Page 1

ปีที่ 1 ฉบับที่ 4 พฤศจิกายน-ธันวาคม 2555

ความเคลื่อนไหวและกิจกรรมวิชาการรังสีเทคนิค

จุลสารรังสีเทคนิคนเรศวร รังสีเทคนิคนเรศวร

Radiographic Distortion

เอกซเรย์คืออะไร

สารทึบรังสี

เทคโนโลยีและความก้าวหน้าทางด้านเวชศาสตร์นิวเคลียร์

เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยทางรังสี (Radiation Safety Officer)

แนะนาผลงานโครงงานวิชาชีพของนิสิตรังสีเทคนิค

เรื่องเล่าจากงานเทคโนโลยีและนวัตกรรมของไทยประจาปี 2555

เครื่องมือสาหรับการรักษาความปลอดภัยในเครือข่ายงานรังสีวิทยา

ความคืบหน้าโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในประเทศไทย

Evaluation of Absorbed Dose and Image Quality for Different Partial Angle kV-CBCT Scans in Head and Neck Region

ภาควิชารังสีเทคนิค คณะสหเวชศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร จ.พิษณุโลก 65000


หน้า 2

จุลสารรังสีเทคนิคนเรศวร

สวัสดีค่ะท่านผู้อ่านทุกท่าน จุลสารรังสีเทคนิคนเรศวรฉบับนี้ก็เป็นฉบับที่ 4 แล้ว กองบรรณาธิการยังมี ความตั้งใจที่จะทาให้จุลสารฯนี้เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ถ่ายทอดสาระประโยชน์ นาเสนอความ ก้าวหน้าทางด้านนวัตกรรมหรือเทคโนโลยีใหม่ๆ เผยแพร่ผลงานทางรังสีเทคนิคของเราที่เป็นผลผลิตจากการ บูรณาการการเรียนการสอนกับงานวิจัยมาฝากผู้อ่านเหมือนเดิม สาหรับจุลสารฯฉบับนี้ได้มีการนาเสนอเนื้อหา เกี่ยวกับการทบทวนความรู้เก่าๆ เรื่องเล่าจากงานวิจัยและบทความที่น่าสนใจมากมาย ซึ่งทางกองบรรณาธิการ ต้องขออภัยในความล่าช้า แต่อย่างไรก็ตาม กองบรรณาธิการทุกท่านก็ได้ร่วมแรง ร่วมใจ ทุ่มเทพลังกันอย่าง เต็มที่ในเวลาที่จากัด สาหรับฉบับนี้บรรณาธิการจะขอนาเสนอวิธีการตรวจแบบ ใหม่ ที่มีชื่อว่า Magnetoencephalography ( MEG ) ซึ่งเป็น Noninvasive technique ใช้หลักการ คือ ตรวจการทางาน ของเซลล์ประสาทสมองโดยดูจากการเปลี่ยนแปลงค่าความเข้ม สนามแม่เหล็ก ซึ่ง MEG จะให้ข้อมูลที่เกี่ยวกับการทางานของ เซลล์ประสาทภายในสมองโดยตรง บางคนอาจจะมีข้อสงสัยว่า MEG ต่างกับ Electroencephalography (EEG) หรือการตรวจ คลื่นไฟฟ้าสมองตรงไหน EEG ตรวจการทางานของเซลล์ประสาท สมองโดยดูจากการเปลี่ยนแปลงทางไฟฟ้าและบันทึกประจุไฟฟ้า จากส่วนต่างๆ ของสมองผ่านออกมายังกะโหลกศีรษะถึงเครื่อง ตรวจในลักษณะของรูปคลื่น (wave) ความถี่ (frequency)และความสูงต่าของคลื่น(Amplitude) ในเวลาที่ต่างกัน ส่วน MEG นั้นดูการทางานของเซลล์ประสาทสมองจากการเปลี่ยนแปลงทางแม่เหล็ก ซึ่งทั้ง 2 วิธีสามารถใช้ ติดตามการทางานของสมองที่เปลี่ยนไปได้ค่ะ (ที่มา http://www.studentsradiology.blogspot.in) ท้ายสุดนี้ทางกองบรรณาธิการขอเชิญชวนผู้อ่านทุกท่านติดตามเยี่ยมชมข่าวสาร บทความทางวิชาการ หรือ บทความวิจัยทาง website ของภาควิชารังสีเทคนิค ม.นเรศวร ได้ที่ http://www.ahs.nu.ac.th/rt/index.php

บรรณาธิการ อาจารย์กิ่งกานต์ อภิวัฒนสุเมธ กองบรรณาธิการ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ภัสสุรีย์ ชีพสุมนต์ ดร.พาชื่น โพทัพ อาจารย์ประธาน วงศ์ตาหล้า ดร.นันทวัฒน์ อู่ดี ดร.ธันยวีร์ เพ็งแป้น นางสาวสุทธิวรรณ มีแท่ง

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อรุณี เหมะธุลิน อาจารย์ชัญญาทิพญ์ สุวรรณสิงห์ อาจารย์สุมาลี ยับสันเทียะ อาจารย์กานต์สินี ยาสมุทร อาจารย์ธัญรัตน์ ชูศิลป์ นายวินัย พระรอด นางสาวณิชาพัชร์ หนชัย


ปี ที่ 1 ฉบับที่ 4

จากฉบับที่แล้วผมได้สรุปผลจากการเข้าร่วมประชุมในฐานะตัวแทนวิชาชีพ รังสีเทคนิคจากโครงการสัมมนาเตรียมความพร้อมของ 9 สาขา 2 ศาสตร์การประกอบ โรคศิลปะเพื่อเตรียมความพร้อมในการทาข้อตกลงยอมรับร่วมคุณสมบัติทางวิชาชีพ (MRA) ของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนที่เกิดขึ้นเมื่อกลางเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ฉบับนี้ ผมขอเล่าให้ท่านผู้อ่านทราบถึงแนวทางในการเตรียมความพร้อมของวิชาชีพรังสีเทคนิค เข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนที่ได้จากการร่วมประชุมเพื่อแสดงความคิดเห็นกันในวัน ดังกล่าว

หน้า 3

ดร.นันทวัฒน์ อู่ดี หัวหน้าภาควิชารังสีเทคนิค

สาหรับการแลกเปลี่ยนความเห็นระหว่างตัวแทนวิชาชีพรังสีเทคนิคด้วยระยะเวลาที่ค่อนข้างกระชับนั้นทาให้ได้ ข้อสรุปเบื้องต้นว่า ในการกาหนดกรอบ MRA วิชาชีพรังสีเทคนิคที่จะเกิดขึ้นในอนาคตจะใช้รูปแบบเดียวกันกับวิชาชีพ แพทย์ ทันตแพทย์ และพยาบาล เนื่องจากเป็นสาขาวิชาชีพที่ได้ผ่านการกาหนดกรอบข้อตกลงมาได้สักระยะหนึ่งแล้ว นอกจากนี้ที่ประชุมยังมีความเห็นเพิ่มเติมว่าควรศึกษาโครงสร้างระบบสุขภาพทางด้านรังสีเทคนิคของประเทศไทยเพื่อ เตรียมรองรับการขาดแคลนนักรังสีเทคนิคที่อาจเกิดขึ้นนตลอดจนผลักดันให้มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับ รังสีเทคนิคระหว่างประเทศในภูมิภาคอาเซียน รวมทั้งควรมีการพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานการบริการทางรังสีเทคนิค ของประเทศไทยให้เป็นสากล อีกทั้งควรพิจารณาการเทียบเคียงมาตรฐานวิชาชีพรังสีเทคนิคของแต่ละประเทศเพื่อ ประกอบในการขอรับใบอนุญาติประกอบวิชาชีพในแต่ละประเทศ อย่างไรก็ตามข้อสรุปดังกล่าวเป็นแนวทางขั้นต้นที่ได้พูดคุยกันในครั้งแรกโดยจะยังคงต้องมีการหารือร่วมกันอีก หลายครั้งระหว่างตัวแทนวิชาชีพรังสีเทคนิคในโครงการสัมมนาเตรียมความพร้อมที่จะจัดขึ้นในอีกไม่นานนี้ หากมีความ คืบหน้าอย่างไรผมจะขอนามาเสนอให้ท่านผู้อ่านทราบถึงความก้าวหน้าอีกสักครั้งละกันครับ โปรดติดตามกันต่อไป ....


หน้า 4

จุลสารรังสี เทคนิคนเรศวร

สาหรับวารสารรังสีเทคนิคฉบับนี้ก็จะขอยกเรื่อง Radiographic Distortion มาเล่าสู่กันฟัง ก็คงเป็นเหมือนกับการทบทวนความรู้เก่าๆ ที่ได้เรียนกันมา เผื่อจะหลงลืมกันไปบ้าง เมื่อถามว่า Radiographic Distortion คืออะไร เราก็ตอบกันได้ทุกคนนะคะว่ามันคือ การที่ภาพรังสีมีรูปร่างแตกต่างไปจาก อวัยวะจริงที่ถูกถ่ายภาพ ซึ่งสาเหตุหลักของการเกิด distortion ก็เกิดจาก การที่อวัยวะจริงนั้นมีรูปร่างเป็น 3 มิติ แต่ภาพรังสีที่ได้เป็นแบบ 2 มิติ ดังนั้นยังไงเสียภาพถ่ายทางรังสีทุกภาพก็จะต้องมี distortion distortion ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อรุณี เหมะธุลิน อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ นอกจากนั้น distortion ยังเกิดจากลักษณะทางเรขาคณิตในแนวระนาบ ระหว่างแนวลารังสี ต่ออวัยวะและต่อแผ่น รับภาพ โดย Distortion จะแบ่งออกเป็น size distortion และ shape distortion Size distortion เป็นลักษณะของการที่ขนาดของภาพนั้นแตกต่างไปจาก อวัยวะจริง ซึ่งในภาพถ่ายรังสีจะเป็นแบบ ภาพขยาย (Magnification enlargement) ทาให้ภาพมีขนาดใหญ่กว่าอวัยะจริง สาเหตุหลักก็คือ การที่มีระยะห่าง ระหว่าง อวัยวะกับแผ่นรับภาพ ยิ่งห่างมาก ก็ยิ่งขยายมาก นอกจากนั้นก็จะเป็นการที่ระยะ SOD สั้น ยิ่งสั้นมาก ก็จะเกิดการขยายมาก Shape distortion เป็นลักษณะของการที่รูปร่างหรือสัดส่วนของภาพนั้นแตกต่างไปจากอวัยวะจริง เช่น การยาว หรือสั้นกว่าความเป็นจริง ซึ่งสาเหตุหลัก ก็การจัดวางที่เบี่ยงแบนไปจากแนวตั้งฉาก ระหว่างลารังสีอวัยวะและ แผ่นรับภาพแล้วทาให้เกิดการขยายของภาพในสัดส่วนที่ไม่เท่ากัน

ตัวอย่างของ Shape distortion

หากสนใจในรายละเอียด ขอข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ผศ.ดร.อรุณี เหมะธุลิน


ปี ที่ 1 ฉบับที่ 4

หน้า 5

จาก “ประกาศคณะกรรมการพลังงานปรมาณูเพื่อสันติ เรื่อง มาตรฐานการรับรองเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยทางรังสี ออกตามความในพระราชบัญญัติพลังงานปรมาณูเพื่อสันติ พ.ศ. ๒๕๐๔ พ.ศ. ๒๕๔๙” ซึ่งมีผลให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 26 ธันวาคม 2549 เป็นต้นมา สานักงานปรมาณูเพื่อสันติ ซึ่งมีหน้าที่เป็นหน่วยปฏิบัติการของคณะกรรมการพลังงานปรมาณู เพื่อสันติในการกากับดูแลความปลอดภัยจากการใช้พลังงานปรมาณูและทาหน้าที่เป็นองค์กรรับรองมาตรฐาน และองค์กร ทดสอบคุณสมบัติของเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยทางรังสีของประเทศ เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยทางรังสี หมายถึง บุคลากรที่ผ่านการรับรองมาตรฐานการรับรองเจ้าหน้าที่ ความปลอดภัยทางรังสี ผู้ปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้องกับความ ปลอดภัยในการใช้วัสดุกัมมันตรังสีและ/หรือพลังงาน ปรมาณูจากเครื่องกาเนิดรังสี สามารถแบ่งเป็น 3 ระดับ ได้แก่ ระดับต้น ระดับกลาง และ ระดับสูง โดยกาหนด คุณสมบัติเกี่ยวกับวุฒิการศึกษา ประสบการณ์การฝึกอบรม หลักสูตรการป้องกันอันตรายจากรังสีและประสบการณ์ การปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้องกับวัสดุกัมมันตรังสีหรือพลังงาน ปรมาณูจากเครื่องกาเนิดรังสีในระยะเวลาที่กาหนด เช่น ผู้ที่ได้รับวุฒิการศึกษาปริญญาตรีมีคุณสมบัติที่มีสิทธิ์ขอ การรับรองเป็นเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยทางรังสีได้ทุกระดับ แต่ถ้าเป็นระดับสูง จะต้องเคยผ่านการศึกษาวิชาเกี่ยวกับ การป้องกันอันตรายจากรังสีไม่น้อยกว่า 3 หน่วยกิต หรือ ผ่านการฝึกอบรมหลักสูตรการป้องกันอันตรายจากรังสี ระดับ2 ของสานักงานปรมาณูเพื่อสันติและเป็นผู้รับผิดชอบ ดาเนินการทางเทคนิคเกี่ยวกับรังสีอย่างน้อย 1 ปี เป็นต้น สาหรับการนารังสีมาใช้ประโยชน์ในทางการแพทย์นั้น ผู้ได้รับอนุญาตของแต่ละหน่วยงานมีความจาเป็นที่จะต้อง มีเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยทางรังสีอย่างน้อย 1 คน หรือ ตามความเหมาะสมกับปริมาณงาน และความรับผิดชอบ ของแต่ละหน่วยงานซึ่งจะต้องเป็นระดับกลางหรือระดับสูง เท่านั้น

ขึ้นอยู่กับความรับผิดชอบและสมรรถนะตามมาตรฐาน กาหนดในแต่ละระดับ เช่น หน่วยงานที่ปฏิบัติงานด้าน รังสีรักษา ซึ่งมีเครื่องรังสีรักษาระยะไกล (teletherapy) ที่ใช้วัสดุกัมมันตรังสีโคบอลต์-60 (Co-60) เป็นแหล่ง กาเนิดรังสี หรือ มีเครื่องเร่งอนุภาค และวัสดุกัมมันตรังสี ที่เป็นชนิดเปิดผนึก (unsealed source) เจ้าหน้าที่ความ ปลอดภัยทางรังสีจะต้องเป็นระดับสูงเท่านั้น สาหรับหน่วยงานใดที่ปฏิบัติงานด้านรังสีวินิจฉัย ซึ่งมีการใช้งานเกี่ยวกับเครื่องเอกซเรย์ทุกชนิดนั้น ความจาเป็นของเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยทางรังสีเป็น ระดับกลางก็เพียงพอและเหมาะสมตามสมรรถนะ

ดร.พาชื่น โพทัพ หากสนใจในรายละเอียด ขอข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ดร.พาชื่น โพทัพ ภาควิชารังสีเทคนิค คณะสหเวชศาสตร์


หน้า 6

จุลสารรังสี เทคนิคนเรศวร

การรับรองและขึ้นทะเบียนเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยทางรังสีทุกระดับให้ใช้วิธีการสอบลักษณะคล้ายคลึงกับการขออนุญาต และขึ้นทะเบียนเป็นผู้ประกอบโรคศิลปะสาขารังสีเทคนิค กล่าวคือ การสอบประกอบด้วย 2 วิชาหลัก ได้แก่ วิชาทางด้าน เทคนิคเกี่ยวกับรังสีและวิชาทางด้านกฎหมาย โดยเกณฑ์การสอบผ่านภาคทฤษฎีต้องไม่ต่ากว่าร้อยละ 60 ทั้ง 2 วิชา สาหรับผู้สมัครสอบเพื่อรับรองในระดับสูงจะต้องสอบผ่านวิชาด้านเทคนิคเกี่ยวกับรังสีภาคปฏิบัติ ปัจจุบันทางสานักงาน ปรมาณูเพื่อสันติได้มีการจัดสอบปีละ 2 ครั้งและมีการสอบซ่อมด้วย สาหรับผู้เข้ารับการทดสอบความรู้ภาคทฤษฎี ทั้ง 2 วิชา ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2554 เป็นต้นไป ซึ่งได้คะแนนไม่ผ่านเกณฑ์ ในรายวิชาใด สามารถมีสิทธิ์สอบในวิชานั้นได้อีก 2 ครั้ง ติดต่อกัน ติดตามรายละเอียดต่างๆ เกี่ยวกับการสอบทาง website: www.oaep.go.th โดยใบรับรองจะมีการระบุ “ผู้รับผิดชอบวัสดุกัมมันตรังสี” หรือ “ผู้รับผิดชอบเครื่องกาเนิดรังสี” หรือ “ผู้รับผิดชอบทั้ง วัสดุกัมมันตรังสีและเครื่องกาเนิดรังสี” และอายุของใบรับรองมีอายุ 5 ปี นับตั้งแต่วันที่ออกใบรับรอง ทั้งนี้บุคลากรภาค รัฐที่สมัครสอบเป็นเจ้าหน้าที่ปลอดภัยทางรังสี สามารถเบิกค่าใช้จ่ายในการสอบดังกล่าวจากต้นสังกัดได้ โดยให้หัวหน้า ส่วนราชการต้นสังกัดพิจารณาถึงความจาเป็นและความเหมาะสมในการคัดเลือกบุคลากรที่จะเข้าทดสอบให้สามารถนามา ปฏิบัติงานให้กับราชการได้อย่างคุ้มค่าและเกิดประโยน์สูงสุด จากฐานข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับจานวนของเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยทางรังสีทั่วประเทศที่ผ่านการรับรองแล้วตามกฎหมาย ของกลุ่มงานด้านวิชาการ สานักงานปรมาณูเพื่อสันติ ณ วันที่ 11 มีนาคม 2556 มีจานวนทั้งหมด 1,254 ราย สาหรับจังหวัดที่มีจานวนของเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยทางรังสีมากที่สุดในประเทศ ได้แก่ กรุงเทพมหานคร มีจานวนรวมทั้งสิ้น 344 ราย โดยแบ่งเป็นระดับต่างๆ ดังนี้

ระดับ

กรุงเทพมหานคร

ทั่วประเทศ

ต้น

30 ราย

147 ราย

กลาง

240 ราย

994 ราย

สูง

74 ราย

113 ราย

รวม

344 ราย

1,254 ราย

สาหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยทางรังสี สามารถติดต่อประสานงานได้ที่กลุ่มงานด้านวิชาการ (กวช.) สานักงานปรมาณูเพื่อสันติ โทร 0-2596-7600, 0-2579-5230 ต่อ 1614, 1617 สายตรง/โทรสาร 0-2562-0092 Email : rso(@)oaep.go.th หรือผ่านทางเว็บบอร์ดเจ้าหน้าที่ RSO


ปี ที่ 1 ฉบับที่ 4

หน้า 7

จากฐานข้อมูลดังกล่าว พบว่าสาหรับกลุ่มเครือข่ายวิชาชีพสาขารังสีเทคนิค ในเขต 5 จังหวัดภาคเหนือตอนล่าง มีข้อมูลของจานวนเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยทางรังสี ดังนี้ จังหวัด

โรงพยาบาล

จานวนทั้งหมด (ราย)

พิษณุโลก

พุทธชินราช

9

มหาวิทยาลัยนเรศวร ชาติตระการ บางระกา วังทอง วัดโบสถ์ สุโขทัย

กงไกรลาศ

8

ศรีสังวร ศรีสัชนาลัย สวรรคโลก สุโขทัย บ้านด่านลานหอย อุตรดิตถ์

ท่าปลา

3

อุตรดิตถ์ เพชรบูรณ์

สมเด็จพระยุพราชหล่มเก่า

4

หนองไผ่ เพชรบูรณ์ ตาก

บ้านตาก

4

สามเงา ท่าสองยาง แหล่งอ้างอิง : มาตรฐานการรับรองเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยทางรังสี หรือ http://www.oaep.go.th


หน้า 8

สวัสดีท่านผู้อ่านกันอีกครั้ง สาหรับจุลสารฉบับนี้ เป็นฉบับที่สองที่ได้เขียนบทความ เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยน สาระความรู้ทางด้านรังสีวิทยา แต่ถ้ามองไปที่หัวข้อที่เขียน ไว้ข้างต้น อาจจะมีท่านผู้อ่านบางคนที่อยากจะแย้งขึ้นว่า ด้านรังสีวิทยาตรงไหน หรืออาจจะมีคาถามที่เกี่ยวกับงาน ทางด้านเวชศาสตร์นิวเคลียร์นี้เป็นอย่างไร จึงขออธิบายให้ ทุก ๆ ท่านได้เข้าใจถึงลักษณะของงานทางด้านเวชศาสตร์ นิวเคลียร์ เป็นงานด้านหนึ่งในสามด้านของงานทางรังสีวิทยา โดยงานทางด้านนี้ เป็นการถ่ายภาพของอวัยวะต่างๆ ภายใน ร่างกายที่ต้องการ โดยศึกษาถึงลักษณะของการทางาน หรือ กระบวนการเมตาบอลิสมของอวัยวะที่สนใจ โดยมีการ บริหารสารกัมมันตรังสี หรือ สารเภสัชรังสีเข้าสู่ตัวผู้ปว่ ย ไม่ว่าจากวิธีการฉีดเข้าทางหลอดเลือดดา การสูดดม การดื่ม หรือการรับประทาน หรือบางครั้งมีการอธิบายเพื่อให้เข้าใจ อย่างง่าย ที่สามารถจาลองภาพของการตรวจได้อย่างชัดเจน โดยจะมีทาการเปรียบเทียบผู้ป่วย เสมือนเป็นแหล่งกาเนิด รังสีที่มีการแผ่รังสีจากส่วนที่สนใจ ไปยังระบบการนับวัด และแสดงผลออกมาเป็นภาพ นาไปสู่การวินิจฉัยโรคต่อไป นอกจากเพื่อใช้ในการตรวจวินิจฉัยแล้ว ยังมีการบริหาร สารกัมมันตรังสีหรือสารเภสัชรังสีเพื่อการรักษาโรคที่เกิดขึ้น อีกด้วย โดยกรณีนี้ ความแรงของสารกัมมันตรังสีที่ใช้จะมาก กว่าแบบเพื่อวินิจฉัยโรค ได้มากถึง 100 เท่า ขึ้นอยู่กับชนิดของโรคที่ต้องการรักษา ดังนั้น จึงทาให้ไม่รู้สึก แปลกใจเลยว่า ทาไมผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาทางเวชศาสตร์ นิวเคลียร์กลุ่มนี้ จึงต้องพักรักษาในหอผู้ป่วยพิเศษที่แยกออก จากหอผู้ป่วยปกติทั่ว ๆ ไป และในฐานะของนักรังสีเทคนิค การให้คาแนะนา ข้อมูล ความรู้ที่เกี่ยวข้องกับการป้องกัน อันตรายจากรังสี การปฎิบัติตัวของทั้งผู้ป่วย ญาติ และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง จึงเป็นสิ่งที่มีความสาคัญมาก ในประเทศไทย ส่วนใหญ่การตรวจทางเวชศาสตร์ นิวเคลียร์ เป็นการตรวจการทางานของอวัยวะต่างๆ ว่ามีความผิดปกติหรือไม่ด้วยเครื่องมือที่เรียกว่า เครื่องสเปค

จุลสารรังสี เทคนิคนเรศวร

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. ภัสสุรีย์ ชีพสุมนต์ สาหรับเครื่องสเปคนี้ เป็นชื่อย่อ ที่มาจากคาว่า Single Photon Emission Tomography หรือ SPECT ซึ่งภายหลังจากที่ได้รับสารเภสัชรังสีเข้าสู่ร่างกายแล้ว สาร เหล่านี้จะไปยังอวัยวะที่สนใจ ขึ้นอยู่กับชนิดของสารเภสัช รังสีที่เลือกใช้ เช่น การตรวจการทางานของหัวใจ ไต ตับ ภาวะของต่อมไทรอยด์เป็นพิษ และการแพร่กระจายของ มะเร็งไปที่กระดูก เป็นต้น

ภาพการตรวจกระดูกทั่วตัว (Bone scan) ที่เห็นการ uptake ที่ผิดปกติของ 99mTc-MDP (ลูกศร)


ปี ที่ 1 ฉบับที่ 4

หน้า 9

จากเทคโนโลยีที่มีความก้าวหน้าอย่างรวดเร็วทาให้เกิดนวัตกรรมของการรวมสองเครื่องมือเข้าไว้ในเครื่องมือเดียวกัน เช่น เครื่อง SPECT/CT โดยการผสานเครื่องสเปคและเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (ซีที) ทาให้สามารถได้ทั้งข้อมูลการทางาน ของอวัยวะนั้น ๆ และข้อมูลทางกายวิภาคที่บอกถึงพยาธิสภาพนั้นมีขนาด รูปร่าง และอยู่ในตาแหน่งใดจากการตรวจเพียง ครั้งเดียว ทาให้การวินิจฉัยโรคที่เกิดขึ้นเป็นไปได้อย่างถูกต้อง และแม่นยามากขึ้น นอกจากนี้ เครื่องเพท (Positron Emission Tomography หรือ PET) เป็นอีกหนึ่งเทคโนโลยีของการตรวจทาง เวชศาสตร์นิวเคลียร์ ที่สามารถแสดงถึงขบวนการทางชีวเคมีและเมตาบอลิสมในระดับเซลล์ของอวัยวะที่สนใจ ซึ่งจากการ ศึกษาที่ผ่านมา พบว่าเครื่องเพทช่วยในการกาหนดระยะของโรคมะเร็ง (Staging) ที่ให้ความไว (Sensitivity) และความ จาเพาะ (Specificity) ที่สูงกว่าการตรวจด้วยเครื่องซีที โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีการใช้เครื่อง PET/CT (เครื่องมือที่มีการ ผสานเครื่องเพท และเครื่องซีทีไว้ในเครื่องมือเดียวกัน) นอกจากนี้การตรวจด้วยเครื่องเพท ยังสามารถบอกถึงการพยากรณ์ โรค การวินิจฉัยการกลับเป็นซ้าของมะเร็ง การประเมินประสิทธิภาพของการรักษา และการประเมินการตอบสนองของโรค ต่อการรักษาโดยเฉพาะในช่วงระยะเริ่มแรกของการรักษานอกจากนี้ยังมีการใช้ภาพที่ได้จากเครื่องเพทในการกาหนดขอบ เขตของก้อนมะเร็ง (แสดงภาพด้านล่าง) สาหรับใช้ในการวางแผนการรักษาทางรังสีของเทคนิคที่เรียกว่า Image-guided radiation therapy (IGRT) หรือ Intensity Modulation Radiotherapy (IMRT) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของการรักษา และเพิ่มโอกาสที่ผู้ป่วยจะหายจากโรคนี้ แม้ว่าเครื่องซีทีจะมีประโยชน์มากตามที่กล่าวไว้ข้างต้น แต่ก็มีข้อจากัดของการตรวจในบางอวัยวะ เช่น การตรวจ ความผิดปกติของเนื้อสมอง หรือกระดูกสันหลัง เป็นต้น ทาให้มีการใช้เครื่องมืออีกชนิดหนึ่ง ที่เรียกว่า เครื่องแมกเนติค เรโซนานซ์ อิเมจจิงหรือเครื่องเอ็ม อาร์ ไอ (Magnetic Resonance Imaging: MRI) เครื่องมือชนิดนี้ใช้คลื่นสนามแม่เหล็ก ความเข้มสูงและคลื่นความถี่ในย่านความถี่วิทยุในการสร้างภาพของอวัยวะที่สนใจ ทาให้ปัจจุบันนอกจากเครื่อง SPECT/ CT (หรือ PET/CT) ที่สามารถพบได้ในโรงพยาบาลหลายแห่งในกรุงเทพฯ หรือในบางจังหวัดของแต่ละภูมิภาคแล้ว ยังมีการนาเครื่องเอ็ม อาร์ ไอ นี้มาผสานร่วมต่อไป ซึ่งท่านผู้อ่านบางท่านอาจจะได้เคยทราบผลการศึกษาที่มีการใช้ เครื่อง SPECT/MRI หรือ PET/MRI แม้ปัจจุบันในประเทศไทย ยังคงไม่มีเครื่องมือดังกล่าว ด้วยความหลากหลายของเหตุผล ซึ่งหนึ่งในเหตุผลหลักคงหนีไม่พ้นเรื่องของราคาของเครื่องมือที่ สูงมาก อย่างไรก็ตามการเรียนรู้และติดตามความก้าวหน้าของ เทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องจะเป็นเรื่องที่ไม่ยุ่งยากอีกต่อไป ภาพตัดขวางของก้อนมะเร็ง ที่ปอดแสดงลักษณะของก้อน และการ uptake ของสารเภสัชรังสี

ท้ายที่สุดนี้ขอฝากไปยังท่านทั้งหลายเกี่ยวกับการเรียนรู้แบบรวมเอา วิชาการหรือศาสตร์ต่างๆ เข้าด้วยกัน (Multidisciplinary) เช่น บทความนี้ที่มีการรวมเทคโนโลยีด้านเวชศาสตร์นิวเคลียร์ และด้าน รังสีวิทยาไว้ด้วยกัน

หากสนใจในรายละเอียด ขอข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ผศ.ดร.ภัสสุรีย์ ชีพสุมนต์


หน้า 10

จุลสารรังสี เทคนิคนเรศวร

คุณสมบัติทั่วๆ ไปของสารทึบรังสี 1. Pharmacokinetics ขึ้นอยู่กับสูตรหรือโครงสร้างทางเคมี ของสารทึบรังสีแต่ละตัว 2. Iodine concentration ความเข้มข้นของธาตุไอโอดีนในสารทึบรังสี วัดเป็น มก.ไอโอดีนต่อมล. (mgI/ml.) หรือร้อยละไอโอดีน (%; gI/100ml) อาจารย์ประธาน วงศ์ตาหล้า 3. Viscosity ความเหนียวหรือความหนืดของสารทึบรังสีใช้หน่วยเป็น centi Poise (cP) 1 Poise = gm/cm-second ภาวะไม่พึงประสงค์ของ Iodinated contrast media = Pascal. Sec พยาธิกาเนิดที่อาจเกิดจากการทีม่ ีผลโดยตรงต่อโครงสร้างของ ซึ่งน้าบริสุทธิ์ จะมี ค่า Viscosity เท่ากับ 1.0020 cP (ที่ 20 0C) เซลล์ การสร้างเอ็นไซม์และกระตุน้ Complement, Fibrinolytic, Kinin, และระบบอื่นๆ สามารถแบ่งได้เป็น 2 แบบคือ Idioหมายเหตุ ความหนืดขึ้นอยู่กับ ความเข้มข้น syncratic กับ Nonidiosyncratic-reaction 1, 2, 3, 4 1. Non-idiosyncratic reactions หรือ Organ specific อุณหภูมิ type ขึ้นกับขนาดของสารทึบรังสี ได้แก่ - Contrast media induce nephropathy (CIN) คือ สูตรและโครงสร้างทางเคมี ภาวะไตเสื่อมจากการเพิ่มขึ้นของระดับ Serum creatinine 4. Osmotic pressure ขึ้นอยู่กับค่า Osmolarity ซึ่งคานวณได้จาก มากกว่า 0.5 มก.ต่อดล. หรือ มากกว่าร้อยละ 50 Molarity ของอนุภาคในสารละลาย (Molarity คือ จานวน mole ของระดับก่อนฉีด ของตัวถูกละลายต่อสารละลายหนึ่งลิตร (M/L) มีหน่วยเป็น Molar (M) - Bradycardia, Hypotension and Vasovagal reactions การคานวณ Osmolarity ได้จากสูตร - Extravasations of contrast media Osmolarity = C x n / Mw (osmoles per litre) - Delayed reactions เกิดหลังจากได้รับสารทึบรังสี ตั้งแต่ C = ความเข้มข้น (กรัมต่อลิตร) 30 นาที ถึง 7 วัน อาการคล้ายไข้หวัดใหญ่ n = จานวนประจุที่แตกตัว - Organ specific ที่อวัยวะต่างๆ Mw = มวลโมเลกุล 2. Idiosyncratic reaction หรือ General type สารทึบรังสีที่มี Osmotic pressure สูงๆ เป็นตัวการที่ทาให้เกิด อาการไม่ขึ้นกับขนาดของสารทึบรังสีและมักเกิดขึ้นทันที “Side effect” ซึ่งเกิดขึ้นได้จาก 2.1 อาการเล็กน้อย ได้แก่ อาการทีมีผื่นกระจายทั่วไป - ทำให้เกิดกำรเปลี่ยนแปลงใน Hemodynamic reaction (มีการเพิ่ม Pulmonary pressure ทาให้การหดตัวของกล้ามเนื้อหัวใจเลวลง ซึ่งพบบ่อยที่สุด อาการคัน น้ามูกไหล คลื่นไส้ สะอึก เหงื่อออก ไอ และ วิงเวียน ไม่มีการรักษาเฉพาะ มีการขยายตัวของหลอดเลือด) 2.2 อาการปานกลาง ได้แก่ อาการอาเจียนมาก - มีกำรทำลำยเม็ดเลือดแดง เนือ่ งจำกมีน้ำซึมออกมำจำกเม็ดเลือดแดง (Osmotic pressure ข้างนอกสูง ทาให้น้าซึมออกมา) ผื่นขึ้นทั้งตัว ปวดศีรษะ หน้าบวม หลอดลมตีบเล็กน้อย หอบ ใจสั่น นอกจากนี้ยังทาลาย Cell endothelium ในลักษณะเดียวกันด้วย หัวใจเต้นเร็ว หรือ ช้า ความดันสูง ปวดท้องแบบ Abdominal - Neurotoxicity เช่น การใช้สารความเข้มข้นสูงฉีดเข้าไปในหลอดเลือด cramp ต้องให้การวินิจฉัยให้ได้และให้การรักษาทันที 2.3 อาการรุนแรง ได้แก่ หัวใจเต้นผิดจังหวะแบบ สมองหรือเข้าในไขสันหลัง ก็จะทาให้เกิดอาการชักได้ - Vascular pain เนื่องจากมีการทาลายผนังหลอดเลือดโดยสารทึบรังสี อันตราย เช่น Ventricular tachycardia ความดันโลหิตต่า ที่มี Osmolarity สูงๆ ทาให้รู้สึกร้อนหรือปวดในหลอดเลือดทีไ่ ด้รับ หลอดลมเกร็งตัวรุนแรง คอบวม ปอดบวมน้า ชัก หมดสติ และอาจเสียชีวิตได้ สารทึบรังสีเข้าไป


ปี ที่ 1 ฉบับที่ 4

หน้า 11

แนวทางป้องกันสาหรับลดภาวะไม่พึงประสงค์ สาหรับ Non-idiosyncraticreaction 1. รักษาควบคุมภาวะของโรคประจาตัวให้คงที่ก่อนที่จะมีการใช้สารทึบรังสี และใช้ความระมัดระวังในรายที่ได้รับยา β- blocker , AChE inhibitor หรือ Metformin 2. การฉีดช้าจะเกิดภาวะไม่พึงประสงค์น้อยกว่าการฉีดเร็ว แนวทางป้องกันสาหรับลดภาวะไม่พึงประสงค์สาหรับ Idiosyncratic reaction 1. Methylprednisolone ขนาด 32 มก.ให้รับประทาน 12 และ 2 ชั่วโมงก่อนฉีด หรือ Prednisone 32 มก.ให้รับประทาน 13, 7 และ 1 ชั่วโมงก่อนฉีด จะช่วยลดภาวะไม่พึงประสงค์ทั้งหมดต่อสารทึบรังสีชนิด Ionic contrast media 2. Prednisolone ขนาด 50 มก. ให้รับประทาน 13, 7 และ 1 ชั่วโมงก่อนฉีด และ 50 มก. Diphenhydramine 1 ชั่วโมงก่อนฉีด จะช่วยลดอาการไม่พึงประสงค์ทั้งหมดต่อสารทึบรังสีชนิด Ionic จากร้อยละ 9 เหลือ ร้อยละ 75 3. ผู้ป่วยมีประวัติการแพ้ทรี่ ุนแรงปานกลางหรือรุนแรงมากจากการฉีดสารทึบรังสีมาก่อนควรจะพิจารณาการวินิจฉัยวิธีอื่น เช่น อัลตร้าซาวด์ หรือ Magnetic resonance imaging (MRI) หรือ Scintigraphy 4. H1 Antihistamines ชนิดรับประทาน เช่น Diphenhydramine 50 มก. 1 ชั่วโมงก่อนฉีด 5. H2-Histamine receptor blockers เช่น Cimethidine 300 mg รับประทาน 1 ชั่วโมงก่อนฉีด และ/หรือ Ranitidine 50 มก. รับประทาน 1 ชั่วโมงก่อนฉีด แนวทางป้องกันสาหรับลดภาวะไม่พึงประสงค์สาหรับ CIN 1. ควรงดยากลุ่มที่อาจเป็นพิษต่อไต (Nephrotoxic drug) เช่น NSAIDs และ Aminoglycoside ก่อนและหลังการใช้สารทึบรังสี อย่างน้อย 48 ชั่วโมง 2. ใช้สารทึบรังสีในปริมาณที่น้อยที่สุดเท่าที่จาเป็นโดยใช้ ขนาด 1 มก. ไอโอดีน ต่อ น้าหนักตัว 1 กก. และควรใช้ห่างกันอย่างน้อย 7 วัน 3. ควรเลือกใช้สารทึบรังสีชนิด Nonionic ที่เป็น Low osmolality contrast medium โดยเฉพาะในรายที่มีปัจจัยเสีย่ ง 4. ให้ผู้ป่วยอยู่ในภาวะได้รับน้าเพียงพอก่อนการตรวจที่ต้องใช้ให้สารทึบรังสีและให้ต่อเนื่องต่อไปอีกอย่างน้อย 2 ชั่วโมงหลังตรวจเสร็จ 5. ใช้ Theophylline, Acetylcysteine ชนิดรับประทานหรือฉีดเข้าหลอดเลือดดา References 1.

American College of Radiology. Manual on Contrast Media. 4th ed. Reston, Va: ACR; 1998.

2. Cutroneo P, Polimeni G, Curcuruto R, Calapai G, Caputi AP. Adverse reactions to contrast media: an analysis from spontaneous reporting data. Pharmacol Res 2007 ;56 :35-41. 3. Bush WH, Swanson DP. Acute reactions to intravascular contrast media: types, risk factors, recognition, and specific treatment. AJR Am J Roentgenol 1991;157:1153-61. 4. Becker C. Prophylaxis and treatment of side effects due to iodinated contrast media relevant to radiological practice. [German]. Radiology 2007;47:768-73. 5. Greenberger PA, Patterson R, Radin RC. Two pretreatment regimens for high-risk patients receiving radiographic contrast media. J Allergy Clin Immunol. 1984; 74: 540-3. หากสนใจในรายละเอียด ขอข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ อาจารย์ประธาน วงค์ตาหล้า


หน้า 12

จุลสารรังสี เทคนิคนเรศวร

ท่านผู้อ่านหลายๆ ท่านคงเคยถ่ายภาพเอกซเรย์มาบ้าง อย่างเช่นกรณีที่ ประสบอุบัติเหตุ แล้วสงสัยว่ากระดูกหัก หมอก็จะสั่งให้ถ่ายเอกซเรย์เพื่อ ดูว่ากระดูกหักส่วนไหน หรือท่านที่เคยตรวจสุขภาพประจาปีก็จะต้องเคย ถ่ายภาพเอกซเรย์ทรวงอก หรือที่เรียกกันว่าเอกซเรย์ปอด ถึงแม้ว่าไม่เคย เป็นผู้ถูกถ่ายเอกซเรย์ ก็ต้องเคยได้ยินคาว่าถ่ายเอกซเรย์อย่างแน่นอน แล้วท่านผู้อ่านเคยสงสัยไหมว่า เอกซเรย์คืออะไร และเอกซเรย์ทาให้เห็นอวัยวะภายในร่างกายได้อย่างไร รังสีเอกซ์หรือเอกซเรย์ที่เราเรียกกันจริงๆ แล้ว ก็คือคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าชนิดหนึ่ง เช่นเดียวกับแสงแดด คลื่นวิทยุ คลื่นโทรทัศน์ หรือคลื่นไมโครเวฟ แต่เอกซเรย์เป็นคลื่น แม่เหล็กไฟฟ้าที่มีความถี่สูง ซึ่งสูงกว่าความถี่ของแสงแดด คลื่นวิทยุ คลื่นโทรทัศน์ หรือคลื่น ไมโครเวฟ เราไม่สามารถมองเห็นเอกซเรย์ได้ด้วยตาเปล่า แต่ถ้าเราใช้อุปกรณ์ที่ทาปฏิกิริยากับ เอกซเรย์ เช่น ฟิล์มเอกซเรย์ มาทาหน้าที่รับรังสี แล้วนาฟิล์มที่ได้ไปผ่านกระบวนการล้างฟิล์ม เพื่อเปลี่ยนภาพแฝงที่เราไม่สามารถมองเห็นได้บนฟิล์มไปเป็นภาพที่สามารถมองเห็นได้ด้วยตา เปล่า เช่นเดียวกับการถ่ายรูปด้วยกล้องถ่ายรูป เอกซเรย์ถูกค้นพบมาประมาณ 100 กว่าปีแล้ว ผู้ที่ค้นพบคือ วิลเลี่ยม คอนราด เรินต์เกน ซึ่งเป็นนักฟิสิกส์ ชาวเยอรมัน ในการค้นพบนี้ ทาให้ เรินต์เกนได้รับรางวัลโนเบลในสาขาฟิสิกส์เป็นท่านแรก ต่อมามีการนาเอาเอกซเรย์มาใช้ช่วย ในการหาตาแหน่งของเข็มขนาดเล็กที่ฝังอยู่ในมือผู้หญิงคนหนึ่ง ซึ่งถือว่าเป็นการนาเอา เอกซเรย์เข้ามาใช้ในทางการแพทย์เป็นครั้งแรก คุณสมบัติที่สาคัญของเอกซเรย์คือมันสามารถทะลุทะลวงผ่านวัตถุที่มีความหนาแน่น ต่างกัน ได้มาก – น้อยต่างกันด้วย จึงนาเอาคุณสมบัตินี้มาใช้ในการถ่ายภาพเอกซเรย์ของ อวัยวะที่มีความหนาแน่นแตกต่างกัน อย่างเช่นการถ่ายเอกซเรย์ทรวงอก กระดูกซึ่งเป็น อวัยวะที่มีความหนาแน่นสูงจะสามารถดูดกลืนเอกซเรย์ได้มาก ดังนั้นเอกซเรย์จะผ่านกระดูก ออกตกกระทบฟิล์มมาได้น้อย ภาพเอกซเรย์ของกระดูกจึงขาว แต่เมื่อเปรียบเทียบกับปอด ซึ่ง เป็นอวัยวะที่มีความหนาแน่นต่า จะสามารถดูดกลืนเอกซเรย์ได้น้อย เอกซเรย์จึงผ่านกระดูก ออกตกกระทบฟิล์มมาได้มาก ภาพเอกซเรย์บริเวณปอดจึงดากว่าบริเวณกระดูกค่ะ สาหรับผู้ที่ เคยถ่ายเอกซเรย์ทรวงอก คงจะพอจาได้ใช่ไหมค่ะว่า ก่อนการถ่ายเอกซเรย์ เจ้าหน้าที่จะบอก ให้ถอดสร้อยคอ เสื้อชั้นใน และเสื้อที่มีกระดุมออก เพราะสาเหตุเดียวกันค่ะว่า วัสดุต่างๆ ที่ สามารถดูดกลืนรังสีได้ จะทาให้เกิดภาพของวัตถุนั้นบนฟิล์มเอกซเรย์ และอาจจะไปบังรอย โรคที่อยู่ในบริเวณนั้น ทาให้รังสีแพทย์ไม่สามารถวินิจฉัยโรคได้ถูกต้องค่ะ ดังนั้นก่อนที่จะถ่าย เอกซเรย์จึงควรถอดวัสดุหรือโลหะที่สวมอยู่ในบริเวณที่จะถ่ายเอกซเรย์ออกทุกครั้ง อย่างเช่น จะถ่ายเอกซเรย์มือ ก็ต้องถอดแหวน หรือสร้อยแขนที่สวมอยู่ในข้างที่จะถ่ายออกก่อน


ปี ที่ 1 ฉบับที่ 4

หน้า 13

นอกจากการถ่ายเอกซเรย์ทั่วไปแล้ว ยังสามารถถ่ายเอกซเรย์ทางเดิน อาหาร ตั้งแต่ หลอดอาหาร กระเพาะอาหาร ลาไส้เล็ก และลาไส้ใหญ่ได้อีก ด้วย แต่เนื่องจากอวัยวะของทางเดินอาหารมีความสามารถในการดูกลืนรังสี ใกล้เคียงกัน ดังนั้นการถ่ายเอกซเรย์ทางเดินอาหารจึงต้องใช้สารที่ทึบต่อรังสี เข้ามาช่วย เรียกว่าสารทึบรังสี โดยสารทึบรังสีที่ใช้กับการตรวจทางเดินอาหาร คือแป้งแบเรี่ยม ซึ่งเอกซเรย์ไม่สามารถทะลุทะลวงผ่านได้ เมื่อแป้งแบเรียม เคลื่อนที่ไปตามทางเดินอาหารจึงทาให้เห็นลักษณะและขอบเขตของทางเดิน อาหาร หรือถ้ามีความผิดปกติแป้งแบเรียมจะไปเคลือบอยู่บริเวณที่มีรอยโรค ทาให้สามารถตรวจพบตาแหน่งของรอยโรคได้ ดร.ธันยวีร์ เพ็งแป้น

ตัวอย่างภาพเอกซเรย์ปอด

ภาพเอกซเรย์ข้อศอก

ภาพเอกซเรย์ทางเดินอาหาร บริเวณหลอดอาหาร

ภาพเอกซเรย์ทางเดินอาหาร บริเวณลาไส้ใหญ่ ( www.xray2000.co.uk )

ในปัจจุบันนี้วิวัฒนาการทางด้านเอกซเรย์เป็นไปอย่างรวดเร็ว จึงได้เห็นอุปกรณ์ทางรังสีที่มีความสามารถใน การสร้างภาพอวัยวะของผู้ป่วยมากยิ่งขึ้น อย่างเช่นเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์หรือที่เรียกกันว่าเครื่องซีที ซึ่งสามารถ สร้างภาพอวัยวะภายในต่างๆ ในแนวตัดขวางเป็นชั้นๆ ได้ ทาให้เห็นรายละเอียดของอวัยวะนั้นได้มากกว่าการถ่าย เอกซเรย์ธรรมดา อย่างเช่น ผู้ที่ประสบอุบัติเหตุศีรษะฟาดพื้น ถ้าถ่ายภาพเอกซเรย์ธรรมดาจะทราบเพียงแค่ว่า กะโหลกศีรษะร้าวหรือไม่ แต่ถ้าถ่ายภาพด้วยเครื่องซีทีจะเห็นทั้งกะโหลกศีรษะและเนื้อสมอง ทาให้ทราบว่าภาพใน เนื้อสมองได้รับการกระทบกระเทือนหรือไม่ ส่งผลให้วางแผนการรักษาได้รวดเร็วและถูกต้องขึ้น แต่การสร้างภาพด้วย เครื่องซีทีนี้จะทาให้ผู้ป่วยได้รับปริมาณรังสีสูงกว่าการถ่ายเอกซเรย์ธรรมดาหลายเท่า ดังนั้นการเลือกวิธีถ่ายภาพ เอกซเรย์จึงต้องคานึงถึงจุดนี้ด้วย หากสนใจในรายละเอียด ขอข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ดร.ธันยวีร์ เพ็งแป้น ภาควิชารังสีเทคนิค คณะสหเวชศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร


หน้า 14

จุลสารรังสี เทคนิคนเรศวร

อาจารย์ธัญรัตน์ ชูศิลป์

งานเทคโนโลยีและนวัตกรรมของไทย หรือ TechnoMart InnoMart เป็นงานที่ จัดแสดงผลงานเด่นของกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รวมถึงโครงการ หรือแผนงานของกระทรวงฯ ที่ช่วยส่งเสริม สนับสนุนและผลักดันเทคโนโลยีของ ไทยให้ก้าวหน้าและพัฒนาต่อไป ตามนโยบายด้านการพัฒนาเทคโนโลยีและ นวัตกรรมเพื่อรองรับการพัฒนาประเทศอย่างมั่นคงตลอดจนสนับสนุนการลงทุน และความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน ในงานนี้นวัตกรรมฝีมือคนไทยหลายชิ้นพัฒนาได้ไม่แพ้ต่างประเทศเลย ทีเดียว เช่น อากาศยานไร้คนขับ นวัตกรรมหุ่นยนต์เลี้ยงไก่ กังหันลมผลิตไฟฟ้า แนวตั้งในชนบท เครื่อง CT สแกนสาหรับงานทันตกรรม ข้อเข่าเทียม โครงการ พัฒนาเรดาร์เตือนภัยทางบกและทางทะเล เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีหลากหลาย ผลงานจากทั้งภาครัฐและเอกชนเข้าร่วมแสดงในงานนี้รวมแล้วไม่ต่ากว่า 300 ผลงาน ซึ่งสามารถเข้าชมรายละเอียดผลงานเพิ่มเติมได้ที่ (http://www.most.go.th)

ที่มาของภาพ : http://www.manager.co.th/Science/ViewNews.aspx?NewsID=9550000089473


ปี ที่ 1 ฉบับที่ 4

หน้า 15

ผู้เขียนจะขออนุญาตเล่าถึงผลงานที่กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีภูมิใจนาเสนอผลงานหนึ่ง ชื่อผลงาน คือ เดนตีสแกน 1.1 เครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์สาหรับงานทันตกรรม ซึ่งเป็นผลงานของสานักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมกับ ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ ศูนย์เทคโนโลยี และ วัสดุแห่งชาติ คณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และบริษัทสุธาสินีเด็นทัล จากัด ได้ร่วมกันพัฒนาขึ้น เครื่องเดนตีสแกนนี้พัฒนามาจากเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์สาหรับงานทันตกรรมต้นแบบ ชื่อว่า “เดนตีสแกน” (DentiiScan) ใช้รังสีเอกซ์ที่มีลารังสีแบบทรงกรวย (Cone beam) และส่วนรับภาพเป็นตัวตรวจวัดรังสีแบบ Flat panel detector ซึง่ ตัง้ อยูต่ รงกันข้ามโดยอุปกรณ์ทง้ั สองจะหมุนไปพร้อมๆ กันรอบศีรษะผูป้ ว่ ย 360 องศา 1 รอบ ใช้เวลา 18 วินาที เพื่อเก็บข้อมูลดิบในแต่ละมุมมอง จากนั้นนาข้อมูลดิบที่ได้มาผ่านอัลกอรึทึมในการสร้างภาพ เพื่อสร้างภาพตัดขวางบริเวณช่องปากและขากรรไกรของผู้ป่วย ภาพตัดขวางที่ได้จะถูกแสดงผลในมุมมองสองมิติ และสามมิติโดยผ่านซอร์ฟแวร์แสดงภาพ ประโยชน์ของเครื่องเดนตีสแกนคือ สามารถนามาใช้ในทันตกรรมรากเทียม การวางแผนการผ่าตัดบริเวณช่องปาก ขากรรไกรและใบหน้า การตรวจดูข้อต่อขากรรไกร การวินิจฉัยในการรักษา ครองรากฟัน และทันตกรรมจัดฟัน นอกจากประโยชน์จากการใช้งานเครื่องแล้ว ผลงานชิ้นนี้ยังมีคุณค่าในเชิงพาณิชย์ คือ เมื่อเปรียบเทียบประสิทธิภาพการทางานกับเครื่องมือที่นาเข้าจากจีน ไต้หวันหรือเกาหลีแล้ว พบว่ามีประสิทธิภาพ เทียบเท่ากันแต่มีต้นทุนในการผลิตที่ต่ากว่ามาก

หากสนใจในรายละเอียด ขอข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ อาจารย์ธัญรัตน์ ชูศิลป์ ภาควิชารังสีเทคนิค คณะสหเวชศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร

ที่มาของข้อมูล : กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี. Technology trend เทคโนโลยีก้าวล้า นวัตกรรมก้าวหน้า การพัฒนายั่งยืน .หนังสือ.งานเทคโนโลยีและนวัตกรรมของไทย ประจาปี 2555 TechnoMart InnoMart 2012.


หน้า 16

อาจารย์ชัญญาทิพญ์ สุวรรณสิงห์

จุลสารรังสี เทคนิคนเรศวร

สวัสดีสมาชิกรังสีเทคนิคทุกท่านที่ติดตามข่าวสารต่างๆ ของคณาจารย์ ภาควิชารังสีเทคนิค คณะสหเวชศาสตร์ ม.นเรศวร นะคะ ท่านสมาชิก รังสีเทคนิคทุกท่านคงตระหนักถึงวิทยาการการตรวจและเครื่องมือการ ตรวจทางรังสีที่มีความเจริญก้าวหน้าอย่างรวดเร็วเป็นอย่างดีและสิ่งหนึ่ง ที่อยู่ควบคู่กับการตรวจด้วยเครื่องมือทางรังสีต่างๆ นั่นก็คือ ลักษณะทาง กายวิภาคศาสตร์ของร่างกาย เพราะยิ่งเครื่องมือตรวจมีความก้าวหน้า มากขึ้น รายละเอียดของร่างกายผู้ป่วยที่ได้จากการตรวจด้วยเครื่องมือ เหล่านั้นก็ยิ่งมากขึ้นตามไปด้วย ดังนั้นนักรังสีเทคนิคจึงจาเป็นต้องมีความรู้เกี่ยวกับกายวิภาคศาสตร์ ของมนุษย์เป็นอย่างดี โดยเฉพาะปัจจุบันการตรวจทางรังสี ไม่ว่าจะเป็น การตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตดโทโมกราฟฟี (CT) การตรวจด้วยคลื่นเสียง ความถี่สูง (US) การตรวจด้วยคลื่นไฟฟ้าสนามแม่เหล็กแรงสูง (MRI) ต่าง ให้รายละเอียดร่างกายเป็นกายวิภาคศาสตร์แนวตัด ทั้งแนวตามขวาง ตามยาวซ้ายขวา

ดังนั้นจุลสารฉบับนี้จึงอยากแนะนาให้รู้จักกับผลงานโครงงานวิชาชีพของนิสิตสาขารังสีเทคนิคที่ประกอบด้วย นางสาวกนกวรรณ พรมเสน , นางสาวเบญจรัตน์ เกตุนิล และนางสาวสุภาพร คาพ้อง ที่มีความพยายามอยากให้ กายวิภาคศาสตร์แนวตัดเป็นเรื่องง่ายสาหรับนักรังสีเทคนิคทุกท่าน จึงได้มีการสร้างเว็ปไชต์ที่บอกรายละเอียดของ กายวิภาคศาสตร์แนวตัดของร่างกายมนุษย์ทั้งสมอง ช่องอก ช่องท้อง และอุ้งเชิงกราน ในแนวตามขวาง ตามยาว ซ้ายขวาและตามยาวหน้าหลัง โดยนาเสนอทั้งภาพถ่ายรังสีจากเครื่อง CT และเครื่อง MRI นิสิตได้บอกขอบเขตของ อวัยวะเกือบทุกอวัยวะในภาพถ่ายทางรังสีจากทั้งสองเครื่องมือในทุกระนาบการตัด นอกจากการบอกขอบเขตแล้วนั้น นิสิตยังได้บอกชื่อและคาอธิบายของอวัยวะเหล่านั้นเป็นภาษาไทยไว้อีกด้วย ซึ่งทาให้อ่านเข้าใจได้ดีขึ้น


ปี ที่ 1 ฉบับที่ 4

หน้า 17

ผลงานชิ้นนี้ของนิสิตได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับหนึ่ง จากการประกวดโครงงานวิชาชีพภาคโปสเตอร์คณะ สหเวชศาสตร์ รางวัลชนะเลิศอันดับหนึ่ง จากการประกวดนิทรรศการแสดงโครงงานนิสิตมหาวิทยาลัยนเรศวร และเป็น ตัวแทนของมหาวิทยาลัยนเรศวรเพื่อเข้าร่วมการประกวดระดับภูมิภาคต่อไป ผลงานนี้ได้นาเสนอไว้บนเว็ปไซต์ตาม URL: http://student.nu.ac.th/rtl/ ซึง่ ทุกท่านสามารถเข้าชมเว็ปไซต์ดังกล่าวได้ตลอดเวลา และคณะผู้จัดทาหวังเป็น อย่างยิ่งว่าเว็ปไซต์นี้จะเป็นประโยชน์กับนักรังสีเทคนิคทุกท่านนะคะ และนี้คืออีกหนึ่งในความภาคภูมิใจของภาควิชา รังสีเทคนิคที่นิสิตผลิตโครงงานวิชาชีพออกมาเพื่อเป็นประโยชน์ต่อชาวรังสีเทคนิค ในภาควิชารังสีเทคนิคยังมีโครงงาน นิสิตอีกมากมายที่พัฒนาขึ้นมาเพื่อให้เป็นประโยชน์ต่อทั้งตัวนิสิตและชาวรังสีเทคนิคทุกท่านค่ะ

หากสนใจในรายละเอียด ขอข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ อาจารย์ชัญญาทิพญ์ สุวรรณสิงห์ ภาควิชารังสีเทคนิค คณะสหเวชศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร


หน้า 18

สวัสดีค่ะคุณผู้อ่านทุกท่าน พบกันอีกแล้วนะค่ะกับความรู้ทางรังสีรักษาฉบับที่แล้ว ดิฉันได้กล่าวถึงเทคนิค IGRT ให้ทุกท่านได้ทราบกันไปแล้ว และสัญญาว่าจะมาเล่างาน วิจัยของนิสิตที่เกี่ยวข้องให้ฟัง เทคนิค Image guide radiation therapy หรือ IGRT เป็นระบบภาพนาวิถี คือนาภาพทางรังสีมาช่วยตรวจสอบความถูกต้องก่อนการฉายรังสี สามารถช่วยเพิ่มความถูกต้องแม่นยาในการฉายรังสีและช่วยให้การรักษามีประสิทธิภาพ มากยิ่งขึ้น แต่ IGRT ใช้ภาพที่ได้จากเอกซเรย์นั้นจะทาให้ผู้ป่วยได้รับปริมาณรังสีเพิ่มขึ้น ดังนั้นสิ่งที่ควรคานึงในการนาเทคนิค IGRT มาใช้กับผู้ป่วยจะต้องพิจารณาถึงปริมาณ รังสีและประโยชน์ที่ผู้ป่วยได้รับด้วยนะค่ะ โดยเฉพาะการสร้างภาพตัดขวางด้วยเทคนิค Cone Beam Computed Tomography (CBCT) ซึ่งที่นิยมใช้ คือ kV CBCT

จุลสารรังสี เทคนิคนเรศวร

อาจารย์สุมาลี ยับสันเทียะ

ปัจจุบันบริษัทต่างๆ ได้ผลิตเครื่องฉายรังสีให้ทันสมัยมากขึ้น เช่นเดียวกับบริษัท Varian ซึ่งมีส่วนสร้างภาพ IGRT เรียกชื่อว่า OBI โดยได้พัฒนามาจนถึงเวอร์ชั่น 1.5 ซึ่งเวอร์ชั่นนี้สามารถกาหนดทิศทางในการสแกนได้ ซึ่งปกติจะใช้ ทิศทางในการสแกนของแหล่งกาเนิดรังสีอยู่ในตาแหน่ง 90 ถึง 290 องศา ที่มีมุมในการสแกนทั้งหมด 200 องศา ซึ่งเป็น การสแกนในด้านหลังของผู้ป่วยจากความสามารถที่เพิ่มขึ้นนี้ทาให้ผู้วิจัยเกิดความสงสัยว่าหากเราเปลี่ยนแปลงช่วงของมุม ในการสแกนจากด้านหลัง มาเป็นด้านหน้า และด้านข้าง ปริมาณรังสีที่อวัยวะสาคัญต่างๆ ได้รับและคุณภาพของภาพ เอกซเรย์คอมพิวเตอร์นั้นจะแตกต่างกันหรือไม่และเนื่องจากการสแกนเฉพาะส่วนของศีรษะเท่านั้นที่ใช้มุมการสแกนแบบ ครึ่งรอบ (200 องศา) ดังนั้นผู้วิจัยจึงศึกษาเฉพาะบริเวณศีรษะและลาคอ โดยงานวิจัยของเรามีชื่อเรื่องว่า “Evaluation of Absorbed Dose and Image Quality for Different Partial Angle kV-CBCT Scans in Head and Neck Region” โดยจะวัดปริมาณรังสีดูดกลืนซึ่งศึกษาในหุ่นจาลอง วัดที่บริเวณศีรษะและลาคอ โดยใช้เครื่องมือวัดรังสีชนิดทีแอลดี (Thermoluminescence Dosimeter; TLD) โดยการใส่ TLD ในหุ่นจาลอง ตาแหน่งของอวัยวะเสี่ยงต่างๆ ได้แก่ ไขสันหลัง, ก้านสมอง, เลนส์ตา, ลูกตา, เส้นประสาทตา, Optic chiasma, ต่อมน้าลาย และกล่องเสียง จากนั้นทาการสแกนด้วยเทคนิค kV CBCT ด้วย 100 kV, 146.4 mAs ในโหมดการสแกนแบบครึ่งรอบ ที่ทิศทางการสแกนที่แตกต่างกันทั้ง 3 ทิศทางและทดสอบคุณภาพของภาพ โดยใช้หุ่นจาลอง Catphan 504 โดยพิจารณา High contrast spatial resolution, Contrast และ Uniformity จากทั้ง 3 ทิศทางการสแกน และประเมินคุณภาพของภาพที่สแกนจากหุ่นจาลอง Rando โดยรังสีแพทย์ ผลการทดลอง ด้านคุณภาพของภาพพบว่าทั้งสามมุมการสแกนมีคุณภาพของภาพด้าน High contrast spatial resolution, Contrast และ Uniformity ที่ใกล้เคียงกัน ขอขอบคุณ โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ หากสนใจในรายละเอียดเพิ่มเติม ติดต่อได้ที่ อาจารย์สุมาลี ยับสันเทียะ ภาควิชารังสีเทคนิค คณะสหเวชศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร


ปี ที่ 1 ฉบับที่ 4

หน้า 19

และจากการประเมินคุณภาพของภาพที่สแกนในหุ่นจาลอง Rando พบว่าทั้ง 3 แนวการสแกนพบว่ามีคุณภาพของ ภาพในภาพรวมอยู่ในเกณฑ์ที่ยอมรับได้ ดังรูป ซึ่งเมื่อทดสอบทางสถิติพบว่าภาพที่ได้จากการสแกนทั้ง 3 ทิศทางไม่มี ความแตกต่างกันอย่างมีนัยสาคัญส่วนปริมาณรังสีดูดกลืนในอวัยวะเสี่ยงบริเวณศีรษะและลาคอจากทิศทางการสร้าง ภาพที่แตกต่างกันแสดงดังแผนภูมิ โดยพบว่าปริมาณรังสีที่แต่ละอวัยวะได้รับมีความแตกต่างกันซึ่งขึ้นอยู่กับตาแหน่ง ของอวัยวะ, ความลึกของอวัยวะ, แนวการสแกนและความหนาแน่นของอวัยวะที่รับรังสีก่อนอวัยวะที่สนใจ จากผลการทดลองดังกล่าว ทาให้เราสรุปได้ว่า “การเลือกทิศทางในการสแกนควรคานึงถึงปริมาณรังสีที่ผู้ป่วย จะได้รับเพิ่มเติมจากการตรวจสอบตาแหน่งก่อนการฉายรังสีรวมกับปริมาณรังสีที่ได้จากการรักษา” เพื่อให้ผู้ป่วย ได้รับการรักษาที่มีประสิทธิภาพ โดยได้รับปริมาณรังสีที่น้อยที่สุดและก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด ดิฉันหวังเป็นอย่างยิ่งว่า เรื่องราวที่เล่าให้ทุกท่านได้อ่านนี้จะเป็นแรงบันดาลใจ ให้ทุกท่านอยากจะทาวิจัยเพราะงานวิจัยถือได้ว่าเป็นสิ่งที่สาคัญ ต่อวิชาชีพรังสีเทคนิคของเราไม่เพียงแต่สถาบันการศึกษาเท่านั้นนะค่ะ แต่ในโรงพยาบาลต่างๆ ก็ต้องทาวิจัยเหล่านี้ด้วย เพื่อพัฒนางานของท่านเองโดยเริ่มจากการมองปัญหาของงานที่เราทาอยู่ทุกวัน เก็บข้อมูลและนามาวิเคราะห์ เท่านี้ก็ สามารถสร้างงานวิจัยขึ้นมาได้แล้วค่ะ

แผนภูมิกราฟความสัมพันธ์ระหว่างค่าปริมาณรังสีดูดกลืนในอวัยวะเสี่ยงกับแนวการสแกนในทิศทางที่ต่างกัน


หน้า 20

จุลสารรังสี เทคนิคนเรศวร

ถึงแม้ว่าการปกป้องข้อมูลผู้ป่วยเป็นสิ่งที่มีความสาคัญมาก แต่การดูแลรักษาระบบเครือข่ายให้ทางานอย่าง ถูกต้องก็เป็นปัจจัยที่สาคัญในการปกป้องข้อมูลที่อยู่ในเครือข่ายนั้น ถ้ามีช่องโหว่ของระบบเครือข่ายที่อนุญาตให้ผู้อนื่ เข้ามาดูหรือโจมตีทาให้เกิดความเสียหาย ก็อาจต้องใช้เวลาและความพยายามอย่างมากที่จะทาให้ระบบกลับมาทางาน ได้เหมือนเดิม ดังนั้นเพื่อป้องกันระบบคอมพิวเตอร์และเครือข่าย เราจาเป็นต้องใช้เครื่องมือรักษาความปลอดภัยจาก หลายแหล่งทางานร่วมกันอย่างเป็นระบบเพื่อป้องกันและรักษาความปลอดภัย และต่อไปนี้จะเป็นตัวอย่างประเภทของ เครื่องมือที่ใช้สาหรับระบบการรักษาความปลอดภัยให้กับระบบคอมพิวเตอร์และเครือข่ายในงานรังสีวิทยา

Firewall เป็นระบบควบคุมการเข้าและออกของเครือข่าย การตั้งค่า Firewall >> คลิก Start Menu แล้วคลิกเลือก Control Panel >> ที่ Control Panel คลิก System and Security >> ที่ Windows Firewall คลิกคาสั่ง Turn Windows Firewall on or off

ซึ่งจะใช้สาหรับปกป้องเครือข่ายภายในจากการถูกโจมตี จากภายนอก โดยปกติ Firewall จะติดตั้งขวางกั้นระหว่าง สองเครือข่ายส่วนใหญ่เป็นการติดตั้งระหว่างอินเทอร์เน็ตและ อินทราเน็ต สาหรับเหตุผลหลักที่มีการใช้สสFirewall นั้น เพื่อให้ผู้ใช้ภายในสามารถใช้บริการเครือข่ายภายในได้เต็มที่ และใช้บริการภายนอก เช่น อินเทอร์เน็ตได้ด้วย ในขณะที่ Firewall จะป้องกันไม่ให้ผู้ใช้งานภายนอกเข้ามาใช้บริการ เครือข่ายที่อยู่ภายในได้

(http://blueboard-in-th.blogspot.com/2010/09/firewall.html)


ปี ที่ 1 ฉบับที่ 4

หน้า 21

http://thecybersaviours.com/intrusion-detection-system-ids

อาจารย์กิ่งกานต์ อภิวฒ ั นสุเมธ

IDS (Intrusion Detection System) คือ เครื่องมือที่ใช้ในการตรวจหาและแจ้งเตือนให้ผู้ดูแลระบบได้ทราบว่า ระบบเครือข่ายซึ่งรวมถึงคอมพิวเตอร์ต่างๆ ที่ดูแลอยู่นั้นกาลังถูกบุกรุกหรือโจมตีอยู่ซึ่งช่องทางการโจมตีหรือบุกรุก มักจะมาจากเครือข่ายภายนอก เช่น อินเตอร์เน็ต หรือมาจากเครือข่ายคอมพิวเตอร์ต่างๆ ภายในระบบเครือข่าย ด้วยกันเองก็ได้ โดยสามารถทาการวิเคราะห์ข้อมูลทั้งหมดที่ผ่านเข้าออกภายในเครือข่ายว่าลักษณะการทางานที่เป็น ความเสี่ยงที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อระบบเครือข่ายหรือไม่ IPS (Intrusion Prevention System) คือ ระบบที่มีลักษณะเช่นเดียวกับระบบ IDS แต่มีความสามารถพิเศษมาก กว่านอกเหนือจากการตรวจหาและแจ้งเตือนเหมือน IDS มันยังสามารถหยุดยั้งการบุกรุกหรือตอบโต้การโจมตีได้ โดยอัตโนมัติทันทีที่ตรวจพบด้วยตัวของมันเอง ซึ่งจะช่วยชะลอ หรือ หยุดยั้งความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นกับระบบ เครือข่ายได้อย่างทันท่วงที IDS นั้นเกิดขึ้นมาก่อน IPS ผ่านการพัฒนาปรับปรุงให้มีความสามารถมากขึ้น เช่น สามารถติดต่อสั่งการหรือประสานงานกับอุปกรณ์ Router หรือ Firewall ให้การปิดกั้นเมื่อตรวจพบการบุกรุก หรือโจมตีทางเครือข่าย หรือตอบโต้การโจมตีโดยการส่งกลับไปหาผู้บุกรุก ในปัจจุบัน IDS จึงถูกแทนที่โดย IPS ในที่สุด การรักษาความปลอดภัยในเครือข่ายนั้น สิ่งแรกที่ต้องนึกถึงคือ Firewall ซึ่งเป็นระบบที่ควบคุมการใช้งานระหว่างเครือข่ายเปรียบเสมือนยามที่คอยตรวจตราการเข้า ออกจากสถานที่ต่างๆ แต่ Firewall ก็มีข้อจากัดหลายอย่าง ไม่อาจป้องกันการบุกรุกได้ 100% ส่วน IDS เป็นเครื่องมือรักษาความปลอดภัยเครือข่ายอีกอย่างที่ใช้ตรวจจับการโจมตีเครือข่าย โดยระบบแจ้งเตือนผู้ดูแลระบบ เปรียบเสมือนระบบกันขโมยนั่นเอง หากสนใจในรายละเอียด ขอข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ อาจารย์กิ่งกานต์ อภิวัฒนสุเมธ ภาควิชารังสีเทคนิค คณะสหเวชศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร


หน้า 22

จุลสารรังสี เทคนิคนเรศวร

สวัสดีค่ะคุณผู้อ่านทุกท่าน ฉบับที่ผ่านมาเราได้เรียนรู้ เกี่ยวกับประเภทของเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์หรือโรงไฟฟ้า นิวเคลียร์กันไปแล้วฉบับนี้เราจะมาติดตามถึงความคืบหน้า ของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในประเทศไทยค่ะ โรงไฟฟ้านิวเคลียร์เป็นแหล่งผลิตไฟฟ้าขนาดใหญ่ที่ สามารถให้กาลังผลิตไฟฟ้าสูงโดยอาศัยพลังงานนิวเคลียร์ ซึ่งเป็นพลังงานสะอาดไม่ก่อให้เกิดมลพิษแต่ต้องมีการจัด การกากกัมมันตรังสีที่ดี อย่างไรก็ตามการสร้างโรงไฟฟ้า นิวเคลียร์จาเป็นต้องใช้เงินลงทุนสูงในระยะเริ่มต้นเพื่อการ ก่อสร้างอาคารและโรงไฟฟ้าแต่เมื่อเริ่มเดินเครื่องและผลิต ไฟฟ้าต้นทุนจะถูกลง ทาให้มีความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ ในระยะยาว และการใช้พลังงานจากนิวเคลียร์จะช่วยเสริม สร้างเสถียรภาพทางด้านพลังงานให้กับประเทศไทยเพราะ ไม่ต้องพึ่งพาแหล่งพลังงานจากประเทศเพื่อนบ้าน เช่น ก๊าซธรรมชาติ หรือถ่านหิน เป็นต้น

โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ พลังงานสะอาด ที่มา : VUJE (Bohunice power plant)

ปัจจัยที่ต้องพิจารณาในการก่อสร้างโรงไฟฟ้า นิวเคลียร์มีอยู่หลายประการ แต่ปัจจัยสาคัญที่สุดที่ต้อง

อาจารย์กานต์สินี ยาสมุทร นามาพิจารณาคือ สถานที่ตั้งของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ซึ่ง ในส่วนของข้อกาหนดทั่วไปมีวัตถุประสงค์หลัก เพื่อการ ป้องกันสาธารณชน และสิ่งแวดล้อมให้ปลอดภัยจากกัมมันตภาพรังสีที่ปล่อยออกมา เนื่องจากอุบัติเหตุทางรังสี โดยจะต้องมีการตรวจสอบว่าสถานที่ตั้งของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์มีความถี่ และความรุงแรงของเหตุการณ์ที่เกิดจาก ธรรมชาติ หรือมนุษย์ รวมทั้งปรากฏการณ์ที่อาจส่งผล ต่อความปลอดภัยในการสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์มาก น้อยเพียงใด นอกจากนี้ข้อกาหนดพิเศษยังพิจารณาไปถึง การเกิดแผ่นดินไหว และการเคลื่อนที่ของผิวโลกใน บริเวณดังกล่าวอีกด้วย การพิจารณาพื้นที่ที่เหมาะสมสาหรับการตั้งโรง ไฟฟ้านิวเคลียร์ในประเทศไทยทั้ง 5 แห่ง จากการสารวจ โดยบริษัท Burn & Roe พบว่า พื้นที่ที่เหมาะสมในการ สร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ได้แก่ อุบลราชธานี, นครสวรรค์, ตราด, สุราษฏร์ธานี และชุมพร โดยการดาเนินการเพื่อ เตรียมการก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในประเทศไทยได้ พิจารณาตามเงื่อนไขที่ทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่าง ประเทศ (IAEA) กาหนดไว้ ซึ่งในการหารือเบื้องต้นนั้น พบว่า ประเทศไทยยังขาดความพร้อมในเรื่องของ กฎหมายกากับดูแลกิจการนิวเคลียร์, ข้อผูกพันระหว่าง ประเทศ, ความรู้ความเข้าใจของประชาชน และการ พัฒนาบุคลากร

หากสนใจในรายละเอียด ขอข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ อาจารย์กานต์สินี ยาสมุทร


ปี ที่ 1 ฉบับที่ 4

จากเหตุการณ์อุบัติเหตุของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ฟุคุชิมะไดอิจิ ในจังหวัดฟุคุชิมะ ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งส่งผล กระทบต่อความเชื่อมั่น และการยอมรับโครงการโรง ไฟฟ้านิวเคลียร์ของประเทศไทย คณะกรรมการนโยบาย พลังงานแห่งชาติได้มีมติเมื่อวันที่ 27 เมษายน พ.ศ.2554 ให้มีการเลื่อนกาหนดการเข้าระบบของโครงการโรงไฟฟ้า นิวเคลียร์ออกไปอีก 3 ปี จากแผนเดิมที่โรงไฟฟ้า นิวเคลียร์โรงแรกจะเข้าระบบในปี พ.ศ. 2563 เป็นปี พ.ศ. 2566 เพื่อให้มีการทบทวนถึงมาตรการความปลอดภัยทางนิวเคลียร์ และการเตรียมความพร้อมในด้านต่างๆ เช่น ด้านกฎหมาย, ด้านการกากับดูแล และด้านการมี ส่วนรวมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย รวมไปถึงแผนรองรับเพิ่ม เติมดังบทเรียนที่เกิดขึ้นในประเทศญี่ปุ่น นอกจากนี้คณะ กรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติยังได้มอบหมายให้ สานักพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ (สพน.) ไปดาเนินการศึกษาวิเคราะห์ เพื่อปรับปรุงการเตรียม ความพร้อม และสร้างความรู้ความเข้าใจให้แก่ประชาชน อย่างต่อเนื่องในส่วนที่เกี่ยวข้อง

หน้า 23

โรงไฟฟ้านิวเคลียร์บรรจุในแผนรวมทั้งสิ้น 4 โรง เนื่อง จากโครงการโรงไฟฟ้านิวเคลียร์โรงที่ 5 ถูกเลื่อนออกไป เป็นปี พ.ศ. 2574 ซึ่งอยู่นอกกรอบแผนพัฒนากาลังผลิต ไฟฟ้าของประเทศไทย พ.ศ. 2553-2573 (PDP 2010) และเมื่อวันที่ 4 ตุลาคม พ.ศ.2555 คณะกรรมการ นโยบายพลังงานแห่งชาติมีมติให้ลดสัดส่วนการจัดหา ไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์จากไม่เกินร้อยละ 10 ลงเหลือไม่เกินร้อยละ 5 ของกาลังผลิตทั้งหมดใน ระบบ และเลื่อนโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ออกไปอีก 3 ปี จากปี พ.ศ. 2566 เป็นปี พ.ศ. 2569 เพื่อเตรียมความ พร้อม และสร้างการยอมรับจากประชาชน ซึ่งจะทาให้ เหลือโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่จะสร้างได้เพียง 2 โรงเท่านั้น (โรงแรกสร้างในปี พ.ศ. 2569 และโรงถัดมาในปี พ.ศ. 2570)

ผลจากการปรับเลื่อนกาหนดการเข้าระบบของ โครงการโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ออกไป 3 ปี ทาให้มีโครงการ กาหนดโครงการโรงไฟฟ้านิวเคลียร์กรณีปรับเลื่อนออกไป 3 ปี เปรียบเทียบกับแผนหลัก ตามมติคณะกรรมการนโยบายพลังงาน แห่งขาติ 27 เมษายน พ.ศ. 2554 (ที่มา : กระทรวงพลังงาน)

โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ทั่วโลก (สีเหลือง : กาลังก่อสร้าง, สีฟ้า : วางแผน, สีส้ม : ไม่ได้เดินเครื่อง, สีเขียว : เดินเครื่อง, สีแดง : ปิดระบบ) ที่มา : The Guardian

ปัจจุบันประเทศไทยเราเหลือเวลาอีกเพียง 13 ปี ในการเตรียมการและปรับปรุงกฎหมาย, สารวจและ เตรียมความพร้อม, ประมูล และก่อสร้าง ซึ่งตอนนี้เรายัง อยู่ในขั้นตอนการปรับปรุงกฎหมายโดยสานักงานปรมาณู เพื่อสันติเป็นผู้รับผิดชอบ สถานการณ์โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ของประเทศไทยจะ เป็นอย่างไร คงต้องติดตามดูกันต่อไปค่ะ


สุดท้าย.. ทุกคนก็ต้องแยกย้ายไป ตามเส้นทางของตัวเอง สิ่งที่เหลือเอาไว้ คงมีแต่ความทรงจาดีๆ ที่มีร่วมกัน ..

“ ปัจฉิมนิเทศ ” นิสิตรังสีเทคนิครุ่นที่ 11

ภาควิชารังสีเทคนิค คณะสหเวชศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร จ.พิษณุโลก 65000 โทรศัพท์ 055-966323 , 055-966265

จุลสารรังสีเทคนิคนเรศวร ปีที่ 1 ฉบับที่ 4  

จุลสารรังสีเทคนิคนเรศวร ปีที่ 1 ฉบับที่ 4

Read more
Read more
Similar to
Popular now
Just for you