Page 1

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช โดย

ผกามาศ จังอินทร์ คณะครุศาสตร์ สาขาวิชาภาษาไทย ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2555

มหาวิทยาราชภัฏราไพพรรณี


ก คานา จากอดีตจนถึงปัจจุบันของความเป็นประเทศไทย มีช่วงเวลาแห่งความมั่นคง อันนามาซึ่งความสุข เกษมเปรมปรีดิ์ของพสกนิกรชาวไทย และช่วงเวลาแห่งภาวะวิกฤตของปัญหา อันนามาซึ่งความโศกเศร้า และสิ้นหวัง แต่ไม่ว่าจะเป็นช่วงเวลาใด บุคคลหนึ่งผู้ซึ่งไม่เคยไหวหวั่นไปตามสถานการณ์ต่าง ๆ นั่นก็คือ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่ภูมิพลอดุลยเดช หรือ ในหลวงขอ งเรานั่นเอง ทุกหย่อมหญ้าแห่งความขาดแคลน ทุกพื้นที่อันไร้ซึ่งความเจริญ ไม่มีแห่งใดที่พระองค์เสด็จเยี่ยมเยียนแล้วจะไม่มีการเปลี่ยนแปลง พระองค์ทรงถือแผนที่ด้วยพระหัตถ์ข้างซ้าย ทรงจับปากกาด้วยพระหัตถ์ข้างขวา ทรง คล้องพระศอด้วยกล้องถ่ายรูป ตรัสถามความเป็นอยู่ขอ งราษฎรอย่างไม่ทรงถือพระองค์ บางครั้ง พระองค์เสด็จไปในพื้นที่ทุรกันดาร จนน้าพระเสโทหลั่งรินทั่วพระวรกาย ถึงกระนั้นพระองค์ก็ ไม่ได้ย่อท้อต่ออุปสรรคทั้งปวง ด้วยพระองค์ทรงมีวิริยะ อุตสาหะ เพียงเพื่อหวังให้ราษฎรพบกับ ความสุขในการดาเนินชีวิต นั่นคือภาพที่ประทับตราต รึงใจในดวงจิตของพส กนิกรชาวไทยทุกหมู่ เหล่า ดิฉันก็เป็นอีกคนหนึ่งที่ประทับใจในหลวงของเรา ด้วยเหตุที่พระองค์ ทรงไว้ซึ่งพระราชจริย วัตรอันงดงามด้วยทศพิธราช ธรรม ด้วยเหตุนี้จึงทาให้ ดิฉัน ประทับใจ ในหลวงของเราอย่างมิรู้จัก เสื่อมคลาย ดิฉันจึงได้จัดทาหนังสือเล่มนี้ขึ้ นมาซึ่งได้รวบรวมเนื้อหาเกี่ยวกับพระราชประวัติ และ พระราช กรณียกิจ พระราชนิพนธ์ และผลงานอื่นๆ ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ไว้ ดิฉัน หวังว่าหนังสือเล่มนี้คงเป็นประโยชน์ต่อผู้เรียนและผู้ที่สนใจไม่มากก็น้อย ผกามาศ จังอินทร์ 6 พฤศจิกายน 2555


สารบัญ หน้า คานา

พระราชประวัติพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงพระเยาว์

1-2

ทรงศึกษา

2-3

ทรงประสบอุบัติเหตุ

3

เสวยราชย์และทรงอภิเษกสมรส

4-5

ทรงผนวช

5-6

เหตุลอบปลงพระชนม์

6

พระราชกรณียกิจ พระราชนิพนธ์ และผลงานอื่นๆ ด้านศิลปวัฒนธรรมและวรรณคดี

7

ด้านพัฒนาชนบท

7-8

ด้านการเกษตรและชลประทาน

8-9

ด้านการแพทย์

9

ด้านการศึกษา

9-10

ด้านกีฬา

10-11

ด้านดนตรี

11


1 พระราชประวัตพิ ระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงพระเยาว์ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชเป็นพระโอรสองค์ที่สามในสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล อดุลเดช กรมหลวพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชเสด็จพระราชสมภพในราชสกุลมหิดล อันเป็นสายหนึ่งในราชวงศ์จักรี ณ โรงพยาบาลเมาต์ออเบิร์น เมืองเคม บริดจ์ รัฐแมสซาชูเซตส์ สหรัฐอเมริกา เมื่อวันจันทร์ เดือนอ้าย ขึ้น 12 ค่า ปีเถาะ นพศก จุลศักราช 1289 ตรงกับวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2470 ซึ่งเหตุที่พระราชสมภพในสหรัฐอเมริกา เนื่องจากพระบรมราชชนกและพระบรมราชชนนีกาลังทรง ศึกษาวิชาการอยู่ที่นั่นงสงขลานครินทร์ (สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก ใน กาลต่อมา) และหม่อมสังวาล มหิดล ณ อยุธยา (สกุลเดิม ตะละภัฎ , สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ในกาลต่อมา ) มีพระนามเมื่อแรกประสูติอันปรากฏในสูติบัตรว่า เบบี สงขลา ต่อมาคือ พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าภูมิพลอดุลเดช เมื่ อได้รับพระราชทานนาม มีพระเชษฐภคินีและสมเด็จพระบรมเชษฐาธิราช 2 พระองค์ คือ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้า กัลป์ ยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ และ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล ซึ่งสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ทรงออกพระ นามเรียกพระองค์เป็นการลาลองว่า “เล็ก”


2 พระนาม “ภูมิพลอดุลเดช ” นั้น พระบรมราชชนนีได้รับพระราชทานทางโทรเลขจาก พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม พ .ศ. 2470 โดยทรงกากับตัวสะกดเป็นอักษร โรมันว่า “Bhumibala Aduladeja” ทาให้สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีทรงเข้า พระทัยว่าได้รับ พระราชทานนามพระโอรสว่า “ภูมิบาล” ในระยะแรกพระนามของพระองค์สะกดเป็นภาษาไทยว่า “ภูมิพลอ ดุลเดช” ต่อมา พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชเองทรงเขียนว่า “ภูมิพลอดุลยเดช ” โดย ทรงเขียนทั้งสองแบบสลับกันไป จนมาทรงนิยมใช้แบบหลังซึ่งมีตัว “ย” สะกดตราบปัจจุบัน พระนามของพระองค์มีความหมายว่า ภูมิพล – ภูมิ หมายความว่า “แผ่นดิน ” และ พล หมายความว่า “พลัง ” รวมกันแล้วหมายถึง “พลัง แห่งแผ่นดิน” อดุลยเดช – อดุลย หมายความว่า “ไม่อาจเทียบได้ ” และ เดช หมายความว่า “อานาจ” รวมกันแล้ว หมายถึง “ผู้มีอานาจที่ไม่อาจเทียบได้” เมื่อ พ.ศ. 2471 ได้เสด็จกลับสู่ประเทศไทยพร้อมพระบรมราชชนก ซึ่งทรงสาเร็จการศึกษาปริญญา แพทยศาสตร์ บัณฑิตเกียรตินิยมจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด สหรัฐอเมริกา พร้อมด้วยสมเด็จพระบรมราช ชนนี สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ และสมเด็จพระเชษฐาธิราช โดยป

ระทับ ณ วังสระปทุม ต่อมาวันที่ 24

กันยายน พ.ศ. 2472 สมเด็จพระบรมราชชนกสวรรคต ขณะที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระชนมายุไม่ ถึงสองพรรษา ทรงศึกษา พ.ศ. 2475 เมื่อเจริญพระชนมายุได้สี่พรรษา เสด็จเข้าศึกษาที่โรงเรียนมาแตร์เดอี จนถึงเดือน พฤษภาคม พ.ศ. 2476 จึงเสด็จพระราชดาเนินไปประทับ ณ เมืองโลซาน ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ พร้อมด้วย พระบรมราชชนนี พระเชษฐภคินี และสมเด็จพระบรมเชษฐาธิราช เพื่อการศึกษาและพระพลานามัยของ สมเด็จพระบรมเชษฐาธิราช จากนั้นทรงเข้าศึกษาต่อชั้นประถมศึกษา ณ โรงเรียนเมียร์มองต์ เมืองโลซาน ในเดือนกันยายน พ.ศ. 2477 ทรงศึกษาวิชาภาษาฝรั่งเศส ภาษาเยอรมัน และภาษาอังกฤษ แล้วทรงเข้าชั้น มัธยมศึกษา ณ “โรงเรียนแห่งใหม่ของซืออีสโรมองด์ ” (ฝรั่งเศส: École Nouvelle de la Suisse Romande, เอ กอล นูแวล เดอ ลา ซืออีส โรมองด์) เมืองแชลลี-ซูร-์ โลซาน (ฝรั่งเศส: Chailly-sur-Lausanne)


3 เมื่อพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอานันทมหิดล สมเด็จพระบรมเชษฐาธิราช เสด็จขึ้น

ครองราชย์

สมบัติเป็นพระมหากษัตริย์รัชกาลที่ 8 แห่งราชวงศ์จักรี พระองค์ก็ได้รับการสถาปนาฐานันดรศักดิ์เป็น “สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าภูมิพลอดุลเดช” เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2478 เดือนพฤศจิกายน พ .ศ. 2481 ได้โดยเสด็จฯ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล เสด็จนิวัตประเทศ ไทย เป็นเวลา 2 เดือน โดยประทับที่พระตาหนักจิตรลดารโหฐาน พระราชวังดุสิต จากนั้นเสด็จกลับไป ศึกษาต่อที่สวิตเซอร์แลนด์จนถึงปี พ.ศ. 2488 ทรงรับประกาศนียบัตรทางอักษรศาสตร์ จากโรงเรียนยิมนาส คลาซีค กังโตนาล แล้วทรงเข้าศึกษาต่อ ณ มหาวิทยาลัยโลซาน แผนกวิทยาศาสตร์ โดยเสด็จนิวัตประเทศ ไทยเป็นครั้งที่สอง ประทับ ณ พระที่นั่งบรมพิมาน ในพระบรมมหาราชวัง ทรงประสบอุบัติเหตุ หลังจากที่จบการศึกษาจากสวิตเซอร์แลนด์ พระองค์เสด็จไปเยือนกรุงปารีส ทรงพบกับหม่อม ราชวงศ์สิริกิติ์ กิติยากร ซึ่งเป็นลูกสาวของเอกอัครราชทูตไทยประจาฝรั่งเศส เป็นครั้งแรก ในขณะนี้ ทั้งสอง พระองค์มีพระชนมายุ 21 พรรษาและ 15 พรรษาตามพระลาดับ เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม พ .ศ. 2491 ในระหว่างเสด็จประทับยังต่างประ เทศ ขณะที่พระองค์ทรงขับ รถยนต์พระที่นั่งเฟียส ทอปอลิโน จากเจนีวาไปยังโลซาน ทรงประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ กล่าวคือ รถยนต์ พระที่นั่งชนกับรถบรรทุกอย่างแรง ทาให้เศษกระจกกระเด็นเข้าพระเนตรขวา พระอาการสาหัส หลังการ ถวายการรักษา พระองค์มีพระอาการแทรกซ้อนบริเวณพระเนตร ขวา แพทย์จึงถวายการรักษาอย่างต่อเนื่อง หลายครั้ง หากแต่พระอาการยังคงไม่ดีขึ้น กระทั่งวินิจฉัยแล้วว่าพระองค์ไม่สามารถทอดพระเนตรผ่านทาง พระเนตรขวาของพระองค์เองได้ต่อไปแล้ว จึงได้ถวายการแนะนาให้พระองค์ทรงพระเนตรปลอมในที่สุด ทั้งนี้ หม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ ได้มีโอ กาสเข้าเฝ้าเยี่ยมพระอาการเป็นประจาจนกระทั่งหายจากอาการ ประชวร อันเป็นเหตุที่ทาให้ทั้งสองพระองค์มีความสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิดนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา


4 เสวยราชย์และทรงอภิเษกสมรส วันที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2489 พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดลเสด็จสวรรคตอย่าง กะทันหัน ณ พระที่นั่งบรมพิมาน ภายในพระบรมมหาราชวัง ในวันเดียวกันนั้นเอง รัฐสภาได้ลงมติเป็นเอก ฉันท์ในการที่จะอัญเชิญสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าภูมิพลอดุลยเดช ซึ่งเป็นพระอนุชาร่วมพระราชชนนี ในพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล ขึ้นทรงราชย์สืบราชสันตติวงศ์ต่อไป แต่เนื่องจากยังมี พระราชกิจด้านการศึกษา จึงทรงอาลาประชาชนชาวไทย เสด็จพระราชดาเนินไปศึกษาต่อ ณ มหาวิทยาลัย แห่งเดิม แต่เปลี่ยนสาขาจากวิทยาศาสตร์ ไปเป็นสาขาสังคมศาสตร์ นิติศาสตร์ และรัฐศาสตร์ ซึ่งมีความ จาเป็นสาหรับตาแหน่งประมุขของประเทศ เดิมทีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงตั้ง พระราชหฤทัยว่าจะทรงครองราชย์สมบัติแต่ในช่วง การจัดงานพระบรมศพของพระบรมเชษฐาเท่านั้น เพราะยังทรงพระเยาว์และไม่เคยเตรียมพระองค์ในการ เป็นพระมหากษัตริย์มาก่อน เหตุการณ์หนึ่งเกิดขึ้น ในขณะที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หวั ประทับรถพระ ที่นั่งเสด็จพระราชดาเนินไปยังสนามบินดอนเมือง เพื่อ ทรงศึกษาเพิ่มเติมที่สวิตเซอร์แลนด์ ก็ทรงได้ยินเสียง ราษฎรคนหนึ่งตะโกนว่า “ในหลวง อย่าทิ้งประชาชน” จึงทรงนึกตอบในพระราชหฤทัยว่า “ถ้าประชาชนไม่ ทิง้ ข้าพเจ้าแล้ว ข้าพเจ้าจะทิง้ ประชาชนอย่างไรได้” ซึ่ง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงตระหนักในหน้าที่ พระมหากษัตริย์ของพระองค์ ดังที่ได้ตรัสตอบชายคน เดิมนั้นในอีก 20 ปีตอ่ มา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงหมั้นกับหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ กิติยากร เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2492 และเสด็จพระราชดาเนินนิวัตพระนครในปีถดั มา โดยประทับ ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน ต่อมา


5 วันที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2493 พระองค์โปรดเกล้าฯ ให้จัดการพระราชพิธีราชาภิเษกสมรสกับหม่อม ราชวงศ์สิริกิติ์ กิติยากร ณ พระตาหนักสมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า ภายในวังสระปทุม ซึ่งในการพระราชพิธีราชาภิเษกสมรสนี้ มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้สถาปนา หม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ กิติยากร ขึ้นเป็น สมเด็จพระราชินีสิริกิติ์ วันที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2493 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ตั้งการพระราชพิธีบรม ราชาภิเษกตามแบบอย่างโบราณราชประเพณีขึ้น ณ พระที่นั่งไพศาลทักษิณ เฉลิมพระปรมาภิไธยตามที่ จารึกในพระสุพรรณบัฏว่า พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรามาธิบดี จัก รีนฤบดินทร สยามมินทราธิราช บรมนาถบพิตร พระราชทานพระปฐมบรมราชโองการว่า “เราจะครอง แผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม” ในโอกาสนี้พระองค์ทรงพระราชดาริว่า ตาม โบราณราชประเพณี เมื่อสมเด็จพระมหากษัตริยาธิราชเจ้าได้เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติบรมราชาภิเษกแล้ว ย่อมโปรดให้สถาปนาเฉลิมพระเกียรติยศสมเด็จพระอัครมเหสีขึ้นเป็นสมเด็จพระบรมราชินี ดังนั้น พระองค์ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศสถาปนาเฉลิมพระเกียรติยศสมเด็จพระราชินีสิริกิติ์ ขึ้นเป็น สมเด็จ พระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินี ทรงผนวช พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จ ฯ ออกผนวชเป็นเวลา 15 วัน ระหว่างวันที่ 22 ตุลาคม – 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2499 ณ วัด พระศรีรัตนศาสดาราม โดยมีสมเด็จ พระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ เป็นพระอุปัชฌาย์ ทรงได้รับฉายาว่า ภูมิพโล ภิกขุ หลังจากนั้น พระองค์เสด็จฯ ไป ประทับจาพรรษา ณ พระตาหนักปั้นหยา วัด บวรนิเวศวิหาร ระหว่างที่ทรงผนวชนั้น


6 พระองค์ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินี เป็นผู้สาเร็จราชการ แทนพระองค์ ด้วยเหตุนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึงได้โปรดเกล้าฯ ให้เฉลิมพระนามาภิไธยเป็นสมเด็จ พระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในวันเฉลิมพระชนมพรรษา 5 ธันวาคม ในปีเดียว เหตุลอบปลงพระชนม์ เดือนกันยายน พ.ศ. 2520 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว, สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ, สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิรินธรเทพรัตนสุดา และ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬา ภรณวลัยลักษณ์ เสด็จพระราชดาเนินปฎิบัติพระราชกรณียกิจในจังหวัดภาคใต้ ซึ่งในวันที่ 22 กันยายน 2520 ขณะทั้งสี่พระองค์กาลังปฎิบัติพระราชกรณียกิจที่สวนสาธารณะเทศบาลเมืองยะลา จังหวัดยะลา ซึ่งมี ประชาชนมาเฝ้ารับเสด็จฯราว 30,000 คน ก็ได้เกิดเหตุระเบิดขึ้น 2 ลูกภายในปะราพิธี ซึ่งเป็นความพยายาม ในการลอบปลงพระชนม์ ซึ่งเป็นการดาเนินการขององค์กรปลดปล่อยสหปัตตานี จากเหตุการณ์ครั้งนี้มี ผู้ได้รับบาดเจ็บ 55 คน บาดเจ็บสาหัส 11 คน ไม่มีพระองค์ใดทรงรับบาดเจ็บ ทั้งนี้ก่อนหน้าเหตุระเบิดราวราว 20 ชั่วโมง ก็ได้มีตารวจขับรถจักรยานยนต์ฝ่าสัญญาณไฟจราจรพุ่ง ชนรถยนต์พระที่นั่งจนเกิดไฟลุกท่วม


7 พระราชกรณียกิจ พระราชนิพนธ์ และผลงานอื่นๆ ด้านศิลปวัฒนธรรมและวรรณคดี ในฐานะที่พระองค์เป็น พระมหากษัตริย์ที่มีพระปรีชาสามารถใน ศิลปะแขนงต่าง ๆ หลายแขนง จึงทรงได้รับ การยกย่องให้เป็นองค์อัครศิลปินแห่งชาติและ บิดาแห่งการดนตรี พระองค์ยังทรงสนพระ ราชหฤทัยในการฝึกเขียนภาพ และมีพระ ปรีชาสามารถในเรื่องการถ่ายภาพ และมีการ พัฒนาอย่างต่อเนือ่ ง ตลอดจนมีพระปรีชา สามารถปั้นพระพุทธรูปพระสมเด็จจิตรลดา ด้วยพระองค์เอง งานทางด้านวรรณศิลป์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเชี่ยวชาญในภาษาหลากหลายภาษา ทรง พระราชนิพนธ์บทความ แปลหนังสือ เช่น นายอินทร์ผู้ปิดทองหลังพระ ติโต พระมหาชนก และพระมหา ชนก ฉบับการ์ตูน เรื่อง ทองแดง เป็นพระราชนิพนธ์เกี่ยวกับคุณทองแดง สุนัขทรงเลี้ยง เป็นต้น ด้านการพัฒนาชนบท พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จฯ ไปทุกหนแห่งไม่ว่าดินแดนแห่งนั้นจะทุรกันดารเพียงใด ไม่ว่า ใกล้ไกลแค่ไหน พระองค์จัดทาโครงการพัฒนาชนบทตามแนวพระราชดาริควบคู่ไปในทุกๆ ด้าน ไม่เน้น ด้านใดด้านหนึ่ง พระองค์มีจุดประสงค์เดียวคือ เพื่อขจัดความทุกข์ยากของชาวชนบท และสนับสนุน ส่งเสริมให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น รวมทั้งแก้ปัญหาสังคมเมืองให้ดีขึ้น โดยจะเห็นได้จากโครงการใน พระราชดาริหลายโครงการที่เกิดขึ้นจากความรับผิดชอบของหน่วยงานต่างๆ


8 โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดาริจะเป็นโครงการเกี่ยวกับปรับปรุงถนนหนทาง การก่อสร้าง ถนนเพื่อการ สัญจรไปมาได้สะดวกและทั่วถึง การคมนาคมเป็นปัจจัยพื้นฐานที่ สาคัญของการนาความเจริญ ไปสู่ชนบท การสื่อสาร ติดต่อที่ดียังผล สาคัญทาให้เศรษฐกิจของราษฎรในพื้นที่ดีขึ้น ราษฎรก็มีความ เป็นอยู่ที่ดีขึ้น ในการพัฒนาชนบทนั้น การคมนาคม เป็นปัจจัยพื้นฐานที่สาคัญที่จะมองข้ามไปเสียมิได้ เพราะเป็นเสมือนประตูเชื่อม ระหว่างในเมือง และชนบท ดังนั้น การที่จะเริ่มโครงการพัฒนาใดๆ นั้นจะต้อง เริ่มจากการปรับปรุง และการก่อสร้างถนนหนทางเป็นการเปิดประตูนาความเจริญเข้าไปสู่พื้นที่ ด้านการเกษตรและชลประทาน ในด้านการเกษตร จะทรงเน้นในเรื่องของการค้นคว้า ทดลอง และวิจัยหาพันธุ์พืชใหม่ๆ ทั้งพืช เศรษฐกิจ พืชสมุนไพร รวมถึงการศึกษาเกี่ยวกับแมลงศัตรูพืช และพันธุ์สัตว์ต่างๆ ที่เหมาะสมกับสภาพ ท้องถิ่นนั้นๆ ซึ่งแต่ละโครงการจะเน้นให้สามารถนาไปปฏิบัติได้จริง มีราคาถูก ใช้เทคโนโลยีง่าย ไม่ สลับซับซ้อน เกษตรกรสามารถดาเนินการเองได้ นอกจากนี้ ยังทรงพยายามไม่ให้เกษตรกรยึดติดกับพืชผล ทางการเกษตรเพียงอย่างเดียว เพราะอาจเกิดปัญหาอัน เนื่องมาจากความแปรปรวนของ สภาพดินฟ้าอากาศ หรือความ แปรปรวนทางการตลาด แต่ เกษตรกรควรจะมีรายได้จากด้าน อื่นนอกเหนือไปจากการเกษตร เพิ่มขึ้นด้วย เพื่อจะได้พึ่งตนเอง ได้ในระดับหนึ่ง การพัฒนาแหล่งน้าเพื่อการเพาะปลูกหรือการชลประทาน นับว่าเป็นงานที่มีความสาคัญและมี ประโยชน์อย่างยิ่งสาหรับประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ เพราะเกษตรกรจะสามารถทาการเพาะปลูกได้ อย่างสมบูรณ์ตลอดปี เนื่องจากพื้นที่เพาะปลูกในปัจจุบันส่วนใหญ่เป็นพื้นที่นอกเขตชลประทาน ซึ่งต้อง อาศัยเพียงน้าฝนและน้าจากแหล่งน้าธรรมชาติเป็นหลัก ทาให้พืชได้รับน้าไม่สม่าเสมอ และไม่เพียงพอ


9 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงให้ความสนพระราชหฤทัยเกี่ยวกับการพัฒนาแหล่งน้ามากกว่า โครงการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดาริประเภทอื่น ด้านการแพทย์ โครงการที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานให้กับประชาชนในระยะแรกๆ ล้วนแต่เป็น โครงการด้านสาธารณสุข เพราะพระองค์ทรงเห็นว่า หากประชาชนมีร่างกายที่สมบูรณ์ แข็งแรง จะนาไปสู่ สุขภาพจิตที่ดี และส่งผลให้การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมดีไปด้วย พระองค์จึงทรงให้ความสาคัญกับงาน ด้านสาธารณสุขเป็นอย่างมาก ในการเสด็จพระราชดาเนินไปทรงเยี่ยมราษฏรตามท้องที่ต่างๆ ทุกครั้ง จะ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีคณะแพทย์ที่ประกอบด้วย ผู้เชี่ยวชาญในแต่ละสาขาจากโรงพยาบาลต่างๆ และล้วนเป็นอาสาสมัครทั้งสิ้น โดยเสด็จพระราชดาเนินไปในขบวนอย่างใกล้ชิด พร้อมด้วยเวชภัณฑ์และ เครื่องมือแพทย์ครบครัน พร้อมที่จะให้การรักษาพยาบาลราษฎรผู้ป่วยไข้ได้ทันที นอกจากนั้น ยังมีโครงการทันตกรรมพระราชทาน ซึ่งเป็นพระราชดาริที่ให้ทันตแพทย์อาสาสมัคร ได้เดินทางออกไปช่วยเหลือบาบัดโรคเกี่ยวกับฟัน ตลอดจนสอนการรักษาอนามัยของปากและฟัน แก่เด็ก นักเรียนและราษฎรที่อาศัยอยู่ในท้องที่ทุรกันดาร และห่างไกลจากแพทย์ทั่วทุกภาค โดยให้การบริการรักษา โรคฟัน โดยไม่คิดมูลค่า ทางด้านหน่วยแพทย์หลวงที่จะต้องตามเสด็จพระราชดาเนินไป ณ ที่ประทับแรม ทุกแห่งนั้น จะมีเจ้าหน้าที่ให้การรักษาพยาบาลราษฎร ผู้มาขอรับการรักษา ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายแต่ประการ ใด นอกจากนั้น หน่วยแพทย์หลวงยังจัดเจ้าหน้าที่ออกเดินทาง ไปรักษาราษฎรผู้ป่วยเจ็บ ตามหมู่บ้านที่อยู่ ห่างไกลออกไปอีกด้วย ใน พ.ศ. 2554 ทางองค์กรแพทย์ศลั ยศาสตร์จากทัว่ โลก ต่างพร้อมใจกันถวายใบประกาศเกียรติคุณ เกียรติบัตรสมาชิกกิตติมศักดิ์ และเหรียญสดุดี จากคุณูปการด้านการแพทย์และสาธารณสุขที่พระองค์ทรง อุทิศเพื่อพสกนิกรชาวไทยตลอดระยะเวลากว่า 60 ปีทท่ี รงครองราชย์ ด้านการศึกษา นอกจากนี้ พระองค์ยังโปรดเกล้าฯ ให้จัดตั้งมูลนิธิอานันทมหิดล เพื่อเป็นการถวายพระเกียรติแด่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล เพื่อสนับสนุนทางด้านคัดเลือกบัณฑิตในสาขาวิชาต่างๆ ไป


10 ศึกษาต่อต่างประเทศ เพื่อจะได้ให้บัณฑิตเหล่านั้นนาความรู้ที่ได้ไปศึกษาวิจัยนาผลงานที่ได้กลับมาพัฒนา ประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยพระองค์ออกทุนให้ตลอดจนดูแลเกี่ยวกับความเป็นอยู่ในต่างประเทศนั้นๆ อีกด้วย ส่วนในประเทศทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้รัฐบาลเป็นผู้ดาเนินการจัดการบริหารทางการศึกษา แบบให้เปล่าตั้งแต่ระดับชั้นประถมศึกษา จนถึงระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ในลักษณะทั้งอยู่ประจาและไป กลับ แบ่งเป็น โรงเรียนศึกษาสงเคราะห์ จานวน 26 โรงเรียน โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ จานวน 14 โรงเรียน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงประกอบพระราชกรณียกิจตลอดระยะเวลากว่า 60 ปีทท่ี รง ครองราชย์เป็นประมุขแห่งราชอาณาจักรไทย โดยสามารถยกตัวอย่างได้ดังนี:้ มูลนิธิชัยพัฒนา ,มูลนิธิโครงการหลวง,โครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดา,โครงการหลวงอ่างขาง, โครงการปลูกป่าถาวร,โครงการแก้มลิง,โครงการฝนหลวง,โครงการสารานุกรมไทยสาหรับเยาวชน, โครงการแกล้งดิน,กังหันชัยพัฒนา,แนวพระราชดาริ ผลิตแก๊สโซฮอล์ในโครงการส่วนพระองค์ (พ.ศ. 2528),แนวพระราชดาริ เศรษฐกิจพอเพียง,เพลงพระราชนิพนธ์และพระสมเด็จจิตรลดา เป็นต้น ด้านกีฬา เรือใบเป็นกีฬาที่พระบาทสมเด็จพระ เจ้าอยู่หัวโปรดเป็นพิเศษ พระองค์ทรงเป็น ตัวแทนของประเทศไทยลงแข่งเรือใบในกีฬา แหลมทองครั้งที่ 4 ระหว่างวันที่ 9-16 ธันวาคม พ.ศ. 2510 ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ โดยทรง เข้าค่ายฝึกซ้อมตามโปรแกรมการฝึกซ้อม และ ทรงได้รับเบี้ยเลี้ยงในฐานะนักกีฬา เช่นเดียวกับ นักกีฬาคนอื่น ๆ ในที่สุด ด้วยพระปรีชา สามารถ พระองค์ทรง


11 ชนะเลิศเหรียญทอง และทรงได้รับการทูลเกล้าฯ

ถวายรางวัลเหรียญทองจากสมเด็จพระนางเจ้าฯ

พระบรมราชินีนาถ เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม พ .ศ. 2510 ท่ามกลางความปลื้มปีติของพสกนิกรชาวไทยทั้ง ประเทศ และเป็นที่ประจักษ์แก่ชนทั่วโลก ทาให้พระอัจฉริยภาพทางกีฬ าเรือใบของพระองค์ที่ยอมรับกันทั่ว โลก พระองค์ยังได้ทรงออกแบบและประดิษฐ์เรือใบยามว่างออกมาหลายรุ่น พระองค์พระราชทานนาม เรือใบประเภทม็อธ (Moth) ที่ทรงสร้างขึ้นว่า เรือใบมด เรือใบซูเปอร์มด และ เรือใบไมโครมด ถึงแม้ว่า เรือใบลาสุดท้ายที่พระองค์ทรงต่อคือ เรือโม้ค (Moke) เมื่อ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2510 เรือใบซูเปอร์มดยังถูก ใช้แข่งขันในระดับนานาชาติที่จัดในประเทศไทยหลายครั้ง ครั้งสุดท้ายคือเมื่อ พ.ศ. 2528 ในกีฬาซีเกมส์ครั้ง ที่ 13 ด้านดนตรี งานทางด้านดนตรี พระองค์ทรงรอบรู้เรื่องดนตรีเป็นอย่างดีและทรงดนตรีได้หลายชนิด เช่น แซ็ก โซโฟน คราริเน็ต ทรัมเป็ต กีตาร์ และเปียโน ทรงโปรดดนตรีแจ๊สเป็นอย่างมาก และพระองค์ได้ประพันธ์ เพลงที่มีความหมายและไพเราะหลายเพลงด้วยกัน เช่น เพลงพระราชนิพันธ์แสงเทียน เป็นเพลงแรก สายฝน ยามเย็น ใกล้รุ่ง ลมหนาว ยิ้มสู้ ค่าแล้ว ไกลกังวล ความฝันอันสูงสุด และเราสู้ หรือจะเป็นพรปีใหม่ ซึ่งถือได้ ว่าเป็นส่วนสาคัญอย่างหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับชีวิตของชาวไทย เป็นต้น


อ้างอิง http://th.wikipedia.org/wiki/ http://www.king60.mbu.ac.th/index.php?option=com_content&task=view&id=12&Itemid=53 http://www.baanjomyut.com/library_2/king_rama_9/index.html http://www.google.co.th/imgres?hl=th&sa=X&biw=1366&bih=624&tbm=isch&prmd=imvns&tb nid=UxkGghlgJFdprM:&imgrefurl http://www.thaigoodview.com/node/7652&docid=0_qH7PwSt_ge_M&imgurl=http://www.thaigo odview.com/files/u1343/800px-Mahidols1938.jpg&w=350&h=234&ei=OOSgUJvWFserrAf2wICgCA&zoom=1&iact=rc&dur=204&sig=1150692 91120223053511&page=4&tbnh=128&tbnw=202&start=84&ndsp=26&ved=1t:429,r:74,s:20,i:355&tx=1 28&ty=62


พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช  

จากอดีตจนถึงปัจจุบันของความเป็นประเทศไทย มีช่วงเวลาแห่งความมั่นคง อันนำมาซึ่งความสุขเกษมเปรมปรีดิ์ของพสกนิกรชาวไทย และช่วงเวลาแห่งภาวะวิกฤตข...

Advertisement
Read more
Read more
Similar to
Popular now
Just for you