Issuu on Google+

วารสาร

โรงพยาบาลรŒอยเอ็ด • โรงพยาบาลกาฬสินธุ • โรงพยาบาลมหาสารคาม VOL. 19 NO.1 September 2012 • ป‚ที่ 19 ฉบับที่ 1 เดือนกันยายน 2555

Roi-Et, Kalasin, Mahasarakham Hospital Medical Journal • ISSN 0858-592 X


วารสาร

โรงพยาบาลร้อยเอ็ด • โรงพยาบาลกาฬสินธุ์ • โรงพยาบาลมหาสารคาม

VOL. 19 NO.1 September 2012 • ปีที่ 19 ฉบับที่ 1 เดือนกันยายน 2555 •


• เจาของ

โรงพยาบาลร้อยเอ็ด • โรงพยาบาลกาฬสินธุ์ • โรงพยาบาลมหาสารคาม

• ผูอ�ำนวยการ

นายแพทย์ณรงค์ อึ้งตระกูล นายแพทย์สมคิด สุริยเลิศ นายแพทย์สุนทร ยนต์ตระกูล

• บรรณาธิการ

นายแพทย์วันชัย อัตถากร

• บรรณาธิการรวม

แพทย์หญิงทิวาวรรณ ปิยกุลมาลา, นายแพทย์บวร แสนสุโพธิ์

• กองบรรณาธิการ

นายแพทย์ศิโรตม์ สินธุนันท์สกุล, นายแพทย์กฤษดา มโนรัตน์ นายแพทย์กิตติโชติ หิรัญมิตรนาคร, นายแพทย์ธนากร คลังแสง แพทย์หญิงปรียาภรณ์ พูนวศิน, ทันตแพทย์หญิงมัลลิกา เล่งเวหาสถิตย์ นางวรรณภรณ์ พัฒนิบูลย์, นางสุกัญญา อึ้งตระกูล, นางสาวศุพรรณี ตั้งภักดี เภสัชหญิงจิราภรณ์ ชมภูบุตร, นางสาวอธิกา นิธิเกตุกุล

• การเงิน

นางเอ็มไพร บุญรินทร์

• ศิลป์และจัดพิมพ์

นางชไมพร ทิมเรืองเวช , นางสาวกิ่งกาญจน์ ชาญประไพ

• ส�ำนักงาน

งานพัฒนาบุคลากรและองค์การ โรงพยาบาลร้อยเอ็ด

• ก�ำหนด

ราย 4 เดือน

• วัตถุประสงค์

1. เพื่อเผยแพร่ ฟื้นฟู รวบรวมวิชาการทางการแพทย์และสาธารณสุข 2. ส่งเสริมค้นคว้า วิจัย เพื่อความก้าวหน้าด้านวิชาการ ด้านบริหาร และด้านบริการ 3. เป็นสื่อกลางในการแสดงความคิดเห็นในปัญหาสาธารณสุข 4. เผยแพร่กิจกรรมของโรงพยาบาลร้อยเอ็ด, โรงพยาบาลกาฬสินธุ์ โรงพยาบาลมหาสารคาม


วารสารโรงพยาบาลร้อยเอ็ด, กาฬสินธุ์, มหาสารคาม ยินดีรับเรื่องที่เปนวิชาความรู้ทางการแพทย์ และวิชาการที่มีความสัมพันธ์กับวิชาแพทย์ โดยสนับสนุนให้บทความเปนภาษาไทย แต่บทคัดย่อเปน ภาษาอังกฤษและภาษาไทย เรื่องที่ส่งมาพิมพ์ต้องไม่เคยตีพิมพ์ในวารสารฉบับอื่นมาก่อน ข้อความและข้อคิดเห็นต่างๆ เปนของผู้เขียนบทความนั้นๆ ไม่ใช่ความเห็นของบรรณาธิการหรือ ของวารสาร ทางกองบรรณาธิการขอสงวนลิขสิทธิ์ในการตรวจทานแก้ ไขเรือ่ งต้นฉบับและพิจารณาตีพมิ พ์ ตามลำาดับก่อนหลัง

หลักเกณฑและคําแนะนําสําหรับสงเร�องลงพิมพ • การเตรียมและส่งต้นฉบับ • 1. ประเภทบทความ • นิพนธ์ต้นฉบับ (Original Article) เป็นรายงานผลการศึกษา ค้นคว้า วิจยั ควรประกอบด้วยล�าดับเนือ้ เรือ่ งดังต่อไปนี ้ ชือ่ เรือ่ ง ชือ่ ผูน้ พิ นธ์ บทคัดย่อ ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ค�าส�าคัญ บทน�า วิธีการศึกษา ผลการศึกษา วิจารณ์ ข้อยุติ กิตติกรรมประกาศ และ เอกสารอ้างอิงความยาวของเรื่องไม่ควรเกิน 10 หน้าพิมพ์ • บทปฏิทัศน์ (Review Article) เป็นบทความที่รวบรวมความรู้เรื่องใดเรื่องหนึ่งจากวารสารหรือหนังสือต่างๆ ทั้งในและต่างประเทศ ประกอบด้วย บทน�า วิธีการสืบค้นข้อมูล เนื้อหาที่ทบทวน บทวิจารณ์ และเอกสารอ้างอิง ความยาวของเรื่อง ไม่ควรเกิน 10 หน้า • บทความพิเศษ (Special Article) เป็นบทความประเภทกึ่งบทปฏิทัศน์กับบทความฟื้นวิชาที่ ไม่สมบูรณ์พอ ที่จะบรรจุเข้าเป็นบทความชนิดใด ชนิดหนึ่ง หรือเป็นบทความแสดงข้อคิดเห็นเกี่ยวโยงกับเหตุการณ์ปัจจุบันที่อยู่ในความสนใจของมวลชนเป็นพิเศษ • บทความฟื้นวิชา (Refresher Course) เสนอความรู้ ในองค์ความรู้จ�าเพาะเรื่องที่น�ามารื้อฟื้นเพิ่มเติมความรู้ ใหม่ๆ ท�านองเดียวกับน�าเสนอในการ ประชุมฟื้นวิชาหรือการจัดอบรมแพทย์ (training course) เป็นคราวๆ ไป • รายงานเบื้องต้น (preliminary report) หรือ รายงานสังเขป (short communication) เป็นการน�าเสนอรายงานผลการศึกษาวิจัยที่ยังไม่เสร็จสมบูรณ์ ต้องศึกษาต่อเพื่อเก็บข้อมูลเพิ่มเติม หรือศึกษา เสร็จแล้วก�าลังเตรียมต้นฉบับสมบูรณ์ • รายงานผู้ป่วย (Clinical Note) เป็นการรายงานผู้ป่วยที่ไม่ธรรมดา หรือที่เป็นโรคหรือกลุ่มอาการโรคใหม่ที่ไม่เคยรายงานมาก่อน หรือพบ ไม่บ่อย และต้องมีหลักฐานชัดเจนอย่างครบถ้วนบางครั้งรวมบันทึกเวชกรรม (clinical note) ซึ่งเป็นบทความรายงาน ผู้ป่วยที่มีลักษณะเวชกรรม (clinical feature) และ/หรือการด�าเนินโรค (clinical course) ที่ไม่ตรง แบบที่พบ ไม่บ่อย โครงสร้างบทรายงานผู้ป่วยประกอบด้วยบทน�า พรรณาผู้ป่วย (case description) วิจารณ์หรือข้อสังเกต และเอกสารอ้างอิง


• ปกิณกะ (Miscellany) เป็นบทความขนาดเล็กที่เนื้อหาอาจเข้าข่าย หรือไม่เข้าข่ายบทความต่างๆ ที่กล่าวมาข้างต้น เช่น บันทึกเวชกรรม เวชกรรมทันยุค บทปริทรรศน์ รายงานผลศึกษาวิจัยโดยสังเขป หรือรายงานเบื้องต้นก็ได้ • จดหมายถึงบรรณาธิการ (Letter to the Editor) หรือ จดหมายโต้ตอบ (Correspondence) เป็นเวทีใช้ติดต่อตอบโต้ระหว่างนักวิชาการ ผู้อ่านกับเจ้าของบทความที่ตีพิมพ์ในวารสาร ในกรณีผู้อ่านมีข้อคิด เห็นแตกต่าง ต้องการชี้ให้เห็นความไม่สมบูรณ์หรือข้อผิดพลาดของรายงานและบางครั้งบรรณาธิการอาจวิพากษ์ สนับสนุนหรือโต้แย้ง

2. การเตรียมตนฉบับ 2.1 ปกชื่อเรื่อง (title page) ประกอบด้วย 2.1.1 ชื่อเรื่อง ควรสั้น กะทัดรัด และสื่อเป้าหมายหลักของการศึกษา ไม่ใช้ค�าย่อ ความยาวไม่ควร เกิน 100 ตัวอักษร พร้อมช่องไฟ ถ้าชื่อยาวมากตัดเป็นเรื่องรอง (subtitle) ชื่อเรื่องต้องมีภาษาไทย และ ภาษาอังกฤษ 2.1.2 ชื่อผู้นิพนธ์ ให้มีทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ (ไม่ใช้ค�าย่อ) พร้อมทั้งอภิไธยสูงสุดที่ได้รับ ต่อท้ายชื่อ ไม่ใส่ต�าแหน่งวิชาการ 2.2 บทคัดยอ (abstract) เป็นเนื้อความย่อตามล�าดับโครงสร้างของบทความ ได้แก่ บทน�า วัสดุและวิธีการศึกษาผลการศึกษา และวิจารณ์ ไม่เกิน 250 ค�า หรือ 15 บรรทัด ใช้ภาษารัดกุมเป็นประโยคสมบูรณ์ มีความหมายในตัวเอง ไม่ต้องหา ความหมายต่อ ต้องเป็นประโยคอดีต (เฉพาะภาษาอังกฤษ) ไม่ควรมีค�าย่อ ต้องเขียนทั้งภาษาไทย และภาษาอังกฤษ บทคัดย่อภาษาไทยของบทความภาษาอังกฤษให้ ใส่ชื่อเรื่อง ชื่อผู้นิพนธ์เป็นภาษาไทย ไว้เหนือเนื้อความย่อ ส�าหรับบทคัดย่อภาษาอังกฤษของบทความภาษาไทยก็เช่นเดียวกัน ให้ ใส่เรื่อง ชื่อเต็มผู้นิพนธ์ ไว้เหนือเนื้อความย่อ 2.3 ค�าส�าคัญ หรือ ค�าหลัก (key words) ใส่ไว้ท้ายบทคัดย่อเป็นหัวข้อเรื่อง ส�าหรับท�าดัชนีเรื่อง (subject index) ของปีวารสาร (volume) และดัชนี เรื่องส�าหรับ lndex Medicus โดยใช้ Medical Subject Headings (MeSH) terms ของ U.S. National Library of Medicine เป็นแนวทางการให้ค�าส�าคัญหรือหลักค�า 2.4 บทน�า (introduction) เป็นส่วนของบทความที่บอกเหตุผลน�าไปสู่การศึกษา แต่ไม่ต้องทบทวนวรรณกรรมมากมายที่ไม่เกี่ยวกับ จุดมุ่งหมายของการศึกษา เป็นส่วนที่อธิบายให้ผู้อ่านรู้ว่าจะตอบค�าถามอะไรและให้รวมวัตถุประสงค์การศึกษา เป็นร้อยแก้วในส่วนท้ายของบทน�า ไม่นิยมใส่ผลการศึกษาและสรุป 2.5 วิธีการศึกษา (material & methods) เขียนชี้แจงแยกเป็น 2 หัวข้อใหญ่ คือ วัสดุ และวิธีการศึกษา หัวข้อวัสดุ ให้บอกรายละเอียดของสิ่งที่น�ามาศึกษา อาทิ ผู้ป่วย คนปกติ สัตว์ พืช ฯลฯ รวมถึงจ�านวน และลักษณะเฉพาะของตัวอย่างที่ศึกษา เช่น เพศ อายุ น�้าหนัก ฯลฯ ต้องบอกถึงการอนุญาตจากผู้ที่เข้ารับการศึกษา และการยอมรับจากคณะกรรมการพิจารณาจริยธรรมในการศึกษาสิ่งที่มีชีวิต ตลอดจนอุปกรณ์ต่างๆ ที่ใช้ ในการ ศึกษา


หัวข้อวิธีการศึกษา เริ่มด้วยรูปแบบ แผนการศึกษา (study design, protocol) เช่น randomized, double blind, descriptive หรือ quasiexperiment การสุ่มตัวอย่าง เช่น การสุ่มตัวอย่าง���บบง่ายแบบหลายขั้นตอน เป็นต้น วิธี หรือมาตรการที่ใช้ศึกษา (interventions) เช่นรูปแบบการศึกษา การรักษา ชนิดและขนาดของยาที่ใช้ ถ้ามาตรการที่รู้จักทั่วไปให้ระบุในเอกสารอ้างอิง ถ้าเป็นวิธีใหม่อธิบายให้ผู้อ่าน เข้าใจแล้วน�าไปใช้ต่อได้ วิธีการ เก็บข้อมูล วิธีการวิเคราะห์ข้อมูลและสถิติที่ใช้ 2.6 ผลการศึกษา (results) แจ้งผลที่พบตามล�าดับหัวข้อของแผนการศึกษาอย่างชัดเจน ดูได้ง่าย ถ้าผลไม่ซับซ้อน ไม่มีตัวเลขมาก บรรยายเป็นร้อยแก้ว แต่ถ้าตัวเลขมาก ตัวแปรมาก ควรใช้ตารางหรือแผนภูมิโดยไม่ต้องอธิบายตัวเลขในตาราง ซ�้าอีกในเนื้อเรื่อง แปลความหมายของผลที่ค้นพบหรือวิเคราะห์ และสรุปเปรียบเทียบกับสมมติฐานที่วางไว้ 2.7 วิจารณ (discussion) เริ่มด้วยการวิจารณ์ผลการศึกษาตรงกับวัตถุประสงค์ สมมติฐานของการวิจัยหรือแตกต่างไปจากผลงานที่มี ผู้รายงานไว้ก่อนหรือไม่อย่างไรเพราะเหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น วิจารณ์ผลที่ไม่ตรงตามที่คาดหวังอย่างไม่ปิดบังแล้วจบ บทความด้วยข้อยุติ บางวารสารแยกข้อยุติเป็นหัวข้อต่างหาก 2.8 ขอยุติ (conclusion) ผลที่ได้ตรงกับวัตถุประสงค์การวิจัยหรือไม่ ให้ข้อเสนอแนะที่น�าผลการวิจัยไปใช้ประโยชน์ หรือให้ประเด็น ค�าถามการวิจัยต่อไป ข้อยุติอาจใส่ไว้ ในหัวข้อเดียวกันกับวิจารณ์ก็ได้ 2.9 ตาราง ภาพ และแผนภูมิ (table, illustration, diagram) ควรแยกพิมพ์ต่างหากไม่ควรสอดแทรกไว้ ในเนื้อเรื่อง แต่ในเนื้อเรื่องควรเว้นที่ว่างไว้พอเป็นที่เข้าใจ พร้อม กับเขียนแจ้งไว้ ในกรอบว่า ใส่ตารางที่ 1 หรือ ใส่ตารางที่ 2 2.10 กิตติกรรมประกาศ (Acknowledgments) มีเพียงย่อหน้าเดียวแจ้งให้ทราบว่า มีการช่วยเหลือที่ส�าคัญจากที่ใดบ้าง เช่น ผู้บริหารผู้ช่วยเหลือทางเทคนิค บางอย่าง และผู้สนับสนุนทุนการวิจัย แต่การใส่ชื่อคนช่วยมากๆ ท�าให้บทความด้อยความภูมิฐานเพราะผู้อ่าน จะอนุมานว่างานส่วนใหญ่มีคนช่วยทั้งหมด 2.11 เอกสารอางอิง (Reference) ดูในหัวข้อการเขียนเอกสารอ้างอิง

3. การเขียนเอกสารอางอิง การอ้างอิงเอกสารใช้ระบบแวนคูเวอร์ (Vancouver style) โดยใส่ตัวเลขในวงเล็บหลังข้อความหรือหลังชื่อ บุคคลเจ้าของข้อความที่อ้างถึง โดยใช้หมายเลข 1 ส�าหรับเอกสารอ้างอิงอันดับแรก และเรียงต่อไปตามล�าดับ ถ้า ต้องการอ้างอิงซ�้าให้ ใช้หมายเลขเดิม ห้ามใช้ค�าย่อในเอกสารอ้างอิง ยกเว้นชื่อต้นและชื่อวารสาร บทความที่ บรรณาธิการรับตีพิมพ์แล้วแต่ยังไม่เผยแพร่ ให้ระบุ “กำาลังพิมพ์” บทความที่ไม่ ได้ตีพิมพ์ ให้แจ้ง “ไม่ ได้ตีพิมพ์” หลีกเลี่ยง “ติดต่อส่วนตัว” มาใช้อ้างอิง เว้นแต่มีข้อมูลส�าคัญมากที่หาไม่ ได้ทั่วๆ ไป ให้ระบุชื่อและวันที่ติดต่อ ในวงเล็บท้ายชื่อเรื่องที่อ้างอิง


ชื่อวารสารในการอ้างอิง ให้ ใช้ชื่อย่อตามรูปแบบ U.S National Library of Medicine ที่ตีพิมพ์ใน Index Medicus ทุกปี หรือในเว็บไซต์ http://www.nlm.nih.gov/tsd/serials/liji.gtml

4. การสงตนฉบับ 4.1 พิมพ์หน้าเดียวบนกระดาษสั้นขนาด A4 (216 X 279 มม.) เว้นระยะห่างจากขอบกระดาษด้านบน และซ้ายมือ อย่างน้อย 40 มม. (1.5 นิ้ว) ด้านล่างและขวามือ อย่างน้อย 25 มม. (1 นิ้ว) ใส่เลขที่หน้าตั้งแต่ หน้าปกชื่อเรื่อง เรียงไปตามล�าดับ ที่มุมขวาบนหรือล่างของกระดาษ 4.2 การเขียนต้นฉบับควรใช้ภาษาไทยให้มากที่สุดยกเว้นแต่ค�าภาษาอังกฤษที่แปลไม่ ได้หรือแปลแล้ว ท�าให้ ใจความไม่ชัดเจน 4.3 ภาพประกอบถ้าเป็นภาพลายเส้นต้องเขียนด้วยกระดาษหนามัน ถ้าเป็นภาพถ่ายใช้ภาพขาวด�า การ เขียนค�าอธิบายให้เขียนแยกต่างหาก อย่าเขียนลงในรูป 4.4 ให้ส่งรูปและเรื่องฉบับจริงจ�านวน 1 ชุด

5. การรับตนฉบับ 5.1 เมื่อบรรณาธิการได้รับต้นฉบับไว้ จะแจ้งตอบกลับให้ ให้ผู้นิพนธ์ทราบว่า ให้แก้ ไขก่อนพิจารณาตีพิมพ์ รับและตีพิมพ์ โดยไม่แก้ ไขและไม่ ได้รับพิจารณาตีพิมพ์ บทความที่ไม่ ได้รับพิจารณาตีพิมพ์จะไม่ส่งต้นฉบับคืน กองบรรณาธิการจะส่งวารสารให้ผู้นิพนธ์ 5 เล่ม การส่งแผ่นซีดีต้นฉบับ ต้องเป็นต้นฉบับสุดท้ายที่แก้ ไขเรียบร้อยแล้วเพียงชุดเดียวในแฟ้มข้อมูล ไม่ควร ก�าหนดชื่อแฟ้มข้อมูลเป็นภาษาไทย พิมพ์ด้วยโปรแกรมไมโครซอฟท์เวิร์ด ด้วยรูปแบบอักษร TH Sarabun ขนาด 16 ตัวอักษรต่อนิ้ว ระบุชื่อแฟ้มข้อมูล และเขียนชื่อแฟ้มข้อมูลบนแผ่นซีดีที่ใช้พิมพ์ต้นฉบับ

ส่งแผ่นซีดีพร้อมต้นฉบับจริง 1 ชุด ไปที่

นพ.วันชัย อัตถากร งานพัฒนาบุคลากรและองค์การ โรงพยาบาลร้อยเอ็ด ถ.รณชัยชาญยุทธ อ.เมือง จ.ร้อยเอ็ด 45000 โทร. 0-4351-8200 ต่อ 7146 Fax. 0-4352-7234


สารบัญ Original Article

01

The Effectiveness of Pre-Anesthetic Information Leaflet on Pre-Anesthetic Knowledge in Patients Undergoing Advance Elective Surgeries at Roi - Et Hospital ผลของสื่อแผ่นพับค�ำแนะน�ำก่อนได้รับการระงับความรู้สึกต่อความรู้เรื่องการปฏิบัติตน ก่อนได้รับการระงับความรู้สึกในผู้ป่วยที่มารับการผ่าตัดแบบนัดล่วงหน้า โรงพยาบาลร้อยเอ็ด

Original Article

11

Expected Needs for Nursing Care and Care Received Among Patients who Received Spinal Anesthesia in Recovery Room at Roi - Et Hospital. ความต้องการการพยาบาลที่คาดหวังและการพยาบาลที่ ได้รับจริงของผู้ป่วยหลังผ่าตัด ที่ ได้รับยาระงับความรู้สึกทางช่องไขสันหลังในห้องพักฟื้น โรงพยาบาลร้อยเอ็ด

Original Article

20

Prevalence of Abnormal Papanicolaou Smear in Women at Chumphae Hospital ความชุกของความผิดปกติของการตรวจมะเร็งปากมดลูกของสตรีที่มารับบริการที่โรงพยาบาลชุมแพ

Original Article

29

Efficiency of Alvarado Score to Diagnosis of Acute Appendicitis, Loengnoktha crown prince hospital. Yasothorn province ประสิทธิภาพในการวินิจฉัยโรคไส้ต่ิงอักเสบ โดยใช้ระบบคะแนน Alvarado score โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชเลิงนกทา จังหวัดยโสธร

Original Article

36

Effectiveness of Foot Massage to Reduce Foot Neuropathy in the Diabetic Patients ประสิทธิผลของการนวดเท้าในผู้ป่วยเบาหวานที่มีอาการเท้าชา

Original Article

44

Factors Effecting the Performance of Financial and Accounting Employees Roi-Et Hospital And Community Hospital In Roi-Et Province ปัจจัยที่มีผลต่อการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่การเงินและบัญชี โรงพยาบาลร้อยเอ็ด และโรงพยาบาลชุมชนในจังหวัดร้อยเอ็ด

Original Article

52

Employee Engagement of Roi Et Hospital ความผูกพันของบุคลากรต่อโรงพยาบาลร้อยเอ็ด

Case Report

66

Nursing Care of the Eldery Patient with Hip Fracture : Case Study การพยาบาลผู้ป่วยกระดูกสะโพกหักในผู้สูงอายุ : กรณีศึกษา

Case Report

76

Outbreak Investigation of Acinetobacter Baumannii at the Nursery Intensive Care Unit In Roi Et Hospital การสอบสวนการระบาดของเชื้อ Acinetobacter baumannii ในหอผู้ป่วยหนักทารกแรกเกิด โรงพยาบาลร้อยเอ็ด

Special Article

83

ปาฏิหาริย์แห่งรัก (เด็กชายพ่อ...เด็กหญิงแม่)

Special Article

86

ส่งแม่กลับบ้าน

Special Article

90

Eating Tomatoes Help to Lower the Risk of Stroke การรับประทานมะเขือเทศช่วยลดความเสี่ยงของโรคหลอดเลือดสมอง

Special Article

93

Can Coffee Drinking Help to Decrease a Person's Risk of Dying from Diseases การดื่มกาแฟช่วยลดโอกาสของการเสียชีวิตจากโรคต่างๆ ได้จริงหรือ


บรรณาธิการแถลง วารสารโรงพยาบาลร้อยเอ็ด โรงพยาบาลกาฬสินธุ์ โรงพยาบาลมหาสารคาม ฉบับนี้จัดพิมพ์ขึ้นเป็นปีที่ 19 ด้วยความร่วมมือของ โรงพยาบาลร้อยเอ็ด โรงพยาบาล กาฬสินธุ์ โรงพยาบาลมหาสารคาม งานด้านสาธารณสุขเป็นงานที่แบ่งออกเป็น สองด้านคือ งานด้านการรักษาพยาบาลเพื่อเอาชนะความเจ็บป่วย เพื่อความอยู่รอด ไม่ตาย ไม่พิการและงานด้านการป้องกันโรคและส่งเสริมสุขภาพ เพื่อให้มีคุณภาพชีวิต ที่ดีและความเป็นอยู่ที่ดี การพัฒนาบุคลากรให้มีความรู้ความสามารถ จึงเป็นเรื่อง ที่มีความส�ำคัญและจ�ำเป็นอย่างยิ่ง ส�ำหรับเนื้อหาของวารสารฉบับนี้ ว่าด้วยเรื่องของการพยาบาลเป็นส่วนใหญ่ นอกจากนั้นก็เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับงานสนับสนุนบริการและบทความพิเศษ ที่เมื่ออ่าน ทีไรก็น�้ำตาไหลทุกที ในเรื่อง “ส่งแม่กลับบ้าน” ซึ่งสะท้อนให้เห็นความเป็นจริงของ ชีวิตในหลายๆ แง่มุมที่เราไม่อาจปฏิเสธได้ การมีชีวิตอยู่ ภายใต้การดูแลเมื่อเจ็บป่วย ที่ครอบคลุมและเข้าถึงอย่างเท่าเทียม เป็นธรรม มีคุณภาพตามมาตรฐานการให้บริการ จึงเป็นสิ่งที่ส�ำคัญและผู้ ให้บริการสาธารณสุขทุกคนควรให้ความใส่ใจ ทางกองบรรณาธิการหวังเป็นอย่างยิ่งว่า วารสารโรงพยาบาลร้อยเอ็ด โรงพยาบาล กาฬสินธุ์ โรงพยาบาลมหาสารคาม จะเป็นเวทีแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ ในการท�ำงานส�ำหรับคนแวดวงสาธารณสุขต่อไป

(นายแพทย์วันชัย อัตถากร) บรรณาธิการ


The Effectiveness of Pre-Anesthetic Information Leaflet on Pre-Anesthetic Knowledge in Patients Undergoing Advance Elective Surgeries at Roi – Et Hospital

ผลของสื่อแผ่นพับค�ำแนะน�ำก่อนได้รับการระงับความรู้สึกต่อความรู้เรื่องการปฏิบัติตน ก่อนได้รับการระงับความรู้สึกในผู้ป่วยที่มารับการผ่าตัดแบบนัดล่วงหน้า โรงพยาบาลร้อยเอ็ด ••••••••••••••••••••••••••• Jenjira Prasawang, Ueamporn Summart นางสาวเจนจิรา พระสว่าง *, นางสาวเอื้อมพร สุ่มมาตย์ *

ABSTRACT This experimental research was aimed to compare the pre-anesthetic knowledge between patients received information from pre-anesthetic information leaflet and pre-operative’s visit among patients undergoing advance elective surgeries at Roi - Et Hospital. The subjects were 100 patients receiving general and regional anesthesia were randomly by simple random sampling from pre-operative’s list. They were together divided equally in to two groups as the experimental and control groups, 25 for each groups. The interventions used in this study were consisted of two leaflets about pre-anesthetic information. Content validity of these instruments was verified by 3 experts. The reliability of the patient’s knowledge about general and regional anesthesia were determined by Kuder - Richardson 20 or KR-20 which showed 0.75 and 0.70. Data were analyzed using descriptive statistic for percentage, mean, standard deviation, dependent and independent t-test. The results were as follows: 1. Comparing between 2 groups in patients receiving general anesthesia and regional anesthesia, the mean scores of knowledge between experimental groups and control groups, after interventions were not significantly. (t=-0.27, p = 0.78., t= -0.35, p= 0.73), respectively. 2. For the experimental and control groups in patients receiving general anesthesia and regional anesthesia, the mean scores after interventions were significant higher than before interventions. General anesthesia group (t = -5.81, p <0.001., t =-5.78, p <0.001). Regional anesthesia group (t =-8.22, p <0.001., t = -9.29, p <0.001). The conclusion is that Pre-Anesthetic Information Leaflet can improved the patient’s knowledge before receiving anesthesia. This interventions could decrease the anxiety levels and increase satisfaction of the patients from the appropriated anesthesia cares. Keywords : Pre Anesthetic Information Leaflet, Pre Anesthetic Knowledge. * กลุ่มงานการพยาบาลวิสัญญี โรงพยาบาลร้อยเอ็ด ปีที่ 19 ฉบับที่ 1 ประจำ�เดือนตุลาคม 2555

1


บทคัดย่อ การวิจัยเชิงทดลองนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบความรู้เรื่องการปฏิบัติตนก่อนได้รับการระงับความรู้สึก ระหว่างกลุ่มที่ได้รับสื่อแผ่นพับค�ำแนะน�ำก่อนได้รับยาระงับความรู้สึกกับกลุ่มที่ได้รับการเยี่ยมก่อนผ่าตัด 1 วัน ใน ผู้ป่วยที่มารับการผ่าตัดแบบนัดล่วงหน้า โรงพยาบาลร้อยเอ็ด กลุ่มตัวอย่างคือผู้ป่วยจ�ำนวน 100 คน ที่มาผ่าตัด โดยสุ่มอย่างง่ายจากตารางรายชื่อผู้ป่วยผ่าตัด เป็นผู้ป่วยที่ได้รับยาระงับความรู้สึกแบบทั่วไปและได้รับยาระงับ ความรู้สึกเฉพาะที่กลุ่มละ 50 คน แบ่งเป็นกลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลองกลุ่มละ 25 คน เครื่องมือที่ใช้ ในการวิจัยได้แก่ แบบสอบถามข้อมูลทั่วไปและแบบสอบถามความรู้เรื่องการปฏิบัติตนก่อน และหลังได้รับการระงับความรู้สึกแบบทั่วไปและได้รับการระงับความรู้สึกเฉพาะที่ ซึ่งผ่านการทดสอบความตรง เชิงเนื้อหาโดยผู้เชี่ยวชาญ 3 ท่าน และทดสอบความเชื่อมั่นตามวิธี Kuder Richardson 20 ได้ค่าความเชื่อมั่น ของแบบเท่ากับ 0.75 และ 0.70 ตามล�ำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าเฉลี่ยส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เปรียบเทียบ ความแตกต่างของคะแนนเฉลี่ยความรู้ ระหว่างกลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลอง โดยใช้การทดสอบค่าที ผลการวิจัยพบว่า 1. ภายหลังการทดลอง คะแนนความรู้ของกลุ่มทดลองไม่แตกต่างจากกลุ่มควบคุม (t =-0.27, p = 0.78., t = -0.35, p = 0.73) ทั้งในกลุ่มที่ได้รับการระงับความรู้สึกแบบทั่วไปและกลุ่มที่ได้รับการระงับความรู้สึกเฉพาะที่ 2. ภายหลังการทดลอง คะแนนความรู้ภายในกลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลองแตกต่างกันอย่างมีนัยส�ำคัญทาง สถิติทั้งในกลุ่มที่ได้รับการระงับความรู้สึกแบบทั่วไป (t = -5.81, p <0.001., t =-5.78, p <0.001) และกลุ่ม ที่ได้รับการระงับความรู้สึกเฉพาะที่ (t =-8.22, p <0.001., t = -9.29, p <0.001) การวิจัยครั้งนี้แสดงให้เห็นความส�ำคัญของการให้ค�ำแนะน�ำก่อนการระงับความรู้สึกให้แก่ผู้ป่วย โดยการ เตรียมความพร้อมผู้ป่วยด้านความรู้ เพื่อลดความวิตกกังวลก่อนผ่าตัดและเพิ่มระดับความพึงพอใจของผู้ป่วย ต่องานบริการการพยาบาลด้านวิสัญญี

ค�ำส�ำคัญ : สื่อแผ่นพับค�ำแนะน�ำก่อนได้รับการระงับความรู้สึก, ความรู้เรื่องการปฏิบัติตนก่อนการได้รับการ ระงับความรู้สึก ❍❍❍❍❍❍❍❍❍❍

1. ความเป็นมา และความส�ำคัญของปัญหา การผ่ า ตั ด เป็ น สถานการณ์ ที่ คุ ก คามและเป็ น ประสบการณ์ครั้งส�ำคัญในชีวิตของผู้ป่วย ที่ก่อให้เกิด ความวิ ต กกั ง วลขึ้ น และมั ก พบได้ ใ นทุ ก ระยะของการ ผ่าตัด 1 ร่างกายจะตอบสนองโดยการกระตุ้นระบบ ประสาทอัตโนมัติและส่งผลกระทบต่อระบบต่างๆ ของ ร่างกาย 2 ท�ำให้มีการใช้ยาระงับความรู้สึกเพิ่มมากขึ้น และมีความต้องการการบ�ำบัดอาการปวดหลังผ่าตัดเพิ่ม มากขึ้นเช่นกัน 3 จากจ�ำนวนผู้ป่วยที่มารับบริการการ ผ่าตัดที่เพิ่มขึ้น แต่บุคลากรห้องผ่าตัด บุคลากรด้าน วิสัญญีและจ�ำนวนห้องผ่าตัดที่มีจ�ำนวนจ�ำกัด รวมถึง 2

วารสารโรงพยาบาลร้อยเอ็ด, กาฬสินธุ์, มหาสารคาม

ในปัจจุบันประชาชนมีการเรียกร้องสิทธิในการรับบริการ ทางสุขภาพมากขึ้น ต้องการการบริการที่มีคุณภาพ รวม ไปถึงต้องการการผ่าตัดที่มีความปลอดภัยจากภาวะเสี่ยง ต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นในกระบวนการผ่าตัด 4 ท�ำให้บุคลากร ทางด้านวิสัญญีและห้องผ่าตัดต้องมีการพัฒนางานบริการ ให้มีคุณภาพเพื่อป้องกันความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นกับผู้ป่วย โดยยึดผู้ป่วยเป็นศูนย์กลาง ปัญหาการขาดความรู้ ความเข้ า ใจที่ เ กี่ ย วกั บ การปฏิ บั ติ ตั ว ก่ อ นและหลั ง การ ผ่ า ตั ด ท� ำ ให้ ผู ้ ป ่ ว ยเกิ ด ความกลั ว และความวิ ต กกั ง วล มี ผ ลต่ อ การปฏิ บั ติ ตั ว และความร่ ว มมื อ ในการรั ก ษา พยาบาล ด้วยเหตุนี้ผู้วิจัยจึงตระหนักถึงความส�ำคัญ และความจ�ำเป็นของปัญหาดังกล่าว โดยเห็นว่าในระยะ ก่อนที่ผู้ป่วยจะเข้ารับการผ่าตัดเป็นโอกาสที่เหมาะสม


ที่วิสัญญีพยาบาลที่จะให้ข้อมูลความรู้ต่างๆ ที่ผู้ป่วย ควรทราบเพื่อลดหรือบรรเทาความกลัวและความวิตก กังวล 5 กระบวนการเตรียมผู้ป่วยก่อนให้ยาระงับความ รู ้ สึ ก เป็ น กระบวนการที่ เ กี่ ย วข้ อ งกั น หลายฝ่ า ย ทั้ ง แพทย์ ผู้ป่วย และเจ้าหน้าที่อื่นๆ ที่เกี่ยวข้องในระบบ การบริการของโรงพยาบาล การเตรียมพร้อมผู้ป่วย ก่อนได้รับการระงับความรู้สึก จะท�ำให้ผู้ป่วยปลอดภัย เนื่องจากการเยี่ยมผู้ป่วยก่อนการได้รับการระงับ ความรู้สึกในผู้ป่วยที่มารับการผ่าตัดแบบนัดล่วงหน้า ก่อนผ่าตัด 1 วัน เป็นตัวชี้วัดที่ส�ำคัญของงานบริการ ด้านวิสัญญี จากสถิติย้อนหลัง 3 ปี (ปี พ.ศ. 25522554) พบว่า มีอัตราลดลง คือ ร้อยละ 93, 89 และ 88 ตามล�ำดับ โดยมีสาเหตุจาก ผู้ป่วยนัดมา ท�ำให้ ไม่ ได้รับการเยี่ยม และ ปัญหาการขาดแคลนบุคลากร ดังนั้นทางกลุ่มงานจึงมีการจัดกิจกรรมพัฒนาคุณภาพ ขึ้นมาเพื่อแก้ ไขปัญหาที่เกิดขึ้นดังต่อไปนี้ คือการเยี่ยม ประเมินผู้ป่วยหน้าห้องผ่าตัด ณ. ห้องรอผ่าตัด จัดระบบ การให้ค�ำปรึกษาผู้ป่วยก่อนผ่าตัดจากกลุ่มงานต่างๆโดย วิสัญญีแพทย์ และพัฒนาสื่อแผ่นพับค�ำแนะน�ำก่อน ได้ รั บ การระงั บ ความรู ้ สึ ก โดยแบ่ ง ออกเป็ น การระงั บ ความรู้สึกแบบทั่วไป และการระงับความรู้สึกเฉพาะที่ เพื่อให้ทีมสหวิชาชีพที่เกี่ยวข้องได้น�ำไปใช้ ให้ข้อมูลกับ ผู้ป่วยในรายที่ไม่ได้รับการเยี่ยมก่อนผ่าตัด 1 วัน และ เป็นการเตรียมความพร้อมผู้ป่วยร่วมกับการเยี่ยมประเมิน หน้าห้องผ่าตัดก่อนให้ยาระงับความรู้สึกทุกราย ผู้วิจัย ในบทบาทของวิ สั ญ ญี พ ยาบาลจึ ง มี ค วามสนใจศึ ก ษา ประสิทธิผลของสื่อแผ่นพับให้คะแนะน�ำก่อนได้รับการ ระงับความรู้สึกที่ ได้พัฒนาขึ้นใหม่เปรียบเทียบกับการ เยี่ยมก่อนผ่าตัด 1 วัน โดยวิสัญญีพยาบาลว่ามีผลต่อ ความรู้ ในการปฏิบัติตนของผู้ป่วยเมื่อมารับการผ่าตัด และให้ยาระงับความรู้สึกแตกต่างกันหรือไม่ อย่างไร เพื่ อ น� ำ ผลการศึ ก ษาที่ ไ ด้ ม าพั ฒ นาแนวทางในการให้ ความรู้แก่ผู้ป่วยร่วมกับสหวิชาชีพเพื่อให้เกิดประโยชน์

สูงสุดต่อผู้ป่วย คือ ปลอดภัยไร้ภาวะแทรกซ้อนจาก การผ่าตัดและให้ยาระงับความรู้สึก

2. วัตถุประสงค์การวิจัย 2.1 เพื่ อ เปรี ย บเที ย บคะแนนความรู ้ เ รื่ อ งการ ปฏิบัติตนก่อนได้รับการระงับความรู้สึกระหว่างกลุ่มที่ ได้รับสื่อแผ่นพับค�ำแนะน�ำก่อนได้รับการระงับความรู้สึก (กลุ่มทดลอง) กับกลุ่มที่ได้รับการเยี่ยมก่อนผ่าตัด 1 วัน (กลุ่มควบคุม) 2.2 เพื่อเปรียบเทียบระดับความรู้เรื่องการปฏิบัติ ตนก่อนได้รับการระงับความรู้สึกของผู้ป่วยก่อน – หลัง การทดลอง ระหว่าง กลุ่มควบคุม และ กลุ่มทดลอง

3. สมมติฐานการวิจัย 3.1 คะแนนความรู้ของผู้ป่วยที่ได้รับสื่อแผ่นพับ ค�ำแนะน�ำ (กลุ่มทดลอง) ไม่แตกต่างจากคะแนนความรู้ ของผู้ป่วยภายหลังการเยี่ยมก่อนผ่าตัด 1วัน (กลุ่ม ควบคุม) 3.2 คะแนนความรู้ของผู้ป่วยในกลุ่มควบคุมและ กลุ่มทดลอง ภายหลัง การทดลองมากกว่าก่อนการ ทดลอง

4. ระเบียบวิธีวิจัย การวิจยั ครัง้ นีเ้ ป็นการวิจยั แบบทดลอง (Experimental research) มีการเก็บรวบรวมข้อมูลก่อนและหลังการ ทดลอง แบบ The Pretest – Posttest Control Group Design เพื่อเปรียบเทียบระดับความรู้ระหว่างกลุ่มที่ ได้รับสื่อแผ่นพับค�ำแนะน�ำการปฏิบัติตัวก่อนได้รับการ ระงับความรู้สึก (กลุ่มทดลอง)กับกลุ่มที่ได้รับการเยี่ยม ก่อนผ่าตัด 1 วันโดยวิสัญญีพยาบาล (กลุ่มควบคุม) ท�ำการศึกษาในผู้ป่วยที่มารับการผ่าตัดแบบนัดล่วงหน้า โรงพยาบาลร้อยเอ็ด โดยเก็บข้อมูลตามตารางที่ 1 ดังนี้ ปีที่ 19 ฉบับที่ 1 ประจำ�เดือนตุลาคม 2555

3


6. เครื่องมือที่ใช้ ในการศึกษา

ตารางที่ 1 แบบแผนการทดลอง

กลุ่ม กลุ่มทดลอง กลุ่มควบคุม

ก่อนทดลอง R R

O1 O3

หลังทดลอง X 1 X 2

O2 O4

O1 O3 แทน การประเมินความรู้ก่อนทดลอง ของกลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลอง O2 O4 แทน การประเมินความรู้ หลังทดลอง ของกลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลอง X1 แทน สื่อแผ่นพับข้อมูลการปฏิบัติก่อนผ่าตัด และให้ยาระงับความรู้สึกทั่วไป และเฉพาะที่ X2 แทน การเยี่ยมให้ข้อมูลการปฏิบัติ ก่อนการ ระงับความรู้สึก ก่อนการผ่าตัด 1 วัน R แทน การสุ่มเข้ากลุ่มทดลอง/ กลุ่มควบคุม (Random Assignment) เกณฑ์การคัดเข้า (inclusion criteria) 1) เป็น ผู้ป่วยอายุ 18 ปี ขึ้นไป ที่เข้ามารับการผ่าตัดแบบนัด ล่วงหน้าที่ได้รับการเตรียมก่อนผ่าตัด 1 วัน 2) ได้รับ การให้ยาระงับความรู้สึกแบบทั่วไปหรือได้รับยาระงับ ความรู้สึกเฉพาะที่เป็นครั้งแรก 3) สามารถสื่อสาร โดยการได้ยินอ่านออกเขียนได้ และ 4) เป็นผู้ยินยอม เข้าร่วมการวิจัย

5. การก�ำหนดขนาดตัวอย่าง โดยใช้สูตร อ�ำนาจการทดสอบ (Power of Analysis) ก�ำหนดระดับความเชื่อมั่น 95% อ�ำนาจการทดสอบ (1-β) เท่ากับ 0.80 ค�ำนวณขนาดอิทธิพล (d) จาก การศึกษาของชญานิศ ชอบอรุณสิทธิ 6 ตามสูตรของ Glass 7 แล้วน�ำไปหาขนาดอิทธิพล (f) ตามหลักสถิติ ANCOVA โดย f = d/2 (Cohen, 1988) ได้ค่า f = 1.097 ซึ่งเป็นค่าอิทธิพลขนาดใหญ่ ได้ขนาดตัวอย่าง รวมทั้งหมด 100 ราย โดยมีกลุ่มตัวอย่างแบ่งออกเป็น กลุ่มทดลองคือ กลุ่มได้รับสื่อแผ่นพับแบ่งเป็นได้รับ ระงับความรู้สึกแบบทั่วไป และเฉพาะที่ กลุ่มละ 25 ราย กลุ่มควบคุมคือกลุ่มควบคุมที่ได้รับการเยี่ยมทั้งที่ได้ยา ระงับความรู้สึกแบบทั่วไป และยาระงับความรู้สึกเฉพาะ ที่ กลุ่มละ 25 ราย 4

วารสารโรงพยาบาลร้อยเอ็ด, กาฬสินธุ์, มหาสารคาม

ประกอบไปด้วย 3 ส่วน คือ 1) เครื่องมือที่ใช้ ในการวิจัย คือ 1) สื่อแผ่นพับ ค�ำแนะน�ำก่อนได้รบั การระงับความรูส้ กึ แบบทัว่ ไป/เฉพาะ ที่ ซึ่งผู้วิจัยศึกษาและทบทวนจากทฤษฎีการดูแลผู้ป่วย ก่อนผ่าตัด และเอกสารงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง จ�ำนวน 10 ข้อ โดยมี 3 ตัวเลือกคือ ใช่ ไม่ใช่ และไม่ทราบ มีความ เที่ยงของการสอดคล้องภายในด้วยสูตร KR20 เท่ากับ 0.75 และ 0.70 ตามล�ำดับ และวิสัญญีพยาบาลผู้เยี่ยม ให้ข้อมูลการปฏิบัติก่อนการได้รับการระงับความรู้สึก ก่อนการผ่าตัด 1 วัน 2) เครื่องมือที่ ใช้ ในการเก็บ รวบรวมข้อมูล ประกอบไปด้วย แบบบันทึกข้อมูลส่วน บุคคล แบบบันทึกข้อมูลเกี่ยวกับการผ่าตัด

7. การเก็บรวบรวมข้อมูล ท�ำภายหลังได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการจริยธรรม การวิจัยโรงพยาบาลร้อยเอ็ดแล้ว ดังนี้ กลุ่มควบคุม ท�ำแบบทดสอบระดับความรู้การ ปฏิบัติตัวก่อนได้รับค�ำแนะน�ำ วิสัญญีพยาบาลพบกลุ่ม ตัวอย่างก่อนผ่าตัด 1 วันลงบันทึกข้อมูลส่วนบุคคล และ การรักษาหลังจากนั้นวิสัญญีพยาบาลให้ค�ำแนะน�ำปฏิบัติ ตัวก่อนการระงับความรู้สึกและให้กลุ่มตัวอย่างท�ำแบบ ทดสอบหลังการสอน กลุ่มทดลอง ท�ำแบบทดสอบระดับความรู้การ ปฏิบัติตัวก่อนได้รับค�ำแนะน�ำ ลงบันทึกข้อมูลส่วนบุคคล และการรั ก ษา จากนั้ น แจกสื่ อ แผ่ น พั บ ค� ำ แนะน� ำการ ปฏิบัติตัวก่อนการระงับความรู้สึกและให้กลุ่มตัวอย่างท�ำ แบบทดสอบหลังการสอน

8. การวิเคราะห์ข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูลทั่วไป ในรูปค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบน มาตรฐาน ค่ามัธยฐาน ค่าสูงสุด ค่าต�่ำสุด แจกแจงความถี่ และค่าร้อยละ วิเคราะห์ความต่างของค่าเฉลี่ยคะแนน ความรู้ตัวก่อนและหลังการทดลองภายในกลุ่มควบคุม และกลุ่มทดลอง โดยใช้สถิติ Dependent t test และ วิเคราะห์ความต่างของค่าเฉลี่ยคะแนนความรู้ก่อนและ หลังการทดลอง ระหว่างกลุม่ ควบคุมกับกลุม่ ทดลอง โดย ใช้สถิติ Independent t test และช่วงเชื่อมั่น 95%


9. ผลการวิจัย 9.1 ข้อมูลทั่วไปของกลุ่มตัวอย่าง ในกลุ่มผู้ป่วยที่ได้รับยาระงับความรู้สึกแบบทั่วไป พบว่า กลุ่มควบคุมส่วนใหญ่เป็นเพศชายร้อยละ 52 อายุระหว่าง 31-40 ปี (มัธยฐาน 43 ปี สูงสุด 68 ปีต�่ำสุด 24 ปี) กลุ่มทดลองส่วนใหญ่เป็นเพศชาย ร้อยละ 60 มีอายุระหว่าง 20-30 ปี (มัธยฐาน 38 ปี สูงสุด 67 ปี ต�่ำสุด 18 ปี) ส�ำหรับข้อมูลลักษณะอื่นๆ พบว่า ทั้งสองกลุ่มมีสถานภาพคู่ทั้งหมด กลุ่มควบคุมมีอาชีพเกษตรกรมากที่สุด ร้อยละ 64 ส่วนกลุ่มทดลองมีอาชีพ รับจ้างมากที่สุด ร้อยละ 56 ระดับการศึกษากลุ่มควบคุมอยู่ในระดับประถมศึกษามากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 40 กลุ่มทดลองมัธยมศึกษาร้อยละ 40 สิทธิการรักษาทั้งกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมใช้บัตรทองมากที่สุดร้อยละ 84 และ 60 ตามล�ำดับ เป็นการผ่าตัดทางศัลยกรรมมากที่สุด ทั้งสองกลุ่มคิดเป็นร้อยละ 52 และ 48 ตามล�ำดับ คะแนนเฉลี่ยความรู้ก่อนการทดลองของกลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลอง เท่ากับ 5.8 (S.D. = 1.8) และ 6.12 (S.D. = 1.5) คะแนนเฉลี่ยความรู้หลังการทดลองเท่ากับ 8.0 คะแนน (S.D. = 1.1) และ 8.1 คะแนน (S.D. = 0.9) ในกลุ ่ ม ที่ ไ ด้ รั บ ยาระงั บ ความรู ้ สึ ก เฉพาะที่ พบว่ า กลุ ่ ม ควบคุ ม ส่ ว นใหญ่ เ ป็ น เพศชายอายุ ร ะหว่ า ง 31-40 ปี และ 51-60 ปี ร้อยละ 24 (มัธยฐาน 43 ปี สูงสุด: ต�่ำสุด 74:18 ) กลุ่มทดลองส่ว���ใหญ่เป็นเพศชาย มีอายุระหว่าง 21- 30 ปี และ 51-60 ปี ร้อยละ 24 (มัธยฐาน 48 ปี สูงสุด : ต�่ำสุด 74:18 ) ส�ำหรับข้อมูลลักษณะ อื่นๆ พบว่าทั้งสองกลุ่มส่วนใหญ่สถานภาพโสดร้อยละ 56 และ 52 ตามล�ำดับ กลุ่มควบคุมมีอาชีพเกษตรกร มากที่สุด ร้อยละ 48 ส่วนกลุ่มทดลองมีอาชีพรับจ้างมากที่สุด ร้อยละ 44 ระดับการศึกษาทั้งสองกลุ่มอยู่ในระดับ ประถมศึกษามากที่สุด คิดเป็น ร้อยละ 52 และ 44 ตามล�ำดับ สิทธิการรักษาทั้งกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม ใช้บัตรทองมากที่สุดร้อยละ 76 และ 74 ตามล�ำดับ เป็นการผ่าตัดทางศัลยกรรมมากที่สุด ทั้งสองกลุ่มคิดเป็น ร้อยละ 56 และ 48 ตามล�ำดับ คะแนนเฉลี่ยความรู้ก่อนการทดลองของกลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลอง เท่ากับ 6.2 (S.D. = 1.1) และ 6.0 (S.D. = 1.2) คะแนนเฉลี่ยความรู้หลังการทดลองเท่ากับ 8.3 คะแนน (S.D. = 0.9) และ 8.4 คะแนน (S.D. = 0.7) ตามล�ำดับ ดังรายละเอียดในตารางที่ 2 ตารางที่ 2 จ�ำนวนและร้อยละของกลุ่มตัวอย่างจ�ำแนกตามข้อมูลทั่วไป

ตัวแปร

ยาระงับความรู้สึกทั่วไป กลุ่มควบคุม กลุ่มทดลอง

ยาระงับความรู้สึกเฉพาะที่ กลุ่มควบคุม กลุ่มทดลอง

1. เพศ ชาย หญิง

13.0(52.0) 12.0(48.0)

15.0(60.0) 10(40.0)

14.0(56.0) 11.0(44.0)

14.0(56.0) 11.0(44.0)

2. อายุ น้อยกว่าเท่ากับ 20 ปี 21 – 30 ปี 31 – 40 ปี 41 – 50 ปี 51 – 60 ปี ตั้งแต่ 60 ปี ขึ้นไป ค่ามัธยฐาน (สูงสุด : ต�่ำสุด)

0.0(0.0) 4.0(16.0) 8.0(32.0) 5.0(20.0) 5.0(20.0) 3.0(12.0) 43.0(68:24)

2.0(8.0) 7.0(28.0) 5.0(20.0) 2.0(8.0) 6.0(24.0) 3.0(12.0) 38.0(67:16)

2.0(8.0) 2.0(8.0) 6.0(24.0) 5.0(20.0) 6.0(24.0) 4.0(16.0) 43.0(78:18)

2.0(8.0) 2.0(8.0) 6.0(24.0) 5.0(20.0) 6.0(24.0) 4.0(16.0) 43.0(78:18)

ปีที่ 19 ฉบับที่ 1 ประจำ�เดือนตุลาคม 2555

5


ตารางที่ 2 จ�ำนวนและร้อยละของกลุ่มตัวอย่างจ�ำแนกตามข้อมูลทั่วไป (ต่อ)

ตัวแปร

ยาระงับความรู้สึกทั่วไป กลุ่มควบคุม กลุ่มทดลอง

ยาระงับความรู้สึกเฉพาะที่ กลุ่มควบคุม กลุ่มทดลอง

3. สถานภาพ 14.0(56.0) 0.0(0.0) โสด 0.0(0.0) 25.0(100.0) 2.05(100.0) 11.0(44.0) คู่

13.0(520) 12.0(48.0)

4. อาชีพ รับราชการ ค้าขาย/ธุรกิจส่วนตัว รับจ้าง เกษตรกรรม

2.0(12.0) 2.0(12.0) 5.0(12.0) 16.0(12.0)

1.0(4.0) 1.0(4.0) 14.0(56.0) 9.0(36.0)

2.0(8.0) 3.0(12.0) 8.0(32.0) 12.0(48.0)

3.0(12.0) 3.0(12.0) 11.0(44.0) 8.0(32.0)

5. ระดับการศึกษาสูงสุด ประถมศึกษา มัธยมศึกษา/ ปวช. อนุปริญญา/ ปวส. ปริญญาตรีหรือสูงกว่า

10.0(40.0) 9.0(360) 4.0(16.0) 2.0(8.0)

8.0(32.0) 10.0(40.0) 1.0(4.0) 6.0(24.0)

13.0(520) 6.0(24.0) 3.0(12.0) 3.(12.0)

11.0(44.0) 6.0(24.0) 4.0(16.0) 4.(16.0)

6. สิทธิการรักษา เสียเงิน ส่งเบิก บัตรทอง ประกันสังคม

0.0(0.0) 0.00.0) 21.0(84) 4.0(16.0)

0.0(0.0) 0.0(0.0) 15.0(60.0) 10.0(40.0)

0.0(0.0) 3.0(12.0) 19.0(76.0) 3.0(12.0)

0.0(0.0) 4.0(16.0) 18.0(74.0) 3.0(12.0)

7. แผนกที่มาผ่าตัด สูตินรีเวชกรรม ศัลยกรรมทั่วไป ทางเดินปัสสาวะ ศัลยกรรมกระดูก หู คอ จมูก

3.0(12.0) 13.0(52.0) 2.0(8.0) 4.0(16.0) 3.0(12.0)

6.0(24.0) 12.0(48.0) 2.0(8.0) 2.0(8.0) 3.0(12.0)

4.0(16.0) 14.0(56.0) 0.0(0.0) 7.0(28.0) 0.0(0.0)

6.0(24.0) 12.0(48.0) 0.0(0.0) 7.0(28.0) 0.0(0.0)

8. ชนิดการผ่าตัด ผ่าตัดคลอดทางหน้าท้อง Exploratomy Laparotomy ORIF with P/S Debridement อื่นๆ

2.0(8.0) 5.0(20.0) 3.0(12.0) 0.0(0.0) 15.0(60.0)

2.0(8.0) 7.0(28.0) 2.0(8.0) 2.0(8.0) 12.0(48.0)

0.0(0.0) 2.0(8.0) 9.0(36.0) 3.0(12.0) 12.0(48.0)

2.0(8.0) 4.0(16.0) 7.0(28.0) 3.0(12.0) 9.0(36.0)

9. คะแนนความรู้ก่อนการทดลอง ค่าเฉลี่ย (ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน) 5.8(1.8)

6.1(1.5)

6.2(1.1)

6.0(1.2)

10. คะแนนความรู้หลังการทดลอง ค่าเฉลี่ย (ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน) 8.0(1.1)

8.1(0.9)

8.3(0.9)

8.4(0.7)

6

วารสารโรงพยาบาลร้อยเอ็ด, กาฬสินธุ์, มหาสารคาม


9.2 เปรียบเทียบความต่างของค่าเฉลี่ยคะแนนความรู้การปฏิบัติตัวก่อนและหลังการได้รับการระงับ ความรู้สึกทั่วไป/เฉพาะที่ภายในกลุ่มควบคุมกับกลุ่มทดลอง ภายหลังการทดลอง ผลการศึกษาในกลุ่มที่ได้รับยาระงับความรู้สึกแบบทั่วไปพบว่าทั้งกลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยของ คะแนนความรู้หลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลอง และเมื่อเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยคะแนนความรู้หลังการทดลอง ภายในกลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลองพบว่าแตกต่างกันอย่างมีนัยส�ำคัญทางสถิติที่ระดับนัยส�ำคัญ 0.05 โดยเชื่อมั่น 95% ว่าประชากรกลุ่มควบคุมมีค่าเฉลี่ยความต่างคะแนนหลังการทดลองตั้งแต่ -2.9 -1.4 คะแนน และประชากร กลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยความต่างคะแนนหลังการทดลองตั้งแต่ -2.6 ถึง -1.2 คะแนน ผลการศึกษาในกลุ่มที่ ได้รับยาระงับความรู้สึกเฉพาะที่พบว่าทั้งกลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยของ คะแนนความรู้หลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลอง และเมื่อเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยคะแนนความรู้หลังการทดลอง ภายในกลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลองพบว่าแตกต่างกันอย่างมีนัยส�ำคัญทางสถิติที่ระดับนัยส�ำคัญ 0.05 โดยเชื่อมั่น 95% ว่าประชากรกลุ่มควบคุมมีค่าเฉลี่ยความต่างคะแนนหลังการทดลองตั้งแต่ –2.6 ถึง -1.5 คะแนน และประชากร กลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยความต่างคะแนนหลังการทดลองตั้งแต่ -2.9 ถึง -1.9 คะแนน ดังแสดงในตารางที่ 3 ตารางที่ 3 เปรียบเทียบค่าเฉลีย่ คะแนนความรูก้ ารปฏิบตั ติ วั ก่อนและหลังได้รบั การระงับความรูส้ กึ ของกลุม่ ตัวอย่าง ก่อนและหลังการทดลอง ภายในกลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลอง คะแนนความรู้

ก่อนทดลอง หลังทดลอง t χ χ S.D. S.D.

กลุ่มยาระงับความรู้สึกทั่วไป คะแนนความรู้กลุ่มควบคุม คะแนนความรู้กลุ่มทดลอง กลุ่มยาระงับความรู้สึกเฉพาะที่ คะแนนความรู้กลุ่มควบคุม คะแนนความรู้กลุ่มทดลอง

95%CI

p-value

5.8 6.1

1.8 1.5

8.0 8.1

1.1 0.9

-5.81 - 5.78

-2.9 – 1.4 -2.6 – -1.2

0.001 0.001

6.2 6.0

1.1 1.2

8.1 8.4

0.9 0.7

-8.22 -9.29

-2.6 – -1.5 -2.9 – -1.9

0.001 0.001

ที่ระดับนัยส�ำคัญทางสถิติ 0.05 9.3 เปรียบเทียบความต่างของค่าเฉลี่ยคะแนนความรู้การปฏิบัติตัวก่อนและหลังการได้รับการระงับ ความรู้สึก ระหว่างกลุ่มควบคุมกับกลุ่มทดลอง หลังการทดลอง ผลการศึกษาพบว่าเมื่อเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยคะแนนความรู้กลุ่มยาระงับความรู้สึกทั่วไประหว่างกลุ่มควบคุม และกลุ่มทดลองพบว่าไม่แตกต่างกันที่ระดับนัยส�ำคัญ 0.05 โดยเชื่อมั่น 95% มีความแตกต่างดังกล่าวในประชากร เป็นไปได้ตั้งแต่กลุ่มควบคุมหรือกลุ่มมีค่าเฉลี่ยความต่างคะแนนหลังการทดลองตั้งแต่ -0.7 ถึง 0.5 คะแนน ผลการศึกษาพบว่าเมื่อเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยคะแนนความรู้กลุ่มยาระงับความรู้สึกเฉพาะที่ระหว่างกลุ่มควบคุม และกลุ่มทดลองพบว่าไม่แตกต่างกันที่ระดับนัยส�ำคัญ 0.05 โดยเชื่อมั่น 95% มีความแตกต่างดังกล่าวในประชากร เป็นไปได้ตั้งแต่กลุ่มควบคุมหรือกลุ่มมีค่าเฉลี่ยความต่างคะแนนหลังการทดลองตั้งแต่ -0.5 ถึง -0.4คะแนน ดังรายละเอียดในตารางที่ 4 ปีที่ 19 ฉบับที่ 1 ประจำ�เดือนตุลาคม 2555

7


ตารางที่ 4 เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยคะแนนความรู้การปฏิบัติตัวก่อนและหลังการหลังได้รับการระงับความรู้สึก ภายหลังการทดลองระหว่างกลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลอง คะแนนความรู้

กลุ่มควบคุม กลุ่มทดลอง t χ χ S.D. S.D.

กลุ่มยาระงับความรู้สึกทั่วไป กลุ่มยาระงับความรู้สึกเฉพาะที่

8.0 8.1

1.1 0.9

8.1 8.4

0.9 0.7

-0.27 -0.35

95%CI

p-value

-0.7 – 0.5 -0.5 – 0.4

0.78 0.73

ที่ระดับนัยส�ำคัญทางสถิติ 0.05

10. อภิปรายผลการวิจัย จากผลการศึกษาและการวิเคราะห์ข้อมูล สามารถ อธิบายตามสมมติฐานที่ตั้งไว้ ดังนี้ สมมติฐานที่ 1 คะแนนความรู้ของกลุ่มตัวอย่าง ภายหลั ง การทดลองของกลุ ่ ม ทดลองไม่ แ ตกต่ า งจาก คะแนนความรู้ของกลุ่มควบคุม การศึกษาครั้งนี้พบว่ากลุ่มตัวอย่างในกลุ่มทดลอง ทั้งที่ได้รับยาระงับความรู้สึกแบบทั่วไปและได้รับยาระงับ ความรู้สึกเฉพาะที่ มีค่าเฉลี่ยคะแนนความรู้ ไม่แตกต่าง กลุ่มควบคุม ที่ระดับนัยส�ำคัญทางสถิติ 0.05 เป็นไป ตามสมมติฐานที่ตั้งไว้ อธิบายได้ว่า ผู้ป่วยส่วนใหญ่ที่มา รับการผ่าตัดจะได้รับข้อมูลการปฏิบัติตนจากพยาบาล โดยจะได้รับค�ำแนะน�ำการปฏิบัติตัวก่อนและหลังผ่าตัด โดยใช้ระยะเวลาสั้นๆ เนื่องจากข้อจ�ำกัดจากบุคลากร มีจ�ำนวนน้อยเมื่อเทียบกับจ�ำนวนผู้ป่วยที่มารับการผ่าตัด รวมทั้งเป็นการให้ค�ำแนะน�ำด้วยวาจา ไม่มีสื่อประกอบ และเป็นวิธีการให้ความรู้ทางเดียวหรือให้ข้อมูลตามแต่ โอกาสจะอ�ำนวย วิธีการให้ค�ำแนะน�ำเป็นไปอย่างเร่งรีบ เพื่อให้บริการทันต่อเวลา ท�ำให้ผู้ป่วยไม่มีโอกาสซักถาม ในสิ่งที่สงสัยหรือไม่เข้าใจได้ตามต้องการ ส่วนการให้ ความรู้ โดยใช้สื่อข้อมูลค�ำแนะน�ำก่อนผ่าตัดและให้ยา ระงับความรู้สึกเป็นวิธีการที่ปรับเปลี่ยนขึ้นมาในกรณีที่ ผู้ป่วยไม่ ได้รับการเยี่ยมจากวิสัญญีพยาบาล ซึ่งเนื้อหา ของสื่อประกอบด้วยค�ำแนะน�ำการปฏิบัติก่อน และหลัง

8

วารสารโรงพยาบาลร้อยเอ็ด, กาฬสินธุ์, มหาสารคาม

การผ่าตัดและได้รับยาระงับความรู้สึก ซึ่งผู้ศึกษาได้ ชี้แจงวัตถุประสงค์ ขั้นตอนการศึกษา ระยะเวลาในการ ศึ ก ษาและขอความร่ ว มมื อ จากกลุ ่ ม ตั ว อย่ า งเข้ า ร่ ว ม โครงการ และการศึ ก ษาครั้ ง นี้ ผู ้ ศึ ก ษาได้ ส ร้ า งและ เสนอตัวแบบแนวคิดการเรียนรู้ของบลูม 10 กระบวนการ เกิดความรู้น�ำไปสู่ความเข้าใจและน�ำไปใช้ โดยผ่านการ วิ เ คราะห์ แ ละสั ง เคราะห์ ต ามขั้ น ตอนที่ ชั ด เจน โดยชี้ ให้เห็นว่าความรู้เป็นขั้นตอนแรกในการที่สมองรับเอา ข้อมูลเข้ามาเก็บไว้ ในระบบความจ�ำ จากนั้นในขั้นตอน ที่สองจะเป็นขั้นตอนของความเข้าใจในความหมายจาก ข้อมูลของความรู้นั้นๆ จนถึงขั้นถ่ายทอดหรือสื่อความ หมายให้ผู้อื่นรับรู้ต่อไปได้ แล้วจึงมาถึงขั้นน�ำความรู้ ไปใช้จากความเข้าใจด้วยการวิเคราะห์ สังเคราะห์ และ ประเมินผลต่อไป จึงไม่สามารถแยกอธิบายเรื่องความรู้ และความเข้าใจจากกันได้ การที่จะให้ผู้รับบริการมีความสามารถในการดูแล ตนเองนั้น การให้ความรู้ที่ถูกต้อง สุรีย์ จันทโมลี 11 (2543) กล่าวว่าวิธีการสอนเป็นวิธีที่ดีและเหมาะสมในการให้ ความรู้เกี่ยวกับการดูแลตนเอง ซึ่งการสอนหรือการให้ ค� ำ แนะน� ำ แก่ ผู ้ ม ารั บ บริ ก ารเป็ น บทบาทที่ ส� ำ คั ญ ยิ่ ง อย่างหนึ่งของพยาบาล (นที เกื้อกูลกิจการ 12 2541) แต่ ในการสอนที่จะให้เกิดการเรียนรู้ และความเข้าใจที่ดีขึ้น ควรมีการน�ำสื่อการสอนต่างๆ มาใช้ด้วย เพื่อเป็นการ พัฒนาประสิทธิภาพในการสอนเป็นการเพิม่ ประสบการณ์ ให้ กั บ ผู ้ เ รี ย นช่ ว ยเปลี่ ย นประสบการณ์ จ ากนามธรรม


เป็นรูปธรรม และยังช่วยให้เกิดการเรียนรู้ที่ถูกต้องซึ่ง จะมีผลต่อการปฏิบัติสื่อแผ่นพับ มีข้อดีหลายประการ ที่เห็นได้ชัดเจนก็คือสามารถอ่านซ�้ำเมื่อผู้เรียนไม่เข้าใจ หรือเพื่อทบทวน (กิดานันท์ มลิทอง 13 2550) ซึ่งการ วิ จั ย พบว่ า มนุ ษ ย์ เ รี ย นรู ้ ผ ่ า นประสาทสั ม ผั ส ทางตาถึ ง ร้อยละ 83 ทางหูร้อยละ 11 ดังนั้นการใช้สื่อแผ่นพับ ในการสอนจัดเป็นสื่อที่ผ่านทางประสาทสัมผัสทางตา จึงเป็นการจัดให้ผู้เรียนได้รับประสบการณ์ที่ใกล้เคียงกับ สภาพความเป็ น จริ ง มากที่ สุ ด นอกจากนี้ สื่ อ แผ่ น พั บ ยังเป็นสื่อที่สะดวกในการใช้งาน และสามารถแสดง ให้เห็นขั้นตอนต่างๆ อย่างละเอียด ทั้งยังช่วยให้ผู้เรียน ได้ รั บ เนื้ อ หาครบถ้ ว นคงที่ ซึ่ ง จะส่ ง ผลให้ ก ารเรี ย นรู ้ มี ประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นสามารถดึงดูดความสนใจของ ผู้เรียนได้ดี ช่วยแบ่งเบาภาระของการสอนของพยาบาล และประสิทธิภาพไม่แตกต่างจาการให้ความรู้จากพยาบาล ที่มีข้อจ�ำกัดด้านเวลา สมมติฐานที่ 2 คะแนนความรู้ของกลุ่มตัวอย่าง ภายหลั ง การทดลองมากกว่ า คะแนนความรู ้ ก ่ อ นการ ทดลอง การศึกษาครั้งนี้พบว่ากลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม มีคะแนนความรูห้ ลังการทดลองสูงกว่าการทดลองทัง้ สอง กลุ่มและระดับความรู้อยู่ในระดับสูง คือ อธิบายได้ว่า ผู้ป่วยที่มารับการผ่าตัดย่อมมีความวิตกกังวลและขาด ความรู้ ในเรื่องการปฏิบัติตนเมื่อได้รับค�ำแนะน�ำไม่ว่า จะเป็นจากการเยี่ยมก่อนผ่าตัดหรือสื่อค�ำแนะน�ำก่อน ผ่าตัด ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้ป่วยต้องเผชิญดังนั้นผู้ป่วยจึงมี ความสนใจในสิง่ คุกคามทีจ่ ะเกิดขึน้ กับตนเอง สอดคล้อง กับผลการศึกษาของศิริพร ยุทธวราภรณ์ และคณะ 8 ที่ศึกษาผลการให้ความรู้ ในการปฏิบัติตัวภายหลังการ ได้รับยาระงับความรู้สึกทางช่องไขสันหลังก่อนผ่าตัด 1 วัน พบว่าระดับความรู้สูงกว่าก่อนให้ความรู้อย่างมีนัย ส�ำคัญทางสถิติ และสอดคล้องกับคงศักดิ์ เตชะวิบูลย์ผล และคณะ 14 (2554) ศึกษาผลของการให้ความรูท้ างวิดที ศั น์

ร่ ว มกั บ การอธิ บ ายต่ อ ภาวะความวิ ต กกั ง วลของหญิ ง ที่รอผ่าตัดคลอด กลุ่มตัวอย่างคือมารดาที่เข้ารับการ ผ่าตัดคลอดแบบไม่เร่งด่วน ทั้งหมด 93 คน พบว่า คะแนนความวิตกกังวลของกลุม่ ทดลองขณะทีอ่ ยู่ในห้อง ผ่าตัดลดลงอย่างมีนยั ส�ำคัญ และสอดคล้องกับการศึกษา ของยุวดี วัดแก้ว 9 (2549) ศึกษาผลของการเยี่ยมของ พยาบาลห้องผ่าตัดที่มีต่อความรู้เกี่ยวกับการปฏิบัติตัว และความวิตกกังวลของผู้ป่วยที่มารับการผ่าตัดใหญ่ พบว่าความรู้ภายหลังการเยี่ยมทั้งการเยี่ยมแบบเดิมและ การเยี่ยมอย่างมีแบบแผนสูงกว่าก่อนเยี่ยมอย่างมีนัย ส�ำคัญทางสถิติ แต่เมื่อเปรียบเทียบความแตกต่างระดับ ความรู้ระหว่างกลุ่มพบว่าไม่แตกต่างกัน นอกจากนี้ยังพบอีกว่า ในกลุ่มของผู้ป่วยได้รับยา ระงับความรู้สึกแบบทั่วไป/เฉพาะที่ ก่อนการทดลอง ข้ อ ค� ำ ถามที่ ต อบผิ ด มากที่ สุ ด คื อ ในผู ้ ป ่ ว ยที่ มี โ รค ประจ� ำตั ว เมื่ อ ต้ อ งได้ รั บ การงดน�้ ำงดอาหารจะต้ อ งงด การรับประทานยาในเช้าวันผ่าตัดด้วย และการฉีดยาชา เฉพาะที่จะท�ำให้ชาช่วงล่างของล�ำตัว ท�ำผ่าตัดได้ โดย ผู้ป่วยไม่เจ็บ ตามล�ำดับ แต่ภายหลังการทดลองพบว่า กลุ่มตัวอย่างสามารถตอบได้มากขึ้นทั้งในกลุ่มควบคุม และกลุ่มทดลองนั่นแสดงว่า ภายหลังการได้รับค�ำแนะน�ำ ด้ ว ยสื่ อ แผ่ น พั บ และการเยี่ ย มก่ อ นผ่ า ตั ด โดยวิ สั ญ ญี พยาบาลผู้ป่วยมีความรู้ ในการปฏิบัติเพิ่มขึ้น

11. ข้อเสนอแนะ สามารถน�ำสื่อแผ่นพับค�ำแนะน�ำก่อนให้การระงับ ความรู ้ สึ ก นี้ ไ ปใช้ กั บ ผู ้ ป ่ ว ยก่ อ นผ่ า ตั ด ได้ ในกรณี ที่ ผู้ป่วยไม่ได้รับการเยี่ยมก่อนผ่าตัด 1 วัน เพื่อให้ผู้ป่วย มี ค วามรู ้ ค วามเข้ า ใจและลดความวิ ต กกั ง วลในการ ปฏิบัติตนก่อนผ่าตัดและให้ยาระงับความรู้สึก และจัดท�ำ แนวทางสื่อข้อมูลค�ำแนะน�ำก่อนผ่าตัดและให้ยาระงับ ความรู้สึกนี้ไปใช้กับผู้ป่วยก่อนผ่าตัดเฉพาะโรค

❍❍❍❍❍❍❍❍❍❍

ปีที่ 19 ฉบับที่ 1 ประจำ�เดือนตุลาคม 2555

9


กิตติกรรมประกาศ ขอขอบพระคุณ ผู้อ�ำนวยการโรงพยาบาลร้อยเอ็ด ที่ให้งบประมาณในการด�ำเนินงานครั้งนี้ และ ขอขอบพระคุณบุคคล องค์กรต่างๆ ที่ไม่ได้กล่าวนามที่ให้การสนับสนุนการด�ำเนินงานไว้ ณ ที่นี้ด้วย

❍❍❍❍❍❍❍❍❍❍

• เอกสารอ้างอิง • 1. Khan F, Nazir S. (2007). Assessment of preoperative anxiety in patients for elective surgery. J Anesth Clin Pharmacology. 23(3): 259-62. 2. รัชนี ไตรยะวงศ์. (2554). ผลของดนตรีต่อระดับความวิตกกังวลของผู้ป่วยในขณะเข้ารับการผ่าตัด ทางออร์ โธปิดิกส์ด้วยการฉีดยาชาเข้าช่องไขสันหลัง. วิสัญญีสาร.37(14): 206-16. 3. อุบลรัตน์ ดีพร้อม. (2546). ผลการสร้างจินตภาพต่อความวิตกกังวลของผู้ป่วยมะเร็งเต้านมก่อนผ่าตัด. วิทยานิพนธ์ปริญญาพยาบาลศาสตร์มหาบัณฑิต สาขาการพยาบาลผู้ ใหญ่ บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัย ขอนแก่น. 4. กันยา ออประเสริฐ. (2543). กลยุทธ์ ในการเยี่ยมผู้ป่วยก่อนผ่าตัด. วารสารพยาบาลห้องผ่าตัด แห่งประเทศไทย. 5(1) 1-4. 5. เพ็ญพร ต่อสกุลแก้ว. (2541). ประสิทธิผลของสื่อคู่มือ การดูแลตนเองก่อนและหลังผ่าตัด ต่อระดับ ความรู้ ทัศนคติ และความวิตกกังวลของผู้ป่วยก่อนผ่าตัด. วิทยานิพนธ์ปริญญาวิทยาศาสตร์ มหาบัณฑิตสาขาพยาบาลสาสตร์ บัณฑิตวิทยาลัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. 6. Chobarunsitii C. (2007). Effect of self – efficacy enhancement of patients post abdominal surgery recovery at Phaphutabath hospital Sareburi. Unpublish master’ s thesis Mahidol University Bangkok Thaiand. 7. บุญใจ ศรีสถิตนรากูล. (2550). ระเบียบวิธีวิจัยแนวทางสู่ความส�ำเร็จ. กรุงเทพฯ 8. ศิริพร ยุทธวราภรณ์ และคณะ (2549). ผลของการให้ความรู้เรื่องการปฏิบัติตัวในผู้ป่วยที่ ได้รับยา ระงับความรู้สึกทางไขสันหลังในโรงพยาบาลเลิดสิน วารสารโรงพยาบาลเลิดสิน. 125 -132. 9. ยุวดี วัดแก้ว. (2547). ผลการเยี่ยมของพยาบาลห้องผ่าตัดที่มีต่อความรู้และความวิตกกังวลของ ผู้ป่วยที่มารับการผ่าตัดใหญ่ โรงพยาบาลพระจอมเกล้า จังหวัดเพชรบุรี. 10. Benjamin, S Bloom. (1986). Learning for mastery. Evaluation comment. Center for the study of instruction program. University of California at Los Angelis. Vol 2: 47-62. 11. สุรีย์ จันทรโมรี. (2543). กลวิธีทางสุขภาพ. กรุงเทพฯ. 12. นที เกื้อกูลกิจการ. (2541) การสอนผู้รับบริการในโรงพยาบาล. สงขลา: ชานเมืองการพิมพ์ 13. กิดานันท์ มลิทอง (2550). ระบบประเมินคุณภาพการศึกษาแห่งชาติ. กรุงเทพฯ ส�ำนักงานคณะกรรมการ การศึกษาแห่งชาติ ส�ำนักนายกรัฐมนตรี. 14. คงศักดิ์ เตชะวิบูลย์ผลและคณะ. (2554) ผลของการให้ความรู้ทางวีดิทัศน์ร่วมกับการอธิบายต่อภาวะ ความวิตกกังวลของหญิงที่รอผ่าตัดคลอด. วิสัญญีสาร. 38(14): 206-16.

10

วารสารโรงพยาบาลร้อยเอ็ด, กาฬสินธุ์, มหาสารคาม


Expected Needs for Nursing Care and Care Received Among Patients who Received Spinal Anesthesia in Recovery Room at Roi - Et Hospital.

ความต้องการการพยาบาลที่คาดหวังและการพยาบาลที่ ได้รับจริงของผู้ป่วยหลังผ่าตัด ที่ ได้รับยาระงับความรู้สึกทางช่องไขสันหลังในห้องพักฟื้น โรงพยาบาลร้อยเอ็ด ••••••••••••••••••••••••••• Somchit Martphol, Ueamporn Summart & Panida Sutthiprapa สมจิต มาตผล*, เอื้อมพร สุ่มมาตย์*, และพนิดา สุทธิประภา*

ABSTRACT This descriptive study was done in Roi-Et Hospital and aimed to compare Expected Needs for Nursing Care and Care Received Among Patients who received spinal anesthesia. The purposes of this research was to examine the expected needs for nursing care and care received among patients during spinal anesthesia in recovery room at Roi-Et Hospital. The samples were taken by simple random sampling from operation’s schedule 110 postoperative patients who received elective surgeries, under spinal anesthesia and admitted in recovery room after their surgeries. Research instruments used for data collection consisted of two parts of questionnaires: demographic data, and expected needs for nursing care and care received which was developed by Chanreung Taepin’s research. Data were analyzed using descriptive statistics in term frequency percent means, standard deviation, and interferential statistics in term dependent t-test. Findings are described as follow: 1. Total expected needs for nursing care among patients in the recovery room were at a high level. ( χ = 2.48, S.D. = 0.63) The physicals, safety, love, esteem and self-actualization expected needs for nursing care were at a high level 2. Total nursing care received among patients in the recovery room were at a high level. χ ( =2.81, S.D. = 0.63) The physicals, safety, love, esteem and self-actualization nursing care received were all at a high level. 3. There was a statistically significant difference between expected needs for nursing and care received among patients in the recovery room in all aspects, physicals, safety, love, esteem and self-actualization at the level of .001. The results of this study provided post-anesthesia nurses with information, which will help them to realize the importance of nursing needs among patients in the recovery room. Anesthetist in the recovery room could use the data and results from this study to develop an evidence based practice guideline in nursing care for patients in recovery room. Keywords : spinal anesthesia, expected needs for nursing care. * กลุ่มงานการพยาบาลวิสัญญี โรงพยาบาลร้อยเอ็ด ปีที่ 19 ฉบับที่ 1 ประจำ�เดือนตุลาคม 2555

11


บทคัดย่อ เพื่อพัฒนาคุณภาพบริการทางวิสัญญีของโรงพยาบาลร้อยเอ็ดให้มีมาตรฐานยิ่งขึ้นจึงศึกษาเปรียบเทียบความ ต้องการการพยาบาลที่คาดหวัง และการพยาบาลที่ได้รับจริงของผู้ป่วยที่ได้รับยาระงับความรู้สึกเข้าทางช่องไขสันหลัง การศึกษาครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความต้องการการพยาบาลที่คาดหวัง และการพยาบาลที่ได้รับจริง ของผู้ป่วยภายหลังการให้ยาระงับความรู้สึกเข้าทางช่องไขสันหลังในห้องพักฟื้น โรงพยาบาลร้อยเอ็ด ท�ำการเลือกกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ ในการศึกษาโดยการสุ่มอย่างง่ายจากรายชื่อ ผู้ป่วยหลังผ่าตัดและให้ยาระงับ ความรู้สึกทางช่องไขสันหลังในโรงพยาบาลร้อยเอ็ด จ�ำนวน 110 ราย เครือ่ งมือที่ใช้ ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถาม ซึง่ ประกอบด้วย 2 ส่วนคือ ข้อมูลทัว่ ไป แบบสัมภาษณ์ การพยาบาลที่คาดหวังและการพยาบาลที่ ได้รับจริง ที่ผู้วิจัยดัดแปลงมาจากการศึกษาของ จันทร์เรือง เตปิน วิเคราะห์ข้อมูลส่วนบุคคลโดยใช้สถิติพรรณนาได้แก่ การแจกแจงความถี่ ร้อยละค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติเชิงอนุมาน คือ Dependent t test ผลการศึกษาพบว่า 1. ความต้องการการพยาบาลที่คาดหวังของผู้ป่วยขณะอยู่ในห้องพักฟื้นโดยรวมอยู่ในระดับมาก โดยมีค่าเฉลี่ย เท่ากับ 2.48 (S.D. = 0.63) เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ความต้องการการพยาบาลที่คาดหวังทั้ง 5 ด้าน คือ ความต้องการการพยาบาลที่คาดหวังด้านร่างกาย ด้านความมั่นคงปลอดภัย ความรักความเป็นเจ้าของ การยอมรับ นับถือ และด้านความส�ำเร็จในชีวิตอยู่ในระดับมาก 2. การพยาบาลที่ได้รับจริงของผู้ป่วยขณะอยู่ในห้องพักฟื้นโดยรวมอยู่ในระดับมาก โดยมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 2.81 (S.D. = 0.63) เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ความต้องการการพยาบาลที่คาดหวังทั้ง 5 ด้าน คือ ความ ต้องการการพยาบาลที่คาดหวังด้านร่างกาย ด้านความมั่นคงปลอดภัย ความรักความเป็นเจ้าของ การยอมรับนับถือ และด้านความส�ำเร็จในชีวิตอยู่ในระดับมาก 3. ความต้องการการพยาบาลทีค่ าดหวังและการพยาบาลที่ได้รบั จริงของผูป้ ว่ ยขณะอยู่ในห้องพักฟืน้ ทัง้ โดยรวม และรายด้านมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยส�ำคัญทางสถิติที่ระดับ .001 การศึกษาครั้งนี้ ได้ข้อมูลพื้นฐานส�ำหรับพยาบาลห้องพักฟื้นให้ตระหนักถึงความส�ำคัญของความต้องการ การพยาบาลของผู้ป่วยขณะอยู่ ในห้องพักฟื้น และสามารถน�ำข้อมูลที่ ได้จากการศึกษาครั้งนี้ มาพัฒนาแนวทาง ปฏิบัติตามหลักฐานเชิงประจักษ์ในการดูแลผู้ป่วยในห้องพักฟื้น ค�ำส�ำคัญ : การระงับความรู้สึกทางช่องไขสันหลัง, ความต้องการการพยาบาลที่คาดหวัง ❍❍❍❍❍❍❍❍❍❍

1. ความส�ำคัญของปัญหา ผู้ป่วยหลังผ่าตัดที่ได้รับยาระงับความรู้สึกทางช่อง ไขสันหลัง เมื่อเกิดความวิตกกังวลแล้วจะท�ำให้ภาวะ สมดุลของร่างกายและจิตใจลดลงหรือขาดไป ภาวะขาด ความสมดุลของร่างกายและจิตใจนั้น เมื่อเกิดกับบุคคล ใดแล้วจะท�ำให้บคุ คลนัน้ มีความต้องการเกิดขึน้ เสมอและ จะต้องหาทางตอบสนองความต้องการของตนเอง ให้ ภาวะสมดุลกลับคืนสู่สภาพเดิมเพื่อความอยู่รอดของ 12

วารสารโรงพยาบาลร้อยเอ็ด, กาฬสินธุ์, มหาสารคาม

ชีวิตตนเอง 1 ถ้าความต้องการที่เกิดขึ้นไม่ ได้รับการ ตอบสนองที่เหมาะสมจะเกิดความคับข้องใจ ท�ำให้ ความสามารถในการปรับตัวต่อภาวะเครียดหรือความวิตก กังวลที่มาคุกคามต่อชีวิตลดน้อยลง 2 ความต้องการ จึงเป็นสิ่งจ�ำเป็นต่อการด�ำรงชีวิตของบุคคลโดยเฉพาะ บุคคลที่อยู่ ในภาวะเจ็บป่วยเฉกเช่นผู้ป่วยหลังผ่าตัด ที่ได้รับยาระงับความรู้สึกทางช่องไขสันหลัง ผู้ป่วยต้อง เผชิญภาวะคุกคามต่อความต้องการทั้งทางด้านร่างกาย และจิตใจ เนื่องจากผู้ป่วยรู้สึกตัวตลอดเวลาตั้งแต่อยู่ใน


ห้องผ่าตัดจนกระทั่งออกจากห้องผ่าตัดเข้ามารับการ รักษาในห้องพักฟื้น เหตุการณ์ต่างๆที่ผู้ป่วยรับรู้เป็น ภาวะที่ก่อให้เกิดความเครียด ทั้งทางร่างกายและจิตใจ ซึ่งมีผลกระทบต่อความต้องการของผู้ป่วย ซึ่งผู้ป่วย หรือบุคคลจะมีความรับรู้และแสดงออกถึงความต้องการ ที่ เ หมื อ นกั น หรื อ ต้ อ งการบางอย่ า งแตกต่ า งกั น ไป เนื่องจากองค์ประกอบที่แต���ต่างกันทางเพศ อายุ การ ศึก ษา ภาวะทางสั งคมประสบการณ์ ชีวิตและสภาพ แวดล้อมทางสังคมของผู้ป่วย 3 พยาบาลนับว่าเป็นวิชาชีพที่มีปฏิสัมพันธ์กับผู้ป่วย มากกว่าบุคลากรทางการพยาบาลอื่นๆ จึงเป็นบุคลากร ที่ ผู ้ ป ่ ว ยคาดหวั ง ว่ า จะเป็ น ผู ้ ต อบสนองความต้ อ งการ ของตนให้มากที่สุด ดังนั้นบทบาทส�ำคัญของพยาบาล ในห้องพักฟื้นคือการให้การพยาบาลที่สามารถตอบสนอง ความต้องการของผู้ป่วยโดยเริ่มจากการประเมินเพื่อให้ ทราบถึงความต้องการของผู้ป่วยที่แท้จริง และช่วยเหลือ ให้ผู้ป่วยได้รับการตอบสนองความต้องการนั้นๆ เมื่อ ผู้ป่วยได้รับการตอบสนองตรงตามความต้องการแล้วจะ ช่วยให้ผู้ป่วยสามารถปรับตัว และเผชิญกับภาวะเครียด และภาวะวิกฤติได้ดขี นึ้ ก่อให้เกิดความสมดุลของร่างกาย และจิตใจ แสดงถึงการพยาบาลผู้ป่วยที่มีคุณภาพและ มีประสิทธิภาพ กลุ่มงานการพยาบาลวิสัญญีมีบทบาทหน้าที่ในการ ให้การดูแลผูป้ ว่ ยก่อนผ่าตัด ระหว่างผ่าตัดและหลังผ่าตัด ในห้องพักฟื้นผู้ศึกษาซึ่งเป็นวิสัญญีพยาบาลประจ�ำการ ห้องพักฟื้น โรงพยาบาลร้อยเอ็ดซึ่งเป็นสถานที่ที่เฝ้าระวัง ผู้ป่วยภายหลังการผ่าตัดและได้รับยาระงับความรู้สึก อย่างใกล้ชิด จากสถิติจ�ำนวนผู้ป่วยที่ ได้รับยาระงับ ความรู้สึกทางช่องไขสันหลังปี 2552 และปี 2553 มีจ�ำนวน 1,894 และ 1,728 รายคิดเป็นร้อยละ17.23 และ 15.54 ของผู้ป่วยทั้งหมดที่เข้ารับการดูแลในห้อง พักฟื้น (สถิติห้องพักฟื้น โรงพยาบาลร้อยเอ็ด, 25522553) ผู้ศึกษาซึ่งเป็นวิสัญญีพยาบาลประจ�ำการห้อง พักฟื้นจึงมีความสนใจที่จะศึกษาความต้องการและการ พยาบาลที่ได้รับจริงของผู้ป่วยหลังผ่าตัดที่ได้รับยาระงับ ความรู้สึกทางช่องไขสันหลัง เพื่อใช้เป็นแนวทางส�ำหรับ วิสัญญีพยาบาลห้องพักฟื้นในการให้การพยาบาลได้ตรง ตามความต้องการผู้ป่วยอย่างแท้จริง และเพื่อให้การ พยาบาลผู้ป่วยเกิดประสิทธิภาพตรงตามพันธกิจและ วิ สั ย ทั ศ น์ ข องโรงพยาบาล และกลุ ่ ม การพยาบาล

โรงพยาบาลร้อยเอ็ด ที่ต้องการพัฒนาคุณภาพงานให้ ได้ มาตรฐานเป็นที่ยอมรับแก่ผู้มารับบริการต่อไป

2. วัตถุประสงค์การวิจัย 2.1 ศึกษาความต้องการการพยาบาลที่คาด หวั ง ของผู ้ ป ่ ว ยหลั ง ผ่ า ตั ด ที่ ไ ด้ รั บ ยาระงั บ ความรู ้ สึ ก ทางช่องไขสันหลังขณะอยู่ในห้องพักฟื้น โรงพยาบาล ร้อยเอ็ด 2.2 ศึกษาการพยาบาลที่ได้รับจริงของผู้ป่วย หลังผ่าตัดที่ได้รับยาระงับความรู้สึกทางช่องไขสันหลัง ขณะอยู่ในห้องพักฟื้น โรงพยาบาลร้อยเอ็ด 2.3 เปรียบเทียบการพยาบาลที่ได้รับจริงกับ การพยาบาลที่ ค าดหวั ง ของผู ้ ป ่ ว ยหลั ง ผ่ า ตั ด ที่ ไ ด้ รั บ ยาระงั บ ความรู ้ สึ ก ทางช่ อ งไขสั น หลั ง ขณะอยู ่ ใ นห้ อ ง พักฟื้น โรงพยาบาลร้อยเอ็ด

3. ขอบเขตการวิจัย การศึกษาครั้งนี้เป็นการศึกษาเชิงพรรณนา (Descriptive study) ที่ศึกษาถึงความต้องการการพยาบาลที่คาดหวัง และการพยาบาลที่ได้รับจริงของผู้ป่วยหลังผ่าตัดที่ได้รับ ยาระงับความรู้สึกทางช่องไขสันหลัง โดยศึกษาในผู้ป่วย หลังผ่าตัดที่ได้รับยาระงับความรู้สึกทางช่องไขสันหลัง ระยะ 1 ชั่วโมงแรกหลังผ่าตัดในห้องพักฟื้น โรงพยาบาล ร้อยเอ็ด ระหว่างเดือนมีนาคม 2554 - เดือนมิถุนายน 2554

4. วิธีด�ำเนินการวิจัย ประชากร คือ ผู้ป่วยที่เข้ามารับการ ผ่าตัดทุกระบบ ที่ได้รับการให้ยาระงับความรู้สึกเข้าทางช่องไขสันหลัง ในระยะ 1 ชั่วโมงแรกที่ผู้ป่วยเข้ารับการสังเกตอาการ ในห้องพักฟื้นกลุ่มงานการพยาบาลวิสัญญี โรงพยาบาล ร้อยเอ็ด ระหว่างเดือนมีนาคม 2554 ถึง เดือนมิถุนายน 2554 กลุ่มตัวอย่าง ใช้การก�ำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่าง โดยใช้ ต ารางประมาณอ� ำ นาจการวิ เ คราะห์ ท างสถิ ติ (Power analysis) โดยก�ำหนดระดับความเชือ่ มัน่ ที่ 0.05 ระดับอ�ำนาจการทดสอบ (power) ที่ 0.80 และ ขนาด อิทธิพล (Effect side) ที่ 0.4 จากการเปิดตารางได้ ขนาดกลุ่มตัวอย่างจ�ำนวน 98 ราย (Polit & Hungler, ปีที่ 19 ฉบับที่ 1 ประจำ�เดือนตุลาคม 2555

13


1999) ผู้ศึกษาได้เลือกกลุ่มตัวอย่างไว้ 110 ราย ท�ำการ เลื อ กกลุ ่ ม ตั ว อย่ า งแบบเฉพาะเจาะจง (purposive sampling) โดยก�ำหนดคุณสมบัติของกลุ่มตัวอย่าง ดังนี้ 1) เป็นผู้ป่วยที่มารับการผ่าตัดและได้รับการให้ยาระงับ ความรู้สึกเข้าทางช่องไขสันหลัง 2) มีอายุ 18 ปีขึ้นไป ไม่จ�ำกัดโรคและชนิดการผ่าตัด 3) สามารถพูดสื่อสาร ภาษาไทยได้ 5) มีระดับความรู้สึกตัวดี โดยประเมินจาก ระบบการให้คะแนนของอัลเดรท (Aldrete’ s post anesthetic recovery score ด้านระดับความรู้สึกตัว มีคะแนนเท่ากับ 2 และ 6) เป็นผู้ยินยอมเข้าร่วมการ วิจัย

5. เครื่องมือที่ใช้ ในการวิจัย เครื่องมือที่ใช้ ในการเก็บรวบรวมข้อมูลครั้งนี้ เป็น แบบสัมภาษณ์ความต้องการการพยาบาลที่คาดหวังและ การพยาบาลที่ได้รับจริงของผู้ป่วยภายหลังการได้รับยา ระงับความรู้สึกทางช่องไขสันหลังขณะอยู่ในห้องพักฟื้น ประกอบด้วย 2 ส่วน ดังนี้ ส่วนที่ 1 แบบบันทึกข้อมูลทั่วไปของกลุ่มตัวอย่าง 1.1 แบบบันทึกข้อมูลส่วนบุคคล ประกอบด้วย เลขที่โรงพยาบาล เพศ อายุ สถานภาพสมรส ระดับ การศึกษา อาชีพ และรายได้ต่อเดือน 1.2 แบบบันทึกข้อมูลเกี่ยวกับการเจ็บป่วยและ การรักษาพยาบาล ประกอบด้วย การวินิจฉัยโรค การ ผ่าตัด ประสบการณ์การผ่าตัด การใส่คาสายหรือท่อ ระบาย ระยะเวลาการได้รับยาระงับความรู้สึกทางช่อง ไขสันหลังและระยะเวลาที่อยู่ในห้องพักฟื้น ส่วนที่ 2 แบบสัมภาษณ์การพยาบาลที่คาดหวัง และการพยาบาลที่ได้รับจริง ของผู้ป่วยขณะอยู่ในห้อง พักฟื้น โดยใช้แนวคิดทฤษฎีความต้องการพื้นฐานของ มาสโลว์ แบ่งออกเป็น 5 ด้าน ได้แก่ ด้านร่างกายจ�ำนวน 14 ข้อ ด้านความมั่นคงและปลอดภัยจ�ำนวน 6 ข้อ ด้านความเป็นเจ้าของและความรักจ�ำนวน 7 ข้อ ด้าน การยอมรับนับถือจ�ำนวน 5 ข้อ และด้านความส�ำเร็จ ของชีวิตจ�ำนวน 4 ข้อ โดยลักษณะแบบสอบถามเป็น มาตราส่วนประเมินค่า 4 ระดับ โดยมีเกณฑ์การให้ คะแนนแต่ละระดับ ดังนี้ • ความต้องการการพยาบาลที่คาดหวังมาก ได้ 3 คะแนน 14

วารสารโรงพยาบาลร้อยเอ็ด, กาฬสินธุ์, มหาสารคาม

• ความต้องการการพยาบาลที่คาดหวังปานกลาง ได้ 2 คะแนน • ความต้องการการพยาบาลที่คาดหวังน้อย ได้ 1 คะแนน • ไม่มีความต้องการการพยาบาลที่คาดหวัง ได้ 0 คะแนน

6. การตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือ การหาความตรงด้านเนื้อหาของเครื่องมือ (Content validity) ผู้ศึกษาน�ำแบบสัมภาษณ์ความต้องการการพยาบาล ที่คาดหวัง และการพยาบาลที่ได้รับจริงของผู้ป่วยภาย หลั ง การได้ รั บ ยาระงั บ ความรู ้ สึ ก ทางช่ อ งไขสั น หลั ง ไปตรวจสอบความตรงด้ า นเนื้ อ หาจากผู ้ ท รงคุ ณ วุ ฒิ จ�ำนวน 3 ท่าน ประกอบด้วยอาจารย์พยาบาลจ�ำนวน 1 ท่าน วิสัญญีแพทย์จ�ำนวน 1 ท่าน และวิสัญญีพยาบาล ห้ อ งพั ก ฟื ้ น 1ท่ า น ได้ ค ่ า ดั ช นี ค วามตรงด้ า นเนื้ อ หา (content validity index [CVI]) ของแบบสอบถาม เท่ากับ 0.91 การหาความเชื่อมั่นของเครื่องมือ (Reliability) ผู้ศึกษาน�ำแบบสัมภาษณ์ความต้องการการพยาบาล ที่คาดหวัง และการพยาบาลที่ได้รับจริงของผู้ป่วยภาย หลังการได้รับยาระงับความรู้สึกทางช่องไขสันหลัง ที่ ผ่านการตรวจสอบความตรงด้านเนื้อหาแล้วไปทดสอบ หาความเชื่อมั่นของเครื่องมือ โดยทดสอบใช้กับผู้ป่วย หลั ง ผ่ า ตั ด ที่ มี คุ ณ สมบั ติ ค ล้ า ยคลึ ง กั บ กลุ ่ ม ตั ว อย่ า งที่ ก�ำหนด จ�ำนวน 20 ราย ค�ำนวณหาความเชื่อมั่นโด��� ใช้ สู ต รสั ม ประสิ ท ธิ์ แ อลฟ่ า ครอนบาค (Cronbach’s alpha coefficient) ได้ค่าความเชื่อมั่น 0.78

7. การเก็บรวบรวมข้อมูล ในการศึ ก ษาครั้ ง นี้ ผู ้ ศึ ก ษาได้ ท� ำ การเก็ บ รวบรวม ข้อมูลด้วยตนเอง โดยด�ำเนินการตามขั้นตอน ดังนี้ 7.1 ผู ้ ศึ ก ษาท� ำ หนั ง สื อ ชี้ แ จงวั ต ถุ ป ระสงค์ การศึกษาและขออนุญาตเก็บข้อมูล โดยผ่านการพิจารณา จากคณะกรรมการจริยธรรมและการวิจัย โรงพยาบาล ร้อยเอ็ด


7.2 เมื่อได้รับหนังสืออนุมัติจากคณะกรรมการ จริยธรรมและการวิจัย โรงพยาบาลร้อยเอ็ด ผู้ศึกษา เข้าพบหัวหน้ากลุ่มงานการพยาบาลวิสัญญี เพื่อชี้แจง วัตถุประสงค์การศึกษา ขั้นตอนการรวบรวมข้อมูล และ ขอความร่วมมือในการศึกษา 7.3 ผู้ศึกษาส�ำรวจรายชื่อผู้ป่วยที่จะรับการ ผ่าตัดจากตารางการผ่าตัดก่อนวันผ่าตัด 1 วัน และ ท�ำการเลือกกลุ่มตัวอย่างตามคุณสมบัติที่ก�ำหนดไว้ 7.4 ผู้ศึกษาไปพบกลุ่มตัวอย่างที่หอผู้ป่วย โดย ผูศ้ กึ ษาแนะน�ำตนเอง ชีแ้ จงวัตถุประสงค์ การพิทกั ษ์ สิทธิกลุ่มตัวอย่าง เมื่อกลุ่มตัวอย่างอนุญาตและยินยอม เข้าร่วมการศึกษา ผู้ศึกษาท�ำการสัมภาษณ์กลุ่มตัวอย่าง เกี่ยวกับข้อมูลทั่วไปและความต้องการการพยาบาลที่ คาดหวัง โดยใช้เวลาประมาณ 15-20 นาที 7.5 ภายหลังการผ่าตัดและได้รับการดูแลต่อ เนื่องในห้องพักฟื้น ผู้ศึกษาท�ำการสัมภาษณ์กลุ่มตัวอย่าง ถึงการพยาบาลที่ได้รับจริงขณะอยู่ในห้องพักฟื้น 7.6 ผู้ศึกษาบันทึกข้อมูลเกี่ยวกับการเจ็บป่วย และการรักษาพยาบาลเพิ่มเติม 7.7 ผู้ศึกษาน�ำข้อมูลที่ได้จากกลุ่มตัวอย่างมา ตรวจสอบความสมบู ร ณ์ ข องข้ อ มู ล และน� ำ ข้ อ มู ล ไป วิเคราะห์ทางสถิติ

8. การวิเคราะห์ข้อมูล 8.1 วิเคราะห์ข้อมูลทั่วไปของกลุ่มตัวอย่าง โดยการแจกแจงความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วน เบี่ยงเบนมาตรฐาน โดยน�ำเสนอในรูปตาราง 8.2 วิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับการพยาบาลที่ คาดหวังและการพยาบาลที่ได้รับจริงของกลุ่มตัวอย่าง โดยการแจกแจงความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยง เบนมาตรฐาน โดยน�ำเสนอในรูปตาราง

8.3 วิเคราะห์เปรียบเทียบเกีย่ วกับการพยาบาล ที่คาดหวังและการพยาบาลที่ได้รับจริงของกลุ่มตัวอย่าง โดยสถิติทดสอบค่าทีไม่อิสระ (pair t-test)

9. ผลการวิจัย ส่วนที่ 1 ข้อมูลทั่วไปของกลุ่มตัวอย่าง พบว่ากลุ่มตัวอย่างเพศชายมากที่สุดคิดเป็นร้อยละ 62 มีอายุระหว่าง 30 ถึง 40 ปี มากที่สุดคิดเป็นร้อยละ 27.3 โดยมีมัธยฐานที่ 39 ปี (ต�่ำสุด 15 ปี สูงสุด 75 ปี) มีสถานภาพสมรสคู่มากที่สุดคิดเป็นร้อยละ 70 โดยมี ก ารศึ ก ษาระดั บ ประถมศึ ก ษามากที่ สุ ด คิ ด เป็ น ร้อยละ 35.3 สิทธิการรักษาบัตรทองมากที่สุดในการ มารับรักษาในครั้งนี้ คิดเป็นร้อยละ 60.9 กลุ่มตัวอย่าง มีรายได้น้อยกว่าห้าพันบาทมากที่สุดคิดเป็นร้อยละ 42 โดยมีมัธยฐานที่ 7,000 บาท (ต�่ำสุด 1,000บาท สูงสุด 30,000 บาท) ประเภทของการผ่าตัดเข้ารับการผ่าตัด ทางออร์ โธปิดิกส์มากที่สุดคิดเป็นร้อยละ 51.7 และ ไม่ เ คยมี ป ระสบการณ์ ผ ่ า ตั ด มาก่ อ นมากที่ สุ ด คิ ด เป็ น ร้อยละ 83.6 ได้รับการใส่คาสายหรือท่อระบายมากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 54.5 ระยะเวลาการให้ยาระงับความรู้สึก ทางช่องไขสันหลัง 30-60 นาที มากที่สุดคิดเป็นร้อยละ 47.3 โดยระยะเวลาเฉลี่ยเท่ากับ 37.78 นาที (S.D. = 16.65 นาที) และระยะเวลาที่กลุ่มตัวอย่างอยู่ในห้อง พักฟื้น 30-60 นาทีมากที่สุดคิดเป็นร้อยละ 65.5 โดยมี ระยะเวลาเฉลี่ยเท่ากับ 45.8 นาที (S.D. = 19.6 นาที) กลุ่มตัวอย่างมีความต้องการการพยาบาลที่คาดหวัง โดยรวมอยู ่ ใ นระดั บ มากโดยมี ค ่ า เฉลี่ ย เท่ า กั บ 2.48 S.D. = 0.63) เมื่อพิจารณาความต้องการการพยาบาลที่ คาดหวังเป็นรายพบว่า ความต้องการการพยาบาลที่คาดหวัง ทั้ง 5 ด้านคือ ความต้องการการพยาบาลที่คาดหวัง ด้านร่างกาย ด้านความมั่นคงปลอดภัย ด้านความรัก ความเป็นเจ้าของ และด้านการยอมรับนับถือและความ ต้องการด้านความส�ำเร็จ อยู่ในระดับมาก ดังตาราง 1

ปีที่ 19 ฉบับที่ 1 ประจำ�เดือนตุลาคม 2555

15


ตารางที่ 1 ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และระดับความต้องการการพยาบาลที่คาดหวัง ของกลุ่มตัวอย่างโดยรวมและรายด้าน (n=110) ความต้องการการพยาบาลที่คาดหวัง โดยรวม ด้านร่างกาย ด้านความมั่นคงปลอดภัย ด้านความรักความเป็นเจ้าของ ด้านการยอมรับนับถือ ด้านความส�ำเร็จในชีวิต

χ

2.48 2.27 2.27 2.29 2.35 2.26

S.D. 0.63 0.06 0.56 0.51 0.34 0.36

ระดับ มาก มาก มาก มาก มาก มาก

การพยาบาลที่ได้รับจริงของกลุ่มตัวอย่างโดยรวมอยู่ในระดับมากโดยมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 2.81 (S.D. = 0.63) เมื่อพิจารณาการพยาบาลที่ ได้รับจริงเป็นรายด้านพบว่าการพยาบาลที่ ได้รับจริงทั้ง 5 ด้าน คือการพยาบาลที่ ได้ รับจริงทางด้านร่างกายและด้านความส�ำเร็จในชีวิต ด้านความมั่นคงปลอดภัย ด้านความรัก ความเป็นเจ้าของ การยอมรับนับถือ อยู่ในระดับมาก ดังตาราง 2 ตารางที่ 2 ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และระดับการพยาบาลที่ได้รับจริง ของกลุ่มตัวอย่างโดยรวมและรายด้าน (n=110) การพยาบาลที่ ได้รับจริง

โดยรวม ด้านร่างกาย ด้านความมั่นคงปลอดภัย ด้านความรักความเป็นเจ้าของ ด้านการยอมรับนับถือ ด้านความส�ำเร็จในชีวิต

χ

S.D.

ระดับ

2.81 2.76 2.51 2.61 2.75 2.76

0.63 0.71 0.61 0.70 0.21 0.56

มาก มาก มาก มาก มาก มาก

เมื่อเปรียบเทียบความต้องการการพยาบาลที่คาดหวังและการพยาบาลที่ได้รับจริงของกลุ่มตัวอย่างโดยรวม และรายด้านทุกด้าน มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยส�ำคัญทางสถิติที่ระดับ .001 ดังตาราง 3 ตารางที่ 3 เปรียบเทียบความต้องการการพยาบาลที่คาดหวังและการพยาบาลที่ได้รับจริง ของกลุ่มตัวอย่างโดยรวมและรายด้าน (n = 110) ด้าน โดยรวม ด้านร่างกาย ด้านความมั่นคงปลอดภัย ด้านความรักความเป็นเจ้าของ ด้านการยอมรับนับถือ ด้านความส�ำเร็จในชีวิต 16

ความต้องการ การพยาบาลที่คาดหวัง χ S.D. 2.48 0.63 2.27 0.06 2.27 0.56 2.29 0.51 2.35 0.34 2.26 0.36

วารสารโรงพยาบาลร้อยเอ็ด, กาฬสินธุ์, มหาสารคาม

ความต้องการ การพยาบาลที่รับได้จริง t χ S.D. 2.81 0.63 3.89 2.76 0.71 7.21 2.51 0.61 3.04 2.61 0.70 3.88 2.75 0.21 10.49 2.76 0.56 7.88

p-value .001* .00* .002* .00* .00* .00*


10. อภิปรายผล จากผลการศึกษาพบว่าการพยาบาลที่คาดหวังและ การพยาบาลที่ได้รับจริงของผู้ป่วยที่ได้รับยาระงับความ รู้สึกทางช่องไขสันหลังโดยรวม มีค่าเฉลี่ยแตกต่างกัน อย่างมีนัยส�ำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.001 (ตารางที่ 1) โดยความต้ อ งการการพยาบาลที่ ไ ด้ รั บ จริ ง มี ค ่ า เฉลี่ ย สู ง กว่ า การพยาบาลที่ ค าดหวั ง เมื่ อ แยกเป็ น รายด้ า น พบว่ า ความต้ อ งการการพยาบาลที่ ค าดหวั ง และการ พยาบาลที่ ได้รับจริงของกลุ่มตัวอย่างทางด้านร่างกาย ความปลอดภัย ความเป็นเจ้าของและความรัก ด้าน ความส�ำเร็จสมหวังในชีวิต มีค่าเฉลี่ยแตกต่างกันอย่าง มีนัยส�ำคัญที่ระดับ 0.001 (ตารางที่ 2) เช่นเดียวกับ การศึกษาของ มณฑา จงกล่อม (2537) 8 ที่ศึกษาพบว่า ความต้ อ งการการพยาบาลและการพยาบาลที่ ไ ด้ รั บ ของมารดาหลั ง คลอด มี ค ่ า เฉลี่ ย แตกต่ า งกั น อย่ า ง มี นั ย ส� ำ คั ญ ทางสถิ ติ ที่ ร ะดั บ 0.001 นอกจากนี้ ชไมพร สถีรลีลา (2541) 4 ศึกษาพบว่าความต้องการ การดูแลผู้ป่วยที่หน่วยพักค้างรอดูอาการ ตึกผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลศิ ริ ร าชสู ง กว่ า การได้ รั บ การดู แ ล โดยมี ค่ า เฉลี่ ย ที่ แ ตกต่ า งกั น อย่ า งมี นั ย ส� ำ คั ญ ทางสถิ ติ ที่ ระดับ 0.001 ทั้งโดยรวมและรายด้าน ส่วนด้านการ ยอมรั บ นั บ ถื อ พบว่ า ความต้ อ งการและการได้ รั บ การ ตอบสนองความต้องการไม่แตกต่างกัน ผลการศ���กษา ครั้งนี้ไม่เป็นไปตามสมมติฐาน ซึ่งอธิบายได้ดังต่อไปนี้ 10.1 ผู้ป่วยหลังผ่าตัดที่ได้รับยาระงับความรู้สึก ทางช่องไขสันหลัง ซึ่งมีระดับความรู้สึกตัวที่ดี สามารถ รับรู้ต่อเหตุการณ์ต่างๆ ได้ดี (กันยา ออประเสริฐ, 1 2530) มีความต้องการการพยาบาลมาก เนื่องจากสภาพ ความแปลกใหม่ของหอผู้ป่วยพักฟื้น การพบกับบุคลากร ทางการพยาบาลที่ตนเองไม่เคยรู้จักมาก่อน จึงท�ำให้ กลุ ่ ม ตั ว อย่ า งเกิ ด ความกลั ว และความวิ ต กกั ง วลขึ้ น ท�ำให้ร่างกายจิตใจขาดสมดุล กลุ่มตัวอย่างจึงมีความ ต้องการทีจ่ ะรักษาภาวะสมดุลของร่างกายและจิตใจให้อยู่ ในภาวะปกติเพื่อความอยู่รอดของชีวิต แต่เนื่องจากกลุ่ม ตัวอย่างเป็นผู้ป่วยหลังผ่าตัดที่ได้รับยาระงับความรู้สึก ทางช่องไขสันหลัง การช่วยเหลือตนเองยังท�ำได้น้อย กลุม่ ตัวอย่างจึงมีความต้องการทัง้ 5 ด้านอยู่ในระดับมาก และการที่กลุ่มตัวอย่างมีความต้องการทั้ง 5 ด้าน อาจ เนื่องมาจากไม่มีประสบการณ์ ในการได้รับยาระงับความ รู้สึกทางช่องไขสันหลังร้อยละ 63.50 อาจจะตอบสนอง

ความต้องการได้หรือตอบสนองได้เพียงบางส่วน ดังที่ เฟอร์กูสัน (Ferguson, 1976 อ้างในมณฑา จงกล่อม, 8 2537) กล่าวว่า ความคาดหวังโดยทั่วไปของผู้ป่วยจะ ประสบความส�ำเร็จเพียงร้อยละ50เท่านั้น ประกอบกับ ความต้องการทั้ง 5 ด้าน เป็นความต้องการพื้นฐาน ของมนุ ษ ย์ ด ้ ว ย และจะมี ค วามต้ อ งการมากขึ้ น เมื่ อ บุคคลเกิดความเจ็บป่วย (กาญจนา กลั่นกลิ่นและ ศิริพร สุริยะ,7 2539) เจ้าหน้าที่พยาบาลจึงให้การ ตอบสนองความต้องการได้ ไม่เพียงพอกับความต้องการ ของผู้ป่วย 10.2 จากลั ก ษณะการปฏิ บั ติ ง านของหอผู ้ ป ่ ว ย โครงสร้างของหอผูป้ ว่ ยและเข็มมุง่ ของหอผูป้ ว่ ยเกีย่ วกับ การพัฒนาคุณภาพงาน โดยให้ผู้ป่วยมีความปลอดภัย มากที่สุด โดยเฉพาะทางด้านร่างกาย (งานการพยาบาล ผู้ป่วยผ่าตัดและพักฟื้น โรงพยาบาลนครเชียงใหม่, 2543) การให้การพยาบาลบางอย่างอาจจะขัดแย้งกับ ความต้ อ งการของผู ้ ป ่ ว ยในบางเรื่ อ ง เช่ น การสวน ปัสสาวะให้เมื่อผู้ป่วยปัสสาวะเองไม่ ได้ กลุ่มตัวอย่าง จะมี ค วามต้ อ งการน้ อ ยกว่ า การได้ รั บ การตอบสนอง ความต้ อ งการ ทั้ ง นี้ เ พราะความปลอดภั ย ของกลุ ่ ม ตัวอย่าง การจัดให้นอนใกล้เคียงกับผู้ป่วยที่กลุ่มตัวอย่าง พู ด คุ ย ด้ ว ยเจ้ า หน้ า ที่ พ ยาบาลตอบสนองได้ น ้ อ ยมาก เพราะโครงการและการปฏิบัติงานของหอผู้ป่วยไม่เอื้อ อ�ำนวย 10.3 กลุ ่ ม ตั ว อย่ า งอาจจะประเมิ น การปฏิ บั ติ กิจกรรมการพยาบาลของพยาบาลได้ ไม่ครบ หรือถูกต้อง เนื่ อ งจากกลุ ่ ม ตั ว อย่ า งส่ ว นใหญ่ มี ก ารศึ ก ษาระดั บ ประถมศึกษา ร้อยละ 39.00 (ตารางที่1) จึงอาจท�ำให้ การรับรู้ต่อการปฏิบัติกิจกรรมการพยาบาลเบี่ยงเบนไป ในแนวโน้มที่ต�่ำกว่าความเป็นจริง หรือแปลความหมาย นั้นผิดไปจากความเป็นจริง เช่น กลุ่มตัวอย่างเบี่ยงเบน ความสนใจของตนเองต่ อ ภาวะเครี ย ดด้ ว ยการอ่ า น นิตยสารหรือฟังเพลง แต่ ได้รับการตอบสนองได้น้อย เพราะเจ้าหน้าที่พยาบาลมีวัตถุประสงค์ ให้กลุ่มตัวอย่าง พั ก ผ่ อ นหลั ง จากผ่ า ตั ด ใหม่ เพื่ อ ปรั บ สภาพของกลุ ่ ม ตัวอย่างให้สมดุล สอดคล้องกับการศึกษาของ กนกนุช ชื่นเลิศสกุล (2528) ที่พบว่าผู้ป่วยมีการประเมินการ ปฏิบัติงานของตนเองโดยผู้ป่วยส่วนมากได้รับการศึกษา ระดับประถมศึกษาและไม่เข้าใจในการปฏิบัติกิจกรรม การพยาบาลอย่างที่พยาบาลปฏิบัติแก่ผู้ป่วย ปีที่ 19 ฉบับที่ 1 ประจำ�เดือนตุลาคม 2555

17


10.4 มีการพยาบาลบางอย่างที่กลุ่มตัวอย่างไม่ ได้ รับจากพยาบาลโดยตรง แต่ ได้รับจากบุคลากรพยาบาล ในระดับอืน่ ทีอ่ าจมีความรู้ ความเข้าใจ ในการเปลีย่ นแปลง ของร่างกายและจิตใจของกลุ่มตัวอย่างไม่เพียงพอ ซึ่ง ท� ำ ให้ ผ ลในทางปฏิ บั ติ เ ชิ ง คุ ณ ภาพมี แ นวโน้ ม ที่ ต�่ ำ กว่ า การปฏิ บั ติ จ ากพยาบาลโดยตรง นอกจากนี้ ม ารยาท ระหว่างให้การพยาบาลก็อาจไม่เป็นที่พึงพอใจของกลุ่ม ตัวอย่างเช่น ไม่นุ่มนวล ไม่ทักทาย เมื่อกลุ่มตัวอย่าง มาถึงห้องพักฟื้น ท�ำให้กลุ่มตัวอย่างรู้สึกว่าไม่เต็มใจ จะให้การพยาบาล จึงคิดว่าได้รับการตอบสนองความ ต้องการของตนเองน้อย จากผลการศึกษาครั้งนี้สรุปได้ว่า แม้ความต้องการ การพยาบาลที่ ค าดหวั ง ที่ ก ลุ ่ ม ตั ว อย่ า งในห้ อ งพั ก ฟื ้ น และการพยาบาลที่ได้รับจริงโดยรวมและรายด้านอยู่ใน ระดับมาก อย่างไรก็ตามเมื่อเปรียบเทียบกันแล้ว อาจ พบความแตกต่างในการเรียงล�ำดับ ซึ่งอาจเนื่องจาก พยาบาลห้ อ งพั ก ฟื ้ น มุ ่ ง เน้ น ให้ ค วามส� ำ คั ญ กั บ ภาวะ คุกคามต่อชีวิต เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับความปลอดภัยจาก ผลกระทบของการผ่ า ตั ด และการระงั บ ความรู ้ สึ ก ทาง ช่องไขสันหลังแต่กลุ่มตัวอย่างมีความคาดหวังให้ ได้รับ การดูแลเพื่อบรรเทาความเจ็บปวด หรือไม่สุขสบายที่ เกิดขึ้น จึงท�ำให้เกิดความต้องการการพยาบาลที่คาดหวัง และการพยาบาลที่ได้รับจริงโดยรวมและรายด้านมีความ แตกต่างกัน

11. ข้อเสนอแนะ และการน�ำผลการวิจัยไปใช้ 11.1 วิ สั ญ ญี พ ยาบาลผู ้ มี บ ทบาทเยี่ ย มประเมิ น ปัญหาผู้ป่วยก่อนผ่าตัด พยาบาลแผนกศัลยกรรม และ พยาบาลประจ�ำห้องรอผ่าตัด ควรเน้นความส�ำคัญของ การลดความวิตกกังวลก่อนผ่าตัด จากผลการวิจัยพบว่า ผู้ป่วยมะเร็งเต้านมมีระดับความวิตกกังวลค่อนข้างมาก เมื่อได้รับการฝึกเทคนิคการผ่อนคลายอย่างลึกมีความ วิตกกังวลก่อนผ่าตัดลดลง ดังนั้นพยาบาลควรสนับสนุน ให้มีการน�ำเทคนิคการผ่อนคลายอย่างลึกมาใช้ร่วมกับ กิจกรรมการพยาบาลก่อนผ่าตัด โดยให้ผู้ป่วยมีการฝึก เทคนิคการผ่อนคลายอย่างลึกในเย็นวันก่อนผ่าตัด และ ในวันผ่าตัดขณะรอผ่าตัดในห้องรอผ่าตัดให้ผู้ป่วยปฏิบัติ อีกครั้ง การให้ผู้ป่วยมีการฝึกเทคนิคการผ่อนคลายอย่าง ลึกนอกจากจะช่วยลดความวิตกกังวลของผู้ป่วยแล้ว ยั ง ก่ อ ให้ เ กิ ด ประโยชน์ ด ้ า นการท� ำ งานร่ ว มกั น และ สั ม พั น ธภาพของสหวิ ช าชี พ รวมทั้ ง ผู ้ ป ่ ว ย และ เจ้าหน้าที่ 11.2 วิ สั ญ ญี พ ยาบาลและพยาบาลห้ อ งผ่ า ตั ด ควรประสานงานกั น และเน้ น บทบาทอิ ส ระทางการ พยาบาลก่อนผ่าตัด โดยช่วยสลความกลัวและความ วิตกกังวลขณะรอผ่าตัด ซึ่งการฝึกเทคนิคการผ่อนคลาย อย่างลึกเป็นทางเลือกทางหนึ่งในการลดความวิตกกังวล โดยเฉพาะในระยะใกล้ผ่าตัด

❍❍❍❍❍❍❍❍❍❍

กิตติกรรมประกาศ ขอขอบพระคุณ ผู้อ�ำนวยการโรงพยาบาลร้อยเอ็ด ที่ให้งบประมาณในการด�ำเนินงานครั้งนี้ และ ขอขอบพระคุณบุคคล องค์กรต่างๆ ที่ไม่ได้กล่าวนามที่ให้การสนับสนุนการด�ำเนินงานไว้ ณ ที่นี้ด้วย

18

วารสารโรงพยาบาลร้อยเอ็ด, กาฬสินธุ์, มหาสารคาม


• เอกสารอ้างอิง • 1. กันยา ออประเสริฐ. (2546) การพยาบาลผู้ป่วยผ่าตัดที่ ได้รับการระงับความรู้สึก. ในเบญจมาศ ปรีชาคุณ และเบญจพรรณ ธีระเทิดตระกูล (บรรณนาธิการ), การพยาบาลผู้ป่วยหลังผ่าตัดในห้องพักฟื้น (หน้า 86-125). กรุงเทพฯ:เอ.พี.ลีฟวิ่ง. 2. จริยา อินทนา. (2537). ผลของการพยาบาลแบบเฝ้าดูแลประคับประคองต่อระดับความวิตกกังวล ในผู้ป่วยผ่าตัดกระดูกขาซึ่งได้รับยาระงับความรู้สึกทางช่องไขสันหลัง. วิทยานิพนธ์ พยาบาลศาสตร์ มหาบัณฑิต สาขาวิชาการพยาบาลผู้ ใหญ่,บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล. 3. จันทร์เรือง เตปิน. (2544). ความต้องการและ���ารได้รับการตอบสนองความต้องการผู้ป่วยผ่าตัดที่ ได้รับ ยาระงับความรู้สึกทางช่องไขสันหลังในหอผู้ป่วยพักฟื้น. ผลงานประเภทวิเคราะห์งานในหน้าที่ รับผิดชอบ. งานพยาบาลผู้ป่วยผ่าตัดและพักฟื้น ฝ่ายการพยาบาล โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่. 4. ชไมพร สถิรลีลา. (2541). การศึกษาความต้องการและการได้รับการดูแลจากพยาบาลของผู้ป่วยที่หน่วย พักค้างรอดูอาการตึกผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลศิริราช. วิทยานิพนธ์ พยาบาลศาสตร์มหาบัณฑิต สาขาการพยาบาลผู้ ใหญ่, บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล. 5. ดารณี พิพัฒนกุลชัย. (2546). การพยาบาลผู้ป่วยเมื่อแรกรับและจ�ำหน่ายออกจากห้องพักฟื้น. ในเบญจมาศ ปรีชาคุณ และเบญจพรรณ ธีระเทิดตระกูล (บรรณนาธิการ), การพยาบาลผู้ป่วย หลังผ่าตัดในห้องพักฟื้น (หน้า70-85). กรุงเทพฯ:เอ.พี.ลีฟวิ่ง. 6. นันทา เล็กสวัสดิ์, หทัยรัตน์ จรัสอุไรสิน,สุทธิดา พงษ์พันงาม, และพิชาณี แสนโนวงศ์, (2542). รายงาน การวิจัยเรื่อง ความทุกข์ทรมานของผู้ป่วยผ่าตัดใหญ่. เชียงใหม่ : คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัย เชียงใหม่. 7. กาญจนา กลั่นกลิ่น (2539) ความพึงพอใจของผู้ป่วย ในโรงพยาบาลแมคคอร์มิคต่อกิจกรรมการพยาบาล ที่สนองความต้องการขั้นพื้นฐาน. 8. มณฑา จงกล่อม (2537). ความต้องการการพยาบาลและการพยาบาลที่ ได้รับของมารดาหลังคลอด ที่มีบุตรอยู่ด้วย โดยเร็วหลังคลอด ที่โรงพยาบาลอุตรดิตถ์ วิทยานิพนธ์ พยาบาลศาสตร์มหาบัณฑิต สาขาวิชาการพยาบาลผู้ ใหญ่,บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.

❍❍❍❍❍❍❍❍❍❍

ปีที่ 19 ฉบับที่ 1 ประจำ�เดือนตุลาคม 2555

19


Prevalence of Abnormal Papanicolaou Smear in Women at Chumphae Hospital ความชุกของความผิดปกติของการตรวจมะเร็งปากมดลูกของสตรี ที่มารับบริการที่โรงพยาบาลชุมแพ ••••••••••••••••••••••••••• Wanida Uttaranakhon วนิดา อุตตรนคร *

ABSTRACT Objective : to determine the prevalence of abnormal Papanicolaou smear in women who attended at Chumphae Hospital Design : Descriptive study Material and Method : A retrospective analysis was performed on 400 women who attended at Chumphae Hospital between 1 January 2010 to 31 December 2010. Result : From 400 case , the prevalence of abnormal pap smear was 41.50% ; candida spp. 11.75% ; Trichomonas spp. 0.50% ; Actinomyces spp. 1.25% ; Inflamation 14.75% ; HSV 2.50% ; atrphy 4.25% ; glandular cell post hysterectomy 0.25 % ; ASCUS 2 % ; ASC-H 0.25% ; LSIL with HPV change 0.25% ; LSIL CIN 1 1% ; HSIL CIN 2 0.75% ; HSIL CIN 3 0.50% ; SIL 0.75 % ; Glandular favour neoplasia endocervical 0.50% ; SCCA 0.25% .The most age that founded abnormal Pap smear was 36-45 years. The relation of ages and abnormal Pap smear is not significant (P-value 0.77) .The women that more than 35 years old founded abnormal Pap smear more than the women less than 35 years old. .Abnormal Pap smear in women that more than 35 years old was 41.91 % and 40.21 % in the women less than 35 years old . The women more than 35 years old have a chance to found abnormal Pap smears was 1.07 times to the women less than 35 years old (OR =1.07 , 95% CI of OR : 0.67 – 1.71 ). Conclusion : The prevalence of abnormal pap smear was 41.50% , more than ASCUS was 6.25 % whereas the most ages of women that founded abnormal pap smear was 36-45 years. Abnormal Pap smear in women that more than 35 years old was 41.91% and 40.21 % in the women less than 35 years old . The women more than 35 years old have a chance to found abnormal Pap smears was 1.07 times to the women less than 35 years old (OR =1.07, 95% CI of OR : 0.67 – 1.71)

* กลุ่มงานสูตินรีเวชกรรม โรงพยาบาลชุมแพ จังหวัดขอนแก่น

20

วารสารโรงพยาบาลร้อยเอ็ด, กาฬสินธุ์, มหาสารคาม


บทคัดย่อ วัตถุประสงค์ : เพือ่ ศึกษาหาความชุกของความผิดปกติของสตรีทมี่ าตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก (Pap smear) ที่โรงพยาบาลชุมแพ รูปแบบงานวิจัย : การวิจัยเชิงพรรณนา วิธีด�ำเนินการวิจัย : เก็บข้อมูลย้อนหลังจากเวชระเบียนของสตรีที่มารับบริการตรวจมะเร็งปากมดลูกที่ โรงพยาบาลชุมแพ ในช่วงเวลาระหว่าง 1 มกราคม 2553-31 ธันวาคม 2553 ผลการศึกษา : การศึกษานี้ท�ำในกลุ่มตัวอย่าง 400 คน พบความชุกของความผิดปกติจากการตรวจมะเร็ง ปากมดลูก ร้อยละ 41.50 แบ่งเป็นเชื้อราในช่องคลอด (candida spp.) ร้อยละ 11.75, เชื้อพยาธิช่องคลอด (Trichomonas spp.) ร้อยละ 0.50, เชื้อ Actinomyces ร้อยละ 1.25, Inflammation ร้อยละ 14.75, เชื้อ HSV ร้อยละ 2.50, atrophy ร้อยละ 4.25, glandular cell post hysterectomy ร้อยละ 0.25, รอยโรคระยะก่อนเป็น มะเร็งปากมดลูก ร้อยละ 6, แบ่งเป็น ASCUS ร้อยละ 2, ASC-H ร้อยละ 0.25, LSIL with HPV change ร้อยละ 0.25, LSIL CIN 1 ร้อยละ 1, HSIL CIN 2 ร้อยละ0.75, HSIL CIN 3 ร้อยละ 0.50, SIL ร้อยละ 0.75, Glandular favour neoplasia endocervical ร้อยละ 0.50 , มะเร็งระยะลุกลาม SCCA ร้อยละ 0.25 ช่วงอายุที่มีความชุกของการพบความผิดปกติมากที่สุดคือ 36-45 ปี อายุมีความสัมพันธ์กับความผิดปกติของ มะเร็งปากมดลูกอย่างไม่มีนัยส�ำคัญทางสถิติ (p-value = 0.77) ซึ่งกลุ่มอายุ 35 ปีขึ้นไป พบความผิดปกติของ มะเร็งปากมดลูกมากกว่ากลุ่มอายุน้อยกว่า 35 ปี โดยกลุ่มอายุ 35 ปีขึ้นไป มีความผิดปกติของมะเร็งปากมดลูก ร้อยละ 41.91 กลุ่มอายุน้อยกว่า 35 ปี มีความผิดปกติของมะเร็งปากมดลูก ร้อยละ 40.21 กลุ่มอายุ 35 ปีขึ้นไป มีโอกาสตรวจพบความผิดปกติของมะเร็งปากมดลูก เป็น 1.16 เท่าของกลุ่มอายุน้อยกว่า 35 ปี (OR = 1.07, 95% CI of OR : 0.67 ถึง 1.71 ) สรุป : ผลการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกในโรงพยาบาลชุมแพพบความผิดปกติร้อยละ 41.50 ความ ผิดปกติตั้งแต่ระดับ ASCUS ขึ้นไป ร้อยละ 6.25 และช่วงอายุที่มีความชุกของการพบความผิดปกติมากที่สุด คือ 36-45 ปี อายุมีความสัมพันธ์กับความผิดปกติของมะเร็งปากมดลูกอย่างไม่มีนัยส�ำคัญทางสถิติ (p-value = 077) ซึ่งกลุ่มอายุ 35ปีขึ้นไปพบความผิดปกติของมะเร็งปากมดลูกมากกว่ากลุ่มอายุน้อยกว่า 35 ปี โดยกลุ่มอายุ 35 ปี ขึ้นไปมีความผิดปกติของมะเร็งปากมดลูก ร้อยละ 41.91 กลุ่มอายุน้อยกว่า 35 ปี มีความผิดปกติของมะเร็ง ปากมดลูก ร้อยละ 40.21 กลุ่มอายุ35ปีขึ้นไปมีโอกาสตรวจพบความผิดปกติของมะเร็งปากมดลูก เป็น 1.07 เท่า ของกลุ่มอายุน้อยกว่า 35 ปี (OR = 1.07, 95%CI of OR : 0.67 ถึง 1.71 ) ❍❍❍❍❍❍❍❍❍❍

ปีที่ 19 ฉบับที่ 1 ประจำ�เดือนตุลาคม 2555

21


บทน�ำ มะเร็งปากมดลูกเป็นมะเร็งในสตรีที่พบมากที่สุด ในประเทศไทยโดยพบ 23.4 ต่อประชากร 100,000 1 การท�ำ Pappanicoloau smear (Pap smear) เป็นวิธีการ ตรวจคั ด กรองมะเร็ ง ปากมดลู ก ที่ ดี แ ละเป็ น ที่ ย อมรั บ รวมถึงเป็นปัจจัยส�ำคัญที่ท�ำให้อัตราการตายจากมะเร็ง ปากมดลูกลดลงในประชากร ทั้งยังมีผลท�ำให้อุบัติการณ์ ของมะเร็งปากมดลูกทั่วประเทศ 20.9 ต่อประชากร 100,00 คน ในปี พ.ศ. 2535-2537 2 ลดลงจาก 23.4 ในปี พ.ศ. 2532-2534 3 แต่มะเร็งปากมดลูกยังคงเป็น มะเร็งที่พบบ่อย เพราะสตรีที่อยู่ในวัยเจริญพันธุ์และมี เพศสัมพันธ์แล้วได้รับการตรวจ Pap smear ประจ�ำปี เป็นสัดส่วนที่ต�่ำมาก พบว่าสตรีที่ไม่เคยมารับการตรวจ มะเร็งปากมดลูกมีมากถึงร้อยละ 42 4 การรายงานผลทางเซลล์วิทยาจากการตรวจ Pap smear ได้มีการพัฒนาเปลี่ยนแปลงจากระบบ Papanicoloau classification เป็น The Bethesda System ในปี พ.ศ. 2531 5 และมีการปรับปรุงอีกครั้งในปี พ.ศ. 2534 6 เพื่อสามารถสื่อความหมายให้เป็นที่เข้าใจตรงกัน ระหว่างพยาธิแพทย์กับแพทย์ทางคลินิก ผู้วิจัยจึงสนใจที่จะศึกษาความชุกของความผิดปกติ ของเซลล์มะเร็งปากมดลูกจากการตรวจคัดกรอง Pap smear และรายงานผลด้ ว ยระบบ The Bethesda System ในสตรีที่มารับบริการตรวจที่โรงพยาบาลชุมแพ รวมทั้งหาความสัมพันธ์ของความผิดปกติที่พบกับอายุ ของสตรี ที่ ม าตรวจด้ ว ย เพื่ อ น� ำ ข้ อ มู ล ไปใช้ ในการ ด�ำเนินการป้องกันและรักษามะเร็งปากมดลูกเพื่อให้มี ประสิทธิภาพต่อไป

วัตถุประสงค์ของการวิจัย 1. เพื่อศึกษาความชุกของการตรวจพบความผิด ปกติจากการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกด้วยวิธี Pap smear ในสตรีที่มารับบริการที่โรงพยาบาลชุมแพในปี พ.ศ. 2553 2. เพื่อหาความสัมพันธ์ของความผิดปกติที่พบกับ อายุของสตรีที่มาตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกด้วยวิธี Pap smear ในสตรีที่มารับบริการที่โรงพยาบาลชุมแพ ในปี พ.ศ. 2553

22

วารสารโรงพยาบาลร้อยเอ็ด, กาฬสินธุ์, มหาสารคาม

วิธีวิจัย เป็นการวิจัยเชิงพรรณนา (Descriptive research)

ประชากรและกลุ่มตัวอย่างที่ท�ำการศึกษา การศึกษานี้ได้ท�ำการศึกษาสตรีที่มารับบริการตรวจ คัดกรองมะเร็งปากมดลูกโดยวิธี Pap smear ที่โรงพยาบาล ชุมแพตั้งแต่ 1 มกราคม พ.ศ. 2553- 31 ธันวา���ม พ.ศ. 2553

ขนาดตัวอย่าง การศึ ก ษานี้ ค� ำ นวณกลุ ่ ม ตั ว อย่ า งจากตารางของ Taro Yamane โดยค�ำนวณจากประชากรของสตรีอายุ 15-75 ปี ในอ�ำเภอชุมแพ 48,000 คน ที่ระดับความเชื่อ มั่น 95% และก�ำหนดความคลาดเคลื่อนเท่ากับ 5% ค�ำนวณได้จ�ำนวนตัวอย่างเท่ากับ 397 ราย ซึ่งในการ วิจัยนี้ศึกษาในผู้มารับบริการ 400 ราย

วิธีด�ำเนินการวิจัย รวบรวมข้อมูลผู้มารับบริการตรวจมะเร็งปากมดลูก ที่โรงพยาบาลชุมแพตั้งแต่ 1 มกราคม พ.ศ. 2553 ถึง 31 ธันวาคม 2553 จากแฟ้มประวัติการตรวจมะเร็ง ปากมดลูกที่ฝ่ายส่งเสริมโรงพยาบาลชุมแพ บันทึกผล ในคอมพิวเตอร์ โดยใช้ โปรแกรมคอมพิวเตอร์ส�ำเร็จรูป ในการประมวลผล ใช้สถิติค่าความถี่ ค่าเฉลี่ย ค่าร้อย ละ ค่าสูงสุด ค่าต�่ำสุด และ chi-square test

ผลการวิจัย กลุ่มตัวอย่างสตรีที่มารับบริการตรวจมะเร็งปากมดลูก ด้วยวิธี Pap smear ที่โรงพยาบาลชุมแพในช่วง 1 ม.ค. 2553 ถึง 31 ธ.ค. 2553 จ�ำนวน 400 ราย อายุต�่ำสุด ที่มาตรวจ คือ 16 ปี อายุสูงสุด คือ 74 ปี อายุเฉลี่ย ที่มาตรวจ คือ 42.68 ปี โดยเฉลี่ยเคยตั้งครรภ์ 2.5 ครั้ง มีผู้มาตรวจครั้งแรกร้อยละ 34 มาตรวจสูงสุด 6 ครั้ง คิดเป็นร้อยละ 2.8 และโดยเฉลี่ยมาตรวจ 2.9 ครั้ง ดังตารางที่ 1, 2, และ 3


ตารางที่ 1 ความถี่และร้อยละของอายุของสตรีที่มารับบริการตรวจมะเร็งปากมดลูกที่โรงพยาบาลชุมแพ (n=400)

อายุ

ความถี่

ร้อยละ

15-25 26-35 36-45 46-55 ≥56 รวม

18 79 158 98 47 400

4.50 19.75 39.50 24.50 11.75 100

ตารางที่ 2 ความถี่และร้อยละของจ�ำนวนการตั้งครรภ์ของสตรีท่ีมาตรวจมะเร็งปากมดลูก (n=400)

จ�ำนวนการตั้งครรภ์

ความถี่

ร้อยละ

0 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 รวม

12 39 187 103 35 8 6 6 - - 1 1 1 1 - 1 400

3 9.80 46.80 25.80 8.80 2 1.50 1.50 0.30 0.30 0.30 0.30 0.30 100

ปีที่ 19 ฉบับที่ 1 ประจำ�เดือนตุลาคม 2555

23


ตารางที่ 3 ความถี่และร้อยละของจ�ำนวนครั้งของการมาตรวจมะเร็งปากมดลูก (n = 400)

จ�ำนวนครั้ง

ความถี่

ร้อยละ

1 2 3 4 5 6 รวม

136 60 50 22 121 11 400

34 15 12.5 5.5 30.3 2.8 100

ตัวอย่างสไลด์ที่น�ำมาตรวจอ่านผลเป็น satisfactory ร้อยละ 99 อ่าน ร้อยละ 1 unsatisfactory พบความชุก ของความผิดปกติจากการตรวจมะเร็งปากมดลูก ร้อยละ 41.50 แบ่งเป็นเชื้อราในช่องคลอด (candida spp.) ร้อยละ 11.75, เชื้อพยาธิช่องคลอด (Trichomonas spp.) ร้อยละ 0.50, เชื้อ Actinomyces ร้อยละ 1.25, Inflammation ร้อยละ 14.75, เชื้อ HSV ร้อยละ 2.50, atrophy ร้อยละ 4.25, glandular cell post hysterectomy ร้อยละ 0.25, รอยโรคระยะก่อนเป็นมะเร็งปากมดลูก ร้อยละ 6, แบ่งเป็น ASCUS ร้อยละ 2, ASC-H ร้อยละ 0.25, LSIL with HPV change ร้อยละ 0.25, LSIL CIN 1 ร้อยละ 1, HSIL CIN 2 ร้อยละ0.75, HSIL CIN 3 ร้อยละ 0.50, SIL ร้อยละ 0.75, Glandular favour neoplasia endocervical ร้อยละ 0.50, มะเร็งระยะลุกลาม SCCA ร้อยละ 0.25 ช่วงอายุที่มีความชุกของการพบความผิดปกติมากที่สุดคือ 36-45 ปี การทดสอบความสัมพันธ์ระหว่างอายุกับการตรวจพบความผิดปกติของมะเร็งปากมดลูก พบว่า อายุมีความสัมพันธ์ กับความผิดปกติของมะเร็งปากมดลูกอย่างไม่มีนัยส�ำคัญทางสถิติ (p-value = 0.77) ซึ่งกลุ่มอายุ 35 ปีขึ้นไป พบความผิดปกติของมะเร็งปากมดลูกมากกว่ากลุ่มอายุน้อยกว่า 35 ปี โดยกลุ่มอายุ 35 ปีขึ้นไป มีความ ผิดปกติของมะเร็งปากมดลูก ร้อยละ 41.91 กลุ่มอายุน้อยกว่า 35 ปี มีความผิดปกติของมะเร็งปากมดลูก ร้อยละ 40.21 กลุ่มอายุ 35 ปีขึ้นไป มีโอกาสตรวจพบความผิดปกติของมะเร็งปากมดลูก เป็น 1.07 เท่าของ กลุ่มอายุน้อยกว่า 35 ปี (OR = 1.07, 95% CI of OR : 0.67 ถึง 1.71 ) ดังตารางที่ 4, 5, 6 ตารางที่ 4 ความถี่และร้อยละของความผิดปกติจากการตรวจ Pap smear

ความผิดปกติ

ความถี่

ร้อยละ

Inflammation Candida spp. Atrophy HSV ASC-US Actinomyces spp. LSIL CIN 1 HSIL CIN 2 SIL

59 47 17 10 8 5 4 3 3

14.75 11.75 4.25 2.50 2 1.25 1 0.75 0.75

24

วารสารโรงพยาบาลร้อยเอ็ด, กาฬสินธุ์, มหาสารคาม


ตารางที่ 4 ความถี่และร้อยละของความผิดปกติจากการตรวจ Pap smear (ต่อ)

ความผิดปกติ Trichomonas HSIL CIN 3 Atypical glandular cell favor neoplasia Glandular cell post hysterectomy ASC-H LSIL HPV change SCCA รวม

ความถี่ 2 2 2 1 1 1 1 166

ร้อยละ 0.50 0.50 0.50 0.25 0.25 0.25 0.25 41.50

ตารางที่ 5 ช่วงอายุกับการตรวจพบความผิดปกติของมะเร็งปากมดลูก ความผิดปกติ Inflammation Candida spp. Atrophy HSV ASC-US Actinomyces spp. LSIL CIN 1 HSIL CIN 2 SIL Trichomonas HSIL CIN 3 Atypical glandular cell favor neoplasia Glandular cell post hysterectomy ASC-H LSIL HPV change SCCA

อายุ อายุ 15-25 ปี 26-35 ปี

อายุ อายุ 36-45 ปี 46-55 ปี

อายุ ≥ 56 ปี

รวม

8 1 - 2 - 1 - - - - - -

7 9 - 4 - 2 - 3 1 1 - -

21 28 2 1 3 2 3 - 1 - 1 -

19 7 7 3 4 - 1 - 1 1 1 2

4 2 8 - 1 - - - - - - -

59 47 17 10 8 5 4 3 3 2 2 2

-

-

-

1

-

1

- - -

- - -

- 1 1

1 - -

- - -

1 1 1

ปีที่ 19 ฉบับที่ 1 ประจำ�เดือนตุลาคม 2555

25


ตารางที่ 6 การทดสอบความสัมพันธ์ของอายุกับการตรวจพบความผิดปกติของมะเร็งปากมดลูก ( n= 400) โดยใช้สถิติทดสอบ Chi - square test ความถี่ของการตรวจมะเร็งปากมดลูก (ร้อยละ)

ตัวแปร (อายุ) >35 ปี

≥35 ปี

ผิดปกติ

ปกติ

127 (41.91) 39 (40.21)

176 (58.09) 58 (59.79)

OR

95% CI of OR

P-value

1.07

0.67-1.71

0.77

อภิปรายผลการศึกษา การตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกของสตรีที่มา รับบริการที่โรงพยาบาลชุมแพ พบความชุกของความ ผิดปกติร้อยละ 41.50 แบ่งเป็นความผิดปกติตั้งแต่ ระยะรอยโรคก่อนเป็นมะเร็งร้อยละ 6 และมะเร็งระยะ ลุ ก ลามร้ อ ยละ 0.25 ซึ่ ง ใกล้ เ คี ย งกั บ การศึ ก ษาของ นันทกาและคณะ 7 ซึง่ ผลความชุกของความผิดปกติของ มะเร็งปากมดลูกร้อยละ 38 แต่การศึกษาดังกล่าว ท� ำ ในสตรี ตั้ ง ครรภ์ แ ละใกล้ เ คี ย งกั บ การศึ ก ษาของ กมลพันธ์และคณะ 8 ซึ่งพบความชุกของความผิดปกติ ของมะเร็งปากมดลูกตั้งแต่ ASCUS ร้อยละ 2.98 ส่วนการศึกษาของคมสันต์และคณะ 9 พบความผิดปกติ ของการตรวจคั ด กรองมะเร็ ง ปากมดลู ก ในบุ ค คลากร โรงพยาบาลธรรมศาสตร์ร้อยละ 9.80 และในผู้รับ บริการที่ไม่ใช่บุคลากรร้อยละ 9.40 ซึ่งในการศึกษา ของคมสั น ต์ แ ละคณะพบว่ า ไม่ มี ค วามแตกต่ า งกั น ในการพบความผิ ด ปกติ ข องการตรวจคั ด กรองมะเร็ ง ปากมดลูกในประชากรทั้งสองกลุ่มละมีความชุกใกล้เคียง กันกับที่ผู้วิจัยได้ศึกษา พบความชุกของความผิดปกติ ชนิด ASC-US ร้อยละ 0.80, LSIL ร้อยละ 1.60, HSIL ร้อยละ 7.40, ในบุคลากรโรงพยาบาลธรรมศาสตร์ และความชุกของความผิดปกติชนิด AS-CUS ร้อยละ 0.80, LSIL ร้อยละ 0.8., HSIL ร้อยละ 7.80 ใน ประชาชนทั่วไปส่วนในการศึกษาของผู้วิจัยพบความชุก ของความผิดปกติชนิด AS-CUS ร้อยละ 2, ASC-H ร้อยละ 0.25, LSIL with HPV change ร้อยละ 0.25, LSIL CIN 1 ร้อยละ 1, HSIL CIN 2 ร้อยละ 0.75, HSIL CIN 3 ร้อยละ 0.50, SIL ร้อยละ 0.75 ซึ่ง 26

วารสารโรงพยาบาลร้อยเอ็ด, กาฬสินธุ์, มหาสารคาม

ใกล้เคียงกันยกเว้นความผิดปกติชนิด HSIL ซึ่งพบ น้อยกว่าการศึกษาดังกล่าว กลุ่มอายุที่พบความผิดปกติ ของการตรวจคั ด กรองมะเร็ ง ปากมดลู ก มากที่ สุ ด คื อ 36-45 ปี เหมื อ นกั น กั บ การศึ ก ษาของกมลพั น ธ์ และคณะ 9 คืออายุ 36-45 ปี พบร้อยละ 28 ใน ปั จ จุ บั น มี ค วามรู ้ เ กี่ ย วกั บ การตรวจมะเร็ ง ปากมดลู ก เพิ่ ม ขึ้ น สามารถน� ำ มาใช้ ป ระโยชน์ ใ นการวางแผน ด� ำ เนิ น การป้ อ งกั น และควบคุ ม โรคให้ มี ป ระสิ ท ธิ ภ าพ และประสิทธิผลเพิ่มขึ้น การติดเชื้อ Human pailloma virus ( HPV) บางชนิด (subtype) เป็นสาเหตุส�ำคัญ ของการเกิดโรคมะเร็งปากมดลูก 10 แต่สตรีที่ติดเชื้อ HPV มีจ�ำนวนน้อยกว่าร้อยละ 5 จะเกิดเป็นมะเร็ง ปากมดลูก 11 ส่วนใหญ่ของ High grade cervical dysplasia จะเปลี่ยนแปลงเป็นมะเร็งปากมดลูกจะใช้เวลา นานกว่า 10 ปีขึ้นไป ส�ำหรับ Low grade cervical dysplasia ส่วนใหญ่จะหายไป (regress) หรือไม่มี การเปลี่ ย นแปลงในทางที่ เ ลวลง ปั จ จั ย หลายอย่ า ง ที่ มี ส ่ ว นร่ ว มกั น กั บ HPV ในการท� ำ ให้ เ กิ ด มะเร็ ง ปากมดลูก 12, 13 เช่น การติดเชื้อ HPV ท�ำให้ภูมิคุ้มกัน ลดลงการมีบุตรครั้งแรกเมื่ออายุน้อย การมีบุตรมาก การคุมก�ำเนิดโดยการใช้ฮอร์ โมน มีเพศสัมพันธ์เมื่อ อายุน้อย มีคู่นอนหลายคน ซึ่งน่าจะเนื่องจากท�ำให้มี การติดเชื้อ HPV มาเป็นเวลานาน ในสตรีที่มีการติดเชื้อ HIV ร่วมด้วย จะมีความเสี่ยงสูงที่จะเป็น Precancerous lesion และ invasive cervical cancer เร็วกว่าสตรี ท���่ไม่มีการติดเชื้อ HIV14-16 การป้องกันและควบคุม โรคมะเร็งปากมดลูกโดยใช้วิธี Pap smears ได้พัฒนา


ขึ้นในปี ค.ศ. 1930 โดย Dr.George Papanicolaou เป็นที่รู้จักกันว่า cytologic screening programs ได้มีการ ศึกษาวิจัยได้ผลว่าสามารถลดอุบัติการณ์และอัตราตายของมะเร็งปากมดลูกได้ ในประเทศที่พัฒนาแล้วหลายประเทศ สามารถลดอุบัติการณ์ของมะเร็งปากมดลูกได้มากกว่าร้อยละ 90 ถ้าท�ำอย่างมีคุณภาพและมีความครอบคลุม กลุ่มประชากรเป้าหมายทั้งหมดได้สูง 17 ดังนั้นการวางแผนด�ำเนินการป้องกันและควบคุมโรคมะเร็งปากมดลูก โดยการรณรงค์การตรวจมะเร็งปากมดลูกเมื่อมีข้อบ่งชี้จึงมีความส�ำคัญยิ่ง

สรุป การศึกษาในครั้งนี้พบความชุกของความผิดปกติของการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกร้อยละ 41.50 แบ่ง เป็นรอยโรคระยะก่อนเป็นมะเร็งร้อยละ 6 มะเร็งระยะลุกลามร้อยละ 0.25 ช่วงอายุของสตรีที่ตรวจพบความ ผิดปกติของมะเร็งปากมดลูกสูงสุด คือ 36-45 ปี และในกลุ่มอายุ 35 ปีขึ้นไปมีโอกาสตรวจพบความผิดปกติ ของมะเร็งปากมดลูก เป็น 1.07 เท่าของกลุ่มอายุน้อยกว่า 35 ปี ดังนั้นจึงควรมีการประชาสัมพันธ์ ให้ประชาชน ทราบถึงความส�ำคัญของการตรวจ Pap smear เพื่อให้เพิ่มประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการป้องกันมะเร็ง ปากมดลูกให้ดียิ่งขึ้น ❍❍❍❍❍❍❍❍❍❍

ปีที่ 19 ฉบับที่ 1 ประจำ�เดือนตุลาคม 2555

27


• เอกสารอ้างอิง • 1. Sanchaisuriya P, pengsaa P, Sriamporn S, Schelp FP, Kritpetcharat O, Suwanrunguang K, et al. Experience with a self - administered device for cervical cancer screening by Thai women with difference education backgrounds. Asian Pacific J cancer Prev 2004;5:144-50. 2. Deesaramee S, Martin N, Sontipong S, Sriamporn S, Sriplung H, Sriwatanakul P, et al. Cancer in Thailand 1992-1994. IARC TECHNICAL Report No 34. Lyon,1999:56-9. 3. Vatanasapt V, Martin N, Sriplung H, Chindavijuk K, Sontipong S, Sriamporn S, et al. Cancer in Thailand 1988-1991. IRAC Technical Report No 16. Lyon, 1993:19-60. 4. รายงานผลการด�ำเนินการของโรงพยาบาลในสังกัดส�ำนักการแพทย์กรุงเทพมหานคร 7 โรงพยาบาล สรุปผล การด�ำเนินการกิจกรรมค้นหาผู้ป่วยมะเร็งปากมดลูกระยะเริ่มแรกในโครงการเฉลิมพระเกียรติในวโรกาส พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระชนมายุ 72 พรรษา 5 ธันวาคม 2542, กรุงเทพมหานคร 2543. 5. Luff RD, Berek JS, Bibbo M, Grending SE, Henson DE, Hutter RVP, The Bethesda System for reporting cervical / vaginal cytologic diagnoses. Acta Cytologic 1993;17:115-24. 6. Kurman RJ, Luff R, Solomon D, Hensen D. The Bethesda system for reporting cervical / vaginal cytologicdiagnoses: definition, criteria and explanatory notes for terminology and specimen adequacy. New York;Springer- Verlag;1993.p1-81. 7. Ngaojaruwong N, Vuthiwong C, Punpookdeekoon P, Thongsorn N. Prevalence of abnormal Papanicolao smear in pregnant women at Pramongkutklao hospital. Thai Journal of Obstetrics and Gynecology 2008;16:179-85. 8. กมลพันธ์ ชมเสวี, นิทัศน์ จตุปาริสุทธ์ใ ผลการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกที่ผิดปกติในโรงพยาบาลกลาง. วชิระสาร 2545;46:97-104. 9. Suwannaruk K. Bhamahapravattana K, Kheolamai P, Thaweekul Y, Mairaing K, Poomtavorn Y, et al. J Med Assos Thai 2010;93:114-9. 10. Ho Gy, Burk RD, Klein S. Pwrsistent genital human papilloma virus infection as a risk factor for persistent cervical dysplasia. J Natl Cancer Inst 1995;87:1365-71. 11. Bosch Fx, Manos MM, Munoz N. Prevalence of human papilloma virus in cervical cancer: a worldwide perspective. J Natl Cancer Inst 1995;87:796-802. 12. Munoz N,Bosch Fx. Cervical cancer and human papilloma virus: epidermiological evidence and perspectives for prevention. Salud Publica Mex 1997;39:274-282. 13. Brinton LA. The Epidemiology of Cervical cancer and Human papilloma virus. IARC Sci Publ 1992;119:3-23. 14. Maggwa B,Hunter D, Mbugua S. The relationship between HIV infection and cervical intraepithelial neoplasia among women attending two family planning clinics in Naiobi, AID 1993;7:733-8. 15. Motti P, Dallabetta G,Daniel R. Cervical abnormalities, human papilloma virus, and human immunodeficiency virus infections in women in Malawi. Infect Dis 1996;173:714-7. 16. Lomalisa P, Smith T, Gukdozzi F. Human immunodeficiency virus infection and invasive cervical cancer in South Africa . Gynecol Oncol 2000;77:460-3. 17. Eddy D. Secondary prevention of cancer: an overview. Bull world Health Organ 1986;64:421-8.

28

วารสารโรงพยาบาลร้อยเอ็ด, กาฬสินธุ์, มหาสารคาม


Efficiency of Alvarado Score to Diagnosis of Acute Appendicitis, Loengnoktha crown prince hospital. Yasothorn province ประสิทธิภาพในการวินิจฉัยโรคไส้ติ่งอักเสบ โดยใช้ระบบคะแนน Alvarado score โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชเลิงนกทา จังหวัดยโสธร ••••••••••••••••••••••••••• Narong Phungporntumkul ณรงค์ พึ่งพรธรรมกุล *

ABSTRACT Abstract Background : Acute appendicitis is a common emergency surgical condition with lifetime prevalence of 7-8 %, Prompt diagnosis is elusive in order to reduce morbidity and to avoid serious complication. and purpose this study to determine the diagnostic efficiency of Alvarado Score to diagnosis of acute appendicitis. Research design : Descriptive prospective study Patient : All of 84 consecutive purpose sampling patients who was diagnosed acute appendicitis and underwent appendectomy in Loengnoktha crown prince hospital. Medthods : Data was collected from 84 patients who underwent appendectomy during 1 st March 2012 to 31 th October 2012. A Alvarado score was given specific scores according to variable and devide to two groups. If a score greater than or equal to 7, it was set to group one, and classified to group two if a score less than 7 . Post - operative diagnosis was confirmed by routinely histophathology report. Validity of scoring system was assessed by calculating sensitivity, Specificity, Positive value of predictive, Negative value of predictive, False positive, False negative, Likelihood Ratio and Efficiency Results : revealed that; 84 patients were include in the study, which include 36 males and 48 females respectively. At score greater than 7, Appendicitis was confirmed about 71 out of 74 patients, while at score less than 7 was confirmed about 6 out of 10 patients. Diagnosis acute appendicitis by Alvarado score found that 92.21% Sensitivity and 57.14% Specificity. Result for Positive and Negative value of predictive were 95.95% and 40.00%, respectively. About 4.05% False positive, 60.00% False negative, 2.15% Positive Likelihood Ratio, 0.14% Negative Likelihood Ratio and Efficiency was 89.29%. Conclusion : Diagnosis of acute appendicitis by Alvarado score is easy to use and high Efficiency. Key words : Efficiency, Acute appendicitis, Alvarado score * นายแพทย์ชำ�นาญการ โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชเลิงนกทา จังหวัดยโสธร ปีที่ 19 ฉบับที่ 1 ประจำ�เดือนตุลาคม 2555

29


บทคัดย่อ บทน�ำ : โรคไส้ติ่งอักเสบเป็นโรคภาวะฉุกเฉินทางศัลยกรรมที่พบบ่อย พบว่ามีความชุกของการเกิดโรคร้อยละ 7-8 การวินิจฉัยและได้รับการผ่าตัดไส้ติ่งอักเสบออกอย่างรวดเร็วสามารถลดภาวะแทรกซ้อนได้ ซึ่งวัตถุประสงค์ ของการศึกษาครั้งนี้เพื่อศึกษาประสิทธิภาพการวินิจฉัยโรคไส้ติ่งอักเสบโดยใช้ Alvarado score รูปแบบการศึกษา : เป็นการศึกษาเชิงพรรณนาแบบไปข้างหน้า กลุ่มตัวอย่าง : ผู้ป่วยที่วินิจฉัยว่าเป็นไส้ติ่งอักเสบและได้รับการผ่าตัดไส้ติ่งออก 84 ราย วิธีการศึกษา : ศึกษาผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาผ่าตัดไส้ติ่งอักเสบ ระหว่าง 1 มีนาคม 2555ถึง 31 ตุลาคม 2555 โดยใช้ Alvarado score มาประเมิน และได้แบ่งเป็น 2 กลุ่มตามระดับคะแนน กลุ่มคะแนนน้อยกว่า 7 และ มากกว่าหรือเท่ากับ 7 และยืนยันการวินิจฉัยจากการตรวจทางพยาธิวิทยา และวิเคราะห์ความไว ความจ�ำเพาะ ค่าพยากรณ์บวก ผลบวกปลอม ผลลบปลอม อัตราส่วนความเป็นไปได้ และค่าประสิทธิภาพ ผลการศึกษา : ผู้ป่วยผ่าตัดไส้ติ่งอักเสบ 84 คน เพศชาย 36 คน เพศหญิง 48 คน ซึ่งผลการตรวจทาง พยาธิวิทยาพบว่าระดับคะแนนมากกว่า 7 เป็นโรคไส้ติ่งอักเสบจริง 71 คน ใน 74 คน และระดับคะแนนที่น้อยกว่า 7 เป็นโรคไส้ติ่งอักเสบจริง 6 คนใน 10 คน พบว่าการวินิจฉัยโดยใช้ระบบคะแนน Alvarado score มีความไว (Sensitivity) ร้อยละ 92.21 ความจ�ำเพาะ (Specificity) ร้อยละ 57.14 ค่าพยากรณ์บวก (Positive Predictive Value) ร้อยละ 95.95 ค่าพยากรณ์ลบ (Negative Predictive Value) ร้อยละ 40.00 ผลบวกปลอม (False Positive) ร้อยละ 4.05 ผลลบปลอม (False Negative) ร้อยละ 60.00 อัตราส่วนความเป็นไปได้ของผลการ ทดสอบที่เป็นบวกเท่ากับ 2.15 อัตราส่วนความเป็นไปได้ของผลการทดสอบที่เป็นลบ (Positive Likelihood Ratio) เท่ากับ 0.14 และค่าประสิทธิภาพ (Efficiency) ร้อยละ 89.29 สรุป : การวินิจฉัยโรคไส้ติ่งอักเสบเฉียบพลัน ด้วยระบบคะแนน Alvarado score สามารถใช้ ได้ง่าย มี ประสิทธิผลและประสิทธิภาพ ค�ำส�ำคัญ : ประสิทธิภาพ, โรคไส้ติ่งอักเสบ, Alvarado score ❍❍❍❍❍❍❍❍❍❍

ความเป็นมาและความส�ำคัญปัญหา โรคไส้ติ่งอักเสบเป็นโรคที่เกิดกับไส้ติ่งเป็นภาวะ ฉุ ก เฉิ น ทางศั ล ยกรรมที่ พ บบ่ อ ยที่ สุ ด 1 หากไม่ ไ ด้ รั บ การรักษาจะมีอัตราตายสูงจากภาวะเยื่อบุช่องท้องอักเสบ พบว่ามีความชุกของการเกิดโรคร้อยละ 7-8 2 อัตราการ ผ่าตัดจะพบใน 10:10000 คน 3 ผู้ป่วยมักมาด้วยอาการ ปวดท้องเฉียบพลัน และเป็นโรคที่มีปัญหาในการวินิจฉัย ให้ถกู ต้องค่อนข้างมาก ผูป้ ว่ ยหลายรายได้รบั การวินจิ ฉัย ว่าเป็นโรคนี้แต่เมื่อผ่าตัดเข้าไปก็พบว่าไส้ติ่งไม่มีการ อักเสบ ผู้ป่วยบางรายแม้จะไปพบแพทย์แต่ก็ได้รับการ วินิจฉัยว่าเป็นโรคอื่น จนกระทั่งไส้ติ่งแตกแล้วจึงได้รับ การวินิจฉัยที่ถูกต้อง ในเด็กและผู้สูงอายุพบว่าจะเกิด ปัญหารุนแรงถ้าได้รบั การวินจิ ฉัยและรักษาล่าช้าเนือ่ งจาก 30

วารสารโรงพยาบาลร้อยเอ็ด, กาฬสินธุ์, มหาสารคาม

ภูมิต้านทานต�่ำ ฉะนั้นการวินิจฉัยที่รวดเร็วและแม่นย�ำ จึงมีความส�ำคัญและให้การผ่าตัดรักษาอย่างทันท่วงที สามารถลดภาวะแทรกซ้อนได้ ในการวินิจฉัยไส้ติ่งอักเสบ โดยการซักประวัติ ตรวจร่างกาย และตรวจพื้นฐานทาง ห้องปฏิบัติการ ใช้ต�ำแหน่งการปวดท้องเป็นปัจจัยหลัก ส�ำคัญในการวินิจฉัย เคยมีการศึกษาสามารถให้ความ แม่นย�ำได้สูงสุดถึงร้อยละ 83-97 4 ซึ่งปัจจุบันมีการใช้ เทคโนโลยีที่ทันสมัยเพื่อช่วยในการวินิจฉัย เช่น การท�ำ อัลตราซาวด์ การตรวจเอกเรย์คอมพิวเตอร์ ซึ่งการ ตรวจดังกล่าวมีตน้ ทุนทีส่ งู และใช้ผทู้ เี่ ชีย่ วชาญเฉพาะ ซึง่ ไม่สามารถท�ำได้ ในโรงพยาบาลชุมชนทุกแห่งเพราะมี ข้อจ�ำกัดเรื่องบุคลากร เครื่องมือ และมีการน�ำ Alvarado score มาใช้เป็นแนวทางในการวินิจฉัยมากขึ้น แนวทาง


ประกอบด้วย ประวัติการปวดท้อง เบื่ออาหาร คลื่นไส้ หรืออาเจียน ตรวจร่างกาย ต�ำแหน่งที่ปวดท้อง rebound tenderness ตรวจภาวะการมีไข้และการตรวจทางห้อง ปฏิบัติการ complete blood count เพื่อดูจ�ำนวน เม็ดเลือดขาว และร้อยละเม็ดเลือดขาวชนิดนิวโทรฟิวล์ ซึ่งมีความสะดวกไม่สิ้นเปลือง โดยเคยมีการศึกษา มีความแม่นย�ำถึงร้อยละ 96.29 5 โรงพยาบาลสมเด็ จ พระยุ พ ราชเลิ ง นกทาเป็ น โรงพยาบาลชุมชนขนาด 60 เตียง ที่ให้บริการผ่าตัด ไส้ติ่งอักเสบภายใต้ทรัพยากรที่มีอย่างจ�ำกัด จากการ ศึกษาการตรวจวินิจฉัยโรคโดยการใช้ Alvarado score มีความแม่นย�ำสูง ผู้วิจัยจึงสนใจที่จะศึกษาโมเดลนี้ ในการวินิจฉัยโรคไส้ติ่งอักเสบของโรงพยาบาลสมเด็จ พระยุพราชเลิงนกทา

score กลุ่มตัวอย่างผู้ป่วยผ่าตัดไส้ติ่งอักเสบ ใน โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชเลิงนกทา จังหวัดยโสธร ตั้งแต่ 1 มีนาคม 2555 ถึง 31 ตุลาคม 2555 ทั้งหมด 84 คน ได้รับอนุญาตให้ท�ำการศึกษาจากผู้อ�ำนวยการ โรงพยาบาล ได้ ใช้เครื่องมือ Alvarado score ที่ได้รับ การปรั บ ปรุ ง จากผู ้ ศึ ก ษามาใช้ วิ นิ จ ฉั ย ผู ้ ป ่ ว ยโรคไส้ ติ่ ง อักเสบ และท�ำการผ่าตัดหลังจากนั้นทดสอบความ ถูกต้องของการวินิจฉัยจากผลการตรวจทางพยาธิวิทยา ซึ่งได้ส่งตรวจทุกราย วิเคราะห์ข้อมูลทั่วไป แจกแจง ความถี่ หาค่าเฉลี่ย ร้อยละ และวิเคราะห์ความตรง หรือความถูกต้อง (Validity) ของเครื่องมือ ความไว (Sensitivity) ความจ�ำเพาะ (Specificity) ค่าพยากรณ์ ที่ น ่ า จะเป็ น ของกลุ ่ ม เป็ น โรค (Positive value of predictive) ค่าพยากรณ์ที่น่าจะเป็นของกลุ่มไม่เป็นโรค (Negative value of predictive) ผลบวกปลอม (False positive) ผลลบปลอม (False negative) อัตราส่วน ความเป็ น ไปได้ (Likelihood Ratio; LR) และ ประสิทธิภาพ (Effective)

วัตถุประสงค์ของการวิจัย เพื่ อ ศึ ก ษาประสิ ท ธิ ภ าพในการวิ นิ จ ฉั ย โรคไส้ ติ่ ง อักเสบ โดยใช้ Alvarado score

ผลการศึกษา

วิธีด�ำเนินการวิจัย

การศึกษาในครั้งนี้มีผู้ป่วยผ่าตัดไส้ติ่งออกทั้งหมด จ�ำนวน 84 คน พบว่า เพศชาย 36 คน คิดเป็นร้อยละ 43 อายุเฉลี่ย 30.1 ปี อายุต�่ำสุด 5 ปี และสูงสุด 80 ปี เพศหญิง 48 คน ร้อยละ 57 อายุเฉลี่ย 32.6 ปี อายุต�่ำสุด 8 ปี และสูงสุด 76 ปี ดังตารางที่ 1

เป็นการศึกษาแบบ Descriptive prospective study ศึกษาข้อมูลไปข้างหน้าจากผูป้ ว่ ยทีเ่ ข้ารับการรักษา และให้การวินจิ ฉัยว่าเป็นไส้ตงิ่ อักเสบและได้รบั การผ่าตัด ไส้ตงิ่ ออกทุกราย มีวตั ถุประสงค์ เพือ่ ศึกษาประสิทธิภาพ ในการวินิจฉัยโรคไส้ติ่งอักเสบโดยใช้ระบบ Alvarado

ตารางที่ 1 จ�ำนวนร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าสูงสุดและต�่ำสุดของอายุจ�ำแนกตามเพศของผู้ป่วย( n = 84)

เพศ

จ�ำนวน

ร้อยละ

ชาย หญิง

36 48

42.86 57.14

อายุ (ปี)

ค่าเฉลี่ย

ค่าสูงสุด

ค่าต�่ำสุด

30.1 32.6

80 76

5 8

พบว่าระยะเวลาป่วยน้อยกว่า 24 ชั่วโมงจ�ำนวน 74 คน คิดเป็นร้อยละ 74 ระหว่าง 24-48 ชั่วโมง จ�ำนวน 8 คน ร้อยละ 9.52 และมากกว่า 48 ชั่วโมง จ�ำนวน 2 คน ร้อยละ 2.38 ดังตารางที่ 2 ปีที่ 19 ฉบับที่ 1 ประจำ�เดือนตุลาคม 2555

31


ตารางที่ 2 จ�ำนวน และร้อยละ ของผู้ป่วย จ�ำแนกตามระยะเวลาการป่วย (ชั่วโมง) (n = 84)

ระยะเวลาป่วย (ชม.)

จ�ำนวน (คน)

ร้อยละ

< 24 ชม. ≥ 24-48 ชม.

74 8

88.10 9.52

อาการแสดงและค่า Lab พบว่า กดเจ็บท้องน้อยด้านขวา จ�ำนวน 84 คน ร้อยละ 100 ผลตรวจทางห้อง ปฏิบัติการพบจ�ำนวนเม็ดเลือดขาวมากกว่าหรือเท่ากับ 10,000 mm 3 จ�ำนวน 70 คนร้อยละ 83.33 เบื่ออาหาร จ�ำนวน 74 คน ร้อยละ 80.09 Migratory RIF pain จ�ำนวน 66 คน ร้อยละ 78.57 PMN ≥ 75% จ�ำนวน 63 คน ร้อยละ 75.00 Rebound Tenderness จ�ำนวน 62 คน ร้อยละ 73.81 คลื่นไส้อาเจียน จ�ำนวน 57 คน ร้อยละ 67.85 และวัดอูณหภูมิ ≥ 37.3 ํC จ�ำนวน 56 คน ร้อยละ 66.66 ตามล�ำดับ ดังตารางที่ 3 ตารางที่ 3 แสดงค่าคะแนน Alvarado score แยกเป็นอาการ อาการแสดงและค่า Lab critical feature แยกเป็นคะแนน score จ�ำนวน และร้อยละ (n = 84) Variable Symptoms Sings Lab

Critical features Migratory RIF pain Anorexia Nausea and vomiting Tenderness RIF Rebound Tenderness Evaluate Temp. (BT ≥ 37.3 ํC) Leukocytes (wbc ≥ 10,000 mm 3) Shift to left (PMN ≥ 75%)

score 1 1 1 2 1 1 2 1

จ�ำนวน (คน) ร้อยละ 66 78.57 74 80.09 57 67.85 84 100.00 62 73.81 56 66.66 70 83.33 63 75.00

พบว่าผลการวินิจฉัยไส้ติ่งอักเสบได้รับการยืนยันจากการตรวจทางพยาธิวิทยา (Biopsy) เป็น Appendicitis จ�ำนวน 77 คน คิดเป็นร้อยละ 91.66 Lymphoid hyperplasia จ�ำนวน 5 คน ร้อยละ 5.95 และ Acute Cholecystitis and Twist ovarian ตารางที่ 4 จ�ำนวนและร้อยละ ของผู้ป่วย จ�ำแนกตามประเภทการค้นพบ(ผลการวินิจฉัย) (n = 84)

การค้นพบ (ผลการวินิจฉัย) Appendicitis Lymphoid hyperplasia Acute Cholecystitis and Twist ovarian cyst

จ�ำนวน (คน) 77 5 2

ร้อยละ 91.66 5.95 2.38

จากผลตรวจทางพยาธิวิทยาเพื่อยืนยันการวินิจฉัยพบว่า ระดับคะแนนมากกว่าหรือเท่ากับ 7 (ให้ผลบวก) 74 คน คะแนนน้อยกว่า 7 (ให้ผลลบ) 10 คน ได้ผลความไว (Sensitivity) ร้อยละ 92.21 ความจ�ำเพาะ (Specificity) ร้อยละ 57.14 ค่าพยากรณ์บวก (Positive Predictive Value) ร้อยละ 95.95 ค่าพยากรณ์ลบ (Negative Predictive Value) ร้อยละ 40.00 ผลบวกปลอม (False Positive) ร้อยละ 4.05 ผลลบปลอม (False Negative) ร้อยละ 60.00 อัตราส่วนความเป็นไปได้ของผลการทดสอบที่เป็นบวก (Positive Likelihood Ratio ) เท่ากับ 2.15 อัตราส่วนความเป็นไปได้ของผลการทดสอบที่เป็นลบ (Negative Likelihood Ratio) เท่ากับ 0.14 และค่า 32

วารสารโรงพยาบาลร้อยเอ็ด, กาฬสินธุ์, มหาสารคาม


ประสิทธิภาพ (Efficiency) ร้อยละ 89.29 และสรุปได้ว่าคะแนนมากกว่าหรือเท่ากับ 7 เป็นไส้ติ่งอักเสบ 71 คน คิดเป็นร้อยละ 84.52 คะแนนน้อยกว่า 7 ไส้ติ่งอักเสบ 6 คน ร้อยละ 7.14 และไส้ติ่งปกติ 4 คน ร้อยละ 4.76 ดังตารางที่ 5 ตารางที่ 5 ผลการวินิจฉัยโรคด้วย Alvarado Score เทียบกับผลตรวจของจุลพยาธิวิทยา (n = 84) Modified Alvarado Score

Histopathology Positive

Histopathology Negative

total

Alvarado ≥ 7 (positive) Alvarado < 7 (Negative) รวม

71 6 77

3 4 7

74 10 84

อภิปรายผล โรคไส้ติ่งอักเสบเป็นโรคที่พบบ่อยในทางศัลยกรรม และได้รับการวินิจฉัยโดยใช้ Alvarado score เป็นวิธีที่ ง่าย ประหยัดและมีความน่าเชื่อถือ มีประสิทธิภาพเมื่อใช้อย่างถูกต้อง ผลการศึกษาพบว่า เพศชาย ร้อยละ 43 เพศหญิง ร้อยละ 57 ซึ่งสอดคล้องกับการศึกษาของพิเชษฐ์ 6 ที่พบในหญิงมากกว่าชาย ระยะเวลาการป่วยก่อนมาโรงพยาบาลส่วนใหญ่น้อยกว่า 24 ชั่วโมง ร้อยละ 88 ซึ่งไม่ แตกต่างจากการศึกษาอื่น 7 อาการที่พบมากที่สุดในการศึกษาครั้งนี้ ได้แก่ อาการ Tenderness RIF คิดเป็น ร้อยละ 100.00 รองลงมาเป็น Leukocytes (wbc ≥ 10,000 mm 3) ร้อยละ 83.33 และ Anorexia ร้อยละ 80.09 ตามล�ำดับ ซึ่งสอดคล้องกับการศึกษาของพิเชษฐ พืดขุนทด (2554) 6 ส�ำหรับระดับคะแนนมากกว่า 7 เป็นโรคไส้ติ่งอักเสบจริง 71 คนใน 74 คน และระดับคะแนนที่น้อยกว่า 7 เป็นโรคไส้ติ่งอักเสบจริง 6 คนใน 10 คน มีความจ�ำเพาะ ร้อยละ 57.14 ค่าพยากรณ์ลบ ร้อยละ 40.00 ผลบวกปลอม ร้อยละ 4.05 ผลลบปลอม ร้อยละ 60.00 อัตราส่วนความเป็นไปได้ของผลการทดสอบที่เป็นบวก เท่ากับ 2.15 อัตราส่วนความเป็นไปได้ของ ผลการทดสอบที่เป็นลบ เท่ากับ 0.14 มีความไว ร้อยละ 92.21 ค่าพยากรณ์บวก ร้อยละ 95.95 ซึ่งใกล้เคียงกับ การศึกษาของพิเชษฐ 6 ซึ่งมีความไว ร้อยละ 95.76 ค่าพยากรณ์บวก ร้อยละ 99.12 และสูงกว่าการศึกษาของ AlHashemy et al 8 ซึ่งมีความไวในการวินิจฉัยร้อยละ 53 และค่าประสิทธิภาพ ร้อยละ 89.29 ผลการตรวจยืนยัน ทางพยาธิวิทยา คะแนนมากกว่าหรือเท่ากับ 7 พบว่าเป็นไส้ติ่งอักเสบ ร้อยละ 84.52 ซึ่งยืนยันเครื่องมือนี้ได้ว่า ประสิทธิภาพใช้งานสูงชนิดหนึ่ง สอดคล้องกับการศึกษาของพิเชษฐ 6 และผลการศึกษาการวินิจฉัยที่เหลือผล คลาดเคลื่อนไป 3 ราย คือ Lymphoid hyperplasia, Acute Cholecystitis และ Twist ovarian cyst ซึ่งก็มี โอกาสเป็นไปได้เพราะเป็นอวัยวะที่อยู่ด้านขวาเหมือนกัน การใช้ Alvarado score อาจจะยังไม่เพียงพอ การวินิจฉัยแยกโรคอาจต้องตรวจอย่างอื่นร่วมด้วย เช่น การตรวจอัลตราซาวด์หรืออื่นๆ การศึกษาที่ผ่านมาพบว่า การท�ำอัลตราซาวด์ ในการวินิจฉัยมีความไว ร้อยละ 55-59 ความจ�ำเพาะ ร้อยละ 85-98 การท�ำเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ถูกต้อง ร้อยละ 89-97 ความจ�ำเพาะ ร้อยละ 93-94 ซึ่งจากการตรวจทั้ง 2 อย่างที่กล่าวมาไม่ ได้บ่งบอกว่าการวินิจฉัยมีความถูกต้องมากขึ้นและไม่ ได้ช่วยลดการผ่าตัด ผิดพลาดหรือคลาดเคลื่อน 9, 10 อีกทั้งยังสิ้นเปลืองและการตรวจพิเศษที่กล่าวมาไม่สามารถใช้ ได้กับทุกโรงพยาบาล โดยเฉพาะโรงพยาบาลชุมชนเพราะเป็นข้อจ�ำกัดที่ยังขาดแคลนเครื่องมือเหล่านี้ และการศึกษาของณิปไทย 11 ที่พบความแม่นย�ำ ร้อยละ90.96 ได้มีการเพิ่มการตรวจ complete blood count เพื่อดูระดับเม็ดเลือดขาว และ ร้อยละของเม็ดเลือดขาวชนิดนิวโทรฟิวล์ ตามแนวทางการวินิจฉัยของ Alvarado score นั้นง่ายและไม่สิ้นเปลือง สามารถใช้ ได้ ในโรงพยาบาลชุมชน ปีที่ 19 ฉบับที่ 1 ประจำ�เดือนตุลาคม 2555

33


สรุปผลการศึกษา ถึงแม้วา่ การวินจิ ฉัยโรคไส้ตงิ่ อักเสบเฉียบพลันยังคงต้องใช้ขอ้ มูลหลักจากอาการทางคลินกิ ของผูป้ ว่ ยเป็นส�ำคัญ อย่างไรก็ตาม Alvarado score เป็นเครื่องมืออย่างหนึ่งที่ช่วยในการวินิจฉัยภาวะไส้ติ่งอักเสบได้อย่างแม่นย�ำ มีประสิทธิผลและประสิทธิภาพไม่สิ้นเปลืองเวลาและค่าใช้จ่าย สามารถน�ำไปใช้ ในทางปฏิบัติได้จริง และใช้เป็น เกณฑ์ในการพิจารณารับผู้ป่วยไว้ ในโรงพยาบาลเพื่อลดการ admitted ผู้ป่วยโดยไม่จ�ำเป็น ซึ่งน�ำไปสู่การลดจ�ำนวน วันนอนโรงพยาบาล และลดต้นทุนค่ารักษาพยาบาลได้ ในที่สุด ❍❍❍❍❍❍❍❍❍❍

กิตติกรรมประกาศ ขอขอบพระคุณผู้อ�ำนวยการโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชเลิงนกทา นายแพทย์วรวิทย์ เจริญพร ที่อนุญาตให้ท�ำการศึกษาและเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชเลิงนกทา ทุกท่านที่ให้ความร่วมมือ ครั้งนี้

34

วารสารโรงพยาบาลร้อยเอ็ด, กาฬสินธุ์, มหาสารคาม


• เอกสารอ้างอิง • 1. F. Charles Brunicardi: Schwartz’s PRINCIPLES OF SURGERY 5th. ed.McGraw - Hill Book Co. 1998; 1315 -1326 2. Christain F, Christain GP. A simple scoring system to reduce the negative appendectomy rate. Ann R coll Surg Engl 1992; 74:281-5 3. Flum DR, Morris A, Koepsell T, et al: Has misdiagnosis of appendicitis decrease over time. Apopulation-based analysis. JAMA 2001; 286:1748. 4. John H, Neff U, Kelemen M. Appendicitis diagnosis today: clinical and ultrasonic deduction. World J Surg 1993; 17:243. 5. จรีรัตน์ พันแสน. ประสิทธิผลของระบบคะแนนในการวินิจฉัยผู้ป่วยไส้ติ่งอักเสบ ณ โรงพยาบาลพระพุทธบาท จังหวัดสระบุรี. วารสารวิจัย วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนีพระพุทธบาท 2552; 26 - 29 6. พิเชษฐ พืดขุนทด. (2554) ความแม่นย�ำในการวินจิ ฉัยโรคไส้ตงิ่ อักเสบโดยใช้ระบบคะแนน Alvarado score. วารสารการแพทย์ โรงพยาบาลศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ 2554;26:149-156 7. Addiss DG, Shaffer N, Fowerler BS,et al: The epidermiology of appendicitis and appendectomy in the United state. Am J Epidemoil 1990; 132. 8. AlHashemy AM, Saleem MI. Appraisal of the modified Alvarado score for acute appendicitis in adults. Saudi Med J 2004; 25:1229-31 9. Kaiser S, Frenckerner B, Jorulf HK: Suspect appendicitis in children: US and CT-A retrospective randomized study. Radiology 2002; 223:633. 10. Douglas CD, Macpherson NE, David son PM, et al : Randomized controlled trial of ultrasonofraphy in diagnosis of acute appendicitis, in corporating the Alvarado score. Brit Med J 2000;321:1. 11. ณิปไทย ศีลาเจริญ.(2551). ความแม่นย�ำในการวินิจฉัย โรคไส้ต่ิงอักเสบ โดยการซักประวัติและตรวจ ร่างกายเพียงอย่างเดียวในโรงพยาบาลเดิมบางนางบวช. วารสารการแพทย์ โรงพยาบาลอุดรธานี 2551 ; 16 : 169-76

❍❍❍❍❍❍❍❍❍❍

ปีที่ 19 ฉบับที่ 1 ประจำ�เดือนตุลาคม 2555

35


Effectiveness of Foot Massage to Reduce Foot Neuropathy in the Diabetic Patients ประสิทธิผลของการนวดเท้าในผู้ป่วยเบาหวานที่มีอาการเท้าชา ••••••••••••••••••••••••••• Jittsakul Sakunasing and ect. จิตต์สกุล ศกุนะสิงห์ และคณะ

ABSTRACT From the educational effectiveness of foot massage to reduce foot neuropathy in the diabetic patients. For example the patient of diabetes with loss of sensory of foot do not receive medication to reduce foot neuropathy in a moderate group which serviced from Roi-et hospital. 50 patients received foot massage with the technical foot massage guidelines for health Institute of Thai Traditional Medicine. Ministry of Public Health (without using the wooden steps foot) with the pressure points Nakabaht and massage 3 line of tibia, 5 time. The results showed as follows: the majority of sample were ; the female 84 %, age up to 60 years old 64%, weight in the range of 50-59 kgs. 48%, hight in the range of 150-159 cm. 74%, BMI up to 25 kgs/m2 40 %, an education was primary 88%, farming were most of occupation. 56% , duration of illness in the range 11-15 years 34% and blood sugar levels in the range of 111-151 mg% 40%. When patients received foot massage they had reduced foot neuropathy at left foot and right foot. The difference between before and after foot massage significant statistically. (p <0.05). Keywords : foot massage in the diabetic patients

36

วารสารโรงพยาบาลร้อยเอ็ด, กาฬสินธุ์, มหาสารคาม


บทคัดย่อ ปลายประสาทเสื่อมจากเบาหวาน การสูญเสียความรู้สึกที่เท้า ท�ำให้เสี่ยงต่อการบาดเจ็บ น�ำมาสู่การเกิดแผล และติดเชื้อจนสูญเสียการท�ำงาน และอาจถูกตัดขาในที่สุด การนวดเท้าเป็นศาสตร์และศิลป์ของการแพทย์แผนไทย ที่สามารถน�ำมาใช้ ในการดูแลรักษาอาการเท้าชาได้ จากการศึกษา ประสิทธิผลของการนวดเท้าในผู้ป่วยเบาหวาน ที่มีอาการเท้าชาในกลุ่มตัวอย่างผู้ป่วยเบาหวานที่มีอาการเท้าชาและไม่ ได้รับยาเพื่อลดอาการเท้าชา ในกลุ่มเสี่ยง ปานกลาง ซึ่งมารับบริการในโรงพยาบาลร้อยเอ็ด จ�ำนวน 50 คน โดยใช้การนวดเท้าตามแนวทางหลักสูตร การนวดเท้าเพื่อสุขภาพ สถาบันการแพทย์แผนไทย กระทรวงสาธารณสุข (โดยไม่ใช้ขั้นตอนใช้ ไม้นวดเท้า) ร่วมกับ การกดจุดนาคบาท และนวดแนวพื้นฐานขาด้านนอกท่อนล่าง 3 แนว แนวละ 5 รอบ พบว่า ในกลุ่มทดลองผู้ป่วย เบาหวานที่มีอาการเท้าชา ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง คิดเป็นร้อยละ 84.0 อายุ 60 ปี ขึ้นไป คิดเป็นร้อยละ 64.0 น�้ำหนักอยู่ในช่วง 50-59 ก.ก. คิดเป็นร้อยละ 48.0 ส่วนสูงอยู่ในช่วง 150-159 เซนติเมตร คิดเป็นร้อยละ 74.0 ดัชนีมวลกาย 25 ก.ก./เมตร 2 ขึ้นไป คิดเป็นร้อยละ 40.0 การศึกษาสูงสุดในระดับประถมศึกษา คิดเป็นร้อยละ 88.0 ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรมคิดเป็นร้อยละ 56.0 ระยะเวลาที่เป็นเบาหวานอยู่ในช่วง 11-15 ปี คิดเป็นร้อยละ 34.0 และระดับน�้ำตาลในเลือดอยู่ในช่วง 111-151 mg% คิดเป็นร้อยละ 40.0.0 และเมื่อได้รับ การนวดเท้าพบว่า กลุ่มทดลองมีอาการเท้าชาลดลงทั้งเท้าซ้ายและเท้าขวา โดยมีความแตกต่างกันระหว่างก่อนและ หลังการนวดเท้าอย่างมีนัยส�ำคัญทางสถิติ (p < 0.05) ค�ำส�ำคัญ : นวดเท้าในผู้ป่วยเบาหวาน ❍❍❍❍❍❍❍❍❍❍

บทน�ำ : จากความส�ำคัญของปัญหาในผู้ป่วยเบาหวาน ซึ่ง เกิ ด จากพยาธิ ส ภาพของโรค ปั ญ หาในผู ้ ป ่ ว ยที่ เ ป็ น เบาหวานมานาน และปัญหาการควบคุมระดับน�้ำตาล ในเลือดไม่ ได้ เกิดการเปลี่ยนแปลงของเส้นเลือดและ อวัยวะต่างๆ เช่น ตา ไต ระบบประสาท และหัวใจ ท� ำ ให้ ผู ้ ป ่ ว ยเกิ ด ภาวะแทรกซ้ อ นได้ ต ามระบบต่ า งๆ ดังกล่าว อาการแทรกซ้อนทางระบบประสาทกลุ่มหนึ่ง ซึ่งส�ำคัญ คือ อาการที่เกิดจากปลายประสาทส่วนปลาย เสื่อม เป็นความผิดปกติที่พบได้บ่อยในผู้ป่วยเบาหวาน โดยผู้ป่วยมักจะสูญเสียประสาทรับความรู้สึกบริเวณเท้า เริ่มที่นิ้วเท้าและลุกลามขึ้นไปเรื่อยๆ ผู้ป่วยมักจะไม่รู้สึก เจ็บ และไม่รับรู้ความร้อนเย็นที่เท้าและขาทั้งสองข้าง จึงท�ำให้ผู้ป่วย ได้รับบาดเจ็บได้ง่าย เกิดบาดแผลหายช้า ยิ่งร่วมกับภาวะที่เส้นเลือดผิดปกติมีเลือดไปเลี้ยงที่เท้า ไม่เพียงพอด้วยแล้ว ประกอบกับพฤติกรรมสุขภาพของ ผู้ป่วย อันอาจก่อให้เกิดการเจ็บป่วยที่รุนแรงมากขึ้น โอกา���ที่จะสูญเสียเท้า ถึง 40 เท่าของคนปกติ ผู้ป่วย เบาหวานที่มีแผลที่เท้าพบว่าประมาณ 7-20% จะน�ำ

ไปสู่การถูกตัดขา การถูกตัดขาในผู้ป่วยเบาหวาน 85% เริ่มจากการ มีแผลที่เท้า 1 การเกิดแผลที่เท้าและการ ถูกตัดขาหรือเท้าในผู้ป่วยเบาหวานเป็นผลมาจากปัจจัย เสี่ยงหลายประการร่วมกัน ดังนั้นแนวทางปฏิบัติในการ ดูแลรักษาเท้าจึงมีความส�ำคัญมากในการป้องกันการเกิด แผลที่เท้าและการถูกตัดขาหรือเท้า 2 การถูกตัดขา เป็นภาวะที่น่ากลัวส�ำหรับผู้ป่วยเบาหวาน ท�ำให้ผู้ป่วย มีคุณภาพชีวิตลดลง เป็นภาระต่อครอบครัว เกิดปัญหา ทางสังคมและเศรษฐกิจจากภาระค่าใช้จ่ายทางการแพทย์ สูงขึ้น ดังนั้นเพื่อเป็นการส่งเสริมคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย และลดภาระค่าใช้จ่ายทางการแพทย์ ที่จะเกิดขึ้นจาก ผลการเกิดภาวะแทรกซ้อนในผู้ป่วย การชี้แนะให้ผู้ป่วย ได้ตระหนักถึงความส�ำคัญของปัญหาที่เท้า สังเกต และ ดูแลตนเองได้อย่างเหมาะสม เพือ่ สนองนโยบายส่งเสริม และพัฒนางานการแพทย์แผนไทยให้มีการผสมผสาน เข้าในระบบบริการสาธารณสุขอย่างเหมาะสม การน�ำ การนวดไทยซึ่งเป็นภูมิปัญญาอันล�้ำค่าของไทย เป็น ศาสตร์และศิลป์แขนงหนึ่งในการดูแลสุขภาพตามแนว ปีที่ 19 ฉบับที่ 1 ประจำ�เดือนตุลาคม 2555

37


ธรรมชาติ มาใช้ ในการรักษาผู้ป่วยเบาหวานที่มีอาการ เท้าชา เพื่อลดอาการเท้าชาในผู้ป่วยเบาหวาน น่าจะเกิด ผลดีต่อสุขภาพของผู้ป่วย ทั้งนี้เพราะประโยชน์ที่เกิด จากการนวดมีมากมาย เช่น การนวดช่วยลดการเกร็งตัว ของกล้ามเนื้อ เพิ่มระบบการไหลเวียนโลหิตและน�้ำเหลือง กระตุ้นระบบประสาท เพิ่มประสิทธิภาพและฟื้นฟูระบบ ทางเดินหายใจ เป็นต้น รวมถึงเพื่อน�ำผลการวิจัยที่ได้รับ ไปปรับใช้ ในงานบริการพยาบาล และเป็นแนวทางการ ดูแลรักษาผู้ป่วยเบาหวานที่มีอาการเท้าชาผสมผสานกับ การแพทย์แผนปัจจุบันต่อไป

ระเบียบวิธีการศึกษา : รูปแบบการศึกษาเป็นการทดลอง แบบ pre experiment แบบ one group pre-posttest วัสดุอุปกรณ์ กลุม่ ตัวอย่าง คือผูป้ ว่ ยเบาหวาน ซึง่ หมายถึงผูป้ ว่ ย ที่แพทย์ ให้การวินิจฉัยว่าเป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 มี อาการเท้าชาในระดับ Moderate โดยการตรวจเท้าและ ประเมินอาการเท้าชาของผู้ป่วยเบาหวานด้วย monofilament (ขนาด 10 กรัม) แล้วไม่รู้สึกอย่างน้อย 1 จุด จาก 4 จุดของเท้าข้างใดข้างหนึ่งหรือทั้งสองข้าง ถือว่า สูญเสียความรู้สึกในการป้องกันอันตราย (loss of protective) 3 และผู้ป่วย ไม่มีแผลที่เท้า อายุตั้งแต่ 20 ปี ขึ้นไป ความดันโลหิต < 160/100 mmHg เป็น กลุ่มผู้ป่วยเบาหวานที่มีอาการเท้าชาและไม่ได้รับยาเพื่อ ลดอาการเท้าชา ซึ่งมารับบริการในโรงพยาบาลร้อยเอ็ด ระหว่างเดือนตุลาคม 2552 - กันยายน 2553 สุ่ม ตัวอย่างอย่างง่ายแบบเฉพาะเจาะจง จ�ำนวน 50 คน โดยก่อนท�ำการทดลองได้รับการขออนุมัติและผ่านการ พิจารณาจากคณะกรรมการจริยธรรมของโรงพยาบาล และผู้ป่วยยินยอมให้ท�ำการทดลอง เครื่องมือที่ ใช้ ในการวิจัย ประกอบด้วย เครื่อง monofilament ใช้ขนาด 5.07 (น�้ำหนัก 10g ) เป็น เครื่ อ งมื อ ตรวจดู ก ารสู ญ เสี ย ความรู ้ สึ ก ในการป้ อ งกั น อันตราย (loss of protective sensation) ซึ่งเป็นการ ตรวจ light touch pressure ที่มีลักษณะ semiquantitative test เนื่องจากใช้ง่าย ราคาถูก และเชื่อถือ ได้ แบบสอบถามแบ่งเป็น 2 ส่วน โดยส่วนที่ 1 ข้อมูล ทั่วไป และส่วนที่ 2 แบบประเมินสภาพปลายประสาท 38

วารสารโรงพยาบาลร้อยเอ็ด, กาฬสินธุ์, มหาสารคาม

ส�ำหรับผู้ที่ได้รับการนวดเท้า เก็บรวบรวมข้อมูล โดย การนวดเท้าและการสัมภาษณ์ วิธีการศึกษา เมื่อตรวจเท้าและประเมินอาการเท้าชาของผู้ป่วย เบาหวานแล้ว ท�ำการนวดเท้าโดยใช้วิธีการนวดตาม หลักสูตรการนวดเท้าเพื่อสุขภาพ ของกรมพัฒนาการแพทย์ แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข (โดยไม่ ใช้ขั้นตอนใช้ ไม้นวดเท้า) 4 ร่วมกับการกดจุด นาคบาท และนวดแนวพื้นฐานขาด้านนอก ท่อนล่าง 3 แนว แนวละ 5 รอบ และนวดคลายกล้ามเนื้อ 5 การเก็บรวบรวมข้อมูล 1. เก็บรวบรวมข้อมูลโดยท�ำการนวดเท้าในกลุ่ม ทดลองใช้ระยะเวลาการนวด 1 ชั่วโมง ต่อครั้ง โดย อาสาสมัครแต่ละคนจะต้องได้รบั การเจาะเลือดเพือ่ ตรวจ ดูระดับน�้ำตาลในเลือดและรับการประเมินอาการชาเท้า ก่อนและหลังการนวดเท้าทันทีโดยใช้เครื่อง monofilament (ขนาด 5.07 หรือ 10 กรัม) 2. เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม การวิเคราะห์ข้อมูล 1. การวิเคราะห์ข้อมูลทั้ง 2 ส่วน โดยใช้ โปรแกรม ส�ำเร็จรูปคอมพิวเตอร์ ใช้สถิติพรรณนาได้แก่ความถี ่ ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 2. เปรี ย บเที ย บประสิ ท ธิ ผ ลของการนวดก่ อ น และหลังการทดลองในกลุ่มเดียวกัน โดยใช้ t-test

ผลการศึกษา (Result) : ส่วนที่ 1 ข้อมูลทั่วไป พบว่า ในกลุ่มทดลองผู้ป่วยเบาหวานที่มีอาการ เท้าชา ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง คิดเป็นร้อยละ 84.0 อายุ 60 ปี ขึ้นไป คิดเป็นร้อยละ 64.0 น�้ำหนักอยู่ในช่วง 50-59 ก.ก. คิดเป็นร้อยละ 48.0 ส่วนสูงอยู่ในช่วง 150-159 เซนติ เ มตร คิ ด เป็ น ร้ อ ยละ 74.0 ดั ช นี มวลกาย 25 ก.ก./เมตร 2 ขึ้นไป คิดเป็นร้อยละ 40.0 การศึกษาสูงสุดในระดับประถมศึกษา คิดเป็นร้อยละ 88.0 ส่ ว นใหญ่ ป ระกอบอาชี พ เกษตรกรรมคิ ด เป็ น ร้อยละ 56.0 ระยะเวลาที่เป็นเบาหวานอยู่ ในช่วง 11-15 ปี คิดเป็นร้อยละ 34.0 และระดับน�้ำตาล ในเลือดอยู่ ในช่วง 111-151 mg% คิดเป็นร้อยละ 40.0.0 ตามตารางที่ 1


ตารางที่ 1 จ�ำนวนและร้อยละของกลุ่มตัวอย่างจ�ำแนกตามข้อมูลทั่วไป

ข้อมูลทั่วไป เพศ ชาย หญิง อายุ (ปี) < 40 ปี 40 - 49 ปี 50 - 59 ปี ≥ 60 ปี χ = 61.6 S.D = 9.1 น�้ำหนัก (ก.ก.) < 50 ก.ก. 50-59 ก.ก. 60 - 69 ก.ก. 70 - 79 ก.ก. ≥ 80 ก.ก. χ = 57.9 S.D = 8.9 ส่วนสูง (ซม.) < 150 ซม. 150 - 159 ซม. 160 - 169 ซม. ≥ 170 ซม. χ = 154.5 S.D = 5.8 ดัชนีมวลกาย (BMI) < 23 23 - 24.99 ≥ 25 χ = 24.3 S.D = 3.1 ระดับการศึกษา ประถมศึกษา มัธยม ปริญญาตรี อาชีพ เกษตรกรรม แม่บ้าน ข้าราชการ รับจ้าง อื่นๆ

จ�ำนวน (คน)

ร้อยละ

8.0 42.0

16.0 84.0

0.0 5.0 13.0 32.0

0.0 10.0 26.0 64.0

6.0 24.0 16.0 3.0 1.0

12.0 48.0 32.0 6.0 2.0

2.0 37.0 10.0 1.0

4.0 74.0 20.0 2.0

17.0 13.0 20.0

34.0 26.0 40.0

44.0 4.0 2.0

88.0 8.0 4.0

28.0 19.0 1.0 1.0 1.0

56.0 38.0 2.0 2.0 2.0 ปีที่ 19 ฉบับที่ 1 ประจำ�เดือนตุลาคม 2555

39


ตารางที่ 1 จ�ำนวนและร้อยละของกลุ่มตัวอย่างจ�ำแนกตามข้อมูลทั่วไป (ต่อ)

ข้อมูลทั่วไป

จ�ำนวน (คน)

ร้อยละ

ระยะเวลาที่เป็นเบาหวาน ≤ 5 ปี 6 - 10 ปี 11 - 15 ปี 16 - 20 ปี > 20 ปี χ = 12.9 S.D = 6.8

8.0 10.0 17.0 10.0 5.0

16.0 20.0 34.0 20.0 10.0

ระดับน�้ำตาลในเลือด (mg %) < 110 111 - 151 152 - 192 193 - 233 234 - 274 ≥ 275 χ = 152.3 S.D = 62.8

11.0 20.0 12.0 1.0 4.0 2.0

22.0 40.0 24.0 2.0 8.0 4.0

ส่วนที่ 2 แบบประเมินสภาพปลายประสาทส�ำหรับผู้ที่ ได้รับการนวดเท้า ผลการศึกษาพบว่าผู้ป่วยเบาหวานที่มีอาการเท้าชาและไม่ได้รับยาเพื่อลดอาการเท้าชาในกลุ่มทดลอง เมื่อ ได้รับการนวดเท้ามีอาการเท้าชาลดลงทั้งเท้าซ้ายและเท้าขวา มีความแตกต่างกันระหว่างก่อนและหลังการนวดเท้า อย่างมีนัยส�ำคัญทางสถิติ ดังรายละเอียดในตารางที่ 2 และตารางที่ 3 ตารางที่ 2 จ�ำนวนและร้อยละของกลุ่มตัวอย่างจ�ำแนกตาม จ�ำนวนจุดที่มีอาการเท้าชา

40

ข้อมูลทั่วไป • ก่อนการนวดเท้า เท้าซ้าย 0 จุด 1 จุด 2 จุด 3 จุด 4 จุด χ = 2.7 S.D = 1.6 เท้าขวา 0 จุด 1 จุด 2 จุด 3 จุด 4 จุด χ = 2.7 S.D = 1.5

วารสารโรงพยาบาลร้อยเอ็ด, กาฬสินธุ์, มหาสารคาม

จ�ำนวน (คน)

ร้อยละ

7.0 8.0 4.0 5.0 26.0

14.0 16.0 8.0 10.0 52.0

7.0 6.0 7.0 5.0 25.0

14.0 12.0 14.0 10.0 50.0


ตารางที่ 2 จ�ำนวนและร้อยละของกลุ่มตัวอย่างจ�ำแนกตาม จ�ำนวนจุดที่มีอาการเท้าชา (ต่อ)

ข้อมูลทั่วไป • หลังการนวดเท้า เท้าซ้าย 0 จุด 1 จุด 2 จุด 3 จุด 4 จุด χ = 1.9 S.D = 1.7 เท้าขวา 0 จุด 1 จุด 2 จุด 3 จุด 4 จุด χ = 1.6 S.D = 1.7

����ำนวน (คน)

ร้อยละ

16.0 8.0 6.0 4.0 16.0

32.0 16.0 12.0 8.0 32.0

22.0 5.0 5.0 6.0 12.0

44.0 10.0 10.0 12.0 24.0

ตารางที่ 3 เปรียบเทียบความแตกต่างก่อนและหลังการนวดเท้าของกลุ่มตัวอย่าง

กลุ่ม เท้าซ้าย - ก่อนนวด - หลังนวด เท้าขวา - ก่อนนวด - หลังนวด

χ

S.D.

t

p

2.700 1.920 2.700 1.620

1.568 1.688 1.528 1.688

3.812

0.000

5.200

0.000

วิจารณ์ (discussion) : ผู้ป่วยเบาหวานในกลุ่มทดลอง เป็นผู้ป่วยเบาหวาน ชนิดที่ 2 ที่มีปัญหาเท้าชาในระดับ Moderate คือ การ ตรวจพบเท้ า ชา คล� ำ ชี พ จรผิ ด ปกติ ผิ ว หนั ง และเล็ บ ผิดปกติ การรับความรู้สึกผิดปกติ ส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุ รูปร่างอ้วน ดัชนีมวลกายมากกว่าปกติ (ค่าปกติ 2325 mg% คนเอเชียไม่ควรเกิน 23 mg%) ระยะเวลา ที่เป็นเบาหวานไม่น้อยกว่า 11 ปี ซึ่งปัจจัยเหล่านี้อาจ ส่งผลต่อการด�ำเนินของพยาธิสภาพของโรคเกิดปลาย ประสาทเสื่อม (Peripheral neuropathy) ได้ ซึ่งเมื่อ ตับอ่อนไม่สามารถสร้างอินซูลินได้อย่างเพียงพอ หรือ ร่างกายตอบสนองต่ออินซูลินได้น้อยกว่าปกติ จึงไม่ สามารถเผาผลาญคาร์ โบไฮเดรตรวมถึงโปรตีนและไขมัน

บางส่วนได้อย่างเหมาะสม ท�ำให้ระดับน�้ำตาลในเลือดสูง กว่าปกติ เลือดไปเลี้ยงอวัยวะส่วนปลายได้น้อย และ ประกอบกับพฤติกรรมสุขภาพที่ไม่เหมาะสมจึงส่งเสริม ให้เกิดอาการมากขึ้น ผลการศึ ก ษาตรงกั บ สมมติ ฐ านของการวิ จั ย ที่ ว ่ า การนวดท�ำให้อาการเท้าชาลดลง ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบ ความรูส้ กึ ของเท้าก่อนและหลังการนวดเท้า จากการตรวจ ประเมินด้วยเครื่อง monofilament พบว่า มีความรู้สึก ของเท้าดีขึ้นอย่างชัดเจน อธิบายได้ว่าผลของการนวดเท้า มีประโยชน์นั่นคือ เพิ่มระบบการไหลเวียนโลหิตและ น�้ำเหลือง กระตุ้นให้มีเลือดไปเลี้ยงบริเวณขาและฝ่าเท้า ระบบกล้ามเนื้อ และระบบประสาทถูกกระตุ้นให้การ ท� ำ งานดี ขึ้ น จึ ง ลดการเกร็ ง ตั ว ของกล้ า มเนื้ อ เกิ ด การ ปีที่ 19 ฉบับที่ 1 ประจำ�เดือนตุลาคม 2555

41


ยืดเหยียดของเส้นเอ็นของเท้า หรืออีกส่วนหนึ่งอาจจะ เกิดจากหลังการนวดท�ำให้ผู้ป่วยรู้สึกสบายและคลาย เครียด ผู้ป่วยเกิดความคาดหวังจากการนวดว่าเมื่อได้รับ การนวดแล้วอาการชาที่เท้าจะหาย เมื่อได้รับการตรวจ ประเมินอาการชาจึงมีความรู้สึกรับรู้ดีขึ้น สอดคล้องกับ การศึกษาของศศิน ี อภิชนะกิจ 6 (2552) เรือ่ ง ประสิทธิผล ของการนวดเท้าด้วยวิธีหัตถบ�ำบัดแบบแพทย์แผนไทย เพื่อลดอาการเท้าชาในผู้ป่วยเบาหวาน โรงพยาบาล อุดรธานี

สรุปและข้อเสนอแนะ : 1. ในการดูแลรักษาผู้ป่วยเบาหวาน ควรให้ความ ส�ำคัญกับการตรวจประเมินเท้าของผูป้ ว่ ยเบาหวานทุกราย เพื่อจะได้ตรวจพบปัจจัยเสี่ยงที่จะส่งผลต่อการเกิดแผล ที่เท้าตั้งแต่ต้น และชี้ให้ผู้ป่วยเห็นความส�ำคัญในการ ตรวจ ให้ความรู้ผู้ป่วยในการดูแลและตรวจเท้าด้วย ตนเอง ซึ่งเป็นเรื่องที่ท�ำได้ง่ายแต่มักถูกละเลย เช่น รูปร่างของเท้าที่ผิดปกติ ความรู้สึกต่างๆ ของเท้า การ ตรวจผิวหนัง เล็บ ตรวจว่ามีตาปลา หูด หรือเชื้อรา ที่เท้าหรือไม่ เพื่อจะได้รับการดูแลและรับค�ำแนะน�ำที่ ถูกต้อง ป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงจนต้องถูก ตัดเท้า หรือนิ้วเท้า 2. เมื่อทราบปัจจัยเสี่ยงและกลไกการเกิดแผล จะเห็นได้ว่าการถูกตัดขาในผู้ป่วยเบาหวาน เป็นสิ่งที่ น่าจะป้องกันได้ถ้ามีความร่วมมือกันระหว่างผู้ป่วย ญาติ

ทีมแพทย์และบุคลากรผู้เกี่ยวข้อง โดยการท�ำงานเป็นทีม ที่ มี จุ ด มุ ่ ง หมายเดี ย วกั น คื อ ป้ อ งกั น การเกิ ด แผลและ ถู ก ตั ด ขาหลั ก การโดยทั่ ว ไปประกอบด้ ว ยการตรวจ คั ด กรอง การให้ ก ารรั ก ษาที่ เ หมาะสมในแต่ ล ะราย ตามปัญหาปัจจุบัน และระดับความเสี่ยง และการติดตาม ผลเป็นระยะ 7 3. นอกเหนือจากการให้การรักษาด้วยการนวดเท้า แล้ว ควรมีการแนะน�ำให้ความรู้ ในเรื่องการนวดเท้าด้วย ตนเองแก่ผปู้ ว่ ยเบาหวานหรือญาติแบบง่ายๆ ให้สามารถ ปฏิบัติเป็นประจ�ำที่บ้านได้ เพื่อลดอาการเท้าชาหรือ อาการปวดเมื่อย จากการศึกษาครัง้ นี ้ ท�ำให้ทราบว่าไม่วา่ จะเป็นปัจจัย ที่ตัวผู้ป่วยเอง หรือปัจจัยในการให้บริการของบุคลากร ทางการแพทย์ ล้วนมีผลต่อการเพิ่มหรือลดอาการเท้าชา ของผู้ป่วยเบาหวานทั้งสิ้น ในการจัดการการดูแลผู้ป่วย เบาหวานควรเป็นในรูปของการมีส่วนร่วม นั่นคือความ ร่ ว มมื อ ระหว่ า งบุ ค ลากรทางการแพทย์ ที่ จ ะให้ ค วามรู ้ และค�ำแนะน�ำในการปฏิบัติตัวที่ถูกต้อง การชี้ให้ผู้ป่วย เกิดความตระหนักและเห็นความส�ำคัญในการดูแลตนเอง โดยไม่ต้องรอรับแต่วิธีการรักษาเท่านั้น กับผู้ปฏิบัติเอง คือผู้ป่วย และญาติซึ่งเป็นผู้ดูแลอีกส่วนที่ส�ำคัญ การ ที่ผู้ป่วยและญาติสามารถน�ำความรู้และค�ำแนะน�ำไปใช้ ให้เกิดประโยชน์ต่อการเจ็บป่วยได้ จะช่วยลดและ ป้องกันการเกิดภาวะแทรกซ้อนต่างๆ ส่งผลต่อคุณภาพ ชีวิตผู้ป่วยที่ดีขึ้นตามล�ำดับ

❍❍❍❍❍❍❍❍❍❍

กิตติกรรมประกาศ งานวิจัยชิ้นนี้ส�ำเร็จลุล่วงได้ด้วยความกรุณาและความช่วยเหลือจาก ดร.สมหมาย คชนาม ที่ปรึกษา โครงการที่ได้ ให้ค�ำแนะน�ำและแก้ ไข เพื่อความสมบูรณ์ของงานวิจัยมากยิ่งขึ้น รวมทั้งหัวหน้ากลุ่มงาน การแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ที่ให้การสนับสนุนการด�ำเนินงาน และเจ้าหน้าที่ทีมงานวิจัย ที่ร่วมเก็บข้อมูลให้สมบูรณ์ และทันเวลาที่ก�ำหนดไว้ ขอขอบพระคุณผู้อ�ำนวยการโรงพยาบาลร้อยเอ็ด ที่อนุญาตให้ด�ำเนินงานการวิจัย ตลอดจนผู้มารับบริการทุกท่านที่ได้ตอบแบบสอบถาม

42

วารสารโรงพยาบาลร้อยเอ็ด, กาฬสินธุ์, มหาสารคาม


• เอกสารอ้างอิง • 1. ศรีอุไร ปรมาธกุล. Diabetic Foot Disorders. โรคต่อมไร้ท่อในเวชปฏิบัติครั้งที่ 23. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์เรือนแก้วการพิมพ์; 2551. 2. สมาคมโรคเบาหวานแห่งประเทศไทยในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี, สมาคมโรคต่อมไร้ท่อแห่งประเทศไทย, ส�ำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ. (2551). แนวทาง เวชปฏิบัติส�ำหรับโรคเบาหวาน พ.ศ. 2551. กรุงเทพฯ : บริษัท รุ่งศิลป์การพิมพ์ (๑๙๗๗) จ�ำกัด; 2551. 3. จันทกานต์ เกียรติภักดี และคณะ. “ผลการใช้ โมโนฟิลาเมนต์ขนาด 10 กรัม ทดสอบภาวการณ์สูญเสีย ความรู้สึกที่เท้าของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2.” เวชศาสตร์ฟื้นฟูสาร 2552;19(3) : 86-90. 4. โครงการพัฒนาต�ำรา กองทุนสนับสนุนกิจกรรม มูลนิธิการแพทย์แผนไทยพัฒนา. คู่มืออบรมการนวดเท้า เพื่อสุขภาพ. พิมพ์ครั้งที่ 3. กรุงเทพฯ : บริษัท สามเจริญพาณิชย์ (กรุงเทพฯ) จ�ำกัด; 2545. 5. โครงการพัฒนาต�ำรา กองทุนสนับสนุนกิจกรรม มูลนิธิการแพทย์แผนไทยพัฒนา. คู่มืออบรมการนวดไทย. พิมพ์ครั้งที่ 4. กรุงเทพฯ: บริษัท สามเจริญพาณิชย์ (กรุงเทพฯ) จ�ำกัด; 2544. 6. ศศินี อภิชนกิจ และจารุวรรณ พาณิชพันธุ์. ประสิทธิผลของการนวดเท้าด้วยวิธีหัตถบ�ำบัดแบบแพทย์ แผนไทยเพื่อลดอาการเท้าชาในผู้ป่วยเบาหวาน โรงพยาบาลอุดรธานี. รายงานการวิจัย โรงพยาบาล อุดรธานี; 2552. 7. ศิริพร จันทร์ฉาย. “การดูแลเท้าเบาหวาน, การป้องกันการถูกตัดขา.” Chula Med J 49 (3): 173-188; 2548.

❍❍❍❍❍❍❍❍❍❍

ปีที่ 19 ฉบับที่ 1 ประจำ�เดือนตุลาคม 2555

43


Factors Effecting The Performance Of Financial And Accounting Employees Roi-Et Hospital And Community Hospital In Roi-Et Province ปัจจัยที่มีผลต่อการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่การเงินและบัญชี โรงพยาบาลร้อยเอ็ด และโรงพยาบาลชุมชนในจังหวัดร้อยเอ็ด ••••••••••••••••••••••••••• Emphrai Bunrin, Waraporn Khochakul, Pensri BumrungSat, Mayuree Katseanjik, Panicha Sittiseanjik, Piyavadee Namsri เอ็มไพร บุญร���นทร์*, วราภรณ์ ค้อชากุล*, เพ็ญศรี บำ�รุงสัตย์*, มยุรี เกตุสวนจิก*, ปณิชา สิทธิสวนจิก*, ปิยวดี นามศรี*

ABSTRACT The purpose of descriptive study was to evaluate the factors effecting of financial and accounting employees in Roi-Et hospital and community hospital in Roi-Et province. The population are financial and accounting employees in Roi-Et hospital and community hospital in Roi-Et province. Purposive sample of 72 employees was collected. Questionnaires and personal interviews were utilized to collect primary data from respondents. The program ran from September 2010 to June 2011. Percent, average, S.D., T-test were employed in statistical analyses. The study findings showed most of employees were women, age 20-30 years, graduated of Bachelor's degree, And worked at Community Hospital. The employees comment in good level were responsibility, knowledge, expert, readiness, accuracy, team work, and success. The employees comment in middle level was problem in a job, and problem in the operation and overview were statistical significant The factors effecting of Financial and Accounting Employees of this study were direct effect to clients and organization. Director of the hospital should to promote the morale, the confident and the rule for employees.

* ฝ่ายการเงินและบัญชี โรงพยาบาลร้อยเอ็ด

44

วารสารโรงพยาบาลร้อยเอ็ด, กาฬสินธุ์, มหาสารคาม


บทคัดย่อ การวิจยั เรือ่ ง ปัจจัยทีม่ ผี ลต่อการปฏิบตั งิ านของเจ้าหน้าทีก่ ารเงินและบัญชี โรงพยาบาลร้อยเอ็ด และโรงพยาบาล ชุมชนในจังหวัดร้อยเอ็ด มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการปฏิบัติงาน และ/หรือปัญหา อุปสรรค ประชากรที่ศึกษาได้แก่ เจ้าหน้าที่การเงินและบัญชีโรงพยาบาลร้อยเอ็ด และโรงพยาบาลชุมชนในจังหวัดร้อยเอ็ด โดยใช้วิธีคัดเลือกแบบ เจาะจง จ�ำนวน 72 คน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถาม (Questionnaire) เก็บข้อมูลระหว่างเดือนกันยายน 2553 ถึงเดือนมิถุนายน 2554 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติทดสอบค่าทีอิสระ (Independent t-test) ผลการศึกษาพบว่า เจ้าหน้าที่การเงินและบัญชี ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง อายุ 20-30 ปี จบการศึกษาระดับปริญญาตรี เป็นลูกจ้าง ชั่วคราว ประสบการณ์การท�ำงานน้อยกว่า 5 ปี และปฏิบัติงานในโรงพยาบาลชุมชน มีความคิดเห็นอยู่ในระดับมาก 5 ด้าน ได้แก่ ด้านความรับผิดชอบในหน้าที่การงาน ด้านความรู้ความช�ำนาญในงาน ด้านความรวดเร็ว แม่นย�ำ และ ถูกต้อง ด้านการพัฒนาด้วยการท�ำงานร่วมกันเป็นกลุ่ม ด้านความส�ำเร็จในงานที่ท�ำ และอยู่ในระดับปานกลาง ได้แก่ ความคิดเห็นเกี่ยวกับปัญหาและอุปสรรคในการปฏิบัติงาน โดยมีความคิดเห็นแตกต่างกันอย่างมีนัยส�ำคัญ ทางสถิติที่ระดับ .05 2 ด้าน คือ ด้านปัญหาและอุปสรรคในการปฏิบัติงานและในภาพรวม จากการศึกษาแสดงให้เห็นว่า ปัจจัยที่มีผลต่อการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ เป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อองค์กรและ ผู้มารับบริการโดยตรง ผู้บริหารควรสร้างขวัญก�ำลังใจ ความมั่นคงในหน้าที่การงาน ส่งเสริมให้ ได้รับการเรียนรู้ กฎ ระเบียบ ข้อบังคับ และน�ำผลการศึกษามาพัฒนาการปฏิบัติงานต่อไป ❍❍❍❍❍❍❍❍❍❍

ล้ ม เหลวนั้ น ขึ้ น อยู ่ กั บ ปั จ จั ย หลายด้ า นตั้ ง แต่ ค วามรู ้ ความสามารถและประสิ ท ธิ ภ าพของเจ้ า หน้ า ที่ แ ละ การปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่การเงินและบัญชีใน ผู้บริหาร เครื่องมือต่างๆ ต้องมีคุณภาพและเพียงพอ โรงพยาบาล สังกัดกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งเป็นองค์กร ในการใช้งาน หรืออาจจะเกิดจากสิ่งแวดล้อมด้านอื่นๆ ของรัฐ และเป็นหน่วยงานสนับสนุนหน่วยบริการรักษา ทั้งภายในและภายนอกองค์กร ดังนั้น ผู้วิจัยจึงสนใจศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อการ พยาบาล มีหน้าที่ให้บริการผู้รับบริการทั้งภายในและ ภายนอกโรงพยาบาล รับผิดชอบเกี่ยวกับการรับเงิน ปฏิบตั งิ านและ/หรือเป็นปัญหา อุปสรรคในการปฏิบตั งิ าน การจ่ายเงิน การน�ำส่งเงิน การเก็บรักษาเงิน การจัดท�ำ ของเจ้าหน้าที่การเงินและบัญชีโดยศึกษา เปรียบเทียบ บัญชีและการจัดท�ำรายงานที่ถูกต้อง รวดเร็ว โปร่งใส ระหว่างเจ้าหน้าที่การเงินและบัญชี โรงพยาบาลร้อยเอ็ด ตรวจสอบได้ และผู้รับบริการพึงพอใจ โดยปฏิบัติงาน และโรงพยาบาลชุมชนในจังหวัด เพื่อน�ำผลการศึกษา ภายใต้ระเบียบ กฎหมายและข้อบังคับต่างๆ อีกทั้งต้อง มาวิ เ คราะห์ ใ นการวางแผน ปรั บ ปรุ ง แก้ ไข พั ฒ นา ค�ำนึงถึงความต้องการของผู้รับบริการ โดยไม่ขัดต่อกฎ การปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่การเงินและบัญชีในจังหวัด ระเบี ย บ ข้ อ บั ง คั บ ภายใต้ ก รอบที่ ก� ำ หนดให้ ใ ช้ เ ป็ น ร้อยเอ็ดให้มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล เพื่อบรรลุ แนวทางปฏิบัติที่เป็นลายลักษณ์อักษร จากกระทรวง เป้าหมายขององค์กรต่อไป การคลังและกระทรวงสาธารณสุข งานการเงินและบัญชี วัตถุประสงค์ของการวิจัย ถือเป็นเครื่องมือส�ำคัญที่ช่วยในการบริหารงาน ท�ำให้ 1. เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อการปฏิบัติงาน และ/ ทราบฐานะทางการเงินและผลการด�ำเนินงานขององค์กร และมีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับหลายฝ่ายในองค์กร หรือปัญหา อุปสรรคในการปฏิบัติงาน ของเจ้าหน้าที่ ซึ่งในทางปฏิบัติย่อมประสบปัญหา และข้อขัดแย้งในการ การเงินและบัญชี โรงพยาบาลร้อยเอ็ด และโรงพยาบาล ปฏิบัติงาน การบริหารงานจะประสบความส�ำเร็จหรือ ชุมชนในจังหวัดร้อยเอ็ด

บทน�ำ

ปีที่ 19 ฉบับที่ 1 ประจำ�เดือนตุลาคม 2555

45


2. เพื่อเปรียบเทียบปัจจัยที่มีผลต่อการปฏิบัติงาน และ/ปัญหา อุปสรรคในการปฏิบัติงาน ของเจ้าหน้าที่ การเงินและบัญชี โรงพยาบาลร้อยเอ็ด และโรงพยาบาล ชุมชนในจังหวัดร้อยเอ็ด

วิธีการด�ำเนินการวิจัย การวิจยั ครัง้ นีเ้ ป็นการวิจยั เชิงพรรณนา (Descriptive study) เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อการปฏิบัติงาน และ/ หรือเป็นปัญหา อุปสรรคในการปฏิบัติงาน ของเจ้าหน้าที่ การเงินและบัญชีโรงพยาบาลร้อยเอ็ด และโรงพยาบาล ชุมชนในจังหวัดร้อยเอ็ด โดยการเก็บรวบรวมข้อมูลจาก แบบสอบถาม ระหว่าง กันยายน 2553 - มิถุนายน 2554

2. กลุ่มตัวอย่าง (Sample) ที่ใช้ ในการวิจัยได้แก่ เจ้าหน้าที่การเงินและบัญชีโรงพยาบาลร้อยเอ็ด และ โรงพยาบาลชุมชนในจังหวัดร้อยเอ็ดโดยใช้วิธีคัดเลือก กลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง ดังนี้ •  เจ้าหน้าที่การเงินและบัญชี โรงพยาบาลร้อยเอ็ด จ�ำนวน 19 คน •  เจ้าหน้าที่การเงินและบัญชี โรงพยาบาลชุมชน จ�ำนวน 16 แห่ง จ�ำนวน 53 คน

ตัวแปรในการวิจัย 1. ตัวแปรอิสระ : เจ้าหน้าที่การเงินและบัญชี โรงพยาบาลร้อยเอ็ด และเจ้าหน้าที่การเงินและบัญชี โรงพยาบาลชุมชนในจังหวัดร้อยเอ็ด 2. ตั ว แปรองค์ ป ระกอบ : เพศ อายุ ระดั บ การศึ ก ษา ต� ำ แหน่ ง งาน ประสบการณ์ ใ นการท� ำ งาน สถานที่ท�ำงาน ปัจจัยการปฏิบัติงานรายด้าน ทั้งหมด 6 ด้าน ได้แก่ ด้านความรับผิดชอบในหน้าที่การงาน (Responsibility) ด้ า นความรู ้ ความช� ำ นาญในงาน (Knowledge and Expertise) ด้านความรวดเร็ว แม่นย�ำ ถูกต้อง (Accuracy) ด้านการพัฒนาด้วยการ ท�ำงานร่วมกันเป็นกลุ่ม (Group workshops) และ ด้านความส�ำเร็จในงานที่ท�ำ (Achievement) และปัญหา อุปสรรคในการปฏิบัติงาน 3. ตัวแปรตาม : ปัจจัยที่มีผลต่อการปฏิบัติงาน และ/หรือเป็นปัญหา อุปสรรคในการปฏิบัติงาน ของ เจ้าหน้าที่การเงินและบัญชีโรงพยาบาลร้อยเอ็ด และโรง พยาบาลชุมชนในจังหวัดร้อยเอ็ด

เครื่องมือที่ใช้ ในการเก็บรวบรวมข้อมูลครั้งนี้เป็น แบบสอบถาม (Questionnaire) ซึง่ สร้างตามวัตถุประสงค์ และกรอบแนวคิดที่ก�ำหนดขึ้น โดยแบ่งออกเป็น 3 ตอน ดังนี้ ตอนที่ 1 ข้อมูลทั่วไปของเจ้าหน้าที่การเงินและ บัญชีโรงพยาบาลร้อยเอ็ด และโรงพยาบาลชุมชนใน จังหวัดร้อยเอ็ด ลักษณะแบบสอบถามเป็นแบบตรวจ สอบรายการ (Checklist) จ�ำนวน 6 ข้อ โดยครอบคลุม ข้อมูลเกี่ยวกับ เพศ อายุ ระดับการศึกษา ต�ำแหน่งงาน ประสบการณ์ในการท�ำงาน และสถานที่ท�ำงาน ตอนที่ 2 ความคิดเห็นเกี่���วกับปัจจัยที่มีผลต่อการ ปฏิบตั งิ านของเจ้าหน้าทีก่ ารเงินและบัญชีโรงพยาบาลร้อยเอ็ด และโรงพยาบาลชุมชนในจังหวัดร้อยเอ็ด จ�ำนวน 35 ข้อ โดยครอบคลุ ม ด้ า นความรั บ ผิ ด ชอบในหน้ า ที่ ก ารงาน จ�ำนวน 8 ข้อ ด้านความรู้ ความช�ำนาญในงาน จ�ำนวน 7 ข้อ ด้านความรวดเร็ว แม่นย�ำ ถูกต้อง จ�ำนวน 6 ข้อ ด้านการ การเก็บรวบรวมข้อมูล พัฒนาด้วยการท�ำงานร่วมกันเป็นกลุ่ม จ�ำนวน 8 ข้อ ด้านความส�ำเร็จในงานที่ท�ำ จ�ำนวน 6 ข้อ ลักษณะแบบ ผู้วิจัยได้ด�ำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลตามขั้นตอน สอบถามเป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า (Rating scale) และวิธีการ ดังนี้ ตอนที่ 3 ปัญหา และอุปสรรคในการปฏิบัติงาน 1. ด�ำเนินการจัดท�ำแบบสอบถามตามจ�ำนวนกลุ่ม จ� ำ นวน 11 ข้ อ ลั ก ษณะแบบสอบถามเป็ น แบบ ตัวอย่างพร้อมกับตรวจสอบความถูกต้องครบถ้วน มาตราส่วนประมาณค่า (Rating scale) 2. เสนอหนั ง สื อ ถึ ง ผู ้ อ� ำ นวยการโรงพยาบาล ร้อยเอ็ด และผู้อ�ำนวยการโรงพยาบาลชุมชน 17 แห่ง ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง เพื่ อ ขออนุ ญ าตและขอความร่ ว มมื อ ในการตอบแบบ 1. ประชากร (Population) ที่ใช้ ในการวิจัยได้แก่ สอบถาม 3. ด�ำเนินการแจกแบบสอบถามให้กลุ่มตัวอย่าง เจ้าหน้าที่การเงินและบัญชีโรงพยาบาลร้อยเอ็ด และ ในพื้นที่เป้าหมายที่ก�ำหนด โรงพยาบาลชุมชนในจังหวัดร้อยเอ็ด จ�ำนวน 72 คน 46

วารสารโรงพยาบาลร้อยเอ็ด, กาฬสินธุ์, มหาสารคาม


4. เมื่อครบก�ำหนดได้รับแบบสอบถามกลับ จ�ำนวน 71 ฉบับ 5. ตรวจสอบความสมบูรณ์ ความครบถ้วนของแบบสอบถามที่ได้รับตอบกลับ จ�ำนวน 71 ฉบับ คิดเป็น ร้อยละ 98.60 ของจ�ำนวนกลุ่มตัวอย่าง 6. ด�ำเนินการรวบรวมข้อมูลจากแบบสอบถามที่ได้รับมาวิเคราะห์ข้อมูล และแปรผลต่อไป

การวิเคราะห์ข้อมูล 1. วิเคราะห์ข้อมูลทั่วไปของกลุ่มตัวอย่าง โดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ แจกแจงความถี่ และค่าร้อยละ 2. วิเคราะห์ปัจจัยที่มีต่อการปฏิบัติงาน/ปัญหาในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่การเงินและบัญชี โรงพยาบาล ร้อยเอ็ด และโรงพยาบาลชุมชนในจังหวัดร้อยเอ็ดรายด้านโดยใช้สถิติ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 3. วิเคราะห์เปรียบเทียบความคิดเห็นเกี่ยวกับปัจจัยที่มีผลต่อการปฏิบัติงาน ปัญหาและอุปสรรคในการ ปฏิ บั ติ ง านของเจ้ าหน้ าที่ ก ารเงิ น และบั ญชี โ รงพยาบาลร้ อยเอ็ ดและโรงพยาบาลชุ ม ชนในจั ง หวั ดร้ อ ยเอ็ ด โดย สถิติทดสอบค่าทีอิสระ (Independent t-test) และ 95% ช่วงเชื่อมั่น

ผลการศึกษา 1. ข้อมูลทั่วไปของกลุ่มตัวอย่าง ผลการศึกษา พบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง ร้อยละ 94.4 ส่วนใหญ่มีอายุ 20-30 ปี ร้อยละ 36.6 มีการศึกษาระดับปริญญาตรีมากที่สุด ร้อยละ 73.2 ส่วนใหญ่เป็นลูกจ้างชั่วคราว ร้อยละ 50.7 ประสบการณ์ การท�ำงานน้อยกว่า 5 ปีมากที่สุด ร้อยละ 33.8 ปฏิบัติงานในโรงพยาบาลชุมชนร้อยละ 73.2 2. ความคิดเห็นเกีย่ วกับปัจจัยทีม่ ผี ลต่อการปฏิบตั งิ าน ของเจ้าหน้าทีก่ ารเงินและบัญชีโรงพยาบาลร้อยเอ็ด และโรงพยาบาลชุมชนในจังหวัดร้อยเอ็ด ตารางที่ 1 ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการแปลผล ปัจจัยที่มีผลต่อการปฏิบัติงานโดยรวม และจ�ำแนกเป็นรายด้าน (n=71)

ปัจจัย (ด้าน) 1. ความรับผิดชอบ ในหน้าที่การงาน 2. ความรู้ ความช�ำนาญในงาน 3. ความรวดเร็ว แม่นย�ำ ถูกต้อง 4. การพัฒนาด้วยการ ท�ำงานร่วมกันเป็นกลุ่ม 5. ความส�ำเร็จในงานที่ท�ำ 6. ปัญหาและอุปสรรค ในการปฏิบัติงาน รวม

โรงพยาบาลชุมชน การแปลผล ค่าเฉลี่ย (S.D.)

โรงพยาบาลร้อยเอ็ด การแปลผล ค่าเฉลี่ย (S.D.)

35.40 (3.54)

ระดับมาก

34.0 (3.90)

ระดับมาก

27.60 (3.18) 24.15 (2.99)

ระดับมาก ระดับมาก

26.90 (3.69) 23.42 (2.30)

ระดับมาก ระดับมาก

31.88 (4.08)

ระดับมาก

30.05 (4.03)

ระดับมาก

23.50 (3.05) 39.01 (8.31)

ระดับมาก ระดับปานกลาง

22.21 (2.91) 33.05 (6.87)

ระดับมาก ระดับมาก

181.85 (15.67)

ระดับมาก

169.63 (16.85) ระดับมาก

ปีที่ 19 ฉบับที่ 1 ประจำ�เดือนตุลาคม 2555

47


จากตารางที่ 1 พบว่า เจ้าหน้าที่การเงินและบัญชี โรงพยาบาลร้อยเอ็ด และโรงพยาบาลชุมชนในจังหวัด ร้อยเอ็ด มีความคิดเห็นเกี่ยวกับปัจจัยที่มีผลต่อการ ปฏิบัติงาน 6 ด้าน โดยอยู่ในระดับมาก 5 ด้าน และอยู่ ในระดับปานกลาง 1 ด้าน อยู่ในระดับมาก 3 อันดับแรก คือ ด้านความรับผิดชอบในหน้าที่การงาน (X= 34.0, S.D. = 3.90: X = 35.4, S.D. = 3.54) รองลงมา คือ ด้านการพัฒนาด้วยการท�ำงานร่วมกันเป็นกลุ่ม (X = 30.05, S.D. = 4.03: X = 31.88, S.D. = 4.08) และด้านความรู้ ความช�ำนาญในงาน (X = 26.9, S.D. = 3.69 : X = 27.6, S.D. = 3.18) และระดับ ปานกลาง คือ ด้านปัญหาและอุปสรรคในการปฏิบัติงาน (X = 33.05, S.D. = 6.87: X = 39.01, S.D. = 8.31) เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า 2.1 ด้ า นความรั บ ผิ ด ชอบในหน้ า ที่ ก ารงาน เจ้าหน้าที่การเงินและบัญชีโรงพยาบาลร้อยเอ็ด และ โรงพยาบาลชุมชนในจังหวัดร้อยเอ็ด ให้ความส�ำคัญอยู่ ในระดับมาก มีค่าเฉลี่ยสูงสุด 3 อันดับแรก คือ ท่านใช้ ความพยายาม และทุ ่ ม เทในการปฏิ บั ติ ห น้ า ที่ ที่ ไ ด้ รั บ มอบหมายทุกครั้ง รองลงมา คือ ท่านปฏิบัติงานที่ได้รับ มอบหมายอย่างเต็มที่ไม่เพียงแต่เพื่อตนเองเท่านั้นแต่ เพื่อหน่วยงานด้วย และท่านตั้งใจปฏิบัติงานและสามารถ อุทิศเวลาให้กับงานได้อย่างเต็มที่ 2.2 ด้านความรู้ ความช�ำนาญในงาน เจ้าหน้าที่ การเงินและบัญชีโรงพยาบาลร้อยเอ็ด และโรงพยาบาล ชุมชนในจังหวัดร้อยเอ็ด ให้ความส�ำคัญอยู่ในระดับมาก มีคา่ เฉลีย่ สูงสุด 3 อันดับแรก คือ การได้ปฏิบตั งิ านอย่าง เต็มความรู้ความสามารถ ท�ำให้ท่านมีความสุขในการ ท�ำงาน รองลงมา คือ ท่านสามารถแสวงหาความรู้ด้วย ตนเองในเรื่องที่เกี่ยวกับการปฏิบัติงานที่เป็นประโยชน์ ต่อตัวท่าน และ ท่านมีความรู้ ความสามารถในการ ปฏิบัติงานในหน้าที่ 2.3 ด้านความรวดเร็ว แม่นย�ำ และถูกต้อง เจ้าหน้าที่การเงินและบัญชีโรงพยาบาลร้อยเอ็ด และ โรงพยาบาลชุมชนในจังหวัดร้อยเอ็ด ให้ความส�ำคัญอยู่ ในระดับมาก มีค่าเฉลี่ยสูงสุด 3 อันดับแรก คือ ท่าน พัฒนาตนเองให้สามารถใช้เทคโนโลยี เพื่อการบริหาร

48

วารสารโรงพยาบาลร้อยเอ็ด, กาฬสินธุ์, มหาสารคาม

และบริการได้เป็นอย่างดี ภายในเวลาอันจ�ำกัด รองลงมา คือ ท่านมีการจัดล�ำดับขั้นตอนการท�ำงานเพื่อให้งาน เสร็จตามก�ำหนดเวลา และท่านมีความสามารถบริหาร เวลาในการปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้ งานส�ำเร็จ 2.4 ด้ า นการพั ฒ นาด้ ว ยการท� ำ งานร่ ว มกั น เป็นกลุม่ เจ้าหน้าทีก่ ารเงินและบัญชีโรงพยาบาลร้อยเอ็ด และโรงพยาบาลชุมชนในจังหวัดร้อยเอ็ด ให้ความส�ำคัญ อยู่ในระดับมาก มีค่าเฉลี่ยสูงสุด 3 อันดับแรก คือ ท่าน คิดว่าเมื่อเกิดปัญหาภายในหน่วยงานเป็นเรื่องที่ทุกคน ต้องร่วมกันแก้ ไข รองลงมา คือ ท่านและเพื่อนร่วมงาน ช่วยกันแก้ ไขปัญหา ช่วยเหลือและให้ก�ำลังใจซึ่งกัน และกัน เมื่อมีปัญหาในการปฏิบัติงาน และ ท่านและ เพื่อนร่วมงานได้เรียนรู้งานใหม่ๆ อยู่เสมอ เพื่อไม่ให้เกิด ความเบื่อหน่ายในการท�ำงาน 2.5 ด้านความส�ำเร็จในงานที่ท�ำ เจ้าหน้าที่ การเงินและบัญชีโรงพยาบาลร้อยเอ็ด และโรงพยาบาล ชุมชนในจังหวัดร้อยเอ็ด ให้ความส�ำคัญอยู่ในระดับมาก มีค่าเฉลี่ยสูงสุด 3 อันดับแรก คือ ท่านสามารถใช้ ความรู ้ ใ นการปฏิ บั ติ ง านให้ ส� ำเร็ จ ได้ ต ามเวลาทุ ก ครั้ ง รองลงมา คือ ท่านประสานงานและให้ความร่วมมือ เป็นอย่างดีในการปฏิบัติงานร่วมกับผู้อื่นจนท�ำให้งาน บรรลุผลส�ำเร็จตามเป้าหมาย และ ท่านสามารถแก้ ไข ปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติงานได้ทันที 2.6 ความคิดเห็นเกีย่ วกับปัญหาและอุปสรรค ในการปฏิบัติงาน เจ้าหน้าที่การเงินและบัญชีโรงพยาบาล ร้อยเอ็ด และโรงพยาบาลชุมชนในจังหวัดร้อยเอ็ด ให้ ความส� ำ คั ญ อยู ่ ใ นระดั บ ปานกลาง มี ค ่ า เฉลี่ ย สู ง สุ ด 3 อันดับแรก คือ ท่านคิดว่าปัญหาและอุปสรรคที่พบ ส่วนมากเกิดจากการขาดความเอาใจใส่ในการปฏิบัติงาน รองลงมา คือการได้รับการสนับสนุนด้านบุคลากร และ การปฏิบัติงานไม่ทันตามก�ำหนดเวลา เนื่องจากภาระ งานมาก 3. เปรียบเทียบความคิดเห็นเกี่ยวกับปัจจัยที่มี ผลต่ อ การปฏิ บั ติ ง าน /ปั ญ หาและอุ ป สรรคในการ ปฏิบัติงานของกลุ่มตัวอย่างโดยรวมและรายด้าน


ตารางที่ 2 เปรียบเทียบความคิดเห็นเกี่ยวกับปัจจัยที่มีผลต่อการปฏิบัติงานและปัญหาและอุปสรรค ในการการปฏิบัติงานของกลุ่มตัวอย่างโดยรวมและรายด้าน (n = 71)

ด้าน โดยรวม ความรับผิดชอบ ในหน้าที่การงาน ความรู้ ความช�ำนาญในงาน ความรวดเร็ว แม่นย�ำ ถูกต้อง การพัฒนาด้วยการท�ำงาน ร่วมกันเป็นกลุ่ม ความส�ำเร็จในงานที่ท�ำ ปัญหาและอุปสรรค ในการปฏิบัติงาน

โรงพยาบาลชุมชน โรงพยาบาลร้อยเอ็ด χ χ S.D. S.D. 181.85 15.67 35.40 3.54 27.60 3.18 24.15 2.30 31.88 4.08 23.50 3.05 39.31 8.31

169.63 34.0 26.89 23.42 30.05 22.21 33.05

t-test (95%CI)

p-value

16.85 -2.75 .01* (-21.27-3.16) 3.90 -1.44 0.15 (-3.35-0.54) 3.68 -0.79 0.43 (-2.47-1.07) 2.29 -0.97 0.34 (-2.08-0.62) 4.03 -1.69 0.10 (-4.04-0.38) 2.92 -1.60 0.12 (-2.90-3.12) 6.88 -2.94 0.005* (-10.20- 2.31)

จากตารางที่ 2 พบว่า เจ้าหน้าที่การเงินและบัญชี โรงพยาบาลร้อยเอ็ด และโรงพยาบาลชุมชนในจังหวัดร้อยเอ็ด มีความคิดเห็นเกี่ยวกับปัจจัยที่มีผลต่อการปฏิบัติงานโดยรวมและรายด้านทุกด้าน มีความแตกต่างกันอย่าง มีนัยส�ำคัญทางสถิติที่ระดับ.05 เพียง 2 ด้าน คือ ด้านปัญหาและอุปสรรคในการปฏิบัติงาน (t = -2.94, p-value = 0.005, 95%CI =-10.20- 2.31) และในภาพรวม (t = -2.75, p-value = 0.01, 95% CI = -21.27-3.16)

อภิปรายผล 1. เจ้าหน้าที่การเงินและบัญชี โรงพยาบาลร้อยเอ็ด และโรงพยาบาลชุมชนในจังหวัดร้อยเอ็ด มีความคิดเห็น เกี่ยวกับปัจจัยที่มีผลต่อการปฏิบัติงาน 6 ด้านโดยอยู่ในระดับมาก 5 ด้านและอยู่ในระดับปานกลาง 1 ด้าน เมื่อ พิจารณาเป็นรายด้าน อยู่ในระดับมาก ได้แก่ ด้านความรับผิดชอบในหน้าที่การงาน ด้านการพัฒนาด้วยการท�ำงาน ร่วมกันเป็นกลุ่ม และด้านความรู้ ความช�ำนาญในงาน เนื่องจากเจ้าหน้าที่การเงินและบัญชี โรงพยาบาลร้อยเอ็ด และโรงพยาบาลชุมชนในจังหวัดร้อยเอ็ด ตระหนักถึงความรับผิดชอบในหน้าที่ มีความพยายามและทุ่มเทให้กับ งานที่ ได้รับมอบหมาย พร้อมทั้งอุทิศเวลาให้กับงานได้อย่างเต็มที่เพื่อให้งานบรรลุวัตถุประสงค์และมีคุณภาพ มีการท�ำงานเป็นทีม ร่วมมือกันแก้ปัญหาและเรียนรู้งานใหม่ๆอยู่เสมอ ได้ปฏิบัติงานอย่างเต็มความรู้ความสามารถ ท�ำให้มีความสุขในการท�ำงาน สอดคล้องกับการศึกษาผลกระทบของความเครียดในการท�ำงาน ที่มีต่อความผูกพัน ต่อองค์การและประสิทธิภาพการท�ำงานของนักบัญชีธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ในเขตภาคตะวันออก เฉียงเหนือ 1 ที่พบว่า 1) นักบัญชีธุรกิจ SMEs มีความคิดเห็นด้วยเกี่ยวกับการมีความผูกพันต่อองค์การโดยรวม และเป็นรายด้านทุกด้านอยู่ในระดับมากได้แก่ ด้านความเชื่อ การยอมรับเป้าหมายและค่านิยมขององค์การ ปีที่ 19 ฉบับที่ 1 ประจำ�เดือนตุลาคม 2555

49


ด้านความตั้งใจและพร้อมที่จะใช้ความพยายามที่มีอยู่ เพื่อองค์การ และด้านความปรารถนาอย่าแรงกล้าที่จะ คงความเป็นสมาชิกขององค์การ 2) นักบัญชีธุรกิจ SMEs มีความคิดเห็นด้วยเกี่ยวกับการมีประสิทธิภาพ การท�ำงานโดยรวมและเป็นรายด้านทุกด้าน อยู่ในระดับ มาก ได้แก่ ด้านผลการปฏิบัติงาน ด้านต้นทุน และ ด้านเวลา และ 3) ความผูกพันต่อองค์การ ด้านความ ตั้งใจและพร้อมที่จะใช้ความพยายามที่มีอยู่เพื่อองค์การ มีความสัมพันธ์เชิงบวกและผลกระทบกับประสิทธิภาพ การท�ำงานโดยรวม ด้านผลการปฏิบัติงาน ด้านต้นทุน และด้านเวลา โดยสรุป ความเครียดในการท�ำงานมีผล กระทบต่อกับความผูกพันต่อองค์การ และประสิทธิภาพ การท�ำงาน และความผูกพันต่อองค์การ มีผลกระทบ ต่อประสิทธิภาพในการท�ำงานของนักบัญชีธุรกิจ SMEs ในเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือ สอดคล้องกับการศึกษา ปัจจัยที่ส่งผลต่อความส�ำเร็จในการท�ำงานของพนักงาน ในโรงงานอุตสาหกรรมเขตนิคมอุตสาหกรรมแหลมฉบัง จังหวัดชลบุรี 2 พบว่า ด้านงานในภาพรวมอยู่ในระดับ ปานกลางเมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า ปัจจัยอันดับแรก คือ ความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงาน รองลงมาคือ ความ อิสระในการท�ำงานและลักษณะของงานที่ปฏิบัติ ส่วน รายได้และสวัสดิการเป็นปัจจัยอันดับสุดท้าย ความส�ำเร็จ ของงานในภาพรวมอยู่ ในระดับมาก เมื่อพิจารณาราย ประเด็ น พบว่ า อั น ดั บ แรก คื อ รู ้ สึ ก ภู มิ ใ จในผลงาน ที่ ได้ท�ำส�ำเร็จตามเป้าหมายที่ก�ำหนดไว้ ส่วนอันดับ สุดท้าย คือ ผลงานที่ท�ำมีผลเสียน้อยที่สุดในเรื่องของ ผลผลิต ปัจจัยที่ส่งผลต่อความส�ำเร็จในการท�ำงาน ได้แก่ ความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงาน ลักษณะของงาน ที่ปฏิบัติ และความอิสระในการท�ำงาน 2. เจ้าหน้าที่การเงินและบัญชี โรงพยาบาลร้อยเอ็ด และโรงพยาบาลชุมชนในจังหวัดร้อยเอ็ด มีความคิดเห็น เกี่ ย วกั บ ปั จ จั ย ที่ มี ผ ลต่ อ การปฏิ บั ติ ง านโดยรวมและ รายด้านทุกด้าน มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยส�ำคัญ ทางสถิติที่ระดับ .05 เพียง 2 ด้าน คือ ด้านปัญหาและ อุปสรรคในการปฏิบัติงาน และในภาพรวม เนื่องจาก โรงพยาบาลร้อยเอ็ดและโรงพยาบาลชุมชน มีขนาด จ�ำนวนเตียง จ�ำนวนผู้ ใช้บริการ และจ�ำนวนบุคคลกรที่ แตกต่าง รวมทั้งจ�ำนวนงบประมาณในการบริหารจัดการ และสถานที่ตั้งที่แตกต่างกัน สอดคล้องกับการศึกษา ปั จ จั ย ที่ มี ผลต่ อประสิ ท ธิ ภาพการท�ำงานของพนั ก งาน 50

วารสารโรงพยาบาลร้อยเอ็ด, กาฬสินธุ์, มหาสารคาม

บริษัทคาโอ อินดัสเตรียล (ประเทศไทย) 3 ที่พบว่า ปัจจัยจูงใจรวมไม่มีความสัมพันธ์อย่างมีนัยส�ำคัญทาง สถิติด้านประสิทธิภาพในการท�ำงาน เมื่อแยกเป็นรายด้าน พบว่ า ด้ า นความส� ำ เร็ จ ของงานมี ค วามสั ม พั น ธ์ ต ่ อ ประสิ ท ธิ ภ าพการท� ำ งานอย่ า งมี นั ย ส� ำ คั ญ และเป็ น ใน ทิศทางเดียวกัน ส่วนปัจจัยค�้ำจุนและประสิทธิภาพการ ท�ำงาน โดยรวมและรายด้านไม่มีความสัมพันธ์อย่างมีนัย ส�ำคัญทางสถิติ สอดคล้องกับการศึกษาทัศนคติและ ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความส�ำเร็จในสายงานอาชีพของ นักบัญชีในธุรกิจเอกชน 4 พบว่า ปัจจัยที่แสดงถึงความ ส�ำเร็จในทัศนคติของนักบัญชี ประกอบด้วย 7 ปัจจัย โดยเรียงตามล�ำดับความส�ำคัญได้ดังนี้ ปัจจัยทางกายภาพ ที่ได้รับจากหน้าที่งาน ปัจจัยเกี่ยวกับเนื้องาน ปัจจัย เกี่ยวกับความก้าวหน้า ปัจจัยเกี่ยวกับการพัฒนางาน อาชีพ ปัจจัยเกี่ยวกับการมีโอกาสในการบริหาร และ ปั จ จั ย เกี่ ย วกั บ ความภาคภู มิ ใ จในแง่ ข องการประเมิ น ตนเองของนักบัญชี พบว่า นักบัญชีได้รับปัจจัยเกี่ยวกับ การได้รับการยอมรับและความมั่นคงมากที่สุด รองลงไป ได้แก่ปัจจัยเกี่ยวกับความพอใจในรางวัลที่ได้รับ ปัจจัย เกี่ยวกับความภาคภูมิใจ ปัจจัยเกี่ยวกับการพัฒนาวิชาชีพ และปัจจัยเกีย่ วกับอ�ำนาจในการบริหารและความก้าวหน้า ตามล�ำดับและยังพบว่าความส�ำเร็จในสายง���นอาชีพของ นักบัญชีในธุรกิจเอกชนมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับปัจจัย เกี่ยวกับรางวัลที่ได้รับมากที่สุด อันดับต่อมาคือ ปัจจัย เกี่ ย วกั บ ความภาคภู มิ ใ จปั จ จั ย เกี่ ย วกั บ การได้ รั บ การ ยอมรั บ และความมั่ น คง และปั จ จั ย เกี่ ย วกั บ อ� ำ นาจ ในการบริหารและความก้าวหน้าตามล�ำดับแต่ ไม่มีความ สั ม พั น ธ์ เ กี่ ย วกั บ การพั ฒ นาวิ ช าชี พ อย่ า งมี นั ย ส� ำ คั ญ ทางสถิติ

ข้อเสนอแนะ จากการวิจัยพบว่า ปัจจัยที่มีผลต่อการปฏิบัติงาน ของเจ้าหน้าที่การเงินและบัญชี โรงพยาบาลร้อยเอ็ด และโรงพยาบาลชุมชนในจังหวัดร้อยเอ็ด มีความคิดเห็น เกี่ยวกับปัจจัยที่มีผลต่อการปฏิบัติงาน 6 ด้าน โดยอยู่ ในระดับมาก 5 ด้าน และอยู่ในระดับปานกลาง 1 ด้าน และโดยรวมและรายด้านทุกด้าน มีความแตกต่างกัน อย่างมีนัยส�ำคัญทางสถิติท่ีระดับ .05 เพียง 2 ด้าน คือ ด้านปัญหาและอุปสรรคในการปฏิบตั งิ าน และในภาพรวม ผู้วิจัยมีข้อเสนอแนะ ดังต่อไปนี้


1. เจ้าหน้าการเงินและบัญชี มีการปรับเปลี่ยนบ่อย เนื่องจากส่วนใหญ่เป็นลูกจ้างชั่วคราว จึงท�ำให้การ ปฏิบัติงานขาดความเอาใจใส่และต่อเนื่อง ผู้บริหารควรให้ความส�ำคัญกับการสร้างขวัญก�ำลังใจ ความมั่นคงในหน้าที่ การงาน โดยการผลักดันและส่งเสริมให้เจ้าหน้าที่การเงินและบัญชี ได้รับการบรรจุเป็นต�ำแหน่งข้าราชการ ลูกจ้าง ประจ�ำ หรือพนักงานราชการ 2. การปฏิบัติงานด้านการเงินและบัญชี เป็นงานที่ต้องใช้ความละเอียดและรอบครอบ รับผิดชอบดูแลรักษา ด้านการเงินให้ครบถ้วน ด้านบัญชีให้ถูกต้องทันเวลา ผู้บริหารควรสนับสนุนบุคลากรให้เหมาะสมกับงานในหน้าที่ ที่ได้รับมอบหมาย 3. ผู้บริหารควรสนับสนุนส่งเสริมให้เจ้าหน้าการเงินและบัญชี ได้รับการอบรม เรียนรู้กฎ ระเบียบ ข้อบังคับ อย่างสม�่ำเสมอและต่อเนื่อง เนื่องจากการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่การเงินและบัญชีต้องรักษาและปฏิบัติตามระเบียบ อย่างเคร่งครัด เพราะถ้ามีปัญหาหรือเกิดข้อผิดพลาดจะส่งผลกระทบต่อองค์กร และผู้บริหาร ❍❍❍❍❍❍❍❍❍❍

กิตติกรรมประกาศ ผู้วิจัยขอขอบคุณ นายแพทย์ณรงค์ อึ้งตระกูล ผู้อ�ำนวยการโรงพยาบาลร้อยเอ็ด และผู้อ�ำนวยการ โรงพยาบาลชุมชนทุกท่าน ที่อนุญาตให้ศึกษาและน�ำเสนอผลการวิจัยนี้ ขอบคุณ ดร.สมหมาย คชนาม จากส�ำนักงานสาธารณสุขสุราษฎร์ธานี อาจารย์ที่ปรึกษาที่ให้ค�ำแนะน�ำ ตรวจแก้ ไขข้อบกพร่องต่าง ๆ และ เจ้าหน้าที่การเงินและบัญชีทุกคน ที่ให้ความร่วมมือในงานวิจัยครั้งนี้

• เอกสารอ้างอิง • 1. สุวรรณา พรมทอง.(2551) ผลกระทบของความเครียดในการท�ำงาน ที่มีต่อความผูกพันต่อองค์การ และประสิทธิภาพการท�ำงานของนักบัญชีธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ในเขตภาค ตะวันออกเฉียงเหนือ. (บทคัดย่อ) วิทยานิพนธ์ปริญญาบัญชีมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยมหาสารคาม. 2. พรเทพ ช�ำสุภาพ. (2547) ปัจจัยที่ส่งผลต่อความส�ำเร็จในการท�ำงานของพนักงานในโรงงานอุตสาหกรรม เขตนิคมอุตสาหกรรมแหลมฉบังจังหวัดชลบุรี. (บทคัดย่อ) วิทยานิพนธ์ปริญญารัฐประศาสนศาสตร์ มหาบัณฑิต กรุงเทพฯ: สถาบันราชภัฎสวนดุสิต. 3. อัครินทร์ พาฬเสวต. (2546) ปัจจัยที่มีผลต่อประสิทธิภาพการท�ำงานของพักงานบริษัทคาโออินดัสเตรียล (ประเทศไทย). (บทคัดย่อ) สารนิพนธ์บริหารธุรกิจมหาบัณฑิต กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร. 4. นันทพร เรืองพยัคฆ์และคณะ.(2541) ทัศนคติและปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความส�ำเร็จในสายงานอาชีพ ของนักบัญชี ในธุรกิจเอกชน. (บทคัดย่อ) วิทยานิพนธ์ปริญญาบริหารธุรกิจมหาบัณฑิต. กรุงเทพฯ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.

ปีที่ 19 ฉบับที่ 1 ประจำ�เดือนตุลาคม 2555

51


Employee Engagement of Roi Et Hospital ความผูกพันของบุคลากรต่อโรงพยาบาลร้อยเอ็ด ••••••••••••••••••••••••••• Wanchai Attakorn, Chamaiporn Timruangvej วันชัย อัตถากร, ชไมพร ทิมเรืองเวช*

ABSTRACT The objectives of this study “Employee Engagement of Roi Et hospital” were to (1) study of organizational climate and employee engagement of Roi Et hospital. (2) Dimensions of organizational climate are related to the employee engagement of Roi Et hospital. (3) Comparative study of employee engagement with personal factors. During April 1 - June 30, 2011. The samples were employee of Roi-Et Hospital 1,127 persons by way of simple random . Data were collected by using questionnaire (Rating Scale) of Likert. Statistics used for data analysis were frequency, percentage, means, standard deviation, t- test ,One way ANOVA and Correlation. The results showed that (1) scores of the organizational climate were 68.33%. Scores of employee engagement were 67.05 percent. The score of support employee dimension at the high level (2) The structure dimension, the standards in the workplace dimension, the responsible job dimension, the appreciated dimension, the support dimension and the sense commitment dimension were positively correlate with employee engagement at 0.01. (3) Comparative study of employee engagement and personal factors, found that men have higher average scores of employee engagement than female. The singles had lower average scores employee engagement than the weddings. The personnel with less secondary education had higher average scores of employee engagement than all levels of education. The operating and supervisors had average scores of employee engagement were not different. The permanent employees had average scores of employee engagement were higher than the government officials, government employees and temporary employees. Age factor found average scores of organizational climate and employee engagement were not different. Keywords : Organizational Climate, Employee Engagement, Roi- Et Hospital

* กลุ่มงานพัฒนาระบบบริการสุขภาพ โรงพยาบาลร้อยเอ็ด

52

วารสารโรงพยาบาลร้อยเอ็ด, กาฬสินธุ์, มหาสารคาม


บทคัดย่อ การศึกษาเรือ่ งความผูกพันของบุคลากรต่อโรงพยาบาลร้อยเอ็ด มีวตั ถุประสงค์เพือ่ (1) ศึกษาบรรยากาศองค์การ และระดับความผูกพันต่อองค์การของบุคลากรโรงพยาบาลร้อยเอ็ด (2) ศึกษามิติบรรยากาศองค์การที่มีความสัมพันธ์ ต่อความผูกพันของบุคลากรโรงพยาบาลร้อยเอ็ด (3) ศึกษาเปรียบเทียบความผูกพันของบุคลากรกับปัจจัยส่วนบุคคล ในระหว่างวันที่ 1 เมษายน – 30 มิถุนายน 2554 กลุ่มตัวอย่างคือบุคลากร จ�ำนวน 1,127 คน โดยการสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้ ในการเก็บข้อมูลเป็นแบบสอบถามแบบมาตรประมาณ ของลิเคอร์ท ที่ผู้ศึกษาสร้างขึ้น วิเคราะห์ข้อมูล ด้วยร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที การวิเคราะห์ความแตกต่างเป็นรายคู่ด้วยวิธี LSD (Least Significant Difference) ของ ฟิชเชอร์ (Fisher) ผลการศึกษาพบว่าคะแนนความคิดเห็นของบุคลากรต่อบรรยากาศองค์การภาพรวมเท่ากับร้อยละ 68.33 โดย พบว่าคะแนนความคิดเห็นของบุคลากรต่อบรรยากาศองค์การในมิติการสนับสนุนอยู่ในระดับมากรองลงมาเป็นมิติ ความผูกพันและมิติโครงสร้างอยู่ในระดับปานกลางส่วนคะแนนความผูกพันของบุคลากรต่อองค์การในภาพรวม เท่ากับร้อยละ 67.05 ทั้งนี้มิติโครงสร้างองค์การ มิติการตั้งมาตรฐานในการท�ำงาน มิติความรับผิดชอบในงาน มิติการชื่นชม มิติการสนับสนุน และมิติความรู้สึกผูกพันล้วนมีความสัมพันธ์ทางบวกกับความผูกพันของบุคลากร ต่อองค์การที่ระดับ 0.01 และเมื่อศึกษาเปรียบเทียบคะแนนความผูกพันต่อองค์การกับปัจจัยส่วนบุคคล พบว่า เพศชายมีคะแนนความผูกพันต่อองค์การสูงกว่าเพศหญิง สถานภาพโสดมีความผูกพันต�่ำสุดแตกต่างจากกลุ่ม สมรส หม้าย หย่าร้างและแยกกันอยู่ ส่วนระดับการศึกษาพบว่าบุคลากรการศึกษาต�่ำกว่ามัธยมศึกษาตอนต้น มีความผูกพันสูงกว่าทุกระดับการศึกษา ในระดับผู้ปฎิบัติการและผู้บังคับบัญชามีความรู้สึกผูกพันไม่แตกต่างกัน ในกลุ่มลูกจ้างประจ�ำมีความรู้สึกบรรยากาศองค์การสูงกว่ากลุ่มข้าราชการ พนักงานราชการและลูกจ้างชั่วคราว ค�ำส�ำคัญ : บรรยากาศองค์การ ความผูกพันองค์การ โรงพยาบาลร้อยเอ็ด ❍❍❍❍❍❍❍❍❍❍

บทน�ำ เพราะความผูกพันต่อองค์การจะน�ำไปสู่ผลลัพธ์ ของพฤติ ก รรมหลายอย่ า ง เช่ น มี ค วามพยายามที่ จ ะ ท�ำงานมากขึ้น มีพฤติกรรมการท�ำงานในระดับดี อยู่กับ องค์การได้นาน ลดการขาดงานตลอดจนลดอัตราการ ลาออกจากงานด้วย (Steers and Porter, 1983) 1 สอดคล้องกับที่ Porter and Smith 2 ได้กล่าวถึงผล ของความผูกพันต่อองค์การของบุคลากรไว้คล้ายกันว่า ความผูกพันต่อองค์การส่งผลให้บุคลากรมีความเชื่อ อย่างแรงกล้าและยอมรับในเป้าหมายและค่านิยมของ องค์การ มีความเต็มใจและยินดีจะทุ่มเทความพยายาม อย่างเต็มทีเ่ พือ่ ท�ำงานให้กบั องค์การและมีความปรารถนา อย่างแรงกล้าที่จะรักษาสถานภาพสมาชิกขององค์การไว้ จากที่กล่าวมาข้างต้นผู้ศึกษาจึงมีความสนใจศึกษาเรื่อง ความผูกพันของบุคลากรต่อโรงพยาบาลร้อยเอ็ด ซึ่งเกิด ปัญหาบุคลากรลาออกเป็นจ�ำนวนมาก ท�ำให้ โรงพยาบาล

ต้องสูญเสียงบประมาณ ในการสรรหาบุคลากร โดยการ ศึกษาจะเน้นที่บรรยากาศองค์การที่มีความสัมพันธ์ต่อ ความผูกพันของบุคลากร เพือ่ จะได้หาวิธเี สริมสร้างความ ผูกพันต่อองค์การให้เหมาะสมและเพื่อรักษาบุคลากร ที่ มี ศั ก ยภาพสู ง อั น จะส่ ง ผลให้ โรงพยาบาลได้ รั บ การ พัฒนาตามนโยบายกระทรวงสาธารณสุขต่อไป

วัตถุประสงค์ 1. เพือ่ ศึกษาความคิดเห็นต่อบรรยากาศและความ ผูกพันต่อองค์การของบุคลากรโรงพยาบาลร้อยเอ็ด 2. เพื่ อ ศึ ก ษามิ ติ บ รรยากาศองค์ ก ารที่ มี ค วาม สัมพันธ์ตอ่ ความผูกพันของบุคลากรโรงพยาบาลร้อยเอ็ด 3. เพือ่ ศึกษาเปรียบเทียบความผูกพันของบุคลากร กับปัจจัยส่วนบุคคล ปีที่ 19 ฉบับที่ 1 ประจำ�เดือนตุลาคม 2555

53


ขอบเขตการศึกษา ประชากรที่ใช้ ในการศึกษาได้แก่บคุ ลากรโรงพยาบาล ร้อยเอ็ด โดยไม่เป็นผู้ที่อยู่ในระหว่างลาป่วย ลาคลอดบุตร หรือลาศึกษาต่อและเป็นผู้ปฏิบัติงานอยู่ภายใต้นโยบาย การบริ ห ารทรั พ ยากรบุ ค คลของโรงพยาบาลร้ อ ยเอ็ ด วิธีการเลือกตัวอย่าง ผู้ศึกษาได้ด�ำเนินการเลือกกลุ่ม ตัวอย่างจากบุคลากรโรงพยาบาลร้อยเอ็ด จ�ำนวน 1,588 คน ด้วยวิธีการสุ่มอย่างง่าย (Simple Random Sampling) โดยสุ่มตัวอย่างบุคลากรโรงพยาบาลร้อยเอ็ดมาเป็นกลุ่ม ตัวอย่างในการศึกษา ทั้งนี้พิจารณาจากผู้ที่ยินดีให้ความ ร่วมมือในการศึกษา

วิธีการศึกษา รวมรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถามเชิงปริมาณจ�ำนวน 1,127 ชุด ระหว่างวันที่ 1 - 31 พฤษภาคม 2554 การประมวลผลใช้ โปรแกรมคอมพิวเตอร์ส�ำเร็จรูป โดย เลือกใช้สถิติ 1. สถิติเชิงพรรณา (Descriptive Statistics) ใช้ ส�ำหรับการวิเคราะห์ ตอนที่ 1 ปัจจัยส่วนบุคคล ได้แก่ค่าเฉลี่ย (Mean) ค่าร้อยละ (Percentage) ความถี่ (Frequency) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) ค่า ต�่ำสุด (Minimum) ค่าสูงสุด (Maximum) ตอนที่ 2 ศึกษาความรู้สึก/ความคิดเห็นต่อ บรรยากาศและความผูกพันของบุคลากรต่อองค์การ ใช้ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ( χ ) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) โดยน�ำมาก�ำหนดเกณฑ์เฉลี่ยของระดับความรู้สึก หรือความคิดเห็น ดังต่อไปนี้ (กัลยา วานิชย์บัญชา. 2545: 29) 3 ผู้ศึกษาใช้เกณฑ์เฉลี่ยระดับความรู้สึกหรือความ คิดเห็นในการอภิปรายผลดังนี้ (Best.1981 : 204-205) • คะแนนเฉลี่ย 4.21–5.00 หมายถึงระดับความรู้สึก/ความคิดเห็นต่บรรยากาศ และความผู ก พั น ของบุ ค ลากรต่ อ องค์ ก าร ในระดั บ มากที่สุด 54

วารสารโรงพยาบาลร้อยเอ็ด, กาฬสินธุ์, มหาสารคาม

• คะแนนเฉลี่ย 3.41–4.20 หมายถึงความรู้สึก/ความคิดเห็นต่อบรรยากาศและ ความผูกพันของบุคลากรต่อองค์การ ในระดับมาก • คะแนนเฉลี่ย 2.61–3.40 หมายถึงความรู้สึก/ความคิดเห็นต่อบรรยากาศและ ความผูกพันของบุคลากรต่อองค์การ ในระดับปานกลาง • คะแนนเฉลี่ย 1.81–2.60 หมายถึงความรู้สึก/ความคิดเห็นต่อบรรยากาศและ ความผูกพันของบุคลากรต่อองค์การ ในระดับน้อย • คะแนนเฉลี่ย 1.00–1.80 หมายถึงความรู้สึก/ความคิดเห็นต่อบรรยากาศและ ความผูกพันของบุคลากรต่อองค์การ ในระดับน้อยที่สุด 2. สถิตเิ ชิงอนุมาน (Inferential Statistics) ศึกษา หาความสัมพันธ์ระหว่างบรรยากาศองค์การและความผูกพัน ของบุคลากรต่อองค์การ โดยใช้สถิติ Correlation การวิเคราะห์ครั้งนี้ ก�ำหนดค่านัยส�ำคัญทางสถิติ ไว้ที่ระดับ 0.05

ผลการศึกษา 1. ข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถาม พบว่า 3 ใน 4 เป็นเพศหญิง จ�ำนวน 847 คน มีอายุเฉลี่ย 37 ปี ครึ่งหนึ่งอยู่ในช่วงอายุ 30-45 ปี จ�ำนวน 588 คน ส่ ว นใหญ่ ส มรสแล้ ว 712 คน ส่ ว นระดั บ การศึ ก ษา มากกว่ า ครึ่ ง จบการศึ ก ษาระดั บ ปริ ญ ญาตรี 592 คน และปฏิบัติงานที่กลุ่มภารกิจด้านการพยาบาล นอกจากนี้ หนึ่งในสามของกลุ่มตัวอย่างปฏิบัติงานในโรงพยาบาล ร้อยเอ็ดน้อยกว่า 5 ปี จ�ำนวน 347 คน ส่วนมากเป็น พยาบาลจ�ำนวน 451 คนหรือร้อยละ 40 สถานภาพ ครึ่งหนึ่งเป็นลูกจ้างชั่วคราว 550 คน อยู่ ในระดับ ปฏิบัติการ 1,064 คน รายได้ที่ได้รับจากโรงพยาบาล ทั้งหมดต่อเดือน น้อยกว่า 9,999 บาท จ�ำนวน 452 คน หรือร้อยละ 40 รายละเอียดตามตาราง 1


ตารางที่ 1 จ�ำนวนและร้อยละของกลุ่มตัวอย่าง จ�ำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล จ�ำนวน (n=1,127คน)

ร้อยะ

280 847

24.8 75.2

291 588 248

25.8 52.2 22.0

สถานภาพสมรส โสด สมรส หย่าร้าง หม้าย แยกกันอยู่

354 712 61

31.4 63.2 5.4

ระดับการศึกษา ต�่ำกว่ามัธยมศึกษาตอนต้น มัธยมศึกษาตอนต้น ปวช. หรือมัธยมปลาย ปวส. หรืออนุปริญญา ปริญญาตรี ปริญญาโทและสูงกว่าปริญญาโท

31 69 226 136 592 73

2.8 6.1 20.1 12.1 52.5 6.5

กลุ่มงานที่ปฏิบัติ กลุ่มภารกิจด้านอ�ำนวยการ กลุ่มภารกิจด้านการพยาบาล กลุ่มภารกิจด้านบริการปฐมภูมิ กลุ่มภารกิจพัฒนาระบบบริการสุขภาพ กลุ่มภารกิจด้านบริการทุติยภูมิและตติยภูมิ

131 610 109 55 222

11.6 54.1 9.7 4.9 19.7

347 276 162 111 231

30.8 24.5 14.4 9.8 20.5

ปัจจัย เพศ ชาย หญิง อายุ (ปี) ต�่ำกว่า 30 ปี 30 - 45 ปี มากกว่า 45 ปี Min = 20 ปี Max = 71 ปี เฉลี่ย 37.35 S.D = 9.190

ระยะเวลาที่ปฏิบัติงานในโรงพยาบาลร้อยเอ็ด (ปี) น้อยกว่า 5 ปี 5-10 ปี 11-15 ปี 16-20 ปี 20 ปี ขึ้นไป Min = 1 ปี Max = 38 ปี เฉลี่ย 11.83 S.D = 9.208

ปีที่ 19 ฉบับที่ 1 ประจำ�เดือนตุลาคม 2555

55


ตารางที่ 1 จ�ำนวนและร้อยละของกลุ่มตัวอย่าง จ�ำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล (ต่อ) จ�ำนวน (n=1,127คน)

ร้อยะ

ต�ำแหน่งงานที่ปฏิบัติ แพทย์ ทันตแพทย์ เภสัชกร นักวิชาการและนักอื่นๆ พยาบาล ผู้ช่วยเหลือคนไข้ คนงาน งานด้านธุรการ อื่นๆ

40 38 451 373 104 121

3.5 3.4 40.0 33.1 9.2 10.7

สถานภาพการท�ำงาน ข้าราชการ พนักงานราชการ ลูกจ้างประจ�ำ ลูกจ้างชั่วคราว

450 20 107 550

39.9 1.8 9.5 48.8

ระดับปฏิบัติงาน ระดับผู้บังคับบัญชา ระดับผู้ปฎิบัติการ

63 1,064

5.6 94.4

452 298 198 125 54

40.1 26.4 17.6 11.1 4.8

ปัจจัย

รายได้ต่อเดือนที่ ได้รับจากโรงพยาบาล(บาท) น้อยกว่า 9,999 บาท 10,000 - 19,999 บาท 20,000 - 29,999 บาท 30,000 – 39,999 บาท มากกว่า 40,000 บาท Min = 4,320บาท Max = 85,000 บาท เฉลี่ย 16,673 บาท S.D = 11415.407

2. ผลการศึกษาความคิดเห็นของบุคลากรต่อบรรยากาศองค์การโรงพยาบาลร้อยเอ็ด พบว่าบุคลากรมีความคิดเห็นต่อบรรยากาศองค์การด้านมิติการสนับสนุนระดับมาก (χ = 3.69, S.D. = 0.36) รองลงมาเป็นมิติความผูกพัน ( χ = 3.44, S.D. = 0.33) และมิติโครงสร้าง ( χ = 3.35, S.D. = 0.36) ตามล�ำดับ ดังตาราง 2 ตารางที่ 2 ค่าเฉลี่ย, ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานและความหมาย ตามมิติบรรยากาศองค์การ ที่ มิติ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบน 1 2 3 4 5 6 56

มิติโครงสร้าง มิติการตั้งมาตรฐานในการท�ำงาน มิติความรับผิดชอบ มิติการชื่นชม มิติการสนับสนุน มิติความผูกพัน วารสารโรงพยาบาลร้อยเอ็ด, กาฬสินธุ์, มหาสารคาม

3.35 3.33 3.22 3.29 3.69 3.44

0.36 0.44 0.39 0.37 0.36 0.33

ความหมาย ปานกลาง ปานกลาง ปานกลาง ปานกลาง มาก มาก


3. ผลการศึกษาความผูกพันของบุคลากรต่อโรงพยาบาลร้อยเอ็ด จากการศึกษาพบว่าความผูกพันของบุคลากรต่อโรงพยาบาลร้อยเอ็ด คิดเป็นร้อยละ 67.05 โดยข้อความ ที่มีคะแนนเฉลี่ยสูงสุด 3 อันดับแรกคือบุคลากรภูมิใจที่จะบอกกับใครๆ ว่าเป็นบุคลากรของโรงพยาบาลร้อยเอ็ด ( χ = 4.23, S.D. = 0.68) บุคลากรภาคภูมิใจกับการท�ำงานที่ได้รับมอบหมาย( χ = 4.15, S.D. = 0.57) และบุคลากรรู้สึกภูมิใจในต�ำแหน่งงาน เพราะได้มาด้วยความรู้ความสามารถอย่างมาก ( χ = 4.11, S.D. = 0.62) ตามล�ำดับ ส่วนข้อความที่มีค่าคะแนนเฉลี่ยต�่ำสุด 3 อันดับแรกคือเมื่อเอ่ยชื่อโรงพยาบาลร้อยเอ็ด มักไม่ค่อยมีคน รู้จักหรือยอมรับ ( χ = 2.09, S.D. = 0.92) บุคลากรรู้สึกเฉยๆ แม้ทราบว่าการด�ำเนินงานของโรงพยาบาลร้อยเอ็ด มีปัญหา ( χ = 2.28, S.D. = 0.84) และบุคลากรมักร่วมวิพากษ์วิจารณ์ โรงพยาบาลร้อยเอ็ดในทางลบกับเพื่อน ร่วมงานหรือบุคคลอื่นเสมอ ( χ = 2.30, S.D. = 0.89) รายละเอียดดังตาราง 3 ตารางที่ 3 ค่าเฉลี่ย, ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานและความหมายต่อข้อความด้านความผูกพัน ที่ 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15

าเบี่ยงเบน ความหมาย ค่าเฉลี่ย ค่มาตรฐาน

ข้อความ แม้มีโอกาสที่จะได้รับงานในต�ำแหน่งเดียวกันนี้กับองค์การอื่น แต่บุคลากรยังคงเลือกที่จะอยู่กับโรงพยาบาลร้อยเอ็ด บุคลากรมักร่วมวิพากษ์วิจารณ์ โรงพยาบาลร้อยเอ็ดในทางลบ กับเพื่อนร่วมงานหรือบุคคลอื่นเสมอ เมื่อบุคลากรได้รับมอบหมายงานอย่างหนึ่ง มักจะทุ่มเทให้กับงานนั้นอย่างเต็มที่ทุกครั้ง ถ้าสภาพการท�ำงานในปัจจุบันเปลี่ยนไปเพียงเล็กน้อย ก็เป็นสาเหตุให้บุคลากรลาออกได้ บุคลากรห่วงใยอย่างจริงจังในความอยู่รอดของโรงพยาบาลร้อยเอ็ด บุคลากรภูมิใจที่จะบอกกับใครๆ ว่าเป็นบุคลากรของ โรงพยาบาลร้อยเอ็ด บุคลากรมีความคิดที่จะหางานใหม่ เพราะโรงพยาบาลร้อยเอ็ด ไม่มีสิ่งผูกมัดให้ท�ำงานต่อไปอย่างมั่นใจ โรงพยาบาลร้อยเอ็ดช่วยพัฒนาให้บุคลากรปฏิบัติงานได้อย่างดีเลิศ เมื่อเอ่ยชื่อโรงพยาบาลร้อยเอ็ด มักไม่ค่อยมีคนรู้จักหรือยอมรับ บุคลากรยินดีที่จะเลือกท�ำงานกับโรงพยาบาลร้อยเอ็ด มากกว่าองค์การอื่นที่สามารถเลือกได้ บุคลากรจะรู้สึกต่อต้านเมื่อมีผู้พูดถึงโรงพยาบาลร้อยเอ็ด ในทางที่ไม่ดี ถ้ามีโอกาสเปลี่ยนงานที่ให้ค่าตอบแทนสูงกว่า บุคลากรจะไปท�ำงาน กับที่นั่นทันที บุคลากรรู้สึกภูมิใจในต�ำแหน่งงาน เพราะได้มาด้วยความรู้ ความสามารถอย่างมาก บุคลากรรู้สึกเฉยๆ แม้ทราบว่าการด�ำเนินงานของโรงพยาบาลร้อยเอ็ด มีปัญหา บุคลากรภาคภูมิใจกับการท�ำงานที่ได้รับมอบหมาย

3.80

0.79

มาก

2.30

0.89

น้อย

4.09

0.56

มาก

2.36

0.89

น้อย

4.08 4.23

0.63 0.68

มาก มากที่สุด

2.35

1.00

น้อย

3.74 2.09 3.84

0.73 0.92 0.84

มาก น้อย มาก

3.86

0.86

มาก

2.93

0.97

ปานกลาง

4.11

0.62

มาก

2.28

0.84

น้อย

4.15

0.57

มาก

ปีที่ 19 ฉบับที่ 1 ประจำ�เดือนตุลาคม 2555

57


4. ความสัมพันธ์ของบรรยากาศองค์การกับความผูกพันของบุคลากร บรรยากาศองค์การมีความสัมพันธ์กับความผูกพันของบุคลากรโรงพยาบาลร้อยเอ็ดอย่างมีนัยส�ำคัญทางสถิติ โดยมิติโครงสร้างองค์การ มิติการตั้งมาตรฐานในการท�ำงาน มิติความรับผิดชอบในงาน มิติการชื่นชม มิติการ สนับสนุน และมิติความรู้สึกผูกพันล้วนมีความสัมพันธ์ทางบวกกับความผูกพันองค์การที่ระดับ 0.01 เท่ากับ 0.326, 0.300, 0293, 0.327, 0.260 และ 0.393 ตามล�ำดับดังตาราง 4 ตารางที่ 4 ค่าสัมประสิทธ์สหสัมพันธ์ตัวแปรมิติบรรยากาศองค์การต่อความผูกพันองค์การ

ตัวแปร

สัมประสิทธ์สหสัมพันธ์ 0.326** 0.300** 0.293** 0.327** 0.260** 0.393** 0.478**

มิติโครงสร้างองค์การ มิติการตั้งมาตรฐานในการท�ำงาน มิติความรับผิดชอบในงาน มิติการชื่นชม มิติการสนับสนุน มิติความรู้สึกผูกพัน ภาพรวม

P-value 0.00 0.00 0.00 0.00 0.00 0.00 0.00

** P < 0.01 5. การศึกษาระดับความผูกพันต่อองค์การเปรียบเทียบปัจจัยส่วนบุคคล 5.1 ความผูกพันต่อองค์การกับเพศ เพศชายมีระดับความผูกพันต่อองค์การสูงกว่าเพศหญิง โดยผลการทดสอบทางสถิติพบว่าคะแนนเฉลี่ย ทั้งสองกลุ่มมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยส�ำคัญทางสถิติ ดังตาราง 5 ตารางที่ 5 เปรียบเทียบความแตกต่างของระดับความผูกพันต่อองค์การตามเพศ

เพศ ชาย หญิง

ค่าเฉลี่ย 51.46 49.90

ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน 3.47 4.20

t 5.622

P 0.00

5.2 ความผูกพันต่อองค์การกับอายุ บุคลากรกลุ่มอายุมากกว่า 45 ปี มีระดับความผูกพันต่อองค์การสูงกว่าทุกกลุ่มอายุ และเมื่อทดสอบ ทางสถิติพบว่ากลุ่มอายุไม่แตกต่างกัน ดังตาราง 6 ตารางที่ 6 การวิเคราะห์ความแปรปรวนของระดับความผูกพันต่อองค์การตามกลุ่มอายุ

กลุ่มอายุ ต�่ำกว่า 30 ปี 30 – 45 ปี มากกว่า 45 ปี

58

ค่าเฉลี่ย

ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน

F

sig

50.33 50.17 50.52

3.58 3.67 40.3

0.797

0.451

วารสารโรงพยาบาลร้อยเอ็ด, กาฬสินธุ์, มหาสารคาม


5.3 ความผูกพันต่อองค์การกับสถานภาพสมรส บุคลากรสถานภาพหม้าย หย่าร้าง แยกกันอยู่ มีระดับความผูกพันต่อองค์การสูงกว่าทุกกลุ่มและเมื่อ เปรียบเทียบความแตกต่างรายคู่พบว่ากลุ่มโสดแตกต่างจากกลุ่มสมรส ส่วนกลุ่มอื่นๆ คะแนนความผูกพันไม่แตกต่าง กันดังตาราง 7 และ 8 ตารางที่ 7 การวิเคราะห์ความแปรปรวนของความผูกพันต่อองค์การกับสถานภาพสมรส สถานภาพ

ค่าเฉลี่ย

ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน

F

sig

โสด สมรส หย่าร้าง หม้าย

49.90 50.44 50.78

3.42 3.85 3.77

3.050

.048

ตารางที่ 8 การเปรียบเทียบระดับความผูกพันต่อองค์การกับสถานภาพสมรส รายคู่

คะแนนเฉลี่ย โสด (49.90) สมรส (50.44) หย่าร้าง หม้าย (50.78)

โสด

สมรส

0.53* 0.88

0.34

หย่าร้าง หม้าย

5.4 ความผูกพันองค์การกับระดับการศึกษา บุคลากรที่มีการศึกษาต�่ำกว่ามัธยมศึกษาตอนต้นมีระดับความผูกพันต่อองค์การสูงสุดโดยเมื่อเปรียบเทียบ ความแตกต่างรายคู่ พบว่าบุคลากรที่มีการศึกษาปริญญาโทมีคะแนนเฉลี่ยความผูกพันต่างจากทุกระดับการศึกษา ยกเว้นระดับปริญญาตรี, กลุ่มปริญญาตรีแตกต่างจากทุกกลุ่ม, ปวส. หรืออนุปริญญา แตกต่างจากต�่ำกว่ามัธยมศึกษา ตอนต้นและปวช.หรือมัธยมปลาย, ปวช.หรือมัธยมปลายแตกต่างจากกลุ่มต�่ำกว่ามัธยมต้นและมัธยมต้นแตกต่าง จากกลุ่มต�่ำกว่ามัธยมต้นดังตาราง 9 และ10 ตารางที่ 9 การวิเคราะห์ความแปรปรวนของความผูกพันองค์การตามระดับการศึกษา

การศึกษา ต�่ำกว่ามัธยมศึกษาตอนต้น มัธยมศึกษาตอนต้น ปวช. หรือมัธยมปลาย ปวส. หรืออนุปริญญา ปริญญาตรี ปริญญาโทและสูงกว่า

ค่าเฉลี่ย

ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน

Chi-Square

sig

53.35 51.42 51.39 50.52 49.64 49.32

14.96 4.32 3.63 3.84 3.28 4.32

60.87*

0.00

* Kruskal-Wallis H ปีที่ 19 ฉบับที่ 1 ประจำ�เดือนตุลาคม 2555

59


ตารางที่ 10 การเปรียบเทียบระดับความผูกพันต่อองค์การตามระดับการศึกษารายคู่ คะแนนเฉลี่ย ต�่ำกว่ามัธยมต้น (53.55) มัธยมต้น (51.42) ปวช./มัธยมปลาย (51.39) ปวส.หรืออนุปริญญา (50.52) ปริญญาตรี (49.64) ปริญญาโท (49.32)

ต�่ำกว่า มัธยมต้น

มัธยมต้น ปวช. หรือ ปวส. หรือ ปริญญาตรี ปริญญาโท และสูงกว่า มัธยมปลาย อนุปริญญา

-1.93* -1.95* -2.82* -3.71* -4.02*

-0.02 -0.89 -1.77* -2.09*

-0.86* -1.75* -2.06*

-0.88* -1.20*

-0.31

5.5 ความผูกพันต่อองค์การกับระดับปฏิบัติงาน ผู้ปฎิบัติการมีระดับความผูกพันต่อองค์การสูงกว่าผู้บังคับบัญชา แต่เมื่อทดสอบทางสถิติแล้วพบว่า คะแนนเฉลี่ยทั้งสองกลุ่มไม่แตกต่างกัน ตามตาราง 11 ตารางที่ 11 การเปรียบเทียบความแตกต่างของระดับความผูกพันองค์การกับระดับปฏิบัติงาน

ระดับปฏิบัติงาน ผู้บังคับบัญชา ผู้ปฎิบัติการ

ค่าเฉลี่ย

ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน

F

sig

49.44 50.34

3.58 3.73

4.131

0.898

5.6 ความผูกพันต่อองค์การกับสถานภาพการท�ำงาน ลูกจ้างประจ�ำมีระดับความผูกพันต่อองค์การสูงกว่าข้าราชการ พนักงานราชการและลูกจ้างชั่วคราวโดยเมื่อ เปรียบเทียบความแตกต่างรายคูพ่ บว่าลูกจ้างชัว่ คราวแตกต่างจากข้าราชการ, ลูกจ้างประจ�ำแตกต่างจากกลุม่ ข้าราชการ และพนักงานราชการ, ส่วนกลุ่มอื่นๆไม่แตกต่างกัน ดังตาราง 12 และ 13 ตารางที่ 12 การเปรียบเทียบความแตกต่างของระดับความผูกพันองค์การกับสถานภาพการท�ำงาน

สถานภาพสมรส ข้าราชการ พนักงานราชการ ลูกจ้างประจ�ำ ลูกจ้างชั่วคราว

ค่าเฉลี่ย

ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน

Chi-Square

sig

49.37 49.55 51.38 50.85

3.27 2.70 4.15 3.86

47.19*

0.00

* Kruskal-Wallis H 60

วารสารโรงพยาบาลร้อยเอ็ด, กาฬสินธุ์, มหาสารคาม


ตารางที่ 13 เปรียบเทียบระดับความผูกพันต่อองค์การตามสถานภาพการท�ำงานรายคู่

คะแนนเฉลี่ย

ข้าราชการ

พนักงานราชการ

ลูกจ้างประจ�ำ

ข้าราชการ (49.37) พนักงานราชการ (49.55) ลูกจ้างประจ�ำ (51.38) ลูกจ้างชั่วคราว (50.85)

0.17 2.00* 1.48*

1.83* 1.30

-0.52

ลูกจ้างชั่วคราว

6. ความคิดเห็นต่อบรรยากาศและความผูกพันต่อองค์การจ�ำแนกตามต�ำแหน่ง ผูช้ ว่ ยเหลือคนไข้/คนงานมีคะแนนความคิดเห็นต่อบรรยากาศองค์การและความผูกพันต่อองค์การภาพรวมสูงสุด คิดเป็นร้อยละ 70.16 และ 68.42 ตามล�ำดับ ในขณะที่แพทย์/ทันตแพทย์/เภสัชกรมีค่าคะแนนความพึงพอใจ ต่อบรรยากาศองค์การและความผูกพันต่อองค์การต�่ำสุด คิดเป็นร้อยละ 65.32 และ 65.5 ตามล�ำดับ ตารางที่ 14 ร้อยละความคิดเห็นต่อบรรยากาศองค์การและความผูกพันองค์การจ�ำแนกตามต�ำแหน่ง ที่ 1 2 3 4 5 6

ต�ำแหน่งงาน แพทย์ ทันตแพทย์ เภสัชกร นักวิชาการและต�ำแหน่งนักอื่นๆ พยาบาล ผู้ช่วยเหลือคนไข้ คนงาน ผู้ปฏิบัติงานด้านธุรการ อื่นๆ รวม

จ�ำนวน (คน) ร้อยละ บรรยากาศ ร้อยละ ความผูกพัน 40 38 451 373 104 121 1,127

วิจารณ์ (discussion) บรรยากาศองค์การเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริงในองค์การ แต่สามารถวัดได้ โดยทางอ้อมผ่านการรับรู้ของบุคลากร โดยแต่ละมิติของบรรยากาศองค์การล้วนแต่มีผลต่อความ ผูกพันของบุคลากร จากการศึกษาพบว่าระดับความคิดเห็น ของบุคลากรต่อบรรยากาศองค์การมีค่าคะแนนเฉลี่ย ร้อยละ 68.33 เมื่อเปรียบเทียบกับเป้าหมายคือร้อยละ 80 พบว่าระดับความคิดเห็นของบุคลากรต่อบรรยากาศ องค์กรต�่ำกว่าเป้าหมายที่ทางโรงพยาบาลร้อยเอ็ดก�ำหนดไว้ จึ ง ขออภิ ป รายผลตามมิ ติ ใ นมุ ม มองของ Stringer (2002 อ้างถึงในลัดดา พัชรวิภาส, 2550:9) 4 ดังนี้

65.32 67.93 67.26 70.16 68.59 67.54 68.33

65.5 66.53 65.86 68.42 67.26 67.82 67.05

1) มิ ติ โ ครงสร้ า งองค์ ก ร (Structure) เป็ น มิ ติ การรับรู้ โครงสร้างขององค์กรของบุคคล เข้าใจบทบาท การท�ำงานของตนเองอย่างชัดเจน หากไม่มโี ครงสร้างการ ท� ำ งานที่ ดี บุ ค ลากรจะสั บ สนในบทบาทและหน้ า ที่ ความรับผิดชอบ ทั้งนี้จากการศึกษาพบว่าระดับความ คิดเห็นของบุคลากรในมิติโครงสร้างองค์การอยู่ในระดับ ปานกลาง ( χ =3.34,S.D.= 0.364) อาจเพราะ โรงพยาบาลร้อยเอ็ดมีการปฏิบัติงานตามสายการบังคับ บัญชา มีโครงสร้างเป็นแบบ Hierarchy ฉะนั้นการ สั่งการโดยตรงจากผู้บริหารระดับสูงไปยังระดับล่าง จึง เป็นไปได้น้อย จึงท�ำให้ระดับปฏิบัติการไม่เข้าใจเป้าหมาย ในการท� ำ งานและเกิ ด ความสั บ สนในการท� ำ งานได้ ปีที่ 19 ฉบับที่ 1 ประจำ�เดือนตุลาคม 2555

61


ความคิดเห็นต่อบรรยากาศในมิตินี้จึงอยู่ในระดับปานกลาง แต่อย่างไรก็ตามมิติบรรยากาศองค์การมีความสัมพันธ์ กับความผูกพันต่อองค์การ ดังนั้นผู้บริหารควรจะมีวิธีการ สื่อสารที่เปิดกว้างให้บุคลากรทุกระดับได้รับทราบข้อมูล ด้านนโยบายและเป้าหมายขององค์กรอย่างทั่วถึงเพื่อ บุคลากรจะได้ท�ำงานได้สอดคล้องเป็นไปในทิศทางเดียวกับ องค์การ นอกจากนี้ควรปรับโครงสร้างองค์กรให้สอดคล้อง กับการมอบหมายความรับผิดชอบของผู้บริหารอีกด้วย 2) มิติการตั้งมาตรฐานในการท�ำงาน (Standards) เป็นมิติวัดผลการปฏิบัติงาน เพื่อการพัฒนาและวัด ระดั บ ความภู มิ ใ จของบุ ค ลากรที่ ส ามารถท� ำ งานได้ มี ประสิ ท ธิ ภ าพ การตั้ ง มาตรฐานไว้ สู ง ท� ำ ให้ บุ ค ลากร พยายามปรั บ ปรุ ง วิ ธี ก ารท� ำ งานอยู ่ ต ลอดเวลาและถ้ า ตั้งมาตรฐานการท�ำงานที่ต่�ำก็จะสะท้อนให้เห็นถึงความ คาดหวังในประสิทธิภาพการท�ำงานที่ต�่ำ องค์กรที่มีการ ก�ำหนดมาตรฐานการท�ำงานที่ชัดเจน ระบบการประเมิน ผลที่มีประสิทธิภาพเป็นไปอย่างมีระบบ ท�ำให้บุคลากร มีขวัญและก�ำลังใจที่ดีในการท�ำงาน และยังเป็นการ วัดความพึงพอใจในการบริหารงานของผู้บริหารในการ ก�ำหนดเป้าหมายและมาตรฐานการท�ำงานขององค์กร อย่างชัดเจน จากการศึกษาพบว่าระดับความคิดเห็น ของบุคลากรในมิตกิ ารตัง้ มาตรฐานการท�ำงานอยู่ในระดับ ปานกลาง ( χ = 3.33, S.D. = 0.44) อธิบายได้ว่า เนื่องจากการตั้งมาตรฐานในการท�ำงานของโรงพยาบาล ร้อยเอ็ดไม่อยู่ในระดับที่สูงเนื่องจากเป็นองค์การภาครัฐ ที่ไม่หวังผลก�ำไรทางธุรกิจ การตั้งมาตรฐานจึงท�ำเพียง เพือ่ ผ่านเกณฑ์มาตรฐานโรงพยาบาล (HA) และบุคลากร ระดั บ ปฏิ บั ติ ก ารไม่ รั บ ทราบถึ ง เป้ า หมายขององค์ ก าร ส่วนการวัดผลการปฏิบัติงานก็ยังลงไม่ถึงในระดับบุคคล เนื่ อ งจากเพิ่ ง มี ก ารน� ำ ระบบบริ ห ารผลการปฏิ บั ติ ง าน มาทดลองใช้ ในระดับหน่วยงาน แต่อย่างไรก็ตามมิติ การตั้งมาตรฐานในการท�ำงานก็มีความสัมพันธ์กับความ ผูกพันต่อองค์การ ดังนั้นองค์กรจึงควรก�ำหนดมาตรฐาน การท�ำงานของบุคลากรรวมถึงมีแนวทางในการติดตาม ประเมินผลการปฏิบัติตามมาตรฐานที่ได้ก�ำหนดไว้ 3) มิตคิ วามรับผิดชอบในการท�ำงาน (Responsibility) เป็นมิติที่สะท้อนให้เห็นถึงความรู้สึกของบุคคลที่ได้เป็น เจ้าของงาน มีอิสระเต็มที่ในการวางแผนการท�ำงาน เพื่อ ให้งานออกมาดี ความรูส้ กึ เหล่านีส้ ง่ เสริมให้บคุ ลากรกล้า ตัดสินใจและกล้าลองผิดลองถูก ซึ่งเป็นผลดีกับองค์กร ที่ส่งเสริมให้บุคลากรกล้าที่จะคิดนวัตกรรมใหม่ๆ ในการ 62

วารสารโรงพยาบาลร้อยเอ็ด, กาฬสินธุ์, มหาสารคาม

ท�ำงาน จากการศึกษาพบว่าระดับความคิดเห็นของบุคลากร ในมิติการตั้งมาตรฐานการท�ำงานอยู่ในระดับปานกลาง ( χ = 3.22, S.D. = 0.39) อาจเป็นเพราะโรงพยาบาล ร้อยเอ็ดมีโครงสร้างเป็นแบบ Hierarchy จึงท�ำให้การ ปฏิ บั ติ ง านต้ อ งเป็ น ไปตามล� ำ ดั บ ขั้ น การบั ง คั บ บั ญ ชา อ� ำ นาจการตั ด สิ น ใจมั ก อยู ่ ที่ ผู ้ บั ง คั บ บั ญ ชารวมถึ ง งาน บริ ก ารด้ า นสุ ข ภาพเป็ น งานที่ มี ค วามส� ำ คั ญ เกี่ ย วกั บ ความเป็นความตายของผู้ป่วยจึงต้องมีการตรวจสอบ ที่เข้มงวดเพื่อป้องกันความผิดพลาดและลักษณะงานเอง ก็เป็นงานที่ต้องปฏิบัติร่วมกันเป็นทีม จึงท�ำให้ความรู้สึก ในการเป็ น เจ้ า ของงานมี น ้ อ ยกว่ า งานที่ ป ฏิ บั ติ แ ละ รับผิดชอบเพียงคนเดียว แต่อย่างไรก็ตามมิติความ รับผิดชอบในการท�ำงานมีความสัมพันธ์กับความผูกพัน ต่อองค์การ ดังนั้นผู้บริหารและผู้บังคับบัญชาจึงควรหา วิธีให้บุคลากรมีอิสระในงานบ้าง โดยอาจมอบหมายงาน โครงการพิเศษให้เป็นผู้รับผิดชอบเช่นกิจกรรมพัฒนา คุณภาพในหน่วยงาน การตั้งเป็นคณะกรรมการในทีม ต่างๆ เป็นต้น 4) มิติการชื่นชม (Recognition) เป็นมิติที่วัดขวัญ และก� ำ ลั ง ใจของบุ ค ลากรที่ ไ ด้ รั บ จากการปฏิ บั ติ ง านดี เป็นที่ยอมรับ เนื่องจากระบบการให้รางวัล ผลตอบแทน เป็นหนึ่งในปัจจัยหลักที่ส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพ ในการท�ำงานของบุคลากรและที่ส�ำคัญ การให้รางวัล ผลตอบแทน จะต้องเป็นไปอย่างมีระบบ โปร่งใส และ ยุติธรรม ทั้งนี้จากการศึกษาพบว่าระดับความคิดเห็น ของบุ ค ลากรในมิ ติ ก ารชื่ น ชม อยู ่ ใ นระดั บ ปานกลาง ( χ = 3.29, S.D. = 0.37) อาจเป็นเพราะระบบการ ให้รางวัล ผลตอบแทนของโรงพยาบาลร้อยเอ็ด มักเป็น ไปตามระบบอาวุ โ สมากกว่ า ที่ จ ะน� ำผลการปฏิ บั ติ ง าน มาใช้เป็นเกณฑ์ ในการให้รางวัล/ผลตอบแทน รวมถึง ระบบการประเมินผลการปฏิบัติงานให้ความส�ำคัญกับ การตัดสินใจผู���บังคับบัญชา จึงท�ำให้บุคลากรเกิดความ รู้สึกไม่ ได้รับความเป็นธรรมเท่าที่ควร แต่พบว่ามิติการ ชืน่ ชมมีความสัมพันธ์กบั ความผูกพันต่อองค์การ ผูบ้ ริหาร หรือผู้บังคับบัญชาจึงควรที่จะแสดงความชื่นชม ยอมรับ บุคลากรที่มีผลการปฏิบัติงานดี ให้รางวัล/ผลตอบแทน ทั้งในรูปแบบตัวเงินและไม่ใช่ตัวเงิน เช่นการเลื่อนขั้น เงินเดือน การจัดบอร์ดแสดงความชื่นชม การมอบ เกียรติบัตร การมอบต�ำแหน่งงานที่ส�ำคัญรวมถึงมีการ ให้ข้อมูลย้อนกลับกับบุคลากรอย่างสม�่ำเสมอ เพื่อช่วย กันแก้ ไขและปรับปรุงงานให้ดีขึ้น


5) มิติการสนับสนุน (Support) เป็นมิติท่ีสะท้อน ความรู ้ สึ ก ไว้ ว างใจ ช่ ว ยเหลื อ ซึ่ ง กั น และกั น ภายใน ทีมงาน บรรยากาศการท�ำงานที่มีการสนับสนุนกันสูง จะท�ำให้บุคลากรรู้สึกภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของทีมงาน ที่ดี สมาชิกสามารถขอความช่วยเหลือได้ตลอดเวลา โดยสมาชิกในทีมเต็มใจที่จะเข้าช่วยเหลือ โดยเฉพาะ หัวหน้างาน ทั้งนี้จากการศึกษาพบว่าระดับความคิดเห็น ของบุ ค ลากรในมิ ติ ก ารสนั บ สนุ น อยู ่ ใ นระดั บ มาก ( χ = 3.69, S.D. = 0.36) อาจอธิบายได้ว่าผู้ตอบ แบบสอบถามเป็ น ผู ้ ใ ห้ บ ริ ก ารด้ า นการรั ก ษาพยาบาล ซึ่งเป็นงานที่ต้องอาศัยการท�ำงานร่วมกันเป็นทีมสุขภาพ รวมถึงวัฒนธรรมองค์กรของโรงพยาบาลเองได้ ให้ความ ส�ำคัญกับระบบอาวุโส มีการให้ความเคารพและดูแลกัน เหมื อ นญาติ พี่ น ้ อ ง นอกจากนั้ น มิ ติ ก ารสนั บ สนุ น เอง มี ค วามสั ม พั น ธ์ กั บ ความผู ก พั น ต่ อ องค์ ก าร ผู ้ บ ริ ห าร จึงควรส่งเสริมให้มีการท�ำงานเป็นทีมทั้งในสายงานและ ข้ามสายงาน มีการจัดกิจกรรมเสริมสร้างความสัมพันธ์ ต่ า งๆ เช่ น การจั ด โครงการทั ศ นศึ ก ษา การสอนงาน การสร้างระบบพี่เลี้ยง เป็นต้น 6) มิติความรู้สึกผูกพันและรับผิดชอบต่อองค์กร (Commitment) เป็นมิติที่วัดความรู้สึกภูมิใจที่ได้เป็น ส่วนหนึ่งขององค์กรและมีความรู้สึกรับผิดชอบในการ สร้างความส�ำเร็จให้องค์กร ซึ่งความรู้สึกนี้สัมพันธ์กับ ความจงรักภักดีต่อองค์กร จากการศึกษาพบว่าระดับ ความคิดเห็นของบุคลากรในมิติความรู้สึกผูกพันอยู่ใน ระดับมาก ( χ = 3.44, S.D. = 0.33) อธิบายได้ว่า การปฏิบัติงานของบุคลากรโรงพยาบาลร้อยเอ็ดเป็นงาน ที่ เ กี่ ย วข้ อ งกั บ ชี วิ ต ความเป็ น ความตายและผลความ ส�ำเร็จของงานเกิดเนื่องจากการท�ำงานเป็นทีม ท�ำให้ บุคคลมีความผูกพันในการที่จะสร้างความส�ำเร็จในงาน ทั้งนี้มิติความรู้สึกผูกพันและรับผิดชอบต่อองค์กรมีความ สัมพันธ์ทางบวกกับความผูกพันต่อองค์การ ผู้บริหาร จึงควรเร่งสร้างความรู้สึกผูกพันให้เกิดขึ้นโดยการสื่อสาร เป้าหมายองค์การให้บุคลากรได้รับทราบ ในด้านความผูกพันต่อองค์การ Hellrigel and others. 2001 (อ้างถึงใน ษมาภรณ์ ปลื้มจิตร. 5 2547 : 41) กล่ า วว่ า ความผู ก พั น ต่ อ องค์ ก รส่ ว นบุ ค คล มีแนวโน้มทีจ่ ะไปสูเ่ ป้าหมายขององค์กรโดยตรงและมีผล ทางบวกต่อการวัดประสิทธิผลขององค์กร จากการศึกษา ความผูกพันของบุคลากรต่อโรงพยาบาลร้อยเอ็ดมีค่า คะแนนเฉลี่ ย ร้ อ ยละ 67.05 เมื่ อ เปรี ย บเที ย บกั บ

เป้าหมายคือร้อยละ 80 พบว่าคะแนนความผูกพันของ บุคลากรมีค่าต�่ำกว่าเป้าหมายที่ทางโรงพยาบาลร้อยเอ็ด ก�ำหนด ทั้งนี้อาจเนื่องจากบุคลากรที่ตอบแบบสอบถาม ส่วนมากจบการศึกษาในระดับปริญญาตรีหรือเทียบเท่า ซึ่งมีทางเลือกในการหางานใหม่ที่มีเงินเดือนที่สูงกว่า งานที่ ท� ำ อยู ่ ใ นปั จ จุ บั น เพราะงานปั จ จุ บั น จะรั บ ผู ้ ที่ จ บ ในระดั บ ปริ ญ ญาตรี จึ ง ท� ำ ให้ บุ ค ลากรในกลุ ่ ม นี้ ม องหา ทางเลือกใหม่ที่ให้ค่าตอบแทนสูงกว่าโรงพยาบาลร้อยเอ็ด รวมถึ ง การบรรจุ แ ต่ ง ตั้ ง บุ ค ลากรให้ เ ป็ น ลู ก จ้ า งประจ� ำ หรือข้าราชการเป็นไปได้ยาก เนื่องจากส�ำนักงาน กพ. มีเป้าหมายที่จะลดจ�ำนวนข้าราชการและลูกจ้างประจ�ำลง จึงท�ำให้บุคลากรรู้สึกขาดความมั่นคงในงาน ถ้ามีโอกาส หางานใหม่ที่มีความมั่นคงกว่าก็พร้อมที่จะเปลี่ยนงาน ทันที และเมื่อศึกษาเปรียบเทียบตามต�ำแหน่งงานจะพบ ว่าบุคลากรในกลุ่มแพทย์ ทันตแพทย์ และเภสัชกร มี ความผูกพันต่อองค์กรต�่ำกว่าในทุกต�ำแหน่งงาน เนื่องจาก บุ ค ลากรในกลุ ่ ม ดั ง กล่ า วเป็ น กลุ ่ ม ที่ มี ค วามรู ้ ความ สามารถและเป็นที่ต้องการของสังคม จึงมีความคาดหวัง และความต้องการสูง เมื่อไม่ ได้รับการตอบสนองตาม ความต้องการส่วนบุคคลจะท�ำให้ขาดแรงจูงใจและมีผล ต่อความผูกพันองค์การในที่สุด ความผูกพันต่อองค์กรเป็นสิ่งบ่งชี้ถึงความทุ่มเท และความพยายามของบุคลากรในการปฏิบัติงานเพื่อให้ องค์กรบรรลุเป้าหมายตลอดจนเป็นตัวบ่งบอกถึงอัตรา การลาออก การขาดงาน และการมาท�ำงานสายของ บุคลากรในองค์กรด้วย ผู้บริหารจึงควรให้ความส�ำคัญ กั บ ความผู ก พั น ของบุ ค ลากร โดยร่ ว มค้ น หาปั จ จั ย ที่ ท�ำให้บุคลากรเกิดความผูกพันและสนับสนุนให้ปัจจัยนั้น คงอยู่ รวมถึงแก้ปัญหาที่เป็นอุปสรรคให้เกิดความผูกพัน ต่อองค์กร ที่ส�ำคัญผู้บริหารต้องเปิดโอกาสให้บุคลากร ได้ท�ำในสิ่งที่บุคลากรท�ำได้ดีที่สุดและควรแสดงความ เอาใจใส่ต่อบุคลากรในทุกด้านซึ่งแนวทางต่างๆ นี้จะ ช่วยสร้างให้บุคลากรมีความผูกพันต่อองค์การมากขึ้น การศึ ก ษาความผู ก พั น ต่ อ องค์ ก ารกั บ ปั จ จั ย ส่วนบุคคล พบว่า 1) เพศ พบว่าเพศชายมีคะแนนเฉลี่ยความผูกพัน ต่อองค์การสูงกว่าเพศหญิง ทั้งนี้อาจเป็นเพราะเพศชาย ที่เป็นกลุ่มตัวอย่าง ส่วนมากเป็นลูกจ้างชั่วคราว ระดับ การศึ ก ษาไม่ สู ง มาก เป็ น ผลให้ ไม่ มี ท างเลื อ กที่ จ ะไป ปฏิบัติงานในหน่วยงานอื่น ซึ่งแตกต่างจากผลการศึกษา ของอรัญญา สุวรรณวิก (2541) ที่ได้ศึกษาเรื่องความ ปีที่ 19 ฉบับที่ 1 ประจำ�เดือนตุลาคม 2555

63


ผูกพันต่อองค์กรของพนักงานบริษัทยูคอม ผลการศึกษา พบว่ า พนั ก งานที่ มี เ พศแตกต่ า งกั น มี ค วามผู ก พั น ต่ อ องค์กรไม่แตกต่างกัน 2) อายุ พบว่ า แต่ ล ะกลุ ่ ม อายุ มี ค ะแนนเฉลี่ ย ความผู ก พั น ต่ อ องค์ ก ารไม่ แ ตกต่ า งกั น ทั้ ง นี้ เ พราะ บุ ค ลากรในทุ ก กลุ ่ ม อายุ ไ ด้ รั บ การปฏิ บั ติ ภ ายใต้ กฎ ระเบียบ เดียวกัน ซึ่งแตกต่างจากการศึกษาของอรัญญา สุวรรณวิก 5 (2541) ที่พบว่าพนักงานอายุค่อนข้างมาก มีความผูกพันต่อองค์กรมากกว่าพนักงานที่มีอายุน้อย 3) สถานภาพสมรส พบว่าบุคลากรโสดมีคะแนน เฉลี่ยความผูกพันต่อองค์การในระดับต�่ำแตกต่างจาก สถานภาพสมรส ส่วนกลุ่มอื่นไม่แตกต่าง ทั้งนี้อาจ เนื่องจากบุคลากรสถานภาพโสดไม่มีภาระมากเท่ากับ บุคลากรที่มีสถานภาพสมรส, หม้าย, หย่าร้าง, แยกกันอยู่ ที่อาจจะมีลูกและครอบครัวที่ต้องเลี้ยงดูและรับผิดชอบ ท�ำให้บุคลากรที่มีสถานภาพสมรส, หม้าย, หย่าร้าง, แยกกันอยู่ อาจจะคิดถึงความมั่นคงในอาชีพและชีวิต ในอนาคตมากกว่า ดังนั้นโรงพยาบาลควรมีการแนะแนว ให้ บุ ค ลากรเห็ น ถึ ง ความมั่ น คงในอาชี พ และชี วิ ต ใน ระยะยาวเพื่อให้บุคลากรต้องการรักษาสภาพการเป็น สมาชิกขององค์กรต่อไป 4) ระดับการศึกษา พบว่าบุคลากรที่มีการศึกษา ระดับต�่ำจะมีคะแนนเฉลี่ยความผูกพันต่อองค์การสูงกว่า บุคลากรที่มีระดับการศึกษาสูง ทั้งนี้เพราะบุคลากรที่มี การศึกษาไม่สูงมากนัก อาจไม่มีทางเลือกที่ดีกว่างานที่ ท� ำ อยู ่ ใ นปั จ จุ บั น และงานที่ ท� ำ อยู ่ ก็ เ ป��� น งานที่ ดี แ ล้ ว ถ้ า เที ย บกั บ ระดั บ การศึ ก ษาของตน ซึ่ ง แตกต่ า งจากการ ศึกษาของอรัญญา สุวรรณวิก 6 (2541) ที่พบว่าการศึกษา แตกต่ า งกั น มี ค วามผู ก พั น ต่ อ องค์ ก รไม่ แ ตกต่ า งกั น ดังนั้นโรงพยาบาลจึงควรมีสวัสดิการที่ดีให้กับบุคลากร ที่มีระดับการศึกษาปริญญาตรีและสูงกว่า รวมถึงบุคลากร ทุกระดับ และท�ำให้บุคลากรมองเห็นถึงความมั่นคงใน อาชีพและชีวิตต่อไปในอนาคต 5) ระดับที่ปฏิบัติงาน พบว่าผู้ปฎิบัติการคะแนน เฉลี่ยความผูกพันต่อองค์การสูงกว่าผู้บังคับบัญชา ทั้งนี้ เนื่องจากในระดับผู้บังคับบัญชามีภาระความรับผิดชอบ ความรู ้ ความสามารถ มากกว่ าในระดั บ ผู ้ ป ฏิ บั ติ ก าร รวมถึ ง ตั ว ผู ้ บั ง คั บ บั ญ ชาเองมั ก มี ค วามคิ ด ว่ า ระดั บ ความสามารถของตนเองสามารถท�ำงานในองค์การอื่นได้ ดั ง นั้ น โรงพยาบาลจึ ง ควรให้ ค วามส� ำ คั ญ กั บ บุ ค ลากร ระดับผู้บังคับบัญชา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสวัสดิการต่างๆ 64

วารสารโรงพยาบาลร้อยเอ็ด, กาฬสินธุ์, มหาสารคาม

รวมถึงการให้ความเป็นธรรมเรื่องการประเมินผลการ ปฏิบัติงาน การมอบอ�ำนาจเป็นต้น 6) สถานภาพการท�ำงาน จากการศึกษาบุคลากร กลุ ่ ม ลู ก จ้ า งประจ� ำ มี ค ะแนนเฉลี่ ย คะแนนเฉลี่ ย ความ ผูกพันต่อองค์การสูงกว่ากลุ่มข้าราชการ พนักงานราชการ และลูกจ้างชั่วคราว ทั้งนี้อาจเป็นเพราะต�ำแหน่งลูกจ้าง ประจ�ำเป็นต�ำแหน่งที่ค่อนข้างมีความมั่นคง และบุคลากร เองมักมีระดับการศึกษาไม่สูงมากนัก มีอายุงาน และ อายุตัวมาก จึงท�ำให้คิดว่างานในปัจจุบันมีความเหมาะสม กับตนเอง ไม่ต้องการที่จะย้ายองค์การจึงท�ำให้มีความ ผูกพันสูงกว่ากลุ่มอื่น

ข้อเสนอแนะ 1) โรงพยาบาลควรสร้างบรรยากาศองค์การเพื่อ สนับสนุนมิติโครงสร้างองค์การ มิติการสร้างมาตรฐาน การท�ำงาน มิติความรับผิดชอบในงานและมิติการชื่นชม 2) โรงพยาบาลควรสนั บ สนุ น ให้ บุ ค ลากร แสดงออกเรื่องความคิดริเริ่มสร้างสรรค์และกล้าที่จะ กระท�ำสิ่งต่างๆ โดยไม่เกิดความรู้สึกก�ำลังเสี่ยงอันตราย เปิดโอกาสให้บุคลากรแสดงออกซึ่งความคิดสร้างสรรค์ ได้ อ ย่ า งเต็ ม ที่ แ ละมี ค วามจริ ง ใจต่ อ การพั ฒ นาของ บุคลากร 3) โรงพยาบาลควรส่งเสริมให้บุคลากรเกิดความ ความผู ก พั น ต่ อ องค์ ก าร โดยการสร้ า งโอกาสความ ก้าวหน้าในงาน การให้บุคลากรรู้สึกว่าตนเองมีความ ส� ำ คั ญ มี ส ่ ว นร่ ว มในการแสดงความคิ ด เห็ น และการ ตัดสินใจในเรื่องต่างๆ 4) โรงพยาบาลควรจั ด สรรงบประมาณส� ำ หรั บ โครงการพัฒนาบุคลากรย่างเพียงพอเพราะงบประมาณ เป็นตัวชี้วัดว่าองค์การมีนโยบายให้ความส�ำคัญต่อการ พัฒนาบุคลากรมากน้อยเพียงใด 5) โรงพยาบาลควรมี ก ารปรั บ ระบบการบริ ห าร ค่าตอบแทน การให้รางวัลและสิ่งตอบแทนอย่างยุติธรรม และโปร่งใส 6) โรงพยาบาลควรปรับสวัสดิการให้สอดคล้องกับ ความต้ อ งการของบุ ค ลากรโดยเฉพาะในกลุ ่ ม ที่ มี ก าร ศึกษาระดับปริญญาตรีและในบุคลากรวิชาชีพ 7) ในระดับนโยบายควรเสนอให้มีการปรับหรือ ขยายกรอบอัตราก�ำลังเพื่อบรรจุลูกจ้างเป็นข้าราชการ หรือพนักงานราชการเพื่อสร้างความมั่นคงในอาชีพ


กิตติกรรมประกาศ ผู้ศึกษาขอขอบพระคุณ นพ.ณรงค์ อึ้งตระกูล ผู้อ�ำนวยการโรงพยาบาลร้อยเอ็ดที่สนับสนุนให้มี การศึกษาด้วยเห็นความส�ำคัญในเรื่องการพัฒนาบุคลากร ขอขอบคุณ คุณสุกัญญา อึ้งตระกูล และ เจ้าหน้าที่ส�ำนักงานวิจัยทุกท่านรวมถึงบุคลากรโรงพยาบาลร้อยเอ็ดทุกท่านที่ได้ ให้การสนับสนุนและให้ ความร่วมมือในการตอบแบบสอบถามรวมถึงข้อมูลประกอบที่เป็นประโยชน์ต่อการศึกษาครั้งนี้ ขอขอบคุณ ดร.สมหมาย คชนาม ส�ำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสุราษฎร์ธานี ที่คอยดูแลให้การวิเคราะห์ทางสถิติ เป็นไปอย่างถูกต้องและแม่นย�ำ รวมถึงเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานพัฒนาบุคลากรและองค์การที่มีน�้ำใจที่ดี ให้กันเสมอมา

❍❍❍❍❍❍❍❍❍❍

• เอกสารอ้างอิง • 1. Steers, R.M. and L.W. Porter. 1983. Motivation and Work Behavior. 3rd ed. NewYork : McGraw – Hill. 2. Porter, L.W. (1974 , December). Organizational Commitment, Job Satisfaction and Turnover Among Psychiatic Technicians. Journal of Applied Psychology. 59 : 603-609 3. กัลยา วานิชย์บัญชา. 2545. การวิเคราะห์สถิติ : สถิติส�ำหรับการบริหารและวิจัย. พิมพ์ครั้งที่ 6 กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. การประปานครหลวง. 4. ลัดดา พัชรวิภาส. 2550. บรรยากาศองค์กร ที่มีผลต่อแรงจูงใจในการท�ำงาน และประสิทธิภาพ ในการท�ำงาน กรณีศึกษา: พนักงานชั่วคราว บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จ�ำกัด (มหาชน). สารนิพนธ์ วิทยาศาสตร์มหาบัณฑิต(การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และองค์การ) คณะพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ และองค์การ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์. 5. ษมาภรณ์ ปลื้มจิตร. (2547). ความผูกพันต่อองค์กรของพนักงานโรงแรมดุสิตรีสอร์ท. วิทยานิพนธ์ ศศ.ม. (รัฐศาสตร์) กรุงเทพฯ : บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์. ถ่ายเอกสาร. 6. อรัญญา สุวรรณวิก. 2541. ความผูกพันต่อองค์การของพนักงานบริษัทยูคอม. วิทยานิพนธ์ บธ.ม. กรุงเทพฯ : บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิต. ถ่ายเอกสาร.

ปีที่ 19 ฉบับที่ 1 ประจำ�เดือนตุลาคม 2555

65


Nursing Care of the Eldery Patient with Hip Fracture : Case Study การพยาบาลผู้ป่วยกระดูกสะโพกหักในผู้สูงอายุ : กรณีศึกษา ••••••••••••••••••••••••••• Wachara Poomiprabu วัชรา ภูมิพระบุ*

ABSTRACT Background : There are many eldery population in Thailand.By the year 2010 there are 11.73 % of the eldery more than 60 years of ages.Most of the eldery always fall which caused of hip fracture and admitted in hospital. Cumulative mortality rate was six months after fracture. There were many survival lost of ability for living ,quality of life was worse and depend on family. 22% of the eldery patients with hip fracture could not walk, approximate 1 in 3 could not help themselves. Nurse spent most of time to care these eldery patients.The impact from hip fracture and limited of range of motion was the illness which depend on care giver. The eldery felt upset, hopeless and loss of self esteem and grief. Case Study : Thai female 70 years old. 9 days before admitted in hospital she was fallen in the bathroom.She got pain at left hip and could not walk. Physical examination found high blood pressure 192/90 mmHg. Blindness at right eye, unhearing both ears, crepitation wheezing at both lungs right>left, left hip mild swelling and flexion contracture with internal rotation of left leg. Limited ROM due to pain. History of illness were High blood pressure, Diabetis mellitus, Asthma. Laboratory test and X-ray were done .The diagnosis was Fracture neck of left femur with non insulin dependent diabetes mellitus and Hypertension and Asthma. Treatment were skin traction with 3 kgs. on Left leg. Medication for DM, HT, Asthma, Infection prevention and relieve pain. Operation for Left hip hemiarthroplasty was done. Postoperative there were 2 complications :acute anemia and pressure sore.Nursing care was applied from Gordon’s functional health patterns and integrated nursing diagnosis from Nanda patterns.There were 21 patient’s requirement of cares. Nursing care involved of respiratory, circulation, Nutritional and metabolic, Elimination,Health perception, sleep and rest, Coping and stress, Activity and exercise, Value and believe, Role and relationship, self perception. Training program for rehabilitation. Length of stay 15 days Result : this patient could adapt her functional health pattern. Withstand stress and pain. Understanding guideline and process of care to help herself at home. Her family gave her love and care. She can walk by herself with walker frame. Outcome for nurse was the opportunity for improvement in quality nursing care , health prevention and promotion. Key words : Hip fracture, Fracture neck of femur, Hemiarthroplasty, * กลุ่มการพยาบาล โรงพยาบาลศูนย์ขอนแก่น

66

วารสารโรงพยาบาลร้อยเอ็ด, กาฬสินธุ์, มหาสารคาม


บทคัดย่อ บทน�ำ : ประเทศไทยมีจ�ำนวนประชากรผู้สูงอายุเป็นจ�ำนวนมาก ปี 2553 ร้อยละ 11.73 เป็นประชากรที่มีอายุ มากกว่า 60 ปี ผู้สูงอายุมักหกล้ม ลื่นล้ม เป็นเหตุให้กระดูกสะโพกหักซึ่งเป็นสาเหตุที่ส�ำคัญของการรับไว้ ใน โรงพยาบาล พบว่าอัตราตายจะสูงสุดในช่วง 6 เดือนแรกหลังจากเกิดกระดูกสะโพกหัก มีผู้รอดชีวิตจ�ำนวนมาก ที่สูญเสียความสามารถในการด�ำรงชีวิต มีคุณภาพชีวิตที่แย่ลงเป็นภาระต่อญาติและครอบครัว ภายหลังการเกิด กระดูกสะโพกหักร้อยละ 22 ของผู้ป่วยไม่สามารถเดินได้ ประมาณ 1 ใน 3 ไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้ พยาบาลต้องใช้เวลาส่วนใหญ่ที่หอผู้ป่วยไปกับการดูแลผู้สูงอายุที่มีกระดูกสะโพกหัก ผลกระทบจากภาวะกระดูก สะโพกหัก และการถูกจ�ำกัดการเคลื่อนไหว เป็นความเจ็บป่วยที่ต้องพึ่งพาและเป็นภาระของผู้อื่น ท�ำให้ผู้สูงอายุ เกิดความรู้สึกด้อยค่า หมดหวัง และสูญเสียคุณค่าในตัวเอง ก่อให้เกิดความเครียด และน�ำไปสู่ภาวะซึมเศร้าได้ กรณีศึกษา : ผู้ป่วยหญิงไทย อายุ 70 ปี 9 วัน ก่อนมาโรงพยาบาลลื่นล้มในห้องน�้ำขณะอาบน�้ำ ก้นกระแทกพื้น เจ็บปวดบริเวณสะโพกซ้าย เดินไม่ ได้ การตรวจร่างกาย พบความดันโลหิตสูง 192/90 มิลลิเมตรปรอท ตาบอด ข้างขวา หูได้ยินไม่ชัดเจนทั้งสองข้าง ปอดทั้งสองข้างมีเสียง Wheezing ข้างขวามากกว่าข้างซ้าย มีประวัติหอบหืด สะโพกซ้ายบวมตึงเล็กน้อย เหยียดขาไม่ ได้ การตรวจทางห้องปฏิบัติการ พบจ�ำนวนเม็ดเลือดแดง ปริมาณของ ฮีโมโกลบิน และปริมาตรของเม็ดเลือดแดงต�่ำกว่าปกติ น�้ำตาลในเลือด 250 mg/dl ส่งตรวจทางรังสีวิทยาพบ กระดูกคอสะโพกข้างซ้ายหัก แพทย์วินิจฉัยว่า Fracture neck of left femur with non insulin dependent diabetes mellitus and Hypertension and Asthma วิธีการรักษา โดยดึงถ่วงน�้ำหนักที่กระดูกสะโพกข้างซ้าย Skin traction น�้ำหนัก 3 กิโลกรัม ควบคู่กับการให้ยารักษาเบาหวาน ความดันโลหิต หอบหืด บรรเทาปวด ป้องกัน การติดเชื้อ ผู้ป่วยได้รับการผ่าตัดใส่ข้อสะโพกเทียม (Left hemiarthroplasty of hip) หลังผ่าตัดมีภาวะแทรกซ้อน คือ Acute anemia (blood loss from procedure) และ มีแผลกดทับ ผู้ป่วยได้รับการพยาบาลแบบองค์รวม ได้ประยุกต์แบบแผนสุขภาพของกอร์ดอนและน�ำข้อวินิจฉัยการพยาบาลตามรูปแบบของนันดามาใช้ตามปัญหาและ ความต้องการ 21 ปัญหา การพยาบาล เกี่ยวข้องกับ การหายใจ การไหลเวียน การย่อยอาหารและการสลาย การขับถ่าย การรับรู้การดูแลสุขภาพ การนอนหลับพักผ่อน การปรับตัวต่อความเครียด การท�ำกิจกรรมและการ ออกก�ำลังกาย คุณค่าและความเชื่อ บทบาทและสัมพันธภาพ การรับรู้ตนเอง ผู้ป่วยได้รับการฟื้นฟูสภาพโดย เข้าโปรแกรมกายภาพบ�ำบัดเพื่อให้สามารถเคลื่อนไหวร่างกายได้ตามปกติ รวมอยู่รักษา 15 วัน ผลลัพธ์ : ผู้ป่วยสามารถปรับสภาพต่อแบบแผนสุขภาพที่เปลี่ยนแปลงไปได้ ทนต่อความเครียดและความ เจ็บ ป่วย ผู้ป่วยและครอบครัวเข้าใจรับรู้การปฏิบัติตนเองเมื่อกลับไปอยู่บ้าน ครอบครัวให้การดูแลเอาใจใส่จน ท�ำให้ผู้ป่วยเดินได้ โดยใช้อุปกรณ์ช่วย สามารถด�ำเนินชีวิตได้อย่างปกติสุข ส่วนประเด็นคุณภาพท�ำให้เห็นโอกาส พัฒนาการพยาบาลผู้ป่วยสูงอายุ รวมถึงกิจกรรมการส่งเสริมสุขภาพ และการป้องกันการอุบัติเหตุซ�้ำ ค�ำส�ำคัญ : กระดูกสะโพก, กระดูกคอสะโพก, ผู้สูงอายุ, hemiarthroplasty, ❍❍❍❍❍❍❍❍❍❍

ปีที่ 19 ฉบับที่ 1 ประจำ�เดือนตุลาคม 2555

67


บทน�ำ กระดูกสะโพกหักในผู้สูงอายุเป็นสาเหตุที่ส�ำคัญ ของการรับไว้ ในโรงพยาบาล และพบว่าอัตราตายจะสูงสุด ในช่วง 6 เดือนแรกหลังจากเกิดกระดูกสะโพกหัก 1 และ มีอตั ราการรอดชีวติ ลดลงประมาณร้อยละ 20 ผูร้ อดชีวติ ยังมีจ�ำนวนมากที่สูญเสียความสามารถในการด�ำรงชีวิต มีคุณภาพชีวิตที่แย่ลงเป็นภาระต่อญาติและครอบครัว ในการดูแล โดยพบว่าภายหลังการเกิดกระดูกสะโพกหัก ร้อยละ 22 ของผู้ป่วยไม่สามารถเดินได้ และประมาณ 1 ใน 3 ของผู้ป่วยไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้และ ต้องการคนดูแล 2 จากการคาดการณ์ ในปี พ.ศ. 2593 หรืออีกประมาณ 40 ปีข้างหน้า อุบัติการณ์ของการเกิด กระดูกสะโพกหักจะสูงที่สุดในภูมิภาคเอเชีย โดยพบมาก ถึงร้อยละ 50 ของกระดูกสะโพกหักที่เกิดขึ้นทั่วโลก 2 ประเทศไทยเป็นประเทศหนึง่ ในเอเชียทีม่ จี ำ� นวนประชากร ผู้สูงอายุเป็นจ�ำนวนมาก จากสถิติปี พ.ศ. 2553 จ�ำนวน ประชากรที่มีอายุมากกว่า 60 ปี มีถึง 7,493,227 คน คิดเป็นร้อยละ 11.73 ชายร้อยละ 5.21 หญิงร้อยละ 6.52 3 ผู้สูงอายุที่มีภาวะกระดูกสะโพกหักจ�ำเป็นอย่างยิ่ง ที่จะต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล เพื่อที่จะได้รับ การรักษาที่เหมาะสมโดยเร็วที่สุดและจะต้องได้รับการ ดูแลรักษาพยาบาลจากทีมสหสาขาวิชาชีพที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งการดูแลเป็นทีมช่วยให้ผู้ป่วยมีการฟื้นฟูสภาพเร็วขึ้น มีการฟื้นหายในระยะ 3 เดือน หลังกระดูกหักได้ดีกว่า 4 จะเห็นได้ว่าผู้ป่วยหกล้มท�ำให้กระดูกข้อสะโพกหักที่เข้า มารักษาในโรงพยาบาล พยาบาลต้องใช้เวลาส่วนใหญ่ ที่หอผู้ป่วยไปกับการดูแลผู้สูงอายุที่มีกระดูกสะโพกหัก 5 เพื่อป้องกันการเกิดภาวะแทรกซ้อนเช่น ปอดอักเสบ การติดเชื้อของระบบต่างๆ ในร่างกาย แผลกดทับ ข้อ ยึดติด กล้ามเนื้อลีบ และอ่อนแรง เป็นต้น ผลกระทบ จากภาวะกระดูกสะโพกหักจากการถูกจ�ำกัดการเคลือ่ นไหว ไม่สามารถปฏิบตั กิ จิ วัตรประจ�ำวันไม่สามารถปฏิบตั หิ น้าที่ ตามบทบาทปกติได้ เป็นความเจ็บป่วยที่ต้องพึ่งพาและ เป็นภาระของผู้อื่น ท�ำให้ผู้สูงอายุเกิดความรู้สึกด้อยค่า หมดหวั ง และสู ญ เสี ย คุ ณ ค่ า ในตั ว เอง ก่ อ ให้ เ กิ ด ความเครียด และน�ำไปสู่ภาวะซึมเศร้าได้ 6 ทางด้าน เศรษฐกิจ พบว่าส่งผลต่อเนื่องในเรื่องค่าใช้จ่ายในการ ดูแลรักษา ซึ่งสมาคมศัลยแพทย์กระดูกแห่งประเทศ สหรัฐอเมริกา (American Academy of Orthopedics Surgeon) คาดประมาณต้ น ทุ น ในการดู แ ลรั ก ษาใน 68

วารสารโรงพยาบาลร้อยเอ็ด, กาฬสินธุ์, มหาสารคาม

ระยะสั้ น ของภาวะกระดู ก สะโพกหั ก คื อ ประมาณ 26,912 เหรียญสหรัฐต่อคนต่อปี 7 นอกจากศัลยแพทย์ จะผ่าตัดใส่ข้อเทียมให้ผู้ป่วยเดินได้แล้ว ยังจ�ำเป็นต้อง หาสาเหตุ ว ่ า มี ภ าวะอะไรที่ ท� ำ ให้ ผู ้ ป ่ ว ยรายนี้ ห กล้ ม อาการหกล้มเป็นหนึ่งในอาการที่ ไม่จ�ำเพาะเจาะจงใน ผู้สูงอายุ ซึ่งมักเกิดจากปัญหาสุขภาพอื่นๆ ที่ซ่อนเร้น อยู่ ถ้าไม่ได้รับการแก้ ไข ผู้สูงอายุก็จะหกล้มซ�้ำๆ มีปัญหา ท�ำให้ทีมดูแลผู้ป่วยต้องท�ำงานหนักมากขึ้นโดยไม่จ�ำเป็น 8 ดังนั้นการพยาบาลผู้ป่วยกระดูกหักในผู้สูงอายุจึงต้อง มี ก ารทบทวนเพื่ อ หาโอกาสพั ฒ นาการพยาบาลให้ มี ประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เพื่อลดผลกระทบที่จะเกิดขึ้น ในอนาคต

พยาธิก�ำเนิดและลักษณะทางคลินิก ของ Hip Fracture กระดูกสะโพกหัก (hip fracture) หมายถึงการหัก ของกระดูกต้นขาบริเวณสะโพก แบ่งตามต�ำแหน่งที่หัก ได้ 3 บริเวณ คือ การหักของกระดูกต้นขาส่วนคอหรือ กระดูกคอสะโพก (femoral-neck fracture) การหัก ของกระดูกอินเตอร์ โทรแคนเทอริก (intertrochanteric fracture) และการหักของกระดูกใต้อินเตอร์ โทรแคนเทอริก (subtrochanteric fracture) บริเวณที่พบว่า มีการหักมากที่สุดได้แก่การหักของกระดูกต้นขาส่วนคอ และการหักของกระดูกอินเตอร์ โทรแคนเทอริก ซึ่ง พบมากกว่าร้อยละ 90 ของการเกิดกระดูกสะโพกหัก ในผู้สูงอายุ 7 กระดูกสะโพกท�ำหน้าที่เป็นข้อต่อระหว่าง กระดูกเชิงกราน (pelvis) และกระดูกต้นขา (proximal femur) ท�ำหน้าที่งอเหยียดในเวลานั่ง เดิน ยืนหรือนอน ท�ำหน้าที่รับน�้ำหนัก (weight bearing) ในทุกอิริยาบถ ของร่างกาย 9 ปัจจัยที่ส�ำคัญที่มีผลต่อการหักของกระดูก สะโพกได้แก่ 1) กระดูกโดยตรง อุบัติการณ์ของกระดูก สะโพกหักจะเพิ่มขึ้นตามอายุ อายุที่เพิ่มขึ้นทุก 5 ปี จะเพิ่มความเสี่ยงกระดูกสะโพกหัก 1-8 เท่าในผู้หญิง ความหนาแน่นของกระดูก ทุก 1 ส่วน เบี่ยงเบนมาตรฐาน ของความหนาแน่นของกระดูกที่ลดลง จะเพิ่มกระดูก สะโพกหัก 2.6-4 เท่า การสูญเสียมวลกระดูกคอสะโพก ร้อยละ 5 ต่อปี เพิ่มความเสี่ยงของการเกิดกระดูก สะโพกหัก 1.9 เท่า 2) การหกล้ม ร้อยละ 90 ของ ผู้สูงอายุจะเกิดสะโพกหักภายหลังจากการหกล้ม 1 การ ท�ำงานของระบบประสาทและกล้ามเนื้อมีความส�ำคัญ


ต่อการหกล้มโดยผู้ ใช้เท้าในการยืนหรือเดินน้อยกว่า 4 ชัว่ โมงต่อวันหรือไม่สามารถลุกขึน้ ยืนได้เองโดยไม่ตอ้ ง ใช้แขน จะมีความเสี่ยงของการเกิดกระดูกสะโพกหัก เพิ่มขึ้น 1.7 เท่า ปัจจัยอื่นๆ ที่มีผลต่อการหกล้มได้แก่ การมองเห็นผิดปกติ การรับความรู้สึกผิดปกติซึ่งเพิ่ม ความเสี่ยงประมาณ 1.2-1.4 เท่า การทรงตัวไม่ดีและ การอ่อนแรงของกล้ามเนื้อ quadriceps 3) การเกิด กระดูกหักในอดีต (prior fracture) ประวัติการเกิด กระดูกหักภายหลังอายุ 50 ปี ขึ้นไป 4) ปัจจัยด้าน มานุษยมิติ ผู้หญิงที่มีความสูงมาก น�้ำหนักตัว ดัชนี มวลกายหรื อ มี ป ริ ม าณมวลไขมั น ในร่ า งกายน้ อ ยจะมี ความเสี่ ย งของการเกิ ด กระดู ก สะโพกหั ก เพิ่ ม ขึ้ น 5) ปัจจัยการด�ำเนินชีวิต (lifestyle factors) ผู้หญิงที่ สู บ บุ ห รี่ จ ะมี ค วามเสี่ ย งมากกว่ า ผู ้ ห ญิ ง ที่ ไ ม่ สู บ บุ ห รี่ 6) ภาวะเจ็บป่วยที่พบร่วม (Co-morbidity) ได้แก่ เนื้องอก การติดเชื้อที่กระดูก โรคกระดูกพรุน และ 7) ปัจจัยด้านพันธุกรรม ผู้หญิงที่มีประวัติมารดากระดูก สะโพกหัก จะมีความเสี่ยงของการเกิดกระดูกสะโพกหัก เพิ่มขึ้น 1.8 เท่า กลไกที่ท�ำให้กระดูกคอสะโพกหัก เชื่อว่ามี 2 กลไกดังนี้ ก) เกิดจากการหกล้ม เกิด แรงกระแทกโดยตรงในต�ำแหน่งกระดูกส่วน Greater trochanter ข) เกิดจากแรงที่หมุนออกไปทางด้านนอก (External rotation)ในส่วนของรยางค์ส่วนล่าง 1 การแบ่งประเภทของกระดูกคอสะโพกหัก แบ่งได้ ดังนี้ ก. การแบ่งตามลักษณะของต�ำแหน่งทางกายวิภาค (Anatomical location) สามารถแบ่งได้ 3 ชนิดได้แก่ 1. Basicervical 2.Transcervical 3. Subcapital ข.การแบ่งตามมุมของต�ำแหน่งที่หัก (Pauwels classification) Pauwels ได้แบ่งกระดูกคอสะโพกหักเป็น 3 ชนิด ดังนี้ 1. Type I คือต�ำแหน่งของการหักท�ำมุม ประมาณ 30 องศากับแนวนอน 2. Type II คือต�ำแหน่ง ของการหักท�ำมุม 50 องศากับแนวนอน 3. Type III คือต�ำแหน่งที่หักท�ำมุม 70 องศากับแนวนอน ค. การ แบ่งตามการเคลื่อนออก (fracture displacement) ของการหัก Garden ได้แบ่งดังนี้ ชนิดที่ 1 เป็นการหัก ของกระดูกชนิดไม่สมบูรณ์ ชนิดที่ 2 เป็นการหักของ กระดูกชนิดสมบูรณ์แต่ไม่เคลื่อน ชนิดที่ 3 เป็นการหัก ของกระดูกชนิดสมบูรณ์ แต่มีการเคลื่อนบางส่วน ชนิด ที่ 4 เป็นการหักของกระดูกชนิดสมบูรณ์และมีการเคลือ่ น ทั้งหมด 1

การวินิจฉัย การวิ นิ จ ฉั ย ผู ้ ป ่ ว ยที่ มี ก ระดู ก คอสะโพกหั ก จะมี ความแตกต่างกันของลักษณะทางคลินิกดังนี้ กระดูกหัก เหตุล้า (Stress fracture) และกระดูกหักฝัง (Impact fracture) การตรวจร่างกาย อาจไม่พบความผิดปกติ ควรส่ ง ตรวจทางรั ง สี เ อกซ์ ที่ ก ระดู ก สะโพกตั้ ง แต่ แ รก ถ้าไม่พบความผิดปกติแต่ยังปวดให้ส่งตรวจคลื่นแม่เหล็ก ไฟฟ้า กระดูกหักเกย (Displace fracture) ให้ซกั ประวัติ มั ก มี ป ระวั ติ ห กล้ ม แล้ ว ไม่ ส ามารถลุ ก ยื น และเดิ น ได้ การตรวจร่างกายต้องท�ำด้วยความระมัดระวังต้องไม่ทำ� ให้ ผู้ป่วยเจ็บปวดมากขึ้นการส่งตรวจทางรังสีเอกซ์ควรส่ง ในท่าหน้าและหลังและด้านข้าง (cross-table lateral view) จะช่วยยืนยันการวินิจฉัยได้ชัดเจนขึ้น 1 นอกจาก นี้ จะต้องประเมินปัจจัยที่จ�ำเพาะในผู้ป่วยสูงอายุแต่ละ ราย เพื่ อ ค้ น หาพยาธิ ส ภาพหรื อ โรคเรื้ อ รั ง ที่ มี อ ยู ่ การศึกษาในอดีตได้แก่ ผู้ป่วยเบาหวาน ความดันโลหิต หอบหืด ความสามารถในการด�ำเนินกิจวัตรประจ�ำวัน ความสามารถในการท�ำงานของสมอง (cognitive function) ภาวะทุ โ ภชนาการ การประเมิ น อวั ย วะในระบบต่ า งๆ ระบบไหลเวียนโลหิต ระบบทางเดินหายใจ ระบบไต ระบบภูมิคุ้มกันและโรคติดเชื้อ 8

การรักษา การรักษาแบ่งออกเป็น 2 วิธี ได้แก่ 1) การรักษา แบบไม่ผ่าตัด เป็นการรักษาแบบประคับประคอง จะท�ำ โดยการใช้เครื่องดึงถ่วงกระดูกชนิดติดผิวหนัง (skin traction) เป็นเวลาอย่างน้อยนานประมาณ 6 สัปดาห์ ขึ้นอยู่กับต�ำแหน่งของกระดูกหัก และลักษณะการหัก มักท�ำในกรณีที่ผู้สูงอายุไม่ยินยอมผ่าตัด หรือผู้สูงอายุ ที่มีสภาวะร่างกายที่ไม่พร้อมส�ำหรับผ่าตัด เช่น ผู้สูงอายุ ที่มีโรคร่วมทางอายุรกรรมด้วย 2) การรักษาโดยการ ผ่าตัด เป็นการรักษาที่นิยมมากในปัจจุบัน การผ่าตัด ควรท�ำให้เร็วที่สุดภายใน 24-48 ชั่วโมงภายหลังการ เกิดกระดูกสะโพกหัก เพื่อลดอาการปวด ป้องกันภาวะ แทรกซ้ อ นและเพื่ อ ให้ ผู ้ สู ง อายุ ฟ ื ้ น คื น สู ่ ส ภาพปกติ ให้เร็วที่สุด วิธีการผ่าตัดมี 2 วิธี ได้แก่ การผ่าตัด ใส่ข้อสะโพกเทียมและการผ่าตัดเพื่อใส่วัสดุส�ำหรับการ ยึ ด ตรึ ง กระดู ก ไว้ ภ ายใน การเลื อ กท� ำด้ ว ยวิ ธี ไ หนนั้ น ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์ผู้รักษาและต�ำแหน่งของ ปีที่ 19 ฉบับที่ 1 ประจำ�เดือนตุลาคม 2555

69


กระดูกที่หัก ลักษณะการหักและการเคลื่อนที่ของปลาย กระดูกที่หัก 1, 7 วิธีการผ่าตัด มี 2 วิธี ได้แก่ใส่เครื่อง ยึ ด ตรึ ง กระดู ก และในรายที่ มี ภ าวะกระดู ก พรุ น มาก มีความเสื่อมของผิวข้อบริเวณเบ้าสะโพก มักท�ำการ ผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพก ซึ่งเป็นการรักษาด้วยการใช้วัสดุ ที่ประดิษฐ์ขึ้นใส่แทนข้อสะโพกเดิมที่เสียไป การผ่าตัด เปลี่ยนข้อสะโพกเทียมมี 2 ชนิด คือ แบบใช้ซีเมนต์ (cemented) และแบบไม่ ใช้ซีเมนต์ (uncementled) การผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกที่ใช้ ในปัจจุบันแบ่งออกได้ เป็น 2 ชนิด คือ 1. การเปลี่ยนเฉพาะหัวกระดูกต้นขา อย่างเดียว (hemiarthroplasty prosthesis) เป็นข้อเทียม ที่ใช้ ในผู้ป่วยที่หัวกระดูกต้นขาหักโดยเฉพาะในผู้ป่วย สูงอายุ ข้อเทียมนี้ยังแบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ 1.1 แบบ unipolar ได้แก่ ข้อเทียมมัวร์ (Moore’s prosthesis) และข้อเทียมทอมสัน (Thompson prosthesis) ซึ่ง สามารถใช้ร่วมกับซีเมนต์กระดูกหรือไม่ก็ได้ 1.2 แบบ bipolar เป็นข้อเทียมที่ออกแบบขึ้น เพื่อลดการเกิด การสึกกร่อนของเบ้า acetabulum erosion 2. การ เปลี่ ย นส่ ว นของข้ อ สะโพกทั้ ง ด้ า นเบ้ า และหั ว กระดู ก ต้นขา (total hip replacement) 6, 9 ผู้ป่วยที่มีกระดูก คอสะโพกหัก มีอัตราการตายสูงถึง ร้อยละ 32.14 การตายนี้เกิดกับผู้ป่วยในกลุ่มการรักษาแบบไม่ผ่าตัด ร้อยละ 44.44 แบบผ่าตัด ร้อยละ 20.69 3

กรณีศึกษา ผู ้ ป ่ ว ยหญิ ง ไทย อายุ 70 ปี รั บ เข้ า รั ก ษาใน โรงพยาบาล วันที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2554 แพทย์ ได้ วินิจฉัยว่าเป็น Fracture neck of left femur with non insulin dependent diabetes mellitus and Hypertension and Asthma

อาการส�ำคัญ 9 วันก่อนมาโรงพยาบาล ลื่นล้มในห้องน�้ำขณะ อาบน�้ ำ ก้ น กระแทกพื้ น บริ เ วณสะโพกซ้ า ยบวมตึ ง เล็กน้อย ปวดกระดูกสะโพกข้างซ้ายมาก เหยียดขาซ้าย ไม่ ได้ เดินไม่ ได้ ญาติน�ำส่งโรงพยาบาลชุมชน แพทย์ ได้ ใส่ splint ที่ขาซ้าย และให้ Pethidine 25 mg. ฉีด เข้าทางหลอดเลือดด�ำเพื่อบรรเทาอาการปวด ส่งตรวจ 70

วารสารโรงพยาบาลร้อยเอ็ด, กาฬสินธุ์, มหาสารคาม

ทางรังสีวิทยาพบว่า Fracture neck of left femur จึงส่งต่อมาที่โรงพยาบาลศูนย์

การประเมินสภาพร่างกาย และประเมินอาการแรกรับ วันที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2554 เวลา 11.12 น. ณ ห้องตรวจอุบัติเหตุฉุกเฉิน แพทย์ศัลยกรรมกระดูก ได้ประเมินอาการแรกรับและตรวจร่างกายทั่วไปพบว่า ผู้ป่วยรู้สึกตัวดี พูดคุยรู้เรื่อง Glasgow Coma scale ปกติ อุณหภูมิร่างกาย 36.4 ํC, ความดันโลหิตสูง 192/90 mmHg, ชีพจร 84 ครั้ง/นาที, หายใจ 20 ครั้ง/ นาที, SpO2 100% pain score 6 คะแนน ตาขวา บอดสนิท ตาซ้ายมองเห็นแต่ ไม่ชัดเจน หูทั้งสองข้าง ฟังไม่ได้ยิน ปอดทั้งสองข้างมีเสียง Crepitating Wheezy ข้างขวามากกว่าข้างซ้าย กล้ามเนื้อและกระดูกบริเวณ สะโพกข้างซ้าย พบ Flexion contracture with internal rotation บวมตึงเล็กน้อย ไม่สามารถเคลื่อนไหวขา ข้างซ้ายได้ เจ็บปวดเมื่อขยับขาทั้งสองข้าง ขาซ้ายดาม กระดูกไว้เพื่อประคับประคองให้กระดูกอยู่นิ่ง ส่วนการ ตรวจร่างกายระบบอื่นๆ ปกติ ผู้ป่วยมีโรคประจ�ำตัว เป็นเบาหวาน ความดันโลหิตสูง มาประมาณ 4 ปี และ เป็นหอบหืดมาประมาณ 6 ปี ได้รับประทานยาเป็นประจ�ำ อย่างต่อเนื่อง คือ Glibenclamide (5mg.) วันละ 1 เม็ด, Hydralazine (25mg.) วันละ 1 เม็ด, Folic วันละ 1 เม็ด, Ventoline ครั้งละ 1 เม็ด 3 เวลาหลังอาหาร, Theodur ครั้งละ 1 เม็ด วันละ 2 ครั้ง และพ่นยา Ventolin วันละ ครั้ง ผู้ป่วยและครอบครัวมีความวิตกกังวล เครียด เกี่ยวกับอาการของผู้ป่วย กลัวว่าจะกลับไปใช้ชีวิต เหมือนเดิมไม่ได้ ท�ำความล�ำบากให้กับครอบครัว

ผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการ ผลการตรวจ Immunology พบว่า Anti-HIV Negative ผลการตรวจทางโลหิตวิทยา พบความผิดปกติ ดังนี้ RBC 3.71 10^6/ul, Hct 31.8 %, Hb 11.1 g/dL, Eosinophil 24.6%, Lymphocyte 11.8 % ผลการ ตรวจ Clinical Chemistry พบว่า Blood Urea Nitrogen สูงกว่าปกติ 34 mg/ Creatinine ปกติ, Sodium ต�่ำ 132 mmol/L, Chloride ต�่ำ 96 mmol/L, Albumin ต�่ำ 2.7g/dl, phosphorus สูงเล็กน้อย 5.0mg/dl, Glucose สูงกว่าปกติ 250 mg/dl ผลการตรวจปัสสาวะ


พบ Protien trace, WBC 0-1 /HPF, Epithelial cell 1-2/HPF, Bacteria few ผลการตรวจ chest x-ray พบ Cardiomegaly, การตรวจคลื่นหัวใจ ไม่พบความ ผิดปกติ การตรวจเพาะเชื้อในเลือด ไม่พบเชื้อแบคทีเรีย วันที่ 31 มีนาคม 2554 ส่งตรวจทางโลหิตวิทยาซ�้ำ พบค่าผิดปกติดังนี้ RBC = 3.25 10^6/ul, Hct 29.5%, Hb 9.8 g/dL, WBC 13.2 10^3/ul, Neutrophil 89.9% , Lymphocyte 3.3% การตรวจ Blood Urea Nitrogen (BUN) ซ�้ำ พบว่า มีค่าปกติ 17 mg/dl, Sodium 131 mmol/L, Chloride 95 mmol/L, ระดับ น�้ำตาลในเลือด 271 mg.% ต่อมาลดลง 85 mg.% ผู้ป่วยหมู่เลือด group AB+

การรักษาพยาบาลในหอผู้ป่วย การรั ก ษาที่ ใ ห้ ในหอผู ้ ป ่ ว ยกระดู ก และข้ อ คื อ ประเมินอาการและตรวจสอบสัญญาณชีพทุก 1-2 ชั่วโมง ดึงกระดูกสะโพกให้เข้าที่(reduction) ให้กระดูกอยู่นิ่ง (Immobilization) และบรรเทาความเจ็บปวด โดยการ ใส่ skin traction ถ่วงน�้ำหนัก 3 กิโลกรัม ผู้ป่วยปวด กระดูกสะโพกซ้ายมาก คะแนนความเจ็บปวด 6 คะแนน ให้ยา Pethidine 25 mg. ฉีดเข้าทางหลอดเลือดด�ำ เมื่อมีอาการเจ็บปวด ห่างกันทุก 4 ชั่วโมง วันต่อมาได้ เปลี่ยนเป็น Morphine 3 mg. ฉีดเข้าทางหลอดเลือดด�ำ เมื่อมีอาการเจ็บปวด ห่างกันทุก 4 ชั่วโมง และ paracetamol 500 mg. รับประทานครั้งละ 2 เม็ดเมื่อ เวลาปวด ห่างกันทุก 4-6 ชั่วโมง การรักษาเบาหวาน โดยการเจาะหาน�้ำตาลในเลือดก่อนอาหารทุกมื้อ พบ น�้ำตาลในเลือดสูง 271 mg% ให้ยา Glibenclamide (5mg.) วันละ 1 เม็ด เช้าก่อนอาหารและควบคุมอาหาร เบาหวาน, ผู้ป่วยมีความดันโลหิตสูง 159/80 mmHg. ให้ยา Hydralazine (25mg.) วันละ 1 เม็ด รับประทาน 3 เวลาหลังอาหาร ให้อาหาร Low salt diet การรักษา อาการหอบหืด ให้ยา Seretide Evohaler 1 puff พ่นวันละ 2 ครั้งทุกวัน และพ่นด้วย Ventolin 1 NB ทุก 6 ชั่วโมง เมื่อมีอาการหายใจล�ำบาก, Berodual 1 NB prn for wheezing ทุก 4 ชั่วโมง ให้ Oxygen canular 3 LPM เพื่อ keep SpO2 100% หลังท�ำ Skin traction ได้ 8 วัน เตรียมผ่าตัดโดย งดอาหารและน�้ำ งดยาเบาหวาน ให้ Hydralazine (25mg.) 1 เม็ด เตรียม Pack red cell 1 unit และ Cefazolin 1 gm.

ก่อนเข้าห้องผ่าตัด ให้ Acetar 1,000 ml.IV drip 80 ml/hr. คาสายสวนปัสสาวะ ผู้ป่วยได้รับการผ่าตัด Left hemiarthroplasty of hip (Cementless, Austin Moore prosthesis) หลังผ่าตัด ได้ดูแลระบบการ ไหลเวียน โดยการประเมินอาการ สัญญาณชีพ Intake/ Output Acetar 2,000 ml.IV drip 80 ml/hr. ให้ Pack red cell 1 unit เจาะ Hct หลังให้เลือด = 31 Vol.% การรักษาเพื่อบรรเทาความเจ็บปวด โดย ให้ Morphine 3 mg. ทางหลอดเลือดด�ำห่างกันทุก 4 ชั่วโมง และ Paracetamol 500mg. รับประทาน ครั้งละ 2 เม็ด เมื่อปวด ห่างกันทุก 4-6 ชั่วโมง, Tramol (50mg.) ครั้งละ 1 เม็ด 3 เวลาหลังอาหาร ส่ง x-ray both hip AP include proximal femur, On abduction pillow ป้องกันการเกิดแผลกดทับ โดยพลิกตะแคงตัว ทุก 2 ชั่วโมง, ป้องกันการติดเชื้อโดยการให้ Cefazolin 1 gm.vein ทุก 6 ชั่วโมงและ off redivac drain เมื่อ ครบ 4 วัน ได้ส่งเพาะเชื้อ Hemo culture และ Sputum ไม่พบเชื้อแบคทีเรีย ได้ off ATB เดิม ให้ยา Ceftriazone 1 gm.vein ทุก 12 ชั่วโมง ครบ 3 วัน ฟื้นฟูสภาพโดย ท�ำกายภาพบ�ำบัด Strengthening exercise, ROM exercise, Balance training, Ambulation training with walker frame with partial weight baring, Ward and home program. เมื่ออาการผู้ป่วยดีขึ้น แพทย์ ได้อนุญาตให้กลับบ้านได้ โดยให้ยา Seretide Evohaler 2 puff พ่นวันละ 2 ครั้ง, Ventolin 2 NB ทุก 6 ชั่วโมง, Paracetamol 500mg. รับประทาน ครั้งละ 2 เม็ด เมื่อปวด ห่างกันทุก 4-6 ชั่วโมงและ ให้ยา Keflex (500mg.) กลับไปรับประทานที่บ้าน ครั้งละ 1 capsule 4 เวลาก่อนอาหาร นัด follow up 2 สัปดาห์ พร้อมกับ x-ray both hip, Plan consult ENT เรื่องหูหนวก

ข้อวินิจฉัยทางการพยาบาล กรอบแนวคิดเกี่ยวกับแบบแผนสุขภาพ ทั้ง 11 แบบแผนของ Gordon ได้ น� ำ มาเป็ น แนวทางในการ ประเมิน 10 พฤติกรรมของผู้ป่วย ด้าน กาย จิต สังคม ที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพของคนทั้งคนที่จะท�ำให้ผู้ป่วยอยู่ใน ภาวะสมดุล 11 การพยาบาลที่ให้แก่ผู้ป่วยสูงอายุที่กระดูก สะโพกหั ก และได้ รั บ การผ่ า ตั ด เปลี่ ย นข้ อ สะโพก มี 3 ระยะคือระยะแรกรับและก่อนผ่าตัด ระยะหลังผ่าตัด ปีที่ 19 ฉบับที่ 1 ประจำ�เดือนตุลาคม 2555

71


และฟื้นฟูสภาพ ระยะวางแผนการจ�ำหน่ายและการดูแล ต่อเนื่อง 12 เป้าหมายการพยาบาลเพื่อแก้ปัญหาให้กับ ผู้ป่วยตามปัญหา รวมทั้งสิ้น 21 ปัญหา ระยะแรกรับ และก่อนผ่าตัด ปัญหาที่พบ คือ 1. ปวดกระดูกสะโพก ข้ า งซ้ า ย 2. รู ป แบบการหายใจไม่ มี ป ระสิ ท ธิ ภ าพ เนื่องจากไม่สามารถระบายอากาศออกมาได้ตามปกติ จากการบวมและหดเกร็งของหลอดลม 3. แบบแผน การปฏิบัติกิจกรรมเปลี่ยนแปลงเนื่องจากถูกจ�ำกัดการ เคลื่อนไหวจากภาวะกระดูกหัก 4. ท้องผูกเนื่องจาก การเคลื่อนไหวลดลงจากความเจ็บปวดและไม่คุ้นเคย กับการขับถ่ายบนเตียง 5. แบบแผนการนอนหลับ เปลี่ยนแปลงเนื่องจากความเจ็บปวดและไม่คุ้นเคยกับ สถานที่ 6. วิ ต กกั ง วลและไม่ ท ราบวิ ธี ก ารปฏิ บั ติ ตั ว ขณะใส่ skin traction การปฏิบัติตัวก่อนและหลังการ ผ่าตัด 7. เกิดแผลกดทับจากการไม่เคลื่อนไหวร่างกาย 8. ได้รับสารอาหารน้อยกว่าความต้องการของร่างกาย 9. มีความบกพร่องในการสื่อสารเนื่องจากหูทั้งสองข้าง ได้ยินไม่ชัดเจนและตาบอดข้างขวา 10. เสี่ยงต่อระดับ ความรู้สึกตัวเปลี่ยนแปลงเนื่องจากภาวะความดันโลหิต สูง 11. เสี่ยงต่อการมีภาวะความเข้มข้นในเลือดสูง เนื่องจากมีน�้ำตาลคั่งในเลือดมาก ระยะหลังผ่าตัดและ ฟื้นฟูสภาพ 12. ปวดแผลผ่าตัดมาก 13. เสี่ยงต่อการ เสียเลือดและเกิดภาวะช็อคจากการท�ำผ่าตัด 14. เสี่ยง ต่อภาวะแทรก ซ้อนที่เป็นผลจากการได้รับยาระงับความ รู้สึกทางไขสันหลัง 15. การเคลื่อนไหวร่างกายบกพร่อง 16. เสี่ยงต่อการติดเชื้อที่แผลผ่าตัด 17. เสี่ยงต่อการ ติดเชื้อที่ทางเดินปัสสาวะเนื่องจากใส่สายสวนปัสสาวะ 18. เสี่ยงต่อภาวะลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือดด�ำลึก (Deep vein thrombosis) และลิ่ ม เลื อ ดในปอด (Pulmonary embolism) 19. เสี่ยงต่อการเคลื่อนหลุด ของข้อสะโพกเนื่องจากการจัด position ไม่ถูกต้อง ระยะวางแผนการจ�ำหน่ายและดูแลต่อเนื่อง 20. ขาด ความรู้ ในการปฏิบัติตนเมื่อกลับไปอยู่ที่บ้าน 21. รู้สึก สิ้นหวังเนื่องจากมีโรคเรื้อรัง และต้องพึ่งพาผู้อื่นในการ เคลื่อนไหวร่างกาย 13 กิจกรรมการพยาบาลที่ ให้มีดังนี้ ประเมินสภาวะ สุขภาพผู้ป่วย ประเมินสัญญาณชีพ ประเมินความพร้อม ของผู้ป่วยและครอบครัว ให้ค�ำแนะน�ำความรู้เรื่องโรค แผนการรักษาของแพทย์ การปฏิบัติตัวก่อนและหลัง การผ่าตัด สร้างสัมพันธภาพและความเข้าใจอันดีกับ 72

วารสารโรงพยาบาลร้อยเอ็ด, กาฬสินธุ์, มหาสารคาม

ผู้ป่วยและญาติ คลายความกังวลให้กับผู้ป่วย เตรียม ความพร้อมด้านร่างกายจิตใจก่อนการผ่าตัด 14 ดูแลให้ ผู้ป่วยปลอดภัยจากภาวะแทรกซ้อนที่เป็นผลจากการ ได้รับยาระงับความรู้สึกโดยการดมยาสลบหรือยาระงับ ความรู้สึกทางไขสันหลัง ดูแลให้ ได้รับสารน�้ำและสาร อาหารตามแผนการรักษา ประเมินการสูญเสียเลือด หลังการผ่าตัด ติดตามผลการตรวจความเข้มข้นของ เม็ดเลือดแดง ดูแลให้เกิดความสุขสบาย บรรเทาความ เจ็บปวด ดูแลให้ ได้รับยาแก้ปวดตามแผนการรักษาของ แพทย์ ดูแลการจัดท่านอนให้ถูกต้องและปลอดภัย จัดขาข้างผ่าตัดให้อยู่ในท่าที่ถูกต้อง ป้องกันการเกิด ภาวะแทรกซ้อน เช่นการเคลื่อนหลุดของข้อสะโพก การเกิดแผลกดทับ ���ารเกิดการติดเชื้อ ให้การพยาบาล เพื่อป้องกันหลอดเลือดด�ำส่วนลึกถูกอุดตัน ป้องกัน การเกิดลิ่มเลือดอุดตันในปอด 15 ให้การช่วยเหลือใน การเคลือ่ นย้ายตนเอง เช่นการยืน การเดิน การท�ำกิจวัตร ประจ�ำวัน ช่วยให้ออกก�ำลังกายข้อสะโพกและข้อเข่า ข้างผ่าตัด ให้ความรู้การปฏิบัติตัวเมื่อกลับบ้าน

สรุป ผู้ป่วยหญิงไทย อายุ 70 ปี ลื่นล้มในห้องน�้ำขณะ อาบน�้ำ ก้นกระแทกพื้น เจ็บปวดบริเวณสะโพกซ้าย เหยียดขาและเดินไม่ ได้ 9 วันต่อมาญาติจึงได้พามา โรงพยาบาลชุมชน แพทย์ ได้ส่งตรวจทางรังสีวิทยา พบว่า Fracture neck of left femure และส่งต่อ มารักษาที่โรงพยาบาลศูนย์ ผู้ป่วยมีประวัติเป็นเบาหวาน ความดั น โลหิ ต สู ง หอบหื ด มาประมาณ 6 ปี ได้ รับประทานยาจากโรงพยาบาลเป็นประจ�ำอย่างต่อเนื่อง ประเมินสัญญาณชีพและตรวจร่างกายแรกรับ พบว่า มีความดันโลหิตสูง ปอดมีเสียง crepitation wheezy ตาขวามองไม่เห็น ตาซ้ายมองเห็นไม่ชัดเจน หูทั้ง สองข้างได้ยินไม่ชัดเจน บริเวณสะโพกซ้ายบวมตึง ปวดมาก เหยียดขาไม่ ได้ แพทย์ ได้วินิจฉัยว่าเป็น Fracture neck of left femure with NIIDM and Hypertension and Asthma การตรวจทางห้ อ ง ปฏิบัติการ พบว่ามีเม็ดเลือดแดงต�่ำกว่าค่าปกติ ค่า Sodium, Chloride, albumin ต�่ำกว่าปกติเล็กน้อย เอกซเรย์ ป อดมี cardiomegaly, น�้ ำ ตาลในเลื อ ด 271 mg% ผลการตรวจปัสสาวะมีแบคทีเรียเล็กน้อย


การรักษาที่ได้รับโดยการดึง Skin traction ถ่วงน�้ำหนัก 3 กิโลกรัม 8 วัน และ ท�ำผ่าตัด left hemiarthroplasty of hip แบบ Cementless and Austin Moore prosthesis หลังท�ำผ่าตัดมีภาวะแทรกซ้อนคือ Acute Anemia และแผลกดทับระดับ 1 การรักษาทางยาโดย ให้ยาบรรเทาความเจ็บปวด ยาปฏิชีวนะ ยาควบคุม ระดับน�้ำตาลในเลือด ยาควบคุมความดันโลหิต และ ยาพ่นรักษาอาการหอบหืด ผู้ป่วยฟื้นฟูสภาพโดยการ ท�ำกายภาพบ�ำบัด ออกก�ำลังกาย หัดเดิน ฝึกการ เคลื่อนไหวร่างกาย การพยาบาลได้ ใช้แบบแผนการ ประเมินสุขภาพ 11 แบบแผน ของ Gordon มาช่วยใน การประเมินเพื่อค้นหาปัญหาและวางแผนการพยาบาล ให้การพยาบาลและประเมินผล 3 ระยะ คือระยะแรกรับ และก่อนผ่าตัด ระยะหลังผ่าตัดและฟื้นฟูสภาพ ระยะ วางแผนการจ�ำหน่ายและการดูแลต่อเนื่อง รวมปัญหา และความต้องการ 21 ปัญหา ผู้ป่วยและครอบครัว ได้รับการเตรียมความพร้อมในการกลับไปดูแลตนเอง ที่ บ ้ า น ผู ้ ป ่ ว ยมี อ าการดี ขึ้ น สามารถลุ ก นั่ ง ได้ ญาติ พาผู้ป่วยมาตรวจตามนัด ผู้ป่วยสามารถยืนและเดินได้ โดยใช้ walker frame แผลตัดไหมแล้วแห้งดี แต่ มีอาการปวดเข่าซ้าย แพทย์ ได้ ให้ยา CaCo 3 และ Multivitamin ไปรับประทานต่อที่บ้าน ส่งปรึกษาแพทย์ ENT เพื่อรับเครื่องช่วยฟัง ผู้ป่วยสามารถปรับตัวเอง เพื่อใช้ชีวิตที่บ้านได้อย่างปกติสุข

การอภิปรายผล จากการศึกษาผู้ป่วยสูงอายุรายนี้พบว่าผู้ป่วยอายุ 70 ปี มีปัญหาการได้ยินมาประมาณ 10 ปี การมองเห็น ลดลงเนื่องจากตาขวาบอดสนิท ตาซ้ายเริ่มมองไม่ชัดเจน มีโรคประจ�ำตัวเรื้อรัง เป็นเบาหวาน และความดันโลหิต มาประมาณ 4 ปี และหอบหืดมาประมาณ 6 ปี ได้รับ ประทานยามาตลอด อาศัยอยู่กับลูกสาวและครอบครัว บางครั้งผู้สูงอายุอยู่บ้านคนเดียว ช่วยเหลือตนเองได้บ้าง ชอบท�ำกิจกรรมงานบ้านเล็กๆ น้อยๆ อีกทั้งเศรษฐานะ ที่ยังไม่เพียงพอ รับประทานอาหารที่มีแคลเซี่ยมและ ดื่ ม นมค่ อ นข้ า งน้ อ ย อาศั ย ในสภาพแวดล้ อ มที่ ไ ม่ เหมาะสม รับประทานอาหารไม่ถูกสัดส่วน ไม่ตระหนัก ถึงความจ�ำเป็นในการออกก�ำลังกายท�ำให้การด�ำรงชีวิต ไม่มีคุณภาพมากเพียงพอ รวมทั้งภาวะกระดูกพรุนมาก ขึ้นตามความเสื่อมของร่างกายที่มากตามอายุ จึงท�ำให้

ผู้ป่วยลื่นหกล้มและมีโอกาสที่จะหกล้มขณะที่เดินได้อีก เมือ่ กลับไปบ้าน ขณะทีร่ บั การรักษาในโรงพยาบาลผูป้ ว่ ย มีความวิตกกังวลสูงจากความไม่คุ้นเคยสถานที่ กลัว การผ่าตัด มีความเจ็บปวด กลัวการเดินไม่ ได้ ท�ำให้มี ความเครียดนอนไม่หลับ หลังการผ่าตัดต้องถูกจ�ำกัด การเคลื่ อ นไหว แบบแผนการดู แ ลสุ ข ภาพตนเอง เปลี่ยนแปลง และยังมีภาวะแทรกซ้อนหลังการผ่าตัด ดั ง นั้ น การดู แ ลรั ก ษาพยาบาลผู ้ สู ง อายุ ที่ มี ก ระดู ก สะโพกหักและมีโรคเรื้อรัง เบาหวาน ความดันโลหิตสูง หอบหืด จึงมีความส�ำคัญอย่างยิ่งที่ควรมีโปรแกรมการ ดูแลร่วมกันเป็นทีมสหสาขา ซึ่งประกอบด้วยแพทย์ด้าน ผู ้ สู ง อายุ แพทย์ ผ ่ า ตั ด พยาบาล นั ก กายภาพบ� ำ บั ด แพทย์เวชกรรมฟื้นฟู นักโภชนาการ ให้การดูแลผู้ป่วย ได้อย่างครอบคลุม 4 ทีมสหสาขาวิชาชีพ ควรมีความ เชี่ ย วชาญในการดู แ ลผู ้ สู ง อายุ ที่ เ จ็ บ ป่ ว ยเฉพาะสาขา เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนซึ่งเป็นเรื่องส�ำคัญและการ ฟื้นหายของผู้ป่วยต้องประเมินด้านจิตใจ รวมถึงการ สนับสนุนทางสังคม ควรจัดท�ำและใช้ clinical pathway ในการพยาบาลผูป้ ว่ ยและควรให้ผปู้ ว่ ยมีระยะเวลาในการ ฟื้นฟูสภาพ การฟื้นฟูสภาพที่จะช่วยให้ผู้ป่วยฟื้นหาย ได้ ดี ควรมี โ ปรแกรมการออกก�ำ ลั ง กายที่ ชั ด เจนและ เป็นแบบลงน�้ำหนัก (Weight bearing exercise) จะได้ ผลในการฟื้นหายดีกว่าแบบไม่ลงน�้ำหนัก (Non-Weight bearing exercise) 16 ถ้าผู้ป่วยมีสภาพร่างกายที่พร้อม ก่อนมีกระดูกหัก ไม่มีภาวะเสี่ยงต่อการฟื้นหาย ถ้า ได้ รั บ การผ่ า ตั ด ที่ ดี โอกาสการฟื ้ น หายจะมี ม าก 17 ผู้ป่วยจะมีระยะของการฟื้นฟูสภาพที่ได้ผลดีที่สุดระยะ 3 เดือนหลังจากมีกระดูกหัก 4 ผู้ป่วยร้อยละ 7-27 จะเสียชีวิตภายใน 3 เดือน เนื่องจากภาวะแทรกซ้อน 18 การดูแลต่อเนื่องเป็นสิ่งส�ำคัญเช่นกัน การป้องกันไม่ให้ ผู้สูงอายุต้องกลับมาเป็นซ�้ำอีก ทีมพยาบาลจะต้องเตรียม ผู้ป่วยและครอบครัวให้พร้อมและมั่นใจในการปฏิบัติตัว ได้อย่างถูกต้อง แนะน�ำให้ครอบครัวดูแลให้ความรัก ความเอาใจใส่แก่ผู้สูงอายุเป็นอย่างดี จัดสิ่งแวดล้อม ภายในบ้านให้เหมาะสม ให้ผู้สูงอายุปฏิบัติตัวอย่าง เหมาะสมตามค�ำแนะน�ำในการป้องกันการเกิดกระดูกหัก ในผู้สูงอายุ ถ้าปฏิบัติได้ก็มีสุขภาพกายใจที่แข็งแรง และจะช่วยลดอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นได้ 19 ในด้านการ พั ฒ นาคุ ณ ภาพการพยาบาล สิ่ ง ที่ ไ ด้ เ รี ย นรู ้ เ พื่ อ น� ำ มา ปรับปรุงคือ ควรมีการตรวจเยี่ยมผู้ป่วยที่ข้างเตียง การ ค้นหาความเสี่ยง ปัญหาและความต้องการของผู้ป่วย ปีที่ 19 ฉบับที่ 1 ประจำ�เดือนตุลาคม 2555

73


ให้ครอบคลุมทุกด้าน การน�ำกระบวนการพยาบาลมาใช้ ให้มีประสิทธิภาพ การบันทึกทางการพยาบาลให้ครอบคลุม และตรงตามความเป็นจริง การจัดหน่วยให้บริการที่เอื้อต่อการดูแลผู้ป่วยสูงอายุ การป้องกันความเสี่ยง การให้ความ รัก และเอาใจใส่ แก่ผู้สูงอายุอย่างจริงใจ รวมถึงการดูแลในระยะสุดท้าย ตลอดจนการดูแลให้ค�ำปรึกษาเมื่อกลับไป อยู่ท่ีบ้าน ทุกการบริการที่ให้กับผู้สูงอายุจะต้องมีคุณภาพ มาตรฐาน ให้เกิดความพึงพอใจ ❍❍❍❍❍❍❍❍❍❍

• เอกสารอ้างอิง • 1. ธนินนิตย์ ลีรพันธ์. กระดูกหักจากโรคกระดูกพรุน ใน ฉัตรเลิศ พงษ์ ไชยกุล (บรรณาธิการ) ต�ำราโรคกระดูกพรุน 1. กรุงเทพฯ โฮลิสติก พับลิชชิ่ง ; 2552 หน้า 543 -554 2. ฉัตรเลิศ พงษ์ ไชยกุล. ระบาดวิทยาของโรคกระดูกพรุนและกระดูกหัก. ต�ำราโรคกระดูกพรุน 1. กรุงเทพฯ โฮลิสติก พับลิชชิ่ง; 2552 หน้า1-13 ,37-55 3. ชัยวิเชียร กิจพ่อค้า. การศึกษากระดูกสะโพกหักในผู้ป่วยสูงอายุ ในโรงพยาบาลสมุทรสาคร ตั้งแต่ ตุลาคม พ.ศ. 2549-กันยายน พ.ศ. 2551. วารสารศูนย์การศึกษา. แพทยศาสตร์คลินิก โรงพยาบาลพระปกเกล้า ปีที่ 28 ฉบับที่ 3 ก.ค. - ก.ย. 2554 4. Lotus Shyu, Y. et al. (2005). A pilot investigation of the short-term effects of an interdisciplinary intervention program on elderly patients with hip fracture in Taiwan. Journal of American Geriatrics Society, 53(3), 811-818.level 2 5. อรวรรณ เฉลิมรัตน์ . โครงการใช้ผลงานวิจัยในการปฏิบัติการพยาบาล.ค้นเมื่อ 23 ตุลาคม 2555 จาก www.ns.mahidol.ac.th/fongcum/index.../11.%20อรวรรณ.d... 6. ภาณุ อดกลั้น (2011) ภาวะกระดูกสะโพกหักและการรักษาพยาบาล..วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี อุดรธานี. ค้นเมื่อ 23 ตุลาคม 2555 จาก www.researchers.in.th/blogs/posts/ 7. งานวิจัยการฟื้นสภาพผู้ป่วยหลังผ่าตัดของผู้สูงอายุกระดูกสะโพกหัก (2551) ค้นเมื่อ 23 ตุลาคม 2555 จาก www.cmu.ac.th 8. ประเสริฐ อัสสันตชัย . เมื่อผู้สูงอายุต้องรับการผ่าตัด.เวชศาสตร์วัยขรา. สารศิริราช ปีที่ 55 ฉบับที่ 10 (ต.ค.2546) หน้า 607-619. 9. ภาณุ อดกลั้น และ วิรัลพัชร คงตระกูลพิทักษ์ (2011) โครงการงานวิจัย ประสิทธิผลการพยาบาลผู้ป่วย กระดูกสะโพกหัก ในหอผู้ป่วยศัลยกรรมออร์ โธปิดิกส์ 3 โรงพยาบาลอุดรธานีโดยใช้รูปแบบการมีส่วนร่วม. วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี อุดรธานี. ค้นเมื่อ 23 ตุลาคม 2555จาก www.researchers.in.th/blogs/ posts/4224 10. Taber’s Cyclopedic Dictionary. (2009). Appendix N4-1 Gordon’s Functional Health Patterns. 21 ed. Unbound Medicine 11. ดร.ชมนาด วรรณพรศิริและวราภรณ์ สัตยวงศ์. การพยาบาลผู้ ใหญ่ที่มีปัญหาในระบบต่างๆ ของร่างกาย : การประยุกต์ใช้แบบแผนสุขภาพ เล่ม 1. โครงการสวัสดิการวิชาการ สถาบันพระบรมราชชนก; 2550. 12. สภาการพยาบาล. การพยาบาลศัลยกรรมออร์ โธปิดิกส์. ใน แนวปฏิบัติการพยาบาลคลินิก (Clinical Nursing Practice Guidelines). กรุงเทพฯ : จุดทอง: 2551. 192-210

74

วารสารโรงพยาบาลร้อยเอ็ด, กาฬสินธุ์, มหาสารคาม


• เอกสารอ้างอิง (ต่อ) • 13. วิจิตรา กุสุมภ์ และ อรุณี เฮงยศมาก. NANDA NURSING DIAGNOSIS ข้อวินิจฉัยการพยาบาล ตามรูปแบบ ของ NANDA. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ : บพิทธการพิมพ์.; 2551 (17-110) 14. วรรณี สัตยวิวัฒน์ และสุปราณี เชื้อสุวรรณ. การพยาบาลผู้ป่วยเปลี่ยนข้อสะโพกเทียม ในวรรณี สัตยวิวัฒน์ (บรรณาธิการ). การพยาบาลผู้ป่วยออร์ โธปิดิกส์. กรุงเทพฯ: เอ็นพีเพลส; 2551 : 419-451 15. วรรณี สัตยวิวัฒน์ และบรรจง ค�ำหอมกุล. การบาดเจ็บทางออร์ปิดิกส์ ใน วรรณี สัตยวิวัฒน์ (บรรณาธิการ). การพยาบาลผู้ป่วยออร์ โธปิดิกส์.กรุงเทพฯ: เอ็นพีเพลส ; 2551:419-451 16. Beaupre, L. A., Cinats, J. G., Senthilselvan, A., Scharfenberger, A., Johnston, W. & Saunders, D. (2005). Does standardized rehabilitation and discharge planning improve functional recovery in elderly patients with hip fracture? Arch Phys Med Rehabil, 86, 2231-2239. level 3 17. Sherrington, C., Lord, S. R. & Herbert, R. D. (2004). A randomized controlled trial of weight-bearing versus non-weight bearing exercise for improving physical ability after usual care for hip fracture. Arch Phys Med Rehabil, 85, 710-716. level 2 18. ศูนย์กระดูกและข้อโรงพยาบาลเอกชัย (2012). กระดูกข้อสะโพกหักในผู้สูงอายุ.ค้นจาก www.ekachaihospital.com วันที่สืบค้น 23 ตุลาคม 2555 19. ศูนย์พยาบาลแสงจันทร์ (2012) 10 วิธีป้องกันกระดูกหักในผู้สูงอายุ. ค้นจาก ข่าวสุขภาพ.com วันที่สืบค้น 28 ตุลาคม 2555.

ปีที่ 19 ฉบับที่ 1 ประจำ�เดือนตุลาคม 2555

75


Outbreak investigation of Acinetobacter baumannii at The Nursery Intensive Care Unit In Roi Et Hospital การสอบสวนการระบาดของเชื้อ Acinetobacter baumannii ในหอผู้ป่วยหนักทารกแรกเกิด โรงพยาบาลร้อยเอ็ด

••••••••••••••••••••••••••• Chinnawat Srisai, Phatsaraporn Sirisa, Benjawan Chomhangpol, Tipwimal Yoosap, Suwita Boonchado ชินวัฒน์ ศรีใส*, ภัศราภรณ์ ศิริษา*, เบ็ญจวรรณ คำ�แหงพล*, ทิพย์วิมล อยู่ทรัพย์*, สุวิตา บุญชะโด*

ABSTRACT From the abnormal sputum culture and sensitivity reports of Acinetobacter baumannii at 12 beds NICU Roi Et hospital, 7 reports in 17 August 2011 and 9 reports in 26 August 2011, which is representing 75 percentages of all patients were infected and of those 5 were died. We found that the new cases are 6 of 9 Ventilator Associated Pneumonia patients. Root cause analysis results by multidisciplinary team found that contaminated medical equipments are source of ongoing outbreak and this finding were communicated to medical personals. Stimulated personnel to aware of and comply with Standard and contact precautions, especially hand hygiene before and after touching a patient, disinfection and sterilization for medical equipments, expire time for multi-dose drug, one way flow transportation system, monitored temperature/humidity environment, and adequate medical equipments were implementations. After the implementation of such measures, there were no reports of Acinetobacter baumannii outbreaks of infection at NICU.

* คณะกรรมการป้องกันและควบคุมการติดเชื้อในโรงพยาบาล

76

วารสารโรงพยาบาลร้อยเอ็ด, กาฬสินธุ์, มหาสารคาม


บทคัดย่อ จากรายงานการเพาะเชื้อจากสารคัดหลั่งระบบทางเดินหายใจ (Tracheal Suction Culture) ของหอผู้ป่วยหนัก ทารกแรกเกิด โรงพยาบาลร้อยเอ็ด วันที่ 17 สิงหาคม 2554 พบเชื้อ Acinetobacter baumannii ในผู้ป่วย 7 ราย ที่ก�ำลังรักษาในหอผู้ป่วย ต่อมาพบว่าในวันที่ 26 สิงหาคม 2554 มีผู้ป่วยติดเชื้อ Acinetobacter baumannii เพิ่มเป็น 9 ราย ในผู้ป่วยทั้งหมด 12 ราย คิดเป็นร้อยละ 75 ของผู้ป่วยทั้งหมด และมีผู้ป่วยเสียชีวิต 5 ราย จาก การวิเคราะห์ข้อมูลพบว่า เป็นผู้ป่วยติดเชื้อ Acinetobacter baumannii รายเดิมในเดือนที่ผ่านมา จ�ำนวน 3 ราย รายใหม่เพิ่มอีก 6 ราย ซึ่งการติดเชื้อทั้ง 9 ราย เป็นการติดเชื้อปอดอักเสบจากการใช้เครื่องช่วยหายใจ (Ventilator Associated Pneumonia) จึงได้มีการสอบสวนโรคและหาสาเหตุรากเหง้า (Root cause analysis) โดยทีมสหสาขา วิชาชีพ ร่วมกับบุคลากรในหอผู้ป่วย พบว่า สาเหตุที่ก่อให้เกิดการระบาดคือ การปนเปื้อนเชื้อบริเวณอุปกรณ์ที่สัมผัส หลายแห่ง ได้แก่ ตู้อบ ที่จับประตู ตะกร้ายาฉีด และกะละมังอาบน�้ำ เป็นต้น เมื่อพบสาเหตุ จึงได้ก�ำหนดมาตรการ ป้องกันและเฝ้าระวังการแพร่กระจายเชื้อโดย เน้นบุคลากรให้ล้างมือทุกครั้งก่อนและหลังสัมผัสผู้ป่วย/อุปกรณ์ที่ใช้ กับผู้ป่วย/สารคัดหลั่งจากผู้ป่วย เคร่งครัดการท�ำความสะอาดเตียงและอุปกรณ์ที่ใช้กับผู้ป่วยด้วยน�้ำยาฆ่าเชื้อ เน้น การแยก และท�ำความสะอาดอุปกรณ์ที่ใช้กับผู้ป่วยที่ติดเชื้อ และไม่ติดเชื้ออย่างชัดเจนและถูกวิธี ก�ำหนดมาตรการ ทิ้งยาฉีดที่ใช้ร่วม (Multi-dose) ซึ่งใช้ ไม่หมดภายใน 24 ชั่วโมง เน้นการปกปิดอุปกรณ์ที่ใช้แล้วขณะเคลื่อนย้าย รวมทั้งมาตรการจัดการที่สนับสนุนให้หน่วยงานปฏิบัติการดูแลผู้ป่วยได้อย่างคล่องตัว ได้แก่ การปรับปรุงโครงสร้าง อาคารให้เป็นระบบสัญจรทางเดียว (One Way Flow) การสนับสนุนอุปกรณ์เครื่องมือให้เพียงพอ พร้อมใช้ และ มีประสิทธิภาพ การติดตามเฝ้าระวังสภาวะอุณหภูมิและความชื้นสัมพัทธ์ ในสิ่งแวดล้อม การรายงานผลการเพาะเชื้อ จากสิ่งส่งตรวจที่รวดเร็ว รวมทั้งมาตรการกระตุ้นเตือนให้บุคลากรตระหนักในการปฏิบัติตามหลัก Standard Precaution และ Contact Precaution หลังจากการปฏิบัติตามมาตรการดังกล่าว พบว่าไม่เกิดการระบาดของการ ติดเชื้อในหอผู้ป่วยอีก ❍❍❍❍❍❍❍❍❍❍

บทน�ำ Acinetobacter baumannii เป็นแบคทีเรียแกรมลบ พบได้ ในสิ่งแวดล้อม และในร่างกายปกติ 1 สามารถพบ ได้ ในผิวหนังของคนปกติร้อยละ 25 จากคนที่มีสุขภาพ ปกติถึงร้อยละ 42.5 โดยมากพบมากที่สุดคือ มือ รองลงมาพบบริเวณขาหนีบและพบตามบริเวณที่มีความ เปียกชื้น เช่น รักแร้ ซอกนิ้วมือ ซอกนิ้วเท้า หู จมูก อวัยวะอื่นๆ เช่น ระบบทางเดินหายใจ ระบบทางเดิน อาหาร เชื้อ Acinetobacter baumannii เป็นเชื้อที่มี ความทนและดื้อต่อยาหลายชนิด มีชีวิตอยู่ในอุปกรณ์ และเครื่องมือทางการแพทย์ต่างๆ ได้นาน เมื่อมีการ ติดเชือ้ ในร่างกายจะก่อให้เกิดการติดเชือ้ ในหลายๆ ระบบ ได้แก่ ระบบทางเดินหายใจ จะท�ำให้ผู้ป่วยมีไข้ เสมหะ เป็นหนอง มีรอยโรคใหม่เกิดขึ้นในปอด จากการเพาะเชื้อ จาก Bronchoalveolar lavage พบว่า ร้อยละ 12 ของ Ventilator associated pneumonia (VAP) เกิดจาก

เชื้อนี้ และอัตราการตายด้วยปอดอักเสบจากเชื้อนี้ ค่อนข้างสูง โดยเฉพาะเด็กเล็ก พบอัตราตายร้อยละ 322 ในประเทศไทย ปี 2546 โรงพยาบาลมหาราชนคร เชียงใหม่ พบการติดเชื้อ Acinetobacter baumannii ในหอผู้ป่วยหนักเป็นอันดับ 1 คิดเป็นร้อยละ 35 ของ การติดเชื้อทั้งหมด 3 โรงพยาบาลร้อยเอ็ด พบว่าการติดเชือ้ Acinetobacter baumannii เป็นการติดเชื้อในล�ำดับต้นๆ ของการติดเชื้อ ในโรงพยาบาล และเริ่มมีการระบาดในหอผู้ป่วยหนัก ทารกแรกเกิดตั้งแต่ปี 2547 และมีการระบาดต่อมาในปี 2551, 2552 และปี 2554 ซึ่งเป็นผู้ป่วยติดเชื้อปอด อักเสบจากการใช้เครื่องช่วยหายใจ (Ventilator associated pneumonia) ดังน���้น การป้องกันไม่ให้เกิดการติดเชื้อ และป้องกันการแพร่กระจายเชื้อไปยังผู้ป่วยอื่นๆ (Cross infection) จึงเป็นสิ่งส�ำคัญที่บุคลากรที่เกี่ยวข้องต้อง ตระหนักและให้ความส�ำคัญ ปีที่ 19 ฉบับที่ 1 ประจำ�เดือนตุลาคม 2555

77


ขั้นตอนการสอบสวนโรค เมือ่ พยาบาลควบคุมการติดเชือ้ ในโรงพยาบาล ได้รบั แจ้งผลการเพาะเชือ้ จากสิง่ ส่งตรวจทางห้องปฏิบตั กิ าร สงสัย ว่าจะมีการระบาดของเชื้อโรคในหอผู้ป่วย จึงได้ด�ำเนินการตามแนวทางปฏิบัติ ร่วมกับประสานทีมที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ หัวหน้าหอผู้ป่วยและบุคลากรในหอผู้ป่วย ผู้รับผิดชอบงานระบาดวิทยา กลุ่มงานเวชกรรมสังคม งานอาชีวอนามัย นักวิชาการสิ่งแวดล้อม แพทย์ประจ�ำกลุ่มงาน และทีมอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ร่วมสอบสวนตามแนวทางปฏิบัติดังนี้ • การปฏิบัติเมื่อสงสัยว่ามีการระบาด • ยืนยันการวินิจฉัยว่ามีการติดเชื้อในรพ.จริง

สอบสวนทางระบาดวิทยาเพื่อยืนยันสาเหตุการระบาด

มีการระบาดจริง

หาข้อมูลเพิ่มเติม • จากผู้ป่วย • จากห้องปฏิบัติการ • จากผู้เกี่ยวข้อง

ไม่มีการระบาด หยุดการด�ำเนินการ

แจ้งผู้เกี่ยวข้องและผู้บริหาร วัตถุประสงค์การสอบสวนการระบาด 1. เพื่อเสนอแนวทางการสอบสวนโรค 2. เพื่อค้นหาสาเหตุรากเหง้า (Root cause analysis) และหาแนวทางการแก้ ไข 3. เพื่อก�ำหนดมาตรการป้องกันการติดเชื้อ สมมุติฐาน 1. การปนเปื้อนเชื้อจากสิ่งแวดล้อมในหอผู้ป่วย 2. การปนเปื้อนเชื้อจากมือของบุคลากร

78

วารสารโรงพยาบาลร้อยเอ็ด, กาฬสินธุ์, มหาสารคาม


• แผนผังแสดงทิศทำงกำรระบำด •

กำรติดตำมผลกำรเพำะเชื้อ วันที่ 26 สิงหาคม 2554 พยาบาลควบคุมการติดเชื้อในโรงพยาบาลได้ลงสอบสวน โดยสอบถามข้อมูลจาก บุคลากร ศึกษาจากเวชระเบียนผู้ป่วย และสุ่มเพาะเชื้อจากอุปกรณ์ และสิ่งแวดล้อมในหอผู้ป่วย เพื่อหาแหล่ง สะสมเชื้อ ตามสิ่งต่างๆ สรุปข้อมูลผลการเพาะเชื้อ ดังตาราง ตารางที่ 1 แสดงข้อมูลผลการตรวจเพาะเชื้อในสิ่งแวดล้อม ล�ำดับ 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16 17

ต�ำแหน่ง ประตูทางเข้า เม้าท์คอมพิวเตอร์ เครื่องคิดเลข คันโยกอ่างล้างมือห้องรวม คันโยกอ่างล้างมือห้องแยก ฝักบัวห้องแยก รถฉีดยาห้องรวม รถฉีดยาห้องแยก Syringe pump เตียง 12 Syringe pump เตียง 4 โต๊ะท�างานห้องรวม โต๊ะท�างานห้องแยก ลูกบิดตู้เก็บถุงนมห้องรวม โต๊ะท�างานห้องรวม สเต็สโตสโคปเตียง 4 Chart เตียง 11 Chart เตียง 5

ผลเพำะเชื้อ 1. Numerous Bacillus spp. 2. Numerous Acinetobacter spp. Numerous Coagulase Negative Staphylococci Numerous Gram Negative Bacilli (Unidentified) Numerous Bacillus spp. Numerous Pseudomonas spp. Numerous Bacillus spp. Numerous Coagulase Negative Staphylococci Numerous Coagulase Negative Staphylococci Numerous Gram Negative Bacilli (Unidentified) Numerous Coagulase Negative Staphylococci Numerous Gram Negative Bacilli (Unidentified) Numerous Gram Negative Bacilli (Unidentified) Numerous Gram Negative Bacilli (Unidentified) No Growth after 2 days Numerous Coagulase Negative Staphylococci Moderate Pseudomonas aeruginosa 1. Numerous Coagulase Negative Staphylococci 2. Moderate Gram Negative Bacilli (Unidentified) ป‚ที่ 19 ฉบับที่ 1 ประจําเดือนตุลาคม 2555

79


ตารางที่ 1 แสดงข้อมูลผลการตรวจเพาะเชื้อในสิ่งแวดล้อม (ต่อ) ล�ำดับ 18

ต�ำแหน่ง ตะกร้ายาฉีด

19 20 21 22 23 24

มือเจ้าหน้าที่ โทรศัพท์ ตู้อบห้องรวมเตียง 4 ตู้อบห้องแยกเตียง 12 กะละมังอาบน�้ำล้างแล้ว หูจับปิด-เปิดตู้เย็น

25

หัวปั๊มกดน�้ำยาล้างมือ

ผลเพาะเชื้อ 1. Numerous Coagulase Negative Staphylococci 2. Numerous Acinetobacter baumannii Numerous Gram Negative Bacilli (Unidentified) Numerous Bacillus spp. Numerous Acinetobacter baumannii Numerous Coagulase Negative Staphylococci Numerous Acinetobacter baumannii 1. Numerous Bacillus spp. 2. Numerous Coagulase Negative Staphy lococci Moderate Gram Positive Bacilli (Unidentified)

ข้อค้นพบจากทีม 1. เครื่องช่วยหายใจช�ำรุด (ปกติมี 12 เครื่อง ช�ำรุด 4 เครื่อง) 2. ใช้ Syringe pump ร่วมกัน (มี 7 เครื่อง) 3. เครื่อง Infusion pump ไม่เพียงพอ (ผู้ป่วย 1 ราย ใช้มากกว่า 1 เครื่อง) 4. เครื่องวัด Pulse oxymeter มีเพียงพอ 12 เครื่อง แต่บางครั้งไม่สามารถใช้งานได้ จึงต้องใช้ร่วมกัน 5. กะละมั ง อาบน�้ ำ ไม่ เ พี ย งพอต้ อ งใช้ ร ่ ว มกั น เนื่องจากช�ำรุด มีการวางซ้อนกันหลังใช้งานแล้ว และ ไม่ได้ถูกแสงแดด 6. ประตูทางเข้าออกทางเดียว เครื่องมืออุปกรณ์ ที่ ใ ช้ แ ล้ ว ในห้ อ งแยกถู ก ล� ำ เลี ย งขนย้ า ยผ่ า นห้ อ งรวม (รวมทั้งผ้าเปื้อน) 7. หอผู้ป่วยไม่มีช่องทางเปิดสู่แสงแดดเพื่อตาก อุปกรณ์ที่ใช้แล้ว 8. มีการล้างขวดน�้ำล้างสาย Suction ในห้องแยก ร่วมกันกับห้องรวม แต่ได้แยกขวดตามเตียงผู้ป่วย 9. ใช้ Laryngoscope, Blade และยาฉีดร่วมกัน ระหว่างผู้ป่วยติดเชื้อ และไม่ติดเชื้อ 10. มีการท�ำความสะอาด Blade ที่ใช้แล้วไม่ถูกวิธี 11. บุคลากรพยาบาลปฏิบตั งิ านต่อเวรจ�ำนวน 1 คน ดูแลผู้ป่วย 3 ราย และได้ดูแลผู้ป่วยที่ติดเชื้อร่วมด้วย ส่วนผู้ช่วยเหลือคนไข้ปฏิบัติงาน 2 คน (ห้องแยก 1 คน ห้องรวม 1 คน บางครั้งมี 1 คน ดูแลผู้ป่วยร่วมกัน 80

วารสารโรงพยาบาลร้อยเอ็ด, กาฬสินธุ์, มหาสารคาม

12. มีน�้ำพุ่งออกจาก Pipeline ของ Air compressor ก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์ระบาด ซึ่งหน่วยงานได้แจ้งช่าง ซ่อมเครื่องมือแพทย์ด�ำเนินการซ่อมแซมแก้ ไขแล้ว

ผลการวิเคราะห์ปัจจัยของการระบาด 1. ปัจจัยด้านผู้ป่วยและบุคลากร 1.1. ผูป้ ว่ ยทุกรายเป็นผูป้ ว่ ยคลอดก่อนก�ำหนด น�้ำหนักน้อย มีปัญหาเสมหะมาก บางรายมีปัญหาพิการ แต่ ก� ำ เนิ ด จึ ง ต้ อ งได้ รั บ การใส่ ท ่ อ ช่ ว ยหายใจตั้ ง แต่ แรกคลอด ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงที่จะท�ำให้เกิดการติดเชื้อ ได้ง่าย 1.2 เทคนิคการปฏิบตั ดิ า้ นการป้องกันการแพร่ กระจายเชื้อของบุคลากรยังไม่ครอบคลุม จึงท�ำให้เกิด การปนเปื้อนเชื้อในสิ่งแวดล้อม จากมือของบุคลากร เป็นพาหะ 1.3 อัตราก�ำลังขาดแคลน บุคลากร 1 คน ต้อง ดูแลผู้ป่วยที่ติดเชื้อร่วมกับผู้ป่วยไม่ติดเชื้อ 2. ปัจจัยด้านเชื้อโรค เชื้อ Acinetobacter baumannii เป็นเชื้อที่มี ความทนและดื้อยาหลายชนิด มีชีวิตอยู่ใน อุปกรณ์และ เครื่องมือต่างๆ ได้นาน ก่อให้เกิดการติดเชื้อหลายระบบ และมีความรุนแรงที่จะท�ำให้เกิดการเสียชีวิตได้สูง 3. ปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมและอุปกรณ์เครื่องมือ 3.1 เครื่องมืออุปกรณ์ ไม่เพียงพอ และไม่ พร้อมใช้ อุปกรณ์บางอย่างช�ำรุด


3.2 สถานที่มีจ�ำกัด ไม่มีสถานที่แยกโรคโดย เฉพาะ 3.3 มีการสัญจรทับซ้อนเส้นทาง ไม่เป็นระบบ ไหลเวียนทางเดียว (One way flow)

แนวทางการแก้ ไข 1. ด้านผู้ป่วยและบุคลากร 1.1 เคร่ ง ครั ด การล้ า งมื อ ทุ ก ครั้ ง ก่ อ น-หลั ง สัมผัสผู้ป่วย/ อุปกรณ์ที่ ใช้กับผู้ป่วย/หลังสัมผัสสาร คัดหลั่ง เคร่งครัดการท�ำความสะอาดเตียงและอุปกรณ์ ที่ใช้กับผู้ป่วยด้วยน�้ำยาฆ่าเชื้อ 1.2 เน้นการแยก และท�ำความสะอาดอุปกรณ์ ที่ใช้กับผู้ป่วยระหว่างติดเชื้อและไม่ติดเชื้อ 1.3 ให้ทิ้งยาที่ใช้ฉีดร่วมกัน (Multi-dose) ที่ ใช้ ไม่หมดภายใน 24 ชั่วโมง 1.4 เน้นการปกปิดอุปกรณ์ที่ ใช้แล้วในห้อง แยกขณะเคลื่อนย้ายผ่านห้องรวม 2. ด้านการติดตามเชื้อโรค 2.1 พยาบาลควบคุมการติดเชื้อประสานงาน จุลชีววิทยา ให้รายงานผลการเฝ้าระวังการเพาะเชื้อจาก สิ่งส่งตรวจ และแจ้งข้อมูลเร่งด่วนไปที่งาน IC และ หอผู้ป่วย เพื่อให้สามารถค้นพบการระบาด 2.2 ให้มีการส่งตัวอย่างเพาะเชื้อจากผู้ป่วย แรกรับ และทุกสัปดาห์ และรายงานอาการผิดปกติ เพื่อ เฝ้าระวังการติดเชื้อที่เพิ่มผิดปกติ 3. ด้านสิ่งแวดล้อมและอุปกรณ์เครื่องมือ 3.1 ประสานช่างเครื่องมือแพทย์ตรวจสอบ ระบบ Air Compressor (ได้ด�ำเนินการแล้วเมื่อเกิด เหตุการณ์) และร่วมทบทวนวิธีปฏิบัติร่วมกับบุคลากร ในการบ�ำรุงรักษาโดยต่อเนื่อง 3.2 เน้ น การเปิ ด หน้ า ต่ า งเพื่ อ ให้ เ กิ ด การ หมุนเวียนอากาศอย่างน้อยวันละ 2 ชั่วโมง 3.3 ประสานศูนย์เครื่องมือและอุปกรณ์การ แพทย์เน้นการอบฆ่าเชื้อในชุดอุปกรณ์เครื่องช่วยหายใจ ทุกชนิดของหอผู้ป่วยหนักทารกแรกเกิด (ซึ่งเป็นการ ปฏิบัติที่ได้ท�ำอยู่เดิม) 3.4 แยกอุปกรณ์ของใช้ท่ี ใช้กับผู้ป่วย และ ท�ำความสะอาดอย่างถูกวิธี เน้นการท�ำอุปกรณ์ ให้แห้ง ไม่ให้มีความชื้น

มาตรการที่จะด�ำเนินการต่อไป 1. ของบประมาณจั ด สรรอุ ป กรณ์ เ ครื่ อ งมื อ เพิ่ ม ทดแทนของเดิม และส�ำรองเครื่องมือ ได้แก่ เครื่อง ช่วยหายใจ Syringe pump, Infusion pump, Pulse oxymeter โดยผ่านคณะกรรมการเครื่องมือ และกลุ่ม งานกุมารเวชกรรม 2. เสนอแผนปรับปรุงสิ่งแวดล้อมให้ถูกต้องตาม หลัก One way flow และให้มีช่องทางเปิดให้แดด ส่องถึง 3. เสนอแผนของบประมาณจั ด ซื้ อ เครื่ อ งวั ด อุณหภูมิและความชื้นสัมพัทธ์ เพื่อเฝ้าระวังติดตาม ในสิ่ ง แวดล้ อ มโดยเฉพาะในหอผู ้ ป ่ ว ยที่ มี เ ครื่ อ งปรั บ อากาศ และหอผู้ป่วยที่ใช้เครื่องช่วยหายใจ เช่น ICU

สรุปมาตรการป้องกันการแพร่กระจายเชื้อ Acinetobacter baumannii 1. เมื่อผลการเพาะเชื้อจากสิ่งส่งตรวจในผู้ป่วย พบว่า มีเชื้อ Acinetobacter baumannii ให้งานจุล ชีววิทยาแจ้งไปทีง่ าน IC และหอผูป้ ว่ ยทันที เพือ่ เฝ้าระวัง และควบคุมการระบาด 2. พยาบาลควบคุ ม การติ ด เชื้ อ ในโรงพยาบาล แจ้งหน่วยงานรับทราบเพือ่ ด�ำเนินการปฏิบตั ติ ามมาตรการ เฝ้าระวัง ร่วมกับติดตามปัญหาโดยเร่งด่วน 3. จัดให้มี Alcohol hand rub ที่ปลายเตียงผู้ป่วย หรื อ ภายในห้ อ งผู ้ ป ่ ว ย เน้ น การปฏิ บั ติ ก ารล้ า งมื อ 5 moment อย่างเคร่งครัด 4. หน่วยงานติดป้ายมาตรการปฏิบัติเพื่อเฝ้าระวัง การแพร่กระจายเชื้อ รวมทั้งแนะน�ำการปฏิบัติที่ถูกต้อง แก่ผู้ป่วย และญาติ 5. มีการแยกอุปกรณ์ของใช้ของผูป้ ว่ ยอย่างชัดเจน และท�ำความสะอาดเป็นล�ำดับสุดท้าย 6. อุปกรณ์ของใช้ที่สัมผัสกับผู้ป่วยให้ท�ำความ สะอาดก่อนน�ำไปใช้กับผู้ป่วยอื่นด้วยน�้ำยาฆ่าเชื้อ เช่น 70% Alcohol หรือน�้ำยาเช็ดท�ำความสะอาดอุปกรณ์ โดยเฉพาะ ส่วนเตียงและราวกั้นเตียงให้ ใช้น�้ำผสมผง ซักฟอกเช็ดท�ำความสะอาดก่อน แล้วใช้น�้ำสะอาดเช็ด ตามให้แห้ง ปีที่ 19 ฉบับที่ 1 ประจำ�เดือนตุลาคม 2555

81


7. อุปกรณ์เครื่องผ้าที่ใช้กับผู้ป่วยให้แยกใส่ถุงขยะติดเชื้อ มัดปากถุง แล้วน�ำไปใส่ในถุงรองรับผ้าเปื้อน 8. กรณีจะเคลื่อนย้ายผู้ป่วยไปตึกอื่นๆ ให้รายงานหน่วยงานที่จะรับผู้ป่วยทราบเพื่อเฝ้าระวัง 9. กรณีที่มีห้องแยก ให้ย้ายผู้ป่วยเข้าห้องแยก ถ้าไม่มีห้องแยก ให้แยกผู้ป่วยห่างจากผู้ป่วยอื่น หรือดูแล แบบ Cohort (พิจารณาตามความเหมาะสม)

สรุป การระบาดของเชื้อ Acinetobacter Baumannii เป็นสาเหตุท�ำให้ผู้ป่วยในหอผู้ป่วยหนักทารกแรกเกิด เสียชีวิต คณะกรรมการป้องกันและควบคุมการติดเชื้อจึงได้มีการสอบสวนโรคและหาสาเหตุรากเหง้า พบว่า เกิดจากการปนเปื้อนเชื้อบริเวณอุปกรณ์ที่สัมผัสหลายแห่ง ร่วมกับปัจจัยด้านตัวผู้ป่วย และสิ่งแวดล้อม จึงได้ ก�ำหนดมาตรการจัดการที่ส�ำคัญตามหลักการป้องกันการแพร่กระจายเชื้อ และเน้นก�ำกับติดตามการปฏิบัติตามหลัก Standard Precaution และ Contact Precaution อย่างเคร่งครัด ร่วมกับสนับสนุนให้มีเครื่องมืออุปกรณ์ที่ เพียงพอ หลังจากการปฏิบัติตามมาตรการดังกล่าว พบว่าไม่เกิดการระบาดของการติดเชื้อในหอผู้ป่วยอีก ❍❍❍❍❍❍❍❍❍❍

• เอกสารอ้างอิง • 1. Rollo, J. (1999). Acinetobacter Baumannii infections in the ICU. Chest, 115. 1226-1229. 2. Burke, A. C. (2003). Acinetobacter. Available at http://www.emedicine.com/med/topic 3456. htm. (Assess May, 30, 2005) 3. สุคนทา คุณาพันธ์, ชมพูนุท ทิพย์ฝั้น, อัญชัญ ศรีอุปโย, สุปราณี สายอุต และเพณณินาท์ โอเบอร์ดอร์เฟอร์. (2548). การสอบสวนการระบาดของเชื้อ Acinetobacter Baumannii ในหอผู้ป่วยหนักกุมารเวชกรรรม โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่. จุลสารชมรมควบคุมโรคติดเชื้อในโรงพยาบาล แห่งประเทศไทย. 15(3), 16-27.

82

วารสารโรงพยาบาลร้อยเอ็ด, กาฬสินธุ์, มหาสารคาม


ปาฏิหาริย์แห่งรัก

(เด็กชายพ่อ...เด็กหญิงแม่) ••••••••••••••••••••••••••• นางพรสวรรค์ สินพิทักษ์เขต*

❛❛ เรื่องเล่าฉบับนี้ต้องการเล่าเพื่อระลึกถึงชีวิตน้อยๆ ชีวิตหนึ่งที่เกิดขึ้นท่ามกลาง ความฉุกละหุกไม่พร้อมของเด็กหญิงและเด็กชายคู่หนึ่ง แต่เมื่อเกิดมาแล้วก็ต้องการ สิทธิขั้นพื้นฐานของมนุษย์นั่นก็คือความรักความอบอุ่นจากอ้อมกอดของบุคคลที่ ได้ ชื่อว่า...พ่อกับแม่

❛❛

ลางดึกของเดือนกรกฎาคม ได้รบั ใหม่เด็กแรกเกิด ส่งต่อจากโรงพยาบาลชุมชน เป็นเด็กท้องแรก อายุครรภ์ 20 สัปดาห์ น�้ำหนัก 1,000 กรัม คลอดก่อน ถึงโรงพยาบาลบนรถฉุกเฉิน แรกรับสีผิวซีด ตัวเย็น หายใจหอบเหนื่อย จ�ำเป็นต้องใส่เครื่องช่วยหายใจทันที โชคร้ายที่หนูเกิดมาช้าไป เครื่องช่วยหายใจส�ำหรับทารก นั้นพี่ๆ ใช้กันอยู่ หนูจ�ำเป็นต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ ส�ำหรับผู้ ใหญ่สมัยโบราณรุน่ Mark 7 ทีผ่ า่ นประสบการณ์ การใช้งานมาแล้วอย่างโชกโชน จนตัวเครื่องเองก็อยาก จะจบชีวิตตัวเองลงเต็มแก่ ปรับ setting ต่างๆก็ยากเสี่ยง กับปอดแตกอีกต่างหาก แต่มนั เป็นทางเลือกทีด่ ที สี่ ดุ แล้ว ส�ำหรับหนูในตอนนี้ แพทย์เวรทั้งแพทย์ใช้ทุนทั้งอาจารย์

แพทย์มาตรวจอาการ วินิจฉัยและทุ่มเทการรักษาเพื่อหนู น้อยจนสุดความสามารถ หนูก็พยายามลืมตา ยกแขนขา เพื่อที่จะบอกว่าหนูยังอยากที่จะสู้ อยากลองมีชีวิตรอด เพียงรอคอยบางสิ่งบางอย่าง....... เมื่อใส่เครื่องหายใจ หนูหายใจตามเครื่องในช่วงแรก แต่จากประสบการณ์ใน การดูทารกแรกเกิด ก็รู้สึกหนักใจ ไม่สบายใจมากๆ และ ท�ำนายว่าโอกาสทีจ่ ะเกิดปาฏิหาริยส์ ำ� หรับหนูนนั้ น้อยมาก เพราะต้นทุนชีวิตที่ติดตัวหนูมามันน้อยเหลือเกิน แต่ แม่ๆ ก็จะสูจ้ นวินาทีสดุ ท้ายเพือ่ ให้หนูได้เกิดมาและมีชวี ติ อยู่ ได้รับการรักษาอย่างสมศักดิ์ศรีตามสิทธิพื้นฐานที่ได้ เกิดมาเป็นมนุษย์

* พยาบาลวิชาชีพ ชำ�นาญการ ปีที่ 19 ฉบับที่ 1 ประจำ�เดือนตุลาคม 2555

83


ญาติที่ใช้ชื่อว่าย่าของหนูเป็นผู้มาให้ประวัติทั้งน�้ำตา เล่าว่าเพิ่งรู้ว่ามีหนู 2 วันเท่านั้น เมื่อรู้ก็ขอร้องให้แม่หนู มาอยู่ด้วยจะได้ช่วยดูแล พร้อมทั้งได้สู่ขอกับตายาย ซึ่งต่างก็จ�ำยอมรับสภาพการเป็นปู่ ย่า ตา ยาย โดยที่ ไม่ทันตั้งตัว เรื่องราวต่างๆ พรั่งพรูออกจากปากของ ผู้เป็นย่าทั้งน�้ำตา เป็นที่สะเทือนใจยิ่งนัก ดิฉันได้แต่ นั่งนิ่ง รับฟัง กุมมือถ่ายทอดความรู้สึกเข้าใจและเห็นใจ และปล่อยให้ร้องไห้สักพัก ในตอนนี้รู้สึกว่าเวลาที่ผ่านไป แต่ละนาทีมันช่างยาวนานซะเหลือเกิน เมื่อคุณย่าเริ่ม ตั้งสติได้ จึงบอกว่าอนุญาตให้คุณย่าอยู่กับหนูน้อยได้ ตลอด จนกว่าจะพอใจ พร้อมทั้งอธิบายอาการแผนการ รักษาคร่าวๆ ที่ได้ ให้กับหนูน้อย หลังจากใส่เครือ่ งหายใจไม่ถงึ หนึง่ ชัว่ โมง อาการของ หนูก็เป็นไปตามที่คาดการณ์ ไว้ หนูเริ่มหายใจไม่สัมพันธ์ กับเครื่อง รวมทั้งผลการตรวจก๊าซในเลือดของหนูดูแย่ มาก ปรับ setting สูงขึ้น หนูก็ยังหายใจเหนื่อยมาก กระสับกระส่าย ดิ้นไปมา แต่พฤติกรรมที่หนูตอบสนอง เหมือนจะบอกอะไรสักอย่าง ที่ท�ำให้แม่ๆรู้สึกไม่อยาก ละสายตาไปจากหนู ยืนบีบ Ambubag ตลอดเวลา ระดับ ออกซิเจนในเลือด อยู่ท่ี 40-50 เปอร์เซ็นต์ ท�ำทุกวิถีทาง ตามที่ได้เรียนมาแต่ก็ได้แค่นั้น เมื่อพูดกับหนูว่าหนูจะสู้ ไหมนะ หนูก็มีปฏิกิริยาตอบสนอง พยายามลืมตา ท� ำปากขมุ บ ขมิ บ เหมื อ นจะตอบว่ า “ขอหนู อ ยู ่ ต ่ อ อี ก หน่อยนะ” เมื่อหยุดบีบ Ambubag ต่อเครื่องช่วยหายใจ หนูก็หายใจไม่สัมพันธ์กับเครื่อง ระดับออกซิเจนในเลือด ก็ล���ลงเรื่อยๆ จนแม่ไม่รู้จะท�ำอย่างไร จึงตัดสินใจเอา เก้าอี้มานั่ง ห่อตัวหนูด้วยผ้าหนานุ่ม อุ้มหนูออกจากตู้อบ อุ้มไว้แนบอกและบีบ Ambubag แทนการใช้เครื่องช่วย หายใจ เหมือนรับรู้ความหวังดี หนูตัวแดงขึ้น เริ่มนอน พักได้ ระดับออกซิเจนในเลือดเริม่ ดีขนึ้ แต่กย็ งั อยู่ในช่วง ที่ไม่ดีนัก ประมาณ 60-70 % อัตราการเต้นของหัวใจ ประมาณ 100-110 ครั้ง/นาที ประมาณตี 3 หนูเริ่ม ขยับตัว ระดับออกซิเจนในเลือดเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนถึง 99-100% ด้วยความแปลกใจจนต้องหันไปมองสมาชิก ในทีม “เฮ้ย....หลอกรึเปล่าเนี่ย sat 100 แน่ะ” ดิฉัน เปรยๆ กับน้องๆ ในทีม “ระดับความสวยคนบีบรึเปล่า” เออแนะ มีแซว ไม่ถึง 20 วินาที ย่าของเด็กก็เข้ามา พร้อมกับเด็กผู้ชายหน้าตาอิดโรย ซูบเซียว ย่าบอกว่า คนนี้แหละเป็นพ่อของหนูน้อย ทุกคนในทีมจ้องมอง ไปที่หนูน้อยสลับกับจอ Monitor ที่บอกระดับออกซิเจน ในเลือด 99-100 % แล้วมองหน้ากันเลิ่กลั่ก บางคน 84

วารสารโรงพยาบาลร้อยเอ็ด, กาฬสินธุ์, มหาสารคาม

ขนลุกซู่ ลูบแขนตัวเองไปมาและชี้ ให้ดิฉันดูว่าตัวเอง ขนลุก ดิฉันกระซิบกับน้องๆ ว่า นี่แหละคือ “ปาฏิหาริย์ แห่งรัก” น้องรอคอยและรับรู้ถึงการมาของพ่อ ก�ำลังใจ หนูดีขึ้น ท�ำให้ดูคล้ายจะมีปาฏิหาริย์ สัญญาณการ มีชีวิตรอดของหนูที่ริบหรี่ดูสว่างขึ้น เด็กชายที่ได้ชื่อว่า เป็นพ่อ ยืนมองลูกอยู่ห่างๆ แม่จึงวางหนูลงในตู้อบต่อ เครื่องช่วยหายใจ พร้อมทั้งเล่าอาการปัจจุบันให้ฟัง คร่าวๆ ว่า เด็กอยู่ได้เพราะเครื่องช่วยหายใจและพร้อม ที่จะไปได้ทุกเมื่อถ้าหยุดใช้เครื่องช่วยหายใจ ย่าบอกว่า ขอให้ ใส่เครื่องไปเรื่อยๆ จนกว่าน้องจะหมดลมหายใจ แต่ ไม่ต้องปั้มหัวใจเมื่อหัวใจหยุดเต้น เด็กชายสายตา กลัวๆ กล้าๆ ยืนมองเข้าไปในตู้อบ ไม่พูดแต่มีน�้ำตาซึม “หลานย่าพ่อหนูมาแล้ว คนนี้พ่อหนูนะลูก” เด็กชาย กลัน้ ก้อนสะอืน้ ไม่ไหวอีกต่อไปร้องไห้และกอดย่าไว้แน่น ดิ ฉั น แทบจะกลั้ น น�้ ำ ตาไว้ ไม่ ไ หว แต่ เ นื่ อ งจากเวลา ของหนูเหลือน้อยเต็มที ดิฉันต้องเข้มแข็งและส่งเสริม ให้เด็กน้อยคนนี้ ได้อยู่ท่ามกลางบุคคลอันเป็นที่รักของ เขาให้นานที่สุดให้ ได้ ดิฉันจึงบอกว่า คุณพ่ออยากจะ จับมือน้องก็ได้นะคะ น้องรอคุณพ่ออยู่ ดิฉันเปิดหน้าต่าง ตู้อบและช่วยให้คุณพ่อได้สัมผัสกับมือน้อยๆ ที่บางใส จนเห็นเส้นเลือดของน้อง คุณพ่อร้องไห้และสะอื้น ตัวโยน สักครู่จึงเล่าอาการและแผนการรักษาขั้นต่อไป ว่า ตอนนี้เด็กหัวใจยังท�ำงานได้เพราะยา หายใจเอง ไม่ได้ ต้องใช้เครือ่ งช่วยหายใจแต่กจ็ ะช่วยยือ้ เวลาให้นอ้ ง ต่อไปได้สักระยะหนึ่ง แต่ถ้าหัวใจน้องไม่ท�ำงานต่อหัวใจ หยุดเต้น หยุดหายใจ จะให้ปั้มหัวใจและให้ยาเพื่อยื้อ เวลาต่อไปหรือไม่ ทั้งเด็กชายพ่อและย่าบอกว่า เมื่อถึง เวลานั้นน้องอยากไปก็ให้น้องไปอย่างสงบไม่ต้องนวด หัวใจอีก ดิฉนั ปล่อยให้คณ ุ พ่อกับย่าได้อยูก่ บั หนู โดยจัดเก้าอี้ ให้นั่ง คอยสังเกตอยู่ใกล้ๆ และท�ำงานที่คั่งค้างอยู่ต่อไป โดยทีส่ ายตาก็จอ้ ง Monitor อยูบ่ อ่ ยๆ เพือ่ ดูการเต้นของ หัวใจและระดับออกซิเจนในเลือด อีกประมาณ 1 ชั่วโมงต่อมาก็มีหญิงอายุประมาณ 40 ต้นๆ ประคองเด็กสาวหน้าตาอิดโรย เดินกระเผลกๆ เข้ามาและแจ้งว่าเป็นมารดาของน้อง เด็กหญิงตาแดง เหมือนผ่านการร้องไห้มาแล้วอย่างหนัก ใบหน้าซีดเซียว ดูหวาดหวั่น วิตกกังวล ทันที่ท่ีเดินไปถึงตู้อบ เด็กหญิง เริ่มร้องไห้ โดยมีย่าลูบหลังลูบไหล่ปลอบโยนเป็นที่น่า เวทนานัก เด็กหญิงยังไม่พูดอะไรยืนมองเข้าไปในตู้ และเอาแต่ร้องไห้ เวลานี้ไม่มีเสียงอื่นเลยนอกจากเสียง


•••••••••••••••••••••••••••

❛❛ ดังนั้นสิ่งที่ดิฉันตัดสินใจท�ำในขณะนี้คือ ดิฉันอยากให้หนูจากไปอย่างสมศักดิ์ศรี ในอ้อมกอดของคุณพ่อ คุณแม่ ท่ามกลางบุคคลอันเป็นที่รักของหนู มากกว่าที่จะยื้อชีวิตหนูไว้ภายในตู้อบแคบๆ

❛❛

•••••••••••••••••••••••••••

สะอื้น รอบข้างเงียบกริบจนแทบจะได้ยินเสียงหัวใจเต้น ไม่มีใครพูดกันเลย แม้แต่เด็กคนอื่นๆ ก็ไม่ร้องไห้ ทั้งๆ ที่ปกติเด็กๆ จะร้องไห้แทบจะตลอดเวลา มีแต่เพียงเสียง สะอื้นของครอบครัวเด็กน้อยเท่านั้น พ่อ แม่ ย่า ยาย ได้อยู่พร้อมหน้า ส่งผ่านสายใย ความรัก ความอบอุน่ ให้นอ้ งทีอ่ ยู่ในตูอ้ บ ระดับออกซิเจน ในเลือดอยู่ระดับ 80-90% แต่อัตราการเต้นของหัวใจ เริ่มลดลง ดิฉันถามเด็กหญิงแม่ว่า “คุณแม่อยากอุ้มน้อง ไหมคะ” เด็กหญิงพยักหน้า “หนูอุ้มได้เหรอคะ” “อุ้มได้ค่ะ เดี๋ยวจะคอยช่วย” ถ้าเป็นเด็กที่มีอายุครรภ์ มากกว่านี้ อยู่ในระยะวิกฤติที่อาการน่าลุ้น ดิฉันคงไม่กล้า ที่จะท�ำแบบนี้แต่ส�ำหรับหนู อายุครรภ์แค่ ไม่กี่สัปดาห์ อวัยวะต่างๆ ยังไม่เจริญ ขาดออกซิเจนตั้งแต่แรกเกิด ปอดยังไม่มีความยืดหยุ่น โอกาสที่จะรอดเป็นศูนย์ แพทย์เองก็ได้วินิจฉัยแล้วว่า คงต้องพูดคุย แนะน�ำให้ ญาติยอมรับความจริง และจะไม่ท�ำการช่วยฟื้นคืนชีพ แล้ว ดังนั้นสิ่งที่ดิฉันตัดสินใจท�ำในขณะนี้คือ ดิฉัน อยากให้ ห นู จ ากไปอย่ า งสมศั ก ดิ์ ศ รี ใ นอ้ อ มกอดของ คุณพ่อ คุณแม่ ท่ามกลางบุคคลอันเป็นที่รักของหนู มากกว่าที่จะยื้อชีวิตหนูไว้ภายในตู้อบแคบๆ ดิฉันจึงไม่ รี ร อที่ จ ะห่ อ ตั ว ให้ แ น่ น เพื่ อ ให้ น ้ อ งอุ ่ น และสะดวก

ในการอุ้ม หาเก้าอี้ที่มีพนักพิงให้เด็กหญิงแม่นั่ง บรรจง วางหนูลงในอ้อมกอดของเด็กหญิงแม่โดยมีเด็กชายพ่อ อยู ่ ข ้ า งๆ ย่ า และยายล้ อ มหน้ า หลั ง ดู เ หมื อ นว่ า หนู จะรับรู้อ้อมกอดของคนที่หนูคุ้นเคยและรอคอย หนู พยายามลืมตาทั้งๆ ที่ตาหนูเริ่มหนัก แต่แม่รู้ว่าหนู มี ค วามสุ ข และสมหวั ง ในสิ่ ง ที่ ห นู ร อคอย หนู ส งบ มุมปากเหมือนมีรอยยิ้มน้อยๆ หัวใจหนูเริ่มเต้นช้าลง.. ช้าลง ถึงตอนนี้ดิฉันจึงแจ้งญาติว่า น้องมีความสุข ในอ้อมกอดของแม่แล้ว น้องพอใจและจะไปแล้ว สักครู่ ต่ อ มาน้ อ งก็ ไ ด้ จ ากไปอย่ า งสงบในอ้ อ มกอดของแม่ ใบหน้ า ของหนู เ หมื อ นเด็ ก คนหนึ่ ง ที่ ก� ำ ลั ง นอนหลั บ อย่างมีความสุขมากกว่า หลับให้สบายนะหนูน้อย... ขอให้ ไปสู่ภพใหม่ ที่ดีกว่า หรือถ้าอยากเกิดใหม่บนโลกใบนี้ ขอให้หนูมี ต้นทุนชีวิตและความพร้อมมากกว่านี้ เพื่อหนูจะได้มี ร่างกายแข็งแรง มีชีวิตรอดที่จะต่อสู้บนโลกนี้ และ แม่ก็จะขอให้หนูเติบโตเป็นคนดี ไม่เป็นภาระสังคม ไม่เห็นแก่ตวั และไม่เบียดเบียนคนอืน่ สร้างประโยชน์ ให้แก่สังคม เพื่อที่สังคมจะได้น่าอยู่มากกว่าที่ก�ำลัง เป็นไปในปัจจุบัน..

❍❍❍❍❍❍❍❍❍❍

ปีที่ 19 ฉบับที่ 1 ประจำ�เดือนตุลาคม 2555

85


ส่งแม่กลับบ้าน ••••••••••••••••••••••••••• ปภัสรา ทองมี

“กลับบ้านเรานะครับแม่” เสียงแผ่วเบาปนเสียงสะอื้น เสียงนั้นดังมาจากเด็กหนุ่มร่างเล็ก ผิวหยาบกร้าน ใบหน้าผอม แก้มตอบ แววตาที่จ้องมองไปยังร่างที่ ไร้วิญญาณของแม่นั้นดูหม่นหมองไร้น�้ำหล่อเลี้ยงที่ชุ่มชื้น เสียงเปิดประตูท้ายรถ Ambulance ดังขึ้น เจ้าหน้าที่ค่อยๆ เคลื่อนโลงศพเข้าไปวางภายในรถ อย่างระมัดระวัง เสียงสะอื้นดังขึ้นอีกครั้ง แต่ครั้งนี้มีอีกเสียงหนึ่งแทรกขึ้นมา เสียงนั้นมาจาก เด็กสาวผิวเหลือง รูปร่างผอมบาง หน้าตาซีดเซียววัยสิบห้าต้นๆ ที่ยืนปิดหน้าร้องไห้ เด็กสาว คงปวดร้าวใจไม่น้อยไปกว่าพี่ชายที่ยืนอยู่ข้างๆ “ขอบคุณอีกครั้งนะคะ ทางเราจะระลึกถึงคุณความดีของคุณทั้งสองตลอดไปและขอให้ เดินทางกลับโดยปลอดภัย” ฉันกล่าวขึ้น “ครับ” เสียงตอบรับนั้นแหบแห้ง พร้อมส่งสายตาขอบคุณอย่างมากมายมาที่ฉัน ครานี้ฉันเห็น น�้ำตาคลอเบ้าตาทั้ง 2 ข้างของเด็กหนุ่มคนนั้นอย่างชัดเจน เราต่างยกมือไหว้ซึ่งกันและกัน เด็กหนุ่มและน้องสาวก้าวขึ้นรถเข้าไปนั่งอยู่ข้างๆ โลงศพของแม่ เจ้าหน้าที่เดินเข้ามาปิดประตู ท้ายรถลงเบาๆ แล้วขับเคลื่อนออกไปอย่างช้าๆ......

86

วารสารโรงพยาบาลร้อยเอ็ด, กาฬสินธุ์, มหาสารคาม


มื่อวานตอนเช้า...เป็นวันเริ่มต้นของการท�ำงาน ที่วุ่นวายเหมือนเช่นทุกวันของตึกผู้ป่วยหนัก ศัลยกรรมประสาท “ปภัส” เสียงคุ้นๆ เรียกชื่อฉันมาจาก ทางด้านหลัง ในขณะที่ฉันก�ำลังเริ่มต้นให้เลือดผู้ป่วย หลังผ่าตัด “มีผู้ป่วยสมองตายอยู่ข้างนอก ไปดูหน่อยนะ เตียง 15 ผมพูดอธิบายอาการกับญาติแล้วล่ะ” เสียง หมอศัลยกรรมประสาทบอกกับฉันด้วยน�้ำเสียงที่แสดง ถึงความอ่อนล้า เวลาใกล้เที่ยง ฉันมายืนอยู่ในตึกสามัญศัลยกรรม อุบัติเหตุ กลิ่นคาวเลือดจางๆ ปนกลิ่นน�้ำยาล้างแผล ที่คุ้นเคยยังอบอวลอยู่ในอากาศ ญาติผู้ป่วยยืนเรียงราย กันเป็นกลุ่มๆ ตามเตียง เสียงพูดคุยสอบถามอาการกัน ดังเซ็งแซ่อย่างต่อเนื่อง ฉันหยุดยืนที่หน้าเตียง 15 ส่ ง ยิ้ ม ทั ก ทายให้ กั บ ญาติ ที่ ยื น ขนาบทั้ ง สองข้ า งเตี ย ง และกล่าวแนะน�ำตัว “ดิฉันชื่อ ปภัสรา เป็นพยาบาลวิชาชีพผู้ประสาน งานการปลูกถ่ายอวัยวะของสภากาชาดไทย ขออนุญาต พูดคุยกับญาติหน่อยนะคะ” รอยยิ้มจางๆ ที่มุมปาก คือมิตรภาพแรกที่ฉันได้รับจากเด็กหนุ่มร่างเล็ก ดวงตา 2 ข้างของเขาแดงก�่ำ แฝงด้วยความเศร้ามากมาย ฉันเริ่มพูดคุยกับญาติทุกคนตามประสบการณ์ที่เคย ได้เรียนรู้มา พร้อมทิ้งค�ำพูดสุดท้าย ขอให้ญาติได้คิด และปรึกษากัน ท้ายสุดของการสนทนาฉันจึงขอนัดพบ อีกครั้งเพื่อขอค�ำตอบ เมื่อถึงเวลานัดหมาย ฉันเดิน น�ำหน้ากลุ่มญาติที่ประกอบด้วยเด็กหนุ่มผู้เป็นบุตรชาย ของผู้ป่วย น้องสาวและญาติผู้ ใหญ่อีก 2 คน ไปยัง ห้ อ งหั ว หน้ า ตึ ก เพื่ อ ที่ จ ะได้ พู ด คุ ย กั น ถึ ง การตั ด สิ น ใจ ในค�ำตอบที่ส�ำคัญและยิ่งใหญ่ “ถ้าทางศูนย์รับบริจาคอวัยวะสภากาชาดไทย จะ ขอรั บ บริ จ าคอวั ย วะของคุ ณ มาลั ย เพื่ อ ไปปลู ก ถ่ า ย ต่อชีวิตให้กับผู้ป่วยคนอื่น ญาติจะว่าอย่างไรคะ” ฉันถามค�ำถามนี้ขึ้นอีกครั้ง หลังจากที่ได้ผ่านการ พูดคุยกันมาเกือบชั่วโมง เด็ ก หนุ ่ ม นั่ ง นิ่ ง ก้ ม หน้ า ท่ า ทางก� ำ ลั ง ครุ ่ น คิ ด หนั ก มือทั้งสองข้างจับกันไว้แน่น บรรยากาศขณะนั้นดูเหมือน ทุกอย่างรอบๆ ตัวของพวกเรามันหยุดนิ่ง ไม่มีอะไร เคลื่อนไหว ฉันเองก็แทบลืมหายใจเพราะลุ้นกับค�ำตอบ ที่จะได้รับ

“ผมคงให้ ไม่ ได้ ผมอยากให้แม่มีอวัยวะครบ” เสียงที่เปล่งออกมาโดยไม่เงยหน้าสบตาใครๆ ฉันเอื้อม มือไปแตะหลังมือเขาเบาๆ พร้อมกับพูดกลับไปว่า “ไม่ เ ป็ น ไรค่ ะ ขอบคุ ณ นะคะที่ ใ ห้ โอกาสพี่ ไ ด้ พูดคุยด้วย” หลังสิ้นสุดการสนทนา ฉันกลับมาที่ตึก และท�ำงานต่อตามปกติ อย่างไรก็ตามภายในใจฉันก็อด ครุ่นคิดไม่ ได้ว่า เราคงไม่ ได้อวัยวะไปช่วยเหลือผู้ป่วย ที่รอคอยการปลูกถ่ายเป็นแน่ แต่ก็ ไม่เป็นไรไม่ใช่หรือ เพราะนัน่ คือสิทธิของญาติทเี่ ราต้องยอมรับและให้เกียรติ การตัดสินใจของเขาว่าจะยินยอมบริจาคหรือไม่ แสงอาทิ ต ย์ ลั บ ขอบฟ้ า ไปนานแล้ ว แต่ แ สงจาก หลอดนีออนภายในตึกยังส่องสว่างเป็นเพื่อนกับเจ้าหน้าที่ ให้ ได้ท�ำงานบริการแก่ผู้ป่วยอย่างต่อเนื่อง “พี่ค่ะ มีญาติผู้ป่วยมาขอพบที่หน้าห้องค่ะ ” เสียงน้องผู้ช่วยเหลือคนไข้บอกกับฉัน ขณะที่เรา ก�ำลังเตรียมของใช้เพื่ออาบน�้ำให้ผู้ป่วยตอนเย็น ฉันคิด สงสัยระคนแปลกใจว่าใครมาขอพบ ฉันจึงวางมือจาก งานที่ท�ำเดินไปที่หน้าต่างหน้าห้องมองลอดกระจกออก ไปด้ า นนอก เอ๊ ะ นั่ น ! เด็ ก หนุ ่ ม คนที่ ฉั น พู ด คุ ย ด้ ว ย เมื่อตอนกลางวันนี่นา ฉันคิดอยู่ในใจ เขายืนพิงฝาผนัง ใบหน้าที่เคร่งขรึมนั้นก้มมองพื้นที่ยืนอยู่ “ผมขอบริจาคแม่ครับ” เขาพูดพร้อมกับสบตาฉัน ตรงๆ ค�ำพูดนั้นสะกดให้ฉันอึ้งไปชั่วขณะ ค�ำพูดซื่อๆ เบาๆ หลุ ด ออกจากปากเขาทั น ที ที่ ฉั น ก้ า วพ้ น ประตู แล้วหันไปเผชิญหน้ากับเขา ราวกับเขากลัวว่าฉันจะ เปลี่ยนใจ “ทางเรายิ น ดี เ ป็ น อย่ า งยิ่ ง ค่ ะ ยั ง ไงขอเชิ ญ น้ อ ง ทางนี้เลยนะคะ” ฉันตอบกลับด้วยความรู้สึกประหลาดใจ ขณะเดียวกันฉันก็เริ่มงานที่แสนจะท้าทายนั้นทันทีโดย ไม่รอช้า ทุ ก อย่ า งเริ่ ม ขึ้ น ทั น ที่ ไ ด้ รั บ เอกสารเซ็ น ยิ น ยอม จากญาติขั้นตอนการท�ำงานที่ถูกต้องถูกเตรียมขึ้นอย่าง รวดเร็ว หมอเจ้าของไข้ถูกตามมาพร้อมหมออีก 2 คน เพื่อประเมินภาวะสมองตายอีกครั้ง ห้อง lab รับเลือด รายงานผลเลือดควบคู่ ไปกับการติดต่อประสานงานกับ ศู น ย์ ป ลู ก ถ่ า ยอวั ย วะสภากาชาดไทยและหน่ ว ยงาน ที่เกี่ยวข้อง ทุกคนท�ำงานร่วมกันด้วยพลังแห่งความยินดี และเปี่ยมสุข ทุกคนทราบดีว่าทุกวินาทีมีค่าต่อชีวิตผู้อื่น ถ้ า พลาดไปแม้ แ ต่ วิ น าที เ ดี ย วความหวั ง ของผู ้ ร อคอย การปลูกถ่ายอวัยวะจะสูญสิ้นในทันที ปีที่ 19 ฉบับที่ 1 ประจำ�เดือนตุลาคม 2555

87


•••••••••••••••••••••••••••

❛❛ ...ความดีที่ ไม่สิ้นสุดคือการบริจาคอวัยวะเมื่อยามสิ้นสูญ การบริจาคด้วยใจไม่มีการซื้อขายแลกเปลี่ยน เป็นบุญอันยิ่งใหญ่ในชีวิต

❛❛

•••••••••••••••••••••••••••

เกื อ บเที่ ย งคื น แล้ ว ความเคลื่ อ นไหวของที ม งาน ต่างๆ เริ่มคลี่คลายลง ความสงบเงียบเริ่มชัดเจนขึ้น เสียงเครื่องช่วยหายใจท�ำงานไปตามจังหวะของมัน “ออด ออด” เสียงออดหน้าประตูดังขึ้นท�ำลาย ความเงียบของค�่ำคืนนั้น เมื่อประตูถูกเปิดออกฉันก็พบ กับใบหน้าเล็กๆ ของชายหนุ่มคนเดิมโผล่เข้ามา “ผมกับน้องขอลาแม่ ได้ ไหมครับ” เด็กหนุ่มยืน จับมือน้องสาว อีกมือหนึ่งถือธูปและพวงดอกไม้สด พวงเล็กๆ สีขาวกลีบช�้ำอยู่ในมือ ฉันหยุดหายใจชั่วครู่ เพื่อกลืนอะไรบางอย่างที่จุกอยู่ในคอลึกๆ ลงไป “เชิ ญ เลยค่ ะ มี อ ะไรจะบอกกล่ า วกั บ คุ ณ แม่ ก็ ตามสบายนะคะ” ฉันจัดแจงปิดม่านให้ทั้งสองพี่น้อง ได้อยู่กับแม่ โดยล�ำพัง เสียงสะอื้นดังลอดออกมาจาก ม่าน ท�ำให้ฉันละสายตาจากแฟ้มประวัติผู้ป่วยมองลอด ช่องว่างระหว่างม่าน ภาพที่เห็นเบื้องหน้า เด็กหนุ่ม ซบศีรษะลงบนฝ่ามือของแม่ ส่วนผู้เป็นน้องสาวยืน กอดเท้าแม่ทั้งสองข้างไว้ ในอ้อมแขน พร้อมกับเกลือก ใบหน้าลงบนหลังเท้าของแม่ไปมา เสียงร้องไห้ดังมากขึ้น ปริ่มว่าจะขาดใจ ฉันบอกความรู้สึกของตนเองไม่ถูก ก้อนอะไรบางอย่างมันยังจุกอยู่ในล�ำคอของฉัน และมัน ยิ่งอัดแน่นมากขึ้นไปอีก พลันน�้ำตาของฉันก็ไหลออกมา โดยไม่รู้ตัว แสงแดดอ่อนยามเช้าฉายมาอีกครั้ง ฉันเริ่มต้น การท�ำงานในเช้าวันใหม่อย่างขมักเขม้นโดยการเตรียม ห้องผ่าตัด ทีมงานของโรงพยาบาลก็ช่วยกันเตรียมรับ ที ม ผ่ า ตั ด อย่ า งเรี ย บร้ อ ยตั้ ง แต่ ห ลั ง เที่ ย งคื น ที่ ผ ่ า นมา แม้ ง านจะค่ อ นข้ า งละเอี ย ดแต่ ฉั น ไม่ ว ายที่ จ ะนึ ก ถึ ง อีกภารกิจหนึ่งที่ต้องท�ำเพราะเป็นหน้าที่ประจ�ำของฉัน เมื่อมีกรณีบริจาคอว���ยวะเหมือนอย่างรายนี้ 88

วารสารโรงพยาบาลร้อยเอ็ด, กาฬสินธุ์, มหาสารคาม

เวลาบ่ายโมงเศษๆ ฉันกับรถมอเตอร์ ไซด์คู่ ใจ ก็มาจอดอยู่หน้าร้านสุขาวดีเจ้าเดิม “ขอหีบศพเหมือนเคย ตกแต่งสีชมพูข้างในและ ผ้าคลุมศพด้วยค่ะ” ฉันสั่งของที่ต้องการทันที พี่อ้อย เจ้าของร้านยิ้มรับทักทายด้วยความคุ้นเคย “คุณหมอใครเสียชีวิตคะ” พี่อ้อยถามขึ้น “ผู้ป่วยบริจาคอวัยวะค่ะ” ฉันตอบทันที “เป็นผู้หญิงใช่มั๊ย” “ค่ะ” ฉันตอบรับ “เขามีลูก 2 คนใช่มั๊ย” เสียงพี่อ้อยพูดต่อ ฉัน หันกลับมามองหน้าผู้พูดด้วยความสนใจ “ท�ำไมพี่รู้ละคะ” ฉันถาม “เอ้ อ ใช่ เ ด็ ก หนุ ่ ม ตั ว เล็ ก ๆ ด� ำ ๆ กั บ น้ อ งสาวที่ มาจากจังหวัดสุรินทร์ ใช่ ไหมหมอ” ค�ำพูดของพี่อ้อย ยิ่งเพิ่มความประหลาดใจให้กับฉัน “ค่ ะ พี่ พี่ รู ้ จั ก เหรอคะ” ฉั น ซั ก ถามด้ ว ยความ อยากรู้ต่อไปอีก “เมื่ อ วานตอนเย็ น มี เ ด็ ก ผู ้ ช ายกั บ น้ อ งมาร้ า นพี่ บอกว่าแม่เขาเสียชีวิต” พี่อ้อยเริ่มเล่าต่อด้วยน�้ำเสียง ตื่นเต้นเล็กน้อยตาเป็นประกาย “เขาถามว่าพี่ครับผมมีเงินสองร้อยบาทอยากได้ ผ้าขาวให้แม่ 1 ผืน พี่หนะรู้สึกเลยนะว่าเด็ก 2 คนนี้ เป็นเด็กดี รักแม่และกตัญญู พี่เลยบอกเขาว่าอยากได้ อะไรหยิบเอาเลย เขาหยิบเอาธูป และเทียนอย่างละ ห่อแล้วก็พอ พี่ก็ถามเขาต่อว่าจะเอาอะไรเพิ่มอีกมั๊ย เขาบอกว่าพอแล้วครับที่เหลือทางโรงพยาบาลจัดการ ให้แล้ว” พี่อ้อยพูดจบพร้อมกับยกมือซับที่หางตาเล็กน้อย แล้วร�ำพึงว่า “เด็กอะไรรู้จักความ รู้คุณแม่”


ฉันยืนนิ่งตะลึงกับค�ำพูดที่ ได้รับฟัง ฉันประติดประต่ อ ค� ำ พู ด ของพี่ อ ้ อ ยกั บ ภาพเหตุ ก ารณ์ ต ่ า งๆ ที่ ผ่านมาหนึ่งวัน ยิ่งคิดยิ่งท�ำให้ภาพชัดเจนมากขึ้น นี่ถ้า ฉั น ไม่ ม าที่ ร ้ า นนี้ ฉั น คงไม่ รู ้ เ หตุ ผ ลที่ เ ขาต้ อ งบริ จ าค อวัยวะของแม่ให้กับสภากาชาดไทย ฉันกลับมาถึงหน้าห้องผ่าตัดของโรงพยาบาลแล้ว สิ่งที่ก�ำลังเกิดขึ้นอยู่ข้างในห้องก�ำลังด�ำเนินการไปเรื่อยๆ แต่เรื่องที่ได้รับฟังมายังวนเวียนรบกวนจิตใจฉันตลอดเวลา “ความดีที่ ไม่สิ้นสุดคือการบริจาคอวัยวะเมื่อยาม สิ้นสูญ การบริจาคด้วยใจไม่มีการซื้อขายแลกเปลี่ยน เป็นบุญอันยิ่งใหญ่ในชีวิต”

ค�ำกล่าวที่ฉันท่องจนขึ้นใจเวลาที่ท�ำงาน ผุดขึ้นมา ในห้วงของความคิดคล้ายจะส่งสัญญาณอะไรบางอย่าง ที่ ไ ม่ ต รงไปตรงมา มั น จริ ง หรื อ ฉั น ทบทวนครั้ ง แล้ ว ครั้งเล่าภายในใจ “ขอบคุณนะน้อง เราร่วมท�ำบุญที่ยิ่งใหญ่อีกครั้ง หัวใจมอบให้ โรงพยาบาลศิริราช ตับและไต หนึ่งข้าง จั ด สรรให้ กั บ โรงพยาบาลศรี น คริ น ทร์ ไตอี ก ข้ า งให้ โรงพยาบาลรามาธิบดี” เสียงของพี่หน่องหัวหน้าศูนย์บอกกับฉันหลังการ ผ่าตัดเอาอวัยวะออกสิ้นสุดลง และส่งทีมผ่าตัดกลับ เรียบร้อยแล้ว

•••••••••••••••••••••••••••

ฉันดึงความรู้สึกกลับมาที่เดิมอีกครั้ง ฉันยังคงยืนมองไฟท้ายรถ ambulance เลี้ยวออก นอกรั้วโรงพยาบาลจนลับตาไป ความมืดก�ำลังเข้ามาเยือน ฉันเงยหน้าขึ้นมองบนท้องฟ้า เห็นดวงดาวที่ก�ำลังฉายแสงพร่างพราว ช่างงดงามยิ่งนัก ดวงดาวบนท้องฟ้า...ใช่แล้ว ดวงใจ ของสองพี่น้องนั่น หากล่องลอยอยู่บนท้องฟ้าในขณะนี้ คงจะสุกสดใสไม่น้อยไปกว่าแสง ของดวงดาวเป็นแน่ ดวงใจกตัญญู... ฉันเดินกลับตึกด้วยความรู้สึกเป็นสุข นึกถึงใบหน้าของสองพี่น้องทีไรฉันไม่วายที่จะยิ้ม ให้ก�ำลังใจตัวเอง หน้าที่ของฉันได้เสร็จสิ้นลงอีกครั้งหนึ่ง หน้าที่ท่ีฉันเต็มใจและตั้งใจเสมอ ที่จะท�ำให้ส�ำเร็จ แม้ว่าบางครั้งหน้าที่อาจจะท�ำให้ฉันไม่เข้าใจในบางเรื่อง งุนงงในบางครั้ง แต่ ฉั น จะพยายามประคั บ ประคองจิ ต ใจของตนเองให้ เ ข็ ม แข็ ง เพื่ อ ที่ จ ะได้ ท�ำ หน้ า ที่ นี้ ต ่ อ ไป ตราบนานเท่านาน

❍❍❍❍❍❍❍❍❍❍

ปีที่ 19 ฉบับที่ 1 ประจำ�เดือนตุลาคม 2555

89


Eating Tomatoes Help to Lower the Risk of Stroke

การรับประทานมะเขือเทศช่วยลดความเสี่ยงของโรคหลอดเลือดสมอง ••••••••••••••••••••••••••• ธนพรรณ พรมกัญญา*

❛❛ การรับประทานมะเขือเทศและอาหารที่มีมะเขือเทศเป็นส่วนประกอบอยู่ด้วย จะสามารถช่วยท�ำให้ลดความเสี่ยงของโรคหลอดเลือดสมองได้

❛❛

เมื่อกล่าวถึงมะเขือเทศ (Tomatoes) หลายคนคงรู้จักกันดี เนื่องจากเป็นที่นิยมปลูก โดยทั่วไปตามแปลงพืชผักสวนครัวเพื่อน�ำมาประกอบเป็นอาหาร ซึ่งมะเขือเทศสามารถ น�ำมาประกอบอาหารได้หลากหลายชนิด เช่น สลัดมะเขือเทศ ปลาม้วนซอสมะเขือเทศ ซุปมะเขือเทศ สปาเกตตีมะเขือเทศ กุ้งผัดซอสเปรี้ยวหวาน รวมทั้งอาหารพื้นบ้าน อีสานเราที่รู้จักกันดีนั่นก็คือ ส้มต�ำ ก็ ได้ ใช้มะเขือเทศเป็นส่วนประกอบส�ำคัญที่ช่วย เพิ่มรสชาติให้ส้มต�ำดูน่ารับประทานยิ่งขึ้น มะเขือเทศจัดเป็นพืชชนิดหนึ่งที่อุดมไปด้วย คุ ณ ค่ า ทางอาหารสู ง เนื่ อ งจากในผลมะเขื อ เทศจะมี ส ารจ� ำ พวกแคโรที น อยด์ ที่ ชื่ อ ว่ า “ไลโคปีน (Lycopene)” ซึ่งเป็นสารสีแดงที่มีฤทธิ์เป็นสารต้านอนุมูลอิสระซึ่งจะช่วยลด ความผิดปกติ และความเสื่อมของเซลล์ รวมทั้งวิตามินอีกหลากหลายชนิด เช่น วิตามิน บี 1 วิตามินบี 2 วิตามินเค โดยเฉพาะวิตามินเอ และวิตามินซีในปริมาณสูง มีกรด มาลิค กรดซิตริก ซึ่งให้รสเปรี้ยว และมีกลูตามิค (Glutamic) ซึ่งเป็นกรดอะมิโนช่วยเพิ่ม รสชาติให้อาหาร นอกจากนี้ยังประกอบด้วยสารบีตา-แคโรทีน และแร่ธาตุหลายชนิด เช่น แคลเซียม ฟอสฟอรัส เหล็ก จากการที่มะเขือเทศเป็นแหล่งที่อุดมไปด้วยคุณค่าทางอาหารสูงนี้เอง ท�ำให้ ใน ผลมะเขือเทศมีสารซึ่งมีคุณสมบัติที่ช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคต่างๆ ได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะโรคหลอดเลือด (Stroke) ซึ่งเมื่อเร็วๆ นี้ ได้มีการเผยแพร่ผลการวิจัยของ มหาวิทยาลัยอีสเทิร์นฟินแลนด์ (University of Eastern Finland) ประเทศฟินแลนด์ ที่ระบุว่าการรับประทานมะเขือเทศและอาหารที่มีมะเขือเทศเป็นส่วนประกอบอยู่ด้วย จะสามารถช่วยท�ำให้ลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหลอดเลือดสมองได้อย่างมากทีเดียว ทั้งนี้ก็เนื่องจากในผลมะเขือเทศมีสารไลโคปีน (Lycopene) ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ที่ช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคดังกล่าว โดยรายงานการวิจัยชิ้นล่าสุดนี้มีชื่อว่า * นักโภชนาการชำ�นาญการ กลุ่มงานโภชนศาสตร์ โรงพยาบาลร้อยเอ็ด

90

วารสารโรงพยาบาลร้อยเอ็ด, กาฬสินธุ์, มหาสารคาม


“Serum lycopene decreases the risk of stroke in men: A population-based follow-up study” ได้รบั การตีพมิ พ์เผยแพร่ ออกสูส่ าธารณะลงในวารสารประสาทวิทยา (Neurology) เมื่อช่วงต้นเดือนตุลาคม 2555 ที่ผ่านมา รายงานวิจัยชิ้นนี้ได้ท�ำการ เก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างที่เป็นชายชาว ฟินแลนด์วัยกลางคนที่มีอายุระหว่าง 4665 ปี จ�ำนวน 1,031 คน ซึ่งด�ำเนินการ ติ ด ตามศึ ก ษามาเป็ น เวลาเฉลี่ ย 12 ปี ผลการวิจัยสะท้อนให้เห็นว่า คนที่มีระดับ สารไลโคปีนในเลือดสูงที่สุด มีโอกาสเป็น โรคหลอดเลือดสมองลดลงถึงร้อยละ 55 เนื่องจากการเกิดลิ่มเลือดอุดตันน้อยกว่าชายที่มีระดับสารไลโคปีนในเลือดน้อยที่สุดถึง ร้อยละ 59 และในจ�ำนวนผู้ชาย 258 คน ที่มีระดับสารไลโคปีนในเลือดต�่ำที่สุด มีเกือบ 1 ใน 10 เป็นโรค หลอดเลือดสมอง ในขณะที่ผู้ชาย 259 คนที่มีระดับสารไลโคปีนในเลือดสูงสุด มีเพียง 1 ใน 25 ที่เป็นโรคหลอดเลือดสมอง รวมทั้งหมดแล้วมีชาย 67 คนที่เป็นโรคหลอดเลือดสมองระหว่าง การศึกษาครั้งนี้ ทางด้าน ดร.จูนี คาร์ปปี (Dr.Jouni Karppi) ซึ่งเป็นหัวหน้าทีมผู้วิจัยจากมหาวิทยาลัย อีสเทิร์นฟินแลนด์ กล่าวระบุว่า การศึกษาครั้งนี้ช่วยสนับสนุนว่าการรับประทานอาหารที่มี ผักผลไม้มาก มีส่วนสัมพันธ์กับการลดความเสี่ยงในการเป็นโรคหลอดเลือดสมอง ความ สัมพันธ์ระหว่างระดับไลโคปีนกับความเสี่ยงการเป็นโรคหลอดเลือดสมองยิ่งชัดเจนมากขึ้น เมื่อนักวิจัยกล่าวถึงเพียงโรคหลอดเลือดสมองที่เกิดจากการเกิดลิ่มเลือดไปอุดตันหลอดเลือด เท่านั้น ไม่นับโรคหลอดเลือดสมองที่เกิดจากการตกเลือด นอกจากนี้คณะผู้วิจัยยังได้ท�ำการศึกษา สารต้านอนุมูลอิสระอื่นๆ อีกหลายชนิด อันได้แก่ อัลฟาแคโรทีน เบต้าแคโรทีน และอัลฟาโทโคฟีโรล ซึ่งเป็นรูปแบบหนึ่งของวิตามินอีและวิตามินเอ หรือเรตินอล แต่ก็ ไม่พบความ เชื่อมโยงใดๆ ของสารเหล่านี้กับความเสี่ยงเป็นโรคหลอดเลือดสมอง อย่างไรก็ดี ผลการวิจัย ดังกล่าวนับได้ว่ามีส่วนส�ำคัญที่ช่วยสนับสนุนข้อแนะน�ำที่ระบุว่าการรับประทานอาหารประเภท ผักและผลไม้มากกว่า 5 ครั้งต่อวัน จะน�ำไปสู่การลดลงของโอกาสการเกิดความเสี่ยงต่อ โรคหลอดเลือดสมอง โดยไลโคปีนจะท�ำหน้าที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยลดการอักเสบ และการเกิดลิ่มเลือด ทราบผลจากงานวิจัยกันอย่างนี้แล้ว เห็นทีเราคงต้องพากันหันมาดูแลเอาใส่ ใจสุขภาพ ของตนเองให้มากขึ้นด้วยการรับประทานอาหารประเภทผักและผลไม้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง มะเขือเทศและอาหารที่มีมะเขือเทศเป็นส่วนประกอบอยู่ด้วยให้เยอะๆ กันเสียแล้ว จะได้มี สุขภาพที่สมบูรณ์แข็งแรง และที่ส�ำคัญจะได้มีชีวิตอยู่อย่างปลอดภัยห่างไกลจากโรคหลอดเลือด สมองได้อีกด้วย ❍❍❍❍❍❍❍❍❍❍

ปีที่ 19 ฉบับที่ 1 ประจำ�เดือนตุลาคม 2555

91


• เอกสารอ้างอิง • Jouni Karppi and Others. (2012). Serum lycopene decreases the risk of stroke in men: A population-based follow-up study. Neurology, 79 (October): 1540-1547. Luc Dauchet and Others. (2005). Fruit and vegetable consumption and risk of stroke: A meta-analysis of cohort studies. Neurology, 65 (October): 1193-1197. Science Daily. Can eating tomatoes lower the risk of stroke?. [series online] 2012. [cited October 18, 2012]. Available from http://www.sciencedaily.com/releases/ 2012/10/121008161746.htm.

❍❍❍❍❍❍❍❍❍❍

92

วารสารโรงพยาบาลร้อยเอ็ด, กาฬสินธุ์, มหาสารคาม


Can Coffee Drinking Help to Decrease a Person's Risk of Dying from Diseases การดื่มกาแฟช่วยลดโอกาสของการเสียชีวิตจากโรคต่างๆ ได้จริงหรือ ••••••••••••••••••••••••••• ธนพรรณ พรมกัญญา*

❛❛ การดื่มกาแฟอาจมีส่วนช่วยท�ำให้ โอกาสที่จะเสียชีวิตจากโรคหัวใจ โรคระบบทางเดินหายใจ โรคหลอดเลือดสมอง อุบัติเหตุ โรคเบาหวาน และการติดเชื้ออื่นๆ น้อยลง แม้จะยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัดก็ตาม

❛❛ ในปัจจุบันมีเครื่องดื่มอยู่หลากหลายประเภทมากให้ผู้บริโภคเลือกสรร ซึ่งผู้บริโภค แต่ละคนก็จะมีรสนิยมชื่นชอบในรสชาติของเครื่องดื่มที่แตกต่างกันออกไป เช่น น�้ำผัก และผลไม้ น�้ำอัดลม ชา รวมถึงกาแฟ ซึ่งกาแฟกล่าวได้ว่าเป็นเครื่องดื่มประเภทหนึ่ง ที่ ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายทั่วโลก แต่เนื่องจากในกาแฟมีสารจ�ำพวกกาเฟอีน (Caffeine) ในปริมาณที่สูงกว่าพืชใดๆ โดยกาเฟอีนมีฤทธิ์กระตุ้นต่อระบบประสาท ส่วนกลางอย่างอ่อนๆ ท�ำให้เกิดความตื่นตัวกระปี้กระเปร่า ดังนั้น หลายคนอาจมองว่า กาแฟจึงไม่น่าจะเป็นสารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย อย่างไรก็ตาม กาแฟ (Coffee) ได้ชื่อว่าเป็นแหล่งของสารต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidants) ซึ่งพบมากกว่าชาเขียวถึง 4 เท่า รวมถึงสารออกฤทธิ์อื่นๆ ที่อาจเป็น ประโยชน์ต่อร่างกายอีกด้วย ในเรื่องนี้มีข้อมูลทางการแพทย์หลายชิ้นได้บ่งชี้ให้เห็นว่า การดื่มกาแฟมีความสัมพันธ์กับการลดลงของกระบวนการอักเสบบางอย่างในร่างกาย ตลอดจนมีผลต่อการลดภาวะดื้อต่อฮอร์ โมนอินซูลิน (Insulin) การบริโภคกาแฟอาจช่วย ลดความเสี่ยงของมะเร็งต่อมลูกหมาก (PC) และการบริโภคกาแฟไม่เพิ่มความเสี่ยงของ การเกิดโรคเรื้อรัง และยังช่วยลดความเสี่ยงของโรคเบาหวานประเภท 2 (T2D) โดยเมื่อเร็วๆ นี้ ได้มีการตีพิมพ์ผลงานวิจัยทางการแพทย์ออกเผยแพร่ลงในวารสาร การแพทย์นิวอิงแลนด์ (The New England Journal of Medicine) เมื่อช่วงเดือน พฤษภาคม 2555 ที่ผ่านมา โดยผลงานวิจัยชิ้นดังกล่าวนี้ชื่อ Association of Coffee Drinking with Total and Cause-Specific Mortality โดยผลการศึกษาพบสิ่งที่น่าสนใจ คือการดื่มกาแฟอาจช่วยลดโอกาสของการเสียชีวิตจากโรคต่างๆ ได้ การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อหาความสัมพันธ์ระหว่างปริมาณการบริโภคกาแฟ กับการเสียชีวิตด้วยสาเหตุต่างๆ ในประเทศอเมริกา โดยท�ำการเก็บข้อมูลตั้งแต่ปี 19952008 จากกลุ่มตัวอย่างที่เป็นชาย จ�ำนวน 200,000 คน และอีกจ�ำนวน 179,141 คน * นักโภชนาการชำ�นาญการ กลุ่มงานโภชนศาสตร์ โรงพยาบาลร้อยเอ็ด ปีที่ 19 ฉบับที่ 1 ประจำ�เดือนตุลาคม 2555

93


เป็นหญิง โดยอายุเฉลี่ยอยู่ระหว่าง 50-71 ปี ในการนี้ไม่ ได้มีการน�ำข้อมูลที่ได้จากประชากรซึ่งมี ปัจจัยเสี่ยงทางสุขภาพอย่างอื่นอยู่แล้ว เช่น โรคมะเร็ง โรคหัวใจและโรคหลอดเลือดสมอง เป็นต้น รวมเข้าด้วย ข้อค้นพบจากการศึกษาดังกล่าวพบว่า ปริมาณการบริโภคกาแฟ มีความสัมพันธ์เชิง ผกผันกับการเสียชีวิตจากสาเหตุต่างๆ อย่างมีนัยส�ำคัญ โดยที่อัตราก�ำหนดความแตกต่างของการเสียชีวิตในผู้ชายที่ดื่มกาแฟเมื่อเทียบกับผู้ที่ไม่ ได้ดื่ม มีดังนี้ • ผู้ที่ดื่มกาแฟ เฉลี่ยแล้ว น้อยกว่าวันละ 1 ถ้วย โอกาสเสียชีวิตเท่ากับ 0.99 • ผู้ที่ดื่มกาแฟ เฉลี่ยวันละ 1 ถ้วย โอกาสเสียชีวิตเท่ากับ 0.94 • ผู้ที่ดื่มกาแฟ เฉลี่ยวันละ 2-3 ถ้วย โอกาสเสียชีวิตเท่ากับ 0.90 • ผู้ที่ดื่มกาแฟ เฉลี่ยวันละ 4-5 ถ้วย โอกาสเสียชีวิตเท่ากับ 0.88 • ผู้ที่ดื่มกาแฟ เฉลี่ยวันละ 6 ถ้วยขึ้นไป โอกาสเสียชีวิตเท่ากับ 0.90 ส่วนอัตราก�ำหนดความแตกต่างของการเสียชีวิตในผู้หญิงที่ดื่มกาแฟ เมื่อเทียบกับผู้ที่ไม่ดื่ม มีความแตกต่างจากผู้ชายไม่มากเท่าใดนัก ดังนี้ • ผู้ที่ดื่มกาแฟ แต่เฉลี่ยแล้ว น้อยกว่าวันละ 1 ถ้วย โอกาสเสียชีวิตเท่ากับ 1.01 • ผู้ที่ดื่มกาแฟ เฉลี่ยวันละ 1 ถ้วย โอกาสเสียชีวิตเท่ากับ 0.95 • ผู้ที่ดื่มกาแฟ เฉลี่ยวันละ 2-3 ถ้วย โอกาสเสียชีวิตเท่ากับ 0.87 • ผู้ที่ดื่มกาแฟ เฉลี่ยวันละ 4-5 ถ้วย โอกาสเสียชีวิตเท่ากับ 0.84 • ผู้ที่ดื่มกาแฟ เฉลี่ยวันละ 6 ถ้วยขึ้นไป โอกาสเสียชีวิตเท่ากับ 0.85 นอกจากนี้ เมื่อวิเคราะห์เกี่ยวกับโอกาสการเสียชีวิตจากโรคบางโรคที่พบอยู่บ่อยๆ เช่น โรคหัวใจ โรคระบบทางเดินหายใจ โรคหลอดเลือดสมอง การได้รับบาดเจ็บและอุบัติเหตุ โรคเบาหวาน และ การติดเชื้ออื่นๆ ก็พบว่าคนที่ดื่มกาแฟมีโอกาสเสียชีวิตจากโรคเหล่านี้ลดลงด้วยเช่นกัน ยกเว้น โรคมะเร็งที่ผลการวิเคราะห์ทางสถิติพบว่าไม่มีความแตกต่างกัน ดร.นีล ฟรีดแมน (Dr.Neal D. Freedman) แห่งสถาบันสุขภาพแห่งชาติ (National Institutes of Health) ซึ่งเป็นหัวหน้าคณะผู้วิจัยในงานวิจัยชิ้นดังกล่าวนี้ ได้กล่าวถึงผลการศึกษาของเขาและ คณะว่า “เรารู้ดีว่า (กาแฟ) มันมีฤทธิ์ต่อสมอง จึงอาจเป็นไปได้ว่ามันมีส่วนด้วย หรือไม่ก็อาจมีคุณ ต่อสุขภาพของกระดูก” โดยที่เขาได้กล่าวในเชิงห้ามว่า “ส�ำหรับคอกาแฟแล้ว อย่าไปเลิก อาจจะ มีบางคนบอกว่ามันไม่ดีอยู่บ้าง แต่ผมเห็นว่า มันช่วยยืนยันว่ามันไม่ได้เป็นภัย” และยังได้กล่าวต่อไป ว่า “หากจะบอกว่ามันมีคุณ ก็ยังพูดไม่ ได้ เพราะยังหาสาเหตุไม่เจอเหมือนกัน ผมไม่ ได้ยุให้ ใคร รีบไปซดเสีย โดยหวังว่าจะได้ประโยชน์จากมัน” รายงานการวิจัยชิ้นนี้อาจจะเป็นที่ถูกใจของผู้ดื่มกาแฟอย่างมากทีเดียว แต่ส�ำหรับผู้เขียนแล้วนั้น ขอตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับผลการศึกษาข้างต้นอย่างน้อย 2 ประการ กล่าวคือ ประการแรก การบริโภค กาแฟตั้งแต่ 6 ถ้วยขึ้นไปต่อวันนั้น อาจดูเหมือนว่ามีโอกาสเสียชีวิตเพิ่มขึ้น ดังนั้น จึงยังไม่เป็นที่ แน่ชัดว่า หากมีการดื่มกาแฟมากไปกว่านี้ จะท�ำให้ โอกาสเสียชีวิตเพิ่มขึ้นหรือไม่ อย่างไร แต่คิดว่า คงจะไม่มีใครดื่มกาแฟกันมากมายขนาดนั้น และข้อข้อน่าสังเกตอีกประการหนึ่งก็คือ คณะผู้วิจัย ที่ท�ำการเก็บรวบรวมข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูล ตลอดจนน�ำข้อมูลออกเผยแพร่ต่อสาธารณะนั้นก็กล่าว ไว้ชัดเจนว่า สิ่งที่พวกเขาค้นพบนั้น เป็นเพียงความสัมพันธ์ระหว่างกันของตัวแปรสองตัวเท่านั้น ซึ่งได้แก่ การบริโภคกาแฟกับการเสียชีวิต จึงไม่แน่ชัดว่ามันจะเป็นเหตุเป็นผลกันหรือไม่ ดังนั้น จึงอาจต้องรอข้อมูลจากการศึกษาอื่นๆ เพิ่มเติมเพื่อยืนยันข้อค้นพบในเรื่องดังกล่าวนี้ต่อไป ❍❍❍❍❍❍❍❍❍❍

94

วารสารโรงพยาบาลร้อยเอ็ด, กาฬสินธุ์, มหาสารคาม


• เอกสารอ้างอิง • ช่อทิพยวรรณ พันธ์แก้ว. (มปป.). กาแฟเพื่อสุขภาพ เหมาะมากส�ำหรับคอกาแฟ. กรุงเทพฯ: พิมพ์การการพิมพ์ Annna Floegel, Tobias Pischon, Manuela M Bergmann, Birgit Teucher, Rudolf Kaaks, and Heiner Boeing. (2012). Coffee consumption and risk of chronic disease. Am J Clin Nutr 95, 4 (march): 787-788 Kashif Shafique, Philip McLoone, Khaver Qureshi, Hing Leung, Carole Hart, and David S Morrison. Coffee consumption and prostate cancer risk: further evidence for inverse relationship. [series online] 2012. [cited 2012 October 18]. Available from http://www.nutritionj.com/ content/11/1/42. Neal D. Freedman, Yikyung Park, Christian C. Abnet, Albert R. Hollenbeck, and Rashmi Sinha. (2012). Association of Coffee Drinking with Total and Cause-Specific Mortality. The New England Journal of Medicine 366, 20 (may): 1891-1904.

❍❍❍❍❍❍❍❍❍❍

ปีที่ 19 ฉบับที่ 1 ประจำ�เดือนตุลาคม 2555

95


Roi-Et, Kalasin, Mahasarakham Hospital Medical Journal วารสาร โรงพยาบาลร้อยเอ็ด, โรงพยาบาลกาฬสินธุ์, โรงพยาบาลมหาสารคาม


Roi-Et, Kalasin, Mahasarakham Hospital Medical Journal วารสาร โรงพยาบาลรŒอยเอ็ด, โรงพยาบาลกาฬสินธุ, โรงพยาบาลมหาสารคาม


Journal 2555