Page 1

จดหมายข่าว สถาบันวิจัยและพัฒนาสุขภาพภาคใต้ (วพส.)

www.rdh.psu.ac.th

ฉบับที่ 9 ประจำ�เดือนกรกฎาคม - กันยายน 2554

เปลี่ยนเคราะห์ซ้ำ�

เป็น บทเรียน ล้ำ�ค่า

พร้อมรับมือ ภัยพิบัติ

ราปน อนาถา ? สัตว์ ของดีบ้านบุโบย ต้นไม้ รวมพล

‘คนหลง

ปั้น ดาวน์

ป่า’ ให้เป็น ดาว


New

Movement

หาดใหญ่-พัทลุง-ปัตตานี เร่งรับมือภัยพิบัติ เปลี่ยนเคราะห์ซ้ำ�เป็นบทเรียนล้ำ�ค่า

มหันตภัยธรรมชาติหลายครั้งหลากรูปแบบ 16 ชุมชนปัตตานีผนึกกำ�ลัง ทั้งน้ำ�ท่วม พายุ ดินถล่ม ที่กระหน่ำ�ซัดภาคใต้อย่าง ร่วมเยียวยา-รับมือภัยพิบัติ ต่อเนือ่ งในช่วงสองสามปีทผ ี่ า่ นมา ทิง้ ร่องรอยของ อ่าวปัตตานีเป็นอ่าวปากแม่น้ำ�ที่ใหญ่ที่สุดในภาคใต้ ซึ่ง ความเสียหายในทรัพย์สินและชีวิตไว้มากมาย กพายุพัดคลื่นเข้าโจมตีชุมชนรายรอบจนเกิดความเสียหายแก่ โดยเฉพาะคราวเคราะห์ครั้งล่่าสุดเมื่อปลายปี ถูอาคารบ้ านเรือนและชุมชนชาวประมงที่ตั้งเรียงรายอยู่กว่า 30 2553 ที่ผ่านมา ทำ�ให้หลายชุมชนได้ร่วมกันพินิจถึง หมูบ่ า้ น เป็นเหตุให้ประชาชนกว่าห้าหมืน่ คนได้รบั ความเดือดร้อน สิง่ ทีเ่ กิดขึน้ ไม่วา่ จะเป็นต้นเหตุของปัญหา ผลกระทบ อย่างมาก บ้านเรือนส่วนใหญ่ได้รับความเสียหายบางส่วน และ ยับทั้งหลัง ที่เกิดขึ้น ทั้งที่เกิดจากภัยธรรมชาติและความขัดแย้ง จำ �นวนหนึหลั่งพังงจากชุ มชนต้องเผชิญวิบากกรรมจากภัยธรรมชาติ ภายในชุมชน อย่างฉับพลันทันด่วนทำ�ให้ได้เรียนรู้ว่า ความเดือดร้อนส่วนหนึ่ง หกชุมชนในหาดใหญ่ กว่าสิบหมูบ่ า้ นรอบอ่าว มาจากการที่ ชุ ม ชนขาดความรู้ แ ละภู มิ ปั ญ ญาเพื่ อ รั บ มื อ ต่ อ การณ์วาตภัยและอุทกภัย ดังนั้นทันทีที่เกิดเหตุการณ์ขึ้น ปัตตานี และอีกสามภูมินิเวศน์ของพัทลุง เป็นพื้นที่ เหตุ ประชาชนส่วนใหญ่จึงแทบจะไม่สามารถพึ่งพาตนเองได้ ทำ�ได้ นำ�ร่องที่ วพส. ได้สนับสนุนนักวิชาการกระตุ้นกลุ่ม เพียงรอความช่วยเหลือฉุกเฉินจากหน่วยงานภาครัฐ ไม่วา่ จะเป็น คนและชุมชนให้เริม่ ใส่ใจถึงภัยพิบตั ทิ เี่ กิดและอาจเกิดขึน้ ข้าวปลาอาหาร สิ่งของบริจาค หรือแม้แต่เงินช่วยเหลือเยียวยา ในอนาคต โดยเชื่อว่าหากชุมชนเข้มแข็งและมีความ ซึ่งต่อมาก่อให้เกิดความขัดแย้งกันในบางชุมชน และเชื่อว่านี่ไม่ใช่ภัยธรรมชาติครั้งสุดท้าย แต่จะต้อง พร้อมมากพอก็จะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนจาก เกิดขึ้นซ้ำ�อีกหลายครั้งในอนาคตและทวีความรุนแรงมากขึ้น ดัง ทุกพิบตั ภิ ยั ไม่วา่ จะเกิดจากธรรมชาติหรือจากมนุษย์ นัน้ หากชุมชนมีความเข้มแข็งพร้อมพอรับมือความเสียหายทีห่ ลีก เลี่ยงไม่ได้ จะช่วยให้ประชาชนสามารถบรรเทาความเดือดร้อน ด้วยตนเองได้ในระดับหนึ่ง

2

สนใจข้อมูลเพิ่มเติม ติดต่อได้ที่ ฝ่ายสื่อสารสาธารณะฯ สถาบันวิจัยและพัฒนาสุขภาพภาคใต้ โทร. 0-7445-5150


New

เพื่อให้แนวคิดนี้สามารถก่อร่างสร้างรูปได้ สถาบันวิจัย และพัฒนาสุขภาพภาคใต้ (วพส.) และสถาบันพัฒนาองค์กร ชุมชน (องค์การมหาชน) พอช. จึงได้ลงขันสนับสนุนนักวิชาการ และคนในพื้ น ที่ ใ ห้ จั ด ตั้ ง คณะทำ � งานในโครงการการพั ฒ นา ศั ก ยภาพกลไกชุ ม ชนและเครื อ ข่ า ยทางสั ง คมเพื่ อ จั ด การ สาธารณภัย (Pattani Bay Watch : PB Watch) โดยมีรอง ศาสตราจารย์อิ่มจิต เลิศพงศ์สมบัติ คณบดีคณะวิทยาการ สื่อสาร ม.อ. วิทยาเขตปัตตานี เป็นหัวหน้าโครงการ ทำ�งาน ร่วมกับนักวิชาการจากอีกหลายคณะ หน่วยงานราชการและเอ็น จีโอ แกนนำ�ในชุมชน และประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนมา อย่างต่อเนื่อง วัตถุประสงค์หลักของโครงการฯ คือช่วยสนับสนุนให้ ชุมชนเกิดความเข้มแข็ง สามารถแก้ปญ ั หาอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมในระยะยาว และทำ�ให้เกิดกลไกใน การประสานงานภายในพืน้ ทีเ่ พือ่ การฟืน้ ฟูชมุ ชน ทำ�ให้ทรัพยกร ที่ส่งเข้ามาช่วยเหลือถูกใช้ไปให้เกิดประโยชน์สูงสุด จากการจัดประชุมชาวบ้านทีป่ ระสบปัญหาหลังภัยพิบตั ิ เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2553 ที่ผ่านมา โดยมีตัวแทนจาก 17 หมู่บ้านเข้าร่วมประชุมเพื่อหาแนวทางแก้ไขสถานการณ์ และ เพื่ อ ทำ �ให้ ก ระบวนการฟื้ น ฟู ค วามเสี ย หายดำ � เนิ นไปอย่ า งมี ประสิทธิภาพ โดยเบื้องต้นโครงการฯ ได้สนับสนุนให้ชุมชนก่อ

Movement

ตั้ ง คณะกรรมการในชุ ม ชนและมอบเงิ น สนั บ สนุ น ชุ ม ชนละ 10,000 บาท เพื่อการบริหารจัดการพัฒนาระบบรับมือภัยพิบัติ ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว แต่เนื่องจากแต่ละชุมชนได้รับความเดือดร้อนในมิติที่ แตกต่างกัน แผนการทำ�งานจึงมีความหลากหลายตามแต่ความ ต้องการของชุมชน เช่น การอบรมให้ความรู้ ถอดบทเรียนจาก เหตุภยั พิบตั ทิ ผี่ า่ นมา เสริมความรูแ้ ละกำ�หนดมาตรการอพยพหนี ภัย การดูแลตนเอง ปลูกต้นไม้และฟื้นฟูป่าชายเลน จัดตั้งศูนย์ ประสานงานฟื้นฟูชุมชน จัดตั้งทีมเฝ้าระวังทางทะเล พัฒนา ระบบเตือนภัยในชุมชน ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพ เป็นต้น จากงบประมาณที่จำ�กัดทำ�ให้คณะทำ�งานโครงการฯ ไม่ สามารถสนับสนุนการซือ้ หาสิง่ ของหรือซ่อมแซมอาคารบ้านเรือน ได้ แต่มุ่งเน้นไปที่การเสริมศักยภาพแก่ชุมชนให้มีระบบการ บริหารจัดการโครงการที่ดี ประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อร่วมให้การสนับสนุน และกระตุ้นให้ชุมชนร่วมกันทำ�งานแก้ ปัญหาด้วยตนเองบนพื้นฐานของความสมานฉันท์ แต่จากความเข้มแข็งและการทำ�งานด้วยความตัง้ ใจจริง ของหลายภาคส่วนที่ร่วมแรงกันในโครงการนี้ เงินบริจาค งบ ประมาณ การสนับสนุนและกำ�ลังใจจากหลายหน่วยงานจึงเริ่ม หลั่งไหลเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ทำ�ให้สามารถขับเคลื่อนงานเพื่อ สร้างความเข้มแข็งแก่ชุมชนได้มากยิ่งขึ้น

หรืออีเมล์ : southern.rdh@gmail.com และติดตามผลงานวิจัยอื่น ๆ ที่น่าสนใจได้ที่ www.rdh.psu.ac.th

3


New

Movement

สภาพสวนยางพาราในพัทลุงหลังประสบภัยพิบัติ

ภาคีพัทลุงแนะชุมชนเรียนรู้ประสบการณ์ ชวนเยาวชนเฝ้าระวังพิบัติภัย

พัทลุงเป็นอีกจังหวัดที่ได้รับความเสียหายอย่างรุนแรง จากเหตุการณ์ภัยพิบัติเดียวกันกับจังหวัดปัตตานี ประชาชนกว่า 9,000 ครัวเรือน ในห้าอำ�เภอได้รับความเดือดร้อน เฉพาะสวน ยางพาราเสียหายกว่า 58,000 ไร่ เครื่องมือทำ�กินจำ�นวนมาก เสียหาย ทำ�ให้มีการระดมความช่วยเหลือจากทั้งภาครัฐและ เอกชนเป็นจำ�นวนมาก แต่จากการช่วยเหลืออย่างไม่เป็นระบบ ต่างคนต่างทำ� หลาย ๆ ครัง้ ได้กอ่ ให้เกิดผลกระทบทัง้ ในระดับชีวติ สังคม และจิตใจ อย่างคาดไม่ถงึ สร้างค่านิยมพึง่ พิงความช่วยเหลือภายนอก จนถึง ความขัดแย้ง แตกแยกภายในชุมชน หลายฝ่ายมองว่าการช่วย เหลืออย่างไม่เข้าใจสภาพปัญหา และขาดกระบวนการในการ จัดการที่มีคุณภาพนี้กลับจะก่อให้เกิดผลเสียมากกว่าผลดี จนเกิดคำ�ถามกันว่า อดีตเคยมีภยั พิบตั แิ บบนีไ้ หม และ เขาอยู่กันอย่างไร ? โครงการพัฒนาและขับเคลื่อนกลไกการสร้างชุมชน เข้มแข็งให้พร้อมสำ�หรับสถานการณ์ภัยพิบัติ จ.พัทลุง ซึ่งได้รับ การสนับสนุนจาก วพส. ทำ�งานร่วมกันระหว่างมหาวิทยาลัย ประชาสังคม องค์กรเอกชน และชุมชน โดยใช้กลไกการประสาน พลังของเยาวชนมาร่วมฟื้นฟูจิตวิญญาณของชุมชนให้สามารถ จัดการและพึ่งพาตนเองได้ นอกจากนี้ยังใช้กระบวนการสืบค้น ภูมิปัญญาท้องถิ่น แลกเปลี่ยนบทเรียนกับชุมชนที่ผ่านภัยพิบัติ มาแล้ว ช่วยเสริมความเข้มแข็งให้ชุมชนพร้อมเผชิญกับการเกิด ภัยพิบัติในอนาคต และเชื่อมโยงไปสู่การสร้างความยั่งยืนในการ พึ่งตนเองของชุมชนในระยะยาวต่อไป รศ. เกษม อัศวตรีรัตนกุล ผู้อำ�นวยการสถาบันวิจัย และพัฒนา มหาวิทยาลัยทักษิณ วิทยาเขตพัทลุง และหัวหน้า โครงการฯ กล่าวว่า ช่วงไม่กี่เดือนหลังภัยพิบัติ โครงการฯ ได้ ร่วมกับสมาคมครอบครัวเข้มแข็งจัดเวที “คนไม่งอมืองอเท้า ก้าว ข้ามวิกฤต” ในห้าพื้นที่ของจังหวัดพัทลุง เพื่อให้ชุมชนได้ถอด

4

เยาวชนและคนในพื้นที่ร่วมระดมพลัง

...หลายฝ่ายมองว่าการช่วย เหลืออย่างไม่เข้าใจสภาพปัญหา และ ขาดกระบวนการในการจัดการที่มี คุณภาพนี้กลับจะก่อให้เกิดผลเสีย มากกว่าผลดี... ....เกิดคำ�ถามกันว่า อดีตเคยมี ภัยพิบัติแบบนี้ไหม และเขาอยู่กัน อย่างไร ?...

บทเรียนของตนเองจากภัยพิบัติที่เกิดขึ้น มีเยาวชนอาสาสมัคร เข้าร่วมโครงการฯ จำ�นวน 26 คน และกำ�ลังเพิ่มมากขึ้น ซึ่ง ทางโครงการฯ มุ่ ง มั่ น อบรมพั ฒ นาทั ก ษะเยาวชนเหล่ า นี้ ใ ห้ สามารถเป็นกำ�ลังที่เข้มแข็งในการเฝ้าระวังสัญญาณจากภัย ธรรมชาติและสื่อสารข้อมูลแก่ชุมชน ในระยะสั้น เชื่อว่ากระบวนการเหล่านี้จะทำ�ให้ชุมชนมี ความตระหนัก และเรียนรูก้ ารบริหารจัดการกับปัญหาต่าง ๆ ใน ชุมชนด้วยตนเอง เกิดภาคีเครือข่ายทำ�งานร่วมกันภายในชุมชน และระหว่างชุมชน/องค์กรภายนอกที่เกี่ยวข้อง และในระยะยาว ชุมชนจะสามารถปรับทิศทาง แผนการ พัฒนาที่จะก่อให้เกิดความยั่งยืน มั่นคง ทั้งทางกายภาพ จิตใจ สังคม เช่น การฟืน้ ฟูความมัน่ คงทางอาหารของชุมชนขึน้ มา เกิด ชุมชนที่มีพลังชีวิต มีจิตวิญญาณที่พึ่งตัวเอง

สนใจข้อมูลเพิ่มเติม ติดต่อได้ที่ ฝ่ายสื่อสารสาธารณะฯ สถาบันวิจัยและพัฒนาสุขภาพภาคใต้ โทร. 0-7445-5150


New

Movement

บัณฑิตอาสาร่วมฟื้นเมืองหาดใหญ่ รวมกลุ่มชุมชน เสริมสร้างอาชีพ

นายกเทศมนตรี เทศบาลนครหาดใหญ่ จ.สงขลา กล่าว ยอมรับเมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2553 ว่าน้ำ�ท่วมพื้นที่อำ�เภอ หาดใหญ่ ค รั้ ง นี้ ถื อ ว่ า หนั ก ที่ สุ ดในประวั ติ ศ าสตร์ ข องอำ � เภอ หาดใหญ่ คาดว่ามีประชาชนติดอยูท่ บี่ า้ นพักของตัวเองสูงถึงหนึง่ แสนคน กระทบต่อเศรษฐกิจไม่ต่ำ�กว่าหนึ่งหมื่นล้านบาท โครงการบัณฑิตอาสา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (โครงการ บอ.มอ.) ซึ่งมีสำ�นักงานในมหาวิทยาลัยสงขลา นครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ และมีพื้นที่บัณฑิตอาสาปฏิบัติใน พื้นที่หาดใหญ่หกชุมชน คือ ชุมชนป้อมหก ชุมชนจันทร์วิโรจน์ เป็นชุมชนแออัดริมทางรถไฟ ชุมชนแฟลตการเคหะแห่งชาติ ชุมชนตลาดพ่อพรหม ชุมชนเทศาพัฒนา ชุมชนคลอง ร.1 ซึ่ง อยู่ใกล้คลองและเป็นทางน้ำ�ไหลผ่าน คุณวัลภา ฐาน์กาญจน์ ผู้จัดการโครงการ บอ. มอ. ระบุว่า ผู้ที่ได้รับความเสียหายส่วนมากเป็นกลุ่มบ้านชั้นเดียว ประมาณ 750 ครัวเรือน มีผู้เสียชีวิตสองราย และที่สำ�คัญ เครื่องมือเครื่องใช้และอุปกรณ์ภายในบ้านได้รับความเสียหาย ทำ�ให้มีปัญหาด้านการประกอบอาชีพหลัก โครงการ บอ. มอ. และเทศบาลนครหาดใหญ่เห็นตรง กันว่า ชุมชนในหาดใหญ่ต้องได้รับการช่วยเหลือฟื้นฟูให้สามารถ ประกอบอาชีพได้ตามปกติและควรมีแผนการเตรียมพร้อมรับภัย พิบัติในครั้งต่อไป จึงกำ�หนดให้บัณฑิตอาสาหกคนเป็นผู้ประสาน งานให้เกิดการรวมกลุ่มกิจกรรมเพื่อช่วยเหลือฟื้นฟูในชุมชน พัฒนาแกนนำ�ในพืน้ ทีแ่ ละกลุม่ เยาวชน พยายามเชือ่ มโยงหน่วยงานทีเ่ กีย่ วข้องมาร่วมสนับสนุนกิจกรรมในชุมชน รวมทัง้ ประสาน งานกับอาจารย์ นักศึกษาในมหาวิทยาลัยให้เข้ามาเยี่ยมเยียน เรียนรู้และช่วยเหลือชุมชน จากการดำ�เนินงานทีผ่ า่ นมาช่วงเดือนพฤศจิกายน 2553 ทีมบัณฑิตอาสาทำ�งานร่วมกับเทศบาลนครหาดใหญ่ช่วยรับแจ้ง ความเสียหายเบื้องต้น ประสานงานกับอาจารย์และนักศึกษา สาขาชุมชนศึกษา คณะศิลปศาสตร์ สาขากายภาพบำ�บัด คณะ แพทยศาสตร์ ลงเยี่ยมสำ�รวจความเสียหายเบื้องต้นในชุมชน แนะนำ�การปฏิบัติตัวหลังภาวะน้ำ�ท่วมและประชาสัมพันธ์การ

เตรียมพร้อมสำ�หรับความเสี่ยงต่อการเกิดน้ำ�ท่วมระลอกที่สอง จากการติดตามอย่างต่อเนือ่ ง พบว่า ชุมชนสามารถฟืน้ ตัวได้เร็ว และมีแกนนำ�ในการรวมกลุม่ เพือ่ ทำ�งานส่วนรวม ชุมชน ละ 3-5 คน จากที่บัณฑิตอาสาได้ประสานงานให้เกิดการประชุม เครือข่ายมาแล้วสามครั้ง โดยมีเจ้าหน้าที่ พอช. นักวิชาการ ผูเ้ ชีย่ วชาญด้านการตลาดจากคณะวิทยาการจัดการ เป็นทีป่ รึกษา ทำ�ให้ชมุ ชนมีแผนงานด้านการฟืน้ ฟูชมุ ชนและแกนนำ�กลุม่ อาชีพ เช่น การทำ�ชุดขันหมากตามวิถไี ทยพุทธและไทยมุสลิมเป็นอาชีพ เสริม การสานกระเป๋าจากเส้นพลาสติก การจัดตัง้ กลุม่ สัจจะออม ทรัพย์ และการจัดการขยะในชุมชน ในระยะยาวคาดหวังว่าแกนนำ�ชุมชนจะสามารถดำ�เนิน งานได้อย่างต่อเนือ่ งและชุมชนมีความพร้อมในการเผชิญภัยพิบตั ิ การดำ�เนินงานของทัง้ สามโครงการยังอยูใ่ นช่วงเริม่ ต้น และมีแผนที่จะดำ�เนินงานต่อไป ซึ่งจะขอนำ�มาเสนออย่างต่อ เนื่องในโอกาสต่อไป และท่านสนใจเข้าร่วมหรือสนับสนุนการทำ�งาน ติดต่อ ได้ที่ southern.rdh@gmail.com หรือ โทร. 074-455150

โครงการการพัฒนาศักยภาพกลไกชุมชนและเครือข่ายทาง สังคมเพื่อจัดการสาธารณภัย (Pattani Bay Watch : PB Watch) จ.ปัตตานี

รองศาสตราจารย์อิ่มจิต เลิศพงศ์สมบัติ คณะวิทยาการสื่อสาร ม.อ. วิทยาเขตปัตตานี อีเมล์ : limjit@bunga.pn.psu.ac.th

โครงการพัฒนาและขับเคลือ่ นกลไกการสร้างชุมชนเข้มแข็ง ให้พร้อมสำ�หรับสถานการณ์ภัยพิบัติ จ.พัทลุง

รศ.เกษม อัศวตรีรัตนกุล สถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยทักษิณ วิทยาเขตพัทลุง อีเมล์ : kasem@tsu.ac.th คุณวัลภา ฐาน์กาญจน์ ผู้จัดการโครงการบัณฑิตอาสา มอ. โทร. 074-455149 อีเมล์ : t.wallapa@gmail.com

โครงการฝ่าวิกฤตฟื้นตนเองหลังประสบภัยน้ำ�ท่วมชุมชน เมืองหาดใหญ่ จ.สงขลา

หรืออีเมล์ : southern.rdh@gmail.com และติดตามผลงานวิจัยอื่น ๆ ที่น่าสนใจได้ที่ www.rdh.psu.ac.th

5


New

Movement

อนาถา สัตว์ ต้นไม้

“เดี๋ยวนี้เด็ก ๆ ไม่รู้จักต้นสะท้อน ไม่รู้จัก ต้นหว้า ปีนต้นไม้ก็ไม่เป็น เพราะพ่อแม่ตัดขาย ทำ�ไม้หลาจนหมดแล้ว” ผศ.นุกลู รัตนดากุล นักวิชาการ

มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี และหัวหน้า โครงการเครือข่ายช่วยเหลือต้นไม้และสัตว์ท้องถิ่นอนาถา พืน้ ที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้บอกเล่าจากประสบการณ์การ ทำ�งานในพื้นที่ ในช่วง 5-10 ปีที่ผ่านมา สัตว์ ต้นไม้และป่าชุมชนได้ ถูกทำ�ลายลงอย่างรวดเร็วมาก มีการบุกรุก ล่าสัตว์เกิดขึ้น ทั่วไป โดยเฉพาะในพื้นที่สาธารณะและป่าชุมชน ต่อปัญหานี้ ทางคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิ ท ยาลั ย สงขลานคริ น ทร์ วิ ท ยาเขตปั ต ตานี และ พิพิธภัณฑ์ประวัติธรรมชาติและเครือข่ายเรียนรู้ท้องถิ่น มี ความเห็นร่วมกันว่าจำ�เป็นจะต้องช่วยกันแก้ปัญหาเฉพาะ หน้าก่อนโดยอาศัยทุนทางสังคมในการรักษาสายพันธุ์สัตว์ และต้นไม้ดังกล่าวเอาไว้ การสร้างเครือข่ายอนุรักษ์ฟื้นฟู เฝ้าระวังต้นไม้และ สัตว์อนาถา จึงเป็นแนวทางแก้ปัญหาทางหนึ่งที่จะช่วย อนุรกั ษ์และรักษาฐานทรัพยากรความหลากหลายทางชีวภาพ ในท้องถิ่นเอาไว้สำ�หรับคนรุ่นต่อไป แนวคิดสำ�คัญก็คือ ต้องเอาป่า ต้นไม้หรือพันธุกรรม ที่เปรียบเสมือนสิ่งที่มีชีวิตอนาถาไร้ที่พึ่งเหล่านี้มาฝากให้ ‘คนที่เข้าใจ คนที่มีจิตสำ�นึกและมีใจอาสา” ดูแลเอาไว้

6

แนวคิดสำ�คัญก็คือ ต้องเอาป่า ต้นไม้หรือ พันธุกรรมที่เปรียบเสมือนสิ่งที่มีชีวิตอนาถา ไร้ที่พึ่งเหล่านี้มาฝากให้ ‘คนที่เข้าใจ คนที่มี จิตสำ�นึกและมีใจอาสา’ ดูแลเอาไว้

เครือข่ายชุมชนและคนทีม่ ใี จอาสาซึง่ กระจายอยูต่ าม ภูมนิ เิ วศน์ ภูมวิ ฒ ั นธรรมของลุม่ น้ำ�ใน 3 จังหวัดชายแดนภาค ใต้ รวม 25 ชุมชน ซึ่งโครงการฯ ได้พัฒนากลุ่มเครือข่ายเฝ้า ระวัง สร้างหน่วยจัดการเครือข่าย หน่วยจัดการองค์ความรู้ โดยใช้องค์กรสถาบันการศึกษา โรงเรียน วัด มัสยิด ในท้องถิน่ ที่ชุมชนเชื่อถือ ศรัทธา มาร่วมคิดร่วมคุย ช่วยประสานงาน และหนุนเสริมกิจกรรมแบบมีสว่ นร่วมอย่างต่อเนือ่ ง และการ ดำ�เนินงานต้องสอดคล้องกับสภาพท้องถิ่น เป็นไปตามความ พร้อมและความสมัครใจของชุมชน ให้เกิดการฟื้นฟูความ หลากหลายทางชีวภาพ เสริมสร้างความมั่นคงทางด้าน สุขภาพ เศรษฐกิจ สังคม และสร้างสันติภาพให้กับท้องถิ่น ต่อไป ความก้าวหน้าการดำ�เนินงาน ที ม งานได้ เ ข้ า ไปทำ � ความเข้ า ใจกั บ ชุ ม ชนในการ ดำ�เนินโครงการแล้ว จำ�นวน 8 พืน้ ที่ โดยประชาชนทีเ่ ข้าร่วม กิจกรรมได้รับฟังและทราบถึงความเป็นมาและรูปแบบของ โครงการต้นไม้อนาถาฯ นอกจากนี้ยังสามารถเลือกแกนนำ� หลัก เพื่อทำ�หน้าที่เป็นผู้ประสานงานในชุมชนแต่ละพื้นที่ และสำ�รวจสถานการณ์พรรณไม้และสัตว์ในพื้นที่ รวมทั้ง ความสนใจชนิดของพืชและสัตว์ทจี่ ะนำ�มาใช้รว่ มในโครงการ อย่างคร่าว ๆ ซึ่งมีพื้นที่ที่ให้ความสนใจมากที่สุด 3 พื้นที่ คือ บ้านเทียรยา บ้านนาค้อใต้ บ้านจารังตาดง ซึ่งจะเป็นพื้นที่ นำ�ร่องในระยะที่ 1 ของโครงการ สนใจเข้าร่วมเป็นเครือข่ายฯ ได้ที่ rnukul@bunga. pn.psu.ac.th หรือ โทร. 089-6589100

สนใจข้อมูลเพิ่มเติม ติดต่อได้ที่ ฝ่ายสื่อสารสาธารณะฯ สถาบันวิจัยและพัฒนาสุขภาพภาคใต้ โทร. 0-7445-5150


New

Movement

ชุมชนคลองเฉลิมรวมใจ

ใช้ภมู ปิ ญ ั ญาปรับพฤติกรรมการกินของเด็ก

ตำ�บลคลองเฉลิมเป็นตำ�บลหนึ่งในอำ�เภอ กงหรา จังหวัดพัทลุง มีศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก (ศพด.) อยู่ในความรับผิดชอบจำ�นวน 9 ศูนย์ จากการสำ�รวจสุขภาพช่องปากของเด็กเมื่อปี 2549 พบว่า เด็กในศูนย์ฯ มีปัญหาฟันผุ และปวด ฟันมากถึงร้อยละ 90 ต่อมา โครงการบัณฑิตอาสา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (บอ. ม.อ.) ร่วมกับครูพี่เลี้ยงในศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก บ้านศาลาแม็ง ตำ�บลคลองเฉลิม และแกนนำ�ในชุมชนร่วม กันกระตุ้นเด็ก ผู้ปกครอง ร้านค้าเพื่อรณรงค์ปรับเปลี่ยน พฤติกรรมการบริโภคของเด็ก และการดูแลสุขภาพช่องปาก จนช่วยลดปัญหาฟันผุของเด็กในศูนย์ฯ ดังกล่าวได้ “เมื่อเด็กปวดฟันก็ท�ำ ให้กินข้าวไม่ได้ ร้องไห้งอแง ไม่มสี มาธิกบั การเรียน จึงต้องมาป้องกันไม่ให้เด็กฟันผุ แต่ อาศัยแค่ให้ครูพเี่ ลีย้ งทีศ่ นู ย์เด็กดูแลอยูค่ นเดียวไม่ได้ เพราะ ถ้ากลับไปทีบ่ า้ นแล้วยังมีพฤติกรรมเหมือนเดิม เด็กยังแวะ ห้างบิก๊ ซี โลตัส หรือร้านค้าในชุมชน แล้วซือ้ ขนมกรุบกรอบ กินเหมือนเดิมก็ไม่ช่วยอะไร เพราะฉะนั้นพ่อแม่ครอบครัว ต้องมาช่วยกันด้วยถึงจะสำ�เร็จผล” นายหร้อหวาน วัชรจิร โสภณ หมอสมุนไพรและปราชญ์ชาวบ้านตำ�บลคลองเฉลิม แสดงความคิดเห็น เมื่อชุมชนเห็นความสำ�คัญของการบริโภคและการ ดูแลสุขภาพช่องปากเด็ก แกนนำ�ชุมชน ปราชญ์ชาวบ้าน หน่วยงานท้องถิ่นและองค์การบริหารส่วนตำ�บลคลองเฉลิม จึงเห็นว่าควรขยายผลการดำ�เนินงานดังกล่าวสู่ศูนย์พัฒนา เด็กเล็ก (ศพด.) อื่น ๆ ด้วย จึงได้ร่วมกันดำ�เนินโครงการ การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคอาหารของเด็กในศูนย์ พั ฒ นาเด็ ก เล็ กโดยการใช้ ภู มิ ปั ญ ญาพื้ น บ้ า น ภายใต้ ก าร สนับสนุนจากสถาบันวิจัยและพัฒนาสุขภาพภาคใต้ (วพส.) ร่วมกับเครือข่ายเด็กไทยไม่กินหวาน จากการหารือร่วมกันของคณะทำ�งาน เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2554 ซึง่ ประกอบด้วยแกนนำ�ชุมชน ตัวแทนจาก สาธารณสุขจังหวัดพัทลุง โรงพยาบาลกงหรา บัณฑิตอาสา

นักวิชาการจากคณะทันตแพทยศาสตร์ ม.อ. ครูพี่เลี้ยงและ คนในพื้นที่ กำ�หนดแนวทางการส่งเสริมให้เด็กในชุมชน บริโภคอาหารทีม่ ปี ระโยชน์ ปลอดภัย เหมาะสมกับพัฒนาการ เด็ก ทำ�ให้เด็กมีสุขภาพร่างกายแข็งแรงและสุขภาพช่องปาก ที่ดี โดยมีเป้าหมายหลักคือเด็กในศูนย์เด็กเล็ก 213 คนใน 3 ศูนย์ ได้แก่ ศพด. ศาลาแม็ง ศพด. บ้านคู และ ศพด. บ้านป่าแก่ตก สิบเดือนนับจากนี้ (มิถนุ ายน 2554 - มีนาคม 2555) ภาคีเครือข่ายจากหลายภาคส่วนจะร่วมกันสนับสนุนศูนย์ พัฒนาเด็กเล็กทั้ง 3 ศูนย์ ผ่านกิจกรรมที่หลากหลาย เช่น เก็บข้อมูลพื้นฐานด้านการบริโภคอาหารและสภาวะสุขภาพ ตลอดจนสุขภาพช่องปากของเด็กเล็ก นำ�ผลจากข้อมูลดัง กล่าวมานำ�เสนอต่อผู้ปกครองและชุมชนเพื่อชี้ให้เห็นปัญหา ร่วมกัน หลังจากนัน้ ศูนย์พฒ ั นาเด็กเล็กและคนในพืน้ ทีแ่ ต่ละ ชุมชนจะร่วมกันกำ�หนดรูปแบบกิจกรรมทีเ่ หมาะสมกับบริบท ต่อไป โดยใช้ภูมิปญ ั ญาพื้นบ้าน เช่น การปลูกผักพื้นบ้าน ผัก ปลอดสารพิษ การทำ�ขนมท้องถิน่ เป็นทางเลือกในการบริโภค ของเด็ก แม้โครงการดังกล่าวยังอยู่ในช่วงแรกเริ่ม แต่จาก ความร่วมมือของหลายหน่วยงานทำ�ให้เริ่มมองเห็นแนวโน้ม ที่ดีในการสร้างเสริมสุขภาพเด็กเล็ก ซึ่งจะเป็นต้นแบบศูนย์ พั ฒ นาเด็ ก เล็ ก อี ก หลายแห่ ง ทั้ งในจั ง หวั ด พั ท ลุ ง และทั่ ว ประเทศต่อไป แสดงความคิดเห็นหรือสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ นาย หร้อหวาน วัชรจิรโสภณ ประธานศูนย์ถ่ายทอดภูมิปัญญา ต.คลองเฉลิม อ.กงหรา จ.พัทลุง โทร. 089-8775450

หรืออีเมล์ : southern.rdh@gmail.com และติดตามผลงานวิจัยอื่น ๆ ที่น่าสนใจได้ที่ www.rdh.psu.ac.th

7


โครงการร่วมอนุรักษ์เขาคอหงส์

ไม่น่าเชื่อว่

า พื้นที่กว่า 7,587 ไร่ ของ ‘เขาคอหงส์’ ที่คน หาดใหญ่เห็นเป็นฉากหลังเขียวครึ้มของ เมือง จนอาจเข้าใจไปว่าผืนป่าแห่งนี้ยังมี ไม้ป่าหนาแน่น แต่ข้อมูลจากโครงการร่วมอนุรักษ์ เขาคอหงส์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ บ่งบอกว่า แท้ที่จริงภูเขานี้มีพื้นที่ป่าไม้ สมบูรณ์เพียงหนึ่งในสามของป่าทั้งหมด คือ 2,512 ไร่เท่านั้น ที่เหลืออีก 2,113 ไร่ เป็นป่าฟื้นตัวจากการใช้ประโยชน์ และพื้นที่ที่เหลือนอกเหนือจากนั้นเป็นสวนยางพารา 2,708 ไร่ พื้นที่เปิดโล่ง 197 ไร่ เป็นสิ่งก่อสร้างที่เป็นสถานที่ราชการและ อื่น ๆ 57 ไร่ ในเรื่องการลักลอบตัดไม้นั้นยังมีการพบเห็นอยู่ พื้นที่หลายจุดเป็นป่าไม้เสื่อมโทรม และบางพื้นที่มีความเสี่ยงต่อ การเกิดดินถล่มอีกด้วย ทพ. ดร.ประกาศ สว่างโชติ ประธานคณะทำ�งาน โครงการร่วมอนุรักษ์เขาคอหงส์ ม.อ. เล่าว่า โครงการนี้ริเริ่ม มาตัง้ แต่ปี 2552 โดยการรวมพลังของนักวิชาการและคนในพืน้ ที่ บางส่วน เพื่อกระตุ้นการอนุรักษ์เขาคอหงส์ผ่านการทำ�งานวิจัย การสร้างเวทีระดมสมองอย่างมีส่วนร่วม กิจกรรมเดินป่า และ การนำ�เสนอสู่หน่วยงานระดับนโยบาย จนต่อมาสามารถจัดตั้ง ‘ชมรมคนรักษ์เขาคอหงส์’ ซึง่ มีสมาชิกชมรมและทำ�กิจกรรมร่วม กันอย่างสม่ำ�เสมอกว่า 300 คน จนกลายเป็นจุดเริ่มต้นของพลัง มวลชนในการอนุ รั ก ษ์ ผื น ป่ า เกิ ด ความร่ ว มมื อ และการ เปลี่ยนแปลงทีละน้อย ชุมชนเริ่มรู้จักโครงการและเห็นความ สำ�คัญของเขาคอหงส์ และล่าสุดได้มีสมาชิกชุมชนที่อยู่รอบเขาคอหงส์ เช่น คุณชิด รอดมี ได้ให้พนื้ ทีส่ วนยางทำ�ประโยชน์ในการวิจยั ประเด็น ‘สวนป่ า ’ ในลั ก ษณะของสวนยางพาราแซมด้ ว ยไม้ ป่ า ตาม ธรรมชาติ ซึ่งคาดว่าจะเป็นแปลงนำ�ร่องให้ชาวสวนยางได้ศึกษา ว่ า ต้ น ยางพาราสามารถอยู่ ร่ ว มกั บไม้ อื่ นได้ โ ดยไม่ ก ระทบกั บ ปริมาณน้ำ�ยาง นอกจากนั้นคุณครั่น ทวีรัตน์ นายกเทศมนตรี เมืองคอหงส์ ยังเป็นเป็นผู้นำ�ในการอนุรักษ์โดยอนุญาตให้โครง การฯ ใช้ที่ดินแปลงใหญ่บนเขาคอหงส์ เพื่อใช้ประโยชน์ในงาน วิจัยและการอนุรักษ์อีกด้วย กิจกรรมรวมพลังอนุรกั ษ์ผนื ป่าสุดท้ายของเมืองหาดใหญ่ ยังมีอยู่อย่างต่อเนื่อง และในวันอาทิตย์ที่ 26 มิถุนายน 2554 นี้ โครงการร่วมอนุรกั ษ์เขาคอหงส์ฯ เทศบาลนครหาดใหญ่ เทศบาล เมืองคอหงส์ และหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนร่วมกันจัดงาน “วันรักษ์เขาคอหงส์” ครั้งที่ 2 เพื่อเผยแพร่ความรู้ความเข้าใจ

8

รวมพล

‘คนหลง

ป่า’

ร่วมพิทักษ์ ‘เขาคอหงส์’

เกี่ยวกับเขาคอหงส์ เป็นเวทีให้กลุ่มคนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ผสานพลังกระตุ้นการอนุรักษ์ พร้อมทั้งเป็นสัญลักษณ์ความ ร่วมมือของคน กลุ่มคน หน่วยงาน และองค์กรเอกชนที่จะมา ร่วมพิทักษ์ผืนป่าแห่งนี้อย่างแท้จริงและยั่งยืน สำ�หรับกิจกรรมในงาน “วันรักษ์เขาคอหงส์” เริ่มจาก กิจกรรมทำ�บุญเลี้ยงพระในช่วงเช้า พิธีไหว้ทวดเขาคอหงส์ ต่อ ด้วยการเสวนาในเรื่อง “ชุมชน...เขาคอหงส์ กับความเสี่ยงและ การตัง้ รับภัยพิบตั ”ิ และชมนิทรรศการความรูเ้ กีย่ วกับเขาคอหงส์ ในช่วงบ่ายและค่ำ� มีการแสดงบนเวทีและการประกวดหลาย รายการ เช่น ประกวดวาดภาพ ตอบคำ�ถามชิงรางวัล การแสดง ดนตรี ศิลปะและวัฒนธรรมโดยหน่วยงานเครือข่าย “การอนุ รั ก ษ์ ผื น ป่ า คอหงส์ ไ ม่ ใ ช่ เ ป็ น เรื่ อ งของคน หาดใหญ่เท่านั้น หากแต่เป็นวาระของคนสงขลาและคนภาคใต้ ทั้งหมดที่จะต้องร่วมกันปลูกจิตสำ�นึกในการอนุรักษ์ เพราะ นอกจากเขาคอหงส์จะเป็นปราการป้องกันภัยธรรมชาติ แล้วยัง เป็นแหล่งต้นน้ำ�สำ�คัญแห่งหนึ่งของเมือง ซึ่งจะไหลลงไปยัง ทะเลสาบสงขลาที่ครอบคลุมหลายจังหวัดของภาคใต้ด้วย คน หาดใหญ่ สงขลาและปักษ์ใต้จึงควรถือเป็นภารกิจสำ�คัญที่ต้อง ร่ ว มกั น สนั บ สนุ น การอนุ รั ก ษ์ เ ขาคอหงส์ เ พื่ อ เป็ น แบบอย่ า ง สำ�หรับการอนุรกั ษ์ภเู ขาและป่าไม้ในพืน้ ทีอ่ นื่ ๆ” ประธานคณะ ทำ�งานโครงการฯ กล่าว หากต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม ติดต่อได้ที่ โทร. 074-286886 หรือ www.rakkhaokhohong.psu.ac.th

สนใจข้อมูลเพิ่มเติม ติดต่อได้ที่ ฝ่ายสื่อสารสาธารณะฯ สถาบันวิจัยและพัฒนาสุขภาพภาคใต้ โทร. 0-7445-5150


ต้องถาโถมเข้าร่วมหลอมรวมใจ พิทักษ์เขาคงหงส์ให้ยั่งยืนนาน ตำ�นานขานว่าพญาหงส์ แปลงคอเป็นป่าเป็นท่าธาร

บทจรร่อนลงมงคลสถาน เป็นเทือกเขาคู่บ้านคู่เมืองมา

เป็นเทือกเขารองรับไว้ซับน้ำ� เพาะไม้ดอกไม้ลูกเพาะหยูกยา

เป็นซอกหลืบลึกล้ำ�ซ่อนของป่า และเพาะสร้างคุณค่าอันควรคง

คือคงค่าคุณแห่งดุลยภาพ เช่น ก่อภาพรุ้งฉายระบายดง

จากลาภอันก่อโดยเขาคอหงส์ เพื่อเปิดวงแววตาให้ตื่นตัว

เหมือนทาบเทือกให้เมืองได้มีม่าน ลบความแข็งด่างด้านไปถ้วนทั่ว คราฤดูลมร้ายพายุรัว ก็อาจบังความกลัวให้เคลื่อนคลาย เป็นถิ่นเทือกทิวเขาเหนือเงาบ้าน มีตำ�นานขานยืดดังนิยาย

ก่อคุณเนิ่นยาวนานแก่ทุกฝ่าย มีมากมายอันดำ�รงแห่งองค์คุณ

วันนี้ยังทาบเงา-เขาคอหงส์ ยังเห็นป่าเห็นดงพอดูอุ่น กลางเสียงกู่หยาบกระด้างแห่งทางทุน ฤๅจะแหลกลงเป็นจุณโดยมือใคร ? บัดนี้-จึงคือภารกิจ ต้องโถมตัวเข้าร่วมหลอมรวมใจ

ที่สูงส่งศักดิ์สิทธิ์ของหาดใหญ่ พิทักษ์เขาคอหงส์ให้ยั่งยืนนาน สถาพร ศรีสัจจัง วาระ “พิทักษ์เขาคอหงส์”, ๕ เมถุนฯ ๒๕๕๓


โครงการพัฒนาเครือข่ายการดูแลและส่งเสริมสุขภาวะเด็กที่มีความต้องการพิเศษ

โครงการพัฒนาเครือข่าย การดูแลและส่งเสริมสุขภาวะ เด็กที่มีความต้องการพิเศษ เด็กทีม่ คี วามต้องการพิเศษเป็นประชากรกลุม่ ทีส่ งั คม ควรให้ความสนใจ การดูแลเด็กทีม่ คี วามต้องการพิเศษไม่ใช่ เป็นเรือ่ งเฉพาะงานสังคมสงเคราะห์ แต่เริม่ ตัง้ แต่สงั คมควร ได้ท�ำ ความเข้าใจ รับรูป้ ญ ั หา และสร้างแนวทางในการเสริม สร้างพลังเพือ่ นำ�ไปสูก่ ารพัฒนาคุณภาพชีวติ ของเด็กกลุม่ นี้ เพื่อให้พวกเขาสามารถอยู่ร่วมในสังคมได้อย่างมีคุณภาพ มีชวี ติ ทีด่ แี ละใช้ความสามารถอย่างเต็มศักยภาพ การให้ความ ช่วยเหลือเด็กที่มีความต้องการพิเศษต้องอาศัยยุทธศาสตร์ เชิงรุก และความร่วมมือร่วมใจจากสหวิชาชีพ ทั้งในระดับ บุคคล และองค์กรทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชา สังคม โครงการนีม้ จี ดุ เริม่ ต้นจากความสนใจส่วนบุคคลของ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะ แพทยศาสตร์ มหาวิ ท ยาลั ย สงขลานคริ น ทร์ ซึ่ ง ทำ � งาน เกี่ยวข้องกับเด็กที่มีความต้องการพิเศษ เช่น แพทย์ผู้ดูแล เด็กกลุม่ อาการดาวน์ แพทย์ผดู้ แู ลเด็กออทิสติก เด็กทีม่ ปี ญ ั หา สติปัญญาบกพร่อง แพทย์ที่สนใจเรื่องเด็กด้อยโอกาสทาง สังคม ซึ่งพบว่า การดูแลทางด้านร่างกายเพียงอย่างเดียวไม่ ได้ทำ�ให้เด็กเกิดการพัฒนาตามที่ควรจะเป็นและไม่ได้แก้ ปัญหาอย่างองค์รวม จากความสนใจส่วนบุคคลนี้นำ�ไปสู่ความร่วมมือกับ บุคคลอืน่ ๆ ทีม่ คี วามเกีย่ วข้องกับเด็กทีม่ คี วามต้องการพิเศษ เช่น บางกลุ่มเป็นความร่วมมือระหว่างสหวิชาชีพสาขา สาธารณสุขด้วยกันเอง บางกลุ่มเป็นการทำ�งานร่วมกับผู้ ปกครองและครู และมีบางกลุ่มที่เริ่มทำ�งานร่วมกับชุมชน อย่างไรก็ตาม หลังจากทำ�งานไประยะหนึ่งก็พบว่า การทำ�งานกันภายในเพียงกลุ่มเล็ก ๆ ยังไม่มีประสิทธิภาพ เพียงพอในการช่วยเหลือเด็กและครอบครัว ผูป้ กครองจำ�นวน มากปรารถนาให้ลูกของตนได้รับการดูแลมากกว่าปัญหาทาง กายทีไ่ ด้รบั จากแพทย์เมือ่ มาโรงพยาบาล หรือการได้รบั ความ รูท้ างทฤษฎีจากการฟังบรรยายของผูเ้ ชีย่ วชาญ ผูป้ กครองยัง ต้องการให้ลูกได้รับการศึกษาที่สามารถส่งเสริมพัฒนาการ และอยากให้ลูกได้รับการยอมรับจากสังคม ทั้งนี้เพื่อให้ลูก ของตนสามารถอยู่ ไ ด้ ด้ ว ยตนเองในอนาคตเช่ น เดี ย วกั น

10

การดูแลเด็กที่มีความต้องการพิเศษ ไม่ใช่เป็นเรื่องเฉพาะงานสังคมสงเคราะห์ แต่ เริ่มตั้งแต่สังคมควรได้ทำ�ความเข้าใจ รับรู้ ปัญหา และสร้างแนวทางในการเสริมสร้างพลัง เพื่อนำ�ไปสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตของเด็ก กลุ่มนี้ เพื่อให้พวกเขาสามารถอยู่ร่วมในสังคม ได้อย่างมีคุณภาพชีวิตที่ดีและใช้ความสามารถ อย่างเต็มศักยภาพ ปัญหาของเด็กชายขอบซึ่งเป็นปัญหาสำ�คัญของสังคม ก็ไม่ สามารถแก้ไขได้โดยบุคคลากรทางการแพทย์เพียงอย่างเดียว แต่ต้องมีการร่วมมือกับชุมชน และภาคีอื่น ๆ ร่วมกันไปด้วย ด้วยเหตุนี้ จึงได้เกิดชุดโครงการพัฒนาเครือข่ายการ ดูแลและส่งเสริมสุขภาวะเด็กที่มีความต้องการพิเศษ ขึ้น โดยมี ศ.พญ.สมจิ ต ร จารุ รั ต นศิ ริ กุ ล ภาควิ ช ากุ ม าร เวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เป็นแกนนำ�หลักในการขับเคลื่อนโครงการ โดยมีเป้าหมาย ในการดูแลเด็กทีม่ คี วามต้องการพิเศษทีแ่ ตกต่างกันไป ได้แก่ 1) เด็กกลุ่มอาการดาวน์อายุ 4-10 ปี 2) เด็กออทิสติก 3) เด็กปฐมวัยในชุมชนริมทางรถไฟ

ติดตามกิจกรรมของโครงการฯ หรือเข้าร่วมเครือ ข่ายฯ ได้ที่ www.specialchild.psu.ac.th หรือ โทร. 074-451259 โทรสาร 0744-29618 อีเมล์ somchit.j@psu. ac.th

สนใจข้อมูลเพิ่มเติม ติดต่อได้ที่ ฝ่ายสื่อสารสาธารณะฯ สถาบันวิจัยและพัฒนาสุขภาพภาคใต้ โทร. 0-7445-5150


โครงการพัฒนาเครือข่ายการดูแลและส่งเสริมสุขภาวะเด็กที่มีความต้องการพิเศษ

ปั้นดาวน์

า ด ว ให้เป็น

จากการสำ�รวจกลุม่ เด็กอาการดาวน์ทเี่ ข้ามารักษาตัว ในโรงพยาบาลสงขลานครินทร์มาตั้งแต่ปี 2549 พบว่ามี มากกว่า 400 คน ทั่วภาคใต้ โดยอาศัยอยู่ที่หาดใหญ่และ สงขลาประมาณ 200 คน ซึ่งครอบครัวของเด็กกลุ่มนี้ต่าง พยายามดูแลบุตรหลานของตนเองอย่างเต็มกำ�ลัง และรวม ตัวกันเป็นเครือข่ายผูป้ กครอง เพือ่ แลกเปลีย่ นข้อมูลข่าวสาร และเสริมสร้างกำ�ลังใจร่วมกัน

โอกาสทางการศึกษาของน้องดาวน์ จากการเสวนาร่ ว มกั น ระหว่ า งบุ ค ลากรด้ า นการ ศึกษาและผูป้ กครอง ทำ�ให้ทราบว่า โดยกฎหมายเกีย่ วกับการ ศึกษาแล้ว เด็กพิเศษสามารถเข้ารับการศึกษาในระบบการ เรียนการสอนปกติได้ อย่างไรก็ตาม โรงเรียนส่วนมากยังไม่มี ความพร้อมที่จะรับเด็กกลุ่มนี้เข้าเรียน เนื่องจากยังขาด อุปกรณ์การเรียนที่เหมาะสม และขาดบุคลากรที่มีความ สามารถ ทำ�ให้ต้องปฏิเสธการรับเข้าชั้นเรียน แต่ทั้งนี้ จ.สงขลาได้สนับสนุนและพัฒนา 37 โรงเรียนแกนนำ �ที่ สามารถรับเด็กพิเศษได้ แต่ในทางปฏิบัติแล้วโรงเรียนอื่น ๆ ส่วนมากยังคง ปฏิเสธที่จะรับเด็กกลุ่มนี้เข้าสู่ระบบ หรือในบางโรงเรียนรับ เด็กเข้าเรียน แต่ไม่ได้มีการจัดโปรแกรมการเรียนเฉพาะ บุคคลที่เหมาะสมกับเด็ก ทั้งนี้อาจเนื่องมาจากทางโรงเรียน ยังขาดแคลนครูการศึกษาพิเศษที่สามารถจัดโปรแกรมการ เรียนเฉพาะให้กับเด็กพิเศษกลุ่มนี้ ในประเด็นนี้ บุคลากรทางด้านการศึกษาแนะนำ�ให้ ผู้ปกครองนำ�เด็กไปสมัครเรียนที่โรงเรียนแกนนำ� แล้วหารือ กับโรงเรียน ครูเพื่อจัดทำ�โปรแกรมการเรียนเฉพาะบุคคล

(Individualized Educational Program, IEP) แต่ในทาง ปฏิบัติก็ยังคงมีปัญหาอยู่เนื่องจากมีครูที่มีความรู้เรื่องการจัด ทำ� IEP ยังมีน้อย หากทางโรงเรียนปฏิเสธที่จะรับเด็กเข้า เรียน ผูป้ กครองสามารถติดต่อศูนย์การศึกษาพิเศษ หรือเขต พื้นที่การศึกษาในเขตนั้น ๆ ได้ ขอเชิญเข้าร่วมกิจกรรม

‘ปั้นดาวน์ให้เป็นดาว’

ชุดโครงการพัฒนาเครือข่ายการดูแลและส่ง เสริมสุขภาวะเด็กที่มีความต้องการพิเศษ และ ภาค วิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัย สงขลานครินทร์ ขอเชิญผูป้ กครองนำ�บุตรหลานในกลุม่ อาการดาวน์เข้าร่วมกิจกรรม ‘ปัน้ ดาวน์ให้เป็นดาว’ ซึง่ จะจัดขึ้น ในวันอาทิตย์ที่ 24 กรกฎาคม 2554 เวลา 8.30 - 14.00 น. ณ ห้องประชุมวิจารณ์ พานิช อาคารแพทยศาสตร์ ศึ ก ษาราชนคริ น ทร์ คณะ แพทยศาสตร์ ม.อ. โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริม ให้ เด็กกลุ่มอาการดาวน์ได้มีโอกาสแสดงความสามารถ รวมทัง้ ควรให้ผปู้ กครองได้แลกเปลีย่ นประสบการณ์ ใน การส่งเสริมการเรียนรู้ของเด็ก สำ�หรับการเข้าร่วมกิจกรรมนี้ ผูป้ กครองไม่ตอ้ ง เสียค่าใช้จ่ายใด ๆ ทั้งสิ้น และผู้จัดงานขอเชิญชวนให้ ผู้ปกครองส่งรูปถ่ายหรือคลิปวิดีโอของลูกหลานในกลุ่ม อาการดาวน์ทแี่ สดงความสามารถในรูปแบบต่าง ๆ เช่น ร้องเพลง วาดรูป ระบายสี เล่านิทานและการแสดง อื่น ๆ สอบถามเพิ่มเติม โทร. 074-451259

หรืออีเมล์ : southern.rdh@gmail.com และติดตามผลงานวิจัยอื่น ๆ ที่น่าสนใจได้ที่ www.rdh.psu.ac.th

11


โครงการบัณฑิตอาสา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

ผู้นำ�

แห่งการเปลี่ยนแปลง

กุญแจ

สู่รั้วมหาวิทยาลัย

นั กสานฝั น ชุต้มนกล้ชน า สะพาน

เชื่อมชุมชน

วลีทงั้ หมดนีห้ มายความถึงกลุม่ คนทีท่ มุ่ เทเวลาหนึง่ ปีเต็ม ไปกับการเรียนรู้ คลุกคลี และเติมเต็มความต้องการของชุมชน ไปสู่การพัฒนาอย่างมีส่วนร่วม ที่สำ�คัญ ชุมชนที่ว่านี้คือชุมชนต่างถิ่นที่ไม่ใช่บ้านเกิด ของตนเอง เรากำ�ลังพูดถึง ‘บัณฑิตอาสา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์’ คนหนุ่มสาวรุ่นใหม่หัวใจพัฒนา ที่กระจายกำ�ลัง ทำ�งานทั่วภูมิภาคตั้งแต่ปี 2547 มาแล้ว นับได้ 6 รุ่น ร่วม 130 คน ที่สำ�เร็จหลักสูตร เมล็ดกล้าของชุมชน เฉพาะรุ่นที่ 6 ซึ่งเป็นบัณฑิตอาสารุ่นล่าสุดที่สำ�เร็จ หลักสูตรเมื่อต้นปีที่ผ่านมา ได้ผลิตโครงการทั้งสิ้น 26 โครงการ ซึ่งล้วนเป็นการขับเคลื่อนร่วมกันกับชุมชน โครงการดังกล่าวมีทงั้ ทีเ่ กีย่ วข้องกับประเด็นด้านสุขภาพ สิ่งแวดล้อม และการพัฒนาอาชีพ แตกต่างกันไปตามความ ต้องการหรือบริบทของชุมชน โดยมีโครงการที่น่าสนใจหลาย โครงการ แบ่งเป็น 4 ประเด็นสำ�คัญ ได้แก่ โครงการเกี่ยวกับ การส่งเสริมสุขภาพ ด้านสิง่ แวดล้อม ด้านการส่งเสริมความเข้มแข็ง

12

ของการพัฒนา

ของกลุ่มอาชีพ และด้านเด็ก/เยาวชน นอกจากผลสำ�เร็จที่เกิดขึ้นโดยตรงต่อชุมชนผ่านการ ดำ�เนินงานอย่างมีส่วนร่วมของคนในพื้นที่แล้ว บัณฑิตอาสาใน รุ่นที่ 6 ยังได้รับการพัฒนาทักษะในหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้าน การปฏิสัมพันธ์กับคนในชุมชน การประสานงานกับหน่วยงาน ต่าง ๆ เสริมสร้างความอดทน วินัย และความซื่อสัตย์ต่อตนเอง และที่สำ�คัญบัณฑิตอาสาเหล่านี้ยังได้รับทักษะชีวิตสำ�คัญติดตัว และสามารถนำ�ไปประยุกต์ใช้ได้อย่างดีในชีวิตของตนเองต่อไป อย่ า งไรก็ ต าม บั ณ ฑิ ต อาสาเป็ น เพี ย งผู้ จุ ด ประกาย โครงการ และสานฝันให้กบั ชุมชน ดังนัน้ ผลงานที่ 26 หนุม่ สาว หัวใจนักพัฒนาเหล่านี้ได้ฝากไว้แก่ชุมชนนี้คงไม่สามารถดำ�เนิน ต่อไปได้อย่างยั่งยืนหากไม่ได้รับการสานต่อและสนับสนุนจาก คนในพื้นที่ แกนนำ�ชุมชน และผู้เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง แรงกายแรงใจทัง้ หมดทีบ่ ณ ั ฑิตอาสาได้ทมุ่ เทไปนัน้ มีจดุ มุ่งหมายเดียวกันคือ ‘เพื่อชุมชน โดยชุมชน และเป็นของชุมชน’ นั่นเอง ติดตามผลการดำ�เนินโครงการของบัณฑิตอาสา ม.อ. รุ่นที่ 6 ได้ในหน้า 14 หรือ http://volunteer.psu.ac.th

สนใจข้อมูลเพิ่มเติม ติดต่อได้ที่ ฝ่ายสื่อสารสาธารณะฯ สถาบันวิจัยและพัฒนาสุขภาพภาคใต้ โทร. 0-7445-5150


โครงการบัณฑิตอาสา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

ราปน

ของดีบ้านบุโบย

ราปนที่ถูกคลื่นซัดตามแนวชายหาด

คำ�ว่า ราปน หรือ ขี้ราปน เป็นคำ�ภาษาถิ่น ไม่มี ความหมายในพจนานุกรม แต่เป็นคำ�ที่คนในบ้านบุโบย หมู่ที่ 3 ตำ�บลแหลมสน อำ�เภอละงู จังหวัดสตูล ใช้ เรี ย กแทนอิ น ทรี ย วั ต ถุ ใ นทะเลที่ ย่ อ ยสลายเป็ น เศษ เล็ก ๆ แล้วถูกพัดพามาทับถมรวมกันตามแนวชายหาด พบมากตั้งแต่เดือนพฤษภาคม-เดือนพฤศจิกายน ชาวบ้านแถบนั้นพบว่าสามารถเอามาทำ�เป็นปุ๋ย อินทรีย์ใช้ในการเกษตรได้ดี สิง่ ทีน่ า่ สนใจเกีย่ วกับราปน คือจะเกิดขึน้ เฉพาะทีบ่ า้ นบุ โบยเท่านั้น เกษตรกรหลายคนเล่าตรงกันว่าราปนช่วยปรับปรุง บำ�รุงดิน ทำ�ให้ดินร่วนซุย ช่วยให้พืชแข็งแรง ยืดระยะเวลาการ เก็บผลผลิตของพืชได้นานกว่าใช้ปยุ๋ เคมี 2-3 เท่า พืชผลบางชนิด อย่างแตงโม จะมีเนื้อกรอบ รสชาติหวานขึ้น จากจุดนี้เอง นางสาวกูอานีซ๊ะ รงโซะ บัณฑิตอาสา มอ. รุ่นที่ 6 จึงจัดทำ�โครงการศึกษาและส่งเสริมการทำ�ปุ๋ยหมัก แห้งจากราปน ที่ผ่านกระบวนการคิดและพัฒนาร่วมกับชุมชน โดยเริ่มศึกษาถึงข้อมูลทั่วไปของราปน ข้อมูลการใช้ราปน และ ศึ ก ษากระบวนการทำ � ปุ๋ ย หมั ก จากราปนโดยการสั ม ภาษณ์ สอบถาม และดูจากการสาธิตของเกษตรกร จากการศึกษาพบว่าจำ �นวนเกษตรกรที่ใช้ปุ๋ยราปนที่ ปลอดภัยยังมีนอ้ ยมากเมือ่ เทียบกับการใช้ปยุ๋ เคมีเพราะเชือ่ ว่าเห็น ผลเร็วกว่า ในขณะทีห่ ลายคนยังไม่เข้าใจวิธกี ารหมักปุย๋ จากราปน จึงทำ�ให้มีการจัดตั้ง กลุ่มปุ๋ยอินทรีย์ราปน ชุมชนบ้านบุโบย ขึ้น เพื่อส่งเสริมให้ร่วมกันทำ�ปุ๋ยหมักใช้เองภายในกลุ่ม และจำ�หน่าย แก่ผทู้ สี่ นใจ นอกจากนัน้ ก็ผลักดันให้กลุม่ เป็นศูนย์เรียนรูใ้ หม่ทาง ด้านเกษตรอินทรีย์ขึ้นในชุมชน ให้เยาวชน และคนในชุมชนเห็น ความสำ � คั ญ ของทรั พ ยากรชนิ ด นี้ และรู้ จั ก นำ � มาใช้ ใ ห้ เ กิ ด ประโยชน์สูงสุด บทบาทสำ�คัญของบัณฑิตอาสาในการสนับสนุนให้ชมุ ชน สามารถเริ่มดำ�เนินการกลุ่มได้อย่างเข้มแข็ง เช่น ประสานงาน กับนักวิชาการเพื่อวิเคราะห์คุณสมบัติของราปน จัดประชุมกลุ่ม สมาชิก จัดกิจกรรมศึกษาดูงานการปลูกพืชปลอดสารพิษ อบรม ทักษะการทำ�ปุ๋ยหมัก จนในที่สุดช่วยประสานงานกับหน่วยงาน ราชการเพื่อจดทะเบียนกลุ่มได้สำ�เร็จ

ปุ๋ยเคมี

เปรียบเทียบ การใช้ปุ๋ย

ปุ๋ยราปน

ผลการวิเคราะห์ธาตุอาหารในราปน โดย ดร.นิทัศน์ เพราแก้ว คณบดีคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอตุ สาหกรรม ม.อ. วิทยาเขตสุราษฎร์ธานี ระบุวา่ ในราปนมีธาตุไนโตรเจนสูง ซึ่งธาตุนี้ช่วยส่งเสริมการเจริญเติบโตทางใบและลำ�ต้น และเพิ่ม ผลผลิตของพืชที่ให้ผลิตผลในรูปของผลและเมล็ด จากการทดลองใช้ราปนบำ�รุงพืชผักพบว่า หากนำ�ราปน มาใช้ผสมกับปุ๋ยเคมีในสัดส่วนที่พอเหมาะ จะสามารถลดค่าใช้ จ่ายได้ถึงหนึ่งในสาม และพืชเติบโตให้ผลผลิตได้ดีกว่าอย่างเห็น ได้ชัด ปัจจุบันกลุ่มปุ๋ยอินทรีย์ราปนมีสมาชิกจำ�นวน 23 คน สามารถผลิตปุย๋ หมักเพือ่ สนองความต้องการของสมาชิกกลุม่ และ ชุมชนได้จำ�นวนหนึ่ง ลดการพึ่งพิงปุ๋ยเคมี สามารถประหยัดค่า ใช้จ่าย และลดความเสี่ยงต่อสุขภาพของเกษตรกร นอกจากนี้ กลุม่ ฯ ยังได้ถา่ ยทอดภูมปิ ญ ั ญาการทำ�ปุย๋ หมักแก่นกั เรียนในพืน้ ที่ อีกด้วย

หรืออีเมล์ : southern.rdh@gmail.com และติดตามผลงานวิจัยอื่น ๆ ที่น่าสนใจได้ที่ www.rdh.psu.ac.th

13


26

โครงการบัณฑิตอาสา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

ผลผลิตบัณฑิตอาสา โครงการสานฝันชุมชน

การส่งเสริมสุขภาพ

1. ส่งเสริมสุขภาพสำ�หรับผู้สูงอายุ ด้วยวิธีการออกกำ�ลังกายแบบผสมผสาน หมู่ที่ 6 บ้านมะกรูด ต.มะกรูด อ.โคกโพธิ์ จ.ปัตตานี โดย นางสาวใยนะ จอเตะ 2. แกนนำ�ออกกำ�ลังกายปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ ของชุมชนตาบาปาเระ ต.เจ๊ะเห อ.ตากใบ จ.นราธิวาส โดย นายมูฮัมหมัดกัตฎาฟีย์ ดือเระ 3. คนไทยไร้พุง กรณีศึกษาชุมชนพื้นที่หมู่ที่ 5 บ้านทุ่งไพร-นายอดทอง ต.วังวน อ.กันตัง จ.ตรัง โดย นางสาวโสณัฏฐนิส สิทธิเชนทร์กุล 4. ส่งเสริมสุขภาพจิตผู้สูงอายุ ด้วยศาสนบำ�บัด (ฟังธรรม) บ้านปลักแตน ต.ไทรทอง อ.ไม้แก่น จ.ปัตตานี โดย นางสาวกิสณี แมงและ 5. ส่งเสริมสุขภาพเพื่อลดโรคไม่ติดต่อ ชุมชนบ้านมะกรูด หมู่ 6 ต.มะกรูด อ.โคกโพธิ์ จ.ปัตตานี โดย นางสาวพาตีเมาะ มะทา 6. วัยใสใส่ใจสุขภาพฟันดีของนักเรียนโรงเรียน บ้านทุ่ง ต.ท่าข้าม อ.ปะนาเระ จ.ปัตตานี โดย นายก่อเหลก สะหม้อ

14

ด้านสิ่งแวดล้อม

1. ปากน้ำ�สดใส ชุมชนใส่ใจสิ่งแวดล้อม บ้านพระพุทธ บ้านปากบาง ต.เทพา อ.เทพา จ.สงขลา โดย นายอับดุลเลาะ เจ๊ะมะ 2. ลดปริมาณขยะพิทักษ์สิ่งแวดล้อม ในโรงเรียนนะห์ฎอฎุลอิสลาฮิยะห์ หมู่ที่ 1 ต.มูโนะ อ.สุไหงโกลก จ.นราธิวาส โดย นายสบรี ดอเลาะ 3. การจัดการการท่องเที่ยวโดยชุมชน เพื่อการอนุรักษ์บึงขุนทะเล อ.เมือง จ.สุราษฎร์ธานี โดย นายอิสมาแอ สิเดะ 4. ส่งเสริมความเข้มแข็งการท่องเที่ยวโดยชุมชน แบบโฮมสเตย์บ้านเกาะมุกด์ ต.เกาะลิบง อ.กันตัง จ.ตรัง โดย นายฮาเซ็ง มะลา 5. เสริมสร้างและพัฒนากระบวนการมีส่วนร่วม ของชุมชนในการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ต.เกาะสาหร่าย อ.เมือง จ.สตูล โดย นายอาหมัด โอกาส 6. การเตรียมความพร้อมรับภัยพิบัติ พื้นที่ตลาดพ่อพรหม อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา โดย นายอิมหร้อน ไข่เอ็ม

สนใจข้อมูลเพิ่มเติม ติดต่อได้ที่ ฝ่ายสื่อสารสาธารณะฯ สถาบันวิจัยและพัฒนาสุขภาพภาคใต้ โทร. 0-7445-5150


โครงการบัณฑิตอาสา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

การส่งเสริมความเข้มแข็ง ของกลุ่มอาชีพ

1. ศึกษาและพัฒนาการมีส่วนร่วมระหว่างเยาวชน และผู้ใหญ่ โดยใช้ผลิตภัณฑ์ชุมชนเชื่อมโยง : ผลิตภัณฑ์ทำ�สบู่ใบยางพารา บ้านทะเลนอก ต.กำ�พวน อ.สุขสำ�ราญ จ.ระนอง โดย นางสาวอาอีเซาะ ดือเระ 2. การศึกษาและพัฒนาความรู้ของผลิตภัณฑ์ การประดิษฐ์ดอกไม้จากใยบัวบ้านโตนกลอย ต.กำ�พวน อ.สุขสำ�ราญ จ.ระนอง โดย นางสาวนูมารียะห์ ดอปิ 3. พัฒนาผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์เพื่อเพิ่มมูลค่า ให้กับผลผลิตแก่กลุ่มอาชีพบ้านตะโละใส ต.ปากน้ำ� อ.ละงู จ.สตูล โดย นางสาวอามีเนาะ มาปะ 4. ศึกษาสืบสานภูมิปัญญาและเพิ่มรูปแบบ ผลิตภัณฑ์จากเตย ในกลุ่มเด็กและเยาวชนบ้านร่าหมาด ต.เกาะกลาง อ.เกาะลันตา จ.กระบี่ โดย นางสาวนาซีเราะห์ สือรี 5. ฟื้นฟูและพัฒนาศักยภาพกลุ่มสตรีบ้านลำ�ขนุน ต.นาชุมเห็ด อ.ย่านตาขาว จ.ตรัง โดย นางสาวอรอุมา บุญฤทธิ์ 6. ปลูกผักปลอดสารพิษเพื่อสุขภาพของกลุ่มเกษตร บ้านมูโนะ ต.มูโนะ อ.สุไหงโกลก จ.นราธิวาส โดย นายอาลาวี จะปะเกีย 7. ศึกษาและส่งเสริมการทำ�ปุ๋ยหมักแห้งจากราปน บ้านบุโบย ต.แหลมสน อ.ละงู จ.สตูล โดย นางสาวกูอานีซ๊ะ รงโซะ

ด้านเด็กและเยาวชน

1. การจัดการชุมชนให้ปลอดภัยและน่าอยู่ โดยองค์กร เยาวชนและเครือข่ายทางสังคมในชุมชนบ้านนาทุ่งกลาง ต.เกาะกลาง อ.เกาะลันตา จ.กระบี่ โดย นายอิสมาแอ มาหะ 2. การจัดการชุมชนให้ความปลอดภัยและน่าอยู่ โดยเด็กเยาวชนและเครือข่ายทางสังคมในชุมชน ต.พรุพี อ.บ้านนาสาร จ.สุราษฎร์ธานี โดย นางสาวนาถยา พลเพ็ชร 3. ส่งเสริมการใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ของเด็ก ในชุมชนแฟลตการเคหะแห่งชาติ ต.หาดใหญ่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา โดย นางสาวแวกอรีเจาะ กามาลี 4. พัฒนาทักษะชีวิตเด็กและเยาวชน พื้นที่จันทร์วิโรจน์ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา โดย นางสาวสุดารัตน์ ช่วยเมือง 5. อบรมศักยภาพครูผู้สอนกีรออาตีย์ของเด็กและเยาวชน บ้านปลักแตน ต.ไทรทอง อ.ไม้แก่น จ.ปัตตานี โดย นางสาวไซบ๊ะ มะซือนิ 6. สอนกีรออาตีย์สำ�หรับเด็กบ้านพอแม็ง หมู่ที่ 4 ต.กายูบอเกาะ อ.รามัน จ.ยะลา โดย นายอุบัยดิลละห์ หาแว 7. จัดตั้งศูนย์การสอนอัลกุรอานสำ�หรับเด็กบ้านทุ่ง หมู่ที่ 4 ต.ท่าข้าม อ.ปะนาเระ จ.ปัตตานี โดย นายมูหัมมัดเปาซี นาวี

หรืออีเมล์ : southern.rdh@gmail.com และติดตามผลงานวิจัยอื่น ๆ ที่น่าสนใจได้ที่ www.rdh.psu.ac.th

15


¡Ò÷ӧҹãËéÊÓàÃ稢Öé¹ÍÂÙè¡Ñº¤ÇÒÁÊÒÁÒöÊͧÍÂèÒ§ à»ç¹ÊӤѭญ ¤×ÍÊÒÁÒöãªéÇÔªÒ¤ÇÒÁÃÙéÍÂèҧ˹Öè§ ÊÒÁÒö 㹡ÒûÃÐÊÒ¹ÊÑÁ¾Ñ¹¸ì¡Ñº¼ÙéÍ×è¹ÍÕ¡ÍÂèҧ˹Öè§ ·Ñé§Êͧ»ÃСÒùÕéµéͧ´Óà¹Ô¹¤Ùè¡Ñ¹ä» áÅШÓà»ç¹µéͧ ¡ÃзӴéǤÇÒÁÊبÃÔµ¡Ò ÊبÃԵ㨠´éǤÇÒÁ¤Ô´¤ÇÒÁ àËç¹·Õèà»ç¹ÍÔÊÃлÃÒȨҡͤµÔ áÅдéǤÇÒÁ¶Ù¡µéͧµÒÁ à˵صÒÁ¼Å´éÇ ¨Ö§¨ÐªèÇÂãËé§Ò¹ºÃÃÅبشËÁÒÂáÅÐ »ÃÐ⪹ì·Õè¾Ö§»ÃÐʧ¤ìâ´Â¤Ãº¶éǹá·é¨ÃÔ§

กองบรรณาธิการ นิพนธ์ รัตนาคม ฐนัชตา นันทดุสิต รัตติกาล ขนานแก้ว เอมอ่อน สรรเพ็ชญ์ ณีรกาญจน์ ศรีไพบูลย์ ณัฐธิดา จันทรมณี

สื่อความรู้

ที่ปรึกษา ศ.นพ.วีระศักดิ์ จงสู่วิวัฒน์วงศ์ ผศ.ทพญ.อังคณา เธียรมนตรี นพ.วรสิทธิ์ ศรศรีวิชัย วัลภา ฐาน์กาญจน์

รวมนิ ท านสมานฉั น ท์ (เรื่องเล่าจากเยาวชนปัตตานี) 5 เรื่อง ได้แก่ ครอบครัวอบอุ่น ถุงเนื้อของนายเงิน เพื่อนสนิท สง่ากับพากี ขนมหนึ่งชิ้นกับเด็กชายสองคน เหมาะสำ�หรับเป็นสื่อการสอนแก่นักเรียน เพื่อเสริมสร้างความเข้าใจในความหลากหลายทางวัฒนธรรม

จากผลงานวิจัยเรื่องการใช้การเล่าเรื่องราวเพื่อส่งเสริมการตระหนักรู้ในวัฒนธรรมและยอมรับ ความหลากหลายของนักเรียนชั้นประถมศึกษาจังหวัดปัตตานี” สอบถามได้ที่ฝ่ายสื่อสารฯ วพส. โทร. 074-455150

สถาบันวิจัยและพัฒนาสุขภาพภาคใต้ (วพส.)

ชั้น 6 อาคารบริหาร คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ ต.คอหงส์ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา 90110

16

โทร./แฟกซ์ 074-455150 อีเมล์ southern.rdh@gmail.com ติดตามข่าวสารหรือดาวน์โหลดจดหมายข่าวนี้ได้ที่ WWW.RDH.PSU.AC.TH

สนใจข้อมูลเพิ่มเติม ติดต่อได้ที่ ฝ่ายสื่อสารสาธารณะฯ สถาบันวิจัยและพัฒนาสุขภาพภาคใต้ โทร. 0-7445-5150

จัดพิมพ์ : ไอคิว มีเดีย 089-4660752

กรุณาส่ง

รอบรู้สุขภาวะ ฉบับที่ 9  

จดหมายข่าว วพส. รอบรู้สุขภาวะ ฉบับที่ 9