Issuu on Google+

1


2


3

ค�ำน�ำ ขอขอบคุณต่อผู้มีจิตศรัทธาในการเผยแพร่ธรรมะให้เป็นธรรมทาน สมัยพุทธกาล พระพุทธเจ้าได้ตรัสสอนไว้วา่ การให้ธรรมะเหนือกว่าการให้ทานใดๆ ทัง้ ปวง ผมเอ๋ย-นายธีร บูร บุญวิทย์ ลูกชายคุณแม่บญ ุ ชอบ บุญวิทย์ เห็นจริงดังท่านว่าไว้ จึงได้เขียนบทความธรรมะ ขึน้ เป็นครัง้ แรก แบ่งออกเป็นตอนสัน้ ๆ ๒ ตอน เพือ่ ให้คนทุกเพศทุกวัย ทุกชนชัน้ ฐานะทาง เศรษฐกิจและสังคมอ่านเข้าใจได้ แม้จบป.๔ หรือไม่ได้เรียนหนังสือก็อา่ นได้ ขอให้อา่ นหนังสือ ออกก็แล้วกัน โดยใช้ภาษาง่ายๆ และบัดนีก้ ไ็ ด้ลงพิมพ์เป็นครัง้ แรกแล้ว ถือว่าเป็นนักเขียนมือ ใหม่หดั ขับในวงการยุทธจักรหนังสือธรรมะ ความรูท้ กี่ ลัน่ กรองแล้วและเขียนไว้ในเล่มนี้ เกิดจากการฟังเพียงอย่างเดียวเท่านัน้ และ ฟังอย่างตัง้ ใจอยูป่ ระมาณ ๕ ปี โดยฟังจากท่านทัง้ หลายทีไ่ ม่ประสงค์จะออกนามหรือปรากฏ ตัวใด ๆ ในวงการยุทธจักรธรรมะ การฟังดังกล่าวนับว่าเป็นการถ่ายทอดพลังงานโดยตรง มาจากท่านนักรบนิรนามทัง้ หลายเหล่านัน้ ผ่านลมพัดแผ้วผ่านกาลเวลาและสถานที่ นักรบ นิรนามท่านสุดท้ายทีใ่ ห้ความสว่างแรงเทียนขนาดเท่ากับทีผ่ เู้ ขียนยืนถือคบไฟส่องสว่าง ให้ ดวงตาผูอ้ า่ นอยูใ่ นเล่มนี้ คือ พระธุดงค์วยั หนุม่ องค์หนึง่ ทีไ่ ม่เป็นทีร่ จู้ กั ของคนทัว่ ไป ไม่มสี ำ� นัก ไม่มที พี่ ำ� นักพักพิงหลักแหล่งทีแ่ น่นอน ไม่สะสมทรัพย์เงินตราชือ่ เสียงเกียรติยศและทีส่ ำ� คัญ คือ ท่านไม่เคยประสงค์จะปรากฏตัวให้เป็นที่รู้จักหรือให้คนมาศรัทธากราบไหว้นับถือ...... ท่าน คือ นักรบนิรนามตัวจริง


4

พระธุดงค์องค์นี้ อาศัยในป่า นัง่ เดินยืนนอนอยูต่ ามโขดหิน ล�ำธาร น�ำ้ ตกและย้ายสถานที่ ไปเรือ่ ยๆ ท่านเปรยเสมอว่า ประเทศไทยสมัยนี้ พระธุดงค์แทบจะหาทีส่ งบเงียบสัปปายะเหมือน ในสมัยพุทธกาลหรือสมัยก่อนไม่ได้งา่ ยๆ อีกต่อไปแล้ว เพราะธรรมชาติปา่ เขาล�ำธารต้นน�ำ้ ต่างๆ ได้ถกู โยม ตัด เผา ท�ำลาย หรือสร้างบ้านแปงเมืองแบบไม่มแี บบแผน รุกล�ำ้ และไม่เคารพ ธรรมชาติ ท�ำให้พระธุดงค์หลายองค์ตอ้ งร่อนเร่ พเนจรหาทีส่ งบตามธรรมชาติเข้าไปในป่าลึก มากขึน้ กว่าเดิม ผูเ้ ขียนเห็นว่า ทีจ่ ริงพระก็คอื คนทีเ่ ปลีย่ นรูป สละชีวติ ทางโลกของความสุข สบายทางวัตถุ ออกจากเรือนหรือจากครอบครัว และพระธุดงค์นนั้ มักจะมีลกั ษณะพิเศษต่าง จากพระในเมืองขึน้ ไปอีก คือ ไม่สถิตย์ในเมืองแต่ใช้ชวี ติ แบบร่อนเร่พเนจรอย่างอิสระ ดังนัน้ เมือ่ ป่าเขาล�ำเนาไพรสถานทีส่ งบเงียบสัปปายะมีนอ้ ยลงและพระปฏิบตั ดิ ปี ฎิบตั ชิ อบทีจ่ ะสามารถ ถ่ายทอดธรรมะให้เรา ซึง่ มีนอ้ ยอยูแ่ ล้วกลับหาได้ยากมากขึน้ ไปอีก ท�ำให้โยมอย่างพวกเรายิง่ ต้องใช้ความมานะพยายามขวนขวายมากขึน้ ไปกว่าเดิมชนิดเลือดตากระเด็นเพือ่ จะพบกับพระ ธุงดงค์เหล่านีใ้ ห้ได้ ไปฟังธรรมะ ไปซักถามสนทนา และขอความกระจ่างในธรรมะจากท่าน นอกจากนี้ ยังต้องฟันฝ่าอุปสรรคอืน่ ๆ เช่น การขออนุญาตลางาน ซึง่ หัวหน้าก็ให้ไปบ้างไม่ให้ ไปบ้างหรือขาดรายได้ในวันท�ำงานทีข่ าดไปวันนัน้ นอกจากนี้ ต้องยอมเสียสละทรัพย์ทมี่ อี ยู่ อย่างจ�ำกัดเป็นค่าเดินทางไกล ยอมตัดใจสละความสุขสบายจากชีวติ ในเมืองไปมีการกินอยู่ อย่างยากล�ำบาก อดหลับอดนอน เดินเท้าขึน้ ป่า นอนกลางดินกินกลางทราย เพือ่ แสวงหาผู้ สอนหรือผูแ้ นะน�ำธรรมะให้แก่เราผูอ้ อ่ นด้อยความรู้ อ่อนประสบการณ์ ให้เราได้รแู้ จ้งในธรรม ในทีส่ ดุ นับว่า การอุทศิ ตนเพือ่ เรียนรูธ้ รรมะและให้พบกับความสว่างมีทงั้ ง่ายและยาก เหมือน


5

เหรียญบาทพลิกได้ ๒ หน้า ธรรมะทีพ่ ระธุดงค์องค์นถี้ า่ ยทอดให้ผเู้ ขียน เกิดขึน้ ในหลายสถานที่ หลายกาลเวลา ทัง้ กลางวัน กลางคืน บ่อยครัง้ ต่อเนือ่ งทัง้ วันทัง้ คืนรวดเดียว บางครัง้ ผูเ้ ขียนนัง่ ฟังนิง่ บนพืน้ หญ้า พืน้ ดิน พืน้ ทรายกรวดหิน ไม่ไหวติงถึง ๕ ชม. ฝนตกฟ้าร้องอากาศร้อนหนาวเย็น ตอน แรกก็ทำ� ท่านัง่ เรียบร้อย ต่อมาจากท่านัง่ ขัดสมาธิ เปลีย่ นเป็นท่านัง่ ยืนเดินหรือนอนฟังก็มี แขน ขาพาดไปตามกิง่ ต้นไม้บา้ ง ตามลักษณะของสิง่ ต่างๆ ตามธรรมชาติทอี่ ยูร่ อบตัว วางอิรยิ าบถ ต่างๆ อยูต่ ามโขดหิน ดินทราย พืน้ ไม้เก่าผุ สังกะสีมงุ หลังคารัว่ ฝนตกสาดเปียกปอน เท้า เปียกชืน้ โคลนตม และตัวทากมดหนอนไต่ยงุ กัดแมลงวันตอม หรือเดินผ่านทุง่ นาเปียกแฉะ กลางเดือนมืด ฝ่าดงงูเห่าชุกชุม โดยมีใจมัน่ คง แน่วแน่ ไม่หวัน่ ไหวใดๆ ทัง้ นัน้ นอกจากนี้ ผูเ้ ขียนมีกลั ยาณมิตรในเมืองเชียงใหม่ ซึง่ ต่างก็ได้ฟงั ธรรมจากท่านจน บรรลุธรรมตามล�ำดับต่างๆ กันไป เขาเหล่านีไ้ ด้ถวายข้าวปลาอาหารและปัจจัยแก่ทา่ น ยาม ทีท่ า่ นออกจากป่าผ่านเข้าไปในเมือง กัลยาณมิตรผูป้ ระเสริฐเหล่านีจ้ ะเป็นผูส้ ง่ ข่าวให้ผเู้ ขียนรู้ ว่า ท่านจะเดินทางผ่านเข้าเมืองมาในวันนัน้ หรือวันนี้ ท�ำให้ผเู้ ขียนต้องกุลกี จุ อ ออกเดินทาง ไปพบท่านทันทีเช่นกัน บ่อยครัง้ รถติดทีส่ แี่ ยกราชวิถี คลองประปาสามเสนหรือจตุจกั รก็ตอ้ ง ออกจากแท็กซีก่ ระโดดขึน้ ซ้อนวินมอเตอร์ไซค์รบั จ้างเสีย่ งชีวติ และอากาศร้อนรับฝุน่ ควันพิษ แสบตาหรือฝนตกถนนลืน่ ตัวเปียกปอน เพือ่ ไปให้ทนั รถบัสออกทีส่ ถานีขนส่งหมอชิต ทัง้ ๆ ทีต่ วั เปียกปอนก็ตอ้ งอดทนนัง่ ตากแอร์หนาวสัน่ ทัง้ คืนเสีย่ งต่อโรคหวัดและปอดบวม ขอสาธุคณ ุ มา ณ ทีน่ กี้ บั กัลยาณมิตรเหล่านีด้ ว้ ย


6

ผู้เขียนขอนมัสการมายังพระธุดงค์ท่านนี้ และขอตอบแทนบุญคุณท่าน โดยการ “ผันนามให้เป็นรูป“ คือ รวบรวมธรรมะส่วนหนึง่ ทีท่ า่ นแสดงไว้ให้แก่ผเู้ ขียน โดยผลิตออกมา เป็นหนังสือเล่มน้อยนี้ เพือ่ เผยแพร่ aura ของธรรมะให้สว่างกระจายไปทัว่ โดยไม่มพี รมแดน ไร้กาลเวลา ไร้ขอบฟ้ากว้าง..... และขอกราบขอบพระคุ ณ กั ล ยาณมิ ต รเหล่ า นั้ น และกราบขอบพระคุ ณ มารดาและพี่ น ้ อ ง เพื่ อ นฝู ง ญาติ ส นิ ท มิ ต รสหายธรรมะทุ ก คน ที่ ไ ด้ ใ ห้ ก� ำ ลั ง ใจ ในต่ า งรู ป แบบกั น เช่ น ช่ ว ยตรวจพิ ม พ์ หาทุ น และช่ ว ยแจกจ่ า ยหนั ง สื อ เล่ ม นี้ ความสามั ค คี นี้ เ อง เหมื อ นไม้ ไ ผ่ ร วกล� ำ เล็ ก ในป่ า ลึ ก ที่ เ มื่ อ มั ด รวมกั น ด้ ว ยเชื อ ก ก็กลายเป็นรัว้ แข็งแรง เป็นป้อมปราการป้องกันภัย เป็นแพล่องน�ำ้ เดินทางไปสูจ่ ดุ หมายของ ความสงบนิจนิรนั ดร์ และเป็นประโยชน์ตอ่ มวลมนุษยชาติปจั จุบนั และอนาคต ผูเ้ ขียนหวังว่า ท่านใดเมือ่ วางมือจากหนังสือเล่มนีล้ ง ก็จะเห็นสิง่ ทีป่ รากฏเบือ้ งหน้า เฉพาะตน และกลับไปใช้ชวี ติ ตามปกติ และวันหนึง่ ข้างหน้า ก็ไม่จำ� เป็นต้องศึกษาธรรมะกัน อีกต่อไป เพราะธรรมะเป็นเรือ่ งของความเป็นปกติ คือ ชีวติ ทีเ่ ป็นปกติ เป็นธรรมชาติ และ มันก็เป็นของมันอยูอ่ ย่างนัน้ …………………...นัน่ เอง คือ เริม่ แรกก็ศกึ ษาธรรมะไปก่อน เมือ่ เข้าใจแล้ว ก็วางธรรมะลงไปซะ มาถือธรรมะ แบกหามอยูไ่ ปท�ำไม หนักเปล่าๆ ธรรมะให้คณ ุ ได้ ก็ให้โทษได้ ตราบใดทีใ่ ช้ไม่เป็น ธรรมะนัน้ คร่าชีวติ คนมานักต่อนัก แล้ว นักรบธรรมะทัง้ หลายย่อมรูด้ ี


7

นับว่า aura ของธรรมะทีพ่ ระธุดงค์ทา่ นนีแ้ ละสหายธรรมของท่านทีเ่ ป็นเพศบรรพชิต ทีไ่ ด้แสดงมาตลอดอย่างไร้กาลเวลานัน้ ได้ฉายแสง สาดส่อง สว่างจ้า ���ระจายไปทัว่ กัน.....แล้ว ณ บัดนี้


8

ประวัติผู้เขียน ชื่อ นายธีรบูร บุญวิทย์ บุตรชายคนที่ ๒ จากบุตรชายทั้งหมด ๔ คน ของ คุณพ่อไสว และคุณแม่บุญชอบ บุญวิทย์ (สกุลเดิม อ่อนเปี่ยม) เป็นคนกรุงเทพฯ เรียนอนุบาลและประถมต้นที่โรงเรียนคริสต์ชื่อ Saint John’s ที่ห้าแยกลาดพร้าว และจบประถมและมั ธ ยมปลายที่ โ รงเรี ย นสาธิ ต ปทุ ม วั น ถนนอั ง รี ดู นั ง ต์ ต่ อ มา สอบได้ทนุ รัฐบาล ก.พ. ไปเรียนต่อปริญญาตรีจนจบปริญญาตรีดา้ นรัฐศาสตร์ความสัมพันธ์ ระหว่างประเทศและการทูตทีม่ หาวิทยาลัยคอร์แนล (Cornell University) ทีร่ ฐั นิวยอร์ค สหรัฐฯ และจบปริญญาโทด้านประวัตศิ าสตร์และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศทีม่ หาวิทยาลัย ปารีส (University of Paris) กรุงปารีส ประเทศฝรัง่ เศส ปัจจุบันท�ำงานที่กระทรวงการต่างประเทศ และออกไปปฏิบัติหน้าที่ในฐานะ นักการทูตไทย โดยไปประจ�ำการทีส่ ถานเอกอัครราชทูตไทยทีก่ รุงกาฐมาณฑุ ประเทศเนปาล, กรุงปารีส ฝรัง่ เศส, กรุงโคลัมโบ ศรีลงั กา และปัจจุบนั ท�ำหน้าทีเ่ ลขานุการเอกและกงสุลไทย ในนอร์เวย์ ทีส่ ถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงออสโล นอร์เวย์

ธีรบูร บุญวิทย์ (teera40@yahoo.com) ๕ ธันวาคม ๒๕๕๕


9

การยึดอันยาวนาน ......... สายน�ำ้ ทีไ่ หลผ่านโขดหินเบือ้ งหน้าพุง่ ตรงลงไปยังแอ่งน�ำ้ เบือ้ งล่างของหน้าผา ฉันใด ความทุกข์ ความสุขและความทรงจ�ำใดๆ ทีผ่ า่ นการรับรูข้ องเรา ย่อมไม่กลับมาอีก ฉันนัน้ .......... ที่ จ ริ ง แล้ ว ผู ้ เ ขี ย นต้ อ งการให้ ผู ้ อ ่ า น ได้ อ ่ า นเรื่ อ งนี้ ใ นวั น สุ ด ท้ า ยก่ อ นที่ ทุ ก คนจะลาโลกไป เพราะในวั น นั้ น ทุ ก คนจะมี ค� ำ ตอบที่ ชั ด เจนมาก แต่ ก็ เป็นไปไม่ได้ เนื่องจากมนุษย์ทุกคนมีความกระหายใคร่รู้ และมนุษย์เป็นเผ่าพันธุ์ที่ ช่างสงสัย ช่างสังเกต และมักตัง้ ค�ำถามหาค�ำตอบให้แก่สงิ่ ทีต่ นเองถาม เพือ่ ให้หายสงสัย ดังนัน้ ความสงสัยหรือความกระหายใคร่รู้ จะเกิดความกระจ่างขึน้ ได้ ก็ตอ่ เมือ่ มีแสงสว่างสาด ส่องเข้ามาไล่ความมืดมิดออกไปซะ เปรียบเหมือนห้องทีม่ ดื มิด เมือ่ เราจุดเทียนไขขึน้ มาหนึง่ เล่ม พลันเกิดแสงสว่างขึน้ ทันที และเป็นแสงสว่างทีเ่ กิดขึน้ อย่างฉับพลันทันที แบบทีโ่ บราณ กล่าวไว้วา่ "ช้างพลิกหู งูแลบลิน้ " เพราะเกิดขึน้ เพียงชัว่ ครู่ ขณะหนึง่ แค่แป๊บแว๊บเดียวเท่านัน้ เอง แสงสว่างจากเทียนไขทีเ่ กิดขึน้ แว๊บเดียวนี้ เมือ่ เทียนได้ถกู จุดติดขึน้ มาแล้ว แสงสว่างก็จะ ยังคงสว่างอยูต่ อ่ ไปในห้องนัน้ เมือ่ เทียนหมดเล่ม เราสามารถจุดเทียนเล่มใหม่ขนึ้ มาอีกได้ แต่


10

สมัยนีเ้ ป็นโลกสมัยใหม่ ไม่ได้ใช้เทียนไขกันแล้ว เปิดสวิทซ์ไฟฟ้าแทน ก็ได้แสงสว่างเหมือนกัน ผูเ้ ขียนต้องการให้ผทู้ ไี่ ด้รบั แจกหนังสือเล่มนี้ ได้รบั แสงสว่างทางปัญญา เปรียบเหมือน แสงสว่างเกิดขึน้ ในทีม่ ดื จะเกิดขึน้ แบบฉับพลันทันทีแบบแสงเทียนไขเมือ่ ประกายไฟจากไม้ ขีดไฟไปจุดทีไ่ ส้จนติดไฟวาบหรือจะสว่างแบบเดียวกันกับอิเลคตรอนจากสวิทซ์ไฟฟ้า ทีส่ ง่ ประจุไฟฟ้าแล่นไปตามสายลวดทองแดง ท�ำให้เกิดแสงสว่างแว๊บในหลอดไฟฟ้าจนสว่างจ้า ขึน้ ก็ตาม หรือจะค่อยๆ เกิดแสงสว่างขึน้ ทีละน้อย ขึน้ ไปตามล�ำดับชัน้ ของการไต่บนั ไดดารา เป็นการพัฒนาของปัญญาทางธรรมก็ตาม เฉกเช่นเดียวกันกับประสบการณ์ของผูเ้ ขียนทีไ่ ด้รบั ปัญญาทางธรรม เกิดแสงสว่างทางปัญญาขึน้ จากการถ่ายทอดวิทยายุทธจากพระธุดงค์รปู หนึง่ ซึง่ เป็นพระนิรนาม ท่านไม่ประสงค์จะปรากฏกายในโลกของยุทธจักรแห่งธรรมะ ทีห่ ลายส�ำนัก ก�ำลังประลองก�ำลังสัง่ สอนกันอยูท่ วั่ โลกขณะนี้ ทัง้ ในเมืองไทยและทีเ่ มืองนอก การถ่ายทอด วิทยายุทธดังกล่าวทีม่ ตี ดิ ต่อกันได้สกั 2-3 ปี ก็ได้ออกมาเป็นรูปธรรมแล้วในรูปของข้อเขียน ต่างๆ ทีป่ รากฎอยูใ่ นหนังสือธรรมะเล่มนี้ และอาจจะปรากฏออกมาสูส่ ายตาสาธารณชนเพิม่ เติมมากขึน้ ในโอกาสต่อไป ในกรณีทมี่ ผี อู้ า่ นติดใจและเรียกร้องให้เขียนมาให้อา่ นต่อกันอีก

เข้าเรือ่ งเลยแล้วกัน.... คนทุกคนย่อมต้องการแต่ความสุขกันทัง้ นัน้ ไม่มใี ครทีต่ อ้ งการความทุกข์ ทุกคนต่างก็แสวงหาความสุขกันทัง้ นัน้ จริงหรือไม่จริง ?


11

ท่านผูอ้ า่ น เคยมีความต้องการแบบนีห้ รือไม่ -- พวกท่านเคยอยากลืมความหลังอันขมขืน่ มัย๊ ... เคยอยากลบความทรงจ�ำในอดีตทีไ่ ม่ชอบเลยทีผ่ า่ นมาบ้างมัย๊ .... เคยอยากลืมความทุกข์ในวัน เดือน และปีทผี่ า่ นมาบ้างมัย๊ เคยอยากลืมความรักทีผ่ ดิ หวัง การอกหัก ความแค้นชิงชัง เจ็บปวดจากความรักหรือไม่ เคยอยากลบความหลังจากชีวติ สมรสทีล่ ม้ เหลว การหย่าร้าง การทะเลาะเบาะแว้ง การ เลิกรา แบบการจากเป็น กันหรือไม่ เคยอยากลบภาพของความทุกข์ทเี่ กิดจากการพลัดพรากของผูเ้ ป็นทีร่ กั จากเราไป เช่น พ่อแม่พนี่ อ้ งคนรัก หมาแมวตายจากไป แบบการจากตายไป หรือไม่ -- นัน่ คือ อยากลืม อยากลบความทุกข์ การเจ็บปวด ความไม่สมหวัง การพลัดพราก จากกัน ความโชคร้ายในชีวติ ซึง่ มักถือกันว่า เป็นความรูส้ กึ ด้านลบ ทีอ่ ยากลบออกไปจาก ความทรงจ�ำ เนือ่ งจากการทีใ่ จเราไม่ชอบสิง่ เหล่านัน้ จึงเหมารวมไปซะหมดว่าสิง่ เหล่านัน้ ไม่ดี ไม่งามและใจก็เป็นทุกข์กบั มัน ส่วนความรูส้ กึ ด้านบวกเล่า อาทิ เช่น -- ท่านเคยอยากลืมความสุข ความสมหวัง การพึงพอใจในสิง่ ทีไ่ ด้เป็นได้มี ความอิม่ เอิบใจ ความสุขใจ ความโชคดีในชีวติ และต้องการลบสิง่ ดีๆ ในชีวติ เหล่านีอ้ อกไปจากความ


12

ทรงจ�ำบ้างหรือไม่ เช่น การสอบได้ที่ 1 การถูกลอตเตอรีร่ างวัลใหญ่ การสมหวังในความรัก การสมหวังจากการรักใครชอบใครก็ได้คนนัน้ มาครอง การมีความร�ำ่ รวย การมีสขุ ภาพทีด่ ี การ ได้ฟงั ธรรมจากครูบาอาจารย์ การได้ทำ� บุญกับเกจิอาจารย์ การได้สร้างโบสถ์วหิ าร หรือการได้ ท�ำกุศลช่วยคนยากจน เป็นต้น ท่านเคยอยากลบความทรงจ�ำของความสุขกันบ้างมัย๊ หรือเลือกทีจ่ ะลบความจ�ำด้าน ความทุกข์เพียงอย่างเดียวเท่านัน้ แน่นอนทีส่ ดุ ....คนส่วนใหญ่ ไม่ตอ้ งการลบภาพความทรงจ�ำของความสุข ความสมหวัง ความสมบูรณ์พลู สุข ความอิม่ เอมใจ การอิม่ บุญ ซึง่ ถือกันว่า เป็นสิง่ ดีๆ ทีต่ นเองชอบในชีวติ ออกไปจากความทรงจ�ำหรอก ในทางตรงกันข้าม กลับเลือกทีจ่ ะลบสิง่ ไม่ดใี นชีวติ ซึง่ ตนเอง ไม่ชอบออกไปและสรุปว่า สิง่ ทีต่ นเองต้องการลืมเป็นสิง่ ทีไ่ ม่ดใี นชีวติ ตนเอง นัน่ สิ...พวกเรา ทุกคนต่างก็ตอ้ งการเก็บสิง่ ดีๆ ไว้ในความทรงจ�ำกันทัง้ นัน้ และอยากหลีกหนี อยากขว้างทิง้ ความทุกข์ ความไม่ดอี อกไปจากจิตใจตนเองกันทัง้ นัน้ สิง่ ดี ๆ ทีต่ อ้ งการเก็บไว้ คือ อะไร และสิง่ ทีไ่ ม่ดี ทีต่ อ้ งการลบออกไปจากความ ทรงจ�ำ คืออะไร ?


13

สิง่ ดีๆ เราก็เรียกมันว่า... ความสุข สิง่ ไม่ดี เราก็เรียกมันว่า ...ความทุกข์ ทีจ่ ริง ชีวติ พวกเราทุกคน ไม่มสี งิ่ ดีๆ หรือ ไม่มสี งิ่ ทีไ่ ม่ดหี รอกนะ เป็นเพราะพวกเรา ต่างหากทีไ่ ปตัง้ ค่า หรือสร้างมูลค่าเพิม่ ให้มนั ขึน้ มาเองกันทัง้ นัน้ ปกติชวี ติ มนุษย์ นัน้ ไม่มสี งิ่ ใดดี หรือในทางกลับกัน ไม่มสี งิ่ ใดทีไ่ ม่ดสี ำ� หรับเราหรอก แต่สงิ่ ทีเ่ ราว่า ดี นัน้ ก็เพราะเรา ชอบมันต่างหาก เราต้องการอยากได้มนั ก็เลยเพิม่ ค่าให้มนั และว่า อืม..มันเป็นสิง่ ดีนะ เลย ตัง้ ชือ��� ให้มนั อีกว่า “ความสุข“ ส่วนสิง่ ทีเ่ ราไม่ชอบ ก็เลยไปลดค่าของมัน ลดมูลค่าของมันลง ว่าไม่ดี เนือ่ งจากเราไม่ชอบมัน เราไม่ตอ้ งการมัน เราไม่อยากได้มนั นัน่ เอง ก็เลยว่ามันไม่ดี เรียกชือ่ มันอีกว่า “ความทุกข์” ความทุ ก ข์ จ ากภั ย ธรรมชาติ เช่ น น�้ ำ ท่ ว มบ้ า น ข้ า วของเสี ย หาย สั ต ว์ ล้มตายเน่าเหม็น เรารู้สึกว่า น�้ำท่วม ไม่ดีเลย ใจเป็นความทุกข์ ที่จริงถ้าเปลี่ยน ท�ำใจใหม่ ว่า ท่วมก็ทว่ มไปตามเหตุและปัจจัยต่างๆ เพราะฝนตกเยอะ เพราะคนไปสร้างบ้าน แปงเมืองปิดกัน้ ทางไหลของน�ำ ้ เพราะมันเป็นของมันอย่างนัน้ นัน่ เอง เราก็จะวางใจ ท�ำใจ เฉยๆ ได้ ใจไม่สะทกสะท้าน เพราะไหนๆ มันก็ทว่ มไปแล้ว ใจก็จะไม่เป็นทุกข์ แล้วก็แก้ไข สถานการณ์ไป เช่น ปีหน้าเตรียมตัววางแผนใหม่ ขนของหนีนำ �้ ย้ายบ้าน ไปสวดมนต์ทำ� ใจให้ สงบในทีไ่ กลๆ เปิดเพลงทีช่ อบฟังในบ้านทีน่ ำ�้ ท่วม ดูแลบ้านให้ปลอดภัยจากขโมยและสัตว์รา้ ย หรือ ความทุกข์จากความตายการพลัดพราก เช่น คนทีร่ กั ตายจากไป ไม่วา่ พ่อ แม่ สามี ภรรยา ลูกหลานเพือ่ นฝูงตายไป เราก็เกิดอาการโหยหาอาลัยจากการจากไปหรือคิดถึง ก็บอกว่าสิง่ นี้ ไม่ดี ไม่อยากให้เกิดขึน้ เลย เพราะเราไม่ชอบมันนัน่ เอง


14

ถ้าท�ำใจใหม่ บอกตัวเองว่า ก็คนเราตายทุกคนไม่ใช่รึ ? มีใครไม่ตายมัง่ เล่า ?

ก็ในเมือ่ คนต้องตาย เป็นธรรมชาติปกติของชีวติ ท�ำไมต้องไปเศร้า หลายคนเถียงว่า เร็วไปหน่อย อยากอยูด่ ว้ ยกันอีกนานๆ แล้วค่อยตายจากกันได้ไหม ? แหม...ค�ำตอบคือ ได้ หรือ ไม่ได้ เป็นไปได้ทงั้ นัน้ เพราะสิง่ นีอ้ ยูเ่ หนือการควบคุมของ มนุษย์ ความตาย หรือการจากกันเป็นเรือ่ งของธรรมชาติ เราได้แต่ปล่อยมันไป หรือ อย่างดีก็ แค่เฝ้ามองมันมาหา แล้วมันก็จากไป ความทุกข์นะ่ ไม่อยูก่ บั เราหรอก ไม่มสี งิ่ ใดในโลกและ ในจักรวาลทีอ่ ยูก่ บั เราตลอดปี ตลอดชาติ ตลอดชีวติ แล้วจะทุกข์ใจไปหาสวรรค์วมิ านท�ำไม เล่า............... แท้ ที่ จ ริ ง แล้ ว ...สิ่ ง ที่ ดี หรื อ สิ่ ง ที่ ไ ม่ ดี ทุ ก ข์ ห รื อ ไม่ ทุ ก ข์ ไม่ ไ ด้ มี ใ ครไป ยุ่ง ปรับปรุง เปลี่ยนแปลงลักษณะทางธรรมชาติของมันเลย มันก็อยู่ของมันเช่นนั้น คือ สิง่ ต่างๆ เหล่านัน้ มันมี มันเป็นของมันอยูแ่ บบนัน้ อยูแ่ ล้ว มัน “มี-อยู-่ คือ” และมัน “เป็น“ สิง่ ทีป่ รากฏตามธรรมชาติในตัวของมันเอง ไม่ได้มใี ครไปสร้าง ไปปรุงหรือไปแต่งให้มนั เกิดขึน้ มาใหม่ แต่มนั “เป็น-มี อยู่ และ คือ” ของมันอยูแ่ ล้วตามธรรมชาติของมัน พวกเราต่างหาก ทีไ่ ปยอมให้มนั มาเกาะเกีย่ วเรา การ-เป็น-มี-อยู-่ คือ ภาษาอังกฤษ เรียกว่า Verb to be นัน้


15

เราเคยเรียนกันในโรงเรียนสมัยเด็กๆ ว่า “Verb to be - is am are“ ( มีคนล้อเล่นตลกว่า To be or not to be..Do be do be is Frank Sinatra คือนักร้องอเมริกนั ชือ่ ดังที่ ร้องเพลงบ่นว่า doo bee doo bee…) ส่วนผูอ้ า่ นทีไ่ ม่ได้เรียนหนังสือมามาก เช่น จบ ป.4 หรือไม่ได้เรียนหนังสือเลยเสีย ด้วยซ�ำ ้ ด้วยเหตุผลทางความยากจน หรืออะไรก็แล้วแต่ ขอให้ตามอ่านต่อไป ไม่ตอ้ งน้อยใจ เพราะสิง่ ทีจ่ ะเขียนให้ทา่ นอ่านต่อไปข้างล่างนี้ ไม่ใช่เรือ่ งทางวิชาการ ท่านทีไ่ ม่ได้เรียนหนังสือ มาเลยหรือจบประถม 4 ยิง่ อาจจะมีโอกาสดีกว่า คือ เข้าใจเรือ่ งทีเ่ ขียนนีม้ ากกว่าผูท้ รี่ ำ�่ เรียน สูงๆ กว่าซะด้วยซ�ำ ้ เพราะเท่าทีพ่ บเห็นมา คนทีเ่ รียนมาน้อยๆ จะมีความสงสัยน้อยมาก และ รับรูเ้ รือ่ งต่างๆ ทีเ่ ขียนให้อา่ นไปเต็มๆ ขอท่านจงมีความมัน่ ใจซะว่า ท่านจะสามารถอ่านเข้าใจ ได้ทะลุปรุโปร่ง ขอเพียงแต่วา่ ให้อา่ นหนังสือ ก. ไก่ ข. ไข่ ออกก็แล้วกัน นับต่อแต่นี้ เชิญผูอ้ า่ นทุกท่าน เข้าโรงหนัง โรงละคร ไปชมการแสดง คือ เข้าเรือ่ งเลย แล้วกัน.............(มีเพลงบรรเลงโหมโรง)

ความทุกข์ และความสุขมาจากไหน เกิดขึน้ ได้อย่างไรเล่าหนอ ?.............

เหตุการณ์ความเป็นไปต่างๆ ทีผ่ า่ นเข้ามาในชีวติ พวกท่านทัง้ บวกและลบ ชอบและไม่ ชอบ ต้องการและไม่ตอ้ งการ ประทับใจหรือไม่ประทับใจ เราต่างก็เลือกกันไม่ได้ เพราะสิง่ ที่


16

จะเกิดมันก็จะต้องเกิด ในอินเดีย พวกแขกเรียกกันว่า พรหมลิขติ คือ พระพรหมบันดาลให้ เกิดสิง่ ต่างๆ ขึน้ คือ มีอะไรทีอ่ ธิบายกันไม่ได้วา่ สิง่ นัน้ สิง่ นี้ เกิดขึน้ ได้อย่างไร ก็จบั ไปถวาย ใส่มอื ใส่พระหัตถ์พระพรหมซะ ว่าท่านดลบันดาลให้เกิด นับว่าแก้ปญ ั หาเฉพาะหน้าได้อย่าง ชาญฉลาด เพราะอาจสิน้ สุดจนปัญญา ไม่สามารถหาเหตุผลได้ จึงถวายให้พระผูท้ ศี่ กั ดิส์ ทิ ธิ์ ดลบันดาลไป นับว่า ถวายการบ้านให้ทา่ นท�ำแท้ๆ ทีเ่ ดียวเชียวแหละ ส่วนพวกเราชาวพุทธก็ โดนสอนว่า เป็น กรรม ใส่กฎแห่งกรรมเข้าไปอีก เลยหนีไม่รอดเลย บางหมูค่ ณะ ทัง้ พระทัง้ โยมมีวธิ แี ก้กรรมแปลกๆ กันอีก เพิง่ รูว้ า่ กรรมมีจริงและเพิง่ รูอ้ กี ด้วยว่า มีวธิ แี ก้กรรมได้ดว้ ย ส่วนเพือ่ นชาวคริสต์ของผูเ้ ขียนได้อธิบายว่า สิง่ ทีจ่ ะเกิด สิง่ ที่ มี-เป็น-อยู-่ คือ นัน้ เป็นความต้องการของพระผูเ้ ป็นเจ้า พระผูเ้ ป็นเจ้าเป็นผูส้ ร้างทุกสิง่ ทุกอย่างและชาวคริสต์นบั ถือ พระองค์วา่ เป็นสิง่ สูงสุด ไม่มผี ใู้ ด หรือสิง่ ใดเหนือเกินเลยพระองค์ไปได้อกี แล้ว อันนีเ้ ป็นเรือ่ ง ของศาสนา ผูเ้ ขียนขอละเว้นไม่กล่าวถึง ถ้าเราให้เกียรติซงึ่ กันและกันและเห็นว่าความเชือ่ ของ มนุษย์แต่ละศาสนา เป็นสิง่ ทีเ่ ราควรเคารพ ไม่กา้ วล�ำ ้ ล่วงละเมิดล่วงเกินกันแล้วละก็ โลกจึง จะสงบสุข เพราะทุกศาสนาต้องการสอนให้คนเป็นคนดีกนั ทัง้ นัน้ มาดูเรือ่ งของเรากันดีกว่าว่า....ทีส่ ายน�ำ้ ไหลลงสูโ่ ขดหิน ลงแอ่งน�ำ้ หน้าผาเบือ้ งล่างนัน้ น่ะ มันคืออะไรกัน จะแสดงธรรมะอะไร ก็แสดงไป มาเกีย่ วพันกับสายน�ำ ้ โขดหิน แอ่งน�ำ ้ อย่างใดเล่า ?....... เรือ่ งสายน�ำ ้ โขดหิน แอ่งน�ำ ้ หน้าผา น�ำ้ ทีไ่ หลลงหน้าผาไป ย่อมไม่ไหลย้อนกลับขึน้ มา นัน้ เป็นการอุปมา อุปมัย หรือการเปรียบเทียบให้เห็นภาพทีช่ ดั เจนขึน้ จะได้เข้าใจตรง


17

กัน หรือเข้าใจเรือ่ งเดียวกันต่างหาก เนือ่ งจากภาษามนุษย์ทเี่ ราเขียน อ่าน หรือพูดกันนัน้ เป็น สิง่ ทีม่ นุษย์สมมติขนึ้ มาเพือ่ ใช้สอ่ื สารกันให้รเู้ รือ่ งในสิง่ ๆ เดียวกัน ว่าก�ำลังพูดในสิง่ ๆ นี้ นะ ไม่ใช่สงิ่ อืน่ จะได้สอื่ สารกันเข้าใจได้ ทีจ่ ริงแม้มนุษย์จะใช้ภาษาเดียวกัน บ่อยครัง้ พูดอ่าน เขียนเรือ่ งเดียวกัน ยังเข้าใจกันไปคนละเรือ่ งก็มถี มไปนะ ที่ว่าเหตุการณ์และความทรงจ�ำต่างๆ ในชีวิต ทั้งความทุกข์และความสุขของ เรา ย่อมไม่กลับมาอีก ดุจดัง่ สายน�ำ้ ทีไ่ หลไปย่อมไม่ไหลย้อนกลับ นัน้ คือ สิง่ ทีเ่ กิดขึน้ ได้ผา่ นไปแล้ว มันแผ้วผ่านเราไปแล้ว ชัว่ พริบตา ชัว่ ขณะจิตหนึง่ เท่านัน้ เช่น ความทุกข์ ความเศร้า ความผิดหวัง ความเสียใจ ความเจ็บปวด นัน้ มันผ่านมาแล้วมันก็ผา่ นไป จิต ของเราไปรับรูอ้ ารมณ์นนั้ ๆ เพียงชัว่ ขณะหนึง่ แล้วมันก็ได้ผา่ นพ้นไปแล้ว แต่ทที่ า่ นยังรูส้ กึ ทุกข์ เศร้า ผิดหวัง เสียใจ หรือเจ็บปวด เพราะเราไปกอดมันไว้เองต่างหาก อีกนัยหนึง่ คือ เราไปอนุญาตให้สงิ่ เหล่านัน้ มันเกาะเกีย่ วจิตใจเราได้ตา่ งหากเล่า ทัง้ ๆ ทีม่ นั ได้ผา่ นพ้นไปแล้ว เหมือนสายน�ำ้ ทีไ่ หลผ่านไป ย่อมไม่ไหลกลับ แต่อะไรกันนี.่ ..บ่อยครัง้ นอกจากท่านจะให้มนั ไหลกลับย้อนมาหาเราแล้ว ยังจะอนุญาตให้มนั เกาะเกีย่ วอาศัยกับเราต่อไปชัว่ นาตาปีอกี ด้วย บอกตามตรงเลยนะว่า ....นัน่ เป็นสิง่ ธรรมดา เป็นสิง่ ทีเ่ ป็นปกติ ความทุกข์ทเี่ รารูส้ กึ ไปเองว่า มันย้อนกลับมาหาเรา มันมาเกาะเกีย่ วติดพันเราไม่ยอมจากไปซะที นัน้ เป็นเรือ่ ง ธรรมดา เช่น เมือ่ มีสงิ่ หนึง่ ทีม่ กี งิ่ ก้านสาขา ก็ยอ่ มต้องมีอกี สิง่ หนึง่ ทีม่ าเกีย่ วเกาะ ย่อมหลีก เลีย่ งไปไม่ได้ ธรรมชาติของสรรพสิง่ ย่อมเป็นเช่นนัน้ .....เปรียบเสมือน ต้นไม้ทมี่ กี งิ่ ก้านสาขา ก็มกั จะมีนก กา สัตว์ตา่ งๆ มาเกาะ หรือเถาวัลย์ วัชพืช ต่างๆ มาเลือ้ ยพันและเกาะเกีย่ วได้


18

เหมือนกัน สัตว์บางตัวกินส้มสูกลูกไม้ กินอาหารทีค่ าบมาด้วยและบริการแถมของฟรีขรี้ ดลง บนกิง่ ไม้นที้ งิ้ ไว้ให้ดเู ล่นเป็นอนุสรณ์เตือนความจ�ำด้วยซ�ำ้ ไป อย่างไรก็ตาม มนุษย์และท่านผู้อ่าน นั้น ต้องฝึกจิตฝึกใจให้เข้มแข็งและ คิดว่าตนเองนั้น ไม่ใช่ต้นไม้ที่มีกิ่งก้านสาขาเพื่อให้นกกาและสัตว์ต่างๆ มาเกาะมา พ� ำ นั ก อาศั ย แบบถาวรได้ ที่ จ ริ ง มั น มาได้ แต่ อ ย่ า ยอมให้ มั น มาพ� ำ นั ก อาศั ย แบบ ถาวร ไม่ ย อมให้ เ ป็ น ขาประจ� ำ และไม่ ใ ห้ ม าอยู ่ น านๆ อี ก ด้ ว ย หมายความว่ า ........อะไร ? คือ สิง่ ทีผ่ า่ นเข้ามาในจิตใจท่าน เช่น ความทุกข์ ขอเพียงให้เรารับรูก้ ารเข้ามาของมัน เท่านัน้ มันเข้ามาเป็นเพียงแบบชัว่ วูบ มันเป็นอารมณ์หนึง่ ๆ ทีผ่ า่ นแบบชัว่ วูบเข้ามา เป็นแขก ขาจรมาเยือน แล้วมันก็ผา่ นไป อย่าปล่อยให้มนั เป็นแขกประจ�ำค้างคืนหมืน่ ปี การเยือนของแขก มันเสร็จสิน้ มันจบไปแล้ว ท่านมัวแต่ไปพิรพี้ ไิ ร ร�ำพึงร�ำพันถึงมัน เองต่างหาก หลายคนเรียกให้มนั กลับมาอยูก่ บั ตัวเราอีก ทัง้ ๆ ทีม่ นั ผ่านไปแล้วนัน่ เอง เช่น ผูท้ เี่ ป็นทีร่ กั จากไป จะเป็นญาติพนี่ อ้ งทีจ่ ากไป โดยการตาย เป็นการจากตาย หรือ การจากเป็น เช่น การสูญเสียแฟนคนรัก สามีไปมีเมียน้อย มีชู้ หรือมีแฟนใหม่หรือแม้แต่จะ หย่าขาดจากเราไป เราจะทุกข์โทมนัส เศร้าสร้อยหงอยเหงา ร�ำพึงร�ำพันในจิตใจ และเป็นสิง่ ที่ เราจดจ�ำไม่รลู้ มื ยากทีจ่ ะลบไปจากจิตใจได้ แม้มเี พือ่ นฝูง ผูท้ หี่ วังดี ช่วยเหลือปลอบประโลมใจ มีผใู้ ห้กำ� ลังใจอย่างล้นหลาม จะกินเหล้าย้อมใจคลายความทุกข์ จะดูหนัง ฟังเพลง จะไปเทีย่ ว พักผ่อน หรือแม้กระทัง่ อ่านหนังสือ ธรรมะ ฟังพระเทศน์ ไปหาหมอดู หมอสะเดาะเคราะห์


19

หรือฟังเทปธรรมะ ก็ไม่อาจจะลบความทุกข์นนั้ ออกไปจากจิตใจได้งา่ ยๆ คือ แค่เพียงนึก มัน ก็ถงึ แล้ว คือ มันมาอีกแล้ว.... ความทุกข์อนั นีน้ ะ่ มาเร็วจัง ทีเ่ ราเห็นหรือรูส้ กึ ว่า ความทุกข์ใจเหล่านัน้ มันมาเยือนอีกแล้ว ก็เพราะ เรามีจติ วิญญาณ ทีส่ ามารถรับรูค้ วามทุกข์ได้ ในจิตวิญญาณมีหน่วยความจ�ำทีส่ ามารถบันทึกเหตุการณ์ตา่ งๆ และความรูส้ กึ ในชีวติ ได้ทงั้ หมด แม้ความรูส้ กึ อารมณ์ของความทุกข์เพียงเสีย้ ววินาทีผา่ นเข้า มา มันก็บนั ทึกไว้ พัวะ ลงแผ่นจานซีดไี ปเรียบร้อยแล้ว และพอเราเผลอสติเข้าหน่อยข้อมูล นี้ มันก็ไหลออกมาให้เราใช้ มันก็รสู้ กึ ว่า อ้าว...เราจ�ำได้อกี แล้ว ความทุกข์นี่ มาเยือนอีกแล้ว เรือ่ งเดิมๆ ความทุกข์กค็ วามทุกข์เดิมๆ เช่น ใครทีส่ ญ ู เสียสามีไป พอนึกถึงสามี ก็เกิดความ ทุกข์วงิ่ แล่นเข้ามาจับขัว้ หัวใจทันที แต่พอไม่นกึ ถึงสามี ก็ไม่รสู้ กึ อะไร พูดง่ายๆ คือ ถ้าเรา เปิดวิทยุ แผ่นซีดี เล่นเพลง มันก็มเี สียงเพลงเศร้า ถ้าไม่อยากเศร้า ก็ไม่ตอ้ งเปิดวิทยุฟงั เพลง ซะ ก็จบเรือ่ ง แต่ทเี่ รือ่ งไม่จบ เนือ่ งจาก ท่านไปเปิดฟังเพลงนีอ้ กี หรือไปหมุนคลืน่ สถานีนอี้ กี ต่างหาก ดังนัน้ ทางแก้ความทุกข์งา่ ยๆ นี้ ก็คอื ให้ปดิ กัน้ การรับส่งสัญญาณนีซ้ ะ ไม่ตอ้ งเปิด เครือ่ ง หรือ เปิดแต่ทำ� ไม่ได้ยนิ ทะลุหซู า้ ยออกหูขวาไป เมือ่ ไม่ได้ยนิ ก็ไม่คดิ เมือ่ ไม่คดิ ก็ ไม่เศร้า พอมาถึงตรงนี้ มีผสู้ งสัยถามอีกว่า แม้จะไม่เปิดวิทยุ และแม้จะไม่รบั สัญญาณคลืน่ วิทยุ ช่องนีก้ ต็ าม แต่กย็ งั รูส้ กึ เศร้าอยูอ่ กี ซึง่ ตนเองนัน้ ไม่อยากนึกถึงความทุกข์จากการพลัดพราก นีเ้ ลย แต่มนั มาหาอยูเ่ รือ่ ย ๆ มันเป็นแขกทีไ่ ม่ได้รบั เชิญ จะให้ทำ� อย่างไร ? ก็ไม่ตอ้ งท�ำอะไร ถ้ามันมาเยือน ท่านเพียงเฝ้าดูมนั เฉยๆ ขอให้ดแู บบจ้องมองตาดูไม่


20

กะพริบ ใจจดจ่อ หูฟงั นิง่ ไม่ไหวติง วิทยุถา้ มันมีเสียงเพลงเกิดขึน้ เองโดยทีท่ า่ นไม่ได้เปิด ก็ ให้เฝ้าฟังมัน ฟังแบบใจจดใจจ่อ ฟังให้รวู้ า่ ฉันไม่ได้เปิดมันนะ มันมาของมันเอง ถ้าท่านท�ำได้ อย่างนี้ วันหนึง่ ข้างหน้า ท่านจะพบความมหัศจรรย์อย่างหนึง่ เกิดขึน้ คือ จะพบว่า วิทยุแม้มนั จะสามารถเล่นเพลงบรรเลงเพลงไปได้เองอย่างนัน้ แต่มนั กลับไม่ได้มผี ลอย่างใดต่อจิตใจเรา คือ เราไม่ได้มอี ารมณ์คล้อยตามไปกับเสียงเพลงนัน้ วิทยุมนั ก็เล่นเพลงของมันไป เราต่างหาก ทีไ่ ปใส่ใจกับมัน แทนทีจ่ ะต่างคนต่างอยู่ ต่างคนต่างท�ำงานในหน้าทีข่ องตนไป เมือ่ ท�ำอย่างนี้ ได้ ก็จะคลายความเศร้าลง ความทุกข์กล็ ดลง จนวันหนึง่ ก็จะไม่มคี วามทุกข์หลงเหลืออยูอ่ กี เลย หรือเรียกอีกอย่างหนึง่ ว่า ความทุกข์นนั้ มี แต่เราไม่รสู้ กึ ว่าทุกข์ คือ ความทุกข์มนั เกาะ เกีย่ วจิตใจเราไม่ได้อกี ต่อไปนัน่ เอง ทีจ่ ริง ความทุกข์มนั ก็มอี ยูเ่ ช่นนัน้ อยูแ่ ล้วตามปกติ เหมือน นก กา หรือเถาวัลย์วชั พืข มันก็มขี องมันเช่นนัน้ แต่มนั เกาะเกีย่ วขีร้ ดท�ำความเดือดร้อนให้ เราไม่ได้อกี ต่อไปนัน่ เอง เพราะเราเก็บกิง่ ก้านสาขามิดชิด ไม่ได้หยิบยืน่ ให้มนั เกาะเกีย่ วได้อกี ต่อไป หรือถ้ามันเกาะเกีย่ วขีร้ ดเรา เราก็เฉยเสีย ท�ำใจเป็นอุเบกขา คือ วางเฉยซะ โดยให้เฝ้า มองมันไปเฉยๆ ไม่สะทกสะท้าน หวัน่ ไหว หรือเคลิบเคลิม้ ตามอารมณ์ไปแต่อย่างใด และถ้า มันขีเ้ ยีย่ วรดใส่มากๆ บ่อยๆ ละก็ ปัดกวาดเช็ดถูให้สะอาดซะก็ได้เหมือนกัน นัน่ หมายความว่า นอกจากเราจะไม่ให้ความทุกข์มามีอทิ ธิพลหนือเราแล้ว เรายังไม่ได้ ยึดความทุกข์นนั้ เป็นเพือ่ นของเราอีกต่อไป แม้เราจะไม่สามารถลบความทุกข์ออกไปจากจิตใจ เราได้ แต่ความทุกข์กไ็ ม่สามารถท�ำอะไรเราได้เหมือนเช่นเคยต่างหาก ความทุกข์เปรียบเหมือน หมาเน่า ตายพุงป่องพุงปลิน้ ตีนชีฟ้ า้ ลอยตุบ๊ ป่องตุบ๊ ป่อง ส่งกลิน่ เหม็นฉาวโฉ่ ลอยน�ำ้ มาชัว่


21

ครูห่ นึง่ แล้วในทีส่ ดุ มันก็ลอยผ่านเราไปเอง เราเป็นเพียงผูด้ ู ผูส้ ดู กลิน่ เหม็นเฉยๆ ไม่เกีย่ ว อะไรกับมัน เมือ่ ไม่เกีย่ วอะไรกับมัน เราก็จะไม่ทกุ ข์จากกลิน่ เหม็น หรือภาพอันไม่งดงามแบบ นัน้ กับมัน และมันก็เป็นสภาพหรือสภาวะเช่นนัน้ เอง หมาเมือ่ ตายก็ยอ่ มเน่า ย่อมส่งกลิน่ เหม็น เมือ่ ลอยมาตามน�ำ้ ให้เราเห็นได้ มันก็ลอยตามน�ำ้ ออกจากสายตาเราไปได้เช่นกัน เพราะน�ำ้ มี ทีม่ าทีไ่ ป คือ ไหลมาได้ มันก็ไหลจากไปได้ตามล�ำดับธรรมชาติของมัน ถูกไม่ถกู ?

เมือ่ ไหลไปแล้ว มันก็ไม่ไหลกลับเช่นกัน .............

---- เคยมีคนถามผูเ้ ขียนว่า..... แล้วถ้าเป็นหมาทีเ่ รารักผูกพันมาก แล้วมาตายลอย ตุบ๊ ป่องอยูใ่ นหนองน�ำ้ ทีน่ ำ�้ นิง่ ไม่ไหวติง น�ำ้ ไม่ไหลถ่ายเทไปมาล่ะ ? หมาผูเ้ ป็นทีร่ กั ก็จะยังคงเน่าค้างเติง่ อยูใ่ นหนองน�ำ้ นัน��� แหละ เน่าจนร่างของมันสลาย หมดไป แปรสภาพไปเป็นผงธุลใี นน�ำ้ นัน่ เอง ผูอ้ า่ นอย่าลงไปว่ายอาบดืม่ กินก็แล้วกัน อันนีเ้ ป็น เรือ่ งของปัญญาทางโลก หลังจากได้ปญ ั ญาทางธรรม เห็นสภาพความไม่เทีย่ งของชีวติ สังขาร หมาทีร่ กั ทีต่ อ้ งผ่านวงจรชีวติ วัฏสงสาร คือ เกิด แก่ เจ็บ ตาย และรูปทีไ่ ม่อยูค่ งทนถาวร คือ ร่างกายหมาทีย่ อ่ มเน่าเปือ่ ยสลายแปรสภาพไป และมีกลิน่ อยูช่ วั่ ขณะหนึง่ เท่านัน้ หลังจาก นัน้ ทุกอย่างก็หมดไป กลิน่ ทีม่ กี ห็ ายไป สัก 1-2 อาทิตย์ตอ่ มา ภาพทีเ่ ห็นอุดจาดบาดตาน่า รังเกียจนัน้ ก็หายไปจากสายตาของเรา ไม่มอี ะไรทีค่ ง มี-อยู-่ เป็น-คือ ถาวรหรอก แต่ทว่าภาพทีเ่ ราเห็นและรูส้ กึ ว่าไม่นา่ ดูนนั้ แม้วา่ มันจะลบออกไปจากสายตาด้วยกาล


22

เวลาทีผ่ า่ นพ้นไปแล้วก็ตาม แต่ภาพก็ยงั คงค้างคาตกค้างนอนแอ้งแม้งอยูใ่ นใจ เป็น “ตะกอน ใจ” และเป็น “เงาในใจ” เนือ่ งจากเราเลือกทีจ่ ะจดจ�ำเพราะหมาตัวนีเ้ ป็นหมาทีร่ กั ดังนัน้ ถ้าอยากพบกับความสุข ลดความทุกข์ลงหรืออยากก�ำจัดความทุกข์จากการพลัดพรากนีไ้ ปให้ สิน้ ซาก ก็ให้ลบภาพนัน้ ออกไปจากความทรงจ�ำหรือลบภาพทีไ่ ม่ชอบนัน้ ออกไปจากใจแบบ เงียบๆ ลองฝึกท�ำดู... และใช้ปญ ั ญา ตรึกตรองพิจารณาดูวา่ ความทุกข์ทวี่ า่ นี้ มันมาแล้วมันก็ไป เมือ่ เราไม่ใส่ใจ ไม่ให้ความส�ำคัญ ไม่เพิม่ มูลค่า เพิม่ ให้มนั มากขึน้ ความทุกข์มนั ก็อยูข่ องมันอย่างนัน้ เอง มันไม่เกีย่ วกับเรา และตัวมันก็หาย ไปเอง....... ชัว่ ลมหายใจเข้าออกจากรูจมูกของเราเท่านัน้ ความทุกข์ทวี่ า่ มันก็หายไปแล้ว ความทุกข์จะมีหรือไม่มี ไม่ตอ้ งไปสนใจมัน ไม่ใช่เรือ่ งของเราอีกต่อไปแล้ว

เพราะเรือ่ งของเรามันไม่ม.ี ....นัน่ เอง ด้วยเพราะมีเรา มันจึงมีเรือ่ งของเรา ถ้าไม่มเี รา เรือ่ งของเราก็จะไม่มตี ามไปด้วย


23

เงาตามตัว --- พวกเราเคยสังเกตกันบ้างหรือไม่วา่ ความจ�ำถึงเรือ่ งราวต่างๆ ในอดีต เพียงแค่ คิด เพียงแค่นกึ ถึง มันก็มาให้เราดู ให้เราเห็นแล้ว เปรียบเสมือนเงาตามตัวเรา เหมือนเพือ่ น ทีต่ ดิ ตามตัวเราไปตลอด...............อืม นัน่ ซินะ มัน คือ อะไรกันนะนี่ !! เมือ่ เดินไปไหนมาไหน มักจะมีเพือ่ นทีไ่ ม่ได้เชือ้ เชิญตามเราไปตลอด เพือ่ นคนนีจ้ ะไม่ ปรากฏกายทุกเวลาดอกนะ จะบอกให้ การปรากฏกายของเพือ่ นคนนี้ มีเป็นพักๆ เหนือความคิด เหนือการควบคุม เหนือการคาดหมาย เหนือค�ำสัง่ เหนือกาลเวลา เหนือทุกสิง่ ทุกอย่างทีม่ นุษย์จะสัง่ ได้ มันเป็น สิง่ แปลกประหลาดมหัศจรรย์หรือไม่

มันคือ สิง่ ใดฤา....


24

เพื่ อ นคนนี้ จ ะปรากฏตั ว ออกมาทั น ที เมื่ อ มี อี ก สิ่ ง หนึ่ ง ซึ่ ง เกิ ด ขึ้ น ก่ อ น หรื อ อาจเกิ ด ขึ้ น พร้ อ มกั น ก็ ไ ด้ หลายคนช่ า งสงสั ย แบบพวกนั ก วิ ท ยาศาสตร์ ที่ ต ้ อ งเข้ า ห้องทดลอง หรือนักฟิสิกส์ที่ต้องหาค�ำตอบข้อพิสูจน์เรื่อง พลังงาน คือ ถ้าสิ่งหนึ่ง สามารถท�ำให้อีกสิ่งหนึ่งปรากฏตัวได้ แสดงว่า สิ่งนั้น ต้องมีอ�ำนาจ มีความส�ำคัญ มี ฤทธิ์ มนุ ษ ย์ จะตั้ ง ชื่ อ สมมติต่างๆ มาเรียกกัน จะเรียกว่า อะไร หรือจะเพิ่ม คุณ ค่า มู ล ค่ า เพิ่ ม อะไรให้ ก็ แ ล้ ว แต่ . ...สิ่ ง ที่ เ ราตามหาเพื่ อ เฉลยปริ ศ นาไขข้ อ สงสั ย นั้ น คื อ สิง่ ไรหรือ..... สิง่ นัน้ คือ.... “เงา“ นัน่ เอง และสิง่ ทีเ่ หนือกว่าเงา คือ สิง่ ทีท่ ำ� ให้เกิดเงาขึน้ ได้นนั้ ในความหมายทีว่ า่ ถ้าไม่มมี นั เงาก็จะไม่ถอื ก�ำเนิดเกิดมาในโลกใบนี้ ได้ สิง่ ทีเ่ หนือกว่าเงา นัน้ คือ แสง นัน่ เอง ดังนัน้ แสง จึงคูก่ บั เงา เสมอ เมือ่ มีแสงย่อมมีเงาตามตัวกันไปอย่างนัน้ แน่นอน การเกิดของเงา ต้องมีวตั ถุทบึ แสงด้วย คือ การทีเ่ งาจะเกิดขึน้ ได้ ต้องมีสงิ่ ทัง้ หมดอย่างน้อย รวม 2 สิง่ สิง่ หนึง่ คือ ตัวเราทีท่ บึ แสงคือแสงทะลุผา่ นไปไม่ได้ สอง คือ แสง และผลทีไ่ ด้ คือ เงาทีต่ ามติดตัวเราเมือ่ แสงส่องกระทบตัวเรานัน่ เอง ตัวคนเราเป็นวัตถุทบึ แสง คือ แสงไม่สามารถทะลุผา่ นได้ ถ้าเมือ่ ใดทีแ่ สงทะลุผา่ นผู้ อ่านได้ ขอให้มนั่ ใจได้วา่ ผูอ้ า่ นได้ตายไปแล้ว หรือ กลายเป็นวิญญาณไร้รา่ งไปเรียบร้อยแล้ว คือ ชาวบ้านจะเรียกท่านว่า ผี นัน่ เอง และวิญญาณหรือ ผี นัน้ แสงเค้าทะลุผา่ นได้ เนือ่ งจาก


25

วิญญาณ หรือ ผีจะไร้รปู คือ ไม่มรี ปู ร่าง จับต้องไม่ได้ ซึง่ ต่างจากวัตถุนนั่ เองทีส่ ามารถจับ ต้องกันได้ มาถึงตอนนี้ ระหว่างทีท่ า่ นอ่านอยู่ ลองก้มลงมองตัวของผูอ้ า่ นดูซิ ว่า ยังคงมีเงาอยู่ หรือไม่ ถ้ามีกอ็ นุ่ ใจหน่อย สบายใจได้วา่ ผูอ้ า่ นยังมีชวี ติ อยู่ ยังอ่านต่อไปได้อกี จนจบ --- ตกลงมีสงิ่ ทัง้ หมด 3 สิง่ คือ มีตวั คน มีแสงตกลงมากระทบตัวคนนัน้ และก็มี เงาเกิดขึน้ ค�ำถาม คือ วันหนึง่ ถ้าไม่มตี วั คน มีแต่แสง ดังนัน้ ....จะมีเงามัย๊ ล่ะ ? ถ้าไม่มตี วั คนหลงเหลืออยู่ เหลือแต่เพียงวิญญาณเท่านัน้ ภาษาพระเรียกว่า ไม่มี รูปหรือไร้รูปไปแล้ว เงาก็ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ แม้จะมีแสงหลายหมื่นแสนล้านวัตต์ สาดส่องไปทีต่ วั วิญญาณสักนานเท่าไรก็ตามทีเถอะ...จะไม่มเี งา ท�ำไมจึงเป็นเช่นนัน้ แต่ผเู้ ขียนในฐานะทีเ่ ป็นชาวบ้านเดินดินกินข้าวแกงตามถนนธรรม ดาๆ คนหนึง่ ขอตอบแทนนักฟิสกิ ส์แบบก�ำปัน้ ทุบดินว่า เพราะมันเป็นเช่นนัน้ เอง ธรรมชาติ มันท�ำให้เป็นเช่นนัน้ ธรรมชาติกำ� หนดเป็นไฟท์บงั คับ แบบนักมวยทีต่ อ้ งเดินเข้าหาคูช่ ก ถ้าไม่ เดินเข้าไปชก ก็ไม่เรียกว่า นักมวย นัน่ เอง ธรรมชาติมนั บังคับมาให้เป็นแบบนัน้

สรุปได้วา่ มีคนซึง่ เหมือนกับวัตถุทบึ แสง เมือ่ แสงส่องกระทบ แสงจะไม่สามารถส่อง


26

ผ่านทะลุคนไปได้ จะเกิดสิง่ หนึง่ เรียกว่า เงา ขึน้ ผูอ้ า่ นลองทดลองเดิน นัง่ นอน ยืน หรือท�ำท่าในอิรยิ าบถต่างๆ ในทีม่ แี สงส่องถึง จะ เกิดเงาของเราทาบออกไปในทิศทางตรงข้ามเราเสมอ ค�ำถาม คือ แล้วถ้าวัตถุไม่ทบึ แสงเล่า คือ แสงส่องผ่านทะลุไปได้ จะมีเงามัย๊ ล่ะ? นัก วิทยาศาสตร์ได้ตอบว่า เมือ่ แสงส่องผ่านทะลุออกไปได้ ก็จะไม่มเี งาเกิดขึน้ ผูเ้ ขียนเคยทดลองเอาแสงส่องไปทีว่ ตั ถุโปร่งแสง คือ ไม่ทบึ แสง ว่า จะมีเงาเกิดขึน้ มัย๊ ปรากฏว่า ไม่มเี งาจริงๆ ด้วย เช่น ลองเอาแสงส่องผ่านพลาสติกใส ถุงพลาสติกใส่ขา้ วแกง ไม่วา่ แสงจะเข้มข้นสักปานใด ก็ไม่สามารถท�ำให้เงาเกิดขึน้ ได้จริงๆ มีคนหลายคนมาถามอีกว่า แล้วเคยทดลองใช้อย่างอืน่ บ้างไหม ? ผูเ้ ขียนตอบไปว่า ได้ลองหมดแล้ว เอาแสงไปส่องผ่านสิง่ ต่างๆ เช่น ทดลองกับธาตุทงั้ 4 คือ ดิน น�ำ ้ ลม ไฟ ปรากฏว่า มี 2 อย่างเกิดขึน้ คือ มีทงั้ เงา และไม่มแี ม้แต่เงา - ทดลองกับดิน พบว่า ถ้าดินอัดกันแน่น ท�ำให้ทบึ แสง แสงผ่านไปไม่ได้ ก็จะมีเงา ของดินเกิดขึน้ - ลองกับน�ำ้ ดู เห็นว่า แสงทะลุผา่ นน�ำ้ ไปได้ แต่มเี งาของน�ำ้ หักเหในน�ำ้ อีกทีหนึง่ เช่น ตอนไปทะเลทีเ่ กาะมัลดิฟส์กบั แม่บญ ุ ชอบ น�ำ้ ทะเลใสแจ๋วมาก ด�ำน�ำ้ ดู ก็เห็นเงา ทัง้ เงาของตัว เราเอง และเงาของน�ำ้ เองในน�ำ้ ทะเลอีกต่างหากด้วย - และลมนัน้ แสงทะลุผา่ นฉลุยไปเลย ไม่มแี ม้แต่เงา และก็ไม่เห็นแม้แต่ลมด้วยซ�ำ ้


27

ว่าหน้าตา รูปร่างตัวลมเป็นยังไง หรือใครเคยเห็นลมบ้าง ว่าหน้าตาเป็นอย่างไร รูปร่างของลม มัน อ้วน ผอม สูงต�ำ ่ ด�ำขาว สักปานใดกันหนอ ? และแน่นอน ไม่เ���ยมีใครเห็น “เงาของลม” ............... - ส่วนไฟ นัน้ ผูเ้ ขียนไม่ทราบจริงๆ เพราะไฟ ก็จดั เป็นแสงชนิดหนึง่ คือ แสงไฟนัน่ เอง เลยยังงงอยูว่ า่ พอแสงเจอแสงจะเป็นยังไง จะเกิดสิง่ มหัศจรรย์แบบในหนังภาพยนตร์แฟนตาซี หรือไม่ ยังไม่ทราบได้ ใครทราบแล้วช่วยบอกผูเ้ ขียนด้วยแล้วกัน เรือ่ งทีเ่ ขียนมาให้อา่ นนัน้ เป็นเรือ่ งธรรมดา ไม่ตนื่ เต้น แต่ตอ่ ไปนี้ มีเรือ่ งทีน่ า่ ตืน่ เต้น กว่า คือ แสงทีส่ อ่ งผ่านผี หรือ วิญญาณ นัน้ มีเงาเกิดขึน้ หรือไม่ ? ในปัจจุบนั ยังไม่มใี ครพิสจู น์ได้วา่ เมือ่ แสงส่องผ่านวิญญาณ แสงจะท�ำให้เกิดเงาได้ มิฉะนัน้ ถ้าแสงผ่านวิญญาณโดยสามารถท�ำให้เกิดเงาได้ละก็ คนเราคงจะเห็นวิญญาณหรือผี กันทุกเมือ่ เชือ่ วันทีเดียว เพราะรอบตัวเราย่อมมีผหี รือวิญญาณล่องลอยอยูท่ วั่ ไป มาถึงตรงนี้ ท�ำให้เดือดร้อนไปถึงเทวดาอีกด้วย เพราะเทวดาทีล่ งมาอ่านบทความนี้ ท่านคงอยากจะบอก เราว่า แสงก็ทะลุผา่ นท่านไปเหมือนกัน เพราะท่านไร้รปู คือ ไม่มรี า่ งกายแบบมนุษย์ทที่ บึ แสง แบบเราอีกต่อไปแล้ว ทีจ่ ริงผูเ้ ขียนทราบว่า เทวดาก็เคยเป็นมนุษย์มาก่อนเช่นกัน ด้วยบุญกุศล ทีม่ ากพอ เมือ่ ตายไป จะเผาหรือจะฝังไปก็แล้วแต่ จัดได้วา่ เทวดาไร้รปู ร่างอีกต่อไปแล้ว ท่าน เป็นเพียงดวงจิตทีเ่ หลือแค่พลังงาน ขอเรียกว่า พลังงานไร้รปู ....ซึง่ แสงส่องทะลุผา่ นพลังงาน


28

ไร้รปู ไปได้อย่างสบายๆ ....นัน่ เอง ดังนัน้ แสงส่องผ่านเทวดาหรือผีสางนางไม้ จะไม่มเี งา มาถึงตรงนี้ ...เป็นสิง่ ทีน่ า่ จะตืน่ เต้นมาก ส�ำหรับผูอ้ า่ นทีศ่ กึ ษาเรือ่ งจิตมาตลอดชีวติ รวมทัง้ พวกทีศ่ กึ ษาธรรมะ คือ ชาวพุทธทัง้ ชาวไทยและแขกฝรัง่ ทัง้ หลาย นับตัง้ แต่ ผูป้ ฏิบตั ิ ธรรมแบบโยม อุบาสก อุบาสิกา จนถึงภิกษุ ภิกษุณที งั้ หลาย ว่า แล้วจิตล่ะ ...มีเงาหรือไม่ ? ก็ตอ้ งย้อนกลับไปดูกอ่ นว่า จิตคนเราเป็นวัตถุทบึ แสงหรือไม่ ? หรือจิตเป็นพลังงานโปร่งแสง แสงทะลุผา่ นไปได้ วัตถุตามปกตินนั้ ถ้ามีคณ ุ สมบัตทิ บึ แสงและเมือ่ โดนแสงส่องไปกระทบ ก็จะมีเงาเกิด ขึน้ แต่ถา้ ไม่ทบึ แสง คือ โปร่งแสง ก็จะไม่มเี งาเกิดขึน้ ท่านผูอ้ า่ นลองเอาแสงส่องผ่านจิตดูสวิ า่ จะมีเงาเกิดขึน้ ไหม ? เรือ่ งเอาแสงส่องผ่านจิตเนีย่ พอมาถึงตรงนี้ ทดลองล�ำบากนะ เนือ่ งจากจิตคนเรา แม้จะสัมผัสกันเองได้ดว้ ยจิต แต่จติ ก็ไม่ใช่วตั ถุทคี่ นเราจะสามารถจับต้องกันได้ดว้ ยมือหรือ อวัยวะใดๆ คือ ในความหมายทีว่ า่ เราคงไม่สามารถยกน�ำจิตออกมาวางตัง้ ไว้บนโต๊ะหรือจับ


29

ใส่ภาชนะใดๆ ได้ ยกเว้นจะมีบางคนทีส่ ามารถถอดจิตออกมานอกร่างกายและน�ำพาเคลือ่ นที่ ไปไหนต่อไหนได้ อันนีผ้ เู้ ขียนไม่ขอกล่าวถึง มาถึงตรงนี้ การทดลองทางวิทยาศาสตร์ยงั ไปไม่ถงึ คือ ยังไม่สามารถพิสจู น์ได้วา่ จิต มีเงาหรือไม่ ? ผูเ้ ขียนขอตอบเลยว่า จิตจะมีเงาหรือไม่นนั้ ขึน้ อยูก่ บั แต่ละคน คือ เมือ่ คนไหน คิดว่า จิตมีเงา มันก็มี ในทางกลับกัน เมือ่ คนไหนคิดว่า จิตไม่มเี งา มันก็ไม่มี คือ คิดว่ามี มันก็มี คิดว่าไม่มี มันก็ไม่มี อยูท่ วี่ า่ คิดอะไรนัน่ เอง คนเรา คิดอะไรก็ได้อย่างนัน้ เสมอ เช่นเดียวกันกับ คนที่ คิดว่า ตัวตนมี มันถึงมีตวั ตน ถ้าคนไหนคิดว่า ตัวตนไม่มี มันก็ไม่มตี วั ตน..นัน่ เอง มีภกิ ษุณเี กาหลีรปู หนึง่ ทีเ่ คยเดินทางไปเมืองพุทธคยาทีอ่ นิ เดียร่วมกับผูเ้ ขียนหลายปี มาแล้ว เพือ่ ดูวา่ พระพุทธเจ้าเคยนัง่ ใต้ตน้ โพธิกอ่ นตรัสรูน้ ะ่ ท่านท�ำอย่างไร ?…………..


30

ภิกษุณรี ปู นีเ้ คยบอกผูเ้ ขียนว่า ตัวท่านเอง ได้คน้ คว้ามาตลอดชีวติ ถึงกับต้องยอม เสียสละชีวติ ทัง้ ชีวติ ออกไปบวชเป็นภิกษุณจี นไม่สกึ และจะค้นคว้าหาค�ำตอบพิเศษเฉพาะตน นีจ้ นกว่าชีวติ จะหาไม่ เพือ่ ค้นคว้าหาค�ำตอบทีค่ า้ งคาใจตลอดชีวติ ว่า

ตัวเองเป็นใคร ตัวตนคืออะไร ....หรือ Who am I ? ตัวเราทีเ่ รียกว่า เรา มีตวั ตนไหม ? ตัวเราเองเป็นจิต เป็นวิญญาณ หรือเป็นอะไรกันแน่…..

ผู้เขียนได้ทดลองบ่อย ๆ คือ เฝ้ามองดูจิตตนเองทุกขณะจิตว่ามีเงาหรือไม่ ทดลองดู จิ ต ตนเองทั้ ง ในที่ ๆ มี แ สงสว่ า ง และทั้ ง ในที่ มื ด ปราศจากแสงสว่ า ง ขอเล่าสูป่ ระสบการณ์ถา่ ยทอดแบ่งปันกันว่า ได้พบว่า จิตตนเอง นัน้ มีทงั้ จิตว่างและจิตไม่วา่ งสลับกันไป เมือ่ จิตว่าง จะไม่มเี งา เมือ่ จิตไม่วา่ งจะมีเงาเต็มไปหมด เงาทีว่ า่ เงาในจิต คือ อะไรกันหนอ....?

เงาในทีน่ ี้ คือ “ความคิด” หรือ ไปไกลกว่านัน้ คือ “เงาแห่งความคิด” นัน่ เอง.... การมีความคิดอยูใ่ นจิต คือ จิตทีไ่ ม่วา่ งนัน่ เอง มัวแต่นกึ คิดถึงเรือ่ งนัน้ เรือ่ งนี้ เช่น คิด


31

เรือ่ งความทุกข์ หรือเรือ่ งความสุข หรือเรือ่ งใดๆ อยูต่ ลอดเวลา ก็จะเกิดเงาขึน้ สิง่ นีเ้ ป็นความ รูส้ กึ ทีไ่ ม่สามารถถ่ายทอดออกมาเป็นตัวหนังสือให้ผอู้ า่ นสัมผัสได้ชดั เจนในทีน่ ี้ เพราะภาษา เขียนเป็นเพียงสิง่ สมมติเท่านัน้ แต่ถา้ ผูอ้ า่ นใช้จติ วิญญาณสัมผัสสิง่ ทีเ่ ขียนอยูน่ ี้ ก็จะสัมผัส ได้ ว่าหมายความถึงสิง่ ใด เอาแบบใกล้เคียงทีส่ ดุ คือ จิตทีป่ รุงแต่งอยูต่ ลอดเวลา เช่น จิตทีว่ า้ วุน่ จิตทีไ่ ม่วา่ ง จิตเศร้าหมอง จิตป่วย จิตไม่สบาย จิตทีไ่ ม่โล่ง โปร่งเบา นัน้ จะมีเงาของความคิดติดตามอยู่ ตลอด คือ คิดว่า เศร้า จิตก็เศร้าหมองตามความคิดนัน้ คิดว่า ป่วย จิตก็จะป่วยตามความคิด คิดว่า วุน่ วาย จิตก็วนุ่ วายตาม คิดว่า สับสน จิตก็สบั สนตามไปด้วย นับว่า ความคิดเป็นเพือ่ นทีไ่ ม่ได้รบั การเชือ้ เชิญ ความคิดเปรียบเสมือนเงาทาบเกาะ ติดตามตัวเราไปทุกหนแห่ง ความคิดติดตามจิตไปได้ทกุ ที่ ทุกเวลา ทุกขณะจิต ความคิด ประกบซ้อนกันได้หลายชัน้ แบบขนมชัน้ ความคิดเปรียบเหมือนจอกแหนในหนองน�ำ ้ ทีซ่ อ้ น ตัวกันแบบแยกกันไม่ออก ส่วนธรรมชาติดงั้ เดิมเริม่ แรกของจิต นัน้ ไม่มเี งา จิตเดิมของคนเรานัน้ มันว่างๆ มันบริสทุ ธิ์ ปราศจากความคิด


32

มันไม่มคี วามคิด.... เมือ่ คิดว่า จิตมี เงา มันจึงมี...... และเมือ่ คิดว่า จิตไม่มี เงา มันจึงไม่ม.ี .... แต่ทมี่ เี งา หรือมีความคิด เพราะเราต่างหากทีไ่ ปท�ำให้มนั มี และเมือ่ คิดว่ามันมี มันก็เลยยิง่ มีกนั ไปใหญ่เลย จนหยุดไม่ได้ กลายเป็นมีเงาซ้อนเงา ซับซ้อนทับกันหลายชัน้ ออกไปอีก เหมือนโยนก้อนหินลงในหนองน�ำ ้ น�ำ้ แตกกระจายเป็นวงๆ ซ้อนกันไปหลายชัน้ เรือ่ ยๆ

โดยธรรมชาติ จิตเป็นสิง่ ทีบ่ ริสทุ ธิ์

มนุษย์ต่างหากที่ละเลย มองข้ามความบริสุทธิ์ของจิต ไม่ปล่อยมันให้ว่างตามเดิม เหมือนตามที่มันเป็นตามปกติของมันอยู่แล้วตามธรรมชาติ แต่กลับไปปรุงแต่งจิต ไปคิด โน่นคิดนี่ คิดฟุง้ ซ่าน คิดสงสัย คิดอาฆาต คิดพยาบาท คิดโกรธแค้น คิดริษยา คิดน้อยใจ และไม่ทำ� ความสะอาดจิตให้ผอ่ งใสให้บริสทุ ธิ์ ไม่ชำ� ระล้างจิตให้สะอาดสดใส คือ แทนทีจ่ ะ ปัดกวาดบ้านเรือนตนให้สะอาด งดงาม จัดบ้านเรือนตนให้เป็นระเบียบเรียบร้อย กลับปล่อย ให้ นก กา เถาวัลย์ วัชพืชมาเกาะเกีย่ วท�ำให้รกรุงรัง ปล่อยให้สตั ว์รา้ ย งูพษิ มาพักอาศัย ใน ทีส่ ดุ ผูท้ มี่ าเยือนซึง่ เป็นสิง่ แปลกปลอม หรือเป็นแขกทีไ่ ม่ได้รบั เชิญเหล่านัน้ ก็จะท�ำลายบ้าน เรือนหรือต้นไม้ตน้ นัน้ ของเราหักโค่นลงในทีส่ ���ุ


33

จิตทีไ่ ด้รบั การฝึกฝน เป็นจิตทีพ่ ฒ ั นาแล้ว จิตทีฝ่ กึ ให้วา่ งจะปลอดความคิด เหมือน ห้องน�ำ้ ทีป่ ลอดควันบุหรี่ หรือห้องนอนทีป่ ราศจากความชืน้ แฉะ จิตทีป่ ราศจาก โลภ โกรธ หลง เป็นจิตทีฝ่ กึ แล้ว สะอาดแล้ว กลับไปสูส่ ภาวะเดิมของ ธรรมชาติของจิตทีบ่ ริสทุ ธิ์ และเมือ่ สภาวะของจิตนัน้ ๆ บรรจบกับพลังงานแสงธรรมชาติ และความสว่าง ก็จะพบ กับความเป็น อมตะ นิรนั กาล ท้ายทีส่ ดุ ขอแถมก่อนจบแบบสมมติวา่ เมือ่ ผูอ้ า่ น "คิด" ว่า จิตเราพบกับความเป็นอมตะนิจ นิรนั ดรแล้ว เราถึงซึง่ พระนิพพานแล้ว เราถึงจุดหมายหลักชัยของการปฎิบตั ธิ รรมแล้ว การ เรียนรูธ้ รรมะของเราได้สนิ้ สุดลงหมดแล้ว จนไม่รจู้ ะเรียนอะไรอีกต่อไปแล้ว ถ้าผูอ้ า่ นยังคิดแบบนีอ้ ยูอ่ กี แล้วละก็........ แสดงว่า การตีตวั๋ เข้าไปชมหนังภาพยนตร์เรือ่ งนี้ หรือ การอ่านหนังสือธรรมะเล่มนี้ มาจนถึงหน้าสุดท้ายนี้ ยัง "ถือ" ว่า ท่านก็ยงั ดูหนังเรือ่ งนีห้ รืออ่านหนังสือเล่มนีย้ งั ไม่จบอยู่ นัน่ เอง.......... และถ้ายังคง "ถือ" อยู่ คือ ยังไม่ยอมวาง ยังแบก ยังหาม ยังเก็บ ยังยึด ยังศึกษา ธรรมะอยูอ่ กี ยังมี ยังเป็น ยังอยู่ และยังคือ อีกแล้วละก็


34

ขอให้วางลงซะ วางธรรมะลง ปล่อยมันไปเถิดธรรมะนัน้ ธรรมะไม่ใช่ของเรา..............

ขอจบแบบสมมติ ว่าจบ

............................................................


35

รายนามผูม้ จี ติ เป็นกุศล ร่วมสร้างหนังสือเผยแพร่ธรรมะ ให้เป็นธรรมทาน บริจาค ๕,๐๐๐.- บาท คุณบุญชอบ บุญวิทย์ และครอบครัว (ขออุทศิ ส่วนบุญส่วนกุศลให้ นายไสว บุญวิทย์) คุณประภา วัฒนปรีชากุล และครอบครัว (ขออุทศิ ส่วนบุญส่วนกุศล ให้นายราเชนทร์ (อ่อนเปีย่ ม) วัฒนปรีชากุล คุณรวิวรรณ ผัสกุล (ขออุทศิ ส่วนบุญส่วนกุศล ให้ นายเฉวียง และ นางอนงค์ ผัสกุล) คุณพิชญตม์ เมฆเกรียงไกร บริจาค ๔,๐๐๐.- บาท อาจารย์ สุวรรณ และตระกูลอ่อนเปีย่ ม (เชียงใหม่) คุณบงกช มะโนจิตต์ บริจาค ๓,๐๐๐.- บาท คุณมาลี-คุณรุง่ ปิยะ-คุณรชฎ ตุม้ จิบ (ร้านตัดเสือ้ เจิมจันทร์ สะพานควาย) บริจาค ๒,๐๐๐.- บาท พลต�ำรวจเอก สุพาสน์-อาจารย์กาญจนา จีระพันธ์ พลเอก อาทิตย์-คุณทิพาพร ศิรธิ ร พลเรือเอก วิมล-ร.ศ.ชัดสุนี สินธุสงิ ห์ คุณหญิงระกา นาคะชาติ คุณปวิตร-ลัดดา ปรีชาหาญ (ร้านอาหารแดรีค่ วีน) อาจารย์สมทรง ชนะมา และครอบครัว อาจารย์ประดับ วรดิถ ี คุณเพ็ญณี กุลวิจติ ร คุณรอพบ-คุณแพรวพรรณ์-คุณปณพพร-คุณธันวา พัวมณี อาจารย์ รวีวรรณ จันทร์ทอง และครอบครัว ครอบครัว “อ่อนเปีย่ ม” และครอบครัว “วิรยิ ะสวัสดิ”์ ครอบครัว “ศุภพิพฒั น์” และครอบครัว “สุรตั ตานนท์”


36

บริจาค ๑,๕๐๐.- บาท ทพ.ทรงธรรม-ทพ.ญ.อรวรรณ สุคนธาภิรมย์ ณ พัทลุง พันโท น้อย แพรน้อย และครอบครัว คุณแม่สงบ ชยสมบัต ิ คุณอังสุมา นิตยาจารย์ และครอบครัว บริจาค ๑,๐๐๐.- บาท คุณอ�ำพล-คุณสุดเกษม สิงหโกวินทร์ พลเอก วีรยุทธ-อาจารย์ ยินดี-พันโท กัมปนาท-ดร.ปวีณา อินวะษา พลเรือตรี ทิชากร-พญ.บังอร ชมเดช และครอบครัว อาจารย์ อรศิริ อ่อนเปีย่ ม และครอบครัว อาจารย์ พราวรัตน์ ทองสมุย ผ.ศ.สุภางค์ รัตนวิภาส พลตรี ประเทือง-ผศ.มณี โกสุมาศ คุณบ�ำรุง-คุณอรอนงค์ ตันจิตติวฒั น์ และครอบครัว คุณสุวชิ -คุณอุม๋ -น้องเฮิบร์ ปรีชาหาญ คุณรันต์ บัวเทศ คุณนวลพรรณ-คุณทวิน ประกอบผล คุณประนอม จันทร์เจียวใช้ เรือโท วิศษิ ฎ์-อาจารย์ ผดาชไม รัศมิทตั คุณครรชิต-คุณพิมพ์สชุ า พงศ์สชุ าติ และครอบครัว คุณอภิเดช พลายบัว-คุณวรรณทิวา วุฒภิ าพ คุณประเสริฐ-คุณบัว ศิรริ กั ษ์ รศ.ดร.ณรงค์-คุณวิลาส อยูถ่ นอม คุณชัยรัตน์-คุณวิสา เบ็ญจะมโน คุณสอาด ดิศธรรม คุณณรงค์-คุณจิตประไพ(คชภักดี) มีสวย อาจารย์ ไพบูลย์-อาจารย์ กุหลาบ เจริญกุล อาจารย์ อารยา ประณุชนรพาล ศูนย์บริการลูกค้าสามเสนใน บมจ.กสท.โทรคมนาคม นาวาอากาศเอก สมพงษ์-อาจารย์ พยุงศรี แก้วหิรญั และครอบครัว คุณพล จิตตนูนท์ อาจารย์ อภิญญา บุญชู บริจาค ๑,๐๐๐.- บาท อาจารย์ สินี จิตตนูนท์ อาจารย์ สุนติ ย์ บุญญานุวตั ร คุณชวลิต-คุณศรีสดุ า โอสถานุเคราะห์ คุณสุธร-คุณประจิตร บุรภี กั ดี คุณพรรณี สวยสวัสดิ์ และครอบครัว คุณขจร-อาจารย์จฑุ าเพชร พันธรักษ์ราชเดช อาจารย์ ยามวดี สุขมุ าลจันทร์ คุณรัชนี วัชรัมพร และครอบครัว


37

คุณอมรพันธ์ ปทุมทิพย์ และครอบครัว คุณภูรติ า ณิยกูล-คุณณัฐรินทร์ เลิศนันทรัตน์ ผศ.บุรี งามแสง และครอบครัว คุณวรลักษณ์-คุณชวลิต-คุณแจน ทองรมย์ คุณทิตา-คุณด�ำริห-์ คุณศศิธร พลายโถ คุณวิบลู ศรี-คุณวิระ-คุณวิรฬุ น์ วิรยิ ะกิตต์ บริจาค ๗๐๐.- บาท ดร.วิมลกานต์ โกสุมาศ บริจาค ๖๐๐.- บาท ผศ.เพ็ญศิริ เปรมสมิทธ์ บริจาค ๕๐๐.- บาท อาจารย์สมจิตต์-อาจารย์วรรณศิริ ใจดี คุณกิตติ-รศ.วลัย อินทรัมพรรย์ คุณจุฬาลัคน์ ณ ล�ำปาง อาจารย์ตรีจนั ทร์ แสงมะลิ คุณปราโมทย์-คุณมานี ชุตมิ า อาจารย์พศิ มัย สุพรรณเภษัช พลเรือตรี พีรพล-ผศ.สมานจิตต์ อินชมพู คุณเจริญศรี สิรแิ พทย์พสิ ทุ ธิ์ คุณบังอร พิบลู สวัสดิ ์ คุณประเทือง ม่วงมิ ม.ล.นลินี สุขสวัสดิ ์ คุณจรัล-คุณพนอ เกวลินสฤษดิ์ บริจาค ๕๐๐.- บาท คุณอภิรกั ษ์-คุณศรีสกุล เหล่าวานิช และครอบครัว คุณปฐม-คุณจันทรา ศิรสิ มบูรณ์ คุณสมวงศ์-คุณวชิรา วงศ์วอนแสง คุณวรรณี นันทรัตน์ คุณรัศมี-คุณวันเพ็ญ ต่างมงคล คุณวงเดือน ไตรพันธ์ คุณรัตนา ชุมสาย ณ อยุธยา ศ.เกียรติคณุ ดร.วัฒนา-ผศ.อาภา เสถียรสวัสดิ์ อาจารย์ อายุพร วิเชียรทวี นาวาอากาศเอกหญิง จันทร์พมิ พ์ พิทกั ษ์โลหพิตร อาจารย์ อรพิน แป้นธัญญานนท์ คุณวิชติ -อาจารย์ภทั รา ไชยวุฒิ


38

บริจาค ๕๐๐.- บาท คุณสมปอง-คุณพรรณี ไข่แก้ว คุณเครือศรี ฤทธิเดช คุณสมพร-คุณประภาพร ภมรานนท์ อาจารย์ วิจติ ร จิตตกุล คุณวิชติ -ภษ.หญิง ทัศนีย์ จิตตกุล คุณเยาวภา สุรตั ตานนท์ คุณปองพิชยั -คุณเพ็ญศรี รัตนวงศ์ และครอบครัว อาจารย์ จ�ำเนียร ล�ำเลียงพล ผศ.จิตต์-ผศ.เจริญศรี หมวดสง คุณสมชาย-ดช.วริศ สุทธิมโนรมย์-น.ส.อริน เหล่าวีระไชย นท.ประยูร นิลประยูร รน.-คุณจตุพร นิลประยูร น.พ.รุง่ โรจน์-พ.ญ.นงเยาว์ จุลชาติ อาจารย์ สุพฒั ก์-อาจารย์ ประณีต ชุมช่วย คุณพัชรี ศิรภิ บิ าล บริจาค ๔๐๐.- บาท อาจารย์ ศรีวยั ณ ล�ำปาง บริจาค ๓๐๐.- บาท คุณอบเชย สุธรรมพิทกั ษ์ พันเอกหญิง ทัศนีย์ กาญจนประภา บริจาค ๒๐๐.- บาท อาจารย์ อุดมลักษณ์ แท่นแก้ว และครอบครัว คุณสรรสนธิ-คุณศิรพิ ร เจริญผล และครอบครัว บริจาค ๑๐๐.- บาท คุณวารี อังศุสงิ ห์ อาจารย์ สมสมร กิจวิรยิ ะ คุณเสริมศักดิ์ บุญเยือน อาจารย์ อุบล สัตตวัตรกุล คุณสุรพล-คุณสมพร จันทราช คุณวินยั สายพันธ์ คุณศจี ปิยะพงษ์ คุณรุจา สุทธเสถียร เรือเอก สมนึก-คุณสุนารี พัฒนวิบลู ย์ บริจาค ๕๐.- บาท คุณพิสษิ ฐ์ นาเมืองรักษ์


39

สายอาจารย์ พูลทรัพย์ อิสรางกูร ณ อยุธยา นางอรรจมาภรณ์ วิทย์อปุ ลัย บริจาค นางวาสนา สมอัจฉริยกุล และครอบครัว บริจาค นางปาริฉฐั ษร์ วงศ์สวุ รรณ และครอบครัว บริจาค นางพัชรินทร์ มงคล และครอบครัว บริจาค นางบุษบา ชลพัฒนา และครอบครัว บริจาค นส.วรนันท์ สิรสิ ขุ ะ บริจาค อาจารย์ อ�ำไพ บุญรักษ์ บริจาค อาจารย์ กรรณิกา นิตยภักดี บริจาค นส.รากี แวงวรรณ บริจาค นส.นก สายธนู บริจาค คุณ หนูคล้าย บอนแดง บริจาค น.ส.ฐิตยิ า อ�ำนาจ บริจาค นส.ญาตินนั ท์ ไชยสาร บริจาค นางจีราภา-นส.กนกวรรณ ปิน่ ปรีเปรม บริจาค นส.สายสุดา ลักขณาสุวรรณ บริจาค นาย ธรรมสรณ์ เหมะเรืองวิทย์ และครอบครัว บริจาค นางดลฤทัย ขาวดีเดช บริจาค นส.ภุมริน สรรพอาสา บริจาค นส.ผ่องพรรณ เครือใย บริจาค คุณ พรปวีณ์ สุขรัตน์ฤทธิ ์ บริจาค นางสุนนั ท์ อิศรางกูร ณ อยุธยา บริจาค

๒๐๐.- ๒๐๐.- ๑๐๐.- ๑๐๐.- ๒๐๐’- ๕๐๐.- ๑๐๐.- ๑๐๐.- ๔๐.- ๒๐.- ๒๐.- ๒๐.- ๒๐.- ๑๐๐.- ๑๐๐.- ๑๐๐.- ๑๐๐.- ๑๐๐.- ๑๐๐.- ๑๐๐.- ๓๐๐.-

บาท บาท บาท บาท บาท บาท บาท บาท บาท บาท บาท บาท บาท บาท บาท บาท บาท บาท บาท บาท บาท


40

สายอาจารย์ พูลทรัพย์ อิสรางกูร ณ อยุธยา นส.วิมลรัตน์ อิศรางกูร ณ อยุธยา บริจาค ๓๐๐.- บาท ผศ.ดร.บุหงา-นายประพันธ์ โปซิว และ นางอารีย์ แซ่ลมิ้ บริจาค ๓๐๐.- บาท อาจารย์นวลน้อย ตระกูลกิตติไพศาล บริจาค ๑๐๐.- บาท คุณวรัญญาพร สุขพัฒน์ธ ี บริจาค ๑๐๐.- บาท คุณวรลักษณัย ตุลารักษ์ บริจาค ๑๐๐.- บาท นางอ�ำพร ก�ำริส ุ บริจาค ๒๐.- บาท อาจารย์ อุสา สุทธิสาคร บริจาค ๑๐๐.- บาท ดญ.กัลย์สดุ า พุฒซ้อน บริจาค ๒๐.- บาท คุณพูลทรัพย์ อิศรางกูร ณ อยุธยา และครอบครัว บริจาค ๕๔๐. บาท คุณสุภกิตต์-คุณอุษณีย-์ ดญ.พงศ์สภุ า อิศรางกูร ณ อยุธยา บริจาค ๓๐๐.- บาท สายคุณอังสุมา นิตยาจารย์ บริจาครวม ๑๔,๖๐๐.- บาท คุณอุบลวดี อรรถกฤษณ์ และครอบครัว คุณนันทินี ขันธ์นะภา และครอบครัว คุณอรวรรณ ชิงชัยฤทธิ์ และครอบครัว คุณสุพนิ -คุณจันทร-คุณยุวดี-คุณสมศักดิ์ จิระเสมานนท์ คุณพัณณิตา-คุณชนาธิป อ่อนค�ำ คุณอ�ำพลอย-คุณใจปันธิ-คุณนัด ขันทะวงศ์ คุณวนิดา กามะวิถ ี คุณสุนยี ฉ์ าย ใจค�ำ คุณพูล กุลอัก คุณล�ำพันธ์ แก้วใสย์ คุณล�ำใย แจ่มศรี นางสาวแอร์ เพือ่ นๆ สาธิตปทุมวัน รุน่ ๒๑ หมายเหตุ : เงินบริจาคของผูม้ จี ติ ศรัทธส�ำหรับจัดท�ำหนังสือะรรมเล่มน้อยนีข้ น้ึ นัน้ ได้ใช้เป็นค่าใช้จา่ ยส�ำหรับ การพิมพ์หนังสือเล่มนีอ้ อกแจกจ่ายเพือ่ เป็นธรรมทาน ทัง้ นีผ้ เู้ ขียน, ผูข้ อบริจาค, ผูจ้ ดั ท�ำและทุกคนทีเ่ กีย่ วข้อง ขอกราบขอบพระคุณผูบ้ ริจาคทุกท่านมา ณ โอกาสนี้


หนังสือ ธีรบุตรขนาด14 14