Issuu on Google+

FOR PLANET , FOR PEOPLE. deo.magazine@gmail.com DEPENDENT ORIGINATION ISSUE 6 February - April 2009

Let Our Violence End : รวมหลากเรื่อง “รัก” ที่ ไม่รักก็ไม่ตาย : สัมภาษณ์ อ.ไชยันต์ ไชยพร ที่ ไม่ ใช่เรื่องการเมือง และเรื่องราวอื่นๆ ในเล่ม

ราคา

๒๐ บาทไทย


EDITOR'S DEPENDENT ORIGINATION

24 February - 24 April 2009 นิตยสารเล่มนี้ พยายามมีให้อ่านทุกสองเดือน เพื่อโลกที่ยังดีขึ้นได้ บรรณาธิการ

รุ่งฤทธิ์ เพ็ชรรัตน์ กองบรรณาธิการ

อภิรดา มีเดช คนเขียน

นายสิบสาม ตุ่น ดนัย ปะสิ่งชอบ quin toki แยมเล็ก นาคร บูรพา ศรีจัณฑาล mr.misanthrope กานต์ เกรันพงษ์ ศิลปกรรม

ทำ�กันเอง

ISSUE 6 February - April 2009

01

คุณตีค่านิยามของคำ�ว่า “รัก” ว่าอย่างไร บ้างว่ารักคือความรู้สึกระหว่างคนสองคน รักคือการให้ การปรารถนา ดีแก่กัน ฯลฯ เป็นความรู้สึกที่เป็นเหมือนเคมีแห่งความสุข ที่ผู้มี ปฏิกริยาจะรู้สึก สุขสมเมื่อสัมผัสกับ “รัก” ขณะที่บางคนเทิดทูนความรักเหนือหัว เหนือชีวิตประหนึ่งแม้แลกรัก ได้หากตายก็ยอม รักระหว่างเพศหญิงชายมักถูกแรงกระตุ้นแห่งวัยหนุ่มสาวช่วยสร้าง ตัว “ความรัก” ขึ้นมาจนเป็นตัวตนสอดแทรกลงลึกในอัตตา อยู่ในทุกลมหายใจ กลายเป็นความยิ่งใหญ่ของความรู้สึกระหว่างฉันกับเธอเหลือคณานับ หรือใครบางคนถึงกับเคยพูดว่า “รักคือคำ�สุภาพของคำ�ว่าผสมพันธุ์” นั่นคือรักในรูปแบบที่คุ้นตา ใครหลายคนพยายามจะแผ่ขยายปีกแห่งความรักให้ครอบคลุมไปถึง ทุกทั่วตัวคน ไม่ว่าคนๆ นั้นเป็นใคร ในสถานะของ “ผู้อื่น” ทุกคนสามารถอยู่ใต้ ร่มแห่งรักได้โดยไม่แบ่งแยกเดียดฉันท์ ดังความรักจากพระเจ้า ผ่านเหล่านักบุญ พระเยซู , แม่ชีเทเรซ่า หรือแม้แต่ความรักผู้อื่นที่ไม่แม้รู้จักกัน อันจะเป็นสาย สัม พันธ์เกี่ยวคล้องทั้งโลกเข้าด้วยกัน เป็นหนึ่งเดียวดุจยูโธเปียของเซอร์โทมัส มอร์ หรือยุคพระศรีอารย์ ของโลกตะวันออก ความรักดังที่ว่านี้จะทลายกรอบของ ความรักที่อยู่ในกะลาของ “ฉัน กับ เธอ” หรือจะเหมือนดังคีตกวีผู้ล่วงลับอย่าง จอห์น เลนน่อน ว่าไว้ “love is wanting to be love” หรือคำ�ว่ารักเป็นเพียงคำ�กู่ร้องที่สำ�แดงความเห็นแก่ตัวที่สุดในโลก... เท่านั้น

contact

deo.magazine@gmail.com deomagazine.exteen.com

รุ่งฤทธิ์ เพ็ชรรัตน์ บรรณาธิการ


CONTENTS

ISSUE 6 :

เหนือ ใต้ ออก ตก ประเด็นโลก คนเด็ด สังคม

เรื่องอย่างว่า ยูโทเปีย จากฝั่งธน alien-ate-you

ศิลปะ - วัฒนธรรม ตามรอยเท้า เศษกระดาษ cinephiles คีตสำ�เริง

คีตสำ�เริง

4 6 10 16 44 48 8 24 26 30

คนเด็ด

6

อาลั ย พญาอิ น ทรี ย์ แ ห่ ง สวนอักษร “รงค์ วงษ์สวรรค์” และ ข่าวแบบคนๆ รอบโลก

เรือ่ งอย่างว่า

10

หลากเรื่ อ งราวหลาย ประเด็น “ความรัก” ในหลากมุม มองในบรรยากาศควันหลงเดือน แห่งนักบุญวาเลนไทน์

30

สงสัยนักว่าเหตุใดคนไทยชอบฟัง “เพลงรัก” หรือเป็นเพียงบทกวีที่มีความ หมายดาดๆ เพียงแต่เป็นศิลปะกระแส “ประชานิยม” ตายุคสมัย เพราะในสังคม ไทยแลนด์ก็ดูไม่ค่อยเป็นแดนแห่งความรักกันสักเท่าใดนัก


อยูร่ ว่ มโลก

23

ท่ามกลางวิกฤติการรอบตัว เราต้อง หันกลับมาพึ่งพาตนเอง เราจะต้องมาสรรหา สารพันวิธีเอาตัวให้รอด โดยเริ่มต้นที่หนึ่งใน ปัจจัย 4 “อาหาร” ว่าเราจะสามารถทำ�อะไรใส่ ปากเองอย่างประหยัดได้บ้าง

มรรค

36

คุยสบายๆ ที่ไม่ใช่การเมือง กับบทสัมภาษณ์ อาจารย์ไชยันต์ ไชยพร ในเรื่องความรัก

บนบาทวิถี 20 23 34 36

โลก อยู่ร่วมโลก นอกบ้าน มรรค

ปกิณกะ ฉันเกลียดมนุษย์ 46 พรรคการแมว 50 คิดแบบน้องหม่อน 51


ISSUE 6 February - April 2009

04 ประเด็นโลก AIG

มาม่ายอดขายตก!

เมือ่ วันที่ 17 มีนาคม ทีผ่ า่ นมามีรายงานข่าวว่า ประธานาธิบดี บารัค โอบามา แห่งอเมริกาให้สมั ภาษณ์ ด้วยอารมณ์ฉุนเฉียวเมื่อทราบข่าวการจ่ายโบนัสให้กลุ่มผู้ บริหารของบริษทั ประกัน AIG ซึง่ เมือ่ ช่วงวิกฤติเศรษฐกิจ ที่ผ่านมาองค์กรนี้ทำ�ท่าว่าจะเอาตัวไม่รอดต้องร้อนถึง รัฐบาลสหรัฐให้ยน่ื มือเข้ามาช่วยเหลือทางด้านการเงินเพือ่ พยุงความอยู่รอดของบริษัทก่อนที่จะมีข่าวว่าผู้บริหารทั้ง 11 คนได้ลาออกหลังได้รบั โบนัสคนละอย่างน้อย 1 ล้าน ดอลลาร์ไปเรียบร้อยแล้วในขณะที่นายโอบามาได้ส่งั การ ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังใช้กฎหมายทุกช่อง ทางเพื่อยกเลิกเงินโบนัสดังกล่าวที่เป็นเหมือนภาษีของ ประชาชน

ฤาเศรษฐกิจจะวิกฤติจริงดังเขาว่า เพราะ ขนาดอาหารในยามยากอย่างบะหมี่ก่ึงสำ�เร็จรูปแบรนด์ ดังอย่าง “มาม่า” ยอดขายตกเป็นครัง้ แรกในรอบ 38 ปี โดยเมือ่ 12 เดือนทีผ่ า่ นมายอดขายวูบไปถึง 4.5 % โดย ขาดว่าอาจจะเป็นเพราะกำ�ลังการซื้อของผู้บริโภคลดลง ขนาดหนักและเมื่อปีท่ผี ่านมามีการขยับราคาขึ้นเป็นซอง ละ 6 บาท จนกระทัง่ ทางผูผ้ ลิต บริษทั ไทยเพรสซิเดนท์ฟดู ส์ จำ�กัด(มหาชน) เตรียมส่งมาม่าซองละ 5 บาทลงมากู้ สถานการณ์

ข้อมูล : www.nationchannel.com

เกาหลีเหนือ

ไทยแลนด์พรีเมียร์ลกี เปิดฉากแล้วสำ�หรับไทยแลนด์พรีเมียร์ลกี ทีใ่ น ปีน้มี ีเค้าลางที่ดีกับการที่จะยกระดับพัฒนาฟุตบอลอาชีพ ในประเทศไทยให้มมี าตรฐานความเป็นมืออาชีพสูงขึน้ อัน เนือ่ งมาจากการตัง้ มาตรฐานฟุตบอลอาชีพของ เอเอฟซี หรือสมาพันธ์ฟตุ บอลเอเซีย จนในปีน้ี กกท. หรือการกีฬา แห่งประเทศไทยทุม่ งบกว่า 70 ล้านบาทเพือ่ จัดการแข่งขัน ฟุตบอลอาชีพตัง้ แต่ระดับพรีเมียร์ลกี จนถึงดิวชิ น่ั 2 ในระดับพรีเมียร์ลกี นัน้ มี 16 ทีม หลายทีมได้รบั การสนับสนุนทุนจากเอกชนผนวกกับการประชาสัมพันธ์ท่ี ดี นับว่าเป็นฟุตบอลลีกไทยทีน่ า่ ดูทส่ี ดุ นับตัง้ แต่กอ่ ตัง้ มา ข้อมูล : www.dailynews.co.th

ข้อมูล : www.ryt9.com

9 มีนาคม 2552 ทางการเกาหลีเหนือแจ้งว่า ได้ส่งั ให้ทหารทุกนายเตรียมพร้อมรบเต็มอัตราศึกด้วยกำ� ลังทหารนับล้านเพือ่ เตรียมคุม้ กันอธิปไตยของชาติอนั เนือ่ ง มาจากการซ้อมรบร่วมกันระหว่างอเมริกา และเกาหลีใต้ท่ี ประกอบด้วยทหารอเมริกา 26,000 นาย และของเกาหลีใต้ กว่า 30,000 นาย ก่อนหน้านั้นทางเกาหลีเหนือประกาศว่าจะ มีการยิงจรวดส่งดาวเทียมขึน้ สูว่ งโคจร แต่ทางอเมริกา และเกาหลีเชื่อว่าอาจเป็นการทดสอบยิงขีปนาวุธพิสัย ไกลโดยทางทฤษฎีจะสามารถยิงได้ไกลถึงรัฐอลาสกาใน สหรัฐอเมริกา ซึง่ ทางเกาหลีเหนือเมือ่ เห็นว่าอาจมีการขัด ขวางการยิงจรวดดังกล่าวจึงประกาศกร้าวพร้อมรบเต็ม อัตราศึกกับใครก็ตามทีเ่ ข้ามาวุน่ วาย ข้อมูล : www.komchadluek.net


ISSUE 6 February - April 2009

05

เฮลิคอปเตอร์

จังหวัดลดพุง

รัฐไทยสมองใสแจกเงินให้กับผู้มีรายได้ประจำ� ต่�ำ กว่า 15,000 ต่อเดือน ในรูปของเช็ครายละ 2,000 บาท โดยนโยบายดังกล่าวจะต้องใช้งบประมาณของ ชาติหลายสิบล้านบาท โดยรัฐไทยให้เหตุผลว่าเป็นการ อัดฉีดเงินเข้ามือประชาชนโดยตรงเพื่อให้ประชาชนนำ�ไป ใช้จา่ ยเพือ่ เป็นการอัดเงินเข้าระบบเพือ่ เศรษฐกิจหมุน เช็คดังกล่าวจะถึงมือประชาชนวันที่ 26 มีนาคม 2552 และได้สรุปแล้วว่าจะใช้การแจกในรูปของเช็คของ ธนาคารกรุงเทพ และได้ขอความร่วมมือกับห้างร้านในการ ช่วยกันจัดแคมเปญเพิม่ มูลค่าของเช็คใบดังกล่าวด้วย นโยบายดังกล่าวนี้ฝรั่งเขาเรียกกันว่านโยบาย “เฮลิคอปเตอร์” เพราะเปรียบได้กบั การนำ�เงินขึน้ ไปบน เฮลิคอปเตอร์แล้วโปรยลงมา

วันที่ 3 มีนาคม ทีผ่ า่ นมา กระทรวงสาธารณสุข สาธารณสุขร่วมกับกระทรวงมหาดไทย ออกโครงการ สร้างสรรค์ในนาม “โครงการจังหวัดไร้พงุ มุง่ สูส่ ขุ ภาพดี” ด้วยการรณรงค์ลดปัจจัยเสีย่ งจากโรคอ้วนลงพุง หรือเมตา บอลิค ซินโดรม (Metabolic syndrome) โดยใช���หลักปรับ เปลีย่ นพฤติกรรม 3 อ. ได้แก่ อาหาร ออกกำ�ลังกาย และ อารมณ์ และให้ทกุ จังหวัดแข่งขันรณรงค์จงั หวัดไร้พงุ มุง่ สูส่ ขุ ภาพดี โดยเริม่ สร้างชุมชนต้นแบบไร้พงุ จังหวัดละ 1 แห่ง เริม่ ตัง้ แต่มนี าคม – สิงหาคม 2552

ข้อมูล : www.nationchannel.com

นมโรงเรียน หลังจากที่เมื่อปีก่อนจีนมหาอำ�นาจแห่งเอเซีย ได้มเี รือ่ งให้เสียหน้าเกีย่ วกับนมทีม่ กี ารปนเปือ้ นของสารเม ลามีน รัฐไทยของเราไม่ยอมน้อยหน้าเลยมีเรือ่ ง “นม” บ้าง แต่ของพีไ่ ทยเป็นนมโรงเรียนทีไ่ ม่ได้มาตรฐานบ้าง บูดบ้าง ทำ�เด็กๆ ป่วยกันไปหลายราย แต่ทร่ี า้ ยคือเมือ่ ขุดคุย้ กันลง ไปแล้วกลับการเป็นเรือ่ ง “ฮัว้ ” กันอย่างเป็นล่�ำ เป็นสัน มี การแบ่งพืน้ ทีก่ นั ประมูลเพียงไม่กเ่ี จ้า แล้วกินรวบ ทิง้ เด็ก ตาดำ�ๆ ให้ดดู นมด้อยคุณภาพต่อไป นีเ่ ป็นเพียงกับระเบิด ของการคอร์รปั ชัน่ เรือ่ งหนึง่ เท่านัน้ ทีบ่ งั เอิญตูมตามขึน้ มา

ข้อมูล : www.dailynews.co.th

เวียดนามขาดข้าว เวี ย ดนามผู้ส่ง ออกข้ า วรายใหญ่ อัน ดั บ สอง ของโลกรองจากไทย แต่กลับมีราษฎรนับล้านๆ ทีย่ งั ขาดแคลนอาหาร จนบางคนต้องรับประทานข้าวโพดกับ มันสำ�ปะหลังเป็นอาหารหลัก แม้อตั รการผลิตข้าวของ เวียดนามเพิม่ ขึน้ มาก แต่จ�ำ นวนประชากรของเวียดนามก็ ทวีเพิม่ ขึน้ เช่นกัน และทีน่ า่ เป็นห่วงคือพืน้ ทีใ่ นการเกษตรที่ ลดลงเพราะมีการสนับสนุนโครงการใช้ทด่ี นิ เพือ่ การลงทุน ของต่างประเทศ ทำ�ให้มกี ารรุกล้�ำ ทีน่ าของชาวนาจำ�นวน มาก จนเกิดการเรียกร้องให้มกี ารทบทวนแนวทางการใช้ ทีด่ นิ เพือ่ เป็นพืน้ ทีอ่ ขู่ า้ วอูน่ �ำ้ เลีย้ งคนในประเทศให้เพียงพอ และเหลือเพือ่ ส่งออก จะว่าไปแล้วถ้าไทยพัฒนาประเทศตามแนวทางทีเ่ ป็นอยูก่ ็ มีแนวโน้มทีว่ า่ จะมีคนขาดแคลนอาหารเกิดขึน้ ได้ ข้อมูล : www.manager.co.th


ISSUE 6 February - April 2009

06 คนเด็ด

อาลัยพญาอินทรีแห่งสวนอักษร เมือ่ วันที่ 15 มีนาคม 2552 วงการวรรณกรรมสูญเสียศิลปินแห่งชาติสาขา วรรณศิลป์ปี 2538 “รงค์ วงษ์สวรรค์” เจ้าของลีลาการเขียนด้วยสำ�นวนของขบถ ภาษาอันเป็นเอกลักษณ์ สมญา “พญาอินทรีแห่งสวนอักษร” รงค์ วงษ์สวรรค์ หรือ “อาปุ”๊ ของหลานๆ ในแวดวงอักษร ถูกนำ�ส่ง โรงพยาบาลเมือ่ วันที่ 13 มีนาคมทีผ่ า่ นมา ด้วยอาการหมดสติ และมีเลือดออกในแกนสมอง ต้องใช้เครือ่ งช่วยหายใจตลอด ก่อนทีอ่ าการจะเข้าสูว่ กิ ฤติ และสิน้ ลมอย่างสงบในวันที่ 15 มีนาคมทีผ่ า่ นมา เป็นการปิดฉากตำ�นานพญาอินทรีลงในวัย 77 ปี โดยศพได้ตง้ั บำ�เพ็ญกุศลทีว่ นั สิงห์วรวิหาร และทางครอบครัวงดรับพวงหรีด แต่จะขอรับเป็นกล้าไม้เพือ่ นำ�ไปปลูกสืบสาน เจตนารมณ์อดุ มการณ์รกั ธรรมชาติของ รงค์ วงษ์สวรรค์ แทน ข้อมูล : www.manager.co.th / ภาพจาก : library.uru.ac.th

แค่หลับยังต้องลาออก! ในระหว่างการประชุมกลุม่ ประเทศอุตสาห กรรมชัน้ นำ�ของ โลกหรือ G7 ได้ปรากฏภาพข่าวให้เห็นว่า นาย โชอิจ ิ นาคากาวะ รัฐมนตรีวา่ การกระทรวงการคลังของญีป่ นุ่ นัง่ สัปหงกอยูใ่ นระหว่างการ แถลงร่วมกับผูว้ า่ การธนาคารกลางของญีป่ นุ่ ทีก่ รุงโรม ประเทศอิตาลี โดยเขาอ้างว่า “ผมเพียงแค่ดม่ื ไวน์ในงาน เลีย้ งทีจ่ ดั ขึน้ ก่อนหน้านัน้ หนึง่ วัน แต่ผมยืนยันได้วา่ ไม่ได้ดม่ื เครือ่ งดืม่ แอลกอฮอล์กอ่ นการแถลง ข่าวเมือ่ วันเสาร์ทผ่ี า่ นมา ซึง่ อาการดูเหมือนว่ามึนเมานัน้ อาจเกิดจาก ฤทธิข์ องยาแก้ไข้หวัด ซึง่ ผมรูส้ กึ เสียใจกับสิง่ ทีเ่ กิดขึน้ ครัง้ นี”้ นาคากา วะ กล่าว แต่อย่างไรก็ตามจากภาพข่าวทีเ่ ห็นว่าเขาเกือบหลับอย่างน่า เกลียดทำ�ให้รฐั บาลภายใต้การนำ�ของนาย ทาโร อาโสะ ทีค่ ะแนนนิยม ตกต่�ำ อยูแ่ ล้วโดนกดดันจากฝ่ายค้านให้ถอดนาย นาคากาวะ ออกจาก ตำ�แหน่ง แต่อย่างไรก็ตามเขาก็ไม่สามารถทานแรงกดันได้ตอ้ งแถลง ข่าวลาออกเมือ่ วันที่ 17 กุมภาพันธ์ ทีผ่ า่ นมา ข้อมูล : www.posttoday.com อ ภาพจาก : www.missphones.co.uk , www.huffingtonpost.com


ISSUE 6 February - April 2009

07

ฮีธ เลดเจอร์ ฮีธ แอนดรู เลดเจอร์ ได้รบั รางวัลในสาขานักแสดงสมทบ ชายยอกเยีย่ มจากเวทีออสการ์ครัง้ ที่ 81 ตามทีค่ นทัง้ โลกคาดหมายกันไว้ หลังจากเสียชีวติ ไปเมือ่ 22 มกราคม ปีทแ่ี ล้ว ในบทบาททีเ่ ขาฝากฝีมอื อันร้ายกาจในบทอาชญากรจิตหลุด “โจ๊กเกอร์” จากหนังจอเงินเรือ่ งดัง แบทแมน เดอะ ดาร์คไนท์ โดยมึครอบครัว พ่อ แม่ และน้องสาว เป็น ตัวแทนรับรางวัลท่ามกลางบรรยากาศเศร้าปนซึง้ เขาเป็นนักแสดงมีชอ่ื เข้าชิงเหลังจากเสียชีวติ แล้วเป็นรายที่ 7 ในประวัตศิ าสตร์ออสการ์ และในจำ�นวนนัน้ มีกแ็ ค่ ปีเตอร์ ฟินช์ จากเรือ่ ง เนตเวิรค์ (1976) รายเดียวเท่านัน้ ทีเ่ ป็นผูช้ นะในสาขานักแสดงนำ�บนเวทีอ่ อสการ์เมือ่ ปี 1977 ข้อมูล : www.nangdee.com ภาพจาก : www.videogum.com

ตะวัน ศรีปาน หากพูดถึงฟุตบอลไทยในช่วงหลังยุค “ดรีมทีม” เมือ่ ประมาณ 10 กว่าปีทผ่ี า่ นมา นับเป็นการถ่ายเลือดใหม่จากนักฟุตบอล ทีมชาติชดุ เก่า ซึง่ นอกจากชือ่ ของตำ�นานนักเตะนามกระเดือ่ งในตำ� แหน่งกองหน้าอย่าง “ซิโก้” เกียรติศกั ดิ ์ เสนาเมือง แล้ว อีกหนึง่ ชือ่ ทีข่ าดไปไม่ได้กค็ อื ห้องเครือ่ งคนสำ�คัญของแดนกลางทีมชาติไทยอย่าง “แบน” ตะวัน ศรีปาน วันที่ 28 มีนาคม 2552 นี้ จะมีการแข่งขันฟุตบอลนัดอุน่ เครือ่ งระหว่าง ทีมชาติไทย กับ ทีมชาตินวิ ซีแลนด์ เพือ่ เป็นนัดเกียรติยศในการอำ�ลาสนามอย่างเป็นทางการของ “เจ้าแบน” ตะวัน ศรีปาน หลังจากรับใช้ชาติมากว่า 15 ปีเต็ม ตะวัน ศรีปาน เป็นหนึง่ ในทีมชาติชดุ “ดรีมทีม” เมือ่ ปี 2537 ภายใต้การคุมทีมของ ชัชชัย พหลแพทย์ คว้า เกียรติยศสูงสุดในอาชีพพ่อค้าแข้งมามากมาย ทัง้ ยังได้อนั ดับ 4 ในการแข่งขันเอเชีย่ นเกมส์ และได้เข้าถึงรอบ 10 ทีมสุด ท้ายของฟุตบอลโลกรอบคัดเลือก และได้มโี อกาสไปค้าแข้งนอกประเทศกับสโมสรเซมบาวัง ในสิงคโปร์ 3 ปี และ ฮองอันห์ ยาลาย ในเวียดนาม 3 ปีกอ่ นจะกลับมาเล่นกับบีอซี เี ทโรเป็นสโมสรสุดท้าย ข้อมูล : มติชนสุดสัปดาห์ ภาพจาก : thanchaokhun.212cafe.com


ISSUE 6 February - April 2009

08 สะพาน ตอนที่ 2

ตามรอยเท้า กองบอกอ

หลังจากตอนแรก เราชวนไปเดินข้ามสะพานพุทธฯ กันมาแล้ว ตอนนี้เราก็ขอพาทุกคนข้ามกลับไป (กลับมา) ยังฝั่งพระนครกันด้วยสะพานอื่นๆ เพื่อชมทิวทัศน์แลความเจริญ (อาจไม่เจริญหูเจริญตา ทว่าเจริญใจดีนัก) ของเมืองฟ้า อมรที่ไม่มีใครเหมือนแห่งนี้ มาเริ่มกันด้วยสะพานนี้เลย...

สะพานพระราม 6

สะพานพระราม 6 เป็นสะพานข้ามแม่น�ำ้ เจ้าพระยาแห่งแรกในกรุงเทพฯ สร้างขึน้ ในสมัย ร.6 เพือ่ ใช้ล�ำ เลียงอาวุธทางรถไฟ เริม่ สร้างปี 2465 แต่เสียหายไปช่วงสงครามโลกครัง้ ที่ 2 ต่อมาบูรณะจนแล้วเสร็จเมือ่ ปี 2468 ให้รถยนต์ใช้ดว้ ย แต่พอมีการ สร้างสะพานพระราม 7 ขนาบข้าง สะพานพระราม 6 จึงปรับลดการใช้งานเหลือเฉพาะทางรถไฟคูเ่ ท่านัน้

สะพานกรุงธน

สะพานกรุงธน หรือสะพานซังฮี้ ทีเ่ รียกกันว่าสะพานซังฮี้ เนือ่ งจากแต่เดิม ถ.ราชวิถี ชือ่ ถ.ซังฮี้ (มาจากภาษาจีนเป็นคำ� มงคล แปลว่า “ยินดีอย่างยิง่ ”) สะพานกรุงธนก็สร้างเชือ่ ม ถ.ราชวิถี (ระหว่างเขตดุสติ กับเขตบางพลัด) ก่อนทีจ่ ะได้นาม พระราชทาน ผูค้ นก็เลยเรียกสะพานซังฮีก้ นั จนติดปาก ปัจจุบนั ก็ยงั ปรากฏสีแ่ ยกก่อนขึน้ สะพานกรุงธน ชือ่ แยกซังฮีน้ น่ั อย่างไร สะพานกรุงธนนีก้ ส็ ร้างในสมัยร.6 เช่นกัน


ISSUE 6 February - April 2009

09

ข้ามไป-กลับกันมาแล้วสองสะพาน ยังไม่หนำ�ใจ ขอแถ���อีกสักสะพานแล้วกัน นัน่ ก็คอื ...

สะพานพระราม 8

สะพานพระราม 8 เป็นตัวเชือ่ มระหว่างปลายถนนวิสทุ ธิกษัตริย์ เขตพระนคร กับบริเวณโรงงานสุราบางยีข่ นั เขตบางพลัด และมีทางเชือ่ มต่อกับทางคูข่ นานลอยฟ้าบรมราชชนนี จุดกำ�เนิดของสะพานนี้ เนือ่ งจาก ในปี 2538 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยูห่ วั ทรงตระหนักถึงความสำ�คัญของ ปัญหาการจราจรทีต่ ดิ ขัดบริเวณสะพานพระปิน่ เกล้า จึงทรงมีพระราชดำ�ริให้กอ่ สร้างโครงการถนนคูข่ นานลอยฟ้าบรมราช ชนนี เมือ่ แล้วเสร็จก็ทรงมีพระราชดำ�ริให้ทางกรุงเทพมหานครพิจารณาก่อสร้างสะพานข้ามแม่น�ำ้ เจ้าพระยาเพิม่ อีกแห่ง และทรงพระราชทานนามว่า “สะพานพระราม 8” เพือ่ รำ�ลึกถึงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยูห่ วั อานันทมหิดล รัชกาลที่ 8 ทาง กรุงเทพจึงอัญเชิญพระราชลัญจกรประจำ�รัชกาลที่ 8 (พระโพธิสตั ว์ประทับนัง่ บนบัลลังก์ดอกบัว ห้อยพระบาทขวาเหนือบัว บาน พระหัตถ์ซา้ ยถือดอกบัวตูม มีเรือนแก้วด้านหลังแทนรัศมี) มาเป็นต้นแบบในการออกแบบ สะพานพระราม 8 เปิดใช้ครัง้ แรกเมือ่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2545 และมีพธิ เี ปิดอย่างเป็นทางการเมือ่ 20 กันยายน ปีเดียวกัน นอกจากจะเป็นสะพานขึงแบบอสมมาตร เสาเดีย่ ว 3 ระนาบทีย่ าวทีส่ ดุ ในโลกแล้ว เรือ่ งความ สวยงามไม่ตอ้ งพูดถึง เพราะเป็นทีป่ ระจักษ์กนั ดีอยูแ่ ล้ว (ทัง้ ยังมีจดุ ชมวิวสูงประมาณตึก 60 ชัน้ ทีไ่ ม่แน่ใจว่ามีผไู้ ด้ขน้ึ ไป ชมวิวจริงๆ กีม่ ากน้อย) ทีส่ �ำ คัญไม่แพ้กนั คือ โดยรอบพืน้ ทีต่ ง้ั เสาสะพานบริเวณฝัง่ ธนบุรี เนือ้ ทีป่ ระมาณ 50 ไร่ ได้รบั การ ออกแบบเป็นสวนเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยูห่ วั อานันทมหิดลฯ รัชกาลที่ 8 นับเป็นปอดฟอกความสดชืน่ ประจำ�ฝัง่ ธนบุรไี ปแล้วอย่างเต็มภาคภูมิ กินลมชม (แต่ววิ ) สะพานกันจนอิม่ แปล้แล้ว คราวหน้าอดใจรอว่าเราจะพาไป “ตามรอยเท้า” ทีไ่ หนกันต่อก็แล้ว กัน ข้อมูลอ้างอิง

: www.newgenstravel.com : www.krama6.su.ac.th : www.kachon.com


10

ISSUE 6 February - April 2009

......ความรักต่างทัศนะ...... ความรักเป็นคำ�ยอดฮิตในหมู่มวลมนุษย์ อาจ

เรื่องอย่างว่า กองบอกอ

จะมีมาตั้งแต่มนุษย์เริ่มมีปฏิสัมพันธ์กันในระดับสังคม ก็ได้ นานมากจนนามธรรมคำ�นี้ถูกตีความกันไปต่างแง่ มุม หลายทัศนะ ความรักเป็นสิ่งสำ�คัญเหนือชีวิตสำ�หรับ ภาพประกอบ : www.bible.ca บางคน แต่ในอีกด้านก็อาจเป็นเพียงแค่ข้ออ้างในการ ซิกมุนด์ ฟรอยด์ 6 พ.ค. 2399—23 ก.ย. 2482) นัก สืบพันธุ์ก็ได้ จิตวิทยาชาวออสเตรีย ผู้สร้างทฤษฎีจิตวิเคราะห์ (Psychoanalytic Theory) ซึ่งเป็นทฤษฎีทางด้านการพัฒนา Psychosexual โดยเชื่อว่าเพศหรือกามารมณ์ เป็นสิ่งที่มี อิทธิพลต่อการพัฒนาของมนุษย์ ความรักคืออะไร? ฟรอยด์เชื่อว่ามนุษย์มีสัญชาตญาณติดตัวมา ความรัก คือ “ความตั้งใจที่จะขยายความเป็น แต่กำ�เนิด พฤติกรรมของบุคคลเป็นผลมาจากแรงจูงใจ ตัวของตัวเองออกไป เพื่อฟูมฟัก ทำ�นุบำ�รุงความเจริญ หรือแรงขับพื้นฐานที่กระตุ้นให้บุคคลมี พฤติกรรม คือ เติบโตทางจิตใจ (Spiritual growth)ของตัวเองหรือผู้อื่น” สัญชาตญาณทางเพศ (sexual instinct) 2 ลักษณะคือ ความรักเป็นกระบวนการหมุนเวียน หรือกระบวนการ 1.สัญชาตญาณเพื่อการดำ�รงชีวิต (eros = life instinct) วิวัฒนาการ เมื่อเราขยายขอบเขตของตัวเราออกไป เรา 2.สัญชาตญาณเพื่อความตาย (thanatos = death inก็จะเติบโตเป็นคนที่มีอะไรในตัวเองมากขึ้น แม้ว่า จุดมุ่ง stinct) หมายของกิจกรรมความรักคือเพื่อต้องการให้คนอื่นเจริญ ฟรอยด์อธิบายว่าสัญชาตญาณทั้ง 2 ลักษณะ เติบโตทางจิตใจ แต่ในกระบวนการความรักที่แท้จริง เรา มีความต้องการทางเพศเป็น แรงผลักดัน ซึ่งบุคคลไม่กล้า เองก็เจริญเติบโตทางจิตใจขึ้นด้วยเช่นกัน ซึ่งรวมถึงความ แสดงออกมาโดยตรง จึงเก็บกดไว้ในระดับจิตไร้สำ�นึก รักตัวเองด้วย เราไม่สามารถรักคนอื่นได้ถ้าหากเราไม่รัก (unconscious mind) และได้ตั้งสมมติฐานว่า มนุษย์มี ตัวเอง พลังงานอยู่ในตัวตั้งแต่เกิดเรียกว่า “Libido” ซึ่งทำ�ให้ เมื่อเรารักใคร ความรักของเราจะแสดงให้เห็น บุคคลอยากมีชีวิต อยากสร้างสรรค์และอยากมีความรัก ได้ หรือเป็นความจริงขึ้นมาก็ต่อเมื่อ เราก้าวไปข้างหน้า มีแรงขับทางด้านเพศหรือกามารมณ์ (sex) เป็นเป้าหมาย หรือลงมือทำ�อะไรเพิ่มขึ้น ทั้งเพื่อตัวเราเองและเพื่อคนอื่น คือความสุขและความพอใจ โดยมีอวัยวะส่วนต่างๆ ของ ความรักไม่ใช่ได้มาเองโดยไม่ต้องทำ�อะไรเลย ความรัก ร่างกายที่ไวต่อความรู้สึก เช่น บริเวณปาก ทวารหนัก เป็นเรื่องที่ต้องสร้าง และฟูมฟักทำ�นุบำ�รุง อวัยวะสืบพันธุ์ เรียกว่า อีโรจีเนียสโซน (erogenous บางส่วนจากหนังสือ “ความรักในทัศนะใหม่” วิทยากร zone) ซึ่งความพึงพอใจในส่วนต่าง ๆ ของร่างกายจะ เชียงกูล แปล เป็นไปตามวัย เริ่มตั้งแต่แรกเกิดจนถึงวัยผู้ใหญ่


ISSUE 6 February - April 2009

ภาพประกอบ : www.buddhadasa.org

ความรักผูอ้ น่ื ความรักผู้อื่น (ดัดแปลงจากการบรรยายธรรม โดย ท่าน พุทธทาส) “...ความรักผู้อื่น เป็นสิ่งที่เรามองข้ามอย่างยิ่ง ข้อแรก เรามองข้ามไปว่า ความรักผู้อื่นนั่นแหล่ะเป็นความรอด หลุดพ้นหรือสันติสุข ทั้งของสังคมหรือของบุคคลแต่ละ คน ความรัก “ผู้อื่น” ไม่ได้หมายถึงผู้อื่นชนิดที่หลอกให้ เข้าใจผิด โดยที่จะต้องเป็นผู้อื่นจริง รักลูก รักเมีย รักผัว รักเพื่อน อย่างนี้ไม่ใช่เรียกว่ารักผู้อื่น ยังเรียกว่าเป็นส่วน หนึ่งของตัวเอง รักผู้อื่นต้องให้อภัยก่อน คือเป็นผู้อื่นจริงๆ ถ้าเรารักผู้อื่น โลกนี้ทั้งโลกมันก็เป็นโลกเดียวกันสำ�หรับทุก คน คือเป็นโลกที่มีแต่ความรัก ความเมตตาของคนทุกคน ทำ�ให้เหมือนกับว่าทุกคนมันเป็นคนๆ เดียวกัน ทุ ก ศาสนาต้ อ งการจะหลอมคนทุ ก คนให้ เ ป็ น คนๆ เดียวกันด้วยคุณธรรมข้อนี้ เพราะถ้ามันมีความรักกัน จริง มันก็กลายเป็นคนๆ เดียวกันจริง คือมันเบียดเบียน กันไม่ได้ ถ้าเรารักผู้อื่นก็ฆ่าเขาไม่ได้ ลักขโมยของเขาไม่ ได้ ประพฤติผิดในของรักเขาไม่ได้ โกหกเขาไม่ได้ จะ หาความสนุกสนานจากของเมา กระทบกระทั่งผู้อื่นโดย เจตนาอย่างนี้ก็ทำ�ไม่ได้ เมื่อรักผู้อื่นแล้วก็ไม่เอาเปรียบ ใคร ไม่ทำ�ให้ใครลำ�บากยุ่งยากแม้แต่นิดเดียว คำ�กล่าวใน พระคัมภีร์มีว่า มองดูกันด้วยสายตาแห่งความรัก ทุกคน เข้ากันได้สนิทเหมือนกับน้ำ�และน้ำ�นม ถ้าไม่รักผู้อื่นแล้ว

11

มันเข้ากันไม่ได้ เหมือนน้ำ�กับน้ำ�มัน เมื่อรักผู้อื่นแล้วมันก็ ไม่มีการเบียดเบียนสังคมก็เป็นสุขไปหมด เหมือนกับว่ามี แต่คนๆ เดียวเท่านั้น บุคคลแต่ละคนก็ได้รับประโยชน์สูงสุด เพราะ ว่าไอ้ความรักผู้อื่นนี้มันทำ�ลายความเห็นแก่ตัว ศัตรูของ มนุษย์นี้ไม่มีอะไรจะร้ายไปกว่า ความเห็นแก่ตัว ความ เบียดเบียนทุกรูปแบบ มันมาจากความเห็นแก่ตัวทั้งนั้น นี่เราประสงค์อย่างยิ่งที่จะทำ�ลายความเห็นแก่ตัว แต่ว่า ความเห็นแก่ตัวนี่มันเหนียวแน่นยากที่จะทำ�ลายได้ จะ ต้องมีอะไรที่มันมีฤทธิ์พอๆ กันจึงจะทำ�ลายได้ ความรัก ผู้อื่นนั่นแหล่ะที่จะทำ�ลายความเห็นแก่ตัวได้ ความเห็นแก่ ตัวเป็นฝ่ายกิเลส ความรักผู้อื่นเป็นฝ่ายปัญญา ความจริงมันมีอยู่อย่างที่ว่านี้ คือความรักผู้ อื่นมันเป็นทางรอดสุขสบายของมนุษย์ แต่เราก็มองข้าม ไปเสีย ไม่เห็นว่าเป็นสิ่งที่สำ�คัญที่สุดสำ�หรับมนุษย์ เรา ไม่ค่อยเอาใจใส่กัน ไม่ค่อยพูดจากันถึงเรื่องความรักผู้อื่น ไม่อบรมลูกหลานให้สนใจในการรักผู้อื่น เราจึงติดคุกอัน เหนียวแน่นของความเห็นแก่ตัวอยู่ตลอดเวลา ถูกทรมาน อยู่ในคุกตารางของความเห็นแก่ตัวตลอดเวลา ถึงอย่างนั้น เราก็ยังมองข้ามอยู่นั่นเอง ตรวนที่พันขาอยู่นั้นเราก็มองไม่ เห็น ที่แขวนคออยู่เราก็มองไม่เห็น อะไรๆ เราก็มองไม่ เห็น ไม่เห็นคุกตารางกักขังจิตวิญญาณของเราอยู่ มันไม่ เห็นทางออกคือความรักผู้อื่น ข้อสอง เรามองข้ามความรักผู้อื่นกันถึงกับ ทำ�ให้เราโง่ เราอยากให้ทุกคนรักเราแต่เราก็ไม่รักใคร ไม่ รักผู้อื่น มันมองข้ามอยู่ถึงสองชั้น คือไม่รู้ว่าความรักผู้อื่น นี้มันเป็นประโยชน์ ที่นี้มันมองข้ามไอ้ข้อที่ว่าเราก็อยากให้ ทุกคนรักเราแต่เราก็ไม่รักใคร นี่ก็เป็นเรื่องที่โง่เขลาหรือ มองข้าม ถ้าเราจะให้ทุกคนรักเรา เราก็ต้องรักผู้อื่น แต่ เดี๋ยวนี้เรากลับมองข้ามไปเสีย...”


12

ISSUE 6 February - April 2009

เคมีพน้ื ฐาน ของความรัก

สัญลักษณ์แห่งรัก (แบบมนุษย์)

ดร.เฮเลน ฟิชเชอร์ตั้งทฤษฎีอธิบายขั้นตอน การเกิดขึ้นของความรัก์ในแง่มุมของปฏิกริยาเคมี โดยมี ฮอร์โมนเป็นปัจจัย โดยแบ่งกระบวนการการเกิดขึ้นของ ความรักเป็น 3 ขั้นตอน 1.ขั้นตอนของตัณหา (Lust) ความอยากนั้นถูกควบคุมด้วยฮอร์โมน เทสโทสเทอโรน (Testosterone) และ เอสโตรเจน (Estrogen) คอยควบคุม ความอยากได้อยากมี ความกำ�หนัด ความต้องการผสม พันธุ์ มีในมนุษย์ทั้งสองเพศ 2.ขั้นตอนหลงรัก (Attraction) ภาวะหลงรักเป็นช่วงที่ความรักเข้ามามีบทบาทควบคุม พฤติกรรม แสดงออกมาเป็นอาการต่างๆ เหม่อ ละเมอ ไปจนถึงไม่สนใจสิ่งรอบข้าง ถูกควบคุมโดยกลุ่มสารสื่อ ประสาท โมโนอะมิเนส (Monoamines) ประกอบด้วย โด พามีน (Dopamine) ช่วยให้สมองตื่นตัว เช่นเดียวกับนิโค ตีน , นอร์เอพิเนฟรีน (Norepinephrine) หรือ อะดรีนาลิน (Adrenalin) ทำ�ให้เหงื่อออกและหัวใจเต้นรัวยามตื่นเต้น , เซโรโทนิน (Serotonin) ทำ�ให้เกิดอาการซึมเศร้า 3.ขั้นตอนสร้างความผูกพัน (Attatchment) เมื่อข้ามทุกขั้นตอนมาแล้ว ความผูกพันกลายเป็นความ สัมพันธ์ทางเพศ ซึงเป็นพื้นฐานของการสร้างปฎิสัมพันธ์ ระดับครอบครัว ก็ยังขึ้นอยู่กับปัจจัยทางฮอร์โมนอีกเช่น กัน คือ ออกซีโทซิน (Oxytocin) จากต่อมไฮโปธาลามั ส (Hypothalamus) โดยมีการพบว่าออกซีโทซินจะถูกขับ ออกมาเมื่อชายหญิงมีความสัมพันธ์ทางเพศที่ลึกซึ้ง และ วาโซเพรสซิน (Vasopressin) ซึ่งจะถูกขับออกมาเมื่อมี ความสัมพันธ์ทางเพศ นอกจากเรื่องเพศสัมพันธ์แล้วสาร ทั้งสองนี้ยังมีอิทธิพลต่อความสัมพันธ์ความรักระหว่างชาย หญิงในครอบครัวสูงมากอีกด้วย

ใช้รปู หัวใจแทนความรักได้อย่างไร เรื่องหัวใจนั้น ว่ากันว่ารูปหัวใจที่เราเห็นอยู่ ทุกวันนี้มีการใช้เป็นสัญลักษณ์แทนความปรารถนาความ รักอย่างโรแมนติคมาตั้งแต่คริสตศตวรรษที่ 15 ซึ่งรูป ร่างของมันมีบางตำ�ราอ้างว่ามีที่มาจากรูปร่างหัวใจหัว เพราะหัวใจมนุษย์จริงๆ ก็ไม่ได้มีรูปร่างอย่างนี้ แต่คน ทั่วไปก็เข้าใจกันว่ามันมีต้นกำ�เนิดมาจากรูปร่างของหัวใจ มนุษย์จริงๆ รูปหัวใจนี้มักจะถูกแสดงออกมาในรูปของ หัวใจสีแดงมาตั้งแต่แรกแล้ว เนื่องจากเป็นสีของเลือดซึ่ง เกี่ยวพันกับอวัยวะนี้โดยตรง แต่ในบางแหล่งข้อมูลก็มีการอ้างว่า รูปร่างที่ ว่านี้มีการดัดแปลงมาจากรูปร่างของอวัยวะเพศหญิง ซึ่ง ประกอบด้วยแคมทั้งสองรวมไปถึงช่องคลอด แต่ความ เชื่อนี้ก็ไม่ได้รับความนิยมในวงกว้าง ปัจจุบันสัญลักษณ์รูปหัวใจนี้มีความหมายใน ทางตรงที่เข้าใจกันในระดับสากลว่า “รัก” หรือมักจะถูก นำ�ไปเป็นส่วนประกอบของเรื่องราวที่เกี่ยวกับ ความรัก ความปรารถนา ความผูกพันที่มักจะเน้นอยู่ในประเด็น เรื่องความรักระหว่างเพศ “ชาย-หญิง” เป็นหลัก มีอยู่ น้อยมากที่จะนำ�ไปผูกเรื่องราวในความรักประเภทอื่น


ISSUE 6 February - April 2009

แต่ก็มีสัญลักษณ์หัวใจที่บ่งบอกถึงความรักในสถานที่ ที่ รู้จักกันมากก็เช่น I NY (I love New York) ซึ่งออกแบบ โดย Milton Glaser ตั้งแต่ปี 1969 เพื่อเป็นสัญลักษณ์ ของการท่องเที่ยวเมือง New York เสมือนเป็นจุดเริ่มต้น ของการใช้หัวใจแทนที่คำ�ว่า “รัก” หรือ “love” โดยตรง ไปเลย

13

ตำ�นานดอกกุหลาบและเทพแห่งความรัก

ไดโอนี แอฟโฟรไดที ไซทีรีอา หรือที่เรารู้จักใน ชื่อทั่วไปตามโรมันว่า “วีนัส” ผู้เป็นเทพีแห่งความงามและ ความรัก เป็นธิดาของจูปิเตอร์ กับไดโอนี (เทพีแห่งความ ชอุ่ม) หรืออีกตำ�นานหนึ่งกล่าวว่า เธอเกิดจากฟองสมุทร วีนัสนั้นมีรักมากมายทั้งมวลเทพและหมู่มนุษย์ แต่เธอก็ยังตกหลุมรักในมนุษย์หนุ่มผู้หนึ่งนาม อโดนิส ผู้ ภาพประกอบ : www.wikipedia.org ชอบออกล่าสัตว์ วีนัสจึงได้เข้าไปขอร้องอโดนิสให้เลิกล่า ภาษามือ สัตว์แล้วไปอยู่กับเธอ แต่ไม่เป็นผล วันหนึ่ง อโดนิส ได้ สัญลักษณ์ที่หมายถึงความรัก คือ การชูมือ ต่อสู้กับหมูป่า และถูกหมูป่าแทงเขี้ยวที่สีข้างจนเสียชีวิต ออกมา แล้วกางเฉพาะนิ้วโป้ง นิ้วชี้ และนิ้วก้อย ซึ่งหมาย วีนัสโศกเศร้าเสียใจมาก น้ำ�ตาของเธอเมื่อหยดลงพื้นดิน ถึง ฉันรักเธอ (I Love You) มีที่มาที่ไปจากตัวอักษรภาษา ก็เกิดเป็นดอกอนิโมนิสเกิดขึ้นมา ส่วนเลือดจากสีข้างของ อังกฤษในภาษามือ คือ I L และ Y ชายหนุ่มคนรักกลายเป็นกุหลาบแดง ส่วนตำ�นานการกำ�เนิดของคิวปิด หรือ กามเทพ ส่วนใหญ่บอกว่า วีนัส ลักลอบเป็นชู้กับเทพ สงครามเอรีส จนกระทั่งมีโอรส นามว่า คิวปิด หรืออีรอส ซึ่งมีนิสัยติดแม่มากจนไม่โตขึ้นเลย วีนัสหนักใจมากจึงไป ปรึกษาธีมิส เทวีแห่งความยุติธรรม จึงได้คำ�ตอบว่าที่เป็น เช่นนี้เพราะคิวปิดไม่มีเพื่อนเล่น หากคิวปิดมีน้องก็จะโต อักษร I นั้นให้ชูนิ้วก้อย, ขึ้นเอง หลังจากนั้นวีนัสก็มีโอรสอีกองค์ ให้นามว่า แอนตี อักษร L ใช้นิ้วโป้ง กับนิ้วชี้ กางออก รอส (เทพแห่งการรักตอบ) คิวปิดจึงค่อยๆ เติบโตขึ้น แต่ อักษร Y ใช้นิ้วโป้ง กับนิ้วก้อย กางออก เราๆ ท่านๆ ยังคุ้นเคยแต่กับคิวปิดที่เป็นเด็กอยู่นั่นเอง


14

ISSUE 6 February - April 2009

วันแห่งความรัก St. Valentine

ภาพประกอบ : www.jesus-passion.com

วันที่ 14 กุมภาพันธ์ หรือวันวาเลนไทน์นั้นมี มาตั้งแต่สมัยจักรวรรดิโรมัน เพราะเป็นวันเฉลิมฉลองของ จูโน ซึ่งเป็นราชินีแห่งเหล่าเทพของโรมัน ชาวโรมันรู้จัก เธอในนามของ เทพธิดาแห่งอิสตรีและการแต่งงาน ส่วน นักบุญวาเลนไทน์นั้นเป็นพระในกรุงโรมระหว่างศตวรรษที่ 3 เวลานั้นโรมถูกปกครองโดยจักรพรรดิคลอดิอุสที่ 2 ซึ่งมี นิสัยชอบข่มเหงผู้อื่น จักรพรรดิคลอดิอุสนั้นต้องการสร้าง กองทัพอันยิ่งใหญ่และหวังให้ชายชาวโรมันอาสาเข้าเป็น ทหาร แต่กลับไม่มีใครอยากทำ�ตามนั้น พระองค์จึงออก กฎหมายห้ามการแต่งงานหรืองานหมั้นใดๆ เกิดขึ้น ทำ�ให้ ประชาชนเกิดความไม่พอใจรวมทั้งตัวนักบุญวาเลนไทน์ ด้วย จนต่อมานักบุญวาเลนไทน์ได้จัดพิธีแต่งงานให้กับ หนุ่มสาวหลายคู่อย่างลับๆ ซึ่งภายในงานจะมีเพียงเจ้า บ่าว เจ้าสาว และท่านนักบุญเท่านั้น นอกจากนี้พวกเขา ต้องกระซิบคำ�สาบานและคำ�อธิษฐานต่อกัน ขณะเดียวกัน ก็ต้องคอยเงี่ยหูฟังเสียงการเดินตรวจตราของเหล่าทหาร ด้วย แต่แล้วคืนหนึ่ง ขณะกำ�ลังทำ�พิธีแต่งงานอยู่นั้น ท่าน ก็ถูกทหารจับตัวไปขังและถูกทรมานต่างๆ นานา แต่ ท่านพยายามให้กำ�ลังใจตัวเองทุกวัน และแล้ววันหนึ่ง ก็

มีหนุ่มสาวหลายคนมาเยี่ยมท่านที่คุก พวกเขาต่างโยน ดอกไม้และกร���ดาษที่เขียนข้อความต่างๆ เข้าไปทางช่อง หน้าต่างของคุก พวกเขาต้องการให้นักบุญวาเลนไทน์รู้ ว่า พวกเขาเองก็เชื่อและศรัทธาในความรักอย่างเต็มเปี่ยม และหนึ่งในเด็กสาวเหล่านั้นคือจูเลีย ลูกสาวของผู้คุม ซึ่ง ได้รับอนุญาตให้เข้าไปเยี่ยมและให้กำ�ลังใจท่านถึงในคุก อยู่บ่อยครั้ง ก่อนเสียชีวิต ท่านนักบุญได้เขียนจดหมาย ฉบับหนึ่งขึ้นเพื่อเป็นการขอบคุณในมิตรภาพของหญิงสาว ผู้นั้น แล้วท่านนักบุญก็ลงท้ายจดหมายฉบับนั้นว่า “from your Valentine” ตั้งแต่นั้นจึงมีประเพณีแลกเปลี่ยน จดหมายรักซึ่งกันและกัน โดยจะเขียนและส่งหากันในวัน ที่นักบุญวาเลนไทน์เสียชีวิต คือวันที่ 14 กุมภาพันธ์ คริสต ศักราช 270 และปฏิบัติสืบต่อกันมา ทั้งนี้ เพื่อเป็นการ รำ�ลึกถึงท่านนักบุญวาเลนไทน์นั่นเอง ในปี ค.ศ. 496 พระสันตปาปา Gelasius ได้ ยกย่องให้วันที่ 14 กุมภาพันธ์ เป็นวันวาเลนไทน์ เพื่อเป็น อนุสรณ์แด่คุณความดี ความกล้าหาญ และความเสียสละ ของนักบุญวาเลนไทน์


ISSUE 6 February - April 2009

L.O.V.E.

Let Our Violence End “อยากให้คนไทยรักกัน” เป็นข้อความสื่อคำ� พูด sms ที่ฮิตติดหน้าจอในหลายต่อหลายรายการโทรทัศน์ ในช่วงสองสามปีที่ผ่านมา ประเด็นใหญ่ก็เนื่องมาจากที่ (เขาอยากให้) รับรู้กันโดยทั่วไปว่า เกิดจากการปลุกปั่น ของกลุ่มพลังมวลชนสองกลุ่ม จนเกิดความแตกแยกทาง ความคิดเป็นสองฝักฝ่ายแบบสุดขั้ว ชนิดที่ว่าเป็นแม่เหล็ก ขั้วเดียวกัน น้ำ�กับน้ำ�มัน ต้องเข่นฆ่าล้างบางกันจนหมด เหี้ยนเตียนกันไปข้างหนึ่ง แนวความคิดที่ต่างกันสุดโต่งนี้ แพร่กระจายจากกลุ่มนำ�อำ�นาจของมวลชนทั้งสอง ลงไปสู่ ประชาชนผู้เสพสื่อรับแนวความคิดในแต่ละด้านกันเข้าไป เกิดปฏิกริยาตามน้ำ� ไหลไปตามกระแสแนวคิดที่เข้าทาง เดียวกันกับตน ผนึกเป็นความเกลียดชังขั้วตรงข้ามแบบ สุดโต่ง ไม่เว้นแม้แต่คนในครอบครัวที่ไม่สามารถพูดคุย สูดกลิ่นทัศนคติที่ต่างไปจากตนได้ ความแตกแยกของทั้งสองฝ่าย ถูกแสดงออก ในสั ญ ลั ก ษณ์ ข องสี เ สื้ อ หรื อ สี ข องเครื่ อ งแต่ ง กายชิ้ น อื่ น ก็ตามแต่ คือ เหลือง กับ แดง มีผู้นำ�ทางความคิดคอย ป้อนข้อมูล การสื่อสาร ชักจูงรวมกลุ่มอย่างชัดเจน และ มีมวลชนเป็นของตน แตกต่างกันตามพื้นที่ มีตัวละคร เดียวกัน (หลายตัว) ซึ่งฝ่ายหนึ่งมองเป็นโคตรเทพอีกฝ่าย มองเป็นโคตรมาร จุดเริ่มต้นเป็นดังเช่นสโลแกน “คนต่าง จังหวัดตั้งรัฐบาล คนกรุงล้มรัฐบาล” ทำ�ให้ภาพของชนชั้น “บ้าน” กับ “เมือง” ถูกแบ่งกันอย่างชัดเจน ตามฐานการ แย่งชิงมวลชนของกลุ่มนำ� ความแตกแยกซึ่งมาจากความ แตกต่างของกลุ่มฐานมวลชนในหลายด้านขยายตัวไปสู่ ความรุนแรง ปะทะห้ำ�หั่นกันด้วยอาวุธเข่นฆ่ากัน

15

ทั้งหมดนี่คือฉากหน้าของเกมชิงอำ�นาจของ “กลุ่มขวาบน” กับ “กลุ่มขวาสุด” โดยมีอดีต “ซ้ายเก่า” แฝงตัวอยู่ทั้งสองด้าน ชนิดที่ถ้า คาร์ล มาร์กซ์ ยังอยู่คงงง จนปวดเศียร แต่ผลที่เกิดขึ้นของการปั้นกระแสพายุขึ้นใน ประเทศนั้น ผู้ที่ได้รับผลกระทบของความขัดแย้งชนิดที่ ฝ่ายขวาไหนก็ไม่สนใจก็คือประชาชน ที่ต้องซึมซับความ เกลียดชังเข้าไป บางคนถึงกับเกลียดและพยายามหลีก เลี่ยงการสวมใส่เสื้อทั้งสองสี เพราะเกรงว่าอาจจะถูกจัด ไปอยู่ในจำ�พวกสีใดสีหนึ่งแล้วจะพลอยโดนลูกหลงไปด้วย ความเกลียดชัง เห็นแก่ตัว ความรุนแรง เหล่า นี้ เป็นขั้วตรงข้ามของ ความรัก ทั้งสิ้น อวิชชาเหล่านั้นเกิด ขึ้นมาเพราะเรามองเห็นความแตกต่างเป็นความแตกแยก เราลืมไปว่าคนเราสามารถรัก และอยู่ร่วมกันได้แม้เราจะ มีพื้นฐานความคิดที่ต่างกัน ความไม่เหมือนกันไม่ใช่สิ่ง ที่ทำ�ให้คนเราถูกแบ่งแยกอยู่ในหมวดดีหรือเลวตามที่คิด เพราะโลกมนุษย์และสังคมถูกหล่อหลอมขึ้นมาจากคนที่ หลากหลายที่มา พื้นฐานทางความคิด วัฒนธรรมที่แตก ต่าง แต่เราก็สามารถอยู่ร่วมกันได้ คำ �ว่ าสมานฉั นท์ นั้นเป็นสิ่ งที่ ไม่มี จริ งในโลก วันนี้ ถ้าเรามีความคิดที่อยากจะกำ�จัดคนที่มีความคิด “ต่าง” ออกไป หากอยู่ที่การยอมรับในความแตกต่างนั้น ไว้ ไม่ใช่พยามกลบเกลื่อนหลบเลี่ยงรอยร้าวนั้น เพราะมัน ไม่ใช่รอยร้าว มันเป็นเรื่องสามัญที่คนจะคิดไม่เหมือนกัน การที่มีความพยายามปลูกฝังชุดความคิดใดลงไปแล้วหวัง ผลว่าคนจะต้องคิด จะต้องเชื่อเหมือนกันหมด นั่นแหละ เป็นการบ่มเพาะรอยร้าวเอาไว้ใต้ผักชี เป็นการบิดเบือน ระบบพหุวัฒนธรรมอย่างจงใจ เพราะสังคมโลกที่สงบสุข คือสังคมที่เสมือนแปลงดอกไม้ที่มีหลากสีหลายพันธ์ แต่ สามารถงอกเงยงดงามได้อย่างสงบสุข


16

ยูโทเปีย

ISSUE 6 February - April 2009

กองบอกอ

ธ.ธงประชาชาติ

ตั้งแต่มนุษย์เริ่มมีการตั้งชุมชนจนขยายตัวเป็นดินแดนขนาดใหญ่ กระทั่งมีการแบ่งแยกปกครองกันเป็นแว่น แคว้นดินแดนชัดเจน หลายแว่นแคว้นเริ่มมีการแสดงออกด้านสัญลักษณ์บ่งถึงความเป็นตัวตนเพื่อให้แยกขาดออกจากกัน ระหว่าง “เรา” กับ “เขา” รวมถึงการนำ�เอาสัญลักษณ์ดังกล่าวแปะลงไปบนสิ่งสรรพทรัพยากรต่างๆ ว่านี่เป็น “ของเรา” นั่นเป็น “ของเขา” และยุคหนึ่งมีการพยายามจะนำ�เอาสัญลักษณ์แสดงความเป็นเจ้าของที่ว่านี้ไปปักลงในดินแดนอื่นเพื่อ แผ่ขยายอำ�นาจ เวลาผ่านไปเมื่อโลกถูกแบ่งแยกเป็นดินแดนรัฐประชาชาตินับร้อย สัญลักษณ์แสดงตัวตนของชาติต่างๆ อยู่ในรูปของ “ธงชาติ” หลากสี ในความหมายของสีในธงชาตินั้น ทุกชาติมีนัยยะที่จะบ่งบอกต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับหลายเหตุผล ตั้งแต่ ประวัติศาสตร์ความเป็นมา ชนชาติ ศาสนา แนวความคิดด้านการเมือง เรื่องราวของการต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งอิสรภาพ เราจะลองยกตัวอย่างธงที่มีความหมายของสีต่างๆ กันออกไปมาดูกัน

ลาว

มีชื่อเรียกในภาษาลาวว่า “ธงดวงเดือน” เริ่มใช้มาตั้งแต่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2518 ซึ่งเป็นวันสถาปนาประเทศสาธารณรัฐ ประชาธิปไตยประชาชนลาว ความหมาย สีแดง หมายถึง เลือดแห่งการต่อสู้เพื่ออิสรภาพ สีน้ำ�เงิน หมายถึง ความมั่งคั่งอุดมสมบูรณ์ของชาติ พระจันทร์สีขาว เป็นสัญลักษณ์ของดวงจันทร์ลอยเด่นเหนือ ลำ�น้ำ�โขง และหมายถึงเอกภาพของชาติภายใต้การปกครอง ของรัฐบาลพรรคประชาชนปฏิวัติลาว (พรรคคอมมิวนิสต์ ลาว) หรือหมายถึงการกลับมารวมกันอีกครั้งของชาวลาว สองฝั่งโขง ธงนี้ เ ป็ น หนึ่ ง ในธงของประเทศที่ ป กครองด้ ว ยรั ฐ บาล คอมมิวนิสต์แต่ไม่ปรากฏสัญลักษณ์รูปค้อนเคียว หรือดาว ห้าแฉกของขบวนการคอมมิวนิสต์สากล

เกาหลี ใต้

ธงชาติสาธารณรัฐเกาหลี มีชื่อเรียกว่า “แทกึกกี” เริ่มใช้เมื่อ วันที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2426 ออกแบบโดย ปัก ยอง ฮโย ราชทูตเกาหลีประจำ�ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งต้องการให้มีธงเพื่อ แสดงความเป็นชาติให้ญี่ปุ่นซึ่งกำ�ลังรุกรานเกาหลีในเวลา นั้นเห็น ความหมาย รูปวงกลมตรงกลางซึ่งมีชื่อเรียกว่า “แทกึก” เป็นสัญลักษณ์ ของต้นกำ�เนิดตามลัทธิเต๋า “หยิน และ หยาง” โดยหยิน แทนด้วยสีน้ำ�เงิน หยางแทนด้วยสีแดง รูปขีดสามเส้นในธงมีที่มาจากสัญลักษณ์ 4 ใน 8 อย่าง จากคัมภีร์อี้จิงของจีน ซึ่งใช้เป็นสัญลักษณ์แทนปรัชญาของ จักรวาล 4 อย่าง คือ ความกลมกลืน ความสมดุล ความ สมมาตร และการหมุนเวียน


ISSUE 6 February - April 2009

เกาหลีเหนือ

ธงชาติเกาหลีเหนือ มีชื่อเรียกว่า “อินคงกี” แปลว่า “ธง สาธารณรัฐประชาชน” ประกาศใช้เ���ื่อวันที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2491 เมื่อเกาหลีเหนือประกาศแยกตัวออกมา ความหมาย สีแดง หมายถึง จิตวิญญาณการต่อสู้เพื่อลัทธิสังคมนิยม สีน้ำ�เงิน หมายถึง อำ�นาจอธิปไตย สันติภาพ และมิตรภาพ ของประชาชน สีขาว หมายถึง ความบริสุทธิ์แห่งอุดมคติของชาติ ดาวแดง หมายถึง ความมุ่งหวังถึงความสุขของประชาชน ภายใต้การชี้นำ�ของพรรคแรงงานเกาหลี วงกลมสีขาว (แทกึก) คือสัญลักษณ์ของจักรวาลตามที่ ปรากฏในธงชาติเกาหลีเดิม ซึ่งปัจจุบันคือเกาหลีใต้

ฝรั่งเศส

ธงชาติสาธารณรัฐฝรั่งเศส มีชื่อเรียกในภาษาฝรั่งเศสว่า “le tricolore” นับเป็นธงต้นแบบที่หลายๆ ประเทศนำ�มา ดัดแปลงเป็นธงชาติของตนเอง โดยมีต้นกำ�เนิดจากการ ปฏิวัติฝรั่งเศส ใน พ.ศ. 2332 นายพล ลา ฟาแยตต์ (La Fayette) ได้เพิ่มสีขาวอันเป็นสัญลักษณ์ของสถาบันกษัตริย์ ลงบนแถบผ้าคาดศีรษะสีน้ำ�เงินและแดงของกองทหารรักษา นครปารีส รัฐบาลปฏิวัติฝรั่งเศสจึงประกาศรับรองให้ใช้เป็น ธงชาติจริงเมื่อ พ.ศ. 2337 ความหมาย สีแดงและน้ำ�เงิน เป็นสีธงประจำ�กรุงปารีส สีขาว เป็นธงประจำ�ราชวงศ์ฝรั่งเศส มีความหมายถึงความ บริสุทธิ์ และสถาบันกษัตริย์ฝรั่งเศส

17

อินเดีย

ธงชาติสาธารณรัฐอินเดีย มีชื่อเรียกว่า “ติรังคา” เป็น คำ�เดียวกับคำ�ว่า “ไตรรงค์” ประกาศใช้เมื่อ วันที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2490 ก่อนการได้รับเอกราชจากสหราช อาณาจักรอย่างเป็นทางการ ในวันที่ 15 สิงหาคม ปีเดียวกัน โดยธงชาติอินเดียนั้นเมื่อมีสภาพเก่าและขาดวิ่นชำ�รุดควร ทำ�ลายด้วยการนำ�ไปฝังลงในพื้นดิน หรือนำ�ไปถ่วงให้จมลง ในแม่น้ำ�คงคา ความหมาย สีแสดหมายถึงความกล้าหาญ เสียสละ สีขาวหมายถึงความบริสุทธิ์ สีเขียวหมายถึงความศรัทธาและความอุดมสมบูรณ์ ธรรมจักรมี 24 ซี่ เป็นสัญลักษณ์ของการเผยแผ่พระพุทธ ศาสนาในสมัยพระเจ้าอโศก

ลิเบีย

ธงชาติสาธารณรัฐสังคมนิยมประชาชนอาหรับลิเบียที่ใช้อยู่ ในปัจจุบัน ประกาศใช้เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2520 พื้นสีเขียวเกลี้ยง ธงนี้เป็นธงชาติเดียวในโลกที่ใช้สีเพียงสี เดียว และไม่มีสัญลักษณ์ใดๆ บนธงเลย ก่อนหน้านี้ลิเบียใช้ ธงของกลุ่มประเทศสหพันธ์สาธารณรัฐอาหรับ แต่ได้เปลี่ยน เป็นสีเขียวล้วน เพื่อแสดงการต่อต้านผู้นำ�อียิปต์ซึ่งอยู่ใน กลุ่มสหพันธ์เดียวกัน แต่ไปมีความสัมพันธ์กับอิสราเอลที่ ลิเบียถือว่าเป็นศัตรูถาวรของชาติอาหรับ ความหมาย สีเขียวในธงนี้ หมายถึงศาสนาอิสลาม อันเป็นศาสนาประจำ� ชาติ และเป็นสัญลักษณ์ของ “การปฏิวัติเขียว” (The Green Revolution) โดย มูอัมมาร์ อัล กัดดาฟี


18

ISSUE 6 February - April 2009

สหราช อาณาจักร

อิสราเอล

ฟินแลนด์

ตรินิแดด และโตแบโก

สหราชอาณาจักรบริเตนใหญ่และไอร์แลนด์เหนือ นิยมเรียก กันว่า “ธงยูเนียนแจ็ก” ธงนี้ใช้ตลอดมาในจักรวรรดิอังกฤษ และยังคงใช้บ่งบอกสถานะของดินแดนในอาณานิคมของ อังกฤษหลายแห่ง ความหมาย เครื่องหมายกางเขนเซนต์จอร์จสีแดงขอบสีขาว ซ้อนทับ กากบาทเซนต์แพทริคสีแดง และกากบาทเซนต์แอนดรูว์สีขาว แนวทแยงมุม กางเขนและกากบาททั้งสามนี้ เป็นเครื่องหมาย ของนักบุญประจำ�ประเทศที่อยู่ในสหราชอาณาจักร 3 ประเทศ คือ อังกฤษ ไอร์แลนด์ และสก็อตแลนด์ ตามลำ�ดับ

ในภาษาฟินแลนด์เรียกว่า “Siniristilippu” (ธงกากบาท สีน้ำ�เงิน) ใช้พื้นฐานธงกากบาทแบบนอร์ดิกที่เริ่มต้นโดย เดนมาร์ก ธงของฟินแลนด์เป็นรูปกากบาทนอร์ดิกสีฟ้าบน พื้นสีขาว กฎหมายฟิ น แลนด์ มี ข้ อ ควบคุ ม เกี่ ย วกั บ ธงหลายอย่ า ง เช่น ห้ามขีดเขียนหรือนำ�ไปใช้ในทางที่ไม่เคารพ ห้ามนำ� ธงออกจากเสาโดยไม่ได้รับอนุญาต การใช้ธงของรัฐหรือ ประธานาธิบดีโดยไม่ได้รับอนุญาต การเพิ่มเติมสัญลักษณ์ บนธง รวมถึงการขายธงชาติที่เพี้ยนไปจากรูปร่างและสีที่ ระบุ การละเมิดกฎเหล่านี้อาจมีโทษปรับได้ ความหมาย สีฟ้า แสดงถึง ทะเลสาบและท้องฟ้า สีขาว แสดงถึง หิมะและราตรีสีขาวของฟินแลนด์ในช่วงฤดู ร้อน

ธงชาติอิสราเอล เริ่มใช้อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2491 หลังจากการประกาศสถาปนาประเทศ ได้ 5 เดือน ธงนี้ออกแบบขึ้นครั้งแรกเพื่อใช้ในขบวนการไซ ออนนิสต์เมื่อ พ.ศ. 2434 ความหมาย มาจากผ้ า คลุ ม ศี ร ษะของชาวยิ ว เพื่ อ ใช้ ใ นการทำ � พิ ธี ท าง ศาสนา ซึ่งเป็นผ้าสีขาวมีขอบฟ้า มีชื่อเรียกว่า “ทาลลิต” (Tallit) ดาวหกแฉกสีฟ้าที่กลางธงมีชื่อเรียกว่า ดาวแห่งเดวิด อัน เป็นสัญลักษณ์ของชาวยิว ซึ่งเริ่มใช้โดยชาวยิวในกรุงปราก ประเทศสาธารณรัฐเช็ก ในช่วงยุคกลางตอนปลาย และได้ รับการยอมรับโดยคองเกรสแห่งไซออนนิสต์ครั้งที่ 1 เมื่อ พ.ศ. 2440

เริ่มใช้อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2505 หลังการประกาศเอกราชจากสหราชอาณาจักร ความหมาย สีแดง คือ สัญลักษณ์ของความกระปี้กระเปร่าของแผ่นดิน และประชาชน และหมายถึงความอบอุ่น ความแข็งแกร่ง และพลังงานจากดวงอาทิตย์ สีขาว หมายถึง ทะเลที่ล้อมรอบหมู่เกาะ แหล่งกำ�เนิดแห่ง มรดกของชาติ ความปรารถนาอันบริสุทธิ์ และความเสมอ ภาคของมวลมนุษย์ สีดำ� หมายถึง ความแข็งแกร่ง เอกภาพ ความปรารถนา ความมั่งคั่งด้วยทรัพยากรในผืนแผ่นดิน นอกจากนี้ ทั้งสามสียังใช้เพื่อแสดงถึง ธาตุดิน น้ำ� และ ไฟ ซึ่งครอบคลุมทั้งอดีต ปัจจุบัน และอนาคตของประเทศ อีกทั้งเป็นแรงบันดาลใจให้ประชาชนหลอมรวมเป็นหนึ่ง มี อิสระ มีความกระตือรือล้นและความเสียสละอีกด้วย


ISSUE 6 February - April 2009

เดนมาร์ก

ปากีสถาน

จีน

ฟินแลนด์

มีชื่อเรียกเฉพาะว่า “ธงเดนินบรอก” ตามตำ�นานกล่าวว่า มาจากผ้าที่ร่วงหล่นจากสรวงสวรรค์ ในการสู้รบระหว่าง ชาวเดนนิชกับคนป่าบอลติกในประเทศเอสโตเนีย แบบ ธงชาติทางแถบสแกนดิเนเวีย ล้วนได้รับอิทธิพลจากธงชาติ เดนมาร์ก ด้วยลักษณะพิเศษของธงชาติเดนมาร์ก จึงเป็นที่ รู้จักกันดีในนามของ “ธงชาติกางเขนสแกนดิเนเวีย” ความหมาย เป็นธงของนักรบในสงครามครูเสด (สงครามที่เกิดใน ศตวรรษที่ 11 - 13 โดยชาวคริสเตียนในยุโรปยกทัพไปตี กลุ่มผู้นับถืออิสลามในตุรกี)

ธงประจำ�ชาติของสาธารณรัฐประชาชนจีน มีชื่อเรียกว่า “ธง แดงดาว 5 ดวง” มาจากการประกวดแบบ ประกาศใช้เป็น ธงชาติอย่างเป็นทางการเมื่อ วันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ.2492 ความหมาย สีแดง หมายถึง สัญลักษณ์ของการปฏิวัติจีน สีเหลือง หมายถึง ชาวจีนซึ่งเป็นหนึ่งในกลุ่มคนผิวเหลือง และประเทศที่มีดินสีเหลืองเป็นผืนแผ่นดินส่วนใหญ่ ดวงดาวสีเหลือง 5 ดวง หมายถึง ความเป็นหนึ่งเดียวกัน ของชาวจีน ดาวดวงใหญ่ หมายถึง พรรคคอมมิวนิสต์แห่ง ชาติจีน ส่วนดาวดวงเล็ก 4 ดวง คือ ประชาชนชาวจีนซึ่ง ขณะนั้นมีราว 400 ล้านคน, ชนชั้นหลักทั้ง 4 ในสังคม คือ ชนชั้นกรรมกร เกษตรกร นายทุนน้อย และนายทุนแห่งชาติ, กำ�ลังสำ�คัญของประเทศ 4 ฝ่าย ได้แก่ พรรคการเมืองจาก มวลชน ประชาชนทุกหมู่เหล่าในสังคม บุคคลจากทุกวงการ ชาวจีนชนเผ่าต่างๆ ทั้ง 56 ชนเผ่าและชาวจีนโพ้นทะเล

19

ธงชาติปากีสถาน เดิมทีลักษณะเป็นธงพื้นสีเขียว แถบสีขาว ถูกเพิ่มเข้ามาภายหลังเมื่อปากีสถานประกาศเอกราชในปี พ.ศ. 2490 เพื่อเป็นสัญลักษณ์แทนชนกลุ่มน้อยอื่นๆ ใช้เป็น ธงชาติ เมื่อ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2490 ความหมาย พื้นสีเขียว หมายถึงศาสนาอิสลาม อันเป็นศาสนาของชน ส่วนใหญ่ในประเทศ แถบสีขาวที่ต้นธง หมายถึงศาสนาอื่นๆ ของชนกลุ่มน้อย ต่างๆ ในปากีสถาน รูปพระจันทร์เสี้ยว หมายถึงความก้าวหน้า ส่วนดาวห้าแฉก สีขาวคือแสงสว่างและความรู้ ความหมายของธงโดยรวมจึงหมายถึงศาสนาอิสลาม โลก อิสลาม และสิทธิของชนกลุ่มน้อยผู้นับถือศาสนาอื่น

ในภาษาฟินแลนด์เรียกว่า “Siniristilippu” (ธงกากบาท สีน้ำ�เงิน) ใช้พื้นฐานธงกากบาทแบบนอร์ดิกที่เริ่มต้นโดย เดนมาร์ก ธงของฟินแลนด์เป็นรูปกากบาทนอร์ดิกสีฟ้า บนพื้นสีขาว ในกฎหมายฟินแลนด์มีข้อควบคุมเกี่ยวกับ ธงหลายอย่าง เช่น ห้ามขีดเขียนหรือนำ�ไปใช้ในทางที่ไม่ เคารพ ห้ามนำ�ธงออกจากเสาโดยไม่ได้รับอนุญาต การใช้ธง ของรัฐหรือประธานาธิบดีโดยไม่ได้รับอนุญาต การเพิ่มเติม สัญลักษณ์บนธง รวมถึงการขายธงชาติที่เพี้ยนไปจากรูปร่าง และสีที่ระบุ การละเมิดกฎเหล่านี้อาจมีโทษปรับได้ ความหมาย สีฟ้า แสดงถึง ทะเลสาบและท้องฟ้า สีขาว แสดงถึง หิมะและราตรีสีขาวของฟินแลนด์ในช่วงฤดู ร้อน


20

ISSUE 6 February - April 2009

โลก

Depth*Area*Media

ตำ�นานโรงไฟฟ้าแม่เมาะ กลายเป็นคดีประวัติศาสตร์ไปแล้ว สำ�หรับ เรื่องราวระดับตำ�นานของโรงไฟฟ้าแม่เมาะที่มีการฟ้อง ร้อง ร้องเรียน ประท้วง รวมตัวกันเรียกร้องสิทธิ์ความเป็น ธรรมมาหลายปี จนสุดท้ายปวงประชาชาวบ้านธรรมดาๆ มีชัยชนะเหนือ กฟผ. อันเป็นเรื่องราวคดีตัวอย่างแสดง ให้เห็นว่าเมื่อรัฐดำ�ริสิ่งใดขึ้นมาโดยที่ปราศจากการยอมรับ จากประชาชน และส่งผลกระทบในด้านลบต่อพวกเขาซึ่ง เป็นเจ้าของประเทศ ชุมชน และสิ่งแวดล้อม วิถีประชา จะก่อร่างสร้างกลุ่มคนขึ้นมาต่อสู้เพื่อเรียกร้องจนรัฐต้อง ศิโรราบไป โดยเมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2552 ศาลปกครอง เชียงใหม่มีคำ�พิพากษาให้ทาง กฟผ.ต้องรับผิดตาม กฎหมายสิ่งแวดล้อม หลังจากที่เป็นคดีค้างคากันมานาน นับสิบปี โดยเชื่อว่าชาวบ้านผู้ฟ้องป่วยเพราะได้รับก๊าซ ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ เป็นเวลา 17 เดือน ใน 70 เดือน จน มีอาการป่วยด้วยโรคทางเดินหายใจจริง ศาลจึงกำ�หนดค่า เสียหายเป็นค่าเสื่อมสุขภาพอนามัยและจิตใจแก่ราษฎรที่

อยู่ในพื้นที่ให้แก่ผู้ได้รับผลกระทบ 131 ราย โดย 91 ราย จะได้รับเงินค่าชดเชยจำ�นวน 246,900 บาท ส่วนที่เหลือได้ รับค่าชดเชยจำ�นวน 1-2 หมื่นบาท พร้อมดอกเบี้ย และให้ เริ่มจ่ายค่าเสียหายให้ผู้ฟ้องภายใน 30 วัน ตั้งแต่สิ้นสุดคำ� ตัดสิน โดยตั้งแต่ปี 2547 มีผู้ป่วยด้วยระบบทางเดินหายใจ กว่า 2,000 คน ส่วนทางฝ่าย กฟผ. ก็น้อมรับคำ�ตัดสิน และ ไม่มีการอุธรณ์ใดๆ ศาลอิงข้อมูลตามรายงานการตรวจวัดอากาศ ของกรมควบคุมมลพิษระหว่างเดือน พ.ย. 2535 ถึง ส.ค. 2541 วัดค่าก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ในพื้นที่แม่เมาะเกิน กว่า 1,300 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร เป็นเวลา 50 เดือน จากระยะเวลา 70 เดือน (ซึ่งค่าที่กฎหมายกำ�หนด ตั้งแต่ ก.ค. 2538 คือไม่เกิน 1,300 ลูกบาศก์ไมโครกรัม ต่อลูกบาศก์เมตร เฉพาะในพื้นที่แม่เมาะ ส่วนพื้นที่อื่นไม่ เกิน 780 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร และต่อมายกเลิก การกำ�หนดเป็นค่าเดียวกันหมดทุกพื้นที่ คือไม่เกิน 780


ISSUE 6 February - April 2009

ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร) ส่วนที่เหลืออีก 20 เดือน พบค่าซัลเฟอร์ไดออกไซด์ เกินกว่า 780 ไมโครกรัมต่อ ลูกบาศก์เมตร เป็นเวลา 17 เดือนตระหนักถึงปัญหาที่ส่ง ผลกระทบโดยตรงต่อพวกเขาในหลายด้าน ทั้ง วิถีชีวิต อาชีพการเกษตร ตลอดจนปัญหาสุขภาพ ก็ได้มีการเรียก ร้อง เมื่อไม่มีการตอบสนองแก้ไขอย่างมีความรับผิดชอบ จากรัฐ มวลชนก็ขยายผลไปถึงขั้นรวมตัวกันชุมนุมเรื่อย มา เมื่อ กฟผ.เป็นแหล่งกำ�เนิดมลพิษในพื้นที่ และ ถูกกำ�หนดให้ถูกควบคุมการปล่อยทิ้งอากาศเสีย โดยไม่ ปรากฏว่าก๊าซดังกล่าวเกิดจากสาเหตุอื่น อีกทั้ง กฟผ. เคยรับว่าเมื่อวันที่ 17-18 ส.ค. 2541 เครื่องดักก๊าซ ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ใช้การได้เพียง 2 เครื่อง ในจำ�นวน 10 เครื่อง ทำ�ให้ราษฎรเจ็บป่วย 868 คน ดังนั้น การที่ กฟผ. ปล่อยก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์เกินกว่า 1,300 ไมโครกรัม ต่อลูกบาศก์เมตร ตั้งแต่เดือน ก.ค. 2538 เป็นการผิด กฎหมายจึงเป็นการละเมิด ส่วนการปล่อยก๊าซเกิน 1,300 ไมโครกรัมต่อ ลูกบาศก์เมตร ในเวลาก่อนเดือน ก.ค. 2538 หรือปล่อย ก๊าซเกินกว่า 780 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร แม้ตาม ประกาศคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติไม่ได้ห้าม แต่ ศาลเห็นว่าคนแม่เมาะก็ไม่ต่างกับคนในพื้นที่อื่น จึงต้องใช้ มาตรฐานเดียวกัน เมื่อ กฟผ.ปล่อยก๊าซเกินจึงต้องรับผิด ตามมาตรา 96 แห่ง พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่ง แวดล้อม พ.ศ. 2535 ส่วนอีกคดี เป็นเรื่องกิจการทำ�เหมือง ซึ่ง กฟผ.ไม่ได้ดำ�เนินการตามมาตรการป้องกัน และแก้ไข ผลกระทบสิ่งแวดล้อม กรณีนี้โรงไฟฟ้าแม่เมาะได้นำ�พื้นที่ ที่จะ ต้องปลูกป่าไปสร้างสนามกอล์ฟ โดยอ้างว่าเพื่อ ฟื้นฟูสภาพเป็นสวนพฤกษชาติ และสนามกอล์ฟสามารถ

21

ลดผลกระทบจากการชะล้างของน้ำ�และลมได้ อีกทั้งเป็น ที่พักผ่อนของชาวบ้าน แต่ศาลเห็นว่า ตามมาตรการ ระบุไว้ชัดเจนว่าให้ปลูกป่าทดแทน ซึ่งการปลูกป่าจะได้ ไม้ยืนต้น แหล่งต้นน้ำ� สัตว์ป่า ส่วนสนามกอล์ฟเป็นการ ทำ�ลายที่อยู่อาศัยสัตว์ป่า และไม่สามารถเป็นแหล่งต้นน้ำ� อีกทั้งที่ดินของรัฐมีเพื่อกิจการทำ�เหมืองเพื่อผลิตกระแส ไฟฟ้า มิใช่สนามกอล์ฟ จึงให้ กฟผ. ปลูกป่าทดแทนใน พื้นที่ที่ทำ�สนามกอล์ฟและให้ทำ �รายงานการตรวจสอบ สภาพสิ่งแวดล้ อ มเสนอต่ อ สำ� นั ก งานนโยบายและแผน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เราจะลองมาย้อนเวลา ไปดูต้นตอของเรื่องราวที่ว่านี้กัน

โรงไฟฟ้าแม่เมาะ

มีการอนุมัติโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าแม่เมาะ เมื่อวันที่ 17 ส.ค.2515 โดยใช้ถ่านหินลิกไนต์ ในเขต อ.แม่เมาะ เป็นเชื้อเพลิงในการผลิต และเริ่มก่อสร้างโรง ไฟฟ้าเครื่องที่ 1,2 และ 3 ตั้งแต่ปี 2518 เป็นต้นมา และ ขยายกำ�ลังผลิตเพิ่มขั้นเรื่อยๆ จนถึงปัจจุบัน นับตั้งแต่เริ่มสร้างโรงไฟฟ้าแม่เมาะ มีรายงาน ความเดือดร้อนของงชาวบ้านรอบๆ บริเวณโรงไฟฟ้า กว่า 5 ตำ�บล ไม่ว่าจะเป็นมลภาวะทางอากาศ จาก ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ที่เกิดจากการผลิตกระแสไฟฟ้า ของโรงงานไฟฟ้าแม่เมาะ ปัญหาเรื่องกลิ่นของถ่านหิน ซึ่ ง ทั้ ง หมดส่ ง ผลกระทบโดยตรงต่ อ ปั ญ หาด้ า นสุ ข ภาพ เนื่องจากพิษของซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ไม่ว่า ตา จมูก คอ ทางเดินหายใจ แสบ จนถึงหายใจลำ�บาก หอบหืด เวียน ศีรษะ หัวใจเต้นเร็ว จนมีประชาชนชาวบ้านในละแวกนั้น เจ็บป่วยและเสียชีวิตกันอยู่เรื่อยๆ และนอกจากผลกระทบ


22

ISSUE 6 February - April 2009

ที่ได้จากซัลเฟอร์ไดออกไซด์แล้ว โรงไฟฟ้าถ่านหินซึ่งเป็น เทคโนโลยีพลังงานยุคโบราณที่ทั้งโลกผู้อารยะแทบจะไม่ ใช้กันแล้วยังสามารถปล่อยสารปรอท ตะกั่ว และกำ�มะถัน ให้เป็นกำ�ไรพิบัติแถมให้แก่ชาวบ้านอีกด้วย เพราะสารพิษ ทุกอย่างที่กล่าวมายังสามารถตกค้างและทำ�ลายพืชผล ทางการเกษตรได้ เนื่องจากสภาพภูมิประเทศเป็นที่ราบในบริเวณ หุบเขา มีภูเขาล้อมรอบเกือบทุกด้าน ลักษณะภูมิประเทศ เช่นนี้ทำ�ให้อากาศเคลื่อนตัวช้า หรือมีการเคลื่อนตัวจาก บนลงสู่เบื้องล่าง กล่าวคือเมื่อมีสารพิษล่องลอยอยู่ใน อากาศ มันจะไม่มีทางลอยไปที่ไหนได้นนอกจากกดตัว ลงต่ำ�สู่ชุมชนลดผลกระทบจากการชะล้างของน้ำ�และลม ได้ อีกทั้งเป็นที่พักผ่อนของชาวบ้าน แต่ศาลเห็นว่า ตาม มาตรการระบุไว้ชัดเจนว่าให้ปลูกป่าทดแทน ซึ่งการปลูก ป่าจะได้ไม้ยืนต้น แหล่งต้นน้ำ� สัตว์ป่า ส่วนสนามกอล์ฟ เป็นก���รทำ�ลายที่อยู่อาศัยสัตว์ป่า และไม่สามารถเป็น แหล่งต้นน้ำ� อีกทั้งที่ดินของรัฐมีเพื่อกิจการทำ�เหมืองเพื่อ ผลิตกระแสไฟฟ้า มิใช่สนามกอล์ฟ จึงให้ กฟผ. ปลูกป่า ทดแทนในพื้นที่ที่ทำ�สนามกอล์ฟและให้ทำ�รายงานการ ตรวจสอบสภาพสิ่งแวดล้อมเสนอต่อสำ �นักงานนโยบาย และแผน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ภายใต้การพัฒนาที่มีนัยยะในการไม่ยอมรับ ฟังเสียงประชาชน กดขี่ บีบคั้น ชาวบ้าน ให้ยอมรับ มติ อยู่อย่างยอมจำ�นน ด้วยวิธีการต่างๆ นานา ของรัฐ ที่เคลือบฉาบแฝงไปด้วยความไม่รับผิดชอบ เห็นแก่ตัว ผนวกกับการคอร์รัปชั่นที่กลายเป็นหนึ่งในวัฒนธรรมแบ่ง เค้กงบประมาณกำ�หนดนโยบายโครงการขนาดใหญ่ ภาย ใต้ฉากหน้าของการพัฒนาไปสู่ “ความเจริญ” โดยมอง การต่อต้านของคนในชุมชนว่าเป็นตัวถ่วงความเจริญ เมื่อ

เกิดปัญหาผลกระทบต่อคนในชุมชนเข้าจริงๆ มีเสียงต่อ ต้านที่เริ่มดังขึ้น ก็กลับไม่ได้มีการแก้ไขปัญหาที่จริงจังจาก ภาครัฐ ไม่ใช่เฉพาะแค่โรงไฟฟ้าแม่เมาะนี่เท่านั้นที่มี ป้ายความเจริญแปะอยู่ อ้างว่าจะนำ�มาซึ่งความก้าวหน้า และเขียนใส่หน้าผากของช้าวบ้าน หรือกลุ่มนักอนุรักษ์ที่ ต่อต้านว่า “ตัวถ่วงความเจริญ” ยังมีโครงการขนาดยักษ์ อื่นๆ ที่มีผลกระทบต่อวิถีชีวิตชุมชนหรือสิ่งแวดล้อมอีก หลายต่อหลายโครงการก็อยู่ในลักษณะเดียวกัน ไม่ว่าจะ เป็นเขื่อน สถานีขนส่ง ทางด่วน ไปจนถึงระดับห้างค้า ส่งข้ามชาติขนาดยักษ์ที่พยายามลงหลักปักฐานในที่ที่ชุม ชนนั้นๆ ไม่ต้อนรับ แต่เสียงของชาวบ้าน ประชาชนตา ดำ�ๆ คงแผ่วเบาปาณเสียงกระซิบเมื่อเทียบกับเสียงของ มติรัฐและกลุ่มทุน ที่เมื่อมีการแบ่งปันก้อนผลประโยชน์กัน อย่างลงตัวแล้ว ทุกอย่างก็สามารถทำ�ได้หมดโดยไม่ต้อง สนหน้าอินทร์หน้าพรหม ไม่คำ�นึงถึงผลกระทบที่ตามมา ว่าโครงการเหล่านั้นจะมีผลดีผลเสียต่อใครบ้างอย่างไร ทั้งๆ ที่พูดอยู่กันปาวๆ ว่าประเทศเป็นของประชาชน


อยู่ร่วมโลก กองบอกอ

ISSUE 6 February - April 2009

23

ฉบับนี้มีการใส่คอลัมน์ใหม่เอี่ยมลงไปในหนังสือทำ�กันเองเล่มนี้ แนะนำ�ตัวกันก่อนว่าเรื่องราว “อยู่ร่วมโลก” อันเป็นเรื่องใหม่ถอดด้าม จะเป็นการนำ�เสนอเรื่องราว วิธีการเอาตัวเราและโลกรอดไปพร้อมๆ กัน ทั้งในแง่มุมของการ รักษาสิ่งแวดล้อม ลดมลพิษในชีวิตประจำ�วัน จนถึงวิธีการพึ่งตนเองขั้นพื้นฐานที่ประชากรในสมัยกลียุคจำ�ต้องเดินฝ่า กระแสระบบทุนอันเชี่ยวกราก ให้ท่านๆ ผู้อ่านพึงรับรู้ไว้เป็นต้นทุนในการพยุงประคับประคองตัวเองให้อยู่ร่วมกับโลกต่อ ไปให้ได้

เพาะถั่วงอก

ใ น ต อ น แ ร ก นี้ เราจะเริ่มกันกับเรื่องการ พึ่ ง ตนเองที่ ง่ า ยไม่ ต่ า ง จากปอกกล้วย เรื่องนี้ เป็นเรื่องที่เราแทบทุกคน เคยทำ�กันมาแล้วในสมัย การศึ ก ษาขั้ น ประถมวั ย อย่าง “การปลูกถั่วงอก” ไม่ น่ า เชื่ อ ว่ า ในยุ ค ที่ ทั้ ง โลกอาศัยการเฟื่องฟูของ ระบบเศรษฐกิ จ เป็ น ตั ว ขั บ เคลื่ อ นเลี้ ย งปากท้ อ ง ประชากรโลกด้ ว ยเงิ น อาหารการกินที่ต้องแลก หามาก็ มี มู ล ค่ า ที่ เ พิ่ ม สู ง ตามไปเป็นทวี การเพาะ ปลูกถั่วงอกแบบง่ายๆ นี่ แหละที่ อ าจจะเป็ น การ ปลูกหาอาหารใส่ท้องเอง ที่ง่ายที่สุดโดยที่เราอาจจะ แทบไม่เสียค่าใช้จ่ายอะไร มากมายเลย


24

ISSUE 6 February - April 2009

Bill Gates

Steve Jobs

Martha Nussbaum

Bono

เศษกระดาษ

กองบอกอ

วิชาสุดท้าย (ที่มหาวิทยาลัยไม่ได้สอน) แปลและเรียบเรียง โดย สฤณี อาชวานันทกุล หนังสือ Bestseller พิมพ์ครั้งที่ 5 แล้ว (ตุลาคม 2551) พิมพ์ครั้งแรก มีนาคม 2551 สำ�นักพิมพ์ Openbooks จำ�นวน 207 หน้า ราคาปก 165 บาท

วิชาสุดท้าย (ที่มหาวิทยาลัยไม่ได้สอน) “หนังสือที่นักศึกษาทุกคนควรอ่านก่อนสำ�เร็จการศึกษา คนทำ�งานทุกคนควรอ่านเพื่อสำ�รวจชีวิตที่ผ่านมา ผู้ บริหารทุกคนควรอ่านเพื่อทบทวนเวลาที่ผ่านเลย” รวมสิบบทแปลสุนทรพจน์สำ�หรับบัณฑิตจบใหม่ในสหรัฐอเมริกา โดยบุคคลผู้ประสบความสำ�เร็จและมีชื่อ เสียง อาทิ สตีฟ จ๊อบส์, บิล เกตส์, โบโน, และโรเบิร์ต ไรค์ ซึ่งเขาเหล่านั้น ไม่จำ�เป็นที่คุณจะต้องสำ�เร็จการศึกษาขั้นไหนถึงอ่านได้ แม้คุณจะจบการศึกษาขั้นใดๆ ไปเป็นเวลานานเท่าไรแล้วก็ยัง เหมาะจะอ่านเล่มนี้ เพราะมันเหมาะกับการเตรียมความพร้อมเพื่อเผชิญชีวิตจริง ที่สำ�คัญคือเมื่อเริ่มอ่านแล้ว จะหยุด อ่านได้ยากยิ่ง แต่ก็สามารถทยอยอ่านไปทีละสุนทรพจน์ได้ “...นั่นคือลักษณะอีกประการหนึ่งของทางเลือก คุณไม่มีทางรู้หรอกว่ามันจะมาหาคุณเมื่อไหร่ สิ่งที่คุณทำ�ได้ดี ที่สุดคือพยายามไปยืนขวางให้มันต้องผ่านคุณไป...” -ตอนหนึ่งจากสุนทรพจน์โดย โรเบิร์ต ไรค์ ไม่แน่ใจว่า บัณฑิตในไทยจะจำ�อะไรที่ใครๆ กล่าวไว้ในวันรับปริญญาของตัวเองกันได้บ้างหรือเปล่า เพราะ ในบ้านเราสิ่งที่เด่นเกินหน้าพิธีรับปริญญากลับเป็นการแต่งหน้าแต่งตัวเพื่อ (จ้างเขามา) ถ่ายรูปกันเป็นกระบุงๆ


ISSUE 6 February - April 2009

25

ความรักในทัศนะใหม่ เขียน : เอ็ม สก็อต เปค แปล : วิทยากร เชียงกูล พิมพ์ครั้งที่ 2 พ.ศ. 2539 สำ�นักพิมพ์ปรีชญา จำ�นวน 190 หน้า ราคาปก 110 บาท

ความรักในทัศนะใหม่

หนังสือขายดีนับ 10 ปี ในสหรัฐอเมริกาและแคนาดา มีการแปลเป็นภาษาต่างๆ กว่า 20 ภาษา

“คนในยุคปัจจุบัน เน้นการเรียนรู้เพื่ออาชีพ การหาเงิน การบริโภค การเสพสุข และความสำ�เร็จส่วนตัว การ พัฒนาที่เน้นด้านวัตถุดังกล่าว นอกจากจะเปลี่ยนแปลงและทำ�ลายสภาพแวดล้อมแล้ว ยังสร้างปัญหาสังคมและปัญหา ชีวิตมากขึ้น ทำ�ให้คนรู้จักรักตนเองและรักคนอื่นอย่างสร้างสรรค์น้อยลง เกิดปัญหาการแก่งแย่งแข่งขัน ความเครียด ความก้าวร้าว ความชิงชัง หนังสือเล่มนี้ขอเสนอแนวคิดที่สร้างสรรค์ และมุมมองใหม่ๆ ต่อชีวิตตนเองและคนอื่น อย่างพิจารณามาก ขึ้น ทำ�ให้ได้รู้จักแนวทางที่ต่างไปจากเส้นทางที่เรากำ�ลังก้าวเดินอยู่โดยปรกติ อันจะเป็นประโยชน์แก่ทั้งตนเองและเพื่อน มนุษย์...” -ความโปรยบนปกหลัง วิทยากร เชียงกูล ใครหลายคน น่าจะคุ้นชื่อผู้แปลท่านนี้ ในหนังสือและข้อเขียนเกี่ยวเนื่องกับการเมืองและเศรษฐกิจ เลยอาจ รู้สึกแปลกๆ กับงานแปลเล่มนี้ไปบ้าง แต่อย่างไรก็ตาม ความรักนี้แหละที่เราสามารถสร้างขึ้นได้ด้วยตนเอง แล้วยัง สามารถเผื่อแผ่ไปยังสังคมและคนรอบข้างได้อย่างไร้ขีดจำ�กัด ...เชื่อหรือไม่ ลองไปหามาอ่านดู


26

ISSUE 6 February - April 2009

Juno

เราไม่ปฏิเสธว่า Slumdog Millionaire เป็น หนังรักแห่งปี 2009 ด้วยออสการ์ที่ท่วมท้น แม้ในไทยจะ ฉายจำ�กัดโรง แต่คนก็อุ่นหนาฝาคั่งโรง (สกาลา) จนผิดหู ผิดตากระทั่งถึงขั้นอึดอัด เราจึงอยากแนะนำ�หนังรัก ที่มี ความเป็น Feel-Good Film (หนังที่สามารถเล่าเรื่องทึบ ทึมด้วยแง่มุมสว่างไสว) ทั้งยังเข้าชิง 4 ออสการ์ (หนังยอด เยี่ยม ผู้กำ�กับ ดารานำ�หญิง และบทดั้งเดิม) เมื่อปีก่อน (2008) จนทำ�ให้ เอลเลน เพจ หรือ “แคนาเดียนตัวจ้อย” เข้าชิงออสการ์สาขาดารานำ�หญิง ตั้งแต่อายุยังไม่ 21 ปี ดี แม้หนังจะได้รางวัลติดมือกลับไปเพียงตัวเดียว คือบท ดั้งเดิมยอดเยี่ยม จากฝีมือ ไดอะโบล โคดี แต่ก็เป็นการ แจ้งเกิดอย่างงดงามของสาวเพจ โดยเธอได้รับเลือกให้ เล่นบทนี้จากการที่ผู้กำ�กับ เจสัน รีทแมน (Thank you for smoking) ได้อ่านบทแล้วไม่สามารถนึกถึงใครได้อีก นอกจากสาวเพจ เท่านั้น

CINEPHILES

แยมเล็ก

“I don’t see what anyone can see, in anyone else… But you”

ใบปิดภาพยนตร์ที่ ประเทศนอก ภาพจาก : www.impawards.com

Juno นำ�แสดงโดย เอลเลน เพจ กับ ไมเคิล เซรา ร่วมด้วย เจนนิเฟอร์ การ์เนอร์ ที่อุตส่าห์ลดค่าตัวมา เล่นแถมชวน เจสัน เบทแมน มาเล่นด้วย นอกจากนี้ รีท แมนยังจีบ เจ. เค. ซิมมอนส์ ที่เคยร่วมงานกันมาในเรื่อง Thank you for smoking มาเล่นได้อย่างง่ายดาย ขนาด ซิมมอนส์ยอมรับบทอาจารย์ที่ไม่มีบทพูดก็ยังได้ แต่เขาได้ เล่นเป็นพ่อจูโน และแอลลิสัน เจนนี ในบทแม่เลี้ยงจี๊ดใจผู้ ขโมยหนังไปเสียหลายซีน เรื่องย่อ: จูโน แมกกัฟ สาวไฮสกูลวัย 16 หลัง จากแน่ใจว่าตัวเองท้องกับเด็กหนุ่มที่เธอรู้สึกดีด้วยอย่าง พอลลี บลีกเกอร์ แม้ว่าคนภายนอกจะดูว่าเขาไม่น่าจะ ทำ�ให้ใครท้องได้ก็ตาม จูโนรีบปรึกษาเพื่อนสนิท แล้ว พยายามหาทางออก หรือก็คือหาพ่อแม่ที่จะรับลูกไปเลี้ยง ได้สำ�เร็จก่อนบอกพ่อและแม่เลี้ยงของเธอเสียอีก แต่แล้ว ท้ายสุด กลับมีเหตุเกิดกับเธออีกจนได้


ISSUE 6 February - April 2009

หนังเล่าเรื่องหนักๆ ด้วยมุมมองที่ต่างไป ทำ�ให้ดูสนุก ทั้งนี้ด้วยความฉลาด อารมณ์ขันและมอง โลกในแง่ดีของ จูโน หรือจูนบัก ซึ่งมีความเป็นตัวของตัว เอง เธอพยายามหาทางออกให้กับปัญหาก่อนที่เธอจะบอก พ่อแม่ ใช่ว่าจูโนคิดอยากเอาเด็กไว้ตั้งแต่แรก แต่เพราะมี เหตุให้เธอได้คิด เธอจึงตัดสินใจแก้ปัญหานี้ด้วยการหาพ่อ แม่อุปถัมภ์แทน และเมื่อได้พบกับ วาเนสซา กับมาร์ค ล อริง หรือครอบครัวใหม่ที่พร้อมอ้าแขนรับเด็กในท้องของ จูโน ซึ่งวาเนสซานั้นดีใจมากๆ เพราะเธอคิดมาตลอดว่า ตัวเองเกิดมาเพื่อเป็นแม่คน แต่กลับไม่สามารถมีลูกด้วย ตัวเองได้ ส่วนมาร์ค ดูภายนอกเขาก็เหมือนจะมีความ สุขกับชีวิตคู่ดี แต่จริงๆ เขากลับต้องพับความฝันและสิ่ง ที่รักไว้ในหลืบห้องเก็บของ เมื่อมาร์คได้พบจูโน พวกเขา ก็มีทัศนคติหลายอย่างเข้ากันได้ดี โดยเฉพาะรสนิยมเรื่อง หนังและดนตรี ซึ่งต่อมาก็ทำ�ให้มาร์คคิดและตัดสินใจบาง อย่าง เป็นผลให้ตอนท้ายเรื่องพลิกตลบไปอีกทาง

27

ดูหนังดูละคร แล้วย้อนดูตัว

เคยถามตัวเองไหมว่า ถ้าฉันเป็นจูโน ฉันจะทำ� อย่างไร? หากในสังคมไทย มีเด็กแบบจูโน ในแง่ที่มีวุฒิ ภาวะ สามารถรับมือกับปัญหาต่างๆ ได้ด้วยสติปัญญา ของตัวเอง ก็น่าดีใจ แต่กลายกลับเป็นว่าเราจะมีแต่เด็ก แบบจูโน ในแง่ที่หาความสนุกจากการมีอะไรกันตั้งแต่อายุ ไม่ขึ้นเลข 2 แล้วไม่รู้จักป้องกันเสียมากกว่า และเราจะเห็นได้ชัดว่า จูโน ไม่ได้อยู่ใน ครอบครัวแตกแยก เพราะทุกคนในครอบครัวพร้อมจะ เข้าใจเธอเสมอ แม้พ่อจะแต่งงานใหม่กับแม่เลี้ยง แต่ไม่ จริงเสมอไปที่แม่เลี้ยงจะต้องเหมือนในนิทานหรือละคร หลังข่าว เพราะ เบรนดา แม่เลี้ยงของจูโน ก็ให้ความรัก กับเธอไม่ต่างจากแม่จริงๆ แม้จะมีลูกตัวเอง (น้องลิเบอร์ตี เบล ชื่อเก๋ซะ) ด้วยก็ตาม เราจะเห็นในหลายๆ ฉาก แต่ ฉากเด็ดก็คือ ฉากเบรนดาปะทะเจ้าหน้าที่อัลตราซาวด์ เพื่อปกป้องจูโน จะเด็ดอย่างไร ขอให้ไปพิสูจน์กันได้ นอกจากหนังจะดูสนุก เพลงประกอบหรือ Soundtrack ก็ เพราะและฟังสบาย เรียกได้ว่าฟังไปก็คงได้อมยิ้มไปด้วย กับความน่ารักน่าหยิกของทั้ง 19 เพลง โดยเฉพาะเพลง ตอนจบ “Anyone Else But You” ที่เอลเลน เพจ เล่น กีตาร์พร้อมร้องคู่กับ ไมเคิล เซรา คงทำ�ให้หลายๆ คนติด หูจนต้องไปหามาฟังกันทีเดียว

ปกอั ล บั้ ม เพลงประกอบ ภาพยนตร์ ภาพจาก : soundstagedirect.com


28

ISSUE 6 February - April 2009

เอลเลน เพจ ภาพจาก : fti.asn.au

ปกดีวีดีเรื่องนี้ ภาพจาก : www.movieweb.com

DVD มีจำ�หน่ายแล้วตั้งแต่กลางเดือนของปี ที่ผ่านมา ในชื่อภาษาไทย “จูโน โจ๋ป่องใจเกินร้อย” โอ้ เห็นชื่อแล้วแทบลมจับ แต่หากคุณผู้อ่านยังไม่ได้ดูหนัง เรื่องนี้ เราขอแนะนำ�ให้กลั้นใจกับชื่อไทย แล้วหยิบมา เลยจากร้าน (จะเป็นร้านเช่า หรือร้านจำ�หน่าย ก็ทำ�ให้ถูก กฎหมายไว้เป็นดี) มายลสักรอบ แล้วจะรู้สึกดีและผ่อน คลายจากสถานการณ์บ้านเมือง ณ ขณะนี้

“ฉันรัก (ตัวละคร) จูโน เพราะเธอ

ต่างจากที่เราเห็นๆ กันในหนังวัยรุ่น ทั่วๆ ไป แต่ในขณะเดียวกันเธอก็มี หลายอย่างเหมือนกับหลายคนที่ฉัน รู้จักที่โรงเรียน เพราะมีวัยรุ่นชายและ หญิงจำ�นวนไม่น้อย ที่มีความเป็นตัว ของตัวเอง ไม่ได้ชอบฟังหรือต้องแต่ง ตัวอย่างบริทนีย์ สเปียร์ส และไม่ได้ ต้องการแต่จะฟันหนุ่มฮ็อทเท่านั้น” เอลเลน เพจ ผู้รับบท จูโน่


Coming Attraction

30 เมษายน : Where in the World is Osama Bin Laden? ผลงานกำ�กับโดย มอร์แกน สเปอร์ลอค (เจ้าของผล งาน Super Size Me สารคดีฮาๆ ที่กัดอาหารขยะยี่ห้อดังเสียไม่ เป็นชิ้นอัน) เกิดจากคำ�ถามคาใจที่กลายมาเป็นชื่อหนัง ซึ่งเขาคิด ว่าถ้าไปถามคนที่โน่นน่าจะพอได้เบาะแสอะไรไม่น้อย ก็เลยตกลง ใจพุ่งเป้าไปหาถึงตะวันออกกลางมันซะให้รู้แล้วรู้รอด ไปดูกันสิ ว่าท้ายสุดเขาจะสามารถตอบคำ�ถามนี้ได้หรือไม่ หนังฉายแบบ จำ�กัดโรง เฉพาะที่เฮาส์ RCA เท่านั้น

14 พฤษภาคม : Angels & Demons สร้างจากนิยายขายดี (สุดฉาวจนน่าจะโดนแบนจากค ริสตศาสนจักรอีกเป็นแน่แท้) อีกเล่มของแดน บราวน์ โดยผู้กำ�กับ ที่เพิ่งได้เข้าชิงออสการ์หมาดๆ อย่าง รอน ฮาวเวิร์ด นำ�แสดงโดย ทอม แฮงส์, อีวาน แมคเกรเกรอ และไอยาเล็ต ซูเรอร์ (Vantage Point และ Munich) คราวนี้ ศาสตราจารย์แลงดอน ต้องถอดรหัส เพื่อช่วยเหลือว่าที่พระสันตปาปาทั้ง 4 ให้พ้นจากการถูกลอบฆ่า หลังจากการสืบสาวก็พบว่า มีองค์กร “อิลลูมินาติ” อยู่เบื้องหลัง พร้อมเผยความลับที่โลกมีอันต้องตะลึงกันอีกครั้ง

ISSUE 6 February - April 2009

29

7 พฤษภาคม : Star Trek ต้นกำ�เนิดจากซีรีย์แนวไซไฟ 3 ซีซัน รอดูฝีมือ เจ. เจ. อับรามส์ ผู้กำ�กับที่เปิดเผยว่าตนเองไม่ได้เป็นเทร็คกี้แต่อย่างใด เรื่องราวในภาคนี้จะนำ�คุณย้อนกลับไปเริ่มต้นกับกัปตันเคิร์กและ สป็อค ใครไม่เคยสัมผัสสตาร์เทร็คมาก่อนจะได้ไม่ต้องอ้างว่าไม่ เคยดูเดี๋ยวดูไม่รู้เรื่อง เขาเลยจูงมือมาเริ่มกันใหม่แต่แรก นำ�แสดง โดย คริส ไพน์ (Smokin’ Aces) และแซคคารี ควินโต (ซีรีย์ 24 และ Heroes) ร่วมด้วยเจนนิเฟอร์ มอริสัน (ซีรีย์ House) นอกจาก นี้ยังได้เอริก บานา รับบทศัตรูตัวฉกาจของกัปตันเคิร์กด้วย

เร็วๆ นี้ : Winged Creatures หนังหลายชีวิตดัดแปลงจากนิยาย (เริ่มบูม หลังจาก ได้ Crash ปูทาง) ของผู้กำ�กับ โรแวน วูดส์ ที่ได้ดารามาเล่นคับคั่ง ตั้งแต่แม่หนูมหัศจรรย์ ดาโกตา แฟนนิ่ง, เคท เบคคินเซล, กาย เพียซ, จอช ฮัชเชอร์สัน (Bridge to Terabithia) และ ฟอเรสต์ วิทเทเกอร์ โดยเรื่องราวมีจุดร่วมอยู่ที่เหตุการณ์รอดชีวิตจากวิถี กระสุนของกลุ่มคนในร้านอาหารแห่งหนึ่ง ซึ่งหลังจากนั้นทำ�ให้ พวกเขาต้องร่วมกันผ่านพ้นความทรงจำ�ปวดร้าวนี้ไปให้ได้


ISSUE 6 February - April 2009

30 เพลงรักทั้งนั้น

คีตสำ�เริง

กานต์ เกรันพงษ์ karnar02@hotmail.com

เมื่อซักพักใหญ่ๆ ที่ผ่านมา ผมไปดูหนังเรื่องหนึ่งในโรงภาพยนตร์ แน่นอนว่าก่อนที่หนังจะฉายเราจะได้ดูหนัง ตัวอย่างเรื่องใหม่ๆ ผมไม่ได้ประทับใจกับหนังตัวอย่างเรื่องใดเป็นพิเศษมานานแล้ว จนมาพบกับเรื่องหนึ่งที่เริ่มต้นด้วย ประโยคที่ว่า… “95% ของเพลงอันดับหนึ่งของทุกชาร์ทนะ…ลองไปดู…เพลงรักทั้งนั้น!!!” (เน้นคำ�โดยผู้เขียน) ถ้าหนังตัวอย่างมีจุดประสงค์เพื่อสร้างความประทับใจ ผมคิดว่าชิ้นนี้ทำ�ได้ยอดเยี่ยม เพียงประโยคเดียว ผมก็หูอื้อไม่ ได้ยินเรื่องราวอื่นๆ ในหนังตัวอย่างเรื่องนั้นแล้ว

95%...เพลงรั ก …95%...เพลงรั ก ก…เก้ า สิ บ ห้ ��� เปอร์ เ ซ็ น ต์ … เพลงรั ก กก…ทั้ ง น้ า นนนนน………

ทราบภายหลังว่าเป็นหนังรักเรื่องหนึ่ง ชื่อเรื่องก็มีคำ�ว่ารัก และตัวเอกของเรื่องยังเป็นนักดนตรีอีกด้วย ได้ รับคำ�แนะนำ�แกมบังคับจากโปรดิวเซอร์ “แต่งเพลงรักเหอะน้อง จะได้ดังเร็วๆ หรือไม่ก็อาจจะไม่ดังเลยก็ได้นะ” เป็นปัญหาที่รบกวนใจผมมานานแล้ว ถ้านับเฉพาะในประเทศไทย เรามีเพลงรักเยอะเหลือเกิน หลายคนบอก ว่า ความรักเป็นความรู้สึกที่ใครๆ ก็มี เป็นเรื่องที่เข้าถึงทุกคน เกิดเป็นมนุษย์ยังไงก็หนีแรงขับนี้ไม่พ้น มันเป็นธรรมชาติ ของเรา อืม…ก็ถูกของเขา นึกย้อนกลับไปเมื่อสมัยเด็กๆ อัลบั้มจากค่ายพี่เบิ้มในวงการของประเทศเรา มักจะมีเพลงเกี่ยวกับการอนุรักษ์ ธรรมชาติออกมาอยู่เสมอ เคียงบ่าเคียงไหล่กับเพลงความรักหนุ่มสาวอย่างองอาจ จริงๆ แล้ว ก็เป็นเพลงรักเหมือนกัน แต่ไม่ได้พูดถึงแต่เรื่องความรักระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ด้วยกันเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีเรื่องราวของการรักโลกที่เราถือ กำ�เนิดขึ้นมา แม้จะเป็นกระแสชั่วครั้งชั่วคราว เพลงรักโลกในช่วงนั้นก็มีเสน่ห์ทีเดียว กลับมาที่ปัญหาของผม…ทำ�ไมเพลงรัก (ระหว่างหนุ่มสาว) ถึงมีเยอะจัง? เราต้องการเสพเพลงรักกันมากมายขนาดนี้เชียวหรือ? คำ�ตอบของสองคำ�ถามนี้มีมากมาย แต่ก็ไม่ทำ�ให้ผม หายข้องใจซักเท่าไหร่ ผมลองครุ่นคิดทบทวนดูขณะอาบน้ำ�ฟอกสบู่ ก็พบประเด็นที่น่าสนใจขึ้นมา (ผมอาจจะสนใจอยู่คนเดียว) เรามีความรักจึงฟังเพลงรัก หรือ เราฟังเพลงรักจึงเกิดมีความรัก อ่านแล้วอาจจะงงๆ สิ่งที่ผมคิดก็คือ เพลงรักที่มีอยู่มากมายในท้องตลาด เป็นตัวชี้นำ�ให้วัยรุ่นเข้าสู่โลกแห่ง ความรักหนุ่มสาวก่อนวัยอันควรหรือเปล่า? (พูดเหมือนผู้ใหญ่ในบ้านเมืองดีไหมครับ) มนุษย์เติบโตด้วยการสำ�รวจและ เลียนแบบ เมื่อโตขึ้นอีกหน่อย เราก็จะเข้าสู่สังคมและต้องการเป็นที่ยอมรับ ด้วยการเรียนรู้ว่าในสังคมเขาสนใจเรื่องใด กันบ้าง เมื่อเด็กน้อยเริ่มเปิดวิทยุ เด็กน้อยก็เข้าใจในทันที


ISSUE 6 February - April 2009

31

อ๋อ…มันต้องมีความรักนี่เอง เพลงรักสมัยนี้จะว่าเป็นเหมือนหลักสูตรความรักครบวงจรก็ว่าได้ เรามีเพลงรักสำ�หรับน้องๆ หนูๆ วัยอนุบาล จนถึงชั้นประถมต้นและประถมปลาย ร่ายยาวไปจนเรียนจบพาณิชย์ เทคนิก มหาวิทยาลัย ทำ�งานแล้วเจอคนถูกใจจึง ตัดสินใจแต่งงาน เรามีเพลงรักไว้คอยแนะนำ�ให้ทุกระดับชั้นครับ เมื่อเด็กน้อยโตเป็นหนุ่มสาว ความรักชักจะเริ่มซับซ้อนขึ้นเรื่อยๆ เริ่มมีมือที่สาม มือที่สี่ ห้า หก หรือแม้แต่ มือที่มองไม่เห็น เข้ามายุ่งเกี่ยวกับคนสองคน และเมื่อความรักนั้นจบลง เพลงรักก็เข้ามาทำ�หน้าที่อีกครั้งหนึ่ง บ่อยครั้งที่มนุษย์รับความจริงไม่ค่อยได้ โดยเฉพาะเรื่องความรัก ทุกครั้งที่เราอกหักหรือจากลา เรามักไม่รู้ตัว จึงต้องใช้เพลงรักมาย้ำ�บ่อยๆ ว่า…เขาทิ้งมึงไปแล้ว…เขามีคนใหม่แล้ว…เขาหลอกมึงงงนะ…ไม่รู้ตัวเลยเหรอ แล้วเรา ก็ได้แต่ก้มหน้ามองแก้วเหล้าให้เพลงรักนั้นทำ�หน้าที่ของมันไป จนเหล้าหมดขวด พอตื่นขึ้นมาด้วยอาการเมาค้าง เราจะเริ่มรักตัวเองมากขึ้น เข้าสู่ช่วงฟื้นตัว เพลงรักก็ไม่ปล่อยโอกาสนี้ไป เรา มีเพลงเสริมสร้างกำ�ลังใจให้สดใสแข็งแรงอีกจำ�นวนหนึ่ง ซึ่งก็มีหลายวิธีด้วยกัน บางครั้งเพลงรักจะบอกว่า คนเก่าของ คุณน่ะ…มันไม่ได้เรื่อง…มันเลว…มันไม่เหมาะกับคนเยี่ยมๆ แบบคุณหรอก เมื่อเพลงรักทำ�หน้าที่สำ�เร็จดีแล้ว เด็กน้อยก็จะเริ่มมองหารักใหม่อีกครั้ง ย้อนกลับไปอ่านสามย่อหน้าที่แล้วได้ มันก็เป็นวัฏจักรอยู่อย่างนี้เอง และผมก็หาต้นตอของปัญหาไม่เจอซะด้วย ระหว่าง Demand กับ Supply เพลงรักในบ้านเรา มันมาถึงระดับนี้ได้อย่างไร ความต้องการเพลงรักนั้นมีเยอะจริง (เพราะเราใช้ความรักกันเปลือง) หรือ ว่าเพลงมันมีให้เลือกฟังอยู่แค่นี้ อย่างไรก็ตาม ตัวผมเองก็นับว่าหลุดจากวัฏจักรเพลงรักมาได้ซักพักแล้วครับ ผมไร้แฟนมาหลายปีแล้วครับ แหะๆๆ มีข้อดีนะครับ ผมเข้าร้านเหล้าน้อยลงเยอะเลย 


32

ISSUE 6 February - April 2009

album review

: “The Love Revolution” อัลบั้มแรกเปิดตัวได้ดีพอสมควร ด้วยการผสม ผสานระหว่างดนตรี Progressive Rock ในแบบของ Pink Floyd เข้ากับ Alternative Rock จากยุค 90’s บวกการ ร้องประสานเสียงอย่างลงตัวของสมาชิกวง ได้รับคำ�ชื่นชม จากนักวิจารณ์และผู้ฟังเป็นอย่างดี เริ่มเป็นที่จับตามอง จากคอดนตรี Progressive Rock และนักฟังเพลงทั่วไป ใช้เวลาสามปีจนถึงอัลบั้มที่สอง ทางวงไม่ ยึดติดกับรูปแบบดนตรีจากอัลบั้มแรก โดยการเพิ่มเสียง สังเคราะห์เข้าไปในสัดส่วนมากพอที่จะทำ�ให้แฟนจาก อัลบั้มแรกประหลาดใจพอควร เจือด้วยริฟกีตาร์ชวนโยก หัวในแบบ Post Grunge ทำ�ให้อารมณ์ของอัลบั้มนี้คึกคัก สดใส และดุดันมากขึ้น

: Amor Omnia Vincit ARTIST : Pure Reason Revolution Amor Omnia Vincit คือสตูดิโออัลบั้มชุดที่ สองของ Pure Reason Revolution วงร๊อกจากประเทศ อังกฤษ ชื่ออัลบั้มเป็นภาษาละติน หรือ Love Conquers All ในภาษาอังกฤษ อิงมาจากชื่อภาพเขียนที่มีชื่อเสียง ของ Caravaggio จิตรกรชาวอิตาเลียน อัลบั้มออกวาง จำ�หน่ายเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมาในประเทศอังกฤษ Pure Reason Revolution รวมตัวกันในปี 2003 มีสมาชิกดั้งเดิมคือ Jon Courtney เล่นกีตาร์และ คีย์บอร์ด Chloe Alper เล่นเบสและคีย์บอร์ด เปลี่ยนชื่อวง หลายครั้งจนออกอัลบั้มแรก The Dark Third เมื่อปี 2006 มีการเปลี่ยนสมาชิกอีกครั้ง ได้ Jamie Wilcox มาเล่น Amor Vincit Omnia หรือ Victorious Cupid กีตาร์ และ Paul Glover มาตีกลอง เป็นสมาชิกทั้งสี่จนถึง ภาเขียนของ Caravaggio ที่มาของชื่อเพลง ภาพจาก : pikodiribibi.com ปัจจุบัน ALBUM


ISSUE 6 February - April 2009

33

สมาชิกในวง Jon Courtney Jamie Willcox Paul Glover Chloe Alper ภาพจาก : www.pettingzoo.nl

ทางวงแนะนำ � อั ล บั้ ม ด้ ว ยจั ง หวะชวนเต้ น รำ � และท่อนคอรัสติดหูกับเพลง Les Malheurs ต่อด้วยซิง เกิ้ลแรกของอัลบั้ม Victorious Cupid (อีกชื่อหนึ่งของภาพ เขียน Amor Vincit Omnia) ที่ออกมาตั้งแต่ปี 2007 มีส่วน ผสมที่ลงตัวในภาคดนตรีของทางวง ท่อนคอรัสที่ทรงพลัง และริฟกีตาร์ที่หนักหน่วง เป็นเพลงที่น่าจะดึงดูดแฟนกลุ่ม ใหม่ให้กับวงได้ไม่ยากนัก ต่อด้วยเพลงไตรภาคในแบบ Progressive Rock ทั้งสองแทรก I) Keep Me Sane/Insane เพลงสั้น เหมือนบทนำ�เปิดเรื่องแล้วเข้าสู่ II) Apogee และ III) Requiem For The Lovers กลมกลืนและดึงดูดชวนให้ติดตาม จนจบ Deus Ex Machina ซิงเกิ้ลที่สองของอัลบั้ม และเป็นซิงเกิ้ลที่บอกซาวด์ของทางวงได้ครบเครื่อง เริ่ม จากเสียงสังเคราะห์ตามแบบฉบับดนตรีเต้นรำ�ยาวเกือบ ครึ่งเพลง ต่อด้วยริฟกีตาร์ที่กระชากได้ถึงใจกับการร้อง ประสานเสียงที่เป็นเอกลักษณ์ของวง ทำ�ให้เพลงนี้นับเป็น ไฮไลท์ของอัลบั้มได้เลย

ครึ่ ง หลั ง ของอั ล บั้ ม นั้ น ให้ อ ารมณ์ ที่ ไ ม่ ต่ อ เนื่องจากครึ่งแรกมากนัก เพราะเน้นที่เสียงสังเคราะห์ค่อน ข้างมาก โดยเฉพาะเพลง Disconnect ที่กลายเป็น Alternative Dance ไปเลย แต่เพลงอย่าง Bloodless, The Gloaming และ AVO ก็ทำ�ได้อย่างไพเราะสวยงามตาม มาตรฐานของวง โดยมีเพลง AVO เป็นบทสรุปเรื่องราว ของทั้งอัลบั้ม Pure Reason Revolution เลือกที่จะนำ�เสนอ สิ่งใหม่ในแบบที่ทางวงต้องการ สองอัลบั้มที่ผ่านมานับ ว่าทำ�ได้ยอดเยี่ยม เชื่อว่าอีกไม่นาน ชื่อนี้จะเป็นที่รู้จักกัน มากขึ้นแน่นอน


34

ISSUE 6 February - April 2009

นอกบ้าน

ดนัย ปะสิ่งชอบ

โรงพยาบาลคืนหนึ่ง ตอนนี้ปู่คงกำ�ลังนอน ผมก็เหมือนกัน แต่ว่าอยู่กันคนละที่… เมื่อวานปู่ต้องรีบเข้าโรงพยาบาลป���ะจำ�อำ�เภอแกลง เพราะอาการป่วยที่เริ่มทรุด ส่วนหนึ่งคงเพราะอายุที่เข้าใกล้วัย 90 ไปทุกที ต้องขอบคุณเพื่อนบ้านที่ระยองที่ช่วยพาปู่มาส่ง ก่อนที่พ่อผมจะเดินทางจากกรุงเทพฯ ตามมาดูแล แล้วตอนเช้า ผมก็จะนั่งรถทัวร์ตามไปช่วยพ่ออีกแรง ในใจพ่อคงอยากให้ตัวเองมีวิถีชีวิตอยู่ใกล้ๆ กับปู่ ไม่ใช่คนหนึ่งอยู่ระยอง คน หนึ่งมาทำ�งานในเมืองหลวงแบบนี้ ซึ่งพ่อเคยบอกผมว่า หากอยู่กับปู่มาตลอด ก็อาจจะมีปัญหาเรื่องค่ารักษาของปู่เช่น กัน แผนการของเรานั้นง่ายมาก ผมเฝ้าช่วงกลางคืน ส่วนพ่อจะอยู่ช่วงกลางวันเพราะเป็นเวลาที่หมอจะมาตรวจ ญาติคนไข้ต้องการอะไร หรืออยากทราบข้อมูลตรงไหนก็บอกหมอ ที่นี่หมอจะมาตรวจ (หมอลง) แค่วันละ 1 รอบ พลาด แล้วต้องรอพรุ่งนี้ พ่อผมจึงมารอเจอหมอทุกๆ วัน เพื่อจะได้รู้ว่าปู่มีอาการอย่างไรบ้าง พ่อแนะนำ�ว่าเฝ้าปู่ไม่ยากหรอก ท่านไม่ได้เป็นอะไรหนักหนา แค่เดินไปห้องน้ำ�ไม่ไหว หลักๆ ผมก็ช่วยหยิบของกินของใช้ให้ปู่ เอาฉี่ในกระบอกไปเท และถ้าปู่ปวดอึก็ดูเอาว่าจะให้อึใส่กระโถนหรือพาไปที่ห้องน้ำ� ก่อนหน้านี้พ่อถามผมว่า ถ้าปู่ไม่สบายจะมาช่วยดูแลได้ ไหม ช่วยเช็ดขี้เช็ดเยี่ยวได้ไหม ผมรับปากว่าต้องทำ�ให้ได้ เพราะเราสองคนก็เป็นลูกคนเดียวทั้งคู่ คงหาใครมาช่วยอีก ลำ�บาก ที่พ่อผมต้องทำ�งานทุกวันก็ดูเหนื่อยมากพออยู่แล้ว พอได้มานอนเฝ้าปู่ก็คล้ายๆ กับที่พ่อบอก คืนหนึ่งปู่จะลุกมาฉี่อยู่ 5-6 รอบ ผมก็เอาไปเททุกรอบ ตอนเช้า ก็พาปู่นั่งรถเข็นไปอึในห้องน้ำ� แล้วก็ช่วยเช็ดตัวกับเปลี่ยนเสื้อผ้า ที่เหลือคือดูแลสายน้ำ�เกลือให้เป็นปกติ ปู่ดูเหมือน อยากทำ�อะไรเองแต่ร่างกายไม่ค่อยอำ�นวย พ่อบอกว่า เพราะเขาเคยทำ�อะไรเองมาจนอายุ 80 กว่า แต่ตอนนี้กลับต้อง ใช้เวลาส่วนใหญ่นอนกับนอน จึงต้องเครียดบ้างเป็นธรรมดา เป็นผมก็คงอึดอัดเหมือนกันกับการอยู่ในสภาวะนี้ บางทีผม


ISSUE 6 February - April 2009

35

ก็หงุดหงิดกับสิ่งที่ปู่ทำ� คิดว่าทำ�ไมถึงดื้อจัง และบางครั้งผมกลับเป็นฝ่ายอารมณ์ร้อนเสียเอง แต่ก็ไม่ได้มีอะไรดีขึ้น ต้อง เตือนตัวเองว่า “ใจเย็นๆ” เรามาปรนนิบัติ ไม่ว่าปู่จะมาไม้ไหนก็ต้องรับให้ได้ ผมใช้ชีวิตประจำ�วัน (คืน) ตามระบบของห้องผู้ป่วยรวม ราวๆ 2 ทุ่มคนที่มาเยี่ยมก็เริ่มทยอยกลับ เสียงเซ็ง แซ่เหน่อๆ แบบท้องถิ่นค่อยๆ เคลื่อนออกไปทางประตู ไฟเพดานถูกปิดไปส่วนหนึ่งห้องจึงสลัวลง แสนจะเข้ากันได้กับ ความเงียบ ที่นี่เขาอนุญาตให้ญาติมานอนเฝ้าคนป่วยเตียงละคน (หน้าห้องบอกกฎว่าห้ามใครนอนค้าง แต่พ่อบอกคน ป่วยเต็มห้องแบบนี้ พยาบาลคงดูแลให้ทั่วถึงลำ�บาก ญาติมาช่วยเฝ้าน่ะดีแล้ว) บางคนเริ่มปูเสื่อนอนบนพื้นข้างเตียงคน ป่วย ผมก็ทำ�แบบเดียวกัน ห้องนอนคืนนี้ไม่มีแอร์ ไม่มีทีวี ไม่มีคอมพิวเตอร์อย่างห้องนอนที่เคยชินในกรุงเทพฯ แต่ก็ อบอุ่นเพราะมีเพื่อนร่วมห้องอยู่หลายคน และจากที่เคยเข้านอนตอนตีสอง กลับต้องเข้านอนสามทุ่มตามวิถีของที่นี่ อยากรู้ว่าถ้าเป็นแบบนี้ทุกคืนผมจะรู้สึกกับมันอย่างไร พอจะใช้ชีวิตในสภาวะนี้ได้หรือเปล่า เวลาผ่านไปท่ามกลางความ เงียบ เสียงไอกับขากเสลดดังเป็นระยะจนถึงรุ่งเช้า เคยเห็นฉากโรงพยาบาลในละครหลังข่าว แต่ที่นี่คือชีวิตจริงจึงดูต่างไป ห้องรวมมีผู้ป่วยนอนเรียงกันเต็ม โควต้าแถวละ 5 เตียง (ผังบอกว่าแถวละ 4) บางคืนก็มีมาเพิ่มอีกแต่ไม่เหลือเตียงแล้ว จึงต้องนอนบนเตียงรถเข็นที่พึ่งพา มาจากห้องฉุกเฉินนั่นเอง ดึกๆ แบบนี้ใครเป็นอะไรมาเขาให้ดูอาการที่ฉุกเฉินทุกคน และถ้าคนไข้รายใหม่จำ�เป็นต้อง ใช้สายออกซิเจน พยาบาลและผู้ช่วยต้องรีบจัดที่ทาง เตียงของใครที่ไม่ได้ใช้สายดังกล่าวก็จะขอแบ่งมาให้กับคนไข้ใหม่ พร้อมๆ กับขยับขยายให้นอนได้แถวละ 6 เตียง มากันรอบหนึ่งก็ตื่นกันรอบหนึ่ง ขยับกันรอบหนึ่ง ถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน ลุงคนหนึ่งสัปหงกอยู่บนเก้าอี้ เพราะพื้นห้องไม่เหลือที่ให้แกนอน ทุกคืน เจ้าหน้าที่จะมาปลุกคนไข้กับญาติเพื่อวัดไข้และความดันทุก 3 ชั่วโมง ระหว่างที่เขาหายไปผมได้ยิน เสียงเครื่องออกซิเจนทำ�งาน เสียงดูดเสมหะและการสำ�รอก เสียงไอดังๆ ของเตียงตรงข้าม รู้สึกว่าเขาเป็นมะเร็ง อาการ ดูรุนแรงกว่าที่ปู่ผมเจอ ต้องเจาะรูที่คอเพื่อใส่ท่ออาหาร ทำ�ให้พูดไม่ได้ ได้แต่นอนทนเจ็บแบบนี้ นอกจากนี้ก็มีเสียงญาติ ที่บางคนคอยปรามไม่ให้ผู้ป่วยทำ�อย่างนั้นอย่างนี้ บางครั้งก็มีอารมณ์และขึ้นเสียงบ้าง คืนนี้เตียงข้างๆ ผมไม่มีญาติ มาเฝ้า รู้มาว่าเขาติดบุหรี่และเหล้า แต่วันนี้เกิดหัวแตกจึงต้องมานอนรักษาตัว ต้องงดทั้งสองอย่าง ตกดึกจึงเหมือนจะ ลงแดง เขาตาขวาง มองไปไกล ดิ้นอย่างคลุ้มคลั่งจนเหงื่อท่วมตัว และตะโกนเพ้อเสียงดังไม่หยุด จากที่ผมกับปู่ต้องตื่น มาทุก 3 ชั่วโมงอยู่แล้ว กลายเป็นว่าจะหลับต่อก็ลำ�บากเสียอีก ผมลองไปคุยกับพยาบาล เขาบอกว่า พวกติดเหล้าแล้ว เป็นแบบนี้มีบ่อย ผมจึงหายสงสัยว่าทำ�ไมถึงดูเฉยๆ กัน นอนฟังเสียงแกสักพักก็ปวดฉี่ ตอนไปห้องน้ำ�ต้องเดินค่อนข้าง ระวัง เพราะที่พื้นมีคนนอนอยู่ทั้งสองข้าง กลัวไปทำ�เขาตื่น นี่เป็นเพียงเหตุการณ์หนึ่งที่ผมได้เจอ ขณะที่บางคนอาจจะมองว่าเป็นเรื่องปกติ ที่คล้ายกันคือคงไม่มีใคร อยากเจอกับการป่วยไข้ แต่เมื่อถึงเวลาก็คงหลีกเลี่ยงไม่ได้ การยอมรับและทำ�ใจคือสิ่งสำ�คัญ ลองคิดดูว่า หากตัวเองเจอ เรื่องฉุกเฉินต้องมานอนป่วยแบบนี้บ้าง คงทำ�อะไรลำ�บากกว่าตอนยังแข็งแรงอยู่ บางทีอาจจะกลับไปใช้ชีวิตเหมือนเดิม อีกไม่ได้ หรืออาจจะต้องปล่อยความฝันให้จมหายไปเช่นกัน ณ เวลานั้นหัวใจคงปวดร้าวและทรมาน ขณะนี้อยากทำ�อะไรก็อย่ารอช้า วินาทีข้างหน้าเราไม่รู้เลยว่าจะเกิดอะไรขึ้น


36

ISSUE 6 February - April 2009

มรรค

กองบอกอ

สัมภาษณ์ อ.ไชยันต์ ...เรื่องรักๆ อ.ไชยันต์ ไชยพร แห่งภาควิชาการปกครอง วิชาการมา apply อย่างบางงานก็เป็นงานกึ่งเล่นๆ กึ่ง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ ตอบทุกคำ�ถามที่ตีตัวออกห่าง เฮฮา อย่างใน way ก็ชอบ แต่คงเป็นอันดับรองลงมา มากกว่า ความเป็นอาจารย์จะสำ�คัญที่สุด การเมือง ว่าด้วยเรื่อง “ความรัก” อย่างหนังสือ คนกับโพสต์โมเดิร์น หรือ Postmodern DE.O. : เรารู้จักอาจารย์ในฐานะครู นักวิชาการ นักเขียน Man มันจะกึ่งเล่นกึ่งจริง ไม่ได้ตั้งใจให้เป็นตำ�ราหรืองาน วิชาการ แต่อาจารย์บางท่านก็บอกว่ามันเป็นตำ�ราที่ดีได้ อยากทราบว่าอาจารย์รักในการทำ�สิ่งใดมากที่สุด ในแง่ที่มันทำ�ให้คนอ่านเพลิดเพลิน บวกวิชาการไปด้วย อ.ไชยันต์ : อ่านหนังสือ สอนหนังสือ เขียนหนังสือ การเป็นอาจารย์ต้องอ่านหนังสือมาพอสมควร หรือเขียน แล้วบวก footnote ด้วย มันทำ�ให้คนสนใจและเข้าใจได้ วิทยานิพนธ์ ถึงจะมาเขียนหนังสือได้ ทีนี้พอมาเป็น ง่าย อาจารย์ ก็เพิ่มเงื่อนไขเรื่องการสอนเข้าไป การสอนก็ นอกจากเป็นอาจารย์ ก็อยากประสบความสำ�เร็จในด้าน หมายถึงการได้พูดคุยกับนักศึกษาที่เขาสนใจ หรือถ้าเขา การเป็นนักเขียนด้วย แต่ก็คงไม่บังอาจ (ซีไรท์) ผมชอบ ไม่สนใจ เราก็ต้องทำ�ให้เขาสนใจ ฉะนั้น มันจึงเป็นอะไรที่ เขียนอะไรแล้วมีคนอ่าน แต่ผมไม่ชอบเขียนในเวบ อย่า��� ส่งเสริมกัน อาจารย์ คือคนที่ชอบอ่าน เขียน และถ่ายทอด open ติดต่อมาให้เขียนตอนต่อของคนกับโพสต์โมเดิร์น แต่ให้เขียนในเวบได้ไหม ในเวบก็มีคนอ่าน มีคอมเมนท์ มันก็จะวนกันไปเป็นวัฏจักรของการทำ�งาน เรื่ อ งงานเขี ย นจะเขี ย นลงในนิ ต ยสารราย ตามมาให้เห็นชัด แต่ผมยังชอบกับการเขียนแล้วมีคนอ่าน สัปดาห์ และบทความลงหนังสือพิมพ์รายวันบ้าง เอา จากหนังสือ เป็นเทคโนโลยีการสื่อสารแบบเดิมที่ผมยัง วิชาการมาติดตามกระแสการเมือง เอาความคิดทาง พอใจอยู่


ISSUE 6 February - April 2009

เมื่อยี่สิบปีที่แล้ว ผมเคยแต่งเพลง จนมีคนกระแนะ กระแหนว่า ให้เลิกเป็นนักวิชาการ เพราะเป็นนักวิชาการ ที่ไม่ได้เรื่อง สู้ไปแต่งเพลงดีกว่าได้หลายล้าน ผมเคยแต่ง เพลง แล้วก็ให้พี่ป้อม (อัสนี โชติกุล) ฟัง พี่ป้อมบอก “สอน หนังสือไปน่ะดีแล้ว” แต่ก็มีนิสิตบางคนที่เป็นนักร้องบอก ว่าเพลงใช้ได้ ผมเลยคิดว่ามันขึ้นอยู่กับการเรียบเรียงหรือ เปล่า แต่ก่อนก็เคยใฝ่ฝันว่าจะมีบทบาทในเรื่องการแต่ง เพลงบ้าง แต่ตอนนี้ก็เลิกคิดไปแล้ว ปีที่ผ่านมาทั้งปี ผมจับ เครื่องดนตรีที่บ้านน้อยมาก ผมอุตส่าห์ซื้อปิ๊กมาสามแบบ สามอัน ยังไม่มีโอกาสได้เล่นเลย เพราะว่า งานเขียน งาน สอน งานตรวจข้อสอบ เวลาก็หมดแล้ว แล้วยังงานอื่นๆ และครอบครัวอีก DE.O. : รู้มาว่าอาจารย์สอนวิชาปรัชญาการเมืองด้วย อยากทราบว่า ถ้าโลกนี้ไม่มีปรัชญา อาจารย์จะรักศึกษา หรือสอนทางด้านไหนแทน อ.ไชยันต์ : ทุกคนเข้าใจผิดว่าผมเป็นปรัชญา แต่ทางภาค วิชาปรัชญา ทั้งจุฬาฯ ธรรมศาสตร์ เขายืนยันเลยว่า สิ่งที่ อ. สอน ไม่ใช่ปรัชญา ฉะนั้น อ.ไชยันต์ไม่ใช่ปรัชญา ผม เป็นรัฐศาสตร์ในสายตาของปรัชญา และเป็นปรัชญาใน สายตารัฐศาสตร์ ตกลงแล้วผมจะอยู่ตรงไหนกันแน่ ก็ถ้า ไม่มีปรัชญา ผมคงสอนปรัชญาการเมือง DE.O. : แล้วถ้าโลกนี้ ไม่มีระบบการปกครอง อ. จะสอน อะไร อ.ไชยันต์ : ก็สอนเรื่อง “อณาธิปไตย” อณาธิปไตยมีสอง ความหมาย ความหมายแรก ถ้าไม่มีการปกครอง มันจะ ฆ่ากัน แต่อีกความหมายหนึ่งเป็นความหมายที่ดี คือ มี การปกครองสิ ทำ�ให้คนขาดเสรีภาพ ปกติคนอยู่กันได้ โดยไม่ต้องมีการปกครอง ไม่ต้องมีรัฐบาล อยู่กันได้แบบ ชุมชนอยู่กัน คนก็ดูแลตัวเองไป ซึ่งมนุษย์แต่ละคนก็อยู่กัน

37

ได้อยู่แล้วโดยธรรมชาติ เพียงแต่ว่ามีคนที่คิดอะไรแผลงๆ เท่านั้นแหละที่จะบอกว่ามนุษย์อยู่กันไม่ได้ ถึงต้องมีการ ปกครอง ถ้าโลกนี้ไม่มีการปกครอง ผมก็ต้องสอนเรื่องอณาธิปไตย ว่าจะทำ�อย่างไรจึงจะทำ�ให้อณาธิปไตยเข้มแข็ง ให้อณาธิป ไตยที่เป็นอยู่ขณะนี้ไม่กลายเป็นอณาธิปไตยที่คนฆ่ากัน DE.O. : อ. มีวงในดวงใจไหม อ.ไชยันต์ : มีสิ สมัยที่เล่นดนตรี ก็มี Led Zeppelin, Deep Purple ส่วนเพลงที่ชอบเล่น คือบางเพลงของวง 10 Years After เป็นวงฮาร์ดร็อค มือกีตาร์ชื่อ Harvey Lee ซึ่งผมก็ ชอบทางโซโลของเขามาก อย่างของคนอื่นมันอลังการเกิน ไป อย่าง Deep Purple มันก็มีคีย์บอร์ดที่เด่นมาก เราเล่น กีตาร์ เราก็เลยชอบ 10 Years After หลังๆ ก็อาจจะมา เป็น Eric Clapton พอแก่ตัวกลับไปฟัง Jimi Hendrix แล้ว พบว่าคนอะไรมันเล่นได้สุดยอดอย่างนี้ (วะ) ส่วน Jazz เป็นของสูง ต้องเป็นคนที่ผ่านการเล่นกีตาร์ใน แบบป๊อป แบบร็อค แบบอะไรๆ มาแล้ว ถึงจะเข้าไปเล่น แจซได้ อยู่ดีๆ โผล่ไปเล่นแจซ ก็เหมือนมันไม่มีต้นทุน จะ ไป improvise อะไรยังไง ผมไม่กล้าพูดถึง วกมาเรื่องดนตรี พูดถึงป๊อปร็อค เวลาผมเล่น ดนตรีฮาร์ดร็อคฝรั่ง แต่เวลาผมร้องเพลง จะร้องเพลงลูก ทุ่งเสมอ เพราะเพลงฝรั่งผมร้องไม่ถนัด ภาษาอังกฤษผม ไม่ค่อยจะสามารถร้องเป็นเพลงได้ เพลงลูกทุ่งผมจะชอบ มาก เพลงแบบไพรวัลย์ ลูกเพชร และ ศรคีรี ศรีประจวบ อย่างเพลง ลาสาวแม่กลอง มนต์รักลูกทุ่ง ส่วน “มนต์รัก แม่ปิง” นี่ไม่แน่ใจว่าจะชอบต่อดีหรือเปล่า เพราะเห็นคน ชอบขอคุณทักษิณให้ร้องเพลงนี้ ถ้าร้องแล้วทำ�เพลงเสีย ไม่รู้จะเกลียดเพลงหรือเกลียดคนดี ล่าสุด จ่าหรอย เฮ นรี่ แล้วที่ชอบมากอีกคนคือ ไมค์ ภิรมย์พร เป็นดาวรุ่ง ลูกทุ่งในรอบสิบกว่าปี เพลงไมค์ร้องยากมาก พีสะเดิด ก็


38

ISSUE 6 February - April 2009

โอเค อย่างเพลง “ความต้องการทางแพทย์สูง” แต่แปลก นะ เวลาไปร้านคาราโอเกะบางร้านก็ไม่มีเพลงนี้ แต่มีสองเพลง คือเพลง “คิดถึง” ของหรั่ง ร็อคเคสตรา ที่ร้องได้เพราะเสียงสูง ผมเป็นคนร้องเพลงเสียงสูงดี อีก เพลงคือ “คนสุดท้าย” ของอัสนี-วสันต์ เพลงลูกทุ่งก็ร้อง พอได้ แต่คนคอเพลงลูกทุ่งเขาจะรังเกียจ แต่เพลงคิดถึง นี่หาคนสู้ยาก ถึงร้องเพราะยังไง ถ้าเสียงไม่สูงเท่าผมก็ ลำ�บาก เพลงคิดถึงเลยเป็นเพลงที่ผมเอาไว้หากินได้ เพลงคลาสสิกก็ชอบ (มี youtube เรียกได้ว่าเป็นอะไรที่ พวกคนแต่งเพลง คนขายเพลงคงน้ำ�ตาเล็ดน้ำ�ตาไหลน่ะ เพราะเราฟังได้เยอะมาก อยากฟังเพลงอะไรก็ไม่ต้องซื้อ) อย่างผมดูภาพยนตร์เรื่อง Gattaca (1997) มีอยู่ช่วงหนึ่ง ที่คนที่มี 12 นิ้ว เล่นเปียโน ในหนังพยายามทำ�ให้เห็นว่า เพลงนี้ต้องเป็นคนที่มี 12 นิ้ว ถึงจะเล่นได้ ผมฟังเพลงนี้ แล้วคุ้นมากเลย เพราะมันเหมือนกับเพลง Question ของ Manfred Mann’s Earth Band มาก แต่ก่อนผมชอบเพลง นี้มาก แต่พอผมฟังเพลงใน Gattaca มันคล้ายจนแทบ จะเหมือนกันเลย ผมก็เลยงงว่าใครไปเอาเพลงของใครมา กันแน่ เพราะ Manfred ทำ�เพลงในยุค 70 แต่หนังเรื่อง นี้มัน 90 แล้ว ผมก็เลยเปิด youtube ไปดู Soundtrack ของหนังเรื่องนี้ ตกลงเพลงนี้คือเพลง Impromtus ของ Schubert (Franz Schubert Impromtus D.899 No.3 for 12 fingers) ผมก็เลยไปหา แล้วก็พบว่า Manfred มันลอก มาแท้ๆ เวบ youtube นี่ดีมากเลย มันทำ�ให้เรา สามารถค้นพบว่า อะไรมันมาจากอะไร ไม่อย่างนั้นผม ก็จะไม่เข้าใจว่าอะไรคืออะไรเลย แล้วถ้าเราต้องเสียเงิน ค้นหาเราก็คงจะไม่ค้นน่ะนะ ก็อยากให้คนอ่าน DE.O. ลองไปเปิดดูว่าที่ Manfred เอาข้อมูลของ Schubert ไป เขาเอาไปทำ�ต่อได้ดีไหม ฝากถามดู

““มนต์รักแม่ปิง” นี่ไม่แน่ใจว่า จะชอบต่อดีหรือเปล่า เพราะเห็น คนชอบขอคุณทักษิณให้ร้องเพลง นี้ ถ้าร้องแล้วทำ�เพลงเสีย ไม่รู้จะ เกลียดเพลงหรือเกลียดคนดี ” DE.O. : แล้วตอนที่เล่นวง อาจารย์ร้องนำ�ด้วยหรือเปล่า อ.ไชยันต์ : เริ่มต้นเลย ผมถูกเพื่อนที่สอบตกมาหลอก คือ ตอนเด็กผมเป็นเด็กดีนะ พอขึ้น มศ. 1 ก็มีเด็กสอบตกมา แล้วก็มานั่งอยู่ข้างผม มัสเซอร์ (ครู) เขาก็ให้มานั่งอยู่กับ ผม เพราะเห็นผมเป็นเด็กเรียนไง จะได้กู้เด็กคนนี้กลับคืน มาได้ ปรากฏว่าไอ้นี่แหละพาผมเสียคนเลย มันชวนผม ตั้งวงดนตรี ทั้งๆ ที่มันก็เล่นดนตรีไม่เป็น แต่เพื่อนมันที่ เป็นรุ่นพี่เขาตั้งวงดนตรีกัน หนึ่งในนั้น ก็คือ อาจารย์วีระ สมบูรณ์ ซึ่งเล่นกีตาร์เก่งมาก เราก็ตื่นเต้นกับการตั้งวงดนตรี ฟังดูมันเป็น เรื่องใหญ่โตมาก ผมก็บอกว่าเล่นอะไรไม่เป็นเลย เพื่อน บอกว่าลองเริ่มต้นด้วยตีกลองสิ มันหลอกให้ผมตีกลอง ไง เพราะตีกลองมันง่ายที่สุด มันไม่ต้องมีทักษะอะไรเลย ก็หวดๆ ไป มันหลอกให้ผมขโมยเงินแม่ไปซื้อกีตาร์สอง ตัว แล้วมันก็เอากีตาร์ผมไป แต่ผมอยู่บ้านตีกลองก็ไม่มี กลอง ต้องซื้อไม้กลองมาตีกับที่นอน เป็นอะไรที่พิสดาร เหมือนผมเป็น nominee ของมัน ฉะนั้น ตอนหลังที่เลิก คบมันแล้ว กีตาร์ก็เลยกลับมาที่ผม ในที่สุด ผมก็เปลี่ยน จากตำ�แหน่งกลองมาเล่นกีตาร์ ก็เล่นคอร์ดบ้าง เล่นลีด บ้าง เพลงธรรมดาจะมีคนอื่นร้องหมด เทียรี่ร้องบ้าง คน อื่นร้องบ้าง แต่พอเพลงแบบที่ต้องแหกปากมากๆ หรือเพ ลงร็อคแรงๆ ของ Led Zeppelin เช่น เพลง Whole Lotta


ISSUE 6 February - April 2009

39

Love เป็นเพลงที่ต้องแผดเสียง ผมก็ต้องร้องเพลงประเภท นั้น เพลงที่ร้องแล้วฟังภาษาไม่รู้เรื่อง ภาษาอังกฤษเราไม่ดี เราก็รัวกลั้วไปเลย จำ�ได้เคยไปเล่นที่โรงเรียนตรอกจันทน์วิทยา เอาวงไปตั้งหน้าห้องเรียนแล้วก็เล่น มีนักเรียนผู้หญิงเต็ม ไปหมด (โรงเรียนไม่มีนักเรียนชาย) เราก็พบว่า “เงินทอง เป็นเรื่องมายา สาวๆ เป็นเรื่องจริง” คือ เงินทองไม่ต้อง เยอะ ได้ร้อยสองร้อย แบกเครื่องเอง เหนื่อยสารพัด แต่มี สาวๆ มานั่งฟังแล้วกรี๊ดๆ รู้สึกว่าจะดีกว่าเงินทอง DE.O. : กับ AF/ The Master/ The Star อาจารย์มองว่า อ.ไชยันต์ : มันเป็นเรื่องกลไกตลาด เล่นกับความโลภของ คน ตรงที่พ่อแม่หรือตัววัยรุ่นจะคิดว่าเป็นหนทางรวยและ ดังทางลัด กลไกตลาดก็ดี พ่อแม่ที่เปลี่ยนค่านิยมไปใน เรื่องของอุตสาหกรรมดนตรีก็ดี มันก็ทำ�ให้คิดว่าการเป็น นักร้อง ศิลปิน แค่เข้าไปโรงเรียน หรือฝึก ก็เป็นได้แล้ว ประชาธิปไตยจ๋า ก็มีส่วนทำ�ให้คนคิดว่าเท่าเทียมกัน เกิด มาเท่าเทียมกัน เป็นพลเมือง แล้ว (เสือก) เข้าใจกันไปว่า เท่าเทียมกันในทุกๆ ด้าน ซึ่งมันไม่ใช่จริงๆ ส่วนใหญ่ช่วงที่มีรายการพวกนี้ ผมมักจะอยู่ ต่างจังหวัด ไปสอนต่างจังหวัด ผมก็จะดูทีวีขนานไปกับ ลูกที่บ้าน พอดูเสร็จผมก็จะส่งคอมเมนท์ อนิจจา มันเป็น ไปได้ขนาดนี้เชียวหรือ ไม่สงสารตัวกูบ้าง คือเราต้องดูมัน แล้วแถมด้วยโฆษณาอีก ถ้าเป็นโทรทัศน์สาธารณะฟรีๆ เราก็เข้าใจได้ แต่นี่ทุกอย่าง บางทีลูกก็เห็นด้วยนะ ลูกก็ว่า “ทำ�ไมพ่อจับผิดเขาได้เยอะมาก เหมือนที่จับผิดผมเลย”

พยายามแต่งตัวให้เหมือนศิลปินร็อค ใส่กางเกงฟิตๆ แล้ว โรงเรียนเขาให้เราตัดผมสั้นเกรียน เวลาเล่นดนตรีรู้สึกว่า น่าเกลียดมากเลย เล่นแล้วก็ไม่ค่อยเข้า ผมก็เลยไปซื้อวิก ผมยาวมาใส่ แล้วพอมศ. 4-5 คนอื่นเขาหนีทหารกัน (เรียน รด.) แต่ผมไม่หนี พอผมไม่เรียนรด. ผมก็เลยยาว แล้ว โรงเรียนเขาจะไม่ตรวจมศ. 4-5 เพราะเรียนรด.ประมาณ 99.99% ผมก็เล็ดรอดผมยาวไป แล้วโดยธรรมชาติเส้นผม ผมจะหนาและแข็งมาก ถ้าไว้ผมสั้นจะชี้มาก เมื่อผมได้ ลิ้มลองการไว้ผมยาวตอนมศ. 4-5 มันทำ�ให้ผมรู้รสชาติ ของการมีผมยาวที่ไม่ต้องดูแล แค่สระ แล้วก็ไม่ต้องหวี แค่เอามือขยำ�ๆ คนสมัยนั้น (ยกเว้นพ่อแม่ผม) บอกว่าผม ไว้ผมยาวแล้วใช้ได้ ผมก็เลยไว้ผมยาวมาตลอด

DE.O. : มีคนต่อต้านไหมที่อาจารย์ไว้ผมยาว เพราะมันดู ขัดกับสถานะอาจารย์ อ.ไชยันต์ : ตอนที่เขารับผมเข้ามา เขาไม่เห็นว่าอะไรเลย นะ ตอนสอบสัมภาษณ์ พอผมเป็นอาจารย์แล้ว ไปรายงาน ตัวที่สถานีตำ�รวจ พิมพ์ลายนิ้วมือเป็นข้าราชการ เขาก็เริ่ม บอกให้ผมไปตัดผม แต่เขาก็ทำ�อะไรไม่ได้หรอก อาจารย์ DE.O. : อยากทราบเหตุผลที่อาจารย์ไว้ผมยาว อ.ไชยันต์ : แน่นอน มันเกี่ยวข้องกับวงดนตรีสมัยนั้น รุ่นเก่าตอนที่ผมเป็นอาจารย์ใหม่ๆ คนเหล่านั้นต่อว่าต่อ มากๆ อยู่แล้ว สมัย Led Zeppelin ผมมันยาวหมดไง แล้ว ขานผม อาจารย์เขาจะแบ่งเป็นพวกอนุรักษ์นิยมจัด อีก เวลาเล่นดนตรี เวลาไปเล่นตามงานคริสต์มาส ปีใหม่เราก็ พวกก็เสรีหน่อย พวกอนุรักษ์นิยมก็ว่ามันไม่เหมาะสม


40

ISSUE 6 February - April 2009

“ตกลงที่คุณสนใจคือหลังกะโหลก หรือในกะโหลกผม” เลย มันกุ๊ย รกรุงรัง ตอนนั้นกลับมาใหม่ๆ ผมก็ใส่เสื้อยืด ทำ�งาน เสื้อแขนสั้น ไม่ได้เท่อะไรมาจากไหนก็ซื้อที่บาง ลำ�พู ราคาก็ถูก ซักแล้วไม่ต้องรีด ผมก็ใส่เสื้อยืดกับไว้ผม ยาว ครูบาอาจารย์ก็ว่าเรื่องผมยาว ผมก็ไม่ต้องอธิบาย พวกเขามากหรอกว่า “ตกลงที่คุณสนใจคือ หลังกะโหลก หรือในกะโหลกผม” ผมก็ไม่อยากไปเถียงเขา ถ้าเขาคิดไม่ ได้ ก็ป่วยการณ์ แต่เรื่องเสื้อยืด ผมก็เข้าใจว่ามันไม่เรียบร้อย ผมก็อธิบาย ให้เขาฟังว่า ผมเพิ่งกลับมาใหม่ๆ ไม่มีที่พัก บ้านก็ถูก จุฬาฯ ยึดไป สมัยก่อนผมเช่าที่จุฬาฯ อยู่ตรงหลังสถานี ตำ�รวจปทุมวัน วันดีคืนดีพอหมดสัญญาก็ขึ้นค่าต่อสัญญา เราก็ต่อสู้จนถึงศาลฎีกา แล้วเราแพ้ (คงไม่มีใครชนะจุฬาฯ ถ้าชนะ คณะนิติศาสตร์ก็คงต้องปิดละมั้ง) พอจุฬาฯ ยึด ที่ไป ผมกลับมาจากเมืองนอกไม่มีบ้านอยู่ ต้องไปอาศัย แฟลตเพื่อน ผมก็ต้องซักผ้าเอง เพราะจ้างเขาซักมัน เหม็น ไม่สะอาด ผมก็เลยบอกอาจารย์ที่ว่าผมใส่เสื้อยืด ไม่เรียบร้อยว่า ผมซักแล้วไม่ต้องรีด ถ้าอาจารย์ลำ�บากนัก ก็ออกค่าซักให้ผม หรือจะเอาเสื้อผ้าผมไปซักให้ก็ได้ แกก็ เลิกพูดไป ล่าสุด อาจารย์ผู้ใหญ่ที่เพิ่งเกษียณไปที่เคยด่า ผมว่าผมผมยาว พอผมตัดผมสั้นนะ กลับบอกว่า “ลื้อตัด ได้ไงผมสั้น เสียเอกลักษณ์ลื้อหมด” ในขณะที่พวกนิสิต นักศึกษาสมัยนี้เขาก็ไม่ได้ชอบอาจารย์ผมยาว เขาบอกว่า อาจารย์เชย นั่นมันปลาย 70 เดี๋ยวนี้ ออกใหม่มันต้องเกา หลีๆ ปรกๆ คอ (นี่ผมก็พยายามตัดแล้ว แต่มันไม่ออกมา)

DE.O. : อ. คิดว่าลูกศิษย์แต่ละรุ่น มีความเปลี่ยนแปลง หรือพัฒนาไปในด้านไหน อย่างไร อ.ไชยันต์ : คือนิสิตรุ่นเก่าๆ มันจะไม่ค่อยตั้งใจเรียน จะ เฮฮาไปเรื่อยเปื่อย เด็กรุ่นผมมาถึงศิษย์รุ่นแรกๆ ที่ผมสอน ก็เหมือนกัน ก็ยังเข้าเรียนบ้างไม่เข้าเรียนบ้าง คือถ้าสนใจ ก็เข้า ไม่สนใจก็ไม่เข้า แต่นิสิตรุ่นหลัง สนใจหรือไม่สนใจ ไม่รู้ แต่เข้าเรียนหมด คือนิสิตรุ่นหลังจะเข้าเรียนเยอะ แต่เข้ามาแล้วไม่ใช่จะสนใจไปทุกคน มันเข้ามาเพราะ ต้องการสอบผ่าน ต้องการได้คะแนนสูงขึ้น เพื่อจะได้เป็น ใบเบิกทางในการเรียนต่อหรือทำ�งาน คือมันเริ่มเห็นแก่ ประโยชน์ส่วนตนอย่างจริงจังมากขึ้น แต่มันไม่ได้สนใจ ความรู้จริงๆ ทุกคนนะ คนตั้งใจเรียนก็ไม่ได้ตั้งใจเรียน เพราะรักในวิชาความรู้ รักที่จะถกเถียงหรืออะไร ดูเผินๆ เหมือนว่าจะดีนะ มีคนตั้งใจเรียนมากขึ้น แต่ถ้า มองลึกๆ แล้ว ผมมองว่าได้อย่างเสียอย่าง ในสมัยก่อนถ้า ไม่ตั้งใจเรียน แต่มันอาจจะมาตั้งโต๊ะถกเถียงกับเรา แต่นี่ มันไม่ใช่ มันเหมือนเครื่องจักรที่จะต้องลุยฝ่าฟันไปเพื่อให้ ได้มาซึ่งงานดีเงินดี แล้วก็การได้มาซึ่งวัตถุ แต่ไม่ใช่ทุกคน DE.O. : “โสเกรติสเมืองไทย” คือฉายาที่อาจารย์ได้รับจาก ลูกศิษย์ อาจารย์รู้สึกอย่างไรกับฉายานี้ อ.ไชยันต์ : พอเราฉีกบัตร ก็มีคนที่เขียนบทความชื่นชม ในมติชนรายวันว่า อ.ไชยันต์ ที่ลูกศิษย์ลูกหาเรียกว่า โส เกรติสคนสุดท้าย ผมไม่เคยได้ยินเลยว่ามีใครเรียกผมแบบ นี้ เขาอาจจะคุยกันในวงเขาเอง ผมไม่รู้ว่าเพราะอะไร อาจ จะเพราะวิธีการสอนของผมมากกว่า เพราะเวลาสอนจะ เป็นการตั้งคำ�ถาม แล้วก็ตอบ เถียงกันไปเถียงกันมา เป็น บทสนทนา บรรยายไปยาวๆ นี่ไม่ค่อยมี เขาก็เลยอาจจะ เรียกว่าโสเกรติสคนสุดท้าย แต่พอเขาเรียกอย่างนั้น เราก็ เสียว เพราะโสเกรติสตายไง ศาลตัดสินให้ดื่มยาพิษ (เอ๊ะ นี่มันแช่งเราหรือเปล่า)


ISSUE 6 February - April 2009

DE.O. : ตอนเด็กๆ อาจารย์เคยคิดว่าอยากเป็นอะไรใน อนาคต อ.ไชยันต์ : ตอนเด็กๆ อายุไม่เกิน 6 ขวบ ผมเคยตอบ ไปว่า อยากเป็นหมอผ่าตัด แล้วพอผู้ใหญ่คนนั้นถามผมว่า “ทำ�ไมล่ะ” ผมกลับตอบไม่ได้ จนเมื่อ 3 วันที่ผ่านมา ผม ก็มาคิดถึงคำ�ตอบที่คั่งค้างในอดีต เราโตขึ้นมาขนาดนี้ 49 ปี กับ 5 ขวบ เราน่าจะฉลาดกว่า 5 ขวบ เราน่าจะตอบได้ แล้วว่าเพราะอะไร อย่างแรก คงเพราะมีพ่อเป็นหมอ แต่ทำ�ไม ต้องเป็นหมอผ่าตัด ในเมื่อพ่อเราไม่ใช่หมอผ่าตัด ซึ่ง ตอน 5-6 ขวบ ที่ทีวียังเป็นขาวดำ�อยู่ มันมีหนังเกี่ยวกับ พวกหมอๆ ชื่อว่า เบน เคย์ซี (Ben Casey) ทีนี้ผมก็เลย สงสัยว่า Ben Casey เป็นหมอผ่าตัดหรือเปล่า ถ้าไม่มี google นะ ผมคงไม่รู้เรื่องอะไรเลย 49 ปี ก็เลยฉลาดกว่า 5-6 ขวบ เพราะมีเทคโนโลยีไง (เบน เคย์ซี เป็นเรื่องเกี่ยว กับหมอคนหนึ่ง เป็นหมอศัลยกรรมประสาท ซึ่งในช่วง ปี 1960 นั้น ยังเป็นอะไรที่ใหม่มาก หนังเรื่องนี้สนุกที่มัน บุกเบิกการทดลองที่จะเข้าไปผ่าตัดช่วยชีวิตคน) ในที่สุดผมก็รู้ว่าที่ผมอยากเป็นหมอผ่าตัด ก็ เพราะหนึ่ง พ่อเป็นหมอ แล้วก็เรื่องเบน เคย์ซี แต่ผม ก็สงสัยนะว่าทำ�ไมเด็ก 5 ขวบ ถึงไปดูหนังพรรค์นั้น เพราะหนังจะฉายตอน 3-4 ทุ่ม แล้วเป็นหนังที่ผมดูแล้ว สยองมาก แต่ที่ผมทะลึ่งได้ดู ก็เพราะพี่ชายผมตอนนั้น อายุ 14 เปิดทีวีดู ผมก็เลยต้องนั่งดูตามพี่ เพราะทีวีมีอยู่ เครื่องเดียวในบ้าน ส่วนที่ต้องนั่งดูตามพี่ ก็เพราะพี่ผมอยู่ โรงเรียนประจำ� นานๆ กลับมาที พอกลับมาผมก็ดีใจ ไป อยู่กับพี่ พี่ทำ�อะไรก็ต้องตามติด พี่ดูหนังที่เราไม่ชอบดูก็ ต้องดู ก็เลยออกมาเป็นว่า เราอยากเป็นหมอผ่าตัด ตอน นี้ผมเลยรู้แล้วว่าทำ�ไมพี่ผมถึงเป็นหมอผ่าตัด เพราะตอน เด็กๆ ไม่เคยรู้เลยว่าพี่อยากเป็นอะไร

41

พออายุสักสิบต้นๆ พอผมบอกว่าอยากเป็น หมอความ ก็มีคุณป้าแก่ๆ ที่กำ�ลังเดินผ่านมา แกบอกว่า “ดีๆ เรียนนิติศาสตร์ จะได้เป็นผู้พิพากษา อัยการ” ผมก็ โกรธป้า ก็พูดอยู่ชัดๆ ว่าอยากเป็นหมอความ เลยข้องใจ ป้ามาก เพราะตอนนั้นเรายังโง่อยู่ไง คิดว่านิติศาสตร์คือ หมอความ พอตอนจะเข้ามหาวิทยาลัย ปรากฏว่าหนึ่งใน คณะที่ผมเลือกคือนิติศาสตร์ ถามว่าเพราะอะไร ก็เพราะ ผมอยากเป็นผู้พิพากษา อยากเป็นอัยการ แต่ผมไม่ได้ เลือกเป็นอันดับหนึ่ง อันดับหนึ่ง เลือกรัฐศาสตร์ ผมเพิ่งตัดสินใจว่าอยากเป็นอะไรชัดเจนหลัง จากอายุ 17 ตอนที่จะต้องเลือกเข้ามหาวิทยาลัย (มศ. 4) ตอนปิดเทอมผมได้ไปค่ายอาสาพัฒนาที่หมู่บ้านหนึ่ง ใน อ.ภูเวียง จ.ขอนแก่น เป็นครั้งแรกที่ผมได้เห็นชนบทที่ อีสาน น้ำ�ไฟก็ไม่มี พอเราไปถึงที่นั่นก็รู้สึกว่ายังมีอะไรให้ ทำ�อีกเยอะ แล้วก็พบว่าปลัดอำ�เภอมีบทบาทเยอะในการ ช่วยชาวบ้าน แล้วชาวบ้านก็เคารพเขามากเลย ผมเองก็ไม่ เคยรู้จักตำ�แหน่งอื่นนอกจากปลัดอำ�เภอนะ DE.O. : แล้วทำ�ไมอาจารย์ไม่ไปเป็นปลัดอำ�เภอ อ.ไชยันต์ : ตอนเรียนปี 2 ปรากฏว่าเกิดถูกคอกับวิชาที่ เรียน ทำ�ไมเกิดสนใจประเด็นนั้นประเด็นนี้ (ต้องกราบ ขอบพระคุณอาจารย์ปี 2 ตอนนั้น ที่ทำ�ให้ผมสนใจได้ ทุกวิชาเลย) คะแนนก็โดดเด่นมาก จนกระทั่งอาจารย์ มากกว่าหนึ่งคนบอกว่า คุณควรจะเป็นอาจารย์หรือนัก วิชาการ แล้วพอปี 3-4 ก็คิดว่า ถ้าเรายัง enjoy กับการ อ่านหนังสือ การตอบข้อสอบ และการเขียนรายงาน คือถ้า ชอบแบบนี้ตลอดชีวิต ก็คือเป็นอาจารย์ จริงๆ แล้ว จบปี 4 ก็ยังไม่ได้คิดจะเป็นนัก วิชาการ เพียงแต่ว่าเขาเปิดสอบปลัดไปตอนปี 3 พอจบปี 4 ก็ต้องรอไปอีก 3 ปี ผมก็เลยไปเรียนโทรอ แต่พอจบโทมา แล้วก็ยังไม่เปิดสอบ ผมก็เลยเรียนปริญญาเอกต่อ เขาถึง


42

ISSUE 6 February - April 2009

เพิ่งเปิดสอบ ผมเลยตัดสินใจเรียนให้จบก่อนดีกว่า ตอน ใกล้จบมีโอกาสเจออธิบดีกรมการปกครองที่อังกฤษ แต่ ยังไม่ทันไร อีก 3 วัน กลับไปกรุงเทพฯ แกโดนปลดแล้ว ไม่อย่างนั้นป่านนี้ ผมเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดแล้ว อย่าง ผมถ้าเข้าไปในสายของการปกครอง คงเป็นเหมือนการ ปกครองเลย คือกะล่อน เอาใจนาย เลียนาย งานการไม่ ค่อยทำ� แล้วก็ผักชีโรยหน้า ผมคิดว่าผมคงไปได้ดีเลย ถ้า ผมไปสายนั้น DE.O. : ไม่ทราบว่าลูกชายอาจารย์ เรียนชั้นไหนแล้ว อ.ไชยันต์ : ตอนนี้ขึ้นม. 3 เป็นนักร้องคอรัสของสาธิต จุฬาฯ แล้วเขายังเป็นนักเต้นละติน ตอนป. 6 โรงเรียน เขามีสาธิตเกมส์ ครูเขาก็ต้องส่งแข่งให้ครบทุกจังหวะ ทีนี้ ขาดละติน เขาเลยจับลูกผมไปเต้นละติน จนบัดนี้ เขา ก็เลยได้ที่ 2 ของจุฬาฯ คือกลายเป็นนักเต้นละตินลีลา สารพัด ซึ่งการเต้นรำ�ไม่ได้เป็นอะไรที่ส่งผ่านจากผมเลย เพราะผมเป็นคนเต้นรำ�ไม่ได้ ผมเป็นคนที่ขาดจังหวะมาก

สน ทีนี้เขาก็เลยเล่นกู่เจิ้งได้ดีเลย คือครูชมว่าเล่นได้ดีและ เร็วมาก ซึ่งผมไม่เชื่อว่าครูชมเพราะอยากให้ผมจ้างเขา สอนต่อ ส่วนครูเปียโนก็บอกว่ามีแวว ไม่นานมานี้ ครูเขา จับส่งสอบเกรด 4 ผมก็งง เพราะเกรด 1-3 ไม่ได้สอบ ไป สอบเกรด 4 เขาก็บอกให้ฟังลูกเล่น ผมฟังแล้วก็เลยคิดว่า มันก็เป็นไปได้นะ แล้วพอเขาสอบเกรด 4 ได้ ครูฝรั่งเขา comment มาว่า ลูกผมตีความเพลงเก่ง ผมไม่ได้บอกว่า ลูกได้เรื่องศิลปะดนตรีจากผมนะ แต่ผมคิดว่าเขาได้เรื่อง การตีความ

DE.O. : อาจารย์เชื่อในระบบการศึกษาเมืองไทยไหม มี ความเห็นอย่างไรกับระบบโรงเรียนในไทย อ.ไชยันต์ : มันใหญ่โตมากนะ คำ�ว่าระบบการศึกษา ผม คิดว่าเมื่อเราอยู่ในเมืองไทยเนี่ย คือไม่เชื่อก็อย่าลบหลู่ ถ้าไม่เชื่อแล้วคุณเอาลูกคุณไปเรียนในระบบอื่นที่อยู่ใน เมืองไทย (อาทิ ระบบ Home School หรือระบบอื่นอย่าง โรงเรียนรุ่งอรุณ) เด็กก็คงมีความสุขนะ แต่ว่ามันเป็นส่วน น้อยมากๆ ในสังคม ฉะนั้น ยิ่งไปอยู่โรงเรียนแบบอื่น เพื่อ DE.O. : แล้วเรื่องดนตรี ส่งอิทธิพลมาถึงลูกๆ บ้างไหม จะบอกว่าเราไม่เชื่อในระบบการศึกษาไทย ผมว่ามันก็ อ.ไชยันต์ : ครอบครัวผมคงเป็นครอบครัวหนึ่งในบรรดา เหนื่อยทั้งเรา เหนื่อยทั้งลูกน่ะ ครอบครัวที่ผมด่าไปนะ คือแม่ก็มานั่งคิดอยากให้ลูกเรียน ดนตรี ทั้งๆ ที่ลูกไม่มีความคิดเรื่องดนตรีเลย ครอบครัว DE.O. : อาจารย์คิดจะส่งลูกไปเรียนเมืองนอกบ้างไหม ของคนรุ่นผมหลายๆ คนบังคับลูกเรียนเปียโน แม่เขาก็ อ.ไชยันต์ : เรียนเมืองนอก กลับมาก็เป็นแบบ “ปลื้ม” เลยไปบังคับลูกเรียนเปียโน ส่วนผมไปซื้อกู่เจิ้งมาบอกให้ แบบอภิสิทธิ์ หรือคุณกรณ์อย่างนั้นหรือ คนเหล่านี้มีเพื่อน เขาหัด ปรากฏว่าเขาก็ไม่เคยฉายแววว่าจะเล่นได้ดีเลย จะ น้อย เพื่อนที่เคยคบกันก็จะไปอยู่ที่อื่นหมดแล้ว ยิ่งคุณ ซ้อมต่อเมื่อครูจะมา เผอิญครูสอนกู่เจิ้งสวยมาก สวยกว่า ไปเข้าโรงเรียนประจำ�ที่ไม่ใช่อินเตอร์ อย่าง อีตัน แฮร์โร ครูเปียโน ถ้าถามว่าอิทธิพลอะไรตกไปถึงลูก ผมว่าเป็น ลด์ ถึงแม้จะมีต่างชาติ แต่โดยส่วนใหญ่ก็เป็นฝรั่งผิวขาว อิทธิพลในการมองเรื่องสุนทรียะ แยกออกว่าอะไรสวยไม่ คุณก็จะไม่ได้เจอเพื่อนๆ คุณกลับมาอยู่เมืองไทยแล้วจะ สวย แต่ครูเปียโนก็ไม่เลวนะ หงอยเหงา แปลกแยก มีอยู่ครั้งหนึ่งลูกผมไม่ค่อยซ้อมกู่เจิ้ง ครูเลยดุ อย่างถ้าเด็กโตมาในช่วงคาราบาว คุณก็จะไม่รู้ เอา เขาก็ร้องไห้เป็นวรรคเป็นเวร ทั้งๆ ที่คนอื่นดุก็ไม่เคย จักคาราบาวกับเขา ถึงรู้ก็ไม่เคยไป appreciate คารา


ISSUE 6 February - April 2009

บาวร่วมกันในห้องเรียน อย่างเป็นคนไทย แล้วมีคนด่าว่า คุณเป็นนางวันทอง คุณก็รู้ แต่ถ้าจบเมืองนอกมา คงต้อง กลายเป็น เลดี้แชตเทอร์เลย์ แบบนี้มันน่าสงสารลูกไหม ต่อให้ผมมีเงิน ผมก็ต้องคิดให้หนักเลยนะว่าจะส่งลูกไป หรือเปล่า ถ้าผมมีเงินแล้วส่งลูกไป บอกได้อย่างเดียวคือ ลูกผมต้องทำ�งานอินเตอร์ คือต้องบินไปบินมา ทำ�งานต่าง ประเทศให้รู้แล้วรู้รอด DE.O. : ทำ�ไมเด็กมัธยมต้องกวดวิชาเพื่อเข้ามหาวิทยาลัย หรือการเรียนในระดับมัธยม ไม่ได้เชื่อมโยงหรือต่อเนื่องไป สู่ระดับอุดมศึกษา อย่างสิ้นเชิง อ.ไชยันต์ : ก็นั่นคือเด็กส่วนใหญ่ไง แต่ผมขี้เกียจส่งลูก เรียนกวดวิชา ฉะนั้น ก็ตัวใครตัวมัน แต่ถ้าเผอิญลูกผม สอบชิงทุนไปเรียนเมืองนอกได้ตอนปริญญาตรี ผมก็คงให้ ไป ถ้าไปแบบนักเรียนทุน ผมว่าไม่เสียเพื่อน แต่เพื่อนสิ ไม่อยากเสียเขามากกว่า อย่างพวกเด็กที่เรียนที่อังกฤษ ใน Public School ก็พยายามกลับมาเจอเพื่อนไทยอยู่เรื่อยๆ ถ้าลูกผมสอบชิงทุนได้ ผมก็คงให้ไป แต่ที่ให้ไปเพราะ ไม่ใช่แค่อนาคตตัวเขาเอง แต่เพื่ออนาคตประเทศชาติ ถ้า ลูกผมได้ไปเรียนปริญญาตรีกฎหมายที่อังกฤษ แม้เขาต้อง สูญเสียอะไรไปบ้าง แต่เขาจะกลายเป็นทรัพยากรที่สำ�คัญ ถึงเวลามีนักโทษการเมืองหนีไปต่างประเทศ แล้วหาคนที่ จะไปคุยกับอัยการฝรั่ง เขาก็คงทำ�ได้ DE.O. : ถ้าอย่างนั้น ลูกชายอาจารย์ก็อยากเป็น “หมอ ความ” สิคะ อ.ไชยันต์ : ใช่ เขาอยากเรียนนิติศาสตร์ แล้วทุกวันนี้ เขา ก็ชอบภาษาฝรั่งเศสมาก ที่โรงเรียนยังไม่ได้ให้ เรียนฝรั่งเศส ตอนนี้เลยให้เขาไปเรียนกับครูสอนภาษา ฝรั่งเศสไปเลย ถ้าเขาอยากไปฝรั่งเศสก็ได้ ก็ตัวใครตัวมัน อีกแหละ แต่ผมว่าคนฝรั่งเศสตัวเหม็น เท่าที่ผมเคยดม

43

“ถึงเวลามีนักโทษการเมืองหนีไป ต่างประเทศ แล้วหาคนที่จะไปคุย กับอัยการฝรั่ง เขาก็คงทำ�ได้” เวลาเดินผ่าน คนอังกฤษตัวเหม็นก็มี แต่คนฝรั่งเศสจะ เหม็นแล้วใส่น้ำ�หอมเยอะ แล้วจะเป็นคนที่ดูไม่ค่อยสุภาพ อย่างคนอังกฤษน่ะ มันถ่อยๆ อย่างไรไม่รู้ คงเพราะมีเส รีภาพมั้ง อย่างลูกผมเนี่ย โดยพื้นเพก็เป็นคนขาดความ รับผิดชอบอยู่แล้ว (ไม่ค่อยอาบน้ำ�) ถ้าไปฝรั่งเศส จะเป็น อย่างไรก็ไม่รู้ แต่เขาคง Happy มาก ส่วนลูกคนโต (ลูกสาว) ผมก็จบสถาปัตย์ จุฬาฯ นะ ตอนนี้ต่อปริญญาโทอยู่สาขาสถาปัตยกรรม ไทย เดี๋ยวพอลูกสาวอ่าน เขาจะได้ดีใจว่าผมพูดถึงเขาบ้าง เพราะที่พูดมามีแต่ลูกชาย ลูกสาวผมก็เลี้ยงมานะ DE.O. : อาจารย์มีเวลาให้กับลูกช่วงไหนบ้าง อ.ไชยันต์ : ลูกต่างหาก ไม่มีเวลาให้ผม เพราะเขาต้อง ซ้อมคอรัส ซ้อมเต้นรำ� มีกิจกรรมเยอะ ฉะนั้น เสาร์อาทิตย์ จะมีเวลาอยู่กันเยอะหน่อย เลยเป็นนรกของเขา เพราะเราจะคอยควบคุมเขาหลายอย่าง เราจะไม่ให้เขา เล่นเกมมาก เราจะชวนเขาคุย ตั้งคำ�ถามนู่นนี่ แล้วก็ชวน เขากวาดใบไม้ ไม่ได้คิดถึงศิษย์อาจารย์เซนที่กวาดใบไม้ แล้วบรรลุ แต่เพราะที่บ้านมีใบไม้เยอะจริงๆ ขอขอบพระคุณ อ. ไชยันต์ ไชยพร เป็นอย่างสูงสำ�หรับการให้ สัมภาษณ์อย่างเป็นกันเองในครั้งนี้


44

ISSUE 6 February - April 2009

จากฝั่งธน นาคร บูรพา

CULT ช่วยชาติ ณ วันหนึ่ง ผมเดินทางออกจากบ้านไปทำ�งานตอนเช้าตามประสามนุษย์ออฟฟิศ อากาศย่านจังหวัดธนบุรีที่ อดีตเคยเป็นร่องสวนสีเขียวบัดนี้ความชุ่มชื้นกลับกลายเป็นไอแดดระอุสะท้อนจากผนังตึกแถวสองข้างทาง เรียกเหงื่อให้ หยดเปียกท่วมหน้ารับอรุณแทนหยาดน้ำ�ค้าง “ร้อนบัดซบ” ผมนึกสบถไปตามบรรยากาศพาไป ระหว่างที่ขบวนรถในซอยเล็กๆ ขนาดสองช่องจราจรนี้กำ�ลังติดขนัด มี “ไอ้หนุ่มกะอีสาว” คู่หนึ่งลอยชาย อยู่บนอานมอเตอร์ไซค์เบื้องหน้าผม ทั้งเขาและเธอคงได้สัมผัสไอร้อนของเมืองคอนกรีตเช่นเดียวกับผม แต่ทั้งสองคงได้ สัมผัสกับลมอุ่นๆ ปะทะใบหน้ามากกว่าผม เพราะไม่ได้สวมหมวกนิรภัยดังกฎบ้านเมืองกำ�หนด ทั้งสองยังคงเคลื่อนรถ เครื่องยี่ห้อที่พี่น้องชายหน้าหญิงเป็นพรีเซนเตอร์ไปเรื่อยๆ ด้วยความเร็วอันน้อยนิดตอนรถติด ทำ�ให้ผมได้มีโอกาสศึกษาชีวิตมากมายบนย่านธนบุรีที่วุ่นวายแห่งนี้ มอเตอร์ไซค์กับรถยนต์ก็ติดไม่แพ้กัน ทำ�ให้ต้องเคลื่อนไปพร้อมๆ กันทั้งซอยใหญ่ในย่านนี้ “ไอ้หนุ่มกะอีสาว” คู่นี้ก็เช่นกัน ตกเป็นเหยื่อกรณีศึกษาของผมโดยที่เขาและหล่อนไม่รู้ตัวเลย ท่ามกลางอากาศที่ผมรู้สึกร้อนมากๆ อีสาวผู้ซ้อนท้ายคงรู้สึกดีกว่าผมและใครอีกหลายคนบนถนน เพราะ นอกจากเจ้าหล่อนจะไม่สวมหมวกนิรภัยแล้ว หล่อนยังยกถุงน้ำ�อัดลมแบบ “postmodern” (ถุงพลาสติกที่มีหูหิ้วในตัว ไม่ต้องพึ่งหนังยาง เป็นที่สุดแห่งนวัตกรรมหลังยุคใหม่) ในถุงบรรจุน้ำ�อัดลมสีดำ�มีฟองลอยขึ้นมาดูด ดูเธอพึงพอใจในรส


ISSUE 6 February - April 2009

45

และความเย็นสดชื่นของมัน แม้เจ้าหล่อนจะไม่ได้ซี้ดปากส่งเสียง “อ้าห์...!” แล้วทำ�หน้าตาบ่งว่า “สุดเท้าเลยพี่” เหมือน ในหนังโฆษณาก็ตาม รถเคลื่อนกันตามจังหวะไปสักพัก น้ำ�ดำ�ในถุง “postmodern” ของหล่อนก็หมดลง อีสาวสูดหมดจนหยด สุดท้าย (โดยที่ผมไม่เห็นว่าเธอจะแบ่งให้ไอ้หนุ่มพลขี่ดูดบ้าง) ก่อนที่จะอาศัยจังหวะรถชะลอตัวบรรจงหย่อนเจ้าถุง “postmodern” ลงข้างบาทวิถี ก่อนที่รถจะค่อยๆ คล้อยผ่านไป ไอ้หนุ่มพลขี่ก็ทำ�สีหน้าพยักเพยิดเห็นด้วยกับการกระทำ� ของเธอ เขาและเธอคงคิดว่า “ดูดหมดแล้วก็ทิ้งสิวะ” ผมเห็นแล้วแทบกรี๊ด ชะโงกมองดูว่าตรงข้างบาทวิถีนั้นมันมีถังขยะอยู่หรือเปล่า เอ...หรือว่ามีแต่มันเต็ม หรือ เป็นที่ที่คนทิ้งกันประจำ�แบบรู้กันเอง ผมมองไปก็เห็นแต่เจ้าถุง “postmodern” ยืนสงบนิ่งอยู่อย่างโดดเดี่ยวข้างบาทวิถี ใจผมนึกด่า “มัน” ในฐานะที่ผมไม่เข้าใจว่า “มัน” เป็นใครถึงได้มาหางานให้คนกวาดถนนทำ�แบบง่ายๆ แต่ เห็นแก่ตัวเช่นนี้ ถ้าผมหรือใครสักคนไปทำ�ทีเป็นว่ากล่าว “มัน” ก็คงตอบกลับมาเป็นสำ�เนียงแว้นๆ ว่า “ปาย ทิ้งบนหัวพี่ ป่ะล่ะค้าบ” ลมร้อนผ่าวพัดผ่านหน้าผมไปพร้อมกับไอ้หนุ่มกะอีสาวที่หายลับตาไปหลังจากสร้างสรรค์วีรเวรสุดสลดกับ เจ้าถุงน้ำ�อัดลมแห่งยุคคลั่งนวัตกรรมใหม่ ผมพยายามมองโลกในแง่ดีว่า ทั้งเขาและเธออาจจะพยายามสนองนโยบายรัฐบาลภายใต้สโลแกนสุดแจ่ม แห่งศักราชนี้ “ช่วยชาติ” เพราะเป็นการสร้างงานให้กับคนเก็บขยะกวาดถนนของกทม. ให้มีงานทำ�ต่อไป ป้องกันการ ว่างงาน โดยไม่ต้องพึ่งโครงการต้นกล้า หญ้าอ่อน รากฝอย ที่ไหนมาหาฝึกงานอาชีพให้ใหม่ ไม่ต้องให้คนเหล่านี้ไป ลอยคอรอคอยความช่วยเหลือจากภาครัฐ พยายามสร้างงานให้เกิดขึ้นเองโดยคนในชุมชน ด้วยหลักอุปสงค์อุปทาน ถ้า ไม่มีขยะทิ้งเรี่ยราดเสียบ้างคนกวาดถนนก็ไม่มีงานทำ� อืม... สมดุลดี มันมีเหตุผลนะที่ทำ�ให้ผมคิดแบบนั้น เพราะถัดมาจากจุดเกิดเหตุหย่อนถุงไม่ไกล ก็มีอาเฮียคนหนึ่งกำ�ลัง บรรจงพับถุงพลาสติกหลายถุงให้เป็นชิ้นเล็กๆ พอที่จะยัดลงผ่านตะแกรงท่อระบายน้ำ�ลงไปได้ ประหนึ่งหมายจะถมท่อ ระบายน้ำ�อันกระจ้อยร่อยของเมืองหลวงให้เต็มไปต่อหน้า โถ...เฮีย กู๊ดไอเดียจริงๆ พยายามสร้างงานให้กับนักโทษราชทัณฑ์ผู้ได้รับโอกาสทองออกมานอกกำ�แพงลวด หนาม จะได้มีงานลอกท่อทำ� ไม่ใช่ยืนกระดิกเท้าว่างๆ มันช่างเป็นวิธีการ “ช่วยชาติ” ที่ “CULT” จริงๆ หรือมองจากอีกด้าน แบบที่ไม่ใช่การมองโลกในแง่ดีนัก การกระทำ�พวกนี้มันช่างไร้ซึ่งความรับผิดชอบสิ้นดี ความมักง่ายอย่างร้ายกาจที่อำ�นวยแต่ความสะดวกตามสบายของตน โดยไม่ต้องคำ�นึงถึงว่าใครหรือผู้ใดจะต้องมารับผิด ชอบการกระทำ�ร้ายๆ ตามเก็บชิ้นส่วนความมักง่ายของคนเหล่านี้ กับแค่ความรับผิดชอบที่มีต่อการกระทำ�เล็กๆ ของตน เพื่อประโยชน์ของสังคมสาธารณะก็ยังทำ�กันไม่ได้ การที่เราจะคาดหวังถึงสังคมอันอุดมระเบียบคงเป็นเพียงฝันที่ห่าง���กล ความจริงหลายล้านปีแสง


46

ISSUE 6 February - April 2009

ฉันเกลียดมนุษย์

mr.misanthrope

“ขอแสดงความรัก” หลังจากที่หมกมุ่นสนทนากับดวงจิตนิมิตอยู่นาน ฉันจึงตัดสินใจว่าจะลองระบายความในใจออกมาเป็นเรื่อง ที่มนุษย์มองว่าสวยงามอย่างเรื่องรักๆ ดูบ้าง เพราะดวงจิตนิมิตบอกว่าช่วงหลังๆ ฉันนอนไม่ค่อยหลับเพราะเครียดมาก เกินไป เลยอยากให้ฉันคิดเรื่องจรรโลงโลกดูบ้าง ฉันเห็นเหล่ามนุษย์ชอบอ้างกันอยู่ทุกปากว่า “รักนั้นคือทุกสิ่ง” แต่บาง มุมฉันก็มองว่ารักคือคำ�พูดที่สุภาพของคำ�ว่าผสมพันธุ์ ในห้วงลึกของมนุษย์นั้นมักมีคำ�สั่งที่ว่านี้บรรจุอยู่ในเคมีของสมอง เสมอ แม้รักของฉันไม่ใช่แบบนั้น และรักก็คงไม่ใช่แนวทางที่ฉันอยากจะร่วมสังฆกรรมด้วย แต่ฉันจะขอถือโอกาสนี้ลอง แสดงความรักดู ถ้าแปลคำ�ว่ารักแบบดาดๆ ตามแบบขอฉันได้ว่าความปรารถนาดี ความรู้สึกดีๆ ที่มีต่อใครหรือสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ล่ะก็ ฉันก็พอนึกออกอยู่บ้าง ฉันมีความรู้สึกรักอะมีบามาก และฉันก็รู้สึกอิจฉามันไปด้วยในตัว เพราะในสำ�นึกของฉัน อะมีบาดูจะใกล้ ปลายทางของทางเดินที่เรียกว่า “นิพพาน” ที่สุด เพราะมันไม่ทุกข์ ไม่มีความรู้สึก ไม่มีเวลา ไม่มีความคาดหวัง ไม่มี การเมือง ไม่ต้องปกครองกัน บนโลกใบเล็กของฉัน ไพศาลเป็นจักรวาลของพวกเธอ ซึ่งพวกเธอก็ไม่ได้สนใจว่ามันสำ�คัญ ไฉน และที่สุดอะมีบาไม่ต้องอ้างเอ่ยบอกคำ�รักแทนคำ�ขอขยายพันธุ์ โอ้...ฉันรักเธอจริง อะมีบา ฉันรู้สึกสำ�นึกในแผ่นดินที่ให้โอกาสฉันได้มีที่ยืน คอยยึดเหนี่ยวโครงรากอันแผ่กว้างให้เหล่าต้นไม้ผู้ผลิตได้เริ่ม สร้างระบบนิเวศอันน่าอัศจรรย์ ฉันตั้งใจว่าจะฝังร่างลงใต้ดินเป็นเรือนตาย ฉันรักผืนดินจริงๆ ฉันรักสายน้ำ�อันหล่อเลี้ยงชีวิต น้ำ�เป็นส่วนประกอบของฉันและเธอ ทั้งเลือด อาเจียน สเปิร์ม และประจำ� เดือน แม้บางช่วงธารของเหลวบนโลกอย่างสายลำ�น้ำ�ธรรมชาติจะต้องรองรับมูลปฏิกูลมนุษย์ เคมี เศษเดนของความมัก ง่ายเห็นแก่ตัว แต่ฉันก็ดื่มน้ำ�นั้นด้วยความสดชื่นยินดี ธารน้ำ�ที่เป็นสสารอมตะหมุนเวียนจากมหสมุทรสุดสายธารจนเป็น เมฆครื้ม กลั่นเป็นฝนสาดหล่นลงมาจากฟากฟ้าเป็นวัฏจักรที่เป็นต้นกำ�เนิดชีวิตอันไร้ที่สิ้นสุด


ISSUE 6 February - April 2009

47

ฉันรักสายลมและอากาศ ฉันสูดอากาศเข้าผ่านปอดฟอกเลือดของฉัน ลมเอื่อยปะทะร่างเรียกสติเตือนให้ ตระหนักรู้ความมีตัวตนตลอดเวลา อากาศเป็นของไหลที่น่ารัก แม้ฝ่ามือนิ้วทั้งห้าของฉันไม่สามารถแตะต้องสัมผัส ลูบคลำ�เธอได้ แต่ตราบใดที่ฉันมีตัวตนเป็นสัตว์บกสองเท้าหลังเหยียดตรงเช่นนี้ สิ่งที่ห่อหุ้มร่างของฉันก็คงมีแต่เธอ ฉันคงรู้สึกผิดถ้าไม่ได้บอกรักกับแสงสว่างผู้มอบพลังงานมหาศาลแก่เหล่ามวลชีวิต โดยเฉพาะเหล่าพืชใบไม้โรงงาน ผลิตอาหารของโลก แสงสว่างยังให้ความอบอุ่นกับฉับด้วย แต่ฉันก็รักความมืดมากไม่แพ้กัน เพราะเมื่อฉันหันหน้าให้ แสงสว่างด้านหลังฉันก็มีความมืดจับจ้องอยู่ และเมื่อฉันเผชิญหน้ากับเงามืด ด้านหลังฉับก็ฉาบไปด้วยแสงสว่างเช่นกัน ฝาแฝดที่อยู่ด้วยกันเสมอนี่จึงเป็นที่รักยิ่งของฉัน ฉันรักเหล่าใบไม้ทั้งหลาย ที่อุตส่าห์ขับดันอากาศบริสุทธิ์ออกมาให้สรรพชีวิตได้สูดผ่านพาหะอากาศโชยกลิ่น อายสดชื่น อยู่ภายใต้ร่มเงาของสังคมใบเขียวน้อยใหญ่เกาะกลุ่มกลมเกลียวเป็นทรงพุ่มเติบใหญ่บนลำ�ต้นแข็งแรง เป็น เสาหลักอนันต์ให้แก่โลก โอ้เหล่ามวลพี่น้องร่วมเผ่าพงศ์ของฉัน พวกเธอรู้ไหมว่า แม้ฉันจะรู้สึกรักและสำ�นึกในบุญคุณของสรรพสิ่ง ต่างๆ หมู ปลา วัว ไก่ ที่ยอมสละชีวิตที่มีอยู่เพื่อแปรเป็นแหล่งพลังงานผ่านการถูกกินและย่อยโดยกระเพาะของฉัน แต่ ฉันก็เห็นใจพวกมันเหลือเกินกับการยอมตายอย่างทรมานทั้งหมู่หลายร้อยพันชีวิตในพริบตาแม้ไม่เต็มใจ ทั้งในโรงฆ่า สัตว์และเรือประมง แต่ฉันก็พยายามรับมันให้ได้อย่างปกติเช่นเดียวกับการรมแก๊สสังหารหมู่พวกยิวของนาซี ฉันขอบคุณการพบพานกับดวงจิตนิมิต ในฐานะที่ปรึกษาที่ดีเลิศ ปลอบประโลมยามความเกลียดชังของฉัน ปรี่ล้น คอยเติมเต็มความเดือดดาลต่อมวลมนุษย์อันแสนโสมมให้ฉันไม่มีพร่อง ฉันและดวงจิตนิมิตมองโลกผ่านสายตา ของกันและกันสู่โลกในวันที่ฟ้าหม่นลงมากขึ้นทุกขณะ เวลาผันผ่านกาลเปลี่ยนไปนานพอที่ฉันจะยืนยันความรักต่อดวง จิตนิมิตอย่างแนบแน่นเป็นหนึ่งเดียว ฉันไม่ลืมที่จะรักพระเจ้า ฉันคงต้องสำ�นึกคุณพระองค์ผู้สร้างสรรค์ระบบชีวิตซับซ้อนเกื้อหนุนซึ่งกันและกัน อย่างลงตัวทุกกระเบียด กลายเป็นเหล่ามวลชีวิตในระบบนิเวศบนดาวสีเทาๆ ดวงนี้ แต่โชคดีที่ฉันรู้จักชาร์ลส ดาร์วิน ฉันเลยรู้สึกรักเส้นทางการวิวัฒน์ในธรรมชาติอันยิ่งใหญ่กำ�หนดวิถีอันทรงพลังมากกว่าที่จะเหลียวมองพระองค์ ฉันไม่ขอขอบคุณและไม่รัก ไม่ใยดีความเป็นประเทศชาติที่คอยขีดแบ่งโลกอันเป็นหนึ่งเดียวออกเป็นเสี่ยง ทั้ง ที่โลกเป็นของทุกสรรพสิ่ง รัฐประชาชาติทั้งหลายต่างหวังกอบโกยอำ�นาจ สูบทรัพยากรของโลก ทิ้งเหล่ามนุษย์ผู้ด้อย ชนชั้นกว่าในสังคมและมวลชีวิตอื่นตายตกตามกัน เช่นเดียวกับโลกที่ถูกทึ้งทำ�ร้ายจนแทบจะไม่อยู่ในสภาพของบ้านที่น่า อยู่ได้อีก และสุดท้ายฉันขอแสดงความรังเกียจต่อมนุษย์ผู้ไร้สำ�นึกในการอยู่ร่วมโลกเดียวกัน ผู้ดำ�รงเผ่าพันธุ์การทำ�ลาย มล้างสิ้น สัตว์สองเท้ายโสที่ไม่มีความจำ�เป็นเลยในระบบนิเวศ กระบวนต่างๆ ในโลกก็ยังดำ�เนินไปได้หากมนุษย์สูญ พันธุ์ไป แม้พวกเธอและฉันยังต้องอยู่เคียงกัน เหยียบบนแผ่นดินเดียวกันอีกนาน เพราะ “ฉันเกลียดมนุษย์”


48

ISSUE 6 February - April 2009

ALIEN-ATE-YOU ศรีจัณฑาล

ทำ�มาหากิน V.S. ทำ�มาหาเงิน “ได้เงินสองพันกันไหมครับ” ทักทายกันก่อนด้วยคำ�ถามสุดทันสมัย เพราะ กว่าที่บทความนี้จะผ่านตาท่านๆ เช็ค “ช่วยชาติ” ก็คง เริ่มแจกจ่ายกันออกไปบ้างแล้ว ทำ�ไมนะหรือเขาถึงให้เงินสองพันแก่ผู้มีราย ได้ประจำ�ไม่ถึง 15,000 บาท ที่อยู่ในระบบประกันสังคม (ล่าสุดก็ได้รวมผู้ว่างงานเข้าไปในรายชื่อด้วย) เพราะเมื่อ เขาต้องการอัดฉีดเงินเข้าไปในระบบเพื่อให้เกิดการหมุน ของวงจรอุบาทว์ที่ชื่อว่า “ระบบเศรษฐกิจ” จึงจำ�เป็นต้อง อัดน้ำ�เลี้ยงเข้าไปสู่ปั๊มแรงดันสูง ซึ่งก็หมายถึงคนกลุ่มนี้ที่ รัฐไทยคาดการกันว่าเป็นกลุ่มคนที่เมื่อได้รับเงินสองพันนี้ มาแล้ว จะต้องวี้ดว้ายกระตู้วู้รีบทึ้งเจ้าสองพันบาทนี้ผลาญ เข้าสู่ระบบด้วยการใช้จ่ายอย่างรวดเร็ว ด้วยเหตุฉะนี้เอง ทางรัฐก็เลยเรียกมันว่า “เช็คช่วยชาติ” ไม่ใช่ “เช็คช่วย ท่าน” เพราะเมื่อเงินเข้าไปหมุนอยู่ในระบบ ผู้ประกอบ การห้างร้านหลากหลายกลุ่มนายทุนก็จะอยู่กันได้ก่อนที่จะ แปรผันเป็นเศษเงินในการจ้างงานอีกทอด เป็นอันว่าผู้ถือ “ระบบเศรษฐกิจ” รอดแล้ว ชาติก็รอดด้วย แล้วประชาชน ล่ะทำ�อย่างไรต่อไปกันดี ก่อนหน้านี้ประเทศไทยมีพื้นฐานการหล่อเลี้ยง ชีพมาจากเกษตรกรรม ในเพลานั้นพลเมืองของเราส่วน

ใหญ่ล้วนแต่เป็นเกษตรกรผู้รู้จักแต่การ “ทำ�มาหากิน” หา ใช่ “ทำ�มาหาเงินเยี่ยงทุกวันนี้ไม่ เพราะพื้นฐานทางสังคม เกษตรแต่เดิม คือการทำ�การเพาะปลูกเพื่อเลี้ยงชีพเป็น หลัก เมื่อเหลือจากเจือจุนครอบครัวและชุมชนเล็กๆ แล้ว จึงมีการจำ�หน่ายจ่ายแจกแลกเปลี่ยนเป็นสินค้าอื่นอันผลิต เองไม่ได้ การทำ�การเกษตรจึงเป็นการ “ทำ�เพื่อกิน” กอปร กับในแดนที่มีดินอุดมสมบูรณ์ของเรานี้ สามารถทำ�การ เพาะปลูกได้หลากหลาย อยากกินพืชผักผลไม้อะไรก็ปลูก เอาเองได้ แม้แต่ข้าวที่เป็นอาหารหลักมาช้านานก็มีไม่เคย ขาด อยากกินปลาก็ถือแหลงน้ำ�ไปจับเอา เหล่านี้คือวิถีชี วิตไทยๆ แท้ๆ แต่เดิม เงินจึงไม่ใช่สาระจำ�เป็นที่จะนำ�มา ซื้อหาอาหารมายาไส้ใครที่ไหน เวลาผ่านไป เมื่อประเทศเรายอมเป็นทาสรับ เอาระบบทุนมาเป็นตัวขับเคลื่อน และพยายามตั้งตนเป็น ตัวเอ้ด้านอุตสาหกรรมทั้งๆ ที่ปัจจัยหลายด้านก็ไม่ได้เอื้อ ต่อการเป็น nics หรือการเป็นประเทศอุตสาหกรรมใหม่ ตามอย่างตะวันตก การพัฒนานี้ถาโถมทับประโยคทอง ของ ม.จ.สิทธิพร กฤดากร ณ อยุธยาที่ว่า “เงินทองเป็น ของมายา ข้าวปลาเป็นของจริง” จนจมมิดดิน เมื่อวิถีชีวิต ของคนไทยก็เปลี่ยนผันไปตามอย่างตะวันตก จาก “พออยู่ พอกิน” เป็น “กินดีอยู่ดี”


ISSUE 6 February - April 2009

ร้ายไปกว่านั้นคือ ต้องการที่จะมี “เหลือกินเหลือใช้” จน เมื่อสถานะวิถีชีวิตดั้งเดิมถูกทำ�ลาย สภาพสังคมก็ง่อน แง่น ปวงประชาถูกเติมเต็มด้วยกองกิเลสจนเต็ม รังมา จนถึงปัญหาอื่นๆ ที่ตามมายาวเป็นหางว่าว ตั้งแต่ปัญหา ระดับปัเจกบุคคล ครอบครัว ยันสิ่งแวดล้อม จนถึงวันที่ประเทศไทยพึ่งพาการส่งออกเป็น รายรับหลักของประเทศถึงกว่า 70% โดยที่มีประชาชนอีก มากในรัฐปกครองตกสำ�รวจจากการมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี ผลิตผลทางการเกษตรคือสินค้าส่งออกที่ทำ�เงินเป็นอันดับ ต้นๆ ให้กับชาติและกลุ่มทุนพ่อค้าคนกลางสินค้าเกษตร แต่ในทางกลับกันเกษตรกรผู้ให้กำ �เนิดผลิตผลดังกล่าว กลับถูกมองข้าม ชาวนาผู้ไม่มีสิทธิ์ถือครองที่ดินอยู่ใน สภาพมาตุของข้าวแค่เพียงในนาม ไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะกิน ข้าวที่ปลูกเอง ต้องเอาเศษเงินที่ได้มาจากการเป็นกรรมกร ในนาไปซื้อข้าวกินอีกทอด แต่เงินอุดหนุนของรัฐก็ยังไม่ได้ ตกมาถึงชาวนาเกษตรกรที่เป็นแกนหลักของชาติ เมื่อพึ่งการส่งออกมาก แต่ผู้ซื้อกระเป๋าแฟบ เราก็ซูบซีดไปด้วย แล้ ว ทุ ก วั น นี้ เ รายั ง มี ก ารท่ อ งเที่ ย วที่ เ น้ น ให้ ความสำ�คัญกันมาก จนถูกสถาปนาขึ้นเป็น“อุตสาหกรรม การท่องเที่ยว” ชนิดที่ประเทศอื่นเขาไม่ทำ�กันเป็นล่ำ�เป็น สันขนาดนี้ จนอนุญาตให้หลายชาติในโลกเข้าบ้านเราโดย ไม่ต้องขอวีซ่า เรียกว่าเปิดบ้านล้างครัวรอต้อนรับกันเลย หรือเราให้ความสำ�คัญกับการท่องเที่ยว และ ชาวต่างชาติทั้งขนหน้าแข้งทองและไม่ทองมาก หลังจาก เราผ่านยุคที่เปิดประเทศเป็นแหล่งท่องเที่ยวกันอย่างเป็น ทางการเมื่อยุคหลังปีสองพันห้าร้อย คนนอกพวกนั้นเป็น ประหนึ่งบุคคลสำ�คัญผู้มาโปรดชาติเรามิให้พานพบกับ ความฉิบหาย จนต้องกราบกรานยกย่องนักท่องเที่ยวโดย เฉพาะชาวต่างชาติชนิดเป็นนายเหนือหัวกันประมาณนั้น

49

กลับมาที่เรื่องสองพันบาท แทนที่มาตรการที่ควรอยู่ในห้วงคำ�นึงในยุคข้าวยากหมาก แพงอันสำ�แดงฤทธิ์ออกมาทำ�ให้ประชาชนไม่กล้าที่จะใช้ จ่ายกันมาก ซึ่งเรื่องนี้ถ้ามองตามพื้นฐานกันแบบชาวบ้าน ก็นับว่าเป็นเรื่องที่ดีแล้ว เพราะยามที่อยู่ในยุคเข็ญเช่น นี้สิ่งที่ต้องทำ�เป็นอันดับแรกคือ “ประหยัด” “ประหยัด” “ประหยัด” เมื่อรู้ว่ารายรับที่ได้มามีความสัมพันธ์ที่ไม่ลง รอยกับรายจ่าย ตกงาน ค่าครองชีพสูง การเก็บหอมรอม ริบจะเป็นสิ่งที่ช่วยประกันความอยู่รอดของตัวประชาชน เองได้ดีที่สุด หัดก้าวขากันออกมาจากระบบเศรษฐกิจ กันบ้าง และเปลี่ยนจากการอ้าปากเรียกร้องขอความช่วย เหลือจากมาตรการของรัฐมาเป็นการพึ่งพาตนเองเสียที หรือเรากำ�ลังสาละวนอยู่กับการ “ทำ�มา หาเงิน” กันจนเข้าเส้นเลือดกระจายจมดีเอ็นเอไปแล้ว ผู้ที่ได้รับประโยชน์แบบตาอยู่กันไปเต็มก็คือ พวกนายทุนเจ้าสัว และเหล่าพ่อค้าที่เฝ้ารอเป็นเสือนอนกิน อยู่ในระบบ ด้วยข้ออ้างว่าระบบเศรษฐกิจจะล้มครืนถ้า ไม่มีการใช้จ่าย บางแห่งต้องร้องแห่ขอความช่วยเหลือจาก รัฐ เพื่อให้รัฐอัดเงินเข้าอุ้มชู เพราะในระบบนี้ ถ้ากลไกตัว หนึ่งพังหรือล้มครืน มันก็จะล้มครืนต่อกันเป็นโดมิโน ดั่ง เชือกเส้นเดียวผูกคอคนตายได้เป็นหมู่ แต่ท้ายสุดแล้วคนชนชั้นนี้ที่หากินอยู่กับระบบ เศรษฐกิจทุนนิยมก็เป็นผู้อยู่รอดอยู่ดี นอกจากทั้งรวย ทั้ง สบาย ทั้งนอนกิน ไม่เคยแม้ได้กลิ่นอายของความทุกข์ยาก แล้วก็ยังแสดงความคงกระพันอันปราดเปรื่องไม่ยอมคลาน เข้ากับดักทุนที่เหล่าพวกของตนขุดไว้ กลับผลักไสเศษซาก ของประชาชนไปถมในหลุมแล้วพากันเดินขบวนข้ามไป เหมือนข้ามสะพานมนุษย์


50

ISSUE 6 February - April 2009

1.ลับเล็บ

พรรคการแมว CATS PARTY ...quin toki...

2.ม่อนโชว์


คิดแบบน้องหม่อน อภิรดา

ISSUE 6 February - April 2009

51

น้องหม่อน กับ ความรัก เย็นวันหนึ่ง หลังเลิกเรียน คุณแม่เดินไปรับน้องหม่อนกลับบ้าน บทสนทนาก็เริ่มขึ้นระหว่างทางกลับบ้านนี่เอง น้องหม่อน : คุณแม่ขา น้องหม่อนอยากมีแฟนค่ะ คุณแม่ : แฟนคืออะไรจ๊ะ น้องหม่อนลองบอกแม่มาสิ น้องหม่อน : ก็คือคนที่เรารักไงคะคุณแม่ คุณแม่ : จ้ะ แล้วน้องหม่อนเจอคนที่รักแล้วเหรอลูก น้องหม่อน : ยังหรอกค่ะคุณแม่ น้องหม่อนก็เลยอยากเจอยังไงล่ะคะ เพราะเพื่อนที่โรงเรียน เค้ามีแฟนกันทั้งนั้นเลยค่ะ น่าอิจฉาจัง คุณแม่ : (เอาแล้วลูกชั้น แก่แดดแก่ลมขึ้นทุกที) แล้วสเปคของน้องหม่อนเป็นยังไงเหรอลูก เผื่อแม่ช่วยหาให้ น้องหม่อน : สเปคคืออะไรเหรอคะคุณแม่ คุณแม่ : น้องหม่อนชอบแฟนที่เป็นแบบไหนเหรอลูก น้องหม่อน : อย่างแรกนะคะ ต้องใจดีเหมือนคุณแม่ค่ะ คุณแม่ : อืมม (น่าสนใจ) แล้วหน้าตาล่ะ แล้วผมสั้นหรือยาวลูก น้องหม่อน : หน้าตายังไงก็ได้ค่ะ น้องหม่อนไม่ได้ชอบคนที่หน้าตานี่คะ คุณแม่ : (ดีมากลูก) แล้วคนใจดี น้องหม่อนจะมีวิธีหายังไงล่ะลูก น้องหม่อน : นั่นสิคะ คุณแม่มีวิธีแนะนำ�ไหมคะ คุณแม่ : งั้นน้องหม่อนคงต้องเข้าไปคุยกับเค้า เพราะโบราณว่า “รู้หน้า ไม่รู้ใจ” จ้ะ น้องหม่อน : แล้วเราเป็นผู้หญิงจะให้ไปคุยกับผู้ชายก่อนจะดีเหรอคะ คุณแม่ : (เออ เนอะ ลืมนึกไป) อ้อ น้องหม่อนเคยได้ยินไหมจ๊ะว่า ความรักน่ะ ถ้ายิ่งตามหา จะยิ่งหนีหาย ต้องปล่อยให้มันมาหาเรา เอง แม่ว่าน่าจะดีกว่านะลูกนะ น้องหม่อน : คุณแม่พูดน่าสนใจค่ะ ถ้างั้นน้องหม่อนจะไม่ดำ�เนินการใดๆ ทั้งสิ้น จนกว่าความรักจะมาหาก็แล้วกันนะคะ คุณแม่ : แม่ไม่คิดแทนน้องหม่อนหรอกจ้ะ น้องหม่อน : ขอบคุณค่ะคุณแม่ อ้อ วันนี้ น้องหม่อนคิดออกแล้วนะคะว่า โตขึ้นอยากเป็นอะไร คุณแม่ : (อีกแล้ว...เหรอลูก) อะไรเหรอลูก น้องหม่อน : เดี๋ยวน้องหม่อนไปจดลงสมุดก่อนนะคะคุณแม่ คุณแม่ : อ้าว น้องหม่อน เดี๋ยวสิลูก น้องหม่อนยังไม่ตอบแม่เลยว่าอยากเป็นอะไร น้องหม่อน : ความลับค่ะ คุณแม่ : ฮือๆ น้องหม่อนมีความลับกับแม่ด้วยเหรอลูก น้องหม่อน : คุณแม่ก็ ถ้าคุณแม่รู้ คุณแม่ก็ไม่แปลกใจน่ะสิคะ ตอนน้องหม่อนได้เป็นน่ะ คุณแม่ : บอกแม่มาเถอะ อย่าทรมานแม่เลยนะลูกนะ แม่อยากรู้ น้องหม่อน : ยังไงคุณแม่ก็ต้องได้รู้เป็นคนที่สองอยู่แล้วละค่ะ เพราะคนแรกที่รู้ก็คือน้องหม่อนไงคะ คุณแม่ : น้องหม่อนส่งจดหมายมาบอกแม่ก็ได้นะลูก น้องหม่อน : คุณแม่ละก็ น้องหม่อนสัญญาค่ะ ว่าสักวันหนึ่ง น้องหม่อนจะบอกคุณแม่แน่ ทั้งสองเดินถึงหน้าบ้านพอดี หลังจากคุณแม่เปิดประตูบ้าน ลูกสาวตัวน้อยก็วิ่งตื๋อเข้าบ้านไปในทันที


52

ISSUE 6 February - April 2009

ก่อนปิิดเล่ม

สัปดาห์หนังสือ ช่วยให้คนอ่านหนังสือกันมากขึ้นไหม ตามความเห็นของเรา ไม่ค่อยช่วย แต่น่าจะช่วยให้คนหาหนังสือที่อยากอ่านได้ง่ายขึ้น เพราะงานได้รวมมาให้แล้ว บางครั้ง หลายคนซื้อหนังสือจากงานหนังสือมากมายมากองไว้ หวังว่าจะอ่าน แต่แล้วกองนั้นก็ยังสุมอยู่ที่เดิมเมื่อเวลา ผ่านไป หรืองานหนังสือรอบใหม่เวียนมาบรรจบ ในไทย มีงานสัปดาห์หนังสือใหญ่ๆ ด้วยกันสองหนต่อปี คือช่วงเดือนเมษายน และเดือนตุลาคม (ที่เป็นสอง ช่วงนี้ คาดว่ายึดจากช่วงปิดภาคเรียนเยาวชนของชาติเป็นเกณฑ์) แต่สองงานเป็นคนละงานกัน (ทางทฤษฎี) ใครเคยมีประสบการณ์เที่ยวงานหนังสือ สมัยที่จัดภายในบริเวณกระทรวงศึกษาธิการกันบ้าง เราคนหนึ่งละ ที่เคยจูงแม่ลากน้องชายนั่งรถทัวร์มาจากชลบุรี แล้วก็กลับบ้านมือเปล่า ทำ�ไม ประสบการณ์คราวแรกนี้ เราถึงไม่ได้หนังสือกลับบ้าน เป็นเพราะไม่รู้จะซื้ออะไร คือไม่มีเป้าหมาย สักแต่อยากมาเดินดู มีหนังสือที่เห็นแล้วอยากได้ แต่ก็ตัดสินใจ ช้า จะกลับไปที่บูธนั้นก็หา (บูธ) ไม่เจอแล้ว งานหนังสือนั้น มีดีแน่ แต่ที่ไม่ดี ก็มีอยู่เหมือนกัน ทำ�ไม จึงมีสำ�นักพิมพ์ที่ต่อต้านงานหนังสือ (เพราะมันรุกรานระบบธุรกิจร้านหนังสือ) ทำ�ไม เราจึงต้องพึ่งพางานหนังสือ ในการแพร่แนวคิดของเรา หลายสำ�นักพิมพ์ เฝ้ารองานหนังสือ ด้วยใจจดจ่อ เพราะไม่ต้องพึ่งสายส่ง ได้เจอกับคนอ่านโดยตรงแบบไม่มี คนกลาง หลายคนมางานเพราะอยากได้ลายเซ็นจากนักเขียนที่ชื่นชอบ หลายคนมาเพราะหนังสือถูก หลายคนมาตา มหาหนังสือเก่า หลายคนมาเพราะอยากอ่านหนังสือใหม่ อีกหลายคนมาเพราะมีงานเสวนา แต่ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดๆ ก็ส่งผลให้งานหนังสืออยู่ยงคงกระพันมาได้ ช่วงงานหนังสือ DE.O. ได้โอกาสไปวางที่บูธ Alternative Writers ขอขอบคุณมา ณ ที่นี้ แต่ยังไงก็อุดหนุนร้านหนังสือกันบ้างนะ ร้านหนังสือที่ให้ที่ทางแก่ DE.O. Magazine ต้องขอขอบคุณ “ร้านหนังสือเดินทาง” ถ.พระสุเมรุ ขอบคุณพี่ หนุ่ม และ “ร้านประตูสีฟ้า” ขอบคุณพี่แป๊ะ สำ�หรับคำ�แนะนำ�และความเอื้อเฟื้อ ยังติดต่อสื่อสารกับทีมงานได้โดยตรงที่ deo.magazine@gmail.com ติดตามความเคลื่อนไหวได้ที่ http:// deo.exteen.com Deo ฉบับนี้ เป็นฉบับที่ 6 แล้ว นั่นก็แสดงว่า ฉบับหน้าจะเป็นฉบับครบ 1 ปี ไม่น่าเชื่อแต่ก็ต้องเชื่อว่าทำ�ออก มาได้ครบขวบปีแล้ว

ถ้าโลกไม่ดีขึ้นในพริบตา เรายังมีโอกาสมาเจอกันเรื่อยๆ


“การเดินทาง คือสายตาของนักเขียน” รงค์ วงษ์สวรรค์


deo magazine 6