Issuu on Google+

รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ โครงการ ระบบงานสืบสวนอุบัติเหตุทางถนนกับการ แกไขและปองกัน

โดย ปนัดดา ชํานาญสุข

พฤศจิกายน 2555


รายงานผลการวิจัย ฉบับสมบูรณ์

เรื่อง

ระบบงานสืบสวนอุบัติเหตุทางถนนกับการแก้ไขและป้องกัน

โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ปนัดดา ชํานาญสุข คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พ.ศ.2555

ได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยจาก มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ


ระบบงานสื บสวนอุบตั ิเหตุทางถนนกับการแก้ไขและป้ องกัน  

คํานํา

1

งบประมาณที่ได้รับการสนับสนุนกว่า 18 ล้านบาทเพื่อนําไปใช้เป็นค่าใช้จ่ายสําหรับ การทําชนวน ระเบิดเพื่อการเปลี่ยนแปลงการบริหารจัดการอุบัติเหตุทางถนนของประเทศไทยให้มีประสิทธิภาพและ ประสิทธิผลมากขึ้นกว่าในห้วงเวลาที่ผ่านมา ในชื่อโครงการ “การพัฒนาระบบงานสืบสวนอุบัติเหตุเพื่อการ แก้ไขและป้องกันอุบัติเหตุทางถนนอย่างบูรณาการ”นั้นเป็นการแสดงพลังการขับเคลื่อนขององค์กรตํารวจด้วย วิธีคิดที่ทะลุกรอบกับดักวิธีคิดและวิธีการเดิมๆในการทํางานด้านการจราจรของสํานักงานตํารวจแห่งชาติ การดําเนินการมุ่งเน้นการเปลี่ยนแปลงตั้งแต่ระดับกองบัญชาการไปจนถึงระดับสถานีตํารวจ กล่าวคือ กองบัญชาการตํารวจเป็นหน่วยที่ทําการจุดชนวนกันเองไม่ได้มีคําสั่งจากหน่วยเหนือคือสํานักงานตํารวจ แห่งชาติเข้ามาบัญชาการ ทั้งนี้ มีแรงบันดาลใจที่เกิดขึ้นจาก การปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ของผู้บริหารระดับ กองบัญชาการที่มองเห็นถึงความสูญเสียอย่างมหาศาลที่เกิดขึ้นจากการบาดเจ็บและการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุ จราจรจนเป็นหัวใจที่สําคัญของการสร้างความร่วมมือให้ดาํ เนินการตามโครงการบรรลุผลสําเร็จ ถึงแม้ว่าจะไม่ มีคําสั่งของสํานักงานตํารวจแห่งชาติมารองรับการดําเนินโครงการก็ตาม ดังตัวอย่างการให้สัมภาษณ์ของ พล.ต.ต.โกสินทร์ หินเธาว์ รองผู้บัญชาการตํารวจภูธรภาค9ซึ่งเป็น แกนนําคนสําคัญของการดําเนินโครงการที่กล่าวว่า “พวกเราเห็นใจครอบครัวคนตาย พิการ คนบาดเจ็บ เป็น หมื่นเป็นแสนมากกว่าจึงต้องลุกขึ้นมาทํากันเอง ต้องขอบคุณ สสส. และ บริษทั กลางเป็นอย่างสูงที่ให้การ สนับสนุนอย่างแข็งขัน” การปรับบทบาทใหม่ของตํารวจตามวิธีคิดของโครงการ การพัฒนาระบบงานสืบสวนอุบัติเหตุเพื่อการ แก้ไขและป้องกันอุบัติเหตุทางถนนอย่างบูรณาการ ถือเป็นการก้าวครั้งใหญ่ และเป็นก้าวที่สําคัญ เป็นที่มาให้ ผู้วิจัยต้องการศึกษาวิจัยโครงการ ระบบงานสืบสวนอุบัติเหตุทางถนนกับการแก้ไขและป้องกัน โดยใช้วิธีการ ศึกษาวิจัยเชิงคุณภาพแบบการมีส่วนร่วมอย่างใกล้ชิดตลอดการดําเนินโครงการควบคู่ไปกับการดําเนิน โครงการของกองบัญชาการตํารวจภาคต่างๆ ผลการวิจัยอย่างมีส่วนร่วมนี้ทาํ ให้พบบทเรียนสําคัญทีม่ ี ประโยชน์หลายประการที่ล้วนเป็นไปในแนวทางที่ควรส่งเสริมสนับสนุนพลังอํานาจให้ตํารวจที่กาํ ลังมีไฟเหล่านี้ ได้รวมพลังกันขับเคลื่อนและเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมการทํางานด้านจราจรทั้งในส่วนของสํานักงานตํารวจ แห่งชาติและในระดับประเทศต่อไป หากแต่ ข้อค้นพบที่สําคัญคือ คุณูปการที่เกิดขึ้นจากการสนับสนุนงบประมาณในการดําเนินโครงการ ในครั้งนี้ทําให้ ชุมชนตํารวจส่วนหนึ่งเห็นคุณค่าของการป้องกันอุบตั ิเหตุทางถนนและเกิดความมุ่งมั่นที่จะ เปลีย่ นแปลงวิธีคิดและกระบวนการทํางานทั้งของตนเองและเครือข่ายที่ร่วมงานด้วยให้มีประสิทธิภาพ มากขึ้นกว่าตลอดห้วงเวลาของการทํางานจราจรที่ผา่ นมาถึงแม้ว่าจะมีอุปสรรคข้อขัดข้องต่างๆรวมถึงการ ไม่ได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่จากโครงสร้างปกติก็ตาม…เพียงแค่นี้ก็น่าจะเป็นสัญญาณที่ดีของการทํางาน ด้านความปลอดภัยทางถนนของประเทศไทย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ปนัดดา ชํานาญสุข พฤศจิกายน 2555


ระบบงานสื บสวนอุบตั ิเหตุทางถนนกับการแก้ไขและป้ องกัน  

บทสรุปผูบ้ ริหาร โครงการ “การพัฒนาระบบงานสืบสวนอุบัติเหตุ เพื่อการแก้ไขและป้องกันอุบัติเหตุทางถนน อย่างบูรณาการ” มีจุดเด่นในการดําเนินโครงการด้านการบริหารจัดการข้อมูล กล่าวคือ มีการศึกษาข้อมูลใน ระดับปฐมภูมิ และมีการใช้ขอ้ มูลเพื่อการแก้ไขและป้องกันอุบัติเหตุในระดับพื้นที่โดยมีการสร้างการมีส่วนร่วม ของภาคีเครือข่าย กล่าวคือ ผู้ทําข้อมูลได้ใช้ข้อมูลร่วมกับภาคีฯในพื้นที่ การดําเนินโครงการบรรลุวัตถุประสงค์ที่กําหนดไว้ทั้ง 4 ประการคือ 1) การพัฒนาระบบข้อมูล อุบัติเหตุทางถนนในระดับพื้นที่ 2) พัฒนากระบวนการมีส่วนร่วมระหว่าง ตํารวจและภาคีเครือข่ายเพื่อร่วมมือ กันแก้ไขและป้องกันอุบัติเหตุทางถนน 3) ใช้ข้อมูลจากระบบสืบสวนในการบริหารจัดการแก้ไขปัญหา และ 4)ส่งเสริมการบังคับใช้กฎหมายโดยการสร้างการมีส่วนร่วมโดยเฉพาะในมาตรการนโยบายสวมหมวกนิรภัย 100% และการบังคับใช้กฎหมายในปัญหาที่สําคัญที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ ข้อเด่นของโครงการ 1.กลุ่มตํารวจเกิดกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และพัฒนาตนเองตลอดการดําเนินโครงการและพุ่ง เป้าไปสู่การขยายพื้นที่ดําเนินโครงการเพื่อบรรลุผลในการนําโครงการเข้าสู่ระบบการทํางานปกติ(งานประจํา) ในที่สุด 2.ผู้นําตํารวจในระดับกองบัญชาการทําหน้าที่ในการเป็นต้นแบบของผู้นําความปลอดภัยโดยใช้ กระบวนการแนะนํา(coaching)การดูแลช่วยเหลือ(caring)และการกํากับ-ประเมินผล(controling)อย่างมี พัฒนาการที่ดี มีการพัฒนาทีมงานและมีความพยายามในการปรับตัวและปรับกระบวนการทํางานเพื่อข้ามพ้น ปัญหาอุปสรรคต่างๆ จนสามารถเปลี่ยนแปลงวิธีคิดและวิธีการในการปฏิบัติงานด้านความปลอดภัยทางถนน ทั้งในส่วนของตํารวจและภาคีเครือข่ายได้อย่างมีประสิทธิภาพและมีรูปธรรมที่ชัดเจน 3.การออกแบบกระบวนการสืบสวนอุบัติเหตุฯทําให้เกิดผลกระทบที่สําคัญคือ 3.1) การเสริมสร้างความยุติธรรมในการบังคับใช้กฎหมาย 3.2) การพัฒนาศักยภาพของตํารวจจราจรและสายงานอื่นๆที่เกี่ยวข้อง 3.3) มีความสอดคล้องกับนโยบายด้านอุบัติเหตุจราจรในระดับชาติและสากล 3.4)มีความสอดคล้องกับความคาดหวังของประชาชนที่มีต่อการทําหน้าที่ของตํารวจจากผลการสํารวจ ของแอเบคโพล(ที่ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากสํานักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)) ข้อค้นพบทีส่ ําคัญ 1.มีการเปลี่ยนแปลงวิธีคิดและวัฒนธรรมในการทํางานด้านงานจราจรของตํารวจเป็นรูปธรรมที่ชัดเจน ทั้งในระดับสถานีตํารวจ ระดับกองบังคับการ และระดับกองบัญชาการโดยมีการบริหารจัดการข้อมูลที่ใช้เป็น แกนหลักในการปฏิบัติงาน เช่น การร่วมระดมสมองในการคิด วิเคราะห์ วางแผน แก้ปัญหา และประเมินผล ถูกดําเนินการตลอดห้วงเวลาของการดําเนินการโครงการฯ มีการจัดการความรู้และการพัฒนาผ่านช่องทาง ต่างๆจํานวนมากและต่อเนื่อง 2.เกิดรูปธรรมที่ชัดเจนในการใช้ข้อมูลเพื่อปฏิบัติการแก้ไขและป้องกันอุบัติเหตุโดยการมีส่วนร่วม ระหว่างตํารวจกับภาคีเครือข่าย โดยได้รบั การสนับสนุนทรัพยากรต่างๆจํานวนมาก

2


ระบบงานสื บสวนอุบตั ิเหตุทางถนนกับการแก้ไขและป้ องกัน  

3.เกิดการขยายพื้นที่การดําเนินโครงการจากเดิมที่ได้รับการสนับสนุนงบ���ระมาณ 64 สถานีตํารวจ 3 เป็น 135 สถานีตํารวจ ทั้งนี้มีความพยายามที่จะขยายพื้นที่ในการดําเนินโครงการในทุกกองบัญชาการ เช่น บช.ภ.3,5 และ 9 4. มีการขยายเวลาในการดําเนินโครงการในบางพื้นที่(บช.ภ.9)จากเดิม 1เม.ย.-31 ก.ค.54 เป็น สิ้นสุด 31 ธ.ค.54 5.ผลการสํารวจทัศนคติต่อการดําเนินโครงการฯพบว่า ผู้ปฏิบัติงานในโครงการมีทัศนคติที่ดี โดยเห็นว่า - ตํารวจจราจรและพนักงานสอบสวนควรร่วมกันทําหน้าที่ในการสืบสวนอุบัติเหตุ - กระบวนการสืบสวนอุบัติเหตุทําให้คนทํางานในพื้นที่ใช้ประโยชน์จากข้อมูล - หากพัฒนาความรู้ความสามารถของเจ้าหน้าที่และได้รับการสนับสนุนเชิงนโยบายในระดับ สํานักงานตํารวจแห่งชาติจะทําให้ระบบงานสืบสวนอุบัติเหตุมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น รวมถึงควร มีการปรับปรุงและพัฒนาแบบสืบสวนอุบัติเหตุและพัฒนาโปรแกรมให้มปี ระสิทธิภาพสูงขึ้น - เห็นสมควรให้มีการดําเนินโครงการต่อไปโดยมีระดับความพึงพอใจอยู่ในระดับพึงพอใจมาก - มีความคิดว่าระบบสืบสวนอุบัติเหตุประสบความสําเร็จเพราะโครงการนี้มาถูกทางแล้วในการ แก้ปัญหาอุบัติเหตุอย่างบูรณาการ - มีความเห็นว่าโครงการสืบสวนอุบัติเหตุทําให้เกิดการเปลี่ยนแปลงการทํางานด้านการลดอุบัติเหตุ ในองค์กรตํารวจโดยสร้างความสัมพันธ์ที่ดีขนึ้ ระหว่างตํารวจกับภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง ข้อสังเกตเพื่อการพัฒนาประสิทธิภาพและประสิทธิผล 1.ภาระงานทีเ่ พิ่มขึ้นทําให้ประสิทธิภาพในการจัดทําข้อมูลลดลง ตํารวจได้รับการร้องขอให้กรอกข้อมูลจํานวนมากจากหน่วยงานหลายแห่ง อีกทั้งหน่วยงานต่างๆที่ร้อง ขอข้อมูลมานัน้ มีแบบฟอร์มที่ซ้ําซ้อนกันบางส่วน รวมถึงเมื่อพิจารณาประสิทธิภาพในการนําข้อมูลที่ร้องขอไป ใช้ประโยชน์พบว่ามีประโยชน์น้อยในด้านการนําไปใช้เพื่อการแก้ไขและป้องกัน แต่ส่งผลกระทบต่อภาระงาน ของตํารวจในสถานีตํารวจที่เพิ่มมากขึ้น การที่องค์กรและภาคีต่างๆขอความร่วมมือไปยังสถานีตํารวจในพื้นที่เพื่อขอให้บันทึกข้อมูลโดยใช้ แบบฟอร์มที่หลากหลายจํานวนมาก ทําให้ตํารวจในพื้นที่เกิดความสับสน และเพิม่ ภาระงานโดยไม่จําเป็น ทําให้การทําข้อมูลต่างๆมีประสิทธิภาพน้อยลง และมีผลกระทบต่อการทําข้อมูลในโครงการสืบสวนอุบัติเหตุ ด้วย ข้อเสนอ ควรพัฒนาระบบข้อมูลการสืบสวนฯเพื่อให้หน่วยงานอื่นๆที่เกี่ยวข้องสามารถใช้ข้อมูลจากระบบได้ โดยอัตโนมัติ เพื่อเป็นการลดภาระงานของตํารวจผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ในดําเนินการกรอกข้อมูลทีซ่ ้ําซ้อนและ อาจนําไปใช้ประโยชน์ได้น้อย ทั้งนี้ ระบบฯที่ได้รับการพัฒนาขึ้นนี้จะช่วยเสริมประสิทธิภาพตามเสาหลักที่ 1 คือ การบริหารจัดการ โดยมุ่งเน้นการบริหารจัดการด้านข้อมูล ได้อย่างมีประสิทธิภาพ


ระบบงานสื บสวนอุบตั ิเหตุทางถนนกับการแก้ไขและป้ องกัน  

ข้อสังเกต การที่ตํารวจถูกร้องขอข้อมูลจากหน่วยงานต่างๆทั้งสาธารณสุข คมนาคม และศูนย์อํานวย 4 ความปลอดภัยทางถนนเป็นสิ่งที่ยืนยันว่า ต้นทางที่ได้มาซึง่ ข้อมูลด้านอุบัติเหตุทางถนนจําเป็นต้องได้มาจาก ตํารวจ ดังนั้นการเสริมสร้างศักยภาพของตํารวจในด้านนี้ จึงเป็นสิ่งที่ควรให้การสนับสนุนเพื่อให้นโยบายด้าน ความปลอดภัยทางถนนและการนํานโยบายไปปฏิบัติเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ 2.แบบสืบสวนอุบัติเหตุควรได้รับการพัฒนา แบบสืบสวนอุบัติเหตุที่สร้างขึ้นตามโครงการฯได้รับการพัฒนาโดยขาดความเชื่อมโยงกับการวางแผน เพื่อใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ในการวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติ เนื่องจากมิได้มีการวางแผนการใช้โปรแกรม คอมพิวเตอร์ในห้วงระยะเวลาก่อนดําเนินโครงการฯ ส่งผลให้ไม่สามารถใช้ประโยชน์จากข้อมูลทีม่ ีอยู่จํานวน มากให้เกิดประสิทธิภาพได้เท่าที่ควร อีกทั้ง เป้าหมายของการดําเนินการด้านข้อมูลตามโครงการฯอยู่ที่กระบวนการจัดทําข้อมูลเพื่อ นําไปใช้ในพื้นที่ซึ่งมุ่งเน้นกระบวนการจัดเก็บข้อมูล ทําให้ไม่ได้ดําเนินการในขั้นตอนของการทําให้ข้อมูลมี ประสิทธิภาพสูงสุดและยังขาดกลไกด้านการตรวจสอบคุณภาพของข้อมูลด้วย ข้อเสนอ ปรับปรุงแบบสืบสวนฯให้สามารถนํามาใช้เพื่อการวิเคราะห์เชิงสถิติได้อย่างมีประสิทธิภาพเพื่อให้นํา ข้อมูลไปใช้ได้อย่างคุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุด การดําเนินการในโครงการฯระยะต่อไปควรเพิ่มกระบวนการตรวจสอบคุณภาพของข้อมูลจากผู้ ประเมินด้วย ข้อสังเกต ตํารวจผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่มีความพยายามในการวิเคราะห์ข้อมูลในระดับพื้นที่ที่มีระดับความลึกซึ้ง ของข้อมูลที่แตกต่างกันไปในแต่ละพื้นที่เพื่อใช้ประโยชน์จากข้อมูลให้มากที่สุด และมีความคุ้นชินกับแบบ สืบสวนอุบัติเหตุโดยมีทัศนคติที่ดีขึ้นต่อแบบสืบสวนฯเมื่อดําเนินโครงการไปได้ระยะเวลาหนึ่งโดยให้ ความสําคัญกับความครบถ้วนสมบูรณ์ของข้อมูลมากกว่าจํานวนของข้อคําถามซึ่งมีจํานวนมาก 3.ขาดการสนับสนุนเชิงนโยบายในส่วนของสํานักงานตํารวจแห่งชาติ โครงการสืบสวนอุบัติเหตุฯในห้วงระยะเวลาที่ผ่านมาเป็นการดําเนินงานโดยการผลักดันเชิงนโยบาย ระดับกองบัญชาการ ร่วมกับกลไกการทํางานของคณะทํางานกํากับติดตามที่จัดตั้งขึ้นโดยเฉพาะผ่านการ สนับสนุนของสํานักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.)ซึง่ ทําให้การดําเนินโครงการเป็นไปอย่าง มีประสิทธิภาพระดับหนึ่งเท่านั้น ประกอบกับสํานักงานตํารวจแห่งชาติยังได้รับการร้องขอความร่วมมือจากหน่วยงานและองค์กรอื่นๆที่ ขอให้ตํารวจในพื้นที่(ซึ่งบางพื้นที่ซ้ําซ้อนกับโครงการฯ)ดําเนินกิจกรรมซึ่งมีลักษณะทีใ่ กล้เคียงกับโครงการ สืบสวนอุบัติเหตุ ทําให้ความตระหนักในคุณค่าและความสําคัญของโครงการสืบสวนอุบัติเหตุลดประสิทธิภาพ ลงในระดับหนึ่ง เกิดความเหลื่อมล้ําและซ้ําซ้อนของโครงการต่างๆในพื้นที่เดียวกัน ส่งผลต่อการปรับกระบวน ทัศน์และวิธีคิดในการทํางาน


ระบบงานสื บสวนอุบตั ิเหตุทางถนนกับการแก้ไขและป้ องกัน  

การไม่มีคําสั่งจากสํานักงานตํารวจแห่งชาติ ทําให้ตาํ รวจบางส่วนในพื้นที่ตั้งข้อสังเกตและใช้เป็น 5 ข้ออ้างในการไม่ดําเนินการอย่างเข้มแข็ง อย่างไรก็ตาม การบริหารจัดการที่เข้มแข็งของระดับกองบัญชาการ และการปฏิบัติงานของคณะทํางานกํากับและติดตามการทํางานตามโครงการฯสามารถลดปัญหาอุปสรรคใน ประเด็นนี้ได้ระดับหนึ่ง ข้อเสนอ ควรมีการสร้างความร่วมมือในส่วนของสํานักงานตํารวจแห่งชาติให้มากขึ้น เนื่องจากจะทําให้การ ดําเนินงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ผู้ปฏิบัติงานเกิดขวัญและกําลังใจในการทํางาน อีกทั้งยังทําให้ เป้าหมายในการผลักดันให้ระบบสืบสวนอุบัติเหตุได้รับการพัฒนาเป็นงานประจํามีโอกาสประสบความสําเร็จ มากขึ้นด้วย ข้อสังเกต ในปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงผู้บริหารในส่วนสํานักงานตํารวจแห่งชาติในระดับต่างๆ จึงเป็นโอกาสที่ดี ยิ่งในการขับเคลื่อนการแสวงหาความร่วมมือเพื่อสร้างความสําเร็จในการทํางานด้านการป้องกันอุบัติเหตุทาง ถนนโดยใช้ระบบข้อมูลที่มีประสิทธิภาพต่อไป ทั้งนี้ ภาคีเครือข่ายในระดับนโยบายควรมีการปรึกษาหารือร่วมกันและกําหนดทิศทาง ยุทธศาสตร์ และยุทธวิธีที่ชัดเจนและมีแนวทางเดียวกันเพื่อให้การแสวงหาความร่วมมือและการสร้างการมีส่วนร่วมกับ ตํารวจประสบความสําเร็จ อีกทั้งควรหลีกเลี่ยงการทํางานที่ทับซ้อนกันแต่มีกระบวนทัศน์และวิธีคิดในการ ทํางานที่แตกต่างกัน ซึ่งทําให้สูญเสียงบประมาณและทรัพยากรต่างๆ รวมถึงลดประสิทธิภาพในการทํางาน ของตํารวจในพื้นที่ด้วยเนื่องมาจากมีภาระงานที่มากขึ้นโดยไม่จําเป็น และเกิดการเรียนรู้ที่จะทําโครงการต่างๆ แบบฉาบฉวย ไฟไหม้ฟาง และมิได้หวังผลด้านความต่อเนื่องยั่งยืน บทสรุปความคิดเห็นของผู้วจิ ัยที่มีต่อโครงการฯ โครงการ การพัฒนาระบบงานสืบสวนอุบัติเหตุสืบสวนอุบัติเหตุเพื่อการแก้ไขและป้องกันอุบัติเหตุทาง ถนนอย่างบูรณาการ เป็นโครงการที่มีวิธคี ิดในการดําเนินโครงการทีด่ ีเยี่ยม และคุม้ ค่าต่อการลงทุน สามารถ ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมการทํางานด้านความปลอดภัยทางถนนในส่วนของตํารวจเป็นอย่างมาก รวมถึงสามารถตอบสนองต่อนโยบายระดับชาติได้เป็นอย่างดี จึงมีข้อเสนอแนะดังนี้ 1.ให้มีการดําเนินโครงการสืบสวนอุบัติเหตุในทุกกองบัญชาการ และควรเพิ่มกองบัญชาการสอบสวน กลาง ในส่วนกองบังคับการทางหลวง โดยให้ขยายพื้นที่สถานีตํารวจในแต่ละกองบังคับการเพิ่มขึ้นเพื่อให้ สามารถนําเสนอภาพข้อมูลในระดับจังหวัดได้ (จากเดิมดําเนินการเพียง 1 สถานีตํารวจใน1 จังหวัดเท่านั้น) 2.ให้มีการปรับปรุงแบบสืบสวนอุบัติเหตุทางถนน และพัฒนาโปรแกรมโดยให้บ.กลางคุ้มครอง ผู้ประสบภัยจากรถ จํากัด ร่วมมือกับ สํานักงานตํารวจแห่งชาติ เพื่อเป้าหมายในการผลักดันสู่ระบบปกติของ สํานักงานตํารวจแห่งชาติต่อไป 3.ให้มีการพัฒนาศักยภาพตํารวจเพื่อเตรียมความพร้อมก่อนการดําเนินโครงการฯในรูปแบบของ training of trainer โดยมีการจัดตั้งคณะทํางานเพื่อทําหน้าที่ในการพัฒนาด้วย ทั้งนี้คณะทํางานควรมีหน้าที่ ในการบริหารจัดการเพื่อให้การดําเนินงานบรรลุเป้าหมายและนําเสนอรายงานต่อผู้บริหารในส่วนของ


ระบบงานสื บสวนอุบตั ิเหตุทางถนนกับการแก้ไขและป้ องกัน  

สํานักงานตํารวจแห่งชาติโดยตรง พร้อมทั้งรับนโยบายเพื่อนําไปสู่การปฏิบัติในพื้นที่ร่วมกับกองบัญชาการ 6 ต่างๆ 4.เป้าหมายของผลลัพธ์ในโครงการฯต่อไปควรกําหนดที่การผลักดันสู่การนําไปเป็นนโยบายและ แนวทางปฏิบัติงานในส่วนของสํานักงานตํารวจแห่งชาติ 5.ควรมีการประเมินความคุ้มค่าในการดําเนินโครงการฯ


ระบบงานสื บสวนอุบตั ิเหตุทางถนนกับการแก้ไขและป้ องกัน  

สารบัญ

7

เรื่อง

หน้า

คํานํา

1

บทสรุปผู้บริหาร

2

บทที่ 1 : ทําไมต้องศึกษาบทบาทของตํารวจในการพัฒนาระบบงานสืบสวน อุบัติเหตุ?

8

บทที่ 2 : การปฏิรูปตํารวจ:บทาทในการพัฒนาระบบงานสืบสวนที่ผ่านมาเป็นอย่างไร 17 บทที่ 3 : การเสริมสร้างพลังอํานาจ : ตํารวจกับกระบวนการมีส่วนร่วมในการแก้ไข และป้องกันอุบัติเหตุ

39

บทที่ 4 : กรณีศึกษา กองบัญชาการตํารวจภูธรภาค 9

47

บทที่ 5 : ทัศนคติที่มีต่อระบบสืบสวนอุบัติเหตุทางถนน

108

ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย

117

ภาคผนวก - คู่มือการใช้งานระบบบันทึกแบบรายงานการสืบสวนอุบัติเหตุจราจร - ผลการวิเคราะห์ทัศนคติที่มีตอ่ การดําเนินโครงการฯ - แนวทางการปฏิบัติตามโครงการฯ - การแต่งตั้งคณะทํางานบูรณาการการตั้งจุดตรวจฯ


ระบบงานสื บสวนอุบตั ิเหตุทางถนนกับการแก้ไขและป้ องกัน  

8

บทที่ 1 ทําไมต้องศึกษาบทบาทของตํารวจในการพัฒนาระบบงานสืบสวนอุบัติเหตุ? ปรากฏการณ์อุบัติเหตุทางถนนเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นมายาวนาน รุนแรง และต่อเนื่องในสังคมไทย ในปี 2552 จะมี ค นตายจากอุ บั ติ เ หตุ เ ฉลี่ ย วั น ละ 30 คน คิ ด เป็ น อั ต ราตาย 16.87 คนต่ อ ประชากรแสนคน


ระบบงานสื บสวนอุบตั ิเหตุทางถนนกับการแก้ไขและป้ องกัน  

นอกจากนี้ 1 ใน 3 ของผู้ เ สี ย ชี วิ ต ยั ง เป็ น กํ า ลั ง หลั ก ของครอบครั ว อี ก ทั้ ง ผู้ บ าดเจ็ บ ที่ เ ข้ า รั บ รั ก ษาตั ว ใน 9 โรงพยาบาลยังเป็นกลุ่มเด็กและเยาวชนที่มีแ นวโน้มเพิ่มสูงขึ้นด้ วยอุบัติเหตุจากรถจั กรยานยนต์ ปัญหา ดังกล่าวได้รับความสนใจให้เป็นวาระเร่งด่วนที่ต้องแก้ไขและป้องกันทั้งในระดับประเทศและระดับโลก ความรุนแรงของปัญหาดังกล่าวทําให้หน่วยงานภาครัฐและเอกชนต่างๆ มีความพยายามในการแก้ไข และป้องกันอุบัติเหตุทางถนน ซึ่งตํารวจก็เป็นองค์กรหนึ่งที่เข้าร่วมในกระบวนการดังกล่าว ทว่าที่ผ่านมา องค์กรตํารวจก็มักจํากัดบทบาทของตนในการแก้ไขและป้องกันอุบัติเหตุในเชิงรับมากกว่าเชิงรุก เช่น การ ควบคุมบังคับใช้กฎหมาย ซึ่งมาตรการดังกล่าวขององค์กรตํารวจก็สามารถแก้ปัญหาได้เพียงระดับหนึ่งเท่านั้น ในช่วงปีที่ผ่านมาองค์กรตํารวจได้มีความพยายามในการพัฒนาข้อมูลอุบัติเหตุเพื่อแก้ไขและป้องกัน อุบัติเหตุตามลําดับ เช่น นาฬิกาอุบัติเหตุ แผนที่อุบัติเหตุ เป็นต้น อย่างไรก็ตาม ข้อมูลที่ตํารวจจัดทําขึ้นก็ มักส่งเสริมและสนับสนุนการบังคับใช้กฎหมายเป็นหลัก เช่น การตั้งด่านตรวจให้มีประสิทธิภาพ การจัดการ ข้ อ มู ล ในลั ก ษณะดั ง กล่ า วยั ง ไม่ ไ ด้ ใ ช้ ป ระโยชน์ จ ากข้ อ มู ล อุ บั ติ เ หตุ แ ละศั ก ยภาพของตํ า รวจอย่ า งเต็ ม ประสิทธิภาพ อีกทั้งยังขาดการเข้ามามีส่วนร่วมของภาคส่วนต่างๆ ในการแก้ไขและป้องกันปัญหาอุบัติเหตุอยู่ มาก กระบวนการติดตาม ประชุม แลกเปลี่ยนผลปฏิบัติงานของผู้นําตํารวจหลายครั้ง ได้เกิดการพัฒนา ระบบการสืบสวนอุบัติเหตุทางถนน เพื่อเป็นแนวทางในการใช้ข้อมูลอุบัติเหตุอย่างมีประสิทธิภาพ และ ยกระดับบทบาทของตํารวจให้เป็นผู้นําการเปลี่ยนแปลง โดยใช้บุคลากรของตํารวจซึ่งมีความใกล้ชิดกับปัญหา อุบัติเหตุ เช่น พนักงานสอบสวน พนักงานจราจร ตํารวจป้องกันและปราบปรามที่มาช่วยงานด้านจราจร ตลอดจนผู้บริหารตํารวจในระดับต่างๆ เป็นผู้จัดทําข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูลอุบัติเหตุ และเชื่อมประสานภาคี เครือข่ายที่มีบทบาทในการแก้ไขและป้องกันอุบัติเหตุทางถนนให้เข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ไขและป้องกัน อุบัติเหตุทางถนน อย่างไรก็ตาม ระบบงานสืบสวนอุบัติเหตุทางถนนเป็นระบบที่ถูกพัฒนาขึ้นใหม่จึงมีความจําเป็นต้อง ทําการศึกษาวิจัยถึงบทบาทของตํารวจต่อระบบงานสืบสวนอุบัติเหตุ การเสริมสร้างพลังอํานาจของตํารวจ กระบวนการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่ายอุบัติเหตุ ตลอดจนวัฒนธรรมความปลอดภัยในองค์กรของตํารวจที่ อาจเกิดการเปลี่ยนแปลงและมีความเกี่ยวข้องกับการพัฒนาระบบดังกล่าว เพื่อให้ได้องค์ความรู้อันจะเป็น ประโยชน์ในการพัฒนารูปแบบระบบงานสืบสวนอุบัติเหตุที่มีประสิทธิภาพ ตลอดจนสามารถพัฒนานโยบาย เพื่อการแก้ไขและป้องกันอุบัติเหตุที่เหมาะสมสอดคล้องกับวัฒนธรรมขององค์กรตํารวจ ซึ่งจะนําไปสู่การ แก้ไขและป้องกันอุบัติเหตุทางถนนได้อย่างยั่งยืนต่อไป ทั้งนี้ กําหนดวัตถุประสงค์ในการศึกษาวิจัย 5 ประการคือ 1)เพื่อศึกษาการดําเนินการแก้ไขและป้องกันอุบัติเหตุทางถนนที่ผ่านมา 2)เพื่อศึกษาบทบาทของตํารวจในระบบสืบสวนอุบัติเหตุทางถนนเพื่อแก้ไขและป้องกันปัญหาอุบัติเหตุ 3)เพื่อศึกษากระบวนการสร้างเสริมพลังอํานาจของตํา���วจเพื่อแก้ไขและป้องกันปัญหาอุบัติเหตุทาง ถนนในระหว่างการดําเนินงานสืบสวนอุบัติเหตุ


ระบบงานสื บสวนอุบตั ิเหตุทางถนนกับการแก้ไขและป้ องกัน  

4)เพื่อศึกษาการสร้างการมีส่วนร่วมในการแก้ไขและป้องกันปัญหาอุบัติเหตุทางถนนโดยใช้ระบบงาน 10 สืบสวนอุบัติเหตุ 5)เพื่อศึกษาการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมความปลอดภัยในองค์กรตํารวจเมื่อตํารวจดําเนินงานระบบ สืบสวนอุบัติเหตุ คําถาม? ผู้วิจัยกําหนดประเด็นคําถาม 2 ประเด็นเพื่อให้ได้ความรู้ตามวัตถุประสงค์ที่กําหนดไว้ คือ 1) การ ปฏิรูปตํารวจ: บทบาทในการพัฒนาระบบงานสืบสวนอุบัติเหตุ และ 2) การเสริมสร้างพลังอํานาจ : ตํารวจกับ กระบวนการมีส่วนร่วมในการแก้ไขและป้องกันอุบัติเหตุ แต่ละประเด็นมีประเด็นย่อย ดังนี้ 1) การปฏิรูปตํารวจ: บทบาทในการพัฒนาระบบงานสืบสวนอุบัติเหตุ 1.1) การแก้ไขและป้องกันอุบัติเหตุของตํารวจที่ผ่านมาเป็นอย่างไร? 1.2) ทําไมตํารวจต้องพัฒนาระบบงานสืบสวนอุบัติเหตุทางถนน? 1.3) บทบาทของตํารวจในการสืบสวนอุบัติเหตุควรเป็นอย่างไร? 1.4) การให้ความร่วมมือ การต่อต้าน ต่อรอง ขัดขืนต่อการพัฒนาระบบงานสืบสวนอุบัติเหตุ ทางถนนของตํารวจเป็นอย่างไร? เกิดขึ้นในบริบททางสังคมและวัฒนธรรมอย่างไร? 1.5) มีการเปลีย่ นแปลงวัฒนธรรมความปลอดภัยในองค์กรตํารวจอย่างไร? 2) การเสริมสร้างพลังอํานาจ : ตํารวจกับกระบวนการมีส่วนร่วมในการแก้ไขและป้องกันอุบัติเหตุ 2.1) ทําไมต้องเสริมพลังอํานาจของตํารวจในการแก้ไขและป้องกันอุบัติเหตุ 2.2) กระบวนการเสริมสร้างพลังอํานาจของตํารวจในการแก้ไขและป้องกันอุบัติเหตุเป็น อย่างไร 2.3) กระบวนการมีส่วนร่วมเป็นอย่างไรและส่งผลกระทบอย่างไรต่อการแก้ไขและป้องกัน อุบัติเหตุ

ระเบียบวิธีวจิ ัย ผู้วิจัยกําหนดระเบียบวิธีวิจัยโดยเริ่มต้นจากการสร้างกรอบแนวคิดเพื่อเป็นแนวทางในการนําไปสู่ การศึกษาหาความรู้ตามข้อคําถามที่กําหนดไว้ และเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่มุ่งหวังดังนี้

กรอบแนวคิด ในระบบงานสืบสวนอุบัติเหตุเพื่อการแก้ไขและป้องกันอุบัติเหตุทางถนนอย่างบูรณาการนี้ มีหัวใจของ การดําเนินอยู่ 3 ประการคือ 1)ตํารวจต้องจัดทําข้อมูลสาเหตุของกาสรเกิดอุบัติเหตุด้วยหลักการสืบสวน


ระบบงานสื บสวนอุบตั ิเหตุทางถนนกับการแก้ไขและป้ องกัน  

อุบัติเหตุทางถนนในพื้นที่ความรับผิดชอบของตนในทุกกรณีที่เกิดขึ้นโดยใช้แบบสืบสวนฯ 2)ต้องมีการนําข้อมูล ที่ได้มาทําการวิเคราะห์และนําไปใช้ลงมือปฏิบัติการแก้ไขหรือป้องกัน และ3)ต้องแสวงหาความร่วมมือกับภาคี เครือข่ายอื่นๆด้วยเพื่อเสริมสร้างพลังให้เข้มแข็งในการทํางานด้านความปลอดภัยทางถนน ดังนั้น จะเห็นได้ว่าตํารวจจะต้องทําหน้าที่โดยเริ่มตั้งแต่การเก็บข้อมูลอุบัติเหตุ การวิเคราะห์ข้อมูล การประสานภาคีเครือข่ายเพื่อแก้ไขและป้องกันปัจจัยเชิงสาเหตุที่ทําให้เกิดอุบัติเหตุทางถนนขึ้น ด้วยเหตุนี้ งานศึกษาวิจัยชิ้นนี้จึงให้ความสําคัญกับบทบาทของตํารวจต่อระบบงานสืบสวนอุบัติเหตุใน ฐานะเป็นผู้มีบทบาทหลักต่อภารกิจการแก้ไขและป้องกันอุบัติเหตุทางถนน วิธีการเสริมสร้างพลังอํานาจของ ตํารวจจนกระทั่งทําให้ตํารวจเป็นองค์กรที่สามารถดําเนินระบบงานสืบสวนอุบัติเหตุได้อย่างมีประสิทธิภาพ และการสร้างการมีส่วนร่วมจากภาคส่วนต่างๆ ในการร่วมแก้ไขและป้องกันอุบัติเหตุ ระบบงานสืบสวนอุบัติเหตุที่เกิดขึ้น จะทําให้เกิดการเปลี่ยนแปลงระบบงานด้านอุบัติเหตุในองค์กร ตํารวจ และอาจส่งผลต่อวัฒนธรรมความปลอดภัยขององค์กรตํารวจที่เกี่ยวกับการแก้ไขและป้องกันอุบัติเหตุ ทางถนน ซึ่งอาจกลายเป็นปัจจัยส่งเสริมให้เกิดนโยบาย มาตรการ การจัดสรรทรัพยากรงบประมาณที่เอื้อต่อ การลดอุบัติเหตุทางถนนของประเทศอย่างยั่งยืนในอนาคตต่อไป

ทั้งนี้กําหนดกรอบแนวคิดดังแผนภาพ

ก่อนดําเนินโครงการ

ระหว่างดําเนินโครงการ

การดําเนินการแก้ ไขและ ป้องกันอุบตั ิเหตุทางถนนของ

หลังการดําเนินโครงการ

วัฒนธรรมความ ระบบงานสืบสวนอุบตั ิเหตุ

ปลอดภัยขององค์กร

11


ระบบงานสื บสวนอุบตั ิเหตุทางถนนกับการแก้ไขและป้ องกัน  

ขอบเขตในการศึกษา 12 การศึกษาวิจัยในครั้งนี้กําหนดขอบเขตในการศึกษากระบวนการแก้ไขและป้องกันปัญหาอุบัติเหตุทาง ถนนที่ผ่านมา ท่ามกลางบริบทสังคมและวัฒนธรรมขององค์กรตํารวจ บทบาทของตํารวจ กระบวนการ เสริมสร้างพลังอํานาจของตํารวจ กระบวนการมีส่วนร่วมในการแก้ไขและป้องกันปัญหาอุบัติเหตุในระหว่าง การดําเนินระบบงานสืบสวนอุบัติเหตุ ตลอดจนการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมความปลอดภัยขององค์กรตํารวจ จากการดําเนินระบบงานสืบสวนอุบัติเหตุ การศึกษาวิจัยสนใจวิธีคิด การให้คุณค่า ความหมายและกระบวนการมีส่วนร่วมของตํารวจและภาคี เครือข่าย การให้ความร่วมมือ ต่อต้าน ต่อรอง ขัดขืนระบบสืบสวนอุบัติแหตุของตํารวจ ที่เกิดขึ้นท่ามกลาง บริบททางสังคมวัฒนธรรมและการทํางานของพนักงานสอบสวน พนักงานจราจร ผู้บริหารสถานีตํารวจ และ องค์กรภาคีเครือข่ายในสถานีตํารวจที่เข้าร่วมโครงการทั้ง 60 สถานีตํารวจ การศึกษานีก้ ําหนดกลุ่มเป้าหมาย 3 กลุ่มหลักคือ กลุ่มที่ 1 ตํ า รวจระดั บ ปฏิ บั ติ ก าร ประกอบด้ ว ย พนั ก งานสอบสวน และพนั ก งานจราจร และ พนักงานจัดทําระบบข้อมูลผู้ปฏิบัติหน้าที่สืบสวนอุบัติเหตุ กลุ่มที่ 2 ผู้บริหารตํารวจระดับบัญชาการ บังคับการ และผู้กํากับสถานีตํารวจที่เข้าร่วมดําเนิน ระบบงานสืบสวนอุบัติเหตุ กลุ่มที่ 3 ภาคีเครือข่ายที่เข้ามามีส่วนร่วมในระบบงานสืบสวนอุบัติเหตุ วิธีการศึกษาวิจัย การศึกษาวิจัยในครั้งนี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพเป็นหลัก ประกอบกับการวิจัยเชิงปริมาณ โดยใช้ เทคนิคการเก็บรวบรวมข้อมูลและการวิเคราะห์ข้อมูลดังนี้ 1. การศึกษาข้อมูลจากเอกสาร หลักฐานต่างๆที่เกี่ยวข้อง รวมถึงผลการศึกษาข้อมูลภาคสนามที่ ดําเนินการตั้งแต่เริ่มการพัฒนาโครงการพัฒนาระบบสืบสวนอุบัติเหตุทางถนน 2 การสํารวจด้วยแบบสอบถามทัศนคติของตํารวจที่เกี่ยวข้องเกี่ยวกับการดําเนินระบบงานสืบสวน อุบัติเหตุโดยมีระเบียบวิธีดังนี้ (1) การทบทวนข้อมูลจากเอกสาร/งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ศึกษาและประมวลผลจากข้อมูลทุติยภูมิจากเอกสาร ข้อมูลโครงการพัฒนาระบบสืบสวน อุบัติเหตุเพื่อการแก้ไขและป้องกันอุบัติเหตุทางถนนอย่างบูรณาการ และรายงานจากกองบัญชาการตํารวจใน ระดับภาค ระดับจังหวัด และระดับสถานีตํารวจเพื่อนํามาใช้ในการสร้างข้อคําถาม (2) ประชากร/กลุ่มตัวอย่างการศึกษา ประชากร/กลุ่มตัวอย่างในการศึกษาครัง้ นี้ คือ จํานวนแบบสอบถามที่ได้กลับคืนและมี การกรอกข้อมูลครบถ้วนสมบูรณ์ จากผู้ทมี่ หี น้าที่เกี่ยวข้องในระบบงานสืบสวนอุบัติเหตุทางถนน ที่เข้าร่วม โครงการประกอบด้วย กองบัญชาการตํารวจ จํานวน 11 กองบัญชาการ 60 สถานีตํารวจ จาก กองบัญชาการตํารวจภูธร ภาค 1-9 กองบัญชาการตํารวจนครบาล และศูนย์ปฏิบัติการสามจังหวัดชายแดน


ระบบงานสื บสวนอุบตั ิเหตุทางถนนกับการแก้ไขและป้ องกัน  

ภาคใต้ ซึ่งได้แบบสอบถามที่มีความสมบูรณ์ครบถ้วนจํานวน 1,090 ชุด และจากการกรอกแ���บสอบถาม ทาง 13 www.roadsafetyteam.com จํานวน 234 ชุด (3) เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาเป็นการบูรณาการร่วมกันระหว่าง การสํารวจข้อมูลเชิงปริมาณ โดยการใช้แบบสอบถาม (Questionnaire) และการสํารวจข้อมูลเชิงคุณภาพโดยการใช้การสัมภาษณ์แบบเชิง ลึก (Indepth Interview) เพื่อเป็นการวิเคราะห์ข้อมูลความรู้เกี่ยวกับระบบสืบสวนอุบัติเหตุและทัศนคติที่มี ต่อระบบสืบสวนอุบัติเหตุ ประกอบการประเมินทั้งในเชิงบวกและเชิงลบจากการดําเนินโครงการและสร้าง มาตรฐานในการดําเนินการต่อไป แบบสอบถามมีโครงสร้างคําถาม ทั้งหมด 4 ส่วน ดังนี้ ส่วนที่ 1 ข้อมูลทั่วไป เป็นคําถามข้อมูลเกี่ยวกับหน่วยงานที่สังกัด และหน้าที่ในระบบงาน สืบสวนอุบัติเหตุ ส่วนที่ 2 แบบวัดความรู้เกี่ยวกับระบบสืบสวนอุบัติเหตุ ของผู้ทําหน้าที่ในระบบงานสืบสวน อุบัติเหตุ เป็นแบบสอบถามชนิดปลายปิด จํานวน 11 ข้อ ชนิดเลือกตอบ ใช่ หรือไม่ใช่ หากตอบข้อคําถามถูก จะได้ 1 คะแนน ถ้าตอบผิดได้ 0 คะแนน หลังจากรวมคะแนนทั้งหมดของแต่ละคน จะทําการจัดกลุ่มระดับความรู้ โดยแบ่งเป็น 3 ระดับ และแปลความหมายตามคะแนน คือ ระดับความรู้ดี หมายความว่า ตอบข้อคําถามถูก จํานวน 9 - 11 ข้อ ระดับความรู้ปานกลาง หมายความว่า ตอบข้อคําถามถูก จํานวน 6 – 8 ข้อ ระดับความรู้น้อย /ไม่ดี หมายความว่า ตอบข้อคําถามถูก จํานวน 0 - 5 ข้อ สําหรับระดับความรู้เป็นรายข้อ จะทําการจัดกลุ่มระดับความรู้ โดยแบ่งเป็น 3 ระดับ และ แปลความหมายตามคะแนน ดังนี้ ระดับความรู้ดี หมายความว่า ตอบข้อคําถามถูก ร้อยละ 75.01 – 100.0 ระดับความรู้ปานกลาง หมายความว่า ตอบข้อคําถามถูก ร้อยละ 50.01–75.00 ระดับความรู้น้อย /ไม่ดี หมายความว่า ตอบข้อคําถามถูก ร้อยละ 0 – 50.0 ส่วนที่ 3 แบบวัดทัศนคติที่มตี ่อระบบสืบสวนอุบัติเหตุ ของผู้ทําหน้าที่ในระบบงานสืบสวน อุบัติเหตุ เป็นแบบสอบถามชนิดปลายปิด จํานวน 11 ข้อ มีข้อความเชิงบวก (Positive) จํานวน 9 ข้อ คือ ข้อ 1 3 5 6 7 8 9 10 และข้อความเชิงลบ (Negative) จํานวน 3 ข้อ คือ ข้อ 2 4 5 เป็นมาตรส่วนประเมินค่า (Rating scale) จํานวน 5 ระดับ คือ เห็นด้วยอย่างยิ่ง เห็นด้วย ไม่แน่ใจ ไม่เห็นด้วยอย่าง ไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง กําหนดการให้คะแนน แยกตามข้อความเชิงบวกและข้อความเชิงลบ ดังนี้ คําตอบ เห็นด้วยอย่างยิ่ง เห็นด้วย

คําถามเชิงบวก ให้ 5 คะแนน ให้ 4 คะแนน

คําถามเชิงลบ ให้ 1 คะแนน ให้ 2 คะแนน


ระบบงานสื บสวนอุบตั ิเหตุทางถนนกับการแก้ไขและป้ องกัน  

ไม่แน่ใจ ให้ 3 คะแนน ให้ 3 คะแนน 14 ไม่เห็นด้วยอย่าง ให้ 2 คะแนน ให้ 4 คะแนน ไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง ให้ 1 คะแนน ให้ 5 คะแนน การแบ่งระดับทัศนคติ แบ่งเป็น 3 ระดับ คือ การมีทัศนคติที่ดี ทัศนคติระดับปานกลาง และ ทัศนคติที่ไม่ดีต่อระบบสืบสวนอุบัติเหตุ โดยทําการจัดกลุ่มหาค่าเฉลี่ย และนําช่วงคะแนนมาแจกแจงความถี่ ดังนี้ คะแนนสูงสุด – คะแนนต่ําสุด = 5 – 1 = 1.33 จํานวนชั้น 3 จากเกณฑ์ดังกล่าว สามารถแปลความหมายของระดับคะแนนได้ดังนี้ ความหมาย ระดับคะแนนเฉลี่ย คําถามเชิงบวก คําถามเชิงลบ ระดับทัศนคติดี 3.67 – 5.00 1.00 – 2.33 ระดับทัศนคติปานกลาง 2.34 – 3.66 2.34 – 3.66 ระดับทัศนคติไม่ดี 1.00 – 2.33 3.67 – 5.00 ส่วนที่ 4 ข้อคิดเห็น/ข้อเสนอแนะในการพัฒนาระบบสืบสวนอุบัติเหตุ มีลักษณะเป็นคําถาม ปลายเปิด ให้ผู้กรอกข้อมูลได้แสดงความคิดเห็นอย่างอิสระ นํามาจัดหมวดหมู่เพื่อใช้ในการวิเคราะห์เป็น แนวทางในการพัฒนาระบบสืบสวนอุบัติเหตุ สําหรับแบบสอบถามทาง www.roadsafetyteam.com มีโครงสร้างคําถามหลักจํานวน 10 ข้อ และคําถามย่อยในแต่ละข้อเพื่อให้เจ้าหน้าที่ตํารวจผู้ปฏิบัติงานในโครงการสืบสวนอุบัติเหตุจราจรสามารถ เลือกตอบและแสดงความคิดเห็นได้อย่างอิสระ (4) การวิเคราะห์ข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูล นําข้อมูลที่ได้มาประมวลผลโดยใช้โปรแกรมสําเร็จรูปทางคอมพิวเตอร์ แล้วแสดงผลทางสถิติ แล้วนําเสนอผลออกเป็น 2 ส่วนคือ ส่วนที่ 1 การวิเคราะห์ข้อมูลจากแบบสอบถามที่รวบรวมได้จากผู้ทําหน้าที่ในระบบงาน สืบสวนอุบัติเหตุทางถนนในกองบัญชาการตํารวจและภาคีเครือข่ายต่างๆ จํานวน 1,090 ชุด การวิเคราะห์ใช้ สถิติเชิงพรรณนาแสดงการแจกแจงความถี่ (Frequency) เป็นค่าร้อยละ (Percentage) ค่าเฉลี่ย (Mean) และ ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) แล้วนําไปเปรียบเทียบกับค่าคะแนนทีก่ ําหนด และหาค่า ความสัมพันธ์ระหว่างความรู้และทัศนคติของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องจําแนกตามกองบัญชาการตํารวจ โดยใช้ค่า สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน (Pearson’s product moment correlation coefficient) ส่วนที่ 2 การวิเคราะห์ข้อมูลจากแบบสอบถามทาง www.roadsafetyteam.com ของ เจ้าหน้าที่ตํารวจผู้ปฏิบัติงานในโครงการสืบสวนอุบัติเหตุจราจร การวิเคราะห์ใช้สถิติเชิงพรรณนาแสดงการ แจกแจงความถี่ (Frequency) เป็นค่าร้อยละ (Percentage)


ระบบงานสื บสวนอุบตั ิเหตุทางถนนกับการแก้ไขและป้ องกัน  

สําหรับข้อมูลจากการสัมภาษณ์เชิงลึกและจากการสอบถามปลายเปิดนํามาสรุปรวบรวมประเด็นที่ 15 เกี่ยวข้องเพื่อใช้อธิบายเสริมเพิ่มเติมให้ข้อมูลจากการสํารวจเชิงปริมาณมีความชัดเจนสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น 3. การสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลหลักที่เกี่ยวข้องอาทิเช่น ผู้บริหารตํารวจระดับบัญชาการ ระดับบังคับการ ระดับผู้กํากับการสถานีตํารวจ และตํารวจระดับปฏิบัติการ ภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และ NGO โดยคําถามในการสัมภาษณ์ครอบคลุม 2 ประเด็น ดังนี้ 1) การปฏิรูปตํารวจ: บทบาท ในการพัฒนาระบบงานสืบสวนอุบัติเหตุ และ 2) การเสริมสร้างพลังอํานาจ : ตํารวจกับกระบวนการมีส่วน ร่วมในการแก้ไขและป้องกันอุบัติเหตุ ทั้งนี้ใช้เทคนิคการสัมภาษณ์กลุ่ม (focus group discussion) และ การ สัมภาษณ์เชิงลึก ( Indepth interview) 4. การสํารวจและสังเกตพฤติกรรมการปฏิบัติงานสืบสวนอุบัติเหตุ 5. การจัดเวทีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระดับกองบัญชาการภาคในการดําเนินระบบงานสืบสวนอุบัติเหตุ ทั้งนี้ผู้วิจัยทําการเก็บรวบรวมข้อมูลในส่วนของงานวิจัยเชิงคุณภาพแบบการเข้าไปมีส่วนร่วมนี้ทําโดย การสังเกตพฤติกรรมการทํางานและร่วมปฏิบัติงานกับผู้ให้ข้อมูลหลักทั้ง 11 กองบัญชาการ จํานวน 60 สถานี ตํารวจ ตามขั้นตอนและกระบวนการของโครงการ การสัมภาษณ์เป็นไปทั้งในรูปแบบการสัมภาษณ์รายบุคคล การสัมภาษณ์กลุ่ม การทํางานร่วมกัน การแลกเปลี่ยนประสบการณ์ความรู้สึก ความคิดเห็นในการทํางานซึ่ง เป็นการสัมภาษณ์แบบไม่มีโครงสร้างที่ชัดเจนเพียงแต่ใช้กรอบประเด็นคําถามการวิจัยเป็นการกําหนดแนวทาง ของการทํางานวิจัยไม่คํานึงถึงจํานวนผู้ให้ข้อมูลหลักที่ทําการสังเกต สัมภาษณ์ พูดคุยด้วยแต่ให้ความสําคัญกับ เนื้อหาของข้อมูลที่มีความลึกซึ้งมากพอที่จะตอบคําถามการวิจัยที่กําหนดไว้ได้ตามกรอบระยะเวลาการวิจัย ทั้งนี้ ผู้วิจัยใช้เวลาในการทํางานร่วมกับผู้ให้ข้อมูลหลักตลอดห้วงเวลาของการทําโครงการ มีส่วนร่วม ในการให้คําปรึกษา ให้ความรู้ ช่วยเหลือติดต่อประสานงาน ให้ความช่วยเหลือ ร่วมแก้ไขปัญหา และสิ่งสําคัญ คือทําหน้าที่เสมือนผู้ลดแรงกดดันที่ผู้ปฏิบัติอาจรู้สึกจากการสั่งการของผู้บังคับบัญชาระดับสูงเกี่ยวกับการ ดําเนินโครงการ โดยอาจกล่าวได้ว่าผู้วิจัยได้สร้างความสัมพันธ์กับกลุ่มผู้ให้ข้อมูลหลักจนผู้ให้ข้อมูลหลักมี ความรู้ส���กว่าผู้วิจัยคือผู้ร่วมงาน(staff)คนหนึ่งซึ่งทําหน้าที่เป็นผู้ช่วยมากกว่าที่จะทําหน้าที่เป็นผู้สั่งงานหรือผู้ กํากับ ติดตาม ตรวจสอบ ทําการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงเนื้อหา(content analysis)ในประเด็น การแก้ไขและป้องกันอุบัติเหตุของ ตํารวจที่ผ่านมา ตลอดจนวิธีคิด การให้คุณค่า ความหมายต่อระบบสืบสวนอุบัติเหตุ บทบาทของตํารวจต่อ การดําเนินระบบงานสืบสวนอุบัติเหตุ การเสริมสร้างพลังอํานาจของตํารวจ กระบวนการมีส่วนร่วมในการ แก้ไขและป้องกันอุบัติเหตุ วัฒนธรรมความปลอดภัยขององค์กรตํารวจ ที่เกิดขึ้นภายใต้บริบทสังคมวัฒนธรรม ขององค์กรตํารวจ เพื่อให้ผู้อ่านมีความเข้าใจผลการศึกษาวิจัยที่ง่ายขึ้น รายงานวิจัยฉบับนี้จึงเรียบเรียงผลการวิจัยที่ผ่าน การสังเคราะห์ การวิเคราะห์ข้อมูลและการอภิปรายผลจําแนกตามคําถามวิจัยที่กําหนดไว้โดยแบ่งออกเป็น 5 บทคือ


ระบบงานสื บสวนอุบตั ิเหตุทางถนนกับการแก้ไขและป้ องกัน  

บทที่ 1 ที่มาของความจําเป็นในการศึกษาบทบาทชองตํารวจในการพัฒนาระบบงานสืบสวนอุบัติเหตุ 16 บทที่ 2 นําเสนอผลการศึกษาวิจัยเพื่อตอบคําถามการวิจัยประเด็นที่ 1 “การปฏิรูปตํารวจ:บทบาทใน การพัฒนาระบบงานสืบสวนที่ผ่านมาเป็นอย่างไร?” บทที่ 3 นําเสนอผลการศึกษาวิจัยเพื่อตอบคําถามการวิจัยในประเด็นที่ 2 “การเสริมสร้างพลังอํานาจ : ตํารวจกับกระบวนการมีส่วนร่วมในการแก้ไขและป้องกันอุบัติเหตุทางถนน” บทที่ 4 กรณีศึกษา : กองบัญชาการตํารวจภูธรภาค 9 ซึ่งเป็นการนําเสนอรูปแบบการแก้ไขและ ป้องกันอุบัติเหตุทางถนนโดยองค์กรตํารวจ ทั้งนี้ บทที่ 3 และบทที่ 4 เป็นการสังเคราะห์ วิเคราะห์ และอภิปรายผลข้อมูลที่ได้มาจากการเข้าไป ศึกษาวิจัยแบบมีส่วนร่วมและสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลหลัก 3 กลุ่มได้แก่ 1)ตํารวจระดับปฏิบัติการ 2) ผู้บริหาร ตํารวจระดับบัญชาการ บังคับการ และผู้กํากับสถานีตํารวจ และ 3) ภาคีเครือข่ายที่เข้ามามีส่วนร่วมใน ระบบงานสืบสวนอุบัติเหตุ บทที่ 5 ผลการสํารวจทัศนคติ และข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อพิจารณาใช้เป็นทิศทางการขับเคลื่อน นโยบายในการแก้ไขและป้องกันอุบัติเหตุในส่วนของสํานักงานตํารวจแห่งชาติ


ระบบงานสื บสวนอุบตั ิเหตุทางถนนกับการแก้ไขและป้ องกัน  

17

บทที่ 2 “การปฏิรูปตํารวจ:บทบาทในการพัฒนาระบบงานสืบสวนที่ผ่านมาเป็นอย่างไร?” 2.1จุดประกายก่อนที่จะเป็นโครงการพัฒนาระบบงานสืบสวนอุบัตเิ หตุทางถนน มิติใหม่: ตํารวจกับการสืบสวนอุบัติเหตุทางถนน “บริบทการทํางานของตํารวจดําเนินอยู่บนเส้นแบ่งบางๆระหว่างบุญกับบาป การทํางานอุบัติเหตุทางถนนเป็นงานบุญช่วยชีวิตคน ไม่ให้ตายได้บุญใหญ่ จึงอยากชวนให้ตํารวจทุกคนมาทํางานบุญอย่างนี้...ช่วยคนไม่ให้ตายไม่ให้เจ็บกลางถนน” พล.ต.ต.โกสินทร์ หินเธาว์ รอง ผบช.ภ.9

นับได้ว่าเป็นครั้งแรกของการทํางานด้านความปลอดภัยทางถนนที่ผู้บริหารระดับสูงขององค์กรซึ่งเป็น ประธานในการสัมมนาอยู่ร่วมการสัมมนาตลอดกระบวนการตั้งแต่วันแรกจนถึงวันที่ 3 ถึงแม้ว่าจะมีงานด่วนที่ จะต้องดําเนินการในระหว่างที่มีการจัดสัมมนานั้น พล.ต.ท.วรพงษ์ ชิวปรีชา ผู้ช่วย ผบ.ตร.ที่รับผิดชอบงาน จราจรในขณะนั้น (วันที่ 22-24 กุมภาพันธ์ 2553)เลือกที่จะใช้วิธีการขับรถไป-กลับระหว่างสํานักงานตํารวจ แห่งชาติกับโรงแรมอิมพิเรียล บีช หัวหิน เพื่อให้สามารถมีส่วนร่วมกับการจัดสัมมนาในกลุ่มผู้บริหารตํารวจ ระดับรองผู้บัญชาการภาคและรองผู้บังคับการทั่วประเทศที่รับผิดชอบงานจราจรเพื่อให้ได้ข้อสรุปในการรักษา ชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนจากการเกิดอุบัติเหตุทางถนน เมื่อผู้นําตํารวจเข็มแข็ง เอาจริงเอาจัง มุ่งมั่นเช่นนี้ ส่งผลให้บรรยากาศของที่ประชุมในวันนั้นเป็น บรรยากาศของการจุดประกายในการสร้างแรงบันดาลใจของเหล่าบรรดานายตํารวจใหญ่ให้ร่วมคิดหาแนวทาง ในการทํางานก้าวต่อไปเพื่อลดจํานวนคนตายบนถนนที่สงู กว่าการตายจากคดีอาชญากรรมถึง 4 เท่าให้ลดลง ให้จงได้ พล.ต.ท.วรพงษ์ฯกล่าวสรุปในที่ประชุมถึงการปรับทิศทางการทํางานใหม่ว่า“จะตั้งทีมสืบสวนอุบัติเหตุ เพื่อวิเคราะห์หาสาเหตุการเกิดอุบัติเหตุในแต่ละครั้ง”


ระบบงานสื บสวนอุบตั ิเหตุทางถนนกับการแก้ไขและป้ องกัน  

นับตั้งแต่การประชุมสัมมนาครั้งนั้นเป็นต้นมา ได้มีการจัดประชุมเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ถึงแม้ว่าจะมี การเปลี่ยนแปลงตําแหน่งหน้าที่ของผู้บริหารตํารวจอันเป็นผลเนื่องมาจากฤดูการแต่งตั้งโยกย้าย แต่มิได้เป็น อุปสรรคจนทําให้การดําเนินการตามเจตนารมณ์ที่ถูกจุดประกายขึ้นที่หัวหินโดยมุ่งหวังในการพัฒนาและ ขับเคลื่อนการแก้ไขและป้องกันอุบัติเหตุทางถนนเชิงระบบในส่วนของตํารวจหยุดชะงัก

หากแต่มกี ารพัฒนา

อย่างต่อเนื่องผ่านการสนับสนุนจากภาคีเครือข่ายภาคส่วนต่างๆโดยเฉพาะอย่างยิ่งศูนย์วิชาการเพื่อความ ปลอดภัยทางถนน(ศวปถ.)ซึ่งทําหน้าที่เป็นผู้สนับสนุนหลักอย่างเต็มที่ในทุกๆด้าน แรงเชียร์จากภาคีภาคส่วนต่างๆเกิดขึ้นเนื่องมาจากความต้องการที่จะเห็น “พลังของตํารวจใน บทบาทพี่ใหญ่” ทีล่ ุกขึ้นมาทําหน้าที่อํานวยความยุติธรรมและเสริมสร้างความปลอดภัยทางถนนให้เกิดขึ้นใน สังคมไทยให้จงได้ ผลจากการประชุมสัมมนาเชิงปฏิบัติการมาตรการแก้ปัญหาอุบัติเหตุทางถนน วันที่ ๒๒-๒๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓ ณ โรงแรมอิมพีเรียล บีช หัวหิน ประจวบคีรีขันธ์ มีข้อสรุปที่ได้จากการตกผลึกของ ความคิดของผู้เข้าร่วมประชุมและวิทยากรออกมาหลายด้านเพื่อนําไปสู่จุดมุ่งหมายเดียว คือ การเพิ่มความ ปลอดภัยทางถนนและลดจํานวนผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตจากอุบัติเหตุจราจร โดยมีข้อเสนอเพื่อพิจารณา ดําเนินการต่อดังนี้ 1. การสืบสวนอุบัติเหตุ ควรมีการพัฒนาให้มีชุดสืบสวนอุบัติเหตุ (Accident Investigation) จากผู้เชี่ยวชาญด้าน วิศวกรรม สนับสนุนการทํางานของพนักงานสอบสวน ในกรณีที่มีอุบัติเหตุขนาดใหญ่ หรือมีความรุนแรง เพื่อสืบหาสาเหตุที่แท้จริงของการเกิดอุบัติเหตุ เสมือนกับงานนิติวิทยาศาสตร์ยานยนต์ในหน้าที่ตํารวจ 2. SMS ตรวจสอบผู้กระทําผิดซ้ํา ผู้กระทําผิดกฎหมายจราจรจํานวนมาก เคยกระทําผิดซ้ําแต่ไม่ได้รับเพิ่มโทษ เพราะขาด ระบบการตรวจสอบ ดังนั้นจึงอาจจะมีการตรวจสอบประวัติการกระทําผิดจากฐานข้อมูลที่เก็บไว้ จาก เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติบนถนนโดยทันที ด้วยการใช้โทรศัพท์มอื ถือส่งข้อความ SMS สอบถามและแจ้งผลการ ตรวจสอบ ซึ่งจะช่วยเจ้าหน้าที่ตํารวจในการใช้ดุลพินิจเปรียบเทียบปรับหรือลงโทษทีเ่ หมาะสมและทําให้ เกิดความเข็ดหลาบ 3. ยกระดับความสําคัญคดีจราจรเป็นคดีกลุ่ม 6 เนื่องจากจํานวนผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุจราจรมีมากกว่าอาชญากรรมประมาณ 3 เท่า จึงควร ยกระดับความสําคัญของคดีจราจรที่มีความรุนแรงเป็นคดีที่ได้รับความสนใจเช่นเดียวกับคดีอุกฉกรรจ์ โดย กําหนดให้เป็นคดีกลุ่มที่ 6 ทีจ่ ะต้องเข้าที่ประชุม เร่งรัดติดตามผลเช่นเดียวกับคดีอาชญากรรม 5 กลุม่ นอกจากนั้น จะต้องมีการรายงานเหตุที่มีผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุจราจรใน 24 ชั่วโมง เช่นเดียวกับการรายงาน เหตุอุกฉกรรจ์อีกด้วย 4. เพิ่มความร่วมมือภาค���ด้านความปลอดภัยทางถนน

18


ระบบงานสื บสวนอุบตั ิเหตุทางถนนกับการแก้ไขและป้ องกัน  

ในการทํางานด้านความปลอดภัยทางถนนปัจจุบันมีหลายหน่วยงานที่เข้ามาทําหน้าที่ เกี่ยวข้องและพร้อมที่จะให้ความช่วยเหลือกับเจ้าหน้าที่ตํารวจ เช่น โรงพยายาล ปภ. ขนส่งจังหวัด องค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่น เขตการศึกษา มูลนิธิ เครือข่ายด้านอุบัติเหตุ สสส. ฯลฯ ดังนั้นการทํางานของ เจ้าหน้าที่ตํารวจในอนาคต ควรจะมีความร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ ทั้งในด้านข้อมูล การวางแผน การมี ส่วนร่วมปฏิบัติงาน ตลอดจนการติดตามประเมินผลฯลฯ ซึ่งจะทําให้เกิดประโยชน์ด้วยกันทุกฝ่ายและเพิ่ม ประสิทธิภาพในการทํางานของเจ้าหน้าที่ตํารวจด้วย 5. มาตรฐานการตั้งจุดตรวจ การตั้งจุดตรวจเป็นวิธีบังคับใช้กฎหมายที่สาํ คัญ แต่ปัจจุบันยังขาดมาตรฐานที่เหมือนกันทั่ว ประเทศ ทั้งในเรื่องอุปกรณ์ที่ใช้ในการตั้งจุดตรวจ เครื่องมือเครื่องใช้ประจําตัวเจ้าหน้าที่ การพูดกับ ประชาชน จิตวิทยาในการทํางาน ยุทธวิธีขณะทํางานฯลฯ บางหน่วยขาดวิธีการตั้งจุดตรวจที่ถูกต้องและ ปลอดภัย ดังนั้นจึงควรที่จะมีการกําหนดอุปกรณ์ประจําจุดตรวจและวิธีปฏิบัติในการตั้งจุดตรวจมาตรฐาน ของสํานักงานตํารวจแห่งชาติ มาใช้เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพการทํางาน 6. หลักสูตรฝึกอบรม เจ้าหน้าที่ตํารวจจราจรมีการแต่งตั้งโยกย้ายอยู่เสมอ การบริหารงานบุคคลทําให้หลาย หน่วยงานมีผู้ปฏิบัติงาน ที่ยังไม่มีความรู้และทักษะในการทํางาน ดังนั้นเพื่อที่จะพัฒนางานด้านการจราจร ให้มีคุณภาพ จึงควรให้เจ้าหน้าที่ได้รับการฝึกอบรม โดยเริ่มจากหลักสูตรของสํานักงานตํารวจแห่งชาติที่มี อยู่แล้ว เช่น หลักสูตรสารวัตร ผู้กํากับการ และผู้บังคับการ ฯ เพื่อยกระดับให้เท่าเทียมกับงานด้านการ สืบสวนสอบสวน ที่มีการฝึกอบรมจํานวนมาก คําสั่งของมหาดไทยกับการเปลี่ยนแปลงบทบาทของตํารวจ หลังจากการประชุมสัมมนาของผู้บริหารตํารวจไม่นาน ได้มีการผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงการ บริหารจัดการด้านความปลอดภัยทางถนนในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ปีพ.ศ.2553โดย นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยในฐานะประธานกรรมการและผู้อํานวยการศูนย์อํานวยการความปลอดภัย ทางถนนได้มีคําสั่งที่ มท.0626/ว.2310 ลงวันที่ 17 มีนาคม 2553 เรื่องการแต่งตั้งคณะทํางานบูรณาการการ ตั้งจุดตรวจและจุดบริการในช่วงเทศกาลระดับจังหวัด โดยมีสาระสําคัญของการเปลี่ยนแปลงคือ “ขอให้ศูนย์ อํานวยความปลอดภัยทางถนนจังหวัด แต่งตั้งคณะทํางานบูรณาการการตั้งจุดตรวจและจุดบริการในช่วง เทศกาลระดับจังหวัดขึ้นโดยให้ผู้บังคับการตํารวจภูธรจังหวัดเป็นประธานคณะทํางานมีอํานาจหน้าที่ในการวาง แผนการตั้งจุดตรวจ...ให้เหมาะสมกับสภาพข้อเท็จจริงของปัญหาในแต่ละพื้นที่”(ดูภาคผนวก) ถึงแม้ว่า จะดูเหมือนเป็นการเปิดพื้นที่ให้ตํารวจได้มีบทบาทหน้าที่หลักโดยนําข้อมูลที่เหมาะสมกับ สภาพของปัญหาที่แตกต่างกันไปในแต่ละพืน้ ที่มาใช้เป็นหลักการสําคัญในการวางแผนการทํางาน และการ

19


ระบบงานสื บสวนอุบตั ิเหตุทางถนนกับการแก้ไขและป้ องกัน  

ได้รับบทบาทสําคัญในการเป็นผู้นําการขับเคลื่อน แต่หากพิจารณาให้ถอ่ งแท้แล้วยังเห็นได้ว่าคําสั่งดังกล่าวยัง 20 เป็นเพียงคําสั่งเฉพาะกิจที่ยึดติดกับการทํางานเฉพาะช่วงเทศกาลที่มีวันหยุดติดต่อกันเท่านั้น โครงการกวดขันวินัยจราจรและลดอุบัติเหตุทั่วประเทศ “365 วันอันตราย”กับการต่อต้านการ เปลีย่ นแปลง โครงการกวดขันวินัยจราจรและลดอุบัติเหตุทั่วประเทศ “365 วันอันตราย”คือ ความพยายามของ ตํารวจในการขับเคลื่อนประสิทธิภาพในการดําเนินงานด้านความปลอดภัยทางถนนก่อนที่จะทําโครงการ การ พัฒนาระบบงานสืบสวนอุบัติเหตุเพื่อการแก้ไขและป้องกันอุบัติเหตุทางถนนอย่างบูรณาการ ทั้งนี้ โครงการกวดขันวินัยจราจรเป็นโครงการที่มีคําสั่งของสํานักงานตํารวจแห่งชาติรองรับ ดังเช่น ตัวอย่างหนังสือ กพจ. ที่ 0007.11/1713 ลง 28 พ.ย.2551 แนวทางการประเมินผลตามโครงการกวดขัน วินัยจราจรและลดอุบัติเหตุทั่วประเทศ “365 วันอันตราย” โดยกําหนดการตรวจสอบประเมินผลตาม โครงการดังกล่าว 4 ครั้ง ได้แก่ ครั้งที่ 1 รอบ 3 เดือน ประเมินผลเดือน ธ.ค.2551 ครั้งที่ 2 รอบ 6 เดือน ประเมินผลเดือน มี.ค.2552 ครั้งที่ 3 รอบ 9 เดือน ประเมินผลเดือน มิ.ย.2552 และครั้งที่ 4 รอบ 12 เดือน ประเมินผลเดือน ก.ย.2552 หรือคําสั่งสํานักงานตํารวจแห่งชาติ ที่ 235/2552 ลง 28 พ.ค.2552 แต่งตั้งคณะตรวจสอบ โครงการกวดขันวินัยจราจรและลดอุบัติเหตุทั่วประเทศ โดยให้คณะตรวจสอบฯ กําหนดแนวทางการตรวจ ประเมิ น ผล กํ า กั บ ดูแ ล ติ ด ตาม เร่ ง รั ด และประสานการดํ า เนิ น การจั ด เก็บ ข้ อ มู ล เพื่ อ การตรวจ และ ดําเนินการอื่น ๆ ตามที่สํานักงานตํารวจแห่งชาติมอบหมาย ในขณะที่ โครงการ การพัฒนาระบบงานสืบสวนอุบัติเหตุฯไม่มีคําสั่งของสํานักงานตํารวจแห่งชาติ รองรับ ซึ่งทําให้คณะตํารวจที่เข้าร่วมโครงการต้องใช้ความพยายามอย่างมากในการเสริมสร้างพลังอํานาจให้ ผู้ปฏิบัติงานดําเนินงานตามโครงการ ตัวอย่างการประเมินผลโครงการกวดขันวินัยจราจรและลดอุบัติเหตุทั่วประเทศ“365 วันอันตราย” ที่สรุปโดยสํานักยุทธศาสตร์ตํารวจในห้วงระยะเวลา (ส.ค.2551 – ก.ค.2552) ซึ่งเป็นการดําเนินงานก่อนที่จะ มีการประชุมสัมมนาผู้นําตํารวจที่ จว.ประจวบคีรีขันธ์ ดังนี้ 1) สรุปรวมระยะเวลา 12 เดือน ของโครงการฯ (ส.ค.2551 – ก.ค.2552) ในภาพรวมของ 11 หน่วยงาน (ภ.1 - 9, ศชต. และ บช.น.) จํานวนผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้น 360 คน หรือ 3.22 % แต่ภาพรวม 10 หน่วยเป้าหมาย สามารถลดจํานวนผู้เสียชีวิตได้ จํานวน 146 คน หรือ 5.49 % รายละเอียดดังนี้ ตารางที่ 1 สถิติผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุจราจร (ภาพรวม) หน่วยงาน ส.ค.50 – ก.ค.51 ส.ค.51 – ก.ค.52 ภาค 1

1,269

1,398

เพิ่ม / ลด

ร้อยละ

อันดับ

+129

+10.17

8


ระบบงานสื บสวนอุบตั ิเหตุทางถนนกับการแก้ไขและป้ องกัน  

หน่วยงาน

ส.ค.50 – ก.ค.51

ส.ค.51 – ก.ค.52

เพิ่ม / ลด

ร้อยละ

อันดับ

ภาค 2

999

1,114

+115

+11.51

9

ภาค 3

1,652

1,408

-244

-14.77

1

ภาค 4

1,616

1,689

+73

+4.52

7

ภาค 5

1,054

1,065

+11

+1.04

5

ภาค 6

1,060

1,349

+289

+27.26

10

ภาค 7

1,165

1,190

+25

+2.15

6

ภาค 8

712

701

-11

-1.54

3

ภาค 9

578

513

-65

-11.25

2

ศชต.

134

188

+54

+40.30

11

บช.น.

604

600

-4

-0.66

4

11,178

11,538

+360

+3.22

รวม

ตารางที่ 2 สถิติผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุจราจร (หน่วยเป้าหมาย) หน่วยงาน

ส.ค.50 – ก.ค.51 ส.ค.51 – ก.ค.52

เพิ่ม / ลด

ร้อยละ

อันดับ

สระบุรี

200

215

+15

+7.50

7

ชลบุรี

292

333

+41

+14.04

9

นครราชสีมา

514

336

-178

-34.63

1

ขอนแก่น

338

284

-54

-15.98

2

เชียงใหม่

321

353

+32

+9.97

8

พิษณุโลก

194

235

+41

+21.13

10

21


ระบบงานสื บสวนอุบตั ิเหตุทางถนนกับการแก้ไขและป้ องกัน  

สุพรรณบุรี

206

233

+27

+2.15

6

นครศรีธรรมราช

235

213

-22

-9.36

4

สงขลา

245

207

-38

-15.51

3

บก.น.3

112

102

-10

-8.93

5

2,657

2,511

-146

-5.49

รวม

22

2) สําหรับภาพรวมของหน่วยขยายผล (74 หน่วยงาน) ผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้น จํานวน 506 คน หรือ 5.94 % สาเหตุ ส่วนหนึ่งมาจากขาดการวิเคราะห์ปัจจั ยหลักของการล้มเหลวในการปฏิบัติตาม โครงการฯ ความไม่เอาใจใส่ของคณะทํางานระดับหน่วย และไม่นําแผนที่อุบัติเหตุและนาฬิกาอุบัติเหตุ จราจรไปวิเคราะห์ให้ทราบถึงจุด Black Spot กับช่วงเวลาที่เกิดอุบัติเหตุ จึงทําให้แก้ไขปัญหาอุบัติเหตุ ไม่ตรงจุด หน่วยขยายผลที่จํานวนผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้น จํานวน 41 หน่วย เรียงลําดับจากมากไปน้อย ได้แก่ ตารางท���่ 3 สถิติผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุ (หน่วยขยายผล) หน่วยงาน

ผู้เสียชีวิต 50

51

เพิ่ม ร้อยละ /ลด

อัน

หน่วยงาน

ดับ

ผู้เสียชีวิต

เพิ่ม

ร้อย

/ลด

ละ

อันดับ

50

51

51

52

51

52

ยะลา

23

70

+47

+204.35

1

เพชรบูรณ์

175

271

+96 +54.86

7

แม่ฮ่องสอน

16

32

+16

+100.00

2

กําแพงเพชร

81

123

+42 +51.85

8

ปราจีนบุรี

61

117

+56

+91.80

3

นครสวรรค์

169

247

+78 +46.15

9

นครพนม

77

132

+55

+71.43

4

สกลนคร

117

166

+49 +41.88

10

สมุทรปราการ

129

204

+75

+58.14

5

พิจิตร

86

117

+31 +36.05

11

นครนายก

37

58

+21

+56.76

6

บก.น.6

15

20

+5

12

+33.33


ระบบงานสื บสวนอุบตั ิเหตุทางถนนกับการแก้ไขและป้ องกัน  

23

หน่วยงาน

ผู้เสียชีวิต 50

51

เพิ่ม ร้อยละ /ลด

อันดับ

หน่วยงาน

ผู้เสียชีวิต

เพิ่ม

ร้อย

/ลด

ละ

อันดับ

50

51

51

52

51

52

บก.น.5

32

42

+10

+31.25 13

ลพบุรี

147 166 +19 +12.93

27

เพชรบุรี

116 149

+33

+28.45 14

ตาก

87

98 +11 +12.64

28

หนองบัวลําภู

59

75

+16

+27.12 15

อุตรดิตถ์

97 109 +12 +12.37

29

ร้อยเอ็ด

182 229

+47

+25.82 16

น่าน

85

95 +10 +11.76

30

บก.น.2

97

122

+25

+25.77 17

สตูล

60

67

+7 +11.67

31

สระแก้ว

85

106

+21

+24.71 18

นราธิวาส

45

50

+5 +11.11

32

สิงห์บุรี

71

86

+15

+21.13 19

บุรีรัมย์

235 261 +26 +11.06

33

อุบลราชธานี

188 224

+36

+19.15 20

ประจวบคีรีขันธ์

157 173 +16 +10.19

34

ปทุมธานี

174 207

+33

+18.97 21

ภูเก็ต

105 115 +10 +9.52

35

ชัยนาท

89

105

+16

+17.98 22

พะเยา

99 105 +6 +6.06

36

กาฬสินธุ์

129 152

+23

+17.83 23

เชียงราย

217 230 +13 +5.99

37

ระยอง

174 204

+30

+17.24 24

สุราษฎร์ธานี

245 259 +14 +5.71

38


ระบบงานสื บสวนอุบตั ิเหตุทางถนนกับการแก้ไขและป้ องกัน  

กระบี่

141 161

+20

บก.น.1

43

+6 +13.95 26

49

+14.18 25

ปัตตานี

66

68

+2 +3.03

39

ลําพูน

96

98

+2 +2.08

40

พัทลุง

110 111 +1 +0.91

41

3) จากการประเมินผลตามโครงการฯ ในรอบ 12 เดือน ในภาพรวมจํานวนผู้เสียชีวิต จากอุบัติเหตุจราจร เพิ่มขึน้ 360 คน คิดเป็น 3.22 % หน่วยงานที่มีสถิติผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นมาก อันดับ ที่ 1 ได้แก่ ภาค 6 เพิ่มขึ้น 289 คน รองลงมาได้แก่ ภาค 1 เพิ่มขึ้น 129 คน ภาค 2 เพิ่มขึ้น 115 คน ภาค 4 เพิ่มขึ้น 73 คน ศชต. เพิ่มขึน้ 54 คน ภาค 7 เพิ่มขึ้น 25 คน และ ภาค 5 เพิม่ ขึ้น 11 คน โดยเฉพาะภาค 6, 1 และ 2 ถือว่ามีผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นสูงมาก ควรรีบแก้ไขอย่างเร่งด่วน 4) การวิเคราะห์การเกิดอุบัติเหตุ 1. ประเภทถนน อุบัติเหตุเกิดขึ้นบนทางหลวงแผ่นดินมากที่สุด รองลงมาได้แก่ ถนนในเมือง(เทศบาล) ทางหลวงชนบท และถนน อบต./หมู่บ้าน 2. จุดเกิดเหตุ ส่วนใหญ่เป็นทางตรง รองลงมาได้แก่ ทางแยก ทางโค้ง ถนนที่มี สิ่งกีดขวาง และทางคนข้าม 3. สาเหตุการเกิดอุบัติเหตุ 5 ลําดับแรกได้แก่ ตัดหน้าระยะกระชั้นชิด ขับรถเร็ว เกินกว่าที่กฎหมายกําหนด แซงรถอย่างผิดกฎหมาย ขับรถตามระยะกระชั้นชิด และเมาสุรา 4. ประเภทรถ/ยานพาหนะที่เกิดอุบัติเหตุ 5 ลําดับแรกได้แก่ รถจักรยานยนต์ รถยนต์นั่ง(เก๋ง) รถบรรทุกเล็ก(ปิกอัพ) รถแท็กซี่ และรถบรรทุก 10 ล้อขึ้นไป 5. ช่ ว งเวลาที่ เ กิ ด อุ บั ติ เ หตุ เกิ ด ในช่ ว งเวลา 16.00 – 20.00 น.มากที่ สุ ด รองลงมาได้แก่ ช่วงเวลา 12.00 – 16.00 น. และช่วงเวลา 20.00 – 24.00 น. 6. อายุของผู้ที่เกิดอุบัติเหตุ มีความแตกต่างไปตามแต่ละภูมิภาค แต่ในภาพรวมผู้ ที่มีอายุระหว่าง 20 – 24 ปีเกิดอุบัติเหตุมากที่สุด รองลงมาได้แก่ อายุระหว่าง 15 – 19 ปี และอายุ ระหว่าง 30 – 39 ปี 5) ปัจจัยสําคัญของการเพิ่มขึ้นหรือลดลงของการเกิดอุบัติเหตุและผู้เสียชีวิต 1. จากคนที่ไม่มีวินัยจราจรเป็นสาเหตุสําคัญต่อการเกิดอุบัติเหตุและแก้ไขได้ยาก ที่สุด กล่าวคือ - ขาดความระมัดระวังในการขับขี่ยานพาหนะ ไม่ปฏิบัติตามกฎจราจร ไร้มารยาท ที่ดี เห็นแก่ตัว เช่น แซงรถผู้อื่นในที่คับขัน ไม่ลดความเร็วเมื่อถึงทางโค้ง กลับรถโดยไม่ระมัดระวัง เป็นต้น

24


ระบบงานสื บสวนอุบตั ิเหตุทางถนนกับการแก้ไขและป้ องกัน  

- ขับรถด้วยความเร็วสูง อาจเนื่องมาจากความรีบเร่งในการเดินทาง โดยเฉพาะ 25 เวลาที่เร่งรัดในช่วงเช้าและเย็น ผู้ขับรถมักหยุดรถกะทันหัน คาดคะเนความเร็วผิดพลาดในการหลบคน สัตว์ รวมทั้งการขับขี่ที่เร็วเกินกว่าที่กฎหมายกําหนด - ความผิดปกติของร่างกายและจิตใจของผู้ขับรถ เช่น เมาสุรา เสพสิ่งเสพย์ติด หลับในสุขภาพไม่สมบูรณ์ ตาพร่าเนื่องมาจากแสงไฟส่องสว่างของรถที่แล่นสวนมา - ฝ่าฝืนกฎหรือสัญญาณจราจรที่กําหนด เช่น สัญญาณไฟแดง จอดรถในที่ห้าม จอด ขับรถย้อนศร 2. สภาพของรถที่ชํารุดบกพร่อง อาจเกิดจากลักษณะต่าง ๆ เช่น เบรกแตก คัน ส่งหลุด เพลาขาด ยากแตก ยางเสื่อมสภาพ ไฟหลังไฟหน้าและไฟเลี้ยว ระบบเครื่องยนต์ขัดข้อง เป็นต้น 3. สภาพของถนน รวมถึงสภาพแวดล้อม เป็นสาเหตุสําคัญอย่างหนึ่งที่ทําให้เกิด อุบัติเหตุ เช่น ผิวการจราจรแคบ ไม่สอดคล้องกับปริมาณรถที่เพิ่มขึ้น ถนนในหมู่บ้านไม่มีไหล่ทาง/ทางเดิน เท้า ทางร่วมทางแยกอยู่บริเวณทางโค้ง สัญญาณไฟจราจรจุดที่สําคัญไม่มี โดยเฉพาะทางร่วมทางแยก/เขต ชุมชน ผิวการจราจรชํารุดเป็นหลุมเป็นบ่อ/ขอบทางชํารุด ข้างทางมีต้นไม้สูงปกคลุมเข้ามาในช่องทางเดินรถ มีป้ายโฆษณาต่าง ๆ บริเวณก่อนถึงทางร่วมทางแยก บดบังทัศนวิสัยการขับรถ มีสิ่งปลูกสร้างบริเวณไหล่ทาง ในเขตชุมชน เผ่าป่า/ไร่นา ทําให้เกิดควันไฟในช่องทางเดินรถ 6) แนวทางการแก้ไขปัญหาให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดต่อการลดอุบัติเหตุ ดังนี้ 1. การบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด แต่ควรระมัดวังเรื่องคุณธรรม จริยธรรม อคติ หรือเลือกปฏิบัติ อย่าเห็นแก่ประโยชน์หรือบังคับใช้กฎหมายโดยเคร่งครัดจนเกินไป เพราะจะสร้าง ความเดือดร้อนแทนการป้องกันแก้ไขปัญหา ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือของประชาชนเป็นหลัก จึงให้ใช้ดุลย พินิจในการเปรียบเทียบปรับบนพื้นฐานของความเป็นจริงและเจตนาของผู้กระทํา หากว่ากล่าวตักเตือนได้ก็ให้ กระทํา โดยมีระบบควบคุมมิให้กระทําผิดซ้ําอีก 2. การกําหนดเขตพื้นที่ควบคุมวินัยจราจรบริเวณจุดที่เกิดอุบัติเหตุ (Black Spot) รวมทั้งกําหนดจุดตรวจ จุดสกัด และจุดเสี่ยงที่เกิดอุบัติเหตุจราจรบ่อยครั้ง เพื่อวางมาตรการป้องกันและหา แนวทางแก้ไขให้ตรงกับสภาพความเป็นจริงของแต่ละพื้นที่ควบคุมวินัยจราจร 3. ประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนผู้รถใช้ถนน ได้ตระหนักเข้าใจถึงเหตุผล ความจําเป็น และแนวทางการปฏิบัติของตํารวจ เพราะต้องดําเนินมาตรการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง รวมทั้งขอความ ร่วมมือจากประชาชนให้ร่วมกันรักษาวินัยจราจรอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะในจุดเสี่ยงที่เกิดอุบัติเหตุจราจร บ่อย ๆ และมีผู้เสียชีวิต 4. สร้ า งจิ ต สํ า นึ ก และปลู ก ฝั ง การรั ก ษาวิ นั ย จราจร ให้ แ ก่ เ ด็ ก เยาวชนและ ประชาชนโดยทั่วไป ในเรื่องการปฏิบัติตามกฎจราจร ข้อกฎหมายต่าง ๆ ที่ควรทราบผ่านทางวิทยุชุมชน โดยตํารวจเป็นผู้ดําเนินรายการเอง เพื่อเป็นการสร้างเครือข่ายที่แข็งแรงในการร่วมกันแก้ไขปัญหาอุบัติเหตุ จราจร


ระบบงานสื บสวนอุบตั ิเหตุทางถนนกับการแก้ไขและป้ องกัน  

5. การให้บริการและอํานวยความสะดวกด้านการจราจร เน้นเส้นทางผ่านและ 26 แหล่งท่องเที่ยวที่สําคัญ ให้มีความเหมาะสมกับสภาพพื้นที่และเส้นทาง รวมทั้งประสานการปฏิบัติกับหน่วยที่ เกี่ยวข้ อง เพื่ อรั บทราบข้อมูลและภารกิจในการอํานวยความสะดวก พร้อมทั้งตรวจสอบแผ่นป้ายบอก เส้นทาง ป้ายเครื่องหมาย/สัญญาณไฟจราจรต่าง ๆ ให้มีความชัดเจนและถูกต้องอยู่เสมอ รวมถึงสภาพของ ถนนที่ชํารุดหรื อมีปัญหาด้านวิ ศวกรรมจราจร หากตรวจพบว่าไม่ชัดเจนหรื อไม่ถูกต้อง ให้ประสานกับ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ แขวงการทาง หางหลวงชนบท เทศบาล อบจ. และ อบต. เพื่อดําเนินการ ปรับปรุงแก้ไขโดยด่วน 6. คว���มพร้อมในการปฏิบัติหน้าที่ของตํารวจจราจรทุกคน เพื่อสร้างความอบอุ่นใจ สบายใจ เชื่อมั่น เชื่อใจ ให้แก่ประชาชน เพื่อให้เกิดความพึงพอใจในการปฏิบัติงานและมีความปลอดภัยใน ชีวิตและทรัพย์สินทั้งขณะเดินทาง ขณะพักผ่อนในพื้นที่ และพักแรมตามสถานที่พักต่าง ๆ 3. ข้อพิจารณาของสํานักยุทธศาสตร์ตํารวจ :“ควรมีการดําเนินโครงการกวดขันวินัยจราจรฯ ต่อไปอีก3ปี” 3.1 ผลการปฏิบัติของ 10 หน่วยเป้าหมาย ในรอบ 12 เดือนนั้น (ส.ค.2551 – ก.ค.2552) ปรากฏว่า สถิติผู้เสียชีวิตลดลง 5.49 % นับว่า โครงการฯ ประสบผลสําเร็จในระดับที่น่าพอใจมาก และ ควรมีการดําเนินโครงการฯ ต่อไป (โครงการกวดขันวินัยจราจรฯ ปี พ.ศ.2553 ระหว่าง 1 ม.ค. – 31 ธ.ค. 2553 โครงการกวดขันวินัยจราจรฯ ปี พ.ศ.2554 ระหว่าง 1 ม.ค. – 31 ธ.ค.2554 และโครงการ กวดขันวินัยจราจรฯ ปี พ.ศ.2555 ระหว่าง 1 ม.ค. – 31 ธ.ค.2555) เพื่อให้สอดคล้องกับแผนแม่บทความ ปลอดภัยทางถนน พ.ศ.2552 - 2555 3.2 เกิดองค์ความรู้ใหม่ จากหลากหลายมิติ/มุมมอง ในการศึกษาปัญหาอุบัติเหตุจราจรทางถนน อันจะบังเกิดประโยชน์แก่ ตร. อย่างกว้างขวาง และเป็นรูปธรรม 3.3 ผลสัมฤทธิ์ที่ได้รับจากโครงการกวดขันวินัยจราจรและลดอุบัติเหตุทั่วประเทศ (365 วัน อันตราย หยุดความตายด้วยวินัยจราจร) คือ การสร้างบันได 4 ขั้นแห่งความปลอดภัยจากอุบัติเหตุจราจร ทางบก ได้แก่ ขั้นที่ 1 การสร้ า งความตระหนั ก ในปั ญ หาจราจรให้ เ กิ ด ขึ้ น แก่ ข้ า ราชการตํ า รวจทุ ก คน โดยเฉพาะผู้ บั ง คั บ บั ญ ชาที่ มี ส่ ว นเกี่ ย วข้ อ ง จนเกิ ด เป็ น มาตรการแก้ ไ ขปั ญ หาจราจรอย่ า งตรงจุ ด และมี ประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นสิ่งที่ได้จากการดําเนินโครงการกวดขันวินัยจราจรและลดอุบัติเหตุทั่วประเทศ (365 วัน อันตราย หยุดความตายด้วยวินัยจราจร) ซึ่งดําเนินการตั้งแต่ ส.ค.2551 – ก.ค.2552 หน่วยปฏิบัติสามารถ สร้างกลยุทธ์ของตนเองในการแก้ไขปัญหาจราจร และมีความประสงค์จะดําเนินการตามโครงการดังกล่าว ต่อไป โดยประสานความร่วมมือกับหน่วยที่เกี่ยวข้องแล้ว และได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี ประกอบกับ ประชาชนผู้ ใ ช้รถใช้ถนนมี ความพึงพอใจต่ อการปฏิบัติตามโครงการฯ ในระดับสูง [ซึ่งส่งผลดีโดยตรงต่อ ภาพลักษณ์ของ ตร.ได้อย่างแท้จริง]


ระบบงานสื บสวนอุบตั ิเหตุทางถนนกับการแก้ไขและป้ องกัน  

ขั้นที่ 2 การบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด เพื่อสร้างจิตสํานึกและการรักษาวินัยจราจร ควรดําเนินโครงการกวดขันวินัยจราจรและลดอุบัติเหตุทั่วประเทศอย่างต่อเนื่อง ภายใต้กรอบแนวคิดด้านการ บังคับใช้กฎหมายที่ชี้ให้เห็นถึงห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain) ของการทํางานด้านการบังคับใช้กฎหมายของ ตํารวจจราจรร่วมกับมาตรการอื่น ๆ ทั้งที่เกี่ยวข้องโดยตรง อย่างเช่น มาตรการด้านการปรับปรุงแก้ไข กฎหมาย การตั ดสินโทษ หรือมาตรการที่เกี่ยวข้องโดยอ้อม อย่ างเช่น งานวิศวกรรมทางถนน (Road Engineering) หรือ การให้การศึกษารวมไปถึงบริบททางสังคมในขณะนั้น มาตรการบังคับใช้กฎหมายของตํารวจจราจรจะเน้นการดําเนินการจับกุมผู้กระทําผิดกฎหมายเพื่อให้ เกิดความรู้สึกว่ามีโอกาสที่จะถูกจับได้ (Objective Probability) แต่ประสิทธิภาพการทํางานที่แท้จริงคือการ สร้างความรู้สึกภายในสังคม ให้ผู้ขับขี่รู้สึกถึงโอกาสที่ตนเองจะถูกจับ ผ่านประชาสัมพันธ์ด้วยสื่อ ด้วย เครือข่ายภายในชุมชน จุดมุ่งหมายของการจับกุมไม่ใช่จํานวนผู้ที่ถูกจับกุม (Specific Deterrent) แต่เป็นการ ทําให้ผู้ใช้รถใช้ถนนจํานวนมาก ตระหนักถึงโอกาสที่ตนเองจะถูกจับกุมและถูกลงโทษได้ ดังนั้นการประเมิน ประสิทธิภาพการจับกุมของตํารวจจราจรจึงเป็นการประเมินความรู้สึกของผู้ขับขี่ถึงโอกาสที่จะถูกจับกุม มากกว่าโอกาสที่จับกุมได้จริง อย่างไรก็ตาม จํานวนผู้ที่ถูกจับกุมก็ยังเป็นสิ่งจําเป็นโดยเฉพาะการมุ่งไปยัง กลุ่มที่คาดว่าจะได้รับการยอมรับจากสังคมว่าสมควรที่จะถูกจับ อย่างเช่น คนเมาแล้วขับ (Drunk Driving) คนที่ทําผิดซ้ําแล้วซ้ําอีก (Repeated Offenders) แนวทางนี้ก็จะทําให้เกิดการยอมรับการทํางานของตํารวจ จราจรมากขึ้น ขั้นที่ 3 การพัฒนาระบบ 4 M (มาตรการด้านการเตรียมความพร้อม ด้านบุคลากร งบประมาณ เครื่องมือวัสดุอุปกรณ์ และการจัดการ) อย่างมีประสิทธิภาพ ได้แก่ บุคลากรต้องได้รับการ ฝึกอบรมและทดสอบให้มีความรู้ความสามารถ ตลอดจนการฝึกภาคสนามในสถานการณ์จริง มีการจัดสรร งบประมาณที่ เ ป็ น ระบบชั ด เจนและยั่ ง ยื น โดยเป็ น งบประมาณในการตั้ ง จุ ด ตรวจ ซึ่ ง ประกอบด้ ว ย ค่าตอบแทน และค่าวัสดุอุปกรณ์ต่าง ๆ การจัดหาเครื่องมืออุปกรณ์สําหรับการตรวจจับและควบคุมการใช้ อย่างเป็นระบบ และมีการกําหนดแผนปฏิบัติด้านการจราจรในแต่ละปีอย่างชัดเจน ขั้นที่ 4 ความปลอดภัยทางถนนอย่างยั่งยืน เป็นผลสัมฤทธิ์ที่ได้รับจากการดําเนินโครงการ กวดขันวินัยจราจรและลดอุบัติเหตุทั่วประเทศ ที่ได้ดําเนินการมาอย่างต่อเนื่อง เป็นการพิสูจน์แนวความคิด ที่ว่าหากโครงการดําเนินการต่อเนื่องอย่างมีประสิทธิภาพ จะส่งผลต่อความยั่งยืนในความปลอดภัยจาก อุบัติเหตุทางถนนในระยะเวลาต่อ ๆ ไป และสามารถบรรลุวัตถุประสงค์ด้านความปลอดภัยจากอุบัติภัยทาง ถนนอย่างแท้จริง สอดคล้องกับแผนแม่บทความปลอดภัยทางถนน พ.ศ.2552 – 2555 3.4 ยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบงานจราจร ควรมียุทธศาสตร์เพื่อการพัฒนาระบบงานจราจร 3 ด้าน คือ

27


ระบบงานสื บสวนอุบตั ิเหตุทางถนนกับการแก้ไขและป้ องกัน  

1) ยุทธศาสตร์การจัดการจราจร (Traffic Management) เป็นการจัดการการจราจรบน 28 ท้องถนนเพื่อแก้ไขปัญหารถติด การเผาผลาญน้ํามันเชื้อเพลิง ซึ่งมีความเสียหายประมาณ 170,000 ล้าน บาทต่อปี 2) ยุทธศาสตร์การป้องกันอุบัติเหตุ (Traffic Accident Prevention) ได้แก่ การกวดขันวินัย จราจร การลดการเกิดอุบัติเหตุ ซึ่งมีความเสียหายประมาณ 230,000 ล้านบาทต่อปี 3) ยุทธศาสตร์การบริหารงานจราจร (Traffic Administration) เป็นหลักการบริหาร ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจํากัดให้เกิดประโยชน์สูงสุด ซึ่งได้แก่ บุคลากรทางด้านจราจร งบประมาณจราจร โดยเฉพาะ เครื่องมืออุปกรณ์ในการทํางาน และการบริหารจัดการอย่างถูกต้องเป็นระบบ การที่สํานักยุทธศาสตร์ตํารวจมีความเห็นว่า การจัดทําโครงการกวดขันวินัยจราจรและลดอุบัติเหตุทั่ว ประเทศ (365 วันอันตราย หยุดความตายด้วยวินัยจราจร)นั้นเป็นมาตรการที่มีความเหมาะสม มีประสิทธิภาพ และเห็นสมควรให้มีการดําเนินการตามวิธีการตามโครงการดังกล่าวต่อไปดังข้อเสนอ “เห็นควรดําเนินโครงการ กวดขันวินัยจราจรและลดอุบตั ิเหตุทั่วประเทศต่อไปอีก 3 ปี ”นั้น อาจเป็นเหตุผลที่สําคัญที่ทําให้โครงการ การ พัฒนาระบบงานสืบสวนอุบัติเหตุเพื่อการแก้ไขและป้องกันอุบัติเหตุทางถนนอย่างบูรณาการที่เกิดขึ้นภายหลัง นั้นไม่ได้รับการสนับสนุนจากสํานักยุทธศาสตร์ตํารวจ ตั้งแต่เริ่มต้นจนกระทั่งสิ้นสุดการดําเนินโครงการ อีกทั้ง การที่ตํารวจผู้ปฏิบัติงานในสถานีตํารวจต่างๆจะต้องปฏิบัติงานในเรื่องเดียวกันโดยใช้วิธีการ ทํางาน 2 วิธีการนั้นเป็นการสร้างภาระให้กับผู้ปฏิบัติงานอย่างมาก และสร้างความเคลือบแคลงใจต่อนโยบาย และทิศทางในการทํางานด้านความปลอดภัยทางถนนในส่วนของตํารวจด้วย ดังนั้น ตลอดห้วงระยะเวลาการทํางานตามโครงการ การพัฒนาระบบงานสืบสวนอุบัติเ���ตุเพื่อการ แก้ไขและป้องกันอุบัติเหตุทางถนนอย่างบูรณาการ นั้นจึงเป็นห้วงเวลาของการต่อสู้ ต่อรอง ต่อต้าน ขัดขืนทั้ง ในด้านวิธีคิด และวิธีการในการทํางานด้านความปลอดภัยทางถนนทั้งในส่วนภายในกลุ่มตํารวจเอง และในส่วน ภาคีเครือข่ายภาคส่วนอื่นที่ตั้งคําถามอย่างท้าทายว่า “ตํารวจจะมีความสามารถและมีศักยภาพเพียงพอที่จะ ทําข้อมูลสืบสวนอุบัติเหตุทางถนน หรือ ทําหน้าที่เป็นในส่วนของเลขานุการในการเชื่อมภาคีเครือข่ายให้ ขับเคลื่อนการทํางานด้านอุบัติเหตุทางถนนได้มากน้อยเพียงใด?” การมีส่วนร่วมของผู้บริหารตํารวจก่อนดําเนินโครงการพัฒนาระบบงานสืบสวนฯ ทําไมตํารวจจึงมีส่วนร่วมในการพัฒนาระบบงานสืบสวนอุบัติเหตุ และบทบาทของตํารวจในการ สืบสวนอุบัติเหตุควรเป็นอย่างไร? “การได้ใจ”ผู้บริหารตํารวจในที่ประชุมสัมมนาที่จัดขึ้นที่จว.ประจวบคีรีขันธ์นี้ เกิดขึ้นจากหลายเหตุ หลายปัจจัย เช่น 1) การแสดงออกอย่างชัดเจนของผู้บริหารระดับสํานักงานตํารวจแห่งชาติ(พล.ต.ท.วรพงษ์ ชิวปรีชา)ที่แสดงให้เห็นว่าให้ความสําคัญกับงานอุบัติเหตุทางถนนและต้องการการขับเคลื่อนการเปลีย่ นแปลง เพื่อไปสู่การทํางานที่ดีกว่าเดิม 2) การเปิดโอกาสให้ผู้นําตํารวจระดับกองบัญชาการและระดับกองบังคับการได้ มีโอกาสแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับปัญหา อุปสรรคในการทํางานด้านความปลอดภัยทางถนนในอดีตที่ผ่านมา อย่างเสรีและเข้าใจ เช่น ปัญหาด้านการเพิ่มภาระงานในขณะที่ได้รับงบประมาณน้อย และล่าช้ากว่าหน่วยงาน


ระบบงานสื บสวนอุบตั ิเหตุทางถนนกับการแก้ไขและป้ องกัน  

ข้างเคียงที่ทํางานร่วมกัน การได้รับมอบหมายให้รับผิดชอบงานอุบัติเหตุทางถนนร่วมกับภาคีเครือข่ายอื่นแต่ 29 กลับมีภาระงานและความรับผิดชอบมากกว่า รวมถึงการรู้สึกว่าได้รับการตําหนิอย่างไม่เป็นธรรมเมื่อสถิติ อุบัติเหตุไม่ลดลง ความอึดอัดที่เกิดขึ้นจากการที่ต้องปฏิบัติงานตามนโยบายของศูนย์อํานวยความปลอดภัย ทางถนน(ศปถ.)ในห้วงเทศกาลสงกรานต์โดยมีความคิดเห็นที่แตกต่างเกี่ยวกับมาตรการในการแก้ไขและ ป้องกันอุบัติเหตุทางถนน เช่น ไม่เห็นด้วยกับการตั้งเต็นท์บริเวณริมถนนตามธรรมเนียมที่นิยมปฏิบัติกันในห้วง เทศกาลที่มีวันหยุดติดต่อกันหลายวัน การตั้งเป้าลดอุบัติเหตุในห้วงเทศกาล รวมถึงการระบุโทษ หรือการให้ รางวัลโดยไม่มีระบบการตรวจสอบที่ชัดเจนถูกต้องส่งผลให้บางพื้นที่สั่งการให้ปกปิดสถิติจนเกิดความผิดพลาด คลาดเคลื่อนในการพิจารณาข้อมูลทีแ่ ท้จริง และเกิดการเรียนรู้ของพื้นที่อื่นๆที่ปกปิดตัวเลขอันเนื่องมาจากถูก ทําโทษหรือต้องการได้รับรางวัลถึงแม้ว่าจะไม่แสดงข้อมูลสถิติที่แท้จริง เป็นต้น และสิ่งที่สําคัญคือ การมีความ คิดเห็นที่ตรงกันว่า “จํานวนสถิติที่เก็บในห้วงเทศกาลนั้น ไม่สามารถนําไปใช้ประโยชน์อย่างแท้จริงในพืน้ ที่ เพื่อแก้ไขและป้องกันอุบัตเิ หตุไม่ให้เกิดขึน้ ซ้ําได้ ดังนัน้ จึงมีความเห็นทีส่ อดคล้องกันว่า สมควรอย่างที่จะ จําเป็นต้องเกิดการเปลี่ยนแปลง” ความพยายามอย่างต่อเนื่องที่เป็นผลมาจากการตระหนักในปัญหาการบาดเจ็บและการเสียชีวิตจาก อุบัติเหตุทาถนน รวมถึง ปัญหาอุปสรรคในการทํางานของตํารวจจราจรที่ปฏิบัติงานด้านอุบัติเหตุทางถนน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในห้วงเทศกาลที่มีวันหยุดต่อเนื่องหลายวัน ปรากฏให้เห็นเป็นรูปธรรมผ่านการประชุม การ จัดสัมมนาของผู้บริหารตํารวจระดับกองบัญชาการ ซึ่งสํานักงานยุทธศาสตร์ตํารวจได้เข้ามามีส่วนร่วมด้วย ใน โครงการนี้ ดังเช่น การจัดประชุมเชิงปฏิบัติการเรื่อง “การกําหนดทิศทางและแนวทางการดําเนินงานในการ ลดอุบัติเหตุจราจร”ที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 22-23 ตุลาคม พ.ศ.2553 ณ พัทยา ดิสคอฟเวอร์รี่ บีช (ดี-บีช) โฮเทล นั้นได้มีผู้เข้าร่วมประชุมทั้งในระดับรองผู้บัญชาการและรองผู้บังคับการตํารวจที่รับผิดชอบงานจราจรทั่ว ประเทศร่วมปรึกษาหารือแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับทิศทางในการดําเนินงานของตํารวจที่จําเป็นต้องทบทวน และปรับเปลี่ยนบทบาทของตนเองใหม่ในการทํางานด้านจราจรเพื่อให้ประสิทธิภาพในการทํางานเป็นไปอย่าง มีประสิทธิภาพมากขึ้น และเพื่อลดปัญหาอุปสรรคข้อขัดข้องต่างๆที่ตํารวจผู้ปฏิบัติมีความคับข้องใจในการ ทํางานด้านจราจรในห้วงเวลาที่ผ่านมา พล.ต.ท.อํานาจ อันอาตม์งาม ผู้บัญชาการสํานักยุทธศาสตร์ สํานักงานตํารวจแห่งชาติได้กล่าวต่อที่ ประชุมถึงทิศทางและแนวทางในการดําเนินงานดังนี้ อุบัติเหตุทางถนนกําลังเป็นปัญหาใหญ่ของสังคมโลก และ สังคมไทย ในแต่ละปี อุบัติเหตุทางถนน ได้ คร่าชีวิตคนไปถึง 1.3 ล้านคน (หรือทุกๆนาที มีคนเสียชีวิต 25 คน) รวมทั้งมีผู้บาดเจ็บและพิการกว่าปีละ 50 ล้านคน ซึ่งสูงกว่าภัยพิบัติธรรมชาติ สงคราม การก่อการร้าย หรือโรคระบาดที่เรากําลังหวาดกลัว และที่สําคัญ อุบัติเหตุทางถนน ได้กลายมาเป็นเพชรฆาตอันดับแรกที่คร่าชีวิตเด็กและเยาวชน อายุ 10-24 ปี โดยเฉพาะ ประเทศที่มีการใช้รถจักรยานยนต์เป็นยานพาหนะหลัก ประเทศไทย ถูกจัดอันดับให้อยู่ในเป็นกลุ่มประเทศที่มีอัตราตายสูง โดยไทยอยู่ในอันดับที่ 106 จาก สํารวจ 178 ประเทศทั่วโลก สูงกว่าประเทศอินเดีย เวียดนาม และทีส่ ําคัญ เมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน เช่น สิงคโปร์ หรือ ประเทศที่พัฒนาอย่างญี่ปุ่น พบว่าคนไทยมีอัตราตายสูงกว่าเกือบ 4 เท่า


ระบบงานสื บสวนอุบตั ิเหตุทางถนนกับการแก้ไขและป้ องกัน  

ในปี พ.ศ. 2552 ที่ผ่านมา คนไทยเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนน 10,717 คน (หรือเฉลี่ยวันละ 30 30 คน) คิดเป็นอัตราตาย 16.87 คน / ประชากรแสนคน โดย 1 ใน 3 ของผู้เสียชีวิต เป็นเสาหลักของครอบครัว และความสูญเสียที่เกิดขึ้นส่งผลต่อการล่มสลายของครอบครัว ยังไม่รวมถึงผู้พิการรายใหม่ปีละกว่า 3,000 5,000 คน ที่สาํ คัญ พบว่า 1 ใน 5 ของผู้เสียชีวิต คือกลุ่มเด็กและเยาวชน ซึ่งถือเป็นกําลังสําคัญของชาติ เมื่อ เทียบสัดส่วนการตายจากอุบัติเหตุทางถนน กับการตายจากอาชญากรรม พบว่า การตายจากอุบัติเหตุทางถนน สูงกว่าเกือบ 4 เท่าของการตายจากอาชญากรรม นอกจากนี้ อุบัติเหตุทางถนน ยังก่อให้เกิดความสูญเสีย ทีม่ ีมูลค่าสูง คิดเป็นเงินกว่า 2.3 แสนล้าน บาทในแต่ละปี หรือเทียบได้กับ 2.8 % ของ GDP (เกือบ 3 เท่าของงบสํานักงานตํารวจแห่งชาติ) ผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ของประเทศไทย กว่าครึ่งเริ่มขับขี่ตั้งแต่อายุ 9-14 ปี ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูล การจับกุมของสํานักงานตํารวจแห่งชาติที่พบการกระทําผิดจากการไม่มีใบอนุญาตขับขี่ นอกจากนี้ 2 ใน 3 ของการบาดเจ็บและเสียชีวิตของเด็กและเยาวชนอายุน้อยกว่า 15 ปี มีตน้ เหตุหลักมาจากการขับขี่ รถจักรยานยนต์ และไม่ได้สวมหมวกนิรภัย นอกจากการไม่สวมหมวกนิรภัยแล้ว คนไทยยังมีพฤติกรรมเสี่ยงต่อการบาดเจ็บรุนแรงและเสียชีวิต คือ การขับรถเร็ว โดยข้อมูล สํานักงานตํารวจแห่งชาติระบุว่า ความเร็วเป็นสาเหตุ 1 ใน 5 ของคดีอุบัติเหตุ จราจรทั้งหมด และ เป็นสาเหตุ 3 ใน 4 ของอุบัติเหตุบนทางหลวงแผ่นดิน นอกจากนี้ปัญหา เมาแล้วขับ ยังคง เป็นพฤติกรรมเสี่ยงหลักอีกประการหนึ่ง ที่ทําให้ยอดการเกิดอุบัติเหตุและเสียชีวิตเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่ม เยาวชนและคนวัยทํางาน เมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2553 ที่ประชุมใหญ่องค์การสหประชาชาติ ได้รับรอง “ร่างปฏิญญามอสโก” ที่ ผู้บริหารระดับสูงของแต่ละประเทศได้ร่วมลงนาม และกําหนดให้ปี 2011-2020 เป็น “ทศวรรษแห่งความ ปลอดภัยทางถนน: Decade of Action for Road Safety 2011-20” โดยมีเป้าหมายลดการตายจาก อุบัติเหตุทางถนนลงครึ่งหนึ่ง ในอีก 10 ปีข้างหน้า (พ.ศ. 2563) ด้วยเหตุนี้สํานักงานตํารวจแห่งชาติ .. ตระหนัก และ พร้อมยกระดับความสําคัญ จากการที่รัฐบาลได้ประกาศให้ปัญหาอุบัติเหตุทางถนนเป็น “วาระแห่งชาติ” โดยตั้งเป้าลดอัตรา การตายให้น้อยกว่า 10 คน/ประชากรแสนคน ในอีก 10 ปี พร้อมทั้งรับรองแผน “ทศวรรษแห่งความปลอดภัย ทางถนน” เพื่อให้สอดคล้องกับแนวทางและเป้าหมายขององค์การสหประชาชาติและนานาประเทศ สํานักงาน ตํารวจแห่งชาติ ในฐานะที่เป็นองค์กรหลักในการบังคับใช้กฎหมาย ซึ่งเป็นองค์ประกอบสําคัญในการบรรลุ เป้าหมาย ได้ตระหนักความสําคัญจึงได้จัดประชุมเรื่อง การกําหนดทิศทางและแนวการดําเนินงานในการลด อุบัติเหตุจราจรในครั้งนี้ขึ้น โดยผลลัพธ์จากการประชุมในครั้งนี้จะนําไปใช้ไปเป็นแนวทางในการกําหนดทิศทาง และแนวการดําเนินงานในการลดอุบัติเหตุจราจรในส่วนของสํานักงานตํารวจแห่งชาติเพื่อรองรับการขับเคลื่อน ทศวรรษแห่งความปลอดภัยทางถนน ร่วมกับหน่วยงาน องค์กร และภาคีภาคส่วนต่างๆ โดยตั้งเป้าหมายให้ “คนไทยมีความปลอดภัยในการจราจร และ ลดการตายลงในปีพ.ศ.2563” ทีส่ อดคล้องกับนโยบายและการ บริหารจัดการด้านอุบัติเหตุจราจรของสํานักงานตํารวจแห่งชาติที่สําคัญ ดังนี้


ระบบงานสื บสวนอุบตั ิเหตุทางถนนกับการแก้ไขและป้ องกัน  

ยกระดับความสําคัญของงานด้านจราจรและความปลอดภัย เพื่อลดปัญหาและความสูญเสีย 31 จากอุบัติเหตุทางถนน (2) จัดทําแผนงบประมาณทั้งงบเร่งด่วนและงบปกติ เพื่อเพิ่มสัดส่วนงบประมาณด้านอํานวยการ จราจรและความปลอดภัยทางถนนให้เพียงพอและปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ (3) เตรียมความพร้อมด้านอัตรากําลัง การฝึกอบรม-พัฒนาหลักสูตรด้านความปลอดภัยทางถนน ในทุกระดับ เพื่อให้ตํารวจไทยมีการบังคับใช้กฎหมายด้านความปลอดภัยทางถนน ได้อย่าง มืออาชีพ พร้อมทั้งการสนับสนุนด้านขวัญและกําลังใจ (4) จัดทําแผนและจัดเตรียมความพร้อมด้านวัสดุอุปกรณ์ รวมทั้งการนําเทคโนโลยีที่ทันสมัยมา ปรับใช้ เช่น การใช้เครื่องตรวจจับความเร็ว เครื่องตรวจเมา Red light camera ทั้งนี้ เพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายเป็นไปอย่างครอบคลุม ต่อเนื่อง และมีประสิทธิภาพ (5) ประสานความร่วมมือ กับภาคีภาคส่วนต่างๆ อาทิ สํานักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริม สุขภาพ (สสส.) มูลนิธิเมาไม่ขับ เครือข่ายลดอุบัติเหตุ บริษัทกลางประกันภัย กองทุนเพื่อ ความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน (กปถ.) ศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน ฯลฯ เพื่อส่งเสริมให้การบังคับใช้กฎหมายเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ การประชุมสัมมนาในครั้งนี้ ทําให้ได้ข้อสรุปถึงวิธีคิดในการทํางานด้านอุบัติเหตุจราจรในส่วนของ ตํารวจ และวิธีการในการดําเนินงานซึ่งเป็นการปรับเปลี่ยนบทบาทที่สําคัญ ซึ่งพบว่าหลังจากข้อเสนอโครงการ การพัฒนาระบบงานสืบสวนอุบัติเหตุฯได้รับการสนับสนุน งบประมาณจากสํานักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)และบริษทั กลางคุ้มครองผู้ประสบภัย จากรถ จํากัดแล้วนั้น สํานักยุทธศาสตร์ตํารวจ ก็ไม่ได้เข้ามามีส่วนร่วมในการดําเนินการอีกเลย รวมถึงขาดการ สนับสนุนจากผู้บริหารตํารวจในระดับสํานักงานตํารวจแห่งชาติด้วย โจทย์ที่ท้าทาย: การสร้างการมีส่วนร่วมของพนักงานสอบสวน การตระหนักดีว่า พนักงานสอบสวนคือ กลุ่มบุคคลด่านหน้าที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับข้อมูลอุบัติเหตุทาง ถนนมากที่สุด แต่เนือ่ งจากบริบทของการทํางานรวมถึงวัฒนธรรมการทํางานของพนักงานสอบสวนนั้น กลายเป็นโจทย์ที่ท้าทายของคณะผู้นําตํารวจในการสร้างการมีส่วนร่วมเพื่อให้พนักงานสอบสวนเป็น“คีย์แมน” ในการไขปัญหาอุบัติเหตุที่คร่าชีวิตคนไทยจํานวนมาก และโดยเฉพาะอย่างยิ่งหากพนักงานสอบสวนเข้ามามี ส่วนร่วมในโครงการนี้จะทําให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งสําคัญในวัฒนธรรมการทํางานด้านคดีจราจรซึ่งผู้บริหาร ตํารวจมีความคิดว่า “กระบวนการทํางานตามโครงการนี้จะสามารถอํานวยความยุติธรรมในคดีจราจรได้มาก ขึ้นกว่าในอดีตที่ผ่านมา” อุปสรรคที่อาจทําให้พนักงานสอบสวนไม่สมัครใจในการเข้ามามีส่วนร่วมในการดําเนินโครงการนี้คือ 1. ภาระงานเกี่ยวกับการทําสํานวนในคดีต่างๆในความรับผิดชอบของพนักงานสอบสวนมีจํานวน มากและถูกเร่งรัดในเรื่องระยะเวลาในการทํางาน 2. วัฒนธรรมการทํางานเดิมทั้งในส่วนของพนักงานสอบสวนและผู้บริหารหน่วยเหนือ รวมถึงตํารวจ ในทุกระดับ และประชาชนไม่ได้ให้ความสําคัญอย่างจริงจังในคดีจราจร ทําให้คดีจราจรถูก (1)


ระบบงานสื บสวนอุบตั ิเหตุทางถนนกับการแก้ไขและป้ องกัน  

มองข้ามและมีความหมายเพียง “การตกลงยินยอมพร้อมใจระหว่างผู้ประมาทและผูเ้ สียหาย” 32 มากกว่าที่จะพยายามวิเคราะห์สาเหตุของการเกิดอุบัติเหตุ และการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของ ผู้กระทําผิดด้วยวิธีการต่างๆ แม้กระทั่งการบังคับใช้กฎหมายที่เข้มแข็งในกรณีที่มผี ู้เสียชีวิตก็ตาม 3. แบบสืบสวนอุบัติเหตุที่ถูกกําหนดขึ้นในโครงการฯนี้มีจํานวนข้อคําถามค่อนข้างมาก อย่างไรก็ตาม คณะผู้บริหารตํารวจทุกกองบัญชาการมีความเห็นที่สอดคล้องตรงกันว่า วิธีคิดในการ ดําเนินโครงการ การพัฒนาระบบงานสืบสวนอุบัติเหตุเพื่อการแก้ไขและป้องกันอุบัติเหตุทางถนนอย่างบูรณา การที่กําลังพัฒนาขึ้นนี้เป็นวิธีคิดที่ถูกทาง ดังนั้น ปัญหาอุปสรรคที่อาจมีขึ้นระหว่างการขับเคลื่อนผลักดันเป็น เรื่องปกติธรรมดาที่สามารถเกิดขึ้นได้ แต่หากทุกฝ่ายมีจดุ มุ่งหมายเดียวกันคือ ต้องการเห็นบทบาทใหม่ของ ตํารวจในการทํางานด้านความปลอดภัยทางถนนที่จะสามารถช่วยชีวิตของประชาชนบนถนนได้อย่างมี ประสิทธิภาพนั้น กองบัญชาการตํารวจจะต้องร่วมแรงร่วมใจกันในการฟันฝ่าปัญหาอุปสรรคจนกว่าจะบรรลุ เป้าหมายที่กําหนดไว้ “ผมฟังพี่โก๋(พล.ต.ต.โกสินทร์ หินเธาว์)แล้วเพิ่งได้คิดว่า จริงๆแล้วการทํางานจราจรสามารถช่วยชีวิต คนได้ และได้มากกว่า ง่ายกว่าคดีอาชญากรรมด้วย ผมจะตั้งใจทํางานตามโครงการฯนี้ให้ดีที่สุด”พล.ต.ต. ชัชวาลย์ สุคนธมาน รองผู้บัญชาการตํารวจภูธรภาค 5กล่าวด้วยน้ําเสียงที่แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจในการ ดําเนินงานด้วยจิตใจมุ่งมั่นในการทําบุญช่วยชีวิตคนในขณะทํางาน ซึง่ ปรากฏผลอย่างเป็นรูปธรรมเมื่อผลการ ศึกษาวิจัยพบว่า การดําเนินงานในส่วนของกองบัญชาการตํารวจภูธรภาค5นั้นมีผลการปฏิบัติงานตามโครงการ การพัฒนาระบบงานสืบสวนอุบัติเหตุฯที่ดีเยี่ยม ผู้เสนอทุนรายแรก:วิสัยทัศน์ของผูน้ ําในสถานประกอบการธุรกิจประกันภัย นอกเหนือจากตํารวจแล้วนั้น การประชุมสัมมนาเพื่อกําหนดทิศทางและแนวทางการดําเนินงานใน การลดอุบัติเหตุจราจร เมื่อวันที่ 22-23 ตุลาคม พ.ศ.2553 ณ พัทยา ดิสคอฟเวอร์รี่ บีช (���ี-บีช) โฮเทลยังได้ เชิญภาคีที่มีเป้าหมายในการทํางานร่วมกันเข้าร่วมด้วย บริษัท กลางคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ จํากัดเป็นภาคีหนึ่งที่ได้รับเชิญมาร่วมคิดแนวทางในการ ดําเนินงานร่วมกัน คุณสมพร สืบถวิลกุล กรรมการผู้จัดการบริษัท กลางคุม้ ครองผู้ประสบภัยจากรถ จํากัดได้เข้าร่วม ประชุมสัมมนาด้วยตนเองตลอดการประชุมสัมมนาทั้ง 2 วัน อีกทั้งยังเป็นผู้มีส่วนร่วมในการจุดประกาย ความคิดของตํารวจให้เกิดการปรับเปลี่ยนบทบาทในการทํางานจราจรตั้งแต่เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์2553ที่ โรงแรมอิมพิเรียล หัวหินร่วมกับพล.ต.ท.วรพงษ์ ชิวปรีชา ศ.ดร.พิชัย ธรณีรณานนท์ ผศ.ดร.ปนัดดา ชํานาญสุข และ น.พ.ธนะพงศ์ จินวงษ์ด้วย ภายหลังจาก กรรมการผู้จัดการบริษัท กลางคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ จํากัดได้เข้าร่วม ประชุมสัมมนาในครั้งนี้และมีการแบ่งกลุ่มเพื่อระดมสมองในการกําหนดแผนงานในการบริหารจัดการ โครงการฯนั้น คุณสมพร สืบถวิลกุลได้แสดงวิสัยทัศน์ของผู้นําธุรกิจประกันภัยที่แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจอย่าง มุ่งมั่นที่จะป้องกันชีวิตของผู้ใช้รถใช้ถนนไม่ให้บาดเจ็บและเสียชีวิตจากการเกิดอุบัติเหตุทางถนน มากกว่าการ


ระบบงานสื บสวนอุบตั ิเหตุทางถนนกับการแก้ไขและป้ องกัน  

ตั้งเป้าหมายเพียงแค่การบริการที่ดีในการจ่ายค่าสินไหมเมือ่ ผู้ใช้รถใช้ถนนประสบอุบัติเหตุแล้วเท่านั้น ดังคําพูด 33 ตอนหนึ่งที่ว่า “ผมว่าคุ้มค่า การค้นหาสาเหตุเพื่อนําไปป้องกันไม่ให้เกิดอุบัติเหตุมันคุ้มค่ากว่าการปล่อยให้เกิด อุบัติเหตุและเราก็มาจ่ายค่าประกัน การทีต่ ํารวจออกมาทํางานแบบนี้ผมชอบ ผมสนับสนุนเต็มที่ อยากให้ทํา มานานแล้ว บริษัทกลางสนับสนุนเต็มที่” ความมุ่งมั่นและวิธีคิดที่ดีของคณะผู้นําตํารวจ“ได้ใจ”ผู้ประกอบการธุรกิจจนเป็นที่มาของการ สนับสนุนงบประมาณในการดําเนินงานในส่วนของการจ่ายค่าตอบแทนเพื่อสร้างแรงจูงใจให้กับตํารวจ ผู้ปฏิบัติงานซึ่งเป็นพนักงานสอบสวนและพนักงานร่วมตรวจที่เกิดเหตุในอัตรา 40 บาทเมื่อเกิดอุบัติเหตุทาง ถนนในรายที่ไม่มีผู้เสียชีวิต และอัตรา 50 บาทสําหรับอุบัติเหตุทางถนนในรายที่มีผู้เสียชีวิต รวมถึงการ สนับสนุนในการพัฒนาโปรแกรมคอมพิวเตอร์เพื่อใช้ในการบันทึกและประมวลผลการวิเคราะห์ข้อมูลด้วย โครงการ การพัฒนาระบบงานสืบสวนอุบัติเหตุเพื่อการแก้ไขและป้องกันอย่างบูรณาการ:การ เปลีย่ นแปลงวัฒนธรรมการทํางานด้านความปลอดภัยในองค์กรตํารวจ กว่า 1 ปีสาํ หรับการไตร่ตรองสะท้อนคิดจนกระทั่งความคิดในการขับเคลื่อนงานด้านอุบัติเหตุทาง ถนนในบทบาทใหม่ของตํารวจนี้ตกผนึก คณะรองผู้บัญชาการตํารวจที่รับผิดชอบงานจราจรในทุก กองบัญชาการมีความเห็นพ้องต้องกันในการจัดทําข้อเสนอโครงการ การพัฒนาระบบงานสืบสวนอุบัติเหตุเพื่อ การแก้ไขและป้องกันอย่างบูรณาการ อันส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมการทํางานด้านความปลอดภัยใน องค์กรตํารวจ ดังนี้ ตัวอย่างข้อเสนอโครงการ ของ บช.ภ.9 “การพัฒนาระบบงานสืบสวนอุบัติเหตุเพือ่ การแก้ไขและป้องกันอุบัตเิ หตุทางถนนอย่างบูรณาการ” 1.ชื่อโครงการ “การพัฒนาระบบงานสืบสวนอุบัติเหตุเพื่อการแก้ไขและป้องกันอุบัติเหตุทางถนน อย่างบูรณาการ” 2.ผู้รบั ผิดชอบโครงการ กองบัญชาการตํารวจภูธร ภาค 3.ที่ปรึกษา พล.ต.ท.ดนัยธร วงศ์ไทย ผู้ช่วยผู้บัญชาการสํานักงานตํารวจแห่งชาติ พล.ต.ท.อํานาจ อันอาตม์งาม ผู้บัญชาการสํานักยุทธศาสตร์สํานักงานตํารวจแห่งชาติ 4.ผูส้ นับสนุนโครงการ สํานักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) 5.ที่มาและความสําคัญของปัญหา จากการรวบรวมข้อมูลและผลการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับ การบาดเจ็บและการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุ จราจรมีสาระสําคัญ คือ ในปีพ.ศ.2552 คนไทยเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนน 10,717 คน หรือเฉลี่ยวันละ 30 คนคิดเป็นอัตราตาย 16.87 คน ต่อประชากรแสนคน โดย 1 ใน 3 ของผู้เสียชีวิต จะเป็นกําลังหลักของ


ระบบงานสื บสวนอุบตั ิเหตุทางถนนกับการแก้ไขและป้ องกัน  

ครอบครัว และร้อยละ70-75 ของผู้เสียชีวิตเป็นกลุ่มผู้ใช้รถจักรยานยนต์เป็นยานพาหนะ มีผู้เสียชีวิตจาก 34 รถจักรยานยนต์ปีละเกือบ 7,000 คน นอกจากนี้พบว่าผู้เสียชีวิตเป็นกลุ่มเด็กและเยาวชนที่มีอายุน้อยกว่า 20 ปี โดยมีสาเหตุสําคัญของการเสียชีวิตของผู้ใช้รถจักรยานยนต์ คือ “การบาดเจ็บที่ศีรษะ” ซึ่งพบสูงถึงร้อยละ 50 ของผู้บาดเจ็บรุนแรงและเสียชีวิต นอกจากนี้ยังพบว่าในกลุ่มผู้บาดเจ็บที่เข้ารับรักษาตัวในโรงพยาบาลนั้น กลุ่มเด็กและเยาวชนมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นตลอด 10 ปีที่ผ่านมา นอกเหนือจากประเด็นเรื่องพฤติกรรมการขับขี่ รถจักรยานยนต์ การไม่สวมหมวกนิรภัยแล้วนั้น พฤติกรรมการขับรถเร็วเป็นปัจจัยเสี่ยงที่มีความสําคัญต่อการ เกิดอุบัติเหตุและการบาดเจ็บรุนแรง ทั้งนี้ข้อมูลจากสํานักงานตํารวจแห่งชาติพบว่าความเร็วเป็นสาเหตุ 1 ใน 5 ของคดีอุบัติเหตุจราจรทั้งหมด และเป็นสาเหตุ 3 ใน 4 ของอุบัติเหตุบนทางหลวงแผ่นดิน ความรุ นแรงของความสูญเสียที่เกิดขึ้นจากอุบัติเหตุจราจรทําให้องค์กรต่างๆร่วมมือกันเป็นภาคี เครือข่ายในการบูรณาการการทํางานร่วมกันทั้งในการกําหนดยุทธศาสตร์และแนวทางในการปฏิบัติการต่างๆ เพื่อป้องกันและลดอุบัติเหตุจราจรลงให้บรรลุเป้าหมายตามที่กําหนดไว้ ทั้งนี้เมื่อวันที่ 29 กันยายน 2552 รัฐบาลมีมติรับรองแผนแม่บทความปลอดภัยทางถนน และ ประกาศให้อุบัติเหตุทางถนนเป็น “วาระแห่งชาติ” พร้อมทั้งตั้งเป้าหมายจะลดอัตราการเสียชีวิตให้น้อยกว่า 10 คน/ประชากรแสนคนในอีก 10 ปี และในวันที่ 20 กรกฎาคม 2553 ครม.รับรอง มติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 2 ในส่วนของสํานักงานตํารวจแห่งชาตินั้นมีความพยายามในการปรับเปลี่ยนและพัฒนากลยุทธ์การ ป้องกันและลดอุบัติเหตุจราจร จะเห็นได้ว่าตลอดห้วงเวลาที่ผ่านมามีการจัดทําโครงการต่างๆในระดับสถานี ตํารวจในพื้นที่ต่างๆจํานวนมาก โดยมุ่งหวังในการสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยทางถนนโดยการปรับเปลี่ยน พฤติกรรมผู้ใช้รถใช้ถนนให้เป็นไปอย่างปลอดภัยในทุกๆวันผ่านการบังคับใช้กฎหมาย มิได้กระทําเฉพาะแต่ ในช่วงเทศกาลเท่านั้น เมื่อพิจารณาสถิติการเกิดอุบัติเหตุตามโครงการ 365 วันอันตรายในเดือนมกราคม-ธันวาคม2553 พบว่ า การบาดเจ็ บ และการเสี ย ชี วิ ต ของผู้ ใ ช้ ร ถใช้ ถ นนในเขตพื้ น ที่ ค วามรั บ ผิ ด ชอบของกองบั ญ ชาการ ตํารวจภูธรภาค9มีอุบัติเหตุเกิดขึ้น 2,943ครั้ง ผู้บาดเจ็บเล็กน้อย2,064คนบาดเจ็บสาหัสโดยต้องเข้ารับการ รักษาในโรงพยาบาล 390 คนมีผู้เสียชีวิต 489 คน เมื่อพิจารณาแยกรายละเอียดรายจังหวัดพบว่า จังหวัด สงขลามีอุบั ติเหตุ เกิด ขึ้ น 768 ครั้ ง ผู้ บาดเจ็บเล็กน้ อย390คนบาดเจ็บ สาหั สโดยต้องเข้ารับ การรั กษาใน โรงพยาบาล 192 คนมีผู้เสียชีวิต 186 คนจังหวัดสตูลมีอุบัติเหตุเกิดขึ้น 913ครั้ง ผู้บาดเจ็บเล็กน้อย805คน บาดเจ็บสาหัสโดยต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล 37 คนมีผู้เสียชีวิต 71 คนจังหวัดตรังมีอุบัติเหตุเกิดขึ้น 173ครั้ง ผู้บาดเจ็บเล็กน้อย33คนบาดเจ็บสาหัสโดยต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล 39 คนมีผู้เสียชีวิต 101 คนและจังหวัดพัทลุ���มีอุบัติเหตุเกิดขึ้น 1,089ครั้ง ผู้บาดเจ็บเล็กน้อย836คนบาดเจ็บสาหัสโดยต้องเข้ารับ การรักษาในโรงพยาบาล 122 คนมีผู้เสียชีวิต 131 คน ด้วยเหตุ นี้กองบั ญชาการตํ ารวจภูธรภาค 9 จึงได้จั ดทําโครงการ “การพัฒนาระบบงานสืบสวน อุบัติเหตุเพื่อการแก้ไขและป้องกันอุบัติเหตุทางถนนอย่างบูรณาการ” ขึ้น เพื่อเสริมสร้างประสิทธิภาพในการ แก้ไขและป้องกันอุบัติเหตุทางถนนในพื้นที่จังหวัดสงขลา สตูล ตรัง พัทลุงอย่างเป็นระบบ 3 ขั้น ดังนี้


ระบบงานสื บสวนอุบตั ิเหตุทางถนนกับการแก้ไขและป้ องกัน  

ขั้นที่ 1 การพัฒนาระบบข้อมูลที่มีประสิทธิภาพเพื่อใช้ในการวิเคราะห์ การวางแผนเพื่อเป็นแนวทาง 35 ในการปฏิบัติการโดยบูรณาการการมีส่วนร่วมระหว่างงานสอบสวน งานป้องกันฯ และงานจราจรในการจัดทํา ข้อมูลการสืบสวนอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นในพื้นที่ ขั้นที่2 การสร้างการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่ายโดยการจัดตั้งคณะกรรมการเพื่อทําหน้าที่วิเคราะห์ ข้อมูลที่ได้จากขั้นตอนที่1 ร่วมกับข้อมูลจากแหล่งข้อมูลอื่นๆที่เป็นข้อมูลที่มีประสิทธิภาพและเชื่อถือได้ พร้อม ทั้งวางแผนและดําเนินการแก้ไขในส่วนของสภาพปัญหาที่สามารถดําเนินการแก้ไขได้เลย รวมถึงการใช้ข้อมูล เพื่อประกอบการตั้งจุดตรวจและการบังคับใช้กฎหมายอย่างมีประสิทธิภาพของเจ้าหน้าที่ตํารวจด้วย ขั้นที่3 พัฒนาโครงการแก้ไขและป้องกันอุบัติเหตุทางถนนที่ต่อเนื่องในระยะยาว การจัดทําโครงการ “การพัฒนาระบบงานสืบสวนอุบัติเหตุเพื่อการแก้ไขและป้องกันอุบัติเหตุทางถนน อย่างบูรณาการ” จะทําให้ได้ข้อเสนอเชิงนโยบายในการพัฒนาระบบการบริหารจัดการในการแก้ไขและ ป้องกันอุบัติเหตุทางถนนที่มีประสิทธิภาพและยั่งยืนต่อไป 6. วัตถุประสงค์ 6.1) เพื่อพัฒนาระบบข้อมูลอุบัติเหตุทางถนนระดับพื้นที่ที่มีประสิทธิภาพ 6.2) เพื่อพัฒนากระบวนการมีส่วนร่วมระหว่างตํารวจกับภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐ และภาคประชาชน ในรูปแบบของคณะกรรมการแก้ไขและป้องกันอุบัติเหตุทางถนน(กปถ.)ระดับอําเภอ จังหวัด ภาคและ ตร.ใน การทําหน้าที่วิเคราะห์ วางแผน และดําเนินการแก้ไขและป้องกันอุบัติเหตุทางถนนโดยใช้ข้อมูลที่ได้จากระบบ การสืบสวนอุบัติเหตุทางถนนเป็นพื้นฐานที่สําคัญ 6.3) เพื่อใช้ข้อมูลจากระบบการสืบสวนอุบัติเหตุทางถนนในการกําหนดนโยบายและแนวทางการ บริหารจัดการแก้ไขและป้องกันอุบัติเหตุทางถนนที่มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลอย่างยั่งยืน 7.กรอบแนวคิดในการดําเนินการ การดําเนินครั้งนี้กําหนดกรอบแนวคิดดังนี้ 7.1การเสริมสร้างพลังอํานาจ(empowerment)ตามบทบาทหน้าที่ของพนักงานสอบสวนในการทํา หน้าที่สืบสวนอุบัติเหตุทางถนนเพื่อให้ได้ข้อมูลเกี่ยวกับอุบัติเหตุทางถนนที่เกิดขึ้นในพื้นที่มาใช้ประโยชน์อย่าง มีประสิทธิภาพร่วมกับเจ้าหน้าที่ตํารวจสายงานจราจร สายงานป้องกันปราบปราม ที่ร่วมปฏิบัติหน้าที่จราจร 7.2ส่งเสริมกระบวนการมีส่วนร่วมของภาครัฐและภาคประชาชนในการแก้ไขและป้องกันอุบัติเหตุทาง ถนนร่วมกับตํารวจโดยการจัดตั้งคณะกรรมการทุกระดับตั้งแต่ระดับอําเภอ จังหวัด ภาค และตร. โดยใช้ข้อมูล การสืบสวนอุบัติเหตุเป็นพื้นฐานที่สําคัญในการวิเคราะห์สาเหตุของปัญหา วางแผนการแก้ปัญหา และป้องกัน ลงมือดําเนินการตามบทบาทหน้าที่รับผิดชอบของแต่ละฝ่าย แต่ละหน่วยงาน เพื่อร่วมมือกันลดจํานวนการเกิด อุบัติเหตุทางถนน การบาดเจ็บและเสียชีวิตของผู้ใช้รถใช้ถนน โดยมีการประเมินผลการดําเนินการเพื่อ ตรวจสอบว่าสามารถบรรลุผลสําเร็จตามเป้าหมายได้มากน้อยเพียงใดและปรับเปลี่ยนแผนให้มีประสิทธิภาพ และประสิทธิผลมากยิ่งขึ้นต่อไป 7.3.ใช้ประโยชน์จากข้อมูลระบบการสืบสวนอุบัติเหตุทางถนนในการกําหนดนโยบายและแนวทาง ดําเนินการแก้ไขและป้องกันอุบัติเหตุทางถนนโดยมีการแบ่งแยกแผนการดําเนินการ ทั้งในส่วนที่สามารถแก้ไข


ระบบงานสื บสวนอุบตั ิเหตุทางถนนกับการแก้ไขและป้ องกัน  

และป้องกันได้ในระยะเร่งด่วน ระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาวโดยมีการจัดทําแผนหรือโครงการอย่าง 36 ต่อเนื่องเพื่อให้การแก้ไขและป้องกันปัญหาอุบัติเหตุทางถนนบรรลุผลสําเร็จตามเป้าหมายในการลดจํานวน ผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืนต่อไป

แผนภาพการดําเนินการ การจัดตัง้ คณะกรรมการ กปถ.อําเภอ 

การจัดตัง้ คณะกรรมการ กปถ.สภ.  ระบบสืบสวน อบถ.  การสืบสวน อบถ.  ทุกราย ระดับ สภ.

การตรวจสอบและ วิเคราะห์ข้อมูลจาก

การจัดตัง้ คณะทํางาน จัดทําระบบ ข้ อมูล อบถ. ระดับอําเภอ

อบถ.ระดับ สภ.

การประสานความร่วมมือกับ ภาคีเครื อข่ายในการแก้ ไขและ ป้องกันอบถ.ระดับอําเภอ  โดยใช้ ข้อมูล อบถ.จาก สภ. พื ้นที่ในเขตอําเภอ

การจัดตัง้ คณะทํางาน จัดทําระบบข้ อมูล อบถ. ระดับจังหวัด

การจัดตัง้ คณะกรรมการ กปถ.จังหวัด  การประสานความร่วมมือกับ ภาคีเครื อข่ายในการแก้ ไขและ ป้องกันอบถ.ระดับจังหวัด  โดยใช้ ข้อมล อบถ.ทังหมดจาก ้

การจัดตัง้ คณะทํางาน จัดทําระบบข้ อมูล อบถ. ระดับภาค

การจัดตัง้ คณะกรรมการ กปถ. ภาค  การประสานความร่วมมือกับภาคี เครื อข่ายในการแก้ ไขและป้องกัน


ระบบงานสื บสวนอุบตั ิเหตุทางถนนกับการแก้ไขและป้ องกัน  

37

การจัดตัง้ คณะทํางาน จัดทําระบบข้ อมูล อบถ. ระดับ ตร.

การจัดตัง้ คณะกรรมการ กปถ.ตร.  การประสานความร่วมมือกับภาคี เครื อข่ายในการแก้ ไขและป้องกัน อบถ.ระดับ ตร.โดยใช้ ข้อมูล อบถ.

นิยามศัพท์คําย่อ อบถ. หมายถึง อุบัติเหตุทางถนน กปถ. หมายถึง คณะกรรมการแก้ไขและป้องกันอุบัติเหตุทางถนน สภ. หมายถึง สถานีตํารวจภูธร สน. หมายถึง สถานีตํารวจนครบาล ภ.จว. หมายถึง ตํารวจภูธรจังหวัด บก.น. หมายถึง กองบังคับการตํารวจนครบาล ภาค หมายถึง ตํารวจภูธรภาค ตร. หมายถึง สํานักงานตํารวจแห่งชาติ 8. ขอบเขตในการดําเนินโครงการ ดําเนินการตามโครงการฯทุกสถานีตํารวจในความรับผิดชอบของกองบัญชาการตํารวจภูธรภาค 9 ประกอบด้วย 4 จังหวัด ได้แก่ สงขลา สตูล ตรัง พัทลุง รวมจํานวนสถานีตํารวจทั้งสิ้น 72สถานี 9.วิธีการดําเนินการ

การดําเนินโครงการมีลําดับขั้นตอนดังนี้ 9.1สางงานเดิม 9.1.1 พัฒนาปรับปรุงศูนย์ปฏิบัติการจราจรให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น 9.1.2 นําข้อมูล อบถ.ที่มีอยู่เดิมมาประมวลวิเคราะห์ เพื่อค้นหาสาเหตุของอบถ.ที่แท้จริงในเขตพื้นที่ อําเภอ จังหวัด และ ภาค 9.1.3 นําผลการวิเคราะห์สาเหตุของ อบถ. มาวางแผนแก้ไขและป้องกันเพื่อให้สามารถลดจํานวนการ เกิดอุบัติเหตุ จํานวนผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตให้บรรลุผลสําเร็จได้โดยเร็ว โดยร่วมมือกับภาคีเครือข่ายทุกฝ่ายใน พื้นที่ เช่น การแก้ไขจุดเสี่ยง การตั้งจุดตรวจ การรณรงค์ให้ความรู้ การเสริมสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยทาง ถนน และ การบังคับใช้กฎหมายที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น เป็นต้น 9.2 เริ่มงานใหม่ 9.2.1.การจัดทําระบบสืบสวน อบถ.


ระบบงานสื บสวนอุบตั ิเหตุทางถนนกับการแก้ไขและป้ องกัน  

ระดับสภ. 38 1) การฝึกอบรมด้านการตรวจที่เกิดเหตุ การวิเคราะห์สาเหตุ และการจัดทํารายงานแบบ สืบสวน อบถ. 2) การสืบสวน อบถ.โดยพนักงานสอบสวนร่วมกับตํารวจจราจร 3) การตรวจสอบและวิเคราะห์ข้อมูลการสืบสวน อบถ.โดยว���ธีการประชุมของฝ่ายผู้บริหาร สภ. ซึ่งประกอบด้วยหัวหน้า สภ. รอง ผกก. หรือ สว.ที่ทําหน้าที่จราจร 4) การรายงานข้อมูล อบถ.ไปยังคณะทํางานจัดทําระบบข้อมูลระดับ ภ.จว./บก.น. บช.ภ./ บช.น. และ ตร. 9.2.2.การจัดตั้งคณะกรรมการ กปถ. 1) การประสาน ผวจ.เพื่อขอให้ออกคําสั่งแต่งตั้ง กปถ.ระดับอําเภอ และ จังหวัดอย่างเป็น ทางการตามระเบียบ 2) การประสานภาคีเครือข่ายภาครัฐและภาคประชาชนเพื่อเข้าร่วมจัดตั้งเป็นคณะกรรมการ กปถ.ระดับอําเภอ จนถึงระดับ ตร. 3) การฝึกอบรมด้านการวิเคราะห์ข้อมูล การออกมาตรการ การวางแผน หรือโครงการในการ แก้ไขและป้องกัน อบถ.ในพื้นที่รับผิดชอบ 9.2.3.การบูรณาการความร่วมมือในการแก้ไขและป้องกัน อบถ. การดําเนินการแก้ไขและป้องกัน อบถ.โดยใช้ข้อมูลจากการสืบสวน อบถ.ในพื้นที่ให้บรรลุผล สําเร็จตามเป้าหมายในการลดอัตราการเกิด อบถ. จํานวนผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตทั้ง ระยะเร่งด่วน ระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว 10.ระยะเวลาและแผนการดําเนินการ ระยะเวลาที่ใช้ในการดําเนินการ 9 เดือน (ตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2554 – 30 พฤศจิกายน 2554) โดยมีแผนการดําเนินการดังนี้ ขัน้ ตอนการดําเนิ นการ การฝึกอบรม การสืบสวน อบถ. การสร้างภาคีเครือข่ายเพือ่ การ มีสว่ นร่วมอย่างบูรณาการ การดําเนินการแก้ไขและ ป้องกัน อบถ.ทีม่ ปี ระสิทธิภาพ การประเมินผลและจัดทํา รายงาน/ประชาสัมพันธ์

11.ผลที่คาดว่าจะได้รับ

มี.ค. เม.ย. พ.ค. มิ .ย.

ก.ค.

ส.ค.

ก.ย.

ต.ค.


ระบบงานสื บสวนอุบตั ิเหตุทางถนนกับการแก้ไขและป้ องกัน  

11.1 ได้ต้นแบบของการพัฒนาระบบการสืบสวน อบถ. 39 11.2 ได้ ต้น แบบของกระบวนการมีส่วนร่วมในการแก้ ไ ขและป้องกั น อบถ.ในรูป แบบของ คณะกรรมการ กปถ.พื้นที่ทุกระดับซึ่งใช้ข้อมูลการสืบสวน อบถ.เป็นพื้นฐานในการกําหนดแนวทางดําเนินการ 11.3 ได้ข้อเสนอต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการกําหนดนโยบายด้านการบริหารจัดการแก้ไขและ ป้องกัน อบถ.ได้อย่างถูกต้องและเป็นการแก้ปัญหาที่ตรงจุด

บทที่ 3 การเสริมสร้างพลังอํานาจ : ตํารวจกับกระบวนการมีสว่ นร่วมในการแก้ไขและป้องกันอุบัติเหตุ จุดเปลี่ยนที่ทา้ ทาย การร่วมหมุนกงล้อประวัติศาสตร์ในการพัฒนาระบบการบริหารจัดการความปลอดภัยทางถนนถูก ดําเนินการภายใต้ชื่อโครงการ “การพัฒนาระบบสืบสวนอุบัตเิ หตุเพื่อการแก้ไขและป้องกันอุบตั ิเหตุทาง ถนนอย่างบูรณาการ” โดยมีกองบัญชาการตํารวจภูธรภาค 1-9 กองบัญชาการตํารวจนครบาล และศูนย์ ปฏิบัติการชายแดนภาคใต้สมัครใจเข้าร่วมโครงการนําร่องเพื่อทดสอบวิธีคิดที่ถูกตั้งต้นผ่านการประชุมหารือ ครั้งแล้วครั้งเล่าก่อนที่จะได้ข้อสรุปในการจัดทําร่างโครงการโดยได้รับการสนับสนุนงบประมาณในการ ดําเนินการจากสํานักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.)โครงการสนับสนุนการดําเนินงาน ป้องกันปัญหาอุบัติเหตุทางถนนจังหวัดนําร่อง (สอจร.)และบริษัทกลางคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ จํากัด “เราจะเริ่มต้นที่การบริหารจัดการภายในองค์กรตํารวจก่อน จากนั้นต่อด้วยการบริหารจัดการ ภายนอกหน่วยโดยการเชื่อมภาคีเครือข่ายสร้างการมีส่วนร่วมเพื่อรวมพลังกัน” นี่คอื ข้อสรุปที่รองผู้บัญชาการ ภาคต่างๆมีความเห็นสอดคล้องตรงกันและเป็นที่มาของกระบวนการที่สําคัญเปรียบดั่งบันได 6 ขั้น ขั้นแรก เปิดพืน้ ที่ใหม่ให้กลุ่มพนักงานสอบสวน การวางระบบให้พนักงานสอบสวน(พงส.)ทํางานร่วมกับพนักงานจราจรเพื่อสืบสวนสาเหตุของการเกิด อุบัติเหตุนั้น นับได้ว่าเป็นการเปิดพื้นที่ให้กับกลุ่มพนักงานสอบสวนซึ่งถือได้ว่าเป็นกลุ่มบุคคลที่มีความรู้ ความ เชี่ยวชาญเกี่ยวกับกฎหมายและมีประสบการณ์ที่มากมายเกี่ยวกับการบาดเจ็บและการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุ ทางถนนให้ได้เข้ามามีบทบาทที่สําคัญในการร่วมคิด วิเคราะห์สาเหตุและการหาแนวทางในการแก้ไขและ ป้องกันอุบัติเหตุทางถนน ซึ่งในอดีตที่ผ่านมานั้น พื้นที่ของการแก้ไขและป้องกันอุบัติเหตุทางถนนในมุมมอง ของคนส่วนใหญ่ในสังคมนั้นพุ่งไปที่ตํารวจจราจรเท่านั้น ทําให้สญ ู เสียโอกาสในการใช้ศักยภาพที่สูงมากของ ตํารวจสายงานสอบสวนในการร่วมขับเคลื่อนงานด้านอุบัติเหตุทางถนน การที่องค์กรตํารวจเปิดพืน้ ที่ให้กับพนักงานสอบสวนให้เข้ามามีบทบาทในการดําเนินงานในส่วนนี้จึง นับได้ว่า “ตํารวจเปิดใจ” อย่างมากกับงานอุบัติเหตุทางถนน ทั้งนี้เนื่องจากเป็นที่ทราบกันอย่างดีว่าพนักงาน สอบสวนมีภาระงานที่หนักและมีจํานวนบุคลากรที่อาจเรียกได้ว่าขาดแคลนเมื่อเทียบกับงานที่ต้องทํา


ระบบงานสื บสวนอุบตั ิเหตุทางถนนกับการแก้ไขและป้ องกัน  

อีกทั้งการเข้ามามีส่วนร่วมของพนักงานสอบสวนในครั้งนี้ยงั เป็นการส่งสัญญาณที่ดีขององค์กรตํารวจ ที่แสดงให้เห็นถึงความพร้อมที่จะทําให้คดีอบุ ัติเหตุทางถนนเป็นคดีที่สําคัญและต้องควบคุมให้ลดจํานวนลงให้ ได้เช่นเดียวกับคดีอาชญากรรม สาเหตุของการเจ็บการตายจากอุบัติเหตุทางถนนจะถูกนํามาแก้ไขและป้องกันอย่างตรงจุด ตรงเป้าหมายบนพื้นฐานข้อมูลที่มีการจัดเก็บอย่างเป็นระบบผ่านเครื่องมือที่เรียกว่า “แบบสืบสวนอุบัติเหตุ” (ดูภาคผนวก)และมีการนําเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์เข้ามาใช้ในการบริหารจัดการข้อมูลรวมถึงการประมวลผล ข้อมูล ขั้นทีส่ อง การบริหารจัดการข้อมูล ทันทีที่ออกเวรข้อมูลจากการสืบสวนอุบัติเหตุจะถูกส่งต่อให้กับเจ้าหน้าที่ธุรการเพื่อบันทึกข้อมูลลงใน โปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่สามารถประมวลผลได้ทันทีทั้งในระดับสถานีตํารวจ(อําเภอ) ระดับกองบังคับการ (จังหวัด) ระดับกองบัญชาการ(ภาค) และระดับสํานักงานตํารวจแห่งชาติ(ตร.) รูปแบบของการประมวลผลข้อมูลนั้นสามารถประมวลผลได้ทั้งในรูปแบบข้อมูลเชิงปริมาณซึ่งเป็น ตัวเลข/สถิติ ข้อมูลเชิงคุณภาพซึ่งเป็นรายละเอียดของสาเหตุการเกิดอุบัติเหตุ ลักษณะการเกิดเหตุ ความ รุนแรงและบริบทแวดล้อมที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการประมวลแผนที่จุดเกิดเหตุและภาพถ่ายต่างๆ(ดูรายละเอียด คู่มือการใช้งานโปรแกรมคอมพิวเตอร์) ขั้นทีส่ าม ชวนผูบ้ ริหารระดับสถานีตาํ รวจหมกมุ่น ครุ่นคิดเรื่องอุบตั ิเหตุ การส่งต่อข้อมูลที่มีประสิทธิภาพจากขั้นที่1มาจนถึงขั้นที่ 3 นี้ถือได้ว่าเป็นการจัดการความรู้ที่เกิดขึ้น ในระดับสถานีตํารวจ นับเป็นประวัติศาสตร์ที่ต้องจารึกไว้อีกเช่นกันสําหรับการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบที่เกิดขึ้น ในลักษณะของการนําข้อมูล ความรู้ที่เกี่ยวข้องกับการเกิดอุบัติเหตุทางถนนมาประชุม พูดคุยปรึกษาหารือกัน โดยเริ่มต้นจาก 4 เสือของสถานีตํารวจซึ่งประกอบด้วย หัวหน้าสถานีตํารวจ รองผู้กํากับทั้งสายงานสืบสวน สอบสวน สายงานป้องกันปราบปราม/จราจร และสารวัตรจราจร ตลอดจนการนําข้อมูลเกี่ยวกับการเกิด อุบัติเหตุในพื้นที่เข้าพิจารณาในที่ประชุมบริหารสถานีตํารวจในแต่ละสัปดาห์ การเคลื่อนไหวในการดําเนินการลักษณะนี้สอดคล้องกับการก่อเกิดของวัฒนธรรมความปลอดภัยใน องค์การ(Safety culture in organization)ที่ประกอบด้วยกลไกที่สําคัญ 3 องค์ประกอบคือ การสร้างความรู้ (coaching) การสนับสนุนส่งเสริมให้เกิดการดําเนินการเพื่อให้เกิดความปลอดภัยด้วยวิธีการต่างๆ(caring) และการกํากับ ติดตามเพื่อให้เกิดพัฒนาการที่ดีของการสร้างความปลอดภัยให้ยั่งยืน(controlling) ดังนั้น การก้าวครั้งนี้ของตํารวจจึงนับได้ว่าเป็นการก้าวครั้งใหญ่และสมควรอย่างยิ่งที่จะต้องมีการ ก้าวตามเพื่อร่วมทีม รวมถึงการสนับสนุนให้การก้าวเดินในครั้งนี้เป็นไปอย่างมั่นคง ขั้นทีส่ ี่ คิดแล้วต้องทํา คิดแล้วทํา คือหลักการที่สาํ คัญในขั้นตอนนี้ ทั้งนี้การลงมือทําของตํารวจในโครงการนี้มุ่งเน้นการ ปฏิบัติการแก้ไขและป้องกันอุบัติเหตุทางถนนในระดับพื้นที่บนพื้นฐานข้อมูลที่ได้มาจากการวิเคราะห์สาเหตุ

40


ระบบงานสื บสวนอุบตั ิเหตุทางถนนกับการแก้ไขและป้ องกัน  

ของการเกิดอุบัติเหตุที่เกิดขึ้น

ดังนั้นทุกการกระทําจึงถูกกําหนดโดยข้อมูลเบื้องต้นจากการสืบสวนอุบัติเหตุ

อาจเรียกได้ว่า เป็นการทํางานอย่างเป็นระบบที่แท้จริง มีเป้าหมายชัดเจน โดยที่เป้าหมายนั้นตรงสาเหตุและมี การจัดลําดับความสําคัญเร่งด่วนที่ชัดเจน เฉพาะเจาะจงเหมาะสมกับแต่ละพื้นที่ที่มีบริบทที่แตกต่างกันไป การ ดําเนินการดังกล่าวเป็นไปในลักษณะทีผ่ ู้ทําข้อมูลเป็นผู้ใช้ประโยชน์จากข้อมูลนั้นโดยตรง

ขั้นที่หา้

ตํารวจแสวงหาความร่วมมือกับภาคีเครือข่าย

ใน4ขั้นตอนที่ผา่ นมาเป็นไปในรูปแบบของการบริหารจัดการความรู้และการดําเนินงานภายในองค์กร ตํารวจ ส่วนในขั้นตอนนี้เป็นการที่ตํารวจเรียนรู้ที่จะเชื่อมความสัมพันธ์กับหน่วยงานอื่นๆทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชนต่างๆในพื้นที่รับผิดชอบเพื่อสร้างการมีส่วนร่วมในการแก้ไขและป้องกัน อุบัติเหตุทางถนนผ่านวิธีการจัดประชุมภาคีเครือข่ายในนาม “คณะกรรมการแก้ไขและป้องกันอุบตั ิเหตุทาง ถนนระดับอําเภอ(กปถ.อําเภอ)” เริ่มต้นจากการทําหน้าที่เป็นเลขานุการในทีป่ ระชุม การจัดเตรียมข้อมูลต่างๆเพื่อนําเข้าประชุม และ การดําเนินการจัดประชุมโดยการสร้างการมีส่วนร่วมของทุกภาคี รวมถึงสร้างบรรยากาศของความร่วมมือ ร่วม ใจในการสร้างความปลอดภัยทางถนนให้เกิดขึ้นในระดับอําเภอให้จงได้ เป้าหมายที่สําคัญของขั้นตอนนี้คือ การสร้างการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่ายและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ร่วมกันเพื่อให้เกิดการร่วมคิด ร่วมทํา ร่วมสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยโดยปลอดพ้นจากการเพ่งโทษระหว่าง องค์กรต่างๆ จุดเปลี่ยนที่เกิดขึ้นในส่วนของตํารวจในขั้นตอนนี้คือ การเปลี่ยนแปลงบทบาทของการทําตัวเป็นเพียง “แขก”ที่ถูกเชิญเข้าไป “นั่งฟัง” หน่วยงานต่างๆประชุมปรึกษาหารือกัน กลับกลายเป็น “เจ้าภาพหลัก”ใน การชวนคุย ชวนคิด นับเป็นก้าวที่สําคัญของตํารวจในการเลื่อนสถานะจาก Passive agent เป็น Active agent ที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง ขั้นที่หก ส่งต่อการเรียนรู้สผู่ ู้บริหารในระดับจังหวัดและระดับภาค การดําเนินการในแต่ละขั้นตอนจะถูกส่งต่อตามลําดับขั้นสู่การรับรู้ของผู้บริหารตํารวจ ทั้งนี้มิได้ถูกส่ง ต่อข้อมูลตามลําดับอย่างเชื่องช้า(Red tape) หากแต่ข้อมูลถูกส่งต่ออย่างรวดเร็วและทันทีผ่านการใช้ เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์และการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ผ่าน WEB SITE : www.roadsafetyteam.com ซึ่งถูก พัฒนาขึ้นเพื่อใช้เป็นพื้นที่ของการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างกันของคนทํางานในโครงการนี้ทั้ง 60 พื้นที่

41


ระบบงานสื บสวนอุบตั ิเหตุทางถนนกับการแก้ไขและป้ องกัน  

ระยะเวลาสั้นๆของการดําเนินโครงการเพียง 4 เดือนซึ่งหากตัดห้วงเวลาของการเตรียมการแล้วนั้นนับ 42 ได้ว่ามีการดําเนินการอย่างเต็มที่จริงเพียง 3 เดือนเท่านั้นแต่สามารถพิสูจน์ให้เห็นความตั้งใจจริง ความมุ่งมั่น ความทุ่มเท และการเข้มแข็งต่อการฝ่าฟันปัญหา อุปสรรคต่างๆที่ถาโถมเข้ามาเป็นระยะๆตลอดการดําเนินการ ในที่สุดตํารวจไทยก็สามารถแสดงศักยภาพของผู้ที่มีศีล สมาธิ และปัญญาในการพัฒนาและขับเคลือ่ น ระบบงานการสืบสวนอุบัติเหตุได้อย่างสมศักดิ์ศรี น่าภาคภูมิใจ ในห้วงเวลาเพียง 4 เดือนมีตํารวจในทุกระดับตั้งแต่ระดับล่างสุดจนถึงระดับสูงสุดให้ความสําคัญและ ลงมือกระทําการโดยมีส่วนร่วมสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยทางถนนให้เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของกลไกการ ทํางานประจําซึ่งถ้านับจํานวนของผู้ที่ทํางานในลักษณะนี้เปรียบเทียบกับองค์กรอื่นๆแล้ว อาจจะทําให้เห็นได้ ว่าตํารวจไทยคือ THE CHAMPION ที่ควรได้รับการปรบมือ! และถือเป็นการเปิดตัวของตํารวจในการก้าวสู่ ทศวรรษความปลอดภัยทางถนนอย่างมืออาชีพ จุดเปลี่ยนที่ทีมตํารวจร่วมสร้างขึ้นมานี้จะเป็นนวัตกรรมทางการบริหารที่ได้รับการพัฒนาและสานต่อ เพื่อให้กลายเป็นการดําเนินงานในระบบปกติได้หรือไม่นั้น

กลายเป็นบทพิสูจน์หนึ่งที่สําคัญของเหล่าบรรดา

ผู้นําความปลอดภัยทางถนนทั้งหลายว่าจะสามารถรวมพลังเพื่อร่วมกันพัฒนาระบบการบริหารจัดการความ ปลอดภัยทางถนนซึ่งถือเป็นเสาหลักสําคัญต้นแรกจากเสาทั้ง5ต้นที่สหประชาชาติกําหนดไว้ได้มากน้อยเพียงใด ทําไมต้องเสริมพลังอํานาจของตํารวจในการแก้ไขและป้องกันอุบัตเิ หตุ “เพราะรักจึงจับ”เป็นมาตรการเริ่มต้นในยุคแรกๆของการทํางานของคณะกรรมการศูนย์อํานวยความ ปลอดภัยทางถนน (ศปภ.) ซึง่ แสดงให้เห็นว่า ตํารวจเป็นกลุ่มที่มีบทบาทที่สําคัญในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม การขับขี่ของประชาชนให้เป็นไปอย่างปลอดภัย เพื่อให้เกิดความเข้าใจบทบาทของการทํางานของตํารวจด้านการแก้ไขและป้องกันอุบัติเหตุทางถนน นั้น จําเป็นต้องทําความเข้าใจบทบาทของคณะกรรมการศูนย์อํานวยความปลอดภัยทางถนน (ศปภ.)ด้วย กล่าวคือ การรายงานข้อมูลเกี่ยวกับสถิติการเกิดอุบัติเหตุนั้นเริ่มต้นจาก การรายงานของศูนย์นเรนทร ต่อจากนั้น ศปถ.จะเข้ามามีบทบาทในการทําหน้าที่รายงานข้อมูลในช่วงเทศกาลต่างๆโดยเริ่มปฏิบัติงานครั้ง แรกในเทศกาลปีใหม่ พ.ศ.2546 ภายหลังจากจัดตั้งคณะกรรมการ ศปถ.เมื่อวันที่ 31 มกราคม 2546 ศปถ. ดําเนินการภายใต้การบริหารจัดการของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย(ปภ.)ในสังกัดกระทรวงมหาดไทย คณะกรรมการศปถ.ยุคแรกประกอบด้วยรองนายกรัฐมนตรีทําหน้าที่ผู้อํานวยการศูนย์ รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงมหาดไทย คนมาคม ยุติธรรม สาธารณสุข ศึกษาธิการ กรมประชาสัมพันธ์ และ สํานักงานตํารวจ แห่งชาติ กําหนดยุทธศาสตร์สําคัญ 6 ยุทธศาสตร์คือ ระบบข้อมูล คน รถ ถนน การบําบัดรักษา และการ ประชาสัมพันธ์


ระบบงานสื บสวนอุบตั ิเหตุทางถนนกับการแก้ไขและป้ องกัน  

มาตรการ “เพราะรักจึงจับ”เป็นมาตรการแรกที่กําหนดขึ้นในห้วงเวลาการบริหารงานของ ศปถ.ยุค 43 แรกโดยเริ่มประการใช้มาตรการนี้ เมื่อเดือนมีนาคม 2546 โดยมีความหวังที่จะลดอุบัติเหตุในช่วงสงกรานต์ พ.ศ.2546 การใช้งบประมาณสําหรับการจัดตั้งคณะกรรมการศูนย์ทั้งสิ้น 138,743,250 บาทนั้นเป็นสิ่งบ่ง ชี้ให้เห็นถึงความจําเป็นและความสําคัญของการบริหารจัดการด้านความปลอดภัยทางถนนที่ถูกจัดวางให้เป็น บทบาท หน้าที่และความรับผิดชองของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย

เมื่อตํารวจ“ลุกขึ้น”มาพัฒนาระบบงานสืบสวนอุบัติเหตุทางถนน ตํารวจเท่านั้นที่จะต้องไปยังพื้นที่เกิดเหตุเพื่อสืบสวนหาผู้กระทําผิด “เมื่อเกิดอุบัติเหตุทางถนน ตํารวจจะรู้ข้อมูลอุบัติเหตุทั้งหมด นอกจากนั้นเวลาเกิดอุบัติเหตุตํารวจก็เป็นผู้จัดการจราจรในพื้นทีด่ ้วย ในเมื่อ ตํารวจมีบทบาทในเรื่องการดูแลอุบัติเหตุมากที่สุด แล้วมีเหตุผลอะไรทีจ่ ะไม่ให้ตํารวจเป็นแกนนําที่สาํ คัญของ การบริหารจัดการอุบัติเหตุทางถนน?”คือเหตุผลสําคัญทีต่ ํารวจในโครงการเห็นพ้องต้องกันและเป็นที่มาของ การร่วมแรงร่วมใจกันดําเนินการตามขั้นตอนต่างๆตามกระบวนการพัฒนาระบบงานสืบสวนอุบัติเหตุฯ เป้าหมายที่เป็นแรงบันดาลใจที่สําคัญคือ การได้มีบทบาทเป็นผู้นําข้อมูลสาเหตุของการเกิดอุบัติเหตุ ทางถนนมาใช้ในการทํางานร่วมกับภาคีเครือข่ายในการแก้ไขและป้องกันอุบัติเหตุทางถนนในพื้นที่รบั ผิดชอบ ของตนเองให้เกิดประสิทธิภาพ วิพากษ์การใช้ข้อมูลและการบริหารจัดการที่ผ่านมาเพื่อสร้างการเปลีย่ นแปลงที่ดีกว่า ตํารวจมีความเห็นว่า ข้อมูลที่ส่งมาจากส่วนกลางที่มีศนู ย์อํานวยความปลอดภัยทางถนนเป็น แกนกลางนั้นเป็นข้อมูลที่หยาบ ไม่เฉพาะเจาะจง อีกทั้งเป็นข้อมูลที่ขาดความเชื่อถือได้ เนื่องจากนํามาจาก หลายแหล่งทีม่ วี ิธีคิดในการเก็บข้อมูล มีความเชื่อถือได้ของข้อมูลแตกต่างกันไม่ว่าจะเป็นข้อมูลของสาธารณสุข สํานักงานตํารวจแห่งชาติ องค์กรที่งานด้านกู้ภัย กระทรวงคมนาคม เป็นต้น อีกทั้งไม่เชื่อถือการวิเคราะห์ ข้อมูลของศูนย์อํานวยความปลอดภัยทางถนนจนกระทั่งนําไปใช้ในการกําหนดนโยบายเพื่อการปฏิบัติโดยตั้ง คําถามเกี่ยวกับความชัดเจน ความถูกต้อง ความเชื่อถือได้และความทันสมัยของข้อมูลในระดับอําเภอซึ่งเป็น พื้นที่ทํางานในระดับสถานีตํารวจ “ถ้าจะแก้ปัญหา แต่เราไม่รปู้ ัญหาแน่ชัด ไม่รู้ขนาดของปัญหาว่ามากน้อยแค่ไหน และมีสาเหตุมาจาก อะไร มันก็ไม่สามารถแก้ไขได้ถูกต้อง” “การนับจํานวน”ไม่ได้ทําให้เกิดปัญญาทีน่ ําไปสู่การแก้ไขที่ดีกว่า ตํารวจมีความเห็นว่า การนําเสนอข้อมูลเพียงจํานวนการเกิดอุบัติเหตุ จํานวนการบาดเจ็บ และ จํานวนการเสียชีวิตไม่เพียงพอต่อการแก้ปัญหาเนื่องจากไม่ระบุสาเหตุที่เด่นชัด


ระบบงานสื บสวนอุบตั ิเหตุทางถนนกับการแก้ไขและป้ องกัน  

การเปลี่ยนแปลงการทํางานด้านการบริหารจัดการข้อมูลเพื่อการแก้ไขและป้องกันอุบัติเหตุทางถนน 44 จําเป็นต้องให้ความสําคัญต่อการดําเนินงานดังนี้ 1. เก็บข้อมูลทันทีเมื่อเกิดอุบัติเหตุทางถนนทุกครั้ง ไม่ควรทําการจัดเก็บข้อมูลเฉพาะช่วงเทศกาล เท่านั้น อีกทั้งในช่วงเทศกาลมีการตั้งเป้าเพื่อลดการเกิดอุบัติเหตุ และการเสียชีวิตด้วยจึงมีผลต่อ การปรับแต่งข้อมูลตัวเลขของแต่ละพื้นที่ด้วย 2. การเก็บข้อมูลไม่ควรใช้ลักษณะบันทึกจํานวนภาพรวม เช่น ในแต่ละวันเกิดอุบัติเหตุกี่ครั้ง ไม่สวม หมวกกันน็อกกี่ราย เมาสุรากี่ราย เป็นต้น แต่ควรใช้ข้อมูลที่ระบุสาเหตุของการเกิดอุบัติเหตุราย กรณีแล้วนํามาประมวลผลภายหลังตามประเด็นที่ต้องการวิเคราะห์

เพื่อให้สามารถนําผลการ

วิเคราะห์ไปใช้ประโยชน์ได้อย่างเฉพาะเจาะจงและมีประสิทธิภาพสูงสุด 3. ควรให้ตํารวจผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ระดับสถานีตํารวจเป็นผู้จัดเก็บข้อมูล และวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อ จะได้เข้าใจสภาพปัญหาอย่างแท้จริง อันจะนําไปสู่การตั้งเป้าหมายในการแก้ไขและป้องกัน รวมถึงการพยายามในการหาวิธีการในการแก้ไขและป้องกันอย่างมีประสิทธิภาพต่อไป “จากประสบการณ์ในการทํางานด้านงานสอบสวน เราต้องทะลุกรอบวิธีการแก้ปัญหา ตํารวจนั้น นอกจากต้องไปดูว่าใครเป็นผู้กระทําความผิด ใครเป็นผู้ประมาทแล้วนั้น ตํารวจควรจะต้องหาสาเหตุที่ เกี่ยวข้องกับการเกิดอุบัติเหตุอีก 3 องค์ประกอบคือ สภาพรถ สภาพถนน และสิ่งแวดล้อมด้วยว่ามีผลต่อการ เกิดอุบัติเหตุหรือไม่ นอกเหนือจากด้านพฤติกรรมการขับขี่หรือตัวผู้ขับขี่ เราจะได้แก้ไขได้ตรงกับสาเหตุที่ เกิดขึ้นในแต่ละพื้นที่” การเสริมพลังอํานาจของตํารวจในการแก้ไขและป้องกันอุบัติเหตุ บทบาทที่สําคัญของตํารวจในการแก้ไขและป้องกันอุบัติเหตุทางถนนให้มีความก้าวหน้ากว่าในอดีตที่ ผ่านมาคือ การใช้ความชํานาญในการสืบสวน ซึ่งตํารวจเป็นผู้ใกล้ชิดกับเหตุการณ์การเกิดอุบัติเหตุมากที่สุด ตํารวจปฏิบัติหน้าที่อยู่ในทุกพื้นที่ในระดับอําเภอหรือแม้กระทั่งหมู่บ้าน ซึ่งแตกต่างจากเจ้าหน้าที่ในส่วนงาน ของกรมป้องกันและบรรเทาสําธารณภัยซึ่งปฏิบัติงานอยู่เฉพาะในระดับจังหวัดเท่านั้น และไม่สามารถเข้าไปใน พื้นที่ได้ทันทีเมือ่ เกิดอุบัติเหตุเช่นเดียวกับตํารวจได้ ดังนั้น หากตํารวจมีบทบาทในการสืบสวนสอบสวนสาเหตุของการเกิดอุบัติเหตุที่แท้จริงได้ ตํารวจก็จะ สามารถนําข้อมูลที่ได้จากการสืบสวนสอบสวนนี้ไปสู่การแก้ไขและป้องกันได้อย่างตรงเป้าหมาย ตรงตาม ปัญหาของแต่ละพื้นที่ สาเหตุของการเกิดอุบัติเหตุทางถนนที่ตํารวจสามารถแก้ไข ดําเนินการได้เองโดยลําพังไม่จําเป็นต้อง ขอความร่วมมือจากหน่วยงานอื่น ตํารวจก็สามารถใช้ข้อมูลที่มีอยู่นํามาดําเนินการแก้ไขและป้องกันทันทีอย่าง ตรงจุด ตรงเป้าหมาย เช่น การตรวจจับความเร็ว การกวดขันวินัยจราจร การตรวจสภาพรถที่วิ่งอยู่บนท้อง ถนน เป็นต้น


ระบบงานสื บสวนอุบตั ิเหตุทางถนนกับการแก้ไขและป้ องกัน  

ในส่วนสาเหตุที่ตํารวจไม่สามารถดําเนินการได้เองโดยลําพัง เช่น สภาพถนน บริการกู้ภัย หรือ 45 พฤติกรรมการขับขี่ของนักเรียนนักศึกษา เป็นต้น ตํารวจก็จะนําข้อมูลที่เป็นปัญหานี้นําเสนอในที่ประชุมซึ่ง จัดตั้งเป็นคณะกรรมการแก้ไขและป้องกันอุบัติเหตุทางถนนระดับอําเภอ ระดับจังหวัด และระดับภาค(กปถ. อําเภอ/จังหวัด/ภาค) เพื่อที่จะได้ร่วมมือกันแก้ไขปัญหาโดยบูรณาการความร่วมมือต่อไป ด้วยเหตุนี้ตํารวจจึงมี ความเห็นว่า ตํารวจควรทําหน้าทีเ่ ป็นเลขานุการของกปถ.ในระดับต่างๆ “หลักใหญ่ คือ เรื่องไหนเร่งด่วนและเราทําได้ก็ทําไปเลย ส่วนเรื่องไหนที่เกินบทบาทหน้าที่ก็ตอ้ ง ประสานงานให้ฝ่ายอืน่ ทํา แต่เราจะมีข้อมูลให้ เช่น ข้อมูลเรื่องถนน ข้อมูลสภาพรถ เป็นข้อมูลเชิงสาเหตุ ระดับพืน้ ทีน่ ะไม่ใช่ข้อมูลภาพรวมทั้งจังหวัด ทั้งประเทศ”

ตํารวจกับบทบาท“ที่อยากจะทํา” ตํารวจในโครงการมีความเห็นว่า บทบาทของตํารวจในการทํางานแก้ไขและป้องกันอุบัติเหตุทางถนน นั้น ควรจะมีรปู แบบดังนี้ เมื่อเกิดอุบัติเหตุขึ้น พนักงานสอบสวนและตํารวจจราจรไปยังที่เกิดเหตุพร้อมด้วยแบบสืบสวน อุบัติเหตุ แบบสืบสวนอุบัติเหตุมีข้อคําถามเพื่อวิเคราะห์สาเหตุของการเกิดอุบัติเหตุ 4 องค์ประกอบคือ 1) คนขับ 2)สภาพรถ 3) สภาพถนน และ 4)สภาพแวดล้อม ทั้งนี้แบบสืบสวนฯนี้ได้รับการพัฒนาขึ้นจากการระดม ความคิดเห็นของนายตํารวจระดับต่างๆทั้งระดับผู้ปฏิบัติ และระดับผู้บริหารเพื่อตรวจสอบความครอบคลุม ของสาเหตุการเกิดอุบัติเหตุทางถนนให้มากที่สุด พนักงานสอบสวนจะต้องใช้ความสามารถ ความเชี่ยวชาญจากประสบการณ์ในการทํางานที่ผ่านมา เพื่อวิเคราะห์สาเหตุของการเกิดอุบัติเหตุว่ามีสาเหตุมาจากอะไร พร้อมทั้งความเห็น และจัดทําการถ่ายภาพ ประกอบด้วย การดําเนินการร่วมก���นในส่วนนี้ของพนักงานสอบสวนและเจ้าหน้าทีต่ ํารวจจราจรทําให้เป็นการ พัฒนาศักยภาพของตํารวจจราจรอีกส่วนหนึ่งด้วย เมื่อได้ข้อมูลมาแล้วก็จะนําเข้าสู่ที่ประชุมระดับสถานีตํารวจ ซึ่งมีตํารวจระดับผู้กํากับ และระดับ บริหารซึ่งประกอบด้วย รองผู้กํากับการสืบสวนสอบสวน รองผู้กํากับการจราจร(หากไม่มีให้รองผูก้ ํากับการ ป้องกันและปราบปรามทําหน้าที่แทน)

และสารวัตรจราจรร่วมกันวินิจฉัยว่าแบบสืบสวนที่ดําเนินการนั้นมี

ความถูกต้องหรือไม่อย่างไร การวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อนําไปสู่การปฏิบัติการเพื่อการแก้ไขและป้องกันนั้นไม่ได้ใช้ ข้อมูลรายคดี แต่ใช้การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงสาเหตุภาพรวม การข้ามพ้นทัศนคติเชิงลบของพนักงานสอบสวน


ระบบงานสื บสวนอุบตั ิเหตุทางถนนกับการแก้ไขและป้ องกัน  

ปริมาณคดีอาญาที่มีจํานวนมากซึ่งภาระหน้าที่หลักของพนักงานสอบสวนทําให้ การทํางานในคดี 46 อุบัติเหตุทางถนนที่ผ่านมาถูกลดบทบาทสําคัญหรือมองข้ามไปในห้วงเวลาที่ผ่านมา ดังนั้น การเพิ่มภาระหน้าที่ให้กับพนักงานสอบสวนตามขั้นตอนในการดําเนินงานตามโครงการนี้นั้นจึง เป็น “การเพิ่มภาระให้กับพนักงานสอบสวน”ค่อนข้างมาก กล่าวคือ พนักงานสอบสวนต้องพิจารณาสาเหตุ ของการเกิดอุบัติเหตุเพิ่มขึ้นจากเดิม ทําให้ทศั นคติเริ่มต้นของพนักงานสอบสวนที่มีต่อบทบาทหน้าที่ตาม โครงการพัฒนาระบบงานสืบสวนอุบัติเหตุไม่ดีเท่าที่ควร ในบางพื้นที่รุนแรงจนถึงขั้นไม่ดําเนินการ “equal pay equal work”หลักการจ่ายให้เท่ากับงานที่ทําถูกนํามาใช้เป็นแรงผลักดันที่ทําให้ พนักงานสอบสวนเข้ามามีสว่ นร่วมมากขึ้น โดยนายตํารวจซึ่งเป็นแกนนํามีทรรศนะว่า “เมื่อเพิ่มภาระก็ควร เพิ่มค่าตอบแทนให้ด้วย เพื่อเป็นการชดเชย” นอกเหนือจากการเพิ่มค่าตอบแทนแล้วนั้น ผู้บริหารตํารวจระดับบัญชาการและระดับบังคับการยังทํา หน้าที่ในการโน้มน้าว ชักจูงใจเพื่อปรับเปลี่ยนทัศนคติทงั้ ในส่วนของพนักงานสอบสวนและเจ้าหน้าที่ตํารวจใน ส่วนอื่นๆด้วย “ไปสร้างความเข้าใจว่า สิ่งที่เขาทําจะก่อประโยชน์แก่คน เพราะปัญหาใหญ่ของประเทศตอนนี้คือ จํานวนคนเจ็บ คนตายจากอุบัติเหตุในแต่ละปีมีสูงมาก” ผู้นําตํารวจระดับกองบัญชาการมีความเชื่อว่า “การที่อุบัติเหตุทางถนนไม่ลดจํานวนลงเพราะที่ผ่านมา ตํารวจยังไม่มีบทบาทเต็มที่

หากตํารวจมีบทบาทที่เต็มที่ มีความชัดเจน และได้รับความร่วมมือจากภาคี

เครือข่ายเป็นอย่างดีแล้วนั้น อุบัติเหตุทางถนนจะต้องลดจํานวนลงอย่างแน่นอน” การสร้างแรงบันดาลใจผ่านวิธีคิดที่ว่า “ถ้าตํารวจทุกคนช่วยกัน ก็เหมือนกับช่วยชีวิตของคนไทยที่ใช้ รถใช้ถนนเป็นหมื่น เป็นแสนคน” ความพยายามในการสร้างการมีส่วนร่วมของพนักงานสอบสวนนี้ทําให้ พนักงานสอบสวนเข้ามามี บทบาทในโครงการมากขึ้นในช่วงท้ายของการดําเนินโครงการ


ระบบงานสื บสวนอุบตั ิเหตุทางถนนกับการแก้ไขและป้ องกัน  

47

บทที่ 4 กรณีศึกษา: กองบัญชาการตํารวจภูธรภาค 9 โครงการ การพัฒนาระบบงานสืบสวนอุบัติเหตุเพื่อการแก้ไขและป้องกันอุบัติเหตุทางถนนอย่างบูรณา การ นี้ก่อให้เกิดการเปลี่ยนวัฒนธรรมการทํางานด้านความปลอดภัยในองค์กรตํารวจ ทั้งในระดับสถานีตํารวจ ระดับกองบังคับการ และระดับกองบัญชาการ ดังนี้ 1. บูรณาการศักยภาพในการวิเคราะห์สาเหตุของการเกิดอุบัติเหตุของพนักงานสอบสวนกับพนักงาน จราจร 2. ก่อร่างวัฒนธรรมความปลอดภัยในระดับสถานีตํารวจ(สภ./สน.) ระดับกองบังคับการ(บก.)และ ระดับกองบัญชาการ(บช.)ผ่านการใช้ข้อมูลการสืบสวนอุบัติเหตุและการปรึกษาหารือทุกสัปดาห์ 3. เกิดการพัฒนาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ผ่านการสือ่ สารทางเว็บไซต์ กระตุ้นแรงจูงใจในการทํางานด้าน อุบัติเหตุทางถนนมากขึ้น การบริหารจัดการของภาคทีน่ ํามาซึ่งความสําเร็จในการบริหารจัดการ ถึงแม้ว่าจะมีอุปสรรคในด้านการสนับสนุนจากสํานักงานตํารวจแห่งชาติอย่างเป็นทางการ แต่ผู้บริหาร ตํารวจระดับกองบัญชาการก็ไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคดังกล่าว ทั้งนี้ได้จัดทําแนวทางการปฏิบัติตามโครงการ “การ พัฒนาระบบงานสืบสวนอุบัติเหตุเพื่อการแก้ไขและป้องกันอุบัติเหตุทางถนนอย่างบูรณาการ”ขึ้นเพื่อให้การ ดําเนินการตามโครงการเป็นไปในแนวทางเดียวกันและเกิดประสิทธิภาพสูงสุด อีกทั้งจึงส่งผลให้การกํากับ ติดตามเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นด้วย โดยมีหัวข้อดังนี้(ดูตัวอย่าง บช.ภ.1ในภาคผนวก) 1.หน่วยงานนําร่องตามโครงการฯในสังกัดของ บช. 2.การบันทึกข้อมูล 3.การประชุมคณะกรรมการแก้ไขและป้องกันอุบัติเหตุทางถนน(กปถ.)ในทุกกระดับ 4.งบประมาณในการดําเนินงาน 5.การติดต่อสื่อสารกับผู้ประสานงานระดับภาคเพื่อแก้ไขปัญหาอุปสรรคระหว่างการดําเนินโครงการ


ระบบงานสื บสวนอุบตั ิเหตุทางถนนกับการแก้ไขและป้ องกัน  

นอกเหนือจากการออกคําสั่งและการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบในระดับกองบัญชาการภาคแล้วนั้น 48 ยังมีการจัดทําการบริหารจัดการในระดับสถานีตํารวจด้วยเพื่อให้หัวหน้าสถานีตํารวจได้ใช้เป็นแนวทางในการ กํากับและติดตามการดําเนินงานของทีมผู้ปฏิบัติงานในระดับสถานีตํารวจ ตัวอย่างผลการดําเนินโครงการ ผลการศึกษาวิจัยพบว่า กองบัญชาการตํารวจภูธรภาค 9 เป็นกองบัญชาการที่มีผลการปฏิบัติงานตาม โครงการดีเยี่ยมจึงขอนํามาใช้เป็นกรณีศึกษาดังนี้ 1.กระบวนการจัดทําข้อมูลการสืบสวนอุบัติเหตุ การเก็บข้อมูลตามกระบวนการในโครงการสืบสวนอุบัติเหตุฯมีขั้นตอนดังนี้ 1).การจัดทําข้อมูลการสืบสวนอุบัติเหตุ ในขั้นตอนนี้เมื่อเกิดอุบัติเหตุขึ้น เจ้าหน้าที่ตํารวจจราจรจะไป ที่พื้นที่เกิดเหตุทันทีที่ได้รับแจ้งเหตุและเป็นผู้ทําแบบรายงานการสืบสวนอุบัติเหตุร่วมกับพนักงานสอบสวน ตามแบบฟอร์มที่กําหนด(ในกรณีที่อยู่นอกเขตอําเภอเมืองผู้ปฏิบัติหน้าที่คือเจ้าหน้าที่ตํารวจป้องกันและปราบ สายตรวจตําบล) 2).ในกรณีที่พนักงานสอบสวนไม่สามารถไปยังที่เกิดเหตุได้ทันเวลาและมีการเคลื่อนย้ายผู้เกี่ยวข้องไป แล้วนั้น เจ้าหน้าที่ตํารวจจราจรจะเป็นผู้ทําแบบรายงานการสืบสวนอุบัติเหตุและขอความเห็นร่วมกับพนักงาน สอบสวนที่ปฏิบัติงานในห้วงเวลาเดียวกันเพื่อร่วมวิเคราะห์สาเหตุของการเกิดอุบัติเหตุ 3).นําส่งแบบรายงานการสืบสวนอุบัติเหตุให้เจ้าหน้าที่ตํารวจฝ่ายธุรการเพื่อบันทึกข้อมูลลงโปรแกรม คอมพิวเตอร์ทันทีที่ออกเวร ทั้งนี้เพื่อให้การรายงานข้อมูลการเกิดอุบัติเหตุเป็นไปในรูปแบบREAL TIME พร้อมทั้งจัดเก็บต้นฉบับแบบรายงานการสืบสวนอุบัติเหตุโดยจําแนกออกเป็นแบบรายงานการสืบสวน ที่ลงรายการสมบูรณ์แล้วกับแบบรายงานการสืบสวนที่มีการลงรายการไม่สมบูรณ์ ทั้งนีเ้ พื่อความสะดวกในการ ติดตามการลงรายการข้อมูลเพิ่มเติม 4).สารวัตรจราจรทําการประมวลผลแบบรายงานการสืบสวนเพื่อนําเข้าที่ประชุมคณะกรรมการ กปถ.สภ.ที่ประกอบด้วย ผกก.สภ.,รอง ผกก.ป./จร.,รอง ผกก.สส.,และสว.จร.เพื่อร่วมกันวิเคราะห์ข้อมูล ซึ่งใน ขั้นตอนนี้ ผกก.สภ.จะทําการยืนยันข้อมูลแต่ละฉบับที่ได้จัดทํามาด้วย เมื่อทําการวิเคราะห์สาเหตุของการเกิดอุบัติเหตุแล้ว คณะกรรมการ กปถ.สภ.จะสั่งการให้ตํารวจ ผู้รับผิดชอบดําเนินการแก้ไขและป้องกันอุบัติเหตุตามสาเหตุที่วิเคราะห์นั้น ซึ่งเป็นส่วนที่ตํารวจสามารถแก้ไข และป้องกันได้ในทันที ในส่วนที่ตํารวจไม่สามารถดําเนินการได้ จะนําเข้าที่ประชุม กปถ.อําเภอเพื่อขอให้ภาคีเครือข่ายร่วม ดําเนินการพร้อมทั้งรายงานสาเหตุของการเกิดอุบัติเหตุในพื้นที่ และการดําเนินแก้ไขและป้องกันอุบัติเหตุใน ส่วนที่ตํารวจได้ดําเนินไปแล้วพร้อมทั้งรายงานผลให้ที่ประชุมทราบด้วย กรณีที่สาเหตุของการเกิดอุบัติเหตุไม่สามารถแก้ไขได้ในระดับอําเภอ และมีความจําเป็นต้องแก้ไขใน ระดับจังหวัด ผกก.สภ.จะทําการส่งข้อมูลไปยังจังหวัดเพื่อให้ดําเนินการนําเข้าที่ประชุม กปถ.จังหวัดต่อไป


ระบบงานสื บสวนอุบตั ิเหตุทางถนนกับการแก้ไขและป้ องกัน  

ตัวอย่างผลการจัดทําข้อมูลในส่วนกองบัญชาการตํารวจภูธรภาค 9 ในส่วนของตํารวจภูธรภาค 9 ได้จัดเก็บข้อมูลอุบัติเหตุตามโครงการการพัฒนาระบบงานสืบสวน อุบัติเหตุเพื่อแก้ไขและป้องกันอุบัติเหตุทางถนนอย่างบูรณาการ โดยให้ตํารวจภูธรจังหวัดในสังกัด จํานวน 4 แห่ง ประกอบด้วย ตํารวจภูธรจังหวัดสงขลา สตูล พัทลุง และ ตรัง จัดทําข้อมูลตามแบบรายงานการ สืบสวนอุบัติเหตุทุกสถานีตํารวจ อาทิเช่น 1.ลักษณะการเกิดอุบัติเหตุในรอบ 4 เดือน สถิติอุบัติเหตุจราจรทางถนน ในปี พ.ศ.2554 ในห้วงเดือน เมษายน – กรกฎาคม 2554 พบว่าลักษณะการ เกิดอุบัติเหตุในพื้นที่ตํารวจภูธรภาค 9 มีการเฉี่ยว/ชนกันมากที่สุด จํานวน 1691 ครั้ง รองลงมาคือ ตกถนน จํานวน 91 ครัง้ และ เฉี่ยว/ชน สิ่งกีดขวางบน/ริมถนน จํานวน 80ครั้ง

ภ.จว.สงขลา

ภ.จว.สตูล

ภ.จว.ตรัง

ภ.จว.พัทลุง

๑,๐๐๐ ๘๐๐ ๖๐๐ ๔๐๐ ๒๐๐ ตกถนน

เฉี่ยว/ชน สิง่ กีดขวาง บน/ริมถนน

พลิกคว่ําแล้วชน

เฉี่ยว/ชนแล้วพลิกคว่ํา

พลิกคว่ํา

เฉี่ยว/ชนกัน

เปรียบเทียบอัตราส่วนของลักษณะการเกิดอุบัติเหตุ สูงสุดเป็นเฉี่ยว/ชนกัน คิดเป็นร้อยละ 84.85

49


ระบบงานสื บสวนอุบตั ิเหตุทางถนนกับการแก้ไขและป้ องกัน  

เฉี่ยว/ชนกัน

พลิกคว่ํา

เฉี่ยว/ชนแล้วพลิกคว่ํา

พลิกคว่ําแล้วชน

เฉี่ยว/ชน สิ่งกีด ขวางบน/ริมถนน

ตกถนน

50

๔.๐๑% ๐.๓๕% ๔.๕๗%

๓.๔๑% ๒.๘๑%

๘๔.๘๕%

2. ประเภทถนน สถิติอุบัติเหตุจราจรทางถนน ในปี พ.ศ2554ในห้วงเดือน เมษายน – กรกฎาคม 2554 พบว่า มีอุบัติเหตุเกิด บนถนนทางหลวงแผ่นดินสูงสุด จํานวน 928 ราย รองลงมาคือ ถนนในเขตเทศบาล จํานวน 724 ราย และทางหลวงชนบท จํานวน270ราย ตามตาราง และแผนภูมิเปรียบเทียบแต่ละจังหวัด ๕๐๐ ๔๕๐ ๔๐๐ ๓๕๐ ๓๐๐ ๒๕๐ ๒๐๐ ๑๕๐ ๑๐๐ ๕๐ ๐

ภ.จว.สงขลา ภ.จว.สตูล ภ.จว.ตรัง ภ.จว.พัทลุง ทางหลวงแผ่นดิน ทางหลวงชนบท

ถนนเทศบาล

ถนน อบต./หมู่บา้ น

ถนนในซอย

(อื่น ๆ ระบุ)

 

เปรียบเทียบอัตราส่วนของถนนทีเ่ กิดอุบัติเหตุ สูงสุดเป็นทางหลวงแผ่นดินคิดเป็นร้อยละ 43.86 3. ประเภทรถที่เกิดอุบัติเหตุ

 


ระบบงานสื บสวนอุบตั ิเหตุทางถนนกับการแก้ไขและป้ องกัน  

สถิติอุบัติเหตุจราจรทางถนน ในปี พ.ศ.2554ในห้วงเดือน เมษายน – กรกฎาคม 2554 พบว่า มีอุบัติเหตุ เกิดจากรถจักรยานยนต์สูงสุด จํานวน 1,731 คัน รองลงมาคือ รถกระบะส่วนบุคคล จํานวน 1,004 ราย และรถเก๋งส่วนบุคคลจํานวน 577 ราย ประเภทรถที่เกิดอุบัติเหตุ 

ภ.จว.สงขลา ภ.จว.สตูล ภ.จว.ตร ัง รถตู้

รถบรรทุกตู้สินค้า

รถบรรทุกโดยสาร

รถกระบะรับจ้างโดยสาร

รถกระบะส่วนบุคคล

รถจักรยานยนต์ร ับจ้าง

รถจักรยานยนต์

รถจักรยาน

๙๐๐ ๘๐๐ ๗๐๐ ๖๐๐ ๕๐๐ ๔๐๐ ๓๐๐ ๒๐๐ ๑๐๐ ๐

ภ.จว.พ ัทลุ ง

 

เปรียบเทียบอัตราส่วนของรถที่เกิดอุบัติเหตุ สูงสุดเป็นรถจักรยานยนต์ คิดเป็นร้อยละ 46.76   

51


ระบบงานสื บสวนอุบตั ิเหตุทางถนนกับการแก้ไขและป้ องกัน   รถจัก รยาน

รถจัก รยานสามล้อ

รถจัก รยานยนต์

รถจัก รยานยนต์สามล้อ

รถจัก รยานยนต์ร ับ จ้าง

รถเก๋ งส่วนบุ คคล

รถกระบะส่วนบุ คคล

รถเก๋ งรับ จ้าง/แท็ ก ซี่

รถกระบะรับ จ้างโดยสาร

รถบรรทุ ก ๖/๑๐ ล้อ

รถบรรทุ ก โดยสาร

รถบรรทุ ก พ่วง

รถบรรทุ ก ตู้สินค้า

เครื่อ งจัก ร

รถตู้

๓.๓๕%

๐.๕๗%

๑.๒๗%

๐.๑๔%

๐.๑๔%

๑.๘๖%

๐.๘๙%

52

๐.๔๑% ๐.๐๓%

๐.๐๘% ๒๗.๑๒%

๔๖.๗๖%

๑๕.๕๙%

๐.๑๙%

๑.๖๒%

 

ตัวอย่างผลการดําเนินงานในการใช้ประโยชน์จากข้อมูลมาสร้างการมีส่วนร่วมเพื่อแก้ไขและ ป้องกันอุบัตเิ หตุทางถนนของ บช.ภ.9 ในการดําเนินงานตามโครงการการพัฒนาระบบ งานสืบสวนอุบัติเหตุเพื่อการแก้ ไขและป้องกัน อุบัติเหตุทางถนนอย่างบูรณาการ มุ่งเน้นการพัฒนาระบบข้อมูลอุบัติเหตุทางถนนระดับพื้นที่ที่มีประสิทธิภาพ การพัฒนากระบวนการมีส่วนร่วมระหว่างตํารวจกับภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐ และภาคประชาชนในรูปแบบของ คณะกรรมการแก้ไขและป้องกันอุบัติเหตุทางถนน(กปถ.)ระดับอําเภอ จังหวัด และภาค ในการทําหน้าที่ วิเคราะห์ วางแผน และดําเนินการแก้ไขและป้องกันอุบัติเหตุทางถนนโดยใช้ข้อมูลที่ได้จากระบบการสืบสวน อุบัติเหตุทางถนนเป็นพื้นฐานที่สําคัญ

และนําข้อมูลจากระบบการสืบสวนอุบัติเหตุทางถนนในการกําหนด

นโยบายและแนวทางการบริหารจัดการแก้ไขและป้องกันอุบัติเหตุทางถนนที่มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล อย่างยั่งยืน โดยส่งเสริมให้มีการบังคับใช้กฎหมายอย่างบูรณาการและมีส่วนร่วมจากภาคีเครือข่ายต่างๆ โดย เน้นทั้งการบังคับใช้กฎหมายในมาตรการตามนโยบาย “สวมหมวกนิรภัย 100%”และ การบังคับใช้กฎหมาย ในปัญหาสําคัญที่ได้จากการวิเคราะห์ข้อมูลการสืบสวนอุบัติเหตุทางถนน มีกรอบแนวคิดดังนี้ ๑ การเสริมสร้างพลังอํานาจ(empowerment)ตามบทบาทหน้าที่ของพนักงานสอบสวนใน การทํ า หน้ า ที่ สื บ สวนอุ บั ติ เ หตุ ท างถนนเพื่ อ ให้ ไ ด้ ข้ อ มู ล เกี่ ย วกั บ อุ บั ติ เ หตุ ท างถนนที่ เ กิ ด ขึ้ น ในพื้ น ที่ ม าใช้ ประโยชน์อย่างมีประสิทธิภาพร่วมกับเจ้าหน้าที่ตํารวจสายงานจราจร สายงานป้องกันปราบปราม ที่ร่วมปฏิบัติ หน้าที่จราจร ๒. ส่งเสริมกระบวนการมีส่วนร่วมของภาครัฐและภาคประชาชนในการแก้ไขและป้องกัน อุบัติเหตุทางถนนร่วมกับตํารวจโดยการจัดตั้งคณะกรรมการทุกระดับตั้งแต่ระดับอําเภอ จังหวัด ภาค และ ตร.


ระบบงานสื บสวนอุบตั ิเหตุทางถนนกับการแก้ไขและป้ องกัน  

โดยใช้ข้อมูลการสืบสวนอุบัติเหตุเป็นพื้นฐานที่สําคัญในการวิเคราะห์สาเหตุของปัญหา วางแผนการแก้ปัญหา 53 และป้องกัน ลงมือดําเนินการตามบทบาทหน้าที่รับผิดชอบของแต่ละฝ่าย แต่ละหน่วยงาน เพื่อร่วมมือกันลด จํานวนการเกิดอุบัติเหตุทางถนน การบาดเจ็บและเสียชีวิตของผู้ใช้รถใช้ถนน โดยมีการประเมินผลการ ดําเนินการเพื่อตรวจสอบว่าสามารถบรรลุผลสําเร็จตามเป้าหมายได้มากน้อยเพียงใดและปรับเปลี่ยนแผนให้มี ประสิทธิภาพและประสิทธิผลมากยิ่งขึ้นต่อไป ๓. ใช้ประโยชน์จากข้อมูลระบบการสืบสวนอุบัติเหตุทางถนนในการกําหนดนโยบายและ แนวทางดําเนินการแก้ไขและป้องกันอุบัติเหตุทางถนนโดยมีการแบ่งแยกแผนการดําเนินการ ทั้งในส่วนที่ สามารถแก้ไขและป้องกันได้ในระยะเร่งด่วน ระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาวโดยมีการจัดทําแผนหรือ โครงการอย่างต่อเนื่องเพื่อให้การแก้ไขและป้องกันปัญหาอุบัติเหตุทางถนนบรรลุผลสําเร็จตามเป้าหมายในการ ลดจํานวนผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืนต่อไป กรอบระยะเวลาที่ใช้ในการดํา���นินการ 4 เดือน (ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2554 – 31 กรกฏาคม 2554 ) โดยดําเนินการตามโครงการ ในสถานีตํารวจนําร่องของตํารวจภูธรภาค 9 ประกอบด้วย 4 จังหวัด ได้แก่ สงขลา สตูล ตรัง พัทลุง รวมจํานวนสถานีตํารวจทั้งสิ้น8 สถานี คือ สถานีตํารวจภูธรเมือง สงขลา สถานีตํารวจภูธรหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา สถานีตํารวจภูธรเมืองสตูล สถานีตํารวจละงู จังหวัดสตูล สถานีตํารวจภูธรเมืองตรัง สถานีตํารวจภูธรนาโยง จังหวัดตรัง สถานีตํารวจภูธรเมืองพัทลุง สถานีตาํ รวจภูธร ป่าบอน จังหวัดพัทลุง การอบรมสัมมนาเจ้าหน้าทีต่ ํารวจและภาคีเครือข่าย อุบัติเหตุทางถนน ทําให้คนไทยต้องเสียชีวิตปีหนึ่งๆ นับหมื่นคนมากมายยิ่งกว่าการสูญเสียจากเหตุ ปัญหาความไม่สงบ นับเป็นการสูญเสียที่มหาศาลทั้งในด้านเศรษฐกิจและสังคม อุบัติเหตุทางถนน เกิดขึ้นทุก วัน วันละหลายสิบชีวิต แต่ดูเหมือนว่าผู้คนจะชินชากับความสูญเสียแบบนี้จนแทบจะไม่รู้สึกอะไร ทั้งที่ทุก ชีวิตก็มีค่าของตัวเองกันทุกคน ตํารวจภูธรภาค 9 จึงอยากให้ข้าราชการตํารวจทุกคนให้ความสําคัญกับเรื่อง อุบัติเหตุให้มากๆ เพราะอุบัติเหตุไม่ใช่เรื่องของเวรกรรม ไม่มีใครมาบันดาล และให้ข้าราชการตํารวจได้ เชื่อมั่นว่าปัจจัยสําคัญที่ก่อให้เกิดอุบัติเหตุ เป็นสิ่งที่ข้าราชการตํารวจและภาคีเครือข่ายสามารถควบคุมมันได้ ตํารวจภูธรภาค 9จึงได้จัดทํา “โครงการพัฒนาบุคลากรเพื่อพัฒนาระบบงานสืบสวนอุบัติเหตุ ตํารวจภูธรภาค9 ” ขึ้น เพื่อทําการฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ตํารวจและภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐ และภาคประชาชน ระดับอําเภอ และระดับจังหวัด ให้ทราบถึงขัน้ ตอน และวิธีการปฏิบัติงานในการจัดทําข้อมูล และเพือ่ พัฒนา กระบวนการมีส่วนร่วมระหว่างเจ้าหน้าที่ตํารวจกับภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐ และภาคประชาชนในรูปแบบของ คณะกรรมการแก้ไขและป้องกันอุบัติเหตุทางถนน ในการเสริมสร้างประสิทธิภาพในการแก้ไขและป้องกัน อุบัติเหตุทางถนนในพื้นที่จังหวัดสงขลา สตูล ตรัง พัทลุง


ระบบงานสื บสวนอุบตั ิเหตุทางถนนกับการแก้ไขและป้ องกัน  

กลุ่มเป้าหมาย ดําเนินการฝึกอบรมข้าราชการตํารวจที่รับผิดชอบงานจราจรและงานป้องกัน ปราบปรามที่ร่วมปฏิบัติงานจราจร ของแต่ละหน่วย ทั้งในระดับรองผู้บังคับการ รองผู้กํากับการ เจ้าหน้าที่ ตํารวจที่รับผิดชอบงานจราจร รองผู้กํากับสืบสวนสอบสวน เจ้าหน้ากรอกข้อมูลทั้ง 4 จังหวัด ภาพการฝึกอบรมสัมมนาข้าราชการตํารวจ

ข้าราชการตํารวจเข้าใจบทบาทใหม่ ในการป้องกันและแก้ไขอุบัตเิ หตุทางถนน

บทบาทใหม่ :

ตํารวจ กับการป การป้้ องกันอุบตั ิเหตุทางถนน

ให้ข้าราชการตํารวจเป็นผู้ประสานงาน ระหว่างภาครัฐ และเอกชน ร่วมเป็นภาคีเครือข่าย ในการดําเนินงานป้องกันอุบัติเหตุทางถนน

54


ระบบงานสื บสวนอุบตั ิเหตุทางถนนกับการแก้ไขและป้ องกัน  

55

ผู้อาํ นวยการ ประธาน หัวหน้ า ผู้นํา ผู้ประสาน

ประชุมแนวทางการจัดกิจกรรม รณรงค์และเปิดตัวโครงการ ในวันที่ 27 พ.ค.54 เวลา 10.00 น. ตํารวจภูธรภาค 9 ร่วมกับบริษัทกลางคุ้มครอง ผู้ประสบภัยจากรถ จํากัด ได้จัดประชุมชี้แจง แนวทางการจัดกิจกรรมรณรงค์และเปิดตัวโครงการ ผู้เข้าร่วมประชุมประมาณ 70 นาย ประกอบด้วย รองผู้ บังคับการตํารวจภูธรจังหวัดที่รับผิดชอบงานจราจรและฝ่ายอํานวยการที่รับผิดชอบ ในระดับสถานีตํารวจ ประกอบด้วย สถานีตํารวจภูธรนําร่องจํานวน 8สถานี โดยมีหัวหน้าสถานีตํารวจ รองผู้กํากับการงานสืบสวน สอบสวน รองผู้กํากับการงานป้องกันปราบปราม สารวัตรจราจรและงานป้องกันปราบปรามที่รับผิดชอบงาน จราจร และเจ้าหน้าที่บันทึกข้อมูลของแต่ละสถานีเข้าร่วมประชุม

           


ระบบงานสื บสวนอุบตั ิเหตุทางถนนกับการแก้ไขและป้ องกัน  

56

ประชุมชี้แจงแนวทางการปฏิบัติงานสถานีตํารวจภูธรนําร่อง ในระหว่างวันที่ 9-13 มิ.ย.54 คณะทํางานพัฒนาระบบงานสืบสวนอุบัติเหตุทางถนนได้ประชุม ชี้แจงแนวทางการปฏิบัติงานให้กับสถานีตํารวจภูธรนําร่อง จํานวน 8สถานี ผู้เข้าร่วมประชุม ประกอบ รองผู้ บังคับการตํารวจภูธรจังหวัดที่รับผิดชอบงานจราจร หัวหน้าสถานีตํารวจ รองผู้กํากับการงานสอบสวน รองผู้ กํากับการงานจราจรหรืองานป้องกันปราบปรามที่รับผิดชอบงานจราจร สารวัตรจราจรหรือสารวัตรงาน ป้องกันปราบปรามที่รับผิดชอบงานจราจร และเจ้าหน้าที่บันทึกข้อมูล เข้าร่วมประชุมชี้แจงแนวทางในการ ปฏิบัติให้กับข้าราชการตํารวจในสังกัด ให้มีความเข้าใจในการดําเนินการตามโครงการและการนําข้อมูลการ ระบบข้อมูลมาวิเคราะห์ ดังนี้ กระบวนการแก้ไขอุบัติเหตุ 1. องค์ประกอบของการเกิดอุบัติเหตุ 1.1 คน เช่น

คนขับรถ คนโดยสาร คนเดินถนน คนเฝ้าระวัง ผู้มีหน้าที่แก้ไข

และป้องกันอุบัติเหตุ 1.2 รถ เช่น ตัวรถ ระบบช่วงล่าง ระบบห้ามล้อ สภาพล้อรถ ระบบไฟฟ้า ระบบ เครื่องยนต์ 1.3 ถนน เช่น พื้นถนน วิศวกรรมถนน เครือ่ งหมายจราจร


ระบบงานสื บสวนอุบตั ิเหตุทางถนนกับการแก้ไขและป้ องกัน  

1.4สภาพแวดล้อมบนถนนและริมถนน ที่จากการกระทําของคนและธรรมชาติ

2. องค์ประกอบการบาดเจ็บ พิการ และการเสียชีวิต 2.1 ระบบนิรภัยของรถ 2.2 ระบบกู้ชพี 2.3 ระบบการรักษาพยาบาล 2.4 ระบบวัฒนธรรมความปลอดภัย

??????? ????????? ???????

57


ระบบงานสื บสวนอุบตั ิเหตุทางถนนกับการแก้ไขและป้ องกัน  

58

3. จัดตั้งคณะกรรมการแก้ไขและป้องกันอุบัติเหตุระดับสถานีตํารวจ มีหน้าที่วิเคราะห์ สาเหตุของอุบัติเหตุในพื้นที่ และจัดความสําคัญเร่งด่วนในการแก้ไขปัญหา

การวิเคราะห์ ข้อมูล อบถ.ของคณะกรรมการ กปถ.สภ. หัวหน้าสถานี รอง ผกก.สส.

รอง ผกก.จร./ป. สว.จร./สวป.

4. จัดตั้งคณะกรรมการแก้ไขและป้องกันอุบัติเหตุระดับอําเภอ มีหน้าที่วิเคราะห์และแก้ไข ปัญหาอุบัติเหตุในภาพรวมของระดับอําเภอ กําหนดมาตรการแก้ไขอุบัติเหตุในพื้นที่ คณะกรรมการจํานวน 20คน ประกอบด้วยภาคีเครือข่ายที่มีส่วนส่วนในการแก้ไขอุบัติเหตุในพื้นที่ เช่น ฝ่ายปกครอง โรงพยาบาล หมวดการทาง บริษัทกลางคุม้ ครองผู้ประสบภัยจากรถ ขนส่ง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มูลนิธิ หน่วยกู้ภัย อาสาสมัคร ชมรมในการลดอุบัติเหตุต่างๆ

และฝ่ายเลขานุการ จํานวน 10 คน ซึ่งควรประกอบด้วย

ผู้แทนจากฝ่ายตํารวจ โรงพยาบาล บริษัทกลางคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ กู้ภัย และ โรงพยาบาล 5. การจัดตั้งคณะกรรมการแก้ไขและป้องกันอุบัติเหตุระดับจังหวัด มีหน้าที่วิเคราะห์แก้ไข อุบัติเหตุในภาพรวมของจังหวัด และช่วยแก้ไขจุดอ่อนของระดับอําเภอให้เข้มแข็ง 30 คน ประกอบด้วยผู้แทนจาก จังหวัด ป้องกันและบรรเทาสาธารณะภัย แขวงการทาง โรงพยาบาล บริษัทกลางคุ้มครองผู้ประสบภัย จากรถ โรงพยาบาล หน่วยกู้ภัย มูลนิธิและ อาสาสมัครในการแก้ไขป้องกันอุบัติเหตุ

คณะกรรมการมีจํานวน

การป ระชุ ม วิ เ ค ราะห์ ข้ อ มู ล อ บ ถ .ข อ งค ณ ะก รรม ก าร ก ป ถ .จั ง ห วั ด

ผ บ ก .ภ .จว.ห รื อ รอ ง ผ บ ก .ภ .จว (จร .)

ผู้ ว่ า ร าช การจั ง ห วั ด ป้ อ งกั น แ ล ะ บ รรเท าส าธารณ ภั ย บ ริ ษั ท กล างฯ ตํ า รวจ ขน ส่ ง ท างห ล ว ง แขว งก าร ท าง ส าธ ารณ สุ ข โรงพ ย าบ าล อ งค์ ก ารป ก ค รอง ส่ วน ท้ อ งถิ่ น มู ล นิ ธิ มู ล นิ ธิ ร่ ว ม ก ตั ญ ญู ส ม าค ม ช ม รม อ งค์ ก รเอก ช น ฯล ฯ


ระบบงานสื บสวนอุบตั ิเหตุทางถนนกับการแก้ไ���และป้ องกัน  

และฝ่ายเลขานุการ 10 คน

ซึ่งควรประกอบด้วยผู้แทนจากฝ่ายตํารวจ โรงพยาบาล บริษทั กลางคุ้มครอง

ผู้ประสบภัยจากรถ หน่วยกู้ภัย และโรงพยาบาล 6. จัดตั้งคณะกรรมการแก้ไขและป้องกันอุบัติเหตุระดับภาค มีหน้าที่ชว่ ยแก้ไขจุดอ่อนใน การแก้ไขอุบัติเหตุในระดับจังหวัด และสนับสนุนช่วยเหลือการปฏิบัติในพื้นที่ทุกระดับ กําหนดนโยบาย แนวทาง การปฏิบัติเพื่อให้บรรลุผลตามโครงการ ก ารป ระ ชุ ม วิ เ ค ราะ ห์ ข้ อ มู ล อ บ ถ .ข อ งค ณ ะ ก รรม ก าร ก ป ถ .ภ าค

ขั้นตอนการดําเนินงานในระดับสถานีตํารวจ เนื่องจากสถานีตํารวจเป็นหน่วยงานที่สําคัญที่สุด เป็นจุดเริ่มต้นของการสืบสวนตามแบบ รายงานการสืบสวน เพื่อให้ข้าราชการที่ร่วมปฏิบัติงานในระดับสถานีตํารวจ ได้ทราบวิธีการและขั้นตอนการ ปฏิบัติงานตามกระบวนการแก้ไขอุบัติเหตุตามโครงการ และสามารถจัดเก็บข้อมูลได้ถูกต้อง สามารถนําข้อมูล มาวิเคราะห์ในการแก้ไขปัญหาอุบัติเหตุในพื้นที่ได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยกําหนดขั้นตอนการดําเนินงานดังนี้

59


ระบบงานสื บสวนอุบตั ิเหตุทางถนนกับการแก้ไขและป้ องกัน  

1. งานสืบสวนอุบัติเหตุเป็นงานหลักของงานจราจรในการจัดทําแบบรายงานสืบสวนอุบัติเหตุ โดยมีพนักงานสอบสวนผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายให้ความเห็นเกี่ยวกับสาเหตุ การเตรียมความพร้อมในการ ปฏิบัติงานของพนักงานสอบสวน และเจ้าหน้าที่จราจรผู้ช่วย

ควรมีตารางเวรพนักงานในห้องจราจร และ

ตารางเวรเจ้าหน้าที่จราจรผู้ช่วย ในห้อง พนักงานสอบสวน มีกล้องถ่ายรูปใช้เฉพาะงาน

เมื่อเกิดอุบัติเหตุจะมีเจ้าหน้ าที่จราจรกรอกข้อมู ลอุบัติเหตุ

อุบัติเหตุจราจรเพียงอย่างเดียวความละเอียดไม่ เกิน 1 เมกะไบต์ เพื่อสะดวกในการโหลดภาพ ลงโปรแกรม โดยพนักงานสอบสวนและ เจ้าหน้าที่จราจร จะได้รับค่าตอบแทนในการจัด ข้อมูลตามแบบรายงานการสืบสวนอุบัติเหตุ โดยบริษัทกลางคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ จํากัด สนับสนุนงบประมาณในการจัดทําข้อมูล ในอัตรา 40 บาท/ครั้ง/คน กรณีไม่มีผู้เสียชีวิต และอัตรา 50 บาท/ครั้ง/คน ในกรณีมผี ู้เสียชีวิต และก่อน ออกเวรในแต่ละวันให้ผู้จัดทําแบบรายงานสืบสวนอุบัติเหตุส่งแบบสืบสวนให้กับเจ้าหน้าที่บันทึกข้อมูลเพื่อ บันทึกลงโปรแกรมคอมพิวเตอร์ 2. การบันทึกข้อมูลลงโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ให้ทุกสถานีตํารวจแต่งตั้งเจ้าหน้าที่บันทึก ข้อมูลตามแบบรายงานสืบสวนอุบัติเหตุลงในโปรแกรมคอมพิวเตอร์ อย่างน้อย 2 คน และได้ประชุมชี้แจงให้ เจ้าหน้าที่ทุกคน ได้รับทราบการบันทึก ข้อมูล และการใช้โปรแกรม เจ้าหน้าที่จะ บันทึกข้อมูลทุกวันเมื่อได้รับแบบรายงาน จากเจ้าหน้าที่จัดทําแบบรายงาน โดย เจ้าหน้าที่บันทึกข้อมูลจะได้รบั ค่าตอบแทน เช่นเดียวกับเจ้าหน้าที่กรอกข้อมูล 3. การประชุม คณะกรรมการแก้ไขและป้องกัน อุบัติเหตุของสถานีตํารวจ เพื่อ พิจารณาแก้ไขและป้องกันมิให้เกิด อุบัติเหตุซ้ํา โดยคณะกรรมการจะ

เจ้าหน้าทีผ่ บู้ นั ทึกข้อมูลลงคอมพิวเตอร์

60


ระบบงานสื บสวนอุบตั ิเหตุทางถนนกับการแก้ไขและป้ องกัน  

ประชุมพิจารณาแบบรายงานทุกวัน 7 วัน เพื่อพิจารณาว่าข้อมูลที่ได้จัดทําขึ้นสมบูรณ์แล้วหรือไม่ และ เรียกพนักงานสอบสวนมาให้ความเห็นเพิ่มเติม และพิจารณาว่าควรแก้ไขในระยะเร่งด่วน ระยะสั้น ระยะยาว อย่างไร โดยคณะกรรมการจะต้องเข้าร่วมประชุมอย่างน้อย 2 คน และจะต้องประกอบด้วยหัวหน้าสถานี ตํารวจอยู่ด้วยทุกครั้ง เมื่อข้อมูลที่จัดทําสมบูรณ์แล้วให้หัวหน้าสถานีตํารวจยืนยันความถูกต้องของข้อมูล ทาง บริษัทกลางคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ จํากัด จ่ายค่าตอบแทนให้กับคณะกรรมการ จํานวน 100 บาทต่อราย 4. ให้สถานีตํารวจ จัดทําข้อมูลสถานภาพอุบัติเหตุในพื้นที่ การแก้ไขอุบัติเหตุที่ได้ดําเนินแก้ไขไปแล้ว และปัญหาอุบตั ิเหตุที่จะขอความร่วมมือ ให้ภาคีช่วยแก้ไขเข้านําเสนอในการ ประชุมคณะกรรมการแก้ไขและป้องกัน การประชุมแก้ไขอุบตั ิเหตระดับอําเภอ

อุบัติเหตุในระดับอําเภอ เพื่อพิจารณา แก้ไขในระดับอําเภอ ระดับจังหวัด และภาคตามลําดับ

ประชุมขยายพื้นที่การ การประชุมแก้ไขอุบัติเหตุระดับจังหวัด

ดําเนินงานตามโครงการ เนื่องจากตํารวจภูธรภาค9 มี หน้าที่รับผิดชอบในการกําหนด

นโยบายวางกรอบแนวทางและควบคุมการปฏิบัติการแก้ไขและป้องกันอุบัติเหตุทางถนนในพื้นที่ 4 จังหวัด คือ จังหวัดสงขลา สตูล พัทลุง และ จังหวัดตรัง มีสถานีตํารวจในสังกัดรวมทั้งสิ้น 72 สถานี

ในการ

ดําเนินงานตามโครงการได้รับงบประมาณสนับสนุนเฉพาะสถานีตํารวจนําร่องเพียง 8 สถานี ประกอบด้วย สถานีตํารวจภูธรเมืองสงขลา สถานีตํารวจภูธรหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา สถานีตํารวจภูธร เมืองสตูล สถานีตํารวจภูธรละงู จังหวัดสตูล สถานีตํารวจภูธรเมืองตรัง สถานีตํารวจภูธรนาโยง จังหวัด

61


ระบบงานสื บสวนอุบตั ิเหตุทางถนนกับการแก้ไขและป้ องกัน  

ตรัง

สถานีตํารวจภูธรเมืองพัทลุง และสถานีตํารวจภูธรป่าบอน จังหวัดพัทลุง

เพื่อให้ทราบข้อมูล

และสถานภาพอุบัติเหตุ นํามาวิเคราะห์ในการกําหนดกรอบแนวทางในการแก้ไขและป้องกันอุบัติเหตุใน ภาพรวมของตํารวจภูธรภาค 9 จึงได้ขยายพื้นที่การดําเนินงานตามโครงการ โดยให้มีการจัดทําแบบรายงาน สืบสวนอุบัติเหตุในสถานีตํารวจที่เหลือทั้งหมดในสังกัด จํานวน 64สถานี โดยประสานขอรับการสนับสนุน งบประมาณเพิ่มเติม จากบริษัทกลางคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถจํากัด ในการจัดข้อมูลตามแบบรายงาน สืบสวนอุบัติเหตุของสถานีดังกล่าว โดยเมื่อวันที่ 7-8 กรกฎาคม ๒๕๕๔ คณะทํางานพัฒนาระบบงานสืบสวนอุบัติเหตุ ได้ กําหนดประชุมชี้แจงกระบวนการแก้ไขอุบัติเหตุทางถนน และขั้นตอนการดําเนินงานในระดับสถานีตํารวจ ให้กับข้าราชการตํารวจทุกสถานีตํารวจ ผู้เข้าร่วมประชุมประกอบด้วยหัวหน้าสถานี ตํารวจ รองผู้กํากับการงานสอบสวน รองผู้ กํากับการงานจราจรหรืองานป้องกัน ปราบปรามที่รับผิดชอบงานจราจร สารวัตร จราจรหรือสารวัตรงานป้องกันปราบปรามที่ รับผิดชอบงานจราจร เจ้าหน้าที่จราจรผู้ช่วย พนักงานสอบสวน และเจ้าหน้าที่บันทึกข้อมูล ในทุกสถานีตํารวจ ในการประชุมได้สร้างจิตสํานึกให้ ข้าราชการตํารวจได้ตระหนักถึงความสูญเสียที่เกิดจากอุบัติเหตุ การจัดทําแบบรายงานการสืบสวนอุบัติเหตุ หลายคนคิดว่าเป็นงานใหม่ เป็นภาระที่เพิ่มขึ้น แต่ให้ทุกคนตระหนักว่าวิธีการหรือขั้นตอนการทําแบบรายงาน สืบสวนอุบัติเหตุ

และการวิเคราะห์สาเหตุอุบัติเหตุแล้ว นําข้อมูลจากการวิเคราะห์มาแก้ไขในจุดเสี่ยง

หรือจุดที่เกิดอุบัติเหตุบ่อยแล้วสามารถช่วยชีวิตผู้อื่นให้ปลอดภัยจากอุบัติเหตุได้นับว่าเป็นงานที่คุ้มค่า คณะทํางานพัฒนาระบบงานสืบสวนอุบัติเหตุ ได้ประชุมชี้แจงการวิเคราะห์อุบัติเหตุและแนะนําการ จัดทํารายงานสรุปผลการดําเนินงานตามโครงการของสถานีตํารวจในสังกัด คณะกรรมการแก้ไขและป้องกันอุบัติเหตุของสถานี

ให้ปรากฏข้อมูลการประชุม

และเสนอสิ่งทีส่ ถานีตํารวจได้แก้ไขหรือได้ดําเนินไป

แล้วในระยะเร่งด่วนอย่างไรบ้าง ในส่วนที่ทาํ ไม่ได้หรือไม่อยู่ในกรอบหน้าที่และความรับผิดชอบของตํารวจนั้น เป็นของหน่วยงานใด และได้รอ้ งขอให้หน่วยที่รับผิดชอบดําเนินการอย่างไร

ในการประชุม

คณะกรรมการระดับอําเภอ สําหรับตํารวจภูธรจังหวัดไม่มีพื้นที่รับผิดชอบในการแก้ไข มีหน้าที่ช่วยแก้ จุดอ่อนในระดับอําเภอและแก้ไขปัญหาในภาพรวมของจังหวัด อุบัติเหตุ

การกําหนดนโยบายให้สอดคล้องกับปัญหา

62


ระบบงานสื บสวนอุบตั ิเหตุทางถนนกับการแก้ไขและป้ องกัน  

63

ประชุมชี้แจงข้าราชการตํารวจ ภ.จว.พัทลุง ได้จัดประชุมติดตามผลการดําเนินงานของสถานีตํารวจทุกสถานีตํารวจและชี้แจงแนวทางการจัดทํา รายงานสรุปผลการดําเนินงานตามโครงการ ในวันที่ 27 ก.ค.54เวลา 15.00 น ณ ห้องประชุม ภ.9 ชั้น 2 ผู้เข้าร่วมประชุม ประกอบด้วยหัวหน้าสถานีตํารวจ สารวัตรจราจรหรือสารวัตรงานป้องกันปราบปรามที่ รับผิดชอบงานจราจร เข้าร่วมประชุม โดยมีผู้แทนสถานีตํารวจนําร่องในพื้นที่ ศชต. เข้าร่วมประชุมด้วย ในการประชุมได้ปลุกจิตสํานึกให้ข้าราชการตระหนักว่าปัญหาอุบัติเหตุจราจรเป็นเรื่องความเป็นความ ตายของประชาชน การแก้ไขปัญหาของตํารวจหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะสําเร็จหรือไม่ไม่มีผลกระทบต่อ หน้าที่การงาน แต่สําหรับผูใ้ ช้รถใช้ถนนมีชีวิตเป็นเดิมพัน รวมทั้งทรัพย์สินอีกมากมายที่สูญเสียจากอุบัติเหตุ ในแต่ละปี และ เพื่อจะได้ทราบสถานภาพอุบัติเหตุที่แท้จริงของตํารวจภูธรภาค 9จึงให้ทุกสถานีตํารวจจัดทํา ข้อมูลรายงานตามแบบสืบสวนอุบัติเหตุให้สมบูรณ์ครบถ้วนมากที่สุดเพื่อนําข้อมูลมาใช้ในเชิงวิเคราะห์ได้ ให้หน่วยปฏิบัติได้รายงานผลการดําเนินการตามโครงการว่าจากการสืบสวนอุบัติเหตุของ สภ. มีสถานภาพอุบัติเหตุเป็นอย่างไร นําข้อมูลจากการสืบสวนมาวิเคราะห์หาสาเหตุของอุบัติเหตุจราจร และได้ แก้ไขปัญหาของพื้นที่ไปอย่างไร ป้องกันอุบัติเหตุในจุดเสี่ยงได้หรือไม่ หรือมีปัญหาใหม่เกิดเพิ่มขึ้น ในส่วนที่ ของความร่วมมือในการแก้ไขจากคณะกรรมการระดับอําเภอมีอย่างไรบ้าง พร้อมผลการแก้ไขหรือการให้ความ ร่วมมือของภาคีเครือข่าย สามารถลดสถิตอิ ุบัติเหตุได้หรือไม่ การดําเนินงานตามโครงการระยะแรกครบ กําหนดในวันที่ 31 กรกฎาคม 2554 แต่สาํ หรับการบันทึกข้อมูลตามแบบรายงานสืบสวนอุบัติเหตุยังคง ดําเนินการต่อไป เนื่องจากทางบริษัทกลางคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ จํากัด สนับสนุนงบประมาณในการ จัดทําข้อมูลต่อไป


ระบบงานสื บสวนอุบตั ิเหตุทางถนนกับการแก้ไขและป้ องกัน  

ประชุมชี้แจงการจัดทํารายงานและสรุปผลการปฏิบัตใิ ห้กับสถานีตํารวจภูธรนําร่อง ประชุมชี้แจงการจัดทํารายงานและสรุปผลการดําเนินงานตามโครงการ

ให้กับสถานีตํารวจภูธรนํา

ร่องในสังกัด ตํารวจภูธรจังหวัดพัทลุง คือสถานีตํารวจภูธรเมืองตรัง สถานีตํารวจภูธรป่าบอน และในสังกัด ตํารวจภูธรจังหวัดตรัง คือสถานี ตํารวจภูธรเมืองตรัง และสถานี ตํารวจภูธรนาโยง ในวันที่ 5 ส.ค. 54 เวลา 15.00 น. ณ ห้องประชุม ภ.จว.พัทลุง ผู้เข้าร่วมประชุม ประกอบด้วยรองผู้บังคับการ ตํารวจภูธรจังหวัดที่รับผิดชอบงาน จราจร สารวัตรฝ่ายอํานวยการที่ รับผิดชอบ หัวหน้าสถานีตํารวจ และ สารวัตรจราจรหรือสารวัตรงานป้องกันปราบปรามที่รับผิดชอบงานจราจร

สถานีตํารวจภูธรเมืองพัทลุง และสถานี

64


ระบบงานสื บสวนอุบตั ิเหตุทางถนนกับการแก้ไขและป้ องกัน  

ตํารวจภูธรเมืองตรัง นําเสนอผลการ

65

ดําเนินงานตามโครงการในรอบ 4 เดือน แต่ 1 เมษายน – 31 กรกฎาคม ๒๕๕๔

ประชุมชี้แจงการจัดทํารายงานและสรุปผลการดําเนินงานตามโครงการ

ให้กับสถานีตํารวจภูธร

นําร่องในสังกัด ตํารวจภูธรจังหวัดสงขลา คือสถานีตํารวจภูธรเมืองสงขลา สถานีตํารวจภูธรหาดใหญ่ และในสังกัด ตํารวจภูธรจังหวัดสตูล คือสถานีตํารวจภูธรเมืองสตูล และสถานีตํารวจภูธรละงู เวลา 09.00น. ณ ห้องประชุมชั้น 3 สถานีตํารวจภูธรหาดใหญ่

ในวันที่ 6 ส.ค. 54

ผู้เข้าร่วมประชุม ประกอบด้วยรองผู้

บังคับการตํารวจภูธรจังหวัดที่รับผิดชอบงานจราจร สารวัตรฝ่ายอํานวยการที่รับผิดชอบ หัวหน้าสถานี ตํารวจ และสารวัตรจราจรหรือสารวัตรงานป้องกันปราบปรามที่รับผิดชอบงานจราจร


ระบบงานสื บสวนอุบตั ิเหตุทางถนนกับการแก้ไขและป้ องกัน  

66

สถานีตํารวจนําร่องทุกสถานีตํารวจ เล็งเห็นประโยชน์ในการดําเนินงานตาม โครงการและมีความประสงค์จะดําเนินการ ต่อในระยะต่อไป

จากการขยายพื้นที่การดําเนินงานตามโครงการจากสถานีตํารวจนําร่อง เป็นดําเนินงานใน ทุกสถานีตํารวจในสังกัดตํารวจภูธรภาค 9 ทําให้ตํารวจภูธรจังหวัดในสังกัดได้ข้อมูลที่แท้จริงของ อุบัติเหตุเพื่อนํามาวิเคราะห์พิจารณากําหนดแนวทางการป้องกันและแก้ไขปัญหาในพื้นที่ ในห้วงการ ดําเนินงานระยะแรกในรอบ 4 เดือน ยังมีปัญหาอุปสรรคในการดําเนินงาน ยังไม่สามารถควบคุม สถิติการเกิดอุบัติเหตุและการเสียชีวิตได้เท่ที่ควร เนื่องจากเป็นโครงการใหม่ หน่วยที่เข้าร่วมโครงการ ได้รับงบสนับสนุนการดําเนินงานเพียงสถานีตํารวจภูธรนําร่องเพียง 8 สถานีจากทั้งหมด 72สถานี ภาพการแก้ไขปัญหายังไม่ชัดเจน แต่ผลการดําเนินงานตามโครงการ สามารถได้ข้อมูลการเกิด


ระบบงานสื บสวนอุบตั ิเหตุทางถนนกับการแก้ไขและป้ องกัน  

อุบัติเหตุที่ทุกสถานีตํารวจได้เก็บรวบรวมไว้และบันทึกข้อมูลลงในโปรแกรมคอมพิวเตอร์ เป็น ฐานข้อมูลให้กบั หน่วยงาน นําข้อมูลมาใช้ประโยชน์ในการวิเคราะห์แก้ไขปัญหาอุบัติเหตุในพื้นที่ได้

แผนที่สถิติข้อมูลอุบัติเหตุของตํารวจภูธรภาค ๙ เดือน เมษายน - กรกฎาคม ๒๕๕๔

67


ระบบงานสื บสวนอุบตั ิเหตุทางถนนกับการแก้ไขและป้ องกัน  

68

ภาพแผนที่เกิดเหตุในพื้นที่จังหวัดพัทลุง

ผลการดําเนินการอย่างเป็นรูปธรรมของ บก.ภ.จว.สงขลา


ระบบงานสื บสวนอุบตั ิเหตุทางถนนกับการแก้ไขและป้ องกัน  

การฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการการใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์เพื่อการรายงานสืบสวนอุบตั ิเหตุฯ เมื่อวันที่ ๔ พฤษภาคม ๒๕๕๔ ณ ห้องประชุมชั้น ๒ สถานีตํารวจภูธรเมืองสงขลา

 

 

เจ้าหน้าที่ บ.กลางคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถแนะนํา ให้ความรู้เรื่องการคีย์ข้อมูลตามแบบการบันทึกข้อมูล ตามแบบรายงานการสืบสวนแก่เจ้าหน้าที่ประจํา ศ.อก.จร.ภ.จว.สงขลา  

การดําเนินการแก้ไขในส่วนที่ ภ.จว.สงขลา ที่ขอความร่วมมือภาคีเครือข่าย - ทําป้ายเตือนลดความเร็ว ถนนกาญจนวานิช บริเวณปั๊มควนหิน แขวงการทางรับทราบจะนําเสนอผู้บังคับบัญชาเพื่อดําเนินการต่อไป - สร้างเกาะกลางถนน แบ่งช่องทางจราจร ถนนกาญจนวานิช แขวงการได้รับทราบข้อเสนอที่จะให้สร้างเกาะกลางบนถนนกาญจนวานิช ซึ่งทางแขวง เสนอโครงการไปยังส่วนกลางและได้งบประมาณมาแล้ว คาดว่าจะก่อสร้างแล้วเสร็จภายในปี ๒๕๕๕ และจะเพิ่มไฟฟ้าแสงสว่างบนถนนกาญจนวนิชบริเวณปั๊ม ปตท.ควนหินได้ โดยสร้างเสาไฟส่องสว่าง บนเกาะกลางดังกล่าว - การดําเนินการเรื่องไฟอัจฉริยะ

69


ระบบงานสื บสวนอุบตั ิเหตุทางถนนกับการแก้ไขและป้ องกัน  

แขวงการทาง ได้แจ้งที่ประชุมทราบว่ากําลังมีการดําเนินการเรื่องไฟอัจฉริยะเข้ามาช่วยเพื่อ แก้ปัญหารถทีว่ ิ่งออกมาจากซอยเล็กๆด้วยความเร็วสูง การทํางานคือ เมื่อมีรถออกจากซอยมา จะ เ���็นไฟแดงถ้าไม่มีรถออกจากซอย จะเป็นไฟเขียว - การปิดช่องทางกลับรถสําหรับรถขนาดเล็ก (รูมรณะ) แขวงการทาง อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง จากการที่รถขนาดเล็กใช้ช่องทางกลับรถที่สร้างไว้ สําหรับรถขนาดเล็ก เป็นสาเหตุของอุบัติเหตุ สืบเนื่องมาจากชาวบ้านได้ร้องเรียนขอช่องกลับรถไว้ สําหรับรถเล็ก เนื่องจากชาวบ้านส่วนใหญ่ทที่ ําการเกษตรต้องใช้รถเข็ญในการขนของ ดังนั้น ถ้าจุด กลับรถอยู่ไกลทําให้เกิดความไม่สะดวก ระยะทางในการข้ามถนนไกล จึงได้จัดทําช่องเล็กๆไว้สําหรับ รถเข็ญโดยเฉพาะ และต่อไปจะดําเนินการปิดช่องทางดังกล่าว เนื่องจากเป็นจุดเสี่ยงเกิดอันตราย

หมายเหตุ ผู้เข้าร่วมประชุมได้เสนอให้มีการทําข้อมูลเพิ่มเติมในเรื่องของการนําร่องของอําเภอเมือง สงขลาและอําเภอหาดใหญ่ เห็นควรเพิ่มเป็น ๖ อําเภอ โดยมี ระโนด รัตภูมิ นาทวี สิงหนคร เข้าร่วมด้วย หน. ศ.อก.จร.ภ.จว.สงขลารับทราบและได้ดําเนินการตามข้อเสนอ การให้ความรู้แก่ลูกจ้างตามสถานประกอบการณ์ กลุ่มคนทํางาน จะเห็นได้ว่า จากสถิติการเกิดอุบัติเหตุทางถนนแบ่งตามอาชีพของผู้ประสบเหตุ กลุ่ม คนที่มีอาชีพทํางานรับจ้างทั่วไป ลูกจ้าง จะมีสถิตการเกิดเหตุในแต่ละเดือนสูงเป็นอันดับต้นๆ ดังนั้น จึงควรให้ ความรู้แก่ลูกจ้าง หรือผู้มีอาชีพรับจ้างทั่วไปตามสถานประกอบการณ์

 

70


ระบบงานสื บสวนอุบตั ิเหตุทางถนนกับการแก้ไขและป้ องกัน  

71

ภาพกิจกรรมเจ้าหน้าที่ตํารวจจราจรสถานีตํารวจภูธรเมืองสงขลา บรรยายให้ความรู้แก่ลูกจ้าง สถาน ประกอบการบริษัท แปซิฟิคแปรรูปสัตว์น้ํา จํากัด ตําบลเขารูปช้าง อําเภอเมืองสงขลาเมื่อวันที่ 10 เมษายน 2554โดยมีผู้เข้าร่วมโครงการ 100 คน

กิจกรรมรณรงค์สวมหมวกนิรภัย 100 เปอร์เซ็นต์

สภ.

หาดใหญ่

ในส่วน ของ สภ. หาดใหญ่ ภายใต้ การกํากับ ดูแลของ ภ.จว.สงขลา ได้ประสานกับภาคีเครือข่าย เพื่อขอทําการติดตั้งเกาะกลางสําหรับบังคับเลี้ยวบนถนน ทางแยกที่ห้ามเลี้ยว แต่มักมีผู้ฝ่าฝืน เมื่อเลี้ยวแล้วทําให้เกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้ง โดยแต่เดิมนั้น มีเพียงแค่ป้าย สัญญาณบังคับห้ามเลี้ยว จึงไม่สามารถบังคับใช้ได้เท่าที่ควร ทาง สภ.หาดใหญ่ ภายใต้การกํากับดูแลของ ภ.จว.สงขลา จึงได้ประสานภาคีเครือข่ายสร้างเกาะบังคับเลี้ยวขึ้นบริเวณแยกที่มักมีผู้ฝ่าฝืนได้แก่ สามแยก ถ.ศุภสารรังสรรค์ ตัด ถ.ศุภสารรังสรรค์ ซอย ๑ , สามแยก ถ.ดวงจันทร์ ตัด ถ.ประชารักษ์ และ สามแยก ถ. ธรรมนูญวิถี ตัด ถ.หอมหวล (หน้าโรงเรียนแสงทอง)


ระบบงานสื บสวนอุบตั ิเหตุทางถนนกับการแก้ไขและป้ องกัน  

การติดตั้งเกาะบังคับเลี้ยว บริเวณจุดที่เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ

72

   

การติดตั้งป้ายไวนิลเตือนให้ผู้ใช้รถใช้ถนนขับขี่รถด้วยความระมัดระวัง โดยมีภาพตัวอย่างของผู้ที่เสียชีวิตจากอุบัติเหตุที่เกิดบนถนนดังกล่าว      

การติดตั้งป้ายไวนิลเตือนให้ผู้ใช้รถใช้ถนนขับขี่รถด้วยความระมัดระวัง โดยมีภาพตัวอย่างของผู้ที่เสียชีวิตจากอุบัติเหตุที่เกิดบนถนนดังกล่าว

หลังจากสภ.เมืองสงขลาได้ดําเนินการดังกล่าวแล้ว ในเดือน มิถุนายน 2554พบว่า บนถนนสามสิบเมตร ได้มีอุบัติเหตุเกิดขึ้นลดลง จากเดือน พ.ค. 54เกิดเหตุ 3 ครั้ง ลดลง ในเดือน มิ.ย. เป็น 2 ครั้ง และไม่มีการเสียชีวิตเกิดขึ้นบนถนนสามสิบเมตรอีกเลย ตามสถิติของ สภ.เมือง สงขลาดังตารางต่อไปนี้ ประเภทถนน ถนนทางหลวง ชนบท

ถนน อบจ”

หมายเลข สข 5004 หมายเลข สข 3015 หมายเลข สข 3005 ถนนติณสูลา นนท์ ถนนสามสิบ เมตร

พ.ค. 54 จํานวน ตาย

เจ็บ

มิ.ย. 54 จํานวน ตาย

เจ็บ

-

-

-

-

-

-

-

-

-

-

-

-

-

-

-

-

-

-

2

-

1

3

1

2

3

2

2

2

-

3

ในเขตพื้นที่ของ สภ.หาดใหญ่ บริเวณบ้านหน้าควน ถนนสายเอเชีย ซึ่งเป็นจุดที่มีการก่อสร้างอุโมงค์ และสะพานข้าม จะเกิดอุบัติเหตุบ่อยซ้ําซากมาก ทั้งเจ็บทั้งตาย จุดที่เกิดเหตุจะเป็นเส้นที่มาจากซอย 40 เพชร เกษม ลอดอุโมงค์จะออกบ้านเนินเขา ถ้าเป็นกลางคืนจะไม่มีไฟฟ้าส่องสว่าง ซึ่งปกติแล้วทางร่วมทางแยก จะต้องมีไฟเหลือง จุดดังกล่าวน่าจะมีการติดตั้งไฟฟ้าส่องสว่าง ไม่ว่าเป็นจุดกลับรถ สะพานหรือเกาะกลางถนน น่าจะทําให้อุบัติเหตุลดลง


ระบบงานสื บสวนอุบตั ิเหตุทางถนนกับการแก้ไขและป้ องกัน  

การแก้ไข - เห็นควรให้ติดตั้งสัญญาณไฟส่องสว่างให้เพียงพอในเวลากลางคืน ที่บริเวณจุดกลับรถบ้าน หน้าควน ซึ่งทาง สภ.หาดใหญ่ ได้นําเสนอเรื่องดังกล่าวต่อที่ประชุม กปถ.ระดับอําเภอ และมีการแก้ไขแล้ว โดยจะนําเสนอในหัวข้อผลการดําเนินการในเดือนมิถุนายน 2554 สําหรับในเดือนพฤษภาคม 2554และใน เวลากลางวันรถที่ขับขี่ไปมามักขับด้วยความเร็วสูง เมื่อมีรถจักรยานยนต์ขับขี่ออกมาจากซอยเล็ก ทําให้เกิด อุบัติเหตุได้ง่าย สภ.หาดใหญ่ ภายใต้การกํากับดูแลของ ภ.จว.สงขลา ได้ดําเนินการในส่วนที่ทาง สภ.สามารถ ดําเนินการได้เอง กล่าวคือ ได้ทําการตรวจจับความเร็วรถที่สัญจรบนถนนสายดังกล่าว            

การ  

บังคั

 

บใช้

กฎหมาย โดยเน้นการตรวจจับความเร็วบนถนนสายเอเชีย บริเวณบ้านหน้าควน ในส่วนของ สภ.หาดใหญ่ บริเวณบ้านหน้าควน ถนนสายเอเชีย ที่ได้ผลการแก้ไขในเดือนมิถุนายน ซึง่ เป็นจุดที่มีการก่อสร้างอุโมงค์และสะพานข้าม จะเกิดอุบัติเหตุบ่อยซ้ําซากมาก ทั้งเจ็บทั้งตาย จุดที่เกิดเหตุจะ เป็นเส้นที่มาจากซอย ๔๐ เพชรเกษม ลอดอุโมงค์จะออกบ้านเนินเขา ถ้าเป็นกลางคืนจะไม่มีไฟฟ้าส่องสว่าง ซึ่งปกติแล้วทางร่วมทางแยกจะต้องมีไฟเหลือง จุดดังกล่าวน่าจะมีการติดตั้งไฟฟ้าส่องสว่าง ไม่ว่าเป็นจุดกลับ รถ สะพานหรือเกาะกลางถนน น่าจะทําให้อุบัติเหตุลดลง

ภาพถ่ายทางอากาศ แสดงจุดที่เกิดเหตุบ่อยครั้ง

 

73


ระบบงานสื บสวนอุบตั ิเหตุทางถนนกับการแก้ไขและป้ องกัน  

74

จากการที่ สภ.หาดใหญ่ภายใต้การควบคุมดูแลของ ภ.จว.สงขลา ได้นําเสนอเรื่องดังกล่าวในการประชุม กปถ.ระดับอําเภอในการประชุมเมื่อเดือน พ.ค. 54 นั้น ได้มีการตอบรับของภาคีเครือข่าย และได้ดําเนินการ แก้ไขแล้ว โดยการติดตั้งไฟส่องสว่างบริเวณถนนสายเอเชีย บ้านหน้าควนที่เกิดเหตุและมีผู้เสียชีวิตดังกล่าว

การประชุมเพื่อแก้ไขอุบัติเหตุทางถนนของ คณะกรรมการ กปถ.อําเภอหาดใหญ่ โดยมี นายอําเภอเป็นประธาน

 

การดําเนินการแก้ไขเพื่อลดอุบัติเหตุทางถนน ของ กปถ.อําเภอหาดใหญ่ โดยการติดตั้งไฟส่อง สว่างบริเวณถนนสายเอเชีย บ้านหน้าควน

 

ในส่วนที่ ภ.จว.สงขลา สามารถดําเนินการได้เอง - การกวดขันวินัยจราจรของผู้ขับขี่ - การกวดขันการใช้ความเร็วของผู้ขับขี่ - การตั้งจุดตรวจวัดแอลกอฮอล์ผู้ขับขี่ โดยเฉพาะถนนชลาทัศน์ อําเภอเมืองสงขลา


ระบบงานสื บสวนอุบตั ิเหตุทางถนนกับการแก้ไขและป้ องกัน  

-

การประชาสัมพันธ์ผู้ใช้รถใช้ถนนเข้าใจและเคารพกฎจราจร ตลอดถึงข้อบังคับต่างๆ กวดขันจับกุมการแข่งรถซิ่งในพื้นที่ กวดขันจับกุมการสวมหมวกกันน็อก ทั้งผู้ขบั ขี่ และผู้ซ้อนท้าย กวดขันจับกุมผู้ใช้โทรศัพท์ขณะขับขี่ สภ.รัตภูมินํารถเจ้าหน้าที่ตํารวจเปิดสัญญาณไฟวับวาบโค้งถนนสายเอเชียที่มีอุบัติเหตุเกิดบ่อยครั้ง กวดขันอุปกรณ์ส่วนควบรถจักรยานยนต์ โดยเฉพาะสัญญาณไฟในตัวรถ ติดตั้งป้ายสัญลักษณ์สวมหมวกนิรภัย ๑๐๐ % นโยบายปรับเป็นหมวก โดยจะปรับไม่เกิน ๑๐๐ บาท และถ้ายินยอมซื้อหมวกในราคา ๙๙ บาท จะ ไม่ทําการปรับ โดยดําเนินการว่ากล่าวตักเตือน ทั้งนี้ ได้รับการสนับสนุนหมวกจากบริษัทกลางฯ ในส่วนของ สภ.เมืองสงขลาในส่วนที่ต้องขอความร่วมมือจากภาคีเครือข่าย คือ ต้องการสร้าง

เนินลูกระนาดตามจุดต่างๆบนถนนสามสิบเมตร เพื่อลดความรุนแรงของอุบัติเหตุ ภาคีเครือข่ายได้ตอบรับ โดย การจะเสนอของบประมาณ

เพื่อสร้างเนินลูกระนาด

โดยมีการลงมาดูพื้นที่เกิดเหตุด้วยตัวเองของ

คณะกรรมการ กปถ.จังหวัดสงขลา ตามภาพ

 

คณะกรรมการ กปถ.จังหวัดสงขลาได้เห็นความสําคัญของอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นบนถนนสามสิบเมตร จึงได้ ลงพื้นที่เพื่อตรวจสอบสาเหตุการเกิดอุบัติเหตุ และได้มีการประชุมเพื่อกําหนดจุดที่จะสร้างลูกระนาดขึ้น และ สร้างป้ายจํากัดความเร็วของผู้ใช้รถใช้ถนน ตามภาพ

75


ระบบงานสื บสวนอุบตั ิเหตุทางถนนกับการแก้ไขและป้ องกัน  

76

 

 

รวมไปถึง การติดตั้งสัญญาณไฟบริเวณแยกที่เป็นจุดเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ ซึ่งขณะนี้ อยู่ระหว่างดําเนินการของบประมาณ ในการสร้าง คาดว่าจะแล้วเสร็จปลายในปี ๒๕๕๔

ผลการดําเนินงานอย่างเป็นรูปธรรมของ บก.ภ.จว.สตูล


ระบบงานสื บสวนอุบตั ิเหตุทางถนนกับการแก้ไขและป้ องกัน  

77

รณรงค์ประชาสัมพันธ์ทางวิทยุกระจายเสียง เพื่อปลูกฝังจิตสํานึก ตระหนักถึงผลของ ความประมาทในการใช้รถ-ถนน(ดต.สํารอง อุไร 6103 ดําเนินการอยู่ ที่คลืน่ 105.0 Mhz ทุกวันพฤหัสฯ 13.00 -14.00 น.)

จัดทําป้ายไวนิลรณรงค์ ประชาสัมพันธ์ ถ.สตูลธานี ซึง่ จุดที่มีการจราจรหนาแน่น


ระบบงานสื บสวนอุบตั ิเหตุทางถนนกับการแก้ไขและป้ องกัน  

78

ในการประชุมคณะกรรมการ กปถ.อําเภอเมืองสตูล เนื่องจากจุดเกิดเหตุในเดือนเมษายน เป็น ลักษณะกระจาย สภาพปัญหาการเกิดอุบัติเหตุยังไม่ชัดเจน ในที่ประชุมได้ยกปัญหาการเกิดเหตุอุบัติเหตุ บริเวณหน้าโรงเรียนคลองขุดมาเพื่อพิจารณาแก้ไข สืบเนื่องจากในปี พ.ศ2553เกิดอุบัติเหตุ 5 ราย เสียชีวิต 1 ราย บาดเจ็บ 5ราย ซึ่งหมวดการทางรับแก้ไขโดยติดตั้งสัญญาณไฟจราจร 

หมวดการทางฯ แจ้งว่า จะดําเนินการปรับปรุงจุดกลับรถบริเวณหน้า โรงเรียนคลองขุดให้ตรงกับซอยคลองขุด 29 (ซอยเอวหัก) และติดตั้ง สัญญาณไฟจราจร คาดว่าจะดําเนินการในเร็วๆนี้ (ซึ่งเป็นจุดเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุในพื้นที่)

ปัญหาทีเ่ กิดขึ้น (ปี 53 เกิด 5 ราย ตาย 1 คน บาดเจ็บ 5 คน) ซอยเอวหัก เป็นเส้นทางลัดไป ตําบลเจ๊ะบิลัง จะมีรถยนต์ รถจักรยานยนต์สัญจรไป มามาก จุดกลับรถจะอยู่ห่างจาก ซอยเอวหักประมาณ 100 เมตร ทําให้รถยนต์ รถจักรยานยนต์ ทีจ่ ะเดินทางเข้าเมืองสตูล จะต้องกลับรถบริเวณดังกล่าว ซึ่งจะตัด หน้ารถยนต์ทางตรงแบบกระชัน้ ชิด ซึ่งมีแนวโน้มจะเกิดอุบัติเหตุสูง ฝั่งตรงข้ามจุดกลับรถเป็น รร.คลองขุด ซึ่งเวลาชัว่ โมงเร่งด่วน มีผู้ปกครองมารับส่ง นักเรียนมาก จึงเป็นปัญหาในการจราจรและจะเกิดอุบัติเหตุสูง

1.

2.

3.


ระบบงานสื บสวนอุบตั ิเหตุทางถนนกับการแก้ไขและป้ องกัน  

79


ระบบงานสื บสวนอุบตั ิเหตุทางถนนกับการแก้ไขและป้ องกัน  

การแก้ไขในระดับสถานีตํารวจ

2 จัดโครงการอบรมอาสาจราจรนักเรียน เพือ่ ลดปัญหาอุบัตเิ หตุของกลุ่ม นักเรียน นักศึกษา ในบริเวณหน้าสถานศึกษาที่ไม่มีเจ้าหน้าที่ปฏิบัตหิ น้าที่ พร้อมให้มีส่วนร่วมในการ แสดงความคิดเห็นแนวทางการแก้ปัญหา

80


ระบบงานสื บสวนอุบตั ิเหตุทางถนนกับการแก้ไขและป้ องกัน  

81


ระบบงานสื บสวนอุบตั ิเหตุทางถนนกับการแก้ไขและป้ องกัน  

82

ผลการประชุมคณะกรรมการ กปถ.อําเภอเมืองสตูล เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2554 ได้กําหนดแนว ทางการแก้ไขตามที่ สถานีตํารวจเมืองสตูลนําเสนอ ดังนี้

๑.เทศบาลเมืองสตูล จะจัดเจ้าหน้าที่ อพปร. วันละ ๒ นาย มาช่วยการ จัดการจราจรในบริเวณตลาดสด ช่วงเวลาชั่วโมงเร่งด่วน (๐๖.๐๐ – ๐๘.๐๐ น.) โดยให้เจ้าหน้าที่ตํารวจจราจร เป็นผู้ควบคุมการปฏิบัติ เริ่ม ตั้งแต่วันที่ ๒ มิ.ย.๕๔ ที่ผ่านมา  ๑.อบต.บ้านควน รับจะดําเนินการปรับปรุงถนนสายทุ่งวิมาน-ควนขัน ที่ เกิดหลุมบ่อ ทําให้ผู้ขบั ขีร่ ถจักรยานยนต์ประสบอุบัติเหตุ เพือ่ ให้ใช้การได้ ดีต่อไป  ๓.มติที่ประชุมเห็นชอบให้มีการอบรมอาสาสมัครจราจร โดยใช้ อพปร. ของเทศบาลและ อบต. มาอบรม เพือ่ ช่วยในการจัดการจราจรในพืน้ ที่ของ ตนเอง เช่น ตลาดนัด เพือ่ ลดปัญหาการจราจรบริเวณตลาดนัดและ ป้องกันอุบัติเหตุ และให้เพิม่ เติม อาสาสมัครจราจร ในสถานศึกษาด้วย 


ระบบงานสื บสวนอุบตั ิเหตุทางถนนกับการแก้ไขและป้ องกัน  

83

๔.หมวดการทางสตูลได้แจ้งในที่ประชุมว่า ได้ดําเนินการของบประมาณใน การติดตั้งเสาไฟฟ้าส่องสว่างบริเวณเกาะกลางถนนตั้งแต่ แยกบ้านกาเน๊ะแยกบ้านควน ประมาณ ๑.๘ กิโลเมตรตลอดสาย (จุดเสี่ยงที่เกิดอุบัติเหตุ คือ โค้งบ้านควน)  ปัญหาที่เกิดขึน ้ ๑ มีอบุ ัติเหตุเกิดขึน้ ที่บริเวณดังกล่าวบ่อยครั้ง ( ปี ๕๓ เกิด ๔ ราย ตาย ๑ คน เจ็บ ๔ คน,ปี ๕๔ เกิด ๔ ราย เจ็บ ๔ คน) ๒ ป้ายเตือนอยู่ที่บริเวณดังกล่าวมองเห็นไม่ชัดเจน ทั้งในเวลากลางวัน และ กลางคืน ๓ ทั้งสองแยกมีแต่สัญญาณไฟเตือนเท่านั้น ยังไม่มีสัญญาณไฟจราจร 


ระบบงานสื บสวนอุบตั ิเหตุทางถนนกับการแก้ไขและป้ องกัน  

84

แยกบ้านควน-บ้านกาเน๊ะ

ผลที่คาดว่าจะได้รับ


ระบบงานสื บสวนอุบตั ิเหตุทางถนนกับการแก้ไขและป้ องกัน  

จุดเกิดอุบตั ิเหตุซํ ้าในเดือน มิถนุ ายน ๒๕๕๔  คือบริ เวณหน้ าวิทยาลัยเทคนิค เกิด อุบตั ิเหตุ ๒ ราย  การแก้ไขในระดับสถานีตํารวจ

จัดโครงการอบรมนักเรียน นักศึกษา เพือ่ ลดปัญหาอุบัติเหตุในกลุ่ม นักเรียน นักศึกษา พร้อมให้มีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นแนวทางการแก้ปัญหา

85


ระบบงานสื บสวนอุบตั ิเหตุทางถนนกับการแก้ไขและป้ องกัน  

86


ระบบงานสื บสวนอุบตั ิเหตุทางถนนกับการแก้ไขและป้ องกัน  

87

กวดขันวินยั จราจรบนถนนสตูลธานี และถนนยนตรการกําธร

การแก้ไขของคณะกรรมการ กปถ.อําเภอ

๑.บริเวณถนนยนตรการกําธร เดือนทีผ่ ่านมามีอุบัติเหตุเกิดขึ้น ๑๑ ครัง้ อุบัติเหตุส่วนหนึ่งเกิดจากจุดกลับรถทีท่ าํ ขึ้นเอง อีกหลายจุด อันเป็นความผิดตามกฎหมาย ในพื้นทีต่ ําบลเกตรี และ ต.บ้าน ควน (ต.คลองขุดส่วนใหญ่ ดําเนินการแล้ว)


ระบบงานสื บสวนอุบตั ิเหตุทางถนนกับการแก้ไขและป้ องกัน  

88

แนวทางแก้ไข - ให้งานจราจรดําเนินการสํารวจในขณะนี้มีจํานวนกี่จุดโดย เรียงลําดับตามจุดเสี่ยง เพื่อแขวงการทางดําเนินการปิดจุด ดังกล่าว 


ระบบงานสื บสวนอุบตั ิเหตุทางถนนกับการแก้ไขและป้ องกัน  

89

จากสถิตทิ ั้งหมด ๓๙ ราย ทางคณะกรรมการวิเคราะห์อุบัตเิ หตุ สภ.เมืองสตูล ได้ จัดให้มีการประชุมแก้ไขปัญหาแล้วจํานวน ๓๕ ราย คงเหลือ ๔ ราย ซึง่ จะขอ ความร่วมมือจากที่ประชุมมาแก้ไขปัญหาร่วมกันดังต่อไปนี้ กรณีเหตุรถชนบริเวณหน้าสถานศึกษา ในรอบเดือน มิ.ย.๕๔ ทีผ่ ่านมาเกิดทัง้ สิ้น ๕ จุด แก้ไขแล้ว ๑ จุด คือหน้าโรงเรียน บ้านควน

เดือน กรกฎาคม ๒๕๕๔ เกิดอุบัติเหตุในพื้นที่ อ.เมืองสตูล จํานวน ๖๗ ครั้ง ไม่มีผู้เสียเสียชีวิต มีผู้บาดเจ็บ จํานวน ๔๙ ราย จุดเกิดเหตุยังเป็นบนถนนยนตรการกําธร และถนนสตูลธานี

การแก้ไขระดับสถานีตํารวจ


ระบบงานสื บสวนอุบตั ิเหตุทางถนนกับการแก้ไขและป้ องกัน  

ได้ออกคําสั่งมอบหมายให้เจ้าหน้าที่จราจร ตั้งจุดตรวจจุดสกัดในพื้นที่จุดเสี่ยงที่เกิดอุบัติเหตุ บนถนนยนตรการกําธรและถนนสตูลธานี ปละติดป้ายเตือน

ผลงานของสภ.นาโยง คณะกรรมการแก้ไขและป้องกันอุบัติเหตุทางถนนอําเภอนาโยง ได้ร่วมประชุม วิเคราะห์ปัญหา หาแนวทางใน การแก้ไข จํานวน ๔ ครั้ง ดังนี้ ๑.ครั้งที่ ๑ วันที่ ๖ พฤษภาคม ๒๕๕๔ ๒.ครั้งที่ ๒ วันที่ ๒๕ พฤษภาคม ๒๕๕๔ ๓.ครั้งที่ ๓ วันที่ ๑๓ มิถุนายน ๒๕๕๔ ๔.ครั้งที่ ๔ วันที่ ๑ สิงหาคม ๒๕๕๔ สรุป สาเหตุและแนวทางการแก้ไขและป้องกันอุบัติเหตุตามมติที่ประชุม

กปภ.อําเภอนาโยง มีมติที่ประชุมให้ดําเนินการ ดังนี้ ๑ มติที่ประชุมให้ทุกภาคส่วนจัดภาคีเครือข่ายเข้าร่วมรณรงค์ตามโครงการ กวดขันวินัยจราจร สวม หมวกนิรภัย ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ๒ มติที่ประชุมให้ทุกภาคส่วนจัดภาคีเครือข่ายเข้าร่วมรณรงค์ตามโครงการ กวดขันวินัยจราจร สวม หมวกนิรภัย ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ๓ ใช้มติที่ประชุม กปถ.อําเภอนาโยง ให้ผลักดันเรื่องการติดตั้งสัญญาณไฟจราจรที่สามแยกนาโยงเหนือ เข้าที่ประชุม กปถ.จังหวัดตรัง เพื่อขอสนับสนุนงบประมาณกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ต่อไป

90


ระบบงานสื บสวนอุบตั ิเหตุทางถนนกับการแก้ไขและป้ องกัน  

จากการรวบรวมข้อมูลอุบัตเิ หตุจราจรตั้งแต่ มกราคม ๕๓ – ธันวาคม ๕๓ อุบัตเิ หตุจราจร เกิด 91 จํานวน ๑๕๙ ครั้ง บาดเจ็บ ๑๘๗ คน เสียชีวิต ๗ คน ในช่วงตั้งแต่เดือน เมษายน ๒๕๕๔ – กรกฎาคม ๒๕๕๔ อุบัติเหตุจราจรเกิด จํานวน ๓๔ ครั้ง บาดเจ็บ ๓๗ คน เสียชีวิต ๗ คน กปถ.สภ.นาโยง ได้ร่วม ประชุมวิเคราะห์ จํานวน ๑๖ ครั้ง ในระดับ กปถ.อําเภอนาโยง จํานวน ๔ ครัง้ ในการแก้ไขปัญหาและ ป้องกันอุบัตเิ หตุ สรุปได้ ดังนี้ ส่วนที่ได้แก้ไขได้สําเร็จสําเร็จแล้ว มีดังนี้ ๑. ดําเนินการฉาบผิวทาง โดยวิธี Para Slurry Seal ซึ่งจะช่วยเพิ่มความฝืดไม่ให้ผิวทางลืน่ บริเวณทางโค้งถนนคด กม.ที่ ๑๑๑๘ + ๙๐๐ ระยะทางประมาณ ๑๑๐ เมตร ๒. ดําเนินการฉาบผิวทาง โดยวิธี Para Slurry Seal ซึ่งจะช่วยเพิ่มความฝืดไม่ให้ผิวทางลืน่ บริเวณคอสะพานละมอ กม.ที่ ๑๑๑๖ + ๖๐๗ ระยะทางประมาณ ๑๑๐ เมตร ๓. ติดตั้งป้ายเตือนบริเวณทางแยกนาโยงเหนือ กม.ที่ ๑๑๑๒ + ๘๐๐ ๔. ดําเนินการทําการตีเส้น RUMBLE STRIPS ด้วยวัสดุ THERMOPLASTIC เป็นการเตือนให้รถ ชะลอความเร็วก่อนถึงบริเวณทางสามแยกนาโยงเหนือ ส่วนที่ได้แก้ไข และกําลังดําเนินการอยู่ในปัจจุบัน ๑. สถานีตํารวจภูธรนาโยง ดําเนินการตั้งจุดตรวจ จุดสกัด กวดขันวินัยจราจร บังคับใช้กฎหมาย และดําเนินการตามโครงการ “ทําดีมีรางวัล” โครงการ “เตือนก่อนจับ จับแล้วเตือน” ๒. จากข้อมูลสถิตใิ นการกวดขันวินัยจราจร บังคับใช้กฎหมายโดยเคร่งครัดอย่างต่อเนื่อง อุบัติเหตุจราจร ผู้กระทําผิด พ.ร.บ.จราจร ลดลงอย่างต่อเนื่อง ยังไม่เสร็จอยูร่ ะหว่างดําเนินการ ๑. การติดตั้งสัญญาณไฟทางแยกนาโยงเหนือ เนื่องจากต้องใช้งบค่าใช้จ่ายสูง แขวงการทางตรัง ยังไม่สามารถดําเนินการได้ ๒. สําหรับการติดตั้งสัญญาณไฟสามแยกนาโยงเหนือ สถานีตํารวจภูธรนาโยง ได้นําข้อมูล ดังกล่าวเข้าที่ประชุม กปถ.อําเภอนาโยง มติที่ประชุมเห็นชอบให้นําข้อมูลเข้าที่ประชุม กปถ. จังหวัดตรัง เพื่อผลักดันหน่วยที่เกี่ยวข้องในการของบประมาณเพื่อดําเนินการติดตั้งสัญญาณ ไฟ ต่อไป ปัญหา อุปสรรค ๑. เนื่องจากในการติดตั้งสัญญาณไฟจราจร ใช้งบประมาณติดตั้งเกินกว่า ๔๐๐,๐๐๐ บาท (สี่ แสนบาท) วิธีแก้ไขปัญหา ๑. เมื่อวันที่ ๘ สิงหาคม ๕๔ โดยนายกมล ประเสริฐกุล นายอําเภอนาโยง เป็นประธาน ใช้มติ ที่ประชุม กปถ.อําเภอนาโยง ให้ผลักดันเรื่องดังกล่าวเข้าที่ประชุม กปถ.จังหวัดตรัง เพื่อขอ สนับสนุนงบประมาณกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ต่อไป


ระบบงานสื บสวนอุบตั ิเหตุทางถนนกับการแก้ไขและป้ องกัน  

ผลงานที่สําเร็จจากของคณะกรมการวิเคราะห์สาเหตุอุบัติเหตุและแนวทางแก้ไข สถานีตํารวจภูธรนาโยง ที่ถนนเพชรเกษม หลัก กม.ที่ ๑๑๑๘ – ๑๑๑๙ (ถนนคด) ข้อมูลสถิติอุบตั ิเหตุเกิดอุบัติเหตุ ปี พ.ศ. ๒๕๕๓ ตั้งแต่เดือน มกราคม ๒๕๕๓ – ธันวาคม ๒๕๕๓ ปรากฏข้อมูลการเกิดอุบัติเหตุ รถยนต์ลื่นไถล รถยนต์พลิกคว่ํา บนทางหลวงหมายเลข ๔ ถนนเพชรเกษม บริเวณ กม.ที่ ๑๑๑๘ – ๑๑๑๙ อุบัติเหตุเกิดจํานวน ๘ ครั้ง/๘ ราย มี ผู้บาดเจ็บ จํานวน ๑๐ คน ไม่มีผู้เสียชีวิต ซึ่งวิเคราะห์ได้ว่า องค์ประกอบการเกิดอุบัติเหตุบริเวณดังกล่าว จัดลําดับความสําคัญเกิดจาก ๑. สภาพแวดล้อม ได้แก่ ฝนตก หรือถนนเปียกชื้น ฯลฯ ๒. สภาพถนน พื้นผิวทางซึ่งปูด้วยยางแอสฟัลท์เสื่อมสภาพ ประกอบด้วยถนน คดโค้งรูปตัว เอส ( S ) ๓. พฤติกรรมของคน ผู้ขับขี่รถไม่มีความชํานาญเส้นทาง ไม่มีวินัยจราจรทัง้ ที่ มีป้ายเตือน ๔. สภาพรถเกิดจากยางรถเสี่ยมสภาพ การแก้ไขปัญหาในปัจจุบนั โดยสภาพข้อมูลดังกล่าว กปถ.สภ.นาโยง ได้รวบรวมข้อมูล เข้าประชุมวิเคราะห์ โดยใช้กรณีศึกษาตัวอย่าง ช่วงถนนเส้นทางขึ้นเทือกเขาบรรทัด (เขาพับผ้า) ถึงรอยต่ออําเภอศรี นครินทร์ จังหวัดพัทลุง ระยะทาง ๓ กม. ซึ่งที่แขวงการทางตรัง ได้ดําเนินการฉาบผิวทางโดยวิธี Para Slurry Seal ซึ่งจะช่วยเพิ่มความฝืดไม่ให้ผิวทางลื่นทําให้อุบัติที่เกิดจากสภาพแวดล้อม ฝนตก ถนน เปียกชื้น ไม่เกิดขึ้น อุบัติเหตุที่เกิดจากพฤติกรรมของคนซึ่งไม่มีความชํานาญและประมาท ประกอบ กับสภาพรถเท่านั้น ด้วยเหตุดังกล่าวคณะกรรมการ กปถ.สภ.นาโยง ได้ร้องขอแขวงการทางเพื่อปรับ ผิวทางโดยวิธี Para Slurry Seal ในช่วงถนนทางหลวงหมายเลข ๔ ถนนสายเพชรเกษม กม.ที่ ๑๑๑๘ - ๑๑๑๙ ซึ่งทางแขวงการตรัง ได้ดําเนินการให้เสร็จสิ้นแล้วแต่วันที่ ๖ สิงหาคม ๒๕๕๔ ใช้ งบประมาณ ๑๐๐,๐๐๐ บาท

92


ระบบงานสื บสวนอุบตั ิเหตุทางถนนกับการแก้ไขและป้ องกัน  

หนังสือแขวงการทางตรังและภาพถ่ายของการดําเนินการแก้กรณีที่ ๑

ได้รับความร่วมมือจากแขวงการทางตรัง ดําเนินการดังนี้ ๑.ดําเนินการฉาบผิวทาง โดยวิธี pare slurry seal เพื่อเพิ่มความฝืดไม่ให้ผิวทางลื่น บริเวณทางโค้ง กม.ที่ ๑๑๘+๘๐๐ ระยะทาง ๑๑๐ เมตร ๒.ดําเนินการฉาบผิวทาง โดยวิธี pare slurry seal เพื่อเพิ่มความฝืดไม่ให้ผิวทางลื่น บริเวณคอ สะพานละมอ กม.ที่ ๑๑๘+๖๐๗ ระยะทาง ๑๑๐ เมตร ๓.ติดป้ายเตือนบริเวณสามแยก นาโยงเหนือ ตีเส้นจราจรเพื่อเตือนให้รถชะลอความเร็วบริเวณก่อนถึง ทางแยกนาโยงเหนือ ๔.ทําการตีเส้น RUMBLE STRIPS ด้วยวัสดุ THERMOPLASTIC เป็นการเตือนให้รถชะลอความเร็วก่อนถึง บริเวณทางสามแยกนาโยงเหนือ

93


ระบบงานสื บสวนอุบตั ิเหตุทางถนนกับการแก้ไขและป้ องกัน  

ภาพประกอบสภาพถนน

94

ฝนตกถนนจะลื่น

ถนนคดโค้ ง รูปตัว เอส (S)

เมื่อวันที่ ๒๗ กรกฎาคม ๒๕๕๔ เหตุรถ พลิกคว่ําถนน เพชรเกษม กม. ที่ ๑๑๑๘ ๑๑๑๙ ฝนตก ถนนเปียกชื้น


ระบบงานสื บสวนอุบตั ิเหตุทางถนนกับการแก้ไขและป้ องกัน  

๙๔

ภาพประกอบดําเนินการฉาบผิวทาง กม.ที่ ๑๑๑๘ + ๙๐๐

95

เจ้าหน้าที่สายตรวจ จราจรอํานวยความ สะดวกแขวงการทาง ตรังฉาบพื้นผิวจราจร ด้วย โดยวิธี Para Slurry Seal

แขวงการทางตรัง กําลังฉาบพื้นผิวทาง ถนนสายเพชรเกษม กม.ที่ ๑๑๑๙ +๑๑๐ ระยะทาง ๑๑๐ เมตร


ระบบงานสื บสวนอุบตั ิเหตุทางถนนกับการแก้ไขและป้ องกัน  

96

ภาพประกอบดําเนินการฉาบผิวทางเสร็จแล้ว กม.ที่ ๑๑๑๘ + ๙๐๐

ฉาบพื้นผิวทางโดย วิธี Para Slurry Seal เสร็จแล้ว

ภาพประกอบก่อนดําเนินการฉาบผิวทาง กม.ที่ ๑๑๑๖ + ๖๐๗ จุดก่อนดําเนินการฉาบ พื้นผิวทาง ตรงคอ สะพานละมอ ถนนสาย เพชรเกษม กม.ที่ ๑๑๑๖ + ๖๐๗


ระบบงานสื บสวนอุบตั ิเหตุทางถนนกับการแก้ไขและป้ องกัน  

97

๙๖

ภาพประกอบดําเนินการฉาบผิวทาง กม.ที่ ๑๑๑๖ + ๖๐๗

พ.ต.อ.สันทัด วินสน ผกก.นาโยง ได้ หารือกับนายจําลอง จันสุข หน.หมวด การทาง อ.นาโยง แขวงการทางตรัง เกี่ยวกับการดําเนินการฉาบพื้นผิวจราจร ด้วย โดยวิธี Para Slurry Seal กม.ที่ ๑๑๖ + ๖๐๗ และเส้นทางเสีย่ งถนน สายเพชรเกษมที่จะดําเนินฉาบผิวทาง เพิ่มเติมในอนาคต


ระบบงานสื บสวนอุบตั ิเหตุทางถนนกับการแก้ไขและป้ องกัน  

98

๙๗

ภาพประกอบดําเนินการฉาบผิวทางเสร็จแล้ว กม.ที่ ๑๑๑๖ + ๖๐๗

ฉาบพื้นผิวทางโดยวิธี Para Slurry Seal เสร็จแล้ว


ระบบงานสื บสวนอุบตั ิเหตุทางถนนกับการแก้ไขและป้ องกัน  

99

กรณีที่เสนอให้คณะกรรมการแก้ไขปัญหาอําเภอนาโยง ที่สามแยกนาโยงเหนือ บริเวณสามแยกนาโยงเหนือ กม.ที่ ๑๑๑๒ + ๘๐๐ กปถ.สภ.นาโยง ได้ร่วมประชุมวิเคราะห์ จากข้อมูล อุบัติเหตุปี พ.ศ.๒๕๕๓ เกิดจํานวน ๗ ครั้ง บาดเจ็บ ๗ คน เสียชีวิต ๑ คน อุบัติเหตุช่วงเดือน เมษายน ๒๕๕๔กรกฎาคม ๒๕๕๔ เกิดจํานวน ๑ ครั้ง บาดเจ็บไม่มี เสียชีวิต ๑ คน ซึง่ พื้นที่ดังกล่าวอยู่ในเขตชุมชน ต้องเร่งแก้ปัญหา และสรุปวิเคราะห์ได้ว่า องค์ประกอบการเกิดอุบัติเหตุในบริเวณพื้นที่ดังกล่าว จัดลําดับความสําคัญ เกิดจาก ๑. พฤติกรรมของคน ๑.๑. เนื่องจากขับรถเร็วทั้งที่อยู่ในเขตชุมชน ๑.๒. ไม่เคารพกฎจราจร ไม่มวี ินัยจราจร เช่น การปรับเปลี่ยนช่องทางเดินรถโดยกะทันหัน ๒. สภาพรถ เกิดจากรถไม่อุปกรณ์ส่วนควบครบถ้วน ระบบห้ามล้อไม่ดี สภาพยางเสื่อม ๓. สภาพถนน ช่วงทางร่วม ทางแยก มีเพียงสัญญาณไฟกระพริบเหลือง ๔. สภาพแวดล้อม ได้แก่ ฝนตก หรือถนนเปียกชื้น การแก้ไขปัญหา ๑. กปถ.สภ.นาโยง ได้ดําเนินการประชุม วิเคราะห์ ในการแก้ไขปัญหา ๓ ระยะ


ระบบงานสื บสวนอุบตั ิเหตุทางถนนกับการแก้ไขและป้ องกัน  

๑.๑.ระยะเร่งด่วน ได้ตั้งจุดตรวจ จุดสกัด บังคับใช้กฎหมาย และขอความร่วมมือจากร้าน 100 จําหน่ายสุราห้ามจําหน่ายสุราแก่ผู้ขับขี่รถ ๑.๒.ระยะสั้น ได้ทําหนังสือประสานแขวงการทางตรัง เพื่อดําเนินการติดตั้งป้ายเตือนบริเวณ ทางแยก กม.ที่ ๑๑๑๒ + ๘๐๐ (สามแยกนาโยงเหนือ) ทําการตีเส้น RUMBLE STRIPS ด้วยวัสดุ THERMOPLASTIC เป็นการเตือนให้รถชะลอความเร็วก่อนถึงบริเวณทางสามแยก นาโยงเหนือ ทาง แขวงการทางตรัง ก็มีหนังสือตอบรับดําเนินการให้แล้วในเดือน กรกฎาคม ๒๕๕๔ ส่วนการติตดตั้ง สัญญาณไฟบริเวณทางแยกนาโยงเหนือ แขวงการทางตรังจะดําเนินการของบประมาณจากกรมทาง หลวงต่อไป ๑.๓. ระยะยาว ประชาสัมพันธ์การสวมหมวกนิรภัย หน่วยงานราชการ ชุมชน นิสิต นักศึกษา นักเรียนในพื้นที่อําเภอนาโยง และจัดทําโครงการ “ทําดีมีรางวัล” โครงการ “เตือนก่อนจับ จับแล้ว เตือน” เน้นปลูกฝังจิตสํานึกกับประชาชน นักเรียน และนักศึกษา ๒. ในส่วนการติดตั้งสัญญาณไฟบริเวณทางแยกนาโยงเหนือ ต้องใช้งบใช้จ่ายสูง กปถ.นาโยง ได้นําปัญหา ข้อมูล ดังกล่าวเข้าหารือที่ประชุม กปถ.อําเภอนาโยง โดยมีนายกมล ประเสริฐกุล นายอําเภอนาโยง ประธาน ร่วมประชุมในวันที่ ๘ สิงหาคม ๒๕๕๔ เวลา ๑๓.๓๐ น. ณ ห้องประชุมอําเภอนาโยง ที่ ประชุมมีมติให้ผลักดันเรื่องดังกล่าวเข้าที่ประชุม กปถ.จังหวัดตรัง เพื่อขอสนับสนุนงบประมาณกับ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ต่อไป

ภาพถ่ายสามแยกนาโยงเหนือ


ระบบงานสื บสวนอุบตั ิเหตุทางถนนกับการแก้ไขและป้ องกัน  

101

ปัญหา คือ ไม่มีสัญญาณไฟเตือนในที่เกิดเหตุ ตรงสามแยกเค้กสายใจ หลักกิโลเมตรที่ ๑๑๑๒ + ๘๐๐

ติดป้ายเตือนลดความเร็วก่อนถึงทางร่วมทางแยก

แขวงการตรังได้มา ติดตั้งป้านเตือนบริเวณ สามแยกนาโยงเหนือ ถนนเพชรเกษม กม.ที่ ๑๑๑๒ + ๘๐๐


ระบบงานสื บสวนอุบตั ิเหตุทางถนนกับการแก้ไขและป้ องกัน  

102

การแก้ไขที่ได้ดําเนินการในปัจจุบัน

ประชาสัมพันธ์ตามสถานศึกษา โรงเรียนต่าง ๆ

รณรงค์การสวมหมวกนิรภัย ๑๐๐ %


ระบบงานสื บสวนอุบตั ิเหตุทางถนนกับการแก้ไขและป้ องกัน  

103

การแก้ไขที่ได้ดําเนินการในปัจจุบัน

ประชาสัมพันธ์ตามสถานศึกษา โรงเรียนต่าง ๆ

รณรงค์การสวมหมวกนิรภัย ๑๐๐ %


ระบบงานสื บสวนอุบตั ิเหตุทางถนนกับการแก้ไขและป้ องกัน  

104

การแก้ไขที่ได้ดําเนินการในปัจจุบัน

ประชาสัมพันธ์ตามสถานศึกษา โรงเรียนต่าง ๆ เกี่ยวกับการสวมหมวกนิรภัย ๑๐๐ %

ประชาสัมพันธ์ในชุมชนต่าง ๆ เกี่ยวกับการสวมหมวกนิรภัย ๑๐๐ %


ระบบงานสื บสวนอุบตั ิเหตุทางถนนกับการแก้ไขและป้ องกัน  

105

ภาพถ่ายการแก้ไขที่ได้ดําเนินการในปัจจุบัน

มอบหมวกนิรภัย

มอบหมวกนิรภัยให้ข้าราชการ ตํารวจเป็นแบบอย่างในการขับขี่ รถจักรยานยนต์ปฏิบัติตามกฎจราจร


ระบบงานสื บสวนอุบตั ิเหตุทางถนนกับการแก้ไขและป้ องกัน  

106

ร.ต.อ.ปรีชา ศรีเมือง รอง สวป.ฯ รับผิดชอบงานจราจร พร้อมสาย ตรวจจราจร อบรมนักเรียนทีข่ ับขี่ รถจักรยานยนต์มาโรงเรียนไม่ เคารพกฎจราจร ตามโครงการ “เตือนก่อนจับ จับแล้ วเตือน”

มอบหมวกนิรภัยให้กับนักเรียน หลังจากอบรมวินัยจากจราจร เสร็จ โครงการ “เตือนก่อนจับ จับแล้วเตือน”ดําเนินทุก ๆ วัน พฤหัสบดี ของสัปดาห์


ระบบงานสื บสวนอุบตั ิเหตุทางถนนกับการแก้ไขและป้ องกัน  

ผลการปฏิบตั ิของสถานีตํารวจภูธรเมืองพัทลุง

107

    ภาพการแก้ ไขอุบตั ิเหตุจราจรประจําเดือน พฤษภาคม ๒๕๕๔    

ปิ ดกันช่ ้ องทางที่ไม่ได้ จดั ไว้ สําหรับกลับรถ

   

     

                                                                                                                                         

  


ระบบงานสื บสวนอุบตั ิเหตุทางถนนกับการแก้ไขและป้ องกัน    

ภาพการแก้ ไขอุบตั ิเหตุจราจรประจําเดือน พฤษภาคม ๒๕๕๔      

การตังจุ ้ ดตรวจบริ เวณ หน้ า ธกส.ท่ามิหรํ า

     

 

                               

 

                                                             

108


ระบบงานสื บสวนอุบตั ิเหตุทางถนนกับการแก้ไขและป้ องกัน  

บทที่ 5  

109

ทัศคติท่ มี ีต่อระบบสืบสวนอุบัตเิ หตุทางถนน  การศึกษาทัศนคติต่อการดําเนินโครงการพัฒนาระบบสืบสวนอุบัติเหตุเพื่อการแก้ไขและป้องกัน อุบัติเหตุทางถนนอย่างบูรณาการ เป็นการวัดทัศนคติของผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการพัฒนาระบบงานสืบสวน อุบัติเหตุทางถนน โดยให้ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการพัฒนาระบบสืบสวนอุบัติเหตุทางถนนในกองบัญชาการ ตํ า รวจและภาคี เ ครื อ ข่ า ยจากหน่ ว ยงานต่ า งๆ กรอกข้ อ มู ล ในแบบสอบถามและตอบคํ า ถามใน www.roadsafetyteam.com

ซึ่งประกอบด้วยแบบสอบถามเพื่อวัดความรู้เกี่ยวกับระบบสืบสวนอุบัติเหตุ

แบบวัดทัศนคติที่มีต่อระบบสืบสวนอุบัติเหตุ และข้อคิดเห็นตลอดจนข้อแนะนําในการพัฒนาระบบสืบสวน อุบัติเหตุ ทั้งนี้เพื่อนําผลการศึกษาเป็นแนวทางในการประเมินผลทั้งในเชิงบวกและเชิงลบ และนําข้อมูลที่ได้ พัฒนาระบบสืบสวนอุบัติเหตุต่อไป วัตถุประสงค์ (1) เพื่อศึกษาระดับความรู้เกี่ยวกับระบบสืบสวนอุบัติเหตุทางถนนของผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการ พัฒนาระบบงานสืบสวนอุบัติเหตุทางถนน (2) เพื่อศึกษาระดับทัศนคติของผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับระบบสืบสวนอุบัติเหตุทางถนนที่มีต่อโครงการ พัฒนาระบบสืบสว���อุบัติเหตุเพื่อการแก้ไขและป้องกันอุบัติเหตุทางถนนอย่างบูรณาการ (3) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความรู้และทัศนคติของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับระบบสืบสวนอุบัติเหตุ ทางถนน (4) เพื่อศึกษาข้อคิดเห็นและข้อแนะนําในการพัฒนาระบบงานสืบสวนอุบัติเหตุ ทางถนน ผลการวิเคราะห์ข้อมูล ส่วนที่ 1 ตอนที่ 1 ข้อมูลทั่วไป 1.1ข้อมูลผู้ตอบแบบสอบถาม ประชากรผู้ ตอบแบบสอบถามทั้ง หมด จํ า นวน 1,090 คน จํา แนกตามหน่ ว ยงานที่ สัง กัด แต่ ล ะ กองบัญชาการตํารวจ พบว่า กองบัญชาการตํารวจภูธร ภาค 9 มีจํานวนมากที่สุด ร้อยละ 45.6 เนื่องจากมี จํานวนสถานีตํารวจภูธร ในสังกัดเข้าร่วมโครงการมากที่สุด รองลงมา คือ กองบัญชาการตํารวจภูธร ภาค 7 (ร้อยละ 13.5) กองบัญชาการตํารวจภูธร ภาค 5 (ร้อยละ 9.9) และกองบัญชาการตํารวจภูธร ภาค 6 (ร้อยละ 9.5) ตามลําดับ (ดูรายละเอียดในตารางภาคผนวก)


ระบบงานสื บสวนอุบตั ิเหตุทางถนนกับการแก้ไขและป้ องกัน  

1.2 จํานวนผู้ตอบแบบสอบถามจําแนกตามหน้าที่ในระบบสืบสวนอุบัติเหตุ 110 สําหรับผู้ตอบแบบสอบถามทั้งหมดเป็นผู้ที่ทาํ หน้าที่ในระบบงานสืบสวนอุบัติเหตุทางถนน ซึ่งส่วน ใหญ่ทําหน้าทีม่ ากกว่าหนึ่งหน้าที่ โดยผู้ตอบแบบสอบถามเป็นผู้ร่วมประชุมคณะกรรมการแก้ไขและป้องกัน อุบัติเหตุทางถนน (กปถ.) ระดับสถานีตํารวจมากที่สุด ร้อยละ 47.6 เป็นผู้ร่วมดําเนินการแก้ไขและป้องกัน อุบัติเหตุทางถนน (กปถ.) ร้อยละ 39.7 เป็นผู้ทําหน้าที่สบื สวนและวิเคราะห์ข้อมูลอุบัติเหตุทางถนน ร้อยละ 39.0 ผู้ประมวลวิเคราะห์ข้อมูลและ/หรือนําเสนอข้อมูลในที่ประชุม ร้อยละ 29.6 และเป็นผู้กรอกข้อมูลใน แบบรายงานสืบสวนอุบัติเหตุทางถนน (แผ่นกระดาษ) ร้อยละ 28.5 ตามลําดับ ปรากฏตามตารางที่ 2 (ดู รายละเอียดในตารางภาคผนวก) ตอนที่ 2 ระดับความรู้เกี่ยวกับระบบสืบสวนอุบัติเหตุทางถนน จากการวัดระดับความรู้เกี่ยวกับระบบสืบสวนอุบัติเหตุ ของผู้ทําหน้าที่ในระบบงานสืบสวนอุบัติเหตุ โดยใช้แบบสอบถามชนิดปลายปิด จํานวน 11 ข้อ หลังจากรวมคะแนนทั้งหมดของแต่ละคน แล้วนํามาจัดกลุ่ม ตามเกณฑ์ที่กําหนดซึ่งแบ่งระดับความรู้ เป็น 3 ระดับ คือมีความรู้ดี มีความรู้ปานกลาง และมีความรูน้ ้อย/ไม่ดี โดยพิจารณาจากจํานวนข้อคําถามที่ตอบถูก พบว่า ในภาพรวมผู้ทําหน้าทีใ่ นระบบงานสืบสวนอุบัติเหตุมี ความรู้เกี่ยวกับระบบสืบสวนอุบัติเหตุในระดับดี จํานวนร้อยละ 63.9 มีความรู้ในระดับปานกลาง ร้อยละ 29.4 และยังมีผู้ทําหน้าที่ในระบบงานสืบสวนอุบัติเหตุส่วนน้อย ร้อยละ 6.7 ที่ยังมีความรู้เกี่ยวกับระบบสืบสวน อุบัติเหตุไม่ดี และเมื่อแยกพิจารณาตามกองบัญชาการ ปรากฏว่า กองบัญชาการที่ผู้ทําหน้าที่ในระบบงาน สืบสวนอุบัติเหตุส่วนใหญ่มคี วามรู้เกี่ยวกับระบบสืบสวนอุบัติเหตุในระดับดี ได้แก่ กองบัญชาการตํารวจนคร บาล ร้อยละ 88.2 รองลงมา คือ กองบัญชาการตํารวจภูธร ภาค 3 ร้อยละ 83.3 และกองบัญชาการ ตํารวจภูธร ภาค 4 ร้อยละ 80.0 ตามลําดับ ปรากฏตามตารางที่ 3 (ดูรายละเอียดในตารางภาคผนวก) สําหรับระดับความรู้เป็นรายข้อ เมื่อพิจารณาจากผู้ตอบแบบสอบถามจํานวน 1,090 คน จาก 11 กองบัญชาการ และนํามาจัดกลุ่มระดับความรู้ตามเกณฑ์ที่กําหนด โดยพิจารณาจากข้อคําถามที่ผู้ทําหน้าที่ใน ระบบงานสืบสวนอุบัติเหตุตอบถูก แบ่งระดับความรู้ เป็น 3 ระดับ คือมีความรู้ดี ความรู้ปานกลาง และมี ความรู้น้อย/ไม่ดี พบว่า ในภาพรวม 11 กองบัญชาการ ผู้ทําหน้าที่ในระบบงานสืบสวนอุบัติเหตุตอบคําถามทุก ข้อถูกมีคะแนนรวมอยู่ในระดับ ดี จํานวนร้อยละ 80.73 โดยข้อคําถามที่ผู้ทําหน้าทีใ่ นระบบงานสืบสวน อุบัติเหตุ มีความรู้ดีมากที่สุด คือ เป้าหมายหลักของการสืบสวนอุบัติเหตุทางถนน คือการหาสาเหตุที่เกิดขึ้นใน พื้นที่ก่อนลงมือแก้ไขและป้องกันให้ตรงจุด ร้อยละ 92.8 รองลงมา การพล็อตจุดพิกัดบนแผนที่ทําให้สามารถ ทราบจุดเกิดเหตุซ้ําได้ ร้อยละ 91.9 และ การประมวลผลข้อมูลด้วยระบบคอมพิวเตอร์ทําให้ได้ทั้งในรูปแบบ ข้อมูลตัวเลขเชิงปริมาณและข้อมูลเชิงคุณภาพ เช่น แผนที่/ภาพถ่าย ด้วย ร้อยละ 91.5 โดยข้อคําถามที่ผู้ทํา หน้าที่ในระบบงานสืบสวนอุบัติเหตุมีความรู้น้อยที่สุดโดยมีความรู้ในระดับปานกลาง คือ ตํารวจจราจรเป็นผู้ที่ ทําหน้าที่ในการกรอกข้อมูลทีเ่ กิดเป็นหลักโดยขอความเห็นร่วมจากพนักงานสอบสวนในส่วนที่ต้องใช้ดุลยพินิจ ที่เป็นสาเหตุสําคัญของการเกิดอุบัติเหตุทางถนนเท่านั้น ร้อยละ 66.1 และผู้ทที่ ําหน้าที่ยืนยันข้อมูลคือผู้ กํากับ/หัวหน้าสถานีตํารวจเท่านั้น ร้อยละ 66.9


ระบบงานสื บสวนอุบตั ิเหตุทางถนนกับการแก้ไขและป้ องกัน  

เมื่อพิจารณา ความรู้เกี่ยวกับระบบสืบสวนอุบัติเหตุทางถนน จําแนกตามกองบัญชาการ พบว่า 111 กองบัญชาการตํารวจที่ผู้ทําหน้าที่ในระบบงานสืบสวนอุบัติเหตุมีความรู้เกี่ยวกับระบบสืบสวนอุบัติเหตุทาง ถนนในระดับดี มีจํานวน 8 กองบัญชาการ โดยกองบัญชาการที่มีความรูใ้ นระดับดี ตามลําดับ ได้แก่ กองบัญชาการตํารวจภูธร ภาค 1 ร้อยละ 88.43 กองบัญชาการตํารวจภูธร ภาค 3 ร้อยละ 87.12 และ กองบัญชาการตํารวจภูธร ภาค 6 ร้อยละ 85.66 และมีความรู้ในระดับปานกลาง จํานวน 2 กองบัญชาการ ได้แก่ กองบัญชาการตํารวจภูธร 2 ร้อยละ 72.16 และกองบัญชาการตํารวจภูธร 5 คิดเป็นร้อยละ 71.80 ปรากฏรายละเอียดตาม ตารางที่ 4 (ดูรายละเอียดในตารางภาคผนวก) ตอนที่ 3 แบบวัดทัศนคติที่มีต่อระบบสืบสวนอุบัติเหตุทางถนน จากการวัดระดับทัศนคติที่มตี ่อระบบสืบสวนอุบัติเหตุทางถนน ของผู้ทําหน้าที่ในระบบงานสืบสวน อุบัติเหตุ โดยใช้แบบวัดทัศนคติ จํานวน 12 ข้อ หลังจากรวมคะแนนทั้งหมดทําการจัดกลุ่มหาค่าเฉลีย่ นําไป แปลความหมายตามเกณฑ์ที่กําหนดซึ่งแบ่งระดับทัศนคติ เป็น 3 ระดับ คือทัศนคติดี ปานกลาง และไม่ดี พบว่า ในภาพรวมผู้ทําหน้าทีใ่ นระบบงานสืบสวนอุบัติเหตุมีทัศนคติที่ดีตอ่ ระบบสืบสวนอุบัติเหตุ (ค่าเฉลี่ย = 3.75) สําหรับประเด็นข้อคําถามที่ผู้ทําหน้าที่ในระบบงานสืบสวนอุบัติเหตุมีทัศนคติที่ดโี ดยมีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ การที่พนักงานสอบสวนเข้ามาร่วมสืบสวนสอบสวนหาสาเหตุของการเกิดอุบัติเหตุทางถนนทําให้ตํารวจจราจร ได้มีการพัฒนาความรู้ร่วมกันด้วย (ค่าเฉลี่ย= 4.18) รองลงมาคือ การพูดคุยหรือกันระหว่างคณะกรรมการ กปถ.สถานีตํารวจ ทําให้มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้เกี่ยวกับ อบถ. ที่เกิดขึ้นในพื้นที่มากขึ้น (ค่าเฉลี่ย = 4.10) สําหรับประเด็นที่ผู้ทําหน้าทีใ่ นระบบงานสืบสวนอุบัติเหตุมีทัศนคติในระดับปานกลาง โดยมีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุด ตามลําดับคือ พนักงานสอบสวนมีภาระมากอยู่แล้ว ไม่ควรให้มีส่วนร่วมในหน้าที่ดังกล่าวนี้ (ค่าเฉลี่ย = 2.96) และโปรแกรมที่ใช้ในการบันทึกข้อมูลมีขั้นตอนที่ยุ่งยาก (ค่าเฉลี่ย = 3.00) เมื่อพิจารณาระดับทัศนคติที่มีต่อระบบสืบสวนอุบัติเหตุ ของผู้ทําหน้าที่ในระบบงานสืบสวนอุบัติเหตุ จําแนกตามกองบัญชาการตํารวจ พบว่า ส่วนใหญ่มีทัศนคติที่ดีต่อระบบสืบสวนอุบัติเหตุจํานวน 8 กองบัญชาการ มีทัศนคติในระดับปานกลางจํานวน 3 กองบัญชาการ โดยกองบัญชาการ ทีผ่ ู้ทําหน้าที่ใน ระบบงานสืบสวนอุบัติเหตุมีทัศนคติที่ดีต่อระบบสืบสวนอุบัติเหตุ โดยมีคะแนนสูงสุดตามลําดับ ���ือ กองบัญชาการตํารวจภูธร ภาค 6 (ค่าเฉลี่ย = 4.07) ศูนย์ปฏิบัติการสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ค่าเฉลี่ย = 4.01) สําหรับกองบัญชาการตํารวจที่ผู้ทําหน้าที่ในระบบงานสืบสวนอุบัติเหตุมีทัศนคติต่อระบบสืบสวน อุบัติเหตุในระดับปานกลาง โดยมีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุด ตามลําดับคือ กองบัญชาการตํารวจภูธร ภาค 2 (ค่าเฉลี่ย = 3.28) กองบัญชาการตํารวจภูธร 1 (ค่าเฉลี่ย = 3.52) ปรากฏรายละเอียดตามตารางที่ 6 - 7(ดูรายละเอียด ในตารางภาคผนวก) ตอนที่ 4 การวิเคราะห์ ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ระหว่างความรู้และทัศนคติของผู้มีส่วน เกี่ยวข้อง จําแนกตามกองบัญชาการตํารวจ การศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความรู้และทัศนคติของผูม้ ีหน้าที่ในระบบสืบสวนอุบัติเหตุเพื่อนําไป เป็นแนวทางในการพัฒนาการทํางานของเจ้าหน้าที่ในระบบสืบสวนอุบัติเหตุ โดยใช้สถิติวิเคราะห์ ค่า สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ระหว่างความรู้และทัศนคติ พบว่า ในภาพรวม ความรู้เกี่ยวกับระบบสืบสวนอุบัติเหตุ มี


ระบบงานสื บสวนอุบตั ิเหตุทางถนนกับการแก้ไขและป้ องกัน  

ความสัมพันธ์เชิงบวกกับระดับทัศนคติของผู้มีหน้าที่ในระบบสืบสวนอุบัติเหตุ อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ 112 .01 (r=.250) กล่าวคือ หากผู้มีหน้าที่ในระบบสืบสวนอุบัติเหตุมีความรู้เกี่ยวกับระบบสืบสวนอุบัติเหตุดี ทัศนคติที่มีต่อระบบสืบสวนอุบัติเหตุก็จะอยู่ในระดับดีด้วยเช่นกัน เมื่อพิจารณาความสัมพันธ์ระหว่างความรู้และทัศนคติของผู้มีหน้าที่ในระบบสืบสวนอุบัติเหตุ จําแนกตามกองบัญชาการตํารวจ พบว่า ความรู้เกี่ยวกับระบบสืบสวนอุบัติเหตุ มีความสัมพันธ์เชิงบวกกับ ระดับทัศนคติของผู้มีหน้าที่ในระบบสืบสวนอุบัติเหตุ อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ จํานวน 4 กองบัญชาการ และ มีความสัมพันธ์เชิงลบกับระดับทัศนคติ อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ จํานวน 1 กองบัญชาการ และความรู้ไม่มี ความสัมพันธ์กับทัศนคติ จํานวน 5 กองบัญชาการ ดังปรากฏตามตารางที่ 7(ดูรายละเอียดในตาราง ภาคผนวก) ตอนที่ 5 ข้อคิดเห็น/ข้อเสนอแนะในการพัฒนาระบบสืบสวนอุบัติเหตุ จากการประมวลผลข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะของผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการพัฒนาระบบสืบสวน อุบัติเหตุทางถนนจากคําถามปลายเปิด จํานวน 127 คน คิดเป็นร้อยละ 11.65 ของผู้ตอบแบบสอบถาม ทั้งหมด (1,090 คน) พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนมากมีทัศนคติด้านบวกต่อโครงการ โดยเห็นว่าเป็น โครงการที่ดี ทําให้การแก้ปัญหาในระดับสถานีตํารวจบรรลุผลดีมาก สามารถตรวจสอบข้อมูลและทราบ สาเหตุปัญหาการเกิดอุบัติเหตุ ทําให้มีฐานข้อมูลนําไปใช้ในการวิเคราะห์ตัดสินใจแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ และเห็นควรให้ดําเนินการอย่างต่อเนื่องโดยขยายโครงการนี้ให้ครบทุกสถานีตํารวจ และควรนําเสนองาน อุบัติเหตุทางถนนเป็นวาระแห่งชาติ เช่นเดียวกับเรื่องยาเสพติดเพราะมีส่วนทําให้บุคลากรที่เป็นทรัพยากร มนุษย์นั้นสูญเสียจํานวนมากและเพิ่มทวีคูณทุกเวลาทุกนาที และมีผู้สอบแบบสอบถามส่วนน้อยที่ยังมีทัศนคติ เชิงลบต่อโครงการโดยเห็นว่า ควรยกเลิกโครงการและใช้แนวทางปฏิบัติเหมือนเดิม การดําเนินการเป็นอํานาจ หน้าที่ของจังหวัดไม่ใช่ของตํารวจ เป็นการเพิ่มงานให้ตํารวจมากเกินไป และทํางานซ้ําซ้อนกับงานอื่น เช่น ซ้ําซ้อนกับโครงการ 365 วันอันตราย และผู้ตอบแบบสอบถามได้เสนอข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะเพิ่มเติมใน การพัฒนาโครงการต่อไป โดยสามารถแยกประเด็นการพิจารณาได้ดังนี้ 1) ด้านการบริหารจัดการ เป็นการวิเคราะห์ประเด็นการบริหารจัดการ ในด้านต่างๆ โดยผู้ตอบ แบบสอบถามส่วนมากมีความคิดเห็นว่า ควรให้กลุม่ งานจราจรเป็นหลักในการดําเนินการตามโครงการนี้ (21 คน) โดยให้พนักงานสอบสวนเป็นเพียงผู้แสดงความคิดเห็นทางคดี หรือ จัดตั้งหน่วยงานรับผิดชอบโดยเฉพาะ สําหรับข้อคิดเห็นอื่น มีดังนี้ ด้านนโยบาย -รัฐควรจัดสรรงบประมาณจัดทําโครงสร้างพื้นฐานเกี่ยวกับถนนที่มีคุณภาพ เช่น เรื่องป้าย สัญญาณ จราจร ฯลฯ -ผู้บริหารระดับ ผู้บัญชาการ ระดับ ตร. ให้ความสนใจน้อย การขับเคลื่อนเชิงนโยบายและกําชับอย่าง จริงจังจึงมีน้อย ตํารวจจึงให้ความสําคัญน้อยกว่าปัญหาด้านอื่นๆ มาก และถูกมองว่าเป็นงานด้านสอง -ผู้บังคับบัญชาต้นสังกัดไม่ค่อยให้ความสําคัญอย่างจริงจัง


ระบบงานสื บสวนอุบตั ิเหตุทางถนนกับการแก้ไขและป้ องกัน  

-ควรกําหนดและถือว่าผูป้ ฏิบัติตามนโยบายนี้ เป็นผลงานเพื่อนํามาพิจารณาความดีความชอบในการ 113 พิจารณาเลื่อนขั้น -สํานักงานตํารวจแห่งชาติควรตั้งงบประมาณเป็นของตนเองไว้ล่วงหน้า โดยกําหนดไว้ในแผนปฏิบัติ งาน หน่วยปฏิบัติจะได้วางแผนการดําเนินการโดยตรงได้อย่างเหมาะสม และมีประสิทธิภาพ -เห็นควรตั้งเป็นกองบังคับการจราจรในแต่ละ บช. เพื่อรับผิดชอบเกี่ยวกับงานด้านจราจรทั้งหมด เพือ่ ลดภาระงานให้ทางหน่วยอื่น -ควรยกเลิกสถิติของตํารวจที่เน้นการแข่งขัน ทําให้ได้ข้อมูลที่ไม่ตรงความเป็นจริง ด้านการจัดการ -การกํากับดูแล ติดตาม รับรู้ และแก้ไขปัญหาของคณะทํางานฯ ควรจะมีหลายช่องทาง เพื่อให้หน่วย ปฏิบัติทุกระดับของตร.เข้าถึงได้ง่าย และได้รับข้อมูลที่ทนั สมัย แจ้งปัญหาข้อขัดข้อง เสนออุปสรรคได้อย่าง ต่อเนื่องทันท่วงที -เห็นว่าการนําเสนอข้อมูลในระดับภาคควรมีเพื่อสรุปผลงานเป็นช่วงเวลา เช่น 3 เดือน 6 เดือน -ควรมีกรอบการดําเนินการแก้ไขปัญหาให้ชดั เจน และเป็นแนวทางเดียวกัน -ควรนําผลมาสรุปร่วมกัน หากแนวทางใดเป็นแนวทางที่เกิดประโยชน์สูงสุดแล้วก็สร้างเป็นต้นแบบ หากบุคลากรเปลี่ยนก็จะได้ดําเนินงานต่อไปได้ -กปถ.สถานีตํารวจ ควรมี ตร.ชั้นประทวนผู้มีหน้าที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมด้วย และควรให้มตี ัวแทนจาก กต.ตร.สภ.ด้วย จํานวนไม่น้อยกว่า 2 คนหรือมากกว่า -ควรมีการจัดชุดปฏิบัติและมีคําสั่งให้ชัดเจน ปัจจุบันผู้เข้าร่วมประชุมกับพนักงานสอบสวนเป็นคนละ ส่วน เมื่อประชุมเสร็จนําไปแจ้งฝ่ายสอบสวน ฝ่ายสอบสวนก็ไม่ดําเนินการต่อ -ควรจัดเจ้าหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่ในด้านนี้ไว้ดําเนินการโดยเฉพาะจะได้ข้อมูลที่สมบูรณ์แบบ และ สามารถนําไปวิเคราะห์ และแก้ไขปัญหาได้ออย่างแท้จริง -หากจะมีการพัฒนาระบบสืบสวนควรจะให้ทุก สถานีตํารวจในเขตอําเภอนั้นๆ ร่วมโครงการด้วย เพื่อ จะได้พัฒนาอย่างมีระบบ -การดําเนินการ อบถ.อําเภอ และ อบถ.จังหวัด หน่วยงานจังหวัดและหน่วยงานอําเภอควรเป็น ผู้รับผิดชอบ และเป็นแม่งาน หากตํารวจต้องเป็นแม่งานทุกขั้นตอนจะทําให้หน่วยงานอื่นที่ถูกตําหนิ หรือมี การบ้านมากเกิดอคติกับตํารวจได้ -ควรจัดหาบุคลากรระดับ สภ.ให้เหมาะสมกับงานที่ทําที่มีความรู้ความสามารถด้านคอมพิวเตอร์ เพื่อ เพิ่มประสิทธิภาพในการทํางาน -รูปแบบการทํางานของโครงการไม่ชัดเจนทําให้ผู้ปฏิบัติเครียด -เจ้าหน้าที่ตํารวจจราจรของสถานีตํารวจตามตําแหน่งมีน้อย ทําให้การเก็บข้อมูลในทีเ่ กิดเหตุได้ น้อยและไม่ครบถ้วน ดังนั้น ควรเพิ่มกําลังพลในการปฏิบัติงานให้มากขึ้น -ควรมีชุดตรวจสถานที่เกิดเหตุ พร้อมอุปกรณ์ครบถ้วน และสามารถกรอกข้อมูลได้ -ควรแบ่งงานในสถานีตํารวจให้มีแผนกจราจรเหมือนสถานีตํารวจภูธรใหญ���


ระบบงานสื บสวนอุบตั ิเหตุทางถนนกับการแก้ไขและป้ องกัน  

-การแก้ไขปัญหา/ปรับปรุงควรนําเรื่องที่เกิดขึ้นจริงมาพูดกัน ไม่ใช่ว่าต่างหน่วยต่างพูดและโยน 114 ความเห็นให้ตํารวจทุกกรณี -ควรนําผลการประชุมคณะกรรมการป้องกันและแก้ไขอุบัติเหตุทางถนนระดับอําเภอ ตลอดจน ผลการ วิเคราะห์ข้อมูล เผยแพร่ให้ประชาชนในพื้นที่ได้รับทราบ เพื่อการดําเนินการแก้ไขอย่างเป็นระบบต่อไป -ควรให้ผู้บังคับบัญชาที่รับผิดชอบโดยตรงทําหรือเป็นตัวอย่างที่ดีในการทําหน้าที่กรณีมีอุบัติเหตุ เกิดขึ้น -ระยะเวลาการดําเนินการค่อนข้างเร่งรัด มีเวลาเตรียมการน้อยทําให้เกิดความไม่เข้าใจในการปฏิบัติ อย่างแท้จริง -การประเมิน วิเคราะห์ และแก้ปัญหา ควรให้หน่วยอื่นหรือคณะกรรมการเฉพาะด้านเป็นผู้ดําเนินการ ด้านการฝึกอบรม/การให้ความรู้ -ควรอบรมผู้ทมี่ ีส่วนเกี่ยวข้อง เช่น พนักงานสอบสวน. เจ้าหน้าที่จราจร ผู้บันทึกข้อมูล ให้มีความรู้ ความเข้าใจในขั้นตอนการดําเนินงานของโครงการ -การจัดฝึกอบรมควรมีให้ต่อเนื่อง เพื่อการปรับปรุง พัฒนา แก้ไขปัญหาต่างๆ เพิ่มองค์ความรู้และ สมรรถนะแก่ผปู้ ฏิบัติ -ควรมีการจัดอบรม การใช้งาน ระบบการทํางาน www.roadsaletyteam.com -ควรจัดการฝึกอบรมผู้รับผิดชอบแต่ละคน ให้มีความรู้ความเข้าใจในหน้าที่และวิธีการปฏิบัติให้มาก เพื่อให้มีความรู้ระบบสืบสวนอุบัติเหตุสําหรับการแก้ไขและป้องกันอุบัติเหตุทางถนนอย่างถูกต้อง และนําไปใช้ ให้มีประสิทธิภาพสูงสุด การฝึกอบรมควรให้ภาคึเครือข่ายร่วมทําความเข้าใจด้วย (6 คน) ด้านการเงิน งบประมาณ พัสดุ -ตร.ไม่มีงบประมาณที่เข้าไปดําเนินแก้ไข พอร้องขอจากภาคีเครือข่ายก็จะแจ้งว่าติดขัดเรื่อง งบประมาณ ทั้งที่มีแผนดําเนินการแล้ว ต้องรองบประมาณในปีต่อไป ทําให้การแก้ไขขึ้นไม่ทันท่วงที -งบประมาณการฝึกอบรมมีไม่เพียงพอตามความเป็นจริง ผู้ปฏิบัติโดยเฉพาะผู้ที่เป็นฝ่ายอํานวยการ นอกจากรับผิดชอบเนื้องานเพิ่มขึ้นแล้ว ยังต้องรับผิดชอบส่วนเกินของค่าใช้จ่ายในการจัดฝึกอบรมอีก -ขาดอุปกรณ์ตรวจที่เกิดเหตุ เช่น กล้องถ่ายรูป สายวัด เป็นต้น -การเบิกจ่ายงบประมาณ ควรมีตัวอย่างให้ชัดเจน เพื่อสะดวกต่อการปฏิบัติ - ควรเพิ่มงบประมาณหรือค่าตอบแทนให้มากกว่านี้ -เนื่องจากตํารวจไม่มีงบประมาณ ควรให้หน่วยงานอื่น ๆ เข้าร่วมรณรงค์รับผิดชอบด้วยอย่างจริงจัง และต่อเนื่อง และต้องให้ภาคีสมาชิกให้ความร่วมมือมากกว่านี้ -งบประมาณต่าง ๆ ให้โอนเข้าบัญชีคณะทํางานเป็นรายคนโดยไม่ต้องผ่านสถานีตํารวจ -ควรสนับสนุนเงินค่าตอบแทนให้คณะกรรมการระดับอําเภอทุกอําเภอ -ควรให้การสนับสนุนการปฏิบัติงาน เช่น เครื่องคอมพิวเตอร์ กล้องถ่ายรูป รถยนต์ น้ํามัน เชื้อเพลิง -ควรมีเครื่องมือ เครื่องคอมพิวเตอร์ให้เฉพาะในการดําเนินโครงการ


ระบบงานสื บสวนอุบตั ิเหตุทางถนนกับการแก้ไขและป้ องกัน  

2) ด้านโปรแกรม/แบบรายงานและการกรอกข้อมูล เป็นการให้ข้อมูลสภาพปัญหา ข้อขัดข้องและ 115 ข้อแนะนําในการพัฒนาโปรแกรม รวมถึงแบบรายงานสืบสวนอุบัติเหตุ -ควรพัฒนา Program การลงข้อมูลให้ง่าย และฝึกผู้ปฏิบัติก่อนทําจริง -การกรอกข้อมูลอยากให้สั้นกว่านี้ เพื่อง่ายต่อการกรอกข้อมูล ตัดข้อมูลที่ไม่จําเป็นออก -ควรลดข้อมูลบางขั้นตอนที่ไม่จําเป็น ให้ง่ายต่อการกรอก ให้กระชับกว่านี้ -การบันทึกข้อมูล มีรายละเอียด และหลายขั้นตอนยุ่งยาก (5 คน) -การเลือกข้อมูลในการระบุมากกว่า 1 ข้อขึ้นไปทําให้เป็นปัญหาในการวิเคราะห์อุบัติเหตุ เห็นควรทํา แบบรายงานการสืบสวนที่สามารถวิเคราะห์ให้ตรงประเด็นมากกว่านี้ -สาเหตุอุบัติเหตุส่วนใหญ่เกิดจากสาเหตุไม่กี่อย่าง เช่น เร็ว สภาพแวดล้อมบนถนน ตัดหน้ากระชั้นชิด เป็นต้น สาเหตุอื่นๆให้เว้นว่างและหมายเหตุไว้ เช่น ฝนตก , ถนนลื่น เป็นต้น -ควรพัฒนาระบบบันทึกข้อมูล ให้ตรวจสอบแผนที่เกิดเหตุได้ -อยากให้พัฒนาโปรแกรมให้สามารถเลือกข้อมูลเชื่อมโยงกันได้ เลือกเงื่อนไขต่างๆ ได้ เช่น ถ้าเลือก เงื่อนไขว่า ให้ จังหวัด ตรัง อุบัติเหตุ ปี 54 เดือน เมษายน-มิถุนายน ที่เกิดจาก จักรยานยนตร์ ของผู้ขับขี่อายุ ต่ํากว่า 20 ปี คิดเป็นกี่เปอร์เซนต์ ของอุบัติเหตุทั้งหมดในช่วงดังกล่าวเป็นต้น -ควรปรับปรุงเรื่องรูปแบบการคีย์ข้อมูลให้สนั้ กว่าเดิมไม่ซับซ้อนเกินไป กะทัดรัด และเข้าใจง่าย -การพิมพ์รายงานจากแบบสืบสวนอุบัติเหตุทางถนน ควรระบุวันที่ในแบบรายงานด้วยเพื่อความ สะดวกในการดําเนินการ -การบันทึกข้อมูลควรมีอย่างน้อย ๒ คน เพื่อสะดวกในการบันทึกและไม่ขาดตอน -แบบฟอร์มการกรอกข้อมูล อบถ.มีรายละเอียดมากเกิดไปควรจะมีรายละเอียดเป็นระยะไป เช่น ถ้า เกิดจากความประมาทเจ็บเล็กน้อยก็ไม่ต้องมีข้อมูลมากนัก แต่ถ้าเป็นรายที่เสียชีวิตควรมีรายละเอียดพร้อมมี ข้อมูลมากนัก แต่ถ้าเป็นรายที่เสียชีวิตควรมีรายละเอียดพร้อมภาพถ่ายอย่างละเอียด เป็นต้น -จะต้องมีวิเคราะห์ข้อมูลจากโปรแกรมการสืบสวนอุบัติเหตุทางถนนที่เกิดขึ้นอย่างจริงจัง -การกรอกข้อมูลภาระตกกับพนักงานสอบสวนเพียงคนเดียว 3) ด้านการประสานงาน -การไปประสานกับหน่วยงานอื่น บางครั้งกว่าจะมีการดําเนินการต้องใช้เวลานานเกินไป ทําให้การ แก้ไขปัญหายังไม่เป็นปัจจุบัน ประชาชนจึงไม่พึงพอใจ -แม้จะรู้ว่าพื้นที่ใดมีอุบัติเหตุบ่อย แต่บางครั้งการประสานงานระหว่างหน่วยงานไม่สามารถสั่งการกัน ได้ ควรให้นายอําเภอเป็นผู้รับผิดชอบอย่างจริงจังเพื่อการประสานงานของหน่วยงาน -ควรจัดการประชุมร่วมกับองค์การปกครองส่วนท้องถิ่นเพื่อหาแนวทางแก้ไข 4) ด้านความร่วมมือ/ภาคีเครือข่าย -เพิ่มภาคเครือข่ายที่ได้ใช้ประโยชน์จริงๆ เช่น ตัวแทนสื่อวิทยุ-โทรทัศน์ บริษัทรถ -ควรจะให้โรงพยาบาล ฝ่ายปกครอง ทําด้วยเพื่อข้อมูล สถิติจะได้ตรงกัน


ระบบงานสื บสวนอุบตั ิเหตุทางถนนกับการแก้ไขและป้ องกัน  

-ผู้รับผิดชอบระดับจังหวัดหรือส่วนกลาง ควรจะแนะนําส่วนราชการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ให้มีความ 116 ตระหนักในปัญหาและให้ทราบว่าเป็นหน้าที่โดยตรงของหน่วยงานของเขา เพื่อจะให้การช่วยเหลือหรือ สนับสนุนในรูปแบบของเครือข่าย -ภาคีเครือบางหน่วยขาดความตั้งใจในการร่วมกันแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง 5) ผลจากโครงการ -ทําให้เกิดอุบัติเหตุน้อยลงสามารถแก้ไขที่ตน้ เหตุโดยตรงทําให้วิเคราะห์สาเหตุได้ตรงจุดและควร ดําเนินการทันที -เป็นโครงการที่ดี ทําให้สามารถตรวจสอบข้อมูลและเห็นถึงสาเหตุปัญหาอุบัติเหตุได้ชัดเจน มี ฐานข้อมูลทีส่ ามารถนํามาใช้ในการวิเคราะห์ตัดสินใจอย่างเป็นระบบ เพื่อแก้ปัญหาของการเจ็บและตายและ สูญเสียทรัพย์สนิ ควรดําเนินการต่อไป -ทําให้ทุกฝ่ายเห็นความสําคัญและปลุกกระแสให้เห็นความสําคัญของอุบัติเหตุ มองเห็นปัญหา อย่าง ครบระบบ ก่อให้เกิดการจัดความสําคัญเร่งด่วนในการแก้ไขปัญหาร่วมกัน เกิดการระดมความคิดเห็นมา วิเคราะห์สาเหตุที่แท้จริง -ทําให้เกิดความร่วมมือกันระหว่างส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ทําให้การแก้ไขปัญหาการจราจรเป็นไป อย่างมีประสิทธิภาพ รวดเร็ว -สร้างความตระหนักในปัญหาการจราจร ซ���ง่ แต่เดิมก็มองว่าเป็นปัญหาที่ตํารวจจะต้องแก้ไขโดยลําพัง แต่หลังจากมีโครงการทุกส่วนราชการการ ภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง มีความเข้าใจ และเต็มใจเข้ามาช่วยเหลือ เพื่อลดอุบัติเหตุ 6) ด้านอื่นๆ -ผลักดัน การบรรจุวิชาการจราจรเป็นบทเรียนทางการศึกษาแก่เด็กและเยาวชน -การสร้าง วิชาการจราจรในทุกโรงเรียนให้ฝึกปฏิบัติ -การสร้างทัศนคติต่อการป้องกันอุบัติเหตุตั้งแต่เด็ก -การป้องกันแก้ไขปัญหาอุบัติเหตุควรเน้นไปที่การออกใบอนุญาตขับขี่มากกว่า โดยควรมองไปที่ ข้อสอบหรือระบบการออกใบอนุญาตขับขี่ควรเข้มงวด -การเกิดอุบัติเหตุอยู่ที่จิตสํานึกของผู้ขับขี่ ควรมีโครงการรณรงค์การเกิดอุบัติเหตุให้ประชาชนทราบ บ่อยๆ -ตํารวจ คือหน่วยที่แก้ไขปัญหาปลายเหตุ หน่วยงานที่จะแก้ปัญหาเบื้องต้น เช่นการผลิตรถ การขอ ใช้รถ การจํากัดให้มีรถ การขอใบอนุญาตขับขี่ การผลิตยาง ผลิตอุปกรณ์ส่วนต่างๆ การสร้างถนน การสร้าง จิตสํานึกของมนุษย์ -อุบัติเหตุจราจรเกิดจากผู้ขับขี่เป็นส่วนใหญ่ ควรมีแนวทางในการป้องกันอุบัติเหตุอีกหลาย ๆ โครงการ


ระบบงานสื บสวนอุบตั ิเหตุทางถนนกับการแก้ไขและป้ องกัน  

-การป้องกันและแก้ไขอุบัติเหตุทางถนน ควรเน้นการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้ใช้รถใช้ถนน ให้มี 117 จิตสํานึก คํานึงถึงหลักความปลอดภัยควบคู่กับการบังคับใช้กฎหมายโดยเคร่งครัดและต่อเนื่องจริงจังทุกเวลา เนื่องจากอุบัติเหตุส่วนมากเกิดจากพฤติกรรมของคนขับรถเป็นสําคัญ -ควรตั้งด่านตรวจอย่างสม่ําเสมอและย้ายจุดตรวจแบบลอยบ้าง โดยเฉพาะในถนนหมู่บ้าน เพื่อจะ ได้จับกุมผู้กระทําผิดจริงในหลายประการ -ควรเริ่มดําเนินงานสร้างจิตสํานึกของประชาชน จากชุมชนในหมู่บ้าน โดยการอบรมให้ความรู้ การ สืบสวนอุบัติเหตุทางถนน จุดเสี่ยง/จุดอันตราย การป้องกัน ความรู้ในกฎจราจร โดยให้ผู้อบรมด้วยความ สมั ครใจ ทั้งนี้ ควรให้เครือข่ าย “เหยื่ ออุบัติเหตุทางถนน” เป็นผู้ใ ห้ความรู้เกี่ยวกับความสู ญเสี ยจาก อุบัติเหตุทางถนน -เป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ หากประชาชนยังไม่มีระเบียบวินัยในตนเอง ขับรถไม่ปฏิบัติตาม กฎหมาย ไม่คํานึงถึงความปลอดภัยของผู้อื่น ก็ยากที่จะทําให้โครงการนี้สําเร็จได้ -ควรสร้างจิตสํานึกให้ตํารวจตระหนักถึงความสูญเสียจากอุบัติเหตุ ผลการวิเคราะห์ข้อมูล ส่วนที่ 2 ข้อมูลทาง www.roadsaletyteam.com จากการเก็บรวบรวมข้อมูลความคิดเห็นและความพึงพอใจของเจ้าหน้าที่ตํารวจผู้ปฏิบัติในโครงการ สืบสวนอุบัติเหตุจราจร โดยให้มีการกรอกข้อมูลทาง www.roadsaletyteam.com ในช่วงระยะเวลาดําเนิน โครงการตั้งแต่ 1 เมษายน ถึง 31 กรกฏาคม 2554 ปรากฏว่า มีผู้ตอบแบบสอบถามจํานวน 234 ท่าน ผลการ วิเคราะห์ข้อมูล พบว่า เจ้าหน้าที่ตํารวจผู้ปฏิบัติในโครงการสืบสวนอุบัติเหตุจราจรส่วนใหญ่ แสดงความคิดเห็น ว่า ตํารวจจราจรและพนักงานสอบสวนควรร่วมกันทําหน้าที่สืบสวนอุบัติเหตุจราจร (ร้อยละ 85.04) และ กระบวนการสืบสวนอุบัติเหตุที่ดําเนินการมา 4 เดือนทําให้คนทํางานในพื้นที่ใช้ประโยชน์จากข้อมูลได้ (ร้อยละ 89.32) โดยเห็นว่าการดําเนินงานตามระบบงานการสืบสวนอุบัติเหตุจะมีประสิทธิภาพมากขึ้น เมื่อได้พัฒนา ความรู้ความสามารถของเจ้าหน้าที่ (ร้อยละ 46.58) และได้รับการสนับสนุนเชิงนโยบายระดับ สตช. (ร้อยละ 28.63) สําหรับระบบการบันทึกแบบรายงานและประมวลผลที่ควรปรับปรุงแก้ไขเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการ ทํางานเห็นว่า ควรปรับปรุงด้านการบันทึกแบบรายงาน (ข้อคําถาม) (ร้อยละ 65.81) และค่าตอบแทนใน ระบบงานสืบสวนอุบัติเหตุจราจร มีความเหมาะสม (ร้อยละ 29.06) โดยเห็นว่าควรปรับเพิ่มค่าประชุมและค่า ทําแบบรายงาน (ร้อยละ 44.87) ข้อคําถามที่ว่าควรมีโครงการสืบสวนอุบัติเหตุจราจรเพื่อการแก้ไขและป้องกันอุบัติเหตุทางถนนอย่าง บูรณาการต่อไปหรือไม่ เจ้าหน้าที่ตํารวจผู้ปฏิบัติในโครงการสืบสวนอุบัติเหตุจราจรส่วนใหญ่ (ร้อยละ 83.76) เห็นว่าควรมีต่อไป และมีความพึงพอใจต่อผลการปฏิบัติงานใน 4 เดือนทีผ่ ่านมาอยู่ในระดับมาก (ร้อยละ 67.09) โดยเห็นว่าระบบสืบสวนอุบัติเหตุครั้งนี้ประสบความสําเร็จเพราะโครงการนี้มาถูกทางแล้วในการ แก้ปัญหาอุบัติเหตุอย่างบูรณาการ (ร้อยละ 44.4) ทําให้เกิดความเปลี่ยนแปลงการทํางานด้านการลดอุบัติเหตุ ในองค์กรตํารวจ โดยเฉพาะด้านความสัมพันธ์ระหว่างตํารวจกับภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง (ร้อยละ 34.19) และ ด้านการเป็นผู้มีความรู้และนําเสนอข้อมูลทีช่ ัดเจนมากขึ้น (ร้อยละ 25.64) หากให้โครงการสืบสวนอุบัติเหตุ


ระบบงานสื บสวนอุบตั ิเหตุทางถนนกับการแก้ไขและป้ องกัน  

ทางถนนดําเนินไปได้อย่างมีประสิทธิภาพสิ่งที่ต้องการการสนับสนุน ได้แก่ ด้านงบประมาณ และด้านอุปกรณ์ 118 คอมพิวเตอร์ที่มีประสิทธิภาพ รายละเอียดปรากฏตามตารางที่ 8(ดูรายละเอียดในตารางภาคผนวก) ข้อเสนอเชิงนโยบาย ผลการดําเนินงานในโครงการ การพัฒนาระบบงานสืบสวนอุบัติเหตุเพื่อการแก้ไขและป้องกันอุบัติเหตุ ทางถนนอย่างบูรณาการทําให้ได้ข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อพิจารณาใช้เป็นทิศทางการขับเคลื่อนนโยบายในการ แก้ไขและป้องกันอุบัติเหตุจราจรในส่วนของสํานักงานตํารวจแห่งชาติดงั นี้ 1. ปรับเปลี่ยนทัศนคติตํารวจฝ่ายจราจรและฝ่ายบริหารให้ตระหนักถึงการแก้ไขและป้องกันอุบัติเหตุ ทางถนน ในพื้นที่รับผิดชอบว่าเป็นหน้าที่หลักอันสําคัญที่จะช่วยลดการบาดเจ็บ พิการ และเสียชีวิตของ ประชาชนจากอุบัติเหตุทางถนนได้ 2. ปรับปรุงพัฒนาตํารวจฝ่ายจราจรและฝ่ายบริหารให้มีความรู้ความเข้าใจกระบวนการแก้ไขและ ป้องกันอุบัติเหตุทางถนนอย่างถ่องแท้ และพัฒนาองค์ความรู้ดังกล่าวให้ทันสมัยทันเหตุการณ์อยู่ตลอดเวลา เพื่อให้มีความรู้ความสามารถในการแก้ไขและป้องกันอุบัติเหตุทางถนนได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล 3. ปรับบทบาทของตํารวจฝ่ายจราจรและฝ่ายบริหารให้ทําหน้าที่ในการแก้ไขและป้องกันอุบัติเหตุทาง ถนน เป็นระบบการทํางานประจําวันเช่นเดียวกับการจัดการจราจรในพื้นที่รับผิดชอบ โดยมุ่งเน้นประสิทธิภาพ และความสัมฤทธิ์ผลในการลดสถิติการเกิดอุบัติเหตุทางถนน ลดจํานวนคนเจ็บและตายจากอุบัติเหตุทางถนน ให้ได้ 4. ปรับระบบวิธีคิดในการทํางานแก้ไขและป้องกันอุบัติเหตุทางถนน ให้อยู่บนพื้นฐานข้อมูลที่ถูกต้อง ครบถ้วนและทันสมัยเท่านั้น จึงจะสามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างตรงจุดและได้ผลสําเร็จอย่างคุ้มค่า 5.ปรับวิธีการทํางานให้เป็นระบบเพื่อเป็นหลักประกันของความมีประสิทธิภาพและความสําเร็จของ งาน โดยเริ่มจากการแสวงหาข้อมูลจากอุบัติเหตุทางถนน ที่เกิดขึ้นแต่ละราย นํามาวิเคราะห์เพื่อค้นหาสาเหตุ และแนวทางแก้ไข แล้วรีบดําเนินการแก้ไขในระยะเร่งด่วน ระยะสั้น และระยะยาว ให้สอดคล้องกับสภาพ ปัญหาร่วมกับภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง โดยตระหนักว่าอุบัติเหตุทางถนน มีสาเหตุมาจากหลาย ปัจจัยที่สลับซับซ้อน ทั้งจากพฤติกรรมของคน สภาพรถ สภาพถนน และสภาพแวดล้อม ลําพังตํารวจฝ่ายเดียว ไม่อาจแก้ไขและป้องกันให้สําเร็จได้ จําเป็นต้องประสานความร่วมมือร่วมใจจากภาคีเครือข่ายทุกฝ่ายทั้งในและ นอก���ื้นที่รับผิดชอบเพื่อให้การแก้ไขและป้องกันอุบัติเหตุทางถนน ได้ผลอย่างแท้จริง 6. ปรับการจัดสรรกําลังพลและงบประมาณด้านการจราจรใหม่ให้ครอบคลุมทั้งงานอํานวยการจราจร และป้องกันอุบัติเหตุจราจรเพื่อรองรับการปรับเปลี่ยนบทบาทใหม่ของการแก้ไขและป้องกันอุบัติเหตุทางถนน


ระบบงานสื บสวนอุบตั ิเหตุทางถนนกับการแก้ไขและป้ องกัน  

119

ภาคผนวก


Acc 54032