Page 1

»˜¹ÊØ¢ ẋ§»˜¹ ÊÃäÊÌҧ à¾×èͪØÁª¹¹‹ÒÍÂÙ‹

ฉบับที่ 02 พฤษภาคม 2555

ปันสุข


www.punsook.org

จัดท�ำโดย

»˜¹ÊØ¢ ẋ§»˜¹ ÊÃäÊÌҧ à¾×èͪØÁª¹¹‹ÒÍÂÙ‹

ส�ำนักสนับสนุนสุขภาวะชุมชน ส�ำนักงงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ Email : editor@punsook.org

ปันสุข

facebook > ค้นหา


า > ปันสุข

สถานี 3

การท�ำงานชุมชนเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนและท้าทาย ต้องท�ำความเข้าใจชุมชนอย่าง ถ่องแท้ เพื่อที่จะสามารถเข้าถึงประเด็นได้อย่างตรงจุด เปิดใจที่จะเรียนรู้ร่วมกันไปกับ พวกเขา ทุกชุมชนมีศักยภาพในการบริหารจัดการตัวเอง คุณสมบัติของต�ำบลสุขภาวะที่ส�ำคัญ คือการมีแหล่งเรียนรู้เพื่อท�ำให้สมาชิกใน ชุมชนมีความสุขร่วมกัน นี่คือการสร้างฐานประเทศไทยที่มั่นคง โดยหลักการง่ายๆ ของ กระบวนการพัฒนาแหล่งเรียนรู้ต�ำบลสุขภาวะมีทั้งหมด 4 ขั้นตอนส�ำคัญ ขั้นตอนแรกคือการพัฒนาพัฒนาแหล่งเรียนรู้ ขั้นตอนที่สองคือน�ำเข้าสู่แผนพัฒนา ของท้องถิ่น ขั้นตอนที่สามคือการสร้างเป็นแหล่งเรียนรู้ให้กับผู้ที่สนใจ ขั้นตอนที่สี่คือการ เกิดเป็นเครือข่ายการท�ำงานร่วมกัน การท�ำงานจะเริ่มจากการส�ำรวจทุนศักยภาพของท้องถิ่น ให้เห็นเส้นทางการพัฒนา ที่ผ่านมา แล้วจัดเป็นเรื่องที่สมาชิกสนใจร่วมกัน พยายามให้มีความหลากหลายของ เนื้อหา และพื้นที่ที่กระจายครอบคลุมสมาชิกเพื่อสร้างพื้นที่ร่วมให้คนท้องถิ่นมาท�ำงาน ร่วมกัน แล้วถอดบทเรียนให้เห็นคน เห็นความคิด เห็นการท�ำงานของเรื่องนั้นๆ ขณะ เดียวกันก็ยังสามารถพัฒนาผู้น�ำให้สามารถสื่อสารความคิด ความรู้ จากประสบการณ์ ตรงที่เขาปฏิบัติการไปสู่กลุ่มคนที่สนใจ ทุกเรื่องมีความส�ำคัญ โดยเฉพาะการให้โอกาสคนที่มีความรู้มีประสบการณ์ได้แบ่ง ปันประสบการณ์นั้นให้กับคนอื่น เพื่อให้สามารถเดินไปพร้อมกัน ด้วยศักยภาพที่ได้รับ การพัฒนายังขาดอยู่ จะสามารถยกระดับหน่วยการผลิต จากความรู้ให้กลายเป็นสิ่งที่มี มูลค่าทางเศรษฐกิจได้อีกทางหนึ่ง เมื่อกลุ่มมีความเข้มแข็งและเรื่องมีความชัดเจนแล้ว ก็น�ำเรื่องนั้นๆ ไปบรรจุเข้าแผน พัฒนาของอบต. เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ร่วมกันของคนในชุมชน จนมีความพร้อมทั้งด้าน ตัวคน ความคิด ปฏิบัติการจริง และสามารถเป็นแหล่งให้เพื่อนมาเรียนรู้ร่วมกันได้ และ ได้ขยายเครือข่ายองค์การปกครองส่วนท้องถิ่นเพิ่มมากขึ้น พลังของเครือข่ายที่เกิดขึ้น ในที่นี้จึงมีมากพอที่สามารถเสนอกฎหมาย นโยบาย เพื่อน�ำสู่การเปลี่ยนแปลงประเทศ ได้ ดวงพร เฮงบุณยพันธ์ ผู้อ�ำนวยการส�ำนักสนับสนุนสุขภาวะชุมชน (สน.3)


สารบัญ

เวทีประชุมสัญจร รวมบ้านควน ให้เป็ นหนึง่ 6 กองทุนสวัสดิการชุมชนต�ำบลบางระก�ำ 8

ศูนย์พฒ ั นาเด็กเล็กหัวไผ่ 9

พัฒน์ อภัยมูล ‘ปราชญ์แห่งลุม่ น�ำ้ แม่ทา’ 10

สังคมผูส้ งู อายุ 12

พลังงานหลายทางเลือกที่อทุ ยั เก่า 14

มัคคุเทศก์ตวั จิ๋ว’ หลักสูตรใหม่ใส่ใจชุมชน 16 บทเรียนนอกต�ำรา ‘สร้างคุณค่าทางจิตใจ’ 18

กาละแม พัชรศรี หรือจะสูก้ าละแมบ้านปากน�ำ้ 20 แปรรูปข้าว” วิถีดนิ้ รนของคนถือเคียว 22

เที่ยวดอนแก้ว 24 ‘ร�ำชาวนา’ภูมปิ ั ญญาล�ำ้ ค่า 30

คุยกับนายก อบต. 32


บทบรรณาธิการ ชุมชนแต่ละแห่งมีเรื่องราวเป็นของตัวเอง และเรื่องราวเหล่านั้นได้รับการ ถ่ายทอดสู่การรับรู้ของคนทั่วไป ผ่านสื่อสิ่งพิมพ์ ตลอดจนการกระจายภาพและ เสียง ปันสุขถือก�ำเนิดขึ้นมาเพื่อเติมเต็มช่องว่างทางด้านสื่ออินเตอร์เน็ท ช่วยให้ ชุมชนท้องถิ่นที่อยู่ไกลกัน มีช่องทางในการรับรู้เรื่องราวของกันและกันได้ง่ายขึ้น แต่เราตระหนักดีว่า สื่อชนิดนี้ ในบริบทของชุมชนท้องถิ่น ถือเป็นสื่อที่ถูกจ�ำกัด การเข้าถึงในระดับหนึ่ง เพราะหลายชุมชนยังเป็นสังคมเกษตรกรรมที่วันเวลาในแต่ วันของพวกเขาหมดไปบนผืนดิน มิใช่ห้องสี่เหลี่ยมที่มีคอมพิวเตอร์พร้อมเครื่องปรับ อากาศ แต่กระนั้น เรากลับมีความเชื่อว่า ข้อจ�ำกัดดังกล่าวจะค่อยๆ เลือนไปตาม กาลเวลา เพราะมีผู้คนรุ่นใหม่ที่กลับเลือกจะกลับไปท�ำงานที่บ้านเกิด ขณะที่เด็กๆ ที่ก�ำลังเติบโต พวกเขาจะเป็นก�ำลังส�ำคัญที่จะช่วยผลักดันสื่อนี้ต่อไปในอนาคต ณ ช่วงเวลาปัจจุบัน เรามีความพยายามน�ำเสนอปันสุข ให้เป็นศูนย์กลางของ เรื่องราวดีๆ ที่ส่งออกมาจากชุมชนมาสู่โลกภายนอก เพื่อบอกให้รู้ถึงการพัฒนาที่ ก�ำลังด�ำเนินอยู่อย่างมีนัยส�ำคัญ ทั้งนี้ก็เพื่อเปลี่ยนจ�ำของคนส่วนใหญ่เกี่ยวกับ ชนบท ชุมชนชนบทสมัยนี้ไม่เหมือนก่อนแล้ว ทั้งยังมีจุดส�ำคัญที่ชุมชุนเมืองนั้นไม่มี นั่น คือการอยู่ร่วมกันอย่างเข้มแข็ง จากการท�ำงานเพื่อชุมชน พวกเขาได้แสดงให้เห็นถึง ความร่วมมือร่วมใจในการท�ำงานด้านต่างๆ ผิดกับชุมชนเมืองที่มองไปให้ทั่วแล้ว จะพบว่า พวกเขาอยู่เพื่อตัวเองเป็นส�ำคัญ หากจะให้สรุปย่นย่อภาพรวมของชุมชนในเวลานี้ คงต้องขอชี้ไปที่ประเด็นการ พัฒนา 7 ประเด็น ที่สามารถนิยามความเข้มแข็งของชุมชนได้เป็นอย่างดี เริ่มจาก การบริหารจัดการท้องถิ่นแบบมีส่วนร่วม การจัดการสวัสดิการสังคมโดยชุมชน เกษตรกรรมยั่งยืน การดูแลสุขภาพชุมชน จัดการทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม การเรียนรู้ของเด็กและเยาวชน และการจัดการภัยพิบัติ โดยแต่ละชุมชนมี 7 ประเด็นนี้เป็นฐานราก ซึ่งถือว่าครอบคลุมพอสมควร จะมี เพิ่มเติมขึ้นมาอีกก็คือเรื่องเศรษฐกิจชุมชน วัฒนธรรม ภูมิปัญญาชาวบ้าน ที่จะมา ช่วยท�ำให้ชุมชนมีมิติของความน่าสนใจเพิ่มมากขึ้น จะว่าไปแล้ว ปันสุขเกิดขึ้นในช่วงตอนที่ชุมชนมีความพร้อมพอสมควร อย่าง น้อยก็หลายแห่งที่สามารถเป็นแหล่งเรียนรู้ให้ชุมชนอื่นได้เข้ามาศึกษาดูงาน จนได้ ชื่อว่าเป็นชุมชนสุขภาวะที่มีของดีให้หยิบยืม ต่อยอดการพัฒนาสืบไป วันนี้ เรามีชุมชนเครือข่ายจ�ำนวนมากที่ล้วนมีพลังอยู่ในตัว อาศัยแค่การชี้น�ำ เพื่อดึงศักยภาพของท้องถิ่นออกมา ซึ่งก็ได้เห็นตัวอย่างกันแล้ว ปันสุขถือว่าโชคดี ที่มาอยู่ในช่วงตอนที่ไม่ล�ำบากนัก เพราะมีเรื่องราวรอบตัวให้หยิบใช้ อาจจะมาก เสียจนใช้ไม่ทันด้วยซ�้ำ ในอนาคต หากข้อก�ำจัดเรื่องเทคโนโลยีหมดลงอย่างสิ้นเชิง ชุมชนจะเข้ามามี บทบาทในการน�ำเสนอศักยภาพด้วยตัวเอง อาจจะบนเวทีเดียวกันในนามปันสุข หรืออาจจะเป็นอีกหนึ่งเวทีใหม่ของตัวเอง นั่นเป็นสิ่งที่เราต้องพัฒนาและตามดูกัน ต่อไป

ปันสุข


การบริหารจัดการท้องถิ่นแบบมีส่วนร่วม

เวทีประชุมสัญจร รวมบ้านควน ให้เป็ นหนึง่ เรื่อง : ศรีศักดิ์ พิกุลแก้ว

ก่อนหน้าที่จะรู้ว่าเวทีประชุมสัญจรมีหน้าที่อะไร คุณลุงล้วน ลุยภูมิประสิทธิ์ เล่าถึงปัญหาของชุมชนในสมัยก่อนให้ฟัง “ตอนนั้นบ้านควนเราแย่มาก ผู้น�ำไปทาง ชาวบ้านไปทาง แย่ ขนาดที่ว่า ผู้ใหญ่บางคนไม่รู้จักกันด้วยซ�้ำไป สิ่งที่ชาวบ้านต้อง การก็ไม่ได้รับการตอบสนอง ท้องที่ไปท�ำอะไรก็ไม่รู้ จึงไม่ตรงตาม ความต้องการของชาวบ้าน อะไรที่ชาวบ้านควรรู้ก็กลับไม่รู้ จนเรา เห็นแล้วว่า จะปล่อยให้เป็นอย่างนี้ต่อไปไม่ได้” เหมือนสิ่งที่เรียนมาผิดไปจากสภาพความเป็นจริงหมด ที่เคย เข้าใจว่าชุมชนเกษตรกรรมชนบทจะต้องมีความสัมพันธ์ใกล้ชิด แน่นแฟ้น ผู้คนในชุมชนต่างสามัคคีกัน แต่ข้อมูลจากลุงล้วนท�ำ ให้เข้าใจว่า ชุมชนชนบทสมัยใหม่ ก็ไม่ได้มีความแตกต่างไปจาก ชุมชนเมืองเท่าใดนัก ที่เคยสนิทชิดเชื้อ รู้จักหน้าค่าตาว่าใครเป็นลูกเต้าเหล่าใคร ก็ กลายเป็นเกือบจะไม่รู้จักกัน ฟังจากที่ลุงล้วนเล่าแล้ว ส่วนตัวคิดว่า เรื่องจะรู้จักกัน หรือ ไม่รู้จักกัน หรือเรื่องที่จะไม่ท�ำงานร่วมกัน คิดว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่อง ใหญ่ หากผลลัพธ์ออกมาดีชุมชนได้ประโยชน์กันถ้วนหน้า แต่ ปัญหาของมันก็คือพอต่างคนต่างท�ำแล้ว ปัญหาของชาวบ้านไม่ ได้รับการแก้ไขตามความต้องการ 

ปันสุข

สภาประชาธิปไตยเพื่อพัฒนาบ้านควน สภาแห่งประชาชน “ราวปี 2539 พวกผู้น�ำชุมชนเริ่มคุยกันแล้วว่าจะปล่อยให้ ชุมชนเป็นอย่างนี้ต่อไปไม่ได้ สมัยนั้นมีก�ำนันประเสริฐ ทองมณี และผู้ใหญ่สุดโสภณ วงศ์จันทร์ เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงส�ำคัญในการ จัดการประชุมแลกเปลี่ยนระหว่างหมู่บ้าน “เนื้อหาในการประชุมก็จะเป็นการน�ำเสนอปัญหาความเป็น ไปของคนในพื้นที่ โดยเวทีจะเปิดโอกาสให้แต่ละพื้นที่เข้ามาน�ำ เสนอในที่ประชุม ที่ประชุมก็จะประสานกับหน่วยงานราชการ เบื้ อ งบน นอกจากนั้ น ยั ง มี ห น้ า ที่ ก ระจายข่ า วจากหน่ ว ยงาน ราชการต่างๆ ให้ชาวบ้านได้รับรู้รับทราบ” เห็นภาพในส่วนผู้น�ำชุมชนแล้ว จึงนึกถึงระดับชาวบ้าน เรา อยากรู้ว่าพวกเขามีสิทธิมีเสียงกันเพียงใด ประเด็ นนี้ ลุ ง ล้ ว นตอบได้ น่ า สนใจ “เรื่ องที่ จ ะให้ ช าวบ้าน ทั้งหมดมาร่วมประชุมในเวทีสัญจรคงเป็นไปไม่ได้ บทบาทของ ชาวบ้านจะมีในช่วงประชุมหมู่บ้ านของแต่ละหมู่ เมื่อประชุม หมู่บ้านเสร็จ ผู้น�ำท้องที่คือผู้ใหญ่บ้านจะน�ำปัญหาที่รับฟังมาไป เสนอในที่ประชุมสัญจร” ลุงล้วนยังได้กล่าวย�้ำอีกว่า “ในทุกขั้นตอนการตัดสินใจว่า จะ ท�ำหรือไม่ท�ำอะไร ท้องที่ท้องถิ่น ภาคประชาชน และภาคีพัฒนา ต้องมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ และมีฉันทามติร่วมกัน” เห็นรูปแบบในการท�ำงานแล้ว ก็สมกับที่ลุงล้วนคุยไว้จริงๆ


‘นวัตกรรมประชาธิปไตยแบบจ�ำเพาะสภาประชาธิปไตยเพื่อ พัฒนาบ้านควน’ ท้องที่กับท้องถิ่นการท�ำงานแบบดับเบิลทีม แต่เดี๋ยวก่อน เท่าที่ฟังยังไม่เห็นการเข้ามามีบทบาทของ อบต. เลย แล้วอย่างนี้จะเรียกว่ามีส่วนร่วมทุกภาคส่วนได้อย่างไร ค�ำ ตอบของลุงล้วนพาเราไปถึงบางอ้อ “ที่สงสัยว่า อบต. หายไปไหนนั้น ไม่ต้องงุนงงสงสัย ยุคแรกที่ มีการประชุมจะเป็นการประชุมเฉพาะเจ้าหน้าที่ฝ่ายท้องที่ (ก�ำนัน ผู้ใหญ่บ้าน) โดยท้องถิ่น (อบต.) ไม่ได้เข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องด้วย จนปี 2551 ก�ำนันประเสริฐ คนที่มีส่วนส�ำคัญในการผลักดันให้มี การประชุมนี้ชนะการเลือกตั้งนายก อบต. จึงท�ำให้การร่วมมือ ระหว่างท้องถิ่นและท้องที่ด�ำเนินไปแบบใกล้ชิด” เป็นไปได้หรือไม่หากก�ำนันประเสริฐ ไม่ได้รับการเลือกตั้ง เวที ประชุมสัญจรก็ยังคงวนเวียนอยู่ที่การท�ำงานเฉพาะเจ้าหน้าที่ฝ่าย ท้องที่ โดยที่ท้องถิ่นผู้มีงบประมาณไม่เข้ามาร่วมด้วย นึกถึงตรงนี้แล้วก็พานนึกถึงคนในชุมชนอื่นๆ ว่า มีปัญหาการ ท�ำงานร่วมกันระหว่างท้องที่ และท้องถิ่นหรือไม่ ตรงนี้ถือว่าเป็น อีกหนึ่งปัญหาส�ำคัญที่สังคมไทยจะมองข้ามไม่ได้เป็นอันขาด หากอยากจะให้การบริหารงานท้องถิ่นตอบสนองความต้องการ ของคนในชุมชนอย่างแท้จริง หากสิง่ ทีก่ งั วลไม่ได้เกิดกับบ้านควน ปัจจุบนั เวทีประชุมสัญจร

มีบทบาทเป็นเข็มทิศให้แก่การบริหารงานท้องถิ่นของ อบต. อย่าง ขาดไม่ได้ “ตอนนี้ อบต. จะจั ด ท� ำ แผนพั ฒ นาโดยที่ ท ้ อ งที่ ไ ม่ รู ้ ไ ม่ ไ ด้ โครงการเกือบทุกโครงการจะมาจากมติ จากการ ประชุมสัญจร โดยท้องถิ่นจะน�ำข้อมูลเหล่านั้นไปจัดท�ำแผน เพื่อบรรจุแผน แล้ว ก็เสนอท�ำข้อบัญญัติงบประมาณเข้าสภา” นายกฯคน ต่อไปไม่ท�ำ เท่ากับฆ่าตัวตาย ลุงล้วนบอกว่า “ในส่วนของอนาคตที่ว่า ท้องถิ่นจะแยกกับ ท้ อ งที่ ผมคิ ด ว่ า เป็ น ไปไม่ ไ ด้ เพราะว่ า ชาวบ้ า นที่ เ คยได้ รั บ ประโยชน์มาแล้ว เขาคงไม่ยอม แต่หากมีผู้บริหารบางชุดเลือกที่ จะแยกตัวก็คิดว่าผู้ บริหารชุดนั้นคงได้ท�ำงานสมัยเดียว และคง ไม่ได้รับเลือกอีกแน่ “แต่สมมุติว่า ท้องถิ่นแยกตัวไปจริงๆ ท้องที่ก็ยังจะสามารถ ด�ำเนินงานต่อได้ เพราะว่าท้องที่ท�ำมาก่อนหน้าที่ท้องถิ่นจะเข้า มาร่วมอยู่แล้ว แต่จะมีปัญหาก็ตรงที่ รับรู้ปัญหา แต่ไม่มีงบฯไป พัฒนา” ก็จริงอย่างที่ลุงล้วนว่าคงไม่มีผู้บริหาร อบต.ชุดไหน บ้าจี้ถอน ตัวออกจากเวทีประชุมสัญจรนี้ก็เห็นๆ อยู่ว่าเวทีนี้ท�ำให้ตนเอง ท�ำงานได้ง่ายขึ้น ตรงตามความต้องการของชาวบ้านมากขึ้น ตนเองก็ถูกว่าถูกด่าน้อยลง ดีอย่างนี้คงไม่มีเหตุผลให้ อบต. ถอน ตัวออกไปแน่ๆ

ปันสุข


การจัดการสวัสดิการสังคมโดยชุมชน

กองทุนสวัสดิการชุมชนต�ำบลบางระก�ำ เรื่อง : ติณ นิติกวินกุล

แนวคิดของกองทุนนี้ก็คือ ‘การช่วยเหลือเกื้อกูล’ ซึ่งก็คือการ ช่วยเหลือโดยร่วมมือกันเองของคนในชุมชน กล่าวคือทุกคนที่เป็น สมาชิกต้องส่งเงินออมวันละ 1 บาท เดือนหนึ่งก็จะได้ 30 บาท เงินกองทุนนี้จะน�ำเงินไปจัดสวัสดิการต่างๆ ช่วยเหลือสมาชิก โดยมีหลักเกณฑ์ว่าต้องออมติดต่อกันเป็นเวลา 180 วัน จึงจะมี สิทธิ์ได้รับสวัสดิการ ทุกคนมีสิทธิสมัครออม แม้แต่เด็กแรกเกิด สวัสดิการที่ได้รับ อาทิ เมื่อคลอดบุตรจะได้รับเงินขวัญถุง 1,000 บาท กรณีเจ็บป่วยจ�ำเป็นต้องพักรักษาตัวที่โรงพยาบาล จะได้รับเงินช่วยเหลือคืนละ 100 บาท ปีละไม่เกิน 10 คืน นอก จากนี้ยังสามารถกู้เพื่อการศึกษา และรักษาพยาบาลโดยไม่เสีย ดอกเบี้ยรายละไม่เกิน 10,000 บาท และต้องช�ำระคืนภายใน 1 ปี หากเสียชีวิตก็จะได้รับเงินช่วยเหลือตามระยะเวลาการออม กล่าวคือ ได้รับเงินช่วยเหลือตั้งแต่ 5,000-20,000 บาท นอกจากนี้ ผู้สูงอายุยังได้รับบ�ำนาญตั้งแต่เดือนละ 300-500 บาท คนด้อยโอกาส คนพิการ ผูม้ รี ายได้นอ้ ยจะได้รบั เงินช่วยเหลือ อีกเดือนละ 30 บาท เด็กนักเรียนเมื่อเรียนจบแล้วจะได้รับเงินฝากคืนทุกคน พระภิกษุและสามเณรก็มีสิทธิออมเช่นกัน 

ปันสุข

ถามว่าได้รับเงินทุนจากสมาชิกเพียงอย่างเดียว ค�ำตอบคือ ไม่ใช่ทาง อบต.บางระก�ำสนับสนุนเงินทุนอีกปีละ 100,000 บาท ปัจจุบนั มีสมาชิกทัง้ สิน้ 2,011 คน มีคณ ุ สมเกียรติ สุนทรอ�ำไพ เป็นหัวหน้าผู้ดูแล มีคุณศศิประภา ภมรสูตร เป็นเจ้าหน้าที่ประจ�ำ มีจิตอาสาอีกหลายท่านผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันเข้ามาช่วยเหลือ ในเวลาเดียวกัน มีการจัดตั้ง ‘สถาบันการเงินชุมชนบางระก�ำ’ อีกด้วย โดยใช้สถานที่ตั้งเดียวกันกับกองทุนสวัสดิการชุมชน ที่มาของสถาบันฯนี้ก�ำเนิดมาจากโครงการกองทุนหมู่บ้านละ 1 ล้านบาทของรัฐบาลในช่วงปี พ.ศ. 2544 4 ปีต่อมาจึงร่วมกัน หารือกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธกส.) จัดตั้งสถาบันการเงินชุมชนบางระก�ำ ภายใต้ค�ำขวัญที่ว่า ‘เสริม สร้าง ประหยัด พัฒนาชุมชน’ โดยเริ่มด�ำเนินการในวันที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2548 “สถาบันฯนี้จะมีเฉพาะการฝากเงิน และถอนเงิน ไม่มีการโอน เงินครับ” นายกฯบอก “มีดอกเบี้ยส�ำหรับเงินฝากออมทรัพย์ 0.75 เปอร์เซ็นต์ และส�ำหรับเงินฝากประจ�ำ 3-12 เดือน 1 เปอร์เซ็นต์” สถาบันนี้อ�ำนวยความสะดวก และมอบโอกาสแก่คนในชุมชน จ�ำนวนมาก


ศูนย ์พัฒนาเด็กเล็กหัวไผ่ เรื่อง : วีรวรรณ ศิริวัฒน์

ในกอไผ่มีหน่อไม้ ที่หัวไผ่ก็มี เด็ก เด็กน้อยๆ ก็เหมือนหน่อไม้ เล็กๆ ที่แทงยอดออกมา เตรียม ที่จะยืนทอดสูงเป็นล�ำต้น ไผ่ต่อ ไปในอนาคต ไม่ต่างจากเนอร์ส เซอรีหลายแห่งในเมืองกรุง ศูนย์ เด็กเล็กมีไว้ก็เพื่อแบ่งเบาภาระ ของผู้ปกครองที่ส่วนใหญ่เป็นชาวนา เมื่อต้องไปท�ำงานกลางแจ้ง ก็ไม่มีใครดูแลเด็กๆ ครูสังเวียน พันพัว เล่าเรื่องศูนย์เด็กเล็กที่เป็นเสมือนแหล่ง เพาะหน่อไม้ของหัวไผ่ให้ฟัง ท่ามกลางกลุ่มเด็กที่ไม่อยู่นิ่ง ที่นี่เดิมมีชื่อว่า ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กวัดโพธิ์ชัยตั้งแต่ปี 2542 ต่อมาเพื่อให้ง่ายต่อการบริหารงาน จึงตั้งมาเป็นศูนย์พัฒนาเด็ก เล็ก ประจ�ำต�ำบลหัวไผ่เมื่อปี 2549 อยู่ในบริเวณโรงเรียนวัด โพธิ์ชัย ในสถานที่ไม่ใหญ่โตขนาด 2 ห้องเรียนนี้ มีเด็ก 60 คน ครู 3 คน รับตั้งแต่ 2 ขวบครึ่ง ถึง 4 ขวบ หลังจากนั้นก็จะส่งเด็กไปเรียน ในชั้นอนุบาลในโรงเรียนอื่นๆ แต่บางครั้งเด็กจะผูกพันกับสถานที่ ก็จะเข้าเรียนที่อนุบาลโรงเรียนวัดโพธิ์ชัยต่อเลยก็มี พ่อแม่คนไหนสนใจ แค่มาสมัครก็สามารถส่งลูกเข้ามาได้เลย มีรถรับส่งบริการ ไม่เสียค่าใช้จ่ายทั้งค่าเลี้ยงดู ค่าอุปกรณ์ หรือ แม้แต่ค่าอาหารกลางวัน และอาหารว่าง ทุกวันเด็กๆ จะเริ่มทยอยกันมาตั้งแต่ 7 โมงครึ่ง ท�ำกิจกรรม ในห้องเรียน ทั้งเรียนรู้ และเล่นจน 11 โมงครึ่ง-บ่าย 2 ก็จะเป็น ช่วงที่ วัยซนหมดแรง ต้องกินมื้อเที่ยง และเข้านอน ประมาณบ่าย 3 เด็กๆ ก็กลับบ้าน

เราไปถึงใกล้ตอนเที่ยง บาง ส่ ว นของห้ อ งเริ่ ม มี บ รรยากาศ เงียบงัน เพราะความง่วงก�ำลัง พาเด็กน้อยเข้านอน เนื่ อ งจากเป็ น เด็ กเล็ ก ไม่มี ความจ�ำเป็นที่ต้องเรียนเนื้อหา วิชาการอะไร การเรียนการสอน จึ ง แบ่ ง เป็ น 6 กิ จ กรรมต่ อ วั น แบ่ ง ตาม พั ฒ นาการของเด็ ก เล็ ก และเด็ ก โตทั้ ง หมด จะเป็ น กิจกรรมที่เน้นเคลื่อนไหวเข้าจังหวะ การมีส่วนร่วม ความคิด สร้างสรรค์ แต่ไม่ต่างจากชั้นเรียนเด็กเล็กที่อื่น หัวไผ่ก็มีปัญหาเรื่องผู้ ปกครองไม่เข้าใจโรงเรียน ค�ำถามมีเข้ามาว่าท�ำไมไม่สอนวิชาการ ซึ่ง เรื่องนี้ต้องอธิบายกันด้วยเหตุและผลยาวนาน เพราะการ ศึกษาของเด็กเล็กนั้น ต้องเริ่มที่การท�ำความรู้จักตัวเอง สังคม จิตใจ สติปัญญาก่อน จึงจะก้าวไปในขั้นอ่านออกเขียนได้ ที่หัวไผ่ คณะครูของศูนย์เด็กเล็กต้องเปิดตัวเองสู่ชุมชน ตั้ง เป็นกิจกรรม ‘โรงเรียน พ่อ แม่’ เพื่ออบรมสร้างความเข้าใจ และ สร้างทัศนคติในการดูแลเด็กให้ตรงกัน และบางครั้งก็ต้องให้พ่อ แม่เข้ามาร่วมท�ำกิจกรรมในห้องเรียนด้วย เพื่อให้ได้เห็นภาพ พัฒนาการของลูกหลานตัวเอง และเด็กคนอื่นๆ ไปพร้อมกัน “พ่อแม่เรียกร้องหาการบ้าน แต่เด็กวัยนี้ต้องการการเล่น” เรา ไม่สงสัยว่า ท�ำไมตอนน้องๆ หนูๆ ตื่น เสียงเจี๊ยวจ๊าวถึงดังอยู่รอบ ห้อง บางคาบบางเวลาเมื่อมีโอกาส ทางศูนย์ก็จะจัดให้วิทยากร ท้องถิ่นของหัวไผ่ ดนตรีไทย จักสาน ซึ่งเป็นแหล่งเรียนรู้ในชุมชน มา ท�ำกิจกรรมร่วมกับเด็กๆ

ปันสุข


เกษตรกรรมยั่งยืน

พัฒน์ อภัยมูล ‘ปราชญ์แห่งลุม่ น�ำ้ แม่ทา’

กว่าจะมาเป็นปราชญ์ชาวบ้าน ได้รบั รางวัลเกษตรต้นแบบของ การพัฒนาระบบเกษตรกรรมยั่งยืนจนสามารถพึ่งพาตนเองได้ อย่างยั่งยืน และรางวัลครอบครัวพัฒนาดีเด่นในวันนี้ วงจรชีวิต ของ พัฒน์ อภัยมูล ก็ไม่ต่างจากเกษตรกรค่อนประเทศที่วนเวียน ซ�้ำซากอยู่กับการขาดทุนและภาระหนี้สิน แต่วันนี้ที่แห่งนี้กลายเป็นศูนย์เรียนรู้อีกแห่ง ภายใต้ส�ำนัก สนับสนุนสุขภาวะชุมชน ส�ำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้าง เสริมสุขภาพ ก่อนทีจ่ ะมาถึงวันนีไ้ ด้ พัฒน์ อภัยมูล เล่าว่า ตอนยุคก่อนปฎิวตั ิ เขียว เกษตรกรทั้งหลายพยายามวิ่งตามบริษัทและการปลูกพืช เชิงเดียว เช่นเดียวกับตนที่เคยปลูกยาสูบ ถั่วลิสง มะเขือเทศ ข้าวโพดอ่อน และอีกสารพัด แต่ก็ไม่เคยหลีกพ้นความจนแม้จะ ขยันแค่ไหนก็ตาม “พ่อเองผ่านร้อนผ่านหนาวมาเยอะไม่ว่าจะปลูกสารพัด ใคร เขาบอกว่าความจนไม่มีอยู่ในฝูงชนคนขยันนั้น แต่พ่อยิ่งท�ำกลับ ยิ่งจน พอท�ำเยอะก็ต้องลงทุนเยอะ แต่พอขายผลผลิตกลับตรงกัน  ปันปัสุนขสุข

ข้าม ต้นทุนการผลิตเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ เราอยู่ไม่ได้ก็ขาดทุน ยิ่ง ขยันยิ่งขาดทุน พ่อลองจดต้นทุนการผลิต มันเหลือแค่วันละ 12 บาท นี่คือสาเหตุส�ำคัญที่ท�ำให้พ่อต้องไปกู้ยืมเขา เป็นหนี้เกือบ 200,000 บาท ในยุคนั้นนะ ถ้าเป็นค่าเงินตอนนี้ก็คงสัก 2 ล้าน บาทได้” พ่อพัฒน์ ย้อนความหลังให้ฟังถึงจุดเริ่มต้นที่บังคับให้ ชีวิตต้องปรับเปลี่ยนครั้งใหญ่ “พ่อนะ เครียดมากนะ ก็คุยกับแม่ว่าไม่ไหวแล้วเราต้องกลับ ไปท�ำเกษตรแบบเดิมแล้วล่ะ เหมือนสมัยคนรุ่นพ่อรุ่นแม่เราปลูก ไว้กิน ถึงไม่มีเงินเราก็อยู่ได้ เพราะมีอาหาร แล้วพ่อก็ลงมือท�ำเลย ปี 2529 ท�ำเต็มรูปแบบ พอปีต่อมาก็ได้ขายผลผลิตแบบเป็นเรื่อง เป็นราว จ�ำได้ดีเลยวันนั้นเราเอากล้วย หัวปลี ใบตอง มะเขือ ชะอม พริก ผักกาด และคะน้า ไปขายที่ล�ำพูน วันนั้นวันเดียวขาย ได้เงิน 2,500 บาท ดีใจกันมาก” หลังหักดิบตัวเองจากการท�ำเกษตรเชิงเดี่ยว และเริ่มเก็บเกี่ยว ดอกผลจากหยาดเหงื่อแรงกายที่ทุ่มเท ครอบครัวอภัยมูลก็ยึดวิถี เกษตรธรรมชาติเป็นเข็มทิศมาโดยตลอด


เงินก้อนแรก 2,500 บาท ถูกแบ่งหยอดกระปุกออมสินเพื่อ เก็บไว้ปลดหนี้หลักแสน ซึ่งสามารถท�ำได้ในอีก 2-3 ปีต่อมา เมื่อ น�ำเงินจากออมสินไปซื้อวัวมาเลี้ยง เพียง ๒ ปีครึ่งก็ขายวัวยก คอก ได้เงินเกือบ 300,000 บาท หลังจากนั้น ไม่เพียงปลอดหนี้ แต่ครอบครัวพ่อพัฒน์ยังสามารถเก็บเงินซื้อที่นาที่สวนประมาณ 40 ไร่ รวมทั้งซื้อที่ดินและสร้างบ้าน เมือ่ มองเห็นว่านีค่ อื ทางรอดของเกษตรกร พ่อพัฒน์กเ็ ริม่ ขยาย และเผยแพร่ความรู้ออกไปเรื่อยๆ “มันลดรายจ่ายได้จริงๆ นะ เพราะไม่ว่าจะปุ๋ยเคมี ยาฆ่าแมลง หรือรถไถ เลิกหมด พอสภาพดินดี ปลู ก อะไรก็ ไ ด้ ข าย แต่ ต ้ อ งปลู ก หลากหลายนะ อั ต ราเสี่ ย งการ ตลาดจะได้นอ้ ย คนโบราณถึงบอก ไว้ว่า ดักไซต้องหลายหลัง ถ้าไม่ ได้แกงอ่อมก็ได้ต�ำน�้ำพริก อย่าง น้อยเราก็ปลูกสิ่งที่ชอบกิน พอไม่ ต้องซื้อรายจ่ายก็ลดลง เหลือกิน เราก็แบ่งปัน เหลือจากแบ่งปันเรา ก็ขาย เข้าหลักเศรษฐกิจพอเพียง ของพระเจ้าอยู่หัวหมดเลยนะ” ทุกวันนี้ผักของพ่อพัฒน์ถูกน�ำ ไปขายในตั ว เมื อ งเชี ย งใหม่ เ ป็ น ประจ� ำ ช่ ว งเช้ า วั น พุ ธ และเสาร์ ขายที่ตลาดเจเจ วันอาทิตย์ขายที่ ตลาดหนองหอย ส่วนวันอื่นๆ ขาย ที่โรงเรียนปรินส์รอยแยลวิทยาลัย และโรงเรียนดาราวิทยาลัย เรียก ได้ ว ่ า ถ้ า ผลผลิ ต มี ม ากพอจะไป ขายวันไหนก็ได้ เพราะตลาดพืช ผักอินทรีย์มีพอจนแทบปลูกไม่ทัน ทุกวันนีก้ ารผูกขาดเรือ่ งอาหาร ยังอยู่ในมือบริษัทใหญ่ๆ ขณะเดียวกันเกษตรกรรายย่อยก็ถูกผู้ บริโภคท�ำลายด้วยการออกมาโวยวายกดดันเมื่อราคาผักหรือไข่ แพง เมื่อเพาะปลูกขาดทุนสะสมก็เลยกลายเป็นหนี้แบบยั่งยืน มี แต่จะถูกท�ำลายและตายไปเรื่อยๆ “พวกเราก็เลยรวมกลุ่มกันเป็นเครือข่ายเมื่อปี 2532 ก่อนจะ รวมเป็นสหกรณ์การเกษตรยั่งยืนแม่ทา จ�ำกัด ในปี 2544 จากนั้น ก็จัดตั้งเป็นสถาบันพัฒนาทรัพยากรและเกษตรกรรมยั่งยืนแม่ทา อย่างทุกวันนี้ เป้าหมายเพื่อก�ำหนดยุทธศาสตร์ของต�ำบลแม่ทา เรามีการถอดบทเรียนประสบการณ์มาเป็นหลักสูตรการเรียนรู้ เพื่อน�ำไปสอนลูกหลานและให้ความรู้แก่คนภายนอกที่สนใจทั้ง

ในและต่างประเทศ” พ่อพัฒน์ยืนยันว่า ความมั่นคงของครอบครัวคือต้องมีที่ดินท�ำ กิน ต้องมีความมั่นคงทางอาหาร แล้วเงินจะมาเอง “พ่อบอกลูกสาวเสมอว่า ลูกจบปริญญามานะ พ่อเองจบแค่ ป.4 ยังท�ำได้ขนาดนี้ ถ้าลูกยังท�ำให้จนอยู่ ก็ช่างเถอะ พ่อท�ำใจได้ แต่พ่อก็เชื่อว่าลูกสาวพ่อไม่จนแน่ๆ เพราะทุกวันนี้ถ้ามองว่าเรามี ความมั่นคง มีสุขภาพดี มีกินมีอยู่ เราก็เป็นเศรษฐีที่ร�่ำรวยความ สุขแล้ว” ที่แม่ทามี 103 ครอบครัวที่ ท�ำเกษตรแบบพ่อพัฒน์ แล้วก็ มีอีกมากที่ขยายไปท�ำในพื้นที่ อื่นๆ ทั้งอ�ำเภอแม่แตง แม่ริม สะเมิ ง จั ง หวั ดเชี ยงราย ฯลฯ แต่เหนือสิ่งอื่นใดที่พ่อพัฒน์เล่า ว่าได้อะไรมาก็ไม่เท่าได้ความ ภูมิใจที่ช่วยให้คนอื่นมีอาหาร กิน “สิ่งที่พ่อได้คือ ความภาค ภูมิใจที่ไปช่วยให้เขามีอาหาร กิน นี่คือสิ่งที่ยิ่งใหญ่มาก พ่อมี ความสุ ข มากที่ เ ห็ น เขาพึ่ ง พา ตัวเองได้ บางครั้งการท�ำบุญก็ ไม่ จ� ำ เป็ น ต้ อ งท� ำ ที่ วั ด อย่ า ง เดี ย ว พ่ อ ไม่ ไ ด้ มี ค วามรู ้ อ ะไร แต่ทุกอย่างก็ท�ำมากับมือ ที่พูด ได้ก็เพราะท�ำเอง” อย่ า งไรก็ ต าม พ่ อ พั ฒ น์ กล่ า วว่ า การท� ำ การเกษตร เหล่านี้คงสูนย์สิ้น หากไม่มีผู้ สื บ ทอดให้ ค งไว้ ดั ง นั้ น การ ท�ำงานขั้นต่อไป ไม่ใช่เพียงท�ำ การเกษตรอย่างเดียวแต่ต้องมีการสอนรุ่นต่อไป “ทุกวันนี้การเกษตรแบบนี้มันต้องมีผู้สืบทอด เราใช้วิธีปลูกจิต ส�ำนึกคนรุ่นลูกรุ่นหลาน สอนเขาให้เรียนรู้ พอรู้แล้วพวกเขาจะมี ความมั่นใจและลงมือท�ำ แล้วเขาก็จะพึ่งพาตัวเองได้ ดูแลพ่อแม่ ได้ พ่อว่ามันมีความหมายมาก เมื่อครอบครัวได้มีเวลาได้อยู่ร่วม กันอย่างมีความสุข” พ่อพัฒน์ทิ้งท้ายด้วยสีหน้ายิ้มแย้มอย่างมีความหวังว่า ตลอด อายุ 58 ปีที่ผ่านมา ได้ท�ำหน้าที่อย่างดีที่สุดแล้ว ไม่ว่าจะบทบาท ไหน ถ้าตายไปก็หวังว่าลูกหลานจะสืบทอดต่อไปอย่างต่อเนื่อง

ปันสุข




การดูแลสุขภาพชุมชน

“สังคมผูส้ งู อายุ”

พัฒนาบริการสุขภาพ-เชือ่ มโยงชุมชน-หนุนจัดการตนเอง

“ผู้สูงอายุถูกทอดทิ้ง มีปัญหาด้านสุขภาพ ด้านจิตใจ ไม่ได้รับ การเอาใจใส่ ไร้ลูกหลานดูแล”กลายเป็นปัญหาใหญ่ที่เตรียมต้อน รับวันผู้สูงอายุไทยที่ก�ำลังจะมาถึงนี้ โดยเฉพาะในอีกไม่กี่ปีข้าง หน้า ที่มีการคาดการณ์ไว้ว่าสังคมไทยก�ำลังจะก้าวสู่สังคมผู้สูง อายุเต็มรูปแบบ(Aging Society) คือมีผู้สูงอายุคิดเป็น 1 ใน 4 ของประชากรทั้งหมด แม้ผู้สูงอายุจะมีชีวิตที่ยืนยาวขึ้น คุณภาพชีวิตอาจมิได้ดีขึ้น ตามด้วย เนื่องจากสภาพร่างกายที่เสื่อมลง ประกอบกับสังคมที่ เปลี่ยนแปลง และแม้จะมีการประเมินโครงสร้างในอนาคตไว้แล้ว ล่วงหน้า แต่การเตรียมพร้อมดูจะไม่ไปในทิศทางเดียวกัน โดย เฉพาะเรื่องส�ำคัญอย่างเรื่อง “สุขภาพ” ผลส�ำรวจประชากรผู้สูงอายุในประเทศไทยเมื่อปี พ.ศ. 2550 ของส�ำนักงานสถิติแห่งชาติ พบว่า ผู้สูงอายุ 1 ใน 4 ประเมิน สุขภาพตนเองว่าอยูใ่ นเกณฑ์ไม่ดถี งึ ร้อยละ 21.5 และอยูใ่ นเกณฑ์ ไม่ดีมากๆร้อยละ 2.8 ซึ่งบ่งบอกถึงความเปราะบางด้านสุขภาพ ซ�้ำร้ายไปกว่านั้นยังพบว่าผู้สูงอายุไทยต้องประสบกับภาวะความ  ปันปัสุนขสุข

พิการกว่า 1,058,885 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 15 ของผู้สูงอายุทั้ง ประเทศรวมทั้งยังมีปัญหาสุขภาพเป็นโรคเรื้อรังอีกด้วย ขณะที่ ผ ลส� ำ รวจสุ ข ภาพอนามั ย โดยการตรวจร่ า งกาย ปี 2551-2552ในส่วนของผู้สูงอายุยังตอกย�้ำถึงปัญหาภาวะสุขภาพ ของผู้สูงอายุไทยซึ่งตรวจพบได้ตั้งแต่ยังไม่แสดงอาการ ผู้สูงอายุ มีความชุกของโรคความดันโลหิตสูงร้อยละ 50 และเบาหวาน ร้อยละ 50และที่น่ากังวลไปกว่านั้นคือ ผู้สูงอายุต้องทนกับสภาวะ และมีชีวิตอยู่จากการเจ็บป่วยหรือความพิการ จากโรคไม่ติดต่อ ร้อยละ 85 โรคติดต่อร้อยละ 11ส่วนที่เหลือเกิดจากอุบัติเหตุ จากสถิติดังกล่าวส่อเค้าให้เห็นถึงสัญญาณอันตรายที่ก�ำลัง คืบคลานเข้ามา ซึ่งหากหน่วยงานต่างๆ โดยเฉพาะหน่วยงานพื้น ฐานทางด้านสุขภาพ ยังไม่ขบคิดหาแนวทางรับมืออาจจะน�ำไปสู่ ปัญหาใหญ่ที่จะถาโถมเข้ามา และสังคมเองจะต้องเป็นผู้แบกรับ ภาระอย่างสาหัส ซึ่งนี่คือที่มาส�ำหรับข้อเสนอของ นพ.ถาวร สกุลพานิชย์ รอง ผอ.ส�ำนักงานวิจยั เพือ่ การพัฒนาหลักประกันสุขภาพไทย (สวปก.)


ร่วมกับ รศ.ดร.วรเวศม์ สุวรรณระดา คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาฯ และมูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุไทย สนับสนุนโดย ส�ำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ที่ระบุ ถึงการเตรียมพร้อมกับการตั้งรับ “สังคมผู้สูงอายุ” ไว้อย่างน่า สนใจว่าจะต้องมีการพัฒนาทัง้ ในส่วนของบุคลากรและระบบต่างๆ ให้พร้อมเพื่อเสริมสร้ างหลักประกันทางสังคมขั้นพื้นฐานด้าน สุขภาพส�ำหรับผู้สูงอายุไว้โดยเฉพาะโดยมี3 หน่วยงานหลักร่วม รั บ ผิ ด ชอบ คื อ กระทรวงสาธารณสุ ข ส� ำ นั ก งานหลั ก ประกั น สุขภาพแห่งชาติ(สปสช.) และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นซึ่ง ถือว่าใกล้ชิดกับชุมชนมาก ประการแรกคือต้องปรับระบบบริการโดยใช้มาตรการเชิงรุก ด้วยเหตุเพราะปัจจุบันผู้สูงอายุไม่ทราบว่าตัวเองเป็นโรคเรื้อรัง จึงควรจัดให้มีระบบการจ�ำแนกคัดกรองความเสี่ยงโดยจัดตาม ล� ำ ดั บ ความส� ำ คั ญ ของปัญหาสุขภาพ ซึ่งเมื่อ มีข้อ มูล ผู้ป ่ ว ยที่ ชัดเจนก็จะน�ำไปสู่การลดภาวะการเจ็บป่วยและลดภาระค่าใช้ จ่าย เพราะที่ผ่านมามีผู้สูงอายุจ�ำนวนไม่น้อยที่ต้องแบกรับภาระ ดังกล่าวโดยเฉพาะผู้สูงอายุที่จ�ำเป็นต้องพึ่งพาผู้อื่นมีต้นทุนใน การดูแลรวมปีละ 81,537 บาทต่อคนโดยร้อยละ 64.3 หมดไปกับ เรื่องค่าใช้จ่ายด้านการดูแลสุขภาพทั้งในส่วนของค่ายา ค่าผ้า อ้อมผู้ใหญ่ ค่าท�ำกายภาพบ�ำบัด ค่าบริการตรวจพิเศษ หรือ แม้แต่ค่าเดินทางไปรับบริการทางการแพทย์ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่ควรจะ เสีย แต่ทั้งนี้เหตุประการหนึ่งของค่าใช้จ่ายด้านการดูแลสุขภาพที่ สูงน่าจะมาจากการไม่ใช้บริการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือ มีความกังวลต่อคุณภาพของบริการ ยา และบุคลากรทางการ แพทย์ ความไม่สะดวกจากการมีขั้นตอนจ�ำนวนมาก ความแออัด การรอคิว หรือไม่สะดวกที่จะรับบริการเฉพาะในเวลาราชการ ดัง

นั้นหนทางหนึ่งในการแก้ปัญหาคือ การจัดให้มีหน่วยบริการถึง บ้าน (Home visit)และสนับสนุนให้มีนักสุขภาพประจ�ำครอบครัว ซึ่งน่าจะเป็นทางเลือกที่ดีในการลดภาระที่ไม่จ�ำเป็น นพ.ถาวร กล่าวต่อว่า นอกจากนี้การพัฒนาสนับสนุนการเดิน ทางเพื่อให้เข้าถึงบริการอย่างไร้รอยต่อ ก็เป็นสิ่งจ�ำเป็นที่ต้อง พัฒนาไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน เพราะบ่อยครั้งผู้สูงอายุต้องเดินทาง ไปรับบริการทางการแพทย์เองเพียงล�ำพัง ท�ำให้เสี่ยงต่อความไม่ ปลอดภัย มิหน�ำซ�้ำบางครั้งต้องนอนโรงพยาบาลเกินความจ�ำเป็น ซึ่งจากค่าเฉลี่ยพบว่า มีผู้สูงอายุที่ต้องนอนโรงพยาบาลยาวนาน ถึง 2 เดือนซึ่งมีค่าใช้จ่ายสูงไม่น้อยกว่าร้อยละ 40 ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่ ส่งผลดีต่อผู้สูงอายุเลย เรื่องนี้จึงน�ำมาสู่ข้อเสนอในประการต่อมา คือให้มีการเชื่อม โยงชุมชนและสนับสนุนการจัดการตนเองโดยใช้กลไกโครงสร้าง เดิมที่มีอยู่ในพื้นที่ อาทิ การตั้งกองทุนสุขภาพต�ำบล,กองทุนฟื้นฟู ระดับจังหวัด ใช้กลไกของอาสาสมัครประจ�ำหมู่บ้าน (อสม.)เข้า มาพัฒนาและบริการดูแล โดยให้องค์การปกครองส่วนท้องถิ่นเข้า มามีส่วนร่วมในการจัดบริการสนับสนุนการฝึกอบรมให้ครอบครัว จิตอาสา เพื่อช่วยดูแลผู้สูงอายุ ประการสุดท้ายคือการปรับระบบสารสนเทศทางคลินิก คือ จัดท�ำฐานข้อมูลในชุมชน ใช้เครื่องมือคัดแยกประเภทผู้สูงอายุ ตามความสามารถทางกายและภาวะเจ็บป่วยและจัดระบบข้อมูล ทางคลินิกเพื่อสะดวกต่อการส่งต่อ ทั้งหมดนี้เป็นเพียงข้อเสนอเบื้องต้น สู่การเตรียมพร้อมรับมือ กับ “สังคมผู้สูงอายุ” ซึ่งการเวียนมาบรรจบครบรอบของวันผู้สูง อายุในวันที่ 13 เม.ย.นี้ หวังว่าจะเป็นแรงกระตุ้นและผลักดันให้ ทุ ก ภาคส่ ว นร่ ว มกั น จั ด สวั ส ดิ ก าร และหาแนวทางที่ ดี เพื่ อ ให้ ประเทศไทยกลายเป็นสังคมผู้สูงอายุ ที่ท�ำให้ผู้สูงอายุไทยมีชีวิตที่ ยืนยาวอย่างมีคุณภาพ มีคุณค่า และมีศักดิ์ศรี

ปันสุข




จัดการทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม

พลังงานหลายทางเลือกที่อุทัยเก่า

บ้ า นหนองไม้ ห มู ่ ที่ 9 เป็ น หมู ่ บ ้ า น 1 ใน 5 แห่ ง แรกของ ประเทศที่ ไ ด้ รั บ เลื อ กจากกรมพลั ง งานทดแทน และอนุ รั ก ษ์ พลังงาน ให้เป็นศูนย์ ถ่ายทอดเทคโนโลยีชุมชน ด้านพลังงานทด แทน แม้จะเป็นเทคโนโลยียุคบุกเบิก แต่ส�ำหรับผู้สนใจพลังงาน ทดแทน เรียกได้ว่าค่อนข้างครบถ้วนหลากหลาย ใช้ได้ในชีวิตจริง อุปกรณ์และเครื่องใช้หลายชิ้นสามารถน�ำไปพัฒนาต่อยอดให้ เกิดประสิทธิภาพมากขึ้น ธัญชนก เปรมจิตร์ ตัวแทนฐานเรียนรู้ด้านพลังงานให้ข้อมูล ที่มาที่ไปของศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีฯ แห่งนี้ว่า เริ่มขึ้นเมื่อปี 2548 ที่ผ่านมามีอุปกรณ์ตัวไหนเสีย ชาวบ้านก็ซ่อมแซมดูแลเอง ได้บ้าง “ครั้งแรกเรามีทุนหมุนเวียน 30,000 กว่าบาท แต่ตอนนี้เหลือ 10,000 กว่าบาท เพราะเอามาซ่อมแซมพวกเครื่องจักร” ในเรื่องพลังงานทดแทนจะมีหลายฐานย่อย ธัญชนกบอกว่า ทางศูนย์ฯ สามารถให้ความรู้ส�ำหรับกลุ่มศึกษาดูงาน สาธิตวิธี การท�ำงานของแต่ละเทคโนโลยี นอกจากเป็นฐานเรียนรู้ด้านพลังงานแล้ว ยังเป็นต้นก�ำเนิด กลุ่มแปรรูปวัสดุเหลือใช้จากเปลือกมะพร้าว กิจกรรมกลุ่มเพาะ เห็ดฟาง และเชื่อมโยงกับการท�ำงานของกลุ่มสตรีแปรรูปอาหาร ซึ่งตั้งอยู่ในบริเวณใกล้เคียงกันอีกด้วย ธัญชนกให้ข้อมูลภาคทฤษฎีคร่าวๆ ก็ถึงคราวผู้ใหญ่ อดุลย์ สวัสดี ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ 9 จะพาชมฐานเรียนรู้  ปันปันสุสุข ข

โซลาร์เซล

ที่นี่ใช้พลังงานไฟฟ้าที่ได้จากแผงโซลาร์เซล เพื่อดึงน�้ำประปา ของหมู่บ้านเพียงอย่างเดียว “ปกติต้องเสียค่าไฟฟ้า 3,000 บาท พอใช้โซลาร์เซล เหลือพัน กว่าบาท แต่เวลาไม่มีแสงอาทิตย์ก็ต้องใช้ไฟฟ้า” แม้แผงจะไม่ใช่ของใหม่ทั้งหมด แต่ก็พอใช้ส�ำหรับระบบน�้ำ ประปา หมู่บ้าน ช่วยประหยัดค่าไฟฟ้าส่วนรวมไปได้ ตั้งแต่ติดตั้งมาก็ยังไม่ได้เปลี่ยนใหม่ อดุลย์บอกว่า เคยเสีย เหมือนกัน ซ่อมเองไม่ได้ต้องโทรศัพท์แจ้งกรมพลังงานทดแทนฯ เขาจะส่งเจ้าหน้าที่จากพิษณุโลกมาดูให้

ถังเผาถ่าน 200 ลิตร จากถังต้นแบบจากกรมพลังงานทดแทนฯ ปัจจุบันชาวบ้าน สามารถผลิตเองใช้เองในครัวเรือน “คนที่นี่มีกันทุกครัวเรือน สามารถโยกย้ายถังไปเผาที่ไหนก็ ได้” ผู้ใหญ่อดุลย์ว่า นอกจากถ่านที่ได้ ยังมีน�้ำส้มควันไม้เป็นของแถมด้วย

ตู้อบพลังงานแสงอาทิตย์

เครื่องแปรรูปผลผลิตอย่างง่ายโดยอาศัยพลังงานความร้อน เรียงรายกันนับสิบตู้ ลักษณะเหมือนบ้านย่อส่วนยกเสาสูงด้าน บนตู้กรุกระจก และท�ำให้ลาดเทไป 2 ด้านเหมือนหลังคาบ้าน ภายในมีตะแกรงส�ำหรับตากผลิตภัณฑ์ที่ต้องการอบแห้ง ผนัง ด้านแคบปิดทึบ ด้านยาวบุตะแกรงตาถี่กันแมลงรบกวน


เครือ่ งอัดแท่งถ่าน

บ่อหมักก๊าซชีวภาพ

มีก�ำลังการผลิตชั่วโมงละ 80 แท่ง วัตถุดิบคือกะลามะพร้าวบดผสมกับถ่านก้นเล้า หรือถ่านไม้จริงที่ ใช้ตามบ้านมาผสม ช่วยให้แรงขึ้น อัตราส่วนถ่านป่นต่อ แป้งมัน 10 ต่อ 1 เคล้าให้เข้ากัน ผู้ใหญ่อดุลย์ยอมรับว่า มีปัญหาจากเทคโนโลยีที่ทางกรมพลัง งานฯ ลงไว้ให้บ้าง เนื่องจากบางอย่าง ชาวบ้านไม่สามารถ ซ่อมแซมเองได้ ตอนนี้แกนช�ำรุด ซ่อมเองไม่ได้ ต้องส่งไปที่ เชียงใหม่

พลังงานสะอาดที่ผลิตจากสิ่งไม่พึงประสงค์ คือสุดยอดพลังงาน ทางเลือกของที่นี่ วัตถุดิบของบ่อหมักก๊าซ คือขี้วัว ขี้หมู ได้จากโครงการธนาคารโค และการเลี้ยงหมูหลุมในหมู่บ้าน “บ้านแถวนี้ 2-3 หลัง ก็ใช้ก๊าซจากบ่อหมักบ้าง แต่ส่วนใหญ่ ส่วน ตัวก็ใช้ถ่านกันหมด ก๊าซจะใช้ในกลุ่มมากกว่า” รูปทรงของบ่อหมักเป็นทรงโดม (Fixed Dome) ถ้าวางบ่อตรง จากเล้าหมูจะไม่วางสูงขนาดนี้ แต่อดุลย์ยอมรับว่า “ชาวบ้าน ท�ำ กันเอง ตอนท�ำอ่านแบบผิดไปหน่อย เลยออกมาสูงไปนิด ปกติ มันต้องต�่ำๆ ยกเล้าหมูขึ้นไปอีก” สิ่งที่ลอดออกมาจากถังเกรอะของบ่อหมักนี้ ช่วยให้ต้นไม้งอกงาม ได้ดีมาก เพราะพริกที่อยู่บริเวณนั้น ออกผลดกแดงเต็ม ต้น เป็น ประจักษ์พยาน จากนั้นผู้ใหญ่อดุลย์เดินลิ่วมาเปิดเตาที่ต่อท่อจากบ่อหมักก๊าซ พิสูจน์ความแรงของก๊าซชีวภาพ ระยะจากบ่อหมักถึงเตาไม่ควรเกิน 150 เมตร ถ้าไกลกว่านี้ ก๊าซที่ ได้จะเบาลง “แต่ก๊าซแบบนี้รั่วไม่อันตราย ไม่เหมือนแอลพีจี หรือเอ็นจีวี ต่อให้ ไปก่อไฟใกล้ๆ ก็ไม่ระเบิดเพราะเป็นก๊าซมีเทนเป็นส่วน มาก” ส่วนใหญ่ท่อมักรั่วบริเวณใกล้เตา รอยต่อ และส่วนที่โดนแดดเป็น ประจ�ำ

เตานึง่ ก้อนเชือ้ เห็ด การท�ำงานเหมือนกับหม้อนึ่งไอน�้ำ ขนาดใหญ่ที่รูปลักษณ์เหมือน เตา เอาหมูเข้าไปนึ่งทั้งตัวก็ยังได้ แต่ก่อนใช้แก๊สนึ่งครั้งละ 1,600 ก้อน หมดแก๊สไป 1 ถัง กว่าๆ ชาวบ้านเห็นปัญหาเลยแปลงมาใช้ฟืน ซึ่งใช้แค่ 50 กิโลกรัม ประหยัดพลังงานมากกว่า แล้วก็หาได้ในพื้นที่ “วัตถุดิบในพื้นที่เรา มีเยอะ เปลี่ยนมาใช้แบบนี้แล้วสบาย” อาจต้องนึ่งนานกว่าใช้แก๊สหน่อย โดยใช้อุณหภูมิ 95 องศา เซลเซียส ประมาณ 3 ชั่วโมง (เริ่มจับเวลาเมื่ออุณหภูมิขึ้นถึง 95 องศาเซลเซียส)

ปันสุข




การเรียนรู้ของเด็กและเยาวชน

มัคคุเทศก์ตวั จิว๋ ’ หลักสูตรใหม่ใส่ใจชุมชน

“เด็ก”หรือ”เยาวชน” กับการพัฒนาศักยภาพทางการศึกษายัง เป็นเรื่องส�ำคัญอีกประการหนึ่งส�ำหรับประเทศไทย หนังสือเรียน หรือหลักสูตรอาจไม่เพียงพอต่อการพัฒนาศักยภาพของเด็ก ท้อง ถิ่นหรือชุมชนอาจเข้ามามีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนเพื่อพัฒนา ศักยภาพของเด็กได้ ดังเช่นชุมชนต�ำบลวังน�้ำคู้ งัดกลยุทธ์ส่งเสริม ให้เด็กท�ำหน้าที่เป็นมัคคุเทศก์ เพื่อศึกษาสถานที่ส�ำคัญ และ แนะน�ำต�ำบลให้กับแขกผู้มาเยือนหรือผู้มาศึกษาดูงานได้ทราบถึง ศักยภาพของต�ำบลและตัวของมัคคุเทศก์ตัวจิ๋วเหล่านี้ “อาจารย์ให้โอกาสผมเข้ามาฝึกฝนเรียนรู้การเป็นมัคคุเทศก์ ตอนแรกรู้สึกกลัว ตื่นเต้น จนพูดไม่ออก แต่เมื่อมีผู้ใหญ่สาธิตวิธี การพูดให้ดูเป็นตัวอย่าง ผมเลยลองพูดและท�ำตามค�ำแนะน�ำ ของผูใ้ หญ่ เมือ่ พูดแล้วก็ทำ� ได้และรูส้ กึ ว่าไม่ยากอย่างทีค่ ดิ ” โน่ หรือ ณั ฐ สิ ท ธิ์ ศรเลิ ก (รู ป ใหญ่ ) หั ว หน้ า มั ค คุ เ ทศก์ ประจ� ำ ระบบ การเรี ย นรู ้ เ ด็ ก และเยาวชน ฐานการเรี ย นรู ้ มั ค คุ เ ทศก์ ส องวั ย ต�ำบลวังน�้ำคู้ อ�ำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก เล่าถึงความรู้สึกใน การรับหน้าที่เป็นมัคคุเทศก์ประจ�ำต�ำบล โน่ เล่าต่อ เขาทราบข่าวว่าทางโรงเรียนต้องการเด็กชั้นมัธยม มาท�ำหน้าที่เป็นมัคคุเทศก์ภายในต�ำบลวังน�้ำคู้ เขาจึงสมัครเป็น มัคคุเทศก์กอ่ นใครเพือ่ น ทัง้ เขาต้องการรูจ้ กั พืน้ ที่ รูจ้ กั ประวัตศิ าสตร์ ความเป็นมาของบ้านเกิดเมืองนอนว่าเป็นอย่างไร และมีจุดเด่น  ปันปัสุนขสุข

อะไรที่น่าสนใจ ที่ส�ำคัญเขาอยากน�ำเสนอเรื่องดีๆ ของต�ำบลวัง น�้ำคู้นี้อีกด้วย การฝึกหัดเยาวชนในชุมชนให้มีความรักและความรู้เกี่ยวกับ เรื่องราวประวัติศาสตร์ของชุมชน ทั้งเรียนรู้การท�ำงานกับองค์กร ปกครองท้องถิ่น จึงเป็นการส่งเสริมให้เยาวชนหรือมัคคุเทศก์น้อย เหล่านี้ได้มีความรักและหวงแหนในถิ่นฐานบ้านเกิด ผ่านการ เรียนรู้ในลักษณะการพูด การแสดงออกต่อหน้าสาธารณชนหรือ แขกผู้มาเยือน ณ ต�ำบลวังน�้ำคู้ “อันดับแรกต้องลงพื้นที่ไปหาข้อมูลในชุมชน จากนั้นอาจารย์ และทีมงาน อบต.จะเข้ามาฝึกการพูด กิริยามารยาท บุคลิกภาพ ท่าทางในการเป็นมัคคุเทศก์ การเข้ามาเรียนรู้การท�ำงานต่างๆ ส�ำหรับมัคคุเทศก์รุ่นฝึกหัดไม่ใช่เพียงการพูดเท่านั้น แต่สิ่งที่ผมได้ คือประสบการณ์การท�ำงานร่วมกับผู้ใหญ่ ท�ำงานร่วมกับ อบต. และยังได้ส่งเสริมการอนุรักษ์เรื่องเด่นในชุมชนด้วย” โน่ เล่าถึง ความประทับใจในการท�ำงาน แหล่งการเรียนรู้มัคคุเทศก์สองวัย ต�ำบลวังน�้ำคู้ อ�ำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก เป็นต�ำบลสุขภาวะภายใต้การส่งเสริม และ สนับสนุนของส�ำนักสนับสนุนสุขภาวะชุมชน ส�ำนักงานกองทุน สนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และถูกยกระดับให้เป็น ฐานการเรียนรู้ที่ส�ำคัญอีกแห่งหนึ่งในต�ำบลวังน�้ำคู้


เช่นเดียวกับ “น�ำ้ ” พรทิพา บุญมา (รูปบน) และ “นัท” อัญญารัตน์ บัวผัน (รูปล่าง) สมาชิกมัคคุเทศก์สองวัย เล่าว่าเธอเข้ามา เป็นมัคคุเทศก์ได้เพียง 2 เดือน ชอบและสนุกสนานเพราะได้รับ ความรู้จากการท�ำงานมาก ทั้งยังท�ำให้เธอทั้ง 2 คน กล้าพูด กล้า แสดงออกมากขึ้น “การท�ำงานเป็นมัคคุเทศก์ไม่น่าเบื่ออย่างที่คิด แต่สนุก เพราะ ได้พบปะผู้คนจ�ำนวนมาก ได้ฝึกทักษะการพูด กิริยามารยาท และ ยังท�ำให้เรามีความรับผิดชอบ ส�ำหรับการท�ำงานเราท�ำหน้าที่ แนะน�ำพื้นที่ในต�ำบล แนะน�ำสถานที่ส�ำคัญต่างๆ รวมถึงแนะน�ำ วิ ท ยากรประจ� ำ ฐานให้ กั บ ต� ำ บลเครื อ ข่ า ยที่ ม าศึ ก ษาดู ง านใน ต�ำบลวังน�้ำคู้” น�้ำเล่าถึงการท�ำงาน นัทเสริมว่า จากการได้เข้าร่วมเป็นมัคคุเทศก์ท�ำให้เธอกล้าพูด กล้าแสดงออกท�ำให้เธอมั่นใจในตัวเองมากขึ้น อีกทั้งยังท�ำให้เธอ รู้จักรายละเอียดในต�ำบลวังน�้ำคู้ และยังมีรายได้ในช่วงหยุดปิด ภาคเรียนอีกด้วย ฐานการเรียนรู้มัคคุเทศก์สองวัย ต�ำบลวังน�้ำคู้ อยู่ในความดู แลของอาจารย์ชาริสา ชมยวง อาจารย์ที่ปรึกษาสภาเด็กและ เยาวชน ผู้ให้ความรู้และร่วมฝึกฝนมัคคุเทศก์ตัวน้อยให้กล้าคิด กล้าแสดงออก เผยถึงที่มาของการจัดตั้งมัคคุเทศก์สองวัยว่า “ทางโรงเรียนได้บรรจุหลักสูตรการเรียนการสอนเกี่ยวกับท้อง

ถิ่นให้กับนักเรียน และคิดว่าท�ำอย่างไรให้ท้องถิ่นเข้ามาเป็นส่วน หนึ่งในหลักสูตร บวกกับทางจังหวัดจัดโครงการอบรมมัคคุเทศก์ น้อย เราจึงส่งนักเรียนเข้าร่วมอบรม พร้อมกับให้เด็กลงพื้นที่ออก ปฏิบัติงาน พร้อมกับให้เด็กลงพื้นที่ในต�ำบล เช่น วัดปากพิงซึ่งมี ประวั ติ ศ าสตร์ ที่ น ่ า สนใจ และสถานที่ ส� ำ คั ญ อี ก หลายแห่ ง ใน ต�ำบลวังน�้ำคู้ หลังจากนั้นทางโรงเรียนได้จัดชุมนุมมัคคุเทศก์ขึ้นและให้เด็ก ไปสัมภาษณ์นายกฯ อบต.ในเรื่องการท�ำงานของ อบต.เมื่อนายก เห็นเลยคิดว่าควรน�ำเด็กมาฝึกและท�ำงานร่วมกัน โดยเอาผู้ใหญ่ กับเด็กร่วมกันท�ำหน้าที่เป็นมัคคุเทศก์จึงมีชื่อเรียกฐานการเรียนรู้ นี้ว่ามัคคุเทศก์สองวัย” อาจารย์ชาริสา ยังเล่าต่อว่า การให้เด็กเข้าร่วมกิจกรรมในการ เป็นมัคคุเทศก์ถือเป็นการส่งเสริมให้เด็กกล้าแสดงออกและให้เด็ก ได้รู้จักกับประวัติศาสตร์ของตนในชุมชน ตอนแรกเด็กๆ ยังไม่ ค่อยสนใจมากนัก เมื่อมีเพื่อนเข้าร่วมเป็นมัคคุเทศก์ เด็กๆ ก็ไป ชวนกันมา พูดเป็นบ้าง ไม่เป็นบ้าง ขี้อายบ้าง ไม่กล้าพูดบ้าง ส่วน นี้เราจะเอาเด็กมาสอน มาฝึกพูด ให้เขากล้าแสดงออก “ล่าสุดเมื่อสิ้นเดือนที่ผ่านมาที่ อบต.มี เครือข่ายเข้ามาศึกษา ดูงานที่ฐานการเรียนรู้ต่างๆ เราก็ให้เด็กลงพื้นที่เป็นมัคคุเทศก์ขึ้น รถไปกับกลุ่มที่มาศึกษาดูงาน เด็กก็พูดผิดบ้าง ถูกบ้าง ตาม ประสาเด็ก แต่ถ้าเราต้องการอยากให้เขาพูดดี พูดเก่ง เราต้องฝึก ให้เขาพูดบ่อยๆ ปฏิบัติบ่อยๆ เด็กจะได้เกิดความมั่นใจมากขึ้น ส่วนการฝึกอบรมเด็กจะมีทั้งครูและเจ้าหน้าที่ของ อบต.มาช่วย กัน เราไม่ได้สอนแค่เรื่องการพูดหรือการปฏิบัติต่อการท�ำหน้าที่ เป็นมัคคุเทศก์เพียงอย่างเดียว แต่จะสอนทั้งเรื่องการแต่งกาย บุคลิก ลักษณะการพูดที่ดี” เห็นได้จากการมีความมุ่งมั่นของเด็กๆ หรือมัคคุเทศก์น้อยที่ ต้องการฝึกฝนตนเองให้เป็นนักพูด หรือมัคคุเทศก์ที่มีความกล้า แสดงออก บางคนไม่ถนัดพูดแม้แต่น้อย แต่นั่นไม่ใช่อุปสรรค ส�ำคัญ ขอเพียงเด็กมีความมุ่งมั่น มีความรับผิดชอบ ตรงต่อเวลา มี ม ารยาท สั ม มาคาระ และหากได้ ผ ่ า นการฝึ ก ฝนก็ จ ะท� ำ ให้ มัคคุเทศก์น้อยเหล่านี้ กลายเป็นมัคคุเทศก์ที่เก่งได้ อาจารย์ชาริสา ยังกล่าวทิ้งท้ายว่า การเข้าร่วมโครงการแบบนี้ คือการพัฒนาทักษะด้านต่างๆ ของเด็กในวัยเรียน ไม่เพียงเฉพาะ ในต�ำบลวังน�้ำคู้เท่านั้น พื้นที่อื่นก็สามารถจัดกิจกรรมแบบนี้ให้ เด็กๆ ได้ และอยากให้เด็กๆ เข้ามาร่วมกิจกรรม และยังเป็นการ สนับสนุนเด็กให้ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ เห็นได้ชัดว่าหลักสูตรชุมชนท้องถิ่นเข้ามามีส่วนร่วมในการ พัฒนาศักยภาพของเด็กวัยเรียนทั้งเรื่องการพูด และการกล้า แสดงออกได้มากขึ้น อีกทั้งยังเป็นช่องทางส�ำคัญในการส่งเสริม ให้เด็กรักถิ่นฐานบ้านเกิดของตนเองอีกด้วย

ปันสุข




การจัดการภัยพิบัติ

บทเรียนนอกต�ำรา ‘สร้างคุณค่าทางจิตใจ’

ใจคนลึก ยากหยั่งถึง แน่นอนค�ำกล่าวนี้ท�ำให้เห็นภาพของ จิตใจมนุษย์ที่ไม่สามารถคาดเดาได้ แต่สิ่งที่แสดงออกมาย่อม เป็นส่วนหนึ่งของเบื้องลึกภายในจิตใจที่เผยให้เห็น หลายคน กล่าวว่าน�้ำท่วมครั้งนี้ได้เห็นสิ่งดีที่เรียกว่า น�้ำใจ แต่จะรู้ได้อย่างไร ว่า น�้ำใจนั้นไม่ได้แฝงมากับยาพิษ เพียงเพื่อธุรกิจการค้า แต่ ส�ำหรับการมาฟื้นฟูหลังน�้ำท่วมที่ต�ำบลบางระก�ำ อ�ำเภอบางเลน จังหวัดนครปฐม โดยความร่วมมือของส�ำนักสนับสนุนสุขภาวะ ชุมชน ส�ำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) ครั้งนี้ จึงได้พบว่าน�้ำใจที่มีนั้นสัมผัสและหยั่งถึงได้  ปันปัสุนขสุข

“การช่วยเหลือเพื่อให้เกิดก�ำลังใจและท�ำให้เขาช่วยเหลือตัว เองได้” นั่นเป็นค�ำบอกเล่าจาก อ�ำนาจ ปิ่นโรจน์ ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 12 ต�ำบลบางระก�ำ อ�ำเภอบางเลน จังหวัดนครปฐม ที่แสดง ความรู้สึกดีใจที่ได้รับการช่วยเหลือในการฟื้นฟูครั้งนี้ในต�ำบลของ ตน เพราะว่าจากสภาพน�้ำท่วมที่นานหลายเดือน ชาวบ้านต้องอยู่ ด้วยความล�ำบาก บ้านเสียหาย ต้นไม้ล้มตาย แม้ตอนนี้บางพื้นที่ จะแห้งบางแล้ว แต่บางส่วนก็ยังคงต้องเร่งสูบน�้ำออก “การช่วยครั้งนี้เป็นสิ่งที่ท�ำให้พวกเรารู้สึกดีใจ ที่ได้รับความ ช่วยเหลือมาจากหลายพื้นที่ และหลายภาคส่วน ท�ำให้ชาวบ้าน เขามีก�ำลังใจขึ้นมาเยอะเลย มีก�ำลังใจที่คนไทยด้วยกันไม่ทอดทิ้ง กัน แม้จะอยู่ที่ไหน ไม่ว่าใกล้หรือไกลก็มาช่วยเหลือกันได้ ชาว


บ้ า นก็ ใ ห้ ค วามร่ ว มมื อ ออกมากวาดถนน ตั ด ต้ น ไม้ ท� ำ ความ สะอาดร่วมกับพี่น้องเครือข่ายที่ได้เข้ามาให้การช่วยเหลือ” การฟื้นฟูครั้งนี้นอกจากจะช่วยให้ชาวบ้านสะดวกแล้ว ส่วนที่ ส�ำคัญคือเป็นก�ำลังใจให้ชาวบ้านบางระก�ำที่ล�ำบากน�้ำท่วมขัง นานเกือบ 3 เดือนเกิดขวัญและก�ำลังใจลุกยืนต่อสู้อีกครั้ง แน่นอนว่าการได้รับความช่วยเหลือเมื่อท�ำให้ผู้รับรู้สึกดีและ อิ่มใจแล้ว ผู้ให้ก็คงรู้สึกไม่ต่างกัน เพราะสิ่งที่ให้ไปนั้นมาจากใจที่ อยากช่วยเหลือ เช่นการได้เป็นส่วนหนึ่งของการช่วยเหลือของ น้องปาด อาทิตย์ แช่มซ้อย นักศึกษาคณะมนุษย์ศาสตร์และ สังคมศาสตร์ สาขาพัฒนาชุมชน ชั้นปีที่ 2 มหาวิทยาลัยราชภัฎ นครปฐม “เรามากั น ตั้ ง แต่ เ ช้ า มากั น ประมาณ 100 คน เรารู ้ จ าก อาจารย์ว่าที่นี้จะมีการพัฒนาฟื้นฟูพื้นที่หลังน�้ำท่วม เราจึงร่วม เป็นส่วนหนึ่ง นอกเหนือจากเหตุผลเกี่ยวกับวิชาการเรียนพัฒนา

ชุมชนแล้ว เราคิดว่าอยากให้ความช่วยเหลือคนที่เขาเดือดร้อน” “ซึ่ ง ส่ ว นตั ว เราก็ ไ ปช่ ว ยที่ อื่นมาแล้ ว ตอนน�้ ำ ท่ ว มสู ง เราไป บางบัวทอง ลพบุรี อยุธยา ที่ไหนไปได้เราก็ไป ไปช่วยเก็บของ ตอนน�้ำท่วมสูง ช่วยรับส่งคนให้เข้าออกให้ความสะดวก เราขับรถ ตัวเองไปกับพ่อ ไปนอนที่โน้นเลย พ่อเขาจะพาเราไป เรารู้สึก สงสารเขา เขาล�ำบากกันมาก ขนาดเราไปอยู่เราไปกินนอนอยู่กับ น�้ ำ เรายั ง รู ้ สึกล� ำ บากยิ่ ง ถ้ า เขาต้ องอยู ่ ห ลายเดื อนด้ ว ยเขาจะ ล�ำบากแค่ไหน” “ช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ด้วยกันแหละพี่” ค�ำกล่าวด้วยสายตา มุ่งมั่นของชายที่มีหัวใจนักพัฒนาชุมชนกล่าวปิดท้ายการสนทนา เช่นเดียวกับ น�้ำฝน แสงข�ำ และสุภาพร พิทักษ์ นักศึกษา หญิงหัวใจนักพัฒนาชุมชน กล่าวว่า “วันนี้อากาศร้อนแต่ก็ไม่ เหนื่อยเพราะว่าท�ำไร่ ท�ำสวนอยู่ที่บ้านเหนื่อยกว่านี้เยอะ” นี่เป็นเพียงการสนทนาเริ่มต้นก็ท�ำให้ใครหลายคนต้องรู้สึกตื่น ตันไม่มากก็น้อย ที่ได้ยินจากปากเด็กเยาวชนคนไทย ไม่เพียงแต่ มีน�้ำใจเท่านั้น หากแต่ยังมีหัวใจที่มุ่งมั่น อดทน แถมยังเป็นเด็กที่ รู้จักช่วยเหลือทางบ้าน ท�ำไร่ ท�ำสวน และกล้าบอกได้อย่างเต็ม ปากเต็มค�ำ ไม่เพียงเท่านั้นทั้งสองคนยังบอกว่าความฝัน จากวันที่เดิน จากบ้านมาคือการเดินทางกลับบ้านเกิด เพื่อไปพัฒนาท้องถิ่น ของตัวเองต่อไปในอนาคต “อยากเป็นผู้ใหญ่บ้าน หรือนักพัฒนาชุมชน สิ่งที่อยากเห็นคือ อยากเห็นคนในชุมชนและพ่อแม่ได้มีความสุข” หัวใจนักพัฒนาชุมชนน้อยๆ หลายดวงไม่เคยหยุดเดิน ก้าวไป บนทางแห่งความใฝ่ฝัน หากเพียงไม่นานเราคงได้เห็นเมล็ดพันธุ์ เหล่านี้ได้เติบโตเป็นต้นกล้าที่มีร่มใบ ให้ความเย็นสบายแก่คนใน ชุมชน อย่างที่เขาวาดหวังไว้

ปันสุข




เศรษฐกิจชุมชน

กาละแม พัชรศรี หรือจะสูก้ าละแมบ้านปากน�้ ำ เรื่อง : ศรีศักดิ์ พิกุลแก้ว



ปันสุข

ที่บ้านปากน�้ำ ต�ำบลต้นยวน อ�ำเภอพนม จังหวัดสุราษฎร์ธานี มีของดีขึ้นชื่อเป็นกาละแม ที่ว่ากันว่าเป็นสูตรสวรรค์ โดยพี่ฝน – สายฝน คชโกสัย เป็นประธานกลุ่มกาละแมสวรรค์สูตรโบราณ “เมื่อก่อนกลุ่มแม่บ้านหมู่ 1 เรา รวมตัวท�ำขนมทองม้วนขาย เพื่อเป็นรายได้เสริม แต่ท�ำเท่าไหร่ก็ไม่ประสบความส�ำเร็จสักที เห็นผู้ใหญ่เขาว่า ท�ำไปแล้วหาตลาดไม่ได้ จึงได้มานั่งปรึกษากัน ในกลุ่ม ว่าจะเอาอย่างไรต่อดี” “พอดีมีสมาชิกคนหนึ่งเสนอมาว่า บ้านเรามีมะพร้าวมาก และก็กวนกาละแมเป็นกันเกือบทุกบ้าน ท�ำไมไม่ลองกวนขายดู เผื่อจะส�ำเร็จก็ได้ อีกอย่างตลาดก็น่าจะดี เพราะสามารถขายได้ ทั้งงานมงคล งานบวช งานบุญ หรือแม้กระทั่งพวกงานอวมงคล ต่างๆ” คุยกันไปได้พักหนึ่ง พี่ฝนก็ลุกเดินไปหยิบกาละแมมาให้ลอง ชิม เชื่อมั้ย จากคนที่ไม่เคยชอบกาละแมมาก่อน เพียงได้ชิม กาละแมที่นี่เท่านั้น “คุณเอ๋ย หอม หวาน มัน ขนาดนี้ ใครไม่ชอบ ก็บ้าแล้ว” แล้ ว ที่ ม าของชื่ อ กาละแมสวรรค์ สู ต รโบราณ มี ที่ ม าที่ ไ ป อย่างไร คนในกลุ่มตั้งชื่อเอง หรือว่ามีใครมาตั้งให้ จะว่าไปแค่ชื่อ นี่ก็การตลาดกินขาดแล้ว “ตอนปี 2545 ท่าจะได้ หลังจากที่สร้างโรงเรือน หม่อมหลวง


ประทีป จรูญโรจน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานีในขณะนั้น ได้ มาเป็นประธานในงานเปิดกลุ่ม และได้ตั้งชื่อผลิตภัณฑ์ของเราให้ ว่า กาละแมสวรรค์สูตรโบราณ “แกบอกกับเราว่า กาละแมที่นี่ กินแล้วไม่เหมือนของใคร หวานมันก�ำลังดี กินแล้วเหมือนได้ขึ้นสวรรค์ ชื่อที่แกตั้งจึงน่าที่จะ เหมาะที่สุด” กลุ่มกาละแมสวรรค์สูตรโบราณ ตั้งอยู่หมู่ที่ 1 บ้านปากน�้ำ โรงเรือนเป็นอาคารชั้นเดียว จะว่าไปแล้ว จากสายตาที่เห็นสีของ อาคารนี่ ก็ช่างสมกับสีของโรงเรือนผลิตขนมเสียจริงเชียว ก็เล่นสี ชมพูปิ๊งนี่นา “เราได้รับบริจาคที่ดิน เพื่อสร้างโรงเรือนเมื่อปี 2545 ต่อจาก นั้น จึงได้น�ำเงินปันผลมาต่อเติมโรงเรือน แรกๆ ก็กวนกันด้วยวิธี โบราณ ใช้เตาหลุมขุดกันเอง กวนกันเอง” “พอมาถึงปี 2548 กาละแมของเราเริ่มมีชื่อเสียง ส�ำนักงาน สหกรณ์จังหวัดสุราษฎร์ธานีจึงได้ให้งบมาปรับปรุงโรงเรือน จาก เตาหลุมก็มาใช้เตาแก๊สแทน ท�ำให้กวนกาละแมได้มากขึ้น จึง สามารถขยายตลาดออกไปนอกต�ำบลได้” ไม่ได้มีแต่อาคารเท่านั้นที่สีหวานหอม พี่ฝนเจ้าของเสียงพูดก็ มีสีสันสดใสไม่แพ้กัน โชคไม่ดีที่วันที่ไปเยือน ไม่มีออร์เดอร์สั่งเข้ามา เราจึงได้แต่พูด

คุยกันเพียงอย่างเดียวเท่านั้น เลยอดที่จะสัมผัสกลิ่นหอมหวาน ของการกวนกาละแม ส่วนการได้มาซึ่งมาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชนระดับสี่ดาวนั้น พี่ ฝนเล่าว่า “สาเหตุที่ได้มาตรฐานสี่ดาว น่าจะมาจากการที่กาละแมของ เรามีรสชาติอร่อยหอม ใช้มะพร้าวสด ไม่ใส่สารกันบูด แถมยัง กวนสดใหม่ตามออร์เดอร์ที่สั่ง ไม่มีการกวนเก็บไว้ “ตอนที่ไปประกวดนะ กรรมการถามใหญ่เลยว่า เรามีเคล็ด ลับอะไรพอจะสอนเขาได้มั้ย พี่บอกว่า จริงๆ กวนกาละแมมันไม่ ยาก แต่ต้องใช้ใจท�ำ ของทุกอย่างต้องสดใหม่ ไม่เอาเปรียบลูกค้า พี่ว่าตรงนี้อีกอย่างที่ท�ำให้เราประสบความส�ำเร็จ” อันนี้ยกสองมือเห็นด้วยเลย ว่ากาละแมที่นี่สดใหม่ควรค่าแก่ รางวัลสี่ดาวจริงๆ ครับ อีกปัจจัยที่พี่ฝนเล่าให้ฟังว่า ท�ำไมกลุ่มกาละแมสวรรค์ถึง ยั่งยืน คือการผลิตกาละแมของคนที่นี่ วัตถุดิบส่วนใหญ่กว่า 80 เปอร์เซ็นต์จะเป็นของในพื้นที่ “จะใช้มะพร้าวเฉพาะที่มีในหมู่บ้านเราเอง แรกๆ ชาวบ้านก็ ให้โดยไม่คิดเงิน ต่อมาพอกลุ่มเริ่มมีรายได้ เริ่มเข้มแข็งมากขึ้น ชาวบ้านจึงได้เริ่มคิดค่ามะพร้าว แต่ก็ไม่ได้คิดกันแบบราคาบ้า เลือด เหมือนไปซื้อที่อื่น พี่ว่ามันเหมือนต่างคนต่างช่วยเหลือกัน มากกว่า “อีกอย่างสมัยก่อนที่ยังใช้ถ่าน กลุ่มก็ไม่ได้ออกไปซื้อหาจาก ใครอื่นไหน ซื้อจากตลาดในชุมชนของเราเอง เจตนาของเราคือไม่ อยากให้เงินต้องออกไปจากชุมชน” ส่วนตัวคิดว่า ตรรกะตรงนี้ ถือว่าน่าสนใจ และควรเอาเยี่ยง อย่างมาก วัตถุดิบในพื้นที่ เงินก็อยู่ในพื้นที่ ความมั่งคั่งก็อยู่ใน พื้นที่ ทุกสิ่งทุกอย่างหมุนเวียนอยู่ในพื้นที่ อย่างนี้จะไม่มั่นคงได้อย่างไร ถามต่อไปว่า แล้วในส่วนของการตอบแทนชุมชน กลุ่มของพี่ จัดกิจกรรมอะไรบ้าง หรือช่วยเฉพาะในเรื่องการรับซื้อวัตถุดิบ อะไรต่างๆ เท่านั้น เหมือนไปดูถูกกลุ่มแกว่า ดูจะสนใจแต่เรื่องเงินทอง พี่ฝนเลย สวนกลับทันทีทันใด “ยอมรับว่า เรื่องเงินเรื่องทองก็ส�ำคัญ แต่เรามีอาชีพหลักอยู่ แล้ว ที่ท�ำตรงนี้ ก็แค่อาชีพเสริม มันเหมือนกับว่า ท�ำไปท�ำมา เรา อยากที่จะอนุรักษ์ และถ่ายทอดภูมิปัญญาให้แก่ลูกหลานมาก กว่า” “ตอนนี้ก็ให้ค�ำปรึกษา และน�ำมาถ่ายทอดองค์ความรู้ แก่เด็ก นักเรียน และคณะศึกษาดูงานไปหลายกลุ่ม แล้วเราก็ได้แต่หวัง ว่า เขาจะช่วยกันรักษาภูมิปัญญาดั้งเดิมของไทยเราไว้”

ปันสุข

 


ภูมิปัญญาชาวบ้าน

แปรรูปข้าว” วิถีด้ ินรนของคนถือเคียว

ชาวนากระดูกสันหลังของชาติ เมือ่ ชีวติ เกิดเป็นเกษตรกรผู้ตรากตร�ำท�ำนา เพื่อ เลี้ ย งปากท้ อ งคนทั้ ง ชาติ ต ้ อ งประสบกั บ ปัญหาราคาข้าวตกต�่ำ ตามมาด้วยปัญหา สิ่งแวดล้อม ...จะท�ำอย่างไร จะแก้ปัญหา อย่างไร การเปลี่ยนอาชีพไปท�ำอย่างอื่นคง ไม่ใช่ค�ำตอบที่ง่ายนัก แต่ท่ามกลางปัญหา ที่ไม่เห็นหนทางนี้ ยังมีแสงสว่างที่ปลาย ทางอุโมงค์ ของชาวนา เกษตรผู้ปลูกข้าว กลุ่มหนึ่ง “กลุ่มธารทิพย์ ข้าวกล้องและ ผลิ ต ภั ณ ฑ์ ” ที่ ร วมกลุ ่ ม เพื่ อ แปรรู ป ข้ า ว และหันมาปลูกข้าวแบบปลอดสารเพื่อลด ต้ น ทุ น การผลิ ต วั น นี้ จึ ง ท�ำให้ก ระดูด สัน หลังของชาติกลุ่มนี้ได้มายืนหยัดหลังสู้ฟ้า หน้าสู้ดินได้อย่างภาคภูมิ ส�ำรวย ศรีเกษม ประธานกลุ่มวิสาหกิจ กลุ ่ ม ธารทิ พ ย์ ข้ า วกล้ อ งและผลิต ภัณฑ์ ต� ำ บลบ้ า นซ่ อ ง อ� ำ เภอพนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา ศูนย์เรียนรู้อีกแห่งหนึ่ง ของส�ำนักสนับสนุนสุขภาวะชุมชน ส�ำนัก งานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) บอกเล่าถึงความเป็นมาของกลุม่ ว่า  ปันปัสุนขสุข

แนวคิดในการก่อตั้งเกิดขึ้นจากราคาข้าวที่ ตกต�่ ำ จึ ง ไม่ รู ้ จ ะไปประกอบอาชี พ อะไร เพราะเคยแต่ท�ำนา “เมื่ อ ราคาข้ า วตกต�่ ำ หากจะหั น ไป ประกอบอาชีพอื่น ก็ไม่รู้จะท�ำอะไรเพราะ เคยแต่ท�ำนา เลยรวมตัวกันตั้งกลุ่มน�ำข้าว มาร่วมกันแปรรูปขาย เริ่มท�ำเมื่อปี 2539 มีสมาชิก 5 คน ใช้เงินลงทุน 500 บาท ถือ หุ้นคนละ 100 บาท เราสีข้าวกินเอง หากเหลือกินก็ท�ำขาย เราท�ำนาข้าวหอมมะลิ เรามาสีขาย มันได้ ราคาดีกว่าขายข้าวเปลือก แต่ก่อนพ่อค้า คนกลางเขามาตีราคา เราเลยคิดว่าท�ำยัง ไงเพื่อให้เราได้เป็นคนตั้งราคาบ้าง ขายใน ชุมชน ขายในราคาของเราเอง ให้กลุ่มแข็ง แรงขึ้น นอกการแปรรูปข้าวขายแล้ว อีก ปัจจัยหนึ่งในการตั้งกลุ่มคือเพื่อให้สมาชิก ในกลุ่มมีความสัมพันธ์กัน มีข้าวก็น�ำมา ร่วมกันขาย” เมื่ อ คิ ด หนทางที่ พ าตั ว เอง และชาว บ้านอยู่รอดได้จึงมีการแปรรูปข้าวจากขาย ข้าวเปลือกมาเป็นสีข้าวสารขาย เมื่อมีร�ำ

มีปลายข้าว แกลบส่วนต่างๆ ก็น�ำไปขาย แยกชิ้นส่วนหมด จากนั้นก็มีคิดต่อว่าแยก แล้วแต่ละส่วนสามารถท�ำอะไรได้บ้าง “ปลายข้าวเหลือแล้ว เราต้องคิดว่าจะ เอาไปท�ำอะไร หากเราจะท�ำข้าวโจ๊กมา คิดๆ ดูแล้วส่วนประกอบ อุปกรณ์ เครื่อง มือต้องใช้เยอะ อาจไม่คุ้มค่าต่อการลงทุน เราจึ ง หั น มามองการท� ำ ข้ า วคั่ ว สมุ น ไพร อบแห้งมาบดป่นส�ำเร็จ พร้อมเทใส่ลาบได้ เลย ฉี ก ซองใส่ เ นื้ อ สั ต ว์ เ ติ ม ผั ก สดก็ เ ป็ น ลาบแล้ว เพราะเราปรุงเครื่องสมุนไพรไว้ ในนั้นให้เสร็จสรรพ ขายซองละ 10 บาท 20 กรัม ส่วนร�ำนั้น ได้แนวคิดจากการไปขาย ของที่ เ มื อ งทอง ลู ก ค้ า จะเอาปลอกข้ า ว ปลอกข้าวพร้อมจมูกข้าว เอาไปชงแล้วจะ ออกหวาน เรียกปลอกข้าว หรือไปท�ำเค้ก ไปทอดไข่ มันจะออกรสหวาน ร�ำกิโลกรัม ละ 10 บาท ถ้าแยกส่วนให้ละเอียดอย่างนี้ ขีดละ 10-20 บาท เพียงแต่ร่อนให้ละเอียด และแยกส่วนราคาก็เพิ่มขึ้น นอกจากนั้น ปลอกข้าวยังสามารถน�ำ


มาท�ำน�้ำมันร�ำข้าวได้ด้วย ตรงนี้เราก็ต้อง เอามาร่อนให้มันละเอียด แถวชลบุรีเขาจะ ท�ำเค้กข้าวกล้องเขาก็จะมารับซื้อไป” ส�ำหรับคนเป็นเหน็บชาที่ขาดวิตามันก็ จะผสมท�ำเป็นอาหาร แป้งชุบทอด เจียวไข่ ก็ท�ำได้ ท�ำกะหรี่พัฟ ข้าวเกรียบเราก็ใส่ตัว นีเ้ ป็นการลดแป้ง และสร้างคุณค่า มูลค่าให้ เกิดขึ้น นอกจากนี้ ส�ำรวย ยังไม่หยุดอยู่ แค่นี้ยังคิดสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์ ข้าวด้วยการท�ำเป็นข้าวกล้องงอก ซึง่ คนใน กลุ่มสามารถงอกกันเอง แล้วน�ำไปอบแห้ง ขาย ปกติข้าวกล้องราคา 40 บาท ถ้างอก แล้วขาย 100 บาท จากนี้ยังมาท�ำชาจาก ใบข้าวก็ยังมีเลย จากการเปลี่ยนวิถีท�ำผลิตภัณฑ์ต่างๆ ท�ำให้สมาชิกจากเดิม 5 คนกลายเป็น 25 คน และมีเงินหมุนเวียนภายในกลุ่ม เงิน ออม 300,000 บาท เงินกู้ก็ประมาณ 2 ล้านบาท ท�ำให้ชวี ติ ความเป็นอยูข่ องคนใน กลุ่มดีขึ้น มีเงินพอใช้จ่าย “สมาชิกในกลุ่มมีชีวิตดีขึ้น คนอยากมี ที่ดินไว้ปลูกข้าวเพิ่มก็เอาเงินในกลุ่มไปซื้อ

มี เ งิ น พอปลู ก บ้ า น เห็ น กลุ ่ ม เราเล็ ก ๆ สมาชิกปลูกบ้านได้ ซื้อนาได้ ที่ที่เคยขาย ไปตั้ ง แต่ ส มั ย พ่ อ แม่ ก็ ซื้ อ คื น มาได้ หรื อ สมาชิกใครอยากท�ำอะไรเพิ่ม เราก็มีการ ประชุมปรึกษากัน ถ้าจะท�ำอะไรก็จะมา คิดกัน เขียนงบประมาณ” ส�ำรวย ได้เล่าถึงก่อนชีวิตจะดีได้ขนาด นี้มาได้นั้นต้องผ่านอุปสรรค์ เคยทั้งถูกบ่น หรือประณามมาแล้วว่ากินข้าวเหมือนคน คุก “หลั ง จากที่ เ รามี ก ลุ ่ ม ย่ อ ยๆ ในตอน แรกก็มีคนมาสีข้าวกล้อง ตอนนั้นเราก็ไม่รู้ หรอก เขาเป็นเขยคนในต�ำบลเอาข้าวมาสี เป็นข้าวที่เอามาจากบ้านเกิด เขาไม่อยาก กินข้าวเหมือนคนคุก เราเห็นข้าวหอมดีก็ แลกเขา ตอนนั้นก็ไม่ได้คิดอะไร แล้วน�ำมา ปลูก ใครมาเห็นก็บอกข้าวแปลงนี้รวงใหญ่ มันสู้หญ้า สู้น�้ำ ป้าก็หันมาท�ำเต็มรูปแบบ แต่ตอนนั้นเราไปขายมันขายยากมากใคร ก็บอก ข้าวคนคุก แต่เราก็อยากขายสามีก็ ว่าสีข้าวอยู่กับบ้านแค่นี้ก็ยังไม่พอ อยาก จะไปเป็ น แม่ ค ้ า ไม่ อ ายเขาหรื อ ไง ป้ า ก็ อยากไปขาย อยากตัง้ ราคาเอง เราตัง้ ราคา เราก็ได้บอกคุณภาพข้าวเรา เราก็ได้พบปะ คนทุกระดับ ตั้งแต่รากหญ้ายันนักวิชาการ ป้าก็ท�ำมาเรื่อยๆ” “พอมาในปี 2549 ก็ได้ 2, 3, 4 ดาว ตามกันมาจากคุณภาพข้าวที่เขาวัดกัน แต่ เราคิดว่าเราคงไม่ได้ 5 ดาว เพราะเราไม่ ได้ส่งออก เราก็ไม่รู้ว่าเขาเอาหลักไหนคิด ที่จริงคนไทยควรปริโภคของที่ดี ของที่ดีไม่ ควรจะออกไปต่างประเทศ ตอนได้ 3 ดาว มี ค นญี่ ปุ ่ น มากั บ คนไทย เราไม่ เ อาด้ ว ย หรอก เขาไม่ได้ซื้อเขามาลงทุนให้บ้านเรา ท�ำนา แล้วเขาเอาไปบ้านเขา ต่างชาติเขา อมของเราไปโดยไม่รู้ตัว เราคิดว่าเราท�ำ กิ น กั น ในประเทศดี ก ว่ า คนที่ กิ น ข้ า วที่ ดี สุขภาพก็ดี สุขภาพจิตก็ดี โรคภัยก็ลดน้อย ลง เขาไม่ต้องไปกินยา” “เราไม่ได้เน้นก�ำไรมากมาย เน้นสุขภาพ

ของคนมากกว่า การที่จะไปรักษาตัวเอง ท�ำยังไงก็ได้ให้ชีวิตคนอยู่กับธรรมชาติได้ ต้ น ทุ น ก็ จะลดลง ปกติ ชาวนาใช้ ปุ๋ ยสาร เคมีพ่อค้าแหละที่จะมีรายได้จากชาวนา การที่เรารวมกลุ่มขึ้นมา เกษตรกรก็จะมี ทางเลือก เรามีโรงสีเอง แล้วแปรรูปขาย เอง พอท�ำมา 5-6 เดือนก็คิดว่าทางรอด ของชาวบ้านมีเยอะ” จนกระทั้งวันนี้ ส�ำรวย และคนในกลุ่ม ก็ยังไม่ได้หยุดคิดเพราะพวกเขาต่างช่วย กั น คิ ด ว่ า จะท� ำ ผลิ ต ภั ณ ฑ์ อ ะไรจากข้ า ว ออกมาขาย คิ ด ว่ า สิ น ค้ า ตั ว ไหนท� ำ จาก วั ส ดุ ตั ว ไหน มั น เป็ น เรื่ อ งที่ เ ขาคิ ด กั น มา ท้าทาย “เรานอนน้อยแต่คิดมาก วันนี้เขาเดิน เราควรวิ่ง ถ้าเขาวิ่งเราควรหยุดคิดว่าจะวิ่ง ตามเขาไหม เพราะเราจะวิ่งๆ ตามตลอดก็ คงไม่ใช่ ถ้าเขาวิ่งเราต้องเป็นคนหยุด ถ้า หยุดเราก็ต้องคิดว่าเราจะท�ำอะไรไปข้าง หน้าที่ที่มันได้ดีกว่าการที่เราจะวิ่งตามเขา แม้เราจะเรียนหนังสือจบแค่ ป. 4 แล้วก็ ออกมาท�ำนากับพ่อแม่ เราไม่อยากเปลี่ยน อาชีพและก็ไม่อยากวิ่งตามใคร” อย่างไรก็ตาม ส�ำรวยได้บอกว่า ทุกวัน นี้เราพยายามท�ำให้คนในชุมชนท�ำนาแบบ ไม่ใส่สารเคมี หรือฉีดยาฆ่าหญ้า อยากให้ คนท�ำนาทุกคนท�ำตามวิถีชีวิตในชุมชนที่ เคยมี แล้วพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีคุณภาพ ภาพชาวหน้าหลังสู้ฟ้าหน้าสู้ดินก็จะยิ้มได้ อย่างภาคภูมิ “คนท�ำนา ถ้ามาคิดแบบใช้ยาแล้วก็ สงสารคนกิน เราจ้องแต่จะขาย เราฆ่าตั้ง แต่หญ้าก่อนที่จะท�ำแปลงนา หว่านข้าวก็ มีเคมีไปรองพื้นอีก มันก็ดูดขึ้นมาที่ต้นข้าว พอออกรวงก็ มี ย าฉี ด หนอน มั น เก็ บ สาร เคมีเข้าไปทุกอณูของเม็ดข้าวมันก็เติมเต็ม ไปจากราก จากใบ จากรวง ทีนี้มันก็สะสม ในเม็ดข้าว อย่างน้อยเราผลิตไม่ใช้เคมีได้ ช่วยเขาสัก 10 เปอร์เซ็นต์คนในประเทศก็ พอแล้ว”

ปันสุข




ท่องเที่ยว

เที่ยวดอนแ



ปันสุข


แก้ว ยลเสน่หข์ องเมืองเหนือ>>

ดอนแก้ว เป็นต�ำบลที่อยู่ทางตอนใต้ ของอ�ำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ จัดเป็น ต� ำ บลที่ มี ข นาดใหญ่ ซึ่ ง นั่ น หมายความ รวมถึงพื้นที่ โดยที่นี่มีหลายสถานที่ที่รอ คอยการมาเยื อ นของผู ้ ค น ผู ้ อ ยากจะ แสวงหาอะไรใหม่ๆ ได้ใกล้ชิดกับธรรมชาติ ตลอดจนวัฒนธรรมพื้นบ้าน สถานที่หลายต่อหลายแห่งมีความน่า สนใจไม่แพ้ที่ไหน แล้วกลิ่นอายและมนต์ เสน่ห์ของดอนแก้วเป็นอย่างไร เอาเป็นว่า ลองมาดูกันเอง เป็นการ เรียกน�้ำย่อยดีกว่า

ปันสุข




1.พระนอนขอนม่วง วัดส�ำคัญของดอนแก้วนี้ มีประวัติยาวนานมากว่า600 ปี ภายใน วัดมีโบสถ์ที่ไม่มีหน้าต่าง ซึ่งลักษณะนี้เรียกว่าโบสถ์มหาอุด หาดูได้ ยากในปัจจุบัน และมีพระธาตุเจดีย์อยู่หลังโบสถ์ ลักษณะรูปทรง คล้ายพระบรมธาตุดอยสุเทพขนาดย่อส่วน และมีวิหารพระนอน (ขอนม่วง) เป็นพระพุทธรูปก่ออิฐถือปูนปิด ทอง เป็นพระนอนที่มีอายุเก่าแก่ ไม่มีการระบุช่วงเวลาในการก่อ สร้าง แต่คาดว่าได้สร้างขึ้นเมื่อกลางพุทธศตวรรษที่ 21 ทางกรม ศิลปากรได้ประกาศขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถาน เมื่อปี 2522 ทุกๆ ปี จะมีการจัดงานประเพณีสรงน�้ำพระนอนซึ่งตรงกับแรม 14 ค�่ำ เดือน 7 ใต้ (เดือน 9 เหนือนับตามจันทรคติแบบล้านนา) ใน งานยังมีการแข่งขันจุดบั้งไฟหมื่น - บั้งไฟแสน คนมาร่วมงานกัน มากมาย หลวงพ่อเล่าว่า ในเทศกาลนี้ คนสมัยก่อนจะนอนกันที่นี่เลย มี ขบวนบั้งไฟมาทั้งหมู่บ้าน แล้วก็เอาไปจุดโดยเฉพาะตอนเดือน 9 ดับ (ช่วงมิถุนายน – กรกฎาคม)เร็วกว่าภาคกลาง 2 เดือน 

ปันสุข


2. วัดดาราภิมขุ วัดดาราภิมุข หรือที่ชาวบ้านเรียกวัดบ่อปุ๊ ตามชื่อหมู่บ้าน สมัย ก่อนวัดตั้งอยู่กลางทุ่งนา ซึ่งเป็นที่ตั้งของ บ่อน�้ำปุ๊ แต่เนื่องจากอยู่ใน ที่ต�่ำ ภาวะถูกน�้ำท่วมทุกปี จึงท�ำให้วัดต้องย้ายมายังที่ปัจจุบัน วั ด ดาราภิ มุ ข สร้ า งขึ้ น ในสมั ย เจ้ า อิ น ทวิ ช ยานนท์ ครองนคร เชียงใหม่ในราวปี 2428 เพื่อเป็นอนุสรณ์แห่งความรักที่มีต่อธิดาคือ เจ้ า ดารารั ศ มี ซึ่ ง เดิ น ทางไปเข้ า รั บ ต� ำ แหน่ ง เป็ น พระวรชายาใน พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และการสร้างวัดดาราภิมุขขึ้นณ บริเวณนี้ เพื่อระลึกถึงแม่นมของ เจ้าดารารัศมี ปรากฏนาม คือ นางเต็ม(แม่นางกัลยารักษ์)ซึ่งเป็นคนที่ มีพื้นเพอยู่ในเขตบ้านบ่อปุ๊ หรือหมู่ 1ในปัจจุบัน สมัยที่เจ้าดารารัศมีมาประทับที่ต�ำหนักดารารัศมี มีหลายครั้งที่ ทรงมาฟังธรรมและมาถวายข้าวของ ณ วัดดาราภิมุขหลายครั้ง และ เคยถวายปิ่นปักผมทองค�ำ และเงินที่รัก และหวงแหนให้แก่พระภิกษุ ในสมัยนั้นรวมไปถึง กลองยาวถ้วย จาน ช้อน ซึ่งในปัจจุบันก็ยังถูก เก็บรักษาไว้

3. วัดโสภณาราม

วัดโสภณาราม เป็นวัดใหญ่ในต�ำบลดอนแก้ว เดิมมีชอื่ ว่า วัดป่าตึง เพราะรอบวัดที่ตั้งปัจจุบันนี้ มีต้นตึง (ไม้เตง, ไม้รง) ขึ้นอยู่หนาแน่น มาก แต่พอภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลง ไม้ตึงเหล่านั้นก็ถูก ตัดลง เพื่อน�ำไปใช้เป็นหมอนรางรถไฟ จนแทบไม่มีเหลือให้เห็น ประมาณปี 2438 มีพระธุดงค์รูปหนึ่งชื่อ ครูบานันตา ได้เดินทาง มาปักกลดอยู่ที่นี่ ชาวบ้านต่างมีความเลื่อมใสศรัทธา จึงได้นิมนต์ให้ อยู่จ�ำพรรษา และเริ่มสร้างอารามชั่วคราวให้ท่านอยู่ และได้ก่อตั้งมา เป็น วัดโสภณาราม เมื่อปี 2488 ส่วนชื่อ ‘โสภณาราม’ นั้นมีที่มาจากชื่อของ ‘ท่านน้อยโสภา’ ผู้มี จิตศรัทธาบริจาคเรือนไม้หลังหนึ่งให้ทางวัด เพื่อใช้เป็นกุฏิสงฆ์ เจ้า คณะของอ�ำเภอแม่ริม จึงได้ตั้งชื่อนี้ไว้เป็นอนุสรณ์ วัดโสภณารามแห่งนี้ เป็นวัดที่ชาวบานทั้งคนดอนแก้วและพื่นที่ ใกล้เคียง นิยมเดินทางมาท�ำบญบริจาคโลงศพ

4. วัดปิยาราม วัดปิยารามสร้างขึ้นราวๆ ปี 2410 เดิมชื่อวัดสลีดอนชัย (ศรีดอน ชัย) มีเจ้าเมืองเชียงใหม่เป็นผู้สร้าง โดยอุทิศให้พระโอรสมีพระพุทธ รูปในโพรงของต้นไมใหญ่ ชาวบ้านจึงเรียกว่า วัดพระเจ้านั่งโก๋น (โพรงไม้) เป็นชื่อเดิม พระวิหารของวัดปิยารามมีลักษณะงดงาม ประตู ทุกด้านเขียน ลวดลายวิจิตร เชิงบันไดมีมกรคายนาค (พญานาค) ขนาดใหญ่ขนาบ ซ้ายขวา มีพระพุทธรูปที่ส�ำคัญ คือพระสังกัจจายแบบจีน ขนาดใหญ่ มีรูป ปั้นมังกร 5 เล็บอยู่ 2 ข้างบันไดทางขึ้นองค์พระ และพระพุทธลีลา มหามงคลจ�ำลองอยู่บริเวณหน้าวิหาร

ปันสุข




5. กลองหลวงพระเจ้านัง่ โก๋น ในแผนการเดินทางของเรา มีระบุไว้ถึง กลองใบใหญ่ที่สุด แม้ ไม่ได้มีใครระบุว่าใหญ่อันดับใดของโลก แต่ได้ยินเสียงร�่ำลือมาว่า ใจของคนหมู่บ้านนี้...ใหญ่กว่า กลอง ในหมู่ที่ 10 หมู่บ้านพระเจ้านั่งโก๋น หมู่บ้านเกิดใหม่นี้ มีความ ตั้งใจอยากจะสร้างสัญลักษณ์ของการรวมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ขึ้ น เพื่ อ เทิ ด พระเกี ย รติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเนื่องใน โอกาสมีพระชนมายุ 84 พรรษา ในปี 2553 และเป็นการอนุรักษ์ ศิลปะดั้งเดิมของท้องถิ่น คือ ‘กลองแอว’ ซึ่งในอนาคตจะมีการพัฒนา หมู่บ้านพระเจ้านั่งโก๋นนี้ ให้เป็น ศูนย์เรียนรู้เกี่ยวกับ กลองแอว แต่ในอีกด้าน ผลพลอยได้ที่พ่อหลวงพนม ขันแข็ง ผู้ใหญ่บ้าน ได้จากประชาชนก็คือ ความร่วมมือร่วมใจ สามัคคีเป็นอันหนึ่งอัน เดียวกัน ลักษณะของกลองแอวใบยักษ์นี้ มีลักษณะเป็นปล้องๆ ในแต่ ละปล้องของกลองแอวมีชื่อทั้งหมด ซึ่งตอนท�ำกลองนับจ�ำนวน ปล้องไปจนกว่าจะเป็นชื่อสิริมงคลที่สุด อย่างกลองใบยักษ์แห่ง พระเจ้านั่งโก๋นนี้ มี 20 ข้อปล้อง ปล้องสุดท้ายมีชื่อว่า ‘สู่นิพพาน’ ซึ่งถือเป็นมงคลที่สุด เป็นต�ำรากลองแอวแต่โบราณ กลองใบนี้สร้างจากไม้ประดู่ตายยืนต้น จากอุทยานแห่งชาติ ศรีล้านนา ใช้ช่างศิลปจากล�ำพูนมาสร้างกันที่หมู่บ้านนี้ ขนาดที่วัดกันได้คือ ยาว 7.07 เมตร เส้นผ่าศูนย์กลาง 1.99 

ปันสุข

เมตร หน้ากลองกว้าง 1.44 เมตร ใช้หนังวัวหุ้มเป็นหน้ากลอง ใช้ หนังควายเป็นเชือกรัด น�้ำหนักก่อนกลึง 7 ตัน 47 กิโลกรัม บริเวณนั้นยังมีศาลตาไม้ ตามความเชื่อโบราณเมื่อตัดไม้ ใหญ่ ต้องมีการตัดตาตรงโคน ตาตรงกลางไม้ และตาตรงปลาย ไม้ เพื่ออัญเชิญสิ่งศักดิ์สิทธิ์มาเป็นหูเป็นตาปกปักรักษาหมู่บ้าน ด้วย “พ่อหลวงบอกชาวบ้านว่า เราเป็นคนพุทธ เชื่อได้แต่อย่า งมงาย” พ่อหลวงพนม เล่าถึงศาลตาไม้ กลองนี้เป็นงานยักษ์...อภิมหายักษ์ที่ใหญ่ทั้งขนาดและราคา ค่าใช้จา่ ยในการท�ำกลองใบนี้จึงสูงมาก แต่ด้วยความสามัคคีของ ชาวบ้านที่ช่วยกันบริจาคเงินส่วนตัวตามก�ำลังทรัพย์ ท�ำให้กลอง มูลค่า 7 แสนกว่าบาทนี้ เป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาได้ เพราะการมีส่วน ร่วมของทุกคน จุดประสงค์ในการท�ำกลองของพ่อหลวงพนมบรรลุผลส�ำเร็จ แล้ว พ่อหลวงพนมเล่าว่า กลองใบนี้ใช้งานได้จริง ตีได้ ตีดัง แต่จะ ไม่ออกงานพร�่ำเพรื่อ จะไปงานส�ำคัญแค่ 3งาน คือ 5 ธันวา กับ 12 สิงหา และวันวิสาขบูชา ซึ่งจะขึ้นไปตีประกอบการฟ้อนบน ดอยสุเทพ “ในอนาคต เราต้องมีราชรถไว้ส�ำหรบเคลื่อนที่ แล้วต้องมีโรง เก็บ แต่เร็วๆ นี้ จะท�ำกลองแอวเล็กๆเป็นพวงกุญแจแจกเป็นที่ ระลึกด้วย มีคนเขาขอมาเยอะ” พ่อหลวงพนมลูบกลองใบใหญ่อย่างภาคภูมิใจ


7. ห้วยตึงเฒ่า – ทะเลเชียงใหม่ ห้วยตึงเฒ่าเป็นอ่างเก็บน�้ำขนาดใหญ่ ตั้งอยู่ในพื่นที่โครงการ จัดหมู่บ้านตัวอย่างห้วยตึงเฒ่าอันเนื่องมาจากพระราชด�ำริ เริ่ม ตั้งแต่ปี 2523 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จมายังเขต พื้นที่เกษตรกรรมทหารจังหวัดทหารบกเชียงใหม่ และทรงทราบ ว่า มีปัญหาเรื่องการขาดแคลนน�้ำ จึงได้มีการสร้างอ่างเก็บน�้ำขึ้น ตามพระราชด�ำริ เพื่อแก้ไขปัญหาที่ใช้ในศูนย์เกษตรกรรมทหาร มีพื้นที่ประมาณ300 ไร่ แต่หลังจากนั้นมีราษฎรบุกรุกพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จึงรับสั่งให้จัดตั้งเป็นหมู่บ้านตัวอย่าง ทางด้านใต้ของอ่างเก็บน�้ำ เป็นพื้นที่ให้ประชาชนสามารถเข้ามาท�ำกินได้ ปัจจุบันมีประชากร 68 ครอบครัว 127 คน แบ่งเป็นพื้นที่ส�ำหรับอยู่อาศัยครอบครัวละ 2 งาน ที่นาครอบ ครัวละ 2 ไร่ และที่สวนครอบครัวละ 1 ไร่ ต่อมาได้พัฒนาพื้นที่โดยรอบอ่างเก็บน�้ำให้เป็นแหล่งท่อง เที่ยว มีส่วนบ้านพัก ร้านอาหาร พื้นที่ท่องเที่ยวเชิงนิเวศ ค่ายพัก แรม สนามกีฬา ทางวิ่งออกก�ำลงกายและทางจักรยานยาว 5 กิโลเมตร โดยเฉพาะในส่วนของค่ายพักแรมและบ้านพักนั้นทันสมัย สะดวกสบาย และมีฐานกิจกรรมหลากหลายไม่แพ้รีสอร์ทเลยที เดียว ไม่ว่าจะขี่เอทีวีลุยโคลน ประลองความแม่นแบบเป็นทีมใน สนามเพนท์บอล หรือวัดใจปีนหอ ที่นี่มีหมด พื้นที่โดยรอบอ่างเก็บน�้ำมีประชาชนเข้ามาพักผ่อนมากเกือบ ทุกวันมาเล่นน�้ำเพราะมีหาดทรายขาว และเก้าอี้ชายหาดให้นั่ง พักผ่อนกัน ได้ชื่อว่าเป็นทะเลน�้ำจืดของเชียงใหม่ แต่ช่วงที่คน

เยอะที่สุดเป็นช่วงสงกรานต์ ห้วยตึงเฒ่าที่อยู่ในเขตมณฑลทหารบกที่ 33 นี้ เก็บค่าบริการ นักท่องเที่ยวเพียงคนละ 20 บาท เท่านั้นพูดถึงความเป็นทะเลน�้ำ จืดของเชียงใหม่ หาดทรายที่นี่เป็นทรายที่น�ำมาถมจนกลายเป็น หาดลาดสวยงาม จากหาดทรายขาวที่รายรอบอยู่ มองไปไกลๆ จะเห็นแท่นที่ ส�ำหรับจุดบั้งไฟของวัดพระนอน (ขอนม่วง)ก็อยู่ในพื้นที่ข้างห้วย ตึงเฒ่าเช่นกัน และว่ากันว่าทิวทัศน์ยามเย็นมองไปยังดอยสุเทพ จากที่นี่ก็สวยไม่เบา หากใครนึกสนุกอยากลงน�้ำ มีบริการเรือพายและจักรยานน�้ำ ให้ได้สนุกกันในทะเลจ�ำลองแต่ระวังไว้ เพราะผืนน�้ำนั้นกว้างใหญ่ เสียจนอาจเหนื่อยหมดแรงก่อนถึงฝั่ง ‘พักใจอ่านหนังสือ และเก็บไว้ที่เดิม’ เป็นข้อความติดไว้หน้าตู้ หนังสือที่ตั้งอยู่ข้างม้านั่งในสวนส�ำหรับให้ใครก็ได้อ่าน...แสดงว่า คนที่นี่รัก และส่งเสริมวัฒนธรรมการอ่านกันไม่ใช่เล่น ขึ้นชื่อว่าชายหาด ต้องมีร้านอาหาร ที่นี่ก็มีร้านอาหารเอาไว้ บริการนักท่องเที่ยวอยู่รายรอบตัวอ่างเก็บน�้ำ ทั้งแบบเป็นแพและ ศาลา พร้อมทั้งมีการควบคุมความสะอาดของอาหารและราคา กันอย่างเข้มงวด ห้วยตึงเฒ่ามีการจับสลากหมุนเวียนท�ำเลที่ตั้งร้านกันเป็น ระยะๆ เพื่อไม่ให้พ่อค้าแม่ขายร้านอาหาร ‘ได้เปรียบเสียเปรียบ’ กันเกินไป นอกจากกิจกรรมที่ว่าแล้ว บนสันเขื่อนยังเป็นแหล่งตกปลา ให้บรรดาผู้รักคันเบ็ดมาประลองก�ำลังกับฝูงปลา และที่นี่ยังเป็น แหล่งเพาะพันธุ์ปลาบึกที่ส�ำคัญด้วย

ปันสุข




วัฒนธรรม

‘ร�ำชาวนา’ ภูมปิ ญั ญาล�้ำค่า สืบสานวัฒนธรรมไทย



ปันสุข


“ชีวิตชาวนาเช้ามาเร็วไวแบกคันไถร้องแทนขลุ่ย ออกทุ่งไปกับ เพื่อนทุยรีบจ�้ำลุยน�้ำกระจาย เช้าตรู่เดินลุยร้องเพลงแทนขลุ่ยจูบ ทุยเพื่อนยา ชีวิตชาวนาคว้าหาบเดินตามหิ้วข้าวน�้ำหาบตามเร็ว ไว ไม่ชักช้าเวลาจะสายน�้ำปลา เด็ดดวงอยู่ไหน อย่าลืมน�ำไปผัด เผ็ดปลาไหลกินในท้องนา” บทเพลงร�ำชาวนาดังลั่นจากปาก “ป้าปราณีต คงรอด” วัย 64 ประธานกลุ่มการแสดงพื้นบ้านร�ำชาวนา ต.ไกรนอก อ.กงไกรลาศ จ.สุโขทัย โดยป้าปราณีต เล่าว่า ร�ำชาวนาเกิดมาพร้อมกับการ อบรมลูกเสือชาวบ้านและสมาชิกชาวนาอีกหลายสิบคนที่พร้อม น�ำเสนอวิถีชีวิตของชาวกงไกรลาศ ผ่านบทเพลงสะท้อนวิถีชีวิต ชาวนา พร้อมการแสดงด้วยการร�ำคล้ายกับการร�ำวงมาตรฐาน และการแต่งกายเรียบง่ายของชาวนา ไม่นานนักทางองค์กรส่วน ท้องถิ่นออกค�ำสั่งให้อนุรักษ์การแสดงพื้นบ้านชุดร�ำชาวนาเอาไว้ กลุ่มการแสดงพื้นบ้านได้ปรึกษาหารือและพัฒนาการแสดงร�ำ ชาวนาโดยมีรีวิวประกอบเพลงและเครื่องดนตรีอย่างระนาดเข้า มาให้จังหวะอีกด้วย “กว่าจะเป็นร�ำชาวนาได้ก็ยากอยู่เหมือนกัน เพราะต้องผ่าน อุปสรรคการคัดค้านของเด็กๆที่มองว่าการแสดงพื้นบ้านร�ำชาวนา มันเชย ไม่น่าสนใจ เสื้อผ้าไม่สวยงาม แต่เพราะสมาชิกในหมู่ บ้านยึดอาชีพชาวนาเป็นหลัก ดังนั้นควรน�ำอาชีพของคนส่วน ใหญ่ออกมาแสดงให้คนอื่นได้รู้ว่าเรามีดีอย่างไร” กลุ่มการแสดง

พื้นบ้านร�ำชาวนาเล่าด้วยเกียรติของชาวนาอย่างเต็มความภาค ภูมิใจ ด้วยการส่งเสริมและสนับสนุนให้กลุ่มการแสดงพื้นบ้าน ร�ำ ชาวนายังคงอยู่ ภายใต้ความร่วมมือของส�ำนักสนับสนุนสุขภาวะ ชุมชน ส�ำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เครือข่ายสุขภาวะต�ำบล จัดให้การแสดงพื้นบ้านร�ำชาวนาเป็น ฐานการเรียนรู้ที่ส�ำคัญอีกฐานหนึ่งของ ต.ไกรนอก ต.กงไกรลาศ จ.สุโขทัย ป้าปราณีต เล่าต่อว่า เดี๋ยวนี้ไม่เพียงแต่เด็กหรือเยาวชนเท่า นั้นที่ไม่สนใจการแสดงพื้นบ้านร�ำชาวนาแม้กระทั่งองค์กรหรือ หน่วยงานต่างให้ความส�ำคัญกับการแสดงแบบใหม่มากกว่า การ แสดงร�ำชาวนาไม่ใช่เพียงการแสดงเพื่อความสนุกสนาน แต่ถือ เป็นมรดกทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่นของชาวอ�ำเภอ กงไกรลาศ เช่ น เดี ย วกั บ “ป้ า สุ เ รศ รอดสิ น ” และ “ป้ า รวม สิ่ ง สนิ ท ” สมาชิกกลุ่มการแสดงพื้นบ้านร�ำชาวนา เล่าว่า เธอทั้ง 2 อยู่ใน กลุ่มการแสดงพื้นบ้านร�ำชาวนามา 30 กว่าปี ชอบและหลงใหล ในเสียงเพลง เสียงดนตรีพื้นบ้านตั้งแต่เด็ก เพราะฟังแล้วรู้สึก รื่นเริง สนุกสนาน ป้าสุเรศ เล่าต่อว่า ถูกชักชวนเข้าร่วมกลุ่มการแสดงพื้นบ้าน ร�ำชาวนาจากการชักชวนของปราณีต คงรอด ประธานกลุ่มการ แสดงพื้ น บ้ า นร� ำ ชาวนา โดยไม่ ไ ด้ ห วั ง สิ่ ง ตอบแทนใดๆ จุ ด ประสงค์เดียวในการร่วมอุดมการณ์ด้านภูมิปัญญาท้องถิ่นคือ อยากเผยแพร่วัฒนธรรมร�ำชาวนาเพราะต้องการให้ผู้อื่นได้รู้จัก วิถีชีวิตความเป็นอยู่ของชาวนา สิ่งส�ำคัญกว่านั้นคือต้องการ สืบสานวัฒนธรรมเหล่านี้เอาไว้เพราะเป็นการแสดงที่ถ่ายทอดวิถี ชีวิตชาวนาอย่างแท้จริง ด้าน ป้ารวม สมาชิกอุกคนเล่าด้วยสีหน้าตื่นเต้นว่า การแสดง พื้นบ้านร�ำชาวนายังไม่ได้ลบเลือนหายไปจากอ�ำเภอกงไกรลาศ โดยปกติกลุ่มการแสดงพื้นบ้านร�ำชาวนาถูกเชิญให้ไปแสดงเป็น ประจ� ำ ในวั น สตรี ส ากล วั น พ่ อ และแม่ แ ห่ ง ชาติ แม้ ก ระทั่ ง วั น อนุรักษ์มรดกไทย เมื่อมีผู้มาติดต่อการแสดงให้ไปแสดงที่ใดทุก คนจะตื่นเต้นไม่แพ้กัน ส่วนเนื้อหาเพลงหลักๆยังคงไว้แต่จะถูก เปลี่ยนแปลงไปตามบริบทของงานที่จะท�ำการแสดง กว่าชั่วอายุคนที่“ร�ำชาวนา”มรดกทางวัฒนธรรม ภูมิปัญญา ชาวบ้านยังคงอยู่มิได้เลือนหายจากความทรงจ�ำ และมิใช่เพียง การแสดงออกถึงวิถีชีวิตชาวนาเท่านั้น ร�ำชาวนายังสื่อรวมถึง คุณค่าของชาวนา เมล็ดพันธุ์ข้าวกับการงอกเงยที่สวยงาม

ปันสุข




คุยกับนายกฯ อบต.

วิเศษ ยาคล้าย เราท�ำวังน�้ำคู้สู่ชุมชนสุขภาวะ ปั นสุขได้มโี อกาสพูดคุยกับ วิเศษ ยาคล้าย นายก องค์การบริหารส่วนต�ำบลวังน�ำ้ คู้ แม้เป็ นช่วงเวลาสัน้ ๆ แต่ก็ทำ� ให้รจู้ กั ต�ำบลนีม้ ากขึน้ ได้เห็นพลังและศักยภาพใน หลายด้าน ซึ่งตราหยัดเป็ นความภาคภูมใิ จของชุมชน โดยในขณะพูดคุย นายกฯ วิเศษ ใช้สรรพนามว่า เรา เสมอ เพราะเขารูว้ ่าที่ตำ� บลมีทกุ วันนี้ ก็เกิดจากความร่วม มือร่วมใจของคนในชุมชน ซึ่งล้วนเป็ นก�ำลังส�ำคัญขับ เคลือ่ นความเจริญของต�ำบล



ปันสุข


กับการเป็ นต�ำบลสุขภาวะ

นอกจากนี้ เรายังให้งบสนับสนุนในการท�ำกิจกรรมอื่นๆ เช่น ไป ทั ศ นศึ ก ษา ซึ่ ง ช่ ว ยให้ เ ด็ ก มี ค วามสุ ข มี มุ ม มองใหม่ ๆ จาก แรกเริ่มเดิมที ตอนที่ได้รับทุนสนับสนุนจาก สสส. เพื่อพัฒนา ประสบการณ์ที่ได้รับ มีความรับผิดชอบต่อตนเองและครอบครัว ชุมชนวังน�้ำคู้ ให้เป็นชุมชนสุขภาวะนั้น เข้าใจว่า ทางนั้นอยากให้ มีความผูกพันต่อกันทั้งกับเพื่อน หรือแม้แต่ชุมชนของตนเอง เราเน้นเรื่องสุขภาพชุมชนเพียงอย่างเดียว แต่พอได้พูดคุยหารือ จึงพบว่า ชุมชนสุขภาวะเป็นอะไรที่มากกว่านั้น เราต้องพัฒนา ได้ยน ิ ว่าที่วงั น�้ ำคู ้ ดูแลผูส้ ูงอายุดีเหลือเกิน ศักยภาพของชุมชนในหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็นการกินอยู่ อาชีพ การดูแลสุขภาพ สวัสดิการ ฯลฯ เรียกได้ว่าแทบจะรอบด้านที จริงๆ เราใช้งบกับส่วนนนี้ไม่เยอะ แต่เราใช้ความพยายาม เดียวที่ต้องท�ำ ซึ่งตรงนี้ยอมรับเลยว่าเป็นโครงการที่ดี โดยตัวรองนายกฯ เองก็อายุมากเช่นกัน ความใส่ใจต่อเรื่องนี้ก็มี มากตามไปด้วย โดยเราเห็นชอบให้มีการประชุมทุกวันที่ 23 ของ เดือน เชิญวิทยากรมาจากโรงพยาบาลใกล้เคียง เพื่อมาสอนผู้สูง ณ เวลานี้ เป็ นอย่างไรบ้าง อายุให้รู้วิธีการนั่ง วิธีการกิน รวมถึงพาออกก�ำลังกาย เราสามารถพัฒนาคนของเราไปได้ระดับมากทีเดียว ตอนนี้ ชุมชนวังน�้ำคู้ของเราสามารถเป็นชุมชนแม่ข่าย รับชุมชนลูกข่าย แล้ววูด้ บอล เข้ามาอบรมกับเรา โดยมีชาวบ้านวังน�้ำคู้คอยอธิบายกระบวน นั่นเป็นสิ่งที่ผู้สูงอายุในต�ำบลเราชอบมาก มีการจัดแข่งปีละ การต่างๆ เพื่อเปลี่ยนชุมชนให้เป็นชุมชนสุขภาวะ มีความพร้อม ครั้ง เชิญต�ำบลอื่นๆ มาแข่งกัน กีฬาชนิดนี้ถือว่ามีความเหมาะสม รอบด้าน รวมถึงมีชีวิตอยู่ในชุมชนได้อย่างมีความสุข กับผู้สูงอายุ เพราะเป็นกีฬาที่ไม่มีแรงปะทะจากการเล่น ไม่มี อันตราย จึงเป็นกีฬาที่ได้รับความนิยม ทั้งยังสร้างนักกีฬาดาวรุ่ง จุดเด่นของชุมชนวังน�้ ำคู ้ วัยชราไปแล้วหลายคน เป็นตัวแทนของจังหวัดเข้าร่วมแข่งขัน เรามีศูนย์เรียนรวมที่ท�ำมา 7-8 ปีแล้ว หรือเรียกว่าโรงเรียน กีฬาวู๊ดบอล ในระดับประเทศด้วย ร่วมก็แล้วแต่ เป็นการน�ำเด็กเล็กมาเรียนร่วมกัน เนือ่ งจากมีปญ ั หา หลายด้าน อาทิ เด็กด้อยโอกาสทางการศึกษา, เด็กออกไปเรียน ชาววังน�้ ำคูท้ ำ� เกษตรกรรมค่อนข้างเยอะ? นอกพื้นที่ท�ำให้เด็กในแต่ละโรงเรียนมีจ�ำนวนน้อย, ครูผู้สอนมีไม่ เยอะครับ แต่ชาวบ้านยังติดกับการท�ำเกษตรที่ใช้ปุ๋ยเคมี ตรง เพียงพอ, การเดินทางมาเรียนล�ำบากเนื่องจากบ้านอยู่ไกลจาก โรงเรี ย น และความด้ อ ยมาตรฐานทางการศึ ก ษา เด็ ก จบชั้ น นี้เราก�ำลังหาทางแก้ไข เข้าไปศึกษาดูงานที่อื่น แต่ต้องยอมรับว่า การจะเปลี่ยนวิธีคิดชาวบ้านนั้นเป็นเรื่องยาก พวกเขายังติดกับ ประถมศึกษาปีที่ 6 แต่อ่านเขียนไม่ได้ ความเคยชิน ความสบาย ตรงนี้เราก็ต้องพยายามต่อไป แต่ข้อดี ของเราตอนนี้ เกษตรกรมีการเปลี่ยนจากการหว่านข้าว มาเป็น โรงเรียนร่วม หรือศูนย์เรียนร่วม เพาะกล้า แล้วน�ำไปโยน คือท�ำนาโยนนั่นแหละ ซึ่งช่วยให้เรา เราจัดประชาคม โดยมีครู ผู้ปกครอง ประชาชน แกนน�ำใน ควบคุมข้าวเด้ง ข้าวนกได้ ผลผลิตก็ดี ซึ่งคงจะดียิ่งขึ้น ถ้าเราผลัก ต�ำบลเข้าร่วมหารือเพื่อหาแนวทาง จนเห็นควรให้รวมโรงเรียน 4 ดันให้พวกเขาหันมาใช้เกษตรอินทรีย์แทน โรงเรียนเข้าด้วยกัน ได้แก่ โรงเรียนวัดปากพิงตะวันออก โรงเรียน บ้ า นวั ง ยาง โรงเรี ย นบ้ า นหนองหญ้ า และโรงเรี ย นวั ด ไผ่ ห ลง ต�ำบลวังน�้ ำคูใ้ นอนาคต ราษฏร์เจริญ โดยมีการน�ำเด็ก และครูของแต่ละโรงเรียนมาเรียน รวมกันในศูนย์เรียนร่วม โดยใช้สถานที่ในโรงเรียนวังน�้ำคู้ศึกษา เราก็พยายามท�ำให้ที่นี่เป็นต�ำบลสุขภาวะแบบครบวงจรตาม เป็ น สถานที่ ตั้ ง อบต.สนั บ สนุ น งบประมาณในด้ า นรถรั บ -ส่ ง ที่ สสส. วาดไว้ให้ เรามีศักยภาพที่จะท�ำได้เช่นนั้น แต่การท�ำงาน อาหารกลางวัน และประกันชีวิต และอาหารเสริม ทุกอย่างต้องใช้เวลา ค่อยๆ ด�ำเนินการพัฒนาไปทีละจุด และกับ สิ่งที่ดีอยู่แล้ว ก็ต้องรักษามาตรฐานไว้ หรือพัฒนาให้ดียิ่งขึ้นไป ผลลัพธ์เป็ นอย่างไร อีก เด็กๆ ของเราได้รับการยอมรับ จบชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 แล้ว อ่านออกเขียนได้แน่นอน กลายเป็นมาตรฐานที่ดีสืบมา แล้ว

ปันสุข




“คนเราจะมีความสุขได้นั้น ต้องเริ่มจากการสังเกตุในตัวเองก่อน ว่า เราทุกข์จากเรือ่ งอะไร ทุกข์เพราะอะไร ใช่ความทุกข์ทเี่ กิดจากการ ไม่เข้าใจตัวเองหรือไม่ ทัง้ ในเรือ่ งของกิรยิ า ท่าทาง และค�ำพูด วิธงี า่ ยๆ ในการสั ง เกตตั ว เอง คื อ การนั่ ง สมาธิ สิ่ ง เหล่ า นี้ เกิ ด จาก ประสบการณ์ที่เราเรียนรู้มาตั้งแต่เด็ก ทั้งการหัดพูด การหัดเดิน เป็นต้น โดยเริ่มจากพื้นฐาน เช่น การก�ำหนดลมหายใจให้ลึกๆ ยาวๆ อดีตที่ไม่สบายใจอย่าน�ำมาคิด พร้อมกับยิ้มน้อยๆในใจ ถ้าท�ำติดต่อ กันก็จะมีแต่ความสุข นอกจากนี้ ค วามสุ ข ยั ง มาจาก การให้ อี ก ด้ ว ย การให้ ใ นที่ นี้ สามารถแสดงออกได้หลายวิธี ที่ไม่จ�ำเป็นต้องใช้เงิน ผ่านการเป็นจิต อาสา เป็นต้น การยิ้มก็ถือเป็น การให้เช่นกัน ทั้งนี้การแสดงออกโดย สีหน้าที่ไม่พอใจนอกจากเราที่ทุกข์แล้ว คนที่เห็นเราในลักษณะเช่นนี้ เขาก็เกิดความทุกข์ด้วย ตรงกันข้ามถ้าสายตา แววตามีแต่ความ เมตตา ทั้งผู้ให้และผู้รับก็มีความสุข การไม่อิจฉาริษยา ก็มีความสุข การให้อภัยกัน ก็ถือเป็นการให้ความสุขซึ่งกันและกัน การมีชีวิตที่พอ เพียง ตามแนวทางของในหลวงท่าน ชีวิตก็มีความสุข”

พระอาจารย์มิตซูโอะ คเวสโก

วารสารปันสุข ฉบับที่ 02  

เรื่องราวดีๆ จากชุมชนท้องถิ่น

Read more
Read more
Similar to
Popular now
Just for you