Page 1

รายงานการศึกษาค้นคว้าอิสระ

เรื่อง การพัฒนาการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ เพื่อพัฒนาทักษะกระบวนการคิด โดยใช้โครงงาน

โดย นางสาวศศิกานต์ แสวงลาภ ผู้ฝึกประสบการณ์นิเทศการศึกษา

รายงานการศึกษาค้นคว้าอิสระนี้ เป็นส่วนหนึ่งของการฝึกประสบการณ์นิเทศการศึกษา เพื่อแต่งตั้งให้ดารงตาแหน่งศึกษานิเทศก์ สานักงานคณะกรรมการศึกษาขั้นพื้นฐาน สานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาราชบุรี เขต 1


คานา รายงานการค้นคว้าอิสระ เรื่องการพัฒนาการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อพัฒนาทักษะกระบวนการ คิด โดยใช้โครงงาน

มีเป้าหมายพัฒนาครูให้มีความรู้ ความสามารถจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่

สอดแทรกทักษะกระบวนการคิดระดับชั้นเรียน ซึ่งจะส่งผลต่อการพัฒนาคุณภาพการจัดการศึกษาอันเป็น จุดเน้นตามนโยบายของสานัก งานคณะกรรมการการศึก ษาขั้นพื้ นฐาน รายงานนี้ส าเร็จลุล่วงได้ด้วยดี เพราะได้รับการชี้แนะแนวทาง การตรวจสอบแก้ไขจากหัวหน้าหน่วยกลุ่มนิเทศ ติดตามและประเมินผลการ จัดการศึกษาและพี่ศึกษานิเทศก์ สานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาราชบุรี เขต 1 ขอขอบพระคุณ ผู้เชี่ยวชาญทุกท่าน ซึ่งประกอบด้วย นายมาโนช จันทร์แจ่ม หัวหน้าหน่วยกลุ่มนิเทศ ติดตามและประเมินผลการจัดการศึกษา นางสาวดารารัตน์ อุทัยพยัคฆ์ ศึก ษานิเทศก์เชี่ย วชาญ ที่ได้กรุณา ให้คาแนะนาในการจัดทารายงานเล่มนี้จนประสบความสาเร็จด้วยดี ขอขอบคุณผู้บริหารโรงเรียน รองผู้อานวยการโรงเรียน หัวหน้าฝ่ายวิชาการ คณะครูและนักเรียน โรงเรียนโรงเรียนวัดเขาวัง(แสง ช่วงสุวนิช) ที่ให้ความร่วมมือในการนิเทศการศึกษาครั้งนี้

นางสาวศศิกานต์ แสวงลาภ


สารบัญ หน้า คานา

สารบัญ

สารบัญตาราง ความเป็นมาและความสาคัญ

ค 1

วัตถุประสงค์

2

ขอบเขตการศึกษา

2

นิยามศัพท์

2

ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ

3

เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง - ความหมายและลักษณะสาคัญของโครงงาน

3

- ประเภทของโครงงาน

4

- ขั้นตอนการจัดทาโครงงาน

6

- การเขียนรายงานโครงงาน

7

วิธีดาเนินการ การสร้างเครื่องมือวิจัย

11

วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูลและการวิเคราะห์ข้อมูล

11

สรุป อภิปรายผล

20

การนาไปพัฒนางานและเชื่อมโยงประยุกต์ใช้

22

เอกสารอ้างอิง ภาคผนวก

23 25


สารบัญตาราง หน้า ตารางที่ 1 ค่าเฉลี่ยผลการสังเกตพฤติกรรมการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน พัฒนาทักษะกระบวนการคิดโดยใช้โครงงานในภาพรวม ตารางที่ 2 ค่าเฉลี่ยผลการสังเกตพฤติกรรมการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน พัฒนาทักษะกระบวนการคิดโดยใช้โครงงาน ด้านผู้สอน ตารางที่ 3 ค่าเฉลี่ยผลการสังเกตพฤติกรรมการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน พัฒนาทักษะกระบวนการคิดโดยใช้โครงงาน ด้านเนื้อหา ตารางที่ 4 ค่าเฉลี่ยผลการสังเกตพฤติกรรมการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน พัฒนาทักษะกระบวนการคิดโดยใช้โครงงาน ด้านกิจกรรมการเรียนการสอน ตารางที่ 5 ค่าเฉลี่ยผลการสังเกตพฤติกรรมการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน พัฒนาทักษะกระบวนการคิดโดยใช้โครงงาน ด้านสื่อและสิ่งสนับสนุนการเรียนการสอน ตารางที่ 6 ค่าเฉลี่ยผลการสังเกตพฤติกรรมการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน พัฒนาทักษะกระบวนการคิดโดยใช้โครงงาน ด้านการวัดและประเมินผลการเรียน ตารางที่ 7 ค่าเฉลี่ยผลการสังเกตพฤติกรรมการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน พัฒนาทักษะกระบวนการคิดโดยใช้โครงงาน ด้านผู้เรียน

13 14 15 16 17 18 19


ความเป็นมาและความสาคัญ การเปลี่ยนแปลงในสังคม และวิวัฒนาการทางเทคโนโลยี นักเรียนทุกคนจาเป็นต้องมีทักษะ กระบวนการคิดเพื่อนาไปสู่ทางเลือกและตัดสินใจปฏิบัติอย่างเหมาะสม สอดคล้องกับพระราชบัญญัติ การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่2) พ.ศ. 2545 ได้กาหนดในมาตรา 24 (2) และ(3) เน้นให้มีการฝึกทักษะ กระบวนการคิด การจัดการ การเผชิญสถานการณ์และการประยุกต์ความรู้มาใช้ เพื่อ ป้องกันและแก้ปัญหา จัดกิจกรรมให้ผู้เรียนได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริงฝึกการปฏิบัติให้ผู้เรียน ทาได้ คิด เป็น ทาเป็น และมาตราที่ 26 ให้สถานศึกษาจัดการประเมินผู้เรียนโดยพิจารณาจากพัฒนาการของผู้เรียน และการทดสอบควบคู่กับการเรียนการสอนตามความเหมาะสม นอกจากนี้มาตรฐานการศึกษาเพื่อการ ประเมินภายนอกระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานได้ระบุคุณลักษณะของผู้เรียนไว้ในมาตรฐานที่ 4 คือ ผู้เรียนมี ความสามารถในการคิดวิเคราะห์ คิดสังเคราะห์ มีวิจารณญาณ มีความคิดสร้างสรรค์ คิดไตร่ตรองและมี วิสัยทัศน์ ประกอบกับกระทรวงศึกษาธิการประกาศใช้หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551ได้กาหนดการคิดเป็นสมรรถนะสาคัญที่ทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้ต้องจัดการเรียนรู้ให้ผู้เรียนมีทักษะ ตลอดจนความสามารถการคิดแบบต่าง ๆ เพื่อไปใช้ในสังคมได้อย่างมีคุณภาพ ประกอบกับผลการประเมิน ด้านความสามารถด้านการคิด พบว่า ยังอยู่ในระดับที่ยังไม่เป็นที่พอใจซึ่งอาจจะส่งผลต่อการสร้างความรู้ ความเข้าใจ ตลอดจนความสามารถในการคิดแก้ปัญหาอย่างเหมาะสมกับสังคมแห่งการเรียนรู้ในปัจจุบัน การขับเคลื่อนการคิดสู่ห้องเรียนจึงเป็นจุดเน้นตามนโยบายของสานักงานคณะกรรมการการศึกษา ขั้นพื้นฐาน ซึ่งเป็นโครงการต่อเนื่อง มีเป้าหมายพัฒนาครูให้มีความรู้ ความสามารถจัดกิจกรรมการเรียน การสอนที่สอดแทรกทักษะกระบวนการคิดระดับชั้นเรียน เนื่องจากการคิดเป็นทักษะ จึงจาเป็นต้องฝึกหัด อย่างต่อเนื่องจนเป็นนิสัย การจัดบรรยากาศ และจัดสื่อที่กระตุ้นให้นักเรียนพัฒนาศักยภาพการคิด อย่างไรก็ ตามการพัฒนาทักษะการคิดจาเป็นต้องมีข้อมูลหรือเนื้อหาสาระที่มีลักษณะเฉพาะตามธรรมชาติวิชา 8 กลุ่ม สาระการเรียนรู้ และกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน เพื่อนามาใช้ฝึกปฏิบัติให้นักเรียนมีสมรรถนะความสามารถการ คิดตามเป้าหมายของหลักสูตร การเรียนรู้ด้วยโครงงาน จัดเป็นวิธีการที่เสริมสร้างและพัฒนาทักษะกระบวนการคิด เปิด โอกาสให้ผู้เรียนได้ประยุกต์ใช้ทักษะการเรียนรู้ของตนเองเต็มที่ เน้นพลังความอยากรู้อยากพิสูจน์ของ ผู้เรียน แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของผู้เรียน โครงงานเป็นกระบวนการเรียนรู้ที่สาคัญของทุกรายวิชา ให้ นักเรียนได้ศึกษาเรื่องใดเรื่องหนึ่งอย่างลุ่มลึกด้วยกระบวนการคิดและแก้ปัญหาเรื่องที่ศึกษามาจากความ สนใจของเด็กเอง โดยกาหนดประเด็นหรือคาถามที่อยากรู้ขึ้นมาเอง ครูไม่ใช่ผู้ถ่ายทอดหรือกาหนด


กิจกรรมให้เด็กทาครูทาหน้าที่

เป็นเพียงที่ปรึกษาสาหรับเด็ก ส่วนเด็กเล็กครูจะเป็นที่ปรึกษาและผู้

ชี้แนะอย่างใกล้ชิดเป็นการส่งเสริมให้เด็กฝึกฝนการตัดสินใจอย่างมีประสิทธิผล ส่งเสริมให้นักเรียนเป็นนัก วางแผน นักแก้ปัญหาที่ใจเย็นและมีเหตุผล นักเรียนสร้างองค์ความรู้ขึ้นจากการมีปฏิสัมพันธ์การค้นคว้า ปรึกษาหารือ อภิปราย ทดลอง ประเด็นสาคัญคือเด็กมีโอกาสได้พบทั้งความสาเร็จและความล้มเหลวจาก กระบวนการเรียนรู้ของเขาเอง(หน่วยศึกษานิเทศก์ กรมสามัญศึกษา เขตการศึกษา 10. 2544 : 4) ดังนั้นกิจกรรมพัฒนาทักษะกระบวนการคิดที่สอดแทรกในการจัดการเรียนรู้ในระดับชั้นเรียนจึงมี ความสาคัญยิ่ง รวมถึงการวัดประเมินผลการติดตามด้วยมิติคุณภาพอันจะนาไปสู่การพัฒนาคุณภาพนักเรียน ได้อย่างสอดคล้องกับมาตรฐานการเรียนรู้ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2551 กลุ่มนิเทศติดตามและประเมินผลการจัดการศึกษา สานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาราชบุรี เขต 1 ซึ่งมีบทบาทในการพัฒนาคุณภาพการศึกษาจึงได้ทาการพัฒนารูปแบบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่พัฒนา ทักษะกระบวนการคิดโดยใช้โครงงาน โดยมุ่งเน้นให้ครูฝึกปฏิบัติอย่างเป็นระบบ มีความรู้ความเข้าใจและ มีคุณลักษณะนักคิดเชิงระบบ สามารถตรวจสอบหน่วยการเรียนรู้ หรือแผนจัดการเรียนรู้ แลกเปลี่ยนวิธี สอน เทคนิคการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่ส่งเสริมกระบวนการคิด และการนิเทศติดตาม ช่วยเหลือ ให้ครู นาไปใช้จัดกิจกรรมอย่างมั่นใจ วัตถุประสงค์ เพื่อพัฒนาการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่พัฒนาทักษะกระบวนการคิด โดยใช้โครงงาน ขอบเขตการศึกษา ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ประชากรที่ใช้ในการศึกษา ครูโรงเรียนวัดเขาวัง(แสง ช่วงสุวนิช) จานวน 124 คน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง ครูผู้สอนวิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนวัดเขาวัง (แสง ช่วงสุวนิช) จานวน 1 คน คานิยามศัพท์ การจัดการเรียนรู้แบบโครงงาน หมายถึง การดาเนินการจัดการเรียนรู้ที่มุ่งเน้นให้นักเรียนเป็น ศูนย์กลาง โดยให้นักเรียนได้ลงมือปฏิบัติจริง เริ่มจากความสนใจใคร่รู้ของนักเรียนที่อยากจะศึกษาเรื่องใด เรื่องหนึ่ง ทาให้เกิดการสืบเสาะหาความรู้และวิธีการแก้ปัญหาด้วยตัวของนักเรียนเอง อันจะนาไปสู่ ความสามารถในการคิดวิเคราะห์ แสวงหาความรู้และแนวทางในการแก้ปัญหาแล้วนาเสนอผลการศึกษา ตามวิธีการของตนเองอย่างเป็นขั้นตอน โดยมีครูเป็นผู้ให้คาปรึกษา


ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ 1. ได้พัฒนาการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อพัฒนาทักษะกระบวนการคิดที่สอดคล้องกับตัวบ่งชี้และ มาตรฐานการเรียนรู้ของหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 2. ครูสามรถจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่ยึดผู้เรียนเป็นสาคัญได้สอดคล้องกับเป้าหมายการเรียนรู้ ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ คือ 1.คู่มือการจัดการเรียนการสอนแบบโครงงาน 2.แบบ สังเกตพฤติกรรมการจัดการเรียนการสอน เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง การศึกษาในครั้งนี้เป็นการพัฒนาการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อพัฒนาคุณภาพการสอนของครู โดยใช้โครงงาน ผู้ศึกษาได้ศึกษาเอกสารดังนี้ 1. 2. 3. 4.

ความหมายและลักษณะสาคัญของโครงงาน ประเภทของโครงงาน ขั้นตอนการจัดทาโครงงาน การเขียนรายงานโครงงานวิทยาศาสตร์

1. ความหมายและลักษณะสาคัญของโครงงาน โครงงาน (Project ) มีผู้ให้นิยามและความหมายไว้อย่างหลากหลาย มีดังนี้ กระทรวงศึกษาธิการ ได้ให้ความหมายของโครงงานไว้ว่า โครงงาน หมายถึง การทากิจกรรม เพื่อที่จะเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ศึกษา ค้นคว้า และลงมือปฏิบัติด้วยตนเอง ภายใต้การดูแลและให้คาปรึกษา ของครูตั้งแต่การคิดสร้างโครงงานการวางแผนดาเนินการ การออกแบบการลงมือปฏิบัติ รวมทั้งร่วม กาหนดแนวทางในการวัดผล ประเมินผล สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี(สสวท.) ได้ให้ความหมายของ โครงงานไว้ว่า โครงงาน หมายถึง การศึกษาค้นคว้าตามความสนใจตามความถนัด และตามความสามารถ ของผู้เรียนเอง ภายใต้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์เพื่อให้ได้มาซึ่งคาตอบหรือผลงานซึ่งมีความสมบูรณ์ใน ตัว โดยผู้เรียนเป็นผู้วางแผนการศึกษา ค้นคว้า และดาเนินการด้วยตนเอง เพื่อให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ มีเจต คติที่ดีต่อกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ครูเป็นเพียรผู้ให้คาปรึกษา(Adviser) เท่านั้น


สานักงานเลขาธิการสภาการศึกษา ได้ให้ความหมายของโครงงานไว้ว่า โครงงาน (Project) หมายถึงแผนการและกิจกรรมที่มีการกาหนดรูปแบบการทางานอย่างมีระบบ มีกระบวนการทางานที่ชัดเจน เพื่อให้สามารถผลิตชิ้นงานหรือผลงานที่สัมพันธ์กับหลังสูตรและนาไปใช้ประโยชน์ในชีวิตจริงได้ โดยอาจ ทาเป็นรายบุคคลหรือกลุ่มก็ได้ขึ้นอยู่กับขอบข่ายความยากง่ายของโครงงานนั้น ๆ สรุปได้ว่า การสอนแบบโครงงานเป็นการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่เป็นกระบวนการ มี ระบบการทางานอย่างชัดเจนโดยผู้เรียนเป็นผู้วางแผนการศึกษา ค้นคว้า และดาเนินการด้วยตนเอง ภายใต้ การดูแลและให้คาปรึกษาของครูเพื่อให้สามารถผลิตชิ้นงานหรือผลงานที่สัมพันธ์กับหลังสูตรและนาไปใช้ ประโยชน์ในชีวิตจริงได้ 2. ประเภทของโครงงาน การแบ่งประเภทของโครงงานโดยทั่วๆ ไปมี 2 ลักษณะ ดังนี้ โครงงานลักษณะที่ 1 แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ 1. โครงงานตามสาระการเรียนรู้เป็นโครงงานที่ผู้เรียนเลือกหัวข้อที่จะศึกษาจาก เนื้อหาที่เรียนในชั้นเรียน มากาหนดเป็นหัวข้อโครงงาน 2. โครงงานตามความสนใจ เป็นโครงงานที่มีผู้เรียนสนใจจะศึกษาเรื่องในเรื่อง หนึ่งเป็นพิเศษนอกเหนือจากสาระการเรียนรู้ในบทเรียน โครงงานลักษณะที่ 2 แบ่งออกเป็น 4 ประเภท คือ 1. โครงงานประเภทสารวจ เป็นโครงงานการสารวจรวบรวมข้อมูลบางอย่างที่เกี่ยวกับเรื่องใดเรื่องหนึ่งจากแหล่งความรู้ ต่างๆ แล้วนาข้อมูลนั้นมาจาแนกจัดเป็นหมวดหมู่ เพื่อนาเสนอในรูปแบบต่างๆ อย่างมีระบบ ตัวอย่าง โครงงานประเภทนี้ เช่น - การสารวจพืชสมุนไพรในบริเวณโรงเรียน - การสารวจความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อการแข่งขันกีฬาของโรงเรียน - การสารวจการประกอบอาชีพของประชาชนในท้องถิ่น - การสารวจการใช้คายากจากเรื่องพระมหาชนก - การศึกษาวงจรชีวิตของผีเสื้อ - การสารวจสารเคมีที่ใช้ในบ้าน 2. โครงงานประเภททดลอง เป็นโครงงานที่ต้องทาการทดลอง เพื่อศึกษาว่าตัวแปรหนึ่งจะมีผลต่อตัวแปรที่ต้องการศึกษาอย่างไร บ้าง ตัวแปรที่มีผลต่อการทดลองมี 4 ชนิด คือ 1. ตัวแปรต้น หรือตัวแปรอิสระ คือ ตัวแปรที่จะศึกษาทดลอง


2. ตัวแปรตาม คือตัวแปรที่เป็นผลที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงตัวแปรต้น 3. ตัวแปรควบคุม หมายถึง สิ่งที่ต้องควบคุมให้เหมือนๆ กันมิฉะนั้น จะมีผลทาให้ตัว แปรตามเปลี่ยนไป 4. ตัวแปรแทรกซ้อน ซึ่งจริงๆ แล้วก็คือตัวแปรควบคุมแต่ในบางครั้งเราจะควบคุมไม่ได้ ซึ่งจะทาให้ผลการทดลองผิดไป ตัวอย่าง เช่น นักเรียนต้องการศึกษาว่ากระดาษชนิดใดสามารถพับเครื่องร่อน และปาได้ไกลที่สุด 4.1 ตัวแปรต้น (ตัวแปรอิสระ) คือชนิดของกระดาษ 4.2 ตัวแปรตามคือระยะทางที่กระดาษเคลื่อนที่ได้ 4.3 ตัวแปรควบคุม คือแรงที่ใช้กระดาษ 4.4 ตัวแปรแทรกซ้อน เช่น ในขณะที่ปา มีลมพัดเข้ามา ซึ่งจะทาให้ข้อมูลผิดพลาดได้ 3. โครงงานประเภทสิ่งประดิษฐ์ เป็นโครงงานประดิษฐ์หรือพัฒนาเครื่องมือ เครื่องใช้หรืออุปกรณ์ต่างๆ เพื่อนามาใช้เป็นประโยชน์ ในการทางาน อาจเป็นสิ่งที่ประดิษฐ์ขึ้นมาใหม่ หรือนาของที่มีอยู่เดิมมาปรับปรุงพัฒนาให้ดีขึ้นกว่าเดิม ตัวอย่าง โครงงานประเภทสิ่งประดิษฐ์ เช่น - เครื่องดักจับแมลงวันทอง - ไม้แทนนิสตียุง - การผลิตกระเป๋าถือจากผักตบชวา - การแต่งบทประพันธ์ลักษณะต่างๆ - การแต่งเพลงหรือการสร้างบทละคร 4. โครงงานประเภททฤษฎี เป็นโครงงานที่เสนอทฤษฎี หลักการ แนวคิดหรือจินตนาการของตนเองซึ่งอาจเป็นเรื่องใหม่ ยังไม่มีใครคิดมาก่อน หรืออาจขัดแย้งกับของเดิมก็ได้ ผู้จัดทาโครงงานประเภทนี้จะต้องมีความรู้เรื่องนั้นๆ อย่างดีจึงสามารถอธิบายได้อย่างมีเหตุผลและน่าเชื่อถือ ตัวอย่างโครงงานประเภททฤษฎี เช่น - การเปลี่ยนเลขฐานสองเป็นเลขฐานสิบ - ความมหัศจรรย์ของเลข 9 - โปรแกรมช่วยออกแบบและเขียนโค้ดแปรอักษร - ทฤษฎีสี


ขั้นตอนการจัดทาโครงงาน การจัดทาโครงงานทั้ง 4 ประเภทดังกล่าวมีรายละเอียดและขั้นตอนในการจัดทาแปลกแตกต่างกัน บ้างตามคุณลักษณะของโครงงานในแต่ละประเภท แต่ขั้นตอนโดยรวมของการจัดทาโครงงานมีลาดับ ขั้นตอนสาคัญๆ ใน 5 ขั้นตอน ดังนี้ ที่ 1.

ขั้นตอนการจัดทาโครงงาน กาหนดเนื้อหาสาระการทา โครงงานตามความสนใจ

2.

กาหนดประเด็นการจัดทา โครงงาน

3.

วางแผนในการจัดทาโครงการ

4.

ดาเนินกิจกรรมตามขั้นตอนที่ กาหนดไว้ในโครงงาน

สาระของการจัดทา - สอดคล้องกับเนื้อหาที่จะศึกษา - ศึกษาและรวบรวมข้อมูล - กาหนดหัวข้อเรื่องในการจัดทาโครงงานโดย > สอดคล้องกับความสนใจ > เป็นไปตามความต้องการของผู้เรียน - คัดเลือกประเด็นที่ต้องการจะนาไปจัดทาเป็นโครงงาน - กาหนดกรอบการศึกษาเฉพาะประเด็นที่ต้องการเรียนรู้ หรือ ต้องการคาตอบ - กาหนดประเภทของโครงงานที่สอดคล้องกับประเด็นที่ กาหนดว่าเป็นโครงงานประเภทใด > ประเภทสารวจรวบรวมข้อมูล > ประเภทการทาลอง > ประเภทการสร้างสิ่งประดิษฐ์ > ประเภทการสร้างทฤษฎีหรืออธิบาย - กาหนดโครงเรื่องในการเขียนโครงงาน > กาหนดกิจกรรม >กาหนดขั้นตอนการเขียนโครงงาน > เขียนโครงงาน - เสนอโครงงานให้ครูร่วมพิจารณาให้คาปรึกษาแนะนา - โครงงานประเภทการทดลองมีขั้นตอนการดาเนินงาน ดังนี้ > เตรียมวัสดุอุปกรณ์ > บันทึกผลการทดลองทุกขั้นตอน


ที่ 4.

ขั้นตอนการจัดทาโครงงาน ดาเนินกิจกรรมตามขั้นตอนที่ กาหนดไว้ในโครงงาน

สาระของการจัดทา > วิเคราะห์ผลที่ได้จากการทดลองในมิติที่กาหนดไว้ตาม ประเด็นที่ต้องการ - สรุปผลที่ได้จากการทาลอง

5.

การเขียนรายงานโครงงาน

- สรุปผลที่ได้รับจากการจัดทาโครงงานประเภทต่างๆ ได้แก่ > โครงงานประเภทการทดลอง > โครงงานประเภทสารวจรวบรวมข้อมูล > โครงงานประเภทการสร้างสิ่งประดิษฐ์ > โครงงานประเภทการสร้างทฤษฎี หรือ อธิบาย

สรุปทั้งหมดนี้คือขั้นตอนการดาเนินการตามโครงงานทั้ง 4 ประเภท ที่จะมีรายละเอียดปลีกย่อย แตกต่างกัน กรอบขั้นตอนทั้งหมดนี้สามารถปรับปรุงประยุกต์ทั้งการขยายรายละเอียดหรือปรับย่นย่อได้ ตามสภาพความเป็นจริง การเขียนรายงานโครงงานวิทยาศาสตร์ การเขียนรายงานโครงงานวิทยาศาสตร์ เป็นการเสนอผลงานการดาเนินการเป็นเอกสาร จัดว่าเป็นขั้นตอนสาคัญอีกประการหนึ่งของโครงงาน เมื่อนักเรียนดาเนินการทาโครงงานจนครบ ขั้นตอนได้ข้อมูล ทาการวิเคราะห์ข้อมูล พร้อมทั้งแปรผล และสรุปผลแล้ว งานขั้นต่อไปที่ต้องทาคือการ เขียนรายงาน การเขียนรายงานโครงงานวิทยาศาสตร์ เป็นวิธีสื่อความหมายที่มีประสิทธิภาพวิธีหนึ่ง เพื่อให้คนอื่น ๆ ได้เข้าใจแนวความคิด วิธีดาเนินงานศึกษาค้นคว้าข้อมูล ผลที่ได้ตลอดจนข้อสรุป และข้อเสนอแนะต่าง ๆ เกี่ยวกับโครงงานนั้น การเขียนรายงานโครงงานวิทยาศาสตร์ ประกอบด้วยหัวข้อต่าง ๆ ดังนี้ 1. ชื่อโครงงาน 2. ชื่อผู้จัดทาโครงงาน 3. ชื่ออาจารย์ที่ปรึกษาโครงงาน 4.บทคัดย่อ 5. กิตติกรรมประกาศ (คาขอบคุณ) 6. ที่มาและความสาคัญของโครงงาน 7. วัตถุประสงค์ของการทาโครงงาน 8. สมมติฐานของการศึกษาค้นคว้า (ถ้ามี)


9. ขอบเขตของการทาโครงงาน 10.วิธีดาเนินการ 11.ผลการศึกษาค้นคว้า 12. สรุปผลและข้อเสนอแนะ 13. เอกสารอ้างอิง 1. ชื่อโครงงาน ชื่อโครงงานเป็นสิ่งสาคัญประการแรก เพราะชื่อโครงการจะช่วยโยงความคิดไปถึง วัตถุประสงค์ของการทาโครงงานวิทยาศาสตร์ และควรกาหนดชื่อโครงการให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ หลักด้วย การตั้งชื่อโครงงานของนักเรียนในระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษา นิยมตั้งชื่อให้มีความ กะทัดรัดและดึงดูดความสนใจจากผู้อ่าน ผู้ฟัง แต่สิ่งที่ควรคานึงถึง คือ ผู้ทาโครงงานวิทยาศาสตร์ ต้อง เข้าใจปัญหาที่สนใจศึกษาอย่างแท้จริง อันจะนาไปสู่การเข้าใจวัตถุประสงค์ของการศึกษาอย่างแท้จริงด้วย เช่น โครงงานวิทยาศาสตร์ ชื่อ “ถุงพลาสติกพิชิตแมลงวันตัวน้อย” ซึ่งปัญหาเรื่องที่สนใจศึกษาคือ ถุงน้าพลาสติกสามารถไล่แมลงวันที่มาตอมอาหารได้จริงหรือ จากเรื่องดังกล่าวผู้ทาโครงงานวิทยาศาสตร์ บางคนหรือบางคณะอาจสนใจตั้งชื่อโครงงานวิทยาศาสตร์ ว่า “การศึกษาการไล่แมลงวันด้วยถุงน้า พลาสติก” หรือ “ผลการใช้ถุงน้าพลาสติกต่อการไล่แมลงวัน” ก็เป็นได้ อย่างไรก็ตามจะตั้งชื่อโครงการในแบบใด ๆ นั้น ต้องคานึงถึงความสามารถที่จะสื่อความ หมายถึงวัตถุประสงค์ที่ต้องการศึกษาได้ชัดเจน 2. ชื่อผู้จัดทาโครงงาน การเขียนชื่อผู้รับผิดชอบโครงงานวิทยาศาสตร์ เป็นสิ่งดีเพื่อจะได้ทราบว่าโครงงานนั้นอยู่ใน ความรับผิดชอบของใครและสามารถติดตามได้ที่ใด 3. ชื่ออาจารย์ที่ปรึกษาโครงงาน การเขียนชื่อผู้ให้คาปรึกษาควรให้เกียรติยกย่องและเผยแพร่ รวมทั้งขอบคุณที่ได้ให้คาแนะนา การทาโครงงานวิทยาศาสตร์จนบรรลุเป้าหมาย 4. บทคัดย่อ อธิบายถึงที่มาและความสาคัญของโครงงาน วัตถุประสงค์ วิธีดาเนินการ และผลที่ได้ ตลอดจนข้อสรุปต่าง ๆ อย่างย่อประมาณ 300-350 คา 5. กิตติกรรมประกาศ (คาขอบคุณ) ส่วนใหญ่โครงงานวิทยาศาสตร์มักจะเป็นกิจกรรมที่ได้รับความร่วมมือจากหลายฝ่าย ดังนั้นเพื่อเป็นการเสริมสร้างบรรยากาศของความร่วมมือ จึงควรได้กล่าวขอบคุณบุคลากรหรือ


หน่วยงานต่าง ๆ ที่มีส่วนช่วยให้โครงงานนี้สาเร็จด้วย 6. ที่มาและความสาคัญของโครงงาน ในการเขียนที่มาและความสาคัญของโครงงานวิทยาศาสตร์ ผู้ทาโครงงานจาเป็นต้องศึกษา หลักการทฤษฎีเกี่ยวกับเรื่องสนใจจะศึกษา หรือพูดเข้าใจง่าย ๆ ว่าเรื่องที่สนใจจะศึกษานั้นต้องมีทฤษฎี แนวคิดสนับสนุน เพราะความรู้เหล่านี้จะเป็นแนวทางสาคัญในเรื่องต่อไปนี้ - แนวทางตั้งสมมติฐานของเรื่องที่ศึกษา - แนวทางในการออกแบบการทดลองหรือการรวบรวมข้อมูล - ใช้ประกอบการอภิปรายผลการศึกษา ตลอดจนเสนอแนะเพื่อนาความรู้และสิ่งประดิษฐ์ ใหม่ที่ค้นพบไปใช้ประโยชน์ต่อไป การเขียนที่มาและความสาคัญของโครงงาน คือ การอธิบายให้กระจ่างชัดว่าทาไม ต้องทา ทาแล้วได้อะไร หากไม่ทาจะเกิดผลเสียอย่างไร ซึ่งมีหลักการเขียนคล้ายการเขียนเรียงความ ทั่ว ๆ ไป คือ มี คานา เนื้อเรื่อง และสรุป ส่วนที่ 1 คานา : เป็นการบรรยายถึงนโยบาย เกณฑ์ สภาพทั่ว ๆ ไป หรือปัญหาที่มีส่วนสนับสนุนให้ริเริ่มทา โครงงานวิทยาศาสตร์ ส่วนที่ 2 เนื้อเรื่อง อธิบายถึงรายละเอียดเชื่อมโยงให้เห็นประโยชน์ของการทาโครงงานวิทยาศาสตร์ โดย มี หลักการ ทฤษฎีสนับสนุนเรื่องที่ศึกษา หรือการบรรยายผลกระทบ ถ้าไม่ทาโครงงานเรื่องนี้ ส่วนที่ 3 สรุป สรุปถึงความจาเป็นที่ต้องดาเนินการตามส่วนที่ 2 เพื่อแก้ไขปัญหา ค้นข้อความรู้ใหม่ ค้น สิ่งประดิษฐ์ใหม่ให้เป็นไปตามเหตุผลส่วนที่ 1 7. วัตถุประสงค์ของการทาโครงงาน วัตถุประสงค์ คือ กาหนดจุดมุ่งหมายปลายทางที่ต้องการให้เกิดจากการทาโครงงาน วิทยาศาสตร์ ในการเขียนวัตถุประสงค์ ต้องเขียนให้ชัดเจน อ่านเข้าใจง่ายสอดคล้องกับชื่อโครงงาน หากมี วัตถุประสงค์หลายประเด็น ให้ระบุเป็นข้อ ๆ การเขียนวัตถุประสงค์มีความสาคัญต่อแนวทาง การศึกษา ตลอดจนข้อความรู้ที่ค้นพบหรือสิ่งประดิษฐ์ที่ค้นพบนั้นจะมีความสมบูรณ์ครบถ้วน คือ ต้องสอดคล้อง กับวัตถุประสงค์ทุก ๆ ข้อ 8. สมมติฐานของการศึกษา สมมติฐานของการศึกษา เป็นทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ที่ผู้ทาโครงงาน ต้องให้ ความสาคัญ เพราะจะทาให้เป็นการกาหนดแนวทางในการออกแบบการทดลองได้ชัดเจนและรอบคอบ ซึ่ง


สมมติฐานก็คือ การคาดคะเนคาตอบของปัญหาอย่างมีหลักและเหตุผล ตามหลักการ ทฤษฎี รวมทั้งผล การศึกษาของโครงงานที่ได้ทามาแล้ว 9. ขอบเขตของการทาโครงงาน ผู้ทาโครงงานวิทยาศาสตร์ ต้องให้ความสาคัญต่อการกาหนดขอบเขตการทาโครงงาน เพื่อให้ ได้ผลการศึกษาที่น่าเชื่อถือ ซึ่งได้แก่ การกาหนดประชากร กลุ่มตัวอย่าง ตลอดจนตัวแปรที่ศึกษา 1. การกาหนดประชากร และกลุ่มตัวอย่างที่ศึกษา คือ การกาหนดประชากรที่ศึกษาอาจเป็น คนหรือสัตว์หรือพืช ชื่อใด กลุ่มใด ประเภทใด อยู่ที่ไหน เมื่อเวลาใด รวมทั้งกาหนด กลุ่มตัวอย่างที่ มีขนาดเหมาะสมเป็นตัวแทนของประชากรที่สนใจศึกษา 2. ตัวแปรที่ศึกษา การศึกษาโครงงานวิทยาศาสตร์ ส่วนมากมักเป็นการศึกษาความสัมพันธ์ เชิงเหตุและผล หรือความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรตั้งแต่ 2 ตัวแปรขึ้นไป การบอกชนิดของ ตัวแปรอย่าง ถูกต้องและชัดเจน รวมทั้งการควบคุมตัวแปรที่ไม่สนใจศึกษา เป็นทักษะกระบวนการ ทางวิทยาศาสตร์ที่ ผู้ทาโครงงานต้องเข้าใจ ตัวแปรใดที่ศึกษาเป็นตัวแปรต้น ตัวแปรใดที่ศึกษาเป็น ตัวแปรตาม และตัวแปร ใดบ้างเป็นตัวแปรที่ต้องควบคุมเพื่อเป็นแนวทางการออกแบบการทดลอง ตลอดจนมีผลต่อการเขียน รายงานการทาโครงงานวิทยาศาสตร์ที่ถูกต้อง สื่อความหมายให้ผู้ฟังและ ผู้อ่านให้เข้าใจตรงกัน 10. วิธีดาเนินการ วิธีดาเนินการ หมายถึง วิธีการที่ช่วยให้งานบรรลุตามวัตถุประสงค์ของการทาโครงงาน ตั้งแต่ เริ่มเสนอโครงการกระทั่งสิ้นสุดโครงการ ซึ่งประกอบด้วย 1. การกาหนดประชากร กลุ่มตัวอย่างที่ศึกษา 2. การสร้างเครื่องมือเก็บรวบรวมข้อมูล 3. การเก็บรวบรวมข้อมูล 4. การวิเคราะห์ข้อมูล ในการเขียนวิธีดาเนินการให้ระบุกิจกรรมที่ต้องทาให้ชัดเจนว่าจะทาอะไรบ้าง เรียงลาดับ กิจกรรมก่อนและหลังให้ชัดเจน เพื่อสามารถนาโครงการไปปฏิบัติอย่างต่อเนื่องและถูกต้อง 11. ผลการศึกษาค้นคว้า นาเสนอข้อมูลหรือผลการทดลองต่าง ๆ ที่สังเกตรวบรวมได้ รวมทั้งเสนอผล การวิเคราะห์ข้อมูลที่วิเคราะห์ได้ด้วย 12. สรุปผลและข้อเสนอแนะ อธิบายผลสรุปที่ได้จากการทาโครงงาน ถ้ามีการตั้งสมมติฐาน ควรระบุด้วยว่าข้อมูล ที่ได้สนับสนุนหรือคัดค้านสมติฐานที่ตั้งไว้ หรือยังสรุปไม่ได้ อกจากนี้ยังควรกล่าวถึงการนาผล การทดลองไปใช้ประโยชน์ อุปสรรคของการทาโครงงานหรือข้อสังเกตที่สาคัญหรือข้อผิดพลาด


บางประการที่เกิดขึ้นจากการทาโครงงานนี้ รวมทั้งข้อเสนอแนะเพื่อการปรับปรุงแก้ไข หากมีผู้ศึกษา ค้นคว้าในเรื่องที่ทานองนี้ต่อไปในอนาคตด้วย 13. เอกสารอ้างอิง เอกสารอ้างอิง คือ รายชื่อเอกสารที่นามาอ้างอิงเพื่อประกอบการทาโครงงาน วิทยาศาสตร์ ตลอดจนการเขียนรายงานการทาโครงงานวิทยาศาสตร์ ควรเขียนตามหลักการที่นิยมกัน วิธีดาเนินการวิจัย เพื่อให้การดาเนินการวิจัยเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประสิทธิผลสูงสุด ผู้วิจัย ดาเนินการดังนี้ ใช้กระบวนการนิเทศแบบ PIDRE ประกอบด้วย 5 ขั้นตอน คือ ขั้นที่ 1 วางแผนการนิเทศ (Planning-P) ขั้นที่ 2 ให้ความรู้ความเข้าใจในการทางาน (Informing-I) ขั้นที่ 3 ลงมือปฏิบัติงาน (Doing-D) ขั้นที่ 4 สร้างเสริมกาลังใจ (Reinforcing-R) ขั้นที่ 5 ประเมินการนิเทศ (Evaluating-E) สร้างเครื่องมือวิจัย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ 1.คู่มอื การเรียนรู้แบบโครงงานและแบบสังเกตพฤติกรรมการ จัดการเรียนการสอนที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น มีขั้นตอนดังนี้ ขั้นตอนการสร้างคู่มือการเรียนรู้แบบโครงงาน 1. ศึกษาเอกสาร บทความและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 2. สรุปเรียบเรียง เขียนเป็นคู่มือ 3. นาไปให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา 4. นาคู่มือที่ได้จากการตรวจสอบไป Try out กับครูโรงเรียนที่มีบริบทใกล้เคียงกัน 5. นาคู่มือมาปรับปรุงแก้ไขก่อนนาไปใช้จริง ขั้นตอนการสร้างแบบสังเกตพฤติกรรม 1. 2.

(Check List)

ศึกษาเอกสาร บทความและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง นาข้อมูลมาสร้างแบบสังเกตพฤติกรรมโดยกาหนดประเด็นคาถามแบบสารวจรายการ


นาแบบสังเกตพฤติกรรมที่สร้างเสนอผู้เชี่ยวชาญด้านการวัดประเมินผล ตรวจสอบ ความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา(Content Validity) นามาปรับปรุงแก้ไข หาค่าดัชนีความสอดคล้อง(IOC) 4. นาแบบสังเกตพฤติกรรมที่ได้รับการตรวจสอบแล้วไป Try Out สังเกตการสอนครู โรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา สานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาราชบุรี เขต 1 ที่ใกล้เคียงกับ โรงเรียนกลุ่มตัวอย่าง จานวน 3 โรงเรียน 5. นาผลที่ได้จากการทดลองมาปรับปรุงแก้ไข ก่อนนาไปสังเกตครูโรงเรียนวัดเขาวัง (แสง ช่วงสุวนิช) สานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเขต 1 3.

การวิเคราะห์ข้อมูลแบบสังเกตพฤติกรรม การวิเคราะห์ข้อมูลแบบสังเกตพฤติกรรมการสอนของครู วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย กาหนดเกณฑ์ประเมินค่าโดยใช้แบบประเมินชนิดประเมินค่า (Rating Scale) นาเสนอในรูปแบบ ตารางประกอบคาบรรยาย สถิติที่ใช้และวิธีการวิเคราะห์ข้อมูล นาข้อมูลที่ได้จากการสังเกตพฤติกรรมการสอนมาวิเคราะห์ข้อมูล โดยหาค่าเฉลี่ย x และส่วน เบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) แบบสังเกตพฤติกรรมการสอน เป็นมาตราส่วนประมาณค่า 4 ระดับ โดยกาหนด เกณฑ์ในการให้คะแนน ดังนี้ ระดับดีมาก

4

คะแนน

ระดับดี

3

คะแนน

ระดับพอใช้

2

คะแนน

ระดับปรับปรุง

1

คะแนน

นาผลที่ได้มาวิเคราะห์ข้อมูลเปรียบเทียบกับเกณฑ์ในการแปลความหมาย ดังนี้ 1.00-1.99 หมายถึง อยู่ในระดับปรับปรุง 2.00-2.99 หมายถึง อยู่ในระดับพอใช้ 3.00-3.49 หมายถึง อยู่ในระดับดี 3.50-4.00 หมายถึง อยู่ในระดับดีมาก


ผลการวิเคราะห์ขอ้ มูล การศึกษาครั้งนี้ ผู้นิเทศได้นาเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล ผลจากการสังเกตพฤติกรรมการจัด กิจกรรมการเรียนการสอน โดยหาค่าเฉลี่ย (  ) และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) ปรากฏผลดังตารางที่ 1 – 7 ตารางที่ 1 ค่าเฉลี่ยผลการสังเกตพฤติกรรมการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนพัฒนาทักษะกระบวนการ คิดโดยใช้โครงงานในภาพรวม รายการประเมิน

S.D.

ระดับคุณภาพ

1. ด้านผู้สอน

3.50

0.00

ดีมาก

2. ด้านเนื้อหา

3.75

0.12

ดีมาก

3. ด้านกิจกรรมการเรียนการสอน

3.56

0.16

ดีมาก

4. ด้านสื่อและสิ่งสนับสนุนการเรียนการ

3.63

0.18

ดีมาก

5. ด้านการวัดและประเมินผลการเรียน

3.60

0.28

ดีมาก

6. ด้านผู้เรียน

3.71

0.08

ดีมาก

3.60

0.07

ดีมาก

รวมเฉลี่ย

จากตารางที่ 1 พบว่า ผลการวิเคราะห์การสังเกตพฤติกรรมการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนพัฒนา ทักษะกระบวนการคิดโดยใช้โครงงาน ในภาพรวมอยู่ในระดับดีมาก (  =3.60) เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ทุกด้านอยู่ในระดับ ดีมาก ด้านเนื้อหา มีค่าเฉลี่ยมากที่สุด (  =3.75) รองลงมา คือ ด้านผู้เรียน (  =3.71) ส่วนด้านที่น้อยที่สุด คือ ด้านผู้สอน (  =3.50)


ตารางที่ 2 ค่าเฉลี่ยผลการสังเกตพฤติกรรมการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนพัฒนาทักษะกระบวนการ คิดโดยใช้โครงงาน ด้านผู้สอน รายการประเมิน

S.D.

ระดับคุณภาพ

1. แนะนาแนวการสอน การวัดและประเมินผลแก่ผู้เรียน

3.00

0.00

ดี

2. ความรู้ ความสามารถของผู้สอน

3.50

0.71

ดีมาก

3. ความมีคุณธรรม จริยธรรมของผู้สอน

4.00

0.00

ดีมาก

4. บุคลิกภาพโดยรวมของผู้สอน

3.50

0.71

ดีมาก

5. การเตรียมความพร้อม เตรียมการสอน และความตรงต่อเวลา

3.50

0.71

ดีมาก

3.50

0.71

ดีมาก

3.50

0.00

ดีมาก

6. ความสามารถในการจัดการชั้นเรียนและแก้ปัญหาในชั้นเรียน

รวมเฉลี่ย

จากตารางที่ 2 พบว่า ผลการวิเคราะห์การสังเกตพฤติกรรมการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน พัฒนาทักษะกระบวนการคิดโดยใช้โครงงานในด้านผู้สอนในภาพรวม อยู่ในระดับดีมาก (  =3.50) เมื่อ พิจารณาเป็นรายข้อ พบว่า อยู่ในระดับดีมากเกือบทุกข้อ ยกเว้น ข้อ 1 อยู่ในระดับดี เรียงตามลาดับค่าเฉลี่ย จากมากไปหาน้อย ดังนี้ ข้อ 3.ความมีคณ ุ ธรรม จริยธรรมของผู้สอน (  =4.00) รองลงมา คือ ข้อ 2

,4,5 และ 6 มีค่าเฉลี่ยเท่ากัน (  =3.50) ส่วนข้อที่มคี ่าเฉลีย่ น้อยที่สุด คือ 1. แนะนาแนวการสอน การวัดและประเมินผลแก่ผู้เรียน (  =3.00)


ตารางที่ 3 ค่าเฉลี่ยผลการสังเกตพฤติกรรมการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนพัฒนาทักษะกระบวนการ คิดโดยใช้โครงงาน ด้านเนื้อหา รายการประเมิน

S.D.

ระดับคุณภาพ

1. บอกเรื่องและแนวคิดสาคัญ หรือนิยามศัพท์ ของเรื่องที่สอน

3.50

0.71

ดีมาก

2. เนื้อหาที่สอนมีความน่าสนใจ ทันสมัย

3.00

0.00

ดีมาก

3. ความครอบคลุมและสอดคล้องกับวัตถุประสงค์

3.50

0.71

ดีมาก

4. ความเหมาะสมกับระดับความรู้ ความสามารถของผู้เรียน

4.00

0.00

ดีมาก

5. การนาไปประยุกต์ใช้ในสถานการณ์อื่น ๆ หรือวิชาอื่น ๆ

4.00

0.00

ดีมาก

6. การสอดแทรกคุณธรรม จริยธรรม และแนวคิดเศรษฐกิจ

3.50

0.71

ดีมาก

3.75

0.12

ได้ชัดเจน

พอเพียงแก่ผู้เรียนในเนื้อหา รวมเฉลี่ย

ดีมาก

จากตารางที่ 3 พบว่า ผลการวิเคราะห์การสังเกตพฤติกรรมการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน พัฒนาทักษะกระบวนการคิดโดยใช้โครงงานในด้านเนื้อหา ในภาพรวม อยู่ในระดับดีมาก (  =3.75) เมื่อ พิจารณาเป็นรายข้อ พบว่า อยู่ในระดับดีมาก ทุกข้อ เรียงตามลาดับค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย ดังนี้ ข้อ 4 และ 5 ค่าเฉลี่ยมากที่สุดเท่ากัน (  =4.00) รองลงมา คือข้อ 1,3และ 6 มีค่าเฉลี่ย (  =3.50) ส่วนข้อที่มีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุด คือ ข้อ 2 มีค่าเฉลี่ยเท่ากัน (  =3.00)


ตารางที่ 4 ค่าเฉลี่ยผลการสังเกตพฤติกรรมการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนพัฒนาทัก ษะกระบวนการ คิดโดยใช้โครงงาน ด้านกิจกรรมการเรียนการสอน S.D.

ระดับคุณภาพ

3.50

0.71

ดีมาก

2. ครูใช้คาถามเพื่อกระตุน้ ให้นักเรียนใช้ทักษะการคิดอยู่ตลอดเวลา 3.50

0.71

ดีมาก

3. ครูให้ความสาคัญและตอบสนองต่อคาถามของนักเรียน

3.00

0.00

ดี

4. ครูเปิดโอกาสให้นักเรียนได้ลองหารูปแบบอื่น ๆในการเรียนรู้

4.00

0.00

5. รูปแบบการสอนและกิจกรรมแทรกกระบวนการคิดที่หลากหลาย

4.00

0.00

6. บรรยากาศการเรียนรู้ และการมีส่วนร่วมในชั้นเรียน

3.50

0.71

3.00

0.00

ดีมาก

8. มีกิจกรรมการเรียนการสอนโดยเน้นผู้เรียนเป็นสาคัญ

4.00

0.00

ดีมาก

9. นักเรียนมีการโต้ตอบสื่อสารกับครูถึงความเข้าใจในเนื้อหา หรือ

4.00

0.00

ดีมาก

3.56

0.16

ดีมาก

รายการประเมิน

1. ครูใช้คาถามให้นักเรียนเชื่อมโยง ประยุกต์ใช้แนวความคิดหลัก

เพื่อแก้ปัญหา และให้เหตุผลในการใช้กลวิธีและตอบคาถามนั้น

หรือหาคาตอบ

ส่งเสริมให้ผู้เรียนศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง พร้อมแนะนาแหล่ง

ดีมาก

ดีมาก ดีมาก

ความรู้เพิ่มเติม 7. พัฒนาผู้เรียนให้เกิดแนวคิดเชิงวิเคราะห์ สังเคราะห์ และ สร้างสรรค์

แนวคิดสาคัญ รวมเฉลี่ย

จากตารางที่ 4 พบว่า ผลการวิเคราะห์การสังเกตพฤติกรรมการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน พัฒนาทักษะกระบวนการคิดโดยใช้โครงงานในด้านกิจกรมการเรียนการสอน ในภาพรวม อยู่ในระดับดี มาก (  =3.56) เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ พบว่า อยู่ในระดับดีมาก เกือบทุกข้อ ยกเว้น ข้อ 3 อยู่ในระดับดี เรียงตามลาดับค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย ดังนี้ ข้อ 4, 5, 8 และ 9 มีค่าเฉลี่ยมากที่สุดเท่ากัน


(  =4.00) รองลงมา คือ ข้อ 1, 2, และ 6 มีค่าเฉลี่ย (  =3.50) ส่วนข้อที่มีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุด คือ ข้อ 3 และ 7 มีค่าเฉลีย่ (  =3.00) ตารางที่ 5 ค่าเฉลี่ยผลการสังเกตพฤติกรรมการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนพัฒนาทักษะกระบวนการ คิดโดยใช้โครงงาน ด้านสื่อและสิ่งสนับสนุนการเรียนการสอน รายการประเมิน

S.D.

ระดับคุณภาพ

1. มีเอกสารและสื่อประกอบในการเรียนรู้

4.00

0.00

ดีมาก

2. มีการใช้สื่อที่หลากหลายรูปแบบมาใช้ในการเรียนการ

3.50

0.71

ดีมาก

4.00

0.00

ดีมาก

4.00

0.00

ดีมาก

3.63

0.18

ดีมาก

สอน (สื่อสิ่งพิมพ์ และสื่ออิเล็กทรอนิกส์) 3. สื่อที่ใช้สามารถเชื่อมโยงกับเนื้อหาที่สอนให้นักเรียน เกิดการเรียนรู้ได้ดีขึ้น 4. มีการนาเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาใช้ในการเรียนการ สอน รวมเฉลี่ย

จากตารางที่ 5 พบว่า ผลการวิเคราะห์การสังเกตพฤติกรรมการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน พัฒนาทักษะกระบวนการคิดโดยใช้โครงงาน ในด้านสื่อและสิ่งสนับสนุนการเรียนการสอน ในภาพรวม อยู่ในระดับดีมาก (  =3.63) เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ พบว่า อยู่ในระดับดีมากทุกข้อ เรียงตามลาดับค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย ดังนี้ ข้อ 1, 3, และ 4 มีค่าเฉลีย่ (  =4.00) รองลงมา คือ ข้อ 2 มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ (  =3.50)


ตารางที่ 6 ค่าเฉลี่ยผลการสังเกตพฤติกรรมการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนพัฒนาทักษะกระบวนการ คิดโดยใช้โครงงาน ด้านการวัดและประเมินผลการเรียน 

S.D.

ระดับคุณภาพ

1. มีการวัดผลทั้งก่อนและหลังเรียน

3.50

0.71

ดีมาก

2. วิธีการวัดผลสอดคล้องและเหมาะสมกับเนื้อหา

4.00

0.00

ดีมาก

3. วิธีการวัดผลมีความหลากหลาย

3.00

0.00

ดี

4. ใช้วิธีการประเมินตามสภาพจริง

4.00

0.00

ดีมาก

5. เกณฑ์การประเมินผลมีความเที่ยงธรรม โปร่งใส

4.00

0.00

ดีมาก

3.60

0.28

ดีมาก

รายการประเมิน

รวมเฉลี่ย

จากตารางที่ 6 พบว่า ผลการวิเคราะห์การสังเกตพฤติกรรมการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน พัฒนาทักษะกระบวนการคิดโดยใช้โครงงาน ในด้านการวัดและประเมินผลการเรียน ในภาพรวม อยู่ใน ระดับดีมาก (  =3.60) เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ พบว่า อยู่ในระดับดีมากเกือบทุกข้อ ยกเว้นข้อ 3. อยู่ใน ระดับดี เรียงตามลาดับค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย ดังนี้ ข้อ 1,4,และ5 มีค่าเฉลีย่ มากทีส่ ุดเท่ากัน (  =4.00) รองลงมา คือ ข้อ 1 มีค่าเฉลี่ยระดับดีมาก (  =3.50) และ ข้อ 3 มีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุด (  =3.00)


ตารางที่ 7 ค่าเฉลี่ยผลการสังเกตพฤติกรรมการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนพัฒนาทักษะกระบวนการ คิดโดยใช้โครงงาน ด้านผู้เรียน 

S.D.

ระดับคุณภาพ

1. การเตรียมความพร้อมก่อนเรียน

3.50

0.71

ดีมาก

2. การมีส่วนร่วมในชั้นเรียน

4.00

0.00

ดีมาก

3. มีการสร้างคาอธิบายในกระบวนการเรียนรู้และข้อมูลของ

3.50

0.71

ดีมาก

4. ความกระตือรือร้นในการศึกษาหาความรู้เพิ่มเติม

3.50

0.71

ดีมาก

5. ความตรงต่อเวลาและความสม่าเสมอในการเข้าเรียน

4.00

0.00

ดีมาก

6. ได้ใช้ทักษะการคิดขั้นสูง หรือมีผลงานที่เกิดจากทักษะ

3.00

0.00

ดี

7. มีการทางานเป็นกลุ่ม หรือทีม

3.50

0.71

ดีมาก

8. มีการนาเสนอผลงาน

4.00

0.00

ดีมาก

9. การนาความรู้ที่ได้รับไปประยุกต์ใช้ หรือการเชื่อมโยงกับ

4.00

0.00

ดีมาก

รายการประเมิน

นักเรียนด้วยตนเอง

การคิดขั้นสูง

ชีวิตประจาวัน รวมเฉลี่ย

3.72

0.08

จากตารางที่ 7 พบว่า ผลการวิเคราะห์การสังเกตพฤติกรรมการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน พัฒนาทักษะกระบวนการคิดโดยใช้โครงงานในด้านผู้เรียน ในภาพรวม อยู่ในระดับดีมาก มีค่าเฉลี่ย (  =3.72) เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ พบว่า อยู่ในระดับดีมากเกือบทุกข้อ ยกเว้นข้อ 6 อยู่ในระดับดี เรียง ตามลาดับค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย ดังนี้ ข้อ 2, 5, 8และ9 มีค่าเฉลีย่ ระดับมากที่สุดเท่ากัน (  =4.00) รองลงมา คือ ข้อ 1, 3, 4 และ 7 มีค่าเฉลี่ยระดับดีมากเท่ากัน (  =3.50) และ ข้อ 6 มีค่าเฉลี่ยน้อยสุด (  =3.00)

ดีมาก


สรุปผลการวิจัย จากการดาเนินการตามขั้นตอนที่ได้นาเสนอ

เพื่อพัฒนาการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อ

พัฒนาทักษะกระบวนการคิด โดยใช้โครงงาน ของครูโรงเรียนวัดเขาวัง(แสง ช่วงสุวนิช) ปรากฏผลดังนี้ การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนพัฒนาทักษะกระบวนการคิดโดยใช้โครงงาน พบว่า

ครูมีความรูความสามารถ ด้านผู้สอน ด้านเนื้อหา ด้านกิจกรรมการเรียนการสอน ด้านสื่อและ สิ่งสนับสนุนการเรียนการ ด้านการวัดและประเมินผลการเรียน ด้านผู้เรียน พัฒนา ขึ้นเป็นอย่าง มากมีผลการประเมินอยู่ในระดับดีมาก อาจเนื่องมาจากครูมีการศึกษาคู่มือการจัดการเรียนรู้แบบโครงงาน เข้าใจหลักการในการสอนโครงงาน บทบาทของตนเองในการจัดการเรียนการสอน มีความรู้เกี่ยวกับ ประเภทของโครงงาน ขั้นตอนกระบวนการเรียนการสอนโครงงาน การกาหนดประเด็นปัญหา แนวทาง แก้ปัญหา สู่การตั้งชื่อโครงงาน สามารถจัดกระบวนการเรียนการสอนให้นักเรียนเข้าใจเกิดทักษะ กระบวนการคิดอย่างเป็นขั้นตอน รวมทั้งการเขียนรายงานโครงงานได้อย่างถูกต้องตามขั้นตอน สร้างความ เชื่อมั่นให้เกิดแก่ครูผู้สอน สามารถจัดการเรียนการสอนได้ด้วยความมั่นใจ พัฒนาทักษะกระบวนการคิด โดยใช้คาถามกระตุ้นให้นักเรียนคิดส่งผลให้นักเรียนมีความสามารถในการคิดวิเคราะห์ สังเคราะห์ คิด สร้างสรรค์ และคิดอย่างมีวิจารณญาณ ในการจัดทาจัดทาโครงงาน ตั้งแต่การตั้งชื่อเรื่อง การเขียนที่มาและ ความสาคัญ การกาหนดวัตถุประสงค์ การดาเนินงาน การวิเคราะห์ข้อมูล การสรุปผล และเขียนรายงาน การจัดทาโครงงานได้อย่างถูกต้อง มีทักษะในการปฏิบัติงาน มีการวางแผนการทางานอย่างมีระบบเป็น การบวนการและสามารถนาเสนอผลงานเผยแพร่สู่สาธารณะชนได้อย่างสง่างาม เสริมสร้างพลังในการ พัฒนาศักยภาพของผู้เรียน ตอบสนองตามจุดเน้นของหลักสูตรด้านการพัฒนาคุณภาพผู้เรียนต่อไป การนาไปพัฒนาและประยุกต์ใช้ อภิปรายผล 1. ความรู้ความสามารถในการจัดการเรียนการสอน พบว่าครูที่ได้รับการศึกษาจากคู่มือการ สอนแบบโครงงานและการนิเทศแบบเสนอแนะ มีความสามารถในการจัดการเรียนการสอนได้อย่างมี ประสิทธิภาพขึ้น เนื่องจากมีความรู้ความเข้าใจบทบาทหน้าที่ของตนเอง มีความแม่นยาในหลักการ ขั้นตอน เทคนิควิธีการ และรูปแบบการจัดการเรียนการสอนแบบโครงงานดียิ่งขึ้น 2. ความสามารถในการคิดวิเคราะห์ พบว่านักเรียนที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้


แบบโครงงาน มีความสามารถในการคิดวิเคราะห์สูงขึ้น เนื่องจาก การจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบโครงงาน เป็นการใช้กระบวนการทางานเป็นกลุ่ม ได้มีปฏิสัมพันธ์ทาให้นักเรียนได้พัฒนากระบวนการทางสมอง ระดับสูง สามารถพิจารณาสถานการณ์ คิดหาเหตุผล การจาแนกและการแก้ปัญหาต่าง ๆ ได้ สอดคล้อง กับ วนิช สุธารัตน์ (2547 : 125-128) ที่กล่าวว่า การคิดวิเคราะห์เป็นกระบวนการที่ใช้ปัญญา หรือใช้ ความคิดนาพฤติกรรม ผู้ที่คิดวิเคราะห์เป็นจึงสามารถใช้ปัญญานาชีวิตได้ในทุก ๆ สถานการณ์ เป็นบุคคลที่ ไม่โลภไม่เห็นแก่ตัว ไม่ยึดเอาตัวเองเป็นศูนย์กลาง มีเหตุผลไม่มีอคติ มีความยุติธรรมและพร้อมที่จะสร้าง สันติสุขในทุกโอกาส การคิดวิเคราะห์จะต้องอาศัยองค์ประกอบที่สาคัญสองเรื่อง คือ ความสามารถใน การให้เหตุผลอย่างถูกต้องกับเทคนิคการตั้งคาถามเพื่อใช้ในการคิดวิเคราะห์ ซึ่งทั้งสองเรื่องมีความสาคัญ ต่อการคิดวิเคราะห์เป็นอย่าง สอดคล้องกับคราจซิค (Krajcik. 1994 : 483-497) ได้ศึกษารูปแบบการให้ ความช่วยเหลือของครูในการทาโครงงานของนักเรียน พบว่า การจัดการเรียนการสอนแบบโครงงานเป็น การเรียนแบบร่วมมือ ผลที่ได้จากโครงงานเป็นการพัฒนาความคิดรวบยอดและสร้างมนุษย์สัมพันธ์ทาง วิชาการของนักเรียน ทั้งยังส่งเสริมให้นักเรียนมีทักษะการปฏิบัติงานสูงขึ้น นักเรียนมีความรู้ความเข้าใจใน กระบวนการจัดทาโครงงาน การได้ฝึกทักษะช่วยให้นักเรียนได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้จากเพื่อน ซึ่งจะช่วย เสริมสร้างทั้งความรู้และทักษะในการจัดทาโครงงานมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้การเปลี่ยนบทบาทของครูผู้สอน จากผู้ถ่ายทอดมาเป็นการเป็นที่ปรึกษา คอยดูแลช่วยเหลือและสนับสนุนให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้ การ เรียนรู้ไปกับผู้เรียนรวมทั้งกิจกรรมการเรียนรู้มาจากความสนใจของนักเรียนเป็นหลัก จึงส่งผลโดยตรงให้ นักเรียนมีความสามารถในการจัดทาโครงงานตามเป้าหมายที่สถานศึกษากาหนดได้ สอดคล้องกับ สุจิ ตรา ขุนคา (2553 : บทคัดย่อ) ได้ทาการศึกษาการจัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนาทักษะการปฏิบัติงาน รายวิชาการ งานอาชีพและเทคโนโลยี งานธุรกิจ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนแม่แตง จังหวัด เชียงใหม่ พบว่า ผลสัมฤทธิท์ างการเรียนในรายวิชาการงานอาชีพและเทคโนโลยี งานธุรกิจ นักเรียนได้รับ คะแนนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนในทุกแผนการจัดการเรียนรู้ รวมถึงนักเรียนมีทักษะการปฏิบัติงานใน ภาพรวมอยู่ในระดับดีมาก จากการสังเกตการสอนของผู้วิจัยพบว่า นักเรียนที่เรียนรู้ด้วยกิจกรรมการเรียนรู้แบบ โครงงาน มีความกระตือรือร้น ร่วมมือในการทากิจกรรมการเรียนรู้เป็นอย่างดี ในการศึกษาค้นคว้าหา ข้อมูล การทางานร่วมกับเพื่อน การแสดงความคิดเห็น การสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง การแสดงผลงาน ที่สร้างความภาคภูมิใจให้กับนักเรียน บรรยากาศสนุกสนาน นักเรียนกล้าแสดงความคิดเห็นและรับฟัง ความคิดเห็นซึ่งกันและกันทั้งภายในกลุ่มและระหว่างกลุม่ โดยเฉพาะเมื่อมีการรายงานผลงานของแต่ละ


กลุ่ม อันเป็นการแลกเปลี่ยนกระบวนการคิด กระบวนการทางาน การะบวนการสร้างความรู้ด้วย ตนเอง การวิเคราะห์กระบวนการเรียนรู้และการประยุกต์ใช้ความรู้อันเป็นทักษะการเรียนรู้ตลอดชีวิตและ เป็นเป้าหมายหลักของการจัดการเรียนรู้ในปัจจุบัน จึงเป็นผลให้การจัดการเรียนรู้แบบโครงงานสามารถ พัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์และทักษะการปฏิบัติงานของนักเรียนได้เป็นอย่างดี การนาไปพัฒนาและเชื่อมโยงประยุกต์ใช้ 1. ควรนาการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบโครงงาน ไปประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับเนื้อหาวิชา อื่น เพื่อพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้ ส่งเสริมให้การเรียนเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเน้นให้ผู้เรียนมี ส่วนร่วมในกิจกรรมกลุ่มอย่างทั่วถึงกัน การเรียนรู้ที่ผู้เรียน ได้ศึกษาค้นคว้าด้วยตัวเอง จะทาให้ผู้เรียนเกิด ความกระตือรือร้นที่จะเรียนรู้ สามารถปรับตัวและทางานร่วมกับผู้อื่นได้เป็นอย่างดี 2. ควรมีการเปรียบเทียบผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบโครงงาน กับกิจกรรมการเรียนรู้แบบ อื่น เช่น การจัดกิจกรรมเรียนรู้แบบ 4 MAT การจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบ Story line


เอกสารอ้างอิง กระทรวงศึกษาธิการ. 2552. แนวทางการจัดการเรียนรู้ ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย จากัด. กุลธิดา ปัญญาจิรวุฒิ. 2550. การจัดการเรียนรู้การอ่าน คิดวิเคราะห์ และเขียน. เข้าถึงได้จาก http://gotoknow.org/blog/kul50/99953 โกวิท ประวาลพฤกษ์. 2551. การออกแบบการเรียนรู้แบบย้อนกลับ. กรุงเทพมหานคร : สถาบันพัฒนา คุณภาพวิชาการ (พ.ว.). คณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ, สานักงาน. 2540. ทฤษฎีการเรียนรู้เพื่อพัฒนากระบวนการคิด. กรุงเทพมหานคร : หจก. ไอเดีย สแควร์. _______. 2545. สร้างสรรค์นักคิด. กรุงเทพมหานคร : สานักพิมพ์วัฒนาพานิช. _______. 2550. แนวทางการนามาตรฐานการศึกษา ขั้นพื้นฐานสู่การปฏิบัติ. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย จากัด. ดร.ชมพูนุท สุขหวาน/อุทิศ นวลเจริญ (2550) เอกสารประกอบการอบรมเชิงปฏิบัติการ การเรียนรู้ แบบโครงงาน มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา. ถวัลย์ มาศจัส/มณี เรืองขา(2549) วนัตกรรมการศึกษาชุดแนวทางการจัดกิจกรรมการเรียน การสอนโครงงาน(Project) กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์ธารอักษร. ทิศนา เขมมณี. (2545). รูปแบบการเรียนการสอน : ทางเลือกที่หลากหลาย. กรุงเทพฯ : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ลักขณา สรีวัฒน์. 2549. การคิด. กรุงเทพมหานคร : สานักพิมพ์โอเดียนสโตร์. วิชาการและมาตรฐานการศึกษา, สานัก. กระทรวงศึกษาธิการ. 2549. แนวทางการจัดการเรียนรู้เพื่อ พัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์. กรุงเทพมหานคร : สานักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา. _______. 2551. แนวทางการบริการจัดการหลักสูตร. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์ชุมนุม สหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย จากัด. ศึกษาธิการ, กระทรวง. 2551. หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย จากัด.


โรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, ศูนย์วิจัยและพัฒนาการศึกษา. 2550 คู่มือการประเมิน การอ่าน คิดวิเคราะห์ และเขียน. กรุงเทพมหานคร : โรงเรียนสาธิตแห่ง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการศึกษา. _______. 2551. สรุปความคิดเห็นของอาจารย์เกี่ยวกับการออกแบบการเรียนรู้เพื่อพัฒนาการอ่าน คิดวิเคราะห์ และเขียน. กรุงเทพมหานคร : โรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการศึกษา.


ภาคผนวก


แบบสังเกตพฤติกรรม การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนโดยใช้โครงงาน คาชี้แจง แบบสังเกตการสอนนี้ เป็นแบบสังเกตการณ์จัดการเรียนการสอนของครูในแต่ละรายวิชาที่สอน โดยผู้สังเกตการสอน บันทึกข้อมูลจากการสังเกตและทาเครื่องหมาย ในแบบประเมินและตอบทุกข้อ ตอนที่ 1 ข้อมูลทั่วไป ชื่อผู้สอน...............................................................................วันที่สังเกตการณ์สอน............................................ ชื่อวิชา/เรื่อง ที่สอน ....................................................................ชั้น...........................เวลา.................................

ชื่อผู้สังเกต  ตนเอง  ผู้อื่นประเมิน 1.................................................................................... ข้อมูลชั้นเรียน

ตอนที่ 2

จานวนนักเรียนในชั้นเรียนตามใบรายชื่อ...............คน เป็นชาย..........คน หญิง............คน มาเรียน..............คน รูปแบบห้องเรียน.

 แบบธรรมดา  ห้อง Lab

อื่น ๆ ระบุ.........................................................................

รูปแบบการจัดห้องเรียน  นั่งเรียงแถวแบบชั้นเรียนทั่วไป  จัดโต๊ะเป็นกลุ่ม

อื่น ๆ.................................

การสังเกตการณ์เรียนการสอนตามสภาพจริง

ตอนที่ 3

4=

ดีมาก3 = ดี

ที่

2 = พอใช้ 1 = ปรับปรุง

รายการประเมิน

ด้านผู้สอน 1

แนะนาแนวการสอน การวัดและประเมินผลแก่ผู้เรียน

2

ความรู้ ความสามารถของผู้สอน

3

ความมีคุณธรรม จริยธรรมของผูส้ อน

4

บุคลิกภาพโดยรวมของผู้สอน

5

การเตรียมความพร้อม เตรียมการสอน และความตรงต่อเวลา

6

ความสามารถในการจัดการชั้นเรียนและแก้ปัญหาในชั้นเรียน

ด้านเนื้อหา 7

บอกเรื่องและแนวคิดสาคัญ หรือนิยามศัพท์ ของเรื่องที่สอนได้ชัดเจน

8

เนื้อหาที่สอนมีความน่าสนใจ ทันสมัย

9

ความครอบคลุมและสอดคล้องกับวัตถุประสงค์

ระดับการประเมิน 4

3

2

1


ที่

รายการประเมิน

10

ความเหมาะสมกับระดับความรู้ ความสามารถของผู้เรียน

11

การนาไปประยุกต์ใช้ในสถานการณ์อื่น ๆ หรือวิชาอื่น ๆ

12

การสอดแทรกคุณธรรม จริยธรรม และแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงแก่ผู้เรียนในเนื้อหา

ด้านกิจกรรมการเรียนการสอน 13

บรรยากาศการเรียนรู้ และการมีส่วนร่วมในชั้นเรียน

14

ส่งเสริมให้ผเู้ รียนศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง พร้อมแนะนาแหล่งความรู้เพิ่มเติม

15

พัฒนาผู้เรียนให้เกิดทักษะกระบวนการคิด คิดเชิงวิเคราะห์ สังเคราะห์ และสร้างสรรค์

16

มีกิจกรรมการเรียนการสอนโดยเน้นผู้เรียนเป็นสาคัญ

17

นักเรียนมีการโต้ตอบ สื่อสารกับครูถึงความเข้าใจในเนื้อหา หรือแนวคิดสาคัญ

18

ครูใช้คาถามกระตุ้นให้นักเรียนคิดเชื่อมโยง ประยุกต์ใช้แนวความคิดหลักเพื่อแก้ปัญหา และให้เหตุผลในการใช้กลวิธีและตอบคาถามนั้น

19

ครูใช้คาถามกระตุ้นให้นักเรียนคิดประยุกต์ใช้เรื่องที่เรียนเข้ากับเรือ่ งอื่นๆ ได้

20

ครูให้ความสาคัญและตอบสนองต่อคาถามของนักเรียน

21

ครูเปิดโอกาสให้นักเรียนได้คิดหารูปแบบอืน่ ๆในการเรียนรู้ หรือหาคาตอบ

22

รูปแบบการสอนและกิจกรรมทีห่ ลากหลายในเชิงบูรณาการ

ด้านสื่อและสิ่งสนับสนุนการเรียนการสอน 23

มีเอกสารและสื่อประกอบในการเรียนรู้

24

มีการใช้สื่อที่หลากหลายรูปแบบมาใช้ในการเรียนการสอน (สื่อสิ่งพิมพ์ และสื่อ อิเล็กทรอนิกส์)

25

สื่อที่ใช้สามารถเชื่อมโยงกับเนื้อหาที่สอนให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้ได้ดีขนึ้

26

มีการนาเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาใช้ในการเรียนการสอน

ด้านการวัดและประเมินผลการเรียน 27

มีการวัดผลทั้งก่อนและหลังเรียน

28

วิธีการวัดผลสอดคล้องและเหมาะสมกับเนื้อหา

29

วิธีการวัดผลมีความหลากหลาย

30

ใช้วิธีการประเมินตามสภาพจริง

ระดับการประเมิน 4

3

2

1


ที่ 31

รายการประเมิน เกณฑ์การประเมินผลมีความเที่ยงธรรม โปร่งใส

ด้านผู้เรียน 32

การเตรียมความพร้อมก่อนเรียน

33

การมีส่วนร่วมในชั้นเรียน

34

มีการสร้างคาอธิบายในกระบวนการเรียนรู้และข้อมูลของนักเรียนด้วยตนเอง

35

ความกระตือรือร้นในการศึกษาหาความรู้เพิ่มเติม

36

ความตรงต่อเวลาและความสม่าเสมอในการเข้าเรียน

37

ได้ใช้ทักษะการคิดขัน้ สูง หรือมีผลงานที่เกิดจากทักษะการคิดขั้นสูง

38

มีการทางานเป็นกลุ่ม หรือทีม

39

มีการนาเสนอผลงาน

40

การนาความรู้ที่ได้รับไปประยุกต์ใช้ หรือการเชื่อมโยงกับชีวิตประจาวัน

ตอนที่ 4 บันทึกผลการสังเกตหลังสอน จุดเด่นของครูผู้สอน

จุดด้อยของครูผู้สอน

สิ่งที่ครูผู้สอนทาแล้วประสบความสาเร็จในชั้นเรียน

ระดับการประเมิน 4

3

2

1


สิ่งที่ครูผู้สอนทาแล้วควรปรับปรุงและพัฒนา

อื่น ๆ .

ลงชื่อ……………………………

ลงชื่อ………………………………

(……………………………..)

(…………………………….)

ผู้รับการนิเทศ

ผู้นิเทศ

วัน..........เดือน.................................พ.ศ.............. วัน..........เดือน.................................พ.ศ..............

book2  

book2,book2

Read more
Read more
Similar to
Popular now
Just for you