Page 1

ปีที่ 1 ฉบับที่ 3 กันยายน - ตุลาคม 2555

จุลสารรังสีเทคนิคนเรศวร รังสีเทคนิคนเรศวร

ความเคลื่อนไหวและกิจกรรมวิชาการรังสีเทคนิค ผลทางชีวภาพในการตรวจ MRI

การสร้างหัววัดเรืองรังสีแบบพกพาสาหรับเครื่องตรวจไทรอยด์อัพเทค

ว่าด้วยเรื่องการแบ่งชนิดสารทึบรังสี ระบบปรับปริมาณรังสีแบบอัตโนมัติสาหรับการตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตด โทโมกราฟฟี เครื่องมือสาหรับการดูแลระบบเครือข่าย

Image guided radiation therapy โรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์

ภัยจากแสงแดดและวิธีป้องกัน

ภาควิชารังสีเทคนิค คณะสหเวชศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร จ.พิษณุโลก 65000


หน้า 2

จุลสารรังสี เทคนิคนเรศวร

สารจากบรรณาธิการ จุลสารรังสี เทคนิคนเรศวร ฉบับนี้ เป็ นฉบับที่สามของจุลสารรังสี เทคนิ คนเรศวร แล้วนะคะ สาหรับผูท้ ี่ติดตามเรามาตั้งแต่ฉบับที่หนึ่ งคง ทราบดี ว่า จุ ล สารรั ง สี เทคนิ ค นเรศวร จัดท าขึ้ น เพื่ อเป็ นสื่ อในการให้ ข ้อมู ล ความรู ้ ท างวิช าการความก้า วหน้า ทาง เทคโนโลยีของเครื่ องมือและเทคนิคที่เกี่ยวข้องกับงานทางด้านรังสี วทิ ยา รวมทั้งความรู ้ทางด้านการประกันคุณภาพของ งานและการให้บริ การทางด้านรังสี วทิ ยา ความเคลื่อนไหวและกิจกรรมต่างๆ ที่เกี่ยวข้องทั้งความเคลื่อนไหวในวิชาชี พ รั งสี เทคนิ ค การวิจยั ทั้ง งานวิจยั ของอาจารย์ในภาควิช ารั ง สี เทคนิ คและโครงงานวิชาชี พนิ สิตสาขาวิชารั งสี เทคนิ ค เกร็ ดความรู ้ที่สามารถนามาประยุกต์ใช้ในชีวติ ประจาวันและการพัฒนาการปฏิบตั ิงาน เพื่อให้เกิดการพัฒนางานวิชาชี พ สาขารังสี เทคนิคและระบบการให้บริ การด้านรังสี วทิ ยาให้มีคุณภาพและประสิ ทธิ ภาพอย่างต่อเนื่องและยัง่ ยืนต่อไปค่ะ ดังนั้นคณะผูจ้ ดั ทาจึ ง หวังเป็ นอย่า งยิ่งว่าจุ ลสารฉบับ นี้ จะเป็ นสื่ อกลางที่ ใ นการเผยแพร่ ข ้อมูล ข่า วสารทาง วิชาการให้กบั บุคคลากรที่เกี่ยวข้อง ซึ่ งได้แก่ นักรังสี การแพทย์ เจ้าพนักงานรังสี การแพทย์ และบุคลากรทางการแพทย์ และสาธารณสุ ขที่เกี่ยวข้องได้เป็ นอย่างดี

บรรณาธิการ

อาจารย์ชญั ญาทิพญ์ สุ วรรณสิ งห์

กองบรรณาธิการ

ดร.พาชื่น โพทัพ

ดร.นันทวัฒน์ อู่ดี

อาจารย์ประธาน วงศ์ตาหล้า

อาจารย์สุมาลี ยับสันเทียะ

ผูช้ ่วยศาสตราจารย์ ดร.อรุ ณี เหมะธุ ลิน

อาจารย์กิ่งกานต์ อภิวฒั นสุ เมธ

ผูช้ ่วยศาตราจารย์ ดร.ภัสสุ รีย ์ ชีพสุ มนต์

อาจารย์ธญ ั รัตน์ ชูศิลป์

ดร.ธันยวีร์ เพ็งแป้ น

อาจารย์กานต์สินี ยาสมุทร

นางสาวสุ ทธิ วรรณ มีแท่ง นางสาวณิ ชาพัชร์ หนชัย

นายวินยั พระรอด


ปี ที่ 1 ฉบับที่ 3

หน้า 3

ความเคลือ่ นไหวและกิจกรรมวิชาการรังสีเทคนิค ข่าวความเคลื่ อนไหวทางวิชาการรังสี เทคนิ ค ล่ า สุ ด ผมขอเล่ า ให้ ท่ า นผู ้อ่ า นทราบถึ ง โครงการที่ กระทรวงสาธารณสุ ข ได้จดั ขึ้ นเมื่ อ วันที่ 14 มี นาคม 2556 ที่ ผ่า นมา ซึ่ ง ได้จดั ให้มี ก ารสัม มนา 9 สาขา 2 ศาสตร์ ก ารประกอบโรคศิ ล ปะ เพื่ อ เตรี ย มความ พร้อมในการทาข้อตกลงยอมรับร่ วมในคุณสมบัติทาง วิ ช าชี พ (Mutual Recognition Arrangement : MRA) ของประชาคมเศรษฐกิจอาเซี ยน ตามที่ ท ราบกั น ดี ว่ า อี ก ไม่ น านนี้ จะเกิ ด ปรากฏการณ์เปลี่ยนผ่านเข้าสู่ การเป็ นหนึ่งเดียวกันของ กลุ่ มประเทศในภูมิภาคเอเชี ยตะวันออกเฉี ยงใต้ โดย ทางรัฐบาลนั้นได้ผลักดันให้เกิ ดความพร้ อมการเข้าสู่ ประชาคมอาเซี ย นอย่ า งเต็ ม ที่ โดยมี ก ารก าหนด นโยบายด้านบริ การสุ ขภาพของประเทศจานวนมาก ตลอดจนสนับสนุนให้มีการทาข้อตกลงยอมรับร่ วมใน คุณสมบัติทางวิชาชี พ รองรับการเคลื่อนย้ายแรงงาน ฝี มื ออย่า งเสรี ใ นประชาคมเศรษฐกิ จ อาเซี ย นหรื อ ที่ เรี ยกกันว่า “MRA” นัน่ เอง

ดร.นันทวัฒน์ อู่ดี หัวหน้ าภาควิชารังสีเทคนิค

ทั้ง นี้ ก็ เพื่ อให้เ กิ ดความสะดวกในการขอรั บ ใบอนุ ญาตประกอบวิชาชี พ ซึ่ งขณะนี้ อาเซี ย นได้ล ง น า ม MRA ไ ป แ ล้ ว จ า น ว น 3 ส า ข า วิ ช า ชี พ ประกอบด้วย สาขาวิชาชี พพยาบาล เป็ นวิชาชี พแรก ตามด้วยแพทย์และทันตแพทย์ โดยยังมีอีก 9 สาขา 2 ศาสตร์ ก ารประกอบโรคศิ ล ปะตาม พ.ร.บ. การ ประกอบโรคศิลปะ พ.ศ 2542 ที่ยงั ไม่ได้ลงนาม ได้แก่ สาขาการแพทย์แ ผนไทย สาขาการแพทย์แ ผนไทย ประยุ ก ต์ สาขาการแก้ไ ขความผิ ด ปกติ ข องการสื่ อ ความหมาย สาขากิจกรรมบาบัด สาขาเทคโนโลยีหวั ใจ และทรวงอก สาขารั ง สี เทคนิ ค สาขา จิ ต วิ ท ยาคลิ นิ ก สาขากายอุ ป กรณ์ สาขา การแพทย์แผนจีน ทัศนมาตรศาสตร์ และ ศาสตร์ ไ คโรแพรคติ ก ส าหรั บ สาขารั ง สี เทคนิ ค นั้ นได้ มี ก ารพู ด คุ ย เพื่ อ ก าหนด แนวทางในการเตรี ย มความพร้ อมการทา MRA ด้วยเช่ นกัน ผมขอเล่าให้ฟังต่อฉบับ หน้าครับโปรดติดตามครับ


หน้า 4

จุลสารรังสี เทคนิคนเรศวร

ผลทางชีวภาพในการตรวจ MRI

ที่มา : http://www.cosmetictattoo.org

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อรุณี เหมะธุลนิ

โดยทัว่ ไปเมื่อมีผปู ้ ่ วยหรื อบุคคลทัว่ ไปมาสอบถามเราว่าการตรวจด้วยเครื่ องคลื่นไฟฟ้ าสนามแม่เหล็กแรงสู ง (Magnetic Resonance Imaging : MRI) นั้นมีอนั ตรายหรื อไม่ เรามักจะบอกว่าไม่เป็ นไร เพราะ MRI เป็ นการตรวจที่ ไม่ใช้รังสี แต่จริ งๆ แล้ว ท่านทราบหรื อไม่วา่ การตรวจด้วยเครื่ อง MRI มีผลทางชีวภาพต่อสิ่ งมีชีวติ อย่างไร ในการตรวจ MRI นั้น จะมีผเู ้ ข้ารับการตรวจและ เจ้าหน้าที่จะต้องเข้าไปในห้องที่มีสนามแม่เหล็กแรงสู ง จาก Static magnetic field ซึ่ งเปิ ดอยู่ จากนั้นในขณะที่ ท าการตรวจผูป้ ่ วยจะอยู่ภ ายใต้ส นามของพลัง งาน 3 แหล่ ง คื อ Static magnetic field, Pulsed Gradient Magnetic field และ Radio Frequency field ดังภาพ

(ที่มา : http://www.magnet.fsu.edu)

ซึ่ งถามว่าทั้งสามสิ่ งนี้ จะส่ งผลใดๆ ต่อร่ างกายของเรา ได้หรื อไม่ คาตอบก็คือได้ โดยผลทางชี วภาพของ MRI เมื่ ออธิ บ ายในแง่ ข อง dose-response relation ship นั้น ผลของ MRI จะเป็ นลัก ษณะ Deterministic effect ใน แบบ Threshold and non-linear ดังภาพ


ปี ที่ 1 ฉบับที่ 3

หน้า 5

ซึ่ งก็คือ จะเกิดผลทางชีวภาพได้ก็ต่อเมื่อได้รับในปริ มาณเกิน threshold แต่ถา้ ต่ากว่านั้นจะไม่เป็ นอะไร ถามว่าผลทาง ชี วภาพที่เกิดขึ้นนั้นมีอะไรบ้าง ซึ่งก็จะแบ่งออกเป็ นผลที่เกิดจากการได้รับแม่เหล็กแรงสู ง จะเกิดได้ท้ งั กับผูป้ ่ วยและ เจ้าหน้าที่ที่เข้าไปในห้องตรวจที่มี Static magnetic field ถึงแม้วา่ ความแรงของสนามแม่เหล็กจะคงที่แต่เมื่อเรามีการ เคลื่ อนที่หรื อเคลื่ อนไหวก็จะทาให้ความเข้มของสนามแม่เหล็กที่ได้รับมีค่าเปลี่ ยนแปลงไปมาก ก็อาจจะทาให้เกิ ด อาการผิดปกติข้ ึนมาได้ เช่น ปวดศีรษะ เวียนหัว เกิดการกระตุกของกล้ามเนื้อ คลื่นไส้ ดัง นั้นเพื่ อลดอาการที่ จะเกิ ดขึ้นได้ ก็ค วรจะ เคลื่ อนที่หรื อเปลี่ ยนท่าทางแบบช้าๆ เช่ น การก้ม-เงย ศี ร ษะและการเดิ น เข้า หรื อ ออกจากศู น ย์ก ลางของ สนามแม่ เหล็ ก ส่ วนผลที่ เกิ ดจาก Gradient Magnetic field จะทาให้เกิ ดการเคลื่ อนที่ ของกระแสไฟฟ้ าแบบ อ่อนในร่ างกาย อาจเกิดการกระตุกของกล้ามเนื้อ การ เห็นแสงวูบวาบ ซึ่ งหากอยูใ่ น Gradient Magnetic field ที่มีการเปลี่ยนแปลงเร็ วมากก็อาจเกิดการปวดหรื อเกิ ด การเต้นของหัว ใจที่ ผิ ดจัง หวะได้ ส่ วนผลที่ เ กิ ด จาก Radio Frequency field นั้น ก็อาจทาให้เกิ ดความร้ อน เกิดขึ้นและอาจเกิดการไหม้ของผิวหนังได้ในกรณี ที่มี โลหะวางอยู่ติ ดกับ ผิ วหรื อมี เศษโลหะติ ด อยู่ภายใน ร่ างกายขณะที่ทาการตรวจ MRI

(ที่มา : http://www.webmd.com)

ดั ง นั้ น ในการตรวจ MRI จึ ง มี recommendation Limits ว่าควรใช้ความแรงเท่าไหร่ จึงจะปลอดภัย ตัวอย่าง ดังแสดงในตาราง

หากสนใจในรายละเอียด ขอข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ผูช้ ่วยศาสตราจารย์ ดร.อรุ ณี เหมะธุลิน ภาควิชารังสี เทคนิค คณะสหเวชศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร


หน้า 6

จุลสารรังสี เทคนิคนเรศวร

การสร้ างหัววัดเรืองรังสีแบบพกพาสาหรับเครื่องตรวจไทรอยด์ อพั เทค เรื่องเล่าจากงานวิจัยของนิสิตรังสี เทคนิค :

ดร.นันทวัฒน์ อู่ดี

ผลงานวิ จ ัย ของนิ สิ ต รั ง สี เ ทคนิ ค ฉบับ นี้ เป็ น ผลงานที่เกิ ดจากการต่อยอดผลงานวิจยั การสร้างหัววัด เรื องรั ง สี ช นิ ดสารอนิ นทรี ย ์ (1) โดยคณะผูว้ ิจยั ครั้ งนี้ ประกอบด้ว ย นางสาวทิ พ วรรณ ปอปรี ด า นางสาว สุ นิษา คนชม และนางสาวสุ มิตตา กาฬสุ วรรณ โดยมี ดร.นันทวัฒน์ อู่ดี เป็ นอาจารย์ที่ปรึ กษางานวิจยั สาหรับ แนวคิดการศึกษาวิจยั ครั้งนี้ เกิ ดจากการตรวจรักษาต่อม ไทรอยด์ทางเวชศาสตร์ นิวเคลียร์ น้ นั นับวันจะมีจานวน เพิ่มมากขึ้ น แต่จานวนเครื่ องไทรอยด์อพั เทคที่ ใช้ใ น การตรวจกลับ มี จานวนค่ อนข้า งน้อย เนื่ องจากราคา แพง จะมี ใช้ก็เฉพาะตามโรงพยาบาลขนาดใหญ่ไม่กี่ โรงพยาบาลเท่ า นั้น นอกจากนี้ หัว วัด รั ง สี ข องเครื่ อ ง ไทรอยด์อพั เทคที่ มีขนาดใหญ่ทาให้การเคลื่ อนย้ายไม่ สะดวกและจะต้องใช้ห้องที่มีขนาดใหญ่ ทาให้เป็ นที่มา ของการศึกษาวิจยั ครั้งนี้

โดยมี ว ัต ถุ ป ระสงค์ เ พื่ อ สร้ า งหั ว วัด รั ง สี ไทรอยด์อพั เทคแบบพกพาที่ มีตน้ ทุนต่ าและมี ขนาด เล็ก สามารถทาการเคลื่อนย้ายได้ง่าย อีกทั้งสามารถ ใช้ในห้องที่มีขนาดเล็กได้ สาหรับการสร้างหัววัดเรื อง รังสี ในครั้ งนี้ ใช้ผลึ ก CsI(Tl) ที่ ได้ผ่านการสอบเที ยบ ประสิ ทธิ ภ าพแล้ ว ( 1) โดยมี ข้ ัน ตอนการท าวิ จ ัย ที่ ประกอบด้ว ย น าผลึ ก เรื องรั ง สี เ ชื่ อ มต่ อ กับ หลอด ทวี คู ณ อิ เ ล็ ก ตรอนและหุ ้ ม ด้ ว ยแผ่ น อลู มิ เ นี ย มเพื่ อ ป้ องกันแสงจากภายนอก ดังแสดงในภาพ

จากนั้นนาหัววัดรั งสี ที่ได้ไปประกอบเข้ากับอุ ปกรณ์ จับยึดหัววัดเรื องรังสี แบบพกพาที่ ได้ออกแบบขึ้นให้ เหมาะสมกับการใช้งานที่หลากหลายสามารถเคลื่อนที่ ขึ้นลงและหมุนได้ 360 องศา ดังแสดงในภาพ


ปี ที่ 1 ฉบับที่ 3

หน้า 7

จากนั้นทาการเก็บรวบรวมข้อมูลการวัดปริ มาณรังสี เพื่อหาขนาดของคอลลิเมเตอร์ จากการศึกษาความยาว และความหนาของตะกัว่ ที่เหมาะสมเพื่อป้ องกันรังสี กระเจิงจากภายนอกดังแสดงในภาพ เมื่อได้ขนาดของคอลลิเมเตอร์ที่เหมาะสมแล้วจึงได้ทาการวิเคราะห์และทดสอบประสิ ทธิภาพหัววัดเรื องรังสี ตามมาตรฐานของสานักงาน พลังงานปรมาณู ระหว่างประเทศ (IAEA) (2) ผลการทดสอบความหนาของตะกัว่ สาหรับทา เป็ นคอลลิ เ มเตอร์ พบว่ า ตะกั่ ว ที่ มี ค วามหนา 2.5 มิลลิ เมตร ยาว 6 นิ้ ว มี ความเหมาะสมสาหรั บใช้เป็ น คอลลิ เมเตอร์ ของหั ว วัด เรื องรั ง สี เนื่ องจากมี ความสามารถในการแจกแจงพลังงานดีที่สุด สาหรับ ผลการวิเคราะห์และทดสอบประสิ ทธิ ภาพหัววัดเรื อง รังสี แบบพกพานั้นอยู่ภายใต้ขอบเขตการยอมรั บตาม มาตรฐานสากล หัว วัด เรื อ งรั ง สี แ บบพกพาส าหรั บ เครื่ องไทรอยด์อพั เทคที่สร้ างขึ้นสามารถทาการตรวจ ต่อมไทรอยด์ได้ท้ งั ท่านัง่ และท่านอน ดังภาพ

ข้อ ดี ข องหั ว วัด เรื องรั ง สี ที่ ส ร้ า งขึ้ นคื อ มี ข นาดเล็ ก เคลื่อนย้ายได้ง่ายและมีตน้ ทุนในการผลิ ต ต่า โดยคณะผูว้ ิจยั คาดหวังว่าจะสามารถ นาหัววัดเรื องรั ง สี ที่ส ร้ า งขึ้ นไปใช้เป็ น หัววัดเรื องรังสี แบบพกพาสาหรับเครื่ อง ไทรอยด์ อ ัพ เทคในโรงพยาบาลต่ า งๆ หรื อสามารถน าไปใช้ เ ป็ นอุ ป กรณ์ ส าหรั บ การเรี ยนการสอนเพื่ อ เพิ่ ม ประสิ ทธิ ภ าพในการเรี ยนของนิ สิ ต ต่อไปได้

เอกสารอ้างอิง 1. พลวัฒน์ สถาน, สุดารัตน์ หอมชื่น, อาพชรดา บัวบาน และนันทวัฒน์ อู่ดี. การพัฒนาหัววัดเรื องรังสี เพื่อใช้ในงานการ ป้ องกันอันตรายจากรังสี : คณะสหเวชศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร ; 2554. 2. IAEA. Quality control of nuclear medicine instruments 1991. Vienna: International Atomic Energy Agency; 1991.


หน้า 8

จุลสารรังสี เทคนิคนเรศวร

ว่าด้ วยเรื่องการแบ่ งชนิดสารทึบรังสี 2. Positive contrast media เป็ นสารที่ ทึ บ รั ง สี เกื อ บ ทั้งหมดที่ใช้กนั ในปั จจุบนั และแบ่งออกเป็ น Inorganic compound แบ่งเป็ น 2 ชนิด ดังนี้ - Non iodine compound ได้แ ก่ เช่ น BaSO4 สาหรับใช้ในการศึกษาระบบทางเดินอาหาร อาจารย์ ประธาน วงศ์ ตาหล้ า

สารทึบรังสี (Contrast media) คือสารที่เราใส่ เข้าไปในร่ างกายแล้วทาให้เห็นความแตกต่างของ อวัยวะภายในร่ างกายได้จากการตรวจพิเศษทางรังสี

- Iodine compound ได้แ ก่ สารละลาย Nal, KI ซึ่ งเราใช้ศึกษาระบบปั สสาวะส่ วนปลาย Organic compound ก็ เ ป็ นสารทึ บ รั ง สี ที่ ใ ช้ อ ยู่ มากที่สุด ซึ่งมีโครงสร้างดังรู ป

ชนิดของสารทึบรังสี การแบ่งชนิดของสารทึบรังสี อาศัยคุณสมบัติ ต่างๆ เช่น คุณสมบัติทางฟิ สิ กส์ เคมี Osmotic pressure หรื อแบ่งตามการใช้งานนั้น สามารถแบ่งชนิดของสาร ทึบรังสี ได้ดงั นี้ 1. Negative contrast media เป็ นสารโปร่ งรั ง สี ซึ่ ง สามารถมองเห็นเป็ นสี ดาในภาพถ่ายรังสี มีอยูห่ ลายชนิ ด ได้แก่ - อากาศ เป็ นสารที่นิยมใช้ เนื่ องจากหาง่าย สะอาด และประหยัด - ก๊าซต่าง ๆ เช่ น ออกซิ เจน คาร์ บอนไดออกไซด์ และ Ethylene ซึ่ ง มี คุณสมบัติที่ดีกว่าอากาศคื อสามารถ ดูดซึ มได้เร็ วกว่า

สารทึ บ รั ง สี ช นิ ด นี้ ประกอบด้ว ย Benzene ring 1 วงเรี ยกว่ า Monomeric triiodobenzoic contrast media (Monomeric contrast media) ยังคงมีความเป็ นพิษ สู ง จึ ง ได้มีการพัฒนาโดยการเพิ่ม Benzene ring อี ก 1 วง และ เรี ย กสารทึ บ รั ง สี ช นิ ด นี้ ว่า Dimeric triiodobenzoic contrast media (Dimeric contrast media) ทาให้สารทึบรังสี น้ ี มีความเป็ นพิษน้อยลง มีโครงสร้างดังรู ป


ปี ที่ 1 ฉบับที่ 3

หน้า 9

Organic compound ยังแบ่งออกเป็ นชนิดย่อยๆ ดังนี้คือ - Oil soluble เป็ นสารทึ บ รั ง สี ที่ ล ะลายในน้ า มัน ได้แก่ Myodil ที่ใช้ในการตรวจ myelography และ Lipiodol ที่ใช้ในการศึกษา lymphangiography เป็ นต้น - Water soluble เป็ นสารทึบรังสี ที่ละลายในน้ าได้ เป็ นกลุ่มที่ถูกนามาใช้มากที่สุด โดยเฉพาะระบบทางเดิน ปั สสาวะและระบบไหลเวียนของโลหิ ต สารทึบรังสี ใน กลุ่ มของ Water soluble นี้ ย งั แบ่ งออกตามเกลื อที่ มาจับ ในตาแหน่ ง Carbon atom ที่ 1 ว่าเป็ นเกลื อที่ แตกตัวให้ ประจุไฟฟ้ าหรื อไม่ (บางตาราระบุวา่ เป็ นเกลือที่เป็ นกรด หรื อไม่) มีอยู่ 2 ชนิด ดังนี้คือ 1. Ionic group คื อ เป็ นสารที่ มี ก ารแตกตัว ให้ ประจุไฟฟ้ า 2. Nonionic group คือ เป็ นสารที่ไม่มีการแตกตัว ให้ประจุไฟฟ้ า นอกจากนี้แล้วยังมีการแบ่งสารทึบรังสี ตาม Osmotic pressure ออกเป็ น 3 ประเภท ดังนี้

First generation (High osmolarity; HOCM) เป็ น สารทึบรังสี ที่มีค่า Osmolarity สู ง (ประมาณ 1,000 mOsm ขึ้นไป) และมักจะเป็ นสารทึบรังสี ที่เป็ น Monomeric Ionic contrast media ตัว อย่ า งของสารทึ บ รั ง สี ก ลุ่ ม นี้ ได้แ ก่ เ ก ลื อ Diatrizoate (Urografin, Hypaque, angiografin), Conray และ Telebrix เป็ นต้น Second generation (Low osmolarity; LOCM) เป็ นสารทึ บ รั ง สี ที่ มี Osmolarity ประมาณ 500-1,000 mOsm แบ่งออกเป็ น 2 ชนิดดังนี้ - Dimeric Ionic contrast media ได้แก่ Hexabrix - Monomeric nonionic contrast media ไ ด้ แ ก่ Omnipaque, Amipaque, Ultravist และ Xenetrix เป็ นต้น Third generation (Iso osmolarity) เป็ นส า รทึ บ รั งสี ที่ มี Osmolarity ใกล้เคี ย งกันกับ Plasma ของมนุ ษ ย์ มักจะเป็ น Dimeric Ionic contrast media ตัวอย่างสารทึ บ รังสี น้ ี ได้แก่ Visipaque และ Iotolane เป็ นต้น

- First Generation - Second Generation - Third Generation

ที่มา: http://www.e-radiography.net

เอกสารอ้างอิง 1. American College of Radiology. Manual on Contrast Media. 4th ed. Reston, Va: ACR; 1998. 2. Jureerat T, Contrast Medium by Jureerat, Anucha 98 0n Slideshare; Aug 2008.Available from URL: http:// www.slideshare.net


หน้า 10

จุลสารรังสี เทคนิคนเรศวร

Image guided radiation therapy สวัสดี ค่ะคุ ณผูอ้ ่านทุ กท่าน จุ ลสารฉบับนี้ ดิฉันขอ กล่าวถึงเทคนิ คทางรังสี รักษาอีกเทคนิ คหนึ่ งที่ได้รับความ นิยมในปั จจุบนั นัน่ ก็คือ Image guide radiation therapy เ ท ค นิ ค Image guided radiation therapy ห รื อ IGRT เป็ นระบบภาพน าวิ ถี คื อ น าภาพทางรั ง สี ม าช่ ว ย ตรวจสอบความถูกต้องก่อนการฉายรังสี โดยสามารถช่ วย เพิ่ ม ความถู ก ต้อ งแม่ นย าในการฉายรั ง สี และช่ วยให้ก าร รักษามี ประสิ ทธิ ภาพมากยิ่งขึ้น โดยจะทาการจัดท่าผูป้ ่ วย ภายในห้องฉายให้เหมือนกับการฉายจริ ง จากนั้นสร้างภาพ ทางรังสี ออกมาและนาภาพจากห้องฉายนี้ไปเทียบกับภาพที่ ได้ม าจากขั้นตอนการจาลองการรั กษา (Simulation) หรื อ เทียบกับภาพ DRRs โดยส่ วนใหญ่เทคนิ ค IGRT นั้นจะใช้ ร่ วมกับเทคนิคการรักษาที่มีความซับซ้อนและทันสมัย เช่น Intensity Modulated Radiotherapy (IMRT), และ Volumetric Modulated Arc Therapy (VMAT) เพื่ อ ให้ ไ ด้ค วามถู ก ต้องแม่นยาในการฉายรังสี มากที่สุดนัน่ เอง เมื่ อกล่ า วถึ ง IGRT ทุ ก คนอาจจะคิ ดว่า ต้องสร้ า ง ภาพเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ เท่านั้น แต่ความจริ งแล้ว Image guided แปลว่า การนาภาพมานาทาง ฉะนั้นภาพ ณ ที่น้ ี จะ เป็ นภาพใดก็ ไ ด้ใ นทางรั ง สี ยกตัวอย่า งเช่ น ภาพอัล ตรา ซาวด์ ภาพเอกซเรย์ทวั่ ไป 2 มิติ ภาพเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT) เป็ นต้น

อาจารย์ สุมาลี ยับสันเทียะ

ที่มา : http://www.bmc.org/

คราวนี้ เรามาเจาะลึ กถึ งการสร้ างภาพทาง รั ง สี แ ต่ ล ะชนิ ด กัน เลยนะคะ ส าหรั บ ภาพอัล ตรา ซาวด์ นั้ นได้ ม าจากการใช้ เ ครื่ องอัล ตราซาวด์ นัน่ เอง ส่ วนภาพเอกซเรย์ท วั่ ไป 2 มิ ติ นั้นอาจจะ เป็ นภาพที่ได้จาก Portal image จากการทา port film หรื อ การใช้ EPID ก็ ไ ด้น ะคะ โดยจะใช้พ ลัง งาน เอกซเรย์ในช่ วงเมกะโวลต์ (MV) ในการสร้างภาพ และภาพ radiography ที่ได้มาจากการสร้างโดยใช้ พลังงานเอกซเรย์ในช่ วงกิ โลโวลต์ (kV) ซึ่ งจะให้ ภาพที่มีรายละเอียดที่ดีกว่าภาพจาก EPID หรื อ film


ปี ที่ 1 ฉบับที่ 3

หน้า 11

แล้วพลังงานเอกซเรย์ในช่วงกิโลโวลต์น้ นั ได้มา ได้อย่างไร ได้มาจากการที่ นาเอาแหล่ งกาเนิ ดเอกซเรย์ พลังงานในช่ วงกิ โลโวลต์ (kV source) และตัวรั บภาพ มาติดเข้า ที่ gantry ของเครื่ องฉายโดยจะทามุ มกับ MV source เป็ นมุ ม 90 องศา นั่นเอง ดังรู ป จากวิวฒั นาการ ของเครื่ องเร่ งอนุ ภ าคในปั จ จุ บ ัน ท าให้ น อกจากจะ สามารถสร้างภาพเอกซเรย์ 2 มิติออกมาแล้ว ยังสามารถ สร้ างภาพตัดขวางออกมาได้ด้วย จากที่ กล่ าวมาแล้วว่า ภาพเอกซเรย์ 2 มิ ติ มี 2 แบบ คื อ ภาพจาก MV source และ kV source ดัง นั้น ภาพตัด ขวางหรื อ ภาพ 3 มิ ติ ก็ ได้มาจาก MV source และ kV source ได้เช่นเดียวกัน

ที่มา : http://medpure.blogspot.com

ซึ่ งภาพตัดขวางหรื อภาพเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT) จาก MV source เราจะเรี ยกว่า Megavoltage - Cone Beam Computed Tomography (MV CBCT) และจาก kV source เราจะเรี ยกว่า kilo-voltage CBCT แล้วทาไมจึงเรี ยกว่าเป็ น Cone beam ทั้งนี้เนื่ องจากลารังสี ที่ออกมาไม่เป็ น pencil beam เหมือนกับเครื่ องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ ทวั่ ไป แต่ลารังสี ของ CBCT นั้นจะออกมาเป็ นรู ปกรวย ตามขนาดของตัวรับรังสี นนั่ เอง โดยการเก็บข้อมูลอาจจะสแกน 360 องศา หรื อ เพียง 200 องศา ก็ได้ ทั้งนี้ข้ ึนอยูก่ บั ความสามารถของเครื่ อง และบริ เวณที่ทาการสร้างภาพด้วย ถ้าเป็ นบริ เวณที่มีขนาด เล็ก เช่น ศีรษะ จะสแกนเพียง 200 องศาก็เพียงพอ เพื่อให้เข้าใจมากขึ้นขอยกตัวอย่างรู ปเครื่ องเร่ งอนุ ภาคที่มีส่วนของ MV source และ EPID กับ kV source และตัวรับภาพมาให้ดู ดังรู ปค่ะ

MV source

kV

EPID

Detector ของ

สาหรับเครื่ องเร่ งอนุภาครุ่ นใหม่ๆ ก็มกั จะมีส่วนสร้างภาพ จาก kV source นี้เพิ่มเข้ามาเพื่อรองรับกับเทคนิ ค IGRT ทั้งในการ สร้างภาพ 2 มิติ อันจะได้ภาพที่มีรายละเอียดและคอนทราสที่ดีกว่า ภาพจาก EPID และสามารถสร้างภาพ kV CBCT ได้อีกด้วย ฉบับนี้ดิฉนั ขอเล่าถึงเทคนิ ค IGRT และอุปกรณ์สร้างภาพ เพื่อทา IGRT ไว้พอสังเขปเพียงเท่านี้ สาหรับจุลสารฉบับหน้าจะ ขอเล่าถึงงานวิจยั ของนิ สิตปี 4 โดยเป็ นการหาปริ มาณรังสี ดูดกลื น ที่ อวัยวะต่า งๆ ได้รับ จากการสร้ า งภาพ kV CBCT ในโหมดการ สร้ า งภาพบริ เ วณศี ร ษะและล าคอ เพราะนอกจาก IGRT จะมี ประโยชน์ ใ นด้า นเพิ่ ม ความถู ก ต้องของการฉายรั ง สี แล้ว แต่ ใ น ขณะเดียวกันเราก็ตอ้ งคานึงถึงปริ มาณรังสี ที่ผปู ้ ่ วยจะได้รับจากการ สร้ างภาพนั้นๆ ด้วย ฉบับนี้ ขอทิ้งท้ายไว้เพียงเท่านี้ นะคะ แล้วพบ กันฉบับหน้า รับรองว่ามีความรู ้ ดา้ นงานวิจยั ที่น่าสนใจมา update ให้ทุกท่านได้ติดตามกันแน่นอนค่ะ


หน้า 12 6

จุลสารรังสี เทคนิคนเรศวร

ระบบปรับปริมาณรังสีแบบอัตโนมัตสิ าหรับการตรวจเอกซเรย์ คอมพิวเตดโทโมกราฟฟี การตรวจวินิจฉัยโรคด้วยเครื่ องเอกซเรย์คอมพิวเตดโทโมกราฟฟี (Computed Tomography) แม้จะให้ผลตรวจที่ชดั เจนและแม่ยาขึ้นเมื่อเทียบกับการถ่ายภาพเอกซเรย์ ทัว่ ไป แต่ปริ มาณรั งสี ที่ใช้ในการตรวจก็เพิ่มมากขึ้ นจนอาจก่ อให้เกิ ดผลทางชี ววิทยา (Stochastic Effect) กับอวัยวะที่มีความไวต่อรังสี สูงได้ ดังนั้นการเลื อกใช้เทคนิ คในการ ตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ จึงมีความสาคัญมากต่อปริ มาณรังสี ที่ผปู ้ ่ วยจะได้รับ เครื่ องเอกซเรย์ค อมพิ ว เตดโทโมกราฟฟี ในปั จ จุ บ ัน นอกจากพัฒ นาให้ มี อาจารย์ธญ ั รัตน์อาจารย์ ชูศิลป์ธัญรัตน์ ชูศิลป์ ประสิ ทธิ ภาพเพิ่มมากขึ้นแล้วยังเพิ่มความสามารถในการลดปริ มาณรังสี ให้กบั ผูป้ ่ วยด้วย ระบบปรับปริ มาณรังสี แบบอัตโนมัติ (Automatic Exposure Control) โดยการปรับค่ากระแสหลอด (Tube Current Modulation) แบบ 3 มิติ คือ ตามแนวการหมุนของหลอดเอกซเรย์ (x-y plane ; Angular Modulation) และแนวการเคลื่อนที่ ของผูป้ ่ วยขณะทาการสแกน (z-axis; Longitudinal Modulation) ซึ่งระบบ AEC จะประเมินค่าปริ มาณรังสี ที่เหมาะสมกับ ผูป้ ่ วยจาก ขนาด รู ปร่ าง การดู ดกลื นรั ง สี ของร่ างกาย และคุ ณภาพของภาพ โดยใช้หลัก การประเมิ นและชื่ อเฉพาะ แตกต่างกันออกไปในแต่ละบริ ษทั ผูผ้ ลิต ดังแสดงในตารางที่ 1

Longitudinal Modulation หากสนใจในรายละเอียด ขอข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ อาจารย์ธัญรัตน์ ชูศิลป์ ภาควิชารังสีเทคนิค คณะสหเวชศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร

Angular Modulation


ปี ที่ 1 ฉบับที่ 3

หน้ หน้า า137

ตาราง 1 แสดงตัวแปรทีใ่ ช้ ในการประเมินค่ าปริมาณรังสีทเี่ หมาะสมกับผู้ป่วยและคุณภาพของภาพสาหรับการตรวจเอกซเรย์ คอมพิวเตดโทโมกราฟฟี ทรวงอกผู้ใหญ่ (Adult Thorax CT) ในระบบ AEC ของแต่ ละบริษัทผู้ผลิต

Manufacturer

AEC system

General Electric AutomA 3D

Slice

Image quality

Various

64

NI=12, Min mA= 10, Max mA= 200

Plus mode ST: Body

Philips

ACS+Z-DOM

64

200 mAs/slice

Siemens

CARE Dose 4D

64

Average/Average, Q. Ref. mAs = 100

-

Toshiba

SureExposure 3D

64

SD = 10, Min mA = 10, Max mA = 500

QDS

NI, noise index; ST, scanning type; Q. Ref., quality reference; SD, standard deviation; QDS, quantum denoising system.

ตัวอย่างการศึกษาค่าปริ มาณรังสี ยงั ส่ งผลที่ได้รับจากการตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตดโทโมกราฟฟี ทรวงอกผูใ้ หญ่ ในหุ่นจาลองของแต่ละบริ ษทั ผูผ้ ลิตโดยเปรี ยบเทียบการใช้และไม่ใช้ระบบ AEC ของ Söderberg M. และคณะ ได้ผลดัง แสดงในตารางที่ 2 ซึ่ งผลการศึกษานี้ อาจช่ วยให้ผใู ้ ช้งานเครื่ องเอกซเรย์คอมพิวเตดโทโมกราฟฟี สามารถตัดสิ นใจ เลื อกใช้เทคนิ คการปรับปริ มาณรังสี ที่เหมาะสมกับการตรวจได้มากยิ่งขึ้น เพื่อช่วยลดปริ มาณรังสี ที่ผปู ้ ่ วยจะได้รับจาก การตรวจให้นอ้ ยที่สุด ตาราง 2 แสดงค่าเฉลีย่ mAs ที่ใช้ ในการตรวจเอกซเรย์ คอมพิวเตดโทโมกราฟฟี ทรวงอกผู้ใหญ่ ของแต่ ละบริษัทผู้ผลิต และปริมาณรังสี ที่ห่ ุนจาลองได้ รับแบบใช้ และไม่ ใช้ ระบบ AEC

Manufacturer

Slice

General Electric

64

Philips

64

Siemens

64

Toshiba

64

AEC system

Mean mAs

AEC off AutomA 3D AEC off ACS+Z-DOM AEC off CARE Dose 4D AEC off SureExposure 3D

100 54 200 93 100 60 100 46

DLP (mGycm) Dose reduction(%)

403.8 210.6 605.1 296.7 358 204 720.4 293.8

47.9 51.0 43.0 59.2

AEC, automatic exposure control; DLP, dose length product; SD, standard deviation (Relative to image noise).

Mean SD

7.59 10.22 4.93 6.75 8.05 10.50 5.32 7.95

แหล่งข้ อมูลอ้างอิง ; 1. Söderberg M, Gunnarsson M. Automatic exposure control in computed tomography-an evaluation of systems from different manufacturers. Acta Radiol. 2010 Jul;51(6):625-34.


หน้า 14

จุลสารรังสี เทคนิคนเรศวร

เครื่องมือสาหรับการดูแลระบบเครือข่ าย

(ที่มา :http://www.millensys.com/products/special/broker/index.html)

เครื อข่ายเป็ นระบบที่ มีความซับซ้อน เพราะประกอบไปด้วยฮาร์ ดแวร์ และซอฟต์แวร์ หลายประเภททางาน ร่ วมกั น เช่ น Sever, Hub, Link, Switch, Modem, Access point, Router, PC, Notebook, Tablet, Smartphone และ อุปกรณ์เครื อข่ายอื่นๆที่เป็ นโครงสร้ างทางกายภาพของเครื อข่าย รวมถึ งโปรโตคอลต่างๆ ที่ใช้ควบคุมหรื อประสาน การท างานระหว่า งอุ ป กรณ์ เหล่ า นี้ ดัง นั้นก็ ไ ม่ ใ ช่ เรื่ องแปลกที่ อุ ป กรณ์ เ หล่ า นี้ อาจท างานผิดพลาดสั ก วัน หนึ่ ง อัน เนื่ องมาจากถูกใช้งานมากเกินไป อาจจะเสี ยและไม่สามารถใช้การได้เลย อย่างเช่ น สายสัญญาณขาด, Bandwidth ถูก ใช้เต็ม เป็ นต้น ผูด้ ู แลเครื อข่าย (Network Administrator) จึ งต้องทาให้ระบบเครื อข่ายใช้งานได้ตลอดเวลา สามารถ แก้ไข ป้ องกันปั ญหาต่างๆ ที่อาจเกิ ดขึ้นกับเครื อข่าย รวมทั้งการซ่ อมบารุ งรักษาระบบ นอกจากนี้ ผดู ้ ูแลเครื อข่ายต้อง สามารถควบคุมสิ ทธิ์ ของผูท้ ี่ใช้งานและป้ องกันรักษาความปลอดภัยในเครื อข่ายได้ ดังนั้นผูท้ ี่ทาหน้าที่น้ ี จะต้องมีความรู ้ ความชานาญเกี่ยวกับระบบคอมพิวเตอร์ เป็ นอย่างดีและต้องมีทกั ษะการแก้ไขปั ญหาที่เกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ ว เพราะอาจ ส่ งผลร้ายแรงต่อหน่วยงานรังสี วทิ ยาได้ เช่น หากระบบล่ม 2-3 ชัว่ โมง อาจส่ งผลทาให้การให้บริ การทางด้านรังสี วิทยา หยุดชะงัก หรื อหากเกิดการบุกรุ กทางเครื อข่ายโดยผูไ้ ม่ประสงค์ดีที่พยายามจะลักลอบเข้ามายังระบบ ผูด้ ูแลเครื อข่ายก็ ต้องหาวิธียบั ยั้งการบุกรุ กเข้าถึ งข้อมูลได้โดยเร็ ว ไม่เช่นนั้นข้อมูลผูป้ ่ วยที่เป็ นความลับก็จะถูกนาไปเผยแพร่ ต่อไปได้ หรื อในอีกกรณี คื อ เมื่ อเกิ ดปั ญหาของไวรั สแพร่ กระจายอยู่ในเครื อข่ายของแผนกรั งสี วิทยา ผูด้ ู แลเครื อข่ายต้องหา ทางแก้ไขเพื่อไม่ให้เกิดปั ญหาต่อการปฏิบตั ิงาน โดยส่ วนใหญ่แล้ว ผูด้ ูแลเครื อข่าย (Network Administrator) จะมีหน้าที่คือ กาหนดหมายเลข IP address, การ configure Router, Switch และอุ ป กรณ์ เครื อข่ า ยอื่ นๆ การบริ หารจัดการผูใ้ ช้ง านในเครื อข่ า ยโดยก าหนดบัญชี ผูใ้ ช้ (User) รู ปแบบการพิสูจน์ทราบตัวตนของผูใ้ ช้ การบริ หารจัดการเครื อข่ายไร้ สายหรื อ Wi-Fi และการเฝ้ ามอนิเตอร์ ให้ อุปกรณ์ต่างๆ ในเครื อข่ายทางานได้ตามปกติ และถ้าเกิดปั ญหา เช่น Switch เสี ย, Router ไม่ทางาน ก็ตอ้ งรี บดาเนิ นการ แก้ไขปั ญหา


ปี ที่ 1 ฉบับที่ 3

หน้า 15

การค้ นหาสาเหตุของปัญหาทีเ่ กิดขึน้ กับเครือข่ าย Ping

ใช้ตรวจสอบการเชื่ อมต่อกับเครื่ องคอมพิวเตอร์ แม่ข่าย

Nslookup ใช้ในการตรวจสอบชื่อโดเมน Traceroute ใช้ในการตรวจสอบเส้นทางการเชื่อมต่อ ใช้คาสั่ง Start Menu >>RUN>> พิมพ์ cmd แล้ว Ping IP address ที่ตอ้ งการทดสอบ เช่น ping 158.108.1.1 Nslookup ชื่อที่ตอ้ งการทดสอบ เช่น nslookup

อาจารย์ กงิ่ กานต์ อภิวฒ ั นสุ เมธ

www.google.com และ Tracert IP address ที่ตอ้ งการทดสอบ เช่น tracert 158.108.50.5

วิธีการดู IP address ของแต่ ละเครื่อง ค าสั่ ง ipconfig จะแสดงหมายเลข IP Address, Subnet Mask และ Default Gateway ของเครื่ อง โดยคลิ ก ปุ่ ม Start>Programs>Accesories>MS-DOS Prompt จากนั้ น พิ ม พ์ ค าสั่ ง ipconfig แล้ ว กด Enter โปรแกรมก็ จ ะ แ ส ด ง IP Address, Subnet Mask แ ล ะ Default Gateway ของเครื่ องให้ทราบ

ค าสั่ ง winipcfg จะแสดง Adapter Address, IP Address, Subnet Mask, Default Gateway ของเครื่ อ งเช่ น เดี ย วกับ คาสั่ง ipconfig แต่คาสั่งนี้ จะทางานบน วินโดวส์ การใช้ ค าสั่ ง นี้ ให้ คุ ณ คลิ ก ปุ่ ม Start > Run ในช่ อ ง Openให้ พิมพ์ winipcfg แล้วคลิกปุ่ ม OK จะมีหน้าต่างIP Configuration แสดงข้อมูลเกี่ ยวกับ Adapter Address, IP Address, Subnet Mask แ ล ะ Default Gateway ถ้ า ต้ อ ง ก า ร ดู ร า ย ล ะ เ อี ย ด อื่ น ๆ ค ลิ ก ที่ ปุ่ ม More Info >> ก็ จ ะ มี รายละเอี ย ดอื่ นๆ แสดงขึ้ น มาอี ก รวมทั้ง ข้อมู ล ในส่ ว น ของ Host Information ด้วย

... เตรี ยมพบกับเครื่ องมือสาหรับการรักษาความปลอดภัยในเครื อข่ายในจุลสารฉบับถัดไปค่ะ ....


หน้า 16

จุลสารรังสี เทคนิคนเรศวร

โรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ ประเทศไทยอาศัยแหล่งพลังงานเพื่อผลิตไฟฟ้ าซึ่ ง ส่ วนใหญ่นาเข้ามาจากต่างประเทศ โดยมีก๊าซธรรมชาติเป็ น แหล่งพลังงานหลัก อย่างไรก็ตามจากการที่แนวโน้มความ ต้องการไฟฟ้ าของประเทศไทยนั้นสู งขึ้นเกื อบทุกปี อีกทั้ง ทรัพยากรที่เป็ นแหล่งพลังงานก็ลดน้อยลงไปเรื่ อยๆ ทาให้ ในอนาคตประเทศไทยมี ค วามเสี่ ย งที่ จ ะเกิ ด ปั ญ หาด้า น วิกฤติพลังงาน โครงการโรงไฟฟ้ าพลังงานนิวเคลียร์ จึงถูก บรรจุลงในแผนพัฒนากาลังผลิตไฟฟ้ าของประเทศไทย

โครงสร้างการใช้พลังงานในอนาคตของประเทศไทย (ที่มา : กระทรวงพลังงาน)

เครื่ องปฏิกรณ์ปรมาณู อาศัยปฏิ กิริยาฟิ ชชันซึ่ งเกิ ด จากการที่นิวตรอนถูกดูดกลื นโดยนิ วเคลี ยสของยูเรเนี ยม ทาให้นิวเคลียสเกิดความไม่เสถียรและแตกตัวออกเป็ นสอง ส่ วน พร้ อมกับปลดปล่ อยพลังงานออกมาในรู ป ของรั ง สี และให้นิว ตรอนออกมาด้วย ซึ่ งนิ ว ตรอนสามารถท าให้ เกิ ดปฏิ กิริยาฟิ ชชันได้อีกอย่างต่อเนื่ องเป็ นปฏิ กิริยาลูกโซ่ โดยเครื่ อ งปฏิ ก รณ์ ป รมาณู แ บ่ ง ออกเป็ น 2 ประเภท คื อ เครื่ องปฏิ ก รณ์ ป รมาณู วิ จ ัย (Nuclear Research Reactor) และเครื่ องปฏิกรณ์ปรมาณู กาลัง (Nuclear Power Reactor) หรื อโรงไฟฟ้ าพลัง งานนิ วเคลี ย ร์ ส าหรั บ เครื่ องปฏิ ก รณ์ ปรมาณู วิ จ ัย มี ว ัต ถุ ป ระสงค์ เ พื่ อ การทดลอง การศึ ก ษา ค้นคว้าและผลิตสารไอโซโทปรังสี แต่ไม่ได้ ซึ่ งในประเทศ ไทยมีเครื่ องดังกล่าวใช้งานมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2505 ส่ วนเครื่ อง ปฏิ ก รณ์ ป รมาณู ก าลัง นั้ น อาศัย ความร้ อ นที่ เ กิ ด ขึ้ น จาก ปฏิกิริยาฟิ ชชันเพื่อนาไปใช้ในการผลิตไฟฟ้ าเป็ นหลัก

อาจารย์ กานต์ สินี ยาสมุทร

ส่ ว นประกอบหลัก ของเครื่ องปฏิ ก รณ์ ป รมาณู ได้ แ ก่ เชื้ อเพลิ ง นิ ว เคลี ย ร์ ยู เ รเนี ย ม-235, ต้ น ก าเนิ ด นิ ว ตรอน, สารหน่ ว งนิ ว ตรอนซึ่ งเป็ นน้ า , น้ า มวลหนัก หรื อ กราไฟต์ (ใช้ใ นการลดความเร็ ว ของนิ ว ตรอนให้มี พลั ง งานเหมาะสมต่ อ การท าปฏิ กิ ริ ยากั บ เชื้ อเพลิ ง นิ วเคลียร์ ), แท่งโบรอนหรื อแคดเมียม (ใช้ควบคุมปฎิกิริยา ฟิ ชชัน) และสารระบายความร้อน

Reactor core ของ Gosgen nuclear power plant (ที่มา : KKG)

ปรมาณูกาลัง (ที่มา : Reuters)


ปี ที่ 1 ฉบับที่ 3

หน้า 17

เครื่องปฎิกรณ์ นิวเคลียร์ ในปัจจุบัน 1. เครื่ องปฏิกรณ์ นิวเคลียร์ แบบน้าเดือด ใช้น้ าเป็ น สารระบายความร้ อน ซึ่ งหาได้ง่ายและมีประสิ ทธิ ภาพสู ง โดยน้ า ที่ อยู่ร อบแกนปฏิ ก รณ์ จะอยู่ใ นสภาวะของไอน้ า และจะถูกส่ งไปหมุนกังหันผลิตไฟฟ้ า (Turbine) โดยตรง ทาให้มีการปนเปื้ อนของสารกัมมันตรังสี เกิดขึ้นในระบบ ผลิตไฟฟ้ า

3. เครื่ องปฏิกรณ์ นิวเคลียร์ แบบน้ามวลหนัก ความ ดันสู ง (CANDU) มีหลักการทางานแบบเดียวกันกับแบบ PWR แต่ ใ ช้ น้ ามวลหนั ก (Deuterium) แทนน้ าในการ ระบายความร้ อ น และเนื่ อ งจากน้ า มวลหนั ก ดู ด กลื น นิ วตรอนได้น้อยกว่าน้ า รวมทั้งหน่ วงนิ วตรอนได้ช้ากว่า ด้วย ทาให้ปฏิกิริยานิ วเคลียร์ เกิดขึ้นได้ง่าย จึงสามารถใช้ ยูเ รนี ย มธรรมชาติ ที่ มี ค วามเข้ม ข้น ของยู เ รเนี ย ม-235 ประมาณ 0.7% มาเป็ นเชื้ อ เพลิ ง ได้เลยโดยไม่ ต้องผ่า น กระบวนการเสริ มสมรรถนะ (Enrich)

เครื่ องปฏิกรณ์นิวเคลียร์แบบน้ าเดือด (BWR) (ที่มา : United States Nuclear Regulatory Commission)

2. เครื่ องปฏิกรณ์ นิวเคลียร์ แบบน้าความดันสู ง อาศัย ความร้ อนที่เกิ ดขึ้นจากปฏิ กิริยาฟิ ชชันในระบบปิ ดถ่ายเท ไปยังระบบที่สองผ่านน้ า ซึ่งเป็ นสารระบายความร้อนและ มีการควบคุมความดันเพื่อไม่ให้น้ าในระบบแรกเดือด เมื่อ ระบบที่สองได้รับความร้ อน น้ าที่ อยู่ในระบบจะเดื อดจน กลายเป็ นไอ แล้วไปขับกังหันเพื่อผลิ ตไฟฟ้ า หลังจากนั้น ไอน้ าจะถูกควบแน่ นกลายเป็ นน้ า แล้วถูกหมุนเวียนกลับ เข้าไปในระบบเพื่อรับความร้อนต่อไป

โรงไฟฟ้ านิวเคลียร์แบบน้ าความดันสูง (PWR) (ที่มา : United States Nuclear Regulatory Commission)

เครื่ องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ แบบน้ ามวลหนักความดันสู ง (CANDU) (ที่มา : World Nuclear Association)

นอกเหนื อไปจากเครื่ องปฎิกรณ์นิวเคลียร์ ท้ งั สาม แบบข้างต้น ปั จจุบนั มีการพัฒนาเครื่ องปฏิ กรณ์ ข้ ึนมาอีก หลากหลายแบบ เช่ น เครื่ องปฏิ ก รณ์ แ บบใช้แก๊ ส Gascooled Reactor) ซึ่ งใช้ ค าร์ บอนไดออกไซด์ เ ป็ นสาร ระบายความร้ อ น, Fast Reactors ซึ่ งจะน าเชื้ อเพลิ ง นิ วเคลียร์ ที่ใช้ แล้วกลับมาใช้ใหม่ โดยจะให้กากนิ วเคลียร์ ที่มีครึ่ งชีวติ สั้น เป็ นต้น


หน้า 18

จุลสารรังสี เทคนิคนเรศวร

ภัยจากแสงแดดและวิธีป้องกัน สังเกตจากแสงแดดและอุ ณหภูมิในช่ วงนี้ พบว่าเราได้สู่หน้าร้ อนอย่างเป็ น ทางการแล้ว จึงขอพูดถึงภัยที่มากับแสงแดดในหน้าร้ อนนี้ ให้ผอู ้ ่านทุกท่านได้เตรี ยม รับมือกับแสงแดดอย่างถูกวิธี แสงแดดที่ตกกระทบพื้นโลกมีท้ งั ประโยชน์และโทษต่อ ร่ างกายเรา ประโยชน์ที่ได้รับจากแสงแดดมี อยู่หลายประการ เช่ น ช่ วยกระตุ น้ การ สร้ างวิตามิ นดี ทาให้กระดู กแข็งแรง และยังให้ความอบอุ่นแก่ ร่างกายอี กด้วย ส่ วน โทษที่ ได้รับ จากแสงแดดที่ สาคัญเลยก็คื อ ทาให้เกิ ดโรคผิวหนังอักเสบหลายชนิ ด จนถึ งโรคมะเร็ งผิวหนัง รวมถึ งสี ผิวที่ ผิดปกติ ไป เช่ น ผิวไหม้แดง ฝ้ า และกระ ซึ่ ง ส่ วนใหญ่เป็ นผลมาจากรังสี ยวู ใี นแสงแดดนัน่ เอง

ดร. ธันยวีร์ เพ็งแป้ น

รั งสี ยูวี เป็ นคลื่ น แม่เหล็กไฟฟ้ าชนิ ดหนึ่ ง มี ค วามยาวคลื่ นในช่ ว ง 200 – 400 นาโนเมตร โดยแบ่งออกเป็ น 3 ชนิ ด คือ รังสี ยูวีเอ ยูวีบี และยูวีซี ซึ่ งความรุ นแรงของรังสี ยูวีแต่ ละชนิดก็แตกต่างกัน รั งสี ยูวีเอ สามารถผ่านบรรยากาศชั้นโอโซนลงมา ได้มาก พลังงานไม่รุนแรงแต่ให้ผลสะสมระยะยาว ทาให้ ผิวหนังมีสีคล้ ามากขึ้น ผิวหนังแดงอยู่ชวั่ คราว และช่วยเร่ ง ผลกระทบจากรังสี ยวู ีบี ทาให้เกิดการไหม้และเป็ นอันตราย ต่อผิวหนังมากยิง่ ขึ้น รั งสี ยูวีบี สามารถผ่านบรรยากาศชั้นโอโซนลงมา ได้บางส่ วน แต่มีพ ลังงานสู งให้ผ ลเฉี ยบพลันมี ผลในการ ยับยั้งการสร้ างสารพันธุ กรรม DNA RNA และโปรตีน จึง ส่ งผลในการขัดขวางการเจริ ญเติ บโตของเซลล์ ทาให้เกิ ด อาการแดดเผา และมะเร็ ง ผิ ว หนั ง แต่ รั ง สี ยู วี ช นิ ด นี้ มี ประโยชน์ในการช่วยเร่ งขบวนการสร้างวิตามินดี รั ง สี ยู วี ซี จะถู ก ดู ด กลื น ไว้โ ดยบรรยากาศชั้ น โอโซน จึงไม่มีหลงเหลือลงมายังพื้นโลก

การปกป้ องผิวจากแสงแดดเป็ นสิ่ งจาเป็ นอย่าง ยิ่ง การหลี ก เลี่ ย งแสงแดดจ้า ในตอนกลางวัน การใส่ เสื้ อผ้ามิดชิ ด สวมหมวกปี กกว้างหรื อกางร่ มตลอดเมื่อ ออกแดด จนการใช้เครื่ องสาอางป้ องกันแสงแดดเป็ น สิ่ งที่ควรทาตั้งแต่อายุยงั น้อย เนื่ องจากอาการแก่ก่อนวัย ที่ เ กิ ด จากแสงแดดนั้ น เป็ นความเปลี่ ย นแปลงที่ จ ะ ปรากฏให้เราเห็นเมื่อผิวหนังภายในถูกทาลายไปมาก แล้ ว และการรั ก ษาให้ ดี เ หมื อ นเดิ ม เป็ นไปได้ย าก นอกจากนี้ แสงแดดโดยเฉพาะที่ความยาวคลื่ นในช่ วง ยูวี ยัง เป็ นตัวการในการเร่ ง การเสื่ อ มสภาพของวัส ดุ ต่างๆ เช่ น สิ่ งทอ พลาสติ ก การซี ดจางของสี และอื่นๆ อีกมากมาย ปั จจุบนั ได้มีการนาสารกันแดดมาใช้อย่าง กว้ า งขวาง อาทิ เช่ น มี การใ ช้ ส ารกั น แดดเป็ น ส่ วนประกอบในเครื่ องสาอาง ผลิ ตภัณฑ์ถนอมเส้นใย ผ้า และผลิ ต ภัณ ฑ์ เ กี่ ย วกับ เส้ น ผม เพื่ อ ปกป้ องวัส ดุ เหล่ านั้นหรื อปกป้ องสิ่ งที่ ได้รับการเคลื อบจากการใช้ ผลิตภัณฑ์ดงั กล่าวจากการทาลายของแสงแดด


ปี ที่ 1 ฉบับที่ 3

หน้า 19

หลักการเลือกใช้ ผลิตภัณฑ์ กนั แดด การเลื อ กผลิ ต ภัณ ฑ์ ก ัน แดดให้ ก ับ ผิ ว หนัง นั้น ต้องเลือกผลิตภัณฑ์ที่สามารถกันได้ท้ งั รังสี ยวู ีเอและยูวีบี ผลิ ตภัณฑ์ก ันแดดแบ่ง ออกได้เป็ น 2 กลุ่ ม คื อ Physical sunscreen และ Chemical sunscreen ส าหรั บ Physical sunscreen คือผลิ ตภัณฑ์กนั แดดที่มีสารที่มีคุณสมบัติใน การสะท้อนแสงออกไป ไม่ทาปฏิกิริยากับผิวหนังและไม่ เกิ ดการแพ้ เช่ น สาร Titanium dioxide, Zinc oxide เป็ นต้น เดิ มไม่นิยมใช้เพราะทาแล้วผิวหนังขาวมาก แต่ ปั จจุบนั สามารถทาให้สารกลุ่มนี้ มีเนื้อละเอียดขึ้น ทาให้ กันแดดได้ดีและผิวหนังไม่ขาว รวมถึ งมีความปลอดภัย ในระยะยาวด้วยสาร Zinc Oxide มี ข ้อดี ตรงที่ ส ามารถ ป้ องกัน รั ง สี ยูวีไ ด้ท้ งั สองชนิ ด ส่ วนผลิ ตภัณฑ์ ก ันแดด กลุ่ ม ที่ 2 คื อ Chemical sunscreen เป็ นสารที่ ส ามารถ ดู ดกลื นพลัง งานยูวีไว้โดยทาปฏิ กิริยากับ แสงแดดและ เปลี่ ย นองค์ป ระกอบไป ซึ่ ง ตัวมันเองบางครั้ งก็ อาจท า ปฏิ กิริย ากับผิวหนัง ได้ ทาให้เกิ ดโอกาสแพ้และระคาย เคื อง สารแต่ ล ะตัว ในกลุ่ ม นี้ จ ะมี ค วามสามารถดู ด ซับ พลังงานแสงเด่นเป็ นบางช่วงเท่านั้น เช่น กลุ่ม PABA จะ สามารถกันรังสี ยูวีบีได้ ส่ วนกลุ่ม Dibenzoylmethane จะ กันรังสี ยวู เี อได้ เป็ นต้น ผลิ ตภัณฑ์กนั แดดในปั จจุ บนั นิ ยมผสมสารกัน แดดทั้งสองกลุ่ม เพื่อเพิ่มประสิ ทธิ ภาพในการกันแดดให้ มากขึ้นและป้ องกันได้ท้ งั รังสี ยวู ีเอและยูวีบี แต่ตอ้ งระวัง เพราะการที่ มีส่วนประกอบของสารหลายชนิ ด จะเพิ่ ม โอกาสของการแพ้และระคายเคื องมากขึ้ นตามไปด้วย เช่ นกัน ผลิ ตภัณฑ์กนั แดดสาหรั บผิวคนไทยสาหรั บใช้ ประจาวันควรมีค่า SPF อย่างน้อย 15

1. การเลื อกใช้ประจาวันทุกวันควรเลื อกสารกัน แดดที่ มี ส่ วนผสมของ Physical sunscreen เพื่ อ ความ ปลอดภัยในระยะยาวและมี SPF 15 ขึ้นไป 2. ในการทากิ จกรรมกลางแจ้ง หรื อว่า ยน้ า ควร เลื อกใช้ส ารกันแดดที่ มี SPF สู ง กว่า ปกติ และควรเลื อ ก ชนิดที่กนั น้ าได้ 3. เลือกที่สามารถกันได้ท้ งั รังสี ยวู เี อและยูวบี ี 4. เลื อกที่ เหมาะสมกับ ผิวเราคื อไม่ ระคายเคื อง หรื อแพ้ 5. ใช้ให้ถูกวิธี คือต้องทาก่อนออกแดดอย่างน้อย 10 – 20 นาที ทาให้ทวั่ ใบหน้าและตัว ใช้ปริ มาณมากกว่า การทาครี มทัว่ ไป

(ที่มา :http://hilight.kapook.com/view/34628)


นิสิตภาควิชารังสีเทคนิค คณะสหเวชศาสตร์ ม.นเรศวร ได้รับรางวัลชนะเลิศ และรางวัลชมเชย ในการประกวดโครงงานนิสิต นวัตกรรมนิสิต ครั้งที่ 13 ประจาปี 2556 สาขาสร้างเสริมสุขภาพ (นวัตกรรม)

ภาควิชารังสีเทคนิค คณะสหเวชศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร จ.พิษณุโลก 65000 โทรศัพท์ 055-966323 , 055-966265

จุลสารรังสีเทคนิคนเรศวร ปีที่ 1 ฉบับที่ 3  

จุลสารรังสีเทคนิคนเรศวร ปีที่ 1 ฉบับที่ 3

Read more
Read more
Similar to
Popular now
Just for you