Page 1

»˜¹ÊØ¢ ẋ§»˜¹ ÊÃäÊÌҧ à¾×èͪØÁª¹¹‹ÒÍÂÙ‹

ฉบับที่ 08 พฤศจิกายน 2555

ปันสุข


www.punsook.org

จัดท�ำโดย

»˜¹ÊØ¢ ẋ§»˜¹ ÊÃäÊÌҧ à¾×èͪØÁª¹¹‹ÒÍÂÙ‹

ส�ำนักสนับสนุนสุขภาวะชุมชน ส�ำนักงงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ ปันสุข : เลขที่ 3 รามค�ำแหง 44 ถนนรามค�ำแหง แขวงหัวหมาก เขตบางกะปิ 10240 Email : editor@punsook.org โทร : 08 1710 0456

ปันสุข

facebook > ค้นหา


า > ปันสุข

สถานี 3

การแลกเปลี่ยนเรียนรู้นั้น เราอาจไม่ต้องมีอะไรเลย มีคนมานั่งแล้วมาพูดบรรยายให้จตาม จดบ้างไม่จดบ้าง แล้วก็กลับไป เอาไปประยุกต์ใช้บ้าง หรือไม่น�ำพาซึ่งผลลัพธ์ใดๆ เลย แต่ถ้า เป็นการสร้างกระบวนการเรียนรู้ร่วมกัน สิ่งแรกเลย คือเราต้องเตรียมการ รวมถึงบุคลากรที่จะ มาสร้างแรงบันดาลใจให้กับคนที่มาเรียนรู้ร่วมกัน เริ่มต้นเลยคนที่มานั้น จะต้องรู้ว่าต�ำบลนั้นๆ เป็นอย่างไร ดังนั้นต�ำบลแม่ข่ายจะต้องส่ง ข้อมูลไปให้แก่ผู้ที่จะมาร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ก่อนมา ซึ่งทางต�ำบลแม่ข่ายเองก็ต้องเตรียมการ ให้พร้อมเพื่อต้อนรับผู้ที่เข้ามาขอแลกเปลี่ยนความรู้ โดยต�ำบลแม่ข่ายจะใช้พื้นที่จริงเป็นตัวกระตุ้นในการเรียนรู้ร่วมกัน เพราะฉะนั้นสิ่งส�ำคัญคือ แม่ข่ายจะต้องคุยกันให้ชัดเจนก่อนที่เพื่อนจะมา ว่าเรามีหน้าที่สร้างการเรียนรู้ร่วมกัน เราไม่ได้ จัดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้เฉยๆ เรียนรู้ร่วมกันหมายความว่า เพื่อนเครือข่ายก็ต้องมีการเตรียม การ ชาวบ้านทุกคนคือฟันเฟืองที่ส�ำคัญต่อกระบวนการ ซึ่งพึงอย่าเพิกเฉยต่อพวกเขา เพราะการ ลงนาม MOU มิใช่การกระท�ำที่ส่งผลต่อคนเพียงบางกลุ่ม หากแต่เป็นทุกคนที่อยู่ร่วมกันใน ชุมชน การได้เห็นกระบวนการสร้างการเรียนรู้ร่วมกัน เพื่อร่วมสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้มา เยือนคือสิ่งที่ชุมชนแม่ข่ายควรตระหนักรู้ และเห็นเป็นความส�ำคัญต่อกระบวนการสร้างการ เรียนรู้ร่วมกัน ค�ำถามที่ต้องน�ำไปขบคิดคือ จะท�ำอย่างไรให้ผู้มาเยือนรู้สึกอบอุ่น หรือรู้สึกว่าต�ำบลนี้น่าอยู่ กว่า เมื่อเทียบกับต�ำบลที่ตนพักพิง ให้เขาตั้งค�ำถามว่า ท�ำไมที่บา้ นเราไม่มี พราะแรงบันดาลใจ คือสิ่งส�ำคัญ เป็นพลังผลักดันให้เกิดสิ่งดี โดยสิ่งที่แม่ข่ายต้องยึดถือเป็นเป้าหมายอีกอย่างในการดึงชุมชนอื่นเข้ามาเรียนรู้ร่วมกัน คือ การดึงสิ่งใหม่ๆ ออกมาจากกระบวนการ ซึ่งความคิดใหม่คือดอกผลที่การันตีกระบวนการที่ เรียกว่าการเรียนรู้ นอกจากนี้ แม่ข่ายจะต้องรู้ถึงจ�ำนวนแกนน�ำ ตลอดจนทักษะศักยภาพที่มีอยู่ของพวกเขา เพราะเมื่อมีเพื่อนมาเรียนรู้แล้ว4-5 รุ่น ก็จ�ำเป็นต้องมาสรุปกันครั้งหนึ่ง ว่าแกนน�ำคนนั้นๆ มี ความเข้าใจเพิ่มขึ้นมากน้อยเพียงใด ตลอดจนสังเกตการณ์ถึงแรงบันดาลใจในตัวพวกเขา เพราะถ้าไม่ได้สิ่งเหล่านี้มา นั่นบ่งบอกถึงการเป็นแม่ข่ายที่ไม่มีประสิทธิภาพ ต้องกลับมา ทบทวนตนเองใหม่ และพยายามผลักดันตัวเองขึ้นมา ผ่านการเตีรยมตัวและการท�ำงานที่หนัก ขึ้น เพราะการท�ำหน้าที่เป็นผู้สร้างการเรียนรู้ร่วมกันนั้นต้องมีความพร้อม เพื่อว่าจะผลักดัน ชุมชนที่เป็นลูกข่ายไปด้วยกัน ดวงพร เฮงบุณยพันธ์ ผู้อ�ำนวยการส�ำนักสนับสนุนสุขภาวะชุมชน (สน.3)


สารบัญ

การปกครองเข้มแข็ง ที่“บ่อหิน” 6

กลุม่ แกล้งจน คนหนองสาหร่าย 8

รัว้ กินได้ 10

สูพ้ ิษงูดว้ ยสมุนไพร 12

หนทางแห่งความอยูร่ อดบ้านห้วยน�ำ้ เค็ม 14

จนกว่าจะหมดแรง เพื่อรักษาดนตรีไทย16

เปลีย่ นเศษผ้า เป็ นอาชีพ18

หมอหลี หมอยาแห่งลุม่ น�ำ้ เพชรฯ 20

กิตตินนท์ซเู ปอร์มาร์เก็ต 22

สวนหม่อม ที่พกั พิง รวมใจชาวปริก 24


บทบรรณาธิการ ใกล้จะเข้าสู่ขวบปีใหม่เข้าไปทุกขณะ ปันสุขเองก็เข้าใกล้หนึ่งขวบเข้าไปทุกที ถึงแม้ว่าเราจะใหม่ แต่ก็ได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากเพื่อนเครือข่ายชุมชน สุขภาวะ ตลอดจนเพื่อนๆ ที่เข้ามาติดตามผ่านแฟนเพจของปันสุข กระนั้น แม้จะ มีจ�ำนวนผู้ติดตามมากขึ้น แต่ในส่วนของเนื้อหา ยังไม่ค่อยได้รับการตอบรับ เท่าไร เราจึงคิดหากิจกรรมเพื่อให้เครือข่ายได้เข้ามามีส่วนร่วม และเพื่อเป็นการ พัฒนาบุคลากรด้านการสื่อสารให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น นอกจากนี้ เรามีเป้าหมายให้ชุมชนเป็นเครือข่ายส�ำคัญในการผลิตเรื่องราว ของตัวเอง แต่ด้วยปัจจัยเรื่องระยะทาง ระยะเวลา ท�ำให้เราจ�ำเป็นต้องคิดหาวิธี การอย่ า งอื่ น นอกเหนื อ จากการลงพื้ น ที่ โดยที่ เ ราก� ำ ลั ง จะเริ่ ม นั้ น คื อ การ ประกวดภาพถ่าย และสารคดี เพื่อให้ชาวชุมชนสุขภาวะได้มีพื้นที่ในการแสดงตัว ตนของตัวเอง และเพื่อเป็นการสืบเสาะคนหาบุคคลที่มีความสามารถให้มา ท�ำงานคู่กับชุมชนสืบไป ส�ำหรับในฉบับนี้ ก็ยังคงเต็มไปด้วยเรื่องราว ที่สะท้อนภาพการท�ำงานของ ชุมชนสุขภาวะ ครบถ้วนเกือบทุกประเด็น ที่วา่ เกือบนั้น เพราะเรื่องการจัดการภัย พิบัตินั้น เราไม่มีมาลงต่อเนื่องนัก แต่ก็พยายามเฟ้นหาเรื่องราวที่ดี มีความ เหมาะสมมาน�ำเสนอต่อไป เพราะทั้งนี้ เสมือนว่า เราเองได้ร่วมศึกษาเรียนรู้ไป พร้อมกับทุกคน ซึ่งในแต่ละวันที่เราได้รู้มากขึ้น ก็ยิ่งเหมือนเราอยู่ใกล้ชุมชนมาก ขึ้น ในส่วนของแกลลอรี่ที่ได้จัดท�ำขึ้นใหม่นั้น ณ เวลานี้ ก็มีแกลลอรี่มาเติมอีก หนึ่งแห่ง อาจยังไม่ครบถ้วน เพราะเป็นภาพที่ลงไปเก็บเมื่อนานมาแล้ว เราจะ พัฒนาและลงพื้นที่เพื่อเก็บภาพเหล่านี้มาให้มาก เพื่อแบ่งปันกับชุมชนในเครือ ข่ายได้อย่างทั่วถึงมากที่สุด

บรรณาธิการ

ปันสุข


การบริหารจัดการท้องถิ่นแบบมีส่วนร่วม

วิสาหกิจชุมชน กับการปกครองเข้มแข็งที่ “บ่อหิน” องค์การบริหารส่วนต�ำบลบ่อหิน หรือ อบต.บ่อหิน อ.สิเกา จ.ตรัง มีการด�ำเนินงานที่น่าสนใจและกลายเป็นต้น แบบให้ชุมชนอื่นต้องเข้ามาศึกษาความส�ำเร็จเพื่อน�ำไปปรับใช้กับชุมชนของตนเอง โดยสภาพพื้นที่ของต�ำบล แม้จะมีทรัพยากรธรรมชาติทางทะเล ป่าไม้และภูเขา ที่อุดมสมบูรณ์ แต่กลุ่มหลังคา เรือนในแต่ละหมู่บ้าน ก็มีความไกลห่างกัน บ้างถูกกั้นด้วยคลอง บ้างถูกกั้นด้วยแนวเขา ต�ำบลบ่อหินจึงได้พัฒนา ระบบการปกครองชุมชนแบบ “แบ่งเขต”ในแต่ละหมู่บา้ นขึ้นมา และท�ำให้เกิดการมีส่วนร่วมอย่างได้ผล ตามข้อมูลพื้นฐานระบุว่า ต�ำบลบ่อหิน มีประชากร 6,725 คน จ�ำนวนครัวเรือน 1,974 ครัวเรือน นับถือศาสนา พุทธประมาณ 70 เปอร์เซ็นต์ และศาสนาอิสลาม 30 เปอร์เซ็นต์ ทางองค์การบริหารส่วนต�ำบลบ่อหิน ได้ร่วมมือกับ ภาคีเครือข่ายและชาวบ้าน ได้มีการวางระบบให้กับชุมชน 6 ระบบ เพื่อให้การพัฒนามีรูปแบบและเป็นไปในทาง เดียวกัน ได้แก่ 1.ระบบบริหารจัดการท้องถิ่น 2.ระบบอาสาเพื่อชุมชน 3.ระบบการเรียนรู้ การศึกษาและศิลป วัฒนธรรมท้องถิ่น 4.ระบบอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 5.ระบบเศรษฐกิจชุมชน และ 6.ระบบ สวัสดิการชุมชน ธรรมฤทธิ์ เขาบาท นายกองค์การบริหารส่วนต�ำบลบ่อหิน (อบต.บ่อหิน) กล่าวถึง การด�ำเนินงานว่า ที่ผา่ นมา อบต.เน้นการจัดการทรัพยากรเชิงอนุรักษ์ ยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง มีกลุ่มวิสาหกิจชุมชนหลายกลุ่ม และมีรูป แบบการปกครองแบบแบ่งเขตในหมู่บ้าน ซึ่งได้กลายเป็นต้นแบบของหลายๆ แหล่ง “ระบบบริหารจัดการท้องถิ่นในต�ำบลบ่อหิน หมู่ที่ 4 บ้านไสต้นวา ได้กลายเป็นต้นแบบการปกครองแบบแบ่ง เขต มีสภาองค์กรชุมชน ท�ำงานควบคู่ไปกับสภา อบต.บ่อหิน โดยหมู่ที่ 4 นี้ ได้แบ่งเขตการปกครองเป็น 7 เขต ตาม จ�ำนวนประชากร ตามเส้นทางการคมนาคม ตามสภาพภูมิศาสตร์ คูคลอง เทือกเขา ให้ชาวบ้านเลือกเองว่าอยาก 

ปันสุข


จะอยู่เขตไหน เพราะบางบ้านก็ไม่สะดวกที่จะข้ามเขาไปอยู่อีก เขต ก็สามารถเลือกได้ว่าจะอยู่กับอีกเขตหนึ่งในละแวกใกล้กัน แต่ละเขตก็จะมีประมาณ 20-30 ครอบครัว ก็ตกลงกันเอง แล้วมี การเลือกหัวหน้าเขต กรรมการบริหารเขต แล้วแต่ชาวบ้านจะตั้ง กติกาขึ้นมากันเอง เพื่อมาท�ำงานวาระ 2 ปี ท�ำงานเหมือนเป็น รัฐบาลในหมู่บ้าน การเลือกหัวหน้าเขตนี้ แต่ละเขตก็จะด�ำเนิน การไม่เหมือนกัน บางเขตก็มีการเลือกตั้งเพราะมีผู้สมัครมากกว่า 1 คน บางเขตก็ไม่มีผู้สมัคร ก็จ�ำเป็นต้องให้คนในเขตทั้งหมดช่วย กันสรรหาตัวแทนขึ้นมาเป็นหัวหน้าเขต โดยให้เป็นที่ยอมรับด้วย ซึ่งหัวหน้าเขตทั้ง 7 คนจะเป็นคณะกรรมการหมู่บ้านโดยต�ำแหน่ง สะท้อนปัญหาในแต่ละเขตได้ชัดเจน เมื่อถึงเวลาประชุมก็เอา ปัญหา เอาข้อเสนอมาคุยกับผู้ใหญ่บ้าน จากเดิมในอดีตที่ผู้ใหญ่ บ้านกับก�ำนันอาจเข้าไม่ถึงปัญหา ระบบแบ่งเขตนี้ก็จะท�ำให้ ผู้ใหญ่บา้ นกับก�ำนันได้รับทราบปัญหาที่แท้จริง” นายธรรมฤทธิ์ กล่าวอีกว่า การให้อ�ำนาจหัวหน้าเขตปกครอง เที ย บเท่ า กั บ ผู ้ ใ หญ่ บ ้ า น ท� ำ ให้ ช าวบ้ า นได้ มี ส ่ ว นร่ ว มในการ ปกครองตนเอง มีสิทธิ และได้ใช้ระบอบประชาธิปไตยอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะกระบวนการทางสังคม การเลือกตั้งหัวหน้าเขต และ คณะกรรมการ เพราะแต่ละเขตนอกจากจะมีหัวหน้าแล้ว ยังมีรอง ประธาน เหรัญญิก เลขานุการ และมีกรรมการเขต ซึ่งนอกจาก หัวหน้าเขตทั้ง 7 คน แล้วยังมีการเลือกคณะท�ำงานขึ้นมาดูแล ชุมชน 8 คน 8 ด้านอีกด้วย “เดิมมีเพียง 6 ด้าน ต่อมาเราเล็งเห็นว่า ควรให้ความส�ำคัญ กับกีฬาและการพัฒนาสตรี เลยเพิ่มขึ้นมาอีก 2 ด้าน ซึ่งทั้ง 8 ด้านนี้ ประกอบด้วย 1.ด้านอ�ำนวยการ 2.ปกครองและรักษา ความสงบเรียบร้อย 3.แผนพัฒนาหมู่บ้าน 4.ส่งเสริมเศรษฐกิจ 5.สังคม สิ่งแวดล้อมและสาธารณสุข 6.การศึกษา ศาสนาและ วัฒนธรรม 7.เยาวชน กีฬาและสันทนาการ 8.การพัฒนาและส่ง เสริมสตรี ผมมองว่าการด�ำเนินการในมิติที่เอื้ออาทรท�ำให้สังคมมี ความสุข ให้คนที่ด้อยโอกาสเข้าถึงโอกาสมากขึ้นด้วยสวัสดิการ ชุมชน” นายธรรมฤทธิ์ กล่าว นอกจากระบบการแบ่งเขตหมู่บ้านแล้ว ที่ต�ำบลบ่อหินยังมี วิสาหกิจชุมชนที่น่าสนใจอีกแห่งหนึ่ง นั่นคือ “บ่อหินฟาร์มสเตย์” ซึ่งเป็นโฮมสเตย์แบบบูรณาการ เป็นทั้งที่พักที่ใกล้ชิดธรรมชาติ เป็นแหล่งเรียนรู้ และเป็นวิสาหกิจชุมชน ที่สร้างประโยชน์ทั้งต่อ ชาวบ้านและผู้มาเยือน ท�ำให้ที่นี่กลายเป็นโฮมสเตย์ที่มีชื่อเสียง ของจังหวัดตรัง ที่มีผู้มาพักไม่เคยขาด บรรจง นฤพรเมธา ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนเลี้ยงปลาใน

กระชังบ้านพรุจูด และประธานบ่อหินฟาร์มสเตย์เล่าว่า บ่อหิน ฟาร์มสเตย์เกิดขึ้นจากการเล็งเห็นความส�ำคัญในการอนุรักษ์ ระบบนิเวศน์ วิถีประมงชายฝั่ง และวัฒนธรรมท้องถิ่น โดยแม้ว่า ชื่อจะเป็นฟาร์มสเตย์แต่โดยรูปแบบก็คือโฮมสเตย์ และยังได้รับ การรับรองมาตรฐานโฮมสเตย์ไทยเมื่อปี 2552 อีกด้วย “กลุ่มวิสาหกิจเลี้ยงปลาในกระชังบ้านพรุจูด มีอาชีพหลักคือ ท�ำการประมงเพาะเลี้ยงปลาเก๋า ปลากะพงขาว บ่อหินฟาร์ม สเตย์ก็จะเป็นกิจกรรมหนึ่งของกลุ่ม โดยเป็นกิจกรรมด้านการ ท่องเที่ยวชุมชน ที่อาศัยฐานทรัพยากรในชุมชนคือ ป่าชายเลน แนวหญ้าทะเล และปะการังน�้ำตื้น คือนอกจากนักท่องเที่ยวจะได้ มาท่องเที่ยวพักผ่อน ชมธรรมชาติ ตกปลาและรับประทานอาหาร ทะเลสดๆ แล้ว เรายังมีโครงการธนาคารต้นกล้าหญ้าทะเล ที่จะ ให้ผู้ที่มาพักโฮมสเตย์ได้ท�ำกิจกรรมเก็บเมล็ดพันธุ์หญ้าทะเลมา ฝากไว้กับธนาคารต้นกล้าหญ้าทะเล ซึ่งเราจะท�ำการเพาะพันธุ์ และน�ำไปปลูกเพิ่มเติม นอกจากนี้ บ่อหินฟาร์มสเตย์ยังเป็นแหล่ง เรียนรู้ในหลายๆ ด้าน เช่น การเลี้ยงปลาในกระชัง นิเวศน์ปา่ ชาย เลน การท�ำประมงพื้นบ้าน การปลูกป่าโกงกาง “ บรรจง ยังกล่าวอีกว่า บ่อหินฟาร์มสเตย์มีการจัดการในรูป แบบคณะกรรมการ โดยเริ่มด�ำเนินการอย่างจริงจังหลังปี 2548 เป็นต้นมา โดยที่สมาชิกในกลุ่มและชาวบ้านในต�ำบลบ่อหิน มี ส่วนร่วมในการด�ำเนินงานอย่างมาก เพราะผู้ที่มาพัก จะมาศึกษา แหล่งเรียนรู้ในต�ำบล และซื้อสินค้าที่ผลิตในต�ำบล ท�ำให้ชาวบ้าน มีงาน มีรายได้ การด�ำเนินงานก็ก้าวหน้าและมีชื่อเสียงมาตาม ล�ำดับ จนกระทั่งได้รับมาตรฐานโฮมสเตย์ไทยในปี 2552 และมี กลุ่มนักท่องเที่ยวเข้ามาพักเดือนละหลายกลุ่มตลอดทั้งปี โดยใน ปี 2554 ที่ผา่ นมา มีผู้เข้าพักกว่าพันคน ผลจากระบบเศรษฐกิจชุมชนที่บริหารอย่างมีประสิทธิภาพ ท�ำให้ต�ำบลบ่อหินมีระบบสวัสดิการชุมชนที่ได้ช่วยดูแลคนในท้อง ถิ่นและก�ำลังพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งการบริหารจัดการของ ต�ำบลบ่อ หิน อ�ำเภอสิเกา นับเป็นต้นแบบของชุมชนเข้มแข็ง ที่ดูแลกันเอง พึ่งพาตนเอง ทั้งยังสร้างงาน สร้างรายได้ ตลอดจนจัดการด้าน การเงิน ท�ำให้เศรษฐกิจในชุมชนเติบโตแบบครบวงจร และวันนี้ บ่อหินก้าวมาอีกขั้นด้วยการเป็นต�ำบลสุขภาวะ โดยการสนับสนุน ของส�ำนักสนับสนุนสภาวะชุมชน ส�ำนักงานกองทุนสนับสนุนการ สร้างเสริมสุขภาพ และจะเปิดบ้านเป็นศูนย์เรียนรู้แก่ต�ำบลอื่นใน อีกไม่ช้า นี่จึงเป็นการจัดการชุมชนอย่างยั่งยืน ที่ชุมชนอื่นๆสามารถน�ำ ไปปฏิบัติให้เห็นผลได้จริง

ปันสุข


การจัดการสวัสดิการสังคมโดยชุมชน

กลุ่มแกล้ งจน คนหนองสาหร่าย



ปันสุข


ต�ำบลหนองสาหร่าย อ�ำเภอดอนเจดีย์ จังหวัดสุพรรณบุรีมี การจัดระบบเรื่องการออม โดยตั้งชื่อสุดสร้างสรรค์ว่า “กลุ่มแกล้ง จน” ซึ่งไม่ได้หมายความว่า มีเงินแล้วแกล้งจน วิธีคิดคือเอา ทฤษฎีแกล้งดินของพระองค์ท่านมาจับคือ พระองค์ท่านตรัสไว้ว่า ดินพรุมันเป็นดินไม่ดีไม่สามารถปลูกพืชได้ พระองค์ท่านแกล้ง ด้วยการเอาน�้ำเข้าเอาน�้ำออก เอาปูนใส่ จนในที่สุดก็กลายเป็น ดินดีได้ นั่ น เป็ น ที่ ม าที่ ช าวชุ ม ชนหนองสาหร่ า ยน� ำ มาคิ ด กั น ต่ อ ว่ า คนในชุมชนจนเพราะอะไร จนเพราะเรื่องเงินใช่ไหม ถ้าอย่างนั้น ลองเอาเงินเข้าเงินออกตามทฤษฎีของพระองค์ท่านดู คือเอาเงิน เข้าให้เป็นทุน แล้วก็แปลงออกไปให้เกิดประโยชน์แก่ชุมชน ใน ที่สุดเงินก็จะเริ่มเป็นประโยชน์ ในครั้งแรก ทางกลุ่มแกล้งจนมีเงินอยู่เพียงแค่ 1,200 บาท ลงทุนคนละ 30 บาท เมื่อใครไม่มีทุนก็เข้ามาเอาเงินจากตรงนี้ไป ใช้ จากการเก็บเล็กผสมน้อยภายในเวลา 5 ปี กลุ่มแกล้งจนมีเงิน เกือบหนึ่งล้าน โดยตัวเลขถูกเขียนไว้อย่างชัดเจนที่กระดานแสดง เงินฝากเงินกู้ของกลุ่ม โดยก่อนหน้านั้น เรื่องการออมทรัพย์นี้ มีเจ้าหน้าที่ ธกส. เข้า มาเสนอทุนที่จะจัดตั้งธนาคารชุมชน แต่ชุมชนเลือกที่จะตอบ ปฏิเสธเงินก้อนนั้นไป ซึ่งนับว่าเป็นเรื่องน่าประหลาดใจ บุญศรี มณีวงษ์ ประธานศูนย์เรียนรู้เล่าให้ฟังว่า “ถ้าไปเอา เงินเขามา นั่นแปลว่า เราก็ต้องเอาเครื่องมือเขา เอากฎ ระเบียบ

ของเขามาใช้ด้วย แถมดอกผลต่างๆ ก็ต้องส่งกลับให้ ธกส. ชุมชน ก็เลยคิดว่า ท�ำเท่าที่ท�ำได้ และใช้เงินของชุมชนเอง เพื่อที่ผล ตอบแทนจะได้ไม่ไหลออกนอกชุมชน ซึ่งเห็นพ้องว่า น่าจะเหมาะ กว่า อีกอย่างคนในชุมชนจะได้มีส่วนร่วมในการเป็นเจ้าของ ซึ่ง ชุมชนสามารถออกแบบกฎ-กติกาที่เน้นความเอื้ออาทรได้ตามที่ ต้องการได้ เวลาใครมากู้ ก็จะปล่อยให้เขาเป็นคนวางแผนการใช้ เงิน และการคืนเงินด้วยตนเองว่า คุณจะน�ำเงินมาคืนกลุ่มอย่างไร ต้องให้เขาคิดว่า ตอนนี้มีเพื่อนที่รอคุณอยู่ เมื่อเพื่อนช่วยคุณแล้ว คุณจะช่วยเพื่อนอย่างไร แต่ว่า ภายใน 10 เดือน ก็ต้องส่งคืนให้ หมด” นับว่าเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่น่าสนใจ ที่ชุมชนอื่นจะน�ำไปปรับ ใช้ตาม โดยเฉพาะในแง่การบริหารจัดการทรัพยากรให้เกิดความ คุ้มทุน และไม่รั่วไหลออกนอกชุมชน หากปัจจัยอีกหนึ่งอย่างที่ท�ำให้การท�ำงานของบุญศรีประสบ ความส�ำเร็จ แม้จะถูกต่อต้านจากคนในชุมชน คือ การยึดหลัก เดียวกับพระนเรศวร ถ้าระเบิดจากในชุมชนไม่ ได้ เราต้องใช้หลัก ตีล้อมจากภายนอก ต้องไปสร้างเครือข่าย สร้างเพื่อน หาแรง ก�ำลัง ใจจากนอกชุมชน แล้วตีกลับมาสร้างความเข้าใจแก่ชุมชน “สิ่งที่จะฝากถึงชุมชนอื่นๆ ที่อยากจะพึ่งพาตนเองได้ ชุมชน ต้องอย่าไปวิ่งตามเงิน เหมือนอย่าไปวิ่งตามเงา ยิ่งตามก็ไม่เจอ หลักเศรษฐกิจพอเพียง ถ้าเราจับทฤษฎีได้ คนรวยคนจนใช้ได้ หมด” บุญศรีทิ้งท้าย

ปันสุข


เกษตรกรรมยั่งยืน

รัว้ กินได้ ก�ำแพงที่ไม่เคยปิ ดกัน้ หัวใจแบ่งปันของ บ้านห้วยพรหม “รั้วอะไรก็ไม่สู้รั้วต้นไม้” เป็นค�ำกล่าวของ ชัยภัทร ย่อมสระ น้อย แกนน�ำแหล่งเรียนรู้ชุมชนพอเพียง บ้านห้วยพรหม ซึ่งมี ความเชื่อว่า ต้นไม้ไม่มีเก่านานวันยิ่งมีค่า ปลูกไว้ไม่มีอะไรเสีย หาย ซึ่งตลอดระยะเวลาหลายปีที่ท�ำมา ได้เป็นบทพิสูจน์ที่แสดง ให้เห็นถึงคุณค่าของการสร้างรั้วต้นไม้ขึ้นมา บริเวณพื้นที่รอบๆ บ้าน เมื่อสีเขียวที่เห็นเด่นงาม ได้กลายเป็นอาหารในแต่ละวัน และเป็นสิ่งซึ่งแบ่งปันกันในชุมชน ลุงชัยภัทร เป็นครูประจ�ำโรงเรียนบ้านโนนเหลื่อม ซึ่งตั้งอยู่ใน หมู่ที่ 3 ของต�ำบลอุดมทรัพย์ การรับราชการคืออาชีพเดียวที่ลุง ชัยภัรยึดปฏิบัติมานาน โดยสอนวิชาการงานพื้นฐานอาชีพ และ วิชาวิทยาศาสตร์ ซึ่งนั่นคือภาคส่วนหลักของชีวิต หากแต่เรื่อง เกษตรกรรม อาจบอกได้ว่า เป็นความสามารถที่ผูกติดกับชีวิตคน ชนบทมาช้านาน จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่สวนของลุงชัยภัทรจะเขียว ชอุ่มไปด้วยพืชผักสวนครัวถึง 60 ชนิด ไม่นับรวมไม้ผลไม้ดอกที่ เติ บ โต แทรกเติ ม แต่ ง ความสวยงามให้ ป ระจั ก ษ์ แ ก่ ส ายตาผู ้ พบเห็น “ผมปลูกผักเอาไว้กิน และแบ่งปันให้เพื่อนบ้านเป็นหลัก ท�ำ  ปันปัสุนขสุข

เสมือนเป็นกิจกรรมยามว่าง ก่อนที่จะถูกยกระดับให้เป็นแหล่ง เรียนรู้ในช่วงหลัง ผมปลูกไปตามฤดูกาล มีทั้งผักและผลไม้ให้ หอม กระเทียม โหระพา ฟัก หมาก มะกอกน�้ำ มะเฟือง มะไฟ แล้วก็มีอีกมาก ไล่ไม่ครบ สดกว่าเก็บในตู้เย็นอีก และช่วงเวลาที่ เราควรเก็บผัก ก็คือช่วงเช้าเพราะพืชจะกักเก็บสารอาหารไว้มาก ที่สุด” ลุงชัยภัทรเล่า อย่างเป็นกันเอง หัวเราะ และยิ้มแย้มตลอด เวลา คงเป็นผลสืบเนื่องจากการอยู่ใกล้ชิดกับธรรมชาติและสิ่ง แวดล้อมที่ดี บ้านลุงชัยภัทรเป็น 1 ในบ้ านตัวอย่างของชุมชนบ้านห้วย พรหม ที่ต�ำบลใกล้เคียงต่างเข้ามาศึกษาเรียนรู้ ถึงกระบวนการใน การผลิต รวมถึงการดูแลรักษา ยิ่งเมื่อภายหลังได้รับการยกระดับ เป็นแหล่งการเรียนรู้กลุ่มเกษตรกรรมยั่งยืนที่ส�ำคัญแหล่งหนึ่ง ของต�ำบลอุดมทรัพย์ ภายใต้การสนับสนุนของส�ำนักสนับสนุนสุข ภาวะชุมชน ส�ำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ก็ ยิ่ ง ท� ำ ให้ รั้ ว ของลุ ง ชั ย ภั ท รได้ ท� ำ หน้ า ที่ แ บ่ ง ปั น ตาม เจตนารมณ์ที่ลุงว่าเอาไว้ “จริงๆ แล้ว เกือบทุกบ้านในห้วยพรหม ก็ได้ท�ำในสิ่งที่ผมท�ำ


อยู่ ซึ่งถือเป็นความน่ายินดี เพราะสิ่งนี้คือรากฐานของการด�ำรง ชีวิต ตามวิถีทางเศรษฐกิจพอเพียง ปลูกไว้กิน แบ่งปัน เหลือมาก จึงน�ำไปขาย เป็นเงินเป็นทอง อย่างคนที่นี่เวลาจะเอาพืชผักใน บ้านไปขาย ก็จะรวมตัวกัน เอารถไปคันเดียว ขายกลับมาก็มีเงิน เหลือ แม้จะไม่มาก แต่ก็เป็นรายได้ที่น่าภาคภูมิใจ” ลุงชัยภัทร เสริม หากใครผ่านมาพูดคุยกับลุงชัยภัทร คงจะชอบใจแกทุกคน ด้วยความเป็นคนอารมณ์ดี มีเอกลักษณ์ตรงเคี้ยวหมาก ซึ่งแก่เล่า ว่า ติดมาจากแม่ยาย ไม่รวมทั้งความรู้มากมายที่ยินดีมอบให้ ด้วยความเต็มใจ เมื่อเดินผ่านออกมาจะเห็นสภาพพื้นที่โดยรอบของบ้านห้วย พรหม ปฏิเสธไม่ได้ว่า ลักษณะของพื้นที่นั้นเชื่อมโยงกับวิถีชีวิต ของผู้คน บ้านห้วยพรหมมีลักษณะเป็นพื้นที่ราบ เหมาะแก่การ เพาะปลูก ทั้งท�ำนา ท�ำไร่ หรือแม้กระทั้งการเลี้ยงสัตว์ พื้นที่นี้จัด ว่าเพียบพร้อม แต่กระนั้น มิตร ปนพรหมราช ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 8 บ้านห้วยพรหม กลับยอมรับว่า ที่นี่มีปัญหาอย่างหนึ่งที่ประสบ พบเจอมาโดยตลอด ก็คือ น�้ำท่วม

บ้านห้วยพรหมมีลักษณะเป็นพื้นที่ราบ โอบล้อมด้วยภูเขา จึง มักประสบปัญหา แต่ก็ยังนับว่าโชคดี เพราะต�ำบลอุดมทรัพย์มี การอนุรักษ์ป่าไม้ จึงท�ำให้ไม่เจอหนักเหมือนอย่างที่อื่น ซึ่งด้วย ความอุดมสมบูรณ์นี้เอง จึงท�ำให้บา้ นไหนก็สามารถปลูกผักไว้กิน เองได้ ผู้ใหญ่มิตร เสริมอีกว่า ชาวบ้านห้วยพรหมปลูกผักริมรั้วมา นานแล้ว ทุกบ้านต่างไม่หวงผักที่ตัวเองปลูก บ้านไหนขาดเหลือ อะไร ลองเดินไปตามรั้วของเพื่อนบ้าน บอกกล่าวแล้วหยิบไปใช้ ท�ำกินกันได้ เรื่องนี้เป็นที่รู้กัน ผักสวนครัวของคนบ้านห้วยพรหมนั้นครบเครื่อง เพราะแม้จะ เป็นผักริมรั้ว หากแต่เป็นรั้วที่กว้างใหญ่ไพศาลด้วยน�้ำใจ ขอบเขต จึงมิได้อยู่เพียงแค่บ้านของตนเอง อย่างที่บ้านผู้ใหญ่มิตรนั้น ก็มี ทั้ง ข่า ตะไคร้ ใบมะกรูด โหระพา ฟัก มะนาว มะรุม และผักอื่นๆ อีกมาก ไม่นับรวมผลไม้ที่มีทั้งมะกอกน�้ำ กล้วยนานาพันธุ์ และ อื่นๆ นอกจากนี้ บ้านห้วยพรหมยังแว่วเสียงดนตรีจากธรรมชาติ ให้ ได้ยินกันอยู่ตลอดเวลา ซึ่งเหล่าบรรดานักดนตรีคือ ลูกไก่ที่วิ่ง ตามแม่ไก่ไปไหนมาไหน โดยเฉพาะตอนให้อาหาร เมื่อไก่โตได้ที่ ก็ จ ะน� ำ มาปรุ ง อาหาร ให้ ลู ก หลานและคนในครอบครั ว ได้ รั บ ประทานกัน ส่วนอุดมศักดิ์ พาหอม รองผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 8 เสริมว่า คน ห้วยพรหมส่วนใหญ่ไม่ต้องซื้อกับข้าว หากินภายในรั้วบ้าน หลาย บ้านขุดบ่อ เอาปลามาลง เลี้ยงจนตัวโตแล้วค่อยน�ำมาปรุงอาหาร ส่วนบนพื้นดินก็มีไก่วิ่งไปมา ซึ่งเลี้ยงกันแทบทุกบ้าน “เราอยู่กับแบบเรียบง่าย ในบางวันแทบไม่ต้องเสียเงินค่า อาหาร บ้านห้วยพรหมมีนา มีน�้ำ มีผัก มีทุกอย่างที่จ�ำเป็นต่อการ ด�ำรงชีวิต หยิบเอาจากรั้วหน้าบ้านมาท�ำกินกัน ขาดเหลือสิ่งใด ลองไปขอเด็ดเอาจากเพื่อนบ้าน อย่างที่บ้านผม กินกันประจ�ำก็ แกงจืดฟัก แกงมะรุม เพียงแค่ไม่กี่กา้ ว ก็ถึงครัว ชีวิตง่ายทีเดียว” รองผู้ใหญ่บา้ นหมู่ที่ 8 กล่าว นอกจากนี้ ความน่ายินดีอย่างหนึ่งก็คือ การปลูกผักริมรั้วได้ เป็นเรื่องราวของครอบครัว ท�ำให้เด็กๆ ได้เรียนรู้ถึงประโยชน์ ทั้ง ได้รู้จักพืชผักพื้นบ้าน อย่างที่บ้านลุงชัยภัทรเอง ลูกๆ ก็เป็นแรง หนึ่งที่ช่วยสรรค์สร้างรั้วสีเขียวให้งอกงาม “ลูกๆ ผมเขาชอบไม้ดอกเป็นพิเศษ เขาก็จะไปหาเอามาปลูก แซมไว้กับพืชผัก ซึ่งมองแล้วก็ดูสวยดี จริงๆ ปลูกอะไร ก็ปลูกได้ ทั้งนั้น ถ้าเขาอยากปลูก เพราะสิ่งส�ำคัญคือ เหมือนเราได้ปลูก ต้นไม้ลงในหัวใจเขาด้วย” ลุงชัยภัทรสรุป

ปันสุข




การดูแลสุขภาพชุมชน

สูพ้ ษิ งูดว้ ยสมุนไพร

 ปันปัสุนขสุข


ที่ต�ำบลบักได อ�ำเภอพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์ ไม่มีใครที่ไม่รู้ จักพ่อเอียะ สายกระสุน หรืออย่าว่าแต่ในพื้นที่เลย เพราะผู้อาวุโส ท่านนี้ เป็นที่รู้จักแพร่หลายในระดับประเทศ เมื่อเอ่ยถึงการรักษา พิษงู พ่อเอียะใช้สมุนไพรที่มีอยู่ในท้องถิ่นรักษาผู้ป่วยที่ถูกงูกัด โดย เป็นหมอรักษาพิษงูมาตั้งแต่หนุ่ม จนวันนี้ พ่อเอียะวัยล่วง 60 ไป แล้ว กล้าที่จะบอกว่า คนถูกงูกัดที่มาหาพ่อเอียะนั้น หายดีกันทุก ราย โดยผู้อาวุโสท่านนี้ ได้รับการยอมรับ และได้เข้ารักษาผู้ป่วยที่ ถูกงูกัดในโรงพยาบาลด้วย เมื่อนึกถึงวิธีการรักษาพิษงูแบบพื้นบ้าน ในโรงพยาบาลสมัย ใหม่ หมอพื้นบ้านวัยกว่า 60 มานั่งฝนยาสมุนไพร พร้อมท่อง คาถาขมุบขมิบที่มุมปาก นายแพทย์อภิสรร บุญประดับ ผู้อ�ำนวยการโรงพยาบาลพนม ดงรักเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา เล่าว่า ตอนแรกที่มีคนมาเล่า เรื่องนี้ ก็ไม่เชื่อ แต่พอได้ยินเยอะๆ จึงลงไปดูด้วยตัวเอง ตอนแรก นั้น เพราะว่ากลัวชาวบ้านจะได้รับอันตรายจากการดูแลรักษาที่ ผิดวิธี ทว่าเอาเข้าจริงถึงได้รู้ว่า คนที่ท�ำเรื่องนี้ เขาท�ำมาก่อนหมอ จะเกิดเสียอีก “ส่วนผลการรักษา ผมยังทึ่งเลย มารักษา 100 คน หายรวด 100 คน ดีกว่าใช้เซรุ่มอีก ผมจึงชวนแกเข้ามาท�ำงานร่วมกับเรา เป็นแพทย์แผนทางเลือกไป แต่ไม่ได้หมายความว่า ถ้าใครถูกงูกัด มาโรงพยาบาลเราแล้ว จะไม่ให้ยาแพทย์ปัจจุบันเลยนะ เราจะท�ำ

ในลักษณะควบคู่กันซะมากกว่า” นายแพทย์อภิสรรเล่า พ่อเอียะ เป็นเจ้าของหลักการแพทย์พื้นบ้านด้วยต�ำรับยา สมุนไพรโลดทะนงแดง เล่าให้ฟังว่า ที่มาของการใช้สมุนไพร รักษาพิษ งูนั้น เกิดจากเรื่องฝังใจที่น้องสาวของตัวถูกงูกัดตายใน ปี 2514 “ตอนนั้นพ่อท�ำอะไรไม่ได้เลย จะไปขอให้ใครมาช่วยเหลือ สมัยนั้น บ้านเราก็อยู่ห่างไกล ทั้งหมอทั้งยาก็ขาดแคลน อีกอย่าง พ่อไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์อย่างนี้ขึ้นอีกในครอบครัวอื่น หรือ กับคนที่รัก พ่อเสาะหาว่า มีใครที่มีความรู้ด้านการรักษาพิษจาก งู” พ่อเอียะเริ่มต้นเล่า “พ่อพยายามสืบหาอยู่ตั้งนานว่า มีญาติ หรือคนรู้จักที่มีความรู้เรื่องยาสมุนไพรแก้พิษงูอยู่บ้างมั้ย จน กระทั่งพบว่า ลุงของเราเองนี่แหละ ที่เป็นคนที่เราตามหา ใช้เวลา ศึกษาหลายปีอยู่เหมือนกัน จึงสามารถกลับมารักษาคนที่บ้านเรา เองได้” พ่อเอียะท�ำการรักษาพิษงูเรื่อยมา ตั้งแต่ ปี 2523 จนเริ่มมีคน รู้จัก และติดต่อให้ไปงานที่โรงพยาบาลต่างๆ จนกระทั่ง ปี 2549 โรงพยาบาลพนมดงรักเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา เปิดด�ำเนิน การ และเห็นว่า พ่อเอียะเป็นบุคลากรที่มีคุณค่า มีความสามารถ จึงได้รับการชักชวนเข้ามาท�ำงานร่วมกัน ในวันนี้ พ่อเอียะบอกว่า ภาคภูมิใจมากกับสิ่งที่ตัวเองได้ท�ำ แต่ก็ยังอดรู้สึกเสียดายไม่ได้ ที่สูญเสียน้องสาวไป

ปันสุข




จัดการทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม

ไม้กวาด ของป่า หนทางแห่งความอยู่รอด ของบ้านห้วยน�ำ้ เค็ม ลักษณะทางภูมิศาสตร์ของบ้านห้วยน�้ำเค็ม หมู่ 11 ต�ำบล อุดมทรัพย์ อ�ำเภอวังน�้ำเขียว จังหวัดนครราชสีมา ตั้งตัวอยู่บน พื้นที่สูงเชิงเขา ผู้คนตั้งบ้านเรือนตามทางลาดไหล่เขาและร่องหุบ โดยมีทางหลวงหมายเลข 304 ซึ่งเป็นเส้นทางสัญจรสายส�ำคัญที่ ตัดเชื่อมระหว่างภาคอีสานกับภาคตะวันออก ตัดผ่านพื้นที่ของ หมู่บ้าน ครั้งหนึ่งนั้น พื้นที่บ้านห้วยน�้ำเค็มนี้ เคยมีที่ราบซึ่งเกิดจาก การจับจองแผ้วถางเป็นที่ท�ำกิน เพื่อใช้ปลูกพืชไร่ ท�ำสวนตามวิถี ทางแห่งการด�ำรงชีวิต กระทั่งวันหนึ่ง เส้นทางแห่งการอนุรักษ์ได้ เวียนเข้ามา พื้นที่ดังกล่าวถูกทางราชการขอคืน เพื่อน�ำไปใช้ปลูก ป่า ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงต่อวิถีชีวิตชีวิตในหมู่บ้าน ท�ำให้ ผู้คนบ้านห้วยน�้ำเค็ม ต้องปรับเปลี่ยนวิถีทางแห่งการด�ำรงชีพ ให้ สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น เร่ง แป้นส�ำโรง หรือพี่เร่ง ผู้ช่วยผู้ใหญ่บา้ นห้วยน�้ำเค็ม เล่าให้ ฟังว่า “เมื่อก่อนบ้านห้วยน�้ำเค็มเป็นพื้นที่ราบส่วนหนึ่ง ราวพันไร่ ผมเองก็ท�ำไร่ไปตามวิถีของเกษตรกร แต่ด้วยความที่พื้นที่นี้ติด ภูเขา ทั้งภายหลังมีอุทยานฯ เข้ามา ชาวบ้านที่เคยท�ำไร่ต้องปรับ เปลี่ยนมาท�ำอย่างอื่นเลี้ยงชีพแทน น้อยคนนักที่ยังไม่ไร่ เพราะ สภาพพื้นที่อยู่บนที่สูง ภูเขาขนาบแบบนี้ ผมเอง เท่าที่จ�ำได้ ก็ไม่  ปันปันสุสุข ข

ได้ท�ำไร่มากว่า 30 ปีแล้ว” หลายคนเรียกบ้านห้วยน�้ำเค็มว่า ‘หมู่บ้านไม้กวาด’ ซึ่งชื่อ เรียบง่ายนี้ อธิบายหนทางแห่งความอยู่รอดของชาวบ้านในเบื้อง ต้น โดยหลายสิบปีที่ผ่านมา ชาวบ้านห้วยน�้ำเค็มได้ยึดอาชีพการ ท�ำไม้กวาดขายริมทางหลวง กลายเป็นแหล่งรายได้ส่วนหนึ่งที่ ท�ำให้ชาวห้วยน�้ำเค็มสามารถเอาตัวรอดในพื้นที่ได้ นิตยา บุญทศ หรือพี่ต้อย ผู้ผลิตไม้กวาดคุณภาพ ขายอยู่ริม ทางหลวงสาย 304 บริเวณบ้านน�้ำเค็มเล่าถึงอาชีพที่สามารถ สร้างรายได้เลี้ยงครอบครัวเธอให้ฟังว่า “พี่ท�ำไม้กวาดมา ถึงทุก วันนี้ ก็ยี่สิบกว่าปีแล้วนะ ถามว่าดีไหม ดี ถ้าเราขยันนะ อยู่ที่นี่มัน ไม่อดหรอก ล�ำบากก็แต่ว่า เดี๋ยวนี้วัตถุดิบคือดอกพงที่เราใช้ท�ำ ไม้กวาดมันหายากขึ้นทุกวัน ต้องเข้าป่าลึกกว่าเคย บางคนเขา เลิกหาเอง เปลี่ยนมาจ้างคนไปหาให้แทน” เมื่อได้ดอกพงมาแล้ว ก็ท�ำการแกะ หลังจากนั้นจึงน�ำไปตาก ให้แห้งสัก 3-4 แดด มัดเป็นก�ำเพื่อสวมติดกับด้าม คลี่ออกโดยใช้ ฝีมือและความช�ำนาญ จากนั้นจึงมัดด้วยเชือก ซึ่งการประกอบนี้ ท�ำได้หลายวิธี อย่างพี่ต้อยเองก็ท�ำได้หลายรูปแบบ ทั้งยังใช้เวลา เพียงไม่นานก็สามารถขึ้นงานไม้กวาดได้หนึ่งชิ้น ด้ า น ฉลวย วงศ์ อิ น หรื อ พี่ ห ลวย ก็ นั บ เป็ น อี ก หนึ่ ง ผู ้ ผ ลิ ต


ไม้กวาดจ�ำหน่ายให้กับผู้สัญจรผ่านไปมา “พี่เคยนะ เข้าเมือง ตามเพื่อนเขาไป เราอยากเห็นนะ เขาว่าดีเราก็ไป ไปท�ำงาน รับจ้าง งานโรงงาน พอได้ไปสัมผัสจริงๆ แล้ว มันไม่เหมือนอย่าง ที่เขาพูด สุดท้ายตัดสินใจกลับมาบ้าน มาท�ำอะไรที่บ้านเราดีกว่า อาชีพดั้งเดิมของเรานี่ละ ท�ำไม้กวาดนี่สามารถท�ำให้เราอยู่ได้ สบายๆ เลย แล้วเรายังได้อยู่กับครอบครัว อากาศ อาหารการกิน มันดีกว่าเราไปอยู่ที่อื่นเยอะ” หากแต่ในช่วงเวลานี้ (กันยายน) ของบ้านห้วยน�้ำเค็ม กลับมี สีสันแห่งความอยู่รอดที่เวียนมาอีกครั้ง ตามที่ชาญ วรรณศิริ รอง นายกองค์การบริหารส่วนต�ำบลอุดมทรัพย์เล่าให้ฟัง “ตอนนี้อยู่ ในฤดูของการเก็บเห็ด โดยที่บ้านห้วยน�้ำเค็มจะคึกคักที่สุด ด้วย พื้นที่เป็นป่า มีเห็ดมากหลากหลายชนิด ทั้งเห็ดโคน เห็ดระโงก เห็ดตระไคล เก็บแล้วก็เอามาขายริมทางหลวง ซึ่งเห็ดนี้ได้ราคาดี ตกกิโลกรัมละ 200 บาท โดยแถวนั้นจะชี้จุดด้วยเลขบนหลัก กิโลเมตร เพราะบ้านห้วยน�้ำเค็มหาที่ราบไม่ค่อยเจอ” ดังนั้น ริมทางหลวงหมายเลข 304 ตั้งแต่หลักกิโลเมตร 72 ไล่ ไปจนถึงหลักกิโลเมตรที่ 83 ซึ่งเป็นที่ตั้งขององค์การบริหารส่วน ต�ำบลอุดมทรัพย์ จะเห็นร้านรวงเพิงพักที่ใช้เป็นทั้งที่ท�ำกิน และที่ อยู่อาศัยริมสองฝั่งทาง โดยมีสินค้าหลักเป็นไม้กวาด และเห็ด

นานาชนิดที่เก็บจากธรรมชาติ กระนั้น ใช่ว่า หนทางแห่งการอยู่รอดของบ้านห้วยน�้ำเค็มจะมี เพี ย งเท่ า นี้ เพราะยั ง มี อี ก หลายเส้ น ร่ า งบนทางเส้ น เดิ ม ที่ ยั ง ประโยชน์ให้ชาวบ้านห้วยน�้ำเค็มได้ต่อยอดเป็นหนทางในการ ด�ำเนินชีวิต นวลจันทร์ ดีสันเทียะ หรือพี่อ้วน ซึ่งพื้นเพเป็นคนอ�ำเภอสีคิ้ว หากแต่ย้ายเข้ามาท�ำกินในพื้นที่มานานกว่า 25 ปี โดยพี่อ้วนได้ ใช้ภูมิปัญญาที่สืบทอดมาจากผู้เป็นแม่ ด้วยการท�ำหน่อไม้ดอง ขาย ซึ่งสินค้าของพี่อ้วนสามารถเห็นได้ตามร้านสองฝั่งทาง ที่ ช่วยในการกระจายสินค้า แต่ตลาดใหญ่ของพี่อ้วนอยู่ที่อ�ำเภอ สีคิ้ว “แม่เราเป็นคนอ�ำเภอสีคิ้ว ขายหน่อไม้จนโด่งดัง เพราะครั้ง หนึ่ง เคยถูกสุ่มตรวจ และของแม่เป็นเจ้าเดียวที่ไม่ใส่สารกันบูด จึ ง กลายเป็ นที่ ชอบพอของลู กค้า ครั้ นย้ายมาตั้ ง รกรากที่นี่ ก็ อาศัยการเก็บหน่อไม้ตามป่าเขา เอามาท�ำหน่อไม้ดอง ขายที่นี่ ส่วนหนึ่งด้วย นอกจากนี้ เมื่อก่อนก็ลุยป่าเก็บเห็ด เก็บตั้งแต่เช้า มืด ไปจนถึงเที่ยงก็ออกมา ได้ประมาณ 10 กิโลกรัม แต่ปัจจุบัน ท�ำแค่หน่อไม้ดอง กับขายแก้วมังกร” พี่อ้วนเล่าให้ฟัง ขณะที่พี่เร่ง เสริมต่ออีกว่า แม้จะไม่มีที่ราบให้ท�ำกิน แต่ปา่ ไม้ ที่อุดมสมบูรณ์ก็ท�ำให้คนไม่อดตาย อย่างช่วงนี้ถึงฝนหมด ก็มี เห็ดให้เก็บมาเลี้ยงชีพ เดือยมีนาคม เมษายน พฤษภาคม ก็มี สะตอ เดือนกรกฎาคม สิงหาคม กันยายน ก็เก็บหน่อไม้ได้ แต่ หากช่วงไหนในป่าไม่มีโปรโมชั่น ชาวห้วยน�้ำเค็มก็มีไม้กวาด ใครผ่านไปมาบนทางหลวงหมายเลข 304 หลักกิโลเมตรที่ 70 ขึ้นมานั้น ยากที่จะรู้วา่ ริมสองฝั่งทางที่เหมือนป่าเขา จะเป็นที่ตั้ง ของหมู่บ้านห้วยน�้ำเค็ม ซึ่งชาวบ้านพึ่งพาอาศัยป่าในการด�ำรง ชีพ แม้จะไม่ถึงกับท�ำให้ร�่ำรวย หากก็เพียงพอที่จะท�ำให้พวกเขา อยู่ได้ด้วยตัวเอง มีศักดิ์และศรีตามที่ผู้ไม่เคยงอมืองอเท้าพึงจะมี กาลเวลาจากจุดเริ่มต้น ตั้งแต่มีการขอคืนพื้นที่เพื่อปลูกป่า นั้นได้ผ่านไปกว่า 30 ปีแล้ว และความอุดมสมบูรณ์ของป่าก็เป็น สิ่งที่ช่วยพยุงวิถีชีวิตของชาวห้วยน�้ำเค็มให้อยู่ดีมีสุขมาจนถึง ปัจจุบัน แต่กระนั้น วิถีพึ่งพาแบบนี้ก็มีให้เห็นน้อยลงไปทุกที เพราะลูกหลานที่เติบโตในหมู่บ้านห้วยน�้ำเค็ม เช่นกันกับพื้นที่ อื่นๆ ที่ต่างหันเหเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิต จากอาชีพเกษตรกรรม มุ่ง หน้าสู่เมืองใหญ่และโรงงานอุตสาหกรรมกันเป็นส่วนใหญ่ ทิ้ง เป็นเครื่องหมายค�ำถาม ที่ค�ำตอบคงทอดรออยู่เบื้องหน้า เพราะ ทุกชีวิตต่างมีสิทธิ์ที่จะเลือกเส้นทางแห่งการด�ำรงชีพของตัวเอง \ แต่กระนั้น ตราบเท่าที่ป่ายังอุดมสมบูรณ์ ลูกหลานชาวห้วยน�้ำ เค็ม ก็ยังมีที่ทางในการเลี้ยงชีพสืบไป

ปันสุข




การเรียนรู้ของเด็กและเยาวชน

จนกว่าจะหมดแรง เพื่อรักษาดนตรีไทย

ดนตรีพื้นบ้านกับภาษาพื้นถิ่นเป็นแหล่งเรียน รู้ที่เกื้อหนุนกัน ของต�ำบลบักได อ�ำเภอพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์ เสียงเพลงที่เร่งเร้า จังหวะที่เป็นเอกลักษณ์ ความนุ่มนวลของ ท่วงท�ำนองน�ำพาเข้าไปในศูนย์อนุรักษ์ดนตรีไทย โรงเรียนบ้าน อ�ำปึล โดยมีอาจารย์สังคีตย์ วิทยากรประจ�ำกลุ่ม ซึ่งเป็นปราชญ์ ท้องถิ่นของบักได อาจารย์สังคีตย์เล่าให้ฟังว่า “จุดเริ่มต้นการสอนดนตรีไทยใน ระดับโรงเรียน จริงๆ ต้องย้อนกลับไปกว่า 20 ปีที่แล้ว ประมาณปี 2530 พระเทพฯ ทรงเห็ น ว่ า ดนตรี ไ ทยก� ำ ลั ง จะเสื่ อ มหายไป พระองค์จึงด�ำริว่า ควรมีโครงการอนุรักษ์ดนตรีไทยขึ้นมา รัฐบาล ในสมัยนั้นพอได้ฟังพระราชด�ำริ จึงเห็นควรว่า โครงการนี้น่าจะ มอบให้กระทรวงศึกษาธิการรับผิดชอบ จากนั้นจึงได้เกิดโครงการ สอนดนตรีไทยในระดับโรงเรียนขึ้นมา ในการท�ำงานนั้น แรกๆ ก็ได้รับการส่งเสริมกันอย่างกว้างขวาง หากว่า พอเวลายิ่งผ่าน ไป ก็เหลือเพียงไม่กี่โรงเรียนที่ยังคงมีการสอนดนตรีไทยเป็นวิชาเสริม อยู่”  ปันปัสุนขสุข

โดยหนึ่งในนั้น มีโรงเรียนบ้านอ�ำปึลอยู่ ยังคงยืนหยัดมาถึงทุก วันนี้ อาจารย์สังคีตย์เล่าต่อไปว่า “ยี่สิบกว่าปีมานี้ ผมไม่เคย ย่ น ย่ อ ใครไม่ ส อน ผมไม่ ส น ผมตั้ ง ใจแล้ ว ว่ า จะอนุ รั ก ษ์ ภู มิ ป ั ญ ญาของบรรพบุ รุ ษ กระทั่ ง ปี 2550 กระทรวงศึ ก ษาฯ ต้องการฟื้นฟูดนตรีไทยอีกครั้ง มีการส่งเสริมให้ทุกโรงเรียน เปิด การสอนดนตรีไทย ตอนนั้นเอง ผมถึงคิดว่า ความพยายามของ เราไม่สูญเปล่า จากงบประมาณที่ได้มาในครั้งนั้นเอง ผู้บริหาร โรงเรียนจึงได้จัดตั้งชมรมดนตรีไทยขึ้นมา” โดยอาจารย์สังคีตย์เล่าเสริมต่อว่า โรงเรียนจ�ำนวนมากเลิก สอนดนตรีไทยไปแล้ว พอกลับมาฟื้นฟูใหม่อีกรอบ ก็เหมือน ขาด ช่วงขาดตอน ไม่มีคนที่มีความรู้ด้านนี้จะมาสอนดนตรีไทยให้แก่ เด็กๆ ได้ ตรงนี้จึงท�ำให้เกิดความคิดที่จะสร้างกระบวนการเรียนรู้ แบบรุ่นสู่รุ่น “เพลงไทยเดิมกับเพลงเขมรดั้งเดิมนั้น ส�ำเนียงดนตรีมีความ แตกต่างกันน้อยมาก อย่างเขมรพายเรือ นี่เหมือนกันเลย ส่วน ส�ำเนียงเพลงพื้นเมืองของชาวลาวก็มีบางส่วนที่เราน�ำเอามาปรับ


ใช้ เพียงแต่ว่าไม่เด่นชัดเหมือนเพลงพื้นเมืองของเขมร เวลาสอน เด็ ก ผมจะเน้ น จากง่ า ยไปยาก สอนทั้ ง ทฤษฎี และการปฏิ บั ติ เด็กๆ เขาจะได้รู้จริงและสามารถถ่ายทอดต่อไปได้อย่างถูก ต้อง” อาจารย์สังคีตย์เล่า ขณะที่นักเรียนคนหนึ่งเล่าให้ฟังว่า ที่ยากที่สุดคือการเรียน โน้ตเพลงไทย ถ้าผ่านตรงนี้ได้ ที่เหลือก็ขึ้นอยู่กับความขยันหมั่น ฝึกซ้อม ที่ส�ำคัญคือพอตัวเองเป็นแล้ว จะมีการถ่ายทอดความรู้ นั้นให้แก่เด็กรุ่นน้อง หรือเรียกว่า ‘พี่สอนน้อง’ ท�ำให้เกิดการแลก เปลี่ยนเรียนรู้ ด้านอาจารย์สนิท พองนวล ผู้อ�ำนวยการโรงเรียนบ้านอ�ำปึล กล่าวเสริมว่า “อีกสิ่งที่ชมรมเราภูมิใจคือ เราเคยเข้าประกวดใน ระดับภาค และได้รับรางวัลชมเชย ที่ส�ำคัญคือ โรงเรียนเราใช้ เฉพาะเด็กในพื้นที่ และเด็กเล็กไปแข่งกับเด็กที่โตกว่า ทั้งในงาน ต่างๆ ที่เป็นหน้าเป็นตาชุมชน ก็ไปเล่นให้หมด ตรงนี้เราถือว่า เป็นอีกหนึ่งหน้าที่ที่เราต้องบริการให้แก่สังคม” โดยกลุ่มอนุรักษ์ดนตรีไทยได้รับการสนับสนุนจาก 3 ส่วน คือ

หนึ่ง ภาคประชาชน สอง กระทรวงศึกษาธิการ สาม อบต.บักได โดยส่วนแรกจะสนับสนุนด้านการอ�ำนวยความสะดวก อีก 2 ส่วน ที่เหลือจะสนับสนุนในเรื่องงบประมาณ สนับสนุนเครื่องดนตรี หรือไม่ก็สนับสนุนเรื่องการดูงานต่างๆ ในวันนี้ อาจารย์สังคีตย์เกษียณแล้ว หากแต่ยังคงไม่หยุดเส้น ทางของตัวเองไว้แค่นั้น ทั้งยังมองว่ า การเกษียณยิ่งเป็นการ เพิ่มพูนโอกาสในการสอน เพราะมีเวลามากขึ้น นอกจากนี้ อาจารย์สังคีตย์มุ่งประเด็นไปที่ เด็กเล็ก แม้จะ สอนยาก แต่ ห ากเป็ น แล้ ว พวกนี้ จ ะเป็ น ปั จ จั ย ส� ำ คั ญ ในการ สืบทอดภูมิปัญญานี้ ซึ่งถ้าเทียบกับเด็กโตที่หลงในดนตรีสมัยใหม่ ก็นับว่าคุ้มแรงเหนื่อย “แผนงานของเราจึงเน้นไปที่การปลูกฝังตั้งแต่ยังเล็กๆ เป็น หลัก ส่วนในระดับมัธยม ก็เอาพอให้เขารู้หลักรู้ทฤษฎี แต่ถ้าใคร สนใจจริง เราก็สนับสนุนเต็มที่ ตัวผมเองก็จะท�ำจนกว่าจะหมด แรง ส�ำหรับเด็กๆ ที่ผ่านการสอนจากผม ผมมีความเชื่อลึกๆ ว่า เขาเหล่านี้จะไม่ทิ้งดนตรีไทย” อาจารย์สังคีตสรุป

ปันสุข




เศรษฐกิจชุมชน

เปลี่ยนเศษผ้า เป็ นอาชีพ



ปันสุข


ในต�ำบลบ้านซ่อง อ�ำเภอพนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรามี บ้ า นเล็ ก ๆ หลั ง นี้ เ ป็ น ที่ ร วมของคนหลายวั ย ต่ า งคนต่ า ง ขะมักเขม้นกับการงานตรงหน้าของตัว โดยกลุ่มนี้ท�ำการเปลี่ยนผ้าเหลือใช้ให้เป็นเสื้อ ที่รองแก้ว ที่ใส่ กระดาษช�ำระ แต่ละอย่างหน้าตาน่ารัก เป็นการรวมกลุ่มกันใน นาม ‘วิสาหกิจชุมชนกลุ่มมิตรสัมพันธ์’ ความหมายของชื่อกลุ่ม คือ การเป็นเพื่อนเป็นมิตร และมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน โดยมี วัตถุประสงค์จริงๆ ของเรา คือการสร้างอาชีพให้คนในชุมชน “เรารับตัดเย็บงานทุกประเภท เสื้อยืด เสื้อกีฬา เอี๊ยมเด็ก อนุบาล ผ้าฝ้าย ผ้าไหม เสื้อพนักงานต่างๆ ที่เกี่ยวกับผ้า ทางกลุ่ม รับท�ำหมด เศษผ้าเหลือก็มาท�ำเป็นที่ใส่ทิชชูบา้ ง ส่วนที่เหลือจาก ท�ำที่คลุมโต๊ะจีนก็มาท�ำที่รองจานรองแก้วได้ ไม่ทิ้ง ใช้หัวคิด ประดิษฐ์เอง เสื้อผ้าก็ท�ำตามสั่ง เนื่องจากงบประมาณกลุ่มเรามี น้อย จะมาท�ำขายโชว์แบบที่อื่นมันล�ำบาก เราต้องประมาณ ต้นทุนก�ำไร แล้วบอกลูกค้าที่จะมาสั่งว่า ตกลงราคานี้ได้ไหม ถ้า ได้อย่างนั้น ก็ซื้อผ้ามาท�ำเลย หรือเราเองก็มีผ้าให้เลือก” เครือ วรรณ จันทศรี ผู้น�ำกลุ่มกล่าว เครื อ วรรณ เล่ า ให้ ฟ ั ง ว่ า เดิ ม ที เ ธอเป็ น วิ ท ยากรของศู น ย์ พัฒนาฝีมือแรงงานจังหวัด และของ กศน. โดยศูนย์หรือทีท�ำงาน ของพวกเธอนี้เป็นผลจากความส�ำเร็จ เนื่องจากตอนเริ่มต้น กลุ่ม ยังน้อย และท�ำกันในบ้าน “ทีนี้มีคนมาขอท�ำงานกับเรา แต่ถ้าฝีมือยังไม่ดีพอ มันท�ำไม่ ได้ เลยคิดตั้งกลุ่มเพื่อฝึกฝีมือคน ตอนแรกมีแค่ 15 คนเอง ใช้เงิน ทุนส่วนตัว ไม่ได้กู้ที่ไหนเลย เดิมทีท�ำกันบนบ้านเลย แต่บ้านมัน เก่ามาก พอกิจการไปด้วยดี สมาชิกเพิ่มเป็น 62 คน มีลูกค้า เพิ่ม ขึ้น เลยประชุมในกลุ่มก่อน แล้วไปประชาคมหมู่บ้านว่า จะท�ำ ร้านใหม่ครั้งแรก เป็นเรือนไม้ไผ่ เปิดสอนคนในพื้นที่ เรียนเสร็จไม่

มาท�ำงานกับเรา ก็ไม่เป็นไร จะไปเข้าโรงงาน เราก็ฝึกให้เรียนฟรี มีอุปกรณ์ให้ด้วย ปีหนึ่งเปิด 2-3 ครั้ง สอนจักรนะ แต่เราไม่สอน สร้างแบบ เพราะเราไม่มีเวลามากขนาดนั้น ปัจจุบันก็ยังต้องการ ฝึกอาชีพเป็นอย่างแรก ไม่คิดเรื่องก�ำไรมาก ที่อื่นเราก็เคยไปสอน อย่างผู้ต้องขังหญิงโรงเรียน ตชด. ให้ความรู้กับคนเรียน พอ ผลผลิตท�ำเสร็จ ก็เอาไปให้คนจนตกทุกข์ได้ยาก ถือว่าเป็นการ ช่วยไปเป็นทอดๆ” เครือวรรณเล่า ลู ก ค้ า ของกลุ ่ ม มี ทั้ ง คนใน และคนนอกพื้ น ที่ บ ้ า ง อย่ า ง เทศบาลก็เป็นผู้สนับสนุนสั่งสินค้าจากกลุ่ม โรงพยาบาลก็สั่งผ้า ใช้คลุมอุปกรณ์ทางการแพทย์ต่างๆ อีกอันคือถุงมือที่ช่วยไม่ให้ผู้ ป่วยดึงสายยาง ส่วนลูกค้าข้างนอกเป็นแบบปากต่อปาก ลูกๆ ของสมาชิกในกลุ่มก็เล่าให้คนนอกพื้นที่ฟังว่า เรามีร้านตัดเสื้อ กลุ่มตัดเสื้อเขารู้ว่างานของเราฝีมือดี โดยดูจากฝีเข็ม 11 ฝีเข็ม ต่อ 1 นิ้ว รูปทรงตะเข็บ รายละเอียดเรียบร้อยหมด เนียน แต่สั่ง น้อยก็ราคาสูง สั่งเยอะ ก็ถูกลง เพราะซื้อผ้ายกไม้ได้ ทุกวันนี้ กลุ่มสามารถอยู่ได้ด้วยตัวเอง โดยไม่ต้องขอเงิน สนับสนุนจากเทศบาล ซึ่งแสดงถึงความยั่งยืน เป็นเงินหมุนเวียน ในกลุ่มที่ใช้หล่อเลี้ยง ไม่เคยมีการกู้ แต่มีบา้ งที่เทศบาลสนับสนุน เช่น เรื่องอุปกรณ์ เพราะเมื่อตอนเริ่ม ทางกลุ่มต้องเช่าจักร ด้วยมี ทุนเริ่มต้นเพียง 50,000 บาท เมื่อมีก�ำไรจึงเปลี่ยนเป็นซื้อเอง “ส่วนสมาชิกกลุ่มที่มาเย็บผ้าเราจ่ายเดือนละครั้ง แต่เบิกก่อน ได้ เบิกเท่าที่ท�ำไป เราแบ่งท�ำเป็นแผนก ใครความสามารถเยอะ หน่อยก็อยู่แผนกที่ท�ำยาก เข้าไหล่ เข้าคอ เข้าแขน ก็ตีราคาแล้ว เฉลี่ยให้กันไป สิ้นปีก็มีปันผลให้สมาชิก ตอนนี้มีทั้งหมด 75 คน บางคนไม่ท�ำงานกับเรา แต่ยินดีร่วมช่วยสร้างอาชีพให้ คนใน ชุมชนลงเงิน หลายหมู่บา้ นในบ้านซ่องเลยนะ ก็ปันผลให้”

ปันสุข

 


ภูมิปัญญาชาวบ้าน

หมอหลี หมอยาแห่งลุ่มน�ำ้ เพชรฯ ใครผ่านไปมาที่ต�ำบลบ้านหม้อ อ�ำเภอเมือง จังหวัดเพชรบุรี อาจได้ยินชื่อของ ‘หมอหลี’ ที่อายุล่วง 80 เข้าไปแล้ว หากแต่ยัง แข็งแรง มีลูกหลานนอกสายเลือดแวะเวียนเข้ามาเยี่ยมชนิดหัว บันไดบ้านไม่แห้ง หมอหลี หรือนายถาวร นงนุช สมาชิกรุ่นลายครามของหมู่ที่ 3 บ้านเหมืองทะโมน มาตั้งแต่รุ่นพ่อคือ ‘หมอไข่’ เดินทางจากเมือง จีนมารับใช้อยู่ในวังตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 “ปู่มากับอาจารย์จากเมืองจีน อาจารย์ท่านเชี่ยวชาญเรื่องยา และสมุนไพร สมุนไพรอาจารย์เขารักษาได้ทุกโรค อาจเป็นเพราะ เมื่อก่อนโรคยังไม่เยอะขนาดนี้” หลานปู่ไข่ (ลูกสาวหมอหลี) ‘เชษฐ์’-เชษฐ์สุดา นงนุช ย้อนความหลังให้ฟัง จากนั้นปู่ก็ล่องมาตามแม่น�้ำเพชรบุรี และมาตั้งรกรากสร้าง ครอบครั ว อยู ่ ที่ บ ้ า นเหมื อ งทะโมน และพ่ อ ของเชษฐ์ เ กิ ด ที่ นั่ น เพราะ ปู่ชื่อไข่ ชาวบ้านแถบนั้นจึงเรียกกันติดปากว่า ‘หมอไข่’ ยามใครเจ็บไข้ไม่สบาย ก็มักไหว้วานให้ไปดูอาการ พอตรวจดู แล้วว่า เป็นอะไรหมอ ก็จะขึ้นเขาไปหาสมุนไพร ไม่ก็ลงทะเลเพื่อ ไปหาวัตถุดิบต่างๆ เอามาล้างท�ำความสะอาดแล้วปรุงเป็นยา “สมัยก่อนคนเป็นโรคฝีดาษโรคเกี่ยวกับเลือด ฝี หนอง เสีย  ปันปัสุนขสุข

เยอะ หลายครั้งปู่ก็ต้องไปเป็นหมอต�ำแยให้” หลานสาวท้าวความ เรื่องปู่ ส่วนพ่อสมัยเด็กๆ ก็เที่ยวสะพายย่าม ถือมีดหมอเดินตาม ปู่ไปไหนต่อไหน เวลานั้นได้อาศัยเรียนรู้วิชาไปด้วย หมอหลีได้ เรียนจนถึงชั้น ม.1 หลังจากนั้นก็มาเป็นหมอชาวบ้านเต็มตัว จน ระยะเวลาผ่านไป ความเจริญก้าวหน้าทางการแพทย์มาเยือน บ้านหม้อ อาทิสถานีอนามัย แพทย์ประจ�ำต�ำบล ฯลฯ ระบบ บริการสาธารณสุขสมัยใหม่เข้ามาจัดระเบียบของเก่า ท�ำให้ยา หลายต�ำรับของหมอไข่หายไป “เหลือไว้แค่ตัวยาที่ตรวจสอบได้ว่า ไม่มีผลข้างเคียงแน่นอน เพราะถ้าเป็นอันตรายทางจังหวัดจะไม่อนุญาตอีก อย่างสมัยนี้ โรคใหม่ๆ ก็เยอะ โรคเก่าที่เคยรักษาได้ก็หายไปด้วย แต่พ่อก็ไป อบรมเพิ่มเติมเรื่องคุณภาพ ความสะอาด และปลอดภัย กับทาง จังหวัดเพิ่มเติม” จากเดิมที่เคยเดินไปรักษากันถึงบ้านมาวันนี้ ใครอยากรักษา ต้ อ งเป็ น ฝ่ า ยมาหาหมอหลี เ อง ยาต� ำ รั บ หมอไข่ ที่ ยั ง มี ม าถึ ง ปัจจุบันส่วนใหญ่จะเกี่ยวกับเรื่องเลือด ได้แก่ ยาบ�ำรุงสตรีหลังค ลอด เช่น ยาพอกแทนการอยู่ไฟ ยารักษาเลือดเพื่อไม่ให้เกิด อาการหนาวเลือด (อาการหนาวทุกครั้งตอนฝนตกส�ำหรับสตรีที่


ไม่ได้อยู่ไฟหลังคลอด) ยาขับน�้ำคาวปลายาขับน�้ำนม ยารักษา มดลูก หรือประจ�ำเดือนมาไม่ปกติ เลือดลมเดินไม่ดี หมอหลีก็ รักษาให้ นอกจากนี้ มี ย าเด็ ก รั ก ษาอาการลิ้ น ขาวปากเปื ่ อ ย ส� ำ รอก แหวะนม ท้องขึ้น ท้องเสีย ฯลฯ อีกวิถีที่ยังคงแบบโบราณเอาไว้ คือสมุนไพรที่ใช้เป็นวัตถุดิบ เช่น ไม้เลื้อย รากไม้ แก่นต่างๆ ที่ยัง ต้องไปหาตามภูเขา หรือหอย (แคลเซียม) ที่หาได้ตามชายทะเล ถามว่ า หายากขึ้ น หรื อ ไม่ เพราะเมื อ งเข้ า มาบุ ก รุ ก ป่ า มากขึ้ น กระนั้นก็ยังพอหาได้ ตราบใดยังมีทะเล มีภูเขา ตัวยาก็ยังมี โดยคนที่รับบทหาวัตถุดิบนี้ ไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็นคู่ชีวิตของ เชษฐ์ ที่ควบหน้าที่ทั้งไปหา และขนกลับมายังบ้าน เมื่อวัตถุดิบ ต่ า งๆ มาถึ ง โรงยาแล้ ว ขั้ น ตอนต่ อ มา คื อ คั ด เลื อ กคั ด ทิ้ ง สิ่ ง ปลอมปน และสิ่งสกปรกต่างๆ ออกไป เช่น เส้นผม ลวด ด้าย แล้วท�ำความสะอาด จากนั้นน�ำมาตากแดด ท�ำกันเองทุกขั้นตอน เพราะไม่มั่นใจว่า ถ้าไปจ้างคนข้างนอกท�ำ จะสะอาดเพียงพอ หรือไม่ “ขั้นตอนต่อมาคือบด แม่จะเป็นคนท�ำ เรามีเครื่องบดที่ใช้มา นาน บดเสร็จเอาแยกเก็บไว้ตามชนิด จากนั้นก็เอามาแยกใส่ห่อ

ตามสูตรยา ซึ่งพ่อจะเป็นคนท�ำเอง” เชษฐ์เล่า อีกหนึ่งเอกลักษณ์ของยาคือ การห่อยาทุกตัวของที่นี่ จะถูก ห่อไว้ด้วยกระดาษ แล้วเขียนก�ำกับสูตรพร้อมคู่มือการกินการใช้ ไว้บนห่อด้วยลายมือของหมอหลีเองทุกห่อ เคล็ดลับอีกอย่างของ ที่นี่คือ ไม่มีการห่อยารอไว้ล่วงหน้า จะเตรียมก็ต่อเมื่อมีคนเข้า มาบอกอาการ ตรวจอาการเบื้องต้น เมื่อนั้นหมอไข่ถึงจะลุกไปตัก ยามาใส่ห่อให้ สาเหตุที่ผู้เฒ่าวัย 80 ยังต้องมานั่งห่อยา เขียนสรรพคุณ พร้อมการใช้ด้วยลายมือตัวเองนั้น นอกจากความเต็มใจส่วนตัว แล้ว ลูกสาวบอกว่า ‘งานรับแขก’ แบบนี้ท�ำให้พ่อไม่เหงา การได้ คุยกับคนโน้นคนนี้ ท�ำให้แกมีชีวิตชีวาจิตใจดีขึ้น ช่วยยืดอายุได้ อีกทาง ส่วนแม่ก็เป็นคนที่มีความสุขกับการได้อยู่หลังร้าน บดยา ไป แยกขยะ (ไว้ทอดผ้าป่า) ไป ทุ ก ๆ วั น บ้ า นหมอหลี จ ะมี ค นแวะเวี ย นมาซื้ อ ยาอย่ า ง สม�่ำเสมอ ถือเป็นรายได้หลักของครอบครัว ทั้งค่าเรียนลูกหลาน ค่ากินอยู่ภายในบ้าน ก็มาจากยาห่อทั้งนั้น โดยเชษฐ์วางแผนไว้ แล้วว่า ถ้าพ่อกับแม่สิ้นบุญไปก็จะเข้ามารับช่วงต่อ เพราะได้รับ ถ่ายทอดวิชาความรู้จากพ่อมาหมดแล้ว แต่ถามถึงรุ่นหลานผู้ สืบทอดต่อยังว่าง เพราะไปท�ำงานอื่นกันหมด ไม่ค่อยมีใครสนใจ ศาสตร์ดา้ นนี้ “งานพวกนี้ต้องอาศัยความอดทนมาก ละเอียดมาก แก่นยา ต้องไปฟันเอาบนเขา หอยก็ต้องไปแบกจากทะเล เหม็นก็เหม็น เด็กสมัยนี้ไม่ค่อยอดทน เขาไม่สนใจ” เชษฐ์เล่า เคยมีคนข้างนอกมาขอเรียนวิชาจากหมอหลี แต่ก็ต้องคอตก กลั บ ไป เพราะหมอหลี ถื อ ว่ า ของแบบนี้ มี ค รู บ าอาจารย์ จะ ถ่ายทอดแบบสุ่มสี่สุ่มห้าไม่ได้ อย่างเชษฐ์ หมอหลีก็ต้องเป็นคน ครอบครูให้ “ถ้าให้วิชาคนอื่นไป เขาจะไปท�ำแบบเราหรือเปล่าก็ไม่รู้ ของ แบบนี้ ท�ำไม่ดี มันเข้าตัว เดี๋ยวเป็นโน่นเป็นนี่ ทั้งกับตัวเรา และ คนที่เรารักษา” โดยมีคุณธรรม 3 ข้อ ที่เชษฐ์ หมอหลี และครอบครัวต้อง ยึดถือตลอดมา คือ 1.เหล้าไม่กิน บุหรี่ไม่สูบ 2.จิตใจดี เอื้อเฟื้อ เผื่อแผ่ และ 3.ซื่อสัตย์สุจริต ทุกๆ ปี บ้านหมอหลีต้องมีพิธียกครู เพื่อบูชาครู และกันเงินส่วนหนึ่งมาท�ำบุญ ซึ่งตลอด 80 ปี ของ หมอหลี ได้เป็นเจ้าภาพเทศน์มหาชาติมาถึง 3 งาน แล้ว แถมบาง ครั้งบางคราว ผู้เฒ่าก็รับหน้าที่วิทยากรให้ความรู้แก่ผู้ที่เข้ามา ศึกษาดูงาน เพราะที่นี่ถูกยกให้เป็น ‘แหล่งเรียนรู้ปราชญ์ชาว บ้านหมอสมุนไพร’

ปันสุข




อาหาร

กิตตินนท์ซูเปอร์มาร์เก็ต สวนของ กิตตินนท์ นงค์นวล ปลูกมังคุดกับลองกองเป็นหลัก แต่ที่ว่ าง ระหว่างต้นมังคุดจะมีผักเขลียงบ้าง พริกไทยบ้างแซมอยู่ ที่ว่างระหว่างต้น ลองกองจะมีต้นหมากแซมอยู่ สิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่เจ้าของสวนบอกว่า “เป็นวิถีเก่า” เพราะถ้าปลูกมังคุดก็จะได้มังคุดอย่างเดียว ระหว่างที่รอมังคุดรอลองกอง ก็คง ไม่มีอะไรขาย การปลู ก พื ช แซมสวนของชาวต� ำ บลขุ น ทะเล อ� ำ เภอลานสกา จั ง หวั ด นครศรีธรรมราชถือเป็นภูมิปัญญา เพราะปุ๋ยที่ใช้ก็ไม่ได้ใช้ปุ๋ยเคมี ซึ่งมีคา่ ใช้จ่าย แต่ใช้เปลือกลองกองมาท�ำปุ๋ยหมักเอง



ปันสุข


การปลูกพืชแซม คือการปลูกเพิ่มลงไป เช่น พริกไทย พลู ถั่วพู ผักเขลียง มันปู ตะไคร้ มะนาว ชะอม พริกขี้หนู เป็นการเพิ่ม มูลค่าให้ครัวเรือน อีกทั้งยังเป็นซูเปอร์มาร์เก็ตขนาดย่อม การผสมผสานอย่างที่เห็นนั้น เรียกว่า สวนสมรม ซึ่งมีอยู่ทั่ว พื้นที่ของต�ำบลขุนทะเล สวนสมรมเป็นมรดกทางปัญญา สมรม หรือสมลม เป็นภาษาถิ่น หมายถึง สวนที่ปลูกพืชผสมผสานกัน ของผลไม้ น านาชนิ ด ไม่ มี ก ารแยกแปลงแยกชนิ ด เลี ย นแบบ ระบบป่าไม้ธรรมชาติ การท�ำสวนสมรม เริ่มจากการถางไม้พุ่ม ถางหญ้าออกให้ หมดก่อน แล้วน�ำกล้าไม้ผลบางชนิดที่เพาะไว้ก่อนในกระบอก

ไม้ไผ่ เช่น ทุเรียน มังคุด สะตอ ละมุด ลางสาด ปลูกในหลุมที่ กว้าง และลึกพอที่จะใส่กระบอกไม้ไผ่ลงไปได้เท่านั้น บางชนิดก็ ปลูกเมล็ดลงไปโดยตรง เช่น จ�ำปาดะ การปลูกไม่ต้องเป็นแถว เป็นแนว ดูแต่ระยะห่างที่พอเหมาะเท่านั้น ไม้ผลต้นไหนแคระ แกร็นก็ใช้น�้ำปัสสาวะรดบ�ำรุง โดยไม่ใช้สารเคมีใดๆ วิธีถางก็ใช้ มีดพร้า ไม่ใช้สารเคมีก�ำจัดวัชพืช ผลไม้แต่ละชนิดออกผลผลิตไม่พร้อมกัน สวนสมรมท�ำให้ เจ้ า ของสวนสามารถจ� ำ หน่ า ยผลผลิ ต ได้ ทั้ ง ปี ช ่ ว ย แก้ ป ั ญ หา ผลผลิตล้นตลาด ช่างภาพโบราณศรัทธาในแสงแดดฉันใด สวน สมรมก็ศรัทธาในความหลากหลายฉันนั้น

ปันสุข




วัฒนธรรม

สวนหม่อม ที่พกั พิง รวมใจชาวปริก

ต้นยางพาราเรียงเป็นแนว ประหนึ่งแถวทหาร มองไปทางไหนก็เห็นแต่ต้นยางพารา สวนหม่อมแห่งนี้เขียวครึ้มไปด้วยต้นไม้แห่ง ชีวิตของคนที่นี่ ผู้คนในเทศบาลต�ำบลปริก อ�ำเภอสะเดา จังหวัดสงขลายังชีพด้วยการท�ำสวนยาง ตื่นตี 3 ออกมากรีดยาง ถาม ชาวสวนละแวกนั้นว่า โดยเฉลี่ยแล้ว ในวันหนึ่ง พวกเขาลงมีดกรีดยางกันคนละกี่ต้น ไร่หนึ่งมีต้นยางพาราประมาณ 70 ต้น บางคนมี สวนยาง 10 ไร่ และทั้งหมดก็มีบ้างที่กรีดคนเดียว 700 ต้น แต่เดิมสวนหม่อมแห่งนี้มีพื้นที่หลายพันไร่ เจ้าของเดิมคือ หม่อมเจ้าอมรสมานลักษณ์ กิติยากร เมื่อก่อนสวนหม่อมแห่งนี้ ยังไม่มี ต้นยางพารา แต่เต็มไปด้วยต้นปาล์ม เป็นพื้นที่แรกๆ ในประเทศไทยที่ปลูกปาล์ม ในสมัยนั้นหม่อมเจ้าอมรสมานลักษณ์ ท�ำธุรกิจ น�้ำมันปาล์ม สุริยา ยีขุน นายกเทศมนตรีต�ำบลปริก เล่าให้ฟังว่า สมัยก่อนมีการใช้เกวียนขนปาล์มจากสวนหม่อมแห่งนี้ ไปยังสถานีรถไฟคลอง แงะ เป็นระยะทาง 20 กิโลเมตร เพื่อน�ำขึ้นรถไฟส่งไปยังต่างประเทศ วันนี้เหลือต้นปาล์มอยู่ 2 ต้น นอกนั้นเป็นต้นยางพาราทั้งสิ้น หากเดินดูรอบๆ จะสะดุดตากับเสาซีเมนต์สูงระดับเอว 4 ต้น มีข้อความเขียนไว้ ซึ่งเป็นร่องรอยที่แสดงให้เห็นว่า เขียนตอนที่ปูนยัง ไม่แห้ง ข้อความระบุว่า ‘ทรงปลูก 4/8/76’ จากค�ำบอกเล่าต่อกันมาจากคนเก่าแก่จนถึงคนรุ่นปัจจุบัน รวมถึงหลักฐานที่ประจักษ์ในสวนหม่อมแห่งนี้ จึงพอเห็นภาพความ 

ปันสุข


เชื่ อ มโยงของพื้ น ที่ ส วนหม่ อ มแห่ ง นี้ กั บ ประวั ติ ศ าสตร์ ข อง ประเทศไทย ด้วยครั้งหนึ่งพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าร�ำไพพรรณี ได้เสร็จมาประทับแรมที่สวน หม่อมแห่งนี้เป็นเวลา 1 เดือน แม้ไม่มีการบันทึกถึงหลักฐาน การ ประทับแรมครั้งนี้ในหน้าประวัติศาสตร์อย่างเป็นทางการ แต่ก็มี ความเป็นไปได้ว่า พระบาทสมเด็จพระปกเกล้ าเจ้าอยู่หัวเคย ประทับแรมที่นี่ก่อนเดินทางไปยังปีนัง เพื่อลงเรือต่อไปยังประเทศ อังกฤษ ตรงตามที่มีบันทึกในหลักฐานทางประวัติศาสตร์ นายกฯ สุริยา บอกว่าหากดูจากวันเวลาที่ถูกบันทึกบนเสา หลักทั้งสี่ต้น พระองค์เสด็จมาประทับแรมในปี 2476 นั้น ชัดเจน ว่า เป็นหนึ่งปีถัดมา หลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง ขณะเลข 4 และ 8 นั้น อาจท�ำให้คนร่วมสมัยอย่างเราเข้าใจว่า เป็นวันที่ 4

เดือนสิงหาคม แต่คนเฒ่าคนแก่บอกว่า ในสมัยนั้น เมษายน ถือ เป็นเดือนที่ 1 ซึ่งการนับเดือนมกราคมเป็นเดือนที่ 1 เพิ่งเกิดขึ้น ในสมัยที่จอมพล ป. พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี ยั ง ไม่ มี ใ ครกล้ า ยื น ยั น ถึ ง เรื่ อ งเล่ า การเสด็ จ ประทั บ ของ พระองค์ ขณะที่ยืนมองเสาหลักที่มีพระปรมาภิไธยนั้น เราได้แต่ นึกย้อนไปยังเหตุการณ์ในครานั้น ปัจจุบันสวนหม่อมแห่งนี้เป็น ที่ดินของเอกชน เจ้าของยังคงปล่อยเสาหลักที่มีพระปรมาภิไธยไว้ ดังเดิม และหลงเหลือต้นปาล์ม 2 ต้น นอกนั้นก็มีต้นยางพารา เรียงเป็นแนวประหนึ่งแถวทหาร มองไปเจอต้นไม้ต้นหนึ่ง มีหน้า ตาประหลาด มันเป็นต้นปาล์มที่ถูกล�ำต้นที่มีลักษณะคล้ายต้น ยางพาราสวมคลุมใบของปาล์มอยู่เหนือล�ำต้น ขณะกิ่งก้านที่แผ่ เหยียดกลับคล้ายว่า นั้นเป็นล�ำแขนของยางพารา เห็นต้นไม้ที่ คล้ายคนสองคนอยู่ในร่างเดียวนี้แล้ว ก็นึกถึงการอยู่ร่วมกันของ คนต�ำบลปริก พวกเขาอยู่ร่วมกัน พึ่งพาอาศัยกัน ต่างศาสนา และวัฒนธรรม แต่ประสานกันด้วยความเข้าใจ ให้โอกาสกันและ กัน คล้ายต้นไม้ประหลาดต้นนี้ที่กา่ ยกอดอยู่ร่วมบนรากเดียวกัน

ปันสุข




พบกับ Gallery Punsook ได้ที่ gallery.punsook.org หรือ www.punsook.org หัวเรื่อง “แกลลอรี่”

วารสารปันสุข ฉบับที่ 08  

เรื่องราวชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่