Issuu on Google+

ก ลอ โดย

ห้า ม

ภก.อ. วรวุฒิ ออนเอี่ยม


กระเจีย ๊ บแดง

วงศ : Malvaceae

ลอ

ชื่อ สามัญ : Jamaican Sorel, Roselle

ชื่อวิทยาศาสตร : Hibiscus sabdariffa L.

ชื่อ อื่น : กระเจี๊ยบ กระเจี๊ยบเปรี้ย ผักเก็งเค็ง สมเก็งเค็ง สมตะเลงเครง

ลักษณะทางพฤกษศาสตร : ไมพุม สูง 50-180 ซม. มีหลายพันธุ ลําตนสีมวงแดง ใบเดี่ยว รูปฝามือ 3 หรือ 5 แฉก กวางและยาวใกลเคียงกัน 8-15 ซม. ดอกเดี่ยว ออกที่ซอกใบ กลีบดอกสีชมพูหรือเหลืองบริเวณกลางดอกสี มวงแดง เกสรตัวผูเชื่อมกันเปนหลอด ผลเปนผลแหง แตกได มีกลีบเลี้ยงสีแดงฉ่ําน้ําหุมไว

ห้า ม

สรรพคุณ : •

กลีบเลี้ยงของดอก หรือกลีบที่เหลืออยูที่ผล

1. เปนยาลดไขมันในเสนเลือด และชวยลดน้ําหนักดวย 2. ลดความดันโลหิตไดโดยไมมีผลรายแตอยางใด

3. น้ํากระเจี๊ยบทําใหความเหนียวขนของเลือดลดลง 4. ชวยรักษาโรคเสนโลหิตแข็งเปราะไดดี

5. น้ํากระเจี๊ยบยังมีฤทธิ์ขับปสสาวะ เปนการชวยลดความดันอีกทางหนึ่ง 6. ชวยยอยอาหาร เพราะไมเพิ่มการหลั่งของกรดในกระเพาะ 7. เพิ่มการหลั่งน้ําดีจากตับ

8. เปนเครื่องดื่มที่ชวยใหรางกายสดชื่น เพราะมีกรดซีตริคอยูดวย •

ใบ แกโรคพยาธิตัวจี๊ด ยากัดเสมหะ แกไอ ขับเมือกมันในลําคอ ใหลงสูทวารหนัก

ดอก แกโรคนิ่วในไต แกโรคนิ่วในกระเพราะปสสาวะ ขัดเบา ละลายไขมันในเสนเลือด กัดเสมหะ ขับ เมือกในลําไสใหลงสูทวารหนัก

ผล ลดไขมันในเสนเลือด แกกระหายน้ํา รักษาแผลในกระเพาะ

เมล็ด บํารุงธาตุ บํารุงกําลัง แกดีพิการ ขับปสสาวะ ลดไขมันในเสนเลือด


นอกจากนี้ไดบงสรรพคุณโดยไมไดระบุวาใชสวนใด ดังนี้คือ แกออนเพลีย บํารุงกําลัง บํารุงธาตุ แกดีพิการ แกปสสาวะพิการ แกคอแหงกระหายน้ํา แกความดันโลหิตสูง กัดเสมหะ แกไอ ขับเมือกมันในลําไส ลดไขมันใน เลือด บํารุงโลหิต ลดอุณหภูมิในรางกาย แกโรคเบาหวาน แกเสนเลือดตีบตัน นอกจากใชเดี่ยวๆ แลว ยังใชผสมในตํารับยารวมกับสมุนไพรอื่น ใชถายพยาธิตัวจี๊ด วิธีและปริมาณที่ใช : โดยนําเอากลีบเลี้ยง หรือกลีบรองดอกสีมวงแดง ตากแหงและบดเปนผง ใชครั้งละ 1 ชอนชา (หนัก 3 กรัม) ชงกับน้ําเดือด 1 ถวย (250 มิลลิลิตร) ดื่มเฉพาะน้ําสีแดงใส ดื่มวันละ 3 ครั้ง ติดตอกันทุกวันจนกวาอาการ ขัดเบาและอาการอื่นๆ จะหายไป สารเคมี คุณคาดานอาหาร

ดอก พบ Protocatechuic acid, hibiscetin, hibicin, organic acid, malvin, gossypetin น้ํากระเจี๊ยบแดง มีรสเปรี้ยว นํามาตมกับน้ํา เติมน้ําตาล ดื่มแกรอนใน กระหายน้ํา และชวยปองกันการจับตัว ของไขมันในเสนเลือดได และยังนํามาทําขนมเยลลี่ แยม หรือใชเปนสารแตงสี ใบออนของกระเจี๊ยบเปนผักได หรือใชแกงสม รสเปรี้ยวกําลังดี กระเจี๊ยบเปรี้ยวมีชื่อเรียกอีกชื่อวา "สมพอเหมาะ" ในใบมี วิตามินเอ ชวยบํารุง

ลอ

สายตา สวนกลีบเลี้ยงและกลีบดอก มีสารแคลเซียม ชวยบํารุงกระดูกและฟนใหแข็งแรง

ห้า ม

น้ํากระเจี๊ยบแดงที่ไดสีแดงเขม สาร Anthocyanin นําไปแตงสีอาหารตามตองการ


ชื่อวิทยาศาสตร :

กระชาย

Boesenbergia rotunda (L.) Mansf.

วงศ :

ลอ

ชื่อ สามัญ : Kaempfer Zingiberaceae

ชื่อ อื่น : กระชายดํา กะแอน ขิงทราย (มหาสารคาม) จี๊ปู ซีฟู เปาซอเราะ เปาสี่ระแอน (กะเหรี่ยง-แมฮองสอน) ละแอน (ภาคเหนือ) วานพระอาทิตย (กรุงเทพฯ) ลักษณะทางพฤกษศาสตร :

ไมลมลุก มีเหงาสั้น แตกหนอได รากอวบ รูปทรงกระบอกหรือรูปไขคอนขาง

ห้า ม

ยาว ปลายเรียว กวาง 1-2 ซม. ยาว 4-10 ซม. ออกเปนกระจุก ผิวสีน้ําตาลออน เนื้อในสีเหลือง มีกลิ่นเฉพาะตัว สวนที่อยูเหนือดินเปนใบ มี 2-7 ใบ ใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปรี กวาง 5-12 ซม. ยาว 12-50 ซม. ปลายเรียวแหลม

โคนมนหรือแหลม ขอบเรียบ เสนกลางใบ กานใบ และกาบใบดานบนเปนรอง ดานลางนูนเปนสัน กานใบเรียบ ยาว 7-25 ซม. กาบใบสีชมพู ยาว 7-25 ซม. ระหวางกานใบและกาบใบมีลิ้นใบ ชอดอกแบบ ชอเชิงลด ออกที่ยอด

ระหวางกาบใบคูใ นสุด ยาวประมาณ 5 ซม. แตละดอกมีใบประดับ 2 ใบ สีขาวหรือขาวอมชมพูออน รูปใบหอก กวางประมาณ 8 มม. ยาว 3.5-4.5 ซม. กลีบเลี้ยงสีขาวหรือขาวอมชมพูออน โคนติดกันเปนหลอด ยาวประมาณ 1.7 ซม. ปลายแยกเปน 3 แฉก กลีบดอกสีขาวหรือขาวอมชมพูออน โคนติดกันเปนหลอด ยาวประมาณ 6 ซม. ปลายแยกเปน 3 กลีบ รูปใบหอก ขนาดไมเทากัน กลีบใหญ 1 กลีบ กวางประมาณ 7 มม. ยาวประมาณ 1.8 ซม. อีก 2 กลีบ ขนาดเทากัน กวางประมาณ 5 มม. ยาวประมาณ 1.5 ซม. เกสรเพศผู 6 อัน แต 5 อัน เปลีย ่ นไปมี ลักษณะเหมือนกลีบดอก โดย 2 กลีบบนสีชมพู รูปไขกลับ ขนาดเทากัน กวางประมาณ 1.2 ซม. ยาวประมาณ 1.7 ซม. อีก 3 กลีบลางสีชมพูติดกันเปนกระพุง กวางประมาณ 2 ซม. ยาวประมาณ 2.7 ซม. ปลายแผกวางประมาณ 2.5 ซม. มีสีชมพูหรือมวงแดงเปนเสนๆ อยูเกือบทั้งกลีบโดยเฉพาะอยางยิ่งตรงกระเปาะและปลายกลีบ มีเกสรเพศ ผูที่สมบูรณ 1 อัน กานชูอับเรณูหุมกานเกสรเพศเมีย ผลแก แตกเปน 3 เสี่ยง เมล็ดคอนขางใหญ สรรพคุณ :


เหงาใตดิน - มีรสเผ็ดรอนขม แกปวดทอง มวนในทอง ทองอืดทองเฟอ บํารุงกําลัง บํารุงกําหนัด แกกาม ตายดาน เปนยารักษาริดสีดวงทวาร

เหงาและราก - แกบิดมูกเลือด เปนยาขับปสสาวะ แกปสสาวะพิการ ใชเปนยาภายนอกรักษาขี้กลาก

ใบ - บํารุงธาตุ แกโรคในปาก คอ แกโลหิตเปนพิษ ถอนพิษตางๆ

วิธีใชและปริมาณที่ใช : 1. แกทองรวงทองเดิน ใชเหงาสด 1-2 เหงา ตําหรือฝนเหงาที่ปงไฟแลวกับน้ําปูนใส หรือคั้นใหขนๆ รับประทานครั้งละ 1-2 ชอน แกง 2. แกอาการทองอืด ทองเฟอ จุกเสียด ปวดมวนในทอง อาหารรับประทาน 3. แกบิด

ใชเหงาและราก ประมาณครึ่งกํามือ (สดหนัก 5-10 กรัม, แหง 3-5 กรัม) ตมเอาน้ําดื่ม หรือใชปรุงเปน

ใชเหงาสด 2 เหงา บดใหละเอียด เติมน้ําปูนใส คั้นเอาแตน้ําดื่ม

ลอ

4. เปนยาบํารุงหัวใจ

ใชเหงาและรากกระชายปอกเปลือก ลางน้ําใหสะอาด หั่นตากแหง บดเปนผง ใชผงแหง 1 ชอนชา ชงน้ํา รอน ½ ถวยชา รับประทานครั้งเดียว 5. ยารักษาริดสีดวงทวาร

ใชเหงาสด 60 กรัม ประมาณ 6-8 เหงา ผสมกับเนื้อมะขามเปยก 60 กรัม เกลือแกง 3 ชอนแกง ตําแลว ตมกับน้ํา 6 แกว เคี่ยวใหเหลือ 2 แกว รับประทานครัง้ ละ ½ แกว กอนนอน รับประทานติดตอกัน 1 เดือน

ห้า ม

ริดสีดวงทวารควรจะหาย สารเคมี :

ทั้งสวนรากและสวนตน ประกอบดวยสาร alpinetin, pinocembrin, cardamonin,boesenbergin A,

pinostrobin และน้ํามันหอมระเหย และในสวนรากยังพบ chavicinic acid อีกดวย


กระทือ

Zingiber zerumbet (L.) Smith.

วงศ : Zingiberaceae

ชื่อวิทยาศาสตร :

ชื่อ อื่น : กระทือปา กะแวน กะแอน แสมดํา แฮวดํา เฮียวดํา (ภาคเหนือ) เฮียวแดง (แมฮองสอน)

ลอ

ลักษณะทางพฤกษศาสตร : ไมลมลุก ลําตนเหนือดินกลม สูง 0.9-1.5 เมตร มีเหงาใตดิน ตนโทรมในหนาแลง แลวงอกขึ้นใหมในหนาฝน ใบ เปนใบเดี่ยว ออกเรียงสลับในระนาบเดียวกัน รูปรูยาว กวาง 5-7.5 ซม. ยาว 20-30 ซม. ปลายใบแหลม โคนใบมนสอบ ขอบใบเรียบ แผนใบเรียบ สีเขียว กานใบเปนกาบหุมลําตน ดอก ออกเปนชอ แทงออกจากเหงาขึ้นมา ชอดอกรูปทรงกระบอก มีใบประดับสีเขียวแกมแดง เรียงซอนกันแนนเปนระเบียบ ดอกสี เหลือง โคนเชื่อมติดกันเปนหลอด ดอกบานไมพรอมกัน ผล แบบผลแหงแตก รูปทรงคอนขางกลม สีแดง เมล็ดสี ดํา

ห้า ม

สวนที่ใช : ราก เหงา ตน ใบ ดอก หัว หรือ เหงาแกสด เก็บใบชวงฤดูแลง สรรพคุณ : •

ราก - แกไขตัวเย็น แกไขตางๆ แกไขตัวรอน แกเคล็ดขัดยอก

เหงา

- บํารุงน้ํานม แกปวดมวนในทอง แกบิด บิดปวงเบง

- แกทองอืด ทองเฟอ ปวดทอง ขับผายลม ขับปสสาวะ - แกจุกเสียด แกเสมหะเปนพิษ - ขับน้ํายอย เจริญอาหาร - เปนยาบํารุงกําลัง - แกฝ

ตน - แกเบื่ออาหาร ชวยเจริญอาหาร ทําใหรับประทานอาหารมีรส - แกไข

ใบ - ขับเลือดเนารายในเรือนไฟ - แกเบาเปนโลหิต


ดอก - แกไขเรื้อรัง - ผอมแหง ผอมเหลือง - บํารุงธาตุ แกลม

วิธีและปริมาณที่ใช : •

รักษาอาการทองอืด ทองเฟอ แนนจุกเสียด และปวดทอง บิด โดยใชหัวหรือเหงากระทือสด ขนาดเทาหัวแมมือ 2 หัว (ประมาณ 20 กรัม) ยางไฟพอสุก ตํากับน้ําปูนใส ครึ่งแกว คั้นเอาน้ําดื่มเวลามีอาการ บางทองถิ่นใชหัวกระทือประกอบอาหาร เนื้อในมีรสขมและขื่นเล็กนอย ตองหั่นแลวขยํากับน้ําเกลือนานๆ

สาร เคมี : Afzelin, Camphene, Caryophyllene

กระทือเปนพืชที่มีสารอาหารนอย

ห้า ม

ลอ

น้ํามันหอมระเหยมี Zerumbone, Zerumbone Oxide


กลวยน้ําวา

ชื่อ สามัญ : Banana วงศ : Musaceae

ชื่อวิทยาศาสตร : Musa ABB cv. Kluai 'Namwa'

(อุบลราชธานี)

ลอ

ชื่อ อื่น : กลวย มะลิออง (จันทบุร)ี กลวยใต (เชียงใหม, เชียงราย) กลวยออง (ชัยภูมิ) กลวยตานีออง

ลักษณะทางพฤกษศาสตร : ไมลมลุก สูงประมาณ 3.5 เมตร ลําตนสั้นอยูใตดิน กาบเรียงเวียนซอนกันเปนลําตน เทียม สีเขียวออน ใบ เปนใบเดี่ยวขนาดใหญ ออกเรียงสลับ รูปขอบขนาน กวาง 25-40 ซม. ยาว 1-2 เมตร ปลาย ใบมน ขอบใบเรียบ แผนใบเรียบ สีเขียว ดานลางมีนวลสีขาว เสนใบขนานกันในแนวขวาง กานใบเปนรองแคบ ดอก

ห้า ม

ออกเปนชอที่ปลายยอดหอยลง เรียกวา หัวปลี มีใบประดับขนาดใหญหุมสีแดงเขม เมื่อบานจะมวนงอขึ้น ดานนอก มีนวล ดานในเกลี้ยง ผล รูปรี ยาว 11-13 ซม. ผิวเรียบ ปลายเปนจุก เนื้อในมีสีขาว พอสุกเปลือกผลเปนสีเหลือง เนื้อมีรสหวาน รับประทานได หวีหนึ่งมี 10-16 ผล บางครั้งมีเมล็ด เมล็ดกลม สีดํา สวนที่ใช : หัวปลี เนื้อกลวยน้ําวาดิบ หรือหาม กลวยน้ําวาสุกงอม ราก ตน ใบ ยางจากใบ

สรรพคุณ : •

ราก - แกขัดเบา

ตน - หามเลือด แกโรคไสเลื่อน

ใบ - รักษาแผลสุนัขกัด หามเลือด

ยางจากใบ - หามเลือด สมานแผล

ผล - รักษาโรคกระเพาะ แกทองเสีย ยาอายุวัฒนะ แกโรคบิด รักษาแผลไฟไหม น้ํารอนลวก แกริดสีดวง

กลวยน้ําวาดิบ - มีฤทธิ์ฝาดสมาน ใชแกอาการทองเดิน แกโรคกระเพาะ และอาหารไมยอย

กลวยน้ําวาสุกงอม - เปนอาหาร ยาระบาย สําหรับผูที่อุจจาระแข็ง หรือเปนริดสีดวงทวารขั้นแรก จนกระทั่งถายเปนเลือด

หัวปลี - (ชอดอกของตนกลวย จํานวนไมจํากัด) ขับน้ํานม

วิธีและปริมาณที่ใช :


ขับน้ํานม - ใชหัวปลีแกงเลียงรับประทานบอยๆ หลังคลอดใหมๆ

แกทองเดินทองเสีย ใชกลวยน้ําวาดิบหรือหามมาปอกเปลือก หั่นเปนชิ้นบางๆ ใสน้ําพอทวมยา ตมนานครึ่งชั่วโมง ดื่มครั้งละ 1/2 - 1 ถวยแกว ใหดื่มทุกครั้งที่ถาย หรือทุกๆ 1-2 ชั่วโมง ใน 4-5 ชั่วโมงแรก หลังจากนั้นใหดื่มทุกๆ 34 ชั่วโมง หรือวันละ 3-4 ครั้ง

สรรพคุณเดน : •

แกโรคกระเพาะ ทองผูก 1. แกโรคกระเพาะ - นํากลวยน้ําวาดิบ (ถาเปนกลวยกักมุกดิบจะดีกวา) มาปอกเปลือก แลวนําเนื้อมา ฝานเปนแผนบางๆ ตากแดด 2 วันใหแหงกรอบ บดเปนผงใหละเอียด ใชรับประทาน ครั้งละ 1-2 ชอนโตะ

ละลายน้ําขาว น้ําผึ้ง (น้ําธรรมดาก็ได) รับประทานกอนอาหารครึ่งชั่วโมง และกอนนอนทุกวัน 2. แกทองผูก - ใหรับประทานกลวยน้ําวาสุกงอม ครั้งละ 2 ผล วันละ 3 ครั้ง กอนอาหาร 1/2 ชั่วโมง เวลารับประทานควรเคี้ยวใหละเอียดที่สุด รับประทาน สารเคมีที่พบ :

ลอ

3. แกทองเดิน - ใชเนื้อกลวยน้ําวาหามรับประทาน หรือใชกลวยน้ําวาดิบ ฝานเปนแวน ตากแหง

หัวปลี มีธาตุเหล็กมาก

หัวปลี และราก มี Triterpene หรือ Steroid

ผลกลวย ทุกชนิดประกอบดวย น้ํา แปง โปรตีน ไขมัน เสนใย เกลือแรตางๆ (โดยเฉพาะแคลเซียม เหล็ก

ห้า ม

และโปรแตสเซียมในกลวยหอมมีมาก) วิตามิน และเอนไซมตางๆ นอกจากนี้ยังมี Serotonin

Noradrenaline และ Dopamine

ผลดิบ มีแปง Tannin acid, Gallic acid และ Pectin มาก

กลวยหอมสุก ใหกลิ่น และรสของ Amyl acetate, Amylbutyrate Acetaldehyde, Ethyl alcohol และ

Methyl alcohol

น้า ํ ยาง มี Pelargonidin, Cyanidin, Delphinidin Palonidin Petunidin และ Malvidin

ประโยชนทางยาของกลวยหอม

กลวยหอมเปนผลไม รสหวาน เย็น ไมมีพิษ สารอาหารที่สําคัญๆ ในกลวยหอม ไดแก แปง โปรตีน ไขมัน

น้ําตาล วิตามินหลายชนิด จัดเปนผลไมบํารุงรางกายดี นอกจากนี้กลวยหอมยังสามารถใชรักษาโรคไดหลายชนิด เชน เปนยาทําใหปอดชุมชื่น แกกระหาย ถอนพิษ นอกจากนี้ยังพบวา มีฤทธิ์รักษาตามตํารับยา ดังนี้ •

รักษาความดันโลหิตสูง - เอาเปลือกกลวยหอมสด 30-60 กรัม ตมเอาน้ําดื่ม ถาเอาปลีกลวยตม รับประทานเปนประจํา จะชวยปองกันเสนเลือดในสมองแตกได

รักษาริดสีดวงทวาร แกทองผูก - รับประทานกลวยหอมสุกตอนเชา ขณะทองวางวันละ 1-2 ผล ทุกวัน

รักษามือเทาแตก - เอากลวยหอมที่สุกเต็มที่ เจาะรูเล็กๆ ที่ปลายขางหนึ่ง แลวบีบเอากลวยออกมาทาที่ เทาแตก ทิ้งไวหลายชั่วโมง จึงลางออก จะรูสึกดีขึ้น


กะเพรา

ชื่อพอง : Ocimum tenuiflorum L. ชื่อ สามัญ : Holy basil, Sacred Basil

ลอ

วงศ : Lamiaceae (Labiatae)

ชื่อวิทยาศาสตร : Ocimum sanctum L.

ชื่อ อื่น : กะเพรา ขน กะเพราขาว กะเพรา (ภาคกลาง) กอมกอ กอมกอดง (เชียงใหม) อีตูไทย (ภาคอีสาน) ลักษณะทางพฤกษศาสตร : ไมพุม สูง 30-60 ซม. โคนตนคอนขางแข็ง กะเพราแดงลําตนสีแดงอมเขียว สวน กะเพราขาวลําตนสีเขียวอมขาว ยอดออนมีขนสีขาว ใบ เปนใบเดี่ยว ออกตรงขามกัน รูปรี กวาง 1-3 ซม. ยาว 2.55 ซม. ปลายใบมนหรือแหลม โคนใบแหลม ขอบใบจักเปนฟนเลื่อย แผนใบสีเขียว มีขนสีขาว ดอก ออกเปนชอที่

ห้า ม

ปลายยอด ดอกสีขาวแกมมวงแดงมีจํานวนมาก กลีบเลี้ยงโคนเชื่อมติดกัน ปลายเรียวแหลม ดานนอกมีขน กลีบ ดอกแบงเปน 2 ปาก ปากบนมี 4 แฉก ปากลางมี 1 แฉก ปากลางยาวกวาปากบน มีขนประปราย เกสรเพศผูมี 4 อัน

ผล เปนผลแหง เมื่อแตกออกจะมีเมล็ด สีดํา รูปไข

สวนที่ใช : ใบ และยอดกะเพราแดง ทั้งสดและแหง ทั้งตน

สรรพคุณ :

1. แกอาการคลื่นไส อาเจียน (เกิดจากธาตุไมปกติ)

2. ใชแกอาการทองอืดเฟอ แนจุกเสียดและปวดทอง 3. แกไอและขับเหงื่อ 4. ขับพยาธิ

5. ขับน้ํานมในสตรีหลังคลอด 6. ลดไข 7. เปนยาอายุวัฒนะ

8. เปนยารักษาหูด กลากเกลื้อน ตานเชื้อรา 9. เปนยาสมุนไพร ใชไล หรือฆายุง 10. เปนสมุนไพร ไลแมลงวันทอง


วิธีและปริมาณที่ใช : แกคลื่นไส อาเจียน (เกิดจากธาตุไมปกติ)

อาการทองอืดเฟอ แนนจุกเสียด ปวดทอง ใชกะเพราทั้ง 5 ทั้งสด หรือ แหง ชงน้ําดื่ม รับประทาน เด็กออน ใชใบสด 3-4 ใบ ผูใหญ ใบแหง 1 กํามือ, 4 กรัม ผงแหง 1 ชอนโตะ หรือ 2 ชอนแกง ใบสด 25 กรัม ภายนอก เด็กออน ใบสด 10 ใบ วิธี ใช : ยาภายใน เวลา 2-3 วัน จะชวยขับลม และถายขี้เทา

เด็กออน - ใชใบสด ใสเกลือเล็กนอย บดใหละเอียด ผสมน้ําผึ้ง หยอดใหเด็กออนเพิ่งคลอด 2-3 หยด เปน ผูใหญ - ใชใบกะเพราแหง ชงกับน้ําดื่ม เปนยาขับลม ถาปนเปนผง ใหชงกับน้ํารับประ

คนโบราณใชใบกะเพราสดแกงเลียงใหสตรีหลังคลอดรับประทาน ชวยขับลม บํารุงธาตุ

ลอ

ยายภายนอก

ใชใบสดทาบริเวณทองเด็กออน จะลดอาการทองขึ้น ทองเฟอได

กะเพรามี 2 ชนิด คือ กะเพราขาว และ กะเพราแดง กะเพราแดงมีฤทธิ��� ์ รงกวากะเพราขาว ในทางยานิยม ใชกะเพราแดง แตถาประกอบอาหารมักใชกะเพราขาว •

ยาเพิ่มน้ํานมในสตรีหลังคลอด

ใชใบกะเพราสด 1 กํามือ แกงเลียงรับประทานบอยๆ หลังคลอดใหมๆ เปนยารักษากลากเกลื้อน

ห้า ม

ใชใบสด 15-20 ใบ ตําหรือขยี้ใหน้ําออกมา ใชทาถูตรงบริเวณที่เปนกลาก ทาวันละ 2-3 ครั้ง จนกวาจะ

หาย

เปนยารักษาหูด

ใชใบกะเพราแดงสด ขยี้ทาตรงหัวหูด เขา-เย็น จนกวาหัวหูดจะหลุด

ขอควรระวัง :

น้ํายางที่ใชสําหรับกัดหูดนี้เปนพิษมาก ดังนั้นควรใชดวยความระวัง - อยาใหเขาตา

- ใหกัดเฉพาะตรงที่เปนหูด อยาใหยางถูกเนื้อดี ถาถูกเนื้อดี เนื้อดีจะเนาเปอย ซึ่งรักษาใหหายไดยาก

เปนยาสมุนไพร ใชไลหรือฆายุง

ใชทั้งใบสดและกิ่งสด 1 กิ่งใหญ ๆ เอาใบมารขยี้ แลววางไวใกลๆ ตัว จะชวยไลยุงได และยังสามารถไล แมลงไดดวย น้ํามันกะเพรา เอาใบสดมากลั่น จะไดน้ํามันกะเพรา ซึ่งมีคุณสมบัติไลยุงไดดีกวาตนสดๆ •

เปนสมุนไพรไลแมลงวันทอง ใชน้ํามันที่กลั่นจากใบสด ตามความเหมาะสม น้ํามันหอมระเหยนี้ไปลอแมลง จะทําใหแมลงวันทองบินมา ตอมน้ํามันนี้


สาร เคมี : ในใบพบ Apigenin, Ocimol, Linalool , Essential Oil, Chavibetal

* เนื้อหา รูปภาพ และวิดีโอ ทั้งหมด ไดมาจาก

ห้า ม

ลอ

- www.


สมุนไำำพรไทย