Page 1

รายงานการศึกษาค้นคว้าอิสระ เรื่อง การพัฒนาครูชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ในการจัดกิจกรรม การเรียนรู้เพื่อพัฒนาทักษะการคิด กลุ่มสาระการเรียนรู้ ภาษาต่างประเทศ

โดย นางสาวศิริวรรณภา บุญเส็ง ผู้ฝึกประสบการณ์นิเทศการศึกษา

รายงานการศึกษาค้นคว้าอิสระนี้ เป็นส่วนหนึ่งของการฝึกประสบการณ์ นิเทศการศึกษา เพื่อแต่งตั้งให้ดารงตาแหน่งศึกษานิเทศก์ สานักงานคณะกรรมการศึกษาขั้นพื้นฐาน สานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาราชบุรี เขต 1


คานา การพัฒนาครูชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อพัฒนาทักษะการคิด กลุ่ม สาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาครูในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่เน้นทักษะ การคิด ชั้ นมั ธยมศึก ษาปีที่ 3 รายงานนี้สาเร็จลุล่วงได้ด้วยดี เพราะได้รับการชี้แนะแนวทาง การ ตรวจสอบแก้ไขจากหัวหน้าหน่วยกลุ่มนิเทศ ติดตามและประเมินผลการจัดการศึกษาและพี่ศึกษานิเทศก์ สานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาราชบุรี เขต 1 ขอขอบพระคุณ ผู้เชี่ยวชาญทุกท่าน ซึ่งประกอบด้วย นายมาโนช จันทร์แจ่ม หัวหน้าหน่วยกลุ่ม นิเทศ ติดตามและประเมินผลการจัดการศึกษา นางสาวดารารัตน์ ศึก ษานิเ ทศก์ เชี่ย วชาญ ที่ได้กรุณา ให้คาแนะนาในการจัดทารายงานเล่มนี้จนประสบความสาเร็จด้วยดี ขอขอบคุณผู้บริหารโรงเรียน รองผู้อานวยการโรงเรียน หัวหน้าฝ่ายวิชาการ คณะครูและ นักเรียน โรงเรียนโรงเรียนวัดเขาวัง(แสง ช่วงสุวนิช) ที่ให้ความร่วมมือในการศึกษาครั้งนี้

นางสาวศิริวรรณภา บุญเส็ง ผู้ฝึกประสบการณ์นิเทศการศึกษา


สารบัญ หน้า ความเป็นมาและความสาคัญ วัตถุประสงค์

1 2

เป้าหมาย

2

ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ

2

เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง การออกแบบการจัดการเรียนรู้

2

การจัดการเรียนรู้ตามมาตรฐานการเรียนรู้ / ตัวชี้วัด

2

การจัดการเรียนรู้ที่นาไปสู่การพัฒนาสมรรถนะสาคัญของผู้เรียน

3

การจัดการเรียนรู้เพื่อนาไปสู่การพัฒนาคุณลักษณะอันพึงประสงค์

3

การออกแบบหน่วยการเรียนรู้

3

การจัดการเรียนรู้ที่เอื้อต่อการพัฒนาผู้เรียน

4

กระบวนการจัดการเรียนรู้

6

กระบวนการคิดแบบต่าง ๆ

7

แนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวกับการจัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนากระบวนการคิด วิธีดาเนินการวิจัย

12

ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง

17

เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย

17

วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูล

18

สถิติที่ใช้และวิธีการวิเคราะห์ข้อมูล

18

ผลการวิเคราะห์ข้อมูล

19

การสรุปผลและข้อค้นพบ

26

เอกสารอ้างอิง

29

ภาคผนวก

30

ภาคผนวก ก แบบสังเกตการณ์เรียนการสอน

31


สารบัญตาราง เรื่อง

ตารางที่ 1. แสดงผลการสังเกตการณ์จัดกิจกรรมการเรียนการสอน ตามสภาพจริงที่เน้นทักษะการคิดใน ภาพรวม ตารางที่ 2. แสดงผลการสังเกตการณ์จัดกิจกรรมการเรียนการสอน ตามสภาพจริงที่เน้นทักษะการคิดใน ด้านผู้สอน ตารางที่ 3. แสดงผลการสังเกตการณ์จัดกิจกรรมการเรียนการสอน ตามสภาพจริงที่เน้นทักษะการคิดใน ด้านเนื้อหา ตารางที่ 4. แสดงผลการสังเกตการณ์จัดกิจกรรมการเรียนการสอน ตามสภาพจริงที่เน้นทักษะการคิดใน ด้านกิจกรมการเรียนการสอน ตารางที่ 5. แสดงผลการสังเกตการณ์จัดกิจกรรมการเรียนการสอน ตามสภาพจริงที่เน้นทักษะการคิดใน ด้านสื่อและสิ่งสนับสนุนการเรียนการสอน ตารางที่ 6. แสดงผลการสังเกตการณ์จัดกิจกรรมการเรียนการสอน ตามสภาพจริงที่เน้นทักษะการคิดใน ด้านการวัดและประเมินผลการเรียน ตารางที่ 7. แสดงผลการสังเกตการณ์จัดกิจกรรมการเรียนการสอน ตามสภาพจริงที่เน้นทักษะการคิดใน ด้านผู้เรียน

หน้า 19 20 21 22 23 24 25


ความเป็นมาและความสาคัญ จากการปฏิรูปการศึกษาของชาติ ได้กาหนดสาระของพระราชบัญญัติการศึกษาในเรื่องของการ จัดการศึกษา ในมาตราที่ 43 เกี่ยวกับสิทธิของบุคคลที่ต้องได้รับ

การศึกษาจากรัฐโดยทั่วถึง มาตรา

ที่ 81 ระบุถึงการสนับสนุนให้ภาคเอกชน ในเรื่องการจัดการศึ กษา อบรมเรื่องคุณธรรม ปรับปรุง การศึ ก ษาให้ ส อดคล้ อ งกั บ สภาพที่ เ ปลี่ ย นแปลง พั ฒ นาประเทศในทุ ก ด้ า น (รั ฐ ธรรมนู ญ แห่ ง ราชอาณาจัก รไทย พุ ท ธศั ก ราช 2540: 16) ประกอบกั นหลัก สู ตรแกนกลางการศึก ษาขั้ นพื้ นฐาน พุทธศักราช 2551 มุ่งเน้นพัฒนาผู้เรียนให้ มีคุณภาพตามมาตรฐานที่กาหนด และเกิดสมรรถนะสาคัญ 5 ด้าน ซึ่งสมรรถนะที่สาคัญ 1 ใน 5 ด้าน คือ ความสามารถในการคิด แต่ จากสภาพปัจจุบัน การจัดการ ศึกษาของประเทศไทยอยู่ในภาวะวิกฤตทางเศรษฐกิจ และความผันผวนของระบบภายในสังคม ความ เข้าใจเกี่ยวกับการจัดการศึกษาไม่ถูกต้อง ไม่ยึดผู้เรียนเป็ นสาคัญ ครูไม่ปฏิรูปการสอน ครูสอนให้ ท่องจาเนื้อหา ทาให้นักเรียนคิดไม่เป็น ปัจจุบัน การเรียนรู้ภาษาต่างประเทศมีความสาคัญและความจาเป็นยิ่ง ต่อ การเปลี่ยนแปลงใน สัง คม และวิวั ฒนาการทางเทคโนโลยี นัก เรี ย นทุก คนจาเป็ นต้ องมี ค วามรู้ ความสามารถทาง ภาษาต่ า งประเทศ เพื่ อ เป็ น เครื่ อ งมื อ ส าคั ญ ในการติ ด ต่ อ สื่ อ สาร การศึ ก ษา การแสวงหาความรู้ การประกอบอาชีพ แต่ในทางกลับกัน ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียนกลับต่าลงเรื่อย ๆ จากการศึกษาวิเคราะห์สภาพปัจจุบัน ปัญหา และความต้องการด้านการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ โรงเรียนวัดเขาวัง (แสง ช่วงสุวนิช) ในการจัดทาแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่เน้น พัฒนาทักษะการ คิด พบว่า การจัดทาแผนการจัดการเรียนรู้ของครู ยังให้ความสาคัญในการจัดทาแผนการจัดกิจกรรม การเรียนรู้ที่เน้นพัฒนาทักษะการคิดไม่มาก ทาให้ผู้เรียนไม่ได้รับการพัฒนาทักษะการคิดเท่าที่ควร ดังนั้นการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อพัฒนาทักษะการคิด ในระดับชั้นเรียนจึงมีความสาคัญยิ่ง และสอดคล้องกับมาตรฐานการเรียนรู้ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2551 กลุ่มนิเทศติดตามและประเมินผลการจัดการศึกษา สานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาราชบุรี เขต 1 ซึ่งมีบทบาทในการพัฒนาคุณภาพการศึกษาจึงได้ทาการศึกษาการพัฒนาครูในการจัดกิจกรรมการ เรียนรู้เพื่อพัฒนาทักษะการคิด กลุ่มสาระการเรียนรูภ้ าษาต่างประเทศ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนวัด เขาวัง (แสง ช่วงสุวนิช) โดยเน้นการให้ครู จัดกิจกรรมการเรียนรู้ ที่เน้นทักษะการคิด และการนิเทศ ติดตาม ช่วยเหลือ ให้ครูนาไปใช้จัดกิจกรรมอย่างมั่นใจ


วัตถุประสงค์ เพื่อพัฒนาครูชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อพัฒนาทักษะการคิด กลุ่ม สาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ โรงเรียนวัดเขาวัง (แสง ช่วงสุวนิช) เป้าหมาย ครูที่เข้าร่วมโครงการ สามารถ 1. ครูออกแบบการการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่เน้นทักษะการคิด ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ 1. สานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาราชบุรี เขต 1 ได้ทราบแนวทางในการจัดกิจกรรม การเรียนรู้ที่เน้นทักษะการคิด กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 1. การออกแบบการจัดการเรียนรู้ การออกแบบการจัดการเรียนรู้อย่ างมีประสิทธิภาพตามที่หลัก สูตรแกนกลางการศึกษาขั้น พื้นฐาน พุทธศักราช 2551 กาหนดเป็นผลผลิตที่เกิดจากการจัดการเรียนรู้ที่สามารถพัฒนาผู้เรียนให้มี คุ ณ ภาพตามมาตรฐานเรีย นรู้ / ตั วชี้ วัด เกิ ดสมรรถนะส าคัญ ของผู้ เรี ย น และมี คุณ ลัก ษณะอั นถึ ง ประสงค์ ดังนั้น ในการออกแบบการจัดการเรียนรู้ต้องให้ความสาคัญกับสิ่งที่ผู้เรียนจะต้องเรียนรู้ รู้อะไรและทาอะไรได้ ซึ่งกาหนดไว้ในมาตรฐานการเรียนรู้ /ตัวชี้วัด เชื่อมโยงไปสู่ การพัฒนาผู้เรียน อย่างเป็นองค์รวม ด้วยเหตุนี้ ครูผู้สอนควรมีความรู้ความเข้าใจกับการเชื่อมโยงของการจัดการเรียนรู้ ตามมาตรฐานการเรียนรู้ / ตัวชี้วัด การจัดการเรียนรู้ที่นาไปสู่การพัฒนาสมรรถนะสาคัญของผู้เรียน การจัดการเรีย นรู้ที่ นาไปสู่ก ารพัฒนาคุณลัก ษณะอั นพึ งประสงค์ การออกแบบหน่วยการเรีย นรู้ที่ ครอบคลุมเป้าหมายการเรียนรู้ หลักฐานร่องรอยที่เกิดจากการวัดผลและประเมินผลอย่างเป็นระบบ ควบคู่กับการจัดกระบวนการเรียนรู้ที่นาเทคนิควีการสอนอย่างหลากหลาย มาใช้อย่างมีประสิทธิภาพ สื่อการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับธรรมชาติวิ ชาและผู้เรียน คลอดจนการใช้กระบวนการวิจัยเพื่อพัฒนา คุณภาพการสอนและการเรียนรู้ของผู้เรียน ดังนี้ (กระทรวงศึกษาธิการ, 2552 : 6) 2. การจัดการเรียนรู้ตามมาตรฐานการเรียนรู้ / ตัวชี้วัด มาตรฐานการเรียนรู้ / ตัวชี้วัด เป็นสิ่งที่กาหนดให้รู้ว่าผู้เรียนต้องการรู้อะไร และทาอะไรได้ ซึ่งการจัดการเรียนรู้ที่ส่งผลต่อคุณภาพของผู้เรียนให้เป็นคนดี มีปัญญาและมีความสุขได้นั้น ครูผู้สอน ต้องศึกษาและวิเคราะห์สิ่งที่กาหนดไว้เพื่อให้เกิดกับผู้เ รียนในมาตรฐานการเรียนรู้ / ตัวชี้วัด ของแต่ละ กลุ่มสาระการเรียนรู้ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ซึ่งกาหนดกลุ่ม สาระการเรียนรู้ไว้ 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ ประกอบด้ วย ภาษาไทย คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ สังคม ศึ ก ษา ศาสนาและวั ฒ นธรรม สุ ข ศึ ก ษาและพลศึ ก ษา ศิ ล ปะ การงานอาชี พ และเทคโนโลยี และ


ภาษาต่างประเทศ ฉะนั้นการจัดการเรีย นรู้ใ ห้ส่งผลต่อคุณภาพของผู้เรียนสูงสุดตามมาตรฐานการ เรียนรู้/ ตัวชี้วัด ครูผู้สอนต้องมีความเข้าใจในมาตรฐานการเรียนรู้/ ตัวชี้วัดในแต่ละกลุ่มสาระการเรียนรู้ ให้ชัดเจน ก่อนนาไปออกแบบการจัดการเรียนรู้และวางแผนการจัดการเรียนรู้ที่นาไปสู่การพัฒนา สมรรถนะสาคัญของผู้เรียน (กระทรวงศึกษาธิการ, 2552 : 6) 3. การจัดการเรียนรู้ที่นาไปสู่การพัฒนาสมรรถนะสาคัญของผู้เรียน การจัดการเรียนรู้ที่นาไปสู่การพัฒนาสมรรถนะสาคัญของผู้เรีย นเป็นสิ่งที่ครูผู้สอนจะต้อง คานึงถึงในกระบวนการจัดการเรียนรู้ ครูผู้สอนต้องศึกษาและวิเคราะห์ให้รู้ ว่าในแต่ละมาตรฐานการ เรียนรู้ / ตัวชี้วัดจะนาพาผู้เรียนให้เกิดสมรรถนะสาคัญของผู้เรียนที่กาหนดไว้ 5 ประการได้อย่างไร ซึ่ง สมรรถนะดังกล่าว ประกอบด้วย ความสามารถในการสื่อสาร ความสามารถในการคิด ความสามารถ ในการแก้ ปั ญ หา ความสามารถในการใช้ ทั ก ษะชี วิ ต และความสามารถการใช้ เ ทคโนโลยี ซึ่ ง สมรรถนะดังกล่าวจะเกิดขึ้นจากการสั่งสมประสบการณ์จากการเรียนรู้ และได้รับการพั ฒนาอย่าง ต่อเนื่องผ่านการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ (กระทรวงศึกษาธิการ, 2552 : 7) 4. การจัดการเรียนรู้เพื่อนาไปสู่การพัฒนาคุณลักษณะอันพึงประสงค์ การจัดการเรียนรู้เพื่อนาไปสู่การพัฒนาคุณลักษณะอันพึงประสงค์ที่กาหนดไว้ทั้ง 8 ประการ แท้จริงคือมาตรฐานการเรียนรู้/ตัวชี้วัด ด้านคุณธรรม จริยธรรม และค่านิยมที่พึงประสงค์ ที่กาหนดไว้ ในแต่ละกลุ่มสาระการเรียนรู้ แต่ที่กาหนดไว้เป็นคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของหลักสูตรแกนกลาง การศึ ก ษาขั้ น พื้ น ฐาน พุ ท ธศั ก ราช 2551 เนื่อ งจาก ต้องการเน้ นย้ าให้ เกิ ด ขึ้น กั บ คนจนเป็น นิสั ย สอดคล้องตามสภาพสังคมปัจจุบัน ครูผู้สอนสามารถนาไปพัฒนาผู้เรียนได้โดยสอดแทรกไปกับการจัด กระบวนการเรียนรู้ นอกจากนี้ ยังสามารถพัฒนาผู้เรียนให้เกิดคุณลักษณะอันพึ งประสงค์ผ่านกิจกรรม ต่าง ๆ ทั้งในสถานศึกษาและนอกสถานศึกษา ด้วยการออกแบบกิจกรรมให้ผู้เรียนได้ลงมือปฏิบัติ บ่อยๆ อย่างต่อเนื่องจนเป็นนิสัย สาหรับคุณลักษณะอันพึงประสงค์ สามารถพัฒนาเพิ่ม เติมจาก 8 คุณลักษณะที่หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 กาหนดไว้ได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับ จุดเน้นของเขตพื้นที่การศึกษา สถานศึกษา และกลุ่มสาระการเรียนรู้ (กระทรวงศึกษาธิการ, 2552 : 7) 5. การออกแบบหน่วยการเรียนรู้ การจัดการเรียนรู้ในทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้ ต้องมุ่งพัฒนาผู้เรียนให้มีความรู้ความสามารถตาม มาตรฐานการเรียนรู้/ ตัวชี้วัด อีกทั้งต้องสามารถนาพาผู้เรียนให้เกิดสมรรถนะสาคัญของผู้เรียน และ เกิดคุณลักษณะอันพึงประสงค์ เชื่อมโยงกันเป็นองค์รวม สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมได้ ด้วย การออกแบบเป็นหน่วยการเรียนรู้ เนื่องด้วยหน่วยการเรียนรู้เป็นขั้นตอนที่สาคัญในการนาหลักสูตรสู่ การจัดการเรียนรู้โดยมีม าตรฐานการเรียนรู้ / ตัวชี้วัด เป็นเป้าหมายหลักในการพัฒนาผู้เรียน การ ออกแบบหน่วยการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพต่อคุณภาพของผู้เรียน จาเป็นต้องมีการวิเคราะห์มาตรฐาน


การเรียนรู้/ตัวชี้วัด เพื่อกาหนดขอบข่ายสาระที่จะใช้ในการจัดทาหน่วยการเรียนรู้ตลอดแนว เพื่อให้ ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้และปฏิบัติได้ (กระทรวงศึกษาธิการ, 2552 : 7-8) การวิเคราะห์มาตรฐานการเรียนรู้/ตัวชี้วัดที่นามาเป็นเป้าหมายการจัดการเรียนรู้ใน แต่ละหน่วย การเรียนรู้จะช่วยให้รู้ว่ามาตรฐานการเรียนรู้ /ตัวชี้วัดมีความสัมพันธ์กันอย่างไร ตัวชี้วัดใดเป็นหลัก ตัวชี้วัดใดเป็นตัวเสริม/สนับสนุน ตัวชี้วัดใดควรเรียนซ้าเพื่อให้ เกิดทักษะกับผู้เรียน ตัวชี้วัดใดมีความ ยากง่าย ความซับซ้อน ตัวชี้วัดใด ควรเรียนก่อน เรียนหลัง หรือหน่วยการเรียนรู้ที่เรียนช่วงเวลา ใด ซึ่งช่วยให้ครูผู้สอนเห็นการเชื่อมโยงของมาตรฐานการเรียนรู้/ตัวชี้วัดที่กาหนด จุดเน้นที่ต้องพัฒนา ผู้เรียนและสามารถจัดกิจกรรมการเรียนรู้และการวัด ประเมินผลเชื่อมโยงสัมพันธ์กัน ซึ่งเป็นลักษณะ สาคัญของหน่วยการเรียนรู้ที่มีมาตรฐานการเรียนรู้เป็นเป้าหมาย 6. การจัดการเรียนรู้ที่เอื้อต่อการพัฒนาผู้เรียน การจัดการเรียนรู้ เป็นกระบวนการสาคัญในการนาหลักสูตรสู่การพัฒนาผู้เรียนให้บรรลุตาม เป้าหมาย ครูผู้สอนจึงควรให้ความสาคัญและสรรหากระบวนการเรียนรู้ที่เอื้อต่อการพัฒนาผู้เรียนให้มี คุณภาพตามมาตรฐานการเรียนรู้/ ตัวชี้ วัด ทั้ง 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ นาพาให้ผู้เรียนเกิ ดสมรรถนะ สาคัญและคุณลักษณะอันพึงประสงค์ การจัดกระบวนการเรียนรู้ที่ดี ผู้เรียนควรได้มีส่วนร่วมในการ ออกแบบกิ จกรรม/กระบวนการเรีย นรู้ โดยคานึงถึงความแตกต่างระหว่างผู้เรียน พัฒนาผู้เรีย นให้ สอดคล้องกับพัฒนาการทางสมองและมุ่งเน้นความรู้คู่คุณธรรม จัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็น สาคัญ มีความหลากหลาย ทันสมัย เหมาะสมกับวัยของผู้เรียน ธรรมชาติของวิชา ให้ผู้เรียนค้นคว้า หรือเข้าถึงแหล่งเรียนรู้ตามความสนใจ ใช้สื่อการเรียนรู้ที่หลากหลายเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ ลงมือ ปฏิบัติจริงโดยมีครูผู้สอนเป็นผู้อานวยความสะดวก ทั้งนี้ หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ได้ให้หลักการที่สาคัญในการจัดการเรียนรู้ ไว้ ดังนี้ (กระทรวงศึกษาธิการ,2552: 910) 1. การจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสาคัญ การจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสาคัญ เป็นการจัดการเรียนรู้ที่ยึดหลักการว่าผู้เรียนทุกคน สามารถเรี ย นรู้ไ ด้โดยการจั ดวิธี ก ารเรีย นรู้ ใ ห้เหมาะสมกั บความสามารถของผู้เรี ย นแต่ ล ะคน ให้ สามารถพัฒนาตนเองได้ การจัดการเรียนรู้ควรเป็นสิ่งที่มีความหมายต่อผู้เรียน ให้ผู้ เรียนมีความสุขใน การเรียนรู้ ได้ลงมือศึกษาค้นคว้า คิด แก้ปัญหาและปฏิบัติงานเพื่อสร้างความรู้ได้ด้วยตนเอง โดยมี ครูผู้สอนเป็นผู้ส่งเสริมสนับสนุนจัดสถานการณ์ให้เอื้อต่อการเรียนรู้ 2. การจัดการเรียนรู้ที่คานึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล การจัดการเรียนรู้ควรให้ความสาคัญกับความแตกต่างระหว่างผู้เรียน เพื่อวางรากฐานชีวิตให้ เจริญงอกงามอย่างสมบูรณ์ มีพัฒนาการสมวัยอย่างสมดุล ทั้งด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคมและ สติปัญญา การจัดการเรีย นรู้ต้องส่งเสริมให้ผู้เรียนได้ค้นพบและแสดงออกถึงศัก ยภาพของตนเอง


ครูผู้สอนจึงควรมีข้อมูลผู้เรียนเป็นรายบุคคล สาหรับใช้ในการวางแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้และ นาไปพัฒนาผู้เรียนให้เหมาะสมกับความแตกต่างของผู้เรียน 3. การจัดการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับพัฒนาการทางสมอง การจัดการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับพัฒนาการทางสมอง เป็นการจัดกิจกรรมการเรี ยนรู้ที่มุ่งเน้น ให้ ผู้ เ รี ย นได้ รั บ การพั ฒ นาได้ อ ย่ า งเหมาะสมกั บ การท างานของสมอง การเชื่ อ มโยงวงจรสมอง พัฒนาการทางอารมณ์ ซึ่งจะส่งผลให้ผู้เรียนมีจินตนาการ ความคิดสร้างสรรค์ ทางานและอยู่ร่วมกับ ผู้อื่นอย่างมีความสุข โดยใช้ประสบการณ์ตรง ด้านร่างกายที่เป็นรูปธรรม ข้อเท็จจริงและทักษะด้าน ต่างๆ ที่ปรากฏในชีวิตจริงตามธรรมชาติเป็นเครื่องมือในการจัดการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับพัฒนาการ ทางสมอง 4. การจัดการเรียนรู้ที่เน้นด้านคุณธรรม จริยธรรม การจัดการเรีย นรู้มุ่ งเน้นให้ผู้เรีย นมีคุณธรรม จริยธรรม ด้วยการจัดการเรีย นรู้ที่บูรณา การ คุณธรรม จริยธรรม เกิดการรับรู้ การยอมรับ เห็นคุณค่า และพัฒนาอย่างต่อเนื่องจนเป็นลักษณะนิสัย ที่ดี ในการจัดการเรียนรู้ให้เกิดผลตามหลักการจัดการเรียนรู้ดังกล่าว ครูผู้สอนและผู้เรียนมีบทบาท สาคัญ ดังนี้ บทบาทของครูผู้สอน 1. การสารวจประสบการณ์การเรียนรู้ของผู้เรียน ครูผู้สอนควรคานึงเสมอว่า ผู้เรียนแต่ละคน มีวิธีการเรียนรู้ แตกต่างกัน ครูผู้สอนจะต้องให้เวลาในการเรียนรู้ ให้โอกาสกับผู้เรียนได้ค้นพบวิธีการ เรียนรู้ของตนเอง จึงจะเป็นสิ่งที่มีคุณค่า และทาให้การเรียนรู้นั้นมีความหมายต่อผู้เรียน ด้วย เหตุนี้ ครูผู้สอนควรดาเนินการดังนี้ (กระทรวงศึกษาธิการ, 2552 : 10-11) 1.1 ศึกษา วิเคราะห์ผู้เรียนเป็นรายบุคคล เพื่อนาข้อมูลมาใช้ในการวางแผนการจัดการ เรียนรู้ที่ท้าทายความสามารถของผู้เรียน โดยคานึงถึงลักษณะการเรียนรู้ของผู้เรียนแต่ละคนที่มีภูมิหลัง สติปัญญา ความสามารถ ความถนัด รูปแบบการเรียนรู้ ความสนใจและความต้องการที่แตกต่างกันและ จัดการเรียนรู้ให้เหมาะสมกับพื้นฐานของผู้เรียน ลักษณะของผู้เรียนและสนองความต้องการของผู้เรียน ซึ่งจะช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ได้ดี มีพัฒนาการที่เป็นไปตามความสามารถ และเต็มตามศักยภาพ ของแต่ละคน 1.2 กาหนดเป้าหมายที่ต้องการให้เกิดขึ้นกับผู้เรียนด้านความรู้ ทักษะ/ กระบวนการที่จะ นาไปใช้ในการจัดการเรียนรู้ได้อย่างเหมาะสม 2. การบูรณาการและการถ่ายโยงความรู้ ครูผู้สอนควรได้บูรณาการสิ่งที่ต้องการให้ผู้เรียนได้ เรี ย นรู้ เชื่ อ มโยงกั บ ประสบการณ์ เ ดิ ม ของผู้ เ รีย น นาไปประยุ ก ต์ ใ ช้อ ย่ า งสร้ า งสรรค์ แ ละสามารถ แก้ปัญหาในชีวิตจริงได้ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ครูผู้สอนควรดาเนินการดังนี้


2.1 ออกแบบการเรียนรู้และจัดการเรียนรู้ที่ตอบสนองความตากต่างระหว่างบุคคล และ พัฒนาการทางสมองเพื่อนาผู้เรียนไปสู่เป้าหมายการเรียนรู้ตามมาตรฐานการเรียนรู้/ตัวชี้วัดของ หลักสูตร 2.2 จัดบรรยากาศที่เอื้อต่อการเรียนรู้ และดูแลช่วยเหลือให้เกิดการเรียนรู้ 2.3 จัดเตรียม และเลือกใช้สื่อให้เหมาะสมกับกิจกรรม นาภูมิปัญญาท้องถิ่น และ เทคโนโลยี ที่เหมาะสมมาประยุกต์ใช้ในการจัดการเรียนรู้ 2.4 ประเมินความก้าวหน้าในการเรียนรู้ของผู้เรียนด้วยวิธีที่หลากหลาย เหมาะสมกับ ธรรมชาติของวิชาในแต่ละกลุ่มสาระการเรียนรู้ และระดับพัฒนาการของผู้เรียน 2.5 วิเคราะห์ผลการประเมิน เพื่อนาผลมาใช้ในการซ่อมแสริม และพัฒนาผู้เรียน รวมทั้งปรับปรุงการจัดการเรียนรู้ของตนเองด้วยกระบวนการวิจัย บทบาทของผู้เรียน 1. กาหนดเป้าหมาย วางแผน และรับผิดชอบการเรียนรู้ของตนเองให้บรรลุตามเป้าหมาย 2. แสวงหาและเข้าถึงแหล่งการเรียนรู้ที่มีอยู่อย่างหลากหลาย และรู้จักวิเคราะห์ สังเคราะห์ ข้อมูลข้อความรู้ เพื่อนามาปรับใช้ในการดารงชีวิตในสังคม 3. ลงมือปฏิบัติจริง สรุปสิ่งที่ได้เรียนรู้ด้วยตนเอง และนาความรู้ไปประยุกต์ใช้ในสถานการณ์ ต่างๆ ได้อย่างเหมาะสม 4. มีปฏิสัมพันธ์ ทางานทากิจกรรมร่วมกับกลุ่มเพื่อน และครู 5. ประเมินและพัฒนากระบวนการเรียนรู้ของตนเองอย่างต่อเนื่อง 7. กระบวนการจัดการเรียนรู้ การจัดการเรียนรู้ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 นั้น จะต้อง ใช้กระบวนการเรียนรู้ที่หลากหลาย เพื่อเป็นเครื่องมือพัฒนาผู้เรียนไปสู่เป้าหมายของหลักสูตร ซึ่ง ครูผู้สอนจะต้องรู้และเข้าใจแนวคิด การจัดการเรียนรู้และผลที่เกิดกับผู้เรียน และนามาจัดการเรียนรู้ให้ เอื้อต่อการพัฒนาของผู้เรียนตามหลักสูตร กระบวนการเรียนรู้ดังกล่าว (กระทรวงศึกษาธิการ,2552 :11) ได้แก่ 1. กระบวนการเรียนรู้แบบบูรณาการ 2. กระบวนการสร้างความรู้ 3. กระบวนการคิด 4. กระบวนการทางสังคม 5. กระบวนการเผชิญสถานการณ์ และแก้ปัญหา 6. กระบวนการเรียนรู้จากประสบการณ์จริง 7. กระบวนการปฏิบัติ


8. กระบวนการจัดการ 9. กระบวนการวิจัย 10. กระบวนการเรียนรู้การเรียนรู้ของตนเอง 11. กระบวนการพัฒนาลักษณะนิสัย 8. กระบวนการคิดแบบต่าง ๆ กระบวนการคิด หมายถึง รูปแบบการคิดที่มีลาดับขั้นตอนของการคิด แต่ละขั้นตอนของ การคิดต้องใช้ทักษะการคิดหรือลักษณะการคิดหลาย ๆ แบบมาประกอบกัน การคิดที่เป็นกระบวนการ คิดมีอยู่หลายรูปแบบ รูปแบบการคิดที่ช่วยในการแก้ปัญหาและตัดสินใจ ก่อให้เกิดผลของการ แก้ปัญหาที่มีประสิทธิภาพ ได้แก่ 1. กระบวนการคิดแบบวิทยาศาสตร์ 2. กระบวนการคิดแบบมีวิจารณญาณ (Critical Thinking) 3. กระบวนการคิดสร้างสรรค์ (Creative Thinking) 4. กระบวนการคิดเลียนแบบอริยสัจ 4 1. กระบวนการคิดแบบวิทยาศาสตร์ ความหมาย กระบวนการคิดแบบวิทยาศาสตร์ เป็นกระบวนการคิดที่ใช้ในการแก้ปัญหาหรือหาคาตอบ ของปัญหา ลาดับขั้นตอนของกระบวนการคิดนี้ได้มาจากการวิเคราะห์วิธีการค้นหาความรู้ของ นักวิทยาศาสตร์ หลักสาคัญของการคิดแบบนี้คือ การคาดคะเนคาตอบ (สมมติฐาน) ของปัญหา และ การหาข้อมูลมาตรวจสอบว่าการคาดคะเนคาตอบนั้นถูกต้องหรือไม่ กระบวนการคิดแบบวิทยาศาสตร์นั้นเป็นกระบวนการคิดที่เป็นระบบมีการดาเนินงานอย่างมี ลาดับขั้นตอน ซึ่งเรียกว่าระเบียบวิธีวิทยาศาสตร์ (The Scientific Method) โดยที่จานวนขั้นตอนและ ลาดับขั้นตอนนั้นมีผู้กาหนดไว้แตกต่างกัน แต่ก็ยังคงอยู่ในแนวทิศทางเดียวกัน และสามารถตรวจสอบ ได้ทุกขั้นตอนของการดาเนินงาน อาทิเช่น แนวคิดของ แม็คแครกและคณะ ซึ่งเป็นนักวิทยาศาสตร์ ศึกษาประจาฝ่ายการศึกษาแห่งรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา ได้สรุประเบียบวิธีวิทยาศาสตร์เป็น 4 ขั้นตอน คือ


1. ขั้นตั้งปัญหา 2. ขั้นตั้งสมมติฐาน 3. ขั้นรวบรวมข้อมูลเพื่อทดสอบสมมติฐาน 4. ขั้นลงข้อสรุป จุดเริ่มต้นของการคิดตามกระบวนการคิดแบบวิทยาศาสตร์ จะเริ่มต้นจากการสังเกต ปรากฏการณ์ต่าง ๆ แล้วเกิดเป็นข้อสงสัย หรือปัญหาขึ้น 2. กระบวนการคิดแบบมีวิจารณญาณ ความหมาย กระบวนการคิดแบบมีวิจารณญาณ(Critical Thinking) เป็นกระบวนการคิดที่มีจุดมุ่งหมาย เพื่อให้ได้ผลของการคิดที่รอบคอบโดยอาศัยการนาข้อมูล ความรู้ ตลอดจนความคิดเห็นต่าง ๆ มา พิจารณาปัจจัยรอบด้านอย่างกว้างไกลลึกซึ้ง และผ่านการพิจารณาไตร่ตรองทั้งทางด้านคุณ-โทษและ คุณค่าที่แท้จริงอย่างรอบคอบ ลาดับขั้นตอนของการคิดแบบมีวิจารณญาณ 1. ค้นหาปัญหา ว่า คืออะไร ทาปัญหาให้กระจ่างเสียก่อน 2. ตั้ง เป้ า หมายการคิ ด หรื อประเด็ นในการคิ ด รู้จุ ดมุ่ งหมายในการคิ ดว่ าคื ออะไร ต้องการได้อะไร เช่น ต้องการได้แนวปฏิบัติ ต้องการได้ข้อเสนอแนะ เป็นต้น 3. การคิดแบบพิจารณา กลั่นกรอง ไตร่ตรอง และประเมินข้อมูลซึ่งเป็นหัวใจสาคัญ ของกระบวนการคิดแบบมีวิจารณญาณ การคิดในขั้นตอนนี้นอกจากจะต้องมีความสามารถในการคิด แล้ว ยังต้องใช้ข้อมูล ความรู้ ความคิดเห็น ประสบการณ์ มาผสมผสานกัน เพื่อให้ได้ผลของการคิดที่ รอบคอบ สมเหตุสมผล 4. ใช้หลักเหตุผลในการพิจารณาข้อมูล เพื่อแสวงหาทางเลือก หรือคาตอบที่ สมเหตุสมผล 5. เลือกทางเลือกที่เหมาะสม โดยพิจารณาถึงผลที่จะตามมา และคุณค่า หรือความ คาดหมายที่แท้จริงของสิ่งนั้น 3. กระบวนการคิดสร้างสรรค์ ความหมาย กระบวนการคิดสร้างสรรค์เป็นกระบวนการคิดที่ให้ผลการคิดที่เป็นสิ่งแปลกใหม่ มีคุณค่า มี ประโยชน์ ผลการคิดอาจออกมาในรูปของประดิษฐ์กรรมใหม่ แนวทางในการแก้ปัญหาแบบใหม่ กระบวนการผลิตใหม่ ทางเลือกใหม่ เป็นต้น


กระบวนการคิดสร้างสรรค์ ตามแนวความคิดของโรเจอร์ วอน โอช(Roger von Oech) จาก หนังสือ ซัดสักป๊าบ เพิ่มพลังความคิดสร้างสรรค์ (A Kick In The Seat of The Pants) แปลโดย พิทยา สิทธิอานวย มีลาดับขั้นตอนกับทักษะการคิดและลักษณะการคิดที่สนับสนุนให้คิดได้อย่างมี ประสิทธิภาพ สรุปได้ดังนี้ นักสารวจ (หาข้อมูล) ขั้นตอน -รู้จุดมุง่ หมาย ของตนเอง -หาข้อมูลจาก หลายแหล่ง -จดบันทึก ความคิดใหม่ๆ

ศิลปิน

ผู้พิพากษา

(สร้างความคิดใหม่)

(ประเมินความคิด) -ประเมินด้านบวก ด้านลบ -ประเมินความเป็น ไปได้

-คิดดัดแปลงต่อเติม -คิดใหม่ -มองต่างมุมหรือ กลับมุม

นักรบ (ปฏิบัติ) -วางแผน ปฏิบตั ิ

-ปล่อยเวลาเพื่อบ่ม ความคิด

 การคิดคล่อง และหลากหลาย  การคิดริเริ่ม -มีมุมมองหลาก

ทักษะ การคิด และ ลักษณะ

หลาย -สร้างทางเลือก หลากหลาย

 การคิดริเริ่ม -ดัดแปลง -ต่อเติม -ปรับเปลี่ยน -จินตนาการ - คิดนอก กรอบ

 คิดดี-คิดถูก ทาง  คิดไกล  คิดกว้าง รอบคอบ  คิดอย่างมี เหตุผล

 คิดละเอียด ชัดเจน  คิดไกล

-คิดออกนอก กรอบ

ความคิดปกติ

 คิดวิเคราะห์

 คิดวิเคราะห์ และผสมผสาน

การคิด ความคิดปกติ

กระบวนการคิดสร้างสรรค์ของเดวิด เพอร์กินส์ (David Perkins) เดวิด เพอร์กินส์ (David Perkin) เสนอวิธีการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ โดยยึดหลักว่า งาน สร้างสรรค์ทุกชนิดทั้งที่เป็นรูปธรรม เช่น สิ่งประดิษฐ์ และนามธรรม เช่น กฎหมาย หลักการ ทฤษฎี


เกิดขึ้นจากการจูงใจออกแบบของผู้ประดิษฐ์คิดค้น หรือ “Creative by Design” ดังนั้นการวิเคราะห์สิ่ง ต่าง ๆ ในแง่การออกแบบจะทาให้เข้าใจสิ่งนั้นอย่างลึกซึ้ง และมองเห็นจุดที่จะนาไปพัฒนาปรับปรุง อย่างสร้างสรรค์ วิเคราะห์ในแง่การออกแบบ จุดประสงค์ โครงสร้าง 1. รูปแบบจาลอง 2. เหตุผลและข้อโต้แย้ง

ความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง

มองเห็นจุดที่นาไปพัฒนา ปรับปรุง อย่างสร้างสรรค์

ขั้นตอนของกระบวนการคิดสร้างสรรค์ อาจดาเนินการ ดังนี้ 1. การพบความจริง (Fact Finding) เกิดจากการรับรู้ แล้วทาให้เกิดความรู้สึกสับสนวุ่นวาย ไม่ สามารถที่จะหาคาตอบได้ จึงเริ่มเสาะแสวงหาข้อมูล 2. การค้นพบปัญหา (Problem Finding) สิ่งที่ค้นพบจากข้อมูลต่าง ๆ ทาให้เกิดคาถามและเป็น ปัญหาเกิดขึ้น 3. การค้นพบสมมติฐาน (Idea Finding) การคาดคะเนคาตอบที่มีทางเป็นไปได้มากที่สุดเท่าที่ จะมากได้ 4. การค้นพบคาตอบ (Solution Finding) ประสบผลสาเร็จ ในการค้นหาคาตอบที่เกิดจากการ รวบรวมข้อมูล และการทดสอบสมมติฐานต่างๆ 5. ยอมรับผลจากการค้นคว้า (Acceptance Finding) ยอมรับกับคาตอบที่ได้ค้นพบ ซึ่งจะนาไปสู่ การแก้ปัญหาหรือการค้นพบแนวทางที่จะนาไปสู่การคิดหรือการประดิษฐ์สิ่งใหม่ๆ กระบวนการคิดโดยใช้หลักศาสนา ความหมาย กระบวนการคิดโดยใช้หลักศาสนา เป็นกระบวนการคิดที่ได้จากการวิเคราะห์ รูปแบบการคิดหรือระบบการคิดของอริยสัจ 4 ในพระพุทธศาสนา จาแนกการพิจารณาได้เป็น 1.อริยสัจ 4 ในส่วนที่เป็นเนื้อหา ซึ่งเป็นเรื่องความจริงที่เกี่ยวข้องกับชีวิตของคนทุกคน(พระ ราชวรมุนี 2528 : 113) สรุปเป็นแผนภูมิเชิงเหตุ-ผล 2 คู่ได้ดังนี้


สมุทัย

ทุกข์

(เหตุแห่งทุกข์)

ภาวะที่แฝงด้วยความกดดัน

ตัณหา มี 3 ด้าน คือ

ขัดแย้ง ขัดข้อง มีความบกพร่องไม่

กามตัณหา ภวตัณหา

สมบูรณ์อยู่ในตัว

วิภวตัณหา มรรค

นิโรธ

วิธีปฏิบัติเพื่อลดสมุทัย

สภาวะทุกข์น้อยลงหรือหมดไป เป็น

หรือวิธีปฏิบตั ิเพื่อให้เกิด

สภาวะสงบ ปลอดโปร่ง ผ่องใส เบิก

นิโรธ มีมรรค 8 หรือ

บาน

ศีล สมาธิ ปัญญา

2. อริยสัจ 4 ในส่วนที่เป็นกระบวนการคิด เป็นวิธีการแห่งปัญญา ซึ่งดาเนินการแก้ไขปัญหา ตามระบบแห่งเหตุผล เป็นระบบวิธีแบบอย่าง ซึ่งวิธีแก้ปัญหาใด ๆ ก็ตาม จะมีคุณค่าและสมเหตุสมผล จะต้องดาเนินไปในแนวเดียวกันเช่นนี้ (พระราชวรมุนี 2528 :112-113) สรุปเป็นแผนภูมิได้ดังนี้ สาเหตุของปัญหา

ปัญหา

วิธีปฏิบัติหรือแนวปฏิบัติเพื่อลด

จุดประสงค์

และกาจัดสาเหตุของปัญหาหรือ

(ปัญหาลดหรือหมดไป)

เพื่อบรรลุจุดประสงค์

ทักษะการคิดและลักษณะการคิดที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการคิดโดยใช้หลักศาสนา ทักษะการคิดและลักษณะการคิด ที่ใช้ในกระบวนการคิดโดยใช้หลักศาสนา แต่ละขั้นตอนมี ดังนี้ ตอนที่ 1 ขั้นตอนการคิด

2

สาเหตุของปัญหา

1

ปัญหา

เลียนแบบอริยสัจ 4 ทักษะการคิด

ทักษะการคิด ลักษณะการคิดและ ลักษณะการคิดและ กระบวนการคิดที่ใช้

การคิดอย่างมีเหตุผล การคิดวิเคราะห์ การคิดละเอียด การคิดลึกซึ้ง กระบวนการคิดแบบวิทยาศาสตร์

-กาหนดนิยามปัญหา -ทาความเข้าใจปัญหา การวิเคราะห์ การคิดอย่างมีเหตุผล


กระบวนการคิดที่ใช้ ในขั้นปัญหาต้องใช้การคิดวิเคราะห์หรือการคิดลึกซึ้งในการทาความเข้าใจปัญหา และการ กาหนดนิยามของปัญหา เมื่อรู้จักปัญหาแล้ว จากนั้นดาเนินการต่อไป คือการหาสาเหตุของปัญหา ใน ขั้นตอนนี้ต้องใช้ทักษะการคิดและกระบวนการคิดหลายอย่างตามควรแต่ละกรณี เช่น ใช้การคิดอย่างมี เหตุผล การคิดวิเคราะห์ การคิดละเอียด การคิดลึกซึ้ง กระบวนการคิดแบบวิทยาศาสตร์ เป็นต้น 9. แนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวกับการจัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนากระบวนการคิด ความคิดของมนุษย์เป็นผลจากการรู้คิดที่เป็นกระบวนการทางานของสมอง การรู้คิดเป็นการ ปรุงแต่งต่อจากการรับรู้ ความคิดจะแตกต่างกันตามวัย อายุ เชาว์ปัญญา ประสบการณ์การเรียนรู้ ความจา การระลึกได้ และคุณภาพของใยประสาทของแต่ละบุคคล การคิดเป็นพฤติกรรมภายในชนิด หนึ่งที่เกิดขึ้นโดยอาศัยสัญลักษณ์ (Symbols) แทนสภาพการณ์หรือเหตุการณ์ต่าง ๆ แสดงออกมาในรูป ของความเห็น อาจจะเป็นคาพูดหรือตัวหนังสือ เป็นการจัดการข้อมูลที่สมองได้รับให้อยู่ในรูปแบบอัน เหมาะสม โดยมีการแปรข้อมูลข่าวสารที่ได้รับสู่รูปแบบใหม่ที่ต่างไปจากเดิม ในขณะที่ใช้ความคิดอยู่ นั้น สมองจะนาเอาข้อมูล ความรู้ ประสบการณ์ต่าง ๆ ที่มี มาคิดรวมกันด้วยเหตุผลผสมผสานกับ อารมณ์และความต้องการ เพื่อนาไปสู่เป้าหมายที่ได้วางไว้ในสิ่งที่ปรารถนาจะได้รับ (ลักขณา สรีวัฒน์, 2549 : 1) มนุษย์มีสมองพร้อมที่จะเรียนรู้ และสามารถที่จะเรียนรู้ได้จากธรรมชาติ เพียงแต่ว่าส่วนต่าง ๆ ของสมองของแต่ละคนมีความพร้อมที่จะเรียนรู้ในเวลาและโอกาสที่แตกต่างกันออกไป มีผู้กล่าวว่า มนุษย์ใช้สมองสาหรับการคิดมานานพอ ๆ กับที่ใช้กระเพาะอาหารสาหรับย่อยอาหาร การคิด เป็นการ ทางานของสมองโดยอัตโนมัติ เพียงแต่ว่าเราจะต้องจัดการเรียนรู้หรือจัดสิ่งกระตุ้นให้มากพอที่สมองจะ ได้คิด ทักษะการคิดสามารถพัฒนาและฝึกฝนได้ การทางานของสมองมีความซับซ้อนมาก แต่หลักการ ง่าย ๆ คือ สมองจะรับรู้ด้วยการมองเห็น การฟังเสียง สมองส่วนที่รับรู้การเคลื่อนไหว สีและรูปร่าง เสียงดัง จะอยู่แยกกัน และรับรู้เป็นส่วนย่อย แต่จะทางานผสมผสานกัน สามารถค้นหาคาตอบให้กับ คาถามต่าง ๆ แล้วส่งไปที่ประสาทในส่วนที่จะส่งข้อมูล คือ การควบคุม การพูด / อธิบาย การเขียน การ วาดภาพและการแสดงออก เพื่อให้ผู้อื่นได้รับรู้ในสิ่งที่บุคคลคิด (สานักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา, 2549 : 6) สาหรับลักษณะของการคิดหรือพัฒนาการด้านการคิด สามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ระดับ คือ 1) การคิดระดับพื้นฐาน ซึ่งจาเป็นสาหรับผู้เรียนทุกระดับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระดับการศึกษาปฐมวัย และประถมศึกษา ได้แก่ การคิดคล่อง คือกล้าที่จะคิดและมีความคิดหลั่งไหลออกมาได้อย่างรวดเร็ว การคิดหลากหลาย คือ คิดให้ได้ความคิดในหลาย ๆ ลักษณะ / ประเภท / ชนิด / รูปแบบ ฯลฯ การคิด ละเอียดลออ คือ คิดเพื่อให้ได้ข้อมูลอันที่จะส่งผลให้ความคิดมีความรอบคอบมากยิ่งขึ้น การคิดให้ ชัดเจน คือ มีความเข้าใจในสิ่งที่คิด สามารถอธิบายขยายความได้ด้วยคาพูดของตนเอง 2) การคิด


ระดับกลาง ได้แก่ การคิดกว้าง คือ คิดให้ได้หลายด้าน หลายแง่หลายมุม การคิดลึกซึ้ง คือ คิดให้เข้าใจ ถึงสาเหตุที่มาและความสัมพันธ์ต่าง ๆ ที่ซับซ้อนที่ส่งให้เกิดผลต่าง ๆ รวมทั้งคุณค่าความหมายที่แท้จริง ของสิ่งนั้น การคิดไกล คือ การประมวลข้อมูลในระดับกว้างและระดับลึก เพื่อทานายสิ่งที่จะเกิดขึ้นใน อนาคต การคิดอย่างมีเหตุผล คือ การคิดโดยใช้หลักเหตุผล แบบนิรนัย หรืออุปนัย 3) การคิดระดับสูง ได้แก่ การคิดที่ต้องมีกระบวนการ / ขั้นตอนที่มาก และซับซ้อนขึ้น ซึ่งเรียกว่า “กระบวนการคิด” และ กระบวนการคิดที่มีความสาคัญและจาเป็น ก็คือ กระบวนการคิดอย่างมีวิจารณญาณ ซึ่งหากบุคคล สามารถคิดได้อย่างมีวิจารณญาณแล้ว ก็จะได้ความคิดที่กลั่นกรองมาดีแล้ว ซึ่งสามารถนาไปใช้ใน สถานการณ์ต่าง ๆ ได้ เช่น การสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ หรือกาปฏิบัติการสร้างและการผลิตสิ่งต่าง ๆ (สานักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา, 2549 : 7) ปัจจัยที่ส่งผลต่อความคิดของคน (คณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ, 2545 : 16 – 18) ประกอบด้วยสิ่งต่าง ๆ ดังนี้ คือ 1) พื้นฐานทางครอบครัว เป็นปัจจัยหลักของการพัฒนาความคิด นับแต่การเตรียมพร้อมด้าน โภชนาการที่เอื้อให้เซลล์สมองแข็งแรงสมบูรณ์พร้อมที่จะรับรู้ต่าง ๆ ได้ นอกจากนี้ครอบครัวยังเป็น พื้นฐานสาคัญของวิธีคิด โดยอิทธิพลจากการเลี้ยงดูที่อาจทาให้เด็กกล้าคิด กล้าทดลอง ในขณะที่เด็กบาง คนอาจจะกลัวที่จะคิด ที่จะกล้าคิด กลัวที่จะมีความแตกต่างรวมทั้งประสบการณ์จากกลยุทธ์ในการ แก้ปัญหาชีวิตประจาวัน การปฏิบัติตัวของคนในครอบครัวก็ส่งผลที่เป็นรากฐานทั้งความคิดและจิตใจ 2) พื้นฐานความรู้ การเรียนที่ได้มาจากการกลั่นกรองและเก็บในรูปความรู้ด้านต่าง ๆ ที่จะส่งผล ต่อวิธีคิด วิธีปฏิบัติ ความเชื่อ บุคลิกภาพทางความคิดตลอดจนแนวทางการแก้ปัญหาต่าง ๆ เพราะ ความรู้ที่ได้มีหลายรูปแบบมีหลายขั้นตอนในการฝึกฝน 3) ประสบการณ์ชีวิต บทเรียนต่าง ๆ ที่ผ่านมาในชีวิตเราทุกวันนี้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กหรือเรื่อง ใหญ่ เป็นข้อมูลที่มีผลโดยตรง คนที่มีโอกาสเรียนรู้โลกกว้างมากได้เห็นหลากหลายประสบการณ์ย่อมมี วิธีคิดที่หลากหลายกว่า และมีข้อมูลที่นามาใช้ในชีวิตจริงมากกว่า 4) การทางานของสมอง สมองของแต่ละคนที่เกิดมามีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่ละเอียดอ่อน ที่ทา ให้ทุกคนมีเอกลักษณ์ทางความรู้สึกนึกคิดและบุคลิกภาพรวมทั้งศักยภาพด้านต่าง ๆ ไม่เท่ากันตั้งแต่เริ่ม เกิดจนถึงโต 5) วัฒนธรรม เป็นวิถีชีวิตที่มีอิทธิพลต่อความคิด ความเชื่อ และการปฏิบัติของคนอย่างมาก 6) จริยธรรม ผู้ที่มีจริยธรรมสูงย่อมมีกรอบในการคิดการตัดสินใจ และการหาแนวทางการ แก้ปัญหา การประมวลความคิดแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับผู้ที่ขาดจริยธรรม 7) การรับรู้ เป็นสภาวะที่เราตอบสนองต่อสิ่งหนึ่งสิ่งใดภายใต้กลไกของสมอง จิตใจ ฯลฯ ที่มี ผลต่อวิธีการคิดของคน 8) สภาพแวดล้อม เป็นตัวกระตุ้นสาคัญยิ่งต่อการเรียนรู้ ต่อวิธีการคิดของเด็ก


9) ศักยภาพการเรียนรู้ เด็กแต่ละคนมีศักยภาพการรับรู้ การประมวลข้อมูลในอัตราที่ต่างกันทั้ง ความรวดเร็วและลุ่มลึก ส่งผลให้แต่ละคนคิดไม่เท่ากัน คิดไม่เหมือนกัน แม้ว่าจะมีประสบการณ์ เหมือนกันก็ตาม 10) ประสาทรับรู้ จากประสาทรับรู้ เช่นหูพิการ ตาพิการ หรือการรับรู้ผิดปกติ ก็ทาให้วิธีคิด แตกต่างจากเด็กทั่วไป และในทางตรงกันข้ามหากมีประสาทรับรู้ที่ฉับไวกว่าเด็กคนอื่นก็สามารถรับรู้ ข้อมูลได้รวดเร็วและละเอียดกว่าเด็กอื่น ๆ ทฤษฎีการเรียนรู้เพื่อพัฒนากระบวนการคิด ที่ได้รับการยอมรับในปัจจุบัน มีดังนี้ (ทิศนา เขมมณี, 2545 : 88 – 97) 1. ทฤษฎีกระบวนการทางสมองในการประมวลข้อมูล เป็นทฤษฎีที่สนใจศึกษาเกี่ยวกับ กระบวนการพัฒนาสติปัญญาของมนุษย์ โดยให้ความสนใจเกี่ยวกับการทางานของสมอง เริ่มได้รับ ความนิยมมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1950 ทฤษฎีนี้มีแนวคิดว่า การทางานของสมองมนุษย์มีความคล้ายคลึงกับการ ทางานของเครื่องคอมพิวเตอร์ ซึ่ง คลอสเมียร์ (Klausmeier) ได้อธิบายการเรียนรู้ของมนุษย์โดย เปรียบเทียบการทางานของคอมพิวเตอร์กับการทางานของสมอง ซึ่งทางานเป็นขั้นตอน ดังนี้ 1) การรับข้อมูล (input) โดยผ่านทางอุปกรณ์หรือเครื่องรับข้อมูล 2) การเข้ารหัส (encoding) โดยอาศัยชุดคาสั่งหรือซอฟต์แวร์ (software) 3) การส่งข้อมูลออก (output) โดยผ่านทางอุปกรณ์ คลอสเมียร์ ได้อธิบายกระบวนการประมวลผลข้อมูลว่า เริ่มต้นจากการที่มนุษย์รับสิ่งเร้าเข้ามา ทางประสาทสัมผัสทั้ง 5 สิ่งเร้าที่เข้ามาจะได้รับการบันทึกไว้ในความจาระยะสั้นซึ่งการบันทึกนี้จะ ขึ้นอยู่กับองค์ประกอบ 2 ประการ คือ การรู้จัก และความใส่ใจ ของบุคคลที่รับสิ่งเร้าบุคคลจะเลือกรับ สิ่งเร้าที่ตนรู้จักหรือสนใจแล้วบันทึกลงในความจาระยะสั้น ซึ่งจะดารงอยู่ในเวลาที่จากัดมาก แต่ละ บุคคลมีความสามารถในการจาระยะสั้นที่จากัด คนส่วนมากจะสามารถจาสิ่งที่ไม่เกี่ยวข้องกันได้เพียง ครั้งละ 7 บวก/ลบ 2 อย่าง เท่านั้น ในการทางานที่จาเป็นต้องเก็บข้อมูลไว้ใช้ชั่วคราว อาจต้องใช้เทคนิค ต่าง ๆ ในการจาช่วย เช่น การจัดกลุ่มคา หรือการท่องซ้า ๆ กันหลาย ๆ ครั้ง ซึ่งจะสามารถช่วยให้จดจา สิ่งนั้นไว้ใช้งานได้ การเก็บข้อมูลไว้ใช้ภายหลัง สามารถทาได้โดยข้อมูลนั้นจาเป็นต้องได้รับการ ประมวลและเปลี่ยนรูปโดยการเข้ารหัส เพื่อนาไปเก็บไว้ในความจาระยะยาว ซึ่งอาจต้องใช้เทคนิคต่างๆ เข้าช่วย เช่นการท่องซ้าหลาย ๆ ครั้ง หรือการทาข้อมูลให้มีความหมายกับตนเอง โดยการสัมพันธ์สิ่งที่ เรียนรู้ใหม่กับสิ่งเก่าที่เคยเรียนรู้ ซึ่งเรียกว่าเป็นกระบวนการขยายความคิด ความจาระยะยาวนี้มี 2 ชนิด คือ ความจาที่เกี่ยวกับภาษา และความจาที่เกี่ยวกับเหตุการณ์ นอกจากนั้นยังอาจแบ่งได้เป็น 2 ประเภท คือ ความจาประเภทกลไกที่เคลื่อนไหว และความจาประเภทอารมณ์ ความรู้สึก เมื่อข้อมูลข่าวสารได้รับ การบันทึกไว้ในความจาระยะยาวแล้ว บุคคลจะสามารถเรียกข้อมูลต่าง ๆ ออกมาใช้ได้ ซึ่งการเรียก ข้อมูลออกมาใช้ บุคคลจาเป็นต้องถอดรหัสข้อมูล จากความจาระยะยาวนั้น และส่งต่อไปสู่ตัวก่อกาเนิด


พฤติกรรมตอบสนอง ซึ่งจะเป็นแรงขับหรือกระตุ้นให้บุคคลมีการเคลื่อนไหว หรือการพูดสนองตอบ ต่อสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ 2. ทฤษฎีพหุปัญญา ผู้บุกเบิกทฤษฎีนี้ คือ การ์ดเนอร์ (Gardner) จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ในปี ค.ศ. 1983 เขาได้เขียนหนังสือชื่อ “Frames of Mind : The Theory of Multiple Intelligences” ซึ่งได้รับ ความสนใจอย่างกว้างขวาง แนวคิดของเขาก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางความคิดเกี่ยวกับ “เชาวน์ ปัญญา” เป็นอย่างมาก และกลายเป็นทฤษฎีที่กาลังมีอิทธิพลต่อการจัดการศึกษาและการเรียนการสอน ในปัจจุบัน เชาวน์ปัญญาของมนุษย์ ตามแนวคิดของ การ์ดเนอร์ มี 8 ด้าน ดังนี้ 1) ด้านภาษา (linguistic intelligence) 2) ด้านคณิตศาสตร์หรือการใช้เหตุผลเชิงตรรกะ (logical – mathematical intelligence) 3) ด้านมิติสัมพันธ์ (spatial intelligence) 4) ด้านดนตรี (musical intelligence) 5) ด้านการเคลื่อนไหวร่างกายและกล้ามเนื้อ (bodily – kinesthetic intelligence) 6) ด้านการสัมพันธ์กับผู้อื่น (interpersonal intelligence) 7) ด้านการเข้าใจตนเอง (intrapersonal intelligence) 8) ด้านการเข้าใจธรรมชาติ (naturalist intelligence) 3. ทฤษฎีการสร้างความรู้ด้วยตนเอง วีก็อทสกี้ (Vygotsky) นักจิตวิทยาชาวรัสเซีย ที่ได้ ศึกษาวิจัยเกี่ยวกับพัฒนาการทางเชาวน์ปัญญาในสมัยเดียวกับ เพียเจต์ (Piaget) ซึ่งเป็นรากฐานสาคัญ ของทฤษฎีการสร้างความรู้ด้วยตนเอง กล่าวคือ การพัฒนาการทางเชาวน์ปัญญาของบุคคลมีการปรับตัว ผ่านกระบวนการซึมซาบหรือดูดซึม และกระบวนการปรับโครงสร้างทางปัญญา พัฒนาการเกิดขึ้นเมื่อ บุคคลรับและซึมซาบข้อมูลหรือประสบการณ์ใหม่เข้าไปสัมพันธ์กับความรู้หรือโครงสร้างทางปัญญาที่ มีอยู่เดิม หากไม่สามารถสัมพันธ์กันได้ จะเกิดภาวะไม่สมดุลขึ้น และบุคคลจะพยายามปรับสภาวะให้อยู่ ในภาวะสมดุล โดยใช้กระบวนการปรับโครงสร้างทางปัญญาที่มีอยู่ ทั้งเพียเจต์และวีก็อทสกี้ นับว่าเป็น นัก ทฤษฎี ใ นกลุ่มพุ ท ธินิย ม ซึ่ง เป็ นกลุ่มที่ให้ความสนใจศึก ษาเกี่ ย วกั บกระบวนการรู้คิด หรือ กระบวนการทางปัญญา และเน้นการให้ความสาคัญของความแตกต่างระหว่างบุคคล การช่วยสนับสนุน ให้มีการพัฒนาการจากระดับที่เป็นอยู่ไปถึงระดับพัฒนาการที่เด็กมีศักยภาพที่จะไปถึงได้ ทฤษฎีการ สร้างความรู้ด้วยตนเอง จะให้ความสาคัญกับกระบวนการและวิธีการของบุคคลในการสร้างความรู้ ความเข้าใจจากประสบการณ์ รวมทั้งโครงสร้างทางปัญญาและความเชื่อที่ใช้ในการแปลความหมาย เหตุการณ์และสิ่งต่าง ๆ ให้เข้ามาสัมพันธ์กับโลกของตนเอง เนื่องจากคนทุกคนมีโลกของตนเอง เป็น โลกที่ ส ร้า งขึ้นด้วยความคิดของตน สมองจึงเป็นเครื่องมือที่ส าคัญที่สุดที่สามารถใช้ใ นการแปล ความหมายของปรากฏการณ์ เหตุการณ์ต่างๆ ในโลกนี้ ซึ่งการแปลความหมายดังกล่าว เป็นเรื่องที่เป็น ส่วนตัว และเป็ นเรื่องเฉพาะตัว เพราะการแปลความหมายของแต่ล ะบุคคลขึ้นอยู่ กั บการรับรู้


ประสบการณ์ ความเชื่อ ความต้องการ ความสนใจ และภูมิหลังของแต่ละบุคคลซึ่งมีความแตกต่างกัน และต้องจัดกระทากับข้อมูลด้วยตนเอง 4. ทฤษฎีการสร้างความรู้ด้วยตนเองโดยการสร้างสรรค์ชิ้นงาน เป็นทฤษฎีที่มีพื้นฐานมาจาก ทฤษฎีพัฒนาการทางปัญญาของเพียเจต์ (Piaget) เช่นเดียวกับทฤษฎีการสร้างความรู้ด้วยตนเอง ผู้พัฒนา ทฤษฎีนี้ คือ ศาสตราจารย์ ซีมัวร์ เพเพอร์ท (Seymour Papert) แห่งสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ แนวความคิดของทฤษฎีนี้ คือ การเรียนรู้ที่ดี เกิดจากการสร้างพลังความรู้ในตนเองและด้วยตนเองของ ผู้เรียน หากผู้เรียนมีโอกาสได้สร้างความคิดและนาความคิดของตนเอง ไปสร้างสรรค์ชิ้นงานโดยอาศัย สื่อและเทคโนโลยีที่เหมาะสม จะทาให้เห็นความคิดนั้นเป็นรูปธรรมที่ชัดเจน และเมื่อผู้เรียนสร้างสิ่งใด สิ่งหนึ่งขึ้นมาในโลก ก็หมายถึงการสร้างความรู้ขึ้นในตนเองนั่นเอง ความรู้ที่ผู้เรียนสร้างขึ้นในตนเองนี้ จะมีความหมายต่อผู้เรียน จะอยู่คงทน ผู้เรียนจะไม่ลืมง่าย และจะสามารถถ่ายทอดให้ผู้อื่นเข้าใจ ความคิดของตนได้ดี นอกจากนั้น ความรู้ที่สร้างขึ้นเองนี้ ยังจะเป็นฐานให้ผู้เรียนสร้างความรู้ใหม่ต่อไป อย่างไม่มีที่สิ้นสุด ศาสตราจารย์ นายแพทย์ประเวศ วะสี (อ้างถึงใน สานักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา, 2549 : 15 – 17) ได้ให้แนวทางการฝึกกระบวนการทางปัญญาที่สามารถนามาใช้เป็นแนวการสอนเพื่อ พัฒนาการคิด ดังนี้ 1) ฝึกสังเกต สังเกตในสิ่งที่เราเห็นหรือสิ่งแวดล้อม เช่น ไปดูนก ดูผีเสื้อหรือในการทางาน การ ฝึกสังเกตจะทาให้เกิดปัญญามาก โลกทรรศน์ และวิธีคิด สติ – สมาธิ จะเข้าไปมีผลต่อการสังเกตและสิ่ง ที่สังเกต 2) ฝึกบันทึก เมื่อสังเกตอะไรแล้วควรฝึกบันทึก โดยจะวัดรูปหรือบันทึกข้อความ ถ่ายภาพ ถ่าย วีดีโอ ละเอียดมากน้อยตามวัยและสถานการณ์ การบันทึกเป็นการพัฒนาปัญญา 3) ฝึกการนาเสนอต่อที่ประชุมกลุ่ม เมื่อมีการทางานกลุ่ม เราไปเรียนรู้อะไรมา บันทึกอะไรมา จะนาเสนอให้เพื่อนหรือครูรู้เรื่องได้อย่างไร ก็ต้องฝึกการนาเสนอ การนาเสนอได้ดีจึงเป็นการพัฒนา ปัญญาทั้งของผู้นาเสนอและของกลุ่ม 4) ฝึกการฟัง ถ้ารู้จักฟังคนอื่นก็จะทาให้ฉลาดขึ้น โบราณเรียกว่าเป็นพหูสูต บางคนไม่ได้ยินคน อื่นพูด เพราะหมกมุ่นอยู่ในความคิดของตัวเองหรือมีความฝันในเรื่องใดเรื่องหนึ่งจนเรื่องอื่นเข้าไม่ได้ ฉันทะ สติ สมาธิ จะช่วยให้ฟังได้ดีขึ้น 5) ฝึกปุจฉา – วิสัชนา เมื่อมีการนาเสนอและการฟังแล้ว ฝึกปุจฉา – วิสัชนา หรือ ถาม – ตอบ ซึ่งเป็นการฝึกให้ใช้เหตุผลวิเคราะห์ สังเคราะห์ ทาให้เกิดความแจ่มแจ้ง ในเรื่องนั้น ๆ ถ้าเราฟังครูโดย ไม่ถาม – ตอบ ก็จะไม่แจ่มแจ้ง


6) ฝึกตั้งสมมติฐานและตั้งคาถาม เวลาเรียนรู้อะไรไปแล้ว เราต้องสามารถตั้งคาถามได้ว่า สิ่งนี้ คืออะไร สิ่งนั้นเกิดจากอะไร อะไรมีประโยชน์ ทาอย่างไรจะสาเร็จประโยชน์อันนั้น และมีการฝึกตั้ง คาถาม ถ้ากลุ่มช่วยกันคิดคาถามที่มีคุณค่าและมีความสาคัญ ก็จะอยากได้คาตอบ 7) ฝึกการค้นหาคาตอบ เมื่อมีคาถามแล้ว ก็ควรไปค้นหาคาตอบจากหนังสือ จากตารา จาก อินเตอร์เน็ต หรือไปคุยกับคนเฒ่าคนแก่ แล้วแต่ธรรมชาติของคาถาม การค้นหาคาตอบต่อคาถามที่ สาคัญจะสนุกและทาให้ได้ความรู้มาก ต่างจากการท่องหนังสือโดยไม่มีคาถาม บางคาถามเมื่อค้นหา คาตอบทุกวิถีทางจนหมดแล้วก็ไม่พบ แต่คาถามยังอยู่และมีความสาคัญ ต้องหาคาตอบต่อไปด้วยการ วิจัย 8) การวิจัย การวิจัยเพื่อหาคาตอบเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเรียนรู้ทุกระดับ การวิจัยจะทา ให้ค้นพบ 9) เชื่อมโยงบูรณาการ ให้เห็นความเป็นจริงทั้งหมดและเห็นตัวเอง ธรรมชาติของสรรพสิ่งล้วน เชื่อมโยง เมื่อเรียนรู้อะไรมา อย่าให้ความรู้นั้นแยกเป็นส่วน ๆ แต่ควรจะเชื่อมโยงบูรณาการให้เห็น ความจริงทั้งหมด ในความเป็นจริงทั้งหมดจะมีความงามและมีมิติอื่นผุด บังเกิดออกมาเหนือความเป็น ส่วนๆ และในความเป็นทั้งหมดนั้นมองเห็นตัวเอง เกิดการรู้ตัวเองตามความเป็นจริงว่าสัมพันธ์กับความ เป็นทั้งหมดอย่างไร จริยธรรมอยู่ที่ตรงนี้ คือการเรียนรู้ตัวเองตามความเป็นจริง ดังนั้น ไม่ว่าการเรียนรู้ อะไร ก็มีมิติทางจริยธรรมอยู่ในนั้นเสมอ มิติทางจริยธรรมอยู่ในความเป็นทั้งหมดนั่นเอง 10) ฝึกเขียนเรียบเรียงทางวิชาการ ถึงกระบวนการเรียนรู้และความรู้ใหม่ที่ได้มา การเรียบเรียง ทางวิชาการเป็นการเรียบเรียงความคิดให้ประณีตขึ้น ทาให้ค้นคว้าหาหลักฐานที่มีที่อ้างอิงของความรู้ให้ ถี่ถ้วนแม่นยาขึ้น การเรียบเรียงทางวิชาการ จึงเป็นการพัฒนาปัญญาของตนเองอย่างสาคัญ และเป็น ประโยชน์ในการเรียนรู้ของผู้อื่นในวงกว้างออกไป วิธีดาเนินการวิจัย การพั ฒ นาครู ใ นการจั ด กิ จ กรรมการเรี ย นรู้ ที่ เ น้ น ทั ก ษะการคิ ด กลุ่ ม สาระการเรี ย นรู้ ภาษาต่างประเทศ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนวัดเขาวัง (แสง ช่วงสุวนิช) ผู้ศึกษาได้มีการนาไป พัฒนางาน/การเชื่อมโยงประยุกต์ใช้ ดังนี้ ประชากรและกลุ่มเป้าหมาย ประชากร คือ ครูโรงเรียนวัดเขาวัง (แสง ช่วงสุวนิช) จานวน134 คน กลุ่มตัวอย่าง คือ ครูโรงเรียนเป้าหมายที่ใช้ในการศึกษา จานวน 1 คน


โรงเรียนเป้าหมายที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ เป็นโรงเรียนวัดเขาวัง(แสง ช่วงสุวนิช) สังกัด สานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาราชบุรี เขต 1 เอกสารหลักฐานอื่น ๆ ได้แก่ หลักสูตรสถานศึกษา หลักสูตรกลุ่มสาระการเรียนรู้ ภาษาต่างประเทศ โครงสร้างรายวิชา แผนการจัดการเรียนรู้ แบบบันทึกหน่วยการเรียนรู้ เป็นต้น เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ในการเก็บรวบรวมข้อมูลโดยวิธีการต่าง ๆ ดังกล่าวข้างต้น ได้ใช้เครื่องมือในการเก็บรวบรวม ข้อมูล ดังนี้ 1. แบบสังเกตการณ์การเรียนการสอน 2. คู่มือการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อพัฒนาทักษะการคิด วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูล 1. วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูล ผู้วิจัยเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยตนเอง โดยมีวิธีการเก็บรวบรวมข้อมูลตามลาดับ ดังนี้ 1.1 สังเกตการณ์จัดกิจกรรมการเรียนการสอน เป็นการเก็บรวบรวมข้อมูลโดยมี วัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการจัดการเรียนการสอนของครู การจัดบรรยากาศการเรียนรู้ภายในและภายนอก ห้องเรียน เช่น การจัดการเรียนการสอนในห้องเรียนอื่น ๆ พฤติกรรมของครูในห้องเรียน พฤติกรรมการ เรียนของผู้เรียนและ แหล่งเรียนรู้ต่าง ๆ ที่สนับสนุนการสอนภายในโรงเรียน เป็นต้น 1.2 ศึกษาเอกสาร เป็นการเก็บรวบรวมข้อมูลโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ละเอียด มีหลักฐานที่ชัดเจน เช่น เอกสารข้อมูลพื้นฐานของโรงเรียน ผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียน เอกสารหลักสูตร หน่วยการเรียนรู้ และแผนการเรียนรู้ เป็นต้น สถิติที่ใช้และวิธีการวิเคราะห์ข้อมูล นาแบบสังเกตการณ์สอนมาหาค่าเฉลี่ย และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ คือ ค่าเฉลี่ย x และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) โดยกาหนดค่าน้าหนัก หรือคะแนนเป็น 4 ระดับ ดังนี้ 4 หมายถึง อยู่ในระดับดีมาก 3 หมายถึง อยู่ในระดับดี 2 หมายถึง อยู่ในระดับพอใช้ 1 หมายถึง อยู่ในระดับปรับปรุง การแปลความหมายค่าคะแนนเฉลี่ย ผู้ศึกษาได้แปลความหมายของค่าเฉลี่ยในแต่ละด้าน ดังนี้


1.00-1.99 แสดงว่า อยู่ในระดับปรับปรุง 2.00-2.99 แสดงว่า อยู่ในระดับพอใช้ 3.00-3.49 แสดงว่า อยู่ในระดับดี 3.50-4.00 แสดงว่า อยู่ในระดับดีมาก

ผลการวิเคราะห์ข้อมูล ผลการวิเคราะห์ การพัฒนาการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่เน้นทักษะการคิด กลุ่มสาระการเรียนรู้ ภาษาต่างประเทศ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนวัดเขาวัง (แสง ช่วงสุวนิช) สังกัดสานักงานเขตพื้นที่ การศึกษาประถมศึกษาราชบุรี เขต 1 จากวิธีการสังเกตการเรียนการสอนตามสภาพจริง โดยหาค่าเฉลี่ย (  ) และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) ปรากฏผลดังตารางที่ 1. – 7. ตารางที่ 1. แสดงผลการสังเกตการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนตามสภาพจริงที่เน้นทักษะการคิดใน ภาพรวม การสังเกตการณ์เรียนการสอนตามสภาพจริง 

S.D.

ระดับการปฏิบัติ

1. ด้านผู้สอน

3.50

0.00

ดีมาก

2. ด้านเนื้อหา

3.75

0.12

ดีมาก

3. ด้านกิจกรรมการเรียนการสอน

3.56

0.16

ดีมาก

4. ด้านสื่อและสิ่งสนับสนุนการเรียนการ

3.63

0.18

ดีมาก

5. ด้านการวัดและประเมินผลการเรียน

3.60

0.28

ดีมาก

6. ด้านผู้เรียน

3.64

0.10

ดีมาก

3.61

0.07

ดีมาก

ในภาพรวม

รวมเฉลี่ย

จากตารางที่ 1. พบว่า การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนตามสภาพจริงที่เน้นทักษะการคิดใน ภาพรวมอยู่ในระดับดีมาก (  =3.61) เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ทุกด้านอยู่ในระดับ ดีมาก ทุก ด้าน เรียงลาดับค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย ดังนี้ ด้านเนื้อหา (  =3.75) รองลงมา คือ ด้านผู้เรียน (  =3.75) ส่วนด้านที่น้อยที่สุด คือ ด้านผู้สอน (  =3.50)


ตารางที่ 2. แสดงผลการสังเกตการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนตามสภาพจริงที่เน้นทักษะการคิดใน ด้านผู้สอน การสังเกตการณ์เรียนการสอนตามสภาพจริง 

S.D.

ระดับการปฏิบัติ

3.00

0.00

ดี

2. ความรู้ ความสามารถของผู้สอน

3.50

0.71

ดีมาก

3. ความมีคุณธรรม จริยธรรมของผู้สอน

4.00

0.00

ดีมาก

4. บุคลิกภาพโดยรวมของผู้สอน

3.50

0.71

ดีมาก

5. การเตรียมความพร้อม เตรียมการสอน และความตรงต่อเวลา

3.50

0.71

ดีมาก

6. ความสามารถในการจัดการชั้นเรียนและแก้ปัญหาในชั้นเรียน

3.50

0.71

ดีมาก

3.50

0.71

ดีมาก

ด้านผู้สอน 1.

แนะนาแนวการสอน การวัดและประเมินผลแก่ผู้เรียน

รวมเฉลี่ย

จากตารางที่ 2. พบว่า การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนตามสภาพจริงที่เน้นทักษะการคิดใน ด้านผู้สอนในภาพรวม อยู่ในระดับดีมาก (  =3.50) เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ พบว่า อยู่ในระดับดีมาก เกือบทุกข้อ ยกเว้น ข้อ 1 อยู่ในระดับดี เรียงตามลาดับค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย ดังนี้ ข้อ 3.ความมี

คุณธรรม จริยธรรมของผู้สอน (  =4.00) รองลงมา คือ ข้อ 2 ,4,5 และ 6 มีค่าเฉลี่ยเท่ากัน (  =3.50) ส่วนข้อที่มคี ่าเฉลี่ยน้อยที่สุด คือ 1. แนะนาแนวการสอน การวัดและประเมินผลแก่

ผู้เรียน (  =3.00)


ตารางที่ 3. แสดงผลการสังเกตการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนตามสภาพจริงที่เน้นทักษะการคิดใน ด้านเนื้อหา การสังเกตการณ์เรียนการสอนตามสภาพจริง 

S.D.

ระดับการปฏิบัติ

3.50

0.71

ดีมาก

2. เนื้อหาที่สอนมีความน่าสนใจ ทันสมัย

3.50

0.71

ดีมาก

3. ความครอบคลุมและสอดคล้องกับวัตถุประสงค์

4.00

0.00

ดีมาก

4. ความเหมาะสมกับระดับความรู้ ความสามารถของผู้เรียน

4.00

0.71

ดีมาก

5. การนาไปประยุกต์ใช้ในสถานการณ์อื่น ๆ หรือวิชาอื่น ๆ

4.00

0.00

ดีมาก

6. การสอดแทรกคุณธรรม จริยธรรม และแนวคิดเศรษฐกิจ

3.50

0.71

ดีมาก

3.75

0.12

ดีมาก

ด้านเนื้อหา

1. บอกเรื่องและแนวคิดสาคัญ หรือนิยามศัพท์ ของเรือ่ งที่สอนได้ ชัดเจน

พอเพียงแก่ผู้เรียนในเนื้อหา รวมเฉลี่ย

จากตารางที่ 3. พบว่า การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนตามสภาพจริงที่เน้นทักษะการคิดใน ด้านเนื้อหา ในภาพรวม อยู่ในระดับดีมาก (  =3.75) เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ พบว่า อยู่ในระดับดีมาก ทุกข้อ เรียงตามลาดับค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย ดังนี้ ข้อ 3 ,5 และ 4 มีค่าเฉลี่ยเท่ากัน (  =4.00) ส่วน ข้อที่มีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุด คือ ข้อ 1,2 และ6 มีค่าเฉลี่ยเท่ากัน (  =3.50)


ตารางที่ 4. แสดงผลการสังเกตการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนตามสภาพจริงที่เน้นทักษะการคิดใน ด้านกิจกรมการเรียนการสอน การสังเกตการณ์เรียนการสอนตามสภาพจริง

ด้านกิจกรมการเรียนการสอน

1. ครูใช้คาถามให้นักเรียนเชื่อมโยง ประยุกต์ใช้แนวความคิดหลักเพื่อ 3.50

S.D.

ระดับการปฏิบัติ

0.71

ดีมาก

แก้ปัญหา และให้เหตุผลในการใช้กลวิธีและตอบคาถามนั้น 2. ครูใช้คาถามเพือ่ กระตุ้นให้นักเรียนใช้ทักษะการคิดอยู่ตลอดเวลา

3.50

0.71

ดีมาก

3. ครูให้ความสาคัญและตอบสนองต่อคาถามของนักเรียน

3.00

0.71

ดี

4. ครูเปิดโอกาสให้นักเรียนได้ลองหารูปแบบอื่น ๆในการเรียนรู้ หรือ

3.50

0.71

ดีมาก

5. รูปแบบการสอนและกิจกรรมที่หลากหลายในเชิงบูรณาการ

3.50

0.71

ดีมาก

6. บรรยากาศการเรียนรู้ และการมีส่วนร่วมในชั้นเรียน

3.50

0.71

ดีมาก

3.50

0.71

ดีมาก

4.00

0.00

ดีมาก

4.00

0.00

ดีมาก

หาคาตอบ

ส่งเสริมให้ผู้เรียนศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง พร้อมแนะนาแหล่งความรู้ เพิ่มเติม 7. พัฒนาผู้เรียนให้เกิดแนวคิดเชิงวิเคราะห์ สังเคราะห์ และสร้างสรรค์ 8. มีกิจกรรมการเรียนการสอนโดยเน้นผู้เรียนเป็นสาคัญ 9. นักเรียนมีการโต้ตอบสื่อสารกับครูถงึ ความเข้าใจในเนื้อหา หรือ แนวคิดสาคัญ รวมเฉลี่ย

3.56

0.16

จากตารางที่ 4. พบว่า การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนตามสภาพจริงที่เน้นทักษะการคิดใน ด้านกิจกรมการเรียนการสอน ในภาพรวม อยู่ในระดับดีมาก (  =3.56) เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ พบว่า อยู่ในระดับดีมาก เกือบทุกข้อ ยกเว้น ข้อ 3 อยู่ในระดับดี เรียงตามลาดับค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย ดังนี้ ข้อ 8 และ 9 มีค่าเฉลี่ยเท่ากัน (  =4.00) ส่วนข้อที่มีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุด คือ ข้อ 3 ครูให้ความสาคัญและ ตอบสนองต่อคาถามของนักเรียน (  =3.00)

ดีมาก


ตารางที่ 5. แสดงผลการสังเกตการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนตามสภาพจริงที่เน้นทักษะการคิดใน ด้านสื่อและสิ่งสนับสนุนการเรียนการสอน การสังเกตการณ์เรียนการสอนตามสภาพจริง ด้านสื่อและสิ่งสนับสนุนการเรียนการสอน 1.

มีเอกสารและสื่อประกอบในการเรียนรู้

2. มีการใช้สื่อที่หลากหลายรูปแบบมาใช้ในการเรียนการ

S.D.

ระดับการปฏิบัติ

3.50

0.71

ดีมาก

3.50

0.71

ดีมาก

3.50

0.71

ดีมาก

สอน (สื่อสิ่งพิมพ์ และสื่ออิเล็กทรอนิกส์) 3. สื่อที่ใช้สามารถเชื่อมโยงกับเนื้อหาที่สอนให้นักเรียนเกิด การเรียนรู้ได้ดีขึ้น 4. มีการนาเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาใช้ในการเรียนการสอน

4.00

รวมเฉลี่ย

3.63

0.00 0.18

จากตารางที่ 5. พบว่า การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนตามสภาพจริงที่เน้นทักษะการคิดใน ด้านสื่อและสิ่งสนับสนุนการเรียนการสอน ในภาพรวม อยู่ในระดับดีมาก (  =3.63) เมื่อพิจารณาเป็น รายข้อ พบว่า อยู่ในระดับดีมากทุกข้อ เรียงตามลาดับค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย ดังนี้ ข้อ 4. มีการนา เทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาใช้ในการเรียนการสอน (  =4.00) รองลงมาคือ ข้อ 1, 2 และ 3 มีค่าเฉลี่ย เท่ากัน (  =3.50)

ดีมาก ดีมาก


ตารางที่ 6. แสดงผลการสังเกตการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนตามสภาพจริงที่เน้นทักษะการคิดใน ด้านการวัดและประเมินผลการเรียน การสังเกตการณ์เรียนการสอนตามสภาพจริง 

S.D.

ระดับการปฏิบัติ

1. มีการวัดผลทั้งก่อนและหลังเรียน

4.00

0.00

ดีมาก

2. วิธีการวัดผลสอดคล้องและเหมาะสมกับเนื้อหา

3.50

0.71

ดีมาก

3. วิธีการวัดผลมีความหลากหลาย

3.00

0.00

ดี

4. ใช้วิธีการประเมินตามสภาพจริง

3.50

0.71

ดีมาก

5. เกณฑ์การประเมินผลมีความเที่ยงธรรม โปร่งใส

4.00

0.00

ดีมาก

3.60

0.28

ดีมาก

ด้านการวัดและประเมินผลการเรียน

รวมเฉลี่ย

จากตารางที่ 6. พบว่า การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนตามสภาพจริงที่เน้นทักษะการคิดใน ด้านการวัดและประเมินผลการเรียน ในภาพรวม อยู่ในระดับดีมาก (  =3.60) เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ พบว่า อยู่ในระดับดีมากเกือบทุกข้อ ยกเว้นข้อ 3. อยู่ในระดับดี เรียงตามลาดับค่าเฉลี่ยจากมากไปหา น้อย ดังนี้ ข้อ 1.และ5 มีค่าเฉลี่ยเท่ากัน (  =4.00) รองลงมา คือ ข้อ 2และ 4 มีค่าเฉลี่ยเท่ากัน (  =3.50) ส่วนข้อที่มีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุด คือ ข้อ 3. วิธีการวัดผลมีความหลากหลาย (  =3.00)


ตารางที่ 7. แสดงผลการสังเกตการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนตามสภาพจริงที่เน้นทักษะการคิดใน ด้านผู้เรียน การสังเกตการณ์เรียนการสอนตามสภาพจริง 

S.D.

ระดับการปฏิบัติ

1. การเตรียมความพร้อมก่อนเรียน

3.00

0.00

ดี

2. การมีส่วนร่วมในชั้นเรียน

4.00

0.00

ดีมาก

3.มีการสร้างคาอธิบายในกระบวนการเรียนรูแ้ ละข้อมูลของนักเรียน

4.00

0.00

ดีมาก

4. ความกระตือรือร้นในการศึกษาหาความรู้เพิม่ เติม

3.50

0.71

ดีมาก

5. ความตรงต่อเวลาและความสม่าเสมอในการเข้าเรียน

4.00

0.00

ดีมาก

6. ได้ใช้ทักษะการคิดขั้นสูง หรือมีผลงานที่เกิดจากทักษะการคิดขั้น

3.50

0.71

ดีมาก

3.50

0.71

ดีมาก

4.00

0.00

ดีมาก

ด้านผู้เรียน

ด้วยตนเอง

สูง 7.มีการทางานเป็นกลุ่ม หรือทีม 8. มีการนาเสนอผลงาน 9. การนาความรู้ทไี่ ด้รับไปประยุกต์ใช้ หรือการเชื่อมโยงกับ ชีวิตประจาวัน รวมเฉลี่ย

4.00 3.72

0.00 0.08

จากตารางที่ 7. พบว่า การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนตามสภาพจริงที่เน้นทักษะการคิดใน ด้านผู้เรียน ในภาพรวม อยู่ในระดับดีมาก (  =3.72) เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ พบว่า อยู่ในระดับดีมาก เกือบทุกข้อ ยกเว้นข้อ 1. อยู่ในระดับดี เรียงตามลาดับค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย ดังนี้ ข้อ 2,3,5,8และ 9 มีค่าเฉลีย่ เท่ากัน (  =4.00) รองลงมา คือ ข้อ 4, 6 และ 7 มีค่าเฉลี่ยเท่ากัน (  =3.50) ส่วนข้อที่มี ค่าเฉลี่ยน้อยที่สุด คือ ข้อ 1. การเตรียมความพร้อมก่อนเรียน (  =3.00)

ดีมาก ดีมาก


การสรุปผลและข้อค้นพบ สรุปผล การพัฒนาการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่เน้นทักษะการคิด กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนวัดเขาวัง (แสง ช่วงสุวนิช) ผลการศึกษาพบว่า 1. การพั ฒ นาการจั ด กิ จ กรรมการเรี ย นรู้ ที่ เ น้ น ทั ก ษะการคิ ด กลุ่ ม สาระการเรี ย นรู้ ภาษาต่างประเทศ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนวัดเขาวัง (แสง ช่ วงสุวนิช)โดยภาพรวม อยู่ในระดับดี มาก ส่วนรายด้านอยู่ในระดับดีมากทุกด้าน เรียงตามลาดับค่าเฉลี่ยจากมากไปน้อย คือ ด้านเนื้อหา ด้าน ผู้เรียน ด้านสื่อและสิ่งสนับสนุนการเรียนการ ด้านการวัดและประเมินผลการเรียน ด้านกิจกรรมการ เรียนการสอน และด้านผู้สอนรายข้อในแต่ละด้าน สรุปได้ดังนี้ 1.1 ด้านผู้สอนในภาพรวม อยู่ในระดับดีมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ พบว่า อยู่ในระดับดีมาก เกือบทุกข้อ ยกเว้น ข้อ 1 อยู่ในระดับดี เรียงตามลาดับค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย ดังนี้ ความมีคุณธรรม จริยธรรมของผู้สอน รองลงมา คือ ความรู้ ความสามารถของผู้สอน บุคลิกภาพโดยรวมของผู้สอน การ เตรียมความพร้อม เตรียมการสอน และความตรงต่อเวลา และ ความสามารถในการจัดการชั้นเรียนและ แก้ปัญหาในชั้นเรียน มีค่าเฉลี่ยเท่ากัน ส่วนข้อที่มีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุด คือ แนะนาแนวการสอน การวัด และประเมินผลแก่ผู้เรียน 1.2 ด้านเนื้อหา ในภาพรวม อยู่ในระดับดีมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ พบว่า อยู่ในระดับดีมาก ทุกข้อ เรียงตามลาดับค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย ดังนี้ ความครอบคลุมและสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ การนาไปประยุกต์ใช้ในสถานการณ์อื่น ๆ หรือวิชาอื่น ๆ และ

ความเหมาะสมกับระดับความรู้

ความสามารถของผู้เรียน มีค่าเฉลี่ยเท่ากัน ส่วนข้อที่มีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุด คือ บอกเรื่องและแนวคิดสาคัญ หรือนิยามศัพท์ ของเรื่องที่สอนได้ชัดเจน เนื้อหาที่สอนมีความน่าสนใจ ทันสมัย และการสอดแทรก คุณธรรม จริยธรรม และแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงแก่ผู้เรียนในเนื้อหา มีค่าเฉลี่ยเท่ากัน 1.3

ด้านกิจกรมการเรียนการสอน ในภาพรวม อยู่ในระดับดีมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ

พบว่า อยู่ในระดับดีมาก เกือบทุกข้อ ยกเว้น ข้อ 3 อยู่ในระดับดี เรียงตามลาดับค่าเฉลี่ยจากมากไปหา น้อย ดังนี้ มีกิจกรรมการเรียนการสอนโดยเน้นผู้เรียนเป็นสาคัญ และนักเรียนมีการโต้ตอบสื่อสารกับ ครูถึงความเข้าใจในเนื้อหา หรือแนวคิดสาคัญ มีค่าเฉลี่ยเท่ากัน ส่วนข้อที่มีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุด คือ ครูให้ ความสาคัญและตอบสนองต่อคาถามของนักเรียน


1.4 ด้านสื่อและสิ่งสนับสนุนการเรียนการสอน ในภาพรวม อยู่ในระดับดีมาก เมื่อพิจารณา เป็นรายข้อ พบว่า อยู่ในระดับดีมากทุกข้อ เรียงตามลาดับค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย ดังนี้ มีการนา เทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาใช้ในการเรียนการสอน รองลงมาคือ มีเอกสารและสื่อประกอบในการเรียนรู้ มีการใช้สื่อที่หลากหลายรูปแบบมาใช้ในการเรียนการสอน (สื่อสิ่งพิมพ์ และสื่ ออิเล็กทรอนิกส์) และ สื่อที่ใช้สามารถเชื่อมโยงกับเนื้อหาที่สอนให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้ได้ดีขึ้น 1.5 ด้านการวัดและประเมินผลการเรียน ในภาพรวม อยู่ในระดับดีมาก เมื่อพิจารณาเป็นราย ข้อ พบว่า อยู่ในระดับดีมากเกือบทุกข้อ ยกเว้นข้อ 3. อยู่ในระดับดี เรียงตามลาดับค่าเฉลี่ยจากมากไป หาน้อย ดังนี้ มีการวัดผลทั้งก่อนและหลังเรียน และ เกณฑ์การประเมินผลมีความเที่ยงธรรม โปร่งใส มี ค่าเฉลี่ยเท่ากัน รองลงมา คือ วิธีการวัดผลสอดคล้องและเหมาะสมกับเนื้อหา และ ใช้วิธีการประเมิน ตามสภาพจริง มีค่าเฉลี่ยเท่ากัน ส่วนข้อที่มีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุด คือ วิธีการวัดผลมีความหลากหลาย 1.6 ด้านผู้เรียน ในภาพรวม อยู่ในระดับดีมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ พบว่า อยู่ในระดับดีมาก เกือบทุกข้อ ยกเว้นข้อ 1. อยู่ในระดับดี เรียงตามลาดับค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย ดังนี้ การมีส่วนร่วม ในชั้นเรียน มีการสร้างคาอธิบายในกระบวนการเรียนรู้และข้อมูลของนักเรียนด้วยตนเอง ความตรงต่อ เวลาและความสม่าเสมอในการเข้าเรียน มีการนาเสนอผลงาน และการนาความรู้ที่ได้รับไปประยุกต์ใช้ หรือการเชื่อมโยงกับชีวิตประจาวัน มีค่าเฉลี่ยเท่ากัน ส่วนข้อที่มีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุด คือ การเตรียมความ พร้อมก่อนเรียน ข้อค้นพบ 1. รูปแบบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่เน้นทักษะการคิด กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ของโรงเรียนวัดเขาวัง (แสง ช่วงสุวนิช) โรงเรียนมีการจัดกิจกรรมส่งเสริม ทักษะ ทางด้านต่าง ๆ เช่น กิจกรรมช่วงเช้าหน้าเสาธง มีนักเรียนออกมาให้ความรู้วันจันทร์ภาษาไทยวันละคา พร้อมทั้งตัวอย่างการแต่งประโยค วันอังคารภาษาต่างประเทศอังกฤษ-จีน วันพุธวิทยาศาสตร์และ สิ่งแวดล้อม วันพฤหัสบดีสังคมศึกษา วันศุกร์สุขศึกษา-พลศึกษา หลังเลิกแถว เจ้าหน้าที่ห้องสมุดจัดหา หนังสือใส่ตะกร้าไปตั้งตามศาลา โต๊ะนั่งเล่น มุมตึกมุมอาคารทั่วทั้งโรงเรียน ให้นักเรียนอ่านยามว่าง พร้อมทั้งจดบันทึกลง “สมุดบันทึกการอ่าน”ส่งครูประจาชั้นทุกวัน ในส่วนห้องสมุด ได้ดาเนินกิจกรรม ส่งเสริมการอ่านให้กับนักเรียนเพื่อสร้างนิสัยรักการอ่าน และบริการตามบทบาทหน้าที่มีการกาหนดตัว บ่งชี้ และเกณฑ์การให้คะแนนเพื่อการวัด และประเมินผลการพัฒนาทักษะที่สอดคล้องกัน ครูแต่ละคน ต่างดาเนินการไปในแนวทางเดียวกัน


2. แนวทางการพัฒนาทักษะกระบวนการคิด สู่ความเป็นเลิศ โรงเรียนวัดเขาวัง(แสง ช่วงสุว นิช) ดาเนินการพัฒนาทักษะตามบทบาทหน้าที่ของผู้เกี่ยวข้องในการจัดการศึกษาของโรงเรียนด้วยการ ดาเนินกิจกรรมพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ครอบคลุมตามบทบาทหน้าที่จากผู้เกี่ยวข้องทุกคนและทุกระดับทั้ง ในระดับโรงเรียน ระดับห้องเรียน และระดับนักเรียนด้วยการจัดกิจกรรมพัฒนาทักษะการอ่าน คิด วิเคราะห์ และเขียนในลักษณะองค์รวมแบบบูรณาการที่สัมพันธ์เชื่อมโยงกันเพราะการเขียนเป็นผลที่ เกิดจากการอ่าน ฟัง ที่ผ่านกระบวนการคิดวิเคราะห์ ฝ่ายบริหาร ทาหน้าที่สนับสนุนการเรียนการสอน ของครูผู้สอนทุกคน กาหนดเป็นนโยบายของโรงเรียนให้จัดกิจกรรมแลนลี่รักการอ่านบูรณาการในทุก สาระการเรียนรู้ มีใบกิจกรรมและใบความรู้ นอกเหนือจากเวลาในตารางเรียนทุกสัปดาห์ และมีกิจกรรม ขึ้นวัดฟังธรรมทุกบ่ายวันพุธโดยเวียนกันขึ้นในทุกชั้น ตลอดปีการศึกษา ด้วยการทาสมาธิเพื่อให้จิตใจ สงบนิ่ง ฟังหลักธรรมคาสอนจากท่านเจ้าคุณวัดเขาวังเสริมสร้างการคิดวิเคราะห์ สังเคราะห์ และคิด อย่างมีวิจารณญาณ 3. รู ป แบบการด าเนิ น การของครู ผู้ ส อนเพื่ อ พั ฒ นาทั ก ษะการคิ ด สาระการเรี ย นรู้ ภาษาต่างประเทศ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนวัดเขาวัง(แสง ช่วงสุวนิช) ครูมีความรู้ความเข้าใจใน ความสาคัญ และจาเป็นของการพัฒนาทักษะกระบวนการคิดของนักเรียน ครูดาเนินกิจกรรมพัฒนา ทักษะกระบวนการคิดในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ มีสื่ออุปกรณ์ครบครัน ใบความรู้ ใบกิจกรรมที่ ส่งเสริมการอ่าน การเขียน และ การคิด อย่างถูกต้องเหมาะสม รวมทั้งส่งเสริมให้นักเรียนเชื่อมโยง เนื้อหาวิชาที่เรียนเข้ากับชีวิตประจาวันได้ถูกต้อง มีการติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลโดยครูผู้สอน อย่างต่อเนื่อง 4. แนวทางการพัฒนาตามบทบาทหน้าที่ของครูผู้สอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ เพื่อพัฒนาทักษะกระบวนการคิด กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียน วัดเขาวัง(แสง ช่ วงสุวนิช ) ครูผู้สอนควรกระตุ้นให้นักเรียนได้เกิดการคิดที่หลากหลาย โดยให้ แนวทางในการคิดกับนักเรียน ส่งเสริมให้นักเรียนในกลุ่มเก่ง กลุ่มปานกลางและกลุ่มอ่อนได้แนะนา ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ควรส่งเสริมให้นักเรียนมองต่างมุม พินิจพิจารณาก่อนการตัดสินใจ ควรมีการ สรุปการอภิปรายเป็นระยะๆ เน้นย้าจุดสาคัญที่ต้องการให้เกิดการเรียนรู้ และกระตุ้นให้นักเรียนศึกษา ค้นคว้า เพื่อให้เกิดกระบวนการเรียนรู้ด้วยตนเอง โดยการจัดบรรยากาศในห้องเรียนที่ส่งเสริมการ เรียนรู้ของผู้เรียน


เอกสารอ้างอิง กระทรวงศึกษาธิการ. 2552. แนวทางการจัดการเรียนรู้ ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย จากัด. กุลธิดา ปัญญาจิรวุฒิ. 2550. การจัดการเรียนรู้การอ่าน คิดวิเคราะห์ และเขียน. เข้าถึงได้จาก http://gotoknow.org/blog/kul50/99953 โกวิท ประวาลพฤกษ์. 2551. การออกแบบการเรียนรู้แบบย้อนกลับ. กรุงเทพมหานคร : สถาบันพัฒนา คุณภาพวิชาการ (พ.ว.). คณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ, สานักงาน. 2540. ทฤษฎีการเรียนรู้เพื่อพัฒนากระบวนการคิด. กรุงเทพมหานคร : หจก. ไอเดีย สแควร์. _______. 2545. สร้างสรรค์นักคิด. กรุงเทพมหานคร : สานักพิมพ์วัฒนาพานิช. _______. 2550. แนวทางการนามาตรฐานการศึกษา ขั้นพื้นฐานสู่การปฏิบัติ. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย จากัด. ทิศนา เขมมณี. (2545). รูปแบบการเรียนการสอน : ทางเลือกที่หลากหลาย. กรุงเทพฯ : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ลักขณา สรีวัฒน์. 2549. การคิด. กรุงเทพมหานคร : สานักพิมพ์โอเดียนสโตร์. วิชาการและมาตรฐานการศึกษา, สานัก. กระทรวงศึกษาธิการ. 2549. แนวทางการจัดการเรียนรู้เพื่อ พัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์. กรุงเทพมหานคร : สานักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา. _______. 2551. แนวทางการบริการจัดการหลักสูตร. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์ชุมนุม สหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย จากัด. ศึกษาธิการ, กระทรวง. 2551. หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย จากัด. โรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, ศูนย์วิจัยและพัฒนาการศึกษา. 2550 คู่มือการประเมิน การอ่าน คิดวิเคราะห์ และเขียน. กรุงเทพมหานคร : โรงเรียนสาธิตแห่ง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการศึกษา. _______. 2551. สรุปความคิดเห็นของอาจารย์เกี่ยวกับการออกแบบการเรียนรู้เพื่อพัฒนาการอ่าน คิดวิเคราะห์ และเขียน. กรุงเทพมหานคร : โรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการศึกษา.


ภาคผนวก


ภาคผนวก ก แบบสังเกตการเรียนการสอน


แบบบันทึกการสังเกตการเรียนการสอน ชื่อผู้สอน....................................................วุฒิการศึกษา...................................วิชาเอก............................. โรงเรียน...................................สพป.............จานวน นักเรียนในห้องเรียน.......คน ชาย.....คน หญิง.....คน ชั้น...................วิชา.............................................. เรื่องที่สอน.................................................................... ครั้งที่สังเกต..................วันที่...................................ช่วงเวลา...............................ใช้เวลา....................นาที .................................................................................................................................................................... ตอนที่ 1 การสังเกตการเรียนการสอนตามสภาพจริง 4 = ดีมาก

3 = ดี

ที่

2 = พอใช้

1 = ปรับปรุง

รายการประเมิน

ด้านผู้สอน 1

แนะนาแนวการสอน การวัดและประเมินผลแก่ผู้เรียน

2

ความรู้ ความสามารถของผู้สอน

3

ความมีคุณธรรม จริยธรรมของผูส้ อน

4

บุคลิกภาพโดยรวมของผู้สอน

5

การเตรียมความพร้อม เตรียมการสอน และความตรงต่อเวลา

6

ความสามารถในการจัดการชั้นเรียนและแก้ปัญหาในชั้นเรียน

ด้านเนื้อหา 7

บอกเรื่องและแนวคิดสาคัญ หรือนิยามศัพท์ ของเรื่องที่สอนได้ชัดเจน

8

เนื้อหาที่สอนมีความน่าสนใจ ทันสมัย

9

ความครอบคลุมและสอดคล้องกับวัตถุประสงค์

10

ความเหมาะสมกับระดับความรู้ ความสามารถของผู้เรียน

11

การนาไปประยุกต์ใช้ในสถานการณ์อื่น ๆ หรือวิชาอื่น ๆ

12

การสอดแทรกคุณธรรม จริยธรรม และแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงแก่ผู้เรียนในเนื้อหา

ด้านกิจกรรมการเรียนการสอน 13

บรรยากาศการเรียนรู้ และการมีส่วนร่วมในชั้นเรียน

14

ส่งเสริมให้ผเู้ รียนศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง พร้อมแนะนาแหล่งความรู้เพิ่มเติม

15

พัฒนาผู้เรียนให้เกิดแนวคิดเชิงวิเคราะห์ สังเคราะห์ และสร้างสรรค์

16

มีกิจกรรมการเรียนการสอนโดยเน้นผู้เรียนเป็นสาคัญ

ระดับการประเมิน 4

3

2

1


17

นักเรียนมีการโต้ตอบสื่อสารกับครูถึงความเข้าใจในเนื้อหา หรือแนวคิดสาคัญ

ที่ 18

รายการประเมิน ครูใช้คาถามให้นักเรียนเชื่อมโยง ประยุกต์ใช้แนวความคิดหลักเพือ่ แก้ปัญหา และให้ เหตุผลในการใช้กลวิธีและตอบคาถามนั้น

19

ครูใช้คาถามเพื่อกระตุน้ ให้นักเรียนใช้ทักษะการคิดอยู่ตลอดเวลา

20

ครูให้ความสาคัญและตอบสนองต่อคาถามของนักเรียน

21

ครูเปิดโอกาสให้นักเรียนได้ลองหารูปแบบอื่น ๆในการเรียนรู้ หรือหาคาตอบ

22

รูปแบบการสอนและกิจกรรมทีห่ ลากหลายในเชิงบูรณาการ

ด้านสื่อและสิ่งสนับสนุนการเรียนการสอน 23

มีเอกสารและสื่อประกอบในการเรียนรู้

24

มีการใช้สื่อที่หลากหลายรูปแบบมาใช้ในการเรียนการสอน (สื่อสิ่งพิมพ์ และสื่ออิเล็กทรอนิกส์)

25

สื่อที่ใช้สามารถเชื่อมโยงกับเนื้อหาที่สอนให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้ได้ดีขนึ้

26

มีการนาเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาใช้ในการเรียนการสอน

ด้านการวัดและประเมินผลการเรียน 27

มีการวัดผลทั้งก่อนและหลังเรียน

28

วิธีการวัดผลสอดคล้องและเหมาะสมกับเนื้อหา

29

วิธีการวัดผลมีความหลากหลาย

30

ใช้วิธีการประเมินตามสภาพจริง

31

เกณฑ์การประเมินผลมีความเที่ยงธรรม โปร่งใส

ด้านผู้เรียน 32

การเตรียมความพร้อมก่อนเรียน

33

การมีส่วนร่วมในชั้นเรียน

34

มีการสร้างคาอธิบายในกระบวนการเรียนรู้และข้อมูลของนักเรียนด้วยตนเอง

35

ความกระตือรือร้นในการศึกษาหาความรู้เพิ่มเติม

36

ความตรงต่อเวลาและความสม่าเสมอในการเข้าเรียน

37

ได้ใช้ทักษะการคิดขัน้ สูง หรือมีผลงานที่เกิดจากทักษะการคิดขั้นสูง

38

มีการทางานเป็นกลุ่ม หรือทีม

39

มีการนาเสนอผลงาน

40

การนาความรู้ที่ได้รับไปประยุกต์ใช้ หรือการเชื่อมโยงกับชีวิตประจาวัน

ระดับการประเมิน 4

3

2

1


ตอนที่ 4 บันทึกผลการสังเกตหลังสอน จุดเด่นของครูผู้สอน

จุดด้อยของครูผู้สอน

สิ่งที่ครูผู้สอนทาแล้วประสบความสาเร็จในชั้นเรียน

สิ่งที่ครูผู้สอนทาแล้วควรปรับปรุงและพัฒนา

อื่น ๆ .

ลงชื่อ.................................................................ผู้สัมภาษณ์ (นางสาวศิริวรรณภา บุญเส็ง) ตาแหน่ง ศึกษานิเทศก์ฝึกประสบการณ์

book1  

book1,book2

Read more
Read more
Similar to
Popular now
Just for you