Page 1


บทอ่านจากหนังสือกันดารวิถี

สมโภชพระนางมารีย์ พระชนนีพระเจ้า

กดว 6:22-27

องค์พระผู้เป็นเจ้าตรัสสั่งโมเสส ให้บอกอาโรนและบรรดาบุตรว่า “ท่านทั้งหลาย จะต้องอวยพรชาวอิสราเอลดังนี้ ท่านจะต้องกล่าวว่า ขอองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงอวยพร ท่านและพิทกั ษ์รกั ษาท่าน ขอองค์พระผูเ้ ป็นเจ้าทรงส�ำแดงพระพักตร์แจ่มใสต่อท่านและ โปรดปรานท่าน ขอองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงผินพระพักตร์มายังท่านและประทานสันติแก่ ท่านด้วยเทอญ” สมณะจะต้องเรียกขานนามของเราให้ลงมาเหนือชาวอิสราเอลเช่นนี้ แล้วเราจะ อวยพรเขาทั้งหลาย

เพลงสดุดี

สดด 67:1-2,3-7

ก) ขอพระเจ้าทรงส�ำแดงพระเมตตาและประทานพระพรแก่เรา ขอพระองค์โปรดให้พระพักตร์ฉายแสงมาเหนือเรา แล้วแผ่นดินจะรู้จักทางของพระองค์ นานาชาติจะได้รู้ว่าพระองค์ทรงช่วยให้รอดพ้น ข) ข้าแต่พระเจ้า ขอให้ประชาชาติทั้งหลายสรรเสริญพระองค์ ขอให้ทุกชาติทุกภาษาสรรเสริญพระองค์ ชนชาติทั้งหลายจงเปรมปรีดิ์และโห่ร้องด้วยความยินดี เพราะพระองค์ทรงปกครองประชาชาติด้วยความเที่ยงธรรม และทรงน�ำชนชาติทั้งหลายบนแผ่นดิน ข้าแต่พระเจ้า ขอให้ประชาชาติทั้งหลายสรรเสริญพระองค์ ขอให้ทุกชาติทุกภาษาสรรเสริญพระองค์ แผ่นดินผลิตพืชผล พระเจ้า พระเจ้าของเราทรงอวยพรเรา ขอพระเจ้าทรงอวยพรเรา ขอให้ทุกคนทั่วแผ่นดินย�ำเกรงพระองค์

บทอ่านจากจดหมายนักบุญเปาโลอัครสาวกถึงชาวกาลาเทีย กท 4:4-7

พี่น้อง เมื่อถึงเวลาที่ก�ำหนดไว้ พระเจ้าทรงส่งพระบุตรของพระองค์ให้มาบังเกิด จากหญิงผู้หนึง่ เกิดมาอยู่ใต้ธรรมบัญญัติ เพื่อทรงไถ่ผู้ที่อยู่ใต้ธรรมบัญญัติ และท�ำให้ เราได้เป็นบุตรบุญธรรม ข้อพิสูจน์ว่าท่านทั้งหลายเป็นบุตรก็คือพระเจ้าทรงส่งพระจิต ของพระบุตรลงมาในดวงใจของเรา พระจิตผู้ตรัสด้วยเสียงอันดังว่า “อับบา พ่อจ๋า” ดังนัน้ ท่านจึงไม่เป็นทาสอีกต่อไป แต่เป็นบุตร ถ้าเป็นบุตรก็ย่อมเป็นทายาทตามพระ ประสงค์ของพระเจ้า

วันขึ้นปีใหม่


บทอ่านจากพระวรสารนักบุญลูกา ลก 2:16-21

ขณะนั้น คนเลี้ ย งแกะจึ ง รี บ ไปและพบพระนางมารี ย ์ โยเซฟ และพระกุมารซึง่ บรรทมอยูใ่ นรางหญ้า เมือ่ คนเลีย้ งแกะ เห็น ก็เล่าเรื่องที่เขาได้ยินมาเกี่ยวกับพระกุมาร ทุกคนที่ได้ยิน ต่างประหลาดใจในเรื่องที่คนเลี้ยงแกะเล่าให้ฟัง ส่วนพระนาง มารียท์ รงเก็บเรือ่ งทัง้ หมดเหล่านีไ้ ว้ในพระทัยและยังทรงค�ำนึงถึง อยู่ คนเลี้ยงแกะกลับไปโดยถวายพระพรและสรรเสริญพระเจ้า ในเรือ่ งต่าง ๆ ทีพ่ วกเขาได้ยนิ และได้เห็น ตามทีท่ ตู สวรรค์บอกไว้ เมื่อครบก�ำหนดแปดวัน ถึงเวลาที่พระกุมารจะต้องทรง เข้าสุหนัต เขาถวายพระนามพระองค์ว่า เยซู เป็นพระนามที่ ทูตสวรรค์ให้ไว้ก่อนที่พระองค์จะทรงปฏิสนธิ์ในพระครรภ์ของ พระมารดา

เราเริม่ ต้นปีใหม่ดว้ ยการสมโภชพระนางมารียพ์ ระชนนีพระเจ้า ความหมายของการเฉลิมฉลองนีค้ อื ทุกคน สามารถเข้าหาและเข้าถึงพระเยซูเจ้าได้ ทุกคนมีส่วนร่วมในกองมรดกสวรรค์ได้ เพราะพระเยซูเจ้าทรงบังเกิด มาเพื่อมนุษย์ทุกคน ดังนัน้ จึงเป็นการเริ่มต้นปีใหม่ที่ดี ที่เราทุกคนจะได้ทำ� ตนเองให้เป็นเช่น “คนเลี้ยงแกะ” ที่ น�ำข่าวดีของพระกุมารไปประกาศ คือ ช่วยกันประกาศข่าวดี น�ำเพือ่ นพีน่ อ้ งทีย่ งั ไม่รจู้ กั พระองค์ให้ได้เข้ามาพบ และร่วมรับมรดกสวรรค์เช่นเดียวกับเราด้วย


ระลึกถึง น.บาซิล และ น.เกรโกรี แห่งเมืองนาซีอันเซน พระสังฆราช และนักปราชญ์ สดด 98:1-2,3-4

ทำ�วัตรสัปดาห์ที่ 2

บทอ่านที่ 1

1 ยน 2:22-28

พระวรสาร

ยน 1:19-28

ลูกทีร่ กั ทัง้ หลาย ใครเป็นคนพูดค�ำเท็จ ถ้าไม่ใช่คนทีพ่ ดู ว่า พระเยซูไม่ใช่พระคริสต เจ้า ผูน้ คี้ อื ปฏิปกั ษ์ของพระคริสตเจ้า เขาปฏิเสธทัง้ พระบิดาและพระบุตร ทุกคนทีป่ ฏิเสธ พระบุตรก็ไม่มพี ระบิดา คนทีย่ อมรับพระบุตรย่อมมีพระบิดาด้วย ขอให้สงิ่ ทีท่ า่ นทัง้ หลาย ฟังมาตัง้ แต่แรกเริม่ นัน้ คงอยูใ่ นท่าน ถ้าสิง่ ทีท่ า่ นฟังมาตัง้ แต่แรกเริม่ นัน้ คงอยูใ่ นท่าน ท่าน ก็ดำ� รงอยู่ในพระบุตร และในพระบิดาพระสัญญาที่พระองค์ประทานไว้ก็คือชีวิตนิรันดร ข้าพเจ้าเขียนถึงท่านทัง้ หลายมามากแล้ว เกีย่ วกับบุคคลทีพ่ ยายามชักน�ำให้หลงผิด แต่สำ� หรับท่าน การได้รบั เจิมจากพระองค์ยงั คงอยูใ่ นท่าน และไม่จ�ำเป็นต้องให้ใครมาสอน ท่านอีก เพราะการเจิมของพระองค์นนั้ สอนทุกสิ่งให้ท่าน และเพราะการเจิมนัน้ เป็นจริง และไม่หลอกลวง จงด�ำรงอยู่ในพระองค์ตามค�ำสั่งสอนที่ท่านได้รับมา ลูกที่รักทั้งหลาย บัดนีจ้ งด�ำรงอยู่ในพระองค์ เพื่อเมื่อพระองค์ทรงปรากฏ เราจะได้มีความมั่นใจ ไม่ต้อง หลบเลี่ยงไปจากพระองค์ด้วยความอับอาย ในวันที่พระองค์เสด็จมา

ยอห์นเป็นพยานดังนี้ เมื่อชาวยิวจากกรุงเยรูซาเล็มส่งบรรดาสมณะและชาวเลวี ไปถามยอห์นว่า “ท่านเป็นใครเล่า” เขามิได้ปิดบังความจริง แต่ยืนยันว่า “ข้าพเจ้าไม่ใช่ พระคริสต์” ดังนัน้ เขาเหล่านัน้ จึงถามว่า “ถ้าเช่นนัน้ ท่านเป็นใคร เป็นเอลียาห์หรือ” ยอห์น ตอบว่า “ข้าพเจ้าไม่ใช่เอลียาห์” “ท่านเป็นประกาศกหรือ” เขาตอบอีกว่า “ไม่ใช่” เขา เหล่านัน้ จึงถามว่า “ท่านเป็นใคร เราจะได้นำ� ค�ำตอบไปให้ผู้ที่ส่งเรามา ท่านพูดถึงตนเอง อย่างไรเล่า” ยอห์นตอบว่า “ข้าพเจ้าเป็นเสียงของผูท้ รี่ อ้ งตะโกนในถิน่ ทุรกันดารว่าจงท�ำ ทางขององค์พระผู้เป็นเจ้าให้ตรงเถิด” ดังที่ประกาศกอิสยาห์ได้กล่าวไว้ ผู้ที่ถูกส่งไปถามนัน้ เป็นชาวฟาริสี เขาถามยอห์นอีกว่า “ท�ำไมท่านจึงท�ำพิธีล้าง ถ้า ท่านไม่ใช่พระคริสต์ ไม่ใช่เอลียาห์ และไม่ใช่ประกาศก” ยอห์นตอบพวกเขาว่า “ข้าพเจ้าใช้นํ้าท�ำพิธีล้างให้ท่านทั้งหลาย แต่มีผู้หนึง่ ประทับ อยู่ในหมู่ท่าน เป็นผู้ที่ท่านไม่รู้จัก ผู้นนั้ มาภายหลังข้าพเจ้า ข้าพเจ้าไม่สมควรแม้แต่จะ แก้สายรัดรองเท้าของเขา” เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นที่หมู่บ้านเบธานี อีกฟากหนึง่ ของแม่นํ้า จอร์แดน ซึ่งยอห์นก�ำลังท�ำพิธีล้างอยู่ “พระเจ้าจะต้องยิง่ ใหญ่ขนึ้ ส่วนข้าพเจ้าจะต้องด้อยลง” เป็นถ้อยค�ำทีม่ คี ณ ุ ค่าอัน เกิดมาจากความส�ำนึกในหน้าที่ของนักบุญยอห์น บัปติสตาเอง ท่านรู้บทบาทหน้าที่ว่า ท่านเป็นเพียงผู้รับใช้ของพระเจ้า เป็นเพียงผู้เตรียมทางให้พระเยซูเจ้า งานทุกอย่าง จึงเป็นงานรับใช้พระเจ้า มิใช่รับใช้ตนเอง การท�ำงานของเราก็เช่นเดียวกัน เราต้อง ตัง้ เจตจ�ำนงไว้เลยว่าขอท�ำงานนีเ้ พือ่ ถวายพระเกียรติแด่พระเจ้า ไม่วา่ จะเป็นชีวติ ของ ฆราวาสหรือนักบวชก็ตาม


บทอ่านที่ 1

1 ยน 2:29-3:6

ลูกที่รักทั้งหลาย ถ้าท่านรู้ว่า พระองค์ทรงเที่ยงธรรม ท่านก็ต้องยอมรับว่าทุกคนที่ ประพฤติชอบ ย่อมบังเกิดจากพระองค์ จงดูเถิดว่า ความรักที่พระบิดาประทานให้เรานัน้ ยิ่งใหญ่เพียงใด เพื่อท�ำให้เราได้ ชื่อว่าเป็นบุตรของพระเจ้า และเราก็เป็นเช่นนัน้ จริง โลกไม่รู้จักเรา เพราะโลกไม่รู้จัก พระองค์ ท่านที่รักทั้งหลาย บัดนี้ เราเป็นบุตรของพระเจ้าแล้ว แต่เราจะเป็นอย่างไร ในอนาคตนัน้ ยังไม่ปรากฏชัดแจ้ง เราตระหนักดีว่า เมื่อพระองค์ทรงปรากฏ เราจะเป็น เหมือนพระองค์ เพราะเราจะได้เห็นพระองค์อย่างที่พระองค์ทรงเป็น ทุกคนที่มีความ หวังในพระองค์ ย่อมช�ำระใจของตนให้บริสุทธิ์ เช่นเดียวกับที่พระองค์ทรงบริสุทธิ์ ทุก คนที่ท�ำบาป ย่อมฝ่าฝืนธรรมบัญญัติ เพราะบาปเป็นการฝ่าฝืนธรรมบัญญัติ ท่านทั้ง หลายตระหนักดีแล้วว่า พระองค์ทรงปรากฏเพื่อทรงลบล้างบาปให้สิ้นไป และไม่มีบาป ใดในพระองค์ ทุกคนที่ดำ� รงอยู่ในพระองค์ย่อมไม่ท�ำบาป และทุกคนที่ทำ� บาป ย่อมไม่ เคยเห็นและไม่รู้จักพระองค์

พระวรสาร

ยน 1:29-34

วันรุง่ ขึน้ ยอห์นเห็นพระเยซูเจ้าเสด็จมาหาตน จึงกล่าวว่า “นีค่ อื ลูกแกะของพระเจ้า ผูท้ รงลบล้างบาปของโลก ผูน้ คี้ อื ผูท้ ขี่ า้ พเจ้าเคยพูดถึงว่า “บุรษุ ผูห้ นึง่ มาภายหลังข้าพเจ้า แต่น�ำหน้าข้าพเจ้า เพราะอยู่มาก่อนข้าพเจ้า” ข้าพเจ้าไม่รู้จักพระองค์ แต่ข้าพเจ้าถูกส่ง มาให้ท�ำพิธีล้าง เพื่อท�ำให้พระองค์เป็นที่รู้จักแก่อิสราเอล ยอห์นยังยืนยันอีกว่า “ข้าพเจ้าเห็นพระจิตเจ้าเสด็จลงมาจากสวรรค์เหมือนนก พิราบ และทรงอยู่เหนือพระองค์ ข้าพเจ้าไม่รู้จักพระองค์ แต่ผู้ที่ทรงส่งข้าพเจ้ามาใช้ นํ้าท�ำพิธีล้าง ตรัสแก่ข้าพเจ้าว่า “เจ้าเห็นพระจิตเจ้าเสด็จลงมาประทับอยู่เหนือผู้ใด ผู้ นัน้ คือผู้ที่ท�ำพิธีล้างเดชะพระจิตเจ้า” ข้าพเจ้าเห็น และเป็นพยานยืนยันว่า ท่านผู้นี้เป็น พระบุตรของพระเจ้า”

พันธกิจของเราก็คล้ายกับของนักบุญยอห์น บัปติสต์ กล่าวคือ การช่วยให้มนุษย์ รู้จักพระเยซูเจ้า เราจะท�ำพันธกิจนี้ได้ก็ต่อเมื่อเราด�ำเนินชีวิตอย่างถูกต้อง และถ่อม ตนเหมือนกับท่าน พระสันตะปาปา ปอล ที่ 6 กล่าวว่า “มนุษย์ในปัจจุบัน ฟังผู้ที่เป็น ประจักษ์พยานมากกว่าผู้ที่สอน และหากเขาฟังผู้สอน ก็เนื่องจากผู้สอนเป็นประจักษ์ พยานด้วย” น.ยอห์น บัปติสต์ เป็นประจักษ์พยานที่ถ่อมตน ผู้มีความมุ่งมั่นเพียง ประการเดียว คือ ให้มนุษย์ได้เห็นและรู้จักพระเจ้า เราเป็นประจักษ์พยานที่มีความ ถ่อมตนหรือเปล่า?

พระนามศักดิ์สิทธิ์ ของพระเยซูเจ้า สดด 98:1-2,3-4,5-6

ทำ�วัตรสัปดาห์ที่ 2


เทศกาล พระคริสตสมภพ สดด 98:1-2,7-8,9

ทำ�วัตรสัปดาห์ที่ 2

บทอ่านที่ 1

1 ยน 3:7-10

พระวรสาร

ยน 1:35-42

ลูกที่รักทั้งหลาย จงอย่าให้ใครชักน�ำท่านให้หลงผิด ผู้ประพฤติชอบย่อมเป็นผู้ ชอบธรรม ดังที่พระองค์ทรงเป็นผู้เที่ยงธรรม ผู้ที่ท�ำบาปย่อมมาจากปีศาจ เพราะปีศาจ นัน้ ท�ำบาปมาตั้งแต่แรกเริ่ม พระบุตรของพระเจ้าทรงปรากฏ เพื่อทรงท�ำลายงานของ ปีศาจ ทุกคนที่บังเกิดจากพระเจ้าย่อมไม่ท�ำบาป เพราะเชื้อชีวิตของพระเจ้าด�ำรงอยู่ใน ตัวเขา และเขาไม่อาจท�ำบาปได้ เพราะเขาบังเกิดจากพระเจ้า เราจ�ำแนกบุตรของพระเจ้า จากบุตรของปีศาจได้โดยวิธีนี้ คือทุกคนที่ไม่ประพฤติชอบ และไม่รักพี่น้องของตน ก็ไม่ ได้มาจากพระเจ้า วันรุ่งขึ้น ยอห์นก�ำลังยืนอยู่ที่นนั่ กับศิษย์สองคน เมื่อเห็นพระเยซูเจ้าเสด็จผ่านไป จึงพูดว่า “นีค่ ือลูกแกะของพระเจ้า” เมื่อศิษย์ทั้งสองคนได้ยินยอห์นพูดดังนีจ้ ึงติดตาม พระเยซูเจ้าไป พระเยซูเจ้าทรงหันพระพักตร์มาทอดพระเนตรเห็นเขาก�ำลังติดตาม พระองค์ จึงตรัสถามว่า “ท่านต้องการสิง่ ใด” เขาทูลตอบว่า “รับบี” แปลว่า พระอาจารย์ “พระองค์ทรงพ�ำนักอยู่ที่ไหน” พระเยซูเจ้าตรัสว่า “มาดูซิ” เขาจึงไปดู เห็นที่ประทับของพระองค์ และพักอยู่กับ พระองค์ในวันนัน้ ขณะนัน้ เป็นเวลาประมาณบ่ายสี่โมง อันดรูว์น้องชายของซีโมน เปโตรเป็นคนหนึง่ ในสองคนที่ได้ยินค�ำพูดของยอห์น และตามพระเยซูเจ้าไป อันดรูว์พบซีโมนพี่ชายเป็นคนแรก จึงพูดว่า “เราพบพระเมสสิ ยาห์แล้ว” พระเมสสิยาห์ หรือพระคริสตเจ้า แปลว่า ผู้รับเจิม เขาพาพี่ชายไปเฝ้าพระ เยซูเจ้า พระเยซูเจ้าทอดพระเนตรเห็นเขา จึงตรัสว่า “ท่านคือซีโมน บุตรของยอห์น ท่าน จะมีชื่อว่า เคฟาส” แปลว่า “เปโตร” หรือ “ศิลา”

พระเยซูเจ้าทรงเป็นผู้ประกาศข่าวดีที่แท้จริง พระองค์ทรงเสด็จมาเพื่อช่วย ประชาชนที่จมอยู่ในความมืด ให้ได้เห็นความสว่าง พระองค์ทรงเตือนให้ทุกคนได้กลับ ใจ คือเปลีย่ นแปลงการด�ำเนินชีวติ เสียใหม่ พระองค์เสด็จไป ณ ทีใ่ ด พระองค์กจ็ ะทรง กระท�ำแต่ความดีที่นนั้ จนเป็นที่ประทับใจของทุกคน นี่เป็นแบบฉบับแก่เราทุกคน คือ ไม่ว่าเราจะอยูท่ ไี่ หน หรืออยูก่ บั ใครก็ขอให้กระท�ำแต่ความดีทนี่ นั่


บทอ่านที่ 1

1 ยน 3:11-21

ลูกที่รักทั้งหลาย นีค่ ือค�ำสอนที่ท่านทั้งหลายได้ฟังมาตั้งแต่แรกเริ่ม คือเราจงรัก กัน อย่าเป็นเหมือนคาอิน ซึ่งมาจากมารร้าย และฆ่าน้องชายของตน เหตุใดเขาจึงฆ่า น้องชาย เพราะการกระท�ำของเขาเลวร้าย แต่การกระท�ำของน้องชายชอบธรรม พีน่ อ้ งทัง้ หลาย อย่าแปลกใจเลยถ้าโลกเกลียดชังท่าน เรารูว้ า่ เราผ่านพ้นความตาย มาสู่ชีวิตแล้ว เพราะเรารักพี่น้อง ผู้ใดไม่มีความรัก ย่อมด�ำรงอยู่ในความตาย ทุกคนที่ เกลียดชังพี่น้องของตน ย่อมเป็นฆาตกร และท่านก็รู้ว่า ไม่มีฆาตกรคนใดมีชีวิตนิรันดร อยูใ่ นตน เรารูจ้ กั ความรักจากการทีพ่ ระองค์ทรงสละชีวติ ของพระองค์เพือ่ เรา เราจึงควร สละชีวิตของเราเพื่อพี่น้องเช่นเดียวกัน ถ้าผู้ใดมีทรัพย์สมบัติของโลกนี้ และเห็นพี่น้อง ของตนขาดแคลน ความรักของพระเจ้าจะด�ำรงอยู่ในผู้นนั้ ได้อย่างไร ลูกที่รักทั้งหลาย เราอย่ารักกันแต่ปาก เพียงด้วยค�ำพูดเท่านัน้ แต่เราจงรักกัน ด้วยการกระท�ำและด้วยความจริง จากการกระท�ำนี้ เราจะรู้ว่าเราอยู่กับความจริง เราจะ มัน่ ใจเฉพาะพระพักตร์ของพระองค์ แม้ใจของเราอาจจะยังกล่าวโทษเราอยูก่ ต็ าม เพราะ พระเจ้าทรงยิง่ ใหญ่กว่าใจของเรา และทรงล่วงรูท้ กุ สิง่ ท่านทีร่ กั ทัง้ หลาย ถ้าใจของเราไม่ กล่าวโทษเรา เราย่อมมั่นใจได้เมื่ออยู่เฉพาะพระพักตร์พระเจ้า

พระวรสาร

เทศกาล พระคริสตสมภพ สดด 100:1-4,5

ทำ�วัตรสัปดาห์ที่ 2

ยน 1:43-51

วันรุ่งขึ้น พระเยซูเจ้าทรงตัดสินพระทัยเสด็จไปยังแคว้นกาลิลี ทรงพบฟิลิปและ ตรัสกับเขาว่า “จงตามเรามาเถิด” ฟิลิปมาจากเมืองเบธไซดาเช่นเดียวกับอันดรูว์และ เปโตร ฟิลปิ พบนาธานาเอล และบอกเขาว่า “เราพบผูท้ โี่ มเสสและบรรดาประกาศกเขียน ไว้ในพระคัมภีร์แล้ว ผู้นนั้ คือพระเยซู บุตรของโยเซฟ ชาวนาซาเร็ธ” นาธานาเอลจึงพูดกับฟิลิปว่า “จะมีอะไรดีมาจากนาซาเร็ธได้รึ” ฟิลิปตอบว่า “มา ดูซิ” พระเยซูเจ้าทอดพระเนตรเห็นนาธานาเอลเข้ามาเฝ้า จึงตรัสถึงเขาว่า “นีค่ ือชาว อิสราเอลแท้ เป็นคนไม่มีมารยา” นาธานาเอลทูลถามว่า “พระองค์ทรงรู้จักข้าพเจ้าได้ อย่างไร” พระเยซูเจ้าตรัสตอบว่า “ก่อนทีฟ่ ลิ ปิ จะเรียกท่าน เราเห็นท่านอยูใ่ ต้ตน้ มะเดือ่ ” นาธานาเอลทูลตอบว่า “รับบี พระองค์เป็นพระบุตรของพระเจ้า พระองค์ทรงเป็นกษัตริย์ของชนชาติ อิสราเอล” พระเยซูเจ้าตรัสว่า “ท่านเชือ่ เพราะเราพูดว่า เราเห็นท่านอยูใ่ ต้ตน้ มะเดือ่ หรือ ท่านจะเห็นเหตุการณ์ ที่ยิ่งใหญ่กว่านัน้ อีก” แล้วพระองค์ตรัสเสริมว่า “เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า ท่านจะเห็นท้องฟ้าเปิด และจะเห็นบรรดาทูตสวรรค์ของพระเจ้าขึ้นลงรับใช้บุตรแห่งมนุษย์”

พระเยซูเจ้าทรงตรัสกับนาธานาเอลว่า “ท่านเชือ่ เพราะเราพูดว่า เราเห็นท่านอยูใ่ ต้ตน้ มะเดือ่ หรือ ท่าน จะเห็นเหตุการณ์ที่ยิ่งใหญ่กว่านัน้ อีก” เราเองได้อ่านและได้ฟังพระวาจาของพระเจ้ามาแล้วมากมาย แล้ว เรากล้าจะประกาศว่า พระองค์เป็นพระบุตรของพระเจ้าในชีวิตของเราหรือไม่ นักบุญยอห์นตอกยํ้าค�ำสอน เรื่องความรักว่า ถ้ารักพระเจ้าจริง ก็ต้องรักพี่น้องด้วย นี่เป็นการเชื้อเชิญเราทุกคนให้น�ำไปปฏิบัติจริงใน ชีวิตประจ�ำวันของเราให้ได้


เทศกาล พระคริสตสมภพ สดด 148

ทำ�วัตรสัปดาห์ที่ 2 วันศุกร์ต้นเดือน

บทอ่านที่ 1

1 ยน 5:5-13

พระวรสาร

มก 1:7-11

ลูกทีร่ กั ทัง้ หลาย ใครเล่าชนะโลกได้ ถ้ามิใช่ผทู้ เี่ ชือ่ ว่าพระเยซูเจ้าเป็นพระบุตรของ พระเจ้า พระองค์ทรงเป็นผูเ้ สด็จมาโดยนํา้ และโดยพระโลหิต พระองค์คอื พระเยซูคริสต เจ้า พระองค์มิได้เสด็จมาโดยนํ้าเพียงอย่างเดียว แต่เสด็จมาโดยนํ้าและโดยพระโลหิต และพระจิตเจ้าทรงเป็นพยานถึงเรื่องนี้ เพราะพระจิตเจ้าทรงเป็นความจริง พยานมีสาม อย่าง คือพระจิตเจ้า นํ้าและพระโลหิต และพยานทั้งสามอย่างก็ตรงกัน ถ้าเรายอมรับการเป็นพยานของมนุษย์ การเป็นพยานของพระเจ้านัน้ ย่อมยิ่งใหญ่ กว่า คือการเป็นพยานที่พระเจ้าทรงให้เกี่ยวกับพระบุตรของพระองค์ ผู้ใดเชื่อในพระ บุตรของพระเจ้า ย่อมมีการเป็นพยานอยู่ในตัวเขาแล้ว แต่ผู้ที่ไม่เชื่อ ย่อมท�ำให้พระเจ้า เป็นผู้ตรัสค�ำเท็จ เพราะเขาไม่เชื่อการเป็นพยานซึ่งพระเจ้าประทานให้เกี่ยวกับพระบุตร ของพระองค์ การเป็นพยานนีค้ ือ พระเจ้าประทานชีวิตนิรันดรแก่เรา และชีวิตนี้อยู่ในพระบุตร ของพระองค์ ผู้ใดมีพระบุตรย่อมมีชีวิต และผู้ใดไม่มีพระบุตรของพระเจ้าย่อมไม่มีชีวิต ข้าพเจ้าเขียนเรือ่ งนีถ้ งึ ท่านทัง้ หลาย ซึง่ เชือ่ ในพระนามของพระบุตรของพระเจ้า เพือ่ ท่าน จะได้รู้ว่าท่านมีชีวิตนิรันดร เวลานัน้ ยอห์นประกาศว่า “มีอีกผู้หนึง่ ก�ำลังมาภายหลังข้าพเจ้า ทรงอ�ำนาจยิ่ง กว่าข้าพเจ้า ข้าพเจ้าไม่สมควรแม้แต่จะก้มลงแก้สายรัดรองเท้าของเขา ข้าพเจ้าใช้น�้ำท�ำ พิธีล้างให้ท่านทั้งหลาย แต่เขาจะท�ำพิธีล้างให้ท่าน เดชะพระจิตเจ้า” ครั้งนัน้ พระเยซูเจ้าเสด็จจากเมืองนาซาเร็ธ แคว้นกาลิลี และทรงรับพิธีล้างจาก ยอห์นในแม่นำ�้ จอร์แดน ทันทีที่พระองค์เสด็จขึ้นจากน�้ำ ก็ทรงเห็นท้องฟ้าถูกแหวกออก พระจิตเจ้าเสด็จลงมาเหนือพระองค์ดจุ นกพิราบ และมีเสียงมาจากฟากฟ้าว่า “ท่านเป็น บุตรที่รักของเรา เป็นที่โปรดปรานของเรา”

เมื่อพระเยซูเจ้าเสด็จมาครั้งแรก นักบุญยอห์น บัปติสต์ เป็นผู้เตรียมทางเพื่อ ต้อนรับการเสด็จมาของพระองค์ให้แก่ชาวอิสราเอล ในปัจจุบันนี้ เราต้องการผู้ที่ เตรียมทางให้แก่พระคริสตเจ้า เพื่อให้พระองค์เสด็จเข้ามาในจิตใจของมนุษย์ และใน สังคมของเรา ท่านคือหนึง่ ในจ�ำนวนผู้ที่พระองค์ทรงเรียก ให้มีส่วนในการเผยแผ่พระ วาจาของพระองค์ เราแต่ละคนได้รับเชิญให้เป็นผู้เตรียมทางเพื่อรับเสด็จพระองค์ เมื่อท่านพูดและปฏิบัติตนดังเช่นผู้ที่ได้รับองค์พระผู้ไถ่เข้ามาในชีวิตแล้ว เมื่อนัน้ เสียง ของท่านจะกังวานและมีผลพิเศษ นีค่ ือพันธกิจของเราทุกคน ไม่ว่าจะเป็นพระสงฆ์ นักบวช หรือฆราวาส


บทอ่านที่ 1

1 ยน 5:14-21

ท่านที่รักทั้งหลาย ความมั่นใจของเราต่อพระองค์มีอยู่ว่า ถ้าเราวอนขอสิ่งใดที่เป็น ไปตามพระประสงค์ของพระองค์ พระองค์จะทรงฟังเรา... ผู้ใดเห็นพี่น้องกระท�ำบาป ซึ่งไม่ใช่บาปที่ท�ำให้ตาย จงอธิษฐานเพื่อพี่น้องคนนัน้ แล้วพระเจ้าจะประทานชีวิตแก่เขา แต่ต้องไม่ใช่บาปที่ท�ำให้ตาย มีบาปที่ท�ำให้ตาย และ ข้าพเจ้าไม่บอกให้ท่านอธิษฐานเพื่อบาปชนิดนี้ ความอธรรมทุกชนิดเป็นบาป แต่ไม่ใช่ บาปทุกชนิดท�ำให้ตาย เรารู้ว่า ทุกคนที่เกิดจากพระเจ้าย่อมไม่ท�ำบาป เพราะพระผู้ทรงบังเกิดจากพระเจ้า ทรงเฝ้ารักษาเขาไว้ และมารร้ายไม่อาจแตะต้องเขาได้ เรารู้ว่า เรามาจากพระเจ้า โลก ทั้งหมดอยู่ใต้อ�ำนาจของมารร้าย เรารู้อีกว่า พระบุตรของพระเจ้าเสด็จมาแล้ว พระองค์ ประทานความเข้าใจให้เรา เพือ่ เราจะได้รจู้ กั พระเจ้าแท้ เราอยูใ่ นพระองค์ และอยูใ่ นพระ เยซูคริสตเจ้าพระบุตรของพระองค์ พระองค์ทรงเป็นพระเจ้าแท้ และทรงเป็นชีวติ นิรนั ดร ลูกที่รัก จงระวังตนจากรูปเคารพเถิด

พระวรสาร

น.เรมอนด์ เด เปญาฟอร์ต พระสงฆ์ สดด 150

ทำ�วัตรสัปดาห์ที่ 2

ยน 2:1-12

สามวันต่อมา มีงานสมรสที่หมู่บ้านคานาในแคว้นกาลิลี พระมารดาของพระเยซู เจ้าทรงอยู่ในงานนัน้ พระเยซูเจ้าทรงได้รับเชิญพร้อมกับบรรดาศิษย์มาในงานนัน้ ด้วย เมือ่ เหล้าองุน่ หมด พระมารดาของพระเยซูเจ้าจึงมาทูลพระองค์วา่ “เขาไม่มเี หล้าองุน่ แล้ว” พระเยซูเจ้าตรัสว่า “แม่ครับ แม่ต้องการอะไรจากลูก เวลาของลูกยังมาไม่ถึง” พระมารดาของพระเยซูเจ้าจึงกล่าวแก่บรรดาคนรับใช้ว่า “เขาบอกให้ท่านท�ำอะไร ก็ จงท�ำเถิด” ที่นนั่ มีโอ่งหินตั้งอยู่หกใบ เพื่อใช้ชำ� ระตามธรรมเนียมของชาวยิว แต่ละใบจุน�้ำได้ ประมาณหนึง่ ร้อยลิตร พระเยซูเจ้าตรัสกับบรรดาคนรับใช้วา่ “จงตักน�ำ้ ใส่โอ่งให้เต็ม” เขา ก็ตักน�้ำใส่จนเต็มถึงขอบ แล้วพระองค์ทรงสั่งเขาอีกว่า “จงตักไปให้ผู้จัดงานเลี้ยงเถิด” เขาก็ตักไปให้ผู้จัดงานเลี้ยงได้ชิมน�้ำที่เปลี่ยนเป็นเหล้าองุ่นแล้ว ไม่รู้ว่าเหล้านี้มาจากไหน แต่คนรับใช้ที่ ตักน�้ำรู้ดี ผู้จัดงานเลี้ยงจึงเรียกเจ้าบ่าวมา พูดว่า “ใคร ๆ เขาน�ำเหล้าองุ่นอย่างดีมาให้ก่อน เมื่อบรรดาแขก ดื่มมากแล้ว จึงน�ำเหล้าองุ่นอย่างรองมาให้ แต่ท่านเก็บเหล้าอย่างดีไว้จนถึงบัดนี้” พระเยซูเจ้าทรงกระท�ำเครื่องหมายอัศจรรย์ครั้งแรกนีท้ ี่หมู่บ้านคานา แคว้นกาลิลี พระองค์ทรงแสดง พระสิริรุ่งโรจน์ของพระองค์ และบรรดาศิษย์เชื่อในพระองค์ หลังจากนี้ พระเยซูเจ้าเสด็จไปเมืองคาเปอรนา อุมพร้อมกับพระมารดาญาติพี่น้องและบรรดาศิษย์ ทุกคนพ�ำนักอยู่ที่นนั่ เพียงสองสามวัน ค�ำสอนของพระเยซูเจ้าสรุปได้แต่เพียงประการเดียวคือ “ความรัก” เป็นความรักที่มีต้นก�ำเนิดมาจาก พระเจ้า คือ ความรักที่เป็นผู้ให้ เป็นความรักที่มิใช่แค่คำ� พูด ในพระวรสารวันนี้เราได้เห็นแบบอย่างของพระ เยซูเจ้า ที่ทรงเปลี่ยนน�ำ้ ให้เป็นเหล้าองุ่นที่เมืองคานา พระองค์มิได้นงิ่ เฉยหรือแค่พูดปลอบใจ วันนีจ้ ึงขอให้ เราได้หาโอกาสในการแสดงความรักอย่างเป็นรูปธรรมให้กับบุคคลที่อยู่รอบข้างเราอย่างน้อยสักหนึง่ คน


บทอ่านจากหนังสือประกาศกอิสยาห์

สมโภชพระคริสตเจ้า แสดงองค์

อสย 60:1-6

เยรูซาเล็มเอ๋ย จงลุกขึ้นเถิด จงฉายแสงเจิดจ้า เพราะความสว่างของเจ้ามาแล้ว พระสิริรุ่งโรจน์ขององค์พระผู้เป็นเจ้าทอแสงเหนือเจ้า ดูซิ ความมืดปกคลุมแผ่นดิน และความมืดทึบปกคลุมประชาชาติทั้งหลาย แต่องค์พระผู้เป็นเจ้าจะทรงทอแสงเหนือ เจ้า ทุกคนจะเห็นพระสิรริ งุ่ โรจน์ของพระองค์เหนือเจ้า นานาชาติจะเดินมาหาความสว่าง ของเจ้า บรรดากษัตริยจ์ ะทรงพระด�ำเนินมาสูค่ วามสดใสทีท่ อแสงเหนือเจ้า จงเงยหน้าขึน้ มองไปโดยรอบเถิด เขาเหล่านัน้ ทุกคนมาชุมนุมกันและเดินมาพบเจ้า บุตรชายทัง้ หลาย ของเจ้ามาจากที่ไกล บุตรหญิงของเจ้าก็ถูกอุ้มมาด้วย เมื่อเจ้าเห็นดังนีก้ ็จะปลาบปลื้ม ใจของเจ้าจะตื่นเต้นและยินดี เพราะความมั่งคั่งของทะเลจะกลับมาหาเจ้า ทรัพย์สมบัติ ของนานาชาติจะมายังเจ้า ฝูงอูฐจะมาอยู่เต็มถนนของเจ้า รวมทั้งคาราวานอูฐจาก มีเดียนและเอฟาห์ ทุกคนจะมาจากเชบา น�ำทองค�ำและก�ำยานมาด้วย และจะสรรเสริญ องค์พระผู้เป็นเจ้าต่อหน้าคนทั้งหลาย

เพลงสดุดี

สดด 72:1-2,7-8,10-11,12-13

ก) ข้าแต่พระเจ้า โปรดประทานวิจารณญาณของพระองค์แด่พระราชา และประทานความเที่ยงธรรมของพระองค์แก่พระโอรสของพระราชาด้วย ขอพระราชาทรงปกครองประชากรของพระองค์ด้วยความชอบธรรม และทรงดูแลคนยากจนของพระองค์ด้วยวิจารณญาณ ข) ในรัชสมัยของพระราชา ขอให้ความชอบธรรมเจริญงอกงาม และมีความเจริญรุ่งเรืองอย่างยิ่งตราบสิ้นแสงจันทร์ ขอให้พระอาณาจักรแผ่ขยายจากทะเลจรดทะเล จากแม่นํ้าจนสุดปลายแผ่นดิน ค) ขอบรรดากษัตริย์แห่งทาร์ซิสและหมู่เกาะทั้งหลายน�ำบรรณาการมาถวาย กษัตริย์แห่งเชบาและซาบาน�ำของก�ำนัลมาถวายด้วย ขอกษัตริย์ทั้งหลายกราบถวายบังคมพระราชา และนานาชาติรับใช้พระองค์ ง) ขอพระราชาทรงปลดปล่อยผู้ขัดสนที่ร้องหาพระองค์ และทรงช่วยคนยากจนที่ไม่มีผู้ช่วยให้รอดพ้น

บทอ่านจากจดหมายนักบุญเปาโลอัครสาวกถึงชาวเอเฟซัส อฟ 3:2-3ก,5-6

พี่น้อง ท่านคงรู้แล้วถึงพระหรรษทานซึ่งพระเจ้าประทานให้ข้าพเจ้าประกอบพันธ กิจเพื่อประโยชน์ของท่าน ข้าพเจ้ารู้ธรรมลํ้าลึกนี้เพราะพระเจ้าทรงเปิดเผย ธรรมลํ้าลึก นี้พระองค์มิได้ทรงเปิดเผยให้มนุษย์ในอดีตรู้ แต่บัดนี้พระเจ้าทรงเปิดเผยเดชะพระจิต เจ้าให้แก่บรรดาอัครสาวกและประกาศกผู้ศักดิ์สิทธิ์รู้ว่า คนต่างชาติเข้ามามีส่วนร่วมใน กองมรดกเดียวกัน ร่วมเป็นกายเดียวกัน ร่วมรับพระสัญญาเดียวกันในพระคริสตเยซู อาศัยข่าวดี


บทอ่านจากพระวรสารนักบุญมัทธิว มธ 2:1-12

ในรัชสมัยกษัตริย์เฮโรด พระเยซูเจ้าประสูติที่เมือง เบธเลเฮมในแคว้นยูเดีย โหราจารย์บางท่านจากทิศตะวัน ออกเดินทางมายังกรุงเยรูซาเล็ม สืบถามว่า “กษัตริย์ชาวยิว ทีเ่ พิง่ ประสูตอิ ยูท่ ใี่ ด พวกเราได้เห็นดาวประจ�ำพระองค์ขนึ้ จึง พร้อมใจกันมาเพื่อนมัสการพระองค์” เมื่อกษัตริย์เฮโรดทรงทราบข่าวนี้ พระองค์ทรงวุ่นวาย พระทัย ชาวกรุงเยรูซาเล็มทุกคนต่างก็วุ่นวายใจไปด้วย พระองค์ทรงเรียกประชุมบรรดาหัวหน้าสมณะและธรรมา จารย์ ตรัสถามเขาว่า “พระคริสต์จะประสูติที่ใด” เขาจึงทูล ตอบว่า “ในเมืองเบธเลเฮม แคว้นยูเดีย เพราะประกาศก เขียนไว้ว่า เมืองเบธเลเฮม ดินแดนยูดาห์ เจ้ามิใช่เล็กที่สุด ในบรรดาหัวเมืองแห่งยูดาห์ เพราะผูน้ ำ� คนหนึง่ จะออกมาจาก เจ้า ซึ่งจะเป็นผู้นำ� อิสราเอล ประชากรของเรา” ดังนัน้ กษัตริย์เฮโรดทรงเรียกบรรดาโหราจารย์มาเฝ้าเป็นการส่วนพระองค์ ทรงซักถามถึงวันเวลาที่ดาว ปรากฏ แล้วทรงใช้บรรดาโหราจารย์ไปทีเ่ มืองเบธเลเฮม ทรงก�ำชับว่า “จงไปสืบถามเรือ่ งพระกุมารอย่างละเอียด และเมื่อพบพระกุมารแล้ว จงกลับมาบอกให้เรารู้ เราจะได้ไปนมัสการพระองค์ด้วย” เมื่อบรรดาโหราจารย์ได้ ฟังพระด�ำรัสแล้วก็ออกเดินทาง ดาวที่เขาเห็นทางทิศตะวันออกปรากฏอีกครั้งหนึง่ น�ำทางให้ และมาหยุดนิง่ อยู่เหนือสถานที่ประทับของพระกุมาร เมื่อเห็นดาวอีกครั้งหนึง่ บรรดาโหราจารย์มีความยินดียิ่งนัก เขาเข้าไป ในบ้าน พบพระกุมารกับพระนางมารีย์พระมารดา จึงคุกเข่าลงนมัสการพระองค์ แล้วเปิดหีบสมบัติ น�ำทองค�ำ ก�ำยาน และมดยอบออกมาถวายพระองค์ แต่พระเจ้าทรงเตือนเขาในความฝันมิให้กลับไปหากษัตริย์เฮโรด เขาจึงกลับไปบ้านเมืองของตนโดยทางอื่น

โหราจารย์ คือ “ผู้ฉลาด” ที่ติดตามดาวมาเพื่อนมัสการพระกุมาร นับว่าเป็นผู้ฉลาดอย่างแท้จริง ด้วย เหตุผลสองประการ คือ 1. พวกท่านถามค�ำถามทีถ่ กู ต้องและส�ำคัญทีส่ ดุ “กษัตริยช์ าวยิวทีเ่ พิง่ ประสูตอิ ยูท่ ใี่ ด? พวกท่านแสวงหา พระเยซูเจ้า ผู้ทรงประทานความรอดเที่ยงแท้แต่พระองค์เดียว 2. เมื่อพวกท่านได้รับค�ำตอบ ท่านก็กระท�ำตามแสงสว่างที่ได้รับนัน้ ลองถามตัวเราเองดูซวิ า่ เรามีค�ำถามอะไร? เราแสวงหาพระเยซูเจ้าหรือไม่? หากเราแสวงหาพระองค์ ด้วยความจริงใจ เราจะไม่ผิดหวังแน่นอน เพราะพระองค์จะทรงเผยแสดงพระองค์เองให้แก่เรา


ฉลองพระเยซูเจ้า ทรงรับพิธีล้าง สดด 29:1-2,3-4,9-10

บทอ่านที่ 1

กจ 10:34-38

พระวรสาร

มก 1:7-11

ขณะนัน้ เปโตรเริ่มปราศรัยว่า “ข้าพเจ้าเห็นจริงแล้วว่าพระเจ้าไม่ทรงล�ำเอียง ทุก คนที่ย�ำเกรงพระองค์และปฏิบัติความชอบธรรม จะมีเชื้อชาติใด ย่อมเป็นที่พอพระทัย ของพระองค์ พระองค์ทรงมอบพระวาจาแก่ลูกหลานของชาวอิสราเอล โดยทรงประกาศข่าวดี แห่งสันติสุขเดชะพระเยซูคริสตเจ้า ถึงกระนัน้ พระเยซูเจ้านี้ยังทรงเป็นองค์พระผู้เป็น เจ้าของทุกคนด้วย ท่านทั้งหลายได้ทราบเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั่วแคว้นยูเดียเริ่มต้นที่ แคว้นกาลิลี หลังจากที่ยอห์นได้เทศน์สอนและท�ำพิธีล้าง พระเจ้าทรงเจิมพระเยซูเจ้า ชาวนาซาเร็ธด้วยพระอานุภาพเดชะพระจิตเจ้า พระเยซูเจ้าเสด็จผ่านไปทีใ่ ด ทรงกระท�ำ ความดีและรักษาทุกคนที่อยู่ใต้อ�ำนาจของปิศาจ เพราะพระเจ้าทรงสถิตอยู่กับพระองค์ เวลานัน้ ท่านยอห์นประกาศว่า ‘มีผู้หนึง่ มาภายหลังข้าพเจ้า ทรงอ�ำนาจยิ่งกว่า ข้าพเจ้า ข้าพเจ้าไม่สมควรแม้แต่จะก้มลงแก้สายรัดรองเท้าของเขา ข้าพเจ้าใช้น�้ำท�ำพิธี ล้างให้ท่านทั้งหลาย แต่เขาจะท�ำพิธีล้างท่านเดชะพระจิตเจ้า’ ในครั้งนัน้ พระเยซูเจ้าได้เสด็จจากเมืองนาซาเร็ธแคว้นกาลิลี และทรงรับพิธีล้าง จากยอห์นในแม่นำ�้ จอร์แดน เมื่อพระองค์เสด็จขึ้นจากน�้ำ ทันใดนัน้ ก็ทรงเห็นท้องฟ้าถูก แหวกออก และพระจิตเจ้าเสด็จลงมาเหนือพระองค์ดจุ นกพิราบ แล้วมีเสียงมาจากฟาก ฟ้าว่า ‘เจ้าเป็นบุตรที่รักของเรา เป็นที่โปรดปรานของเรา’

พระเยซูเจ้าทรงเริ่มพันธกิจของพระองค์ด้วยการเข้ารับพิธีล้างจากท่านยอห์น บัปติสตา แม้ว่าพระองค์ไม่มีความจ�ำเป็นใด ๆ ต้องท�ำเช่นนัน้ เพราะพระองค์ไม่ ทรงมีบาปแต่ประการใด ทั้งบาปก�ำเนิดและบาปปัจจุบัน แต่พระองค์มีเจตนาที่จะ กระท�ำเช่นนัน้ เพื่อจะแสดงให้มนุษย์เห็นว่าพระองค์เองทรงอยู่เคียงข้างกับพวกเขา เข้าใจพวกเขา ทรงเสด็จลงมาก็เพื่อพวกเขาและจะน�ำพวกเขาให้พ้นจากสภาพบาป ต่าง ๆ ได้ ดังนัน้ จงอย่าหมดหวังหรือท้อแท้ใจ พระเจ้าทรงอยู่เคียงข้างเราเสมอ


บทอ่านที่ 1

1 ซมอ 1:9-20

พระวรสาร

มก 1:21-28

ครั้งหนึง่ ที่เมืองชิโลห์ เมื่อนางฮันนาห์รับประทานอาหารแล้ว ก็ลุกขึ้นไปอยู่เฉพาะ พระพักตร์องค์พระผู้เป็นเจ้า สมณะเอลีนงั่ อยู่ที่เก้าอี้ข้างประตูวิหารขององค์พระผู้เป็น เจ้า นางเศร้าโศกมากร้องไห้อย่างขมขืน่ พลางอธิษฐานทูลองค์พระผูเ้ ป็นเจ้า นางบนบาน ว่าดังนี้ “ข้าแต่องค์พระผู้เป็นเจ้า จอมโยธา! โปรดทอดพระเนตรมายังผู้รับใช้ที่มีความ ทุกข์ของพระองค์เถิด โปรดระลึกถึงข้าพเจ้า โปรดอย่าลืมผู้รับใช้ของพระองค์เลย ถ้า สัปดาห์ที่ 1 พระองค์ประทานบุตรชายคนหนึง่ แก่ผู้รับใช้ ข้าพเจ้าจะถวายเขาแด่องค์พระผู้เป็นเจ้า เทศกาลธรรมดา ตลอดชีวิตของเขา ใบมีดจะไม่โกนศีรษะของเขาเลย” 1 ซมอ 2:1,4-5, ขณะทีน่ างอธิษฐานทูลองค์พระผูเ้ ป็นเจ้าอยูเ่ ป็นเวลานาน เอลีเฝ้าดูอากัปกิรยิ าจาก 6-7ก,7ข-8ค ริมฝีปากของนาง นางฮันนาห์อธิษฐานในใจ ริมฝีปากขมุบขมิบ แต่มไิ ด้เปล่งเสียงออกมา ทำ�วัตรสัปดาห์ที่ 1 เอลีคดิ ว่านางเมาเหล้า จึงถามนางว่า ‘เธอจะเมาอีกนานเท่าใด? จงเลิกเมาเสียเถิด’ นาง ฮันนาห์ตอบว่า ‘นายเข้าขา ดิฉนั ไม่ได้ดื่มเหล้าองุ่นหรือเมรัยใด ๆ ดิฉนั เป็นหญิงมีความ ทุกข์สาหัส จึงอธิษฐานระบายความทุกข์ในใจเฉพาะพระพักตร์องค์พระผูเ้ ป็นเจ้า อย่าคิด ว่าผู้รับใช้ผู้นขี้ องท่านเป็นหญิงเหลวไหลเลย ที่ดิฉนั อธิษฐานเช่นนี้ ก็เพราะดิฉนั เป็นทุกข์โศกเศร้ามาก’ เอลีจึง ว่า ‘จงไปเป็นสุขเถิด ขอพระเจ้าแห่งอิสราเอลประทานให้ตามที่เธอทูลขอจากพระองค์’ นางตอบว่า ‘ขอท่าน โปรดปรานผู้รับใช้ผู้นี้เถิด’ แล้วนางก็ลาจากไปรับประทานอาหารและไม่เศร้าโศกอีก วันรุ่งขึ้น เอลคานาห์และครอบครัวลุกขึ้นแต่เช้าตรู่นมัสการองค์พระผู้เป็นเจ้า แล้วเดินทางกลับบ้านที่ เมืองรามาห์ เอลคานาห์หลับนอนกับนางฮันนาห์ภรรยา แล้วองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงระลึกถึงนาง นางฮันนาห์ ก็ตั้งครรภ์และให้ก�ำเนิดบุตรชาย เมื่อถึงเวลาก�ำหนด นางตั้งชื่อเขาว่าซามูเอล ‘เพราะนางเคยทูลขอบุตรนี้ จากองค์พระผู้เป็นเจ้า’ เวลานัน้ พระเยซูเจ้าเสด็จมาถึงเมืองคาเปอรนาอุมพร้อมกับบรรดาศิษย์ เมื่อถึงวันสับบาโตพระองค์เสด็จ เข้าไปในศาลาธรรม และทรงเริม่ สัง่ สอน ค�ำสัง่ สอนของพระองค์ท�ำให้ผฟู้ งั รูส้ กึ ประทับใจอย่างมาก เพราะทรง สอนเขาอย่างทรงอ�ำนาจไม่เหมือนกับบรรดาธรรมาจารย์ ขณะนัน้ ในศาลาธรรมชายคนหนึง่ ซึง่ ปีศาจสิงอยูร่ อ้ งตะโกนว่า “ท่านมายุง่ กับเราท�ำไม เยซู ชาวนาซาเร็ธ ท่านมาท�ำลายเราใช่ไหม เรารู้ว่าท่านเป็นใคร ท่านคือองค์ผู้ศักดิ์สิทธิ์ของพระเจ้า” พระเยซูเจ้าทรงดุปีศาจและ ตรัสสัง่ ว่า “จงเงียบ ออกไปจากผูน้ ”ี้ เมือ่ ปีศาจท�ำให้ชายผูน้ นั้ ชักและร้องเสียงดังแล้ว มันก็ออกไปจากเขา ทุก คนต่างประหลาดใจจึงถามกันว่า “นีม่ นั เรือ่ งอะไร เป็นค�ำสัง่ สอนแบบใหม่ทมี่ อี ำ� นาจ เขาสัง่ แม้กระทัง่ ปีศาจและ มันก็เชื่อฟัง” แล้วกิตติศัพท์ของพระองค์ก็เลื่องลือไปทุกแห่งตลอดทั่วแคว้นกาลิลีทันที ปีศาจเองก็รู้ว่าพระเยซูเจ้าคือผู้ศักดิ์สิทธิ์ของพระเจ้า แต่ปีศาจไม่รักและศรัทธาในพระเยซู เราจึงเห็น ได้วา่ ความรูอ้ ย่างเดียวไม่เกิดประโยชน์แก่จติ วิญญาณของเรา ความรูจ้ ะต้องน�ำไปสูค่ วามรัก และความรัก ต้องน�ำไปสู่การปฏิบัติ มีคนจ�ำนวนมากที่เพียงแต่รู้จักพระเยซูเจ้า แต่ยังมีจิตใจที่เย็นเฉย หรือหลายคนอาจ จะชื่นชมพระเยซูแต่ไม่ยินดีปฏิบัติตามแบบอย่างของพระองค์ เราเป็นคนหนึง่ ที่เป็นเช่นนี้หรือไม่


บทอ่านที่ 1

1 ซมอ 3:1-10,19-20

เด็กชายซามูเอลรับใช้องค์พระผู้เป็นเจ้าอยู่ในความดูแลของเอลี... คืนหนึง่ เอลีซึ่งบัดนีน้ ัยน์ตามืดมัวจนเกือบจะมองอะไรไม่เห็นแล้ว นอนอยู่ใน ห้องของตน ดวงประทีปในสักการสถานของพระเจ้ายังไม่ดับ ซามูเอลก�ำลังนอนอยู่ใน สักการสถานขององค์พระผู้เป็นเจ้า ที่มีหีบพันธสัญญาของพระเจ้าประดิษฐานอยู่ องค์ พระผู้เป็นเจ้าทรงเรียกซามูเอล เขาทูลตอบว่า ‘ข้าพเจ้าอยู่ที่นี่’ แล้ววิ่งไปถามเอลีว่า สัปดาห์ที่ 1 ‘ท่านเรียกข้าพเจ้าหรือ ข้าพเจ้าอยู่ที่นี่แล้ว’ แต่เอลีตอบว่า ‘พ่อไม่ได้เรียกลูก กลับไป เทศกาลธรรมดา นอนเถอะ’... องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงเรียกซามูเอลอีกเป็นครั้งที่สาม เขาก็ลุกขึ้นไปหา สดด 40:1,4,6-7ก, เอลีแล้วถามว่า ‘ท่านเรียกข้าพเจ้าหรือ ข้าพเจ้าอยู่ที่นี่แล้ว’ เอลีจึงเข้าใจว่า องค์พระผู้ 7ข-8,9 เป็นเจ้าตรัสเรียกเด็กนัน้ เอลีบอกซามูเอลว่า ‘กลับไปนอนเถอะ ถ้ามีเสียงเรียกลูกอีก ก็จงตอบว่า “ข้าแต่องค์พระผู้เป็นเจ้า ตรัสมาเถิด ผู้รับใช้ของพระองค์กำ� ลังฟังอยู่”’ ทำ�วัตรสัปดาห์ที่ 1 ซามูเอลจึงกลับไปนอนในที่ของตน องค์พระผู้เป็นเจ้าเสด็จมาประทับที่นนั่ ตรัสเรียกเช่นครั้งก่อนว่า ‘ซามูเอล! ซามูเอล!’ ซามูเอลทูลตอบ ว่า ‘ข้าแต่องค์พระผู้เป็นเจ้า ตรัสมาเถิด ผู้รับใช้ของพระองค์ก�ำลังฟังอยู่’ ซามูเอลเจริญวัยขึ้น องค์พระผู้เป็น เจ้าทรงสถิตอยู่กับเขา และทรงท�ำให้ค�ำพูดทุกค�ำของซามูเอลเป็นความจริง...

พระวรสาร

มก 1:29-39

ทันทีทอี่ อกจากศาลาธรรม พระองค์เสด็จเข้าไปในบ้านของซีโมนและอันดรูว์ พร้อมกับยากอบและยอห์น มารดาของภรรยาซีโมนก�ำลังนอนป่วยเป็นไข้อยู่ เขาจึงทูลพระองค์ให้ทรงทราบทันที พระองค์เสด็จเข้าไปจับมือ นาง พยุงให้ลุกขึ้น นางก็หายไข้ นางจึงรับใช้ทุกคน เย็นวันนัน้ เมื่อดวงอาทิตย์ตกแล้ว มีผู้นำ� คนป่วยและคนถูกปีศาจสิงมาเฝ้าพระองค์ คนทั้งเมืองมารวม กันที่ประตู พระองค์ทรงรักษาหลายคนที่เป็นโรคต่าง ๆ ให้หาย ทรงขับไล่ปีศาจออกไป แต่ไม่ทรงอนุญาตให้ มันพูด เพราะมันรู้จักพระองค์ พระเยซูเจ้าเสด็จออกจากเมืองคาเปอรนาอุม และทรงพระด�ำเนินทั่วแคว้นกาลิลี วันต่อมา พระองค์ทรงลุกขึ้นตั้งแต่เช้าตรู่ เสด็จออกจากบ้านไปยังที่สงัดและทรงอธิษฐานภาวนาที่นนั่ ซีโมนและผูท้ อี่ ยูก่ บั เขาตามหาพระองค์ เมือ่ พบแล้ว จึงทูลพระองค์วา่ “ทุกคนก�ำลังแสวงหาพระองค์” พระองค์ ตรัสตอบว่า “เราไปที่อื่นกันเถิด ไปตามต�ำบลใกล้เคียง เพื่อจะได้เทศน์สอนที่นนั่ ด้วย เพราะเรามาด้วยจุด ประสงค์นี้” พระองค์จึงเสด็จไปเทศน์สอนตามศาลาธรรมทั่วแคว้นกาลิลี ทรงขับไล่ปีศาจด้วย

พระเยซูเจ้าเสด็จไปเทศน์สอนตามที่ต่าง ๆ ด้วยความร้อนร้น พระองค์ไม่ทรงหยุดนิง่ เพราะพระองค์ ทรงทราบดีว่ามีคนจ�ำนวนมากที่รอฟังข่าวดีจากพระองค์ พระองค์ทรงมุ่งมั่นในพันธกิจที่ได้รับมอบหมาย จากพระบิดา พระองค์มิได้ทรงเทศน์สอนด้วยค�ำพูดเท่านัน้ แต่ทรงกระท�ำความดีกับทุกคนโดยไม่เลือก หน้า การที่พระองค์ทรงสามารถปฏิบัติการเช่นนีก้ ็เพราะพระองค์ทรงมีชีวิตที่สนิทกับพระบิดา โดยทรง สวดภาวนาอยู่เสมอนัน่ เอง


บทอ่านที่ 1

1 ซมอ 4:1ข-11

พระวรสาร

มก 1:40-45

ในครั้งนัน้ ชาวอิสราเอลออกไปสู้รบกับชาวฟีลิสเตีย... ชาวอิสราเอลพ่ายแพ้ชาว ฟีลิสเตียซึ่งฆ่าชาวอิสราเอลประมาณสี่พันคนในสนามรบ เมื่อก�ำลังพลอิสราเอลกลับมาในค่าย บรรดาผู้อาวุโสถามว่า ‘ท�ำไมวันนี้องค์พระ ผู้เป็นเจ้าจึงทรงปล่อยให้เราพ่ายแพ้ชาวฟีลิสเตีย? เราจงไปเอาหีบพันธสัญญาขององค์ พระผู้เป็นเจ้าจอมโยธามาจากชิโลห์เถิด เพือ่ พระองค์จะเสด็จไปกับเรา และทรงช่วยเรา บุญราศีนิโคลาส ให้รอดพ้นจากศัตรู’ ประชากรจึงส่งคนไปที่ชิโลห์ เพื่อน�ำหีบพันธสัญญาขององค์พระผู้ บุญเกิด กฤษบำ�รุง เป็นเจ้าจอมโยธาผู้ประทับอยู่เหนือบัลลังก์ระหว่างเครูบ โฮฟนีและฟีเนหัสบุตรทั้งสอง พระสงฆ์ มรณสักขี คนของเอลีก็มาพร้อมกับหีบพันธสัญญา เมือ่ หีบพันธสัญญาขององค์พระผูเ้ ป็นเจ้ามาถึงค่าย ชาวอิสราเอลทุกคนโห่รอ้ งเสียง สดด 44:9-10,13-14, 23-26 ดังสนัน่ จนแผ่นดินสั่นสะเทือน เมื่อชาวฟีลิสเตียได้ยินเสียงโห่ร้อง ก็ถามกันว่า ‘เสียง โห่ร้องดังเช่นนี้ในค่ายของชาวฮีบรูหมายความว่าอะไร?’ เมื่อชาวฟีลิสเตียทราบว่า หีบ ทำ�วัตรสัปดาห์ที่ 1 พันธสัญญาขององค์พระผูเ้ ป็นเจ้ามาถึงค่ายชาวฮีบรู เขาก็มคี วามกลัว พูดกันว่า ‘พระเจ้า เสด็จมาในค่ายของเขาแล้ว เราแพ้แน่ ๆ ไม่เคยมีเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นก่อนเลย เรา แพ้แน่ ๆ ใครจะช่วยเราให้รอดพ้นจากอ�ำนาจของพระเจ้าผู้ทรงอานุภาพนี้ได้เล่า? พระเจ้าองค์นี้แหละทรงส่ง ภัยพิบตั มิ าท�ำลายชาวอียปิ ต์ในถิน่ ทุรกันดาร ชาวฟีลสิ เตียทัง้ หลาย จงกล้าหาญ และเป็นลูกผูช้ ายเถิด มิฉะนัน้ ท่านจะต้องเป็นทาสของชาวฮีบรู เหมือนที่เขาเคยเป็นทาสของท่าน จงสู้รบอย่างลูกผู้ชายเถิด’ ชาวฟีลิสเตียเข้าสู้รบ ชาวอิสราเอลก็พ่ายแพ้ ต่างหนีกลับบ้านของตน เป็นความปราชัยอย่างใหญ่หลวง ชาวอิสราเอลถูกฆ่าตายถึงสามหมื่นคน หีบพันธสัญญาของพระเจ้าถูกยึดไป โฮฟนีและฟีเนหัส บุตรทั้งสอง คนของเอลีก็ถูกฆ่าด้วย เวลานัน้ ผูเ้ ป็นโรคเรือ้ นคนหนึง่ มาเฝ้าพระองค์ คุกเข่าอ้อนวอนว่า “ถ้าพระองค์พอพระทัย พระองค์ยอ่ ม ทรงรักษาข้าพเจ้าให้หายได้” พระเยซูเจ้าทรงสงสาร ตื้นตันพระทัย จึงทรงยื่นพระหัตถ์สัมผัสเขา ตรัสว่า “เรา พอใจ จงหายเถิด” ทันใดนัน้ โรคเรื้อนก็หาย เขากลับเป็นปกติ พระเยซูเจ้าทรงให้เขาไปทันที ทรงก�ำชับอย่าง แข็งขันว่า “ระวัง อย่าบอกอะไรให้ใครรู้เลย แต่จงไปแสดงตนแก่สมณะ และถวายเครื่องบูชาตามที่โมเสส ก�ำหนด เพื่อเป็นหลักฐานแก่คนทั้งหลายว่าท่านหายจากโรคแล้ว” แต่เมื่อชายผู้นนั้ จากไป เขาก็ป่าวประกาศ กระจายข่าวไปทั่ว จนพระองค์ไม่อาจเสด็จเข้าไปในเมืองได้อย่างเปิดเผยอีกต่อไป พระองค์จึงประทับอยู่นอก เมืองในที่เปลี่ยว แม้กระนัน้ ประชาชนจากทุกทิศก็ยังมาเฝ้าพระองค์ คนโรคเรื้อนเป็นที่รังเกียจของสังคมในสมัยนัน้ เขาต้องแยกตัวออกไปอยู่อย่างโดดเดี่ยว แต่วันนี้เรา เห็นความเชื่อและความกล้าหาญของเขาที่เข้ามาหาพระเยซูเจ้า ซึ่งในเวลาเดียวกันท�ำให้เราเห็นความรัก และความเมตตาของพระองค์เช่นกัน พระองค์ทรงยื่นพระหัตถ์สัมผัสเขา และรักษาเขาให้หายเป็นปรกติ เราเองได้แสดงความรักและความเมตตาต่อผู้ที่สังคมรังเกียจหรือถูกทอดทิ้งอย่างที่พระเยซูได้ทรงกระท�ำ บ้างหรือไม่


บทอ่านที่ 1

1 ซมอ 8:4-7,10-22ก

บรรดาผู้อาวุโสของชาวอิสราเอลจึงมาชุมนุมกันไปหาซามูเอลที่รามาห์ กล่าวว่า ‘ท่านชราแล้ว และบุตรของท่านไม่ประพฤติตามแบบอย่างของท่าน เพราะฉะนัน้ ขอให้ ท่านแต่งตั้งกษัตริย์ขึ้นปกครองพวกเราเหมือนกับชนชาติอื่นเถิด’ ซามูเอลไม่พอใจที่เขา เหล่านัน้ ขอกษัตริย์มาปกครอง จึงอธิษฐานต่อองค์พระผูเ้ ป็นเจ้า องค์พระผู้เป็นเจ้าตรัส น.ฮีลารี พระสังฆราช ตอบซามูเอลว่า ‘จงฟังถ้อยค�ำทุกประการทีป่ ระชาชนพูดกับท่านเถิด เขาไม่ได้ละทิง้ ท่าน แต่ละทิ้งเรา ไม่ยอมให้เราเป็นกษัตริย์ปกครองเขา และนักปราชญ์ ซามูเอลบอกให้ประชาชนที่มาขอกษัตริย์ทราบทุกอย่างที่องค์พระผู้เป็นเจ้าตรัส แห่งพระศาสนจักร เขากล่าวว่า ‘นี่เป็นสิทธิของกษัตริย์ที่จะมาปกครองท่าน พระองค์จะทรงเกณฑ์บรรดา สดด 89:15-16,17-18 บุตรชายของท่านไปเป็นทหารประจ�ำรถรบและประจ�ำม้า วิ่งน�ำหน้ารถรบของพระองค์ พระองค์จะทรงแต่งตั้งบุตรของท่านบางคนเป็นนายทหารคุมทหารพันคนบ้าง ห้าสิบ ทำ�วัตรสัปดาห์ที่ 1 คนบ้าง พระองค์จะทรงบังคับบุตรของท่านให้ไถนาและเก็บเกี่ยวผลผลิตจากทุ่งนาของ พระองค์หรือให้เป็นช่างท�ำอาวุธและอุปกรณ์รถรบของพระองค์ พระองค์จะทรงเกณฑ์ บุตรสาวของท่านไปท�ำน�้ำหอม ปรุงอาหารและท�ำขนมส�ำหรับพระองค์... พระองค์จะทรงเอาหนึง่ ในสิบจากฝูง แพะแกะของท่าน และท่านจะต้องเป็นทาสของพระองค์ เมื่อถึงเวลานัน้ กษัตริย์ที่ท่านได้เลือกส�ำหรับท่านนีจ้ ะ เป็นเหตุให้ท่านร้องขอความช่วยเหลือ แต่ในวันนัน้ องค์พระผู้เป็นเจ้าจะไม่ทรงฟังท่าน’

พระวรสาร

มก 2:1-12

ต่อมาอีกสองสามวัน พระเยซูเจ้าเสด็จกลับมาทีเ่ มืองคาเปอรนาอุม เมือ่ เป็นทีร่ กู้ นั ว่าพระองค์ประทับอยู่ ในบ้าน ประชาชนจ�ำนวนมากจึงมาชุมนุมกันจนไม่มีที่ว่างแม้กระทั่งที่ประตู พระองค์ประทานพระโอวาทสอน ประชาชนเหล่านัน้ ชายสี่คนหามคนอัมพาตคนหนึง่ มาเฝ้าพระองค์ แต่เขาน�ำคนอัมพาตนัน้ ฝ่าฝูงชนเข้าไปถึง พระองค์ไม่ได้ เขาจึงเปิดหลังคาบ้านตรงที่พระองค์ประทับอยู่ แล้วหย่อนแคร่ที่คนอัมพาตนอนอยู่ลงมาทาง ช่องนัน้ เมื่อพระเยซูเจ้าทรงเห็นความเชื่อของคนเหล่านีจ้ ึงตรัสแก่คนอัมพาตว่า “ลูกเอ๋ย บาปของท่านได้ รับการอภัยแล้ว” ที่นนั่ มีธรรมาจารย์บางคนนัง่ อยู่ด้วย เขาคิดในใจว่า “ท�ำไมคนนีจ้ ึงพูดเช่นนี้เล่า เขากล่าว ดูหมิ่นพระเจ้า ใครเล่าอภัยบาปได้นอกจากพระเจ้าเท่านัน้ ” ทันใดนัน้ พระเยซูเจ้าทรงทราบความคิดของเขา ด้วยพระจิตของพระองค์ จึงตรัสว่า “ท่านทัง้ หลายคิดเช่นนีใ้ นใจท�ำไม อย่างใดง่ายกว่ากัน การบอกคนอัมพาต ว่า ‘บาปของท่านได้รับการอภัยแล้ว’ หรือบอกว่า ‘ลุกขึ้น แบกแคร่เดินไปเถิด’ แต่เพื่อให้ท่านรู้ว่า บุตรแห่ง มนุษย์มีอำ� นาจอภัยบาปได้บนแผ่นดินนี้” พระองค์ตรัสแก่คนอัมพาตว่า “เราสั่งท่าน จงลุกขึ้น แบกแคร่ กลับ ไปบ้านเถิด” เขาก็ลุกขึ้นแบกแคร่ออกเดินไปทันทีต่อหน้าคนทั้งปวง ทุกคนต่างประหลาดใจ ถวายพระเกียรติ แด่พระเจ้าและพูดว่า “พวกเรายังไม่เคยเห็นอะไรเช่นนี้มาก่อนเลย” วันนีเ้ ราได้เห็นอัศจรรย์ทเี่ กิดขึน้ กับคนอัมพาตคนหนึง่ โดยผ่านทางเพือ่ น ๆ ทีช่ ว่ ยกันหามเขาหย่อนแคร่ ลงมาจากช่องหลังคาบ้านเพือ่ ให้พระเยซูเจ้าบ�ำบัดรักษา พระเยซูเจ้าทรงเห็นความเชือ่ ของคนเหล่านัน้ จึงให้ ความช่วยเหลือ เรื่องนีท้ �ำให้เราเข้าใจได้ว่า การภาวนาด้วยความเชื่อของเราส่งผลต่อบุคคลที่เราภาวนาให้ นัน่ เอง ดังนัน้ เราจงมั่นใจที่จะภาวนาเพื่อผู้อื่นอย่างสมํ่าเสมอด้วย


บทอ่านที่ 1

1ซมอ 9:1-4,17-19,และ 10:1

พระวรสาร

มก 2:13-17

มีชายผู้หนึง่ จากเผ่าเบนยามินชื่อ คีช เป็นคนร�ำ่ รวย เขาเป็นบุตรของอาบีเอล บุตร ของเศโรห์ บุตรของเบโครัท บุตรของอาฟียาห์ บุตรของคนเผ่าเบนยามิน คีชมีบตุ รชาย คนหนึง่ ชื่อ ซาอูล เป็นชายหนุ่มหน้าตาดี มีรูปร่างงามสง่ากว่าชาวอิสราเอลทั้งปวง สูง กว่าคนอื่นราวหนึง่ ศอก วันหนึง่ ฝูงลาของคีช บิดาของซาอูลพลัดหลงไป คีชจึงกล่าวแก่ซาอูล บุตรของ สัปดาห์ที่ 1 ตนว่า ‘จงเอาผู้รับใช้ไปด้วยคนหนึง่ ออกตามหาลาเหล่านัน้ เถิด’ ทั้งสองจึงข้ามเขต เทศกาลธรรมดา ภูเขาเอฟราอิม ผ่านไปถึงแผ่นดินชาลิชาแต่กห็ าไม่พบ เขาจึงไปหาทีแ่ ผ่นดินชาอาลิม แต่ สดด 21:1-2,3-4,5-6 ลาก็ไม่อยู่ที่นนั่ เขาข้ามเขตแดนเบนยามิน แต่ก็ยังไม่พบอีก ทำ�วัตรสัปดาห์ที่ 1 เมื่อซามูเอลเห็นซาอูล องค์พระผู้เป็นเจ้าก็ตรัสกับเขาว่า ‘ชายผู้นคี้ ือผู้ที่เราบอก ท่านว่า “เขาจะปกครองประชากรของเรา”’ ซาอูลเข้าไปพบซามูเอลที่ประตูเมือง ถาม วันเด็กแห่งชาติ ว่า ‘โปรดบอกข้าพเจ้าเถิดว่า บ้านของผูท้ �ำนายอยูท่ ไี่ หน’ ซามูเอลตอบซาอูลว่า ‘ข้าพเจ้า คือผู้ทำ� นาย จงเดินน�ำหน้าข้าพเจ้าขึ้นไปยังสักการสถานบนภูเขา ท่านทั้งสองคนจะร่วม รับประทานอาหารกับข้าพเจ้าในวันนี้ พรุ่งนี้เช้า ข้าพเจ้าจะตอบค�ำถามทุกอย่างของท่าน แล้วจะให้ท่านไป’ ซามูเอลเอาขวดน�ำ้ มันมะกอกเทศขึ้นมา เทน�ำ้ มันลงบนศีรษะของซาอูล จูบเขาแล้วกล่าวว่า ‘องค์พระผู้ เป็นเจ้าทรงเจิมท่านให้เป็นผู้น�ำชาวอิสราเอลประชากรของพระองค์? ท่านจะปกครองประชากรขององค์พระผู้ เป็นเจ้า ช่วยเขาให้พ้นจากอ�ำนาจของศัตรูที่อยู่โดยรอบ นีจ่ ะเป็นเครื่องหมายพิสูจน์ว่า องค์พระผู้เป็นเจ้าทรง เจิมท่านให้เป็นผู้น�ำประชากรอิสราเอลซึ่งเป็นส่วนมรดกของพระองค์’ เวลานัน้ พระเยซูเจ้าเสด็จออกไปริมฝัง่ ทะเลสาบอีก ประชาชนต่างมาเฝ้าพระองค์ พระองค์จงึ ทรงสัง่ สอน เขา ขณะที่ทรงพระด�ำเนินไป พระองค์ทรงเห็นชายคนหนึง่ ชื่อเลวี บุตรของอัลเฟอัสก�ำลังนัง่ อยู่ที่ด่านภาษี จึง ตรัสสั่งเขาว่า “จงตามเรามาเถิด” เขาก็ลุกขึ้นตามพระองค์ไป ขณะที่พระเยซูเจ้าทรงร่วมโต๊ะเสวยพระกระยาหารที่บ้านของเลวี คนเก็บภาษีและคนบาปหลายคนมา ร่วมโต๊ะกับพระองค์และบรรดาศิษย์ เพราะมีหลายคนติดตามพระองค์มา บรรดาธรรมาจารย์ที่เป็นฟาริสีเห็น พระองค์เสวยร่วมกับคนบาปและคนเก็บภาษี จึงถามศิษย์ของพระองค์ว่า “ท�ำไมอาจารย์ของท่านกินอาหาร กับคนเก็บภาษีและคนบาปเล่า” พระเยซูเจ้าทรงได้ยินดังนัน้ จึงตรัสตอบว่า “คนสบายดีไม่ต้องการหมอ แต่ คนเจ็บไข้ต้องการ เราไม่ได้มาเพื่อเรียกคนชอบธรรม แต่เรามาเพื่อเรียกคนบาป” วันนี้พระเยซูเจ้าทรงเลือกและรับประทานอาหารร่วมกับบุคคลที่สังคมยิวพวกหนึง่ พากันรังเกียจ โดย ถือว่าเป็นคนบาปและไม่ยอมคบหาสมาคมด้วย เหตุการณ์นแี้ สดงให้เห็นถึงพระเมตตาของพระองค์ทที่ รงมี ต่อคนทุกคน พระองค์ทรงให้ความส�ำคัญแก่บุคคลทุกประเภท ทรงมองเห็นถึงคุณค่าและความดีงามของ ทุกคน และทุกคนสามารถเข้ามารับใช้พระเจ้าได้ เมื่อเราเห็นแบบอย่างเช่นนี้ เราจะยังเป็นบุคคลที่เลือก ที่รักมักที่ชังคนอื่นอีกหรือไม่


บทอ่านจากหนังสือซามูเอล ฉบับที่หนึง่

สัปดาห์ที่ 2 เทศกาลธรรมดา ทำ�วัตรสัปดาห์ที่ 2 วันผู้อพยพ วันสันติภาพสากล

1 ซมอ 3:3-10,19

ดวงประทีปในสักการสถานของพระเจ้ายังไม่ดับ ซามูเอลก�ำลังนอนอยู่ในสักการ สถานขององค์พระผู้เป็นเจ้า ที่มีหีบพันธสัญญาของพระเจ้าประดิษฐานอยู่ องค์พระผู้ เป็นเจ้าทรงเรียกซามูเอล เขาทูลตอบว่า ‘ข้าพเจ้าอยู่ที่นี่’ แล้ววิ่งไปถามเอลีว่า ‘ท่าน เรียกข้าพเจ้าหรือ ข้าพเจ้าอยู่ที่นี่แล้ว’ แต่เอลีตอบว่า ‘พ่อไม่ได้เรียกลูก กลับไปนอน เถอะ’ ซามูเอลก็กลับไปนอน องค์พระผู้เป็นเจ้าตรัสเรียกอีกว่า ‘ซามูเอล!’ ซามูเอลก็ ลุกขึ้นไปหาเอลี ถามว่า ‘ท่านเรียกข้าพเจ้าหรือ ข้าพเจ้าอยู่ที่นี่แล้ว’ เอลีตอบว่า ‘ลูกเอ๋ย พ่อไม่ได้เรียกลูก กลับไปนอนเถอะ’ ซามูเอลยังไม่ทราบว่าองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงเรียก เขาเพราะองค์พระผู้เป็นเจ้ายังไม่ทรงเปิดเผยพระวาจาแก่เขามาก่อน องค์พระผู้เป็นเจ้า ทรงเรียกซามูเอลอีกเป็นครั้งที่สาม เขาก็ลุกขึ้นไปหาเอลีแล้วถามว่า ‘ท่านเรียกข้าพเจ้า หรือ ข้าพเจ้าอยู่ที่นี่แล้ว’ เอลีจึงเข้าใจว่า องค์พระผู้เป็นเจ้าตรัสเรียกเด็กนัน้ เอลีบอก ซามูเอลว่า ‘กลับไปนอนเถอะ ถ้ามีเสียงเรียกลูกอีกก็จงตอบว่า “ข้าแต่องค์พระผู้เป็น เจ้า ตรัสมาเถิด ผู้รับใช้ของพระองค์ก�ำลังฟังอยู่”’ ซามูเอลจึงกลับไปนอนในที่ของตน องค์พระผู้เป็นเจ้าเสด็จมาประทับที่นนั่ ตรัสเรียกเช่นครั้งก่อนว่า ‘ซามูเอล! ซามู เอล!’ ซามูเอลทูลตอบว่า ‘ข้าแต่องค์พระผู้เป็นเจ้า ตรัสมาเถิด ผู้รับใช้ของพระองค์ ก�ำลังฟังอยู่’ ซามูเอลเจริญวัยขึ้น องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงสถิตอยู่กับเขา และทรงท�ำให้คำ� พูดทุก ค�ำของซามูเอลเป็นความจริง

เพลงสดุดี

สดด 40:1 และ 3ก,6-7ก,7ข-8,9กข

ก) ข้าพเจ้ารอคอยองค์พระผู้เป็นเจ้าด้วยความหวัง แล้วพระองค์ก็ทรงก้มลงมาหาข้าพเจ้า และทรงฟังเสียงร้องขอความช่วยเหลือของข้าพเจ้า พระองค์ทรงใส่เพลงบทใหม่ไว้ในปากข้าพเจ้า เป็นบทเพลงสรรเสริญพระเจ้าของเรา ข) พระองค์ไม่ทรงประสงค์เครื่องบูชาหรือของถวายใด ๆ พระองค์มิได้ทรงเรียกร้องเครื่องเผาบูชาหรือเครื่องบูชาชดเชยบาป แต่พระองค์ประทานหูให้ข้าพเจ้าฟัง ข้าพเจ้าจึงทูลว่า “ข้าพเจ้าอยู่นี่ ก�ำลังมาแล้ว” ค) ในม้วนพระคัมภีร์มีเขียนไว้สำ� หรับข้าพเจ้า ให้ปฏิบัติตามพระประสงค์ของพระองค์ ข้าแต่พระเจ้า ข้าพเจ้าปรารถนาเช่นนัน้ ธรรมบัญญัติของพระองค์อยู่ลึกในหัวใจของข้าพเจ้า


บทอ่ า นจากจดหมายนัก บุ ญ เปาโลอั ค รสาวกถึ ง ชาวโครินธ์ ฉบับที่หนึง่ 1 คร 6:13-15,17-20

พีน่ อ้ ง “อาหารมีไว้ส�ำหรับท้อง ท้องมีไว้ส�ำหรับอาหาร” แต่ข้าพเจ้าขอบอกว่า “พระเจ้าจะทรงท�ำลายทั้งสองอย่าง” ร่างกายมิได้มีไว้ส�ำหรับการล่วงประเวณี แต่มีไว้ส�ำหรับองค์ พระผู้เป็นเจ้า และองค์พระผู้เป็นเจ้ามีไว้ส�ำหรับร่างกาย พระเจ้ า ผู ้ ท รงปลุ ก องค์ พ ระผู้เป็นเจ้าให้ทรงกลับคืนพระ ชนมชีพ จะทรงปลุกเราให้กลับคืนชีพด้วยพระอานุภาพของ พระองค์เช่นเดียวกัน ท่านไม่รู้หรือว่า ร่างกายของท่านเป็น ส่วนประกอบของพระวรกายของพระคริสตเจ้า แล้วข้าพเจ้า จะเอาส่วนประกอบพระวรกายของพระคริสตเจ้านีไ้ ปร่วมกับ ร่างกายของหญิงโสเภณีหรือ? เป็นไปไม่ได้! แต่ผู้ที่สนิทสัมพันธ์กับองค์พระผู้เป็นเจ้า ก็เป็นจิตใจ เดียวกันกับพระองค์ จงหลีกหนีการล่วงประเวณี บาปทั้งหลายนัน้ มนุษย์ทำ� นอกร่างกาย แต่ผู้ที่ล่วงประเวณี ท�ำบาปต่อร่างกายของตนเอง ท่านไม่รู้หรือว่า ร่างกายของท่านเป็นพระวิหารของพระจิตเจ้าผู้สถิตอยู่ในท่าน? ท่านได้รับพระจิตนีจ้ ากพระเจ้า ท่านจึงไม่เป็นเจ้าของของตนเอง พระเจ้าทรงซื้อท่านไว้ด้วยราคาแพง ดังนัน้ ท่านจงใช้ร่างกายของท่านถวายพระเกียรติแด่พระเจ้าเถิด

บทอ่านจากพระวรสารนักบุญยอห์น

ยน 1:35-42

วันรุ่งขึ้น ยอห์นก�ำลังยืนอยู่ที่นนั่ กับศิษย์สองคน และเห็นพระเยซูเจ้าเสด็จผ่านไป จึงกล่าวว่า “นีค่ ือ ลูกแกะของพระเจ้า” เมื่อศิษย์ทั้งสองคนได้ยินยอห์นกล่าวดังนีจ้ ึงติดตามพระเยซูเจ้าไป พระเยซูเจ้าทรงผิน พระพักตร์มาทอดพระเนตรเห็นเขาก�ำลังติดตามพระองค์ จึงตรัสถามว่า “ท่านแสวงหาอะไร?” เขาทูลตอบว่า “รับบี” ซึ่งแปลว่า พระอาจารย์ “พระองค์ทรงพ�ำนักอยู่ที่ไหน?” พระเยซูเจ้าตรัสว่า “มาดูเถิด” เขาจึงไปเห็น ที่ประทับของพระองค์ และพักอยู่กับพระองค์ในวันนัน้ ขณะนัน้ เป็นเวลาประมาณบ่ายสี่โมง อันดรูว์น้องชายของซีโมนเป็นคนหนึง่ ในสองคนที่ได้ยินค�ำพูดของยอห์น และตามพระเยซูเจ้าไป อัน ดรูว์พบซีโมนพี่ชายเป็นคนแรก จึงกล่าวว่า “เราพบพระเมสสิยาห์แล้ว” (พระเมสสิยาห์ หรือพระคริสตเจ้า แปลว่า ผู้รับเจิม) เขาพาพี่ชายไปเฝ้าพระเยซูเจ้า พระเยซูเจ้าทอดพระเนตรเห็นเขา จึงตรัสว่า “ท่านคือซีโมน บุตรของยอห์น ท่านจะมีชื่อว่า เคฟาส” ซึ่งแปลว่า “เปโตร” หรือ “ศิลา”

ค�ำว่า “มาดูเถิด” เป็นค�ำอมตะที่แสดงให้เห็นว่าพระองค์ต้องการให้เราติดตามและมีชีวิตที่สนิทกับ พระองค์ เมื่อคนเราได้พบหรือมีประสบการณ์ที่ดีต่อสิ่งใดสิ่งหนึง่ เขาย่อมอดไม่ได้ที่จะต้องไปบอกเล่าให้ คนที่เขารักได้รับรู้ วันนี้เราจึงได้เห็นอันดรูว์พาพี่ชายคือซีโมนมาเฝ้าพระเยซูเจ้า เพราะอันดรูว์คิดว่าแค่เล่า ให้ฟงั คงไม่เพียงพอ แต่ตอ้ งพามาให้สมั ผัสด้วยตัวเอง ในการประกาศข่าวดีของเราก็เช่นกัน เราต้องพาผูอ้ นื่ ให้เข้ามาหาพระองค์ โดยให้เขาได้มีประสบการณ์กับพระองค์ด้วยตัวของเขาเอง


บทอ่านที่ 1

1 ซมอ 15:16-23

ซามูเอลทูลตอบซาอูลว่า ‘พอแล้ว! อย่าตรัสอะไรอีก ข้าพเจ้าจะทูลให้ทราบว่า องค์พระผูเ้ ป็นเจ้าตรัสอะไรกับข้าพเจ้าเมือ่ คืนทีแ่ ล้ว’ กษัตริยซ์ าอูลตรัสว่า “บอกมาเถิด” ซามูเอลทูลตอบว่า ‘แม้พระองค์จะทรงคิดว่าไม่ทรงเป็นคนส�ำคัญอะไร แต่พระองค์ก็ ทรงเป็นหัวหน้าของเผ่าต่าง ๆ ของอิสราเอล องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงเจิมพระองค์ให้เป็น กษัตริย์ของอิสราเอล องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงส่งพระองค์ไปปฏิบัติภารกิจตรัสว่า “จงไป สัปดาห์ที่ 2 ท�ำลายล้างชาวอามาเลขคนบาปเหล่านัน้ ให้หมดสิ้นเถิด จงสู้รบกับเขาจนกว่าจะท�ำลาย เทศกาลธรรมดา เขาให้หมด” ท�ำไมพระองค์จึงไม่ทรงเชื่อฟังพระสุรเสียงขององค์พระผู้เป็นเจ้าเล่า? สดด 50:8-9,16-18, ท�ำไมพระองค์จึงทรงเข้าไปแย่งสิ่งของที่ยึดมาได้ และทรงท�ำสิ่งชั่วช้าเฉพาะพระพักตร์ 21,23 องค์พระผู้เป็นเจ้าเล่า?’ กษัตริยซ์ าอูลทรงตอบซามูเอลว่า ‘ข้าพเจ้าเชือ่ ฟังพระบัญชาขององค์พระผูเ้ ป็นเจ้า ทำ�วัตรสัปดาห์ที่ 2 แล้ว และออกไปปฏิบัติภารกิจที่องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงบัญชา ข้าพเจ้าน�ำอากัก กษัตริย์ ของชาวอามาเลขมา และท�ำลายล้างชาวอามาเลขจนหมดสิน้ แต่ประชากรเก็บแพะแกะ และโคตัวดีทสี่ ดุ ทีย่ ดึ มาได้และจะต้องถูกฆ่าท�ำลายเสียนัน้ น�ำมาทีเ่ มืองกิลกาลเพือ่ ถวายเป็นบูชาแด่องค์พระผูเ้ ป็นเจ้า พระเจ้าของ ท่าน’ ซามูเอลก็วา่ ‘องค์พระผูเ้ ป็นเจ้าทรงต้องการเครือ่ งเผาบูชา และเครือ่ งบูชาอืน่ ๆ เท่ากับทีท่ รงต้องการให้ เชื่อฟังพระสุรเสียงของพระองค์หรือ ฟังเถิด การเชื่อฟังย่อมดีกว่าการถวายบูชา การอ่อนน้อมย่อมดีกว่า ไขมันแกะ การใช้เวทมนตร์คาถาเป็นบาปเหมือนการกบฏ การไม่ยอมเชือ่ ฟังเป็นความผิดเหมือนการกราบไหว้ รูปปฏิมา! เพราะพระองค์ทรงละทิ้งไม่ยอมปฏิบัติตามพระวาจาขององค์พระผู้เป็นเจ้า องค์พระผู้เป็นเจ้าก็ทรง ละทิ้งไม่ให้พระองค์ทรงเป็นกษัตริย์ด้วย’

พระวรสาร

มก 2:18-22

เวลานัน้ บรรดาศิษย์ของยอห์นและชาวฟาริสกี �ำลังจ�ำศีลอดอาหาร มีผู้ทูลถามพระเยซูเจ้าว่า “ท�ำไม ศิษย์ของยอห์นและศิษย์ของชาวฟาริสีจ�ำศีลอดอาหาร แต่ศิษย์ของท่านไม่จ�ำศีลเลย” พระองค์ตรัสตอบว่า “ผู้รับเชิญมาในงานแต่งงานจะจ�ำศีลอดอาหารได้หรือขณะที่เจ้าบ่าวยังอยู่กับเขา ตราบใดที่เจ้าบ่าวยังอยู่ด้วย เขาย่อมไม่จ�ำศีลอดอาหาร แต่จะมีวันหนึง่ ที่เจ้าบ่าวจะถูกพรากไป ในวันนัน้ เขาจะจ�ำศีลอดอาหาร ไม่มีใครน�ำ ผ้าใหม่ไปปะเสื้อเก่า เพราะผ้าใหม่ที่นำ� มาปะเสื้อเก่านัน้ จะหดตัวมากกว่า ท�ำให้รอยขาดมากกว่าเดิม ไม่มีใคร ใส่เหล้าองุ่นใหม่ลงในถุงหนังเก่า เพราะเหล้าจะท�ำให้ถุงหนังขาด ทั้งเหล้า ทั้งถุงก็จะเสียไป แต่ต้องใส่เหล้า ใหม่ลงในถุงหนังใหม่” วันนี้เป็นวันครู ในประเทศไทยมีวันครูตั้งแต่ปี พ.ศ. 2500 โดยมีหลักการว่า “เพื่อจะได้ประกอบพิธี ระลึกถึงพระคุณของครู ส่งเสริมสามัคคีธรรมระหว่างครู และเพื่อส่งเสริมความเข้าใจอันดีระหว่างครูกับ ประชาชน” เราทุกคนเป็นศิษย์มคี รู ซามูเอลในบทอ่านแรกท�ำหน้าทีค่ รูผเู้ ป็นสือ่ สัมพันธ์ตดิ ต่อระหว่างพระเจ้า กับกษัตริยซ์ าอูล พระเยซูเจ้าบุตรพระเจ้าทรงเป็นต้นแบบของความเป็นครู สอนอัครสาวกและศิษย์ให้คน้ พบ และอยู่ในหนทาง ความจริง และชีวิต ดังนัน้ ครูจึงมีบทบาทส�ำคัญให้ศิษย์เข้าถึงความดีสูงสุด และด�ำเนิน อยู่ในหนทาง ความจริง และชีวิต ขอเป็นก�ำลังใจให้แก่ครูทุก ๆ ท่าน


บทอ่านที่ 1

1 ซมอ 16:1-13

พระวรสาร

มก 2:23-28

อังคาร องคาร าร าร

17

องค์พระผูเ้ ป็นเจ้าตรัสแก่ซามูเอลว่า ‘ท่านจะเป็นทุกข์ใจถึงซาอูลต่อไปอีกนานเท่าใด เล่า... จงเอาน�ำ้ มันมะกอกบรรจุใส่ขวดเขาสัตว์จนเต็ม และออกเดินทาง เราส่งท่านไป ที่เมืองเบธเลเฮม ไปหาเจสซี เพราะเราเลือกบุตรคนหนึง่ ของเขาเป็นกษัตริย์’ ซามูเอล มกราคม ทูลถามว่า ‘ข้าพเจ้าจะไปได้อย่างไรเล่า? ถ้ากษัตริยซ์ าอูลทรงทราบเรือ่ ง ก็จะทรงประหาร ข้าพเจ้าเสีย’ องค์พระผูเ้ ป็นเจ้าตรัสว่า ‘จงเอาลูกโคตัวเมียตัวหนึง่ ไปด้วย แล้วจงบอกว่า ระลึกถึง น.อันตน “ข้าพเจ้ามาถวายเครือ่ งบูชาแด่องค์พระผูเ้ ป็นเจ้า” ท่านจะเชิญเจสซีมาร่วมถวายบูชาด้วย อธิการ แล้วเราจะบอกท่านว่าจะต้องท�ำอะไร ท่านจะต้องเจิมผู้ที่เราจะบอกนัน้ ให้เป็นกษัตริย์’ สดด 89:19-20,21, ซามูเอลก็ทำ� ตามพระบัญชาขององค์พระผูเ้ ป็นเจ้า... เมือ่ เจสซีกบั บุตรมาถึง ซามูเอล 26-27 เห็นเอลีอบั ก็คดิ ว่า ‘ผูท้ อี่ ยูเ่ ฉพาะพระพักตร์องค์พระผูเ้ ป็นเจ้า ผูน้ คี้ อื ผูท้ จี่ ะต้องรับเจิม’ แต่องค์พระผู้เป็นเจ้าตรัสกับซามูเอลว่า ‘อย่าสนใจมองแต่รูปร่างหน้าตา หรือความสูง ทำ�วัตรสัปดาห์ที่ 2 ของเขา เพราะเราไม่เลือกเขา องค์พระผู้เป็นเจ้าไม่ทรงมองอย่างมนุษย์มอง มนุษย์มอง แต่รูปร่างภายนอก แต่องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงมองจิตใจ’... เจสซีพาบุตรทั้งเจ็ดคนมาพบซามูเอลทีละคน แต่ ซามูเอลกล่าวแก่เจสซีว่า ‘องค์พระผู้เป็นเจ้าไม่ทรงเลือกคนเหล่านี้เลย’ ซามูเอลถามเจสซีว่า ‘บุตรชายของ ท่านมาหมดแล้วหรือ?’ เจสซีตอบว่า ‘ยังมีคนสุดท้องอีกคนหนึง่ แต่ขณะนี้เขาก�ำลังเลี้ยงแกะอยู่’ ซามูเอลสั่ง เจสซีว่า ‘จงส่งคนไปตามเขามาเถิด เราจะไม่นงั่ รับประทานอาหารจนกว่าเขาจะมา’ เจสซีจึงส่งคนไปตามมา... องค์พระผู้เป็นเจ้าตรัสว่า ‘จงลุกขึ้น เจิมเขาเถอะ เป็นคนนี้แหละ!’ ซามูเอลก็เอาขวดเขาสัตว์ที่บรรจุน�้ำมันมะกอกมาเจิมดาวิดต่อหน้าบรรดาพี่ชาย พระจิตขององค์พระ ผู้เป็นเจ้าทรงสถิตอยู่กับดาวิดตั้งแต่วันนัน้ เป็นต้นมา ส่วนซามูเอลออกเดินทางกลับไปที่เมืองรามาห์ วันสับบาโตวันหนึง่ พระเยซูเจ้าเสด็จผ่านนาข้าวสาลี บรรดาศิษย์ที่เดินทางอยู่ด้วยเด็ดรวงข้าว ชาว ฟาริสีทูลถามพระองค์ว่า “ท�ำไมศิษย์ของท่านท�ำสิ่งต้องห้ามในวันสับบาโตเล่า” พระองค์ตรัสตอบว่า “ท่านไม่ ได้อ่านพระคัมภีร์หรือว่า กษัตริย์ดาวิดและผู้ติดตามได้ท�ำสิ่งใดขณะที่มีความยากล�ำบากและหิวโหย พระองค์ เสด็จเข้าไปในพระนิเวศของพระเจ้าเมือ่ อาบียาธาร์เป็นมหาสมณะ ได้เสวยขนมปังทีต่ งั้ ถวาย ซึง่ ใครจะกินไม่ได้ นอกจากบรรดาสมณะเท่านัน้ พระองค์ยังทรงให้ผู้ติดตามกินอีกด้วย” แล้วพระเยซูเจ้าทรงเสริมว่า “วันสับบาโตมีไว้เพื่อมนุษย์ มิใช่มนุษย์มีไว้เพื่อวันสับบาโต ดังนัน้ บุตรแห่ง มนุษย์จึงเป็นนายเหนือแม้กระทั่งวันสับบาโตด้วย” วันนีเ้ ป็นวันพ่อขุนรามค�ำแหงมหาราช วันนี้ ในปี 2249 เป็นวันเกิดของเบนจามิน แฟรงคลิน ผู้ค้นพบ ประจุไฟฟ้าในอากาศ ประดิษฐ์สายล่อฟ้า วันนี้ ในปี 2484 เกิดเหตุการณ์ “ยุทธนาวีที่เกาะช้าง” กองเรือรบ ราชนาวีไทยเข้าปะทะต่อสูก้ บั กองเรือรบฝรัง่ เศสทีล่ ว่ งลํา้ เข้าสูน่ า่ นนํา้ ด้านจังหวัดตราดจนได้รบั ชัยชนะ และ ณ วันนี้ เป็นวันฉลองนักบุญอันตน เจ้าอธิการสุดยอดรูปแบบของการเป็นฤาษี นักพรต ณ วันนี้ ในพระ คัมภีร์ ดาวิดได้รับการเจิมและมีบทบาทส�ำคัญต่อมา ณ วันนี้ในพระคัมภีร์ พระเยซูยังคงสอนต่อไป พี่น้อง จงขอบคุณพระส�ำหรับวีรบุรุษมากมายที่เป็นแบบฉบับที่ดีแก่เราคริสตชน


บทอ่านที่ 1

1 ซมอ 17:32-33,37,40-51

ในครั้งนัน้ ดาวิดทูลกษัตริย์ซาอูลว่า ‘อย่าให้ใครหมดก�ำลังใจเพราะชาวฟีลิสเตียผู้ นี้ ผู้รับใช้ของพระองค์จะไปต่อสู้กับเขาเอง’ ซาอูลตรัสกับดาวิดว่า ‘อย่าเลย เจ้าจะไป สู้รบกับเขาได้อย่างไร เจ้ายังเด็กนัก ส่วนเขาเป็นนักรบมาตลอดชีวิต’ ดาวิดเสริมว่า ‘องค์พระผู้เป็นเจ้าผู้ทรงช่วยข้าพเจ้าให้รอดพ้นจากเล็บของสิงโต และหมีมาแล้ว จะทรงช่วยข้าพเจ้าให้พ้นจากเงื้อมมือของชาวฟีลิสเตียผู้นดี้ ้วย’ ซาอูล สัปดาห์ที่ 2 ตรัสตอบดาวิดว่า ‘ไปเถิด ขอองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงสถิตกับเจ้า!’ เทศกาลธรรมดา ดาวิดหยิบไม้เท้ามาถือไว้ แล้วเก็บก้อนหินเกลี้ยงห้าก้อนจากท้องห้วยใส่ย่ามที่ผู้ สดด 144:1-2,9-11ก เลี้ยงแกะใช้ ถือสลิง เดินเข้าไปหาชาวฟีลิสเตียคนนัน้ ชาวฟีลิสเตียค่อย ๆ เดินเข้ามา หาดาวิด มีคนถือโล่เดินน�ำหน้า เมื่อชาวฟีลิสเตียมองดูดาวิดเห็นถนัดแล้ว ก็นกึ ดูถูก ทำ�วัตรสัปดาห์ที่ 2 เพราะดาวิดเป็นเพียงเด็กหนุ่ม ผมแดง มีรูปร่างหน้าตาดี ชาวฟีลิสเตียตะโกนถามดาวิด ว่า ‘เจ้าเห็นข้าเป็นสุนขั หรือจึงถือไม้เท้าเข้ามาหา?’ ชาวฟีลสิ เตียออกนามเทพเจ้าของตน สาปแช่งดาวิด แล้วร้องท้าดาวิดว่า ‘เข้ามาซิ ข้าจะเอาร่างของเจ้าให้นกและสัตว์ป่ากิน!’ ดาวิดตอบชาวฟีลสิ เตียว่า ‘ท่านถือดาบ หอก และแหลนมาสูก้ บั ข้าพเจ้า แต่ขา้ พเจ้ามาสูก้ บั ท่าน เดชะพระนาม ขององค์พระผู้เป็นเจ้า จอมโยธา พระเจ้าแห่งกองทัพอิสราเอลที่ท่านดูหมิ่น... ชาวฟีลสิ เตียเดินตรงเข้ามาหาดาวิดอีก ดาวิดวิง่ ลงสูส่ นามรบไปต่อสูช้ าวฟีลสิ เตีย ดาวิดล้วงลงไปในย่าม หยิบหินขึน้ มาก้อนหนึง่ ใส่สลิงเหวีย่ งไปถูกหน้าผากของชาวฟีลสิ เตีย ก้อนหินเจาะหน้าผากเข้าไป เขาล้มหน้า ควํ่าลงกับพื้นดิน ดาวิดพิชิตชาวฟีลิสเตียโดยใช้สลิงและก้อนหิน เขาปราบและฆ่าชาวฟีลิสเตียได้ทั้ง ๆ ที่ตน ไม่มีดาบในมือ... เมื่อบรรดาชาวฟีลิสเตียเห็นว่านักรบของตนตายเสียแล้ว ต่างก็ออกวิ่งหนีไป

พระวรสาร

มก 3:1-6

เวลานัน้ พระเยซูเจ้าเสด็จเข้าไปในศาลาธรรมอีกครัง้ หนึง่ ทีน่ นั่ มีชายมือลีบคนหนึง่ ประชาชนบางคนคอย จ้องมองดูว่า พระองค์จะทรงรักษาชายมือลีบในวันสับบาโตหรือไม่ เพื่อจะหาเหตุกล่าวโทษพระองค์ พระองค์ ตรัสสัง่ ชายมือลีบว่า “ลุกขึน้ มายืนตรงกลางนีซ่ ”ิ แล้วตรัสถามคนทัง้ หลายว่า “ในวันสับบาโตนัน้ ควรท�ำความ ดีหรือความชั่ว ควรจะช่วยชีวิตหรือปล่อยให้ตายไป” คนเหล่านัน้ ก็นงิ่ อยู่ พระองค์จึงทอดพระเนตรเขาเหล่า นัน้ ด้วยความกริ้ว เศร้าพระทัยเพราะจิตใจหยาบกระด้างของเขา แล้วตรัสสั่งชายมือลีบว่า “จงเหยียดมือซิ” เขาก็เหยียดมือ มือนัน้ ก็หายลีบเป็นปกติ ชาวฟาริสจี งึ ออกไป และประชุมกับพรรคพวกของกษัตริยเ์ ฮโรดทันที เพื่อปรึกษาว่าจะก�ำจัดพระองค์ได้อย่างไร วันนี้ เป็นวันกองทัพไทย เป็นวันที่ระลึกในวาระที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงมีชัยชนะเหนือพระ มหาอุปราชาในยุทธหัตถี เมื่อ พ.ศ. 2135 ณ หนองสาหร่าย อ�ำเภอดอนเจดีย์ จังหวัดสุพรรณบุรี วันนี้ใน พระคัมภีร์ พันธสัญญาเดิม ดาวิดมีชัยชนะเหนือชาวฟีลิสเตียด้วยความมั่นใจในความช่วยเหลือขององค์ พระผู้เป็นเจ้า ในพันธสัญญาใหม่ ชาวฟารีสีกับพรรคพวกเฮโรดหาทางจะก�ำจัดพระองค์ เพราะค�ำสั่งสอน และความดีที่พระองค์ทรงกระท�ำท่ามกลางหมู่ชน แต่ “ความดีเป็นพลังที่สามารถเอาชนะทุกสิ่ง” ให้เรายึด ความดีไว้เป็นที่ตั้ง


บทอ่านที่ 1

1 ซมอ 18:6-9,และ 19:1-7

พระวรสาร

มก 3:7-12

เมื่อบรรดาทหารกลับไปบ้านหลังจากที่ดาวิดฆ่าชาวฟีลิสเตียผู้นนั้ แล้ว บรรดาสตรี ได้ออกจากทุกเมืองของอิสราเอลมาต้อนรับกษัตริย์ซาอูล เขาร้องเพลงเริงระบ�ำ เล่น ร�ำมะนา ส่งเสียงร้องด้วยความยินดีและเล่นเครื่องดนตรีอื่น ๆ บรรดาสตรีพากันเต้นร�ำ และขับร้องรับกันว่า “ซาอูลฆ่าศัตรูหลายพัน ดาวิดฆ่าศัตรูหลายหมื่น” สัปดาห์ที่ 2 กษัตริย์ซาอูลทรงได้ยินบทเพลงนีก้ ็ไม่พอพระทัย กริ้วมาก ตรัสว่า “เขายกย่อง เทศกาลธรรมดา ดาวิดว่าฆ่าศัตรูหลายหมื่น ส่วนเรา เขาว่าฆ่าศัตรูหลายพันเท่านัน้ เขาจะให้อะไรแก่ สดด 56:1-3,8-9, ดาวิด นอกจากจะให้ราชสมบัติ” ตั้งแต่วันนัน้ กษัตริย์ซาอูลทรงอิจฉาดาวิดเรื่อยมา 11,12-13 กษัตริย์ซาอูลทรงแจ้งให้โยนาธาน พระโอรส และข้าราชบริพารทุกคนทราบว่าพระองค์ ตัง้ พระทัยจะฆ่าดาวิด แต่โยนาธานโอรสของกษัตริยซ์ าอูลทรงรักดาวิดมาก โยนาธานจึง ทำ�วัตรสัปดาห์ที่ 2 ทรงน�ำข่าวไปบอกดาวิดว่า ‘ซาอูลพระราชบิดาทรงพยายามจะฆ่าท่าน พรุ่งนี้เช้าจงระวัง ตัวให้ดี จงไปซ่อนให้ลบั ตาและคอยอยูท่ นี่ นั่ ’ ฉันจะพาพระราชบิดาออกไปยืนในทุง่ ทีท่ า่ น ซ่อนอยู่ แล้วฉันจะถามพระราชบิดาเรื่องท่าน เมื่อฉันรู้อะไรแล้ว ก็จะบอกให้ท่านทราบ’ โยนาธานตรัสยกย่องดาวิดให้ซาอูลพระราชบิดาฟังว่า ‘ขอกษัตริยอ์ ย่าได้ทำ� ร้ายดาวิดผูร้ บั ใช้ของพระองค์ เลย เขาไม่เคยท�ำผิดอย่างใดต่อพระองค์ ตรงข้ามเขากลับท�ำทุกอย่างทีเ่ ป็นประโยชน์ตอ่ พระองค์อย่างมากมาย เขาเสี่ยงชีวิต เมื่อฆ่าชาวฟีลิสเตียคนนัน้ และองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงให้ชาวอิสราเอลมีชัยชนะยิ่งใหญ่ พระ บิดาทรงเห็น ก็ยังทรงยินดี แล้วพระองค์จะยังทรงท�ำผิดต่อโลหิตของผู้บริสุทธิ์ ฆ่าดาวิดโดยไม่มีเหตุผลอีก หรือ?’ กษัตริย์ซาอูลทรงฟังโยนาธานพูดแล้วทรงสาบานว่า ‘องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงพระชนมชีพอยู่ฉนั ใด เรา จะไม่ฆ่าดาวิดฉันนัน้ ’... เวลานัน้ พระเยซูเจ้าเสด็จออกไปยังทะเลสาบกับบรรดาศิษย์ ผูค้ นหมูใ่ หญ่จากแคว้นกาลิลตี ดิ ตามพระองค์ ผูค้ นจากแคว้นยูเดีย จากกรุงเยรูซาเล็ม จากแคว้นอิดเู มอา จากอีกฟากหนึง่ ของแม่นาํ้ จอร์แดน และจากบริเวณ เมืองไทระและไซดอนเป็นหมูใ่ หญ่ ได้ยนิ สิง่ ทีท่ รงท�ำก็มาเฝ้าพระองค์ พระเยซูเจ้าจึงตรัสสัง่ บรรดาศิษย์ให้จดั เรือ ไว้ลำ� หนึง่ เพือ่ ประชาชนจะได้ไม่เบียดเสียดพระองค์ เพราะพระองค์ทรงรักษาผูป้ ว่ ยจ�ำนวนมาก จนบรรดาผูป้ ว่ ย ด้วยโรคต่าง ๆ เบียดเสียดกันเข้ามาเพือ่ สัมผัสพระองค์ เมือ่ ปีศาจทัง้ หลายเห็นพระองค์ ก็กราบลง พลางตะโกน ว่า “ท่านเป็นพระบุตรของพระเจ้า” แต่พระองค์ทรงก�ำชับอย่างแข็งขันมิให้มันแพร่งพรายว่าพระองค์เป็นใคร

พระเจ้าทรงช่วยเหลือดาวิดทั้งโดยตรงและโดยอ้อม คือ ทั้งโดยพระองค์เองและโดยอาศัยบุคคล ต่าง ๆ เพือ่ ท�ำภารกิจของพระองค์ให้ลลุ ว่ งไป ดาวิดประสบอุปสรรคไม่นอ้ ย แต่ทกุ อย่างผ่านไปด้วยดี พระ เยซูเจ้าก็เช่นกันทรงไปทีใ่ ด ท�ำแต่ความดีทนี่ นั่ รักษาผูป้ ว่ ย ขับไล่ปศี าจ ประกาศข่าวดี แต่ตอ้ งเผชิญกับท่าที ปัญหาอุปสรรคมากมาย ดังนัน้ ส�ำหรับบุคคลที่สำ� นึกและปฏิบัติตนในฐานะ “เป็น” เครื่องมือของพระองค์ พระองค์ไม่เคยทอดทิ้ง ทรงประทานพระพรอย่างเพียงพอเพื่อเสริมสร้าง “การเป็น” นัน้ ให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น


น.ฟาเบียน พระสันตะปาปา และมรณสักขี น.เซบาสเตียน มรณสักขี สดด 57:1-8,3,5,10

ทำ�วัตรสัปดาห์ที่ 2

บทอ่านที่ 1

1 ซมอ 24:2-21

พระวรสาร

มก 3:13-19

เมื่อกษัตริย์ซาอูลเสด็จกลับจากการรบกับชาวฟีลิสเตีย ก็ทรงทราบว่าดาวิดอยู่ ในถิ่นทุรกันดารใกล้เอน-เกดี กษัตริย์ซาอูลทรงเลือกทหารฝีมือเยี่ยมสามพันคนจาก ทั่วอิสราเอล เสด็จไปค้นหาดาวิดและพรรคพวก...ดาวิดกับพรรคพวกแอบอยู่ลึกในถํ้า เดียวกันนัน้ พรรคพวกจึงกล่าวแก่ดาวิดว่า ‘นี่เป็นโอกาสของท่านแล้ว องค์พระผู้เป็น เจ้าตรัสแก่ท่านว่า “เราจะมอบศัตรูไว้ในมือของท่าน ท่านจะท�ำกับเขาอย่างไรก็ได้ตามใจ ชอบ”’ ดาวิดจึงลุกขึ้นเข้าไปลอบตัดชายเสื้อคลุมของซาอูล แต่แล้วดาวิดก็รู้สึกไม่ สบายใจที่ไปตัดชายเสื้อคลุมของซาอูล จึงกล่าวแก่พรรคพวกว่า ‘ขอองค์พระผู้เป็นเจ้า ทรงห้ามข้าพเจ้ามิให้ทำ� สิง่ นีแ้ ก่ผรู้ บั เจิมขององค์พระผูเ้ ป็นเจ้า คือมิให้ทำ� ร้ายพระองค์แต่ ประการใด เพราะพระองค์ทรงเป็นผู้รับเจิมขององค์พระผู้เป็นเจ้า’... กษัตริย์ซาอูลเสด็จออกจากถํ้าและทรงพระด�ำเนินต่อไป ดาวิดก็ออกจากถํ้าตาม มาและทูลเรียกกษัตริย์ซาอูลว่า “ข้าแต่พระราชา เจ้านายของข้าพเจ้า!..ขอพระองค์ทรง ยอมรับเถิดว่า ข้าพเจ้าไม่เคยคิดกบฏต่อพระองค์หรือคิดท�ำร้ายพระองค์เลย ข้าพเจ้าไม่ ได้ท�ำอะไรผิดต่อพระองค์ แต่พระองค์กลับทรงตามล่าจะเอาชีวิตของข้าพเจ้า ขอองค์ พระผู้เป็นเจ้าทรงเป็นผู้ตัดสินระหว่างข้าพเจ้าและพระองค์เถิด ขอให้องค์พระผู้เป็นเจ้า ทรงพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของข้าพเจ้า ส่วนข้าพเจ้าจะไม่ท�ำร้ายพระองค์เป็นอันขาด!...’ เมือ่ ดาวิดกล่าวถ้อยค�ำเหล่านีจ้ บแล้ว กษัตริยซ์ าอูลตรัสว่า ‘ดาวิดลูกเอ๋ย... ขอองค์ พระผู้เป็นเจ้าทรงตอบแทนความดีที่ท่านได้ท�ำกันเราในวันนี้เถิด! บัดนี้ เรารู้แล้วว่าท่าน จะเป็นกษัตริย์ และอาณาจักรอิสราเอลจะตั้งมั่นในมือของท่าน’

เวลานัน้ พระเยซูเจ้าเสด็จขึ้นไปบนภูเขา ทรงเรียกผู้ที่พระองค์ทรงต้องการให้มา พบ เขาเหล่านัน้ ก็มาเฝ้าพระองค์ พระองค์จึงทรงแต่งตั้งอัครสาวกสิบสองคนให้อยู่ กับพระองค์ และเพื่อจะทรงส่งเขาออกไปเทศน์สอน โดยให้มีอ�ำนาจขับไล่ปีศาจด้วย อัครสาวกสิบสองคนที่ทรงแต่งตั้ง คือ ซีโมน พระองค์ทรงตั้งชื่อใหม่ให้เขาว่า “เปโตร” ยากอบบุตรของเศเบดี และยอห์น น้องชายของยากอบ พระองค์ทรงตัง้ ชือ่ ให้สองพีน่ อ้ งนีว้ า่ “โบอาแนรเกส” ซึง่ แปลว่า “ลูกฟ้าร้อง” อันดรูว์ ฟิลิป บารโธโลมิว มัทธิว โทมัส ยากอบบุตรของอัลเฟอัส ธัดเดอัส ซีโมนจากกลุ่มชาตินิยม และ ยูดาสอิสคาริโอท ต่อมายูดาสผู้นี้ได้ทรยศต่อพระองค์ พระองค์ทรงเลือกและแต่งตั้งอัครสาวกสิบสองคน สังเกตดูว่า มีสองมิติที่ไปด้วยกัน คือ มิติแรกให้ มา “อยูก่ บั ” พระองค์กอ่ น แล้วมิตทิ สี่ อง ส่งออกไป “ท�ำภารกิจ” แม้แต่พระเยซูเจ้าเองก่อนท�ำภารกิจส�ำคัญ ใด ๆ พระองค์หาเวลา “อยู่กับ” พระบิดา โดยไปที่เปลี่ยวและอธิษฐานภาวนา สองมิติไปด้วยกันก็จริง แต่ ไม่ควรสลับความส�ำคัญก่อนหลัง เพราะแหล่งพลังชีวิตฝ่ายจิตในการ “ท�ำภารกิจ” เป็นแหล่งพลังที่มาจาก “การอยูก่ บั ” พระองค์ พลังนีท้ ำ� ให้การท�ำภารกิจมีคณ ุ ค่าและเป็นไปตามพระประสงค์อย่างแท้จริง ใครที่ “ท�ำ ท�ำ ท�ำ” แต่ไม่มีเวลาอยู่กับพระองค์ จงระวัง!!!! “หลงทางและเสียเวลา”


บทอ่านที่ 1

2 ซมอ 1:1-4,11-12,17,19,23-27

ซาอูลสิน้ พระชนม์ ดาวิดรบชนะชาวอามาเลข แล้วกลับมาอยูท่ เี่ มืองศิกลากได้สอง วัน ในวันที่สาม ชายคนหนึง่ จากค่ายของกษัตริย์ซาอูลมาถึง เขาฉีกเสื้อผ้าเอาฝุ่นดินใส่ ศีรษะ เป็นการไว้ทุกข์ เข้ามากราบลงกับพื้นดินแสดงคารวะต่อหน้าดาวิด ดาวิดถามเขา ว่า ‘ท่านมาจากไหน?’ เขาตอบว่า ‘ข้าพเจ้าหนีมาจากค่ายอิสราเอล’ ดาวิดถามต่อไปว่า ‘จงเล่าซิว่าเกิดอะไรขึ้น?’ เขาตอบว่า ‘ทหารอิสราเอลต้องหนีจากสนามรบ หลายคนถูก ฆ่าตาย กษัตริย์ซาอูลและโยนาธานพระโอรสก็สิ้นพระชนม์ด้วย’ ดาวิดจึงฉีกเสื้อผ้าของตนแสดงการไว้ทุกข์ ทุกคนที่อยู่กับเขาก็ท� ำเช่นเดียวกัน ทุกคนรํ่าไห้ ไม่ยอมกินอะไรเลยจนถึงเวลาเย็นเป็นการไว้ทุกข์ให้กษัตริย์ซาอูลและ โยนาธานพระโอรส ไว้ทุกข์ให้ประชากรขององค์พระผู้เป็นเจ้าและชาวอิสราเอลที่ถูก ฆ่าในสมรภูมิ ดาวิดครํ่าครวญถึงกษัตริย์ซาอูลและโยนาธาน พระโอรสด้วยบทเพลงบทนี้ อิสราเอลเอ๋ย เกียรติยศของท่านถูกฆ่าบนเนินเขาของท่าน บรรดาวีรบุรุษล้มได้ อย่างไร! ซาอูลและโยนาธาน ทีร่ กั และสุดเสน่หา ไม่พรากจากกันทัง้ ในชีวติ และในความ ตาย ทั้งสองคล่องแคล่วมากกว่านกอินทรี แข็งแรงมากกว่าสิงโต บรรดาบุตรหญิงแห่ง อิสราเอลเอ๋ย จงรํ่าไห้ถึงกษัตริย์ซาอูลเถิด พระองค์ประทานเสื้อผ้าสีแดงเข้มและผ้า เนื้อละเอียดให้เธอทั้งหลายสวม ทรงประดับเสื้อผ้าของเธอด้วยเครื่องประดับทองค�ำ บรรดาวีรบุรษุ ล้มท่ามกลางการรบได้อย่างไร โยนาธานเอ๋ย ข้าพเจ้าเป็นทุกข์อย่างยิง่ เมือ่ ท่านสิน้ ชีวติ โยนาธานพีท่ รี่ กั ข้าพเจ้าโศกเศร้าถึงท่าน ท่านเป็นทีร่ กั ยิง่ ของข้าพเจ้า ความ รักของท่านประเสริฐกว่าความรักของหญิงใด ๆ บรรดาวีรบุรุษล้มได้อย่างไร ศัสตราวุธ ทั้งหลายถูกท�ำลายได้อย่างไร!

พระวรสาร

มก 3:20-21

เวลานัน้ พระเยซูเจ้าเสด็จเข้าไปในบ้านหลังหนึง่ ประชาชนมาชุมนุมกันอีกจน พระองค์ไม่อาจเสวยและบรรดาศิษย์ก็ไม่อาจกินอาหารได้ เมื่อพระญาติของพระองค์ ได้ยินเช่นนี้ ก็ออกไปคุมพระองค์ไว้ เพราะคิดว่าทรงเสียพระสติ

“พระเยซูคริสตเจ้าคนเดียวเท่านัน้ เป็นคู่ครองของฉัน” “พระองค์ทรงเลือกฉัน ก่อน และฉันเป็นของพระองค์” เป็นค�ำยืนยันเด็ดเดี่ยวของนักบุญอักแนสซึ่งเป็นมรณ สักขีอายุเพียง 13 ปีเท่านัน้ เธอปฏิเสธไม่ยอมแต่งงานกับโปรคอปลูกชายข้าหลวง ซึ่งเป็นคนต่างศาสนา เพราะเหตุนี้ เธอจึงถูกทรมานและถูกฆ่าต่อหน้าผู้คนมากมาย วันนี้ให้เราร่วมใจกันภาวนาเพื่อเยาวชนในปัจจุบันให้รักชีวิตและรักตนเองมากขึ้น วิงวอนบรรดาผู้ใหญ่ช่วยเป็นแบบอย่างและสอนวิถีทางที่ถูกต้องแก่เยาวชน

ระลึกถึง น.อักแนส พรหมจารี มรณสักขี สดด 80:1-2,4-6

ทำ�วัตรสัปดาห์ที่ 2


บทอ่านจากหนังสือประกาศกโยนาห์

สัปดาห์ที่ 3 เทศกาลธรรมดา ทำ�วัตรสัปดาห์ที่ 3

ยนา 3:1-5:10

องค์พระผู้เป็นเจ้าตรัสกับโยนาห์อีกครั้งหนึง่ ว่า “จงลุกขึ้นไปยังกรุงนีนะเวห์นคร ใหญ่ และประกาศเรื่องที่เราจะบอกท่านแก่เขา” โยนาห์ก็ลุกขึ้นไปยังกรุงนีนะเวห์ตาม พระวาจาขององค์พระผู้เป็นเจ้า กรุงนีนะเวห์เป็นนครใหญ่มาก ถ้าจะเดินข้ามเมืองก็ กินเวลาสามวัน โยนาห์เริ่มเดินเข้าไปในเมืองเป็นระยะทางเดินหนึง่ วัน ร้องประกาศว่า “อีกสี่สิบวันกรุงนีนะเวห์จะถูกท�ำลาย” ชาวกรุงนีนะเวห์เชื่อฟังพระเจ้า และประกาศให้ อดอาหาร สวมเสื้อผ้ากระสอบทุกคน ตั้งแต่คนใหญ่ที่สุดจนถึงคนเล็กที่สุด พระเจ้าทอดพระเนตรเห็นความพยายามของเขา ที่จะกลับใจไม่ประพฤติชั่วอีกต่อ ไป พระเจ้าทรงพระเมตตาไม่ลงโทษตามที่ตรัสไว้ว่าจะทรงลงโทษเขา

เพลงสดุดี

สดด 25:4-5,6-7,8-9

ก) ข้าแต่องค์พระผู้เป็นเจ้า โปรดให้ข้าพเจ้ารู้จักทางของพระองค์ โปรดทรงสอนมรรคาของพระองค์แก่ข้าพเจ้า โปรดทรงน�ำข้าพเจ้าให้เดินตามทางแห่งความจริงของพระองค์ เพราะพระองค์ทรงเป็นพระเจ้าผู้ช่วยข้าพเจ้าให้รอดพ้น ข้าพเจ้าหวังในพระองค์ตลอดวัน ข) ข้าแต่องค์พระผู้เป็นเจ้า โปรดทรงระลึกถึงพระกรุณา และความรักมั่นคงที่ทรงมีตลอดมา ขออย่าได้ทรงระลึกถึงบาปและความผิดที่ข้าพเจ้าท�ำไว้ในวัยเยาว์ โปรดทรงระลึกถึงข้าพเจ้าตามความรักมั่นคงของพระองค์ ค) ข้าแต่องค์พระผู้เป็นเจ้า โปรดทรงระลึกถึงข้าพเจ้าเพราะพระทัยดีของพระองค์ องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงความดีและทรงเที่ยงธรรม พระองค์จึงทรงสอนทางให้คนบาป ทรงน�ำผู้ถ่อมตนให้เดินตามทางแห่งความยุติธรรม ทรงสอนคนยากจนให้รู้ทางของพระองค์

บทอ่านจากจดหมายนักบุญเปาโลอัครสาวกถึงชาวโครินธ์ ฉบับที่หนึง่ 1 คร 7:29-31

พีน่ อ้ งทัง้ หลาย ข้าพเจ้าขอบอกท่านว่า เวลานัน้ สัน้ นัก ตัง้ แต่นไี้ ปให้ผทู้ มี่ ภี รรยาเป็น เสมือนผูท้ ไี่ ม่มภี รรยา ให้ผทู้ รี่ อ้ งไห้เป็นเสมือนผูท้ ไี่ ม่รอ้ งไห้ ให้ผทู้ ชี่ นื่ ชมยินดีเป็นเสมือน ผูท้ มี่ ไิ ด้ชนื่ ชมยินดี ให้ผทู้ ซี่ อื้ เป็นเสมือนผูท้ ไี่ ม่มอี ะไรเป็นกรรมสิทธิ์ และให้ผทู้ ใี่ ช้ของของ โลกนี้เป็นเสมือนกับผู้ที่มิได้ใช้ เพราะโลกดังที่เป็นอยู่ก�ำลังจะผ่านไป


บทอ่านจากพระวรสารนักบุญมาระโก มก 1:14-20

หลังจากทีย่ อห์นถูกจองจ�ำ พระเยซูเจ้าเสด็จไปยังแคว้น กาลิลี ทรงประกาศเทศนาข่าวดีของพระเจ้า ตรัสว่า ‘เวลาที่ ก�ำหนดไว้มาถึงแล้ว พระอาณาจักรของพระเจ้าอยู่ใกล้แล้ว จงกลับใจ และเชื่อข่าวดีเถิด’ ขณะทีท่ รงด�ำเนินไปตามชายฝัง่ ทะเลสาบกาลิลี พระองค์ ทอดพระเนตรเห็นซีโมนกับอันดรูว์น้องชายก�ำลังทอดแหอยู่ ในทะเลสาบ เพราะเขาเป็นชาวประมง พระเยซูเจ้าตรัสแก่เขา ว่า ‘จงตามเรามาเถิด เราจะท�ำให้ทา่ นเป็นชาวประมงหามนุษย์’ ทันใดนัน้ เขาก็ละแหไว้ แล้วตามพระองค์ไป เมื่อทรงด�ำเนินไปอีกเล็กน้อย พระองค์ทอดพระเนตร เห็นยากอบ บุตรของเศเบดี และยอห์นน้องชายก�ำลังซ่อม แหอยู่ในเรือ ทันใดนัน้ พระองค์ทรงเรียกเขา เขาก็ละเศเบดี บิดาของเขาไว้ในเรือกับลูกจ้าง แล้วตามพระองค์ไป

ไม่วา่ เวลาใด ทีใ่ ด กับใคร เสียงจากพระเยซูเจ้าทีว่ า่ “จงกลับใจและเชือ่ ข่าวดีเถิด” นีย้ งั คงเป็นเสียงร้อง เชิญชวนที่ก้องกังวานในมโนธรรมของเราอยู่เสมอ ไม่ว่าเวลาใด เมื่อไร เช้า เที่ยง เย็น กลางคืน ขอให้เป็น เวลาแห่งการกลับใจและเชื่อข่าวดี ไม่ว่าที่ใด แห่งหนต�ำบลใด ขอให้เป็นที่แสดงความเชื่อและการกลับใจ ไม่ ว่าอยู่กับใคร ต�ำแหน่งอะไร นิสัยอย่างไร ขอให้เป็นผู้ที่กลับใจและเชื่อข่าวดี และน�ำข่าวดีนนั้ แบ่งปันกันและ กัน บอกแนะน�ำให้ผู้อื่นรู้จักกับบุคคลที่เรารักมากที่สุดและดีที่สุด คือ คนนีค้ นที่ชื่อ “เยซู”


บทอ่านที่ 1

สัปดาห์ที่ 3 เทศกาลธรรมดา สดด 89:20-21,23-26

ทำ�วัตรสัปดาห์ที่ 3

พระวรสาร

2 ซมอ 5:1-7,10

ชาวอิสราเอลทุกเผ่ามาเฝ้ากษัตริย์ดาวิดที่เมืองเฮโบรน ทูลว่า ‘ข้าพเจ้าทั้งหลาย เป็นสายเลือดเดียวกันกับพระองค์ ในอดีตเมือ่ กษัตริยซ์ าอูลทรงปกครอง พระองค์ทรง น�ำชาวอิสราเอลออกรบ องค์พระผู้เป็นเจ้าตรัสแก่พระองค์ว่า “ท่านจะเลี้ยงดูอิสราเอล ประชากรของเรา ท่านจะเป็นเจ้านายเหนืออิสราเอล”’ บรรดาผู้อาวุโสชาวอิสราเอลจึง มาเฝ้ากษัตริย์ที่เมืองเฮโบรน และกษัตริย์ดาวิดทรงท�ำพันธสัญญากับเขาเฉพาะพระ พักตร์องค์พระผูเ้ ป็นเจ้าทีเ่ มืองเฮโบรน เขาจึงเจิมดาวิดขึน้ เป็นกษัตริยป์ กครองอิสราเอล ดาวิดมีพระชนมายุสามสิบพรรษาเมือ่ ทรงขึน้ ครองราชย์ และทรงเป็นกษัตริยอ์ ยูเ่ ป็น เวลาสี่สิบปี พระองค์ทรงปกครองชนเผ่ายูดาห์ ที่เมืองเฮโบรนเป็นเวลาเจ็ดปีหกเดือน ทรงปกครองชาวอิสราเอลทุกเผ่าและชนเผ่ายูดาห์ทกี่ รุงเยรูซาเล็มเป็นเวลาสามสิบสามปี กษัตริย์ดาวิดเสด็จพร้อมกับบรรดาทหารเข้าโจมตีกรุงเยรูซาเล็ม โจมตีชาวเยบุส ที่อยู่ในแผ่นดินนัน้ ชาวเยบุสกล่าวแก่กษัตริย์ดาวิดว่า ‘ท่านไม่มีวันจะเข้ามาที่นี่ได้ คน ตาบอดและคนพิการก็ยงั จะกันท่านไว้ได้’ คล้ายกับกล่าวว่า ดาวิดจะเข้าไปทีน่ นั่ ไม่ได้เลย แต่กษัตริย์ดาวิดทรงยึดป้อมศิโยน คือเมืองของดาวิดไว้ได้ นับวันกษัตริย์ดาวิดยิ่งทรงมี พระอ�ำนาจมากขึ้น องค์พระผู้เป็นเจ้า พระเจ้าจอมโยธาสถิตอยู่กับพระองค์

มก 3:22-30

เวลานัน้ บรรดาธรรมาจารย์ที่มาจากกรุงเยรูซาเล็มพูดว่า “เขามีปีศาจเบเอลเซบูลสิงอยู่” และ “ขับ ไล่ปีศาจด้วยอ�ำนาจของเจ้าแห่งปีศาจนัน่ เอง” พระองค์จึงทรงเรียกเขาเหล่านัน้ เข้ามาพบ ตรัสเป็นอุปมาว่า “ซาตานจะขับซาตานได้อย่างไร ถ้าอาณาจักรหนึง่ แตกแยก อาณาจักรนัน้ ก็ตงั้ อยูไ่ ม่ได้ ถ้าครอบครัวหนึง่ แตกแยก ครอบครัวนัน้ ก็ตงั้ มัน่ อยูต่ อ่ ไปไม่ได้ ถ้าซาตานลุกขึน้ ต่อสูก้ นั เองและแตกแยก มันก็อยูไ่ ม่ได้ ต้องถึงจุดจบ ไม่มี ใครเข้าไปในบ้านของคนเข้มแข็งและปล้นเอาทรัพย์ของเขาได้ ถ้าไม่มัดคนเข้มแข็งนัน้ ไว้ก่อน เมื่อนัน้ แหละจึง จะเข้าปล้นบ้านได้ เราบอกความจริงกับท่านทั้งหลายว่า มนุษย์จะรับการอภัยบาปทุกประการรวมทั้งค�ำดูหมิ่นพระเจ้าที่ได้ พูดออกไป แต่ใครที่พูดดูหมิ่นพระจิตเจ้าจะไม่ได้รับการอภัยเลย เขามีความผิดตลอดนิรันดร” พระเยซูเจ้า ตรัสเช่นนี้เพราะมีผู้พูดว่า “คนนี้มีปีศาจสิงอยู่”

ธรรมาจารย์เป็นผู้มีความรู้ แต่เข้าใจอย่างผิด ๆ ว่า พระเยซูเป็นปีศาจ และใช้อ�ำนาจของเจ้าปีศาจ ดู ได้ชดั ขนาดปีศาจยังก้มกราบพระองค์เลย การเข้าใจผิดเป็นเรือ่ งธรรมชาติของมนุษย์กจ็ ริง แต่การเข้าใจผิด น�ำมาซึง่ การประณามพร้อมการกีดกันและไม่เพียรพยายามหาทางค้นพบเพือ่ ความเข้าใจอย่างถูกต้อง นับว่า เสียดายยิ่งที่อยู่ใกล้ชิดกับองค์ความจริงและองค์ความรักแล้วไร้ผลโดยสิ้นเชิง ทั้ง ๆ ที่พระองค์พยายามที่ จะเผยแสดงให้เข้าใจว่าพระองค์เป็นใครทั้งโดยค�ำสอน และการกระท�ำ ขอให้พวกเราพยายามรักและรู้จัก พระองค์มากยิ่งขึ้นทุก ๆ วันตามที่พระองค์ “ทรงเป็น ทรงมี และทรงกระท�ำ”

วันตรุษจีน


บทอ่านที่ 1

2 ซมอ 6:12ข-15,17-19

ในครั้งนัน้ กษัตริย์ดาวิดจึงเสด็จไปน�ำหีบของพระเจ้าขึ้นจากบ้านของโอเบด-เอ โดม มาที่เมืองของดาวิดด้วยความยินดี เมื่อคนหามหีบขององค์พระผู้เป็นเจ้าเดินไปหก ก้าว กษัตริยด์ าวิดก็ทรงถวายโคเพศผูแ้ ละแกะอ้วนพีอย่างละตัวเป็นเครือ่ งบูชา กษัตริย์ ดาวิดทรงคาดเอโฟดผ้าป่านเพียงผืนเดียว เต้นร�ำสุดก�ำลังเฉพาะพระพักตร์องค์พระผู้ เป็นเจ้า กษัตริย์ดาวิดกับชาวอิสราเอลทั้งปวงน�ำหีบขององค์พระผู้เป็นเจ้าขึ้นมา พร้อม กับโห่ร้องด้วยความยินดี และเป่าแตร เมื่อน�ำหีบขององค์พระผู้เป็นเจ้าเข้ามาประดิษฐานไว้ในที่กำ� หนดกลางกระโจมซึ่ง กษัตริยด์ าวิดทรงตัง้ ขึน้ ไว้ พระองค์ถวายเครือ่ งบูชาและศานติบชู าเฉพาะพระพักตร์องค์ พระผู้เป็นเจ้า เมื่อถวายเครื่องเผาบูชาและศานติบูชาแล้ว กษัตริย์ดาวิดก็ทรงอวยพร ประชาชนในพระนามขององค์พระผู้เป็นเจ้าจอมโยธา และประทานอาหารแก่ประชาชน ชาวอิสราเอลทุกคน ทั้งชายและหญิง คือขนมปังคนละก้อน เนื้อย่างคนละชิ้น และผล องุ่นแห้งอัดคนละก้อน หลังจากนัน้ ประชาชนต่างกลับบ้าน

พระวรสาร

มก 3:31-35

เวลานัน้ พระมารดาและพระญาติของพระองค์มาถึง ยืนรออยู่ข้างนอก ส่งคน เข้าไปทูลพระองค์ ประชาชนก�ำลังนัง่ ล้อมพระองค์อยู่ เขาจึงทูลพระองค์ว่า “มารดา และพี่น้องของท่านก�ำลังตามหาท่าน คอยอยู่ข้างนอก” พระองค์ตรัสถามว่า “ใครเป็น มารดาและพี่น้องของเรา” แล้วพระองค์ทอดพระเนตรผู้ที่นงั่ เป็นวงล้อมอยู่ ตรัสว่า “นี่ คือมารดาและพี่น้องของเรา ผู้ใดท�ำตามพระประสงค์ของพระเจ้า ผู้นนั้ เป็นพี่น้องชาย หญิงและเป็นมารดาของเรา”

หากต้องการเข้าถึง เข้าใจ และลึกซึ้ง “พระประสงค์ของพระเจ้า” ก็ต้องเข้าถึง เข้าใจและลึกซึ้งในสัมพันธภาพกับพระเจ้า คือ รู้จัก สนิท แน่นแฟ้นกับพระองค์มาก ยิ่ง ๆ ขึ้นทุกวัน ท�ำได้โดยทางตัวพระองค์เอง โดยทางพระวาจาของพระองค์ โดย ทางเหตุการณ์ประจ�ำวัน โดยทางบุคคล โดยทางธรรมชาติ โดยการไตร่ตรองพิจารณา มโนธรรมอยู่เป็นนิจ โดยทั้งหมดอยู่ในค�ำว่า รักพระองค์ ที่แสดงออกมาโดยการอยาก จะรู้จักและใกล้ชิดพระองค์ พร้อมจิตส�ำนึกของการเป็น “ของพระองค์ เพื่อพระองค์ และในพระองค์” เราเป็นพี่น้องของพระองค์เพราะท�ำตามพระประสงค์ เราท�ำตาม พระประสงค์เพราะเราเป็นพี่น้องของพระองค์

ระลึกถึง น.ฟรังซิส เดอ ซาลส์ พระสังฆราช นักปราชญ์ สดด 24:7-10

ทำ�วัตรสัปดาห์ที่ 3


บทอ่านที่ 1

กจ 22:3-16

เปาโลจึงกล่าวกับประชาชนว่า “ข้าพเจ้าเป็นชาวยิว เกิดที่เมืองทาร์ซัสในแคว้น ซิลเี ซีย แต่เติบโตในเมืองนี้ กามาลิเอลเป็นอาจารย์สอนข้าพเจ้าให้ปฏิบตั ติ ามธรรมบัญญัติ ของบรรพบุรุษอย่างเคร่งครัด ข้าพเจ้ารับใช้พระเจ้าด้วยความกระตือรือร้นอยู่เสมอเช่น เดียวกับทีท่ า่ นทัง้ หลายปฏิบตั อิ ยูใ่ นวันนี้ ข้าพเจ้าเบียดเบียนถึงตายผูท้ ดี่ �ำเนินตามวิถที าง นี้... ดังที่มหาสมณะและสภาผู้อาวุโสทุกคนเป็นพยานยืนยันได้... ฉลองการกลับใจ เวลาประมาณเที่ยงวัน ขณะที่ข้าพเจ้าก�ำลังเดินทางใกล้จะถึงเมืองดามัสกัส ทันใด ของนักบุญเปาโล นั น ้ มี แ สงสว่างจ้าจากท้องฟ้าล้อมรอบตัวข้าพเจ้าไว้ ข้าพเจ้าล้มลงทีพ่ นื้ ดินและได้ยนิ เสียง อัครสาวก พูดกับข้าพเจ้าว่า “เซาโล เซาโล เจ้าเบียดเบียนเราท�ำไม” สดด 117:1-2 ข้าพเจ้าจึงถามว่า “พระเจ้าข้า พระองค์คือใคร” พระองค์ตรัสกับข้าพเจ้าว่า “เรา คือเยซูชาวนาซาเร็ธ ซึ่งเจ้าก�ำลังเบียดเบียนอยู่” คนที่อยู่กับข้าพเจ้าเห็นแสงสว่าง แต่ ไม่ได้ยินเสียงคนที่พูดกับข้าพเจ้า แล้วข้าพเจ้าถามอีกว่า “พระเจ้าข้า ข้าพเจ้าจะต้องท�ำอะไร” องค์พระผู้เป็นเจ้าตรัสกับข้าพเจ้าว่า “จงลุก ขึ้น เข้าไปในเมืองดามัสกัส ที่นนั่ จะมีคนบอกทุกสิ่งที่พระเจ้าทรงก�ำหนดให้เจ้าท�ำ” แสงนัน้ สว่างจ้าจนข้าพเจ้า มองไม่เห็นสิ่งใด ผู้ร่วมเดินทางกับข้าพเจ้าจึงจูงมือข้าพเจ้าเข้าไปในเมืองดามัสกัส ชายคนหนึง่ ชื่ออานาเนีย เป็นผู้ย�ำเกรงพระเจ้าและปฏิบัติตามธรรมบัญญัติ เป็นที่เคารพนับถือของชาว ยิวทุกคนซึ่งอยู่ที่นนั่ เขามาพบข้าพเจ้า ยืนใกล้ ๆ พูดกับข้าพเจ้าว่า “เซาโล น้องเอ๋ย จงกลับมองเห็นเถิด” และในเวลานัน้ เองข้าพเจ้าก็มองเห็นเขา อานาเนียบอกข้าพเจ้าว่า “พระเจ้าแห่งบรรพบุรษุ ของเราทรงเลือกสรร ท่านให้รู้พระประสงค์ของพระองค์ ให้เห็นพระคริสตเจ้าผู้ทรงชอบธรรม และได้ยินพระสุรเสียงจากพระโอษฐ์ ของพระองค์ เพราะท่านจะเป็นพยานของพระองค์ยืนยันสิ่งที่ท่านได้เห็นและได้ยินแก่มนุษย์ทุกคน บัดนีท้ ่าน รออะไรอยู่อีกเล่า จงลุกขึ้น รับศีลล้างบาปและเรียกขานพระนามของพระองค์ชำ� ระล้างบาปของท่านเถิด”

พระวรสาร

มก 16:15-18

เวลานัน้ พระเยซูเจ้าตรัสกับเขาว่า “ท่านทั้งหลายจงออกไปทั่วโลก ประกาศข่าวดีให้มนุษย์ทั้งปวง ผู้ที่ เชื่อและรับศีลล้างบาปก็จะรอดพ้น ผู้ที่ไม่เชื่อจะถูกตัดสินลงโทษ ผู้ที่เชื่อจะท�ำอัศจรรย์เหล่านี้ได้ คือจะขับไล่ ปีศาจในนามของเรา จะพูดภาษาใหม่ ๆ ได้ จะจับงูได้ และถ้าดืม่ ยาพิษก็จะไม่ได้รบั อันตราย เขาจะปกมือเหนือ คนเจ็บ คนเจ็บเหล่านัน้ ก็จะหายจากโรคภัย”

“เราคือเยซูชาวนาซาเร็ธ ซึ่งเจ้าก�ำลังเบียดเบียนอยู่” คริสตชนที่เซาโลหมายจะจับกุมและน�ำไปลงโทษ ที่แท้ คือ พระเยซู นัน่ เอง “ใครท�ำร้ายเบียดเบียนคริสตชน ก็ทำ� ร้ายเบียดเบียนพระเยซู” “คริสตชนไม่รักกัน เท่ากับคริสตชนไม่รักพระเยซู” คริสตชนรักกัน ก็รักพระเยซู ใครรักพระเยซู ก็ต้องรักกัน การเบียดเบียน ในปัจจุบันออกมาในรูปแบบแยบยล ละเอียดอ่อน นุ่มนวล บางคนตกเป็นเครื่องมือของการเบียดเบียนนัน้ โดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ความเห็นแก่ตัว การกีดกัน การนินทา การคุกคามท�ำร้ายชีวิตที่มาพร้อมกับเทคโนโลยี เหล่านี้ เป็นเครื่องหมายของการเบียดเบียนในยุคนี้ “จงเลิกท�ำร้ายกันเถิด”


บทอ่านที่ 1

ทต 1:1-5

จากเปาโล อัครสาวกของพระคริสตเยซูโดยพระประสงค์ของพระเจ้าตามพระ สัญญาที่จะประทานชีวิตให้เราในพระคริสตเยซู ถึงทิโมธีลูกรัก ขอพระหรรษทาน พระเมตตาและสันติจากพระเจ้าพระบิดา และจากพระคริสตเยซู องค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา สถิตอยู่กับท่านเถิด ข้าพเจ้าขอบพระคุณพระเจ้า ผู้ทรงเป็นพระเจ้าที่ข้าพเจ้าปรนนิบัติรับใช้ด้วย มโนธรรมบริสุทธิ์เช่นเดียวกับบรรพบุรุษ ข้าพเจ้าระลึกถึงท่านอยู่เสมอในการอธิษฐาน ทั้งวันทั้งคืน ข้าพเจ้ายังระลึกถึงนํ้าตาของท่าน และปรารถนาที่จะพบท่านเพื่อให้ข้าพเจ้า มีความยินดีเต็มเปีย่ ม ข้าพเจ้ายังระลึกถึงความเชือ่ ทีจ่ ริงใจของท่านเป็นความเชือ่ แต่เดิม ของโลอิสยายของท่าน เป็นความเชื่อของยูนิสมารดาของท่าน และข้าพเจ้ามั่นใจว่าเป็น ความเชื่อของท่านด้วย ข้าพเจ้าจึงเตือนความจ�ำของท่านเพื่อให้พระพรพิเศษของพระเจ้าเป็นไฟที่รุ่งโรจน์ ขึ้นอีก ท่านได้รับพระพรนี้โดยการปกมือของข้าพเจ้า พระเจ้าไม่ได้ประทานจิตที่บันดาล ความขลาดกลัว แต่ประทานจิตที่บันดาลความเข้มแข็ง ความรักและการควบคุมตนเอง แก่เรา ดังนัน้ ท่านอย่าอายทีจ่ ะเป็นพยานถึงองค์พระผูเ้ ป็นเจ้าของเรา หรืออายทีข่ า้ พเจ้า ต้องถูกจองจ�ำเพราะพระองค์ แต่จงเข้ามามีสว่ นร่วมทนทุกข์ทรมานกับข้าพเจ้าเพือ่ ข่าวดี โดยพระอานุภาพของพระเจ้า

พระวรสาร

มก 4:21-25

เวลานัน้ พระเยซูเจ้ายังตรัสอีกว่า “เขาจุดตะเกียงวางไว้ใต้ถงั หรือใต้เตียงหรือ มิใช่ วางไว้บนที่ตั้งตะเกียงหรือ เช่นเดียวกัน ไม่มีสิ่งใดที่ซ่อนอยู่จะไม่ปรากฏชัดแจ้ง ไม่มีสิ่ง ใดที่ปิดบังไว้ จะไม่ปรากฏออกมา ใครมีหูสำ� หรับฟัง ก็จงฟังเถิด” พระองค์ตรัสอีกว่า “จงตั้งใจฟังให้ดี ท่านตวงให้เขาอย่างไร เขาก็จะตวงให้ท่าน อย่างนัน้ และจะเพิ่มให้อีกด้วย ผู้ที่มีมาก จะได้รับมากขึ้น ส่วนผู้ที่มีน้อย สิ่งเล็กน้อย ที่เขามี จะถูกริบไปด้วย”

“ความลับไม่มใี นโลก” จริงอย่างทีพ่ ระคัมภีรว์ า่ ไว้ “ไม่มสี งิ่ ใดทีซ่ อ่ นอยูจ่ ะไม่ปรากฏ ชัดแจ้ง” ไม่ว่าจะเป็นความดีหรือความเลว แต่ละคนต้องรับผิดชอบในผลการกระท�ำ ของตนเอง “ตะเกียง” ในที่นี้ หมายถึง ค�ำสอนของพระเยซูเจ้าซึ่งเป็นแสงสว่างที่จะ ต้องทอแสงออกมา และผู้รับค�ำสอนนีจ้ ะต้องปฏิบัติตามและต้องรับผิดชอบในการ เป็นแสงสว่างที่มีต้นก�ำเนิดจากพระเยซูเจ้าให้กับผู้อื่นต่อไป ท่านทิตัสและท่านทิโมธี ในฐานะพระสังฆราช เป็นแบบอย่างในการเป็น “ตะเกียง” ที่ส่องสว่าง “แสงธรรม” ของพระเยซูเจ้าสู่ตนเองและผู้อื่น

ระลึกถึง น.ทิโมธี และ น.ทิตัส พระสังฆราช สดด96:1-2,3,7-8, 10-11

ทำ�วัตรสัปดาห์ที่ 3


บทอ่านที่ 1

2 ซมอ 11:1-4ก,5-10ก,13-17

...เย็นวันหนึง่ กษัตริย์ดาวิดเสด็จจากพระที่บรรทมไปทรงพระด�ำเนินบนดาดฟ้า พระราชวัง ทอดพระเนตรเห็นหญิงคนหนึง่ ก�ำลังอาบนํ้า นางเป็นคนสวยมาก กษัตริย์ ดาวิดทรงใช้คนไปสืบถามว่านางเป็นใคร ก็ทรงทราบว่านางชือ่ บัทเชบา เป็นบุตรสาวของ เอลีอัมและเป็นภรรยาของอุริยาห์ ชาวฮิตไทต์’ กษัตริย์ดาวิดทรงส่งคนไปน�ำตัวนางมา นางก็เข้ามาเฝ้า กษัตริยด์ าวิดทรงหลับนอนกับนาง นางเพิง่ ช�ำระตนให้พน้ มลทินจากการ น.อังเยลา เมริชี มีประจ�ำเดือน แล้วนางก็กลับไปบ้าน เมื่อนางทราบว่าตนตั้งครรภ์จึงส่งคนไปทูลกษัตริย์ พรหมจารี ดาวิดว่า ‘ตนตั้งครรภ์แล้ว’ กษัตริย์ดาวิดจึงทรงใช้คนไปหาโยอาบสั่งให้ ‘ส่งอุริยาห์ ชาว สดด 51:1-2,3-5,8-10 ฮิตไทต์กลับมาเฝ้า’ โยอาบจึงส่งอุรยิ าห์กลับมาเฝ้ากษัตริยด์ าวิด... แล้วกษัตริยด์ าวิดตรัส ทำ�วัตรสัปดาห์ที่ 3 แก่อุริยาห์ว่า ‘จงกลับไปบ้านและพักผ่อนให้สบายเถิด’ อุริยาห์ก็ออกไปจากพระราชวัง กษัตริยป์ ระทานอาหารเป็นของขวัญตามไปให้ทบี่ า้ น แต่อรุ ยิ าห์ไม่ได้กลับบ้าน เขาไปนอน อยูท่ ปี่ ระตูพระราชวังพร้อมกับทหารองครักษ์ของเจ้านาย เมือ่ กษัตริยด์ าวิดทรงทราบว่า ‘อุรยิ าห์ไม่ได้กลับบ้าน’ วันรุ่งขึ้น กษัตริย์ดาวิดทรงเชิญเขามากินและดื่มเฉพาะพระพักตร์ พระองค์ทรงให้เขาดื่มจนเมา คืนนัน้ เขาก็ ออกไปนอนที่เดิมกับทหารองครักษ์ แต่ไม่ได้กลับบ้าน เช้าวันรุ่งขึ้น กษัตริย์ดาวิดทรงเขียนจดหมายถึงโยอาบให้อุริยาห์น�ำไป ทรงเขียนในจดหมายว่า ‘จงจัดให้ อุริยาห์อยู่แนวหน้าตรงที่การรบเป็นไปอย่างดุเดือดที่สุด แล้วถอยทัพ ปล่อยให้เขาถูกฆ่า’ โยอาบก�ำลังล้อม เมืองอยู่ จึงจัดให้อุริยาห์ไปอยู่ตรงที่เขาทราบว่าข้าศึกเข้มแข็ง ชาวเมืองออกมารบกับโยอาบ ฆ่าพลทหารและ นายทหารบางคนของกษัตริย์ดาวิด อุริยาห์ชาวฮิตไทต์ก็ถูกฆ่าด้วย

พระวรสาร

มก 4:26-34

เวลานัน้ พระเยซูเจ้ายังตรัสอีกว่า “พระอาณาจักรของพระเจ้ายังเปรียบเสมือนคนที่น�ำเมล็ดพืชไปหว่าน ในดิน เขาจะหลับหรือตื่น กลางคืนหรือกลางวัน เมล็ดนัน้ ก็งอกขึ้นและเติบโต เป็นเช่นนี้ได้อย่างไรเขาไม่รู้ ดิน นัน้ มีพลังให้เกิดผลในตนเอง ครั้งแรกก็เป็นล�ำต้น แล้วก็ออกรวง ต่อมาก็มีเมล็ดเต็มรวง เมื่อข้าวสุก เกิดผล แล้ว เขาก็ใช้คนไปเก็บเกี่ยวทันที เพราะถึงฤดูเก็บเกี่ยวแล้ว” พระองค์ตรัสอีกว่า “เราจะเปรียบพระอาณาจักรของพระเจ้าอย่างไร หรือจะใช้อุปมาอะไรอธิบายเรื่องนี้ พระอาณาจักรเปรียบเหมือนเมล็ดมัสตาร์ดซึ่งเมื่อหว่านในดิน ก็เป็นเมล็ดเล็กกว่าเมล็ดทั้งปวงทั่วแผ่นดิน แต่ ครั้นได้หว่านแล้วก็งอกขึ้นและกลายเป็นต้นไม้ใหญ่กว่าพืชผักทุกชนิด มีกิ่งก้านใหญ่โตจนบรรดานกในอากาศ มาพักอาศัยร่มเงาได้” พระองค์ตรัสเป็นอุปมาเช่นนี้อีกมากตามที่เขาเหล่านัน้ ฟังเข้าใจได้ พระองค์มิได้ตรัสกับ เขาโดยไม่ใช้อุปมา แต่เมื่อทรงอยู่เฉพาะกับบรรดาศิษย์ก็ทรงอธิบายทุกเรื่องให้กับเขาเหล่านัน้ อาณาจักรพระเจ้าเป็นธรรมลํ้าลึกเหนือสติปัญญามนุษย์จะหยั่งถึง โลกอยู่ภายใต้การครอบครองของ พระเจ้า แต่อาณาจักรพระเจ้าไม่มลี กั ษณะทางโลก ด้วยเหตุนี้ พระเยซูเจ้าไม่ทรงบรรยายอาณาจักรพระเจ้า ตรง ๆ แต่ทรงใช้คำ� อุปมาหรือค�ำเปรียบเทียบเพื่อช่วยให้เราเห็นภาพอาณาจักรสวรรค์บ้างเท่านัน้ กระนัน้ ก็ ดี พระเยซูเจ้าผู้ประกาศอาณาจักรพระเจ้าก็ทรงเป็นอาณาจักรพระเจ้าเอง หน้าที่ของเรา คือ ท�ำตนให้สม กับเป็นประชากรของพระเจ้า “เราเป็นพระเจ้าของเจ้า และเจ้าเป็นประชากรของเรา”


บทอ่านที่ 1

2 ซมอ 12:1-7ก,10-17

พระวรสาร

มก 4:35-41

องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงส่งประกาศกนาธันไปพบกษัตริย์ดาวิด ประกาศกนาธันจึง เข้าเฝ้าทูลกษัตริย์ว่า ในเมืองหนึง่ มีชายสองคน คนหนึง่ รํ่ารวย อีกคนหนึง่ ยากจน คน รํ่ารวยมีฝูงแกะและโคมากมาย ส่วนคนยากจนมีลูกแกะเพศเมียเพียงตัวเดียว เป็นลูก แกะทีเ่ ขาซือ้ มาและเลีย้ งดูอย่างดี แกะตัวนัน้ เติบโตขึน้ ในบ้านกับเขาและลูก ๆ กินอาหาร ของเขา และดื่มจากถ้วยของเขา นอนซบอกของเขา เขารักแกะตัวนัน้ เหมือนบุตรสาว ระลึกถึง น.โทมัส อาไควนัส วันหนึง่ มีคนเดินทางมาแวะที่บ้านของคนรํ่ารวย ซึ่งไม่อยากฆ่าแกะหรือโคของตนน�ำมา พระสงฆ์ และนักปราชญ์ ท�ำอาหารให้คนเดินทางทีบ่ งั เอิญมาเยีย่ ม เขาจึงเอาลูกแกะของคนยากจน มาท�ำอาหารให้ แห่งพระศาสนจักร แขกแทน กษัตริย์ดาวิดกริ้วชายผู้นนั้ มาก ตรัสแก่นาธันว่า “ตราบใดที่องค์พระผู้เป็นเจ้า ทรงพระชนม์อยู่ ผู้ที่กระท�ำเช่นนีจ้ ะต้องถูกประหารชีวิต เขาต้องชดใช้ราคาลูกแกะนัน้ สดด 51:11-13, 14-15,16-17 สี่เท่า เพราะเขามีใจร้ายกระท�ำเช่นนี้” ประกาศกนาธันจึงทูลกษัตริย์ดาวิดว่า ‘พระองค์ คือชายคนนัน้ ...’ ทำ�วัตรสัปดาห์ที่ 3 กษัตริย์ดาวิดตรัสกับนาธันว่า ‘ข้าพเจ้าได้ทำ� บาปผิดต่อองค์พระผู้เป็นเจ้าแล้ว’ นาธันทูลตอบว่า ‘องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงให้อภัยบาปพระองค์แล้ว พระองค์จะไม่ต้อง สิ้นพระชนม์ แต่เนื่องจากพระองค์ทรงดูหมิ่นองค์พระผู้เป็นเจ้า โดยกระท�ำการนี้ โอรส ที่จะเกิดมาจะต้องตาย’ แล้วนาธันก็กลับบ้าน องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงท�ำให้โอรสของกษัตริย์ดาวิดที่เกิดจากภรรยาของอุริยาห์ป่วยหนัก กษัตริย์ดาวิด ทูลอ้อนวอนพระเจ้าขอให้ทารกนัน้ หายป่วย ไม่ยอมเสวยอะไรเลย บรรทมบนพื้นทุกคืน บรรดาข้าราชบริพาร ผู้อาวุโสทูลเชิญให้พระองค์ทรงลุกขึ้นจากพื้น แต่พระองค์ไม่ทรงยอม.. . เย็นวันเดียวกันนัน้ พระเยซูเจ้าตรัสสัง่ บรรดาศิษย์ว่า “เราจงข้ามไปทะเลสาบฝั่งโน้นกันเถิด” บรรดาศิษย์ จึงละประชาชนไว้ และออกเรือที่พระองค์ประทับอยู่นนั้ ไป มีเรือล�ำอื่น ๆ ติดตามไปด้วย ขณะนัน้ เกิดพายุแรง กล้า คลื่นซัดเข้าเรือจนนํ้าเกือบจะเต็มเรืออยู่แล้ว พระองค์บรรทมหลับหนุนหมอนอยู่ที่ท้ายเรือ บรรดาศิษย์ จึงปลุกพระองค์ ทูลถามว่า “พระอาจารย์ พระองค์ไม่สนพระทัยที่พวกเราก�ำลังจะตายอยู่แล้วหรือ” พระองค์ จึงทรงลุกขึ้น บังคับลม ตรัสสั่งทะเลว่า “เงียบซิ จงสงบลงเถิด” ลมก็หยุด ท้องทะเลราบเรียบอย่างยิ่ง แล้ว พระองค์ตรัสถามเขาว่า “ตกใจกลัวเช่นนีท้ �ำไม ท่านยังไม่มีความเชื่อหรือ” เขาเหล่านัน้ กลัวมาก พูดกันว่า “ท่านผู้นี้เป็นใครหนอ ลมและทะเลจึงยอมเชื่อฟังเช่นนี้” ปัจจุบนั อยูต่ รงไหนบ้างทีป่ ลอดภัย ทัง้ ภัยธรรมชาติและภัยทีม่ าจากนํา้ มือมนุษย์มาแบบไม่รตู้ วั หรือรูต้ วั แต่ตั้งตัวไม่ติดทั้งนัน้ ที่เรียกว่าปลอดภัยที่สุด ก็อันตรายที่สุด หากจ�ำกันได้ วันนี้ในปี ค.ศ. 1986 กระสวย อวกาศขององค์การนาซา แชลเลนเจอร์ ถูกท�ำลายจากแรงอัด หลังปล่อยขึ้นจากฐาน 73 วินาที เนื่องจาก เกิดรอยรั่วที่จรวดขับดัน นักบินอวกาศ 7 คน เสียชีวิตทั้งหมด หรือสึนามีที่เกิดขึ้นในหลายประเทศรวมทั้ง ไทยและญี่ปุ่น ณ วันนี้ ถึงเวลาที่เราจะต้องฝากตัวเราไว้ในพระเยซูเจ้า “ตกใจกลัวเช่นนีท้ �ำไม ท่านยังไม่มี ความเชื่ออีกหรือ” จ�ำไว้ในใจว่า “ปลอดภัยที่สุดของที่สุด คือ ปลอดภัยในพระเจ้า”


บทอ่านจากหนังสือเฉลยธรรมบัญญัติ

สัปดาห์ที่ 4 เทศกาลธรรมดา ทำ�วัตรสัปดาห์ที่ 4

ฉธบ 18:15-20

องค์พระผู้เป็นเจ้า พระเจ้าของท่านจะทรงบันดาลให้ประกาศกเหมือนท่านเกิดขึ้น ส�ำหรับท่าน จากบรรดาพี่น้องของท่าน ท่านจะต้องเชื่อฟังเขา เมื่อท่านมาชุมนุมกันที่ ภูเขาโฮเรบ ท่านวอนขอองค์พระผู้เป็นเจ้า พระเจ้าของท่านว่า “ขออย่าให้ข้าพเจ้าได้ยิน พระสุรเสียงขององค์พระผู้เป็นเจ้า พระเจ้าของข้าพเจ้าอีก หรือเห็นไฟกองใหญ่นี้อีกต่อ ไป เกรงว่าข้าพเจ้าจะต้องตาย” องค์พระผู้เป็นเจ้าจึงตรัสแก่ข้าพเจ้าว่า “ที่เขาขอร้องมา ก็ถูกต้อง เราจะบันดาลให้ประกาศกคนหนึง่ เหมือนท่านเกิดขึ้นจากบรรดาพี่น้องของเขา เราจะใส่ถอ้ ยค�ำของเราไว้ในปากของเขา และเขาจะพูดทุกอย่างทีเ่ ราสัง่ ใครทีไ่ ม่ยอมฟัง ถ้อยค�ำของเราที่ประกาศกจะพูดในนามของเรา เราจะลงโทษเขา แต่ถ้าประกาศกคนใด บังอาจพูดในนามของเราโดยที่เราไม่ได้สั่ง หรือพูดในนามของเทพเจ้าอื่น ประกาศกผู้ นัน้ จะถูกประหารชีวิต”

เพลงสดุดี

สดด 95:1-2,6-7ก,8-9

ก) มาเถิด เราจงสรรเสริญองค์พระผู้เป็นเจ้าด้วยความยินดี เราจงโห่ร้องสรรเสริญพระองค์ผู้ทรงเป็นหลักศิลาที่ช่วยเราให้รอดพ้น เราจงเข้ามาเฝ้าเฉพาะพระพักตร์เพื่อขอบพระคุณ เราจงโห่ร้องเพลงสดุดีถวายพระองค์ด้วยความยินดี ข) มาเถิด เราจงกราบนมัสการพระองค์ เราจงคุกเข่าลงเฉพาะพระพักตร์องค์พระผู้เป็นเจ้าผู้ทรงสร้างเรา เพราะพระองค์ทรงเป็นพระเจ้าของเรา และเราเป็นประชากรที่ทรงเลี้ยงดูดุจฝูงแกะ เป็นฝูงแกะที่พระองค์ทรงน�ำ ท่านทั้งหลายจงฟังพระสุรเสียงของพระองค์ในวันนี้เถิด ค) “ท่านอย่าท�ำใจให้แข็งกระด้างเหมือนที่เมรีบาห์ เหมือนในวันนัน้ ที่มัสสาห์ในถิ่นทุรกันดาร เมื่อบรรพบุรุษของท่านทดลองเรา เขาทดสอบเรา แม้ได้เห็นการกระท�ำของเราแล้ว”

บทอ่านจากจดหมายนักบุญเปาโลอัครสาวกถึงชาวโครินธ์ ฉบับที่หนึง่ 1 คร 7:32-35

พี่น้อง ข้าพเจ้าอยากให้ท่านปราศจากความกังวล ผู้ที่มิได้แต่งงานย่อมสาละวนใน การงานขององค์พระผูเ้ ป็นเจ้า หาวิธที ำ� ให้พระองค์พอพระทัย ผูท้ แี่ ต่งงานก็ยอ่ มสาละวน กับการงานของโลก หาวิธที �ำให้ภรรยาพอใจ เป็นความกังวลหลายด้าน หญิงทีไ่ ม่แต่งงาน และสาวพรหมจารีนนั้ ย่อมสาละวนในการงานขององค์พระผู้เป็นเจ้า เพื่อจะได้เป็นผู้ ศักดิ์สิทธิ์ทั้งร่างกายและจิตใจ ส่วนหญิงที่แต่งงานแล้วย่อมสาละวนอยู่กับการงานของ


โลก หาวิธีท�ำให้สามีพอใจ ข้าพเจ้ากล่าวเช่นนี้เพื่อประโยชน์ ของท่านเอง มิใช่เพื่อจ�ำกัดสิทธิของท่าน แต่เพื่อความเป็น ระเบียบ ให้ท่านสามารถอุทิศตนแด่องค์พระผู้เป็นเจ้าได้โดย ปราศจากความกังวล

บทอ่านจากพระวรสารนักบุญมาระโก มก 1:21-28

เวลานั้น พระเยซูเจ้าเสด็จมาถึงเมืองคาเปอรนาอุม พร้อมกับบรรดาศิษย์ เมือ่ ถึงวันสับบาโต พระองค์เสด็จเข้าไป ในศาลาธรรม และทรงเริ่มสั่งสอน ค�ำสั่งสอนของพระองค์ ท�ำให้ผู้ฟังรู้สึกประทับใจอย่างมาก เพราะทรงสอนเขาอย่าง ทรงอ�ำนาจไม่เหมือนกับบรรดาธรรมาจารย์ ทันใดนัน้ ในศาลาธรรมชายคนหนึง่ ซึ่งปีศาจสิงอยู่ ร้อง ตะโกนว่า ‘ท่านมายุ่งกับเราท�ำไม เยซู ชาวนาซาเร็ธ? ท่านมา ท�ำลายเราใช่ไหม? เรารู้ว่าท่านเป็นใคร ท่านคือองค์ผู้ศักดิ์สิทธิ์ของพระเจ้า พระเยซูเจ้าทรงดุมันและทรงสั่ง ว่า ‘จงเงียบ! ออกไปจากผู้นี้!’ เมื่อปีศาจท�ำให้คนนัน้ ชักและร้องเสียงดังแล้ว มันก็ออกไปจากเขา ทุกคนต่าง ประหลาดใจจึงถามกันว่า “นี่มันเรื่องอะไร เป็นค�ำสั่งสอนแบบใหม่ที่มีอำ� นาจ เขาสั่งแม้กระทั่งปีศาจและมันก็ เชื่อฟัง’ แล้วกิตติศัพท์ของพระองค์ก็เลื่องลือไปทุกแห่งตลอดทั่วแคว้นกาลิลีทันที

สังคายนาวาติกนั ครัง้ ที่ 2 พูดน้อยเกีย่ วกับปีศาจ ยํา้ เฉพาะส่วนส�ำคัญ คือ มนุษย์เราได้รบั การกอบกูใ้ ห้ เป็นอิสระพ้นจากอ�ำนาจปีศาจโดยทางพระบุตรของพระเจ้า ปีศาจล่อลวงท�ำร้ายมนุษย์ให้ตกในบาป แต่พระ เยซูคริสต์ทรงพิชติ มันได้ดว้ ยการสิน้ พระชนม์และการกลับคืนพระชนมชีพ การทีพ่ ระเจ้าไม่ทรงท�ำลายปีศาจ ปล่อยให้มันแผลงฤทธิ์ในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ ก็เพราะพระองค์ไม่ทรงท�ำลายสิ่งสร้างของพระองค์ ปีศาจมิใช่จา้ วแห่งความชัว่ ทีม่ าแข่งขันกับพระเจ้าซึง่ เป็นจ้าวแห่งความดี แต่เป็นจิตทีพ่ ระเจ้าสร้างมาอยูภ่ าย ใต้การควบคุมของพระเจ้า และเป็นจิตที่ชั่วเพราะความผิดของตนเอง


บทอ่านที่ 1

สัปดาห์ที่ 4 เทศกาลธรรมดา สดด 3:1-3,4-5,6-7

ทำ�วัตรสัปดาห์ที่ 4

พระวรสาร

2 ซมอ 15:13-14,30; 16:5-13ก

มีผมู้ ากราบทูลกษัตริยด์ าวิดว่า ‘ชาวอิสราเอลมีใจไปเข้ากับอับซาโลมแล้ว’ กษัตริย์ ดาวิดจึงตรัสแก่ข้าราชบริพารทั้งปวงที่อยู่กับพระองค์ในกรุงเยรูซาเล็มว่า ‘จงรีบหนีกัน เถิด มิฉะนัน้ พวกเราจะไม่มีใครหนีรอดพ้นอับซาโลมได้!’... เมื่อกษัตริย์ดาวิดเสด็จมาถึงบาหุริม ชายคนหนึง่ ชือ่ ชิเมอีบตุ รของเกราออกมาแช่ง ด่าพระองค์ ...ว่า ‘ไปให้พ้น ไปให้พ้น เจ้าฆาตกร เจ้าคนสารเลว! องค์พระผู้เป็นเจ้าทรง ลงโทษเจ้าแล้วทีไ่ ด้หลัง่ เลือดผูค้ นในครอบครัวของกษัตริยซ์ าอูล และแย่งชิงราชสมบัติ ไป บัดนี้ องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงมอบราชสมบัตินนั้ ให้อับซาโลม ลูกของเจ้า สมควรแล้ว ทีเ่ จ้าจะรับโทษนี้ เพราะเจ้าเป็นฆาตกร’ อาบิชยั บุตรของนางเศรุยาห์ทลู กษัตริยว์ า่ ‘ท�ำไม ไอ้หมาตายตัวนีจ้ ะต้องแช่งด่าพระราชาเจ้านายของข้าพเจ้า? โปรดอนุญาตให้ข้าพเจ้าไป ตัดหัวของมันเสียเถิด’... กษัตริย์ดาวิดทรงพระด�ำเนินต่อไปพร้อมกับคนของพระองค์

มก 5:1-20

เวลานัน้ พระเยซูเจ้าและบรรดาศิษย์ขา้ มทะเลสาบมาถึงดินแดนของชาวเกราซา ครัน้ พระองค์เสด็จขึน้ จาก เรือ ชายคนหนึง่ ซึง่ ถูกปีศาจสิงออกมาจากบริเวณหลุมศพ เข้ามาเฝ้าพระองค์ทนั ที... เมือ่ เห็นพระเยซูเจ้าแต่ไกล เขาก็วงิ่ เข้ามากราบเฉพาะพระพักตร์ ร้องเสียงดังว่า “ข้าแต่พระเยซูบตุ รของพระเจ้าผูส้ งู สุด ท่านมายุง่ เกีย่ วกับ ข้าพเจ้าท�ำไม ข้าพเจ้าวอนขอท่านในพระนามของพระเจ้า อย่าทรมานข้าพเจ้าเลย” ทั้งนี้เพราะพระเยซูเจ้าตรัส สั่งปีศาจว่า “เจ้าปีศาจ จงออกจากชายผู้นี้” แล้วพระองค์ทรงถามว่า “เจ้าชื่ออะไร” มันตอบว่า “ชื่อกองพล เพราะเราอยูก่ นั จ�ำนวนมาก” และมันพร�ำ่ วอนพระองค์มใิ ห้ขบั ไล่มนั ออกจากบริเวณนัน้ หมูฝงู ใหญ่กำ� ลังหากิน อยูบ่ นเนินเขาทีน่ นั่ พวกปีศาจจึงอ้อนวอนพระองค์วา่ “ขอได้โปรดส่งพวกเราเข้าไปในหมูฝงู นัน้ เถิด” พระองค์ ก็ทรงอนุญาต พวกปีศาจจึงออกไปสิงอยู่ในร่างหมู หมูฝูงนัน้ ซึ่งมีประมาณสองพันตัวก็พากันวิ่งกระโจนจาก หน้าผาลงไปในทะเลสาบ และจมนํ้าตายทั้งหมด คนเลี้ยงหมูต่างวิ่งหนีไปเล่าเรื่องนีต้ ามเมืองและตามชนบท ประชาชนออกมาดูเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เมื่อเขาเข้ามาใกล้พระเยซูเจ้า ก็แลเห็นคนที่เคยถูกปีศาจกองพลสิงนัง่ อยู่ สวมเสื้อผ้า มีสติดี พวกเขาต่างมีความกลัว ผู้ที่เห็นเหตุการณ์ก็เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นกับผู้ที่ถูกปีศาจสิงและ เล่าเรื่องหมูให้ฟัง ประชาชนจึงขอร้องพระเยซูเจ้าให้เสด็จออกไปจากเขตแดนของเขา เมื่อพระองค์เสด็จลง เรือ ผู้ที่เคยถูกปีศาจสิงขออนุญาตตามเสด็จด้วย แต่พระองค์ไม่ทรงอนุญาต ตรัสว่า “จงกลับบ้าน ไปหาญาติ พีน่ อ้ งของท่าน เล่าให้เขาฟังถึงเหตุการณ์ทอี่ งค์พระผูเ้ ป็นเจ้าทรงกระท�ำและแสดงพระเมตตาต่อท่าน” ชายนัน้ จากไป เริ่มประกาศในแคว้นทศบุรีถึงเหตุการณ์ที่พระเยซูเจ้าทรงกระท�ำต่อตน ทุกคนที่ได้ฟังต่างประหลาดใจ อันทีจ่ ริง อ�ำนาจของจิตชัว่ ทีส่ งิ ในมนุษย์มใิ ช่อะไรอืน่ นอกจากเป็นอ�ำนาจของสิง่ สร้างทีอ่ ยากจะท�ำอะไร ให้สำ� เร็จด้วยตนเองโดยไม่ตอ้ งพึง่ พระเจ้า เมือ่ ท�ำไม่สำ� เร็จก็แผลงฤทธิร์ ะบายออกมาในเชิงท�ำลาย ความเจ็บ ไข้ได้ปว่ ย ความตาย ความบ้าระห�ำ่ และความสูญเสียอาจจะเป็นสือ่ แสดงถึงอ�ำนาจของจิตชัว่ แม้จะมีสาเหตุ ตามธรรมชาติทแี่ ฝงอยูก่ ต็ าม ความเจ็บไข้ได้ปว่ ยตามทีน่ กั บุญโทมัสบอกไว้สามารถเป็นทัง้ อาการหรือโอกาส ให้จติ ชัว่ เข้าสิง ดังนัน้ จึงต้องรักษาเยียวยาด้วยธรรมชาติและด้วยความช่วยเหลือของพระเจ้า ไม่วา่ ในยาม ปกติหรือเมื่อเจ็บไข้จึงต้องขอพึ่งพระองค์ให้มีสุขภาพแข็งแรงอยู่เสมอ


บทอ่านที่ 1

2 ซมอ 18:9-10,14ข,24-25ก,30-19:3

พระวรสาร

มก 5:21-43

อับซาโลมมาพบกับทหารรักษาพระองค์ของกษัตริย์ดาวิดโดยบังเอิญ อับซาโลม ก�ำลังขี่ล่อลอดใต้กิ่งต้นโอ๊คใหญ่ ผมของอับซาโลมไปติดอยู่กับกิ่งต้นโอ๊คนัน้ ล่อที่เขา ขี่วิ่งเลยไป ร่างของเขาจึงห้อยอยู่กลางอากาศ... ทหารชาวคูชมาถึง ทูลว่า ‘ข้าพเจ้ามีข่าวดีสำ� หรับพระราชาเจ้านายของข้าพเจ้า! วัน นีอ้ งค์พระผูเ้ ป็นเจ้าทรงช่วยพระองค์ให้พน้ เงือ้ มมือของผูท้ กี่ บฏต่อพระองค์’ กษัตริยต์ รัส ระลึกถึง น.ยอห์น บอสโก ถามทหารชาวคูชว่า “หนุม่ อับซาโลมสบายดีหรือ?” ทหารชาวคูชทูลตอบว่า “ขอให้ศตั รู พระสงฆ์ ทัง้ หลายของพระราชาเจ้านายของข้าพเจ้า และทุกคนทีเ่ ป็นกบฏมุง่ ร้ายต่อพระองค์จงเป็น สดด 86:1-2,3-4,5-7 เหมือนหนุ่มอับซาโลมคนนัน้ เถิด” ทำ�วัตรสัปดาห์ที่ 4 กษัตริย์ทรงสะเทือนพระทัย เสด็จขึ้นไปในห้องเหนือประตู ทรงร้องไห้... เวลานัน้ เมือ่ พระเยซูเจ้าเสด็จลงเรือข้ามฟากอีกครัง้ หนึง่ ... หัวหน้าศาลาธรรมคนหนึง่ ชือ่ ไยรัสเดินมา เมือ่ เห็นพระองค์ เขากราบลงที่พระบาท พรํ่าวิงวอนว่า “บุตรหญิงเล็ก ๆ ของข้าพเจ้าจวนจะสิ้นใจอยู่แล้ว เชิญ พระองค์เสด็จไปปกพระหัตถ์เหนือเขาเถิด เขาจะได้หายจากโรค กลับมีชีวิต” พระเยซูเจ้าจึงเสด็จไปกับเขา... ขณะนัน้ หญิงคนหนึง่ เป็นโรคตกเลือดมาสิบสองปีแล้ว... นางคิดว่า “ถ้าฉันเพียงได้สมั ผัสฉลองพระองค์ เท่านัน้ ฉันก็จะหายจากโรค” ทันใดนัน้ อาการตกเลือดก็หยุด นางรูส้ กึ ว่าร่างกายหายจากโรคแล้ว ขณะเดียวกัน พระเยซูเจ้าทรงรู้สึกว่ามีอิทธิฤทธิ์ออกจากพระองค์ไป จึงทรงหันมายังกลุ่มชน ตรัสว่า “ใครสัมผัสเสื้อของ เรา”... พระองค์ทรงหันไปรอบ ๆ เพื่อทอดพระเนตรผู้ที่กระท�ำเช่นนัน้ หญิงคนนัน้ รู้สึกกลัวจนตัวสั่น เพราะ รู้ดีว่าอะไรได้เกิดขึ้นแก่ตน จึงกราบลงเฉพาะพระพักตร์และทูลให้ทรงทราบความจริงทุกประการ พระองค์จึง ตรัสว่า “ลูกเอ๋ย ความเชื่อของท่านช่วยท่านให้รอดพ้นแล้ว จงไปเป็นสุข หายจากโรคเถิด” ขณะก�ำลังตรัสอยู่นนั้ มีคนมาจากบ้านหัวหน้าศาลาธรรม บอกเขาว่า “บุตรหญิงของท่านตายแล้ว ไป รบกวนพระอาจารย์อีกท�ำไมเล่า” แต่พระเยซูเจ้าทรงได้ยินเขาพูดดังนัน้ จึงตรัสแก่หัวหน้าศาลาธรรมว่า “อย่า กลัวเลย จงมีความเชือ่ ไว้เถิด”... เมือ่ ทุกคนมาถึงบ้านหัวหน้าศาลาธรรม พระเยซูเจ้าทรงเห็นความวุน่ วาย และ เห็นผู้คนร�ำ่ ไห้พิลาปร�ำพันเป็นอันมาก พระองค์เสด็จเข้าไป ตรัสแก่คนเหล่านัน้ ว่า “วุ่นวายและร้องไห้ไปท�ำไม เด็กคนนีไ้ ม่ตาย เพียงแต่นอนหลับไปเท่านัน้ ” เขาต่างหัวเราะเยาะพระองค์ พระองค์ทรงไล่เขาออกไปข้างนอก ทรงน�ำบิดามารดาของเด็กและศิษย์ที่ติดตามเข้าไปยังที่ที่เด็กนอนอยู่ ทรงจับมือเด็ก ตรัสว่า “ทาลิธาคูม” แปลว่า “หนูเอ๋ย เราสั่งให้หนูลุกขึ้น” เด็กหญิงนัน้ ก็ลุกขึ้นทันที และเดินไปมา เด็กนัน้ อายุสิบสองขวบแล้ว... องค์พระผูเ้ ป็นเจ้า พระเยซูคริสตเจ้า ทรงเป็นแพทย์ฝา่ ยวิญญาณและฝ่ายร่างกาย ผูซ้ งึ่ ได้ยกบาปให้คน ง่อย ให้หญิงเป็นโรคตกเลือดได้หาย ให้ลกู สาวไยรัสจวนจะสิน้ ใจกลับมีชวี ติ ทรงประสงค์ให้พระศาสนจักรต่อ งานแห่งการเยียวยารักษาและช่วยให้รอด “พระองค์เสด็จไปที่ใด ทรงท�ำความดีที่นนั่ ” ขอให้เราทุกคนเป็น เยีย่ งพระองค์ เป็นเครือ่ งหมายแห่งการสร้างเสริมสุขภาพ มิใช่ทำ� ลาย ใครพบใครเห็นเรา ก็เห็นองค์สขุ ภาพ ในตัวเรา ท�ำให้ทั้งเขาและเราได้สัมผัสความอิ่มกาย อิ่มใจ อิ่มรัก และอิ่มบุญ อันเป็นความหมายของค�ำว่า สุขภาพ ที่ประกอบด้วย สุขภาพกาย สุขภาพใจ สุขภาพสังคม และสุขภาพจิตวิญญาณ


Bible Diary  

Bible Diary ไบเบิล ไดอารี่ 2012

Read more
Read more
Similar to
Popular now
Just for you