Issuu on Google+

6 ครั้งที่

เวทีชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเองสู่การอภิวัฒน์ประเทศไทย

การจัดการวิกฤติจากมหาอุทกภัย

โดยชุมชนท้องถิ่น

10 มกราคม 2555

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) โดยสำนักสนับสนุนสุขภาวะชุมชน


นับหนึ่ง

กับ ศ.นพ.ประเวศ วะสี

ประธานกรรมการสมัชชาปฏิรูปประเทศ ถึงน้ำจะท่วมหรือไม่ท่วม ทิศทางใหญ่ของเราก็ยังคงมุ่งไปสู่เป้าหมายชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเองสู่การ

อภิวัฒน์ประเทศไทย ประเทศไทยเป็นประเทศที่ปกครองทางดิ่งมานาน คุ้นเคยกับการรวมศูนย์อำนาจไว้ที่ส่วนกลาง และข้างบน แม้จะพยายามพัฒนาประชาธิปไตยมาตั้งแต่ พ.ศ. 2475 แต่ผ่านมาเกือบ 80 ปี ก็ยังฆ่ากันตายอยู่ ดิ้นรนหาจุดลงตัว ไม่ได้ เหตุผลที่เป็นอย่างนี้เพราะเขาไม่เข้าใจ พยายามทำแต่ประชาธิปไตยระดับชาติ แต่มันไม่มีฐาน ฐานของ ประชาธิปไตยต้องอยู่ที่ชุมชนท้องถิ่น ซึ่งฐานจะกว้าง ทุกอย่างที่มั่นคงอยู่ได้ฐานต้องกว้าง ไม่ว่าปิรามิดหรือพระ เจดีย์ ไม่มีอะไรที่ฐานเล็กกว่ายอดแล้วจะตั้งอยู่ได้ การที่เราล้มเหลวอยู่เรื่อยเพราะต้องการจะสร้างพระเจดีย์จากยอด ซึ่งไม่มีทางสำเร็จ ไม่มีพระเจดีย์องค์ใด สร้างสำเร็จจากยอด ฐานแข็งแรงจึงจะรองรับข้างบนได้ ฐานพระเจดีย์ของสังคมคือชุมชนท้องถิ่น เพราะชุมชนท้อง ถิ่นครอบคลุมทุกตารางนิ้วของประเทศ มีแผ่นดิน ทรัพยากร ผู้คน วัฒนธรรม สืบต่อเนื่องกันมายาวนาน คณะกรรมการสมัชชาปฏิรูปประเทศตั้งขึ้นมาด้วยความคิดอย่างนี้ว่า การปฏิรูปประเทศไทยคือการสร้าง ความเข้มแข็งของฐานล่าง จนถึงจุดที่ชุมชนจัดการตนเอง ท้องถิ่นจัดการตนเอง จังหวัดจัดการตนเอง และกลุ่ม จังหวัดจัดการตนเอง การจัดการนั้นจัดการ 2 อย่าง คือ จัดการเรื่องการพัฒนาอย่างบูรณาการ และจัดการเชิงนโยบาย ท้องถิ่น ต้องมีความสามารถในการจัดการเชิงนโยบาย คนอื่นที่จัดการนโยบายกันอยู่ข้างบน ล้วนแล้วแต่เก ๆ ทั้งสิ้น ต้องขอ ประทานโทษไม่อยากไปว่าใคร แต่วันนี้ผู้นำชุมชนท้องถิ่นมาร่วมประชุมกันมาก และเป็นคนเก่งๆ จึงอยากจะขอ พูดตรงนี้สักนิดหนึ่ง ปัญหาใหญ่ของเราคือ กลุ่มคนที่เรียกว่า นักการเมืองระดับชาติ มีความสามารถน้อย แต่มีการทุจริตมาก ขอโทษที ่ พู ด แรงและไม่ ค ่ อ ยเพราะ แต่ ถ ้ า เราลองเปรี ย บเที ย บกั บ ประเทศอื ่ น อย่ า งประเทศจี น และประเทศ สหรัฐอเมริกา แม้ระบบการเมืองจะแตกต่างกัน แต่ถ้าไปดูผู้นำระดับชาติของประเทศจีน เขาต้องผ่านการทำงานท้อง ถิ่นมาก่อน แล้วพิสูจน์ตนเองว่าเก่งและสุจริต แต่ประเทศของเราพรวดพราดมาจากไหนไม่มีใครรู้ มีเงินมีทองก็มา เป็นรัฐมนตรีได้ หรือถ้าไปดูประเทศสหรัฐอเมริกาก็เหมือนกัน ประธานาธิบดีจำนวนมากล้วนแต่เคยเป็นผู้ว่าการรัฐ ซึ่งก็คือผู้นำท้องถิ่น ถ้าเราพยายามทำท้องถิ่นให้เข้มแข็ง เราจะไม่ขาดแคลนผู้นำระดับชาติ


ดังนั้นจึงมีความมั่นใจในทิศทางของเราว่า ต้องสร้างพระเจดีย์จากฐานขึ้นมา และผู้นำชุมชนท้องถิ่นที ่

มาร่วมกันทั้งหมดในวันนี้อยู่ที่ฐานพระเจดีย์ โดยมีทีมทางด้านวิชาการและองค์กรต่างๆ คอยเป็นผู้สนับสนุน มาถึงเรื่องอุทกภัยคราวนี้ ที่เรียกกันว่า มหาอุทกภัย ท่านทั้งหลายส่วนใหญ่คงไม่เคยเจอเหตุการณ์แบบนี้ มาก่อน เมื่อครั้ง พ.ศ. 2485 เคยเกิดน้ำท่วมใหญ่ที่กรุงเทพฯ มีการแจวเรือกันบริเวณหน้าพระรูป สนามหลวง หัวลำโพง ตอนนั้นตนเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 อายุ 11 ขวบ อาศัยอยู่ที่จังหวัดกาญจนบุรี เป็นช่วงสงครามพอดี ครูจึงพาเราไปรับจ้างสร้างทางรถไฟให้ญี่ปุ่นเพื่อนำเงินมาช่วยกรุงเทพฯ ตนเล่าเรื่องนี้ให้ภรรยาฟัง เอ๊ะ เป็นไปได้ อย่างไรคนบ้านนอกมาช่วยคนกรุงเทพฯ แต่คราวนี้เขาท่วมเองจึงเข้าใจ ความเสียหายจากน้ำท่วมที่เกิดขึ้นนั้นมากมาย แต่สิ่งที่ได้มาเกินความเสียหายคือ 1) จิตวิญญาณ (Spirit) ของการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ซึ่งปรกติมันไม่เกิด ซื้อไม่ได้ สั่งไม่ได้ ให้พระเทศน์ก็ไม่เกิด แต่ธรรมชาติเข้ามา กระตุ้นเมล็ดพันธุ์ในหัวใจของคนขึ้นมา และ 2) เวลาเกิดภัยพิบัติ ชุมชนท้องถิ่นเข้มแข็งมีความสำคัญ เราพูด

เรื่องนี้กันมาตั้ง 10 ปียังมองไม่เห็นภาพ แต่วันนี้ทุกคนได้เห็นกันทั่ว นี่เป็นสิ่งที่เงินซื้อไม่ได้เช่นกัน เรียกว่า สัมมาทิฏฐิ คือ ความเห็นที่ถูกต้อง ถ้าเราเข้าใจมันจะปรับรูปประเทศ หน่วยงานราชการทั้งหมด กระทรวง ทบวง กรม ต้องปรับตัว ไม่ใช่ทำเอง แต่ไปหนุนชุมชนท้องถิ่น ถ้าปรับตรงนี้ได้ประเทศจะมีพลังมหาศาล วันนี้เรามีตัวอย่างของท้องถิ่นที่ทำงานเรื่องนี้มาเล่าให้ฟัง มีท่านนายกฯ ทวีป จูมั่น จากองค์การบริหารส่วน ตำบลหัวไผ่ ซึ่งกำลังดัง มีท่านนายกฯ วิชัย บรรดาศักดิ์ จากเทศบาลนครปากเกร็ด ที่ผู้คนต่างสรรเสริญว่า เพราะ นายกฯ เข้มแข็งจึงทำให้คนแถวนั้นอยู่รอด และมี ผศ.สมเดช นิลพันธุ์ อธิการบดีจากมหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม ท่านเคยเป็นเด็กเลี้ยงควายมาก่อน ตอนนี้ได้รับตำแหน่งอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏ จึงรู้ว่า ราชภัฏต้องทำงานกับ ชุมชนท้องถิ่น และรองอธิการฯ ของท่านคือ ผศ.ดร.เกษินี จุฑาวิจิตร ก็ต้องมาด้วยกันแทบทุกคราว รวมทั้งยังมี ผู้ใหญ่โกเมศร์ ทองบุญชู และ น.ส.วิสิษฐ์อร รัชตะนาวิน ตัวแทนจากมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ ซึ่งเป็นอีกพลังสำคัญที่ทำงานกับชุมชน มาร่วมกันเล่าประสบการณ์จากมหาอุทกภัยครั้งนี้


บทนำเสนอ (1) การจัดการภัยพิบัติ ขององค์การบริหารส่วนตำบลหัวไผ่

โดย นายทวีป จูมั่น นายกองค์การบริหารส่วนตำบลหัวไผ่ อ.เมือง จ.สิงห์บุร ี อันที่จริงแล้วตำบลหัวไผ่ไม่ได้เก่งกาจไปกว่าที่อื่น เพียงแต่ได้รับการสนับสนุนจากสำนักสนับสนุนสุขภาวะ ชุมชน (สน.3) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ส่งทีมสื่อมวลชนลงไปช่วยจัดการถอดองค์ ความรู้ให้ จึงทำให้มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จัก ตำบลหัวไผ่ อำเภอเมือง จังหวัดสิงห์บุรี เป็นพื้นที่ไม่ใหญ่โตนัก ประมาณ 17.2 ตารางกิโลเมตร พื้นที่ส่วน ใหญ่เป็นพื้นที่ลุ่ม ประชาชนประกอบอาชีพทางด้านการเกษตรเป็นหลัก ตั้งแต่ตนเกิดมา 60 กว่าปี น้ำท่วมครั้งนี้ถือ ได้ว่าสูงสุด เต็มพื้นที่ 100 เปอร์เซ็นต์ เนินดินที่มีอยู่ในตำบล จากที่ไม่เคยท่วม ก็ท่วมหมด ไม่สามารถอาศัยอยู่ได้ ตำบลเราไม่ได้มีน้ำท่วมทุกปี น้ำเริ่มมาท่วมเมื่อปี 2538 ซึ่งตนยังรับราชการครูอยู่ และพอถึงปี 2545 เมื่อมารับตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนตำบลหัวไผ่ (อบต.หัวไผ่) ก็สามารถป้องกันน้ำท่วมได้สำเร็จ โดยใช้วิธี การนอกระบบ ขอเล่าย้อนนิดหนึ่ง ตอนนั้นถือเป็นเรื่องโด่งดังไปทั่วประเทศ เรียกว่า ถ้าพูดถึงจังหวัดสิงห์บุรีต้องรู้จัก ประตูระบายน้ำบางโฉมศรี1 จนมีคำกล่าวว่า ประตูระบายน้ำบางโฉมศรีไม่ใช่จำเลยใคร แต่เป็นประตูแห่งศักดิ์ศรี

1

ประตูระบายน้ำบางโฉมศรี ตั้งอยู่ระหว่าง ต.ชีน้ำร้าย และ ต.ท่างาม อ.อินทร์บุรี จ.สิงห์บุรี เป็นประตูระบายน้ำปลายคลอง ระบายน้ำใหญ่ชัยนาท-ป่าสัก 2 ตั้งอยู่ที่ก.ม.27+110 ห่างจากท้ายเขื่อนเจ้าพระยาประมาณ 26 กิโลเมตร ก่อตั้งเมื่อปี 2501 ฝั่งขวา เป็นโครงการส่งนํ้าและบำรุงรักษามหาราช ตั้งอยู่ที่ ต.ม่วงหมู่ อ.เมือง จ.สิงห์บุรี ส่วนฝั่งซ้าย เป็นโครงก���รส่งน้ำและ บำรุงรักษามโนรมย์ ตั้งอยู่ที่ ต.วัดโคก อ.มโนรมย์ จ.ชัยนาท ประตูระบายน้ำแห่งนี้ก่อตั้งขึ้นเพื่อการบริหารจัดการน้ำ

ในเขตพื้นที่ชลประทาน แก้ปัญหาน้ำท่วมในฤดูน้ำหลาก และเก็บกักน้ำเพื่อใช้ในการทำการเกษตรในฤดูน้ำแล้ง ครอบคลุม พื้นที่การเกษตรซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวนาปลูกข้าวมากกว่า 5 หมื่นไร่ (http://www.khaosod.co.th)




ประตูระบายน้ำบางโฉมศรี เป็นประตูสำหรับระบายน้ำจากทุ่งเชียงราก อำเภออินทร์บุรี ออกสู่แม่น้ำ เจ้าพระยา ซึ่งน้ำทุ่งเชียงรากนี้เป็นบึงใหญ่ และมันไม่แห้ง พอน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยายุบ เขาก็ปล่อยน้ำจากทุ่งเชียงราก ระบายออกมาทางประตูระบายน้ำบางโฉมศรี ลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยา เพื่อให้สามารถเก็บเกี่ยวข้าวในบริเวณนั้นได้ แต่ต่อมาภายหลัง แม่น้ำเจ้าพระยาเกิดสันดอน2 เต็มไปหมด ทำให้ไม่มีที่อยู่ของน้ำ เมื่อปี 2545 เราจึง

เสนอว่า สิ่งแรกที่ต้องทำคือ อุดช่องทางที่น้ำไหลทะลักเข้าทางประตูระบายน้ำบางโฉมศรี แต่เมื่อพยายามคุยกับ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็ไม่เป็นผล ไม่รู้จะทำอย่างไร เลยต้องให้ข่าวกับทางช่อง 9 อสมท.ว่า เราจะอุดประตูระบายน้ำที่ บางโฉมศรีเอง ทำให้ผู้หลักผู้ใหญ่ ใครต่อใครพากันมาเต็มไปหมด ตอนนั้นตนซื้อฟางอัดไปหนึ่งคันรถ ทำเป็นก้อน มัด แต่ก็ยังป้องกันน้ำไว้ไม่อยู่ จึงต้องเจาะสะพาน เอาเสาไฟฟ้าลง แล้วใช้กอไผ่เป็นตัวราน้ำ เรื่องเจาะสะพานถามว่าใครอนุญาต คนที่จะอนุญาตได้คือ อธิบดีกรมชลประทาน แต่ถ้าอยู่ดีๆ บอกว่าจะ ไปเจาะสะพาน อธิบดีย่อมไม่มีทางอนุญาต เลยต้องเปลี่ยนแผน โชคดีที่ท่านนิวัตน์ สวัสดิ์แก้ว ผู้ว่าราชการจังหวัด สิงห์บุรีในขณะนั้น เรียกให้ทุกภาคส่วนมานั่งประชุมกันบนสะพาน และลงมติว่า ให้เจาะสะพานได้ ประกอบกับ ณ ขณะนั้นยังไม่มีใครรู้จักตนว่าเป็นใคร การทำงานจึงค่อนข้างง่าย พอมาถึงปี 2554 พวกเราในตำบลก็คาดการณ์กันว่า น้ำคงจะท่วมไม่เกินปี 2538 แต่ปรากฏว่า ประตู ระบายน้ำบางโฉมศรีพังทลายได้รับความเสียหายหนัก3 ภายในระยะเวลาเพียง 2 ชั่วโมง เพราะระดับน้ำในจุดที่สูงสุด มีความสูงต่างกันถึง 4 เมตร แม้จะมีความพยายามในการเตรียมอุปกรณ์ป้องกัน แต่ไม่สามารถจัดการได้ หลังจาก นั้นประมาณ 15 วัน คันดินกั้นน้ำของโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษามโนรมย์ จังหวัดชัยนาท ก็พังลงอีก ทำให้ตำบล หัวไผ่ท่วม 100 เปอร์เซ็นต์ ไม่มีพื้นที่แห้ง อบต.หัวไผ่ได้ใช้พลังของชุมชนในการรับมือกับน้ำท่วมใหญ่ครั้งนี้ โดยมีการเตรียมการล่วงหน้ามาตั้งแต่ ต้นเดือนกันยายน ที่มาที่ไปนั้นเริ่มต้นมาจากการจัดทำแผนแม่บทชุมชน ซึ่งทำกันมาตั้งแต่ปี 2545 และ 2547 ส่งผลให้เกิดการเรียนรู้ว่า ปัญหานั้นไม่ใช่ปัญหาของนายกฯ ไม่ใช่ปัญหาของผู้ใหญ่บ้านหรือกำนัน แต่เป็นปัญหา ของทุกคนที่ต้องร่วมกันรับผิดชอบ ขั้นตอนการบริหารจัดการอย่างมีส่วนร่วมของตำบลหัวไผ่ มีการเตรียมตัวด้วยการเรียกประชุมผู้นำ ทั้งหมด ทั้งฝ่ายสภา อบต. ผู้ใหญ่บ้าน กำนัน เพื่อแบ่งจุดและกำหนดพื้นที่ความรับผิดชอบในการจัดการสิ่งของ

2

สันดอน (Bar) หมายถึง ดินหรือกรวดทรายเป็นต้น ซึ่งน้ำพัดพาเอามารวมกัน ปรากฏนูนยาวอยู่ใต้น้ำ ทำให้สูงเป็นสันขึ้น (พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2552) 3 วันที่ 13 ก.ย. 2554 เมื่อเขื่อนเจ้าพระยาไม่สามารถรับน้ำได้ น้ำที่ไหลผ่านถูกปล่อยลงคลองระบายน้ำชัยนาท-ป่าสัก 2 ด้วยความเร็วและปริมาณที่มากเป็นเวลานาน ประตูระบายน้ำบางโฉมศรีจึงต้านแรงน้ำไม่ไหว คอสะพานฝั่งใต้พังทลายลง ส่งผลให้น้ำไหลบ่าเข้าพื้นที่ใกล้เคียงและกินบริเวณกว้าง สร้างความเดือดร้อนให้เกษตรกรและชาวบ้านอย่างหนัก บ้านเรือน และนาข้าว ใน จ.สิงห์บุรี และลพบุรี ต้องจมอยู่ใต้น้ำ (เพิ่งอ้าง)




บรรเทาทุกข์ให้เข้าถึงทุกครัวเรือน โดยแต่ละหมู่บ้านจะต้องประกอบด้วยตัวแทนอย่างน้อย 5 คน คือ ผู้ใหญ่บ้าน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน และสมาชิก มาทำหน้าที่ดูแลหมู่บ้านตนเอง อีกทั้งอุปกรณ์ที่ใช้ในการติดต่อสื่อสารของผู้ที่ม ี

หน้าที่รับผิดชอบห้ามปิดเด็ดขาด วันไหนที่คุณปิดโทรศัพท์ จะมีตัวแทนลงไปปลุกถึงในหมู่บ้าน เพราะฉะนั้นตัวแทน ที่ทำหน้าที่เป็นมือเป็นไม้ให้กับนายกฯ จะต้องมีด้วย และหากใครกลัวเหนื่อย ไม่อยากทำงานก็บอกมาให้ชัดเจน จะได้เอาชาวบ้านที่เขาเต็มใจมาทำงานแทน หลังจากเตรียมตัวและแบ่งหน้าที่ความรับผิดชอบกันเสร็จ ก็จะมาคุยกับชาวบ้านว่า พื้นที่ตรงไหนบ้างที่ ชาวบ้านอยากจะสู้ หากเขาเลือกที่จะสู้แล้ว อย่าไปมองว่า เอาอยู่หรือไม่อยู่ แม้หลายพื้นที่ไม่ประสบความสำเร็จ

เราก็ต้องช่วยหนุน เขาอยากได้รถแบคโฮ (Backhoe Loader) ก็ต้องให้รถ อยากได้ทรายก็ต้องให้ทราย ซึ่งที่ผ่านมา งบประมาณเราถือว่าใช้ได้ค่อนข้างครอบคลุมและตอบสนองทันต่อเวลา แผนภาพ การวางจุดรับมือกับน้ำท่วมใหญ่ตามสภาพภูมิศาสตร์ของตำบลหัวไผ่ อ.เมือง จ.สิงห์บุรี

หัวใจหลักในการทำงานเพื่อรับมือ กับน้ำท่วมใหญ่ของตำบลหัวไผ่ คือเรื่องสภาพภูมิศาสตร์

แสดงดังแผนภาพด้านบน




จากสภาพภูมิศาสตร์ของตำบลหัวไผ่ซึ่งประกอบด้วย 13 หมู่บ้าน เรามีการกระจายอำนาจการจัดการ โดยแบ่งออกเป็น 3 จุดคือ จุดที่ 1 บ้านวัดข่อย (จุดสีแดง) เป็นท่าเรือ ห่างจากถนนสายเอเชีย ระยะทางประมาณ 10 กว่ากิโลเมตร ถ้ามีคนนั่งเต็มลำเรือจะใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมง จุดนี้เป็นจุดที่เรากระจายอำนาจลงไปเพื่อให้ เขาดูแลพื้นที่ใน 3 หมู่คือ หมู่ที่ 5 หมู่ที่ 6 และหมู่ที่ 13 โดยมีข้อกำหนดร่วมกันว่า ของบริจาคที่ลำเลียงมาถึงต้อง ไม่ค้างคืน ต้องแจกออกไปให้หมดให้ได้ เพราะไม่อยากให้ใครขนของเข้าไปไว้ในบ้าน เนื่องจากคนข้างตัวอาจจะ ทำปัญหาให้กับผู้นำ ว่าอยากจะขอสักถุงหรือสองถุงก่อน แล้วพอของขาดขึ้นมาก็จะเป็นปัญหา จุดที่ 2 อบต. (จุดสีน้ำเงิน) เป็นจุดศูนย์กลางที่ดูแลทั้ง 13 หมู่บ้าน โดยส่วนที่เรากันพื้นที่ไว้ด้วยการ ทำแนวคันดินเพื่อใช้เป็นกองอำนวยการและอพยพประชาชนคือ บริเวณวัดตะโหนด และหมู่ที่ 4 (คันดินมี ระยะทางยาวกว่า 1,700 เมตร ป้องกันพื้นที่ราว 100 กว่าไร่) การรักษาพื้นที่นี้ได้ ทำให้การจัดการของบริจาคเข้าไป สู่หมู่บ้านเป็นไปอย่างต่อเนื่องและทั่วถึง ซึ่งจุดนี้จะดูแลรับผิดชอบพื้นที่ในหมู่ที่ 2 หมู่ที่ 3 หมู่ที่ 4 หมู่ที่ 7 และ หมู่ที่ 8 เป็นหลัก อีกสิ่งหนึ่งที่เราร่วมกันเรียนรู้คือ การใช้ธรรมชาติชะลอความเร็วและแรงของน้ำ โดยการใช้ผักบุ้งที่ปลูกไว้ ในคลองชลประทาน ช่วยทำให้น้ำไหลช้าลงเมื่อถึงแนวคันดินซึ่งล้อมพื้นที่วัดและอบต.ไว้ ถือเป็นการจัดการภัยพิบัติ ด้วยการใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่น และ จุดที่ 3 บ้านสามเกรียว (จุดสีเขียว) จะแบ่งเป็น 2 ศูนย์ย่อยคือ หมู่ที่ 10 จะเป็นศูนย์กระจายของไป ยังหมู่ที่ 10 และหมู่ที่ 11 ส่วนหมู่ที่ 9 ซึ่งต้องข้ามแม่น้ำไป จะเป็นศูนย์กระจายของไปสู่หมู่ที่ 1 หมู่ที่ 9 และหมู่ที่ 12 กล่าวโดยสรุปว่า 1) เราใช้องค์ประกอบของภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม อย่างเช่น คนขับเรือ ก็ล้วนแต่มาด้วยจิต อาสาทั้งหมด ไม่มีเงินเดือน ใครอยากขับเรือก็มาบอกนายกฯ แล้วก็ไปขับได้ แรกๆ เรามีเรือประจำท่าอยู่ 5 - 6 ลำ ตอนหลังก็มีเรือครบทุกหม���่บ้านทั้ง 13 หมู่ และ 2) สมาชิก อบต. ข้าราชการทั้งหลาย ท้อไม่ได้ ต้องมาอยู่เวร เตรียมรับข้อมูล ขณะเดียวกันต้องยอมรับว่า อย่างไรเสียก็ต้องโดนชาวบ้านด่าทุกคน ซึ่งทาง อบต.มีการเตรียมการ แก้ปัญหาโดยการซื้อน้ำและข้าวสารมาเตรียมไว้เพื่อเป็นทุนสำรองแจกให้กับคนที่มาร้องทุกข์ พอเขาด่าผู้ใหญ่บ้าน หรือสมาชิกปุ๊บ ไม่เป็นไร ขาดอะไรหรือ วันนี้เอาข้าวสารไปก่อน 5 กิโลกรัม แต่ถ้าเรารีบโทรไปต่อว่า ซ้ำเติมผู้ใหญ่ บ้านหรือสมาชิก รับรองวงแตก ที่ผ่านมาเราจึงใช้วิธีการในลักษณะนี้มาตลอด เพราะต้องการรักษาผู้นำไว้ ในส่วนของแผนการจัดการชุมชนหลังผ่านภัยพิบัติ ของ อบต.หัวไผ่ ประกอบด้วย 3 ขั้นตอนคือ ขั้นที่ 1 ย้อนหลังทบทวนความเสียหาย ขั้นที่ 2 การฟื้นฟูสภาพพื้นที่ให้กลับมาเหมือนเดิม และขั้นที่ 3 ซึ่งถูกวาง ไปพร้อมๆ กัน คือ การมองถึงอนาคตของชาวหัวไผ่ ว่าจะเดินหน้าด้วยอาชีพอะไรก่อน-หลัง ซึ่งผลจากการกระจายอำนาจลงไปในทุกหมู่บ้าน และให้ทุกหมู่บ้านกระจายความรับผิดชอบออกไป ทำให้ การจัดระบบเพื่อช่วยเหลือสำหรับอุดรูรั่วในการแบ่งปันสิ่งของบรรเทาทุกข์ ตลอดจนการฟื้นฟูเยียวยาหลังเกิด ภัยพิบัติเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ




งบประมาณ-แผนจัดการน้ำและป้องกันอุทกภัย



นายพูลทรัพย์ ปิยะอนันต์ อดีตผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ และอดีตผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา คำถามที่ 1 มีการเตรียมงบประมาณสำหรับอุทกภัยครั้งนี้ไว้หรือไม่ ถ้าไม่มีการเตรียมการไว้ ใช้เงินจากแหล่งไหน คำถามที่ 2 หากองค์กรท้องถิ่นใดมีเงินสะสมไม่เพียงพอ และใช้งบกลางไปแล้วก็ยังไม่เพียงพออีก จะสามารถปรับ เปลี่ยนงบประมาณในปี 2554 ได้หรือไม่ เช่นสมมุติว่า องค์กรท้องถิ่นบางส่วนยังไม่ได้ก่อหนี้ผูกพัน สามารถทำได้ไหม เพราะดูเหมือนหลายแห่งจะช่วยตัวเองได้ แต่ก็ไม่ได้ช่วยตัวเองเท่าที่ควร และ คำถามที่ 3 ได้มีการเตรียมการขุดลอกคูคลองแหล่งน้ำ เพื่อป้องกันอุทกภัยและเป็นแหล่งน้ำสำหรับการเพาะ ปลูกต่อไปหรือไม่ เพราะขณะนี้ในหลายจังหวัด ซึ่งน้ำเพิ่งท่วมผ่านไปไม่นาน ตอนนี้เจอภัยแล้งแล้ว นายทวีป จูมั่น นายกองค์การบริหารส่วนตำบลหัวไผ่ อ.เมือง จ.สิงห์บุรี อบต.หัวไผ่ เป็นอบต.เล็กๆ มีเงินไม่มากนัก ใช้หมดทุกปี เรามีการจัดสรรงบประมาณสำหรับอุทกภัยครั้งนี้ โดยตั้งงบกลางไว้ 7 แสนบาท และมีเงินสะสมเหลืออยู่อีก 7 แสนบาท วิธีการจัดการนั้นมี 2 วิธีคือ 1) ในขณะที่ทางจังหวัด ยังไม่ประกาศภัยพิบัติ ถ้างบกลางหมด หากต้องการจะใช้เงินสะสมก็ต้องนำเรื่องเข้าสภา อบต. และ 2) วันใดที่ทางจังหวัด ประกาศภัยพิบัติแล้ว ถือเป็นอำนาจของนายก อบต.คนเดียวสามารถสั่งจ่ายเงินสะสมได้ ซึ่งอุทกภัยที่เกิดขึ้นครั้งนี ้

ทางอบต.ใช้จ่ายไป รวมเบ็ดเสร็จแล้วประมาณ 1 ล้านกว่าบาท เพราะบางส่วนป้องกันแล้วสู้ไม่ไหว จึงต้องปล่อยให้จม และ อีกส่วนที่ใช้ไปเยอะคือ ตอนรื้อคันดินกลับ ซึ่งเสียเงินมากกว่าตอนขุดเสียอีก ส่วนเรื่องการปรับเปลี่ยนงบประมาณนั้น เนื่องจากน้ำเริ่มท่วมประมาณเดือนกันยายน พอถึงช่วงเดือนกันยายนตุลาคมก็สิ้นปีงบประมาณ เพราะฉะนั้นข้อบัญญัติตำบลใดที่ผ่านแล้ว ก็สามารถใช้งบกลางที่เคยตั้งไว้ได้ แต่ถ้าข้อบัญญัต ิ

ยังไม่ผ่าน แต่ข้อบัญญัติปีที่แล้วได้ตั้งงบกลางไว้ ก็สามารถเอางบย้อนหลังมาใช้ล่วงหน้าได้ และถ้าใช้เงินสะสมหมด งบประมาณภัยพิบัติซึ่งอยู่ที่จังหวัด จังหวัดละ 50 ล้านบาท 100 ล้านบาท ก็สามารถขอผู้ว่าฯ มาใช้ได้เช่นเดียวกัน ทางด้านแผนการจัดการน้ำและป้องกันอุทกภัย ตั้งแต่เมื่อปี 2545 ตนได้มีโอกาสเป็นตัวแทนของจังหวัดเข้าไปนั่ง ประชุมในวงราชการมาตลอด สมัยท่านประภาส บุญยินดี เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดสิงห์บุรี ก็รับฟังและสั่งให้ทางชลประทาน จังหวัดไปรับตนเพื่อพาไปบอกทิศทางว่าจะทำแก้มลิงลงที่จังหวัดไหนบ้าง และมีการเชิญกลุ่มจังหวัดมานั่งคุยกัน แต่จนบัดนี้ ก็ยังไม่เกิดขึ้น ดังนั้นที่มีคำถามว่า ปีนี้น้ำจะท่วมอีกมั้ย ตนยืนยันว่า ท่วม ถ้าฝนตกอย่างปีที่แล้ว แล้วจะท่วมอย่างมหาศาล มากขึ้น เพราะเขื่อนที่ว่า มีความจุ 2 - 3 ร้อยล้านลูกบาศก์เมตรนั้น โกหกทั้งเพ ถามว่า เขื่อนมีการขุดมากี่ปีแล้ว ตะกอน เพิ่มขึ้นปีละเท่าไหร่ ยังไม่เคยมีใครตอบได้ เอาแค่แม่น้ำเจ้าพระยาเฉพาะตรงบริเวณหน้าวัดกระดังงาบุปผาราม ตำบลบาง กระบือ จนมาถึงวัดเสาธงทอง ตำบลบางมัญ อำเภอเมือง จังหวัดสิงห์บุรี มีพื้นที่สันดอนกว่า 5 ร้อยไร่ และสูงเสมอตลิ่งแล้ว เพราะฉะนั ้ น การวางแผนจึ ง ไม่ ใ ช่ แ ค่ ใ นตำบลใดตำบลหนึ ่ ง แต่ ต ้ อ งทำเรื ่ อ งของลุ ่ ม แม่ น ้ ำ เจ้ า พระยา ตลอดจน ลุ่มน้ำปิง-วัง-ยม-น่านให้สะอาดทั้งหมด


(2) การจัดการมหาอุทกภัยของเทศบาลนครปากเกร็ด โดย นายวิชัย บรรดาศักดิ์ นายกเทศมนตรีนครปากเกร็ด

เทศบาลนครปากเกร็ด มีพื้นที่ 36.04 ตารางกิโลเมตร ครอบคลุม 5 ตำบลของอำเภอปากเกร็ดคือ ตำบล ปากเกร็ด บางพูด บ้านใหม่ คลองเกลือ และบางตลาด ประกอบด้วย 63 ชุมชน มีประชากรอยู่ในสำเนาทะเบียน ราษฏร์ประมาณ 1.79 แสนคน ครัวเรือนที่มีเลขที่บ้านมีประมาณ 8 หมื่นกว่าครัวเรือน ได้รับงบประมาณปีละ 9 ร้อยล้านถึง 1 พันล้านบาท พื้นที่ของเทศบาลอยู่ติดแม่น้ำเจ้าพระยา ล้อมรอบไปด้วยคูคลอง ด้านที่ติดแม่น้ำเจ้าพระยายาวตลอด ตั้งแต่แนวคลองบ้านใหม่ อบต.บ้านใหม่ จังหวัดปทุมธานี มาถึงแนวคลองบางตลาด ติดกับเทศบาลนครนนทบุรี จังหวัดนนทบุรี โดยคลองบางตลาดเข้ามาถึงคลองส่งน้ำของการประปา ส่วนคลองบ้านใหม่ คลองบางตลาด และ คลองประปา เป็นแนวเชื่อมต่อจากคลองรังสิตประยูรศักดิ์ ตลอดแนวที่ส่งน้ำมาจากวัดสำแล จังหวัดปทุมธานี มาถึง สามเสน ผ่านเขตเทศบาลนครปากเกร็ด โดยความยาวจากแนวคลองรังสิตประยูรศักดิ์ถึงแนวคลองบางตลาดมี ระยะทางเกือบ 17 กิโลเมตร จากสถานที่ตั้ง และลักษณะภูมิประเทศ ทำให้พื้นที่เทศบาลนครปากเกร็ดมีปัญหาน้ำท่วมโดยเฉพาะ

ช่วงฤดูน้ำหลากเป็นประจำทุกปี ยกตัวอย่าง เมื่อปี 2526 ก็เกิดน้ำท่วมใหญ่ ซึ่งขณะนั้นปากเกร็ดยังเป็น

สุขาภิบาลอยู่ น้ำท่วมเต็มถนนติวานนท์ รถไม่สามารถสัญจรไปมา เส้นทางจังหวัดปทุมธานีก็ไปไม่ได้ ทำให้การ คมนาคมเกิดความไม่สะดวก มาปี 2535 มีการยกฐานะจากสุขาภิบาลเป็นเทศบาลตำบล4 หลังจากนั้นก็เกิดน้ำท่วม ใหญ่ขึ้นอีกครั้งในปี 2538 เมื่อตนเข้ามาทำงาน จึงพยายามย้อนคิดถึงภาพน้ำท่วมใหญ่เมื่อปี 2526 และมองว่า น่าจะสร้างถนนหรือ ทางเดินเท้าเพื่อขยายพื้นที่ริมน้ำ โดยสร้างให้มีระดับความสูงกว่าถนนติวานนท์เพื่อป้องกันน้ำไม่ให้ไหลเข้ามา จึงได้มีการก่อสร้างถนนสุขาประชาสรรค์ 2 (ซอยวัดกู้) โดยมีระยะทางตั้งแต่ท่าน้ำปากเกร็ด หัวถนนแจ้งวัฒนะ ผ่านวัดกู้ไปประมาณ 5 กิโลเมตร จนถึงวัดสลักเหนือ ระหว่างก่อสร้างก็มีปัญหาถูกชาวบ้านต่อว่าต่อขานในเรื่องระดับความสูง เพราะทำให้ขับรถเข้าบ้านลำบาก จึงไม่ค่อยพอใจกันนัก แต่ปลายปี 2538 น้ำเหนือหลากมาพอดี เกือบจะท่วมถนนสุขาประชาสรรค์ 2 ดีที่ถนนช่วย เป็นคันกั้นน้ำไว้ส่วนหนึ่ง ทำให้สามารถป้องกันพื้นที่บางส่วนได้ โดยปีนั้นน้ำท่วมชุมชนในระดับ 1 - 2 เมตร ตั้งแ���่แนวคลองบ้านใหม่จนถึงคลองบางตลาด และชุมชนหลังแนวถนนติวานนท์ถึงริมน้ำตั้งแต่หมู่บ้านมิตรประชา

4

ต่อมาปี 2538 เทศบาลตำบลปากเกร็ดจึงเปลี่ยนแปลงฐานะเป็นเทศบาลเมือง และปี 2543 ได้เปลี่ยนแปลงฐานะเป็น เทศบาลนคร มาจนถึงปัจจุบัน (www.pakkretcity.go.th)




จนถึงคลองบ้านใหม่ รวมแล้วมีพื้นที่เสียหายไป 30-40 เปอร์เซ็นต์ แต่หลังจากนั้นมาชาวบ้านก็ไม่บ่นเรื่อง ความสูงของถนนอีก อย่างไรก็ตาม เนื่องจากปี 2538 น้ำท่วมเข้ามาในพื้นที่มาก วัดระดับจากริมตลิ่งขึ้นมาประมาณ 2.8 เมตร จึงมีการนำประสบการณ์ที่ได้รับมาวางแผนร่วมกันใหม่ว่าจะพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของเทศบาลนครปากเกร็ด อย่างไร ไม่ว่าจะเป็นการปรับปรุงถนน คูคลองและระบบระบายน้ำ ยกระดับถนนสุขาประชาสรรค์ 1 และ 2 เป็ น แนวคั น กั ้ น น้ ำ ตลอดจนการสร้างเขื่อนริมน้ำ โดยกรมโยธาธิ ก าร จากคลองบ้ า นใหม่ ถ ึ ง ท่ า น้ ำ ปากเกร็ ด ระดับสูง 1-1.5 เมตร จนมาถึงมหาอุทกภัยปี 2554 เรามีการจัดทำแผนฉุกเฉินป้องกันน้ำท่วมตั้งแต่เดือนกรกฎาคม ซึ่งเป็นช่วง ระยะเวลาที่น้ำเหนือจะหลากมา (ประมาณเดือนกรกฎาคมถึงธันวาคม) แต่ปีนี้น้ำมามากและเร็วกว่าทุกปี โดยเราเริ่ม ประเมินสถานการณ์น้ำกันตั้งแต่น้ำท่วมที่จังหวัดนครสวรรค์ ว่าต้องมีความระมัดระวังเป็นพิเศษ ซึ่งน้ำท่วมคราวนี้มา จาก 2 ทางคือ 1) น้ำเหนือหลากมาทางแม่น้ำเจ้าพระยา และ 2) น้ำท่วมทุ่งมาทางทุ่งรังสิต-นวนคร เทศบาลนครปากเกร็ดพยายามตั้งแนวคันกั้นน้ำริมแม่น้ำเจ้าพระยา ความยาวเกือบ 9 กิโลเมตร ซึ่งเป็น พื้นที่ที่ต่อสู้กับน้ำมาตั้งแต่ปี 2538 อย่างไรก็ตาม เราไม่ประมาท คิดว่า ถ้าน้ำล้นเขื่อนมา ต้องตั้งกำแพงดินตลอด แนวอีกชั้น โดยใช้ซอยวัดกู้ ติวานนท์ และศรีสมาน เป็นแนวรับต่อจากแนวคันริมน้ำ เพราะเรามีสถานสงเคราะห์ใน เขตเทศบาลนครปากเกร็ดอยู่หลายแห่ง มีจำนวนเด็กพิการประมาณ 3 พันกว่าคน หากรวมผู้ดูแลและครอบครัว จะมีจำนวนเกือบ 5 พันคน การวางแนวกั้น 2 ชั้น ถ้าน้ำพังชั้นที่ 1 ก็จะเจอชั้นที่ 2 ซึ่งห่างจากริมแม่น้ำเจ้าพระยาประมาณ 50 เมตรบ้าง หรือ 200 เมตรบ้าง แต่จากการที่เรากันชั้นแรกที่ริมน้ำด้วยการใช้กระสอบทรายทำเป็นพนังกั้นน้ำ ทำให้ไม่พัง มีบางเขื่อนที่น้ำล้นจากเขื่อนมาเกือบ 1 เมตร ก็ตั้งกระสอบทรายหนุนเสริมเข้าไป เนื่องจากมีวัดวาอารามอยู่ริม

แม่น้ำเจ้าพระยาเป็นจำนวนมาก โดยบริเวณที่เป็นกระสอบทรายตั้งสูงประมาณ 3.5-3.8 เมตร เพราะน้ำปีนี ้

วัดจากริมตลิ่งสูง 3.4 เมตร เราจึงต้องขยายฐานเพิ่มทุกปี จนถนนสุขาประชาสรรค์ 1 และ 2 เหลือแค่ครึ่งถนน จากการที่เราตั้งคันดิน ส่วนทรายที่นำมาใช้ก็มีจำนวน 2 ล้านกว่า เกือบ 3 ล้านลูก ตอนที่กำลังวิกฤติมาก ถูกน้ำล้อมรอบเป็นเกาะ บ่อทรายมีอยู่บ่อเดียวตรงจังหวัดกาญจนบุรี ก็ต้องไปเอาที่นั่น วันหนึ่งๆ ใช้ทราย 50-60 พ่วง พอทรายขาดก็ต้องเร่ง ใช้คันดินเข้ามาเสริม ด้านความสูงของคันกันน้ำ เรามีการคำนวณกันทุกชั่วโมงถึงปริมาณน้ำที่ไหลจากเขื่อนพระราม 6 จังหวัด พระนครศรีอยุธยาว่า มีปริมาณน้ำไหลผ่านวินาทีละเท่าไหร่ รวมทั้งคำนวณช่วงเวลาน้ำทะเลหนุนทางจังหวัดปทุมธานี

10


เพราะจากจุดวัดปริมาณน้ำที่อำเภอบางไทร5 ถ้าน้ำไหลผ่านมาประมาณ 3,700 ถึง 3,800 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ถือว่าเริ่มวิกฤติแล้ว เมื่อตรวจสอบระดับน้ำเสร็จ ก็ต้องเร่งเสริมความสูงขึ้นไปประมาณวันละ 50 เซนติเมตร ให้เหนือกว่าน้ำปกติของทุกวัน เพราะเราไม่สามารถทำให้เขื่อนสูงทีเดียวได้ เมื่อเสริมไปเสริมมาก็เลยบ้านของ ชาวบ้านริมแม่น้ำเจ้าพระยาขึ้นไปถึงครึ่งหลัง ขณะที่วัดวาอารามริมแม่น้ำเจ้าพระยา พระสงฆ์ทุกรูปก็ช่วยกันดูแล แต่บางวัดสร้างมาเป็นร้อยปี มีคน บริจาคทำพื้นปูนไว้ ไม่มีเหล็กผูก ทำให้พื้นระเบิดรอบกุฏิวัด เราก็ต้องใช้วิธีล้อมวัดไว้เพื่อไม่ให้มากระทบกับชาวบ้าน อีกทั้งยังมีการจัดให้แต่ละวัดแข่งขันกัน ว่าวัดไหนน้ำไม่ท่วมจะมีรางวัลให้ นอกจากนี้เรายังอาศัยวัดในการจัดการเรื่องกระสอบทราย เนื่องจากพอมีน้ำทะเลหนุน น้ำฝนตก ก็ทำให้ กระสอบทรายและวัสดุต่าง ๆ หายาก ชาวบ้านที่อาศัยอยู่พื้นที่ด้านในก็กังวล จึงจะมาเอากระสอบทรายที่เรากรอกไว้ ช่วงที่วิกฤติมาก วันหนึ่งเช้าขึ้นมา มีรถมาเข้าคิวขอกระสอบทราย 300-400 คัน จากเดิมที่เราให้ชาวบ้านกรอก ทรายเอง ก็เลยต้องย้ายที่กรอกทรายเข้าไปให้วัดคุม ถ้าใครจะขอให้ไปขอที่วัด เพราะบางทีเขาเอาไปตั้ง 100-200 กระสอบ ถ้าเขื่อนที่เรากั้นไว้จุดใดจุดหนึ่งพังลงมันก็ไม่มีประโยชน์ สู้เอามาเสริมคันกั้นริมแม่น้ำจะดีกว่า ระหว่างสู้กับน้ำที่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา เราทราบข่าวว่า ประตูระบายน้ำบางโฉมศรีแตก มวลน้ำทะลักเข้าไป ทางนิคมอุตสาหกรรมโรจนะ และนิคมอุตสาหกรรมไฮเทค จังหวัดพระนครศรีอยุธยา แล้วมาทางอำเภอบางปะอิน นิคมอุตสาหกรรมนวนคร ตลาดไท จึงเริ่มทำให้เกิดความกังวลว่า มวลน้ำนี้จะตลบหลังข้ามมาทางรังสิต หลักหก แล้วมาทางดอนเมือง เนื่องจากพื้นที่ของปากเกร็ดติดกับคลองส่งน้ำรังสิตและคลองประปา อีกทั้งพื้นที่ก็ต่ำกว่า ดอนเมือง มีถนนที่ยังไม่เป็น ถนน ค.ส.ล. (คอนกรีตเสริมเหล็ก) ที่ริมคันประปากั้นอยู่เท่านั้น เมื่อสังเกตดูมวลน้ำ จึงให้ท่านปลัดเทศบาลและผู้อำนวยการสำนักการช่างไปคุยกับ อบต.บ้านใหม่ จังหวัด ปทุมธานี เพื่อทำคันกระสอบทราย ฝั่ง อบต.บ้านใหม่ กั้นแม่น้ำเจ้าพระยาจากวัดเทียนถวาย (ปากคลองรังสิต) คลองส่งน้ำของการประปา ไปจนถึงหมู่บ้านเมืองเอก ระยะทางประมาณ 4 เมตร ทางท่ า นปลั ด เทศบาลก็ ไ ปถามตั ว แทนผู ้ ว ่ า การประปาว่ า ถ้ า มวลน้ ำ ทะลั ก มาจะข้ า มมาถึ ง ตรงนี ้ ม ั ้ ย ท่านก็บอกว่า ไม่หรอก รับรอง ไปบอกนายกฯ ได้ ปลัดก็มารายงานว่า ถ้าน้ำเข้ามาถึงฝั่งนี้ ตัดคอผมเลย คืนนั้นตี 1 น้ำเข้าจริงๆ ไม่รู้จะตัดคอใครดี น้ำเข้ามาในคลองส่งน้ำของการประปาประมาณเมตรกว่า และเข้าตลอดระหว่าง คลองเขต อบต.บ้านใหม่ ที่มีถนนเลียบกับคลองประปามาถึงคลองบ้านใหม่ ศรีสมาน และแจ้งวัฒนะ ระยะทาง ประมาณ 17 กิโลเมตร

5

บางไทรคืออำเภอที่อยู่ทางใต้ของอำเภอเมือง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นจุดที่แม่น้ำเจ้าพระยารวมกันเป็นหนึ่งเดียว กรมชลประทาน จึ ง มาตั ้ ง เครื ่ อ งวั ด ปริ ม าณน้ ำ และรายงานทุ ก เช้ า -เย็ น ว่ า น้ ำ ที ่ ผ ่ า นอำเภอบางไทร มี ป ริ ม าณเท่ า ใด (www.oknation.net)

11


12

แต่เนื่องจากเรามีการเฝ้าระวังอยู่แล้ว คืนนั้นประมาณตี 1 กว่า ต้องเสริมรถแบคโฮ (Backhoe Loader) ประมาณ 10 คัน มาตั้งคันกั้นน้ำให้แล้วเสร็จ ระหว่างที่น้ำเข้ามา สูงประมาณ 30 เซนติเมตรตลอดแนว จนรุ่งเช้า เกือบเสร็จ เหลืออีกสักกิโลเมตรกว่า ๆ ก็มีชาวบ้านอีกฝั่ง ตรงหลักสี่ ไปสั่งให้หยุด ไม่ให้ทำ และจะให้รื้อออก จนเป็นข่าวเป็นคราวใหญ่โต ชาวบ้านก็เถียงกันว่า ทำไมไม่เตรียมอุปกรณ์มาเลยล่ะ ทางฝั่งนายกเทศมนตรีนครปากเกร็ดเขาเตรียม อุปกรณ์มาสร้างจะเสร็จแล้ว ก็ไม่ยอม แล้วจะมาทำร้ายประชาชนฝั่งปากเกร็ดด้วย เลยต้องยอมปล่อยให้รื้อไป 2 กิโลเมตร ทำให้น้ำท่วมเข้าไปยังสวนสมเด็จพระศรีนครินทร์ส่วนหนึ่ง และชาวบ้านที่เหลือเริ่มมารู้ตอนเช้าว่า น้ำท่วม นึกว่าคันกั้นน้ำที่ไหนแตก มวลชนจึงออกม���ค่อนข้างเยอะ เลยไปปะทะกับฝั่งดอนเมือง ตนก็บอกว่า อย่าไป ทำอะไร คุยกันดีๆ แต่ไม่ได้ออกไปร่วมด้วย เพราะจะทำให้เป็นเรื่องใหญ่ คิดว่า เราก็พวกเดียวกันทั้งนั้น เห็นใจ พี่น้องประชาชน สุดท้าย ผู้หลักผู้ใหญ่ก็มาตกลงทำความเข้าใจกัน และคิดว่าเรื่องจะเงียบไป ก็ยังไม่ยอมอีก หลังจากนั้น เราก็ไม่ยอมเหมือนกัน ต้องทำให้แล้วเสร็จ ถ้าขืนปล่อยให้น้ำเข้าไปได้ จะทำให้พี่น้องประชาชนเสียหาย ถึงประมาณ 8 หมื่นกว่าหลังคาเรือน เมื่อตรวจสอบระดับน้ำจากริมแม่น้ำเจ้าพระยาพบว่า สูงกว่าฝั่งดอนเมืองประมาณเมตรกว่า เราจึงต้องตั้ง คันกั้นน้ำจากคลองรังสิตเลยมาถึง อบต.บ้านใหม่ เพราะต้องช่วย อบต.บ้านใหม่ด้วย เนื่องจากเขาไม่มีกำลัง และถ้า อบต.บ้านใหม่ซึ่งอยู่ข้างๆ พัง เราก็พังด้วย จึงต้องช่วยกันดูแลระหว่าง อบต.บ้านใหม่กับเทศบาลนครปากเกร็ด ทำกันอยู่ 2 วันก็แล้วเสร็จ แม้มีอุปสรรคบ้างก็แก้ไขปัญหากันไป พี่น้องประชาชนในพื้นที่ เมื่อเห็นท้องถิ่นผนึกกำลังกัน ทั้งประชาชน ผู้นำชุมชน จึงออกมาเป็นจิตอาสา ร่วมแรงช่วยกันทำงาน ดูแลคันกั้นน้ำกัน ส่วนการดำเนินการของเทศบาลนครปากเกร็ด เรามีการจัดตั้งศูนย์อำนวยการเฉพาะกิจป้องกันและแก้ไข ปัญหาอุทกภัยและวาตภัย ที่สำนักงานเทศบาลนครปากเกร็ด ศูนย์ย่อยที่วัดหงส์ทอง ตำบลบางพูด และวัดช่องลม ตำบลบ้านใหม่ โดยมีนายกเทศมนตรีเป็นหัวหน้าศูนย์ มีการแต่งตั้งคณะกรรมการอำนวยการและชุดปฏิบัติการ อำนวยการเฉพาะกิจ เพื่อเตรียมการป้องกันและแก้ปัญหาอุทกภัยและวาตภัย โดยแบ่งภารกิจการดำเนินการเป็น 8 ภารกิจ ในรูปแบบ “นครปากเกร็ด โมเดล” ดังนี้ ภารกิจที่ 1 หน่วยเฝ้าระวัง ตรวจสอบ แก้ไขสถานการณ์ 24 ช.ม. ก่อนที่น้ำจะมา จะมีการแบ่งงานให้

กับฝ่ายเฝ้าระวัง สถานการณ์ซึ่งได้แก่ สำนักปลัดเทศบาล สำนักการช่าง เพื่อทำหน้าที่ดูแลพื้นที่เสี่ยงภัยบริเวณ ชุมชนริมแม่น้ำเจ้าพระยา ทั้งการตรวจสอบติดตามสถานการณ์น้ำ ระดับน้ำ วางแผนในการวางแนวกระสอบทราย ตั้งคันดิน เตรียมเครื่องสูบน้ำเพราะอาจจะมีน้ำเอ่อล้นออกไป แลในระหว่างเกิดเหตุน้ำท่วม ก็มีอาสาสมัครมาจัดเวร ช่วยกันเฝ้าระวังแนวป้องกันและรายงานสถานการณ์น้ำอย่างต่อเนื่อง ตลอด 24 ชั่วโมง ภารกิจที่ 2 หน่วยประชาสัมพันธ์ ประสานงานแจ้งเตือนโดยคนในพื้นที่ (ศปภ.ปากเกร็ด) มีการจัดตั้ง ศู น ย์ ป ระสานงานป้ อ งกั น ภั ย น้ ำ ท่ ว ม เทศบาลนครปากเกร็ ด เป็ น หน่ ว ยประชาสั ม พั น ธ์ แจ้ ง เตื อ นอุ ท กภั ย


แจ้งช่องทางการประสานงานขอความช่วยเหลือ โดยมอบให้กองวิชาการและแผนงานรับผิดชอบ ผ่านช่องทางการ สื่อสารต่างๆ อาทิ โทรศัพท์สายด่วน รถประชาสัมพันธ์ เสียงตามสาย ป้ายแจ้งเตือน ประกาศ ใบปลิว แผ่นพับ แจ้งเหตุทาง SMS Facebook เว็บไซต์ ด้วยข้อมูลที่ถูกต้อง จากสถานการณ์จริงในพื้นที่ ภารกิจที่ 3 หน่วยสนับสนุนทั้งในและนอกพื้นที่ มีการจัดตั้งหน่วยควบคุมและจัดหาพัสดุ อุปกรณ์ ในการเตรียมป้องกันน้ำท่วม เช่น ทราย กระสอบ ดิน เครื่องจักร เป็นต้น จัดเตรียมเสบียง การปฐมพยาบาล ประสานจัดหาอาสาสมัครชุมชน จิตอาสา และการรับบริจาค โดยสำนักการคลัง สำนักปลัดเทศบาล นอกจาก จะใช้ทรัพยากรในพื้นที่แล้ว เทศบาลนครปากเกร็ด ยังได้รับการสนับสนุนจากเทศบาลที่ไม่ประสบภัย อาทิ เทศบาลเมืองชะอำ เทศบาลเมืองมุกดาหาร ซึ่งเป็นพันธมิตรที่มีความห่วงใยกัน นำน้ำดื่มจากประเทศลาว มาบริจาค เพราะกลัวน้ำประปาไม่สะอาด ถือว่าได้อานิสงส์จากหลายหน่วยงานในการฝ่าวิกฤติครั้งนี้ ภารกิจที่ 4 หน่วยบรรเทาทุกข์ ฟื้นฟูจิตใจ สุขภาพ บ้านเรือน เนื่องจากเทศบาลนครปากเกร็ดมีพื้นที่ ที่อยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา จึงต้องมีการเยียวยาผู้ประสบภัยนอกคันกั้นน้ำ ซึ่งประสบปัญหาประมาณ 2 พันกว่า ครัวเรือน โดยกองสวัสดิการสังคม จะลงไปสำรวจครัวเรือนริมน้ำที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัย และช่วยจัดสิ่งอำนวย ความสะดวกด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการทำสะพานไม้ให้เขาสามารถเดินเข้า-ออกได้ หรือถ้าบางบ้านต้องการใช้เรือ ก็จะหาเรือให้ รวมทั้งดูแลเรื่องถุงยังชีพให้เขาสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้นอกคันกั้นน้ำ ตลอดจนการจัดเตรียม หน่วยกู้ภัย เราสร้างความเข้าใจในเรื่องนี้มาตั้งแต่ปี 2538 ว่าจะช่วยกันดูแลพี่น้องประชาชนที่ได้รับผลกระทบนอก คันกั้นน้ำอย่างไร โดยมีการประชุมผู้นำชุมชนทุกเดือน มีคณะกรรมการชุมชนคอยติดตามสถานการณ์ตั้งแต่ เดือนกรกฎาคมเป็นต้นมา แจ้งให้เขาทราบและให้การช่วยเหลือ ถ้าผู้ประสบภัยยังไม่ออกมาอยู่พื้นที่ด้านนอก เราก็จะอนุมัติค่าซ่อมแซมบ้านให้ครัวเรือนละ 2,000 บาท ก่อนได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาล และถ้าน้ำท่วม ขังเกิน 7 วัน รัฐบาลก็จะจ่ายให้อีก 5 พันบาท ทำให้เขาคลายเครียดลง อีกด้านเราก็ให้คนที่อยู่ในพื้นที่ชั้นในมาเยียวยาคนที่อยู่ข้างนอก ยกตัวอย่างเมื่อปีที่แล้ว เราขอทาง เมืองทองธานี 1 ล้านบาท เพื่อนำมาเป็นของไปแจกให้กับผู้ประสบภัยริมแม่น้ำเจ้าพระยา ปีนี้มีภาคเอกชนมอบมา ให้เหมือนกัน แต่ขอเพิ่มเป็นที่เกาะเกร็ดด้วย เพราะเกาะเกร็ดเขาก็ท่วมเต็มพื้นที่ และยังมีหน่วยงานของ คุณสมพร ใช้บางยาง นำคณะนักกีฬาทีมชาติวอลเลย์บอลมาช่วยกรอกกระสอบทราย ทำให้เกิดขวัญกำลังใจที่ดี ขณะเดียวกัน กองสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม ได้จัดตั้งหน่วยสาธารณสุขเชิงรุก สำรวจจัดเวรลงพื้นที่ ช่วยเหลือผู้ประสบภัย รวมทั้งตรวจสอบสภาพพื้นที่น้ำท่วมขังเพื่อฟื้นฟูปรับสภาพน้ำ และดูแลเรื่องโรคติดต่อ

ทางน้ำที่อาจเกิดขึ้นได้ ภารกิจที่ 5 ศูนย์ฟื้นฟูผู้ประสบภัย พักปลอดภัย ห่างไกลน้ำ จัดตั้งหน่วยเตรียมการกรณีอาจต้อง ดำเนินการอพยพประชาชนในพื้นที่ฉุกเฉิน โดยมอบให้กองการศึกษา พิจารณาประสานงานโรงเรียนในพื้นที่ เพื่อเตรียมการเป็นศูนย์ฟื้นฟูให้ผู้ประสบภัยนอกคันกั้นน้ำได้มาพักพิง และช่วยเหลือผู้ประสบภัยนอกพื้นที่ เทศบาลด้วย

13


ภารกิจที่ 6 หน่วยประเมินสถานการณ์แก้ปัญหาเฉพาะหน้า กรณีน้ำมาฉุกเฉิน เทศบาลนครปากเกร็ด ต้องประเมินสถานการณ์น้ำตลอด 24 ช.ม. จึงต้องมีหน่วยฉุกเฉิน เครื่องจักร ถุงทราย ดิน รวมทั้งการสั่งการ ที่ชัดเจน ภายใต้ข้อมูลที่แม่นยำ เพื่อควบคุมสถานการณ์น้ำในกรณีฉุกเฉิน ภารกิจที่ 7 หน่วยสนับสนุนจากชุมชน วัด และจิตอาสา แรงเสริมหลักเฝ้าระวัง แผนป้องกันน้ำท่วมพื้นที่ ปากเกร็ดจะสำเร็จได้ ต้องสร้างการมีส่วนร่วมให้เกิดในพื้นที่ เนื่องจากแนวคันกั้นน้ำนั้นอยู่ในพื้นที่ของวัด รวมทั้ง ชุมชนริมน้ำ ซึ่งวัดและชุมชนต่างพร้อมใจร่วมมือกับเทศบาลในการดูแลพื้นที่ทั้งในคันและนอกคันกั้นน้ำอย่างเต็มที่ และ ภารกิจที่ 8 หน่วยติดตามประเมินสถานการณ์ข้อมูลน้ำ วันต่อวัน ส่วนสำคัญซึ่งช่วยให้ปากเกร็ด สามารถควบคุมสถานการณ์น้ำได้ก็คือ การตรวจสอบระดับน้ำทุกวัน คันกั้นน้ำต้องสูงกว่าน้ำในระดับ 20-50 ซ.ม. หรือมากกว่า และหากน้ำเข้าพื้นที่ใด ต้องแก้ไขอย่างรวดเร็ว รวมทั้งมีการแจ้งเตือน ทำความเข้าใจ และตรวจสอบ ข้อมูลก่อนแจ้งเหตุ จากการทำงานดังที่กล่าวมา ทำให้ความเสียหายจากน้ำท่วมในปีนี้อยู่ที่ประมาณ 3 เปอร์���ซ็นต์ของพื้นที่ เฉพาะนอกคันกันน้ำและบริเวณที่ไม่สามารถป้องกันได้ โดยมีครัวเรือนที่ประสบภัย 2 พันครัวเรือน จาก 8 หมื่น ครัวเรือน และใช้งบประมาณป้องกันไป 140 ล้านบาทจากงบ 1,000 ล้านบาท อย่างไรก็ตามมหาอุทกภัยครั้งนี้ เป็นแรงผลักดันให้พี่น้องประชาชนในเขตเทศบาลนครปากเกร็ดออกมา ร่วมมือกันป้องกันเมืองอย่างดีมาก แม้แต่ผู้หลักผู้ใหญ่ในหมู่บ้านหลายท่านก็ยังลงมาร่วมแรงช่วยกัน ทั้งส่งกำลังใจ และนำสิ่งของมาให้ เราฝ่าฟันอุทกภัยครั้งนี้มาได้ เพราะมีประชาชนทุกภาคส่วน ในเทศบาลนครปากเกร็ด

เข้ามามีส่วนร่วมด้วยอย่างดียิ่ง และยังสามารถนำไปสรุปเป็นบทตัวอย่างในการร่วมมือกัน จัดการภัยพิบัต ิ โดยชุมชนได้ต่อไปด้วย

(3) การจัดการศูนย์พักพิงและโรงพยาบาลสนาม

โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์สมเดช นิลพันธุ์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฎนครปฐม และ ผศ.ดร.เกษินี จุฑาวิจิตร รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม

14

ผู้ช่วยศาสตราจารย์สมเดช นิลพันธุ์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฎนครปฐม แนวคิดในการช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมจากมหาอุทกภัยครั้งนี้ เริ่มต้นมาตั้งแต่ปลายเดือนกันยายน ตอนพื้นที่อื่นน้ำเริ่มท่วม แต่จังหวัดนครปฐมยังไม่ท่วม เรามี ร ะบบการจั ด การโดยแบ่ ง งานออกเป็ น ภายในและภายนอกมหาวิ ท ยาลั ย สำหรั บ งานภายใน มหาวิทยาลัยเป็นความรับผิดชอบของ อ.ดร.วิรัตน์ ปิ่นแก้ว (รองอธิบการบดี ดูแลรับผิดชอบงานด้านภูมิสถาปัตย์) เนื่องจากพื้นที่ของมหาวิทยาลัยมีลักษณะเป็นแอ่งกะทะ พอฝนตกหนักก็ไม่สามารถระบายน้ำออกได้ จึงต้องคอย ดูแลว่า ถ้ามีน้ำขังมากๆ จะทำอย่างไร รวมทั้งช่วยดูแลในเรื่องการประชุมกับคณาจารย์ ส่วนงานภายนอก


มหาวิทยาลัยมอบหมายให้ ผศ.ดร.เกษินี จุฑาวิจิตร (รองอธิบการบดี ดูแลรับผิดชอบงานวิจัย ประกันคุณภาพ และบัณฑิตศึกษา) เป็นคนรับผิดชอบ วัดวาอารามต่าง ๆ 10 กว่าวัดรอบมหาวิทยาลัยนั้นล้วนแต่เป็นเครือข่ายกับทางมหาวิทยาลัย พอดีช่วงนั้น ตรงกับเทศกาลตักบาตรเทโว เราจึงไปเข้าร่วมและให้องค์การนักศึกษาไปด้วย โดยบอกเจตนารมณ์ว่า ใส่บาตรครั้งนี้ ได้บุญ 2 ชั้น คือเอาข้าวสารอาหารแห้งที่ใส่บาตรพระมาบรรจุเป็นถุงยังชีพ เมื่อรวมกับเงินที่รับบริจาคจาก คณาจารย์ในมหาวิทยาลัย ซึ่งบางคนก็ยกเงินเดือนให้ จึงกลายเป็นถุงยังชีพที่เหมาะสมสำหรับนำไปแจก จากนั้นก็ให้ ท่านรองฯ เกษินีเป็นคนนำไปดำเนินการต่อ ระหว่างที่น้ำเริ่มล้อมเข้ามาเรื่อยๆ โดยเฉพาะบริเวณเขตพุทธมณฑล คลองมหาสวัสดิ์ จากในตอนแรกที่เรา นำถุงยังชีพไปช่วยจังหวัดอื่น ก็เริ่มขยับมาช่วยเหลือพื้นที่บ้านใกล้เรือนเคียงของเรา จังหวัดนครปฐมนั้นมี 6 อำเภอ อำเภอที่น้ำไม่ท่วมมีแค่ 2 อำเภอคือ อำเภอเมืองกับกำแพงแสน ส่วนอีก 4 อำเภอ คือ อำเภอบางเลน ดอนตูม นครชัยศรี และสามพราน ถูกน้ำท่วมเต็มรูปแบบเพราะเป็นพื้นที่ติดริมน้ำ เราซื้อทรายมากว่า 10 คันรถ เพื่อนำมากรอกที่มหาวิทยาลัย โดยให้คนงาน นักศึกษา และคณาจารย์ ช่วยกัน เพื่อนำไปปกป้อง อบต.ต่างๆ ที่มีการร้องขอมา พร้อมกับไปช่วยขนย้ายของให้กับแต่ละ อบต. ทุก อบต.ต่างพยายามต่อสู้กับน้ำ แต่ทุกรายต่อสู้ไม่รอด จนสุดท้าย ศูนย์พักพิงซึ่งเป็นศูนย์ใหญ่ที ่ มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย (มมร.) แตก พระเดชพระคุณท่านอธิการบดีก็แจ้งมาทางตนว่าจะขอเคลื่อน ย้ายคน วันนั้นเราจึงต้องรับผู้อพยพกันทั้งคืน จนประมาณตี 4 รถคันสุดท้ายจาก มมร.ก็มาถึง กลุ่มคนที่พบมาก ที่สุดคือ คนแก่ คนพิการ และเด็ก ที่เข้ามาพักในศูนย์พักพิง เมื่อพวกเขาเดินทางมาถึงตอนแรกนั้นน่าเวทนามาก เพราะยังไม่ได้กินข้าว ก่อนจะหาที่พักให้จึงต้องหาอาหารให้ทานกันก่อน ศูนย์พักพิงชั่วคราวที่ตั้งขึ้นนี้อยู่ภายในมหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม เป็นของกองพัฒนานักศึกษา สร้างไว้ สำหรับจัดกิจกรรมต่างๆ เลยกลายเป็นสถานที่ซึ่งค่อนข้างเหมาะสมสำหรับการพักพิง แต่ถามว่า ณ ขณะนั้นได้ เตรียมอะไรไว้มากมายก่ายกองขนาดไหน ตอบว่า ไม่ได้เตรียมเลย สาเหตุที่ช่วยเหลือเพราะว่าพวกเราอยากช่วย เนื่องจากเห็นความเดือดร้อน ตนบอกกับคณาจารย์ทุกคนว่า นี่เป็นหน้าที่หลักของเรา เราเป็นมหาวิทยาลัยราชภัฏ ต้องทำงานกับท้องถิ่น ทางมหาวิทยาลัยมีการจัดประชุมคณะผู้บริหารที่ศูนย์พักพิงทุกอาทิตย์ จนกระทั่งทุกคนมองเห็นจุดร่วม เพราะการรวมพลังคนมาร่วมกัน ถือเป็นกำลังหลักในการทำงานจริงๆ การช่วยเหลือในศูนย์พักพิง ถ้าจะไปหวัง เครือข่ายข้าราชการคงทำไม่ได้เด็ดขาด ความจริงแล้ว เราน่าจะประสานกับหน่วยงานราชการได้ดี แต่กลายเป็นต้องใช้คนอื่นไปเดินอ้อมเพื่อสั่งการ ในเรื่องต่างๆ จึงจะได้เครือข่ายมาสนับสนุน เพราะฉะนั้นภาคส่วนที่ทำงานได้ดีที่สุดคือ ภาคประชาชนและศิษย์เก่า โดยท่านรองฯ เกษินี จะทำหน้าที่ประชาสัมพันธ์ ออกไปพบปะเยี่ยมเยียนเครือข่าย ส่วนตนบริหารจัดการอยู่ภายใน มหาวิทยาลัย แบ่งหน้าที่ให้ผู้บริหารทั้งหมดว่า ทุกคนต้องมาร่วมกันทำงานนี้

15


16

ในส่ ว นของโรงพยาบาลสนามเกิ ด ขึ ้ น มาเนื ่ อ งจากโรงพยาบาลพุ ท ธมณฑล โรงพยาบาลนครชั ย ศรี โรงพยาบาลหลวงพ่อเปิ่น ต่างถูกน้ำท่วมกันหมด ดร.นพ.ถวัลย์ พบลาภ (ผู้บัญชาการศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหา อุทกภัย สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนครปฐม) จึงมาถามว่า ขอพื้นที่ของมหาวิทยาลัยทำเป็นโรงพยาบาลสนาม ได้หรือไม่ ความจริงตนเต็มใจให้อยู่แล้ว แต่อยากสร้างเครือข่ายการทำงาน จึงให้ไปเรียนถามคณบดีคณะพยาบาล ศาสตร์ก่อนว่า ทำได้มั้ย จนคณบดีรับปาก ก็เริ่มทำทันที เรื่องของเตียงผู้ป่วย จะไปหวังพึ่งเตียงจากโรงพยาบาลคงไม่มีให้ ต้องใช้เตียงของมหาวิทยาลัยเป็นหลัก ซึ่งทางคณะพยาบาลศาสตร์ได้รับงบประมาณมาจากรัฐบาล 9 แสนบาทต่อปี อีกทั้งนักศึกษาพยาบาล คณาจารย์ พยาบาล ก็มาช่วยกันสนับสนุน นอกจากนี้เรายังได้บุญจากโรงพยาบาลลำปาง โรงพยาบาลสวนผึ้ง จังหวัดราชบุรี ส่งคุณหมอซึ่งเป็นเครือข่ายกับเรามาช่วยดูแลผู้ป่วยด้วย แต่สถานการณ์ยิ่งหนักขึ้นเมื่อวัดสำโรง ศูนย์พักพิงคนชรา ถูกน้ำท่วม จึงต้องกลายเป็นโรงพยาบาลสนามที่พักพิงคนชรา การจัดระบบการดูแลผู้พักพิงในโรงพยาบาลสนาม ตอนเริ่มต้นนั้นเรียกว่า ไร้รูปแบบ แก้ปัญหาไปวันๆ แต่ เราจะมีการประชุมสรุปปัญหากันทุกวัน และบังคับให้ผู้บริหารทุกคนต้องมาเข้าร่วมประชุม ซึ่งตนไม่ได้ใช้ตำแหน่ง อธิการบดี แต่ใช้ตำแหน่งของผู้อำนวยการศูนย์ เพราะจะซ้ำซ้อนและอาจถูกร้องเรียนได้ ในการบริหารจัดการนั้น เรามีการแยกผู้ป่วยไปที่โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม และส่วน ของผู้พักพิงที่เป็นคนชราก็แยกไปไว้อีกแถบหนึ่ง อีกเรื่องที่พบมากคือ ผู้พักพิงที่มีสัตว์เลี้ยงมาด้วย ก็จะให้เต็นท์ พักอยู่ข้างล่าง แต่มีบางสถานการณ์ที่จำเป็นต้องใจร้าย เมื่อภาคราชการโดยเฉพาะสาธารณสุข จะนำผู้ป่วยที่เป็นโรคเอดส์ กับวัณโรคมาส่งให้ที่มหาวิทยาลัยตน ตนสั่งทันทีว่า ไม่ต้องให้เข้าศูนย์ ทำให้เกิดการทะเลาะเบาะแว้งกันพอสมควร แม้จะเห็นใจ แต่ก็ไม่สามารถอนุญาตได้ ไม่อย่างนั้นอาจจะมีปัญหาเกิดขึ้น นอก���ากนี้ ยังมีผู้มาทำทานด้วยการบริจาคอาหารให้ที่ศูนย์พักพิง วันหนึ่งๆ มาถึง 5 ราย เราก็บอกว่า ขอเป็นวันนั้นวันนี้ได้มั้ย เพื่อจะจัดให้มีระบบของการกิน การอยู่ และการนอน อยู่มาวันหนึ่งก็มีทางราชการมา ตรวจวัดคุณภาพอาหารและน้ำว่า มีความเหมาะสมหรือไม่ เราก็บอกว่า เอ๊ะ ถ้าไม่ตั้งศูนย์ขึ้นจะมาตรวจวัดมั้ย ก็เป็นเรื่องที่แปลกเหมือนกัน ไม่เพียงแต่การให้ความช่วยเหลือในศูนย์พักพิงและโรงพยาบาลสนาม แต่การออกไปช่วยเหลือพื้นที่ของ เพื่อนบ้านก็ยังดำเนินการไปอย่างต่อเนื่อง ซึ่งขณะนั้น พื้นที่แถบพุทธมณฑล อำเภอบางเลน กำลังได้รับผลกระทบ เป็นอย่างมาก เราจึงออกไปทำครัวภายนอก โดยได้รับความช่วยเหลือจากเครือข่ายวัดเกาะลันตา จังหวัดกระบี่ มาช่วยเราทำข้าวห่อแจก เฉลี่ยวันละ 5 - 6 พันห่อ เมื่อการบริหารจัดการทุกอย่างเริ่มลงตัว ได้ผู้บริหารลงมาเป็นหัวหน้างาน ตลอดจนคณาจารย์และนักศึกษา ต่างลงมาร่วมกันทำงานในทุก ๆ ด้าน จึงทำให้เกิดการจัดรูปแบบที่ค่อนข้างเป็นระบบ และสิ่งสำคัญคือ คณาจารย์ได้ ออกไปเห็นปัญหาที่แท้จริง เพราะศาสตร์แห่งการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์นั้นทำในห้องเรียนไม่ได้ ต้องออกไปเห็น


ของจริง ไปทำในพื้นที่ ซึ่งหากพูดถึงประสบการณ์ที่ได้รับ มองว่า การที่ทุกคนช่วยกัน มีจุดร่วมและหลอมรวมกัน จะช่วยให้การทำงานสำเร็จผลด้วยดี ผศ.ดร.เกษินี จุฑาวิจิตร รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม ทางมหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐมได้รวบรวมและเรียบเรียงประสบการณ์จากคนทำงานทั้งหมดออกมาเป็น หนังสือ 2 เล่ม เล่มแรกชื่อว่า บทเรียนจากวิกฤติน้ำท่วมและการจัดการศูนย์พักพิง เป็นภาพรวมของการทำงานใน ช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา กำลังอยู่ระหว่างการตีพิมพ์ ในการประชุมเดือนหน้าคงจะนำมาเสนอให้กับที่ประชุมได้ และ อีกเล่มคือ บทเรียนในการจัดการโรงพยาบาลสนาม ซึ่งคณะพยาบาลศาสตร์ได้รวบรวมประสบการณ์ในการทำ โรงพยาบาลสนามจากหลากหลายแง่มุมมารวบรวมเป็นเล่ม คาดว่าจะตีพิมพ์ได้ในอีกเดือนถัดไป

(4) บทบาทเครือข่ายการจัดการภัยพิบัติภาคประชาชน โดย นายโกเมศร์ ทองบุญชู ผู้ประสานงานเครือข่ายการจัดการภัยพิบัติจากธรรมชาติ พื้นที่ภาคใต้

เครือข่ายการจัดการภัยพิบัติภาคประชาชน เป็นองค์กรภาคประชาชนที่รวมตัวกันโดยใช้บทเรียนจากกรณี ภัยพิบัติสึนามิ และพัฒนายกระดับจากเครือข่ายแผนแม่บทชุมชนพึ่งตนเองภาคใต้ มาเป็นเครือข่ายการจัดการภัย พิบัติจากธรรมชาติ พื้นที่ภาคใต้ ซึ่งนำเอาคนที่มีจิตอาสาทั้งที่เป็นและไม่ได้เป็นผู้ประสบภัยมาทำงานร่วมกัน ขอเล่าย้อนสักนิดถึงจุดเริ่มต้นของเครือข่ายแผนแม่บทชุมชนพึ่งตนเอง 4 ภาค6 ซึ่งเกิดขึ้นในช่วงวิกฤติ เศรษฐกิจเมื่อปี 2540 มีผู้หลักผู้ใหญ่ในภาคใต้ที่พวกตนเคารพนับถือมากคนหนึ่งคือ น้าประยงค์ รณรงค์ (ชุมชน ไม้เรียง อำเภอฉวาง จังหวัดนครศรีธรรมราช) ชวนมาคิดเรื่องนี้ คิดไปคิดมาคนทำงานก็เริ่มติดลม ซึ่งประกอบด้วย

6

แผนแม่บทชุมชนพึ่งตนเอง เกิดขึ้นในช่วงของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 8 ประมาณปี 2542 การก่อ เกิดในช่วงแรกเกิดจากการที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้รับการสนับสนุนจาก UNDP จึงได้จัดทำโครงการความร่วมมือ กับมูลนิธิหมู่บ้านและเครือข่ายภูมิปัญญาไท ส่งเสริมให้เกษตรกรในเครือข่ายภูมิปัญญาไทจัดทำแผนแม่บทชุมชนเพื่อการ พัฒนาชีวิตและพัฒนาท้องถิ่น จนเริ่มมีการขยายแนวคิดและรูปธรรมอย่างกว้างขวางในช่วงปี 2545 โดยสำนักงานกองทุน เพื่อการลงทุนทางสังคม (SIF) ได้ค้นพบชุมชนไม้เรียง อำเภอฉวาง จังหวัดนครศรีธรรมราช ที่มูลนิธิหมู่บ้านได้ร่วมกันกับ ชุมชนในการพัฒนานวัตกรรมการพัฒนาท้องถิ่น โดยใช้แผนแม่บทชุมชนพึ่งตนเองเป็นเครื่องมือในการกำหนดทิศทางการ พัฒนาชุมชน แผนแม่บทชุมชนตำบลไม้เรียงจึงเป็นศูนย์เรียนรู้และเป็นต้นแบบของการจัดทำแผนแม่บทชุมชน ซึ่งมี กระบวนการถอดบทเรียนเพื่อขยายให้เกิดการเรียนรู้จากชุมชนต่างๆ ทั่วประเทศ (รายงานผลการดำเนินงาน เครือข่ายแผน แม่บทชุมชนพึ่งตนเอง 4 ภาค, สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน), ม.ป.ป.)

17


18

ตนเอง น้าแก้ว สังข์ชู (เครือข่ายแผนแม่บทชุมชนพึ่งตนเองภาคใต้) กำนันสนอง เนียมเหลี่ยม (เครือข่ายแผนแม่บท ชุมชนพึ่งตนเองภาคเหนือ) กำนันสมคิด ศิริวัฒนากุล พระครูใบฏีกาชฎิล อมรปัญโญ หรือ หลวงตาแชร์ (เครือข่าย แผนแม่บทชุมชนพึ่งตนเองภาคตะวันออกเฉียงเหนือ) และอีกหลายคน ภายใต้การหนุนเสริมของสถาบันพัฒนา องค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) (พอช.) ในยุคที่ท่านสมสุข บุญญะบัญชา ยังเป็นผู้อำนวยการ พอช.อยู่ ได้หนุนให้ กระบวนการขับเคลื่อนชุมชนต้องมีการใช้กระบวนการเรียนรู้เป็นเครื่องมือในการพัฒนา โดยใช้ฐานข้อมูลของ ชุมชน และให้ชุมชนไปจัดการข้อมูลเพื่อมากำหนดแผนของตนเอง ซึ่งในยุคนั้นท่านพงศ์พโยม วาศภูติ (อดีตปลัด กระทรวงมหาดไทย) และท่านสมพร ใช้บางยาง (อดีตรองปลัดกระทรวงมหาดไทย) ก็เป็นภาคีหลักในการหนุนเสริม ให้พี่น้องประชาชนลุกขึ้นมาจัดการเรื่องนี้ ต่อมากระบวนการขับเคลื่อนแผนแม่บทชุมชนพึ่งตนเองหรือแผนชีวิตชุมชน ถูกผลักขึ้นไปอยู่ในระดับของ นโยบาย ประกอบกับช่วงปลายปี 2547 เกิดภัยพิบัติครั้งใหญ่คือ สึนามิ ตนในฐานะที่เป็นคนภาคใต้และดูแลแผน แม่บทชุมชนพึ่งตนเองของภาคใต้ ก็รวมคนกลุ่มหนึ่งจากเครือข่ายแผนแม่บทชุมชนพึ่งตนเอง 4 ภาค ไปช่วยเหลือ ในเหตุการณ์ภัยพิบัติสึนามิ พอปลายปี 2548 เกิดน้ำท่วมฝั่งอ่าวไทยทั้งหมด 7 จังหวัด จึงบอกกับทุกคนว่า ขอให้ รวมตัวของผู้ประสบภัยและผู้ไม่ประสบภัยไปทำเรื่องภัยพิบัติ เป็นองค์กรภาคประชาชนขับเคลื่อนเรื่องนี้ร่วมกัน พอเกิดการรวมตัวเป็นเครือข่ายองค์กรภาคประชาชน บทบาทแรกคือ เกิดภัยที่ไหนก็ไปที่นั่น ตามจิตอาสา ใจอยากจะไป ไม่ได้มีระบบอะไร แค่ไปช่วย การไปช่วยแต่ละครั้งก็เกิดการเรียนรู้ พัฒนา ยกระดับตนเองขึ้นมา แต่ ยิ่งช่วย ภัยก็ยิ่งเยอะขึ้น ที่จังหวัดนครราชสีมาบ้าง อำเภอลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์บ้าง หรือไปที่ 3 จังหวัดชายแดน ภาคใต้บ้าง เราจึงมาคิดว่า แทนที่จะไปช่วย น่าจะไปสนับสนุนหรือหนุนเสริมให้พื้นที่ดูแลตนเอง ด้วยการสร้าง กระบวนการให้เกิดระบบการจัดการภัยพิบัติในระดับตำบล จากนั้นจึงไปเลือกตำบลที่เคยทำแผนแม่บทชุมชนพึ่งตนเอง 2 พันกว่าตำบลมาทำงานเกาะเกี่ยวกัน เพราะ เรื่องหนึ่งภายใต้แผนแม่บทชุมชนพึ่งตนเอง มีเรื่องของภัยพิบัติอยู่แล้ว แต่ช่วงหลังกระบวนการจัดทำแผนของ หน่วยงานต่างๆ อาจจะเปลี่ยนไป เราจึงต้องหันกลับมามุ่งเน้นในเรื่องนี้อย่างจริงจัง ภารกิจหลักของเครือข่ายการจัดการภัยพิบัติภาคประชาชนคือ การไปสนับสนุนให้มีการจัดตั้งศูนย์การ จัดการภัยพิบัติระดับตำบล โดยเลือกเอาเฉพาะตำบลที่เป็นเครือข่าย มีแนวคิด-แนวทางจัดการโดยนำประสบการณ์ มาจากหลายพื้นที่ เพราะในแต่ละตำบลจะมีองค์ประกอบหลักที่เรียกว่า 3 เสือ ได้แก่ เสือตัวที่ 1 ท้องถิ่น คือ อบต. เสือตัวที่ 2 ท้องที่ คือ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และเสือตัวที่ 3 คือ ชุมชน ถ้าเสือ 3 ตัวนี้จับมือกันได้ จะมีพลังมหาศาล ในการขับเคลื่อน ���ังนั้นทั้ง 3 ส่วนนี้จึงต้องทำหน้าที่เป็นแกนหลักในการจัดตั้งศูนย์การจัดการภัยพิบัติระดับตำบล แต่ใน การบริหารจัดการนั้นต้องเป็นไปตามบริบทพื้นที่ พื้นที่ไหนกำนันสนใจอยากทำเรื่องนี้ก็ให้กำนันนำไปก่อน ที่ไหน พี่น้องประชาชนอยากจะทำ เอ้า ก็นำไป หรือที่ไหนผู้บริหารท้องถิ่นเป็นแกนหลักก็เริ่มต้นนำไปได้ ภาษาของตน เรียกว่า ทฤษฎีดอกไม้บาน-ดอกไม้หุบ


หากเป็นทฤษฎีดอกไม้หุบ แปลว่า ชาวบ้านมาล้อมท้องถิ่น ถ้าท้องถิ่นไม่เอาด้วย เมื่อถึงสมัยหน้าเราก็ส่งคน ลงแข่ง ขณะที่ทฤษฎีดอกไม้บาน แปลว่า บานออกมาจากท้องถิ่น ใครอยากมาทำงานร่วมกับชาวบ้านก็สามารถ เข้ามาร่วมมือกันได้ สิ่งที่เรายึดเป็นหลักอยู่เสมอคือ ไม่ว่าจะเป็นภัยพิบัติหรืออะไร ชัยชนะไม่ได้อยู่ที่ทำเนียบรัฐบาลหรือนายก รัฐมนตรี ชัยชนะเรื่องภัยพิบัติอยู่ที่ชุมชนท้องถิ่น และวันนี้ เราจะชนะภัยพิบัตินั้นย่อมทำไม่ได้ แต่จะทำอย่างไรให้ คน ชุมชน อยู่ได้กับภาวะภัยพิบัติ และได้รับผลกระทบน้อยที่สุด นั่นคือหัวใจภายใต้สิ่งที่ชุมชนคิดร่วมกัน เพราะฉะนั้นสิ่งสำคัญที่สุด ศูนย์การจัดการภัยพิบัติในระดับตำบลต้องมีกลไกในการทำงาน โดยนำเอา 3 ส่วนคือ ชุมชน ท้องที่ และท้องถิ่น มาเป็นกลไก และสิ่งสำคัญกว่านั้นคือ ต้องใช้ข้อมูลในการทำงาน เหมือนกับกระบวนการจัดทำแผนแม่บทชุมชน พึ่งตนเอง และต้องลึกในเรื่องแผนการจัดการภัยพิบัติ โดยใช้ทั้งข้อมูลกายภาพ เรื่องของพื้นที่เสี่ยงภัย กลุ่ม

ผู้ประสบภัย จุดพักพิง (ตนไม่เรียกจุดอพยพ แต่เรียกว่า จุดพักพิง) และระบบการเตือนภัย เมื่อได้ข้อมูลแล้วก็ต้องนำมาวิเคราะห์กัน ซึ่งมีแผนการจัดการอย่างเดียวไม่พอ ต้องมีอาสาสมัครจัดการ

ภัยพิบัติด้วย อันที่จริง เรามีอาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน (อปพร.) ของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ประมาณ 2 หมื่นคน น่าจะนำอาสาเหล่านี้มาพัฒนาเป็นอาสาสมัครจัดการภัยพิบัติ การฝึกอาสาสมัครไม่ใช่ปีละครั้ง ต้องมีการฝึกฝนอยู่ตลอด ซึ่งตอนนี้ในส่วนของภาคใต้มีการพัฒนาอาสา สมัครไปแล้ว 400 กว่าคน เป็นชุดปฏิบัติการเคลื่อนที่เร็ว เพียงแค่เป่านกหวีดก็ออกปฏิบัติการได้ทันที รวมทั้งยัง ได้รับการสนับสนุนจาก อบจ.สงขลา มอบรถกู้ภัยมาให้ 6 ตำบล และในอนาคตท่านสัญญาว่า 9 ตำบลที่ทำงาน เรื่องนี้ ทาง อบจ.จะมอบรถกู้ภัยมาให้ทั้งหมด ถือเป็นความร่วมมือของท้องถิ่นในการหนุนเสริมองค์กรภาคประชาชน นอกจากมีอาสาสมัครแล้ว ก็ต้องจัดเตรียมอุปกรณ์-เครื่องไม้เครื่องมือต่างๆ ให้พร้อม อย่างกรณี เหตุการณ์น้ำท่วมที่ตำบลกรุงชิง อำเภอนบพิตำ จังหวัดนครศรีธรรมราช มีอาสาสมัครไป 300 กว่าคน แต่ต้องไป ยืนดูอยู่ 4 ชั่วโมงกว่า ไม่สามารถข้ามสะพานได้ เพราะขาดอุปกรณ์-เครื่องไม้เครื่องมือ และอีกเรื่องที่มีความสำคัญ คือ จะต้องมีการส่งเสริมให้เกิดกองทุนการจัดการภัยพิบัติในระดับตำบลเพื่อให้มีระบบการดูแลอาสาสมัคร

อย่างเป็นรูปธรรม วันนี้ระบบอาสาสมัครไม่ยั่งยืนเพราะเขาอาจจะมาช่วยได้ในครั้งแรกและครั้งที่ 2 พอถึงครั้งที่ 3 อาจจะถูก ครอบครัวดุด่า สุดท้ายก็หายไป จึงต้องมีระบบการดูแลอาสาสมัครที่ไม่ใช่ค่าตอบแทน เพราะถ้ามีค่าตอบแทนก็จะ เกิดปัญหาอย่างกรณีของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) พอมีเรื่องค่าตอบแทน คนที่ไม่ได้รับค่า ตอบแทนก็ไม่ยอมมาทำงาน เหล่านี้เป็นเรื่องที่ต้องทบทวน หลังจากได้ระบบตรงนี้เกิดขึ้นก็จะต้องมีแผนการจัดการภัยพิบัติ ในเรื่องการป้องกัน การช่วยเหลือ และ การฟื้นฟู โดยใช้วงแลกเปลี่ยน เพราะเราคงไปบังคับกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน อบต.มาประชุมไม่ได้ แต่ต้องใช้ข้อมูล ประสบการณ์ องค์ความรู้ ภูมิปัญญา และเวทีแลกเปลี่ยน พอคนเข้ามาร่วมเยอะๆ สักพักผู้บริหารท้องถิ่นก็จะเข้า แรกๆ อาจจะส่งปลัดมาก่อน ถ้าคนมาเป็นร้อย ไม่นานเขาก็อยากเข้ามาร่วมเอง นี่คือประสบการณ์ที่ได้เรียนรู้มา

19


20

วันนี้ที่ทางภาคใต้ได้ดำเนินการไปแล้ว เราหาเพื่อนหาพวกได้ประมาณ 60 กว่าพื้นที่ หากรวม 3 จังหวัด ชายแดนภาคใต้ ก็จะมีประมาณ 70 พื้นที่ แม้จะเห็นกระบวนการขับเคลื่อน แต่สุดท้าย ตำบลเดี่ยวย่อมจัดการไม่ได้ จึงต้องมีการหนุนเสริมให้เกิดการเชื่อมโยงต่างตำบล เราหนุนเสริมให้เกิดการเชื่อมโยงเครือข่ายการจัดการภัยพิบัติ ซึ่งบางพื้นที่ก็เป็นเครือข่ายระดับจังหวัด เช่น จังหวัดนครศรีธรรมราช แต่ไม่ได้หมายถึงทุกตำบล เพียงแต่ในภาพรวมมีเกือบทุกพื้นที่ หรือบางพื้นที่อย่าง 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เราคิดว่า ต้องเป็นศูนย์พื้นที่ เพราะมีมิติในเรื่องวิถีชีวิต วัฒนธรรม และหลักศาสนา ซึ่งมี ความสำคัญ หรือแม้กระทั่งกลุ่มชาวเล เราก็คิดว่าต้องให้เป็นศูนย์พื้นที่ และอีกกลุ่มหนึ่งคือ เครือข่ายภูมินิเวศ เพราะเครือข่ายลุ่มน้ำจะอยู่อย่างโดดเดี่ยวไม่ได้ อย่างลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลาเขาก็ต้องพึ่งพิงกัน รวมทั้งคาบสมุทร สทิงพระ หรือเทือกเขาสก จะบอกว่าอยู่ตำบลเดียวคงไม่ได้ ก็ต้องรวมตัวกันเป็นภูมินิเวศเทือกเขาสก ลุ่มน้ำ ทะเลสาบสงขลา ลุ่มน้ำหลังสวน หรือเทือกเขาบรรทัด โดยจะเลือกเอาพื้นที่ที่มีภาวะความเสี่ยงภัยสูง หนุนเสริม

ให้เกิดการเชื่อมโยงกัน เครือข่ายไปให้การสนับสนุนอะไรบ้าง เราไปส่งเสริมให้กลไกต่าง ๆ มาเชื่อมร้อยกัน มีวงแลกเปลี่ยนเรียน รู้ สิ่งสำคัญคือ ต้องมีข้อมูลเรื่องทรัพยากรและเครื่องมืออุปกรณ์ มาแลกเปลี่ยนกัน เพราะทุกท้องถิ่นจะจัดซื้อเรือ

คงเป็นไปไม่ได้ และน้ำมันท่วมไม่พร้อมกัน ฉะนั้นเราหยิบยืมกันมาใช้ได้ รวมทั้งยังมีระบบการพัฒนาอาสาสมัคร ระบบการสื่อสาร และการเตือนภัย โดยเราให้ความสำคัญกับเรื่องระบบการสื่อสาร เช่น วิทยุสื่อสารเครื่องแดง ทางเครือข่ายก็มีการจัดหามาช่วยหนุนเสริม เมื่อก่อนบทบาทการช่วยเหลือด้วยการยกขบวนไปช่วยพื้นที่ต่างๆ ถือเป็นบทบาทหลัก แต่ตอนนี้เราคิดว่า น่าจะกลายเป็นบทบาทรอง เรื่องการหนุนเสริมให้เกิดระบบการจัดการในตำบลน่าจะขึ้นมาเป็นเรื่องหลัก อย่างไรก็ตาม หากจะกล่าวถึงบทบาทในการช่วยเหลือพื้นที่ประสบภัย ที่ผ่านมาเรามีแนวทางชัดเจนว่า

จะช่วยเหลืออะไรได้บ้าง เมื่อเกิดภัยพิบัติ ไม่ว่าจะเป็นภูมิภาคไหนก็ตาม เราจะสนับสนุนอาสาสมัครจัดการภัยพิบัติที่ผ่านการ

ฝึกช่วยเหลือจากทางเครือข่าย พร้อมเครื่องมืออุปกรณ์ที่มี เช่น เรือ เสื้อชูชีพ เชือก วิทยุสื่อสาร ไปปฏิบัติการ

ช่วยเหลือพื้นที่เครือข่ายที่ประสบภัย แต่ตอนหลังมานี้ ก็ไม่ใช่เฉพาะพื้นที่เครือข่ายอย่างเดียว อย่างอำเภอ บางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี ไม่ได้เป็นเครือข่าย แต่เพราะพี่น้องลำบากจึงมาช่วย ซึ่งก็มีข้อจำกัด เพราะเมื่อไปแล้ว เราไม่รู้ว่าจะประสานกับใคร พวกตนเป็นคนบ้านนอก เข้ามาในเมืองแต่ละทีก็ลำบากเหลือเกิน การช่วยเหลือพื้นที่ผู้ประสบภัยจะต้องมีข้อมูลกายภาพและข้อมูลแผนที่ชัดเจน และต้องมีการวางแผน

ในการกำหนดภารกิจร่วมกัน ไม่เช่นนั้นการปฏิบัติภารกิจก็จะมีปัญหามาก บางครั้งเรือถึงกับล่มเพราะไม่รู้จักพื้นที่ บทเรียนจากการไปช่วยน้ำท่วมที่อำเภอบางปะหัน จังห���ัดพระนครศรีอยุธยา ชาวบ้านบอกไปส่งหน่อย จะค่ำแล้ว จากนี่ไปแค่ 3 กิโลเมตร ตนขี่เรือไป 3 ชั่วโมง ระยะทางสัก 20 กว่ากิโลเมตรได้ กลับมาถึงมืด สงสัยคนที่ นี่คงจะเป็นแม้ว เพราะเขาบอกว่า กิโลฯ แม้วมันไกล ชาวบ้านคงกลัวว่าถ้าบอกความจริงพวกตนคงไม่ยอมไปเลย


ต้องหลอก พอมาที่อำเภอบางใหญ่ จังหวัดนนทบุรี ก็เหมือนกัน บอกว่า ไปส่งหน่อย มีญาติติดอยู่ในบ้าน 3 คน ขับเรือไป 18 กิโลเมตร มีแมวอยู่ 3 ตัว อยู่ในบ้านหลังใหญ่ ราคาหลายล้านบาท หรือบางทีเวลาไปช่วยอพยพ เราไม่มีความรู้เรื่องเส้นทาง อย่างกรณีของกรุงเทพฯ พื้นที่ในกรุงเทพฯ ขับเรือยากมาก เพราะคนจะเดินกลางถนน ส่วนเรือก็ไม่มีหรอกว่าจะไปซ้ายหรือไปขวา เขาก็ขับสบายๆ ของเขา พอเราเดินทางไปถึงพื้นที่ก็ตกใจ เพราะคนที่ให้ไปอพยพเพิ่งผ่าคลอดได้ 5 วัน มีแม่กับลูกอ่อน และลูกคนโต เขาส่ง เด็กมาให้ก็ไม่รู้จะจับตรงไหน เพราะต้องเอาลงเรือ และเราไม่รู้ข้อมูลก็เลยเอาเรือไปลำเดียว เข้าใจว่า ถ้าเป็นคนป่วย ก็แค่หามลงเรือ แต่ต้องชื่นชมลูกคนโต เขามาจับมือว่า ลุงต้องพาน้องหนูออกไปให้ได้นะ เราก็บอกว่า ได้ แล้วตอน นั้นก็มืด ผิดพลาดมาก ไม่ได้เอาไฟฉายไป เพราะมันเดินทางไปลำบาก เอาเรือใส่รถ แล้วเอาเรือลงจากรถ กลับมา ก็ยกเรือใส่รถอีก ข้อจำกัดข้อใหญ่คือ ตนไม่รู้จักเส้นทางในกรุงเทพฯ และระบบสื่อสารตอนนั้นก็ลำบาก ใช้เวลา ประมาณ 5 ชั่วโมง กลับมาถึงเที่ยงคืน ปลอดภัยดี บางเรื่องถ้าเราไม่มีข้อมูล และไม่มีทักษะในการช่วยเหลือก็ลำบาก อย่างไปที่จังหวัดนครราชสีมา คนท้อง นั่งอยู่ 6 คน ใกล้จะคลอด พอไปถึงแล้วเขาก็พากันร้องไห้ใหญ่เพราะอยากจะอพยพ เราก็ไม่รู้จะพาไปไหน แล้วถ้า เขาคลอดจะทำอย่างไร หรือตอนไปที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา มีบทเรียนสำคัญว่า ส่วนใหญ่เด็กจะเสียชีวิต เพราะว่าเวลาเราไปแจกข้าวกล่อง เด็ก 6 เดือนไม่ได้ทานข้าว นมก็ไม่มี เขาก็ป่วย ครั้งหนึ่งตอนเข้าไปอพยพ น้ำเชี่ยว มาก ออกไม่ได้ กองทัพเรือก็ไม่กล้า เราไม่รู้จะทำอย่างไร แต่แม่ของเด็กเกาะขาไว้ ถ้าไม่ออกก็ตาย ถ้าออกอาจ จะรอด ก็เลยตัดสินใจพาออกมา ดังนั้นเรื่องแผนที่ ขอย้ำกับผู้บริหารท้องถิ่นว่า ถ้าจะปฏิบัติการในลักษณะนี้ ต้องมีข้อมูลที่ชัดเจน ว่าจะ ไปช่วยใคร เด็ก ผู้สูงอายุ ต้องรีบอพยพออกก่อน ไม่ใช่ว่าสถานการณ์วิกฤติแล้วถึงอพยพ อีกบทเรียนมาจากอำเภอบางปะหันเหมือนกัน ไม่ขอบอกว่า ตำบลอะไร ไปแล้วก็เจอบางปะหันจริงๆ หันไป หันมา และไม่มีข้อมูลอะไรทั้งสิ้น อำเภอน้ำท่วมหมด แต่ไม่มีแม้กระทั่งนายอำเภอ วันนั้นตนเลยถือโอกาสเป็นนาย อำเภอบางปะหัน เพราะคนอื่นอพยพหนีไปกันหมด แถมเรือตนก็ยังไปคว่ำที่บางปะหันอีก ความลึกของน้ำ 4.7 เมตร สาเหตุที่ทราบเพราะเครื่องตกลงไปในน้ำ ต้องมุดน้ำอยู่ครึ่งชั่วโมงเพื่อจะเอาเครื่องกลับขึ้นมา น่ากลัวมาก ซึ่งแตก ต่างอย่างสิ้นเชิงกับตำบลหัวไผ่ อำเภอเมือง จังหวัดสิงห์บุรี ถึงเดินทางไปแล้วท่านนายกฯ ไม่อยู่ ก็มีแผนที่เตรียมไว้ พร้อมสรรพ ถามข้อมูลจากใครก็ได้ แม้กระทั่งผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน ก็รู้หมด และไม่ต้องรอท่านนายกฯ กลับมา ออกไป ปฏิบัติภารกิจได้เลย ตอนกลางคืนก็สามารถปฏิบัติภารกิจได้ เพราะมีโคมไฟขนาดใหญ่คอยให้แสงสว่างอยู่ ก่อนปฏิบัติภารกิจจะต้องมีการประเมินสถานการณ์ และเมื่อปฏิบัติภารกิจแล้วเสร็จจะต้องมีการสรุปผล การปฏิบัติงานทุกวัน ยกตัวอย่างไปช่วยพี่น้องที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เขาบอกว่า พี่น้องที่นั่นอดข้าวมา 3 วันแล้ว คุณหญิงสุพัตรา มาศดิตถ์ ก็บอกให้ชุดของเราเข้าไปช่วย เพราะมีความสามารถ โดยนำข้าวที่กองทัพ อากาศผลิตให้เอาเข้าไปแจกในพื้นที่ ปรากฏว่า ดันเอาข้าวคะน้าหมูกรอบให้ไปแจกพี่น้องมุสลิม เราคนเอาไปก็ ไม่รู้เรื่อง ต้องกลับมาใหม่ แต่เขามีน้ำใจ บอกว่า ฝั่งโน้นเป็นไทยพุทธ ขอแค่น้ำพอ

21


และสิ่งสำคัญที่สุดเมื่อจบสิ้นภารกิจ อาสาสมัครจะต้องร่วมกันสรุปบทเรียนว่าเรามีปัญหาอะไรบ้าง เพื่อการพัฒนายกระดับ เพราะเราเป็นองค์กรภาคประชาชน ยกตัวอย่างที่จังหวัดนครราชสีมา เราไปโดยไม่มีข้อมูล อะไรเลย เกือบจะเอาชีวิตไปทิ้ง ถามเขาว่าไปทางไหน ที่นั่นเขาเรียก โนน แต่ละโนนมีระยะทางห่างกันประมาณ 1314 กิโลเมตร และเป็นท้องน้ำทั้งหมด แผนที่จึงต้องวาดเป็นแผนที่ทำมือก่อน ไม่เช่นนั้นจะอันตรายมาก ต้องรู้ว่า จุดนั้นมีพี่น้องประชาชนกี่คนและเราต้องอพยพอย่างไร ภารกิจหลักในการช่วยเหลือผู้ประสบภัย เราแบ่งเป็น ภารกิจอพยพและช่วยเหลือผู้ประสบภัย อาสาสมัคร ต้องมีความรู้ความเข้าใจในการใช้เรือและเครื่องมือต่างๆ รู้ว่า พื้นที่นั้นจะต้องใช้เรือแบบไหน ใช้เครื่องมืออย่างไร เรือลำหนึ่งราคาเกือบล้านบาท เอาไปช่วยที่จังหวัดนครราชสีมาไม่ได้หรอก ขนาดหน่วยซีล (SEAL) ที่เก่งที่สุดในกอง ทัพเรือก็ช่วยไม่ได้ เพราะไปเจอลวดหนามเข้า เรือยางก็แตก ล้านหนึ่งก็เอาไม่อยู่ สู้เรือหางยาวไม่ได้ ไปเร็วด้วย ส่วนบ้านตนที่ภาคใต้ใช้เรือยาง เรือไม้ เรือพลาสติกไม่ได้ ตอนไปที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เรือของกรม ป้องกันและบรรเทาสาธารภัยแตกไป 30 กว่าลำ ใช้เรือไฟเบอร์ก็ไม่ได้อีก ต้องใช้เรือพลาสติกอัดโฟม เพราะน้ำ

แรงมาก ขณะที่ในเมืองต้องใช้เครื่องหางยาว พอเจอขนาบก็ยกหางขึ้น หรือไม่อย่างนั้นอาจจะเอาไว้ลากจูงแบบ ที่ตำรวจทำก็ได้อยู่ ซื้อมาแล้วก็ลากเอา อีกทั้งอาสาสมัครต้องมีความรู้ความสามารถในการขนย้ายผู้ประสบภัยและการอพยพ บทเรียนหนึ่งที่น้ำตก ท่าหา อำเภอลานสกา จังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งถกกับทางช่อง 3 อยู่ช่วงหนึ่ง สื่อมวลชนบอกว่า มีนักท่องเที่ยว ติดอยู่บนภูเขา 50 คน ท่านผู้ว่าฯ คนใหม่ วิโรจน์ จิวะรังสรรค์ (ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช) เรียกตนไป บอกว่า โกเมศร์ต้องช่วยอพยพ ตนบอกว่า ไม่ได้นะครับท่าน เพราะว่าคนที่ติดอยู่ เขาอยู่ที่สบายแล้ว มีอาหารการ กินพร้อม ดินก็ไม่ถล่ม แต่ถ้าอพยพข้ามน้ำมาจะตายเอา ท่านก็ไม่ยอม ผู้สื่อข่าวก็เอาไมโครโฟนจ่อปากผู้ว่าฯ ผู้ว่าฯ ไม่รู้จะทำอย่างไร ก็รับปากว่า จะไปอพยพ ตนก็เลยบอกว่า ไม่อยากจะเปลี่ยนจากอาสาสมัครไปเป็นผู้ต้องหา คดีทำความประมาทให้ผู้อื่นถึงแก่ชีวิต ก็เลยกลับออกมาจากพื้นที่ ในที่สุดก็กลายเป็นบทบาทของทหาร เพราะเรา ประเมินแล้วว่า ถ้าช่วยไม่ได้อย่าไปช่วย และเขาอยู่สบายแล้ว มีวิทยุสื่อสารคุยกันว่า มีอาหารทานได้ประมาณ 7 วัน และอีก 3 วันน้ำลด เหตุผลที่เรารู้ว่า พื้นที่ตรงนั้นอันตราย เพราะเคยมีอาสาสมัครเสียชีวิตในบริเวณนั้น เมื่อเดือนมีนาคม 2543 เพราะจะรีบเข้าไปช่วยพ่อ แต่กลับออกมาไม่ได้ พวกตนต้องเข้าไปค้นพบศพ จึงเป็นบทเรียนว่า ที่นั่นเมื่อ

ข้ามไปอยู่แล้ว คุณอยู่ไปเถอะ อย่าเพิ่งกลับมา ภารกิจอีกเรื่องหนึ่งคือ งานขนส่งถุงยังชีพ ยกตัวอย่างที่อำเภอบางระกำ จังหวัดนครปฐม พี่น้องได้กินข้าว แค่มื้อเดียว เพราะบ้านเขาอยู่ไกลมาก พวกตนก็ไปช่วยผลิตอาหารกันที่วัด ตกลงกันกับ นายก อบต.บางระกำ ว่า เราผลิตอาหารแค่มื้อเดียวพอ เพราะคนไปส่งก็ไม่ไหว มื้อเดียวเดินทางไป 10 กว่ากิโลเมตร และตั���ง 15 หมู่บ้าน พื้นที่ตำบลบางระกำใหญ่กว่าอำเภอบ้านตนเสียอีก 22


ภารกิจต่อไปเป็นงานฟื้นฟู เราทำหลายเรื่อง อย่างบ้านของพี่น้องที่ได้รับความเสียหาย อาสาสมัครจาก ที่เคยขับเรือก็เปลี่ยนเป็นช่างไม้ได้ด้วย โดยเราไปร่วมกันสร้างบ้านรวมใจทั้งหมด 4 หลัง ที่ตำบลกรุงชิง อำเภอ นบพิตำ จังหวัดนครศรีธรรมราช อาสาสมัครเหล่านี้เป็นการขอแรงอย่างเดียว ส่วนวัสดุอุปกรณ์มีหลายหน่วยงาน เข้าไปให้การสนับสนุน และภารกิจสุดท้ายคือ งานป้องกัน เราเชื่อว่า การป้องกันก็เป็นงานสำคัญ ตอนไปช่วยน้ำท่วมที่ตำบลหัวไผ่ อำเภอเมือง จังหวัดสิงห์บุรี เห็นว่า ดินเหนียวปนทรายนี่คงเอาไม่อยู่ และ “กระรอก” (ระลอกคลื่น) เยอะเหลือเกิน คันดินกั้นน้ำก็เล็กลงเรื่อยๆ พวกตนไปนอนอยู่ในคันดิน ระดับน้ำสูงประมาณเมตรครึ่ง นอนไปก็ต้องใส่เสื้อชูชีพ ไว้ด้วย เพราะถ้าน้ำมาไม่รู้จะลอยไปไหน พอมองเห็นผักตบชวาอยู่แถวนั้น ก็เลยไปนั่งคุยกับพี่น้องว่า เราไปช่วยกัน ลากผักตบชวามากั้นลูกคลื่นไว้ตลอดแนว จึงกันน้ำไว้ได้ ปีนี้ท่านนายกฯ ทวีป จูมั่น คงต้องหาพันธุ์ผักตบชวาไป ปลูกใหม่ เพราะพวกตนเอามาใช้หมด บทเรียนที่ผ่านมา เราค้นพบว่า พื้นที่ใดที่มีฐานข้อมูล มีกลไกการทำงานร่วมกันระหว่างชุมชน ท้องที่ และ ท้องถิ่น จะทำให้พื้นที่นั้นสามารถจัดการภัยพิบัติได้อย่างเป็นระบบ และการช่วยเหลือจากภาคีภายนอกก็จะสามารถ ปฏิบัติการช่วยเหลือได้อย่างรวดเร็วทันท่วงที มีประสิทธิภาพ ดังนั้นเราเชื่อมั่นเหลือเกินว่า ฐานข้อมูล แผนงาน และ กลไกการทำงานร่วม จะเป็นเครื่องมือหลักในการจัดการภัยพิบัติ มหาอุทกภัยครั้งนี้ถึงแม้จะเป็นวิกฤติและสร้างความเสียหายย่อยยับ แต่อย่างน้อยที่สุด มันก็ช่วยสร้าง สำนึกของคน ปลูกสำนึกใหม่ ให้คนลุกขึ้นมาช่วยกัน และเห็นพลังท้องถิ่น พลังชุมชน พลังของหน่วยงานภาคีต่างๆ อีกทั้งตนเชื่อว่า มหาอุทกภัยครั้งนี้ได้เปลี่ยนวิธีคิดของผู้ว่าฯ ไปหลายท่าน เพราะเท่าที่ได้ไปพบปะพูดคุย ต่างบอกว่า ให้มาช่วยทำเรื่องภัยพิบัติ เดี๋ยวทางจังหวัดจะสนับสนุนเครื่องมือให้ ทั้งที่เมื่อก่อนนี้ไม่เคยพูดถึง

มาก่อน ถือเป็นช่วงเวลาแห่งโอกาสที่มีความสำคัญ ต่อไปข้างหน้าภาคประชาชนคงไม่โดดเดี่ยว เพราะมีทั้งภาควิชา การท้องถิ่น และหน่วยงานภาครัฐ มาทำงานร่วมมือกัน

23


การจัดการภัยพิบัติแบบพึ่งตนเองที่จังหวัดนครศรีธรรมราช

“เราไม่รับถุงยังชีพ” มันเป็นเรื่องท้าทายและอหังการ์ซึ่งได้ประกาศไว้ที่จังหวัดนครศรีธรรมราช เพราะเราได้ทำเรื่องการจัดการภัยพิบัติ เต็มพื้นที่ เพื่อให้คนจังหวัดนครศรีธรรมราชที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัยสามารถอยู่รอดได้โดยไม่ต้องรอคนข้างนอก บทเรียนจากปีที่แล้ว มีเหตุการณ์ถนนขาดที่จังหวัดสุราษฏร์ธานี ทำให้ตนต้องอดข้าว เพราะว่ารถผ่านไปไม่ได้ จึงคิดเรื่องนี้ขึ้นมาทันที และบอกเครือข่ายในพื้นที่ตำบลกรุงชิง อำเภอนบพิตำ และพื้นที่เสี่ยงภัยทั้งหมดว่า ให้กลับไปเตรียม เรื่องอาหารและทุกอย่างไว้ให้พร้อม เตรียมไว้อย่างน้อย 15 วัน โชคดีที่ชาวบ้านดูข่าวมหาอุทกภัยอยู่ตลอด เขาก็เตรียมไว้ ล่วงหน้าเป็นเดือนเลย และเขาไม่ต้องอพยพออกมา ไม่ต้องเสี่ยงกับชีวิตและทรัพย์สิน เราได้ จ ั ด ทำผั ง การจั ด การภั ย พิ บ ั ต ิ และมี จ ุ ด สำหรั บ อพยพ พร้ อ มทั ้ ง มี ร ะบบสื ่ อ สารขึ ้ น เสาวิ ท ยุ ส ื ่ อ สาร เครื่องแดง ส่งสัญญาณจากจังหวัดนครศรีธรรมราชไปถึงจังหวัดปัตตานี ชาวบ้านสามารถติดต่อสื่อสารถึงกันได้ จากนั้น ตนก็ประกาศออกไป ภาคีหลายฝ่ายโทรศัพท์มาหาว่า หมายเลขบัญชีอะไรเดี๋ยวโอนเงินไปให้ซื้อถุงยังชีพ ตนบอกว่า พี่ ผมไม่เอา เรือเที่ยวนี้ของเครือข่ายจะไม่มีการบรรทุกถุงยังชีพโดยเด็ดขาด ไม่ให้ถุงยังชีพเข้า คุยกับท่านผู้ว่าฯ ท่านก็อึดอัดใจ ซึ่งก็เข้าใจท่าน มีเพียงหน่วยงานเดียว ซึ่งคงไม่ขอเอ่ยนาม ที่มีถุงยังชีพเข้าไป เพราะปฏิเสธไม่ได้ แต่กระบวนการของสื่อมวลชน บางเรื่องก็ทำให้ชุมชนเกิดความเสียหายเหมือนกัน พอเราประกาศออกไปว่า ไม่รับ ถุงยังชีพ ก็ถูกกดดันจากคนทำสื่อ เหมือนว่า คุณไปรู้แทนชาวบ้านได้อย่างไรว่าไม่เอาถุงยังชีพ นี่เป็นเรื่องใหญ่ที่จะต้องคุย กัน แต่อย่างน้อยที่สุด ถ้าเรายังคิดว่า รอให้เขามาแจก แล้ววันไหนเขาไม่มาแจกหล่ะ ตายหรือเปล่า ตนบอกชาวบ้านว่า ถุงยังชีพเขาแจกหมดแล้วที่ภาคกลาง ภาคกลางน้ำท่วมหมด บริษัทที่เอาของไปแจกน้ำท่วมหมด เจ๊งหมดแล้ว เพราะฉะนั้น ต้องเตรียมตัวไว้ ในส่วนของเรือก็ต้องจัดหา เพราะเรือของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยยังอยู่ที่กรุงเทพฯ หลายลำ และบางส่วนก็เครื่องพังหมดเพราะส่งไปช่วยน้ำท่วมกรุงเทพฯ เพราะฉะนั้นเราจึงต้องเตรียมตัวทุกเรื่อง และถ้าเครือข่ายใดในจังหวัดนครศรีธรรมราชไปขอถุงยังชีพ ตนจะด่าในที่ประชุมใหญ่ แม้จะทำให้มีคนไม่ชอบบ้าง ก็เป็นธรรมดา แต่ชุมชนต้องกล้าประกาศไม่รับถุงยังชีพ อย่าแบมือขอ มือเราอย่าแบ อย่าหงายมือ รู้จักที่จะผลักบ้าง

เราต้องมีภูมิคุ้มกันในตัวของชุมชนเอง

24


(5) การฟื้นฟูคุณภาพชีวิตผู้ประสบอุทกภัยอย่างยั่งยืน: โครงการ กล้าดี โดย นางสาววิสิษฐ์อร รัชตะนาวิน นักวิเคราะห์สารสนเทศ มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์

อุทกภัยที่เกิดขึ้นนับตั้งแต่เดือนสิงหาคมมาจนถึงปัจจุบัน ได้ส่งกระทบอย่างรุนแรงต่อชีวิตความเป็นอยู่ และทรัพย์สินของประชาชน และส่งผลกระทบทางจิตวิทยาเป็นอย่างยิ่งต่อประชาชนทั่วประเทศ ณ วันที่ 21 ตุลาคม 2554 อุทกภัยได้สร้างผลกระทบในพื้นที่ 27 จังหวัด 274 อำเภอ 2,256 ตำบล 916,628 ครัวเรือน หรือ 2,978,991 คน โดยมีผู้เสียชีวิต 315 ราย และสูญหาย 3 คน ที่สำคัญคือ พื้นที่เกษตรกรรมเสียหายไม่ต่ำกว่า 10,023,824 ไร่ ซึ่งความเสียหายดังกล่าวเท่ากับเป็นการ สร้างปัญหาหนี้สินของเกษตรกรให้ทับถมมากยิ่งขึ้น รัฐบาลในฐานะที่เป็นหน่วยงานหลักจึงมีความจำเป็นที่จะต้องเร่ง หาทางออกในการสร้างพื้นฐานการดำเนินชีวิตของประชาชนให้กลับมาดำเนินไปอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ ตระหนักถึงความเดือดร้อนที่เกิดขึ้นจากอุทกภัย และเห็นว่า การฟื้นฟูสภาพชีวิตความเป็นอยู่ของผู้ประสบอุทกภัยเป็นภารกิจเร่งด่วน และความอยู่รอดของประชาชนคือสิ่งที่ ควรคำนึงถึงเป็นอันดับแรก โดยปกติแล้วการดำเนินชีวิตของคนจะมีเส้นที่เรียกว่า สภาวะปกติ แต่เมื่อเกิดภัยพิบัติหรือปัญหาอุทกภัย ผู้ที่ได้รับผลกระทบจะอยู่ในสภาวะที่เรียกว่า ต่ำกว่าปกติ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ทางมูลนิธิจะต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วน คือ ทำอย่างไรก็ให้เขาสามารถกลับมาอยู่รอดในสภาวะปกติที่เขาเป็น และกลับมาพึ่งพาตนเองได้อย่างรวดเร็ว ดังนั้นกิจกรรมที่เราเสนอคือ การ “ฟื้นฟู” “อยู่ได้” เพื่อให้เขาสามารถกลับมา “อยู่รอด” โดยเฉพาะในระยะ เวลา 3 - 4 เดือนหลังจากน้ำลดลง ขั้นตอนการดำเนินงานของมูลนิธิ เราต้องมองก่อนว่า อะไรคือสิ่งที่องค์กรของเราควรทำ อะไรคือสิ่งที่ต้อง ดำเนินการก่อน เราจึงกำหนดพื้นที่เป้าหมาย ประมาณการผู้ช่วยเหลือ จากนั้นจึงประมาณ���ารงบประมาณ กำหนด กำลังคนที่เรามี กำหนดช่องทางการสื่อสาร และแนวทางแผนการลงพื้นที่ เราจึงได้ริเริ่มดำเนินโครงการกล้าดี ฟื้นฟูคุณภาพชีวิตผู้ประสบอุทกภัยอย่างยั่งยืน โดยโครงการนี ้

จะแบ่งเป็น 2 ส่วนด้วยกัน ส่วนที่ 1 คือ ลดรายจ่าย มีเป้าหมายอยู่ที่ 1 ล้านคน โดยเราจะมอบ “ชุด 3 พร้อม” ให้ กับผู้ประสบอุทกภัยทุกคน ซึ่งชุด 3 พร้อมดังกล่าวจะประกอบด้วย “พร้อมกิน” “พร้อมปลูก” และ “พร้อมเพาะ” พร้อมกิน หมายถึง เครื่องปรุงของแห้งที่สามารถนำไปรับประทานได้ทันที ได้แก่ พริกแห้ง กระเทียม และ เกลือ อย่างละครึ่งกิโลกรัม พร้อมปลูก หมายถึง ต้นกล้าที่มีผลผลิตพร้อมจะบริโภค ได้แก่ พริกขี้หนู 3 ต้น มะเขือเปราะ 2 ต้น มะเขือยาว 2 ต้น กะเพราหรือโหระพา 2 ต้น

25


พร้อมเพาะ หมายถึง เมล็ดพันธุ์พืช เช่น ถั่วฝักยาว ฟักทอง ผักบุ้ง ผักกวางตุ้ง ชะอมหรือกล้วยน้ำว้า สาเหตุที่เราเลือกพืชเหล่านี้มา เพราะเป็นสิ่งที่คนทั่วไปนิยมบริโภคอยู่แล้ว และเป็นสิ่งที่ชาวบ้านสามารถนำ ไปปลูกต่อได้ง่าย หรือนำไปเพาะพันธุ์ต่อเองได้ ส่วนที่ 2 คือ การเพิ่มรายได้ มีเป้าหมายอยู่ที่ 3 หมื่นครัวเรือน เราจะมอบพืชระยะสั้นที่เป็นที่ต้องการของ ตลาดหรือเมล็ดพันธุ์พริก Super Hot ให้ โดยกลุ่มคนที่รับจะต้องเป็นชาวบ้านที่มีการรวมกลุ่มอยู่ในชุมชน

ที่เข้มแข็ง เน้นการสร้างงาน สร้างอาชีพ ต่อยอดและเสริมศักยภาพที่เขามีอยู่ให้เพิ่มขึ้น การดำเนินโครงการพัฒนาใด ๆ ก็ตามจะต้องสามารถวัดผลได้ ซึ่งในการลดรายจ่ายหรือชุด 3 พร้อมนั้น ผลที่คาดว่าจะได้รับจากชุดพร้อมกินก็คือ การลดรายจ่ายได้ 20 บาทต่อคน และจากชุดพร้อมปลูกลดได้ 60 บาท ต่อคน ขณะที่ชุดพร้อมเพาะลดได้ 520 บาท และคาดว่า ภายใน 4 เดือนจะช่วยลดรายจ่ายได้ 600 บาทต่อคน หรือ เมื่อคิดคำนวณที่ 1 ล้านคน เท่ากับจะช่วยลดรายจ่ายได้ 600 ล้านบาท ส่วนการเพิ่มรายได้ โดยคำนวณจากพริก Super Hot คาดว่าภายใน 4 เดือน (120 วัน) จะมีรายได้ 1,606 บาทต่อคน หักต้นทุน 540 บาทต่อคน ก็จะเหลือรายได้สุทธิที่ 1,066 บาทต่อคน เพราะฉะนั้นเมื่อรวมรายได้สุทธิ

ที่ชาวบ้านได้รับจะช่วยเพิ่มรายได้ประมาณ 160 ล้านบาท ก่อนจะเริ่มต้นดำเนินโครงการ ทางมูลนิธิจะต้องมีการศึกษาข้อมูลก่อน โดยพิจารณาจากข้อมูลผู้ประสบ อุทกภัยทั้งของ ThaiFlood (ศูนย์ข้อมูลเพื่อการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย) และกระทรวงมหาดไทย เพื่อดูพื้นที่ เป้าหมายและประมาณการว่า จะต้องดำเนินการอย่างไร จากนั้นจึงลงพื้นที่ทำความเข้าใจกับทางผู้นำชุมชน เพื่อ สำรวจสภาพปัญหาที่เป็นจริงและจะได้รู้ว่า อันที่จริงแล้วสิ่งที่ผู้ประสบอุทกภัยต้องการคืออะไร ตลอดจนเรียนรู้ ข้อมูลของสภาพพื้นที่ สภาพปัญหา และสิ่งที่เขาต้องพบเผชิญอยู่ แผนงานระยะแรกของโครงการ เราเริ่มดำเนินการวันที่ 12 ตุลาคม 2554 ในพื้นที่ 8 จังหวัด โดยตั้งศูนย์ เพาะกล้าไว้ 2 แห่งคือ ที่จังหวัดอุทัยธานี และจังหวัดลพบุรี ที่จังหวัดอุทัยธานี มีการเพาะต้นกล้าไว้ 1.4 ล้านต้น เพื่อให้ครอบคลุมตั้งแต่จังหวัดพิษณุโลก พิจิตร นครสวรรค์ อุทัยธานี และชัยนาท และศูนย์เพาะกล้าที่จังหวัดลพบุรี มีการเพาะต้นกล้าไว้ 6 แสนต้น เพื่อให้ ครอบคลุมจังหวัดสิงห์บุรี ลพบุรี และอ่างทอง จากนั้นเราก็ส่งทีมลงพื้นที่ตั้งแต่วันที่ 16 ตุลาคม 2554 โดยมีการ ดึงทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วม ทั้งนักเรียน ครู ชาวบ้าน กลุ่มแม่บ้านและเยาวชน ผู้นำท้องที่-ท้องถิ่น ผู้ว่าราชการ จังหวัด ตลอดจนกองทัพบก กองทัพอากาศ ก็มาช่วยกัน วันที่ 1 พฤศจิกายน 2554 เมื่อน้ำลดลงบ้าง เราก็เข้าพื้นที่เพื่อจะได้ไปพูดคุยกับชาวบ้าน ซึ่งการลงพื้นที่ นี้จะมีทั้งลงไปพร้อมกับทางผู้ใหญ่คือ ผู้ว่าราชการจังหวัด และลงไปคุยกับชาวบ้านด้วยตนเอง ถึงท้องที่-ท้องถิ่น ทุกพื้นที่ เพื่อพูดคุยทำความเข้าใจและดูว่าเขาต้องการจริงหรือไม่ เพราะสิ่งสำคัญคือ เราไม่ยัดเยียด และมุ่งเน้นว่า สิ่งที่มอบให้คือสิ่งที่คุณต้องการจริงๆ 26


สิ่งสำคัญอีกอย่างหนึ่งคือ ทางโครงการกล้าดีไม่ได้มองว่า ผู้ประสบอุทกภัยเป็นผู้ที่มาแบมือขอและรอรับ ความช่วยเหลือ แต่เรามองว่า ทุกคนเป็นเจ้าหน้าที่ที่มาทำงานร่วมกัน เนื่องจากในภาวะที่เกิดอุทกภัย การเยียวยา ทางด้านจิตใจเป็นสิ่งสำคัญและละเอียดอ่อนมาก เพราะฉะนั้นการที่เราเปิดโอกาสให้เขาเข้ามามีส่วนร่วมทำงาน กับโครงการ นั่นเท่ากับเขาได้ช่วยเหลือตัวเอง และขณะเดียวกันก็รู้สึกดีที่สามารถช่วยเหลือคนอื่นไปในตัวด้วย ซึ่งหลักการนี้เป็นหลักการสำคัญที่ช่วยคืนศักดิ์ศรีความเป็นคนให้กับผู้ประสบอุทกภัยทุกคน นอกจากผู้ประสบอุทกภัยที่เป็นรายครัวเรือนหรือรายบุคคลแล้ว เรายังมีกลุ่มโรงเรียนซึ่งเราให้การสนับสนุน ด้วย โดยใน 4 จังหวัดที่ดำเนินการอยู่ จะมีทั้งหมด 21 โรงเรียน ซึ่งที่ศูนย์เพาะกล้าของเรา จะมีนักเรียนและ เยาวชนกลุ่มต้นกล้าของทางมูลนิธิสยามกัมมาจลเข้ามาร่วมศึกษาเรียนรู้ด้วย รวมทั้งมีภาคีพี่เลี้ยง โดยร่วมกับทาง สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ในการดำเนินการ ณ วันที่ 13 ธันวาคม 2554 เรามีผู้เข้าร่วมโครงการจากทั้ง 8 จังหวัด 47 อำเภอ 265 ตำบล รวม 128,466 ครัวเรือน หรือ 462,478 คน ขณะนี้เราอยู่ในช่วงของแผนงานระยะที่ 2 ซึ่งจะขยายผลต่อเนื่องไปอีก 3 จังหวัด 3 กลุ่ม โดยเราได้เริ่ม ตั้งศูนย์เพาะกล้าที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ตั้งแต่วันที่ 18 ธันวาคม 2554 เพื่อให้ครอบคลุมจังหวัดนครปฐม และนครนายก จากนั้นจึงแบ่งเป็น 3 กลุ่มคือ กลุ่มเกษตรกร กลุ่มโรงเรียน และกลุ่มอาชีพ จากกระบวนการทั้งหมดที่ดำเนินการมา ทำให้ตอนนี้เรามีต้นกล้าที่ดีซึ่งพร้อมจะมอบให้ และเรามีเวลาที่หายไป บางคนมองว่า อุทกภัยเหมือนหยุดเวลาเอาไว้ หรือเสียเวลาไป แต่สิ่งหนึ่งที่เราจะมอบให้คือ เวลาที่เราเพาะต้นกล้า เอาไว้ เพราะต้นกล้าที่เราให้ไม่ใช่ต้นกล้าที่เพิ่งเพาะ แต่เพาะมาแล้ว 42-45 วัน จึงเหมือนกับคืนเวลาให้กับทุกคน และยังพร้อมจะมอบกำลังใจกับทุกคนด้วย ในการดำเนินงานของโครงการ ทำให้เราได้เรียนรู้สิ่งหนึ่งที่สำคัญคือ ผู้ให้ ไม่ว่าจะเป็น ราชการ เอกชน องค์กร ชุมชน หรือประชาชน และผู้รับ ทั้ง ประชาชน องค์กร ท้องที่ ท้องถิ่น และจังหวัด ระหว่างกระบวนการที ่

เกิดขึ้นนี้ ได้ทำให้แต่ละฝ่ายเรียนรู้ซึ่งกันและกัน ผู้ให้ก็ได้เรียนรู้จากผู้รับ ไม่ว่าจะเป็นองค์ความรู้และภูมิปัญญา ขณะที่ผู้รับเองก็ได้เรียนรู้ถึงสภาพปัญหาและแนวทางการแก้ไขไปด้วยกัน เพราะฉะนั้นเมื่อผ่านกระบวนการแลก เปลี่ยนเรียนรู้ ผู้ให้ในที่สุดก็จะกลายเป็นผู้รับ และเมื่อผู้ให้และผู้รับเข้าใจซึ่งกันและกัน ประชาชนก็จะเข้มแข็ง เมื่อประชาชนเข้มแข็ง ชุมชนก็เข้มแข็ง เมื่อชุมชนเข้มแข็ง องค์กรก็เข้มแข็ง เมื่อองค์กรเข้มแข็ง จังหวัดก็เข้มแข็ง และในที่สุดประเทศชาติก็จะเข้มแข็ง 27


ช่วงแลกเปลี่ยน

ความคิดเห็น นายสมคิด สิริวัฒนากุล

ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการร่วมเพื่อสนับสนุนและช่วย เหลือผู้ประสบภัยภาคประชาชน ในฐานะผู้อำนวยการ ศูนย์ปฏิบัติการตุ้มโฮม ฮักแพง แบ่งปัน ชุมชนอีสาน สู่ผู้ประสบภัย

28

สิ่งที่ผู้ใหญ่โกเมศร์ ทองบุญชู เ���่าให้ฟังคือ ผลของ การเรียนรู้เรื่องแผนแม่บทชุมชนพึ่งตนเอง ซึ่งเมื่อก่อน เราไม่ได้คิดถึงเรื่องภัยพิบัติ คิดแต่เรื่องแก้จนอย่างเดียว พอปี 2553 เดือนตุลาคม ที่จังหวัดนครราชสีมา ตั้งแต่ อำเภอปากช่อง ปักธงไชย ลงมาถึงพิมาย ถูกน้ำท่วมจน จะมิดหลังคาเครือข่ายองค์กรชุมชนทั้ง กลุ่มออมทรัพย์ กลุ่มสวัสดิการ ที่อยู่ในแต่ละตำบaลต่างโทรศัพท์หา ตนว่า ในฐานะที่เป็นแกนนำขบวน เราจะทำอย่างไรจึงจะ ช่วยเหลือพี่น้องได้ เป็นภาวะที่ทุกข์อย่างหนัก แต่แล้ว เหมื อ นกั บ ดู ห นั ง ที ่ น างเอกกำลั ง จะถู ก ฉุ ด ไปแล้ ว มี พระเอกมาช่วย วันที่ 17 ตุลาคม 2553 ผู้ใหญ่โกเมศร์ โทรมาหา บอกว่า จะมาช่วยน้ำท่วม เหมือนกับสวรรค์ โปรด เราก็เลยบอกจุดว่า ให้ไปหาเครือข่ายที่ตรงไหน บ้าง ทำให้พี่น้องในตำบลที่ทำเรื่องแผนแม่บทชุมชน และเครือข่ายองค์กรชุมชนจังหวัดนครราชสีมาได้รับการ ช่วยเหลือในวงกว้าง เรือของผู้ใหญ่โกเมศร์กับคณะ จึงกลายเป็นสิ่งที่คนจังหวัดนครราชสีมารู้สึกประทับใจ ในการช่วยเหลือเป็นอย่างมาก จากบทเรียนปี 2553 มาถึงปี 2554 เราก็เสนอไปยัง สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) (พอช.)ว่า จังหวัดนครราชสีมาต้องการเตรียมแผนในการรองรับ เพื่อแก้ไขปัญหาน้ำท่วม โดยเราได้ลงไปทำการสำรวจ

ข้อมูลชาวบ้านแต่ละตำบล แต่ละอำเภอ พบว่า ด้วย ความที ่ ช าวบ้ า นถู ก อุ ป ถั ม ภ์ ด ้ ว ยถุ ง ยั ง ชี พ มายาวนาน เมื่อบอกว่า เงินมาแล้ว เราจะเริ่มจัดกระบวนการเรียน รู้กัน เขากลับถามว่า ถุงยังชีพใกล้ได้หรือยัง เพราะคิดว่า จะเอาเงินที่ขอ พอช.มาซื้อของไปแจก เราก็บอกว่า ต้อง เชิญประชุมก่อน มาวางแผนร่วมกัน นอกจากนี้ เรายังได้เตรียมทำเรือ โดยได้รับการ สนับสนุนจากเครือข่ายของ ทพ.ศุภผล เอี่ยมเมธาวี และ นพ.สำเริง แหยงกระโทก นายกองค์การบริหารส่วน จั ง หวั ด นครราชสี ม า รวมทั ้ ง วิ ท ยาลั ย เทคนิ ค หลวง พ่อคูณ ปริสุทโธ สร้างเรือได้ 50 ลำ ปรากฏว่า ปีนี้ จังหวัดนครราชสีมาน้ำไม่ท่วม แต่มีปัญหาทางภาคกลาง แถวจังหวัดกรุงเทพฯ เมื่อเป็นอย่างนั้นเราก็ประสานงานมาทางจังหวัด กรุงเทพฯ อ่างทอง อยุธยา และสระบุรี ที่มีเครือข่ายอยู่ ว่าเป็นอย่างไรบ้าง ต้องการให้ช่วยเหลืออะไร ปรากฏว่า เรือที่ทำไว้ เราก็ให้ยืมมาใช้ในพื้นที่ต่างๆ และขณะ เดียวกันก็มีการประเมินสถานการณ์เรื่องอาหาร การอยู่ การกิน เป็นข้อมูลระหว่างชุมชนต่อชุมชน ทำให้เรารู้ว่า จะหาอะไร จัดการอะไรให้กับพี่น้องได้ ซึ่งถ้าเอาของไป ให้ผู้มีอำนาจนำไปแจก บางทีก็ไปไม่ถึงหรือไม่ตรงกับ


ความต้องการ บางคนบอกว่า ปลากระป๋องอย่าเอามา ถ้าเจอแล้วจะอ้วก มาม่าก็ไม่เอาแล้วเหมือนกัน วันที่ 13 พฤศจิกายน 2554 มีการจัดประชุมระดม ความคิดกันทั้งภาคอีสาน โดยตัวแทนจากฝั่งลุ่มน้ำโขง ลุ่มน้ำมูล และลุ่มน้ำชี จากนั้นก็เชิญตัวแทนองค์กร ชุมชนภาคกลางและกรุงเทพฯ ไปพบกันที่ชายแดนของ จังหวัดนครราชสีมา คือ วัดมิตรภาพ ตำบลกลางดง อำเภอปากช่อง แล้วทำพิธีต้อนรับพี่น้อง บายศรีสู่ขวัญ เสร็จ ก็พูดคุยกันว่าจะระดมสิ่งของไปจุดไหน เอาอะไร ไปบ้าง ปรากฏว่า วันเดียวได้ข้าวสาร 25 ตัน ความ มั่นคงทางอาหารของภาคอีสานนี่มากจริง ๆ จากการที่ ชุ ม ชนเป็ น แกนหลั ก มาเจอกั บ ทางส่ ว นราชการคื อ อบจ.ช่ ว ยจั ด รถขนส่ ง ให้ รวมถึ ง นายอำเภอปากช่ อ ง พอเกิดวิกฤติไม่ต้องพูดยากมากความอะไร เขาช่วย เหลือเต็มที่ แต่มีอยู่จุดหนึ่งที่น่าเสียใจคือ นักการเมือง มาบอก ว่า ผมขอของทั้งหมดนี้ได้มั้ย จะติดป้ายชื่อ และออกค่า ใช้จ่ายทั้งหมดให้ ขอเอาของไปแจกเอง ตนบอกกับตัว แทนว่า อย่านะ เราเป็นขบวนองค์กรชุมชน คนอื่นจะมา แอบอ้างไม่ได้ เขาก็อ้างว่าอยู่สำนักนายกรัฐมนตรี ตนก็ ว่า ไม่เป็นไรหรอก สำนักนายกฯ ก็เคยไปประชุมบ่อยอยู่ และขอบคุณในเจตนาดี เขาก็คงไม่ค่อยพอใจนัก จนมาถึงวันที่ 27 - 28 พฤศจิกายน 2554 ที่สถาบัน เทคโนโลยีเจ้าคุณทหารลาดกระบัง พี่น้องเครือข่ายทั้ง ประเทศราว 400 คน ก็มาสัมมนาสรุปบทเรียนในการ ดำเนินการแก้ไขปัญหาภัยพิบัติร่วมกัน และได้ประเด็น ที่สำคัญออกมา 6 ข้อด้วยกันดังนี้ 1) การจัดการภัยพิบัติ กลไก-โครงสร้างที่แน่นอน คื อ ความร่ ว มมื อ ของชุ ม ชนท้ อ งถิ ่ น รั ฐ เป็ น เพี ย ง ผู้สนับสนุน

2) กองทุน ชุมชนต้องช่วยระดมทุนกันเองก่อน จากนั ้ น รั ฐ ต้ อ งเข้ า มาช่ ว ยสมทบให้ ก ั บ กองทุ น ของ ชาวบ้าน 3) ศูนย์ประสานงานความร่วมมือต้องทำให้เกิด ความชัดเจน อย่าให้คนหนึ่งประกาศอย่างหนึ่ง และอีก คนประกาศอีกอย่าง จะทำให้ชาวบ้านเกิดความตื่นกลัว 4) สนับสนุนชุมชน ในเรื่องของแผนชุมชน นำไปสู่ แผนที่เชื่อมโยงกันในเรื่องข้อมูล เชื่อมต่อระหว่างท้อง ถิ่นกับท้องถิ่น โดยให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทำ หน้าที่รายงานสถานการณ์แต่ละท้องที่ จะเป็นสิ่งที่ดียิ่ง 5) งบประมาณ เวลารัฐจัดงบประมาณลงไปต้อง เอื้อต่อชุมชน ไม่ใช่ไปจัดการ โดยบอกว่า คำสั่งว่ามา อย่างนี้ แต่ชุมชนไม่อยากได้ นี่เป็นปัญหาซ้ำซาก และ 6) ชุมชนท้องถิ่นต้องมีส่วนร่วม ทุกขั้นตอน ของการดำเนินการเรื่องการจัดการภัยพิบัติ

นายแก้ว สังข์ชู

กรรมการเครือข่ายองค์กรชุมชนเพื่อการปฏิรูป

สิ่งที่อยากจะแลกเปลี่ยนมี 2 ประเด็นคือ ประเด็น

ที ่ 1 เป็ น ข้ อ กั ง วลที ่ ส ะท้ อ นมาจากพี ่ น ้ อ งชาวบ้ า นว่ า เรากำลังทำเลียนแบบกัน เรื่องถุงยังชีพ แต่ก่อนชาวบ้าน ไม่รู้เรื่องอะไรหรอก แต่พอเกิดรูปแบบการแจกถุงยังชีพ เมื ่ อ น้ ำ ท่ ว ม คนก็ เ ลยเลี ย นแบบกั น ทั ่ ว ประเทศ ถ้านายกฯ ผู้ว่าฯ หรือนายอำเภอคนไหนไม่แจกถุงยังชีพ ถือว่าแย่มาก ไม่ได้เรื่อง อีกเรื่องคือ กระสอบทราย บิ๊กแบ็ค (Big bag กระสอบทรายขนาดใหญ่) และคันดินกั้นน้ำ ประเทศ ไทยมี 8 พันตำบล พื้นที่ซึ่งเสี่ยงต่อน้ำหลากน้ำท่วมมี เยอะมาก ถ้าทุกตำบลกั้นน้ำกันหมด แล้วน้ำจะไปไหน แต่กลายเป็นว่า หากนายกฯ คนไหนไม่กั้นน้ำต้องโดน ชาวบ้านด่า ว่าทำไมปล่อยให้น้ำท่วมบ้านฉัน สิ่งเหล่านี้ มันทำให้คนเห็นแก่ตัวมากขึ้น

29


30

เหตุผลก็เป็นเพราะว่า เราไม่ได้เรียนรู้สิ่งที่เกิดขึ้น โดยใช้ธรรมชาติเป็นเครื่องมือสำคัญ เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญมาก ไม่อย่างนั้นเราจะจัดการ น้ำอย่างไร ทั่วประเทศมี 25 ลุ่มน้ำ น้ำทุกสายต้องถูกขุด ลอกหมดเพราะกลัวน้ำท่วม แต่ลืมคิดไปว่า น้ำเป็นสิ่ง สำคัญในการดำรงชีวิต ไม่ว่าภาคใต้ อีสาน เหนือ กลาง เราขาดน้ำได้มั้ย ถ้าทุกคนกลัวน้ำ ต้องการเอาน้ำออกไป ให้หมด ขอโทษเถิด แล้วพอถึงฤดูแล้งจะทำนากับอะไร มันมีผลกระทบต่อความมั่นคงทางด้านอาหาร ความเป็น อยู่ วิถีชีวิตของเราทั้งหมด ถ้าขาดน้ำเราก็ต้องตาย และ ประเด็นที่ 2 เป็นไปได้มั้ยถ้าจะเสนอให้เกิด การจั ด การพื ้ น ที ่ ล ุ ่ ม น้ ำ -พื ้ น ที ่ ช ุ ่ ม น้ ำ ระดั บ เล็ ก และ ออกแบบการใช้ที่ดินให้ถูกต้อง โดยการมีส่วนร่วมของ ทุกฝ่าย ว่าที่ดินตรงบริเวณไหนจะเป็นพื้นที่รองรับน้ำ ที่ดินตรงไหนจะสร้างบ้านเรือน และที่ดินตรงไหนจะเป็น พื้นที่ทำมาหากิน รัฐบาลจะต้องจัดการเอาน้ำออกไปให้ พอประมาณ และพอถึงเวลา ก็นำน้ำมาใช้ให้เกิดผลใน การผลิตและการดำรงชีวิต วันนี้เราต้องสร้างชุมชนให้เข้มแข็ง อย่าเอาคนออก ไปจากชุมชน ต้องใส่ความรู้ เครื่องมือ ให้เขาจัดการ ตนเอง ชุมชนต้องร่วมกับ ท้องถิ่น อบต. หน่วยงานที่ เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็น วัด โรงเรียน เพื่อลุกขึ้นมาจัดการ ตนเองให้ได้ โดยใช้องค์ความรู้จากภายในเป็นหลัก ซึ่ง ตกทอดมาไม่รู้กี่ชั่วอายุคน ว่าถ้าน้ำมาอย่างนี้ จะไปทาง ไหน เขาย่อมรู้ดีกว่าเรา เพราะโตมากับน้ำ เหมือนอย่าง กรณีที่ช่อง 3 ไปทำข่าวที่หัวปากเขียว ตำบลทะเลน้อย อำเภอควนขนุน จังหวัดพัทลุง บอกว่า น้ำท่วม ถ้าไปดู ตอนเดือน 5 น้ำก็ท่วมแน่นอนอยู่แล้ว เพราะมันอยู่น้ำ คุณไม่ต้องไปออกข่าวหรอก เรื่องอย่างนี้ทำไปเพื่อใคร เชื่อมั่นว่า ชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเองได้ทุกเรื่อง โดยใช้ความรู้ ข้อมูลทั้งภายในและภายนอก เรียนรู้โลก

ภายนอกแล้วตั้งหลักว่า จะจัดการน้ำให้เกิดประสิทธิภาพ และประสิทธิผลอย่างไร ขอเพียงอย่างเดียว อย่าเลียน แบบ ต้องเรียนรู้

นายศิวโรจน์ …

(ไม่แน่ใจว่า ใช่ นายศิวโรจน์ มุ่งหมายผล นายอำเภอ นครชัยศรี จ.นครปฐมหรือเปล่าค่ะ)

ชี ว ิ ต คนเราต้ อ งอยู ่ ก ั บ น้ ำ จะทำอย่ า งไรให้ น ้ ำ

อยู่กับเรา อย่างพอดีมากที่สุด ไม่เกิดปัญหามากหรือ น้อยเกินไป น้ำถ้ามีที่ให้เขาอยู่ เขาจะไม่ไปไหน ซึ่งถ้าเรามีที่ ที่พอเหมาะพอควร เขาก็จะอยู่อย่างพอเหมาะพอควร ดั ง นั ้ น วิ ธ ี ก ารบริ ห ารจั ด การ น่ า จะแบ่ ง เป็ น 2 ส่ ว น คือ ส่วนที่ 1 ถึงเวลาเก็บ เราจะเก็บน้ำอย่างไรให้มี ประสิทธิภาพ และส่วนที่ 2 ถึงเวลาระบาย เราจะระบาย น้ำอย่างไรให้เกิดประสิทธิภาพเช่นกัน วิธีเก็บที่ดีที่สุดน่าจะแบ่งเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มที่ 1 คือ เก็บไว้ในห้วยหนองคลองบึงที่เป็นแหล่งน้ำตาม ธรรมชาติ ซึ่งมีทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่ ขนาดเล็กนั้น เชื่อว่า ทุกหมู่บ้าน ทุกชุมชน มีหนองน้ำอยู่แล้ว เพียงแต่ วันนี้อาจจะถูกเปลี่ยนเป็นบ้านจัดสรร เลยมีการถมทิ้งไป ซึ่งถ้าเรามีแหล่งเก็บน้ำขนาดเล็กอยู่ 8 หมื่นกว่าแห่งตาม ตำบลต่าง ๆ ทั่วทั้งประเทศ เราก็จะได้ที่เก็บน้ำอย่างดียิ่ง และกลุ่มที่ 2 คือ แก้มลิง ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่ หัวทรงมีพระราชดำริและเราดำเนินการตาม หรือกว๊าน บึงขนาดใหญ่ ถ้ามีแหล่งเก็บน้ำลักษณะนี้ไว้ ก็จะมีกุ้ง หอย ปู ปลา เต็มไปหมด ในส่วนของวิธีการระบาย ตนมองว่า เราไม่จำเป็น ต้องสร้างเขื่อนอีกแล้วได้มั้ย อันไหนที่มีอยู่แล้ว ก็ทำให้ ดีขึ้น อย่างเช่น แม่น้ำลำคลองที่มีอยู่แล้วก็ทำให้ลึกและ ได้มาตรฐานมากขึ้น น้ำจะได้อยู่ในที่ที่เขาต้องอยู่ อาจจะ


ใช้งบจากรัฐบาลและองค์กรท้องถิ่น ขุดลอกคลองที่มีอยู่ แล้ว แม่น้ำทั้งประเทศ ทุกจังหวัด ความยาวรวมแล้วสัก 2 หมื่นกิโลเมตร ความลึกถัวเฉลี่ย 5 เมตร ความกว้าง ถัวเฉลี่ย 20 เมตรโดยประมาณ ถ้าเราทำแบบนี้ได้ จะมี แหล่งเก็บน้ำไม่น้อยกว่า 2 พันล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งน้ำ จำนวน 2 พันล้านลูกบาศก์เมตรนี้ สามารถเอามาทำการ เกษตร ปลูกข้าว ปลูกผัก ได้ไม่น้อยกว่า 1.25 ล้านไร่ ถ้าทำได้ สิ่งที่จะเห็นคือ ความมั่นคงทางอาหารเกิดขึ้น แน่ เพราะเรามีข้าว พืชผัก กุ้งหอยปูปลา เต็มไปหมด ที่สำคัญ ถ้าจำเป็นต้องใช้การขนส่งทางน้ำ เส้นทางน้ำซึ่ง ลึ ก อยู ่ แ ล้ ว เรื อ ก็ ส ามารถวิ ่ ง ได้ ถนนลาดยางที ่ พ ั ง ไป ก็ไม่ต้องเอางบประมาณไปคอยซ่อมแซม สิ่งเหล่านี้เป็น แนวคิด ถ้าเราทำได้ก็ไม่ต้องไปเวนคืนที่ ไม่ต้องไปทำให้ สัตว์ป่าเดือดร้อน เป็นอีกช่องทางหนึ่งที่จะทำให้การ จัดการน้ำเกิดประสิทธิภาพ

ศ.ดร.มิ่งสรรพ์ ขาวสอาด

ผู้อำนวยการสถาบันศึกษานโยบายสาธารณะ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

เท่าที่ทราบ จังหวัดอุบลราชธานี มีพื้นที่ชุ่มน้ำซึ่งถูก กระทรวงการคลังนำไปให้โรงงานเช่า กรณีนี้เหมือนจะ ซ้ำรอยกับนิคมอุตสาหกรรมโรจนะ ซึ่งตนเคยเรียนให้ ท่านอาคม เติมพิทยาไพสิฐ เลขาธิการสำนักงานคณะ กรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภา พัฒน์) ทราบแล้ว และตอนนี้ทางกระทรวงการคลังกำลัง ไล่ ต รวจสอบที ่ ร าชพั ส ดุ อ ยู ่ แต่ ส ิ ่ ง ที ่ อ ยากจะเสนอ เพิ่มเติมคือ ทำไมเราไม่ทำพื้นที่ชุ่มน้ำชุมชน แล้วออก ข้อบัญญัติในทำนองเดียวกับที่ทำเรื่องป่าชุมชน เรื่องที่ 2 อยากจะฝากถามท่านผู้บริหารองค์การ ปกครองส่วนท้องถิ่นว่า ในปัจจุบันนี้มีอุปสรรคอะไรใน ข้อกฎหมายของกระทรวงมหาดไทยหรือกระทรวงอื่น ที่ทำให้เราทำสิ่งดีๆ หรือนวัตกรรมแล้วไม่บรรลุผลบ้าง หรือไม่ ถ้ามี มีอะไรบ้าง เนื่องจากตอนนี้ตนกำลังทำวิจัย เรื่องปัญหาทางกฎหมายและอุปสรรคของการจัดการ ทรัพยากรธรรมชาติขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จึงอยากจะเรียนรู้จากท่านทั้งหลายด้วย

ธ สันตินันตรักษ์ เรื่องที่ 1 ขอสนับสนุนความคิดเรื่องพื้นที่ชุ่มน้ำ นพ.ศราวุ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดหนองบัวลำภู

และคิ ด ว่ า บทบาทขององค์กรปกครองส่ว นท้ องถิ ่นที ่ สำคัญคือ ควรจะตรวจสอบพื้นที่ชุ่มน้ำในท้องถิ่นของ ตัวเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ราชพัสดุ7 ไม่ให้นำมาใช้ใน การก่อสร้าง

7

จังหวัดหนองบัวลำภูเป็นจังหวัดใหม่ อยู่ทางภาค

อีสานตอนบน เราไม่ได้ประสบภัยเหมือนกับพี่น้องภาค กลาง แต่ก็คอยมองดูอยู่ไกลๆ ว่า เหตุที่เกิดขึ้นนี้ก่อให้ เกิดบทเรียนอะไร ในฐานะที่เราเป็นส่วนหนึ่งของประเทศ ไทยและเป็นคนไทยคนหนึ่ง

ตามพระราชบัญญัติที่ราชพัสดุ พ.ศ. 2518 มาตรา 4 ได้นิยามความหมายของคำว่าที่ราชพัสดุไว้ว่าหมายถึงอสังหาริมทรัพย์ อันเป็นทรัพย์สินของแผ่นดินทุกชนิด เว้นแต่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน ดังต่อไปนี้ (1) ที่ดินรกร้างว่างเปล่าและที่ดินซึ่งมีผู้เวนคืนหรือทอดทิ้ง หรือกลับมาเป็นของแผ่นดินโดยประการอื่นตามกฎหมายที่ดิน 2) อสังหาริมทรัพย์สำหรับพลเมืองใช้หรือสงวนไว้เพื่อประโยชน์ของพลเมืองใช้ร่วมกัน เป็นต้นว่า ที่ชายตลิ่งทางน้ำ 31 ทางหลวง ทะเลสาบ ส่วนอสังหาริมทรัพย์ของรัฐวิสาหกิจที่เป็นนิติบุคคล และขององค์การปกครองท้องถิ่นไม่ถือว่าเป็นที่ราชพัสดุ


32

ความร่วมมือเป็นเรื่องที่มีความสำคัญมากในการ จัดการภัยพิบัติ หลังจากอุทกภัยครั้งนี้ มีเหตุการณ์ ความร่วมมือที่น่าสนใจเกิดขึ้นที่จังหวัดหนองบัวลำภูอยู่ ทั้งหมด 3 เรื่อง อยากจะขออนุญาตเล่าให้ฟัง เรื่องที่ 1 คือ ท้องถิ่นร่วมมือกับท้องถิ่น เมื่อเกิด เหตุภัยพิบัติขึ้น เราได้รับทราบข่าวความเดือดร้อนของ พี่น้องประชาชน จึงได้ลองประสานไปที่ศูนย์ปฏิบัติการ ช่ ว ยเหลื อ ผู ้ ป ระสบอุ ท กภั ย (ศปภ.) ว่ า ทางจั ง หวั ด หนองบัวลำภูมีเครื่องสูบน้ำขนาดใหญ่ เพิ่งซื้อมาใหม่ ยังไม่ได้ใช้งาน อยากจะนำมาช่วยพื้นที่ที่มีความจำเป็น ทางศูนย์ก็ตอบกลับมาว่า ตอนนี้ยังไม่ต้องการ ตนจึงให้ เขียนขึ้นกระดานไว้ก่อน ถ้ามีใครต้องการค่อยแจ้งมา ไม่ น านก็ ม ี ห น่ ว ยงานจากกรมชลประทานประสานมา ปรากฏว่า ต้องการเครื่องสูบน้ำพร้อมน้ำมันด้วย เราก็ บอกว่า หนองบัวลำภูเป็นจังหวัดยากจน มีแค่ความช่วย เหลือเท่านั้นที่สามารถจะให้ได้ ถ้าต้องการมากขนาดนั้น ตนคงไม่อาจสนอง ขอให้ขึ้นกระดานไว้ต่อ ปรากฏว่า มี องค์ ก รท้ อ งถิ ่ น คื อ อบต.บางพลั ด จั ง หวั ด นนทบุ ร ี ประสานและทำหนังสือมาว่า ต้องการและพร้อมจะดูแล รับผิดชอบทุกอย่าง เราก็ส่งเจ้าหน้าที่ช่างมาช่วยติดตั้ง ดูแลให้เรียบร้อย เกิดเป็นความร่วมมือระหว่างท้องถิ่น กับท้องถิ่น ขณะเดี ย วกั น ก็ ก ลายเป็ น คำถามและบทเรี ย นว่ า ทรั พ ยากรในการรั บ มื อ กั บ ภั ย พิ บ ั ต ิ ข องประเทศเรา

มีใครรู้หรือไม่ว่าอยู่ที่ไหนบ้าง ซึ่งความจริงในท้องถิ่น ต่างๆ นั้นมีอยู่เยอะ แต่ใครคือคนจัดการ และใครจะ สามารถเรี ย กระดมได้ ใ นระยะเวลาอั น เร่ ง ด่ ว น หรื อ ภายในการสั่งการเพียงครั้งเดียว อีกประเด็นหนึ่ง ภัยพิบัติแม้จะเกิดขึ้นที่ภาคกลาง แต่เราได้เรียนรู้ที่หนองบัวลำภูด้วย หมายความว่า เรามี เจ้าหน้าที่กู้ชีพ หรือ EMT (Emergency Medical

Technician) อยู่ในจังหวัด จึงส่งเจ้าหน้าที่กู้ชีพเหล่านี้ จำนวน 20 คน มาที่ศูนย์บูรณาการประสานการปฏิบัติ การด้านการแพทย์ฉุกเฉินตอบโต้ภัยพิบัติแห่งชาติ (ศูนย์การแพทย์ฉุกเฉินดอนเมือง 84) อยู่ภายใต้การสั่ง การของสถาบั น วิ จ ั ย และพั ฒ นาระบบสุ ข ภาพชุ ม ชน (สพช.) เราไม่ได้คิดว่า จะมาเป็นกำลังหลักในการช่วย เหลื อ แต่ ม าด้ ว ยความประสงค์ อ ยากจะเรี ย นรู ้ ว ่ า เมื ่ อ ภั ย พิ บ ั ต ิ เ กิ ด ขึ ้ น แล้ ว เขาเผชิ ญ กั บ ภั ย พิ บ ั ต ิ ก ั น อย่างไร เรามาอยู่จนกระทั่งอยู่ไม่ได้ เมื่อน้ำท่วมมาถึง ดอนเมือง สุดท้ายเขาก็ส่งกลับพื้นที่ ซึ่งน้องๆ ที่มาเข้า ร่ ว มต่ า งก็ บ อกว่ า ได้ ร ั บ บทเรี ย นมากมายจากมหา อุทกภัยที่กรุงเทพฯ เรื่องที่ 2 ท้องถิ่นร่วมมือกับประชาชน ประธานสภา องค์ ก รชุ ม ชนและคณะมาพบตนที ่ อบจ.และบอกว่ า เห็นพี่น้องน้ำท่วมอยากจะช่วยเหลือทำอย่างไรดี ขอให้ อบจ.เป็นศูนย์ประสานความช่วยเหลือให้ได้มั้ย เพราะ ไม่ อ ยากได้ ผู ้ ว ่ า ราชการจั ง หวั ด และส่ ว นราชการใด จึงรับปากว่า จะประสานให้ โดยไม่เอาชื่อ อบจ.ออกหน้า เพราะต้องการให้เป็นของภาคประชาชน แรกทีเดียวจะตั้งสำนักงานที่ อบจ. แต่คิดไปคิดมา ไม่ เ อาดี ก ว่ า จึ ง ไปตั ้ ง ที ่ มู ล นิ ธ ิ แ ทน และชวนสภา อุตสาหกรรมจังหวัด หอการค้าจังหวัด มารวมตัวกันเป็น องค์ ก รภาคประชาชน โดยมี ส ภาองค์ ก รชุ ม ชนและ อบจ.เป็นฝ่ายประสานงาน ใช้ชื่อและสถานที่ของเขา ทั้งหมด เราวางกำหนดการว่า อีก 5 วันจะเดินทางไปช่วย เหลือน้ำท่วมที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ปรากฎว่า ไม่ น่ า เชื ่ อ ที ่ จ ั ง หวั ด เล็ ก ๆ ยากจนแห่ ง หนึ ่ ง จะมี ม าทั ้ ง มะละกอ ตะไคร้ ข้าวสาร หมอน ปัจจัยทุกอย่างที่พอจะ ช่วยเหลือได้ ชาวบ้านต่างพากันขนมาให้หมด ตอนแรกก็ ปวดหัวเหมือนกันว่าจะทำอย่างไร เพราะเดิมทีเดียว


ตั้งใจว่าจะขายและนำเงินไปช่วย แต่สุดท้ายก็ทำตาม เจตนาของประชาชน มีอาสาสมัครมารับนำไปแปรรูปเป็น ผลิตภัณฑ์ต่างๆ และส่งไปให้ อย่างกล้วยดิบตอนแรก คิดว่าจะขาย พอไปถึงอยุธยา สิ่งที่ประชาชนสนใจมาก คือ กล้วยดิบ เขาจะแย่งกัน เราขนไปหลายคันรถสิบล้อ เลย เป็นบทเรียนว่า ถ้ามีระบบการจัดการที่ดี ภาค ประชาชนพร้อมที่จะช่วยเหลือซึ่งกันและกัน เรื่องที่ 3 ตนได้มีโอกาสร่วมงานกับทางสำนักงาน ปฏิ รู ป (สปร.) ทำเรื ่ อ งศิ ล ปวั ฒ นธรรมในการฟื ้ น ฟู เยียวยาสังคม ปรากฏว่า ช่วงนั้นเป็นฤดูกาลเกี่ยวข้าว พอดี และทางภาคอี ส านมี ป ระเพณี ห นึ ่ ง เรี ย กว่ า ประเพณีบุญคูนลาน8 คือการเอามัดข้าวมารวมกันตั้ง เป็ น ลอมข้ า ว แล้ ว ทำพิ ธ ี เ พื ่ อ เป็ น สิ ร ิ ม งคล ปั จ จุ บ ั น ประเพณีนี้หายไปนานแล้ว เพราะเกี่ยวเสร็จ ก็สีข้าว ใส่กระสอบ แล้วส่งขาย เราจึงอยากจะฟื้นขึ้นมาใหม่ โดยนำเรื่องของวัฒนธรรมกับการเยียวยาสังคมมาใช้เป็น กุ ศ โลบายช่ ว ยเหลื อ ผู ้ ป ระสบภั ย น้ ำ ท่ ว ม และพี ่ น ้ อ ง ซึ่งลำบากยากจน เราประกาศออกไปทุกครัวเรือน ทุกหมู่บ้าน ว่าครั้ง นี้ถือเป็นความร่วมมือของประชาชนอย่างกว้างขวางที่สุด ใช้เวลา 20 วันหลังจากการประกาศ ชาวบ้านแต่ละคนก็ เกี่ยวข้าวแล้วมัดกันมาคนละฟ่อน ๆ ส่งมาไว้ที่ผู้ใหญ่ บ้านแต่ละหมู่บ้าน ทางอบต.ก็เอารถขนขยะและรถของ อบต. รวบรวมนำมาส่งที่จังหวัด ปรากฏว่า 1 คน 1 มัด ข้าวเล็ก ๆ เอามากองรวมกัน ผลท้ายที่สุดได้ข้าวเปลือก

80 ตัน เป็นเงินมูลค่ากว่าล้านบาท เดิมทีมีคนบอกว่า พอได้มาเสร็จให้มอบกับผู้ว่า ราชการจังหวัดไป ตนแย้งว่า ไม่ได้ เพราะข้าวนี้เป็นข้าว ของคนทั้งมวล ฉะนั้นมอบให้ผู้ว่าฯ ได้ แต่ท่านก็รับและ มอบกลับคืนให้กับประชาชน สุดท้ายจึงต่อยอดกลาย เป็นกองทุนข้าวคูนลานขึ้นมา โดยมีคนที่มีอำนาจคอย ดูแลข้าวทุกเม็ดที่ได้รับการบริจาค ถ้าเราจัดประเพณี แบบนี ้ ทุ ก ปี ก ็ จ ะได้ ข ้ า วเปลื อ กเป็ น ร้ อ ยตั น ทุ ก ๆ ปี ประชาชนบอกว่า ปีนี้เริ่มช้า จึงได้แค่ 80 ตัน ถ้าเริ่มเร็ว กว่านี้น่าจะได้สัก 2 เท่า นี่เป็นทุนประกันความเสี่ยงให้ แก่ประชาชนกลุ่มที่รัฐไม่สามารถเข้าไปช่วยเหลือได้ มีคนตั้งคำถามว่า มูลค่าข้าวที่ประชาชนนำมา จะ กลับไปสู่ประชาชนอย่างแท้จริงได้อย่างไร เพราะนี่เป็น เรื่องของความโปร่งใส ความเชื่อ และการมีส่วนร่วม ช่องทางที่คิดไว้คือ กลับไปที่กองทุนหลักประกัน สุขภาพระดับท้องถิ่นหรือพื้นที่ ปรกติแล้วกองทุนหลัก ประกันสุขภาพมีทั้งหมด 4 สิทธิประโยชน์ เราจึงไปดู ระเบียบว่า สามารถเปิดชุดสิทธิประโยชน์ที่ 5 ได้หรือไม่ เป็นชุดที่นำเงินจำนวนนี้กลับคืนไปเยียวยาสังคม โดยมี คณะกรรมการกองทุนหลักประกันสุขภาพระดับท้องถิ่น หรือพื้นที่ช่วยกันพิจารณาว่า ใครเป็นผู้ที่สมควรได้รับ ความช่วยเหลือ ถ้าสามารถทำตรงนี้ได้จะเกิดสิ่งที่น่า สนใจ เพราะเป็นสิทธิประโยชน์ ซึ่งมาจากวัฒนธรรม ประเพณี และสิ่งที่ได้รับก็กลับคืนไปสู่ประชาชนทั้งหมด

8

บุญคูนลาน เป็นการทำบุญขวัญข้าวที่นวดเสร็จแล้วและกองไว้ในลานข้าวกำหนดทำในเดือนยี่ (เดือนสอง) จะเป็นข้างขึ้น หรือข้างแรมก็ได้ จึงเรียกอีกชื่อว่า บุญเดือนยี่ เหตุที่มีการทำบุญนี้เนื่องจากผู้ใดที่ทำนาได้ข้าวมาก ๆ ก่อนหาบหรือขนข้าวมา ใส่ยุ้งฉางก็อยากทำบุญกุศล เพื่อเป็นสิริมงคล เพิ่มความมั่งมีศรีสุขแก่ตนและครอบครัวสืบไป ที่สำหรับตีหรือนวดข้าว เรียก ว่า ลาน การเอาข้าวที่ตีแล้วมากองให้สูงขึ้น เรียกว่า คูนลาน หรือที่เรียกกันว่า คูนข้าว ชาวนาที่ทำนาได้ผลดีก็จัดเอาลานข้าว เป็นสถานที่ทำบุญ การทำบุญในสถานที่ดังกล่าว จึงเรียกว่า บุญคูนลาน (www.school.net.th)

33


เมื ่ อ ประชาชนเห็ น ว่ า สิ ่ ง ที ่ ท ำไปได้ ร ั บ กลั บ คื น ประกอบกับเขามีความเชื่อทางวัฒนธรรมอยู่แล้ว ก็จะ ทำให้เกิดประเพณีเช่นนี้สืบเนื่องต่อไปทุกปี ประเพณี บุญคูนลานจึงกลายเป็นประเพณีที่ส่งเสริมช่วยเหลือ ประชาชนผู้ยากไร้ในสังคม เหล่านี้เป็นผลที่ได้รับจาก มหาอุทกภัยครั้งนี้

พล.อ.เอกชัย ศรีวิลาศ

ผู้อำนวยการสำนักสันติวิธีและธรรมาภิบาล สถาบันพระปกเกล้า

34

มีข้อสงสัยหลังจากประสบกับภาวะน้ำท่วม ซึ่งตน มองเช่นเดียวกับ อ.แก้ว สังข์ชู ว่า เรากำลังสร้างสังคม ให้เห็นแก่ตัวหรือเปล่า และมีคนถามว่า อาจารย์ น้ำท่วม ครั้งหน้าจะเป็นอย่างไร ครั้งหน้าหรือ ง่ายมาก ที่ไหนที่ เคยท่วมแล้วจะไม่ท่วม เพราะเขาจะทำกำแพงกั้น ส่วนที่ ไม่เคยท่วมจะท่วมหมด ครั้งก่อนทางสภาพัฒน์เป็นคนวางแผนเรื่องนี้ ดัง นั ้ น สิ ่ ง ที ่ อ ยากจะถามคื อ ทำไมวางแผนเอานิ ค ม อุตสาหกรรมไปอยู่ในพื้นที่ซึ่งน้ำจะต้องเคลื่อนมา แล้ว ไม่มีระบบการจัดการ เห็นว่า ปีนี้เขากำลังวางแผนใหม่ และให้สภาพัฒน์ทำอีก ฉะนั้นเราก็ต้���งเตรียมตัวไว้แล้ว กัน เพราะน้ำจะท่วมอีก ประการต่อมา ตนไม่มั่นใจว่า ชุดความรู้ของเราที่

มีอยู่ เพียงพอที่จะจัดการกับน้ำท่วมได้หรือไม่ สาเหตุที่ ต้องพูดอย่างนี้ เพราะมหาวิทยาลัยที่สอนเรื่องการจัด การน้ำคือ ภาควิชาวิศวกรรมชลประทาน มหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์ แต่ ม หาวิ ท ยาลั ย ดั ง กล่ า วก็ ท ่ ว ม 100 เปอร์เซ็นต์ คนที่ออกมาแสดงความคิดเห็นเรื่องการ จัดการน้ำเก่ง ๆ ในโทรทัศน์ต่างก็โดนน้ำท่วมหมด ไม่ว่า จะเป็น ดร.เสรี ศุภราทิตย์ มหาวิทยาลัยรังสิต หรือ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ บอกว่า ต้องใช้น้ำสู้กับน้ำ

พูดได้เพียงไม่นาน น้ำท่วมเมตรครึ่ง แสดงว่า ความรู้ ของแต่ละคนที่มีอยู่มันไม่เพียงพอที่จะจัดการน้ำ รศ.ชัยยุทธ สุขศรี ภาควิชาวิศวกรรมแหล่งน้ำ คณะ วิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นอดีต ข้าราชการกรมชลประทาน และเมื่อปี 2539 หลังจากฟัง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวตรัสแล้ว ท่านเป็นคนนำไป เขียนแผนร่วมกับกรมอุทกศาสตร์และสมาคมวิศวกรรม สถานแห่งประเทศไทย ในที่ประชุมงานหนึ่งซึ่งจัดขึ้น ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ท่านกล่าวยอมรับว่า แผนที่ เขียนเอาไว้ไม่สามารถรองรับน้ำ ณ ปีนี้ได้ และตัวบ่งชี้ (Indicator) ที่บอกว่า ควรจะเก็บกักน้ำปริมาณเท่าไหร่ คิดโดยวิศวกรเพียงฝ่ายเดียวนั้นใช้ไม่ได้แล้ว ต้องให้ ประชาชนในพื้นที่เป็นคนกำหนดเอง นั่นก็คือต้องการ การมีส่วนร่วมของภาคประชาชน เพราะประชาชนที่อยู่ กับน้ำ เขารู้ดีว่าต้องการน้ำแค่ไหน แต่ ณ วันนี้ที่กำลัง วางแผนกัน ไม่ได้ถามประชาชนอีกแล้ว การวางแผนเรื่องน้ำต้องวางเป็นภาพรวมทั้งหมด ถ้าวางเป็นส่วนๆ ก็ป้องกันได้เฉพาะตนเอง และการ ป้องกันก็ใช้เงินทุ่มไปส่วนหนึ่งแล้วนะ การรื้อถอนสิ่งที่ ป้องกันก็ยังต้องใช้เงินอีกมหาศาล เพื่อนคนหนึ่งใช้เงิน ป้องกันน้ำท่วมบ้าน หมดไป 4 แสนบาท น้ำไม่ท่วมบ้าน ของเขาหลังเดียว นอกนั้นรอบๆ ท่วมหมด แต่หมดเงิน ไป 4 แสนบาท มันคุ้มมั้ย ก็ยังน่าสงสัย น้ำท่วมครั้งที่ผ่านมา ตนทำหน้าที่เหมือน ผู้ว่าฯ กทม. คือ ขี่จักรยานไปดูตามสถานที่ต่างๆ ที่น้ำท่วม ได้ ประสบพบกับเรื่องที่น่าแปลกใจอย่างหนึ่ง เพราะใน คูคลองที่ไปดูนั้นมันแห้งหมด แล้วทำไมเขาถึงปล่อยให้ น้ำไปวิ่งตามถนนและบ้านคน ไม่เข้าใจวิธีการจัดการ อีกทั้งในหลายที่ เช่น เขตบางซื่อ เขตบางยี่ขัน ไปดูแล้ว ปรากฏว่า หม้อแปลงวางอยู่กับพื้นดิน น้ำสูงประมาณ 1 เมตร ตรงที่หม้อแปลงอยู่ แถวบ้านของตนต้องให้ชาว


บ้านมาช่วยกันเอากระสอบทรายล้อม แล้วเป็นอย่างนี้ หมดในพื ้ น ที ่ กทม. ขณะที ่ เ ครื ่ อ งสู บ น้ ำ ก็ ไ ม่ เ คยอุ ่ น เครื่อง (Warm up) พอถึงเวลาก็ใช้ไม่ได้ ไล่น้ำลงคลอง ก็ไม่มีอะไรสูบออกอีก ทำให้เกิดปัญหา เรื่องเหล่านี้เป็น สิ่งที่ต้องวางแผนทำต่อไป อี ก เรื ่ อ งที ่ เ ห็ น แล้ ว รู ้ ส ึ ก แปลกใจคื อ ตนเป็ น คน ดอนเมือง ทหารอากาศทั้งหมดต่างมีความเชื่อว่า น้ำไม่ เคยท่วมดอนเมือง เพราะชื่อมันคือ ดอน แต่ทำไมคราว นี ้ น ้ ำ ท่ ว มที เ ดี ย วไปหมดเลย นั ่ ง เรื อ ไปดู เหมื อ น ทะเลสาบ รถจมเป็นพันคัน เครื่องบินเอฟ 16 จมไป 2 ลำ ลองสำรวจดูก็พบว่า กองทัพอากาศไปทำซุปเปอร์ซุปเปอร์บิ๊กแบ็คเอาไว้ ก็คือ หินที่เคยใช้สร้างสนามบิน ถูกนำไปกองไว้ทางด้านร้านเจ๊เล้งทั้งหมด ยาวไปถึง สะพานใหม่ เป็นกำแพงหินสูง 10 เมตร พอน้ำเข้าช่องนี้ มันออกไม่ได้ เพราะ 2 ข้างประกบด้วยรั้ว แล้วซ้ำร้ายยัง เอาบิ๊กแบ็คไปตั้งตรงมุมของกรมควบคุมการปฏิบัติการ ทางอากาศ (คปอ.) ด้านหัวสนามบิน พอตั้งบิ๊กแบ็คลงไป น้ำจะวิ่งออกมาสะพานใหม่ วิ่งไม่ได้ มันจึงเลี้ยวซ้าย พอ เลี้ยวซ้ายไปไม่ได้ ชนรั้ว คปอ.พังเลย แล้ว คปอ.มีศูนย์ ที่ควบคุมอากาศยานทั้งหมดทั่วประเทศอยู่ที่นั่น ศูนย์ ทั้งหมดจมน้ำ แล้วสุดท้าย มีชาวบ้านไปเจาะบิ๊กแบ็ค ตน ก็ไปดูกับเขาด้วย น้ำไหลมาจากด้านหัวสนามบิน ผ่านมา ทางสะพานใหม่ มันไปไหนไม่ได้ ก็เลี้ยวขวา เข้ากรม ขนส่งทหารอากาศอีก ไปอยู่ในกำแพงหิน เสร็จแล้วกอง ทัพอากาศก็ดูดน้ำจากด้านหัวสนามบินออกไปทางด้าน ทิศเหนือ น้ำก็วนอยู่อย่างนี้ ไม่รู้กองทัพอากาศทำอะไร ของเขาอยู่กันแน่ ขอยกตัวอย่างสุดท้าย ที่ทำให้ตนรู้สึกแปลกใจว่า ทำไมไม่มีการสั่งการให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ดูแลประชาชนของตัวเอง เช่น กำหนดจุดรับอาหาร ณ จุดใดจุดหนึ่ง แล้วค่อยนำมากระจายในชุมชน ไม่ใช่ให้

มูลนิธิร่วมกตัญญูเป็นคนไปแจกข้าว และก็แปลกใจอีก เช่นกันว่า ทำไมต้องใช้ทหารขนย้ายคน รถบรรทุกของ อบต.ไม่เห็นมีออกมาวิ่งช่วยน้ำท่วมสักคัน ทำไมจึงไม่มี การสั่งการจากกระทรวงมหาดไทย ให้องค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นดูแลชุมชน-ชาวบ้านของตัวเอง เพราะท่านจะ รู้ว่า บ้านท่านพื้นที่ลุ่มหรือสูง ตรงไหนยังท่วมอยู่ เหล่านี้ เป็นเรื่องที่อยากจะขอฝากไว้

นายธาดา อำพิน

นายกองค์การบริหารส่วนตำบลอุทัยเก่า จ.อุทัยธานี

จั ง หวั ด อุ ท ั ย ธานี เ กิ ด เหตุ ก ารณ์ น ้ ำ ท่ ว มซ้ ำ ซาก บ่อยครั้ง นับเป็นร้อยๆ ปี จึงรู้ถึงความสาหัสสากรรจ์ ของน้ำท่วมว่าเป็นอย่างไร เราจึงต้องมาจับมือกันระหว่าง ท้องถิ่นทั้ง อบจ. อบต. และเทศบาล ในการแก้ไขปัญหา น้ำท่วมทั้งจังหวัด โดยการทำแผนการบริหารจัดการน้ำ ร่วมกัน พอทำแผนร่วมกันเราก็ได้ข้อมูล และเมื่อสำรวจดู

คูคลองทั้งหมดในจังหวัดอุทัยธานี เราก็ทำการเวนคืน พื้นที่ และขุดลอกคูคลองให้ลึกและกว้าง การดำเนินการดังกล่าว ต้องใช้จ่ายงบประมาณไป เป็นจำนวนมาก เราจึงมาคิดว่า จะทำอย่างไรให้ใช้งบ ประมาณน้อยที่สุด จึงทำแผนส่งไปยัง อบจ. โดยทาง อบต. เทศบาล ไม่ต้องตั้งงบประมาณสำหรับการขุดลอก เพียงแต่ตั้งงบประมาณในส่วนของการเติมน้ำมันอย่าง เดียว แล้วให้ อบจ.เป็นคนจัดซื้อรถแบคโฮ (Backhoe Loader) พร้ อ มทั ้ ง จ้ า งพนั ก งาน ซึ ่ ง ตอนนี ้ ม ี ร ถอยู ่ ทั้งหมด 30 กว่าคัน อย่างในพื้นที่ตำบลอุทัยเก่า เราขุดคลองกว้าง 60 เมตร ลึก 4 เมตร ระยะทาง 7 กิโลเมตร ถ้าไปจ้างเหมา คงต้องใช้งบประมาณ 4 - 5 ล้านบาท แต่เมื่อร่วมมือกับ ทาง อบจ. ทำให้ใช้งบประมาณในส่วนของการเติมน้ำมัน

35


ไปแค่ 4 แสนบาท จากที่มีน้ำท่วมมานับร้อยปี เราก็ สามารถจัดการน้ำไม่ให้ท่วมได้สำเร็จ หรือการลาดยางถนน ทาง อบต.เพียงแต่ตั้งงบ ประมาณเรื่องหินคลุกไว้เท่านั้น ส่วนยางและเครื่องจักร ในการลาดยางล้วนแต่เป็นของ อบจ. นอกจากนี้ เรายังมีการขุดสระเอื้ออาทร ซึ่งตอนนี้ ขุดไป 5 หมื่นกว่าลูกแล้ว โดยเจ้าของครัวเรือนหรือ ชุ ม ชน สมทบแค่ ลู ก ละ 2,500 บาท ที ่ เ หลื อ เป็ น งบ ประมาณของ อบจ. พอมี ส ระเอื ้ อ อาทรเพิ ่ ม มากขึ ้ น จากเดิมที่จังหวัดของเราเคยแห้งแล้ง 3 ปีติดต่อกัน ไม่มี ข้าวกิน ต้องไปขอข้าวจากจังหวัดอื่น ปรากฏว่า เดี๋ยวนี้ ฝนตกตามฤดูกาล เพราะมีความชื้น มีการปลูกป่า และ ชาวบ้านก็ได้กินผักกินปลาทั้งจังหวัด นี่คือส่วนหนึ่งใน การแก้ปัญหา เหมือนสร้างแก้มลิงไว้ในที่ของชุมชน

ทุกครัวเรือน

ในการทำงานเราต้องใช้การระดมความคิดร่วมกัน เนื่องจากจังหวัดอุทัยธานีมีความลาดเอียงของพื้นที่ น้ำจะไหลจากทิศตะวันตกมายังทิศตะวันออก เวลาน้ำลง จะมาแรงมาก เราจึงต้องระดมความคิดเพื่อจัดทำแผนว่า ถึงฤดูฝนแล้ว น้ำต้องมาเดือนตุลา���ม-พฤศจิกายน ถ้าปี ไหนน้ำในอ่างมากเกินจะรับไหว เราต้องรีบปล่อยออกมา อย่างปีที่แล้วก็ปล่อยออกมา 40 ล้านลูกบาศก์เมตร พอ ปล่อยออกมาได้สัก 2 อาทิตย์ ฝนก็ตก อ่างก็เก็บน้ำฝน ไว้ น้ำไม่ล้นอ่างออกมา ทำให้ไม่เกิดน้ำท่วม สิ่งสำคัญคือ ต้ อ งทำข้ อ มู ล อย่ า งต่ อ เนื ่ อ งและมี เ ครื อ ข่ า ยในการ ส่งต่อข้อมูลถึงกัน เหล่านี้คือการทำงานแบบบูรณาการทั้งจังหวัด ท้อง ถิ่นไม่ว่าจะเป็น อบจ. อบต. หรือเทศบาล ถ้าเราจับมือ กัน ย่อมจะสามารถจัดการเรื่องต่าง ๆ ได้


การจัดการวิกฤตจากมหาอุทกภัย