังไง ลมหายใจออก เรารู้ เราสัมผัส เราฝึกให้มีความรู้ สำเหนียกฝึกฝน นี่เป็นครั้งหนึ่งที่พระพุทธเจ้าแนะนำไว้ ครั้งสุดท้ายในบท พิจารณาลมหายใจเข้าลมหายใจออกของร่างกาย กายในภาษาบาลี มันใช้คำศัพท์คนละศัพท์ กายสังขาร ทำ กายสังขารให้สงบ มันต่างกับคำศัพท์ที่ใช้ในบทก่อน ใช้คำว่ากาย สังขาร เวลาพระพุทธเจ้าพูดถึงกายสังขารในสูตรอื่นๆ ท่านจะหมาย ๘๔ • ๑ ๙ ธั น ว า ค ม ๒ ๕ ๔ ๙


ถึงอะไร หมายถึงลมเข้าลมออก คือกายและลมหายใจเข้าลมหายใจ ออกให้สงบระงับอยู่ คือมันเป็นสิ่งที่พอเรามีความรู้ให้ทั่วถึง รู้อย่าง เข้าใจอย่างเจาะลึก รู้อย่างสัมผัสอย่างใกล้ชิด จึงกลับมาที่การ ทำให้สงบทำให้ระงับอยู่ ตัวนี้แหละต้องทำให้มันเป็นขั้นตอนที่ถูกต้อง ถ้าเราพยายามให้มีความสงบโดยยังไม่รู้อย่างเจาะลึก ความ สงบมันจะมีความละเอียดที่แตกต่างกัน จะมีผลที่แตกต่างกัน ส่วน ที่เรามีพื้นฐานที่มีสติรอบรู้ภายในร่างกาย ลมหายใจเข้าลมหายใจ ออกอยู่ เราก็ค่อยทำให้มันละเอียดขึ้น เราจับจุดที่จุดใดจุดหนึ่งที่ ปลายจมูกก็ได้ที่หน้าท้องก็ได้ ที่ไหนก็ได้ไม่ว่าหรอก แต่ว่าขอให้เรา เริ่มรวบรวมความละเอียดและความสงบของจิตใจของเรา ขอให้มัน สงบลง เบาลง พยายามให้มีความระงับ ซึ่งการแส่ส่ายของจิต ของเรา รวบรวมอยู่ที่ผู้รู้ ลมหายใจเข้าก็รู้ ลมหายใจออกก็รู้ เราอยู่ที่ตัวผู้รู้และความรู้สึกของลม แต่ว่าเราจะมีเป้าหมาย ในการทำให้ละเอียดและสงบในเวลานั้น ในขณะนั้น ในที่ที่เรา กำหนดตรงนั้น จบด้วยที่ปลายจมูก เราก็จับความรู้สึกตรงนั้น และ ก็ค่อยให้มีความละเอียดในการสังเกตและความรู้สึกเบา มันสงบมัน สบาย มันปลอดโปร่ง และเป็นความรู้สึกที่นำความสุขให้เข้ามาสู่ จิตใจของเรา เป็นสิ่งที่เรากำลังสัมผัสที่งดงาม คือโดยปกติเราก็คิดว่าลมไม่น่าจะงดงามนะ แต่แท้จริงเวลา เราทำจิตให้ละเอียด ทำจิตให้สงบ ทำจิตให้สบาย ทำจิตให้ปลอด ส ติ ปั ฏ ฐ า น • ๘๕


โปร่ง มันมีความงาม มีความน่าดูน่าสนใจ เพราะความละเอียดของ จิตที่กำลังจะเกิดขึ้น ลมหายใจเข้า เราก็มีความสนใจ มีความเอ็นดูกับความ งดงามของความรู้สึก ความงดงาม���องอารมณ์ ความงดงามของการ สัมผัส คือ มันสบาย มันงดงามทั้งหมด ลมหายใจเข้า ลมหายใจ ออก มันก็มีความเบิกบานภายในจิตใจจริงๆ ทั้งกายก็เบิกบาน ทั้ง ใจก็เบิกบาน ลมหายใจเข้าก็เบิกบาน ลมหายใจออกก็เบิกบาน เบิกบานแล้วก็อย่าปล่อยให้มันเป็นความรู้สึกที่มันปรุงที่มันแต่ง มัน เป็นความรู้สึกที่สงบระงับอยู่ มันสงบมันสบาย มันละเอียด มันนิ่ง มันหนักแน่น ลมหายใจเข้าเราก็มีความหนักแน่นอยู่ ลมหายใจออก เราก็มีความหนักแน่นอยู่ มันไม่อึดอัด มันสงบ หรือทั้งลมหายใจ เข้าทั้งลมหายใจออก เป็นสิ่งที่เราฝึกอยู่ เราสำเหนียกฝึกฝน เพราะ ว่าเดี๋ยวอารมณ์ก็เปลี่ยนเหมือนกัน สติก็ขาด อารมณ์อื่นก็เข้ามา นิวรณ์ก็เกิดขึ้น แต่ว่าเราก็รู้อยู่ อ๋อ นี่คือนิวรณ์ เราก็มีวิธี มีทางเลือก ๒ อย่าง คือ แก้ไขตรงที่นิวรณ์ หาอุบาย หรือเพียงแต่รับรู้ นิวรณ์มัน ก็เกิดขึ้น ช่างมันเหอะ เรากลับมาที่การทำจิตให้สงบดีกว่า ซึ่งเราก็ ดูที่ผล บางครั้งก็แค่รับรู้ด้วยสติ มันก็พอ เราก็ตั้งหลักใหม่ ลม หายใจเข้าลมหายใจออก กลับมาด้วยสติที่บริบูรณ์ก็ทำได้ แต่บาง ครั้งถึงจะมาตั้งหลักใหม่ มันก็ไม่อยู่ นิวรณ์มันมากระซิบใส่หูอีกละ มันมาหาเรื่องกับเราอีกแล้ว แต่ว่าเราต้องคอยหาอุบาย หาวิธีการที่ จะทดลองและแก้ไข ๘๖ • ๑ ๙ ธั น ว า ค ม ๒ ๕ ๔ ๙


แต่ว่าเราก็ต้องเข้าใจ คือนิวรณ์มันก็แค่อารมณ์ อารมณ์มัน ก็ของไม่เที่ยง มันก็เกิด แล้วก็ตั้งอยู่แล้วก็ดับไป ไม่ต้องเชื่อมันมาก ไม่ต้องใส่ใจกับมันนัก และเราก็กลับมาที่การกำหนดลมหายใจเข้า ลมหายใจออก พระพุทธเจ้าเวลาท่านสอนอานาปานสติในสติปัฏฐานสูตร ท่านยกการเปรียบเทียบขึ้นมา ยกภาพขึ้นมา คือท่านเหมือนกับช่าง กลึง แต่เป็นช่างกลึงสมัยโบราณไม่ใช่ช่างกลึงสมัยนี้ สมัยโบราณ ก็ ไม่โบราณเท่าไหร่ อาตมาเองก็ยังทันอยู่ สมัยก่อนที่วัดป่าพงวัด นานาชาติ เราจะทำบริขารของเราเอง มันก็ต้องกลึง บางครั้งก็ต้อง สองคน คนหนึ่งกลึง อีกคนดึงเชือก วิธีหนึ่ง มีเชือกมีไม้แล้วเอา เชือกมารัดคนหนึ่งจะดึงกลับไปกลับมา คนที่กลึงก็จะคอยดูจังหวะ เวลาที่ดึงมาทางนี้ จะคอยมากลึง เวลากลับมาทางนี้ก็ต้องถอย ต้องเป็นจังหวะ ต้องสังเกตจริงๆ ถ้าไม่สังเกตเดี๋ยวมันทำให้การกลึง ไม้เสียหาย มีอีกวิธีหนึ่งที่ทำก็อาศัยคนเดียว ใช้ไม้ไผ่ใช้เชือกแล้วก็มีไม้ที่ เหยียบ พอเหยียบลงก็ดึงมาทางนี้ เราก็กลึง พอปล่อยเชือกมันก็ดึง กลับ เชือกมันจะช่วยให้มันกลับไปกลับมา พระพุทธเจ้ายกตัวอย่างของช่างกลึง คือ ช่างกลึงเวลาจะ กลึงเขาจะรู้ว่ายาวรู้ว่าสั้น รู้จังหวะ ถ้าไม่สังเกตจังหวะอย่างใกล้ชิด ก็จะทำให้พลาด การงานก็จะเสีย เช่นเดียวกัน เราเป็นผู้ปฏิบัติ เราก็ต้องคอยดูจังหวะ เวลา หายใจเข้าก็รู้ว่าเข้า เวลาหายใจออกก็รู้ว่าออก เวลาเข้าสั้น ก็รู้ว่า ส ติ ปั ฏ ฐ า น • ๘๗


เข้านั้น เวลาออกสั้นก็รู้ว่าออกสั้น เวลาเข้ายาวก็รู้ว่าเข้ายาว เวลา ออกยาวก็รู้ว่าออกยาว คือมันต้องมีการติดตามเช่นเดียวกับช่างกลึง ซึ่งสมัยนี้ช่างกลึงไม่ค่อยมีความหมายเท่าไหร่ เพราะมีเครื่องไฟฟ้า มันปั่นอยู่ตลอด แต่สมัยโบราณมันใช้คนละวิธี มันต้องติดตามอย่าง ใกล้ชิดจึงจะได้งานที่สำเร็จออกมาได้ เช่นเดียวกัน เราดูลมหายใจเข้า ลมหายใจออก เราก็ต้อง ติดตามอย่างใกล้ชิด รู้ทันจริงๆ ไม่พลาดไม่ปล่อย จึงเป็นเหตุเรา อาศัยหลักว่าเรามีผู้รู้ รู้เท่าทัน ก็คอยฝึก อันนี้เป็นพื้นฐานของการ ฝึกกายคตาสติปัฏฐาน เวลาเราฝึกอยู่ ตั้งสติอยู่กับลมหายใจเข้า ลมหายใจออก หรือทุกเรื่องทุกแง่ทุกมุมของสติปัฏฐานทั้งกายเวทนาทั้งจิตทั้งธรรม คือในพระสูตรก็จะมีบทที่ทบทวน พอพระพุทธเจ้าสอนเรื่องมุมใดมุม หนึ่งหรือประการใดประการหนึ่ง จึงมีบททบทวน อย่างกายคตาสติก็ มี ๑๐ กว่าแง่ ๑๐ กว่ามุมที่ใช้พิจารณา เวทนาจิตก็อย่างหนึ่ง หรือธรรมมันมีอีกหลายประการ แต่ว่าทุกครั้งพอจบเรื่องหนึ่ง พระพุทธเจ้าทบทวนว่านี่คือวิธี การที่ทำให้กายคตาสติปัฏฐานให้สมบูรณ์ คือจะต้องรู้กายคือ กาย ภายใน กายภายนอก กายทั้งภายในทั้งภายนอก รู้การเกิดขึ้นของ ร่างกาย รู้การดับไปของร่างกาย รู้ทั้งการเกิดขึ้นทั้งการดับไปของ ร่างกาย รู้เพื่อให้มีความรู้ความเข้าใจ เพื่อมีญาณและมีความรู้ที่ เข้าใจความเป็นจริง และเพื่อให้มีสติสมบูรณ์ ๘๘ • ๑ ๙ ธั น ว า ค ม ๒ ๕ ๔ ๙


เมื่อมีความรู้ความเข้าใจในความเป็นจริง มีสติสมบูรณ์ เรา จะได้เป็นผู้ถอนออกจากตัณหาและอุปาทานในโลกไปได้ เมื่อเราเป็น ผู้ถอนอุปาทาน ตัณหาในโลกออกไปได้ เราจึงเป็นผู้ที่อยู่อย่างมั่นคง คือเรารู้ว่ากายมีเท่านั้น และก็อยู่อย่างสมบูรณ์ อยู่อย่างมั่นคง ภายในโลกนี้ คือมันแสดงถึงเป้าหมายของการฝึ ก หั ด จะเป็ น เรื ่ อ งกาย หรือเป็นอานาปานสติ หรือ เป็นเรื่องอื่นก็แล้วแต่ แต่มันมีเป้าหมาย ว่า เออ เราก็รู้ว่าภายในมียังไง ภายนอกมียังไง มันไม่แคบหรอก การฝึ ก สติ ป ั ฏ ฐาน เพราะว่ า ภายในเราก็ รู ้ อั น นี ้ ก ็ ง ่ า ยหน่ อ ย ภายนอกเราก็รู้ ก็ทุกคนเขาก็มีลมหายใจเข้าลมหายใจออก สัตว์ทุก ชีวิตก็มีลมหายใจเข้าลมหายใจออก เราก็รู้ เวลาเราเห็นอย่างนี้ เรา ก็ถอนตัวออกจากความเห็นแก่ตัวหรือการเห็นเฉพาะเรื่องของตัวเอง เพราะบางครั้งเราก็เป็นสิ่งที่คนอื่นอาจติเตียนได้ คนปฏิบัติธรรม จน...คือเขาเห็นสนใจแต่เรื่องตัวเองเท่านั้นแหละ ไม่เห็นประโยชน์ ของผู้อื่น ไม่สังเกตชีวิตของผู้อื่น ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ถ้าเราฝึกให้ถูกต้อง สมบูรณ์แบบตามที่พระพุทธเจ้าสอน มันไม่เป็นอย่างนั้น เพราะท่าน สอนอย่างตายตัว เราต้องสังเกตทั้งภายในทั้งภายนอก และก็ทำ ภายในภายนอกคือมันสอดคล้องกันยังไง มันอยู่ด้วยกันยังไง เพราะ เราแยกไม่ออกในแง่หนึ่ง ยังไงเราก็เป็นมนุษย์ คนอื่นก็เป็นมนุษย์ ก็เป็นมนุษย์ด้วยกัน ตัวเราก็ไม่ได้วิเศษอะไรจนเกินไปนัก เราก็ไม่ แตกต่างกัน พูดตามความเป็นจริง ปัญหาในธรรมะหรือสิ่งที่เราควรเข้าใจ หลักที่สำคัญที่ควรเข้าใจ และสติปัฏฐานเป็นสิ่งที่ช่วยอย่างมากที่สุด ส ติ ปั ฏ ฐ า น • ๘๙


ที่จะให้เข้าจุดนั้นมุมนั้นก็คือการเข้าใจในอนัตตา ความไม่เป็นตัวเป็น ตน คือเป็นสักแต่ว่ากายและก็ไม่ใช่กายของเรา มันเป็นกายของ ธรรมชาติ ลมหายใจเข้าลมหายใจออก มันจะเป็นของเราได้ยังไง มันก็เป็นของธรรมชาติ แต่เราจะรู้อยู่ ก็รู้อยู่ภายในตัวเรา แต่ว่าในที่สุดมันก็ไม่ได้มี ตัวมีตนอยู่ในนั้น ไม่มีอะไรที่เราจะมาจับว่านี่คือตัวบุคคลเป็นอย่างนี้ ตัวเราก็คืออย่างนี้ คือถ้าหากว่าเราไม่ได้คิดโดยใช้เหตุผล ถ้าคนยึด ว่าลมหายใจเข้าลมหายใจออกเป็นตัวเป็นตนของเขาก็ประสาทเต็มที อย่างนี้แหละมันบ้าแล้ว เพราะว่ามีแต่ลมเข้าลมออกอยู่ตลอด แต่คิดดูแล้ว พอเกิดความรู้สึกขัดข้องโดยลมหายใจเข้าลม หายใจออก ความรู้สึกของตัวตนก็แทรกเข้ามาทันที แค่เป็นหวัดสัก หน่อยหนึ่ง คัดจมูกหน่อยหนึ่ง อ้าว ทำไมเป็นอย่างนี้ ไม่น่าจะเป็น อย่างนี้เลย มันเริ่มบ่นเริ่มคิดเริ่���ปรุงแต่งแล้วล่ะ ออกจากความรู้สึก ตัวตน แต่มันไม่สังเกต มันไม่เห็นว่า เออ ก็สักแต่ว่าลมเข้าลมออก ลมเข้าที่สะดวกก็มี ลมเข้าที่ไม่สะดวกก็มี แค่ดูแค่นี้ คือเราเข้าถึง ธรรมะที่ลึกซึ้งที่สุดของพระพุทธศาสนา เข้าถึงการหลุดพ้นได้ พระพุทธเจ้าให้เรารู้พื้นฐานให้ดี แต่พื้นฐานไม่ใช่ว่าเป็นของ ต่ำ ไม่มีความหมาย ถ้าเรารู้พื้นฐานให้ดี มันเป็นสิ่งที่พาเราเข้าสู่สิ่ง ที่สูงสุดได้ในพระพุทธศาสนา อย่ามองข้ามขั้นตอนว่า เอ้อ เรื่องนี้ ไม่จำเป็น เราไม่จำเป็นต้องกำหนดลมหายใจเข้าลมหายใจออก เรา ๙๐ • ๑ ๙ ธั น ว า ค ม ๒ ๕ ๔ ๙


จะหลุดพ้นอย่างเดียวเลย โดยการเข้าสู่เป้าหมายของปรัชญา ก็เป็น ไปได้ยาก เราต้องมีพื้นฐานของสติที่สมบูรณ์ที่บริบูรณ์ ยิ่งโดยเฉพาะเช่น รู้การเกิด อย่างที่พระพุทธเจ้าสอน รู้การ เกิด รู้การดับ รู้ทั้งการเกิดและการดับ ก็เป็นหลักที่เราเข้าใจหลัก อนิจจัง เข้าใจในการเกิด คือในการกำหนดอานาปานสติ กำหนด ลมหายใจเข้าลมหายใจออก เรากำหนดการเกิดการดับเฉพาะเรื่อง การเกิดของลมหายใจเข้า การดับของลมหายใจเข้า การเกิดของลม หายใจออก การดับของลมหายใจออก แต่การเกิดการดับ เราเห็น ในเฉพาะเรื่อง แต่ถ้าเราเข้าใจในเรื่องนี้ชัดเจนทีเดียว การเกิดการ ดั บ มั น ก็ เ ป็ น กฎแห่ ง ธรรมชาติ ท ี ่ ค รอบคลุ ม ธรรมะทั ้ ง หมด ครอบ จักรวาลทั้งหมด เป็นส่วนที่ทำให้เราเกิดปัญญาได้ เกิดการคลี่คลาย ออกจากความยึดมั่นถือมั่นได้ คือมันมีเหตุ อย่างบทสุดท้ายในแง่นี้ พระพุทธเจ้าให้เรากำหนดว่าเรามีสติสมบูรณ์ ว่ากายเป็นอย่างนี้ ก็ เป็นสักแต่ว่ากาย คำศัพท์ว่าสักแต่ว่ากาย หรือสักแต่ว่าเวทนา สัก แต่ว่าจิต สักแต่ว่าธรรม มันเป็นธรรมะที่สูงมาก เพราะว่าเราไม่เคย พูดถึงโดยปกติ มันไม่คิดว่า เออ มันสักแต่ว่ากาย เราก็คิดว่ากาย ของเรา กายที่อายุมากเกินไป อายุน้อยเกินไป สูงเกินไป ต่ำเกินไป หนักเกินไป เบาเกินไป สวยเกินไป ไม่สวยเกินไป มันคิดโดยการ ปรุ ง มั น ไม่ ก ำหนดว่ า เออ สั ก แต่ ว ่ า กาย เป็ น ส่ ว นที ่ เ ราก็ ม า พิจารณาด้วยธรรม เออ มันสักแต่ว่ากาย ถ้าเราเห็นอย่างนั้นจริงๆ เราดูลมหายใจเข้าเราดูลมหายใจออก การเป็นผู้หญิงผู้ชายอยู่ตรง ไหน ความสวยความไม่สวยมันอยู่ตรงไหน ความชั่วความดีมันอยู่ ส ติ ปั ฏ ฐ า น • ๙๑


ตรงไหน ความสำเร็จ ความไม่สำเร็จ การสรรเสริญ การนินทามัน อยู่ตรงไหน มันมีแต่ลมหายใจเข้าลมหายใจออก แต่ถ้าเราจับจุดนี้นะ เราก็เห็นว่าที่เรายุ่งๆ วุ่นวายขึ้นๆ ลงๆ ตามอารมณ์เพราะว่าเราไม่ได้จับจุดกลาง เราไปจุดปลายแล้วก็ปรุง ไปเรื่อยๆ แต่ว่าถ้าเรากลับมาที่รู้ว่า เอ มันสักแต่ว่ากาย สักแต่ว่า ลมเข้าลมออกเป็นส่วนหนึ่งของกาย เกิดแล้วก็ดับ เราก็เบามาก สบายมากเลย เพราะว่าที่เราเป็นทุกข์อยู่ ที่วุ่นวายที่มีความพะรุง พะรังภายในจิตใจนั้น ก็เพราะว่าเราแบกเรื่องต่างๆ พอเราเห็นว่า เออ สักแต่ว่ากาย เราก็สามารถที่จะปล่อยตัณหา ปล่อยอุปาทาน ความยึดมั่นถือมั่นที่เคยมีไว้ ต่อร่างกายก็ดี ต่อโลกก็ดี เราก็ปล่อย ได้เลย เพราะดูแล้วแบกเท่าไหร่ก็หนักเท่านั้น มันไม่ค่อยได้มีอะไร เกิดขึ้น นอกจากความเหน็ดเหนื่อยและความเบื่อหน่าย เราปล่อย ดีกว่า อุปาทานและตัณหามันก็หลุดออกไปได้ ไม่ใช่เพราะว่าเราไป ทำลายหรือไปฆ่าอุปาทานกับตัณหา มันหลุดออกมันเขี่ยออกมันไม่ ปะปนกับจิตใจของเราเพราะเราเห็นตามความเป็นจริง เรามีสติมี ปัญญาที่เข้าใจในความเป็นจริง เรามีทรรศนะการมองตัวเองก็ดี มองโลกก็ดี โดยอาศัยธรรมะของพระพุทธเจ้า นี่คือเป้าหมายของ พระพุทธเจ้า เป้าหมายของพระศาสนา พาให้เราเป็นผู้ที่พ้นจาก อำนาจของความทุกข์ ความเศร้าโศก ทำให้เราเกิดความบริสุทธิ์ได้ ก็อย่างที่ได้เริ่มต้นในวันนี ้ หรือที่พระพุทธเจ้าเริ่มต้นในสติปัฏฐาน ๙๒ • ๑ ๙ ธั น ว า ค ม ๒ ๕ ๔ ๙


สูตร เป้าหมายคือการทำให้เราได้สัมผัสความบริสุทธิ์ สัมผัสหนทาง ที่ถูกต้อง พ้นจากอำนาจของความทุกข์ อำนาจของความเศร้าโศก ทั้งหลาย ให้เราเข้าสู่การดับทุกข์ที่แท้จริง ในวันนี้ ตอนเช้านี้ อาตมาก็คงให้ข้อคิดพอสมควรแก่เวลา ก็ขอให้เราทุกคนขอให้ตั้งใจนั่งสมาธิ เดินจงกรมด้วยการประคับ ประคองสติไว้ จะได้เป็นผู้สัมผัสสิ่งที่พระพุทธเจ้าปรารถนาให้เรารู้

ส ติ ปั ฏ ฐ า น • ๙๓


วันที่ ๑๙ ธันวาคม ๒๕๔๙ ธรรมบรรยายภาคบ่าย

ก า ร เ จ ริ ญ เ ม ต ต า

ในการภาวนาของเรา อย่างหนึ่งที่ควรให้ความสนใจก็คือ เรื่องการดำริไว้ในใจ พระพุทธเจ้าเรียกว่าสังกัปปะ ถ้าเราตั้งข้อ สังเกตไว้ที่ดำริ คือการคิดหรือความตั้งใจของเรา ก็จะคอยสังเกตพื้น ฐานของจิตใจ ก่อนอื่นก็ควรเข้าใจว่า มิจฉาสังกัปปะ กับสัมมาสังกัปปะ คืออะไร พระพุทธเจ้าท่านจะระบุไว้คือ ความดำริที่ไม่ถูกไม่ควร มิจฉาสังกัปปะคือ การดำริหรือคิดที่อาศัยกาม การเพลิดเพลินยินดี ในกามอารมณ์ เพราะจะเป็นเหตุยุให้ตัณหาเกิดขึ้น หรือมันคิดด้วย อำนาจของตัณหา และก็พยาบาทสังกัปปะ ความคิดที่อาศัยความ ไม่พอใจ ความขัดเคือง โทสะภายในจิตใจ และวิหิงสาสังกัปปะ คือความคิดที่ดำริในการเบียดเบียนก็มีก็เป็นส่วนหนึ่งของโทสะเช่น เดียวกัน แต่มันก็รุนแรงกว่า และความคิดที่สมควร ความคิดที่ถูก ๙๔ • ๑ ๙ ธั น ว า ค ม ๒ ๕ ๔ ๙


ต้อง สัมมาสังกัปปะ ความดำริชอบคือเนกขัมมะสังกัปปะ ดำริใน การออกจากกาม อพยาบาทสังกัปปะ ดำริที่คิดออกจากอำนาจของ แรงโทสะ หรือความไม่พอใจ แล้วก็อวิหิงสาสังกัปปะ ดำริที่ไม่ เบียดเบียน ก็ เ ป็ น เรื ่ อ งที ่ พู ด ในลั ก ษณะที ่ ค วามคิ ด ของเราค่ อ นข้ า งจะ หลากหลายมาก แต่พระพุทธเจ้าได้กลับมาให้ความสำคัญที่สุดใน เรื่องความคิดหรือความดำริ ๓ ประการนี้ เพราะว่าเป็นพื้นฐานของ จิตที่จะกุศลหรืออกุศล จะงามหรือไม่งาม จะเป็นประกอบด้วยบุญ หรื อ ประกอบด้ ว ยบาป ก็ เ ป็ น ที ่ น ่ า สั ง เกตว่ า ในเวลาพระพุ ท ธเจ้ า ปรารภเรื่องการดำริ ก็แค่ ๓ ประการที่ควรสนับสนุน ๒ ประการที่ เกี่ยวกับการไม่มีโทสะ ไม่มีการคิดเบียดเบียน ไม่มีการคิดด้วย อำนาจโทสะ ถ้าเราคิดในแง่มุมกลับ เราพูดเรื่องการคิดที่ไม่เบียดเบียน คิดที่ไม่มีโทสะ ถ้าคิดในแง่บวก ก็คือจิตใจที่มีเมตตา พื้นฐานของ จิตที่พระพุทธเจ้าสนับสนุนให้เราใช้ความคิด ใช้การดำริที่ปรารภ เมตตา ในการภาวนาที่จะทำให้จิตสงบ คือถ้าหากว่าเราคอยสังเกต ความคิดของเรา การดำริของเรา และให้เราระมัดระวังไม่ให้จิตตก อยู่ใต้อำนาจของการเพลิดเพลินในกามหรือเราคิดด้วยเนกขัมมะคือ การปรารภที่จะออกจากกาม ปรารภในสิ่งที่เป็นการสละทิ้งและก็เรา คอยสังเกตและพยายามยกจิตขึ้นไปสู่การดำริด้วยอำนาจของเมตตา จิ ต ของเราก็ จ ะคอยมี ก ุ ศ ลเป็ น พื ้ น ฐาน คื อ เราปรารภเรื ่ อ งมรรค ก า ร เ จ ริ ญ เ ม ต ต า • ๙๕


เพราะว่าสัมมาสังกัปปะก็เป็นส่วนหนึ่งของมรรคสัมมาทิฐ ิ สัมมา สังกัปปะก็เป็นข้อที่ ๒ ในอริยมรรค ๘ ในการระลึกถึงและก็ พยายามให้จิตใจของเราอยู่ในขอบเขตของการปรารภในการดำริที่ งดงาม ในการฝึกจิตของเราเข้าสู่เมตตา มันจะเป็นสิ่งที่มีอำนาจ ช่วยให้เราเกิดความสงบให้จิตใจของเราเกิดความงดงาม จะเป็นจิตที่ สงบง่าย เป็นจิตที่ไม่ลำบากในการตั้งด้วยสมาธิ พระพุทธเจ้าเวลาท่านระบุถึงอานิสงส์ของเมตตา คือ อันนั้น เป็นข้อหนึึ่งที่ท่านพูดอยู่ อยู่ในสูตรสูตรหนึ่งในอังคุตรนิกาย ท่านพูด ถึงอานิสงส์ ๑๑ ประการของการเจริญเมตตา ข้อหนึ่งก็คือจิตจะ สงบง่ายและเร็ว อย่างที่ถ้าเรามาปฏิบัติมาภาวนา อยากให้จิตสงบ และคนชอบถามวิธีที่เร็วที่สุดและง่ายที่สุดที่จะทำให้จิตสงบ คนชอบ ถามก็ต้องตอบว่า การทำจิตให้เต็มเปี่ยมด้วยความเมตตาคือวิธีที่เร็ว และง่าย คือจะสงบง่าย มันก็เป็นกำลังใจสำหรับพวกเราที่ปรารถนา ฝึกจิตให้เป็นสมาธิ เราก็ต้องคอยดูและคอยให้กำลังใจกับเมตตาจิต ของตัวเอง พระพุทธเจ้าท่านชอบพูดถึงอำนาจของเมตตาคือมันเป็นกุศล ที่ค่อนข้างจะแรงกล้าอย่างที่พระพุทธเจ้าท่านเปรียบเทียบ ในบรรดา การกระทำทั้งหลายที่พาเราเข้าสู่สวรรค์ เมตตาจะเป็นกำลังที่จะพา เราเข้าสู่สวรรค์ เราไม่จำเป็นต้องรอจนตายจึงขึ้นสวรรค์ เออ เราทำ จิตให้อิ่มด้วยเมตตา เต็มด้วยเมตตา เราก็อยู่เหมือนเราขึ้นสวรรค์ ในปัจจุบันในขณะนี้แหละ ๙๖ • ๑ ๙ ธั น ว า ค ม ๒ ๕ ๔ ๙


แต่พระพุทธเจ้าท่านเทียบไว้ ถ้าจะดูในกลางคืน แล้วก็ดูดวง ดาวต่างๆ คือมันไม่สว่างเท่าพระจันทร์เต็มดวง ท่านก็เทียบการ กระทำทั้งหลาย กุศลทั้งหลายที่จะพาเข้าสู่สวรรค์ มันเทียบไม่ได้ เหมือนกับเมตตาคือมันเด่นกว่ามัันงดงามกว่า มันมีแรงกว่ามีกำลัง มากกว่า หรือในกลางวันถึงจะมีความมืดเกิดขึ้นอย่างไร มันก็สู้ กำลังของพระอาทิตย์ไม่ได้ พระอาทิตย์ก็จะทำให้มีแสงสว่างเกิดขึ้น เช่นเดียวกันการกระทำทั้งหลายที่จะพาเราเข้าสู่สวรรค์ ก็ เทียบไม่ได้เท่ากับเมตตา เพราะมันแรงกว่า มันมีกำลังมากกว่า ก็ เป็นการคิดและระลึกถึงที่สำคัญ เพราะว่าเราทั้งในชาตินี้ก็ตามอยาก ให้มีจิตสงบอยากให้มีสมาธิ ชาติหน้าอยากจะไปสู่สุคติ เลยทั้ง ปัจจุบันเวลานี้ทั้งอนาคตก็ดี เราก็ต้องดู พระพุทธเจ้ายกเมตตาขึ้น มาเป็นกำลังที่จะพาเราเข้าสู่ที่หมายของเราที่เราปรารถนา เราผู้เป็นนักปฏิบัติควรที่จะให้ความสนใจและความสำคัญกับ การฝึกเมตตาของเรา การฝึกเมตตาก็มีหลายวิธีการ แต่ส่วนมากอาศัยการยกจิต เข้าสู่เมตตา การสำนึกต่อเมตตาจิต เช่นเราเอ็นดู เราเอื้อเฟื้อ เรา มีความอ่อนโยนภายในจิตใจของเรา และก็พยายามที่จะถนอมไว้ สนับสนุนไว้ เป็นที่น่าสังเกตในบทสวดแผ่เมตตาที่เราสวดประจำ เราก็เริ่มต้นโดย อหัง สุขิโต โหมิ ขอให้ข้าพเจ้าเป็นผู้ถึงสุข เราแผ่ ถึงตัวเองเสียก่อน มันเป็นเรื่องที่สำคัญมาก เพราะว่าโดยปกติคน เวลาจะแผ่เมตตามันจะข้ามตัวเอง ขอให้คนโน้นมีความสุข ตัวเอง ก า ร เ จ ริ ญ เ ม ต ต า • ๙๗


ยังทุกข์ยังเร่าร้อนอยู่ จิตใจยังหิวโหยอยู่ เหมือนกับว่าเดินทางโดย ไม่มีเสบียง เราก็เดินทางไม่ไกลก็เหนื่อยก่อน หมดแรงก่อน แต่ถ้า หากเราทำเสบียงให้บริบูรณ์ เราเดินทางไปไหนก็สบายมีกำลัง เช่นเดียวกัน เวลาเราจะแผ่เมตตา เราก็ต้องแผ่เมตตาให้ตัว เองเสียก่อน ให้ตัวเองระลึกถึงสภาพของจิตของตัวเอง เวลาเราแผ่ เมตตา เรานำสภาพของจิตที่งดงามเข้าสู่ตัวเอง เราก็พยายามที่จะ กำจัดแหล่งโทสะก็ดี อำนาจของการคิดเบียดเบียนหรือคิดจองเวรก็ดี หรือการคิดที่ไม่พอใจต่อคนอื่นก็ด ี หรือการเก็บอาฆาตต่อผู้อื่นก็ด ี เราก็ต้องดูว่าสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ทำลายคุณธรรมของตัวเอง เป็นสิ่งที่ ทำลายคุณงามความดีของตัวเอง และก็ต้องทำลายความสงบ ความ สว่ า ง ความปลอดโปร่ ง ในจิ ต ใจของตั ว เอง มั น เป็ น สิ ่ ง ที ่ ถ ้ า เรา ปรารถนาความสุขและความสงบคือเรากำลั ง จะเบี ย ดเบี ย นตั ว เอง กำลั ง จะขั ด ขวางต่ อ ความเจริ ญ ของตั ว เอง สมควรที ่ จ ะละแล้ ว สมควรที่จะทิ้งแล้ว สมควรที่จะยกจิตเข้าสู่เมตตาเอื้อเฟื้อต่อตัวเอง ทั้งๆ ที่มีเหตุผลมากน้อยแค่ไหนว่าเราก็เคยทำอย่างไร เขาก็เคยทำ อย่างไร เคยมีอะไรเกิดขึ้นในอดีตอย่างนี้อย่างนั้น เรื่องนี้มันสักแต่ ว่าเหตุผลที่เราอ้างอิงหรือพาดพิงสนับสนุนอกุศลมาเบียดเบียนตัวเอง เท่านั้น มันไม่เป็นไปเพื่อความเจริญ ไม่เป็นไปเพื่อความสบายของ ตัวเอง เรานึกขึ้นมา อหัง สุขิโต โหมิ ขอให้ข้าพเจ้าจงเป็นผู้ถึงสุข เราก็ต้องเมตตาตัวเองโดยการละและกำจัดแรงอกุศลที่อาศัยโทสะ อาศัยความไม่พอใจ อาศัยการคิดเบียดเบียน หรือคิดทำลายผู้อื่น ๙๘ • ๑ ๙ ธั น ว า ค ม ๒ ๕ ๔ ๙


เราก็จะต้องยกออกจากจิตใจทั้งหมด เพราะเราหวังความเจริญของ ตัวเอง เราหวังความสุขของตัวเอง ถ้าเราหวังความสุขของตัวเองมัน เกิดไม่ได้ ถ้าเรายังอุ้มไว้ซึ่งความดำริไว้ในใจที่มีโทสะอยู่ เหมือนกับเรา พอถึงตอนเย็นก็ดี เราร้อน เราเหนียวเหนอะ ร่างกายรู้สึกสกปรก เราอยากจะอาบน้ำ ถ้าเราไปอาบน้ำ แต่แทนที่ จะเอาสบู่มาถู เราก็เอาขี้โคลนมาถู เราก็เอาความสกปรกมาถูตัวเอง ไม่มีใครทำอย่างนั้นเลย ถ้าหวังจะได้ความสะอาด เราก็หาน้ำที่ สะอาด หาสบู่ที่จะชำระร่างกาย ร่างกายจึงจะสะอาดสบาย เช่นเดียวกัน ถ้าภายในจิตใจของเรา เราหวังความสงบ เรา หวังความสุข แต่เรายังฉาบทาจิตของตัวเองด้วยความคิด ความ สำนึ ก ระลึ ก ถึ ง สิ ่ ง ที ่ ป ระกอบด้ ว ยโทสะ สิ ่ ง ที ่ ป ระกอบด้ ว ยการ เบียดเบียน สิ่งที่ประกอบด้วยการจองเวร หรือคิดมีความขัดเคือง น้ อ ยใจต่ อ คนอื ่ น มั น ทำให้ จ ิ ต ของตั ว เองยั ง ทุ ก ข์ อ ยู ่ ยั ง มี อ กุ ศ ล ครอบงำ การยกเมตตาจิ ต ขึ ้ น มาเป็ น การชำระจิ ต ใจของตั ว เอง เป็นการฟอกจิตใจของตัวเอง เพื่อจะได้รับความสุข เพื่อจะได้รับ ความสงบ เพราะว่าแท้ที่จริงก็เป็นสิ่งที่เราปรารถนาอยู่แล้ว ถ้า หากว่าเรามีจิตใจที่ได้เริ่มมีเมตตาต่อตัวเอง เราก็ได้มีความปรารถนา ด้วยความจริงใจ ขอให้ข้าพเจ้าเป็นผู้ถึงความสุข ขอให้ข้าพเจ้าจง เป็นผู้ไม่มีเวร ขอให้ข้าพเจ้าจงเป็นผู้ไม่มีการเบียดเบียนซึ่งกันและกัน เลย ขอให้ข้าพเจ้าจงเป็นผู้ไม่มีทุกข์ ขอให้ข้าพเจ้ารักษาความสุขไว้ ก า ร เ จ ริ ญ เ ม ต ต า • ๙๙


ความปรารถนานั้นก็ค่อยๆ อิ่มในจิตใจ มีกำลังภายในจิตใจ ของเรา จิตของเราอิ่ม เราก็สามารถที่จะแผ่ไปถึงผู้อื่น และก็เป็นไป ด้วยความจริงใจ ความเต็มใจ ไม่เพียงแต่คำพูดอย่างเดียว ขอให้ สรรพสัตว์ทั้งหลายได้ถึงความสุขด้วย ให้สรรพสัตว์ทั้งหลายได้เป็นผู้ ไม่เบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย ขอให้สรรพสัตว์ทั้งหลายเป็นผู้ไม่มี ความทุกข์ ขอให้สรรพสัตว์ทั้งหลายรักษาตนให้เป็นสุข คือมันเป็น เอง เหมือนกับเราทำแก้วน้ำ เรารินน้ำใส่ พอเราเติมอีกมันก็ล้นออก เหมือนกัน ถ้าเมตตาเข้ามาสู่จิตของตัวเอง ยิ่งทำให้ตัวเอง มันก็ยิ่ง ล้นออก ยิ่งแผ่ออกไปให้ถึงผู้อื่น แต่ถ้าหากยังไม่มีความรู้สึกหวังความสุขต่อตัวเอง มันก็ยาก ที่จะหวังความสุขต่อผู้อื่น เพราะว่าอาจจะพูดได้อยู่ อาจจะคิดได้อยู่ แต่ว่ามันคิดด้วยหน้าที่หรือคิดด้วยความหวัง ถ้าเราทำด้วยจิตใจที่ อิ่มด้วยคุณธรรม มันเป็นด้วยธรรมชาติ และมันเต็มร้อ���เปอร์เซ็นต์ จริงๆ มันเป็นส่วนที่เราก็ต้องอาศัยการฝึกการหัด ให้จิตใจของเรายก ขึ้นไปสู่เมตตา การที่ทำให้จิตมีเมตตาคือ ทำให้เรามีความมั่นคง ไม่หวั่น ไหว เป็นธรรมชาติของจิตที่มีเมตตา คือถ้าหากว่าคนจะมาพูดยังไง มาว่ายังไง มาทำอะไรกับเรา เราก็มีเมตตาไม่หวั่นไหว คนเขาทำ ด้วยความโง่ ความเขลา ความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ เราจะไปหวั่นไหว ทำไม เราจะไปกลัวทำไม เราจะไปสงสัยทำไม คือเรารักษาเมตตา ของเรา ๑๐๐ • ๑ ๙ ธั น ว า ค ม ๒ ๕ ๔ ๙


คนอื่นถ้าหากเขาไปทำอะไรกับเรา คือถ้าหากเขาทำด้วย อำนาจโทสะ มันก็เหมือนกับพระพุทธเจ้าท่านเปรียบเทียบ เหมือน กับคนที่เขาเอาขี้ฝุ่นคือ ลมกำลังพัดมาถึงตัว เอาขี้ฝุ่นมาเขวี้ยงออก ไป ขี้ฝุ่นนั้นมันพัดเข้าใส่ตัว ก็เหมือนกัน ถ้าใครทำด้วยอำนาจของ โทสะ การกระทำนั้น ผลที่เกิดขึ้นมันกลับไปหาตัวเขา คือเราไม่มี ความจำเป็นที่จะต้องไปทำอะไร เราไม่ต้องไปแก้แค้น เราไม่ต้องไป จัดการ เราไม่ต้องไปเป็นผู้ที่คิดว่าเราจะต้องทำอะไรที่ทำให้เขามี ความ... คือสมน้ำหน้าอะไรอย่างนี้ คือธรรมชาติก็จัดการเอง แต่ถ้าหากว่าเราทำเช่นคนอื่นเขาทำโดยอำนาจของโทสะ เรา เองก็ไปทำด้วยอำนาจของโทสะ มันก็พอๆ กัน ต่างคนก็สร้างความ ทุกข์ซึ่งกันและกัน เหมือนเขาก็เอาขี้ฝุ่นมาเขวี้ยงใส่ลม ลมก็พัดใส่ หน้าของเขา เราก็ทำเหมือนกัน เหมือนเราก็เอาขี้ฝุ่นไปใส่ลม ลมก็ พัดมาใส่เรา มีแต่ลมเข้าตาทั้งนั้น มันมองอะไรไม่เห็นเลย อยู่กัน อย่างแปดเปื้อนอยู่ตลอด มันวุ่นวาย พระพุทธเจ้าเปรียบเทียบเหมือนกับบุรุษคนหนึ่ง แทนที่จะ บ้วนปาก ส่วนมากก็จะบ้วนปากลงใส่ดิน ถ่มน้ำลาย แต่ว่าคนไหน ถ่มน้ำลายไปบนฟ้า มันก็จะกลับมาใส่หน้าของเจ้าของ เหมือนกัน ถ้าเราไปทำอะไรด้วยอำนาจของโทสะมันก็กลับมาใส่หน้าของตัวเอง มันก็ไม่ใช่เป็นสิ่งที่น่าปรารถนา มันเป็นของที่น่าทิ้งอยู่แล้ว ควรจะ ถ่มไปในที่ที่ไม่เปื้อนไม่สกปรก แต่เรากลับไปใส่หน้าของตัวเอง มันก็ คำอีสานว่า “มัน บ่ คือ” มันไม่สม มันไม่ได้ตามที่ปรารถนา ก า ร เ จ ริ ญ เ ม ต ต า • ๑๐๑


แต่เช่นเดียวกัน ถ้าหากว่าเราทำด้วยเมตตา เรามีเมตตา ภายในจิตใจ เมื่อเราทำอะไร การกระทำนั้นก็กลับมาหาเราเช่น เดียวกัน แต่มันจะเป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์ เป็นสิ่งที่ดีงาม ไม่ต้อง ห่วง และเราไม่ต้องไปบังคับให้มันเป็นไปตามที่เราปรารถนา ตามที่ เราคิดอยากให้มันเป็น คือธรรมชาติมันก็จัดการเอง ไม่ต้องเอาตัว เรามาเกี่ยวข้อง แต่ขอให้เราเป็นผู้ที่ตั้งอยู่ด้วยเมตตา ถ้าหากว่าเราสามารถที่จะรักษาเมตตาจิตไว้ เราก็จะเป็นผู้ที่ มีความมั่นคงไม่หวั่นไหว พระพุทธเจ้าท่านเคยสอน ยิ่งโดยเฉพาะ เรื่องการพูด ในโลกเราคนมักจะพูดถูกจังหวะไม่ถูกจังหวะ พูดดีพูด ไม่ดี พูดจริงพูดไม่จริง พูดมีสาระ พูดไม่มีสาระ พูดโดยอำนาจ โทสะ ด้วยอำนาจเมตตา มันมีอย่างนี้แหละ ถึงคนจะพูดยังไง แต่ ถ้าเรารับด้วยเมตตา คือ เราเป็นผู้มีเมตตาในจิตใจของเรา เราไม่มี การหวั่นไหวเลย เราอยู่อย่างผู้มั่นคง ท่านยกเปรียบเทียบไว้ ถ้า หากว่ามีบุรุษคนหนึ่งพูดออกมาว่า ฉันจะทำลายดินในโลกนี้ เขาก็มี จอบกับปุ้งกี๋เท่านั้นแหละ เขาจะมาขุดดินให้มันหมด เขาสามารถที่ จะตั้งความหวังว่าเขาจะทำลายโลกนี้ด้วยการขุดดินมั้ย มันก็เป็นไป ไม่ได้ โลกมันไม่หวั่นไหว โลกไม่รู้สึกว่าสะเทือนเลย ก็ เ ช่ น เดี ย วกั น ถ้ า ผู ้ ม ี เ มตตา คนจะพู ด กั บ เขาหรื อ จะมี เหตุการณ์เกิดขึ้นกับตัวเอง ดีหรือไม่ดี จริงหรือไม่จริง เป็นสาระหรือ ไม่เป็นสาระ คือไม่หวั่นไหวทั้งนั้น พระพุทธเจ้ายกการเปรียบเทียบ ไว้ เช่น คนหนึ่งเขามีสีและมีพู่กัน เขาอวดว่า เขาจะวาดภาพ แต่ วาดภาพในอากาศ ถึงเขาจะวาดภาพมากน้อยแค่ไหน ใช้สีหลาก ๑๐๒ • ๑ ๙ ธั น ว า ค ม ๒ ๕ ๔ ๙


หลายมากน้อยแค่ไหน อากาศมันก็ไม่รับนะ ทำเท่าไหร่มันก็เหนื่อย เปล่า มันไม่สำเร็จ เพราะว่าอากาศมันไม่หวั่นไหว มันเป็นอย่างนั้น เอง มันอยู่อย่างนั้น มันมั่นคงอยู่แล้ว ผู้ที่มีจิตเมตตาก็เช่นเดียวกัน คือคนจะพูดหรือทำต่อเรา ดี ไม่ดี จริงไม่จริง ถูกไม่ถูก เราก็ไม่หวั่นไหว เพราะเราอาศัยเมตตา เราเป็นผู้มั่นคงด้วยเมตตาของเรา พระพุทธเจ้ายกเปรียบเทียบเหมือนกับมีบุรุษคนหนึ่ง เขามี ฟางที่มัดไว้ แล้วก็จุดไฟ มันก็แค่นี้ในมือ เขาก็พูดว่าเขาจะทำแม่น้ำ คงคาให้มันเดือดให้มันเหือดแห้งให้หมดเลยด้วยอำนาจของฟางที่มัด ไว้แล้วก็จุดไฟ เขาทำได้มั้ย ทำไม่ได้ ก็เช่นเดียวกัน บุรุษคนใดผู้ใด ที่มีจิตเมตตาและต้อนรับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในชีวิตของตัวเองแบบ ไหน อย่างไร ก็จะไม่หวั่นไหวเช่นเดียวกัน จะเป็นผู้อยู่อย่างมั่นคง มันก็เป็นการเปรียบเทียบ และก็เป็นภาพที่ค่อนข้างจะชัดเจน มาก พระพุทธเจ้าท่านยกย่องอำนาจของเมตตา ซึ่งเราผู้มาปฏิบัติ มาฝึกหัดรุ่นหลัง เราก็ต้องพยายามที่จะสำนึกต่อคำสอนของท่านคำ แนะนำของท่าน สิ่งที่ท่านให้ความสำคัญก็ควรที่จะพิจารณาไว้ ควร ที่จะให้การสังเกต ยิ่งโดยเฉพาะเรื่องเมตตา ในการภาวนาของเรา ถ้าหากว่าเราปฏิบัติโดยการระลึกถึงอดีตก็ดี หรือไปคิดเรื่องอนาคตก็ ดี แล้วก็มีแรงโทสะมาประกอบด้วย หรือความจองเวรก็ดี หรือการ ผูกอาฆาตไว้ก็ดี มันทำลายโอกาสของตัวเอง เราก็ต้องพยายามที่จะ ไม่ให้ความคิดเหล่านี้มาครอบงำจิิตใจ ก า ร เ จ ริ ญ เ ม ต ต า • ๑๐๓


เราสนับสนุนจิตที่มีเมตตาอย่างที่ยกในเบื้องต้น ก็เรื่องสัมมา สั ง กั ป ปะกั บ มิ จ ฉาสั ง กั ป ปะ คื อ มั น เป็ น ประเด็ น ที ่ ไ ม่ ย ากนั ก ที ่ จ ะ สังเกตที่จะพิจารณา คือเรากำลังทำอานาปานสติอยู่ ก็ดูลมหายใจ เข้าดูลมหายใจออก เราก็เอาอันนี้เป็นประเด็นสำคัญ แต่ว่าเราก็ยัง ต้องสังเกตดูว่าจิตของเรา เวลาเกิดการคิด เกิดการนึก มีการดำริ มั น ประกอบด้ ว ยอะไรบ้ า ง มี อ ะไรมาแทรกซ้ อ น ก็ ม ี ท ี ่ ม ั น ไปคิ ด เพลิดเพลินในกามวิตก มันก็มี แต่เราก็ต้องหาทางให้จิตค่อยเบา เราเห็นโทษของการเพลิดเพลินในกาม ซึ่งคนส่วนใหญ่เขาก็เข้าใจนะ แต่บางครั้งเวลาเราพูดเรื่อง เมตตา บางคนก็คือมันอุ้มรักษาไว้ซึ่งเหตุผลที่ยังเก็บความไม่พอใจไว้ หรือยังไม่ยอมที่จะให้จิตสละทิ้งสิ่งที่ยังเป็นมลทินอยู่ แต่เราก็ต้องเชื่อ พระพุทธเจ้าว่า ถ้าเราเป็นผู้นำเมตตาจิตเข้าสู่จิตใจของตัวเอง คือ ยกเว้นจากความพยาบาทความขัดเคือง วิหิงสาคือความเบียดเบียน เรายกเว้น มันจะยิ่งสบายกว่า ยิ่งสงบกว่า ยิ่งสอดคล้องกับหนทาง ที่จะเข้าสู่ความสงบได้ เราก็ต้องให้กำลังใจตัวเอง เป็นภาวะจิตที่เรา ก็สังเกตดู เวลาจิตของเรามีเมตตา มันต่างกับจิตที่อยู่ธรรมดา คิด นึกโดยสิ่งที่เป็นอกุศล ก็คอยสังเกตดู ถ้ า หากว่ า เราไม่ ส ามารถที ่ จ ะนึ ก ถึ ง คนสั ก คนหนึ ่ ง ที ่ เ รามี เมตตา อย่างน้อยก็นึกถึงอย่างอื่นก็ได้ แม้แต่เป็นสัตว์เดรัจฉานก็ได้ เรานึกโดยความเอ็นดู แล้วก็สังเกตดู ความรู้สึกอย่างนี้ มันแตกต่าง กันอย่างไร เป็นคุณเป็นประโยชน์กับเราอย่างไร แต่ยิ่งสังเกตยิ่ง ๑๐๔ • ๑ ๙ ธั น ว า ค ม ๒ ๕ ๔ ๙


ศึกษาดูจะเห็นว่า���ิตที่มีเมตตาเป็นจิตที่ไม่มีพิษมีภัย ไม่มีอันตราย เป็นสิ่งที่นำความสุขเข้ามา เป็นความสุขที่ค่อนข้างเยือกเย็น ไม่ใช่ ความสุขที่ตื่นเต้น ความสุขที่เยือกเย็น ความสุขนี้จึงเป็นเหตุที่ พระพุทธเจ้าว่าผู้มีเมตตาจิต อานิสงส์อย่างหนึ่งคือ จิตจะสงบเร็ว จิตจะสงบง่าย เราปฏิบัติเราภาวนาก็พยายามที่จะอาศัยเมตตาจิต ต่อจากนี้ไปก็อยากให้พวกเรา ก่อนที่จะแยกย้ายกัน หรือจะ ปฏิบัติตามโอกาสส่วนตัว อาตมาก็อยากให้พวกเราทุกคนนั่งกันด้วย การแผ่เมตตาเสียก่อน หรือยกเมตตาขึ้นมาสู่จิตใจ คือให้จิตใจของเรา ในการแผ่เมตตา คือมันไม่ได้อยู่ที่คำ ศัพท์ มันอยู่ที่ความรู้สึกภายในจิตใจที่มีความอบอุ่น มีความรู้สึก เอ็นดู มีความหวังดี ความหวังดีคือ ไม่ใช่ว่าเราจะต้องรักทุกคน แต่ว่าเราหวังดี เรามีเมตตาได้ มันเป็นสภาพจิตที่สำคัญ เรานั่งอยู่ อาตมาจะไม่พาสวด ให้นั่งหลับตาไว้ ให้จิตของเรา แต่ว่าเรานั่งอยู่ เรายกจิตของเราเข้าสู่ความเอ็นดู ความหวังดี และโดยการระลึกถึง ตัวเอง ขอให้ข้าพเจ้าจงเป็นผู้ถึงสุข เราก็อย่าเพิ่งไปคิดอะไรต่อ ให้ ความรู้สึกนั้นคอยก้องไว้ในจิตใจ บางครั้งเวลาเราแผ่เมตตา คล้ายๆ ว่าเราทำเป็นกิจวัตร เราทำด้วยรูปแบบ แต่ไม่ได้น้อมนำภาวะจิตเข้า สู่จิตของตัวเอง เราให้ความรู้สึกนั้นก้องไว้ในจิตใจของเรา ขอให้ ข ้ า พเจ้ า จงเป็ น ผู ้ ถ ึ ง สุ ข เราอยู ่ ก ั บ ลมหายใจเข้ า ลม หายใจออก ลมหายใจเข้า ก็ขอให้ข้าพเจ้าจงเป็นผู้ถึงสุข ลมหายใจ ก า ร เ จ ริ ญ เ ม ต ต า • ๑๐๕


ออกให้ความรู้สึกนั้นซ่าน แผ่ไปทั่วร่างกายของตัวเอง ขอให้ข้าพเจ้า จงเป็นผู้ถึงสุข และคอยสังเกตดูเวลาที่จิตเริ่มจะแส่ส่ายเราก็ยกขึ้นมาสู่ความ รู้สึกที่ว่า ขอให้ข้าพเจ้าจงเป็นผู้ไร้ทุกข์ เป็นการปรารถนาที่ดีงามของ ตัวเอง เราพยายามที่จะประคับประคองจิตใจของเราให้อยู่ในสภาพที่ เบิกบาน ขอให้ข้าพเจ้าจงเป็นผู้ไม่มีเวร คือเราไม่ปล่อยให้จิตมีการ จองเวร หรือคิดนึกถึงความประพฤติที่ไม่ควรแก่ผู้อื่น เราก็ขอให้ ข้าพเจ้าจงเป็นผู้ไม่มีเวร เราพยายามที่จะให้ลมหายใจเข้า ลมหายใจออกให้อ่อนโยน ให้ร่างกายของเราจิตใจของเราอ่อนโยน ขอให้ข้าพเจ้าจงเป็นผู้ไม่ เบี ย ดเบี ย นซึ ่ ง กั น และกั น คื อ ไม่ ป ล่ อ ยให้ จ ิ ต ใจออกไปในการ เบียดเบียนหรือคิดร้ายต่อผู้อื่น ขอให้ข้าพเจ้าจงเป็นผู้ไม่มีทุกข์ คือตราบใดที่เราปล่อยให้ จิตใจมีการคิดนึกโดยอำนาจของโทสะ คือเราจะมีอกุศลจิตครอบงำ โดยธรรมชาติผลของอกุศลคือทุกข์มันเป็นธรรมชาติ เราอยากยกจิต เข้าสู่กุศลให้จิตเป็นบุญ ให้จิตเป็นกุศล ผลธรรมชาติของจิตที่เป็น กุศลคือความสุข เราตั้งความปรารถนาไว้ในจิต ขอให้ข้าพเจ้าจงเป็น ผู้ไม่มีทุกข์ ๑๐๖ • ๑ ๙ ธั น ว า ค ม ๒ ๕ ๔ ๙


ขอให้ ข ้ า พเจ้ า จงรั ก ษาตนอยู ่ เ ป็ น สุ ข เถิ ด คื อ เรามี ค วาม ปรารถนาทุกคนที่จะมีความสุข และก็อยากจะรักษาไว้ แต่ความสุขนั้นต้องมีเหตุ ถ้าปราศจากเหตุไม่มีเหตุเพียงพอ ความสุขนั้นก็ไม่เกิด หรือเกิดก็ไม่มั่นคง จิตที่มีเมตตาจะเป็นจิตที่ สร้างความมั่นคงของความสุขไว้ เมื่อความรู้สึกภายในจิตของตัวเองรู้สึกอิ่มเอิบอยู่ เราก็ให้จิต นั้นระลึกถึงผู้อื่น เวลาเราระลึกถึงผู้อื่นหรือเราแผ่เมตตาไปถึงผู้อื่น มันเป็นเรื่องที่สำคัญในวิธีที่ตั้งจิต คือเราไม่ต้องเอาจิตของเราออกไป ข้างนอกไปหาผู้อื่น แต่ว่าเราตั้งจิตไว้ภายในตัวเอง อิ่มด้วยเมตตา และเหมือนกับเราเชิญหรือเราชวนผู้อื่นเข้ามาสู่จิตนี้ มันเป็นคนละ ประเด็น แต่มันได้ผลมากกว่า แล้วเมตตาจิตและสภาพของจิตจะ มั่นคงกว่าแยะ เราพยายามรักษาจิตของเราให้มีเมตตา แต่เหมือนกับเรา เปิดโอกาสให้บุคคลอื่น สัตว์อื่น หรือแม้แต่สรรพสัตว์ทั้งหลาย เข้า มาพบกันภายในจิตของเราที่มีเมตตาอิ่มเอิบอยู่แล้ว เมตตาจิตนั้นจะ ไม่หวั่นไหว จะยิ่งมีกำลังเพราะเรามีิเจตนาด้วย มีความหวังดีต่อผู้ อื่น ต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกันและเราตั้งความน้อมระลึกถึง ขอสัตว์ทั้ง หลายทั้งปวงจงเป็นผู้ถึงความสุข เป็นความรู้สึกที่บริสุทธิ์อยู่ อยากให้ ผู้อื่นที่ได้รับความสุขด้วย อยากให้ตัวเองมีความสุขด้วย อยากให้ สรรพสัตว์ทั้งหลายอยู่อย่างผู้มีความสุข ก า ร เ จ ริ ญ เ ม ต ต า • ๑๐๗


ขอสัตว์ทั้งหลายทั้งปวงจงเป็นผู้ไม่มีเวร เรารู้อยู่ว่ามนุษย์ก็ดี สัตว์ทั้งหลายทั้งปวงเขาก็ชอบหาเรื่องก็จริงอยู ่ แต่ว่าภายในจิตของ เรา เรามีความปรารถนาและความเห็นชัดว่า เออ แปลกหนอ คน เขามีความปรารถนาความสุข เขาไปจองเวรกัน เขาไปเบียดเบียน กัน ไปทำในสิ่งที่สร้างความทุกข์ ก็น่าสงสาร และด้วยอำนาจ ภายในจิตของตัวเองว่า เราเมตตาเอื้ออารี เราก็ขอสัตว์ทั้งหลายทั้ง ปวงจงอย่ า ได้ เ บี ย ดเบี ย นซึ ่ ง กั น และกั น เลย มั น เป็ น ความปรารภ ภายในจิตใจที่บริสุทธิ์ ขอสัตว์​ทั้งหลายทั้งปวงจงเป็นผู้ไม่มีทุกข์ เรารักษาจิตของเรา อยู่ด้วยความบริสุทธิ์ อยู่ด้วยความเบิกบาน อาศัยเมตตา เราเห็น ว่าเราก็ดีเขาก็ดีไม่มีใครอยากจะมีความทุกข์เลย และขอให้เขาได้เห็น อย่างนั้น ถึงจะไม่มาก อย่างน้อยยังดี ถ้าเรารอให้โลกอยู่อย่างไม่ เบียดเบียน ไม่เป็นทุกข์กัน จนกว่าเราเองจะไม่มีทุกข์ ก็รอไปเถอะ เราตายก่อน แต่ว่าเรามีโอกาสที่จะเลือก คือต่างคนต่างเลือกกันทั้งนั้น แต่ว่าเราเป็นผู้เลือก ขอให้เป็นผู้ไม่มีทุกข์ ด้วยความเมตตา เอ็นดู เอื้ออารี ปรารถนาว่าคนอื่นเขาจะเห็นอย่างนั้นด้วย จะเป็นไปเพื่อ ความสุขของเขา จะเป็นไปเพื่อความสุขของผู้อื่น จะเป็นไปเพื่อ ความสุขของสรรพสัตว์ทั้งหลาย จึงเราตั้งความปรารถนา ขอสัตว์ทั้งหลายทั้งปวงจงรักษาตน อยู่เป็นสุขเถิด เป็นความปรารถนาที่ดีงาม เราขอสัตว์ทั้งหลายทั้ง ๑๐๘ • ๑ ๙ ธั น ว า ค ม ๒ ๕ ๔ ๙


ปวงจงพ้ น จากทุ ก ข์ ท ั ้ ง ปวง ก็ เ ป็ น ความปรารถนาที ่ ท ำให้ ต ั ว เอง สามารถที่จะละมลทินภายในจิตใจ ไม่เก็บสิ่งที่แปดเปื้อนเจ้าของ และทำให้เรามีความสุข ถ้าหากว่าเราอยู่อย่างผู้มีความสุขก็อยู่ด้วยกันกับเพื่อนมนุษย์ คือเราอยู่กันได้อย่างสบาย เป็นสิ่งที่เราก็ต้องคอยฝึกคอยหัดให้จิต ของเรากลับสู่สภาพที่มีเมตตา แต่มันก็เกิดจากขณะจิตในเวลานี้ที่มี ความรู้สึกอบอุ่น มีความรู้สึกอิ่มเอิบ มีความรู้สึกเอ็นดู ในลม หายใจเข้า เราก็รักษาจิตที่มีความเอ็นดู ความอิ่มเอิบอยู่ ลมหายใจ ออก เราก็รักษาจิตที่มีความเอ็นดูมีความหวังดี ต่อจากนี้ไปขอให้เราทุกคน ใช้เวลาในภาคบ่ายในการนั่ง สมาธิ ในการเดินจงกรม คอยฝึกคอยหัดและคอยระลึกถึงประโยชน์ ของการมีเมตตาจิตเข้าสู่ตัวเอง ก า ร เ จ ริ ญ เ ม ต ต า • ๑๐๙


วันที่ ๑๙ ธันวาคม ๒๕๔๙

ถาม-ตอบ ปัญหาธรรมะ

ผู้ฟัง : กราบเรียนพระอาจารย์ปสันโนที่เคารพ วันนี้เป็นวัน อังคารที่ ๑๙ ธันวาคม ๒๕๔๙ เป็นวันที่ ๓ ของการปฏิบัติ มี คำถามเกี่ยวกับที่พระอาจารย์ได้เมตตาอธิบายเมื่อเช้านี้ ก็ยังมีคำถาม เรื่องของการแผ่เมตตา อานิสงส์ต่างๆ จะขอยกคำถามขึ้นกราบเรียน พระอาจารย์นะครับ เวลาที่เราเดินทางไ���ต่างประเทศแล้วแผ่เมตตาให้วิญญาณ ทั้งหลายที่อยู่บริเวณนั้น เขาจะเข้าใจภาษาไทยหรือไม่ หรือควรแผ่ เมตตาเป็นภาษาบาลี หรือสันสกฤต พระอาจารย์ : ไม่สำเร็จโดยภาษาสักอย่าง มันสำเร็จโดย คุณธรรมภายในจิตใจ ไม่อยู่ที่ภาษา อยู่ที่เมตตาจิตจริงๆ สภาพ ของจิตใจ เมตตาอยู่ตรงนั้น มันไม่ได้อยู่ที่คำศัพท์ เหมือนเราใช้การ บริกรรม ใช้พุทโธ ลมหายใจเข้าว่าพุท ลมหายใจออกว่าโธ แต่พูด ตามจริงมันใช้อะไรก็ได้ มันไม่อยู่ที่ภาษา มันอยู่ที่ความตั้งใจเมตตา ถ้าหากว่าเรามุ่งแต่ภาษาอย่างเดียว ไปไหนก็ไม่เข้าใจกันได้ แต่ว่า ถ้าเราให้ความสำคัญกับความรู้สึก บางครั้งคนถามหลวงพ่อชาว่า ๑๑๐ • ๑ ๙ ธั น ว า ค ม ๒ ๕ ๔ ๙


ท่านสามารถที่จะมีฝรั่งที่เป็นลูกศิษย์เยอะแยะได้อย่างไร เพราะว่า ฝรั่งก็พูดภาษาไทยไม่ได้ ท่านเองก็พูดภาษาฝรั่งก็ไม่ได้ จะได้รู้เรื่อง เข้าใจยังไง หลวงพ่ออธิบายว่าธรรมะก็ไม่ได้อยู่ที่ภาษา ยกตัวอย่าง เช่น เอาน้ำ นี่เป็นน้ำร้อนใช่มั้ย น้ำร้อนอยู่ที่กรุงเทพฯ ไปอุบลฯ มันไม่ใช่น้ำร้อนแล้ว มันเป็นน้ำฮ้อน เราไปประเทศที่เขาใช้ภาษา อังกฤษก็เป็น Hot Water เป็นภาษาจีนก็เป็นอีกชื่อหนึ่ง ไปอินเดียก็ เป็นอีกชื่อหนึ่ง ไปฝรั่งเศสก็เป็นอีกชื่อหนึ่ง ถ้าเราอาศัยภาษามันก็ สับสนวุ่นวายไม่รู้เรื่องว่าน้ำร้อนคืิออะไร แต่ถ้าหากว่าเราเพียงแต่เอานิ้วมือของเราจุ่มลงไปในน้ำ เรา รู้ทันที เออ อันนี้คือน้ำร้อน หลวงพ่อจึงบอกธรรมะคืออย่างนี้ มันไม่อยู่ที่ภาษา ธรรมะ อยู่ที่ความรู้สึก เราสนใจในธรรมะคือเราไม่ได้สนใจที่เขาเรียกอะไร แต่สนใจในความรู้สึกภายในจิตใจของตัวเอง เมตตาก็เช่นเดียวกัน มันก็ไม่ได้สำคัญที่ภาษา มันสำคัญที่ความรู้สึกภายในจิตใจว่าเรามี ความเอื้อเฟื้อมีความอารี มีความหวังดี มีความอ่อนโยนภายใน จิตใจ ไปไหนก็สบาย เทวดาเข้าใจกันนะ มนุษย์ก็เข้าใจกัน สัตว์ เดรัจฉานก็ยังพอเข้าใจได้ ผู้ฟัง : ขณะที่เราแผ่เมตตาไปให้เจ้ากรรมนายเวร และขอ อโหสิกรรมนั้น ให้กับผู้ที่เราเอ่ยชื่อหรือไม่เอ่ยชื่อก็ตาม แต่เหมือนว่า มั น จะไม่มีความรู้สึกว่าได้หมดกรรม เขาจะได้ ร ั บ การปลดปล่ อ ย และการอโหสิกรรมให้หลุดพ้นได้จริงหรือเปล่า ถ า ม - ต อ บ ปั ญ ห า ธ ร ร ม ะ • ๑๑๑


พระอาจารย์ : ก็เหมือนกันมันไม่ได้อยู่ที่คำศัพท์ ถ้าภายใน จิ ต ใจของเรา เราให้ อ ภั ย ยกโทษให้ อ ภั ย ให้ อ โหสิ ก รรมมั น ก็ ไ ด้ สำเร็จโดยความรู้สึก ส่วนเขาเองเขาจะยกโทษให้เรา มันก็เป็นเรื่อง ของเขาไม่ใช่เรื่องของเรา มันคนละหน้าที่กัน แต่ว่าเรามีหน้าที่ใน การยกโทษให้ อโหสิกรรมโดยการแผ่เมตตา เพราะตัวนี้เป็นสิ่งที่เรา ทำได้ เราจะบังคับคนอื่นสัตว์อื่น ชีวิตอื่นให้ทำแต่ที่เราคิดว่าเขาควร ทำ มันก็ยาก คนเป็นๆ อยู่ต่อหน้าเราก็ยังทำไม่ได้เลย เจ้ากรรม นายเวรที่เราไม่เห็นจะทำได้อย่างไรน้อ แต่ว่าสิ่งที่เราทำได้คือ เราสามารถที่จะยกเมตตาขึ้นมาสู่ จิตใจของตน และเราก็แผ่เมตตา ยกโทษให้อโหสิกรรม อันนี้ทำได้ ถ้าหากว่าเราทำได้ เราได้สร้างเหตุปัจจัยในโลกนี้ คือเป็นเหตุที่เป็น กุศล เราสร้างเหตุที่เป็นกุศล สิ่งที่กลับมาหาเราก็มักจะเป็นสิ่งที่ดี งาม ก็เป็นหลักธรรมชาติที่เราพูดกัน ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว ก็เป็น หลักธรรมชาติ แม้แต่สำนวนที่เราใช้กันในภาษาไทย ทำดีได้ดี ทำ ชั่วได้ชั่ว ที่จริงก็เป็นบรรทัดหนึ่งที่ออกจากธรรมบท แต่มันก็ไม่เต็ม ไม่บริบูรณ์เท่าไหร่ ในธรรมบทก็ว่าปลูกพืชฉันใด ได้ผลฉันนั้น ทำดี ได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว ก็คือเราปลูกพืชยังไง เราปลูกเอาเม็ดมะม่วงลงไว้ ในดิน ก็มีต้นมะม่วงขึ้นมา ไม่ใช่ว่าเป็นอย่างอื่น เอาบอระเพ็ดลงใน ดินบอระเพ็ดก็ขึ้นมา ยังไงมันก็ขมเหมือนบอระเพ็ดนี่ เอามะม่วงลง ปลูก มันก็มีมะม่วงขึ้น มันก็หวานแบบมะม่วง ความดีมันมีผล ความชั่วมันก็มีผล เราก็ต้องสังเกตดูว่าเรา ต้องการอย่างไร เราอยากได้มะม่วงหรืออยากได้บอระเพ็ด เราก็ต้อง เลือกเอาเอง เราก็ทำได้ ๑๑๒ • ๑ ๙ ธั น ว า ค ม ๒ ๕ ๔ ๙


ผู้ฟัง : การที่มีการกล่าวว่า การเข้าปฏิบัติวิปัสสนากรรม ฐานนั้น จะได้บุญมาก และสามารถที่จะอุทิศส่วนกุศลที่เกิดจากการ ปฏิบัตินั้นให้กับผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็นญาติหรือบิดามารดาผู้ ล่วงลับไปแล้ว ถามว่า บุญนี้จะส่งไปถึงผู้ที่ล่วงลับได้อย่างไร พระอาจารย์ : ก็สำเร็จอยู่ที่จิต แต่ว่าเราก็ต้องเข้าใจในการ อุทิศส่วนบุญกุศล พระพุทธเจ้าเองบอกว่า เวลาเราอุทิศส่วนบุญ กุศลที่จะเรียกว่าส่งไปโดยตรงเหมือนส่งไปรษณีย ์ EMS มันก็ถึงเร็ว หน่อย แต่มันก็จะมี...คือถ้าหากว่าผู้ที่อยู่ในสวรรค์ก็ไม่รับ อยู่ในนรก ก็ไม่รับ คือมันเป็นเฉพาะเปรตชนิดหนึ่ง ซึ่งเปรตมันก็เยอะแยะน่ะ หรือจะเรียกเป็นผีเป็นเปรต มันเป็นชนิดเดียวที่รับโดยตรง ในพระ สูตรที่มีฆราวาสถามพระพุทธเจ้าว่า ถ้าอย่างนั้นเราจะแน่ใจได้ยังไง ว่าเรามีญาติอยู่ที่นั้นที่จะรับ พระพุทธเจ้าก็อืม คืออาจจะไม่เป็นผู้ที่ เราระบุโดยตรง ยังไงก็ต้องมีญาติสักคนหนึ่ง ผู้ที่เรามีส่วนเกี่ยวข้อง เพราะว่าเราเวียนว่ายตายเกิดมานาน มันต้องมีผู้ที่อยู่ตรงนั้น อีกแง่หนึ่งของการอุทิศส่วนบุญกุศล คือ การอุทิศก็ส่วนหนึ่ง การอนุโมทนาในบุญที่เราทำก็เป็นอีกแง่หนึ่ง เวลาเราเองได้ทำบุญ ทำสิ่งที่ดีงามอุทิศให้ผู้ล่วงลับไปแล้ว เราก็ได้ทำด้วยจิตใจที่มีความ เอื้อเฟื้อ ความให้ความอยากให้เขาสบาย คืออยู่ในภูมิต่างๆ บางที เขาก็ ส ามารถที ่ จ ะรั บ รู ้ ว ่ า เรากำลั ง ทำอะไร เขาไม่ ไ ด้ ร ั บ การอุ ท ิ ศ โดยตรงแต่เขาอนุโมทนา เขาเห็นเราทำความดี แล้วเขาเกิดจิตที่ อนุโมทนาในความดีนั้น อันนั้นก็เป็นบุญของเขา การอนุโมทนาเป็น บุญของเขา การอุทิศเป็นบุญของเรา คือมันคนละขั้นตอนกัน การ ถ า ม - ต อ บ ปั ญ ห า ธ ร ร ม ะ • ๑๑๓


อุทิศก็ไม่มีความเสียหายอะไร คือที่ว่าเปอร์เซ็นต์ที่จะมีญาติหรือผู้ที่ เรามีความผูกพันในอดีตชาติ เปอร์เซ็นต์มันสูงอยู่แล้วที่จะได้ อาจ จะไม่ได้เป็นบุคคลที่เราระบุ แต่ก็โอกาสที่ผู้ที่ได้ล่วงลับไปแล้วได้มี โอกาสรับรู้ หรืออย่างแม้แต่ที่เราสวดตอนเช้า การอุทิศ ถ้าเขาไม่รับ รู้ก็ขอให้เทวดาช่วยบอกด้วย มันก็เป็นเรื่องที่เราเปิดจิตใจของเรา กว้าง เขาก็รับรู้ เขาก็ได้อนุโมทนา เขาก็ได้มีส่วนบุญในการรับรู้ ผลที่เกิดขึ้นมันเป็นผลที่ดี มันก็ค่อยสูงขึ้นไปอีก ไม่เสีย ถึงเหลือแต่ เปอร์เซ็นต์น้อยๆ ที่มันไม่ถึงเลย แต่ว่าตัวเราทำการอุทิศส่วนบุญ กุศลเป็นสิ่งที่เราพัฒนาตัวเอง พัฒนาคุณงามความดีของตัวเอง มัน ก็เป็นสิ่งที่มีประโยชน์มากทีเดียว การอุทิศส่วนบุญกุศลจึงเป็นสิ่งที่ สมควรทำเสมอ ผู้ฟัง : เป็นคำถามซึ่งพระอาจารย์เพิ่งจะตอบไปว่า ถ้าอุทิศ เพียงครั้งเดียว เฉพาะวันแรกที่เข้าปฏิบัติแล้วก็ปฏิบัติไปเรื่อยๆ โดย ไม่ทำทุกๆ ครั้งจะได้หรือไม่ แล้วก็ไปทำวันสุดท้ายเลยจะได้หรือไม่ เมื่อสักครู่นี้พระอาจารย์เพิ่งตอบว่าให้อุทิศไปเรื่อยๆ พระอาจารย์ : คื อ อุ ท ิ ศ ไปเรื ่ อ ยๆ อี ก แง่ ห นึ ่ ง ก็ เ ป็ น อี ก ประเด็นหนึ่งที่มันไม่ใช่อยู่ที่คำศัพท์หรือพิธีกรรม มันอยู่ที่จิตของเรา คือเราทำพิธีกรรมเพื่อกระตุ้นจิตใจที่สำนึกต่อการอุทิศ มันไม่ขลังอยู่ที่พิธีกรรม มันขลังอยู่ที่จิตของตัวเอง ที่มีความ รู้สึกแบ่งปันอุทิศ มีความหวังดีห่วงใยต่อเพื่อนที่ร่วมโลกด้วยกัน ร่วม วัฏสงสารด้วยกัน มันสำคัญอยู่ตรงนี้ ๑๑๔ • ๑ ๙ ธั น ว า ค ม ๒ ๕ ๔ ๙


มันไม่ได้สำคัญที่คือพิธีกรรมเป็นสิ่งที่ช่วยทำให้เราสำนึกและ รวบรวมจิตใจ แต่ว่าเราก็ต้องเข้าใจว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดคือจิตของเรา เอง เราก็พยายามที่จะมีความสำนึกแล้วก็แบ่งส่วนบุญกุศลยิ่งมากยิ่ง ดี คือตัวเองก็ได้รับประโยชน์ เราก็มีความอิ่มเอิบ จิตใจมีความเปิด กว้างขึ้นไปโดยอำนาจของคุณธรรม แต่ก็เป็นที่สังเกตอย่างที่เวลา อาตมาเองแนะนำอุทิศตอนเช้า อุทิศตอนกลางคืน ก็ทำบ่อยๆ แต่ก็ ไม่ต้องรอให้ถึงทำวัตรเสร็จตอนเช้าตอนเย็น ทำไปเรื่อยๆ มีการ สำนึกและมีการระลึกถึงจิตใจยิ่งอิ่มเอิบยิ่งดี ผู้ฟัง : ในขณะที่ปฏิบัติแล้ว สามารถที่จะอุทิศส่วนกุศลด้วย ตัวเองได้หรือไม่ เพราะบางครั้งไม่ได้อยู่ในห้อง พระอาจารย์นำ... พระอาจารย์ : อ๋อ มันไม่ได้อยู่ที่พระอาจารย์หรอก มันขึ้น กับโยม อาตมาไม่ได้อุทิศให้ โยมแหละทำ ผู้ฟัง : ถ้าเคยทำกรรมไม่ดีไว้ แต่เจ้ากรรมอโหสิให้แล้ว ยัง ต้องรับผลกรรมนั้นหรือไม่ พระอาจารย์ : ไม่ตายตัว คือเรื่องกรรมเราต้องเข้าใจว่า มันสลับซับซ้อนมาก ถ้าเราพยายามที่จะเข้าใจทุกแง่ทุกมุมของกรรม พระพุทธเจ้าบอกว่าจะบ้าก่อน ศีรษะจะแตก มันไม่ไหว มันเป็น เรื่องละเอียด ผลของกรรมมันก็สามารถที่จะเกิดขึ้นได้ คือไม่ในชาติ นี้ก็ชาติหน้า ไม่ในชาติหน้า ชาติถัดไป ถัดไปเท่าไหร่ท่านก็ไม่ระบุ ถ า ม - ต อ บ ปั ญ ห า ธ ร ร ม ะ • ๑๑๕


อาจจะกัปนี้ก็ได้กัปหน้าก็ยังได้ คือเราเวียนว่ายตายเกิดเป็นกัปเป็น กัลป์จริงๆ กรรมก็ยังสามารถที่จะส่งผลได้ อันนี้เป็นเรื่องที่เราก็ต้อง ยอมรับ แต่ว่าอีกแง่หนึ่ง เราก็เคยทำกรรมทุกคน มันก็จำเป็นที่จะ ต้องมีกรรมที่คอยตามมาสนอง แต่ถ้าหากว่าเราได้ให้ความสนใจให้ ความสำคัญกับกุศลธรรม และยิ่งโดยเฉพาะพรหมวิหาร มันเป็นการ กระทำที่ช่วยทำให้กรรมที่ไม่ดีมีผลน้อยลง คืออำนาจของพรหมวิหาร ๔ อำนาจของเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา มันช่วยตัดกำลังของ สิ่งที่เคยทำในอดีต แต่จะรับรองร้อยเปอร์เซ็นต์ มันไม่รับรองหรอก เรียกว่าความสลับซับซ้อนของกรรม โอกาสที่จะมีผลเกิดขึ้นมันก็ม ี ได้เสมอ แต่พูดถึงทั่วๆ ไป พระพุทธเจ้าระบุไว้คือการที่ได้เจริญพรหม วิหาร ๔ เจริญเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา เป็นกำลังที่สำคัญ มากในการอยู่ในวัฏสงสาร ทำให้กรรมมี...คือ การเกิดขึ้นกับเรา ค่อนข้างเป็นสิ่งที่ช่วยเรา หรือเป็นสิ่งที่น่าปรารถนาต่อเรา หรือตัด กำลังของความชั่วที่เคยทำไว้ มีสูต รสูตรหนึ่งที่พระพุทธเจ้าพูดถึง อย่างท่านยกเปรียบ เทียบเหมือนกับเราเอาเกลือสักกำหนึ่งไปใส่ในแก้วน้ำ มันก็จะเค็ม แต่ถ้าหากว่าเราเอาเกลือสักกำหนึ่ง ปริมาณเท่าๆ กัน ไปใส่แม่น้ำ คงคา มันก็ไม่ได้ทำให้แม่น้ำเค็ม มันต่างกัน ก็เหมือนกันแหละคือ การกระทำที่ทำไว้ ถ้าเรามีความดีน้อย มีกุศลน้อย มีบุญน้อย มัน ก็ส่งผลอย่างร้ายแรง เหมือนเราเอาเกลือไปใส่ในแก้วน้ำ ถ้าหากว่า ๑๑๖ • ๑ ๙ ธั น ว า ค ม ๒ ๕ ๔ ๙


เราเจริ ญ ในสิ ่ ง ที ่ เ ป็ น กุ ศ ลเป็ น บุ ญ เป็ น สิ ่ ง ที ่ ป ระกอบด้ ว ย คุณธรรม อำนาจของคุณธรรมก็ทำให้ความชั่วนั้นจางไป น้อยไป มันแทบจะไม่ได้สังเกต อันนี้เป็นเรื่องที่เป็นไปได้ พระพุทธเจ้าก็ เปรียบเทียบง่ายๆ ผู้ฟัง : การที่เราขออโหสิกรรมมีผลอย่างไร และความหมาย ของคำว่าอโหสิกรรมคืออะไร พระอาจารย์ : ปกติ ค นชอบขออโหสิ ก รรมกั บ เจ้ า กรรม นายเวร คนที่อยู่ในอดีต สิ่งที่ไม่เห็น ไม่ค่อยยอมขออโหสิกรรมกับ คนที่อยู่ใกล้ชิดเลย มันเป็นเรื่องที่เป็นปัญหามาก เราก็ต้องยอมเป็น ผู้ที่เห็นและยอมรับเวลาเราทำผิดพลาดหรือทำไม่เหมาะไม่ควร เราก็ ยอมขออโหสิกรรม เพื่อจะได้อยู่กันอย่างสามัคคีอย่างพร้อมเพรียงกัน นึกถึงตัวอย่างของพระ คือ พระอานนท์ เวลาพระพุทธเจ้า สิ้นไป พระองค์อื่นก็ถือโอกาสที่จะ...มันก็เป็นการฟ้องเพ่งโทษของ ท่าน มีตั้ง ๑๐ ประการ เรื่องก็ค่อนข้างจะจุกจิกและท่านเองท่านก็ ไม่ทำบ้างหรือทำก็ไม่มีเจตนา แต่ว่าพระอานนท์ท่านเห็นว่า ท่าน เหล่านั้นก็เป็นพระเถระผู้ใหญ่ ท่านก็ได้ท้วงติงอยู่ในคณะสงฆ์ และ ท่านก็ขอให้ยกโทษให้ขออโหสิกรรม คือ ไม่เจตนาก็จริง แต่ก็ขอให้ ยกโทษให้ ขออโหสิกรรมเพื่ออยู่อย่างสามัคคี เรื่องนี้เป็นตัวอย่างที่ยอดเยี่ยมมาก แต่ว่าเราที่อยู่ในสังคม อยู่ในชีวิตประจำวันลองคิดดู ถ้าหากว่าเราสามารถที่จะลดทิฐิมานะ ถ า ม - ต อ บ ปั ญ ห า ธ ร ร ม ะ • ๑๑๗


ของตัวเองสักนิดหนึ่ง เราก็ขออโหสิกรรม ถ้าหากว่าเรามีอะไรที่ผิด พลาด ขออย่าได้ถือเลย เราจะสบายแค่ไหน ก็สบายมาก เรื่องขอ อโหสิกรรมกับเจ้ากรรมนายเวรก็ไม่ต้องพูดถึงเลย พูดเรื่องคนเป็นๆ ที่เราอยู่ด้วยดีกว่า ผู้ฟัง : การปฏิบัติสมาธิยังไม่ตั้งมั่น ถ้าเราจะเริ่มต้นเจริญ เมตตาภาวนาทุกครั้ง ก่อนจะเจริญอานาปานสติ จะทำให้เกิดความ ล่าช้าในการปฏิบัติหรือไม่คะ พระอาจารย์ : คือถ้าหากว่าการทำจิตให้เป็นกุศล ให้จิตใจ ดีงามปลอดโปร่ง มีคุณธรรมประกอบด้วย เป็นการล่าช้า อาตมา ก็ไม่รู้จะปฏิบัติยังไง มันไม่เสียเวลาเลย บางทียิ่งรวดเร็ว บางครั้ง คนก็มัวแต่จะบังคับจิตให้อยู่กับลมเข้าลมออก อึดอัดใหญ่เลย ทั้ง น้อยใจตัวเอง โกรธตัวเองว่าทำไม่ได้ แล้วก็มองคนอื่นแล้วก็ไม่พอใจ กับเขาด้วย ปฏิบัติมันได้ผลยังไง นี่มันเป็นส่วนการทำจิตให้มีเมตตา เป็นอุบาย เป็นวิธีการที่ทำให้เราได้เกิดกุศลธรรม มีจิตที่ปลอดโปร่ง มีจิตที่ค่อนข้างจะอิ่มเอิบ จึงเป็นเหตุที่อาตมาได้อธิบายตอนภาคบ่าย ว่า พระพุทธเจ้าบอกอานิสงส์อย่างหนึ่งของการแผ่เมตตา หรือการ ฝึกเมตตาจิตคือสมาธิจะได้ง่ายและเร็ว ผู้ฟัง : การมาทำสมาธิกันเป็นกลุ่มหรือว่าทำคนเดียวจะได้ ผลดีกว่ากันครับ ๑๑๘ • ๑ ๙ ธั น ว า ค ม ๒ ๕ ๔ ๙


พระอาจารย์ : มันไม่ตายตัว คือมันก็ต้องดูตัวเอง คือ ไหนๆ มาเป็นกลุ่มก็ให้ปฏิบัติเป็นกลุ่ม ถ้ามาปฏิบัติในกลุ่มแล้วก็คิด ว่าเมื่อไหร่จะได้อยู่คนเดียวจะได้ปฏิบัติได้ อยู่กับคนอื่นไม่ได้ มันก็ ตัดโอกาสของตัวเอง คือโอกาสที่จะอยู่กับกลุ่มก็มีส่วนที่...คือไม่มี อะไรที่มีแต่ดีอย่างเดียว มันมีข้อดี มีข้อเสีย มันก็ต้องดูว่าข้อดีข้อ เสียมันสมดุลยังไง แล้วเราพอดีกันยังไง ข้อดีของการปฏิบัติเป็น กลุ่มคือ คนอื่นก็กำลังจะปฏิบัติเราก็มีกำลังใจในการปฏิบัติพร้อมๆ กัน เป็นเรื่องธรรมดาที่กำลังและศรัทธาของตัวเองมันก็ขึ้นๆ ลงๆ เราก็ปฏิบัติพร้อมๆ กัน มันก็ดึงกัน ช่วยกันให้ปฏิบัติ แล้วก็มีเป็น เวลา มีโอกาสได้ฟังธรรมด้วย ก็เป็นส่วนที่ช่วยในการปฏิบัติ ข้อเสีย ก็มี เพราะว่าเราปฏิบัติหลายๆ คน มันก็มีการสัมผัสที่อาจจะไม่ได้ สงบนิ่งเท่าที่ควร แต่มันก็เป็นข้อเ���ีย แต่มันก็ดูแล้วข้อดีก็มีข้อเสียก็ มี แต่ก็ช่วยให้เรามีพื้นฐาน เพราะว่าไม่ใช่ว่าชีวิตของเรา เราปฏิบัติ ในกลุ่มตลอดปีหนึ่ง ๓๖๕ วัน มันก็แบบนี้แหละ หรือปีหนึ่งสัก ๗ วัน มันก็ไม่ใช่ว่าอะไรเรามากมาย มันก็เป็นครั้งเป็นคราว เราอยู่ เป็นกลุ่มมันก็ได้ผลดี การปฏิบัติคนเดียวมันก็มีผล บางอย่างเราก็สามารถกะเวลา ของตัวเองตามกำลังของตัวเองตามศรัทธาของตัวเอง เราก็อยู่คน เดียว บางทีความนิ่งความสงบก็สามารถที่จะเกิดขึ้นได้โดยง่าย ก็ เป็นข้อดี ข้อเสียก็มีเหมือนกันแหละ อยู่คนเดียวคือคิดจะนอนเมื่อ ไหร่ก็นอนได้ คิดจะลุกไปเปิดโทรทัศน์เมื่อไหร่ก็ทำได้เลย มันไม่ บังคับตัวเองเท่าที่ควรเป็นบางครั้ง ถ า ม - ต อ บ ปั ญ ห า ธ ร ร ม ะ • ๑๑๙


การฟังเหตุผลของสิ่งที่จูงเราออกจากการปฏิบัติมันก็เยอะ แยะ ถ้าเราอยู่คนเดียวมันน่าเชื่อหมดเลย มันมีทั้งข้อดีข้อเสีย ไม่มี อะไรที่ว่าวิธีนี้ดีที่สุดแน่นอน เราก็ต้องดู อันไหนที่เป็นประโยชน์ ผู้ฟัง : การที่เรากำหนดถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์หรือพระพุทธรูปหรือ ปูชนียสถานอันศักดิ์สิทธิ์ที่เราเคารพนับถือ เพื่อทำให้เกิดความสงบ และเบิกบานในจิตใจ ถือว่าเป็นการปฏิบัติที่ผิดหรือไม่ครับ พระอาจารย์ : ก็ต้องดูว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์นั้น ศักดิ์สิทธิ์ตาม แนวทางของพระพุทธศาสนามากน้อยแค่ไหน เพราะว่าเราเมาแค่ ไหน เมาในของศักดิ์สิทธิ์ มันเป็นสิ่งที่เรา...คือมันถ่ายทอดกันมา นานและเป็นสิ่งที่มีประโยชน์ไม่น้อย คิดดูแม้พระพุทธเจ้าเอง เวลา ท่านจะปรินิพพาน ท่านได้ให้เอาอัฐิธาตุของท่าน แบ่งให้ไปทำเจดีย์ ในสถานที่ที่ท่านได้เกิด ได้ตรัสรู้ ท่านได้แสดงธรรมเทศนา ท่านได้ ปรินิพพาน โดยการระบุว่าใครไปกราบใครไปไหว้ตรงนั้น จะมีการ สำนึก จิตใจจะเป็นกุศล จิตใจจะได้มีกำลัง เป็นสิ่งที่เป็นเหตุที่ในรุ่น หลัง เช่น การสร้างเจดีย์หรือสร้างสถานที่เพื่อระลึกถึงพระพุทธพระ ธรรมพระสงฆ์ ก็ว่ามีความสำคัญ การที่ได้มีศิลปะในพุทธศาสนาเกิดขึ้นหลากหลาย ไม่ใช่ เฉพาะในทางฝ่ายเถรวาทของเราก็หลากหลายอยู่แล้ว สายอื่นเขาก็มี เช่นเดียวกัน ล้วนแต่เป็นสิ่งที่ปลุกเร้าศรัทธาให้เกิด คือ แรงศรัทธา เป็นสิ่งที่สำคัญ เพราะว่าถ้าเราสำนึกถึงอินทรีย์ ๕ ศรัทธา วิริยะ ๑๒๐ • ๑ ๙ ธั น ว า ค ม ๒ ๕ ๔ ๙


สติ สมาธิ ปัญญา เป็นสิ่งที่มาทำให้เรามีกำลังในการปฏิบัติในการ ฝึกหัด ศรัทธาเป็นเหตุให้เกิดวิริยะ คือถ้าหากว่าศรัทธายังไม่มีเท่า ไหร่ วิริยะความพากเพียรก็มักจะมีน้อย เลยเป็นสิ่งที่มีความสำคัญ แต่ก็ต้องดูอีกแง่หนึ่งอีกมุมหนึ่ง เพราะว่าศรัทธานั้นมันก็ต้องสมดุล ด้วยปัญญา เพราะบางครั้งสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่คนเชื่อถือกัน หรือมีความ นับถือกัน ก็กลายเป็นสิ่งที่งมงาย เป็นสิ่งที่ทำให้ปิดบังพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ทำให้ไขว้เขวออกจากหนทางอันประเสริฐของ การปฏิบัติ มันก็เป็นดาบสองคม เราก็ต้องมีปัญญาเพียงพอที่จะ เลือกว่าสิ่งที่เสริมศรัทธาตามแนวทางของพระพุทธศาสนา และสนอง เจตนาของพระพุ ท ธเจ้ า เอง คื อ อะไร มั น เป็ น เรื ่ อ งที ่ ต ้ อ งใช้ ก าร พิจารณา ถ้าเราใช้ถูก ของศักดิ์สิทธิ์ก็เป็นสิ่งที่ช่วยเราได้เยอะ และ ช่วยให้เรามีกำลัง กำลังเพื่ออะไร กำลังเพื่อปฏิบัติ ผู้ฟัง : เมื่อนั่งสมาธิแล้วพบแต่ความสงบหรือความว่างเปล่า ควรจะทำอย่างไรต่อไป พระอาจารย์ : เวลาจิตใจสงบ จิตใจสงบแล้ว เราก็กลับมา ดูที่จิตที่สัมผัสความสงบ จิตที่สัมผัสความว่าง เราก็มาดูที่จิตนั้น เพราะว่ าจิตนั้นก็จะคอยแสดงถึงความไม่ เ ที ่ ย ง แม้ แ ต่ ค วามสงบ แม้แต่ความว่าง มันก็เป็นของไม่เที่ยง และก็ที่เราสัมผัสความสงบ เราสั ม ผัสความว่าง เราสัมผัสด้วยอะไร เราก็ ส ั ม ผั ส ด้ ว ยเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ คือนามธรรมของขันธ์ ๕ ถ า ม - ต อ บ ปั ญ ห า ธ ร ร ม ะ • ๑๒๑


ขันธ์ ๕ มันก็เป็นของไม่เที่ยง มันเป็นของที่เป็นอนัตตาโดย แท้จริง เราได้สัมผัสความสงบ ได้สัมผัสความว่าง ส่วนหนึ่งคือเรา ปล่อยให้ความสงบนั้นได้ทำให้จิตใจของเราแช่มชื่นแจ่มใส เพราะว่า เป็นกำลังที่สำคัญ แต่ว่าเราก็ต้องเอาความสงบนั้นมาส่องดูจิตของ ตัวเองด้วย เพื่อได้เห็นชัดเจนยิ่งขึ้น คือทุกสิ่งทุกอย่างทั้งนามธรรม ทั้งรูปธรรมเป็นของไม่เที่ยง เป็นของที่มีความทุกข์อยู่ แอบแฝง หรือ ไม่ได้แอบแฝงเลย มันประจันหน้าเลย แต่ก็เป็นอนัตตา ไม่ได้เป็น ของเราโดยแท้ ผู้ฟัง : เหตุการณ์ที่เกิดในเขตจังหวัดชายแดนภาคใต้ มีการ ฆ่ากัน ถ้าเขาไม่ใช่ชาวพุทธเขาจะได้รับผลกรรมนั้นหรือไม่ พระอาจารย์ : ชาวพุทธเขารับกรรมอย่างเดียวหรือ พุทธ ศาสนาไม่ ใ ช่ ส ำหรั บ ชาวพุ ท ธ หรื อ คำสอนของพระพุ ท ธเจ้ า ไม่ ใ ช่ สำหรับชาวพุทธ คำสอนของพระพุทธเจ้าเป็นสากล เป็นกฎแห่ง ธรรมชาติกฎแห่งความเป็นจริง เรามาตั้งพุทธศาสนาทีหลัง เวลาที่ พระพุทธเจ้าสอน ท่านไม่ได้สอนให้มีศาสนาที่เรียกตามท่าน ท่านจะ พูดแต่เรื่องธรรมวินัย เวลาท่านเอ่ยถึงท่านจะว่าธรรมวินัยนี้คือธรรมะ ความเป็นจริง วินัยกฎเกณฑ์กฎระเบียบที่เราประพฤติตาม มันเป็น กฎแห่ ง ธรรมชาติที่ครอบคลุมสรรพสัตว์ทั้ง หลาย พวกมนุ ษ ย์ เ รา สมมุติศาสนาขึ้นมาทีหลัง ๑๒๒ • ๑ ๙ ธั น ว า ค ม ๒ ๕ ๔ ๙


ผู้ฟัง : การปฏิบัติระยะเวลาของการเดินจงกรมกับระยะ เวลาของการนั่งสมาธิที่พระอาจารย์บอกว่าให้ขึ้นอยู่กับอารมณ์ของผู้ ปฏิบัตินั้น ในบางครั้งถ้าเดินจงกรมแล้วนิดเดียว แต่พร้อมที่จะนั่ง สมาธิแล้ว สามารถที่จะทำได้หรือไม่ พระอาจารย์ : ได้ ได้ แต่เรียกว่ามันกลับมาที่การนั่งก็ดี การเดินก็ดี การยืนก็ดี อันใดเป็นไปเพื่อการเสริมสติของตัวเอง ความสงบของตัวเอง เสริมความสนใจในการพิจารณาในธรรมะก็ดี ก็ใช้ได้ทั้งนั้น ถ้าหากว่าเรากำลังจะนั่ง เราก็กำลังได้ผล ร่างกายก็ รู้สึกว่ากระปรี้กระเปร่าไม่ได้เป็นการทรมานร่างกาย เราก็นั่งได้ นั่ง ได้นานๆ บางทีก็ลุกขึ้นมาเดินจงกรมสักหน่อย ยืนขึ้นมาสักพักหนึ่ง แล้วก็ค่อยนั่งต่อก็ทำได้ เช่นเดียวกันถ้าหากว่าเราเดินจงกรม คือนั่งหน่อยหนึ่งแล้วก็ เดินจงกรมแทบจะทั้งหมด และเป็นสิ่งที่ช่วยจิตให้มีสติ ทำให้มี ความสงบ ทำให้มีความพิจารณาธรรม ใช้ได้ทั้งนั้น ผู้ฟัง : อันนี้มีคำถามที่เกี่ยวเนื่องกันอยู่ ๒-๓ ข้อ คงจะ เกี่ยวกับผู้ที่เคยปฏิบัติในสายอื่น เช่น ต้องกำหนดหนอหรือไม่เมื่อมี เสียงมากระทบหรืออื่นๆ มีเพียงสติรับรู้ก็พอ พระอาจารย์ : มันก็ไม่ได้อยู่ที่วิธีการ วิธีการเป็นสิ่งที่ช่วย ให้เราตั้งสติ แต่ว่ามันเป็นอุบายช่วยเรา ไม่ใช่ว่าอุบายหรือวิธีไหน เป็นสิ่งที่ถูก ตัวนั้นถูกอย่างอื่นผิด อย่างนี้ไม่ใช่ เพราะว่าการปฏิบัติ ถ า ม - ต อ บ ปั ญ ห า ธ ร ร ม ะ • ๑๒๓


ในพุทธศาสนา มันก็ไม่ได้อยู่ที่วิธีการอย่างนั้น เพราะว่าเราสังเกตดู อย่างสติปัฏฐานสูตรเป็นการตรัสไว้ของพระพุทธเจ้าเองท่านก็มีวิธีการ ตั้ง ๒๐ กว่าอย่างเลยที่ระบุไว้เฉพาะในสูตรเดียว และมีตั้งอีกเยอะ แยะในพระสูตร อรรถกถาจารย์ก็มารวบรวมไว้ในวิสุทธิมรรค ก็มี กรรมฐานตั้ง ๔๐ ทุกอย่างส���มารถที่จะใช้ได้ และก็ผู้ปฏิบัติรุ่นหลัง ก็ยังได้ตกแต่งขึ้นมา แต่ก็ต้องถือว่าเป็นอุบายทั้งนั้น ที่สำคัญอุบาย ไหนช่วยให้เรามีสติช่วยให้เราพิจารณาในธรรม ผู้ฟัง : การที่พระอาจารย์แนะนำเรื่องการภาวนา พุทโธบ้าง หรือให้ดูลมตั้งแต่ต้นลมคือปลายจมูก ผ่านถึงปอด ถึงช่วงท้องอันนี้ ใช้เฉพาะแก้อาการง่วงหรือเป็นวิธีปฏิบัติด้วย พระอาจารย์ : อ๋อ เป็นวิธีการที่เราใช้ประจำ ยิ่งโดยเฉพาะ อาตมาเอง สำหรับตัวเองนี่ก็คืออุบายที่เราใช้เป็นหลักและก็คิดว่าใน พุทธศาสนาถ้าเราดูทั่วๆ ไป การกำหนดลมหายใจเข้าลมหายใจออก ก็ดูๆ ว่ากลายเป็นอุบายที่ค่อนข้างใช้มากที่สุด และก็แล้วแต่ความ ถนัดของตัวเอง ยังไงก็ตามเราใช้เป็นหลักว่าตั้งสติไว้ให้ดี เพื่อจะได้ สังเกต แล้วก็ค่อยเสริมโดยอุบาย ถ้าช่วยเช่นพุทโธ ก็เป็นการเสริม ของอุบายคือ เรากำหนดลมหายใจเข้าลมหายใจออกอยู่แล้ว เราก็ เอาพุ ท เอาโธมาช่ ว ย ช่ ว ยอย่ า งไร เราเอาคำคำเดี ย วมาช่ ว ยตั ด กระแสการปรุงของจิต แล้วก็ลมหายใจเข้าว่าพุท ลมหายใจออกว่า โธ คือเราเอาคำคำเดียว เอามาทดแทนคำอื่นที่ชอบคิดปรุงและ หลากหลาย มันเป็นอุบายที่ช่วย ๑๒๔ • ๑ ๙ ธั น ว า ค ม ๒ ๕ ๔ ๙


ถ้าหากว่าจิตของเราได้เริ่มสงบลง การปรุงแต่งก็น้อยลง เรา ไม่จำเป็นต้องเอาพุทโธมาใช้ เราเอาเฉพาะสติกำหนดไว้ที่ความรู้สึก ของลมหายใจเข้าลมหายใจออก บางทีเบื้องต้นเราก็กำหนดที่ทั้งลม จากปลายจมูก ลมจากหน้าท้อง จากหน้าท้องไปถึงปลายจมูกลม ออก แต่บางทีจิตมันก็สงบลง เราไม่จำเป็นต้องตาม เราก็ละจากจุด ใดจุดหนึ่ง เพื่อให้จิตละเอียดขึ้นตรงที่จุดใดจุดหนึ่ง บางทีลมมันก็ค่อยละเอียดขึ้นเบาขึ้น เราไม่จำเป็นที่จะต้อง จับลมก็ได้ จับตัวจิตที่เป็นผู้รู ้ คือมันขึ้นอยู่กับความละเอียดของจิต ถ้าหากว่าจิตของเรายังวอกแวก ยังไม่ยอมที่จะอยู่อย่างสงบนิ่ง มันก็ ต้องมีอุบายที่ช่วยตะล่อมไว้ให้มันมีขอบเขตที่มันไม่เป็นพิษเป็นภัยกับ เรา พอจิตของเราเริ่มเชื่อง เริ่มที่จะเป็นมิตรกับเรา เราก็สามารถที่ จะปล่อยอุบาย แล้วก็กลับมาที่การตั้งความละเอียดภายในจิตใจ ผู้ฟัง : ถ้าเรากำหนดแสงสว่างทั้งลมหายใจเข้า ลมหายใจ ออก อันนี้จะเรียกว่าเป็นการสร้างจินตนาการหรือไม่ และจะใช่เป็น วิปัสสนึกหรือไม่ พระอาจารย์ : มันก็ต้องดูแหละ ยิ่งโดยเฉพาะถ้าเราใช้ใน ลักษณะที่แก้ความง่วงหรือแก้จิตที่ชอบเข้าสู่ความมืดหรือความไม่ สว่าง มันก็เป็นจินตนาการแต่ก็เป็นจินตนาการที่ช่วยเราเหมือนเรา นึกถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ มันก็เป็นจินตนาการ แต่มัน เป็นจินตนาการที่สร้างศรัทธาสร้างกำลังใจ มันเป็นสิ่งที่เป็นคุณเป็น ประโยชน์กับเรา คือจิตของเรามันมีสมรรถภาพหลายๆ อย่าง มันมี ถ า ม - ต อ บ ปั ญ ห า ธ ร ร ม ะ • ๑๒๕


โอกาสที่จะคิด มีโอกาสที่จะมีความนึก มีโอกาสที่จะสร้างภาพหรือ ความรู้สึกภายในจิตใจ มันมีตายตัวอยู่แล้ว แต่เราสามารถที่จะใช้ให้ เป็นประโยชน์มากน้อยแค่ไหน จะเป็นสิ่งที่แสดงถึงปัญญาของตัวเอง ถ้าหากว่าเราไม่ใช้หรือเราไม่ยอมใช้หรือไม่สามารถที่จะใช้ ความละเอียดของการพิจารณาธรรม และการเข้าถึงธรรมมันก็น้อย ลง แต่เราฝึกตัวเองให้มีการใช้ธรรมชาติของจิตให้เป็นประโยชน์ แทนที่จะปล่อยให้ธรรมชาติของจิตมารังแกเราหรือทำให้เราวุ่นวาย หรือทำให้ขุ่นมัว คือเราจะได้เก่งขึ้น ไม่ปล่อยเป็นทาสของธรรมชาติ ของจิตที่ชอบออกไปหาความทุกข์ ผู้ฟัง : ปฏิบัติอย่างไรถึงจะมีโยนิโสมนสิการ และขอกราบ พระอาจารย์ช่วยอธิบายคำว่าโยนิโสมนสิการ พระอาจารย์ : โยนิโสมนสิการ เป็นคำศัพท์หนึ่งในพุทธ ศาสนาและการปฏิบัติในพุทธศาสนาที่สำคัญมาก การแปลมันแปล หลายแบบ เช่น การใคร่ครวญโดยชอบธรรมก็เป็นอย่างหนึ่ง การ คิดให้ถูกวิธีก็เป็นการแปลอีกอย่างหนึ่ง การสังเกตให้ชัดเจนก็เป็นอีก อย่ า งหนึ ่ ง คื อ คำศั พ ท์ ม นสิ ก ารคื อ เป็ น การสั ง เกตหรื อ ใคร่ ค รวญ โยนิโสมันก็รากศัพท์ โยนิคือที่เกิดต้นกำเนิดของทุกอย่าง ต้นเหตุ การใคร่ครวญโดยค้นหาเหตุ ใคร่ครวญด้วยการกลับมาหาหลักเดิม ใคร่ครวญด้วยเข้าใจในพื้นฐานของทุกอย่างจริงๆ เป็นคำศัพท์ที่ สำคัญมาก ๑๒๖ • ๑ ๙ ธั น ว า ค ม ๒ ๕ ๔ ๙


พระพุทธเจ้าบอกว่า ถ้าตอนเช้าเราเห็นแสงอรุณเมื่อไหร่ เรา จะมี ค วามมั ่ น ใจว่ า แสงสว่ า งและวั น ใหม่ ก ็ จ ะมาถึ ง เราแล้ ว เช่ น เดียวกัน โยนิโสมนสิการเกิดขึ้นในจิตใจของเรา เรามั่นใจได้ว่าอริย มรรค ๘ จะเกิดขึ้นในจิตใจของเราได้แล้ว มันเป็นกำลังที่สำคัญ โยนิโสมนสิการ การใคร่ครวญโดยชอบธรรม เป็นสิ่งที่เราใช้ จิตของเราในการพิจารณา เราใช้จิตของเราสังเกต เราใช้จิตของเรา ให้รู้ตามสิ่งที่เกิดขึ้นด้วยหลักธรรม ซึ่งประเด็นต่างๆ ที่เราใช้มันก็ มากมาย เช่น เราพิจารณาตามหลักของอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ก็ได้ เราพิจารณาตามหลักของรูปธรรมนามธรรมก็ได้ เราพิจารณา ตามหลักของขันธ์ ๕ ก็ได้ เราพิจารณาตามหลักของตัณหา ๓ ประการก็ได้ คือมันแล้วแต่ประเด็นที่เราสมมุติขึ้นมา แต่เราเอาหลัก ธรรมมาพิจารณา แทนที่จะปล่อยจิตของเราไปคิดนึก ไปวนๆ รอบ จักรวาล เรากลับมาให้มีการเข้าใจ เช่น ในทุกข์และการแก้ทุกข์ อริยสัจ ๔ ก็เป็นวิธีที่ใช้โยนิโสมนสิการ มันจะมีขอบเขต มันจะ มีกรอบ แต่ว่าบางทีเราก็ไม่ได้คิด คือไม่ใช่เรายกขึ้นมาว่า เออ เรา ต้องคิดโดยหลักนี้ๆ แต่จิตของเราได้มีการสังเกต มีความสนใจที่จะ เข้าใจ แล้วข้อธรรมะมันตามมาก็มี อย่างนี้เราก็คอยเข้าใจในอุบาย ในวิธีการ และในความเป็นจริง แล้วโยนิโสมนสิการเป็น...คือถ้าเรา ใช้คำศัพท์ว่า เป็นการคิดของจิต แต่ว่าคิดแล้วจิตเป็นกุศล คิดแล้ว ช่วยเสริมความสงบของจิต เพราะเข้าใจในความเป็นจริง คิดแล้วจิต ถ า ม - ต อ บ ปั ญ ห า ธ ร ร ม ะ • ๑๒๗


จะมีความแจ่มใสมากขึ้น เพราะว่าพื้นฐานเป็นกุศล และกำลังจะ เข้าใจในหลักธรรม

๑๒๘ • ๑ ๙ ธั น ว า ค ม ๒ ๕ ๔ ๙


เวลาจิตใจสงบแล้ว เราก็กลับมาดูที่ จิตที่สัมผัสความสงบ จิตที่สัมผัสความว่าง เรามาดูที่จิตนั้น เพราะว่าจิตนั้น ก็จะคอยแสดงถึงความไม่เที่ยง แม้แต่ความสงบ แม้แต่ความสว่าง มันก็เป็นของไม่เที่ยง

ถ า ม - ต อ บ ปั ญ ห า ธ ร ร ม ะ • ๑๒๙


๒๐ ธันวาคม ๒๕๔๙ ธรรมบรรยายภาคเช้า

ส ติ ปั ฏ ฐ า น สู ต ร

ในสติปัฏฐานสูตร พระพุทธเจ้าให้เรามีสิ่งที่เราควรสังเกต หรื อ พิ จ ารณา หรื อ ตั ้ ง เป็ น พื ้ น ฐานในการภาวนาของเรา มี ก าย เวทนา จิต และธรรม เวลาพระพุทธเจ้าสอนสติปัฏฐานท่านเริ่มต้น ที่กาย ซึ่งมีความสำคัญเพราะว่า ถ้าเราตั้งสติ เวลาเราเริ่มต้น เรา ก็ต้องมีที่ที่เรากำหนดแล้วก็จะได้ชัดเจน ถ้าเราไปเริ่มกำหนดสติที่ ของละเอียด บางทีก็ตั้งไม่ทัน จิตมันก็ไม่อยู่กับการกำหนด เลย ท่านเอากายเป็นที่ตั้งแห่งสติ ก็เป็นพื้นฐานที่เราควรจะสำนึกอยู ่ แล้วก็ตามลำดับที่พระพุทธเจ้าได้แนะนำ ท่านก็ให้กำหนดลมหายใจ เข้า ลมหายใจออกเป็นพื้นฐานไว้ก่อน พูดตามความเป็นจริง ก็มีสูตรอีกสูตรหนึ่งคือ อานาปานสติ สูตร ที่พระพุทธเจ้าแนะนำใน���ารใช้คืออานาปานสติ การกำหนดลม หายใจเข้าลมหายใจออกเป็นพื้นฐานตลอดในการพิจารณาทั้งกาย ๑๓๐ • ๒ ๐ ธั น ว า ค ม ๒ ๕ ๔ ๙


เวทนา จิต และธรรม โดยเราก็พอจะเห็นความสำคัญของการ กำหนดอานาปานสติ แต่ในสติปัฏฐานท่านก็ให้มีฐานต่างๆ มีแง่มุมต่างๆ ที่เราให้ ความสนใจ และก็พอจะช่วยให้เราเกิดความสงบและเกิดความรู้ แง่ หนึ่งของการใช้กายเป็นที่ตั้งแห่งสติ คือมันก็กำหนดง่ายกว่า เพราะ ว่าเป็นรูปธรรมเป็นก้อนเป็นสิ่งที่มีน้ำหนัก เป็นสิ่งที่เราสัมผัสได้ง่าย เพราะว่าเราจำเป็นที่จะต้องค่อยๆ ทำให้มีกำลังของสติอย่างต่อเนื่อง อีกอย่างหนึ่ง เราก็ควรจะสนับสนุนจิตใจของเราให้อยู่ในปัจจุบันให้ มากที่สุด ซึ่งกายของเรา คืออยู่ในปัจจุบันตลอดเวลา บางทีจิตของ เรามันก็คิดออกไปนอก คิดเรื่องอดีตคิดเรื่องอนาคตบ้าง คิดเรื่อง ความห่วงกังวลต่างๆ ในที่อื่น ในเวลาอื่น แต่ถ้าเรากลับมาตั้งสติไว้ ที่กาย เราก็อยู่ในปัจจุบันทันทีก็เป็นสิ่งที่ช่วยได้แยะ การตั้งสติถัดจากอานาปานสติ พระพุทธเจ้าแนะนำให้เรา กำหนดที่อิริยาบถคือการนั่ง เดิน ยืน นอน แค่นี้มันก็เป็นกรรมฐาน อยู่แล้ว คือให้รู้ว่าเรากำลังนั่งอยู่ ให้รู้ว่าเรากำลังเดินอยู่ ให้รู้ว่าเรา กำลังยืนอยู่ ให้รู้ว่าเรากำลังนอนอยู่ ให้รู้แค่นี้ ที่จริงก็เป็นเรื่องที่ช่วย ได้ แ ยะเพราะว่ า บางครั ้ ง เรานั ่ ง อยู ่ ใ นห้ อ งกรรมฐานของยุ ว พุ ท ธิ ก สมาคม แต่ว่าจิตของเราเดินไปถึงไหนก็ไม่รู้ หรือจิตของเราออกไป ข้างนอกห้องไปเรื่อยก็มี แต่ถ้าเรากลับมา เออ เรากำลังนั่งอยู่ตรงนี้ เรากำลังเดินอยู่ ตรงนี้ เรากำลังสัมผัสการเคลื่อนไหวอย่างนี้ มันก็เป็นส่วนที่ช่วยให้ จิตใจเกิดความสงบ แค่กำหนดว่ารูปร่างของเรากำลังจะนั่ง รูปร่าง ส ติ ปั ฏ ฐ า น สู ต ร • ๑๓๑


ของเรากำลังจะเดิน รูปร่างของเรากำลังจะยืนอยู่ รูปร่างของเรา กำลังจะนอนอยู่ เราได้กำหนดไว้อย่างนี้ให้เหมือนกับเราถอนความ รู้สึกต่อตัวตน แทนที่จะคิดว่า เป็นเรื่องเราเรื่องฉัน เรื่องของเจ้าของ เราก็เพียงแต่ดูว่ามีการยืนอยู่ มีการเดินอยู่ มีการนั่งอยู่ มีการนอน อยู่ เราไม่ต้องไปปรุงแต่งต่อว่าเป็นเราเป็นเรื่องของเรา ไม่ต้องเอา เรื่องของเรามาเกี่ยวข้องเลย เรามีแต่การนั่ง เวลาเรานั่งสมาธิก็เพียง แต่ว่าเป็นร่างกายที่กำลังนั่ง ไม่ต้องไปคิดว่า เป็นเราที่กำลังนั่ง เป็น เราที่กำลังจะประสบความสำเร็จ เป็นเราที่กำลังจะไม่ได้ประสบ ความสำเร็จ เป็นเราที่กำลังจะมีปัญหา เป็นเราที่กำลังจะมีอุปสรรค เป็นเราที่กำลังจะประสบความสำเร็จ ไม่ เรานั่ง เดินก็เช่นเดียวกัน ยืนก็เช่นเดียวกัน ไม่ต้องเอาเรื่องของความรู้สึกต่อตัวตนมาแทรกซ้อน เลย ค่อยฝึกค่อยหัดวิธีการที่ช่วยให้เราลดความรู้สึกต่อตัวตน เพราะว่าปัญหาของการเป็นมนุษย์ไม่ใช่ว่ามีปัญหา เพราะ ว่าเรามีร่างกาย หรือเรามีปัญหาเพราะเรานั่งหรือยืนหรือเดิน หรือ นอน ปัญหามีว่า เพราะเรามีความรู้สึกต่อตัวตนมาแทรกซ้อนอยู่ ตลอด มาคิดมาปรุงมาแต่ง บนพื้นฐานของความรู้สึกต่อตัวตน เป็นการกำหนดอิริยาบถ เป็นส่วนที่กลับมาให้สร้างความชัดเจนใน จิตใจว่ามันก็มีเท่านี้ มันก็แค่นี้ มีแค่นี้ก็สบายดีโขแล้ว อย่างที่หลวงพ่อชา ท่านชอบตีความหมายมนุษย์คืออะไร มนุษย์คือผู้หาเรื่อง มันหาเรื่องอยู่เรื่อย หาเรื่องวุ่นวาย หาเรื่อง สับสน หาเรื่องยุ่งยาก ถ้าเราเป็นนักปฏิบัติ เราไม่ต้องเอาเรื่อง ๑๓๒ • ๒ ๐ ธั น ว า ค ม ๒ ๕ ๔ ๙


หรอก ให้เรานั่ง ให้เราเดิน ให้เรายืน ให้เรานอน แล้วก็คอยผลัด เปลี่ยนอย่างนี้แหละ เราก็คอยผลัดเปลี่ยนอิริยาบถ มันก็เป็นเรื่อง ของความจำเป็น นั่งก็นั่งตลอดก็ไม่ได้ นั่งเดี๋ยวก็เจ็บเดี๋ยวก็ปวด เดี๋ยวก็เป็นโรคแทรกซ้อนเข้ามา เดินก็เดินตลอดไม่ได้ เราก็คอยผลัด เปลี่ยนเพื่อประคับประคอง แต่ว่าเราไม่จำเป็นที่จะต้องมาสร้างความ รู้สึกต่อตัวตน การที่พระพุทธเจ้าสอนคือ ท่านแจกอิริยาบถ ท่านสอนเรื่อง การตั้งสติสัมปชัญญะ ในทุกสิ่งทุกอย่างที่เราทำคือ อิริยาบถก็เป็น ประเด็ น หนึ ่ ง ซึ ่ ง ก็ ม ี ค วามใกล้ เ คี ย งกั บ บทถั ด ไป คื อ การตั ้ ง สัมปชัญญะ คือความละเอียดของการเคลื่อนไหว เรากำลังนั่งอยู่ เวลาเราลุกที่จะยืนเราก็มีสัมปชัญญะ มีความสำรวมอยู่ เวลาเราจะ มีการเคลื่อนไหวอย่างไร เราก็มีสัมปชัญญะอยู่ เราจะนิ่งอยู่ เราก็มี สัมปชัญญะอยู่ สำรวมตลอด ทบทวนในสิ่งที่เรากำลังจะสัมผัส กำลังจะกระทำอยู่ จะยกอะไรขึ้นมา จะเหยียดขา จะเหยียดแขน จะเอาแขนเข้ามา เราก็มีสัมปชัญญะอยู่ เรารู้สึกตัวอยู่ เราทันต่อ การกระทำที่เรากำลังทำอยู่ เราก็จะสังเกตว่าการฝึกให้มีสัมปชัญญะในแง่สติปัฏฐานไม่มี อะไรที ่ ย กเว้ น ในการภาวนาในการปฏิ บ ั ต ิ แม้ แ ต่ ก ารรั บ ประทาน อาหารก็ดี การพูดก็ดี แม้แต่การเข้าห้องน้ำก็ดี มันก็ตั้งสติได้ทั้งนั้น พระพุ ท ธเจ้ า ไม่ ไ ด้ ย กเว้ น ท่ า นก็ ร ะบุ ไ ว้ ว ่ า เราต้ อ งพยายามให้ ม ี สัมปชัญญะ เวลาเรามีสัมปชัญญะอยู่กับสิ่งที่เราทำ อย่างที่อาตมา ที่จริงก็พูดหลายครั้ง คือการต่อเนื่องของสติ จะเป็นเหตุให้เกิดสมาธิ ส ติ ปั ฏ ฐ า น สู ต ร • ๑๓๓


คือเวลาเราทำสติให้ต่อเนื่อง ทำสติให้ถี่ถ้วน ทำสติให้ไม่ ขาดสาย สมาธิก็ย่อมเกิด มันเป็นธรรมชาติของจิตและธรรมชาติ ของจิตอีกอย่างหนึ่ง เมื่อจิตของเรารั่วออกไปหาเรื่องข้างนอก มันก็ เป็นการกระเทือนต่อจิตภายใน จิตก็จะไม่สงบ อย่างเรามันรั่วออก การทำสัมปชัญญะมันก็เป็นการทำให้เราสะสมกำลังของสติ อย่าง สมมุติว่าเรามีถังสักถังหนึ่ง เราเอาน้ำเข้าไป เราก็อยากจะเก็บน้ำ แต่ปัญหามันมีว่าถังมันรั่วมันก็ไหลออก ส่วนหนึ่งใส่น้ำข้างบน มันก็ รั่วออกไปข้างๆ ออกไปข้างล่าง มันก็ไม่เต็มสักทีหนึ่ง จิตใจของเราก็เช่นเดียวกัน ความพยายาม ความปรารถนา ที่จะได้ความสงบก็มี แต่ว่าขาดความสำรวม จิตมันรั่วออกไป รั่ว ออกไปทางตา รั่วออกไปทางหู รั่วออกไปทางจมูก รั่วออกไปทางลิ้น รั่วออกไปทางกาย เวลารั่วออก เหลือใจที่ยังไม่รู้สึกอิ่ม ยังไม่รู้สึก เต็ม ยังไม่รู้สึกบริบูรณ์ ยังไม่สงบ ความสำรวมเป็นสิ่งที่ช่วยคอยปิด รูไว้ ไม่ให้มันรั่วออก คือความปรารถนาความสงบก็มี และการ กระทำในการฝึกสติก็มี เราก็มีความสำรวม มันก็เหมือนกับเราเอา น้ำใส่ในถัง มันไม่รั่ว ไม่นานถังนั้นมันก็จะเต็ม เหมือนกัน เราฝึก จิ ต ของเรา เรามี ค วามปรารถนาต่ อ ความสงบ เราก็ ใ ห้ ม ี สติสัมปชัญญะ ไม่นานจิตก็จะรู้สึกสงบ มันเป็นธรรมชาติของจิต เราก็คอยฝึกคอยหัด ให้เรามีความสำรวมสติสัมปชัญญะ ในสติ ป ั ฏ ฐานสู ต ร บทที ่ ถ ั ด ไปจากสติ ส ั ม ปชั ญ ญะ พระพุทธเจ้าสอนเรื่องอสุภกรรมฐานหรือที่เขาเรียกอสุภกรรมฐาน ๑๓๔ • ๒ ๐ ธั น ว า ค ม ๒ ๕ ๔ ๙


เป็ น การกำหนดร่ า งกาย ซึ ่ ง โดยปกติ จ ะเป็ น อุ บ ายที ่ ช ่ ว ยให้ ล ด กามตัณหา ความเพลิดเพลินในกามอารมณ์ มันก็ช่วยให้จิตใจเกิด ความเยือกเย็น ถ้าหากว่าตราบใดที่จิตของเรายังเสาะแสวงหาความ สุขความเพลิดเพลินจากสิ่งภายนอก มันก็ยังขาดความสงบภายใน คว���มเยือกเย็นภายใน การกำหนดที่ร่างกายก็เป็นอุบายที่ช่วย พระพุทธเจ้าสอนให้ เรากำหนดที่กาย จากผมจากเบื้องบนศีรษะก็ค่อยดูภายในร่างกาย ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง ซึ่งที่จริงที่เราเห็นมนุษย์หรือที่เรารู้ว่าเป็น มนุษย์ที่เราเห็นๆ อยู่ สิ่งที่เราเห็น ผม ขน เล็บ ฟัน หนังเท่านั้น แหละ ไม่ได้เห็นอย่างอื่น เราก็ดูที่เราคิดว่ามนุษย์คืออะไรเป็นแบบ ไหน ก็คือเป็นการรวมของผม ขน เล็บ ฟัน หนัง ถ้าคิดอย่างนี้ มันก็ทำให้เรามองคนละแบบแทนที่จะมีการคิด ในการวิพากษ์วิจารณ์ว่าสวยไม่สวย น่ารักใคร่น่าเกลียด เป็นคนสูง คนต่ำ เราก็เพียงแต่ดูว่าก็เป็นอีกคนหนึ่งที่มีผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เท่านั้นแหละ ทำให้จิตใจเยือกเย็น อีกอย่างหนึ่งทำให้เราดู เออ คนเรานั้นชอบหาความสำคัญ กับอะไรบ้าง ที่เราให้ความสำคัญในสิ่งภายนอก แค่เราคิดในเรื่อง เศรษฐกิจของมนุษย์เรา มันลงทุนเยอะมากทีเดียว เพื่อให้ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง ได้สะอาดบ้าง เปลี่ยนสภาพบ้างให้เป็นไปตามความ นิยมของสมัยบ้าง ให้มันเป็นไปตามที่คนอื่นเขาชอบบ้าง หรือคิดว่า คนอื่นชอบบ้าง แต่ว่าในที่สุด มันก็เป็นการยุ่งๆ เรื่อง ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เท่านั้นแหละ ส ติ ปั ฏ ฐ า น สู ต ร • ๑๓๕


ซึ่งถ้าคิดดูแล้ว มันไม่ใช่น้อยๆ นะ เรื่องเศรษฐกิจ ไม่ใช่ เฉพาะแต่ง รักษาสุขภาพบริบูรณ์สมบูรณ์ มีการลดน้ำหนัก มีการ เพิ่มน้ำหนัก มีการออกกำลังกาย มีการตกแต่งเสื้อผ้า มีการทำผม ตัดผมต่อผม ทำฟันแต่งฟัน เยอะแยะ วุ่นวายมากเลย แต่มันก็แค่ เรื่องผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เท่านั้นแหละ มันก็เป็นส่วนที่ช่วยให้ เรา คือไม่ใช่ว่าเราไม่ได้ใส่ใจเลย แต่ว่าคือเราไม่จำเป็นต้องหลง และไม่จำเป็นต้องเมา การที่ได้สำนึกต่อกรรมฐานคือ พระพุทธเจ้าตั้งชื่อว่า อสุภ กรรมฐาน แต่ที่ท่านว่าอสุภกรรมฐาน สุภะแปลว่างาม อสุภะแปล ว่าไม่งาม เราเห็นลักษณะที่ไม่งาม เพราะว่าโดยปกติมนุษย์เรามัน ชอบหาความงามเพื่อเพลิดเพลิน ชอบหาความงามเพื่อเป็นความตื่น เต้น ชอบหาความงามเพื่อมีการเปรียบเทียบ แต่ถ้าเรากลับมาสังเกตดูตามความเป็นจริง ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง มันก็ไม่งาม ถ้าดูส่วนเดียวมันก็ไม่งาม อย่างผมมันก็ไม่ เห็นจะงาม แต่ก็ไม่ใช่ว่ามันน่าเกลียดในตัวของมัน มันเพียงแต่ไม่ งาม อย่างผมเราเอาใจใส่มากน้อยแค่ไหน แต่ว่าถ้าพอแค่เส้นหนึ่ง หลุดออกไป มันไม่อยากจะเก็บหรอก มันไม่งามหรอกดูๆ แล้ว อย่ า งอาตมาเอง สมั ย ก่ อ นอาตมาเป็ น เจ้ า อาวาสที ่ ว ั ด นานาชาติ ก็เป็นที่รู้กันว่า ถึงวันโกนที่พระท่านจะโกนผม จะ ปลงผม อาตมาจะตักเตือนเสมอ บางทีก็ว่าเลย ดุพระเลย เพราะ ๑๓๖ • ๒ ๐ ธั น ว า ค ม ๒ ๕ ๔ ๙


ว่าพอถึงวันโกนแล้วก็...ยิ่งสมัยก่อนที่วัดนานาชาติ เราไม่ค่อยมี ห้องน้ำเท่าไหร่ คือจะอาบน้ำโกนผม ก็จะอยู่ตรงที่มีบ่อน้ำและมีโอ่ง น้ำ มันมักจะมีนะ คือไปปลงผมแล้วก็คนหนึ่งให้ติดสบู่ก็มี คนอื่น มาใช้สบู่มันก็มีผมติดอยู่ในสบู่ อาตมาว่าไม่งาม หรือมันอยู่ในขันน้ำ คนก็ใช้ขันน้ำเอาไปตักใส่โอ่ง มันก็ลอยบนน้ำ คนที่มาทีหลัง มันก็มี ผมอยู่ตรงนั้นแหละ อาตมาก็ว่าไม่งาม ไม่มีใครอยากได้หรอก ผม มันไม่ใช่ว่าเป็นของงาม ไม่อยากจะมีไว้ในสบู่ ไม่อยากจะมีไว้ในน้ำ เวลาจะอาบน้ ำ มั น ไม่ ง าม เลยเป็ น ที ่ รู ้ ก ั น พระเณรจะคอย ระมัดระวังอาตมา ยิ่งสมัยก่อนจะยังไม่ค่อยเยือกเย็นเท่าไหร่ มี โ ยมคนหนึ ่ ง เขามี รู ป เก่ า ๆ ของอาตมา เขากลั บ ไปวั ด นานาชาติ ไปเยี่ยม พวกแม่ออกเก่าๆ อุบาสิกาเก่าๆ ที่บ้านบุ่ง หวาย ก็เห็นรูป แม่ออกก็เห็นเรายังหนุ่มๆ อยู่ เป็นเจ้าอาวาสใหม่ๆ ว่า “เอ้อ สมัยนั้นน่ะ ท่านยังด่าเก่งอยู่” คือเราไม่ค่อยระมัดระวัง ปากและยังไม่ค่อยเย็นเท่าไหร่ ยิ่งเห็นผมลอยอยู่บนน้ำ ยิ่งไม่ค่อย พูดไพเราะเท่าไหร่ ไม่เย็นละ แต่ว่าเป็นเรื่องที่ดูแล้ว เอ้อ มันไม่งามน่ะ ผมก็ดี ขนก็ดี เล็บก็ดี เช่นเดียวกัน เห็นเล็บในมือไม่เท่าไหร่ แต่ว่าไปตัดออกแล้ว ไม่มีใครอยากได้หรอก มันเป็นของต้องเก็บเอาไปทิ้งอย่างรวดเร็ว อย่างอาตมาจำได้ สมัยก่อนยังเป็นฆราวาส มีเพื่อนคนหนึ่ง ที่แคนาดา เพื่อนเขาก็มีพี่ชายคนหนึ่ง อายุก็ใกล้เคียงกัน พี่ชายจะ ชอบรังแกน้อง วิธีที่จะทำให้น้องเกิดอารมณ์เสียที่ง่ายที่สุด คือไปตัด ส ติ ปั ฏ ฐ า น สู ต ร • ๑๓๗


เล็บ แล้วก็เอาเล็บนั้นไปวางไว้ตรงห้องนอนที่พื้น เวลาเดินมันโดน เล็บเก่าๆ ที่ตัดออก น้องจะเกิดโมโหทุกทีเลย จะเริ่มทะเลาะกัน ประจำในบ้าน เพราะว่าใครจะเอาล่ะเล็บ มันไม่น่าเก็บไว้ มันไม่น่า เห็น ไม่น่าออกไปโชว์ผู้อื่น เราพิจารณาร่างกาย ก็เห็นความไม่งาม แต่ที่ว่าไม่งามนั้น ในสติปัฏฐานสูตร การเปรียบเทียบที่พระพุทธเจ้ายกขึ้นมา ค่อนข้าง จะชัดเจนว่า ไม่ใช่ว่าไม่งาม แล้วก็เกิดอารมณ์เสีย เกิดอารมณ์ไม่ดี คือเห็นความไม่งามแล้ว มันเพียงแต่ว่าจิตใจเป็นกลางๆ เพราะว่าที่ ท่านยกขึ้นมา เหมือนกับเปิดถุงแล้วก็มีข้าวต่างๆ มีข้าวเจ้าหอมมะลิ มีข้าวเหนียว มีข้าวโพด มีงา มีถั่วเหลืองมีถั่วเขียว คือรู้ว่าเป็นข้าว เจ้า รู้ว่าเป็นข้าวเหนียว รู้ว่าเป็นข้าวโพด รู้ว่าเป็นข้าวสาลี รู้ว่าเป็น ถั่วเขียว รู้ว่าเป็นงา รู้ว่าเป็นถั่วเหลืองอย่างนี้ คือมันรู้ว่าเป็นอย่าง นั้น มันไม่ใช่ว่า เห็นแล้วมันขยะแขยง มันน่าเกลียดอะไร แต่ว่ารู้ ว่าเป็นอย่างนั้น อันนี้เช่นเดียวกัน พระพุทธเจ้าท่านให้พิจารณาในร่างกาย ของเรา อันนี้คือผม อันนี้คือขน อันนี้คือเล็บ อันนี้คือฟัน อันนี้คือ หนัง อันนี้คือเนื้อ อันนี้คือเอ็น อันนี้คือกระดูก อันนี้คือเยื่อใน กระดูก อันนี้คืออวัยวะภายใน อันนี้คือตับ อันนี้คือไต อันนี้คือ หัวใจ อันนี้คือลำไส้ อันนี้คือส่วนน้ำ อันนี้คือน้ำดี อันนี้คือน้ำตา อันนี้คือน้ำมูก คือน้ำต่างๆ ที่อยู่ในร่างกาย คือเรารู้ว่ามีอยู่ ส่วน ประกอบของร่างกายต่างๆ ทั้งหลายประการ แต่จิตใจเป็นกลางๆ จิตใจเห็นชัดไม่หลง คือมันไม่เกิดความเพลิดเพลินยินดี ไม่เกิด ๑๓๘ • ๒ ๐ ธั น ว า ค ม ๒ ๕ ๔ ๙


ความเกลียดความกลัวอะไร เพียงแต่ว่าร่างกายมีส่วนประกอบ มัน เป็นธรรมชาติของการมีชีวิต เราต้องอาศัยร่างกาย แต่ปัญหาของมนุษย์เราคือมีร่างกาย และร่างกายเป็นสื่อที่ จะพาไปเกิดความเพลิดเพลิน ยินดี มัวเมาในการสนองอารมณ์ คือ ร่างกายมันเป็นอุปกรณ์หรือเป็นเครื่องช่วยให้สนองความอยากของ ตัวเอง แต่ถ้าในแง่ของธรรมะ เราต้องกลับมาดูว่าคือร่างกายของเรา เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติที่มีส่วนประกอบที่ภายในตัวของมันเองมัน ก็ไม่มีความงาม ไม่เป็นที่กระตุ้นให้เกิดตัณหาหรือเกิดอุปาทาน ถ้า เรามีตัณหาหรืออุปาทานมันเป็นส่วนเสริมของจิตใจ ไม่ใช่ว่ามีไว้ เพราะมันเป็นของปกติหรือของประจำภายในร่างกาย ร่างกายมีแต่ ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น คือไล่กันตามอาการ ๓๒ การพิจารณาอาการ ๓๒ นั้น ก็เป็นส่วนที่ช่วยให้เรามีการ ถอนออกจากตัณหาการเพลิดเพลินในกามอารมณ์และอีกอย่างหนึ่ง คือ การเพลิดเพลินในความรู้สึกต่อตัวตน เราจะคอยสั���เกตว่า เป้า หมายของสติปัฏฐานคือ นอกจากการช่วยกำจัดกิเลสที่เป็นเฉพาะ เรื่อง อีกแง่หนึ่งคือการกำจัดกิเลสที่เป็นพื้นฐานคืออวิชชาความไม่รู้ ตามความเป็นจริงเลยการกำจัดหรือการช่วยตัดให้เราเห็นว่า คือ อาการ ๓๒ นั้น มันก็ไม่สามารถที่จะเป็นตัวเป็นตนของเราได้ มัน สักแต่ว่าส่วนประกอบเท่านั้น ส ติ ปั ฏ ฐ า น สู ต ร • ๑๓๙


การที ่ ม ี ค วามรู ้ ส ึ ก ต่ อ ตั ว ตนเป็ น สิ ่ ง ที ่ เ กิ ด ขึ ้ น จากความไม่ รู ้ ของเรา ความหลงของเรา ความเสริมความเพิ่มเติมของเราที่อาศัย อวิชชา เลยการปฏิบัติก็อย่างที่อาตมาพูดวันก่อน ปัญหาของมนุษย์ เราหรือที่เราติดอยู่ในวัฏสงสารก็เพราะกระแส ๒ กระแสมารวม คือ อวิชชากับตัณหา เวลามาบวกกัน มันทำให้เราพัวพันอยู่กับการเวียน ว่ายตายเกิดและเวียนว่ายด้วยความทุกข์ กรรมฐานหรือการภาวนา การปฏิบัติก็ควรจะช่วย อย่าง หนึ่งเพื่อบรรเทาตัณหา การพิจารณาอิริยาบถก็ดี สัมปชัญญะก็ดี อสุภกรรมฐานก็ดี ก็เป็นสิ่งที่ช่วยลดตัณหา เพราะว่าตัณหาต้องมี เป้าหมาย เป้าหมายคือการสนองอารมณ์ แต่ถ้าเราเห็นว่า เออ มัน ก็สักแต่ว่า ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง มันก็ยากที่จะเกิดตัณหาอะไร มากมาย มันก็ดูแล้วคือได้อยู่เหมือนกัน แต่มันค่อนข้างจะแย่มาก นอกจากนั้นพอจิตใจเย็นลงจากการบรรเทาของตัณหา เราก็ ต้องมาทบทวนอีกทีหนึ่ง เพื่อแก้อวิชชา อวิชชาจะรวบรวมอยู่ที่ ความรู้สึกต่อตัวตน ความรู้สึกต่อการเป็นตัวเป็นตน เป็นเราเป็นเขา เป็นของของเรา เราดูร่างกาย ก็สักแต่ว่าร่างกายที่มีส่วนประกอบ ส่วนประกอบเหล่านั้นล้วนแต่เป็นของไม่เที่ยง แต่ละอย่าง ผมก็ เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอด มันเป็นของไม่เที่ยง ขนก็เช่นเดียวกัน เล็บก็ เช่นเดียวกัน ฟันก็เช่นเดียวกัน หนังก็เช่นเดียวกัน แต่ละส่วนแต่ละ อย่ า งล้ ว นแต่ เ ป็ น ของไม่ เ ที ่ ย ง ของที ่ แ ปรปรวนเปลี ่ ย นแปลงอยู่ ตลอดเวลา ๑๔๐ • ๒ ๐ ธั น ว า ค ม ๒ ๕ ๔ ๙


เมื่อส่วนประกอบทุกชิ้นทุกมุมทุกแง่ เป็นของไม่เที่ยง เราจะ ให้มีตัวตนที่เที่ยงแท้ได้ยังไง มันไม่มีพื้นฐานเลย ไม่มีหลักเลยที่จะ ได้ แต่โดยปกติเราก็ไม่พิจารณา มันเป็นความรู้สึกที่จะเรียกว่าใต้ สำนึ ก ก็ ไ ด้ เป็ น ความรู ้ ส ึ ก ที ่ ไ ม่ ไ ด้ ใ ช้ ก ารคิ ด แต่ เ ราก็ ต ้ อ งใช้ ก าร พิจารณาเพื่อคอยวิเคราะห์ให้มีกำลังปัญญาของตัวเอง และก็คอย ตัดกำลังของอวิชชาให้ได้ และยิ่งโดยเฉพาะการวางไว้ซึ่งความรู้สึก ต่อตัวตน การภาวนาของเรา ก็ขอให้เราตั้งใจกันนั่งสมาธิ เดินจงกรม ทั้งเพื่อให้บรรเทาตัณหาและเพื่อแก้อวิชชา มันก็เป็นส่วนที่เราก็ให้ กำลังใจกับตัวเอง การที่ปฏิบัติคือเราพยายามที่จะให้มีความสำรวม ตลอดเวลา ถึงเราอยู่นิ่งๆ ก็ยังต้องมีความสำรวมอยู่ แต่พอเรามี การเคลื่อนไหวทำอะไรก็รักษาความสำรวมไว้ เป็นส่วนที่ช่วยจิตใจ ของเราเกิดความสงบ เกิดความแจ้งขึ้นมา นั่นก็อีกแง่หนึ่ง ความสำรวมนั ้ น มั น เป็ น เอกลั ก ษณ์ ข องผู ้ ป ฏิ บ ั ต ิ ใ นพุ ท ธ ศาสนาก็ว่าได้ เหมือนอย่างสมัยพุทธกาลที่พระสารีบุตร เวลาท่าน ยังไม่ได้บวชคือยังเป็นนักบวชในลัทธิอื่น ท่านได้เห็นพระองค์หนึ่งใน ปัญจวัคคีย์ คือ พระอัสสชิ ได้เห็นท่านเดินบิณฑบาตอยู่ พระสารี บุตรเกิดศรัทธา เห็นพระอัสสชิเดินบิณฑบาต เดินก็มีความสำรวม มีความระมัดระวัง จะเหยียดขา จะก้าวขา จะเหยียดแขน จะทำ อะไร มีความสำรวม มีความงดงาม ทำให้พระสารีบุตรเกิดความ ศรัทธาความเลื่อมใส ทำให้เกิดความมั่นใจว่า เอ องค์นี้ต้องเป็น ส ติ ปั ฏ ฐ า น สู ต ร • ๑๔๑


พระอรหันต์ หรือถ้าไม่เป็นพระอรหันต์ก็ต้องเป็นลูกศิษย์ของพระ อรหันต์ เกิดความมั่นใจจึงเข้าไปขอคำแนะนำในธรรมะจากท่าน ก็ จึงเป็นเหตุที่ได้รับคำสอน แล้วพระสารีบุตรที่จริงก็ได้บรรลุเป็นพระ โสดาบันตรงนั้นเลย แต่ว่าที่ได้บรรลุก็มีพื้นฐานที่ว่าพอใจในความ สำรวม ยินดีในความสำรวม เกิดศรัทธาในการปฏิบัติ เพราะเห็นผู้ ปฏิบัติที่สำรวม พวกเราที ่ เ ป็ น รุ ่ น หลั ง เราก็ ย ั ง มี โ อกาสที ่ จ ะปฏิ บ ั ต ิ ต าม แนวทางเช่นเดียวกัน ก็ขอให้เรามีความตั้งใจในการปฏิบัต ิ จะนั่ง สมาธิ จะเดินจงกรม หรือแม้แต่จะเคลื่อนไหว ทำอะไรขอให้การ ภาวนาของเราต่อเนื่อง จะได้รับผลเอง ขอให้เราปฏิบัติกันต่อไป

๑๔๒ • ๒ ๐ ธั น ว า ค ม ๒ ๕ ๔ ๙


การปฏิบัติคือ เราพยายามที่จะให้มีความสำรวมตลอดเวลา ถึงเราอยู่นิ่งๆ ก็ยังต้องมีความสำรวมอยู่ แต่พอเรามีการเคลื่อนไหวทำอะไร ก็รักษาความสำรวมไว้ เป็นส่วนที่ช่วยจิตใจเรา เกิดความสงบ เกิดความแจ้งขึ้นมา

ส ติ ปั ฏ ฐ า น สู ต ร • ๑๔๓


๒๐ ธันวาคม ๒๕๔๙ ธรรมบรรยายภาคบ่าย

ก า ร เ ม ต ต า ตั ว เ อ ง

เมื่อวานได้พูดเรื่องความสำคัญของเมตตา ส่วนใหญ่ที่ได้พูด ถึงก็กลายเป็นประโยชน์ที่เกิดขึ้นจากภายนอกหรือต่อภายนอก แต่แง่ หนึ ่ ง ที ่ ส ำคั ญ ของการแผ่เมตตา คือมันเป็ น วิ ธ ี ก ารที ่ เ จริ ญ ภายใน สำหรับตัวเอง ยกตัวอย่างง่ายๆ คือถ้าในการภาวนาของเราในการ ปฏิบัติของเรา ถ้าหากว่าเราใช้การบังคับ ใช้การขู่จิตของตัวเอง ข่ม จิตของตัวเอง บางครั้งมันก็ไม่ใช่ว่า จิตของเราจะได้เจริญ แต่ถ้าหากว่าเรามีเมตตาต่อตัวเอง มันก็...คือไม่ใช่ว่าเรา อ่อนแอ หรือว่าเราไม่ทำไม่ขยัน แต่ว่าเป็นคนละความรู้สึกคนละ ลักษณะของการกระทำ เรื่องการเจริญเมตตาก็มีผลมาก อย่าง นึกถึงสมัยพุทธกาลที่มีช้างนาฬาคิรีที่พระเทวทัตได้ส่งมาให้ทำร้าย ๑๔๔ • ๒ ๐ ธั น ว า ค ม ๒ ๕ ๔ ๙


พระพุทธเจ้า เป็นช้างที่เมา เขาให้สุรามันกิน มันเป็นช้างที่ดุร้ายอยู่ แล้ ว แล้ ว ก็ ป ล่ อ ยวิ ่ ง ไปเพื ่ อ จะทำร้ า ยพระพุ ท ธเจ้ า วิ ธ ี ก ารที ่ พระพุทธเจ้าใช้ คือท่านก็ใช้เมตตา ตอนแรกพระอานนท์ก็เป็นพระอุปัฏฐากที่อยู่ประจำ ท่านก็ จะอยู่ข้างหน้าพระพุทธเจ้าเพื่อป้องกัน พระพุทธเจ้าบอกไม่ต้อง พระพุทธเจ้าจะจัดการเอง ช้างกำลังวิ่งมาอย่างเต็มที ่ ดุร้ายน่ากลัว แต่พระพุทธเจ้ามีแต่การแผ่เมตตา ก็แผ่เมตตาจนช้างนาฬาคิรีเข้าไป ข้างหน้าแล้วก็หยุด แล้วก็ก้มลงกราบ แล้วใช้งวงเอาขี้ฝุ่นจากบริเวณ เท้าของพระพุทธเจ้าแล้วเอามาใส่ศีรษะของเขาเองโดยความเคารพ คือเป็นวิธีการที่สำเร็จประโยชน์ ไม่ใช่ว่าการใช้เมตตาจะไม่ ได้ผล ก็ได้ผลอย่างยิ่ง ซึ่งก็เป็นวิธีการที่เราควรจะสังเกตดู เวลาเรา ภาวนา เราปฏิบัติ เรามีนิวรณ์เกิดขึ้น เราใช้วิธีการแบบไหน เราลุก ขึ้นโดยความ...เหมือนกับเราต่อสู้เพื่อจะฆ่ามันทำร้ายมัน แต่มันมัก จะทำโดยความรู้สึกต่อตัวตน มันก็ยากที่จะมีความสำเร็จ ถ้าหากว่าเราเป็นผู้มีเมตตา คือเราเห็นว่าแม้แต่กิเลสของตัว เราเอง ก็เป็นสิ่งที่มันก็น่าสงสาร คือไม่สมควรแก่เรา ไม่สมควรแก่ผู้ ที่ปรารถนาคุณธรรม คือให้เรามีเมตตาคอยหาทางแก้ไข มันก็มีผล ไม่น้อย ถ้าหากว่าเราไปเหมือนกับช้างนาฬาคิรี เราเอาตัวเองไปขวาง เอาอาวุ ธไปต่อสู้กับมัน จะสำเร็จมากน้ อ ยแค่ ไ หนก็ ค งจะไม่ ค ่ อ ย สำเร็จเท่าไหร่ ก็เหมือนกัน เพราะว่ามันมีกำลังมาก มันต้องมีอุบาย ก า ร เ ม ต ต า ตั ว เ อ ง • ๑๔๕


มีวิธีการที่ทำให้กำลังนั้นไม่มีความหมาย อย่า���เคยอ่านเรื่องคนหนึ่งเป็นฝรั่งชาวอเมริกัน เขาไปศึกษา ที่ประเทศญี่ปุ่น เขาไปเล่นไอคิโด คล้ายๆ มวยไทย แต่เป็นของ ญี่ปุ่น เป็นวิธีการที่จะต่อสู้ที่จะรบกัน โดยใช้มือใช้เท้า แต่มันเป็นวิธี การที่ค่อนข้างจะมีอุดมการณ์อย่างหนึ่ง คือ เขาไม่ให้ต่อสู้โดยใช้ กำลังของตัวเองเพื่อทำลาย ต้องใช้กำลังของผู้อื่นให้เป็นสิ่งที่เขาจะ แพ้ เป็นวิธีการที่ค่อนข้างจะนิ่มนวล แต่ว่าก็ยังเป็นการต่อสู้อยู่ เขา ก็ฝึกนานพอสมควร ก็คิดว่าตัวเองเก่ง แต่ว่าโดยอุดมการณ์ของ อาจารย์และสาย เขาก็ไม่สมควรจะต่อสู้กับใคร วั น หนึ ่ ง เขาก็ ข ึ ้ น รถไฟ เขากำลั ง จะนั ่ ง ที ่ ร ถไฟ เขาคงอยู ่ ชนบท คนไม่มากนัก รถไฟไม่เต็ม มีคนหนึ่งขึ้นมาเป็นผู้ชายรูปร่าง ใหญ่ๆ ดูลักษณะคงเป็นกรรมกรหรือคนทำงานหนัก รูปร่างใหญ่ แข็งแรง แล้วก็เมา ลักษณะสกปรก ทั้งเมาทั้งหน้าตาดุเดือดมาก ทั้งเมา ทั้งอารมณ์ไม่ดี ขึ้นมาก็ว่าคน พูดหยาบ ทำท่าจะตีคน ซึ่ง เขาก็เป็นคนตัวเล็กๆ ไม่ใช่ว่าคนใหญ่และแข็งแรง ฝรั่งก็คิด นี่แหละน่าจะเป็นเวลาที่ใช้วิชาของเรา เราจะได้ ทำร้ายเขา เขากำลังจะอันตรายต่อผู้อื่น เราสมควรที่จะตีเขา ซ้อม เขาสักหน่อย แต่โดยนโยบายของการฝึกหัดและการสอน เขารู้ว่าเขา ไม่สมควรที่จะลุกขึ้นไปตี แล้วเขาก็ยืนขึ้นมาเหมือนกับแสดงตัว แล้ว ทำให้คนเมาคนนั้นเห็นเขา เหมือนกับยุเขา ให้เขามามีเรื่อง แล้ว เขาจะได้ตีอย่างสบาย นี่ความคิดของเขา ๑๔๖ • ๒ ๐ ธั น ว า ค ม ๒ ๕ ๔ ๙


คนเมาเขาก็เห็น เขาก็พูดหยาบคาย ไอ้ฝรั่งมาทำอะไร มา ขวางเรา เดี๋ยวจะตี คนนั้นเขาก็ทำท่าเฉยๆ แต่เฉยๆ ในลักษณะที่ยุ เขา ตอนนั้นมันใกล้จะมีเรื่อง แล้วก็มีผู้ชายแก่ๆ คนหนึ่งที่อยู่ข้างๆ เขาก็ร้องขึ้นมา เอ้ย เสียงร้องเขาก็เล็กๆ ทั้งฝรั่งทั้งคนเมาก็ชะงักดู ว่ายังไง แล้วเขาเริ่มพูดคุยอย่างธรรมดาๆ เออ ไปกินอะไรมาวันนี้ น่ะ เอ้อ เขาก็งง อารมณ์ยังดุเดือด ก็ไปกินเหล้ามา เหล้าแบบไหน เหล้าสาเก เขาก็พูดอย่างดุเดือด ผู้เฒ่าคนนั้นก็ว่า เอ้อ เราก็ชอบ กินเหล้าเหมือนกันเป็นบางครั้ง ฤดูนี้เป็นฤดูที่เรามักจะนั่งกับภรรยา ตรงต้นไม้หลังบ้าน มันเป็นวันที่อากาศดีมาก ต้นไม้กำลังออกดอก เขาก็งง อารมณ์ก็ค่อยเปลี่ยน เอ๊ คุณก็คงจะชอบทำอย่างนั้น เหมือนกัน น้ำตาของคนเมามันก็แตก “ไม่ได้ ภรรยาของเราเพิ่ง เสีย” ผู้เฒ่าคนนั้นก็อ้าว เหรอ มานี่มาเล่าให้ฟังหน่อย คือ ด้วย ความเอ็นดู คนเมาก็นั่งลงแล้วก็เริ่มเล่าให้ฟัง แล้วก็ร้องไห้ ผู้เฒ่าก็ ปลอบใจ ฝรั่งยืนดู เขาอาย ทั้งอายทั้งประทับใจว่า คนนี้เป็นนักไอ คิโดที่เก่งกว่าเราตั้งแยะ เพราะว่ามันไม่ใช่เรื่องกำลังของกาย ไม่ใช่ เรื่องกำลังของอารมณ์ มันกำลังของสติปัญญา คือทุกคนมีจุดที่เขา มีจุดอ่อนก็ดี จุดที่มีทุกข์ก็ดี ถ้าเราใช้เมตตา เราสามารถที่จะหาได้ คือค่อยปรับได้ แม้แต่ตัวเองก็เช่นเดียวกัน อย่างว่าเราเกิดอุปสรรคขึ้นมาใน การปฏิบัติเราเกิดนิวรณ์ขึ้นมาในการปฏิบัติ คือ ไม่ใช่เวลาที่เราควร ก า ร เ ม ต ต า ตั ว เ อ ง • ๑๔๗


ที่มันจะรุมตีนิวรณ์ของตัวเอง มาใช้กำลัง ก็ต้องใช้จิตใจที่มีความ อ่อนโยน คอยเมตตา เพราะว่าเราหวังต่อความสุข คือเมตตาเป็น กำลังที่คือ เรามีความหวังต่อความสุขของตัวเองก็ดีของผู้อื่นก็ดี กรุณาก็ใกล้เคียงกัน แต่เราหวังต่อการพ้นทุกข์ หวังต่อการ พ้นทุกข์ของตัวเอง หวังต่อการพ้นทุกข์ของผู้อื่น เลยเป็นกำลังที่ เราควรอาศัยอยู่ ถ้าหากว่าเราอาศัยกำลังเมตตา กำลังกรุณา ที่จริง เรามีกำลังมากกว่าอย่างอื่นในโลกนี้ เราสามารถจะจัดการช้างนาฬาคิรีได้อย่างสบาย มีความสามารถที่จะจัดการสิ่งที่มีกำลัง ที่โดย ปกติเราสู้ไม่ได้หรอก ถ้าจะใช้กำลังของร่างกาย กำลังของความ อยากความต้องการ ความเห็น ความคิดการนึกเพื่อต่อสู้ มันสู้ไม่ได้ แต่เราเอาเมตตามา เหมือนกับกำลังของเขากลายเป็นกำลัง ของเรา คือ กำลังของกิเลสกลายเป็นกำลังของปัญญาได้ กำลังของ ความหลง เวลาเราใช้เมตตา เราเอากำลังของความหลงเปลี่ยน กลายเป็นกำลังของปัญญาของเราได้ เป็นสิ่งที่เป็นอุบายที่สำคัญ มาก เพราะโดยปกติเราชอบที่จะตั้งตัวเองเป็นศัตรู คือเราเห็นกิเลส เป็นศัตรูของเรา เราเห็นนิวรณ์เป็นศัตรูของเราและเราต่อสู้ แต่เวลา เราต่อสู้ เราต่อสู้โดยอำนาจของความรู้สึกต่อตัวตน ไม่มีโอกาสชนะ เลย เพราะเขามีกำลังมากกว่าเราเยอะเลย กิเลสมีมาแต่ไหนแต่ไร ไม่ต้องห่วงเลย กิเลสมันเก่งกว่าเรา พูดในลักษณะของการต่อสู้ จะ สู้คุณธรรมกับปัญญาไม่ได้เท่านั้น เราต้องเป็นผู้ที่หาอุบายที่จะถอนออกจากการถือหรือการยึด ๑๔๘ • ๒ ๐ ธั น ว า ค ม ๒ ๕ ๔ ๙


ไว้ซึ่งตัวตน และการยึดไว้ซึ่งการมองว่าเป็นสิ่งนอกเรา ที่เราจะต้อง ทำลาย เราจะต้องพยายามให้เมตตาจิตขึ้นมาเพื่อดูว่า ตอนนี้มัน เป็นส่วนหนึ่งที่เราจะต้องแปรให้เป็นประโยชน์กับเรา มันเป็นเรื่องที่น่าสังเกตในประวัติของพระพุทธศาสนา คือ เวลาเราอ่านประวัติของพระพุทธเจ้า เราจะเห็นว่าเวลาท่านไปไหน มักจะห้อมล้อมโดยสงฆ์มากมายเป็นส่วนใหญ่ คือท่านเป็นผู้มีบารมี มีวาสนาอย่างมหาศาล เลยมักจะมีบริวารอยู่รอบท่าน แต่ถ้าเรา อ่านดู เวลาท่านมีเหตุการณ์เกิดขึ้นที่ค่อนข้างจะอันตราย ท่านมัก เลือกที่จะไปองค์เดียว ยกตัวอย่างเช่น ท่านพิจารณาถึงองคุลิมาล เป็นผู้ที่กำลัง สร้างปัญหากับบ้านเมืองทั่วๆ ไปและฆ่าคนมาเยอะแล้ว ในชนบท ของบริเวณสาวัตถีก็กำลังกลัวกัน ได้รับความเดือดร้อน คนตายกัน เยอะ ท่านก็คิดจะแก้ไข แต่ท่านไปองค์เดียว เพราะว่าท่านไม่ได้ใช้ กำลังของบุคคล ท่านไม่ได้ใช้กำลังของการต่อสู้ ท่านใช้กำลังของ เมตตา แล้วท่านก็เห็นองคุลิมาล คือคนจะเห็นท่านเดินในที่ที่องคุลิ มาลอยู่ ชาวบ้านก็พยายามที่จะห้าม พระพุทธเจ้าก็ไม่เป็นไร เราไม่ เป็นไรหรอก องคุลิมาลเห็นก็ เอ๊ แปลกดี คนเคยมาเป็นกลุ่มตั้ง ๒๐ คน ๓๐ คน เราก็ยังฆ่าได้ ทำไมคนนี้มาคนเดียว ยังไง ก็ตามเราก็ไปจัดการคนนี้แหละ เลยจะมาทำร้ายพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าด้วยจิตที่มีเมตตา องคุลิมาลก็วิ่งมาอาวุธก็ พร้ อ ม ก็ ค งมี ล ั ก ษณะอย่ า งน่ า กลั ว คนแข็ ง แรงขนาดนั ้ น ก า ร เ ม ต ต า ตั ว เ อ ง • ๑๔๙


พระพุทธเจ้าทำท่าเดินสบายๆ ของท่าน เยือกเย็น สบายๆ แผ่ เมตตาไป องคุลิมาลวิ่งตาม ไล่ไม่ทัน เลยเกิดความสงสัย เอ๊ สมณะนี้ทำไมเราจับไม่ได้ แต่ก่อนขนาดช้างม้าเราสามารถที่จะจับได้ เลยร้องออกมา “หยุด สมณะหยุด” พระพุทธเจ้า “เราหยุดแล้ว ท่านนั่นแหละที่ยังไม่หยุด” องคุลิมาลก็ เอ๊ ปกติสมณะเขาพูดความจริง แต่นี่ไม่มี เหตุผล เลยถาม ทำไมพูดอย่างนั้น พระพุทธเจ้าบอกคือเราหยุดในการทำร้าย เราหยุดในการ เบียดเบียน เราหยุดในการทำสิ่งที่สร้างความเดือดร้อนให้ใคร ท่าน เองนะที่ยังไม่หยุด พูดอย่างเอ็นดู พูดแค่นี้แหละองคุลิมาลจึงวาง อาวุธขอบวชกับพระพุทธเจ้า เกิดศรัทธา เกิดศรัทธาไม่ใช่ว่าพระพุทธเจ้าไปบังคับไปตี แต่ด้วยอำนาจ เมตตาจิต เอ็นดู เอื้ออารี และหวังดี จึงได้บวช ก็เป็นเรื่องที่มี ประเด็นที่น่าคิดอยู่ คือ เมตตาสามารถที่จะเอ็นดูต่อผู้ที่ฆ่าคนตั้ง เกือบ ๑,๐๐๐ คน ๙๙๙ คน คืออำนาจเมตตา สามารถที่จะโอบ อ้อมทุกสิ่งทุกอย่าง แม้แต่ในตัวเราเอง เราเอาเมตตาขึ้นมา ทำไมจะไม่สามารถ เอ็นดูตัวเอง ไม่สามารถที่จะเอ็นดูหวังดีต่อคุณธรรมของตัวเอง มัน เป็นเรื่องที่น่าคิด เพราะว่าเมตตามันไม่เลือกหรอก เราเป็นผู้เลือก โดยอำนาจของเมตตาสามารถที่จะรับได้ทุกอย่าง แต่ว่าเป็นความคิด ๑๕๐ • ๒ ๐ ธั น ว า ค ม ๒ ๕ ๔ ๙


ความเห็นความรู้สึก ความยึดมั่นถือมั่นของเราเองที่ไม่ยอมรับ ไม่รับ ตั ว เอง ไม่ ย อมรั บ คนอื ่ น อำนาจของเมตตาสามารถที ่ จ ะรั บ ได้ ทั้งหมด แม้แต่องคุลิมาลซึ่งเป็นผู้ที่ฆ่าคนตั้งมากมาย อีกแง่หนึ่ง ตัวองคุลิมาลเมื่อบวชแล้ว ก็ได้ประพฤติปฏิบัติ อย่างตั้งอกตั้งใจ และก็ได้รับผลของการปฏิบัติคือ ท่านก็ได้บรรลุ ธรรมะได้ มีอยู่วันหนึ่ง เวลาท่านได้ไปบิณฑบาตในหมู่บ้านและบ้าน หนึ่งที่ท่านได้อาศัยบิณฑบาต จะมีผู้หญิงคนหนึ่งที่กำลังจะคลอดลูก แต่ว่ามีอุปสรรคในการคลอด ผู้หญิงคนนั้นกำลังได้รับความเจ็บปวด อย่างมาก และอันตรายต่อชีวิตของเขาเอง อันตรายต่อชีวิตของลูกที่ จะเกิดมา องคุลิมาลได้ยินเสียงร้องและถามว่าเป็นอะไรก็กลับไปที่วัด ได้เล่าให้พระพุทธเจ้าฟัง คือท่านก็มีความรู้สึกเอ็นดู มีความห่วงใย ต่อผู้หญิงคนนั้น สงสาร พระพุทธเจ้าจึงบอก ถ้าเราอยากจะช่วยเขาสงสารเขาอย่าง นั้น ก็ควรจะกลับไปแล้วก็บอก คือตั้งสัจอธิษฐานแล้วก็บอกเขาว่า ตั้งแต่เราเกิดเราไม่เคยได้เบียดเบียนชีวิตของสัตว์ใดเลย โดยอำนาจ ของสัจจะความจริงอันนี้ ขอให้หายอันตราย ขอให้หายเจ็บ องคุลิมาลฟังแล้วงง เอ ถ้าไปพูดอย่างนั้น เราโกหกชัดๆ เลย จะมีผลอะไรถ้าเราพูดอย่างนั้น พระพุทธเจ้าก็ให้พูดอย่างนี้ ถ้า เราสงสัย ตั้งแต่เราเกิดเป็นพระอริยะ เราไม่เคยเบียดเบียนชีวิต ก า ร เ ม ต ต า ตั ว เ อ ง • ๑๕๑


โดยอำนาจของสัจอธิษฐานนี้ขอให้หาย องคุลิมาลก็ไปที่บ้านและกล่าวอย่างนั้น กล่าวสัจอธิษฐาน แสดงความบริสุทธิ์ ด้วยอำนาจของเมตตา อำนาจของสัจจะความ จริง ผู้หญิงคนนั้นก็ได้คลอดลูกอย่างปลอดภัย ทั้งแม่ทั้งลูกก็ได้พ้น อันตราย ที่จริงนี่ก็เป็นบทสวดที่พระยังใช้อยู่ทุกวันนี้จะอยู่ในบทสวด มนต์เวลาที่พระจะสวดมงคล จะใช้เป็นบางครั้ง แต่เป็นที่น่าสังเกตว่า เมตตา คือนอกจากพระพุทธเจ้าให้ เมตตากับองคุลิมาล เมตตาสามารถที่จะเปลี่ยนองคุลิมาลจากผู้ที่ เป็นคนดุร้ายที่สุดในโลกสมัยนั้นก็ว่าได้ จนกระทั่งเป็นผู้ที่มีความ เอ็นดูต่อเพื่อนมนุษย์ มีความห่วงใยต่อความทุกข์ที่ผู้อื่นจะมีจะได้ และก็ อ ยากช่ ว ย อยากแก้ ไ ขอยากให้ ค นมี ค วามสุ ข มี ค วามหวั ง ดี อำนาจของเมตตาทำให้มีการเปลี่ยนแปลงในจิตใจเกิดขึ้น จากหน้า มือเป็นหลังมือ เราเองก็เช่นเดียวกัน เราก็สามารถเปลี่ยนทุกสิ่งทุกอย่างที่ อยู่ในจิตของเรา ที่อยู่ในนิสัยของเรา แต่มันก็ต้องอาศัยเมตตาช่วย เรามีความหวังดี หวังดีต่อคุณธรรม หวังดีต่อความเป็นจริง หวังดี ต่อสัจจะ ในการปฏิบัติในการภาวนา ก็ให้เรามีความสังเกตการ พิจารณามีอุปสรรคอะไรเกิดขึ้น ก็คอยสังเกตดูว่าเรากำลังใช้อำนาจ ของอะไรบ้างที่จะแก้ไขปัญหาของเรา ถ้าหากว่าเราจะแก้ไขนิวรณ์โดยกิเลสนิวรณ์ มันยิ่งไปกัน ๑๕๒ • ๒ ๐ ธั น ว า ค ม ๒ ๕ ๔ ๙


ใหญ่ เราพยายามทำให้มีการแก้ไขโดยสิ่งที่ยังสร้างปัญหาอยู่ มันก็ เป็นเรื่องที่ไม่จบ แต่ถ้าหากว่าเรายกเมตตาจิตขึ้นมาก็เป็นส่วนหนึ่งที่ มีความบริสุทธิ์ เราสามารถที่จะอิงอาศัยช่วยเราในการตั้งปฏิปทา คือ จะมีกำลังของธรรมะ แทนที่จะมีกำลังของความเห็นทิฐิของเรา หรื อ ความยึ ด มั ่ น ต่ อ ตั ว ตนของเราหรื อ อารมณ์ ข องความไม่ พ อใจ เพราะบางครั้งเราก็ปฏิบัติ เออ เรามีความฟุ้งซ่าน เรามีความง่วง นอนมีนิวรณ์แบบไหนก็ได้ เกิดอารมณ์ของความเพลิดเพลินขึ้นมา กามอารมณ์ขึ้นมา คือมันไม่งามอยู่แล้ว มันเป็นอกุศลอยู่แล้ว เราก็ เกิดความไม่พอใจ เกิดความโกรธ เกิดความเกลียด เกิดความรู้สึก รังเกียจ เราก็ไปพยายามที่จะทำลาย มันก็ยากในการแก้ไข เพราะ ว่ามันทำให้กิเลสซ้อนกัน มันทับถมกัน เราต้องตั้งหลักใหม่ ส่วนที่ สำคัญคือสติ และการทำจิตให้อ่อนโยนโดยการหวังดีต่อคุณธรรมต่อ สัจธรรม มีเมตตา มีอยู่สูตรหนึ่งเป็นพระสูตรที่น่าสนใจ คือมีพระองค์หนึ่งเข้า มาขอกรรมฐานจากพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าแทนที่จะแสดงความ สนับสนุนทันที ท่านก็เอ็ดพระสักหน่อย อาจจะเป็นพระที่ไม่เอาใจใส่ เอ็ ด ท่ า นก่ อ น พระก็ ม าขออี ก มั ่ น ใจว่ า ถ้ า ได้ ร ั บ กรรมฐานจาก พระพุทธเจ้า คงจะได้รับผลในการภาวนา พระพุทธเจ้าจึงได้สอน แต่สิ่งที่ท่านสอนตอนแรกก็สอนเรื่องการตั้งจิตในพรหมวิหาร ๔ ใน เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา ด้วยการทำให้จิตมั่นคงในเมตตา และในพรหมวิหารอื่น ทำให้มั่นคงในคุณธรรมอันนั้น และก็ฝึกไว้ ด้วยความชำนาญจนกว่าเป็นฌาน คือ ลักษณะที่ท่านสอน คือให้ ก า ร เ ม ต ต า ตั ว เ อ ง • ๑๕๓


ทำด้วยวิตก วิจาร ทำให้โดยไม่มีวิตก วิจาร ทำให้โดยมี คือให้เรา ละทิฐิปีติ คือ อธิบายเรื่องฌาน คือ ทำให้ชำนาญ ในการทำ พรหมวิหาร และทำให้เป็นพื้นฐานของฌาน ๔ พระพุทธเจ้าจึงแนะนำ เวลาจิตมีความมั่นคงอย่างนั้นแล้ว จึงให้จิตได้เข้าสู่การพิจารณาสติปัฏฐาน แล้วก็ได้อาศัยสติปัฏฐาน เช่นเดียวกัน คือการทำจิตให้มีความตั้งมั่น ทั้งโดยวิตก วิจาร ทั้ง ปราศจากวิตก วิจาร ทั้งมีปีติ มีสุข ทั้งปราศจากปีติ ทั้งปราศจาก สุข มีเอกัคคตามีอุเบกขา คือให้ชำนาญในการตั้งจิตให้เป็นสมาธิ อย่างมั่นคง โดยสติปัฏฐาน เป็นพื้นฐาน แล้วก็บอกท่าน ท่านทำ อย่างนี้ ท่านจะยืนที่ไหน เดินที่ไหน นั่งที่ไหน นอนที่ไหน ฉัน อาหารที่ไหน ไปบิณฑบาตที่ไหน ท่านจะสบาย พระก็มีกำลังใจเลย ไปหาที่วิเวกแล้วก็ได้ปฏิบัติอย่างที่พระพุทธเจ้าแนะนำ ทำแล้วก็ได้ ประสบความสำเร็จ ได้บรรลุเป็นพระอรหันต์ แต่เป็นพระสูตรที่เห็นว่าเรื่องพรหมวิหารและเรื่องสติปัฏฐาน ไม่ใช่เป็นคนละเรื่องกัน ไม่ใช่ว่าถ้าเจริญเมตตาแล้ว เราไม่สามารถ จะพิจารณาเป็นหลักในสติปัฏฐาน คือ มันเป็นสิ่งที่ควบคู่กันไป และก็เป็นสิ่งที่สนับสนุนการตั้งหลักในสติปัฏฐานในการบรรลุเข้าสู่ ธรรมะที่แท้จริง มันเป็นขั้นตอน มันต้องอิงอาศัยกัน ที่อาตมาแนะนำคือ ให้ เมตตาจิตเป็นสิ่งที่ทำให้เรามีกำลังในการพิจารณา กำลังในการ ปฏิบัติที่ไม่เพิ่มปัญหาในการภาวนา คือมันจะเป็นสิ่งที่ตัดปัญหา ๑๕๔ • ๒ ๐ ธั น ว า ค ม ๒ ๕ ๔ ๙


ตัดด้วยคือไม่ได้สร้างปัญหาต่อ เป็นวิธีการที่ค่อนข้างจะช่วยได้แยะ อย่างที่อาตมาพูดเมื่อวาน เวลาจิตของเราเข้าสู่เมตตา คือ จิตจะมีกุศลธรรม เรื่องความสงบของจิตมันอยู่ที่กุศลธรรม กำลัง ของกุศล อย่างนิวรณ์ กามฉันทะก็ดี พยาบาทก็ดี ถีนมิทธะก็ดี อุทธัจจะกุกกุจจะ วิจิกิจฉา มันเป็นอกุศลทั้งหมด ถ้าจิตเป็นอกุศล ไม่สามารถที่จะสงบได้ ไม่สามารถที่จะนิ่งได้ เพราะว่าเป���นลักษณะ ของธรรมชาติ ข องจิ ต ลั ก ษณะของอกุ ศ ล คื อ จะต้ อ งมี ค วาม กระเพื่อม จะต้องมีการหวั่นไหว ต้องมีการแส่ส่ายเป็นธรรมชาติ ส่ ว นกุ ศ ลธรรมมั น ก็ ม ี ค วามแส่ ส ่ า ยบ้ า ง แต่ ว ่ า ไม่ ม ากนั ก และไม่ตายตัว กุศลธรรมบางอย่างก็นิ่ง จิตสงัดได้ ยิ่งเราพูดเรื่อง การทำจิตให้เป็นฌาน เป็นกุศลธรรมที่ล้วนๆ จิตมันนิ่ง มันสว่าง มันสงบ เราหาอุบาย หาวิธีที่จะมีการรวบรวมของกุศลธรรม ในการ ฝึกจิต หรือการปรารภภายในจิตต่อเมตตาธรรมก็เป็นวิธีการที่สำคัญ ต่อจากนี้ไปก็อยากให้พวกเราทุกคนคอยฝึกกัน นั่งสมาธิ เดินจงกรม คอยสลับกัน สะสมกุศลธรรมไว้ ยิ่งโดยเฉพาะโดยการ ปรารภเมตตา มีเมตตาเป็นพื้นฐาน คือการนั่ง ก่อนอื่นอาตมาก็อยากปรารภในพระสูตรจะมีวิธี การที่พระพุทธเจ้าแนะนำในการสร้างหรือการเจริญพรหมวิหาร จะ เจอมากที่สุดในพระสูตร คือ เราเอาเมตตายกขึ้นมาสู่จิตใจ แล้วก็ แผ่ในทิศทั้ง ๔ รอบตัวเรา ทั้งเบื้องบนทั้งเบื้องล่าง รอบเราทั้งหมด แล้วให้เมตตา คืออย่างที่อาตมาแนะนำเมื่อวาน เวลาเราแผ่เมตตา จิตออกไป ไม่ใช่ว่าเราจะเอาจิตออกไป แต่ว่าเราเหมือนกับชวนให้ ก า ร เ ม ต ต า ตั ว เ อ ง • ๑๕๕


เข้ า มาสู ่ จ ิ ต ของเรา และทิ ศ ทั ้ ง ๔ รอบตั ว เรา ให้ จ ิ ต ของเรา ครอบคลุมหรือขยายออกไป และขยายความรู้สึกของเมตตาให้ไปถึง ทิศทั้ง ๔ รอบตัวเรา แล้วให้จิตของเรา ตอนแรกโดยความรู้สึกหรือ ลักษณะเมตตาของเราอาจจะน้อยๆ แต่ว่าเราทำให้มันขยายขึ้น มัน กว้างขึ้น จนอยู่รอบตัวเรา แล้วก็ค่อยแผ่ออกไปๆ ความรู้สึก แต่ว่า หลักที่อยู่จุดกลางก็อยู่ที่จิตของเรา ก็ให้เมตตาล้อมเราโดยความรู้สึก หวังดีเอื้อเฟื้อมีความเอ็นดู เหมือนเวลาเราจุดไม้ขีดไฟ มันเป็นเปลว ไฟน้อยๆ แต่ถ้าหากว่าเรามีเชื้อเพลิง ไฟนั้นมันจะค่อยขยายออกได้ นี่ก็เช่นเดียวกัน การเริ่มคิดด้วยเมตตาจะเป็นดวงจิตเดียว แต่ว่าเราทำให้มันต่อเนื่อง ทำให้มันแผ่ออกไปให้อยู่รอบเรา ทิศทั้ง ๔ ทิศข้างบน ทิศข้างล่าง รอบเรา รอบตัวเรา รอบโลกเราก็ว่าได้ ทำจิตของเรามีเมตตาไม่มีประมาณ ไม่มีขอบเขต ไม่จำกัดบุคคล ไม่จำกัดสถานที่ ให้จิตของเราไพบูลย์เบิกบาน ไม่มีเวร ไม่มีความ รู้สึกที่เบียดเบียน ไม่มีความรู้สึกที่ขัดข้อง จิตล้วนแต่มีเมตตา เป็น จิตที่อิ่มเอิบ เป็นจิตที่ทั้งสมบูรณ์ทั้งไพบูลย์ ไม่มีขอบเขต ไม่มีสิ่งที่ กีดกั้นไว้ จิตของเราได้สำนึกต่อเมตตา มันเป็นจิตที่มีกำลังมาก แต่ เป็นกำลังที่เย็นสบาย สบายสำหรับเรา สบายสำหรับผู้อื่น เราอยู่ใน โลกก็ไม่ได้ขัดกับโลก เราไม่ได้ทะเลาะกับโลกเหมือนกับพระพุทธเจ้า ท่านพูด คือมีแต่โลกทะเลาะกับเรา เราไม่ทะเลาะกับโลก คือท่านมี เมตตาต่อโลก เราก็เอาตัวอย่างของพระพุทธเจ้า เรากลับมาสู่จิตที่มี เมตตา เอื้ออารีมีกรุณา ความเอ็นดู มีมุทิตา พลอยยินดี และ อุเบกขาจิตเป็นกลาง จิตใจอย่างนี้เป็นจิตใจที่มีความสว่าง ง่ายต่อ ๑๕๖ • ๒ ๐ ธั น ว า ค ม ๒ ๕ ๔ ๙


การทำให้สงบ ความสงบเกิดขึ้น เป็นสิ่งที่เราคอยนำเข้ามาภายใน จิตใจของเรา แล้วก็แผ่ออกไป เพื่อเป็นประโยชน์ของตัวเอง และ เพื่อเป็นประโยชน์ของผู้อื่น ก็ขอให้เราทุกคนคอยภาวนาคอยฝึก จะนั่งสมาธิก็ดี จะเดิน จงกรมก็ดี ก็นำเมตตาจิตเข้าสู่ตัวเอง

ก า ร เ ม ต ต า ตั ว เ อ ง • ๑๕๗


๒๐ ธันวาคม ๒๕๔๙

ถาม-ตอบ ปัญหาธรรมะ

ผู้ฟัง : ขอกราบเรียนพระอาจารย์​ต่อ ถึงแม้ว่าคำถามนี้จะ เป็นคำถามส่วนตัว แต่คิดว่าน่าจะมีประโยชน์กับท่านอื่นด้วย จึงขอ อนุญาตนำคำถามกราบเรียนพระอาจารย์เพื่อเป็นความรู้แก่ผู้ที่ปฏิบัติ อยู่ด้วย หากเรานั่งสมาธิ ตอนแรกกำหนดพองยุบที่กึ่งกลางท้อง จน กระทั่งรู้สึกโล่ง โปร่ง เย็น ว่างไปทั้งตัว ทำให้ไม่รู้ว่าจะกำหนดตรง ไหน พอกำหนด จะกำหนดที่ลมหายใจก็ไม่มี ที่กึ่งกลางตัวก็ไม่มี จนต้องลืมตาขึ้น ขอความกรุณาพระอาจารย์ช่วยแนะนำ พระอาจารย์ : คือปกติเวลาเราทำจิตสงบ จะเป็นขั้นตอน ของความสงบของจิ ต คื อ ลมก็ จ ะค่ อ ยละเอี ย ด ความรู ้ ส ึ ก ของ ร่างกายก็จะค่อยละเอียด และก็อาจจะไม่ได้สังเกตก็มี หรืออาจจะ ไม่สังเกตเลยก็มี แต่สิ่งที่ต้องกำหนดคือตรงที่มีความรู้สึกต่อผู้รู้ คือ ถ้าผู้รู้ไม่มีก็จบ คือไม่มีโอกาสปฏิบัติต่อเลย แต่ว่าถึงจะไม่มีความรู้สึกต่อลม และมีความปลอดโปร่งว่าง แต่ว่าก็ยังมีผู้รู้ รู้ว่าว่าง รู้ว่าโปร่ง รู้ว่าเบา เราก็ต้องกำหนดที่ผู้รู้ตรง ๑๕๘ • ๒ ๐ ธั น ว า ค ม ๒ ๕ ๔ ๙


นั้น ผู้รู้นั้นจึงจะได้ช่วยให้เราเกิดความรู้อีกระดับหนึ่ง ว่าที่นี้มีความ รู้สึกว่าง โปร่ง เบา มันก็สักแต่ว่าความรู้สึก เราก็รู้อยู่ รู้ว่าความ รู้สึกอย่างนี้เกิดขึ้น มันก็ตั้งอยู่แล้วก็ดับไป มันคอยเปลี่ยนแปลง แต่ ไม่ใช่ว่าเปลี่ยนแปลงปุบปับ เราก็พอจะสังเกตได้คือ จะมีความรู้สึก ต่อร่างกาย หรือลมหายใจเข้าลมหายใจออก หรือไม่มีความรู้สึก เราก็ยังต้องให้ความสำคัญกับผู้รู้ พูดในแง่หนึ่ง การกำหนดลมเข้าลมออก คือเราไม่ได้ภาวนา เพื่อการทำให้ลมเข้าออกสะดวกหรือเข้าออกอย่างชัดเจน เพราะว่า มันเข้าออกอยู่แล้ว แต่ว่าเราทำเพื่อให้มีผู้รู้ที่ละเอียด ผู้รู้ที่มีความ ชัดเจน เราก็ต้องถนอมและให้ความสำคัญกับผู้รู้ อย่างนี้แหละเป็น ขั้นตอนของการภาวนา ผู้ฟัง : ขณะนั่งสมาธิอยู่ในช่วงกำลังจะได้สมาธิดีๆ แต่มี เสียงไอหรือจามของผู้ปฏิบัติ เสียงคนเดินมารบกวน จะทำอย่างไรดี เพราะหลังจากนั้นทำสมาธิไม่ได้เลย พระอาจารย์ : ก็อย่างที่อาตมาเล่าให้ฟัง ที่หลวงพ่อชาสอน หรือแนะนำคือ คนถามเหมือนกัน ที่ท่านไปสอนที่เมืองนอก หลัง จากการนั่งสมาธิเสร็จคนถาม เพราะว่ามันอยู่ในสถานที่ที่มีเสียงบ้าง ทำยังไงเวลาเสียงมารบกวนเรา หลวงพ่อชาบอกว่าเสียงไม่ได้มารบ กวนเรา เราไปรบกวนเสียง เสียงทำหน้าที่ของเสียง มันไม่ใช่มา ทำให้เราไม่สงบ คือเราไปเกิดความไม่พอใจ ไม่ชอบใจกับเสียง ถ า ม - ต อ บ ปั ญ ห า ธ ร ร ม ะ • ๑๕๙


ปัญหาไม่ได้อยู่ที่เสียง ปัญหาอยู่ที่เรา เราไปปรุงตามอำนาจของ เสียง มันก็ไม่รู้จะอยู่ในโลกไหนที่ไม่มีเสียง หลวงพ่ อ ชาท่ า นเล่ า ให้ ฟ ั ง สมั ย ที ่ ท ่ า นปฏิ บ ั ต ิ อ ยู ่ ท่ า น พยายามที่จะทำจิตใจให้สงบ ท่านนั่งเมื่อไหร่ จิตใจเริ่มสงบ มีเสียง ที่ท่านรู้สึกว่าเป็นต้นเหตุของการไม่สงบ ท่านก็เอาขี้ผึ้งมาปั่นยัดใส่หู จะได้ไม่ต้องได้ยินเสียง ท่านนั่งลงอีกรอบหนึ่ง ดูลมหายใจเข้าลมหายใจออก เสียง มันก็มีภายในหู ฮืออออ...มันก็หนีไม่พ้นนะ มันไม่มีเสียงภายนอก มันก็มีเสียงภายใน ท่านก็เกิดความรู้สึก ถ้าหากว่าเราพยายามอย่าง นั ้ น ที ่ จ ะไม่ ใ ห้ ไ ด้ ย ิ น เสี ย ง คนหู ห นวกก็ ค งจะเกิ ด ความสงบ เขา สามารถ ต้องเป็นคนหูหนวกจึงจะทำสมาธิได้ แต่มันคงไม่เป็นไป ตามวิสัยของพระพุทธเจ้าหรอก ท่านไม่ได้สอน ท่านไม่เคยได้อ่าน ไม่เคยได้เจอในการสอนของพระพุทธเจ้าเลยว่าจะต้องเป็นคนหูหนวก คนตาบอด จึงจะได้เจริญในธรรมะได้ ไม่เห็นรูปไม่ได้ยินเสียงจึงจะ ได้สงบ มีแต่สอนว่าเราต้องมีความสำรวม มีการกระทบทางตาเราก็ ต้องมีความสำรวมระมัดระวัง ไม���ปล่อยให้จิตใจเกิดความยินดี หรือ ความยินร้าย มีเสียงเกิดขึ้นที่หู เราก็มีความสำรวม ไม่ปล่อยให้ จิตใจเกิดความยินดีหรือความยินร้ายเช่นเดียวกัน เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ คือหน้าที่ของผู้ปฏิบัติ คือจะต้องเป็นผู้ที่เรียกว่าอินทรีย สังวร มีความสำรวมสังวรในอินทรีย์ของเรา คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจอีกทีหนึ่ง ๑๖๐ • ๒ ๐ ธั น ว า ค ม ๒ ๕ ๔ ๙


เสียงมันก็เป็นเรื่องที่มีประจำโลก แต่เราเองก็เป็นผู้ที่สร้าง ความขัดข้องกับเสียง เราก็ต้องมาดูที่จิตใจอีกทีหนึ่งว่าคือเสียงก็มี เหมือนลมหายใจเข้าลมหายใจออกก็มี เรากำหนดเพื่อไม่ให้เกิดการ วิพากษ์วิจารณ์ ความรู้สึกภายในร่างกายก็มี แต่เราก็รู้อยู่ รับรู้ เรา กลับมาที่การกำหนดของเรา ถ้ามีเสียงอะไรเกิดขึ้น ก็รู้อยู่ก็กลับมาที่ การกำหนดของเรา คือ ถ้าหากว่าใจของเราตั้งอยู่ในการรักษาความ สม่ำเสมอของสติ และก็ไม่ออกไปด้วยความยินดีความยินร้าย จิตก็ ต้องย่อมสงบ เหมือนกับมีพระผู้ใหญ่องค์หนึ่งที่จังหวัดสุรินทร์ ท่านสิ้นไป ตั้งนานแล้ว หลวงปู่ดูลย์ คือท่านเป็นลูกศิษย์รุ่นแรกๆ ของหลวงปู่ มั่น ท่านก็ไปสร้างวัดป่าที่จังหวัดสุรินทร์ห่างจากตัวจังหวัด แต่ว่ามัน ห่างจากตัวจังหวัดตั้ง ๕๐ กว่าปี ความเจริญก็ค่อยเกิดขึ้น เมือง มันก็ค่อยขยับเข้าไปหาวัด ความเจริญมันเกิดขึ้นมันก็ล้อมไว้ เขาก็ ยังไปสร้างเทศบาลอยู่ใกล้ๆ วัด เลยกลายเป็นวัดในเมือง แต่หลวงปู่ดูลย์ท่านก็ไม่ได้ย้ายไปไหน ท่านจำพรรษาที่นั่นตั้ง ๕๐ กว่าพรรษา ตั้งแต่ท่านเลิกการธุดงค์และเริ่มสร้างวัด ท่านก็ไม่ ได้ จ ำพรรษาที ่ ไ หนอี ก ท่ า นก็ อ ยู ่ ต รงนั ้ น และท่ า นเป็ น พระที ่ ม ี ความ...จะเรี ย กว่ า ประสบความสำเร็ จ ในการปฏิ บ ั ต ิ ใ นการภาวนา อย่างยิ่ง พระเณรบางทีท่านก็บ่นกับท่าน ยิ่งโดยเฉพาะจังหวัด สุ ร ิ น ทร์ ก ็ จ ะมี ง านประจำปี น ะ งานช้ า ง เป็ น งานใหญ่ อึ ก ทึ ก ครึกโครมมาก บางทีพระก็ไปบ่นกับหลวงปู่ “มันอยู่ไม่ได้ ภาวนาไม่ได้ ปฏิบัติไม่ได้” ถ า ม - ต อ บ ปั ญ ห า ธ ร ร ม ะ • ๑๖๑


ท่านก็จะพูดอยู่ “เอ๊ ทำไมไปยุ่งอยู่กับเสียง เรามีหน้าที่ใน การภาวนา ทำให้จิตใจสงบ เสียงก็มีหน้าที่ของเสียง จิตของเรา มีหน้าที่ของจิต ทำไมจะไปยุ่ง ทำให้มันปะปนกัน” พระก็พูดไม่ออก มันเป็นส่วนที่เราต้องกลับมาทบทวนดู ที่ น่าสังเกตคือ ถ้าเราอ่านวิสุทธิมรรค ในการอธิบายการเจริญสมาธิ และเหตุปัจจัยที่ทั้งขัดขวางทั้งเกื้อกูล ส่วนหนึ่งที่เป็นเหตุของการขัด ขวางหรือในการทำจิตให้เป็นสมาธิคือเสียง คือ จิตจะเริ่มละเอียด เริ่มสงบ แต่มันยังไม่มั่นคง เลยมัน จะใส่ใจกับเสียง เวลาใส่ใจกับเสียง ความสงบมันจะผ่านไป ปัญหา ไม่ใช่ว่าเราจะหลบเสียงเสมอ แต่บางครั้งมันก็จำเป็น คือเราจะพูด ในลักษณะของการทำจิตให้มีความมั่นคงเข้มแข็ง คือเราจะต้อง กำหนดที่จิตที่ได้มีความสงบ แล้วให้สติเท่าทันอารมณ์ที่ชอบวิ่งไป ข้างนอกเพื่อใส่ใจกับเสียง คือจิตของเราจะสงบอยู่ ถ้าหากไม่มีเสียง มันยังไม่มั่นคง มันจะหาเรื่องอื่นให้ได้ เสียงเป็นสิ่งที่ชี้ให้เราเห็นว่า ความสงบนั้นยังไม่มั่นคงพอ ต้องให้จิตของเรากลับสู่ภายในอีกรอบ หนึ่ง เพื่อให้ความสงบนั้นมั่นคงภายใน นี ่ เ ป็ น ส่ ว นที ่ ช ่ ว ยเสริ ม กำลั ง ของการทำสติ แ ละสมาธิ อ ย่ า ง ต่อเนื่อง ผู้ฟัง : นั่งสมาธิแล้วได้จิตสงบ พอกำหนดเรื่อยๆ จนเวลา ผ่านไป ๓๐-๔๐ นาที เริ่มมีทุกขเวทนา ปวดที่ขามาก จะทำ อย่างไรจึงจะนั่งต่อได้นานๆ ๑๖๒ • ๒ ๐ ธั น ว า ค ม ๒ ๕ ๔ ๙


พระอาจารย์ : จิตใจสงบ นั่งไปนานๆ ร่างกายก็เริ่มมี ความเจ็บปวด คือเราก็ต้องยอมรับว่า เออ เราก็นั่งนานพอสมควร ร่างกายกำลังจะขอร้องให้เปลี่ยนบ้าง คือ บางครั้งเราก็อาจจะฟัง ก็ได้ อาจจะไม่ฟังก็ได้ เราเลือกด้วยสติ บางทีเราก็ลองพิจารณาให้ สติอยู่กับความเจ็บปวด อันนี้ก็เป็นวิธีหนึ่งที่สามารถจะเลือกได้ เรา ก็อาจได้ผลในลักษณะที่คลี่คลาย แล้วก็ทำให้จิตสงบลงได้ ถ้าจิต สงบลงอีกรอบหนึ่งที่หนักแน่นขึ้น ก็จะมีความกระปรี้กระเปร่าเกิดขึ้น ในจิตและในกาย แต่บางครั้งเราก็ต้องคอยสังเกตดูว่า ร่างกายมันเมื่อย เรา อยู่ในท่าเดียวนานพอสมควรแล้ว บางทีเรา คือเรารู้อยู่ว่าเรากำหนด สติ เราทำอยู่ เราก็ตัดสินใจว่า เราก็ไม่ลุกไปไหน เราเพียงแต่ขยับ สมมุติว่าเรากำลังนั่งขัดสมาธิ เราให้มีสติควบคุมอยู่ รับรู้อยู่ เราก็ ตัดสินใจว่าเราเพียงแต่พลิกหน่อย หนึ่งเพื่อนั่งพับเพียบ เราก็ทำด้วย สติตลอด เราก็ระมัดระวังที่จะรับรู้อยู่ว่ากำลังตัดสินที่จะเปลี่ยนแล้ว เราก็ขยับด้วยสติ เลือดลมมันคล้ายกับว่าเริ่มพอดีอีก เราก็สามารถ นั่งต่อโดยไม่กระทบกระเทือนความสงบของเราเลย เพราะเราควบคุม ด้วยสติตลอด ไม่ใช่ว่าเพียงแต่เกิดความเจ็บปวดหน่อยหนึ่งแล้วก็หนี แล้วก็พลิกไปพลิกมากระสับกระส่าย ไม่ใช่หรอก เรามีความสงบอยู่ แต่เราก็ต้องยอมรับ เออ มันเจ็บมันปวด แล้วก็มันกำลังเจ็บปวด อย่างเปล่าประโยชน์ในช่วงนี้ บางครั้งมันก็เจ็บปวดในลักษณะที่ดูแล้ว เออ เราก็ต้อง เปลี่ยนอิริยาบถ และเราก็มีสติและก็ตัดสิน ก็ค่อยลุกขึ้น ยืนก็ได้ ถ า ม - ต อ บ ปั ญ ห า ธ ร ร ม ะ • ๑๖๓


เดินจงกรมก็ได้ คือเรามีทางเลือกแต่ขอให้เราตั้งสติไว้ให้ดี รู้เข้าใจใน เจตนาของเรา เพราะบางครั้งที่เราเปลี่ยนคือเกิดความเจ็บปวด เราก็ เปลี่ยนอิริยาบถ บางทีมันก็เกิดจากความกลัว กลัวเจ็บ กลัวอย่างนี้ กลัวอย่างนั้น วิตกวิจารไปวุ่นวาย อย่างนี้เราก็ต้องเป็นผู้สร้างความ เข้าใจในตัวเอง บางครั้งมันก็เกิดจากความเกลียด คือ เกลียดความ เจ็บ ไม่อยากให้เป็นอย่างนั้น อยากให้มีแต่เวทนาที่สบายๆ ตลอด อย่างนี้ไม่รู้จะอยู่ในโลกไหน จึงจะอยู่สบายๆ ตลอด เราก็ต้องสร้าง ความอดทนบ้าง แต่ ถ ้ า หากว่ า เราได้ ม ี ก ารรั บ รู ้ มี ก ารทดสอบ และก็ ไ ม่ ม ี เจตนาที่เกิดจากอกุศล มันก็เกิดจากการรู้ตัว เราก็มีทางเลือกได้ เราก็ทดลองอยู่ว่า ลองสู้กับความเจ็บก็ได้ เราค่อยปรับหน่อยหนึ่ง ถ้านั่งสมาธิก็คอยนั่งพับเพียบ ทำด้วยสติได้ หรือลุกไปเดิน ไปทำ ภาวนาต่อไปได้ แต่ว่าขอให้มีความรู้ตัว เท่านี้แหละ ผู้ฟัง : การที่พระอาจารย์ให้ยกเมตตาขึ้นมาสู่จิตใจ หมาย ถึงให้ทำอย่างไร และเมตตาภาวนาทำอย่างไร ส่วนใหญ่เคยแต่ สงสารผู้อื่น แต่ยังไม่เคยสงสารและเมตตาตัวเองเลย พระอาจารย์ : เอ อธิบายตั้ง ๒ วันแล้ว จนปัญญาแล้ว เรื่องเมตตา คนส่วนใหญ่ก็จะคิดเรื่องการเมตตา เรื่องภายนอก แต่ ว่าไม่เข้าใจในภาวะจิตที่มีเมตตา และก็มักจะไม่ค่อยเข้าใจว่าคือ เบื้องต้นของการทำเมตตาจิต คือจะต้องให้มีพื้นฐานภายในจิตของ ตัวเอง ต้องแผ่ให้ถึงครอบคลุมให้ถึงตัวเองเสียก่อน เพราะถ้าไม่ ๑๖๔ • ๒ ๐ ธั น ว า ค ม ๒ ๕ ๔ ๙


อย่างนั้น เหมือนเราเป็นนักธุรกิจที่ไปทำธุรกิจ แต่เราเป็นนักธุรกิจที่ เจ๊ง เราไปทำธุรกิจเจริญยากแล้ว เริ่มต้นมันก็เจ๊งแล้ว เจริญยาก เราก็ต้องทำให้มีทุนเสียก่อน การแผ่เมตตาให้ถึงตัวเอง ให้มีภายใน ตัวเองและมีอยู่ต่อตัวเอง อย่างนี้มันก็���ป็นเรื่องสำคัญ การสังเกตต่อภาวะจิตที่มีเมตตา เพราะว่าเมตตา ไม่ได้ เป็นสิ่งเป็นอันเป็นชิ้นสักก้อนหนึ่ง เอ้า เอาก้อนเมตตามาเขวี้ยงให้ ไม่ใช่ มันเป็นสภาพของจิตที่เราต้องคอยสังเกตและคอยทะนุถนอม สภาพของจิตที่มีความอ่อนโยน มีความหวังดี มีความเอื้อเฟื้อ มี ความอบอุ่น มันก็ต้องคอยประคับประคองให้มีไว้ในจิตใจ และคอย ทำให้มีหลักภายในใจของเรา และทำให้หลักนั้นมันแผ่ขยายออกไป ให้กว้างขึ้น ให้มันครอบคลุมขึ้นจนกว่ามันออกไปถึงรอบตัวเราในทิศ ต่างๆ ไปถึงผู้อื่นด้วย ผู้ฟัง : คำว่าเมตตากับความยุติธรรมบางครั้งมันก็จะไปด้วย กันไม่ได้ เรามีวิธีการอย่างไรที่จะปฏิบัติในเรื่องนี้ครับ พระอาจารย์ : ไม่รู้ว่าใครตรัสไว้ พระพุทธเจ้าไม่เคยตรัสว่า เมตตากับยุติธรรมไปด้วยกันไม่ได้นะ ยังไม่เคยเจอ มันเป็นความคิด ของคนอยู่ในโลก เพราะว่า เช่น บางทีเราคิดว่าเมตตาคล้ายๆ ว่า จะต้ อ งยิ น ยอมทุ ก สิ ่ ง ทุ ก อย่ า ง คนทำไม่ ด ี ก ็ ต ้ อ งยิ ้ ม แย้ ม แจ่ ม ใส เมตตาเอื้ออารี ยกย่องเขา ยินดีกับเขา แต่มันไม่ใช่อย่างนั้น คือ การแผ่เมตตาไม่ใช่ทำให้เราโง่หรือทำให้เราไม่เข้าใจในความเป็นจริง ถ า ม - ต อ บ ปั ญ ห า ธ ร ร ม ะ • ๑๖๕


แต่ว่าทำให้เรามีความ... คือพื้นฐานของจิตคือหวังดี อยากให้คนมี ความสุข เวลาคนทำสิ่งที่เป็นความไม่ถูกต้อง ไม่ใช่ว่าเราไม่สามารถ ที่จะทำอะไรได้ แต่ว่าขอให้ได้ทำด้วยความหวังดี ทั้งต่อเราทั้งต่อเขา ทั้งต่อผู้อื่นด้วย เพราะถ้าหากว่าเราลืมจุดนี้ เราก็มองคนอื่นด้วย ความเกลี ย ด ด้ ว ยความชั ง ด้ ว ยความโกรธ ด้ ว ยความเคื อ ง อาฆาต ด้วยความแค้น อย่างนีี้เป็นการทำลายคุณธรรมของตัวเอง ไม่เป็นพื้นฐานที่จะสร้างคุณธรรมเพื่อความดีต่อไป หรือความสามัคคี หรือความอยู่อย่างสุขสบายต่อไป เราต้องรู้จักทำด้วยเมตตา เมตตาไม่ใช่ว่าจะมีแต่ยินยอมหรือยินดี ปล่อยให้คนทำอะไร ก็ได้ หรือถ้าเขาทำยังไง เราจำเป็นต้องยิ้มแย้มแจ่มใสให้กำลังใจกับ เขา ไม่ใช่หรอก ยกตัวอย่าง มีคนหนึ่งเป็น...ที่จริงเดี๋ยวนี้เป็นอาจารย์สอน วิปัสสนาที่เมืองนอก... ที่อเมริกา แต่สมัยก่อนเวลาเขาเริ่มปฏิบัติ เขาเริ่มปฏิบัติที่อินเดีย หลายปีมาแล้ว เขาได้ยินอาจารย์สอนเรื่อง การแผ่เมตตา ท่านค่อนข้างจะหนักแน่นในการแนะนำว่าเราควรจะ แผ่เมตตาเสมอ แล้วเขาจบจากการเข้ากรรมฐาน แล้วเขาจำเป็นที่ จะต้องเดินทางเข้ากรรมฐานที่เมืองพุทธคยา จะต้องไปสถานีรถไฟที่ ห่าง เขากำลังจะไปสถานีรถไฟ ก็นั่งรถแบบสมัยก่อน รถแท็กซี่ลาก ด้วยม้า ยังมีในอินเดีย เขาเป็นผู้หญิง เขาผ่านจุดหนึ่งที่มีผู้ชาย กำลังกินเหล้า เขาเห็นผู้หญิงคนเดียวอยู่ในรถ ก็วิ่งตามขึ้นที่รถ เขา ก็มีความกลัวความตกใจก็โชคดีที่คนขับแท็กซี่เขาไล่ม้าวิ่งเร็วหน่อย แล้วคนนั้นก็ตกออกจากรถ ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ๑๖๖ • ๒ ๐ ธั น ว า ค ม ๒ ๕ ๔ ๙


แต่ทำให้เขาเกิดความสงสัย เอ๊ ถ้าหากว่ามีอะไรเกิดขึ้น เขาขึ้นมาได้ เราจะมีเมตตาได้ยังไงในกรณีอย่างนี้ เขาก็ไปทำธุระ เสร็จก็กลับไปหาอาจารย์ แล้วก็ไปถามเล่าเหตุการณ์ให้ฟัง และก็ ถามควรจะทำยังไง หรือมันเป็นไปได้อย่างไร อาจารย์สอนคือ เหตุการณ์อย่างนี้ ถ้ามีอะไรเกิดขึ้น เรา ควรที่จะทำเมตตาไว้ในจิตใจของเราให้ระลึกถึงให้ตัวเองก็ดี ให้ผู้อื่นก็ ดี ให้มีความสุข เราก็ตั้งความรู้สึกไว้ในจิตใจอย่างหนักแน่น เราก็ ควรจะเอาร่มของเราออกมาตีหัวเขา คือมันเป็นการกระทำที่สมควร ในเวลานั้น แต่ไม่ใช่ว่าเราทิ้งเมตตา แต่เป็นการป้องกันตัวเอง ไม่ใช่ ว่าทำไม่ได้ หรือเรานึกถึงอย่างอาตมาอยู่กับหลวงพ่อชาตั้งหลายปี เท่าที่ อาตมาสังเกต หลวงพ่อชาเป็นพระที่เมตตาสูงมาก ทีเดียว มาก อย่างเหลือล้น แต่ถ้าหากว่าใครอยู่ใกล้ชิดกับหลวงพ่อชาจะรู้ว่าบาง ครั้งไม่อยากจะเข้าใกล้เลยล่ะ ท่านทรมานเราอย่างสาหัส หรือเราทำ อะไรผิดพลาดต้องโดนเอ็ดจริงๆ แหละ แต่ท่านไม่ได้ทำด้วยความ โกรธ ไม่ได้ทำด้วยความไม่พอใจ แต่ท่านจะมีเมตตาเสมอ แต่ว่า ท่านอยากให้ลูกศิษย์ดี บางครั้งเราไม่อยากจะรับเมตตาของท่านเลย มันลำบากเหลือเกิน นั่นเป็นส่วนที่...คือท่านเห็นจุดบกพร่อง ท่านจะ ไม่ยอมปล่อยให้เราทำในสิ่งที่บกพร่อง อย่างนี้แหละเมตตามาก เพราะว่าคนส่วนมาก พอมีอะไร บกพร่องหรือลำบากเกิดขึ้น ไม่ยอมพูดไม่ยอมทำ คือว่า ทั้งอาย บ้าง ทั้งเกรงใจบ้าง ทั้งกลัวบ้าง แต่ว่าผู้มีเมตตาจริงๆ คือปล่อยไม่ ถ า ม - ต อ บ ปั ญ ห า ธ ร ร ม ะ • ๑๖๗


ได้ เพราะว่ากำลังจะขัดขวางตัวเองในการทำความสุขของตัวเองและ ความสุขของเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ผู้มีเมตตาจะต้องยอมพูด จะต้อง ยอมแก้ไข จะต้องยอมที่จะ แม้แต่จะยอมให้คนอื่นโกรธเรา ก็ต้อง อาศัยเมตตา เลยมันเป็นเรื่องที่ยุติธรรม คือเมื่อเห็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง มันก็ต้องพยายามที่จะหาวิธีการที่จะแก้ไขได้ แล้วก็ต้องคอยดู คือ ต้องมีปัญญาด้วย เมตตาอย่างเดียวมันไม่พอ ต้องมีปัญญาด้วย ต้องดูความเป็นไปได้ของสิ่งที่เราอยากจะทำ เราก็ต้องศึกษาอย่าง รอบคอบเพื่อดูว่าเราจะแก้ไขยังไง มีวิธีการยังไง เมตตามีส่วนกระตุ้นให้เราอยากจะช่วย และต้องมีปัญญา คอยรับอีกที เพื่อหาอุบายหาวิธีการหาความเหมาะสม อาตมานึกถึง เวลาที่อาตมาอยู่เมืองไทย ก็ได้ทำงานส่วนหนึ่งในการช่วยอนุรักษ์ป่า คือเราก็มีเมตตาต่อธรรมชาติ ต่อป่าต่อสถานที่ที่ควรอนุรักษ์ไว้ และ ก็บุคคลที่อาศัยสถานที่ที่ควรอนุรักษ์ไว้ เราก็มีเมตตา แต่ว่าเราก็ยัง ต้องคอยดู เราจะเห็นสิ่งที่...คือมันไม่ถูกต้องและไม่ยุติธรรมด้วย คน ที่มีอิทธิพลเป็นผู้ที่ได้ประโยชน์ ผู้อื่นได้ความลำบากหรือผู้ที่ควรทำ หน้าที่โดยตรงก็ไม่ยอมทำ ถ้าหากว่าเราเกิดความเคืองหรือไม่พอใจ เราก็จะเกิดความท้อใจ ดูแล้ว แต่ถ้าหากเราสามารถที่จะรักษา เมตตาเสมอ เมตตาทั้งผู้ที่กำลังรับความลำบาก ทั้งเมตตาผู้ที่ทำ สร้างความเดือดร้อน เพราะว่าเขากำลังสร้างความทุกข์ให้ตัวเอง เขากำลังจะทำลายความสุขของเขาในที่สุด เพราะเขาไม่เข้าใจใน ความเป็นจริง ก็ยอมทำ เมตตาเป็นพื้นฐานที่ช่วยให้เราเกิดดุล ถ้า เมตตาไม่มีหรือเมตตาไม่เข้มแข็งพอปัญญาไม่ช่วย มันท้อใจก่อน ๑๖๘ • ๒ ๐ ธั น ว า ค ม ๒ ๕ ๔ ๙


ทำงานอย่างต่อเนื่องไม่ได้ เพราะมนุษย์มันทึบมากเหลือเกิน ไม่รู้จะ ว่ายังไง ผู้ฟัง : เวลาที่เราปฏิบัติอานาปานสติแล้วคิดฟุ้งซ่าน ถ้าเรา จะบริกรรมว่าคิดหนอได้หรือไม่ และจะเป็นการนำไปปนกับวิธีการ ปฏิบัติแบบยุบหนอพองหนอหรือไม่ พระอาจารย์ : คือวิธีไหนที่ช่วย เราก็อาศัยทางนั้นอย่างเรา กำหนด เรามีความฟุ้งซ่านเกิดขึ้น เพียงแต่กำหนดว่าคิดหนอ เราไม่ แล่นตามกระแสของการคิด เราเพียงแต่กำหนดว่า เออ นี่ก็คือความ คิด นี่ก็คือความคิดก็อาจจะช่วยให้เราเห็นชัดเจนขึ้น และไม่บาน ปลายกับความคิดนั้น เราก็คอยทำให้สติอยู่กับการเกิดของความคิด นั้น และก็อาจจะช่วยดับก็ได้ เพราะว่ายิ่งเวลาเราฟุ้งซ่าน คือยิ่งต้องหาอุบาย อันไหนที่ หยิบขึ้นมาใช้ได้ก็เอาเหอะ ผู้ฟัง : การที่เรากำ���นดสติแล้วมีสัมปชัญญะในอิริยาบถ ใหญ่และอิริยาบถย่อย แต่สติจะคอยหลุดออกไปนอกกายตลอดเวลา บางครั้งก็ไม่รู้ตัว พอรู้ตัวก็เริ่มตั้งต้นใหม่ อย่างนี้จะเป็นการปฏิบัติที่ ถูกต้องหรือไม่ พระอาจารย์ : การตั้งสติเสมอ คือเรื่องการที่จะมีสติหลุด ออกไปก็ธรรมดา อาตมาเองก็ยังไม่เคยเจอสักคนหนึ่งที่พอเริ่มปฏิบัติ ถ า ม - ต อ บ ปั ญ ห า ธ ร ร ม ะ • ๑๖๙


ก็ตั้งสติแล้วก็ไม่พลาดเลย อย่างนี้ไม่รู้จะหาที่ไหน เราก็ต้องยอมรับ สติของเรามันจะคอยหลุดออกไป คอยพลาดไป แต่ว่าเราพอใจใน การยกสติขึ้นมาใหม่ เราพอใจในการสร้างความเคยชิน ในการสร้าง การฝึกสติของตัวเอง เรียกว่าสร้างความพอใจ พอใจว่ายังไงถึงจะ หลุดสักกี่ครั้งกี่หนกี่พันกี่หมื่นครั้งในวันหนึ่ง แต่ว่าเราพอใจที่จะฝึกไป ยกขึ้นมาใหม่ นี่เป็นลักษณะหรือเป็นนิสัยของผู้ปฏิบัติที่จะประสบ ความสำเร็จได้ ผู้ฟัง : การที่เรายกจิตขึ้นพิจารณามรณานุสติอยู่ทุกๆ วัน ทำให้จิตเราเริ่มรู้จักการลด ละ ปลด วาง ไปได้ ไม่ดำรงอยู่ใน ความประมาท อันนี้เป็นคำถามที่จะเลยไปสักนิดหนึ่งว่า ถ้าหากว่า เราเกิดทิ้งกายหยาบไปแล้วหลังความตาย จิตเราจะเป็นอย่างไร และยังต้องเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในวัฏสงสารหรือไม่ พระอาจารย์ : ถ้ายังไม่หลุดพ้นเป็นพระอรหันต์ก็ยังเวียน ว่ายอยู่อย่างนั้นแหละ ก็เป็นเรื่องธรรมดา แต่ว่าการที่ฝึกให้เป็นผู้มี สติ เป็นผู้มีสัมปชัญญะ เป็นผู้มีคุณธรรม ปรารภความจริง ปรารภ ธรรมะ มันเป็นสิ่งที่สนับสนุน ถ้าเรายังเวียนว่ายตายเกิดอยู่ เราก็ได้ เวียนว่ายอยู่ในหมู่เหล่าที่ได้เห็นความสำคัญของพุทธศาสนาหรือหลัก ของความเป็นจริง เราเวียนว่ายอยู่ในลักษณะที่เราได้พบกับสิ่งที่ดี ได้ น ำความสุ ข ให้ เ กิ ด ขึ ้ น มั น จะเป็ น การสร้ า งเหตุ ป ั จ จั ย เพื ่ อ การ ภาวนาในการปฏิบัติต่อไป ๑๗๐ • ๒ ๐ ธั น ว า ค ม ๒ ๕ ๔ ๙


ผู้ฟัง : ในขณะที่เราฝึกการกำหนดสติอยู่ตลอดเวลา ถ้าใน ยามเจ็บป่วย หรือเผชิญกับสิ่งที่ไม่คาดคิด เช่น การสูญเสียบุคคลที่ เราเคารพรัก หรือคนที่เรารักเกิดมีอุบัติเหตุโดยคิดไม่ถึง คาดไม่ถึง เรามี ท างที ่ จ ะดึ ง สติ ข องตั ว เราเองให้ ก ลั บ มาเป็ น ตั ว ของตั ว เองได้ อย่างไร ไม่ขาดสติไปตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นๆ พระอาจารย์ : ถ้าหากว่าเรามีความเคยชิน และความ เคยตัวของการตั้งสติ ถึงมีอะไรเกิดขึ้น มันไม่น่าหวั่นไหว เพราะว่า เรามีหลักอยู่ เช่น ถ้าเราทำสติไว้เสมอเหมือนเราทำร่องไว้ เวลา น้ำลงจากเขา มันก็จะลงร่องนั้น พอฝนตกมานอกฤดู มันก็จะลง ร่องนั้น มันไม่แตกต่างกัน เราทำความเคยชินกับการตั้งสติไว้ ก็ทำ ประจำ เราเห็นความสำคัญของการทำสติไว้ เราเห็นคุณค่าและเราก็ คอยพิจารณาถึงความตายเสมอ เราก็รู้ว่าไม่เที่ยง มันก็เป็นความ จริง ไม่ใช่เป็นทฤษฎีอย่างเดียว พอมีอะไรเกิดขึ้น อย่างหนึ่งก็อาจจะไม่หวั่นไหวเลยก็มี หรือ ถึงหวั่นไหว แต่ว่าการตั้งหลักมันไม่เสียเวลา ยกตัวอย่าง สมัยพุทธ กาลมีครั้งหนึ่งที่นางวิสาขาไปที่เชตวัน แล้วก็แต่งตัวสีขาว ทั้งผมทั้ง ผ้าเปียก ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของความไว้อาลัยในอินเดีย เพิ่งมีคนเสีย ชีวิตในครอบครัว พระพุทธเจ้าเห็นแล้วถามมีอะไรเกิดขึ้น ก็ว่าหลาน สุดรักของเราเสีย เพิ่งเผาเมื่อตะกี้ เราก็เศร้าโศกเสียใจ เรารักหลาน คนนี้มาก เราก็เสียดาย พระพุทธเจ้าถาม เออ นางวิสาขาอยากจะ มีหลานเยอะๆ มั้ย โอ้ อยากมีหลานเยอะๆ ถ้าเต็มบ้านเต็มเมือง ยิ่งดีเลย พระพุทธเจ้าจึงถาม เอ๊ ถ้าหากว่าหลานเยอะๆ แล้วเต็ม ถ า ม - ต อ บ ปั ญ ห า ธ ร ร ม ะ • ๑๗๑


บ้านเต็มเมือง คิดว่าจะมีวันใดที่เราไม่มีผ้าเปียกผมเปียกมั้ย นาง วิสาขาก็จะคิด เออ ใช่ ยังไงคนก็ต้องตาย เรามีหลานเยอะๆ โอกาสที่จะมีหลานตายเยอะก็มี ไม่เอาดีกว่า คือมันไม่ใช่ไม่มีความ รู้สึก ไม่ใช่ไม่ได้เกิดอารมณ์ แต่ว่าพอมีการเตือนสติสักหน่อย เอ้อ ตั้งหลักได้แล้วไม่พลาด ผู้ฟัง : เวลากำหนดสติในเวลารับประทานอาหาร สามารถ กำหนดคำเคี้ยวได้ แต่เวลากลืนแล้ว จับไม่ได้ว่าลงไปอย่างไรหาไม่ เจอ ไม่ทราบว่าอาจารย์มีวิธีอย่างใด พระอาจารย์ : โยมให้มันไปตรงไหน มันไปเองแล้ว ที่จริง ไม่มีใครรู้หรอก มันเป็นไปเอง เราไม่ต้องไปตามมันหรอก กว่าจะกิน ข้าวเสร็จตั้งนาน ไปนั่งทั้งวันแหละ เรากำหนดในสิ่งที่มันพอเป็นไปได้ พอมันกลืนแล้ว เราก็ กำหนดที่เราจะต้องรับประทานต่อ เราก็กำหนดใจของเรายังมีการ จดจ่อมีการเลือกยังไง ยังมีความเพลิดเพลิน ยังไง มีความยินดี ยังไง มีความเฉยๆ ยังไง ก็คอยสังเกตตรงนั้น ไม่ต้องไปห่วงไป กังวลเรื่องอื่นที่ไม่จำเป็น ผู้ฟัง : คำถามนี้ยังย้อนไป ยังสงสัยเรื่องการขออโหสิกรรม ซึ่งกันและกันกับผู้ที่เราเคยทำความไม่ดีไม่ถูกต้องหรือทำความชั่วร้าย คำถามก็คือว่า กรรมนั้นเมื่อเราขออโหสิกรรมแล้ว จะหมดไปเลย หรือว่าเรายังต้องไปใช้กรรมนั้นอยู่ ๑๗๒ • ๒ ๐ ธั น ว า ค ม ๒ ๕ ๔ ๙


พระอาจารย์ : เรื่องที่ถ้าหากว่าเราเคยทำอะไรไว้ ส่วนที่เรา ขออโหสิกรรมคือ เรื่องการกระทำในอดีต อันนั้นก็เป็นการกระทำ อย่างหนึ่งที่ต้องแสดงผล เรื่องที่เราขออโหสิกรรมเป็นการกระทำอีก อย่างหนึ่งที่จะมีผล มันก็อาจจะทดแทนกันได้ แต่ว่าส่วนที่จะลบล้าง กันจริงๆ มันไม่มีหรอก แต่ว่าจะมีกำลังพอที่เราเคยทำไม่ดีไว้ จะมีกำลังพอที่จะ แสดงออก อันนี้ก็ไม่ตายตัว มันไม่แน่ แต่ว่าการที่ลบกันอย่างนั้น มันไม่ใช่อย่างที่คิด คือ การกระทำที่ทำอันนั้นก็ส่วนหนึ่ง อันนั้นก็จะ มีผล หรืออาจจะมีผล การกระทำที่เราทำดี ก็เป็นการกระทำที่อาจ จะมีผล ถ้าเราเห็นความสำคัญของการทำความดี เราก็ทำอย่างต่อ เนื่องและทำอย่างเอาใจใส่ การกระทำที่มีความดีกลายเป็นสิ่งที่มีน้ำ หนักมากกว่า เลยเป็นส่วนที่อาจจะเหมือนกับต้านเอาไว้ แต่ว่าไม่ใช่ ว่าจะลบกันทีเดียว ผู้ฟัง : การเจริญเมตตาภาวนา เมื่อเกิดความนึกถึงคนหรือ สัตว์ เกิดความสงสาร แล้วก็เกิดอาการเศร้าถึงร้องไห้ออกมาแล้ว จึงต้องหยุดภาวนา อย่างนี้เรียกว่าเป็นการส่งจิตออกนอกกายไป หรือไม่ พระอาจารย์ : เรื่องการเจริญเมตตาและเรื่องการเจริญ กรุณา คือมีความรู้สึกที่ใกล้เคียงกัน ที่จะต้องคอยระมัดระวังคือ ความเมตตา เมตตาคือ เราเอื้ออารีมีความหวังดี แต่ว่าอันนั้นเป็น ถ า ม - ต อ บ ปั ญ ห า ธ ร ร ม ะ • ๑๗๓


กุศล แต่ว่าความรู้สึกที่เอื้ออารี เอ็นดู รัก ห่วง มีความผูกพันด้วย ความรัก ความพอใจ ตัวนี้เป็นมลทินของเมตตา ความกรุณาคือเรามีความเอ็นดู สงสาร อยากให้คนพ้นจาก ทุกข์ เห็นใจที่เขามีความทุกข์และอยากแก้ไข อันนั้นเป็นจิตที่บริสุทธิ์ เป็นกุศลล้วนๆ แต่ว่าความรู้สึกที่ใกล้เคียงกัน คือเห็นความทุกข์ของผู้อื่น สงสาร ทนไม่ได้ เกิดความทุกข์เอง เกิดความรู้สึกเศร้าใจ เพราะ เขามีความทุกข์อยู่ อย่างนี้มันเป็นมลทินของการเจริญความกรุณา มันอยู่ใกล้เคียงกัน แต่ว่าเป็นศัตรูต่อเมตตา เป็นศัตรูต่อ กรุณา มุทิตาก็เช่นเดียวกัน มุทิตาคือเรามีความยินดี คือเราเห็นคน อื่นเขาได้ความเจริญมันพลอยยินดี แต่ศัตรูต่อ���วามมุทิตา คือมัน เห็นคนอื่นเขาได้เจริญ เห็นคนอื่นเขาได้ดีก็เกิดความอิจฉา อย่างนี้ มันก็สาเหตุเดียวกัน แต่ว่าจิตอย่างหนึ่งเป็นกุศลอย่างมหาศาล อีก จิตหนึ่งเป็นจิตที่อกุศล อุเบกขาคือจิตเป็นกลาง เป็นจิตที่ละเอียด จิตมั่นคง จิตที่ ไม่หวั่นไหวต่อความดีความชั่ว ความได้ความเสียของตัวเองก็ดีของผู้ อื่นก็ดี จิตมีความมั่นคง อันนั้นเป็นจิตที่บริสุทธิ์และเป็นกุศล แต่ว่าจิตที่ใกล้เคียงกันคือ เห็นคนอื่นได้แล้วก็มีความเฉย อย่างที่บางครั้งคนชอบแปลอุเบกขาเป็นการวางเฉย ซึ่งอาตมาไม่ ชอบการแปลอย่างนั้น เพราะว่าความรู้สึกมันภาพที่ขึ้นมันเหมือนกับ วางเฉย มันเหมือนกับเฉยชา เฉยแฉะ เฉยจริงๆ เฉยเมย มันไม่ ๑๗๔ • ๒ ๐ ธั น ว า ค ม ๒ ๕ ๔ ๙


ยอมทำอะไร ไม่ยอมมีความรู้สึกต่อเขา คล้ายจิตไม่มีความรู้สึกเลย อย่างนี้มันเป็นอกุศล มันเป็นศัตรูเป็นอุปสรรคต่ออุเบกขาที่แท้จริง และพรหมวิหาร ๔ มันเป็นความละเอียดของจิตใจ แต่ว่า ในความละเอียดนั้น มันก็มีส่วนที่บางทีคนเขาก็...คือจิตมันสามารถที่ จะหลุ ด ออกไปในสิ ่ ง ที ่ เ ป็ น อุ ป สรรคได้ โ ดยไม่ ย ากเลย เราก็ ต ้ อ ง ระมัดระวัง ผู้ฟัง : คำถามนี้คงเป็นคำถามสุดท้ายสำหรับวันนี้ ขอความ กรุณาพระอาจารย์ แนะนำวิธีเจริญพรหมวิหารเพื่อที่จะนำไปใช้ พระอาจารย์ : คือพรหมวิหารเป็นเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา คือที่เราเน้นอยู่ส่วนใหญ่ก็เน้นที่เมตตา เพราะเมตตาเป็น พื้นฐาน ที่ได้ปรารภนิดๆ หน่อยๆ ก็เรื่องกรุณา มันก็กลายเป็นพื้น ฐานของพรหมวิหาร เราก็ต้องให้ความสนใจ คือเรื่องพรหมวิหาร เป็น...วิหารแปลว่าที่อยู่ คือ เป็นที่อยู่ของผู้มีจิตใจสูง และการทำให้ จิตใจเป็นกุศลล้วนๆ ทำให้จิตมีความละเอียด ทำให้จิตใจมีความ รู้สึกประณีตก็เป็นพื้นฐานของพรหมวิหาร การเริ่มด้วยเมตตา โดยการสนับสนุนจิตที่มีความเอื้อเฟื้อ มี ความเผื่อแผ่ก็เป็นพื้นฐาน และก็อย่างที่ได้แนะนำวันนี้ คือมีอุบาย หลายอย่ า ง แต่ ว ่ า การยกสภาพของจิ ต ที ่ เ ริ ่ ม มี ก ุ ศ ลและมี ค วาม ประณีต เราก็สังเกตดูอย่างเมตตาก็เป็นความละเอียดของจิตใจที่ ปรารถนาความสุขให้ผู้อื่น เอ็นดูต่อเขา เราก็ยกสภาพจิตอย่างนั้น ถ า ม - ต อ บ ปั ญ ห า ธ ร ร ม ะ • ๑๗๕


ขึ้นมา เราก็คอยสนับสนุน คอยประคับประคอง คอยแผ่ทำให้มัน มั่นคงภายในตัวเราเอง เราก็คอยทำให้มันขยายขึ้นภายในตัวเรา เรา ค่อยให้มันแผ่ออกไป ให้มันกว้างขึ้น มั่นคงขึ้น เบิกบานขึ้น ก็เป็น วิธีหนึ่งที่เรียกว่าการสร้างจิตที่เป็นอัปมัญญา ไม่มีประมาณ ไม่มี ขอบเขต เป็นจิตที่ไพบูลย์สมบูรณ์ จิตที่มีความกรุณาคือเราเอ็นดูต่อ ความเห็นความทุกข์แล้วทนไม่ได้ อยากให้ทั้งตัวเองทั้งผู้อื่นพ้นจาก ความทุกข์ จิตที่มีความสงสารเอ็นดู เราก็สนับสนุนความรู้สึกอย่าง นั้น ในที่สุด พรหมวิหารมันไม่ได้อยู่ที่คำศัพท์ที่เราใช้ มันอยู่ที่สภาพ ของจิต จิตที่มีความละเอียดหวังดีต่อผู้อื่น อยากแก้ไขหรือสงสารเขา มุทิตาคือจิตที่มีความยินดี คือพลอยยินดีกับการได้ของผู้อื่น คนอื่นเขาได้ดีได้มีความสำเร็จ คนอื่นเขามีความฉลาด คนอื่นเขา มีความสวยงาม คนอื่นเขามีความสำเร็จเกิดขึ้น เราก็พลอยยินดี พลอยดีใจกับสิ่งที่เขาได้ มันเป็นความละเอียดของจิตใจ มันเป็น ความสุขุมของจิตใจซึ่งโดยปกติมนุษย์เรา มันชอบเปรียบเทียบกันว่า เออ เขาดีกว่าเรา เราดีกว่าเขา เราเสมอเขา คือมันมีการเปรียบ เทียบอย่างนี้ มันทำลายความละเอียดของจิตใจ ความเบิกบานของ จิตใจ แต่ถ้าเรามีความมุทิตา มีความยินดีกับคนอื่น สิ่งที่เขาได้ พูดในแง่หนึ่ง ถ้าหากว่าเราเป็นผู้ชำนาญในการทำให้จิตมีมุทิตา คือ เราไปไหน เราจะไม่ปราศจากความสุข เพราะว่า เช่น ถ้าหากว่าใจ ของเราไม่มีมุทิตา ไปไหนเราก็ต้องอาศัยตัวเราเองเพื่อสร้างความสุข ๑๗๖ • ๒ ๐ ธั น ว า ค ม ๒ ๕ ๔ ๙


แต่ถ้าหากว่าเรามีมุทิตา เปอร์เซ็นต์ของเราที่จะได้รับความสุข มัน เพิ่มเท่าไหร่ แปดพันล้านคนมันเพิ่มแปดพันล้านเปอร์เซ็นต์แล้ว คน อื่นในโลกเรามันตั้งเยอะแยะ หรือถ้าเราอยู่ในเมืองไทย เปอร์เซ็นต์ที่ จะได้ความสุขมันเพิ่มตั้งหกสิบกว่าล้านเปอร์เซ็นต์นะ มันเป็นความ สุขที่สบายมาก แต่คนไม่คิดนะ คิดแต่ว่าจะหน้าเขียวอิจฉา คิดแต่ จะแข่งขันกับเขา คิดแต่จะน้อยใจว่า เอ๊ ทำไมเขาได้ เราไม่ได้ เรื่องเสียดาย มันมีโอกาสที่จะมีความสุขแล้วไม่เอา มุทิตาเป็นความ สุขที่ที่จริงก็สบาย เราเองไม่ต้องทำ เขาทำแล้ว เราก็สบาย อุเบกขาคือเราทำใจเป็นกลาง ทำใจไม่หวั่นไหวต่อความสุข ความทุ ก ข์ ต ่ อ ความดี ค วามชั ่ ว ต่ อ ความตาย ความเสี ย ต่ อ สรรเสริญต่อนินทา อะไรเกิดขึ้นเราก็เห็นว่า เออ ต้องให้ใจเป็น กลาง ให้เราเป็นผู้มั่นคงด้วยผู้รู้ ให้เราเป็นผู้มั่นคงด้วยจิตใจอยู่ใน ท่ามกลางระหว่างความเปลี่ยนแปลง เพราะเรารู้แล้ว พื้นฐานของอุเบกขาอย่างเวลาเราสวดในการแผ่เมตตา บท สุดท้ายเกี่ยวกับเราทุกคน สัตว์ทั้งหลายทั้งปวง เขาทำกรรมอะไรไว้ เป็นบุญหรือเป็นบาป เขาจะต้องเป็นทายาท เราไม่จำเป็นที่จะเกิด ความดีใจหรือความเสียใจ เพราะว่ามันไม่ได้เกี่ยวกับเรา มันเรื่อง ของเขาแท้ๆ เขาทำอย่างไร เขาจะรับผลอย่างนั้น เราไม่ต้องไปหวั่น ไหว เราไม่ต้องไปเกิดความรู้สึกสงสัย หรือเกิดความรู้สึกดีใจเสียใจ เพราะว่าคนก็กำลังจะรับผลที่เขาทำเอาไว้ เราก็เป็นผู้อยู่กลางก็ได้ ถ า ม - ต อ บ ปั ญ ห า ธ ร ร ม ะ • ๑๗๗


มุทิตาคือจิตที่มีความยินดี คือพลอยยินดีกับการได้ของผู้อื่น มันเป็นความละเอียดของจิตใจ ปกติเราชอบเปรียบเทียบกันว่า เขาดีกว่าเรา เราดีกว่าเขา เราเสมอเขา การเปรียบเทียบอย่างนี้ มันทำลายความละเอียดของจิตใจ ความเบิกบานของจิตใจ ถ้าเราเป็นผู้ชำนาญในการทำให้จิตมีมุทิตา เราไปไหน เราจะไม่ปราศจากความสุข มุทิตาเป็นความสุขที่ที่จริงก็สบาย เราเองไม่ต้องทำ เขาทำแล้ว เราก็สบาย


๒๑ ธันวาคม ๒๕๔๙ ธรรมบรรยายภาคเช้า

ก า ร พิ จ า ร ณ า ธ า ตุ ๔

ในสติปัฏฐานสูตรหมวดธรรมะที่ถัดไปที่น่าสนใจสำหรับการ ภาวนาคือเรื่องการพิจารณาถึงธาตุ ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุ ลม เป็นวิธีที่ช่วยให้เราสังเกตสภาพสิ่งที่เรา ยิ่งโดยเฉพาะเรื่อง ร่างกาย ปกติเรามักจะมองร่างกายว่าเป็นของของเรา และนอกจาก เป็นของเรา ก็เป็นฐานของการสร้างความรู้สึกต่อตัวตน ว่าเป็นตัว ตนที่มีอายุมากอายุน้อย มีความสูงมีความต่ำ มีความสวย มีความ ไม่สวย มีความน่ารัก มีความไม่น่ารัก มีความหลากหลาย ความ รู้สึกต่อตัวตนคือร่างกาย เป็นฐานอย่างหนึ่งที่สำคัญ และโดยความ รู้สึกต่อตัวตน เราก็จะมีการขึ้นๆ ลงๆ โดยอารมณ์ว่าสุขว่าทุกข์ แต่ ส่วนมากก็จะทุกข์ มีความสุขหน่อยหนึ่ง และก็มีความทุกข์เยอะแยะ เป็นปกติชีวิตของมนุษย์ทั่วๆ ไป ๑๘๐ • ๒ ๑ ธั น ว า ค ม ๒ ๕ ๔ ๙


ในการพิจารณาเรื่องธาตุ คือ���าตุในแง่ของพุทธศาสนาที่ว่า ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม คือจะหมายถึงลักษณะที่เราว่า ธาตุดิน ไม่ใช่ดินที่เราเอาดอกไม้ไปปลูก นั่นก็เป็นส่วนหนึ่งของดิน แต่ว่าทุกอย่างที่มีลักษณะของความแข็ง มีการกินเนื้อที ่ เป็นสิ่งที่มี รูปมีลักษณะที่พอจะเห็นและสัมผัสได้ก็จะเรียกว่าธาตุดิน ธาตุน้ำคือ จะเป็นธาตุตามธรรมชาติ ที่มีลักษณะของความเหลว มีลักษณะที่ เอิบอาบ ซ่านไปซ่านมา และหลั่งไหลได้เรียกว่าธาตุน้ำ ธาตุไฟคือ ธาตุตามธรรมชาติหรืออาการของธรรมชาติที่มีความร้อนหรือความ เย็น มีอุณหภูมิจะมากหรือน้อยก็คือเรื่องของธาตุไฟ และธาตุลมเป็น อาการของธรรมชาติที่มีการพัดไปพัดมา มีการค้ำจุน มีลักษณะที่ ปลิวไปนี่ปลิวไปนั่น สายลม เช่น ความคิดของอินเดียสมัยพุทธกาล เช่นที่เราเหยียดขา เอาแขนเข้าหรือเหยียดออกอย่างนี้ คือเป็นธาตุ ลมที่ช่วยให้มีการพัดไปพัดมา มันเป็นอาการของธรรมชาติ ในสติปัฏฐานสูตร พระพุทธเจ้ายกการเปรียบเทียบ เหมือน กับพ่อค้าเนื้อที่เขาขายเนื้อ เขาก็ไปหั่นเนื้อ เขาก็จะตัดเนื้อหรือเอา โคมาขาย แต่ว่าไม่ได้ขายโค มันขายเนื้อ มันหั่นๆๆๆ เอาหนังออก เอาเนื้อออกเป็นชิ้นๆ เอากระดูกไปทางนี้ คือมันรู้ว่าเขากำลังทำ อะไร อันนี้คือเนื้อ อันนี้คือน้ำ อันนี้คือเลือด อันนี้คือกระดูก ก็ เหมือนกัน เราดูลักษณะของร่างกายของเรา แล้วเราก็สังเกตอันนี้ เป็นส่วนแข็งเป็นธาตุดิน อันนี้ส่วนเหลวอันนี้คือธาตุน้ำ อันนี้เป็น ส่วนที่มีอุณหภูมิ อันนี้เป็นธาตุไฟ อันนี้คือส่วนที่พัดไปพัดมา อย่าง ลมหายใจเข้าลมหายใจออกก็เป็นธาตุ ล ม เราก็ แ ยกออกโดยการ ก า ร พิ จ า ร ณ า ธ า ตุ ๔ • ๑๘๑


พิจารณา แยกออกเป็นธาตุ และก็เหมือนความรู้สึกของคนขายก็ดี คนซื้อก็ดี ความรู้สึกที่ว่าเป็นโคมันไม่มีแล้ว มันเป็นเนื้อ มันเป็นของ รับประทาน เป็นของเอาไปปรุง ความรู้สึกที่ว่าโคมีีชีวิตอยู่ไม่มีแล้ว เช่นเดียวกัน ถ้าเราพิจารณาโดยการแยกออก เราก็จะถอน ความรู้สึกต่อตัวตน ซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญมาก เพราะว่าที่เรามีความ รู้สึกว่าตัวตนมันก็มีความสำคัญมั่นหมายที่ขึ้นมาอาศัยส่วนประกอบ คือธาตุ ๔ ในแง่นี้ สมัยก่อนเกือบ ๑๐ ปี มีหนังสำหรับเด็กเป็นเรื่องของหมูตัว น้อยๆ ชื่อ เบ็บ บางคนก็จะจำได้ คือหลังจากหนังนั้นได้เกิดความ นิยม มันเป็นที่เสียหายของอุตสาหกรรมขายเนื้อหมู มันขายไม่ ออกเท่าไรอยู่พักใหญ่ เพราะว่ามันเกิดความคิด เอ้ หมู เบคอนกับ แฮม มันมาจากที่เดียวกัน เลยเกิดความขยะแขยง มันกินไม่ลง พวกเด็กๆ สมัยนั้นน่ะ เดี๋ยวนี้ความรู้สึกเขาหายแล้วมั้ง กินกัน เหมือนเดิม แต่มันเป็นเรื่องความรู้สึกที่ว่าเป็นเนื้อเป็นชิ้นเป็นอัน โดยปกติเราก็ไม่คิด เดินไปในตลาดที่เขาขายเนื้อ ถ้าเรานึกว่าเป็น สัตว์เป็นสิ่งที่มีชีวิตอยู่มันกินลงยาก แต่นี่มันเป็นความรู้สึกถอนออก โดยธรรมชาติ เพราะว่าเราก็ไม่ได้คิด แต่ เ วลาเราพิ จ ารณาถึ ง ร่ า งกายของเรา มั น ก็ เ พื ่ อ เปลี ่ ย น ความรู้สึกเช่นเดียวกัน เราเปลี่ยนความรู้สึกที่มีการยึดมั่นถือมั่น ความหลง โดยการพิจารณาถึงธาตุ ๔ เพราะว่าถ้าเราสัญญา สำคัญมั่นหมาย ความรู้สึกเกิดขึ้นจากสัญญาและการพิจารณาอย่าง ๑๘๒ • ๒ ๑ ธั น ว า ค ม ๒ ๕ ๔ ๙


หนึ่ง เช่น เราพิจารณาว่าร่างกายนี้เป็นสิ่งที่ต้องห่วงใย สิ่งนี้เป็นสิ่ง ที่น่าตกแต่ง น่าประดับไว้ให้มีความสวยความงาม ความเพลิดเพลิน มันก็เป็นสัญญาอย่างหนึ่ง แต่ว่าเราก็มาพิจารณาอีกอย่างหนึ่ง เมื่อ เราพิจารณาในลักษณะที่ เออ มันก็สักแต่ว่าธาตุ ดิน น้ำ ไฟ ลม สัญญาก็จะเปลี่ยน ความรู้สึกเห็นว่าเป็นของที่น่าห่วงน่ากังวลน่า ตกแต่งน่าเพลิดเพลินนั้น มันก็สักแต่ว่าธาตุตามธรรมชาติ มันก็ อาศัยอยู่จริง ต้องดูแลอยู่ก็จริง แต่ว่าไม่ใช่เป็นสิ่งที่จะปลุกเร้าให้มี ความหลงใหลด้วยความยึดมั่นถือมั่นไว้ เราอาศัยการพิจารณาเพื่อ ช่วยเปลี่ยนสัญญาของเรา อย่างว่ามันช่วยถอนตัวตัณหา และถอน อวิชชา ความหลงใหล การใช้ธาตุ ๔ เป็นกรรมฐานมีสูตรที่พระพุทธเจ้าสอนราหุล ท่ า นยกธาตุ ๔ เป็ น ประเด็ น ในการพิ จ ารณา มี อ ยู ่ ค รั ้ ง หนึ ่ ง พระพุทธเจ้าไปบิณฑบาตในเมืองสาวัตถี ราหุลได้ติดตามบิณฑบาต ด้วย ตอนนั้นราหุลกำลังจะหนุ่มเต็มที่ กำลังจะเป็นผู้ใหญ่ อายุตอน นั้นราว ๑๘-๑๙ ปี ตามที่เขาเล่ากัน กำลังหนุ่มเต็มที่ ก็ตาม บิณฑบาต คือสมัยนั้นพระพุทธเจ้าจะราว ๔๐ ปลายๆ ยังมี กำลังวังชามาก พระพุทธเจ้าก็สง่าโดยธรรมชาติอยู่แล้ว รูปร่างใหญ่ สง่า ราหุลก็เกิดความคิดในใจ พ่อของเราสง่า งดงาม เราเองก็เป็น ลูก เราก็ไม่เบาด้วย พอคิดอย่างนั้น พระพุทธเจ้าก็หันมาตักเตือน ท่านก็ไม่ว่าโดยตรง แต่ก็ว่าในลักษณะว่าผู้ใดปรารภธรรมะ ก็ต้อง พิจารณาร่างกายเห็นรูปอย่างชัดเจน ราหุลก็รู้ตัว อาย ใครจะไป บิณฑบาตไปฉัน วันนี้หลังจากรับการตักเตือนจากพระตถาคตจาก ก า ร พิ จ า ร ณ า ธ า ตุ ๔ • ๑๘๓


พระพุทธเจ้าเอง ยังไงก็กินไม่ลงแล้ว ท่านเลยไปภาวนา ปลีกตัวไป หาวิเวกในวันนั้น ตอนเย็นท่านเข้าไปกราบพระพุทธเจ้าแล้วขอคำ แนะนำในธรรม พระพุทธเจ้าจึงสอนยกเรื่องธาตุ ๔ เป็นประเด็นให้ท่าน พิจารณาเห็นส่วนของร่างกายที่เป็นของแข็งที่กินเนื้อที่ เช่น เป็นผม เป็นขน เป็นเล็บ เป็นฟัน เป็นหนัง เป็นเนื้อ เป็นกระดูก เป็น อวัยวะภายใน เป็นตับ เป็นไต เป็นปอด เป็นหัวใจ เป็นลำไส้ นี่ ถือว่าเป็นธาตุดิน ส่วนที่เป็นของเหลว เป็นน้ำ เป็นน้ำดี เป็นน้ำลาย เป็น น้ำตา เป็นน้ำมูก น้ำต่างๆ ที่อยู่ในร่างกาย ก็ถือว่าเป็นธาตุน้ำ มองเป็นธาตุแทนที่จะแยกออกจนมากเกินไป เราก็กลับมา อันนี้คือ ธาตุ อันนี้ธาตุดิน อันนี้ธาตุน้ำ ส่วนที่เป็นอุณหภูมิที่มีหน้าที่ในการทำให้เรามีความเจริญ คือ ร่างกายของเราค่อยเติบโตค่อยเจริญ เจริญอาหารบ้าง ย่อย อาหารบ้าง ทำให้มีความอุ่นภายในร่างกายก็ถือว่าเป็นธาตุไฟ ธาตุลมก็ลมในลำไส้ ลมที่ขึ้นเบื้องบน ลมที่ลงเบื้องล่าง ลม หายใจเข้า ลมหายใจออก ก็ถือว่าเป็นลมเป็นธาตุลมทั้งนั้น และ ท่านก็ให้พิจารณาต่อไปว่า ธาตุดินคือเราต้องพยายามทำจิตใจของ เราให้เหมือนกับธาตุดิน ในลักษณะที่ดิน หรือปฐวีธาตุ ใครไปเอา ของดีมาไว้ เอาของไม่ดีมาไว้ เอาของสะอาดมาไว้ เอาของสกปรก มาไว้ ธาตุดินมันก็ไม่ได้ว่าอะไร ไม่เกิดความตกใจยังไง ไม่ได้เกิด ๑๘๔ • ๒ ๑ ธั น ว า ค ม ๒ ๕ ๔ ๙


ความรู้สึกน้อยใจเสียใจอะไร ไม่ได้เกิดความดีอกดีใจอะไร เพราะ มันเป็นธาตุดิน เราต้องพยายามทำให้ใจเหมือนกับธาตุน้ำ น้ำทั้งหลายเรา เอาของดีมาใส่ เอาของไม่ดีมาใส่ ของสกปรกมาใส่ ของสะอาดมา ใส่ มันก็ไม่ว่าอะไร ไม่เกิดความน้อยใจ ไม่เกิดความเสียใจ ไม่เกิด ความตื่นเต้น ไม่เกิดความดีใจ คือมันมีความมั่นคง เพราะมัน เป็นธาตุ ธาตุไฟก็เช่นเดียวกัน ธาตุลมก็เช่นเดียวกัน มันมีความ มั ่ น คงอยู ่ ใ นตั ว มั น มั น ไม่ ห วั ่ น ไหวต่ อ อะไรที ่ เ กิ ด ขึ ้ น เราก็ ต ้ อ ง พยายามทำใจของเราให้มั่นคงเหมือนกับธาตุทั้งหลาย ก็เป็นการ พิจ���รณา อีกแง่หนึ่งที่พระพุทธเจ้าสอน คือ เวลาทำใจให้มั่นคงเหมือน กับธาตุทั้ง ๔ เราจะสามารถนำเมตตาจิตขึ้นมา เมตตาจิตนั้นเวลา อาศัยการพิจารณาธาตุ คือ จะไม่หวั่นไหว เช่นเดียวกัน จะมี เมตตาเอื้ออารี คนจะดีกับเราไม่ดีกับเราถูกใจเราไม่ถูกใจเรา ได้สิ่งที่ ปรารถนาไม่ได้สิ่งที่ปรารถนา ก็จะไม่หวั่นไหวเช่นเดียวกันเหมือนกับ ธาตุทั้ง ๔ ที่ไม่หวั่นไหวต่อสิ่งที่เกิดขึ้น เป็นการสอนที่พระพุทธเจ้า ได้ให้กับราหุล และท่านลงท้ายในการสอนอานาปานสติคือ หลังจาก ได้ให้พิจารณาเรื่องธาตุ ๔ เจริญการสังเกตด้วยธาตุ ๔ เป็นฐาน ท่านก็ได้แนะนำให้เจริญอานาปานสติ ซึ่งท่านสอนอย่างชนิดที่ว่า สมบูรณ์ อานาปานสติที่พระพุทธเจ้าสอนอย่างสมบูรณ์จะเป็น ๑๖ ขั้น ซึ่ง ๑๖ ขั้นที่แบ่งออกเป็น ๔ ภาค ภาคละ ๔ เรื่องและก็จะ ก า ร พิ จ า ร ณ า ธ า ตุ ๔ • ๑๘๕


สอดคล้องกับสติปัฏฐาน ๔ จะมีหมวดเกี่ยวกับร่างกาย หมวดเกี่ยว กับเวทนา หมวดเกี่ยวกับจิต หมวดเกี่ยวกับธรรม ก็เป็น ๑๖ ขั้น ตอนทั้งหมด คือเป็นคำสอนที่น่าสนใจหลายประเด็น ประเด็นแรกพ่อสอนลูก ก็เป็นเรื่องที่น่าสนใจน่าประทับใจ ยิ่งโดยเฉพาะสำหรับวันนี้ ในการยกประเด็นเรื่องธาตุ ๔ เพราะเป็น ประเด็ น ที ่ ถ ้ า เราใช้ในการพิจารณา มันช่ว ยให้ เ ราเสริ ม และสร้ า ง ปัญญาภายในตัวเอง เพราะว่าการภาวนาคือ เราภาวนาเพื่อให้จิต สงบ นี่ก็เป็นพื้นฐาน แต่ว่าจิตสงบต้องมีงานทำ ไม่ใช่ว่าเราปฏิบัติเพื่อให้มีจิตสงบ อย่างโดดเดี่ยว จิตสงบนั้นเราก็ต้องมีหลักสักอย่างที่ให้เราพิจารณา เพื่อรู้แจ้งเห็นจริง หรือช่วยให้เราถอดถอนสิ่งที่ทำให้เราหลง ยังหลง อยู่ในวัฏสงสาร เป้าหมายในพระพุทธศาสนา คือพระพุทธเจ้ามีเป้า หมายจะให้เราพ้นจากความทุกข์และพ้นจากความทุกข์โดยสิ้นเชิง ไม่ใช่พ้นจากความทุกข์แล้วก็ทุกข์ ทุกข์แล้วยังทุกข์ต่อไป มันไม่ใช่ ลักษณะการสอนของท่าน ท่่านก็จะมุ่งในการให้โอกาสกับเราที่จะได้ พ้นทุกข์อย่างเด็ดขาด การพิจารณาเรื่องธาตุ ๔ เป็นอุบายช่วยให้ เราพิจารณาเห็นความจริง และถอนตัณหาถอนอวิชชา แต่สิ่งที่เรา มักติดอย่างเหนียวแน่นที่สุดก็เรื่องความรู้สึกต่อตัวตน การยกประเด็นของการพิจารณาธาตุ ๔ ก็เป็นสิ่งที่ช่วยให้ เราถอนความรู้สึกต่อตัวตน เพราะว่าพอเรามองเห็นว่าสิ่งที่เราสัมผัส ๑๘๖ • ๒ ๑ ธั น ว า ค ม ๒ ๕ ๔ ๙


ก็ดี ผู้ที่เป็นผู้สัมผัสก็ดี ก็ล้วนแต่เป็นธาตุ ๔ เท่านั้น มันสักแต่ว่า ธาตุเท่านั้น เราดูว่าอันไหนของเราที่ไม่ได้เป็นธาตุ มีอะไรที่เป็นตัว เป็นตนที่ไม่แปรปรวนตามสภาวะของธาตุก็ไม่มี เลยทำให้จิตเกิด ความปลอดโปร่ ง โล่ ง เพราะเราสามารถที ่ จ ะวางความรู ้ ส ึ ก ต่ อ ตัวตนไว้ ในการภาวนาพูดถึงวิธีการ คือนอกจากเรายกสัดส่วนของ ร่างกายแล้วค่อยพิจารณาเป็นธาตุ ๔ อีกแง่หนึ่งคือการยกลักษณะ ของธาตุ ๔ ขึ้นมา แทนที่จะเป็นการคิดนึกว่าเป็นธาตุ ๔ การ สัมผัสโดยตรง เออ นี้แหละในประสบการณ์ที่สัมผัสจริงๆ ก็คือธาตุ ๔ เท่านั้น เช่น ในการพิจารณาถึงธาตุดิน ธาตุดินก็จะมีลักษณะ ของความแข็ง ของหยาบ ของหนัก ของนิ่ม หรือของอ่อน ของนิ่ม นวล ของเบา คือมันเป็นลักษณะที่เราสัมผัสได้ เช่น เรากำลังนั่ง สมาธิอยู่ เราสัมผัสความแข็ง มันก็ไม่ยากนัก แค่เอาปากของเรา ฟันของเรามันแข็งที่สุดในร่างกาย เราก็รู้สึกสัมผัสของแข็ง อันนี้คือ ธาตุดิน ไม่ใช่ฟันของเรา ไม่ใช่ของแข็งของเรา มันเป็นของแข็งของ ธาตุดินเท่านั้น มันเป็นลักษณะของธาตุ ไม่ได้มีตัวตน ไม่ได้มีเราอยู่ ในนั้น เป็นการสัมผัสโดยตรง ของหยาบคือมันมีทั่วร่างกายเช่น ของแข็ง เราได้สังเกตมันก็มีอยู่ที่ฟันของเรา แต่ ว ่ า เราก็ ค อยมาพิ จ ารณาในร่ า งกายของเรา เราก็ ค อย สัมผัสภายในร่างกายของเรา ส่วนที่รู้สึกว่าแข็งที่อื่น ส่วนที่เป็น ความรู้สึกก็มี เช่น ตรงที่เราสัมผัส เช่น กระดูกของเรามันกำลัง ก า ร พิ จ า ร ณ า ธ า ตุ ๔ • ๑๘๗


สัมผัสที่นั่ง เราก็รู้สึกว่าเออ มันมีความแข็งอยู่ตรงนั้น หรือเรามี อาศัยการคิดนึกว่า เอ้อ ที่เรานั่งอยู่ได้มันก็ต้องอาศัยธาตุดินคือ กระดูก ถ้ากระดูกของเราไม่แข็ง เราก็ไม่ได้นั่งอย่างนี้ คงเป็นก้อน น้อยๆ ก้อนหนึ่งมันค่อยยุบลงมา มันไม่มีรูปมีลักษณะเลย ที่เรามี รูปลักษณะ มันก็อาศัยความแข็งของธาตุดิน ก็เป็นการพิจารณาของ หยาบก็เป็นอีกลักษณะหนึ่ง ธาตุดินก็มีลักษณะของความหยาบ ที่ ใกล้ที่สุดในการสังเกตโดยการสัมผัส เช่น เราเอาลิ้นของเรามา สัมผัสที่ฟันข้างบน เอ้อ มันก็หยาบ เอาลิ้นมาเลียกลับไปกลับมาที่ ฟันของเรามันก็รู้สึกหยาบ มันมีของเหมือนกับขมนิดๆ มีความหยาบ มันเป็นลักษณะที่เราสัมผัสได้ เป็นอยู่ในร่างกาย อาศัยธาตุดิน แล้วเราก็คอยดูตามร่างกาย มันก็มีที่อื่นที่จะมีความรู้สึก ถ้าเอารูป ขันธ์มาดูบางแห่งเช่น ผิวหนังที่มือเรา มันจะไม่ค่อยนิ่มเท่าไหร่หรอก มันไม่ใช่นิ่มนวล หรือที่อื่นในร่างกาย เช่น ที่หัวเข่า ที่ศอกของเรา มันไม่ใช่ว่านิ่มนวล ก็เป็นของหยาบ ก็เลยเป็นส่วนพิจารณาเป็น ลักษณะของธาตุดิน เราก็คอยสังเกตคอยพิจารณา ความหนักเวลาเรากำลังนั่งอยู่ คือเรามีมือขวามาทับมือซ้าย หรือมือซ้ายทับมือขวาก็แล้วแต่อะไรที่ทับ ส่วนมือที่อยู่ข้างล่างก็จะ รั บ น้ ำ หนั ก มื อ ที ่ อ ยู ่ ข ้ า งบน ก็ จ ะรู ้ ส ึ ก ว่ า มี น ้ ำ หนั ก อยู ่ แล้ ว ก็ เ ป็ น ประเด็นที่จะทำให้เราพิจารณาร่างกายที่อยู่ที่อื่นว่า เออ มันรู้สึก หนักตรงไหน มันเป็นลักษณะของธาตุดิน แทนที่จะไปคิดในลักษณะ ที่ว่าเป็นรูปของเราเป็นร่างของเรา เป็นสิ่งที่เราพอใจหรือเราไม่พอใจ แต่มันสักแต่ว่าอาการของธาตุดินเท่านั้น เป็นวิธีการที่ถอนความรู้สึก ๑๘๘ • ๒ ๑ ธั น ว า ค ม ๒ ๕ ๔ ๙


ในการสำคั ญ มั ่ น หมายต่ อ ความเป็ น ตั ว ตน การสั ม ผั ส ธาตุ ด ิ น ใน อาการที่ตรงกันข้าม เช่นของอ่อนก็แค่ภายในปากของเรา ถ้าเราเอา ลิ้นมาแตะที่แก้มข้างใน เอ้ มันอ่อนๆ เป็นของอ่อน เป็นส่วนที่เป็น ลักษณะของธาตุดิน แล้วเราค่อยเอาสติและการพิจารณามาคอย สังเกตในร่างกายของเรา ที่อื่นที่มีความรู้สึกอ่อนๆ เช่นเดียวกัน เรา รู้ว่า เอ้อ ร่างกายนี้ มันมีความอ่อน คือมันประกอบด้วยการสัมผัส อืิ่นๆ แต่ว่าของอ่อนก็อยู่ แต่เป็นความรู้สึกของธาตุ ธาตุดินที่กิน เนื้อที่เป็นรูปลักษณะ มันมีการสัมผัสอย่างนี้ ความนิ่มนวล ถ้าเราเอาลิ้นของเรามาแตะที่ริมฝีปากของเรา มันก็นิ่มนวล มันเป็นลักษณะของธาตุที่กำลังแสดงของเบา เช่น เรา มีมืออยู่บนตักเรา สำหรับมือที่อยู่ข้างบน ก็แค่เอานิ้วหนึ่งยกขึ้นมา จะให้มันเบา นิ้วเดียวยกขึ้นมา มันก็เบา ใช่มั้ย มันก็เป็นวิธีการ คอยสังเกตดู มือของเรานี้แหละสักแต่ว่าธาตุ มีอาการอย่างนี้ มี อาการต่ า งๆ แทนที ่ จ ะพิ จ ารณาร่ า งกายในลั ก ษณะที ่ เ ป็ น ของมี สุขภาพดี ของมีสุขภาพไม่ดี มีความใหญ่อย่างนี้มีความเล็กอย่างนี้ มีความหนักอย่างนี้ มีความเบาอย่างนี้ มีความสวยอย่างนี้ ไม่สวย อย่างนี้ ความหลากหลายที่เราเกิดความรู้สึกต่อการเป็นตัวตน เรา ก���ับมาที่ความรู้สึกที่ว่าเออ มันก็สักแต่ว่าธาตุ มันเป็นธาตุ ที่พูดนี่ ก็เป็นธาตุดิน มันสักแต่ว่าธาตุเท่านั้น ธาตุน้ำที่จริงก็การสัมผัสในบางแง่ ที่สัมผัสโดยตรงก็ได้อยู่ เช่น ความเหลวหรือความแช่มชื้นภายในปากของเรา ก็จะมีน้ำลาย ก า ร พิ จ า ร ณ า ธ า ตุ ๔ • ๑๘๙


ก็พอจะรู้สึกว่า เออ มันมีความเหลว มันมีความแช่มชื้น แต่เราก็ พอจะสัมผัสได้ แต่อีกลักษณะหนึ่งเป็นลักษณะของธาตุน้ำ คือเราก็อาจจะ อาศัยการสันนิษฐานอย่างเดียว เพราะหน้าที่อย่างหนึ่งของธาตุน้ำ ก็คือการประสานระหว่างสิ่งต่างๆ ในร่างกาย ถ้าพูดถึงตามหลัก วิ ท ยาศาสตร์ ร่ า งกายประมาณ ๗๐ เปอร์ เ ซ็ น ต์ ๖๗-๖๘ เปอร์เซ็นต์ของร่างกายเป็นน้ำเป็นเรื่องที่น่าคิดเหมือนกัน คือเราคิด ว่าเราเป็นก้อนก้อนหนึ่ง เดินไปเดินมา ความจริงเราเป็นถ้วยน้ำ หลายใบมากกว่า แทนที่จะคิดว่าเป็นก้อนแข็งๆ หน่อย ถ้าเราอาศัย ตาอย่างเดียว เออ ไม่ได้เราต้องมาพิจารณาอีกที แล้วเราค่อยเห็น เอ ธาตุน้ำมีในร่างกาย ที่เรามีชีวิตอยู่ได้ ก็ต้องมีน้ำเลือดหรือถ้าเรา ไม่สบาย เช่นน้ำในร่างกายจะค่อยซ่านไปเพื่อปรับสภาพความปกติที่ มี ส ารในร่ า งกายที ่ จ ะคอยซึ ม เข้ า ไปในร่ า งกาย เพื ่ อ ให้ ป กติ ข อง ร่างกายก็อาศัยธาตุน้ำเป็นกำลัง เราก็คอยสังเกตคอยพิจารณา คอย ดูในลักษณะที่เราเป็นธาตุดิน ธาตุน้ำ เราก็ธาตุตามธรรมชาติ เป็น สิ่งที่ช่วยให้จิตใจเย็นลง ถอนความรู้สึกต่อตัวตนอย่างมาก ธาตุไฟคือ ความร้อนหรือความเย็น ที่จริงก็สังเกตไม่ยากนัก ลมหายใจเข้าก็จะรู้สึกว่าเย็นอยู่ที่ปลายจมูก ลมหายใจออกก็จะมี ความรู้สึกอุ่นอยู่ที่ปลายจมูก มันก็เป็นการสังเกตธาตุ แทนที่จะว่า เออ เรากำลังเก่ง กำลังจะไม่เก่ง กำลังจะ ประสบความสำเร็จ กำลังจะไม่ประสบความสำเร็จ มันแค่ธาตุไฟ ๑๙๐ • ๒ ๑ ธั น ว า ค ม ๒ ๕ ๔ ๙


กำลัง จะเข้ากำลังจะออก มีความรู้สึกธาตุไฟเท่านั้น มันถอนตัวที่ วิพากษ์วิจารณ์อยู่เรื่อยในตัวเองที่มีการวัดของตัวตน เรากลับมารู้ว่า เออ นี่สักแต่ว่าธาตุตามธรรมชาติ เราก็คอยสังเกตดูในร่างกายด้วย จะมีความอุ่นที่ไหน ความ เย็นที่ไหน ร่างกายของเรามันก็ชอบที่จะรักษาอุณหภูมิที่ถูกใจ แต่ อุณหภูมิข้างนอกมันชอบเปลี่ยนอยู่ตลอด มันก็เป็นส่วนที่เราเกิด ความอึดอัดไม่พอใจกับความ...ก็แล้วแต่บุคคล อย่างอาตมาก็เกิด ความอึดอัดไม่พอใจกับความร้อน ถ้ามันเย็นมันก็สบาย คนอื่นพอ เจอความเย็นก็อึดอัดไม่พอใจแล้ว เกิดความอบอุ่นแล้วรู้สึกว่าสบาย แต่แท้จริงแล้วก็สักแต่ว่าธาตุ ความที่เรามีแต่พยายามหาสิ่งที่ถูกใจ คืออัตภาพของสิ่งที่เรียกว่าเรา มันหาความพอดีไม่ได้หรอก เดี๋ยวก็ ร้อนไป เดี๋ยวก็หนาวไป เดี๋ยวก็ร้อนไปอีก เดี๋ยวก็หนาวไปอีก มันก็ กลับไปกลับมาอยู่อย่างนี้แหละ ถ้าเรากลับมาที่ความรู้สึกว่า เออ อันนี้ก็สักแต่ว่าธาตุ คือ เราก็ ค อยปรั บ ความรู ้ ส ึ ก ภายในได้ โ ดยเราไม่ ห วั ่ น ไหว อย่ า งที ่ พระพุทธเจ้าสอนราหุล คือทำใจเหมือนกับธาตุเพื่อไม่ให้มีการหวั่น ไหว เพราะว่าตัวธาตุเองก็ทำหน้าที่ของธาตุ มันก็ร้อน แล้วก็เย็น มันทำหน้าที่ตามลักษณะของธาตุ เราก็ทำใจของเราไม่หวั่นไหวต่อ การเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติ เราก็สบาย ธาตุลมคือ ในลักษณะของการคิดของอินเดียสมัยโบราณ ธาตุลมนั้นนอกจากลมพัดไปพัดมาหรือลมหายใจเข้าลมหายใจออก ก า ร พิ จ า ร ณ า ธ า ตุ ๔ • ๑๙๑


มีการค้ำจุนหรือมีความตึงภายในตัว เช่น ลมหายใจเข้าท้องก็จะ พองขึ้นมา และก็รู้สึกว่าตึงๆ อยู่ อันนั้นคือความตึงเป็นอาการของ ลม ลมจะมีหน้าที่ในการค้ำจุนหรือการส่ายไปส่ายมาหรือพัดไปพัด มา อย่างที่อาตมายกตัวอย่าง เรายกแขนได้ก็อาศัยลมเป็นสิ่งที่ช่วย หรือเป็นสิ่งที่เป็นสาเหตุหรือเป็นหน้าที่ของธาตุลม ภายในร่างกายของเรา เช่นเรากำลังนั่งสมาธิอยู่ นอกจาก ลมหายใจเข้ า ลมหายใจออก เราก็ ค อยสั ง เกตความรู้ ส ึ ก ภายใน ร่างกาย เช่น ที่เรานั่งด้วยความเที่ยงตรง นี่อาศัยธาตุลมค้ำจุน ร่างกายไว้ ที่เราเริ่ม...บางทีก็ค่อยอ่อนลงยุบลง ธาตุลมไม่ค่อยทำ หน้าที่แล้ว เหมือนลูกโป่งลมกำลังออกแล้ว เราก็เอาลมเข้ามาอีก นั่งเที่ยงตรงอีก คือมันเป็นธาตุกำลังทำงาน มันไม่ใช่เป็นตัวตน ไม่ใช่เป็นสิ่งที่เราถือว่าเป็นตัวเป็นตนของเรา มันเป็นการทำงานตาม ธาตุตามธรรมชาติจริงๆ จึงเป็นกรรมฐานอย่างหนึ่งที่ค่อนข้างจะสำคัญ เพราะว่าช่วย ให้เราเกิดความเบาและปลอดโปร่งจากความรู้สึกต่อตัวตน การมอง ตัวเองก็ดี การมองผู้อื่นก็ดี ไม่ใช่ว่าเราเป็นธาตุ ๔ เท่านั้น คนอื่น เขาก็ธาตุ ๔ ด้วย คือเป็นธาตุ ๔ กำลังจะมองธาตุ ๔ นี่ธาตุ ๔ ตั้งเยอะแยะ ถ้าเรามองเป็นธาตุ ๔ จริงๆ นะ มันจะเกิดราคะเกิด กามตัณหายากมาก มันไม่เป็นวิสัยของผู้ที่เห็นชัดเจนที่จะมองใน ลักษณะนั้น การพิจารณาโดยธาตุจึงเป็นสิ่งที่ช่วยถอนตัณหา ๑๙๒ • ๒ ๑ ธั น ว า ค ม ๒ ๕ ๔ ๙


อีกแง่หนึ่งทั้งเราก็ดีไม่ใช่บุคคล คือทุกสิ่งทุกอย่างที่เราสัมผัส ก็เป็นธาตุ ๔ เช่นเราจะอยู่ในตึกอย่างนี้เป็นปูนเป็นเหล็กก็เป็นธาตุ ๔ เราออกไปอยู่ในป่า มันก็เป็นต้นไม้เป็นลำธารมันก็เป็นธาตุ ๔ คือเราก็ดีสิ่งที่เราสัมผัสทั้งหมดก็ดี ก็ล้วนแต่เป็นธาตุ ๔ เท่านั้น ในการพิจารณาด้วยธาตุ ๔ เป็นกรรมฐานอย่างหนึ่ง ที่ช่วย ให้เราถอนตัณหาถอนอวิชชา ขอให้เราทุกคนตั้งอกตั้งใจ ลมหายใจ เข้าลมหายใจออก นั่งสมาธิเดินจงกรม ก็ให้พิจารณาด้วยความเป็น จริงว่าเราคืออะไร สิ่งที่เรากำลังทำคืออะไร ขอให้ภาวนากันต่อไป

ก า ร พิ จ า ร ณ า ธ า ตุ ๔ • ๑๙๓


๒๑ ธันวาคม ๒๕๔๙ ธรรมบรรยายภาคบ่าย

ตั ณ ห า ๓

เวลาเราปฏิ บ ั ต ิ บางครั ้ ง อาจจะรู ้ ส ึ ก ว่ า ธรรมะมั น มาก เหลือเกิน ยากที่จะรู้ว่าจะหยิบธรรมะข้อไหนเมื่อไร อันไหนสมควร อั น ไหนจะมี ป ระสิ ท ธิ ภ าพ อั น ไหนมั น จะถู ก แต่ ม ี ค รั ้ ง หนึ ่ ง ที ่ พระพุทธเจ้าถูกถามว่า ธรรมะโดยย่อคืออะไร ธรรมะโดยย่อที่จะพา ไปที่สูงสุดของความประพฤติการปฏิบัต ิ พระพุทธเจ้าตรัสว่า ธรรม ทั้งหลายไม่ควรยึดมั่น แค่นี้พอ ถ้าเราเกิดความสงสัยเมื่อไร เกิดความรู้สึกว่าโลเล เอ จะ เอาข้อธรรมะเข้ามาปฏิบัติ เราจะใช้มุมไหนของข้อธรรมะก็เอาข้อนี้ ธรรมทั้งหลายไม่ควรยึดมั่น เป็นธรรมะที่สอนตัวเองสอนเจ้าของ ก็ เป็นเครื่องเตือนสติว่าปัญหาทั้งหลายมันก็เกิดจากที่เรายึดมั่นถือมั่น เราหลงก็เกิดความยึดติด ที่พระพุทธเจ้าสอนภาษิตอันนั้น เป็น ๑๙๔ • ๒ ๑ ธั น ว า ค ม ๒ ๕ ๔ ๙


ธรรมะที ่ ท ่ า นสอนสั ก กะจอมเทพ ลงมาถวายการอภิ ว าทต่ อ พระพุทธเจ้า แล้วก็ถามอย่างนั้น ธรรมะโดยย่อที่จะเป็นธรรมะสิ้น ตัณหา เป็นธรรมะที่จะทำให้พรหมจรรย์บริบูรณ์ ทำให้เราถึงสุดยอด ของความบริสุทธิ์คืออะไร พระพุทธเจ้าก็ได้ตอบไปอย่างนั้น ความยึดมั่นความถือมั่น ความยึดติดด้วยตัณหาหรือด้วย อุปาทาน ก็เป็นปัญหาที่เรียกว่าเป็นแกนกลางที่ทำให้เรามีความทุกข์ อยู่ แต่ความยึดติดบางทีก็เป็นด้วยความรู้ตัว บางทีก็เป็นด้วยความ ไม่รู้ตัว บางทีเราก็มีเหตุผลควรจะติดอยู่ยังละไม่ได้ แต่ก็เป็นส่วนที่ เราต้องพยายามพิจารณาเพื่อเห็น เพื่อเข้าใจว่าเรามีความยึดติดตรง ไหน เราก็จะยังมีความทุกข์อยู่ ตราบใดที่เรายังมีความทุกข์อยู่ ถ้า เราอยู่ในภาวะที่ยังหวั่นไหวอยู่ ยังลำบาก คือการเห็นโทษของการ ยึดติดจึงเป็นสิ่งที่เราต้องพยายามพิจารณา เพื่อเราจะได้คลายความ ยึดมั่นให้ได้ เราก็ต้องสังเกตดูมีโทษมีพิษมีภัย มีความลำบากเกิด ขึ้นอย่างไร และเรายังยึดติดในเรื่องอะไรบ้าง ถ้าเราสังเกตโดย ชัดเจนก็พอจะปล่อยได้ พอจะคลายความยึดมั่นได้ อาตมาเพิ่งได้ยินเรื่องอย่างหนึ่งที่โยมคนหนึ่งเขาสามารถที่จะ คลายความยึดมั่นได้โดยการเห็นโทษ เขาเป็นชาวบ้าน เขามีลูกคน หนึ่งไปอยู่เมืองนอก อยู่ที่ประเทศอิตาลี ลูกสาวไปแต่งงานกับคน อิตาลีเขาก็ไปอยู่กันที่นั่น ลูกก็อยากให้แม่มาอิตาลี มาอยู่ด้วยสัก ระยะหนึ่ง อย่างน้อยสักครั้งหนึ่ง แม่ก็ไม่ยอมมาสักที เมื่อลูกถาม ทำไมไม่มาสักทีอยากให้มา แม่ก็พูดว่าไม่มีหมากเคี้ยวที่เมืองนอก ตั ณ ห า ๓ • ๑๙๕


ไปอยู่อิตาลีเคี้ยวหมากไม่ได้เลยไปไม่ได้ เขาติด เขายึดติด ลูกก็อยู่ ไปอยู่มาทุกปี พยายามให้แม่มาด้วย คือที่จริงเมืองนอกก็หาหมาก ได้ ไม่ใช่ว่าไม่มี มี หาได้ ลูกก็ชวนมาหลายครั้งหลายหน จนปีนี้แม่ก็ได้ไปประเทศ อิตาลี ลูกกับลูกเขยก็ดูแลอย่างดี หาหมากให้เคี้ยวตามสบาย และ ก็ดูแลอย่างดี วันหนึ่งเขาไปในเมืองไปซื้อของ เขาไปในร้านอาหาร เขาไป จอดรถข้างหน้า แม่ก็บอกว่าไม่อยากเข้าไป ให้ลูกสาวกับลูกเขยไป ซื้อของตามสบาย เราก็จะนั่งอยู่ในรถ เขาก็นั่งอยู่ในรถรออยู่ เขาก็ เคี้ยวหมากอยู่อย่างนั้น เขาเปิดประตูถ่มน้ำลายออก ฝรั่งเห็น เขาก็ เกิดความห่วง เอ ผู้เฒ่าคนนี้กำลังไม่สบาย เลือดออกจากปากเลย แล้วพยายามพูดกับเขา สันนิษฐานว่าจะช่วยได้ยังไง สงสาร ก็พูด กั น ไม่ รู ้ เ รื ่ อ ง แม่ยายก็ไม่รู้ภาษาสักคำหนึ ่ ง ภาษาอั ง กฤษก็ ไ ม่ รู ้ ภาษาอิตาลีก็ไม่รู้ พยายามพูด ปากก็เต็มอีกแดงๆ ฝรั่งก็ยิ่งสงสาร มันต้องมีอะไรที่ไม่สบายหนักมากเลย เขารีบโทรศัพท์ไปโรงพยาบาล โรงพยาบาลส่งรถฉุกเฉินมา รถฉุกเฉินมาเขาก็พยายามจะช่วยคนที่มี โรคที่ร้ายแรง ปากก็มีเลือดเยอะแยะ ของในปากก็เยอะแยะ มัน เป็นโรคแปลกๆ เขาไม่เคยเห็นอย่างนี้ เขาก็รีบให้รถฉุกเฉินพาไปโรง พยาบาล ตัวแม่ออกก็ไม่ไหวแล้ว เขาก็คิดว่าเป็นอาการของโรคอีกด้วย เขาพาไปโรงพยาบาล เขาก็ทำความสะอาดปาก แล้วก็ดู ก็ไม่แน่ใจ ว่าเป็นอะไร เขาก็ล้างท้องเลย ๑๙๖ • ๒ ๑ ธั น ว า ค ม ๒ ๕ ๔ ๙


ลูกสาวกับลูกเขยก็เดินออกจากที่ซื้อของ ก็ไปที่รถก็ไม่มีแม่ อยู ่ เขาก็ ไ ม่ รู ้ ว ่ า แม่ ไ ปที ่ ไ หน ใช้ เ วลาตั ้ ง พรุ ่ ง นี ้ แ น่ ะ แม่ อ ยู ่ โ รง พยาบาลตลอดคืน แล้วอีกวันหนึ่ง ลูกจึงเจออยู่โรงพยาบาล กำลัง รักษาโรคอยู่ ตั้งแต่นั้นเขาไม่ได้เคี้ยวหมากสักคำหนึ่งเลย ก็เป็นวิธีแก้ไข ความยึดติดเหมือนกัน คือพอเขาเห็นโทษว่ามันยุ่งมันยากมากเลยไม่ เอาแล้ว สำหรับเราดูแม่ยายมันก็น่าขำที่เขายึดติดขนาดนั้น คนอื่นก็ เข้าใจว่าอยากช่วยเขา แต่ในลักษณะอีกแง่หนึ่ง เราเองก็ยึดติดอะไร หลายๆ อย่ า ง ก็ ไ ม่ ย อมปล่ อ ยเลย คื อ มั น เป็ น ส่ ว นที ่ เ ราก็ ต ้ อ ง พยายามที่จะศึกษาสังเกตพิจารณา เพื่อได้เห็นว่าเรายึดตรงไหน เรา มีความผูกรัดไว้ด้วยตัณหายังไง มันก็เป็นทุกข์อยู่ลำบากอยู่ จน กระทั่งเรายอมสละทิ้ง เรายอมถอยออก เรายอมถอน ในการภาวนา ในการปฏิบัติ เราปฏิบัติเพื่อเห็นชัดเจนยิ่งขึ้น ในจิตของตัวเองว่าทุกข์ที่เรามีอยู่ มันเป็นทุกข์จริงๆ มันเป็นเรื่องที่ น่าคลี่คลาย น่าจัดการ น่าแก้ไขตัวเองให้ได้ เพื่อจะไม่ให้ตัวเอง แบกความทุกข์ไว้ตลอด ที่เรามีความทุกข์อยู่ หรือที่พระพุทธเจ้าสอนธรรมทั้งหลายไม่ ควรยึดมั่น คือมันทำให้เราต้องสังเกตตรงที่ตัณหา ตัณหาก็อย่างที่ เราสวดเมื่อคืน ตัณหาอุปาทาน ความยึดมั่นถือมั่น ตัณหาความ อยากได้ ตัณหาเป็นเหตุ อุปาทานคือเรายึดไว้ซึ่งตัณหานั้น พระพุทธเจ้าระบุไว้ว่าตัณหามีอยู่ ๓ ประการ กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา ตั ณ ห า ๓ • ๑๙๗


กามตัณหาเป็นความเพลิดเพลินในกามอารมณ์ เพลิดเพลิน ในรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ และธรรมารมณ์ภายใน ภวตัณหา คือ มีความยินดีในความมี ความเป็น อยากให้ เป็นอย่างนี้ อยากให้เป็นอย่างโน้น อยากให้ตัวเองเป็นอย่างนี้ อยากให้โลกเป็นอย่างนี้ อยากให้คนอื่นเป็นอย่างนี้ อยากให้สิ่งของ อยู่ในสภาพอย่างนี้ จึงจะได้พอใจ วิภวตัณหา ไม่อยากให้มีไม่อยากให้เป็น ไม่อยากให้ตัวเอง เป็นอย่างนี้ ไม่อยากให้มีอารมณ์อย่างนี้ ไม่อยากให้มีโลกเป็นอย่าง นี้ ไม่อยากให้คนอื่นเป็นอย่างนี้ มันก็เป็นวิภวตัณหา เลยจิตใจของเรามันกลับไปกลับมากับตัณหาเหล่านี้ และเรา สร้างความทุกข์ ที่เราอาศัยตัณหา ตัณหาเหล่านั้นมีเป้าหมายที่จะ ได้มีความสุข แสดงออกในลักษณะไหน แต่ว่าเป้าหมายของตัณหา เราอยากจะมีความสุข อยากมีความสบาย จะเป็นด้วยสิ่งของที่เรา จะได้สนองอารมณ์ของเรา หรือจะเป็นด้วยการทำภาวะให้เกิดขึ้น หรือกำจัดภาวะที่เราไม่พอใจ แต่ว่าเป้าหมายคืออยากได้ความสบาย อยากมีความสุข ตราบใดที่เราอาศัยตัณหาอยู่ ความสุขก็ไม่เกิดขึ้น หรือเกิด ขึ้นก็ประเดี๋ยวประด๋าวแล้วก็หายไป ความทุกข์อย่างหนึ่งพระพุทธเจ้า ระบุไว้ คือ สภาพของความทุกข์ ท่านเรียกว่าวิปรินามทุกข์ คือ ทุกข์เพราะความพลัดพราก เราได้สิ่งที่ถูกใจ แต่เราต้องพลัดพราก จากสิ ่ ง เหล่ า นั ้ น คื อ โดยธรรมชาติ ม ั น จะต้ อ งสลายจะต้ อ ง ๑๙๘ • ๒ ๑ ธั น ว า ค ม ๒ ๕ ๔ ๙


เปลี่ยนแปลง ได้ความสุขยังไง คือมันได้อยู่ แต่ยังเป็นทุกข์อยู่ เพราะมันต้องเปลี่ยนแปลง ถ้าเราไม่รู้อย่างนี้ เราไม่เข้าใจ แล้วเราก็ มาคิดว่าได้ความสุขแล้ว จะรักษาไว้ เราก็จะเกิดความรู้สึกท้อใจ หรือเกิดความเสียใจ เกิดความหวั่นไหวภายในจิตใจ เพราะสิ่งที่ได้ แล้วมันกำลังจะอันตรธาน กำลังจะหาย กำลังจะเปลี่ยนสภาพ มันกลับมาที่ไม่ควรยึดมั่น พระพุทธเจ้าก็ไม่ห้ามให้เราที่อยู่ ในโลกมีความสุข ขอให้ไม่ให้ความสุขนั้นอาศัยการเบียดเบียน หรือ การเอาเปรียบ หรือสิ่งที่เป็นอธรรม ถ้าหากว่าเราได้ความสุข เราก็ ยังต้องมีความรู้ความเข้าใจ ว่าเราไม่ควรยึดมั่นในความสุขนั้น เพื่อ จะได้ปรับตัวให้ถูกต้องกับความเป็นจริง คำว่าธรรมทั้งหลายไม่ควร ยึดมั่น ก็เป็นภาษิตที่กินเนื้อความได้เยอะมาก แล้วก็ทำให้เรามี ความปลอดภัย คือเราจะไม่ยึดมั่นในสิ่งที่ทำให้เราเกิดความทุกข์อยู่ เพราะว่าเราเห็นความทุกข์อย่างชัดเจน แต่เราจะไม่ยึดมั่นในความ สุขด้วย เรารู้ว่าความสุขนั้นถ้าเรายึดไว้ มันก็ยังจะต้องพลัดพราก จากเรา ยังจะต้องแปรปรวนเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่นไป ความ เข้าใจในภาษิตเดียวเป็นเรื่องที่มีความหมายลึกซึ้งมาก ควรจะศึกษา การที ่ ไ ด้ ใ ห้ ม ี ก ารสั ง เกตการพิ จ ารณาในเรื ่ อ งตั ณ หา ๓ ประการ มันเป็นประเด็นอย่างหนึ่งที่เราสามารถที่จะใช้ในการภาวนา ของเรา อย่างเราภาวนาลมหา���ใจเข้า ลมหายใจออก ตั้งสติไว้ แต่ เรายังควรสังเกตดูศึกษาดูว่าเมื่อมีการเคลื่อนไหวเกิดขึ้นภายในจิตใจ ของเรา เป็นกระแสของตัณหาหรือเปล่า และเป็นกระแสของตัณหา ตั ณ ห า ๓ • ๑๙๙


แบบไหน เพราะว่าบางครั้ง กามตัณหาก็พอจะเห็นไม่ยากนัก บาง ครั้งเราก็ยังสามารถจะหลอกตัวเองได้ แต่มันก็พอจะเห็นได้ แต่ภวตัณหา บางครั้งเราก็ไม่สังเกต เพราะว่ามันคล้ายๆ มี เหตุผลที่ค่อนข้างจะน่าสนับสนุน เช่น เราเข้ากรรมฐาน ๗ วัน ๘ วัน เกิดความคิดในจิตใจว่าเรามี ๗ วัน ๘ วัน ยังไงเราต้องทำให้ ได้ดีที่สุดให้ได้ เราต้องทำให้ได้สมาธิอย่างนี้อย่างนั้น ทำให้ได้ ปัญญาอย่างนี้อย่างนั้น มันก็เป็นความปรารถนาที่ดี แต่ถ้าหากว่า เรายึดมั่นไว้เป็นสิ่งที่นำความทุกข์มาให้ด้วย คือไม่ใช่ว่าเราไม่มีเป้า หมายในการภาวนา แต่เราต้องสังเกตดูว่าเราทำด้วยความยึดมั่น มากน้ อ ยแค่ ไ หน เพราะว่ า เราตั ้ ง เป้ า หมายสู ง เกิ น ไปหรื อ ทำ อุดมการณ์อย่างเดียว มันเป็นส่วนที่ทำให้จิตใจไม่สงบ มันอาศัย ความเป็นตัวตนภายในตัวเอง คือเราจะต้องได้อย่างที่เราปรารถนา ถ้าเป็นอย่างนั้นถึงจะเป็นสิ่งที่ดี สิ่งที่ในแง่หนึ่งก็เรียกว่าถูก ต้อง แต่ว่าเพราะความยึดมั่นโดยอาศัยความเป็นตัวตน มันก็ยังเป็น ทุกข์อยู่ วิภวตัณหาก็ใกล้เคียงกันในลักษณะที่เราก็ควรจะสังเกต เช่น เราบางครั้ง แม้แต่เกิดความสงบ คือวิภวตัณหาไม่อยากให้มี ไม่ อยากให้เป็น ไม่อยากให้มีความคิดที่เป็นอกุศล ไม่อยากให้มีความ คิดหรือความรู้สึกที่จะกวนความสงบของเรา และมันก็เป็นการข่มจิต โดยวิภวตัณหา บางทีสามารถที่จะทำให้มีความระงับของการคิดนึก ๒๐๐ • ๒ ๑ ธั น ว า ค ม ๒ ๕ ๔ ๙


ความระงับของอารมณ์ภายในจิตใจ แต่ว่ามันได้โดยอำนาจของวิภวตัณหา คือ จิตจะมีความนิ่งอยู่ แต่มันจะไม่ค่อยปลอดโปร่ง ไม่ ค่อยจะแจ่มใส นี่มันเป็นเรื่องที่ต้องคอยสังเกตในการภาวนา เพราะว่ามันมี เหตุมีผลเหมือนกัน เอ่อ เราไม่ควรจะมีความคิดที่เป็นอกุศล ไม่ควร จะมีความคิดที่จะมีความฟุ้งซ่านในจิตใจ เราควรจะระงับกระแสของ จิตที่คิดนึกอยู่ แต่ว่าตราบใดที่ต้องอาศัยกระแสของวิภวตัณหา มันเป็น อกุศล เลยไม่สามารถที่จะทำความผ่องใสให้เกิดขึ้นภายในจิตใจ เรา ก็ต้องคอยสังเกตดูคอยเข้าใจ คือเราดูหน้าของตัณหา ๓ ประการนี้ ก็เห็นว่า เออ ยังไงก็ดี ความสงบที่พระพุทธเจ้าปรารถนา ไม่ใช่ว่า จะอาศัยอกุศล หรืออาศัยกระแสตัณหา หรืออาศัยความยึดมั่นไว้ คือจะต้องอาศัยสติ และปัญญาเท่านั้น เวลาเรามีสติกับปัญญากับคุณธรรมมาประกอบด้วย คือจิต สงบ ไม่มีการแส่ส่ายเท่าไหร่ แต่ว่าจะมีความเบิกบานจะมีความ แจ่มใส คุณภาพของจิตจะไม่เหมือนกัน เป็นส่วนที่นักปฏิบัติเรา... คือเราอยู่ในโลกก็ดี เราก็ต้องสังเกตดูว่าตัณหา ๓ ประการ มัน แสดงออกยังไง แม้แต่เวลาเราปฏิบัติ ตัณหา ๓ ประการมันก็ยังมีบทบาท อยู่ แล้วเราก็ต้องเป็นผู้พิจารณา คอยสังเกตให้ละเอียด แต่การ ปฏิบัติเพื่อเข้าใจในความทุกข์ก็เป็นประเด็นหนึ่งที่เราควรจะให้ความ สนใจ ถ้าเราปฏิบัติอยู่ ตั ณ ห า ๓ • ๒๐๑


คือเราพูดอย่างนั้นแล้ว ก็อยากให้เราคิดต่อ เพราะว่า บาง ครั้งถ้าหากว่าถ้าเราดูในลักษณะของอริยสัจ ๔ เวลาเราปฏิบัติ เรา ให้ความสนใจให้ความสำคัญกับอริยสัจที่ ๑ อริยสัจที่ ๒ ทุกข์ กับเหตุให้เกิดความทุกข์ ก็เป็นเรื่องที่จำเป็น เราก็ต้องเป็นผู้ศึกษาผู้ เข้าใจ แต่ถ้าหากว่าเรามุ่งแต่ทุกข์อย่างเดียว เราก็ยังไม่บริบูรณ์ใน การปฏิบัติ เราจะต้องให้ความสนใจและความสำคัญกับการดับทุกข์ ซึ่งคิดว่านักปฏิบัติไม่ค่อยจะใส่ใจนัก เรื่องภาวะของการดับทุกข์ มัน เป็นสิ่งที่คล้ายๆ ว่า เออ อนาคตทางโน้น หรือเป็นผลของการ ปฏิบัติโน้นน่ะ อนาคตต่อไปโน้น อนาคตอีกกาลนานเทอญโน้น มัน เป็นเรื่องนาน แต่ที่จริงธรรมะของพระพุทธเจ้าเป็นธรรมะที่เราต้องเป็นผู้ ศึกษาและเข้าใจในปัจจุบันนี้ การศึกษาและการสัมผัสการดับทุกข์ ก็เป็นสิ่งที่เราต้องให้ความสนใจและความสำคัญ เหตุที่ได้สัมผัสการดับทุกข์ นิโรธสัจจะ ที่จริงก็เป็นเรื่องที่น่า อัศจรรย์ พระพุทธเจ้าสอนครั้งแรกสอนอย่างละเอียดถี่ถ้วนมากที เดียวนะ คือไม่เพียงแต่สอนคร่าวๆ นะ เป็นสังเขปเท่านั้น เพราะว่า ท่านสอนอริยสัจ ๔ แล้วท่านก็สอนรายละเอียด เช่น เหตุไหนหนอ เป็นเหตุให้ปรากฏของแต่ละอริยสัจ หน้าที่ที่เราต้องมีต่ออริยสัจ เวลาท่านสอนเรื่องนิโรธสัจจะคือความดับทุกข์ มีธรรมะ ๔ ประการที่เราต้องให้ความสำคัญเพื่อจะได้สัมผัสและเข้าถึงภาวะของ การดับทุกข์ คือ จาโค ปะฏินิสสัคโค มุตติ อะนาละโย เป็น ๒๐๒ • ๒ ๑ ธั น ว า ค ม ๒ ๕ ๔ ๙


ธรรมะที่อย่างเราสวดเมื่อคืน จาคะคือเป็นการให้หรือการเสียสละ เราเสียสละต่อสิ่งที่ขัดขวางการปฏิบัติของเราหรือความสุขของเรา เป็นเรื่องที่ถ้าเรามีจิตใจที่ปรารภจาคะ คือ เป็นการให้และเป็นการ เสียสละ อย่างที่เราสวดเมื่อคืน คือเป็นความสลัดทิ้ง คือเรารู้จัก สลัดทิ้ง เราก็ไม่เอาล่ะ เราสามารถที่จะไม่ยึดไว้ ไม่กำเอาไว้ ไม่ ห่วงเอาไว้ รู้จักสลัดทิ้ง เพราะว่าทุกอย่างที่เป็นสิ่งที่ดีก็ตาม สิ่งที่ไม่ ดีก็ตาม ยังไงก็จะต้องพลัดพรากจากสิ่งเหล่านั้นทั้งหมด ถึงเวลาถึง คราวเราก็ต้องรู้จักสลัดทิ้ง อย่าไปเก็บอะไรไว้เลย มันเป็นจิตใจที่ ไม่มีฐานของการเก็บความทุกข์ นี่จาคะ ปะฏินิสสัคโค เป็นความสลัดคืน ปะฏินิสสัคโค คำศัพท์ว่า สลัดคืน เรารู้จักคืน อย่างหลวงพ่อพุทธทาสท่านพูดคำหนึ่งที่เกี่ยว กับคำศัพท์ว่าปะฏินิสสัคคะ คือท่านพูดมนุษย์เราเป็นขี้ขโมย เรา ขโมยสิ่งที่ไม่ได้เป็นของเรา แล้วก็คิดว่าเป็นของเรา และก็ไม่คืนสักที เราต้องมีปะฏินิสสัคโค คือความสลัดคืน คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เป็นของธรรมชาติ แต่เราขโมยคิดว่าเป็นของเรา เราเป็นขี้ขโมย เรามาปล้นมาเอาสิ่งของที่เจ้าของไม่ได้ให้ เราก็เอา อยู่ คิดว่าเป็นของเราอย่างนี้ ตราบใดที่เราเป็นขโมยก็ยากที่จะมี ความสุข ไม่เคยเห็นขี้ขโมยสักคนหนึ่งที่มีความสุขสบายเลย เรามี ปะฏินิสสัคโค เรามีความสลัดคืน เราคืนให้ธรรมชาติ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ที่เราคิดว่าเป็นของเรา เราก็คืนให้ ธรรมชาติ ทุกสิ่งทุกอย่างที่เราคิดว่าเป็นของเรา เราก็คืนให้ธรรมชาติ หรืออย่างที่อาตมาพูดตอนเช้า สิ่งของของเราจะเป็นสิ่งของก็ดี บ้าน ตั ณ ห า ๓ • ๒๐๓


ช่องก็ดี อะไรที่เราคิดว่าเป็นของเรา เราก็ดู เออ มันเป็นของ ธรรมชาติเป็นสักแต่ว่าธาตุ ๔ เราก็รู้จักคืน เราก็รู้จักใช้ในเวลา สมควร แต่ว่าเราก็ต้องสลัดคืน ในที่สุดเป็นของธรรมชาติ ตราบใด ที่เรายังตะครุบเอา ยึดไว้ โดยตัณหาและอุปาทาน และเราก็จะมี ความทุกข์อยู่ แล้วเราก็รู้จักสลัดคืน มุตติเป็นความปล่อย การปล่อยคือเราปล่อยวางเราไม่กำ แน่นไว้ เราก็รู้จักปล่อยก็เป็นส่วนที่ทำให้เราคือตราบใดที่เรายังกำ แน่นอยู่ มันก็มีความเครียด มีความไม่สบาย เราปล่อยเมื่อไหร่มันก็ ปลอดโปร่งดี มันสบาย มันได้สัมผัสการดับท���กข์ในเวลานั้น อะนาละโย เป็ น ความทำไม่ ใ ห้ ม ี ท ี ่ อ าศั ย ซึ ่ ง ตั ณ หานั ้ น คื อ อะไรๆ ก็จะไม่ติดกับเรา อะนาละโยมันเป็นคำศัพท์ที่ภาวะของผู้ ประสบผลของการปฏิบัติที่อะไรๆ ก็ไม่ได้อาศัย คนว่ายังไง เราก็ไม่ เกิดอารมณ์ที่เสียใจหรือกระทบกระเทือนอะไร ทำอะไรมีอะไรเกิดขึ้น มันก็ไม่ติดในจิตใจของเรา เหลือแต่จิตใจที่ปลอดโปร่ง ไม่มีความ ทุกข์เลย ถ้าเป็นอุปกรณ์เหมือนกับสมัยใหม่ที่เขาทำ แต่ที่จริงเดี๋ยวนี้ ก็ไม่ใหม่เท่าไหร่ มันก็เป็นของที่เขาทำเป็นหม้อที่เขาเคลือบไว้ ไม่ให้ ข้าวติด อะไรนะ เทฟลอน มันไม่ติด คือจิตของเรามันมีเทฟลอน มั น ไม่ ม ี อ ะไรติ ด แล้ ว อั น นี ้ ค ื อ เรามี ธ รรมะในใจ เรามี ก ารปล่ อ ย มีนิโรธะ เรามีการพ้นจากความทุกข์ ซึ่งการระลึกถึงการดับทุกข์ เป็นส่วนที่เราควรจะให้ความ สำคัญเช่นเดียวกัน เพราะว่าเช่นลมหายใจเข้า ลมหายใจออก มี ๒๐๔ • ๒ ๑ ธั น ว า ค ม ๒ ๕ ๔ ๙


ความทุกข์มั้ย คือถ้าหากว่าเราอยู่อย่างผู้มี จาโค ปะฏินิสสัคโค มุตติ อะนาละโย มันก็ไม่มีความทุกข์ ถ้าเราเป็นผู้ไม่ยึดมั่น มันก็ ไม่มีความทุกข์ในเวลานั้น ก็มีแต่ลมหายใจเข้าลมหายใจออก มีกาย กับใจที่กำลังเปลี่ยนแปลงไปตามธรรมชาติ ก็ไม่ได้มีความทุกข์ แต่ว่าพอเรามีความรู้สึกต่อตัวตน พอมีความรู้สึกต่ออยากได้ ไม่อยากได้ อยากมี อยากเป็น ความทุกข์มันก็ปรากฏทันที ในการ ภาวนาของเราก็เป็นส่วนที่น่าตั้งข้อสังเกตในการดับทุกข์ หรือภาวะที่ ไม่มีทุกข์ แต่ว่าลมหายใจเข้า เอ้ เราไม่มีความทุกข์ ลมหายใจออก ก็ไม่มีความทุกข์ เราก็ค่อยๆ ประคับประคองดู เอ้ อย่างนี้สบายจัง เพราะโดยปกติเราก็จะอยู่อย่างคล้ายๆ ว่าเรามีทิฐิหรือมีความเห็น หรือมีความจินตนาการยังไง เราก็เป็นอย่างนี้ เราก็เป็นตัวตนอย่างนี้ แล้วเราก็มีความทุกข์อยู่อย่างนี ้ แต่นี่มันเป็นสัญญา สำคัญมั่น หมาย เป็นความจำ ในปัจจุบันไม่มี เราเป็นผู้ดึงเอามาจากสัญญา จึงเป็นผู้ทุกข์ เราเป็นผู้ปรุงแต่งว่าเราจะเป็น จึงเป็นทุกข์ แต่ในปัจจุบันจริงๆ ถ้าเราสังเกตอย่างใกล้ชิดอย่างถี่ถ้วน ความดับทุกข์สามารถที่จะปรากฏได้ คือเป็นเรื่องที่ให้กำลังใจกับตัว เอง เราก็ให้กำลังใจว่า เออ การดับทุกข์มันไม่ใช่ว่ามันอยู่ไกลนัก ไม่ใช่ว่ามันง่าย แต่ว่ามันไม่อยู่ไกล มันไม่อยู่โน้น มันอยู่นี่แหละ การดับทุกข์อยู่ตรงนี้ เราก็ให้มีความสนใจ ให้มีความสำคัญกับการทำคือ ไม่ใช่ ว่าจะต้องทำการไม่ดับทุกข์ปรากฏ ที่จริงมันเป็นอย่างนั้นอยู่แล้ว ตั ณ ห า ๓ • ๒๐๕


สภาพของจิตเป็นอย่างนั้นอยู่แล้ว ที่มันปรากฏคือความทุกข์ ที่เป็น พื้นฐานของจิตใจจริงๆ คือไม่ทุกข์ แต่เราไม่สังเกต เราก็ชอบเชื่อ อารมณ์คือมันอดไม่ได้ที่จะคิดจะนึกจะปรุงจะแต่งจะยึดจะถือ จะให้ มีเรื่อง มันก็กลายว่าธรรมดาของชีวิตเราก็คือมีเรื่องอยู่เรื่อย และก็มี เรื่องทุกข์เท่านั้น เราก็ต้องเป็นผู้เปลี่ยน เปลี่ยนทิศทางที่เป็นทรรศนะการมอง ว่า การไม่มีทุกข์มีอยู่ ไม่ใช่ว่าไม่มี อย่างที่พระพุทธเจ้าสอนในธัมม จักกัปปวัตนสูตร คือหน้าที่ที่เรามีต่ออริยสัจที่ ๓ คือ สัจฉิกาตัพ พันติ คือ ต้องทำให้แจ้ง ทำให้แจ้งซึ่งความไม่ทุกข์ มันเป็นเรื่องที่ เราต้อง...ลมหายใจเข้า ทำให้แจ้ง เอ้อ มันก็ไม่ทุกข์ ลมหายใจออก ก็ไม่ทุกข์ มีอะไรที่คอยเกิดขึ้น รู้ว่าเรากำลังเลือกว่าจะทุกข์หรือไม่ ทุกข์ แต่ที่เราค่อนข้างจะถนัด เราถนัดในการสร้างความทุกข์ล่ะ เรา ก็ต้องสร้างความถนัดใหม่ ทำให้เก่งขึ้นในการรู้ไม่ทุกข์​ มันเป็นสิ่งที่ เราทำได้ มันไม่เกินกำลังของเราสักคน เพราะว่าไม่ใช่ว่าสิ่งที่จะต้อง อาศัยของวิเศษอะไร หรือจะต้องมีเทพหรือพระเจ้าบันดาลให้ คือมัน เป็นสิ่งที่อยู่ในตัวเราทั้งนั้นแหละ เรามีกายกับจิตนี้ เรามีการรับรู้ เราทำให้การรับรู้นั้น เป็น สติ เป็นปัญญาขึ้นมา อาศัยการฝึกการหัดและการสังเกต อย่างเรา อาศัยคำสอนของพระพุทธเจ้า พยายามที่จะทำให้มัน คือแทนที่จะ ทำให้มันหลากหลายวุ่นวาย ก็กลับมาสู่จุดที่ค่อนข้างจะเป็นจุดที่ ตรงๆ หน่อย ธรรมทั้งหลายไม่ควรยึดมั่น หรือการดับทุกข์คืออะไร ให้มีจุดหนึ่งที่เราสังเกต เราจะได้มีจุดที่ช่วยเหมือนกับตีแตกของที่ ๒๐๖ • ๒ ๑ ธั น ว า ค ม ๒ ๕ ๔ ๙


มัน...ตอนแรกเรานึกว่ามันเป็นของแข็งหรือแก้ไม่ได้ แต่พอเจาะตรง นั้นๆ อ้าว มันแตกได้ มันหลุดออกได้ ธรรมะก็เช่นเดียวกัน ขอให้เราอาศัยธรรมะที่เป็นแกนกลาง ของพระพุทธเจ้า เราจะได้สัมผัสสิ่งที่เราปรารถนาทุกคน คือไม่ทุกข์ สำหรั บ วั น นี ้ อาตมาก็ ไ ด้ ใ ห้ ข ้ อ คิ ด ในธรรมะ ก็ ค งจะพอ สมควร ตอนบ่ายต่อจากนี้ไปขอให้เราทุกคนก็ตั้งสติไว้เดินจงกรม นั่งสมาธิ

ตั ณ ห า ๓ • ๒๐๗


๒๑ ธันวาคม ๒๕๔๙

ถาม-ตอบปัญหาธรรมะ

ผู้ฟัง : กราบเรียนพระอาจารย์ที่เคารพอย่างสูง วันนี้เป็นวัน พฤหัสฯที่ ๒๑ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๔๙ เป็นวันที่ ๕ ของ การปฏิบัติ ขณะนี้เป็นเวลาของการถาม-ตอบปัญหา ขออนุญาตนำ คำถามขึ้นกราบเรียนพระอาจารย์ครับ คำว่าภาวนาในความหมายตรงๆ คืออะไร และการนั่งสมาธิ ทำสมาธิ ต้องภาวนาโดยใช้คำบริกรรมหรือภาวนาให้ในสิ่งที่เราอยาก ได้ หรืออยากสำเร็จหรือไม่ พระอาจารย์ : ภาวนาถ้าแปลโดยตรงก็แปลว่าทำให้มีเกิด ขึ้น คือเป็นการทำให้มีเกิดขึ้น ซึ่งเวลาเราใช้คำศัพท์หมายความว่า การทำให้เกิดซึ่งคุณธรรม การทำให้เกิดซึ่งความสงบ การทำให้เกิด ปัญญา ภาวนาไม่ได้หมายถึงการนั่งสมาธิอย่างเดียว ภาวนาหมาย ถึงความเจริญทั้งหมดในสิ่งที่จะทำให้จิตและชีวิตให้ได้เข้าใกล้ธรรมะ ให้มากขึ้น ให้ได้มีความสงบมากขึ้น ให้มีความสุขมากขึ้น ให้มี ความทุกข์น้อยลง เลยเป็นคำศัพท์ที่มีความหมายที่กว้าง เพราะว่า แม้แต่การบูชาพระรัตนตรัยก็เป็นการภาวนา การมีการสำนึกระลึกถึง ๒๐๘ • ๒ ๑ ธั น ว า ค ม ๒ ๕ ๔ ๙


คุณธรรมหรือหมวดธรรมะต่างๆ ก็เป็นการภาวนา มันก็มีความ หมาย เช่น ความเจริญหรือระลึกถึงศีลก็เป็นการภาวนา การระลึก ถึงเทวดาก็เป็นการภาวนา การระลึกถึงเมตตาก็เป็นการภาวนา อัน ใดที่เป็นไปเพื่อความเจริญของจิตใจ และก็ทำอย่างต่อเนื่องก็คือการ ภาวนา การกำหนดบริกรรมจะใช้หรือไม่ใช้ คือ มันเป็นอุบายหนึ่งใน การภาวนาที่ช่วยให้จิตใจมีความสงบมากขึ้น ทำให้มีสติต่อเนื่องมาก ขึ้น แต่ว่าจะใช้หรือไม่ใช้ต้องดูที่ว่าจิตของเรามีความเจริญมากขึ้น หรือไม่ ทำให้มีเกิดขึ้นซึ่งความสงบหรือไม่ ผู้ฟัง : เคยฝึกจิตจนกระทั่งสามารถควบคุมความฟุ้งซ่านได้ แล้ว เมื่อใดก็ตามที่นั่งสมาธิ ก็จะเห็นความฟุ้งซ่านอยู่ในกรอบ เมื่อ เป็นเช่นนั้นอยู่ระยะหนึ่งไม่ทราบว่าควรทำยังไง เปรียบเสมือนม้าที่ กำลังวิ่งอยู่ในคอก ต้องทำยังไงต่อ พระอาจารย์ : ก็ไม่ให้อาหารกับม้าอีก ให้มันตายซะ ก็เป็น ส่วนหนึ่งเวลาเราปฏิบัติ เราทำให้มีสติ ควบคุมจิตใจ ความฟุ้งซ่าน ก็กลายเป็นสิ่งที่มีขอบเขต แต่เป็นขอบเขตที่เรามีผู้รู้อยู่ เรื่องนี้สำคัญ มาก ไม่จำเป็นจะต้องรอให้ เอ เมื่อไหร่จะไม่มีการคิดเลย ไม่มี คว���มกระดุกกระดิกของจิตใจเลย เพราะว่ามันอยู่ในกรอบแล้ว มัน ไม่เป็นพิษเป็นภัยกับเรา มันอยู่ในกรอบของสติ อย่างหลวงพ่อชาท่านให้การเปรียบเทียบใกล้เคียงกัน มีไก่ แล้วก็เอาสุ่มมาครอบไก่อีกที ไก่มันก็ยังเดินไปเดินมาอยู่ ไก่มันก็ไม่ ถ า ม - ต อ บ ปั ญ ห า ธ ร ร ม ะ • ๒๐๙


ได้หนีไปไหนนะ มันก็อยู่ในสุ่มอันนั้นแหละ เราไม่จำเป็นที่จะต้อง ห่วง หรือจะต้องหนักใจเรื่องนี้ ถึงจะมีการปรารภในใจ หรือความ คิดในใจบ้าง ไม่ถือว่าเป็นเรื่องที่ฟุ้งซ่าน เพราะว่าเรามีกรอบแล้ว และกรอบก็คือตัวสติ ต่อไปในการฝึกหัด เราควรให้มีการสังเกตต่อ ก็อย่างที่ อาตมายกตอนบ่าย ส่วนหนึ่งเช่น จิตมีการเคลื่อนไหวก็ให้สังเกตดู ว่า มันมีสาเหตุจากกามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหาไหม คือถ้ามี ก็เป็นเหตุให้เกิดทุกข์ ก็เป็นสิ่งที่เราจะต้องหาอุบายที่จะละ หรือเรา จะต้องมีความพยายามที่จะวางเอาไว้เลย อีกแง่หนึ่งคือถึงจะมีการเคลื่อนไหว เราก็ยังสามารถที่จะ พิจารณาการเคลื่อนไหวของจิต คือถ้าหากจะเป็นอกุศลหรือตัณหา หรือไม่ได้เป็น เราก็ยังมีโอกาสที่จะพิจารณาในลักษณะที่อันนี้คือเป็น ของไม่เที่ยง เป็นของที่ไม่มีแก่นสาร เป็นสิ่งที่มีความทุกข์แอบแฝง อยู่ สมควรที่จะละแล้ว ไม่ได้เป็นตัวเป็นตนของเรา เราไม่จำเป็นที่ จะต้องสร้างความรู้สึกต่อตัวตนกับการเคลื่อนไหวของจิต เราเห็นเรา ทบทวนหลักอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เราพิจารณาอย่างนั้น ก็เป็น ส่วนที่จะช่วยให้เราไม่ได้สนับสนุนและไม่หลงตามกระแสคิดนึกนั้น แต่ว่าเวลาอยู่ในกรอบเราก็สามารถที่จะคอยดูอย่างละเอียด เพราะ ยังไงมันก็วิ่งหนีไม่ได้ มันก็ยังอยู่ต่อหน้าเรา เราก็คอยสังเกต คอย พิจารณา เพื่อไม่ให้จิตของเราเป็นเหยื่อของการคิดนึกนั้น เราไม่ ตกในกระแสของตัณหาและอุปาทาน อันนี้เป็นวิธีที่เราควรจะทำต่อ ๒๑๐ • ๒ ๑ ธั น ว า ค ม ๒ ๕ ๔ ๙


ไป ไม่ใช่ว่าเราเพียงแต่เอาไว้ในกรอบ คือเราก็มีความยินดีพอใจใน ระดับนั้น เราก็ยังมีงานที่จะต้องทำ ผู้ฟัง : เราจะมีวิธีทำอย่างไร เพื่อไม่ให้ฝันร้าย ซึ่งเกิดขึ้น บ่อยมาก ทั้งๆ ที่ไม่อยากจะฝันเลย พระอาจารย์ : อ๋อ วิธีที่ดีที่สุดในการไม่ให้ฝันร้ายก็คือการ เจริ ญ เมตตาภาวนา พระพุ ท ธเจ้ า รั บ รอง มั น เป็ น อานิ ส งส์ ท ี ่ พระพุทธเจ้าระบุไว้คือ นอนหลับสบายไม่ฝันร้าย ตื่นก็มีความสุข มันเป็นอานิสงส์ของการเจริญเมตตาภาวนา เป็นส่วนที่เราคอยทำให้ เมตตาจิตหนักแน่นมากขึ้นภายในจิตใจของตน ส่วนการฝันร้ายก็จะ ไม่ค่อยเกิดขึ้น ผู้ฟัง : ขอพระอาจารย์ช่วยอธิบายเรื่องวิธีการแก้ความรู้สึก โกรธมากๆ ในใจให้ลดน้อยลงไปอย่างไร พระอาจารย์ : คือความโกรธมันก็มีวิธีการหลายอย่าง เวลา โกรธมากๆ คืออย่างหนึ่งที่จะช่วยหายโกรธ ถ้าหากว่าเรามีกระจก ส่่องหน้าอยู่ใกล้ๆ เราก็ยกขึ้นมาดู มันน่ากลัว มันน่าตกใจนะ มัน เก็บรักษาความโกรธได้ยาก เวลาเราเห็นยักษ์อยู่ในกระจก ดูนะอัน นั้นคือใคร อันนี้เป็นอย่างหนึ่ง คือเราเห็นเรากำลังจะทำร้ายตัวเอง เวลามีความโกรธไม่ใช่ว่าเราได้อะไรขึ้นมา นอกจากการทำลายตัว เอง ทำลายความสงบของตัวเอง ทำลายความสุขของตัวเอง เราพูด ถ า ม - ต อ บ ปั ญ ห า ธ ร ร ม ะ • ๒๑๑


อะไรทำอะไรโดยความโกรธเป็นรากฐานก็มีแต่จะเกิดการเสียหายขึ้น มา มันก็ต้องมีความกระทบกระเทือนเกิดขึ้น การทะเลาะกันเกิดขึ้น ความน้อยใจ ความเสียใจกันเกิดขึ้น เพราะว่าคนอื่นเขาก็จะรู้สึกถึง ความโกรธอันนั้น คือนอกจากเราเองเสีย คนอื่นก็เสียด้วย ทำอะไร ด้วยความโกรธมีแต่จะขาดทุนเท่านั้น ไม่มีกำไรสักอย่าง เป็นสิ่งที่ เราควรที่จะเตือนสติของตัวเอง อีกอย่างหนึ่ง ความโกรธนั้น ถ้าหากว่าบางทีเราโกรธคนอื่น ที่เขาทำไม่ดีกับเรา คือวิธีหนึ่งเช่นคนอื่น บางทีเขาทำอะไรที่เราไม่ พอใจ บางทีเขาก็เจาะจงอยากจะให้เรามีความรู้สึกทุกข์ มีความรู้สึก โกรธอยู่ วิธีที่จะทำให้คือเราถือว่าเป็นศัตรูที่มารังแกเรา วิธีที่จะ ทำให้ศัตรูเสียใจและไม่พอใจมากที่สุด คือเราไม่โกรธตอบเขา เรา เย็นสบายเขาก็ยิ่งไม่สบาย เขาก็ยิ่งเสียหลัก เราอยากจะได้ เพราะ โดยปกติเวลามีการทะเลาะกันเกิดขึ้น มันคล้ายกับว่าแย้งกันโดย อกุศล ทั้งสองฝ่ายเสีย แต่ถ้าหากว่าเราสามารถที่จะรักษาความ เป็นกลางของจิตใจ ไม่เสียหลัก คือเราเองก็ปลอดภัย มีแต่คนอื่น เขายิ่งเกิดความโกรธมากขึ้น เขายิ่งเกิดความทุกข์มากขึ้น เขายิ่งเสีย หายมากขึ้น เราก็ยังเย็นสบายอยู่ เราเลยสมควรที่จะไม่โกรธตอบ เขา อีกอย่างหนึ่งคือความโกรธเป็นอกุศล มีอกุศลภายในจิตใจ ของใคร คือผลของอกุศลคือความทุกข์ จะเป็นอารมณ์ภายในจิตใจ ก็ดี จะพูดจะทำอะไรด้วยความโกรธ สาเหตุคืออกุศล ผลของอกุศล คือจะต้องมีความทุกข์ อันนี้เราพูดถึงหลักกรรม การรับกรรม เราทำ อะไรไว้เป็นบุญหรือเป็นบาป คือจะเป็นทายาท ๒๑๒ • ๒ ๑ ธั น ว า ค ม ๒ ๕ ๔ ๙


ถ้าหากว่าคนอื่นเขาทำอะไรไว้กับเรา เขาทำไม่ดีและเราโกรธ เขาเองก็ทำสิ่งที่เป็นอกุศล เขาก็จะต้องรับผลของการกระทำตามหลัก ของกรรมอยู่แล้ว เราเองเกิดความโกรธ เราก็จะต้องรับผลของการ กระทำตามหลักของกรรมอยู่แล้ว อันนั้นเช่นเดียวกัน เราก็รับ ความทุกข์เช่นเดียวกัน ก็พอๆ กันแหละ ไม่ได้ดีกว่ากันเลย เราก็ต้องเชื่อหลักกรรม ถ้าเราเป็นชาวพุทธ เราก็ต้องมี ความเชื่อในหลักกรรมว่าใครทำอะไรไว้เป็นบุญหรือเป็นบาปก็ต้องเป็น ทายาท ความโกรธมันก็มีผลที่จะเป็นทุกข์ ก็ไม่สมควรที่จะทำ ตัว เองก็ต้องละ ส่วนคนอื่นเขาจะทำอะไร เขาก็ต้องรับผลของกรรมอัน นั้น เราไม่ต้องไปยุ่งไปเกี่ยวอะไร มันเป็นคนละส่วนกัน เราก็ละ ความโกรธได้สบาย เพราะมันได้แต่ทุกข์อย่างเดียว ในสมัยพุทธกาลที่พระพุทธเจ้าสมัยนั้นมีกุลบุตรกุลธิดาญาติ โยมชาวบ้านทั้งฝ่ายหญิงฝ่ายชายก็ได้เกิดศรัทธากันบวชในพระพุทธ ศาสนา คนเกิดศรัทธากันเยอะ คือเป็นที่พอใจของหลายๆ คน แต่ ว่าก็เป็นที่ไม่พอใจของบางคน ยิ่งโดยเฉพาะพราหมณ์บางตระกูลเห็น ว่าเป็นความเสียหายต่อสังคม เป็นความเสียหายต่อตระกูลของเขา เอง ถ้ามีญาติในตระกูลเขาที่ไปบวชกับพระพุทธเจ้าก็ถือว่าเป็นเรื่อง เสียหาย ก็มีพราหมณ์คนหนึ่งที่เป็นหลานไปบวชเขามีความไม่พอใจ อย่างมากๆ วันหนึ่งพระพุทธเจ้าเดินบิณฑบาตในหมู่บ้านก็ผ่านหน้าบ้าน ของพราหมณ์คนนั้น พราหมณ์เห็นก็อดไม่ได้ก็ออกไปด่าพระพุทธเจ้า พูดหยาบคายกับพระพุทธเจ้า สาปแช่งพระพุทธเจ้า พูดคำหยาบที่มี ถ า ม - ต อ บ ปั ญ ห า ธ ร ร ม ะ • ๒๑๓


อยู่ในสมัยนั้นก็รวมกันหมดแหละ ก็ใส่พระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าก็ ฟัง พอพราหมณ์คนนั้นเขาคงจะหมดแรงหมดคำที่นึกออกก็ไม่ได้พูด พักหนึ่ง พระพุทธเจ้าจึงมีโอกาสถามว่า พราหมณ์ ถ้าหากว่า พราหมณ์ได้ชวนคนมาที่บ้านแล้วก็มีการกินเลี้ยง แล้วคนมาแล้วเรา มีอาหารที่ให้เขาเยอะแยะ แต่ว่าคนนั้นไม่ได้รับข้าวอาหารอันนั้น อาหารนั้นจะเป็นของใคร พราหมณ์ก็ว่าถ้าอย่างนั้น ก็เป็นของฉัน พระพุทธเจ้าบอกว่า เออ เช่นเดียวกัน คำสาปทั้งหลายที่ พราหมณ์ได้เลี้ยงเรา อาตมาก็ไม่รับ ก็คงจะเป็นของโยมต่อไป ก็หมดเรื่อง นั่นเป็นวิธีการที่คือไม่โกรธ คนอื่นเอาความโกรธ มาให้ เราก็ไม่รับ ก็เป็นของเขาต่อไป แต่ถ้าหากว่าเราเกิดความ โกรธ ก็เป็นของเราเต็มที่ เราก็ต้องเป็นผู้พิจารณาว่าเรามีความโกรธ ภายในจิตใจแล้ว มันล่อแหลมต่ออันตรายแล้ว เช่น ถ้าหากว่าเรา เห็น...ยกตัวอย่างเรื่องอาหาร เราเห็นอาหารมันเน่ามันบูดมันเสีย คือถ้าเห็นชัดเจนแล้ว มันได้กลิ่นที่เหม็นแล้ว ก็ไม่กล้ารับประทานใช่ มั้ย ใครจะเอา อารมณ์ของความโกรธนั้น มันก็เป็นของบูดของเน่า ของเสีย ทำไมเรายังเอา มันก็ไม่สมควร เราก็ต้องพยายามเล็งเห็น ตามความเป็นจริงก็เป็นอย่างนั้น ผู้ฟัง : ตามที่พระอาจารย์ได้ชี้แนะให้พิจารณาธาตุทั้ง ๔ ที่ ประกอบขึ้นในกายของเรา เมื่อพิจารณาไปนานๆ แล้วเกิดความรู้สึก เบื่อหน่าย ไม่ทราบว่าจะมีหลักการยังไงที่จะทำให้การพิจารณานั้น ไม่เกิดความเบื่อหน่าย อาจจะเป็นความรู้สึกที่ดีกว่าการเบื่อหน่าย ๒๑๔ • ๒ ๑ ธั น ว า ค ม ๒ ๕ ๔ ๙


พระอาจารย์ : เบื่อหน่ายมันมี ๒ ประเด็น เบื่อหน่ายที่ เป็นอกุศลกับเบื่อหน่ายที่เป็นกุศล คือในลักษณะของการปฏิบัติ ถ้า เราปฏิบัติใหม่ ที่จริงเป้าหมายอย่างหนึ่งของการปฏิบัติคือให้มันเบื่อ หน่าย แต่มันเบื่อหน่ายที่เป็นกุศลเราเรียกว่า นิพพิทา นิพพิทาเป็น ความรู้สึกที่พูดยากหน่อย ว่ามันเบื่อหน่าย แต่ว่าสภาพของจิตมัน เป็นสภาพจิตที่อิ่มเอิบ เบิกบาน คือมันเหมือนกับของที่เคยน่าตื่น เต้นมันก็ไม่น่าตื่นเต้นแล้ว ของที่เคยเอร็ดอร่อย อยากจะชิมอยากจะ ลอง อยากจะมี มันก็ดูๆ ไม่ค่อยมีรสชาติ แต่ว่าไม่ใช่ว่ามันเกิดจาก ใจที่รังเกียจหรือเบื่อด้วยความเศร้าหมอง แต่มีความอิ่มด้วยธรรมะ เราก็ไม่อยากจะได้อะไร นอกจากตัวธรรมะ เราไม่จำเป็นที่จะมีอะไร นอกจากธรรมะ เราจึงเบื่อ เพราะว่าทำอะไรแล้ว มันก็เป็นส่วนที่มัน ดึงเราออกจากสิ่งที่มีคุณค่า เหมือนเราแลกเปลี่ยนของที่มีคุณค่ามาก ให้ได้สิ่งที่มีคุณค่าน้อย เช่น เราปฏิบัติจนจิตสงบ จิตสงบเป็นสิ่งที่มี คุณค่ามาก แล้วเราก็มีความเบื่อหน่ายที่จะไปกระตุ้นจิตให้เกิดความ วุ่นวายตามที่โลกเขาว่าสนุกหรือน่าตื่นเต้น เลยมันเป็นส่วนที่เราเบื่อ หน่ายต่อสิ่งที่ไม่มีสาระ บางครั้งเช่นเราปฏิบัติเราภาวนา เราเห็นสภาพของตัวเองก็ดี สภาพของโลกก็ดี แล้วเกิดความเบื่อหน่าย ความเบื่ออันนี้ไม่เหมือน กับที่อาตมาเพิ่งอธิบาย คือเบื่อหน่ายแบบจิตเศร้าหมอง จิตไม่มี กำลังใจ ดูอะไรก็เบื่อ อยากจะทำอะไรก็เบื่อ ใครพูดอะไรก็เบื่อ มัน ก็อย่างนี้ คือเป็นจิตที่เราต้องถนอมโดยคุณธรรม เราต้องหามุมที่จะ เสริมคือกำลังใจด้วยศรัทธาบ้าง ยกตัวอย่าง มีกรรมฐานหมวดหนึ่งที่เรียกว่า อารักขากรรม ถ า ม - ต อ บ ปั ญ ห า ธ ร ร ม ะ • ๒๑๕


ฐาน คือเป็นการปฏิบัติภาวนาที่เป็นอารักขา แปลว่า ปกป้องรักษา คือเป็นกรรมฐานที่ปกป้องรักษา ซึ่งจะมี ๔ อย่าง ๒ อย่าง คือ พุทธานุสติกับเมตตาภาวนา แล้วอีก ๒ อันก็มรณานุสติกับอสุภ กรรมฐาน คือถ้าหากว่าเรากำลังจะเพลิดเพลินหลงใหลตามกระแส โลกกระแสกิเลสของตัวเอง มันต้องยกมรณานุสติกับอสุภกรรมฐาน ขึ้นมาเพื่ออารักขา เพื่อปกป้องไม่ให้เข้าสู่อันตราย แต่ถ้าหากว่าเรากำลังจะเบื่อหน่าย ขาดกำลังใจ ไม่มีความ สนใจในการภาวนา ไม่มีอารมณ์ของความพอใจในธรรม มันต้องยก กรรมฐานที่เสริมความรู้สึกศรัทธา พุทธานุสติระลึกถึงพระพุทธเจ้า คุณของพระพุทธเจ้า เมตตาภาวนา การระลึกถึงจิตที่ควรมีเมตตา อั น นี ้ เ ป็ น สิ ่ ง ที ่ เ สริ ม สภาพของจิ ต ที ่ ค ่ อ นข้ า งมี ค วามอิ ่ ม เอิ บ ขึ ้ น มา ความเบื่อหน่ายอย่างนั้น เราต้องพยายามแก้ไขโดยอาศัยปลุกเร้าสิ่ง ที่จะให้มีกำลังใจ แต่อีกแง่หนึ่งคือกลับมาที่เบื่อหน่ายที่เรียกว่านิพพิทา คือ แท้จริงก็เป็นประตูเข้าสู่ธรรมะ อย่างมีธรรมเทศนาที่พระพุทธเจ้าสอนอุบาลีซึ่งเป็นพระที่ ชำนาญเกี่ยวกับพระวินัย ค่อนข้างจะเป็นนักปราชญ์ และเป็นคนที่มี หัวทนายความสักหน่อย คิดเรื่องกฎระเบียบค่อนข้างละเอียดมาก วันหนึ่งท่านก็ขอลาพระพุทธเจ้าเพื่อปลีกตัววิเวกและขอธรรมะเอาไป พิจารณา พระพุทธเจ้าให้ข้อธรรมะที่เป็นที่รู้ถ้าเราปฏิบัติ ถ้าข้อธรรมะ เหล่านี้เกิดขึ้น จะเป็นที่ตัดสินว่าเราเข้าถึงธรรมะแน่แท้แน่นอน เป็น ๒๑๖ • ๒ ๑ ธั น ว า ค ม ๒ ๕ ๔ ๙


ธรรมะ ๗ ประการ ซึ่งขึ้นต้นด้วยนิพพิทา วิราคะ นิโรธะ อุปสมายะ อภิญญายะ สัมโพธายะ นิพพานายะ ถ้าเราเข้าธรรมะจริงๆ ก็จะมี ตัวนิพพิทาเกิดขึ้น เราจะมีความรู้สึกเบื่อหน่าย แต่ไม่ใช่เบื่อหน่าย แบบอกุศล เบื่อหน่ายแบบจิตใจอิ่มเอิบ วิราคะ คือ มีความจาง คลาย ราคะคือความตื่นเต้นความเพลิดเพลินโดยกระแสตัณหาจะ ไม่มี จะเป็นจิตใจที่จางคลายได้คลี่คลายออกจากกระแสของตัณหา เป็นวิราคะ นิโรธะ คือความดับ คือจิตใจเข้าสู่การดับ แทนที่จะเข้าสู่ การตื่นเต้น ฟุ้งซ่าน วุ่นวาย คิดนึกปรุงแต่งไปเรื่อยๆ มันมีนิโรธะ คือการดับ เข้าสู่ความนิ่ง เข้าสู่ความระงับภายในจิตใจ คือมันไม่ อยากจะปรุง มันดูแล้วปรุงก็วุ่นวาย มันเลยมีความนิ่งภายใน อุปสมายะ คือความสงบอย่างเยือกเย็น อุปสมาความจริงก็ เป็นอีกชื่อหนึ่งของพระนิพพาน บางครั้งพระพุทธเจ้าจะใช้ก็เป็น ความสงบและความสบาย อภิญญายะ คือความรู้ คือที่เราปฏิบัติ มันได้ความสงบ ได้ความจางคลาย แต่ต้องมีความรู้ด้วย อภิญญายะ รู้ยิ่ง รู้พิเศษ รู้ความจริง ไม่ใช่ไม่รู้ ไม่ใช่เราปฏิบัติเรายิ่งโง่ขึ้น มันไม่เป็นอย่างนั้น หรือสงบแล้วสงบอย่างที่เรียกหัวตอ มันไม่ใช่สงบอย่างนั้น สงบ อย่างมีความรู้ยิ่ง รู้เข้าใจ สัมโพธายะ มันเป็นความรู้ แต่รู้อย่างตื่น คือเรามีความตื่น ถ า ม - ต อ บ ปั ญ ห า ธ ร ร ม ะ • ๒๑๗


มี ค วามปลุ ก เร้ า ภายในจิ ต ใจ คื อ เวลาเรามี ค วามสงบมี ค วามรู ้ เหมือนเราเห็นความเป็นจริง เหมือนเป็นของใหม่อย่างที่คาดไม่ถึง ก็ เป็นสิ่งที่ทำให้ความรู้สึกเปลี่ยนอย่างมาก ถ้าหากว่าในกลางคืนเรากำลังจะหลับอยู่ฝันอยู่ เราก็ฝันนั้นมี เรื่องจะต้องแก้ไข มีเรื่องที่กำลังจะหนักใจ มีเรื่องที่จะต้องเกี่ยวข้อง กับคนนี้คนนั้น เรื่องที่รู้สึกว่าวุ่นวายหรือเรากำลังจะวิ่งหนี ในฝันเรา ฝันว่าเรากำลังจะวิ่งหนี กำลังจะหาทางพ้นจากอันตราย คือในฝันรู้ สึกว่าเรากำลังพยายามเต็มที่สุดขีดจริงๆ เราก็มีอารมณ์ แต่ว่าพอ เราตื่นขึ้นมาไม่ใช่ว่าเราต้องแก้ปัญหา คือเราตื่นขึ้นมาคือมันเป็นเรื่อง ในฝัน เราตื่นขึ้นมามันไม่ใช่เรื่องที่เราต้องไปคิดกังวลอะไร มันเป็น เรื่องในฝัน เรามีความตื่นแล้ว เช่นเดียวกัน เราจะเวียนว่ายตายเกิด อยู่ หรือเวียนว่ายตามอารมณ์ เวียนว่ายขึ้นๆ ลงๆ กับอารมณ์ ที่ จริงเหมือนกับเราหลับฝันอยู่ไม่ตื่นสักที ถ้าเราสามารถที่จะตื่นได้ เราก็จะมีความมั่นใจในตัวเองว่า เอ้อ ทำไมเราวุ่นวายนัก มันเป็นเรื่องในฝันเท่านั้น เราก็ตื่นขึ้นมา เราก็สบายแล้ว เราก็ไปทำอะไรที่เป็นสาระเป็นประโยชน์ ไม่ต้องไป วิ่งแก้อะไรเหมือนในฝัน สัมโพธายะ มันเป็นลักษณะอย่างนั้น ���ราตื่นขึ้นมา เราตื่น จริงๆ นิพพานายะ คือเรามีความเย็นสนิท มีการหลุดพ้นหลุดออก จากสิ่งที่ร้อยรัดเรา เลยเราก็เป็นผู้มีอิสระอยู่ในตัว แต่นี่เป็นคุณสมบัติของการเข้าถึงธรรมะ เป็นสิ่งที่เป็นเครื่อง ตัดสินว่าเราปฏิบัติธรรมถูกทางหรือเปล่า คือเราไม่ต้องไปถามใคร ๒๑๘ • ๒ ๑ ธั น ว า ค ม ๒ ๕ ๔ ๙


เรามาดูตัวเอง เรามีนิพพิทามั้ย คือไล่ไปตามนั้นน่ะ เรามีหรือเปล่า แต่มันเริ่มต้นด้วยนิพพิทาและมันเป็นส่วนที่ความเบื่อหน่ายในทาง ธรรมะ มันเป็นอารมณ์ที่สำคัญมาก แต่ว่าเราพิจารณาในธาตุ ๔ เราก็เห็น เอ้อ ทุกสิ่งทุกอย่างมันก็สักแต่ว่าธาตุทั้งนั้น ทำไมเราวุ่น วายไปนัก ทำไมเราหลงใหลไปตามสิ่งเหล่านี้ โลกทั้งโลก คนทั้งคน เขาก็มีแต่ธาตุ ๔ หรือเหมือนกับคำถามเมื่อตะกี้ แก้ความโกรธยังไง ถ้าหากว่าเราเห็นว่า เอ้อ เอาธาตุ ๔ มาด่า ธาตุ ๔ เราจะไป โกรธทำไม ไม่จำเป็นต้องไปคิดเลย เราไม่เอา อย่างนี้แหละทะเลาะ กันไม่ขึ้นหรอก ถ้าเห็นเป็นธาตุ ๔ จริงๆ ผู้ฟัง : เมื่อเรามาปฏิบัติธรรม ทุกคนก็จะมองว่าเป็นเรื่อง ของคนที่มีทุกข์ หาทางออกไม่ได้ แต่ก็มีคนบอกว่า เขาไม่ได้มีความ ทุกข์ แต่ว่าอยากจะมาปฏิบัติ เกิดความขัดแย้งในใจว่า คำพูดของ บุคคลที่มาบอกว่าเป็นเรื่องของคนที่มีทุกข์ ทำไมจะต้องไปพึ่งวัดต้อง ปฏิบัติธรรม ทุกอย่างอยู่ที่ตัวเอง อยากให้พระอาจารย์ช่วย พระอาจารย์ : คือไม่ต้องพูดดีกว่า เขาไม่รู้เรื่อง เราจะพูด ยังไง มันพูดกันวนๆ อธิบายไม่ได้หรอก คนยังไม่มีประสบการณ์ คนที่ว่ามีแต่คนทุกข์ที่เข้า ทำไมจะต้อง... ไม่จำเป็นน่ะ ทุกอย่างอยู่ ที่ตัวเอง ทฤษฎีมันก็ดีอยู่ แต่ว่าความเป็นจริงเราก็ต้องอาศัยผู้มี ประสบการณ์ แล้วประสบการณ์ของคนที่อยู่ในโลก เขาก็ชำนาญใน การสร้างความทุกข์ เราอาศัยประสบการณ์ของผู้ที่มุ่งจะออกจาก ทุกข์ ยังไงคนส่วนใหญ่เขาก็มองเห็นคุณค่าของธรรมะ เขาก็ยังไม่ ถ า ม - ต อ บ ปั ญ ห า ธ ร ร ม ะ • ๒๑๙


เห็น แล้วเขาก็พอใจกับชีวิตของเขา เขาพูดกับเราว่าเราเป็นคนมี ทุกข์ คือเราพูดกับเขา เขาเป็นคนมีทุกข์ มันยิ่งสวนทางกัน แต่มันก็เป็นเรื่องที่ คือ เราเองบางครั้งเราก็เกิดศรัทธาเกิด กำลังใจอยากให้คนอื่นได้รู้บ้างปฏิบัติบ้าง แต่เราก็ต้องระมัดระวัง เช่นเดียวกัน เพราะว่าถ้าคนยังไม่พร้อม เราไปพูด เขาก็ฟังไม่รู้เรื่อง เป็นส่วนที่เราต้องใช้สติปัญญาของเราคอยดูจังหวะ ดูวิธีการ คนส่วนใหญ่คือเขาคิดว่าเขาไม่มีทุกข์ เพราะเขาคิดว่าทุกข์ เป็นเรื่อง ทุกข์ร้องไห้ ทุกข์วุ่นวาย แต่ในแง่ของพระพุทธศาสนาที่ พระพุทธเจ้าว่าทุกข์มีในโลก มันครอบคลุมอย่างที่ได้อธิบายตอนเช้า นี้ คือประเด็นหนึ่งที่อาตมาพูดวิปรินามทุกข์ ทุกข์จากการพลัดพราก จากสิ่งที่เราปรารถนา หรือทุกข์ของการเปลี่ยนแปลง ซึ่งก็จะหมาย ถึ ง ความสุ ข เพราะว่ า คนส่ ว นใหญ่ เ ขาก็ จ ะไม่ เ ห็ น เพราะว่ า พอ เปลี่ยนแปลงสักหน่อยหนึ่งเขาก็จะเห็นว่าไม่เป็นทุกข์ เพราะเขาก็ยัง หาความสุขต่อ เป็นการหาความสุขอย่างไม่หยุดไม่ยั้ง ไม่มีจุดหมาย ปลายทาง วิปรินามทุกข์ เป็นทุกข์อันที่ ๒ อันที่ ๑ ที่พระพุทธเจ้าจะ เรียงลำดับ คือ ทุกขทุกข์ ทุกข์ที่เราเป็นทุกข์อยู่ ทุกข์ที่เรารู้สึกว่า เออ มันทุกข์นะ ทุกขเวทนาก็ดี เป็นทุกข์ความเศร้าโศกเสียใจก็ดี อันนี้เป็นสิ่งที่คนส่วนใหญ่ก็จะยอมรับอยู่ว่านี่คือทุกข์ ก็เป็นเรื่องจริง วิปรินามทุกข์ คนส่วนใหญ่ก็จะไม่ค่อยสังเกต ๒๒๐ • ๒ ๑ ธั น ว า ค ม ๒ ๕ ๔ ๙


ทุกข์อันที่ ๓ หาคนที่เข้าใจในทุกข์นี้ยากมาก นอกจากผู้ ปฏิบัติคือสังขารทุกข์ ทุกข์เพราะทุกสิ่งทุกอย่างเป็นสังขาร คือทุก อย่างเป็นของที่มีส่วนประกอบ ถ้ามีส่วนประกอบคือจะต้องมีการขัด แย้งในตัว เพราะว่าส่วนประกอบมันก็มีเหตุปัจจัยที่จะทำอะไรเกิดขึ้น จะเป็นวัตถุก็ดีเป็นจิตใจก็ดี คือจะมีความบกพร่องหรือมีความขัดข้อง เพราะมันเป็นสิ่งที่ก่อขึ้นมาก็ต้องอาศัยเหตุหนุนไว้ หรือมีปัจจัยหนุน ไว้จึงจะได้ทรงตัว ยังไงก็ตามต้องมีการเปลี่ยนแปลงในเวลานั้น หรือ เป็นเหตุแม้แต่ความสงบเป็นทุกข์นะในแง่นี้ เช่น เราภาวนามานี่วันที่ ๕ หลายคนจะเริ่มมีความสงบอยู่ แต่ความสงบนั้นเราก็ต้องคอย ประคับประคอง ต้องคอยดูแล บางทีมันได้แต่บางทีมันไม่ได้นะ อัน นี้เราเรียกว่าสังขารทุกข์ มันเป็นทุกข์เพราะมันอาศัยเหตุปัจจัย ทุก สิ ่ ง ทุ ก อย่ า งเป็ น อย่ า งนั ้ น แต่ จ ะเป็ น ตึ ก อย่ า งนี ้ ก ็ เ ป็ น สั ง ขารทุ ก ข์ เพราะว่ามันมีความเปลี่ยนแปลงและความเสื่อมโทรมของมัน ต้อง ดูแลกว่าจะได้นั่งในสถานที่นี้ มันก็เป็นสังขารทุกข์คือ ต้องมีการดูแล ต้องมีการทำความสะอาด ต้องมีการประคับประคอง มันไม่ใช่ว่ามี อะไรสักอย่างที่มันมีแต่สบายปลอดโปร่ง ไม่จำเป็นที่จะต้องดูแล ทั้ง รูปธรรมภายนอกทั้งนามธรรมภายใน ทุกอย่างมันมีเหตุปัจจัยหนุน และมันก็จะมีการเปลี่ยนแปลง ความเหน็ดเหนื่อยในการดูแลความ ขัดแย้งในตัวของมันเอง ก็เป็นสภาพของความทุกข์อยู่ ค่อนข้างละเอียดนะ แต่มันเป็นส่วนที่น่าพิจารณา เพราะ เวลาเราพิจารณาเราไม่ไว้ใจ เพราะโดยปกติพวกเรา เรามุ่งแต่...คือ ทำอย่างนี้แหละ คล้ายๆ ว่าได้เหตุปัจจัยพร้อมเราจะได้สบาย ตั้ง ถ า ม - ต อ บ ปั ญ ห า ธ ร ร ม ะ • ๒๒๑


แต่เราเป็นเด็ก มันเป็นอย่างนั้น เราค่อยๆ เติบโตขึ้น แต่เวลาเรา เด็ก เราคิดว่า เช่นเวลาเราเข้าโรงเรียนที่เราชอบใจ เราอยากจะได้ อยากจะมีความสุข เราได้เข้าได้อยู่ แต่มันไม่สุขเท่าที่ควร ถ้าเราเข้า มหาวิทยาลัยแล้วเราจะได้มีความสุข มันก็ได้อยู่ แต่มันไม่เต็มที่ เวลาเราจบแล้ว เราได้ทำงาน เราจะมีความสุข มันก็ได้ตามที่ ปรารถนา บางที แหม มันก็ยังไม่มั่นคง เวลาเราแต่งงานแล้วเราจะมี ความสุข มันก็ได้พักหนึ่ง เวลามีลูกก็ เอ้อ เวลาลูกโตก็จะสบาย แล้ว พอลูกโตก็ เอ้อ เวลาเราเกษียณเราก็จะสบาย เกษียณแล้ว แหม ยังหาที่สบายอยู่ เข้าโลงก็เอาอีกรอบหนึ่ง มันลักษณะจิตใจ ของเรามันจะออกไปเรื่อยๆ ผู้ฟัง : เวลาเราสวดธัมมจักกัปปวัตนสูตร ที่ว่าสัตว์มีขันธ์ ๕ ขันธ์ มีขันธ์ขันธ์เดียว มีขันธ์ ๔ ขันธ์ คืออะไร และคำว่า ปริวัฏฏ์ ๓ อาการ ๑๒ คืออะไร พระอาจารย์ : คือในบทสวดที่เราอุทิศตอนเช้าก็ได้พูดถึง ก็ มีสัตว์ที่มีขันธ์ ๕ ขันธ์ มีขันธ์ขันธ์เดียว มีขันธ์ ๔ ขันธ์ คือ ขันธ์ ๕ ที่จริงก็มนุษย์ก็ดี สัตว์เดรัจฉานก็ดี ทั้งหมดก็เป็นขันธ์ ๕ เทวดา สัตว์นรก เปรต อสุรกาย ทั้งหมดมีขันธ์ ๕ คือมีรูปชนิดใด ชนิดหนึ่ง และก็มีนามขันธ์ เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เป็น นามขันธ์ ที่มีขันธ์ขันธ์เดียว คือเป็นพรหมชนิดหนึ่ง เรียกอสัญญี พรหม คือมีขันธ์ขันธ์เดียว คือมีรูปอย่างเดียว คือเป็นภูมิหรือการ ๒๒๒ • ๒ ๑ ธั น ว า ค ม ๒ ๕ ๔ ๙


เกิ ด ที ่ เ ดี ย ว ที ่ อ าศั ย อำนาจของการอธิ ษ ฐานจิ ต เพราะมี ค วาม รังเกียจคือ เกิดความคิดขึ้นมาหรือมีเหตุผลขึ้นมาว่าคิดและรู้สึก มี จิตจึงมีทุกข์ ถ้าไม่คิดไม่รู้สึก ไม่มีจิตจะไม่ทุกข์ ด้วยแรงอธิษฐาน และจิตใจที่มีแรงอธิษฐานอย่างมาก และจิตต้องแก่กล้���มาก จึงได้ เกิดในพรหมที่เรียกว่าอสัญญีพรหม อสัญญีก็คือไม่มีสัญญา ไม่มี จิต มีรูปอย่างเดียว มันก็อยู่ได้นาน แต่ไม่มีความรู้สึกเลย พอแรง อธิษฐานหมด มันก็เกิดใหม่อีก เป็นภูมิภูมิหนึ่งในโลกที่สามารถจะได้ มีขันธ์ ๔ ขันธ์ คือเป็นอรูปพรหม อันนี้เกิดจากการอาศัย การเจริญอรูปฌาน ความละเอียดของจิตใจที่ไม่ใส่ใจกับร่างกายแล้ว จิตละเอียดมากแล้ว มีความสงบนิ่ง และความแก่กล้าของสมาธิ และก็ไม่มีปัญญาในแง่ของพระพุทธศาสนา แต่จิตมีความละเอียด สุขุมมาก จะเป็นจิตที่คือในอรูปฌาน ที่มีความว่างก็เป็นส่วนหนึ่ง เพ่งความว่าง เพ่งความไม่มีอะไร วิญญาณไม่มีขอบเขต คือมัน ไม่มีอะไรที่กั้น จิตจะละเอียดมาก เลยสามารถที่จะเข้าสู่ภาวะจิต อย่างนั้น เวลาตายคือเข้าสู่อรูปพรหม ก็เป็นสัตว์ที่มีขันธ์ ๔ ขันธ์ คือมีเฉพาะนามธรรม มีเฉพาะจิต คือมี เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เวทนาก็ละเอียดมาก มีแต่สุขเวทนาอย่างเดียว สัญญา คือ มีการสำคัญมั่นหมายเฉพาะในเรื่องของความว่าง หรือเรื่องของ วิญญาณที่ไม่มีขอบเขต เป็นจิตที่งดงามมาก ละเอียด สังขารก็ไม่มีสังขารอย่างที่เราคิด เราคิดนึกปรุงแต่งไม่ใช่ สังขารอย่างนั้น แต่ว่ามีสังขารในลักษณะที่ก่อขึ้น ซึ่งอารมณ์ของ กรรมฐานอย่างนั้น แล้วก็วิญญาณก็รับรู้ในระดับนั้น มีความรับรู้ รู้ ถ า ม - ต อ บ ปั ญ ห า ธ ร ร ม ะ • ๒๒๓


ว่าสุข รู้ว่าละเอียด แต่ว่ามันเป็นจิตที่ละเอียดมาก สุขุม ได้เกิดใน ภูมิที่สมควร อย่างนั้นเรียกว่าอรูปพรหม พูดถึงสัตว์ที่มีขันธ์ขันธ์เดียว สัตว์ที่มีขันธ์ ๔ ขันธ์ ถ้าเทียบ กับสัตว์ที่มี ๕ ขันธ์ สัตว์ ๕ ขันธ์มันครอบคลุมทั้งหมดเป็นส่วน ใหญ่ นานๆ ทีจะได้เจอ แต่ว่ามันมีอยู่ ก็พอจะรับรู้อยู่ ปริวัฏฏ์ ๓ อาการ ๑๒ ปริวัฏฏ์คือหน้าที่ที่มีต่ออริยสัจ คือ เรารู้ว่าอริยสัจที่ ๑ คือทุกข์ หน้าที่ต่ออริยสัจ คือ การกำหนดรู้ เราก็กำหนดรู้ได้แล้ว ก็เป็นปริวัฏฏ์ ๓ ในแง่นั้น แล้วก็ความทุกข์ใน อริยสัจ เช่น เหตุให้เกิดทุกข์ หน้าที่ต่อเหตุให้เกิดทุกข์คือการละเสีย และก็เราละได้แล้ว ก็เป็น ๓ ประการ ทั้งหมดก็มีอย่างของการดับ ทุกข์ การทำให้แจ้ง การทำให้แจ้งได้แล้ว ก็เป็น ๓ ประการเกี่ยว กับอริยสัจที่ ๓ อริยสัจที่ ๔ คือเป็นหนทางที่จะดับทุกข์ เราก็ ทำให้ ม ี ก ารเกิ ด ขึ ้ น และก็ ท ำให้ ม ี เ กิ ด ขึ ้ น แล้ ว ก็ เ ลยเป็ น ๑๒ ประการทั้งหมด ก็เป็นเรื่องที่สำคัญมาก เพราะว่าเป็นความละเอียดอีกทีหนึ่ง ที่ช่วยให้เราเห็นความสำคัญของอริยสัจ ๔ เพราะว่าคืออริยสัจ ๔ อย่างหนึ่ง เราก็คอยศึกษาการทำหน้าที่หรือมีท่าทางต่ออริยสัจอย่าง ถูกต้อง เช่น ยกตัวอย่างง่ายๆ โดยปกติเกิดความทุกข์ เวลาเรามี ความทุกข์อยู่ สิ่งที่เราทำต่อความทุกข์โดยส่วนใหญ่คืออะไร ปกติ เราก็มีแต่อยากละ แต่ว่าพระพุทธเจ้าบอกว่ามันไม่ถูกขั้นตอน คือเรา อยากละอยากฆ่าอยากกำจัดอยากไม่ให้มี ไม่อยากให้ความทุกข์มี อยู่ ถ้าอย่างนั้นมันก็ยังไม่ทำถูกต้องตามหน้าที่ที่แท้จริง เพราะว่าเรา ๒๒๔ • ๒ ๑ ธั น ว า ค ม ๒ ๕ ๔ ๙


ยังไม่ได้กำหนดรู้ ถ้ายังไม่ได้กำหนดรู้ ยังไม่ได้เข้าใจในสาเหตุอย่าง ชัดเจน การที่จะต้องกลับมากำหนดรู้ รู้ให้ชัด รู้ให้จริง รู้ให้เข้าใจ ถ่องแท้ทุกข์นี้มีอยู่ยังไง และมีเหตุยังไงจึงมีความทุกข์ เวลาเรารู้ จริงๆ แล้ว การที่จะละเหตุให้เกิดความทุกข์จึงเกิดขึ้นได้ ถ้ายังรู้ ชัดเจนยังไม่ได้ ละก็ละไม่ได้ มันลูบคลำอยู่เรื่อย มันจับไม่ถูก การ ที่จะเข้าใจในความทุกข์อันนั้นเป็นสิ่งที่เราต้องยอมกำหนดรู้ ไม่ใช่จม อยู่ในความทุกข์ ไม่ใช่เพลิดเพลินในความทุกข์ ไม่ใช่ว่าเศร้าหมอง ในความทุกข์ กำหนดรู้ในความทุกข์ เวลากำหนดรู้ในความทุกข์ เราก็จะได้สังเกตพิจารณาเข้าใจ ในเหตุ เวลาเข้าใจในเหตุ เราละเหตุ ถ้าละเหตุแล้วมันก็ต้องดับ ถ้าเรากำลังจะมีความทุกข์อย่างหนึ่ง เช่นสมมุติว่าแก้วนี้มันร้อน แล้วก็มีความทุกข์เพราะมันร้อนอยู่ มันกำลังจะไหม้มือ แต่ถ้าเราไม่ เข้าใจว่าที่เรายึดไว้ หรือเราจับขึ้นมา ความรู้สึกเกิดขึ้นที่มือเรา เพราะเรากำลังจับแก้วที่ร้อนๆ อยู่ เราก็จะยังเก็บไว้อยู ่ แต่พอเรา เห็นสาเหตุอย่างชัดเจน เราก็จะวางได้ เราละได้อย่างไม่เสียดายเลย คำว่าเสียดาย เรื่องนี้กินความลึกอยู่เหมือนกัน เพราะว่า บางสิ่งบางอย่างเราก็น่าจะรู้ว่าทุกข์ แต่ก็ยังเสียดาย ยังอยากจะได้ อยู่ ยังอยากจะมี แต่พอมันไม่เสียดาย ไม่เสียดายความทุกข์ ไม่ เสียดายความวุ่นวาย จำได้ครั้งหนึ่ง มีพระองค์หนึ่ง พระฝรั่ง ท่านปฏิบัติใน พรรษาก็อยู่บวชกับหลวงพ่อชา ท่านก็เคยช่วยดูแลอุปัฏฐากท่าน ถ า ม - ต อ บ ปั ญ ห า ธ ร ร ม ะ • ๒๒๕


และก็อยู่ใกล้ชิดกับท่านพอสมควร ท่านก็ทุกข์นานพอสมควร มี พรรษาหนึ่งท่านก็เริ่มเกิดความสงบ เริ่มเกิดความรู้เห็นขึ้นมาบ้าง เลยมาบอกกับหลวงพ่อ เล่าให้ฟัง แต่ว่าเล่าให้ฟังอย่างเหมือนกับ อาจหาญว่า แหม เราเห็นแล้ว เราก็ไม่ทุกข์แล้ว เราก็ไม่ถอยกลับ แล้ว พูดอย่างมั่นใจในตัวเอง หลวงพ่อนั่งฟัง นั่งฟังๆๆๆ หลวงพ่อ ก็ยิ้ม “ไม่เสียดายผู้หญิงหรือ” ก็เป็นอย่างนั้น ไม่นานหรอก สึกซะแล้ว ที่มันประกาศ ความก้าวหน้าในการปฏิบัติ หมดหนทางแล้ว เราก็ต้องไม่เสียดายที่จะทิ้งของที่เป็นทุกข์อยู่

๒๒๖ • ๒ ๑ ธั น ว า ค ม ๒ ๕ ๔ ๙


นิพพิทา มันเบื่อหน่าย แต่ว่าสภาพของจิต มันเป็นสภาพจิตที่อิ่มเอิบเบิกบาน มีความอิ่มด้วยธรรมะ เราไม่อยากได้อะไร นอกจากตัวธรรมะ เราไม่จำเป็นที่จะมีอะไร นอกจากธรรมะ เราจึงเบื่อ เพราะว่าทำอะไรแล้ว มันเป็นส่วนที่ดึงเราออกจากสิ่งที่มีคุณค่า เหมือนเราแลกเปลี่ยนของที่มีคุณค่ามาก ให้ได้สิ่งที่มีคุณค่าน้อย เช่น เราปฏิบัติจนจิตสงบ จิตสงบเป็นสิ่งที่มีคุณค่ามาก เราก็มีความเบื่อหน่ายที่จะไปกระตุ้นจิต ให้เกิดความวุ่นวายตามที่โลกเขาว่าสนุก มันเป็นส่วนที่เราเบื่อหน่ายต่อสิ่งที่ไม่มีสาระ

ถ า ม - ต อ บ ปั ญ ห า ธ ร ร ม ะ • ๒๒๗


๒๒ ธันวาคม ๒๕๔๙ ธรรมบรรยายภาคเช้า

ก า ร พิ จ า ร ณ า ค ว า ม ต า ย

ตั้งแต่เริ่มการเข้ากรรมฐาน อาตมาได้ยกคำสอนออกจากสติ ปัฏฐานสูตรเป็นส่วนใหญ่ ในอาทิตย์หนึ่งที่จริงก็ไม่เพียงพอที่จะได้ อธิบายสติปัฏฐานสูตรให้สมบูรณ์ เราก็คอยยกแต่ละเรื่องขึ้นไปบ้าง ในหมวดเกี่ยวกับกายบทสุดท้าย ก็เกี่ยวกับการพิจารณาความตาย วิธีที่พระพุทธเจ้าให้เราพิจารณาเรื่องความตาย ซึ่งเป็นวิธีที่ สมัยนี้ไม่ค่อยจะมีโอกาสเท่าไหร่ คือเป็นการพิจารณาซากศพ เพราะ ว่าในสมัยอินเดีย การที่จะได้เอาซากศพไปไว้ที่ป่าช้าก็ถือเป็นเรื่อง ธรรมดา สำหรับสมณะผู้มุ่งในการถอนตัวออกจากโลก ก็จะมีโอกาส ได้เห็นและสังเกตซากศพที่ไปไว้ที่ป่าช้า แล้วก็จะได้เห็นกระบวนการ ของการเปลี่ยนแปลงของร่างกายหลังจากที่ได้ตายแล้ว ก็ถือว่าเป็น ๒๒๘ • ๒ ๒ ธั น ว า ค ม ๒ ๕ ๔ ๙


เรื่องที่สมัยนั้นถือว่าเป็นเรื่องธรรมดา ก็ธรรมดาพอสมควร ก็ไม่ใช่ สถานที่ที่คนจะไปเที่ยวมากนักหรอก แต่ว่ามันก็ยังมีพอจะได้เห็น สมัยนี้แทบจะไม่ค่อยเห็น ถ้าเป็นฝรั่งก็ไม่เห็นเลย ไม่ค่อยมี ถ้าเป็นคนไทยก็แทบจะไม่เหลือเหมือนกัน คนกรุงเทพฯไม่เห็นตั้งนาน แล้ว คำว่าป่าช้ากลายเป็นคำศัพท์ที่อยู่ในพจนานุกรมแล้ว ไม่อยู่ใน ชีวิตประจำของคนทั่วๆ ไป ในกรุงเทพฯ ก็ไม่นานนัก ๑๐๐ กว่าปี ที่แล้ว วัดสระเกศก็ยังเป็นป่าช้า ๑๕๐ ปีที่แล้ววัดสระเกศอาจจะ เป็นป่าช้าที่อยู่ชานเมือง สัตว์ที่อยู่วัดสระเกศเยอะคือนกอีแร้ง เพราะ ว่าวิธีการบางครั้งที่ได้จัดการศพในวัดสระเกศคือจะทำเหมือนกับใน ทิ เ บต คื อ เอาซากศพไปหั ่ น แล้ ว ก็ ไ ปตั ้ ง ไว้ แล้ ว นกอี แ ร้ ง ก็ จ ะกิ น ถือว่าเป็นการบริจาคร่างกายเพื่อประโยชน์ของสัตว์เหล่าอื่น คิดว่าใน ความคิดของคนกรุงเทพฯ ไม่ค่อยจะคิดแล้วล่ะ จะไม่ค่อยรู้ว่าที่จริง ก็ไม่นานนัก เคยทำอย่างนั้น แม้ในชนบททุกวันนี ้ ไม่ค่อยเห็นนกอีแร้ง อาตมามาเมือง ไทยใหม่ๆ ยังเห็นนกอีแร้งอยู่ ทุกวันนี้ไม่เห็นนะ ไม่รู้หายไปไหน แล้ว ป่าช้ า มั น ก็ เ ป็ น สถานที ่ ท ี ่ เ ราพิ จ ารณาถึ ง ความตายได้ โ ดย สะดวก เพราะว่าเป็นที่เผาเป็นที่ฝังศพ ซึ่งในชนบทก็พอจะมีบ้าง แต่แม้ในชนบททุกวันนี้ ก็ไม่ค่อยจะทำเท่าไหร่ อย่างวัดนานาชาติ เวลาเราสร้างวัดนานาชาติ ก็ตั้งอยู่ในป่าช้า ตอนไปอยู่ใหม่ๆ เวลา จะเผาศพ คือไม่มีที่ประจำที่เผาศพน่ะ ทุกครั้งที่จะมีการเผาศพ ก า ร พิ จ า ร ณ า ค ว า ม ต า ย • ๒๒๙


ชาวบ้านมาแล้วก็จะต้องตัดต้นไม้ต้นหนึ่งมาปักเป็นหลัก ๔ หลัก เอาฟืนมาตั้ง เสียดายต้นไม้ ทุกครั้งต้องเสียต้นไม้แหละ และก็ต้อง ต้นไม้ที่เนื้อแข็งหน่อย เวลาเผาจะได้เก็บฟืนไว้ แล้วจะตั้งหีบศพข้าง บน มันเปิดโล่งจะได้เห็น ทีหลังเราทำที่ประจำ แต่ว่าทำแบบง่ายๆ เหมือนกับเป็นบันไดขึ้นมาแล้วก็มีช่องอยู่กลาง มันก็ยังเปิดโล่งอยู่ แต่มันเป็นที่ประจำ ทุกวันนี้ชาวบ้านไม่ค่อยอยากจะใช้ มันไม่สง่า ไม่ค่อยมีเกียรติ อยากมีเมรุเผาศพสวยๆ จึงจะได้เผา แต่ที่จริงเผาศพมันก็เป็นศพอยู่แล้ว ไม่รู้ศพมันจะว่ายังไง มันเป็นพวกเราที่ยังมีชีวิตกันอยู่ ที่มีการคิด คิดอยากไปเป็นอย่างนี้ อยากไปเป็นอย่างนั้น การพิจารณาถึงซากศพ มันก็เป็นที่สุดของชีวิตเรา มันก็ สมควรที่จะพิจารณา ที่จริงพระพุทธเจ้าให้เราสวด พระพุทธเจ้าว่า ควรจะสวดทุกวัน ควรจะพิจารณาทุกวัน คือพิจารณาถึงความแก่ พิจารณาถึงความเจ็บไข้ได้ป่วย และพิจารณาถึงความตาย ก็เป็นสิ่ง ที่ควรพิจารณาทุกวัน พิจารณาเพื่อให้มีการรีบเร่งในการปฏิบัต ิ ในการทำความดี เพราะว่าในเมื่อเรามีชีวิตอยู่ เราก็พอที่จะทำความดีได้ พอที่จะสร้าง คุณธรรมได้ พอที่จะสร้างปัญญาได้ พอตายไปแล้ว มันก็ไม่รู้จะไป ไหน ไม่รู้มีโอกาสจะปฏิบัติมากน้อยแค่ไหน พระพุทธเจ้าท่านให้คำเปรียบเทียบครั้งหนึ่ง ท่านกำลังนั่งอยู่ กับพระ ท่านเอาเขี่ยดินใส่ปลายเล็บของท่าน ท่านว่าอันไหนจะ ๒๓๐ • ๒ ๒ ธั น ว า ค ม ๒ ๕ ๔ ๙


มากกว่ากัน ดินที่อยู่ปลายนิ้วกับดินในบริเวณเมืองสาวัตถีนี้ ดินที่ อยู่ในปลายเล็บน้อย ดินที่อยู่ในเมืองสาวัตถีก็เยอะมากมาย ท่านก็ ว่าเช่นเดียวกัน มนุษย์ที่ตายไปแล้วที่เกิดมาเป็นมนุษย์อีก เพื่อ ทำคุณงามความดีมันก็น้อยนัก ที่ตายไปแล้วก็ไปที่อื่นก็มีมากมาย ถ้าเทียบกันอย่างนั้น การเกิดในภูมิมนุษย์ก็ถือว่าเป็นภูมิที่สมควรในการทำคุณ ธรรม ทำปัญญาให้เกิดขึ้น ทำการหลุดพ้นให้เกิดขึ้นในเวลาเรามีการ เกิดเป็นมนุษย์ เราก็ควรที่จะใช้ให้เกิดประโยชน์อย่างเต็มที่อย่าง บริบูรณ์ เพราะว่าเราตายไปแล้วก็รับรองไม่ได้ว่าเราจะเกิดที่ไหนอีก ถึงจะเกิดในที่สูง ก็ไม่เป็นภูมิที่จะ...คือมันเป็นภูมิที่เราเสวยผลของ การกระทำของเราที่ทำไว้ในสิ่งที่เป็นบุญเป็นกุศล แต่ว่าน้อยนักที่ สามารถที่จะใช้ภูมิเทพเป็นภูมิในการสร้างปัญญาต่อไป ในการพิ จ ารณาถึ ง ความตายเป็ น สิ ่ ง ที ่ ช ่ ว ยให้ เ ราระลึ ก ถึ ง ความจำเป็นในการรีบการเร่ง เราก็พูดตามความเป็นจริง เราพูดถึง ความตาย เราก็มักจะคิดว่า โน้น โน้น เวลาเราแก่เต็มที่ มีโรค แทรกซ้อน ชีวิตจะค่อยดับไป พูดตามความเป็นจริง ความตายมันก็ เกิดขึ้นกับเราอยู่ตลอด อย่างหนึ่งความตาย ก็สามารถที่จะเกิดอย่างฉับพลันได้ รวดเร็ว พระพุทธเจ้าให้เราพิจารณาถึงความตาย ท่านพูดว่าถ้า หากว่าเราพิจารณาถึงความตาย นอกจากลมหายใจเข้ายังไม่ออก หรือการกลืนข้าวสักคำเดียว คือถ้าเราพิจารณาในอนาคตมากกว่า นั้นว่า เอ้อ เราก็จะมีประสบความตาย อันนี้ถือว่าประมาทแล้ว ก า ร พิ จ า ร ณ า ค ว า ม ต า ย • ๒๓๑


ถ้าเราพิจารณาตามหลักของหมอหรือหลักของวิทยาศาสตร์ แล้ ว เราดู ว ิ ช าของหมอ คือชีวิตของเราสามารถจะดั บ เช่ น ถ้ า หากว่ า เส้ น เลื อ ดในสมองแตกปึ ๊ บ ลมหายใจเข้ า ยั ง ไม่ ท ั น ออก สามารถที่จะไปแล้ว หรือเราประสบอุบัติเหตุปุ๊บ ชีวิตก็ดับลงไปได้ นี่เป็นส่วนที่เราก็ต้องพยายามพิจารณาอย่างเนืองนิตย์ อีกแง่ หนึ่งที่จริงความตายไม่ใช่เป็นสิ่งที่มาจากข้างนอก แล้วก็มาประสบ กั บ เรา คื อ เราอุ ้ ม ความตายกั บ เราอยู ่ ต ลอด เราก็ ม ี อ าการ เปลี่ยนแปลงภายในร่างกายตลอด คือที่จริงร่างกายของเรากำลังจะ ตายอยู่ตลอด แต่มันก็พอที่จะมีอะไรที่ช่วยทดแทน เช่น เราหายใจ เข้า หายใจออก ถ้าหากว่าหายใจเข้าไม่ออก ความตายก็ถึงตอนนั้น เลย หายใจออกก็ไม่เข้า คือความตายอยู่กับเราตลอด ภายในร่างกายเรากำลังมีความแตกสลายเกิดขึ้นอยู่ตลอด แต่มีการคอยซ่อมคอยแก้ภายในร่างกาย อันนี้เป็นเหตุที่เช่น เวลา พิจารณาซากศพ ก็เอาซากศพไปไว้ป่าช้า พอไม่นานมันก็พองขึ้นมา แต่พูดตามความเป็นจริงที่มีความเสื่อมไปในร่างกายหรือกระบวนการ ที่มันพองขึ้นมา อันนี้กำลังเกิดอยู่ในร่างกายตลอด เพียงแต่หน้าที่ ของชีวิตและการมีชีวิตอยู่มันจะคอยต้านเอาไว้ๆ แต่ว่าพอลมหายใจ ครั้งสุดท้ายมันก็ไม่สามารถที่จะต้าน คือต้านไม่อยู่แล้ว มันเริ่ม เน่าแล้ว แต่ที่จริงเรากำลังเน่าอยู่ตลอด ตามหลักของวิทยาศาสตร์ หรื อ ของหมอ มั น เป็ น กระบวนการของการเปลี ่ ย นแปลงภายใน ๒๓๒ • ๒ ๒ ธั น ว า ค ม ๒ ๕ ๔ ๙


ร่างกาย ที่เรามีตลอดที่ตายไปแล้วเป็นซากศพเปลี่ยนสีขึ้นมา อันนั้น มันเป็นเรื่องธรรมดาที่กำลังเกิดในร่างกายอยู่ตลอด เพียงแต่มันไม่ สามารถที่จะต้านเอาไว้หรือทำให้มันพอต่อชีวิตได้ มันเป็นส่วนที่น่าคิดน่าพิจารณาอยู่ หรือแม้แต่ในเซลล์ทุก เซลล์ของเรา มันก็กำลังเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอด และก็พอไม่มีความ อุ่น ไม่มีการหายใจเข้าหายใจออกมันก็ค่อยเริ่มแตกสลาย มันไม่ สามารถที ่ จ ะซ่ อ มได้ มั น ก็ ส ลายนี ่ เ ป็ น เหตุ ท ี ่ น ้ ำ มั น ไหลออกจาก ร่างกาย เพราะว่าเซลล์มันกำลังแตกอยู่ แต่ที่จริงมันกำลังแตกอยู่ทุก วันทุกเวลาแหละ มันเป็นเรื่องที่เราไม่ค่อยคิด แต่มันก็เป็นความจริง บางทีเราไม่ต้องไปป่าช้า ไปดูซากศพ ดูตัวเองก็ซากศพยัง เคลื่อนไหวอยู่ เป็นเรื่องที่มันไม่ห่างไกลหรอก เวลาเราพิจารณาถึงความตาย ก็เป็นสิ่งที่เราพิจารณาเพื่อให้ เรามีสังเวคะ ความรีบเร่งมีกำลังใจที่จะได้ปฏิบัติ มีกำลังใจที่จะ สร้างความดีเพื่อไม่ให้ประมาท สังเวคะ เป็นความรู้สึกภายในจิตใจ ที่มีความสำคัญมาก เพราะถ้าหากว่าเราไม่มีสังเวคะก็ปล่อยไปตาม ความหลงตามกระแสของโลก แต่สังเวคะ เป็นความรู้สึกในจิตใจที่ อยากจะได้รีบเร่งทำสิ่งที่มีสาระ ทำสิ่งที่มีประโยชน์อย่างสูงสุดให้เกิด ขึ้นในชีวิตของตน มี ค รั ้ ง หนึ ่ ง มี เ ทวดามาแสดงความเห็ น หรื อ ความรู ้ ส ึ ก ต่ อ พระพุทธเจ้า เพื่อพระพุทธเจ้าจะได้อนุโมทนาหรือจะเห็นชอบหรือจะ ก า ร พิ จ า ร ณ า ค ว า ม ต า ย • ๒๓๓


ชี ้ แ จงในความบกพร่ อ งของความคิ ด ความเห็ น ความรู ้ ส ึ ก เป็ น บทกลอนที่แสดงให้พระพุทธเจ้าฟัง คือชีวิตของเราทุกชีวิตมีความ ตายเป็นที่สุดรอบ มีความตายประจันหน้าเรา เราควรที่จะทำความดี เพื่อความสุขที่ไพบูลย์ พระพุทธเจ้าฟังแล้ว ท่านก็ให้ความคิดอีกประเด็นหนึ่ง ซึ่ง ท่านก็ใช้สำนวนเดียวกัน เรามีความตายครอบงำทุกคน ถูกชักลาก ไปด้วยความตาย เมื่อมีความตายเป็นที่สุดรอบ เราควรที่จะละเสีย ซึ่งเหยื่อของโลกและทำความสงบให้เกิดขึ้น เป็นประเด็นที่ยกระดับความคิด ไม่ใช่ว่าพระพุทธเจ้าไม่ สรรเสริญการทำความดีและการสร้างความสุขด้วยอาศัยบุญ แต่ว่า ในประเด็นที่เราอยากจะสร้างความมั่นคงจริงๆ คือเราจำเป็นที่จะ ต้องคือเห็นโทษเห็นพิษภัยและเห็นความขัดข้องของโลกและการหลง ในโลก เวลาเราถอนออกได้ เราก็สามารถที่จะมีความสงบที่มั่นคงได้ ความสงบนี้จึงเป็นเหตุให้เกิดความสุขที่ไม่หวั่นไหวต่ออะไรทั้งสิ้น พิจารณาถึงความตายที่จริงมันช่วยทั้ง ๒ ประเด็น ทั้งใน การสร้างความดี ทั้งในการหาความสงบ พระพุทธเจ้าจะยกเรื่อง ความสงบให้สูงกว่า ในเวลาเราพิจารณาถึงความตาย มันก็เป็นสิ่งที่เราพยายาม ที่จะเห็น คือมันเป็นของธรรมดา แต่ว่าเป็นสิ่งที่เราไม่ควรจะเพิกเฉย เรารู้อยู่ว่าความตายก็จะมาถึงเรา ก็ไม่ควรจะเฉยไม่ควรจะมีความ ประมาท ๒๓๔ • ๒ ๒ ธั น ว า ค ม ๒ ๕ ๔ ๙


ในสมั ย พุ ท ธกาลก็ ม ี ค รั ้ ง หนึ ่ ง ที ่ ม ี พ ราหมณ์ ค นหนึ ่ ง ไปหา พระพุทธเจ้า ท่านคนนั้นก็ได้พูดว่า เขามั่นใจว่าทุกคนที่มีชีวิตอยู ่ จะต้องมีความกลัวต่อความตาย พระพุทธเจ้าบอกว่า บางคนก็มี ความกลัวต่อความตาย บางคนก็ไม่มีความกลัวต่อความตาย แล้ว จึงอธิบายผู้ที่มีความกลัวต่อความตาย คือ จะมีเหตุ สมมุติว่าคน หนึ่งที่มีความหลงความเมาในโลกและในการสนองอารมณ์ สนอง กามอารมณ์ ความเพลิดเพลินในโลกที่เราว่ากาม ไม่ว่าทุกอย่างที่ เป็นสิ่งที่นำความสุขในโลก สิ่งของก็ดี เงินทองก็ดี ห่วงความ เพลิ ด เพลิ น สนุ ก สนานในโลกก็ ด ี ก็ ถ ื อ ว่ า ห่ ว งต่ อ กามในโลก พระพุทธเจ้าว่าถ้าคนยังห่วงสิ่งเหล่านี้อยู ่ พอมีโรคอะไรเกิดขึ้นที่ร้าย แรง ก็จะเกิดความรู้สึกหวั่นไหว เสียดายว่าสิ่งที่เคยเป็นเหตุให้เกิด ความสุขในโลกก็จะต้องถูกพลัดพรากจากสิ่งเหล่านั้น เลยหวั่นไหว และกลัว เลยมีความกลัวความตาย เพราะสิ่งในโลก อีกคนหนึ่งหรืออีกประเด็นหนึ่ง คือ คนมีความรัก ความ ห่ ว งต่ อ ร่างกาย โดยไม่เคยพิจารณาถึ ง ความตาย พอเกิ ด โรคที ่ อันตรายต่อชีวิตก็จะเกิดความห่วง เกิดความกังวล เกิดความกลัว เพราะกลัวว่าจะถูกพลัดพรากหรือต้องแยกขาดจากร่างกายที่แสนจะ รักแสนจะหวง และก็ถือว่าเป็นเราเป็นของเรา ในเมื่อเป็นอย่างนั้นก็ จะมีความกลัว อีกอย่างหนึ่ง ถ้าหากว่ามีคนที่เขามีความประพฤติในสิ่งที่ไม่ ดีไม่งาม ได้ทำกรรมเอาไว้ที่เป็นบาปเป็นอกุศล เคยเบียดเบียนคน อื ่ น เคยมี ก ารขั ด แย้ ง เคยมี ก ารทุ บ ตี มี ก ารทะเลาะกั น เคย ก า ร พิ จ า ร ณ า ค ว า ม ต า ย • ๒๓๕


เบียดเบียนในแง่ต่างๆ พอเกิดความรู้สึกว่ามีโรคที่เกิดขึ้นที่อันตราย ต่อชีวิตก็จะเกิดความหวั่นไหว เพราะระลึกถึงว่าถ้าหากว่ามีกฎแห่ง กรรม การกระทำที่เราทำแล้ว เป็นสิ่งที่นักปราชญ์ไม่สรรเสริญ เป็นการกระทำที่มีผลไม่ดี การที่ได้เบียดเบียนก็ดี การที่ไม่ให้ความ อบอุ ่ น เอื ิ ้ อ อารี เ มตตาต่ อ เพื ่ อ นมนุ ษ ย์ ห รื อ สั ต ว์ อ ื ่ น ๆ เป็ น สิ ่ ง ที ่ น ั ก ปราชญ์ไม่สรรเสริญ ก็เป็นสิ่งที่น่ากลัวว่าผลจะเป็นอย่างไร ได้เกิด ความกลัวตาย อีกประเด็นหนึ่งประเด็นสุดท้ายที่พระพุทธเจ้าพูดถึงคือ ถ้า หากว่ามีใครที่ยังไม่มั่นใจในธรรมะ ยังไม่มีความหายสงสัย หาย โลเลในธรรมะหรือในสิ่งที่ถูกต้องที่ดีงามที่เป็นสัจธรรมเป็นความจริง ในเมื่อเกิดโรคขึ้นมาที่อันตรายต่อชีวิต ก็จะยังมีความกังวลและความ รู้สึกกลัวขึ้นมา เพราะว่ารู้อยู่ในจิตของตัวเองว่าเรายังไม่ได้ตกลงใน ตัวเองว่าความจริงคืออะไร ธรรมะที่ถูกต้องคืออะไร การปฏิบัติที่ควร จะปฏิบัติอย่างแน่นอนที่จะให้ที่พึ่งที่มั่นคง คืออะไร ในเมื่อเป็น อย่างนั้น ก็จะมีความกลัวอยู่ คือเป็นสาเหตุที่นำความกลัวให้เกิดขึ้น ความกลัวตาย แต่สำหรับบุคคลที่มีการสร้างความเข้าใจ รู้ว่าความตายก็มี ในโลก เราก็ไม่ได้ตั้งเป้าหมายในโลก ในชีวิตนี้เพื่อสนองอารมณ์ของ กามหรือความสะสมสิ่งของในโลกนี้ เราก็ถอนตัวออกจากกระแส ความอยากในโลก ก็ไม่หวั่นไหวถือว่าเป็นเรื่องธรรมดา สำหรับผู้ที่ได้ทำความดีไว้ ได้ทำสิ่งที่ประกอบด้วยเมตตา กรุณา ได้มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อสรรพสัตว์ทั้งหลาย ก็ไม่ได้หวั่น ๒๓๖ • ๒ ๒ ธั น ว า ค ม ๒ ๕ ๔ ๙


ไหว เพราะว่าไม่เคยได้เบียดเบียน ไม่เคยได้สร้างความเดือดร้อนให้ ใคร หรือสัตว์ทั้งหลายเลย ก็ไม่มีความหวั่นไหวต่อความตาย การที่ ได้อยู่อย่างไม่ห่วงต่อร่างกาย รู้ว่าร่างกายมันมีขอบเขตอย่างนี้ มัน ก็มีส่วนประกอบที่ยังไงก็ต้องแตกสลายในวันใดวันหนึ่ง เราก็ไม่ สามารถที่จะบังคับให้มันเป็นไปตามความพอใจ ความปรารถนาของ เรา เราก็ไม่หวั่นไหว และก็การที่ได้เข้าใจในหลักธรรมมีหลักใน ธรรมะ มีที่พึ่งในจิตใจ เข้าใจในความเป็นจริง เขาก็ไม่หวั่นไหว เพราะไม่มีอะไรน่าหวั่นไหว มีหลักธรรมชาติเป็นของธรรมดา พระพุทธเจ้าบอกบุคคลเหล่านี้ ๔ ประการอย่างนี้ไม่หวั่น ไหว และไม่กลัวตาย เป็นเรื่องที่น่าสนใจ เพราะว่าคนในโลกทั่วๆ ไป ก็อย่างที่พราหมณ์เขาพูด ก็มีความกลัวตายเหมือนกัน ไม่ใช่ เฉพาะสมัยพุทธกาล สมัยไหนอยู่ในสังคมไหนที่ไหนในโลก คนก็มัก จะมีความกลัวต่อความตาย แต่ว่ามันมีวิธีการที่จะมีหลัก ซึ่งจะ ทำให้ไม่มีความกลัวต่อความตายเลย ก็เป็นสิ่งที่สมควรสร้างขึ้นมา ในจิตของตัวเอง ยกตั ว อย่ า งของฆราวาสคนหนึ ่ ง เป็ น ลู ก ศิ ษ ย์ ข อง พระพุทธเจ้าสมัยพุทธกาล เขาชื่อจิตตะ เป็นฆราวาสที่มีคุณธรรมสูง และพระพุทธเจ้ายกย่องสรรเสริญ และจิตตะก็ยังได้สอนคนอื่นใน สังคมบ้าง ก็มีบริวารของเขาด้วย บางครั้งก็ยังได้มีการแนะนำต่อ พระก็มี เพราะว่าเขาก็เชี่ยวชาญในธรรมะ จิตตะก็แก่แล้ว กำลังมี โรคแทรกซ้อน ความตายก็ใกล้เข้ามา คนอื่นในครอบครัว เพื่อนฝูง ก า ร พิ จ า ร ณ า ค ว า ม ต า ย • ๒๓๗


ก็เห็นว่าใกล้จะตายแล้ว เขาก็อยู่เพื่อเป็นกำลังใจ เขาก็นอนอยู่ที่ เตียง ก็เตรียมจะตายเหมือนกันล่ะ มีเทวดาที่อยู่ในบริเวณแถวนั้น ก็เข้าไปหาจิตตะ แล้วก็พูดกับจิตตะ คือเขา���องก็รู้สึกว่าจิตตะใกล้ จะตายแล้ว เขาบอกกับจิตตะว่าให้ตั้งอธิษฐานว่า ตายแล้วจะได้เกิด เป็นมหาราชาหรือเป็นผู้ปกครองประเทศอย่างมหาราชา จิตตะก็พูดออกมา “เออ แม้แต่สิ่งเหล่านั้นเป็นของไม่แน่เป็นของไม่เที่ยง มีแล้ว มันก็จะต้องพลัดพรากจากสิ่งเหล่านั้นด้วย” เขาก็พูดออกมา ลูกหลานและเพื่อนๆ เห็นเขาพูดออกมา โดยไม่มีสาเหตุ เพราะว่าเขาไม่เห็นเทวดา เขาก็พูดออกมา “เออ ทำจิ ต ให้ ด ี น ะ ทำจิ ต ให้ ม ั ่ น คง อย่ า เผลอในช่ ว ง สุดท้ายนี้” เขาคิดว่าเขากำลังจะละเมอกำลังจะหมดสติ กำลังจะเลอะ เลือนอยู่ จิตตะถาม “เอ้ ทำไมเตือนเราอย่างนั้น” “ก็เพราะพูดว่าสิ่งเหล่านั้นก็ไม่แน่ สิ่งเหล่านั้นก็ไม่เที่ยง มี แล้วมันก็หาย มันก็ต้องพลัดพรากจากสิ่งเหล่านั้น” จิตตะบอก “ไม่ได้พูดกับพวกคุณ พูดกับเทวดา” แล้วอธิบายว่าเทวดามาชวนให้ตั้งอธิษฐานให้ว่าตายแล้วให้ เป็นมหาราชาต่อไป พวกลูกหลานจึงถามว่า ทำไมจึงพูดอย่างนั้น “เพราะเขาเห็นว่าเราเป็นผู้มีคุณธรรม มีศีลที่งดงาม ถ้า หากว่าเรามีบุญมีวาสนาพอที่จะเป็นพระราชาได้ จะเป็นผู้นำเป็นผู้ ปกครอง หากว่าเราได้สิ้นจากภพนี้ แล้วได้เกิดมาได้เป็นพระราชา ๒๓๘ • ๒ ๒ ธั น ว า ค ม ๒ ๕ ๔ ๙


เราก็สามารถนำความเยือกเย็นเข้ามาสู่โลก จึงเป็นที่ปรารถนาของ เทวดา แต่ ว ่ า เราเห็ น ว่ า หลั ก ของความเป็ น จริ ง หลั ก ของธรรมะ แม้แต่จะเป็นพระราชา ก็ยังเป็นทุกข์อยู่ จึงเราบอกแม้แต่สิ่งเหล่า นั้นเป็นของไม่แน่ เป็นของไม่เที่ยง เราต้องพลัดพรากจากสิ่งเหล่า นั้นด้วย” ลูกหลานฟังแล้ว โอ้ อัศจรรย์ เลยได้ ถ าม ขอให้ ช ่ ว ย แนะนำว่าเราควรจะทำตัวยังไง ทั้งสำหรับชาตินี้ ทั้งสำหรับภพหน้า เพื่อเราจะไม่หวั่นไหวต่อความตายเหมือนกับจิตตะ จิตตะจึงได้แนะนำคือ เราควรที่จะทำให้มีศรัทธา มั่นคงใน พระพุทธเจ้า ในพระตถาคต ให้มีศรัทธาที่มั่นคง ไม่หวั่นไหว และก็ ให้มีศรัทธามั่นคงไม่หวั่นไหวต่อพระธรรม ซึ่งเป็นธรรมะที่แสดงดีแล้ว เป็นธรรมะที่จริงก็เป็นไปตามที่เราสวด เวลาเราสวดพุทธคุณ ธรรม คุณ สังฆคุณ เป็นสิ่งที่ถอดออกมาจากสมัยพุทธกาล เวลากล่าว สรรเสริญคุณของพระพุทธพระธรรมพระสงฆ์ และก็บอกว่าควรจะทำ ศรัทธาให้มั่นคงไม่หวั่นไหวในพระสงฆ์ แล้วก็ควรจะมีจาคะ มีจิต ยินดีในการให้ มีจิตยินดีในการแบ่งปัน มีอะไรที่เป็นสมบัติของตัว เอง เราก็มีกำลังพอที่จะแบ่งปันให้ผู้ที่มีคุณธรรมต่อไป ก็ควรที่จะทำ เพราะว่าความสุขและความสบาย ความไม่หวั่นไหวต่อโลกนี้ก็ดี โลกหน้าก็ตาม ต่อความเป็นอยู่ต่อความตาย จะได้มีในตัวเอง เป็น สิ่งที่สอนให้ลูกหลานแล้ว ลูกหลานรับฟังด้วยความยินดี จิตตะจึง ได้จบชีวิตลงตรงนั้นด้วยการสั่งสอนลูกหลาน ก า ร พิ จ า ร ณ า ค ว า ม ต า ย • ๒๓๙


ก็เป็นตัวอย่างที่ดีของผู้ที่ไม่หวั่นไหว และไม่กลัวต่อความ ตาย ซึ่งมันก็มีไม่เฉพาะในสมัยพุทธกาล สมัยนี้ก็ยังมี คนที่ถ้าหาก เขามีหลักที่แท้จริง ก็ไม่มีความหวั่นไหวต่อความตาย อาตมานึกถึงโยมที่เป็นเจ้าภาพในการบวชอาตมาเอง ก็เป็น สามีภรรยา เป็นผู้เฒ่าทั้งสองคน ไม่มีลูกของเขาเอง เวลาได้ยินว่า อาตมาจะบวช เขาก็ขอเป็นเจ้าภาพ อาตมาก็มีส่วนสัมพันธ์กับเขา ก็ จ ะไปเยี ่ ย มเป็ น ประจำ ยิ ่ ง เวลาอาตมาบวชใหม่ ๆ เราก็ จ ะเข้ า กรุงเทพฯ ก็จะแวะไปเยี่ยม พอบวชได้สัก ๕-๖ พรรษา ๖-๗ พรรษา เขาทั้งสองคนก็อายุมากแล้ว ฝ่ายผู้หญิงก็มีโรคเกิดขึ้นไม่ สบาย ก็ถึงความตาย ก็อยู่ที่บ้านตลอดก็รู้ตัวว่ายังไงจะจบลง ไม่ หวั่นไหว ยังให้กำลังใจกับฝ่ายสามีตลอดว่า ยังไงเราก็ต้องพลัด พรากจากกัน เช้าวันหนึ่ง ก็ขอสามีจุดธูป ๙ ดอก ก็จุดธูปไว้ เขาหันมา ที่หิ้งบูชาพระ เขาก็นอนอยู่ เขาก็ลาสามีแล้วก็นอนอยู่ตรงนั้น ไฟธูป ยังไม่หมดเลยไปแล้ว งดงามมากเลย ไม่หวั่นไหวและไม่มีอะไรเลย สบาย น่าสรรเสริญ เสียดายสามีเขาทำไม่ได้ หลังจากภรรยาเสีย เขาก็ยังมีความหวั่นไหวมากทีเดียว แต่ว่าฝ่ายภรรยาเก่ง ได้พูดอะไรที่มีหลักเรียกว่าหลักในพระพุทธ พระธรรม พระ สงฆ์ หลักในคุณธรรมมันก็ไม่น่าหวั่นไหว แต่ก็เป็นสิ่งที่ต้องเตือนตัว เอง คือถ้าไม่คิด ไม่พิจารณาเลย มันก็ยากที่จะมีความมั่นใจและ มั่นคง มันเป็นสิ่งที่เราต้องให้ใจของเราระลึกถึง สำนึกถึง ความ ตายมันไม่ใช่เป็นของแปลกประหลาด ไม่น่าตกใจ มีครั้งหนึ่งมีโยม ๒๔๐ • ๒ ๒ ธั น ว า ค ม ๒ ๕ ๔ ๙


คนหนึ่งไปหาหลวงพ่อชา เขามา ตาแดง หน้าตาบวม ร้องไห้ พูด ไม่ออก เขามา กราบหลวงพ่อน้ำตานองหน้า หลวงพ่อถาม เป็น อะไร เขาเริ่มพูด “เป็นเรื่องใหญ่” แล้วก็พูดไม่ออก หลวงพ่อบอก “เอ้า ทำใจให้ได้ ให้เย็นให้สงบ ให้สบาย เสียก่อน” ก็พยายามอีกครั้งสองครั้ง พอพูดก็ “เป็นเรื่องใหญ่” มันตื้น ตันใจพูดไม่ออก สักพักใหญ่ใจก็ได้สงบลง ก็ได้สามารถพูดกับหลวง พ่อ หลวงพ่อถาม “เป็นอะไร” “ภรรยาเสีย” หลวงพ่อจึงบอก “เอ้ย ทำไมว่าเป็นเรื่องใหญ่ ไม่เห็นเป็น เรื่องใหญ่ เป็นเรื่องเล็ก เรื่องธรรมดา” สำหรับหลวงพ่อ เออ ไม่เห็นเป็นเรื่องใหญ่ เรื่องนี้เรื่องเล็ก เขาเองก็คงจะ เอ้ พระแบบไหนน้อ แต่ว่าก็ได้ทำให้มีการคิดการ มองอีกด้านหนึ่ง อีกมุมหนึ่งนะ หลวงพ่อจึงได้เทศน์ได้สั่งสอนได้ให้ ข้อคิดในธรรมะต่อไป สำหรับพระอย่างหลวงพ่อชา เอ้ย ไม่เห็นเป็นเรื่องใหญ่ เป็นเรื่องเล็ก คือน่าจะเป็นเป้าหมายของเราทุกคน ทำยังไงความ ตายจะได้เป็นเรื่องเล็ก เพราะโดยมากเป็นเรื่องใหญ่สำหรับเราทุกคน มีความกลัว มีความห่วง มีความกังวล ก็ไม่สามารถที่จะกันได้สัก คน แต่มันไม่ยอมรับ คือมันเป็นของธรรมดาที่สุด เป็นของที่เราไม่ สามารถจะแก้ไขได้สักอย่าง แต่เป็นของที่เราไม่ยอมรับเลย ก็เป็น เรื่องที่แปลกนะ เป็นปัญหาอยู่ในจุดนี้ ก า ร พิ จ า ร ณ า ค ว า ม ต า ย • ๒๔๑


มีนิทานจากเมืองจีน มีคนหนึ่งที่เป็นเศรษฐี เขาเป็นคนมี อำนาจ มีชื่อเสียง เขาก็อยากจะเสริมบารมีของตัวเอง อยากจะยิ่ง รุ่งเรืองมากขึ้น เขาได้ยินชื่อเสียงของพระองค์หนึ่ง ถ้าเป็นเมืองไทยก็ เรียกว่าเป็นเกจิอาจารย์ก็ได้ ขลัง จุดเด่นของท่านคือ ท่านจะ เขียนกลอนหรือภาษิต ศิลปะของจีนจะเขียนเป็นตัวอักษรจีนที่มี ศิลปะและมีความหมาย เป็นคำคมที่มีความหมายด้วย และเป็น ศิลปะที่สวยงามด้วย คนรับจากองค์นี้ก็จะเป็นอย่างที่ท่านให้ ท่าน ให้พรยังไงก็จะได้เป็น เรียกว่าท่านศักดิ์สิทธิ์ท่านขลัง เศรษฐีคนนี้ได้ยินชื่อเสียงก็อยากจะไปกราบแล้วก็เล่าให้ฟังว่า เขามีศรัทธา ได้ยินชื่อเสียงก็อยากจะกราบเพื่อเป็นสิริมงคลของชีวิต อยากจะให้ชีวิตมีความรุ่งเรืองมากขึ้น มีอะไรที่สมควรแล้วก็ได้ขอ พระได้แต่งกลอนต่อหน้าตรงนั้น และก็ได้เขียน ช่วงที่เขียน เขาก็ไม่เห็น แต่พอเสร็จ ยื่นให้ เขาร้องกรี๊ดแล้วก็สลบเลย พรรค พวกเพื่อนฝูงก็พยายามที่จะให้เขาฟื้นสติขึ้นมา เขาฟื้นขึ้นมา เขาทั้ง โกรธ ทั้งโมโห ทั้งเสียใจ “เขียนเป็นอัปมงคลทำไมสาปแช่งเราอย่างนั้นล่ะ” เขาก็ยกให้เพื่อนๆ ดูที่เขียนไว้ “พ่อตาย ลูกตาย หลานตาย” โอ้���ฮ มันเอาทั้งโคตรเลย มันเป็นเรื่องที่เขาเห็นว่า น่า เกลียดที่สุดน่ากลัวที่สุด พระจึงให้นั่งลง ให้มันสบายสักหน่อยนะ ใจเย็นๆ แล้วก็จึงอธิบาย “นี่ที่เขียนว่า พ่อตาย ลูกตาย หลานตาย ถ้าเราเป็นพ่อ ๒๔๒ • ๒ ๒ ธั น ว า ค ม ๒ ๕ ๔ ๙


แล้วลูกตายก่อน จะรู้สึกยังไง หรือเราเป็นพ่อแล้วหลานตายก่อนเรา เราจะรู้สึกยังไง” เออ มันก็ต้องมีความทุกข์ นี่แหละ ที่เราเกิดมา เรื่องในโลกมันไม่มีอะไรที่แน่นอนและ ไม่มีอะไรที่น่าเอาเป็นที่พึ่งสักอย่าง แต่ถ้าหากว่าเราอยู่อย่างดีที่สุด ในโลกนี้ อย่างน้อยเวลาเราเข้าโลกนี้ให้ออกไปเป็นลำดับๆ คือ เรื่อง ทรัพย์สมบัติในโลก สิ่งของที่เราได้สะสมไว้เป็นเงินเป็นทอง มันไม่มี ความหมายเลย แต่ว่าเรื่องชีวิตนี้ ขอให้อย่างน้อยเราได้ไปกันเป็น ขั้นเป็นตอน ฟังอย่างนั้นแล้ว “เอ้อ ใช่แล้ว เป็นอย่างนั้น” ก็เป็นเรื่องที่น่าคิด น่าพิจารณาเหมือนกัน เราไม่สามารถที่ จะป้องกันโดยวิธีใดเลย และถ้ามีอะไรเกิดขึ้น เราก็พอรับพอรู้ว่า เออ ยังไงความตายก็จะต้องมาถึงเราวันใดก็วันหนึ่ง ไม่มีโอกาสที่จะ ขอร้องเลย เราเห็นเป็นของธรรมดา ขอให้เรามีที่พึ่งกันในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ และในคุณธรรม เป็นสิ่งที่ยิ่งเรามาปฏิบัติกรรม ฐานปฏิบัติภาวนาก็ยิ่งเป็นสิ่งที่เราทำโดยตรง คือเรากำลังจะสร้าง ความรู้ความเข้าใจและที่พึ่งในตัวเอง ขอให้เราทำกันต่อไป

ก า ร พิ จ า ร ณ า ค ว า ม ต า ย • ๒๔๓


เวลาเราพิจารณาถึงความตาย ก็เป็นสิ่งที่เราพิจารณาเพื่อให้เรามีสังเวคะ ความรีบเร่งมีกำลังใจที่จะได้ปฏิบัติ มีกำลังใจที่จะสร้างความดี เพื่อไม่ให้ประมาท หากไม่มีสังเวคะ เราก็ปล่อยไปตามความหลงตามกระแสของโลก แต่สังเวคะ เป็นความรู้สึกในจิตใจ ที่อยากจะได้รีบเร่งทำสิ่งที่มีสาระ ทำสิ่งที่มีประโยชน์อย่างสูงสุด ให้เกิดขึ้นในชีวิตของตน


๒๒ ธันวาคม ๒๕๔๙ ธรรมบรรยายภาคบ่าย

ก า ร ล ะ สั ก ก า ย ทิ ฐิ

มีอยู่ครั้งหนึ่งที่พระพุทธเจ้าได้ฟังการเสนอข้อคิดในธรรมะ ท่านได้แก้ไขความคิดในธรรมะนั้น คือคนหนึ่งเล่าให้ฟังว่าเสมือนถูก แทงด้วยมีด หรือเสมือนศีรษะกำลังจะลุกเป็นไฟ ต้องรีบเร่งปฏิบัติ เพื่อละความอยาก หรือละความต้องการต่างๆ หรือความอยากต่างๆ หรือตัณหาต่างๆ พระพุทธเจ้าจึงตอบในลักษณะปรับปรุงความคิดเสมือนถูก แทงด้วยมีด เสมือนศีรษะกำลังลุกเป็นไฟ หรือมีไฟกำลังเผาอยู่ ควรจะรีบเร่งเพื่อละสักกายทิฐิ คือเป็นการปรับปรุงความคิด เพราะ ว่าพระพุทธเจ้าสนับสนุนการละตัณหาก็จริงอยู่ ละความอยากต่างๆ แต่ถ้าจะพูดอย่างสั้นๆ กะทัดรัด พระพุทธเจ้าจะให้ความสำคัญที่ การละสักกายทิฐิ ๒๔๖ • ๒ ๒ ธั น ว า ค ม ๒ ๕ ๔ ๙


สักกายทิฐิเป็นภาษาบาลี ที่จริงก็ยากในการแปลสักนิด แต่ ว่าต้องอธิบายคือ มันเป็นความเห็นที่ยึดไว้อย่างใดอย่างหนึ่ง เป็น อัตตภาวะ หรือเป็นตัวตน ซึ่งจะเอาอย่างใดอย่างหนึ่งของขันธ์ ๕ เป็นที่ยึดไว้ เป็นความรู้สึกต่อตัวตน จะเป็นรูปคือรูปร่างกายก็ดี เป็นเวทนา เป็นสัญญา เป็นสังขาร เป็นวิญญาณอย่างใดอย่างหนึ่ง เราจะยึดไว้เป็นความรู้สึกว่าเราอยู่ตรงนี้ เราคืออันนี้ ความรู้สึกต่อ ความเป็นตัวฉันอยู่อย่างนี้ คืออยู่ในขันธ์ ๕ ขันธ์ ๕ ก็เป็นประเด็นหนึ่งในสติปัฏฐานสูตรที่พระพุทธเจ้า ให้เราพิจารณาเข้าใจ ขันธ์ ๕ นั้น รูปก็หมายถึงร่างกายสิ่งที่เป็น ร่างกายทั้งหมด ที่ประกอบด้วยธาตุ ๔ คือเป็นรูป เวทนาเป็นความรู้สึก รู้สึกสุข รู้สึกทุกข์ และก็รู้สึกที่เป็น กลางๆ ไม่ทุกข์ไม่สุข เป็นความสามารถในจิตใจ คือรูปเวลาแบ่ง เป็นขันธ์ ๕ รูปก็เป็นส่วนที่เป็นร่างกาย เป็นรูป-ธรรม อีก ๔ ประการก็เป็นเรื่องด้านจิตใจ เวทนาความรู้สึก สัญญาความสำคัญ มั่นหมาย ความจำ คืออาศัยความจำ อาศัยสัญญาความสำคัญมั่น หมาย เวลาจะเห็นหรือได้ยินได้สัมผัสอย่างใดอย่างหนึ่ง เราก็รู้ว่า หรือนึกอยู่ อันนี้ก็เป็น การสำคัญมั่นหมาย เช่น เราเห็นคนสักคน หนึ่ง คือ สัญญามันเป็นสิ่งที่บอกเราอย่างรวดเร็วนั่นคือคน เรา สะสมความรู้และความจำ เออ อันนั้นคือคน อันนั้นคือคนที่เรารู้จัก เป็นคนที่เราชอบหรือไม่ชอบ มันเป็นสัญญาความจำความสำคัญมั่น หมาย สัญญามีความสำคัญในการทำงาน ถ้าหากว่าเราไม่มี ก า ร ล ะ สั ก ก า ย ทิ ฐิ • ๒๔๗


สัญญา คือเราไม่สามารถที่จะจำอะไรได้ ก็ไม่สามารถที่จะเก็บ ข้อมูลเพื่อจะได้เกี่ยวข้องกับโลก อย่างเช่นบางครั้งมีบางคนมีความ ขัดข้องทางสมองก็มี เช่นไม่สามารถเก็บความจำเอาไว้ ผู้เฒ่าบาง คนก็เป็น หรือไม่ต้องเฒ่าก็ได้ บางทีมีอุบัติเหตุหรือมีอะไรเกิดขึ้น เขาก็ไม่สามารถจะจำอะไรได้เลย บางทีบางคนเขาก็...อาตมาเคย อ่านโรคหรือบางคนที่ขัดข้องทางสมอง ไม่ใช่ว่าเขาโดยปัญญาโดย ความคิดหรือความฉลาด แต่เวลาจะพูดคุยกัน มันรู้เรื่องทุกประการ มีเหตุมีผล สามารถที่จะอธิบายได้ แต่ว่าพอถ้ากลับไปคุยกันอีกสัก นาทีหนึ่ง อีกสักชั่วโมงหนึ่ง หายไปหมดแล้ว ไม่เหลือ มันต้องพูด คุยกันใหม่ สัญญามันเป็นสมรรถภาพอย่างหนึ่งในจิตใจของเราที่จะ เก็บสะสมความจำและเอาความจำนั้นมีความหมายด้วย ถ้าเรามีแต่ความจำและไม่มีการแบ่งออกว่าอันไหนสำคัญ อันไหนมีความหมาย โอ้ย ยุ่งมากเลย ถ้าเราแยกไม่ออกอะไรมี ความสำคัญอะไรมีความหมาย มีแต่จำเอาหมดเลย อันนั้นไม่ใช่ว่า จะช่วยเรานะ มันจะทับถมคือมันมากจนเกินไป เลยสัญญามันเป็น ส่วนที่ให้มีความหมายให้มีความสำคัญ เป็นการทำงานของจิตใจที่ สำคัญมาก สังขารคือการคิดและปรุงแต่ง ยิ่งโดยเฉพาะที่เราคิดโดย อาศั ย เจตนา เรามี เ จตจำนงเราจะทำดี จะคิ ด ดี จะพู ด ดี อาศัยสังขารคิดไว้ก่อนหรือได้ดำริไว้ในใจไว้ก่อน แล้วก็ความฉลาด ความสามารถที่จะคิดวิเคราะห์ก็เป็นตัวสังขาร อย่างสติเป็นสังขาร เพราะว่าเรามีเจตจำนงที่จะยกขึ้นมาให้อยู่ในจิตใจของเรา ไม่ใช่ ๒๔๘ • ๒ ๒ ธั น ว า ค ม ๒ ๕ ๔ ๙


เฉพาะการคิดนึก การใช้จิตใจแม้แต่การตั้งสติไว้ ก็เป็นสังขาร การ คิดนึกเพื่อเกิดเมตตา เกิดกรุณา เกิดมุทิตา เกิดอุเบกขา ก็เป็น สังขาร การคิดนึกเพื่อเกิดปัญญาก็เป็นสังขาร แต่ตรงกันข้าม การใช้ความฉลาดเพื่อคดเพื่อโกง เพื่อเอา เปรียบก็เป็นสังขารเหมือนกัน เป็นสังขารที่เป็นอกุศล มันใช้ในทาง ที่มันเป็นบาป เป็นสิ่งที่เกิดโทษหรือการคิดทำร้าย คิดเบียดเบียน มันก็เป็นสังขารเหมือนกัน มันได้อาศัยการคิดด้วยการดำริไว้ในใจที่ เป็นอกุศล วิญญาณคือการรับรู้ รับรู้ทางอายตนะ รับรู้รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐั พ พะ ธรรมารมณ์ เป็ น การทำงานของจิ ต ใจหรื อ สมรรถภาพของจิตที่สามารถที่จะรับรู้เหมือนกับเป็นพื้นฐานของจิตที่ คอยมีการรับรู้ แล้วก็คอยมีความรู้สึก มีความจำ มีการคิดนึก มัน เป็นตัวพื้นฐานของจิต เวลาพระพุ ท ธเจ้ า จำแนกกายกั บ ใจ ท่ า นก็ จ ะจำแนกใน ลักษณะนี้ เพื่อความสะดวกในการแยกออกโดยหน้าที ่ และเพื่อ พิจารณา แต่เวลาท่านได้อธิบายในลักษณะที่เช่นเราเกิดความยึดไว้ ต่อตัวตน ได้เกิดความหลงต่อความรู้สึ���ต่อตัวตน ต่อความรู้สึกที่ เป็นเรา เป็นของเรา เป็นของของเรา มันก็เกิดความรู้สึกในสิ่งเหล่า นี้ มันไม่มีอะไรนอกจากนั้น คือจะเป็นรูปภายในรูปภายนอก จะ เป็นเวทนาภายในเวทนาภายนอก แต่มันเกิดความรู้สึกว่าอันนี้คือเรา นี่ก็ของเรา นี่ของของเรา ยิ่งโดยเฉพาะที่เป็นกายกับใจของเรา อันนี้ เรียกว่าสักกายทิฐิ ความรู้สึกต่อตัวตน ก า ร ล ะ สั ก ก า ย ทิ ฐิ • ๒๔๙


บางครั้งพระพุทธเจ้าอธิบายอย่างละเอียดมากขึ้น ที่ความยึด ไว้โดยการหลง คือได้คิดว่าเช่นรูป คือรูปร่างกายเป็นตัวตนหรือเป็น อัตตา หรืออัตตาตัวตนมีรูปคือเป็นเจ้าของของรูป หรือรูปมีอยู่ใน อัตตาตัวตน หรืออัตตาตัวตนมีอยู่ในรูป ก็เป็นความหลากหลายของ ความรู้สึก ซึ่งก็เป็นส่วนที่ในแง่หนึ่งบางทีฟังตอนแรกก็งง เอ้ ทำไม แต่ว่าเป็นความละเอียดที่พระพุทธเจ้าได้วิเคราะห์และสังเกตดู ความ รู้สึกต่อตัวตนมันละเอียดและซับซ้อนและมันก็เก่งในการยึดไว้ และก็ ไม่ได้เฉพาะรูปคือ เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ทั้งหมด ความจริงสิ่งเหล่านี้เป็นตัวตน หรือตัวตนมีสิ่งเหล่านั้น เป็นเจ้าของ ของสิ่งเหล่านั้น ตัวตนมีอยู่ในขันธ์ ๕ อย่างใดอย่างหนึ่ง หรือขันธ์ ๕ มีอยู่ในตัวตน ซึ่งถ้าเราค่อยๆ รับมาพิจารณาคอยสังเกตก็จะเห็นความที่ เราเกิดความรู้สึกต่อตัวตน คือเป็นปัญหาที่เป็นแกนกลางของความ เป็นมนุษย์ในการสร้างความทุกข์ กลับมาที่สุภาษิตที่ได้เริ่มต้นเหมือนจะเป็นธรรมะที่สำคัญว่า เหมือนกับถูกมีดแทง เหมือนกับไฟไหม้กำลังเผาหัวเรา เราจะต้องรีบ กำจัดตัณหาต่างๆ แต่พระพุทธเจ้ากลับพูดว่า เราต้องรีบเร่งที่จะละ สักกายทิฐิ ความยึดไว้ต่อตัวตนในลักษณะใดลักษณะหนึ่งที่มันค่อน ข้างหลากหลาย เราต้องจับประเด็นว่าความรู้สึกต่อตัวตน กำลังจะเกิดขึ้น อย่างไร มันกำลังจะหลอกลวงเราอย่างไร ตราบใดที่เรายังไม่จับ ๒๕๐ • ๒ ๒ ธั น ว า ค ม ๒ ๕ ๔ ๙


จุดนี้ ความรู้สึกต่อตัวตน เรื่องตัณหาสบายมันจะออกมาสร้างความ อยาก ความปรารถนา ความยึดถือ ความต้องการต่างๆ ที่ไม่มี สิ้นสุด เราต้องจับประเด็นของความรู้สึกต่อตัวตน หรือวิธีใดที่จะ ช่วยบรรเทาความรู้สึกต่อตัวตน เราจะไม่ถูกหลอกอีก เพราะว่า ปัญหาคือเราถูกหลอกกำลังถูกต้มอยู่ตลอด เราซื่อ เราโง่ เลยถูก ต้มอยู่ตลอด เหมือนอย่างแม่ของอาตมาเพิ่งมาเมืองไทย และก็มีฝรั่งอีก คนหนึ่งที่เดินทางกับแม่ บางครั้งจะไปซื้อของจะต้องมีคนไทยไปด้วย มันจะไปต่อราคา ฝรั่งมันซื่อ มันถูกต้มอยู่เรื่อย แต่อันนี้ลักษณะของการเป็นมนุษย์เรากำลังถูกต้มอยู่ กำลัง สร้างความทุกข์ เพราะเราไม่เข้าใจในการสร้างตัวตนภายในตัวเอง เราคิดว่าเป็นเรื่องจริงจัง คิดว่าเป็นเรื่องแก่นแท้จริงๆ ความรู้สึกของ เรา ความรู้สึกตัวตนของเรา พระพุทธเจ้าบอกว่าอย่างนี้เป็นต้นเหตุของการสร้างความ ทุกข์ และวิธีที่จะช่วยบรรเทาและดับทุกข์ในที่สุด คือเราก็จะต้องเป็น ผู้แก้ไขความหลงอยู่ตรงนี้ ในการแก้ไขความยึดไว้ซึ่งสักกายทิฐิ เราจะคลี่คลายออกจากความยึดมั่นถือมั่นต่อขันธ์ ๕ คือเรา จะต้องคอยศึกษาดูว่าขันธ์ ๕ อย่างหนึ่งก็คือทำงานอะไร เป็นอะไร มีลักษณะอย่างไร เราก็เพียงแต่เห็นว่าเป็นขันธ์ ๕ เป็นส่วนหนึ่งของ ขันธ์ ๕ ก็เพียงพอ แทนที่จะสมมุติต่อไปว่ามันเป็นเราหรือเป็นของ ก า ร ล ะ สั ก ก า ย ทิ ฐิ • ๒๕๑


ของเรา ก็เพียงแต่เห็น เออ อันนี้สักแต่ว่าเป็นรูปเป็นเวทนาเป็น สัญญาเป็นสังขารเป็นวิญญาณ เป็นสิ่งที่เกิดขึ้น มันตั้งอยู่แล้วก็ดับ ไป ถ้าเห็นแค่นี้มันช่วยดับความรู้สึกต่อตัวตน หรือเราคอยสังเกตดู ว่า เอ้ มันต่อเติมให้เป็นตัวตนได้อย่างไร พระพุทธเจ้าให้เราสังเกตพิจารณาดูเห็นความไม่เที่ยง ไม่ เป็นแก่นแท้ของขันธ์ ๕ เหล่านี้ คือ มันไม่ได้เป็นเช่นรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ถ้าจะเป็นตัวตนที่น่ายึดไว้ คือน่าจะเป็น สิ่งที่เที่ยงแท้ถาวร น่าจะเป็นสิ่งที่เราจะไม่พลัดพรากจากมัน จะไม่ เปลี่ยนแปลงต่อหน้าเรา แต่ไม่มีอะไรสักอย่างที่เป็นไปได้อย่างนั้น เลยมันไม่สมควรจะยึดไว้เป็นตัวตน พระพุทธเจ้าให้เราเห็น วันหนึ่งท่านพาพระไปที่ใกล้ๆ แม่น้ำ คงคา มันมีฟองที่กำลังลอยตามน้ำ ท่านก็ยกขึ้นมา เห็นมั้ยนั่นที่ ลอยน้ำอยู่ตรงนั้น มันเป็นฟอง อันนั้นก็เหมือนกับรูปร่างกายของเรา ถ้าเราสังเกตด้วยดี มันไม่มีอะไรที่...คือเรารู้ว่ามันเป็นของที่มีสาระอยู่ เป็นของที่เป็นชิ้นเป็นอัน แต่ว่าพอเรามาสังเกตจริงๆ มันเป็นฟอง มันไม่มีอะไรที่เป็นแก่นเลย ร่างกายของเราก็เช่นเดียวกัน อย่างที่ อาตมาอธิ บ ายเมื ่ อ วาน แค่ แ ยกส่ ว นน้ ำ ออกก็ ห มดไปตั ้ ง ๗๐ เปอร์เซ็นต์ของร่างกาย ที่เราคิดว่ามันเป็นของเที่ยงแท้ ถ้าเอาน้ำ ออกแล้ว เราเหลืออะไร ก้อนสักขนาดนี้ ไม่มากแล้ว ค่อยแยกออก อีก รูปลักษณะของเราก็หมดไปอย่างรวดเร็ว เราพิจารณาเหมือนกับ เป็นฟอง ๒๕๒ • ๒ ๒ ธั น ว า ค ม ๒ ๕ ๔ ๙


เวทนาพระพุทธเจ้าเทียบเหมือนกับเวลาน้ำตกหนักๆ ที่มีเม็ด ใหญ่ๆ มันโดนน้ำแล้วมันจะมี...จะว่าฟองก็ไม่ใช่ คือมันเป็นลูก กลมๆ แค่นี้ มันขึ้นมาแล้วมันก็ค่อยๆ เปลี่ยน หรืออาตมานึกถึง สมัยเราเด็กๆ เราเอาสบู่ใส่น้ำแล้วก็มีวงกลมมาใส่แล้วก็เป่า มันจะมี ลูกกลมๆ ออกไป อันนี้แหละเวทนามันใกล้กับลูกกลมๆ อันนี้แหละ สักพักหนึ่งก็ป้อบล่ะ ป้อบ ป้อบ มันอยู่ไม่นานล่ะ เวทนาก็เช่น เดียวกัน มีความรู้สึก มันคอยเกิดแล้วดับ เกิดแล้วก็ดับ มันไม่มี อะไรที่เป็นแก่นจริงๆ สั ญ ญาก็ ม ี ค วามเปรี ย บเที ย บเหมื อ นกั บ พยั บ แดดที ่ เ ห็ น อากาศร้อนๆ ฟ้าแจ้ง เราเห็นไกลๆ นึกว่าเป็นน้ำอยู่ตรงนั้น เราเห็น เป็นภาพอยู่ตรงนั้น แต่มันเป็นพยับแดดเฉยๆ เวลาเราเข้าใกล้มันก็ หาย หรือไม่หายมันก็ถอยออกไปอีก มันไม่มีสาระที่เราสามารถจะ สัมผัสได้ สัญญาก็เช่นเดียวกัน สิ่งที่เราคิดว่าแน่นอนจริงจัง เป็น อย่างที่เรารู้สึกหรือเราจำได้ แต่มันก็ค่อยเปลี่ยน ไม่มีสาระ สั ง ขารพระพุ ท ธเจ้ า เปรี ย บเที ย บเหมื อ นกั บ ต้ น กล้ ว ย ต้ น กล้วยในลักษณะที่คนต้องการไม้ที่เป็นแก่นก็เข้าไปในป่า ก็เห็นกล้วย ป่ามันใหญ่ แต่ว่ามันก็มีลักษณะเหมือนต้นกล้วยทั่วๆ ไป พอตัดต้น ไปเราจะเอาแก่นมาใช้มันปอก ออกๆๆๆ ไม่มีแก่นอะไรเลยอยู่ในนั้น ความคิดของเราก็ใกล้เคียงกัน เพราะว่าเราแกะออกไปๆๆๆ คือมีแต่ความคิดไม่มีตัวตนอยู่ในนั้นเลย มันเป็นชั้นๆๆๆ แต่ไม่มี ความเป็นตัวตนในนั้น ก า ร ล ะ สั ก ก า ย ทิ ฐิ • ๒๕๓


วิญญาณ พระพุทธเจ้าเปรียบเทียบเหมือนกับมายากล คือ คนที่เล่นมายากล สามารถที่จะหลอกคนได้ คือเราเห็นว่าเขาทำ อะไรปรากฏ ทำอะไรหาย คนที่เขาทำเก่งๆ เหมือนของจริง มัน ปรากฏ เหมือนของจริงมันหาย แต่จริงๆ มันก็สักแต่ว่ามันเป็นการ เล่นกล มันมีวิธีการ วิญญาณก็เช่นเดียวกัน นึกว่ามีมันก็มี นึกว่าไม่มีมันก็ไม่มี มันก็เป็นเรื่องวิญญาณทำงานอยู่ ซึ่งถ้าหากว่าเราไม่ทันเราไม่มีสติ เพียงพอ เราไม่มีปัญญาเพียงพอ เราจะคิดว่าเป็นเรื่องจริงจัง ยิ่ง เราถือว่าเป็นเรื่องเราเอง เราเป็นตัวเป็นตนของเรา รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ล้วนแต่เป็นของที่ไม่ สมควรและไม่สามารถที่จะยึดไว้เป็นตัวตนของเรา คือสมมุติได้ แต่ มันก็จะผิดจากความเป็นจริง จะเป็นสิ่งที่เราเองตั้งความหวัง หรือตั้ง ความสำคัญในสิ่งที่ไม่เป็นสาระ ในเวลาเราเกิดความรู้สึกต่อตัวตน เกิดความรู้สึกต่อเรา เรา เป็นอย่างนี้ เราเป็นอย่างนั้น เรามีความรู้สึกว่าเราดี รู้สึกว่าเราไม่ดี รู้สึกว่าเรามีความเก่ง รู้สึกว่าเรามีความไม่เก่ง คือความรู้สึกต่อ ความเป็นตัวตน มันวนเวียนอยู่กับขันธ์ ๕ ทั้งนั้น ถ้าหากว่าเราปัก หลักอะไรไว้เช่นอย่างนี้ ปักหลักไว้ และมีสุนัข เราก็เอาเชือกผูกไว้ มันก็หมุนเวียนจะเดินก็เดินรอบเสานี ้ จะนอนก็นอนที่เสาตรงนี้แหละ ที่ใดที่หนึ่งจะยืนจะนั่งก็รอบเสานี้แหละ มันถูกมัดไว้ที่เสา ๒๕๔ • ๒ ๒ ธั น ว า ค ม ๒ ๕ ๔ ๙


ก็เช่นเดียวกัน คนจะเกิดความรู้สึกต่อตัวตน มันจะยืนจะ เดิน จะนั่งจะนอน จะมีความรู้สึกต่อตัวตน มันมีความรู้สึกอยู่ที่ขันธ์ ๕ ไม่ใช่ที่อื่น ก็จำเป็นที่จะศึกษาให้ดู ไม่มีอะไรอย่างอื่นที่สร้าง ความรู้สึกต่อตัวตน นอกจากขันธ์ ๕ นี้ ที่เรามีความรู้สึกต่อตัวตน อย่างหนึ่งก็ด้วยความเคยชินส่วน หนึ่ง อีกส่วนหนึ่งก็เป็นความอยากที่เหมือนกับใต้จิตสำนึกว่าอยากมี อะไรที่เรารู้สึกว่าเป็นแก่นแท้ของเรา แต่ว่าตราบใดที่เรายึดไว้ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เรากำลังจะสร้างความรู้สึกต่อตัว ตนและสร้างความหวังในความเป็นตัวตนในสิ่งที่ไม่สามารถจะให้เป็น ที่พึ่งได้ เหมือนเรากำลังอยู่ในลำธารที่น้ำจะพัดอย่างเร็ว น้ำมันเชี่ยว เรากำลังจะถูกพัดไป เราก็ไปจับกิ่งไม้น้อยๆ เราไปจับหญ้า มันจะ ได้สักหน่อยหนึ่ง แล้วก็ถูกพัดไปอีก มันไม่สามารถเป็นที่พึ่งของเรา ได้ ไม่เป็นสิ่งที่จะพาเราให้เข้าสู่ความปลอดภัยได้เลย มันเป็นส่วนที่เราต้องคอยสังเกตตามความเป็นจริง สิ่งเหล่า นี้มันเป็นที่พึ่งกับเราไม่ได้เพราะอะไร เพราะมันเป็นของไม่เที่ยง รูปก็ เป็นของไม่เที่ยง มันเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา เวทนาก็เป็นของไม่ เที่ยง มันเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา สัญญาเป็นของไม่เที่ยง มันก็มี การเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา สังขาร วิญญาณก็เช่นเดียวกัน มันก็มี การเปลี ่ ย นแปลงตลอดเวลา สิ ่ ง ที ่ เ ปลี ่ ย นแปลงตลอดเวลา พระพุทธเจ้าท่านถามว่า สิ่งที่เปลี่ยนแปลงและไม่แน่นอน เป็นสิ่งที่ ก า ร ล ะ สั ก ก า ย ทิ ฐิ • ๒๕๕


นำความสุขหรือความทุกข์เกิดขึ้นกับเรา มันเป็นทุกข์ มันไม่ใช่เป็น สิ่งที่สุขสบาย แล้วก็เป็นสิ่งที่ไม่เที่ยง แปรปรวน เปลี่ยนแปลงและ เป็นทุกข์ สมควรที่จะยึดไว้เป็นตัวตนมั้ย ไม่ใช่ ไม่เป็น แต่อย่างว่า เราไม่ทันได้นึกไม่ทันได้คิด ไม่ทันได้มีการพิจารณาในลักษณะนั้น จึ ง เป็ น เหตุ ท ี ่ พ ระพุ ท ธเจ้ า ให้ เ ราตั ้ ง ประเด็ น ในการพิ จ ารณาเห็ น และเข้าใจ มีอยู่ครั้งหนึ่งที่พระสารีบุตรกับพระมหาโกฏฐิตะ ท่านกำลัง นั่งสนทนาธรรม และพระมหาโกฏฐิตะ ท่านถามพระสารีบุตรว่า สิ่ง สำหรับผู้ทรงศีลปรารถนาความเจริญในธรรมะ ควรจะพิจารณาอะไร ควรจะตั้งข้อสังเกตอยู่ตรงไหน พระสารีบุตรจึงบอกว่าผู้ทรงศีลหวัง ความเจริ ญ และความมั ่ น คงในธรรมะ ควรจะพิ จ ารณาให้ เ ห็ น รู ป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณเป็นของไม่เที่ยง เป็นของที่เป็น ทุกข์อยู่ เป็นของที่มีความบกพร่องอยู่ เป็นสิ่งที่ไม่สมควรยึดไว้ ถ้า หากว่าได้พิจารณาอย่างนั้นและปฏิบัติตามการพิจารณาอย่างนั้น คือ สมควรที่จะตั้งความหวังว่าจะได้เข้าสู่กระแสของธรรมคือจะเป็นพระ โสดาบัน จะได้เป็นผู้เข้าถึงกระแสของธรรมะด้วยการหลุดพ้น พระมหาโกฏฐิตะจึงถาม ผู้ที่เป็นโสดาบันควรจะใช้หลักอะไร ในการพิจารณาหรือปฏิบัต ิ พระสารีบุตรจึงตอบพระโสดาบันผู้ที่เข้า ถึงกระแสของธรรมะแล้ว ควรจะยกขันธ์ ๕ ขึ้นมาพิจารณาว่าเป็น ของไม่เที่ยง เห็นว่าเป็นของไม่แน่นอน เห็นว่าเป็นของทุกข์ เห็นว่า เป็นของบกพร่อง เห็นว่าเป็นของไม่สมควรที่จะตั้งความรู้สึกต่อตัวตน ๒๕๖ • ๒ ๒ ธั น ว า ค ม ๒ ๕ ๔ ๙


เลย เหมือนกันเปี๊ยบ แล้วลงท้ายว่าถ้าพระโสดาบันทำอย่างนี้ ก็ สมควรที่จะตั้งความหวังว่า จะได้เข้าสู่บรรลุเป็นพระสกทาคามี คือ เป็นพระอริยบุคคลสูงขึ้นไป พระมหาโกฏฐิ ต ะถาม พระสกทาคามี จ ะพิ จ ารณายั ง ไง ปฏิบัติยังไง พระสารีบุตรก็ร่ายไปอีกเหมือนกัน คือให้พิจารณาใน ขันธ์ ๕ อย่างที่เล่าให้ฟัง ถ้าปฏิบัติอย่างนั้นสมควรที่จะตั้งความ หวังว่า จะได้เป็นพระอนาคามี แล้วก็เช่นเดียวกัน พระอนาคามีจะ พิจารณายังไง ก็เหมือนกัน ถ้าทำอย่างนั้นก็จะได้เป็นสิ่งที่นำเข้าสู่ การเป็นพระอรหันต์ พระมหาโกฏฐิ ต ะจึ ง ถาม แล้ ว พระอรหั น ต์ ส มควรที ่ จ ะ พิ จ ารณาในเรื ่ อ งไหนบ้ า ง พระสารี บ ุ ต รก็ ว ่ า พระอรหั น ต์ ก ็ ค วรจะ พิจารณาในขันธ์ ๕ นี้แหละ โดยเป็นของไม่เที่ยง เป็นของไม่ แน่นอน เป็นของที่มีความทุกข์อยู ่ เป็นของที่ไม่ควรยึดไว้เป็นตัวตน แต่ท่านลงท้ายว่า ไม่ใช่เพราะท่านมีงานที่จะต้องทำต่อไป แต่เพื่อ ความสุขในปัจจุบันและความยินดีในธรรม เราเป็นปุถุชนธรรมดา เราเป็นผู้มีศีล ปรารถนาการเจริญ ก้าวหน้าในการปฏิบัติ เราก็เอาขันธ์ ๕ นี้แหละเป็นที่พิจารณา ถึง จะบรรลุเข้าสู่การเป็นอริยบุคคลแบบไหน ไม่ต้องหนักใจว่าเราไม่มี อะไรคิ ด พิ จ ารณาต่ อ ไป มั น มี ห ลั ก เดิ ม แหละ แต่ เ ราทำให้ ม ั น ละเอียดขึ้น มันเห็นชัดเจนยิ่งขึ้น เราจะได้ค่อยแกะออกๆๆๆ จาก ความยึดไว้หรือความหลง ก า ร ล ะ สั ก ก า ย ทิ ฐิ • ๒๕๗


มันเป็นแกนกลางของปัญหาที่เราติดไว้ในวัฏสงสาร ติดไว้ใน กองทุกข์ เราก็พิจารณาในขันธ์ ๕ การพิจารณาในขันธ์ ๕ ถ้าเรา สามารถที ่ จ ะเห็ น ชั ด เจนยิ ่ ง ขึ ้ น คื อ จะเป็ น สิ ่ ง ที ่ พ าเราเข้ า สู ่ ค วาม ปลอดภัย มีที่พึ่งที่แท้จริง ไม่หลงในสิ่งที่พาให้เราเกิดความทุกข์ พระพุทธเจ้าได้สอน เราต้องพยายามที่จะหาที่พึ่งที่แท้จริง ตราบใดที่เรายังไม่ได้แก้สักกายทิฐิ เราอยู่ในสภาพที่ยังไว้ใจไม่ได้ สักกายทิฐิ ในหมวดธรรมะที่เป็นกิเลสที่จะต้องแก้ ที่จะพา เราเข้าสู่การเป็นพระอริยบุคคล สักกายทิฐิเป็นเบื้องต้น ที่จะต้องแก้ เช่น พระโสดาบันคือจะแก้กิเลส ๓ ประการ หรือ สังโยชน์ ๓ ประการ คือ สักกายทิฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส สั ก กายทิ ฐ ิ ก็ อ ย่ า งที ่ เ ล่ า ให้ ฟ ั ง เรื ่ อ งการยึ ด ไว้ ซ ึ ่ ง ขั น ธ์ ๕ วิจิกิจฉาคือการโลเลสงสัย โลเลสงสัยในพระพุทธ พระธรรม พระ สงฆ์ สีลัพพตปรามาสคือ ลูบคลำด้วยศีลและความประพฤติปฏิบัติ จะแก้วิจิกิจฉาหรือจะละวิจิกิจฉา กับ สีลัพพตปรามาส มันต้องแก้ ที่สักกายทิฐิก่อน ถ้าหากว่าเรายังไม่ได้ตีปัญหานี้ให้แตก เราก็จะยัง สงสัยอยู่ ยังไม่มั่นใจ ยังลูบคลำในความประพฤติการปฏิบัติอยู่ ตัว สักกายทิฐิเป็นสิ่งที่ต้องละไปก่อน มันเป็นประตูเข้าสู่ความบริสุทธิ์ การแก้ตรงนี้คือ ถ้าเราได้เข้าสู่กระแสของธรรมะเป็นโสดาบัน พระพุทธเจ้าก็ว่าเป็นภาวะที่ปลอดภัย โสดาบันก็ยังมีการเกิดอีก แต่ ว่าไม่เกิดในที่ต่ำแน่นอน ไม่เกิ���ในนรก ไม่เกิดในสัตว์เดรัจฉาน ไม่ ๒๕๘ • ๒ ๒ ธั น ว า ค ม ๒ ๕ ๔ ๙


เกิดเป็นผี เป็นเปรต ไม่ออกหาง คือเรียกว่าเป็นความประเสริฐ เป็นสิ่งที่น่าปรารถนาที่สุด พระพุทธเจ้าได้เปรียบเทียบเช่น ถ้าหากว่าเรามีไม้อันหนึ่ง เราโยนขึ้นไป มันจะลงมา มันไม่ตายตัว เวลาลงมันจะออกหัว มัน จะออกหาง หรือมันจะลงตรงกลางมันแล้วแต่ คือสัตว์ที่ตายแล้ว เวลาเกิดมันก็อย่างนั้น มันไม่ตายตัวว่าเราจะเกิดตรงไหน จะเกิด สู ง เกิ ด ต่ ำ เกิ ด เป็ น มนุ ษ ย์ อ ี ก หรื อ เปล่ า มั น รั บ รองอย่ า งร้ อ ย เปอร์เซ็นต์ไม่ได้ แต่ว่าถ้าเราเข้าสู่ภาวะของการเป็นพระโสดาบัน อัน นี้พอจะรับรองได้ เรียกว่าไม่ลงที่ต่ำ ยังไงก็จะอยู่ในสภาพในภพ หน้าที่ต้องได้อยู่กับผู้ทรงศีลทรงธรรม เป็นความปลอดภัยที่ประมาณ ค่าไม่ได้ เป็นเรื่องที่น่าปรารถนาที่สุด พระพุทธเจ้าได้เปรียบเทียบเหมือนกับดินที่ปลายนิ้วของท่าน ว่าอันไหนมากกว่ากัน ดินที่อยู่ที่ปลายนิ้วกับดินที่ภูเขาเวปุละที่อยู่ ใกล้ๆ ตอนนั้นท่านอยู่ที่เมืองราชคฤห์ โอ้ ดินที่อยู่ที่ภูเขาเวปุละมาก กว่าดินที่อยู่ที่นิ้วมือท่านตั้งเยอะ พระพุทธเจ้าพูดว่าเช่นเดียวกัน ผู้ เป็นโสดาบันกับผู้ที่ยังเป็นปุถุชนอยู่ ทุกข์ที่ยังเหลือสำหรับพระโสดาบันเทียบเหมือนกับดินที่อยู่ที่ปลายนิ้ว ทุกข์ที่ยังเหลือสำหรับปุถุชน ธรรมดาเหมือนกับภูเขาเวปุละ ยังเหลือเยอะมากทีเดียว อย่างว่าเป็นสิ่งที่เทียบกันไม่ติด ใครจะเอาทุกข์ขนาดที่ดิน หน่อยหนึ่ง เอาทุกข์ขนาดภูเขา ถ้ามีทางเลือกไม่มีใครเอาทุกข์อย่าง ภูเขา เรารู้สึกทับถมเหมือนภูเขามันทับหัวมานานแล้ว ถ้ามีโอกาส ละออกให้ได้ เลือกจะออกล่ะ ก า ร ล ะ สั ก ก า ย ทิ ฐิ • ๒๕๙


การประพฤติการปฏิบัติมันมีผล แต่ว่าที่จะมีผลนั้น จะต้อง มี ค วามเห็ น หรื อ ทรรศนะที ่ ถู ก ต้ อ ง วิ ธ ี ท ี ่ จ ะทำทรรศนะให้ ถู ก ต้ อ ง ทำให้มีความเห็นความเข้าใจที่ถูกต้อง ก็ต้องมีหลักการพิจารณาใน การเอาขันธ์ ๕ พิจารณา และตั้งเป้าไว้ว่าจะได้เห็นขันธ์ ๕ นี้ ไม่ เป็นแก่นเป็นสาร เป็นสิ่งที่สมควรไม่ยึดไว้ ไม่หลง ไม่ให้ความ สำคัญต่อความเป็นตัวตนในสิ่งเหล่านี้เลย หากว่าเราทำอย่างนั้นได้ เราก็ตั้งความหวังต่อการดับทุกข์ได้ วันนี้อาตมาก็ให้ข้อคิดในทางธรรมะพอสมควรแก่เวลา ต่อ จากนี้ไปขอให้เราทุกคนตั้งใจภาวนา ตั้งใจปฏิบัติ แต่ปฏิบัติให้มี หลักนะ แกะให้มันถูก เจาะให้มันลึก ให้มันพ้นให้ได้

๒๖๐ • ๒ ๒ ธั น ว า ค ม ๒ ๕ ๔ ๙


ผู้ทรงศีลหวังความเจริญ และความมั่นคงในธรรมะ ควรจะพิจารณาให้เห็น รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เป็นของไม่เที่ยง เป็นของที่เป็นทุกข์อยู่ เป็นของที่มีความบกพร่องอยู่ เป็นสิ่งที่ไม่สมควรยึดไว้


๒๒ ธันวาคม ๒๕๔๙

ถาม-ตอบ ปัญหาธรรมะ

ผู้ฟัง : กราบเรียนพระอาจารย์ที่เคารพอย่างสูง วันนี้วันศุกร์ ที่ ๒๒ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๔๙ เป็นวันที่ ๖ ของการ ปฏิบัติ ขณะนี้มีคำถามเข้ามาในเรื่องการปฏิบัติและอื่นๆ ซึ่งจะ จัดสรรและกราบเรียนพระอาจารย์เพื่อตอบปัญหา อยากเรียนถามพระอาจารย์ว่าการพิจารณาอาหารว่าเป็นสิ่ง ปฏิกูลนั้นคืออย่างไร เพราะผู้ปฏิบัติได้ทดลองเองแล้วยังมองไม่เห็น ว่าเป็นสิ่งปฏิกูล พระอาจารย์ : คือปฏิกูล ถ้าแปลโดยตรงก็คงจะหมาย ความว่าน่าเกลียด ซึ่งเป็นกรรมฐานอย่างหนึ่ง ยิ่งโดยเฉพาะเกี่ยว กับอาหาร เราเห็นความน่าเกลียด เพราะโดยปกติคนส่วนใหญ่เรียก ว่าโลกทั้งโลกไม่ค่อยเห็นความน่าเกลียดของอาหารเท่าไหร่หรอก เรา ลองคิดดูสังคมไหนล่ะจะมาคุยกันในเวลาเพลิดเพลินก็มักจะมีการกิน อยู่ตรงนั้นแหละใช่ไหม ไม่เคยเห็นว่าเป็นของปฏิกูลเลย ในการ พิจารณาเห็นความน่าเกลียดที่จริงก็ไม่ยากที่จะเห็นความปฏิกูล ทิ้ง เอาไว้สักพักหนึ่งมันก็เริ่มเน่าเริ่มเหม็นแล้ว มันก็น่าเกลียดหรือแค่มา ๒๖๒ • ๒ ๒ ธั น ว า ค ม ๒ ๕ ๔ ๙


รวมกันมาคลุกกันเข้า มันก็น่าเกลียดแล้ว คนส่วนใหญ่ก็ไม่ชอบ ยิ่ง เห็นพระฉันในบาตร บางคนก็สยดสยองหวาดเสียว โอ้ น่าเกลียด มากเลย ทนไม่ได้ ยกตั ว อย่ า งอาตมาเองสมั ย เป็ น ฆราวาสพิ ถ ี พ ิ ถ ั น มากเรื ่ อ ง อาหาร ทำให้แม่ของเราเป็นทุกข์และรำคาญมาก ครั้งแรกที่โยมพ่อ โยมแม่มาเมืองไทย เห็นเราในฐานะที่เป็นพระ เราไปรับที่กรุงเทพฯ ก็ออกไปบิณฑบาต กลับมาก็ฉัน อาหารบิณฑบาตก็มีญาติโยมก็นำ อาหารมาถวายก็ตามธรรมดา ตอนนั้นอาตมาบวชราว ๘ พรรษา คือเป็นพระมานานพอสมควรแล้ว ก็ตามธรรมดาของเราถึงเวลาที่จะ ฉันก็เอารวมไว้ในบาตร ตอนนั้นแม่ก็ไม่เห็นว่าอะไร พอให้พรเสร็จ คนอื่นญาติโยมก็ลุกกันไปทานอาหารกันเอง ปล่อยให้พระฉันตาม สบาย แม่ก็อดไม่ได้ต้องมาดูภายในบาตร จริงหรือเปล่า มันคลุก กัน เพราะเมื่อก่อนเป็นฆราวาสจะมาเข้าใกล้กันไม่เอาแล้ว ต้องแยก กันทุกอย่าง ต้องระมัดระวัง เช่นจะเป็นน้ำราด เช่นเอาเกรวี่มาใส่ มันฝรั่ง ต้องทำให้มันมีที่เสียก่อนจึงจะใส่ ไม่อยากให้มันไหลไปไหน แม่เห็นแล้วก็อัศจรรย์ เออ สามารถที่จะเปลี่ยนได้ ไม่เบานะ โดยปกติคนเห็นว่าน่าเกลียด แค่คลุกกัน อาหารมันก็ดีๆ อยู่แล้วมันจะคลุกกันในท้องอยู่แล้วล่ะ คลุกกันข้างนอกสักหน่อย หนึ่งก่อนจะเป็นอะไรล่ะ คือเราเห็นความน่าเกลียด และแม้แต่พอมา ถึงร่างกาย แค่เข้าไปในปากของใครคายออกมา มันไม่มีใครแตะ ต้อง มันน่าเกลียด เรียกว่าเป็นธรรมชาติของมนุษย์ คือเห็นว่ามัน น่าเกลียด ที่จริงไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไรมากนัก ถ า ม - ต อ บ ปั ญ ห า ธ ร ร ม ะ • ๒๖๓


นี่เป็นส่วนที่เป็นกรรมฐาน แต่มันเป็นเรื่องที่บางครั้งมันก็ กลายเป็นการปะปนกันระหว่างอสุภกรรมฐานที่พิจารณาร่างกาย ซึ่ง พระพุทธเจ้าให้เราเห็น ยิ่งโดยเฉพาะในสติปัฏฐาน พระพุทธเจ้าไม่ ได้สอนว่าเป็นปฏิกูล แต่ว่าในสิ่งที่ว่าน่าเกลียด เพราะว่าการเปรียบ เทียบที่ท่านให้ไว้มันก็ค่อนข้างจะชัดเจน เพราะว่าเปรียบเทียบกับถุง ที่มีข้าวต่างๆ มีข้าวเหนียว มีข้าวเจ้า มีข้าวสาลี ถั่วเขียว ถั่ว เหลือง มันไม่ใช่ว่าเป็นเรื่องที่น่าเกลียด มันเป็นเรื่องที่เป็นกลางๆ เราเห็น เออ มันสักแต่ว่าผม ขน เล็บ ฟัน หนัง สัดส่วนต่างๆ ของร่างกาย คือทำให้ใจเป็นกลาง คือในบางสูตรท่านก็มีที่พูดถึงความปฏิกูลหรือน่าเกลียดของ ร่างกาย แต่มักจะระบุชัด เช่น ในส่วนต่างๆ แต่ว่าในสติปัฏฐาน เป็นอสุภกรรมฐานคือเห็นว่าไม่งาม ไม่ใช่เห็นว่าน่าเกลียด คือมัน เป็นคนละอย่างกัน บางประเด็นเราก็พอจะยกขึ้นมา เพราะว่าอย่าง ในบทพิจารณาธาตุที่เราสวดวันก่อนก็ได้พูดถึงความเป็นปฏิกูลหรือ ความน่าเกลียด แต่ว่าพูดถึงปัจจัย ๔ ของพระคือ จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ ยารักษาโรค แต่สำหรับฆราวาสก็เช่นเดียวกัน เสื้อผ้า อาหาร ที่อาศัย ยารักษาโรค เพราะว่าพอเรามีของใหม่มันก็สะอาดสะอ้าน พอเราใส่ใน ร่างกาย พอมันถูกร่างกายของเรามันก็ไม่นาน วันเดียวเราใส่เสื้อ ออกไปเดินในกรุงเทพฯ กลับมาให้คนอื่นใส่แทนเรา เขาไม่อยากใส่ หรอก มันถูกร่างกายของเรา เขาก็ไม่เต็มใจที่จะใส่ของเราอีก อัน นั้นเป็นของปฏิกูล คือมันน่าเกลียด มั���ไม่น่าใช้แล้ว ๒๖๔ • ๒ ๒ ธั น ว า ค ม ๒ ๕ ๔ ๙


ทุกอย่างก็เป็นอย่างนั้น ของใช้ของใหม่ๆ ก็จริงอยู่ แต่พอ เราใช้ ถูกร่างกายของเรา มันกลายเป็นของที่ เออ มันเริ่มปฏิกูล แล้ว เริ่มจะมีความสกปรก มันไม่น่าใช้ เริ่มน่าเกลียดแล้ว ผู้ฟัง : ตั้งแต่นั่งสมาธิ ลมหายใจเบามาก จะจับลมเฉพาะ แค่ปลายจมูกได้หรือไม่ ขณะดูลมที่ปลายจมูกเกิดมีความคิดหรือ ความรู้สึกขึ้นมา ก็ไปที่กำหนดความคิดนั้นๆ หรือความรู้สึกนั้น แล้วกลับมาดูลมต่อ อย่างนี้ถูกต้องหรือไม่ พระอาจารย์ : ใช่ คือเวลาเราจิตเริ่มสงบลมหายใจเข้า ลม หายใจออกก็มักจะมีความเบา มันเริ่มเบาขึ้น เราก็ควรที่จะจับที่ใดที่ หนึ่ง ไม่ใช่ว่าดูเข้าดูออก เพราะว่าเราต้องการที่จะกำหนด ตรงที่จะ ช่วยให้คือสิ่งที่เรากำหนดละเอียด จิตของเราที่กำหนดก็ละเอียด เรา ก็อยากให้มันพอดีกัน เช่นถ้าเรากำหนดที่ปลายจมูก ก็จะมีความ ละเอียดตรงนั้น จะมีความรู้สึกสัมผัสที่ค่อนข้างละเอียดและจะมี ความเย็นความอุ่นสักนิดหน่อย เวลาลมเข้าลมออก ความรู้สึกก็จะ ละเอียด แล้วก็สติที่เราต้องใช้ เพื่อสังเกตให้ดีก็จำเป็นต้องละเอียด เช่นเดียวกัน เวลามีการคิดนึกเกิดขึ้น ก็สามารถที่จะรับความคิดนั้น ถ้า เราสังเกตการคิดนั้น เราก็ต้องดูด้วยความสงบ ความสงบต้องเป็น พื ้ น ฐาน พอเราเกิ ด ความคิ ด ขึ ้ น มาในจิ ต ใจ เราก็ ใ ช้ ค วามสงบ พิ จ ารณาที ่ เ ราพิ จ ารณาไม่ ใ ช่ ว ่ า จะต้ อ งไปคิ ด วิ เ คราะห์ อ ะไร ถ า ม - ต อ บ ปั ญ ห า ธ ร ร ม ะ • ๒๖๕


มากมาย เพราะว่ า จิ ต สงบและเราไม่ อ ยากจะกระทบกระเทื อ น ต่อความสงบอันนั้น เรายังใช้การสังเกต เพราะว่าความคิดนั้นมีลักษณะยังไง เช่นเป็นกุศลเป็นอกุศล เป็นประโยชน์ไม่เป็นประโยชน์ สาเหตุของ ความคิดนั้นคืออะไร ถ้าหากว่าจิตเริ่มปรุงแต่งออกไป เริ่มฟุ้งซ่าน ออกไป เราต้องกลับมาที่ความสงบ เพราะว่าบางครั้งความคิดนั้น กลายเป็นสาเหตุที่เราเริ่มคิดมาก มันเสียความสงบ แต่เวลาจิตสงบ นั้น เราก็คอยสังเกต แต่ว่าไม่ต้องดูที่เนื้อความอะไรมากนัก เออ มันมายังไง มันเป็นยังไง วิพากษ์วิจารณ์ไปเรื่อยนะ เราเพียงแต่สังเกตเป็นยังไง แล้วก็มาดูที่การเกิดของความ คิดนั้น ดูมันเกิดเพราะอะไร เราสังเกตดูมันเกิดเพราะตัณหาความ ยึดมั่นอะไร พอเราเห็นมันจะเป็นเหตุให้ดับอยู่ตรงนั้น เราก็พอจะ เห็นอยู่ เออ มันมีเครื่องผลักดันอยู่เบื้องหลัง มันเป็นตัณหาประเภท ไหน เป็นความยึดมั่นถือมั่นเป็นทิฐิความเห็น เป็นสัญญา เลยพอ เห็นอย่างนั้น เราก็ปล่อยแล้วกลับมาที่ความสงบ หรือเราสังเกตในลักษณะที่เป็น เออ นี่สักแต่ว่าสังขารแล้วก็ กลับมา เออ สักแต่ว่าสัญญา แล้วก็กลับมา กลับมาที่ความสงบ เป็นฐาน คือเราจะคอยสังเกตและเห็นของเหล่านี้มันเป็นของไม่เที่ยง ความคิดก็เป็นของไม่เที่ยง ความคิดก็เป็นสิ่งที่ คือเราไม่สามารถที่ จะถือว่าเป็นตัวตนของเรา เพราะว่าเราไม่ได้ขอให้คิดขึ้นมา จะขอให้ เลิก บางทีมันก็ไม่ฟังเราอีก จะเรียกว่าเป็นของเราก็ไม่ได้ มาด้วย เหตุปัจจัย ก็โยนให้มันเป็นของเหตุปัจจัยที่มันเป็นของไม่เที่ยง ๒๖๖ • ๒ ๒ ธั น ว า ค ม ๒ ๕ ๔ ๙


ผู้ฟัง : เราจะแน่ใจได้อย่างไรว่า ปฏิบัติมาถูกทางแล้ว เพราะปฏิบัติมาหลายครั้งยังไม่เกิดสภาวธรรมใดๆ เลย ทำให้เกิด ความท้อแท้ เราจะมีวิธีสร้างกำลังใจให้กับตัวเองได้อย่างไร พระอาจารย์ : ส่วนหนึ่งเราดูที่สภาพจิตของตัวเอง ถ้า หากว่าสิ่งที่เป็นกุศลธรรม สิ่งที่ดีงาม ที่ทั้งผู้รู้หรือนักปราชญ์ ผู้มี ปัญญาสรรเสริญคือเป็นสิ่งที่ดี ถ้าหากว่ามีเพิ่มขึ้นหรือถ้าหากมีสิ่งไม่ ดีลดลง ก็ถือว่าเป็นความเจริญก้าวหน้าในทางธรรมะ ถ้าหากว่าเพิ่ม อกุ ศ ลบาปของเรามากขึ ้ น ทำอะไรที ่ ผ ิ ด ศี ล ผิ ด ธรรม ก็ ถ ื อ ว่ า ไม่ ก้าวหน้า แต่อาตมาเชื่อว่า คนที่จะมาเข้ากรรมฐาน ๗ วันนี้ไม่มีสัก คนที่จะมีแต่บาปอกุศลเพิ่มขึ้น กุศลลดลง อาตมาไม่เชื่อเลย เรามี แต่จะเจริญในข้อคิด แต่ที่ว่าท้อใจเพราะว่าไม่ได้ตามที่เราคาดคิด บางทีเราก็ต้องสังเกตดูความคาดคิดนั้นถูกต้องมากน้อยแค่ไหน เราก็ ต้องรู้จักวัด หรืออย่างที่อาตมายกประเด็นขึ้นมาที่พระพุทธเจ้าสอน พระอุบาลี ที่รู้ว่าถูกทางถูกธรรมะเพราะมีนิพพิทาความเบื่อหน่ายเริ่ม มีความเบื่อหน่ายเยอะ เห็นโทษเห็นภัยในโลกภายนอก มีความ คลี่คลายออกจากการสร้างปัญหาของตัวเองเหมือนเวลาขันนอตมัน จะแน่นขึ้นๆๆ ในโลกมักจะขันให้มันแน่นขึ้น แต่เราปฏิบัติธรรมมัน จะเริ่มคลายออกๆๆ คลี่คลาย มันไปคนละทาง เราเห็นผลอย่างนั้น เราก็ดู เออ มันก็ถูกทางแล้ว ส่วนใหญ่ที่เป็นปัญหาคือคนคาดคิดว่าควรจะได้ยังไง ควรจะ มีประสบการณ์ยังไงถึงจะเรียกว่าเป็นผู้ปฏิบัติธรรม อย่างบางคน ถ า ม - ต อ บ ปั ญ ห า ธ ร ร ม ะ • ๒๖๗


บอกไม่เห็นก้าวหน้าสักทีเลยนั่งสมาธิ ไม่ค่อยมีนิมิตไม่เห็นแสงสว่าง ไม่ เ ห็ น เทวดาเลย เราก็งง เมื่อไหร่นะที่พ ระพุ ท ธเจ้ า ว่ า อั น นี ้ ค ื อ ก้าวหน้า เราต้องกลับมาที่คุณธรรมที่เรามีความพอใจ เรามีความ พอใจในพระพุทธเจ้า เรามีความพอใจในคำสอนของท่าน เราเห็นว่า คำสอนของท่านค่อนข้างจะมีเหตุมีผลมาก มีวิธีการที่น่าเลื่อมใส เรา มีความพอใจ มีศรัทธาเพิ่มขึ้นในผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบคือพระสงฆ์ จุดประสงค์ที่เป็นตัวแทน และมีความยินดีในการให้มากขึ้น เรายินดี ในการเป็นผู้มีศีล เรายินดีในการฝึกตัวเองให้มากขึ้น รู้ว่าเราจะได้ คุณธรรม หรือคุณวิเศษยังไง ก็ต้องอาศัยการภาวนา การกระทำที่ ทำให้มันมี เกิดขึ้น แค่เห็นอย่างนี้ มันดีโขแล้วล่ะ ผู้ฟัง : คำถามเกี่ยวกับเรื่องการเดินจงกรมและนั่งสมาธิจาก หลายท่าน ขอรวบรวมแล้วถามดังนี้ครับ การเดินจงกรมกับนั่งสมาธิ จำเป็นต้องเวลาเท่ากันหรือไม่ พระอาจารย์ : เวลาเท่ากันมันไม่จำเป็น ไม่ใช่ว่าเวลาเท่า กันมันผิด ไม่ใช่ว่าไม่เท่ากันผิด คือขอให้ได้เดินกับนั่ง ตัวนี้ตัว สำคัญ ขอให้สังเกตดูด้วยตัวเอง เราเดินเวลาไหนที่เราเดิน เรา พร้อมนั่งสมาธิต่อเราก็นั่งสมาธิ ดูตัวเองว่า เออ เรานั่งสมาธิรู้สึกว่า เพียงพอสมควรที่จะเดินต่อและก็ไม่ใช่ว่าความขี้เกียจหรือความฟุ้ง ซ่าน หรือตามอารมณ์ของตัวเอง แต่มันก็เป็นการเราใช้การเดินและ การนั่งเพื่อเจริญสติของตัวเอง เพื่อเจริญความรู้เรื่องเข้าใจในการ ๒๖๘ • ๒ ๒ ธั น ว า ค ม ๒ ๕ ๔ ๙


ฝึกหัดของตัวเอง บางครั้งก็อาจจะเท่ากันก็ได้ แต่มันไม่จำเป็นมันขึ้น อยู่กับความถนัดของแต่ละคน ผู้ฟัง : แล้วถ้าจะเดินจงกรมนานๆ โดยไม่นั่งสมาธิเลยจะได้ มั้ย เพราะว่านั่งแล้วจะหลับ พระอาจารย์ : คือถ้าพูดถึงนั่งแล้วหลับ เดินจงกรมดีมาก ดีจริงๆ อย่าไปคิดว่าเป็นสิ่งที่เสียเวลาหรือมีคุณค่าน้อย มันไม่ใช่ อย่างนั้น คือเป็นการฝึกหัดให้ตัวเอง ก็มีความสำคัญ เพราะว่า อิริยาบถไหนที่เราเจริญสติ อันนั้นแหละถูกต้อง การเดิ น จงกรมเป็ น วิ ธ ี ก ารที ่ ช ่ ว ยได้ แ ยะ อย่ า งสมั ย ก่ อ น อาตมาเองเริ่มทำการปฏิบัติคือ ในฐานะที่เราเป็นฝรั่งนั่งกับพื้นก็ไม่ ค่อยจะถนัด สมัยเราเป็นฆราวาสเราเคยเป็นนักกี���าที่ตัวเล็กๆ ชอบ ถูกตัวใหญ่รังแก เคยมีปวดขา ปัญหาหัวเข่า แขนหลุด เวลาจะนั่ง มันก็มีความเจ็บปวดมากทีเดียว แต่ตอนเราเริ่มปฏิบัติใหม่ๆ ก็ฝ่าฝืนอย่างมาก คือสู้เอาโดย อาศัยอุดมการณ์ว่าเราต้องนั่ง และก็ทน ทั้งครูบาอาจารย์ก็แนะนำ ทั้งเราเองก็การเดินจงกรม เราก็รู้สึกว่า เออ ได้ผลมากทีเดียว แต่ ละวันๆ เดินจงกรม ๘ ชั่วโมง ๑๐ ชั่วโมง นั่งสมาธิไม่เท่ากัน นั่ง สมาธิน้อยกว่าตั้งแยะ แต่ว่าใช้การเดินจงกรมเป็นฐานก็ช่วยได้มากที เดียวในการฝึกตัวเอง ไม่ใช่ว่าอาศัยไม่ได้ คือมันเป็นอิริยาบถที่เรา สามารถที่จะใช้ได้ หรือแม้แต่การยืน ซึ่งบางครั้งการนั่ง ร่างกายมี ความขัดข้องหรือความง่วง การยืนทำสมาธิ ก็เป็นสิ่งที่เราทำได้ ถ า ม - ต อ บ ปั ญ ห า ธ ร ร ม ะ • ๒๖๙


และมีผลดี เพราะว่าถ้าหลับ มันก็ไม่นานมันก็ตื่น ไม่อย่างนั้นมันก็ ล้มลงมา มันก็เคยมีพระองค์หนึ่งที่วัดนานาชาติ ท่านจะนั่งสมาธิก็ ง่วง บางทียืนก็ง่วง เลยท่านก็แทนที่จะนั่งท่านก็ยืน บางครั้งท่านก็ ยังง่วงอยู่ เลยท่านจะยืนตรงประตู ถ้าหากว่าง่วงปุ๊บก็จะป๊อก ใน เวลาบางครั้งนั่งสมาธิด้วยกัน จะได้ยินเสียง พระยืนสมาธิ แล้วมา ถูกประตูเรื่อย แต่ก็เป็นส่วนที่เตือนสติตัวเองว่า เอ้อ เราเริ่มจะง่วง แล้ววิธีไหนที่เราสามารถจะทำสติให้ต่อเนื่อง ใช้ได้ทั้งนั้น ผู้ฟัง : ขณะที่เดินจงกรม ๔๕ นาที นั่งสมาธิ ๔๕ นาที ควรจะเพิ่มเวลาขึ้นหรือไม่ เพราะพระอาจารย์บอกว่าให้ตามสบาย ใจก็บอกว่าให้เพิ่มแต่กิเลสบอกว่าเมื่อยแล้ว พระอาจารย์ : เออ มันก็เป็นปัญหานะ ทะเลาะกันในตัว กิเลสมันก็มีเหตุผลของมันเหมือนกัน เราก็ต้องฝ่าฝืนกิเลสสักหน่อย เพราะกิเลสจะบอกอยู่ตลอด เออ อันนี้เป็นการทรมาน น่าจะผ่อน คลายสักหน่อย ให้ถนอมสักหน่อย เดี๋ยวจะเมื่อยเกินไป กิเลสจะมี เหตุผลอยู่เรื่อย อันนี้เป็นส่วนที่เราต้องฝ่าฝืนบ้าง แต่ก็ได้ทดลองดู ถ้าเราเดินชั่วโมงหนึ่ง หรือเรานั่งชั่วโมงหนึ่ง หรือเราจะยืดออกไปอีก สักหน่อย เพื่อดูว่าทำได้มั้ย มีผลยังไงเกิดขึ้น ก็เป็นการทดลอง ซึ่ง การปฏิบัติเราก็ต้องยอมทดลอง ซึ่งบางครั้งเวลาเราปฏิบัติเอง บาง ครั้งเรียกว่ากิเลสมันฉลาดกว่าเรา เราก็ไม่กล้าทดลอง แต่บางครั้ง เช่น เวลาเราปฏิบัติในหมู่คณะ เราจะมีกำลังใจที่จะฝ่าฝืนสักหน่อย คนอื่นเขาก็อยู่เขาก็ปฏิบัติด้วย เราก็ทดลอง ๒๗๐ • ๒ ๒ ธั น ว า ค ม ๒ ๕ ๔ ๙


อย่างไปในวัดหนองป่าพง หลวงพ่อชา มีข้อวัตรอย่างหนึ่งที่ ทดลองกิเลสของเราเช่น ทุกวันพระ ก็จะนิสัชชะคือไม่นอน กิเลส ร้องไห้เลยนะตอนแรก โอ้โฮ ทำได้ยังไง นี่ไม่ใช่วิสัยของมนุษย์เลย จะมีเหตุผลมาก แต่ว่าเราทดลองไปแล้วดู เอ๊ มันไม่เห็นเป็นอะไร คือ บาง ครั้งเราอาจจะง่วงก็ได้ แต่ว่าไม่ใช่ว่ามันง่วงจนตายหรืออะไร ไม่เห็น อันตราย หรือว่าเราดูแล้วบางครั้งทดลอง เช่น เราก็ไม่นอนหรือบาง ครั้งก็ได้เดินนานๆ นั่งนานๆ บางครั้งจิตผ่องใสมาก เพราะเรากล้า ทดลอง คือเราไม่ฟังกิเลสของตัวเอง อย่างว่าบางครั้งกิเลสมันมีเหตุ มีผล ถ้าเราปฏิบัติตามเหตุผลของกิเลส มันก้าวหน้าไม่ได้สักที ผู้ฟัง : ระหว่างนั่งสมาธิไปได้ระยะหนึ่ง เกิดอาการร่างกาย โยกคล้ายกระตุกเป็นระยะๆ แต่ก็มีสติระลึกตัวอยู่ตลอดเวลา อาการ เหล่านี้คืออะไร พระอาจารย์ : คือบางครั้งเวลาเรานั่งสมาธิ ร่างกายก็อาจ จะโยก อาจจะกระตุกสักหน่อย รู้ตัวอยู่ แต่ว่าภายในมันก็ยังแสดง ถึงความไม่พอดี ระหว่างสติกับวิริยะกับความสงบ คือมันยังต้อง ปรับกันอยู่ คือเราก็มีสติพอจะรู้ตัว บางครั้งจิตก็ยังไม่เบิกบานพอ หรือความเอาใจใส่ของวิริยะ มันก็ยังไม่ปรับ ต้องคอยปรับต้องคอย สังเกต อันนี้มันเป็นส่วนที่เวลาเราปฏิบัติ คือจะเอาจิตเป็นประมาณ บางทีไม่ได้ อันนี้เป็นเหตุที่อาตมาพูดอยู่ หรือให้ความสำคัญ ให้ สังเกตให้มีสติภายในร่างกาย เพราะบางครั้งเราเพ่งอยู่ที่จิต เราไม่ ถ า ม - ต อ บ ปั ญ ห า ธ ร ร ม ะ • ๒๗๑


ได้รู้สึก คือสติมีอยู่ในระดับหนึ่ง แต่บางครั้งเราก็ไม่ได้รู้สึกว่าเริ่มจะ โยกหรืองอสักหน่อย ซึ่งมันไม่ใช่ว่าผิดอะไรมากนัก แต่ว่ามันแสดง ถึ ง ความไม่ พ อดี ถ้ า เราปรั บ ความพอดี เวลาเรามี ค วามสงบที ่ หนักแน่น คือร่างกายของเราจะเบาแล้วนั่งตรง จะรู้สึกทันทีเลย ซึ่ง มันเป็นส่วนหนึ่งที่เราต้องคอยสังเกตดู เพราะว่าบางครั้งพอเข้าถึง ความสงบจริงๆ อย่างสันหลังมันจะค่อยตรงขึ้น มันเบา การนั่ง จะมี ค วามหนั ก แน่ น มาก มั น เป็ น ส่ ว นที ่ เ ราต้ อ งคอยสั ง เกตคอยดู เราก็ต้องทบทวนเป็นบางครั้ง เพื่อให้สติ สมาธิ วิริยะ ให้พอดีกัน ให้สมดุลกัน ผู ้ ฟ ั ง : เวลานั ่ ง สมาธิ แ ล้ ว เกิ ด มี อ าการเวทนาเป็ น ก้ อ น กลมๆ บริเวณหลัง พอกำหนดปวดหนอๆ ก็ได้สมาธิ แล้วทุกข์กาย หายไปบ้ า ง แต่ พ อกำหนดพอเจริ ญ เมตตาภาวนา อาการปวด บรรเทาลง เบาสบาย เราควรจะกำหนดปวดหนอหรือเจริญเมตตา ภาวนา พระอาจารย์ : เอ๊ ไม่น่าจะต้องถาม คืออย่างหนึ่งก็เจ็บ ปวด อีกอย่างหนึ่งก็หายปวด เราเอาที่หายปวดดีกว่า อย่างว่ามัน เป็นการปรับความละเอียดภายในจิตใจ ที่เราเริ่มภาวนา เราต้อง อาศัยวิธีการ ซึ่งเราก็มีวิธีการที่เราใช้อยู่ เราจะถนัด พอเราเริ่มสงบ หรื อ มี ก ารต่ อ เนื ่ อ งของสติ เราก็ ต ้ อ งอาศั ย ความชำนาญหรื อ การ ทดลองเพื่อปรับความละเอียดของตัวเอง อุบายที่เหมาะกับตัวเอง และเหมาะกับกรณี ซึ่งเป็นการคอยสะสมประสบการณ์ในการภาวนา ๒๗๒ • ๒ ๒ ธั น ว า ค ม ๒ ๕ ๔ ๙


เวลาเราเริ่มใหม่ เราก็จะ เอ้อ เอาวิธีนี้แล้วก็ฝึก อย่าไป เล่นเรื่องอื่น แต่ว่าพอมีพื้นฐานพอสมควร เราต้องเริ่มรู้จักทดลอง นำกรรมฐานอื่นๆ เข้ามา หรือวิธีการอื่นๆ หรือแม้แต่การทดลอง ไม่จำเป็นต้องวิธีการที่อยู่ในตำรา เราก็ทดลองคิดขึ้นมาเอง เพื่อเป็น สิ ่ ง ที ่ บ รรเทากิ เลสของเรา บรรเทาความอึ ด อั ด หรื อ ความคั บ แคบ ภายในจิตใจ ให้จิตใจของเราเกิดความหนักแน่นขึ้นมา ความปลอด โปร่งขึ้นมา เวลาเราทดลอง เรามีประสบการณ์ เราจะมีความแก่กล้าขึ้น มาในจิ ต ใจ เราจะเห็ น ว่ า สอดคล้ อ งกั บ ธรรมหรื อ ไม่ เราจะรู ้ ว ่ า สอดคล้องกับธรรม ก็มีวิธีเดียวคือ กุศลธรรมเพิ่มขึ้น อกุศลธรรมลด ลง คือถ้าหากว่าไม่ตรงกับธรรมะ อกุศลธรรมเพิ่มขึ้น กุศลธรรม ลดลง อันนี้เราจะต้องวัดในตัวเอง แต่ส่วนมากคนเรา เราไม่ค่อย อยากจะดูตัวเอง อยากจะมีการยืนยันจากคนอื่นสักคนหนึ่ง อาจารย์ สักองค์หนึ่ง ตำราสักตำราหนึ่ง ไม่เชื่อตัวเอง แต่ที่จะก้าวหน้าจริงๆ เราต้องรู้จัก เพราะอย่างที่เราสวดทุกๆ วัน ธรรมะของพระพุทธเจ้า เป็นโอปนยิโก ต้องน้อมเข้ามาใส่ตัวเรา ต้องเห็นในตัวเรา ต้องพบ ในตัวเราโดยการภาวนา การปฏิบัติในที่สุดต้องกลับมาพิสูจน์ในตัว เราเอง ผู้ฟัง : ขอให้ท่านอาจารย์แนะนำเกี่ยวกับเรื่องการนอนแบบ มีสติ และการตื่นมาพร้อมสติ และมีคำถามเกี่ยวกับการนอนก็คือ ท่านอนแบบสีหไสยาสน์ ที่พระพุทธเจ้าแนะนำนั้นมีประโยชน์อย่างไร ถ า ม - ต อ บ ปั ญ ห า ธ ร ร ม ะ • ๒๗๓


พระอาจารย์ : การนอนก็เป็นสิ่งที่เรารู้อิริยาบถ ๔ คือ ยื��� เดิน นัั่ง นอน ยังไงก็ต้องมีการนอนในชีวิตของเรา โดยปกติเวลา เรานอน ก็มักจะเป็นเวลาที่เราปล่อยสตินอนก็คือนอนเลย แต่ว่า สำหรับผู้ปฏิบัติเราก็จะต้องเอาการนอนเป็นส่วนหนึ่งของการปฏิบัติ ของเรา เวลาเรานอน การนอนอย่างที่เรียกว่าสีหไสยาสน์ เรานอน ตะแคงขวา ไม่ ใ ช่ เ หมื อ นที ่ เ ราเห็ น ในรู ป ที ่ เ ป็ น พระพุ ท ธรู ป ที ่ น อน ตะแคงขวา แล้วแข็งไปหมดเลย มันก็อย่างนั้นไปไม่รอดหรอก แต่ ว่าไม่ใช่ว่าปล่อยตัว นอนตะแคงขวาแล้วก็ค่อยบางทีเราต้องเอา หมอนมาหนุนเพื่อพอดี เช่น เรานอนอย่างนี้ ไม่นาน โอย ปวดขา ปวดแขน แต่ว่าเราเอาหมอนมาหนุน นอนตะแคงขวาเพื่อรับน้ำหนัก จะได้ไม่เจ็บ บางทีเราเอาขาซ้ายทับมาสักหน่อยหนึ่ง ไม่มากนัก ไม่ใช่ว่าปล่อยตัว แต่ว่ามันพอดีที่จะได้นอนอย่างสบาย แล้วก็การนอน เรานอนตะแคงขวาแล้วก็กำหนดลมหายใจ เข้าลมหายใจออกจนกว่าได้หลับ แล้วก็กำหนดในจิตใจว่าพอตื่นอยู่ก็ จะลุกขึ้น หรือพอได้ยินเสียงนาฬิกาปลุกก็จะตื่นอยู ่ เป็นส่วนที่เรา พยายาม เวลาเรานอนด้วยการกำหนด การหลับที่จะมีการรู้ตัว ภายในเวลาที่เราหลับ ก็ได้รับพักผ่อน ร่างกายพัก จิตใจพัก แต่ว่า ไม่ใช่ว่าหลับอย่างมืดตื๋อ เมาในการนอน อย่างอาตมาเอง พรรษาหนึ่งฝึกกับการนอนตลอดพรรษา นอนก็นอนสีหไสยาสน์อย่างที่เล่าให้ฟัง เราตั้งแก้วน้ำที่มีน้ำอยู่ คือ เรานอนติดกับฝาผนังด้านหลัง เราพลิกไปด้านหลังก็ไม่ได้ ข้างหน้า เราเอา ๒-๓ ถ้วยมีน้ำอยู่ใกล้ๆ ถ้าหากว่าเราพลิกหรือเราเปลี่ยน ตัวในการนอน จะทำให้น้ำหก มันเปียกก็ต้องเช็ด มันเมื่อยที่จะ ๒๗๔ • ๒ ๒ ธั น ว า ค ม ๒ ๕ ๔ ๙


นอนปล่อยตัว เราก็พยายามให้มีสติตลอด เลยได้ฝึกให้มีสติในการ นอนและเป็นเรื่องช่วยได้แยะในการภาวนา เพราะว่ากลางคืนถ้าเรา ได้นอนพักผ่อนพอสมควรกับร่างกาย พอเราตื่น ตื่นอย่างแจ่มใส และสดใส พร้อมที่จะลุกขึ้นทำอะไรต่อ ล้างหน้าแปรงฟัน พร้อมที่ จะไปภาวนาต่อเป็นการฝึกหัดที่ทำให้มีการตื่นภายในจิตใจที่ค่อนข้าง สม่ำเสมอ การนอนก็เลยเป็นกรรมฐานอีกอย่างหนึ่งที่สำคัญ สมัยอาตมาเป็นเจ้าอาวาสที่วัดนานาชาติ คือเป็นวัดที่มีพระ เณรมาก ญาติโยมเยอะพอสมควร มีภาระหน้าที่ไม่น้อย คือแต่ก่อน เราก็จะมีเวลา คือตอนเช้ายังไงอาตมาก็ไม่พัก จนกว่ากลางวัน จะ มีรับแขกบ้าง ทำอะไรบ้าง ไม่อยากจะเสียเวลาในการนอน สมัยนั้นมันนอกคัมภีร์ เกือบไม่ได้นอนสีหไสยาสน์ ปกติการ นอนสีหไสยาสน์มีความตื่นอยู่ในตัว สำหรับอาตมาเองไม่พร้อมที่จะ หลับ เลยได้นอนหงาย หลับเร็ว แต่ว่าตั้งสติไว้ แล้วพอหลับได้สัก พักหนึ่ง ก็ตื่นแล้วก็รีบลุกขึ้นมา เพราะว่ามันประหยัดเวลา เพราะ ถ้ า นอนสี ห ไสยาสน์ น านไปกว่ า จะได้ ห ลั บ แล้ ว ก็ พ ั ก ผ่ อ น เป็ น เจ้ า อาวาสไม่มีเวลา ต้องใช้เวลาให้มีประสิทธิภาพ ได้พักสัก ๑๐ นาที ๑๕ นาที ช่วงกลางวัน ตอนกลางคืนก็สีหไสยาสน์ ผู้ฟัง : เกี่ยวกับเรื่องพระอริยบุคคล เราจะรู้ได้ยังไงว่า บุคคลนั้นเป็นพระอริยบุคคลแล้ว และเป็นไปได้มั้ยที่เขาจะเป็นมาตั้ง แต่กำเนิด ถ า ม - ต อ บ ปั ญ ห า ธ ร ร ม ะ • ๒๗๕


อันที่ ๒ เท่าที่พระอาจารย์ได้สอนวิปัสสนากรรมฐานมานี่ มีมั้ยครับที่ได้เห็นผู้บรรลุธรรมถึงขั้นพระอริยบุคคล พระอาจารย์ : คือเรื่องนี้เป็นเรื่องที่เรียกว่าเราจะรู้ได้ยังไงว่า ใครเป็นอริยบุคคล เวลาเป็นมันไม่ใช่ว่ามีป้ายขึ้นมาแล้ว เอ้อ เป็น แสดงว่านี่เป็นพระอริยบุคคล จะได้มีป้ายแขวนคอไว้เป็นพระอริย บุคคล มันไม่เป็นไปในลักษณะนั้น หรือถ้าเจออย่างนั้นอย่าไปเชื่อ มันเป็นส่วนที่...คือเรารู้จากภายนอก มันไม่ตายตัว ก็พอรู้คร่าวๆ เพราะว่าผู้ที่เป็นพระอริยบุคคล คือ ได้ละสิ่งที่เป็นส่วนกิเลสที่หยาบ ไม่ค่อยจะมีแล้ว ทิฐิมานะ การถือตัวน้อยมาก ยิ่งโดยเฉพาะการ บรรลุอย่างขั้นต้น หรือการเกิดขึ้นของอารมณ์ ยกตัวอย่าง มีโยมคนหนึ่งไปหา หลวงพ่อชา เขาก็มาพูดกับหลวงพ่อชา มีคนอื่นอยู่ด้วย ก็พูดด้วย ความภาคภูมิใจว่าเขาได้บรรลุเป็นพระโสดาบันแล้ว เขาก็ได้เล่าให้ หลวงพ่อชาฟังว่าเขาปฏิบัติยังไง เขาศึกษายังไง เขาได้ประสบความ มีประสบการณ์ในการภาวนายังไง จึงได้เกิดเป็นพระโสดาบันขึ้นมา หลวงพ่อชาท่านก็ฟังไปๆๆๆ พอจบลง คือคล้ายว่าเขาพูดใน ท่าทางจะโอ้อวดสักหน่อย หลวงพ่อฟังเสร็จแล้วว่า “เออ ดีกว่าเป็นหมา” เขาโกรธมากเลย มันก็แสดงชัดมากเลย ความเป็นโสดาบัน เป็นอริยบุคคลก็หายทันทีเลย คือคนอื่นเขาจะมาเล่าว่าเขาเป็นอริย บุคคล พอได้ยินอย่างนั้นก็น่าจะเริ่มมีความระมัดระวัง เป็นส่วนที่ ๒๗๖ • ๒ ๒ ธั น ว า ค ม ๒ ๕ ๔ ๙


มั น ผิ ด วิ ส ั ย ของผู ้ ม ี ค ุ ณ ธรรม ไม่ ค ่ อ ยตรงกั บ ผู ้ ท ี ่ ม ี ค ุ ณ ธรรมจริ ง ๆ เพราะว่าพอพูดว่าเขาได้ขั้นนี้ขั้นนั้น มันเป็นเรื่องของเขา มันเป็น เรื่องของบุคคล มันเป็นเรื่องของตัวตน คนที่มีคุณธรรมจริงๆ ก็จะ พูดแต่เรื่องของธรรมะ ธรรมะเป็นอย่างนี้ พูดอย่างนี้จะมีผลอย่างนี้ ถ้าหากทำอย่างนี้ จะมีลักษณะอย่างนี้เกิดขึ้น พูดเรื่องธรรมะ คือ การเป็นตัวตนไม่มีในนั้น จึงเป็นส่วนที่น่าสังเกตที่เราควรจำเอาไว้ สำหรับผู้ที่เกิดมาเป็นพระอริยบุคคลนี่ก็มีเพราะเป็นเรื่องที่เช่น พระโสดาบัน บรรลุเป็นพระโสดาบัน อย่างมากก็เหลือ ๗ ชาติ เขาจะเกิดที่ไหน เขาก็เกิดในโลกนี้แหละ ถ้าบรรลุเป็นพระโสดาบัน คือจะมีความมั่นใจในธรรมะ มีความภาคภูมิใจในธรรมะ มีความ กรุณาเป็นพื้นฐาน เกิดเป็นมนุษย์หรือไม่ก็เกิดในสวรรค์ก็มีเหมือนกัน แต่ว่าการที่ได้เกิดในโลกนี้ มันก็มีที่เป็นพระโสดาบันก็กลับมาเกิดใน โลกนี้ แล้วกลับมาปฏิบัติต่อภาวนาต่อก็มีคุณธรรมตั้งแต่เกิดมา นี่ก็ เป็นไปได้ แม้แต่สกทาคามีเกิดครั้งเดียว ก็ยิ่งไม่ได้เกิดในโลกอื่น ก็ กลับมาเกิดในโลกนี้ เพราะว่าจะได้บำเพ็ญต่อ ก็ต้องอาศัยที่สะดวก ที่สุดก็เกิดมาในภูมิมนุษย์เพื่อจะได้ปฏิบัติธรรมฟังธรรม ก็จะได้เข้า ใกล้พระศาสนาอีก ผู้ฟัง : บุคคลที่เป็นเพศที่สาม ชายใจหญิงหรือหญิงใจชาย ปฏิบัติธรรมได้หรือไม่ และพระพุทธองค์ได้มีบัญญัติเกี่ยวกับบุคคล ประเภทนี้ไว้หรือไม่ ถ า ม - ต อ บ ปั ญ ห า ธ ร ร ม ะ • ๒๗๗


พระอาจารย์ : มี คือปฏิบัติธรรมได้ แต่ว่าในพระวินัยก็จะ ระบุไว้ในปัณฑกะมี ๕ ประเภท และมีประเภทเดียวที่บวชไม่ได้ แต่ว่าคือทั้งหมดก็ปฏิบัติได้ ก็มีเฉพาะประเภทเดียวหรือสองประเภท ที่ไม่สามารถจะบวชได้ แต่ว่านอกนั้นก็บวชได้ แต่ทั้งหมดก็ปฏิบัติได้ มันก็เป็นส่วนที่...ธรรมะก็มีไว้เพื่อเจริญในกุศลธรรม แต่ผู้ใดปฏิบัติ แล้ ว เห็ น ความสำคั ญ ของศี ล เห็ น ความสำคั ญ ของธรรมะก็ เ จริ ญ ได้ทั้งนั้น ผู้ฟัง : ในขณะที่เราเกิดมีเวทนากาย เราทำด้วยการเปลี่ยน อิ ร ิ ย าบถหรื อ อิ ร ิ ย าบถบั ง ทุ ก ข์ แต่ ถ ้ า เกิ ด เวทนาทางจิ ต ยั ง หา ทางออกไม่พบ ขอคำแนะนำ พระอาจารย์ : คือบางครั้ง เวลาเราเกิดเวทนาทางจิต จิตมี ความทุกข์อยู่ เพราะว่าส่วนมากที่ว่ามีเกิดเวทนาทางจิตก็จะไม่ถือว่า ทุกขเวทนา ไม่ควรจะพูดถึงว่าเป็นสุข เวลาเกิดความทุกข์ทางจิต ส่วนหนึ่งเช่น ���ิ่งที่บังไม่ให้เรา เห็นทุกข์ ทุกขสัจ หรือ ทุกขลักษณะ สามัญลักษณะที่เป็นทุกข์ คือ การเปลี่ยนอิริยาบถ พอทุกข์ก็จะหนีทุกข์ มันเป็นนิสัยประจำ ของเรา โดยการให้อยู่กับเวทนา ยิ่งโดยเฉพาะเรื ่ อ งทุ ก ขเวทนา ภายในจิตใจ เราก็ควรที่จะอยู่และสังเกต ยอมรับและพิจารณาคอย วิเคราะห์ดูว่า ความทุกข์นี้เกิดจากอะไร ทำไมความทุกข์นี้มีอำนาจ เหนือกว่าเราทำไม ๒๗๘ • ๒ ๒ ธั น ว า ค ม ๒ ๕ ๔ ๙


แต่ว่าแทนที่จะพิจารณาในลักษณะว่าเราทุกข์ เราเป็นผู้ทุกข์ เราพิจารณาในลักษณะอันนี้คือทุกขเวทนา มันเป็นส่วนที่ช่วยเรา เพราะความรู้สึกว่าเราทุกข์ก็มีแต่อยากจะหนี แต่ถ้าเราตั้งประเด็นว่า ก็นี่สักแต่ว่าทุกขเวทนา เราจะพิจารณา เราจะสังเกต เราจะหา อุบาย เห็นชัดเจนได้อย่างไร ตั้งเป็นสิ่งที่น่าสนใจในการพิจารณา และโดยเฉพาะถ้าเป็นด้านจิตใจ ถ้าเป็นด้านร่างกาย บางครั้งเรา นานๆ ไป โอ๊ย ไม่ไหวแล้ว มันก็ต้องพลิก มันเกินกำลังของเราที่ จะอยู่กับความทุกข์ทางกาย แต่ว่าความทุกข์ทางใจมันก็เป็นส่วนที่ มันทุกข์ทับถม และเรายิ่งอยากจะหนี มันเป็นเวลาที่เรามีความยึดไว้ เป็นของเรา เป็นของของเรา เป็นส่วนที่เราพยายามที่จะพลิก เรา เห็นมันเป็นลักษณะของ...มันสักแต่ว่าความรู้สึก มันสักแต่ว่าอาการ ของจิต มันสักแต่ว่าความจริงที่กำลังจะปรากฏเพื่อให้เราเห็น ให้เรา ใช้เป็นอารมณ์ในกรรมฐาน คือ ความรู้สึกต่อตัวตน เราก็คอยให้ ห่างสักหน่อย แต่ว่าบางครั้งก็แยกไม่ได้ก็ต้องยอมรับ เออ ตัวนี้ทุกข์เกินที่ เราสามารถจะทนได้ แต่ว่าการรู้ตัวและยอมรับแทนที่จะพลิกหรือหนี โดยการกลบเอาไว้บ้าง หนีโดยไม่อยากรับรู้เลย อย่างนี้ คือเรารู้อยู่ ทุกข์อยู่ รู้ว่าเป็นสิ่งที่ควรพิจารณา แต่ว่าในขณะนี้มันเกินกำลังของ เรา ขอตัวไว้ก่อน แต่เรารู้ว่ายังไงเราต้องกลับไปพิจารณาอีกที งาน ยังไม่เสร็จ งานยังไม่ครบบริบูรณ์ ยังต้องกลับไปศึกษาจุดนี้อีกทีหนึ่ง เป็นส่วนที่คือเรารับความจริงว่าเดี๋ยวนี้เราไม่มีกำลังพอที่จะแก้ไข แต่ เรากำลังหาอุบาย หาวิธีหาประสบการณ์ที่จะแก้ไขได้ต่อไป ถ า ม - ต อ บ ปั ญ ห า ธ ร ร ม ะ • ๒๗๙


ผู้ฟัง : คำถามต่อไป สุดท้ายสำหรับคืนนั้นครับ ในปัจฉิม โอวาทของพระพุทธองค์ที่ว่า จงยังไม่ความประมาท ให้ถึงพร้อมเถิด คำว่า ไม่ประมาทนี้ เราควรจะปฏิบัติตนอย่างไร พระอาจารย์ : ความประมาทในความหมายของคำศัพท์ ไม่ประมาท ที่จริงเป็นคำศัพท์ที่ความหมายค่อนข้างจะลึกซึ้งมาก และกินความไกล เพราะว่าความไม่ประมาท มันเป็นคุณธรรมที่ สามารถจะปกป้องตัวเองให้อยู่ในกรอบของธรรมตลอด เป็นที่น่า สังเกต เวลาพระพุทธเจ้าสอน ท่านจะมีบางครั้งก็ละเอียด บางทีก็ เป็นการสอนที่คร่าวๆ แต่จะมีความหมายที่ลึกอยู่ เช่น ที่ว่า วย ธัมมา สังขารา อัปมาเทนะ สัมปาเทถะ คือเป็นคำสุดท้ายของท่าน แต่ว่าเป็นคำสรุปของคำสอนทั้งหมดเลย เพราะว่าท่านชี้แจงที่ความ ไม่เที่ยง วย ธัมมา สังขารา สังขารทั้งหลายทั้งปวงมีความเสื่อมไป เป็นธรรมดา เป็นการให้เห็นและให้สังเกตสภาวธรรม ธรรมชาติของ โลกภายนอกเราทั้งรูปธรรมทั้งนามธรรม โลกทั้งโลก ทั้งกายนี้ ทั้ง จิตใจนี้ ทั้งหมดก็มีความเที่ยง ความเสื่อมความแปรสภาพเป็น ธรรมดา ไม่สมควรที่จะมีความหลงหรือความยึดมั่นถือมั่น อัปมาเทนะ สัมปาเทถะ การทำความไม่ประมาทให้เกิดขึ้น คือ ความไม่ประมาทนั้น คือจะเป็นประเด็นที่ให้เราระมัดระวังไม่ให้ หลงตามกระแสของกิเลสและตัณหา ไม่หลงตามการสำคัญมั่นหมาย ในสิ่งที่ไม่เป็นจริง คือมันจะเป็นวิธีปฏิบัติที่ทำให้เราอยู่ในกรอบธรรม ทั้งหมดที่อยู่ เช่น จะเป็นผู้ฝึกในศีล สมาธิ ปัญญาก็เป็นผู้ไม่ ๒๘๐ • ๒ ๒ ธั น ว า ค ม ๒ ๕ ๔ ๙


ประมาท จะเป็นผู้ฝึกทาน ศีล ภาวนา ก็จะเป็นผู้อยู่อย่างไม่ ประมาท จะเป็ น ผู ้ พ ิ จ ารณาเข้ า ใจในอริ ย สั จ ๔ ก็ จ ะเป็ น ผู ้ ไ ม่ ประมาท จะเป็นผู้พิจารณาเข้าใจในปฏิจจสมุปบาท ก็จะเป็นผู้ไม่ ประมาท คือความไม่ประมาทจะเป็นข้อธรรมะที่ใช้ในทุกเมื่อที่ได้นำ วิธีปฏิบัติของพระพุทธเจ้าให้เกิดความสมบูรณ์ขึ้น ถ า ม - ต อ บ ปั ญ ห า ธ ร ร ม ะ • ๒๘๑


๒๓ ธันวาคม ๒๕๔๙ ธรรมบรรยายภาคเช้า

ท บ ท ว น ข้ อ ธ ร ร ม

วันนี้เป็นวันสุดท้ายของการปฏิบัติ คือที่เราจะปฏิบัติตลอด วัน ก็อยากจะทบทวนบางอย่างในการปฏิบัติหรือสิ่งที่เราควรจะให้ ความสำคัญและความสนใจ ตลอดอาทิตย์นี้ที่ผ่านมา อาตมาก็ให้ ความสำคั ญ ที ่ ส ติ ป ั ฏ ฐาน ซึ ่ ง เป็ น คำสอนของพระพุ ท ธเจ้ า ที ่ พระพุทธเจ้าเองให้ความสำคัญมาก ถ้าเราคิดในแง่หนึ่งก็เป็นสิ่งที่ ถ่ า ยทอดมาตั ้ ง แต่ ส มั ย พุ ท ธกาล และเป็ น สิ ่ ง ที ่ ท ำให้ ค ำสอนของ พระพุทธศาสนามีความแตกต่างกับปฏิบัติและลัทธิในสมัยพุทธกาล หรือแม้แต่ในสมัยนี้ก็เช่นเดียวกัน เพราะสติปัฏฐานเป็นวิธีการในการ สังเกตการพิจารณาและการฝึกหัดที่ทำให้เรามีการวิเคราะห์และสร้าง ความเข้าใจในประสบการณ์ของตัวเอง ๒๘๒ • ๒ ๒ ธั น ว า ค ม ๒ ๕ ๔ ๙


แต่ว่าในการสร้างความรู้ความเข้าใจในประสบการณ์ของตัว เองก็สามารถที่จะเข้าใจลักษณะของโลกหรือมนุษย์อยู่ในโลกอย่างไร ทั้งในแง่ของการดำเนินชีวิตในโลกอย่างไม่สร้างความทุกข์ และอีก อย่างหนึ่งในลักษณะเรามนุษย์อยู่ในโลกนี้โดยเข้าใจตัวเองระหว่าง การเวียนว่ายตายเกิดในโลก คือเข้าใจกัน เข้าใจในปัจจุบันและ เข้าใจว่าปัจจุบันนี้มีการเกี่ยวข้องยังไงกับการเวียนว่ายตายเกิด หรือ ว่ามนุษย์เรามีความเกี่ยวข้องกับภูมิต่างๆ บางครั้งบางคนคิดใน ลักษณะเป็นสุดโต่ง เช่น หาทางออกจากทุกข์ คือหนีออกจากโลก ไปอยู่ในสวรรค์ชั้นไหนสักชั้นหนึ่ง หรือไปที่ใดสักแห่งหนึ่ง ที่ไม่ต้อง เกี่ยวข้องกับโลก ซึ่งนั่นก็เป็นสุดโต่งอย่างหนึ่ง สุ ด โต่ ง อี ก แบบหนึ ่ ง ว่ า พระพุ ท ธศาสนาไม่ ไ ด้ ส อนเรื ่ อ งการ เวียนว่ายตายเกิด ไม่ได้สอนเรื่องโลกนี้โลกหน้าหรือภูมิต่างๆ ก็มีการ สอนอย่างนั้นบ้าง แต่ถ้าเรากลับไปดูที่พระพุทธเจ้าสอนก็ค่อนข้าง จะ...คือ ท่านก็ละเอียด คือเป็นส่วนที่ท่านก็ไม่ได้ปฏิเสธโลกหรือภูมิ ต่างๆ แต่ว่าสติปัฏฐานเป็นคำสอนที่ทำให้เรามีหลักที่จะอยู่ทั้งในโลก นี ้ ท ั ้ ง ในโลกไหนก็ ม ี ห ลั ก อยู ่ คำหนึ ่ ง ที ่ เ ราเรี ย กพระพุ ท ธเจ้ า หรื อ คุณสมบัติของพระพุทธเจ้าคือโลกวิทูผู้รู้แจ้งโลก เรียกว่าทั้งโลกนี้ทั้ง โลกไหนก็ตาม ท่านก็เข้าใจ เวลาท่านเข้าใจท่านก็ให้มีหนทางที่จะ ได้ฝึกหัดปฏิบัติตัวเอง อันนี้ก็คือสติปัฏฐานเป็นพื้นฐานที่สำคัญมาก ในการฝึกหัดของเรา อาตมาคิดว่าถ้าจับหลัก ๒ ประเด็น ในการภาวนาการปฏิบัติ คือสามารถที ่ จ ะมี ท ี ่ พ ึ ่ ง ในตั ว เอง และ ท บ ท ว น ข้ อ ธ ร ร ม • ๒๘๓


สามารถที่จะพบประสบสิ่งที่จะให้ความมั่นคง สติปัฏฐานกับอนัตตา ๒ หลักนี้ ถ้าเราสามารถที่จะฝึกหัดตัวเองสร้างความเข้าใจในตัวเอง เราก็จะได้มีพื้นฐานที่มั่นคงได้ ที่เราว่าสติปัฏฐานกับอนัตตา คือไม่ใช่ว่าเราจะปฏิเสธคำ สอนอื่นๆ หรือความจำเป็นของแง่อื่นในพุทธศาสนา เช่น เรื่อง สมาธิ ไม่ใช่ปฏิเสธ แต่ว่���ขอให้มีพื้นฐานในสติปัฏฐานเพื่อเป็นพื้น ฐานที่มั่นคง ถ้าเรามีพื้นฐานที่มั่นคงเรื่องสมาธิ มันก็จะค่อยเป็นไป เอง เราก็ตามวาสนาของแต่ละคน เพราะว่าบางคนเรื่องสมาธิก็ค่อน ข้างจะถนัดง่าย บางคนก็ โอ้ย หัดแทบตายไม่ค่อยเป็นเท่าไหร่ แต่ ว่ า เรามี ว าสนาแบบไหน มั น ไม่ เ ป็ น เกณฑ์ แต่ ท ี ่ ส ำคั ญ ว่ า เรามี พื้นฐานในสติปัฏฐาน จึงจะได้สมาธิในระดับไหน เราก็สามารถที่จะ ให้ใช้เป็นประโยชน์ให้คุ้มค่า ถึงจะมีสมาธิน้อย ถ้าเรามีสติคุ้มครอง จิตใจของเรา เราสามารถที่จะเอาสมาธินั้นในระดับนั้นเอามาใช้ให้ คุ้มค่าให้เป็นประโยชน์ได้ ถ้าได้สมาธิมาก เช่น เรามีความถนัดในการทำสมาธิ ถ้า หากว่าเรามีสติปัฏฐานคือสมาธินั้นจะไม่เป็นอุปสรรคในการเสียเวลา หรือหลงในประสบการณ์ในสมาธิ จะกลับมาที่หลักของการสร้าง ความเข้าใจในร่างกายนี้ในจิตใจนี้ และยิ่งโดยเฉพาะเรื่องอนัตตา สำหรับการที่อยู่อย่างผู้ไม่มี ทุกข์ ความเข้าใจในอนัตตาเป็นหลักที่สำคัญมากและก็เป็นหลักที่จะ เรียกว่าเป็นลักษณะพิเศษของพระพุทธศาสนา แทบจะไม่มีศาสนา อื่นที่สอนเรื่องอนัตตา คือคำสอนทั้งหลาย ความเข้าใจและสันดาน ๒๘๔ • ๒ ๓ ธั น ว า ค ม ๒ ๕ ๔ ๙


ของมนุษย์ทั่วไปก็จะมีความรู้สึก เออ เรามีอะไรในตัวตนที่เป็นอัตตา เป็ น ของเที ่ ย งแท้ เ ป็ น แกนกลางที ่ ว ่ า เป็ น ของเราเป็ น เราเป็ น ตั ว ตน ของเรา แต่พระพุทธเจ้าแทบจะเป็นพระศาสดาองค์เดียวที่กล้าทวน กระแส และมาท้วงติงว่า แน่นอนหรือเปล่า จริงหรือเปล่า เพราะ ถ้ามาวิเคราะห์อีกทีหนึ่ง ที่คนเราถือความรู้สึกต่อตัวตนมันไม่มี ไม่มี แก่นเช่นเดียวกัน การละความรู้สึกต่อตัวตนจึงเป็นการเบาปลอด โปร่งมาก สิ่งที่เรายึดไว้เป็นตัวเป็นตนของเรา ก็ล้วนแต่เป็นของหนัก ทั้งนั้น เหมือนกับที่มีบทสวด ภารหเว ปัญจขันธา ขันธ์ ๕ เป็น ภาระหนักมาก เราเกิดมาถือเอารูปเป็นเรา เอาเวทนาเป็นเรา เอา สัญญาเป็นเรา เอาสังขารเป็นเรา เอาวิญญาณเป็นเรา มันก็ลำบาก เหมือนถ้าหากว่าเราเดินทางไปไหน กระเป๋าหนึ่งมาใส่นี้ เอากระเป๋า หนึ่งมาใส่อันนี้ เป้มาใส่บ่าอีกอันหนึ่งแขวนคอไว้ อีกอันมาลากตาม หลัง โอ้ย ลำบากมาก เดินทางมีแต่ขลุกขลักเท่านั้น มันเป็นภาระ แบกไว้ เราไม่มีเราก็เบาสบาย ไปไหนเราก็ไม่แบกไว้ แต่ว่ามนุษย์ เรา พอเรารู้สึกว่าเป็นของเรา ร่างกายของเรามันก็แบกเอาไว้ ถ้ามัน สบาย รู้สึกว่าร่างกายสบาย เราก็แบกในลักษณะภูมิใจว่าเป็นของ เราที่สบาย ถ้าหากว่ามันไม่สบาย เราก็หนักใจว่า เอ ทำไมของเรา ไม่สบาย คือมันไม่มีอะไรได้ มีแต่เป็นภาระทั้งนั้น เวทนา สั ญ ญา สั ง ขาร วิ ญ ญาณ ก็ เ ช่ น เดี ย วกั น ในการไม่แบกเห็นแล้วก็หลับตาทำให้เราเบา วิธีปฏิบัติก็อาศัยสติ ไม่ใช่เป็นทฤษฎีอย่างเดียว ไม่ใช่ว่าเป็นหลักปรัชญาว่าเป็นอนัตตา ท บ ท ว น ข้ อ ธ ร ร ม • ๒๘๕


คือมันต้องเกิดจากสติที่กำหนดรู้ สติที่เห็นชัดเจน สติที่เท่าทัน อารมณ์ ความรู้สึก การนึกคิดในปัจจุบัน สติจึงเป็นฐานของเรา หรือเป็นถิ่นของเรา เป็นที่อยู่ ที่ อาศัยของเรา อย่างพระพุทธเจ้าได้สอนเรื่องในภูเขาหิมพานต์ มันจะ มีบางแห่งที่ไม่มีมนุษย์ ไม่มีสัตว์อยู่เลย เช่นลิงมีบางแห่ง ที่มีเฉพาะ ลิงไม่มีมนุษย์ มีบางแห่งที่มีทั้งลิงทั้งมนุษย์อยู่ แต่เวลาอยู่ด้วยกัน คือถ้าหากว่าลิงไม่รู้จักถิ่นของตัวเอง มันเข้าไปในถิ่นที่มนุษย์อยู่มันก็ อันตราย เพราะมนุษย์ก็ชอบล่าชอบจับ มันอันตราย ที่จริงก็มีวิธีการง่ายๆ สำหรับการจับลิง สมัยก่อนที่อินเดีย วิธีการง่ายที่จะจับลิง คือเขาจะเอายางเหนียวๆ ก้อนหนึ่ง แค่วาง เอาไว้ตรงบริเวณที่เขาเคยเห็นลิงเดินไปเดินมา พอลิงเห็น ลักษณะ ของลิงมันไม่ค่อยสำรวม ระมัดระวังไม่เป็น เห็นอะไรก็ต้องสังเกต ต้องทำต้องเล่นกับมัน พอเห็นของใหม่ๆ ก็จับขึ้นมา มันเหนียว มัน ติดมือ มันตกใจ อยากจะเอาให้มันออก ก็เอามือดึงออก ก็ติดทั้ง ๒ มือ ยิ่งตกใจจะทำยังไงดี เอาขาขึ้นมายันออก เอาขาขวามาก็ ติดอีก เอาขาซ้ายจะดันออกก็ติดอีก มันติดทั้งมือทั้งเท้าหมด ทำยัง ไงดีจะทำให้มันหลุด ก็กัดออก ก็ติดอีก ติดหมดเลย นายพรานมา ก็จับสบายๆ มนุ ษ ย์ ก ็ เ หมื อ นกั น ลิ ง มั น ไม่ อ ยู ่ ใ นถิ ่ น ของมั น มั น ไม่ ระมัดระวัง เช่นเดียวกัน ถ้ามนุษย์ไม่อยู่ในสติปัฏฐาน ๔ เดี๋ยวมัน จะเกิดความสนใจในสิ่งที่ไม่ควรสนใจ เกิดความไม่พอใจในสิ่งที่ไม่ ๒๘๖ • ๒ ๓ ธั น ว า ค ม ๒ ๕ ๔ ๙


ควรไม่พอใจ เกิดความผูกมัดรัดไว้ นายพรานคือมัจจุราชมาจับเอา สบาย หรือมารมาจับเอาสบายมากเลย เพราะไม่มีหลัก มีอีกวิธีหนึ่งที่อินเดียเขาเคยจับลิง คือเราพูดในลักษณะของ สัตว์ทั้งหลาย ลิงที่จริงก็มีความฉลาด แต่มันก็ใกล้เคียงที่สุดกับ มนุ ษ ย์ แต่ พ ร้ อ มกั บ ความฉลาดเวลาไม่ ม ี ห ลั ก ในการตั ้ ง ความ ระมัดระวังในการตั้งสติไว้ มีตัณหามาผลักดัน มีอวิชชาความไม่รู้ เป็นพื้นฐาน มันก็ล่อแหลมต่ออันตราย ในอีกวิธีหนึ่งสมัยก่อนที่เขาทำ คือเขาจะเอากะลามะพร้าว มาทำ มีรูน้อยๆ เขาจะใส่เชือกแล้วก็มัดไว้กับต้นไม้หรือเสาที่ไหนล่ะ แล้วก็มีรูอยู่ภายในกะลามะพร้าว พอที่ลิงจะเอามือล้วงเข้าไปได้ ภายในกะลามะพร้าว จะเอาผลไม้หรืออะไรสักอย่างไว้ข้างใน ซึ่ง เวลาเขาเอามื อ เข้ า ไป ก็ ต ้ อ งให้ ม ั น เล็ ก ๆ แต่ พ อจั บ ข้ า งในมั น ก็ ดึงไม่ออก แค่นั้นสามารถที่จะจับลิงได้ เพราะว่าลิงก็อยากจะได้ของที่ อยู่ในนั้น มันก็น่าสนใจเป็นของกิน พอเข้าไปได้มันก็จะเอาจะจับ มันก็จะดึง มันไม่ยอมปล่อย มันก็ติดกับต้นไม้อยู่ที่นั่นไปไหนไม่ได้ มันวิ่งหนีไม่ได้ นายพรานเดินเข้าไปสบายๆ เลย มันร้อง เอ๊ เอ๊ มันตกใจ มันรู้ว่าอันตราย แต่ไม่ยอมปล่อย มันไม่มีสติปัญญาเพียง พอ ไม่มีความรู้เพียงพอว่าเพียงแค่ปล่อย มันก็สบายแล้ว เลยมันก็ เข้าหม้อเข้าแกงแล้วล่ะ ท บ ท ว น ข้ อ ธ ร ร ม • ๒๘๗


การมีสติคือเราต้องฝึกให้รู้ ฝึกให้เข้าใจทั้งในกาย เวทนา จิต ธรรม เรามีพื้นฐานในการตั้งสติไว้ แต่ตั้งสติไว้เพื่ออะไร ก็เพื่อ รู้จักปล่อย รู้จักละ รู้จักวาง รู้จักเห็นอันตราย เพื่อเข้าใจในการไม่ เข้าไปอาศัยในสิ่งที่เป็นโทษและเพื่อสนับสนุนสิ่งที่เป็นคุณภายใน จิตใจของเรา ประเด็นหนึ่งที่อาตมายกขึ้นมาในอาทิตย์ที่ผ่านมา ที่เป็น หลักที่สำคัญ คือการทำเมตตาจิตขึ้นมา เมตตาภาวนา หรือการ อาศั ย เมตตาจิ ต เรารู ้ ว ่ า การฝึ ก หั ด ของเราก็ ต ้ อ งอาศั ย คุ ณ ธรรม จิตใจที่พร้อมที่จะละก็ต้องมีความสุขสบาย จิตใจที่ปรารถนาจะสงบ จะต้องมีพื้นฐานเช่นเดียวกัน โดยการที่เราฝึกเมตตา มันก็เป็นส่วน หนึ่งที่ช่วยให้เราละในสิ่งที่เป็นอกุศล สิ่งที่เป็นมลทินภายในจิตใจของ เรา สิ่งที่เป็นอุปสรรคต่อความสบาย เราก็รู้จักละแล้วก็รู้จักสร้าง สภาพของจิ ต ใจที ่ ม ี ก ำลั ง ของกุ ศ ลธรรมก็ เ ป็ น ประเด็ น หนึ ่ ง ที ่ ช ่ ว ย สนับสนุนการภาวนา การปฏิบัติของเรา วันนี้เราก็ทบทวนสักหน่อยตอนเช้า จะได้ยกขึ้นมาเพื่อสร้าง ความถนัดของตัวเอง ส่วนการภาวนาของเราก็อาศัยลมหายใจเข้า ลมหายใจออก อานาป���นสติ กับการเดินจงกรม นั่งสมาธิ เดินจงกรม เวลานั่ง สมาธิก็กำหนดลมหายใจเข้า ลมหายใจออก ซึ่งที่จริงก็มีวิธีการตั้ง เยอะแยะที่เราสามารถทดลองได้สามารถที่จะอาศัยได้ เวลาเราเปลี่ยนอิริยาบถมีการเดิน คือแทนที่จะกำหนดลม หายใจเข้าลมหายใจออก เราก็กำหนดการเคลื่อนไหวย่างขวาย่าง ซ้าย เราก็กำหนดความรู้สึกไปที่ปลายเท้าก็ด ี ความรู้สึกของการ ๒๘๘ • ๒ ๓ ธั น ว า ค ม ๒ ๕ ๔ ๙


เคลื่อนไหวก็ดี ก็เป็นการกำหนด มีการกำหนดอย่างต่อเนื่อง หรือ ถ้าหากว่าอิริยาบถอื่น ทั้งยืน ทั้งนอน เราก็ยังมีลมหายใจเข้าลม หายใจออก เรายังมีความรู้สึกภายในร่างกายของเราอยู่ เราก็อาศัย ความรู้สึกภายในร่างกาย ความรู้สึกของลมเข้าลมออกเป็นฐานใน การกำหนดเพื่อให้มีสติต่อเนื่อง เวลาสติของเราต่อเนื่อง เราก็สามารถที่จะคอยสังเกตดูว่า กายของเราเป็นของไม่เที่ยง เวทนาของเราก็เป็นไม่เที่ยง จิตของเรา ก็ เ ป็ น ของไม่เที่ยง ก็เป็นที่น่าสังเกตของเช่ น สติ ป ั ฏ ฐาน ในการ กำหนดจิต เวทนาก็เช่นเดียวกัน ที่จริงไม่ใช่ว่าเราต้องหาเวทนาไหน เป็นเวทนาที่ถูกต้องจึงจะกำหนด เพราะว่ามีเวทนาแบบไหน สุข เวทนาก็ดี ทุกขเวทนาก็ดี อทุกขมสุขเวทนา เวทนาที่เป็นกลางๆ มันก็คอยเปลี่ยนอยู่ตลอด แต่ว่าเราก็สามารถที่จะกำหนดได้ แบบ ไหนก็ได้ มีอะไรเกิดขึ้นให้กำหนดอยู่ตรงนั้น จิตของเราก็เช่นเดียวกัน อย่างในสติปัฏฐานสูตรพระพุทธเจ้าแนะนำให้จิตที่มีความโลภก็รู้จัก ว่าเป็นจิตที่มีความโลภ จิตที่ไม่มีความโลภก็รู้ว่าเป็นจิตที่ไม่มีความ โลภ จิตที่มีความโกรธก็รู้ว่าเป็นจิตที่มีความโกรธ จิตที่ไม่มีความ โกรธก็รู้ว่าเป็นจิตที่ไม่มี