Issuu on Google+

Panyophas Gatepan

PALUANG form the legend to apparel


“ปะหล่อง” จากตำ�นานสู่อาภรณ์ บ้านปางแดง อำ�เภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่

ปัปํญ ญโญภาส โญภาส เกตุ เกตุปปาน าน่


ผ้าถุงหรือผ้าซิ่นของชาวปะหล่อง

ชาวปะหล่องเป็นกลุ่มชนที่มีต้นกำ�เนิดในโกสัมพี ในครั้งพุทธศักราช 1200 โดยมีจุดศูนย์กลางของ อาณาจักรในขณะนัน้ อยูใ่ นบริเวณเมืองแสนหวี ซึง่ เป็นตำ�แหน่งทีต่ งั้ เดียวกับเมืองรัฐฉานประเทศพม่าในปัจจุบนั ครั้นในช่วงปีคริสต์ศักราช 1858 - 2484 ในช่วงสงครามโลกครั้งที่2 ได้เกิดสงครามขึ้นระหว่างประเทศญี่ปุ่น และอังกฤษซึง่ ส่งผลกระทบมาถึงประเทศพม่าทัง้ การตกเป็นเมืองขึน้ ของประเทศทีเ่ ข้ามารุกราน และ ความขัด แย้งที่รุนแรงในประเทศพม่าจึงทำ�ให้กลุ่มชาติพันธุ์หลายๆกลุ่มในประเทศพม่าต้องอพยพถิ่นฐานหนีออกจาก ประเทศไปอยูใ่ นบริเวณเขตชายแดนประเทศใกล้เคียงรวมทัง้ กลุม่ ชาติพนั ธุช์ าวปะหล่องทีม่ กี ารอพยพหนีเข้ามา ในประเทศไทยประมานปี 2527 มีชาวปะหล่องอพยพเข้ามาตามชายแดนไทย พม่า บริเวณดอยอ่างขาง อำ�เภอ ฝาง จังหวัดเชียงใหม่ พื้นทีบ่ ้านนอแล ชาวประหล่องทีอ่ พยพเข้ามานั้นมาจากดอยลายซึง่ อยู่ระหว่างเมืองเชียง ตุงกับเมืองปัน่ เขตเชียงตุง และ กระจายไปทัว่ เขตบริเวณภาคเหนือของปะเทศไทยในปัจจุบนั ถึงอย่างไรชาวปะ หล่องก็ยังมีประวัติความเชื่อ และวิธีชีวิตที่งดงาม มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวโดยเฉพาะประวัติศาสตร์และรูปแบบ 2


การทอย่ามของชาวปะหล่อง

เครือ่ งแต่งกายของชาวปะหล่องนั้นมีเอกลักษณ์ทั้งในด้านของรูปแบบเครือ่ งแต่งกายและความเป็นมาของการ สร้างรูปแบบเครื่องแต่งกาย ซึ่งมีแนวคิดทางความเชื่อ มาสร้างเป็นรูปแบบเครื่องแต่งกาย จากตำ�นานประวัติ ของบรรพบุรษุ ทีก่ ล่าวถึงนางฟ้าหรอยเงินทีเ่ ป็นหัวเรือ่ งหลักทีท่ �ำ ให้เกิดความเชือ่ และหลักปฏิบตั มิ ากมาย ทัง้ ใน ส่วนของการแต่งกาย การดำ�รงชีวติ พิธกี รรมต่างๆ ของชาวปะหล่อง ซึง่ แสดงให้เห็นถึงความฉลาด หลักแหลม ในการสร้างรูปแบบเครื่องแต่งกายรวมไปถึง การตกแต่งเพิ่มเติมที่แปรเปลี่ยนไปตามกาลเวลา ซึ่งในปัจจุบัน ยังมีการแต่งกายในรูปแบบนี้หลงเหลืออยู่บ้างแต่กไ็ ด้มีการเปลีย่ นแปลงทางรูปแบบและการสวมใส่ซงึ่ เกิดจาก สภาพแวดล้อมและสังคมทีเ่ ปลีย่ นแปลงไป จึงไม่ใช่เรือ่ งง่ายเลยทีเ่ ราจะพบเห็นการสวมใส่เครือ่ งแต่งกายในรูป แบบของชาวปะหล่องอย่างถูกต้องตามแบบดั้งเดิม กระนั้นยังโชคดีทีอ่ ย่างน้อยการแต่งกายในรูปแบบของชาว ปะหล่องดั้งเดิมก็ยังมีหลงเหลืออยู่ ถึงแม้การสวมใส่จะไม่ครบชิ้นหรือว่าสมบูรณ์แบบตามแบบฉบับดั้งเดิมแต่ ก็ยังเหลือบางส่วนให้เราค้นหาไปจนถึงต้นกำ�เนิดของรูปแบบเครื่องแต่งกาย ทั้งนี้รูปแบบเครื่องแต่งกายของ 3


ชาวปะหล่องก็ยงั คงแนวคิดและรูปแบบทีค่ ล้ายคลึงจากอดีตถึงแม้วา่ จะมีการปรับเปลีย่ นทางด้านวัสดุในการทำ� และรูปลักษณ์ไปบ้าง แต่ก็ยังคงแนวคิดและประวัติความเป็นมาของรูปแบบเครื่องแต่งกาย และสะท้อนความ เป็นเอกลักษณ์ และอัตลักษณ์ของชนเผ่าได้อย่างน่าสนใจเป็นอย่างมาก

ตำ � น า น ค ว า ม เ ชื่ อ ที่ ส่ ง ผ ล ต่ อ รู ป แ บ บ เ ค รื่ อ ง แ ต่ ง ก า ย ตามตำ�นานความเชื่อของชาวปะหล่องนั้นเชื่อว่า นางฟ้าหรอยเงินซึ่งเป็นน้องคนสุดท้องของกษัตริย์ที่ อยู่บนสรวงสวรรค์ ได้ลงมาเล่นน้ำ�ในลำ�ธารและถูกจับด้วยบ่วงแร้วของนายพราน จึงไม่สามารถกลับสวรรค์ ได้ ต้องตัดขาดจากสวรรค์ลงมาใช้ชีวิตอยู่บนโลกมนุษย์ จึงเป็นสาเหตุที่ชาวปะหล่องมีการตกแต่งและกำ�หนด รูปลักษณ์ของเครื่องแต่งกายให้สอดคล้องกับตำ�นานเช่น การตกแต่งเส้นขอบชายเสื้อด้านหน้าด้วยโลหะและ ลูกปัดบริเวณแถบผ้าสีแดงซึ่งแตกต่างกัน

การตกแต่งตัวเสื้อด้วยหมุดเงิน 4


จากเผ่าอืน่ ๆเพราะเชือ่ ว่าเป็นเสมือนเส้นแบ่งระหว่างสวรรค์กบั โลกมนุษย์ เสือ้ กำ�มะหยีผ่ า่ อกหน้า แขนกระบอก เอวลอย สีพื้นสดใสส่วนใหญ่มักเป็นสีน้ำ�เงิน สีดำ� สีเขียวใบไม้ ตกแต่งลายเสื้อด้านหน้าด้วยโลหะและลูกปัด บริเวณแถบผ้าสีแดง ตกแต่งลวดลายจุดทัว่ บริเวณเสือ้ ทีเ่ ป็นผ้ากำ�มะหยีด่ ว้ ยลูกปัด หรือโลหะ ซึง่ มีความเชือ่ ว่า บริเวณผ้ากำ�มะหยีน่ นั้ เปรียบเสมือนท้องฟ้า และลวดลายทีป่ ระดับนัน้ คือดวงดาวทีอ่ ยูเ่ ต็มท้องฟ้านัน่ เอง บริเวณ แขนที่เป็นแขนกระบอกจะประดับด้วยสร้อยลูกปัดเป็นพวกสาย เมื่อกางแขนออกจะดูเหมือนปีกนางฟ้านั่นเอง บริเวณแขนทีเ่ ป็นแขนกระบอกจะประดับด้วยสร้อยลูกปัดเป็นพวกสาย เมือ่ กางแขนออกจะดูเหมือนปีกนางฟ้า นัน่ เอง บริเวณชายเสือ้ เอวลอยมีการปักด้ายเป็นลวดลายริว้ สีตา่ งๆทีม่ แี นวคิดว่าเป็นเส้นขอบฟ้า ส่วนผ้าซิน่ ทีท่ อ ขึ้นมาเองนั้นจะเป็น สีแดงสลับลายริ้วขาวเล็กๆ หรือ อีกแบบหนึ่งคือลายริ้วสีดำ�สลับลายริ้วสีขาว เรียกกลุ่มที่ ใส่ซิ่นดำ�ว่า “ปะหล่องดำ�” ลวดลายซิ่น ขวาง ลำ�ตัว ยาวคร่อมเท้า ซึ่งจะพบเห็นได้ในประเทศไทยอย่างมากแค่ เพียงสองแบบนี้ แต่ความเป็นจริงแล้วผ้าซิ่นหรือผ้าถุงของชาวปะหล่องนั้นมีความแตกต่าง

ลวดลายริ้วขอบฟ้า

5

ภาพลายเส้นลายริ้วขอบฟ้า


กันออกไปมากเนื่องจากตระกูลของชาวปะหล่องนั้นมีแยกออกไปได้อีก 12 กลุ่มย่อย นอกจากผ้าถุงสีดำ�และ แดงที่เห็นในประเทศไทยแล้วยังมีผ้าถุงที่เป็นสีทองอีกด้วย ซึ่งผ้าถุงหรือผ้าซิ่นที่ชาวปะหล่องสวมใส่นั้นจะบ่ง บอกถึงชาติตระกูลแต่ละตระกูลของชาวปะหล่อง นอกจากนีม้ กี ารโพกศีรษะด้วยผ้าผืนยาวมีพวกลูกปัดประดับ นอกจากนี้ยังมีโลหะประดับกลางหน้าผากเรียกว่า “มงกุฎ” ซึ่งในปัจจุบันส่วนใหญ่นิยมใช้ผ้าขนหนู ซึ่งซื้อจาก ตลาดพื้นราบ ลักษณะทีโ่ ดดเด่นของเครือ่ งแต่งกายหญิงชาวปะหล่องนัน้ ก็คือ การสวมทีเ่ อวด้วยวงหวายลงรัก แกะลายหรือใช้เส้นหวายเล็กๆ ย้อมสีถักเป็นลาย บางคนก็ใช้โลหะสีเงินลักษณะเหมือนแผ่นสังกะสีมาตัดเป็น แถบยาวตอกลวดลายต่างๆ แล้วขดเป็นวงสวมใส่ปนกัน วงสวมเอวเหล่านีช้ าวประหล่องเรียกว่า”หน่องว่อง”โดย หน่องของแต่ละหน่องมีอยู่ 5 หน่องด้วยกันคือ หน่องรึอณ หน่องเรณ หน่องหว่อง หน่องดอน หน่องไปย หน่อง ทั้งห้านี้จะสวมใส่รวมกันทั้งหมดเฉพาะกับหญิงชาวปะหล่องที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป ส่วนหญิงสาวชาวปะหล่องจะ สวมใส่เพียงแค่สองหน่องเท่านั้นคือ หน่องรึอณ และหน่องหว่อง การสวมหน่องหว่องนี้ชาว

ผ้าถุงหรือผ้าซิ่น

การโพกศีรษะ 6

หน่องรึอญ


ปะหล่องมีความเชื่อว่าหน่องเป็นตัวแทนของบ่วงแร้งของนายพรานที่จับนางฟ้าร้อยเงินได้จึงต้องสวมใส่หน่อง ไว้ตลอดเวลา เพราะเชือ่ ว่าตนเองเป็นลูกหลานของนางฟ้าร้อยเงินเพือ่ ระลึกถึง ในกรณีทเี่ ป็นชุดเข้าพิธแี ต่งงาน หรือพิธกี รรมพิเศษ ก็จะมีการตกแต่งของพวกลูกปัดทีบ่ ริเวณแขน และการปักลูกปัดบริเวณผ้ากำ�มะหยีท่ เี่ ยอะ ขึ้นหรือมากกว่าปกติเป็นพิเศษ นอกจากนี้ก็จะสะพายย่ามที่เป็นแถบเส้นหลากหลายสี ประดับด้วยพวกลูกปัด ห้อยกรุยกราย

การแต่งกายของผู้หญิงชาวปะหล่อง

เครือ่ งแต่งกายของผูห้ ญิง เป็นเครือ่ งแต่งกายทีส่ บื ทอดกันมาแต่รนุ่ บรรพบุรษุ โดยมีการแต่งกายในแต่ละ รุ่นก็จะเกิดการดัดแปลงไปในแต่ละยุคสมัย ซึ่งก็จะมีความแต���ต่างจากเดิมไปบ้างในปัจจุบันเพื่อให้สอดคล้อง กับสภาพแวดล้อม โดยลักษณะดัง่ เดิมของเครือ่ งแต่งกายหญิงชาวปะหล่องจะเป็นเสือ้ ผ่าหน้า แขนกระบอกเอว ลอย สีพื้นสดใสส่วนใหญ่เป็นสีฟ้า สีน้ำ�เงิน สีเขียวใบไม้หรือสีดำ�สำ�หรับผู้ที่สูงวัย ตัวเสื้อจะไม่มีการตกแต่ง ซึ่ง

รายละเอียดชุด

ย่ามสะพาย 7


การปักด้ายเป็นเส้นริ้วขอบฟ้า

การปักด้ายบริเวณชายเสื้อด้านหลัง

เป็นเสือ้ ทีใ่ ช้ส�ำ หรับใส่ในชีวติ ประจำ�วันซึง่ ในปัจจุบนั จะมีการใช้ผา้ กำ�มะหยีล่ ายสีสนั สดใสในการทำ�เสือ้ ส่วนเสือ้ ที่ใช้ออกงานจะเป็นเสื้อที่มีการตกแต่งที่บริเวณสาบเสื้อประดับประดาด้วยเครื่องเงิน เบี้ย เมล็ดพันธ์พืชต่างๆ เป็นโลหะ เป็นด้าย หรือเชือกถัก บางครั้งก็จะเป็นผ้าถักทอ ร้อยเรียงติดกับเสื้อ และมีพู่ไหมพรมห้อยรอบต้น แขนเสื้อทั้งสองข้าง สำ�หรับผู้สงู อายุชาวดาระอั้งนั้นจะใส่เสื้อพื้นสีด�ำ สาบเสื้อทั้งสองข้างเป็นสีแดง โพกหัวสีด�ำ และจะมียา่ มทีต่ อ้ งใส่กบั ชุดเวลาออกงาน สวมผ้าซิน่ ทีท่ อขึน้ เองเป็นซิน่ สีแดงทีม่ ลี ายริว้ ขาวเล็กๆขวางลำ�ตัว จะ สวมจากหน้าอกยาวลงมาถึงข้อเท้า โพกผ้าผืนยาวที่เป็นผ้าทอสีดำ�ประดับลวดลาย ซึ่งในอดีตชาวดาระอั้งนั้น จะไม่สวมเสื้อหรือกางเกงข้างในผ้าซิ่น ส่วนผ้าโพกหัวนั้นในปัจจุบันก็จะใช้ผ้าขนหนูที่หาได้จากตามตลาด และ ใส่เสื้อยืดและกางเกงข้างในอีกชั้นหนึ่ง ส่วนผ้าซิ่นก็จะมีซิ่นสำ�เร็จรูปที่เป็นสีพื้น เช่น สีชมพูและสีแดง 8


การตกแต่งบริเวณเเขนเสื้อ

เมื่อการแขนจะคล้ายปีกนก 9

รายละเอียดของชุด


ส่วนประกอบของเครื่องแต่งกายหญิงชาวปะหล่อง 1. ผ้าถุง (ฆลาง) 2. ผ้าคาดเอวสีขาว 3. เข็มขัดเงิน (แซ) 4. ผ้ า โพกหั ว ผ้ า ลู ก ไม้ คื อ สี ผ้ า สี เ หลื อ ง สี ช มพู (กาไม เซน) 5. ที่คาดหัวเงิน (ซึก) 6. หวีไม้ (อึณ ฌา) 7. สร้อยห้วยหน้าผาก (ฮา ลา กลิน) 8. สร้อยเงินประดับศีรษะสามเส้น (มา กา ไว) 9. ตุ้มหู (เบล โยว) 10. เสื้อ (ซา โตว) 11. สร้อยคอเงินแบบยาว (กันโคว) 12. กำ�ไล(กันแด) 13. ที่สวมเอว (หน่องรึอณ,หน่องหว่อง) 14. ถุงย่าม (ฮูดูยหยาง)

16

การแต่งกายของหญิงชาวปะหล่อง 10


การแต่งกายของผู้ชายชาวปะหล่อง

ในอดีตชาวปะหล่องชายจะใส่เสื้อคอกลม แขนยาว ผ่า หน้า ติดกระดุมจีน นุ่งกางเกงแบบไทยใหญ่ มีผ้าเคี่ยนศีรษะแบบ เดียวกับผู้หญิง ตัวเสื้อนั้นถ้าหากเป็นผู้ชายที่มีฐานะดีตัวเสื้อจะ ผ่าไขว่และติดกระดุมที่ทำ�มาจากเงินแท้สามแถว ถ้าฐานะไม่ดีนัก ก็จะติดกระดุมเงินแถวเดียวและตัวสื้อผ่าหน้า ในปัจจุบันลักษณะ การแต่งกายเปลี่ยนแปลงไปจนไม่สามารถหาลักษณะที่บ่งบอก เอกลักษณ์ได้ ทั้งเด็ก หนุ่มและชายชรา ล้วนแต่งกายแบบคนพื้น ราบภาคเหนือ ใส่เตี่ยวสะดอ ใส่เสื้อเชิ้ตแขนยาว และมักจะเป็น เสือ้ ทีม่ สี สี นั สดใส จะใส่ทบั เสือ้ คอกลมข้างใน ยกตัวอย่างเช่น สวม กางเกงสะดอทีท่ อด้วยผ้าฝ้ายสีน�้ำ -เงิน กับชุดทีใ่ ช้ส�ำ หรับประกอบ พิธแี ต่งงานหรือพิธสี �ำ คัญคือจะใส่เสือ้ เชิต้ ซ้อนกันหลายๆตัวหลาก สีใส่เสื้อคอกลมไว้ข้างในให้เข้ากับชุดของเจ้าสาว และนุ่งกางเกง สะดอ คร่อมตาตุ่ม สะพายย่ามที่ทอลวดลายเอกลักษณ์เฉพาะตัว ของชาวปะหล่องประดับพวงลูกปัดเต็มย่าม ในปัจจุบนั ชายชาวปะ หล่องแต่งตัวเหมือนคนพืน้ ราบจะมีกเ็ พียงการสูบยาของผูเ้ ฒ่าบาง คนด้วยกล้องยาสูบ ขนาดประมาณ ๑ ฟุต ทำ�จากไม้แกะสลัก 11

เครื่องแต่งกายของชายชาวปะหล่อง


เครื่องแต่งกายที่เป็นเอกลักษณ์ของชาวปะหล่อง

หน่อง หน่องเป็นห่วงเงินทีช่ าวปะหล่องสวมคาดเอวตลอดเวลา มีประวัติและความเชือ่ ตามตำ�นานของเผ่าดาราอั้งว่า เป็น เสมือนห่วงแร้วของนายพรานที่จับนางฟ้าร้อยเงินที่เป็นกินรีลงมาเล่นน้ำ�หนึ่งในหกของนางฟ้า นางร้อย เงินเป็นน้องคนสุดท้องที่โดนจับไม่สามารถหนีขึ้นสวรรค์ได้จึงต้องใช้ชีวิตอยู่บนโลกมนุษย์ ตามความเชื่อของ ชาวปะหล่องเชื่อว่าบรรพบุรุษของตนเป็นนางฟ้าร้อยเงินจึงสวมห่วง หน่องรึอณไว้ตลอดเวลาเว้นก็เพียงเวลา ที่อาบน้ำ�เพื่อเป็นการเตือนสติและระลึกถึงบรรพบุรุษ เด็กหญิงที่โตมาเมื่อสามารถเดินได้แล้วพ่อกับแม่ก็จะ เอาหน่องรึอณมาสวมให้ตั่งแต่ยังเล็ก หน่องมีลักษณะที่แตกต่างกันไปทั้งรูปแบบและชื่อเรียกโดยมีอยู่หลักๆ ที่เห็นกันมากมีอยู่ 3 แบบได้แก่ หน่องรึอณ (ปี ปาย ดีโบง ห่องรึอณ) หน่องรึอณมีลกั ษณะเป็นห่วงเงิน จัดอยูใ่ นประเภทหว่องตาม คำ�เรียกของชาวปะหล่อง ลักษณะที่โดดเด่นหรือเฉพาะของ หน่องรึอณนั้นก็คือจะมีลักษณะเป็นห่วงเงินที่มีลวดลายอยู่ เพียง 2 แบบเท่านั้นคือ ลายดอก และลายเถาวัลย์ การสวมหน่องรึอณนี้จะสวมอยู่บนหน่องหว่องการ สวมหน่องรึอณหรือหน่องต่างๆนี้สามารถบ่งบอกถึงสถานะ ภาพได้เนือ่ งจากหญิงสาวทีย่ งั ไม่แต่งงานจะสวมหน่องรึอณ หน่องรึอณ

12


และหน่องต่างๆทั้งหมดจากทางหัวลงมาสู่เอว แต่หญิงที่แต่งงงานแล้วจะสวมหน่องจากทางเท้าขึ้นมาสู่เอวอีก อย่างคือแต่ละคนไม่ควรใส่หน่องร่วมกันเพราะสรีระของแต่ละคนไม่เหมือนกัน หน่องหว่อง หน่องหว่องมีลักษณะเป็นห่วงหวายเส้นเล็กสีดำ� ลักษณะที่โดดเด่นของหน่องหว่องก็คือเป็นวงไม้ที่มีการทา ด้วยรักสีดำ� อาจจะทำ�ลวดลายเล็กน้อยด้วยการพันเชือกที่หน่องหว่องก่อนจะทารักลงไป โดยต้องใช้ความ ระมัดระวังในการทำ�เพราะยางรักเมื่อสัมผัสกับผิวหนังอาจทำ�ให้เกิดอาการแพ้ ซึ่งหน่องหว่องจะสวมอยู่ด้าน ล่างสุดของหน่องทัง้ หมดถ้านับจากด้านบนช่วงเอวลงล่าง หน่องนีม้ กั จะทำ�จากหวายเพราะหวายมีความทนทาน และอายุการใช้งานนานกว่าไม้ชนิดอื่น นอกจากนี้ยังสังเกตได้ว่าหน่องหว่องจะมีอยู่สีเดียวเท่านั้นคือสีดำ�ที่ทา ด้วยยางรัก ซึ่งถ้าหากเป็นสีอื่นจะถือว่าไม่ใช่ชาวปะหล่อง ในปัจจุบันจะมีการทาสีหน่องหว่องด้วยสีเคมีแทน การทาด้วยยางรัก

ด้านข้างของหน่องหว่อง

หน่องหว่อง 13


หน่องเรณ

ลายละเอียดด้านข้างของหน่องเรณ

หน่องเรณ หน่องเรญมีลักษณะเป็นห่วงสีแดงทำ�ด้วยหวาย มีการประดับลวดลายเป็นเส้นๆด้วยวิธีการพันรอบๆห่วงในขั้น ตอนการย้อมหวาย ความแตกต่างของหน่องเรณที่ไม่เหมือนหน่องอื่นๆนั่นก็คือระยะเวลาในการทำ�ของหน่อ งเรณจะใช้ระยะเวลานานกว่า 1 ปี เพราะต้องใช้ระยะเวลาในการแช่หวายให้แดง ซึ่งหวายจะแดงหรือไม่ก็ขึ้น อยู่กับระยะเวลาโดยจะแช่หวายไว้กับใบห่ำ�ลีกให้นานกว่า 8 เดือนถ้าหากแช่น้อยกว่านั้นหวายอาจจะไม่แดง โดยต้องใช้หวายแก่เท่านั้นในการแช่เพื่อจะให้หวายแดง โดยระหว่างที่ต้มหวายนั้นมีความเชื่อว่าห้ามมีคนมา ทักหรือถามว่าหวายจะแดงไหม เพราะเชื่อว่าหวายจะไม่แดง หน่องเรณนั้นจะสวมอยู่ตรงกลางของหน่องต่างๆ หน่องเรณที่ทำ�ออกมาต้องเป็นสีแดงเท่านั้นถ้าหากว่าเป็นสี อื่นจะไม่ถือว่าเป็นหน่องเรณและจะไม่ถือว่าเป็นชนเผ่าปะหล่อง 14


กำ�ไลเงิน (กันแด) ในสมัยก่อนหญิงสาวชาวปะหล่องสวมใส่กำ�ไลก็เพราะเป็นเครื่อง ป้องกันทางการต่อสู้ เนื่องจากกำ�ไลที่ชาวปะหล่องสวมใส่นั้นมีน้ำ� หนักมาก จึงสามารถใช้เป็นอาวุธทำ�ให้บาดเจ็บได้อีกด้วย นอกจาก นี้หญิงสาวชาวปะหล่องยังนิยมสวมใส่กำ�ไลมากๆ ขนาดที่ว่าสวมไป จนถึงข้อศอก แต่ในปัจจุบันก็เหลือเพียงข้างละ 1-2 วงโดยลักษณะ และวัสดุทใี่ ช้ทำ�กำ�ไลนัน้ ก็จะเป็นโลหะ เงิน ซึง่ กำ�ไลนีช้ าวปะหล่องจะ ถือว่าเป็นเครือ่ งประดับทีข่ าดไม่ได้เลยเพราะมีการสืบทอดกันมาเมือ่ สมัยอดีตจนถึงปัจจุบัน โดยลักษณะลวดลายของกำ�ไลของชาวปะ หล่องนีจ้ ะมีเพียงสองลวดลายเท่านัน้ คือ ลายดอกและลายเส้นเท่านัน้ เสื้อกำ�มะหยี่เอวลอย เสื้อกำ�มะหยี่เอวลอย เสือ้ เอวลอยทีช่ าวปะหล่องใช้สวมใส่นนั้ เป็นเสือ้ ทีม่ กี ารประดับตกแต่ง ที่โดดเด่นและมีความหมายในลายระเอียดมากทั้งแถบสีแดงบริเวณ ขอบคอเสื้อยาวจนถึงด้านหน้าที่มีความหมายว่าเป็นสะพานสู่สรวง สวรรค์การปักด้ายทีข่ อบชายเสือ้ ทีเ่ ป็นลวดลายเฉพาะสือ่ ถึงเส้นขอบ ฟ้า การประดับพวกลูกปัดไหมพรหมทีบ่ ริเวณรอบกระบอกแขนทีเ่ มือ่ เวลากางแขนจะมีลักษณะเหมือนปีกนกที่ชาวปะหล่องบอกว่าคือปีก นางฟ้า และ ลักษณะที่เด่นชัดอีกอย่างในรายละเอียดเสื้อคือผ้าที่ใช้ กำ�ไลเงิน (กันแด)

15


มักเป็นผ้ากำ�มะหยี่ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นสีม่วง น้ำ�เงิน เขียว ซึ่งจะมีการปักกระดุมเงินเต็มเสื้อซึ่งหมายถึงดาวที่ ระยิบระยับเต็มท้องฟ้านั่นเอง อิทธิพลที่มีผลต่อรูปแบบเครื่องแต่งกายในอดีตของกลุ่มชาติพันธุ์ชาวปะหล่องนั้นมีรากฐานมาจาก เครื่องแต่งกายของชาวพม่าโดยจะเห็นได้จากหลักฐานที่ชาวปะหล่องมีต้นกำ�เนิดเดิมมาจากประเทศพม่าและ ความคล้ายคลึงกันของรูปแบบโครงสร้างของเครื่องแต่งกาย เช่น วัฒนธรรมการโพกผ้า สะพายย่าม การสวม ใส่เสือ้ ผ่าหน้าเป็นต้น ทำ�ให้เห็นได้วา่ อิทธิพลของการสร้างเครือ่ งแต่งกายชาวปะหล่องนัน้ มีพนื้ ฐานเดิมแบบเดียว กับเครือ่ งแต่งกายของชาวพม่านอกจากนี้ยงั มีอิทธิพลของสภาพแวดล้อมทีเ่ กิดการเปลีย่ นแปลงหรือการสร้าง วัฒนธรรมในการสวมใส่เครือ่ งแต่งกายโดยเป็นอีกหนึง่ ปัจจัยในอดีตทีเ่ กิดการสร้างรูปแบบของเครือ่ งแต่งกาย

วัฒนธรรมการสวมเสื้อผ่าอก

วัฒธรรมการสะพายย่าม 16

วัฒนธรรมการโพกศีรษะ


การปักด้ายเป็นเส้นริ้วขอบฟ้า

แนวคิดในการสร้างรูปแบบเครือ่ งแต่งกายของกลุม่ ชาติพนั ธุช์ าวปะหล่องยังมีต�ำ นานความเชือ่ ทีส่ ง่ ผลต่อรูปแบบ เครือ่ งแต่งกายของชาวปะหล่องอย่างมาก ซึง่ เป็นวิธกี ารสร้างรูปแบบเครือ่ งแต่งกายให้สอดคล้องกับความเชือ่ และประวัตคิ วามเป็นมาของชาวปะหล่องซึง่ มีนยั ยะไปในเชิงสัญลักษณ์ซงึ่ สามารถสร้างเอกลักษณ์ บ่งบอกถึงอัต ลักษณ์ รสนิยม ความคิด และเป็นการสร้างความแตกต่างให้สามารถบอกถึงลักษณะกลุม่ ชาติพนั ธุไ์ ด้เป็นอย่างดี ในปัจจุบนั ชาวปะหล่องมีวิถีชีวิตทีด่ �ำ เนินไปอย่างเรียบง่ายบนพื้นฐานของกฎระเบียบทีม่ ีอยู่ในหมู่บ้านซึง่ การใช้ ชีวิตอยู่ร่วมแปะปนกับคนพื้นราบและสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปในอดีตก็ส่งผลต่อการใช้สอย และการ สวมใส่เครื่องแต่งกาย โดยในปัจจุบันชาวการสวมใส่เสื้อผ้าและรูปแบบเครื่องแต่งกายซึ่งก็เกิดจากการใช้ชีวิต ในชีวิตประจำ�วัน การเข้ามาของวัฒนธรรมอื่นๆ สภาพสังคมและสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา ถึงอย่างไรการปรับเปลี่ยน หรือเปลี่ยนแปลงของรูปแบบเครื่องแต่งกายของชาวปะหล่องก็ยังคงหลงเหลือให้ เห็นอยู่บ้างไม่มากก็น้อย 17


“ปะหล่อง” จากตำ�นานสู่อาภรณ์ ปัญโญภาส เกตุปาน 530310126 ภาษาไทย © 2556 ภาควิชาศิลปะไทย คณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ สงวนลิขสิทธิ์ พิมพ์ครั้งแรก กรกฎาคม พ.ศ. 2556 จัดพิมพ์โดย ภาควิชาศิลปะไทย คณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ออกแบบโดย ปัญโญภาส เกตุปาน

18



PALUANG