Page 1

Soviet Communist Theory

แทรกอันที่ 1

เกิดจาก แนวคิดของเลนินผสมผสานกับแนวคิดของรัสเซียในคริสต์ศตวรรษที่ 19

แนวคิดสตาลิน

ผสมผสานกับแนวคิดของรัสเซียในคริสต์ศตวรรษที่ 19

แทรกอันที่ 2


เลนินกล่าวว่า

“ชนชั้นกรรมาชีพไม่มีอาวุธอย่างอื่นใดที่จะใช้ในการต่อสู้เว้นแต่การจัดตั้ง รวมกันเข้าเป็นองค์การชนชั้นกรรมาชีพ สามารถ และจะเป็นพลังสาคัญได้ ก็ต่อเมื่อเอกภาพในเชิงปัญญาของชนชั้นนี้ ซึ่งเกิดขึ้นมาด้วยหลักการ ต่างๆของลัทธิมาร์กซิสม์ ได้รับการสนับสนุนด้วยเอกภาพในเชิงวัตถุของ องค์การซึ่งรวมพลังนับล้านคนให้เข้ากันเป็นกองทัพของชนชั้น แรงงาน”

แทรกอันที่ 3

ลักษณะของสื่อมวลชนในโซเวียต คือสื่อมวลชนถูกใช้เป็นเครื่องมือของรัฐและของพรรค เพื่อรักษาความ เป็นเอกภาพภายในของรัฐและของพรรค ใช้เป็นเครื่องมือของการ โฆษณาชวนเชื่อและชักจูงสื่อมวลชน


หน้าที่ของสื่อมวลชน หรือหนังสือพิมพ์ คือเป็นเครื่องมือในการทาให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในสังคม ถูกควบคุมโดยรัฐในนามของประชาชน

เนื้อหาของหนังสือพิมพ์ เป็นการอธิบายถึงกระบวนการต่างๆของสังคม ระดับหนังสือพิมพ์

หนังสือพิมพ์ที่แพร่ทั่วสหภาพ หนังสือพิมพ์ที่แพร่ทั่วตลาดถูมิภาค หนังสือพิมพ์ท้องถิ่น

แทรกอันที่ 4


ข้อสังเกต หนังสือพิมพ์โวเวียตเป็นหนังสือพิมพ์ที่เกิดขึ้น ตามแบบแผน หนังสือพิมพ์โลกเสรีเติบโต ขึ้นเองตามความต้องการของคนทั่วไป และองค์การธุรกิจเอกชน

วิทยุและโทรทัศน์ของโซเวียต ไม่มรี ายการของโฆษณาสินค้า จะต้องเสนอคาสั่งสอนต่างๆของ เลนิน และสตาลิน ต่อหมู่มวลชนให้ได้กว้างขวางที่สุด เช่น ต้องมีส่วนช่วยในการ ให้การศึกษาทั่วไปและการปรับปรุงให้พลเมืองของโซเวียตก้าวหน้ายิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการอนามัย สาธารณสุข วิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐาน และเทคนิคต่างๆของการผลิต


เลนิน เรียกภาพยนตร์ว่า นักเผยแพร่ทางภาพ การปาฐกถาด้วยภาพ สตาลิน กล่าวว่า ภาพยนต์มี

พลังมหาศาล และล้าค่า ช่วยชนชั้นแรงงาน

และพรรคของชนชั้นนี้ในการให้การศึกษาแกบรรดาคนงาน

หน้าที่พื้นฐานของสื่อทางหนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ และภาพยนตร์ คือ เป็นนักโฆษณาชวนเชื่อ นักชักจูง และนักก่อตั้งมวลชน


ข้อห้าม คือ การวิจารณ์จุดมุ่งหมายของพรรคซึ่งแตกต่างออกไปจากวิธีการ ผู้มีสิทธิ์ใช้สื่อมวลชน คือ สมาชิกของพรรคผู้ยึดมั่นในคาสั่งสอน ของพรรค

แทรกอันที่ 5

*** จุดประสงค์สาคัญของทฤษฎีโซเวียตมิวนิสต์ เพื่อช่วยสร้างความสาเร็จ และความสืบเนื่องของระบบโซเซียลิสต์ โดยเฉพาะของอานาจเผด็จการของพรรค


ต่างจากทฤษฎีอื่น สื่อมวลชนเป็นกรรมสิทธิ์ของรัฐและ เป็นสื่อมวลชนที่ตั้งอยู่ภายใต้การควบคุม อย่างใกล้ชิด และดารงอยู่ในฐานะ เป็นเครื่องมืออย่างหนึ่งของรัฐเท่านั้น

แทรกอันสุดท้าย ^^


ทฤษฎีความรับผิดชอบทางสังคม (Social Responsibility Theory) จากพฤติกรรมในทางลบของหนังสือพิมพ์เสรีในสหรัฐอเมริกาได้ผลักดันให้นักคิดนักวิชาการเข้ามาช่วยนักหนังสือพิมพ์ และผู้พิมพ์ผู้โฆษณาสร้างจรรยาบรรณสาหรับวิชาชีพนี้มาตั้งแต่กลางคริสต์ศตวรรษที่ 19 แต่ผู้ที่มีส่วนในการวางรากฐานทฤษฎีนี้ เป็นอย่างมาก ก็คือ โจเซฟ พูลิทเซอร์ (Joseph Pulitzer) ที่ได้พยายามต่อสู้เพื่อตั้งสถาบันการศึกษาวารสารศาสตร์ขึ้น (ปัจจุบันนี้อยู่ ในมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย นิวยอร์ค) และได้เขียนเรื่องนี้ไว้ในวารสาร North American Reviewเมื่อปี ค.ศ. 1904 ว่า "ความ ปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะทาในสิ่งที่ถูกต้อง ความรู้ถูกถ้วนที่สุดเกี่ยวกับปัญหาที่จะต้องเผชิญ และความรู้สึกรับผิดชอบทาง ศีลธรรมด้วยความจริงใจ สามอย่างนี้จะช่วยปกป้องวิชาชีพวารสารศาสตร์ให้พ้นจากความยอมจานนต่อประโยชน์ทางธุรกิจที่เห็น แก่ตัวและเป็นศัตรูต่อสวัสดิการของประชาชน

โจเซฟ พูลิทเซอร์ (Joseph Pulitzer)

North American Review

นับแต่นั้นมาการพูดถึงความรับผิดชอบก็ขยายกว้างออกไป หนังสือพิมพ์ต้องมีเสรีภาพตามแนวความคิดอิสรภาพนิยม แต่ ขณะเดียวกันก็ต้องมีความรับผิดชอบควบคู่กันไปด้วย เกิดเป็นแนวความคิดเสรีนิยมอีกรูปแบบหนึ่ง ซึ่งเรียกกันว่า Neo-liberalism ในแนวความคิดนี้เสรีภาพถูกจากัดขอบเขตด้วยความรู้สึกรับผิดชอบของผู้ประกอบวิชาชีพภายใต้จรรยาบรรณของสมาคมวิชาชีพ และโดยการควบคุมของสถาบันรัฐที่เป็นอิสระไม่ขึ้นกับรัฐบาลหรือผู้ใด (public but independent institutions) ความคิดเกี่ยวกับ สถาบันรัฐที่เป็น อิสระนี้เกิดขึ้นเมื่อรัฐบาลสหรัฐจัดตั้งคณะกรรมาธิการวิทยุ (Federal Radio Commission) เพื่ออนุญาตความถี่รวมทั้ง ควบคุมเนื้อหารายการ ในปี ค.ศ. 1927 และจัดตั้งคณะกรรมาธิการการสื่อสาร (Federal Communication Commission) เพื่อออก ใบอนุญาตจัดตั้งสถานีและดูแลการใช้คลื่นออกอากาศในปีค.ศ.1934เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน อันที่จริงทฤษฎีเสรีนิยมแนวใหม่ (Neo liberalism) เพิ่งจะกลายเป็นทฤษฎีความรับผิดชอบทางสังคมอย่างชัดแจ้งในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สองนี่เอง เมื่อ คณะกรรมาธิการเสรีภาพสื่อมวลชน (Commission on Freedom of the Press) ได้ศึกษา และเขียนรายงานชื่อว่าสื่อมวลชนที่มี เสรีภาพและความรับผิดชอบ (A Free and Responsible Press)*แม้ว่าผลงานของคณะกรรมาธิการจะได้รับการวิพากษ์วิจารณ์เป็น อย่างมากจากวงการวิชาชีพ แต่ส่วนใหญ่ก็มิได้ขัดแย้งในหลักการจึงเท่ากับว่าช่วยตบแต่ง (ส่งเสริม) ให้ทฤษฎีนี้มีรูปร่างชัดเจน


ยิ่งขึ้น ถ้าจะกล่าวถึงอีกลักษณะหนึ่งของทฤษฎีความรับผิดชอบทางสังคม (Social Responsibility Theory) แล้วอาจจะกล่าวได้ว่า เนื่องจากโทรทัศน์และวิทยุมีบทบาท และมีอิทธิพลต่อสาธารณชนมากจึงต้องมีมาตรการควบคุมการเสนอข่าวของสื่อเหล่านี้ รวมทั้งหนังสือพิมพ์ด้วย เพื่อให้มีความรับผิดชอบต่อสังคม ในการเผยแพร่ข่าวสาร ข้อมูล โดยต้องสอดคล้องกับหลัก 3 ประการ ดังต่อไปนี้ เพื่อให้สื่อมีความเป็นกลาง และตอบสนองความต้องการของผู้รับสาร ตลอดจนให้สาธารณชนเชื่อถือในข่าวสาร ข้อมูล อันเกี่ยวกับกิจการบ้านเมือง ซึ่งหลัก 3 ประการที่ว่านี้ก็คือ 1. ให้ประชาชนมีเสรีภาพส่วนบุคคลและมีทางเลือกในอันที่จะรับข่าวสาร 2. สื่อต้องมีเสรีภาพเช่นกัน 3. สื่อต้องสานึกถึงหนี้บุญคุณต่อสังคม แต่การที่จะเสนอข่าวสารโดยมีหลักการทั้ง 3 ประการนั้นทาได้ยาก จึงมีข้อสรุป 2 แบบเพื่อแก้ปัญหานี้คือ 1. พัฒนาสาธารณชน เข้าจัดการการบริหารการเสนอข่าว อันจะทาให้มีอานาจด้านการเมือง กล่าวได้ว่าสื่อมีความ รับผิดชอบต่อสังคม 2. พัฒนาสื่อ สื่อทาหน้าที่ให้สมบูรณ์ โดยมีการปกครองดูแลการทางานเองด้วยการกระจายเสียงทางวิทยุและแพร่ภาพทาง โทรทัศน์เป็นหนทางที่จะปฏิบัติได้ตามทฤษฎีสื่อที่มีความรับผิดชอบต่อสังคม ในกรณีที่โทรทัศน์และวิทยุเป็นของผู้ใด หรือกลุ่มใด กลุ่มหนึ่งรัฐบาลจึงได้พยายามลดเสรีภาพของสื่อ ด้วยการออกกฏต่าง ๆ เพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ เพื่อประโยชน์ของสังคม ตลอดจน ลดความกดดันและแนวโน้มจากสาธารณชน บทบาทหน้าที่ของสื่อมวลชนตามทฤษฎีความรับผิดชอบต่อสังคมนี้พัฒนามาจากทฤษฎีเสรีนิยมแบบดั้งเดิมแต่เจาะเน้นที่ความ รับผิดชอบในการปฏิบัติหน้าที่เหล่านั้นให้เกิดผลดีต่อสังคมส่วนรวมอย่างแท้จริง ซึ่งได้แก่ ประการแรก การจะต้องถือเป็นภาระหน้าที่หลักที่จะให้บริการแก่ระบบการเมืองโดยการให้ข่าวสารและให้มีการอภิปราย โต้เถียงในเรื่องของส่วนรวมหรือกิจการสาธารณะ ประการที่สอง ซึ่งเป็นหน้าที่รองลงมาก็คือ ควรจะต้องส่งเสริมกระบวนการประชาธิปไตยและให้ความสว่างทางปัญญา (enlightening) แก่สาธารณชนเพื่อจะได้เกิดความสามารถในการปกครองตนเอง ประการที่สาม ควรจะต้องพิทักษ์รักษาสิทธิของบุคคลโดยคอยเฝ้าดูรัฐบาล (watchdog against government) ประการที่สี่ ควรจะต้องให้บริการแก่ระบบเศรษฐกิจ โดยเน้นส่งเสริมผลประโยชน์ของผู้ซื้อผู้ขายสินค้าและบริการด้วยสื่อการ โฆษณา แต่รายได้จากการนี้จะต้องไม่บั่นทอนอิสรภาพของสื่อมวลชน ประการที่ห้า ควรจะต้องให้ความบันเทิงแก่สาธารณชน แต่มีเงื่อนไขว่าต้องเป็นความบันเทิงที่ "ดี" มีคุณภาพ ประการที่หก ควรจะต้องหลีกเลี่ยงไม่เสนอเนื้อหา เรื่องราวที่อาจนาไปสู่การประกอบอาชญากรรม ความรุนแรง ความไม่สงบ เรียบร้อยของบ้านเมือง หรือการก้าวร้าวต่อชนกลุ่มน้อย


ประการที่เจ็ด สื่อมวลชนควรจะต้องเป็นพหุนิยม คือสะท้อนความคิดเห็นที่แตกต่างกัน รวมทั้งเปิดโอกาสให้ใช้สิทธิโต้ตอบ จะเห็น ได้ว่าทฤษฎีความรับผิดชอบทางสังคมแตกต่างไปจากทฤษฎีเสรีนิยมตรงประเด็นที่ว่า เสรีภาพมิได้เป็นแต่เพียงอิสรภาพที่ไร้ จุดหมายปลายทางและเสนอเพื่อสนองสิทธิมนุษยชนในการแสดงออกเท่านั้น หากจะต้องเป็นอิสรภาพที่นาไปสู่การสร้างสรรค์ ประโยชน์ของส่วนรวมให้เกิดผลอย่างจริงจัง สื่อมวลชนมิได้เกิดมาเพื่อเป็นเครื่องมือของบุคคลหรือกลุ่มบุคคลเพียงอย่างเดียว แต่ จะต้องเป็นเครื่องมือสื่อสารที่สร้างความสัมฤทธิ์ผลให้กับสังคมด้วย สรุปได้ว่าเสรีภาพจาก...(freedom from) หรือเสรีภาพเชิงลบ (negative freedom) ได้กลายมาเป็นเสรีภาพเพื่อ (freedomfor) หรือเสรีภาพเชิงบวก (positive freedom) นั่นเอง

ลักษณะความรับผิดชอบของสื่อมวลชน 1.ความเป็นอิสระ(Freedom)ได้แก่ความเป็นอิสระที่จะรู้(Freedom to know)ความเป็นอิสระที่จะบอก(Freedom to tell) และความเป็นอิสระในการค้นหาความจริง(Freedom to find out) แม้ว่าสื่อมวลชนจะมีอิสระในด้านต่างๆข้างต้นแต่ก็จาเป็นต้องใช้ ความเป็นอิสระเหล่านั้นอย่างมีความรับผิดชอบและในขณะเดียวกันก็ต้องปกป้องความเป็นอิสระของตนจากการแทรกแซงของสิ่ง ต่างๆ 2. ต้องไม่เสนอข่าวในลักษณะที่อาจทาให้เสียความยุติธรรมในการพิจารณาคดี(Fair Trial) 3. ต้องไม่เสนอในเรื่องที่เป็นความรับของทางราชการ(Government Secrecy) 4. ต้องเสนอข่าวด้วยความถูกต้อง (Accuracy)หากมีความผิดพลาดในการเสนอข่าวสื่อมวลชนจะต้องแก้ไขข่าวนั้น ในทันทีเช่นถ้าเสนอข่าวผิดหนึ่งประโยคก็ต้องแก้ไขประโยคนั้นในหน้าเดียวกันในตาแหน่งเดียวกันที่ผิดพลาด 5.ต้องเสนอข่าวอย่างตรงไปตรงมา (Objective)โดยแยกแยะระหว่างเนื้อข่าวและความคิดเห็น 6.ต้องเสนอข่าวโดยเสมอภาคกัน(Balance) โดยเสนอข่าวจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับเรื่องราวที่เกิดขึ้น 7.ต้องไม่แทรกแซงสิทธิส่วนบุคคล(Privacy) 8.ต้องอ้างถึงแหล่งที่มาของข่าวได้(Using Source Responsibly)เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือแต่ในบางกรณีที่ผู้ให้ข่าวอาจไม่ ต้องการเปิดเผยตัวเพราะกลัวว่าอาจได้รับอันตรายก็เป็นความรับผิดชอบของสื่อมวลชนที่จะปิดข่าวไว้ 9.ต้องเสนอรายการบันเทิงในรูปแบบที่หลากหลาย(Pluralism in Programming) ซึ่งหากจะกล่าวโดยสรุป หลักของทฤษฎีความรับผิดชอบทางสังคม จะมีดังต่อไปนี้ 1. สื่อควรยอมรับและบรรลุหน้าที่ความรับผิดชอบต่อสังคม 2. หน้าที่รับผิดชอบนี้..คือจะต้องมีมาตรฐานของข่าวสาร ข้อมูล ข้อเท็จจริง ความถูกต้องแน่นอน สานึกถึงความ รับผิดชอบและความสมดุลย์


3. ต้องสามารถควบคุมตัวเองได้อย่างสมเหตุสมผลและถูกต้อง 4. ต้องเลี่ยงเหตุอันจะก่อให้เกิดความรุนแรง อาชญากรรม หรือความไม่สงบหรือไม่ทาความไม่พอใจแก่ชนกลุ่มน้อย 5. ทาหน้าที่เพื่อคนส่วนมาก และเสนอความหลากหลายของความคิดเห็นจากคนหลากหลายในสังคม 6. สังคมและสาธารณชนมีสิทธิที่จะได้รับผลตอบแทนที่ดี ๆ 7. สื่อมวลชนควรเชื่อถือสังคม ลูกจ้าง และตลาด

จะเห็นได้ว่าทฤษฎีความรับผิดชอบทางสังคมแตกต่างจากทฤษฎีเสรีนิยมหรืออิสรภาพนิยมตรงประเด็นที่ว่าเสรีภาพมิได้ เป็นแต่เพียงอิสรภาพที่ไร้จุดหมายปลายทางและเสนอสนองสิทธิมนุษยชนในการแสดงออกเท่านั้นหากจะต้องเป็น อิสรภาพที่นาไปสู่การสร้างสรรค์ผลประโยชน์ของส่วนรวมให้เกิดผลอย่างจริงจังสื่อมวลชนมิได้เกิดมาเพื่อเป็นเครื่องมือ ของบุคคลหรือกลุ่มบุคคลเพียงอย่างเดียวแต่จะต้องเป็นเครื่องมือสื่อสารที่สร้างความสัมฤทธิผลให้กับสังคมด้วยสรุปได้ว่า เสรีภาพเชิงลบ (negative freedom) ได้กลายมาเป็นเสรีภาพเชิงบวก (positive freedom) นั่นเอง


Libertarian Theory (ทฤษฎีอิสรภาพเสรี) เจริญเติบโตขึน ้ มาอย่างมากเมื่อมีการปฏิรูปทางด้านวิทยาศาสตร์ ศาสนา และเศรษฐกิจในยุโรปตะวันตก เมือ ่ ศตวรรษที่ 16 และ 17 หน้าที่ของการหนังสือพิมพ์หรือสื่อสารมวลชน

ในหลักของอิสรภาพ

นิยมถือว่าสื่อสารมวลชล มีหน้าที่แจ้งข่าวสาร ให้ความบันเทิง จัดขายหรือ โฆษณาแจ้งความในฐานะเป็นแหล่งสนับสนุนทางการเงิน หนังสือพิมพ์มีสท ิ ธิ และหน้าที่ในการตรวจตราควบคุมรัฐและมีหน้าที่คอยดูแลไม่ให้เจ้าหน้าที่ ของรัฐใช้อานาจไปทางที่ผิดหรือเกินขอบเขต

ถ้ามีการปฏิบัติที่ผด ิ หรือเป็น

เชิงอานาจนิยม หนังสือพิมจะทาหน้าที่เป็นคนยาม ( Watchdog ) เป็นผู้เฝ้า มองการดาเนินการในระบบของประชาธิปไตย ผู้มีสิทธิใช้สื่อสารมวลชน คือ ผู้ที่มก ี าลังทางเศรษฐกิจ ผู้ที่มีฐานะทาง การเงินพอที่จะดาเนินการได้กรรมสิทธิ์หรือเจ้าของสื่อมวลชนส่วนใหญ่เป็น เอกชน การควบคุมสื่อมวลชนของฝ่ายอิสรภาพนิยมทาโดย กระบวนการสิทธิ ส่วนบุคคล ( Self – righting process ) ในตลาดเสรีความคิดเห็น ( Free market place of idea ) และกระบวนการยุติธรรมทางศาล ข้อห้ามสาหรับ สื่อสารมวลชนคือ การหมิ่นประมาท อนาจาร หยาบคาย และการยุยงให้เกิด ความกระด้างกระเดื่องในยามสงคราม ข้อบกพร่องที่สาคัญคือ ให้มาตรฐานที่แน่นอน สมบัตท ิ ี่ดีของทฤษฎีคือ อยู่กลางๆ อาจปรับให้เข้ากับสภาพที่เปลี่ยนแปลงได้ และให้ความมั่นใจกับ บุคคลทั่วไปอย่างมากในการกาหนดวิถีชีวิตของตนเอง


รวม  

รวม

Advertisement
Read more
Read more
Similar to
Popular now
Just for you